จักรพรรดิถังไทจงฮ่องเต้
(ปฐมเหตุแห่งการเดินทางของพระถังซัมจั้ง)พงศาวดารจีนเรื่องไซอิ้วราชวงศ์ถัง(พ.ศ. ๑๑๖๑-๑๔๕๐)เดิมจะมีเรื่องไซอิ้วนี้ ตั้งแต่ครั้งพงศาวดารเรื่องซุยถัง มีความว่า พระเจ้าถัง
ไทจงฮ่องเต้ คือพระนามเดิมชื่อหลีซิบิ้น ได้เป็นกษัตริย์สีบวงศ์ถัง เสวยราชสมบัติ
ในเมืองถังเป็นสุขแล้วครั้นอยู่มาในราตรีวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระองค์เสด็จเข้าที่พระบรรทม
หลับสนิท ทรงพระสุบินนิมิตฝืนไปว่า มีพระยานาคราช* ตนหนึ่งมาอ้อนวอนขอให้
พระองค์ช่วยชีวิตไว้ โดยเหตุว่า พระยานาคนั้นเป็นพนักงานให้น้ำฝน พระยานาค
ได้กระทำให้น้ำฝนตกลงมาในมนุษยโลกมากเกินกว่ากำหนดไป เง็กเชียงฮ่องเต้คือ
พระอิศวร ทรงพระพิโรธกริ้วพระยานาค มีรับสั่งให้งุยเต็งซึ่งเป็นขุนนางของพระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าพระยานาคซึ่งเป็นผู้มีความผิด พระยานาค
รู้ว่างุยเต็งเป็นขุนนางในพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงได้มาเข้าฝันขอให้พระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ช่วยว่ากล่าวงุยเต็งขอชีวิตไว้ครั้นพระองค์ทรงฟื้นจากที่พระบรรทมแล้ว จึงรับสั่งให้หางุยเต็งเข้ามาเฝ้า
ทรงชวนงุยเต็งเล่นหมากรุกโดยมีพระราชประสงค์จะมิให้งุยเต็งไปฆ่าพระยานาค
ได้ตามกำหนดครั้นงุยเต็งเล่นหมากรุกอยู่ด้วยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มาหลายกระดานเข้า
หาวนอนก็เคลิ้มสติหลับไปหน่อยหนึ่ง จึงร้องขึ้นว่า (ซัว) แปลเป็นภาษาไทยว่า
(ฆ่า) แล้วก็ได้สติสะดุ้งตื่นเลยเล่นหมากรุกแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ต่อไปสวนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เมื่อพระองค์ได้ทรงฟังงุยเต็งร้องขึ้นว่า (ซัว) แล้ว
ก็เล่นหมากรุกต่อไปฉะนั้นจึงรับสั่งถามงุยเต็งว่าเมื่อตะกี้ท่านว่ากระไรงุยเต็งจึงกราบทูลว่า มีรับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ข้าพระพุทธเจ้าประหารชีวิต
เล่งอ๋อง ซึ่งมีความผิดได้ให้น้ำฝนเกินกว่ากำหนดที่เง็กเซียงฮ่องเต้กำหนดไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงเสียพระทัยที่มิได้ทรงทราบว่า
*หมายเหตุ พระยานาค, นาค หมายถึง มังกรของจีน
งุยเต็งจะไปประหารชีวิตพระยานาคได้ด้วยวิญญาณทรงเข้าพระทัยว่างุยเต็งจะไป
ฆ่าพระยานาคพร้อมด้วยร่างกายและวิญญาณ จึงได้ทรงชวนงุยเต็งให้มาเล่น
หมากรุกอยู่เสียกับพระองค์งุยเต็งผู้นี้ถ้าเวลากลางวันก็รับราชการอยู่ในเมืองมนุษย์ ครั้นเวลาราตรี
กลางคืนก็ไปรับราชการฆ่าสัตว์อยู่ในเมืองนรก ตามหน้าที่ของตนที่เป็นเพชฌ-
ฆาตในเมืองนรกครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระองค์ประชวรพระโรคลมสลบแน่
นิ่งไปช้านาน ครั้นเจ้าพนักงานแพทย์พยาบาลพระองค์ทรงฟื้นคืนมีพระสติขึ้นได้
แล้ว ก็ทรงพระราชดำริแต่ในการพระราชกุศล อันเป็นเหตุที่จะให้เป็นอุปนิสัยปัจจัย
แก่พระองค์ไปในปรโลกเบื้องหน้าต่อไป จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระถังซัม
จั่งเข้ามาเฝ้าในพระราชวัง ทรงพระปรารภรับสั่งแก่พระถังซัมจัง เพื่อให้ไปเรียน
พระพุทธศาสนาในลังกาทวีปฝ่ายทิศตะวันตกซึ่งเป็นประเทศต่อเมืองแก่มัชเิม
ประเทศ อันเป็นประเทศที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิด คือประเทศอินเดียใน
ทุกวันนี้ อันคนโบราณทั้งหลายเรียกว่าชมพูทวีปมาแต่ก่อนจึงพระถังซัมจั้งได้รับอาสาไปเรียนพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป คือทิศตะวัน
ตกที่เกาะลังกาสิงหลในกาลทุกวันนี้ และไปได้ศิษย์วิเศษษู้หนึ่งชื่อ (เกาซือเทียน)
คือ (หงอคง) ภาษาไทยว่าหนุมานจีนต่อไปนี้จะได้กล่าวตามเรื่องประวัติของเกาซือเทียนคือหงอคง ซึ่งเป็นลิงเผือก
ท่านผู้อ่านจะได้ทราบเรื่องเบื้องต้นอันเป็นประวัติของหงอคงหนุมานจีน ดังจะได้
กล่าวต่อไปนี้โดยพิสดารประวัติของหงอคงเดิมฟ้าและดินชลในอากาศวิถีมีดาวเดือนตะวัน พระจันทร์ พระอาทิตย์ และ
มีธาตุเครื่องคุมต่าง ๆ คือดินน้ำลมไฟและภูเขากรวดทรายศิลา แม่น้ำลำธาร
ห้วยหนอง ต้นไม้ ใบหญ้าลดาวัลย์และมีจักรวาลและทวีปน้อยใหญ่ คือ ทวีป
บูรพาทางทิศตะวันออก และทวีปปราจีนทิศตะวันตกและทวีปอุดรทิศเหนือ และ
ทวีปทักษิณทิศใต้แต่ในเรื่องไซอิวนี้ ได้กล่าวแต่ฝ่ายทิศบูรพาข้างตะวันออกก่อนว่าริมฝั่งชาย
ทะเลตะวันออกมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่าเมือง (เง่าล่ายก๊ก) ในทะเลมีเกาะมี
ภูเขาสูงชื่อว่า (ฮวยก๊วยซัว) ภูเขานี้เป็นต้นเหตุของนา ๆ ทวีปและเป็นที่อาศัยของ
พระยานาคราชทั้งหลาย บนยอดเขามีก้อนศิลาเรียกว่า (เจียเซียน) แปลเป็น
ภาษาไทยว่า ศิลาเทวดา สูงประมาณสามวาสองศอกห้าองคุลี วัดอ้อมรอบโต
ประมาณสามวา ที่บนยอดศิลามีช่องเล็ก ๆ อยู่เก้าช่อง ได้รับเอาแสงพระอาทิตย์
พระจันทร์ และอากาศธาตุฤดูต่าง ๆ ก็เกิดเป็นกายสิทธิ์ปรากฏขึ้นเป็นวานรคือลิง.
หิน มีมือและเท้าศีรษะอันบริบูรณ์ ก็สำแดงกิริยาไหวกระดิกนั่งยืนเดินกระโดด
โลดโผนได้ต่าง ๆ มีนัยน์ตาเป็นแสงสว่างช่วงดังดวงพระทินกร ส่องแสงนัยน์ตา
ขึ้นไปถึงดาวดึงส์พิภพเทวโลก ได้กระทำให้เทพยดาทั้งหลายมีความพิศวงตื่นตกใจอาศัยเหตุที่กล่าวมานี้ จึงเง็กเชียงฮ่องเต้คือพระสยมภูวญาณได้แก่พระอิศวร
มีรับสั่งให้เชยหลีงั้นเทพบุตรและซุ่นฮองฮี้เทพบุตรสององค์นี้ลงไปตรวจดูที่เขา
ฮวยก๊วยซัวนั้นว่า จะมีเหตุประการใดเทพยเจ้าทั้งสองพระองค์จึงได้เหาะลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว เที่ยวตรวจดูทั่ว
ทุกสถานแล้ว ก็เหาะกลับนำประพฤติเหตุอันนั้น กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ที่มี
แสงสว่างดังสีทองคำนั้น คืออยู่ข้างทิศบูรพาฝ่ายตะวันออกเมืองเง่าล่ายก๊ก ที่
ภูเขาฮวยก๊วยชัวมีก้อนศิลาเกิดเป็นฟองคือ (ไข่) ถูกแสงพระอาทิตย์และอากาศ
ธาตุฤดูต่าง ๆ เข้าอบรม ก็บันดาลให้เกิดเป็นลิงเผือกหินขึ้น พึ่งจะมีกิริยาหัดนั่ง
ยืนเดินและกระโดดโลดเต้น มีจักษุแดงดังแสงพระอาทิตย์เมื่ออุทัย เพราะฉะนั้น
จึงมีแสงสว่างส่องขึ้นมายังดาวดึงส์พิภพนี้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องต้เมื่อได้ทรงสดับเหตุ ตามที่เทพยดาทั้งสองมากราบทูลดังนั้น
จึงมีเทวบัญชาตรัสแก่เทพยดาทั้งหลายว่า ธรรมดาในใต้หล้าย่อมบังเกิดสัตว์ที่
เป็นกายสิทธิ์ฤทธิ์เดชขึ้นได้ดังนี้ ก็เพราะอาศัยความร้อนและความเย็นอบรมกัน
จึงบังเกิดธาตุต่าง ๆ เพราะลมอากาศได้กระทำให้เป็นขึ้นเป็นเหตุเดิม ย่อมเป็น
วิสัยแห่งโลกประหลาดคือหมู่สัตว์และสังขารสำหรับฟ้าและดินอยู่อย่างนั้น ไม่
เป็นความประหลาดอัศจรรย์อะไรนัก เง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสเท่านั้นแล้วก็เสด็จเข้า
ทิพยสถานแห่งพระองค์ครั้นต่อมาลิงหินเผือกตัวนั้น มีอาการกิริยานั่งยืนเดินโลดเต้นและเที่ยวหา
อาหารผลไม้กินได้ และมีกำลังพลังเรี่ยวแรงเป็นอันมากผิดกว่าปรกติธรรมดาลิง
ทั้งหลายจึงฝูงสัตว์ทั้งหลายก็มามั่วสุมประชุมกันอยู่ด้วยพระยาวานรเผือก คล้ายๆ
แก่พวกพลบริวาร พระยาลิงย่อมมีความสุขสำราญตามวิสัยธรรมดาของสัตว์ใน
ถ้ำภูผาและเนินเขาใหญ่มีความสุขสบายมาช้านานอยู่มาวันหนึ่งเป็นฤดูคิมหันต์อากาศร้อนวิปริตมาก พวกวานรและฝูงค่างชะนี
ทั้งหลาย พากันมาอาศัยอยู่ที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทั้งพระยาลิงเผือกก็มาสโมสรประชุม
พร้อมกันในที่นั้น จึงพวกวานรทั้งหลายก็พากันลงเล่นน้ำในลำธาร จึงได้เห็น
กระแสน้ำนั้นไหลเชี่ยว ฝูงลิงและค่างทั้งหลายจึงได้พูดกันว่า ควรพวกเราจะไปดู
ให้ถึงต้นทางที่น้ำไหลมานี้ว่า น้ำนี้ได้ไหลออกมาจากสถานที่อันใด จึงพวกวานร
ทั้งหลายกับพระยาลิงเผือกได้เดินเลียบลำธาร มาจนถึงที่ต้นแห่งกระแสน้ำนั้น จึง
ได้รู้ว่าน้ำนั้นได้ไหลออกมาจากภูผา ลิงทั้งหลายจึงได้พูดว่าน้ำนี้ใสสะอาดบริสุทธิ์
นัก แต่ผู้ใดจะสามารถดำเข้าไปดูให้รู้แน่ว่าในถ้ำนั้นเป็นประการใด ที่น้ำไหลออก
มา นั้นจะมีสิ่งอันใดอยู่ภายใน เมื่อใครสามารถเข้าไปตรวจดูให้รู้เหตุผลได้
แน่นอนแล้ว พวกเราจะยกผู้นั้นให้เป็นใหญ่ คือเป็นเจ้านายแห่งพวกเราทั้งหลายเมื่อพระยาวานรเผือกได้ฟังพวกลิงทั้งหลายพูดดังนั้น ก็กระโดดลงไปยืนอยู่
ตรงหน้าวานรทั้งหลายแล้วประกาศว่า เราเองเป็นผู้สามารถจะดำน้ำเข้าไปตรวจ
ดูให้รู้เหตุการณ์ในนั้น ครั้นว่าดังนั้นแล้ว พระยาวานรก็ดำน้ำเข้าไปในถ้ำนั้น ผุดขึ้น
ข้างในช่องศิลา เห็นสะพานเหล็กตั้งคร่อมทางน้ำไหลอยู่ ในใต้สะพานมีช่องน้ำ
ไหลชอนไปในช่องศิลา เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็ถอยออกมายืนดูอยู่ข้างบน เห็นที่ริม
สองข้างสะพานมีช่องเป็นชันเป็นลำดับดุจดังว่าบ้านเรือนที่มีคนอยู่อาศัย พระยา
ลิงเผือกจึงขึ้นบนสะพานเหล็ก จึงได้แลเห็นป้ายศิลาจารึกอักษร ๑๐ ตัว หรือคำ
ว่า "ฮวยก๊วยซัวยกตี้จุ๊ยเลียมต๋อง" ฮวยก๊วยซัวยกตีจุ๊ยเลียมต้อง แปลเป็นภาษา
ไทยได้ความว่าภูเขามาลาผลชัยภูมิถ้ำน้ำคั่นปราสาทถ้ำฟ้าเมื่อพระยาลิงเผือกได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีความยินดีเป็นอันมาก กลับโผลงใน
น้ำดำผุดออกมาจากช่องผาขึ้นมาตบมือร้องด้วยเสียงอันดังว่า ในช่องภูผานั้น
เป็นที่ประหลาดงดงามอย่างยิ่งที่สุดราวกับเทพยดามานิรมิตรและสร้างไว้พวกวานรทั้งหลายจึงถามว่า ในถ้ำนั้นเป็นประการใด ขอท่านได้ชี้แจงให้พวก
ข้าพเจ้าทราบด้วยบ้างพระยาลิงเผือกจึงเล่าว่า เราได้เข้าไปในถ้ำเห็นมีสะพานเหล็กริมข้างสะพาน
ดูดุจเทพยดานิรมิตไว้ เห็นงดงามแก่ตาหาที่เปรียบมิได้พวกลิงทั้งหลายพากันถามว่า ท่านเข้าไปอย่างไร ขอให้ช่วยแนะนำในท่าทาง
ที่จะเข้าไปจึงพระยาวานรได้ตอบว่า กุระแสน้ำที่ไหลออกมานี้ได้ไหลออกมาจากใต้สะพาน
เหล็กใหญ่ที่ริมสองข้างทางสะพานนั้น มีสิ่งของประหลาดต่าง ๆ คือต้นไม้ที่มีผล
และดอกดกไสว และมีห้องศิลาเป็นลำดับเรียบร้อยเรียงรายกันไป ในห้องทั้งหลาย
เหล่านั้น มีเครื่องภาชนะใช้สอยต่าง ๆ สำหรับห้อง ควรที่พวกเราทั้งหลายจะเข้า
ไปอาศัยอยู่ในสถานถ้ำอันนี้ จะมีความสุขสำราญปราศจากภัยอันตรายต่างๆ และ
พ้นจากอากาศอันร้อนได้ฝ่ายพวกวานรทั้งหลาย เมื่อได้ฟังพระยาลิงเผือกบอกเล่าชี้แจงดังนั้น ก็มี
ความยินดี จึงพูดแก่พระยาลิงเผือกว่า พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมีความยินดีในถ้อย
คำของท่านขอท่านได้นำพวกข้าพเจ้าเข้าไปอยู่เถิดเมื่อพระยาวานรได้ฟังลิงทั้งหลายกล่าวคำวิงวอนดังนั้น ก็หลับตากระโดดลง
ในน้ำดำเข้าไปผุดขึ้นข้างในถ้ำ พวกลิงทั้งหลายก็กระทำตามโดดลงในน้ำดำเข้า
ไปในถ้ำทุกตัวครั้นผุดขึ้นข้างในก็ได้เห็นสิ่งของในถ้ำมีอยู่เป็นอันมาก ก็พากันแย่งชิงกันไป
มาตามวิสัยแห่งสัตว์เดียรัจฉาน แต่พระยาวานรมิได้ประพฤติเช่นแก่ฝูงลิงทั้งหลาย
จึงขึ้นบนแท่นศิลาแล้วร้องประกาศว่า ท่านทั้งหลายได้พูดสัญญาไว้ว่า ถ้าใครดำน้ำ
เข้ามาได้ในถ้ำและรู้เหตุการณ์แล้วควรออกไปบอกเล่าให้พวกท่านทั้งหลายรู้เหตุ
การณ์ได้ไม่อันตรายท่านทั้งหลายจะยอมอยู่ในอำนาจ ยกให้เราเป็นเจ้านายแห่งท่าน
บัดนี้เราก็ได้ทำการตลอดมาแล้วตามท่านพูดสัญญา และยังได้พาพวกท่านเข้า
มาเห็นในถ้ำ อันเป็นสถานที่ประเสริฐเป็นบรมสุขสำราญนิราศภัยแล้วฉะนี้ ท่าน
ทั้งหลายจะว่าประการใดต่อไปเราจะขอฟังฝ่ายพวกวานรทั้งหลายก็พร้อมกันยกมือขึ้นประนมเหนือเศียรเกล้าแล้วก็กล่าว
ถ้อยคำปฏิญาณตนว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอยกท่านให้เป็น (เชยส่วยไต้อ๋อง) แปลว่า
พระยาผู้เป็นใหญ่พันปีตั้งแต่นั้นมาพระยาเชยส่วยไต้อ๋องก็เปลี่ยนนามเดิมให้บริวารทั้งหลายเรียกชื่อ
ใหม่ว่า (มุ้ยเกาอ๋อง) แปลภาษาไทยว่าพระยาวานรโสภาอาศัยเหตุนี้ ในตอนนี้ จึงมีคำโคลงแปดบทเทียบเป็นพยานคำที่หนึ่งมีว่า
ซัมเอี้ยมเกาตัย ชั้นดุนเซง แปลว่า อากาศเกื้อกูลกระทำให้เกิดสัตว์ต่าง ๆ คำ
สองมีว่า เซียมเจียะเปา อ้ามยักง้วยเจ๋ง แปลว่า ศิลาเทวดาครอบคลุมรับแสง
พระอาทิตย์พระจันทร์จึงกระทำให้พระยาลิงเผือกขาวบริสุทธิ์มีกำลังมาก คำที่
สามมีว่าเจียวหมึงห่วยเก๊าฮ่วนไต้เต๋า แปลว่าอาศัยไข่เป็นรูปเกิดลิงหินเป็นต้น
เหตุแห่งมรรคผล คำที่สี่มีว่า เก๊ทามีแส่พ่วยต้นเช้ง แปลว่าสมมุติชื่อแช่นั้นเพื่อ
สำเร็จแล้ว คำที่ห้ามีว่า หลายกวยปุดเซ็ก ยินโป้เสียง แปลว่าพิจารณาข้างใน
ไม่รู้ เพราะไม่มีรูปและลักษณะ คำที่หกมีว่างั่วฮะเมงจายจวกสู่เฮ้ง แปลว่า
ประกอบภายนอกรู้แจ้งทำเป็นรูป คำที่เจ็ดมีว่า เละต้ายนั่งนั้งกายเซอกือ แปล
ว่าต่อมาทุก ๆ คนต้องอาศัยลิงตัวนี้ คำที่แปดมีว่า แชอวงแชเซี้ย ตั๋วตุ้งฮ้วน
แปลว่าเป็นเจ้าพระยาอยู่ที่นั่น สิ้นคำโคลงเทียบแปดบทเท่านี้ตั้งแต่พระยามุ้ยเกาอ๋อง ควบคุมลิงบริวารทั้งหลายอยู่ในถ้ำนั้น ก็ได้จัดสรร
กันขึ้นเป็นมูลนาย ให้บังคับบัญชากันเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อยดุจในตำแหน่งแห่งราชการ
บ้านเมืองฝ่ายมนุษย์ ที่ปกครองบ้านเมืองอยู่เหนือราษฎที่เป็นไพร่พลเมืองฉะนั้นครั้นเวลาเช้าก็พากันไปบนเขา เที่ยวแสวงหาผลไม้เป็นอาหารเวลาคำก็กลับ
มาอยู่ในคูหา ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า (จุ๊ยเลียมต๋อง) มิได้ปะปนด้วยสัตว์ทั้งหลาย
อย่างอื่น เป็นสุขสำราญอยู่ด้วยฝูงลิงค่างบริวารทั้งหลายในพวกของตน พระยา
มุ้ยเกาอ๋องเป็นสุขสบายมาได้ประมาณสองร้อยปีเศษอยู่มาวันหนึ่ง พระยามุ้ยเกาอ๋องคำนึงคิดถึงเบื้องหน้าอนาคตกาลต่อไป ให้
เกิดความวิตกมากขึ้น มีสีหน้าอันสลดเศร้าหมองไม่ผ่องใสเป็นปรกติเหมือนแต่
ก่อนมาบรรดาลิงบริวารทั้งหลาย เมื่อได้เห็นเจ้านายของตนมีอาการวิปริตเศร้าหมอง
ดังนั้น จึงพร้อมกันถามว่าไต้อ๋องทำไมจึงมีความเศร้าหมองดังนี้เล่า เป็นน่า
ประหลาดใจนัก ขอท่านได้ชี้แจงให้พวกข้าพเจ้าทราบสุขและทุกข์ด้วยพระยามุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า พวกเรามาอยู่ในถ้ำนี้ก็มีความผาสุกสบ่ายอยู่
แล้วจริง แต่เราหากวิตกถึงการข้างหน้าต่อไป โดยเหตุเรามีความเห็นว่า สรรพสิง
ทั้งปวงในโลกย่อมปราศจากความยั่งยืน ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร เพราะฉะนั้นเร
จึงมีความเศร้าหมองไม่มีความสบายใจด้วยเหตุนี้พวกวานรทั้งหลายจึงถามว่า ไต้อ๋องและข้าพเจ้าทั้งหลายซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่
อันเป็นชัยภูมิที่ดีอย่างนี้แล้ว ดุจว่าเทพยดามานิรมิตให้ เปรียบประดุจว่าถ้ำแก้ว
คูหาอันเป็นลับแลในมหาทวีปใหญ่ ไม่มีศัตรูหมู่ใดจะมาข่มเหงยำยี หรือเดือดร้อน
ด้วยอากาศธาตุถดูจะวิบัติด้วยประการใด ๆย่อมเป็นที่ถาวรวัฒนามาช้านานมาแล้ว
ท่านยังเห็นการต่อไปว่าจะเป็นประการใดพระยามุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าวนั้นก็เป็นความจริงอยู่แล้ว
แต่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า อันเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างอื่นที่จะพึงมีมาถึง
เรา ๆ ก็สามารถว่าจะหลีกเลี่ยงรักษาตัวเอาตัวรอดได้ทุกประการ แต่ความแก่ชรา
โดยอายุสังขารมีวัยอันเจริญมากเข้า ย่อมมีธรรมดาจะทรุดโทรมสิ้นกำลังลงทุกเวลา
อีกประการหนึ่งธรรมดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกและเสพอาหาร ย่อมมีความ
ไข้เจ็บ อีกประการหนึ่งสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตความเป็นย่อมมีความตายแตกดับ
แห่งร่างกายและชีวิตินทรีย์ทั่วกัน มิได้มีผู้ใดจะข้ามเว้นไปได้ โดยเหตุแห่ง
มัจจุราชมีอำนาจไม่มีผู้จะต่อต้านได้ มิวันใดก็วันหนึ่ง (เงียมฟ้ออ๋อง) คือพระยา
มัจจุราชคงจะมีโอกาสให้เสนาของมัจจุราชมานำเอาชีวิตไปสักวันหนึ่ง เมื่อเป็น
ดังเราวิตกแล้ว ก็เหมือนเราเกิดมาเสียเปล่า ๆ มิได้คิดหาช่องทางที่จะหลีกหนี
ความตายให้พ้นได้ เราจึงได้มีความวิตกอยู่ในใจเราฉะนี้ ท่านทั้งหลายจงทราบเถิด: ฝ่ายพวกบริวารทั้งหลาย เมื่อได้ฟังพระยามุ้ยเกาอ๋องชี้แจงดังนั้นก็พากันเห็น
จริงเกิดความสังเวชสลดจิต คิดถึงความแก่ความไข้ความตายเป็นอารมณ์ด้วยกัน
แทบทั่วทุกตัวลิงในทันใดนั้น มีวานรตัวหนึ่งยืนขึ้นแล้วก็กล่าวตามความเห็นว่าซึ่งไต้อ๋องมีความ
วิตกโดยได้ดำริเห็นเหตุการณ์ตามความจริงของโลกนั้น ก็เป็นจริงอย่างที่ไต้อ๋อง
กล่าว แต่ข้าพเจ้ายังมีความเห็นว่า หนทางที่จะหลีกหนีมัจจุราช คือ (เงียมฟ้ออ๋อง)
นั้น ก็คงจะมีเป็นเที่ยงแท้ เปรียบว่ามีของร้อนแล้วคงมีของเย็นแก้ เมื่อมีธรรม
อันให้เกิดมาแล้วคงมีธรรมอันไม่ตายเป็นคู่กัน แต่กุศลธรรมมีอยู่สามภูมิคือ กามาว
จรกุศลภูมิหนึ่ง รูปาวจรกุศลภูมิหนึ่ง อรูปาวจรกุศลภูมิหนึ่ง ในสามภูมินี้ไม่พ้น
พระยามัจจุราชแต่มรรคผลซึ่งเป็นพระโลกุตรกุศล เป็นปัญญาแจ้งพระนิพพานมีอยู่ พ้นจาก
มัจจุราชได้ คือพระรัตนตรัยแก้วสามประการ ที่ฝ่ายจีนเรียกว่า (ซำโปกง) คือ
พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระธรรมเจ้าหนึ่ง พระสงฆ์เจ้าหนึ่งเมื่อผู้ใดถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ สามวัตถุนี้เป็นสรณะแล้ว กระทำให้
แจ้งด้วยอริยมรรคปัญญาญาณ ก็พ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายได้พระยามุ้ยเกาอ๋องจึงถามว่า อันจะศึกษากุศลธรรมสูงยิ่งกว่าสามภูมิที่ท่านว่า
นั้น จะไปศึกษากับผู้ใด ผู้ที่จะแนะนำเป็นครูอาจารย์นั้น จะอยู่ประเทศและสถาน
ทิศใดวานรตัวนั้นจึงทูลพระยามุ้ยเกาอ๋องว่า อันจะศึกษาในกุศลธรรมส่วนพระ
โลกุตระนั้น ต้องไปในชมพูทวีปคือทิศตะวันตก ที่เรียกตามบาลีว่ามัชเมิมประเทศ
อันเป็นประเทศท่ามกลางที่มาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า
พระอรหันต์สาวกพุทธเจ้า และเป็นที่ต้นเดิมของพระธรรม ที่ให้เกิดพระอรหันต์
อันมีนามปรากฏว่า (พระรัตนตรัย) แก้วสามประการ ที่ฝ่ายจีนเรียกว่า (ซำโปกง)เมื่อพระยามุ้ยเกาอ๋องได้ฟังวานรบริวารชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็เกิดความปีติ
โสมนัสมีสีหน้าอันผ่องใส จึงแจ้งความแก่วานรบริวารทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย
จงอยู่ปกป้องครองกันให้จงดี วันพรุ่งนี้เราจะลาท่านทั้งหลายไปเที่ยวสืบเสาะหา
ผู้วิเศษซึ่งเป็ผู้สำเร็จสามารถจะให้เรารู้และเรียนธรรมที่ไม่ตายได้ ถ้าเราได้พบปะ
แล้ว ก็จะอุตสาหะเล่าเรียนศึกษาและปฏิบัติให้สำเร็จจงได้ เมื่อสำเร็จเสร็จสมดัง
ความมุ่งหมายแล้ว จะได้หลีกหนีพ้นจากมัจจุราชได้ จึงจะได้กลับมาอยู่ด้วยท่าน
ทั้งหลายต่อไปในสถานที่นี้ ท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นสุขทุกตนเถิดฝ่ายพวกวานรบริวารทั้งหลายก็มีความยินดีชื่นชมโสมนัส ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า
พระยามุ้ยเกาอ๋อง จึงให้ฝูงลิงบริวารทั้งหลายช่วยกันหักไม้มัดทำเป็นแพพอทาน
ตัวอยู่แล้วก็ค้ำให้แพเลื่อนออกพ้นห่างจากตลิ่ง แพไม้ก็ลอยไปตามกระแสน้ำใน
มหาสมุทร ออกห่างมาถึงที่ลึกในทะเลก็บังเกิดคลื่นลมระดมพัดส่งแพนั้นไปข้าง
ทิศตะวันตกเฉียงใต้แล้วพัดส่งไปข้างทิศเหนือ อันเป็นเขตแห่งชมพูทวีป โดย
อาศัยเหตุที่วาสนาของมุ้ยเกาอ๋องจะได้พบท่านผู้วิเศษ และจะได้เรียนความรู้เป็น
ผู้สำเร็จ จึงบังเอิญให้เกิดลมฝ่ายตะวันออกพัดส่งแพไปตะวันตก อันเป็นฝั่งฝ่าย
ชมพูทวีป เมื่อแพไม้เข้าถึงฝั่งแล้ว มุ้ยเกาอ๊องก็ขึ้นจากแพ จึงได้เห็นมนุษย์ทั้ง
หลายชายและหญิงประกอบการบาปหยาบช้า กระทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตัวเป็น
ให้จำตาย มุ้ยเกาอ๋องเดินเข้าไปใกล้ก็ตรงเข้าจับโน่นจับนี่ ตามวิสัยธรรมดาของ
วานรฝ่ายมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อได้เห็นวานรเผือกผิดประหลาด ก็พากันวิ่งหนีทิ้ง
สิ่งของโดยความกลัว จึงพระยามุ้ยเกาอ๋องตรงโถมเข้าจับตัวไว้ได้คนหนึ่ง ก็เปลื้อง
ถอดเอาเสื้อและกางเกงของมนุษย์มาสวมใส่ตัวแล้ว ก็เดินตัดเข้าไปในเมืองเที่ยว
เดินดูตามตลาดสังเกตกิริยาธรรมเนียมของมนุษย์ คอยจดจำสำเนียงและภาษา
คำพูด ตั้งใจจะไปเรียนพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหายา
อายุวัฒนะกินเพื่อไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายให้จงได้ พระยามุ้ยเกาอ๋องเห็นว่า มนุษย์
และสัตว์ทั้งหลาย ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง หาได้
คิดถึงชีวิตและร่างกายของตนที่หาได้ด้วยยากไม่ในเรื่องนี้มีคำโคลงสุภาษิต ของท่านผู้รู้กล่าวไว้แปดบทบทที่หนึ่งว่า แจเมี้ย
ตอกหลีกีซิฮิว แปลว่าชิงเสื้อแย่งผลไม้มีเวลาหยุด บทที่สองว่า จำกี้ตีมินปุ๊ตจืออือ
แปลว่าเช้าตื่นค่ำนอนจิตไม่ปรกติ บทที่สามว่า เชี้ยเตยิกลือล้อซือจุ๊นเบ้ แปลว่า
ตัวขี่ลาอูฐและมามุ่งม้าแก้ว บทที่สี่ว่า กัวคือจั่ยเสียงบังอ๋องเฮ้า แปลว่าเป็น
ขุนนางจตุสดมภ็หมายมุ่งเจ้าชีวิต บทที่ห้าว่า จี้เล่าอีชิดต่ามลาวเล็ก แปลว่า
ล้วนกังวลการกินนุ่งห่มมัวให้ลำบาก บทที่หกว่า หอเปกเงียมกุนจิ๋วซิ้วเกา แปล
ว่าไม่กลัวมัจจุราชมาจับคลำ บทที่เจ็ดว่า กี่จิ๋วมิซุนยิ้มบู๋กุ่ย แปลว่า มั่วสุมมั่งมี
ให้บุตรหลาน บทที่แปดว่า กันโบ๊เจ๊กก๊ายชั่งห้วยเท้า แปลว่าไม่มีสักคนคิดกลับ
ใจ ครั้นคิดดังนั้นแล้วมุ้ยเกาอ้องก็เที่ยวหาศาสนา ก็ไม่มีผู้ใดจะเล่าบอกได้เหลือ
วิสัยที่จะพบเห็นได้จึงคิดว่าตั้งแต่เราเที่ยวเสาะหาธรรมวิเศษ ก็นับได้แปดปีแล้วยังหาได้พบปะ
ธรรมวิเศษไม่ ครั้นมาถึงฝั่งทะเลตะวันตกมุ้ยเกาอ๋องคิดว่ากลางทะเลคงจะมีผู้
สำเร็จและเทพารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์จำเราจะทำแพเหมือนเมื่อแรกมาคิดดังนั้น แล้ว
ก็หาไม้ทำแพเหมือนเมื่อแรกมา ลงในแพแล้วก็คำแพให้ห่างจากตลิ่งลอยลิ่วไปใน
พระมหาสมุทรไปทางทิศตะวันตก ครั้นมาใกล้ฝั่งเข้าก็นึกว่าเห็นจะเป็นเขตทวีปที่
ผู้วิเศษอยู่เป็นแน่ คิดดังนั้นแล้วจึงค้ำแพให้เทียบเข้ากับตลิ่ง ขึ้นบนบกเดินเที่ยว
สืบเสาะมาหลายเวลาวันหนึ่งเดินเที่ยวมาเห็นภูเขาหนึ่งสูงตระหง่านงามมีต้นพฤกษา ลดาวัลย์ผลิ
ดอกออกช่อดกไสว มุ้ยเกาอ๋องเห็นแล้วก็มีความยินดีเป็นอันมาก จึงเดินตรงขึ้น
ไป่บนเขาพิจารณาดูรอบแล้ว ได้ยินสำเนียงมนุษย์พูดกันจึงรีบเดินเข้าไปใกล้
คอยเงี่ยหูฟังจึงรู้แน่ว่าเสียงคนร้องเพลง มุ้ยเกาอ๋องได้ยินถนัดแน่ใจดังนั้นแล้วก็มี
ความยินดี จึงนึกว่าชะรอยจะเป็นผู้วิเศษสำเร็จอยู่ใที่นี้ หรือเทพยดาสิงสถิตอยู่
ในที่นี้เป็นมั่นคงคิดแล้วก็รีบเดินเข้าไปในที่นั้น มองดูก็เห็นแต่คนตัดฟืนคนเดียวเงื้อขวานจะ
ฟันฟื้นแต่ปากร้องเพลง มุ้ยเกาอ๋องจึงเดินเข้าใกล้คนผู้นั้นแล้วจึงถามว่า ท่าน
เป็นเทวดาหรือเป็นผู้วิเศษข้าพเจ้าขอคำนับถามท่านฝ่ายคนตัดฟืนได้ฟังดังนั้นก็เหลียวหน้ามาดู เห็นแล้วก็โยนขวานทิ้งไว้ แล้ว
ตอบว่าท่านเรียกข้าพเจ้าว่าผู้วิเศษนั้นไม่สมควร ข้าพเจ้าเป็นคนโง่เง่านุ่งห่มไม่
บริบูรณ์ ทำไมท่านมายกย่องข้าพเจ้าว่าเป็นเทวดาหรือผู้วิเศษเล่าเกินไปมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ท่านไม่ใช่เทวดาและผู้วิเศษแล้ว เหตุใดจึงกล่าวถ้อยคำ
อันสูงและลึกลับผิดกว่าเสียงมนุษย์เช่นนั้นเล่าผู้ตัดฟืนจึงย้อนถามว่า ข้าพเจ้าพูดคำใดเป็นคำสูงและเสียงเทวดาขอให้ท่าน
ชี้แจงมุ้ยเกาอ้องตอบว่าท่านร้องเพลง คำที่ว่าปะกันมีความเจริญนั้น แม้มิใช่เทวดา
ก็คงเป็นผู้วิเศษ อันมีจิตระงับจึงได้กล่าวเป็นปัญหาอันสำคัญ เทวดาหรือผู้วิเศษ
ย่อมกล่าวถ้อยคำอย่างที่ท่านกล่าวคนตัดฟืนจึงตอบมุ้ยเกาอ๋องว่า ข้าพเจ้าไม่กล่าวเท็จให้ท่านเชื่อ คำที่ข้าพเจ้า
กล่าวนั้นเป็นถ้อยคำของผู้วิเศษ ท่านสอนให้ข้าพเจ้าว่า เมื่อเวลาจิตใจเศร้าหมอง
ไม่สบายก็ให้ร้องแก้รำคาญด้วยท่านผู้วิเศษนั้นอยู่ใกล้แก่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่ เมื่อตะกี้
ข้าพเจ้ามีความมัวหมองในดวงจิตจึงได้ร้องเพลงพอให้แก้รำคาญเท่านั้น บังเอิญ
ท่านแอบมาฟังมุ้ยเกาอ๋องถามต่อไปว่า ผู้วิเศษอยู่ใกล้บ้านท่าน เหตุใดท่านไม่เรียนความรู้
และปฏิบัติให้เป็นผู้สำเร็จไม่แก่ไม่ตายเล่าคนตัดฟื้นตอบว่า วาสนาข้าพเจ้าเป็นคนอาภัพ เกิดมาแต่ยังเล็กบิดาถึงแก่
กรรม มารดาก็เป็นหม้ายมีแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเที่ยวตัดฟืนขายได้เงินพอซื้ออาหาร
เลี้ยงมารดา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเวลาที่จะเล่าเรียนทางปฏิบัติอะไรได้มุ้ยเกาอ้องจึงตอบว่าถึงคำที่ท่านพูดข้อนั้น ก็ไม่จัดว่าท่านเป็นผู้กตัญญต่อบิดา
มารดาควรเรียกว่าเป็น (กุนจี้อ) แม้ในปัจจุบันนี้จะมิได้ปฏิบัติก็คงมีนิสัยไปภายหน้า
ขอท่านได้อนุเคราะห์ชี้ที่อยู่ของท่านผู้วิเศษให้แก่ข้าพเจ้า ๆ จะได้ไปนมัสการท่าน
เพื่อจะได้ถามข้อวัตรปฏิบัติบ้างคนตัดฟืนจึงพูดว่าท่านผู้สำเร็จนั้นอยู่ไม่สู้ไกลนัก เรียกตามภาษาจีนว่า (กุด
เล่งท้ายซิด) คือเขาฮองซุนซัวข้างในนั้นมีถ้ำเรียกว่า ถ้าซำแซต๋อง ในถ้ำนั้นมี
พระอาจารย์ใหญ่ มีนามว่าโผเถโจ๊ซีออาจารย์ มีศิษย์ประมาณสามสี่สิบคน ท่าน
จงเดินไปทางทิศพายุพไกลประมาณแปดโยชน์ ที่ตรงนั้นเป็นที่อยู่ของโผเถโจ๊ซือมุ้ยเกาอ๋องจับมือคนตัดฟื้นแล้วอ้อนวอนว่า ท่านสงเคราะห์ช่วยพาข้าพเจ้า
ไปสักหน่อยเถิด ถ้าข้าพเจ้าได้พบท่านอาจารย์แล้วจะมิได้ลืมพระคุณของท่านเลยคนตัดฟื้นจึงพูดแก่มุ้ยเกาอ๋องว่า ทำไมท่านจึงไม่เข้าใจเลย ข้าพเจ้าได้บอก
แก่ท่านแล้วมิใช่หรือว่า ข้าพเจ้าต้องเป็นห่วงหาเลี้ยงมารดาด้วยการตัดฟืนขาย ถ้า
ข้าพเจ้าไปกับท่านแล้ว ก็จะป่วยการเสียเวลาตัดฟืนของข้าพเจ้าไปจะได้ใคร่หาเลี้ยง
มารดาข้าพเจ้าเล่ามุ้ยเกาอ๊องจึงตอบว่าซึ่งท่านพูดดังนี้ข้าพเจ้าไม่อาจจะข่มขืนน้ำใจท่านได้แล้ว
มุ้ยเกาอ๋องก็ลาคนตัดฟืนออกจากป่าแล้วเดินขึ้นบนเนินเขาข้ามโขดศิลาไปประมาณ
ได้แปดโยชน์ ก็เห็นชัยภูมิเขาถ้ำหนึ่ง เหมือนถ้อยคำของคนตัดฟืนบอก จึงหยุด
พิจารณาดูเห็นประตูถ้ำปิดอยู่เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงผู้คน แล้วแลขึ้นไปดูเห็นบน
แง่ศิลามีป้ายหินตั้งอยู่ มีอักษรจารึกไว้สิบคำคือ เล่งท้ายฮองซุนซัวจ้อ ง้วยซำแซ
ต๋อง) แปลภาษาไทยว่ากายสิทธิ์มณฑปเขาองคุลีวงจันทร์ตรีดาราถ้ำ มุ้ยเกาอ๋อง
ดูอักษรนั้นแล้วก็มีความยินดีเป็นอันมากแลดูบานประตูก็ยังปิดอยู่ ไม่กล้าจะเข้า
เคาะประตูได้ แต่รีรอเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ช้านานจึงแลเห็นต้นไม้ที่ปากถ้ำมีผลดก
ออกระย้า มุ้ยเกาอ๋องจึงกระโดดขึ้นบนต้นไม้เก็บผลไม้กินสักประเดี้ยวได้ยินเหมือนประตูเปิด มุ้ยเกาอ๋องแลเห็นคนหนุ่มน้อยเดินออก
มาจากถ้ำร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า ใครมาอึกทึกข้างนอกนี้มุ้ยเกาอ๋องก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ แล้วเดินเข้าไปใกล้คำนับแล้ว จึงบอก
แก่ชายหนุ่มน้อยว่า ข้าพเจ้าจะมาเป็นสานุศิษย์เล่าเรียนวิชาไม่ใช่มารบกวนอะไร
ขอท่านได้นำข้าพเจ้าไปนมัสการท่านอาจารย์สักหน่อยเถิดหนุ่มน้อยได้ยินมุ้ยเกาอ๋องพูดวิงวอนดังนั้น จึงหัวเราะแล้วทำเป็นพูดว่า ท่าน
เป็นผู้มาหาเพื่อจะเรียนธรรมของพระศาสนาจริงแลหรือมุ้ยเกาอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้าอุตสาหะมาทั้งนี้โดยความตั้งใจจะมาเล่าเรียนศึกษา
ให้รู้จริง ๆ มิได้คิดแก่ความเหนื่อยยากเลยหนุ่มน้อยจึงตอบว่า เมื่อตะกี้ท่านอาจารย์พึ่งลงจากธรรมาสน์ เมื่อขึ้นบน
ธรรมาสน์ก็ยังหาได้แสดงธรรมไม่ ท่านอาจารย์ให้เราออกมาเปิดประตู ท่านได้พูด
ว่า ข้างนอกมีคนจะมาเรียนศาสนาให้เราออกมารับ เรามาคิดดูชะรอยจะเป็นตัว
ท่านนี้เองมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาแต่ผู้เดียวหาได้มีผู้ใดมาด้วยไม่ นักสิทธิ์
หนุ่มน้อยจึงให้มุ้ยเกาอ๋องเดินตามเข้าไปในประตูถ้า แล้วหนุ่มน้อยหันหน้ามา
บอกว่า ท่านต้องสำรวมระวังกิริยาให้เรียบร้อยเถิด ว่าแล้วก็เดินนำหน้าไปมุ้ยเกาอ้องก็สำรวมก็ริยาเรียบร้อย แล้วก็เดินตามนักสิทธิ์หนุ่มน้อยเข้าไปในถ้ำ
และได้พิจารณาดูไปตามทางเดินด้วยเห็นเป็นช่องชั้นมีดังเครื่องประดับเป็น
ระย้าห้อยย้อยสง่างาม ดูดังว่าปราสาทราชมนเทียรงดงามสุดที่จะพรรณนาได้ และ
เป็นที่สงัดเงียบสมควรจะเป็นที่อยู่ของผู้ระงับอารมณ์ได้ มุ้ยเกาอ๋องเดินพลางชม
พลางก็เกิดปีติโสมนัสมีความยินดีบันเทิงจิต พอมาถึงข้างแท่นเอียวท้ายกี่แลดู
บนแท่นเห็นโผเถโจ๊ซืออาจารย์ใหญ่ นั่งอยู่กลางแท่นมีกิริยาอันสงบระงับสมควร
เป็นผูวิเศษ สองข้างนักสิทธิ์ทั้งหลายก็ยืนอยู่เป็นลำดับประมาณสามสิบคน มุ้ย
เกาอ๋องแลเห็นแล้วก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับกราบลงตรงหน้าพระอาจารย์ แล้วกล่าว
วาจาว่าข้าแต่พระอาจารย์เจ้าข้า สานุศิษย์ตั้งใจมานมัสการขณะนั้นพระอาจารย์จึงถามว่า เจ้าเป็นเดียรัจฉานหรือเป็นมนุษย์ เดิมอาศัย
อยู่แห่งหนตำบลใด ชื่อและแช่อย่างไรจงบอกให้เรารู้ก่อนมุ้ยเกาอ๋องจึงยกมือขึ้นประนมแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ข้างทิศบูรพาทวีป
ตะวันออกเขตเมืองเง่าล่ายก๊ก เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลี่ยมต๋อง เป็นที่รกรากเดิมของ
ข้าพเจ้าพระอาจารย์จึงทำเป็นขู่ตวาดและใช้ให้ศิษย์ขับไล่ออกไปเสีย โดยเหตุว่าเป็น
ผู้กลับกลอกกล่าวมุสาจะบวชเรียนอะไรได้มุ้ยเกาอ้องได้ฟังดังนั้น มีความเสียใจเป็นอันมากจึงวิงวอนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้
ชื่อตรงสุจริตหาได้กล่าวเท็จต่อท่านไม่ ขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ จึงว่าตัวเป็นคนซื่อตรงจริงแล้วเหตุใดจึงว่าตัวอยู่ทิศ
บูรพา ท่างทิศบูรพาวิถีที่จะไปมามีมหาสมุทรกว้างใหญ่ลึกเหลือประมาณ เหตุใด
ตัวเจ้าจึงมาถึงชมพูทวีปได้มุ้ยเกาอ๋องกราบลงแล้วก็ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าได้เอาไม้ไผ่มัดทำแพลอยมาตาม
น้ำในมหาสมุทรใหญ่ ลมได้พัดพาข้ามทะเลมาถึงฝั่ง ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวสืบเสาะ
หาศาสนามาช้านานประมาณได้สิบปีแล้ว จึงได้บรรลุถึงสำนักแห่งพระอาจารย์
ขอท่านได้ทราบถึงความยากของข้าพเจ้าและมีความกรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ ถามว่าตัวชื่อใดแช่ใดจงบอกเราไปแต่ความจริงมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่าข้าพเจ้าหามีแซ่และชื่อเหมือนคนทั้งหลายไม่ ถ้าจะมีผู้ด่า
ว่าข้าพเจ้า ๆ ก็ไม่ร้อนใจหรือใครจะทุบตีข้าพเจ้าก็ไม่มีความโกรธโดยมีความอด
กลั้นได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเกิดมาจึงไม่มีแซ่พระอาจารย์จึงถามอีกว่า บิดามารดาของเจ้ามีแซ่และชื่ออย่างไรเจ้ารู้หรือไม่มุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เกิดมาโดยมิได้มีบิดาและมารดาพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือจึงถามว่า ถ้าเกิดมาไม่มีบิดามารดาแล้วเช่นนั้น ชะรอย
ตัวเจ้าจะมิเกิดจากต้นไม้ใบหญ้าหรือมุ้ยเกาอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้ามิได้เกิดจากต้นพฤกษา ข้าพเจ้าเกิดจากก้อนศิลา
ครั้นข้าพเจ้าเติบใหญ่จำได้ว่าเดิมบนยอดเขาฮวยก๊วยซัวมีศิลาก้อนหนึ่ง ครั้นศิลา
นั้นต้องแสงอาทิตย์และน้ำฝนก็แตกออก ข้าพเจ้าก็เกิดมาจากก้อนศิลานั้นเป็น
ต้นเดิมของข้าพเจ้าเมื่อพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือได้ฟังมุ้ยเกาอ๋องชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่าถ้าดังนั้นตัว
เจ้าก็เกิดเพราะดินฟ้าอากาศประกอบกันเป็นแน่ แล้วจึงพูดแก่มุ้ยเกาอ๋องว่า เจ้า
จงลุกขึ้นเดินไปมาให้เราดูลักษณะกิริยาว่าจะเป็นประการใดมุ้ยเกาอ๋องคำนับแล้วก็ลุกขึ้นเดินสองรอบให้พระอาจารย์ดูลักษณะ พระ
อาจารย์พิเคราะห์ดูแล้วจึงว่า ลักษณะเจ้าหยาบช้านักไม่งามดูดุจกิริยาแห่งวานร
ที่กินผลพฤกษาเป็นอาหารฉะนั้น เราจะตั้งแซ่ให้เรียกว่า (ซึง) มุ้ยเกาอ๊องมีความ
ยินดีกราบลงสามครั้งว่าควรแล้ว ตั้งแต่นั้นมามุ้ยเกาอ๋องจึงถือเอาซึงว่าเป็นแซ่
ของตนต่อมาตามคำพระอาจารย์ประทานให้จึงคำนับพระอาจารย์แล้ววิงวอนว่า ได้โปรดเมตตาให้แซ่แล้วแต่ชื่อยังหามีไม่
ขอพระอาจารย์เจ้าได้โปรดให้ชื่อด้วย จะได้ใช้เรียกหาเพื่อสำเหนียกรู้ชื่อแห่งตนโผเถโจ๊ซืออาจารย์จึงพูดว่า มีหนังสือของเราสิบสองตัวเป็นกำหนดฉายาใน
ทางปฏิบัติ คือตัวก๊องต้ายตี้อุยจินยู้เซ้งฮัยตินหงออีกั่ว สิบสองอักขระนี้ อักขระ
หงอคงนั้นสมแก่ตัวเจ้า เราจะตั้งชื่อเจ้าว่า (หงอคง) ตั้งแต่นั้นมาพระอาจารย์และ
เพื่อนสานุศิษย์เหล่านั้น ก็พากันเรียกว่า หงอคง ทั้งสิ้นมุ้ยเกาอ๋องได้ชื่อที่พระอาจารย์ตั้งให้แล้ว ก็ชื่นชมยินดีเป็นที่สุด พระอาจารย์
จึงสั่งศิษย์ทั้งหลายให้นำหง่อคงออกไปที่ลานวัด กวาดล้างสิ่งโสโครกให้หมดสะอาด
เพื่อรู้จักขนบธรรมเนียมที่ทางซึ่งจะไปมาให้รอบคอบ หงอคงกราบลาพระอาจารย์
สานุศิษย์ทั้งหลายก็พาหงอคงออกมาจัดที่หลับที่นอนข้างระเบียงนั้น ครั้นเวลา
เช้า ๆ ทุกวันหงอคงก็เล่าเรียนหนังสือและหัดเขียนหัดอ่านและทำภารกิจวัตรต่างๆ
บ้างบางเวลาว่างการเล่าเรียนแล้วก็ปลูกต้นไม้ตักน้ำรดต้นไม้ในสวนและขุดดิน
ดายหญ้าในสวนตามเวลาการครั้นอยู่ประมาณได้หกเจ็ดปีแล้ว มาวันหนึ่งพระอาจารย์ประชุมสานุศิษย์ทั้ง
หลายพร้อมกัน พระอาจารย์ก็ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แสดงในพระไตรลักษณญาณ และ
พระไตรสรณคม และพระไตรปิฎกธรรม และญาณสามกิจสิบหกในอริยสัจสี่ซึ่ง
เป็นพระพุทธศาสนาแท้ และถ้อยคำของพระอิสีดาบส และถ้อยคำของนักปราชญ์
ทั้งหลายมีขงจู้เป็นต้น แต่ในพระพุทธศาสนาคำที่เรียกว่าภาษิตนั้นมีอยู่สี่ประการ
คือ หนึ่งพุทธภาษิต สองสาวกภาษิต สามอิสีภาษิต สี่เทวดาภาษิต รวมคำ
ภาษิตเป็นความแสดงธรรมคำสอนเพื่อให้ลุแจ้งเห็นจริงลงเป็นหนึ่งในดวงจิตเป็น
ใจความดังนี้ ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายนั้น คือ (อมัตตะธรรม) อันท่าน
จัดเป็นอสังขตธรรมได้แก่พระนฤพาน ให้ผู้ปฏิบัติกระทำความเพ่งธรรมนั้นอยู่เป็น
อารมณ์เสมอเมื่อขณะกำลังพระอาจารย์แสดงธรรมอยู่นั้น ซึงหงอคงฟังคำแสดงธรรมเกิด
ปีติยิ่งนัก ก็เกาหูและเกาคางกระทำกิริยาหน้าเลิกร่นเริง และกระโดดโลดเต้น
ตบมือตามวิสัยเดิมของตนที่เป็นชาติวานรฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซีอเหลือบมาเห็นเข้า จึงถามซึงหงอคงว่า กำลังในที่
ประชุมสดับธรรมเทศนาอยู่พร้อมกัน ทำไมตัวจึงไม่รักษากิริยาสำรวมกายวาจา
ทำเป็นบ้าหลังตบมือโลดเต้นอย่างนั้นเล่าซึงหงอคงจึงตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งใจฟังพระอาจารย์แสดงธรรมไพเราะหูจับใจ
เกิดปีติโสมนัสศรัทธาหาที่เปรียบมิได้ ก็เผลอสติไปโดยอำนาจปีติ จึงบังเกิด
ความไหวติงไปทั่วกายและใจ ขอพระอาจารย์เจ้าได้กรุณายกโทษให้แก่ข้าพเจ้าพระอาจารย์จึงถามว่า ตัวฟังเพราะหูนั้นยังจะรู้สึกหรือไม่ว่าตนมาอยู่ในถ้ำนี้
ได้กี่ปีแล้วหงอคงจึงตอบว่ามากและน้อยเท่าใดตามเวลากาลนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถ
จะทราบได้ แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยไปเก็บฟืนข้างเขานั้น เห็นต้นชมพู่งามที่ข้าพเจ้า
เคยเก็บกินอิ่มเจ็ดครั้งแล้วพระอาจารย์จึงพูดว่า ที่หลังเขานั้นเรียกชื่อว่า (ลันท้อซัว) ตัวเคยเก็บลูก
ชมพู่กินเจ็ดครั้งนั้นคือ กำหนดไว้เจ็ดปี ตัวมาอยู่กับเราประสงค์จะเรียนรู้ธรรม
เพื่อมรรคผลในที่สุดอย่างไรหรือ จงชี้แจงความประสงค์ในใจเจ้าหงอคงตอบว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดแล้วแต่จะเมตตาให้เรียนธรรมอันใด
ที่ควรแก่มรรคผลจะพึงได้และถึง ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามทุกประการกว่าจะสำเร็จได้พระอาจารย์จึงชี้แจงว่า ในพระคัมภีร์มีสามร้อยหกสิบคัมภีร์ทุก ๆ คัมภีร์ย่อม
ประกอบเป็นทางมรรคผลได้เราไม่รู้ว่าตัวเจ้าจะพอใจเรียนคัมภีร์ใดซึ่งหงอคงจึงตอบว่าขอพระอาจารย์โปรดใคร่ครวญดูว่า คัมภีร็ใดจะควรแก่
นิสัยสันดานแห่งข้าพเจ้า(๑) พระอาจารย์จึงว่า เราจะให้เจ้าเรียนพระคัมภีร์ (ชุดหมึ้ง) คือเวทเจ้าจะ
ชอบหรือไม่ซึ่งหงอคงถามว่า คัมภีร์ (ชุดหมึ้ง) อธิบายว่าอย่างไร ขอพระอาจารย์ได้โปรด
แสดงให้ข้าพเจ้าทราบด้วยพระอาจารย์จึงว่า (ชุดหมึ้ง) นั้น คือเชิญเจ้าเข้าทรงและเชิญเทพารักษ์เรียก
ปิศาจต่าง ๆ ได้ทำกิริยาเหล่านี้เป็นอารมณ์หงอคงถามอาจารย์ว่า ถ้าเรียนกิจเหล่านี้เสร็จแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
หรือ อาจารย์ตอบว่าไม่พ้น หงอคงว่าถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าของดไว้ก่อนยังไม่เรียน(๒) พระอาจารย์บอกว่าถ้าดังนั้นจะให้เรียน (หลิวหมึ้ง) จะพอใจหรือไม่หงอคงถามว่าคัมภีร์ (หลิวหมึ้ง) มีความว่ากระไรขอพระอาจารย์ได้โปรด
อธิบายให้ข้าพเจ้าเข้าใจพระอาจารย์บอกว่า (หลิวหมึ้ง) นั้น คือจับยามดูฤกษ์คูณหาร พระเคราะห์
ร้ายดี และแพทยาอันจะรักษาโรคต่างๆ หมอดูภูมิศาสตร์ แผนที่ดีร้าย กะหมาย
ยึดเหล่านี้เป็นอารมณ์หงอคงถามว่า เรียนคัมภีร์เหล่านี้อายุจะยืนไม่ตายหรือไม่ ขอพระอาจารย์
ได้โปรดชี้แจงพระอาจารย์จึงพูดว่า แม้ท่านอยากจะเรียนทางอายุยืนนั้น ต้องเหมือนเสา
ตั้งอยู่กลางเรือนหงอคงถามว่าเสาตั้งอยู่กลางเรือนนั้นอย่างไร ข้าพเจ้าคนโง่ยังหาเข้าใจไม่ ขอ
ท่านได้กรุณาโปรดอธิบายพระอาจารย์จึงพูดว่า เปรียบเหมือนคนทั้งหลายเมื่อจะปลูกเรือน ก็หวังใจจะ
ให้มั่นคงยืนยาว จึงยกเสาขึ้นตั้งค้ำอยู่กลางเรือน ย่อมไม่ทรุดไม่เซ เรือนจึงตั้งอยู่
นานได้หงอคงว่าถ้าเช่นนั้น กิริยาที่ทำเพียงเท่านั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นว่าจะยั่งยืนดำรง
ถาวรไปได้สักเท่าใด ข้าพเจ้าของดก่อนยังไม่เรียน(๓) พระอาจารย์ว่า ถ้าดังนั้นเราจะสอนให้เจ้าเรียนทาง (เจ่งหมึ้ง) คือระงับ
เจ้าจะพอใจหรือไม่หงอคงถามพระอาจารย์ว่า (เจ่งหมึ้ง) นั้นคือมีความประการใดพระอาจารย์ตอบว่า อดอาหารทำในใจให้หมดความกระสับกระส่าย เข้าที่
หลับตาถือศีลห้ามเจรจาต่าง ๆ นั่งขัดสมาธินิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง
. หงอคงถามว่า ถ้าทำกิจเหล่านี้สำเร็จแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อายุยืน
หรือ อาจารย์ว่าดุจอิฐบนหัวตึก หงอคงหัวเราะแล้วถามว่า ทำไมจึงเปรียบเหมือน
อิฐบนหัวตึก มีความอธิบายว่าอย่างไรพระอาจารย์ตอบว่า เหมือนอิฐบนหัวตึกนั้น คือเมื่อคนทั้งหลายจะคิดก่อตึก
ย่อมไปขุดเอาดินมาปั้นเป็นรูปอิฐแล้ววางอยู่ หาได้เอาเข้าไฟเผาให้สุกไม่ ครั้นมี
ฝ่นตกลงมาถูกอิฐนั้น ก็ละลายไปกับน้ำฝนฉะนั้นหงอคงพูดว่าอย่างนี้ไม่มั่นคงยืนยาวอะไร ข้าพเจ้าไม่อยากเรียน(๔) พระอาจารย์จึงว่า จะให้เรียนคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) ตัวจะพอใจหรือไม่หงอคงจึงถามพระอาจารย์ว่า จะให้เรียนคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้น เป็นประการใดพระอาจารย์ตอบว่า คัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้นประกอบการภายนอก คือประกอบ
น้ำให้เป็นไฟ ประกอบไฟให้เป็นน้ำ จับศรยิงหน้าไม้เล่นแร่แปรธาตุ กิริยาเหล่านี้
คือคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง)หงอคงถามว่า กิริยาเหล่านี้จะให้อายุยืนไม่ตายนั้นจะได้หรือไม่ พระอาจารย์
ตอบว่า คัมภีร์นี้จะยืนยาวเหมือนกับดวงจันทร์ในน้ำ คือเป็นแต่เงาเท่านั้นหงอคงจึงถามว่า เหตุใดจึงเหมือนแก่ดวงเดือนในน้ำเล่าพระอาจารย์ตอบว่า ดวงเดือนอยู่กลางอากาศแต่เงาอยู่ในน้ำ ถึงอยู่ในน้ำก็
จริงแต่จะหยิบหรือจะจับก็จะไม่ถูก ครั้นถึงที่แล้วก็เปล่าไปไม่มีรูปและลักษณะ
และไม่มั่นคงไม่เป็นแก่นสารอะไรย่อมเป็นอนัตตาทั้งสิ้นมิใช่ตัวตนหงอคงจึงพูดว่า แม้มิใช่ตัวตนและมิใช่แก่นสารอะไรไม่ควรจะเรียนท่านอาจารย์โผเถโจ๊ซือ ได้ยินหงอคงว่าไม่เรียนท่านก็ลงมาจากธรรมาสน์ เดิน
ตรงเข้ามาถึงหงอคงจึงถามว่า ตัวเป็นเช่นวานร เหตุไรสอนอย่างนี้ก็ไม่เรียนสอน
อย่างโน้นก็ไม่เรียน พระอาจารย์ฉวยได้ไม้บรรทัดตีลงตรงศีรษะหงอคงสามที่แล้ว
พระอาจารย์ก็หันหลังกลับเข้ากุฏิปิดบานประตูเสียเวลานั้นเป็นในที่ประชุมพร้อมกันเห็นว่า พระอาจารย์มีความโกรธหงอคง
ต่างก็มีความตกใจทุก ๆ คนพากันเห็นไปว่าพระอาจารย์มีความโกรธหงอคงเป็น
อันมาก เพราะเหตุหงอคงพูดโต้ตอบกวนใจพระอาจารย์ พากันบ่นว่าหงอคงต่างๆขณะนั้นหงอคงมิได้มีความวิตกทุกข์ร้อนอะไรเลย ยิ่งมีความชื่นชมยินดีเป็น
อันมาก ด้วยหงอคงคิดเห็นเป็นปัญหาของพระอาจารย์ ก็นิ่งตรึกตรองอยู่ในใจว่า
คือที่พระอาจารย์ตีศีรษะเราสามทีนั้น ได้แก่เวลาสามยามพระอาจารย์คงจะบอก
ธรรมอันวิเศษให้แก่เราเป็นแน่ ครั้นเวลาค่ำลงในคืนวันนั้น หงอคงก็ทำเป็นนอน
ด้วยสานุศิษย์ทั้งหลายตามเดิม หงอคงตั้งใจรอคอยเวลากว่าจะถึงกำหนดครั้นถึงเวลาสามยามเข้าแล้ว หงอคงก็ค่อยย่องเบา ๆ จัดแจงนุ่งห่มเสร็จแล้ว
ก็ออกจากห้องเดินไปทางหลังกุฏิพระอาจารย์ เห็นประตูเปิดอยู่ก็ดีใจ หงอคงจึง
ค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้อง เห็นพระอาจารย์กำลังหลับอยู่ จึงนั่งคอยอยู่ที่หน้า
เตียงประมาณสักครู่หนึ่ง พระอาจารย์ก็รู้สึกตัวเหยียดสองเท้า ปากก็ร้องคำเป็น
สัมมาทิฐิมรรคว่า ยากนักยากหนายากจริง ๆ อยากให้ธรรมอันวิเศษง่าย ๆ แต่ไม่
พบคนที่มีศรัทธาความเชื่อจริง ๆ จึงไม่ควรให้ธรรมอันวิเศษ แม้จะบอกให้ก็จะเสีย
ธรรม ถึงจะสอนก็จะป่วยการเสียเวลาหงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงร้องบอกพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้า
สานุศิษย์ผู้จะศึกษาธรรมอยู่นี่แล้ว ขอท่านได้กรุณาให้ทานธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิดฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ยินเสียงหงอคง แล้วก็ลุกขึ้นห่มผ้านั่งอยู่บนเตียง ทำ
ตวาดหงอคงว่า ทำไมเอ็งไม่อยู่ข้างนอกล่วงเลยเข้ามาในนี้ทำไม ข้าหลับนอนอยู่
เอ็งไม่รู้หรืออย่างไรหงอคงจึงตอบว่า เมื่อเวลาวานนี้พระอาจารย์ทำปริศนาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
คิดเห็นว่า พระอาจารย์คงจะสอนธรรมวิเศษให้แก่ข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นพอเวลา
ได้สามยาม ข้าพเจ้าจึงได้เข้ามา เห็นพระอาจารย์ยังหลับอยู่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถ
จะเข้ามาใกล้ได้ จึงได้คอยอยู่จนพระอาจารย์ตื่น และกล่าวถ้อยคำเป็นสัมมาทิฐิ
มรรคขึ้นแล้วจึงสามารถเข้ามาใกล้ได้ดังนี้ฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ เมื่อได้ฟังหงอคงพูดดังนั้นก็นิ่งนึกตรึกตรองอยู่
จึงเห็นว่าชะรอยเทพยดาฟ้าและดินให้หงอคงเกิดมา จึงสามารถอาจตีความของ
เราออกได้ฉะนี้หงอคงเห็นเป็นโอกาสก็พูดต่อไปว่า ในที่นี้ไม่มีคนขอพระอาจารย์ได้เมตตาชี้
ธรรมอันไม่ตายให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์จึงพูดแก่หงอคงว่า ตัวเจ้ามีนิสัยในทางธรรมแล้วเราจะชี้แจง
อธิบายในมูลธรรมให้เจ้าขยับเข้ามาให้ใกล้จงระงับใจสงบกายวาจาคอยเงี่ยโสต
สดับเราจะบอกซึ่งธรรมอันวิเศษปราศจากความเศร้าหมองและอายุก็ยืนยาวหงอคงคำนับกราบลงแล้ว ก็ค่อย ๆ คลานขยับเข้าไปใกล้แล้วก็นั่งคุกเข่า
พนม มือสำรวมจิตและรักษาอิริยาบถเป็นอันดี ตั้งใจฟังธรรมที่พระอาจารย์จะบอก
ทางให้ฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ จึงแสดงหัวใจธรรมการลึกล้ำวิเศษให้แจ่มแจ้ง
แนบเนียนรอบคอบปลอดโปร่งโดยละเอียดอาศัยความปฏิบัติไม่พูดแก่ใคร สำรวม
ทั้งสิ้นมูลภาคของกำลังจึงสำเร็จได้คือรักษาธรรมที่ได้แจ้งแก่ใจแล้วนั้น อย่าให้
หวั่นไหวรั่วไหลล้นออกไปได้ อุตสาหะทำจิตให้บริบูรณ์ตามธรรมควรแก่ธรรม ก็
จะสำเร็จมรรคผลพ้นมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ไม่สามารถจะมาเบียดเบียนได้
ในเวลานั้นพระอาจารย์ได้แสดงธรรมแก่ซึงหงอคงให้เห็นซึ่งมูลภาคของธรรมแล้ว
หงอคงมีจิตอันสว่างใสบริสุทธิ์บริบูรณ์ เต็มไปด้วยกุศลธรรมที่ตนได้สดับสว่าง
แจ้งในการสังวัธยาย ขึ้นสู่วาจาขึ้นใจแล้ว ก็นมัสการพระบารมีคุณแห่งธรรมแล้ว
ก็กราบลาพระอาจารย์กลับมาที่อยู่ของตน ตั้งใจสำรวมกิจอยู่ในธรรมได้สามปีเศษวันหนึ่งพระอาจารย์ขึ้นธรรมาสน์ ประชุมสานุศิษย์ทั้งหลายแสดงธรรม พระ
อาจารย์จึงถามศิษย์ทั้งหลายว่าหงอคงไปไหน หงอคงได้ยินเสียงอาจารย์ก็เข้ามา.
ใกล้บอกว่าข้าพเจ้าอยู่ที่นี่พระอาจารย์จึงถามว่า ตัวปฏิบัติบวชเรียนเป็นอย่างไรบ้าง หงอคงตอบพระ
อาจารย์ว่า มูลแห่งธรรมค่อยแจ่มแจ้งในสันดานมั่นคงบ้างแล้ว อาจารย์จึงพูดว่า
ตัวลุมูลสันดานเข้าในมูลราคสดับเข้าในภาคนั้นแล้ว จงตั้งใจระวังภัยสามประการ
อันร้ายแรงหงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดแนะดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เป็นนาน แล้วจึงถามพระ
อาจารย์ว่า ข้าพเจ้าเคยได้ฟังว่าบารมีมรรคผลก็แรง ยืนยงคงเสมอฟ้าไฟน้ำ
ประกอบกันร้อยขัยก็ไม่เกิดได้ เหตุใดจะยังมีภัยสามอย่างอันร้ายแรงอีกเล่าพระอาจารย์จึงตอบว่า ซึ่งภัยทั้งสามมีการธรรมดาเพราะของก่อสร้างซึ่งเกิด
แต่ดินน้ำลมไฟเบียดสูญจันทร์ซึ่งกันและกัน ก็จะสำเร็จต่อภายหลัง ถ้าตั้งสติ
สดับก็มีราศีเพิ่มอายุ แต่ต่อไปห้าร้อยปีข้างหน้า ฟ้าจะผ่าลงมาไฟฟ้าจะฟาดตัว
เจ้าจงเร่งระวังตัวทำให้แจ่มแจ้งบริสุทธิ์เห็นมูลสันดานแล้ว จงเร่งหลีกหลบหนี้ให้
พ้นอายุก็จะยืนเสมอฟ้าถ้าหลีกไม่พ้นตัวเจ้าก็จะสิ้นชีวิต แล้วต่อไปข้างหน้าอีก
ห้าร้อยปีไฟกรดจะมาไหม้เจ้า ไฟที่จะเผาเจ้านั้นไม่ใช่ไฟฟ้าไม่ใช่ไฟในมนุษย์ ไฟ
นั้นเรียกนามว่าขันธอัคคี คือไฟในกายของตัวเจ้าเกิดขึ้นเองจะเผาผลาญร่างกาย
ที่มีอาการสามสิบสอง ก็จะย่อยยับดับไปสิ้น ความรักษาได้สักพันปีทุกข์ทรมาน
หนเดียวก็จะสิ้นไป แล้วไปข้างหน้าอีกห้าร้อยปี ฟ้าจะให้ลมคือไฟลมอันมิใช่ลม
สี่ทิศ เป็นลมที่หน้าผากของเจ้าป่าเข้าภายในท้องแทรกทวารทั้งเก้า กระดูกและ
เนื้อก็จะป่นละเอียดร่างกายก็จะหลุดร่วงแยกแตกกันไปหมดสิ้น เพราะฉะนั้นไฟ
ร้ายแรงเหล่านี้ตัวเร่งหลีกหลบให้พ้นได้แล้ว อายุก็จะยืนได้นานเท่าฟ้าและดินหงอคงได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้น ให้บังเกิดขนพองสยองเกล้า จึงคำนับกราบ
พระอาจารย์แล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้กรุณาสอนธรรมที่จะหลีกหนีให้พ้นภัยทั้ง
สามนั้นให้ต่อไปพระอาจารย์จึงพูดว่า ซึ่งภัยสามอย่างนั้นก็ยังมีทางที่จะหลีกหนีได้อยู่ ไม่
ยากอะไร โดยมีก็ริยาคาบฟ้าคาบดินสองอย่าง คาบฟ้านั้นคือกิริยา (เทียนกัง)
สามสิบหกคาบดินนั้นคือ (ตี้ซัว) มีกิริยาเจ็ดสิบสองคาบตามแต่จะเรียนอย่างไหน
ถ้าผู้ใดเรียนได้สำเร็จตลอดแล้วก็จะหนีพ้นภัยทั้งสามนั้นได้หงอคงจึงบอกแก่ท่านอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนกิริยา (ตี้ซัว) คาบดิน
ขอพระอาจารย์ได้โปรดบอกคาบดินให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์จึงว่าแก่หงอคงว่า ถ้าตัวอยากเรียนกิริยาคาบดินก็จงขยับเข้ามา
ให้ใกล้ พระอาจารย์ก็กระซิบบอกอุปเท่ห์ให้แก่หงอคงด้วยอุบายและวิธีลัทธิต่าง ๆ
หงอคงก็ได้ลุแก่คาบที่พระอาจารย์ประสิทธิ์ให้ โปร่งปรุทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งขึ้นไป
ทุกวันๆหงอคงก็ค่อยหัดค่อยฝึก จนถึงนิรมิตบิดเบือนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง
และทรงกำลังพลังมีฤทธากล้าหาญ อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือกับสานุพระอาจารย์จึงถามหงอคงว่าตัวเรียน
ศิษย์ทั้งหลายนั่งอยู่หน้าลานวัดพร้อมกัน
วุฒิวิทยา ได้กระทำให้สำเร็จมโนรถแล้วดังปรารถนาหรือหงอคงจึงตอบพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าได้อุตสาห์พยายามประกอบกิจการ
บำเพ็ญเพียรภาวนาสำรวมเวท ได้บรรลุธรรมวิเศษส่วนอิทธิฤทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วพระอาจารย์จึงว่า ถ้าเจ้ารำเรียนทำให้สำเร็จได้จริงดังนันแล้ว เจ้าจงสำแดง
วิทยาให้เราดู ให้เห็นปรากฏแก่ชนทั้งหลายซึ่งอยู่พร้อมกันในสถานที่นู้หงอคงจึงสำรวมจิตบริกรรมกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ก้าวเดินจากพื้นดินได้ห้า
ก้าวลอยขึ้นไปบนอากาศหายลับไปประมาณเคี้ยวหมากจืดแล้วก็กลับมา ประมาณ
เหาะไปได้สักสามโยชน์คือพันสองร้อยเส้น หงอคงก็ลงมาต่อหน้าพระอาจารย์แล้ว
ยกมือขึ้นคำนับ กล่าววาจาว่าข้าพเจ้าเหาะได้อย่างนี้พระอาจารย์จึงว่าที่เหาะได้อย่างนี้เรียกว่าอาศัยเมฆไม่ใช่ดั้นเมฆ โบราณเขา
ดั้นเมฆเหาะไปได้รอบจักรวาลจึงเรียกว่าดั้นเมฆหงอคงอ้อนวอนพระอาจารย์ว่า ขอท่านได้กรุณาโปรดสอนให้ข้าพเจ้าเรียน
วิชาดั้นเมฆได้ด้วยเถิด พระอาจารย์ก็แนะนำสั่งสอนให้หงอคงท่องบ่นสังวัธยาย
จนขึ้นใจ จำได้และประกอบบริกรรมทำทดลองก็สำเร็จได้ดังประสงค์ทุกสิ่งทุก
ประการ พวกสานุศิษย์ทั้งหลายจึงถามหงอคงว่า พระอาจารย์สั่งสอนให้ท่าน
เหาะเหินเดินอากาศได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านได้เรียนทำสำเร็จดังประสงค์แล้วทุก
ประการหรือ หงอคงตอบว่าข้าพเจ้าได้เรียนรู้และทำได้ทุกประการแล้วพวกเพื่อนศิษย์ทั้งหลายจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจงทำให้ข้าพเจ้าชมเห็นประจักษ์
แก่ตาบ้างจะได้หรือไม่หงอคงจึงว่าท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าทำประการใด ขอให้ท่านบอกมา
ข้าพเจ้าจะทำให้ท่านดูทุกประการ พวกเพื่อนศิษย์จึงขอให้นิรมิตเป็นต้นพฤกษาใหญ่
หงอคงก็ร่ายพระเวทสำรวมจิตบริกรรมภาวนาร่างกายก็สูญหายกลายเป็นต้น
พฤกษาใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกสานุศิษย์ก็ตบมือหัวเราะกันเป็นอันดังออกแซ่ไปฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ้ซีออยู่ในกุฏิได้ยินเสียงคนร้องดังนั้นก็ตกใจ จึงจับ
ไม้เท้าเดินออกมาถามว่าใครอยู่ข้างนอกทำอะไรกันเสียงอึกทึกพวกสานุศิษย์ทั้งหลายนั่งยู่พร้อมกัน ตอบว่ามิได้อึกทึกเป็นแต่หงอคงสำแดง
ฤทธิ์นิมิตตนเป็นต้นไม้ใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกข้าพเจ้าเห็นเป็นอัศจรรย์พากันพิศวง
ยินดีในวิชาของหงอคงที่ทำฤทธิ์ได้เช่นนั้นพระอาจารย์จึงตวาดว่า เมื่อตะกี้เราได้ยินเสียงออกแช่ดูดังมิใช่คนบวชเรียน
ทำการฟุ้งซ่านเช่นนี้จะเป็นอันบวชเรียนอะไรได้พวกศิษย์ทั้งหลายจึงบอกว่า เมื่อตะกี้พวกข้าพเจ้านั่งอยู่พร้อมกันได้ขอให้
หงอคงสำแดงวิชาที่เขาได้จากพระอาจารย์ให้ดูเขาจึงได้ทำให้ดูฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ฟังศิษย์ทั้งหลายบอกดังนั้น จึงว่าพวกเจ้าหลีกไปเสีย
ให้พ้น และไปบอกหงอคงให้เข้ามานี่ พวกศิษย์ทั้งหลายก็พากันหลีกไปและบอก
หงอคงว่า พระอาจารย์ให้หาตัวหงอคงก็เข้ามาหมอบกราบและเคารพอยู่ตรงหน้า
พระอาจารย์ พระอาจารย์จึงถามหงอคงว่าตัวแผลงฤทธิ์เดชอวดดีต่อหน้าคน
เป็นอันมากอย่างนั้นให้เขาเห็น ถ้าเขาจะขอให้ตัวสอนเขา ถ้าตัวจะไม่สอนให้เขา
ก็จะเกิดภัยอันตรายขึ้นแก่ตัว เราจะป้องกันตัวเจ้ามิได้หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็กราบลงแล้วขอโทษพระอาจารย์ พระ
อาจารย์จึงว่าเราไม่เอาโทษเจ้าดอก แต่ตัวเจ้าจะอยู่ในที่นี้ต่อไปไม่ได้หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น มีความเสียใจเป็นที่สุด จึงเรียนถามพระ
อาจารย์ว่า เมื่อเป็นดังนี้แล้วพระอาจารย์จะให้ข้าพเจ้าไปอยู่ท่ไหนเล่าพระอาจารย์จึงบอกว่าเจ้ามาจากที่ใด ก็จงกลับไปอยู่ในสถานที่นั้นเถิดหงอคงได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจเป็นนานจึงนึกขึ้นมาได้ว่า
เดิมเรามาจากทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊ก เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้อง ครั้นนึกขึ้น
ได้แล้วก็นิ่งอยู่พระอาจารย์จึงบอกแก่หงอคงว่า ตัวจงรีบไปให้พ้นจากที่นี้ช้าไปตัวจะไม่รอด
พ้นจากความตายหงอคงรับคำอาจารย์แล้วก็นมัสการลาพระอาจารย์และเพื่อนศิษย์ทั้งหลาย
แล้วพระอาจารย์จึงว่าหงอคงว่า ตัวกลับไปคงจะมีเหตุ ถ้ามีเหตุประการใดตัวจะ
แผลงฤทธิ์แผลงเดชด้วยประการใด ๆ ถ้าใครจะถามว่าได้เล่าเรียนมาจากไหนใคร
เป็นครูบาอาจารย์เจ้าอย่าได้บอกออกชื่อเราว่าเป็นครูบาอาจารย์แห่งเจ้าเลยเป็น
อันขาด ถ้าเจ้าบอกเล่าใครว่าเจ้าเป็นสานุศิษย์แห่งเราและออกชื่อเรา เรารู้แล้ว
จะจับตัวเจ้ามาถลกหนังหัวเสีย และสับกระดูกเจ้าให้ป่นละเอียดและกดวิญญาณ
ของเจ้า ให้ลงไปตกอยู่ในนรกใต้เถรเทวทัตอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ มิให้ตัวกลับมาได้
อีกต่อไปหงอคงเมื่อได้ฟังพระอาจารย์กำชับสั่งเสียดังนั้นแล้ว หงอคงก็คำนับกราบ
ลาพระอาจารย์ออกจากถ้ำ จึงสำรวมจิตบริกรรมพระเวทคาถากายาก็ลอยขึ้นดั้น
เมฆข้ามมหาสมุทรใหญ่บัดเดี้ยวใจก็แลเห็นเขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้อง จึงนึกใน
ใจว่าเมื่อไปกระดูกก็หนักกายก็หนัก ครั้นรู้วิชาเล่าเรียนสำเร็จ กระดูกก็เบาตัวก็
เบาไปทั้งสิ้น คนในโลกนี้มีความเพียร ถ้าใครมีความเพียรเหมือนแก่เรา ก็สามารถ
จะรู้ได้ดีจนสว่างไสวเช่นเราฉะนี้ หงอคงจึงสะกดเมฆให้ลดลงถึงพื้นแล้ว ก็เดิน
ตรงเข้าไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ก็ได้ยินเสียงนกหกร่ำร้องออกแซ่ไป เหมือนหนึ่งจะ
แสดงความยินดีต้อนรับฉะนั้น โดยเหตุที่เห็นหงอคงกลับมา หงอคงครั้นกลับมา
ถึงสำนักถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกบริวารลิงทั้งหลายและบอกว่าเรามาถึงแล้วฝ่ายบริวารลิงทั้งหลายที่อยู่ตามภูเขา และอยู่พุ่มไม้เมื่อได้ยินเสียงมุ้ยเกาอ๋อง
ก็พรั่งพรูกรูกันมาห้อมล้อมมุ้ยเกาอ๋องแล้วคุกเข่าลงคำนับ จึงถามมุยเก่าอ้องไต้
อ๋องตั้งแต่ไปจากข้าพเจ้าทำไมจึงนานนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจคอยท่านดุจว่า
เวลาหิวจะคอยกินอาหารฉะนั้น อยู่ภายหลังถูกอ้ายปิศาจร้ายชื่อว่า (หุนซีหม้อกุน)
มาแย่งชิงที่ถ้ำ พวกข้าพเจ้าสู้รบไม่คิดแก่ชีวิต แต่สู้มันมิได้มันจับเอาพวกบริวาร
และลูกหลานไปเป็นอันมากแล้ว เป็นบุญนักหนาที่ไต้อ๋องได้กลับมาเวลานี้ ถ้าแม้
ไต้อ๋องยังไม่กลับมาพวกข้าพเจ้าออกสู้รบมันคงจะจับไปได้หมดทั้งสิ้นหงอคงได้ยินพวกบริวารเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความโกรธยิ่งนักตบมือกระทีบเท้า
แหงนหน้านัยน์ตากลอก ออกปากว่าอ้ายยักษ์ผีดิบมันบังอาจสามารถข่มเหงบริวาร
ของเราอย่างนี้ เราจะไปตามแก้แค้นมันให้จงได้พวกบริวารจึงบอกว่าอ้ายพวกปิศาจนั้นมันอยู่ข้างทิศอุดร หงอคงถามว่า ใกล้
หรือไกล ประมาณทางสักเท่าไร พวกบริวารบอกว่าเมื่อมันมาก็มีพายุ เมื่อมันไป
ก็เป็นหมอกมืดคลุ้ม ไม่รู้ว่าหนทางไปมาจะใกล้ไกลสักเท่าใดหงอคงจึงพูดว่าถ้าดังนั้นเราจะไปสืบดูก่อน ว่าแล้วหงอคงก็บริกรรมร่ายพระ
เวทคาถาเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศไปทางทิศอุดรพิเคราะห์ดูเห็นภูเขาหนึ่งยอดเยี่ยม
ตระหง่านสูงเทียมเมฆมีลำธารและห้วยเหวลึกลงไปถึงภูมิภาค มีกระแสชลประกอบ
เป็นธาตุน้ำ สักประเดี๋ยวได้ยินเสียงพูดกัน หงอคงจึงเหาะลงค้นดูที่คูข้างเพิงหน้าเขา
มีถ้ำชื่อว่า (จุ๊ยจ่างต๋อง) ข้างหน้าถ้ำมีบริวารปิศาจน้อยกระโดดโลดเต้นเข้ามาใกล้
แต่พวกปีศาจหาได้เห็นหงอคงไม่ เพราะกำลังเล่นเพลินอยู่ หงอคงก็กระโดดเข้า
มาใกล้ร้องว่าพวกเอ็งอย่าวิ่งหนี ตัวเราอยู่เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้องเจ้าของถ้ำ
ข้างทิศพายัพ นายพวกเจ้าชื่อ (หุนซีหม้อกุน) เหตุใดจึงสามารถไปกระทำย่ำยีข่มเหง
บริวารพวกลิงของเราหลายครั้งแล้ว ตัวเราจะมาลองฝีมือดูให้เห็นฤทธิ์และกำลัง
พวกเอ็งจงเร่งไปบอกนายเอ็งให้รีบมารบกันโดยเร็วพวกบริวารปิศาจเหล่านั้น เมื่อได้ฟังหงอคงว่าดังนั้นก็พากันวิ่งตรูเข้าถ้ำบอก
แก่นายว่าภัยจะมาถึงแล้ว ข้างนอกมีอ้ายลิงเผือกตัวหนึ่งมาท้าทายชวนรบ มัน
บอกว่ามันอยู่ที่เขา (ฮวยก๊วยชัว) ถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง ว่าท่านไปข่มเหงบริวารลูก
หลานของเขา ๆ จึงมาต่อรบแก่ท่าน หุนซีหม้อไต้กุนได้ยินบริวารมาบอกดังนัน
จึงหัวเราะแล้วพูดว่า เราได้ยินลิงปิศาจน้อยบอกว่า มีนายลิงตัวหนึ่งตั้งตัวเป็น
ไต้อ๋องไปบวชเรียนเสียแล้วบัดนี้เห็นมันจะกลับมา พวกเอ็งเห็นมันมานั้น มันถือ
เครื่องศาสตราอาวุธอันใดมาด้วยหรือเปล่าพวกบริวารเหล่านั้นบอกว่าไม่เห็นมันถือเครื่องศาตราอาวุธสิ่งไรเลย เห็นแต่
แต่งตัวสวมเสื้อสีแดงคาดพุงผ้าสีเหลือง สอดรองเท้าดำดูท่วงทีกิริยาสุภาพ แต่ทำ
ท่าทางแข็งแรงคอยอยู่ที่ปากประตูน้ำหม้ออ๋องได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นสวมเกราะ มือจับง้าวเรียกพวกบริวารเดินตาม
หลังออกมาที่หน้าถ้ำ จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าใครหวาเป็นเจ้าของถ้ำฮวยก๊วย
ซัวจุ๋ยเลียมต๋องหงอคงได้ยินเสียงก็เหลือบไปดู เห็นหุนซีหม้อกุนที่ศีรษะมีหมวกทองคำ ตัว
สวมเสื้อดำสอดเกราะเหล็กเท้าสอดรองเท้าดำทำด้วยหนัง บั้นเอวโตประมาณสิบ
กำตัวสูงประมาณสามวา มือถือง้าวเป็นอาวุธ หงอคงจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
อ้ายปิศาจเอ็งไม่รู้จักเราหรือหม้ออ้องเห็นหงอคงแล้วจึงหัวเราะพูดว่า ตัวเอ็งก็ต่ำเตี๋ยไม่ถึงสี่คอก อายุก็
ยังไม่ถึงสามสิบปี ในมือก็ไม่มีอาวุธ ทำไมจึงอาจสามารถมาทำใจโตอวดดีจะมา
หาที่ตายหรืออย่างไรหงอคงว่ากูไม่มีอาวุธมีสองมือก็จะให้มึงเห็นกำลังได้ ว่าแล้วหงอคงก็กระโดด
เข้าชกคางหม้ออ่อง หม้ออ้องเอามือรับไว้จึงพูดว่าตัวของเจ้าทั้งเตี้ยทั้งเล็กตัวเรา
ทั้งสูงทั้งใหญ่ถ้าเราจะถืออาวุธรบแก่เจ้า บริวารทั้งหลายจะหัวเราะและดูถูกเราได้ว่า
แล้วหม้ออ้องก็ทิ้งอาวุธเสีย ตั้งท่ามวยเข้าซกหงอคง หงอคงก็แข็งข้อรับชกกัน
ซุลมุนหม้ออ๋องมือยาวชกข้ามศีรษะหงอคง หงอคงคอยหลบชกได้ถนัดก็ถูกทุกที่
หม้ออ๋องเห็นหงอคงว่องไวด้วยเป็นชาติลิง แต่แข็งใจสู้เป็นหลายยกถูกชกเป็นหลายที่
จึงฉวยเอาอาวุธฟันลงไปที่ศีรษะหงอคง หงอคงก็หลบได้ไม่ถูกต้อง หงอคงกระ
โดดออกไปห่างจึงร่ายมนต์พระคาถาถอนขนใส่ปากภาวนา แล้วพ่นออกไปเป็น
ลิงบริวารสามร้อยตัว เข้ากลุ้มรุมกันล้อมหม้ออ๋องไว้รอบตัวอันหงอคงนั้น เมื่อเดิมไปเรียนวิชาสำเร็จมีขนอยู่แปดหมื่นสี่พันเส้น ทุก ๆ ขน
ย่อมผันแปรได้ต่าง ๆ พวกลิงน้อยกายสิทธิ์เหล่านั้น โลดโผนว่องไวก็กรูกันเข้า
ล้อมหม้ออ๋องทั้งซ้ายขวา บ้างก็เข้าฉุดคร่าและรวบรัดจนอาวุธหลุดจากมือ หงอ
คงก็กระโจนเข้าชิงอาวุธหม้ออ๋องมาได้ก็เอาอาวุธฟันถูกหม้ออ๋องตัวขาดเป็นสองท่อน
แล้วก็ไล่ประหารบริวารเข้าไปในถ้ำ ฆ่าพวกผีดิบบริวารหม้ออ้องล้มตายลงไปสิ้น
แล้วอ่านคาถาเรียกขนกลับเข้าในตัวตามเดิม แต่บริวารลิงน้อย ๆ ที่หุนซีหม้อกุน
อ๋องจับมาขังไว้ในถ้ำนั้น หงอคงก็เรียกออกมาจากถ้ำประมาณสี่ห้าสิบตัวแล้ว
หงอคงเอาไฟเผาถ้ำจุ๊ยจ่างต้องไหม้เป็นจุณไปหมดสิ้น แล้วเรียกบริวารลิงเหล่า
นั้นมาสั่งว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงหลับตาเสียทุก ๆ ตัว พวกลิงเหล่านั้นก็กระทำ
ตามคำนายสั่ง หงอคงก็ร่ายพระเวทกระทำให้เป็นลมพัดหอบเอาบริวารลิงเหล่า
นั้นไปจนถึงที่ถ้ำเก่าตามเดิมแล้วหงอคงก็ร้องบอกว่าพวกเอ็งจงลืมตาดูเถิด
พวกลิงน้อย ๆ เหล่านั้นก็พากันลืมตาขึ้นดู เห็นที่อยู่เดิมของตนแน่แล้วก็จำได้จึง
พากันกระโดดวิ่งเข้าในถ้ำฝ่ายพวกบริวารลิงทั้งหลายใหญ่น้อยก็เรียงรายกันเข้ามาประชุมพร้อมกัน
คำนับหงอคง กล่าวถ้อยคำสรรเสริญหงอคงต่าง ๆ แล้วไต่ถามว่า ตังแต่ไต้อ๋อง
ไปเรียนวิชาก็ช้านานประมาณกว่าสิบปี ท่านได้ไปถึงไหนจึงได้วิชาอันประเสริฐ
สมความปรารถนามาดังนี้หงอคงจึงตอบว่า ตั้งแต่ปีออกจากถ้ำไปได้รับความลำบากยากกายเหลือเกิน
ต้องข้ามมหาสมุทรใหญ่จึงได้ไปถึงเขตชมพูทวีป แล้วก็เที่ยวไปพบปะมนุษย์จึงได้
เรียนหัดกิริยาท่าทางรู้จักนุ่งห่มแล้ว ใช่แต่เท่านั้นยังระเหระหนเที่ยวไปอีก
ประมาณแปดเก้าปี เพื่อจะค้นหาผู้วิเศษจะได้เรียนวิชาต่าง ๆ ก็ยังไม่พบเห็นเป็น
ช้านาน มาวันหนึ่งคิดข้ามมหาสมุทรไปทางทิศปราจีน ขึ้นฝั่งแล้วเที่ยวสืบดูก็ได้
พบพระอาจารย์ผู้สอนธรรมอันวิเศษอายุยืนเท่าฟ้าและดิน พวกวานรพากันสรร
เสริญว่า วิชาอย่างนี้ประเสริฐหาที่สุดมิได้แล้วหงอคงจึงแจ้งความแก่บริวารว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงทราบว่าพระอาจารย์
ท่านได้ให้ชื่อและแซ่เราแล้ว คือ แซ่ (ซึง) ชื่อหงอคง พวกบริวารทั้งหลายได้ยิน
หงอคงบอกว่า แช่ (ซึง) ชื่อหงอคงก็พากันตบมือร้องว่าดีแล้ว ๆ พวกข้าพเจ้าทั้ง
หลายก็จะถือเอาแซ่ซึ่งด้วยกันทุก ๆ ตนเหมือนตัวท่านมีคำเทียบว่า (ก๊วนทงเจ๊กแสซินกวยปิ่ง) แปลว่า ตลอดกันแช่เดียวทั้งสิ้น (จี๋
ต่ายหยงเทียนเซียนเล็กเมี้ย) แปลว่าต้องคอยเทวดาเลื่อนชื่ออันงามครั้นอยู่มาวันหนึ่งหงอคงตรึกตรองเห็นว่า ตั้งแต่ไปปราบปรามหุนซีหม้อกุน
อ๋องเอาอาวุธมาได้ดังนี้ ควรจะฝึกหัดใช้อาวุธซักซ้อมฝีมือไว้ให้ชำนาญจึงจะชอบ
จึงสั่งวานรทั้งหลายให้ไปเที่ยวหาไม้มาทำอาวุธคือกระบองพลองสั้นสองมือและ
พลองยาวสี่ศอก และหาไม้รวกมาทำหลาวแหลนเครื่องทิ่มแทง และให้ทำธงสีต่างๆ
หัดตั้งค่ายขุดสนามเพลาะกระทำสนามรบ หัดรำเพลงอาวุธต่าง ๆ ให้ซำนิชำนาญ
มาหลายเวลาแล้วครั้นอยู่มาวันหนึ่งหงอคงนั่งตริตรองคิดขึ้นมาได้จึงบอกแก่พวกบริวารทั้งหลายว่า
เราอยู่ทีนี้ฝึกหัดซ้อมเพลงอาวุธกันอย่างนี เราวิตกอยู่ว่านานไปจะเป็นการเล่าลือ
ทั่วไป ในประเทศบ้านเมืองทั้งหลาย หากรู้ว่าเรามัวสุมประชุมกันอยู่ที่นี่มาก ก็
คงจะยกทัพใหญ่มารบกวนพวกเรา คงจะเกิดรบสู้ฆ่าฟันกันขึ้น เราจะเอาอาวุธ
ที่ไหนมาต่อสู้แก่ศัตรูของเราได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเตรียมหาเครื่องสาตราวุธ
ที่เป็นเหล็ก ไว้สำหรับพวกเราให้พร้อมมือกันจึงจะควร เราคิดเห็นอย่างนี้แต่ยัง
ไม่รู้ที่ว่าจะไปเอาอาวุธที่ไหนได้ในเวลานั้นมีหัวหน้าวานรอยู่สี่ตน เป็นลิงเสนสองตนเป็นลิงชะนีสองตน
ได้ยินหงอคงปรารถดังนั้นจึงลุกยืนขึ้นแล้วคำนับหงอคงพูดว่า ไต้อ๋องจะต้องการ
เครื่องอาวุธเหล็กอันมีคมดูจะไม่สู้ยากนัก เพราะข้าพเจ้าทราบว่ามีเมืองหนึ่งชื่อว่า
(เมืองเง่าล่ายก๊ก) ในเมืองนันบริบูรณ์ประกอบไปด้วยสมบัติผู้คนมาก ย่อมบริบูรณ์
ด้วยเครื่องสาตราวุธต่าง ๆ แต่หนทางที่จะไปเมืองนั้น ต้องข้ามทะเลไปทางทิศ
ตะวันออก ไกลประมาณส่องร้อยโยชน์จึงจะถึงเมืองนั้น ถ้าไต้อ๋องไปเมืองนี้
เห็นจะสำเร็จเป็นแน่ อีกประการหนึ่งธรรมเนียมบ้านเมืองต้องมีเครื่องรักษาอาณา
เขตจึงจะมันคงหงอคงได้ฟังสี่วานรชี้แจงให้ทราบแล้ว ก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดว่าถ้า
ดังนั้นท่านทั้งหลายจงพร้อมกันคอยเราอยู่ในสถานที่นี้สั่งแล้วหงอคงก็ร่าย
พระเวทคาถาสำรวมก็ริยาเหาะขึ้นบนอากาศข้ามทะเลใหญ่ไปประมาณสองร้อย
โยชน์ ก็แลเห็นชัยภูมิเมือง (เง่าล่ายก๊ก) ในเมืองนั้นมีเรือนร้านตลาดผู้คนไปมา
ค้าขายสินค้าสิ่งของเครื่องบริโภคและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ พิเคราะห์ดูมีความสนุก
สนานมาก หงอคงค่อยลอยพิจารณาดูจึงมาคิดในใจว่า ชะรอยในกำแพงเมือง
คงจะมีเครื่องสาตราวุธรักษาเมืองเป็นแน่ ถ้าเราลงไปถามซื้อคงจะขัดข้อง เพราะ
ตัวเราเป็นชาติต่างภาษากันคงจะไม่สำเร็จ จำจะต้องคิดเอาโดยลับเห็นจะดีกว่าเมื่อคิดเห็นดังนั้นแล้วจึงร่ายพระเวทวิทยามหามนต์เป็นลมพายุใหญ่มืดฟ้ามัว
ผ่น พัดเป็นทรายหินศิลาสงเข้าไปในเมือง ผู้คนตามบ้านร้านตลาดตกใจตื่นวุ่นวาย
ก็ปิดประตูหน้าต่างทุกบ้านทุกเรือน ตามถนนไม่มีใครเดินไปมา หงอคงเห็นได้
การจึงอ่านคาถาผ่อนกายลงยังพื้นดินตรงเข้าไปจนถึงประตูคลังที่ไว้อาวุธต่างๆ
สิบแปดอย่างก็ถีบประตูคลังทำลายลง เห็นเครื่องอาวุธเรียงรายกันอยู่ก็มีความยินดี
จึงคิดว่าถ้าเราจะเอาคนเดียวก็จะเอาไปไม่ได้เท่าใด คิดดังนั้นแล้วก็อ่านคาถา
กระชากขนในตัวใส่ปากภาวนาพ่นออกมาเป็นวานรประมาณพันตัว จึงสั่งวานร
เหล่านั้นให้เข้าเก็บขนเอาอาวุธต่าง ๆ วานรกายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พร้อม
กันเข้าแบกขนเครื่องอาวุธมัดหอบเอาเต็มกำลังทั้งพันตัว ได้แล้วหงอคงก็เหาะนำ
หน้าขึ้นอากาศ ลิงกายสิทธิ์ทั้งหลายก็เหาะตามหงอคงตรงมายังที่สำนัก หงอคง
ก็อ่านพระเวทคาถาวานรทั้งหลายก็สูญหายไป กลับเป็นขนเข้ากายไปตามเดิม
เครื่องอาวุธต่าง ๆ ที่ลิงกายสิทธิ์ขนมากองวางอยู่เป็นอันมาก หงอคงจึงเรียกวานร
ทังหลายมาแล้วสังว่า พวกเจ้าจงเลือกเอาอาวุธไว้สำหรับมือทุก ๆ ตนวานรทั้งหลายได้ยินหงอคงสั่งดังนั้น ต่างตัวต่างก็วิ่งมาพร้อมกัน เห็นอาวุธ
วางกองอยู่ก็มีความยินดี บ้างหยิบเอาหอกบ้างหยิบเอาดาบและอาวุธต่าง ๆ ไว้
สำหรับตัวทุก ๆ ตน ครั้นรุ่งขึ้นหงอคงก็ฝึกหัดให้วานรทั้งหลายใช้อาวุธฟันแทงยิง
และปัดป้องให้ว่องไว และตั้งกระบวนค่ายมั่นและเดินกระบวน และทำทีจะเข้า
ประจญประจัญบานให้รู้ในทางหนี้ที่ไล่จนชำนิชำนาญ รวบรวมพวกวานรได้สี่หมื่น
เก้าพันเศษ ตั้งแต่นั้นมาก็เล่าลือทั่วไป ตามปิศาจและยักษ์ที่อยู่ในถ้ำและเขาเจ็ด
สิบสองแห่ง ได้ทราบกิตติศัพท์ก็ตกใจหวั่นไหวไปทุกตำบลทุกถ้ำและทุกเขา พวก
ปิศาจยักษ์เหล่านั้นก็พากันเข้ามาสามิภักดิ์เข้าด้วยหงอคงและยกหงอคงขึ้นเป็น
หงอไต้อ๋อง ครั้นถึงปีใหม่บรรดาพวกยักษ์ทั้งหลายก็นำเอาเครื่องบรรณาการมา
เคารพหงอคงมิได้ขาด ตั้งแต่นั้นมาก็ฝึกหัดและซักซ้อมพลทหารวานรทั้งหลาย
ให้แคล่วคล่องว่องไว จัดกันเป็นหมวดเป็นกองเรียบร้อย ก็สะสมเสบียงอาหาร
ผลไม้สดแห้งไว้พรักพร้อมบริบูรณ์ ตั้งมั่นอยู่เขตเขาฮวยก๊วยซัว เพราะเขาฮวยก๊วย
ซัวเป็นที่คับขันมั่นคงรอบคอบดุจกำแพงเหล็ก หงอคงไต้อ๋องกับบริวารมีความสุข
สำราญ ปราศจากภัยอันตรายต่าง ๆ หงอคงจึงพูดแก่บริวารว่า พวกเจ้ามีอาวุธ
ครบมือกันบริบูรณ์แล้ว แต่ตัวเรายังหามีอาวุธสำหรับมือให้พอแก่กำลังของเราไม่
ง้าวที่ได้มาจากหม้ออ๋องก็ดูเกะกะไม่เป็นที่พอใจเราในขณะนั้นมีวานรใหญ่ตนหนึ่งซึ่งเป็นทหาร จึงบอกแก่หงอคงว่า ท่านก็เป็น
(เซียน) คือเทวดามีอานุภาพแล้ว เครื่องอาวุธเหล่านี้ที่ได้มาไม่ควรใช้ ไต้อ๋องจะ
ไปในน้ำได้หรือไม่หงอคงตอบว่าเราตั้งแต่เรียนวิชาสำเร็จแล้ว พระอาจารย์บอกคาบกิริยาที่จะ
เหาะเหินเดินอากาศ ดำน้ำ และลุยไฟ หรือล่องหนกำลังกาย หรือจะนิรมิตบิด
เบือนเปลี่ยนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่างโดยชำนิชำนาญย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง
ทุกประการ ทำไมเราจึงจะเดินน้ำและดำน้ำไม่ได้เล่าวานรตนนั้นจึงพูดว่า ถ้าไต้อ้องมีวิชาอันวิเศษเช่นนั้น ในถ้ำนี้ใต้สะพานเหล็ก
ลงไป มีลำธารทะลุตลอดไปถึงเมืองบาดาล อันเป็นสถานที่อยู่ของพระยา (เล่งอ๋อง)
คือพระยานาคในฝ่ายทิศบูรพาตะวันออกมหาสมุทรใหญ่ ไต้อ๋องลงไปค้นดูที่เมือง
พระยานาค คงจะมีอาวุธวิเศษที่พอใจสักอย่างหนึ่งเป็นแน่หงอคงได้ฟังบริวารบอกเล่าดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่บริวารทั้งหลายว่า
ถ้าดังนั้นเราจะลงไปยังเมืองพระยานาคสืบถามดูให้รู้แน่ ว่าดังนั้นแล้วหงอคงก็
ออกมาที่สะพานเหล็ก จึงโอมอ่านพระเวทคาถาแหวกน้ำแล้วก็กระโดดลงไปในน้ำ
ดุจดังว่าเดินอยู่ที่บนบกฉะนั้น หงอคงเดินตัดกระแสชลไปยังเมืองพระยานาคฝ่ายพวกพลตระเวนนาคในเมืองบาดาล ที่เดินรักษาท้องที่กระแสชลอยู่ในที่นั้น
ครั้นมาพบหงอคงเข้าก็ร้องถามหงอคงว่า ที่เดินมานั้นเป็นทหารหรือเทพารักษ์
เป็นเจ้าในเขตแขวงประเทศทิศใดขอจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง เพื่อจะได้เชื้อ
เชิญตามสมควรหงอคงจึงบอกแก่พลตระเวนผู้รักษาด่านทางว่า เราอยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว ฟ้า
และดินให้ตัวเราบังเกิด นามเราชื่อว่าหงอคงแช่ซึง เราเป็นผู้ที่ชอบพอกันแก่
พระยาเล่งอ๋อง ทำไมพวกท่านไม่รู้จักเราหรือพวกพลตระเวนได้ฟังหงอคงบอกดังนั้น ก็พากันกลับเข้าไปบอกพระยานาคว่า
มีไต้อ้องผู้หนึ่งมาบอกว่าอยู่เขาฮวยก๊วยซัวชื่อซึงหงอคง และพูดว่ารู้จักคุ้นเคยแก่
พระองค์จะเข้ามาหาฝ่ายพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น ก็ออกมาจากปราสาทจุ๊ยเจียต้อนรับหงอคง
เชิญเข้าไปในปราสาท นั่งที่อันสมควรแล้ว จึงถามว่าท่านได้ศึกษาเล่าเรียนบรรลุ
มรรคผลแล้วหรือ ได้เรียนรู้วิชาอันวิเศษสิ่งใดบ้างหงอคงจึงตอบพระยานาคว่า ตัวข้าพเจ้าได้พยายามบวชและศึกษาเล่าเรียน
รู้วิชาแสวงหาผู้วิเศษ เพื่อรู้ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้ฝึกหัด
ซ้อมทหารวานรไว้เพื่อได้รักษาอาณาเขตเขาและถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย บัดนี้ขัด
ด้วยเครื่องสาตราอาวุธอย่างดีสำหรับมือยังหามีไม่แม้ว่าที่มีอยู่แล้วก็หาพอแก่
กำลังของข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่าท่านมีความสุขสบายสำราญอยู่ใน
เมืองบาดาลนี้ช้านานมาแล้ว คงจะมีอาวุธกายสิทธิ์วิเศษที่เหลือใช้อยู่บ้างเป็นแน่
เพราะฉะนั้นจึงอุตสาห์มา เพื่อจะขออาวุธท่านสักสิ่งหนึ่งไว้ถือสำหรับมือขณะนั้นพระยานาคราชเล่งอ๋อง ได้ฟังหงอคงพูดว่าจะขออาวุธวิเศษสักอย่าง
หนึ่ง ก็ไม่สามารถจะขัดได้จึงรับสั่งแก่ขุนนางเจ้าพนักงานปลาซึ่งเป็นผู้รักษา
เครื่องอาวุธ ให้แบกง้าวอย่างใหญ่ออกมาให้หงอคง หงอคงเห็นแล้ว จึงบอกแก่
พระยานาคว่า ง้าวเล่มนี้เบาไปไม่พอแก่กำลังข้าพเจ้า ๆ ขอคืนพระยานาคจึงสั่งขุนนางให้ไปนำเอาเหล็กแหลมอันใหญ่สำหรับมือมาให้หงอ
คงดูหงอคงลงจากแท่นเดินมาจับยกขยับดู แล้วบอกพระยานาคว่า เบาไปไม่
ควรแก่กำลังเราพระยานาคหัวเราะแล้วพูดว่าเหล็กแหลมอันนี้ หนักถึงสามพันหกร้อยชั่งหงอคงจึงบอกว่า ถึงหนักเท่านั้นก็จริงแต่ยังหาพอกำลังของเราที่จะจับถือรบ
สู้แก่ข้าศึกไม่พระยานาคได้ฟังดังนั้นก็หวาดหวั่นอยู่ในใจ จึงเรียกอุปราชและขุนนางนาย
ทหารทั้งสองให้พลทหารหามทวนเล่มใหญ่ออกมา ทวนเล่มนั้นมีน้ำหนักถึงเจ็ด
พันสองร้อยชั่งหงอคงรับทวนใหญ่มายกขยับดูแล้ว ก็ร้องว่าเบาไม่พอแก่มือเราเลย พระยา
เล่งอ๋องได้เห็นดังนั้น ก็สะดุ้งตกใจประหม่าหน้าซีดสลดลงทันที จึงพูดแก่หงอคง
ว่าข้าพเจ้ามีของสำหรับบ้านเมืองอยู่แต่สามสิ่ง นี่แหละเป็นอาวุธวิเศษแล้ว นอก
จากนี้ก็ไม่มีอาวุธอันใดจะให้สมประสงค์ของท่านได้แล้วหงอคงได้ฟังพระยานาคบอกว่า อาวุธวิเศษสำหรับบ้านเมืองมีอยู่สามอย่าง
เท่านั้น ไม่มีอาวุธที่จะดีกว่านี้อีกต่อไปแล้ว จึงทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า นี่แน่ท่าน
พระยาเล่งอ้อง เราได้ฟังคำโบราณท่านกล่าวปรากฏว่า ในเมืองบาดาลมีของดีๆ
มาก ตัวท่านเล่าก็เป็นพระยานาคอันประเสริฐ จะไม่มีของวิเศษกายสิทธิ์บ้างเทียว
หรือ ข้าพเจ้ายังมีความสงสัยอยู่ ท่านจะลวงเราดอกกระมัง เรายังหาเชื่อท่านไม่
ท่านจงกลับเข้าไปค้นดูเอง บางที่จะมีอาวุธวิเศษอยู่อีกกระมังขอท่านอย่าอำพราง
ได้เห็นแก่ไมตรีของเราเถิด ถ้าได้สมความปรารถนาแล้ว จะมีความขอบคุณท่าน
เป็นอันมาก และจะคิดราคาให้แก่ท่านจงสมควรพระยาเล่งอ๋องบอกว่า ข้าพเจ้ามิได้ล่อลวงท่านเลย พูดตามความสัตย์จริง
ทุกประการ เพราะสิ่งของที่อย่างดีนั้นไม่มีแล้วเมื่อขณะพระยานาคพูดอยู่แก่หงอคง มเหสีแห่งพระยานาคอยู่ข้างใน ครั้น
ได้ยินจึงพยักหน้าให้พระยานาคเข้าไปข้างในเพื่อจะบอกความลับ พระยานาคก็
เดินเข้าไปที่มเหสี ภรรยากับบุตรีจึงบอกว่าการที่หงอคงมาครั้งนี้ไม่ใช่การเล็กน้อย
ย่อมเป็นการสำคัญมากอยู่ ข้าพเจ้าทราบว่าในเขตท้องทะเลของเรานี้ ยังมีแท่ง
เหล็กใหญ่กายสิทธิ์จมอยู่ในกลางพระมหาสมุทรแห่งหนึ่ง และเมื่อสามสี่วันก่อนนี้
มีแสงสว่างพลุ่งขึ้นดูรัศมีโซติช่วง เห็นเป็นอัศจรรย์มากนัก คงจะเป็นเหตุประกอบ
กันแก่หงอคงไต้อ๋องนี้เป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ท่านจะเห็นประการใดขณะนั้นพระยาเล่งอ๋องก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดว่า เหล็กแท่งนี้เมื่อครั้ง (ได้อู๊ตี้)
ได้สะกดจมน้ำไว้จริง เราจะไปเอามาให้เขาได้หรือ และอีกประการหนึ่งก็เป็นของ
กายสิทธิผู้ใดจะเอามาใช้ก็เห็นจะไม่ได้ ฮูหยินของพระยานาคจึงพูดว่า ท่านจะขัด
เขาทำไมตามใจเขา เมื่อเขาจะเอาใช้ได้หรือไม่ได้นั้น ก็สุดแล้วแต่เขาช่างเขาเป็นไร
เราปัดส่งเสียแต่พอให้พ้นเราไปเท่านั้นจะไม่ดีหรือ ตามที่ข้าพเจ้าคิดเห็นนี้ย่อม
เป็นประโยชน์ทั้งสองอย่าง คือหนึ่งถ้าหงอคงไปเอาแท่งเหล็กได้ก็จะขอบคุณท่าน
ว่าไม่ปิดบัง สองถ้าหงอคงไปเอาแท่งเหล็กนี้ไม่ได้ โดยเหตุฤทธาหงอคงไม่พอแก่
เหล็กก็จะมีความอายเลยหลบหน้าไปที่เดียว ไม่ต้องกลับมารบกวนเราอีกเป็นแน่
ข้าพเจ้าเห็นการเช่นนี้ขอท่านได้ดำริดูจงดีเถิดพระยาเล่งอ๋องได้ฟังภรรยากับบุตรพูดชี้แจงให้สติดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึง .
กลับออกมาพูดแก่หงอคงว่ายังมีแท่งเหล็กใหญ่อยู่อีกแท่งหนึ่ง สะกดจมอยู่กลาง
ใจทะเลแม้ท่านจะต้องการก็ขอเชิญท่านไปเอาเถิดหงอคงว่าขอท่านช่วยสงเคราะห์ให้ใครไปนำมาให้ด้วยเถิด จะขอบใจท่านเป็น
อันมากพระยานาคตอบว่า ของกายสิทธิ์สิ่งนี้มีน้ำหนักมากนักไม่มีใครแบกหามไหว
เมื่อท่านจะต้องการแล้วขอเชิญท่านไปดูเอาเองเถิดหงอคงจึงว่าถ้าดังนั้น ขอท่านได้นำชี้ที่ให้ด้วยเถิด เล่งอ๋องก็นำหงอคงไปยัง
สะดือทะเล แล้วชี้แจงให้หงอคงเข้าใจแล้วก็กลับมายังบาดาลฝ่ายหงอคงก็ดำลงไปคลำสังเกตดูก็รู้ได้ว่าเหล็กกายสิทธิ์นั้นยาวประมาณสอง
วาเศษ หงอคงจึงจับโดยมั่นคงแล้วก็โยกไปโยกมาปากก็บริกรรมว่าสั้นเข้าและเล็ก
ลง ๆ เหล็กกายสิทธิ์นั้นก็สั้นเข้าและเล็กลงทุกทีจนได้ขนาดพอดีที่จะถือเป็นอาวุธ
คือคทาธร หงอคงมีความยินดีที่สุดจึงจับเอามาพิจารณาดู ด้วยเดิมเหล็กแท่งนี้
เป็นท่อนเหล็กเหลี่ยมทองสองข้าง มีอักษรจารึกไว้แถวหนึ่งห้าอักษรคือ ยู่อี่กิม
ชือเป็ง) มีน้ำหนักหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง หงอคงมีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ จึง
คิดว่าของกายสิทธิ์สิ่งนี้ถูกแก่ใจเรา หงอคงก็แผลงอิทธิฤทธิ์มายังเมืองพระยานาค
พระยานาคเห็นดังนั้นอกใจเต้นสั่นระรัวแข็งใจเดินออกมารับหงอคงหมู่นาคบริวาร
และปลาทั้งหลาย ก็พากันกลัวเกรงอำนาจพระยาวานรเผือกฝ่ายพระยาวานรก็เดินตรงเข้าไปนั่งในท่ามกลางนาคทั้งหลาย จึงมีสุนทรวาจา
แก่พระยานาคว่า ขอบใจท่านที่ได้ช่วยแนะนำจนได้อาวุธวิเศษสมความมุ่งหมาย
บัดนี้ยังขาดแต่เครื่องประดับสำหรับยุทธ์ ของท่านมีข้าพเจ้าขอท่านสักเครื่องหนึ่ง
พระยานาคบอกว่าเครื่องแต่งตัวจะให้สมควรแก่ท่านนั้น ของข้าพเจ้าหามีไม่หงอคงจึงว่าแก่พระยาเล่งอ๋องว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เครื่องแต่งตัวแล้ว ข้าพเจ้า
ก็จะไม่ไปจากปราสาทท่านพระยาเล่งอ้องพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านไต้อ๋องได้ค้นดูตามทะเลอื่น ๆ บางที
จะได้บ้างดอกกระมังหงอคงจึงตอบว่าถึงจะไปเที่ยวหาให้หลายแห่งหลายหนก็คงจะสู้ที่นี่ไม่ได้ ขอ
ร้อยขอพันท่านก็คงช่วยขอให้ได้ พระยาเล่งอ๋องก็ยืนคำอยู่ว่าไม่ได้ไม่มีจริง ๆหงอคงว่าถ้าไม่ได้จริง ๆ แล้ว เราจะเอากระบองเหล็กอันนี้ลองศีรษะท่าน
พระยานาคได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวจึงอ้อนวอนหงอคงว่าท่านอย่าเพ่อวุ่นวาย
คอยข้าพเจ้าจะถามน้องดูก่อน ถ้ามีแล้วจะขอให้ท่านเครื่องหนึ่งจงได้
ไชอิ๋ว ๔๒หงอคงถามว่าน้องท่านอยู่ที่ไหน ใกล้หรือไกลเมื่อไรจะรู้กันเล่งอ้องตอบว่าอยู่ทิศทักษิณมหาสมุทรผู้หนึ่ง ชื่อเง่าคำเล่งอ้อง อยู่ทิศอุดร
ผู้หนึ่ง ชื่อเง่าสูนเล่งอ้อง อยู่ทิศปราจีนผู้หนึ่งชื่อเง่าหยุนเล่งอ๊อง อยู่ทิศบูรพาคือ
ตัวข้าพเจ้า รวมเป็นสี่คนด้วยกันเป็นผู้รักษาอาณาเขตในทะเลทั้งส่ทิศหงอคงจึงพูดแก่เง่าก๊วงเล่งอ้องว่า ถ้าดังนั้นจงช่วยสงเคราะห์ไปถามดูบางที
จะได้บ้างข้าพเจ้าจะคอย ถ้าได้จะขอบใจท่านเป็นอันมากพระยานาคตอบว่าไม่ต้องไปก็ได้ เพราะข้าพเจ้ามีหอกลองเหล็กหอระฆังทอง
สำหรับเป็นเครื่องสัญญา ถ้าจะมีทุกข์สุขประการใดอย่างไรแล้ว ก็ขึ้นบนหอตีกลอง
ตีระฆังขึ้นสามลาตามบรรดาน้องทั้งหลายนั้นก็มาโดยทันที หงอคงจึงว่าถ้ากระนัน
ท่านจงตีระฆังขึ้นโดยเร็วเถิดพระยาเล่งอ๋องก็ขึ้นหอตีระฆังตีกลองขึ้นสามลา บรรดาน้องชายทั้งสามรู้แล้ว
รีบตกแต่งกายมายังปราสาทเล่งอ๋อง ผู้น้องทั้งสามคนครั้นถึงจึงถามว่าพี่มีกิจธุระ
ทุกขร้อนประการใดหรือ จึงได้ตีกลองและระฆังสัญญาเง่าก๊วงเล่งอ๋องจึงพูดว่าภัยมาถึงตัวเราแล้ว คือเหตุมีขึ้นที่เขาฮวยก๊วยซัว
ฟ้าดินประกอบกันให้บังเกิดวานรขึ้นตัวหนึ่ง ชื่อซึงหงอคง เป็นผู้สำเร็จประกอบ
ด้วยวิทยามีฤทธิ์เดชานุภาพมาก มาทำเป็นว่าสหายเข้ากับเรา แล้วอ้อนวอนขอ
เครื่องอาวุธง้าวทวนอันวิเศษ ล้วนแต่ไม่มีผู้ใดจะถือได้มีน้ำหนักเกินประมาณ
ทุก ๆ สิ่งเราเอามาให้ก็ไม่ชอบใจ เพราะฉะนั้นพี่จึงชี้ให้ไปเอาแท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่
จมอยู่ในกลางใจทะเลนั้น เธอก็ไปเอามาได้สมประสงค์ ตกลงว่าเป็นได้เครื่อง
อาวุธพอใจแล้ว ยังขอเครื่องประดับแต่งตัวต่อไปอีกเช่นนี้ พี่จึงบอกว่าไม่มี เธอ
ก็ไม่ยอมจะเร่งเอาให้จงได้ ถ้าไม่ได้ก็คงจะทำอันตรายพี่ ได้ชื่อว่าพี่ตกอยู่ในที่คับ
แค้นแล้ว จึงได้ตีกลองตีระฆังเรียกน้องทั้งสามมาเพื่อจะได้ปรึกษาหารือกัน ว่าเจ้า
มีเครื่องแต่งตัวอะไรบ้าง จะได้ให้เธอ ๆ จะได้ไปเสียรู้แล้วไป หาไม่ก็จะมารบกวน
อยู่มิรู้แล้วเง่าคำเล่งอ้องผู้น้องจึงพูดว่า เราสี่คนพี่น้องช่วยกันล้อมจับหงอคงให้ได้มิดีหรือ
จะมาปล่อยให้ข่มขี่อยู่ทำไมเง่าก๊วงเล่งอ้องผู้พี่จึงห้ามว่า เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย พวกเราหมดทั้งสี่คนสี่
เมืองก็หาสู้กำลังเขาได้ไม่ แต่โดยน้ำหนักของแท่งเหล็กกายสิทธิ์นั้นเขาไม่ต้องตี
รันอะไรเขาจะเอาวางทับเราลงทั้งสี่คนพวกเราก็จักเหลวแหลกละเอียดไปไม่ถึงแก่
จะรบรอต่อกรเง่าหยุนเล่งอ๋องจึงพูดว่าเขามีศักดานุภาพเช่นนั้น ก็อย่าวุ่นวายแก่เขาเลย สู้
เราหาเครื่องประดับสำหรับตัวให้เขาจะดีกว่า ภายหลังเราทั้งสี่คิดทำฎีกา ขึ้นไป
ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้คงจะลงโทษเขาโดยสาหัสเง่าสุนเล่งอ้องว่าส่วนตัวข้าพเจ้ามีรองเท้าทำด้วยใยบัวหนึ่งคู่ใส่แล้วก็เหาะได้
เง่าหยุนเล่งอ๋องว่าข้าพเจ้ามีเกราะทองคำเกราะหนึ่งสามารถจะป้องกันอาวุธได้
เง่าคำเล่งอ๋องว่าข้าพเจ้ามีหมวกทองคำปีกหงส์หนึ่งหมวก สวมศีรษะแล้วก็แคล้ว
คลาด เง่าก๋วงเล่งอ๋องผู้พี่พูดว่า ถ้าดังนั้นเป็นการดีแล้ว ก็พากันเอาหมวกและ
เกราะและรองเท้ามาให้หงอคง หงอคงก็สวมใส่หมวกและเกราะและรองเท้าแล้ว
มีความยินดี มือถือกระบองเหล็กยืนพูดแก่พระยานาคทั้งสี่ตนว่า ข้าพเจ้าขอบใจ
ท่านทั้งสี่พี่น้องเป็นอย่างยิ่ง เราจะขอลาท่านกลับไปแล้วพระยานาคทั้งสี่ก็กระทำ
คำนับหงอคงก็ออกจากเมืองบาดาลพระยานาคทั้งสี่ก็ตรึกตรอง การที่จะทำฎีกาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ต่อไปหงอคงออกจากเมืองนาคแล้ว ก็ลงตามกระแสน้ำกลับมาครั้นถึงสะพานเหล็ก
ก็โดดขึ้นบนสะพาน บรรดาวานรทั้งหลายที่คอยรับหงอคงอยู่ริมสะพานทั้งซ้ายขวา
เห็นหงอคงกลับมาบริวารทั้งหลายต่างตนก็คำนับต้อนรับอยู่พร้อมกันหงอคงขึ้นนั่งอยู่บนแท่นท่ามกลางลิงบริวาร จึงเอากระบองเหล็กวางไว้ข้างตัว
เหล่าวานรทั้งหลายเห็นกระบองเหล็กก็เข้าไปลูบคลำดูบ้าง ก็ลองผลักดูก็มิได้ไหว
สะเทือนเลย ทุก ๆ วานรเห็นดังนั้นก็ให้มีใจหวั่นหวาดกลัวเกรงยิ่งนัก แล้วจึง
ถามหงอคงว่าไต้อ๋องได้กระบองเหล็กนี้ในที่ใดหงอคงลุกยืนขึ้นจับกระบองชูให้ดู แล้วบอกพวกวานรว่าสิ่งของนี้เดิมมีเจ้าของ
เขาเอามาสะกดจมน้ำไว้กลางทะเลและในปีนี้มีรัศมีเกิดพลุ่งขึ้นมาพระยานาค
นำไปชี้ให้แก่เรา แล้วพระยานาคบอกว่าตัวเขาและบริวารนาคทั้งสิ้นจะยกหรือจับ
ก็ไม่ไหวเขยื้อนเลย เพราะเป็นเหล็กกายสิทธิ์น้ำหนักถึงหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง
ถ้าเราจะบอกกระบองให้ใหญ่ออกไปก็ได้ จะบอกให้เล็กเข้ามาก็ได้ตามความ
ประสงค์ แต่น้ำหนักก็คงอยู่เท่านั้น แล้วหงอคงก็สั่งให้ใหญ่ให้เล็กให้พวกบริวาร
ทั้งหลายเห็นทั่วกัน จนที่สุดให้เล็กเท่าเข็มเอาขึ้นทัดหูก็ได้ แล้วหงอคงเดินออก
มานอกถ้ำก็ทำแผลงอิทธิฤทธิ์ให้พวกวานรดูต่าง ๆ กระทำให้กายสูงเท่าเขาพระ
สุเมรุก็ได้ รูปร่างน่ากลัวนัยน์ตาดุจสายฟ้าแลบปากกว้างดังบ่อ เขี้ยวและฟันคม
เหมือนหอกดาบมือทั้งสองข้างยกขึ้นสูงสิบสองขั้นฟ้า เมื่อหงอคงทำแผลงฤทธิ์
ครั้งนั้น ก็บรรลือสะเทือนไปถึงพระยาปิศาจยักษ์ทุกๆ ถ้ำทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำมีความ
กลัวเกรงหงอคงก็ก้มศีรษะยกมือคำนับ ในอกใจให้สันไปทุก ๆ คนแล้ว หงอคงก็
กลายกลับเข้ารูปเดิม แต่กระบองเหล็กนั้นให้เล็กเท่าเข็มเหน็บซ่อนไว้ในหู แล้วก็
กลับเข้ามาในถำขึ้นบนแท่นพวกปิศาจยักษ์ทังหลายก็เข้ามาคำนับพร้อมกัน หงอ
คงจึงสั่งให้พลทหารวานรทั้งหลายยกธงอาชญาสิทธิ์และตีกลองฝึกหัดทหารซัก
ซ้อมให้พร้อมเพียงกันในกระบวนศึกทุกประการ แล้วหงอคงก็จัดตั้งวานรให้เป็น
นายทหารใหญ่สี่วานร คือลิงเสนสองตัวนั้นให้เป็นที่ (หลิวเบ็) แม่ทัพ ซะนีสองตัว
นั้นตั้งให้เป็นนายทหารเอก คือ (ปั่งป้าเจียงกุ๋น) หงอคงจึงมอบการฝึกหัดและ
การรับผิดชอบ ให้นายทหารวานรทั้งสี่จัดแจงดูแลแทนตัวเสร็จแล้ว หงอคงก็เที่ยว
เหาะไปรอบจักรวาลคบเพื่อนมิตรสหายแต่ที่มีฤุทธาศักดานุภาพแข็งแรง คือพระยา
(ห้้หม้ออ๋อง) ชาติกระบือหนึ่ง พระยา (เกาหม้ออ๋อง) ชาตินาคาหนึ่ง พระยา
(พังหม้ออ๋อง) ชาตินกอินทรีหนึ่ง พระยา (ไซท่ออ๋อง) ชาติสิงโตหนึ่ง พระยา (มี
เกาอ๋อง) ชาติค่างหนึ่ง พระยา (โง่ชุดอ้อง) ชาติหมีหนึ่งรวมทั้งหงอคงไต้อ๋องเป็น
เจ็ดพระยาด้วยกัน ชวนกันมาประชุมฝึกหัดซักซ้อมกำลังและฝีมือกันเล่นเสมอ ๆ
เป็นที่รื่นเริงสำราญมาช้านานอยู่มาวันหนึ่งหงอคงให้จัดอาหารเลี้ยง เชิญสหายทั้งหกคนมาเสพสุราเป็นที่
รื่นเริงสำราญใจ ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้วสหายทั้งหกพระยาก็ลาหงอคง หงอคงก็
ออกมาส่งสหายทั้งหกคน แต่เมื่อจะกลับเข้าถ้ำหงอคงเมาสุรามายืนพิงต้นไม้หลับไป
ให้เกิดนิมิตฝันว่ามีบุรุษสองคนเดินตรงเข้ามา มีมือถือป้ายหนังสือ ในป้ายจารึก
อักษรสามตัวว่า (ซึงหงอคง) ครั้นเข้ามาใกล้แล้วบุรุษสองคนนั้นก็เอาเชือกมัดมือ
หงอคงฉุดลากไปจนถึงกำแพงแห่งหนึ่ง ในขณะเวลาฝันนั้น หงอคงพอสร่างเหล้า
จึงแหงนหน้าขึ้นดูบนหน้าประตูกำแพงมีป้ายเหล็กแผ่นหนึ่งมีหนังสืออักษรใหญ่
สามตัวว่า (อูเบงก่าย) คือต้นอาณาเขตเมืองนรก หงอคงเห็นดังนันก็ได้สดพูดว่า
ทีนี (อูเบงก่าย) ทำไมเราจึงมาที่นี่ได้เล่า บุรุษทั้งสองได้ยินหงอคงถามดังนั้นจึง
บอกว่าในมนุษยโลกอายุของท่านสินแล้ว เราทังสองได้รับคำสังของ (เงียมฟ้ออ๋อง)
คือพระยามัจจุราชให้จับตัวท่านมาหงอคงได้ฟังดังนั้นจึงพูดแก่คนทั้งสองว่า เราออกจากสามภพแล้วไม่ได้อยู่ใน
ธาตุทั้งสี่ และมิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด เหตุใดจึงบังอาจไปจับเรามาทำไมจะพา
เราไปข้างไหน คนทั้งสองก็ไม่ฟัง เข้าฉุดคร่าจะพาเอาตัวหงอคงไปให้ได้ หงอคง
เกิดโทโสขึ้นมือจับกระบองเหล็กกายสิทธิ์ตีถูกคนทั้งสองป่นละเอียดไป แล้วหงอคง
ก็ควงกระบองเหล็กตีกระหนาบเข้าไปในกำแพงเมือง พวกยมบาลหน้าม้าหน้า
กระบือพากันวิ่งหลบหนีไปสิ้น บ้างก็วิ่งเข้าไปแจ้งความแก่พระยามัจจุราชว่า ภัย
จะมาถึงท่านในเดี๋ยวนี้แล้ว ข้างนอกนั้นสัตว์อะไรข้าพเจ้าไม่รู้จัก เหมือนรามสูรมี
ขนรุงรัง ตีกระหนาบเข้ามาจวนจะถึงท่านอยู่แล้วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบจัดแจงแต่งกายเสร็จแล้วก็เดิน
ออกไปดู เห็นวานรตัวหนึ่งทำกิริยาดุร้ายยิ่งนัก จึงร้องว่าท่านไต้เซียนจงหยุดก่อน
ท่านชื่อไรเหตุไรจึงได้ทำบังอาจล่วงเกินดังนี้หงอคงตอบว่าท่านไม่รู้จักชื่อเราหรือ ทำไมท่านอาจสามารถใช้ให้คนของท่าน
ไปจับเรามาทำไม ซึ่งท่านมาถามเราเราจะบอกให้เราอยู่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ย
เลียมต๋อง ฟ้ามาบังเกิดคือตัวเราแช่ซึงชื่อหงอคง ตัวท่านเป็นขุนนางตำแหน่ง
อะไรรีบบอกเรามาโดยเร็วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนจึงบอกแก่หงอคงว่าข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ที่หนึ่งชื่อ
ซินกวั้งอ้อง ที่สองชื่อโช้กังอ๋อง ที่สามชื่อซังตี้อ้อง ที่สี่ชื่อเหงากัวอ๋อง ที่ห้าชื่อ
เงียมฟ้ออ๋อง ที่หกชื่อเบี้ยนเส้งอ๋อง ที่เจ็ดชื่อทั้ยชั้นอ้อง ที่แปดชื่อเพ็งเต็งอ๋อง
ที่เก้าชื่อเตาฉีอ๋อง ที่สิบชื่อจ๊วนลุ้นอ๋อง ข้าพเจ้าทั้งสิบนี้คือเป็นพระยามัจจุราชได้
ดูการงานในที่อันนี้หงอคงได้ฟังพระยาเงียมฟ้ออ๋องบอกชื่อและตำแหน่งดังนั้นแล้ว จึงว่าท่าน
ทั้งหลายก็มีเกียรติยศยุติธรรมและเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงไม่รู้การดีและชั่ว ตัว
เราก็ได้บวชรักษาศีลเจริญกุศลภาวนาได้สำเร็จบรรลุธรรมวิเศษข้ามพ้นจากภพทั้ง
สามแล้ว อายุเราก็ยืนเสมอเท่าฟ้าและดินปราศจากธาตุทั้งสี่ดินน้ำลมไฟแล้ว ทำไม
ท่านจึงใช้ให้คนไปจับเรามาท่านจะทำอะไรแก่เราหรือเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบจึงว่า ขอท่านได้ระงับความโกรธเสียก่อนเราจะว่าให้ท่านฟัง
ด้วยในใต้หล้านี้ชื่อเดียวแช่เดียวกันหรือพ้องกันก็มีโดยชุกชุม ซึ่งคนทั้งสองไปจับ
ท่านมานั้นบางทีจะจับผิดไป หงอคงตอบว่าท่านทั้งหลายพูดไม่เป็นยุติธรรม ถ้า
เจ้าใช้และนายใช้จะผิดอะไรแก่คนไปจับท่านจงรีบไปเอาสารบบมาให้เราดูเดี๋ยวนี้
เงียมฟ้ออ๋องจึงเชิญหงอคงขึ้นไปนั่งบนที่นั่งซันหลอ คือที่พระยามัจจุราชรับแขก
หงอคงก็ขึ้นไปนั่งอยู่ท่ามกลางพระยามัจจุราช ๆ จึงให้ขุนนางนำสมุดสารบัญชีชื่อ
สัตว์เกิดตาย มาให้หงอคงไต้อ๋องดู หงอคงก็หยิบสารบบคลี่เปิดพลิกไปดูตลอด ๆ
ทุกสัตว์ที่มีปีกมีขนจนถึงวานรลักษณะคล้ายคนแต่ไม่มีชื่อและแซ่เหมือนมนุษย์
ไม่อยู่ในบังคับสัตว์ทั้งหลายหงอคงหยิบสารบบเล่มอื่นมาตรวจดูอีกจนถึงชื่อหงอคง ว่าอากาศประมวล
ศิลาเกิด มีกำหนดอายุยืนสามร้อยยี่สิบสองปีจึงจะสิ้นอายุ หงอคงตรวจดูเห็นดัง
นั้นแล้วจึงหยิบพู่กันจุ้มน้ำหมึกเข้าแล้ว ก็ตรวจดูอีก ถ้าเห็นที่ไหนมีชื่อวานรก็ขีด
กาลบเสียทั้งสิ้นแล้วจึงพูดว่า ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องอยู่ในบังคับผู้ใดทั้งสิ้นในโลกนี้
ครั้นลบบัญชีเสร็จแล้ว หงอคงก็จับกระบองควงเดินออกมา เงียมพ้ออ๋องทั้งหลาย
เหล่านั้น ก็ไม่อาจเข้าใกล้หงอคง ครั้นหงอคงไปแล้วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนก็ชวน
กันทำฎิกา จะถวายเง็กเชียงฮ่องเต้แต่ยังมิได้ถวายฝ่ายหงอคงในขณะเมื่อฝันว่า ออกมาจากเมืองนรกแล้วเดินไปสะดุดเถาวัลย์
เข้าเกือบจะล้มก็ได้สติตกใจตื่นขึ้น รู้สึกตัวว่าเป็นความฝันบิดกายแล้วก็ลืมตาขึ้น
ทันที พอได้ยินเสียงวานรทั้งสี่ซึ่งเป็นทหารเอกพูดว่า ไต้อ๋องเสพสุราเห็นจะเมา
มากไปกระมัง เมื่อคืนนี้ยืนหลับทั้งคืนไม่ตื่นเลยหงอคงบอกว่า เมื่อคืนนี้เราหลับไปหน่อยหนึ่งก็ฝันว่า มีคนสองคนมาจับตัว
เราไป จนถึงเมืองพระยามัจจุราชจึงได้สร่างเมาได้สติมา เมื่อในฝันว่าเราได้เข้าไป
ในปราสาทเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบ และได้พูดโต้ตอบกันแก่พระยามัจจุราช ๆ จึงเอา
สารบบบัญชีซึ่งกำหนดเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายมาให้เราดู ๆ แล้วแลเห็นชื่อเรา
และชื่อท่านทั้งหลาย เราจึงเอาพู่กันจุ้มน้ำหมึกลบเสียสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่
นี้ต่อไป พวกเราไม่ต้องอยู่ในบังคับผู้ใดทั้งสิ้นพวกวานรทั้งหลาย เมื่อได้ฟังหงอคงเล่าให้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีพากันกราบ
ไหว้สรรเสริญหงอคงและขอบพระคุณขึ้นพร้อมกันทั้งสิ้น เพราะอาศัยเหตุนี้วานร
ทั้งหลายจึงมีอายุยืนมาก หงอคงอยู่ในถำด้วยกับฝูงบริวารเป็นสุขสำราญมาช้านานฝ่ายเง็กเซียงฮ่องเต้วันหนึ่งเสด็จออกพระที่นั่ง วิมานเหลงเซียวโป้เต้ยแวดล้อม
ไปด้วยหมู่เทพยดาทั้งหลายเฝ้าพร้อมหน้ากัน ในขณะนั้นมีเทพบุตร (ดูฮ้วงเจ๋) องค์
หนึ่งกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบข้างนอกมีพระยาเง่าก๊วงเล่งอ๋อง อันอยู่
สำนักยังมหาสมุทรทิศฝ่ายบูรพาจะมาเฝ้าถวายฎีกาด้วยเรื่องใดไม่ทราบ บัดนี้อยู่
ข้างนอกเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงมีรับสั่งให้นำพระยานาคเข้ามาเฝ้า
พระยานาคก็ถวายฎีกาแก่เง็กเชียงฮ่องเต้ เทพบุตรเชียงกงพนักงานรับฎีกาก็อ่าน
ฎีกาถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ ในฎีกามีใจความว่าข้าพระพุทธเจ้าเง่าก๊วงซึ่งเป็นผู้รักษาเขตมหาสมุทรใหญ่ในทิศบูรพาขอพระ
ราชทานกราบทูลทรงทราบ ด้วยที่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องมีปิศาจลิงชื่อซึง
หงอคง มีความหมิ่นประมาทดูถูกพระบารมีของพระองค์ ลงไปที่บาดาลบังคับ
ขอเครื่องอาวุธและเครื่องแต่งตัว ข้าพระองค์ก็ให้แท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่สะกดจมอยู่
กลางใจทะเล และหมวกปีกหงส์ทองคำหมวกหนึ่งเกราะทองคำสำรับหนึ่ง รองเท้า
ไยบัวคู่หนึ่งรวมสี่สิ่งแล้วหงอคงยังทำอิทธิฤทธิ์กดขี่ข่มเหงข้าพระพุทธเจ้าไม่
สามารถจะต่อต้านสู้รบได้ ขอพระองค์ได้โปรดมีเทวบัญชาให้เทพยดาองค์ใดไป
ปราบปรามจับตัวหงอคงมาลงโทษให้เข็ดหลาบ ข้าพระพุทธเจ้าจะได้รักษา
อาณาเขต ในท้องทะเลให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปเมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบความตามฎีกาของพระยานาคแล้ว จึงรับสั่ง
ว่าท่านจงกลับไปรักษามหาสมุทรตามเดิม การต่อไปเราจะคิดอ่านปราบปรามขณะนั้นมีกัดเชียงกงเทพยดาองค์หนึ่ง กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์
จงทราบบัดนี้มีพระยามัจจุราช จะเข้ามาถวายฎีกา และมีชื่อพระตี้จองอ๋องในฎีกา
ด้วยแล้วสงฎีกา ให้เทพบุตรเจ้าหน้าที่นำฎีกาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ ใจความใน
ฎีกามีว่าในเมืองนรกอาณาเขตฟ้าและดิน ก็มีเจ้าและมีวนเวียนกลับไปกลับมา คือ
เกิดแล้วก็ตาย ๆ แล้วกลับเกิดและย่อมมีสภาพลิงคเพศพันธุ์เป็นหญิงและชาย
เป็นไปตามกำหนดแห่งยถากรรมของสัตว์ที่ประกอบกรรมดีและกรรมชั่ว อันจะให้
เป็นวิบากผลตกแต่งสัตว์ แต่บัดนี้ที่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง มีศิลาก้อน
หนึ่งต้องแสงพระอาทิตย์พระจันทร์ และดินฟ้าอากาศธาตุฤดูร้อนและเย็นบังเกิด
เป็นลิงปิศาจตัวหนึ่งขึ้นชื่อซึงหงอคง ทำอำนาจดุร้ายดื้อดึงไม่ยอมอยู่ในบังคับ
บัญชาของผู้ใด แผลงฤทธาศักดานุภาพรุกไล่ตีตลอดไปถึงเมืองนรก รบกวนรุกราน
ไปกระทั่งปราสาทที่อยู่ของพระยามัจจุราช บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้านำเอาสารบบ
บัญชี ชื่อจำนวนพวกวานรมาลบเสียหมดว่า ไม่อยู่ในบังคับของความเกิดดับฉะนี้
ขอพระเป็นเจ้าเป็นประธานแห่งเทวโลก ได้โปรดปราบปรามเสียให้ราบคาบ สวรรค์
และนรกจึงจะเป็นไปตามนิยมแห่งยถากรรมของสัตว์ได้ฝ่ายพระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก จึงมีเทวบัญชาให้พระยามัจจุราชกลับไปยังที่อยู่ก่อน
แล้วพระองค์จึงจะทรงจัดการต่อไปเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงมีรับสั่งถามเทพบุตรทั้งหลายว่า สัตว์เดียรัจฉานวานรตัว
นี้เกิดเมื่อไร ถือความปาฏิหาริย์อย่างไร จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญอย่างนี้ เทพยดา
ทั้งหลายก็พากันนิ่งอยู่ไม่มีเทพบุตรพระองค์ใดกราบทูลประการใดมีเทพยดาสองพระองค์มีนามว่า เชยลี้หงันพระองค์หนึ่ง นามว่าซุ่นฮองฮี้
พระองค์หนึ่งเทพบุตรทั้งสองนี้กราบทูลขึ้นว่า วานนนี้เมื่อสามร้อยปีก่อน ประกอบ
อากาศธาตุฟ้าดินบังเกิด แล้วต่อมาไม่ทราบว่าจะไปบวชเรียนแห่งหนตำบลใด
จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญบรรดายักษ์และปิศาจและสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ในอำนาจ
ลิงตัวนี้เง็กเชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นต้องให้เทพยดาที่มีมหิศรเดชาลงไปปราบ
เสียโดยเร็วจึงจะได้ในขณะนั้น ไทเป๊กกิมแชเทพยดาผู้ใหญ่จึงกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ใน
ไตรโลกธาตุอันนี้ มีทวารทั้งเก้าและมีความประพฤติดีแล้ว บวชเรียนก็คงสำเร็จ
ได้ดังประสงค์ วานรตัวนี้ประกอบด้วยกำลังอากาศธาตุฤดูฟ้าดินบังเกิด มีลักษณะ
รูปคล้ายมนุษย์ จึงไปบวชเล่าเรียนรู้วิชาอันเชียวชาญเหมือนมนุษย์ไม่ผิดกัน ขอ
พระองค์ได้ทรงพระเมตตาโปรดอย่าให้เสียเกียรติยศแห่งเซียนทังหลายเลย ข้า
พระองค์จะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมขึ้นมาตั้งเป็นขุนนางแต่เล็กน้อย เพื่อให้อยู่ใน
อำนาจของพระองค์ถ้าประพฤติดีมีความชอบอยู่ในเทวบัญชาก็แล้วแต่จะโปรด
ประทานบำเหน็จรางวัลตามความชอบ ถ้ามิอยู่ในบังคับบัญชาจึงค่อยจับตัวลงโทษ
เมื่อภายหลัง เพราะเขาก็ได้เล่าเรียนและบวชเป็นนักพรต คงมีภูมิและนิสัยใน
มรรคผลหนทางอันดีอยู่แล้ว จึงตั้งตัวมีอำนาจอันดีได้ฉะนี้เมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีเห็นชอบด้วย จึงรับสั่งแก่
ปุ่นเต็กแชกุนสมุหบัญชีใหญ่ให้แต่งพระอักษรพระราชทานให้แก่ ไทเป๊กกิมแซลง
ไปเกลี้ยกล่อมหงอคงครั้นพนักงานแต่งพระอักษรเสร็จแล้ว ไทเป๊กกิมแซก็ถวายบังคมลาเหาะลง
มายังเขาฮวยก๊วยซัว ร้องบอกเหล่าวานรทั้งหลายว่าพวกเจ้ารีบไปบอกแก่ไต้อ๋องว่า
เราถือรับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้เป็นเทวราชทูตลงมาเชิญไต้อ๋องนายพวกเจ้าให้ขึ้นไป
เฝ้าเดี๋ยวนี้พลวานรที่เฝ้าประตูชั้นนอกได้ฟังดังนั้น จึงบอกกันต่อๆ ไปเป็นชั้น ๆ จนถึง
วานรที่เป็นนายใหญ่ก็นำความแจ้งแก่หงอคงไต้อ๋องตามถ้อยคำของเทพยดาซึงหงอคงได้ฟังวานรบอกดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด แล้วจึงว่าเมื่อสองวัน
ก่อนนั้นเราก็คิดอยู่แล้ว ว่าจะไปเฝ้าพระอิศวรผู้เป็นเจ้าจอมพิภพ มาวันนี้บังเอิญ
มีเทวราชทูตลงมาเชิญตัวเรา ๆ มีความยินดียิงนัก ว่าแล้วก็จัดแจงแต่งกายออก
ไปรับเทวราชทูตครั้นออกมาถึงเห็นไทเป็กกิมแซก็เชิญให้เข้าไปในถ้ำให้นั่งที่อันสมควรแล้ว
ยกน้ำชามาเลี้ยงดูกันตามธรรมเนียม ไทเป๊กกิมแชแจ้งความแก่หงอคงไต้อ้องว่า
บัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้มีเทวบัญชาให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไต้อ๋องขึ้นไปเฝ้า
พระราชทานตำแหน่งยศให้ท่านมีอำนาจในเทวสถานด้วยหงอคงได้ฟังไทเป๊กกิมแซบอกดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่าขอบพระคุณของ
พระผู้เป็นประธานโลก วันนี้ท่านได้มาถึงสถานที่อยู่แห่งข้าพเจ้าแล้ว ขอเชิญท่าน
ผู้เป็นเทพยดาใหญ่รับประทานอาหารด้วยข้าพเจ้าสักมื้อหนึ่งไทเป็กกิมแซตอบว่าขอบใจท่านแล้วแต่จะอยู่ช้ามิได้ด้วยมีรับสั่งให้กลับโดย
เร็วพระเป็นเจ้ายังคอยท่านอยู่ ขอเชิญท่านไต้เซียนขึ้นไปเฝ้าโดยเร็วเถิดหงอคงจึงเรียกวานรซึ่งเป็นนายใหญ่ ทหารเอกทั้งสี่นายมามอบหมายกิจการ
ทั้งปวงให้รับผิดและชอบ ดูแลรักษาอาณาเขตเขาฮวยก๊วยซัวเสร็จแล้ว ก็พร้อม
กับไทเป็กกิมแชออกจากถ้ำจุ๊ยเลียมต้องสำรวมจิตร่ายพระเวทให้กายเบาเหาะลอย
ขึ้นไปยังชั้นดาวดึงส์พิภพ หงอคงเหาะเร็วกว่าไทเป๊กกิมแช ครั้นถึงก็เข้าไปใน
ประตูนำที่หมึงท้าวจัตุโลกบาลคือเจงเซียนที่อ๋องหมึง กับนายทหารทั้งสามคือ
พั่งล้าวเซียนหนึ่ง เตงซึงเซียนหนึ่ง เตียวกอเซียนหนึ่ง ถืออาวุธกั้นหน้าหงอคงไว้
ห้ามมิให้เข้าไปหงอคงจึงพูดว่าไทเป๊กกิมแชนี้เห็นจะไปหลอกเราแต่เดิมได้บอกแก่เราว่า เง็กเซี
ยงฮ่องเต้มีหนังสือรับสั่งไปให้เชิญเราขึ้นมา เหตุไรเล่าจึงใช้ทหารถืออาวุธมากั้น
กางห้ามมิให้เราเข้าไป หงอคงกำลังพูดอยู่ไม่ทันจะขาดคำลงไทเป็กกิมแช ก็เหาะ
มาพอถึงเข้า หงอคงโกรธไทเป๊กกิมแชเป็นกำลัง จึงต่อว่าไทเป็กกิมแซว่า ท่าน
บอกว่าเงิกเซียงฮ่องเต้ให้หาแล้วทำไมเล่า จึงให้พวกนี้ถืออาวุธมาคอยห้ามกั้น
กางอยู่อย่างนี้ไทเป็กกิมแชจึงตอบว่า ท่านไต้เซียนอย่าเพ่อโกรธขึ้งข้าพเจ้าก่อน เพราะว่า
ตั้งแต่เดิมนั้นท่านยังไม่เคยขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้เฝ้าประตูสวรรค์จึงยังไม่ปล่อยให้
ท่านเข้าไป แม้ท่านได้รับตำแหน่งยศเข้าอยู่ในหมู่เทวดาแล้ว ถึงจะไปจะมาก็ไม่มี
ใครขัดขวางได้เลยหงอคงได้ฟังไทเป็กกิมแชชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะยังไม่เข้า
ไปจะคอยอยู่ที่นี่ ไทเป๊กกิมแชว่าท่านต้องเข้าไปพร้อมกับข้าพเจ้าจึงจะควร ไทเป๊ก
กิมแชจึงเรียกผู้เฝ้าประตูให้เปิดรับ แล้วบอกว่าท่านผู้นี้เป็นไต้เซียนอยู่ในใต้หล้า
เง็กเซียงฮ่องเต้มีลายพระราชหัตถ์ให้เราไปเชิญขึ้นมาเฝ้าท่านอย่าสงสัยเลย ผู้เฝ้า
ประตูก็เปิดประตูยอมให้เข้าไปไทเป๊กกิมแซพาหงอคงค่อยเดินเข้าไป หงอคงเดินพลางพิศดูวิมานปราสาท
ราชมนเทียรของเง็กเชียงฮ่องเต้เรียงรายล้วนแล้วแต่ด้วยแก้วอันมีสีต่าง ๆ ประดับ
ประดามีแสงอันสว่างรุ่งเรืองงดงามหาที่เปรียบมิได้ไทเป๊กกิมแซพาหงอคงเข้ามาถึงวิมาน (เหลงเซียวเต้ย) แล้วให้รอคอยฟัง
รับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ไทเป๊กกิมแชก็เดินตรงเข้าไปยังหน้าพระที่นั่งถวายบังคม
แต่หงอคงยืนนิ่งอยู่ส่วนหนึ่งมิได้ถวายคำนับ คอยเงี่ยแต่หูฟังอยู่ว่าพระเป็นเจ้าจะ
ตรัสประการใดไทเป็กกิมแชจิงกราบทูลว่า ซึ่งโปรดเกล้าให้ข้าพระพุทธเจ้าไปว่ากล่าวแก่
หงอคงให้ขึ้นมารับราชการนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ลงไปพูุดจาชักชวนหงอคง บัดนี้
ได้พาตัวขึ้นมาเฝ้าพร้อมอยู่หน้าพระที่นั่งแล้วขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหงอคง หงอคงจึงย่อตัวลงแล้ว ก็ทูลว่าตัว
ข้าพเจ้าเองชื่อ ซึงหงอคงไต้อ๋องขณะนั้นหมู่เทพยดาทั้งหลายและเซียนกำลังเฝ้าอยู่พร้อมกัน ได้ยินหงอคง
กราบทูลดูเป็นอาการที่ถือตัวมีความกระด้างมาก ก็พากันหวาดหวั่นสะดุ้งใจ จึง
พูดว่าลิงไพรตัวนี้พูดจาจองหอง ไม่มีความเคารพคารวะอ่อนน้อมยำเกรงเลย จะ
ต้องถึงความตายเป็นเที่ยงแท้แล้วฝ่ายเง็กเชียงฮ่องเต้มีเทวบัญชาทรงโปรดอภัยว่าท่านทั้งหลายอย่าถือเลย
เพราะเขาอยู่ในมนุษยโลกไม่รู้ขนบธรรมเนียมในเมืองสวรรค์ พึ่งจะได้สำเร็จใหม่ ๆ
แม้จะมีความผิดพลั้งประการใดๆ เรายกโทษให้ไม่ถือหมู่เทพยดาและเซียนทั้งหลาย ได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้โปรดอภัยดังนั้นจึงพากัน
น้อมกายถวายคำนับขอบพระคุณ ที่ทรงพระกรุณาเมตตาแก่สัตว์ทั่วหน้ากันหงอคงได้ยินรับสั่งดังนั้น ก็คุกเข่าลงถวายคำนับโดยความเคารพเง็กเชียงฮ่องเต้จึงรับสั่งถามเทพยดาทั้งซ้ายและขวาว่า ตำแหน่งหน้าที่ขาดแห่ง
ใดบ้าง เราจะตั้งหงอคงขึ้นให้เป็นเกียรติยศขณะนั้น (ปุนเต็กแชกุน) ได้ยินรับสั่งถามดังนั้น จึงคุกเข่าลงคำนับกราบทูลว่า
ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ในสวรรค์ขุนนางทุกตำแหน่งมิได้ขาดหน้าที่ ยังขาดอยู่ก็
แต่นายกองคนเลี้ยงม้าเท่านั้น ควรจะตั้งให้หงอคงมีหน้าที่ในตำแหน่งนี้ เง็กเซียง
ฮ่องเต้ก็ทรงตังให้หงอคงเป็นขุนนางตำแหน่งที (เป๊กเบ๊อน) หงอคงก็มีความยินดี
ถวายบังคมรับที่ตั้งเสร็จแล้ว เง็กเซียงฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ปั๊กเต๊กแชกุนพาตัวหงอคง
เป๊กเบ๊อนไปยังที่โรงม้าจัดการ มอบให้ดูแลรักษาการตามรับสั่งครั้นหงอคงมาถึงแล้วก็ดูแลรักษาการ ตรวจดูสิ่งของเครื่องใช้สอยและม้าลง
บัญชีไว้เรียบร้อย แล้วมอบให้สมุหบัญชีเก็บรักษาไว้ตามเดิม ตั้งแต่หงอคงมารับ
หน้าที่ตำแหน่งเป๊กเบ็อุน ก็ตั้งใจคอยระวังดูแลการงานทั้งกลางวันและกลางคืน
มีไคร่จะได้หลับนอน ม้าก็อ้วนพีบริบูรณ์ขึ้นทุก ๆ ตัว ตั้งแต่หงอคงเข้ามาจัดการ
ในโรงม้าและรักษาการก็เรียบร้อย คิดดูก็รู้สึกว่ากว่าครึ่งเดือนมาแล้วอยู่มาวันหนึ่งว่างธุระการสำราญใจ บรรดานายรองที่รับใช้สอยของหงอคง
พร้อมมูลกัน ยกสุราเครื่องแกล้มมาเลียงหงอคงเพื่อความสำราญและหมายว่าพึ่ง
ได้รับเกียรติยศทีตังใหม่ ๆ หงอคงก็เข้านังรับประทานพร้อมกันตามความสบาย
หงอคงจึงถามบรรดานายรอง ๆ ลงไปว่าอันที่เป็กเบ๊อุนนี้จะเป็นที่ขุนนางตำแหน่ง
ยศอะไร นายรองทั้งหลายจึงบอกว่า เป๊กเบ้อนเป็นที่นายเลียงม้า หามีตำแหน่ง
ยศขุนนางไม่หงอคงจึงพูดว่าถ้าไม่มีตำแหน่งยศขุนนางคงจะเป็นที่ใหญ่ นายรองตอบว่า
ไม่ใหญ่ไม่โตอะไรดอก คือนามเรียกว่ายังไม่มีตำแหน่งหงอคงจึงว่าเหตุใดจึงว่า
ไม่มีตำแหน่ง นายรองบอกว่า ไม่มีตำแหน่งนั้น คือเป็นที่เล็กที่สุด เป็นแต่ผู้คุม
คนเลี้ยงม้าเท่านั้นเองเป็นที่นี้ ถ้าหากว่าเลี้ยงม้าอ้วน ม้าไม่เจ็บไม่ไข้ก็ได้ชื่อว่า
"เลี้ยงม้าดี ไม่มียศศักดิ์อะไร แม้ว่าเลี้ยงม้าผอมไผ่ หรือมีโรคก็จะได้รับซึ่งความ
อัปยศแล้วก็จะมีโทษด้วยหงอคงได้ฟังนายรองทั้งหลายชี้แจงดังนั้น ดุจไฟลุกขึ้นในหัวใจ ก็กัดฟันร้อง
ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มีความหมิ่นประมาทเราเหลือเกิน เราอยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว
เป็นเจ้าเป็นนาย ไปเชิญเรามาย่ำยีให้เราเป็นคนเลี้ยงม้ามีความดูถูกเราอย่างนี้ เรา
ไม่ทำราชการให้เสียเวลา เราจะกลับไปถิ่นที่เดิมของเรา หงอคงพูดดังนั้นแล้ว
จึงทุบและถีบโต๊ะฉีกบัญชีเสียทั้งสิ้น แล้วฉวยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ออกจากหู
ร่ายพระเวทคาถาแกว่งกวัดให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ก็ออกจากที่เลี้ยงม้า เดินตรงออกมา
จากประตูสวรรค์ (นำทีหมึง) หมู่เทวดาที่เฝ้าประตู เห็นเป๊กเบ้อุนก็รู้ว่านายกอง
เลี้ยงม้า ก็หาได้พูดจาขัดขวางประการใดไม่ ปล่อยให้ออกประตูไป หงอคงเหาะ
มาประเดี๋ยวก็ถึงเขาฮวยก๊วยชัว แลเห็นนายวานรทั้งสี่และพวกปิศาจยักษ์ทุกถ้ำ
มาประชุมพร้อมกันฝึกหัดเพลงอาวุธอยู่ หงอคงจึงเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่าน
ทั้งหลายเรามาแล้วขณะนั้นพวกบริวารวานร และพวกปิศาจยักษ์ทั้งหลายก็กรูกันเข้ามาคำนับ
เชิญหงอคงเข้าถ้ำ หงอคงมาถึงก็ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วบริวารทั้งหลายก็เข้ามานั่ง
เรียงรายกันตามหน้าที่ จึงพากันไต่ถามว่าไต้อ้องได้ขึ้นไปบนสวรรค์นั้นได้รับยศ
ศักดิ์ประการใด ขึ้นไปอยู่ก็นานถึงสิบห้าปีมีสุขทุกข์ประการใดบ้างหงอคงจึงบอกว่าได้ไปอยู่ประมาณสักสิบห้าวันเท่านั้น ทำไมท่านทั้งหลายว่า
เราไปอยู่ถึงสิบห้าปีเล่า บริวารว่าในมนุษย์ปีหนึ่งเป็นวันเดียวในสวรรค์ ท่านใต้อ๋อง
ได้รับตำแหน่งที่อันใดหงอคงได้ยินบริวารถามซ้ำดังนั้นก็ยกมือขึ้นโบกบอกว่า อย่าถามเลยไม่ควรพูด
นึกขึ้นมาแล้วเราแค้นใจนัก อายเขาเหลือที่จะอาย ด้วยเง็กเซียงฮ่องเต้ไม่รู้จักใช้
คน ตั้งให้เราเป็นอะไรก็ไม่รู้เรียกว่า (เป๊กเบ๊อุน) เป็นนายกองเลี้ยงม้า ไม่มีตำแหน่ง
เกียรติยศอะไรเดิมเราก็หาทราบไม่ ครั้นมาวันหนึ่งเราจึงรู้เหตุเพราะเราถามพวก
ที่อยู่ด้วยกันนั้น เขาบอกว่าเป็นที่ขุนนางอย่างต่ำที่สุด เราจึงมีความแค้นใจนัก
จึงได้ทำลายสิ่งของเสียสิ้นแล้วเราจึงกลับมาที่ถ้านี้ของเราก็มีความสุขสบายหาที่
เปรียบมิได้ บรรดาถ้ำใหญ่น้อยใกล้ไกลก็มายอมสามิภักดิ์เข้าด้วยทั้งสิ้น ไปอยู่
ทำไมในสวรรค์เป็นที่นายกองเลี้ยงม้าไม่สมเกียรติยศเลยป่วยการเปล่า ๆพวกนายทหารทั้งสี่นายสั่งบริวารวานรทั้งหลาย ให้จัดสุรามาให้หงอคงใต้อ้อง
รับประทานกับเครื่องกินโอซารสต่าง ๆ ในขณะที่หงอคงนั่งรับประทานสุราอยู่นั้น
บริวารวานรเข้ามาคำนับบอกว่าข้างนอกมีต๊อกกักกุ๊ยอ้องสองตน บอกว่าจะขอเข้า
มาหาใต้อ๋อง หงอคงจึงให้วานรออกไปพาเข้ามาในถ้ำ ต๊อกกักกุ้ยอ๋องเข้ามาถึง
เห็นหงอคงนังอยู่ท่ามกลางบริวาร ต๊อกกังกุ้ยอ๋องทังสองก็คุกเข่าลงคำนับแล้วจึง
พูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองได้ทราบว่าไต้อ๋องมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่ผู้น้อยซึ่งมาสามิ
ภักดิ์อยู่ในความปกครอง กับได้ยินข่าวว่าไต้อ๋องได้รับเกียรติยศในสวรรค์และ
กลับลงมา ข้าพเจ้ามีเสื้อแพรเหลืองตัวหนึ่งนำมาคำนับท่านเป็นบรรณาการและ
ข้าพเจ้าทั้งสองขอสามิภักดิ์อยู่ด้วยท่านตามแต่ไต้อ๋องจะใช้สอยหงอคงได้ฟังต๊อกกั๊กกุ๊ยอ๋องพูดดังนั้น ก็พิศดูเห็นต๊อกกั๊กกุ๊ยอ๋องทั้งสองหน้าตา
ดูร้าย มีเขาอยู่ที่ศีรษะคนละเขา ดูเขานันคล้ายกับเขากระบือ หงอคงเห็นดัง
นั้นแล้วก็มีความยินดี จึงรับเอาเสือแพรสีเหลืองไว้แล้วก็ตังให้ต๊อกกักกุ๊ยอ๋องทัง
สองเป็นที่จงเต๊กเซียนฮองคือแม่ทัพหน้า ต๊อกกักกุ๊ยอ๋องรับที่แม่ทัพหน้าแล้ว จึง
คำนับถามว่าไต้อ๋องได้รับยศตำแหน่งที่อะไรในสวรรค์หงอคงตอบว่าเง็กเซียนฮ่องเต้มีความดูถูกเรามากนักตั้งให้เราเป็นที่เป๊กเบ็อุน
คือนายกองเลี้ยงม้าต๊อกกักกุ๊ยอ๋องเชียงฮ่องจึงพูดว่า ไต้อ๋องมีฤทธิ์อานุภาพไม่มีผู้ใดจะต่อต้าน
ธุระอะไรจะต้องยอมเป็นที่นายกองเลี้ยงม้า ข้าพเจ้าเห็นว่าฤทธิ์เดชของไต้อ๋อง
สมควรจะเป็น (ซีเทียนไต้เซีย) คือเป็นใหญ่เสมอฟ้าจึงจะสมควรหงอคงได้ฟังต๊อกกักกุ๊ยอ้องก็มีความยินดี จึงตอบว่าถ้าท่านเห็นสมควรแล้ว
เราก็ยอมตามใจท่านทังหลาย พูดแล้วก็สังวานรผู้ใหญ่ให้ออกไปตังเสาธงชักธง
ยี่ห้อขึ้น ให้เขียนอักษรสีตัว คือ (ซีเทียนไต้เซีย) ตั้งแต่นี้ต่อไปให้เรียกเราอย่างนี้
อย่าให้เรียกไต้อ้องต่อไปแล้วประกาศให้รู้ทั่วกันทุก ๆ ถ้ำบรรดาที่อยู่ในความปกครอง
นายทหารทั้งปวงก็ทำตามคำสั่งทุกประการฝ่ายเง็กเซียงฮ่องเต้เสด็จออกทิพยบัลลังก์ เทพยดาเฝ้าพร้อมกันเวลานั้นเตียว
เทียนซือเทวบุตร พานายรองเลี้ยงม้าของเป็กเบ็อุนเข้ามาเฝ้า ทูลว่าขอพระเป็น
เจ้าได้โปรด ด้วยเป๊กเบ็อุนนั้นโกรธว่า ได้เป็นที่เล็กน้อยไม่พอใจ เมื่อจะหนีกลับ
ลงไปได้ทุบต่อยและฉีกบัญชี ในขณะเมื่อเตียวเทียนซือกราบทูลอยู่นั้น ท้าวจัตุโลก
บาล (เจงเปียงที่อ้อง) นำพวกวิษณุกรรมมาเฝ้าถวายบังคมกราบทูลว่าเป็กเบ๊อุน
ไม่ทราบว่าอย่างไรเห็นออกไปจากประตูนำที่หมึ่งแล้วเมื่อเงกเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรทั้งหลายกราบทูลดังนั้นจึงรับสั่งว่าท่าน
ทั้งสองจงกลับไปที่อยู่เถิดเราจะจัดเทพบุตรให้ลงไปจับตัวเป๊กเบ็อนให้จงได้ ใน
ขณะเง็กเชียงฮ่องเต้กำลังตรัสอยู่ดังนั้น ยังมีเทพยดาองค์หนึ่งชื่อ (ถักทะลีทีอ้อง)
กับโลเฉียผู้บุตรทั้งสองมากราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งสองจะขอรับอาชญาสิทธิ์ของ
พระองค์ลงไปปราบปรามปิศาจวานรให้ราบคาบ(ถักทะลีทีอ๋อง) นี้คือ (หลีเจง) และโลเฉียไทจือซึ่งแต่ก่อนมีชื่ออยู่ในห้องสิน
พ่อลูกได้มาเป็นเทพบุตรอยู่ในดาวดึงส์เมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรรับอาสาดังนั้น จึงรับสั่งให้ถักทะลีทีอ๊อง
เทพบุตรเป็นแม่ทัพ ให้จัดเทพบุตรเป็นหมวดเป็นกองลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำ
จุ๊ยเลียมต๋อง จับตัวเป๊กเบ๊อุนมาให้จงได้ถักทะลีทีอ๊องและโลเฉียทั้งสองได้รับสั่งดังนั้นแล้วก็ถวายบังคมลาออกไปยังที่
ประชุม จึงให้กือเล่งสินเทวดาเป็นเซียนฮองแม่ทัพหน้าถักทะลีทีอ๋องจัดเสร็จแล้ว
พร้อมกันออกประตู นำที่หมึงรีบขับพลเทวดาเหาะมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึง .
แล้วก็ตั้งค่ายมั่นลงในที่สมรภูมิชัย ถักทะลีทีอ๋องจึงสั่งให้ กือเล่งสินเข้าไปท้าชวนกือเล่งสินได้ฟังแม่ทัพสั่งดังนั้น ก็ลามาจัดแจงแต่งตัวมือถือขวานเป็นอาวุธ
ออกมาจากค่ายตรงมายังปากถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง กือเล่งสินแลไปเห็นพวกวานร
และพวกปิศาจยักษ์เป็นอันมาก ล้วนเพศพันธ์รูปกายหน้าตาต่าง ๆ มือถืออาวุธ
ฝึกหัดซ้อมกันอยู่ กือเล่งสินเห็นดังนั้น จึงร้องตวาดไปด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย
พวกปิศาจทั้งหลายเหล่านี้เอ็งจงรีบไปบอกเป๊กเบ๊อุนนายของเอ็งว่า เราคือทหาร
เอกซึ่งอยู่ในดาวดึงส์ รับสั่งพระเป็นเจ้าจอมโลกา เง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมาปราบ
ปรามพวกเอ็งให้ราบคาบ เอ็งเร่งไปบอกนายเอ็งให้มาอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์เสีย
โดยดี แม้ขัดขืนดื้อดึงพวกเอ็งจะถึงแก่ความตายทั้งสิ้นฝ่ายพวกวานรและอสุรยักษ์ผีปิศาจทั้งหลาย เมื่อได้ฟังถ้อยคำกือเล่งสินดังนั้น
ก็เข้าไปในถ้ำบอกแก่ซีเทียนไต้เซียว่า บัดนี้มีกองทัพยกมาแต่สวรรค์ ตัวแม่ทัพ
หน้ามาร้องท้าชวนรบ บอกว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเง็กเชียงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ลง
มากำจัดพวกวานรและปิศาจอสุรยักษ์เสียให้สิ้น แล้วบอกแก่ข้าพเจ้าให้เข้ามา
บอกแก่ไต้เซียนให้รีบออกไปยอมสามิภักดิ์เสียโดยเร็ว ถ้าขัดขึนจะทำลายถ้ำเสีย
ให้ราบเป็นหน้ากลองไปซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้น จึงให้วานรเอาเครื่องแต่งตัวมาแต่งเสร็จแล้ว มือก็
ถือกระบองเหล็กกายสิทธิ์พาพวกบริวารเดินออกจากถ้า ทั้งสี่วานรนายทหารใหญ่
ก็คุมพวกพลวานรและปิศาจอสุรกายตั้งเป็นกระบวนทัพตามพิชัยสงคราม คอย
ระวังคิดจะต่อสู้อยู่โดยสามารถฝ่ายกือเล่งสินแลเห็นจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายชาติวานรชั่วร้ายเอ็ง
จำเราได้หรือไม่ซีเทียนไต้เซียได้ยินดังนั้น จึงร้องงตอบไปว่าเราหารู้จักว่าตัวเจ้าเป็นชาติอะไรไม่
เจ้าจงรีบบอกชื่อและแซ่มาให้เรารู้จักไว้ก่อนกือเล่งสินจึงตอบว่า ตัวเป็นชาติวานรจึงไม่รู้จักเราเจ้าจำเราไม่ได้หรือ ตัวเรา
คือเทวดาเป็นเชียงฮองแม่ทัพหน้าของถักทะลีทีอ๋อง ถักทะลีทีอ๋องถือรับสั่งของ
เง็กเชียงฮ่องเต้ให้ลงมาปราบปรามตัวเจ้า แม่ว่ารู้สึกตัวกลัวความตายแล้วให้รีบ
อ่อนน้อมแก่เราเสียโดยดี เราจะช่วยเบี่ยงบ่ายแก้ไขขอโทษที่เจ้าได้กระทำหยาบ
ช้าแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าขัดขีนดื้อดึงถือดีว่ามีกำลังฤทธิ์เดชก็จะถึงแก่
ความตายด้วยฝีมือเราเป็นเที่ยงแท้ซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้น จึงร้องตอบไปว่าเจ้าอย่าอวดอ้างวางโตให้มากเกิน
ไป จะถูกด้วยกระบองเหล็กสักทีเดี้ยวก็จะบี้แบนป่นเป็นจุณไป เพราะฉะนั้นเรา
จะไว้ชีวิตก่อนให้เจ้ากลับไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า พระองค์หารู้จักใช้คนไม่ เรามี
ฤทธาศักดานุภาพดีทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะปราบภูตผีปิศาจและยักษ์มารและคน
พาลคนชั่วร้ายในโลกได้ เหตุใดจึงตั้งให้เราเป็นนายกองเลี้ยงม้า โดยความดูถูก
เราเหลือเกินนัก ตัวจงดูเสาที่เราปักธงขึ้นไว้นั้น ถ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ตั้งเราเป็น
ขุนนางตามอักษรสี่ตัวนี้แล้ว เราก็จะเลิกการรบพุ่งไม่ซิงชัย ถ้าไม่ตามใจเราอย่างนี้
เราก็จะตีกระหนาบขึ้นไปยังดาวดึงส์ ให้ถึงปราสาทเหลงเซียวเต้ยมิให้เง็กเซียง
ฮ่องเต้มีความสุขอยู่ได้กือเล่งสินเทพบุตรได้ยินถ้อยคำของไต้เซียดังนั้น จึงเหลือบขึ้นไปดูบนเสาธง
เห็นมีอักษรอยู่สี่ตัว คือ (ซีเทียนไต้เซีย) เห็นแล้วก็หัวเราะ พูดว่าอ้ายเดียรัจฉาน
มิได้รู้จักหนักและเบาว่าฟ้าต่ำดินสูง อยากเป็นซีเทียนไต้เซียจงมาลองดูคมขวานของ
เราเสียก่อนว่าจะคมตัดคอเอ็งขาดได้หรือไม่ ว่าดังนั้นแล้วกือเล่งสิน ขยับยก
ขวานฟันลงตรงศีรษะซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซียยกกระบองเหล็กกายสิทธิ์ขึ้นรับ
ขวานก็สะท้อนมือกือเล่งสินแทบจะหลุดง่ามมือกือเล่งสินฉีกโลหิตไหล กือเล่งสิน
ทานกำลังซีเทียนไต้เซียมิได้จวนจะหนีอยู่แล้ว ซีเทียนไต้เซียยกกระบองขึ้นตี
กือเล่งสินยกขวานขึ้นรับ ด้ามขวานหักออกไปเป็นสองท่อน กือเล่งสินกระโดด
ถอยหนีรีบกลับไปยังค่ายโดยเร็วซีเทียนไต้เซียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายกระเป๋าหนังแขวนก้น กูไว้
ชีวิตมึงให้รีบกลับไปบอกนายมึงโดยเร็วเถิดฝ่ายกือเล่งสินหนีกลับเข้าค่ายได้แล้ว ก็มาคำนับบอกถักทะลีอ๋องแม่ทัพว่า
เป๊กเบ็อุนมีฤทธาศักดานุภาพมากนัก จะเอาชัยชนะเห็นจะไม่ได้ ขอท่านได้โปรด
ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งถักทะลีทีอ้องได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธแล้วพูดว่าท่านไปกระทำให้ข้าศึกศัตรู
มันมีใจกำเริบ และเสื่อมเสียเกียรติยศของเง็กเชียงฮ่องเต้ อ้ายลิงจะมีใจกำเริบ
ดูถูกได้ จึงเรียกเพชฌฆาตให้เอาตัวกือเล่งสินไปประหารชีวิตเสียฝ่ายโลเฉียจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ซึ่งโทษของกือเล่งสินนั้นข้าพเจ้าขอ
งดไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปลองฝีมือแก่ซีเทียนไต้เชียดูว่าจะเป็นประการใดถักทะลีทีอ๋องได้ฟังโลเฉียว่าดังนั้น จึงยกโทษกือเล่งสินให้แก่โลเฉีย กือเล่ง
สินพ้นโทษได้แล้วก็คำนับลาแม่ทัพกลับไปยังทีอยู่ โลเฉียก็จัดแจงแต่งตัวใส่เกราะ
แล้ว มือถืออาวุธออกมาจากค่ายตรงไปยังหน้าถำจุ๊ยเลียมต้อง เวลานันซีเทียน
ไต้เซียจวนจะพาพลพวกวานรกลับอยู่แล้ว พอเห็นโลเฉียรีบมาโดยกำลังเร็ว ซีเทียน
ไต้เซียจึงร้องถามไปว่า ชายหนุ่มน้อยยคนนี้อยู่ที่ตำบลใดจึงเดินมาที่ปากถ้ำของเราได้
ท่านจะมีกิจธุระอย่างไรหรือโลเฉียได้ยินหงอคงถามดังนั้นจึงตอบว่า อ้ายวานรเดียรัจฉานชาติชั่วมึงไม่รู้
จักกูหรือ เราเป็นบุตรที่สามของถักทะลี่ที่อ้องท้าวเทวราชผู้เป็นใหญ่ได้อาชญา
สิทธิ์จากเง็กเซียงฮ่องเต้ ใช้ได้ลงมาจับตัวเจ้าเอ็งยังไม่รู้สึกดอกหรือซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ตัวเจ้าเป็นเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่น
น้ำนม ทำไมจึงสามารถบังอาจพูดจาโอหัง เราจะยกชีวิตไว้ให้กลับไปเพราะยังเป็น
เด็กอยู่ เจ้าจงดูบนเสาธงเป็นยี่ห้ออะไร จงจำไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ตั้งเราตาม
ยี่ห้อที่เราจารึกไว้ในธงนั้นเป็นขุนนางตำแหน่งนี้ เราจึงจะงดไม่รบพุ่งต่อสู้ และ
จะยอมนอบน้อมต่อเงกเชียงฮ่องเต้ ถ้าไม่ตั้งให้พอใจเรา ๆ ก็จะยกทัพขึ้นไปให้
กระทั่งถึงปราสาทเหลงเซียวเต้ยให้จงได้โลเฉียได้ฟังดังนั้น จึงแลขึ้นไปดูบนเสาธงเห็นมีอักษรสี่ตัวว่า (ซีเทียนไต้เซีย)
โลเฉียจึงพูดว่าเอ็งเป็นเดียรัจฉานมาใช้ยี่ห้ออย่างนี้ มิได้รู้จักความตายความฉิบหาย
ว่าจะมีมาถึงตัว เอ็งจงก้มคอมารับคมอาวุธเกี้ยมสักทีหนึ่งก่อนจะได้รู้สึกดีและชั่วซีเทียนไต้เซียก็มิได้มีความหวาดหวั่น จึงร้องบอกแก่โลเฉียว่า เจ้าอยากฟัน
ก็จงเข้ามาฟันลองดูสักสองสามที่ก็ได้ เพราะเห็นว่าเจ้ายังเป็นเด็กจึงจะยอมให้
ลองฟันดูเล่นก่อนโลเฉียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงตวาดด้วยเสียงอันดังสำแดงเป็นสามเศียรหกมือ
กุมอาวุธหกอย่าง คือเกี้ยมสำหรับฆ่าปิศาจยักษ์หนึ่ง มีดหมอหนึ่ง เชือกมัด
ยักษ์หนึ่ง กระบองเหล็กใหญ่หนึ่ง จักรไฟหนึ่ง ตะกร้อหนึ่งคือเหมือนลูกทุเรียน
ครั้นจับอาวุธครบทั้งหกมือแล้วก็วิ่งเข้ามาจะตีซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซีย เห็นดัง
นั้นจึงร้องด่าว่าอ้ายเด็กทารกแกล้งทำกิริยาอาการแปรปรวนไปต่าง ๆ เอ็งเข้าใจว่า
ของเอ็งดีที่สุดแล้วหรือ เรายังมีความรู้ดีวิเศษกว่าเจ้ามากนักว่าแล้วก็ตวาดด้วย
เสียงอันดังแปลงกายเป็นสามเศียรหกกรให้เหมือนกันกับโลเฉีย มีมือถือกระบอง
ทั้งหกมือเข้ารบรับกับโลเฉียเป็นสามารถขณะเมื่อโลเฉีย กับซีเทียนไต้เชียเข้ารบกันนั้นพื้นพสุธาก็หวั่นไหวเขาไม้ห้วย
ธารก็สะเทือนไปทั้งสิ้น ต่างคนต่างมีฤทธาศักดานุภาพแคล่วคล่องว่องไวขับเคี่ยว
กันได้สามร้อยสามสิบเพลง โลเฉียสำแดงอาวุธหกอย่างให้เป็นพันเป็นหมื่นออก
ไปมากกว่ามาก ซีเทียนไต้เซียก็สำแดงกระบองออกเป็นพันเป็นหมื่นเหมือนกันยัง
หาทันแพ้ชนะกันไม่ ซีเทียนไต้เซียจึงถอนขนเพชรออกหนึ่งเส้นร่ายพระเวทเป็นรูป
ซีเทียนไต้เซียขึ้นอีกรูปหนึ่งถืออาวุธเหมือนกัน ยืนล่อรบประจัญบานกับโลเฉียอยู่
ตัวซีเทียนไต้เซียแอบเข้าข้างโลเฉีย ตีด้วยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ โลเฉียหลบ
ไม่ทันถูกที่ท้ายทอยเจ็บปวดยิ่งนัก ก็ล่าหนีกลับเข้าค่ายฝ่ายถักทะลีทีอ๋องแลเห็นดังนั้น ก็ตกใจจึงออกปากพูดว่าหงอคงนี้มีฤทธา
ศักดานุภาพมากนัก เราจะทำอย่างไรจึงจะเอาชัยชนะมันได้โลเฉียจึงบอกกับถักทะลีทีอ๋องว่า ที่ปากถ้ำนั้นมันตั้งเสาธงไว้ เขียนอักษรสี่
ตัวในธงว่า (ซีเทียนไต้เซีย) และมันได้บอกข้าพเจ้าว่า ถ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ตั้งให้
มันรับยี่ห้อสี่ตัวนั้นแล้ว ก็จะอ่อนน้อมยอมอยู่ในบังคับ และให้สงบการรบพุ่งจลาจล
ถ้าไม่ตั้งให้แก่มันตามอักษรสี่ตัวนั้นแล้ว มันจะบุกบั่นรบพุ่งให้กระทั่งถึงปราสาท
เหลงเซียวเต้ยถักทะลีทีอ๋องจึงพูดว่าถ้าดังนั้น ไม่ต้องต่อสู้รบพุ่งอะไรกันเรากลับขึ้นไปทูลเง็ก
เชียงฮ่องเต้ ขอเอาพลเทพบุตรที่เข้มแข็งยกมาล้อมจับให้จงได้ถักทะลีทีอ๋องกับโลเฉียปรึกษากันตกลงแล้ว ก็รีบขับพลเหาะกลับขึ้นไปยัง
ดาวดึงส์โดยเร็วฝ่ายซีเทียนไต้เซียเมื่อมีชัยชนะแก่เทพยดาแล้ว ก็พาพวกบริวารกลับเข้าถ้าที่
อยู่ พวกปิศาจยักษ์ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำและมิตรสหายทั้งหกก็มาพร้อมกันคำนับและ
เชยชมฝีมือและสรรเสริญต่าง ๆ ซีเทียนไต้เซียจึงให้จัดของเลี้ยงมาเลี้ยงกันเป็นที่
รื่นเริงสำราญซีเทียนไต้เซียจึงพูดแก่มิตรสหายทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายยกเราขึ้นเป็นซีเทียน
ใต้เซียแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะต้องเป็นไต้เซียเหมือนเราขณะนั้นหงู้หม้ออ๋องได้ยินซีเทียนไต้เซียพูดดังนั้นแล้วจึงคำนับแล้วพูดว่า ท่าน
พูดดังนั้นก็สมควรอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะตั้งนามของข้าพเจ้าให้เรียกว่า (เพงเทียนไต้
เซีย)เกาหม้ออ๊องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าหงอทัยไต้เซียฟังหม้ออ๋องพูดว่าข้าพเจ้า
จะตั้งนามว่า หุ้นเทียนไต้เซียไซท่ออ้องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าอีชัวไต้เซีย มี
เกาอ๋องพูดว่า ข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าทงฮวยไต้เซีย โง่ชุดอ๋องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้ง
นามว่าคูสินไต้เซีย ในเวลานั้นไต้เซียทั้งเจ็ดตั้งตัวโดยลำพังตนเองแล้ว ก็เป็นที่สนุก
สนานรื่นเริงสำราญใจ ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้วได้เซียทั้งหกก็คำนับลาซีเทียนไต้เซีย
พากันกลับไปอยู่ตามภูมิลำเนาของตนฝ่ายถักทะลีที่อ้องกับโลเฉียกลับมาถึงดาวดึงส์แล้วก็ตรงเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้
จึงกราบทูลพระเป็นเจ้าว่าข้าพเจ้ารับอาชญาสิทธิ์ลงไปรบแก่หงอคง หงอคงมีฤทธา
นุภาพกล้าแข็งนัก เหลือสติกำลังที่จะต่อสู้เอาชัยชนะได้ ขอพระองค์ได้โปรดให้
เทพบุตรเพิ่มเติมไปช่วยอีก ข้าพเจ้าจะยกลงไปแก้มือดูอีกสักครั้งหนึ่งเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังถักทะลีทีอ้องทูลดังนั้นจึงตรัสถามว่า ปิศาจวานรตัว
เดียวเท่านั้น เป็นเหตุอย่างไรจึงต้องมาขอพลเพิ่มเติมอีกโลเฉียจึงกราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบหงอคงวานรตัวนี้มีกระบองเหล็ก
กายสิทธิ์ ตีกือเล่งสินด้วยกำลังทีเดียว ด้ามขวานเหล็กหักออกไปเป็นสองท่อน
ต้องหนีกลับเข้าค่าย ข้าพเจ้าออกรบต่อสู้ มันตีถูกท้ายทอยเจ็บปวดเหลือกำลังที่
จะทนทานได้ข้าพระองค์หนี่มาโดยเร็วจึงได้รอดพ้นจากความตาย ขอพระองค์
ได้ทรงทราบโทษานุโทษแห่งข้าพเจ้าแล้วแต่จะโปรดอีกประการหนึ่งหงอคงมันมีฤทธาอานุภาพมิใช่น้อยที่ปากถ้ำตั้งเสาธงเขียน
อักษยยี่ห้อสี่ตัวว่าซีเทียนไต้เซีย มันบอกว่าถ้าแม้นพระองค์ไม่ยอมตั้งยี่ห้อให้มัน
เหมือนดังอักษรสี่ตัวแล้วตามประสงค์ มันจะตีบุกรุกขึ้นมาในดาวดึงส์ให้ถึงพระที่นั่ง
เหลงเซียวเต้ยให้จงได้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัยเป็นอันมาก ตรัสว่าทำไมมันจึงมี
ความสามารถถึงเพียงนี้ ถ้าดังนั้นต้องจัดพลเทพบุตรที่เข้มแข็งเพิ่มเติมลงไปปราบ
มันเสียให้ราบคาบ จะได้สิ้นความยุคเขญให้จงได้เมื่อกำลังเง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสอยู่นั้น ไทเป็กกิมแซเทวดาองค์หนึ่งกราบทูลขึ้นว่า
ขอพระองค์ได้ทรงทราบปิศาจวานรตนนี้ อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์โดยความหลง
เพราะกำเริบฤทธาและเชี่ยวชาญด้วยวิทยาอาคมขลัง ซึ่งพระองค์จะเกณฑ์พลเทพ
บุตรลงไปรบพุ่งแก่มันในคราวเดียวให้ได้ชัยชนะนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะไม่สำเร็จ
กลับจะพาให้เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศและอำนาจไปเสียอีก ขอให้พระองค์
ทรงตั้งอยู่ในความกรุณา มีพระราชหัตถ์เลขาไปเกลี้ยกล่อมตั้งให้มันมียศตามความ
ประสงค์แห่งมันเป็นซีเทียนไต้เซีย ตำแหน่งเปล่า ๆ กระนั้น มิได้บังคับบัญชาสิ่ง
ใด ก็จะไม่ร้อนใจแห่งเทพยเจ้าทั้งหลายเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังไทเป็กกิมแชทูลดังนั้นจึงย้อนตรัสถามว่าอย่างไรจึง
เรียกว่ามีที่ตั้งแต่ไม่มีการทำไทเป๊กกิมแชจึงกราบทูลว่า เป็นซีเทียนไต้เซีย แต่ไม่มีหน้าที่ว่าการ และไม่มี
ที่ได้ที่เสียอะไรสักอย่างเดียว ขอพระองค์ได้ทรงทราบ กักตัวเอาไว้บนสวรรค์ให้
กลับใจดีได้อย่าให้เป็นพาลมิจฉาทิฐิต่อไป ฟ้าและดินก็จะเป็นปรกติเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นด้วยจึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นก็ตามที่ท่าน
ว่านี้สมควรแล้ว จึงรับสั่งแก่บุนเค็กแซกุน ให้แต่งพระอักษรมอบให้ไทเป็กกิมแช
ลงไปเกลี้ยกล่อมในวันนี้ฝ่ายบุนเค็กแชกุน ก็แต่งพระอักษรเสร็จแล้ว นำมาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็ก
เชียงฮ่องเต้ ก็พระราชทานให้แก่ไทเป๊กกิมแช ไทเป๊กกิมแชก็ถวายบังคมลาออก
จากประตูนำที่หมึง แล้วก็สำแดงฤทธิ์เหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึง
ไทเป๊กกิมแชก็เดินมายังประตูถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง พิศดูไปก็เห็นผิดตากว่าแต่ก่อน
บัดนี้มีค่ายคูประตูหอรบ และพลทหารก็เข้มแข็ง รักษาหน้าที่ประจำอยู่พร้อมเพรียง
ทั้งเครื่องสาสตราวุธ ก็เรียบเรียงไว้เรียบร้อยเหมือนจะคอยสู้รบ ปิศาจยักษ์และ
ฝูงลิงก็มีเป็นอันมากฝึกหัดเพลงอาวุธและโลดเต้นคะนองเหี้ยมฮึก ไทเป๊กกิมแช
เดินมาถึงถ้ำจุ๊ยเลียมต้องเข้าทันที พวกพลวานรทั้งหลายเหล่านั้น เห็นไทเป๊กกิม
แชมาก็กรูกันมาจะทำอันตราย ไทเป๊กกิมแชจึงร้องบอกว่า พวกเจ้าอย่าวุ่นวาย
พวกเจ้ารีบไปบอกนายเจ้าว่าเราถือรับสั่งเชิญลายพระราชหัตถ์ของเง็กเชียงฮ่องเต้
เป็นราชทูตลงมาเชิญนายท่านขึ้นไปเฝ้าบนสวรรค์ เป็นการดีแก่นายเจ้าพวกวานรทั้งหลาย ได้ฟังไทเป๊กกิมแชบอกดังนั้นก็พากันรีบเข้าไปแจ้งความ
แก่ซีเทียนไต้เซียตามถ้อยคำของเทวดาที่มาบอกเล่าซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังพวกวานรเข้ามาบอกเล่าดังนั้นจึงพูดว่าคราวนี้เห็นจะมา
ดี เราเห็นว่าครั้งก่อนนั้น ไทเป๊กกิมแซลงมาเชิญเราไปตั้งเป็นขุนนางในตำแหน่ง
ที่ไม่สมควร เราจึงหนีกลับลงมาเสียเป็นครั้งที่หนึ่ง ครั้งนี้ไทเป็กกิมแซลงมาอีก
คงจะมีความดีเป็นแน่ ว่าแล้วจึงสั่งให้วานรทั้งหลายถือธงตีกลองตั้งแถวยืนเป็น
ลำดับออกไปแล้วซีเทียนไต้เซียตกแต่งกายคลุมหมวกสวมเสื้อสอดเกราะเสร็จแล้ว
ก็พร้อมด้วยฝู่งวานรห้อมล้อมออกไปรับไทเป๊กกิมแซ ครั้นถึงปากถ้ำเห็นไทเป๊กกิมแช
ซีเทียนไต้เซียก็ย่อกายลงคำนับแล้ว จึงพูดว่า ท่านผู้เฒ่าไทเป๊กกิมแชข้าพเจ้าขอ
เชิญท่านเข้าไปในถ้ำเถิด แล้วต่างคนก็ต่างทำคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วพา
กันเข้าในถ้ำ เชิญให้ไทเป็กกิมแชนั่งที่อันสมควรไทเป็กกิมแชจึงพูดว่า ครั้งก่อนไต้เซียมีความน้อยใจว่า ที่ขุนนางเล็กน้อยไม่
สมเกียรติยศ การอันนี้ย่อมเป็นธรรมเนียมอยู่ท่านไม่เข้าใจหรือ อันวิสัยและธรรมดา
ข้าราชการ ก็ต้องรับตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้น้อยไปก่อน เมื่อมีความชอบความดีก็ค่อย
เลื่อนยคขึ้นไปทุกที ไม่ควรไต้เซียจะโทมนัสน้อยใจ วันก่อนถักทะลีทีอ้องกับโลเฉีย
รับอาสามารบแก่ท่าน แล้วกลับขึ้นไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ท่านตั้งเสาธงใช้ยี่ห้อ
ว่า ซีเทียนไต้เซีย บรรดาขุนนางเทพบุตรในดาวดึงส์ฝ่ายทหาร ขออาสายกพล
โยธาเทพบุตรลงมารบแก่ท่านอีก แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยจึงได้กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้
ทัดทานขัดขวางและขอโทษท่านและได้กราบทูลชี้แจงว่า ซึ่งจะยกพลทหารลงมา
ต่อสู้ชิงชัยแก่ท่านคงเป็นความยากความลำบากเดือดร้อนทั่วไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย
"ข้าพเจ้าทูลขอให้ตั้งท่านเป็นขุนนางตามความประสงค์ของท่าน การรบพุ่งก็จะสงบ
เรียบร้อยไม่ร้อนรนแก่เทพยดาและมนุษย์ต่อไป เง็กเชียงฮ่องเต้ทรงเห็นชอบด้วย
จึงรับสั่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเทวราชทูตลงมาพูดจาชี้แจงแก่ท่าน ถ้าท่านเห็นชอบด้วย
มีความยินดีสวามิภักดิ์ต่อพระเป็นเจ้าแล้ว ขอเชิญท่านขึ้นไปเฝ้าพร้อมกับข้าพเจ้า
ที่เดียวซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังไทเป๊กกิมแชชี้แจงดังนั้นก็มีความยินดีแล้วหัวเราะว่า .
ครั้งก่อนก็มีความลำบากแก่ท่านหนหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็มีความลำบากแก่ท่านอีก
ข้าพเจ้าขอบพระคุณท่านเป็นที่สุด แต่ไม่ทราบว่าบนสวรรค์นั้นจะมีตำแหน่งขุนนาง
ใต้เซีย หรือไม่มีประการใดไทเป๊กกิมแชจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้แล้วจึงได้อาสาลง
มาเชิญท่านไต้เซียขึ้นไปรับที่ตั้งท่านอย่าได้มีความสงสัยเลยซีเทียนไต้เซียได้ฟังไทเป็กกิมแชดังนั้นมีความยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งเสียกิจการ
ทั้งปวง แก่วานรนายทหารและพลเรือนให้รักษาถ้ำที่อยู่และควบคุมดูแลบังคับ
บัญชากันอยู่ตามเคย แล้วก็ชวนไทเป็กกิมแชออกมาจากถ้ำ ต่างสำรวมจิตร่าย
พระเวทคาถาขึ้นเหยียบเมฆเหาะลอยขึ้นไปยังประตูสวรรค์นำที่หมึง ก็แลเห็นนาย
ทหารและเทพบุตรและพระวิษณุกรรมพากันยกมือขึ้นคำนับพร้อมกัน ไทเป๊กกิม
แชนำซีเทียนไต้เซียเข้าในปราสาทเหลงเซียวเต้ย ตรงเข้าไปหน้าพระที่นั่งไทเป๊ก
กิมแชจึงถวายบังคมกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ซึ่งมีเทวบัญชารับสั่งใช้
ให้ข้าพเจ้าลงไปเชิญ หงอคงเป๊กเบ๊อุนก็ขึ้นมาแล้ว ๆ แต่จะทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯเง็กเซียงฮ่องเต้จึงมีเทวโองการแก่หงอคงว่า ตั้งแต่นี้ไปเราตั้งให้เป็นซีเทียนไต้
เซียตำแหน่งสูงที่สุด ถ้าได้รับที่ตั้งเป็นขุนนางแล้วอย่าได้ประพฤติการอันมิควร
จงประพฤติแต่การที่ควร อันจะเป็นคุณแก่โลกทั้งหลายตรัสแล้วก็ทรงเซ็นลาย
พระราชหัตถ์ให้แก่หงอคงฝ่ายหงอคงเมื่อได้รับตำแหน่งเป็นขุนนางแล้ว และได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้ทรง
กำซับสั่งสอนทั้งนั้น จึงถวายบังคมกราบทูลขอบพระคุณแล้วก็ถอยออกมายืนเฝ้า
อยู่ตามตำแหน่งเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งให้เทพบุตรจัดทำเป็นหอขึ้นที่ริมมุมต้นชมพู่ข้างด้านเหนือ
ปลูกเป็นสองหอ ข้างซ้ายเป็นที่อยู่ระงับใจ ข้างขวาเป็นที่รักษาอารมณ์ สั่งให้
เทพบุตรเซียนถองอยู่คอยรับใช้สอยทั้งสองแห่ง แล้วรับสั่งให้เง้าเต๊กแชกุนนำซีเทียน
ไต้เซียไปยังที่อยู่ และประทานสุราที่เซียนเคยบริโภคสองคนโท กับดอกไม้ทองคำ
สิบกิ่งได้เป็นที่ระงับจิตร เพื่อมิให้ทำความชั่วต่อไปซีเทียนไต้เซียได้รับของประทานแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกมาพร้อมด้วยเง้าเต๊ก
มานั้นเิมนทีนประทานแ้ว มีเม้็แรุนกี่นมลากับโนีือยูฐองคน ีเที
ไต้เซียก็เข้าในหอพักสำราญอารมณ์มีความปราโมทย์บันเทิงใจเป็นที่ยิ่งอยู่ในสวรรค์
ทุกเข้าเย็นนิรันดรไม่มีที่ขัดขวาง แต่หารู้ว่าตนเป็นขุนนางตำแหน่งไหนไม่ มีแต่ชื่อ
อยู่เท่านั้นหอที่อยู่ของซีเทียนไต้เซีย มีเซียนคอยเฝ้ารักษาพยาบาลประคับประคองให้
ซีเทียนใช้สอยอยู่เสมอมิได้ขาดแล้วก็ไม่มีธุระวุ่นวายอะไร มีแต่ความผาสุกอยู่เนือง
นิตย์ไม่มีความขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่นตามห้องวิมาน
แห่งเทพยดาทั้งหลายสั่งสนทนาคบหากันเป็นมิตรสหายชอบชิดสนิทสนม ทั้งท้าว
จัตุโลกบาลก็ไปมาหาสู่อยู่เนื่อง ๆ มิได้ขาดมาวันหนึ่งเง็กเชียงฮ่องเต้เสด็จออกเทพบุตรเฝ้าแวดล้อมอยู่พร้อมกัน ใน
เวลานั้นมีท่านเค้าเซงอ๋องจินหยินเทพบุตรผู้ใหญ่องค์หนึ่งเข้ามายังหน้าพระที่นั่ง
ถวายบังคมกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดโดยข้าพเจ้าเห็นว่าซีเทียนไต้เซีย ตังแต่
ขึ้นมาอยู่ในวิมานก็มีความสุขสำราญอยู่ทุก ๆ วัน ไม่มีธุระอะไรไปเที่ยวเล่นทุก ๆ
วิมานอยู่เสมออย่างนี้ ข้าพเจ้าวิตกว่ามีความสบายหนักเข้าก็อาจทำให้ใจกำเริบ
ได้นานไปข้างหน้าคงจะเกิดเหตุเป็นแน่ ขอพระองค์จงตั้งให้ซีเทียนไต้เซียดูแลการ
งานอะไรเสียสักอย่างหนึ่ง พอเป็นเครื่องกังวลให้กดใจไว้บ้างเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเค้าเซงอ๋องจินหยินกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วย
จึงรับสั่งให้เทพบุตรไปตามตัวซีเทียนไต้เซียมาเฝ้าถวายบังคมแล้วชีเทียนไต้เซียจึง
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโปรดเกล้าฯ ให้หาข้าพเจ้ามาเฝ้าด้วยเหตุใดเง็กเซียงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เราเห็นซีเทียนไต้เซียว่างเปล่าอยู่ไม่มีการสิ่งใด
เราหวังจะให้เป็นธุระในราชการสักอย่างหนึ่ง คือให้จัดแจงดูแลในสวนชมพู่เตาม
แต่ซีเทียนจะไปจัดการให้เรียบร้อยเถิดซีเทียนได้รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้แล้ว ก็ถวายบังคมลาตรงไปยังสวนชมพู่ ครั้น
ถึงแล้วก็เข้าไปตรวจดูในเวลานั้นเทพารักษ์ท้าวตี่กังคือ (พระภูมิเจ้าที่) ออกมาขวาง
หน้าถามว่าไต้เซียจะไปข้างไหนซีเทียนตอบว่า เง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งให้ข้าพเจ้ามา
ตรวจตราดูแลในสวนชมพู่นี้เทพารักษ์ท้าวตี่กงได้ฟังดังนั้น ก็ยกมือขึ้นคำนับพวกวิษณุกรรมลักสือที่เฝ้า
อยู่ในสวนนัน ก็พากันมาคำนับซีเทียนใต้เซียทุก ๆ ตน ซีเทียนไต้เซียพิจารณาดู
สักครู่หนึ่งจึงถามท้าวตีกังว่า ต้นชมพู่หมดด้วยกันทั้งนี้มีประมาณสักเท่าใดท้าวตีก๋งจึงบอกว่ามีอยู่สามพันหกร้อยต้น สวนที่หนึ่งพันสองร้อยต้นดอก
เล็กผลเล็ก สามพันปีสุกครั้งหนึ่ง ถ้าใครได้กินผลหนึ่งได้สำเร็จเป็นเซียนสวนที่สองพันสองร้อยต้น ดอกซ้อนผลหวานหกพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้
ใดได้กินผลหนึ่ง เหาะเหินเหยียบเมฆเที่ยวเล่นโดยทางอากาศได้ ทั้งมีอายุมาก
ไม่แก่ด้วยสวนที่สามมีพันสองร้อยต้น ผิวเขียวเมล็ดละเอียดเก้าพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง
ใครได้กินผลหนึ่งอายุยืนเสมอฟ้าดิน และเท่าเวลากาลแก่พระอาทิตย์พระจันทร์
ชั่วนิรันดรซีเทียนใต้เซียได้ฟังท้าวตี่กังบอกดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่สุด เที่ยวตรวจดู
โดยละเอียดแล้วก็กลับมายังที่อยู่ ตั้งแต่นั้นมาถึงหกวันซีเทียนก็เข้าไปตรวจดูครั้ง
หนึ่ง ส่วนการไปมาหาสูคบเพื่อนก็หยุดมิได้ไปเที่ยวเล่นเช่นแต่ก่อนครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ซีเทียนได้เซียเข้าไปในสวนเที่ยวตรวจดูแล้วก็ไปนั่งเล่นใต้ต้น
ชมพู่เห็นมีผลสุกอยู่หลายผลในใจจะใคร่กินผลชมพู่ทีแรกสุก แต่เกรงท้าวตีกึง
และผู้คนใช้สอยอยู่ที่นันพรักพร้อมกัน จึงอุบายบอกว่า ท่านทั้งหลายจงไปคอยเรา
ข้างนอกประตูสวน เพื่อให้เงียบเสียงซึ่งเจรจา เราจะได้พักหลับสักประเดี๋ยวพวกที่ใช้สอยเหล่านั้น ได้ฟังซีเทียนไต้เซียว่าดังนั้นต่างก็พากันออกไปนั่งสนทนา
กันอยู่ที่ประตูสวนตามสบายครั้นพวกเหล่านั้นออกไปแล้ว ซีเทียนก็ถอดหมวกและเครื่องแต่งตัววางลงไว้
บนหอเย็นที่กลางสวนแล้ว ก็กระโดดปืนขึ้นไปบนต้นชมพู่ เลือกดูผลไหนสุกก็เก็บ
กินตามสบาย ครั้นกินแล้วก็กระโดดลงมาแต่งตัวเสร็จแล้วดังเก่าจึงเรียกเซียนเหล่า
นั้นมาสั่งการเสร็จแล้วก็กลับมาที่อยู่ต่อมาซีเทียนเข้าไปในสวนก็ทำอุบายเหมือนดังก่อนขโมยชมพู่กินอยู่อย่างนั้น
เนืองๆ จนชมพู่ที่สุกนั้นก็บางลงไปทุก ๆ ต้นครั้นมาวันหนึ่ง นางเท้าเทวราชคือ (พรหมผู้หญิง) จะทำการเลี้ยงโต๊ะเป็น
การใหญ่ จึงสั่งให้นางฟ้าทั้งเจ็ดองค์ไปเก็บชมพู่ที่ผลสุกเพื่อจะเอามาเลี้ยงโต๊ะ เทพ
ธิดาทั้งเจ็ดองค์ รับสั่งนางท้าวถือกระเช้าสำหรับใส่ชมพู่ ต่างก็ชวนกันไปยังสวน
ครั้นมาถึงก็เข้าไปหาท้าวตี่กึงและพวกเฝ้าสวนทั้งหลาย นางทั้งเจ็ดก็เข้ามาคำนับ
แล้วบอกแก่ท้าวตีก๋งว่า เจ้าแม่มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมาเก็บผลชมพู่ที่สุกในสวน
ไปเลี้ยงโต๊ะตามเคยเหมือนทุกปีมาท้าวตี่ก๋งได้ทราบดังนั้นแล้วจึงบอกว่า เดี้ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะเง็ก
เซียงฮ่องเต้มอบธุระกิจการในสวนให้แก่ซีเทียนไต้เซีย จำจะต้องบอกเล่าแก่ซีเทียน
ไต้เซียก่อนแล้วจึงจะเก็บได้นางทั้งเจ็ดถามว่า ซีเทียนไต้เซียนั้นอยู่ที่ไหน ท้าวตี่ก๋งจึงบอกว่าเห็นจะเข้ามา
นอนที่หอเย็นกลางสวนนั้นกระมังนางทั้งเจ็ดพูดว่าถ้าดังนั้นต้องเข้าไปถาม ถ้าช้าไปกลับไม่ทันข้าพเจ้าจะมี
ความผิดท้าวตี่กังพร้อมด้วยนางทั้งเจ็ดก็เข้าไปในสวนเพื่อจะได้บอกเล่าแก่ซีเทียนไต้เซีย
ครั้นเข้ามาถึงหอเย็นเห็นแต่เครื่องแต่งตัวไม่เห็นซีเทียนไต้เซียฝ่ายซีเทียนไต้เซียนั้น เมื่อแรกเข้าไปในสวนเก็บผลชมพู่กินอิ่มแล้ว จำแลงกาย
เป็นทารกเด็กน้อยเท่าองคุลีบังใบชมพู่นอนอยู่บนกิ่งไม้นางทั้งเจ็ดบอกแก่ท้าวตี่ก๋งว่า พวกข้าพเจ้ารับคำสั่งเจ้าแม่มาหาตัวซีเทียน
ก็ไม่ปะจะกลับไปเสียนั้นเห็นจะไม่ได้หากจะมีความผิดขึ้น พวกเซียนที่เฝ้าสวนจึง
พูดแก่นางเทพธิดาทั้งเจ็ดองค์ว่า ถ้าเช่นนั้นนางไปเก็บเสียก่อนก็ได้เมื่อซีเทียนไต้เซีย
กลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะบอกก็ได้นางทั้งเจ็ดได้ฟังพวกเซียนว่าดังนั้น ก็ชวน
กันเที่ยวเลือกเก็บผลชมพู่ที่สุกในสวนที่หนึ่งเก็บได้สามกระเช้า ในสวนที่สองเก็บ
ได้สองกระเช้าแล้ว ในสวนที่สามพิจารณาดูเห็นผลชมพู่เบาบางไปทุก ๆ ต้น ดอก
ก็ร่วงโรยมีแต่ต้นละสองผลสามผลเท่านั้น และมีแต่ผลที่เขียวดิบ ๆ อยู่ไม่มีผลสุก
โดยเหตุที่ซีเทียนไต้เซียลักเก็บกินเสียหมดนางเทพธิดาทั้งเจ็ดเที่ยวมองหาและค้นดูทุก ๆ ต้นก็ไม่เห็นมีผลสุก ดูไปดูมา
เห็นที่ต้นหนึ่งมีอยู่สองสามผลสุกครึ่งหนึ่งดิบครึ่งหนึ่ง นางเสื้อเขียวก็เอื้อมมือ
เหนี่ยวกิ่งลงมาจะเก็บ นางเสื้อแดงก็เก็บ ครั้นเก็บแล้วก็ปล่อยกิ่ง กิ่งชมพู่ลัดขึ้น
ไปถูกซีเทียนที่มานอนอยู่ซีเทียนไต้เซียตกใจตื่นขึ้นคลายมนต์กายกลับเป็นรูปเดิม ถือกระบองเหล็กคู่มือ
แล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอีพวกผีปิศาจเหล่านี้อยู่ที่ไหนจึงอาจสามารถเข้า
มาในสวนเก็บผลชมพู่ของกูได้ฝ่ายพวกนางเทพธิดาทังเจ็ดองค์ได้ยินดังนันก็ตกใจคุกเข่าลงแล้วก็คำนับบอกว่า
พวกข้าพเจ้าทั้งเจ็ดคนนี้ ถือรับสั่งพระแม่เจ้าให้มา เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย
เหล่านี้เป็นพนักงานเก็บผลชมพู่ทุก ๆปี ท้าวตีกังบอกว่าท่านอยู่ในสวน ข้าพเจ้า
เข้ามาจะคำนับท่านก็ไม่พบท่าน ครันจะรอให้พบท่านก็จะไม่ทันราชการเกรงจะมี
ความผิด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบอกแก่ท้าวตี่กังว่าจะขอเก็บผลชมพู่ก่อน เมื่อ
ท่านกลับมาจึงค่อยบอกความต่อที่หลังก็จะได้ จะได้ไม่เสียเวลา ขอท่านอย่าได้
ถือโทษพวกข้าพเจ้าเลย เพราะคราวนี้จะเลี้ยงโต๊ะเป็นการประชุมใหญ่ซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังดังนั้นก็หายโกรธ กลับมีความยินดีพูดแก่นางทั้งเจ็ดให้
ลุกขึ้น แล้วจึงถามว่า เจ้าแม่ทำการประชุมใหญ่เลี้ยงโต๊ะคราวนี้จะเชิญผู้ใดบ้างนางฟ้าทั้งเจ็ดองค์จึงบอกว่า ทุกคราวทุกครั้งที่เคยทำมาแล้วนั้น ทิศปราจีน
ได้เชิญพระโพธิสัตว์กับผู้สำเร็จทิศพายัพน้ำเก็กไต้เซียนและพระกวนอิม ทิศบูรพา
ช่องอินใต้ตีอับจิวเต้าเซียนกง ทิศอุดรปักเก๊กเหี้ยนเล้ง ทิศใต้ยิดเค้กอึงกั๊กไต้เซียน
และทั่วไปทุก ๆ ภูมิสฐาน เทพยดาเทพารักษ์ในจักรวาลมาประชุมพร้อมกันใน
เวลานั้น เป็นมหาไชยมงคลอันใหญ่สำหรับปีซีเทียนไต้เซียได้ฟังนางเทพธิดาทั้งเจ็ดบอกเล่าดังนั้น จึงถามต่อไปอีกว่า
เจ้าแม่ได้เชิญเราด้วยหรือไม่ด้วยเราก็เป็นเซียนผู้สำเร็จเหมือนกันนางเทพธิดาทั้งเจ็ดตอบว่า ที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ตามที่เคยมาทุกปีแล้ว แต่ใน
คราวนียังไม่เคยทราบว่าจะเชิญผู้ใดมากน้อยเท่าใด ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ซีเทียน
จึงบอกแก่นางทั้งเจ็ดว่า ถ้ากระนั้นนางจงคอยเราสักประเดียว เราจะไปฟังข่าวดู
ว่าจะเป็นประการใด พูดแล้วซีเทียนก็สำรวมพระคาถาผูกนางทั้งเจ็ด แล้วบอก
ว่าเจ้าจงยืนอยู่ที่นี่ก่อน นางทั้งเจ็ดถูกมัดด้วยเวทมนตร์ก็พากันยืนแข็งอยู่ใต้ต้นชมพู่
ซีเทียนก็เหาะไปยังตำหนักเจ้าแม่ตรวจดูว่า จะสนุกสนานครึกครื้นประการใดแต่เมื่อซีเทียนเหาะไปนั้นเผอิญมาพบชิดเคียดไต้เซียน เทวดาองค์หนึ่งเหาะมา
ซีเทียนก้มศีรษะทำคำนับแล้วคิดอุบายถามว่า ท่านไต้เซียนจะไปข้างไหน ซิด
เคียดไต้เซียนจึงบอกว่า นางอ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ยให้ไปเชิญมาประชุมเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่
ซีเทียนจึงพูดว่าดีแล้วพบท่านตามทาง ข้าพเจ้าจะบอกท่านไต้เซียนให้ทราบว่า เง็ก
เชียงฮ่องเต้เห็นว่าข้าพเจ้าเหาะเหินเร็ว จึงใช้ให้ข้าพเจ้าไปคอยทุกหนทาง เพื่อให้
เชิญไต้เซียนทั้งหลายไปประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อน แล้วจึงไปที่ประชุมเลี้ยง
โต๊ะต่อภายหลัง ชิดเคียดไต้เซียนได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าจริง จึงเหาะกลับไปยัง
วิมานธงเม่งเต้ยซีเทียนเห็นชิดเคียดไต้เซียนกลับหลังไปแล้ว ซีเทียนก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็น
ชิดเคียดไต้เซียน รีบเหาะไปยังที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะ ครั้นถึงแล้วก็ลงเดินเข้าไปใน
ตำหนักเห็นที่บนโต๊ะจัดแจงแต่งตั้งไว้ ล้วนประดับประดาด้วยเครื่องวิเศษงดงาม
ประหลาด ในมนุษยโลกไม่มีที่จะเปรียบได้เครื่องโภชนาโอชารสทิพย์ต่าง ๆ ดู
เรียบเรียงไว้เรี่ยรายเป็นลำดับดูน่ากินยิ่งนัก ยังคอยท่าแต่หมู่เทพยดายังหามีใคร
มาไม่ ซีเทียนตรวจดูเห็นไม่รู้สินสุด ขณะเมือซีเทียนยืนดูอยู่นั้น หอมกลินทิพย์
โอซารสสุรามากระทบจมูกเข้า ซีเทียนจึงหันมาเห็นทิพย์สุราตังอยู่ข้างฝ่าสองสาม
คนโทล้วนแต่สุราทิพย์ที่กลั่นอย่างวิเศษ ซีเทียนเห็นดังนั้น นึกอยากจนน้ำลายไหล
ออกมา อยากจะเดินเข้าไปหยิบกินก็นึกเกรงพวกรักษาการยังเฝ้าอยู่ ซีเทียนจึง
ถอนขนในตัวใส่ปากเสกคาถาพ่นออกไป เป็นตัวแมลงหวี่ต่าง ๆ บินไปจับเกาะ
นัยน์ตาทุก ๆ เซียน พนักงานเหล่านั้นก็คันหูคันตาหาวนอน ต่างก็ง่วงงัวเงียมือ
เท้าอ่อนสัปหงกหลับต่างก็ล้มนอนไปทั้งสิ้น ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็เดินเข้าไปหยิบ
คนโทสุราทิพย์รินออกมากินตามสบายใจ เมาจนไม่รู้สึกตัว แล้วกลับได้สติคิดขึ้น
ได้ว่าไม่ดีไม่ควร ถ้าช้าอยู่ที่นี่เทวดามาประชุมพร้อมกันเข้าก็จะจับตัวเรา ทำ
อย่างไรดีเห็นจะสู้กลับไปนอนยังที่จะดีกว่า คิดดังนั้นแล้วก็ลุกเดินโซเซออกมา
จากที่นั่นจะเหาะกลับมา เผอิญหลงไปหาใช่ที่อยู่ไม่ เหาะไถลไปยังชั้นวิมานดุสิต
ที่วิมานนี้พ้นวิมานดาวดึงส์มาแล้ว ซีเทียนครั้นเหาะเลยขึ้นไปก็พอสร่างสุราได้สติ
ขึ้นก็แลเห็นวิมานชั้นดุสิต นึกขึ้นมาได้ว่าเราหลงทางขึ้นมาถึงที่นี่ ก็พ้นวิมาน
ดาวดึงส์มาได้แล้ว ซึ่งมาถึงที่นี้ เห็นจะเป็นชั้นพรหมที่ท่านท้ายเสียงเล่ากุนอยู่
ซีเทียนคิดจะเข้าไปหาท้ายเสียงเล่ากุน แต่วิตกที่ตนไม่เคยมา คิดว่าเราหลงมา
เวลานี้ จำจะต้องเข้าไปหาดูก่อนเห็นจะดี คิดแล้วก็สำรวมก็ริยาเดินเข้าไป เหลียว
ซ้ายแลขวาเห็นเงียบสงัด ไม่ได้เห็นใครสักคนเดียว เพราะในเวลานั้นท้ายเสียง
เล่ากุนอยู่บนตำหนักชั้นสูง คอยฟังพระเหยียนเตงเทศนา พระเหยียนเตงนั้น
คือพรหมผู้ใหญ่ หมู่เทพยดาใหญ่น้อยเคยมาประชุมแวดล้อมคอยฟังเทศนาซีเทียนค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องยาของท้ายเสียงเล่ากุน ปรารถนาจะถามความ
ก็ไม่เห็นมีใคร เหลียวซ้ายแลขวา จึงเห็นน้ำเต้าใส่ยาอยู่บนชั้น และมีน้ำเต้าห้า
ลูกในน้ำเต้านั้นล้วนแต่ใส่ยาวิเศษสำเร็จแล้ว ซีเทียนเห็นแล้วก็ดีใจ จึงคิดว่าของ
สิ่งนี้ ตั้งแต่เราสำเร็จจะขอเรียนวิชาเป็นแพทย์ประกอบยาวิเศษ อย่างนี้ไว้ช่วยมนุษย์
เผอิญไม่ให้มีเวลาว่าง วันนี้เห็นเป็นอุปนิสัยอันใหญ่จึงให้หลงมาพบยาอันวิเศษ
และท้ายเสียงเล่ากุนก็ไม่อยู่ด้วย จำเราจะลองกินสักสองเม็ด เป็นลาภปากที่เรา
ได้มาปะเข้าแล้ว คิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปหยิบน้ำเต้าเทยาออกมาใส่ปาก เคี้ยวกิน
เล่นดุจถั่วคั่วกินจนหมดยาในน้ำเต้าทั้งห้าลูก ครั้นซีเทียนกินยาหมดแล้ว ฤทธิ์
เมาสุรานั้นก็หายไป ครั้นได้สติก็คิดวิตกว่าตัวเราไม่ดีทำการเกินตัวครั้งนี้ โษ
เราใหญ่หลวงเท่าฟ้าและดิน จำเราจะหนีกลับลงไปยังที่เดิมอันเคยอยู่ของเรา
คิดแล้วก็ออกจากวิมานเหาะกลับออกมาทางทิศปราจีน ร่ายพระเวทวิทยากำลัง
กายรีบเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงปากถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องจึงร้องเรียก
บริวารวานรว่า พวกเจ้าทั้งหลายเรากลับมาแล้วฝ่ายพวกบริวารเมื่อได้ยินเสียงซีเทียนไต้เซียดังนั้นต่างก็มีความยินดี กรูกัน
ออกมาคำนับถามว่าไต้เซีย ไปสบายใจนานแล้ว ไม่ลงมาเยี่ยมเยือนพวกข้าพเจ้า
บ้างเลยท่านมีสุขทุกข์ประการใดซีเทียนเดินพลางพูดพลางด้วยพวกบริวารว่า เราไปก็ไม่สู้นานกี่วันนัก ครั้นเดิน
ถึงในถ้ำขึ้นนั่งบนแท่นแล้ว วานรนายทหารทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารใหญ่น้อยคำนับ
แล้วถามว่า ท่านไต้เชียขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ มีความสุขสำราญอย่างไรบ้าง และ
ได้รับหน้าที่เป็นขุนนางตำแหน่งอะไร
- ซีเทียนได้ยินบริวารถามดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า ในคราวนี้ขึ้นไปเฝ้าเง็ก
เซียงฮ่องเต้โปรดปรานมาก ทรงตามใจตั้งให้เราเป็นซีเทียนไต้เซีย แล้วโปรดให้มี
ที่สำนักสองแห่ง และให้พนักงานไว้ใช้สอย มาวันหนึ่งท่านเห็นว่าเราไม่มีหน้าที่
ราชการอันใด จึงโปรดรับสั่งให้เราไปดูการในสวนชมพู่ ครั้นอยู่มานางท้าวเทวราช
จะประชุมการเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่ เชิญเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย แต่ตัวเรา
ท่านมิได้เชิญ เพราะฉะนั้นเราจึงลอบไปก่อนลักกินสุราทิพย์และเครื่องโอชารส
เสียสิ้น เราเมาสุราเดินหลงทางเลยไปยังสำนักท้ายเสียงเล่ากุน ลักยาวิเศษกิน
หมดทั้งห้าน้ำเต้า ครั้นกินแล้วก็สร่างเมาเราคิดวิตกว่าจะทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้
จะมีโทษถึงสิ้นชีวิตเพราะฉะนั้นเราจึงต้องหนีกลับลงมาเสียดังนี้พวกบริวารได้ฟังดังนั้น ก็พากันมีความยินดี จึงพร้อมกันจัดแจงเครื่องแกล้ม
และสุรามาตั้งเรียงราย แล้วก็รินสุราออกและยกขึ้นคำนับซีเทียน ซีเทียนก็รับดื่ม
เข้าอีกหนึ่งก็หน้านิวคิวย่น ร้องว่ากินไม่ดี ๆ และพูดว่าเมื่อเราลักสุราทีอ็องโป๊
เนี่ยเนี้ยเลี้ยงโต๊ะกินนั้นรสดีกว่าสุรานี้ด้วยสุรานั้นเป็นของทิพย์ กินแล้วทำให้อายุ
ยืนไม่แก่ไม่ตายพวกวานรทั้งหลายเหล่านั้น ได้ยินซีเทียนไต้เซียพูดดังนั้นต่างก็ดีใจอยากจะ
ได้กินบ้าง จึงพูดว่าซีเทียนไต้เซียไปเถิดข้าพเจ้าจะคอยท่าซีเทียนได้ฟังบริวารว่าดังนั้น ก็รีบออกจากถ้ำเหาะขึ้นไปยังตำหนักเอี้ยนตี้
ครั้นถึงแล้วซีเทียนก็ร่ายคาถากำบังตัวเดินตรงเข้าไปข้างใน แลเห็นเซียนเหล่านั้น
ยังนังสัปหงกง่วงอยู่ซีเทียนก็เข้าไปหยิบสุราทิพย์ได้สองขวดแล้วหนีบรักแร้อีก
สองขวดก็ถือเอามา แล้วเดินออกมาพ้นวิมาน ก็เหาะมายังเขาฮวยก๊วยซัว บอก
บริวารให้จัดโต๊ะประชุมให้พร้อมกันจะได้เสพสุราอันมีนามว่า (เซียมจิ๋วหวย) คือ
สุราทิพย์สำหรับเทวดากิน ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว ก็พากันเสพสุราทิพย์เป็นที่รื่นเริงฝ่ายนางฟ้าทั้งเจ็ดคนที่ถูกซีเทียนร่ายคาถามัดอยู่ในสวนนั้น ครั้นซีเทียนลงไป
เมืองมนุษย์แล้ว มนต์ก็เสื่อมคลายจึงหลุดออกมาได้ นางทั้งเจ็ดก็รีบยกกระเช้า
ชมพู่กลับเข้าไปในตำหนักวิมาน คำนับแล้วยืนก้มหน้านิ่งอยู่อ๋องโป้เนี่ยเนี้ยนางเทวราชจึงถามนางทั้งเจ็ดว่า พวกเจ้าไปเก็บชมพู่ได้มามาก
น้อยเพียงใดนางทั้งเจ็ดจึงทูลว่า สวนนอกได้สองกระเช้าเล็ก สวนกลางได้สามกระเช้า สวน
หลังนั้นไม่ได้เลย ข้าพเจ้าคิดดูเห็นซีเทียนใต้เซียจะลักเก็บกินเป็นแน่ เพราะใน
เวลานั้นข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังค้นผลชมพู่อยู่ ซีเทียนอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ก็โดด
ออกมาร้องตวาดพวกข้าพเจ้าแล้วถามว่า เจ้าแม่จะเลี้ยงโต๊ะจะเชิญท่านผู้ใดบ้าง
พวกข้าพเจ้าจึงบอกว่า ตามที่เจ้าแม่ได้เชิญนั้นเล่าให้ฟัง แล้วซีเทียนก็ร่ายคาถา
มัดพวกข้าพเจ้าให้ยืนนิ่งอยู่ในที่นั้น มาถึงเวลานี้จึงได้หลุดออกมาได้นางเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยได้ฟังดังนั้น แล้วก็รีบขึ้นไปยังปราสาทเหลงเซียวเต้ย
กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบทุกประการขณะเมื่ออ๋องโป๊นี่ยเนี้ย กำลังทูลอยู่นั้นพวกเซียนเฝ้าสุราทิพย์พากันกราบ
ทูลอีกว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดลอบแอบเข้าไปลักสุราทิพย์ไปหมด ทั้งเครื่องทิพย์โอชา
ก็เปื้อนเปรอะไปทั้งนั้นในขณะนั้นเทพยดาและเซียนทั้งสี่มากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้อีกว่า ท้ายเสียง
เล่ากุนมาแล้ว เง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังแล้วก็ลงมาจากทิพย์บัลลังก์พร้อมกับ
นางท้าวเทวราชออกมารับท้ายเสียงเล่ากุนเข้ามาท้ายเสียงเล่ากุนจึงทูลแก่เง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ในตำหนักของข้าพเจ้านั้น ประกอบ
ยาวิเศษสำเร็จแล้วไว้หวังจะนำเอามายังที่ประชุม ให้เทพยดารับประทานบังเอิญ
ถูกขโมยลักไปเสียหมดแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนแจ้งดังนั้นก็ตกพระทัยตะลึงไป สัก
ครู่หนึ่งพวกเซียนที่รับใช้ของซีเทียนเข้ามากราบทูลว่าซีเทียนไต้เซียไม่ดูแลการใน
สวนหายไปตั้งแต่วานนี้แล้วก็ไม่เห็นกลับมาไม่ทราบว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ขอ
พระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพวกเซียนทูลดังนั้น ก็ยังทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่
แล้วทอดพระเนตรเห็นชิดเคียดไต้เซียนเข้ามากราบทูลอีกว่า ข้าพเจ้าได้รับเชิญ
เจ้าแม่มาประชุมเมื่อวานนี้ ปะซีเทียนไต้เซียบอกว่าพระองค์ไห้บรรดาเทพบุตร
และเซียนเข้ามาประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อนแล้วจึงค่อยไป่ตำหนักเอี้ยวตี้ต่อ
ภายหลัง ข้าพเจ้าก็สำคัญว่าจริงจึงได้กลับมายังธงเม่งเต้ยก็มิได้เห็นพระองค์ ข้า
พระองค์จึงได้เลยมาเฝ้าในครั้งนี้เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็ยิ่งหวาดหวั่นพระทัยยิ่งนัก จึงรับสั่งว่าเราหา
ได้สั่งแก่ซีเทียนไต้เซียไม่ มันคงหลอกให้ท่านหลงเชื่อมัน การคงจะเป็นดังนี้เป็น
แน่ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้ (เฉเหลงกัว) เทพบุตรไปสืบดูทั่วทุกวิมานว่าจะเป็น
ด้วยเหตุประการใด เฉเหลงกัวรับรับสั่งแล้ว ถวายบังคมลาออกมาแล้ว ก็เที่ยวไป
สืบดูทุก ๆ วิมาน ครั้นได้ทราบความแน่แล้วก็กลับมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า
ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ซึ่งเกิดความวุ่นวายนั้นมิใช่ใครอื่นไกล ซีเทียนนั้นแลขอ
พระองค์ทรงทราบเงกเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระพิโรธรับสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลทั้ง
สี่พร้อมด้วย (ถักทะลีทีอ๋อง) กับโลเฉียและดาวยี่สิบแปดดวงสิบสองง่วนสิน และ
ดาวทั้งเก้ากับเง้าฮวงเจี๊ยบเทพารักษ์ กับเทวดาทั้งสี่ทิศพร้อมกันทั้งพลเทพยดารวม
ได้สิบหมื่นครั้นจัดกันพร้อมแล้ว ก็พร้อมกันถวายบังคมลาออกจากประตูนำที่หมึง ถัก
ทะลีทีอ๋องเร่งพลเทพยดาเหาะลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงแล้วถักทะลีทีอ๋อง
สั่งให้รายพลล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ แน่นหนาแล้ว ถักทะลีทีอ๋องสั่งให้เก๊าเอี้ยว
ดาวทั้งเก้าเข้าไปหน้าถ้ำชวนซีเทียนไต้เซีย ให้ออกมารบเก๊าเอี้ยวก็ยกพลเข้าไปร้อง
ท้าทายที่ปากถ้ำฝ่ายพวกบริวารวานรทั้งหลายเมื่อได้ยินเก๊าเอี้ยวมาร้องท้าดังนั้น ก็รีบนำ
ความเข้าไปบอกแก่ซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซียเมื่อได้ฟังวานรนำความมาแจ้งดัง
นั้นก็มิได้แสดงความครั่นคร้ามหวาดเสียวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดนั่งเสพสุราเฉยอยู่
แล้วจึงพูดว่าวันนี้เรากินสุราเมาอยู่อย่าให้ใครเป็นธุระพวกบ้านเลย พูดยังไม่ทัน
ขาดคำพวกวานววิ่งเข้ามาบอกอีกว่า เทวดาทั้งเก้าองค์ได้กล่าวคำหยาบช้าต่อไต้
อ้องมากมายนักฝ่ายซีเทียนไต้เซียเมื่อได้ฟังพวกวานรมาบอกดังนั้น จึงบอกว่าช่างเขาเถิด
จะด่าว่าประการใดก็ช่างเขาท่านทั้งหลายอย่าเอาเป็นธุระเลย เรามีสุราสู่กันกิน
ให้สบายอย่าวิตกทุกข์ร้อนอะไรไปทำไมซีเทียนพูดยังไม่ทันจะขาดคำลง พวกวานรวิ่งเข้ามาบอกว่าเทพารักษ์เก้าองค์
ทำลายประตูถ้ำเสียแล้ว พากันตีเข้ามาเกือบจะถึงอยู่แล้วซีเทียนได้ฟังดังนั้น จึงเรียกต๊อกกักกุ้ยอ้องเซียนฮองให้พายักษ์ เจ็ดสิบสอง
ถ้ำและพวกทหารวานรยกออกไปก่อนฝ่ายต๊อกกักกุ้ยอ๋องเซียนฮองแม่ทัพหน้ารับคำสั่งแล้วก็รีบจัดทหารเสร็จแล้วก็
ขับทหารออกไปก่อน ฝ่ายซีเทียนชักกระบองออก กวัดแกว่งและเรียกหมู่ทหาร
วานรพร้อมกันหนุนออกมาฝ่ายต๊อกกักกุ้ยอ๋องเซียนฮองครั้นออกมาถึงนอกถ้ำเห็นเทพารักษ์เก้าองค์ตั้ง
สกัดทางขวางหน้าอยู่ที่สนามเล็กจะออกไปหาได้ไม่ พอซีเทียนมาถึงเข้าแล้ว แล
เห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าจงรีบเปิดทางโดยเร็วว่าแล้วก็สำแดง
ฤทธาแกว่งกระบองโจมตีออกมาด้วยกำลังฝ่ายเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะต่อสู้ต้านทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ล่าถอยออกมา
ตั้งรายเป็นกระบวนอยู่ แล้วจึงพูดแก่ซีเทียนว่า ตัวท่านไม่รู้จักความตายจะมาถึง
ตัวเจ้าบังอาจล่วงละเมิดกระทำความผิดเป็นมหันตโทษกินชมพู่ในสวนจนหมด
แล้วยังมิหนำซ้ำไปลักสุรากินอีกเล่า ใช่แต่เท่านั้นยังกระทำวุ่นวายหลอกลวงให้
การประชุมของนางท้าวเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยเสียไปด้วยแล้วมิหนำซ้ำลักสุราลง
มาเลี้ยงพวกของตัวอีก ทำการชั่วร้ายแรงนักยังไม่รู้โทษตัวว่ากระทำผิดหรือซีเทียนได้ยินเทพารักษ์ว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า การทั้งปวงก็จริงดังท่าน
ว่า แต่บัดนี้ท่านจะทำประการใดแก่เราก็ให้เร่งว่ามาเถิดเทพารักษ์เก้าองค์จึงตอบว่า เรารับคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ลงกำจัดตัว
เจ้า ๆ จงยอมเสียโดยดี ถ้าขืนดื้อดึงต่อสู้แก่เรา พวกเจ้าก็จะถึงความวินาศลง
ด้วยฝีมือเราและพลแห่งเทพยดาทั้งหลายซีเทียนจึงว่าตัวเป็นแต่เทพารักษ์เล็กน้อยจะมีฤทธิ์เดชสักเท่าใดจึงมาพูดข่มขี่
บังคับเราแม้ได้ถูกกระบองเหล็กสักทีหนึ่งจึงจะรู้สำนึกตนว่าจะเป็นประการใดเทวดาทั้งเก้าองค์ได้ฟังซีเทียนหมิ่นประมาทดังนั้น ก็มีความโกรธจึงพร้อมกัน
เรียงหน้าโจมตีเข้าไปด้วยกำลัง ซีเทียนแกว่งกระบองเหล็กกายสิทธิ์รับรองป้อง
ปัดต่อสู้เทพารักษ์เก้าองค์ด้วยกำลังอันเรี่ยวแรงแข็งขัน เทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะ
รบรอต่อกรและทานกำลังซีเทียนมิได้ก็ล่าถอยกลับเข้าค่ายชี้แจงแก่ถักทะลีทีอ๊อง
แม่ทัพว่า ซีเทียนมีกำลังฤทธิ์เดชเข้มแข็งนักจะต่อสู้ทานกำลังมิได้ ขอท่านได้ทราบถักทะลีทีอ๋องได้ฟังเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์ชี้แจงดังนั้นจึงสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาล
และยี่จับโป๊ยสืบคือดาวยี่สิบแปดดวงพร้อมกันออกไปรบซีไต้เซียนอ้องกับเทพยดาทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็คำนับลา แม่ทัพยกพลทหาร
ออกไปตั้งกระบวนรบอยู่ที่สมรภูมิชัยฝ่ายซีเทียนก็จัดให้ต๊อกกั๊กกุ้ยอ๋องเซียนฮองและนายปิศาจยักษ์ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำ
กับวานรทหารเอกทั้งสี่พร้อมกันยกออกไปตั้งอยู่หน้าถ้ำคอยทีข้าศึกอยู่ครั้นสองทัพยกมาประจัญหน้า ต่างก็เข้าต่อยุทธ์รบสู้กันเป็นสามารถ ต๊อกกั๊ก
เซียนฮองทั้งสองและพวกยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำและพวกบริวารวานรทั้งหลาย จะต่อสู้
พลเทพารักษ์มิได้เสียที่ถูกจับไปได้ทังสิน เหลือแต่นายทหารวานรทั้งสี่และพวก
วานรเท่านันหลบหนีเข้าถำไปได้ฝ่ายซีเทียนเห็นพวกของตนพ่ายแพ้แก่เทพยดาดังนั้น ก็มีความโกรธเป็นอัน
มากสองตาลุกดังดวงดาวโรหินี ขนทั่วทั้งกายพองชันดุจขนเม่นก็ขบฟันแกว่ง
กระบองเข้ารุกไล่โจมตีเทพยดาทั้งหลายแตกร่นออกไปไม่สามารถจะทานกำลัง
ซีเทียนได้ถักทะลีที่อ้องกับโลเฉียและท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่เห็นพวกเซียนแตกร่นอ่อน
กำลังลง ต่างก็เข้าช่วยกันระดมรบซีเทียนและล้อมไว้จนเวลามืดลงทุกที ซีเทียน
เห็นดังนั้นก็ถอดขนเพชรในตัวออกกำมือหนึ่งแล้วก็ใส่ปากร่ายพระเวทคาถาพ่น
ออกไปเป็นซีเทียน นับได้หมื่นและแสนตนล้วนแต่ถือกระบองเหล็กเหมือนซีเทียน
ตรงเข้าโจมตีมิได้รั้งรอ ซีไต้เซียนอ้องกับแม่ทัพเทพยดาและพลโยธาทั้งหลายไม่
สามารถจะต่อต้านทานกำลังรูปซีเทียนนิรมิตได้ ก็แตกร่นถอยหนีพากันกลับเข้าค่าย
• ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทคาถาเรียกขนเพชรกลับเข้ากายแล้วเหาะ
กลับมายังปากถ้ำ พวกวานรบริวารก็พากันออกมาต้อนรับบางตัวก็หัวเราะบางตัว
ก็ร้องไห้ ซีเทียนจึงถามว่าเหตุไรพวกเจ้าหัวเราะแล้วร้องไห้ด้วยฉะนี้เล่าพวกวานรบริวารจึงบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะนั้นเพราะดีใจว่าท่านได้ชัยชนะ ที่
ร้องไห้นั้นเพราะคิดถึงเซียนฮองและพวกนายปิศาจยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำที่เทพยดา
รบจับเอาตัวไปได้ซีเทียนจึงพูดว่าธรรมดารบกันไม่แพ้ก็ชนะ ท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลย พวก
เจ้าจงระวังรักษาปากถ้ำของเราไว้ให้แข็งแรง เราจะพักผ่อนเอาแรงไว้สู้รบในวันพรุ่งนี้
เราจะแผลงฤทธิ์จับตัวพวกเทวดาแก้แค้นแทนพวกเราให้จงได้พวกวานรทั้งหลายได้ฟังซีเทียนว่าดังนั้นก็ค่อยมีน้ำใจขึ้น จึงช่วยกันปิดประตู
ถ้ำ แล้วก็ผลัดกันหลับนอนผ่อนพักเอากำลังและผลัดเปลี่ยนกันรักษาหน้าที่ฝ่ายพวกเทพยดาและท้าวจัตุโลกบาลรวมพลเข้าแล้วก็ตรวจตราดูพวกปิศาจ
ยักษ์ที่จับมาได้ บ้างเป็นเสือเป็นลิงมีลักษณะรูปร่างต่าง ๆ กัน จับไม่ได้ก็แต่พวก
วานรถักทะลีทีอ๋องจึงสั่งให้ตั้งล้อมเขาฮวยก๊วยชัวไว้ให้แน่นหนา พวกเซียนทั้งหลาย
ก็พร้อมกันจัดการตามแม่ทัพบัญชาสั่งเข้าล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ทุกด้านโดยความ
กวดขันฝ่ายพระกวนอิมได้รับนิมนต์เจ้าแม่อ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ยจึงเสด็จมาจากเขาไฮ้โพ้
ท่อซัวกับด้วยศิษย์ทั้งหลายถึงวิมานก็เดินตรงเข้ายังตำหนักเอี้ยวตี้ที่ประชุมเลี้ยง
โต๊ะนั้น ก็เห็นเงียบสงัดอยู่ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่เทพบุตรและเวียนอยู่สองสามองค์
นังสนทนากันอยู่ พระกวนอิมจึงเข้าไปใกล้ ถามเซียนทั้งหลายเหล่านั้น เซียนทั้ง
หลายเหล่านั้นเห็นพระกวนอิมก็ยืนขึ้นคำนับแล้วแจ้งความตามเหตุผลทุกประการ
ให้พระกวนอิมฟังพระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านจงตามเราไปเฝ้าเง็ก
เซียงฮ่องเต้ฟังดูจะเป็นประการใด ไต้เซียนทั้งหลายก็ตามพระกวนอิมไปยังปราสาท
(ธงเม่งเต้ย)ในเวลานั้นซีไต้เทียนซือกับชิดเคียดไต้เซียน จึงออกมาต้อนรับพระกวนอิม
พระกวนอิมจึงบอกแก่ไต้เซียนทั้งสองว่า ท่านจงกลับเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้
ว่าอาตมภาพพระกวนอิ่มจะมาเฝ้าเซียนทั้งสองได้ฟังดังนั้นจึงกลับเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่าพระกวนอิ่ม
จะขอเข้ามาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งว่าให้นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด เซียน
ทั้งสองก็ออกไปนิมนต์พระกวนอิมเข้ามาเฝ้า เง็กเชียงฮ่องเต้จึงนิมนต์ให้นั่งที่อัน
สมควรในเวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุนไต้เซียน และนางท้าวเทวราชอ้องโป๊เนียเนี้ยก็พร้อม
กันนมัสการพระกวนอิมแล้วพระกวนอิมจึงถามการประชุมเลี้ยงโต๊ะเหตุผลประการ
ใดจึงได้เงียบสงบไปดังนี้เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัสว่า ทุก ๆ ปีมาก็เป็นที่รื่นเริงโดยการประชุม มาในปีนี้
เป็นเหตุด้วยวานรปิศาจตนหนึ่งได้กระทำให้เกิดการวุ่นวาย ข้าพเจ้ามีความเศร้า
หมองใจมาก เพราะฉะนั้นจึงได้จัดพลเทพบุตรสิบหมื่นลงไปกำจัดวานรมาได้วัน
หนึ่งแล้ว ยังหาเห็นกลับขึ้นมาไม่ การจะเป็นประการใดก็ยังไม่ทราบต่อไปพระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้ว จึงเรียกฮุยไง้สานุศิษย์คนใหม่มาแล้วสั่งว่า
ท่านจงลงไปฟังข่าวที่เขาฮวยก๊วยซัวสืบดูซึ่งเหตุการณ์ที่รบพุ่งกันนั้นให้รู้ว่าจะ
เป็นประการใด ถ้าปะกำลังสู้รบกันอยู่ก็จงช่วยเป็นกำลังแห่งเทพยดาทั้งหลายด้วยฮุยไง้คนนี้คือ (ปุดเฉีย) ซึ่งเป็นบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องแม่ทัพ ฮุยไง้
รับคำพระอาจารย์แล้วก็จัดแจงแต่งกายเสร็จ มือจับกระบองเหล็กลาพระอาจารย์
ออกจากประตู นำที่หมึงเหยียบเมฆเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัวครั้นถึงก็เดิน
ตรงมาที่หน้าเขา เห็นหมู่เทพบุตรตั้งทัพล้อมเขาฮวยก๊วยซัวอยู่ ฮุยไง้ตรงมายัง
ประตูค่ายจึงเรียกเทพบุตรผู้รักษาประตูบอกว่า ท่านจงไปแจ้งความแก่ท่านแม่ทัพ
ว่าข้าพเจ้าบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋อง ซึ่งเป็นสานุศิษย์ของพระกวนอิม ใช้ให้
มาสืบข่าวในทัพที่รบพุ่งกัน ท่านนำความไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพด้วยเถิดผู้เฝ้าประตูจึงบอกกันต่อ ๆ ไป จนทราบถึงถักทะลีที่อ๋อง ถักทะลีที่อ้องจึง
อนุญาตให้เซียนพนักงานนำเข้ามาหา ฮุยไง้เข้ามาถึงจึงกระทำคำนับท่านแม่ทัน
ผู้เป็นบิดาแล้วยืนอยู่ข้างหนึ่ง ถักทะลีทีอ้องจึงถามบุตรร่าเจ้ามาทำไมมีกิจธุระสิ่ง
ใดหรือฮุยไง้จึงแจ้งความแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าตามพระกวนอิ่มขึ้นไปยังดาวดึงส์ที่ตำหนัก
เอี้ยวตี้ครั้นไปถึงท่านอาจารย์ไม่เห็นเลี้ยงโต๊ะเงียบสงบอยู่ จึงได้ถามพวกเซียน
เซียนทั้งหลายแจ้งความตามเหตุผล จึงได้ถามพวกเซียน เซียนทั้งหลายแจ้งความ
ตามเหตุผล พระอาจารย์จึงให้เทพบุตรนำท่านไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้
จึงได้รับสั่งชี้แจงเหตุผลให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์จึงให้ข้าพเจ้าลงมาฟังเหตุ
การณ์ที่รบกันว่าจะแพ้ชนะประการใด เพื่อจะได้ทราบเรื่องตลอดไปถักทะลีทีอ๋องได้ฟังบุตรชี้แจงดังนั้น จึงเล่าความตามการที่ได้รบพุ่งกันแต่
เวลาวานนี้ทุกประการ ให้ฮุยไงผู้บุตรฟังยังหาทันขาดคำไม่ เซียนที่เฝ้าประตูเข้า
มาบอกว่าบัดนี้ซีเทียนพาพวกทหารวานรมาร้องท้าทายพูดจาหยาบคายมาก ชวน
ให้ออกไปรบกันซีไต้เซียนอ๋อง กับถักทะลีทีอ๋อง ได้ฟังพวกเซียนมาบอกดังนั้น ก็จัดแจงพล
ทหารจะออกรบ ฮุยไง้จึงยืนขึ้นคำนับบอกแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของพระ
อาจารย์มาว่า แม้ลงมาสืบข่าวเมื่อปะกำลังรบพุ่งกันก็ให้ข้าพเจ้าเข้าช่วยเป็นกำลัง
แก่บิดาด้วยแต่จะขออาสาออกไปรบลองกำลังเวลานี้แม้ถึงฤทธาข้าพเจ้าน้อยก็จริง
และฝีมือข้าศึกดูสักครั้งหนึ่ง ซีเทียนไต้เซียจะมีฤทธิ์เดชประการใดถักทะลีที่อ้องได้ฟังบุตรอาสาดังนั้น จึงอนุญาตว่าตามแต่น้ำใจเจ้าไม่ห้ามปราม
แต่จงระมัดระวังให้จงหนักอย่าให้เสียที่แก่ข้าศึกได้ฮุยไงได้ฟังบิดาอนุญาตและกำซับดังนั้นก็มีความยินดีคำนับลาแล้วก็จับกระบอง
ออกจากค่าย มายืนอยู่ตรงหน้าค่ายข้าศึก แล้วก็ร้องไปด้วยเสียงอันดังว่า ตัวไหน
ชื่อซีเทียนไต้เซีย จงรีบออกมาโดยเร็วซีเทียนได้ยินฮุยไงร้องถามมาดังนั้น จึงร้องตอบออกไปว่าเรานี้แหละผู้ชื่อว่า
ซีเทียนไต้เซีย แล้วซีเทียนไต้เซียถามว่า ตัวเจ้าเป็นอะไรจึงสามารถมาถามถึงชื่อ
เสียงแห่งเรา ผู้มีอานุภาพหาผู้เสมอมิได้ฮุยไง้จึงตอบว่า เราคือบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องเป็นสานุศิษย์ของพระกวน
อิมชื่อฮุยไง้ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เจ้าเป็นศิษย์ของพระกวนอิมทำไมไม่อยู่ที่น่ำไฮ้
รักษาข้อวัตรปฏิบัติอันดีเล่าเหตุใดจึงมาที่นี่ด้วยกิจธุระอันใดฮุยไง้ตอบว่าเราได้รับคำสั่งของพระอาจารย์กวนอิมให้มาฟังข่าวในการสงคราม
และเราได้เห็นท่านประพฤติการดุจว่าบุคคลอันหาสติปัญญาความคิดมิได้ เราจึง
อาสามาเพื่อจะจับตัวท่านไปให้แม่ทัพซีเทียนจึงตอบว่า ตัวเป็นลูกเด็กเล็กน้อยไม่ควรมาพูดอวดอ้างวางโตจงมา
ลองน้ำหนักกระบองของเราดู ว่าจะมีพิษสงสักเพียงใด ว่าแล้วซีเทียนก็เงื้อกระบอง
ขึ้นกระโจนตีฮุยไง้ ฮุยไง้ยกกระบองเหล็กขึ้นรับไว้ และต่อสู้โดยสามารถประมาณ
หกสิบเพลง ฮุยไง้ทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ถอยหนีกลับมายังค่าย ซีเทียนเห็นดัง
นั้นก็หัวเราะแล้วก็มิได้ไล่ติดตามไป จึงเรียกพลทหารกลับมาหน้าถ้ำแล้วร่ายพล
ตั้งกระบวนรบคอยท่าข้าศึกอยู่ฝ่ายฮุยไง้หนีกลับเข้าในค่ายแล้วมาคำนับบิดาบอกว่า ซีเทียนมีกำลังและฤทธิ์
เดชมากนัก ข้าพเจ้าเข้าลองฝีมือต่อสู้ก็ทานกำลังมิได้จึงล่าถอยมาถักทะลีที่อ๋องได้ฟังฮุยไง้ผู้นุตรบอกดังนั้น ก็ให้มีความวิตกยิ่งนัก จึงปรึกษา
หารือตามเหตุที่ได้สู้รบแก่ข้าศึกเห็นพร้อมกันแล้ว จึงเขียนข้อความบอกเหตุการณ์
ที่ได้ต่อสู้และพ่ายแพ้แก่ศัตรู มอบให้ตัวลักกุ้ยอ๋องพร้อมกับด้วยฮุยไง้ถือกลับขึ้น
ไปยังดาวดึงส์ ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบแล้วก็ทรงพระ
สรวลตรัสว่า วานรปิศาจตัวเดียวสามารถต่อสู้เทพยดาได้ถึงสิบหมื่น ถักทะลีทีอ๋อง
มีหนังสือมาขอพลเทพบุตรเพิ่มเติมอีก จะได้เทพยดาองค์ใดลงไปดีในขณะเง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสอยู่นั้น พระกวนอิมจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพ
เห็นเทพารักษ์องค์หนึ่ง อาจสามารถจะลงไปปราบปรามซีเทียนได้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายพระพรดังนั้น จึงรับสั่งถามพระ
กวนอิมว่า ท่านเห็นเทพารักษ์พระองค์ไดที่สมควรจะไปรบแก่ซีเทียนได้พระกวนอิมถวายพระพรว่า เทพารักษ์พระองค์นี้ก็นับว่าเป็นนัดดาของพระองค์
ชื่อ (ยี่หนึงจินกุน) คือเอียวเจี้ยนเมื่อครั้งแผ่นดินฮ่องสินนั้น ก็มีชื่อเลื่องลือปรากฏ
ว่ามีฝีมือเป็นเอกในสมัยนั้น บัดนี้อยู่ที่ศาลปากน้ำก๊วนจิ๊ว ท่านผู้นี้เดิมได้กำจัด
ลักสินหนหนึ่งแล้ว และที่เขาบ๊วยซัวมีมิตรสหายมากล้วนแต่ฝีมือเข้มแข็ง กับ
พวกเทพารักษ์ยอดหญ้าพันสองร้อยเป็นบริวารฤทธิ์เดชมาก แต่วิตกว่าจะฟัง
รับสั่งหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ขอพระองค์ได้มีหนังสือรับสั่งไปสักฉบับหนึ่ง ให้ยี่หนึง
มาช่วยเป็นกำลังกำจัดซีเทียน ก็คงจะสำเร็จได้ดังประสงค์เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระอาจารย์ชี้แจงดังนั้น จึงรับสั่งแก่เซียนผู้พนักงาน
ฝ่ายอาลักษณ์ ให้แต่งหนังสือถึงยี่หนึงจินกุนให้ยกพลมาช่วยปราบซีเทียน เซียน
พนักงานก็แต่งหนังสือรับสั่งมามอบให้ตัวลักกุ้ยอ๋อง ตั๋วลักกุ้ยอ๋องได้หนังสือรับสั่ง
แล้วก็รีบเหาะไปยังแม่น้ำก๊วนจิ๋วที่ศาลยี่หนึงจินกุนอยู่โดยเร็ว ครั้นถึงศาลก็เรียก
ผู้รักษาประตูบอกว่า เราเชิญหนังสือรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้มาแต่สวรรค์จะมาหา
ยี่หนึงจินกุน ผู้เฝ้าประตูได้ทราบดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ยี่หนึ่งจินกุนโดยเร็ว ยี่หนึง
จินกุนกับเทพารักษ์มิตรสหายก็พร้อมกันออกมารับพระอักษรรับสั่งของเง็กเซียง
ฮ่องเต้ พาตัวตัวลักกุ้ยอ้องเข้าไปข้างในแล้วเชิญให้นั่งที่อันสมควรยี่หนึงจินกุนจุดธูปเทียนแล้ว ก็เปิดผนึกหนังสือออกอ่านในพระอักษรมีว่า
ตำบลเขาฮวยก๊วยซัว มีปิศาจวานรตนหนึ่ง ชื่อซีเทียนไต้เซีย กระทำการหยาบช้า
สามานย์ให้เป็นที่ร้อนรนแก่เทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย และได้กระทำให้เสียการประชุม
เลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่แล้วหนีลงไปจากสวรรค์ เราให้ยกพลเทพยดาลงไปสิบหมื่น
จับตัวก็ยังหาได้ไม่ เราขอให้เจ้าผู้เป็นนัดดาจัดพลโยธาและพวกเพื่อนมิตรสหาย
ยกไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ช่วยกันระดมกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบ เมื่อเสร็จศึกสงคราม
แล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลแก่เจ้าให้มีเกียรติยศเป็นอันมากให้สมควรแก่ความชอบจินกุนและพี่น้องทั้งหลาย เมื่อได้ทราบความตามพระอักษรฉะนั้นแล้ว ก็พา
กันมีความยินดีทุก ๆ เทพารักษ์ แล้วจินกุนจึงพูดแก่ตั้วลักกุ้ยอ๋องว่า ท่านจง
กลับไป่ทูลเง็กเชียงฮ่องเต้เถิดว่า ข้าพเจ้าจะรีบจัดพลโดยเร็ว ถ้าพรักพร้อมแล้วก็
จะยกไปกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบมิให้เสียเกียรติยศของเง็กเชียงฮ่องเต้ไปได้ ตั๋ว
ลักกุ้ยอ้องก็ลายี่หนึงกลับไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ ตามถ้อยคำของยี่หนึงซึ่งสั่ง
มาให้ทูลทุกประการฝ่ายจินกุนจึงเรียกพี่น้องทั้งหกคน คือด้งหนึ่งเตียวหนึ่งเอี้ยวหนึ่งลี้หนึ่งก๊วย
ซินหนึ่งเต็กเกี๊ยนหนึ่งมาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็จัดพลเทพารักษ์ยอดหญ้าได้พ้น
สองร้อยแล้วก็ให้ถืออาวุธเตรียมตัวและขี่สัตว์ต่าง ๆ ครั้นพรักพร้อมกันแล้ว จินกุน
ให้ยกพลออกจากสำนักพาบริวารเหาะตามลมข้ามมหาสมุทรใหญ่ตรงไปยังทิศบูรพา
ครู่หนึ่งก็ถึงเขาฮวยก๊วยซัว ยี่หนึงจินกุนแลไปเห็นพลเทพบุตรล้อมรอบภูเขาเป็น
ชั้น ๆ ดูแน่นหนาไม่มีทางที่จะเข้าออกได้ จินกุนเห็นดังนั้น แล้วก็ขับพลลงยังพื้น
พระสุธาเดินเข้าไปใกล้ค่าย บอกแก่ผู้รักษาประตูว่า ข้าพเจ้ายี่หนึงจินกุน ถือ
รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ยกพลมาช่วยจงบอกแก่ท่านแม่ทัพให้ทราบฝ่ายผู้เฝ้าประตูเมื่อได้ฟังยี่หนึงบอกดังนั้น ก็บอกกันต่อไปครั้นซีไต้เซียนอ้อง
และถักทะลีทีอ๋องทราบก็พากันออกมาประตูค่ายเชิญยี่หนึงจินกุนเข้าไปข้างใน
แล้วก็ให้นั่งที่อันสมควร จินกุนจึงถามถึงการรบพุ่งว่าแพ้ชนะเป็นประการใดซีไต้เซียนอ๋องกับถักทะลีทีอ๋องจึงเล่าความตามที่ได้รบพุ่งต่อสู้กันให้ยี่หนึงจินกุน
ฟังทุกประการ ตามที่ได้เป็นมาแล้ว ยี่หนึงจินกุนได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า
มาครั้งนี้จะสำแดงฤทธิ์รบแก่ซีเทียนไต้เซียให้ท่านเห็นฝีมือตาข่ายที่ล้อมไว้นั้นจงเก็บ
เลิกเสียเถิดไม่ต้องการใช้ ส่วนถักทะลีทีอ๋องจะช่วยข้าพเจ้าเอากระจกขึ้นไปคอยถ้า
สองบนอากาศ คอยจับปิศาจวานรนั้น ให้เหาะขึ้นไปอยู่บนเวหาให้คอยดู
ซีเทียนมันแพ้คงจะหนีไปทิศอื่น ขอท่านได้ส่องดูให้แจ่มแจ้งอย่าให้มันหนีไปเสียได้
ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังยี่หนึงจินกุนสั่งดังนั้น ก็ไปคอยทำการอยู่ตามสังยี่หนึงจินกุนพร้อมด้วยพี่น้องเป็นเจ็ดคนด้วยกัน กับเทพารักษ์ยอดหญ้าต่าง
ตระเตรียมกันพร้อมเสร็จแล้วก็ยกมาหน้าถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ครั้นถึงจินกุนเห็นวานร
ตั้งกระบวนเรียงรายกันเป็นหมวดเป็นหมู่เรียกว่าค่ายมังกรขด ในกลางค่ายตั้ง
เสาธงยี่ห้อซีเทียนไต้เซีย จินกุนเห็นแล้วจึงพูดว่าอ้ายวานรปิศาจนี้ อาจสามารถ
ตั้งตัวเป็นซีเทียนไต้เซียได้จะปราบเสียให้ราบคาบในคราวนี้ฝ่ายหมู่วานรเมื่อได้แลเห็นยี่หนึงจินกุนยกมาดังนั้น ก็รีบเข้าไปบอกแก่ซีเทียนว่า
บัดนี้มีพลทหารยกมาตั้งอยู่หน้าค่ายเป็นอันมากพิเคราะห์ดูท่าทางองอาจมากนัก
ขอท่านจงทราบซีเทียนได้ฟังบริวารบอกดังนั้น ก็จับกระบองเหล็กกายสิทธิ์สำหรับมือเดิน
ออกจากถ้ำเห็นจินกุนท่วงทีองอาจเข้มแข็ง พิศดูลักษณะรูปร่างงดงามซีเทียนจึง
หัวเราะ แล้วก็ยกกระบองขึ้นกวัดแกว่งร้องถามไปว่า เฮ้ยเอ็งผู้นั้นอยู่ที่หนตำบล
ใดรูปร่างน้อยจ้อยมีชื่อและแซ่ประการใดสามารถมาท้าชวนเรารบไม่กลัวความตาย
หรือประการใดจินกุนได้ฟังดังนั้นจึงร้องตวาดไปว่า เอ็งมีแต่นัยน์ตาเนื้อหามีแก้วตาที่จะเห็น
ไม่ เอ็งจำเราไม่ได้หรือเราเป็นหลานของเง็กเชียงฮ่องเต้รับที่ตั้งให้เป็นเจียวฮุยเล่ง
เหี้ยนอ๋องยี่หนึง บัดนี้เรารับคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้จะมากำจัดตัวเจ้า ๆ ยังหา
รู้จักความตายว่าจะมีมาถึงตัวเจ้าไม่ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าถ้ากระนั้นเรานึกได้แล้วคือน้องสาวของเง็กเชียง
ฮ่องเต้ลงมาในเมืองมนุษยโลกได้เสียกันแก่เอี๊ยงกุนแล้วเกิดบุตรชายด้วยกันคนหนึ่ง
ท่านเอี้ยงกุนผู้นี้เคยถือขวานเข้าป่าตัดไม้ชมพู่ที่ภูเขาสูงนั้นเป็นนิจชาติตระกูลของ
ตัวอย่างนี้มิใช่หรือ เราจะบอกให้เข้าใจตัวเจ้าเป็นเด็กเล็กน้อยไม่สมควรจะรบแก่เรา
เจ้าจงบอกซีไต้เซียนอ๋องและถักทะลีที่อ๋องให้มาลองฝีมือแก่เราเถิดจินกุนได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้นก็มีความโกรธ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย
ชาติเดียรัจฉานพูดจาหยาบช้าไม่มีความเกรงจงมาลองคมงาวของกดูก่อน พูด
แล้วจินกุนก็ตรงเข้าไปยกง้าวขึ้นฟันลงไปตรงศีรษะซีเทียน ซีเทียนยกกระบองขึ้น
รับไว้ไม่ถูกศีรษะ ต่างเข้าบุกบั่นรบพุ่งกันด้วยกำลังเข้มแข็งได้สามร้อยเพลงยังหา
แพ้ชนะกันไม่จินกุนสำรวมจิตร่ายพระเวทแปลงกาย กลายเป็นพรหมสูงประมาณสามหมื่นวา
สองมือจับสามง่ามแหลมดุจเขาฮวยซัว หน้าเขียวฟันแดงหัวหูผมขนรุงรังดุร้าย
ยิ่งนัก ถือสามง่ามกระโจนแทงซีเทียนซีเทียนเห็นดังนั้น ก็สำรวมจิตร่ายพระเวทแปลงกายเป็นพรหมเหมือนจินกุน
บ้างถือกระบองดุจภูเขากุนลุนชัวฉะนั้น ยกขึ้นรับรบกับจินกุนต่างมีอิทธิฤทธิ์ด้วย
กันทั้งสองฝ่ายในขณะเมื่อจินกุนกับซีเทียนรบกันอยู่นั้นพวกพี่น้องทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงขับ
หมู่เทพารักษ์ยอดหญ้าและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ตรงมายังถ้ำจุ๊ยเลียมต้องรบกระหนาบ
เข้าไปบ้างยิงเกาทัณฑ์ และหน้าไม้ระดมเข้าไปในถ้ำพวกพลวานรของซีเทียนไม่
สามารถจะทนได้ ก็ทิ้งค่ายทิ้งอาวุธหนีไปเอาตัวรอด ซีเทียนเห็นพวกวานรแตก
กันวุ่นวายไปหมดดังนั้นก็มีความวิตกท้อถอยลง สำรวมกายร่ายพระเวทกลับเป็น
รูปเดิมแล้วโดดหนีไปจินกุนเห็นดังนั้นก็ไล่ประชิดติดตามมาจึงร้องว่าอ้ายวานรไพร จะหนีกูไปข้าง
ไหนเล่าจงกลับมายอมเสียโดยดีกูจะไไ้ชีวิตให้รอดตายสักครั้งหนึ่งซีเทียนไม่มีใจที่จะต่อสู้รีบหนีมายังถ้ำปะทหารทั้งหกรายกันสกัดกั้นหน้าซีเทียน
ไว้ ร้องตวาดว่าอ้ายวานรจะวิ่งหนีไปข้างไหน• ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทให้กระบองเหล็กเล็กลงเท่าเข็ม ยัดซ่อนในรูหู
แล้วก็แปลงกายเป็นนกกระจอกน้อยโผขึ้นจับอยู่บนยอดพฤกษา ทหารทั้งหก
เหลียวซ้ายแลขวาค้นหาก็ไม่เห็น จึงร้องว่าอ้ายวานรหนีไปแล้ว พอจินกุนมาถึง
เข้าก็ถามว่าซีเทียนวานรหนีไปไหนเล่า พวกทหารทั้งหกคนบอกว่าพวกข้าพเจ้าล้อม
อยู่ที่นี่แต่มันได้หายไปจินกุนเมื่อได้ทราบดังนั้นจึงพิเคราะห์ดูบนต้นพฤกษาเห็นนกกระจอกน้อยตัว
หนึ่งจับอยู่บนกิ่งไม้ จึงร่ายพระเวทแปลงกายเป็นนกเค้าแมวกระพือปีกขึ้นจะตี
ซีเทียนเห็นดังนั้นก็แปลงกายเป็นนกฝักบัวบินขึ้นบนเวหาหนีไป จินกุนจึงแปลง
กายเป็นนกการเวกบินสกัดหน้าตรงเข้าจิกนกฝักบัว ซีเทียนเห็นดังนั้นก็โผลงใน
น้ำกลายเป็นปลาน้อยมุดอยู่สายชลธีหายไปในน้ำจินกุนบินไล่มาไม่เห็นซีเทียนก็นึกว่าเห็นจะแปลงเป็นสัตว์น้ำ จำเราจะตาม
จับตัวให้จงได้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นนกกระทุงลอยคออยู่ท้ายน้ำ สักครู่
หนึ่งซีเทียนที่แปลงเป็นปลาก็ล่องน้ำลงมาเห็นนกกระทุงลอยอยู่แปลกใจนึ้กว่า เห็น
จะเป็นจินกุนแปลงเป็นนกมาคอยจะจับเราอยู่คิดเห็นดังนั้นแล้วก็หันกลับทวนน้ำ
ว่ายหนีกลับขึ้นไปเหนือน้ำ จินกุนเห็นปลากลับว่ายทวนน้ำดังนั้น ก็คิดเห็นว่าจะ
เป็นซีเทียนแปลงเป็นปลาแน่แล้ว จึงไล่ติดตามไปพอทันเข้าก็เอาปากจิก ปลาก็
กระโดดหนีกลายเป็นงูปลาเล็ดลอดเข้าซ่อนตามสวะลอยไปจินกุนเห็นปลาหายไปก็เหลียวซ้ายแลขวาไปเห็นงูปลาตัวหนึ่ง จินกุนจึงแปลง
กายเป็นนกยางยืนคอยอยู้ริมฝั่งจ้องจะคอยจิกงู งูกลายเป็นนกอวนเอี้ยนคือนก
กระเรียนรีบบินขึ้นจากน้ำไปจับอยู่บนพุ่มไม้ยอดเขาจีนกุนกลับเห็นซีเทียนแปลงเป็นนกกระเรียน จิงกลับเป็นรูปเดิม จับลูกเกาทัณฑ์
ที่เหน็บเอวพาดสายหมายตรงนกอวนเอียง ซีเทียนเห็นดังนันก็หลบตกลงข้างเขา
กลายเป็นศาลาทำปากอ้าเป็นประตูศาล เอาฟันทำเป็นบานประตูเอาลิ้นทำเทวรูป
เอานัยน์ตาทำเป็นโคมยี่ห้อแขวนที่หน้าศาล ยังแต่หางซ่อนไม่ได้จึงแปลงเป็นเสา
ธงตั้งอยู่หลังศาล แปลงสำเร็จแล้วก็นิ่งสะกดใจอยู่ฝ่ายจินกุนเห็นนกตกลงไปชายเขาจึงตามลงไปดูไม่เห็นนกเห็นแต่ศาลเจ้าเหลียว
ซ้ายแลขวาพิเคราะห์ดูศาลเจ้า แปลกจากธรรมดา คือถ้าศาลเจ้าจริงคงจะมีเสา
ธงอยู่หน้าศาลสองเสา นี่เสาธงกลับไปอยู่หลังศาลแต่เสาเดียวชะรอยจะเป็นศาล
เจ้าซีเทียนแปลง เมื่อจินกุนคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงแกล้งพูดว่าเราจะต้องทำลาย
ศาลเจ้าเสียก่อนเราจึงจะเข้าไปในศาลเจ้าต่อภายหลังฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินจินกุนว่าดังนั้นมีความสะดุ้งใจด้วยเหตุบานประตูก็คือ
ฟันของเรา ถ้าจินกุนฟันประตูแล้วอันตรายก็จะมีแก่เราเป็นแน่ คิดดังนั้นแล้วก็
ร้องเปิ๊บขึ้นดุจเสียงเสือ แล้วก็กลายเป็นเสือโคร่งกระโดดขึ้นบนอากาศแทรกเข้า
ในกลีบเมฆไปฝ่ายจินกุนเที่ยวค้นหาก็มิได้เห็น พอมาพบพี่น้องทั้งหกคนเข้า จึงถามจินกุน
ว่าท่านจับตัวซีเทียนได้หรือไม่จินกุนหัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อตะกี้นี้ซีเทียนแปลงตัวเป็นศาลเจ้าหลอกเรา เรา
รู้ทันจะตีโคมหน้าศาลเจ้า ที่เป็นนัยน์ตาของมัน ๆ กลัวเราจึงหนีสูญหายไปไม่มี
ร่องรอยเลยเราเที่ยวหาอยู่เดี้ยวนี้พี่น้องทั้งหกก็พากันเที่ยวค้นดูก็มิได้เห็น จินกุนจึงสั่งพี่น้องว่าจงคอยระวัง
ตรวจตราดูอยู่ที่นี่ เราจะไปเที่ยวค้นหาดู สั่งแล้วก็ขึ้นบนอากาศมายังถักทะลีทีอ้อง
ถักทะลีที่อ้องกำลังเอากระจกสองจับอยู่ในเมฆ จินกุนครั้นมาถึงจึงถามถักทะลี
ทีอ๋องว่าท่านเห็นซีเทียนหนีขึ้นมาหรือไม่ถักทะลีทีอ๋องบอกว่าไม่เห็นขึ้นมาทางนี้ ข้าพเจ้าถือกระจกคอยส่องอยู่ก็ไม่เห็นจินกุนจึงเล่าความให้ถักทะลีที่อ้องฟัง ว่าซีเทียนมันนิมิตบิดเบือนได้ทุกประการ
แต่ข้าพเจ้าสามารถจะรู้เท่าถึงความคิดแห่งมันๆ จึงได้หนีสูญหายไปฉะนี้ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเอากระจกสองดูรอบทั้งแปดทิศ ถักทะลีทีอ้อง
เห็นแล้วจึงหัวเราะบอกแก่จินกุนว่า มันหนีลงไปอยู่ที่ศาลเดิมของท่านแล้วจินกุนได้ฟังถักทะลีทีอ้องบอกดังนั้น จึงลาถักทะลีทีอ๋องมือถือสามง่ามเหาะ
ตามไปยังแม่น้ำก๋วนจิ๋วโดยเร็วฝ่ายซีเทียนเหาะไปถึงก่อนก็แปลงกายเหมือนจินกุนลงเดินมายังศาล พวก
บริวารทั้งหลายนึกว่าจินกุนกลับมาต่างก็ออกมาต้อนรับเข้าไปในศาล ซีเทียนเข้า
ไปในศาลแล้วก็ขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลางศาล จึงทำเป็นถามกิจการธุระต่าง ๆ ในศาล เห็น
คนหนึ่งชื่อลี้เฮ้าเอาซาแซมาแก้บน อีกคนหนึ่งชื่อเตียเล้งมาขอความอยู่เย็นเป็นสุข
เตียวกะมาขอให้มีบุตร และทำหนังสือทัณฑ์บนให้ไว้ก็มี บางคนมาขอมิให้ไข้เจ็บก็มี
ซีเทียนกำลังนั่งตรวจดูสักประเดี๋ยวก็มีผู้มาบอกว่า มีจินกุนอีกองค์หนึ่งมา แล้ว
พวกเฝ้าศาลจึงออกมาดูเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจต่างยืนตกตะลึงอยู่จินกุนถามพวกบริวารว่าเห็นซีเทียนไต้เซียมานี่หรือเปล่า พวกเฝ้าศาลจึงแจ้ง
ความว่า ซีเทียนไต้เซียไม่เห็นเห็นแต่เจ้าเล่าเอี้ยนนั่งอยู่ในศาลกำลังนั่งตรวจตรา
ธุรการในศาลอยู่ จินกุนก็รีบเข้าไปในศาล ซีเทียนแลเห็นจินกุนก็กลับกลายเป็น
รูปเดิมแล้วจึงพูดว่า จินกุนจะไม่ยอมให้เราอยู่ในศาลแล้วหรือจินกุนยกสามง่ามกายสิทธิ์ แทงลงตรงแก้มซีเทียน ซีเทียนสำรวมร่ายพระ
มนต์หลบกระโดดออกมาห่าง แล้วชักกระบองกายสิทธิ์ออกรับต่างรบรอต่อสู้กัน
ไปมาเสียงสะท้านหวั่นไหว เครื่องภาชนะในศาลแตกตกละเอียดไปด้วยกำลังทั้ง
สองที่รบกัน ซีเทียนถอยพลางรบพลางออกจากศาลเจ้า ต่างก็แผลงฤทธิ์เหาะขึ้น
กลางอากาศเข้ารบกันด้วยกำลังความสามารถ ซีเทียนค่อยรบค่อยถอยมาจนถึง
เขาฮวยก๊วยซัว ถักทะลีทีอ๋องกับซีไต้เซียนอ๋องเห็นดังนั้น ก็ตวาดให้เสียงแก่พล
ทั้งปวง เทพบุตรทั้งหลายก็คอยระวังอยู่โดยกวดขันพวกพี่น้องทั้งหกแลเห็นจินกุนรบกับซีเทียน ก็กรูกันเข้าล้อมไว้โดยแน่นหนา
ซีเทียนตกอยู่ในที่ล้อมแต่มิได้ย่อท้อ กัดฟันรบรุกบุกบั่นไปโดยความสามารถฝ่ายตั๋วลักกุ๊ยอ๋อง ซึ่งเป็นผู้นำพระอักษรของเง็กเซียงฮ่องเต้ลงไปให้ยี่หนึงจินกุน
แล้วกลับขึ้นมากราบทูลเงกเชียงฮ่องเต้ทรงทราบแล้ว ในเวลานั้นพระกวนอิมนาง
อ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ย และหมู่เทพบุตรไต้เซียนพร้อมกันนั่งสนทนาในทางศาสนา เง็ก
เชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่ายี่หนึงจินกุนยกพลไปแล้ววันหนึ่งก็ยังหาได้ข่าวคราวประการ
ใดไม่ฝ่ายพระกวนอิมได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ขอพระองค์
จงเสด็จออกยังประตูสวรรค์นำที่หมึ่งทอดทิพยเนตรแลเล็งลงไปดูก็คงจะทราบได้
สิ้นทุกประการ เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย
จึงมีเทวโองการตรัสสั่งเทพบุตรพนักงานรถให้เทียบรถพระที่นั่ง เง็กเซียงฮ่องเต้
ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยเทพยดาทั้งหลายแวดล้อมตามเสด็จออกประตูนำทีหมึงถึงที่
ประทับรถ แล้วทอดพระเนตรลงมาตรงเขาฮวยก๊วยซัว ก็เห็นซีไต้เซียนอ๋องกับ
หมู่พลเทพบุตรกำลังชุลมุนเข้าล้อมรบซีเทียน ซีเทียนตกอยู่ท่ามกลางในที่ล้อม
และถักทะลีที่อ้องโลเฉียอยู่กลางอากาศคอยส่องกระจกจะจับวานร แลเห็นจินกุน
เข้ารุกรบจะจับซีเทียน แต่ซีเทียนหาย่อท้อไม่พระกวนอิมจึงพูดแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่า ยี่หนึงจินกุนนั้นท่านเห็นเป็นอย่างไร
บ้าง อาตมภาพได้พูดไว้ว่าจินกุนมีฤทธิศักดานุภาพมาก เข้าล้อมจับซีเทียนอยู่
กลางอากาศแต่กระนั้นยังจับมิได้ อาตมภาพจะช่วยจินกุนอีกสักแรงหนึ่ง ก็จะ
จับตัวซีเทียนได้โดยแท้ท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามพระกวนอิมว่า ท่านจะเอาสิ่งอะไรช่วยเป็นกำลังพระกวนอิมจึงตอบว่า อาตมภาพจะเอาขวดน้ำมนต์วิเศษขว้างลงไปให้ถูก
ศีรษะซีเทียนแต่พอล้มลง แต่อย่าให้ตายพอให้ยี่หนึงจินกุนจับได้โดยง่ายท้ายเสียงเล่ากุนจึงพูดว่าขวดน้ำมนต์ของท่านนั้นเป็นขวดแก้ว แม้ว่าขว้างลง
ไปถูกศีรษะซีเทียนขวดก็จะแตก ขอท่านอย่าเพ่อขว้างลงไปเลยข้าพเจ้าจะช่วยเป็น
กำลังเองพระกวนอิมจึงถามว่า ของวิเศษของท่านท้ายเสียงเล่ากุนนั้นคือสิ่งอะไรท้ายเสียงเล่ากุนจึงบอกว่าข้าพเจ้ามีของวิเศษสิ่งหนึ่ง ว่าแล้วก็ล้วงมือเข้าไป
ในมือเสื้อควักออกมาให้พระกวนอิมดูว่า ของนี้ถึงเกิดการกุลียุคคงจะแก้ได้ เพราะ
เป็นแม่ทองคำชมพูนุท ข้าพเจ้าประกอบด้วยยาวิเศษเป็นแผ่นทองกายสิทธิ์ไว้คุ้ม
ตัว แม้จะถูกไฟก็ไม่ไหม้ แม้จะเรียกสิ่งของอื่น ๆ ให้เข้ามาหาก็ได้ เรียกชื่อว่า
(กิมกังต๊อก) หรือจะเรียกว่า (กิมกังทั้ว) ก็ได้ ท่านจงคอยดูข้าพเจ้าจะขว้างลงไป
ให้ท่านเห็นสักทีหนึ่งท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้นแล้วก็เสกด้วยคาถาขว้างกิมกังต๊อกลงไปตั้งแต่วิมาน
ในดาวดึงส์ ปลิวลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวเร็วดังลมพัดเวลานั้นซีเทียนกำลังรบอยู่กับจินกุนชุลมุนด้วยพี่น้องทั้งหกคน หาทันรู้ว่า
ของวิเศษนั้นตกลงมาไม่ บังเอิญแผ่นทองถูกตรงกระหม่อมซีเทียน ซีเทียนพลาด
ถลาล้มลงแล้วพลิกตัวจะลุกตะกายหนี จินกุนได้ที่ไล่ชิดมาตีด้วยสามง่ามถูกหน้า
ขาซีเทียน ซีเทียนก็ล้มลงกับพื้นแผ่นดิน ซีเทียนร้องด่าด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย
ตายโหงไม่ไปรักษาบ้านช่องของตัวมาขับเคี่ยวแก่กูเอ็งจะเอาอะไรที่กูหรือ ว่าแล้ว
พลิกตัวจะลุกขึ้นพวกพ้องจินกุนก็เข้ารุมกันเอาอาวุธกดไว้ แล้วเอาเชือกวิเศษมัด
ไว้แน่นหนา เอามีดวิเศษแทงเสียบเข้าในกระดูกสันหลังไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้อีก
ต่อไปฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นจับซีเทียนได้ จึงเรียกของวิเศษกลับเข้าไว้ในมือเสื้อ
เสียตามเดิมเวลานั้นเง็กเชียงฮ่องเต้เห็นจับซีเทียนได้แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับเข้าสู่ทิพย
สถานพร้อมด้วยเทพยดาและเซียนทั้งหลายซีไต้เซียนอ๋องกับถักทะลทีอ๋องและเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายพร้อมกันในที่
ประชุมจึงพากันสรรเสริญยี่หนึงจินกุนว่า หากได้พึ่งกำลังท่านการจึงได้สำเร็จหา
ไม่พวกข้าพเจ้าจะลำบากหลายเวลายี่หนึงจินกุนจึงตอบว่า การนี้เพราะบุญบารมีของเง็กเซียงฮ่องเต้และกำลังของ
เทพยดารักษ์ทั้งหลายซึ่งตั้งใจช่วยกันโดยแข็งแรงการจึงได้สำเร็จได้' แต่ลำพังตัว
ข้าพเจ้าถึงมีฤทธิ์เดชอย่างไรก็คงจะไม่เอาชัยชนะซีเทียนได้โดยง่าย เพราะซีเทียน
ก็มีกำลังและฝีมือเหมือนกันฝ่ายพวกพี่น้องจึงว่าเราต้องคุมตัวซีเทียนขึ้นไปถวายเง็กเชียงฮ่องเต้เดี๋ยวนี้
จึงจะชอบ เพราะจะโปรดปรานประการใดจะได้ทราบจินกุนจึงชี้แจงแก่พี่น้องทั้งหกว่า ตัวท่านยังมิได้รับที่ตั้งบนสวรรค์ จะขึ้นไปเฝ้า
เง็กเซียงฮ่องเต้ยังไม่ได้จงรวบรวมจัดการกันอยู่ที่นี้ให้เรียบร้อย คอยเราจะขึ้นไป
เฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ฟังพระกระแสดูก่อนจะโปรดปรานประการใด ต่อข้าพเจ้ากลับ
มาแล้วจึงพร้อมกันขึ้นไปเฝ้าจึงจะควร พี่น้องทั้งหกเห็นชอบพร้อมกันแล้วก็พักรอ
อยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว ส่วนจินกุนจึงสั่งเทพารักษ์ให้คุมตัวซีเทียนขึ้นไปยังสวรรค์ซีเทียนไต้อ๋องและพวกพลเทพารักษ์พร้อมด้วยจินกุนยกกองทัพเหาะกลับมา
ยังดาวดึงส์ ครั้นถึงประตูนำทีหมึงก็เดินตรงเข้าไปในปราสาทธงเม่งเต้ย ซีไต้เทียน
ชื่อจึงเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่าซีไต้เซียนอ้องกับถักทะลที่อ้องและหมู่เทพยดา
เทพารักษ์ทั้งหลายจับตัวซีเทียนไต้เซียมาได้แล้ว พักอยู่ข้างนอกยังคอยฟังรับสั่ง
พระองค์อยู่ว่าจะโปรดปรานประการใดเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงรับสั่งว่า ให้ตั๋วลักกุ๊ยอ้องและพวกธิเตงพิศณุกรรมเพชฌ-
ฆาตเอาตัวซีเทียนใต้เซียไปยังสนามสำหรับฆ่าปิศาจ ประหารชีวิตเสีย และทำลาย
กายให้ย่อยยับละเอียดป่นเป็นธุลีฝ่ายตั๋วลักกุ๊ยอ๋องกับธิเตงได้ฟังรับสั่งแล้วก็พาซีเทียนไปยังที่ฆ่านักโทษจึงเอา
ตัวซีเทียนมัดเข้ากับเสาแล้ว พวกเพชฌฆาตก็เอาดาบเข้าฟันอาวุธก็มิได้บาดร่างกาย
ซี่เทียนสักเท่าเส้นขนน้ำเต๋าแซทุนจึงเรียกพวกเทพารักษ์อัคคีให้เอาไฟเผา ไฟก็ไม่ไหม้ร่างกายซีเทียน
แล้วเรียกรามสูรเอาขวานฟ้ามาผ่าอกซีเทียน ร่างกายซีเทียนก็มิได้เป็นอันตราย
ซีเทียนก็ยังคงมีชีวิตอยู่พวกเซียนเพชฌฆาตก็สิ้นปัญญาไม่สามารถจะฆ่าซีเทียนให้ตายได้ฝ่ายตัวลักกุ๊ยอ๋องเห็นดังนั้นแล้ว จึงกลับมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ซึ่ง
พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายนำตัวซีเทียนไปประหารชีวิตนั้น พวกข้าพเจ้า
ทั้งหลายได้เอาอาวุธมีคมต่าง ๆ เข้าฟาดฟันแต่อาวุธเหล่านั้นมิได้ทำอันตราย
ร่างกายของซีเทียน ที่สุดจนเอาไฟเผาไฟก็มิได้สังหารร่างกายซีเทียนให้ไหม้ได้
และได้ให้รามสูรเอาขวานฟ้ามาฟันก็มิได้เป็นอันตรายฉะนี้ จะโปรดเกล้าประการ
ใดต่อไปเง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นจะทำไฉนจึงจะ
ปราบลิงตัวนี้ได้ท้ายเสียงเล่ากุนได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงทูลว่าซีเทียนวานรตัวนี้ได้
กินสิ่งของวิเศษคือชมพู่ทิพย์สุราทิพย์ และยาวิเศษซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะอันประกอบ
ด้วยเครื่องทิพย์โอสถเข้าอยู่ในกาย ของเหล่านี้ล้วนเป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น เพราะ
ฉะนั้นจะเอาสิ่งใดเข้ามาทำลายนั้นไม่ได้ ขอพระองค์โปรดมอบตัวให้แก่ข้าพเจ้า ๆ
จะเอาตัวซีเทียนไปใส่เบ้าโบ้ยก่วย เผาหลอมเอายาทิพย์ออกแล้วร่างกายซีเทียนก็
จะละลายแหลกละเอียดไปเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนทูลดังนั้น ทรงเห็นด้วยจึงรับสั่งให้
ตั๋วลักกุ๊ยอ๋องและหลักเตงออกไปแก้มัดซีเทียนพามามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุนเอา
ตัวไปทำตามความคิดตัวลักกุ๊ยอ๋องจึงพากันออกไปแก้มัดซีเทียนแล้วก็เอาตัวซีเทียนมามอบให้ท้าย
เสียงเล่ากุนฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนก็พาตัวซีเทียนไปยังวิมานดุสิตโดยเร็ว ฝ่ายยี่หนึงจินกุน
ก็เข้ามาเฝ้าถวายบังคมหน้าพระที่นั่งเง็กเชียงฮ่องเต้โปรดประทานดอกไม้ทองคำ
ทิพย์ร้อยกิ่ง สุราทิพย์ร้อยคนโท โอสถทิพย์ร้อยเมล็ดและของวิเศษต่างๆ รับสั่ง
ให้แบ่งปันกันแก่พวกพี่น้องทั้งหกนั้นจินกุนครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแล้วก็มีความยินดีฝ่ายพระกวนอิมเห็นเสร็จการสิ้นธุระแล้วก็ถวายพระพรลาเง็กเซียงฮ่องเต้แล้ว
ก็พยักหน้าให้จินกุนถวายบังคมลาออกจากประตูสวรรค์ แล้วขึ้นเหยียบเมฆต่างก็
เหาะกลับไปยังที่สำนักนั้นแต่เดิมมาฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเมื่อพาตัวซีเทียนขึ้นมายังชั้นดุสิต ครั้นถึงแล้วเล่ากุนก็
จัดแจงเบ้าโบ้ยก่วยเสร็จแล้ว จึงเอาตัวซีเทียนแก้มัดถอนมีดกายสิทธิ์ที่เสียบสัน
หลังนั้นออกเสียแล้ว ก็ผลักตัวซีเทียนลงในเบ้าแล้วเอาฝาปิดแน่นหนาให้สานุศิษย์
เอาไฟใส่สุมเบ้านั้นประกอบด้วยอากาศธาตุแปดส่วน คือเขียนว่า ฟ้าหนึ่ง น้ำหนึ่ง
กึ้นว่าไม้หนึ่ง ทั้ยว่าทองหนึ่ง จิ้นว่ากระท้านหนึ่ง ซ้อนว่าลมหนึ่ง ลี้ว่าไฟหนึ่ง คุม
ว่าดินหนึ่ง (กระท้านนั้นคือลมพายุ) รวมทั้งแปดนี้ประกอบเป็นเบ้ากายสิทธิ์เรียก
ว่าเบ้า (โบ้ยก่วย)เมื่อเวลาท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวซีเทียนใส่ลงในเบ้านั้น ซีเทียนแอบมาอยู่ที่ส่วน
ลมเพราะลมบังคับไฟให้เย็นได้ เพราะฉะนั้นซีเทียนจึงไม่เป็นอันตราย และจักษุ
ของซีเทียนนั้นแดงเป็นไฟ เพราะไฟนอกสุมแรงมากนัยน์ตาซีเทียนเขม้นอยู่ตาของ
ซีเทียนแดงเหมือนแสงไฟขณะเมื่อไฟฟ้าร้อนนั้น ซีเทียนก็หาร้อนหาเป็นอันตรายไม่ตั้งแต่ท้ายเสียงเล่ากุนสุมไฟมาได้สิบเก้าวันตามกำหนดแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุน
ให้เปิดฝาเบ้าเอายาวิเศษที่ซีเทียนลักกินนั้น ครั้นพวกศิษย์งัดฝาเบ้าเผยขึ้นจะออก
เมื่อซีเทียนอยู่ในเบ้าไม่เห็นแสงสว่าง ครั้นได้ยินเสียงเบ้าสะเทือนจึงแลขึ้นไปเห็น
แสงสว่าง จึงได้ดำริในใจว่าเราจะนิ่งอยู่อย่างนี้เห็นจะไม่เป็นการ จำจะหนีไปเสีย
แต่เมื่อยังไม่ทันเขาระวังจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็คอยขยับ พอฝาเบ้าแย้มเปิด
ซีเทียนก็เผ่นขึ้นบนปากเบ้าถีบด้วยกำลังอันแรง เบ้านั้นก็หกคว่ำพวกเซียนซึ่งอยู่
พร้อมกันในที่นั้นก็ตรูกันเข้าจับซีเทียนก็กระโจนเข้าทุบตีพวกเซียนเหล่านั้น
คนละที่สองที่ลุกล้มวิงกระจายไปหมดไม่มีผู้ใดจะรบรอต่อสู้ซีเทียนได้แต่สักคนหนึ่งฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้ามาจะจับตัวซีเทียนในขณะนั้นซีเทียนดุจ
เสือร้าย ท้ายเสียงเล่ากุนตรงเข้ามาจะจับตัวซีเทียน ซีเทียนก็ชกด้วยหมัดถูกท้าย
เสียงเซไปแล้วก็ล้มลงซีเทียนก็รีบออกจากที่นั้นชักกระบองออกจากหูร้องว่า
ใหญ่ๆ กระบองก็ใหญ่ขึ้นมาทันทีตามคำสั่ง ซีเทียนจับกระบองกวัดแกว่งตีออกมา
มิได้เว้นว่าใครและใคร พวกเซียนทั้งหลายพากันวิ่งวุ่นวายหวั่นหวาดไปทุกวิมาน
ซีเทียนไล่พวกเซียนและเทวดามาจนถึงวิมานดาวทั้งเก้า ดาวทั้งเก้าก็ต้องปิดประตู
วิมานเงียบไปหมดท้าวจัตุโลกบาลซีไต้ทีอ๋องก็พากันวิ่งหนีไปหมด ในคราวนั้นซีเทียนไม่เลือก
หน้าไม่ว่าผู้ใดสูงหรือต่ำถือกระบองเที่ยวไล่ตีกระหนาบไปทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดจะรอได้
ซีเทียนไล่ตีลงมาจนถึงปราสาทธงเม่งเต้ย ซีเทียนคิดจะตีเข้าไปในปราสาทเหลง
เชียวเต้ย บังเอิญพบอิ่วเซี้ยกินจุน จอสือเล่งกัวเทพบุตรทั้งสองนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่
ของเง็กเชียงฮ่องเต้ อิ่วเชี้ยกินจุนเห็นซีเทียนไล่ตีเข้ามาดังนั้น ก็ชักกระบองกาย-
สิทธิ์เข้าสกัดหน้าร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายลิงไพรจะไปข้างไหน เหตุใดตัว
จึงบังอาจกระทำการกำเริบบ้าคลั่งเช่นนี้ ซีเทียนเห็นเข้าแล้วก็มิได้รอรั้งยกกระบอง
ขึ้นตีตรงเข้ามา จอสือเล่งกัวเห็นดังนั้นก็ถลันแข็งเข้ามาเอากระบองยกขึ้นรับ ต่าง
รบกันอยู่ที่หน้าประตูปราสาทเหลงเชียวเต้ยยังหาทันแพ้ชนะกันไม่ อิ่วเซี้ยจินกุน
จึงให้พวกเซียนทหารไปเรียกพวกรามสูรสามสิบหกนายมาให้รีบช่วยกันรบซีเทียนฝ่ายพวกรามสูรก็ถือศาสตราเครื่องอาวุธครบมือกันมาระดม ล้อมซีเทียนไว้
ทั้งซ้ายขวา ซีเทียนเห็นพวกเทพบุตรมาล้อมไว้แน่นหนาดังนั้นจึงร่ายพระเวทแปลง
กายเป็นสามเศียรหกกร ถือกระบองสามอันกวัดแกว่งดุจดังว่าจักรผันเข้ารบเทพ
บุตรอยู่ในท่ามกลางที่ล้อม เทพบุตรทั้งหลายก็มิอาจที่จะเข้าใกล้ซีเทียนได้ เวลา
นันเสียงสู้รบกันก็สะท้านหวันไหวไปทังวิมาน ทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ตกพระทัย
จึงรับสั่งให้อิ่วเบี้ยนเล่งกัว จิ่วเซี้ยจินกุนทั้งสองรีบไปยังทิศปราจีนนิมนต์สมเด็จ
พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊มาโดยเร็ว เทพบุตรทั้งสองได้ฟังรับสั่งพระเป็นเจ้าโลกดัง
นั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลารีบออกจากวิมานเมืองฟ้าเหาะไปยังทิศปราจีนครั้นถึงเทพบุตรทั้งสองก็เหาะลงยังพื้นดินเดินตรงเข้ามายังอารามลุ่ยอิมเข้า
ไปนมัสการซี้ใต้กิมกังและพระสานุศิษย์ทั้งหลายแล้วจึงบอกว่าขอได้กรุณาช่วย
กราบเรียนพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่พึ่งของโลกทราบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองนี้รับเทวบัญชา
ของเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นไปยังดาวดึงส์บัดนี้ส่วนสานุศิษย์ทั้งหลายเมื่อได้ทราบความดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระเซ็กเกีย
มองน์ฮุดโจ้ (เข้าใจกันว่าพระยูไล) คือพระอรหันต์ พระองค์จึงโปรดอนุญาตให้
นำอิวเปียนเล่งกัวอิวเซียจินกุนทังสองเข้าไปเฝ้า ครันถึงก็กระทำการนมัสการกราบ
ไหว้ โดยความเคารพแล้วก็คุกเข่าประนมมือนิ่งอยู่สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงถามว่า เง็กเซียงฮ่องเต้มีกิจธุระอะไรจึงให้
ท่านทั้งสองมาหาข้าพเจ้า เทพบุตรทั้งสองจึงกราบทูลความตามที่ซีเทียนได้กระทำ
การวุ่นวายตั้งแต่ต้นจนปลายให้พระเป็นเจ้าทรงทราบทุกประการ แล้วกราบทูล
ต่อไปว่าเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ข้าพเจ้ามานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปช่วยระงับ ด้วยซีเทียน
รุกรานเข้าไป จวนจะถึงอับจนอยู่แล้ว ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณาเห็นดาวดึงส์
ไชอิ้ว ๘๒
พิภพจะเป็นอันตรายเสียเป็นมั่นคงขอพระองค์ได้โปรดสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพระออนัน
ฮุดโจ๊กับพระเกียเอี้ยมฮุดโจ๊ทั้งสองให้ตามพระองค์ไปด้วยครั้นพร้อมกันเสร็จแล้ว สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊พร้อมด้วยศิษย์และ
เทพบุตรออกจากพระอารามแล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์ไปทั้งสามองค์เทพบุตรทั้งสอง
องค์ก็เหาะตามไปยังดาวดึงส์ครั้นถึงหน้าประตูเหลงเซียวเต้ย พระองค์ทรงรับสั่งแก่เทพบุตรทั้งหลายว่า
ท่านทั้งปวงจงเลิกการรบพุ่งเถิด เทพบุตรทั้งหลายเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าตรัสสั่ง
ดังนั้นต่างก็ถอยห่างออกไปจากที่รบฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมมองนิฮุดโจ๊ จึงทรงตรัสเรียกว่าซีเทียนจงออกมานี่
เราจะถามดูเหตุผลต้นปลายเป็นประการใด จึงได้มารบพุ่งกันออกวุ่นวายดังนี้ฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าเรียกดังนั้นก็คลายมนต์กลับเป็นรูปเดิมตาม
ปรกติแต่กำลังยังมีโทสะอยู่ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่าท่านผู้นี้อยู่ที่ไหนจึง
อาจสามารถมาห้ามปรามเราเมื่อกำลังรบพุ่งและเรียกชื่อเราฉะนี้จะมีธุระอะไรหรือสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงสดับซีเทียนถามดังนั้น จึงตรัสว่าตัวเจ้า
ทำการวุ่นวายในมนุษยโลกจนกระทั่งถึงเทวโลกทุก ๆ แห่งให้ได้ความเดือดร้อนไป
ทั้งสิ้นไม่ทราบว่าตัวเจ้าเกิดเมื่อไรอยู่ที่ไหนได้ธรรมอันวิเศษอันใดจึงทำการให้เกิด
วุ่นวายดังนี้ซีเทียนได้ยินถามดังนั้นก็ร้องตอบว่าตัวข้าพเจ้านี้คืออากาศฟ้าดินประมวลรวม
ธาตุกายสิทธิ์ในศิลา จึงบังเกิดตัวข้าพเจ้าเป็นวานรอาศัยอยู่ในภูเขาฮวยก๊วยซัว
ถ้าจุ๊ยเลียมต๋องเป็นที่อยู่เที่ยวสืบหาอาจารย์เรียนวิชาบรรลุธรรมวิเศษอายุวัฒนา
กาลไม่ตาย และมีวิทยาอาจสำแดงแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ หาที่สุดมิได้ เเพราะอยู่ใน
มนุษยโลกคับแคบไม่พอใจอยากจะใคร่อยู่ในสวรรค์บ้าง จึงขึ้นมายังวิมานเหลง
เชียวเต้ยที่แห่งนี้ อันตำแหน่งเง็กเชียงฮ่องเต้นี้ธรรมดาก็ต้องผลัดเปลี่ยนกัน ผู้ใด
มีกำลังฤทธาอานุภาพมากจะต้องยกให้ผู้นั้นเป็นจึงจะสมควร เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
จึงปรารถนาจะมาชิงเอาที่นี้บ้างตามความปรารถนาสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังซีเทียนวานรพูดดังนั้นจึงทรงแย้ม
พระโอษฐ์ตรัสว่า ตัวเจ้าก็เป็นแต่วานรชาติเดียรัจฉานทำไมอาจสามารถมีความ
กำเริบคิดจะเป็นถึงเง็กเชียงฮ่องเต้ จะได้ด้วยเหตุอะไรเจ้ายังจะรู้สึกแล้วหรือ เรา
จะว่าให้เจ้าเข้าใจก่อนคือท่านเง็กเชียงฮ่องเต้นี้ ตั้งแต่เล็กมาก็รักษาศีลให้ทาน
และเจริญกุศลภาวนามีความบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติต่อๆ มา พันห้าร้อย
ห้าสิบกัลป ๆ หนึ่งเป็นสิบสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี เจ้าจงคิดดูว่ามากน้อยเท่าใด
เพราะดังนั้นจึงได้ขึ้นมารับบรมสุขในวิมานชั้นดาวดึงส์นี้ด้วยอานิสงส์คุณที่ได้สร้าง
มา ก็ตัวเจ้าเพียงแต่กำเนิดลิงยังอยู่ในชาติเดียรัจฉาน อาจสามารถจะปรารถนา
ทิพยสมบัติขึ้นนั่งที่เป็นเง็กเซียงฮ่องเต้ทีเดียวหรือเจ้าจงคิดกลับใจเสียใหม่เถิด
คิดดังนั้นหาสมควรไม่อายุของเจ้าจะถอยสั้นไม่เป็นผลเจ้าจงเร่งกลับใจโดยเร็ว
อายุจะได้ยืนนาน ถ้าเจ้าไม่พังคำเราสอนชีวิตของเจ้าจะดับสูญไปโดยเร็ว เรามี
ความกรุณาว่าตัวเจ้าเคยปฏิบัติทางชอบทางดีมาช้านานจงคิดกลับใจเสียใหม่เถิดซีเทียนได้ฟังสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ ทรงสั่งสอนให้สติตักเตือนดังนั้น
จึงตอบว่า มาตรว่าเง็กเชียงฮ่องเต้รักษาศีลมานานมากกัลปก็ดีนานปีก็จริงแต่ไม่
ควรอยู่ในที่ี้ เพราะคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่าที่ทางต้องอาศัยเปลี่ยนแปลงกัน
ในปีนี้ควรข้าพเจ้าจะได้นั่งที่นี้ต้องให้ท่านเง็กเชียงฮ่องเต้ออกไปอยู่เสียที่อื่น
วิมานนี้ให้เป็นสิทธิ์แก่ข้าพเจ้า การกลียุคจึงจะราบคาบไปได้ทั้งสิ้น แม้มิยกที่นี้ให้
แก่ข้าพเจ้าการกลียุคก็จะเกิดวุ่นวายไม่มีความสุขได้ทั่วโลกพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้น จึงตรัสว่าเจ้าพูดว่าเจ้ามีอายุยืนอันทิพยสถาน
เท่านั้น จะชิงเอาวิมานของเทพยดาจะได้หรือเจ้าไม่รู้จักอะไรเลย
วิมานฟ้าและทรัพย์สมบัติยศบริวารทั้งหลาย ย่อมได้ด้วยผลของความดีความชอบ
คือบุญกุศลที่ตนได้สร้างมาแต่ชาติปางก่อนมิใช่จะได้โดยฤทธาอานุภาพเรี่ยวแรง
เมื่อไรมีซีเทียนจึงพูดว่า ข้าพเจ้าก็มีศีลมีสัตย์และมีวิทยาหลายประการแปลงกายได้
ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง หมื่นกัลปข้าพเจ้าก็ไม่แก่ไม่ตายและชำนาญในการกระทำ
ปาฏิหาริย์ตีลังกาไปได้ทีหนึ่งไกลถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ทำไมจะนั่งที่พระอินทร์ไม่
ได้ที่เดียวหรือพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ตรัสว่า ถ้าเจ้าอวดอ้างว่าเจ้ามีวิชาดีจริงแล้ว เจ้าจง
กระทำปาฏิหาริย์ให้เราดู แม้เจ้ากระโดดพ้นฝ่ามือของเราไปได้ เราจะให้เง็กเซียง
ฮ่องเต้ไปอยู่เสียงข้างทิศปราจีนจะให้เจ้าอยู่ในวิมานดาวดึงส์นี้ตามความปรารถนา
ของเจ้า ถ้าเจ้ากระโดดไม่พ้นฝ่ามือเราเจ้าต้องลงไปเป็นปิศาจลิงอยู่เบื้องต่ำรักษา
ศีลเจริญภาวนารักษาตัว ปฏิบัติไปอีกหลายกัลปจึงค่อยมาชิงเอาวิมานนี้ซีเทียนครั้นได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าตีลังกาทีหนึ่งไปได้ถึง
หมื่นแปดพันโยชน์ ฝ่ามือนิดหนึ่งเท่านั้นทำไมจะโดดไปไม่พ้น แล้วซีเทียนจึงพูด
ว่า ถ้ากระนั้นขอให้ท่านยื่นฝ่ามือมาข้าพเจ้าจะกระโดดให้ท่านดูพระเซ็กเกียมองนิฮุดใจ้จึงยื่นพระหัตถ์แบฝ่ามือออกมาให้ซีเทียน ซีเทียนสำ
รวมจิตร่ายพระเวทคาถา กระโดดขึ้นอยู่ในฝ้าพระหัตถ์ของพระแล้วจึงพูดว่า ท่าน
จงคอยดูข้าพเจ้าจะหกคะเมนไปเดี๋ยวนี้ว่าแล้วซีเทียนก็ตีลังกาหกคะเมนไป หวัง
ใจว่าจะให้พ้นฝ่าพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงเล็งทิพยจักษุแลตามช่องเมฆที่ซีเทียนไปโดยเร็วดุจ
ลมพัดนั้นด้วยซีเทียนเมื่อตีลังกาไปจนสิ้นกำลังแล้ว ก็ลงหยุดยังฟากตีนฟ้าจึงแลไปเห็นเสา
จันทน์แดงห้าต้นค้ำฟ้าอยู่ อันเสาจันทน์แดงนั้นคือนิ้วพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมอง
นิฮุดโจ๊เรียกว่า เสานิ้วแดงก็ว่าซีเทียนจึงคิดว่า เรามาถึงนี่แล้วก็สิ้นระยะทางเท่านั้น ในคราวนี้เราจะกลับไป
พระได้สัญญาไว้แก่เรา ๆ คงได้นั่งที่แทนเง็กเชียงฮ่องเต้เป็นบรมสุขแล้ว คิดดังนั้น
แล้วจึงมาคิดว่าเราจำจะทำสำคัญไว้จึงจะชอบ คิดดังนั้นแล้วจึงถอนขนเพชรออก
เส้นหนึ่งร่ายพระคาถาเป็นพู่กันอันหนึ่ง จึงเขียนอักษรหกตัวที่เสากลางว่า (ซีเทียน
ไต้เสียเก่าบี้) แปลเป็นความไทยว่า ซีเทียนได้มาถึงที่นี้ ครั้นเขียนแล้วจึงเรียก
ขนเพชรกลับเข้าตนตามเดิม แล้วก็ถ่ายปัสสาวะลงไว้ที่โคนเสาแล้วหกคะเมนกลับ
มายังฝ่ามือดังเก่าแล้วจึงพูดว่าท่านต้องบอกเง๊กเซียงฮ่องเต้ให้ยกวิมานให้แก่
ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้เถิดพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า ตัวเจ้าออกไปยังไม่พ้นฝ่ามือเราเลยจะนั่ง
วิมานยังไม่ได้ซีเทียนเถียงว่า ข้าพเจ้าได้หกคะเมนไปจนสิ้นระยะทางแล้วปะเสาจันทน์แดง
ห้าต้นได้จารึกอักษรหกตัวไว้เป็นสำคัญ และได้ถ่ายปัสสาวะไว้ที่โคนเสาจันทน์ด้วย
ถ้าท่านไม่เชื่อข้าพเจ้า ๆ จะหาท่านไปดูจะได้เห็นจริงด้วยกันพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ้จึงตรัสว่า เราไม่ต้องไปให้ลำบากเจ้าจงก้มลงดูที่ฝ่ามือ
เราก่อน จะได้เห็นสิงสำคัญว่าเจ้าไปไม่พ้นฝ่ามือเราซีเทียนจึงก้มศีรษะลงมองดูก็เห็นที่นิ้วกลางของพระนั้นมีอักษรอยู่หกตัว
และมีน้ำปัสสาวะของตัวอยู่ด้วย ซีเทียนเห็นดังนั้นก็ตกใจ นึกว่าเราเขียนหนังสือ
ไว้หกตัวอยู่ที่เสาต้นกลางทำไมจึงมาอยู่ที่นิ้วมือพระองค์นี้เป็นที่อัศจรรย์ใจนัก
แล้วมานึกว่าหรือจะมีคนจับยามรู้ว่าเราเขียนอักษรไว้ที่เสาจันทน์นั้น จึงได้เอามา
เขียนที่นี่คิดแล้วจึงพูดแก่พระว่า ข้าพเจ้ายังไม่เห็นจริงไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะขอหก
คะเมนกลับไปดูใหม่ ซีเทียนว่าแล้วขยับจะหกคะเมนไป พระจึงคว่ำฝ่าหัตถ์ลง
ครอบซีเทียนไว้ ซีเทียนก็ติดอยู่ในอุ้งมือของพระ แล้วพระองค์ก็สลัดให้ซีเทียน
กระเด็นไปจากวิมานดาวดึงส์ ทางประตูทิศปราจีนบังเกิดเป็นเบญจคีรีห้ายอด
ครอบซีเทียนลงไว้กับพื้นพระสุธาดล เขานั้นติดกันทั้งห้าเขาเรียกว่า (เง้าเห้งซัว) คือ
ประกอบด้วยเบญจธาตุทั้งห้า คือธาตุทองคำหนึ่ง ธาตุไม้หนึ่ง ธาตุน้ำหนึ่ง
ธาตุไฟหนึ่ง ธาตุดินหนึ่ง หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายแลเห็นดังนั้น ต่างก็
ตบมือร้องสาธุการสรรเสริญว่าชอบแล้วควรแล้ว พากันมีความยินดีทุกทั่วหน้ามีคำกลางว่า ตั้งความเพียรอุตสาหะปฏิบัติมานานปีตั้งหมื่นกัลปไม่เคลื่อนทาง
มรรคผล คราวนี้แผลงฤทธิ์เดชดังสะท้านสะเทื้อนตลอดโลกไม่รู้ว่าอีกกี่พันปีจึงจะ
กลับออกได้ฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงกำจัดซีเทียนแล้ว จึงเรียกพระออนัน
และพระเกียเอี๊ยมจะเสด็จกลับยังทิศปราจีน ในขณะนั้นมีเซียนสองเซียน คือทิผอง
ทิอิ๊ว เทพบุตรทั้งนี้มาคุกเข่านิมนต์ขอให้พระองค์หยุดสักประเดี๋ยว ด้วยเง็กเชียง
ฮ่องเต้จะออกมาเฝ้าพระองค์ก็ทรงรับนิมนต์ บัดเดี๋ยวเง็กเซียงฮ่องเต้ก็ออกมาเฝ้า
ถวายพระอภิวาทกราบไหว้แล้วจึงพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระพุทธเจ้า
ขอบพระบารมีของพระองค์เป็นที่ยิ่ง ซึ่งได้กำจัดชีเทียนให้เสื่อมเสียพยศอันร้าย
พวกเซียนทั้งหลายได้เป็นสุขทุก ๆ วิมานพระบารมีคุณนั้นหาที่สุดมิได้ ขออาราธนา
นิมนต์หยุดพักสักวันหนึ่ง จะได้เชิญเทพยดาทั้งหลาย ทำพิธีเลี้ยงโต๊ะและถวาย
เครื่องทิพย์โภชนาหารแก่พระองค์สักครั้งหนึ่งสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเง็กเซียงฮ่องเต้นิมนต์ดังนั้นจึงตรัสว่า
อาตมภาพทราบว่าบพิตรมีความเดือดร้อนจึงมาช่วยระงับเหตุการณ์ โดยความ
ประสงค์จะให้เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายได้มีความผาสุกสวัสดิภาพโดยปรกติตนเง็กเชียงฮ่องเต้จึงทูลนิมนต์ขอให้พระองค์ขึ้นพักอยู่บนพระตำหนักสถิตยังทิพ
รัตนบัลลังก์แล้วจึงตรัสสั่งให้พวกเทพบุตรรามสูรรีบแยกกันเหาะไปทุกวิมาน เชิญ
เทพยดามาพร้อมกันยังตำหนักเง็กเกียกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋ง จะได้นมัสการขอบ
พระบารมีคุณของพระฝ่ายหมู่รามสูรก็แยกย้ายกันไปเที่ยวประกาศป่าวร้องตามรับสั่งของเง็กเชียง
ฮ่องเต้ครั้นพวกรามสูรไปแล้วจึงรับสั่งแก่ซีไต้เทียนซือเทพบุตรและหมู่นางฟ้าให้
จัดแจงเปิดพระตำหนัก เง็กเกียกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋งปราสาทแล้วและรัตน
บัลลังก์สำหรับพระซึ่งจะได้ประทับอยู่ท่ามกลางสองข้างไว้ที่เซียนเทพบุตรนั่ง
และประดับด้วยเครื่องวิเศษต่าง ๆ และเครื่องทิพย์โอชารสต่าง ๆครั้นจัดเสร็จแล้วในเวลานั้น มีเง็กเซียงง่วนซุ้ยที่จุนหนึ่งเสียงเซงเล่งโป๊ทีจุน
หนึ่งทัยเซงเต่าเง็กที่จุนหนึ่งเง้าขีจินกุนหนึ่งเง้าเต้าแชกุนหนึ่งซัมกัวซื้อเซียหนึ่ง
เก๊าอิวแชกุนหนึ่งจ้าหูหนึ่งอิ๋วปักที่อ๋องหนึ่ง (อธิบายว่าท่านที่ออกนามมานั้นล้วน
แต่พรหมทั้งสิน)โลเฉียหนึ่ง เหี้ยนหยื้อหนึ่ง หมู่นี้เทพบุตรนำเครื่องราชวัติฉัตรธงและเครื่อง
วิเศษดอกไม้ทิพย์ของหอมประหลาดต่างๆครั้นมาถึงก็นำขึ้นถวายพระกราบนมัสการ
พร้อมกันแล้วกล่าวว่า ขอพระบารมีคุณซึ่งทรงปราบซีเทียนวานรให้พินาศไปได้
พวกข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือดร้อนรำคาญในเวลานั้นเง็กเชียงฮ่องเต้พร้อมด้วยเทพยดา และพรหมทั้งหลายกระทำ
สักการะบูชาพระเสร็จแล้ว ด้วยประการต่าง ๆ ก็ประชุมเลี้ยงโต๊ะกันเป็นการรื่นเริง
ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วจึงพร้อมกันกราบทูลสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ขอให้
พระองค์ทรงตั้งนามการประชุมนี้ไว้เป็นที่ระลึกอยู่สิ้นกาลนานในภายหน้าสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเทพเจ้าทั้งหลายทูลขอนามการ
ประชุมเลี้ยงโต๊ะครั้งนั้น ทรงแย้มพระโอษฐ์โปรดประทานนามว่า (เทียนอันพิฮวย)
แปลว่าวิมานประชุมความสุขของหมู่เทพยดาทั้งหลาย เทพยดาทั้งหลายจึงพร้อม
กันเรียกว่า (อันพิฮวย) แล้วพร้อมกันนั่งกินเลี้ยงโต๊ะอีกคราวหนึ่ง ตามลำดับผู้น้อย
ผู้ใหญ่และประโคมเครื่องดนตรีพิณพาทย์ระนาดฆ้องเป็นที่รีนเริงสำราญทัวทุก
เทพยดาฝ่ายอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยนางท้าวเทวราช ก็นำเครื่องมาลาประหลาดต่างๆ และผล
ชมพู่สองผลขึ้นถวายพระ แล้วนมัสการกราบทูลว่า ขอบพระบารมีคุณอภินิหาร
ของพระองค์ที่ทรงกำจัดปิศาจวานรเสียได้ กระทำให้พวกข้าพเจ้าได้มีความสุข
สำราญทั่วกันสักประเดี้ยวหนึ่งมีน้ำเก๊ดซินแซเหาะมา ครั้นถึงตรงเข้าถวายบังคมเง็กเชียง
ฮ่องเต้แล้วกินมัสการพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ แล้วจึงทูลว่าซีเทียนนั้นได้ยินว่า
ท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวไปหลอมเผาหมายว่าในวิมานจะเป็นสุข บังเอิญหนี้ไปได้
ครั้งนี้พึ่งบารมีของพระองค์ปราบลงได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือด
ร้อนเป็นบรมสุขสัตถาวร ข้าพเจ้าไม่มีสิงของอันใด มีแต่ทิพยโอสถหญ้าทิพย์ของ
หอมจะขอถวายแก่พระองค์อันเป็นที่เลื่อมใสแห่งข้าพเจ้า แล้วกล่าวพรถวายว่า
ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาวเท่าแก่ทรายในพระมหาสมุทรแล้วกล่าวคำ
ถวายพรว่า ขอให้พระกายของพระองค์สูงหกวาพระศิระรูปเป็นทองคำธรรมชาติ
ประทับนั่งบนบัวเก้าชั้น และมีธรรมอันสุขุมเปล่าว่างเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในสากลโลกนี้ไม่มีผู้เสมอด้วยพระองค์แล้วขณะนั้นแลเห็นชิดเคียดไต้เซียนเหาะมาถึง แล้วเดินตรงเข้ามาถวายบังคมเง็ก
เชียงฮ่องเต้ แล้วคุกเข่าลงคลานนมัสการพระแล้วนำผลสาลี่ทิพย์สองผลกับพุทรา
ทิพย์สองผลถวาย แล้วทูลถวายพรแก่สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊แล้วพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ก็เสด็จลงจากอาสนในขณะนั้นซุนซีเลงกัวมากราบ
ทูลว่า ซีเทียนโผล่ศีรษะออกมาจากเขาแล้ว ซุนซีเลงกัวนี้คือเป็นทหารรักษาองค์
ของเง็กเชียงฮ่องเต้สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่าท่านอย่าวิตก ตรัสแล้วก็ชักเอายันต์
สาวกฟังทุกประการ พวกศิษย์สาวกทั้งหลายเมื่อได้ฟังพระองค์ทรงเล่าดังนั้น ก็
พากันยกมือขึ้นประนมร้องสาธุการ แล้วต่างคนก็ถวายอภิวาททูลลากลับไปยัง
สถานแห่งตนอยู่มาวันหนึ่งสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงรับสั่งแก่ศิษย์ทั้งหลายว่า ตั้ง
แต่เราปราบปรามวานรวิมานสวรรค์ก็ได้เป็นสุขมาประมาณถึงพันปีแล้ว ในเวลานี้
เรามีบาตรวิเศษจะประชุมทำสลากภัตเลี้ยงศิษย์ทั้งปวงจะควรหรือไม่ ศิษย์ทั้งหลาย
ยกมือขึ้นนมัสการแล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐหาผู้เสมอมิได้ ข้าพเจ้าทั้ง
หลายเห็นควรแล้ว สมเด็จพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ ทรงฟังศิษย์ทั้งหลายทูลว่า
ชอบพร้อมกันแล้ว จึงรับสั่งให้พระออนันกับพระเกียเอี้ยมจัดแจงพระออนันกับพระเกียเอี้ยมรับคำสั่งแล้วจึงออกมายังศาลาธรรมบอกบุญแก
พวกทายกทังหลาย พวกทายกทั้งหลายก็บอกกันต่อไป ครันได้เวลาก็เอาเครื่อง
แจมาใส่ในบาตรพระตามศรัทธาพระออนันพระเกียเอี๊ยมครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว จึง
นิมนต์หมู่ศิษย์ใหญ่น้อยทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันแล้ว นั่งเรียงรายเป็นลำดับ
รับซึ่งไทยทานเป็นที่ระงับกายวาจาใจ ครั้นเสร็จแล้วต่างก็ถวายถาสัพพีแล้วก็ลุก
มากระทำนมัสการพระโดยความเคารพสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับบนธรรมาสน์นั่งสำรวม
กิริยา หมู่ศิษย์ทั้งหลายต่างนมัสการประนมมือตั้งโสตคอยสดับรับรสพระสัทธรรม
พระองค์จึงทรงแสดงมูลรากไตรสิกขา และธรรมอันยิ่งคืออภิธรรมซึ่งจะให้ผู้
ปฏิบัติบรรลุถึงมรรคและผลตามลำดับในเวลานั้นศิษย์สาวกทั้งหลายได้สดับธรรม
แล้วต่างก็บังเกิดปีติสุขโสมนัส รื่นเริงยินดีในรสพระสัทธรรม ครั้นพระองค์ทรงแสดง
ธรรมาภิสมัยแล้ว จึงตรัสต่อไปว่า เราได้พิจารณาดูทั้งแปดทวีปในชมภูทวีปนี้ ซึ่ง
หมู่สัตว์ทั้งหลายมักจะมากไปด้วยความโลภเจตนา และความโกรธประทุษร้าย
และโมหะความหลงมีความมัวเมาประมาทและเห็นผิดวิปลาสไป่ต่าง ๆ เรามีพระ
ไตรปิฎกธรรมควรจะให้ปุถุชนรักษาปฏิบัติ จะได้ละพ้นหลุดจากความชั่วใจบาป
หยาบช้ากว่าจะได้ลุถึงซึ่งมรรคผลและนฤพานพระไตรปิฎกรวมสี่สิบห้าผูกคิดเป็น
หมื่นห้าพันร้อยยี่สิบสี่เล่ม ล้วนเป็นธรรมอันวิเศษสัมมาปฏิปทาหนทางวิสุทธิ
มรรคอันจะนำสัตว์เข้าสู่ห้องพระนฤพาน อาศัยเหตุนี้ เราปรารถนาจะให้ใครที่มี
บุญญาอภินิหารบารมีเชี่ยวชาญข้ามไปข้างทิศบูรพาในประเทศจีน ซักนำผู้มี
ศรัทธาอุตสาหะข้ามมาประเทศนี้อาราธนาพระไตรปิฎกไปรักษาปฏิบัติให้แพร่หลาย
ทั่วไปและแสดงธรรมสั่งสอนสาธุชนให้มีจิตตั้งอยู่ในกุศลธรรมทางสัมมาทิฐิคนผู้
นั้นก็จะได้บุญกุศลมีนิสัยอันใหญ่ยิ่งหาที่เปรียบมิได้เรายังไม่เห็นว่าผู้ใดจะสามารถ
ข้ามไปได้ในขณะเมื่อพระองค์ทรงปรารภอยู่นั้น มีพระกวนอิมองค์หนึ่งคลานเข้าไป
ใกล้ธรรมาสน์แล้วประนมมือขึ้นนมัสการแล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้า.
จะขอรับอาสาไปยังทิศบูรพาในประเทศจีน เกลี้ยกล่อมชักชวนให้ผู้มีศรัทธาใน
ประเทศนั้น มาอาราธนาพระไตรปิฎกไปประดิษฐานในประเทศทิศบูรพาให้จงได้เมื่อสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังพระกวนอิมกราบทูลดังนั้น
พระองค์มีพระทัยยินดีเป็นอันมากจึงตรัสแก่พระกวนอิมว่าโดยผู้อื่นจะรับอาสาไป
เรายังไม่เชื่อว่าจะตลอดสำเร็จได้ ถ้าตัวท่านอาสาไปแล้ว เรามีความเชื่อว่าอาจ
สำเร็จได้ดังประสงค์จริงพระกวนอิมจึงกราบทูลว่า ซึ่งโปรดจะให้ข้าพเจ้าไปนั้นจะทำประการใดจึงจะ
ควรขอพระองค์ได้โปรดทรงแนะนำให้ข้าพเจ้าทราบด้วยสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า เมื่อไปนั้นควรจะทำปาฏิหาริย์ก็ให้
กระทำปาฏิหาริย์ ถ้าเห็นว่าไม่ควรจะกระทำก็ให้เดินไป จะได้พิจารณาระยะทาง
ว่าใกล้หรือไกลร้ายหรือดีก็จะได้รู้แม่นยำสำหรับจะได้เล่าบอกแก่ผู้ที่มีศรัทธา
จะได้ข้ามมานำพระไตรปิฎกไปจะได้รู้ซึ่งหนทางเดินเราจะให้ของวิเศษแก่ท่านไป
ห้าอย่าง ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงเรียกพระออนันกับพระเกียเอี๊ยมให้นำของวิเศษทั้ง
ห้านั้นออกมา คือผ้ากาสาวพัสตร์จีวรหนึ่งไม้เท้าหนึ่งมงคลดอกไม้สามวงรวมห้า
อย่างมาถวายต่อพระหัตถ์สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงรับของห้าอย่างแล้ว จึงตรัสสั่งแก่พระกวน
อิมว่า จีวรและไม้เท้าสองสิ่งนี้ให้ผู้ที่ตั้งใจมาเชิญพระไตรปิฎกไว้สำหรับตัว จีวร
นั้นถ้าห่มแล้วก็สามารถจะพ้นจากวัฏสงสาร ไม้เท่านั้นถ้าถือแล้วก็พ้นจากวิบาก
ขันธ์และภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ดังความปรารถนาพระกวนอิมรับจีวรและไม้เท้าแล้ว พระองค์จึงหยิบมงคลสามวงและตรัสสั่ง
พระกวนอิมว่า มงคลสามวงนี้เอาไว้แก่ตัวท่านก่อนเมื่อเวลาผู้ที่จะมาเชิญพระไตร
ปิฎกนั้นถ้าเดินมาตามทางบางทีจะพบปะผู้ที่มีฤทธาอานุภาพอันเชี่ยวชาญ จะได้
เอามงคลนี้บังคับให้อยู่ในอำนาจของผู้ที่จะมาเชิญพระไตรปิฎกนั้น จะได้เอาไป
เป็นสานุศิษย์ใช้สอย บางทีจะดื้อดึงไม่อยู่ในโอวาทจึงให้เอามงคลนี้ครอบใส่บน
ศีรษะแล้วเอาคาถาภาวนา มงคลนั้นก็จะรัดศีรษะจนนัยน์ตาปลิ้นออกมาให้ความ
เจ็บปวดยิ่งนัก คนผู้นั้นจึงจะมีความเกรงกลัวและอยู่ในอำนาจไม่ขัดขีนคำสั่งและ
บังคับได้พระกวนอิมได้ฟังพระตรัสดังนั้นแล้ว ก็รับสิ่งของทั้งห้าอย่างนั้นจากพระหัตถ์
แล้วถวายบังคมลาคลานออกมาจากโรงธรรมศาลา จึงเรียกฮุยไง้สานุศิษย์ ให้
จัดแจงสิ่งของที่ควรจะเอาไปใช้ได้ตามทาง ฮุยไง้จัดแจงเสร็จถือกระบองเหล็ก
สำหรับมือ พระกวนอิมจึงเอาของวิเศษห้าอย่างมอบให้ฮุยไง้ใส่ถุงย่ามสะพายไป
พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็ลงจากเขาเดินมา ครั้นถึงเชิงเขากิมเต๊งใต้เซียนทั้งห้าก็ออก
มารับนิมนต์พระกวนอิ่มเข้านั่งพักแล้วยกน้ำชามาถวาย พระกวนอิมจึงเล่าความ
ที่จะไปยังประเทศทิศบูรพาในเขตแขวงเมืองจีนให้พวกเซียนทั้งหลายฟังทุกประการกิมเต็งไต้เซียนจึงถามว่า สักเมื่อไรยู้ที่จะมาเชิญพระไตรปิฎกจึงจะมาที่นี่พระกวนอิมจึงบอกว่า ประมาณอีกสองสามปีจึงจะมาถึงพระกวนอิมสนทนา
แก่กิมเต็งใต้เซียนแล้วก็จะลามากิมเต้งไต้เซียนจึงตามออกมาส่ง แล้วก็นมัสการ
ลากลับไปยังที่อยู่ของตนพระกวนอิมกับศิษย์ออกจากนั้นไปสังเกตหมายระยะทางตรงไปยังทิศบูรพา
เมื่อพระกวนอิมไปนั้นบางทีเดินบางทีเหาะตามกำลังที่จะไปได้ในเมื่อเวลานั้น ได้
แลเห็นแม่นำหนึ่งกว้างใหญ่ เรียกว่าแม่นำ (ลิ้วซัวฮ้อ) พระกวนอิมแลเห็นดังนั้น
จึงเหาะลอยบนอากาศแล้วพูดแก่ฮุยไง้ว่าแม่น้ำนี้จะทำการลำบากแก่ผู้ที่จะมาเชิญ
พระไตรปิฎก โดยเหตุที่กว้างใหญ่และไม่มีเรือแพพาหนะที่จะข้ามได้ในขณะนั้นได้ยินเสียงดังอยู่ใต้น้ำสักประเดี้ยวก็เกิดเป็นคลื่นลมพัดกล้าขึ้น แล
ไปเห็นสัตว์โผล่ขึ้นมาจากน้ำหน้าตาน่ากลัวรูปร่างน่าเกลียด พิจารณาดูเหมือน
จะเป็นปิศาจยักษ์ มีมือถือกระบองตรงเข้ามาจะจับพระกวนอิมกินเป็นอาหาร ฮุยไง้
เห็นดังนั้นก็เข้าขวางหน้าร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจมึงจะไปข้างไหนฝ่ายยักษ์ถือกระบองก็มิได้พูดจาตรงเข้ามาเอากระบองตีฮุยไง ฮุยไงแกว่ง
กระบองเหล็กเข้ารบรับกันอยู่ต่างคนต่างมีแรงมีฤทธิ์เข้มแข็ง ทังสองฝ่ายต่อสู้กัน
ไปมารบกันประมาณได้สักยี่สิบเพลงก็หาแพ้ชนะกันไม่ ปิศาจยักษ์ค่อยถอยห่าง
ออกมาแล้ว จึงร้องถามว่าตัวเป็นพวกไหน พาพระที่ไหนมาสามารถล่วงเข้ามาใน
แดนของเราบกเฉียจึงตอบว่าเราคือบุตรที่สองของถักทะลีทีอองชื่อบกเฉียครูให้ชื่อว่าฮุยไง้
ทำไมเจ้าไม่รู้จักเราหรือ ตัวเจ้าเป็นชาติปิศาจอะไรจึงอาจสามารถมากั้นกางขวาง
หน้าแห่งเราฉะนี้ปิศาจได้ฟังฮุยไง้บอกดังนั้นจึงตอบว่าถ้ากระนั้นเราจำได้คือท่านเป็นสานุศิษย์
ของพระน่ำไฮ้กวนอิมหรือมิใช่ฮุยไง้จึงชี้บอกว่า ที่ยืนอยู่ข้างฝั่งน้ำนั้นแหละคือพระกวนอิ่มแล้วเจ้าไม่มีนัยน์
ตาหรือปิศาจยักษ์เมื่อได้ทราบดังนั้นจึงย่อตัวลงคำนับแล้วก็เดินตรงขึ้นมาบนฝั่งวาง
อาวุธลงแล้วจึงกระทำการเคารพนมัสการกราบไหว้ แล้วจึงพูดว่าขอพระองค์จง
ได้โปรดงดโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจะเล่าซึ่งเหตุผลให้ท่านทราบทุกประการ
คือตัวข้าพเจ้านี้มิใช่ปิศาจยักษ์มารอะไร คือเป็นเซียนสำหรับแหวกพระวิสูตรของ
เง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จมาประทับยังตำหนัก ห่งท้อที่ประชุมคราว.
เลี้ยงโต๊ะเทพยดานั้น เวลานั้นข้าพเจ้าเปิดพระวิสูตรหาทันพิจารณาไม่ ชายพระ
วิสูตรสะบัดไปถูกคนโทแก้ววิเศษตกแตก เง็กเชียงฮ่องเต้จับข้าพเจ้าทำโทษลง
อาญาสาปข้าพเจ้าให้รูปกายพิกลอย่างรูปปิศาจลงมาประจำอยู่ในที่นี้ถึงเจ็ดวัน
แล้วก็มีอาวุธเกี่ยมคือกระบี่วิเศษลอยลงมาแทงชายโครงข้าพเจ้าเจ็ดวันครั้งหนึ่ง
ข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อนเหลือกำลัง ทรมานความอดอยากเป็นที่สุด เมื่อสองสาม
วันก่อนข้าพเจ้าขึ้นมาจากแม่น้ำเที่ยวหาเนื้อมนุษย์กิน บังเอิญมีคนเดินมาคนหนึ่ง
ข้าพเจ้าจึงจับมาฉีกเนื้อกินเสียแล้ว มาวันนี้ก็มาพบพระองค์เข้าก็หมายใจจะเอาเป็น
อาหาร ขอพระองค์ได้โปรดงดโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระกวนอิมได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าตัวเจ้ามีโทษบนสวรรค์ต้องสาปลงมาแล้ว
มิหนำซำกระทำปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตดังนี้ จะมิเป็นโทษหนักลงไปอีกหรือ
บัดนี้เรารับคำสั่งของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้หันไปทิศบูรพาประเทศจีน แสวงหา
ผู้ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในคุณแห่งพระรัตนตรัย ไปเชิญพระไตรปิฎกมาประดิษฐาน
ในบูรพาประเทศทิศตะวันออก เจ้าคอยอยู่ที่นี่ และจงกลับใจปฏิบัติตามพระพุทธ
ศาสนาซึ่งเป็นสัมมาปฏิปทาเถิด ถ้าคนนั้นมาที่นี่เจ้าจงตามไปเป็นสานุศิาย์ เรา
จะทำอภินิหารมิให้อาวุธเกี่ยมแทงเจ้าได้ เมื่อเจ้าไปติดตามท่านผู้นั้นไปได้พระไตร
ปิฎกแล้วกลับมา ยกคุณความชอบอันลบล้างโทษจะได้คืนขึ้นไปยังสวรรค์ตามเดิม
เราว่าดังนี้ใจของเจ้าจะเห็นเป็นประกรใดปิศาจยักษ์ประนมมือแล้วตอบว่าข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยแล้วจะขอรับทาน
ปฏิบัติตามที่พระองค์สั่งสอนทุกประการ แล้วพูดต่อไปว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้กินเนื้อ
คนเสียมากแล้ว เมื่อก่อนมีคนเดินมาทางนี้ ข้าพเจ้าจับตัวมาถามคนผู้นั้นบอกว่า
จะไปเชิญพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าก็หักคอกินเนื้อเสีย แต่ศีรษะขว้างลงไปในแม่น้ำ
อิวซัวฮ้อจมลงไปทังสิน เพราะแม่นำนันละเอียดไม่ว่าสิงโดตกลงไปแล้วก็จม ยัง
มีประหลาดศีรษะอีกเก้าศีรษะที่คนจะไปอาราธนาพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าได้จับกิน
แล้วยังเหลือศีรษะโยนลงไปในน้ำศีรษะคนทั้งเก้าก็มิได้จม ลอยอยู่บนหลังน้ำ
ข้าพเจ้าเห็นประหลาดได้เขี่ยกลับเอาขึ้นมาแล้วเอาเชือกเล็กร้อยแขวนไว้ เวลาสบาย
ว่างธุระก็เอาออกมาดูเล่น ข้าพเจ้าวิตกคิดเห็นว่าคนที่จะมาเชิญพระคัมภีร์ไตรปิฎก
นั้นจะไม่อาจเดินทางนี้ ถ้ามิได้มาทางนี้แล้วจะมิคลาดทางไปเสียหรือพระกวนอิมพูดว่าทำไมจะไม่ไปทางนี้ท่านอย่าวิตกเลย จงเอาศีรษะคนทั้ง
เก้ามาทำเป็นลูกประคำร้อยแขวนคอไว้ เผื่อว่าผู้ที่จะมาอาราธนาพระคัมภีร์ไตร
ปิฎกนั้นจะมีประโยชน์ใช้ได้บ้างดอกกระมังปิศาจยักษ์จึงตอบว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะทำตามถ้อยคำที่ท่านสั่งสอนพระกวนอิมจึงยกหัตถ์ลูบศีรษะยักษ์นั้นแล้วก็ให้ศีลห้าแก่ปิศาจยักษ์ แล้วจึงชี้
ทรายนั้นให้ยักษ์ดูว่าจะตั้งแช่ให้ คือในแม่น้ำ ลิวซัวฮ้อ ซัวนั้นคือทราย ๆ นั้นเกิด
มาแต่หิน ๆ นั้นเกิดมาแต่เขา จึงตั้งแซ่ให้เป็นแซ่ซัว นามคือชื่อเรียกหงอเจ็งที่คน
ทั้งหลายเรียกว่าซัวเจ๋งนั้นเอง ในเวลานั้นซัวหงอเจ๋งได้อยู่ในคำสั่งสอนของพระ แล้ว
ก็มีความชื่นชมยินดีหาที่เปรียบมิได้พระกวนอิมบอกแก่หงอเจ็งว่า เราจะต้องลาท่านไปก่อน ท่านจงอุตสาห์ตั้งใจ
ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและรักษาศีลห้าไว้ให้มั่นคงจะได้พ้นทุกข์กลับไปเมืองสวรรค์
ซัวหงอเจ็งก็ตามส่งพระกวนอิมไปจนพ้นเขตแล้วก็คำนับลากลับมายังที่อยู่ของตน
ตามเดิมฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้เดินตรงมาทางทิศบูรพา ครั้นมาถึงภูเขาสูงขวางหน้า
เห็นอากาศเป็นลมร้ายหมอกมืดมัวฟุ้งขึ้นมาจะเดินต่อไปก็ไม่เห็นหนทาง จึงเหาะ
ขึ้นไปสูงหมายใจจะข้ามเขาก็ยังหาทันจะข้ามพ้นไปได้ไม่ บังเกิดเป็นลมพายุใหญ่
แลไปข้างหน้าเห็นปิศาจยักษ์หน้าตาดุร้ายคล้ายดังสุกร มีขนและผมรุงรังแยกเขี้ยว
ออกดุจคมมีดในมือถือสามง่ามไม่พูดจาว่าอะไร ตรงขึ้นมาจะแทงพระกวนอิม ฮุยไง้
แลเห็นดังนั้นก็แกว่งกระบองแซงเข้ามาสกัดหน้าร้องตวาดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉาน
มึงอย่าทำล่วงเกินจงดูกระบองเหล็กนี้ก่อนฝ่ายปิศาจสุกรจึงร้องว่า อ้ายพวกเหล่านี้ไม่รู้จักความตาย เอ็งจงดูสามง่ามนี้
บ้างเป็นไร ต่างคนโต้ตอบกันแล้วก็เกิดโทโสขึ้นมาด้วยกันไม่รอรั้งตรงเข้าประจัญ
บานรบกันเป็นสามารถพระกวนอิมนั้นลอยดูอยู่บนอากาศ เห็นทั้งสองรบเคี่ยวขับกันไปมาหาเพลี้ยง
พลั้งต่อกันไม่ จึงเสกคาถาเป็นดอกบัวขว้างลงมาสกัดกลางแยกคนทั้งสองนั้นให้
ออกห่างกันฝ่ายปิศาจเห็นประหลาดดังนั้น ใจก็สะดุ้งหวาดเสียวจึงร้องถามว่าคนที่เหาะ
ลอยอยู่บนอากาศนั้นมาแต่ข้างไหนจึงทำดอกไม้มาล้อเราเล่นดังนี้ฮุยไง้ได้ยินยักษ์หมูถามดังนั้นจึงบอกว่า นัยน์ตาเจ้าเห็นจะไม่มีแก้วตา เพราะ
เป็นสัตว์เดียรัจฉานจึงมิได้รู้ว่าท่านผู้ใด เราคือสานุศิษย์ใหญ่ของพระน้ำไฮ้ที่ขว้าง
ดอกบัวดอกนั้น คือพระกวนอิมเจ้าจำไม่ได้หรือ
• ฝ่ายปิศาจสุกรจึงพูดว่า ถ้าเป็นน่ำไฮ้กวนอิมจริงดังเจ้าว่า ก็เป็นผู้โปรดสัตว์
ทั้งหลายจริงหรือฮุยไง้ตอบว่าไม่ใช่ก็ใครเล่า ปิศาจสุกรได้ฟังดังนั้นก็ทิ้งสามง่ามลงกับพื้นดิน
แล้วจึงคำนับฮุยไง้ว่าท่านจงช่วยพาข้าพเจ้าไปคำนับนมัสการพระกวนอิมด้วย
ขอท่านจงอภัยแก่ข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิดฮุยไง้จึงชี้ขึ้นไปบนอากาศว่า องค์ที่ลอยอยู่นั้นมิใช่พระกวนอิมหรือปิศาจสุกรจึงแหงนหน้าขึ้นไป เห้นพระกวนอิมยืนลอยอยู่บนเมฆจึงประนม
มีอนมัสการแล้วร้องด้วยเสียงอันดังว่า ขอพระได้โปรดยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระกวนอิมได้ยินดังนั้นจึงลอยลงมายังพื้นปฐพีดลเดินตรงเข้ามาถามว่า เจ้า
เป็นปิศาจมาจากไหน จึงเป็นรูปลักษณะสุกร ทำไมจึงอาจสามารถมากั้นทางเราปิศาจสุกรจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามิใช่ชาติสุกร เดิมข้าพเจ้าเป็นนายทหารใหญ่ ที่
ตังเรียกว่าเทียนฮองง่วนโซ่ยได้เป็นผู้รักษาอยู่ในลำนำที่ฮ้อเหตุด้วยข้าพเจ้าเมา
สุรามาหยอกนางจันทรเทพธิดา ครั้นทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ท่านก็จับเอาข้าพเจ้า
ไปทำโทษ เมี่ยนข้าพเจ้าสองพันทีแล้วสาปข้าพเจ้าให้ลงมาในมนุษยโลก ครั้นเมื่อ
กายข้าพเจ้าจุติลงมาบังเอิญให้หลงทางไป จึงเข้าสู่ท้องแม่สุกรกายข้าพเจ้าจึงแปล
เป็นรูปลักษณะอย่างนี้ ข้าพเจ้ามีความอายจึงกินแม่สุกรและฝูงหมูทั้งหลายเสีย
จนสิ้น จึงได้อาศัยภูเขานี้เป็นที่อยู่และคอยจับมนุษย์กินเป็นภักษาหารพอแก้หิว
ครั้นมาวันนี้หมายใจจะเอาท่านเป็นภักษาหารโดยเหตุที่มิได้รู้จักพระองค์ ขอพระ
องค์ได้โปรดยกโทษข้าพเจ้าพ้นทุกข์ด้วยเถิดพระกวนอิมจึงถามว่า ภูเขานี้ชื่อว่าภูเขาอะไร ปิศาจสุกรจึงบอกว่า นามเรียก
ภูเขาฮกลิ่นชัว ในเขามีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่า (หุ้นจางต๋อง) ในถ้ำนั้นเดิมมีปิศาจ
หญิงอยู่คนหนึ่ง เรียกนามว่านางจุ้นจางต้องเห็นข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากจึงยอมเป็น
ภรรยาให้ข้าพเจ้าเป็นสามี ครั้นอยู่มายังไม่ทันถึงปีภรรยาข้าพเจ้าตาย มรดกใน
ถ้ำนั้นก็ตกอยู่แก่ข้าพเจ้าได้รักษาดูแลทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็นานปีนานเดือนมาแล้ว
ไม่ทราบว่าสักเมื่อไรจะได้กลับคืนขึ้นไปสวรรค์อย่างเดิมเป็นความจนใจก็ต้องอาศัย
อยู่ที่นี้ คอยจับมนุษย์กินพอประทังชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ขอท่านผู้มีบุญญา
อภินิหารโปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิ่มจึงพูดว่า มีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า แม้อยากจะใคร่หาหนทาง
ข้างหน้าให้ตลอดอย่าทำให้หนทางข้างหน้านั้นเสียไป ตัวเจ้าทำผิดบนสวรรค์แล้ว
ก็ยังไม่กลับใจที่โหดร้ายเสีย ซ้ำกระทำซึ่งการบาปมีฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นต้น อันเป็น
อกุศลโทษอยู่อย่างนี้จะมิเป็นสองโทษขึ้นหรือปิศาจสุกรจึงตอบว่าหนทางข้างหน้านั้น แม้ข้าพเจ้าจะทำตามคำสอนของท่าน
ก็ยังขัดอยู่ เพราะโลกย่อมถือว่าถ้าขัดขวางข้อบังคับคือกฎประกาศพระราชบัญญัติ
ก็ถูกเฆี่ยนถูกจำปรับประหารชีวิต ถ้าทำตามพระพุทธบัญญัติคำสอนในพระพุทธ
ศาสนา จะต้องอดอยากทนทรมานจึงจะทำไปได้ข้าพเจ้าคิดดูจะสู้จับมนุษย์ที่
อ้วน ๆ มากินไม่ได้ด้วยเนื้อหนังก็อร่อย พวกพี่น้องวงศ์ญาติของเขาก็ไม่เอาโทษ
เราจะมีโทษอะไร สองโทษสามโทษร้อยโทษหมื่นโทษจะมีด้วยอย่างไรพระกวนอิมจึงพูดว่า แม้ผู้ใดจะประพฤติในทางชอบหรือทางผิดนั้น เทวดาและ
มนุษย์ก็จะไม่เห็นด้วย ผลของความดีและความชั่วนั้นและจะบันดาลให้เป็นสุขและ
ทุกข์เกิดขึ้นให้ปรากฏ อันผู้ที่ประพฤติชอบทางสัมมาวายามะตามองค์มรรค คงจะ
บันดาลให้ผลเกิดขึ้นเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ แม้ผู้ที่ทำตามคำสอนของพระสัมมาส้ม
พุทธเจ้าก็ไม่เห็นผู้ใดอดอยากลำบากใจ เพราะอาหารในโลกก็ย่อมมีบริบูรณ์หรือ
พอเป็นยาวะชีวังเพื่อระงับทุกขเวทนาได้ หรือบางทีกระทำให้อิ่มเอิบด้วยปีติ
ปราโมทย์ก็มี เช่นท่านที่ได้ฌานและสมาธิสมาบัติฉะนั้น ท่านก็ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัด
ชีวิตและกินเนื้อมนุษย์ให้ได้ความกระวนกระวายเล่าปิศาจสุกรเมื่อได้ฟังพระกวนอิมพูดแนะนำสั่งสอนโดยทางธรรมเช่นนั้น ดุจดัง
ว่าเวลาตื่นขึ้นจากหลับอันประกอบไปด้วยสติและความรู้สึก จึงยกมือขึ้นนมัสการ
แล้วว่า ข้าพเจ้ามีความเชื่ออยากจะปฏิบัติตามธรรมในทางพระพุทธศาสนา แต่
ขัดอยู่ด้วยโทษที่ข้าพเจ้าทำผิดเท่าฟ้าไม่แลเห็นทางที่จะทำให้พ้นโทษได้พระกวนอิมจึงพูดต่อไปว่าเรารับคำสั่งของพระพุทธเจ้าให้ไปทางทิศบูรพา
ประเทศจีน แสวงหาผู้มีความเชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัยให้ข้ามไปเชิญคัมภีร์พระ
พุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกมาประดิษฐานในทิศบูรพาประเทศ เจ้าจงสามิภักดิ์เป็น
สานุศิษย์ติดตามท่านผู้นั้น เมื่อการสำเร็จดังประสงค์แล้ว จะได้อาศัยคุณความ
ชอบนั้น มาหักล้างลบโทษที่กระทำผิด เราจะช่วยขอให้ตัวเจ้าพ้นโทษจะไม่ดีกว่า
ประพฤติชั่วร้ายอยู่อย่างนั้นหรือปิศาจสุกรจึงร้องขึ้นเต็มปากว่า ข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านผู้นั้นไปตามแต่ท่าน
จะเห็นชอบเถิดพระกวนอิ่มจึงยกพระหัตถ์ลูบศีรษะสุกรนั้นแล้ว ก็ให้ยักษ์สมาทานศีลห้า จึง
ตั้งแช่และชื่อให้ตามที่ตัวเป็นมนุษย์หน้าเป็นสุกรว่าแซ่ตือ ตือนั้นคือสุกร (หรือหมู)
นามนั้นเรียกว่า (หงอเหนง) ครั้นให้แซ่และชื่อแล้วจึงให้กินเครื่องกระยาบวซคือ
เครื่อง (แจ) ละเว้นซึ่งการทุจริตในกายวาจาใจ แล้วสั่งว่าเจ้าจงคอยอยู่ที่นี่ ถ้าผู้
จะไปเชิญพระไตรปิฎกคัมภีร์พระพุทธศาสนามาถึงนี้แล้ว เจ้าจงเข้าสามิภักดิ์เป็น
ศิษย์ติดตามไป ด้วยตัวเจ้าก็จะพ้นทุกข์ได้ความสุขสืบต่อไปภายหน้าตือหงอเหนงเมื่อได้รับศีลและได้ฟังพระกวนอิมชี้แจงให้ฟังทุกประการดังนั้นแล้ว
ก็ยกมือขึ้นนมัสการกำหนดไว้ในใจด้วยความยินดีเชื่อถือ พระกวนอิมก็ออกจากที่
นั้นไป ตือหงอเหนงก็ตามไปส่งจนสิ้นเขตแดนแล้ว ก็นมัสการลากลับไปยังสำนัก
ที่อยู่เดิมแห่งตนฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้พร้อมกันเหาะขึ้นกลางอากาศตรงมาทางทิศบูรพา
ในเวลานั้นแลเห็นมังกรตัวหนึ่งแขวนอยู่กลางอากาศมีเสียงร้องเรียกว่าพระจงช่วย
ข้าพเจ้าด้วยพระกวนอิมได้เห็นแล้ว เหาะเข้ามาใกล้ จึงร้องถามว่าเจ้าเป็นมังกรที่ไหนจึง
มาต้องโทษอยู่ที่นี่มังกรจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรของพระยาเล่งอ๋องชื่อว่า (หยุน) อยู่ในมหาสมุทร
ทิศปราจีน ข้าพเจ้ามีความน้อยใจบิดาว่าไม่รักบุตรเสมอกัน เมื่อข้าพเจ้าคิดผิดฉะนี้
แล้ว จึงได้เอาไฟจุดปราสาทของบิดา ครั้นเพลิงไหม้ปราสาทนั้นเสียแล้ว บิดา
ข้าพเจ้าจึงไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธให้จับข้าพเจ้ามาแขวน
ไว้ในกลางอากาศ พรุ่งนี้ก็จะเอาตัวข้าพเจ้าไปประหารชีวิตเสีย ขอท่านได้กรุณา
โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิมได้ฟังมังกรบอกดังนั้นจึงพูดแก่มังกรว่าเจ้าจงคอยเราก่อน เราจะ
ขึ้นไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ขอโทษให้ ว่าแล้วก็พยักหน้าฮุยไง้ก็เหาะตามขึ้นไปยังประตู
นำทีหมึง ครั้นถึงก็ตรงเข้าไปยังปราสาทเหลงเชียวเต้ย พระกวนอิมจึงบอกแก่ดู
เตียวเทียนซื่อทั้งสองให้นำเฝ้า เทียนซื่อจึงนำพระกวนอิมเข้าไปยังที่เฝ้าขอถวายพระพรครั้นถึงกำลังเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่พระกวนอิ่มจึงทูลว่า
อาตมาภาพมาทั้งนี้โดยรับสั่งของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้ไปยังทิศบูรพา
ประเทศจีน แสวงหาผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสในคุณแห่งพระรัตนตรัยข้ามไปมัชฌิม
ประเทศเชิญพระปริยัติธรรมทั้งสามปิฎกไปประดิษฐานในประเทศทิศตะวันออก
อาตมภาพเหาะมากลางอากาศ พบบุตรของพระยาเล่งอ๋องต้องโทษแขวนอยู่กลาง
อากาศ อาตมภาพขอถวายพระราชกุศลในมหาบพิตรจะขอบิณฑบาตซึ่งชีวิตมังกร
ผู้นั้นไว้ เพื่อจะได้ใช้ให้ตามไปเป็นพาหนะแก่ผู้ที่จะมาเชิญพระพุทธศาสนาไปประ
ดิษฐานในทิศตะวันออก เพื่อโทษของมังกรตัวนั้นจะได้บรรเทาเบาบางลงบ้าง และ
ทั้งจะได้กุศลแก่มหาบพิตรด้วย ควรมิควรขอถวายพระพรเง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายพระพรขอโทษมังกร ทรงเห็น
เป็นการกุศลและทั้งเป็นประโยชน์ด้วย จึงรับสั่งแก่ (ทิเจียงกุน) เทพบุตรให้ไปแก้
มัดมังกรมอบให้พระกวนอิมไปตามซึ่งพระกวนอิมขอพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็ถวายพระพรลาเง็กเซียงฮ่องเต้ พร้อมด้วยทิเจียงกุน
เหาะไปยังที่มัดมังกร ครั้นถึงเจียงกุนก็แก้มัดมังกรออกแล้วมอบตัวให้แก่พระกวน
อิม เสร็จแล้วก็นมัสการลากลับไปยังดาวดึงส์ฝ่ายพระกวนอิมจึงสั่งมังกรนั้นว่าจงอยู่อาศัยในลำแม่น้ำนี้ คอยกว่าคนที่จะมา
เชิญพระไตรปิฎกมาทางนี้จะได้เป็นศิษย์ติดตามไปด้วยฝ่ายมังกรครั้นได้รอดชีวิตแล้วก็มีความยินดี จึงถวายนมัสการขอบคุณพระ
แล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าจะคอยอยู่ที่นี้กว่าท่านผู้นั้นจะมาแล้วก็นมัสการลาพระกวนอิม
กลับไปยังที่อาศัยสำนักเดิมนั้นฝ่ายพระกวนอิมครั้นมังกรลากลับไปแล้ว จึงชวนฮุยไง้เหาะตรงไปยังทิศบูรพา
ประมาณสักสองวัน แลไปข้างหน้าเห็นสีรัศมีฟุ้งขึ้นเป็นสีทองระยับงามประหลาด
ต่าง ๆ ฮุยไง้จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ที่รัศมีพลุ่งขึ้นมานั้นเห็นจะเป็นภูเขาเง้าเห้งซัว
บนยอดเขานั้นมียันต์ปิดอยู่ ยันต์นั้นสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้พระออนัน
มาปิดไว้พระกวนอิมจึงพูดว่าที่นี้คือเมื่อเกิดความวุ่นวายเดือดร้อนบนวิมานสวรรค์ คือ
ซีเทียนได้เซียต้องประจุอยู่ในเขานั้น พระกวนอิมกับฮุยไง้พูดกันแล้วจึงลอยลงที่
ภูเขาแล้วจึงเดินมาที่ปิดยันต์นั้น ดูในแผ่นยันต์มีอักษรหกตัวคือ ง่าย มอ นิ ปั๊ด มิ
ฮอง พระกวนอิมดูแล้วจึงทำโคลงเขียนที่แผ่นมาเป็นโคลงสี่บท บทที่หนึ่งว่า คำ
ถางเกี่ยวเก๊าปุ๊ดฮ่องกง แปลว่าโอ้โอ๋วานรไม่รักทางดีอยู่ในบังคับ บทที่สองว่าตึ้งนี้
กวงบ้องชิ้นเองฮ้อง แปลว่าเมื่อปีเป็นบ้าหลังทำอวดเก่ง บทที่สามว่า จื่อเช่าหงอ
ฮุดอยู่ไ้ขุ่น แปลว่าต้องด้วยพระองค์เจ้าบังคับอยู่ บทที่สี่ว่า ท้อยิดซือซินจ้าย
เหี้ยนกัง แปลว่าไม่รู้ว่าอันใดจะรอดพ้นกลับดีใหม่ในเวลาที่พระกวนอิมกับฮุยไง้พูดกันอยู่นั้นก็ได้ยินถึงเกาซีเทียน เกาซีเทียนติด
อยู่ในที่ถิ่นเขาได้ยินดังนั้นจึงร้องถามขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า ผู้ใดอยู่บนยอดเขา
นันนินทาข้าพเจ้าด้วยเหตุประการไดพระกวนอิมได้ยินดังนั้นจึงเดินลงมาที่ตีนเขา เที่ยวค้นหาก็หาพบเห็นผู้ใดไม่ฝ่ายพระภูมิเจ้าที่และเทพารักษ์ทั้งหลายก็พร้อมกันมานมัสการพระกวนอิม
พระกวนอิมจึงถามหมู่เทพยดาว่าเสียงอันใดร้องถามออกมาเมื่อตะกี้ พระภูมิเจ้า
ที่กับเทพารักษ์จึงบอกว่าเสียงซีเทียนไต้เซีย ซึ่งตกอยู่ในเขานี้พูดแล้วก็นำพระกวนอิม
กับฮุยไง้ไปยังที่ซีเทียนติดอยู่นั้นเดิมเมื่อแรกซีเทียนจะติดอยู่นั้นตัวมือเท้าติดอยู่ในหินแต่ศีรษะโผล่ออกมาได้
เพียงคอปากพูดได้ตัวกระดิกไม่ได้พระกวนอิมจึงถามว่าแช่ซึงเจ้าจำเราได้หรือไม่ เกาซีเทียนจึงเหลือบตาดูแล้ว
ยกศีรษะสัปหงกเหมือนคำนับแล้วพูดว่าทำไมข้าพเจ้าจะจำท่านไม่ได้ ท่านคือน่ำไฮ้
ไพ้ท้อซัวคือพระกวนอิม ขอบพระคุณท่านได้อุตสาห์มาเยือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าติด
อยู่นานปีนานวันมาแล้วไม่มีผู้ใดมาเยือนสักครังหนึ่งเลย ท่านจะไปข้างไหนหรือ
จึงมาถึงที่นี่พระกวนอิมจึงตอบว่าเรารับคำสั่งของพระจะไปยังทิศบูรพาประเทศจีน แสวง
หาผู้ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจะได้ไปนำพระคัมภีร์ไตรปิถกมาประดิษ
ฐานในฝ่ายทิศบูรพา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเดินข้ามเขามาทางนี้จึงได้แวะมา
เยื่อนเจ้าเกาซีเทียนจึงว่าท่านยูไลมีความดูถูกข้าพเจ้าเหลือเกินจับข้าพเจ้าครอบติดอยู่
ที่นี่ประมาณกว่าห้าร้อยปีแล้วไม่กระดิกพลิกแพลงไหวติงได้เลย ขอท่านได้ช่วย
ข้าพเจ้าด้วยอุบายอันใดก็ตามโดยความกรุณาเมตตาจิตแห่งท่านพอได้พ้นจากที่นี้
พระคุณของท่านจะอยู่แก่ข้าพเจ้าชั่วฟ้าและดินพระกวนอิมได้ฟังซีเทียนพูดอ้อนวอนดังนั้น จึงพูดว่าโทษของเจ้าเท่าฟ้าและดิน
ถ้าเราช่วยเจ้าออกได้เกรงว่าเจ้าจะไม่ละพยศร้าย จะทำให้เกิดความวุ่นวายมีเหตุ
ขึ้นอีกเราก็จะพลอยตัวหมองเสียไปด้วยเกาซีเทียนจึงพูดว่าข้าพเจ้ารู้สึกตัวกลับใจได้แล้วแม้ท่านช่วยออกได้แล้ว
ข้าพเจ้าจะอยู่ในถ้อยคำของท่านทุกอย่างทุกประการ ขอท่านได้กรุณา ทั้งข้าพเจ้า
ก็จะถือในทางชอบธรรมตามพระพุทธศาสนากว่าชีวิตข้าพเจ้าจะหาไม่พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงพูดแก่เกาซีเทียนว่า เจ้ามีความ
เห็นชอบคิดกลับใจได้ดังนั้นก็ควรแล้ว แต่เจ้าต้องรอคอยเราอยู่ที่นี่ก่อนตัวเราจะไป
ยังประเทศจีน หาผู้ซึ่งมีศรัทธาในพระรัตนตรัยไปเชิญพระไตรปิฎกในประเทศทิศ
ตะวันตก ถ้าคนผู้นั้นมาถึงที่นี่แล้วคงจะช่วยเจ้าให้ออกจากเขานี้ได้ เจ้าจงตามท่าน
ผู้นั้นไปเป็นสานุศิษย์ดังนี้จะดีหรือไม่เกาซีเทียนได้ฟังพระกวนอิมพูดดังนั้นมีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดว่าควรแล้ว
ข้าพเจ้าจะขอตามไปปฏิบัติในพระพุทธศาสนาด้วยพระกวนอิมจึงพูดว่าถ้ากระนั้นเจ้าก็ตั้งอยู่ในทางส้มมาทิฐิแล้ว เราจะตั้งนาม
เจ้าให้ ซีเทียนจึงตอบว่าข้าพเจ้ามีชื่ออยู่แล้ว เรียกว่า ซึ่งหงอคงพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดต่อไปว่าเมื่อเรามาตามทางนั้น
มีคนสองคนเข้ารับรักษาศีลเราตั้งนามเรียกชื่อว่าหงอเจ๋งคนหนึ่ง หงอเหนงคนหนึ่ง
ก็เป็นอักษรเดียวกันแก่เจ้า ดีแล้วเจ้าจะได้ร่วมหนทางไปด้วยกัน ถ้ากระนั้นเราจะ
รีบไปก่อนเกาซีเทียนในเวลานั้นก็เกิดปีติโสมนัสแจ่มแจ้งในสันดานเป็นที่ยิ่ง ผงกศีรษะ
คำนับพระกวนอิมโดยความชื่นชมฝ่ายพระกวนอิมออกจากเขาเง้าเห้งซัวด้วยฮุยไง้เหาะตรงมายังทิศบูรพาไม่ถึงวัน
ก็มาถึงประเทศจีนถึงเมืองเชียงอาน พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็สำรวมกิริยาเป็นหลวง
จีนมีโรคขี้เรื้อนกุตถังควรที่คนทั้งหลายจะพึงเกลียด เสร็จแล้วก็เดินตรงเข้ามายัง
เมืองเชียงอาน ครั้นเข้าไปในประตูเมืองได้แล้วเวลาก็จวนค้ำ รีบเดินมาข้างริมตลาด
ใหญ่แลเห็นศาลเจ้าศาลหนึ่ง พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็พากันเดินตรงเข้าไปในศาลฝ่ายพระภูมิเจ้าที่ และเจ้าหลักเมืองเจ้ารักษาเมืองกับบริวารทั้งหลาย เห็น
พระกวนอิ่มเข้ามาต่างก็ตกใจวุ่นวายพร้อมกันมาคำนับแล้วพระภูมิจึงให้บริวารไป
บอกกันทุกๆ ศาลให้รู้ทั่วกัน เจ้าต่างศาลทุกศาล ครั้นได้ทราบแล้วต่างก็พร้อมกัน
มาคำนับพระกวนอิม พระกวนอิมจึงสั่งแก่พระเจ้าทั้งหลายว่า อย่าให้บอกเล่าแก่
ผู้ใดให้รู้เหตุว่าเรามาเพราะอาตมภาพรับคำสังของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊
มาในเมืองนี้ หาผู้ซึ่งประพฤติทางวิสุทธิมรรค จะได้ไปในปราจีนทิศเชิญพระคัมภิริ
ไตรปิฎกมาประดิษฐานในทิศบูรพา เราขออาศัยศาลสักสองสามวันกว่าธุระจะ
สำเร็จแล้วก็จะลากลับไปหมู่เจ้าและเทพาอารักษ์ทั้งหลายได้ทราบดังนั้น ก็มีความยินดีต่างถวาย
นมัสการกลับไปที่อยู่แห่งตนฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้ แปลงกายซ่อนเร้นอาศัยในศาลพระภูมิอยู่ต่อมาตอนที่ ๒บัดนี้จะกล่าวถึงตำบลเจียบไซ คือเมืองเชียงอานอันเป็นเมืองหลวงใหญ่ในเวลา
นั้น ต่อมากษัตริย์ทุกพระองค์ก็ตั้งอยู่เป็นเมืองหลวงในตำบลนี้ ตั้งแต่ครั้งวงศ์จิว
วงศ์ฉิน วงศ์ฮัน ต่อ ๆ กันลงมาเป็นที่ชัยภูมิเมืองสง่างามมันคง และกว้างขวาง
และท่าทางเข้าออกหาที่เปรียบมิได้ มีแม่นำใหญ่แปดแม่นำล้อมรอบกำแพงเมืองครั้งนั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสวยราชสมบัติทรงตั้งยี่ห้อว่า (เจงกวน) พระ
องค์เสวยราชสมบัติได้สิบสามปีมาแล้ว ในปีนั้นเป็นปีมะเส็ง ทั่วทุกอาณาเขตชาว
ประเทศราชและสามัญราษฎรพากันอยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า น้ำท่าอาหารบริบูรณ์
สวยสาอากรก็เก็บได้เป็นอันมากประเทศราชเมืองใหญ่น้อยก็นำเครื่องราชบรรณา
การเข้ามาถวายทุกเมืองพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นเอกราชทั้งหลายที่นอกเขตแดนจีนออกไปก็มีความเกรง
กลัวเดชานุภาพกฤดาภินิหารพากันมาอ่อนน้อมถวายราชสาสน์และเครื่องมงคล
ราชบรรณาการทุก ๆ ปีอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกยังพระที่นั่งบัลลังก์มังกร
ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือนยืนและนั่งเฝ้าอยู่ตามตำแหน่งพร้อมทั้ง
ซ้ายขวาหน้าหลังเป็นลำดับในเวลานั้นงุยเต็งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ลุกจากที่นั่งมายืนตรงหน้าพระที่นั่ง ถวาย
คำนับแล้วทูลว่า ข้าพระองค์เห็นว่าบ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน
ก็มีความสุขสำราญทุกทั่วหน้าต้องตามแบบโบราณแล้ว แต่โรงเรียนหนังสือในการ
ศึกษาศิลปศาสตร์ยังหาบริบูรณ์ไม่ ปีปี้ถึงกำหนดคราวสอบไล่หนังสือแล้ว ขอพระ
องค์ได้โปรดสั่งให้มีท้องตราและประกาศไปให้ทั่วทุกหัวเมืองบรรดา ซึ่งอยู่ในพระ
ราชอาณาจักรของพระองค์ ให้นักเรียนเข้ามาสอบไล่หนังสือและศิลป์ศาสตร์ความ
รู้ที่ตนได้เล่าเรียนศึกษาไว้ให้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนหรือวิชาโหราศาสตร์
และดูชัยภูมิที่ดินถ้าสอบไล่ได้ความรู้สมควรจะมีเกียรติยศจะได้ตั้งแต่งให้รับราชการ
ในตำแหน่งหน้าที่ตามคุณวิทยาแห่งตน ก็จะได้ผู้มีสติปัญญาและฝีมือเข้ารับราชการ
บ้านเมืองเป็นกำลังแผ่นดิน พระองค์ก็จะมีความเจริญอยู่ในสิริราชสมบัติอัน
ปราศจากความเดือดร้อน ทั่วพระราชอาณาเขตตลอดยืดยาวไปในเบื้องหน้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่กราบทูลดังนั้นก็ทรงเห็น
ชอบด้วย จึงรับสั่งแก่งุยเต็งว่า ท่านมีความเห็นดังนั้นชอบแล้ว ตรัสดังนั้นแล้ว
จึงรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ทำประกาศและให้มีท้องตราออกไปทั่วทุกตำบล
และหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ทราบทั่วกันว่า ถ้านักเรียนหัวเมืองที่สอบไล่ที่หัวเมืองตน
อยู่ได้ชั้นหนึ่งชั้นสองชั้นสามไม่ตกสติปัญญาดี ก็ให้เจ้าเมืองกรมการส่งตัวให้มา
ยังเมืองหลวง จะได้สอบไล่ต่อไปขุนนางอาลักษณ์ได้รับสั่งแล้วก็ถวายบังคมลาไปจัดการแต่งหมายประกาศและ
ให้มีท้องตราไปทั่วพระราชอาณาจักรตามรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ในสมัยนั้น ยังมีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ฮ่องหนง) ตำบลไฮ้จิว ตำบบลไฮ้จิวนี้อยู่ในเป็นคนกำพร้าบิดายังมีแต่
มณฑลเมืองเชียงอาน มีชายผู้หนึ่งแซ่ตั้นชื่อกองหยี
มารดาชื่อนางเตียวสี ตั้นกองหยีได้เรียนหนังสือมีสติปัญญารู้ละเอียดลึกซึ้ง คน
ทั้งหลายชมว่าตั้นกองหยีเป็นผู้รู้หนังสือดีเวลาหนึ่งตั้นกองหยี เที่ยวเดินเล่นเห็นคนยืนดูหมายประกาศมุงกันอยู่ ตั้น
กองหยี่ก็เข้าไปอ่านดูรู้ความตลอดแล้วก็กลับมาบ้านเข้าไปหามารดา คำนับแล้ว
จึงพูดแก่มารดาว่า บัดนี้มีหมายประกาศปิดประตูเมืองมีใจความว่า ในเมืองหลวง
จะสอบไล่หนังสือ ลูกอยากจะเข้าไปสอบไล่สักครั้งหนึ่ง ถ้าสมคะเนนึกก็จะได้มี
เกียรติยศชื่อเสียงปรากฏไปในแผ่นดิน และงามหน้าแก่บิดามารดามีความเจริญสุข
แก่บุตรภรรยาญาติต่อไปภายหลัง ลูกเห็นความดังนี้ เพราะฉะนั้นลูกจึงมาบอก
ให้มารดาทราบนางเตียวสีเมื่อได้ฟังบุตรบอกเล่าชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่บุตรว่า
ดีแล้วแม่เห็นชอบด้วย แต่เจ้าจะเข้าไปในเมืองหลวงนั้น เจ้าจงระมัดระวังตัวอย่า
ให้มีความผิดได้ ถ้าสมประสงค์ได้เกียรติยศ จงทูลลากลับมาหามารดาก่อน มารดา
จะได้สิ้นความวิตกตั้นกองหยีได้ฟังมารดาให้อนุญาตและสั่งกำซับดังนั้นแล้ว จึงเรียกคนใช้มาสั่ง
ให้จัดการหาเสบียงอาหารพร้อมเสร็จแล้วจึงคำนับลามารดา มารดาก็ให้พรและ
สั่งสอนบุตรด้วยประการต่างๆตั้นกองหยีก็ออกจากบ้านตรงไปยังเมืองเชียงอาน เมื่อเดินทางถึงระยะโรงเตี๊ยม
ก็หยุดพักซื้ออาหารรับประทาน ค่ำก็พักโรงเตี๋ยมดูหนังสือมิได้เห็นแก่หลับนอน
ครั้นมาถึงเมืองเชียงอานก็เข้าในกำแพงเมือง เห็นมีหอไล่หนังสือตั้งเรียงรายอยู่
หลายหลังผู้คนเข้าออกแออัดล้วนแต่พวกนักเรียน ตั้นกองหยีจึงหยุดพักอยู่ข้างนอก
คอยท่าเวลา ครั้นถึงเวลาเข้าสอบไล่ตันกองหยีก็จัดแจงเตรียมตัวเข้าไปเมื่อเวลาตั้นกองหยีเข้าไปสอบไล่นั้น แต่งใจความตามกระทู้จค้าวถูกต้องทั้ง
สามประโยค ครั้นสิ้นเวลาไล่แล้ว จูค้าวก็นำคำแก้ของนักเรียนทังหลาย เข้าไป
ถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรถ้อยคำของ
ตั้นกองหยี พอพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงเซ็นลายพระราชหัตถ์ตั้งให้ตันกองหยีเป็น
ที่จอหงวนครั้นตั้นกองหยีได้รับเกียรติยศเป็นจอหงวนแล้วก็แต่งตัวตามยศอันธรรมเนียม
เมืองจีนนั้น ถ้าใครได้เป็นจอหงวนแล้ว ต้องแห่เป็นฤกษ์รอบเมืองสามวัน เจ้าพนัก
งานจัดกระบวนแห่เสร็จแล้ว ก็เชิญจอหงวนขึ้นเกี้ยวหามแห่ไปตามถนนรอบพระ
นคร ครั้นกระบวนแห่มาถึงหน้าบ้านงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่ จุยเต็งนั้นมีบุตรสาวคน
หนึ่งอายุ ๑๖ ปี ชื่อนางอุนเกี้ยว ในเวลานั้นผู้คนเซ็งแซ่มาดูแห่จอหงวนฝ่ายนางอุนเกี่ยวอยู่บนหอสูงกำลังเสี่ยงทายหาคู่ เมื่อได้ยินเสียงคนและเสียง
พิณพาทย์ฆ้องกลองดังอึกทึกที่หน้าบ้านนางจึงถือแพรถักที่มีสัณฐานเหมือนตะกร้อ
เดินมาเยี่ยมหน้าต่างตึกดูกระบวนแห่ เวลานั้นพอเกี้ยวตั้นกองหยีจอหงวนมาถึง
หน้าต่างตรงนาง ด้วยบุพเพสันนิวาสของคนทั้งสองเคยสร้างสมมาเป็นคู่กัน ก็
บังเอิญลมพัดม่านที่เกี้ยวจอหงวนแหวกเปิดออกไป จอหงวนแลขึ้นไปเห็นนางอุน
เกี๊ยวต่างให้มีจิตปฏิพัทธ์ผูกใจรักใคร่กันทั้งสองฝ่ายแต่นางพิจารณาดูตันกองหยี เห็นลักษณะอันงามทั้งมีกิริยาเรียบร้อย การไล
หนังสือคงเชี่ยวชาญจึงได้เป็นที่จอหงวน นางคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงเอาลูกตะกร้อ
แพรโยนลงไปให้ถูกกายจอหงวนด้วยธรรมเนียมเมืองจีน ถ้าหญิงคนใดพอใจในบุรุษคนใดก็เอาแพรซึ่งถักเป็น
ลูกตะกร้อนั้นโยนไปถูกชายคนใดแล้ว ก็เป็นรู้กันว่าหญิงผู้นั้นพอใจสมัครแก่ชาย
ผู้นั้นฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อถูกขว้างด้วยตะกร้อแพรแล้ว ก็หยิบลูกตะกร้อนั้นมาถือไว้
แล้วแลดูที่หน้าต่างหอสูงได้ยินเสียงมโหรีพิณพาทย์รับร้องออกแช่เสียงอยู่บนหอนั้น
บัดเดี้ยวใจก็มีหญิงสาว ๆ ประมาณสิบคนเดินออกมาจากประตูใหญ่ตรงเข้ามา แต่
หญิงที่มาหน้าสองคนเข้าจับเกี้ยวที่หามตั้นกองหยีไว้ แล้วหญิงที่มาข้างหลังทั้ง
แปดคน จึงคำนับเชิญตั้นกองหยีว่า นายของข้าพเจ้าซึ่งอยู่บนหอสูงนั้น ให้ข้าพเจ้า
มาคำนับเชิญท่านจอหงวนขึ้นไปพักบนหอสูง รับประทานน้ำชาแก้เหนื่อยก่อนจอหงวนได้ฟังดังนั้นจึงลงจากเกี้ยว หญิงพวกนั้นจึงพาจอหงวนเข้าไปในบ้าน
จอหงวนเดินตามสาวใช้เข้าไปในบ้านถึงหอนั่งรับแขกฝ่ายงุยเต็งกับฮูหยินภรรยา ออกมาเชิญจอหงวนให้นั่งตามที่แล้ว ต่างคนต่าง
คำนับกันตามธรรมเนียม พูดจาสนทนาผูกใจเป็นไมตรีกัน ครั้นได้เวลาฤกษ์ดีแล้ว
จึงจัดการวิวาหมงคล ยกนางอุนเกี้ยวให้แก่จอหงวนแล้วก็ไหว้เทพยดาฟ้าดินและ
ไหว้พ่อตาแม่ยายเสร็จแล้ว จึงจัดการเลี้ยงโต๊ะเป็นการใหญ่สนุกสนานรื่นเริงสำราญ
ตามพักพวกวงศาคณาญาติครั้นเสร็จการเลี้ยงโต๊ะแล้ว ก็ต่างคนต่างคำนับลาพากันกลับไปบ้านเรือน นาง
อุนเกี้ยวกับจอหงวนก็ได้อยู่ด้วยกันเป็นภรรยาสามีกันตามประเพณีครั้นอยู่มาวันหนึ่งเวลาเช้าพระถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออก ขุนนางประทับยังพระ
ที่นั่งราชาอาสน์ ขุนนางเฝ้าพร้อมกันตามตำแหน่งยศผู้ใหญ่น้อยฝ่ายทหารพลเรือน
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามถึงตั้นกองหยีจอหงวนใหม่ว่า จะควรตั้งให้รับราชการ
ตำแหน่งไหนขณะนั้นงุยเต็งกราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าตรวจดูในพระราชอาณาเขตทุกตำบล
ตำแหน่งขุนนางก็บริบูรณ์เต็มหน้าที่ แต่เมืองกังจิวนั้นยังหามีขุนนางผู้จะรักษาเมือง
ไม่ ขอพระองค์ได้โปรดให้ตั้นกองหยีจอหงวนออกไปเป็นผู้รักษาเมืองกังจิว ก็อาจ
รับราชการสนองพระเดชพระคุณได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย ขณะ
เมืองุยเต็งกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นันตันกองหยีจอหงวน ก็เฝ้าอยู่พร้อมกับขุน
นางทั้งหลายในที่นัน พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสังตั้งให้ต้นกองหยีจอหงวนใหม่
นั้นไปว่าราชการเมืองกังจิวตามคำงุยเต็งทูลแล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานแต่งตราตั้ง
มอบให้จอหงวนไปตั้นกองหยีจอหงวนได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็คุกเขาถวายบังคมรับตราตั้งเป็นผู้รักษา
เมืองกังจิวพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จขึ้น งุยเต็งกับจอหงวนก็กลับมายังบ้านแจ้งความ
ให้บุตรภรรยาฟัง ตั้นกองหยีจอหงวนก็ให้บ่าวไพร่จัดเสบียงอาหารกับครอบครัว
พร้อมแล้ว จอหงวนกับนางอุนเกี้ยวภรรยาก็พากันเข้าไปกราบลางุยเต็งกับนางฮูหยิน
ผู้เป็นมารดาของภรรยาฝ่ายงุยเต็งกับฮูหยืนก็ให้ศิลให้พรแก่บุตรเขยและบุตรสาวครันเสร็จการสังเสีย
กันแล้วตั้นกองหยีจอหงวนก็พาภรรยามาขึ้นเกี้ยว บ่าวไพร่หามออกจากบ้านไป
ในเวลานั้นกำลังฤดูร้อนเดือนสามผลไม้กำลังออกช่อใบสง่างาม จอหงวนจึงพูดแก่
ภรรยาว่าจะต้องแวะไปเยื่อนมารดาก่อนเพราะจากกันมานานแล้วพูดดังนั้นแล้วก็
พาภรรยากับบ่าวไพร่เดินตรงมายังบ้านมารดา ครั้นถึงแล้วจอหงวนก็พาภรรยาเข้า
ไปกราบไหว้มารดาโดยความเคารพและชื่นชมยินดีฝ่ายนางเตียวสีแลเห็นบุตรมียศเป็นขุนนาง กลับมาก็มีความยินดียิ่งนัก นาง
เตียวสีจึงถามตั้นกองหยีผู้บุตรว่าเจ้าได้ภรรยามาด้วยหรือจอหงวนจึงแจ้งความแก่มารดาว่า ข้าพเจ้านี้ได้พึ่งบารมีของมารดาเข้าไปสอบ
ไล่ก็ได้ที่จอหงวน มีรับสั่งให้แห่รอบพระนครสามวันตามธรรมเนียมจอหงวนใหม่
บังเอิญกระบวนแห่ไปทางหน้าบ้านท่านใจเสียงนางอุนเกียวผู้นี้กำลังเสี่ยงทายตะกร้อ
แพรอยู่ ได้โยนลงมาถูกข้าพเจ้า ท่านใจเสียงผู้บิดากับฮูหยินผู้มารดามีความกรุณา
จึงได้ยกนางอุนเกี้ยวให้เป็นภรรยาข้าพเจ้า ได้ทำวิวาหมงคลตามธรรมเนียมบัดนี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ โปรดมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าออกไปว่าราชการเมืองกังจิว
ลูกจึงได้แวะเข้ามารับมารดาหมายใจจะเชิญท่านมารดาไปเมืองกังจิวด้วย ท่าน
มารดาจะเห็นควรประการใดนางเตียวสีผู้มารดาได้ฟังบุตรบอกดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้คนใช้จัดสิ่งของ
พร้อมเสร็จแล้ว ตันกองหยี่จอหงวนพร้อมด้วยมารดาและภรรยากับบ่าวไพร่ทังหลาย
ก็ออกเดินตรงไปยังเมืองกังจิวครั้นเดินทางมาได้สองวัน ถึงตำบลบ้านฮวยเตียมก็หยุดพัก เจ้าของเตี๋ยมแซ่
เล้าชื่อเชี้ยวยี่ออกมาเชิญจอหงวนให้หยุดพัก จอหงวนจึงเชิญมารดากับภรรยาผู้คน
บ่าวไพร่เข้าพักอยู่ในเตี๋ยมเล้าเชี้ยวยี่ก็จัดการรับรองให้สมเกียรติยศ ในขณะนั้นบังเอิญนางเตียวสีป่วย
ไม่สบาย จึงบอกแก่จอหงวนผู้บุตรว่า มารดาให้มีอาการปวดหัวตัวร้อนไม่ปรกติ
ขอลูกจงหยุดพักสักสองสามวัน ให้มารดาค่อยสบายแล้วจึงค่อยไปจอหงวนได้ฟังมารดาบอกดังนั้น ก็รออยู่ตามคำมารดา จึงให้เจ้าของโรงเตี้ยม
ไปเที่ยวหายามาให้มารดารับประทาน จอหงวนกับคนทั้งหลายก็ต้องรอพักอยู่ใน
โรงเตี๋ยม ครั้นเวลาเช้าที่หน้าโรงเตี๋ยมมีคนมาร้องขายปลา จอหงวนออกไปดูเห็น
ปลากิมหลียื้อตัวหนึ่งเกล็ดเป็นสีทองคำ จึงซื้อปลาตัวนั้นต่อนายประมงเป็นราคา
หนึ่งเหรียญ แล้วหิ้วปลาเข้ามาในโรงเตี๋ยม ครั้นพิเคราะห์ดูเห็นก็ริยาลูกตาปลา
เพ่งดูก็ให้คิดสงสาร คิดแต่ในใจว่าปลาตัวนี้หน้าที่จะเป็นอาหารของมารดาเราแล้ว
แต่หาควรที่เราจะทำลายชีวิตปลานี้เสียไม่ ปลานี้เป็นคราวเคราะห์ร้ายไม่ควรจะ
เที่ยวมาให้ติดโป๊ะและอวนเลย พิเคราะห์ดูอาการของปลาเหมือนจะกลัว จนหายใจ
หอบเหงือกปะงาบ ๆ อยู่ เราไม่ควรจะทำลายชีวิตปลานี้เสียเลย เพื่อให้เป็นอาหาร
ของมารดาเราจึงกลับคิดว่า ถ้าปล่อยปลาตัวนี้เสียบางทีจะได้รับผลอันวิเศษในทางกุศลที่เป็น
อานิสงส์ของความเมตตากรุณาให้ชีวิตเป็นทาน เมื่อใคร่ครวญคิดไปก็เห็นชอบจึง
เรียกนายประมงมาแล้วก็มอบปลานั้นให้ แล้วสั่งว่าท่านจงนำปลาตัวนี้ไปปล่อยเสีย
ที่เดิม สั่งแล้วก็หยิบอีแปะมาให้นายประมง อีกห้าสิบอีแปะเป็นค่าจ้างให้ช่วยนำ
ปลาไปปล่อยให้ตามคำสั่งนายประมงก็รับอีแปะและปลา นำไปปล่อยที่แม่น้ำฮ่องกังตามเดิมตามคำสั่ง
ของจอหงวนแล้วก็กลับไปบ้านเล่าให้บุตรภรรยาฟังว่า จอหงวนนี้ดีจริงประกอบไป
ด้วยจิตเป็นกุศล คนอย่างนี้ยากนักมิใคร่จะมีฝ่ายจอหงวนกลับเข้ามาในโรงเตี๋ยมแล้ว ก็เข้าไปในห้องนอนของมารดา คุก
เข่าลงคำนับแล้วก็เล่าว่าเมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าซื้อปลากิมหลีอื้อตัวหนึ่ง นำเข้ามาวางลง
ไว้คิดว่าจะต้มให้มารดารับประทานเห็นปลาตัวนั้นมีน้ำตาอันไหลออกมา ข้าพเจ้า
มีจิตคิดสงสารได้ให้เอาปลานั้นไปปล่อยเสียในน้ำแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาแจ้งความแก่
ท่านผู้มารดาให้ได้โมทนาในกุศลเมตตาด้วยนางเตียวสีเมื่อได้ฟังบุตรบอกความดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงพูดแก่บุตร
ว่าเจ้ามีความเมตตาปล่อยสัตว์ดังนี้มีความดีมาก อายุเจ้าจะเจริญยิ่ง มารดาพลอย
มีความยินดีด้วย เดชะผลที่เจ้าปล่อยปลา ดูอาการของมารดาก็ค่อยทุเลาลงเป็น
ลำดับ แต่ยังอิดโรยด้วยเป็นคนชราอายุมากครั้นพักอยู่ที่โรงเตี้ยมนั้นได้สามวันแล้ว จอหงวนคิดวิตกต่อไป ด้วยราชการ
ครั้นจะรอต่อไปอีกก็เกรงจะช้าเกินกว่ากำหนดในท้องตรา จอหงวนจึงเข้าไปหา
มารดาคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ารับพระอักษรรับสั่งให้รีบไปว่าราชการเมืองกังจิว
บัดนี้วันก็จวนจะถึงกำหนดในท้องตราอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าจะผิดในทางราชการ
ไม่ทราบว่ามารดาจะค่อยสบายหรืออย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่าจะรีบไปในวันพรุ่งนี้เช้านางเตียวสีผู้มารดาได้ฟังบุตรพูดดังนั้นจึงพูดว่า ตัวของมารดานี้ก็ไม่ค่อยจะ
แข็งแรงเพราะความชรามากอยู่แล้ว ฤดูนี้เป็นคิมหันต์ ฤดูร้อนกล้ามารดาวิตกว่า
จะไปด้วยเจ้านั้น บางทีจะทำให้โรคกำเริบมากขึ้นได้ ก็จะเกิดความลำบากแก่เจ้า
แม่เห็นว่าถ้าเจ้าหาที่เช่าให้มารดาพักอยู่ไปกว่าจะสิ้นฤดูร้อนเจ้าจึงกลับมารับมารดา
ไปเห็นจะดีกระมัง ส่วนตัวเจ้าจงรีบไปจัดราชการตามรับสั่งเถิด จะไม่เสียราชการ
บ้านเมืองจอหงวนได้ฟังมารดาพูดดังนั้นก็เห็นสมควรตามคำมารดา จึงออกมาข้างนอก
บอกแก่นางอุนเกี้ยว ครั้นตกลงกันแล้วจอหงวนจึงให้เช่าเรือนหลังหนึ่ง และจัดคน
ใช้สอยให้คอยปฏิบัติรักษาและจัดข้าวปลาเสบียงอาหารไว้พร้อมเสร็จแล้วจอหงวน
จึงเข้าไปเชิญมารดาไปพักอยู่ที่เรือนเช่านั้น จอหงวนจึงฝากมารดาของตนแก่ชาว
บ้านซึ่งอยู่ใกล้เคียงแก่เรือนเช่าที่มารดาอยู่นั้นแล้ว รุ่งเช้าจอหงวนจึงให้คนจัดข้าว
ของเสร็จแล้วก็พาภรรยาเข้าไปลามารดา นางเตียวสีผู้มารดาก็ให้โอวาทสั่งสอน
บุตรต่าง ๆ จอหงวนกับภรรยาก็คำนับลามารดารีบพาผู้คนบ่าวไพร่ออกเดินทาง
จะไปยังเมืองกังจิวจอหงวนเมื่อเวลาเดินทางมีความลำบากมาก กลางวันก็รีบเดินกลางคืนก็หยุด
พักตามระยะทาง ครั้นเดินมาถึงปากน้ำฮ่องกังก็หยุดพักผู้คนบ่าวไพร่แล้ว เห็นที่
ริมฝั่งแม่น้ำมีเรือลำหนึ่งมีคนอยู่ในเรือสองคน คนหนึ่งชื่อฮองแซ่เล่า คนหนึ่งชื่อ
แพแซลี้ฝ่ายเล่าฮองลี้แพแลเห็นคนยืนอยูริมฝั่งจึงถ่อเรือเข้ามาใกล้ แล้วร้องถามว่าท่าน
ทั้งปวงนี้จะข้ามฟากหรือจอหงวนจึงตอบว่าเราจะข้ามไปเมืองกังจิว เจ้าของเรือได้ฟังดังนั้นจึงเทียบเรือ
เข้ามาริมตลิ่งจะรับ ครั้นเรือเข้าถึงแล้วจอหงวนจึงให้คนใช้จัดแจงข้าวของลงในเรือ
จ้างเสร็จแล้ว จอหงวนกับภรรยาและบ่าวไพร่ก็พร้อมกันลงเรือจ้าง เจ้าของเรือก็
คำเรือออกจากท่าตรงจะไปเมืองกังจิว เวลานั้นเป็นคราวเคราะห์ของตันกองหยีร้าย
เวรกรรมที่ทำไว้แต่ชาติก่อนติดตามมาให้ผลเมื่อขณะขนของพากันลงเรือออกจากท่าแล้ว เล่าฮองนั่งอยู่ข้างท้ายเรือ แล
เข้าไปในประทุนเห็นนางอุนเกี้ยวภรรยาจอหงวนรูปร่างงามน่ารัก มีลักษณะมารยาท
งามพร้อมเล่าฮองเห็นดังนั้นให้มีจิตกระสันในการประเวณีก็บังเกิดใจร้ายขึ้นทันที
ในขณะนั้นจึงคิดอุบายกับลี้แพเสร็จแล้ว ก็พูดแก่จอหงวนว่าเวลานี้ลมก็ต้านหน้า
น้ำก็เชี่ยวจะต้องหาที่บังลมพักต่อเวลาดึกลมตกจึงจะไปได้ ว่าแล้วก็ค้ำเรือเข้าไป
แอบที่บังลมในที่อันเปลี่ยว ครั้นเวลาดึกสองยามเห็นจอหงวนกับบ่าวไพร่หลับสนิท
หมดแล้ว เล่าฮองกับลี้แพถืออาวุธเข้าไปในประทุนเรือจับพวกบ่าวไพร่ของจอหงวน
ฆ่าเสียสิ้นแล้ว ก็เอาซากศพสิ้นด้วยกันโยนลงในน้ำ แล้วช่วยกันทุบตีจอหงวนจน
ตายเอาศพทิ้งลงในน้ำฝ่ายนางอุนเกี้ยวเห็นเขาฆ่าผัวกับบ่าวไพร่ดังนั้นก็มีความกลัวตกประหม่าเหมือน
ชีวิตจะออกจากร่าง ครั้นได้สติก็เปิดหน้าต่างท้ายเรือจะกระโจนลงน้ำให้ตายเสียเล่าฮองเห็นดังนั้น จึงเข้าจับยุดนางไว้แล้วจึงพูดว่า เจ้าอย่าตายเสียเลยยอม
เป็นภรรยาเราแล้ว สารพัดสิ่งของทั้งปวงเราจะยกให้แก่เจ้าทั้งสิ้น แม้เจ้าขีนดื้อดึง
ไปไม่ปลงใจด้วยเรา เราจะเชือดเนื้อเจ้าให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่แล้ว จะตัดตัวเจ้า
เป็นสามท่อนทิ้งลงในน้ำให้เจ้าตายตามสามีของเจ้าไปนางอุนเกี้ยวได้ฟังอ้ายโจรพูดสำทับคาดคั้นดังนั้น ก็คิดตรึกตรองอยู่ไม่เห็น
อุบายอันใดที่จะเอาตัวรอดให้พ้นจากอำนาจของมันได้จึงพูดว่า เวลานี้ตัวข้าพเจ้า
มีครรภ์อยู่จะขอผลัดพอให้คลอดบุตรแล้วก็ตามแต่ท่านจะเมตตาชุบเลี้ยงไม่ขัดขึน
น้ำใจท่านเล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็ให้บังเอิญเคลิบเคลิ้มเชื่อถือว่านางจะปลงใจด้วยจริงให้
มีความยินดียิ่งนัก จึงมอบเรือจ้างให้ลี้แพจัดแจงหากินต่อไปตามเคย ส่วนตัวเล่า
ฮองก็รวบรวมเครื่องยศของจอหงวนใส่แต่งตัว เสร็จแล้วหยิบตราสำหรับเมือง และ
สิ่งของเครื่องสำหรับขุนนางเสร็จแล้ว ก็พานางอุนเกี้ยวขึ้บบกเดินตามระยะทางตรง
ไปยังเมืองกังจิว เมื่อเวลากลางคืนที่เล่าฮองฆ่าพวกบ่าวไพร่จอหงวน และจอหงวน
ในวันนั้นซากศพก็กระจัดกระจายลอยไปตามน้ำ แต่ส่วนซากศพจอหงวนนั้น
บันดาลให้ตกจมอยู่ในที่นั้น ไม่เป็นอันตรายเพราะอำนาจบุญของบุตรที่จะได้เป็น
เชื้อสายสืบพระพุทธศาสนาต่อไปในภายหน้าฝ่ายพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋องเที่ยวตรวจตระเวนมาตามลำแม่น้ำ ครั้นมา
ปะซากศพของจอหงวนก็ตกใจจึงรีบกลับไปยังบาดาล นำความไปแจ้งแก่พระยา
เล่งอ๋องว่าขอพระองค์ได้ทราบ ในลำแม่น้ำฮ่องกังนั้นไม่ทราบว่าผู้ใดตีนักเรียนคน
หนึ่งตาย แล้วซากศพทิ้งจมน้ำอยู่พระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงสั่งคนใช้ให้ไปนำเอาศพนั้นมา แล้วพระยาเล่ง
อ้องก็ออกมาดูพิจารณาโดยละเอียดแล้วจึงพูดว่า นักเรียนคนนี้เราจำได้ชัดเจนแล้ว
คือเป็นผู้มีคุณแก่เรา ได้ช่วยชีวิตเราเมื่อครั้งก่อนเราแปลงเป็นปลาไปเที่ยวตรวจตาม
ลำแม่น้ำ ชาวประมงจับเราได้ท่านผู้นี้ได้ซื้อเรามาจากนายยประมงแล้วจึงปล่อยเรา
มาเราจึงได้รอดชีวิต ท่านผู้นี้มีคุณแก่เรามากนักจำเราจะต้องตอบแทนคุณท่านบ้าง
ว่าดังนั้นแล้วจึงเรียกคนใช้ให้รีบขึ้นไปยังศาลพระภูมิเจ้าที่ขอรับดวงจิต คือชีวิตและ
วิญญาณของตันกองหยีจอหงวนลงมายังบาดาลฝ่ายพระภูมิเจ้าที่เมื่อทราบดังนั้น ก็มอบจิตวิญญาณของตั้นกองหยีจอหงวน
มากับคนใช้ของพระยาเล่งอ๋อง คนใช้ก็นำจิตวิญญาณจอหงวนมาส่งให้แก่พระยา
เล่งอ้อง พระยาเล่งอ๋องจึงถามจิตวิญญาณของตั้นกองหยีจอหงวน ตั้นกองหยีจอ
หงวนก็ชี้แจงตั้งแต่ต้นจนปลายตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น ให้พระยาเล่งอ๋อง
ทราบทุกประการพระยาเล่งอ๋องจึงพูดว่า เดิมท่านได้ปล่อยปลากิมหลีอื้อตัวนั้น คือตัวข้าพเจ้า
เอง ท่านได้ช่วยข้าพเจ้าให้รอดชีวิตเป็นมาได้ เวลานี้ข้าพเจ้าก็ต้องสนองพระคุณ
ท่านช่วยท่านบ้างพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ยกศพตั้นกองหยีจอหงวนไปไว้ในห้อง
ที่ลับแล้ว เอาแก้ววิเศษใส่ปากซากศพนั้นไว้ ประสงค์จะมิให้ซากศพนั้นเป็นอันตราย
ต่อภายหลังสิ้นเคราะห์แล้ว จึงจะเอาดวงจิตของท่านใส่ให้ท่านตามเดิม แล้วจึง
จะส่งท่านขึ้นไปยังเมืองมนุษย์คิดแก้แค้นอ้ายคนพาล แต่เวลานี้วิญญาณของท่าน
ต้องอยู่ในบาดาลนี้ก่อน ข้าพเจ้าขอตั้งให้วิญญาณของท่านเป็นผู้สำเร็จราชการดวง
จิตจอหงวนรับคำและขอบคุณพระยาเล่งอ๋อง วิญญาณจอหงวนก็รับราชการอยู่
ในบาดาลตั้งแต่นั้นมาฝ่ายนางอุนเกี้ยว เมื่อเวลาตามเล่าฮองไปนั้น ก็มีจิตคั่งแค้นเป็นที่สุด แต่ไม่รู้
ที่จะคิดประการใด จำใจจำเป็นต้องนิ่งทนความแค้นและความโศกอยู่ในใจดังนั้นแล้วมาคิดถึงที่ตนมีครรภ์กับจอหงวนได้สามเดือนเศษแล้ว ยังหารู้ว่าบุตรใน
ครรภ์จะเป็นหญิงหรือชายไม่ครั้นจะฆ่าตัวตายเสียก็สงสารแก่บุตรที่ในครรภ์ แต่คิด
อะหลักอะเหลืออยู่ไม่รู้ที่จะทำประการใดดี นางเดินพลางคิดพลางตามระยะทางไป
ครั้นมาถึงเมืองกังจิว พวกข้าราชการในเมืองรู้ว่าขุนนางในเมืองหลวงออกมาเป็น
ผู้รักษาเมือง ก็พากันออกมาต้อนรับเข้าไปในเมือง นำมาพักที่จวนสำหรับเป็นที่
อยู่แห่งเจ้าเมืองแต่ก่อน ๆ มาจอหงวนปลอมก็เข้าพักในที่สำหรับเจ้าเมืองพวกขุนนางกรมการทังหลาย ก็พากันมาคำนับตามธรรมเนียมเล่าฮองจึงพูด
แก่ขุนนางทั้งหลายว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ก็เพราะจะรับราชการต่างพระเนตรพระ
กรรณของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทั้งหลายจงเป็นธุระช่วยข้าพเจ้าด้วย เพราะ
ข้าพเจ้ายังไม่ทราบการทั่วไปได้ ตัวท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันการจึง
จะเป็นไปได้ พวกขุนนางทั้งหลายก็มิได้ทราบว่า เล่าฮองเป็นขุนนางปลอมจึงพูด
ตอบว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไล่ได้ถึงชั้นจอหงวนอาจสามารถจะรักษาราชการและ
ราษฎรดุจบุตรของท่านส่วนหน้าที่ในโรงศาลพวกข้าพเจ้าก็เคยกระทำมาแล้ว
ขอท่านได้โปรดแนะนำความเจริญสุขทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง พวกข้าพเจ้า
ทั้งหลายจะขอพึ่งบุญบารมีท่านสืบไป ครั้นสนทนากันตามธรรมเนียมแล้วก็พากัน
ลาเจ้าเมืองปลอมกลับไปตั้งแต่เล่าฮองมาอยู่เมืองกังจิว ก็มิได้มีผู้ใดรู้ว่าเล่าฮองเป็นโจรไม่ ครั้นอยู่มา
วันหนึ่ง เล่าฮองมีกิจธุระออกจากที่อยู่ไปตรวจราชการมิได้อยู่ที่จวนฝ่ายนางอุนเกียวนังอยู่บนหอเย็น ตรึกตรองถึงตัวด้วยตกอยู่ในที่ลำบากยาก
แค้น แล้วกลับหวนคิดถึงนางเตียวสีผู้มารดาของจอหงวนซึ่งได้ความลำบากพักอยู่
กลางทาง จะร้ายดีประการใดก็ไม่ทราบขณะเมื่อตรึกตรองอยู่นั้น บังเอิญให้
ร่างกายของนางเมื่อยเพลียท้องก็ให้เจ็บปวดสาหัส จนเหลือที่จะทนก็ซบหน้าลงกับ
พื้นแทบจะสิ้นสมปฤดี พอลมกรรมชวาตพัดส่งนางก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย
ในขณะนันนางอุนเกียวได้ยินเหมือนเสียงคนมากระซิบบอกที่หูว่า เจ้าจงจำคำของ
เราไว้เราคือดาวนำเต็กแชกุน พระกวนอิมให้เรานำเอาบุตรมาให้เจ้า บุตรคนนี้นาน
ไปเมื่อหน้าถ้าเติบใหญ่จะมีชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน จะมีบุญญาธิการเชี่ยวชาญ
มาก เจ้าจงอุตส่าห์รักษาไว้ให้ดี เมื่อภายหน้าแม่ลูกจะได้พบกัน ถ้าเล่าฮองมัน
กลับมา เห็นว่าเจ้าคลอดบุตรเป็นชายมันก็จะเอาทารกไปฆ่าเสีย เจ้าจงแก้ไขด้วย
ปัญญาของเจ้าให้จงดี แต่สามีของเจ้านั้นเวลานี้ยังอยู่ในบาดาล พระยานาครับ
เอาไปเลี้ยงไว้มีความสุขสบายยังหาเป็นอันตรายไม่ ต่อไปภายหน้าผัวเมียจะได้
พบกันฝ่ายนางอุนเกี้ยวก็ตกใจลืมตาขึ้นแลดูมิได้เห็นผู้ใด นางมีความอัศจรรย์ใจยิ่ง
นักซะรอยจะเป็นผู้วิเศษจะมาบอกให้นางจำได้ทุกสิ่งทุกประการ เห็นว่าสามี
คงจะยังไม่เป็นอันตรายเป็นแท้เหตุนี้คงจะเป็นเทพาอารักษ์มาช่วยบอกให้จึงอุ้ม
บุตรขึ้นวางตักแล้วไม่รู้ที่จะทำประการใดนั่งเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเล่าฮองเมื่อกลับมาเข้าไปในห้อง เห็นนางอุนเกียวอุ้มบุตรอยู่ มีความริษยา
และโกรธขึ้งยิ่งนัก จึงพูดแก่นางอุนเกี้ยวว่าเด็กคนนี้เอาไว้ไม่ได้ เจ้าจงส่งมาให้
เรา ๆ จะเอาไปโยนน้ำเสียจึงจะได้นางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังเล่าฮองว่าดังนั้นก็ตกใจ แต่แกล้งทำใจดีตอบเล่าฮองว่า
ท่านอย่าเพ่อทำใจเร็ววู่วามคนทั้งหลายล่วงรู้จะเป็นที่กินแหนงว่า เหตุใดท่านจึงได้
อาบุตรที่รักไปทำเสียดังนันเล่า ผิดวิสัยและธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย จะเกิดความ
ารหานินทาขึน รอแต่พอเวลาคำข้าพเจ้าจะนำเอาไปทิงนำเสีย จึงจะไม่มีเหตุการณ์
ต่อไป ท่านจะเห็นเป็นประการใดเล่าฮองได้ฟังนางอุนเกี๊ยวชี้แจงดังนั้นก็เห็นจริง สำคัญเสียว่านางเป็นใจด้วย
ก็มีความยินดี พอคนใช้เข้ามาบอกว่า มีพวกโจรป่าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของ ๆ ราษฎร
ชาวตลาดเล่าฮองได้ฟังดังนั้น จึงสั่งนางอุนเกี้ยวว่าตัวเราจะรีบไประงับโจจผู้ร้าย
ข้างนอกเมือง เจ้าอยู่ข้างหลังจงเอาทารกนี้ไปโยนนำเสียโดยเร็ว ครั้นสังนางดัง
นันแล้วเล่าฮองก็ออกมาข้างหน้า จัดแจงผู้คนบ่าวไพร่ยกออกจากบ้านไปฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อเห็นเล่าฮองออกไปแล้ว จึงคิดว่าแม้เอาลูกคนนี้ไว้เล่าฮอง
มันกลับมาก็คงไม่รอด จำเป็นจะต้องเอาไปลอยน้ำเสียโดยเร็ว เมื่อจะเป็นตายประ
การใดก็แล้วแต่กุศลผลกรรม เดชะบุญเทพยดาฟ้าดินช่วยชักนำให้รอดชีวิตเมื่อภาย
หน้าก็คงจะได้พบกัน ครั้นนางคิดดังนั้นแล้ว ก็กัดนิ้วมือของตนให้โลหิตไหลออก
แล้วก็เอาโลหิตเขียนหนังสือบอกเหตุการณ์ทุกข์ยากตั้งแต่ต้นจนปลายแล้วเขียนแซ่
และชื่อบิดามารดาและวงศาคณาญาติทุกประการ ครั้นเขียนแล้วก็พับซ่อนไว้แล้ว
มามีความวิตกต่อไปภายหน้าว่า ไปพบปะกันเข้าก็จะไม่รู้จักบุตรจำจะต้องทำสำคัญ
ในกายตัวแห่งบุตรไว้ คิดแล้วนางจึงแข็งใจกัดนิ้วเท้าข้างซ้ายของบุตรให้เป็นรอย
ไว้เป็นสำคัญเสร็จแล้ว ก็เอาเสื้อชั้นในของนางห่อบุตรพลางร้องไห้พลางแล้วก็กลัว
อ้ายโจรมันจะกลับมาบุตรจะเป็นอันตราย นางเหลียวซ้ายแลขวาเห็นเวลาว่างคน
ก็อุ้มบุตรออกไปจากตึกเดินแอบลงไปตามริมฝั่งแม่น้ำ นางคร่ำครวญอาลัยบุตรอยู่
มิใคร่จะจากบุตรได้ ให้พะวักพะวนดุจจะชีวิตจะขาดจากร่างกายแตกทำลายลง
ไปในเวลานั้น เดชะกุศลผลบุญคนทั้งสองที่จะได้พบกันในภายหน้า บังเอิญให้นาง
เห็นกระดานแผ่นหนึ่งอยู่ในที่นั้นนางจึงวางบุตรลงไว้ลงไปลากกระดานนั้นมาที่ริม
ตลิ่งแล้ว จึงยกมือขึ้นประนมนมัสการตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ตัวข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าอุนเกี้ยว
มีความสัตย์สุจริตต่อสามีขอให้เทพยดาที่รักษาแม่น้ำยมนานทีช่วยบุตรข้าพเจ้าให้
พ้นจากอันตราย ด้วยอำนาจเทพยดาฟ้าดินทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในฝั่งน้ำจงช่วย
อภิบาลบำรุงรักษาบุตรข้าพเจ้าด้วยอธิษฐานแล้วก็วางบุตรลงเหนือแผ่นกระดาน
เอาผ้าคาดเอวผูกติดแก่กระดานแล้ว เอาหนังสือที่เขียนด้วยโลหิตฉบับนั้นวางสอด
ไว้ในผ้าบนอกบุตรเสร็จแล้ว นางก็แข็งใจเสือกกระดานให้ลอยไปตามกระแสน้ำไหล
ยืนแลตามดูจนลับตาแล้ว ก็แข็งใจกลั้นความโศกกลับมายังบ้าน ครั้นเล่าฮองกลับ
มานางก็เล่าความให้ฟังทุกประการ เล่าฮองก็ค่อยคลายความวิตกฝ่ายทารกเมื่อมารดาวางบนกระดานเสือกลอยมาในน้ำ ก็ไหลตรงไปถึงหน้าท่า
วัดกิมซัวยี่ ก็เข้าเกยติดอยู่กับริมฝั่งน้ำที่วัดกิมชัวยี่ ในวัดนั้นมีสมภารใหญ่องค์หนึ่ง
นามเรียกว่า (ฮวดเม้งท้ายซื่อ) คือเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้ถือสิกขาวินัยเคร่งครัด
มากได้บรรลุธรรมถึงมานสมาบัติเบื้องบน (ในคำกล่าวดูเหมือนจะแจ้งมรรคผล)ฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซือ เวลานั้นเข้าที่ระงับอารมณ์อยู่ ได้ยินเสียง
เด็กร้องอยู่ข้างท่าน้ำ มีความประหลาดใจก็ลุกเดินออกมาตรงลงไปที่ท่าน้ำ จึง
พิเคราะห์ดูตามเสียงทารกร้อง จึงเห็นที่ริมฝั่งมีเด็กน้อยนอนอยู่บนแผ่นกระดาน
ก็ให้คิดพิศวงประหลาดใจมาก จึงรีบเดินลงไปที่ทารก แก้ผ้าที่รัดเด็กออกแล้ว จึง
เห็นหนังสือฉบับหนึ่งอยู่บนอกเด็ก พระอาจารย์จึงหยิบหนังสือนั้นมาคลี่ออกอ่าน
ดูก็รู้มูลเหตุของเด็กนันทุกประการ จึงอุ้มเด็กนั้นกลับมายังกฎีโดยความกรุณา
าังซือให้เรียกว่า (กังลิว) แปลว่าลอยคลอง พระอาจารย์จึงเก็บหนังสือฉบับนันซ่อนไ่
แล้วจึงสั่งแก่ศิษย์ทั้งหลายให้เลี้ยงเด็ก เอานมและเนยป้อนและอาบน้ำให้นอน
ตามเวลา ครั้นจำเนียรกาลนานมา เด็กกังลิ้วนั้นก็เติบใหญ่อายุได้สิบแบดปี พระ
อาจารย์ฮวดเม้งเห็นเด็กกังลิ้วเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ก็ให้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีน พระ
อาจารย์ให้นามว่า (เหี้ยนจึง) ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเป็นฤดูเดือนห้าอากาศกำลังร้อน
จัด พวกสานุศิษย์ทั้งหลายพากันมานั่งใต้ร่มไม้ ต่างก็สังวัธยายข้อวัตรปฏิบัติใน
เวลานั้น มีเถรโค่งรูปหนึ่งเป็นคนเลอะเทอะพูดจาโฮกฮากไม่รู้จักข้อวัตรปฏิบัติ แต่
ทำอวดรู้ถามศาสนาแก่หลวงจีนเหี้ยนจึง หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ตอบแก้ไขได้ต่างๆ ครั้น
ถึงคราวหลวงจีนเหี้ยนจึงถามบ้างเถรโค่งก็จนในข้อความที่ถาม จึงได้มีความอาย
แก่เพื่อนศิษย์ทั้งหลาย บันดาลโทสะกล้าเหลือที่จะอดกลั้น จึงต่อว่าหลวงจีน
เหี้ยนจึงด้วยคำหยาบว่า อ้ายเดียรัจฉานไม่รู้สึกตัว ชื่อแช่ก็ไม่มี พ่อแม่ก็ไม่รู้จัก
ยังจะทำอวดรู้เป็นผู้วิเศษกว่าคนทั้งหลายหรือหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังคำเถรโค่งด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าดังนั้นก็มีความอาย
แก่พวกศิษย์วัดด้วยกันอุตสาห์กลั้นน้ำตา เดินเข้าไปหาพระอาจารย์ ครั้นถึงก็คลาน
เข้าไปกราบไหว้แล้วก็คุกเข่าลงร้องไห้พลางถามพระอาจารย์พลางว่า อันธรรมดา
เกิดมาในโลกมี รูปและนามนั้น ก็ย่อมอาศัยครรภ์แห่งมารดาโดยการอสัทธรรม
แห่งบิดาจึงได้เกิดได้ มีแห่งรูปนามของมนุษย์ชาติ ขอพระอาจารย์ได้โปรดบอก
นามของบิดาและมารดาแห่งข้าพเจ้าว่า อยู่ที่ใด ตำบลใด ชื่อไรแซ่ใด ข้าพเจ้า
จะได้รู้จักไว้เพื่อจะได้สนองพระเดชพระคุณท่าน ถามดังนั้นแล้วก็ก้มหน้าลงร้องไห้ฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายชือ ได้ฟังหลวงจีนเหี้ยนจึงถามดังนั้นและร้องไห้
อยู่ ให้มีจิตสังเวชเป็นที่สุดจึงพูดว่าถ้าอยากจะทราบเรื่องของบิดามารดา จงตาม
มาในกฎีจึงจะรู้ได้ ว่าแล้วพระอาจารย์ก็ลุกเดินเข้าไปในกุฎีหลวงจีนเหี้ยนจึงก็เดิน
ตามเข้าไปพระอาจารย์จึงหยิบหนังสือลับ กับเสื้อชั้นในของมารดาหลวงจีนเหี้ยน
จึงที่ซ่อนไว้นั้นออกมาส่งให้ดูหลวงจีนเหี้ยนจึงรับเสื้อกับหนังสือมาดู ตั้งแต่ต้นจนปลายก็รู้เรื่องว่า บิดา
มารดาชื่อนั้นและถูกโจรทำร้ายได้ความคับแค้นแสนสาหัส ครั้นอ่านทราบเรื่องแล้ว
ก็ร้องไห้จนสลบลงกับที่ฝ่ายพระอาจารย์เห็นดังนั้น ก็เข้าช่วยบีบนวดเส้นสายแก้ไขหลวงจีนเหี้ยนจึงก็
ฟื้นขึ้น จึงพูดว่าเกิดมาอายุได้สิบแปดปีแล้วก็ยังไม่เห็นหน้าบิดาและมารดาว่าเป็น
อย่างไร และทั้งมิได้ทดแทนพระคุณเลย มาวันนี้จึงรู้ชัดได้ ถ้าไม่มีพระอาจารย์
อุปถัมภ์เลี้ยงดู ที่ไหนเลยจะได้มีชีวิตรอดมาถึงเพียงนี้ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว จึงกราบเรียนพระอาจารย์ว่าข้าพเจ้าจะขอกราบ
ลาพระอาจารย์ไปเที่ยวเสาะแสวงหามารดา ถ้าพบปะกันแล้วจะได้สืบหาย่าและ
ศพบิดาจะได้สนองพระคุณท่านซึ่งเป็นต้นแช่และตระกูลถ้าเสร็จธุระแล้วจะกลับมา
นมัสการพระอาจารย์ต่อไปฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซือ ได้ฟังหลวงจีนเหี้ยนจึงลาดังนั้น ก็ยอม
อนุญาตให้ไป แล้วกำชับสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงว่าแม้นจะไปหามารดา จงเอาหนังสือ
ที่เขียนด้วยโลหิตกับเสื้อของมารดานั้นไปด้วย เพราะเป็นสิ่งสำคัญเครื่องหมายและ
ให้ทำกิริยาเหมือนไปเที่ยวเรี่ยไร เมื่อเดินไปตามหนทางที่จะเข้าเมืองกังจิวนั้นจง
ตรงเข้าไปที่จวน ถ้าถึงศาลที่ชำระความแล้ว จงทำกิริยาเป็นทีหลวงจีนบ้านนอก
ร้องขอเรี่ยไรคงจะได้พบกับมารดาสมความปรารถนา