หน้าแรก > ไซอิ๋ว > Lem2

002 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๒

หลวงจีนเหี้ยนจึง ครั้นได้ฟังพระอาจารย์แนะนำสั่งสอนดังนั้นแล้ว ก็นมัสการ
ลาออกมาข้างนอก จัดแจงเอาของสำคัญของมารดาใส่ย่ามเสร็จแล้ว ก็ออกจาก
วัดเดินตั้งหน้าตรงไปยังเมืองกังจิวเมื่อเดินไปเกือบใกล้จะถึงเมืองเข้าแล้ว ให้บังเอิญเวลานั้นเล่าฮองมีกิจสำคัญ
อย่างหนึ่ง ก็จัดแจงผู้คนบ่าวไพร่ออกจากบ้านจะไปข้างนอกเมือง โดยเทพยดาเข้า
ดลใจที่จะให้แม่ลูกได้พบกันครั้นหลวงจีนเหี้ยนจึงมาถึงเมืองกังจิว ก็เดินเข้าไปยังศาลาว่าการหน้าจวน
แกล้งทำเป็นร้องเรี่ยไรฝ่ายนางอุนเกี้ยว เมื่อเวลากลางคืนที่ล่วงไปนั้นนางนิมิตรฝันเห็นไปว่า เห็น
พระจันทร์เหมือนข้างแรมไม่เต็มดวงบริบูรณ์ ครันนางพิจารณาดูไปก็กลับเห็น
เต็มดวงสว่างเหมือนอย่างเดิม ครั้นตื่นขึ้นแล้วก็นั่งตรึกตรองคิดถึงความนิมิตฝัน
แล้วหวนคิดถึงนางเตียวสีผู้แม่ผัวว่า เมื่อจอหงวนจะจากมาก็ยังป่วยอยู่ยังหาหาย
เป็นปรกติไม่ ไม่ทราบว่าจะร้ายดีประการใด และคิดถึงบุตรชายที่ลอยน้ำไปนั้น
จะเป็นตายประการใดก็ไม่ทราบ ถ้ามีผู้เก็บได้เลี้ยงไว้ปานนี้ก็ได้สิบเก้าปีแล้ว นาง
นั่งคร่ำครวญคิดถึงสามีและบุตรอยู่ดังนั้น พอได้ยินเสียงคนมาเรี่ยไรจึงเดินออกมา
ที่หน้าหอ แลเห็นหลวงจีนหนุ่มน้อยเดินร้องเรี่ยไรอยู่ นางจึงถามว่า หลวงจีน
องค์นี้อยู่สำนักที่วัดใดจึงเที่ยวมาเรี่ยไรจนถึงที่นี่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงเห็นมารดามาถามดังนั้น จึงบอกว่าข้าพเจ้าอยู่วัด (กิมซัวยี่)
เป็นสานุศิษย์ของพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซื่อนางจึงตอบว่า ถ้าท่านอยู่วัด เกิมซัวยี่) แล้วขอนิมนต์หยุดพักก่อน นางจึงเรียก
คนใช้ให้พาหลวงจีนขึ้นมาบนหอนั่ง แล้วจึงให้คนใช้ยกน้ำชามาถวาย แล้วนางสั่ง
ให้สาวใช้หาเครื่องแจถวายนางสาวใช้ก็จัดเครื่องแจมาถวายฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงรับประเคนแล้ว ก็นั่งฉันตามสมณเพศ นางอุนเกี้ยว
นั่งพิเคราะห์ดูหลวงจีนหนุ่มน้อย มีลักษณะก็ริยามารยาทรูปโฉมคล้ายคลึงเหมือน
ตั้นกองหยีจอหงวนผู้สามี จะนั่งเดินก็ดูไม่ผิดกับจอหงวน นางเห็นดังนั้นก็ยิ่งนึก
สงสัยอยู่ในใจ ครั้นจะถามก็เกรงความจะแพร่งพรายนางจึงอุบายลวงสาวใช้ให้ไป
เสียให้พ้นในที่นั้น แล้วนางจึงถามหลวงจีนว่า ท่านบวชตั้งแต่เล็กมาหรือบวชเมื่อ
ใหญ่บิดามารดาชื่อไรแซ่ใด บิดามารดาอยู่พร้อมกันหรือประการใดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาถามดังนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าไม่ได้บวชตั้งแต่เล็ก
บวชเมื่ออายุได้สิบแปดปี ข้าพเจ้ามีความทุกข์ร้อนคับแค้นมากนัก เพราะกรรมเวร
ของข้าพเจ้า ด้วยบิดาของข้าพเจ้าต้องรับโจรภัยถึงแก่ความตาย มารดาของข้าพเจ้า
ตกอยู่ในมือโจร พระอาจารย์บอกให้มาในเมืองกังจิวว่าจะได้พบท่านผู้มารดา
ข้าพเจ้าจึงได้ทำเป็นมาเรี่ยไรทั้งนี้ ก็เพื่อประสงค์จะได้พบแก่มารดาผู้บังเกิดเกล้า
ข้าพเจ้าเมื่อยังเล็กชื่อกังลิ้วครั้นบวชแล้วท่านอาจารย์ให้นามว่าเหี้ยนจึงนางได้ฟังหลวงจีนบอกดังนั้นแล้ว จึงบอกว่าอุนเกี้ยวนั้นคือชื่อของฉันเอง ท่าน
มีอะไรเป็นพยานบ้างหรือไม่เล่าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ยินนางบอกซื่อดังนั้นก็รู้แน่ว่ามารดา ลุกจากเก้าอี้คุกเข่า
ลงตรงหน้ามารดา แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปเป็นอันมาก แล้วจึงพูดว่า ถ้ามารดา
ยังมีความสงสัยอยู่ไม่เชื่อ ข้าพเจ้ายังมีสิ่งสำคัญคือหนังสือเขียนด้วยโลหิตและเสื้อ
เป็นพยานอยู่จึงหยิบหนังสือและเสื้อออกมาส่งให้มารดานางอุนเกี้ยวรับเอาเสื้อกับหนังสือมาพิจารณาดู ก็รู้แน่ว่าเป็นบุตรจริงแล้ว ต่าง
คนต่างก็ร้องไห้รักกันเป็นอันมาก แล้วนางจึงบอกหลวงจีนผู้บุตรว่า ท่านรีบกลับ
ไปวัดเสียโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่อ้ายโจรมันกลับมาจะสงสัยอันตรายจะมีหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาว่าดังนั้น จึงตอบว่าข้าพเจ้าเกิดมาได้สิบแปดบี
แล้ว พึ่งได้พบมารดาวันเดียวนี้ มารดาจะให้ข้าพเจ้าละมารดาไปเสียนั้น ข้าพเจ้า
มีความอาลัยเป็นที่สุดแล้วไม่สามารถจะทิ้งมารดาไปได้นางอุนเกี๊ยวจึงปลอบบุตรว่า ท่านจงเชื่อมารดาเถิดด้วยอ้ายเล่าฮองผู้นี้ใจคอ
มันร้ายกาจหยาบช้านัก ถ้ามันมาพบเราแม่ลูกเข้า บางทีมันจะฆ่าเสียทั้งสองคน
จงกลับไปเสียก่อนเถิดวันพรุ่งนี้มารดาจะทำเป็นป่วย เพราะเดิมได้บนไว้ว่า จะถวาย
รองเท้าหลวงจีนสักร้อยคู่ มารดาจะไปแก้บนที่วัด จึงค่อยพบกันใหม่ อุบายที่
มารดาคิดนี้เห็นพอจะเอาตัวรอดได้ พ่อจงรีบกลับไปเสียก่อนเถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงคำนับลามารดา
รีบกลับไปยังวัดฝ่ายนางอุนเกียวครันหลวงจีนผู้บุตรกลับไปแล้วนางก็แกล้งทำเป็นบ่วยไม่มี
ความสบาย ตั้งแต่นางได้พบแก่บุตรแล้วก็มีความดีใจหาที่เปรียบมิได้ ครันว่าเห็น
เล่าฮองจวนจะกลับมา นางแกล้งทำนอนครางอยู่บนเตียงนอนเล่าฮองกลับมาเห็นนางนอนครางอยู่ดังนั้น จึงถามว่าเจ้าเจ็บป่วยเป็นประการ
ใดหรือนางจึงตอบว่าเมื่อฉันยังเล็กอยู่นั้นได้อธิษฐานไว้ว่าจะถวายรองเท้าให้หลวงจีน
ร้อยคู่ ก็ยังหาได้ถวายไม่เมื่อประมาณได้สักห้าวันมาแล้ว ฉันฝันเห็นว่ามีหลวงจีน
องค์หนึ่งถือดาบมายืนตรงหน้าร้องทวงรองเท้า ตั้งแต่วันนั้นมาใจคอก็ไม่สบายเลย
จึงได้ป่วยเจ็บมาดังนี้ เล่าฮองได้ฟังนางบอกดังนั้นจึงพูดว่าการเล็กน้อยเท่านั้น
ทำไมจึงไม่บอกให้รู้จะได้จัดแจงแก้เสีย พูดดังนั้นแล้วจึงออกมาหน้าจวนขึ้นนั่งที่
ว่าราชการเรียกคนใช้ซ้ายขวามาสั่งว่า ให้ไปบอกชาวบ้านในกำแพงเมืองกังจิว
ทุก ๆ บ้านให้ทราบทั่วกันว่าให้จัดทำรองเท้าหลวงจีนบ้านละคู่ กำหนดห้าวันให้
นำมาส่งให้พร้อมกัน คนใช้ก็ไปสั่งตามคำเจ้าเมืองปลอมสั่งทุกประการฝ่ายพวกชาวบ้านได้ฟังคนใช้ของเจ้าเมืองมาสั่ง ก็รีบจัดหาและทำ ครั้นเสร็จ
แล้วก็นำมามอบให้พนักงานทุก ๆ คนฝ่ายเล่าฮองครั้นเห็นราษฎรนำรองเท้าเข้ามาส่งตามคำสั่งครบแล้ว จึงเขาไป
บอกแก่นางอุนเกี่ยวว่ารองเท้าได้จัดหามาพร้อมแล้วฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อเล่าฮองมาบอกดังนั้น จึงถามว่าในแขวงเมืองนี้วัดไหน
เป็นวัดใหญ่ เล่าฮองบอกว่าวัดกิมชัวยี่นั้นเป็นวัดใหญ่ หลวงจีนดูเคร่งครัดเรียบร้อย
เจ้าจงรีบไปทำการแก้บนที่วัดนั้นเถิดนางอุนเกี้ยวได้ฟังเล่าฮองบอกดังนั้น ก็ดีใจด้วยสมความปรารถนา แกล้งพูด
ว่าฉันได้ยินเขาพูดกันว่าวัดกิมชัวยี่เป็นวัดใหญ่งดงามดีควรจะไปแก้บนในวัดนั้นเล่าฮองจึงเรียกอ้องลี้คนใช้ทั้งสองให้จัดเรือลำใหญ่หนึ่งลำ ครั้นจัดเสร็จแล้ว
คนใช้ทั้งสองก็เข้ามาบอกกับนางว่าเรือจัดไว้เสร็จแล้วนางอุนเกี่ยวจัดข้าวของและรองเท้าร้อยคู่ กับธูปเทียนสิ่งของต่าง ๆ เสร็จแล้ว
จึงเรียกสาวใช้ที่สนิทให้ขนของลงเรือครั้นขนเสร็จแล้วนางก็พร้อมด้วยบ่าวไพร่พากัน
ลงเรือออกจากท่าแจวตรงไปยังวัดกิมซัวยี่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงเมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว ตรงเข้าไปกราบพระอาจารย์เล่า
ความซึ่งได้ไปพบแก่มารดาให้พระอาจารย์ฟังทุกประการ พระอาจารย์ก็มีความยินดีครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีชายคนใช้ของนางอุนเกี้ยวมาบอกว่า วันนี้นางฮูหยินจะเอา
ของมาแก้บนขอท่านท้ายซื่อได้ทราบพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซื่อได้ฟังคนใช้มาบอกดังนั้นจึงเรียกศิษย์ทั้งหลายให้
ไปคอยรับที่หน้าท่าฝ่ายนางอุนเกี้ยวฮูหยิน ครั้นเรือมาถึงหน้าท่าวัดแล้วจึงให้บ่าวไพร่ขนของ
เข้าไปในวัด แล้วนางก็เดินเข้าไปในวัดเห็นหลวงจีนทั้งหลายมายืนคอยรับอยู่ นางก็
กระทำคำนับหลวงจีนทั้งปวงแล้วก็เดินมายังพระอุโบสถใหญ่ จึงจุดรูปเทียนบูชา
พระยูไลแล้วก็เดินไปยังศาลาใหญ่ข้างหน้าวัดฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งพร้อมด้วยหลวงจีนลูกวัดทั้งหลายก็มานั่งคอยรับอยู่
ในศาลา ครั้นนางขึ้นมาบนศาลาแล้วก็กระทำการนมัสการ นางจึงให้จัดเครื่องแจ
ถวายแล้วจัดรองเท้าใส่ถาดยกไปตั้งไว้ในศาลา นางจึงเข้ามาบอกแก่ท่านอาจารย์
ฮวดเม้งท้ายชือว่ารองเท้านี้ดีฉันถวายหลวงจีนทั่วทุกองค์ ท่านอาจารย์จึงให้ศิษย์
ยกไปถวายพระทั่วทุกองค์ครั้นเสร็จธุระแล้วหลวงจีนทั้งหลายก็ต่างคนต่างกลับไปที่อยู่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง เห็นหลวงจีนทั้งหลายกลับไปกุฎีหมดแล้วจึงเข้ามานั่ง
ใกล้มารดา นางอุนเกี้ยวจึงบอกแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรว่าจงถอดรองเท้าออกมา
ให้มารดาดูสิ่งสำคัญสักหน่อยหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาว่าดังนั้น จึงถอดรองเท้าและถุงเท้าออกให้
มารดาดุฝ่ายนางอุนเกี้ยวพิจารณาดูเห็นปลายเท้าข้างซ้ายนั้นขาดไปนิ้วหนึ่ง เหมือน
สำคัญของนาง ๆ จึงรู้ชัดว่าบุตรของตัวแน่ สองคนแม่ลูกก็ร้องไห้รักกันเป็นอันมาก
ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ก็พากันมานมัสการพระอาจารย์ขอบพระเดชพระคุณ
ของท่านที่ได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาพระอาจารย์ฮวดเม้งจึงพูดว่าเวลานี้ แม่กับลูกได้มาพบกันแล้ว เราวิตกว่าอ้าย
เล่าฮองถ้ามันรู้จะมีเหตุอันตรายนางจงรีบกลับไปเสียเถิดนางได้ฟังพระอาจารย์ตักเตือนให้สติดังนั้นก็เห็นจริงจึงสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึง
ผู้บุตรว่าพ่อจงรีบไปเมืองเชียงอานเสาะหาตายายได้แล้ว แจ้งเหตุให้รู้จึงเอากำไล
ทำด้วยไม้หอมและหนังสือสำคัญฉบับนี้เข้าไป เมื่อเดินทางจงไปแวะที่ตำบลบ้าน
ฮ่องจิว ตั้งแต่นี้ไประยะทางประมาณพันห้าร้อยโยชน์เศษ ข้างทิศตะวันตกเฉียง
เหนือมีโรงเตี๋ยมอยู่แห่งหนึ่ง ยี่ห้อเตี๋ยมนั้นชื่อบ้านฮวยเดิมบิดาพาย่ากับมารดาจะ
มาเมืองกังจิวได้แวะพักที่เตี๋ยมนั้น บังเอิญให้ย่าป่วยไข้มาไม่ได้บิดาของพ่อจึงให้ย่า
พักอยู่ที่นั่น หวังใจว่าไปถึงเมืองกังจิวแล้วจะได้กลับไปรับย่า ก็บังเอิญพบอ้าย
โจรร้ายเข้าปล้นจึงเป็นเหตุตั้งแต่นั้นมา ก็มิได้ข่าวว่าจะเป็นตายประการใดถ้าพ่อ
ไปถึงแล้วจึงแวะเข้าสืบถามดูก็คงจะรู้ข่าวดีและร้ายได้ แล้วจงรีบเข้าไปยังเมือง
หลวงไปหาตากับยาย ตาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ใจเสียงจงเอาหนังสือส่งให้ตาดูรู้ความ
แล้ว จะได้กราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบแล้วจะได้ยกกองทัพมาจับ
ตัวอ้ายโจรเล่าฮอง แก้แค้นให้บิดาและมารดาก็จะพ้นจากอำนาจของอ้ายโจร
พ่อจงจำคำของมารดาสั่งนะอย่าหลงลืม มารดาอยู่ช้าไม่ได้อ้ายโจรมันจะสงสัย
นางพร่ำสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรเสร็จแล้ว จึงลาพระอาจารย์เดินออกมาจากวัด
รีบกลับมายังบ้านฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง ครั้นมารดากลับไปแล้วหยิบหนังสือฉบับหนึ่ง กับกำไล
ทำด้วยไม้หอมขอนหนึ่งกลับมาที่พักแล้ว จัดแจงสิ่งของเสร็จแล้วก็เข้าไปลาพระ
อาจารย์ พระอาจารย์ก็ให้ศีลให้พรต่าง ๆ หลวงจีนเหี้ยนจึงนมัสการรับพรพระ
อาจารย์แล้ว ก็ออกจากวัดเดินตรงไปยังตำบลฮ่องจิว แต่เดินทางมาได้สองสาม
เวลาสิ้นทางได้ประมาณพันห้าร้อยโยชน์เหมือนคำมารดาบอกไว้ ก็ลุถึงตำบลฮ่อง
บ้วนจิวจึงเที่ยวสืบถามตามชาวบ้านมาข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้พบเตี๋ยม
โรงหนึ่งมียี่ห้อว่าบ้วนฮ่วยเตี๋ยมจึงถามเจ้าของเตี๋ยมว่านางเตียวสีอยู่ที่ไหน เจ้าของ
เตี๋ยมบอกว่า เดิมก็อยู่ในโรงเตี๋ยมของข้าพเจ้า ครั้นอยู่มาหน่อยไม่มีค่าเช่าจะให้
สามสี่ปีมาแล้ว บัดนี้ตาก็เสียและไม่เห็นอะไรแล้ว ไปอยู่ข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้
ริมประตูเมืองที่ริมนั้นมีเตาเผากระเบื้อง เจ้าของเขาทิ้งเสียนมนานแล้ว ยายเตียวสี
ไปอาศัยอยู่ที่เตานั้น เช้า ๆ เคยออกมานั่งริมถนนขอทานชาวบ้านแถวนี้อยู่เสมอๆ
นิมนต์ท่านไปถามดูเถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังเจ้าของโรงเตี๋ยมบอกดังนั้น ให้เกิดความสังเวชสลดจิต
คิดสงสารประหนึ่งว่าจะอดกลั้นน้ำตาไว้มิได้ แต่อุตสาห์แข็งใจรีบลาเจ้าของเตี๋ยม
ไปยังเตาเผากระเบื้อง ตามคำเจ้าของโรงเตี๋ยมบอกครั้นมาถึงเตาเผากระเบื้อง ก็แลเห็นยายแก่คนหนึ่งจักษุบอดนั่งอยู่ที่นั่น ก็
เข้าใจแน่ว่าคงเป็นย่าของตัว จึงเดินเข้าไปนั่งลงแล้วถามว่าย่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่เล่าฝ่ายนางเตียวสีเมื่อได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกว่าย่าจึงถามว่าใครมาเรียกข้าว่าย่า
สำเนียงเสียงเหมือนตั้นกองหยี่ลูกชายข้าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าพูดดังนั้น ก็มีความยินดีรู้แน่ว่าย่าของตนแท้แล้ว จึง
ตอบว่าฉันมิใช่ตั้นกองหยี ฉันเป็นลูกชายของตั้นกองหยีนางอุนเกี้ยวนั้นคือมารดา
ของฉันเองนางเตียวสีได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เข้าลูบคลำตัวหลวงจีนแล้วจึงถามว่า บิดาทำไม
จึงไม่มาด้วยเล่าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าถามดังนั้นจึงตอบว่า บิดานั้นเมื่อเดินทางไปกับมารดา
เจ้าของเรือจ้างเป็นโจรเข้าปล้นทุบตีบิดาถึงแก่ความตายเอาศพบิดาทิ้งน้ำเสีย แต่
มารดานั้นเอาไปจะให้เป็นภรรยา มารดาผลัดแก่โจรว่ายังมีครรภ์อยู่ ขอให้บุตร
คลอดออกจากครรภ์ก่อน โจรก็ยอมตามคำของมารดา ครั้นฉันคลอดออกมาได้
วันหนึ่งอ้ายโจรจะให้มารดาฆ่าฉันเสีย มารดาฉันขัดอาญาอ้ายโจรไม่ได้จึงเอาฉัน
ใส่กระดานลอยไปถึงวัดกิมซัวยี่ ท่านสมภารเลี้ยงฉันไว้จนเติบใหญ่แล้วท่านจึงบอก
ให้ฉันไปตามมารดา หลวงจีนเหี้ยนจึงเล่าความทุกประการให้ย่าฟัง ตั้งแต่ต้นจน
ตามมาพบย่า ณ บัดนี้นางเตียวสีจึงถามว่า เหตุใดจึงรู้ว่าย่ามาอยู่ที่เตาเผากระเบื้องนี่เล่าหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงตอบว่า มารดาบอกให้ฉันแวะมาหาย่าที่นี้ บัดนี้หนังสือ
และกำไลทำด้วยไม้หอมเป็นสำคัญก็ให้มาพร้อมแล้ว หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ส่งให้ถึง
มือท่านย่า ท่านย่ารับของสองสิ่งมาคลำดูก็แน่ใจแล้วจึงพูดว่า ลูกของข้าคิดว่า
ได้ดีมียศขึ้นจะลืมมารดาเสีย เราคิดว่าลูกจะเป็นคนอกตัญญไม่รู้จักคุณของบิดา
มารดา ไม่ทราบเลยว่าเป็นเหตุถึงแก่ชีวิต พูดดังนั้นแล้วย่าหลานก็ร้องไห้คร่ำครวญ
ไปต่าง ๆ เป็นอันมากครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ท่านย่าจึงพูดว่าเดชะบุญเทพยดาฟ้าดินปกป้อง
รักษา ให้บังเกิดหลานขึ้นจึงไม่สูญแช่ได้มาพบปะกัน รู้จักกันฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง พิจารณาดูย่าเห็นจักษุทั้งสองข้างเสียจึงถามว่า ทำไม
ตาย่าจึงได้มืดไปเสียทั้งสองข้างดังนี้นางเตียวสีผู้ย่าจึงตอบว่า เพราะย่าคิดถึงบิดาเจ้าจึงร้องไห้ทุกวัน ๆ นัยน์ตา
จึงได้มัวหมองจนแลไม่เห็น เพราะเหตุที่คิดถึงบิดามารดาของเจ้าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าบอกดังนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้นยกมือขึ้นประนม ตัง
สัตยาธิษฐานว่าขอเดชเทพยดาอารักษ์ซึ่งรักษาฟ้าดินทั้งหลายจงเล็งเห็นความสัตย์
ปฏิญาณแห่งข้าด้วย บิดามารดาเกิดตัวข้าพเจ้ามาอายุได้สิบแปดปีแล้ว ก็ยังหา
ได้ตอบแทนฉลองพระเดชพระคุณบิดามารดาของข้าพเจ้าไม่ บัดนี้ข้าพเจ้ารับคำสั่ง
ของมารดามาตามหาย่าผู้มีพระคุณแก่บิดาข้าพเจ้าก็พบแล้ว แต่บังเอิญย่าของ
ข้าพเจ้าจักษุมืดไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะขอเอาชิวหาของข้าพเจ้าเลียตา
ย่าข้าพเจ้า จงขอให้ตาย่าข้าพเจ้ากลับสว่างขึ้นดังแต่ก่อนเถิด ครั้นตั้งอธิษฐานแล้ว
หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เลียนัยน์ตาด้วยปลายลิ้นทั้งสองข้าง สักครู่หนึ่งนัยน์ตานางเตียวสี
ก็สว่างขึ้นอย่างเดิม แลเห็นหลวงจีนผู้หลาน จึงพูดว่าเป็นหลานของย่าจริงแล้ว ด้วย
ลักษณะรูปร่างไม่ผิดแก่ตั้นกองหยีเลย พูดพลางก็เข้าลูบคลำหลวงจีนผู้เป็นหลาน
และมีความยินดีเป็นอันมากฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง เห็นย่าตาสว่างดีแล้ว จึงพาย่าออกจากเตาเผากระเบื้อง
แล้ว พาตรงไปยังเตี๋ยมเล่าเซี้ยวยี่ เอาเงินของตนออกใช้หนี้ที่ย่าค้างอยู่แต่ก่อนแล้ว
ก็ออกเงินใหม่เช่าห้องหนึ่งให้ย่าพักอาศัยอยู่ให้เงินเจ้าของเตี๋ยมไว้ซื้ออาหารให้ย่า
รับประทานเสร็จแล้ว จึงบอกแก่ย่าว่า ย่าจงรอพักอยู่ที่นี่ก่อนฉันจะเข้าไปยังเมือง
หลวงว่าอย่างช้าสักเดือนหนึ่งฉันจะกลับมารับย่าไปนางเตียวสีได้ฟังหลวงจีนผู้หลานว่าดังนั้น จึงกำชับแก่หลานว่า ถ้าพ่อไปพบ
ตายายแล้ว จงรีบกลับมาโดยเร็วเพราะย่าแก่ชรามากอยู่แล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าสั่งกำชับดังนั้น ก็ลาออกจากโรงเตี๋ยมเดินตรงไปยัง
เมืองหลวง เมื่อเดินมานั้นในใจให้คิดถึงย่าและมารดาเป็นอันมากมิได้ขาดเลยครั้นมาถึงเมืองเชียงอานแล้ว ก็เดินเข้าในประตูเมืองทางถนนทิศตะวันออก
เที่ยวสืบถามตามชาวบ้าน ถึงท่านใจเสียงผู้เป็นตาชาวบ้านทั้งหลายก็บอกให้ต่อๆ
มา หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เดินตรงมาตามชาวบ้านบอก ถึงบ้านหนึ่งโตใหญ่สังเกตดู
เห็นจะเป็นบ้านไจเสียงผู้เป็นตาแน่แล้ว ก็เดินตรงมาที่ประตูบ้าน จึงบอกแก่ผู้ที่เฝ้า
ประตูว่าข้าพเจ้านี้เป็นวงศ์ญาติแก่ท่านไจเสียงจะมาหาเพราะมีกิจธุระร้อน ขอท่าน
ได้นำคำที่ข้าพเจ้าบอกนี้ ไปเรียนแก่ท่านไจเสียงให้ทราบคนเฝ้าประตูได้ฟังหลวงจีนบอกดังนั้น ก็เข้าไปกราบเรียนแก่ท่านไจเสียง ว่า
ข้างนอกมีหลวงจีนหนุ่มน้อยผู้หนึ่งว่าเป็นญาติของท่านจะเข้ามาหา ว่ามีธุระร้อน์
จะมาแจ้งความแก่ท่านงุยเต็งได้ยินคนเฝ้าประตูบอกดังนั้นก็นึกสงสัยว่าเราก็ไม่มีวงศญาติเป็นหลวงจีน
เลย นางฮูหยินภรรยาพูดว่าเมื่อคืนนี้ ฉันฝันว่านางอุนเกี้ยวลูกสาวของเรานั้นกลับ
มาชะรอยจะเป็นตั้นกองหยีจอหงวน บุตรเขยของเรานั้นจะมีหนังสือฝากมาบอก
ข่าวอะไรบ้าง จะฝากหลวงจีนมาบ้างดอกกระมังท่านใจเสียงได้ฟังภรรยาว่าดังนั้น จึงสั่งนายประตูให้พาหลวงจีนเข้ามาในบ้าน
ขึ้นบนตึกหอนั่งแล้วหลวงจีนเห็นท่านใจเสียงกับภรรยาผู้เป็นตายายเหมือนแก่มารดา
ของตัว ก็ให้มีจิตคิดถึงมารดาขึ้นมาทันทีจนน้ำตาไหล แข็งใจเดินตรงเข้าไปนำ
หนังสือออกส่งให้ท่านใจเสียง ท่านใจเสียงรับหนังสือมาอ่านดู ทราบความตั้งแต่
ต้นจนปลายทุกประการแล้วก็ร้องไห้นางฮูหยินผู้ภรรยาเห็นดังนั้น จึงถามว่าเหตุใดท่านดูหนังสือแล้วก็ร้องไห้ ไจ
เสียงจึงเล่าความตามหนังสือให้ภรรยาฟังทุกประการ ภรรยาได้ทราบความดังนั้น
ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนสลบไปพวกสาวใช้ทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เข้านวดเฟ้นแก้ไขจนนางฟื้นคืนได้สติมา
ไจเสียงจึงพูดแก่ภรรยาว่าอย่าเศร้าหมองทุกข์ร้อนไปเลย เราจะไปกราบทูลพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบ จึงค่อยยกทัพขึ้นไปจับตัวอ้ายคนร้ายแก้แค้นแทนบุตร
เขยและบุตรสาว พูดแล้วก็สั่งคนใช้ให้จัดที่ให้หลวงจีนผู้หลาน อยู่สำนักเป็นสุข
สำราญมิให้อนาทรร้อนใจครันเวลารุ่งเช้างุยเต็กก็แต่งตัวขึ้นเกี้ยว ให้คนหามเข้าในพระราชวัง ครั้นถึงก็
ลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปในพระราชวังเข้าในท้องพระโรง เวลานั้นพระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมกันตามตำแหน่งหน้าที่ผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหาร
พลเรือน งุยเต็งจึงกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ซึ่งพระองค์โปรดให้ตั้นจอหงวน
ขึ้นไปรักษาราชการเมืองกังจิวนั้น เมื่อไปตามทางตั้นจอหงวนถูกผู้ร้ายปล้นฆ่าตาย
เสียแล้ว อ้ายผู้ร้ายเก็บเครื่องยศและท้องตราได้นำไปยังต่อกรรมการผู้รัง ไม่ทราบ
เหตุก็เชื่อถืออ้ายผู้ร้าย อ้ายผู้ร้ายก็รักษาว่าการบ้านเมืองอยู่จนทุกวันนี้ถึงสิบแปด
ปีมาแล้ว งุยเต็งกราบทูลเหตุผลต้นปลายทุกประการให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง
ทราบทุกประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธเป็นอันมาก จึงรับสั่ง
ให้เกณฑ์ทหารม้ารักษาพระองค์เป็นอันมากมอบกระบี่อาชญาสิทธิ์ให้แก่งุยเต็งคุม
ทหารหกหมื่น รีบยกขึ้นไปยังเมืองกังจิวกำจัดอ้ายพวกเหล่าร้ายเสียงุยเต็งถวายบังคมลาออกมาจากที่เฝ้า ตรงไปยังที่ประชุมทหารจัดพลทหาร
เสร็จแล้วได้เวลาฤกษ์ดีงุยเต็งจึงพาหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้หลานยกกองทัพออกเดินไป
กลางวันก็เดินกลางคืนก็หยุดพักรอนแรมมาตามระยะทางเปรียบประดุจนกบินครั้นกองทัพจวนจะถึงเมืองกังจิว ฟากข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือ งุยเต็ง
แม่ทัพก็ให้ตั้งค่ายลงพักพลทหารแล้วงุยเต็งจึงเอาป้ายทองอาชญาสิทธิ์ส่งให้
ม้าใช้ไปบอกนายทหารกองมณฑลที่รักษาเมืองกังจิวให้รีบมาโดยเร็วในคืนวันนี้ให้
จงได้ทหารม้าใช้รับป้ายอาชญาสิทธิ์แล้ว ก็คำนับลาขึ้นม้ารีบขับไปยังกองทหาร
มณฑล ตรงเข้าไปแจ้งความแก่นายทหารเอาป้ายอาชญาสิทธิ์สงให้แล้วบอกว่า
งุยเต็งแม่ทัพใหญ่ มีบัญชาสั่งให้ท่านผู้กำกับกองทหารมณฑลรีบไป่หาท่านแม่ทัพ
โดยเร็วในคืนวันนี้นายทหารกองมณฑลได้ฟังก็ตกใจ หารู้ว่าจะมีเหตุการณ์ประการใดไม่ ก็รีบ
แต่งตัวขึ้นม้ามากับทหารม้าใช้ครั้นถึงก็เข้าไปคำนับท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว ก็ถอยมายืนคอยฟังบัญชาอยู่ฝ่ายงุยเต็งครั้นเห็นนายทหารกองมณฑลมาแล้ว ก็เล่าเหตุซึ่งเป็นมาแล้วแต่หลัง
ให้นายทหารกองมณฑลฟังทุกประการ แล้วสั่งว่าท่านจงกลับไปที่ประชุมทหารเร่ง
เกณฑ์ทหารกองมณฑล มาสมทบกับกองเราโดยเร็วอย่าให้เนิ่นช้านายทหารกองมณฑลได้พังท่านแม่ทัพบัญชาสั่งดังนั้นก็คำนับลารีบด่วน
มายังที่ประชุมทหาร เรียกทหารมาแจ้งความให้ฟังแล้วก็จัดแจงเครื่องสาสตรา
อาวุธพร้อม แล้ว ก็รีบเดินมายังกองทัพใหญ่หยุดพักพลทหารรอคำสั่งแม่ทัพฝ่ายงุยเต็ง ครั้นรู้ว่ากองทหารมณฑลมาพร้อมแล้วก็ยินดี เรียกทหารออก
จากค่ายเข้าสมทบกันเป็นกองใหญ่ยกลงเรือข้ามฟากในเวลาพลบค่ำ ครั้นถึงฝั่งแล้ว
ก็ยกทหารขึ้นบก รีบเดินกองทัพเข้าประตูเมือง นายประตูยังหาทันจะเปิดประตู
เมืองไม่ งุยเต็งเร่งทหารให้เข้าล้อมจับผู้ว่าราชการเมือง ในขณะนั้นก็ยังหาทันจะ
สว่างไม่ทหารก็ทลายประตูโจมเข้าไปในห้องได้หลายคนฝ่ายเล่าฮองกำลังนอนอยู่ในตึก ได้ยินเสียงประทัดและกลองม้าล่อดังสนั่น
พวกทหารตรูกันเข้าจับตัวเล่าฮองได้ก็มัดไว้แน่นหนาแล้วพาตัวมาให้ท่านแม่ทัพ
งุยเต็งสั่งให้ทหารไปจับตัวพวกบริวารบ่าวไพร่โจรที่เป็นใจแก่เล่าฮองมาได้ประมาณ
พันเศษ สั่งให้เอาไปยังสนามฆ่าเสียทั้งสิ้น แล้วจึงสั่งให้นายทหารรวมพลทหาร
ออกไปตั้งค่ายพักอยู่นอกเมืองงุยเต็งลงจากม้าขึ้นบนหอนั่ง ๆ บนเก้าอี้สั่งให้สาวใช้
ไปเชิญนางอุนเกี้ยวให้ออกมาหาครั้นสาวใช้เข้าไปบอกนางอุนเกี้ยว นางอุนเกี้ยวได้ทราบความว่าบิดาให้ทหาร
จับเล่าฮองและพวกโจรไปประหารชีวิตหมดแล้วนางก็มีความยินดีอยากจะออกมา
หาบิดา แต่มีความอายด้วยตัวมาตกอยู่ในมือโจรเพราะความจำใจ คนทั้งหลายก็
ล่วงรู้จะครหาติเตียนต่าง ๆ จะอยู่ไปก็จะได้รับแต่ความอดสูดูร้ายไม่มีที่สุด นางคิด
ดังนั้นแล้วก็ไล่สาวใช้ให้ออกไปเสียนางเอาผ้าผูกกับลูกกรงหน้าต่างตึกผูกคอแขวนอยู่ฝ่ายสาวใช้เห็นอาการประหลาดก็วิ่งมาบอกแก่หลวงจีนว่า มารดาของท่านดู
เหมือนจะผูกคอตาย ท่านจงรีบไปดูโดยเร็วเถิดฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังสาวใช้บอกดังนั้นก็ตกใจมิทันจะได้บอกเหตุการณ์
แก่งุยเต็งผู้เป็นตาก็รีบเข้ามาโดยเร็วพอถึงห้องมารดาก็เห็นมารดาผูกคออยู่กับ
ลูกกรงหน้าต่างก็เข้าแก่ผ้าที่ผูกคอมารดาได้ นางยังหาทันสิ้นใจไม่แล้วคุกเข่าลง
คำนับพูดแก่มารดาว่าข้าพเจ้ากับท่านแม่ทัพผู้เป็นตาได้ยกพลทหารมากำจัดโจร
แก้แค้นได้แล้ว เหตุใดมารดาจึงจะทำลายชีวิตเสียดังนี้เล่า ถ้ามารดาตายแล้ว
ข้าพเจ้า ก็ไม่ขออยู่ จะต้องทำลายชีวิตตายตามมารดาไปขณะเมื่อแม่ลูกพูดกันอยู่นั้น ท่านงุยเต็งก็เข้ามาในห้องพูดแก่บุตรว่า บิดามา
แก้แค้นอ้ายโจรได้แล้วเหตุใดเจ้าจึงจะมาทำลายชีวิตเสียเล่านางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังบิดาถามดังนั้น จึงคำนับบิดาแล้วพูดว่าลูกได้ยินคำ
โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมดาเกิดมาเป็นหญิงต้องมีผัวเดียวจนตลอดชีวิตจึงจะ
มีชื่อเสียงหอมตลอดโลก ความเจ็บแค้นด้วยอ้ายโจรฆ่าสามีของข้าพเจ้าเสีย จะ
แก้แค้นแทนสามีก็ไม่ได้ แล้วมิหนำซ้ำมาอยู่กับอ้ายโจรจะมีหน้าอยู่ดูหน้าผู้ใดได้
ซึ่งจำใจอยู่กับอ้ายโจรนั้น ก็เพราะตั้งใจจะรักษาบุตรในครรภ์ไว้จึงได้ผ่อนตามเวลา
วันนี้มาเห็นหน้าบุตรกับบิดายกพลทหารมากำจัดอ้ายผู้ร้ายได้แล้ว บิดาก็ได้แก้แค้น
แทนลูกได้แล้ว ลูกจะมีหน้าอยู่ต่อไปอย่างไรได้ เพราะคนทั้งหลายเขาหาเห็นใน
ดวงจิตของลูกไม่ว่าดีชั่วประการใด ลูกจะขอตายตามผัวไปดีกว่าจะอยู่เป็นมนุษย์
ต่อไป นางอุนเกี้ยวเมื่อพูดแก่บิดาแล้วก็สะอึกสะอื้นไปเป็นอันมากงุยเต็งจึงพูดว่า ซึ่งการเป็นมาแล้วทั้งนี้ ก็เป็นความจำเป็น มิใช่เจ้าจะเอาใจ
ออกหากจากผัวเจ้าเมื่อไร ซึ่งเป็นทั้งนี้ก็โดยผลกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อนติดตาม
สนองให้โทษ แต่ข้อที่เจ้ามีความสุจริตชื่อตรงก็มีหลักฐานพยานอยู่ที่เจ้าอุตสาห์คิด
การทุกอย่างจนบุตรของเจ้าได้นำความไปแจ้งแก่บิดา จึงได้รู้ความก็เพราะความดี
ของเจ้า แสดงให้เห็นได้ว่าเจ้ามิได้ลุ่มหลงปลงรักแก่อ้ายโจร ย่อมเป็นไปตามความ
จำเป็น เจ้าจงคิดหักใจเสียเถิด อย่าคิดอดสูใจไปเลยว่าพลางงุยเต็งก็ร้องไห้ นาง
อุนเกี๊ยวกับหลวงจีนเหี้ยนจึงก็ร้องไห้งุยเต็งจึงพูดแก่บุตรว่าจงระงับดับความโศกเสีย บัดนี้อ้ายโจรร้ายเราก็จับตัว
ได้แล้ว เจ้าจงตามเราไปยังสนามที่ฆ่าคน จะได้ลงโทษอ้ายผู้ร้ายแก้แค้นเสียให้สิ้น
งุยเต็งครั้นพูดดังนั้นแล้วก็พาลูกหลานออกจากห้องเดินมานอกประตูจวน ขึ้นเกี้ยว
มีทหารแห่หน้าหลังมายังสนามที่ฆ่าคน งุยเต็งเห็นคนโทษพร้อมกันแล้วก็มีความ
ยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาอ้ายเล่าฮองกับอ้ายลี้แพมัดมือมัดเท้าขึงเหยียดออกให้พนัก
งานเมียนคนละร้อยที่ แล้วทำฉลากปิดบนศีรษะจ้ายผู้ร้าย บอกให้รู้ทั่วกันว่า อ้าย
้ร้ายคนนิทีฆ่าตันกองหยี่จอหงวนแล้วให้เอาตัวอ้ายลีแพควำลงบนม้าแล้วให้เอ'
ตะปูตรึงให้ติดกับม้าไม้แล้วให้ม้าไม้ออกไปกลางตลาด ให้เพชฌมฆาตเอามีดเชือด
เนื้อเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ทรมานให้สาสมที่ใจมันเป็นพาลกระทำแก่ท่านไม่เกรงกลัว
พระราชอาญาแผ่นดินและบาปกรรม แล้วก็ตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่หนทาง
สามแพร่ง เพื่อให้คนทั้งหลายดู อย่าให้เอาเยี่ยงอย่างอ้ายคนร้ายต่อไปครั้นกระทำโทษลี้แพเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ทหารคุมตัวอ้ายเล่าฮองไปยังแม่นำ
ฮ่องกัง ที่ตำบลเล่าฮองฆ่าจอหงวนนั้นฝ่ายงุยเต็งพร้อมด้วยนางอุนเกี้ยว และหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้หลานก็ยกกองทัพ
ตรงไปยังแม่น้ำฮ่องกัง ครั้นถึงแล้วงุยเต็งจึงให้พักไพร่พลอยู้ริมแม่น้ำ ให้พนักงานจัด
เครื่องเซ่นพลีกรรมเช่นเสร็จแล้วงุยเต็งกับบุตรสาวและหลานชาย ก็จุดธูปเทียนเสร็จแล้วงุยเต็งสั่งพนักงานให้
เอาตัวอ้ายเล่าฮองมัดเข้ากับเสาแล้ว ก็ให้ผ่าอกเอาหัวใจตับไตใส่จานตั้งบนโต๊ะ
เช่นตันกองหยีผู้เป็นที่จอหงวนแล้วให้เอาหนังสือคำบวงสรวงเซ่นมาอ่าน แล้วให้
เผาไฟนางอุนเกี้ยวกับหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรก็พากันร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมากฝ่ายพวกบริวารของพระยานาค ที่เคยเที่ยวตรวจเหตุการณ์ในท้องทะเล
วันนั้นตรวจมาถึงปากอ่าวฮ่องกัง เห็นคนเป็นอันมากกำลังเช่นไหว้อยู่ จึงแอบเข้า
ริมฝั่งตรวจดู เห็นหนังสือที่สำหรับเช่นลอยน้ำมาจึงเก็บเอาไว้ แล้วก็กลับลงไปยัง
บาดาลนำหนังสือนั้นขึ้นถวายพระยานาคฝ่ายพระยาเล่งอ๋องรับหนังสือมาอ่านดูก็รู้ว่า พวกญาติเขาเซ่นไหว้ตั้นกองหยี
ด้วยตั้นกองหยีก็เป็นเวลาสิ้นเคราะห์แล้วด้วย จำเราจะต้องช่วยอุปถัมภ์จึงจะควร
ครั้นดำริในใจแล้วดังนั้นจึงใช้ขุนนางตะพาบน้ำ ให้ไปเชิญตัวตั้นกองหยีมา พาตัวเข้า
ไปคำนับพระยาเล่งอ๋อง พระยาเล่งอ๋องจึงพูดว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านเป็น
อันมาก บัดนี้ท่านงุยเต็งผู้เป็นบิดาภรรยาของท่าน กับนางอุนเกี้ยวภรรยาของท่าน
และบุตรชายของท่านพร้อมกันทั้งสามคน มาเช่นไหว้ท่านอยู่ที่ปากน้ำฮ่องกัง
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะส่งท่านให้กลับไปเข้ารูปตามเดิม แต่ข้าพเจ้ามีของเล็กน้อย
จะขอคำนับขอบคุณท่านว่าแล้วพระยาเล่งอ๋องจึงหยิบบู่อี่จูเม็ดหนึ่ง กับพลอยวิเศษ
อีกสองเม็ดแพรสิบม้วน เข็มขัดมณีสายหนึ่งแล้วบอกว่า ของเหล่านี้ข้าพเจ้าให้แก่
ท่าน ขอท่านจงรับไว้เอาเป็นเครื่องระลึกแห่งข้าพเจ้าด้วยเถิด บัดนี้วงศ์ญาติของ
ท่านพากันมาพร้อมอยู่ที่แม่น้ำฮ่องกังแล้ว เชิญท่านขึ้นไปเถิดจะได้พบกัน ข้าพเจ้า :
จะให้บริวารของข้าพเจ้าพาท่านขึ้นไปส่งวิญญาณตั้นกองหยีครั้นได้ฟังพระยานาคบอกดังนั้นก็มีความยินดี กับเห็นของ
วิเศษที่พระยาเล่งอ้องให้โดยความสุจริต จึงคำนับรับของเหล่านั้น แล้วก็คุกเข่าลง
คำนับลาพระยานาคพระยานาคจึงสั่งให้วิญญาณจิตและชากศพตั้นกองหยีจอหงวนขึ้นไปยังปาก
น้ำฮ่องกังพวกบริวารทั้งหลายได้ฟังพระยาเล่งอ๋องสั่งดังนั้นก็พร้อมกันแบกศพตันกองหยี่
และรับเอาวิญญาณรีบขึ้นไปยังริมฝั่งแม่น้ำ แล้วเอาวิญญาณใส่เข้าในซากศพตั้น
กองหยีปล่อยให้ลอยขึ้นมาเหนือหลังน้ำแล้วก็พากันกลับไปยังบาดาลฝ่ายงุยเต็ง นางอุนเกี้ยว หลวงจีนเหี้ยนจึง เมื่อเวลาเช่นไหว้ก็ร้องไห้คร่ำครวญ
รำพันไปต่าง ๆ ตามประสาที่มีความอาลัยและคิดถึงตั้นกองหยีจอหงวนฝ่ายพวกคนใช้และผู้คนทั้งหลาย ซึ่งพร้อมกันอยู่ ณ ที่นั้น แลไปในน้ำเห็นศพ
ลอยติดอยู่ริมฝั่ง จึงร้องบอกพวกกันให้ดูอยู่อื้ออึงไปทั้งนั้นฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อขณะนั่งร้องไห้อยู่นั้น ได้ยินเสียงคนร้องบอกกันเช็งแซ่ก็แล
เบดู ครันเห็นซากศพก็จำได้ว่าเป็นศพของตันกองหยี นางเห็นดังนันแล้วในอกใจ
ให้ตืนตันเต็มไปด้วยความโศก ลมปะทะขึนมานางก็ล้มลงปราศจากสติสมประติฝ่ายคนทั้งหลายก็พากันวิ่งมาดูที่ริมแม่น้ำเป็นอันมากโดยมิได้ทราบเหตุการณ์
ตลอดว่าเป็นประการใดฝ่ายตั้นกองหยีจอหงวน เมื่อวิญญาณเข้าสู่ร่างกายแล้ว ลมอัสสาสะปัสสาสะ
ก็เดินเข้าออกตามทวารทั้งเก้าวิญญาณก็แล่นตามเส้นประสาทรูป สักประเดี้ยวก็
ยืดมือและเท้าออกได้ มีความรู้สึกสัมผัสตลอดทั่วอวัยวะ ก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่งได้
แต่ยังงงงวยอยู่ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นอกใจให้สะดุ้งหวาดไหวไปทุกคนฝ่ายท่านงุยเต็งนางอุนเกี้ยว เมื่อเห็นตั้นกองหยีแน่ถนัดแก่ใจแล้ว งุยเต็งก็จูง
มือหลวงจีนหลานชายเข้ามานั่งใกล้ นางอุนเกี้ยวก็มานั่งใกล้ล้อมตั้นกองหยีจอ
หงวนอยู่รอบข้างแล้วก็พากันร้องไห้อยู่ในที่นั้นฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อฟื้นแล้วแต่ยังงงงวยอยู่ ครั้นได้ยินเสียงร้องไห้ก็ลืมตาขึ้นแลดู
เห็นนางอุนเกี้ยวผู้เป็นภรรยากับท่านงุยเต็งผู้เป็นพ่อตาและหลวงจีนหนุ่มน้อยอีก
คนหนึ่ง เข้านั่งอยู่ริมตัวพากันร้องไห้คร่ำครวญอยู่ก็ให้มีจิตคิดสงสัย จึงถามว่าทำไม
ท่านทั้งปวงจึงได้พากันมานั่งร้องไห้อยู่ในที่นี้นางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังสามีถามดังนั้นจึงบอกว่า ตัวท่านอ้ายโจรมันตีตายแล้ว
โยนทิ้งลงในน้ำ ตัวข้าพเจ้าอ้ายโจรมันจับเอาไปขังไว้ ครั้นคลอดบุตรแล้วเป็นชาย
คือหลวงจีนคนนี้ ได้พึ่งบารมีท่านฮวดเม้งท้ายซือเลี้ยงมาจนโต จึงให้ไปหาพบแก่
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ให้หนังสือลับเข้าไปในเมืองเชียงอาน บิดาข้าพเจ้าทราบเหตุ
การณ์แล้วจึงได้กราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ยกกองทัพมาจับตัวอ้ายโจร ฆ่า
และให้ผ่าอกอ้ายเล่าฮองเอาหัวใจตับปอดเซ่นไหว้ท่าน เมื่อขณะเช่นไหว้อยู่ก็พอ
แลเห็นศพท่านลอยขึ้นมาข้าพเจ้ากับบิดาก็พากันดีใจ เหตุไฉนท่านจึงได้กลับคืน
เป็นมาได้ ขอท่านได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าและบิดาฟังสวนตั้นกองหยีเมื่อได้ฟังภรรยาถามดังนั้น ก็กลับได้สติระลึกรู้สึกตามเหตุผล
ที่เป็นมาแล้วแต่หลัง จึงหันหน้ามาคำนับท่านงุยเต็ง แล้วก็กอดหลวงจีนผู้บุตรเข้า
ไว้มิอาจกลั้นน้ำตาได้ จึงเล่าความเดิมตั้งแต่มาพักที่บ้านฮวยเตี๋ยมซึ่งได้ซื้อปลา
กิมหลียื้อไปปล่อยโดยความเมตตา มิได้รู้ว่าปลาตัวนั้นคือพระยาเล่งอ๋อง ในเมื่อ
โจรตีตายแล้ว จึงได้พบพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋อง พาศพไปให้พระยาเล่งอ๋อง
ตั้นกองหยีจอหงวนเล่าความที่ได้กล่าวมาแล้วทุกประการ จนถึงเวลาที่พระยาเล่ง
อ๋องให้บริวารนำศพและวิญญาณมาส่ง จึงได้ลอยขึ้นมาดังนี้ สิ่งของที่พระยาเล่ง
อ้องให้มาก็ยังอยู่ในเสื้อ อนึ่งตัวข้าพเจ้าก็มิได้นึกว่าจะมีบุตรชายมาดังนี้ไม่ และ
ท่านแม่ทัพก็ได้ยกพลทหารมาปราบปรามคนร้ายแก้แค้นได้แล้ว การที่เป็นมาแล้ว
ทั้งนี้ ก็เพราะอาศัยเวรกรรมของข้าพเจ้าที่ได้ทำไว้แต่หนหลัง เวลานี้ก็เห็นจะหมด
เวรแล้ว จึงได้มาพบบุตรภรรยาพร้อมหน้ากัน ก็เห็นจะเป็นเพราะกุศลหนหลังช่วย
เราเป็นแน่ พูดแล้วต่างคนมีความยินดีทุกคนแต่บรรดาขุนนางนายทัพนายกองทั้งหลาย ต่างคนก็มาเยี่ยมท่านจอหงวนถาม
ทุกข์สุขกันตามความนับถือ คนทั้งหลายมีความยินดีในที่จอหงวนได้กลับคืนเป็น
มาได้ฝ่ายท่านงุยเต็งแม่ทัพใหญ่ จึงให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน บรรดาขุนนางและ
พลทหารทั้งหลายเป็นการรื่นเริงยินดีทั่วกัน งุยเต็งจึงให้ยกพลทหารกลับเข้าเมือง
หลวง ครั้นเดินทัพมาถึงบ้านบ้วนฮวยเตี๋ยม งุยเต็งจึงให้หยุดพักอยู่ที่นั้น ตั้นกอง
หยีกับหลวงจีนเหี้ยนจึงก็รีบเดินไปหานางเตียวสีฝ่ายนางเตียวสี ในเวลากลางคืนวันเมื่อจะพบแก่บุตรและนัดดา ฝันเห็นว่าต้น
พฤกษาต้นหนึ่ง ตายแห้งแล้วกลับออกดอกและใบอีก ดูงดงามอย่างเดิม ครั้น
นางตื่นขึ้นแล้ว เวลาเช้าออกมานั่งอยู่ที่ประตูโรง ได้ยินเสียงกามาร้องเป็นสำเนียง
รื่นเริง นางจึงมานึกแต่ในใจว่าเห็นบุตรนัดดาเราคงจะมาถึงกระมัง กาจึงได้มาร้อง
เป็นสำเนียงไพเราะอย่างนี้ นางนั่งนึกรำพึงอยู่ดังนั้นฝ่ายตั้นกองหยีกับหลวงจีนบุตรชาย ก็พากันมาถึงโรงที่นางเตียวสีอาศัยอยู่หลวงจีนเหี้ยนจึงเห็นย่านั่งอยู่ที่ประตูโรง จึงชี้ให้บิดาดูว่าโน้นแน่ไม่ใช่ย่าหรือฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อได้เห็นมารดาของตนแล้วก็ตรงเข้ามาคุกเข่าลงคำนับมารดา'
แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญไปต่าง ๆฝ่ายนางเตียวสีเมื่อได้เห็นบุตรเข้ามาคุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้าก็จำได้แน่ว่าเป็น
บุตรของตน จึงกอดบุตรเข้าไว้แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญรำพันไปต่าง ๆ ตามประสา
แม่ลูกที่จากกันไปช้านาน ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ตั้นกองหยีก็เล่าเรื่องที่
ทุกข์ยากให้มารดาฟัง ตั้งแต่ต้นจนปลายแล้ว ตั้นกองหยีก็ชำระเงินให้แก่เจ้าของ
โรงเตี๋ยมเสร็จแล้ว ก็พามารดากับหลวงจีนผู้บุตรมายังกองทัพ นางอุนเกี้ยวก็มา
คำนับนางเตียวสีตามธรรมเนียม ต่างก็เล่าความทุกข์ให้กันฟังแล้วพากันสรรเสริญ
หลวงจีนเหี้ยนจึงซึ่งมีความอุตสาหะพยายามช่วยบิดามารดาและย่าจนสำเร็จย่อม
เป็นการดีในโลกนี้และโลกหน้าฝ่ายงุยเต็งเห็นว่าได้พบปะกันพร้อมแล้ว จึงสั่งพลทหารให้ยกเดินตรงไปยัง
เมืองหลวง แต่หยุดพักรอนแรมเป็นหลายวันจนถึงเมื่อเชียงอาน งุยเต็งจึงสั่งนาย
หมวดนายกองให้พาพลทหารทั้งหลายไปยังที่พักอยู่ตามเดิมแล้ว งุยเต็งก็พานาง
เตียวสีตั้นกองหยีนางอุนเกี้ยวหลวงจีนเหี้ยนจึงพร้อมกันเข้ามายังบ้าน นางฮูหยิน
รู้ก็ออกมาต้อนรับคำนับกันตามลำดับวงศ์ญาติต่างมีความโสมนัสยินดีต่อกัน
และกันทุกคน นางฮูหยินจึงสั่งให้จัดโต๊ะเลี้ยงดูกันเป็นที่ร่นเริงสำราญ จุยเต็งจึง
ให้นาม การที่ประชุมกันในครั้งนี้ว่า (ต้วนอีหวย) แปลว่าพรั่งพร้อมกันครั้นเสร็จการเลี้ยงโต๊ะกันแล้วต่างคนก็ไปยังที่พักแห่งตน ครั้นเวลารุ่งเช้า งุย
เต็งจัดแจงแต่งตัวชวนตันกองหยีจอหงวนกับหลวงจีนเหี้ยนจึงออกจากบ้าน
เข้าไปในพระราชวังเตรียมคอยเฝ้าอยู่พร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ถึงเวลาก็เสด็จออกยังพระที่นั่งกิมล่วนเต้ย งุยเต็ง
ก็เข้าไปคุกเข่าถวายคำนับแล้วก็กราบทูลประพฤติเหตุ ซึ่งได้ไปจัดการปราบปราม
ผู้รายที่เมืองกังจิว กับได้ตัวจอหงวนกลับมาให้ทรงทราบทุกประการ แล้วจึงกราบทูล
ต่อไปว่าต้นกองหยีจอหงวนนั้นสมควรจะให้รับราชการในตำแหน่งกรมอาลักษณ์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึง
โปรดพระราชทานยศตั้งให้ตั้นกองหยีจอหงวนเป็น (ต้ายหักสือ) ผู้สำเร็จราชการ
ในกรมอาลักษณ์ตั้นกองหยีจอหงวนครั้นได้รับพระราชทานที่ตั้งแล้วก็คุกเข่าลงถวายบังคมรับ
ตำแหน่งที่ (ต้ายหั้กสือ) แล้วลุกขึ้นถอยหลังออกไปยืนเฝ้าตามตำแหน่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้เจ้าพนักงานปลูกกุฎีให้หลวงจีนเหี้ยนจึงอยู่
ระงับจิต เป็นบรมสุขยังวัด (อั่งฮกยี่) เจ้าพนักงานก็ถวายบังคมลาไปจัดการทำกุมี
ถวายหลวงจีนเหี้ยนจึงตามรับสั่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จขึ้น ขุนนาง
ข้าราชการก็ออกจากเฝ้ากลับบ้านเรือน จุยเต็งตั้นกองหยีหลวงจีนเหี้ยนจึงก็กลับ
มายังบ้านฝ่ายวงศ์ญาติทั้งหลายครั้นทราบว่าตั้นกองหยีได้มียศและหลวงจีนเหี้ยนจึงได้
รับพระราชทานกฎีวิหารอยู่ดังนั้น ก็มีความยินดีให้ศีลให้พรต่างๆ และคำนับขอบ
พระคุณสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แล้วต่างคนต่างกลับไปยังที่อยู่แห่งตนครั้นอยู่มาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสวยราชสมบัติเป็นบรมสุข ใช้ยี่ห้อ (เจงกวน
ได้สิบสามปีจะกลับกล่าวถึงเมืองเชียงอานที่เมืองเชียงอานนอกกำแพงเมืองมีลำแม่น้ำใหญ่ชื่อแม่น้ำ (เกียฮ้อ) ข้างริมฝั่ง
แม่น้ำนั้นข้างทิศใต้มีโรงกระท่อมเล็กหลังหนึ่งเป็นที่อยู่ของคนหาปลา ริมข้างเหนือ
เป็นของคนตัดฟื้นมีชายนักเรียนสองคนเป็นเพื่อนมิตรสหายกัน ชายทั้งสองคนเดิมเข้าไปไล่
หนังสือตกไม่ได้ ก็เลยคบกันเป็นมิตรสหายอย่างสนิท เที่ยวหากินตามสบาย ไม่
ชอบอยู่ในบังคับใคร ผู้หนึ่งชื่อ (เตียวเส่า) ชอบหากินในทางตกเบ็ดตีอวน คน
หนึ่งชื่อ เลี้เตี้ย) ชอบหากินตามป่าตัดฟืนขายครั้นอยู่มาวันหนึ่งต่างคนก็ต่างไปหากินตามถนัดของตัว ฝ่ายเตียวเสาไปหาปลา
มาได้ก็กลับมา ฝ่ายลี้เตี้ยตัดฟืนมาได้ก็มาถึงบ้านพร้อมกันแล้ว ก็พากันเข้าไปใน
เมืองเชียงอานไปเที่ยวเร่ขาย ครั้นขายได้เงินแล้วก็พากันกลับออกนอกกำแพงเมือง
จึงพากันเข้าในโรงเตี๋ยมที่เขาขายสุราแห่งหนึ่ง ให้เจ้าของสุราจัดกับแกล้มและสุรา
พร้อมแล้ว สองสหายก็ชวนกันเสพสุราพอสบายแล้ว ก็คิดเงินค่าสุราและสิ่งของ
ให้แก่เจ้าของโรงเตี๋ยมเสร็จแล้ว ก็ออกจากโรงเตี๋ยมเดินมาจะกลับบ้านคนทั้งสอง
เดินพลางพูดกันไปพลาง ฝ่ายเตียวเสาพูดว่าเราได้พิเคราะห์ดูคนเราในทุกวันนี้
ที่รู้จักการมาหลงโลภฟังคำเขายกยอชื่อเสียงจนไม่รู้สึกความไม่เที่ยงที่จะมีมาถึงตัว
ที่หลงเพ้อละเมอเมาเกียรติยศเป็นขุนนาง ดุจดังว่านอนอยู่ในระหว่างอกเสือ รัก
เจ้านายโปรดปรานถ้าจะเปรียบก็เหมือนเลี้ยงงูพิษหรืองูอยู่ในมือเสือฉะนั้น คิดไป
ดูก็สู้เราหากินด้วยตนเองไม่ได้ ความสุขของเราอย่างนี้ไม่ต้องอยู่ในบังคับใคร สบาย
ตามภูมิลำเนาทางป่าและทางน้ำอย่างนี้ดีกว่า ข้ามไปวันหนึ่งก็เป็นที่เย็นใจได้ฝ่ายลี้เตี้ยได้ยินเตียวเสาพูดดังนั้นจึงตอบว่า ที่พูดดังนั้นก็นับว่าได้คติได้แต่
ข้าพเจ้าเห็นว่าในน้ำสู้ตามภูมิลำเนาเขาไม้ไม่ได้เตียวเส่าจึงตอบว่า ในภูมิลำเนาป่าเขาไม้นั้นสู้ในกระแสชลไม่ได้ คนทั้งสอง
โต้แย้งกันไปมาหาตกลงกันไม่ ลี้เตี้ยจึงชวนเตียวเส่าว่า เราทั้งสองพูดกันก็หาแพ้
ชนะกันไม่ อย่าเลยเรามาร้องเพลงโต้กันคนละบทพอได้แก้รำคาญดีกว่าเถียงกัน'
แล้วต่างคนก็ต่างหัวเราะกันเตียวเสาจึงพูดว่าเชิญน้องร้องก่อนแล้วเราจะร้องตอบ
ต่อที่หลังครั้นพูดกันดังนั้นแล้วสองคนก็เดินพลางร้องเพลงพลาง บัดเดี้ยวก็มาถึง
ต้นทางแยก คนทั้งสองก็ยกมือต่างคำนับจะลากันเตียวเส่าจึงร้องบอกแก่ลี้เตี้ยว่า
เจ้าไปทางป่าเขาจงระวังระไวให้ดี บางที่พบเสือเข้าเจ้าจะทำประการใด เราวิตก
ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีเพื่อนที่เคยเดินด้วยกันลิ้เตี้ยได้ฟังเตียวเสาพูดดังนั้นก็นึกขัดใจจึงพูดว่า ทำไมท่านจึงพูดเป็นลางร้าย
แรงดังนั้น ถ้าพูดดังนี้ตัวของพี่ก็จงระวังให้จงดีเถิดเพราะว่าถึงพี่จะไปในทางน้ำ
บางทีพายุและคลื่นใหญ่จะชัดตัวพี่ให้จมน้ำดอกกระมังพี่จงระมัดระวังให้ดีเตียวเสาจึงตอบว่า ตัวเราทั้งชาติไม่ต้องวิตกด้วยคลื่นลมจะชัดพัดพาให้จมน้ำลี้เตี้ยจึงพูดว่าทำไมจึงพูดเช่นนี้ เราจะกำหนดได้หรืออันกิจการบนอากาศย่อม
เป็นวิสัย และธรรมดาที่จะพึงเป็นหามีผู้ใดที่จะกำหนดแน่รู้เวลาที่จะเป็นได้ไม่เตียวเสาจึงพูดว่าซึ่งเจ้าพูดดังนั้นก็จริงอยู่ แต่เจ้ายังไม่รู้เหตุ แต่เรารู้เหตุกำหนด
ได้ว่าไม่เป็นไรลี้เตี้ยจึงพูดว่า พี่หากินในท้องสมุทรมีการร้ายมากทำไมจึงพูดว่าไม่เป็นไรเตียวเสาจึงตอบว่าเจ้ายังไม่แจ้ง บัดนี้ในเมืองเชียงอานที่ต้นทางถนนใหญ่ที่
ประตูเมืองข้างทิศตะวันตกมีจีนแสผู้หนึ่งชื่อ (อวนซิ้วเช้ง) เป็นหมอดูอยู่ทุกวัน
เราเอาปลาไปให้จีนแสตัวหนึ่ง จีนแสก็จับยามให้ ว่าเราจะตีอวนทางทิศไหนดี
จีนแสพิเคราะห์แล้วก็ชี้ทิศให้ไปตีอวนทางทิศนั้น เราก็ได้กุ้งปลามามาก ๆ ทุกวัน
วันก่อนนี้เราได้เอาปลากิมหลีอื้อไปให้จีนแสตัวหนึ่ง จีนแสก็จับยามให้ว่า วันนี้จะ
ไปตีอวนจงไปทางแม่น้ำเกียฮ้อ ที่ปากน้ำจะลงอวนก็ลงข้างทิศตะวันออกแล้วลาก
อวนมาข้างทิศตะวันตก คงจะได้กุ้งปลาเต็มลำเรือถ้าพรุ่งนี้เราได้ปลาสมประสงค์
เราจะได้เอาไปขายในเมืองเราก็จะได้อัฐมาซื้อสุรากิน เราทั้งสองจะร้องเพลงพลาง
กินสุราพลางให้มีความสุขสำราญมิดีหรือคนทั้งสองครั้นพูดกันดังนั้นแล้ว ก็ต่างคนต่างลาแยกทางกันไปเมื่อขณะคนทั้งสองพูดจาโต้ตอบชี้แจงกันดังนั้น มีพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋อง
เที่ยวตรวจมาตามลำแม่น้ำครั้นได้ยินคนทั้งสองพูดกันดังนั้น ก็แอบคอยฟัง ครั้นรู้
แจ้งในเหตุการณ์ดังนั้นแล้ว ก็รีบกลับไปยังบาดาล เข้าไปเฝ้าพระยาเล่งอ๋อง ครั้น
ถึงจึงทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ วันนี้ข้าพเจ้าไปตรวจตามลำแม่น้ำและมหา
สมุทรพอไปถึงฝั่งแม่น้ำเกียฮ้อพบชายสองคน ๆ หนึ่งแซ่เตียวชื่อเสา คนหนึ่งแซ่ลี้
ชื่อเตี้ย คนทั้งสองเดินพูดกันอยู่ริมฝั่งน้ำว่าในเมืองเชียงอานที่ริมประตูเมืองทางทิศ
ตะวันตกมีจีนแสคนหนึ่งตั้งโต๊ะเป็นหมอดู ๆ ให้แก่คนชาวเมืองเชียงอานทั้งหลาย
เตียวเสาเคยไปให้จีนแสดูอยู่ทุกวัน จีนแสให้เตียวเสาว่าวันนี้จะลงอวนก็ให้ไปทาง
แม่น้ำเกียฮ้อที่ปากน้ำ จะลงอวนให้ลงข้างทิศตะวันออกลากอวนมาข้างทิศตะวัน
ตก คงจะได้กุ้งปลาเต็มลำเรือ แม้ว่าจีนแสคนนี้ดูห้อย่างนี้ ถ้าจริงเช่นจีนแสทาย
บริวารน้ำของเราเตียวเสาคงจะจับไปหมด ขอพระองค์ได้โปรดพวกสัตว์พาหนะของ
พระองค์จะหมดสิ้นไปโดยเร็ว พระองค์จะได้พาหนะที่ไหนมาใช้สอย ข้าพเจ้าได้
ทราบความมาดังนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระดำริให้มากฝ่ายพระยาเล่งอ้องครั้นได้ทราบดังนั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่า จำเราจะ
ไปม่าจีนแสผู้นี้เสียจึงจะได้ ครั้นว่าแล้วก็จัดแจงแต่งกายจะขึ้นไปยังเมืองเชียงอาน
เวลานั้นกำลังขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยประชุมกันพร้อมอยู่ในที่นั้น จึงพากันทูลทัดทาน
พระยาเล่งอ๋องว่า ขอพระองค์ได้ทรงระงับพระทัย เพราะมีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า
การสิ่งใดที่มีผู้นำมาบอกเล่า พระองค์ยังมิได้เห็นอย่าเพ่อให้ฟังเอาเป็นจริงก่อน
ถ้าพระองค์จะไปในเวลากำลังโกรธเช่นนี้ ฤทธาอานุภาพของพระองค์ก็มาก หาก
จะเกิดเป็นลมเป็นฝนข้าพเจ้าวิตกว่าจะไหวหวั่นโกลาหลไปทั้งเมืองเชียงอาน ไพร่
บ้านพลเมืองจะพากันตื่นตกใจ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงทราบจะทรงพระพิโรธก็จะมิ
ลงโทษพระองค์ได้หรือ ขอพระองค์จงแปลงกายขึ้นไปทดลองดูก่อนว่า จีนแสนั้น
จะทายเหตุการณ์ภายหน้าถูกต้องได้จริงจังหรือไม่ ถ้าจีนแสทายถูกแม่นยำจริงดัง
นั้น เห็นช่องฆ่าได้ก็จะได้ฆ่าเสีย แม้ว่าเป็นการเคลื่อนคลาดไม่สมจริงก็จะทุกข์
ร้อนอะไรมีฝ่ายพระยาเล่งอ๋องครั้นได้ฟังพวกขุนนางพูดทัดทานและชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบ
ด้วยค่อยบรรเทาความโกรธลง จึงร่ายมนต์แปลงกายเป็นชายหนุ่มนักเรียนแล้วก็
ออกจากปราสาท จุ้ยเจียยี่ ขึ้นมายังเมืองเชียงอาน ครั้นถึงก็เดินตรงมายังประตู
เมืองข้างทิศตะวันตกที่ประตูเมืองเห็นหมู่ชนชายหญิงแออัดกันอยู่จึงเดินเข้าไปใกล้
แลเห็นป้ายแขวนที่ประตูหน้าบ้านก็รู้แน่ว่าหมอดูอยู่ที่นี่ จึงเดินเข้าไปใกล้แลเห็น
จีนแสนั่งอยู่ กำลังคนมาหาให้จีนแสดูทายตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย นักเรียนแปลง
จึงเบียดคนเข้าไปคำนับแล้วก็นั่งลงฝ่ายจีนแสเห็นนักเรียนหนุ่มน้อยดังนั้น ก็ยกน้ำชาให้กินแล้วจึงถามว่า ท่าน
มามีกิจธุระอย่างใดหรือ นักเรียนแปลงจึงตอบว่าขอท่านจีนแสได้โปรดดูอากาศ
เบื้องบนนั้นว่าจะเป็นประการใด ขอท่านจีนแสได้พิเคราะห์ให้ข้าพเจ้าทราบบ้างจีนแสอวนซิ้วเช้งเมื่อได้ฟังถามดังนั้น จึงยกมือขึ้นจับยามตรวจดูก็รู้ได้ว่า ใน
วันพรุ่งนี้จะมีฝน จึงบอกแก่นักเรียนผู้นั้นว่าแม้เมฆตั้งคลุ้มฟ้าหมอกล้อมป่าอยู่
ลักษณะอย่างนี้ ทายว่า ณ วันพรุ่งนี้จะมีฝนนักเรียนแปลงจึงถามต่อไปว่า พรุ่งนี้ฝนจะตกเวลาใด ฝนตกมากน้อยเท่าใด
น้ำท่วมลึกกี่ศอกกี่องคุลี ขอท่านจีนแสโปรดพิเคราะห์ทายให้แน่ ข้าพเจ้าจะมีรางวัล
คำนับท่านให้ถึงใจจีนแสได้ฟังนักเรียนแปลงถามดังนั้น จึงนับนิ้วมือพิเคราะห์ดูโดยละเอียดแล้ว
จึงพูดว่าเวลาพรุ่งนี้เช้าสามโมงเมฆจะตั้ง สี่โมงเข้าฟ้าจะร้อง ถ้าถึงเวลาเที่ยงฝน
จะตก บ่ายสองโมงฝนจะหยุดประมาณน้ำในเมืองจะท่วมลึกสามศอกเศษสามองคุลี
เม็ดฝนมีสี่สิบแปดเม็ดนักเรียนแปลงได้ฟังดังนั้น ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดแก่จีนแสว่าข้าพเจ้าขออนุญาต
แก่ท่านจีนแส ถ้าท่านจีนแสทายดังนี้ แม้ว่าถูกต้องตามเวลาของท่านทายแล้ว
ข้าพเจ้าจะคำนับรางวัลท่านห้าสิบตำลึงทอง แม้ไม่ถูกตามเวลาที่ท่านกำหนดไว้นั้น
ข้าพเจ้าจะขอทำลายป้ายที่แขวนเสียด้วยกระบองเหล็กให้แหลกละเอียด ท่านต้อง
รีบออกจากบ้านนี้ไป ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ไล่ท่าน ให้ออกไปพ้นเมืองเชียงอานไม่ให้
อยู่ที่นี่เพื่อจะหลอกลวงคนทั้งหลายต่อไปดังนี้ ท่านจะเห็นเป็นประการใดฝ่ายจีนแสอวนซิ้งเซ้งได้ฟังนักเรียนพูดคำมั่นคงดังนั้น จึงตอบแก่นักเรียนผู้นั้น
ว่า ข้าพเจ้ายอมขอรับสัญญาแก่ท่าน ถ้าฝนไม่ตกไม่หยุด ฟ้าไม่ร้องตามเวลา น้ำ
ไม่เท่าที่ข้าพเจ้ากำหนดตามสัญญาก็ให้ท่านทำตามสัญญาเถิดฝ่ายนักเรียนแปลง ครั้นพูดสัญญาแก่จีนแสเสร็จแล้ว ก็ลาออกไปจากบ้าน
จีนแส ครั้นลับตาแล้วก็ชำแรกพสุธากลับลงไปยังบาดาล ครั้นถึงสถานที่อยู่แล้ว
ก็คลายมนต์กลับเป็นพระยาเล่งอ๋องไปตามเดิมฝ่ายหมู่บริวารทั้งหลายก็พากันเข้ามาคำนับถามว่าวันนี้พระองค์ขึ้นไปยังเมือง
เชียงอาน สืบข่าวจีนแสหมอดูนั้น ได้ความเป็นประการใดบ้างพระยาเล่งอ๋องจึงบอกว่ามีจีนแสผู้หนึ่งชื่ออวนชิ้วเช้ง ดูลักษณะก็ยังอ่อนท่วงที
ร่างกายก็งามสมควรเป็นผู้รู้อยู่ เราได้ถามจีนแสว่าช่วยดูฤกษ์บนอากาศว่าจะเป็น
อย่างไรบ้าง จีนแสจับยามแล้วทายว่าพรุ่งนี้จะมีฝน เราจึงซักถามว่าเวลาใดจะมี
ฝนจีนแสว่าเวลาเช้าสามโมงเมฆจะตั้งสี่โมงฟ้าจะร้องเที่ยงฝนจะตก บ่ายสองโมง
ฝนจะหยุดน้ำในเมืองจะลึกสามศอกกับสามองคุลี มีเม็ดฝนสี่สิบแปดเม็ด เราจึง
พนันว่าถ้าแม้ถูกเราจะให้ทองคำห้าสิบตำลึง แม้ว่าผิดเราจะทำลายป้ายและขับไล่
จีนแสมิให้อยู่ในเมืองเชียงอาน จีนแสก็ยอมรับตามเราพูดสัญญาพวกบริวารทั้งหลายจึงพูดว่า พระองค์ก็เป็นใหญ่ในมหาสมุทร มหาสมุทรทั้ง
แปดก็อยู่ในอำนาจของพระองค์ทั้งสิ้นและหมู่เทพยดาทั้งหลายก็รู้จักแก่พระองค์
เมขลาและรามสูรอสุรี ก็ย่อมฟังอำนาจของพระองค์จะมีฝนหรือไม่มีฝนพระองค์ก็
คงรู้ได้ โดยได้รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ก่อน เหตุใดจีนแสจึงจะทายทักล่วงหน้าหมาย
มั่นเอาอย่างนี้จะมิผิดหรือ ครั้นพวกบริวารทูลแก่พระยาเล่งอ๋องดังนั้นแล้วก็พากัน
หัวเราะในทันใดนั้นได้ยินเสียงบนอากาศ ร้องเรียกว่าพระยาเล่งอ้องผู้เป็นใหญ่ในลำ
แม่น้ำมหาสมุทรเกียฮ้อเชิญท่านมารับท้องตราของเง็กเซียงฮ่องเต้ ในเมื่อเวลา
กำลังประชุมอยู่พร้อมกันนั้น ต่างก็แหงนหน้าแลขึ้นไปดูจึงเห็น (กิมอีลักสือ) ราชทูต
ถือท้องตราของเง็กเซียงฮ่องเต้เหาะลอยอยู่ในอากาศพระยาเล่งอ๋องก็แต่งตัวจุดรูปเทียนแล้วยืนขึ้นคำนับ (กิมอีลักสือ) ก็ลอยลงมา
ใกล้พระยาเล่งอ๋องแล้ว จึงส่งท้องตราให้แก่พระยาเล่งอ๋องแล้วก็เหาะกลับไปยัง
สวรรค์พระยาเล่งอ๋องครั้นเห็นเทวราชทูตกลับไปแล้ว ก็คลี่ท้องตราออกอ่านดูใจ
ความมีว่า ให้พระยาเล่งอ๋องมีหมายเกณฑ์ออกไปให้พระยาเล่งอ๋องทั้งแปดมหา
สมุทรกระทำให้ฝนตกลงมายังเมืองเชียงอานในวันพรุ่งนี้ เวลาเช้าสามโมงให้ตั้งเมฆ
ครั้นถึงเวลาเช้าสี่โมงให้ฟ้าร้อง ถ้าถึงเวลาเทียงให้ฝนตก บ่ายสองโมงจึงให้ฝนหยุด
นำในเมืองเชียงอานให้มีบริบูรณ์ลึกสามศอกสามองคุลีเศษให้มีสีสิบแบดเม็ดฝนพระยาเล่งอ๋องครันได้ทราบความในท้องตราดังนั้น สินสติตกตะลึงจึงพูดว่า
จีนแสอวนซิ้วเซ้งนี้ทำนายแม่นยำยิ่งนักมิได้ผิดเลยสักเส้นผมหนึ่ง พระยาเล่งอ๋อง
จึงพูดแก่บริวารทั้งหลายว่า ในมนุษย์โลกนี้ยังมีคนวิเศษถึงอย่างนี้ ล่วงรู้ตลอดได้
ทั้งดินฟ้าอากาศ พระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว ก็ยิ่งมีความวิตกมากขึ้นในขณะนั้นมีขุนนางปลาตนหนึ่ง จึงทูลว่าพระองค์จงวางพระทัยเถิด ข้าพเจ้า
มีอุบายอยู่อย่างหนึ่งซึ่งจะให้จีนแสที่ทายไว้นั้นให้ผิดจงได้พระยาเล่งอ๋องจึงถามว่า อุบายของท่านจะทำประการใดจึงจะให้ผิดจากคำ
ทำนายของจีนแสได้ขุนนางปลาจึงทูลว่า ขอพระองค์จงทำให้น้ำฝ่นผิดประมาณทั้งเวลาก็อย่าให้
ตรงตามกำหนด เกินหรือลดลงให้ผิดคำจีนแสทายแล้วพระองค์ก็จะปรับโทษจีนแส
ได้ตามความปรารถนา จะต้องวิตกทำไมมีพระยาเล่งอ๋องครั้นได้ฟังขุนนางปลาพูดดังนั้น ก็ค่อยคลายความวิตกเห็นชอบ
ไปด้วย มิได้คิดว่าตนจะมีความผิดที่กระทำให้ผิดจากรับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ไม
สมด้วยคำโบราณท่านกล่าวว่าหวังใจจะให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นกลับมาถึงตัวเหมือน
พระยาเล่งอ๋องผู้นี้ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องครั้นรุ่งเช้า จึงมีหมายไปยังพระพายและรามสูรและเมฆฟ้า
และเล่งอ๋องทั้งแปดทิศให้มาประชุมพร้อมกันบนอากาศเมืองเชียงอานให้มีฝนใน
เวลาเข้าพรุ่งนี้ ครั้นพวกเทพบุตรพนักงานทำฝนได้ทราบหมายดังนั้น ต่างก็มา
เตรียมกันอยู่พร้อมบนอากาศที่ตรงเมืองเชียงอาน คอยรอคำสั่งพระยาเล่งอ้องผู้
เป็นประธานอยู่ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องเมื่อส่งหมายไปแล้ว ก็จัดแจงตัวซำแรกแผ่นดินขึ้นจาก
บาดาลเหาะตรงไปยังเมืองเชียงอาน ครั้นถึงจึงสั่งว่าเช้าสี่โมงตั้งเมฆ เวลาเที่ยง
ให้ฟ้าร้องบ่ายให้ฝนตกบ่ายสี่โมงให้ฝนหยุด ให้มีน้ำมากท่วมในเมืองลึกสามศอก
ถ้วน มีเม็ดฝนสี่สิบเอ็ดเม็ดฝ่ายเทพบุตรและเล่งอ๋องทั้งหลาย ได้ฟังคำสั่งพระยาเล่งอ๋องผู้เป็นประธานแล้ว
ต่างก็เตรียมการของตน ครั้นถึงเวลากำหนดแล้วต่างก็ทำตามสั่งบันดาลเมฆและ
ลมฝนให้มีขึ้นในอากาศ ตามหน้าที่พนักงานแห่งตนครั้นเสร็จแล้วต่างก็มาคำนับ
พระยาเล่งอ่องลากลับไปยังที่อยู่ของตนพระยาเล่งอ๋องครั้นทำฝนให้ตกแล้ว และทำให้เคลื่อนคลาดเวลาและเศษเม็ด
ฝนให้ลดน้อยลงแล้วก็ยินดีจึงคิดว่าเราทำให้ผิดที่จีนแสทำนายไว้ได้แล้ว จำเราจะ
เลยไปปรับโทษจีนแสตามที่เราได้สัญญาไว้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นนักเรียน
หนุ่มน้อยเหาะลอยลงมาพื้นแผ่นดิน แล้วก็เดินมายังบ้านจีนแสหมอดู ครั้นถึงก็
เข้าทุบป้ายแตกแล้วก็จับโยนทิ้งเสีย แล้วเดินเข้าถีบประตูพังลงและกระชากกลอน
ประตูถือเดินเข้าไปข้างใน เห็นจีนแสอวนซิ้วเช้งนั่งอยู่จึงร้องว่า อ้ายจีนแสทำไม
มึงยังไม่ออกไปให้พ้นบ้านพ้นเมืองอีกเล่า ยังจะมานั่งไขว่ห้างอยู่ที่นี่ทำไม เอ็งอวดดี
ทำนายว่าฝ่นจะตก ครั้นฝนตกก็ไม่ถูกต้องตามเวลาที่ทายไว้ เศษฝนก็ผิดไม่ถูก
ต้องตามสัญญาเราจะยกชีวิตให้จงรีบออกไปเสียโดยเร็วฝ่ายจีนแสนั่งอยู่บนเก้าอี้ แลเห็นนักเรียนมาทำกิริยาหยาบช้าดังนั้น ก็มิได้
หวาดหวั่นอะไร แกล้งนั่งเฉยแล้วก็ทำเป็นหัวเราะเสียพระยาเล่งอ๋องเมื่อได้เห็นกิริยาจีนแสทำดังนั้น ก็ยิ่งบันดาลความโกรธมากขึ้น
ตรงเข้าไปใกล้ยกไม้กลอนประตูขึ้นเงื้อจะตีและร้องว่าจงไปเสียให้พ้นที่นี่ อย่านั่ง
อยู่ไม่กลัวความตายหรือจีนแสอวนซิ้วเซ้งได้ฟังนักเรียนแปลงว่าดังนั้น ก็กระทำเป็นแหงนหน้ามองดูฟ้า
หัวเราะแล้วก็ตอบว่า อันความตายเราไม่กลัวโดยเหตุว่าเราไม่มีความผิดอะไรที่จะ
มีโทษให้ถึงแก่ความตาย เรามีความวิตกถึงแต่ตัวท่านจะถึงที่ตายเป็นแน่ ท่านดี
แต่หลอกผู้อื่น จะมาหลอกเราด้วยนั้นไม่ได้ เรารู้อยู่ว่าท่านเป็นพระยาเล่งอ๋องและ
เป็นใหญ่อยู่ในลำแม่น้ำเกียฮ้อมิใช่หรือ ท่านแกล้งแปลงรูปเป็นนักเรียนมาล่อลวง
เอาความ เราจะบอกให้ท่านรู้สึกตัวท่านขัดคำสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้เปลี่ยนแปลงเวลา
ให้ผิดจากคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าโลก วันพรุ่งนี้ท่านจะตายหรือเราจะตายก็จงคอย
ดูเถิดพูดแล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดังฝ่ายพระยาเล่งอ๋องเมื่อได้ฟังจีนแสพูดดังนั้น ก็ให้ตกตะลึงอกใจให้เต้นสั่นระรัว
ไปทั้งกายเสโทก็ซึมซาบอยู่โซมกาย กลอนประตูที่ถือก็หลุดจากมือ จึงย่อตัวลง
คำนับจีนแสแล้วพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านจีนแสได้เมตตาข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด
ข้าพเจ้าหมายใจว่าจะทำเล่นๆ ก็มากลับเป็นความจริงไปดังนี้ ขอท่านจีนแสได้ช่วย
แก้ไขให้ชีวิตข้าพเจ้ารอดด้วยเถิด ว่าพลางพระยาเล่งอ๋องก็ร้องไห้ฝ่ายอวนซิ้วเซ้งจีนแส เห็นพระยาเล่งอ๋องร้องไห้คร่ำครวญอยู่ดังนั้น ก็มีจิตคิด
สงสารจิงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีอุบายอันใดที่จะแก้ให้ท่านรอดพ้นจากความตายได้
เป็นแต่จะชีทางให้ อันจะพ้นหรือมิพ้นจะเอาจริงเข้าก็จะยังไม่ได้ แต่ก็ลองดูตาม
บุญตามกรรมเผื่อจะพ้นได้บ้างดอกกระมังพระยาเล่งอ๋องจึงถามว่า หนทางใดที่จะรอดตายได้บ้างขอท่านได้โปรดแนะนำ
ให้ทราบเถิด ข้าพเจ้าจะกระทำตามจีนแสอวนชิ้วเช้งจึงบอกว่า วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงเง็กเซียงอ่องเต้คงมีรับสั่งให้งุย
เต็งเป็นเพชฌมฆาตฆ่าตัวท่าน แต่งุยเต็งเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ท่านจงรีบไปหาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้โดยเร็วเถิด อ้อนวอนขอให้พระองค์ช่วยพระยาเล่งอ๋องได้ฟังจีนแสชี้แจงแนะนำดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นอันมาก คุก
เข่าลงคำนับแล้วก็ลาจีนแสรีบไปเมื่อเวลาออกจากบ้านจีนแสนั้น ก็พอเป็นเวลา
จวนค่ำพระยาเล่งอ้องก็ไม่กลับลงไปยังบาดาล เหาะลอยอยู่ในอากาศ ครั้นเวลา
เที่ยงคืนเห็นสงัดแล้วก็แหวกกลีบเมฆลอยลงมายังพื้นพระสุธาดล เดินตรงเข้าใน
ทวารพระราชวังข้างใน เวลานั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนพระแท่นหลับ
สนิท ทรงพระสุบินนิมิตว่า พระองค์ทรงพระดำเนินออกจากพระราชมนเทียรสถาน
ไปยังพระราชอุทยานสวนดอกไม้ทอดพระเนตรเห็นมานพหนุ่มน้อยคนหนึ่ง เดิน
ตรงเข้ามา ครั้นใกล้พระองค์ก็คุกเข่าลงถวายคำนับแล้วก็ร้องไห้ ทูลว่าขอให้พระ
องค์ช่วยชีวิตไว้ด้วยเถิด แล้วทูลว่าคนนั้นคือเป็นพระยาเล่งอ๋องผู้ใหญ่อยู่ในแม่น้ำ
เกียฮ้อ เหตุด้วยทำการละเมิดรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้คือให้ฝนและลมให้ผิดเวลา
และกำหนด บัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้มีรับสั่งให้งุยเต็งขุนนางของพระองค์เป็นเพชฌฆาต
วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงก็จะเอาตัวข้าพเจ้าไปยังสนามที่จะประหารชีวิต ข้าพเจ้าก็คงจะ
ถึงแก่ความตาย ขอพระองค์ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะมิได้
ลืมพระเดชพระคุณของพระองค์เลยในพระสุบินว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสแก่พระยาเล่งอ๋อง
ว่า ถ้างุยเต็งเป็นเพชฌฆาตจริงแล้ว เราจะช่วยแก้ไขให้พ้นซึ่งความตาย ท่านอย่า
มีความวิตกเลย จงกลับไปเถิดฝ่ายพระยาเล่งอ๋อง ได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงรับว่าจะช่วยดังนั้น ก็มี
ความยินดี จึงลุกขึ้นถวายคำนับขอบพระคุณแล้วก็ลากลับไปฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เมื่อทรงพระสุบินนิมิตเห็นไปดังนั้นแล้วก็สะดุ้งตื่น '
ฟื้นรู้สึกพระองค์ เสด็จลุกจากพระแท่นที่พระบรรทม ทรงพระราชดำริรำพึงอยู่แต่
ในพระทัย พอได้อรุณรุ่งสว่างก็เสด็จเข้าที่ทรงทรงเสวยแล้วก็เสด็จออกประทับยัง
พระที่นั่งกิมลวนเต้ย ขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าพร้อมตามตำแหน่งหน้าที่
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมหน้ากันหมด ยังขาด
แต่งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่ผู้เดียวยังไม่เห็นมา พระองค์จึงรับสั่งแก่ชีมงกงกุนซื่อว่า
เมื่อคืนนี้เราฝันไปว่ามีชายหนุ่มน้อยคนหนึ่งมาคำนับแล้วบอกว่าตัวเป็นพระยา
เล่งอ๋อง อยู่แม่น้ำเกียฮ้อ บัดนี้มีความผิดโดยละเมิดเทวโองการ จะให้ประหาร
ชีวิตพระยาเล่งอ๋อง รับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าพระยาเล่งอ๋องในเวลาเที่ยง
วันนี้ขอให้เราช่วย เราเห็นพระยาเล่งอ๋องมาร้องขอให้เราช่วยชีวิตดังนั้น เราก็ได้
ออกปากรับว่าจะช่วยดังนี้ ไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด เวลานี้ก็ไม่เห็นงุยเต็งเข้ามา
เราฝันดังนี้ท่านจะเห็นเป็นประการใดชีมงกงได้ฟังรับสังถามดังนัน จึงทูลว่าพระองค์ทรงพระสุบินนิมิตดังนี้ควรให้
หางุยเต็งเข้ามาเฝ้า แล้วกักตัวงุยเต็งไว้ให้อยู่ในพระราชวังจนสิ้นเวลา ก็คงจะช่วย
ชีวิตพระยาเล่งอ๋องไว้ได้ตามความที่พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตนั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังชีมงกุนซื่อทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงมี
รับสั่งให้ขันทีออกไปตามตัวงุยเต็งให้เข้ามาเฝ้าโดยเร็ว ขันทีถวายบังคมรับ รับสั่ง
รีบไปยังบ้านงุยเต็งฝ่ายงุยเต็งเมื่อเวลากลางคืนก่อนนั้น ยังอยู่บนหอสูงพิจารณาดูซึ่งฤกษ์บนใน
เวลาดึกเงียบสลัด บัดเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงบนอากาศ เหมือนเสียงนกการเวกร้อง
งุยเต็งจึงเหลือบขึ้นไปดู ก็เห็นราชทูตเทวบุตรถือท้องตราเหาะมา ครั้นใกล้หอสูง
ที่งุยเต็งนั่งอยู่ ก็เหาะลอยลงมาใกล้ตัวงุยเต็ง จึงส่งท้องตรานั้นให้งุยเต็งแล้วก็ลา
เหาะกลับไปงุยเต็งคำนับรับท้องตราแล้วก็จุดธูปเทียนคำนับบูชา คลี่หนังสือออกอ่านใน
ท้องตรามีความว่า พระยาเล่งอ๋องในมหาสมุทรเกียฮ้อมีความผิดด้วยขัดรับสั่งเง็ก
เชียงฮ่องเต้โทษถึงประหารชีวิต บัดนี้มีรับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าผู้ผิด ไป
ยังอากาศในเวลาเที่ยงพรุ่งนี้ เอาตัวพระยาเล่งอ๋องไปตัดศีรษะเสีย งุยเต็งทราบ
ดังนั้นแล้วก็ตั้งพิธีบูชาจะเข้าที่ระงับจิตไปปรากฏในสวรรค์เทวโลก เพราะฉะนั้น
จึงมิได้มาในที่เฝ้าฝ่ายพวกขันที ครั้นมาถึงบ้านงุยเต็งแล้วก็เข้าไปหางุยเต็งบนหอสูง เห็นงุยเต็ง
กำลังจัดแจงเครื่องบูชา ก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับแล้วกราบเรียนว่า บัดนี้พระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาตามท่านให้เข้าไปเฝ้าโดยเร็ว ไม่ทราบว่าจะ
มีราชการสิ่งใดงุยเต็งได้ทราบดังนั้นก็รีบแต่งตัว ครั้นเสร็จแล้วก็ชวนขันทีออกจากบ้าน รีบ
เข้าไปยังพระราชวัง ครั้นถึงงุยเต็งก็เข้าไปยังพระที่นั่ง ถวายบังคมแล้วจึงทูลว่า
พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า โดยมีกิจธุระจึงมิได้เข้ามาเฝ้า ได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้า ข้าพเจ้าผู้มีความผิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงพังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น ก็ทรงพระสรวล แล้วตรัส
ว่าเราไม่ถือโทษท่านดอก เราเห็นว่าท่านหายไปจึงให้ไปตามท่านมา ปรารถนา
จะใคร่คิดราชการบ้านเมืองให้มีความสุขแก่อาณาประชาราษฎรต่อไปในเบื้องหน้า
เมื่อเวลาที่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งอยู่กับงุยเต็งนั้น ก็จวนเวลาที่ขุนนางจะ
ออกจากเฝ้าอยู่แล้ว ขุนนางทั้งหลายเห็นได้เวลาแล้วก็ถวายบังคมลาพากันออก
จากที่เฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เห็นขุนนางไปหมดแล้วจึงรับสั่งแก่งุยเต็งว่า เชิญ
ท่านเข้าไปข้างในด้วยกัน แล้วเสด็จลงจากพระที่นั่ง ทรงพระราชดำเนินเข้าใน
พระราชมนเทียรฝ่ายใน งุยเต็งก็เดินตามเสด็จเข้าในห้องพระตำหนัก ถวายบังคม
แล้วก็นั่งยังเก้าอี้เวลาจวนจะเที่ยงอยู่แล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งแก่พวกขุนนางพนักงาน
ให้นำกระดานหมากรุกมาตั้งบนโต๊ะ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่งุยเต็งว่าใจ
เสียงมาเดินหมากรุกกับเราดูเล่นสักกระดานหนึ่งพอแก้รำคาญงุยเต็งได้ฟังรับสั่งดังนั้น มิได้ทราบในพระราชอุบาย ก็ถวายบังคมขยับเก้าอี้
เข้าไปให้ใกล้โต๊ะ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทรงจับตัวหมากรุกเดิน จุยเต็งก็จับตัว
หมากรุกเดิน ต่างเดินไปมากันอยู่ดังนั้น ยังมิได้ทันจะแพ้ชนะแก่กัน เวลานั้นพระ
อาทิตย์ตรงเที่ยงเป็นมัชฌันติกสมัย งุยเต็งจะจับตัวหมากรุกเดินบังเอิญให้ตัวของ
ตัวอ่อนพับซบหน้าลงกับโต๊ะม่อยหลับไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นอาการงุยเต็งเป็นดังนั้นก็ทรงนิ่งอยู่โดยเข้าพระทัยว่า
งุยเต็งอดนอนจึงนิ่งหวังพระทัยว่า จะให้งุยเต็งระงับกายสักครู่หนึ่งพอพ้นเวลาเที่ยง
งุยเต็งตกใจตื่นขึ้นก็ลงจากเก้าอี้ คุกเข่าลงถวายบังคมแล้วทูลว่า ขอพระองค์ได้
โปรดโทษข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย โดยข้าพระองค์มีความประมาทมาหลับในที่เฝ้า
ดังนี้ มีความผิดเป็นอันมากนักพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟัง งุยเต็งกราบทูลดังนั้นก็ทรงพระสรวล ตรัสแก่
งุยเต็งว่าเราได้อนุญาตแก่ท่านแล้ว จงลุกขึ้นมาเล่นกันใหม่เถิดแล้วพระองค์มีรับสั่งให้ซินซกโป๊นำศีรษะมังกรไปแขวนไว้ที่ตลาดแล้วป่าวร้อง
ให้ราษฎรทั้งหลายทราบว่า การที่เป็นนี้มิใช่เป็นเหตุการ์ร้ายแรงหรือให้โทษแก่
บ้านเมืองแต่ประการใดเลย แล้วพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่งุยเต็งตามสมควร
ขุนนางทั้งสามก็ถวายบังคมลาออกจากพระราชวังกลับไปบ้านเรือนแห่งตนเวลานั้นประมาณบ่ายสักสองโมงเศษ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จกลับไป
ประทับบนพระแท่นที่พระบรรทมในพระทัยของพระองค์ให้เศร้าหมองขุ่นมัว พระ
กาย ให้มีพระอาการอ่อนเปลี้ยไปมิได้เป็นปรกติ ในคืนวันนั้นเวลาสองยามเศษ
พระองค์ ได้ยินเสียงนอกประตูตำหนักเหมือนเสียงคนร้องไห้ ในพระทัยให้สะดุ้ง
หวั่นหวาด ปราศจากความผาสุกไม่สบายพระทัยเลย บางทีให้เคลิ้มพระสติเห็น
ไปว่าพระยาเล่งอ๋องมือถือหิ้วศีรษะของตัวเองมาทั้งโลหิตแล้วร้องเรียกว่า ถังไข
จงเอาชีวิตมาใช้ให้เรา จงเอาชีวิตมาเดี๋ยวนี้แล้วพูดว่าเมื่อเวลาคืนวันวานนี้ ท่าน
รับเต็มปากว่าจะช่วยชีวิตเรา ทำไมจึงปล่อยให้งุยเต็งไปฆ่าเราเสีย ตัวเรากับท่าน
จะต้องลงไปให้ถึงพระยามัจจุราช จึงจะรู้ผิดและชอบพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว
ก็เข้ามาจับยึดข้อพระกรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไว้แล้ว ก็กระซากฉุดไปมาหาวาง
พระกรของพระองค์ไม่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะร้องก็ไม่ออกให้อืดอัดจนพระเสโทโซมพระศิระกาย
ในเวลานั้นจะว่าเคลิ้มหรือจะว่าฝันก็หาแน่ได้ไม่ บัดเดี๋ยวพระองค์ทอดพระเนตร
เห็นทางทิศอาคเนย์ บนอากาศในกลีบเมฆมีนางเทพอัปสรองค์หนึ่ง ถือกิ่งสนเหาะ
ตรงมาใกล้พระองค์แล้ว เอากิ่งสนที่ถือมานั้นฟาดศีรษะมังกร มังกรก็วางพระกร
ของพระองค์แล้วเห็นพระยาเล่งอ๋องร้องไห้เดินสะอึกสะอื้นไปทางทิศปราจีน
เฉียงเหนือ
(มีคำอธิบายว่าที่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นนางเทพอัปสรถือกิ่งสนนั้นคือพระกวนอิม
ที่มาพักอยู่ศาลพระภูมิได้มาช่วยขับปิศาจพระยาเล่งอ้อง)ฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นฟื้นได้พระสติสมประดีแล้ว ทรงร้องด้วยพระ
สุรเสียงอันดังโดยที่ตกพระทัยกลัวปิศาจมังกรฝ่ายพวกนางสนมและนางพนักงานได้ยินรับสั่งดังนั้นก็ตกใจกันทุกคนในคืน
วันนั้น พากันมีความวิตกไม่ทราบว่าจะมีเหตุผลประการใด พากันตรวจตราหา
เป็นอันที่จะหลับนอนไม่ เห็นพระเจ้าแผ่นดินหวาดสะดุ้งอยู่จนสว่างฝ่ายขุนนางทั้งหลายครั้นถึงเวลาเฝ้า ก็เข้ามาพร้อมกันยังท้องพระโรงคอย
เตรียมเฝ้า ก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกตามเคย คอยเฝ้าอยู่จนเวลาเช้า
สามโมงจึงเห็นขันทีออกมาจากข้างในบอกแก่ขุนนางทั้งปวงว่า มีรับสั่งให้ประกาศ
แก่ท่านทั้งหลายว่าวันนี้ไม่สบายพระทัยไม่เสด็จออก ขอเชิญท่านทั้งหลายกลับ
ไปเถิด ครั้นบอกแล้วขันทีกลับเข้าข้างในฝ่ายขุนนางทั้งหลายเมื่อได้ทราบกระแสรับสั่งแล้วก็ต่างคนกลับบ้านและมีความ
สงสัยด้วยไม่รู้ว่าทรงพระประชวรหรือเป็นประการใด แต่เวลาเฝ้าก็พากันเข้ามาคอย
เฝ้าก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออก แต่เป็นดังนั้นมาประมาณสักห้าวันแล้วก็
ไม่เห็นเสด็จออก บรรดาขุนนางทั้งปวงอยากจะใคร่ทราบและจะใคร่เข้ามาเฝ้าทูล
ถามพระอาการประชวรก็หาได้มีโอกาสที่จะได้เฝ้าและทูลถามพระอาการได้ไม่อยู่มาวันหนึ่งเห็นขันทีพาไทอุยหมอหลวงเข้าไปข้างใน ขุนนางทั้งปวงก็พากัน
วิตกไปต่าง ๆฝ่ายขันทีพาหมอเข้าไปถึงแล้วนางไท้ฮ่องเฮ้าพระราชมารดาจึงรับสั่งให้ไทอุย
ประกอบพระโอสถที่ชื่นพระทัยจะให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยไทอุยได้รับสั่งแล้วก็จัดแจงประกอบพระโอสถที่ชื่นพระอารมณ์ขึ้นถวาย ครั้น
พระองค์เสวยพระโอสถแล้วไทอุยก็ถวายบังคมลากลับออกมา บรรดาขุนนางที่ยัง
อยู่ที่พระทวารพระราชวังคอยฟังข่าวเห็นไทอุยออกมา จึงถามหมอว่าพระเจ้า
แผ่นดินประชวรนั้นโดยพระอาการเป็นพระโรคอะไร หมอบอกว่าพระองค์ประชวร
นั้นทางวาโยธาตุไม่ปรกติให้เคลิบเคลิ้มพระสติ มักให้เห็นเป็นปิศาจผีสางมาหลอก
หลอนพระทัยให้หวั่นไหวทั้งธาตุก็พิการไม่มีกำลัง วิตกว่าพระชนม์จะไม่ยาวยืนเกิน
กว่าเจ็ดวันไปได้บรรดาขุนนางทั้งปวงเมื่อได้ฟังไทอุยหมอหลวงบอกดังนั้น ต่างมีความวิตกเป็น
อันมาก ครั้นไทอุยบอกพระอาการแก่ขุนนางดังนั้นแล้วก็คำนับลาขุนนางกลับไป
ที่อยู่ขณะนั้นมีขันทีออกมาจากข้างในบอกว่า นางไท้ฮ่องเฮ้ามีมีรับสั่งให้หาชีมงกง
ซินซกโป๊อวยซีจงทั้งสามคนให้เข้าไปเฝ้าข้างในเดี๋ยวนี้ซีมงกงซินซกโป๊อวยชีจงทราบว่ามีรับสั่งให้หาดังนั้น ขุนนางทั้งสามก็เดินตาม
ขันที่เข้าไปในพระตำหนัก ครั้นถึงขุนนางทั้งสามก็ถวายบังคมแล้วนั่งตามที่ตาม
ลำดับกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นขุนนางทั้งสามเข้ามาเฝ้าก็มีพระทัยยินดี
จึงมีพระราชดำรัสตรัสแก่ขุนนางทั้งสามว่าเมื่อเราอายุได้สิบเก้าปียกกองทัพไป
เที่ยวเมืองฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือ ซอกซอนไปทุกหนแห่งก็ไม่เคยเห็นปีศาจผีสางอะไร
ที่ไหน มาเมื่อสองสามคืนนี้ให้เห็นเป็นคนถือศีรษะมังกรมาหลอกหลอนและพูดจา
ทำทีคล้ายปิศาจเราวิตกด้วยไม่เคยเป็นเลยท่านทั้งหลายจะคิดประการใดอวยซีจงได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงกราบทูลว่า พระองค์คิดตั้งบ้านเมืองครอบครอง
ราชสมบัติ ได้ฆ่าคนเสียนับไม่ถ้วนก็ยังไม่มีปิศาจที่ไหนมารบกวน บัดนี้จะมีปิศาจ
ที่ไหนมาเล่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า แม้ว่าท่านจะใคร่ทราบความจริงจงคอยฟัง
ดูที่ประตูตำหนัก ถ้าถึงเวลาที่เราจะเข้านอนก็คงจะได้ยินเสียงดุจเอาอิฐเอาทราย
มาขว้างปา แล้วก็จะได้ยินเสียงร้องไห้และโห่ร้องกระทำอาการต่าง ๆ ท่านคงจะ
ได้เห็นความจริง ตามที่เราเล่าให้ท่านฟังซินซกโป๊จึงทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัยเถิด คืนวันนี้ข้าพระองค์กับท่าน
อวยชีจงจะเฝ้าคอยอยู่ที่ประตูพระตำหนักข้างนอก คอยดูว่าจะเป็นปิศาจผีสางอะไรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังซินซกโป๊ทูลดังนั้นก็ทรงพระอนุญาตโปรดให้
ขุนนางทั้งสองอยู่ตามคำที่กราบทูล ชีมงกงครั้นเห็นเวลาบ่ายแล้วก็ถวายบังคม
ลาออกจากพระราชวังกลับไปบ้านฝ่ายซินซกโป๊กับอวยซีจง ก็พักอยู่ข้างพระทวารพระราชวังชั้นในครั้นเวลาพลบ
ค่ำ ขุนนางทั้งสองก็จัดแจงแต่งตัวถืออาวุธยืนเฝ้าประตูนอกพระตำหนักใกล้ที่พระ
บรรทมจนตลอดราตรีรุ่งสว่างก็ไม่เห็นปิศาจผีสางอะไร ในคืนวันนั้นพระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ทรงพระบรรทมหลับสนิทเป็นปรกติ มิได้ยินเสียงปิศาจและสิ่งใดเงียบ
สงัดไปได้คืนหนึ่งครั้นเวลาเข้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงบำเหน็จรางวัลให้ขุนนางทั้งสองเป็นอัน
มาก แล้วพระองค์ตรัสว่าตั้งแต่เราไม่สบายมาหลายเวลาแล้ว จะนอนก็ไม่ปรกติ
เลยสักคืนหนึ่ง หากเมื่อคืนนี้ได้ท่านทั้งสองมาอยู่จึงได้นอนหลับสนิทค่อยมีความ
สบายขึ้นเป็นอันมาก เชิญท่านทั้งสองกลับไปพักให้สบายเถิด เวลาค่ำจึงค่อยเข้า
มาคอยระวังเราอีกขุนนางทั้งสองได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกจากพระราชวัง ตั้ง
แต่นั้นมาขุนนางทั้งสองก็มาคอยเฝ้าระวังอยู่ดังนั้นถึงสามสี่วันมา ก็เห็นเงียบสงัด
อยู่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นขุนนางทั้งสองเข้ามาเฝ้าระวังอยู่ดังนั้นทุกคืน ได้รับ
ความลำบากหาเป็นอันจะได้หลับนอนไม่ พระองค์มีความเกรงใจขุนนางทั้งสองเป็น
อันมาก ครั้นมาวันหนึ่งจึงรับสั่งให้ขุนนางทั้งปวงให้เข้าไปเฝ้า พระองค์จึงตรัสแก่
ขุนนางทั้งหลายว่าตัวเราเมื่อสองสามคืนนี้ก็เป็นสุขปรกติดี แต่เราเห็นว่าซินซกโป๊
อวยชีจงท่านทั้งสองมีความลำบาก เราคิดว่าจะให้ช่างเขียนเข้ามาวาดรูปท่านทั้ง
สองไปปิดไว้ที่ประตูและในที่อยู่ของเรา จะไม่ต้องลำบากแก่ท่านทั้งสองท่านทั้ง
หลายจะเห็นประการใดขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบพร้อมกัน ตามกระแสพระราชดำริจึงให้ช่างเขียน
เข้ามาวาดรูปซินซกโป๊กับรูปอวยซีจง ครั้นช่างทั้งสองเขียนรูปขุนนางทั้งสองแล้ว
จึงให้พนักงานนำไปปิดที่ประตูพระตำหนักข้างใน ตั้งแต่นั้นมาชนทั้งหลายจึงได้
เขียนรูปซินซกโป๊และรูปอวยชีจงปิดประตูบ้านและศาลเจ้าสมมุติว่าเป็นรูปศักดิ
สิทธิ์ป้องกันปิศาจได้เป็นธรรมเนียมต่อ ๆ มาจนทุกวันนี ตังแต่นันมาได้สองสาม
วันก็เงียบสงัดครั้นอยู่มาหลายเวลาก็ได้ยินเสียงก้องดังอยู่ที่หลังตำหนัก ห้องเครื่องนอกประตู
ออกไป แต่ได้ยินเสียงดุจกองทัพยกเข้ามาเสียงหวั่นไหวอิสทรายสาดเข้ามา ในคืน
วันนันพระโรคพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็กลับกำเริบมากยิงขึ้นกว่าเก่า พระองค์จึง
รับสั่งให้หาขุนนางทั้งหลายเข้าไปเฝ้าโดยเร็วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นพระองค์เห็นขุนนางเข้ามาเฝ้าอยู่พร้อมกันแล้ว จึง
มีพระราชดำรัสแก่ขุนนางว่าประตูข้างหน้าก็ปกติเงียบดีแล้ว แต่คืนนี้ประตูข้างหลัง
ตำหนัก เราได้ยินเสียงดุจยกกองทัพเข้ามา และเสียงร้องอึกทึกทั้งขว้างอิฐูทราย
เข้ามาและเสียงภู่ร้องออกเซ็งแช่ตัวเราให้มีใจหวั่นหวาดโรคจึงกำเริบหนักยิ่งขึ้น
กว่าเก่าชีมงกงจึงกราบทูลว่าประตูนอกเงียบสงัดดีแล้วเพราะให้ซินซกโป๊อวยซีจงรักษา
ประตูข้างหลังยังไม่มีผู้ใดรักษา ข้าพระองค์ขอให้งุยเต็งรักษาเฝ้าระวังอยู่จึงจะควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังชีมงกงกราบทูลดังนั้นทรงเห็นชอบด้วย จึง
รับสั่งให้งุยเต็งไปเฝ้ารักษาประตูหลังงุยเต็งได้ฟังรับสังแล้ว ก็ถวายบังคมลามาจัดแจงแต่งตัวมือถือง้าวและเกี่ยม
ซึ่งสำหรับฆ่ามังกร ออกไปยังประตูหลังพระตำหนัก เฝ้าอยู่คืนหนึ่งจนสว่างก็ไม่
เห็นมีผีสางอะไร หรือมีเสียงร้องโห่เกรียวกราวก็หามิได้ ประตูหน้าหลังก็เงียบสงัด
ไปหมด แต่พระโรคของพระเจ้าแผ่นดินนั้นก็ยิ่งหนักขึ้นทุกทีครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นางไท้ฮ่องเฮ้าพระราชมารดาของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
เห็นพระราชบุตรทรงพระประชวรมีพระอาการมาก ไม่ไว้พระทัยแก่ราชการ จึงมี
รับสั่ง ให้ขันทีออกไปเชิญขุนนางเข้าไปเฝ้าในพระราชวังชั้นใน เพื่อพระเจ้าแผ่น
ดินจะได้สั่งราชการบ้านเมืองขุนนางทั้งปวง เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงพากันเข้ามาในพระราชวังข้างใน ครั้นถึง
พร้อมกันแล้วก็ถวายบังคมพร้อมกัน ยืนเฝ้าตามตำแหน่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ บรรทมอยู่บนแท่น เห็นขุนนางมาพร้อมกันแล้ว จึง
รับสั่งเรียกซีมงกงให้เข้าไปใกล้แล้วตรัสว่า ให้จัดแจงราชการบ้านเมืองทุกหน้าที่และ
เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งสิ้นครั้นพระองค์ทรงมอบราชการแก่ชีมงกงแล้ว จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาน้ำ
พระสุคนธ์มาสรง ครั้นสรงเสร็จแล้วก็ผลัดภูษาทรงใหม่ แล้วเสด็จประทับบนพระ
แท่น ขณะนั้นงุยเต็งจึงคุกเข่าถวายบังคมคลานเข้ามายกพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดิน
ทูนศีรษะของตัวไว้แล้ว ก็กราบทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัยเถิด ข้าพระองค์จะ
ช่วยฉลองพระเดชพระคุณให้พระองค์มีพระชนมายุเจริญนานไปได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่า โรคของเรา
เหลือมือแพทย์ที่จะรักษาเห็นเป็นปัจฉิมที่สุดแล้ว ท่านจะทำประการใดจึงจะหาย
ได้ขอให้เราทราบในอุบายและความคิดของท่านงุยเต็งกราบทูลว่า ข้าพระองค์มีหนังสือฉบับหนึ่งถวาย เพื่อพระองค์จะได้เอา
ติดไปในเมื่อพระองค์ลงไปในเมืองล่าง ถึงที่ฮองโตประตูชั้นต้น มีขุนนางสมุหบัญชี
ใหญ่ แช่ทุยชื่อปัง พระองค์เอาหนังสือนี้ส่งให้สมุหบัญชีนั้นเถิด เขาจะได้ช่วยให้
พระองค์กลับมาเมืองมนุษย์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งถามว่า ทุยปังนั้นคือผู้ใดงุยเต็งกราบทูลว่า ทุยปังนั้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของพระเจ้าเชียงหงวนฮ่องเต้
เดิมเป็นที่กำนัล ครั้นภายหลังเลื่อนเป็นที่กรมท่า เมื่อเป็นมนุษย์เป็นเพื่อนสนิทกัน
กับข้าพระองค์ ครั้นตายแล้วได้ลงไปเป็นที่สมุหบัญชีใหญ่ในยมโลก พนักงานทำ
บัญชีเกิดและตายของมนุษย์ที่ในศาลฮองโต เมื่อเวลาข้าพระองค์นอนหลับก็ได้
พบปะกันเสมอ ๆพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงทรงรับหนังสือนั้นมาใส่ไว้ในมือเสื้อแล้วพระองค์ก็
หลับพระเนตรพระวาโยก็อ่อนลงไปทุกที จนหมดอัสสาสะปัสสาสะประสาทะเช่น
บุคคลอันไม่มีชีวิตแล้วฝ่ายพวกนางสนมข้างในและขุนนางทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในที่นั้นก็พากันร้องไห้
สงสารพระเจ้าแผ่นดินเป็นอันมาก ครั้นแล้วก็ให้เจ้าพนักงานยกศพขึ้นบนแท่น
สุวรรณยังตำหนักแปะเฮ้าเต้ย จัดแจงแต่งเครื่องประดับตามพระเกียรติยศแห่ง
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แต่ยังหาได้เชิญพระศพเข้าในหีบ ซึ่งสำหรับใส่พระศพ
พระเจ้าแผ่นดินไม่ เพราะงุยเต็งให้รอไว้ก่อน ฝ่ายราชการบ้านเมืองซีมงกงกับ
ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็ช่วยกันจัดแจงดูแลว่าราชการบ้านเมืองโดยความ
เรียบร้อยไม่มีเหตุร้ายแรงแต่อย่างใดเมื่อขณะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้สวรรคตนั้น พระวิญญาณเคลิบเคลิ้มดุจเมื่อ
เวลานอนหลับฝัน วิญญาณนั้นออกจากพระราชวังไปทอดพระเนตรเห็นไปว่า ทหาร
รักษาพระองค์มาเชิญเสด็จให้พระองค์เที่ยวประพาสป่า พระองค์ก็เสด็จประทับยัง
ราชรถแล้วเสด็จไปได้สักครู่หนึ่ง ทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นก็หายไป พระองค์
เห็นดังนั้นก็ตกพระทัย ลงจากราชรถทรงพระดำเนินไปแต่พระองค์เดียวอยู่ในพง
ป่ารก พระองค์ยิ่งตกพระทัยสะดุ้งหวาดจะหาหนทางที่จะเดินออกไปก็หามีไม่
พอได้ยินเสียงคนร้องมาข้างหลังพระองค์ว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จมาถึงที่นี่
แล้วหรือ พระองค์ได้ยินก็ตกพระทัยจึงเหลียวไปดู ก็เห็นคนผู้นั้นพนมมือคุกเข่า
คำนับอยู่ข้างริมทางเดินแล้วผู้นั้นจึงทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดข้าพเจ้ามารับเสด็จ
ช้าไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสถามว่าท่านนี้คือผู้ใด ทุยปังจึงกราบทูลว่า
ข้าพเจ้าเมื่ออยู่ในมนุษย์โลกนั้น เป็นขุนนางของพระเจ้าเชียงหงวนฮ่องเต้ ข้าพเจ้า
แซ่ทุยชื่อปัง บัดนี้ข้าพเจ้าลงมาอยู่ในเมืองนรกนี้ ได้เป็นสมุหบัญชีใหญ่สำหรับ
ตรวจดูคนเกิดและตาย เมื่อวันก่อนข้าพเจ้าเห็นพระยาเล่งอ๋องลงมาบอกแก่ข้าพเจ้า
ว่าจะกล่าวโทษพระองค์ต่อพระยาเงียมฟ้ออ๋อง ข้าพเจ้าจึงคิดว่าพระองค์จะต้อง
ลงมา จึงได้มาคอยรับพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าช้าไปนั้นขอพระองค์ได้โปรดพระราชทาน
อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้น มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงจับมือทุยปัง
แล้วตรัสว่าขอบใจท่าน อุตสาห์ทนลำบากมาคอยรับเรา ๆ ขอบใจท่านเป็นอันมาก
แล้วจึงตรัสแก่ทุยปังว่า งุยเต็งซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเรานั้น มีหนังสือฉบับหนึ่ง
ฝากมาถึงท่านจีนแสบังเอิญมาพบท่านดังนี้ก็ดีแล้ว ๆ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง
ชักหนังสือออกจากมือเสื้อส่งให้ทุยปัง ทุยปังคำนับรับหนังสือจากพระหัตถ์แล้ว
ทุยปังคลี่ออกอ่านในใจความว่า ข้าพเจ้างุยเต็งผู้น้อง ขอคำนับแจ้งความมายังท่าน
ทุยปังผู้พี่และที่นับถือของข้าพเจ้าทราบ ด้วยข้าพเจ้าคิดถึงเมื่อเวลาเคยเที่ยวอยู่กัน
กับท่าน เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มาบัดนีไม่ได้ฟังคำสังสอนของท่าน เพราะต่างคน
ต่างอยู่ จะได้พบก็แต่เมื่อเวลาฝัน ข้าพเจ้าพึงได้ทราบว่าท่านได้เลื่อนที่มีเกียรติยศ
ขึ้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง แต่ขัดด้วยอยู่คนละแห่งไม่รู้ที่จะทำอย่างไรได้ บัดนี้มี
เหตุด้วยเจ้าของข้าพเจ้า สวรรคตลงมายังเมืองล่าง คงจะได้โต้ตอบด้วยธุระความ
อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านผู้เป็นที่นับถือช่วยธุระในการซึ่งเกิดมีในพระองค์
ท่าน ข้าพเจ้าขอฝากพระเจ้าแผ่นดินของข้าพเจ้าไว้ในท่าน และขออุบายของท่าน
ให้ช่วยแก้ไขให้พระองค์ได้กลับมายังมนุษยโลกด้วยสติปัญญาแห่งท่าน พระคุณ
ของท่านจะอยู่แก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ครั้นทุยปังอ่านข้อความตลอดแล้วทุกประการ ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงทูลแก่
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า งุยเต็งนั้นเมื่อวันก่อนได้ถอดหัวใจไปฆ่าพระยาเล่งอ๋อง
การนั้นข้าพเจ้าได้ทราบก่อนแล้ว ขอบคุณเขาที่ได้ไปเยี่ยมบุตรนัดดาของข้าพเจ้า
อยู่เสมอๆ บัดนี้ได้ฝากหนังสือมาให้ข้าพเจ้า ขอพระองค์จงวางพระทัยไว้เป็นธุระ
ข้าพเจ้า จะให้พระองค์ได้กลับไปยังมนุษยโลก เสวยราชสมบัตินานไปได้อีกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นมีพระทัยยินดียิ่งนัก สรรเสริญคุณ
ขอบใจทุยปัง แล้วทอดพระเนตรเห็นที่ข้างริมถนน มีเด็กเชงอีท่งจือสองคน ถือธง
และสัปปทนมาทูลว่า บัดนี้พระยามัจจุราชคือเงียมฟ้ออ๋องสั่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญ
พระองค์เสด็จไปยังปราสาทซิมล้อเต้ยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้น พระองค์ตรัสชวนทุยปังและเชงอีท่งจือทั้ง
สอง ดำเนินไปบัดเดี๋ยวก็ถึงกำแพงเมืองมีประตูบานใหญ่เป็นเหล็กเลื่อนขึ้นไปขัน
รอกไว้ข้างบน ที่ประตูกำแพงเมืองเห็นป้ายแขวนมีอักษรใหญ่ตัวทองเจ็ดตัว อ่าน
ได้ความว่า เฮิงเป้งตี้รู้กุ้ยหมึงกวน) แปลว่าประตูเมืองผียมโลกท่งจือทั้งสองนำพระองค์เข้าในกำแพงเมือง เดินไปตามถนนประมาณสักครู่
หนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าถังโกโจพระราชบิดาเดินหน้าหลีปั้นป้าพระอนุชาเดิน
ตามหลังสวนทางมา พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ดีพระทัย จะกระทำคำนับ รูปทั้ง
สองก็หายไปครั้นเดินต่อไปอีกก็เห็นหลีเกียนเสง หลีง่วนกิจ พี่น้องกับอึงท้ายสวยคนใช้
เดินสวนทางมา คนทั้งสามเห็นจึงออกขวางหน้าร้องว่าหลีซีบิ้นมาแล้วหรือ ก็เข้า
ยึดเอามือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตกพระทัยจะหลบหลีกก็
หาทันไม่ คนทั้งสามก็เข้ายึดชายเสื้อไว้ทุยปังเห็นดังนั้น ก็ร้องเรียกยมบาล ยมบาลหน้าเขียวมีเขี้ยวมาตวาดให้คน
ทั้งสามนั้นถอยไปกวนเสงกับง่วนกิจอึงท้ายสวย ได้ยินเสียงยมบาลตวาดดังนั้นก็ตกใจ จึงได้
ปล่อยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้วก็วิ่งหลบหายไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จไปสักครู่หนึ่ง ก็แลเห็นตึกเป็นแถวเรียงรายดูเรียบ
ร้อยสง่างาม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้หยุดยืนพิจารณาดูเห็นข้างในจัดแจงประดับ
ประดาดูงดงามยิ่งนัก หน้าประตูมีโคมแขวนอยู่คู่หนึ่ง บัดเดี้ยวแลเห็นพระยามัจจุ
ราชเงียมพ้ออ้องทั้งสิบลงจากบันไดเดินออกมาคำนับรับพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทรงรับคำนับพระยาเงียมพ้ออ๋องเป็นอันดี แล้วพระองค์ตรัสแก่
พระยาเงียมพ้ออ้องว่า ขอเชิญท่านทั้งสิบเดินไปก่อนพระยามัจจุราชจึงพูดว่า พระองค์เป็นเจ้ามนุษย์ ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นเจ้าฝ่าย
เมืองผี พระองค์ควรทรงพระดำเนินจึงจะถูกต้องด้วยแบบอย่างพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องคดีเขาฟ้องร้อง ท่าน
ทั้งหลายเป็นตุลาการควรจะเดินหน้าข้าพเจ้าจึงจะชอบเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบ ก็จะให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เดินไปข้างหน้าก่อน ต่าง
เถียงกันไปมาหลายหน เงียมพ้ออ๋องพูดว่าเชิญท่านผู้อยู่เมืองบนเดินขึ้นหน้าไป
ก่อนข้าพเจ้าทั้งสิบหาความรังเกียจมิได้เลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เห็นเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบไม่มีความรังเกียจแล้ว จึงได้ทรง
พระดำเนินไปก่อน ครั้นถึงซิมล้อเต้ยแล้วต่างคำนับกันนั่งที่ตามสมควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ประทับอยู่สักครู่หนึ่ง พระยามัจจุราชที่หนึ่งคือชีนก๊วง
จึงถามพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ข้าพเจ้าขออนุญาตพระองค์ จะขอถามความสัก
ข้อหนึ่งคือพระยาเล่งอ้องแม่น้ำเกียฮ้อนั้นมาร้องว่า พระองค์ได้รับคำแก่เขาว่า จะ
ช่วยให้พ้นซึ่งโทษนั้น แล้วกลับให้งุยเต็งขุนนางของพระองค์ไปฆ่าเขาถึงแก่ความ
ตายนั้นการเป็นจริงอย่างไร ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทั้งสิบทราบ
ละเอียดเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังพระยามัจจุราชถามดังนั้นจึงตอบว่า การทั้งนี้
ข้าพเจ้ารับได้ว่าจริงแต่ไม่ทราบว่างุยเต็งถอดดวงจิตได้ ซึ่งพระเจ้าเง็กเชียงฮ่องเต้
มีรับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าพระยาเล่งอ้องนั้นในเวลานั้นข้าพเจ้าก็ได้เรียก
งุยเต็งให้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง ข้าพเจ้าได้ชวนงุยเต็งเล่นหมากรุกอยู่ ก็หวังใจว่า
งุยเต็งคงจะมิได้ไปฆ่าพระยาเล่งอ๊องได้ ครั้นประเดี๋ยวหนึ่งเห็นงุยเต็งม่อยหลับไป
สักครู่หนึ่ง แล้วก็ตื่นขึ้นเล่นหมากรุกด้วยข้าพเจ้าอีกต่อไป ข้าพเจ้าหาได้ทราบว่า
งุยเต็งถอดดวงจิตไปฆ่าพระยาเล่งอ๋องไม่ การที่ข้าพเจ้าได้รับปากไว้ก็ได้ช่วยเต็ม
กำลังอยู่แล้วหาได้ทอดทิ้งธุระของพระยาเล่งอ๋องไม่ ซึ่งโทษของพระยาเล่งอ๋องถึง
แก่กรรมการตายด้วยการจำเป็นอยู่เองอย่างนี้ จะมาเอาโทษแก่ข้าพเจ้าผู้ไม่มีความ
ผิดเป็นแต่จะช่วยก็ช่วยไม่ตลอดเท่านั้นจะถูกหรือ ขอท่านทั้งสิบจงโปรดวินิจฉัย
ให้เป็นยุติธรรมเถิดฝ่ายพระยามัจจุราชทั้งสิบ ได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้การชี้แจงดังนั้น ก็
เห็นจริงพร้อมกัน คำนับแล้วจึงตอบว่าพระยาเล่งอ้องนี้เมื่อจะปฏิสนธิมาเกิดเป็น
ใหญ่อยู่ในบาดาล ในสารบบเกิดตายของน้ำเต้าแชกุนนั้นก็ได้กำหนดแน่แล้วว่า
พระยาเล่งอ๋องนี้จะต้องตายด้วยมืองุยเต็งขุนนางในเมืองมนุษย์ อันเหตุการณ์ทั้ง
หลายเหล่านี้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่พระยาเล่งอ๋องมาฟ้องร้อง
ให้ชำระ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ทราบว่าพระองค์จะลงมา คงจะได้สอบถามให้ทราบ
ซึ่งความจริงและเท็จว่าเป็นประการใด ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ส่งพระยาเล่งอ๋องให้
ไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายขอขมาโทษเพราะรีบรัดให้
พระองค์ลงมา ขอพระองค์ได้โปรดอภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระยามัจจุราชทั้งสิบพูดดังนั้นแล้ว จึงเรียกทุยปังสมุหบัญชีให้เอาสารบบบัญชี
เกิดตายมาตรวจดูว่า พระองค์จะรับความสุขนั้นได้สักเท่าใดทุยปังได้ยินพระยามัจจุราชทั้งสิบสั่งดังนั้น ก็รีบเข้าไปในห้องบัญชี หยิบเอา
สารบบมหากษัตริย์ที่อยู่ในชมพูทวีปมาตรวจดู ตั้งแต่ต้นลงไปดูมาจนถึงพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ใช้ยี่ห้อว่าเจงกวนกำหนดเสวยราชสมบัติได้สิบสามปีแล้ว จึงหยิบ
เอาพู่กันเขียนเติมบนอักษรหนึ่งนั้นอีกสองแต้ม สิบสามกลับเป็นสามสิบสามมาก
ขึ้นไปอีกยี่สิบปี ครั้นทุยปังเขียนเติมลงแล้วก็เอาสารบบนั้นมาสงให้พระยามัจจุราช
เงียมพ้ออ้องดู เงียมพ้ออ๋องจึงตรวจดูมาถึงยี่ห้อเจงกวนคือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
จะได้เสวยราชสมบัติสามสิบสามปี เงียมพ้ออ๋องทั้งสิบตกใจ จึงถามพระเจ้าถัง
ไทจงฮ่องเต้ว่าพระองค์เสวยราชสมบัติมาได้กี่ปีแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงตอบ
ว่าข้าพเจ้าครองราชสมบัติมาได้สิบสามปีแล้วเงียมพ้ออ้องทั้งสิบได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าพระองค์จงวางพระทัยเถิด ด้วยพระ
องค์ยังจะทรงพระชนม์อยู่ในราชสมบัติอีกยี่สิบปีซึ่งพระองค์ลงมาครั้งนี้ข้าพเจ้าได้
ทราบเรื่องตลอดแล้ว พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะส่งพระองค์กลับขึ้นไปยังมนุษยโลกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นก็กระทำคำนับขอบใจพระยามัจจุราช
ทั้งสิบโดยความยินดีเงียมฟ้ออ้องทั้งสิบจึงสั่งทุยปังจูท้ายอุ้ยขุนนางทั้งสองให้ไปส่งพระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้ขึ้นไปยังมนุษยโลก ขุนนางทั้งสองก็เชิญพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้เสด็จ
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็คำนับลาเงียมพ้ออ๋องโดยเคารพ เงี่ยมฟ้ออ๋องก็คำนับตอบ
แล้วก็ตามออกมาส่งยังประตูนอกเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกมานอกประตูแล้ว จึงถามเงี่ยมฟ้ออ่องว่า
บนเมืองข้าพเจ้าฝ่ายข้าราชการสบายดีอยู่หรือเป็นประการใด ท่านทราบโปรดให้
ข้าพเจ้าทราบบ้างเงียมฟ้ออ๋อง จึงบอกว่าบนเมืองของท่านนั้นข้าราชการสบายดีอยู่ด้วยกันหมด
วิตกแต่น้องสาวของพระองค์เห็นอายุจะไม่ยืนไปนานพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสแก่เงียมฟ้ออ๋องว่าข้าพเจ้าจะกลับไปแล้วไม่มี
ของสิ่งใดที่จะนำมาขอบคุณท่านมีแต่ผลแตงโมงามดีจะให้คนนำมาฝากท่านโดย
ความนับถือเงียมฟ้ออ๋องได้ฟังดังนั้นก็คำนับลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กลับไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงดำเนินไป จูท้ายอุ้ยถือธงนำหน้าทุยปังตามหลัง พระ
องค์เสดิจออกจากกำแพงเมืองนรกแล้วก็เดินตามขุนนางซึ่งนำหน้า เมื่อพระองค์
ทรงพระดำเนินอยู่ได้ทอดพระเนตรไปตามหนทางที่พระองค์เคยมา พระองค์เห็น
มิใช่ทางเก่า จึงถามว่าทางนี้มิผิดไปแล้วหรือทุยปังจึงทูลว่าในเมืองนรกนี้ แม้ได้ออกไปแล้วหนทางนี้ไม่มีกลับมาได้
ข้าพเจ้าจึงจะส่งพระองค์ออกไปทางนี้ อีกประการหนึ่งหวังจะพาพระองค์ให้เที่ยว
ทอดพระเนตรขุมนรกแล้ว จึงจะส่งพระองค์ไปยังรูปเดิมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นแล้วก็เดินตามขุนนางทั้งสองไปครั้นถึงภูเขาหนึ่งมีเมฆหมอกปกคลุมลงมาถึงพื้นดินพระองค์จึงตรัสถามว่าที่
แห่งนี้เรียกว่าภูเขาอะไรทุยปังจึงทูลว่าในนรกภูเขานี้เรียกว่าป๊วยอิมซัว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้เห็น
แล้วก็มีพระทัยหวั่นหวาด จึงตรัสแก่ทุยปังว่าทำไฉนเราจึงจะไปได้ ทุยปังทูลว่า
พระองค์จงวางพระทัยเถิดข้าพเจ้าทั้งสองจะนำพระองค์ไปให้จงได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองกราบทูลดังนั้นก็เสด็จตามไป
แต่พระทัยให้ระรัวและไม่เป็นสมประดีครั้นข้ามพ้นเขานั้นมาแล้ว เดินมาถึงแห่งหนึ่งเข้าเห็นขุมนรกหลายขุม ได้ยิน
แต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญออกแซ่หู จึงตรัสถามทุยปังว่าแห่งนี้เป็นที่อะไร จึงได้ยิน
เสียงแต่คนร้องคร่ำครวญออกแซ่ไปทุยปังจึงทูลว่า ที่แห่งนี้เป็นหลังเขาป๊วยอิมซัว มีขุมนรกสิบแปดขุมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงถามว่า เป็นอย่างไรจึงเรียกสิบแปดขุมทุยปังทูลว่าขุมที่หนึ่งเรียกว่าเตี๋ยวกึงเง็ก คือทำโทษเอาศิลาก้อนใหญ่แขวนติด
กับมือและเท้าแล้วเอาเชือกผูกกลางตัวแขวนขึ้นไว้ในที่สูง ขุมที่สองเรียกว่าฮิ่วตัว
เง็กคือขังอยู่ในที่มืดไม่มีแสงสว่าง ขุมที่สามเรียกว่าฮ้วยกังเง็กคือจับคนที่มีโทษใส่
ในบ่อไฟซึ่งกำลังลุกอยู่มิรู้ดับ สามขุมนี้คือมนุษย์ทำบาปทำกรรมหลายประการ
ต้องมารับโทษเหล่านี้ ขุมที่สี่เรียกว่าฮองโตเง็กคือมีหนอนตัวโตเท่าลำตาลเกาะกิน
ที่ปากนักโทษเป็นอาหาร ขุมที่ห้าเรียกว่าปัดจีเง็กคือเอาเบ็ดเกี่ยวลากเอาลิ้นออก
ขุมที่หกเรียกว่าเล็กฝอยเง็กคือทำโทษถลกหนังออกแล้วเอาน้ำเกลือน้ำแสบราดรด
สามขุมนี้คนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ไม่ซื้อตรงไม่มีความกตัญญและไม่ถือศาสนา และเพราะฉะนันตายแล้วจึงต้องมาทน
พูดว่าตัวเป็นคนดีปากหวานหน้าพระใจดุจงู
ทรมานอยู่ในขุมทั้งสามนี้ขุมที่เจ็ดเรียกว่าบัวซิเง็กคือเอานักโทษใส่ในสีหินแล้วหมุนสี
จนละเอียด ขุมที่แปดเรียกว่าชัดเต๊าเง็กคือเอาคนโทษใสครกหินแล้วก็ตำจนละเอียด
ขุมที่เก้าเรียกว่าเซียปังเง็กคือจับนักโทษนอนลงแล้วเอาเกวียนเหล็กเข็นขึ้นทับบนตัว
สามขุมนี้คือคนอยู่บนมนุษยโลกดวงจิตมืดมัวไม่เสมอแต่งฝีปากพูดให้คนหลง
เสียทรัพย์และความสุขต่าง ๆ ครั้นตายแล้วต้องลงมาสู่กรรมทรมานทุกข์อยู่ในสาม
ขุมนี้ ขุมที่สิบเรียกว่าห่านจุ๊ยเง็กคือเอานักโทษใส่ในน้ำเน่าซึ่งมีกลิ่นเหม็นอย่างที่สุด
ขุมที่สิบเอ็ดเรียกว่าทุกขราชเง็กคือเอานักโทษถลกหนังทั้งตัวให้แร้งกาปากเหล็ก
จิกกิน ขุมที่สิบสองเรียกว่าซูเตี๋ยงเง็กคือเอาคนโทษลากไส้ออกมา สามขุมนี้คือคน
ที่อยู่ในเมืองมนุษย์ทำบาปด้วยการค้าขายฉ้อด้วยปากสัดปากทะนานและตาชั่ง
ตาเต็งและดูถูกคนโง่คนจน เพราะฉะนั้นครั้นเมื่อตายแล้วจึงต้องมาตกนรกอยู่ใน
สามขุมนี้ ขุมที่สิบสามนี้เรียกว่าอิ้วฮ้อเง็กคือเอาคนโทษใส่ในหม้อน้ำมันต้มจน
ละเอียด ขุมที่สิบสี่เรียกว่าเฮกอ่ำเง็กคือเอานักโทษขึ้นบนม้าไม้แล้วเอาเลื่อยชัก
กลางตัว ขุมที่สิบห้าเรียกว่าโตซัวเง็กคือเอานักโทษโยนขึ้นเขาดาบ สามขุมนี้คือ
คนที่อยู่ในมนุษยโลกทำบาปด้วยใช้อำนาจเบียดเบียนคนชื่อตรงซึ่งตั้งอยู่ในทานศีล
ภาวนาให้ได้ความเดือดร้อน ทั้งวาจาก็สอพลอ และมีใจอันริษยาให้เขาได้ความ
ขุ่นหมองใจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อตายแล้วต้องลงมาเกิดในนรกสามขุมนี้ ขุมที่
สิบหกเรียกว่าฮ่อยตี้เง็กคือเอานักโทษใส่ลงไปในบ่อโลหิตให้กินน้ำเลือด ขุมที่สิบเจ็ด
เรียกว่าออพี่เง็กคือเอานักโทษทรมานใส่ในบ่อน้ำกรด ให้มีแต่ความเจ็บแสบทุก
เวลาไม่มีเวลาหยุด ขุมที่สิบแปดเรียกว่าฉี่นเซียนเง็กคือเอานักโทษเกี่ยวขึ้นตาเต็ง
สามขุมนี้คนทำบาปในมนุษยโลกนั้นคิดอุบายล่อลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของ
ตัวและคิดฆ่าชีวิตเขา เอาทรัพย์และเลี้ยงสัตว์ฆ่าสัตว์ขายเพราะทำบาปเหล่านี้ครั้น
ตายแล้วจึงลงมาตกนรกอยู่ในสามขุมนี้ยากที่จะพ้นได้ และไม่มีเวลาที่จะกลับตัว
ได้เรียกฟ้าเรียกดินก็ไม่ช่วยได้ หน้านิ่วคิ้วย่นอกใจให้ระรัวสั่นหวาดเสียวขุ่นหมอง
อยู่ทุกชั่วลมหายใจเข้าออก เพราะเหตุนี้ผู้ซึ่งอยู่ในมนุษยโลกไม่ควรจะมีความ
ประมาทประพฤติความชั่วกระทำการอกุศล ควรจะรีบคิดถึงตนที่ได้เกิดมาเป็น
มนุษย์เป็นชาติอันประเสริฐ ควรแสวงหาสรณะที่พึ่งถึงพระรัตนตรัย คิดให้เห็น
ความไม่เที่ยงที่จะอยู่ในโลกนี้ ไม่ทราบว่าเวลาใดความแตกความดับจะมีมาถึงตน
เกิดมาแล้วเปรียบเหมือนปล่อยมือจากยอดตาลอันสูง มีอย่างเดียวแต่ที่จะลิ่วลอย
ลงมากระแทกกับพื้นพสุธาดล ฉันใด ไม่ต่างแก่ผู้ที่เกิดมามีรูปกายชีวิตแล้ว ก็มี
แต่ความจะแตกความดับคือแก่เจ็บตายวิโยคพลัดพรากเท่านั้น ทำชั่วก็จะไปสู่ที่
ชั่วทำดีก็จะไปสู่ที่ดีพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังทุยปังพรรณนาขุมนรกทั้งสิบแปดขุมให้ฟัง
ทุก ๆ. ขุมแล้ว ในพระทัยให้หวาดเสียวสะดุ้งกลัวเป็นที่สุด ครั้นแล้วก็เลยมาสัก
ประเดี้ยว แลเห็นพวกยมบาลถือธงมานังคอยรับอยู่ที่สะพานทุยปังแลเห็นแล้วจิง
ร้องเรียกพวกยมบาลให้เดินนำหน้าข้ามสะพานทองไปยมบาลทั้งหลายได้ฟังดังนั้นต่างก็ถือธงนำเดินข้ามสะพานไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมื่อเดินตามยมบาลไปถึงกลางสะพาน จึงทอดพระเนตร
แลไปข้างริมนั้นมีอีกสะพานหนึ่งเรียกว่าสะพานเงิน บนสะพานเห็นคนเดินข้ามไป
มาเห็นยมบาลถือธงนำหน้าคนที่เดินตามเหล่านั้นแต่งกายงดงามสามสี่คน เห็นจะ
เป็นคนมีความกตัญญชื่อตรง เห็นเดินตามพวกถือธงนั้นไป และอีกข้างหนึ่งก็มี
สะพานใต้สะพานเห็นมีลมคลื่นเป็นฟูฝอยล้วนแต่น้ำเลือดเสียงร้องไห้ออกแช่เสียง
ไปไม่หยุดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามทุยปังว่าสะพานนี้ชื่ออะไร ทุยปังทูลว่าสะพาน
นี้เรียกว่าใน่ห้อเกี้ยว ถ้าพระองค์กลับไปมนุษยโลกแล้วอย่าลืม ขอพระองค์จงแสดง
ให้ทราบทั่วกันคือสะพานนี้ยาวได้หนึ่งโยชน์ กว้างสามเกรียก สูงและลึกร้อยศอก.
ราวที่จับอาศัยนั้นไม่มี ใต้สะพานมีสิ่งของที่ร้ายยกาจต่าง ๆ และข้างริมสะพานทั้ง
สองข้างนั้น มียมบาลดุร้ายคอยขยับเขี้ยวคำรามจะคอยประหารอยู่ใต้สะพานนี้
พวกที่ต้องทรมานโทษทนทุกข์เวทนาอยู่หาที่เปรียบมิได้ผู้ซึ่งมาตกอยู่ใต้สะพานนี้ ก็เพราะเดิมทำบาปกรรมด่าว่าคนผู้ใหญ่ที่มีศีลมีธรรม
และจิตใจก็มัวหมองหมกมุ่นด้วยเมถุนธรรมไม่มีประมาณมาตกอยู่ใต้สะพานนี้
ถูกสุนัขปากเหล็กงูทองแดงแย่งกันกัดเคี้ยวกินเป็นภักษาหาร ทนทุกขเวทนาไม่มี
วันที่จะพ้นได้เวลาทุยปังกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้อยู่นั้น ฝ่ายพวกยมบาลก็คำนับลา
กลับไป พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีพระทัยหวาดเสียวพระกายสั่นระรัวไปทั้งพระองค์
ทุยปังจูท้ายอุ้ยจึงนำพระองค์ดำเนินต่อไปพอข้ามพ้นเขตสะพานชื่อใน่ห้อเกี๊ยว และ
พ้นแม่น้ำเลือดนั้นแล้ว บัดเดี้ยวก็มาถึงแห่งหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบเรียกว่ากำแพง
อ่วงเซี้ย แปลว่ากำแพงกันพวกผีปิศาจที่ตายโหง พระองค์ได้ยินเสียงร้องเรียกว่า
หลีซิบิ้นมา หรือหลีซิบิ้นมาแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ยินเรียกดังนั้นก็มีความสะดุ้งหวาดในพระทัย แล้ว
ทอดพระเนตรไปเห็นพวกหนึ่งศีรษะไม่มีเป็นอันมาก ปิศาจผีเหล่านั้นก็กรูกันมา
กั้นหน้า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไว้ แล้วก็ร้องทวงชีวิต ว่าจงเอาชีวิตของเรามา
ท่านจงเอาชีวิตของเราคืนมา เมื่อพระองค์ได้ยินปิศาจร้องดังนั้นในพระทัยให้หวาด
เสียวสะดุ้ง กลัวจึงร้องเรียกทุยปังว่าท่านจงช่วยเราด้วยเถิดทุยปังจึงทูลว่าแม้พระองค์มีเงินหรืออีแปะ ข้าพเจ้าจึงจะช่วยพระองค์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ทุยปังว่า เรามีแต่ตัวเปล่าลงมาจะเอาเงินและ
อีแปะที่ไหนมาเล่าทุยปังจึงทูลว่าพวกปิศาจตายโหงเหล่านี้ คือพวกที่พระองค์คุมทหารไปเที่ยว
รบพุ่งฆ่าฟันตายในเมื่อคราวรบกันนั้น ครั้นวิญญาณของคนเหล่านั้นไม่มีที่จะอาศัย
ด้วยตนมิได้ทำกุศลอันใดไว้ เพราะฉะนันจึงมิได้ไปเกิดในที่ดี ๆ ต้องมาอยู่ทนทุกข์
เวทนาอยู่อย่างนี้ และมีความอดอยากไม่มีเสบียงและโสหุ้ยจะได้เจือจานให้อิ่มได้
ถ้าพระองค์มีเงินหรืออีแปะให้ทานแจกให้แก่สัตว์จำพวกนี้ ข้าพเจ้าจึงจะช่วยได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นจึงตอบว่า เราลงมาโดยทางข้อความส่วน
หนึ่งหามีเงินและอีแปะติดตัวเรามาไม่ จะเอาที่ไหนมาให้ทานเล่า ทุยบังจึงว่ามีคน
ผู้หนึ่งมีเงินหลายคลังได้ฝากไว้ในเมืองนรกนี้ ขอพระองค์ได้ทำหนังสือขอยืมข้าพเจ้า
จะรับเป็นประกันให้ ถ้าพระองค์กลับไปยังมนุษยโลกแล้ว จึงค่อยคืนเงินให้แก่ท่าน
ผู้นั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสถามทุยปังว่าคนผู้เจ้าของเงินอยู่ที่ไหนทุยปังกราบทูลว่าคนเจ้าของเงินนั้นอยู่ในอาณาเขตของพระองค์ ในหัวเมือง
ห้อล้ำคายฮองรู้แซ่เซียงชื่อเลี้ยงมีเงินสิบสามคลัง พระองค์จงยืมสักคลังหนึ่งแจก
ให้ทานแล้ว เมื่อพระองค์กลับขึ้นไปจึงใช้ให้เชียงเลี้ยงเสียพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงทำหนังสือยืมเงินให้ทุยปังลงชื่อ
รับประกันทุยปังจึงให้ผู้รักษาคลัง เบิกเงินขนเงินออกมากองไว้นอกคลังแล้ว พระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้จึงเอาเงินนั้นให้จูท้ายอุ้ย แจกให้แก่พวกผีสัตว์นรกเหล่านั้นพอเป็น
เสบียงโสหุ้ยเท่า ๆ กันแล้ว ทุยปังจึงร้องประกาศแก่พวกผีทั้งหลายว่า พวกเจ้าทั้ง
หลายจงหลีกออกไปให้พ้นข้าพเจ้าจะบอกแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทำการกุศล
แผ่อานิสงส์ให้พวกเจ้า ๆ จะได้ไปเกิดที่สุขคติฝ่ายพวกผีสัตว์นรกทั้งหลายครั้นได้รับทานแจกแล้วและได้ฟังทุยปังพูดดังนั้น
ต่างก็คำนับแล้วก็กลับไปที่อยู่ของตนฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นแจกทานแล้ว พระองค์ก็ดำเนินไปกับทุยปัง
และท้ายอุ้ยออกมาพ้นที่นั้นแล้ว เดินมาถึงที่แห่งหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอด
พระเนตรเห็นมีคนหลายจำพวกและมีประตูอยู่หกประตูพระองค์จึงตรัสถามทุยปัง
ว่าที่แห่งนี้มีทางอยู่หกทางเรียกว่าทางอะไรทุยปังกราบทูลว่า ที่แห่งนี้คือแสดงว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏ
สงสาร เวียนเกิดและเวียนตายยังหาแน่ลงไม่ ในแห่งนี้ยังมีอีกนามหนึ่งเรียกว่า
(จ๊วนล้วนเต้า) แปลว่าวนเวียนคือหกทางนี้ ผู้ใดตั้งอยู่ในกรรมบทสิบก็ได้ไปเกิด
ในทางเทวดา ผู้ใดซื่อสัตย์กตัญญก็ได้ไปเกิดในเมืองมนุษย์ ผู้ใดจิตใจมากไปด้วย
โทสะก็เกิดในทางยักษ์ ผู้ใดตระหนี่เหนียวแน่นในจิตคับแคบก็ไปเกิดในทางเปรต
อสุรกาย ผู้ใดจิตตั้งไปในอันฆ่าสัตว์และฉ้อโกงและเป็นมิจฉาทิฐิก็ไปเกิดในนรก
ผู้ดจิตมักพลิกแพลงไม่มั่นคงไม่ซื่อตรงเป็นคนอกตัญญ ก็ไปเกิดในทางสัตว์เดียรัจ
ฉาน ขอพระองค์จงจำไว้ เมื่อกลับไปยังมนุษยโลกแล้ว จงประกาศบอกให้รู้ทั่วกัน
คนทั้งหลายจะได้ไม่ประพฤติความชั่วร้าย ประกอบแต่การดีกุศลผลบุญจะได้แก่
พระองค์เป็นอันมากพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงกำหนดจดจำไว้ในพระทัยโดย
ละเอียดทุยปังครั้นกราบทูลให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบทุกประการแล้ว จึงพา
พระองค์ไปทางมนุษย์ ครั้นถึงต้นทางแล้ว ทุยปังก็คำนับทูลว่า ขอพระองค์จงตรง
ไปทางนี้ ข้าพเจ้าขอลากลับไปแล้ว ถ้าพระองค์กลับไปถึงแล้วพระองค์จงจำให้ได้
ซึ่งจะทำการมหากุศลนั้นอย่าได้ลืมเสียเลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสตอบว่าขอบใจท่านอุตสาห์มา
ตามส่งโดยทางไกล และชี้แจงให้ข้าพเจ้าได้ทราบการดีและชั่วทุกประการถ้า
ข้าพเจ้ากลับไปถึงแล้วคงจะไม่ลืมถ้อยคำของท่านที่พร่ำสอนแนะนำให้แก่ข้าพเจ้า
ขอเชิญท่านจงกลับไปเถิด ทุยปังคำนับลาแล้วก็กลับไปฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นทุยปังกลับไปแล้วก็ทรงพระดำเนินไปกับท้าย
อุ้ยตามทางมนุษย์นั้น เวลาที่เดินมาตามทางนั้นท้ายอุ้ยแลไปเห็นม้าตัวหนึ่งยืนอยู่
ริมทางที่จะไป มีบังเหียนเครื่องเบาะอานพร้อม ท้ายอุ้ยจึงจับม้าตัวนั้นยึดไว้ แล้ว
เชิญพระเจ้าแผ่นดินถังให้ขึ้นทรงม้าฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นดังนั้น จึงขึ้นทรงม้าแล้วก็ขับไปโดยเร็วดุจลูก
เกาทัณฑ์ ท้ายอุ้ยตามรักษาอยู่ข้างม้าพระที่นั่งติดไปด้วยครันมาถึงแห่งหนึ่งเห็นแม่นำใหญ่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทอดพระเนตรดู
กระแสน้ำ เห็นปลากิมหลียื้อคู่หนึ่งผุดโผล่ว่ายเวียนเล่นกันอยู่ พระองค์รอม้าพระ
ที่นั่งทอดพระเนตรปลาจนเพลินเผลอพระทัยไป ท้ายอุยแลเห็นดังนั้น จึงร้องว่า
พระองค์ทำไมจึงหยุดไม่รีบขับม้า ถ้ารออยู่ช้าจะเสียเวลาเปล่า พระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้หลงดูปลาเพลินพระองค์ไม่ใคร่จะขับม้าพระที่นั่งไปได้ ท้ายอุ้ยจึงร้องด้วย
เสียงอันดังว่า ทำไมจึงยังไม่ไปเล่า ว่าแล้วก็เข้าตบหลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
แล้วก็ผลักพระองค์ลงไปในแม่น้ำวิญญาณของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ออกพ้น
จากเมืองนรก กลับมายังเมืองมนุษย์ วิญญาณก็กลับปฏิสนธิต่อติดกับรูปเดิมฝ่ายไท้ฮ่องเฮ้ากับฮ่องเฮ้า นางพระสนมทั้งหลายกับพวกข้าราชการขุนนาง
ผู้ใหญู่้น้อย ซึ่งพร้อมกันไว้ทุกข์ตามประเพณีทุก ๆ คน มาประชุมพร้อมกันที่แปะ
เ้าเต้ยที่ตั้งพระศพไว้นั้น ไท้ฮ่องเฮ้ากับฮ่องเฮ้าและขุนนางทั้งหลายปรึกษากันคิด
จะตั้งฮ่องไทจือ พระราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่พูดขัดไว้
ว่า ท่านทั้งหลายจงคอยรออีกสักเวลาหนึ่งเถิด พระองค์จะกลับคืนมาฝ่ายเค้าเก้งจง ซึ่งเป็นพระราชวงศ์เจ้าผู้ใหญ่ จึงพูดว่าท่านงุยเต็งพูดดังนี้จะ
มิผิดไปหรือ ซึ่งท่านพูดดังนี้ข้าพเจ้าสงสัยอยู่งุยเต็งจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้เคยเรียนทางโหราศาสตร์มีทิพยจักษุจึงได้เห็นและ
รู้ได้ว่า พระองค์คงจะไม่สวรรคตเป็นแน่ กำลังเค้าเก๊งจง พูดอยู่กับงุยเต็งดังนั้น
ก็พอได้ยินเสียงร้องว่า ทำไมจึงบังคับให้เราตายดังนี้เล่าเวลาที่กำลังประชุมพร้อมกันทุก ๆ คน ได้ยินเสียงในหีบพระศพร้องเสียงดัง
ออกมาดังนั้น ก็ตกใจทุก ๆ คนต่างคนต่างไม่อาจเข้าใกล้หีบพระศพขุนนางทั้ง
หลายก็ กรูมาอยู่ที่ซีมงกงกับงุยเต็งทั้งสิ้นที่ใจกล้าคือซินชกโป๊กับอวยชีจงก็พากัน
ขึ้นบนพระแท่นที่ตั้งหีบใส่พระศพแล้ว ถวายบังคมคุกเข่าลงข้างหีบพระศพ แล้ว
จึงร้อง กราบทูลว่าขอพระองค์ได้โปรด พระองค์ล่วงไปไม่วางพระทัยด้วยข้าราชการ
สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว พวกข้าพระองค์อยู่ที่นี่พร้อมกันแล้ว จงรับสั่งเถิดตามที่พระองค์
ทรงพระวิตก พวกข้าพระพุทธเจ้าจะรับฉลองพระเดชพระคุณตามรับสั่ง อย่าได้
ทรงหลอนหลอกดังนี้เลยพวกข้าราชการทั้งหลายจะพากันตกใจกลัวในทันใดนั้น งุยเต็งพูดว่าไม่ใช่หลอนหลอกอะไรดอกคือพระองค์จะฟื้นคืนมา
เป็นแน่แล้ว พวกพนักงานจงเร่งเอาเครื่องมือมาเปิดฝาหีบโดยเร็วครั้นเปิดฝาหีบขึ้นแล้ว ก็เห็นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นนั่งอยู่ในหีบ ตรัส
ว่า เมื่อตะกี้ใครทำให้เราตาย นี่ใครมาช่วยแก้ให้เรารอดชีวิตมาเล่าชีมงกงจึงเข้าประคองพระองค์แล้วทูลว่า ขอพระองค์จงเสด็จออกจากหีบเถิด
พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมาเฝ้าอยู่พร้อมกันในที่นี้แล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงลืมพระเนตรตรัสว่า เมื่อตะกี้เรารีบหนีพวกปิศาจร้าย
มาปะแม่น้ำจะจมน้ำตายเสียแล้วขุนนางทั้งหลายจึงทูลถามว่า พระองค์พบแม่น้ำอะไรที่ไหนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่า เราขี่ม้ารีบมาถึงแห่งหนึ่งมีแม่น้ำใหญ่ เรา
เห็นปลากิมหลียื้อสองตัวเล่นน้ำอยู่ริมฝั่งเราดูเพลินไป ท้ายอุ้ยมีความดูถูกผลัก
เราลงไปในน้ำจมน้ำแทบจะสิ้นชีวิตงุยเต็งได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสดังนั้นจึงทูลว่า วิญญาณของพระองค์
ยังไม่ปรกติ ขอเชิญพระองค์เสด็จออกจากหีบเถิด ว่าแล้วก็เข้าพยุงพระเจ้าแผ่น
ดินออกจากหีบ ให้ขึ้นประทับบนพระแท่นแล้ว ให้ขันทีเรียกไทอุยหมอหลวงเข้า
มาโดยเร็ว ครั้นหมอเข้ามาถึงแล้วก็ประกอบพระโอสถถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยพระโอสถแล้ว พระทัยก็เป็นปรกติคิดตั้งแต่วัน
สวรรคตมาจนถึงวันที่ฟื้นคืนมารวมเป็นสามวัน ครั้นพระองค์ฟื้นแล้วพระทัยก็เป็น
ปรกติไม่มีความกระวนกระวาย ในเวลานั้นจวนจะค่ำอยู่แล้ว' ขุนนางทั้งหลายเห็น
พระองค์เป็นปรกติดีอยู่ จึงพร้อมกันถวายบังคมลาออกจากพระราชวังในฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ก็เสด็จเข้าที่พระบรรทมตลอดราตรีพระทัยก็เป็น
ปรกติ มีความสำราญในพระทัยมิได้มีวี่แววหวาดเสียวสิ่งใด พอเวลาจวนรุ่งพระ
องค์ก็ตื่นจากพระบรรทมทรงแต่งพระองค์ ครั้นเสร็จแล้วพอสว่างดีพระองค์ก็เสด็จ
ออกขุนนางประทับยังพระที่นั่งบัลลังก์แก้วมังกร ขุนนางทั้งซ้ายขวาก็ถวายบังคม
พร้อมกันแล้ว ต่างก็นั่งที่ตามลำดับยศ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ขุนนาง
ทั้งปวงว่าท่านทั้หลายจะมีกิจสิ่งใดก็จงบอกเรามาเถิด ถ้าไม่มีกิจธุระสิ่งใดก็จงพา
กันกลับบ้านของท่านเถิดเมื่อพระองค์ตรัสดังนั้น ขุนนางฝ่ายขวาคือชีมงกงกับงุยเต็งฝ่ายซ้ายคือซินซก
โป๊ ฮืนคาข้อ อวยจีจงห้านายนี้ลุกมาพร้อมกันจากที่คุกเข่าลงหน้าที่นั่งถวายบังคม
แล้วจึงทูลว่า พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตในเหตุซึ่งประชวรเหตุใดจึงได้ช้านักขอ
พระองค์จงโปรดเล่าเรื่องที่พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตให้ข้าพเจ้าทราบบ้างพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสเล่าความในเมืองนรกให้ขุนนางทั้งปวงฟังโดย
ละเอียดทุกประการแล้วพระองค์รับสั่งต่อไปว่าเราได้รับคำสังของพระยามัจจุราช
ทั้งสิบว่าถ้าเรากลับมาถึงแล้วจะฝากแตงโมไปตอบคุณพระยามัจจุราช และเมื่อ
เราออกจากซิมล้อเต้ยแล้วเดินกลับมาตามทางได้เห็นคนที่ทำบาป และคนไม่ซื่อ
ไม่ตรงอกตัญญ กระทำซึ่งปาณาติบาตฆ่าสัตว์ฉ้อลักคดโกงกระทำตาชั่งตาเต็งและ
กามมิจฉาจารพลิกแพลงกับกลอกคิดอุบายให้เขาผู้อื่นได้ความเดือดร้อนแก่เพื่อน
มนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงต้องตกลงไปอยู่ในนรกได้รับโทษใส่ครกตำศีรษะ
เผาไฟถลกหนังต้มน้ำมันบ้างลอกหนังเกี่ยวเบ็ดทำทรมานให้ได้ความลำบากต่าง ๆ
เราเห็นแล้วก็หวาดเสียว ครั้นพ้นแห่งนั้นมาแล้ว ถึงอีกแห่งหนึ่งเรียกว่ากำแพงเมือง
ผีตายโหง ในกำแพงนั้นผีตายโหงมากนับไม่ถ้วน เมื่อเราเดินมาถึงพวกผีเหล่านั้น
กรูกันมาล้อมขวางหน้าเราไว้เดินไปหาได้ไม่ ได้พึ่งทุยปังเป็นประกันยืมเงินของ
เชียงเลี้ยงอยู่ตำบลเมืองห้อล้ำเอาเงินนั้น ออกบริจาคแจกเป็นทานให้แก่พวกผีเหล่า
นั้นแล้วจึงได้เดินมาได้ ทุยปังได้สั่งเราว่าถ้ากลับมายังมนุษยโลกแล้ว จงทำมหา
กุศลอุทิศส่งไปให้พวกผีเหล่านั้น พวกผีเหล่านั้นจะได้พ้นจากเวรกรรมได้ไปเกิดที่
ชอบการเป็นดังนี้ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสเล่าดังนั้น ก็พร้อมกัน
สรรเสริญพระบารมีของพระองค์หาที่เปรียบมิได้ แล้วขุนนางผู้ใหญ่ จึงสั่งให้ทำ
หมายประกาศบอกกันให้รู้ทั่วทั้งไพร่บ้านพลเมืองว่า จะทำบุญเป็นการฉลองพระ
เจ้าแผ่นดินถังเป็นการกุศลใหญ่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานกรมเมืองปล่อยนักโทษในกอง
มหันตโทษประมาณสี่ร้อยคนกว่าโปรดปล่อยให้กลับไปบ้านเรือนทุก ๆ คนฝ่ายนักโทษทั้งหลายมีความชื่นชมยินดีถวายพรแก่พระเจ้าแผ่นดินแล้วก็พา
กันกลับไปยังถิ่นฐานบ้านเรือนตนครั้นเสร็จการปล่อยนักโทษแล้ว พวกขุนนางจึงทำหนังสือปิดตามประตูเมือง
ให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กำหนดจะบริจาคทานให้แก่คนกำพร้า
อนาถากระยาจก และสนมข้างในพระองค์ก็โปรดปล่อยให้ออกไปตามอัธยาศัย
ของตัวทุกคนประมาณสามพันหกร้อยคน ครั้นเสร็จการกุศลแล้ว พระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์แต่งหนังสือเป็นคำสั่งสอนปิดไว้ทุก ๆ
ประตูในและนอกพระนคร ไพร่บ้านพลเมืองให้รู้ทั่วกันในหนังสือนั้นมีความว่าฟ้าดินกว้างใหญ่พระอาทิตย์พระจันทร์สองแสงสว่างอาณาเขตกว้างยาว
เทวดาเทพารักษ์มิได้เข้าแก่คนผิดชั่วร้ายอันมีอุบายคดโกงต่าง ๆ ผลกรรมที่ตน
กระทำลงไว้แล้วจะให้ผลแก่ตนจงได้ผู้ที่ชื่อตรงสุจริตกตัญญมีเมตตาปรานีและอดทนไม่ไหลไปตามความปรารถนา
ได้สร้างสมกุศลผลกรรมส่วนชอบ คงจะติดตามมอบความสุขในโลกนี้และโลกหน้า
คนพาลสันดานชั่วร้ายร้อยพันคนจะสู้คนสุจริตอันตั้งอยู่ในยุติธรรมแต่คนหนึ่งก็มิได้
คนมีพาหนะ และฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญอย่างไร ก็สู้บุญกุศลไม่ได้ ผู้ซึ่งมีมารยากระทำ
ให้ผู้อื่นเห็น ว่าตนเป็นคนดีมีเมตตาจิตอุตสาห์ดูคัมภีร์และตำราหวังให้คนทัง
หลายนิยม แต่ดวงจิตกอปรไปด้วยทุจริตลามกคนผู้นั้นแม้จะเป็นผู้รู้พระคัมภีร์ของ
พระอริยเจ้าก็ป่วยการเล่าเรียนเสียเปล่า ๆ เพราะตนมิได้รับรสพระสัทธรรมสิ้นคำสั่งสอนของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แต่เท่านี้ ครั้นชาวเมืองทั้งหลายได้ดู
ได้อ่านได้ฟัง ก็พากันมีความพอใจ ที่คนมีความศรัทธาจิตก็ตั้งอยู่ในทางกุศล
ด้วยกันทุก ๆ คน ในเวลานั้นรับสั่งให้อาลักษณ์แต่งหนังสือประกาศ หาผู้ที่จะรับ
อาสา นำแตงโมไปให้พระยาเงี่ยมฟ้ออ๋องยังเมืองนรก ขุนนางเจ้าพนักงานก็ทำ
ประกาศไปติดไว้ตามรับสั่งทุกประตูเมือง แล้วพระองค์รับสั่งแก่อวยชีจงให้เบิก
เงินพระคลัง ข้างที่ นำไปยังเมืองห้อล้ำใช้ให้เชียงเลี้ยง อวยชีจงได้รับสั่งแล้ว ก็
เบิกเงินนำไปยังเมืองห้อล้ำตามรับสั่งเมื่อปิดประกาศที่ประตูเมืองได้สักสามวัน มีชายผู้หนึ่งแซ่เล่าชื่อช้วน เป็น
คนอยู่ตำบลเมืองกุนจิ๋ว เล่าช้วนเป็นคนมีทรัพย์บริบูรณ์มีบุตรด้วยสองคน เมื่อวัน
จะมีเหตุนางลี้จุ๊ยเน้ยภรรยาเล่าช้วนเห็นหลวงจีนมาเรี่ยไรการบุญนางมีใจศรัทธา
ถอดกำไลออกจากข้อมือถวายให้หลวงจีนไป เล่าช้วนเห็นดังนั้นก็มีความโกรธจึง
พูดคำเสียดสีต่าง ๆ ว่า ภรรยาไม่อยู่ในอำนาจสามีอย่างนี้ทำเอาตามใจของตนเอง
นับว่าเป็นหญิงอย่างหยาบเลวที่สุดนางลี้จุ๊ยเน้ยได้ยินผัวพูดเสียดสีหยาบคายดังนั้น นางให้มีความอัปยศแก่คน
ทั้งหลายยิ่งนักนางมีความโทมนัสเป็นกำลัง ครั้นเล่าซ้วนมีกิจธุระมิได้อยู่บ้าน นาง
จึงให้บุตรทั้งสองนอนหลับแล้ว นางก็เอาผ้ามาผูกคอของนางเองแขวนที่ริมฝาเรือน
ขาดใจตายฝ่ายเล่าช้วนครั้นเสร็จธุระแล้วกลับมาบ้าน เห็นนางลี้จุ๊ยเน้ยภรรยาผูกคอตาย
เสียแล้วก็ร้องไห้เศร้าโศกไปต่าง ๆ ครั้นค่อยคลายความโศกลงแล้วจึงเอาศพภรรยา
ไปฝัง เช่นไหว้แล้วก็กลับมาบ้านเห็นบุตรร้องไห้ด้วยว่าบุตรยังกินนมอยู่ ผู้เลี้ยงเด็ก
ไม่มีนมจะให้เด็กกิน เด็กก็ร้องทั้งกลางวันและกลางคืนเล่าช้วนเห็นดังนั้นก็เสียใจเป็นอันมาก ไม่อยากจะเห็นบุตรเพราะความรำคาญ
ใจ ครั้นหมายประกาศปิดประตูเมืองได้สองสามวัน เล่าช้วนก็ตรึกตรองว่าเราตาย
เสียดีกว่าเพื่อจะได้ลงไปเมืองนรกพบแก่ภรรยาของเรา ตกลงในใจดังนั้นก็ละบุตร
และทิ้งเรือนเสียออกจากบ้านตรงไปยังประตูเมืองฉีกเอาหมายประกาศแล้ว ก็เข้า
มายังพระราชวัง ให้เจ้าพนักงานนำเข้าเฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะขออาสานำ
แตงโมไปถวาย พระยามัจจุราชเมืองนรกขณะนั้น กำลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ยังประทับตรัสอยู่กับขุนนางเห็นเล่าช้วน
เข้ามาอาสา จะนำแตงโมไปถวายพระยามัจจุราชดังนั้น พระองค์มีความยินดี
พระทัยยิ่งนักจึงรับสั่งให้เล่าช้วนไปยังหอกิมเต็ง เล่าช้วนก็ถวายบังคมลาไปตาม
รับสั่ง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งแก่ขุนนางทั้งหลายให้จัดเลือกแตงโมผลใหญ่สอง
ผลใส่ถาดทองเอาไปยังหอกิมเต็งจัดแจงให้เล่าช้วนเอาไปฝ่ายขุนนางทั้งหลายได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็พากันถวายบังคมลาออกมาจัดเสร็จ
แล้ว จึงพากันมายังหอกิมเต็ง จึงให้เล่าช้วนคุกเข่าลงแล้วเอาถาดแตงโมวางบน
ศีรษะเล่าช้วนข้อมือก็ให้ผูกอีแปะทองคำของหลวง ปากให้อมยาพิษ ครั้นยาพิษ
แล่นไปทั่วสรรพางค์กายเล่าช้วนก็นิ่งแน่ไป วิญญาณก็ออกจากรูปศีรษะก็ทูนถาด
แตงโมนั้นไป ครั้นวิญญาณของเล่าช้วนมายังประตูชื่อกุ้ยหมึงกวน เล่าช้วนจึงบอก
แก่นายประตูว่า ได้เอาแตงโมลงมาถวายเงียมฟ้ออ๋องฝ่ายทหารผีที่เฝ้าประตู เมื่อได้ฟังเล่าช้วนบอกดังนั้นแล้วก็นำเล่าช้วนมายัง
ปราสาทซิมล้อเต้ย ครั้นถึงเล่าช้วนก็เอาแตงโมเข้าไปตั้งข้างใน คุกเข่าลงคำนับแล้ว
ก็ทูลว่า ข้าพเจ้าผู้ได้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้นำแตงโมมาถวายฉลอง
พระเดชพระคุณ ขอพระองค์ได้ทราบพระยาเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบจึงพูดว่า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีบุญบารมีมาก ทั้งมี
ความสัตย์ไม่เสื่อมคลายพูดดังนั้นแล้ว จึงให้พนักงานรับเอาผลแตงโมไปเก็บไว้
แล้วจึงถามเล่าช้วนว่าเจ้าอยู่ที่ไหนเล่าช้วนว่า ข้าพเจ้าอยู่ตำบลบ้านกุนจิ๋ว แช่เล่าชื่อช้วน เพราะด้วยนางลี้จุ๊ยเน้ย
ภรรยาข้าพเจ้าผูกคอตาย ทิ้งลูกเล็กไว้สองคนข้าพเจ้ามีความเสียใจจึงได้ทิ้งบ้าน
เรือนและบุตรสองคนเสีย เข้ารับอาสาฉลองพระเดชพระคุณเจ้าแผ่นดินถัง เอา
แตงโมมาถวายพระองค์ดังนี้พระยามัจจุราชได้ฟังเล่าช้วนบอกดังนั้น จึงสั่งให้ยมบาลไปตรวจดูวิญญาณ
ของนางลี้จ๋ยเน้ย ถ้าอยู่จงรีบพาเอามาโดยเร็วยมบาลได้ฟังรับสั่งเงียมฟ้ออ๋องดังนั้น ก็รีบไปเที่ยวหาวิญญาณนางลี้จุ๋ยเน้ย
ครั้นพบแล้วก็นำวิญญาณนั้นมาครั้งดวงจิตของนางลี้จุ๋ยเน้ยเข้ามาเห็นเล่าช้วนผู้
สามีแล้ว ผัวเมียก็ร้องไห้รักกันครั้นคลายความโศกลงบ้างแล้ว ฝ่ายเมียจึงคำนับ
ตอบขอบคุณพระยายม ซึ่งได้โปรดให้ผัวเมียพบกันฝ่ายพระยาเงี่ยมฟ้ออ๋องจึงเอาสารบบเกิดตายมาตรวจดู จนถึงชื่อเล่าช้วน กับ
นางลี้จ๋ยเน้ย เห็นอายุยังไม่ถึงกำหนดตาย พระยาเงียมพ้ออ๋อง จึงให้ยมบาลคุม
วิญญาณคนทั้งสองส่งกลับขึ้นไปยังมนุษยโลกตามเดิม ยมบาลจึงทูลแก่พระยา
มัจจุราชว่าร่างกายนางลี้จุ๋ยเน้ยทรุดโทรมเสียแล้ว พระยามัจจุราชจึงสั่งว่าให้เอารูป
ของนางลี้เง็กเอ็งซึ่งเป็นน้องสาวของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นั้นแทนเถิดเมื่อยมบาลได้ฟังพระยามัจจุราชสังดังนั้น ก็คำนับลาพระยามัจจุราชนำ
วิญญาณเล่าช้วนกับนางลี้จุ๊ยเน้ยทั้งสองรีบมาจะเอาไปส่งยังมนุษยโลกโดยเร็วเมื่อยมบาลนำวิญญาณเล่าช้วนกับนางงี้จุ๊ยเน้ยออกจากเมืองนรกแล้ว มายัง
เมืองเชียงอานครันถึงยมบาลจึงเอาวิญญาณของเล่าช้วนส่งเข้าไปในหอกิมเต็งให้
เข้ารูปเดิม ครั้นวิญญาณของเล่าช้วนเข้าร่างกายเสร็จแล้ว ยมบาลก็พาวิญญาณ
ของนางลี้จุ๊ยเน้ยเข้าในพระราชวังมายังสวนดอกไม้ฝ่ายนางลี้เงกเอ็งเป็นขนิษฐาภคินีของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เวลานั้นมาเที่ยว
ในสวนดอกไม้ นางกำลังเที่ยวเดินชมพฤกษาชาติในสวนเป็นที่สำราญแล้วก็มา
ยืนพักอยู่ใต้ร่มไม้ ขณะนั้นยมบาลเห็นนางลี้เง็กเอ็งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ยมบาล
ก็ตรงเข้าทุบที่ท้องน้อยนางก็ล้มลงขาดใจตาย ยมบาลก็เอาวิญยาณของนางลี้จุ๊ยเน้ย
ใส่เข้าในรูปนางลี้เง็กเอ็ง ครั้นเสร็จแล้วยมบาลก็กลับไปยังเมืองนรกตามเดิมฝ่ายพวกสาวใช้ซึ่งมาในสวนเห็นนางลี้เง็กเอ็งหกล้มมีอันเป็นดังนั้น ต่างก็วิ่ง
เข้าไปบอกแก่นางฮ่องเฮ้ามเหสีว่า บัดนี้นางลี้เ็กเอ็งกำลังเที่ยวเล่นในสวนยืนอยู่
ดี ๆ ก็ล้มลงขาดใจตายเสียแล้วฝ่ายนางฮ่องเฮ้าได้ฟังสาวใช้มาบอกดังนั้นก็ตกใจออกจากตำหนักมากราบทูล
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า นางลี้เง็กเอ็งไปเที่ยวในสวนล้มลงสิ้นชีวิตเสียแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังฮ่องเฮ้าทูลดังนั้นจึงตรัสว่า เหตุการณ์อันนี้
เอาเป็นจริงไม่ผิด เพราะเราเมื่อลาพระยามัจจุราชจะกลับมาก็ได้ถามเงียมพ้ออ๋อง
ว่าบนเมืองมนุษย์ข้าราชการจะมีเหตุการณ์ประการใดบ้าง พระยามัจจุราชก็ได้
บอกแก่เราว่า ข้าราชการทั้งหลายก็สบายดีอยู่ทุกคน วิตกแต่น้องสาวของเราจะมิ
ได้อยู่ในเมืองมนุษย์นานซึ่งพระยายมราชบอกแก่เรานั้นก็จริงไม่ผิดเลย เมื่อ
พระองค์ตรัสแก่ฮ่องเฮ้าดังนั้นแล้วก็เสด็จมายังสวนดอกไม้ครั้นมาถึงใต้ร่มพฤกษาใหญ่ แลเห็นนางลี้เง็กเอ็งมีลมหายใจเนือง ๆ อยู่ พระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นดังนั้นแล้ว จึงตรัสห้ามคนทั้งหลายว่า อย่าร้องไห้อื้ออึงไป
พระองค์ก็เสด็จเข้าใกล้เอาพระกรประคองศีรษะนางลี้เง็กเอ็งขึ้นจึงตรัสเรียกนางลี้
เง็กเอ็งว่า เง็กเอ็ง ๆ จงฟื้นขึ้นเถิดฝ่ายดวงจิตนางลี้จุ๋ยเน้ย เมื่อเข้าสิงรูปนางลี้เงกเอ็งครั้นได้ยินเสียงคนเรียกดัง
นั้นก็พลิกตัว แล้วร้องเรียกเล่าช้วนผู้สามีว่า จงคอยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังนางกงจู๊น้องสาวพูดดังนัน จึงตรัสว่าพีอยู่ทีนีเมื่อนางลี้จุ้ยเน้ยได้ยินเสียงพูดดังนั้น จึงลืมตาขึ้นเห็นคนทั้งหลายมานั่งล้อมอยู่
จึงลุกขึ้นนั่งแล้วถามว่า นี่คนอะไรที่ไหนจึงอาจสามารถคุมชังเราอย่างนี้ พระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าไม่ใช่คนอื่น คือพี่ชายพี่สะใภ้ของเจ้าเองนางลี้จุ้ยเน้ยจึงตอบว่า เอาที่ไหนมาพูดพี่ชายพี่สะใภ้ของข้าไม่มี ตัวข้าพเจ้า
ชื่อลี้จุ๊ยเน้ยต่างหาก สามีของข้าพเจ้าแช่เล่าชื่อช้วนอยู่ด้วยกันมีบุตรสองคนบ้าน
ตำบลเมืองกุนจิ๋ว เพราะเมื่อสามเดือนก่อน ข้าพเจ้ามีจิตศรัทธาเอากำไลมือออก
ทำบุญถวายแก่หลวงจีนไป สามีข้าพเจ้าทราบจึงกล่าวหยาบช้าแก่ข้าพเจ้าต่าง ๆ
ว่าไม่อยู่ในโอวาทของสามีทำโดยพละการตนเอง แล้วกล่าวคำเสียดสีต่าง ๆ
ข้าพเจ้ามีความโทมนัสน้อยใจ อายแก่ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้สละชีวิตเอาผ้าแพร
ผูกคอตาย ครั้นสามีข้าพเจ้าไปพบแก่ข้าพเจ้าบอกว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่ง
ใช้ให้นำแตงโมไปถวายพระยาเงียมพ้ออ้อง พระยาเงียมฟ้ออ๋องมีความกรุณาปล่อย
ผัวข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้าให้กลับมายังมนุษยโลกนี้ เวลาข้าพเจ้าเดินตามหลังสามี
ข้าพเจ้ามานั้น ข้าพเจ้าเดินช้าตามไม่ทันบังเอิญหกล้มลง สามีข้าพเจ้าเดินไปทาง
ไหนไม่ทราบ นี่ท่านทั้งหลายเหล่านี้เหตุใดจึงมาล้อมคุมเราอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักผิด
และชอบหรือเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังนางพูดดังนั้น พระองค์เข้าพระทัยไปเสียว่า
นางกงจู๊หกล้มลงพระสติเสียฟั่นเฟือนเคลือบเคลิ้มไปจึงได้พูดจาเลอะเทอะ จึงรับ
สั่งให้ขันทีไปตามไทอุยหมอหลวง แล้วรับสั่งให้นางสาวใช้ช่วยกันพยุงนางเข้าไป
ที่พระตำหนักข้างในเมื่อเวลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ กำลังประทับตรัสด้วยเรื่องนางเง็กเอ็งกับฮ่อง
เอ้าอยู่นั้น ฝ่ายพวกขันทีซึ่งคอยระวังการข้างหน้ามากราบทูลว่า บัดนี้เล่าช้วนที่
อาสานำแตงโมไปถวายพระยามัจจุราชกลับเป็นขึ้นมาแล้ว จะคอยเข้าเฝ้าพระองค์
อยู่ที่ประตูชั้นนอกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้ขันทีพาเล่าช้วนเข้ามาเฝ้า เล่าช้วนถวายบังคม
แล้วก็ถอยออกมายืนอยู่ที่ควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามเล่าช้วนว่า ซึ่งเจ้านำแตงโมไปถวายเงียมพ้อ
อ๋องนั้นเป็นประการใดเล่าช้วนกราบทูลว่าข้าพเจ้าได้ลงไปถึงประตูผีกุ้ยหมึงกวน คนเฝ้าประตูจึงนำ
ข้าพเจ้าเข้าไปยังปราสาทซิมล้อเต้ย ครั้นถึงข้าพเจ้านำแตงโมถวายพระยาเงียมฟ้อ
อ้องมีความยินดีนัก จึงสั่งให้เอาแตงโมไปเก็บ พระยามัจจุราชถามชื่อและแช่ว่า
เหตุใดจึงลงมาในเมืองนรกข้าพเจ้าจึงบอกเหตุว่าภรรยาผูกคอตาย จึงได้มานะเข้า
อาสาลงมาถวายแตงโมให้ทราบทุกประการ เงียมฟ้ออ๋องจึงใช้ให้ยมบาลไปตาม
วิญญาณของภรรยาข้าพเจ้ามาพบกับข้าพเจ้า แล้วเงียม่ออ่องค้นสารบบบัญชีเกิด
ตาย แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งสองยังไม่ถึงกำหนดตายให้ยมบาลพาข้าพเจ้าทั้งสองคน
กลับมาส่งยังมนุษยโลก เมื่อเวลาเดินมานั้นข้าพเจ้าเดินมาหน้าภรรยาเดินตาม
หลังมา ข้าพเจ้าก็มาเข้ารูปเดิมฟื้นขึ้นแล้วไม่ทราบว่าภรรยาของข้าพเจ้าไปข้างไหน
เข้ารูปอะไรก็หาทราบไม่ข้าพเจ้าจึงได้มาเฝ้าพระองค์ การเป็นดังนี้ขอพระองค์ได้
ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเล่าช้วนทูลดังนั้นก็เฉลียวพระทัย แล้วพระองค์
จึงตรัสถามเล่าช้วนต่อไปว่า พระยาเงียมพ้ออ๋องได้พูดอะไรอีกบ้างหรือเปล่า เล่า
ช้วนกราบทูลว่า ก็ไม่เห็นพูดอะไร ได้ยินแต่ยมบาลพูดแก่พระยามัจจุราซว่า นาง
ลีจุ้ยเน้ยตายนานแล้วรูปกายก็เปื่อยเน่าทรุดโทรมแล้วจะทำอย่างไรพระยาเงียมพ้ออ้องจึงสั่งให้ยมบาลเอารูปนางลี้เง็กเอ็งกงจู้แทนให้เอาวิญญาณ
ของนางลี้จุ๊ยเน้ยเข้าอาศัยเถิด ข้าพเจ้าได้ยินพระยามัจจุราชสั่งยมบาลดังนี้ ไม่
ทราบว่านางลี้เง็กเอ็งกงจู๊นั้นคนไหนบ้านเรือนอยู่ท่ไหนก็ไม่ทราบยังหาได้ไปค้นหาไม่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเล่าช้วนทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก พระองค์
จึงตรัสแก่ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายว่าเมื่อเราจะลาเงียมฟ้ออ๋องกลับมานั้นเราได้ถาม
เงียมฟ้ออ๋องว่าบนเมืองมนุษย์เป็นอย่างไรบ้าง เงียมฟ้ออ๋องบอกว่าข้าราชการพร้อม
เพรียงกันอยู่ดี แต่น้องสาวของเราอายุจะไม่ยืนยาว เมื่อตะกี้นี้นางกงจู้น้องสาวเรา
ไปเที่ยวในสวนอยู่ดี ๆ ก็ล้มสลบไป เรารู้เหตุจึงได้ไปที่นางล้มอยู่ เราเข้าประคับ
ประคองแก้ไขได้สติฟื้นขึ้นบอกว่าชื่อนางลี้จุ๋ยน้ยซึ่งเป็นภรรยาเล่าช้วน ซึ่งนาง
พูดดังนี้เราก็คิดว่าเห็นว่าเป็นการประหลาดอยู่การสมต้นสมปลายเหมือนที่เล่า
ช้วนมาเล่าให้เราฟังเดี๋ยวนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใดฝ่ายงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า ซึ่งการจะเปลี่ยนดวงจิตนันก็คงจะมีอยู่บ้าง
ถ้าจะให้สินสงสัยแล้ว ขอเชิญกงจู้มาข้างหน้าให้ดูเล่าซ้วนก็จะได้รู้เหตุจริงประจักษ์
ได้ ข้าพเจ้าเห็นการดังนี้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ตรัสว่าเราได้ให้ไทอุยเขารักษาอยู่จะเป็นประการใดยัง
ไม่ทราบ ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้สาวใช้ไปบอกให้กงจู๊น้องเราออกมาข้างหน้า
เดี๋ยวนี้นางสาวใช้ได้ฟังรับสั่ง ก็รีบเข้าไปข้างในตามรับสั่ง ฝ่ายไทอุยซึ่งประจำรักษา
นางกงจู๊นั้น ก็ประกอบยาให้นางพนักงานนำไปถวายนางกงจี้ นางสาวใช้ก็นำมา
ถวายและทูลเตือนให้นางเสวยฝ่ายนางลี้จุ๊ยเน้ยเห็นนางสาวใช้และพนักงานมาวุ่นวายดังนั้น จึงพูดว่าเราเจ็บ
ไข้อะไรเรามากับสามี สามีของเราหายไปเราจึงมีความวิตกทั้งคิดถึงบุตรของเรา
ทั้งสองยังไม่รู้ว่าจะเป็นประการใด ซึ่งตัวเรามาอยู่ที่นี้ ได้ความคับแค้นเหมือนอยู่
ในกรงขังสัตว์ ตัวเราหาใช่กงจู๊ไม่ ถ้าท่านเอ็นดูเราแล้ว ก็จงปล่อยเราให้ออกไป
เสียเถิดว่าแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอึ้นไปไม่หยุดเลยฝ่ายนางพนักงานครั้นมาถึงตำหนักแล้ว ก็บอกแก่นางกงจู้ว่ามีรับสั่งให้นาง
กงจู้ออกไปข้างหน้าเดี๋ยวนี้ แล้วก็กันเข้าพยุงให้นางเดินออกมาข้างหน้า ครั้นถึง
แล้วจึงให้นางคำนับพระเจ้าแผ่นดินแล้วยืนเฝ้าอยู่ที่ควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เจ้าจำสามีของเจ้าได้แน่แล้วหรือ นางลี้จุ๊ย
เน้ยจึงกราบทูลว่า เหตุใดข้าพเจ้าจะจำสามีของข้าพเจ้าไม่ได้เล่า ข้าพเจ้าสองคน
ผัวเมียนี้บิดามารดาได้สู่ขอกันไว้ตั้งแต่เล็ก ครั้นเติบใหญ่ขึ้นบิดามารดาได้แต่งให้
อยู่กินด้วยกันจนเกิดบุตรสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งทำไมจะจำกันไม่ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นางสาวใช้พาตัวนาง
กงจู๊ลงไปข้างล่างที่ซาลาฝ่ายนางลี้จ๋ยเน้ยเมื่อลงมาข้างล่างก็เห็นเล่าช้วนนางจำได้แน่ถนัดนางตรงเข้า
จับมือเล่าช้วนยึดไว้แล้ว ถามว่าทำไมตัวทิ้งฉันหนีมาเสียก่อน ไม่คอยฉันบ้างเลย
ฉันสะดุดหกล้มลงแล้ว ครั้นลุกขึ้นได้ก็ไม่เห็นเจ้าไปข้างไหนก็ไม่รู้ ฉันถูกคนทั้งหลาย
ล้อมคุมฉันอยู่ ฉันก็ไม่ยอมอยู่ด้วยคนเหล่านั้น คิดจะหนีคนเหล่านั้นเที่ยวตามหา
เจ้าบังเอิญมาพบกันดังนี้ เจ้าไปข้างไหนมาเล่าช้วนเห็นนางมายึดข้อมือพูดดังนั้น ก็ให้นึกสงสัยกะอำกะอากอยู่ จึงนึก
ว่าน้ำเสียงนั้นก็จำได้ไม่ผิดภรรยาของเรา แต่ร่างกายหาใช่ไม่ ครั้นจะพูดตอบแก่
นางก็กลัวความผิด เพราะนางกงจู๊เป็นน้องสาวของพระเจ้าแผ่นดินก็ยืนตกตะลึง
ตรองอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงรับสั่งว่าซึ่งการเป็นดังนี้
อุปมาเหมือนภูเขาแยกและแผ่นดินทรุด ยากที่จะได้พบเห็นอย่างนี้ คือเอาดวงจิต
คนที่เป็นใส่ในร่างกายคนที่ตาย ก็เพื่อประสงค์จะเปลี่ยนร่างกายกันเท่านั้น พระ
องค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงบำเหน็จรางวัลแก่เล่าช้วนตามสมควร แล้วให้นางสาวใช้ไป
ขนเครื่องใช้สอยและเครื่องแต่งตัวของนางกงจั๊มาพระราชทานให้แก่เล่าช้วนและ
ภรรยาทั้งสิ้น แล้วพระองค์ทรงพระอักษรยกนางกงจั๊พระราชทานให้เป็นภรรยา
เล่าช้วน แล้วทรงพระอนุญาตให้พากันไปบ้านเรือนของตนตามเดิมฝ่ายเล่าช้วนกับภรรยาครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแล้วทั้งสองคน
ก็คุกเข่าถวายคำนับทูลลาพระเจ้าแผ่นดินออกจากพระราชวังไป ผัวเมียก็มีความ
รื่นเริงในใจเป็นที่สุด ก็พากันเดินทางไปยังเมืองกังจิว ครั้นถึงบ้านเดิมจึงเข้าไปใน
ห้องเรือนเห็นบุตรทั้งสองซึ่งชาวบ้านเขาเมตตาเลี้ยงไว้ให้ก็ยิ่งมีความชื่นชมโสมนัส
เป็นอันมากทั้งสองผัวเมียก็อยู่เป็นสุขสืบตระกูลต่อมาฝ่ายอวยซีจงมีรับสั่งให้นำเงินในคลัง คลังหนึ่งบรรทุกเกวียนไปยังเมืองห้อล้ำ
ครั้นถึงจึงเที่ยวค้นหาบ้านเชียงเลียงผู้เจ้าของเงิน ครันรู้แน่แล้ว อวยชีงพร้อมด้วย
ขุนนางกรมการก็รีบไปยังบ้านเซียงเลียงผู้เจ้าของทรัพย์ครั้งนั้นยังมีเฒ่าชราคนหนึ่งชื่อเชียงเลี้ยงเป็นคนใจกุศลมีภรรยาคนหนึ่งก็เป็น
คนชราเหมือนกัน แต่หามีบุตรชายหญิงที่จะสืบแซ่ไม่ ตายายทั้งสองคนนั้นเป็นคน
ชื่อตรงหากินค้าขายโดยทางสุจริต ในบ้านเฒ่าทั้งสองนั้นขายเป็นหม้อและไหเตา
อังโล่และเครื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ แม้ขายได้กำไรมากน้อยเท่าใดก็เอาไว้แต่พอค่า
โสหุ้ยกินเท่านั้น นอกจากนั้นก็ให้ทานและทำบุญด้วยหลวงจีนและซื้อกระดาษเงิน
กระดาษทองเผาฝากไว้ในเมืองผีเนือง ๆ สองเฒ่าตายายทำแต่การกุศลอยู่อย่างนี้
เนื่องนิตย์มิได้ขาดฝ่ายอวยซีกงกับขุนนางกรมการบรรทุกเงินตรงมายังบ้านเชียงเลี้ยง เสียงรถ
และม้าและคนเดินเช็งแซ่เฒ่าเชียงเลี้ยงกับยายเห็นขุนนางผู้ใหญ่และม้ารถเข้ามา
ในบ้านดังนั้น ก็ตกใจดุจหูหนวกตาบอดระรัวสั่นเทาไปทั้งกายจะหนีก็หนี่หาทันไม่
ตายายก็ก้มหน้าคุกเข่าลงกับดินคำนับหมอบนิ่งอยู่อวยซีจงเห็นดังนั้นก็ลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปใกล้ แลเห็นเฒ่าทั้งสองคุกเข่าอยู่
กับดิน จึงร้องบอกว่าตายายทั้งสองจงลุกขึ้นเถิดข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็จริง แต่
มีพระราชประสงค์มาโดยการดีตายายอย่าได้มีความวิตกกลัวแต่อย่างใดเลย เพราะ
ข้าพเจ้ารับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้นำเงินคลังหนึ่งมาใช้ให้แก่ตายาย
ตายายจงรับไปเก็บไว้ จะได้เลี้ยงชีวิตไปภายหน้า ข้าพเจ้าจะได้กลับไปกราบทูล
พระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบสองเฒ่าได้ฟังขุนนางผู้ใหญ่พูดดังนั้น ตายายก็งกงันอกใจเต้นตึกปากคอสั่น
รัวไป แข็งใจตอบว่าข้าพเจ้าเป็นคนจนค้าขายพอเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น
จะเอาเงินเอาทองที่ไหนมาเป็นคลังสองคลังให้เจ้านายยืม ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้มีทรัพย์
สมบัติอะไรท่านทั้งปวงนี้จะมาผิดบ้านผิดตัวเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะรับทรัพย์ซึ่งไม่
แจ่มใสดังนี้ ไม่อาจรับได้ ขอท่านได้ไปค้นดูที่อื่นเถิดอวยชีจงได้ฟังตายายพูดดังนั้น จึงตอบว่า ตายายยังไม่ทราบเรื่องตลอดจึงยัง
คลางแคลงอยู่ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะเล่าให้ตายายฟังคือตายายเป็นคนจนก็จริง แต่ตา
ยายได้ทำบุญแก่หลวงจีนที่ถือบวชเหมือนพระ และให้ทานแก่คนอนาถาและได้ซื้อ
กระดาษทองกระดาษเงินเผาฝากลงไปยังเมืองนรกเงินมีหลายคลังแล้ว เมื่อพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้สวรรคตไปนั้น ได้ลงไปยังเมืองนรก ครั้นเมื่อเวลาจะกลับขึ้นมาเมือง
มนุษย์ ได้ยืมเงินของตายายหนึ่งคลังทรงบริจาคให้ทานแก่พวกปิศาจอสุรกาย
เหล่านัน ผู้เป็นประกันเงินให้แก่พระองค์นั้นคือทุยปังสมุหบัญชีใหญ่ในเมืองนรกนั้น
เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาทรงฟื้นกลับคืนเป็นขึ้นมาแล้ว จึงรับสังให้ข้าพเจ้าบรรทุกเงิน
ที่ยืมไปให้ทานนั้นมาคืนให้ตายายตายายจงรับไว้เถิดเฒ่าทั้งสองได้ฟังดังนั้น จึงยกมือขึ้นเหนือเกล้าแล้วพูดว่าของทั้งนี้ข้าพเจ้าทั้ง
สองไม่สามารถจะรับไว้ได้ แม้จะรับซึ่งเงินทองนี้ไว้ ถ้าตายเสียจะดีกว่า แม้ถึง
ข้าพเจ้าได้เผากระดาษเงินทองก็จริงแต่เหมือนอยู่ใที่มืดมัวไม่แจ่มแจ้งกระจ่างเห็น
จริงสว่างชัดใสได้ พระเจ้าแผ่นดินยืมเงินนั้นก็หามีสิ่งใดเป็นสำคัญควรเชื่อถือได้ไม่
ถ้าขึ้นจะให้ข้าพเจ้าจะทนสู้รับพระราชอาญายอมตายเป็นแท้ ขอท่านได้กรุณาแก่
ข้าพเจ้าทั้งสองผู้ชราเถิดอวยซีจงได้ฟังตายายพูดยืนยันมั่นคงอยู่ดังนั้นก็เป็นที่จนใจ ก็พาเกวียนบรรทุก
เงินกับบ่าวไพร่กลับมายังเมืองหลวง เข้าเฝ้ากราบทูลตามเหตุผลซึ่งได้ไปพบปะ
เชียงเลี้ยง และที่เชียงเลี้ยงกับภรรยาไม่ยอมรับเงินให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบทุก
ประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งว่าสองเฒ่าตายายนี้จัดเอาเป็น
คนชื่อตรงใจบุญแท้ รับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้อวยชีจงนำเงินนั้นไปสร้างวัด และ
ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ที่ชำรุดหักพังให้กลับคืนดีขึ้นดังเก่าและกระทำศาลาที่
อาศัยชาวชนจะได้พึ่งพักเวลาเดินทางเหมือนดังได้ใช้ให้แก่ตายายทั้งสองนั้นแล้วฝ่ายอวยชีจงเมื่อได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว จึงนำเงินนั้นไปซื้อที่ดินอันบริสุทธิ์ ซึ่ง
เจ้าของมิได้หวงแหนเต็มใจขายให้ เป็นเนื้อที่สี่เหลี่ยมกว้างยาวเท่ากันคือกว้าง
สิบเส้นยาวสิบเส้น ครั้นฤกษ์ดีจึงให้ช่างก่อสร้างเป็นวัดขึ้นวัดหนึ่ง พร้อมทั้งศาลา
และบ่อน้ำและกุฎีวิหารกับถนนหนทางที่แห่งใด ที่ทรุดโทรมก็ปฏิสังขรณ์ขึ้นดังเก่า
ครั้นทำการเสร็จแล้วบริบูรณ์จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระองค์
ได้ทรงทราบแล้วจึงพระราชทานนามว่าวัดเชียงก๊กยี่ ประสงค์เอานามอักษรเชียง
เพราะหมายความว่าเงินของเซียงเลี้ยงออกสร้างที่ข้างวัดข้างขวานั้น ให้ปลูกเป็นห้องตึกอันงดงามให้สลักแผ่นศิลาลงชื่อเชียง
เลี้ยงผัวเมีย แล้วจารึกชื่ออวยชีจงในแผ่นศิลาด้วยว่าเป็นผู้กำกับสร้างวัดด้วยคนหนึ่งครั้นเสร็จการที่ทรงเพิ่มเติมแล้ว จึงรับสั่งให้อวยชีจงมีการฉลองวัดใหม่ อวย
ชีจงจึงได้จัดการฉลองวัดตามรับสั่งครั้นสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงได้นำความขึ้นกราบทูลถวายส่วนพระราชกุศลการ
ฉลองให้ทราบทุกประการ เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบแล้วมีพระทัยโสมนัสยินดีเป็น
ที่ยิ่งครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้สั่งให้เจ้าพนักงานทำหนังสือประกาศ
ให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย มาประชุมพร้อมกันในที่เสด็จออกจะทรงปรึกษาในราชการ
มหากุศล กับให้ขุนนางฝ่ายธรรมการมีหนังสือบอกกำหนดวัน ให้หลวงจีนทั่วทั้ง
มณฑลเมืองเชียงอานให้รู้ทุกอารามหลวง จะได้จัดคัดเลือกหลวงจีนที่เชี่ยวชาญมี
วิชาความรู้และสติปัญญา และความปฏิบัติเรียบร้อยบริสุทธิ์ตั้งให้เป็นเจ้าคณะใหญ่
ให้มาประชุมพร้อมกันในระหว่างเดือนหนึ่ง ครั้นปิดหนังสือประกาศแล้วก็ทราบทั่ว
กันทุก ๆ พระอาราม บรรดาหลวงจีนเจ้าคณะผู้ใหญ่ก็มาพร้อมกันที่ศาลาธรรมใน
พระราชวังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งให้ท่วนเปี้ยนขุนนางฝ่ายอาลักษณ์จัดเลือก
หลวงจีนรูปใดที่มีคุณวุฒิเชี่ยวชาญชำนิชำนาญในข้อวัตรปฏิบัติ และการสวดเรียน
ได้ตลอดทุกประการแล้ว จะตั้งให้เป็นเจ้าคณะตามสมควรแก่คุณานุรูป ท่วนเปี้ยน
ก็ทำหนังสือขึ้นถวายมีความว่าในเมืองปราจีนทิศนั้นศาสนาไม่มีเจ้ามีข้า และไม่มีบิดาและบุตร เอาแต่ความ
อบายตามภูมิทุกทาง อาศัยเหตุเหล่านี้เป็นคำสั่งสอน ที่คนเฉลียวฉลาดแสดงว่า
บาปบุญ ปากก็สวดภาษามคธเอาเป็นอารมณ์ว่าพ้นซึ่งโทษอันที่จริงความเกิดตาย
อายุยืนหรือไม่ยืนนั้น ตามมูลเหตุจะเป็นไป ซึ่งข้ออาณาจักรอำนาจบุญภาคบารมี
นัน ก็อาศัยผู้ทีเป็นเจ้ามนุษย์ ในปัจจุบันนี้ชาวชนทั้งหลายกล่าวว่า อาศัยเหตุ
ทางพุทธนันเป็นอารมณ์ ก็เมื่อเดิมนั้นยังไม่มีศาสนธรรมของพุทธเจ้า ก็มีแต่เง้าติ
ชามอ้องท่านทั้งหลายนี้ก็มีความซื่อตรง เจ้าก็ตังอยู่ในยุติธรรม ข้าก็มีความกตัญญ
อายุก็ยืนยาว ต่อมาภายหลังมาถึงวงศ์ฮ้านเม่งตี้พึ่งตั้งว่าพุทธศาสนา คือเมือง
มัชฌิมประเทศคัมภีร์คำสั่งสอนก็ไม่พอที่จะเชื่อถือได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทรงทอดพระเนตรความในหนังสือนั้นแล้วพระองค์ก็ส่ง
หนังสือนั้นให้ขุนนางทั้งหลายดู และให้ปรึกษาหารือกันดูใครจะเห็นประการใดขณะนั้นขุนนางไจเสียงคนหนึ่ง ชื่อเซียวอู้จึงลุกออกจากที่แล้วถวายบังคมทูล
ว่า ซึ่งการในทางพุทธศาสนานั้นก็มีความรุ่งเรืองมาหลายวงศ์แล้ว พระศาสนธรรม
นี้ย่อมเป็นมูลรากแห่งมหากุศลอันใหญ่สามารถจะนำสัตว์ให้ได้ความสุขความ
เจริญในโลกนี้และโลกหน้า และสามารถจะทำลายเสียซึ่งอกุศลมูล คือโลภะ โทสะ
โมหะอวิชชา แต่มนุษย์ทั้งปวงหากจะผินหลังให้ทางกุศลพอใจจะเดินอยู่แต่ในทาง
อกุศล เพราะประกอบไปด้วยความโง่คือโมหะมีแต่ความประมาทมัวเมา พุทธนั้น
คือองค์พระสัมมาสัมพุทโธซึ่งเสด็จดับขันธ์นิพพานล่วงลับไปแล้ว คงยังแต่พระ
ธรรมคำสอนต่างพระองค์ ต้องอาศัยพระมหากษัตริย์ปกครองไพร่ฟ้าอาณาจักร
เป็นศาสนูปถัมภ์เพราะฉะนั้นขอพระองค์ได้โปรดบังคับด้วยอาณาจักรอย่าให้หมิ่นประมาทพระ
พุทธศาสนาอันเป็นบรมรัตน์ ยากที่จะเกิดจะมีได้ในโลกในครั้งหนึ่งคราวใดท่วนเปี้ยนได้ฟังดังนั้น ก็ลุกขึ้นตอบเชียวอู๊ว่า ธรรมดาคนทั้งหลายที่รู้จักบุญ
และบาปแล้ว จะต้องเคารพบิดามารดาและเคารพเจ้านายของตนจึงจะชอบฝ่ายพระพุทธศาสนานั้น กลับกลายไม่เคารพบิดามารดาและละทิ้งบ้านเมือง
เหย้าเรือนเคหาเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ไม่รักษาความกตัญญและไม่อยู่ในอำนาจของ
พระเจ้าแผ่นดิน เอาแต่ความสุขโดยลำพังตนฉะนี้ จะมิเป็นข้ออกตัญญหรือ ก็
ส่วนตัวท่านเชียวอู๊นั้นเล่า มิใช่ว่าจะไม่มีบิดามารดาผู้ได้ให้บังเกิดมาเมื่อไร จะมา
เคารพนับถือคำสังสอนอันไม่มีวงศ์ญาติและบิดามารดาดังนี้ ความจริงข้อนี้จะมิ
เป็นอกตัญญูหรือเซียวู๊ได้ฟังดังนั้น จึงทำเป็นประสานมือพนมยกขึ้นเหนือเศียรเกล้าแล้ว
พูดว่าซึ่งท่านแสดงหมิ่นประมาทโดยโมหาคติแห่งท่านดังนี้ ก็คือเป็นพวกสัตว์
นรกนั้นเองจะต่างอะไรแก่สัตว์นรกเล่าท่วนเปี้ยนกับเซียวอู๊โต้ตอบกันดังนั้น ก็ยังไม่ยุติตกลงกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองโต้ตอบกันดังนั้นจึงเบือนพระพักตร์ไปตรัสถามขุนนางฝ่าย
อาลักษณ์ทั้งสอง คือเตียวเก้าง้วนเตียวสือฮ่วน ว่าซึ่งการในพระพุทธศาสนานั้น
ท่านเห็นเป็นอย่างไรขุนนางทั้งสองจึงกราบทูลว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นนิยยานิกมรรคมีความวิสุทธิ์
วิมุติสุขพ้นจากคำสอนของศาสนาในโลกนี้ เป็นหนทางแห่งความระงับทุกข์และ
ระงับก็เลส เป็นธรรมรัตน์อันวิเศษประเสริฐยิง เมื่อครังวงศ์จิวน้ำซ่องบู๊จัดเป็นตรัย
ศาสนา คือพุทธศาสน์หนึ่งไสยศาสตร์หนึ่งอิสีศาสตร์หนึ่งเป็นสามศาสนาด้วยกัน
พุทธศาสนาเป็นที่หนึ่งตั้งแต่ครั้งพระมหาต้ายฮุยเสียนซืออาจารย์มีอภินิหารล้ำเลิศ
ลึกซึ้ง มีคำสอนปรากฏปกแผ่ให้หมู่ชนทั้งหลายปฏิบัติรักษาและความปรากฏให้
ได้รับผลเห็นคุณประจักษ์มิใช่จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เมื่อไรและเมื่อครั้งพระอาจารย์เง้าโจ๊จุติเวลานั้นก็เห็นปรากฏได้ และเมื่อพระธรรมา
จารย์ก็ให้เห็นปรากฏด้วยพระศาสนธรรมอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่เดิมมาจนบัดนี้ พระพุทธ
ศาสนา ก็เป็นที่สูงสุดหาที่จะเปรียบมิได้ดังนี้ หาควรที่จะทอดทิ้งเสียไม่และไม่
ควรทำลายให้เสื่อมสูญไป ความจริงย่อมเป็นดังนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระดำริโดย
สุขุม และทรงพิจารณาให้กระจ่างแจ้งด้วยพระปรีชาญาณเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองทูลดังนั้นมีพระหทัยใสโสมนัส
ยินดียิ่งนัก จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งสองว่าท่านทั้งสองพูดดังนี้ถูกต้องตามกระแสธรรม
สมควรแก่ศาสนาแล้ว พระองค์รับสั่งเป็นฉินทภาคคำขาดว่า ถ้าผู้ใดขึ้นพูดคัดค้าน
โต้เถียงขึ้นอีก จะให้ลงโทษจงหนักแล้วพระองค์ตรัสแก่งุยเต็ง เซียวอู๊เตียวเก้าง้วนขุนนางทั้งสามให้นิมนต์หลวง
จีนมาประชุมให้พร้อมกันยังสภาคารศาลาธรรม แล้วให้เลือกหลวงจีนที่สมควรเป็น
เจ้าคณะจัดการในพระพุทธศาสนาขุนนางทั้งสามได้ฟังรับสั่งแล้ว ก็ลุกจากที่ถวายบังคมลาออกจากพระราชวัง
กลับไปที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นเชิญหลวงจีนมาประชุมพร้อมกันแล้ว จึงตรวจเลือกดูในที่
ประชุมว่าหลวงจีนรูปใดจะมีคุณวุฒิสมควรที่จะยกให้เป็นใหญ่ได้ ครั้นไล่เลียงไต่
ถามเข้าก็ได้หลวงจีนรูปหนึ่งมีมารยาทอันงาม และมีความรู้เชี่ยวชาญเคร่งครัดข้อ
วัตรปฏิบัติดีมีความบริสุทธิ์ คือกิมเสียนโพธิสัตว์แปลว่าท่านผู้ข้องอยู่ในที่จะได้
ตรัสรู้ในเบื้องหน้า ได้จุติลงมาในมนุษยโลก เมื่อยังเป็นทารกอยู่นั้นมีนามว่ากังลิ้ว
ครั้นเติบใหญ่อุปสมบทแล้วพระอาจารย์ให้นามว่า เหี้ยนจึง หลวงจีนเหี้ยนจึงองค์นี้
ตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มาไม่มีแผ้วพานในการโลกีย์ ตานั้นคืองุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่
บิดานั้นคือตันกองหยี ตันกองหยีเมื่อเป็นที่จอหงวนได้กลับมาเมืองหลวงแล้ว พระ
เจ้าแผ่นดินตั้งให้เป็นที่ต้ายหักสือขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ หลวงจีนรูปนี้เธอไม่พอใจ
ในกามโภคีและชื่อเสียงเกียรติยศ มีสันดานสุภาพมักน้อยสันโดษ ปฏิบัติทางธรรมะ
ระงับจิตไปห่างจากกิเลส เครื่องร้อนมีวิหารธรรมเครื่องอยู่แห่งใจความรู้ในทาง
ศาสนาก็เชี่ยวชาญมากครั้นขุนนางทั้งสามตรวจสอบไต่สวนไล่เลียงโดยละเอียดแล้วจึงได้นำหลวงจีน
เหี้ยนจึงเข้าเฝ้า ขุนนางทั้งสามกราบทูลว่าขอพระบารมีปกเกล้า ซึ่งทรงพระกรุณา
โปรดให้ข้าพพระองค์ทั้งสามไปเลือกหลวงจีนนั้น บัดนี้ได้มารูปหนึ่งมีความรู้ในพระ
พุทธศาสนาโดยละเอียด ชื่อหลวงจีนตั้นเหี้ยนจึง ขอพระอ่งค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสามกราบทูลดังนั้น พระองค์จึงคิด
อยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงตรัสถามว่าหลวงจีนรูปนี้เป็นบุตรของตันกองหยี่จอหงวนมีใช่หรือหลวงจีนเหียนจึงได้ฟังรับสังถามดังนัน จึงย่อตัวแล้วถวายพระพรว่าถูกต้องแล้ว
ตามพระกระแสรับสั่ง ข้าพเจ้าเป็นบุตรตั้นกองหยีจอหงวนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งสามว่าท่านทั้งสามเลือกได้หลวงจีน
รูปนี้ก็สมควรแล้ว จึงตรัสว่าเราจะตั้งให้เป็นพระราชาคณะผู้บังคับบัญชาว่ากล่าว
สั่งสอนหลวงจีนทั้งปวงในการวัดวาอาราม คือฝ่ายพุทธศาสนาให้เรียบร้อย พระ
องค์จึงจัดผ้าตรัยและเครื่องบริขารตามยศสมณะศักดิ์ของราชาคณะพระราชทาน
หลวงจีนเหี้ยนจึงหลวงจีนเหี้ยนจึงครั้นได้รับยศเป็นราชาคณะแล้วก็ถวายพระพรลาออกมาจาก
พระราชวัง กลับมายังวัดใหญ่ชื่อวัดยั้เซ็งยี่ไม่ใกล้ไกลนักกับพระราชวัง ครั้นมา
ถึงแล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงให้หลวงจีนทั้งหลายฝึกซ้อมกันตามหมวดตามหมู่ และผู้คน
ข้าราชการทั้งปวงที่มาช่วยในการนี้ก็ให้ดูการตามหน้าที่อันสมควร ครั้นเสร็จการ
พรักพร้อมแล้วหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงหาฤกษ์ได้วันดีที่จะทำการเปิดพิธีฝ่ายหลวงจีนลูกวัดทั้งหลายตรวจนับรวมกันได้พันสองร้อยรูป จัดเป็นสามส่วน
คืออย่างสูงอย่างกลางอย่างต่ำให้รักษาการตามหน้าที่ ครั้นถึงวันกำหนดการมงคล
คือศักราชเจงกวนได้เสวยราชสมบัติสิบสามปีแล้ว ในปีนั้นเป็นปีมะเส็งเดือนสิบเอ็ด
ขึ้นสามค่ำ วันนั้นเป็นวันมหามงคลพิธีเจ็ด เจ็ดหนเป็นสี่สิบเก้าวันจึงหยุดการ ครั้น
หลวงจีนเหี้ยนจึงทำการเสร็จแล้วจึงทำหนังสือขึ้นถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นพระองค์ทรงทราบแล้วถึงวันกำหนดพระองค์ก็เสด็จ
ออกขุนนางครั้นขุนนางพร้อมแล้ว ก็เสด็จออกจากพระราชวังขึ้นทรงรถพร้อมด้วย
ขุนนางซ้ายขวาหน้าหลัง แห่นำตามเสด็จมายังวัดฮั้วเซ็งยี่ ครั้นพระองค์เสด็จถึง
วัดพวกพิณพาทย์ก็บรรเลงดนตรีรับเสด็จตามธรรมเนียมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ลงจากราชรถเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่โรงราชพิธีธรรม
ประทับบนพระเก้าอี้ ขุนนางทั้งปวงก็เฝ้าตามลำดับยศถวายบังคมพร้อมกันแล้วก็
นั่งอยู่ตามสมควรฝ่ายหลวงจีนเจ้าคณะผู้ใหญ่จึงให้เคาะระฆังสัญญา หลวงจีนทั้งหลายเมื่อได้
ยินระฆังดังนั้นก็ครองจีวรมาประชุมพร้อมกัน หลวงจีนเหี้ยนจึงนำหน้าหลวงจีน
ทั้งหลายเข้ามาในที่พิธี ยืนเป็นลำดับเรียบร้อย หลวงจีนเหี้ยนจึงก็จุดธูปเทียนเครื่อง
นมัสการพร้อม ขุนนางพนักงานเครื่องสักการบูชาก็จัดธูปเทียนขึ้นถวายพระเจ้า
แผ่นดิน พระองค์ทรงรับรูปเทียนขึ้นบูชาแล้ว ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตามความ
ประสงค์เสร็จแล้วก็ทรงถวายนมัสการพระพุทธรูปโดยเคารพฝ่ายขุนนางใหญ่น้อยต่างคนก็ต่างจุดธูปเทียนบูชานมัสการพระปฏิมากรเสร็จ
แล้ว หลวงจีนเหี้ยนจึงสวดพระพุทธมนต์จบแล้วจึงนำหลวงจีนทั้งหลายเข้ามาเฝ้า
แล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงก็ถวายหนังสือแสดงข้อความในการพิธีนั้น พระเจ้าแผ่นดิน
ทรงทอดพระเนตรตลอดแล้วก็มีพระทัยใสโสมนัสยิ่งนัก จึงตรัสแก่หลวงจีนทั้งหลาย
ว่าท่านผู้เป็นนักบวชทั้งหลายจงอุตสาหะช่วยข้าพเจ้าทำการพิธีนี้ให้สำเร็จเพื่อจะได้
เป็นคุณทั่วกันข้าพเจ้าจะมีความขอบใจท่านเป็นที่ยิ่งหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นต่างก็พร้อมกันถวายพระพร
ว่าอาตมภาพทั้งหลายนี้จะขอสนองพระเดชพระคุณให้สมพระราชประสงค์ของ
มหาบพิตรไม่มีความรังเกียจท้อถอยแต่อย่างใดเลยในวันนั้นการพิธีเสร็จแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวังจะกล่าวถึงพระกวนอิมกับฮุยไง้ เมื่อกำบังตัวอาศัยอยู่ในศาลพระภูมินั้นหลาย
เวลา แต่เที่ยวหาคนศรัทธาเชื่อในคุณพระรัตนตรัย เพื่อจะได้ไปนำพระคัมภีร์พระ
พุทธศาสนาก็ยังหาได้ไม่ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งได้ยินข่าวว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มี
รับสั่งตั้งให้หลวงจีนกังลิ้วเป็นราชาคณะพิธีธรรม ด้วยหลวงจีนรูปนี้เดิมเราได้ให้นำ
เต้าแซกุนนิมนต์มาจุติในครรภ์นางอุนเกี้ยว พระกวนอิมรู้แน่ดังนั้นแล้วก็มีความ
ยินดียิ่งนัก จึงแปลงตัวเป็นหลวงจีนอนาถากายตัวล้วนแต่โรคเรื้อนกุฏรัง ครั้น
แปลงตัวเสร็จแล้วก็เดินมาตามถนนร้องขายผ้ากาสาวพัสตร์กับไม้เท้าไปตามถนน
ครั้นเดินมาพบหลวงจีนรูปหนึ่งถามว่า ไม้เท้ากับผ้าจีวรนี้ท่านจะขายสักเท่าใดพระกวนอิมจึงแกล้งตอบว่ากาสาวพัสตร์นี้ราคาห้าพันตำลึงเงิน ไม้เท้านี้ราคา
สองพันตำลึงเงิน หลวงจีนรูปนั้นไม่รู้จักก็หัวเราะแล้วพูดว่าพระขี้เรื้อนกุฏรังเอาจีวร
ไม้เท้าอะไรที่ไหนมาขายสองสิ่ง ราคาถึงเจ็ดพันตำลึงเงิน จะมีความวิเศษประเสริฐ
อย่างไรหนอฝ่ายพระกวนอิมเมื่อได้ฟังหลวงจีนพูดดังนั้น ก็มิได้โต้ตอบประการใด ออกเดิน
ตามถนนเรื่อยมา แต่เดินมาก็หลายชั่วโมง ครั้นถึงประตูเมืองข้างทิศตะวันออก
ก็บังเอิญพบขุนนางผู้ใหญ่ ชื่อเชียวอู๊ เซียวอู๊เวลานั้นออกจากเฝ้าจะกลับบ้าน
คนนำหน้าของเชียวอู้ร้องให้คนหลีกทาง คนทั้งหลายเห็นก็พากันหลีกไปมิได้กล้า
ที่จะรออยู่ช้าฝ่ายพระกวนอิ่มเดินมาถึงก็ไม่หลีก แกล้งยืนขวางอยู่ มือก็ถือผ้าจีวรและไม้
เท้า ใจมิได้หวาดหวั่นเชียวอู๊อยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นจึงรั้งบังเหียนม้าให้หยุด และเห็นผ้าจีวรนั้นมี
รัศมีสว่างไสวออกมา จึงบอกให้คนใช้ถามว่า ของสองสิ่งนั้นจะขายราคาสักเท่าใดพระกวนอิมจึงบอกว่า ผ้ากาสาวพัสตร์นี้กับไม้เท้านี้จะขายราคาเจ็ดพันตำลึง
เชียวอู้ถามว่าของสองสิ่งนี้จะมีความวิเศษประการใดราคาจึงได้แพงนักพระกวนอิมตอบว่า บางที่ก็ดี บางทีก็ไม่ดี บางที่เอาราคาบางทีก็ไม่เอาราคาเชียวอู๊จึงถามว่า ดีไม่ดีนั้นเป็นอย่างไร พระกวนอิมตอบว่าดีนั้นคือผู้ใดได้
ครองผ้ากาสาวพัสตร์นี้แล้ว ปราศจากกิเลสและภัยอสรพิษทั้งหลายไม่ทำอะไรได้
และไม่ตกในอบายภูมิสี ไม่ดีนันคนที่มีจิตโกรธโลภหลงด้วยกามราคะเป็นทุศีลบุคคล
ไม่มีความอายเป็นอลัชชีตา ทำลายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คนอย่างนี้ยาก
ที่จะได้พบได้ปะผ้ากาสาวพัสตร์ และไม้เท้าอย่างนี้เซียวอู้จึงถามต่อไปว่า อย่างไรจึงว่า บางทีจะเอาเงิน บางทีจะไม่เอาเงินพระกวนอิมตอบว่า แม้บุคคลผู้ใดไม่มีศรัทธาไม่เชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัย
ถ้าขีนจะซื้อของสองสิ่งนี้จะเอาราคาเจ็ดพันตำลึงเงิน อย่างนี้จะต้องเอาเงิน และ
แม้ผู้ใดมีจิตศรัทธา เคารพต่อคุณพระรัตนตรัยใจบุญยินดีในทางกุศล ถ้าอยากจะ
ได้ของสองสิ่งนี้ก็จะอนุญาตให้และจะผูกไมตรีให้เป็นที่ชอบกันโดยธรรม อย่างนี้
แหละจะไม่เอาเงินเลยเชียวอู๊ได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธากล้าหาญขึ้นมาก แล้วเซียวอู้คิดอยู่
แต่ในใจโดยความอนุมานคาดหมายประกอบเข้ากับกิริยาอาการและทั้งเห็นปาฏิ
หาริย์ที่ได้เห็นรัศมีในของทั้งสองสิ่งนั้นด้วย จึงเข้าใจว่าท่านผู้นี้คงจะเป็นผู้มีอภินิหาร
เป็นมั่นคง จึงลงจากหลังม้าแล้ว ก็พนมมือนมัสการถามว่า ข้าพเจ้าขออภัยโทษ
เถิดท่านอย่าได้ถือโทษข้าพเจ้าเลย แล้วเชียวอู้จึงพูดแก่หลวงจีนทั้งสองว่า บัดนี้
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีพระศรัทธาในพระพุทธศาสนานันหาที่เปรียบมิได้ บัดนี้
พระองค์ตังพระราชพิธีกระทำการมหากุศลทั้งน้ำทั้งบก ออกพระราชทรัพย์บริจาค
เป็นทานทุกแห่งทุกหน ผ้ากาสาวพัสตร์นี้สมควรจะถวายหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงจะ
ชอบ ข้าพเจ้าขอนิมนต์ท่านทั้งสองเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินด้วยข้าพเจ้าเถิดพระกวนอิ่มได้ฟังเชียวอู๊พูดดังนั้น ก็มีความยินดีด้วยสมประสงค์ที่คิดไว้ จึง
ตอบว่าตามแต่ใจท่านเถิดเชียวอู๊ได้ฟังดังนั้น ก็พาหลวงจีนทั้งสองเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึงหน้าพระ
ลาน เชียววู้ก็บอกแก่ขันทีตามซึ่งได้พาหลวงจีนสองรูปมาจะขอเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขันทีเมื่อได้ทราบดังนั้น จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินตามที่เชียวอู๊สั่งมา
ทุกประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีไปนำเชียวอู๊กับ
หลวงจีนทั้งสองรูปเข้ามาเฝ้า เชียวอู้เข้ามาถึงถวายบังคมแล้วก็ยืนคอยฟังรับสังอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งถามเชียวอู้ว่า มีกิจธุระอย่างไรหรือ เชียวอู๊
กราบทูลเรื่องผ้ากาสาวพัสตร์กับไม้เท้านั้น ให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามหลวงจีนทั้งสองว่า ของสอง
สิ่งนั้นจะคิดเป็นมูลค่าสักเท่าใดฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้ เมื่อตามเชียวอู้กับขันทีเข้ามายืนอยู่นั้น หาได้คำนับ
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไม่ ครั้นได้ยินรับสั่งถามดังนั้น จึงตอบว่าผ้ากาสาวพัสตร์นั้น
ห้าพันตำลึง ไม้เท้านั้นสองพันตำลึง พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า ของสองสิ่งนี้จะ
วิเศษอะไรจึงได้คิดราคามากดังนั้นพระกวนอิมตอบว่า ผ้าจีวรนี้เป็นของวิเศษเป็นฝีมือของนางเทพอักษรเป็นผู้ทำ
มีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์ และยังมีคำอธิบายชี้แจงว่าผ้ากาสาวพัสตร์นี้ เป็นมหรรมรัตนะ
อาจให้ผู้ครองบรรลุภูมิสี่ทางหกตลอดสำเร็จเสร็จสิ้น แจ้งพระนฤพานพ้นจากกิเลส
อาสาวะรักษากายให้บริสุทธิ์อาศัยอยู่ในจักรวาลเขาสุวรรณบรรพต จิตกายบริสุทธิ์
ดุจคนโทเพชร ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าบัญญัติทำผ้ากาสาวพัสตร์นี้ร้อยหมื่นพัน
กัลป์ผู้ใดก็ไม่อาจสามารถจะได้พบเห็นของสิ่งนี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ และขุนนางทั้งปวงได้ฟังหลวงจีนพูดชี้แจงให้ฟังดังนั้น
ก็มีความเชื่อเกิดปีติโสมนัสศรัทธาด้วยกันทุก ๆ คน จึงพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง
ถามต่อไปว่า ไม้เท้านั้นจะมีคุณวิเศษประการใดพระกวนอิมตอบว่า ไม้เท้าทำด้วยทองแดงกับเหล็กประกอบกัน บนยอดนั้น
มีเก้าองค์ระย้าและเก้าปล้อง และประกอบด้วยของวิเศษ แม้ผู้ใดได้ถืออยู่กับมือ
แล้ว ย่อมป้องกันสรรพภัยและอสรพิษก็ไม่ทำร้ายได้ อาจพังประตูนรกได้ และให้
ผู้ที่ถือนั้นมีจิตอันผ่องใส่ไม่มีกังวลเสพในที่ชั่ว คือกามคุณทั้งห้า และตัณหามานะ
ทิฐิ และบรรลุถึงอมตธรรมนิตยสถานอันเป็นอกุปธรรมไม่รู้กำเริบคืนคลายคือพระ
นฤพาน ไม้เท้านี้วิเศษอย่างนี้ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังหลวงจีนอาคันตุกะกล่าวสรรเสริญของวิเศษ
สองอย่างดังนั้นแล้ว รับสั่งให้เซียวอู้รับผ้ากาสาวพัสตร์มาคลี่ดูฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทอดพระเนตรทรงพิจารณาโดยละเอียดตลอดทั้ง
ผืนแล้ว ทรงนึกในพระทัยว่าของสิ่งนี้เป็นของวิเศษโดยแท้ พระองค์จึงตรัสกับ
หลวงจีนนั้นว่า บัดนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งพิธีธรรม กระทำการมหากุศลยังวัดฮั้วเซงยี่ ให้
หลวงจีนทั้งหลายสวดมนต์และแสดงธรรมอยู่และในพิธีนั้นมีหลวงจีนรูปหนึ่งมีบุญ
อภินิหารมีมาก ข้าพเจ้าได้ตั้งเธอเป็นเจ้าคณะในพิธีนี้ บัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็นจีวรของ
ท่าน สมควรแก่หลวงจีนเจ้าคณะรูปนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะขอซื้อผ้ากาสาว-
พัสตร์นี้ กับไม้เท้าสองสิ่งด้วยกัน เพื่อถวายหลวงจีนเหี้ยนจึง เธอจะได้ครอง
กระทำการพิธีนั้น ท่านจะคิดเอาราคามากน้อยเท่าใดก็ตามหลวงจีนทั้งสองจึงพูดว่าแม้นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั้นเธอมีความบริสุทธิ์และมีบุญ
อภินิหารแล้ว อาตมภาพขอถวายพระองค์ตามพระทัยประสงค์ไม่รับพระราชทาน
เห็นหลวงจีนพูดดังนั้นกับเห็นหลวงจีนจะกลับไปจึงรับสั่งให้เชียวอู้ร้องนิมนต์ให้
หยุดก่อน พระองค์ลงจากเก้าอี้เสด็จเข้ามาใกล้หลวงจีนแล้ว จึงย่อพระองค์ลงตรัส
แก่หลวงจีนทั้งสองนั้นว่า เดิมท่านว่าราคาของสองสิ่งนั้นถึงเจ็ดพันตำลึง ท่านเห็น
ข้าพเจ้าจะต้องประสงค์ท่านจะไม่เอาเงินดังนี้ ดุจข้าพเจ้าเอาอำนาจข่มขี่เอาของ
ของท่าน การอันนี้ก็หาเช่นนั้นไม่ ข้าพเจ้าจะคิดสมนาคุณท่านตามราคาท่านอย่า
ได้เกรงใจเลยหลวงจีนทั้งสองได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเดิมอาตมภาพได้อธิษฐานไว้แล้ว มาบัดนี้
พระองค์ก็มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีบุญบารมีหาที่เปรียบมิได้ และ
หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เป็นผู้มีบุญบารมีแก่กล้าทั้งทรงสติปัญญาเชี่ยวชาญในทางพระ
พุทธศาสนา สมควรที่จะนำของสองสิ่งนี้ถวายให้สำหรับตัว เป็นอันอาตมภาพ
ไม่รับพระราชทานเงินราคาของสองสิ่งนั้นแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังหลวงจีนทั้งสองตั้งใจดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนาง
จัดเครื่องแจมาจะเลี้ยงตอบแทนคุณ หลวงจีนทั้งสองไม่รับนิมนต์ย่อตัวลงแล้วก็
เดินกลับออกมาจากพระราชวัง มาตามทางถนนเข้ามาพักอยู่ในศาลพระภูมิตาม
เดิมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางจึงรับสั่งให้งุยเต็งไปยังวัดฮั้งเซงยี่ นิมนต์
หลวงจีนเหี้ยนจึงให้เข้ามาเดี๋ยวนี้งุยเต็ง ครั้นได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้วก็กราบบังคมลาออกมาจากที่เฝ้าขึ้นม้ารีบไป
ยังวัดฮั้วเซงยี่ ครั้นถึงจึงลงจากม้าเข้าไปยังที่อยู่ของหลวงจีน ผู้หลานบอกว่ามีรับสั่ง
ให้มานิมนต์เข้าไปในพระราชวังเดี้ยวนี้หลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังว่ารับสั่งให้หาดังนั้นก็จัดแจงครองผ้าออกจากที่อยู่ขึ้น
เกียว งุยเต็งก็ขึ้นม้ารีบออกจากวัดตรงมายังพระราชวังครั้นถึงหลวงจีนลงจากเกี้ยว
งุยเต็งลงจากม้าเข้าในพระราชวังใน กำลังเสด็จออกขุนนางพนักงานนิมนต์ให้นั่ง
ที่อันสมควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงว่า ท่านมีความเหน็ดเหนื่อย
ในการพิธีไม่มีอันใดที่จะทดแทนคุณของท่าน เมื่อเวลาเช้าเชียวอู๊พาหลวงจีนอาคัน
ตุกะสององค์เข้ามาหาโยม หลวงจีนทั้งสองนั้นมีจิตศรัทธานำผ้ากาสาวพัสตร์และ
ไม้เท้ามาให้โยม ๆ ขอเอาของสองสิ่งนี้ถวายตอบแทนคุณท่าน แล้วแต่ท่านจะเอา
ไปใช้สอยตามประสงค์เถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นก็รับเอาจีวรกับไม้เท้านั้นมา
พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าท่านโปรดครองจีวรฉลองศรัทธาโยมเดี๋ยวนี้ โยมจะได้โมทนา
หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ครองจีวรตามรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางทั้งหลายได้เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงครองผ้ากาสาว
พัสตร์นั้น มีรัศมีสีแสงระยับเป็นที่เจริญตาเห็นสมควรแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงโดยแท้
ขุนนางทั้งหลายเห็นพร้อมกันดังนั้นต่างก็สรรเสริญว่า งามหาที่เปรียบมิได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องต้จึงรับสั่งให้ขุนนางจัดกระบวนแห่ให้แห่ไปส่งยังวัดที่ทำพิธี
ขุนนางทั้งหลายก็ถวายบังคมลามาจัดกระบวนแห่ตามรับสั่ง หลวงจีนเหี้ยนจึงก็
ถวายพระพรลาออกจากพระราชวัง บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ตามออกมาสง
พวกกระบวนแห่ก็เดินกระบวนราษฎรชายหญิงพากันมาดูกระบวนแห่เต็มไปทั้งถนนพากันบ่นสรรเสริญว่า
งดงามราวกับพระอรหันต์เสด็จมาการที่แห่หลวงจีนเหี้ยนจึงครั้งนี้เหมือนเมื่อแห่ต้ายหักสือครั้งเมื่อเป็นจอหงวน
ซึ่งเป็นโยมของหลวงจีนเหี้ยนจึงครั้งนั้น ครั้นกระบวนแห่มาถึงวัดแล้วหลวงจีนทั้ง
หลายก็มาพร้อมกันยืนคอยรับอยู่หน้าวัดครั้นกระบวนแห่มาถึงประตูวัด หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ลงจากเกี้ยวเดินเข้าในโรง
พิธีจุดรูปเทียนบูชาพระพุทธรูปแล้ว ต่างคนต่างก็กลับไปที่อยู่ของตนตั้งแต่วันเปิดพิธีมาก็ได้เจ็ดวันแล้วอันการพระราชกุศลนันก็ทราบทัวกันไปทุกๆ
ตำบล ในวันนั้นเป็นวันที่เจ็ดหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงทำหนังสือขึ้นถวายเชิญเสด็จ
พระเจ้าแผ่นดินถัง มายังวัดจะได้ทรงฟังพระสัทธรรม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้
ทรงทราบหนังสือเชิญดังนั้น จึงรับสั่งให้ฮ่องเฮ้ากับพระสนมตามเสด็จไปยังวัด
ครั้นพร้อมกันแล้วพระองค์ก็ทรงรถเสด็จไปยังวัดฮั้วเซงยี่ลงจากราชรถเสด็จขึ้น
ประทับที่เก๋งเหล็กริมโรงพิธีฝ่ายพระกวนอิมครั้นรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมายังวัดแล้ว จึงพูดแก่ฮุยไง้ว่า
วันนี้งานพระราชพิธีครบกำหนดเจ็ดวันแล้ว และเป็นวันประชุมใหญ่พระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้เสด็จไปทรงธรรมยังวัดแล้วเราจะแอบแฝงไปดู หนึ่งจะได้เห็นในที่ประชุม
พิธีนั้นว่าจะเป็นประการใด สองจะได้เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั้นว่าจะมีบุญญาธิการ
ครองผ้ากาสาวพัสตร์อันวิเศษนั้นได้หรือไม่ สามจะไปฟังดูว่าหลวงจีนเหี้ยนจึงจะ
แสดงพระธรรมคัมภีร์ได พระกวนอิมพูดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเดินตรงไปยังที่วัด
ฮั้งเซงยี่ ครั้นถึงแล้วก็เข้าไปยังข้างโรงพิธีแอบพิเคราะห์ดูในพิธีนั้นเห็นงดงาม
วิจิตรด้วยการตกแต่งดุจดังว่าวิมานสถาน ได้ยินดนตรีพิณพาทย์ ประโคมขาน
สนั่นก้องน่าปลื้มจิตเป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ ในการกุศลธรรมยิ่งนักพระกวนอิมก็แอบ
เดินเข้าไปใกล้ธรรมาสน์ แลเห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั่งอยู่บนธรรมาสน์กำลังแสดง
ธรรมแยกออกเป็นสามประการ คือทิฏฐะธัมมิกัตถประโยชน์เป็นประโยชน์ ชั่วเกิด
ถึงตายส่วนหนึ่งเป็นธรรมอันผู้จะได้รับผลตั้งแต่ทำกาลกิริยาตายไปแล้ว เรียกว่า
สัมปะรายิกัตถประโยชน์แปลว่าประโยชน์เบื้องหน้า อีกส่วนหนึ่งเป็นปรมัตถ
ประโยชน์แปลว่าประโยชน์ที่พ้นชาตินี้และชาติหน้าคือพระนฤพานพระกวนอิมครั้นได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปใกล้ธรรมาสน์เอามือตบธรรมาสน์ แล้ว
พูดว่าที่ท่านแสดงด้วยปรมัตถ์ประโยชน์นั้นยังย่อนักไม่พิสดาร ขอให้แสดงโดย
วิตถารกว้างขวางด้วยหนทางแห่งพระอริยธรรมไม่ได้หรือหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ยินพระกวนอิมว่าดังนั้น จึงลงจากธรรมาสน์มาคำนับแล้ว
กล่าวว่า ข้าพเจ้าขอขมาโทษเพราะข้าพเจ้าไม่ทันเห็นว่าท่านมา และไม่ทันจะได้
เคารพเพราะมัวแสดงธรรมอยู่ ข้าพเจ้าและหลวงจีนทั้งหลายเข้าใจในธรรมแต่ส่วน
หยาบ ๆ มิได้รอบรู้ในพระปริยัติธรรมคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง อันพระมหา
ปรมัตถอรรถธรรมโดยพิสดารนั้นประการใดขอท่านได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าคัมภีร์ที่ท่านแสดงนั้นเป็นคัมภีร์ต่ำโปรดคน
ตายให้พ้นโทษไม่ได้ เป็นแต่สมมุติตามเหตุของโลกเท่านั้น ข้าพเจ้ามีซึ่งพระมหา
ปรมัตถ์คือพระไตรปิฎกธรรมอันบริบูรณ์ธรรมอย่างนั้นจึงจะโปรดคนตายให้ไปสู่
สุคติได้ เป็นธรรมอันสูงสุดกระทำผู้รู้แจ้งแทงตลอดให้ถึงอมตธรรมไม่เกิดไม่ตาย
ได้ย่อมเป็นบรมสุขขณะเมื่อพระกวนอิมกำลังชี้แจงให้หลวงจีนเหี้ยนจึงฟังอยู่นั้น มีพนักงานผู้หนึ่ง
เที่ยวเดินตรวจดูการรอบโรงพิธี เดินมาเห็นหลวงจีนขี้เรือนองค์นั้นเรียกหลวงจีน
เหี้ยนจึงซึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่ให้ลงมาพูดกันดังนั้น จึงรีบเข้าไปกราบทูลพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้มีหลวงจีนรูปหนึ่งมาดูกิริยาอาการ
หยาบคายเข้าไปยังที่ธรรมาสน์ที่หลวงจีนเหี้ยนจึงกำลังแสดงธรรมอยู่ ก็เรียกให้
ลงมาจากธรรมาสน์จะเป็นพระอะไรก็ไม่ทราบ ดูกิริยาจะอวดตนดีว่าเป็นคนรู้
ท่าทางเห็นวุ่นวายอยู่มากพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าพนักไปพาตัวหลวงจีน
นั้นเข้ามายังหน้าพระที่นั่งหลวงจีนทั้งสองเข้ามาแล้วก็มิได้กระทำคำนับพระเจ้า
แผ่นดินยืนสำรวมนิ่งอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหลวงจีนทั้งสองก็ทรงจำได้ จึงรับสั่ง
ถามว่าท่านทั้งสองนี้ที่ได้เอาผ้ากาสาวพัตร์กับไม้เท้ามาให้มีใช่หรือ หลวงจีนทั้ง
สองก็ถวายพระพรว่าอาตมภาพได้ถวายมหาบพิตรจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถาม
ว่าท่านจะมาฟังธรรมหรือ ๆ จะขบฉันสิ่งใดของข้าพเจ้ามีอยู่พร้อมจะถวาย เหตุ
ใดท่านจึงไปเรียกผู้แสดงธรรมอยู่บนธรรมาสน์เล่า ท่านเห็นสมควรอย่างไรหรือหลวงจีนทั้งสองตอบว่าท่านผู้ที่แสดงธรรมนั้น รู้แต่คัมภีร์ที่สั่งสอนชั้นต่ำ ๆ
จะโปรดคนตายให้วิญญาณจิตพ้นโทษนั้นไม่ได้ อาตมภาพมีพระปริยัติธรรม คือ
พระไตรปิฎกธรรม อาจสามารถจะโปรดสัตว์ทั้งหลายให้พ้นโทษไปสู่สุคติได้ และ
จะให้บรรลุธรรมวิเศษทิศเบื้องบนคือมรรคผลและนฤพานได้ด้วยเมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังหลวงจีนชี้แจงดังนั้น พระองค์ให้เกิดโสมนัส
ศรัทธาเป็นที่ยิ่ง จึงรับสั่งถามหลวงจีนทั้งสองว่าอันพระปริยัติธรรมซึ่งเป็นที่
รวบรวมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าพระไตรปีฎกคือพระสูตรพระ
ปรมัตถ์พระวินัยนัน ประดิษฐานอยู่ในประเทศใดขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดชี้แจงให้
โยมทราบหลวงจีนจึงตอบว่าอันพระไตรปีฎกนั้นอยู่ทิศปราจีนประเทศที่วัดลุ่ยอิมยี ยัง
ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่นั้น จึงจะมีพระไตรปิญกธรรมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าท่านยังจะทรงจำอรรถธรรมนั้นได้หรือไม่ หลวง
จีนจึงตอบว่าจำได้บริบูรณ์ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก
จึงสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงให้พาหลวงจีนนั้นไปที่ธรรมาสน์จะได้แสดงธรรม ครั้นถึง
หลวงจีนเหี้ยนจึงก็นิมนต์หลวงจีนขี้เรือนให้ขึ้นยังธรรมาสน์หลวงจีนแปลงได้ฟังดังนั้น
ก็ทำอิทธิปาฏิหาริย์ลอยขึ้นไปบนอากาศ หลวงจีนซึ่งเป็นศิษย์คือฮุยไง้ก็ลอยตาม
อาจารย์ขึ้นไปเหยียบเมฆทั้งสององค์ มีรัศมีเหมือนสายรุ้งสว่างลอยอยู่กลางอากาศ
แปรกลับรูปตามเดิมเป็นพระกวนอิมมือถือคนโทหยกวิเศษและกิ่งสนทั้งซ้ายขวา
ฮุยไง้ศิษย์มือถือกระบองยืนเคียงข้างอาจารย์ลอยอยู่ในอากาศด้วยกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงจุดรูปเทียนบูชานมัสการฝ่ายพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับหลวงจีนทั้งหลายกับนางซีและชนมาประชุม
กันในครั้งนั้น ต่างก็กราบไหว้นมัสการบูชาแล้วพร้อมกันสวดว่า นะโมกวนซีอิมโพ่
ชาดพระเจ้าแผ่นดินถังให้ช่างเขียนมาวาดรูปพระกวนอิมไว้จะได้เป็นที่ระลึกตันแซโง่เต่าจื้อช่างเขียนสองคนได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงแหวกหน้าขึ้นบนอากาศเอา
พู่กันวาดรูปผู้วิเศษแล้วก็นำขึ้นถวาย ครั้นพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรพอพระทัย
แล้ว รับสังให้ขันที่เอาฉากรูปเขียนไปเก็บไว้ในที่อันสมควรฝ่ายพระกวนอิม ลอยอยู่บนอากาศเปล่งรัศมีเป็นสีทองลอยตามอากาศไปจน
สุดสายตาแล้วก็หายไปในเมฆ คนทั้งหลายแลตามไปก็ไม่เห็นองค์พระกวนอิม เห็น
แต่กระดาษแผ่นหนึ่งลอยอยู่บนอากาศแล้วก็ตกลงมายังหน้าโรงพิธี ข้าราชการ
ทั้งหลายเห็นแล้วก็เก็บเอามาถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทอดพระเนตร พระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้รับมาทรงทอดพระเนตรอักษรในหนังสือนั้นว่า ขอคำนับพระเจ้าแผ่นดิน
ถังให้ทรงทราบ คือที่มัชเฌิมประเทศนั้นมีพระธรรมอันวิเศษแต่ระยะทางไกล
กันดารถึงสิบหมื่นแปดพันโยชน์ ใครมีศรัทธาได้ไปอาราธนามาได้แล้วและได้สวด
พระธรรมคาถานั้นเมื่อเวลาใดหมู่ผีและปิศาจที่มีโทษอันกรรมให้ผลทรมานอยู่ จึง
จะพ้นโทษได้ ถ้าผู้ใดตั้งใจไปจนได้สมประสงค์แล้วมรรคผลกุศลนั้นจะสำเร็จได้
เป็นแท้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบความในจดหมายดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้หยุด
การพิธีนั้นไว้ก่อน คอยรอให้ผู้ที่จะอาสาไปเชิญพระไตรปิฎกมาแล้วจึงค่อยตั้งพิธี
ใหม่ต่อไปอีกเจ้าพนักงานทั้งหลายได้รับสั่งแล้วก็งดการพิธีนั้นไว้ตามรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสถามว่า ผู้ใดจะมีศรัทธาอุตสาหะรับอาสาไปยัง
มัชฌิมประเทศนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกมาให้สม
ประสงค์ของเราได้บ้างเมื่อขณะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งขาดพระโอษฐ์ลงทันที หลวงจีนเหี้ยนจึง
ก็ลุกออกมายืนตรงหน้าพระที่นั่งทูลว่า อาตมภาพจะขออาสาสนองพระเดชพระคุณ
ไปยังมัชฌิมประเทศเชิญพระคัมภีร์พระไตรปิฎกมาให้สมดังพระราชประสงค์ให้
จงได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดีใสโสมนัสยิ่งนัก พระ
องค์ลุกจากราชบัลลังก์เสด็จมาจับมือหลวงจีนเหี้ยนจึงแล้วตรัสว่า แม้ท่านมีความ
อุตสาหกตัญญเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอผูกไมตรีนับท่านว่าเป็นน้องชายของข้าพเจ้าดุจ
ได้ร่วมบิดามารดาเดียวกันเถิด เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงพาหลวงจีนเหี้ยนจึง
เข้าไปยังพระพุทธรูปจุดรูปเทียนนมัสการกราบสี่หนแล้ว จึงทรงลุกขึ้นตรัสเรียก
หลวงจีนเหี้ยนจึงว่าพระน้องเราที่รัก พระเหี้ยนจึงคำนับขอบพระคุณซึ่งทรงนับถือ
ว่าอยู่ในพระบรมวงศ์แล้วจึงทูลว่า อาตมภาพก็หาบุญบารมีอะไรที่ไหนไม่ซึ่ง
พระองค์ทรงพระเมตตาดังนี้ ก็จะขอฉลองพระเดชพระคุณไปยังมัชฌิมประเทศ
อาราธนาพระไตรปิฎกมาจงได้ ถ้าแม้มิได้ก็จะยอมตายไม่กลับมา แม้มิจริงใจต่อ
พระองค์แล้วขอให้อาตมภาพตกไปในทางอบายภูมิเถิดครั้นหลวงจีนเหี้ยนจึงกระทำสัตย์ปฏิญาณตน ต่อหน้าพระพุทธปฏิมากรดัง
นั้นแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็มีพระทัยยินดีรับสั่งว่า จะหาวันฤกษ์ดีก่อนจึง
ค่อยออกหนังสือเดินทาง พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วก็ลาพระเหี้ยนจึงเสด็จขึ้นทรงราชรถ
เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวัง พวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็พากันกลับสถานบ้าน
เรื่อนแห่งตนฝ่ายพระเหี้ยนจึงก็ออกจากวัดฮั้วเซงยี่ กลับไปยังวัดอั่งฮกยี่ที่อยู่ของตนตามเดิมฝ่ายหลวงจีนในอารามวัดอั่งฮกยี่ทั้งหลาย เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงกลับมา ก็
ต่างคนต่างพากันมาเยี่ยมเยือนไต่ถามข่าวคราวทุกข์สุขและการที่จะไปอาราธนา
พระไตรปิฎก ส่วนหลวงจีนที่เป็นสานุศิษย์ของพระเหี้ยนจึง จึงเข้ามาคำนับถาม
ว่า หนทางที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมนั้น ได้ยินคำคนเขาเล่าลือพูดกันว่า
ทางก็ไกลกันดาร เดินแสนยากลำบากที่สุด และทั้งประกอบไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ
ชุกชุมมาก ยากที่จะระวังรักษาชีวิตให้ตลอดไปได้พระเหี้ยนจึง จึงตอบว่า เราปฏิญาณอธิษฐานตัวเราแล้ว ถ้าทำใจท้อถอย
ไม่ไปตามที่ตั้งสัตย์อธิษฐานไว้แล้วตัวเราก็จะต้องไปในอบายภูมิทั้งสี่นั้น หามี
เวลาที่จะเกิดไม่ แต่ที่เราจะไปนี้ยังหารู้ว่าจะร้ายหรือจะดีไม่ ท่านทั้งหลายจงจำไว้
เราไปก็ยังหามีกำหนดเม่ว่าจะช้าหรือจะเร็วบางที่จะสองสามปี หรือบางทีจะหกเจ็ด
ปีก็ยังว่าไม่ถูกท่านจงดูกิ่งสนนั้น แม้ว่าชี้ไปทางทิศตะวันออก นั่นแหละเราจะ
กลับมาเป็นแน่ แม้ไม่ตรงดังนั้นเราก็ยังจะมิได้กลับมาพวกศิษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ต่างคนก็กำหนดจดจำตามคำอาจารย์สั่งฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นรุ่งขึ้นจึงเสด็จออกขุนนางพระองค์มีรับสั่งให้
ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ แต่งหนังสือเดินทางตามซึ่งพระองค์ทรงพระดำริฝ่ายขุนนางพนักงานอาลักษณ์ ก็แต่งตามใจความที่จะไปอาราธนาพระไตร
ปิฎกยังมัชฌิมประเทศทิศตะวันตกครั้นแต่งเสร็จแล้วนำขึ้นถวาย พระเจ้าแผ่นดิน
ทรงรับมาทอดพระเนตรแล้ว พระองค์จึงทรงเซ็นพระนาม ให้ขุนนางเอาใส่ซอง
ผนึกแล้ว ประทับตราเผ่นดินเป็นหนังสือเดินทาง ขุนนางฝ่ายโหราศาสตร์ถวาย
พระฤกษ์ว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีมหามงคลอันจะออกเดินทางไกลฝ่ายพวกขันที่ก็กราบทูลว่า พระเจ้าน้องยาเธอพระเหี้ยนจึงก็มาคอยฟังรับสั่ง
อยู่ข้างนอกแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงทราบสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ได้ทรงฟังขันทีทูลดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีออก
ไปนิมนต์พระเหี้ยนจึงเข้าไปเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีควร
จะออกเดินทางได้ ต้องเอาหนังสือสำหรับเดินทางฉบับนี้ไปสำหรับตัว บางทีจะ
ข้ามด่านและเดินทางไม่ขัดขวางและบาตร ๆ นี้ข้าพเจ้าถวายให้ไว้สำหรับจะได้
บิณฑบาตเมื่อเวลาขัดสน แล้วรับสั่งให้จัดคนที่ล่ำสันแข็งแรงสองคนให้ตามไป
สำหรับใช้สอย กับม้าขาวตัวหนึ่งจะได้ขี่ไปในทางกันดารฝ่ายพระเหี้ยนจึง รับหนังสือและสิ่งของที่พระราชทานเสร็จแล้วก็ถวายพระ
พรลาออกจากพระราชวังฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย ก็พร้อมกันตามส่งพระเหี้ยนจึง
จนถึงประตูกำแพงเมือง ครั้นถึงประตูเมืองพร้อมกันแล้วพระเหี้ยนจึงก็พักรอคอย
ฤกษ์อยู่ก่อนฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายพร้อมกันมาคอยส่งอยู่ที่ประตูเมืองต่างมีผ้าหนาวและ
ผ้าร้อนก็เอามาส่งให้พระเหี้ยนจึงสำหรับที่จะได้ใช้ตามทาง พระเหี้ยนจึงรับสิ่ง
ข้องแล้วก็ทำความคำนับขอบใจทุก ๆ คนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสแก่พระเหี้ยนจึงว่าเวลานี้จะไปอาราธนาพระไตร
ปิฎก ข้าพเจ้าจะขอตั้งนามใหม่ให้ท่านให้เรียกว่า ถังซัมจั้ง แปลว่าพระไตรปิฎก
เมืองถังพระเหี้ยนจึงได้ฟังดังนั้น จึงย่อตัวลงรับนามตามรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
จึงรับสั่งถามถังซัมจั้งว่าท่านไปแล้วสักเมื่อไรจะกลับพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ประมาณสามปีจะกลับ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัส
ว่า หนทางเข้าป่าจะเดินก็นานเดือนนานวันอย่าได้ลืมบ้านเก่าเมืองเดิมของเราเสีย
เมื่อถึงสำเร็จความปรารถนาแล้วจงรีบกลับมา ข้าพเจ้าจะคอยท่า ตรัสดังนั้นแล้ว
พระองค์ทรงอวยพรให้ฝ่ายพระถังซัมจั่ง ครั้นได้มงคลฤกษ์อันอุดมแล้วจึงถวายพระพรลาสมเด็จ
พระเจ้าแผ่นดินถัง กับบรรดาข้าราชการที่มาส่งขึ้นม้าขาวที่พระราชทานกับคนใช้
ทั้งสองคน ออกจากประตูกำแพงเมืองเชียงอาน ตั้งหน้าตรงไปปราจีนทิศ พระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้กับคนทั้งหลายที่มาส่งครั้นพระถังซัมจั่งเดินไปลับตาแล้ว พระเจ้า
แผ่นดินก็ขึ้นทรงม้าพระที่นั่ง เสด็จกลับเข้าพระมหาราชวัง ขุนนางทั้งหลายก็ต่าง
คนต่างกลับไปยังสถานบ้านเรือนตอนที่ ๓เมื่อพระถังซัมจังออกจากเมืองเชียงอานนั้น พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยราช
สมบัติได้สิบสามปีแล้ว คือเป็นปีมะเส็งเดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบค่ำ พระถังซัมจั้งได้
ออกเดินพ้นเขตเมืองเชียงอานครั้นมาได้หลายวัน ถึงพระอารามใหญ่แห่งหนึ่งนามวัดชื่อว่า (ฮวดอุ้นยี่)
เจ้าวัดและหลวงจีนทั้งหลายรู้ก็ออกมาหน้าวัดคอยรับ ครั้นพระถังชัมจังมาถึงแล้ว
ก็เชิญเข้าไปข้างในเอาน้ำชามาเลี้ยงดูกัน ในวัดนั้นมีหลวงจีนประมาณห้าร้อยรูป
เวลาที่พระถังซัมจั้งมาหยุดพักก็จวนจะพลบค่ำ จึงหยุดนอนอยู่ในวัดนั้นคืนหนึ่ง
ในคืนวันนั้นหลวงจีนทั้งหลายก็มาสนทนาด้วย ถามข่าวที่มีรับสั่งจะให้ไปมัชฌิม
ประเทศ ต่างองค์ต่างก็ว่าหนทางที่จะไปนั้นแสนกันดารข้ามห้วยข้ามเขาเป็นการ
ลำบากมากมายนักและทั้งมีผีปิศาจยักษ์และสัตว์ร้ายต่าง ๆ ซุกชุม ยากที่จะ
ปราบปรามได้พระถังซัมจั้งได้ฟังหลวงจีนทั้งหลายพูดดังนั้น ก็นิ่งอยู่แต่ในใจพยักหน้าสอง
สามหนแล้วเอานิ้วมือจี้เข้าที่อกของตน หลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นไม่ทราบว่าจะ
เป็นปัญหาหรืออุบายประการใดพระถังซัมจั้งพูดเป็นในว่า แม้จิตเกิดยักษ์มารก็เกิด ถ้าจิตระงับยักษ์มารก็ระงับ
ตัวของข้าพเจ้าเมื่อยังอยู่ในโบสถ์วัดฮั้วเซงยี่ต่อหน้าพระพุทธรูปได้ตั้งความอธิษฐาน
ปฏิญาณตัวแล้ว ถึงจะเป็นประการใดก็ต้องจำใจไปกว่าจะถึงมัชฌิมประเทศ ขอ
อาราธนาคัมภีร์พระไตรปิญก์เอาพระธรรมกลับมาให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินของเรา
ก็จะทรงพระเจริญอยู่ในสิริราชสมบัติสิ้นกาลนานหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังพระถังซัมจังพู่ดดังนั้น ก็พากันสรรเสริญว่ามีความสัตย์
หาผู้เสมอมิได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับไปยังที่อยู่ของตน ๆฝ่ายพระถังซัมจั้งหยุดพักอยู่ในวัดนั้นคืนหนึ่งแล้วครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าฉันแล้ว
ก็จัดแจงนุ่งห่มเป็นปริมณฑลแล้วก็เข้าไปในโบสถ์นมัสการพระพุทธรูป แล้วจึงตั้ง
ความอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าตั้นเหี้ยนจึง ตั้งจิตจะตรงไปยังมัชเฌิมประเทศ นิมนต์
พระปริยัติธรรมคือพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ด้วยข้าพเจ้านี้เป็นปุถุชนเปรียบเหมือน
คนจักษุมืด ไม่รู้ว่าพระพุทธองค์นั้นพระรูปโฉมเป็นประการใด ข้าพเจ้าขออธิษฐาน
ว่า ไปตามทางนั้น ถ้าพบพระก็จะนมัสการพระ ถ้าพบปะพระเจดียสถานก็จะกล้า
กราบพระเจดีย์ ขอคุณพระพุทธเจ้าจงบันดาลให้ข้าพเจ้าเห็นพระกายของพระองค์
ซึ่งมีรัศมีเป็นทองคำ ขอพระองค์ได้โปรดประทานพระไตรปิฎกธรรมให้แก่ข้าพเจ้าๆ
จะได้นำพระคัมภีร์กลับมายังเมืองเชียงอาน สั่งสอนมหาชนให้นับถือเลื่อมใสใน
พระพูทธศาสนา ให้แพร่หลายไปในที่ศบูรพาประเทศสิ้นคำอธิษฐานแล้วก็ออกจากโบสถ์มาลาหลวงจีนทังหลายแล้วก็ออกเดินมา
กับคนใช้ ตั้งหน้าตรงไปยังมัชเมิมประเทศเวลานั้นเป็นต้นฤดูหนาว ครั้นเดินมาได้สองวันถึงตำบลหนึ่งเรียกว่าเมือง (กง
จิ้ว) พวกข้าราชการในเมืองนั้น ครั้นรู้ว่าพระถังซัมจั้งมาถึงก็พากันออกมาต้อนรับ
นิมนต์ให้เข้าไปในเมือง จัดแจงที่ให้พักอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าก็จัดแจงอาหาร
แจถวายและเลี้ยงคนใช้ทั้งสองเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาข้าราการทั้งหลายขึ้นม้า
พาคนใช้ทั้งสองคนออกจากเมืองไป กลางวันก็รีบเดินกลางคืนก็หยุดพัก แต่เดิน
ทางมาได้หลายเวลา ครั้นวันหนึ่งมาถึงตำบลหนึ่งเรียกว่า (ห้อจิว) ตำบลนี้คือ
ปลายเขตแดนของเมืองถังมีขุนนางกำนันตรวจตรารักษาด่าน ครั้นรู้ข่าวว่าพระถัง
ซัมจั้งมาถึง ก็พาพวกข้าราชการกับหลวงจีนและราษฎรในด่านออกมารับพระถัง
ซัมจั่งให้เข้าไปพักในเมืองจัดเครื่องแจถวายแล้วก็พาให้เข้าพักในวัด (ฮกหงวนยี่)
คืนหนึ่ง ในคืนวันนั้น พระถังซัมจั่งได้ยินไก่ขันต้นยามสีจึงเรียกคนใช้ให้ผูกม้า
แล้วพระถังซัมจังก็ลาหลวงจีนและคนทังหลายออกจากวัดรีบเดินไป เวลานันไก
ขันจวนจะแจ้งแต่อากาศเป็นหมอกมัวไม่ใคร่จะเห็นหนทาง อาศัยแสงพระจันทร์
พอเดินได้
• ครั้นเดินมาพ้นเขตเมืองแล้ว ประมาณทางสักร้อยห้าสิบเส้นเห็นภูเขาหนึ่ง
ข้างริมเขานั้นทางเดินหามีไม่ มีคูโขดรกร้างเป็นความลำบากมาก ก็ค่อย ๆ เดิน
แหวกพงหญ้าลอดลัดด้นไปโดยความลำบาก บังเอิญเดินหลงไปไม่รู้ว่าทางไหนที่
จะออกได้ ทั้งสามคนยืนปรึกษากันอยู่แล้วก็เดินต่อไปอีกพากันตกลงไปในหล่ม
ทั้งสามคน ตกใจเป็นอันมาก แล้วได้ยินเสียงโฮกฮากเข้ามาใกล้ดุจลมพายุพัด
แล้วได้ยินเสียงว่าฉุดเอามาลากเอามา พอสิ้นเสียงลงก็มีลมพายุพัดอู้มาแลเห็น
ปิศาจยักษ์ร้ายต่าง ๆ กรูกันออกจากพงรก เข้ามาจับพระถังซัมจั้งและคนทั้งสอง
ได้แล้วก็ลากเอาไป พระถังซัมจั้งจิตใจก็สั่นระรัวขวัญหนีดีฝ่อใจไม่อยู่แก่ตัวพวกปิศาจยักษ์ลากคนทั้งสามมาเกือบจะถึงที่อยู่พระถังซัมจั้งแลไปเห็นปิศาจ
ตัวนายนั่งอยู่บนแท่นศิลาหน้าตาน่ากลัวเป็นที่สุดท่วงทีไว้อำนาจกายดำดุจน้ำรัก
นัยน์ตาเหมือนสายฟ้า เมื่อแลมาดุจแสงไฟ เสียงคำรามดุจดังว่าฟ้าลั้นหวั่นไหว
ไปทั้งป่า เขี้ยวออกนอกปากดุจฟันเลื่อยตัวกลมเป็นลายมีหนวดบ้างเล็กน้อย มี
เล็บยาวดุจปลายหอก พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นใจฝ่อกายเย็นไปทั้งกาย คนทั้งสอง
ก็สิ้นสติสมประดีพระยายักษ์เสืออิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ่อง เมื่อเห็นคนทั้งสามจึงร้องตวาด
ด้วยเสียงอันดังว่า ให้มัดหมูโดยเร็ว พวกปิศาจก็เอาเชือกมัดคนทั้งสามลากเข้า
มาไว้ข้างใน อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ้องสั่งบริวารให้แล่เนื้อมาโดยเร็ว บริวารก็เข้า
จับมนุษย์ให้นอนลงชุลมุนกันอยู่ พอได้ยินเสียงข้างนอกโฮกฮากเข้ามา พวกยักษ์
บริวารวิ่งเข้ามาบอกว่าซัวกุนอ๋องกับเต็กชู้สืออ๋อง พระยาควายจะเข้ามาหาท่านฝ่ายพระถังซัมจั้งกับคนทั้งสองเมื่อต้องมัดอยู่ ครั้นได้ยินพวกยักษ์เข้ามาบอก
นายดังนั้น ก็ยิ่งตกใจเป็นอันมากจึงแลไปดูข้างนอกเห็นทั้งสองเดินเข้ามา คนที่
เดินเข้ามาหน้านั้น หน้าดำดุจทาหมึกอีกคนหนึ่งที่มาข้างหลังรูปร่างโตใหญ่ ท้อง
ยุ้ยหน้าสีหมอกดำคนทั้งสองนั้นเดินเข้ามากิริยาเหมือนเดียรัจฉาน พระถังซัมจั้ง
กับคนทั้งสองสิ้นสติสมประดีตกใจตะลึงอยู่อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋อง เห็นสหายทั้งสองมาก็ลงจากที่ไปต้อนรับ ซัวกุนอ้อง
จึงถามอิ้มเจียงกุนว่าท่วนหม้ออ้องในคราวนี้เราเห็นว่าจะมีที่พอใจอะไรสักอย่างหนึ่ง
เป็นแน่เต็กขู้สืออ๋องจึงพูดว่าฝีมืออิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ้องดูแปลกกว่าแต่ก่อน
อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องตอบชัวกุนอ๋องกับเต็กชู้สืออ้องว่าส่วนท่านทั้งสองนั้นผล
ประโยชน์อย่างไรบ้าง ซัวกุนเต็กชู้สือจึงตอบว่าก็พอเวลาไปมื้อหนึ่งคราวหนึ่งเท่านั้น
เองแล้วต่างคนก็นั่งสนทนากันชัวกุนอ๋องแลไปเห็นคนทังสามต้องมัดอยู่ในนั้นร้องไห้ครวญครางอยู่
อ๋องจึงถามอิมเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องว่า คนทั้งสามนี้อยู่ที่ไหนจึงได้มาถูกมัดอยู่ที่นีอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องตอบว่า คนเหล่านี้เข้ามาส่งเนื้อของเขายังประตู ของ
ข้าพเจ้าเองเต็กชู้สืออ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า สมควรจะเลี้ยงแขกหรือไม่ อิ้มเจียงกุน
ท่วนหม้ออ้องตอบว่าควรแล้วชัวกุนอ๋องจึงพูดขึ้นว่า เรากินแต่สองคนก่อนก็พอ
แล้วอีกคนหนึ่งเอาไว้สำหรับเป็นเสบียงเมื่อเวลาขัดสนอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องได้
ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งบริวารให้เอามนุษย์สองคนนั้น ผ่าอกเอาหัวใจ และตับ
ไตกับศีรษะมาเลี้ยงกัน พวกบริวารก็จัดทำตามคำสั่งของนาย เอาศีรษะตับไตไส้
พุงกับหัวใจใส่จานตั้งบนโต๊ะเลี้ยงนายทั้งสาม เหลือจากนั้นปันกันตามพวกบริวาร
ยักษ์ทั้งหลาย เวลาที่พวกปิศาจยักษ์ทั้งหลายกินเนื้อมนุษย์นั้น กิริยาโฮกฮากดุจ
เสือและหมีกัดกินเนื้อกวาง ยื้อแย่งกันไปมาเป็นการรื่นเริงสำราญใจเวลานั้นพระถังซัมจังต้องมัดอยู่แลเห็นพวกยักษ์เอาคนทั้งสองไปกินเป็นอาหาร
ดังนันมีใจอันสลดสินสติซบลงกับที่แน่นิ่งไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พระถังซัมจังได้
ความเดือดร้อนทนทุกข์ทรมานเวลานันพอเป็นเวลาสาง ๆ จวนจะแจ้ง พวกปีศาจได้ยินเสียงร้องตวาดลงมา
จากอากาศดุจฟ้าผ่าภูเขา ปีศาจทังหลายพากันตกใจไม่มีสมประดี ต่างคนต่างก็
โลดโผนโจนหนีไป เข้าชุ่มซ่อนตัวอยู่ตามซอกห้วยชานเขา ตามแต่จะซ่อนซุกได้ฝ่ายไทเป๊กแชกุน เมือปีศาจหนีไปหมดแล้ว ก็ลอยลงมาที่พระถังซัมจังสลบ
อยู่ แปลงกายเป็นผู้เฒ่าชาวป่า ถือไม้เท้าเดินมายังที่ ๆ พระถังซัมจั้งสลบอยู่ เอา
มือเสื้อปัดที่กายพระถังซัมจั่งหนหนึ่งเชือกที่มัดพระถังซัมจั้งไว้ก็หลุดออกได้ แล้ว
อ่านมนต์เป่าลงที่ตรงกายพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งก็ได้สติฟื้นกลับคืนมา เงย
หน้าขึ้นดูไม่เห็นพวกปิศาจยักษ์เห็นแต่ผู้เฒ่าจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าท่านตา
ช่วยชีวิตอาตมาไว้สักครั้งหนึ่งเถิดไทเป๊กแชกุนผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า ท่านจงลุกขึ้นเถิดพระถังซัมจั้งก็ลุก
ขึ้นคำนับผู้เฒ่า ไทเป็กแชกุนจึงถามว่าสิ่งของของท่านอะไรหายบ้างหรือไม่พระถังซัมจั้งบอกว่าสานุศิษย์สองคนที่ตามมาด้วยนั้น พวกปิศาจยักษ์ได้เอา
ไปกินเสียแล้ว ยังแต่ม้ากับถุงย่ามไม่ทราบว่าหายไปข้างไหนไทเป็กแซกุนผู้เฒ่าจึงเอาไม้เท้าชี้ว่าโน่นแน่ะจงไปดู พระถังซัมจั่งแลไปก็เห็น
ถุงย่ามและม้ายังอยู่จึงเดินไปจับม้าและแก้ถุงย่ามออกดูสิ่งของก็ยังอยู่ทั้งนั้น
จึงกลับมาคำนับท่านผู้เฒ่าแล้วจึงถามว่าที่แห่งนี้เป็นที่อะไร และนายยักษ์ทั้งสาม
นั้นเป็นอะไรจึงดุดันนักไทเป๊กแชกุนจึงบอกว่าที่ตำบลนี้เรียกว่าภูเขา (ซังขี้ซัว) ล้วนแต่พวกปิศาจ
ยักษ์มารทั้งนั้น ทำไมท่านจึงได้หลงมาที่นี่ เต็กชู้สืออ้องนั้นคือปิศาจควายดำ
ซัวกุนอ๋องนั้นคือปิศาจหมีอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องนั้นคือปิศาจเสือบริวารนอก
นั้นเป็นปิศาจต่าง ๆ อาศัยอยู่ในป่าตำบลนี้ มันกินเนื้อท่านไม่ได้เพราะบุญบารมี
ของท่านที่ได้สร้างสมอบรมมามากแล้วผู้เฆ่าพูดดังนั้นแล้วจึงบอกพระถังซัมจังว่า
ท่านจงตามข้าพเจ้ามาเถิด จะชี้หนทางให้ท่านไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี
ความยินดีที่สุด จึงหยิบถุงย่ามพาดบนหลังม้าแล้วจับบังเหียนจูงเดินตามผู้เฒ่า
ครั้นออกมาพ้นภูเขาเหล่านั้นมาแล้วก็ถึงทางใหญ่พระถังซัมจั้งจึงเอาม้าผูกไว้ที่
ข้างทางแล้ว หันหน้ามาจะคำนับขอบคุณท่านผู้เฒ่า ก็เห็นเป็นลมหอบเอาท่าน
ผู้เฒ่าลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วมีนกการเวกบินมารับ ท่านผู้เฒ่าก็ขึ้นนั่งบนหลัง
นกการเวกลอยตามลมไปทางทิศตะวันออก ขณะเมื่อพระถังซัมจั่งยืนดูท่านผู้เฒ่า
อยู่นั้น เห็นกระดาษลอยลงมาจากอากาศตกลงที่ตรงหน้าจึงหยิบขึ้นมาดูเห็นเป็น
อักษรสี่แถวในหนังสือนั้นว่า ตัวข้าพเจ้าคือไทเป๊กแซกุนมาช่วยชีวิตท่านให้พ้นจาก
มือมาร ถ้าท่านไปข้างหน้าจะได้ศิษย์ที่มีฤทธิ์ไปกับท่านด้วย ถึงท่านจะได้ความ
ลำบากอย่างไรก็อย่าได้ออกปากว่าได้ความยากเพราะไปเชิญพระคัมภีร์เลย พระ
ถังซัมจั่งอ่านสิ้นข้อความแล้วก็ยกมือขึ้นนมัสการแล้วก็จูงม้าตั้งหน้าเดินไปแต่ผู้เดียว
ทอดอาลัยในชีวิตของตนอุตสาห์จูงม้าขึ้นเขาข้ามเนินไปได้สองวันเปลี่ยวเปล่าไม่มี
บ้านคนเลย เสบียงอาหารที่จะฉันก็หมดลงมีความกระวนกระวายโดยอดอาหาร
ทั้งทางเดินก็แสนที่ลำบากเป็นคูโขดลุ่มดอนรกเรี้ยวเมื่อจูงม้าเดินไปนั้น แลเห็นเสือสองตัวสกัดทางอยู่ก็ตกใจเป็นอันมาก จึง
หันหน้าจะกลับก็แลเห็นงูตัวใหญ่นอนขดอยู่ข้างซ้ายทางที่จะกลับไป ครั้นจะหลีก
ไปทางข้างขวาก็แลเห็นสัตว์ร้ายต่าง ๆ พระถังซัมจั้งยืนตะลึงอยู่ผู้เดียวสิ้นความคิด
จึงทอดอาลัยในร่างกายและชีวิตของตน แล้วแต่จะเป็นไปไม่รู้แห่งที่จะหลีกหนีไป
ทางใดได้ แลดูม้าม้าก็อ่อนเปลี้ยลงหมอบฟุบอยู่กับที่จะจูงก็ไม่เดิน พระถังซัมจั้ง
สิ้นความคิดที่จะแก้ไขยืนตะลึงจิตใจลอยอยู่ดังนั้นในทันใดนั้นได้ยินเสียงหวั่นไหว พระถังซัมจั้งแลเห็นสัตว์ร้ายทั้งหลายเหล่า
นั้นสะดุ้งพากันโดดหนีไปทั้งสิ้น เที่ยวซุกซ่อนหายไปหมด พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้น
ก็ค่อยมีนำใจชื่นขึ้น จึงแลไปข้างหน้าเห็นคนรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงเดินมา มีมือถือ
อาวุธคือง้าวที่บั้นเอวนั้นแขวนหน้าไม้เดินข้ามเขาลงมาครั้นใกล้พระถังซัมจั่ง
พระถังซัมจั่งจึงคุกเข่าลงพนมมือแล้วพูดว่า ไต้อ๋องจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิดฝ่ายผู้ที่เดินมาเห็นดังนั้นจึงวางง้าวลงแล้วเข้ามาประคองพระถังซัมจั้งให้ลุกขึ้น
ยืนแล้วจึงพูดว่า ท่านอย่ากลัวเลยข้าพเจ้าเป็นพรานเที่ยวตามเขานี้ เพื่อหาเนื้อ
สัตว์เป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ข้าพเจ้าชื่อว่า (เล่าเป็กกิม ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบนี้ ข้าพเจ้า
ได้เที่ยวค้นหาเนื้อสมันและสัตว์ต่าง ๆ บังเอิญมาพบท่านทำให้ท่านได้รับความ
หวั่นหวาดนั้น ขออภัยโทษเถิดพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า อาตมภาพเป็นพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้อาตมภาพไปยังมัชฌิมประเทศ เพื่อนมัสการพระพุทธเจ้า
และเพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎก มาประดิษฐานในบูรพาทิศ เพื่อพระราชพิธีธรรม
เป็นการมหากุศล อาตมภาพมาถึงตำบลนี้พบซึ่งสัตว์ร้ายต่าง ๆ ชุกชุมฉะนี้จนไม่รู้
ที่จะทำประการใดจะไปต่อก็ไปไม่ได้ บังเอิญท่านเดินสวนทางมาสัตว์ร้ายทั้งหลาย
เหล่านั้นพากันตกใจเร้นซ่อนหนีไปหมด เปรียบเหมือนท่านช่วยชีวิตอาตมภาพไว้
พระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าหาที่เปรียบมิได้เล่าเป๊กกิมได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าข้าพเจ้าเป็นพรานอยู่ในป่าที่ตำบลนี้ เพราะ
ฉะนั้นสัตว์เสือร้ายทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงข้าพเจ้าแล้ว ก็พากันหลบลี้หนีเอาตัว
ซ่อนเร้นไปทั้งสิ้น ท่านเป็นพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระเจ้าแผ่นดินถัง ท่าน
กับข้าพเจ้าก็นับว่าเป็นข้าเจ้าเดียวกันในที่ตำบลนี้ยังเป็นเขตแดนของพระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ ท่านกับข้าพเจ้าก็เป็นคนเมืองเดียวกัน เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านไปพัก
บ้านข้าพเจ้าสักคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นแล้วข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่งพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดว่าสุดแต่ท่านจะ
เห็นควรเล่าเป็กกิมได้ฟังดังนั้นก็ออกเดินนำหน้าพระถังซัมจั้งก็จูงม้าเดินตามเล่าเป็กกิม
มาเบื้องหลัง พอข้ามโขดเขามาได้สักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงโฮกฮากออกมาข้างหน้า
เล่าเป๊กกิมจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งว่าที่เสียงโฮกฮากออกมานั้นคือเสียงแมวเขาขันมา
ท่านจงคอยอยู่นี่ข้าพเจ้าจะไปจับตัวมันมาต้มเลี้ยงท่านสักเวลาหนึ่งพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป๊กกิมพูดดังนั้น อกใจให้สั่นระรัวไปจะก้าวจะเดินก็ไม่
ออกเล่าเป็กกิมพูดดังนั้นแล้วก็ถือง้าวเดินรีบตรงไปข้างหน้า เห็นเสือด่างตัวหนึ่งเผ่น
ลงมาจากเขาตรงหน้าเล่าเป๊กกิม ครั้นเสือเห็นเล่าเป๊กกิมก็ตกใจหันหน้าจะหนี
เล่าเป็กกิมก็ตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าร้องวิ่งทะลวงไล่เสือด้วยความรวดเร็ว เสือ
เห็นจวนตัวดังนั้นก็หันกลับหน้าขยายเล็บ และแยกเขี้ยวพองขนร้องโฮกโผนเข้า
มาตะครุบเล่าเป๊กกิม เล่าเป็กกิมเอาง้าวยกขึ้นรับเสือ เสือก็ตลบรอรับกันไปมา
ประมาณสักพักใหญ่ เสือพลาดท่าเล่าเป๊กกิมได้ที่เอาง้าวแทงถูกชายโครงเสือ
เสือก็ล้มลงขาดใจตาย เล่าเป๊กกิมเข้าจับใบหูเสือลากออกมาทิ้งไว้ข้างทางแล้วเดิน
กลับมาบอกแก่พระถังซัมจั่งว่าข้าพเจ้าแทงเสือตัวนั้นตายแล้ว จะเอาไปบ้านต้ม
เลี้ยงท่านสักสองสามเวลาเชิญท่านเดินตามข้าพเจ้าไปเถิดพระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นก็เดินจูงม้าไปตามเล่าเป๊กกิม เล่าเป็กกิมมือหนึ่งถือ
ง้าวมือหนึ่งลากเสือเดินนำหน้าตรงมายังบ้าน ครั้นเดินมาสักครู่หนึ่งก็ถึงบ้านเล่า
เป๊กกิมลากเสือเข้าไปไว้ข้างริมโรง แล้วเรียกคนใช้ให้จัดแจงเอาเสือไปแล่หนังแล้ว
ต้มแกงตามเคย ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ออกไปนิมนต์พระถังซัมจั้งเข้ามาในบ้านเชิญ
ให้นั่งที่อันสมควรแล้วก็ยกน้ำชามาถวายแล้วเล่าเป๊กกิมจึงเข้าไปบอกแก่มารดาว่า
บัดนี้มีพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ถือรับสั่งมาให้ไปอาราธนาพระไตรปิฎกใน
มัชเฌิมประเทศพบกับลูกที่กลางป่าบัดนี้ลูกได้นิมนต์มาพักอยู่ข้างนอกเวลาพรุ่งนี้
เช้าจึงจะส่งท่านไปตามรับสั่งฝ่ายมารดาเล่าเป๊กกิมได้ฟังบุตรดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดแก่บุตรว่า
วันพรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดวันเซ่นบิดาของเจ้านิมนต์ท่านไว้อีกสักวันหนึ่ง จะได้ให้ท่าน
สวดมนต์แล้วจะได้ถวายอาหารเป็นการทำบุญจะได้แผ่กุศลไปถึงบิดาเจ้าเล่าเป็กกิมเป็นคนทำปาณาติบาตก็จริง แต่เป็นคนมีความกตัญญมาก ครั้น
ได้ยินมารดาว่าดังนั้นก็ไม่อาจจะขัดมารดาได้ จึงจัดแจงแต่งโต๊ะพร้อมด้วยรูปเทียน
และกระดาษเงินกระดาษทองเสร็จแล้ว ก็พอเวลาจวนคำฝ่ายคนใช้แล่เนื้อเสือเสร็จแล้วต้มบ้างแกงบ้าง ครั้นเสร็จแล้วจึงยกมาหน้าบ้านฝ่ายเล่าเป๊กกิมจึงจัดแจงที่ทางและหาน้ำใช้น้ำฉันเสร็จแล้วจึงมานิมนต์พระ
ถังซัมจังว่า เนื้อเสือกำลังร้อน ๆ เชิญท่านรับประทานเถิด แก้หิวดีนักพระถังซัมจั้งจึงพูดแก่เล่าเป็กกิมว่า ขอบใจท่านมีจิตเอื้อเฟื้อแก่อาตมภาพ
อาตมภาพนี้ตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดามาจนบัดนี้ ซึ่งเนื้อถึกนั้นไม่เคยฉัน ฉันแต่
ผักและถั่วงาเป็นเครื่องแจ นอกจากเครื่องแจก็ไม่ฉันเลยเป็นอันขาด ทั้งผิดเวลา
ก็ฉันไม่ได้เล่าเป๊กกิมครั้นได้ฟัง พระถังซัมจั่งพูดดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่แต่ในใจแล้วจึงตอบว่า
บ้านข้าพเจ้าขัดสนมานานแล้ว อันเครื่องแจนั้นก็มิได้จัดหาไว้ ไม่รู้ว่าจะทำประการ
ใดดีเมื่อขณะเล่าเป็กกิมพูดอยู่แก่พระถังซัมจั่งนั้น ฝ่ายมารดาเล่าเป็กกิมได้ยินเข้า
จึงร้องบอกออกมาว่าเจ้าอย่าวุ่นวายเลย มารดาได้จัดหาเตรียมไว้เสร็จแล้ว พรุ่ง
นี้เช้าจึงค่อยถวายให้ท่านฉันเถิดเล่าเป๊กกิมได้ฟังมารดาว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่ ครั้นพลบค่ำลงเล่าเป๊กกิมก็จุดรูปเทียน
ขึ้นบูชา พระถังซัมจั่งครองจีวรเสร็จแล้ว ก็สวดมนต์ตั้งแต่พลบค่ำจนสว่างได้ห้า
จบก็พอรุ่งแจ้งฝ่ายภรรยาเล่าเป๊กกิม ครั้นหุงต้มเครื่องแจและอาหารเสร็จแล้วก็ให้คนใช้นำ
มาหน้าบ้าน เล่าเป๊กกิมจึงจัดน้ำใช้น้ำฉันเสร็จแล้ว ยกสำรับมาวางเรียบร้อยเป็น
อันดีจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งฉันฝ่ายพระถังซัมจังครั้นฉันเสร็จแล้ว ก็ยถาสัพพีให้พรตามเพศของหลวงจีนในเวลาคืนวันนั้น บุตรสาวของเล่าเป็กกิมนอนหลับฝันว่าเห็นปู่ พอรุ่งเช้าจึง
มาบอกแก่เล่าเป๊กกิมว่าเมื่อคืนนี้ฉันฝันเห็นปู่มาบอกว่า ตายไปนานแล้วไปทนทุกข-
เวทนาอดอยากอยู่ในเมืองนรกไม่ได้ไปเกิดในที่สุขเลย มาวันนี้ได้พึ่งบารมีของพระ
ถังซัมจังตั้งใจสวดพระธรรมอุทิศให้จึงได้พ้นโทษ พระยามัจจุราชเงี่ยมพ้ออ่องให้
ยมบาลส่งไปเกิดยังเมืองหลวงเป็นลูกเศรษฐี จึงมาบอกให้รู้จะได้ตอบแทนพระ
คุณท่านเล่าเป๊กกิมได้ฟังบุตรสาวเล่าความฝันให้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า เมื่อคืนนี้บิดาก็
ฝันเหมือนกันอย่างที่เจ้าฝันนี้บิดาจะไปบอกให้ย่ารู้จะได้ดีใจ แล้วเล่าเป๊กกิมก็มา
เล่าความฝันให้มารดาฟังฝ่ายมารดาเล่าเป็กกิมได้ฟังบุตรบอกดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าเมื่อคืนนี้แม่ก็
ฝันเหมือนกันแก่เจ้า แม่ลูกหลานก็ดีใจพากันรื่นเริงทั่วทั้งบ้าน แล้วมารดาเล่า
เป๊กกิมจึงเรียกคนแต่บรรดาที่อยู่ในบ้านทั้งชายและหญิงเด็กและผู้ใหญ่ให้มา
พร้อมกัน กราบไหว้นมัสการขอบคุณพระถังซัมจั้งครั้นเสร็จแล้วเล่าเป๊กกิมจึงจัดเสบียงอาหาร ที่จะให้พระถังชัมจั้ง ครั้นจัดเสร็จ
แล้วก็เล่าความฝันให้พระถังซัมจั้งฟังทุกประการแล้วเล่าเป๊กกิมจึงพูดว่า ขอบ
พระคุณท่านหาที่เปรียบมิได้ เพราะท่านตั้งใจสวดพระธรรมให้บิดาข้าพเจ้า บิดา
ข้าพเจ้าจึงได้พ้นโทษไปเกิดในที่ชอบแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น มีความยินดีเป็นอันมากแล้วเล่าเป็กกิมจึงเอาเงินมา
ถวายแก่พระถังซัมจัง เพื่อจะได้ใช้เป็นเสบียงเดินทาง พระถังซัมจังก็หารับไม่
พูดแก่เล่าเป็กกิมว่าแม้ท่านมีความเมตตาแก่ข้าพเจ้า ขอให้ช่วยส่งอาตมภาพไป
ในระยะย่านหนึ่ง อาตมภาพจะมีความขอบคุณท่านเป็นที่สุดเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น จึงเรียกภรรยาให้จัดห่อข้าวตากขนม
แห้งจะได้เอาไปกินตามทางภรรยาได้ฟังดังนั้น ก็มาจัดหาสิ่งของตามคำสามีสั่งแล้วเรียกคนใช้สองสาม
คนให้หาบของและถืออาวุธตามไปส่งครั้นจัดแจงเสบียงอาหารเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งจึงลาคนทั้งหลายขึ้นม้าพร้อม
ด้วยเล่าเป๊กกิม และคนใช้ของเล่าเป๊กกิมออกจากบ้าน เดินไปได้ครึ่งวัน แลเห็น
ภูเขาหนึ่งสูงใหญ่ยอดจดเมฆก็พากันเดินข้ามเขาไปได้สักครู่หนึ่งยังไม่พ้นเขา เล่า
เป๊กกิมจึงแจ้งความว่า ท่านจงตั้งหน้าไปเถิดข้าพเจ้าจะขอลากลับแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงชักม้าหยุดลงจากม้าพูดแก่เล่าเป็กกิมว่า ขอ
ท่านได้กรุณาช่วยสงเคราะห์อาตมภาพส่งไปอีกสักย่านหนึ่งเถิดเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้นจึงตอบว่า ท่านไม่ทราบตำบลเขานี้ เรียก
ว่าเขาต่อแดน ครึ่งหนึ่งข้างนี้เป็นเขตของใต้ถัง ครึ่งหนึ่งข้างโน้น เป็นเขตของ เมือง
(ถัดทาก๊ก) ข้างโน้นสัตว์เนื้อเสือร้ายมิได้อยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไปไม่
ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจะขอลาท่านกลับ ขอท่านได้เดินไปแต่ผู้เดียวเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น ก็มีความเสียใจยิ่งนักไม่รู้ที่จะทำ
ประการใด ในเวลาที่กำลังจะจากกัน จิตใจของพระถังซัมจังก็อ่อนหวิวพอได้ยินเสียงร้องเรียกดังดุจฟ้าผ่าว่า หลวงพ่อมาแล้ว ๆ พระถังซัมจังได้ยิน
ดังนั้นก็ตกใจกายสั่นดุจลูกนก เล่าเป๊กกิมก็ตกใจ เที่ยวแลหาก็ไม่เห็นสิ่งใด บัด
เดี๋ยวได้ยินเสียงร้องเรียกอีกดังก้องกังวาน คนใช้ของเล่าเป๊กกิมจึงพูดขึ้นว่า เสียงนี้
ชะรอยจะเป็นเสียงวานรที่ติดอยู่ในซอกตีนเขานั้นดอกกระมังเล่าเป็กกิมจึงพูดว่าถ้าดังนั้น ก็เห็นจะเป็นลิงตัวนั้นแน่แล้วเปลี่ยนแปลงกายได้
จึงมีเสียงเรียกได้ดังนี้พระถังชัมจั่งจึงถามว่าลิงอะไรอยู่ที่ไหน มีคำอธิบายว่า (ภูเขาลูกนี้เดิมเรียก
ว่าเขาเง้าเห้งซัว ต่อไปภายหลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ยกทัพมาเจงไซปราบ
ปรามมาถึงตำบลนี้ จึงเปลี่ยนนามเขานี้เรียกว่า (เหลียงก๊ายซัว) คือเขาต่อแดน)เมื่อเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั้งถามดังนั้น จึงบอกว่าเมื่อปีก่อนนั้นเคยได้ยิน
ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า เมื่อแผ่นดินฮั่น อ๋องมังคิดกบฏชิงราชสมบัติ ในเวลานั้นข้าง
บนฟ้ามีภูเขาตกลงมาทับวานรตัวหนึ่งติดอยู่ในซอกหิน แต่วานรนั้นก็ไม่วิตกแก่ความ
หนาวและความร้อน ถึงเวลาจะกินข้าวน้ำ พระภูมิเจ้าที่ก็นำมาให้กินแต่น้ำนั้นเป็น
น้ำทองแดง ถ้าอยากข้าวก็เอาเหล็กแดงมาให้กินได้ความทรมาน อดอยากมาอย่าง
นี้ช้านานแล้วแต่ไม่ตาย วันนี้มีเสียงร้องเรียกเห็นจะเป็นวานรตัวนั้นเอง ท่านอย่า
ได้วิตกเราพากันลงไปดู จะได้เห็นว่าเป็นประการใดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น จึงจูงม้าพร้อมกันลงไปยังตีนเขา เดิน
ลงไปประมาณสักสิบเส้นเศษแลไปข้างหน้าเห็นในซอกเขามีวานรตัวหนึ่งตัวติดอยู่
กับหิน โผล่แต่ศีรษะกับมือยื่นออกมานอกเขา เห็นกวักมือเรียกอยู่วุ่นวาย ได้ยิน
ร้องถามว่าทำไมหลวงพ่อพึ่งจะมาป่านนี้เล่า มาดีแล้วช่วยข้าพเจ้าให้ออกได้ข้าพเจ้า
จะได้อาสาท่านไปเมืองไซทีพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ พิจารณาดูเห็นลักษณะวานรนั้น
ปากแหลมคางเสี้ยมแก้วตาเหลืองบนศีรษะล้วนแต่หญ้าขึ้นปกคลุม ในช่องหู
ตะไคร่น้ำขึ้นท่วมหู ตามคางตะไคร่น้ำจับย้อยเป็นระย้า เห็นแล้วก็ยืนพิจารณาอยู่แต่เล่าเป๊กกิมเป็นคนใจกล้า ตรงเข้าไปเอามือถอนหญ้าที่ขึ้นปกคลุมและขูด
ตะไคร่น้ำออกให้ดีแล้ว เล่าเป๊กกิมจึงถามว่า ท่านมีธุรกิจอย่างใดหรือ วานรตอบ
ว่าไม่มีธุระอะไรดอก ขอเชิญหลวงพ่อเข้ามานี้ ข้าจะขอถามสักหน่อยเถิดพระถังซัมจั้งจึงเดินเข้ามาใกล้วานรแล้วพูดว่า ท่านจะถามอะไรแก่เราหรือวานรจึงถามว่าท่านเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดินถังหรือ มีรับสั่งให้ไปเมือง
ไซทีเพื่ออาราธนาพระธรรมคือพระไตรปิฎกหรือมิใช่พระถังชัมจังจึงตอบว่า ตัวอาตมภาพนี้เองเป็นผู้จะไปอาราธนาพระธรรมปิฎก
ท่านจะถามทำไม ท่านมีธุระอย่างไรหรือวานรตอบว่า ข้าพเจ้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นบนวิมานชั้นดาวดึงส์เกิดเหตุวุ่นวาย
เดือดร้อน คือตัวข้าพเจ้าชื่อเกาซีเทียนนี้เอง เพราะโทษที่ทำผิดนั้นพระยูไลจึงได้
ปรับโทษ บันดาลเป็นภูเขาครอบข้าพเจ้าติดอยู่อย่างนี้ เมื่อคราวก่อนพระกวน
อิมรับคำสั่งของสมเด็จพระยูไลให้ไปยังประเทศจีน หาผู้ซึ่งมีจิตศรัทธาเพื่อจะได้
ไปอาราธนาพระไตรปิฎกยังมัชฌิมประเทศ ท่านได้มาถึงที่นี้แล้วข้าพเจ้าได้อ้อน
วอนขอให้ท่านช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเขานี้ ท่านได้กำชับสั่งสอนให้ข้าพเจ้ากลับใจ
ถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งว่าภายหลังคงจะมีผู้มาอาราธนาพระไตรปิฎกเดินทางนี้
นั่นแหละข้าพเจ้าจึงจะพ้นทุกข์พ้นโทษได้ และสั่งให้ข้าพเจ้าเป็นสานุศิษย์ตามไป
ยังมัชฌิมประเทศ สำเร็จการแล้วต่อภายหลังจะได้ความสุข เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
ตั้งใจคอยท่านทั้งกลางวันและกลางคืน บัดนี้ท่านมาถึงแล้วจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด
ข้าพเจ้าจะได้ตามไปปฏิบัติท่านกว่าจะสำเร็จการของท่านพระถังซัมจั่งได้ฟังวานรเล่าซึ่งมูลเหตุ และจะขอตามไปด้วยดังนั้นก็มีความยินดี
จึงตอบวานรว่าตัวมีจิตศรัทธาอย่างนั้นก็เป็นการดีแล้ว แต่ที่จะให้ช่วยตัวเจ้าออก
จากศิลานั้น เราไม่มีสิ่วขวานและเครื่องมืออันใดที่จะขุดแคะเอาเจ้าออกได้ ทำ
อย่างไรจึงจะช่วยเจ้าได้เล่าวานรจึงพูดว่า การทั้งนี้ไม่ต้องใช้สิ่วขวานอะไรดอก แต่ท่านมีจิตกรุณาจะ
ช่วยข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านได้ขึ้นไปบนยอดเขาแกะเอาพระคาถาอักขระหกตัวมาแล้ว
ข้าพเจ้าก็จะออกได้เอง อักขระหกตัวนั้นเป็นของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊
ท่านปิดไว้ ไม่ให้ข้าพเจ้าออกได้ แม้ท่านแกะเอาอักขระนั้นออกเสียแล้วข้าพเจ้าก็
จะออกได้ไม่ต้องลำบากอะไรพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดแก่เล่าเป๊กกิมว่าท่านกับข้าพเจ้า
ขึ้นไปดูที่นั่นจะเป็นประการใด เล่าเป๊กกิมจึงพูดว่าซึ่งวานรพูดนั้นไม่ทราบว่าจะเท็จ
หรือจริงประการใดเกาซีเทียนได้ยินเล่าเป๊กกิมพูดดังนั้น ก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่าของนั้นมีจริง
ไม่ใช่ความเท็จเชิญท่านขึ้นไปดูเถิดเล่าเป็กกิมได้ฟังดังนั้น ก็ชวนพระถังซัมจั้งค่อย ๆ ปืนขึ้นไปบนเขาจนถึงที่สุด
ยอดเขาแล้ว เห็นก้อนศิลาสี่เหลี่ยมตั้งอยู่มีรัศมีสว่างเป็นสีต่าง ๆ ดูงามประหลาด
ตาและมีแผ่นทองคำมีอักขระหกตัวติดอยู่บนยอดศิลาก้อนนั้น พระถังซัมจั้งเห็น
ดังนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือขึ้นนมัสการ คุกเข่าลงตรงก้อนศิลานั้น ตั้งสัจจ
อธิษฐานว่าข้าพเจ้าตั้นเหี้ยนจึงได้รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะไปอาราธนา
พระไตรปิฎกธรรม แม้ว่าวานรนี้เคยเป็นสานุศิษย์อันชอบธรรมของข้าพเจ้าแล้ว
ขอให้ข้าพเจ้าแกะอักขระทั้งหกนี้ออกได้โดยสะดวกเถิด ถ้าลิงตัวนี้เป็นหมู่มาร
และสัตว์ร้าย ไม่เคยมีอุปนิสัยแก่ข้าพเจ้าแล้วขออย่าให้ข้าพเจ้าแกะอักขระนั้น
ออกได้เลยครั้นอธิษฐานแล้ว จึงลุกขึ้นเดินเข้าไปยังก้อนศิลายกมือจับขยับแต่เบา ๆ แผ่น
อักษรนั้นก็หลุดออกโดยง่าย ขณะนั้นมีลมพัดมามีกลิ่นหอมวิเศษยิ่งนัก แผ่นทอง
ที่มีอักษรนั่นก็ลอยขึ้นบนอากาศ และมีเสียงในอากาศดังปรากฏว่า ซีเทียน วันนี้
สิ้นเคราะห์แล้วเราคือเทพารักษ์ ซึ่งรักษาหน้าที่เป็นผู้คุม จะนำเอาพระคาถานี้ไป
ถวายพระยูไล พอสิ้นเสียงลงแผ่นทองก็ลอยหายไปในอากาศพระถังซัมจังกับเล่าเป็กกิม ได้ยินเสียงบนอากาศพูดดังนั้น ก็นมัสการขึ้นไป
บนอากาศ ครั้นแล้วก็พากันกลับลงมายังที่วานรติดอยู่นั้น จึงบอกแก่วานรว่าอาตม-
ภาพได้ขึ้นไปแกะยันต์อักขระนั้นออกแล้ว ตัวจงออกมาเถิดซีเทียนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจเป็นที่สุด จึงบอกพระถังซัมจั้งว่าหลวงพ่อจงถอย
ออกไปให้ห่าง ข้าพเจ้าจะออก หลวงพ่อกับคนทั้งหลายอย่าตกใจเล่าเป๊กกิมจึงพาพระถังซัมจั้งรีบเดินออกไปห่างประมาณสักสามสิบเส้น ครั้น
เห็นว่าห่างแล้วก็หยุดอยู่ได้ยืนเสียงวานรร้องบอกว่าให้เดินห่างออกไปอีกเถิด เล่า
เป๊กกิมจึงพาพระถังซัมจังเดินลงจากเขาไปอีกประมาณสามสิบเส้น ก็ได้ยินเสียง
ดุจฟ้าลั่นดูดังแทบภูเขาจะทลายแผ่นดินดุจทรุด ต่างก็ตกใจสักประเดี้ยวเห็นวานร
มาถึงตรงหน้าพระถังซัมจั่ง แล้วก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่าข้าพเจ้าออกได้แล้ว แล้ว
ก็มาคำนับเล่าเป็กกิมพูดว่าขอบใจท่าน ได้อุตสาหะตามมาส่งพระอาจารย์และ
ขอบคุณท่านได้ช่วยทิ้งถอนหญ้าและตะไคร่นำให้ข้าพเจ้าได้พ้นความรำคาญครั้นพูดแก่เล่าเป๊กกิมแล้ว ก็ไปเอาหาบมาจัดแจงใส่สะพายแล้วจะไปผูกม้า
ม้าเห็นวานรใกล้เข้ามาม้านั้นก็ยืนตัวสั่นอ่อนเปลี้ยแทบจะล้มลง เหตุเพราะซีเทียน
เดิมเคยเลี้ยงม้ามังกรบนสวรรค์ของเง็กเซียงฮ่องเต้ ม้าในเมืองมนุษย์จึงได้กลัว
อำนาจซีเทียนพระถังซัมจั้งเห็นวานรมีกิริยาเข้าใจในทางนักบวชดังนั้น จึงถามว่า เจ้าจะมา
เป็นสานุศิษย์เราเจ้าแซ่ใด ซีเทียนบอกว่าข้าพเจ้าแซ่ซึ่ง พระถังซัมจั่ง เราจะให้
นามเจ้า ๆ จะได้สำคัญเมื่อเราเรียกเจ้า ซีเทียนจึงบอกว่าชื่อเดิมของข้าพเจ้ามีอยู่
แล้ว ข้าพเจ้าชื่อซึงหงอคงพระถังซัมจั้งได้ฟังหงอคงบอกดังนั้นจึงพูดว่าดีแล้ว อักษรแช่อยู่ในนามของ
สมณกิจ เราจะตั้งชื่อให้ใหม่เรียกว่า (ซึงเห้งเจีย) จะดีหรือไม่ซีเทียนได้ฟังพระอาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ดังนั้น ก็มีความยินดี แล้วจึงพูดแก่
พระอาจารย์ว่า ซึ่งโปรดตั้งชื่อให้ข้าพเจ้าใหม่นั้นสมควรแล้ว ตั้งแต่นั้นมาคนทั้ง
หลายจึงเรียกเกาซีเทียนว่า (เห้งเจีย)ฝ่ายเล่าเป๊กกิมจึงพูดแก่พระถังซัมจั้ง ว่าบัดนี้ท่านได้สานุศิษย์แล้วเห็นว่าจะ
รักษาท่านไปได้ ข้าพเจ้าจะขอลาท่านทั้งสองกลับไปบ้าน ขอท่านไปจงสำเร็จ ตาม
ความปรารถนาเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมลาดังนั้น ก็ย่อตัวลงแล้วพูดว่า ขอบคุณท่านเป็น
อันมาก ได้อุตสาห์มาส่งข้าพเจ้าจนถึงที่นี่ ขอให้ท่านจงมีความสุขสวัสดิ์เถิด เล่า
เป๊กกิมก็นมัสการลาพาคนใช้กลับไปที่อยู่ตามเดิมฝ่ายซึงเห้งเจียเอาหาบขึ้นใส่บ่า พระถังซัมจั้งขึ้นม้าแล้วพร้อมกันออกเดินไป
ประมาณได้สองสามชั่วโมง ข้ามพ้นเขาเง้าเห้งซัวไปได้หน่อยหนึ่ง แลไปข้างหน้า
เห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง เดินมาตรงหน้ากระดิกหางทำขนพองร้องเสียงโฮกกระทำ
อิทธิฤทธิ์ เป็นน่ากลัวยิ่งนักพระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้า เห็นดังนั้นก็ตกใจสิ้นสติตะลึงไป เห้งเจียเดินตาม
ม้ามาข้างหลังแลเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าวิตก เสือตัวนี้มันจะ
เอาเครื่องนุ่งห่มมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็เอาหาบวางลงซักเข็มในหู
ออกมาร่ายมนต์เข็มนั้นก็โตออกเป็นกระบองเหล็ก เห้งเจียถือกระบองแกว่งกวัด
แล้วหัวเราะว่ากระบองเหล็กนี้ห้าร้อยปีแล้วไม่ได้เอาออกใช้ มาวันนี้ต้องเอาออก
มาหาเครื่องนุ่งห่ม จะได้แต่งตัวตามพระอาจารย์ไปพูดดังนั้น แล้วก็ถือกระบอง
ออกสกัดหน้าเสือ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงจะไปข้าง
ไหน เสือได้ยินเสียงเห้งเจียดังนั้นก็ตกใจ ย่อตัวหมอบลงไม่กล้าจะกระดุกกระดิก
เห้งเจียกระโดดเข้าใกล้เอากระบองหวดตรงศีรษะ ศีรษะเสือแตกกระจายละเอียด
ลงกับที่พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น ก็พลัดตกจากหลังม้าร้องว่าฟ้าเอ๋ยฟ้า เมื่อวันก่อน
เล่าเป๊กกิมก็ตีกับเสือหลายชั่วโมงจึงได้ตัว วันนี้ซึงเห้งเจียไม่ต้องต่อสู้เอากระบอง
ตีลงทีเดียวก็ละเอียดไปอย่างนี้ฝ่ายเห้งเจียจึงลากศพเสือนั้นมาแล้วบอกแก่พระอาจารย์ว่า ขอท่านนั่งพัก
คอยท่าสักประเดี๋ยวข้าพเจ้าจะลอกหนังเสือนี้ เอาทำเสื้อและกางเกงแล้วจึงค่อยไป
เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ถอนเอาขนหางของตนออกมาเส้นหนึ่งร่ายพระคาถาเป่าให้
เป็นมีดแล้วก็แล่หนังสือออกตัดเป็นสี่เหลี่ยมสองผืน ผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่งพันบั้นเอว
กระชากเอาเถาวัลย์มาผูกรัดเอว แล้วบอกแก่พระอาจารย์ว่าไปเถิดเมื่อไปถึงบ้าน
คนจึงขอยืมเข็มเขาเย็บ พูดดังนั้นแล้วจึงร่ายคาถาให้กระบองเหล็กใหญ่นั้นเล็กลง
เท่าเข็มแล้วเอาซ่อนไว้ในรูหู แล้วก็ยกหาบใส่บ่า นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าออกไซอิ๊ว ๑๘๕
เดินต่อไปพระถังซัมจั่งจึงถามว่าเมื่อตะกี้นี้เจ้ามีกระบองใหญ่เอามาตีเสือ เดี๋ยวนี้เอา
ไปไว้ที่ไหนจึงไม่เห็นเห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่าพระอาจารย์ยังไม่เข้าใจ กระบองอันนี้ข้าพเจ้าได้มา
จากทะเลใหญ่ทิศบูรพา เป็นของกายสิทธิ์จมอยู่ในกลางทะเล พระยาเล่งอ๋อง
บอกให้จึงได้มา หากจะเรียกให้เล็กก็เล็กจะเรียกให้ใหญ่ก็ได้ดังประสงค์ เมื่อครั้ง
ก่อนข้าพเจ้าขึ้นไปรบแก่เทวดาบนวิมานดาวดึงส์ก็เอาติดสำหรับตัวไปด้วย จะเก็บ
ซ่อนไว้ในหูก็ได้เมื่อต้องการจึงค่อยเอาออกมาใช้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็มีความยินดีเป็นอันมาก จึงถามต่อไป
ว่าเสือใหญ่นั้นเหตุใดเห็นเจ้าเข้าแล้ว จึงได้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิกเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่แกล้งจะยกตัวเลยโดยความจริงขอพระอาจารย์
ได้ทราบ อย่าว่าแต่เสือเลยถึงจะมีมังกรและนาคร้ายอย่างไรข้าพเจ้าคงจะปราบ
ปรามได้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าสามารถจะเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง จะทำ
ให้ใหญ่โตกว้างขวางออกไปก็ได้ จะทำให้เล็กเท่าแก่ละอองธุลีก็ได้ อย่าว่าแต่เสือ
ตัวเดียวเลย ให้มากยิ่งกว่านี้ก็ไม่พอมือที่จะต่อสู้แก่ข้าพเจ้าได้พระถังซัมจั้งครั้นได้ฟังซึงเห้งเจียเล่าชี้แจงให้ฟังทุกประการดังนั้นก็มีใจอันเบิก
บานยิงนัก ศิษย์กับอาจารย์เดินพูดกันมาก็พอพระอาทิตย์จวนจะมิดดวง เห้งเจีย
จึงพูดว่าตะวันก็จวนจะตกอยู่แล้ว ข้างแถวพุ่มไม้ใหญ่นันเห็นจะมีบ้านคนอยู่ เรา
พากันเข้าไปดูจะได้อาศัยพักสักคืนหนึ่งพรุ่งนี้เช้าจึงค่อยออกเดินต่อไปพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงชักม้าเดินตรงเข้าไปในบ้านนั้น ครั้นถึง
พระถังซัมจั่งก็ลงจากม้า เห้งเจียวางหาบลงแล้วก็เดินเข้าไปที่หน้าประตู ร้อง
เรียกว่าเปิดประตูรับข้าพเจ้าด้วยขณะนั้นในบ้านมีคนผู้เฒ่าอยู่คนหนึ่ง ครั้นได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกก็จับไม้
สักเท้าเดินออกมาเปิดประตูให้ ครั้นมองไปเห็นเห้งเจียคอพันหนังสือตัวก็นุ่ง
หนังสือรูปร่างน่ากลัว หน้าตาก็ดุร้ายราวกับรามสูร ผู้เฒ่าเห็นดังนั้นก็ตกใจตัวอ่อน
เปลี้ยแทบจะล้มลงร้องว่า ปิศาจมาแล้วยักษ์ใหญ่มาแล้วพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปใกล้ร้องบอกว่า ท่านอย่ากลัวเลย นี่
คือสานุศิษย์ของอาตมภาพเอง มิใช่ผีปีศาจและยักษ์มารอะไรดอกฝ่ายผู้เฒ่าได้ยินเสียงพูดดังนั้นจึงเงยหน้าดู เห็นพระถังซัมจังรูปร่างลักษณะ
งดงามจึงค่อยได้สติหายจากความกลัว แล้วถามว่าถือเพศเป็นนักบวชทำไมจึงพา
คนอย่างนี้เข้ามาในบ้านข้าพเจ้าเล่าพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า อาตมภาพนี้ คือเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง มี
รับสังให้อาตมภาพไปยังมัชฌิมประเทศวัดลุ่ยอิมยี นมัสการพระขออาราธนาพระ
ไตรปิฎก วันนีมาถึงนีก็พอเป็นเวลาพลบคำจะขออาศัยนอนสักคืนหนึ่งพอรุ่งแจ้ง
จึงจะลาท่านไป ขอท่านผู้เฒ่าได้โปรดสงเคราะห์ด้วยเถิดฝ่ายผู้เฒ่าได้ฟังพระถังซัมจังพูดชี้แจงดังนั้นจึงตอบว่า สวนท่านเป็นพระ ของ
พระเจ้าแผ่นดินถัง ก็อีกคนหนึ่งนั้นเป็นคนดุร้ายจะไม่ใช่คนใต้ถังดอกกระมังเห้งเจียได้ยินผู้เฒ่ากล่าวดังนั้น จึงร้องด้วยเสียงเป็นอันดังว่า ท่านผู้เฒ่าเห็น
จะไม่มีนัยน์ตา ท่านว่าอาจารย์ข้าพเจ้าเป็นคนใต้ถังส่วนตัวข้าพเจ้าผู้เป็นสานุศิษย์
ท่านว่าไม่ใช่คนใต้ถัง ถ้ากระนั้นจะเป็นอะไรเล่าตัวข้าพเจ้านี้คือซีเทียนไต้เซียติดอยู่
ในเขาเง้าเห้งชัวนั้น ท่านจำไม่ได้หรือฝ่ายผู้เฒ่าครั้นได้ฟังดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้จึงถามว่าท่านอยู่ที่เขานั้นเหตุใดจึงออก
มาได้เล่าเห้งเจียได้ฟังผู้เฒ่าถาม จึงเล่าความแต่หลังให้ผู้เฒ่าฟังทุกประการ แล้วก็
พูดว่าเพราะเหตุฉะนีข้าพเจ้าจึงได้มาเป็นสานุศิษย์พระถังซัมจังเมื่อผู้เฒ่าได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนันก็สินความสงสัย จึงคำนับพระถังซัมจั่ง
แล้วเชิญให้เข้ามาข้างในแล้วยกน้ำชาออกมาถวาย แล้วผู้เฆ่าจึงถามเห้งเจียว่า
อายุของท่านได้เท่าใดแล้วเห้งเจียจึงย้อนถามผู้เฒ่าว่าอายุของท่านได้สักเท่าใดเล่าผู้เฒ่าจึงตอบเห้งเจียว่าอายุของข้าพเจ้าได้ร้อยสามสิบปีแล้ว เห้งเจียจึงพูด
ว่าอายุของท่านผู้เฒ่านี้เท่าแก่อายุหลานเหลนของข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมา
นั้นได้เท่าใดก็จำไม่ได้ คิดตั้งแต่ข้าพเจ้าติดอยู่ในเขาเง้าเห้งชัวนั้นได้ห้าร้อยปีกว่า
มาแล้วผู้เฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงพูดว่าเห็นจะจริงอย่างท่านพูด ข้าพเจ้าฟัง
ปู่ย่าตาชวดได้เล่าต่อกันมาว่า ภูเขาลูกนี้อยู่บนอากาศตกลงมาครอบวานรไว้ตัวหนึ่ง
มาบัดนี้ท่านได้รอดพ้นออกมาได้ดังนี้ก็เป็นบุญหาที่เปรียบมิได้แล้วฝ่ายคนในบ้านได้ยินผู้เฒ่าพูดดังนั้นก็พากันหัวเราะทุก ๆ คน ผู้เฒ่าจึงสั่ง
คนใช้ให้จัดอาหารมาเลี้ยงตามประสาบ้านป่าเห้งเจียจึงถามว่าท่านผู้เฒ่านั้นแซ่อะไร ผู้เฒ่าจึงตอบว่าข้าพเจ้าแซ่ตั้น พระ
ถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าอาตมภาพนี้เมื่อเป็นฆราวาสก็แซ่ตั้นเหมือนกัน ผู้เฒ่า ได้
ทราบว่าพระถังซัมจั้งแซ่ตั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนความยินดีมากขึ้นอีกเห้งเจียจึงพูดแก่ผู้เฒ่าว่าท่านโปรดให้คนใช้ต้มน้ำให้อาจารย์กับข้าพเจ้าอาบ
จะได้ชะล้างเหงื่อไคลให้สะอาดสักหนหนึ่งเถิด เพราะข้าพเจ้าเมื่อติดอยู่ในเขานั้น
ห้าร้อยปีกว่าก็มิได้ปะน้ำท่าอะไรเลยผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงสั่งคนใช้ให้ต้มน้ำ จะให้พระถังซัมจั้งกับเห้งเจียชำระเหงื่อ
ไคล ครั้นคนใช้ต้มน้ำแล้วก็ยกมาถวายพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งจัดแจงสรงน้ำ
เสร็จแล้ว เห้งเจียจึงได้อาบน้ำชำระต่อทีหลัง ครั้นเสร็จแล้วเห้งเจียก็เข้ามาข้างใน
คำนับผู้เฒ่าแล้วก็พูดว่า ขอท่านตาโปรดสักอย่างหนึ่งเถิด ท่านมีเข็มขอยืมให้
ข้าพเจ้าสักหน่อยผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปข้างในห้องหยิบเอาเข็มกับด้ายออกมาส่งให้เห้งเจีย
เห้งเจียรับเข็มกับด้ายแล้ว จึงขอยืมผ้าคนใช้ในบ้านนั้นผลัดเอาหนังสือออกเย็บทำ
เป็นผ้าผืนหนึ่งเสร็จแล้วก็นุ่งแต่งตัวแล้วก็เดินออกมายืนตรงหน้าพระถังซัมจั้ง คำนับ
แล้วก็พูดว่าพระอาจารย์จงดูข้าพเจ้าแต่งตัววันนี้กับวันก่อนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างพระถังซัมจั่งจึงพูดว่า แต่งตัวอย่างนี้ดูดีสมกับชื่อว่าเห้งเจีย เห้งเจียได้ฟัง
พระอาจารย์ว่าดังนั้นก็มีความยินดี จึงออกไปข้างนอกเก็บหาบเข้ามา แล้วไปจูง
ม้าเข้ามาผูกไว้ในบ้านแล้วก็พักนอนอยู่ในบ้านป่านั้นคืนหนึ่งครั้นรุ่งเช้าผู้เฒ่าเจ้าของบ้าน จึงจัดหาเครื่องแจมาถวายพระถังซัมจั้ง พระถัง
ซัมจั่งฉันแล้วก็ให้พรตามเพศแห่งสมณะฝ่ายหลวงจีนแล้วก็ลาผู้เฒ่ามาขึ้นม้า
เห้งเจียก็หาบเสบียงพากันออกจากบ้านป่าเดินต่อไป ครั้นสิ้นแสงตะวันก็หาที่พัก
หลับนอนระงับความเหนื่อยมาตามระยะทาง เวลานั้นกำลังฤดูหนาวจัดอาจารย์
กับศิษย์ก็พากันเดินมา เมื่อกำลังเดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงอึกทึกมาข้างหน้า ขณะ
นั้นเห็นคนเดินออกมาหกคน ล้วนแต่ถืออาวุธยืนสกัดทางอยู่ แล้วร้องถามด้วย
เสียงอันดังว่า พระรูปนั้นจะไปข้างไหน จงวางสิงของลงไว้ให้เรา ๆ จะยกชีวิตไว้ให้
ถ้าขีนดื้อดึงก็จะฆ่าเสียทั้งสองคนพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้น ก็ตกใจพลัดตกจากหลังม้าสิ้นสติสมประดีเห้งเจียแลเห็นพระอาจารย์มีความกลัวดังนั้น ก็วางหาบลงวิ่งมาประคอง
อาจารย์ แล้วพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิดอย่าวิตกเลย อ้ายพวกเหล่านี้มันจะ
เอาเสบียงเสื้อผ้าอาหารมาให้เรา จะกลัวมันทำไมมีพระถังซัมจั่งพูดว่าหูเจ้าไม่มีหรือ ได้ยินหรือไม่เขาบอกให้เราวางสิ่งของไว้ให้เขา
ถ้าไม่ให้เขาโดยดีเราก็จะต้องเสียชีวิต เจ้าจงไปถามคนทั้งหกดูหรือ ว่าเขาจะ
ต้องประสงค์สิ่งใด จงมาเอาตามปรารถนาเถิดขอแต่ชีวิตไว้ เราจะได้ตั้งหน้าไปไซทีเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงพูดว่า พระอาจารย์จงเฝ้าม้าและหาบ
ไว้ ข้าพเจ้าจะไปถามดูว่ามันจะเป็นประการใด เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วจึงเดินมาทำ
ยกมือขึ้นคำนับแล้วถามว่า ท่านจะต้องประสงค์สิ่งใดหรือจึงต้องมาสกัดทางข้าพเจ้า
อย่างนี้คนทั้งหกจึงตอบว่า พวกเราเป็นไต้อ๋องเจ้าของภูเขานี้ชื่อเสียงก็โด่งดังมาช้า
นานแล้ว เจ้าจงรีบเอาสิ่งของเหล่านั้นมาให้เรา แล้วเราจึงจะปล่อยให้เจ้าเดินทางไปเห้งเจียจึงว่า ข้าพเจ้ากับอาจารย์เดินทางมาก็หลายเดือนแล้ว ท่านเป็นเจ้า
ภูเขามาหลายปีแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงท่านทั้งหลายนี้เลยคนทั้งหกตอบว่า แม้ท่านไม่รู้จักเรา เราจะบอกให้ท่านรู้จัก ตัวเราชื่อว่า (งั้น
ขันชี้) แปลว่าจักษุเห็นอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ยี้เทียลอ) แปลว่าโสตูได้ยิน
อยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ภิชืออ้าย) แปลว่าจมูกรู้กลิ่นอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อ
ว่า (จิสองซื้อ) ลิ่นรูรสอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ซิ้นปุ๊มอิ๋ว) แปลว่าการสัมผัสรู้
อยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (อี่เกี๊ยนออก) แปลว่าใจรู้กำหนัดอยากได้เห้งเจียได้ฟังโจรทั้งหกบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่า อ้ายโจรทั้งหกนี้เดิม
เป็นขนหน้าแข้งของเรา เอ็งจำเราไม่ได้หรือ ตัวเราไปถือศีลตามทางพระ ตัวเรา
นี้แลคือเป็นนายพวกเจ้า เจ้าอาจสามารถพากันมาสกัดทางจะตีชิงเอาสิ่งของของ
เรา เราจะบอกให้เจ้ารู้สึกตัว แม้เจ้าไปปล้นสิ่งของของเขาทั้งหลายได้มาไว้มาก
น้อยเท่าใด ให้เจ้านำเอามาปันเป็นเจ็ดส่วนให้ได้เท่ากัน เราจะยกชีวิตให้ ถ้าไม่
ฟังเราว่า เราจะฆ่าเจ้าเสียให้หมดทั้งหกคนพวกโจรทั้งหกคนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น มีความโกรธเป็นอันมาก ต่างคนถือ
อาวุธเข้ามาพูดว่า อ้ายนี่พูดจองหอง ไม่มีธรรมเนียม เจ้าเป็นอะไรมาจึงจะมา
พูดบังคับบัญชาเราจะให้แบ่งปันสิ่งของให้แก่เจ้า พูดแล้วก็พร้อมกันเข้าล้อม
เห้งเจียเอาอาวุธเข้าประหารตีรันฟันแทงเห้งเจียก็ยืนนิ่งให้พวกโจรทำ ก็มิได้เป็น
อันตราย พวกโจรมีความประหลาดใจเป็นอันมากฝ่ายเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เราปล่อยให้พวกเจ้าทำแก่เราพอแล้ว ทีนี้เรา
จะทำแก่พวกเจ้าบ้าง แต่ข้าจะเอาเข็มออกมาลองเจ้าให้รู้รสพวกโจรทั้งหกพูดว่าจะเอาเข็มมาทำไม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงชักเข็มออกจากหู
แล้วยกขึ้นแกว่ง เข็มนั้นก็ใหญ่ขึ้นเป็นกระบองเหล็กอันหนึ่งถืออยู่แล้วร้องว่า
พวกเจ้าให้เราลองตีดูสักทีหนึ่งจะเป็นประการใดพวกโจรทั้งหกคนเห็นดังนั้น ก็ตกใจพากันกระโดดหนีวิ่งไปทั้งหกคน เห้งเจีย
ก็วิ่งไล่ติดตามไปทันเข้า ก็เอากระบองเหล็กตีคนละทีสองทีตายหมดทั้งหกคน
จึงเปลื้องเอาเสื้อผ้าของโจรและเสบียงอาหารได้แล้วก็กลับมาบอกพระอาจารย์ว่า
พวกโจรเหล่านั้นข้าพเจ้าตีตายหมดแล้ว
• พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เจ้าจะได้รับภัยอันใหญ่แล้วแม้เขาเป็นโจร
ผู้ร้าย เราควรจับตัวไปให้ขุนนางเขาชำระตัดสินลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง
ถึงเราจะมีฤทธากล้าหาญอย่างไรก็ควรต้องละไว้ก่อน นี่ทำไมเจ้าไปตีเขาจนตายดังนี้
เจ้าหามีความเมตตาปรานีแก่เขาไม่ผิดประเพณีของผู้นักบวชไปมากนักเห้งเจียพูดว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ตีมันตายมันก็จะตีท่านอาจารย์ตาย จึงจะละมัน
ไว้มิได้เลยพระถังซัมจั้งจึงพูดว่า เราถือทางพระแม้ถึงดังนั้นเราก็ต้องยอมตายจึงจะชอบ-
ที่จะทำใจดุร้ายอย่างนี้หาควรไม่ เห้งเจียจึงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีปิดบังท่านอาจารย์
ข้าพเจ้าเคยเป็นไต้อ๋องปราบปรามหมู่ปิศาจยักษ์ไม่รู้ว่าจะนับประมาณว่าเท่าใด ถ้า
เหมือนที่พระอาจารย์พูดดังนี้ที่ไหนข้าพเจ้าจะทำถึงที่ซีเทียนไต้เซียได้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า เพราะเจ้ามีความประมาทดังนั้น
จึงต้องติดโทษถึงห้าร้อยปีกว่ามิใช่หรือ บัดนี้ตัวเจ้าก็เข้าในพระพุทธศาสนาถือศีล
กินเพลแล้ว ยังจะทำใจดุร้ายอยู่ดังนี้ เห็นจะไปไซทีด้วยเราไม่ได้เห้งเจียเมื่อได้ฟังพระอาจารย์พูดเป็นทีโกรธดังนั้น ก็มีความน้อยใจเป็นอันมาก
จึงคิดว่าเราทำคุณกลับมาเป็นโทษพระอาจารย์โกรธและติเตียนต่างๆ ยิ่งคิดไปใจ
ก็หุนหันมุทะลุดันขึ้นมา จึงพูดว่า ถ้าพระอาจารย์พูดว่าข้าพเจ้าบวชเรียนไม่ได้
ไปไซทีก็ไม่ได้ท่านไม่ต้องพูดให้มากความไปทำไม เมื่อท่านไม่พอใจในข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้าก็จะกลับไปเท่านั้น ท่านไม่ต้องพูดให้มากความไปฝ่ายพระถังซัมจั่ง เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็นั่งก้มหน้านิ่งอยู่มิได้พูดประการ
ใดต่อไปเห้งเจียเห็นพระอาจารย์นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ดังนั้น จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า
ข้าพเจ้าจะกลับไปอยู่ที่ของข้าพเจ้าแล้ว ว่าเท่านั้นแล้วก็โดดหายไปฝ่ายพระถังซัมจัง ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องบอกดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นดูก็ไม่เห็นตัว
ได้ยินแต่เสียงหวิวไปข้างทิศตะวันออกเท่านั้น ครั้นเห้งเจียไปแล้ว พระถังชัมจั่งก็
อยู่แต่ผู้เดียวให้เปล่าเปลี่ยวใจยิ่งนัก จึงมานึกแต่ในใจว่าอ้ายเห้งเจียมันไม่เชื่อฟัง
คำสั่งสอน ถ้าพูดจาสั่งสอนมันมันกลับโกรธแล้วก็หายไปเสียมิได้เห็นร่องรอยว่า
มันไปทางใด เห็นว่าชะตาของเราจะมีสานุศิษย์มิได้ ไหน ๆ เราก็สละชีวิตแล้ว
ก็ตามแต่จะเป็นไปเถิด เราตั้งหน้าตรงไปแต่ผู้เดียวอย่ากังวลอาศัยผู้ใดเป็นอารมณ์
เลย คิดตกลงดังนั้นแล้ว ก็จัดแจงเอาหาบใส่บ่า มือหนึ่งก็จูงม้าค่อยเดินค่อยไป
พอแลไปข้างหน้าเห็นยายเฒ่ามือถือเสื้อข้างหนึ่งและมงคลวงหนึ่งเดินตรงเข้ามาใกล้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงจูงม้าเดินเข้าแอบข้างทาง ยายเฒ่าครั้นเดินมาถึง
พระถังซัมจั้งแล้ว จึงร้องถามว่า นี่ท่านมาจากไหน จึงได้เดินมาคนเดียวอย่างนี้พระถังซัมจังจึงบอกว่าอาตมภาพนี้อยู่ประเทศจีน พระเจ้าแผ่นดินถังมีรับสั่ง
ให้ไปยังมัชฌิมประเทศ นมัสการพระยูไล ขออาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกธรรม
ไปไว้ในประเทศจีน จะได้สั่งสอนมหาชนให้เลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนายายเฒ่าได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงบอกว่าไซทีที่พระยูไลอยู่นั้น อยู่ที่
วัดลุ่ยอิมยี่ ประเทศเมืองไซเต็ก ตั้งแต่นี้ไประยะทางไกลถึงสิบหมื่นแปดพันโยชน์
ท่านเดินผู้เดียวไปกับม้า ไม่มีสานุศิษย์ไปเป็นเพื่อน ทำไมจึงจะไปได้พระถังซัมจังจึงบอกว่าเมื่อวันก่อนนั้นอาตมภาพได้มีสานุศิษย์คนหนึ่งเป็นเพื่อน
แต่ใจเขาดุร้ายไม่ฟังคำสั่งสอน ครั้นสั่งสอนเขาสองสามคำเขาก็โกรธทิ้งอาตมภาพ
ไว้กลับไปเสียแล้วยายเฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ดิฉันมีเสื้อพื้นเหลืองตัวหนึ่ง กับมงคลวงหนึ่ง
ของบุตรดิฉันได้แต่งกาย แต่สามวันก็สิ้นอายุไปเสียแล้ว ดิฉันไปยังวัดที่ฝังศพ
บุตรร้องไห้คิดถึง จึงเอาเสื้อกับมงคลมาไว้เป็นที่ระลึก แม้ท่านมีศิษย์ดิฉันจะถวาย
ให้ท่านเอาไปให้ศิษย์ท่านใช้พระถังซัมจั่งจึงตอบว่าขอบใจ ที่ท่านยายมีน้ำใจด้วยอาตมภาพแต่สานุศิษย์
ของอาตมภาพนั้นเขาหนีไปเสียแล้ว อาตมภาพไม่อาจรับไว้ได้ยายเฒ่าจึงถามว่าเขาหนีไปทางไหน พระถังซัมจั้งจึงบอกว่าได้ยินแต่เสียง
เหมือนลมพัดไปข้างทิศบูรพา ยายเฒ่าจึงพูดว่าถ้าไปทางทิศบูรพาเห็นจะไปไกลนัก
แถบนั้นจะเป็นบ้านดิฉันเอง ดิฉันมีคาถาอยู่บทหนึ่ง นามเรียกว่าคาถาสะกดหัวใจ
และเรียกว่ารัตนมงคล ท่านจงเล่าจำไว้ให้ขึ้นใจแม่นยำแล้วอย่าให้ผู้ใดรู้ ดิฉันจะ
ไปตามสานุศิษย์ของท่านมาให้สำหรับจะได้ตามท่านไป ถ้าเขากลับมาท่านจงเอา
เสื้อตัวนี้และมงคลนี้ให้เขาใส่ ถ้าดื้อดึงไม่ฟังคำท่านจงภาวนาคาถานี้แล้ว เขาก็
ไม่อาจจะดุร้ายได้พระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นจึงกระทำขอบคุณยายเฒ่า ฝ่ายยายเฒ่า เมื่อกำซับ
พระถังซัมจั้งแล้ว ก็บันดาลรัศมีเป็นแสงทองพุ่งไปทางทิศตะวันออกแล้วก็หายไปฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น ก็ทราบได้ว่าพระกวนอิมมาสอนพระคาถาให้ จึง
จุดธูปเทียนนมัสการหันหน้าไปทางทิศบูรพา แล้วจึงเอาเสื้อกับมงคลใส่ไว้ในถุงย่าม
ก็เล่าพระคาถาที่พระกวนอิมบอกให้จนเจนใจจำได้ดีแล้วก็นั่งอยู่ริมทางฝ่ายเห้งเจียเมื่อทิ้งพระอาจารย์ไปนั้น ก็เหาะด้วยกำลังฤทธิ์ดั้นเมฆไปบัดเดี้ยว
ก็ถึงทะเลใหญ่ ทางทิศตะวันออกก็โผลงแทรกน้ำลงไปยังบาดาลถึงที่อยู่พระยา
เล่งอ๋องฝ่ายพระยาเล่งอ้องเห็นจึงมาคำนับถามว่า ได้ยินว่าท่านพ้นโทษแล้ว ข้าพเจ้า
คิดว่าท่านคงจะไปจัดแจงถ้ำที่เดิมของท่านเรียบร้อยแล้ว จึงจะได้มาเที่ยวที่นี่
• เห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้น จึงตอบว่า ข้าพเจ้าก็ตั้งใจจะกลับไปที่
เดิม แต่บัดนี้ก็บวชเรียนถือศีลเสียแล้วพระยาเล่งอ๋องถามว่าท่านบวชเพศเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าอยากจะทราบบ้างเห้งเจียบอกว่า เพราะข้าพเจ้าได้รับคำสั่งสอนของพระกวนอิมท่านชักนำให้
รักษาศีล และให้อุตสาห์ตามพระถังซัมจั่งไปยังประเทศไซทีอาราธนาพระคัมภีร์
ไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจึงได้รักษาทางสัมมาทิฐิธรรม จึงได้นามใหม่เรียกว่า เห้งเจียพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงถามว่าซึ่งท่านทิ้งทางไม่ชอบธรรมเสีย มาถือ
ทางสัมปฏิปทาแล้ว ข้าพเจ้าก็มีความยินดีด้วยท่านเป็นที่สุด แต่ข้าพเจ้าขออภัย
จะขอถามท่านสักหน่อยว่า เหตุใดท่านจึงไม่ตามพระอาจารย์ไปไซที่เล่า มาหา
ข้าพเจ้าด้วยจะต้องการสิ่งอะไรหรือเห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องถามดังนั้น ก็หัวเราะแล้วตอบว่า พระถังซัมจั้ง
ไม่รู้จักน้ำใจคน เราจึงได้มาเสีย เมื่อวันเดินทางไปนั้น บังเอิญไปปะพวกโจรทั้ง
หกมาสกัดทางเราไว้ แล้วว่าจะเอาสิ่งของให้หมด ข้าพเจ้าขัดใจจึงได้ตีตายเสีย
ทั้งหกคน พระถังซัมจั้งพูดติเตียนข้าพเจ้าต่าง ๆ ข้าพเจ้ามีความเสียใจจึงได้ทิ้ง
กลับมาเสียหมายจะกลับไปยังที่เดิมของข้าพเจ้า ครั้นถึงช่องด่านเมืองของท่าน
ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านจึงได้แวะมาเยือนท่านและจะมาขอน้ำชาท่านกินสักถ้วยหนึ่งพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้ยกน้ำชามาให้เห้งเจียกิน เมื่อขณะเห้งเจียกิน
น้ำชาอยู่นั้น เหลือบไปเห็นฉากแขวนอยู่ข้างฝาผนังจึงถามพระยาเล่งอ้องว่า นั่น
เป็นฉากอะไรจึงได้มีคำโคลงเขียนไว้พระยาเล่งอ๋องจึงบอกว่า ฉากนี้มีมาต่อภายหลัง ท่านเกิดจำไม่ได้หรือ เขา
เรียกกันว่า (กี่เกี๊ยวชามจิ้นลี้) เห้งเจียถามว่ากี้เกี๊ยวซามจิ้นลี้นั้นแปลว่ากระไรพระยาเล่งอ๋องจึงเล่าให้ฟังว่า คือเดิมนั้นมีเทวดานามชื่อว่า (อึ้งเจี๊ยกง) นั่งอยู่
ที่หัวสะพานห้อยเท้าแกว่งเล่น รองเท้าก็ตกลงในน้ำ เทวดานั้นจึงเรียกเตียวเหลียง
วานให้ลงไปเก็บขึ้นมาให้ แล้วเทวดาก็แกล้งทำให้ตกลงไปอีก แต่ทำให้ตกดังนั้น
ถึงสามครั้ง เตียวเหลียงก็อุตสาห์ลงไปเก็บทั้งสามครั้ง เตียวเหลียงก็ไม่มีใจโกรธ
เคืองอะไรเลย เทวดาเห็นเตียวเหลียงมีใจเย็นแน่นอนหนักแน่นดังนั้น จึงสอน
ตำหรับวิทยาการให้ไว้สำหรับรักษาบ้านเมือง ต่อมาภายหลังเตี่ยวเหลียงได้เป็น
ขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินไซฮั่น ครั้นเวลาบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว เตียวเหลียงก็
หลีกตัวออกจากราชการเข้าป่ารักษาใจถือเพศอย่างเซียน ภายหลังก็ได้สำเร็จเป็น
เซียนสมความปรารถนาของเตียวเหลียง ถ้าท่านเห้งเจียไม่ตามปฏิบัติรักษาพระ
ถังซัมจั้ง และไม่เชื่อฟังคำสอน ต่อไปภายหน้าท่านคงเป็นปิศาจยักษ์ จะสำเร็จ
ในทางมรรคผลนั้นอย่าพึงนึกเลยเห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้น ก็นิ่งคิดอยู่แต่ในใจยังมิได้พูดประการใดพระยาเล่งอ๋องจึงพูดต่อไปว่า ท่านไต้เซียจงตรองดูให้ดี อย่าถือเอาแต่ความ
สบายพอใจของตน จะทำให้ผิดทางที่ท่านทำมาเห้งเจียจึงว่า ท่านอย่าพูดมากไปเลย ข้าพเจ้าจะกลับไปปฏิบัติรักษาพระ
อาจารย์อีก พูดแล้วจึงลาพระยาเล่งอ๋องรีบออกจากปราสาทแล้ว แทรกน้ำขึ้นมา
จากบาดาล แผลงฤทธิ์เหาะกลับมา เมื่อกำลังเหาะมานั้น พอพบพระกวนอิมใน
กลางอากาศ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นนมัสการ พระกวนอิมจึงถามเห้งเจีย
ว่าทำไมเจ้าจึงไม่ไปตามพระถังซัมจั่ง เจ้ามาที่นี่มีธุระอย่างไรหรือเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมถามดังนั้นจึงตอบว่า ตั้งแต่ได้พึ่งบารมีของท่านชัก
นำเข้าในทางสัมมาปฏิบัติแล้ว ต่อมาก็เหมือนดังคำท่านพูด มีพระถังซัมจั้งมา
ช่วยเอาอักขระนั้นออก จึงได้พ้นจากทุกข์ทรมานได้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้ตามพระถัง
ซัมจั้งไป แล้วเห้งเจียก็เล่าความซึ่งบาดหมางแก่อาจารย์ ให้แก่พระกวนอิมฟัง
ทุกประการ เพราะท่านว่าข้าพเจ้าดุร้าย ข้าพเจ้าจึงได้หลบหนีท่านไปเสีย บัดนี้
ข้าพเจ้าจะกลับไปตามรักษาท่านอาจารย์อยู่ตามเดิมต่อไปอีกพระกวนอิมได้พังดังนันจึงพูดแก่เห้งเจียว่า จงรีบกลับไปโดยเร็วอย่าให้เสีย
เวลาได้เห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็นมัสการลาแล้วรีบเหาะไปบัดเดี้ยวก็มา
ถึงเห็นพระอาจารย์นั่งกอดเข่าอยู่ริมทาง เห้งเจียจึงเดินเข้ามาหาพระอาจารย์คำนับ
แล้วถามว่า พระอาจารย์ทำไมมานั่งอยู่ที่นี่พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมาก็ดีใจจึงพูดว่า ตัวทิ้งเราไปข้างไหนก็ไม่รู้ ทำ
ให้เราไปไม่ได้ก็ต้องนั่งคอยอยู่ที่นี่เห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าอยากน้ำจึงได้ลงไปหาพระยาเล่งอ้องหาน้ำชากิน
พระถังซัมจั่งพูดว่า ตัวเป็นคนอยู่ในศีลในธรรมทำไมจึงพูดเป็นคำเท็จเช่นนั้นเล่า
ตัวเจ้าหายไปจากที่นี้ไม่ถึงสองชั่วโมงว่าได้ไปถึงบาดาล หาพระยาเล่งอ๋องได้กิน
น้ำชาอย่างนี้ จะมิเป็นคำเท็จหรือเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังพระอาจารย์บอกโดยความจริง ด้วยข้าพเจ้า
ได้เรียนทางสำเร็จ หกคะเมนหรือตีลังกาทีหนึ่งไปไกลได้ถึงหมื่นแปดพันโยชน์ เพราะ
ฉะนั้นทางไปบาดาลไม่เป็นการยากอะไรตีลังกาไปที่เดียวก็ถึง ขอพระอาจารย์อย่า
มีความสงสัยเลยพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า ถ้าเจ้าพูดจริงทำอิทธิฤทธิ์ไปได้เจ้าไม่ต้องลำบาก แต่เรา
ไม่มีฤทธิ์เหมือนเจ้ามิต้องลำบากอยู่ที่นี่หรือเห้งเจียพูดว่า แม้พระอาจารย์จะอด ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตข้าวมาถวาย
พระถังซัมจังว่าไม่ต้องไปบิณฑบาตดอกในถุงย่ามนั้นยังมีข้าวตากขนมแห้งก็ยังมีอยู่
จงเอามาให้เราแล้วจงเอาบาตรไปตักน้ำมาให้เราจะฉันเดี้ยวนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงยกเอาหาบมาแล้วแก้ถุงย่ามออก เอาขนมแห้งและข้าว
ตากออกมาประเคนให้อาจารย์แล้วจะหยิบเอาบาตรออกจากย่ามแลเห็นในย่าม
นันมีแสงสว่างวับแวมอยู่ เห้งเจียเห็นของประหลาดดังนั้นจึงหยิบขึ้นมาดูก็ชอบใจ
จึงถามว่าเสือกับหมวกนี้เอามาจากเมืองเชียงอานหรือ พระถังซัมจังก็นิงเฉยสัก
ครู่หนึ่งจึงพูดว่าของเราบวชตั้งแต่เป็นเด็ก หมวกนั้นใส่แล้ว หนังสือและพระ
ธรรมจะอ่านได้โดยเร็ว ไม่ต้องสอนก็รู้ได้ เสื้อนั้นใส่เข้าแล้วไม่รู้จักธรรมเนียมไหว้
กราบก็รู้จักธรรมเนียมทั้งสิ้นเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงพูดว่า พระอาจารย์ให้ข้าพเจ้าใส่เถิด พระถังซัม
จั่งว่าตามใจอยากได้ก็ใส่เถิด เห้งเจียก็เอาหมวกใส่ศีรษะเอาเสื้อใส่เข้าแล้วก็ดีใจ
ยิ่งนักพระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียสวมเสื้อคลุมหมวกแล้ว ก็ฉันสิ่งของจึงนั่งนึกภาวนา
พระคาถาที่พระกวนอิมสอนให้นั้นสองสามจบ เห้งเจียก็ว่าปวดหัวเต็มทีแทบ
ศีรษะจะแตกแล้ว พระถังซัมจั่งไม่หยุดภาวนาอีกสองสามรอบ เห้งเจียก็ประคอง
ศีรษะหมุนลงกับพื้นดินแล้วเอามือแกะกระชากหมวกมงคลนั้นก็ไม่หลุด พระถัง
ซัมจั้งเห็นดังนั้นกลัวหมวกมงคลจะขาด จึงหยุดภาวนา เห้งเจียหายปวดศีรษะ
ทันทีจึงเอามือคลำดู สังเกตดูก็คล้ายแก่ด้ายที่ตีเกลียวรัดแน่นอยู่ จึงเอามือจับ
กระชากก็ไม่หลุดไม่ขาด เพราะพระถังซัมจั่งภาวนากระทำให้บันดาลมงคลติดอยู่
ไม่หลุดเห้งเจียมีความโกรธเป็นอันมาก จึงเอากระบองออกจากหูแล้วงัดมงคลก็ไม่ออก
พระถังซัมจั้งกลัวจะงัดมงคลขาด จึงภาวนาอีกสองสามรอบ ศีรษะเห้งเจียก็ปวด
มงคลก็ยิ่งรัดจนตาปลิ้นตัวก็อ่อนล้มลงกับที่พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็มีความเวทนาจึงหยุดภาวนาเสีย ศีรษะเห้งเจียก็
หายปวดเห้งเจียมีความสงสัยจึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านแกล้งภาวนาพระคาถา
ดอกกระมังข้าพเจ้าจึงได้ปวดศีรษะนักพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียถามจึงตอบว่า อาตมภาพภาวนามงคลคาถาต่างหาก
เราจะภาวนาถึงเห้งเจียทำไมเห้งเจียว่าไหนพระอาจารย์ลองภาวนาดูอีกสักหน
หนึ่งหรือ ศีรษะข้าพเจ้าเป็นประการใดพระถังซัมจั้งก็ภาวนาอีกสองสามรอบ เห้งเจียก็ปวดศีรษะหมุนคว่ำลงกับที่
จึงร้องบอกพระอาจารย์ว่าอย่าภาวนาเลยจงหยุดเถิดข้าพเจ้าเหลือทนแล้ว พระ
ถังซัมจั้งจึงถามว่าตั้งแต่นี้จะเชื่อฟังคำเราสั่งสอนหรือไม่ เห้งเจียร้องบอกว่าจะเชื่อ
คำสั่งสอนไม่ขัดขีนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่ในใจให้คิดแค้นเป็นกำลังจึงควักเอา
กระบองออกจากหู กวัดแกว่งกระบองก็ใหญ่ออกเป็นกระบองเหล็ก ทำท่าขยับ
จะเข้าทำร้ายพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงภาวนาอีกสองสามรอบ
เห้งเจียก็ปวดศีรษะเป็นกำลังล้มคว่ำลงกับที่พื้นดิน ปล่อยกระบองทันทีร้องเรียก
พระอาจารย์ว่าหยุดเถิดอย่าภาวนาเลยข้าพเจ้ากลัวแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงถามว่าทำไมจึงมีใจประมาทเราอย่างนี้ เห้งเจีย
บอกว่าข้าพเจ้าไม่ประมาทท่านต่อไปแล้ว แล้วเห้งเจียจึงถามพระอาจารย์ว่า มีผู้
ใดมาบอกคาถาบทนี้ให้แก่ท่านพระถังซัมจั้งบอกว่ามียายเฒ่าเดินมาทางนี้สอนคาถาให้เรา เห้งเจียได้ฟังดัง
นั้นก็โกรธยิ่งนักจึงพูดว่า ยายเฒ่านี้ข้าพเจ้ารู้ได้แน่แล้ว คือพระกวนอิ่มนั้นเอง
ทำไมจึงคิดให้ฆ่าข้าพเจ้าอย่างนี้เล่า ข้าพเจ้าจะไปน่ำไฮ้จะตีพระกวนอิมให้รู้ฝีมือ
เสียบ้างพระถังซัมจังจึงพูดว่าพระกวนอิมเธอสอนคาถานี้ให้เรา เธอก็ย่อมรู้คาถาบท
นี้แล้ว ถ้าเจ้าไปคิดตีเธอ ๆ ก็จะภาวนาพระคาถานี้ขึ้น ตัวเจ้าจะมิถึงแก่ความ
ตายหรือ เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดถูกต้องดังนั้น ก็ไม่อาจที่จะคิดร้ายพระ
กวนอิมอีกต่อไปแล้วตรึกตรองดูเห็นความจริงตามคำของอาจารย์ จึงคุกเข่าลง
สารภาพนมัสการพระอาจารย์แล้วพูดว่าขอพระอาจารย์ได้โปรดเถิดท่านจะสั่ง
สอนข้าพเจ้าอย่างไรข้าพเจ้ามิได้คิดจะกลับกลายอีกต่อไป แล้วขอปฏิบัติรักษา
ท่านไปกว่าจะถึงเมืองไซที และจะขอยอมตายไม่คิดสองใจเหมือนแต่ก่อนแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียมีใจอ่อนลงแล้วจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นท่านจงจัดแจง
เถิดเราจะไป เห้งเจียก็ลุกขึ้นแล้วไปเอาเบาะอานมาผูกม้าเสร็จแล้ว จึงนิมนต์
พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าแล้วก็ยกหาบใส่บ่าพร้อมกับอาจารย์ออกเดินหมายทิศปราจีน
ตรงไปครั้นมาได้สองสามวันกำลังเป็นฤดูหนาวลมพัดกล้าอากาศเยือกเย็นตามเนิน
เขาน้ำค้างตกลงมาดาดทั่วไปทั้งนั้น ครั้นจะตัดเดินไปตามบนเขาทางก็เป็นคูเป็น
โขดเป็นลำดับแสนที่จะกันดาร พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้ามีความวิตกเป็นอันมาก
ในกำลังที่เดินไปนั้น ได้ยินเหมือนเสียงคลื่นชัดน้ำออกฉาดฉาน พระถังซัมจั่ง
ได้ยินดังนั้นจึงถามเห้งเจียว่าที่ใกล้ๆ นี้เห็นจะมีแม่น้ำจึงได้ยินเสียงคลื่นชัดดังนี้เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้นจึงบอกว่า ที่แห่งนี้ข้าพเจ้าจำได้เรียกว่าเขา
(จัวปั่วซัว) มีบึงหนึ่งกว้างใหญ่นามเรียกว่า (เองเส้าบึง) ซึ่งได้ยินเสียงเหมือน
คลื่นนั้นเห็นจะเป็นบึงนี้เอง เมื่อกำลังพูดกันอยู่นั้นเดินใกล้บึงเข้ามาพระถังชัมจั้งเดินเข้าไปริมฝั่งบึง พิจารณาดูในลำบึงสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงใต้
น้ำแลเป็นละลอกฟูขึ้นเป็นฝอย เห็นมังกรร้ายโผล่ขึ้นมาตัวหนึ่งโบกหางเล่นคลื่นอยู่
กลางน้ำ บัดเดี้ยวก็รี่เข้ามาริมฝั่งเลื้อยขึ้นมาใกล้ตรงเข้ามาจะทำร้ายพระถังซัมจั้งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ วางหาบวิ่งเข้าอุ้มพระถังซัมจั่งลงจากหลังม้าหนี
มังกรไล่มาไม่ทันก็หันหน้ากลับคาบเอาม้าขยอกกลืนเข้าไปทั้งตัวแล้วก็กลับลงน้ำจม
ลงไปไม่เห็นตัว เห้งเจียอุ้มพระถังซัมจั้งไปวางไว้ที่โขดสูงแล้ว ก็กลับมาจะเอาหาบ
และม้า ครั้นมาถึงก็เห็นแต่หาบแต่ม้าหาเห็นไม่ จึงยกหาบมาวางที่พระอาจารย์
แล้วจึงบอกว่ามังกรนั้นหายไปข้างไหนแล้วหาเห็นตัวไม่ แต่ม้าของเรานั้นจะตกใจ'
วิ่งหนีไปข้างไหนหารู้ไม่ ข้าพเจ้าจะไปตามค้นหาดูก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้น
กลางอากาศเอามือป้องหน้าพิจารณาดูรอบทั้งสี่ทิศโดยละเอียด ก็มิได้เห็นร่องรอย
ที่ไหนจึงกลับลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า ม้าของเรานั้นจะสูญเสียแล้วชะรอย
มังกรจะกินเสียแล้ว ข้าพเจ้าเหาะขึ้นไปดูบนกลางอากาศเที่ยวแลรอบก็มิได้เห็นเลยพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดบอกดังนั้นจึงพูดว่ามังกรนั้น ปากมันจะกว้างสัก
เท่าใด จึงอาจกลืนม้าเข้าไปได้ทั้งตัวทีเดียวหรือเราคิดเห็นว่าม้าของเราจะตกใจ
เที่ยวหนีซุกซ่อนตามป่าหรือซอกเขาเป็นแน่ ท่านจงกลับไปเที่ยวค้นดูให้ดีเถิด
บางที่จะพบบ้างดอกกระมังเห้งเจียบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านยังไม่ทราบเหตุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านี้ได้
จักษุอันวิเศษ ถ้ากลางวันดังนี้แล้วข้าพเจ้าแลไปเห็นได้ถึงพันโยชน์ ถึงจะมีตัวสัตว์
อะไรเล็กน้อยเท่าละอองธุลีก็อาจเห็นได้ ทำไมม้าตัวใหญ่ ๆ อย่างนี้ข้าพเจ้าจะไม่
เห็นเล่า ขอพระอาจารย์อย่าได้สงสัยเลยพระถังซัมจั้งจึงถามว่าถ้าดังนั้น เราจะได้ม้าที่ไหนขี่ต่อไปเล่าหนทางก็ไกลแสน
กันดาร ทำอย่างไรจะได้ไป พูดดังนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลหยดลงผอยๆเห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความสงสารพระอาจารย์ยิ่งนัก จึงพูดแก่พระอาจารย์ว่า
ขอพระอาจารย์อย่าโทมนัสไปเลย จงนั่งคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าจะไปตามม้า
ของเรามาให้จงได้พระถังซัมจั่งจึงพูดว่าอย่าไปเลย ถ้าเห้งเจียทิ้งเราไว้ไปเที่ยวหาม้าแล้ว มังกร
มันก็จะแอบเข้ามาข้างนี้กินเราเสียทั้งม้าทั้งคนก็จะไปรวมอยู่ในท้องมังกรหมด
เจ้าคิดอย่างนี้จะดีหรือเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็ยิ่งแค้นใจขึ้นมาเป็นอันมาก จึงร้องขึ้น
ด้วยกำลังโทสะดุจเสียงฟ้าผ่า ว่าถ้าอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อไปเล่า ม้าก็อยากได้
จะไปก็ไม่ให้ไปตามถ้าอย่างนั้นจะมิต้องนั่งเฝ้าหาบอยู่ที่นี่จนแก่ ไม่ต้องไปไซทีแล้ว
เมื่อเห้งเจียกำลังพูดเถียงอยู่ดังนั้นยังหาตกลงว่าจะทำอย่างไรไม่ ก็พอได้ยินเสียง
บนอากาศพูดว่าท่านถังซัมจังกับเห้งเจีย อย่าโทมนัสวุ่นวายไปเลยข้าพเจ้านี้คือ
หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ซึ่งพระกวนอิมใช้ให้มาคอยคุ้มครองป้องกันรักษา
ผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกพระถังซัมจั่งได้ยินดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ในทันใดนั้นเห้งเจียจึงร้องถามตอบ
ขึ้นไปว่า ท่านที่พูดอยู่นั้นคือท่านพระองค์ไดโปรดบอกนามมาให้ข้าพเจ้าทราบจะ
ได้จดจำไว้เทพยดาจึงตอบว่าข้าพเจ้าคือหลักเต็งหลักกะเหงาฮึกเวี้ยดที้หู้แก่แค่ล้ำได้
ผลัดกันมาคอยระวังรักษาท่าน และคอยฟังเหตุการณ์ต่าง ๆเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นก็เชิญท่านหลักเต็งและหมู่เทพารักษ์ทั้ง
หลายมาอยู่รักษาเฝ้าพระอาจารย์ข้าพเจ้าไว้อย่าให้มีเหตุการณ์ขึ้นได้ ข้าพเจ้าจะ
ได้ไปตามมังกรเอาม้าคืนมาให้ได้หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าท่านอย่า
มีความวิตกเลย ซึ่งพระอาจารย์ของท่านนั้นข้าพเจ้าจะรับรักษามิให้มีเหตุการณ์
ขึ้นได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็วางใจจึงนิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นนั่งอยู่บนโขดเขาคอยท่า
แล้วเห้งเจียก็ลาพระอาจารย์เหาะขึ้นบนอากาศรีบมา ครั้นถึงก็คอยอยู่กลางบึง แล้ว
ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายสัตว์เดียรัจฉานอยู่ใต้น้ำ เอ็งจงเร่งเอาม้ามา
ให้กูโดยเร็วถ้าช้าไปกูจะทำลายบึงให้ราบเป็นธุลีฝ่ายมังกรเมื่อกินม้าแล้ว ก็จมกบดานอยู่ใต้น้ำรักษาอารมณ์อยู่ พอได้ยินเสียง
คนมาร้องเรียกอยู่ปากบิงกล่าวถ้อยคาโอหังต่าง ๆ ก็สะกดใจไว้ไม่อยู่ โทสะบันดาล
เกิดขึ้นไม่สามารถจะอดกลั้นไว้ได้ก็ผุดทะลึ่งโผนขึ้นมาอยู่บนหลังน้ำ ร้องถามมาว่า
ใครหวาอาจสามารถมาร้องเรียกให้เราหนวกหู เอ็งไม่กลัวชีวิตจะเป็นอันตรายหรือเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงอย่าหนีไปจงรีบเอาม้ามาให้
เราเสียโดยเร็ว พูดดังนั้นแล้วก็ควงกระบองตรงมาจะตีมังกร มังกรก็อ้าปากแยก
เขี้ยวขยายเล็บกระโดดเข้าต่อสู้เห้งเจียกับมังกรต่อสู้กันไปมาประมาณสองชั่วโมง มังกรทานกำลังเห้งเจียไม่
ได้ก็กระโดดกลับลงในน้ำหนีจมลงไปกบดานอยู่ใต้น้ำไม่ขึ้นมาต่อสู้ เห้งเจียด่าว่า
สักเท่าใดๆ มังกรก็ทำไม่ได้ยินเสียนิ่งกบดานเฉยอยู่แต่ใต้น้ำ เห้งเจียก็สิ้นปัญญา
ไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใดก็กลับมาหาพระอาจารย์พระถังซัมจังจึงว่า เมื่อวันก่อนนั้นเจ้าตีเสือตายได้พูดอวดแก่เราว่า ถึงมังกร
และเสือก็คงจะกำจัดได้ทั้งสิ้น วันนี้ทำไมจึงไม่ปราบมังกรให้ได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดนั้น ก็มีมานะนึกโกรธขึ้นมาจึงพูดแก่พระอาจารย์
ว่า ท่านอย่าพูดให้มากไปเลยข้าพเจ้าจะกลับไปลองฝีมือกับมังกรให้ถึงแพ้ชนะจง
ได้ เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็รีบเหาะกลับมาที่ริมบึงแล้ว ก็ร่ายพระคาถาบันดาลให้
น้ำในบึงใสเห็นกระทั่งพื้นดินด้วยอำนาจพระคาถา ใต้บึงก็เกิดเป็นคลื่นหามีความ
สุขไม่มังกรจึงเผยอศีรษะชะเง้อขึ้นดูเห็นเห้งเจียอยูริมบึง ก็มีความโกรธแค้นเป็น
อันมาก ขยับเขี้ยวคำรามทะลึ่งโลดขึ้นมาร้องถามเห้งเจียว่า อ้ายปิศาจที่ไหนมา
พูดจาดูถูกเราอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า มึงไม่ต้องมาขู่กูถ้าเอ็งไม่อยากจะตายเอ็งจงเร่ง
คืนม้ามาให้แก่กู กูจะยกชีวิตให้สักครั้งหนึ่ง ถ้าขัดขึนแล้วเอ็งจงมาลองฝีมือกัน'
กับกูให้ถึงแพ้และชนะมังกรตอบว่าม้านั้นถูกกลืนเข้าในท้องเสียแล้ว กูไม่มีม้าจะใช้ให้มึง เมื่อมึงจะ
ทำประการใดก็ให้เร่งมาทำแก่กูเถิดเห้งเจียจึงว่ามึงไม่คืนม้าให้แก่กูได้ กูก็จะฆ่ามึงแทนม้าว่าแล้วเห้งเจียก็กระโดด
เข้าตีมังกร มังกรก็ต่อสู้โดยสามารถ ต่างกล้าหาญถ้อยทีผลัดเปลี่ยนกันไปมาฝ่ายมังกรกำลังอ่อนลงทุกที เห็นว่าจะสู้เห้งเจียไม่ได้ก็ร่ายมนต์แปลงตัวเป็นงู
น้ำมุดซ่อนตัวอยู่ในปล้องหญ้าริมขอบบึงเห้งเจียเห็นมังกรหายไปดังนั้น จับกระบองเหล็กแหวกหญ้าค้นหาก็ไม่เห็น
ร่องรอย ยืนนิ่งคิดขึ้นได้ จึงภาวนาคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่ และเจ้าเขาเจ้าป่าให้
มาโดยเร็วฝ่ายพระภูมิเจ้าที่และเจ้าป่าเจ้าเขาทั้งหลาย เมื่อเห้งเจียอ่านคาถาเรียกดังนั้น
ก็พากันรีบมาโดยเร็วครั้นถึงก็คุกเข่าคำนับเห้งเจีย แล้วถามว่าท่านจะประสงค์สิ่งใดเห้งเจียจึงถามว่า ทำไมท่านทั้งหลายจึงไม่มาเยือนเราบ้าง เมื่อเราติดอยู่ใน
เขาเง้าเห้งซัว ก็ไม่เห็นมาเยี่ยมเยือนเราเลย เจ้าพวกนี้มีความผิดมาก จะต้องตี
ด้วยกระบองจึงจะสมแก่ความผิดเทพารักษ์ทั้งหลายกับพระภูมิเจ้าที่ จึงพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านไต้เซียได้โปรด
ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด เดิมท่านติดอยู่ในเขาเมื่อไรก็ไม่ทราบ ขอท่านจงกรุณา
ยกโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดเห้งเจียจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราไม่ตีจะยกโทษให้เรามีประสงค์จะถามว่า ในบึง
นี้มีมังกรร้ายตัวหนึ่ง บัดนี้มันกินม้าของพระอาจารย์เราเสียแล้ว เราจะทำประการ
ใดจะรู้ว่ามันหลบหนีซ่อนเร้นอยู่ที่ไหนเทพารักษ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียถามว่าดังนั้น จึงตอบว่า แต่เดิมมาข้าพเจ้า
ทั้งหลาย ไม่เคยเห็นพระอาจารย์องค์ใดมาทางนี้เลย พระอาจารย์ของไต้เซียนั้น
มาเมื่อเวลาใดเล่า จึงได้เกิดเหตุขึ้นดังนี้เห้งเจียจึงบอกว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ทราบเหตุเดิม เพราะพระกวนอิมสั่งเรา
ให้ติดตามไปเป็นสานุศิษย์พระถังซัมจั้ง เพื่อไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกธรรม
ที่ประเทศเมืองไซทีเพราะฉะนั้นจึงต้องเดินทางมาทางนี้ เรากับอาจารย์มาถึงบึง
นี้ มังกรร้ายมันจับเอาม้าของพระอาจารย์เราไปกินเสียเทพารักษ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าบึงนี้ตั้งแต่เดิมมาก็
ไม่มีของร้ายอะไรอยู่ และลำบึงนี้ก็กว้างยาว น้ำก็ใสและเห็นตลอดถึงก้นบึง พวก
ปักษากานกบินข้ามบึงก็แลเห็นเงาอยู่ในน้ำ นกทั้งหลายซึ่งบินข้ามบึง เมื่อแลเห็น
เงาอยู่ในน้ำก็นึกว่าพวกเดียวกันอยู่ที่นั่น ก็ราปีกรอดูน้ำ บางตัวก็พลัดตกลงในน้ำ
เพราะฉะนั้นจึงมีนามเรียกว่าบึง (เสร้ากั้ง) เมื่อปีที่ล่วงมาแล้วนั้น พระกวนอิมเหาะ
ข้ามมาทางนี้ จะไปหาคนอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงได้เอามังกรตัวหนึ่งมาไว้
ในบึงนี้ บัดนี้ก็มาทำความชั่วอย่างนี้อีก เห็นว่ามันจะถึงชีวิตอันตรายเป็นแน่แล้ว
จึงได้ทำการดังนี้เห้งเจียพูดว่า เมื่อกี้นี้มันแปลงตัวมุดลงไปในกอหญ้าแล้วหายไป เราค้นหา
ก็ไม่เห็นพระภูมิเจ้าที่จึงบอกว่า ในลำบึงนี้รูเรี้ยวตั้งหมื่นตั้งพันเห็นจะมุดเข้าแอบตาม
รูซ่อนตัวอยู่กระมัง ถ้าดังนั้นท่านไต้เซียอย่าวิตก ท่านคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน
ข้าพเจ้าจะไปเชิญพระกวนอิมมาจับตัวมันให้จงได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงชวนเทพารักษ์ทั้งหลายมาหาพระอาจารย์เล่ามูลเหตุให้
ฟังทุกประการพระถังซัมจังจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายจะไปพาพระกวนอิมนั้นสักกี่เวลาจึงจะ
ได้กลับมา อาตมาอยู่ที่นี่ถ้าเกิดอันตรายขึ้นประการใดจะเหลียวหาใครเล่า พูด
ปรึกษา กันยังไม่ทันจะขาดคำลง ก็ได้ยินเสียงบนอากาศพูดว่า ท่านเห้งเจียและ
เทพารักษ์ ทั้งหลายไม่ต้องวุ่นวายไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปนิมนต์พระกวนอิมมาเอง (ที่
พูดนั้นคือ เทพยดาเอี๊ยดที้)พระถังซัมจั้งเห้งเจียเทพารักษ์ทั้งหลาย ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี ต่างคน
สนทนานั่งคอยอยู่ฝ่ายเทพยดาเอี๊ยดที้ร้องบอกดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นยืนบนเมฆเหาะตรงไปยังเขา
น่ำไฮ้โพ้ท่อซัว ครั้นถึงก็เข้าไปนมัสการแล้วจึงเล่าความตามเหตุผลให้พระกวนอิม
ฟังทุกประการ พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงพร้อมด้วยเอี๊ยดที้ ปาฏิหาริยรีบเหาะ
ตรงมายังบึง ครั้นถึงพระกวนอิมจึงรออยู่บนอากาศ แลไปเห็นเห้งเจียกำลังยืน
อยู่ข้าง ริมบึง ด่าแช่งเสียงอึกทึกอยู่ พระกวนอิมจึงให้เอี๊ยดที้ลงไปเรียกเห้งเจีย
บอกว่าพระกวนอิมให้ไปหาเดี๋ยวนี้เห้งเจียได้ทราบดังนั้น ก็รีบเหาะขึ้นไปหาเห็นพระกวนอิมลอยอยู่ในกลาง
อากาศจึงตรงเข้าไปพูดว่า ทำไมท่านจึงคิดมาแกล้งข้าพเจ้าอย่างนี้ เดิมพระพุทธ
เจ้าทั้งเจ็ดพระองค์ ก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนสืบมา อันความเมตตากรุณาจิต
นั้นเป็นที่หนึ่ง เหตุใดท่านจึงสอนคาถาให้ท่านอาจารย์ถังซัมจั้งดังนี้ ท่านเห็นควร
แล้วหรือพระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงตอบว่าเราเที่ยวหาคนจะให้ไปอาราธนา
พระคัมภีร์ไตรปิฎกจึงได้พบเจ้า เราได้ช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากที่คับแค้นแล้วเจ้าหามีความเคารพต่อคุณของเราซึ่งมีแก่เจ้าไม่ เจ้ายังมีหน้ากลับมาพูด
ต่อว่าอย่างนี้อีกเล่าเห้งเจียจึงพูดว่า ท่านปล่อยข้าพเจ้าออกแล้วสั่งให้ข้าพเจ้ารักษาคุ้มครองพระ
ถังซัมจั่งไปไซทีก็ดีแล้ว เหตุไฉนท่านจึงเอาหมวกมงคลมาให้พระถังซัมจั่งหลอกให้
ข้าพเจ้าใส่ และสอนคาถาภาวนาให้ข้าพเจ้าปวดศีรษะแทบจะพังอย่างนี้ไม่ใช่คิด
ฆ่าข้าพเจ้าดอกหรือพระกวนอิมหัวเราะแล้วจึงพูดว่า ตัวเป็นวานรไม่อยู่ในคำสั่งสอนและไม่มีความ
อดทน มีแต่ความมุทะลุดุดันดื้อดึง ถ้าไม่มีเครื่องบังคับกดขี่ไว้เช่นนั้น ตัวก็จะทำ
บ้าหลังไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงว่าผิดชอบหนักเบาประการใดเหมือนเมื่อครั้งก่อนนั้น ก็
ได้เกิดความวุ่นวายใหญ่เพราะไม่มีใครบังคับเจ้าได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีหมวกหัว
ผีอย่างนี้จึงจะบังคับเจ้าได้ เจ้าจะได้ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิปทาตลอดไปได้เห้งเจียจึงตอบว่า หมวกอย่างนี้เรียกว่าหัวผีคุ้มตัวข้าพเจ้าได้ก็ตามที่เถิด ก็
เหตุใดจึงเอามังกรร้ายมาทิ้งไว้ที่ในบึงนี้ จนเกิดเป็นปิศาจขึ้น มากินม้าของพระ
อาจารย์ข้าพเจ้าเสีย ถ้าพิเคราะห์ดูก็เหมือนท่านคบค้าแก่คนร้ายเหมือนกันพระกวนอิมว่ามังกรตัวนี้ เราได้ไปขอเง็กเซียงฮ่องเต้ให้อยู่ที่นี่ เพื่อคอยท่าผู้ที่
จะไปไซทีอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกมาทางนี้จะได้รับเป็นพาหนะอันประเสริฐ
เจ้ามาคิดเสียดายม้าในมนุษย์นั้นหาชอบไม่ ด้วยระยะทางที่จะไปนั้น แสนกันดาร
ทำไมจึงจะไปถึงได้ ถ้าได้ม้ามังกรขี่ไปจึงจะถึงได้โดยเร็วเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมพูดชี้แจงดังนั้น ก็ดีใจจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็เป็นบุญของ
ข้าพเจ้าจริง แต่มังกรนั้นมันดำน้ำหายไปเสียแล้วจะทำประการใดดี จึงจะได้ตัว
มันมาเล่าพระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงสั่งให้เอี๊ยดที้ไปที่ริมบึงร้องเรียกเง็กเล้ง
ซัมไทจื้อให้ขึ้นมาหา บอกว่าเราคอยท่าอยู่ที่นี่เอี๊ยดที้ได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็ลงไปข้างริมบึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า
เง็กเล้งซัมไทจื้อเร่งขึ้นมาโดยเร็วฝ่ายมังกร เมื่อได้ยินออกชื่อพระกวนอิมดังนั้น ก็แหวกน้ำขึ้นมาแปลงกายเป็น
รูปมนุษย์ แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ มาคำนับพระกวนอิมแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าได้
พึ่งบารมีของท่านจึงรอดชีวิต ข้าพเจ้าตั้งใจคอยท่าอยู่ที่นี้นานแล้ว ยังไม่เห็นผู้ที่
จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกมาทางนี้เลย และไม่ได้ข่าวคราวนานนักหนาแล้วพระกวนอิมจึงชี้ให้ดูเห้งเจียว่า นั่นมิใช่สานุศิษย์ใหญ่ของผู้จะไปอาราธนา
พระไตรปิฎกหรือมังกรได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า วานนี้ข้าพเจ้าอดอยากมีความหิวเป็นกำลังจึงได้
ขึ้นมาจับม้าของท่านผู้นี้กินเสีย ท่านผู้นี้มีกำลังและฝีมือเป็นอันมาก ข้าพเจ้าสู้
ไม่ได้จึงหนี่ซ่อนอยู่ในปล้องหญ้า ข้าพเจ้าไม่เห็นผู้อาราธนาสักคนหนึ่งเลยเห้งเจียจึงพูดว่าทำไมตัวจึงไม่ถามเราเล่า มังกรว่าเราได้ถามแล้วว่าอยู่ที่ไหน
มาที่นี่ด้วยเหตุอะไรท่านก็ไม่ตอบให้เรารู้ ตั้งใจทวงแต่จะเอาม้าให้จงได้ ไม่ได้บอก
อะไรแต่สักคำหนึ่งเลยพระกวนอิมพูดว่า เห้งเจียนั้นเป็นคนมักจะอวดดีและเจ้าโทโสถ้าออกชื่อคน
อาราธนาพระคัมภีร์แล้ว ก็จะไม่ต้องลำบากเลยตั้งแต่นี้ต่อไปแม้ผู้ใดจะยอมสามิภักดิ์
ไปด้วยก็ให้ออกนามผู้จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ อย่าทำเอาโดยอำนาจของตัวการ
ข้างหน้าจึงจะไม่ลำบากต่อไปเห้งเจียได้ฟังคำสั่งของพระกวนอิมดังนั้น ก็คำนับมีความยินดีพระกวนอิมจึง
เอาไม้เซียนฮุดปักบนศีรษะมังกรร่ายพระคาถาเรียกให้มังกรแปลงเป็นม้า มังกรก็
แปรกายเป็นม้าขาวยืนนิ่งอยู่ พระกวนอิมจึงสั่งม้ามังกรว่า ตัวเจ้าจงตั้งใจไปให้ดี
เมื่อสำเร็จการแล้วจะพ้นซึ่งเวรกรรม คงจะได้แจ้งมรรคผลในภายหน้ามังกรก็รับคำสั่งพระกวนอิม พระกวนอิมจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งให้พาม้ามังกร
ไปให้พระถังซัมจั้ง อาตมาจะลากลับไปน้ำไฮ้เห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าหนทางเมือง
ไซทีที่จะไปนั้น ระยะทางแสนจะกันดารและมีสัตว์ร้ายปิศาจยักษ์ก็ชุกชุมจะรักษา
คุ้มครองพระถังซัมจั่งซึ่งเป็นปุถุชนอย่างนี้สักเมื่อไรจึงจะถึงได้ ชีวิตข้าพเจ้าจะไม่
ตลอด จะสำเร็จมรรคผลอะไรได้ข้าพเจ้าจะไม่ไปละพระกวนอิมจึงพูดแนะนำสั่งสอนเห้งเจียว่าเกิดมาเป็นรูปกายชีวิตอินทรีย์อย่าง
นี้แล้ว ต้องจำเป็นอุตสาหะรักษาความดีให้ตลอดตั้งความเพียรมีมานะอย่าทำใจ
หอหู่ท้อถอย ทำไมเจ้าจึงคิดท้อถอยเช่นนี้เล่า วิสัยธรรมดาของผู้ปฏิบัติจะต้อง
มีความอดทนเอาความระงับและความสัตย์เชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง
มาตรว่าเห้งเจียจะถึงแก่ความตายหรือคับแค้น อาตมภาพก็จะร้องให้ฟ้าและดินช่วย
คงจะประสิทธิ์ให้ดังประสงค์ แล้วเรียกเห้งเจียให้กระเกิบเข้ามาให้ใกล้ พระกวน
อิมจึงเอากิ่งสนมาเด็ดออกสามใบวางลงที่ท้ายทอยเห้งเจีย แล้วก็ร่ายพระคาถาเป้า
ลงที่ใบสน ใบสนก็กลับเป็นขนคุ้มชีวิตสามเส้น ครั้นเสร็จแล้วจึงสั่งว่าแม้ถึงที่อับจน
ไม่มีที่อาศัยแล้ว จงผันแปรไปตามการก็จะช่วยให้พ้นความทุกข์ยากได้ฝ่ายเห้งเจีย ครั้นพระกวนอิมให้สิ่งของอันวิเศษและสั่งสอนทุกประการ ก็มี
ความยินดีเป็นอันมาก คำนับลาแล้วก็จูงม้ามังกรกลับมาหาพระถังซัมจั้งฝ่ายพระกวนอิมก็เหาะกลับไปยังน้ำไฮ้ที่อยู่ตามเดิมฝ่ายเห้งเจียจูงม้ามาถึงพระอาจารย์แล้วก็คำนับ พระถังซัมจั่งเห็นม้าก็ดีใจจึง
ถามเห้งเจียว่า ม้านี้ทำไมดูกลับแข็งแรงยิ่งกว่าเก่าท่านไปค้นหาได้มาแต่ที่ไหนดู
อ้วนพี่มีกำลังมากเห้งเจียบอกว่าเมื่อกี้นี้กิมเท้าเอี๊ยดที้เทพยดา ไปเชิญพระกวนอิมท่านจึงได้มา
จับม้ามังกรที่ในบึงนั้นท่านให้มังกรแปลงกายเป็นม้าให้ข้าพเจ้าพามาให้พระอาจารย์
แล้วเห้งเจียก็เล่าความตั้งแต่หลังให้พระถังซัมจังฟังทุกประการพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกเล่าดังนั้น จึงจุดธูปเทียนขึ้นนั่งนมัสการผินหน้า
ไปทางทิศน่ำไฮ้ ครั้นแล้วเห้งเจียจึงบอกให้เทพยดาทั้งหลายกลับไปที่อยู่ แล้วก็
นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้า เห้งเจียเอาหาบใส่บ่าพากันออกเดินตรงไปยังมัชฌิม
ประเทศ ครั้นมาถึงฝั่งบึงจะข้ามฟ่ากแลไปเห็นเฒ่าชราคนหนึ่งค้ำแพลอยมาก็ดีใจ
เห้งเจียจึงกวักมือร้องเรียกว่า ท่านตาโปรดอนุเคราะห์ช่วยส่งข้าพเจ้าข้ามฟาก
ด้วยเถิดผู้เฆ่าได้ยินดังนั้นก็ค้ำแพเทียบเข้ามาริมฝั่ง เห้งเจียจึงจูงม้าเอาหาบลงแล้ว
พระถังซัมจั้งก็ลงแพ ผู้เฒ่าก็ค้ำแพข้ามไปครั้นถึงฝั่งแล้ว พระถังชัมจั๋งจึงขึ้นบนฝั่ง
เห้งเจียก็จูงม้ายกหาบขึ้นวางบนบก แล้วจะเอาเงินให้ผู้เฒ่าเป็นค่าเหนื่อย แต่ผู้
เฒ่าก็หารับเงินไม่ ค้ำแพออกจากตลิ่งลอยตามน้ำไป พระถังซัมจั้งจึงร้องว่าขอบใจ
ท่านตาขอให้ท่านเจริญสุข ๆ เถิดเห้งเจียจึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านจำไม่ได้หรือคือเจ้าในลำบึงนี้เอง พระ
ถังชัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็นิ่งอยู่ เห้งเจียเอาหาบขึ้นบ่า พระถังซัมจั้งขึ้นม้า
แล้วอาจารย์กับศิษย์ก็ออกเดินตามระยะทางมา ครั้นเวลาจวนค่ำพระถังซัมจั้งแล
ไปข้างหน้าเห็นข้างทางนั้นมีศาลเจ้าศาลหนึ่ง จึงหยุดม้าแล้วลงจากม้าเดินเข้าไป
ที่ศาล เห็นหนังสือแขวนไว้ตัวใหญ่ ๆ สามตัวคือ เลี้เสียสื้อ) พระถังซัมจังก็เดิน
เข้าในศาล มีผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินออกมารับคำนับแล้วเชิญพระถังซัมจั้งให้นั่งอาสน์
อันควรแล้ว พระถังชัมจั่งจึงถามผู้เฒ่าว่าที่แห่งนี้ทำไมจึงเรียกว่าลี้เสียสื้อผู้เฒ่าตอบว่าที่ตำบลนี้เรียกว่า กับปิ๊ดก๊กเป็นเขตแดนเมืองไซฮวนที่ศาลนี้คน
ทั้งหลายเขาบูชาเจ้าแม่ประสบเป็นที่นับถือกันทั้งเมือง แล้วผู้เฒ่าจึงถามพระถัง
ซัมจั่งว่านี่ท่านอาจารย์อยู่ที่เมืองไหนจึงได้มาถึงตำบลนี้พระถังซัมจั่งจึงตอบว่า อาตมาอยู่เมืองได้ถังทิศบูรพาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
มีรับสั่งให้ไปยังประเทศไซทีนมัสการพระขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้เดิน
ทางมาก็จวนค่ำขอท่านจงได้กรุณาให้อาตมภาพอาศัยนอนสักคืนหนึ่ง พอได้อรุณ
ก็จะลาไปผู้เฆ่าได้ฟังดังนั้นก็จัดหาน้ำชาออกมาเลี้ยง แล้วผู้เฆ่าก็เดินออกไปที่ประตู
ศาลเจ้า แลเห็นม้าผูกข้างริมนั้นดูงามดี แต่ทำไมจึงไม่มีเบาะและบังเหียนจึงกลับ
เข้ามาในศาลเจ้า ถามว่าเหตุใดเครื่องสำหรับม้าจึงหามีไม่เห้งเจียได้ฟังผู้เม่าถามดังนั้นก็เล่าความตั้งแต่หลัง ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า
ดีแล้ว ข้าพเจ้ามีเครื่องม้าสำรับมาให้ผู้เม่า ฟังทุกประการหนึ่งแต่หามีม้าไม่ เก็บ
ไว้เปล่า ๆ ข้าพเจ้าจะให้ท่านเอาไปใช้ไม่คิดเอาราคาเลยพระถังซัมจังจึงพูดว่าขอบคุณท่านตาได้เอ็นดูแก่ข้าพเจ้า ต่างสนทนากันได้
เวลาแล้วต่างก็ลากันไปพักกายครั้นรุ่งสว่างผู้เฆ่าก็จัดแจงเอาเครื่องแจมาถวาย
พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็ยถาสัพพีให้พรไปตามเพศและลัทธิหลวงจีนผู้เฒ่าเอาเครื่องม้ามาให้เห้งเจีย เห้งเจียก็มีความยินดีจึงเอาเครื่องม้าออกไป
จัดแจงแต่งม้าเสร็จแล้วก็มานิมนต์พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็ลาผู้เม่าออกจาก
ศาลเจ้าขึ้นม้า เห้งเจียก็คำนับลาผู้เฒ่าเอาหาบขึ้นใส่บ่า ผู้เฒ่าก็เดินตามออกมา
ส่งยังทาง แล้วผู้เฒ่าเอาธูปหอมอย่างดีอันหนึ่งและไม้เรียวถักด้วยเอ็นเสืออันหนึ่ง
ถวายให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั่งมีความยินดีรับสิ่งของผู้เฒ่าแล้วจึงพูดว่า ขอบ
คุณท่านตาได้เอ็นดูให้ของแก่อาตมภาพ อาตมภาพขอลาท่านไปก่อนแล้วผู้เม่ารับ
คำนับแล้วก็กลับไปพระถังซัมจั้งออกเดินได้สามสี่ก้าว จึงหันหน้ากลับมาดูผู้เฒ่าก็ไม่เห็นผู้เฒ่า
ทั้งศาลเจ้าก็หายไปและเตียนโล่งเป็นป่าหมด ขณะนั้นได้ยินเสียงบนอากาศร้องลง
มาว่าท่านถังซัมจั้งข้าพเจ้าขออภัยเถิดข้าพเจ้าคือเจ้าสิงอยู่ที่เขาน่ำไฮ้ รับคำสั่ง
ของพระกวนอิมใช้เอาเครื่องม้ามาให้ท่าน ขอท่านจงตั้งใจไปอย่าท้อถอยเลยพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ลงจากม้าคำนับพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชน
หารู้หาทราบความไม่ ขอท่านจงได้ให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิดเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังกั๊ก ๆ พระถังซัมจังถามว่าท่านหัวเราะด้วย
เหตุอะไร จึงได้ออกงอไปดังนั้น จงคำนับขอบคุณท่านเสียเถิดเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าหาคำนับไม่ ควรจะเอากระบองตีสักทีจึงจะดีเพราะมา
หลอกกันเล่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเกรงใจพระกวนอิมจึงนิ่งให้กลับไปโดยปรกติถ้า
ข้าพเจ้าคำนับจะกล้ากลับมารับคำนับข้าพเจ้าหรือ
• พระถังซัมจั่งห้ามว่าอย่าพูดให้มากไปเลย จงจัดแจงไปเถิดเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็ยกหาบขึ้นบ่าออกเดินไปตามทาง มา
ประมาณได้สักสองเดือนโดยความสวัสดีปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง แต่ตาม
ระยะทางนั้นมีสัตว์ร้ายต่าง ๆ ซุกชุมแต่หาได้ทำอันตรายสิ่งใดไม่ ขณะนั้นเป็นฤดู
เดือนสามพฤกษากำลังผลัดเปลี่ยนใบใหม่อาจารย์กับศิษย์เดินชมมาเป็นที่เจริญตา
วันหนึ่งเดินมาจวนค่ำพระถังซัมจั้งรอม้าแลไปในหุบเขาเห็นมีตึกหอสูงเป็นลำดับดู
งดงามยิ่งนัก จึงถามเห้งเจียว่านั่นจะเป็นปราสาทราชวังกระมัง เห้งเจียแลไปเห็น
ดูแล้วก็พูดว่ามิใช่ปราสาทราชวังอะไรดอก ข้าพเจ้าสังเกตดูเห็นจะเป็นวัด เวลานี้
ก็จวนเย็นจะคำอยู่แล้ว เราควรจะพักอาศัยนอนสักคืนหนึ่งพระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงซักม้าเดินตรงเข้าไปถึง
ประตูวัด พิจารณาดูเห็นเป็นพระอารามใหญ่ พระถังซัมจั้งลงจากม้าแล้วก็เดินเข้า
ไปในวัดเห็นหลวงจีนเดินออกมาสามสี่องค์ พระถังซัมจังจึงยืนหยุดอยู่ข้างทางแล้ว
ครั้นหลวงจีนเข้ามาใกล้พระถังซัมจั่งจึงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองถังเวลา
นี้ก็ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าขออาศัยพักค้างในวัดสักคืนหนึ่งเถิด หลวงจีนเหล่านั้นได้ฟัง
ดังนั้นก็เชิญพระถังซัมจังเข้าไปในวัด พระถังซัมจั้งร้องบอกเห้งเจียให้จูงม้าเข้ามา
ข้างในหลวงจีนเหล่านั้นเห็นเห้งเจียประหลาดกว่าคนทั้งหลายจึงถามว่า คนที่จูงม้า
มานั้นเป็นคนอะไรข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลยพระถังซัมจังจึงบอกว่า ท่านพูดแต่เบา ๆ ด้วยเขาเป็นคนใจน้อย ถ้าได้ยินพวก
ท่านพูดไม่ชอบใจก็จะโกรธมุทะลุขึ้น คนนั้นหรือคือเป็นสานุศิษย์ของข้าพเจ้าเองหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ทำไมท่านจึงได้หาสานุศิษย์อย่างนี้รูป
ร่างไม่น่าดูเลยพระถังซัมจั่งตอบบ่าถึงรูปร่างไม่ดีก็จริง แต่ต้องการก็ใช้ได้ หลวงจีนทั้งหลาย
ได้ฟังดังนั้นก็ยังหาได้ตอบประการใดไม่ จึงพาพระถังซัมจั้งเดินเข้ามาถึงในโบสถ์พระถังซัมจั้งแลขึ้นไปเห็นกระดานป้ายหน้าประตูจารึกอักษรใหญ่สี่ตัวว่า (กวน
อิมเซียนยี่) เห็นแล้วก็เดินตามหลวงจีนเข้าไปข้างในครั้นถึงหน้าพระประธาน ก็คุก
เข่าลงกราบพระพุทธรูป หลวงจีนทั้งหลายก็ตีกลองเป็นสัญญาณนมัสการพระ เห้ง
เจียเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าฉวยไม้ไปเคาะระฆัง ครั้นพระถังซัมจั้งนมัสการพระแล้ว
หลวงจีนก็หยุดตีกลอง แต่เห้งเจียหาหยุดตีระฆังไม่ หลวงจีนทั้งหลายจึงร้องว่า
อาจารย์ไหว้พระแล้วจงหยุดตีระฆังเถิดเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านไม่เข้าใจบวชเป็นพระได้วันหนึ่งก็เคาะระฆังที
หนึ่ง จึงจะถูกตามแบบอย่าง ว่าดังนั้นแล้วก็ตีระฆังหาหยุดไม่หลวงจีนทั้งหลายที่อยู่ในวัดได้ยินเสียงระฆังตีไม่หยุดวุ่นวายดังนั้น ต่างคนก็
ตกใจวิ่งมาดูแล้วพูดว่าอ้ายคนป่าอยู่ที่ไหนจึงมาตีระฆังอย่างนี้เห้งเจียได้ยินเสียงหลวงจีนร้องพูดมาดังนั้น จึงปล่อยไม้ตีระฆังเสีย กระโดด
ออกมาพูดว่าไม่ใช่ใครมาตีดอก คือเราเป็นตาของพวกท่านทั้งหลายมาตีระฆังเองหลวงจีนทั้งหลายเห็นเห้งเจียรูปร่างน่ากลัวดังนั้นต่างคนตกใจวิ่งหลบถลา
หกล้มบ้าง ก็ร้องว่ารามสูรหรือยักษ์มาแล้วเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องว่า รามสูรนั้นเป็นหลานของเราเอง พวกท่านทั้งหลาย
จงลุกขึ้นเถิดอย่าวิ่งหนีไปให้ได้ความลำบากยากเหนื่อยเลย ข้าพเจ้าอยู่ประเทศ
จีนไต้ถังมาด้วยท่านอาจารย์ถังซัมจั้งอย่าตกใจไปเลย ไม่ทำอันตรายดอกหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็เหลียวไปเห็นพระถังซัมจังจึงค่อยมีสติลุกขึ้น
มาเคารพกันตามกิจแห่งหลวงจีน พระถังซัมจั้งจึงได้ออกจากโบสถ์มายังกุฎีใหญ่
หลวงจีนทั้งหลายจึงเชิญพระถังซัมจั้งให้นั่งที่อันสมควรแล้วก็ยกน้ำชามาเลี้ยงขณะนั้นเห็นเด็กพยุงหลวงจีนผู้เฒ่าออกมา พระถังซัมจังจึงย่อตัวลงคำนับ
อาจารย์เจ้าวัดก็คำนับตอบ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยได้ยินเขาพูดกันว่า
พระไต้ถังมาถึงนี่ จึงได้ออกมาคำนับและอยากจะใคร่พบท่านว่า มาจากเมืองถึง
นี้ระยะทางใกล้ไกลสักเท่าใดพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองเชียงอานสิ้นเขตนั้นห้าพันโยชน์
กว่า จากเขาเหลียงกัยซัวต่อแดนนั้นมา ข้ามเมืองไซฮวนปิ๊ดก๊ก จนมาถึงที่นี่ประ
มาณสักหกพันโยชน์กว่าอาจารย์ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ระยะทางก็ไกลท่านยังอุตสาห์มาถึงนี่ อัน
ตัวข้าพเจ้าทั้งชาติก็มิได้ออกไปข้างไหนเลยเปรียบเหมือนนั่งอยู่ในบ่อ แลเห็นแต่ฟ้า
เท่านั้นเองพระถังซัมจั่งจึงถามว่าพระอาจารย์อายุเท่าใดแล้ว หลวงจีนผู้เฒ่าจึงตอบว่า
อายุข้าพเจ้าได้สองร้อยเจ็ดสิบปีแล้วเห้งเจียนั่งอยู่ข้างริมนั้น ครั้นได้ยินเจ้าวัดบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน
ยังเป็นคราวแก่หลานเหลนโหลนของเราอยู่ พระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็
ทำขึงตาไม่ให้เห้งเจียพูด เห้งเจียเห็นพระอาจารย์ทำนัยน์ตาดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้พูด
ต่อไปในขณะนั้นพอเด็กศิษย์ยกถาดที่ชาซึ่งทำด้วยหยกและถ้วยชาสัมฤทธิ์สามถ้วย
มาวางบนโต๊ะ แล้วมีเด็กอีกคนหนึ่งยกกาปั้นทองขาวมารินน้ำชาสามถ้วย พระผู้
เฒ่าจึงเชิญพระถังซัมจั้งให้ฉันพระถังซัมจั้งแลเห็นดังนั้นจึงชมว่า ของใช้ของท่านแต่ล้วนมีราคาทั้งนั้น หลวง
จีนผู้เฒ่าจึงพูดว่าสิ่งของเล็กน้อยอย่างนี้ท่านชมเสียสายตาเปล่า ๆ ไม่ประหลาด
อะไรนักหนาท่านมาจากเมืองหลวงมีสิ่งของอะไรประหลาดบ้างขอให้ข้าพเจ้าผู้
บ้านนอกชมบ้างพอเป็นขวัญตาพระถังซัมจั้งจึงตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองหลวงก็จริง แต่มิได้เอาของอะไรมา
เพราะหนทางแสนที่กันดารลุ่มดอนโขดเขาทั้งเหลือที่จะไกลมากนักเห้งเจียครั้นได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนันก็ร้องบอกแก่พระถังชัมจั่งว่า ของเรา
มีของวิเศษคือผ้ากาสาวพัสตร์เอาออกมาอวดกับเขาบ้างไม่ได้หรือหลวงจีนทั้งหลายได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น ก็พากันหัวเราะเป็นทีเย้ย เห้งเจียเห็น"
หลวงจีนทั้งปวงพากันหัวเราะจึงถามว่าท่านหัวเราะอะไรกันหลวงจีนรูปหนึ่งบอกแก่เห้งเจียว่า ได้ยินท่านพูดว่าผ้ากาสาวพัสตร์วิเศษของ
ท่านมี หลวงจีนทั้งหลายเขาจึงพากันหัวเราะ อันผ้ากาสาวิเศษนั้นของข้าพเจ้าทั้ง
ปวงนี้ก็มีคนละสามสี่สิบผืน แต่ของท่านอาจารย์ใหญ่นั้นไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดร้อยผืน
ซึ่งเก็บไว้เราจะให้คนยกมาให้ท่านดู พูดดังนั้นแล้วก็เรียกคนรักษามาสั่งว่า ให้ไป
เอาผ้ากาสาที่เก็บไว้ในตู้ทั้งสิบสองตู้มาที่นี่ คนใช้ก็ไปเปิดตู้ขนเอาผ้าออกมาห้อย
จนเต็มราวที่หน้ากุฎีใหญ่ หลวงจีนผู้เป็นสมภารรองจึงเชิญให้พระถังซัมจั้งดูพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงชมว่า ผ้ากาสาเหล่านี้งามดีทุก ๆ ผืน ล้วนแต่แพร
จินเจา ที่ประดับประดาต่างสีดูระยับระย้างามหาที่เปรียบมิได้เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็เกิดมานะขึ้น จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ เราจะเอาของเราออกให้
ดูบ้าง พระถังซัมจั่งเห็นอาการเห้งเจียดังนั้น จึงกระหยิบตาว่าจะเอาจีวรออกประ
กวดแก่เขาทำไม เราสองคนมาจากทางไกล โบราณท่านว่า อันเพชรนิลจินดาของ
งามของดีไม่ต้องจะให้คนเห็น ถ้าจิตไม่ดีแล้วจิตนั้นจะเกิดความโลภขึ้นมีความ
อยากได้ ก็จะคิดกลอุบายกระทำร้ายแก่เราต่าง ๆเห้งเจียจึงพูดว่า พระอาจารย์จงวางใจเถิด ไว้เป็นธุระข้าพเจ้าเอง ว่าแล้วจึง
ไปเอาถุงย่ามนั้นมาแก้ออก ยกเอาห่อผ้านั้นออกมาแล้วก็แก้ห่อผ้านั้นออก เอา
ผ้ากาสาวพัสตร์คลี่ขึงออกให้หลวงจีนทั้งหลายดู หลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้น ต่าง
พิจารณาดูผ้ากาสาวพัสตร์เห็นเป็นรัศมีสว่างไปทั้งกุฎีดูประหลาดอัศจรรย์งาม
หาที่เปรียบมิได้ เป็นบุญตาของพวกเราจึงได้มาเห็นของวิเศษอย่างนี้ฝ่ายสมภารผู้เฒ่า เมื่อได้เห็นดังนั้นก็บังเกิดจิตโลกขึ้นในทันใดนั้น จึงลุกจาก
ที่นั่งมายืนตรงหน้าพระถังซัมจั่งคำนับแล้วคุกเข่าลงพนมมือร้องไห้พูดว่า ข้าพเจ้า
ไม่มีนิสัยแต่ชาติก่อนจึงมิได้พบของวิเศษอย่างนี้มาบัดนี้ได้เห็นของวิเศษอัน
ประหลาด ขอโอกาสให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระถังซัมจั่งจึงประคองตัวหลวงจีนผู้เฒ่าขึ้นแล้วถามว่าท่านอาจารย์จะมีกิจ
ธุระพูดอะไรหรือหลวงจีนผู้เฒ่าจึงพูดว่า อันผ้ากาสาวพัสตร์ของท่านเอาออกให้ข้าพเจ้าดู เวลา
ก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว นัยน์ตาข้าพเจ้าก็มืดนักจะดูก็ไม่เห็นทั่วทั้งผืน ข้าพเจ้ามีความ
เสียใจนักถ้าแม้ท่านมีจิตกรุณาแก่ข้าพเจ้าแล้วขอให้ข้าพเจ้ายืมไปในห้องดูสักคืน
หนึ่งเถิด พรุ่งนี้จะส่งคืนไม่ทราบว่าท่านจะกรุณาหรือไม่พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นในใจให้หวาดเสียวแล้วกลับคิดแค้นเห้งเจีย จึงหัน
หน้ามาพูดว่า เหตุนี้เป็นเพราะเจ้าเองจึงได้เกิดความอย่างนี้ขึ้นเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบพระอาจารย์ว่าพระอาจารย์วิตกอะไรจง
ให้เอาไปเถิดถ้าเป็นเหตุประการใดแล้ว ข้าพเจ้าจะรับประกันเอง เห้งเจียพูดดังนั้น
แล้วก็หยิบผ้ากาสาวพัสตร์นั้นส่งให้หลวงจีนผู้เฒ่าไป หลวงจีนผู้เฒ่ามีความยินดี
เป็นที่สุด รับเอาผ้ามาแล้วจึงสั่งให้หลวงจีนทั้งปวงจัดกุฎีให้พระถังซัมจั้งอยู่ข้างนอก
ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ถือผ้ากาสาวพัสตร์เดินเข้าไปยังห้องข้างในฝ่ายหลวงจีนลูกวัดก็พาพระถังซัมจั่งไปยังศาลาที่พักจัดแจงห้องและของเครื่อง
ใช้สอยให้พระถังซัมจั้งแล้วก็ลากลับไปฝ่ายเห้งเจียครั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันกลับไปแล้วก็เอาม้ามาผูกทอดหญ้า
ฟางไว้เสร็จแล้ว ยกหาบมาวางไว้ในห้อง จัดแจงที่นอนให้อาจารย์แล้วก็ปิดประตู
ลั่นกลอนอาจารย์กับศิษย์เหนื่อยมาก็นอนหลับไปฝ่ายหลวงจีนผู้เฒ่าได้จีวรวิเศษไปแล้ว ก็เข้าห้องจุดตะเกียงคลี่ผ้ากาสาวพัสตร์
ออกดูโดยละเอียด จึงคิดว่าของสิ่งนี้เ็นของวิเศษยากที่ผู้ใดจะหาได้ ถึงเราอยาก
ได้ก็เห็นจะไม่สมประสงค์ ทำอย่างไรดีหนอจึงจะได้ผ้านี้เป็นของเรา ยิ่งนึกไปก็ไม่
เห็นท่าทางที่จะคิดฉ้อโกงเอาได้ ลงจนใจก็ลงสิ้นแต้มร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ฝ่าย
หลวงจีนทั้งหลายได้ยินเสียงร้องไห้ดังนั้นก็พากันเข้าไปดู เห็นท่านเจ้าวัดร้องให้อยู่
ดังนั้นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงได้ร้องไห้ดังนี้ อาจารย์ผู้เฒ่าจึงบอกว่าตัวข้าไม่มี
นิสัยที่จะดูผ้ากาสาวพัสตร์อันนี้ ของพระถังซัมจังแล้วศิษย์ทั้งหลายจึงพูดแนะนำว่า ผ้ากาสาวพัสตร์อยู่กับมือแล้วมีใช่หรือ ทำไม
จึงต้องร้องไห้ดังนั้นอาจารย์ผู้เฒ่าจึงพูดว่า ถึงดูได้ก็จริงแต่มิได้ไว้ชมเหตุฉะนี้ข้าจึงเสียใจนัก อายุ
ข้านี้ก็ได้สองร้อยเจ็ดสิบแล้ว ได้เก็บเอาผ้าเหล่านั้นไว้เป็นหลายร้อยก็ไม่เห็นมีประ
โยชน์อะไร ผ้ากาสาวพัสตร์ผืนนี้หากจะได้ครองวันหนึ่งแล้วก็ตายก็ยังเป็นที่พอใจ
อยู่หลวงจีนศิษย์ทั้งหลายจึงพูดว่า แม้ท่านปรารถนาจะใคร่ครองดูก็จะไม่ยากอะไร
จงชักชวนให้หลวงจีนถังซัมจั้งรอหยุดพักอยู่อีกสักวันสองวันก็ได้ ท่านอาจารย์คง
จะได้ครองจีวรตามประสงค์ จะมาทุกข์ร้อนอะไรให้ป่วยการเสียเปล่า ๆหลวงจีนผู้เฒ่าว่าถึงอยู่สักปีหนึ่ง ถ้าเขาจะไปก็ต้องคืนให้เขาจะเอาของเขาไว้
อย่างไรได้ขณะนันยังมีเถรโค่งรูปหนึ่งชือกวังตีจึงพูดว่า ถ้าอยากจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์
ไว้เป็นของเราให้ยึดยาวนันจะยากอะไร ไม่เห็นจะต้องวิตกเลยอาจารย์ผู้เฆ่าได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก จึงถามว่าหลานเห็นอย่างไรหรือ
เถรโค่งตอบว่า พระถังซัมจั่งเป็นคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยมาก บัดนี้ก็หลับสนิท
แล้วพวกเราหลายคนด้วยกัน พร้อมมือช่วยกันงัดกลอนเปิดประตูเข้าไปจับคนทั้ง
สองฆ่าเสีย แล้วม้ากับของในหาบ และผ้ากาสาวพัสตร์ก็จะตกอยู่ในมือเรา อย่าง
นี้จะไม่ยืดยาวหรืออาจารย์ผู้เฒ่าได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่สุด เอาผ้าเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า
ดีแล้วคิดอุบายอย่างนี้ จึงสั่งให้กวังตี้จัดแจงเตรียมอาวุธยังมีเณรโค่งอีกองค์หนึ่งชื่อกวังบู๊ เห็นกวังตี้จัดแจงอาวุธวุ่นวาย จึงมาพูดแก่
อาจารย์ว่า ซึ่งคิดจะฆ่าเขานั้นต้องดูให้แนบเนียน คนที่เป็นอาจารย์นั้นไม่สู้กระไร
วิตกแต่อ้ายคนหน้าขนที่เป็นสานุศิษย์ ดูเหมือนพวกเราทั้งร้อยคนก็จะสู้มันไม่ได้
อุบายอย่างนี้เห็นจะไม่สู้ดี ถ้าไม่สำเร็จซ้ำจะเกิดภัยแก่พวกเรา ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่
อย่างหนึ่งไม่ต้องถึงใช้อาวุธก็ได้อาจารย์ผู้เฒ่าจึงถามว่า อุบายของเจ้านั้นอย่างไรขอให้ชี้แจงให้เราฟังกวั้งบู๊จึงบอกว่า ความเห็นของข้าพเจ้านั้น ให้พวกเราเก็บไม้แห้งที่เป็นเชื้อไฟ
ให้มาก เอามาสุมไฟเผากุฎีที่คนทั้งสองนอนอยู่ทั้งคนทั้งม้าก็จะเป็นจุณไปหมด ถึง
พวกชาวบ้านเขาเห็นเขาก็คงเข้าใจว่าผู้ที่มาอาศัยทำไฟให้ติดขึ้นไหม้กุฎีและไหม้
ตัวเอง ความก็จะไม่อื้อฉาวเงียบสูญไป ผ้ากาสาวพัสตร์ก็จะตกอยู่แก่เราจะไปไหน
เสีย ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้จะเห็นดีด้วยหรือไม่ อาจารย์เจ้าวัดได้ยินดังนั้นก็ตบมือ
หัวเราะก๊าก ๆ แล้วชมว่าความคิดของเจ้าดีแท้ เอออย่างนั้นซิกาสาวพัสตร์จะได้
เป็นของเราได้ยืดยาว ว่าแล้วก็สั่งสานุศิษย์ที่ร่วมใจให้รู้ทั่วทุกคนฝ่ายสานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างคนต่างก็เตรียมตัวคอยท่าอยู่ ได้เวลาก็จะเอาไฟ
เผากุฎีตามที่คิดกันไว้ฝ่ายเห้งเจียจิตใจเป็นกายสิทธิ์ ผิดกว่าธรรมดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก
ถึงจะนอนหูก็ไวรู้สึกได้ง่าย ทั้งเป็นธรรมดาของวานรทั้งหลายหูไวเป็นที่สุด ทั้งพระ
ถังซัมจั้งก็นับเนื่องเข้าในพระโพธิสัตว์และเป็นผู้ประกอบด้วยบุญญาภิสังขารมาก
ย่อมมีธรรมรักษาอยู่เสมอเวลานั้นเห้งเจียกำลังนอน ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบอยู่ข้างนอกก็มีความ
สงสัยเป็นอันมาก ผุดลุกขึ้นจะเปิดประตูออกไปดู ก็กลัวอาจารย์จะตกใจ จึงสำรวม
จิตร่ายพระเวทแปลงกายเป็นแมลงผึ้งบินลอดออกมาทางช่องหน้าต่าง ก็แลเห็น
หลวงจีนทั้งหลายกำลังพากันขนเอาไม้แห้งและฟางฝอยมากองรองกุฎี สังเกตดูคง
จะเอาไฟเผาคลอกเรากับอาจารย์เป็นแน่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแต่ในใจนึก
ว่าไม่ผิดคำพระอาจารย์ที่พูดไว้เลย หลวงจีนเหล่านี้มันคิดอุบายจะเผาเรา เพราะ
มันอยากได้ผ้ากาสาวพัสตร์ของอาจารย์เท่านั้น มันจึงได้คิดร้ายอย่างนี้ ถ้าเราจะ
ตีก็จะตายเสียทั้งสิ้นแต่วิตกว่าพระอาจารย์จะว่าเราดุร้าย อย่าเลยเราจะต้องเอากล
ซ้อนกลเห็นจะดี คิดดังนันแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์นำที่หมึง ครัน
ถึงจึงเดินเข้าไปในหมู่เทวดาที่ประตูสวรรค์อยู่นัน เทวดาทังหลายเหล่านั้นพากัน
ตกใจร้องบอกกันวุ่นวายว่า ให้รีบหนีโดยเร็วเถิด ครั้งก่อนก็ได้มาทำวุ่นวายให้พวก
เราเดือดร้อนทีหนึ่งแล้ว บัดนี้ก็มาอีกแล้ว พวกเทวดาเหล่านั้นพากันตื่นวิ่งหนี
กระจายไปเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงโบกมือห้าม แล้วร้องว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้า
จะมาหาท่านกวั้งหมุดทีอ้องดอก หาได้มาคิดทำร้ายแก่ท่านทั้งปวงไม่ กำลัง
เห้งเจียพูดยังไม่ทันจะขาดคำลงก็พอกวังหมุดทีอ้องก็เดินออกมา เห้งเจียแลเห็น
กวั้งหมุดทีอ๊องก็คำนับแล้วพูดว่า บัดนี้พระถังซัมจั่งเดินทางมาพักนอนที่ในวัด
หลวงจีนใจร้ายจะเอาไฟคลอกเผาเสียให้ตาย การก็จวนเต็มทีแล้ว ข้าพเจ้ามาทั้งนี้
ปรารถนาจะยืมลูกบังไฟไปช่วยพระถังซัมจังสักครั้งหนึ่ง ถ้าการสำเร็จแล้วจะเอา
กลับมาคืนส่งให้โดยเร็วกวั้งหมุดทีอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงกลับถามว่า ถ้าคนร้ายจะเอาไฟคลอก
ชอบแต่จะเอาน้ำแก้ จึงจะต้องด้วยแบบแผน ทำไมท่านจะเอาลูกบังไฟไปทำไมเล่าเห้งเจียจึงชี้แจงว่า ท่านหาทราบในความคิดของข้าพเจ้าไม่ คือถ้าเอาน้ำช่วย
ไฟก็จะไม่ติดขึ้นได้ พวกคนร้ายก็จะไม่สมความคิด ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้พวก
คนร้ายเขาสมความคิดของเขา ข้าพเจ้าจึงมายืมลูกบังไฟไปช่วยแต่พระถังซัมจั้ง
องค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นตามแต่เขาจะเผากันให้ไหม้อย่างไร ก็ตามแต่ยถากรรม
ของเขาเถิดขอท่านได้รีบให้ข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่ก็จะเสียการกวั่งหมุดทีอ้องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วนึกว่าวานรตัวนี้มีความคิดจะเอาแต่
ตัวรอดไม่เอาธุระของใคร คิดดังนั้นแล้ว กวั้งหมุดทีอ๋องก็หยิบลูกบังไฟ ส่งให้แล้ว
กำชับว่า ถ้าเสร็จธุระแล้วจงรีบเอามาส่งเห้งเจียรับลูกบังไฟแล้วมีความยินดีคำนับลากวั้งหมุดทีอ๋อง รีบออกจากประตู
สวรรค์เหาะกลับมาลงยังวัด ครั้นถึงเห้งเจียจึงเอาลูกบังไฟ คลี่ออกคลุมกุฎีที่พระ
ถังซัมจั้งนอนกับทั้งม้าและหาบเสบียงอาหารเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ออกไปที่หลังกุฎี
ใหญ่ที่อาจารย์ผู้เฒ่าใจร้ายอยู่นั้น นั่งแอบคอยระวังผ้ากาสาวพัสตร์ และคอยดู
หลวงจีนใจร้ายจะลงมือทำการเมื่อไร ก็จะประสมเข้าทำด้วยฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นได้เวลาสมควรแล้ว จึงเอาไฟมาจุดฟางที่ใต้ถุน
กุฎีพระถังซัมจังกับเห้งเจียนอนอยู่นัน ให้ลุกขึ้นไฟโพลงโดยรวดเร็ว เห้งเจียเห็น
ดังนั้น ก็ร่ายพระคาถาเรียกลมเป๋าประสมซำช่วย ไฟก็ยิ่งลุกพลุ่งโพลงเลยไปติด
กฎีและที่ใกล้เคียงต่อ ๆ ไปอีกเป็นอันมาก ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็
พากันตกใจ ต่างวุ่นวายไปทังวัด ช่วยกันหามตู้และหีบขนของเครื่องใช้ร้องเรียก
กัน เสียงอึกทึกไปทั้งวัด ในเวลานั้นไฟก็ยิงลุกออกแดงไปในท้องอากาศก็สว่างไป
จนถึง ถ้ำปิศาจยักษ์ในที่ใกล้นั้นมีปิศาจตนหนึ่ง อยู่ทางทิศอาคเนย์มีภูเขาหนึ่งเรียกว่า เขาเฮ็ก
ฮองซัวมีถ้ำ ๆ หนึ่งเรียกว่าเอ๊กฮองต้องเวลาเมื่อไฟไหม้วัดนั้น แสงไฟส่องไปถึงถ้ำ
เฮ๊กฮองต้องปีศาจยักษ์นอนอยู่ในถ้ำ พลิกกลับตัวหันหน้าออกมาทางปากถ้ำ
ได้ยินเสียงลมพายุหวั่นไหว แลไปดูเห็นแสงไฟสว่างสองมาถึงหน้าถ้ำก็ตกใจลุกขึ้น
เดินออกมาดู เห็นไฟไหม้สว่างอยู่ข้างทิศอุดรก็นึกว่าเห็นไฟจะไหม้ที่วัดกวนอิม
เซียนยี่แน่แล้ว จำเราจะต้องไปช่วยดับไฟจึงจะชอบคิดแล้วก็รีบเหาะมายังวัด ครั้น
ถึงก็พิจารณาดูเห็นกุฎีใหญ่นั้นไฟหาไหม้ไม่ และข้างหลังกุฎีใหญ่มีคนนั่งภาวนา
เรียกลมอยู่ เมื่อปิศาจยักษ์เห็นดังนั้นจึงร่ายมนต์กำบังตัวลอยลงแอบเข้าไปในกุฎี
ใหญ่เห็นมีห่อผ้าแพรวางอยู่บนโต๊ะมีรัศมีสว่างออกมาเป็นสีแสงต่าง ๆ ก็นึก
อัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปใกล้หยิบห่อผ้าแกะออกดู ก็เห็นผ้ากาสาวพัสตร์
วิเศษงามยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ มีความยินดียิ่งนักเดิมคิดจะมาช่วยดับไฟ
ครั้นมาเห็นผ้ากาสาวพัสตร์เข้า จิตก็กลับไม่คิดที่จะช่วยดับไฟจึงหยิบเอาผ้ากาสาว-
พัสตร์นั้นได้แล้ว ก็ออกจากห้องกุฎีเหาะกลับไปยังถ้ำที่อยู่ของตนตามเดิมครั้นไฟโทรมลงแล้ว ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายในวัดนั้นต่างคนต่างร้องไห้ด้วยความ
เสียดายข้าวของที่ไหม้ไฟหมดด้วยกันทุก ๆ คนเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก สมด้วยคำ
โบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นกลับมาถึงตัวเห็นทันตา)ฝ่ายเห้งเจียเห็นไฟโซมลงแล้ว จึงเปิดลูกบังไฟนันออกจากกุฎีที่พระถังซัมจังอยู่
ก็รีบเหาะไปยังสวรรค์เอาลูกบังไฟไปส่งกวั้งหมุดทีอ๋อง แล้วก็รีบเหาะกลับลงมาก็
พอสว่าง จึงคิดเห็นว่าพระอาจารย์ถังซัมจั้งยังไม่ตื่น จึงแปลงกายเป็นแมลงผึ้งบิน
ลอดเข้าไปในช่องหน้าต่าง ครั้นเข้าไปแล้วก็กลายเป็นรูปเดิมเดินเข้ามาปลุกพระ
อาจารย์ฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อรู้สึกแล้วลุกขึ้นครองผ้าเปิดประตูเดินออกมาแลไปทั้งสี่ทิศ
ไม่เห็นห้องหอและกุฎีศาลา เห็นแต่กำแพงพังทลายไฟไหม้เป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้น
ครั้นเห็นดังนั้นแล้วก็มีความตกใจจึงถามเห้งเจียว่า นี่เป็นด้วยเหตุผลประการใดเห้งเจียจึงแกล้งตอบว่า พระอาจารย์เห็นจะนอนฝันไปดอกกระมัง เมื่อคืนนี้
ข้าพเจ้าหนีไฟแทบจะไม่พ้นเสียแล้วพระถังซัมจั้งยิ่งมีความฉงน จึงถามว่าทำไมอาตมภาพจึงไม่รู้เล่า เห้งเจียจึง
พูดว่าข้าพเจ้าคอยแต่ระวังรักษาแต่กุฎีที่เราอยู่ จะปลุกพระอาจาย์ก็กลัวจะตกใจ