พระถังซัมจั้งพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยรักษาที่อื่นบ้างเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะบอก
ให้พระอาจารย์ทราบ ที่เกิดขึ้นทั้งนี้นั้นก็เหมือนดังคำที่พระอาจารย์ว่าเมื่อวานนี้
เพราะพวกหลวงจีนเหล่านี้คิดอยากจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์ของเรา จึงได้คิดจะเอาไฟ
เผาเราให้ตายเสีย ถ้าเราตายเสียแล้ว ผ้าจะได้ตกอยู่แก่เขา นี่หากว่าข้าพเจ้ารู้สึก
เสียก่อนแล้ว จึงมิได้เป็นอันตราย หาไม่ป่านนี้ก็จะเหลือแต่กระดูก ข้าพเจ้าคิดว่า
พวกนี้หามีหิริโอตัปปะไม่ข้าพเจ้าจึงไม่ช่วย เลยซ้ำเรียกลมมาให้พัดส่งใหญ่ไฟจึง
ได้ลุกลามมากมายไปดังนี้ เพื่อให้สมน้ำหน้าและพอใจของพวกคนพาลที่มุ่งร้าย
หมายจะทำแก่เราพระถังซัมจั้งพูดว่า ธรรมดาไฟจะต้องเอาน้ำดับจึงจะชอบ นี่ท่านกลับเอาลม
มาประสมดังนี้จะควรหรือเห้งเจียว่า คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ตัวเป็นคนอย่าคิดร้ายแก่เสือ เสือก็อย่า
คิดร้ายแก่คน) ถ้าเขาไม่ใช้ไฟเราก็ไม่เรียกลมเห้งเจียพูดแล้วก็หัวเราะพระถังซัมจั่งจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นผ้ากาสาวพัสตร์จะมิไหม้ไฟเสียแล้วหรือ เห้งเจีย
ว่าเห็นจะไม่เป็นไร ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ที่กุฎีใหญ่ไฟมิได้ไหม้ไปถึงได้ จำเราจะ
ไปทวงเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของเราเถิด พระถังซัมจั่งจึงจูงม้าเดินมายังกุฎีใหญ่
เห้งเจียยกหาบใส่บ่าเดินตามมาเวลานั้นหลวงจีนทั้งหลายกำลังนั่งครำครวญทุกข์ร้อนอยู่ พอแลเห็นพระถัง
ซัมจังกับศิษย์เดินตามกันมาต่างคนก็ตกใจสำคัญว่าปิศาจคนทังสองที่ไฟไหม้ตายมา
ทวงชีวิต ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าขอท่านได้โปรดเถิด คนที่คิดร้ายต่อ
ท่านนั้น หาใช่พวกข้าพเจ้าไม่ ท่านอย่ามาทวงเอาชีวิตแก่ข้าพเจ้าเลยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า พวกเดียรัจฉานไม่รู้จักคนพวกเจ้าจะต้องถึงแก่
ความตาย นี่ใครมาทวงชีวิตแก่พวกเจ้าเล่า จงรีบไปเอาผ้ากาสาวพัสตร์นั้นมาให้
โดยเร็วเราจะได้ไปขณะนั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันตะลึงไปหมดไม่รู้ที่ว่าจะตอบประการใด
หลวงจีนสองรูปเป็นคนใจกล้าจึงถามว่าเมื่อคืนนี้ท่านพักนอนอยู่ในกุฎีไฟไหม้ตาย
แล้วยังมาทวงจะเอาผ้ากาสาวพัสตร์ดังคนเป็นฉะนี้ผีหรือคนเรามีความสงสัยอยู่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าไฟที่ไหนไม่เห็นไหม้ตัวเราจงพากันไปดู
ที่กุฎีนั้นซี ไฟไหม้หรือไม่ไหม้จะได้รู้แน่
• พวกหลวงจีนเหล่านั้นก็พากันออกไปดูที่กุฎี ก็เห็นกุฎีนั้นยังดีอยู่มิได้ไหม้เกรียม
หรือไหม้อะไรสักนิดหนึ่งครั้นเห็นดังนั้นแล้ว ต่างคนก็ครั่นคร้ามเกรงกลัวแล้วมาคิด
เห็นว่า พระถังซัมจังกับเห้งเจียนี้เห็นจะเป็นผู้วิเศษสำเร็จแล้ว จึงมือภินิหารโดย
เป็นผู้รักษาธรรมอันบริสุทธิ์จึงหาเป็นอันตรายไม่ คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงพากัน
เข้ามาในกุฎีใหญ่จะบอกความแก่ท่านผู้เฒ่าขณะนั้นอาจารย์ผู้เฒ่ากำลังคร่ำครวญเป็นทุกข์อยู่ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ไม่เห็น
ทั้งไฟก็ไหม้วัดวาอารามหมดสิ้น พอได้ยินหลวงจีนลูกวัดมาพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ที่จะ
คิดประการใด ในจิตใจให้หมกมุ่นเพราะกระทำการไม่ตลอด จึงลุกเดินเข้าไปข้างใน
เอาศีรษะกระแทกเข้ากับฝาผนัง จนศีรษะแตกถึงแก่ความตายจึงมีคำกลางกล่าว
ว่า (หลวงตาเฒ่าคิดมิดีกอปรไปด้วยความโลภ คิดเอาไฟเผาท่านท่านก็ไม่เป็น
อันตราย ตัวกลัวต้องมาถึงแก่ความตายก็เพราะโลภเจตนา) ดังนี้แหละฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเห็นพระอาจารย์ผู้เฒ่าฆ่าตัวตายดังนั้น ต่างคนต่างก็
ร้องไห้ กลับออกมาบอกพระถังซัมจั้งและเห้งเจียว่า พระอาจารย์ผู้เฒ่าเอาศีรษะ
โดนฝาตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายค้นหาผ้ากาสาวพัสตร์ก็ไม่พบไม่เห็นแล้วแต่
ท่านจะมีความกรุณาแก่พวกข้าพเจ้าเถิดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธเป็นกำลัง ตวาดด้วยเสียงเป็นอันดังดุจฟ้าผ่า
ว่า พวกเจ้าเหล่านี้เอาไปซ่อนเสียเป็นมั่นคง ว่าแล้วก็เรียกหลวงจีนมาทุกคน เห้งเจีย
ค้นหาโดยละเอียดก็ไม่พบเห็น แล้วจึงเดินไปเที่ยวค้นทุกหีบทุกตู้ก็มิได้เห็น พระ
ถังซัมจังมีความโทมนัสและแค้นเห้งเจียเป็นที่สุดเห้งเจียเห็นพระอาจารย์โกรธจึงพูดว่า พระอาจารย์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าคงจะ
สืบเสาะหาเอามาให้จงได้ เห้งเจียกระโดดมาฉวยไม้กระบอกเหล็กออกจากหูไล่ตี
หลวงจีนเหล่านั้นพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า อย่าทำวุ่นวายจงไปตรวจถามดู
จะตกหล่นอยู่ที่ไหนบ้างดอกกระมัง ด้วยเกิดฟืนไฟไหม้ลนอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ร้องห้ามดังนั้นก็หยุดอยู่ หลวงจีนหั้งหลายจึงคำนับ
แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้เห็นด้วยเลย เหตุการณ์ทั้งนี้เพราะตาผีเฒ่าอยยากได้
ผ้ากาสาวพัสตร์ของท่าน จึงได้คิดอุบายหวังจะฆ่าท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายก็หาได้
ทราบไม่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมัวสาละวนดับไฟและขนของอยู่ ผ้ากาสาวพัสตร์นั้นจะ
ตกไปอยู่แห่งใดก็หาทราบไม่เห้งเจียได้ฟังหลวงจีนพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธมากขึ้น จึงเดินเข้าไปในกุฎีใหญ่
ที่ห้องสมภารตายอยู่นั้น ค้นดูทั่วก็มิได้พบเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ จึงใช้ให้หลวงจีน
เหล่านั้นขุดดินใต้กุฎีขึ้นหาดูจนทั่วไปก็มิได้พบเห็น ซึ่งจะเข้าใจว่าไฟไหม้เสียแล้ว
ก็หาชอบไม่จึงถามหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นว่า ที่ในบริเวณใกล้เคียงเหล่านี้มียักษ์
และปิศาจอสุรกายปรากฏอยู่บ้างหรือไม่ จึงสมภารรองผู้หนึ่งบอกว่า ทางข้างทิศ
อาคเนย์นี้มีภูเขาหนึ่งเรียกว่าเฮ็กฮองซัว มีถ้าอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่าเฮ็กฮองต้อง มีปิศาจ
ยักษ์อยู่ตนหนึ่งชอบอัธยาศรัยแก่สมภารที่ตายเคยไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ๆเห้งเจียถามว่าอยู่ใกล้หรือไกล สมภารรองบอกว่าไม่สู้ไกลนักประมาณห้าสิบ
เส้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดแก่พระอาจารย์ว่า จงวางใจเสียเถิดไม่
ต้องสงสัยเลย คือปิศาจยักษ์นี้เองมันดอดมาขโมยเอาไปเป็นแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะ
ไปค้นหาดูพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นมาพร้อมกันแล้วจึงสั่งว่า
ท่านทั้งหลายจงระวังรักษาพระอาจารย์ของเราไว้ให้ดี และจงระวังดูม้าของเราไว้ด้วย
แม้มีเหตุการณ์อันตรายแต่อย่างใดแล้ว เราจะตีด้วยกระบองเหล็กนี้ให้หัวและตัว
เจ้าแหลกละเอียดไปทั้งนั้น เห้งเจียพูดสั่งหลวงจีนเหล่านั้นแล้ว จึงแกว่งกระบอก
เหล็กตีซ้ายป่ายขวาด้วยกำลังอิทธิฤทธิ์ กำแพงและอิฐปูนเหล่านั้นพังทลายลงไป
หมด หลวงจีนทั้งหลายได้เห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความกลัวจนตัวงอรีบลงคุกเข่าคำนับแล้ว
ก็พูดว่าข้าพเจ้าทั้งหลายจะระวังรักษาพระอาจารย์ตามท่านสั่ง มิให้เป็นอันตรายได้เห้งเจียครั้นได้ฟังหลวงจีนทั้งหลายรับปฏิญาณดังนั้นแล้วก็มีความยินดีจึง
จัดแจงแต่งตัวมั่นคง แล้วก็รีบเหาะไปยังเขาเฮ๊กฮองซัวเมื่อเห้งเจียเหาะไปนั้นพวกหลวงจีนทั้งหลายในวัดแลขึ้นไปบนอากาศ เห็น
เห้งเจียมีฤทธาศักดานุภาพยิ่งนักต่างคนต่างก็มีความกลัวเกรงทุก ๆ คนแล้วพูดว่า
เหาะเหินเดินอากาศได้ดังนี้ทั้งไฟก็มิได้ทำอันตรายได้ตาเฒ่าเจ้าวัดไม่รู้จักฟ้าต่ำ
ดินสูงคิดความร้ายทำลายเขา โทษนั้นกลัวมาถึงตัวต้องมรณาเพราะความโลภ
เจตนาที่เห็นผิดเป็นชอบพระถังซัมจังจึงพูดว่านี่แน่ท่านทั้งหลาย เห้งเจียไปตามหาผ้ากาสาวพัสตร์ถ้า
ได้มาสมประสงค์ก็จะดีไป ถ้าไม่ได้ผ้ากาสาวพัสตร์มาชีวิตของท่านทั้งหลายไม่
ทราบว่าจะเป็นประการใด ด้วยเห้งเจียเป็นคนดุร้ายเมื่อพระถังซัมจังพูดดังนั้น หลวงจีนทั้งหลายมีความวิตกเป็นอันมาก ต่างคน
ต่างคุกเข่าลงคำนับเทพยดาเทพาอารักษ์รุกขพิมานร้องขอพรว่า ขอให้เห้งเจียได้
ผ้ากาสาวพัสตร์สมประสงค์เถิด ต่างวิตกนั่งคอยฟังข่าวเห้งเจียอยู่พร้อมกันฝ่ายเห้งเจียรีบเหาะตรงไปยังเขาเฮ๊กฮองซัว ครั้นถึงก็รออยู่บนอากาศ พิจารณา
ดูโดยละเอียดเห็นภูเขาสูงเป็นสง่างาม เวลานั้นกำลังเป็นฤดูเดือนสาม ต้นไม้กำลัง
ผลิดอกออกช่อเป็นที่น่าชม เห้งเจียพิจารณาดูภูเขารอบทั่วแล้วแลไปข้างเนินเขา
เห็นมีคนนั่งพูดกันอยู่สามคน จึงลงมาข้างริมเนินกำบังตัวแอบเข้าไปดูเห็นยักษ์
นั่งอยู่สองข้าง ๆ ละคน อีกคนหนึ่งมีสีกายดำนั่งอยู่ข้างบนที่นั่งยู่ข้างขวาเป็น
เต้าหยิน ที่นั่งยยู่ข้างซ้ายนั้นเป็นชีผ้าขาว ทั้งสามคนนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องฝึกฝน
การบวชเรียนและวิทยาวิชาต่าง ๆ อ้ายคนตัวดำนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า วันมะรืนนี้
เป็นแซยิดของข้าพเจ้า ๆ ขอเชิญท่านทั้งสองได้เอ็นดูข้าพเจ้ามาประชุมในการ
สามัคคีด้วยคนที่เป็นชีผ้าขาวนั้นตอบว่า ทุก ๆ ปีข้าพเจ้าก็ต้องมาช่วยไต้อ๋อง ถึงปีนี้ก็ต้อง
มาช่วยอวยพรกันตามเคยเหมือนทุกปีมาเจ้าตัวดำจึงพูดว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ของวิเศษสิ่งหนึ่งนามเรียกว่าผ้ากาสาว
พัสตร์ ของสิ่งนี้เป็นของดีงามประหลาดตา วันพรุ่งนี้จะประชุมเลี้ยงฉลองผ้ากาสาว
พัสตร์จะตั้งนามประชุมนั้นว่า (กาสาประชุม) ท่านทั้งสองจะเห็นเป็นอย่างไรคนที่เป็นเต้าหยินหัวเราะแล้วตอบว่า ถ้าดังนั้นวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมาคำนับ
ท่านก่อนเห้งเจียแอบฟังแต่ต้นจนปลายทราบความทุกประการแล้ว ก็อุตสาห์สะกดใจ
ไว้จนทราบเรื่องตลอดแล้ว ก็กระโดดเข้ามาร้องตวาดด้วยเสียอันดังว่า อ้ายขโมย
มึงลักเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของกูมา เอ็งจงรีบเอามาคืนให้เราโดยเร็ว หาไม่มึงจะ
เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ว่าแล้วก็ถือกระบองเงื้อจะตี ปิศาจยักษ์ทั้งสามเห็นดังนั้น
ก็ตกใจ อ้ายตัวดำบันดาลให้กายหายเป็นลมหนีไป เต้าหยินโจนหนีเหาะขึ้นไป
แผ่งกลีบเมฆไป ยังแต่ชีผ้าขาวนั่งตกตะลึงอยู่หาได้หนีไปไม่ เห้งเจียตีด้วยกระบอง
ล้มลงขาดใจตายซากศพนั้นก็กลับกลายเป็นรูปงูขาวตัวหนึ่ง เห้งเจียเอากระบอง
เขี่ยขึ้นดูตัวก็ขาดเป็นสองท่อน แล้วเหลียวหาอ้ายตัวดำกับเต้าหยินยังแลเห็นหลัง
อยู่ ก็รีบเหาะไล่ตามข้ามเขาไป เห็นหว่างเขาเป็นชะโงกง้ำออกมามีถ้ำใหญ่ปิดปาก
ถ้ำแน่นหนาข้างบนปากถ้ำมีศิลาจารึกอักษรว่าเฮ๊กฮองซัว ถ้ำเฮ๊กฮองต้องเห้งเจีย
เห็นดังนั้นจึงแกว่งกระบองร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายตายโหงจงรีบเอาผ้า
กาสาวพัสตร์ของพระอาจารย์กูมาโดยเร็ว ถ้าขัดขืนช้าไปกูจะทำลายถ้ำเสียให้ราบ
เป็นหน้ากลองฝ่ายพวกบริวารยักษ์ ได้ยินดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋องว่าการที่จะประชุม
กาสานั้นเห็นจะไม่สำเร็จ บัดนี้ข้างนอกที่ปากถ้ำนั้นมีอ้ายปากแหลมหน้าเหมือน
รามสูรมาร้องทวงผ้ากาสาวพัสตร์ถ้าไม่ออกไปมันว่า จะทำลายถ้ำเสียเดี๋ยวนี้
ขอท่านได้ทราบนายปิศาจยักษ์ได้ฟังบริวารยักษ์บอกดังนั้น มีความโกรธยิ่งนัก จึงเรียกบริวาร
ให้เอาเกราะกับทวนมาให้แล้วก็แต่งตัวสวมเกราะมือถือทวน รีบเดินออกมาที่ประตู
ถ้ำ เห้งเจียยืนคอยอยู่ ครั้นเห็นปิศาจดำตลอดตัวใส่หมวกดำ คล้ายรูปม้าสวม
เกราะทองแดงเสื้อชั้นนอกทับเกราะแพรดอกดำ มือถือทวนเป็นอาวุธสอดรองเท้า
หนังดำ แลดูทั้งกายปิศาจดำดุจดินหม้อและถ่านไฟเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะนึก
ในใจว่า อ้ายนี่เห็นกำเนิดมันจะเป็นพวกเผาถ่าน คิดดังนั้นแล้วก็นิ่งคอยดูอยู่ฝ่ายปิศาจยักษ์เดินออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามด้วยเสียงเป็นอันดังว่า
ใครอยู่ที่วัดไหนหวา จึงมาถามหาผ้ากาสาวพัสตร์ทำไม เอ็งอยู่ที่ไหนผ้ากาสาวพัสตร์
นั้นหายแต่เมื่อไร จึงได้เซอะซะมาทวงถามถึงที่นี่เอ็งเชื่อดีอย่างไรหรือเห้งเจียได้ฟังจึงตอบว่าผ้ากาสานั้นเก็บไว้ในกุฎีใหญ่ที่วัดกวนอิมเซียนยี่เมื่อคืนนี้
เกิดไฟไหม้วัดขึ้นตัวมึงแอบเข้าไปในกุฎีลักเอามาและนัดพวกพ้องมาจะทำกาสา
ประชุม ยังจะมีหน้ามาโต้ตอบได้อีกหรือ เร็ว ๆ จงรีบเอามาให้กูเสียโดยดี หาไม่
ชีวิตมึงจะไม่รอดพ้นจากฝีมือกูฝ่ายอสุรยักษ์ปิศาจได้ฟังดังนันจึงหัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายคนเสเพลเจ้าอุบาย
มากเมื่อคืนนี้ไฟไหม้วัดนั้นเพราะด้วยเอ็งเอาไฟมาทิงเองแล้ว เราเห็นเองนังอยู่
หลังกุฎีใหญ่เรียกลมช่วยไฟให้ลุกขึ้นแรง จนไฟไหม้ไปทั้งวัดอันที่จริงข้าเอาผ้ากาสา
มาเสียนั้น ก็โดยคิดกลัวว่าไฟจะไหม้เสีย เจ้าจะทำอะไรเราหรือ ตัวเจ้าชื่อไรแซ่ใด
มีฝีมืออย่างไรจึงอาจสามารถทำปากกล้ามาพูดจาจองหองที่นี่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เอ็งจำปูไม่ได้หรือ ปู่เป็นสานุศิษย์ของพระเจ้า
น้องยาเธอพระถังซัมจั้ง นามของเรานี้คือ ซึงเห้งเจีย ถ้าเอ็งอยากจะรู้ฝีมือเราว่า
จะกล้าแข็งแรงฤทธิ์สักเท่าใดเราจะเล่าให้เจ้าฟัง หากเจ้าจะตั้งสติไม่อยู่ขวัญจะหนี
ไปจากตัวปิศาจยักษ์จึงพูดว่าไหนเจ้าลองเล่าให้เราฟังดูทีหรือ เราจะได้รู้ว่าเจ้าจะมีฤทธิ์
เดชสักเท่าใดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะว่า อ้ายเหลนของกูเอ็งจงเงี่ยหูลงคอยฟัง ทวดจะ
เล่าให้เอ็งฟังตั้งแต่แรกเมื่อเกิดทวดมีฤทธิ์เดชประกอบด้วยอากาศจึงเติบใหญ่ได้ ไปเรียน
วิชาต่อครูสอนให้ทวดรู้วิทยาและยาวิเศษไม่แก่ไม่ตาย ทวดได้สำเร็จเป็นไต้เซียน
สารพัดคาบจะเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกประการ หมื่นกิจแสนการดวงจิตก็ไม่กอปร
ไปด้วยตัณหาราคะ อายัตนะหกประการบริสุทธิ์ภาคมั่นคง ได้ลงไปปราบพระยา
เล่งอ๊องได้กระบองวิเศษแล้วกลับมาเป็นเจ้าอยู่ที่ถ้าจุ๊ยเลียมต้องเง็กเชียงฮ่องเต้ตั้ง
ให้เป็นที่ซีเทียนไต้เซีย อยู่บนสวรรค์มียศเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เราทำวุ่นวายบนวิมาน
ก็ไม่มีผู้ใดจะต่อต้านได้ เหตุเพราะท้ายเสียงเล่ากุนกับยี่หนึ่งจินกุนจับเราได้เอาไป
บนสวรรค์ ท้ายเสียงเล่ากุนเอาไฟเผาเราด้วยเบ้าก็ไม่ตาย ทวดจึงถือกระบองกาย
สิทธิ์ตีขนาบเข้าไปถึงสามสิบสามชั้นวิมานไม่มีผู้ใดจะสู้ได้ สมเด็จพระเซ็กเกีย
มองนิฮุดโจ้จิงได้บันดาลเขาเง้าเห้งซัวครอบทวดไว้ได้ห้าร้อยปี ทวดจึงได้มาพบ
พระถังซัมจั่ง บัดนี้เราตั้งอยู่ในส้มมาทิฐิมรรค จะไปวัดลุ่ยอิมยื่นมัสการพระผู้
ประเสริฐ ผู้กระทำที่สุดของโลกและข้ามโลกได้แล้วทั้งรอบจักรวาลฟ้าดินต่อ ๆ มว
ถึงเดี๋ยวนี้ ก็รู้จักชื่อเราทั้งสิ้น เหลนจงฟังคำทวดที่เล่าให้ฟังนี้เถิดฝ่ายปิศาจยักษ์เมื่อได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่า เออฉะนั้น
เรานึกได้แล้วคือมูลเหตุนั้น เง็กเชียงอ่องเต้ตั้งให้เจ้าเป็นที่เป๊กเบ๊อุนอ้ายคนเลี้ยงม้า
มิใช่หรือเห้งเจียได้ฟังปิศาจยักษ์กล่าวออกชื่ออักษรสามตัวว่าเป็กเบ็อุนอันอักษรสามตัวนี้
ถ้าได้ยินได้เห็นเวลาใดก็เกิดโทโสดุจไฟเข้าลนหัวใจ ดวงตาเห้งเจียลุกดุจดาวโรหินี
แกว่งกระบองกายสิทธิ์ชื่อกิมตอปัง ตรงเข้าตีปิศาจ ปิศาจก็ขยับทวนเข้ารับ ต่าง
รบกันไปมาประมาณยี่สิบเพลงพอตะวันจวนเที่ยง ปิศาจยักษ์เอาทวนกดกระบอง
เห้งเจียไว้แล้ว ร้องพูดแก่เห้งเจียว่า เวลานี้ก็จวนจะเที่ยงอยู่แล้ว จงพักให้เรากิน
อาหาร แล้วจึงค่อยมาต่อสู้กันใหม่ พูดแล้วก็ชักทวนถอยกลับเข้าถ้ำ สั่งบริวารให้
ปิดประตูแน่นแล้วให้จัดเครื่องเลี้ยงและเขียนหนังสือไปเชิญ พวกพ้องมิตรสหาย
ทุก ๆ แห่งมาเลี้ยงโต๊ะจะได้คิดการต่อสู้แก่ข้าศึกต่อไป บริวารได้หนังสือแล้วก็แยก
ย้ายกันไปฝ่ายเห้งเจียครั้นปิศาจกลับเข้าถ้ำแล้วคิดจะทำลายถ้ำเข้าไปก็เหนื่อยเหลือกำลัง
จึงเหาะกลับมายังวัดอิมเชี้ยนยี่เข้าไปคำนับพระอาจารย์ แล้วเล่าความว่าปิศาจมี
กายดำมันลักผ้ากาสาวพัสตร์ไปจะทำการเลี้ยงโต๊ะ ในการแซยิดของมัน และได้ต่อสู้
กันจนกลับมาให้พระอาจารย์กับหลวงจีนทั้งปวงฟังทุกประการ หลวงจีนทั้งหลาย
จึงจัดแจงเครื่องแจถวายเพลพระถังซัมจั้งฉันแล้ว เห้งเจียจึงรับประทานต่อภายหลัง
ครั้นเสพอาหารอิ่มเสร็จแล้ว เห้งเจียก็คำนับลาพระอาจารย์เหาะกลับไปยังเขาเฮ๊ก
ฮองชัว เมื่อขณะเหาะกลับมาแลลงไปเห็นบริวารปิศาจยักษ์เดินมามือถือหีบไม้
สาลี่หีบหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ลอยลงยังที่พื้นดินตรงเข้าสะกัดหน้าเอาไม้กระบอง
ตีปิศาจยักษ์ตายคาที่เห็นกายปิศาจอ่อนน่วมดุจฟองน้ำ เห้งเจียจึงลากศพทิ้งข้าง
ทางแล้วเอาหีบนั้นมาเปิดดู ก็เห็นเป็นหนังสือเชิญกินโต๊ะในใจความว่าข้าพเจ้า
เฮกหันพระยาหมีดำ ขอคำนับมายังท่านกิมตือเล่าเสียงอาจารย์ได้ทราบ ด้วยบัดนี้
ข้าพเจ้าจะทำการเลี้ยงโต๊ะและทำการกาสาประชุมขอเชิญท่านมานั่งเล่นพอเป็น
ก็ริยาที่รื่นเริงในกำหนดวันพรุ่งนี้เป็นวันประชุมขอจงมาในเวลากำหนดเถิด เห้งเจีย
อ่านดูรู้ความดังนันแล้วจึงหัวเราะว่า เหตุนีเองจึงทำให้อ้ายอาจารย์เฒ่าที่ตายคบค้า
กับอ้ายพวกปิศาจยักษ์มารเหล่านี้เป็นเพื่อนฝูง อายุมันจึงได้ยืนถึงสองร้อยเจ็ดสิบปี
เห็นอ้ายพวกปิศาจเหล่านี้จะให้ว่านยาอะไรกิน จึงได้มีอายุยืนนานฉะนั้น จำเรา
จะแปลงกายเป็นอาจารย์เฒ่าผู้นั้น เข้าไปในถ้ำก็คงจะได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะ
เราเคยเห็นและจำตัวอ้ายนั่งข้างขวาได้ คือเต้าหยินที่เหาะหนีเราไปครั้งก่อน คิด
ดังนั้นแล้วจึงสำรวมกิริยาร่ายพระเวทคาถาแปลงกายให้เหมือนรูปอาจารย์เต้าหยินครั้นแปลงกายแล้วก็เดินเข้ามายังถ้ำ เรียกให้เปิดประตูรับ พวกยักษ์บริวาร
ได้ยินก็ออกมาเปิดประตูถ้ำ แลเห็นท่านอาจารย์กิมตี้มาจึงกลับเข้าไปบอกนายว่า
บัดนี้ท่านอาจารย์กิมตี้มาแล้วเฮกหันได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เราใช้คนไปเชิญเหตุใดจึงมาเร็วนักชะรอยจะเป็น
เห้งเจียไปอ้อนวอนเชิญให้มาขอผ้ากาสาวพัสตร์คืนดอกกระมัง จำเราจะเอาผ้า
กาสาวพัสตร์ซ่อนไว้เสียก่อน อย่าให้เห็นคิดดังนั้นแล้วก็เอาผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเก็บ
ซ่อนเสียฝ่ายเห้งเจียเดินเข้าไปในประตูถ้ำ เดินพลางชมพลางเห็นผลไม้ดกออกดอก
ช่ออรชรดุจสวนบนสวรรค์ ครั้นเดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สองเห็นทั้งสองข้างมีเหลี่ยน
หนังสือคู่หนึ่ง ข้างขวามีคำว่าระงับสุขสำราญไม่มีความโลภ ข้างซ้ายมีคำว่าอยู่
ที่ลับความสนุกดุจเทวสถาน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงคิดอยู่แต่ในใจว่า หนังสือที่เขียน
ไว้นั้นเป็นข้อนำความสำเร็จที่จะให้พ้นจากโลก พวกยักษ์เหล่านี้ก็รู้จักทางมรรคผล
ของความดีเห้งเจียคิดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สามแลดูรอบในนั้นเห็นประตู
หน้าต่างสลักเสลาเป็นช่อเป็นชั้นลวดลายต่าง ๆงดงามเจริญตาเป็นที่เจริญใจยิ่งนัก
ก็เดินตรงเข้าไปจนถึงตัวเฮกหันฝ่ายเฮกหันครั้นเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็สวมเสื้อแต่งตัวออกมารับเชิญแล้ว
จึงพูดว่าข้าพเจ้าจะทำการเล็กน้อยในวันพรุ่งนี้ ท่านอาจารย์มีธุระหรือจึงมาก่อน
กำหนดในจดหมายเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าจะใคร่ชมผ้ากาสาวพัสตร์ จึงได้รีบมาก่อนกำหนด เพราะ
ได้ทราบในจดหมายซึ่งท่านให้คนถือไปให้ กำลังสนทนากันอยู่นั้น พวกบริวารที่
ไปเที่ยวสอดแนมกลับเข้ามาบอกว่า ไต้อ๋องจงทราบเถิดว่าคนที่ถือหนังสือเทียบไป
เชิญพระอาจารย์กิมตี้นั้นไปได้ครึ่งทางพบเห้งเจียเข้าเห้งเจียตีตายเสียแล้ว แปลง
กายปลอมเป็นอาจารย์กิมตี้เข้ามาในถ้ำ จะคิดอุบายเอาผ้ากาสาวพัสตร์คืนเป็นแน่
ข้าพเจ้าได้แอบดูได้เห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วเฮกหันครั้นได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธจึงเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็น
ดังนั้นหลบถอยหลังแปรกลับเป็นรูปเดิม ซักกระบองเข้ารบรับกันในถ้ำและถ้อยที
หนีไล่ถอยออกมาจนนอกประตูถ้ำ และขึ้นรบกันบนยอดเขาต่างมีฤทธิ์เข้มแข็งรบกัน
ได้หลายร้อยเพลง จนเวลาจวนค่ำก็ยังหาแพ้และชนะกันไม่เฮกหันเอาทวนรับกระบองไว้แล้วร้องพูดว่า เห้งเจียหยุดก่อนเราจะพูดให้ท่านฟัง
ด้วยเวลานี้ก็จวนจะค่ำอยู่แล้วเราหยุดรบกันเสียก่อนพรุ่งนี้เช้าเราจึงค่อยมารบกัน
ให้ถึงแพ้และชนะ พูดดังนั้นแล้วก็บันดาลตัวให้เป็นสายเหมือนลมหายไปต่อหน้าหังเจียเห็นดังนันก็ไม่สามารถที่จะทำประการใดได้ก็เหาะกลับมายังวัดเข้าไ2
คำนับพระอาจารย์พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมาจึงถามว่า ไปพบผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเป็น
ประการใดได้หรือไม่ได้เห้งเจียจึงเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้พระอาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งให้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงย้อนถามว่าฝีมือปิศาจกับตัวเจ้าใครจะ
เป็นอย่างไรกันเห้งเจียจึงตอบพระอาจารย์ว่า ก็พอจะสู้กันได้ไม่สู้กระไรนัก พระถังซัมจั้งจึง
ว่าถ้าดังนั้นทำประการใดจึงจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์คืนเล่าเห้งเจียตอบว่าพรุ่งนี้คงจะเอาคืนให้จงได้ ค่ำวันนี้จะขอหยุดพักพอให้มีแรง
เสียสักคืนก่อนพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จิตใจให้วิตกด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ยิ่งนัก
ในคืนวันนั้นพระถังซัมจั้งหาเป็นอันที่จะหลับนอนไม่ นั่งอยู่ที่ตรงหน้าต่างตรึกตรอง
หามีความสบายไม่ฝ่ายเห้งเจียเมื่อพักนอนครั้นดึกสามยามเห้งเจียก็ผุดลุกขึ้น เรียกหลวงจีนทั้ง
หลายมาพร้อมกัน สั่งให้ระวังรักษาพระอาจารย์ให้ดีเราจะมีธุระไปสักหน่อยฝ่ายพระถังซัมจังนั่งตรึกตรองเป็นทุกข์อยู่หาหลับไม่ ครั้นได้ยินเห้งเจียสั่งหลวง
จีนดังนั้น ก็ลงจากเตียงร้องถามออกมาว่าเห้งเจียจะไปข้างไหนเวลาค่ำมืดดังนี้แล้วเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคิดว่าการสิ่งนี้ จะต้องไปหาพระกวนอิมเพราะที่วัดนี้
ชาวชนทั้งหลายมาสักการะบูชาสร้างขึ้นถวายเป็นวัดของพระกวนอิม เพราะอักษร
เขียนชื่อวัดก็เป็นชื่อพระกวนอิม พระกวนอิมให้สัตว์เดียรัจฉานปิศาจยักษ์อยู่ใกล้
วัดดังนี้ ข้าพเจ้าจะไปเชิญท่านและเล่าการให้ท่านฟังจะได้นิมนต์ท่านมา เห็นคง
จะได้ผ้ากาสาวพัสตร์คืนโดยง่าย ข้าพเจ้าคิดเห็นอย่างนี้จึงจะไปเชิญท่านมาพระถังซัมจั่งจึงถามว่าท่านไปเมื่อไรท่านจะกลับมาด้วยพระกวนอิมก็อยู่ไกลเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคะเนเวลากินข้าวเช้าแล้วก็คงจะกลับมาถึงถ้าอย่างช้าก็
เพียงเที่ยง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็คำนับลาพระอาจารย์เหาะตรงไปยังเขาน่ำไฮ้
บัดเดี่ยวก็มาถึง เห้งเจียลอยพิจารณาอยู่บนอากาศเห็นชัยภูมิเขามีน้ำไหลรินเป็น
พู่ฝอยใสสะอาด มีต้นผลไม้ต่าง ๆ ผลิดอกช่อหลายพรรณ ทั้งภูเขาโขดดูและเพิง
พักซับซ้อนเป็นลำดับต่าง ๆ มีไม้ต้นไม้ลำต่าง ๆ ดุจคนแกล้งมาปลูกไว้ผู่งทีฆชาติ
ปักษาก็มาร่อนร้องและลงจับจิกกินผลไม้ที่มีผล เร่าร้องสนั่นเสียงเซ็งแซ่ เห้งเจียดู
ก็ให้เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ จึงนึกแต่ในใจว่าในสถานที่นี้ ควรเป็นที่อยู่ของ
ผู้วิเศษที่มีสติปัญญาความระงับจะเป็นที่อาศัย ครั้นแล้วก็ลอยลงยังพื้นดินเดิน
เข้าไปยังป่าไผ่ ครั้นถึงประตูเก๋งใหญ่เห้งเจียก็เดินเข้าไปข้างในแลเห็นพระกวน
อิมนั่งอยู่บนบัลลังก์บัว เห้งเจียก็คุกเข่าลงคำนับนมัสการโดยเคารพพระกวนอิม
เห็นเห้งเจีย จึงถามว่า เจ้ามีกิจธุระอะไรหรือจึงได้มาจนถึงนี่เห้งเจียนมัสการแล้วตอบว่า ข้าพเจ้ากับพระอาจารย์มีความร้อนใจเป็นอันมาก
เมื่อเดินทางไปไซทีพบวัดเข้าวัดหนึ่งมีนามว่าวัดกวนอิมเซียนยี่ ชนทั้งหลายมีความ
เลื่อมใสมาสักการะบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้อยู่เนืองนิตย์มิได้ขาด บัดนี้มีสัตว์หมี
ปิศาจยักษ์ตนหนึ่งอยู่ใกล้วัด มันลักเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของพระอาจารย์ข้าพเจ้าไป
ข้าพเจ้าไปทวงถามหลายครั้งแล้วมันหาคืนให้ไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าจะมาขอทวงเอาที่
ท่านเพราะท่านเป็นเจ้าของวัดยอมอนุญาตให้ปิศาจยักษ์อยู่ใกล้เคียงวัดกวนอิ่ม
เซียนยี่ ขอให้ท่านเป็นธุระจัดแจงเอามาให้พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าเดียรัจฉานไม่รู้จักผิดและชอบพูดจา
ไม่มีแบบแผนเลย อ้ายปิศาจหมีมันลักเอาไปควรเอ็งจะไปทวงเอาแก่มันจึงจะถูก
เหตุใดจะมาทวงเอาที่อาตมาเล่า ซึ่งเหตุการณ์เกิดความเดือดร้อนขึ้นดังนี้ ที่แท้ก็
เพราะเจ้าใจใหญ่นำเอาของวิเศษออกประกวดอวดแก่เขา ให้คนร้ายคนพาลเห็น
แล้วยังมิหนำซ้ำตัวเจ้าได้กระทำผิดเมื่อไฟติดขึ้นแล้ว เจ้ายังเรียกลมให้ประสมพัด
จนไฟไหม้วัดวาอารามหมดสิ้นดังนี้ ยังมีหน้าเอาความร้ายมาใส่เราอีกหรือ เราว่า
ดังนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าใครผิดแน่เห้งเจียเห็นพระกวนอิมมีความโกรธดังนั้น ก็ลนลานกราบลงแล้วพูดว่า ขอท่าน
ได้ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด อันที่จริงนั้นข้าพเจ้าเห็นว่า อ้ายปิศาจมันไม่
ยอมคืนผ้ากาสาวพัสตร์ให้แก่ข้าพเจ้าเป็นแน่ พระถังซัมจั้งจะภาวนาบีบศีรษะ
ข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ เพราะฉะนั้นซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ หมายจะพึ่งพระบารมีท่าน
ขอได้โปรดกรุณาแก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระกวนอิมจึงพูดว่า เอาเถอะข้าก็จะช่วยเพราะเห็นแก่พระถังซัมจั่ง พูดดัง
นั้นแล้วก็ออกจากที่อยู่ปาฏิหาริย์เหาะลอยขึ้นบนอากาศตั้งหน้าตรงไปยังเขาเฮ๊ก
ฮองซัว เห้งเจียก็เหาะตามไปข้างหลัง ครั้นใกล้จะถึงพระกวนอิมเห้งเจียลอยลงเดิน
ไปตามทาง ขณะนั้นมีเต้าหยินคนหนึ่งถือถาดเดินมาในถาดมียาวิเศษอายุวัฒนะ
สองเม็ด เดินมาปะหน้าเห้งเจีย เห้งเจียยกไม้กระบองฟาดลงทีหนึ่ง เต้าหยินล้ม
ดิ้นขาดใจตาย พระกวนอิมเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงพูดว่าอ้ายสัตว์วานรนี้ชั่วช้านักทำไม
จึงได้ทำดังนี้เล่า เพราะว่าคนนี้เขามิได้ขโมยผ้ากาสาวพัสตร์ของตัวไป เหตุใดจึง
ไปตีเขาให้ถึงแก่ความตาย• เห้งเจียพูดว่าท่านยังไม่ทราบ เต๊าหยินนี้คือพวกพ้องบริวารของอ้ายยักษ์หมีดำ
ถ้าละไว้ไม่คิดตัดกำลังปล่อยให้มากขึ้น พรุ่งนี้อ้ายเหล่านี้ก็จะมาประชุมกัน อ้าย
เต้าหยินคนนี้มันเที่ยวหาของมาช่วย พูดดังนั้นแล้วก็จับศพเต้าหยินยกขึ้นมาดูก็
เห็นเป็นชะมดตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแลไปที่ในถาดเห็นมียาวิเศษอยู่
สองก้อน ที่ก้นถาดมีอักษรจารึกอยู่สี่ตัวคือ ลินฮือจี๊อเจ่ เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็
พูดว่า บังเอิญสบเหมาะ จึงหันหน้ามาคำนับพระกวนอิมแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคิด
อุบายได้อย่างหนึ่ง จะใช้ซ้อนกลแต่ไม่ทราบว่าท่านจะยอมหรือไม่พระกวนอิ่มจึงถามว่า อุบายของท่านประการใดจงชี้แจงให้เราฟัง เมื่อเห็น
สมควรจะทำก็จะได้ทำเห้งเจียจึงว่า หนังสือในถาด ลินฮือจื๋อเจ่นั้น คือชื่อของเต้าหยินที่ตายนั้นเอง
ขอให้ท่านแปลงกายให้เหมือนเต้าหยิน ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นยาหนึ่งเม็ดวางอยู่ใน
ถาดท่านจงยกเข้าไปช่วยการแซยิดของปิศาจหมี ถ้าอ้ายยักษ์กินยานั้นเข้าไปในท้อง
ข้าพเจ้าก็จะทำถนัด แม้มันไม่ยอมให้ผ้ากาสาวพัสตร์ ข้าพเจ้าจะรวบรัดเอาไส้มัน
ออกมาให้หมดท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าได้การแล้ว พระ
กวนอิ่มจึงสำรวมจิตนึกน้อมกระทำภาวนาแปลงกายเป็นเต้าหยินกระทำกิริยา
อาการให้เหมือนดุจคนเดียวนั้นเห้งเจียเห็นพระกวนอิมแปลงรูปเป็นลีนฮือจื้อเจ่ จึงชมว่าช่างเหมือนจริงๆ แล้ว
บอกว่าข้าพเจ้าจะแปลงบ้าง พูดแล้วก็สำรวมจิตร่ายพระคาถา ตัวเห้งเจียก็กลาย
เป็นยาเม็ดกลมกลิ้งอยู่ในถาด พระกวนอิมก็ถือถาดเดินมายังถ้ำ ครั้นถึงก็พิจารณา
ดูท่าทางที่ปากถ้ำและต้นผลไม้ร่มรื่นเป็นน่าอยู่ อาจให้เกิดความผาสุกสบายใจได้
ควรเป็นที่อาศัยปฏิบัติอาจให้เกิดมรรคผลได้อยู่ จำเราจะต้องแก้ไขช่วยชีวิตปิศาจ
ไว้บ้างจะได้ไม่ถึงแก่ความตาย และไม่ขาดเมตตาจิตแห่งเราเมื่อพระกวนอิมคิดดังนั้นแล้ว ก็เดินเข้าไปยังประตูถ้ำ เห็นหมู่ปิศาจยักษ์
นอย ๆ พูดกันว่า ท่านฤๅษีลินฮือจือเจ่มาแล้ว บ้างก็รีบเข้าไปบอกเฮกหันไต้อ๋อ
ว่า บัดนี้ท่านลีนฮือจือเจ่มาแล้เฮกหันได้ฟังดังนั้นก็เดินออกมารับ เชิญท่านลีนฮือจื้อเจ่เข้าไปนั่งที่อันสมควร
แล้ว ยักษ์หมีจึงพูดว่าขอบใจท่านได้เอ็นดูแก่ข้าพเจ้าเอาของมาช่วย พระเดช
พระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าเป็นอันมากพระกวนอิมจึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยาวิเศษหนึ่งเม็ดมาคำนับท่านพูดแล้วก็ยกถาด
ยานั้นมาสงให้แก่เฮกหัน แล้วก็อวยพรว่าขออายุท่านจงเจริญยืนนานชั่วฟ้าและ
ดินเถิดปิศาจยักษ์ได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นอันมาก มิได้มีความรังเกียจกิจแหนง
เลย จึงหยิบยาใส่ปากกลืนลงไปในท้องในทันใดนั้นเห้งเจียเมื่อเข้าไปอยู่ในท้องเฮกหันได้แล้ว ก็กลับกลายจากเม็ดยาเป็นรูปเดิม
เอามือจับไส้เฮกหันหมุนบิดไปมา จนเฮกหันได้ความทุกขเวทนาเจ็บปวดถึงสาหัส
ร้องให้ลีนฮือจื้อเจ่ช่วยว่าข้าพเจ้าจะถึงแก่ชีวิตอันตรายแน่แล้ว ขอท่านได้กรุณา
แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ร้องพลางดิ้นพลางอยู่กลางพื้นน้ำฝ่ายพระกวนอิมเห็นดังนั้น ก็คลายมนต์กลับเป็นรูปเดิมร้องตวาดว่า เจ้าจง
รีบเอาผ้ากาสาวพัสตร์ออกมาให้เรา เราจึงจะยกโทษให้เฮกหันครั้นเห็นลีนฮือจี๊อเจ่ กลับเป็นพระกวนอิมไปดังนั้น ก็รู้ว่าตนต้องอุบาย
ของห้งเจียแล้ว ทั้งเจ็บทั้งกลัวเหลือกำลังสิ้นทิฐิมานะลง จึงร้องสั่งบริวารให้ไปเอา
ผ้ากาสาวพัสตร์มาโดยเร็วปิศาจน้อยได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็ไปเอาผ้ากาสาวพัสตร์ออกมาถวายพระกวนอิม
พระกวนอิมก็รับผ้านั้นไว้แล้วก็บอกเห้งเจียออกมา เห้งเจียก็บันดาลเป็นลมอากาศ
ออกมาจากท้องเฮกหัน เดินมาหยิบผ้ากาสาวพัสตร์ถือไว้ฝ่ายพระกวนอิ่มเห็นปิศาจยักษ์ ยังฟุบหน้าอยู่คิดวิตกไปว่า ถ้าปิศาจยักษ์ยัง
จะมีโทสะอยู่ก็จะทำการจลาจลต่อไป อย่าเลยจะต้องเอามงคลครอบศีรีษะไว้เสีย
เถิด คิดดังนันแล้ว ก็เอามงคลที่พระให้ไว้สวมศีรษะเฮกหันลงทันทีฝ่ายเฮกหันเมื่อมงคลต้องศีรษะก็ทะลึ่งลุกขึ้น ฉวยทวนจะแทงพระกวนอิม
พระกวนอิมกับเห้งเจียกระทำปาฏิหาริย์ขึ้นลอยอยู่บนอากาศแล้วพระกวนอิมก็ร่าย
พระมนต์ออกชื่อเฮกหันยักษ์หมีผู้เดียว เฮกหันก็ปวดเศียรเวียนเกล้าราวกับศีรษะ
จะแตกลงกลิ้งอยู่กับพื้นดิน ทวนก็หลุดจากมือร้องขอโทษอ้อนวอนไปต่าง ๆพระกวนอิมจึงกล่าวว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานเจ้าจะยอมกลัวเราหรือไม่เฮกหันจึงว่าข้าพเจ้ายอมกลัวท่านแล้ว ขอรับประทานชีวิตไว้สักครั้งหนึ่งเถิด
เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อยากจะใคร่ตีด้วยกระบองสักทีหนึ่ง แต่พระกวนอิมว่าอย่าทำ
ให้ถึงตายเลย อาตมาจะเอาไปไว้ใช้เห้งเจียถามว่า จะเอาไปไว้ใช้ที่ไหน พระกวนอิมบอกว่าที่หลังเขาน่ำไฮ้นั้น
ยังไม่มีคนเฝ้า จะพาไปไว้ให้เฝ้าที่ตำบลนั้น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า นี่แหละ
จริงแท้ว่ามีความกรุณาไม่บกพร่องฝ่ายปิศาจเฮกหันครั้นฟื้นขึ้นแล้ว ก็พนมมือร้องว่าข้าพเจ้าจะขอรักษาธรรม
สัมมาปฏิบัติตลอดชีวิต พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงลอยลงมายังพื้นดิน แล้วจึงเดิน
มาลูบศีรษะเฮกหันสอนให้ถือศีลแล้วบอกว่าท่านจงถือทวนตามเราไปฝ่ายปิศาจหมีตั้งแต่นั้นจิตใจก็ปราศจากความชั่วร้ายเป็นปรกติถือทวนคอยตาม
พระกวนอิมไปเขาน่ำไฮ้ พระกวนอิมจึงสั่งเห้งเจียว่าท่านจงเอาผ้ากาสาวพัสตร์ไป
ให้พระถังซัมจั้ง และตัวเจ้าจงอุตสาหะคุมรักษาเธอไปให้ดี ถ้าที่หลังอย่าเอาผ้า
กาสาวพัสตร์นั้นออกอวดแก่ผู้ใดอีกต่อไปเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็คำนับลาลอยลงยังพื้นดินเอาไฟเผาถ้ำนั้น
เสียสิ้นแล้วก็เหาะกลับไปยังวัดกวนอิมเซียนยี่ พระกวนอิมก็พาเฮกหันไปยังเขาน่ำไฮ้
ที่อยู่ของพระกวนอิมฝ่ายเห้งเจียเมื่อเหาะกลับมาถึงวัดกวนอิมเซียนยี่ ก็ลอยลงยังพื้นดินเดินเข้ามา .
คำนับพระอาจารย์ แล้วก็เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ตามที่พระกวนอิมได้มาช่วย
ให้พระอาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียเล่าและได้ผ้ากาสาวพัสตร์
คืนมาดังนั้น ก็มีความยินดีจึงตั้งจิตน้อมนมัสการไปยังเขาน้ำไฮ้ พวกหลวงจีนทั้ง
หลายก็พากันมีความยินดีทุกคน แล้วจัดแจงทำเครื่องแจที่โอชารสถวายพระถัง
ซัมจั่งกับเห้งเจียให้ฉันเสร็จแล้ว เห้งเจียจึงผูกม้านิมนต์พระอาจารย์ขึ้นม้า เห้งเจียก็
ยกหาบขึ้นบ่า พร้อมกับออกเดินหลวงจีนทั้งหลายก็ตามมาส่งจนพ้นเขตวัด ต่าง
คนคำนับซึ่งกันและกันแล้วก็กลับไปเห้งเจียเดินนำหน้าพระอาจารย์ไปในเวลานั้น เป็นเวลากำลังฤดูเดือนสี่ ต้นไม้
ออกผลอุดมตามแนวทางออกดารดาษ บ้างผลิดอกออกช่ออรชรระรื่นหอมไปทั้งป่า
ครั้นเดินมาได้หกเจ็ดวันทางก็เปลียวเข้าทุกที่วันหนึ่งเดินมาก็จวนจะคำ มองหาที่พักนอน พระถังซัมจังแลไปแต่ไกลเห็นมี
หมู่บ้าน จึงบอกแก่เห้งเจียว่า ที่ข้างหน้านั้นมีภูเขาและหมู่บ้านคนอยู่ จำเราจะ
เข้าไปอาศัยพักสักคืนหนึ่ง เห้งเจียแลไปก็เห็นบ้านมีรั้งไม้ไผ่ล้อม บ้านเรือนสลับ
สลอนเรียงรายกันอยู่เป็นอันมาก เมื่อเห็นนั้นเวลาก็โพล้เพล้จวนค่ำเห้งเจียว่าที่แห่งนี้มีหมู่บ้านคนควรจะต้องพักอาศัย พระถังซัมจั้งก็ชักม้ารีบ
เดินบัดเดี้ยวก็มาถึงปากช่องทางแลไปเห็นเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่งถือร่มเดินออกมา
สวมเสื้อกั๊กนุ่งกางเกงขาวเท้าสอดเกือกหญ้าท่วงที่เหมือนจะมีธุระไปข้างไหนเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงเดินไปสกัดหน้ายึดข้อมือไว้แล้วถามว่า พ่อหนุ่มน้อยจะ
ไปข้างไหน ฉันจะขอถามสักหน่อยเถิดว่า ที่หมู่บ้านนี้เขาเรียกว่าบ้านอะไร อยู่
ในเขตแขวงเมืองใดหนุ่มน้อยนั้นมีสีหน้าเหมือนมีทุกข์ไม่ใคร่จะพูด แต่จำใจขัดไม่ได้จึงบอกว่า บ้าน
นี้ไม่มีคนพูดเท่านั้นก็สะบัดมือจะไปเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พ่อหนุ่มน้อยอย่าวุ่นไปเลยเราเห็นเจ้ามีทุกข์อยู่เป็นแน่
เราจะช่วยแก้ทุกขร้อนให้เจ้าอย่าดิ้นรนไปเลยหนุ่มน้อยได้ฟังดังนั้นมีความโกรธแต่ไม่พูดว่าอะไร จะกระโดดหนีก็เห็นจะไม่
พ้น แล้วกลับคิดโกรธนายของตัวเป็นที่สุด เพราะใช้ให้มาจึงได้มาพบ อ้ายหัวขูด
จับรั้งไว้ตามชอบใจเห้งเจียจึงอ้อนวอนถามว่า การขัดข้องในใจอย่างไรจงบอกเราให้ทราบแล้ว
เราก็จะปล่อยท่านไปดอก หนุ่มน้อยก็ไม่พูดจาสิ่งใด เห็นว่าหนีไม่พ้นแน่แล้ว ก็
เกิดโทสะมากขึ้นจึงเอาร่มที่ถือตีเห้งเจีย เห้งเจียปัดร่มกระเด็นไปแล้วก็ยังไม่วาง
ข้อมือฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า คอยคนอื่นมาจึงค่อยถาม
ไม่ได้หรือ จำเพาะถามคนนี้ทำไมเล่า เห้งเจียจึงว่าจะถามคนอื่นนั้นไม่ได้ความ
จะต้องถามคนนี้จึงจะได้ทราบเหตุผลหนุ่มน้อยเห็นเห้งเจียไม่ปล่อยข้อมือแน่แล้ว จึงบอกว่า ที่นี้คืออาณาเขตเมือง
(โอซือจังก๊ก) ตำบลนี้เรียกว่าบ้าน (เกาเล้าจึง) ท่านจงปล่อยให้ข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียว่าเราดูกิริยาเจ้ามิใช่คนเดินทาง จงบอกแก่เราโดยตรงจะไปข้างไหน
มีกิจธุระอะไรให้ทราบแล้วเราจะปล่อยให้ไปหนุ่มน้อยนั้นไม่รู้แห่งที่จะทำประการใดเป็นที่จนใจยิ่งนัก ก็บอกความตามจริงว่า
เจ้าของบ้านข้าพเจ้า ชื่อเกาท้ายกง ข้าพเจ้าชื่อเก้าใช้ ท่านท้ายกงมีบุตรสาวคน
หนึ่งอายุได้ยี่สิบปี ยังหามีผัวไม่ เมื่อแต่ก่อนสามปีมาแล้วมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่งมา
ข่มขืนนางนั้นเอาเป็นภรรยา ท่านท้ายกงไม่ชอบใจด้วยได้บุตรเขยเป็นปิศาจยักษ์
จะเสาะหาหมอดีมาขับไล่ปิศาจยักษ์ให้ไปเสีย บัดนี้ปิศาจยักษ์จับเอานางไปขังไว้
ในห้องเรือนข้างหลังบ้าน ประมาณสักครึ่งปีผู้ใดมิได้เห็นหน้านางไม่รู้ว่าจะเป็น
หรือตายประการใด ท่านท้ายกงมีความทุกข์ร้อนยิ่งนัก จึงเอาเงินให้ข้าพเจ้าสอง
สามตำลึงให้ไปหาหมอมาขับไล่ปิศาจ ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้ามิได้หยุดเดินเลยเมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าได้ไปหาหมอทั้งหลวงจีนและคฤหัสถ์มาตั้งพิธีทำการขับไล่
ก็ไม่อาจจะปราบปรามปิศาจลงได้ ท้ายกงโกรธข้าพเจ้าว่าไม่เอาธุระช่วยแก้ทุกข์ร้อน
จึงด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่าง ๆ บัดนี้ใช้ให้ข้าพเจ้าไปตามเชิญหาหมอที่ดี ๆ
อันมีเวทมนตร์เชี่ยวชาญให้จงได้ บังเอิญมาพบท่านกั้นกางเราไว้อย่างนี้จะมิเสีย
เวลาของข้าพเจ้าไปหรือ ข้าพเจ้าได้รับซึ่งความหยาบคายของท้ายกงเหลือที่จะ
พรรณนา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจะได้รีบไปอย่างเดียว ขอท่านได้กรุณาโปรด
ปล่อยข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียครั้นได้ฟังหนุ่มน้อยเล่าให้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าบังเอิญเป็นเคราะห์
ของเจ้าดีเอง แล้วจึงพูดแก่เกาใช้ว่าเจ้าอย่าไปหาหมอให้เสียเงินเลย เราจะช่วย
เจ้าไม่เห็นแก่สินจ้างสินบนของเจ้าดอก อันความจริงเรามีฝีมือเข้าใจการที่จะปราบ
ปรามยักษ์ผีปิศาจได้โดยแท้ เจ้าจงกลับไปบอกให้นายเจ้ารู้ว่าบัดนี้มีพระมาแต่เมือง
- ไต้ถังกับสานุศิษย์คนหนึ่ง จะไปยังไซทีนมัสการพระยูไลแล้ว ขออาราธนาพระ
คัมภีร์พระไตรปิฎกไปไว้สั่งสอนมหาชนในเมืองถัง และเข้าใจในการขับไล่ผีปิศาจ
โดยเชี่ยวชาญ จะขอรับรักษาคนไข้ให้หายโรคที่ปิศาจสิง เจ้าจงเร่งไปบอกแก่นาย
ของเจ้าดังคำข้าสั่งนี้เถิด เจ้าอย่าวิตกทุกข์ร้อนไปเลยเกาใช้พูดว่าท่านอย่าทำพูดเล่นคล่อง ๆ เพราะข้าพเจ้าก็ได้เคยรับความโกรธ
ของท้ายกงมามากแล้ว ถ้าฝีมือท่านไม่พอที่จะปราบปิศาจนั้นได้แล้ว ก็จะทำให้
ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนอีกเห้งเจียจึงพูดว่าเจ้าอย่าวิตกเลยเรามิให้ผิดถึงตัวเจ้า จงพาเราไปที่บ้านเถิดจะได้
แก้ไขให้เห็นจริงในทันตาที่เดียวเกาใช้ได้ฟังดังนั้นไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด จำใจจำพาพระถังซัมจั้งกับเห้งเจีย
เดินกลับมายังประตูบ้าน ครั้นถึงเกาใช้ก็ตรงขึ้นบนตึกพอพบกับเกาท้ายกง เกา
ท้ายกงจึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานใช้ให้ไปหาหมอยังจะกลับมาทำไมเล่า เกาใช้
ทิ้งสองุค่านปนรู้ีารา นสะาร้าง ๆ ีรัาน้าวเมืองไห้ั งปดนี้จะไ
เมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก เธอพูดว่าเข้าใจในการกำหราบปิศาจและยักษ์ร้าย
ต่าง ๆ ได้ บัดนี้ข้าพเจ้าพามาคอยอยู่นอกประตูบ้านแล้วท้ายกงได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าพระเดินทางอวดว่ามีเวทมนตร์เชี่ยวชาญวิตกแต่
จะไม่ดีจริง ว่าดังนั้นแล้วพร้อมด้วยเกาใช้เดินออกมาหน้าประตู แล้วร้องว่าเชิญ
ท่านทั้งสองเข้ามาข้างในเถิดพระถังซัมจังเห็นเจ้าของบ้านมาเชิญดังนั้น ก็ขึ้นไปบนตึกกับเห้งเจีย ครั้นถึง
เกาท้ายกงเชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้ว ยกน้ำชามาถวายพระถังซัมจังฉันเห้งเจียก็
นั่งนิ่งอยู่ข้างริมนั้นท้ายกงแลไปเห็นรูปร่างเห้งเจียลักษณะดุร้ายน่ากลัวดังนั้นก็ตกใจ
จึงเรียกเกาใช้มาถามว่าทำไมเจ้าจึงพาอ้ายยักษ์มาอีกเล่า อ้ายคนที่อยู่ในห้องของ
เราก็น่ากลัวอยู่แล้วจะคิดแก้ไขก็ยังหาได้ไม่ ยังมิหนำซ้ำไปพาเอามาใหม่อีกเล่า
เจ้าแกล้งจะให้มาฆ่าข้าหรือเห้งเจียเห็นเจ้าของบ้านพูดดังนั้น อดอยู่ไม่ได้จึงพูดว่า ท่านผู้เฒ่ามีอายุมาก
เสียเปล่า ๆ ไม่รู้จักอะไรเลย ถ้าจะคิดเลือกเอารูปลักษณะดีทั้งนั้น ท่านจะเอารูป
ไปต้มแกงกินหรือ เหมือนอย่างข้าพเจ้ามีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวก็จริง แต่จะช่วย
ท่านเป็นธุระจับปิศาจเอาบุตรสาวกลับคืนให้ท่านได้ อย่างนี้จะดีหรือไม่ดี ทำไม
ท่านจึงเอาแต่รูปร่างเป็นประมาณเล่าท้ายกงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนันก็เห็นจริง จึงเชิญเห้งเจียขึ้นมานังข้างบน แล้ว
ท้ายกงจึงพูดว่า เกาใช้มาบอกแก่ข้าพเจ้าว่าท่านทั้งสองอยู่เมืองถัง เดินทางมา
จะไปไซที่หรือพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า จริงดังท่านถาม ด้วยอาตมภาพจะไปมัชเมิมประเทศ
นมัสการพระยูไล แล้วจะเชิญพระไตรปิฎกไปยังเมืองไต้ถังบัดนี้อาตมภาพมาถึงตำบลนี้ จวนจะพลบค่ำอยู่แล้วขอพักอาศัยสำนักท่าน
สักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไปเกาท้ายกงจึงพูดว่า ท่านจะมาพักอาศัยนอนเราก็ไม่ว่าแต่ทำไมท่านจึงอวด
ว่ามีฝีมือ และเชี่ยวชาญอาจสามารถจะจับยักษ์และปิศาจได้ด้วยเล่าเห้งเจียจึงตอบว่า ซึ่งท่านให้พักอาศัยนอนนั้น ก็เป็นพระเดชพระคุณอยู่แล้ว
แต่ข้อที่จะให้จับปิศาจนั้นต้องดูท่าทางปิศาจก่อน ควรจับก็ต้องจับควรฆ่าก็จะต้อง
ฆ่า ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ในตำบลนี้มีปิศาจสักกี่คนท้ายกงตอบว่ามันไม่มีกี่ตัวดอก มีอยู่ตัวเดียวก็เป็นบุตรเขยเสียแล้ว ทำวุ่นวาย
ให้ชาวบ้านได้ความเดือดร้อนรำคาญไปทั้งนั้นเห้งเจียจึงว่า ขอท่านจงเล่าให้ข้าพเจ้าทราบว่า ปิศาจมันทำอิทธิฤทธิ์นั้น คือ
มันทำอย่างไรโปรดให้ข้าพเจ้าทราบตลอดเรื่องด้วยเถิดท้ายกงจึงเล่าว่า เดิมเราอยู่กินกับภรรยามาช้านานหามีบุตรชายไม่ แต่มีบุตร
หญิงสามคน คนที่หนึ่งชื่อเฮียงลั้น คนที่สองชื่อเง็กลั้น คนที่สามชื่อจุ๊ยลั้น สอง
คนได้สามีอยู่ในตำบลบ้านนี้เองแต่นางจุ๋ยลั้นคนเล็ก เราหมายว่าจะหาบุตรเขยที่ดี
ให้มาอยู่กับบ้านของเราเราจะได้พึ่งเมื่อเวลาแก่เฒ่า ครั้นอยู่มาได้ประมาณสามปี
มาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งมาหาข้าพเจ้า บอกว่าบ้านเรือนของเขาตั้งอยู่ที่เขาฮกลินชัว
แช่ตือประสงค์นางจุ๋ยลั้นจะขอเลี้ยงเป็นภรรยา ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นคนดี จึงได้ยก
บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยาคนแช่ตือ ข้าพเจ้าก็มีความรักใคร่อย่างธรรมดาบุตร
เขย ครั้นอยู่มาไม่นานนัก เจ้าแช่ตือบุตรเขยของข้าพเจ้า ก็กลับกลายผิดคน
ธรรมดาไป คือปากคางก็ยาวออกมาดูน่าสงสัยนักเห้งเจียถามว่าท่านดูลักษณะกิริยาจะเป็นอย่างไรบ้างท้ายกงจึงบอกว่า แต่แรกนั้นรูปร่างดำท้องโต ที่ท้องมีขนเหมือนแปลงหมู
ปากคางยื่นออกมา ใบหูใหญ่ดุจหูสัตว์ บนท้ายทอยมีผมขนรุงรังคล้ายกับหมูป่า
เมื่อแรกมาอยู่ก็กินแจมาภายหลังกลับกินเหล้า และกินเนื้อสัตว์ไม่ว่าเนื้ออะไรกิน
ทั้งสิ้นกินก็จุเหลือประมาณ ตั้งแต่นั้นมาในบ้านข้าพเจ้าก็มีแต่ความขัดสนลงทุกทีพระถังซัมจั้งพูดว่าเพราะเขาได้ที่อยู่เป็นสุขจึงกินใหญ่ ท้ายกงพูดว่าการกินนั้น
เป็นการเล็กน้อยไม่สู้กระไรนัก แต่บัดนี้มันแผลงฤทธิ์จะไปจะมาทำให้เป็นลมพายุ
พัดเป็นหินกรวดทรายสาดหวาดไหวไปทั้งนั้น ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงพากันไม่เป็น
สุข แล้วเอาบุตรสาวข้าพเจ้าขังอยู่ในห้องหลังบ้านมาครึ่งปีแล้ว ไม่เห็นหน้าเห็น
ตาไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด ข้าพเจ้าทราบว่ามันเป็นปิศาจยักษ์แท้แล้ว จึงได้
ใช้ให้เกาใช้ไปหาหมอที่มีเวทมนตร์คาถาอันเชี่ยวชาญจะได้ขับไล่ให้ไปเสียเห้งเจียจึงพูดว่าท่านตาอย่าวิตกวางใจข้าพเจ้าเถิดคืนวันนี้ข้าพเจ้าจะรับเป็น
ธุระจับปิศาจ จะขับไล่ให้ไปเสียพ้นบ้านท่านจะเป็นอย่างไรเกาท้ายกงจึงพูดว่าท่านจะช่วยสงเคราะห์แล้ว ขอท่านจงกำจัดให้สิ้นรากเง่า
จึงจะได้เห้งเจียพูดว่าการอย่างนั้นไม่เป็นไร คืนวันนี้คงจะได้เห็นกันดอก ท้ายกงได้ฟัง
ดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งคนใช้ให้ยกเครื่องแจมาถวายพระถังซัมจังกับ
เห้งเจียก็พอเวลาประมาณยามเศษ เห้งเจียจึงบอกแก่เกาท้ายกงว่าขอท่านไปเชิญ
คนที่มีอายุมาสักสามสี่คน จะได้นั่งเป็นเพื่อนพระอาจารย์ตัวข้าพเจ้าจะไปจับปิศาจ
มาให้คนเหล่านั้นดู จะได้สิ้นความร้อนใจของท่านท้ายกงได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ให้เกาใช้ไปเชิญผู้เฒ่ามาสี่คนครั้นผู้เฒ่าเหล่านั้น
มาแล้ว เห้งเจียก็ถือไม้กระบองบอกท้ายกงให้นำทางไป ท้ายกงก็พาเห้งเจียเดิน
ไปที่เรือนหลังบ้านครั้นถึงเห็นบานประตูปิดแน่นอยู่เห้งเจียจึงเดินมาคลำประตูผลักดูเห็นใส่กุญแจ
แน่นเปิดไม่ได้ เห้งเจียจึงเอากระบองกระทุ้งกุญแจ ๆ ก็หักหลุดลงทันที เห้งเจีย
ผลักประตูเปิดเข้าไปในห้องดูดุจในถ้ำ เห้งเจียจึงบอกแก่ท้ายกงว่า จงเรียกบุตร
สาวดูทีหรือจะเป็นประการใด ท้ายกงจึงอุตสาห์แข็งใจร้องเรียกว่า จุ๋ยลั้นลูกของ
พ่อเอ๋ยอยู่หรือเปล่านางจุ๋ยลั้นได้ยินเสียงบิดาก็ขานรับเสียงเบา ๆ ว่าฉันอยู่นี่ค้ะ เห้งเจียเขม้นมอง
เข้าไปในห้องเห็นนางจุ๋ยลั้นผมหัวรุงรัง หน้านางออกโทรมซีดเหมือนคนไข้ ขณะ
นางจุ๋ยลั้นเดินออกมาแลเห็นท้ายกงผู้บิดาก็เข้ายึดไว้แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอึ้นไป
เป็นอันมาก เห้งเจียจึงห้ามว่าอย่าร้องไห้ไปเลยจะเสียเวลาไป แล้วจึงถามนางว่า
เดี๋ยวนี้ปิศาจมันไปข้างไหน นางบอกว่ามันจะไปจะมาก็เป็นพายุไม่มีร่องรอยจะรู้ได้
เพราะมันรู้ว่าบิดาข้าพเจ้าเที่ยวหาหมอจะมาขับไล่มัน ๆ คอยระวังอยู่เสมอ ๆ เช้า
ก็ไปค่ำก็มาดังนี้เห้งเจียจึงว่าถ้าดังนั้นท่านท้ายกงจงพาบุตรไปเสียหน้าบ้าน ตัวข้าพเจ้าจะรอ
คอยอยู่ในห้องนี้ ท้ายกงมีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ ก็รีบพาบุตรออกจากห้อง
มาที่เรือนใหญ่โดยเร็วฝ่ายเห้งเจียเห็นท้ายกงพาบุตรไปแล้ว ก็ร่ายมนต์แปลงกายให้เหมือนรูปนาง
จุ๋ยลั้นไม่ผิดเพี้ยน แล้วก็นั่งคอยอยู่บนเตียงในห้องพอประมาณสักครู่หนึ่ง ก็บังเกิด
ลมพายุพัดมืดมัวไปทั้งท้องฟ้า บัดเดี้ยวก็แลเห็นปิศาจยักษ์เหาะมาบนอากาศ
รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวคางดำขนสั้นปากยางหูใหญ่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะอยู่
ในใจ จึงคิดว่าเราจะนอนอยู่บนเตียงนี้ จะได้ล่อลวงเอาความเท็จความจริงให้จงได้
ถ้ามันจะมานอนเราจะทำเป็นเจ็บครางไม่หยุดจะดูหรือว่ามันจะทำเป็นประการใด
คิดดังนั้นแล้วก็เอนตัวลงนอนคอยดูอยู่ฝ่ายปิศาจเข้ามาในห้องหาได้พูดจาว่ากระไรไม่ ตรงเข้าคร่อมนางทำกิริยา
เหมือนจะทำการสังวาสพอชะเง้อยื่นปากเข้ามาจะจูบ เห้งเจียก็เอากำหมัดตุ้ยถูก
ปากก็ตกลงไปข้างเตียงดังโครมใหญ่ ปิศาจผุดลุกขึ้นจับข้างเตียงแล้วจึงถามว่า
วันนี้ทำไมเจ้าขัดเคืองพี่ด้วยเหตุไรหรือ ๆ ว่าพี่มาช้าไปเป็นประการใดเห้งเจียบีบเสียงทำเหมือนเสียงนางตอบว่า ไม่ได้ขัดเคืองอะไรพี่ดอก วันนี้ตัว
ข้าพเจ้าไม่สบายเธอจงถอดเสื้อมานอนด้วยกันเถิดปิศาจหมูได้ฟังนางปลอมพูดดังนั้นก็ดีใจ ลุกเดินไปถอดเสื้อแขวนไว้ เห้งเจีย
ก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงฝ่ายปิศาจถอดเสื้อแล้วก็กลับมาขึ้นบนเตียง นางแปลงจึงคร่ำครวญร้องไห้ว่า
เหลือกำลังแล้ว ปิศาจถามว่าเหลือกำลังอย่างไร ตั้งแต่เรามาอยู่ในบ้านนี้กินข้าว
กินน้ำเท่านั้น และได้ช่วยทำการงานทำไร้ไถนาปลูกผักปลูกต้นไม้ต่างๆ จนบัดนี้
ผลไม้ก็มีบริบูรณ์อุดมทั้งสิ้นในสี่ฤดูอย่างนี้แล้วเจ้ายังไม่พอใจหรือ จึงได้คร่ำครวญ
ร้องทุกข์ว่าเหลือกำลังอยู่ดังนี้นางแปลงว่ามิใช่การดังนั้น ด้วยบัดนี้บิดามารดาข้าพเจ้า จะกั้นปิดมิให้ไป
มาหากัน ท่านพูดว่าข้าพเจ้ากับท่านเป็นภรรยาสามีกันดูไม่สมควรกันเลย แล้ว
บ่นว่าได้ลูกเขยมาคนหนึ่งหน้าตาก็หน้าเกลียดทั้งไม่รู้จักขนบธรรมเนียมอะไรเลย
บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่ไหนแซ่ชื่ออะไรก็ไม่รู้จะทำให้เชื้อวงศ์ตระกูลมีความอับอาย
แก่ชาวบ้าน บิดามารดาจึงได้ตัดพ้อต่อว่าด่าตีข้าพเจ้า เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเศร้า
หมองไม่มีความสบายยักษ์หมูได้ฟังนางปลอมพูดดังนั้น จึงพูดว่าอันตัวข้านี้รูปร่างไม่งามก็จริง แม้
จะใคร่ให้งามก็จะไม่สู้ยากอะไรนัก เมื่อแรกมาขอก็ได้พูดตกลงกันแล้ว บิดาเจ้า
พอใจแล้ว จึงได้รับไว้เป็นบุตรเขย นี้ทำไมจึงจะมายกเอาเหตุนี้ขึ้นมาพูดอีกเล่า
เราได้บอกแล้วว่าบ้านนั้นอยู่ที่ภูเขาฮกลินซัว ถ้ำหุ่นจันต้อง ข้าตั้งแช่ตามลักษณะ
เรียกว่าแช่ตือ ตำแหน่งที่เป็นขุนนางนั้น เรียกว่าตือกังเจีย ถ้าบิดาจะถามจงเอา
แซ่และชื่อนี้บอกให้ฟังเถิดนางแปลงบอกว่า ได้ยินบิดาว่าจะไปเชิญหมอมาจับตัวท่านปิศาจยักษ์หมูได้ฟังดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า การที่จะไปหาหมอนั้นเราหา
วิตกไม่ ถึงบิดาจะเชิญเทพยดาเทพาอารักษ์และเจ้าอะไร ๆ ไหนที่ศักดิ์สิทธิ์มาเรา
ก็ไม่กลัวเจ้าและเทวดาก็จะไม่อาจสามารถทำอะไรแก่เราได้เห้งเจียจึงตอบว่า บัดนี้บิดาได้เชิญหมอมาคนหนึ่งชื่อซีเทียนไต้เซีย เมื่อครั้ง
ห้าร้อยปีมานั้นได้กระทำวุ่นวายจลาจลบนดาวดึงส์มีฝีมือยิ่งนัก บัดนี้เขาเชิญมา
แล้วจะมาจับตัวท่านปิศาจยักษ์หมูได้ฟังดังนั้นสะดุ้งจิตดุจศีรษะจะแตกออกไป จึงพูดว่าถ้าดังนั้น
เราจะต้องหนีไปเห็นจะอยู่มิได้แล้ว ข้ากับเจ้าจะต้องจากกันเป็นแท้แล้วนางแปลงจึงถามว่า ทำไมจึงจะต้องหนี้เจ้ากลัวเขานักที่เดียวหรือปิศาจยักษ์ตอบว่า ตัวเจ้าไม่รู้ที่เขาทำจลาจลบนดาวดึงส์นั้น คือตัวเป๊กเบ๊อุน
มีฝีมือเข้มแข็งนัก เหลือกำลังข้าจะสู้ความรู้เขาไม่ได้ พูดดังนั้นแล้วก็ลุกมาหยิบ
เสื้อสวมเปิดประตูจะออกไปนอกบ้านเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงกระโดดมาจับข้อมือปิศาจยักษ์หมูไว้แล้วก็กลับเป็นรูปเดิม
แล้วร้องว่าอ้ายหมูหูยาวมึงจะหนีไปไหน จงหันหน้ามาดูว่านี่ใครปิศาจยักษ์หมูได้ยินเสียงดังนันก็ตกใจ จึงหันหน้ากลับมาดูเห็นรูปเห้งเจียดุจ
รามสูรก็สิ้นสติ มือและเท้าอ่อนไปหมด ก็ร้องด้วยเสียงอันดัง แล้วกระชากเสื้อ
สะบัดขาดหลุดจากมือเห้งเจียแล้วก็เผ่นหนีไป เห้งเจียก็วิ่งติดตามจะจับตัว ปิศาจ
ยักษ์หมูก็บันดาลเป็นไฟมีแสงสว่างแล้วก็หนีไปยังเขาที่อยู่ เห้งเจียก็เหาะติดตาม
ไปร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าเอ็งจะหนีไปข้างไหน บนฟ้าหรือใต้ดิน เราก็คงจะตาม
ไปจับตัวเจ้ามาให้จงได้ แม้ที่สุดเจ้าจะไปในนรกเราก็คงจะตามไปจงได้ ร้องพลาง
เหาะตามพลางมาจนใกล้เขาฮกลินซัวฝ่ายปิศาจยักษ์หมูรีบหนีมา ครั้นถึงเขาที่อยู่ก็เข้าในถ้ำ ฉวยได้คราดเหล็กเก้าซี่
กลับออกมาจะต่อสู้แก่เห้งเจีย เห้งเจียเห็นดังนัน ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย
สัตว์ยัษ์หมู มึงรู้จักไหมว่าภูมีชื่อเสียงและฝีมือให้เร่งบอก จะไว้ชีวิตไม่ฆ่าฟันปิศาจยักษ์หมูจึงตอบว่า เดิมเราเกิดมามีจิตโฉดเขลาเกียจคร้านไม่รู้แล้ว ไม่
ได้ศึกษาเล่าเรียนที่สุดความบวชเรียนอย่างไรเราไม่รู้ จิตมืดมัวหมกมุ่นแต่ในกามคุณ
ครั้นวันหนึ่งเราปะฤๅษีเอาคัมภีร์มาเทศน์ให้ฟังสอนให้กลับใจไปในทางที่ชอบซี้
สวรรค์นรกให้เราเข้าใจ บอกตามหัวใจแพทย์ให้รู้ เราฟังดูก็ชอบใจ จึงได้เรียน
ต่อมาทั้งกลางวันและกลางคืนมิได้ขาด จนสำเร็จแก่กล้าเหาะได้ด้วยฌานจึงได้ขึ้น
ไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้เสมอ ๆ มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันประชุมเทพบุตรเลี้ยง
โต๊ะ ครั้นเทพยดาพร้อมกันแล้วเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงทรงตั้งให้เราเป็นเทียนพ่อง
แม่ทัพใหญ่ มีหน้าที่ได้รักษาวิมานทั่วไป กับได้กำกับในลำแม่น้ำทีฮ้อ บังคับบัญชา
ได้สิทธิ์ขาดเมื่อเหตุจะมี อ๋องโป้เนี่ยเนี้ยได้จัดการเลี้ยงโต๊ะชมพู่ เทพยดาทุกวิมานเป็น
คราวใหญ่ เมื่อเวลาประชุมนั้นเราเมาสุราหลงเข้าไปในตำหนักเห็นนางฟ้ามีรูปโฉม
อันงามยิ่งนัก ความกำหนัดได้เกิดขึ้นในใจเราจนดวงจิตเคลิ้มไปไม่รู้สึกผิดและชอบ
จึงจับนางฟ้ากอดรัดจะใคร่ร่วมประเวณี ในทันใดนั้นมีเทพบุตรพวกสอดแนมเห็น
เข้า จึงนำเหตุการณ์ทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธสั่งให้จับตัวเรา
เง็กเชียงฮ่องเต้ ปรับโทษเราเป็นมหันตโทษ แต่ในขณะนั้นท่านไทเป๊กกิมแชช่วย
ทูลเบี่ยงบ่ายขอโทษ เง็กเชียงฮ่องเต้ จึงได้โปรดยกโทษประหารชีวิต แต่ให้ลงโทษ
เมี่ยนสองพันที จนเนื้อหนังเราแตกโลหิตไหลแล้วสาปไล่ไปให้พ้นวิมาน เราจึงได้
ลงมาจากสวรรค์อาศัยอยู่ที่เขาฮกลินชัว เพราะมีโทษดังนั้นจึงได้จุติไปเข้าในท้อง
สุกร จึงได้มีนามว่าตือกังเจีย เรื่องราวของเราเป็นดังนี้เจ้าจงรู้เถิดเห้งเจียได้ฟังปิศาจหมูชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วเหตุเดิมนั้นเจ้าเป็น
เทียนพ่องง่วนโซ่ยแม่ทัพผู้บัญชาการในลำแม่น้ำทีฮ้อบนสวรรค์ จุติลงมาเป็นปิศาจ
ยักษ์หมูเที่ยวกวนชาวบ้านให้ได้ความเดือดร้อนอย่างนั้นซิเจ้าจึงได้รู้จักชื่อเราปิศาจสุกรมีความขัดใจจึงร้องตอบไปว่า เมื่อครั้งก่อนตัวเจ้าทำการรุ่นวายบน
สวรรค์ชื่ออ้ายเป็กเบ้อุนคนนี้ ทำให้พวกเราที่อยู่บนฟ้าได้ความเดือดร้อน ทำไมเรา
จะไม่รู้จักชื่อเสียงแห่งท่านเล่า บัดนี้จะมาทำการอวดอิทธิฤทธิ์ที่นี่อีก ไม่รู้จัก
ฝีมือเราจงลองกินคราดเหล็กสักทีหนึ่งจะได้รู้ว่าดีหรือไม่ดีเห้งเจียได้ฟังดังนั้นเกิดโทสะพลุ่งขึ้นมา แกว่งกระบองโถมเข้าตีตือกังเจียเอา
คราดรับรบกันไปมาต่างมีกำลังเข้มแข็งหาลดละแก่กันไม่ รบกันในคืนวันนั้นตั้งแต่
สองยามจนตะวันขึ้น ตือกังเจียทานกำลังเห้งเจียไม่ได้ จึงบันดาลเป็นลมหนีกลับ
เข้าถ้ำปิดประตูไม่ออกมาต่อสู้อีกหายเงียบไปเห้งเจียเห็นที่ประตูถ้ำนั้นมีแผ่นศิลาตั้งวางบนป่ากถ้ำ มีอักษรสามตัว อ่านว่า
หุ่นจันต้องแปลว่าถ้ำประชุมเมฆ เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงแลดูพระอาทิตย์เห็นขึ้นสูง
แล้วก็วิตกถึงพระอาจารย์ว่าจะคอยท่า ก็รีบเหาะกลับมายังบ้านเกาท้ายกงครั้นถึงก็ลอยลงยังพื้นดินเดินเข้าไปในบ้าน นมัสการพระอาจารย์และคำนับ
ท่านผู้เฒ่าทั้งหลายแล้ว จึงเล่าเรื่องที่จับยักษ์ปิศาจหมู และได้ต่อสู้กันให้ฟังทุก
ประการแล้วจึงเรียกเกาท้ายกงมาพูดว่าปิศาจนั้นมิใช่คนในมนุษย์โลกนี้ และมิใช่
เป็นปิศาจยักษ์อะไร มูลเหตุเดิมนั้นเป็นขุนนางบนสวรรค์ เป็นที่เทียนพ่องง่วนโซ่ย
ของเง็กเชียงฮ่องเต้ บัดนี้จุติลงมาเป็นสุกรป่า เพราะฉะนั้นปากคางจึงยาวดุจหมู
อันความจริงจิตกายสิทธิ์บริบูรณ์อยู่ หากว่าเขากินข้าวกินน้ำเปลืองไปมาก เป็น
แต่เลี้ยงชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำความอะไรให้เดือดร้อนแก่บุตรสาวของท่านตา
ข้าพเจ้าเห็นว่าบุตรเขยคนนี้ก็ไม่ต้องอับอายอะไรแก่ใคร ควรท่านจะเลี้ยงไว้จะขับ
ไล่เสียทำไมฝ่ายเกาท้ายกงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงตอบว่า เขามิได้ทำร้ายแก่บุตรสาว
ข้าพเจ้าก็จริงอยู่ แต่ชื่อเสียงนั้นไม่งามเพราะชาวบ้านที่ใกล้ไกลเหล่านั้นเขาพูดกันว่า
บ้านข้าพเจ้าได้บุตรเขยเป็นปิศาจยักษ์ไว้ในบ้าน เขาพูดกันอย่างนี้ใจข้าพเจ้าไม่
สบายเลยพระถังซัมจั่งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า เจ้าช่วยเขาก็จงช่วยให้ตลอด ให้เขาเห็นเท็จ
และจริงทำไมจึงจะมาทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนั้นเล่าเห้งเจียพูดว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าไปคราวนี้จะจับตัวมาให้ท่านทั้งหลายดู พูด
ดังนั้นแล้วก็บอกว่าข้าพเจ้าจะไปละ คนทั้งหลายแลไปก็มิได้เห็นร่างกายเห้งเจีย
พากันแลดูตากันตกตะลึงอยู่ทั้งนั้น ฝ่ายเห้งเจียรีบมาถึงเขาฮกลินซัวก็ลอยลงยัง
เนินเขาเดินเข้ามายังประตูถ้ำ เห็นถ้ำยังปิดอยู่ เห้งเจียจึงเอากระบองเหล็กกระทุ้ง
ประตูถ้ำทลายลงไปหมด แล้วเดินเข้าไปร้องท้าทายอีกทึกฝ่ายตือกังเจียกำลังนอนหลับกรนเสียงครืดคราดอยู่ในถ้ำ พอได้ยินเสียงอึกทึก
ที่ปากถ้ำและด่าว่าท้าทาย อดโทโสอยู่มิได้ก็ลุกขึ้นจับคราดสำรวมบริกรรมภาวนา
ให้ร่างกายเกิดกำลังแล้วก็กระโดดออกมาร้องว่า เฮ้ยเป๊กเบ็อนเราทำอะไรให้แก่ท่าน
ท่านจึงได้มารื้อประตูถ้ำของเราเสียดังนี้ ท่านไม่ได้เรียนกฎหมายโลกหรือ ท่านว่า
ผู้ใดพังประตูบ้านเขาโทษถึงตายเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลูกสัตว์สี่เท้าไม่รู้จักอะไร กูตีประตูพังไปโทษ
ถึงตาย ใครจะมาชำระกูให้แก่มึงเล่า ส่วนที่มึงไปชิงลูกสาวเขามาเป็นเมียไม่มี
เถ้าแก่และขันหมากอย่างนี้แลโทษมึงจะถึงตายตือกังเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องว่า อย่าพูดมากไปเลยเอ็งจงดูคราดของเรานี้ก่อน
เถิดว่าคมหรือไม่ ถ้าเห็นว่าคมก็อย่าทำฮึกหาญไปเลย จะมาถึงที่ตายเสียเปล่า ๆ
ดอกเห้งเจียพูดว่าคราดของเอ็งนั้นวิเศษอะไรนักหนา เราเห็นดีอย่างเดียว แต่จะ
คราดกุมฝอยในสวนเกาท้ายกงพ่อตาเอ็งเท่านั้นตือกังเจียจึงบอกว่าเจ้าจำไม่ได้หรือคราดอันนี้มิใช่ของมนุษยโลกนี้เราจะแสดง
เหตุเดิมให้ท่านเข้าใจ คือประกอบไล่ด้วยอากาศน้ำกายสิทธิ์ทำเป็นเหล็กอันวิเศษ
ท้ายเสียงเล่ากุนเอาเหล็กนั้นทำเป็นลูกสะดึงและระฆัง ยังเหลืออยู่อีกจึงได้ทำเป็น
คราดอันหนึ่งเก้าซี่ประกอบด้วยฟ้าดินและฤดูทั้งสาม ทั้งอายพระอาทิตย์พระจันทร์
เพราะฉะนั้นนามคราดนี้จึงได้เรียกว่าเชียงโป๊ซึมกีมป่า คือ คราดวิเศษอย่างดีที่หนึ่ง
ได้นำไปถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ไว้สำหรับคุมทหารเหลงเชียวเต้ย เมื่อเรารับเป็นที่พ่อง
ง่วนโซ่ย พระองค์ประธานให้เราไว้สำหรับตัว จะเปลี่ยนแปลงกายก็ได้โดยใจ
ประสงค์จะเหาะเหินไปมามีคาบเรียกเป็นไปได้ทุกสิ่งทุกประการ เมื่อเวลาคราว
ประชุมบนสวรรค์เราเอาติดตัวไปด้วย เพราะมีความห้าวหาญจึงได้เสียการตกลง
มาในที่ดังนี้ จิตเราเป็นมิจฉาทิฐิกินมนุษย์เสียเป็นอันมากลงทะเลมังกรก็เกรงกลัว
ขึ้นบกเขาหมู่เสือก็ขยาดอำนาจฤทธิ์แห่งเรา เราคิดเวทนาว่าหัวของเจ้าเป็นเหล็ก
หรือทองแดง เราบอกให้รู้สึกก่อนโดยความเอ็นดู เจ้ารู้ดังนี้แล้วขวัญจะไม่อยู่กับ
ตัว เจ้าจงรีบกลับไปเสียเถิดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อ้ายสัตว์สี่เท้าเอ็งอย่าออกฝีปากไปเลย เราจะยื่น
ศีรษะให้เจ้าลองสับดูสักทีก็จะได้รู้ว่า ขวัญเราจะหายหรือไม่ พูดแล้วเห้งเจียก็ก้ม
ศีรษะร้องบอกให้ตือกังเจียฟัน ตือกังเจียเห็นดังนั้นก็ยกคราดสับลงไปด้วยเต็ม
กำลังถูกศีรษะเห้งเจียเป็นประกายออกมาดุจไฟพะเนียงเมื่อเวลาคนจุด แต่เห้งเจีย
ก็ยืนเฉยอยู่ ไม่แสดงความหวั่นไหวหวาดเสียวเจ็บป่วยอะไร ตือกังเจียเห็นดังนั้น
มือและเท้าก็อ่อนไป ให้คิดครั่นคร้ามอยู่ในใจจึงแกล้งทำเป็นพูดว่า หัวเจ้าแข็งจริง
เจ้านีเรารู้จักจำได้แล้ว เมื่อก่อนขึ้นไปทำอิทธิฤทธิ์วุ่นวายบนสวรรค์บ้านเดิมเจ้าอยู่
ที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องได้สูญหายไปนานแล้ว บัดนี้ทำไมจึงได้มาถึงที่นีอีกเล่า ซะรอย
พ่อตาเราจะไปจ้างมาดอกกระมังจึงได้วุ่นวายเช่นนี้อีกเห้งเจียจึงพูดว่าพ่อตาของเจ้าก็มิได้ไปหา เรามาเพราะเรากลับใจรักษาศีล
และภาวนาตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิมรรคตามรักษาพระอาจารย์ถังซัมจั้งเพื่อจะไป
ประเทศไซที นมัสการพระยูไล ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกไปประดิษฐานใน
ประเทศทิศตะวันออกเราเดินทางมาพอค่ำลงจึงได้ขอพักอาศัยนอนที่บ้านเกา
ท้ายกง เกาท้ายกงเล่าความให้เราฟังและเชิญเราให้ช่วยจับตัวอ้ายกินรำตือกังเจีย ได้ฟังเห้งเจียเล่าถึงพระที่จะไปไซทีให้ฟังทุกประการก็ดีใจ จึงโยน
คราดเหล็กที่ถืออยู่นั้นเสียแล้วำนับเห้งเจียพูดว่า ขอท่านได้กรุณาข้าพเจ้าด้วยเถิด
พระที่จะไปไซทีนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน ขอท่านได้นำข้าพเจ้าไปให้พบปะสักหน่อยเถิดเห้งเจียจึงถามตือกังเจียว่า เจ้าอยากจะใคร่พบปะกับพระนั้นด้วยเหตุประการใดตือกังเจียจึงตอบว่า เดิมพระกวนอิมมาสั่งสอนให้ข้าพเจ้ารักษาศีล ข้าพเจ้า
ก็ได้รับโอวาทคำสั่งสอนของท่านแล้วท่านซ้ำสั่งว่า ให้คอยอยู่ที่เขานี้ เมื่อมีพระ
เมืองไต้ถังจะมาอาราธนาพระไตรปิฎกเดินมาทางนี้ ก็ให้ข้าพเจ้าตามไปเป็นสานุ
ศิษย์ ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอยอยู่สองสามปีมานี่แล้ว ก็มิได้ข่าวคราวอะไร
ที่ไหนเลย ท่านเป็นศิษย์ของพระแล้วทำไมจึงไม่บอกบ้างเล่า ถือว่ามีฤทธิ์มากก็
มาทำข่มเหงเราดังนี้ ข้าพเจ้ามิได้รู้สึกว่าท่านเป็นประการใด ก็จำเป็นต้องสู้รบกัน
แม้ถึงท่านทำแก่ข้าพเจ้าดังนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความตลอดดังนี้แล้ว ก็มิได้มี
ใจถือโกรธแห่งท่าน ขอท่านกรุณาได้ อนุกลช่วยพาไปให้ได้พบแก่พระด้วยเถิดเห้งเจียพูดว่า เจ้าอย่าใช้อุบายล่อลวงเรายังไม่วางใจเจ้า ถ้าเจ้ามีน้ำใจจะติด
ตาม ไปเมืองไซทีด้วยกันจริงแล้ว จงให้สัตย์ปฏิญาณตนเสียก่อน เราจึงจะพาไป
ให้พบแก่พระอาจารย์ของเราตือกังเจียได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นดินแล้วเงยหน้าขึ้นบนอากาศ
กล่าวคำปฏิญาณว่า นโมพุทธถ้าข้าพเจ้าไม่มีใจจริงดังปากว่า ขอให้ต้องโทษฟ้า
จงทำลายตัวข้าพเจ้าให้ป่นเป็นร้อยท่อนเถิดเห้งเจียเห็นตือกังเจียให้สัตย์ปฏิญาณดังนั้น ก็มีคามยินดีจึงเรียกให้ตือกังเจีย
ลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า เราเห็นจริงและเชื่อในความสัตย์ของเจ้าแล้ว จึงช่วยกันเก็บกิ่ง
ไม้ใบหญ้าแห้งมาใส่ถ้ำแล้วเอาไฟจุดเผาถ้ำเสีย ครั้นเสร็จแล้วตือกังเจียจึงพูดแก่
เห้งเจียว่า วันนี้ในใจคอของข้าพเจ้าปลอดโปร่งไม่มีความขัดข้องอะไรแล้ว ขอท่าน
จงช่วยพาข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียได้ฟังตือกังเจียพูดดังนัน จึงจับคราดเหล็กของตือกังเจียมาถือไว้แล้ว
มือหนึ่งก็จับหูตือกังเจียโดดขึ้นบนอากาศเหาะกลับมายังบ้านเกาท้ายกง ครันถึง
ก็พาตือกังเจียเดินเข้าไปในบ้านเวลานั้นพระถังซัมจั่งกำลังนั่งอยู่กับผู้เฒ่าเกาท้ายกง เกาท้ายกงแลไปเห็น
เห้งเจียจับหมูปิศาจมาได้ ต่างคนต่างก็มีความยินดีเป็นที่สุดจึงพากันเดินออกมา
รับ ตือกังเจียเห็นพ่อตากับพระเดินออกมารับจึงตรงเข้ามาคุกเข่าลงคำนับกราบ
พระถังซัมจั้งแล้วพูดว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดถ้าเมื่อแรกทราบว่าพระอาจารย์
มาอยู่ ในบ้านพ่อตาดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมีความยินดีมิได้รบพุ่งกันเลย ข้าพเจ้าตั้ง
ใจมานมัสการขอท่านจงได้กรุณาข้าด้วยเถิดพระถังซัมจังจึงถามว่าทำกันอย่างไรจึงพากันมาได้ เห้งเจียจึงว่าแก่ตือกังเจีย
ว่า เจ้าจงเล่าให้พระอาจารย์ฟังเถิดตือกังเจียได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงแจ้งความตามเหตุผลตั้งแต่ต้นได้พบพระ
กวนอิมจนตลอดมาถึงบัดนี้ทุกประการ พระถังซัมจั้งได้ฟังก็ทราบความตามเรื่อง
ที่เป็นมา มีความยินดียิ่งนักจึงพูดแก่เกาท้ายกงว่า ให้ตั้งโต๊ะเครื่องบูชาขึ้นแล้ว
พระถังซัมจังกับเกาท้ายกงก็คุกเข่าลคำนับระลึกคุณของพระกวนอิม ครั้นเสร็จ
แล้วต่างคนนั่งสนทนากันฝ่ายตือกังเจียนมัสการพระถังซัมจั้ง ขอยอมตัวเป็นศิษย์จะได้ปฏิบัติรักษา
พระอาจารย์ไปในทางกันดาร และคำนับเห้งเจียขอเป็นน้องพระถังซัมจั่งจึงพูดว่าเวลานี้ ตือกังเจียปฏิญาณตนเป็นผู้ั้งอยู่ในทางส้มมา
ปฏิปทาแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมภาพจะตั้งฉายาให้ใหม่ จะเห็นดีด้วยหรือไม่ตือกังเจียจึงตอบว่า ขอพระอาจารย์ได้ทราบ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้พบพระกวนอิม
พระกวนอิมตั้งฉายาให้เรียกข้าพเจ้าว่า (ตือหงอเหนง) แล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าดีแล้วเป็นสาวกเดียวกันกับเห้งเจียตือกังเจียจึงพูดว่าข้าพเจ้าได้รับปฏิบัติ ถือศีลแปดรับประทานแจมานานแล้ว
บัดนี้มาปะพระอาจารย์ข้าพเจ้าจะขอลาออกจากกินแจ พระอาจารย์จะเห็นชอบ
ด้วยหรือไม่พระถังซัมจั้งจึงห้ามว่า เดิมได้กินแจแล้วจะมากลับใจอย่างนั้นหาควรไม่ ไว้
อาตมาจะให้ชื่อตามกิริยาที่ถือนั้นจะได้เรียกตามเวลาการ คือให้ชื่อว่าตือโป๊ยก่าย
แปลว่าถือศีลแปดตือกังเจียได้ฟังพระอาจารย์ตั้งนามให้ดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่งจึงคำนับ
รับชื่อนั้นโดยความเคารพฝ่ายเกาท้ายกุงเห็นยักษ์หมูผู้นุตรเขย เข้าปฏิบัติในทางสัมมาปฏิปทาดังนันก็
มีความยินดี1จึงสังให้คนใช้จัดโต๊ะเครื่องแจมาเลียงพระถังซัมจังกับสานุศิษย์และ
ผู้เฒ่าที่มาอยู่ในเวลานั้นตือโป๊ยก่ายจึงบอกแก่เกาท้ายกงว่า บิดาจงให้ภรรยาข้าพเจ้าออกมาคำนับ
พระอาจารย์กับท่านผู้เฒ่าเหล่านี้ จะได้รู้เห็นว่าเป็นภรรยาข้าพเจ้าเห้งเจียได้ยินดังนันจึงตวาดว่า ตัวได้สละใจปฏิบติทางธรรมแล้วไม่ควรจะยก
เอาเรื่องภรรยามากล่าวต่อไปอีกตั้งแต่นี้อย่าพูดเรื่องภรรยาต่อไป เราพากันรับ
ประทานแจแล้วจะลาท่านทั้งหลายออกเดินไปกับด้วยพระอาจารย์เกาท้ายกงจึงนิมนต์พระถังซัมจังขึ้นนั่งฉันองค์เดียว เห้งเจียกับโป๊ยก่ายเข้าโต๊ะ
เดียวกัน ส่วนผู้เฒ่าทั้งหลายรวมกันโต๊ะหนึ่งครั้นจัดเสร็จแล้วก็ลงมือรับประทาน
เกาท้ายกงจึงเข้าไปเอาเงินและทองมาใส่เต็มถาดหนึ่ง แล้วยกออกมาถวายฉลอง
คุณพระถังซัมจัง พระถังซัมจังจึงพูดว่าอาตมาเดินทางไปก็บิณฑบาตของฉันเลียงซีข
ไปคราวหนึ่ง ๆ ซิงเงินทองอย่างนิหาควรแก่อาตมภาพไม่เห้งเจียจึงลุกมาหยิบเงินทองในถาดมากำมือหนึ่งแล้วเรียกเกาใช้มาบอกว่านี่
รางวัลให้เจ้า เพราะเจ้าได้ซักนำมาจึงได้ตือโป๊ยก่ายมาเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง เรา
ขอบใจเจ้ามาก ๆ จงรับเงินทองนี้ไปไว้ใช้สอยตามปรารถนาเถิด เกาใช้ก็คำนับรับ
เอาเงินนั้นไว้ฝ่ายเกาท้ายกงเอากาสาผืนหนึ่ง ถวายพระถังซัมจั้งกับรองเท้าสองคู่ให้เห้งเจีย
หนึ่งคู่ ตือโป๊ยก่ายหนึ่งคู่สำหรับเดินป่าโป๊ยก่ายจึงพูดว่าข้าพเจ้าขอฝากคำลาแก่วงศ์ญาติทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าจะ
ตามพระอาจารย์ไป แล้วบอกแก่เกาท้ายกงว่าภรรยาข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอฝาก
บิดาไว้ด้วย จงระวังรักษาให้แก่ข้าพเจ้าด้วยบางที่ถ้าข้าพเจ้าไปอาราธนาพระไตร
ปิฎกไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจะกลับมาเป็นบุตรเขยท่านอีกต่อไปเห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงตวาดว่าอ้ายคนพูดอะไรเลอะเทอะดังนั้นตือโป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังไม่ทราบ บางทีข้าพเจ้าไปข้างโน้นนานวัน อยู่ข้างนี้
แม่ยายก็จะยกภรรยาข้าพเจ้าให้เป็นภรรยาผู้อื่นเสียพระถังซัมจั้งได้ยินพูดกันดังนั้นจึงพูดว่า อย่าเอาความอันมิใชกิจของเราผู้ถือ
บวชมาพูดให้เสียเวลาเลย จงจัดแจงเก็บของใส่หาบจะได้ไป โป๊ยก่ายก็จัดแจง
เตรียมตัวเสร็จ พระถังซัมจังจึงลาเกาท้ายกงและคนทั้งหลายแล้วออกมาขึ้นม้า
เห้งเจียก็คำนับลาเกาท้ายกงถือกระบองเหล็กเดินข้างหน้าพระอาจารย์ โป๊ยก่าย
ก็ยกหาบใส่บ่าแล้วก็ออกเดินตามไปเกาท้ายกงกับคนทั้งหลายก็เดินตามออกมาส่ง ครั้นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์
ทั้งสองพ้นไปแล้ว ก็ต่างคนต่างคำนับลากันไปที่อยู่ของตนฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์เดินตามกันมาตามระยะทางแนวป่าชมพลางเดินพลาง
หมายทิศปราจีน เดินมาได้ประมาณสักเดือนหนึ่งก็มีความสบายดีอยู่มิได้มีเหตุ
การณ์สิ่งใดข้ามพ้นเขต โอซือจั้งก๊ก) ครั้นเดินมาก็แลเห็นภูเขาหนึ่งสูงยอดเทียมเมฆ
พระถังซัมจั้งจึงบอกว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงจงระวังระไวโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนันจึงตอบว่า ขอท่านอย่าวิตกซึ่งเหตุการณ์
อันใดเลย ภูเขานีมีนามเรียกว่า (ภู่โท่ซัว) ในเขานี้มีพระสำเร็จฌานองค์หนึ่งนาม
เรียกว่า (โอเซ้าเสี้ยนซือ) รักษาปฏิบัติอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าเคยมาหาท่าน พระถังซัมจั่ง
ได้ฟังโป๊ยก่ายบอกดังนั้นก็นิ่งอยู่ ครั้นขึ้นมาบนเนินเขาพระถังซัมจั้งลไปข้างหน้า
เห็นบนต้นไม้หอม มีรังใหญ่รังหนึ่งทำด้วยหญ้าและกิ่งไม้ บนยอดไม้นั้นมีนก
ต่างๆ จับอยู่ ร้องส่งเสียงคูขันเป็นที่น่าฟังยิ่งนัก โป๊ยก่ายจึงชี้บอกว่า ที่ต้นไม้นั้น
แลเป็นที่อยู่ของพระโอเซ้า พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นเร่งขับม้าตรงเข้าไปที่ต้นไม้นั้นฝ่ายพระอาจารย์โอเข้าแลเห็นคนทั้งสามเข้ามาดังนั้นพิเคราะห์ดูก็รู้ว่าพวก
เมืองถังมา จึงโดดลงจากต้นไม้เข้ามายืนตรงหน้าม้าพระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า
ข้าพเจ้าขออภัยท่านเถิดที่ข้าพเจ้าได้มารับท่านช้าไปพระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้น ก็ลงจากม้าคุกเข่าคำนับพระอาจารย์โอเซ้าจึงจับมือ
พระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า ขอท่านจงลุกขึ้นเถิดฝ่ายโป๊ยก่ายเดินเข้ามาคำนับพระอาจารย์โอเซ้า พระอาจารย์โอเซ้า เห็นตือ
กังเจียจึงถามว่า ตัวอยู่เขาฮกลินซัวมีนิสัยด้วยหรือ จึงได้เข้าร่วมทางไปด้วยท่าน
ผู้สำเร็จอย่างนี้โป๊ยก่ายจึงตอบว่าข้าพเจ้าได้พึ่งพระกวนอิมชี้แจงซักชวนแนะนำในทางมรรคผล
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานจะตามพระอาจารย์ไปพระอาจารย์โอเซ้าพูดว่าดีแล้ว ๆ จึงชี้มือมาตรงเห้งเจียถามว่าผู้นี้คือใครเห้งเจียได้ยินพระอาจารย์โอเข้าถามดังนั้น ก็หัวเราะแล้วตอบว่าทำไมท่านจำ
ข้าพเจ้าไม่ได้ จำได้แต่โป๊ยก่ายเท่านั้นหรือพระอาจารย์โอเซ้าพูดว่า อาตมานี้ยังไม่เคยรู้จักท่าน พระถังซัมจั้งบอกว่า
คนนั้นคือสานุศิษย์ใหญ่ของข้าพเจ้าเอง นามเดินเรียกว่าหงอคงพระอาจารย์โอเซ้าได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า อาตมาไม่ทันปราศรัย
ขออภัยเสียเถิดพระถังซัมจั้งจึงถามว่าไซทีนั้นยังใกล้หรือไกล ขอพระอาจารย์ได้โปรดชี้แจง
ให้ทราบด้วย พระอาจารย์โอเช้าตอบว่าไกลนัก ๆ แต่จงอุตสาห์ไปเถิดจะมีเวลาถึง
ดอกแต่หนทางนั้นที่จะไปนั้นกันดาร มีสัตว์ร้ายเป็นต้นว่าเสือและสิงโตชุกชุม
ยักษ์มารและปิศาจมีมาก อาตมาจะถวายพระคาถาเครื่องคุ้มตัว ถ้าพบยักษ์มาร
อันร้ายกาจจงบริกรรมภาวนาแล้วก็จะคุ้มตัวได้สารพัด ให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ
พระคาถานี้มีห้าสิบสี่วรรคคิดเป็นอักษรสามร้อยเจ็ดสิบตัวอักษรพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดสอน
ให้ข้าพเจ้าเถิดท่านอาจารย์โอเซ้าได้ฟังพระถังซัมจั้งว่าดังนั้น จึงสาธยายพระคาถานั้นให้
พระถังซัมจั้งฟัง มีอรรถดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ มาฮาปัญญะปาลามิโต ซิมเกงกวนจู่จ้ายโพซาด เห่งซิมปัญญะปาลามิ
โต สี้เจี๊ยวกีเง้าอุ้นกายกงโต้อิ๊ด เชียดเค้าเว็ดเซี้ยลี่เจจื๊อ เซกปุ๊อี่คง คงปุ๊ดอี่เซก
เซกเจกซีคง คงเจกซี่เซกซีวเสี่ยง เห่งเซก เอียดหกยู่สี เชียลี่จื๊อ สีจูฮวดคงเสียง
ปุ๊ดเซง บุ๊ดเบี้ยด ปุ๊ดเก้า ปุ๊ดเจ๋ง ปุ๊ดก๊าม สีโก่คงตัง ไม่เซก เทียเฮียวมี่ชอกฮวด
โบ่งั้นก่าย หนายจี โบ่อีเซกก่าย โบ่โบ่เม้งเอียด โบ่โบ่เม้งจิ้น หนายจีโบ่ เล้าซี้
เอียดเล้าซีจิ้น โบ่เก้าเจกเบี้ยด เต๊าโบ่ตี้เอียดโบ่หงาย โบ่ซ้อเตกโก โพธิสัตว์ท้าอี
ปัญญะปาลามิโต โก่ซิมโม่ กว้ายหงายโบ่ กว๊ายหวายโก่ โบ่อิ้ว ตังโผ่ อ้วนลี
เตียน เต๊ามั่ง เสียงกู้เก้งเนียดพื้น ซัมซิจฮุด อีปัญญะ ปาลามิโต โก่เต็กออ
เหมาโตลาซัมเมียว ซัมโพนิโก่ตี ปัญญะปาลามิโต สีต้ายสินจู่ สีต้ายเม้งจู่
โบ่เสียงจู่ โบ่เต็งเต๊งจู่ เน่งตื้ออิ๊ด เชียดเก้า จินชิดปุ๊ดฮือโก่ส้อยปัญญะปาลามิโต
จู่เจ่ก ส้วยจู๊เอี้ยเอี๊ยดที้ปาลาที้ปาลา เอี๊ยดที้ซอปาฮอ (จบคาถา)ฝ่ายพระถังซัมจั้ง เมื่อได้ฟังพระอรรถคาถาดังนั้นก็จำทรงไว้ได้ โดยเหตุบุญญา
ภิสังขการสร้างสมอบรมพระโพธิสมภารมามากแล้ว ย่อมมีพระปัญญาอันสุขุม
สามารถจะจำทรง ขณะเมื่อประภิกษุโอเซ้าว่าคาถาให้ฟังเที่ยวเดียวก็จำได้ จน
ตลอดจบพระคาถานั้นทุกวันนี้ ได้รู้ออกแพร่หลายตามชาวชนทั้งหลายได้ สั่งสอน
กันต่อ ๆ มาเป็นคำข้อปฏิบัติในทางสัมมาทิฐิอย่างประเสริฐฝ่ายพระโอเซ้าครั้นสอนให้พระถังซัมจั๋งจำพระคาถาได้แล้ว ก็หันหน้าจะกลับ
ขึ้นบนรังที่อยู่ของตนตามเดิม พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็เดินเข้ามายึดพระโอเช้าไว้
จะใคร่ถามหนทางอันจะไปไซทีพระอาจารย์โอเซ้าเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าซึ่งหนทางจะเดินไปนั้นไม่สู้จะ
ยากอะไรนัก ในระยะทางนั้นห้วยเขาก็มากไม่คณนานับได้ มีสิงสัตว์ที่ดุร้ายยักษ์
ผีปิศาจชุกชุม ถึงกระนั้นจงวางใจเถิดอย่ามีความหวาดเสียวสะดุ้งกลัวอะไรเลย
ถ้าไปถึงเขาม่อยี้งัมข้างริมนั้นจงระวังระไว เพราะมีป่ามืดมีปิศาจเสือปลามักสกัด
ทางทำร้าย และในเขตนั้นมียักษ์มารออกดารดาษมีสัตว์สิงโตและเสือเหล่านี้อาจ
เปลี่ยนแปลงกายาได้ต่าง ๆ เมื่อพระโอเซ้าบอกหนทางให้เสร็จแล้วจึงกล่าวคำเป็น
ปริศนาว่า หมู่ป่าหาบคอนคงจะพบน้ำร้ายเมื่อครั้งแรกมาพบลิงหินนานปีจงถาม
ดูซึ่งหนทางจะไปไซทีนั้น เขารู้จักทางเป็นแน่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า พวกเราไปเถิดไม่ต้องถามแล้ว จง
ถามข้าพเจ้าดีกว่าพระถังซัมจั้งได้ฟังพระโอเช้าพูดดังนั้น ก็คิดไม่ออกว่าอะไรยีนนิ่งอยู่ฝ่ายพระอาจารย์โอเซ้าพูดเป็นปริศนาแล้ว ก็บันดาลเป็นแสงสว่างเหมือนสีทอง
ลอยขึ้นไปนั่งบนรังตามเดิม พระถังซัมจั้งก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณโดยเคารพเห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความโกรธพระโอเซ้าเป็นอันมากจึงเอากระบองขว้างขึ้นไป
แลเห็นเป็นรัศมีและดอกบัวมีสีต่าง ๆ และเมฆหมอกออกกลุ้มไปล้อมรังพระโอเซ้า
อยู่กระบองของเห้งเจียก็ไม่ทำอันตรายพระโอเซ้าได้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า ทำไมจึงคิดทำลายรังผู้สำเร็จ
ดังนี้เล่าเห้งเจียจึงพูดว่าเมื่อตะกี้นี้พระโอเช้าพูดหยาบช้าเปรียบข้าพเจ้าทั้งสอง พระ
อาจารย์ไม่ได้ยินหรือพระถังซัมจังพูดว่าเธอพูดชี้แจงหนทางให้ต่างหาก มิได้พูดหยาบช้าอะไรเลยเห้งเจียตอบว่า พระอาจารย์หาเข้าใจไม่ เธอพูดว่าหมู่ป่าหาบคอนนั้นคือพูด
ถึงโป๊ยก่าย ลิงหินนานปีนั้นคือพูดถึงตัวข้าพเจ้า พระอาจารย์หาคิดเห็นได้ไม่ โป๊ย
ก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงห้ามว่าพี่เห้งเจียอย่าโกรธขึ้งเลย พระองค์นี้ท่านรู้ได้
ทั้งอดีตอนาคต ซึ่งท่านพูดว่าแรกจะพบน้ำร้ายนั้นคือได้แก่อะไรยังคิดหาออกไม่
จงคอยดูไปก่อนก็จะเห็นเท็จและจริงเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายห้ามดังนั้น ก็ร่ายมนต์เรียกกระบองกลับลงมาถือไว้
แล้วก็นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าพากันลงมาจากเขาหมายทิศปราจีนเดินไป ครั้น
เดินมาถึงตำบลหนึ่งเวลาจวนค่ำ พระถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าริมตีนเขาเห็นมีหมู่บ้าน
จึงบอกแก่ศิษย์ทั้งสองว่าเวลาก็โพล้เพล้จวนจะค่ำแล้ว เราควรจะหาที่อาศัยพักที่
ตำบลบ้านนี้สักคืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งแล้วจึงค่อยเดินต่อไปฝ่ายโป๊ยก่ายได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงพูดว่าพวกเรารีบไปให้ถึงบ้านจะ
ได้พักเหนื่อยสักคราวหนึ่ง และจะได้ขออาหารตามชาวบ้านกินให้อิ่มสักมื้อหนึ่งด้วย
วันนี้หิวมากนัก ถ้าอยู่บ้านเหมือนอย่างแต่ก่อนเราก็จะให้แม่หน้านวลจัดแต่งโต๊ะ
มากิน กูจะจ้ำเสียให้ท้องแทบครากจึงจะสมแก่ที่หิวเห้งเจียเดินอยู่ข้างหน้าได้ยินโป๊ยก่ายพูดบ่นดังนั้น จึงร้องว่าอ้ายผีเรือนคนนี้
เดินมาจากบ้านไม่กี่วันก็คิดถึงบ้าน อดอยากสักนิดหน่อยก็ไม่ได้เดินบ่นออดแอด
ถึงแต่แม่ทูลหัวไปทีเดียว มึงหิวเต็มทีหรือจงเดินมาให้ใกล้ๆ กูจะได้ชัดให้สักตูมหนึ่งพระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดแก่โป๊ยก่ายดังนั้น จึงเรียกโป๊ยก่ายเข้ามาใกล้
แล้วจึงพูดว่า เจ้ามีจิตกังวลหน่วงหนักอยู่กับบ้าน มากไปด้วยความห่วงและอาลัย
อย่างนี้ จะปฏิบัติทางสัมมาสมาธิเห็นจะไม่ได้ เจ้าจงกลับไปบ้านของเจ้าตาม
เดิมเถิด จะอยู่บ่นว่าไปทำไมโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็ตกใจวางหาบลงจากบ่าแล้ว ก็คุกเข่า
ลงต่อหน้าพระอาจารย์คำนับแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้าหาได้บ่นว่าอะไรไม่ เมื่อตะกี้นี้
ข้าพเจ้าได้พูดว่า ถ้าไปถึงบ้านคนอยู่จะได้หาอาหารกินแก้หิว ที่เห้งเจียได้ยินข้าพเจ้า
พูดดังนั้น จึงว่าข้าพเจ้าเป็นอ้ายผีเรือน ข้าพเจ้าก็หาได้บ่นว่ากระไรไม่ ข้าพเจ้าได้
สมาทานรักษาศีลปฏิบัติตามคำสอนของท่านแล้ว ข้าพเจ้าก็จะตั้งหน้าปฏิบัติไป
ไม่ท้อถอย ขอพระอาจารย์ได้มีความกรุณาแก่ข้าพเจ้า ๆ จะติดตามท่านไปกว่าจะ
สำเร็จการของพระอาจารย์ แม้จะถึงอันตรายชีวิตจะขาดดับลงก็จะมิได้กลับใจและ
คืนคลายความสัตย์ปฏิญาณ ถ้าที่หลังข้าพเจ้าบ่นว่าด้วยการอย่างนี้อีก พระ
อาจารย์จงลงโทษข้าพเจ้าให้จงหนักเถิดพระถังชัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายให้ทัณฑ์บนดังนั้นจึงพูดว่าถ้าเจ้ามีความจริงใจดังนั้น
เจ้าจงลุกขึ้นเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงลุกขึ้นคำนับแล้วเอาหาบใส่บ่าเดิน
ตามไป พระถังซัมจั่งจึงขับม้ารีบเดินเข้าไปยังหมู่บ้านถึงประตูรั้ว แลเข้าไปในบ้าน
เห็นมีผู้เตม่าคนหนึ่งนั่งภาาวนาอยู่ พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า ท่าน
ตาขออนุญาตเถิด อาตมาจะขอถามความสักหน่อยฝ่ายตาเฒ่ากำลังนั่งภาวนาอยู่ได้ยินเสียงคนเรียกจึงลืมตาลุกจากเก้าอี้เดินออก
มายังประตูบ้าน แลไปเห็นพระถังซัมจั้ง ตาเฒ่าจึงยกมือขึ้นนมัสการแล้วพูดว่าขอ
อภัยท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ทันออกมารับท่านก่อน นี่ท่านอยู่ประเทศไหนจึงได้มา
ถึงตำบลบ้านนี้พระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฒ่าถาม จึงตอบว่าอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทรงพระนามว่า (หลีซิบิ้น) ให้อาตมาไปยังเมืองไซทีอาราธนา
พระคัมภีร์ไตรปิฎกมาไว้ จะได้ทำการมหากุศล บัดนี้อาตมภาพเดินทางมาถึงตำบล
นี้ก็จวนค่ำ ขอท่านตาได้เมตตาจิตให้อาตมภาพอาศัยพักสักคืนหนึ่ง พอเวลารุ่ง
เช้าอาตมาก็จะลาท่านตาไปตาเฒ่าเมื่อได้ฟังพระถังชัมจั่งบอกเล่าดังนั้น ก็สั่นศีรษะแล้วพูดว่า ทิศไซทีนั้น
กันดารนักยากที่จะไปได้ยากที่สุด ถ้าท่านมีจิตเลื่อมใสจะไปอาราธนาคัมภีร์พระ
ไตรปิฎกแล้ว ก็จงกลับไปยังทิศบูรพาเถิด เสาะหาพระคัมภีร์ก็คงจะมี อันจะไป
ประเทศไซทีนั้นไปไม่ได้เป็นแน่พระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฒ่าพูดดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่แล้วจึงถามผู้เม่าว่า ทิศ
ปราจีนประเทศไซทีนั้นเป็นอย่างไรหรือท่านจึงว่าไปไม่ได้ ตาเฒ่าก็ตอบยืนคำอยู่ว่า
กลับไปทิศบูรพาเถิดคงจะมีพระคัมภีร์พระไตรปิฎกฝ่ายเห้งจียยืนอยู่ข้างริมนั้น ได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็อดพูดไม่ได้ จึงเดินเข้า
ไปใกล้ตาเฒ่าแล้วถามว่า ท่านตา ๆอายุก็มากอยู่แล้ว ทำไมไม่แจ้งเหตุดีและร้าย
ให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง พวกข้าพเจ้าเพราะมาทางไกลเวลาก็จวนค่ำ จะขออาศัยสัก
คืนหนึ่งท่านตาเอาเหตุการณ์อะไรมาพูดกลบเกลื่อนอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่งอนง้อ
อาศัยที่บ้านท่าน พวกเราพากันไปอาศัยนอนตามใต้ต้นไม้ก็ได้ ทนนั่งเอาสักคืน
หนึ่งก็ได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันหันหน้าจะกลับออกจากบ้านฝ่ายตาเฒ่าเมื่อได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินออกมายึดพระถังซัมจั้ง
ไว้แล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ทำไมไม่เห็นพูดว่ากระไร แต่อ้ายหน้าผีสานุศิษย์ของท่าน
พูดไม่เพาะหูเลยเห้งเจียได้ฟังผู้เม่าพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านตาอย่าดูถูกข้าพเจ้าถึงตัวข้าพเจ้า
ไม่งามไม่สวยรูปร่างต่ำเล็กก็จริง แต่ฤทธาอานุภาพเข้มแข็งมากตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าอ้อดังนั้นหรือ ถ้าท่านมีวิชาเชี่ยวชาญ
เข้มแข็งดังนั้น ก็เห็นพอจะรอดตัวเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่านตา ขอท่านตาพิจารณาดู
เอาเถิดฝ่ายตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดอวดอ้างดังนั้น จึงพิจารณาดูเห้งเจียแล้วถามว่า
ตำแหน่งบ้านท่านอยู่ที่ไหน ก็เหตุใดท่านจึงเข้ามารับรักษาศีลอย่างนี้ ท่านจงเล่า
มูลเหตุให้ข้าพเจ้าทราบบ้างเห้งเจียจึงตอบตาเฒ่าว่า เดิมข้าพเจ้าเกิดข้างทิศบูรพา เมืองเง่าล่ายก๊กเขา
ฮวยก๊วยซัว ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องแต่เดิมได้ไปเรียนวิชาความรู้และได้รับที่ตั้งเป็นซีเทียนได้เซียอยู่ในดาวดึงส์
สวรรค์ ต่อมาภายหลังไม่มีความพอใจ ข้าพเจ้าจึงได้ทำการวุ่นวายบนวิมานครั้ง
หนึ่ง ต่อมาก็ได้สติคิดได้จึงกลับใจเข้ารักษาศีลเป็นสานุศิษย์ตามปฏิบัติรักษาพระ
อาจารย์จะไปประเทศไซทีเพื่อจะได้นมัสการพระยูไล ถึงมาตรว่าตามทางที่จะไป
นั้นจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ประการใด ๆ ก็ดี ข้าพเจ้าก็คงกำจัดให้จงได้ทั้ง
สิ้น ท่านอย่าวิตกเลยฝ่ายตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ถ้าท่านมีวิชา
ความรู้ดังนั้นก็คงจะไปไซทีได้โดยแท้ แล้วตาเฒ่าถามว่าท่านมาด้วยกันกี่คน ขอ
เชิญเข้าไปพักในบ้านข้าพเจ้าเถิด จะได้พักให้มีกำลังรุ่งเช้าจะได้ไปพระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฆ่าเห็นมีจิตเลื่อมใสศรัทธาอนุญาตดังนั้นก็มีความยินดี
จึงพูดว่าขอบใจท่านผู้เฆ่าเป็นที่ยิ่ง แต่พวกข้าพเจ้ามาด้วยกันสามคนตาเฒ่าถามว่าท่านมาด้วยกันสามคน อีกคนหนึ่งอยู่ที่ไหนเล่า เห้งเจียได้ยิน
ผู้เตม่าถามดังนั้นจึงเอามือชี้ไปว่าที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้นอีกคนหนึ่งตาเฒ่าหันหน้าไปมองดูเห็นโป๊ยก่ายรูปร่างดุร้ายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคอ
เหนียงดุจปิศาจยักษ์ก็ตกใจกลัวขนหัวพองตั้งกายตั้งสติไม่อยู่มือและเท้าอ่อนเพลีย
ล้มลงทั้งยืนแล้วลุกขึ้นด้วยความกลัวจะกลับเข้าประตูบ้านปากก็เรียกคนในบ้าน
ให้มาช่วยปิดประตูบ้านโดยเร็วว่าผีปิศาจยักษ์มาแล้ว ร้องพลางตะเกียกตะกาย
ลุกคลานจะหนีไปเห้งเจียเห็นตาเฒ่ามีความกลัวดังนั้น ก็เดินเข้าไปใกล้ประคองตาเฒ่าไว้แล้ว
บอกว่าท่านอย่ากลัวเลย มิใช่ผีปิศาจอะไรคนนั้นคือสานุศิษย์ของพระอาจารย์
แห่งข้าพเจ้าเองฝ่ายตาเฒ่าตกใจกำลังสั่นระรัวพูดกับเห้งเจียว่า พ่อเจ้าเอ๋ยข้าไม่เคยพบเห็น
คนอะไรรูปร่างอย่างนี้เมื่อกำลังผู้เฒ่าพูดกับเห้งเจียอยู่นั้น โป๊ยก่ายก็เดินเข้ามาใกล้จึงพูดแก่ผู้เตม่า
ว่า ท่านตามาเกลียดชังและกลัวรูปร่างข้าพเจ้านั้นหามีประโยชน์ไม่ ตัวข้าพเจ้า
รูปร่างไม่ดีก็จริง แต่ใช้ได้ทำให้ประโยชน์สำเร็จได้มากเมื่อผู้เม่าได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนันตรีกตรองดูก็ค่อยมีสติบรรเทาความกลัวลงมาก
จึงหันหน้ามาถามพระถังซัมจังว่า คนนี้ศิษย์ของท่านและหรือ พระถังซัมจังหัวเราะ
แล้วตอบว่าเป็นศิษย์ของอาตมาจริงท่านอย่าได้กลัวเลยขณะเมื่อพระถังซัมจังกับตาเม่าพูดกันอยู่นั้น มีหนุ่มน้อยสองคนพยุงยายเฒ่า
เดินมากับเด็กน้อยทั้งหญิงและชายสามสี่คน เดินตามหลังยายเฒ่ามายังประตูบ้าน
ครั้นมาถึงยายเฒ่าชราผู้นั้นจึงถามว่าท่านตาทำอะไรกันหรือจึงได้มายืนอยู่ที่นี่โป๊ยก่ายเมื่อเห็นยายเฒ่าพาเด็กมาและถามดังนั้นโป๊ยก่ายก็เดินเข้ามาใกล้
เอาใบหูยื่นออกกวัดไปกวัดมาแล้วอ้าปากยื่นออกมาแกว่งไปแกว่งมาให้ยายเฒ่า
กับเด็กเห็น เมื่อยายเฒ่ากับเด็กเหล่านั้นแลเห็นโป๊ยก่ายทำกิริยาอย่างนั้น ทั้งแล
เห็นรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวต่างก็ตกใจสิ้นสติขวัญไม่อยู่กับตัวก็วิ่งหกล้มก้มคลานไป
พระถังขัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องบอกว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลยมิใช่ผีปิศาจอะไรดอก
คือศิษย์ของอาตมาเองไม่ทำร้ายแก่ผู้ใดเลยฝ่ายยายผู้เฒ่ากับคนทั้งหลายเมื่อได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้นจึงค่อยได้สติ
หายกลัว ต่างคนต่างนิมนต์พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสองเข้ามาในบ้านจัดที่ให้พัก
ตามสมควรพระถังซัมจั้งเมื่อเข้าพักแล้ว มารำพึงถึงสานุศิษย์ทั้งสองคนขึ้นมาแล้วก็ถอน
ใจใหญ่ ให้อัดอั้นตันใจด้วยศิษย์ทั้งสองรูปร่างพิรุธหยาบคาย เพราะฉะนั้นไปถึง
ไหนจึงได้เกิดความวุ่นวายตื่นแตกที่นั้นกระทำให้ชาวบ้านได้ความเดือดร้อนทุกครั้ง
ทุกคราว ครั้นจะไล่เสียก็ไม่มีใครจะไปเป็นเพื่อนในทางกันดาร เป็นที่จนใจไม่รู้ที่
จะทำประการใดฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อได้เห็นพระอาจารย์หน้าตาเศร้าหมองไม่สบายดังนั้นก็รู้ในทีว่า
พระอาจารย์คิดวิตกด้วยเราเป็นแน่ จึงเข้ามาใกล้แล้วคำนับพูดกับพระอาจารย์ว่า
ตั้งแต่ข้าพเจ้าตามพระอาจารย์มาข้าพเจ้ามีความสำรวมระวังกิริยาหยาบคายเสีย
มาก ๆ แล้ว เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ที่บ้านพ่อตานั้น ข้าพเจ้าเอาปากยื่นออกมาทีหนึ่ง
เอาใบหูกวักหนหนึ่ง คนทั้งหลายเห็นก็ตกใจกลัววิ่งโดนกันบ้างล้มลงเหยียบกัน
ตายบ้าง ขวัญหนีดีฝ่อเลยเจ็บไข้ตายบ้าง ประมาณสักสามสิบสี่สิบคนก็ไม่เห็น
พ่อตาของข้าพเจ้าว่ากระไร มาครั้งนี้พระอาจารย์วิตกด้วยข้าพเจ้าทั้งสองหรือ จึง
ได้นั่งถอนใจใหญ่อยู่ดังนี้เห้งเจียเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดแก่พระอาจารย์ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้าย
กินรำเจ้าจงเอาหูกับคางของเจ้าเก็บซ่อนเสียให้เรียบร้อยช่างไม่รู้จักอายบ้างเลย
ยังแค่นจะเอาใบหูปากคางมาพูดอวดเอาอะไรอีกเล่าพระถังชัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าลักษณะบังเกิดมาดังนั้นจะเอา
ไปเก็บไว้ที่ไหนเห็นจะไม่ได้เห้งเจียตอบว่าไม่เห็นยากอะไรนักหนา ถ้าเอาปากก้มลงกับอกเอาใบหูมัดแอบ
ไขวัติดกับท้ายทอยอย่าให้กระดุกกระดิกได้ ถ้าทำดังนี้ให้เรียบร้อยก็จะพอดูได้
คนทั้งหลายเห็นจะไม่น่ากลัวโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดแนะนำดังนั้นก็กระทำตามเห้งเจีย จึงจับเอาใบหู
ของตัวผูกเหน็บไขว้แอบที่ท้ายทอยเอาปากเหน็บลงกับอกดูเรียบร้อยแล้วจึงถาม
เห้งเจียว่า อย่างนี้ดีหรือยัง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงบอกแก่โป๊ยก่าย
ว่าพอดูได้แล้ว แล้วโป๊ยก่ายก็เดินมายืนอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์ เห้งเจียจึงออก
ไปยกหาบเข้ามาเก็บแล้วออกไปจูงม้าเข้ามาผูกข้างในรั้วบ้านแล้ว ก็กลับเข้ามาที่
พระอาจารย์ฝ่ายตาเฒ่าจึงยกน้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั้งและเลี้ยงเห้งเจียกับโป๊ยก่าย
กินเสร็จแล้วก็มานั่งอยู่ที่พระถังซัมจั้งต่างสนทนากันพระถังซัมจั้งจึงถามผู้เฆ่าว่าข้าพเจ้าขออภัยท่านเถิดท่านตานั้นแซ่ไร ตาเฒ่า
บอกว่าข้าพเจ้าแช่อ้วง พระถังซัมจั้งถามอีกว่าท่านผู้เฒ่ามีบุตรนัดดาหรือเปล่า
ตาเฒ่าบอกว่ามีบุตรชายสองคนหลานมีสามคน พระถังซัมจังจึงถามว่าท่านตา
มีอายุสักเท่าใดแล้วตาเฒ่าบอกว่าปีนี้อายุของข้าพเจ้าได้หกสิบแปดปีแล้ว พระถัง
ซัมจังจึงถามว่า ท่านตาพูดว่าทิศปราจีนประเทศนั้นแสนยากที่จะไปเชิญพระไตร
ปิฎกมาได้มีการกันดารอย่างไรหรือ จงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังนึกว่าเอ็นดูแก่ข้าพเจ้าเถิดตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้นจึงบอกว่า พระไตรปิฎกธรรมนั้นไม่ยากดอก ที่ยาก
ลำบากนั้นก็เพราะด้วยหนทางที่จะไปนั้นก็แสนกันดารเป็นที่สุด ตามระยะทางมี
สัตว์อันร้ายกาจซุกชุม ตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าตรงไปข้ามทิศปราจีนนั้นประมาณทาง
สามสิบโยชน์ มีภูเขาอันใหญ่สูงขวางทางอยู่เรียกว่าโป๊ยแปะลี้อึ้งฮองเนี้ยที่ในเขา
นั้น ล้วนแต่ปิศาจยักษ์ร้ายซุกชุม เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่ายากอยู่ที่จะไปได้เมื่อ
ตะกี้นี้สานุศิษย์ของท่านอาจารย์ พูดว่ามีฝีมือและรู้วิชาเชี่ยวชาญเข้มแข็งห้าวหาญ
อาจสามารถจะปราบปรามปิศาจยักษ์ร้ายนั้นได้ถ้าสมดังสานุศิษย์ท่านพูดจริง
อย่างนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นว่าคงจะไปถึงได้ดังประสงค์ ขอท่านอาจารย์จงทราบเถิดขณะนั้นเด็กคนใช้ยกเครื่องกระยาหาร มาจัดแจงตั้งบนโต๊ะเสร็จแล้ว ตาเฒ่า
ก็เชิญเห้งเจียกับโป๊ยก่ายให้กินอาหารฝ่ายโป๊ยก่ายได้ฟังตาเฒ่าเชิญดังนั้นก็ดีใจ กำลังหิวไม่รอรั้งตรงเข้านั่งโต๊ะ
ก่อนเห้งเจีย ฉวยชามข้าวพุ้ยกินสิ้นไปชามหนึ่ง เห้งเจียเดินมายังไม่ทันจะถึงโต๊ะ
โป๊ยก่ายกินข้าวสิ้นไปสามสี่ชามแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงด่าว่าอ้ายเปรตอสุรกาย
ช่างตะกละตะกลามนี่กระไรยังไม่ทันอะไรแดกสิ้นไปเป็นหลายชามแล้วฝ่ายตาเฆ่าเห็นกิริยาโป๊ยก่ายหิวโหยกินได้มากดังนั้น จึงร้องเรียกคนใช้ให้เอา
ข้าวมาเติมอีก คนใช้ได้ฟังดังนั้นก็เอาของมาเติมอีกฝ่ายโป๊ยก่ายก้มหน้ากิน มิได้เหลียวแลดูใครพุ้ยข้าวตะพัดเข้าไปสิ้นข้าวกว่า
สิบชาม ตาเฒ่าเห็นโป๊ยก่ายกินจุดังนั้น จึงเรียกคนใช้ให้หุงข้าวมาเติมอีกเห้งเจียได้ยินผู้เฒ่าร้องสั่งคนใช้ดังนั้น จึงบอกแก่ผู้เฆ่าว่าไม่ต้องเติมดอกของ
นั้นบริบูรณ์อยู่แล้ว โป๊ยก่ายจึงพูดว่าพอไม่พอพี่พูดทำไม เขาเอามาเติมอีกเราก็
กินอีกร่ำไปมิดีหรือ โป๊ยก่ายพูดพลางพุ้ยพลางหาหยุดมือไม่ หมดทั้งสิ้นไม่ว่าสิ่ง
ใดเกลี้ยง ๆทุก ๆ ชาม ลูกเด็กเล็กน้อยทั้งบ้านพากันอดไม่ได้กินทั้งบ้าน แต่โป๊ยก่าย
กินได้ครึ่งท้องเท่านั้น ครั้นของหมดแล้วจึงออกจากที่กินโต๊ะ เดินมากินน้ำเช็ดปาก
เช็ดมือเสร็จแล้วต่างก็พากันไปพักนอนครั้นเวลารุ่งเช้าสว่างแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เก็บข้าวของลงใส่หาบเตรียมเสร็จ
แล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาู้เฒ่าจะออกเดิน เห้งเจียโป๊ยก่ายก็มาคำนับลาผู้เฒ่าพร้อม
กันออกจากบ้านผู้เฒ่าพระถังซัมจั้งก็ขึ้นม้าออกเดินหมายทิศปราจีนตรงไป ครั้นเดินมาพ้นบ้านผู้เฒ่า
ประมาณสักครึ่งวันเห็นภูเขาหนึ่งสูงยอดเทียมเมฆ ตั้งขวางหน้าพิจารณาดูเป็นคูโขด
ล้วนเพิงผาแสนลำบากยากที่จะเดินข้ามไปได้ อาจารย์กับศิษย์ทั้งสามคนก็อุตสาหะ
ขึ้นเขาเดินเลาะเลียบลัดแล้วไปตามซอกศิลาจนถึงชายเขา จึงแลดูไปข้างหน้า
ขณะนั้นได้ยินเสียงลมพัดมาดุจพายุใหญ่พัดปะทะหน้าม้าหนหนึ่ง พระถังซัมจั่ง
เห็นการประหลาดดังนั้น ก็ตกใจสะดุ้งหวาดจึงบอกแก่เห้งเจียว่า ลมพัดมาวิปริต
ผิดสังเกตอย่างนี้เจ้าจงระวังให้ดี จะมีเหตุแก่พวกเราเป็นแน่. เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้นจึงตอบว่า ขอพระอาจารย์อย่าได้วิตกจง
วางใจเถิด ลมมันไม่ทำไมเราดอก ข้าพเจ้าจะจับลมมาถามดูก็คงจะรู้ร้ายดีโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงหัวเราะแล้วถามเห้งเจียว่า พี่จะจับลมมา
ถามได้หรือเห้งเจียจึงตอบว่าน้องยังไม่รู้ความ พี่ได้เรียนวิชาจับตัวลมได้พูดดังนั้นแล้ว
เห้งเจียก็เอามือคว้าจับลมมากำมือหนึ่ง แล้วเอากำมือมาอุดที่รูหูของตัวไว้ครู่หนึ่ง
แล้วร่ายคาถาสองอึดใจก็รู้ได้ว่าลมอันนี้เป็นลมร้าย ชะรอยจะมีปิศาจเสือร้ายเป็น
แน่ เห้งเจียพูดยังไม่ทันจะขาดคำพอแลขึ้นไปบนเนินเขา เห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง
สะบัดหางเผ่นกระโดดกระโจนเข้ามาหน้าคนทั้งสาม พระถังซัมจั้งเห็นเสือทำ
กิริยาดุร้ายดังนั้นก็ตกใจ พลัดตกจากหลังม้าลุกขึ้นยืนอยู่ริมทางโป๊ยก่ายเห็นเสือทำสิงหนาทอย่างนั้น ฉวยได้คราดเหล็กกระโดดมาสกัดหน้า
เสือไว้แล้ว ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงจะไปข้างไหน แล้วยก
คราดขึ้นสับลงตรงศีรษะเสือ เสือก็ยกมือขึ้นจับคราดเหล็กไว้ได้ แต่เสือทานกำลัง
โป๊ยก่ายไม่ได้เซขวางตัวไปโป๊ยก่ายเอาคราดเหล็กสับลงทีหนึ่งถูกเสือขนกระจุย เสือ
เห็นเสียท่าก็กระโดดหลบเข้าข้างทาง แล้วคลายมนต์รูปกลับเป็นคนแต่ศีรษะเป็น
เสือ แล้วร้องว่าดีแล้วคงจะได้เห็นฝีมือกันตัวเราไม่ใช่พวกอื่นดอก เราเป็นพวกของ
อึ้งฮองไต้อ๋องตัวเราเป็นที่เซียนฮองทหารเอกไต้อ๋องมีคำสั่งให้เราเที่ยวตรวจหาจับ
มนุษย์ทำการเลี้ยงโต๊ะ พวกเจ้าอยู่ที่ไหนจึงอาจสามารถเดินมาทางนี้ ชีวิตพวกเจ้า
จะถึงแก่ความตายแน่แล้วโป๊ยก่ายได้ฟังเสือพูดดังนั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงร้องด่าว่าอ้ายเสือสางแม่นาง
โกงมึงไม่รู้จักคน ชาติเดียรัจฉานแท้ไม่มีแก้วตากูจะบอกให้ว่า พวกเรานี้หาใช่คน
จรเหมือนคนทั้งหลายไม่ คือมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ซึ่งครองเมืองอยู่
ทิศบูรพา ให้พระอาจารย์ของเราไปประเทศไซทีนมัสการพระยูไลย ขออาราธนา
คัมภีร์พระไตรปิฎกธรรมไปประดิษฐานไว้ทิศบูรพา ชนทั้งปวงจะได้ปฏิบัติทางศีล
สมาธิปัญญาเป็นประโยชน์ต่อไปภายหน้า เราทั้งสามจึงได้มาตามรับสั่ง เจ้ารู้แล้ว
จงหลีกไปเสียให้พ้น อย่ามาทำให้พระอาจารย์ของเราตกใจเจ้าจะมีโทษมาก
ครั้งนี้เราจะยกชีวิตไว้ให้สักครั้งหนึ่ง ถ้ายังจะขืนดื้อดึงอวดดีกีดขวางอยู่ เราก็จะ
ฆ่าเสียให้ตายฝ่ายปิศาจเสือเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็มีความโกรธจึงขึ้นบนชะโงกผา
มองดูโป๋ยก่าย เห็นโป๊ยก่ายมัวแต่ดูอยู่ข้างล่าง เห็นได้ที่ก็กระโจนตีลงมา โป๊ยก่าย
เหลือบเห็นก็ยกคราดเหล็กขึ้นรับไว้ได้ ปิศาจเสือเห็นเสียท่าก็กระโดดหนีเข้าซอก
ผาหายไปโป๊ยก่ายมีความโกรธเป็นอันมากก็ไล่รุกติดตามมา ปิศาจเสือก็วิ่งหนีหน้าไป
ครั้นถึงพุ่มไม้รกชัฏแห่งหนึ่งก็วิ่งเข้าไปซุ่มอยู่จับมีดสั้นสองเล่มซึ่งซ่อนไว้นั้น หันกลับ
ออกมาสู้รบกับโป๊ยก่ายโดยสามารถ ต่างมีกำลังว่องไวด้วยกันทั้งสองข้าง ยังหา
แพ้ชนะกันไม่ฝ่ายเห้งเจียซึ่งอยู่รักษาพระอาจารย์ เห็นโป๊ยก่ายหายไปช้านานนัก จึงพูดแก่
พระอาจารย์ว่า ขอท่านจงคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่สักประเดี้ยวข้าพเจ้าจะตามไปช่วยโป๊ย
ก่ายจับปีศาจเสือให้จงได้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นจึงตอบว่า เจ้าจงไปตามโป๊ยก่ายให้รีบ
กลับมา เราจะได้พากันไปเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์อนุญาตดังนั้นแล้ว ก็ซักกระบองเหล็กออกจากหู
รีบติดตามโป๊ยก่ายไปโดยเร็วฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อนั่งอยู่แต่ผู้เดียว อกใจให้หวาดเสียวสะดุ้งไปทั้งกาย
หาสงบระงับใจอยู่ได้ไม่ นั่งเป็นทุกข์คอยท่าเห้งเจียโป๊ยก่ายอยู่ริมทางเห้งเจียวิ่งมาถึงเห็นโป๊ยก่ายกำลังรบกับคนศีรษะเสืออยู่ดังนั้นเห้งเจียจึงร้อง
ตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วโดดเข้าช่วยรบหายั้งมือไม่โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียมาช่วย
รบดังนั้น ก็ตีรุกขนาบเอาโดยแรง ปิศาจเสือทานกำลังเห้งเจียโป๊ยก่ายมิได้ ก็ล่า
ถอยวิ่งหนีลงจากเขา เห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็ช่วยกันระดมรุกรบติดตามมาฝ่ายปิศาจเสือเมื่อถูกรบรุมถึงสองแรงดังนั้น ก็สิ้นกำลังอ่อนลงทุกทีi เห็นว่า
จะเอาชัยชนะไม่ได้เป็นแน่ จึงสำรวมจิตร่ายพระเวทคาถาแปลงกายเป็นเสือโคร่ง
อย่างเดิมแล้วกระโดดหลบเข้าแอบก้อนศิลา ถอดรูปเสือออกคลุมก้อนศิลาไว้แล้ว
ก็บันดาลตัวเป็นขี้เมฆแทรกหนีลอยตามลมไปยังปากช่อง ต้นทางที่พระถังซัมจั้ง
นั่งพักอยู่นั้น ขณะเมื่อปิศาจเสือมาถึงพระถังซัมจังก็ยังนั่งหลับตาภาวนาอยู่ ก็ตรง
เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั่งเหาะกลับรีบลัดหนีมา ครั้นถึงถ้ำที่อยู่ก็จูงพระถังซัมจั้งมา
ให้ใต้อ่องแล้วบอกว่าข้าพเจ้าเที่ยวตรวจตามภูเขา พบหลวงจีนรูปนี้อยู่ ณ เมือง
ไต้ถังจะไปประเทศไซทีนมัสการพระยูไลเดินข้ามเขามาทางนี้ข้าพเจ้าจับมาได้จึง
พามาให้ไต้อ๋องเพื่อเป็นภักษาหารฝ่ายปิศาจหนูซึ่งตั้งตัวเป็นอึ้งฮองไต้อ้อง เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงถามเซียน
ฮองว่าได้ยินข่าวเล่าลือกันว่าหลวงจีนถังซัมจั่งมีสานุศิษย์นามเรียกว่าเห้งเจีย มี
ฤทธาศักดานุภาพมากเหาะเหินเดินอากาศ และเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกสิ่งทุก
ประการ ทำไมเจ้าจึงจับตัวอาจารย์เขามาได้ปิศาจเสือเซียนฮองจึงบอกว่า หลวงจีนถังซัมจังเธอมีสานุศิษย์สองคน ๆ หนึ่ง
ถือคราดเหล็กเป็นอาวุธคนหนึ่งถือกระบองเหล็กเป็นอาวุธได้ต่อสู้กับข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าทานกำลังเขาทั้งสองไม่ได้ จึงคิดอุบายแปลงรูปถอดครอบก้อนศิลาทิ้งไว้
แล้วข้าพเจ้าจึงได้บันดาลเป็นลมกลับย้อนไปจับตัวหลวงจีนถังซัมจั้งได้พามาให้
ท่านเดี้ยวนี้อึ้งฮองไต้อ่องได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นอย่าเพ่อกินก่อนเราวิตกด้วยอ้าย
ศิษย์ทั้งสองคนคงจะมาตามพระอาจารย์ของมัน ก็จะเกิดวุ่นวายรบพุ่งกันขึ้น อย่า
กระนั้นเลย เจ้าทั้งหลายจงเอาหลวงจีนนี้ไปผูกไว้หลังถ้ำก่อน ถ้าอ้ายศิษย์ทั้ง
หลายมันไม่มาจริงแล้ว เราจึงค่อยเลี้ยงโต๊ะกันให้สนุกสักเวลาหนึ่ง อึ้งฮองไต้
อ้องพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกปิศาจทหารให้เอาตัวหลวงจีนไปมัดไว้ที่เสาศิลาหลังถ้ำฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อต้องมัดอยู่หลังถ้ำนั้น ได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส
มือทั้งสองก็เป็นเหน็บชา กายก็กระดิกไม่ได้ ให้ทุรนทุรายหาความสุขมิได้ ตังต
ดอย ศิษย์ทังสองก็ไม่เห็นมา จึงคิดว่าตัวเราเห็นจะสินชีวิตเสียครังนีเป็นแน่แล้
ตาก็แลดูต้นทางใจก็คิดถึงเห้งเจียกับโป๊ยก่ายฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายเห็นปิศาจเสือโดดหนีก็ไล่ติดตามต่อมา พอเลี้ยวข้างเขา
เห็นเสือหมอบอยู่ เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตีลงไปเต็มกำลัง โป๊ยก่ายสับด้วยคราด
ลงทีหนึ่งเต็มแรง แล้วยกคราดขึ้นดูแลเห็นเป็นคราบหนังเสือคลุมอยู่บนก้อนศิลา
หาใช่ตัวเสือไม่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเราถูกอุบายของมันแล้ว โป๊ยก่าย
ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงถามว่าอุบายอะไรที่ไหน เห้งเจียจึงบอกว่าถูกกลมัน มัน
ถอดรูปหลอกไว้ตัวมันหนีไปแล้ว เราต้องกลับไปดูพระอาจารย์ของเรา เห้งเจีย
โป๊ยก่ายปรึกษากันแล้วก็รีบกลับมายังที่พระอาจารย์พักอยู่นั้น ครั้นถึงก็หาเห็นพระ
อาจารย์ไม่ตกใจร้องบอกโป๊ยก่ายเสียงดุจฟ้าลั่นว่าปิศาจจับเอาพระอาจารย์ของ
เราไปแน่แล้ว อ้ายพวกผีปิศาจเหล่านี้ชะรอยจะอยู่ภูเขาเหล่านี้เป็นแน่ พวกเรา
ต้องรีบไปเที่ยวค้นหาโดยเร็ว ว่าแล้วเห้งเจียโป๊ยก่ายก็รีบเที่ยวซอกซอนค้นหาตาม
ดูไปทุก ๆ แห่งก็หาพบพระอาจารย์ไม่ เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายว่า น้องจงอยู่เฝ้าสิ่ง
ของกับม้าอยู่ที่นี่เถิด พี่จะไปตามหาพระอาจารย์แต่ผู้เดียวก่อน ครั้นว่าจะไปเสีย
ทั้งสองคนก็เป็นห่วงด้วยข้าวของและม้าลา แต่ต้องระวังตัวให้ดีเจ้าอย่ามีความ
ประมาท ว่าดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เดินต่อไป เห็นมีชะโงกเขายื่นออกมาเป็นชะวาก
กว้างมีปากถ้ำใหญ่ เห้งเจียหยุดยืนพิจารณาดู เห็นประตูถ้ำข้างบนมีอักษรตัวใหญ่
หกตัวจารึกไว้ว่า (อึงฮองเนี้ยอึ้งฮองต้อง) แปลว่าภูเขาลมเหลือง ถ้ำลมเหลือง
เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงคิดว่าอ้ายพวกปิศาจคงพาเอาพระอาจารย์มาไว้ที่นี่เป็นแน่
คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงร้องท้าด้วยเสียงเป็นอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมึงจงเร่งเอา
พระอาจารย์ของกูส่งมาให้กูโดยเร็ว ถ้าไม่ส่งออกมากูจะรื้อที่อยู่ของมึงเสียทั้งสิ้นฝ่ายพวกบริวารยักษผีที่เฝ้าประตู เมื่อได้ยินเสียงเห้งเจียร้องท้าทายดังนั้น ก็
รีบเข้าไปบอกแก่ได้อ๋องว่าบัดนี้ที่นอกประตูมีอ้ายรามสูรหน้าขนมือถือกระบองเหล็ก
มาร้องทวงพระอาจารย์ของมัน มันว่าถ้าไม่ส่งอาจารย์ของมันให้แก่มันโดยเร็ว
มันจะทำลายถ้ำเสียอึ้งฮองไต้อ๋องเมื่อได้ฟังบริวารบอกดังนั้นก็ตกใจ จึงเรียกเสือยักษ์เซียนฮอง
มาพูดว่าตัวเราสังให้เจ้าไปค้นหาเนือถึก ทำไมเจ้าจึงไปจับเอาหลวงจีนถังซัมจังม'
บัดน์เกิดเหตุขินแล้วคือสานศิษย์มันมาตามทวงเอาพระอาจารย์ของมัน ถ้าไม่ส่
พระอาจารย์ของมันให้แก่มัน มันจะทำลายถ้ำที่อยู่ของเราให้ย่อยยับเสียทั้งสิ้น
เจ้าจะคิดประการใดปิศาจเซียนฮองได้ฟังอึ้งฮองไต้อ๋องว่าดังนั้นจึงพูดว่า ไต้อ๋องจงวางใจเถิด
ข้าพเจ้าจะออกไปจับตัวอ้ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายมาให้จงได้ พูดดังนั้นแล้วก็จัดแจง
แต่งตัวมือถือมีดทั้งสองมือเรียกพวกบริวารออกจากถ้ำร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
เฮ้ยอ้ายหน้าลิงมึงอยู่ที่ไหน จึงอาจสามารถมาร้องท้าทายถึงที่นี่ มึงไม่กลัวความ
ตายหรือประการใดเห้งเจียครั้นเห็นปิศาจเสือออกมาพูดถ้อยคำโอหังดังนั้นจึงตอบไปว่าอ้ายสัตว์
เดียรัจฉานมึงทำอุบายลอกหนังทิ้งไว้ หนีกลับมาลักเอาพระอาจารย์ของกูมาซ่อน
ไว้ ถ้ามึงยังรักชีวิตอยู่จงรีบส่งพระอาจารย์มาให้กูเสียเร็ว ๆ ถ้าช้าไปมึงจะต้อง
เป็นอันตรายด้วยกระบองของกูว่าแล้วเห้งเจียก็ทะลวงโดดเข้าไปใกล้ตีด้วย
กระบองเหล็กใหญ่ ปิศาจเสือก็ยกมีดขึ้นรับไว้ได้ ต่างมีกำลังด้วยกันทั้งสองฝ่าย
รับกันอยู่ยังหาแพ้ชนะกันไม่ฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจเสืออ่อนกำลังลงบ้างแล้ว ก็แข็งข้อเข้ารบบุกบั่นกระชั้น
ชิด มิให้ปิศาจรอรั้งตั้งตัวได้ปิศาจก็อ่อนกำลังจะต้านทานฝีมือเห้งเจียอยู่มิได้ จึง
กระโดดถอยหนีไปทางอื่นหาได้กลับเข้าถ้ำของตัวไม่เพราะเมื่อจะออกมารบ ได้อวด
ฝีมือของตัวต่อไต้อ๋องไว้ ครั้นแพ้ก็ไม่กล้ากลับเข้าถ้ำหนีเตลิดเลยไป เห้งเจียไล่
ประชิดติดพันมา ขณะนั้นบังเอิญโป๊ยก่ายนั่งเฝ้าม้าอยู่ใต้พุ่มไม้ได้ยินเสียงไล่กัน
มาก็ออกมาดู เห็นเห้งเจียกำลังไล่ปิศาจเสือมาโป๊ยก่ายก็ออกสกัดหน้ายกคราด
สับศีรษะปิศาจลงไปโดยเต็มกำลังปิศาจเสือก็ล้มลงขาดใจตายอยู่กับที่ โลหิตไหล
นองไปทั้งกาย พอเห้งเจียไล่ติดมาเห็นโป๊ยก่ายตีปิศาจตายก็ดีใจยิ่งนัก โป๊ยก่าย
เห็นเห้งเจียมาจึงถามว่า พระอาจารย์อยู่ที่ไหนพี่พบแล้วหรือยัง เห้งเจียบอกว่า
อ้ายปิศาจมันจับเอาพระอาจารย์ของเราไปไว้ที่สวนหลังถ้ำ มันจะเลี้ยงโต๊ะกัน แต่
ยังหาทันจะเลี้ยงกันไม่อ้ายเสือเซียนฮองตัวนี้กำลังสู้อยู่กับพี่มันทานกำลังพี่ไม่ได้
มันจึงหนีมาทางนี้เจ้าจึงได้ตีมันตาย เจ้าจงดูเฝ้าข้าวของและม้าไว้ก่อน เราจะกลับ
ไปที่ถ้ำรบกับอ้ายตัวไต้อ๋อง ถ้าจับตัวอ้ายไต้อ๋องใหญ่ได้สมคะเนแล้ว นั่นแหละ เรา
จึงจะแก้พระอาจารย์ของเราออกมาได้โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงสั่งว่าถ้าพี่รบกับมันอีกจงทำแพ้หนีมาทางนี้
ให้จงได้ ถ้ามันแพ้ก็ให้ต้อนมาทางนี้ ข้าจะได้สกัดจับมันสับกระบาลเสียให้จบ
ทุก ๆ คนเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็หัวเราะ แล้วจึงสั่งโป๊ยก่ายว่าเจ้าจงรักษา
สิ่งของและม้าไว้ให้ดีเถิด เห้งเจียสั่งโป๊ยก่ายแล้วมือหนึ่งจับกระบองมือหนึ่งฉุดลาก
ซากศพปิศาจเสือ ตรงมาถึงปากถ้ำจึงจับเอาซากศพปิศาจเสือนั้นโยนเข้าไปที่ประตู
ถ้ำ แล้วร้องด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกปิศาจเร่งเข้าไปบอกนายมึงว่า อ้าย
เซียนฮองนั้นกูตีตายเสียแล้ว ให้นายมึงออกมาคำนับกูโดยดี หาไม่จะทำลายถ้ำ
เสียให้ราบเป็นหน้ากลองฝ่ายบริวารปิศาจยักษ์ทั้งหลายได้ยินเห้งเจียร้องบอกดังนั้น ทั้งได้เห็นศพปิศาจ
เสือเซียนฮองด้วยก็ยิ่งตกใจเป็นอันมาก ต่างก็วิ่งแข่งกันจะเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋อง
โดยเร็วฝ่ายปิศาจในถ้ำอึ้งฮองต้อง ในเมื่อเวลาเซียนฮองออกไปต่อสู้กับเห้งเจียอยู่นั้น
ก็ยังหาได้รู้ว่าแพ้ชนะเป็นอย่างไรไม่ กำลังนั่งนิ่งไตร่ตรองอยู่แต่ในใจ บัดเดี้ยวใจ
พวกเฝ้าประตูวิ่งเข้ามาบอกว่าบัดนี้เซียนฮองถูกอ้ายหน้าขนมันตีตายกำลังลากเอา
ศพมาทิ้งที่หน้าประตูถ้าขอไต้อ๋องได้ทราบ อึ้งฮองไต้อ๋องได้ยินบริวารมาบอกดังนั้น
ก็ยิ่งมีความแค้นขึ้นมาจึงพูดว่า มันทำไมจึงไม่รู้การอย่างนี้เรายังหาได้กินเนื้อ
อาจารย์ของมันไม่ มันกลับมาตีเซียนฮองของเราตายอย่างนี้ จะไม่มีความโกรธ
อย่างไรได้ จำเราจะต้องออกไปดูอ้ายคนอะไรลือชื่อว่าเห้งเจีย จะจับตัวมาแก้แค้น
ให้เซียนฮองของเราให้จงได้ พูดแล้วก็รีบแต่งตัวใส่เกราะแล้วมือถืออาวุธสามง่าม
พาพวกบริวารน้อยตามหลังออกมายังหน้าประตูถ้ำฝ่ายเห้งเจียยืนรออยู่หน้าประตูถ้ำ ครั้นแลเห็นอึ้งฮองไต้อ้องออกมาดูกิริยา
เข้มแข็งอึ้งฮองไต้อ๋อง ครั้นออกมาเห็นเห้งเจียยืนอยู่ จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
เฮ้ยอ้ายคนไหนที่ชื่อซึงเห้งเจีย ซึงเห้งเจียได้ยินดังนั้นมือหนึ่งถือหนังปิศาจมือหนึ่ง
คุมกระบองเหล็กจึงตอบว่า แช่ซึ่งตาของเจ้ายืนอยู่นี่ เจ้าจงรีบส่งพระอาจารย์ออก
มาโดยเร็วจะได้รอดพ้นจากความตายอึ้งฮองไต้อ๋องพิจารณาดูเห้งเจียโดยละเอียดเห็นรูปลักษณะเห้งเจียไม่น่าดูต่ำ
เตียหยาบคายสูงประมาณสามศอกเศษ อึ้งฮองหัวเราะแล้วพูดว่า น่าเวทนารูป
ร่างอะไรอย่างนี้จะเป็นคนเก่งกาจอะไรพิเคราะห์ดูดุจหัวกระโหลกผีจะสู้รบอะไร
กับใครได้เห้งเจียได้ฟังอึ้งฮองพูดดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายทารกเอ็งไม่มีนัยน์ตาทำไมเจ้าจึง
ไม่รู้จักตาหรือ ตานี้แม้ว่าตัวต่ำเตี้ยก็จริงแต่มีความประหลาดมาก แม้ตีหัวทีหนึ่ง
ตัวข้าก็จะยืดสูงขึ้นไปอีกก็ได้ จึงยื่นศีรษะให้ อึ้งฮองไต้อ่องเอาด้ามสามง่ามตีลง
ที่ศีรษะเห้งเจียทีหนึ่ง เห้งเจียไหวตัวทะลึ่งสูงขึ้นอีกหกศอก อึ้งฮองไต้อ๋องเห็นดัง
นั้นก็ตกใจแล้วยกสามง่ามขึ้นแข็งใจร้องตวาดว่าอ้ายซึงเห้งเจียเอาวิชากลอะไรมา
หลอกเราเล่นดังนี้ เจ้าจงมาลองฝีมือกันดูให้รู้ว่าใครจะแพ้ชนะ ว่าแล้วอึ้งฮองเอา
สามง่ามแทงเห้งเจีย เห้งเจียเอากระบองรับรบกันไปมา ต่างมีกำลังเข้มแข็งด้วย
กัน รบกันประมาณสามสิบเพลงยังหาแพ้ชนะกันไม่ แต่เห้งเจียคิดจะรีบเอาชัยชนะ
จึงถอนขนในตัวออกกำมือหนึ่งใส่ในปากเคี้ยว แล้วร่ายเวทคาถาพ่นออกไป ร้อง
เรียกให้แปลงขนเหล่านั้นแปลงกายดุจรูปเดียวกับเห้งเจียทุก ๆ รูปทุก ๆ ขน ก็กรู
กันเข้าล้อมอึ้งฮองไต้อ๋องอยู่ท่ามกลางอึ้งฮองไต้อ๋องเห็นดังนั้น อกใจให้หวั่นหวาดไปทั้งกายก็สั่นระรัวจึงคิดว่าตัว
เราวันนี้จะถึงที่ตาย แล้วหวนคิดขึ้นได้จึงเอาปากก้มลงกับพื้นธรณีแล้วร่ายคาถา
ม้วนลม บัดเดี๋ยวใจก็บันดาลเกิดเป็นลมพายุพัดหอบเอาขนเห้งเจียที่เป็นรูปนั้นก็
ปลิวไปตามลมทั้งสิ้นเห้งเจียแลไปเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงร่ายคาถาเรียกขนคืนยังเดิมแล้ว ยังแต่เห้ง
เจียผู้เดียวมือถือกระบองเหล็กตรงมาจะทำร้ายอึ้งฮอง อึ้งฮองเห็นดังนั้น ก็เป๋า
ด้วยลมทิพย์ถูกสองแก้วตาเห้งเจีย เห้งเจียเหลือที่จะทนความเจ็บแสบนั้นได้ก็
กระโดดกลับถอยหนี กลับออกมากลับไปหาโป๊ยก่าย อึ้งฮองเห็นดังนั้นก็เรียกลม
กลับคืนมาแล้วพาพวกบริวารกลับเข้าถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายแอบอยู่ในซอกเขาเฝ้าม้าและสิ่งของอยู่แลเห็นเห้งเจียถูกลมพายุ
อันใหญ่มืดฟ้ามัวฝนก็รู้ได้แน่ว่าอึ้งฮองไต้อ๋องทำลมพายุพัดต่อสู้กับเห้งเจีย นั่งคอย
เงี่ยหูฟัง บัดเดี้ยวใจลมพายุก็หยุดได้ยินเสียงกระหืดกระหอบมา โป๊ยก่ายแลเห็น
เห้งเจียจึงถามว่าพี่เมื่อกี้อึ้งฮองมันทำลมพายุใหญ่พี่ไปอยู่ในที่ไหนจึงมานี่เห้งเจียบอกว่าเหลือกำลัง ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวข้าพเจ้ายังไม่เคยพบเห็นลมอะไร
อย่างนี้ อ้ายปิศาจคนนี้มันถือสามง่ามมาต่อสู้กับพี่ ๆ ร่ายมนต์เป็นรูปวานรเข้าล้อม
มันๆ เรียกลมพายุพัดวานรนั้นปลิวไปตามลมหมด ลมนั้นพัดแรงเหลือที่จะตั้งมั่น
อยู่ได้ เพราะฉะนั้นพี่จึงได้หนีออกนอกสายลมนั้นกลับมา พี่ก็เคยเรียกลมเรียกฝน
แต่ไม่เหมือนลมของอ้ายปิศาจอึ้งฮองนี้ ดูมันเรี่ยวแรงเหลือเกินโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดประการใดต่อไป จึงจะช่วย
พระอาจารย์ของเราออกมาได้เห้งเจียบอกว่าซึ่งการจะแก้พระอาจารย์ออกมานั้นจำจะต้องคิดหาอุบายใหม่
ไม่ทราบว่าตำบลนี้จะมีหมอยารักษาตาหรือไม่ จะได้ให้หมอรักษาตา เพราะใน
แก้วตาเจ็บปวดเหลือเกินโป๊ยก่ายถามว่านัยน์ตานั้นเจ็บเป็นอย่างไร จึงต้องหาหมอรักษาเห้งเจียโกรธ
ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน อึ้งฮองมันพ่นด้วยลมทิพย์หลบไม่ทันจึงถูกลมทิพย์ ในแก้ว
ตาจึงได้ปวดเหลือที่จะทนโป๊ยก่ายว่าอยู่ในกลางป่าและเขาเช่นนี้ เวลาก็จวนจะค่ำอยู่แล้วจะไปอาศัย
อยู่ที่ไหนจะได้หาหมอยาตาได้เห้งเจียพูดว่าซึ่งจะหาที่อาศัยนั้นไม่สู้ยากนัก พี่คิดดูว่าอ้ายปิศาจมันยังหา
อาจกินเนื้ออาจารย์เราได้ไม่ จำเราจะพากันออกแนวทางหาบ้านคนจะได้อาศัยสัก
คืนหนึ่ง พรุ่งนี้จึงค่อยคิดหาอุบายต่อไปพูดดังนั้นแล้วคนทั้งสองก็พากันเดินตัดทาง
ออกจากเขา บัดเดี้ยวก็ออกพ้นซอกเขาลงเดินตามแนวทาง ประเดี้ยวใจก็ได้ยิน
เสียงสุนัขเห่าคนทั้งสองก็ยืนพิจารณาดูก็แลเห็นที่ริมชายเขามีเรือนหลังหนึ่งตาม
ไฟอยู่วับแวมเห้งเจียโป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ก็ดีใจจึงบุกหญ้าพงตัดตรงเข้าไปจนถึงประตูบ้าน
เห้งเจียจึงเข้าไปเคาะประตูร้องเรียกว่า เปิดประตูรับด้วย เรียกอยู่สองสามคำบัด
เดี๋ยวก็มีตาเฒ่าเดินออกมาถามว่าคนที่ไหนมาร้องเรียกมีกิจธุระอะไรหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าทั้งสองนี้อยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาจารย์ข้าพเจ้าไป
เมืองไซทีประเทศ นมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกธรรม
เพื่อจะได้ทำมหากุศลอันใหญ่ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งสองตามพระอาจารย์เดินข้ามเขา
ฮึ้งฮองมา ฮึ้งฮองไต้อ๋องออกสกัดทางจับเอาพระอาจารย์ของข้าพเจ้าหนีเข้าถ้ำแล้ว
บัดนี้เวลาจวนค่ำแล้ว ขออาศัยนอนพักสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าข้าพเจ้าจะลาไปขอ
ท่านได้กรุณาเถิดตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงบอกว่าขอเชิญท่านทั้งสองคนเข้ามาเถิด
เห้งเจียโป๊ยก่ายก็จูงม้ายกหาบเข้ามาข้างในแล้ว ต่างมาเคารพตาเฒ่า ตาเฒ่าก็
เชิญให้นั่งที่อันสมควร แล้วยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงพูดจาสนทนากัน บัดเดี้ยว
คนใช้ก็ยกอาหารเครื่องแจออกมาตั้งบนโต๊ะ แล้วตาเฒ่าก็เชิญเห้งเจียโป๊ยก่าย
กินข้าว ครั้นคนทั้งสองเสพอาหารเสร็จแล้ว ตาเฒ่าก็จัดที่ให้นอนพักเห้งเจียจึงถามตาเฒ่าว่า ขอท่านได้โปรดในที่ตำบลนี้มีหมอรักษาตาอยู่บ้าง
หรือไม่ตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้น จึงถามว่าผู้ใดเจ็บตาหรือท่านจึงถามหาหมอยาตาเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่านตา ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาไม่เคย
เจ็บตาเลย แต่วันนี้สู้รบกับอึ้งฮองไต้อ่องอยู่ที่หน้าถ้ำมันพ่นด้วยลมพิษถูกตา
ข้าพเจ้าเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงพูดว่าท่านผู้นี้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังดังนี้ ข้าพเจ้า
มีความวิตกมาก เพราะอึ้งฮองไต้อ๋องพ่นพิษเป็นลมมีฤทธิ์อันแรงร้ายมากนัก อัน
ลมนี้มิใช่ลมสี่ฤดูในสี่ทิศโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าเป็นลมในขมับหรือลมในแก้วหูหรือลมในหัว
สมองดอกกระมังจึงได้ร้ายแรงดังนี้ตาเฒ่าตอบว่าไม่ใช่ มิใช่นามลมอย่างนี้เกิดแก่เวทมนตร์คาถาเห้งเจียถามว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ชัดซึ่งลมอันนี้ได้ ตาเฒ่าบอกว่า ลมอันนี้บังเกิด
ขึ้นแล้วมืดฟ้ามัวฝน แม้เทวดาเทพารักษ์กระทบถูกเข้าก็ให้เศร้าหมอง ถูกหินศิลา
ก็แตกหักไปสิ้น แม้ถูกมนุษย์และสัตว์ใด ๆ ก็จะต้องถึงความตายมิได้รอดพ้นไปเลย
เว้นแต่เซียนทั้งหลายจึงจะไม่ตายเห้งเจียว่าพวกข้าพเจ้ามิใช่เทพยดาก็จริง แต่เป็นเชื้อภูมิของเทพยดาเซียน
อันชีวิตนั้นยากที่จะทำลายได้แต่ถูกในแก้วตาปวดแสบเหลือทนูตาเฒ่าจึงพูดว่าถ้ากระนั้นก็ยังแก้ไขได้ แต่ในตำบลบ้านนี้ไม่มีผู้ใดจะขายยา
ข้าพเจ้ามียาวิเศษอยู่ขนานหนึ่งเป็นยาของท่านผู้วิเศษบอกให้ สามารถจะแก้รักษา
ลมทั้งหลายนั้นได้เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็มีความดีใจเป็นที่สุด จึงพูดแก่ตาเฒ่าว่า ถ้า
กระนั้นขอท่านได้สงเคราะห์ให้ยาข้าพเจ้าลองดูบางที่จะหายได้บ้างกระมัง ตาเฒ่า
จึงหยิบยามาส่งให้เห้งเจียแต้มดู แล้วสั่งว่าแม้แต้มยาเข้านัยน์ตาแล้ว จงระงับ
จิตนอนให้สบายพอรุ่งแจ้งนัยน์ตาก็จะหายปวดเห้งเจียทำตามคำสั่งแล้วก็เอายาใส่ตาแล้วก็หลับตาไม่ลืมดูอะไรดุจคนตาบอดโป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียใส่ยาตาดังนั้นแล้ว จึงจัดแจงปูลาดที่นอนร้องเรียกพี่
เห้งเจียจงมานอนเถิด เห้งเจียค่อย ๆ คลำเก้กังมา โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะ
แล้วพูดว่าท่านตาให้ยาใส่แล้วทำไมท่านตาไม่ให้ไม้เท้าด้วยเล่าเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์กินรำมึงดูถูกกูเช่นคนตาบอด
ขอทานหรือ โป๊ยก่ายก็หัวเราะก๊ากใหญ่แล้วก็ขึ้นเตียงนอนฝ่ายเห้งเจียในคืนวันนั้น ก็นั่งสำรวมจิตให้ระงับอยู่ในที่สุขถึงสามยามจึงปล่อย
ใจนอน ครั้นจวนรุ่งเห้งเจียผุดลุกขึ้นเกาคางเกาหูลืมตาสว่างแจ่มใสยิ่งกว่าเดิมได้
ร้อยเท่าพันเท่า จึงพูดว่ายาของท่านตานั้นดีจริงหาที่เปรียบมิได้ พูดฉะนั้นแล้วก็
เหลียวซ้ายแลขวามิได้เห็นบ้านเรือน สูญหายไปหมดสิ้นเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เห้งเจีย
กับโป๊ยก่ายนอนอยู่บนหญ้า โป๊ยก่ายเห็นประหลาดดังนั้นจึงพูดแก่เห้งเจียว่าพี่เห็น
เป็นอย่างไร เห้งเจียก็มองไปมิได้เห็นบ้านเรือนอะไรเลย โป๊ยก่ายตรึกนึกขึ้นได้ก็
ตกใจว่าบ้านเรือนหายไปหมดดังนี้ ก็หาบของและม้านั้นอยู่ที่ไหน เห้งเจียชี้มือว่า
ที่ต้นไม้นั้นม้ากับหาบของเราไม่ใช่หรือ โป๊ยก่ายพูดว่าบ้านนี้เรานอนอาศัยอยู่เหตุ
ใดยกไปจึงไม่ให้เรารู้เล่า หรือเห็นว่าเราเป็นคนแปลกเดินมาอาศัย ผู้ใหญ่บ้านจะ
จับผิด เพราะฉะนั้นจึงได้ยกไปไม่ทันสว่างพวกเรานอนหลับไม่รู้ตัวดุจคนตาย เหตุใด
เมื่อเขารื้อบ้านจึงไม่ดังตึงตังบ้างเลยเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าเจ้าอย่าพูดเลอะเทอะไปเลย
จงไปดูบนกิ่งไม้นั้น กระดาษหนังสืออะไรอยู่ที่นั่นโป๊ยก่ายเหลียวไปเห็น ก็วิ่งเข้าไปดูแล้วเอามือแกะลงมาพิจารณาดู เห็นมีอักษร
สี่แถวเป็นคำอรรถว่า (จึงกือพีสี่จอกหยินก็อผู้สวดแกล้ำเตี๋ยมฮ่วยลู้ เบี้ยวยอกอิ้ว
กุนอิ่งนี้เกี่ย จิ้นชิมหั้งกว่ายบอกเตาตู้ แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า ตำบลนี้
ไม่ใช่ถิ่นมนุษย์อยู่ เป็นของเทวดาเทพารักษ์บันดาลให้ ยาวิเศษให้ท่านแก้ตาเจ็บ
จงตั้งใจกำจัดปิศาจให้ราบคาบอย่าหันเหเห้งเจียรู้ใจความแล้ว จึงพูดว่าพวกเจ้าและเทพยดาเทพารักษ์เหล่านี้ ตั้งแต่
คราวได้ม้ามังกรมาจนบัดนี้มิได้ใช้สอยอะไร บัดนี้มาทำหลอกเล่นดังนี้ โป๊ยก่าย
ว่าทำไมเทวดาจะมายอมให้พี่ใช้สอยเล่าเห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้เรื่องพวกเทพารักษ์
เหล่านี้ คือได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์คอยคุ้มครองรักษาพวกเราและพระอาจารย์
ตั้งแต่ที่เขาปั้วจั๊วซัวได้บอกนามชื่อกับเรา ตั้งแต่ครั้งนั้นมาก็มิได้ใช้สอยอะไรโป๊ยก่ายจึงพูดว่า ท่านเหล่านี้คอยคุ้มครองรักษาพระอาจารย์เพราะฉะนั้นจึง
มิให้เราเห็น มาบันดาลบ้านเรือนและให้ยาตาใส่หายได้พี่จะโกรธเคืองทำไม เรา
รีบพากันไปช่วยพระอาจารย์ของเราเถิดเห้งเจียพูดว่า ตำบลนี้ระยะทางไปถ้ำอึ้งฮองต่องไม่สู้ไกลกี่มากน้อย เจ้าจง
อยู่ที่นี่คอยระวังม้าและหาบสิ่งของแอบอาศัยอยู่พุ่มไม้นี้ พี่จะเข้าไปในถ้ำฟังข่าวดู
พระอาจารย์จะมีข่าวประการใด แล้วจึงค่อยคิดสู้รบกันต่อไปโป๊ยก่ายพูดว่า พี่จงไปสืบข่าวฟังดูให้แน่ว่าจะเป็นตายประการใด ถ้าพระ
อาจารย์ตายเสียแล้วเราจะได้ต่างคนต่างไปทำธุระการงานบ้าง ถ้าอาจารย์ยังไม่
ตายเราจะได้คุ้มครองรักษาพระอาจารย์ไปกว่าจะสำเร็จการกลับมาเห้งเจียจึงพูดว่าเจ้าอย่าพูดให้วุ่นไปข้าจะไปสืบดูก่อนว่าแล้วก็เหาะไปยังถ้ำ
อึ้งฮองต้องครั้นถึงเห้งเจียก็หยุดยืนพิจารณาดู เห็นประตูถ้ำปิดแน่นเสียงก็เงียบอยู่
เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่ายพระคาถาแปลงกายเป็นยุงขาลายบินลอดเข้าไปในถ้ำ
ร่อนพิจารณาดูทั่วไปเห็นพวกปิศาจน้อยยังนอนหลับอยู่ทั้งนั้น แต่อึ้งฮองผู้เดียว
ตื่นอยู่ร้องสั่งให้ปิศาจน้อยคอยระวังประตูถ้ำให้กวดขันวิตกว่า วานนี้เห้งเจียต้อง
ลมจะไม่ตาย วันนี้คงจะมาแก้แค้นเราเป็นแน่ เห้งเจียหยุดฟังอึ้งฮองต้องสั่ง
บริวารดังนั้นแล้วก็บินเลยเข้าไป เห็นประตูชั้นในปิดแน่นจึงบินลอดเข้าไป ข้าง
หลังนั้นมีสวนมีเสาปักอยู่เห็นพระอาจารย์ต้องมัดอยู่กับเสา กำลังคร่ำครวญทุกข์
ร้อนบ่น ถึงเห้งเจียโป๊ยก่ายอยู่ เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงโผนจับที่ศีรษะพระอาจารย์
หลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเสียงเรียกก็จำได้ว่าเห้งเจีย จึงถามว่าอยู่ที่ไหนเราไม่เห็นตัว
เห้งเจีย บอกว่าข้าพเจ้าจับอยู่บนศีรษะพระอาจารย์อย่าวิตกโทมนัสไปเลย วันนี้
ข้าพเจ้าจะคิดทำลายถ้ำกำจัดปิศาจอึ้งฮองเสียให้จงได้ พระอาจารย์จึงจะพ้นทุกข์ได้
วันนี้ พระอาจารย์จงตั้งสติอารมณ์ให้ดีเถิด ว่าเท่านั้นแล้วก็โผบินกลับออกมายังที่
อึ้งฮองต้องกำลังจัดสั่งให้พวกบริวารตระเตรียมการระวังรักษา บัดเดี้ยวเห็นปิศาจ
วิ่งเข้ามาบอกว่า ข้าพเจ้าไปตรวจดูตามแนวป่า พบอ้ายปากยาวหูใหญ่นั่งแอบอยู่
ในพุ่มรกนี่หากว่าข้าพเจ้าหลบมาเสียเร็ว ถ้าหาไม่มันคงจะจับได้ แต่ไม่เห็นอ้าย
หน้าขนเมื่อวานนี้ มันจะไปข้างไหนหาทราบไม่ ขอไต้อ๋องได้ทราบอึ้งฮองไต้อ๋องได้ฟังพลตระเวนมาบอกดังนั้นจึงพูดว่า อ้ายเห้งเจียชะรอยถูกลม
ร้ายตายเสียแล้ว แม้ว่าไม่ตายก็คงจะไปหาผู้วิเศษมาช่วยเป็นแน่พวกบริวารจึงถามว่า ถ้าเห้งเจียยังไม่ตายจะไปหาผู้วิเศษมาช่วย ดังนั้นไต้อ๋อง
จะคิดต่อสู้ด้วยประการใดเล่าอึ้งฮองไต้อ๋องจึงพูดว่า เราวิตกอยู่แต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์องค์เดียวนั่นแหละจึง
กำจัดเราได้ นอกจากนั้นเราไม่วิตกเลยเวลาที่อึ้งฮองไต้อ๋องพูดดังนั้นเห้งเจียยุงจับอยู่บนขื่อได้ฟังอึ้งฮองพูดทุกประการ
ก็มีความยินดีจึงรีบโผบินออกจากถ้ำแล้วแปลงกายกลับเป็นรูปเดิมตรงมายังที่
โป๊ยก่ายซ่อนอยู่นั้น เรียกโป๊ยก่ายว่ามาแล้ว โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียมาก็ดีใจ ถาม
ว่าพี่ไปสืบข่าวพระอาจารย์นั้นได้ความอย่างใดบ้าง เมื่อตะกี้นี้อ้ายปิศาจพลตระเวน
เดินตรวจมาทางนี้ ข้าพเจ้าไล่จับไม่ทันมันวิ่งหนีไปได้เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายเล่าความให้ฟังดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่าจริงของเจ้า
แล้ว เห้งเจียก็เล่าความซึ่งลอบเข้าไปในถ้ำให้โป๊ยก่ายฟังทุกประการเห้งเจียพูดว่ามันวิตกกลัวแต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์เท่านั้น แต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จะ
อยู่ที่ไหนเล่า เมื่อสองคนกำลังปรึกษากันอยู่นั้นแลไปเห็นตาแก่เดินมาข้างทางคน
หนึ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ที่คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า อยาก
จะใคร่รู้หนทางป่าเขาก็ให้ถามคนเดินทาง บัดนี้มีตาเฒ่าเดินมาควรจะถามดูหาก
จะได้รู้ได้บ้างดอกกระมังเห้งเจียจึงเอาไม้กระบองซ่อนเสียแล้ว จึงมีคำถามท่านตาเฒ่าว่า ข้าพเจ้า
เป็นศิษย์ของหลวงจีนถังซัมจั่ง จะไปอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกธรรม บัดนี้มา
ถึงที่นี่พระอาจารย์ของข้าพเจ้าหายไปข้าพเจ้าขอถามท่านตาว่าพระโพธิสัตว์เล่ง
เกี๊ยดนั้นอยู่ที่ไหน ขอได้โปรดบอกให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้นจึงชี้มือบอกว่า พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดนั้นอยู่ทิศอาคเนย์
ระยะทางใกล้ไกลประมาณสองพันโยชน์ ที่ตำบลนั้นมีภูเขาชื่อว่าสุเมรุน้อย ใน
ภูเขานั้นมีพระอุโบสถใหญ่ พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดบัดนี้ท่านกำลังแสดงธรรมอยู่ แม้ว่า
ท่านจะอาราธนาพระคัมภีร์ก็เชิญไปเถิดเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ของท่านดอกข้าพเจ้า
มีธุระแต่ไม่รู้จักหนทางที่จะไปหาท่าน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ถามท่านเพื่อจะ
ขอความกรุณาช่วยแนะนำ ตาเฒ่าจึงชี้มือตรงทิศนี้ตามทางนี้แหละจะพบโพธิสัตว์
เห้งเจียหันหน้ามาตาเฒ่าก็หายไปไม่เห็นรูปกาย แลไปเห็นแต่กระดาษตกอยู่ข้างทาง
เห้งเจียเดินมาหยิบขึ้นดูเห็นมีอักษรสี่แถว มีคำอรรถภาษาจีนว่า (เสี้ยงฮกซีเทียน
ได้เซี้ย เล่านั้งหนัยสีลี้ตึ้งแก ซูมีซัวอิ้วปวยเล่งกุน เล่งเกี๊ยดตวงนี้ชี่วฮุดเปีย) เห้งเจีย
คลี่อ่านดูก็รู้ในใจความทั้งสิ้น โป๊ยก่ายถามว่าทำไมเราจึงปะแต่พวกผีปิศาจที่
บันดาลเป็นสายเป็นลมหายไปนั่นเป็นคนอะไร เห้งเจียบอกว่าไม่ใช่อื่นคือลี้ตึ้งแก
เห้งเจียจึงส่งกระดาษหนังสือนันให้แก่โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายคลีออกอ่านจึงถามว่าลี
ตึ้งแกนั้นคือผู้ใด เห้งเจียบอกว่าคือไทเป๊กกิมแชนั้นเอง โป๊ยก่ายได้ฟังว่าไทเป๊กกิมแช
มีความยินดีพูดว่าผู้มีคุณเมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้ไม่ได้พึ่งท่านผู้นี้ทูลขอโทษเง็กเซียง
ฮ่องเต้แล้ว ตัวข้าพเจ้าป่านนี้จะเป็นละอองธุลีผงคลีไปแล้วเห้งเจียจึงสั่งว่าน้องอย่าออกนอกทาง จงซ่อนตัวอยู่ในพุ่มรกนี้ก่อน และจง
ระวังม้ากับหาบของเราไว้ให้ดี พี่จะไปนิมนต์เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์มาจึงค่อยแก้ไขเอา
อาจารย์ออกโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นจึงบอกว่า พี่ตั้งใจไปหาพระโพธิสัตว์เถิด อย่า
วิตกถึงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ามีวิชาซ่อนตัวได้ดุจเต่าหับ ไม่มีผู้ใดเห็นตัวเลยเห้งเจียครั้นสั่งโป๊ยก่ายเสร็จแล้ว ก็สำรวมจิตเหาะขึ้นกลางอากาศลอยไปยัง
ทิศอาคเนย์ บัดเดี้ยวก็มาถึงเห็นภูเขาหนึ่งสูงเทียมเมฆมีรัศมีสีต่าง ๆ สองแสง
ระยับตา ที่ท่ามกลางระหว่างเขามีพระวิหารใหญ่ได้ยินเสียงระฆังวังเวงและรูปเทียน
หอมระรื่นไปทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงร่ายพระคาถาลอยลงยัง
พื้นแล้วก็เดินตรงมายังหน้าประตูวิหาร ครั้นถึงแลไปบนลานพระวิหารเห็นซีผ้าขาว
คนหนึ่งนั่งบริกรรมเจริญพระพุทธคุณอยู่ เห้งเจียค่อยๆ เดินใกล้เข้าไปแล้ว ยกมือ
คำนับแล้วพูดว่าขอท่านได้โปรดว่าที่นี้ใช่ที่พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดหรือมิใช่ชีผ้าขาวตอบว่านี่แหละถูกแล้ว ท่านจะมีกิจธุระอย่างไรหรือเห้งเจียบอกว่าขอท่านได้โปรดกราบเรียนแก่พระโพธิสัตว์ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็น
สานุศิษย์ของพระถังชัมจั่งอยู่ ณ เมืองได้ถังทิศบูรพา มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ให้หลวงจีนถังซัมจั่ง ไปนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกยัง
ประเทศไซที บัดนี้มีกิจธุระร้อนข้าพเจ้าอยากจะพบท่านชีผ้าขาวว่า ท่านสั่งข้าพเจ้ามากความนักข้าพเจ้าจำมิได้ เห้งเจียว่าถ้ากระนั้น
ท่านจงกราบเรียนอย่างนี้ก็ได้ว่าบัดนี้ศิษย์หลวงจีนถังซัมจั้งชื่อซึงหงอคงจะมาเฝ้า
ชีผ้าขาวรับคำแล้วเข้าไปกราบเรียนว่าขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทราบบัดนี้สานุศิษย์หลวง
จีนถังซัมจั้งชื่อซึงหงอคง มีธุระจะเข้ามาเฝ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทราบฝ่ายพระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดทราบว่าหงอคงจะมาหาจึงออกไปยังประตูวิหารรับ
เข้ามา เห้งเจียเห็นพระโพธิสัตว์ออกมา จึงคุกเขาลงคำนับแล้ว ก็เดินตามเข้าไป
เห้งเจียเดินพลางพิจารณาดูพลาง เห็นตามฝาและห้องหอประดับประดาล้วนแต่
เพชรนิลจินดาแก้วระย้ามีสีต่าง ๆ ดุจวิมานสวรรค์ ครั้นถึงที่ข้างในพระโพธิสัตว์
เชิญให้นั่งแล้วให้เอาน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง เห้งเจียพูดว่า น้ำร้อนน้ำชานั้นขอท่าน
อย่าได้วุ่นวายเลย บัดนี้พระอาจารย์ของข้าพเจ้าเดินทางมาถึงตำบลเขาอึ้งฮอง
ซัวต้อง อึ้งฮองไต้อ๋องจับเอาพระอาจารย์ของข้าพเจ้าไปไว้ในถ้ำ อาจารย์ข้าพเจ้า
ได้ความเดือดร้อนอยู่สองสามเวลาแล้ว ถ้าช้าไปก็คงจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเป็นแน่
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาเชิญพระโพธิสัตว์ไปให้ช่วยปราบปรามปิศาจร้ายจะได้แก้
พระอาจารย์ออกให้พ้นจากที่ยากด้วยพระเล่งเกี๊ยดได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อาตมาได้รับคำสั่งของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เขานี้
คอยกำจัดหมู่ปิศาจและสัตว์ร้ายในเขาอึ้งฮองซัวครั้งก่อนได้จับตัวมันมาสั่งสอนให้
"ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติ บัดนี้มันมีจิตกำเริบประทุษร้ายอย่างนี้ ก็เป็นหน้าที่ของ
อาตมาภาพจะต้องไปกำจัดเสียไว้นานไปจะเกิดจลาจลขึ้นมากมายไป พระพุทธ
เจ้าได้ให้ของวิเศษไว้สองอย่าง คือยาบังลมเม็ดหนึ่ง ไม้กระบองมังกรทองคำอัน
หนึ่ง สำหรับกำจัดปิศาจร้ายพวกนี้พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้ว จึงจับไม้กระบอง
ถือเดินออกมาจากวิหารพร้อมด้วยเห้งเจีย เหาะตรงมายังเขาอึ้งฮองซัว ครั้นถึง
พระโพธิสัตว์สั่งเห้งเจียว่า ท่านจงลงไปล่อมันให้ออกมานอกถ้ำ อาตมาจะคอยอยู่
บนกลีบเมฆ ถ้ามันออกมาแล้วอาตมาจะเอาของวิเศษจับตัวมันให้ได้เห้งเจียครั้นได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งดังนั้นแล้ว ก็ลงมายังประตูถ้ำ เอากระบอง
เหล็กกระทุ้งประตูถ้ำหักพังทลายลงไปทั้งสิ้น มือก็ตีปากก็ด่าว่าด้วยคำหยาบช้า
ต่าง ๆพวกปิศาจเฝ้าประตูถ้ำเมื่อได้เห็นเห้งเจียทำดังนั้นก็ตกใจ พากันวิ่งเข้าไปบอก
อึ้งฮองไต้อ๋องว่า บัดนี้อ้ายหน้าขนมาพังประตูถ้ำเสียแล้ว ขอไต้อ๋องได้ทราบเถิดอึ้งฮองไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นมีความโกรธยิ่งนักจึงพูดว่า อ้ายนี่จองหองเหลือเกิน
ไม่มีความยำเกรงเลย หมิ่นประมาทเรามากนักเราจะออกไปทำลมร้ายพัดให้ตาย
เสียจะได้สิ้นชาติ ว่าดังนั้นแล้วก็จับสามง่ามเป็นอาวุธรีบออกมานอกประตูถ้ำ พอ
แลเห็นเห้งเจีย อึ้งฮองก็เอาสามง่ามแทงเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับไว้ รบ
กันไปมาประมาณสองเพลง อึ้งฮองจะใคร่ทำลมร้ายให้บังเกิดขึ้น พอจะร่ายมนต์
พระเล่งเกี๊ยดเห็นดังนั้น จึงร่ายพระคาถาขว้างไม้กระบองลงไป สั่งให้เป็นมังกร
ทองแปดเล็บเข้าจับอึ้งฮอง อึ้งฮองหนีไม่พ้นมังกรก็รัดอึ้งฮองไว้ อึ้งฮองสิ้นกำลังก็
แปลงกายเป็นรูปเดิม คือเป็นหนูขนเหลือง เห้งเจียกระโจนมาจะตีให้ตาย พระ
โพธิสัตว์ร้องขอไว้ว่าอย่าทำให้มันตายเลย ด้วยเดิมมันได้รักษาศีลภาวนามานาน
แล้ว เพราะด้วยมันลักกินน้ำมันที่ตามไว้ในถ้วยแก้วที่หน้าพระพุทธรูปนั้นมืดไป
มันกลัวเทพยดาเทพารักษ์ที่รักษาพระอารามจะจับตัวมัน ๆ จึงได้หนีมาอาศัยอยู่ที่
เขานี้ ไว้อาตมาจะเอาตัวไปหาพระพุทธเจ้าเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงนมัสการขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็กลับ
ไปยังสำนักตามเดิมฝ่ายโป๊ยก่ายนั่งอยู่ในพุ่มไม้คอยท่าอยู่ บัดเดี้ยวก็แลเห็นเห้งเจียมา โป๊ยก่าย
จึงถามว่า พี่ไปหาพระโพธิสัตว์ได้ความประการใดบ้างหรือเปล่าเห้งเจียเล่าเหตุการณ์ตามที่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาปราบปิศาจหนูให้โป๊ยก่าย
ฟังทุกประการ บัดนี้เราควรจะรีบไปแก้พระอาจารย์ของเราออกมาเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ เห้งเจีย
โป๊ยก่ายก็พากันมาที่ในถ้ำเดินเข้าข้างในโป๊ยก่ายเอาคราดเหล็กสับตะบมเข้าไปไม่
เลือกว่า ปิศาจเล็กใหญ่ตายวินาศไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็เอากระบองเหล็กตีขนาบไป
ไม่ว่าห้องหอและประตูหน้าต่างล้มพังไปทั้งสิ้น แล้วก็พากันตรงเข้าไปหลังถ้ำแก้
พระอาจารย์ออกจากเสา เห้งเจียจึงเล่าความทั้งปวงให้พระอาจารย์ฟังตั้งแต่ต้นมาพระถังซัมจั่งเมื่อได้ฟังเห้งเจียเล่าดังนั้น จึงยกมือขึ้นนมัสการขอบคุณพระ
โพธิสัตว์ ครั้นแล้วพระอาจารย์กับศิษย์ก็พากันมาในถ้ำนั่งพักกินน้ำร้อนน้ำชาสัก
ประเดี้ยวพอหายเหนื่อย แล้วก็พากันออกจากถ้ำ ตั้งหน้าตรงไปยังมัชเมิมประเทศเมื่อหลวงจีนถังซัมจั้งออกพ้นภัยปิศาจอึ้งฮองไต้อ๋องแล้ว พร้อมด้วยเห้งเจีย
โป๊ยก่ายออกเดินมาวันหนึ่ง ก็ข้ามพ้นอึ้งฮองเนี้ย ลงเดินกับพื้นดินตัดตรงหมาย
ทิศปราจีน ในฤดูนั้นเป็นฤดูวสันต์จักจั่นเรไรร้องออกเพรียกไปทั้งป่า อาจารย์กับ
ศิษย์เดินพลางชมพลางตามทางมาในเวลานั้นตะวันยอแสงจวนจะค่ำ ได้ยินเสียง
คลื่นละลอกซัดดังสนั่น หลวงจีนถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าเห็นแม่น้ำขวางหน้ากว้าง
ใหญ่แลไม่เห็นฝั่ง คลื่นชัดขึ้นสูงดุจภูเขาแลดูเวิ้งว้างน่ากลัว จึงร้องเรียกเห้งเจีย
โป๊ยก่ายเข้ามาใกล้แล้ว ถามว่าข้างหน้านั้นมีแม่น้ำขวางหน้าแลไม่เห็นฝั่งทำไมไม่
แลเห็นเรือไปมาเลยเราจะข้ามไปทางใดได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้น จึงเหาะขึ้นไปบนอากาศเอามือบังตาดู
แล้วก็ลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า อันแม่น้ำนี้กว้างขวางนักยากที่จะข้ามไปได้
หลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า กว้างประมาณสักเท่าใด เห้งเจียบอกว่ากว้างประมาณ
แปดร้อยโยชน์เศษ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่ประมาณรู้ว่าแปดร้อยโยชน์เล่า ข้าพเจ้า
มีความสงสัยอยู่เห้งเจียตอบว่าน้องยังไม่รู้ สองจักษุพี่นี้ดุจดวงพระอาทิตย์ที่ส่องโลกอยู่เวลา
กลางวันพี่แลไปเห็นได้พันโยชน์ มีความดีร้ายพี่ย่อมรู้ได้ทั้งสิ้น แต่ลำแม่น้ำนี้
ด้านใต้ด้านเหนือไม่รู้ว่าใกล้ไกลสักเท่าใด แต่พอคะเนได้ว่าตรงที่จะข้ามไปนี้กว้าง
ประมาณแปดร้อยโยชน์หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มีจิตหวาดเสียวเศร้าหมอง จึงชัก
ม้าหันถอยหลังหันหน้าไปแลเห็นเสาศิลาปักอยู่มีอักษรจารึกไว้สามอักษร อาจารย์
กับศิษย์เดินเข้าไปใกล้ อ่านดูว่า (หลิวซัวหอ) คือกระแสชลทราย และข้างบน
นั้นมีหนังสือตัวเล็กสี่แถวว่า โป๊ยแปะหลิวซัวก่าน แปลว่าแปดร้อยโยชน์กระแสชล
แถวที่สองว่า (ซัมเชยเนกจุ๊ยซิม) แปลว่าลึกนั้นสามพันเส้น แถวที่สามว่า (หง่อ
หม้อเพียวปุ๊ดกี้) แปลว่าขนห่านก็ไม่ลอยได้ แถวที่สี่ว่า (สูฮวยเตี้ยเต้ยตื้ม) แปลว่า
ถึงใบไม้เล็กน้อยหรือขนแห่งจามจุรีถ้าตกลงแล้วก็ไม่อาจลอยอยู่หลังน้ำได้อาจารย์กับศิษย์กำลังดูหนังสือนั้นอยู่ พอได้ยินเสียงดังในลำแม่น้ำ คลื่นละลอก
นนสูงขึ้นดุจภูเขา เสียงหวั่นไหวไปทั้งลำแม่น้ำบัดเดี๋ยวใจแลไปที่กลางน้ำ เห็น
โผล่ขึ้นมารูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวบนศีรษะมีผมสีแดงรุงรัง จักษุทั้งสองข้างสว่าง
โชติดุจดาวประจำเมือง เสียงดุจฟ้าลั่นตัวสวมเสื้อขนห่านลาย นุ่งผ้าถักด้วยหวาย
ที่คอแขวนกะโหลกหัวผีเก้ากะโหลก มือถือไม้พลองวิเศษดูเข้มแข็ง ปิศาจนั้นแล
เห็นหลวงจีนถังซัมจั้งก็เดินรี่ตรงเข้ามาที่ตลิ่ง คิดจะทำร้ายหลวงจีนถังซัมจั้งเห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้าอุ้มเอาพระอาจารย์ลงจากหลังม้วหลีกออกไปให้ห่าง
โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็วางหาบลงกับพื้น ฉวยคราดเหล็กตรงมาสกัดหน้าปิศาจไว้ แล้ว
ยกคราดขึ้นสับลงที่ศีรษะปิศาจ ปิศาจเอาพลองขึ้นรับ ต่างคนต่างเข้มแข็งรบกัน
ประมาณยี่สิบเพลงก็ยังหาแพ้และชนะกันไม่เห้งเจียกำลังเฝ้ารักษาพระอาจารย์อยู่ เห็นโป๊ยก่ายต่อสู้ปิศาจดังนั้น อดไม่
ได้จึงบอกพระอาจารย์ว่า พระอาจารย์จงอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าจะไปช่วยโป๊ยก่ายตีจับอ้าย
ปิศาจนั้นให้จงได้ พูดแล้วก็จับกระบองเหล็กกระโดดวิ่งเข้าไปครั้นถึงก็ยกกระบอง
ตีลงที่ศีรษะปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นจึงเอาไม้รับแล้วกระโดดถอยออกมาลงน้ำหนีไป
มิได้ผุดขึ้นมาอีก โป๊ยก่ายโกรธเห้งเจียว่าพี่มาทำไมก็ไม่รู้ ปิศาจนั้นฝีมือมันอ่อน
อีกสามสี่เพลงก็จะจับตัวได้ นี่มันเห็นพี่ดุร้ายนักมันกลัวมันจึงหนีลงไปเสียจะทำ
อย่างไรจึงจะจับตัวได้เล่าเห้งเจียพูดว่า พี่เห็นน้องรบกับปิศาจพี่ก็คันมีออดอยู่ไม่ได้ลองฝีมือให้มันรู้มัน
กลัวมันก็หนีลงน้ำไป พูดแล้วก็พากันไปหาพระอาจารย์หลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า จับตัวปิศาจได้หรือเปล่า เห้งเจียบอกว่ามันไม่ต่อสู้
หนีลงน้ำไปไม่ขึ้นมา หลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่าปิศาจนี้มันอยู่ในลำน้ำนี้ มันคง
จะู้เหตุการณ์ได้ทุกประการเห้งเจียจึงพูดว่า เห็นจะจริงของพระอาจารย์แต่มันอยู่ในน้ำจะทำประการใด
โป๊ยก่ายจึงพูดว่า เมื่อเดิมข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับการในแม่น้ำทีฮ้อบนสวรรค์ ข้าพเจ้า
เข้าใจได้แต่วิตกว่าในน้ำมีบริวารมากข้าพเจ้าคนเดียวจะต่อสู้ไม่ไหว เห้งเจียจึงพูด
ว่าถ้ากระนั้นน้องจงลงไปรบล่อให้มันขึ้นมาบนบกก่อน แล้วพี่จะคอยจับตัวมันให้
จงได้ โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนั้นเห็นจะได้การ โป๊ยก่ายพูดแล้วก็ผลัดผ้าผูกรัดให้แน่น
มันคงดีแล้ว มือถือคราดเหล็กโดดลงไปในน้ำร่ายพระเวทคาถาเบิกน้ำให้เป็นช่อง
แล้ว ก็ลงไปยังที่ปิศาจอาศัยอยู่ฝ่ายปิศาจรบแพ้ไปนั่งพักบัดเดี๋ยวใจ ก็แลเห็นคนแหวกน้ำลงมา จึงผุดลุกขึ้น
เห็นอ้ายคนที่คู่รบกันลงมา จึงฉวยได้พลองร้องตวาดว่า อ้ายคนนี้มึงลงมาที่นี่ทำไม
มึงจงดูให้ดีกูจะตีหัวมึงว่าแล้วก็ยกกระบองขึ้นตรงมาจะตีศีรษะโป๊ยก่าย โป๊ยก่าย
เอาคราดรับปัดป้องกันไปมา แล้วโป๊ยก่ายจึงถามว่า นี่เอ็งเป็นปิศาจยักษ์อะไร
ที่ไหนจึงสามารถมาอยู่กั้นกลางหนทางอย่างนี้ปีศาจยักษ์ตอบว่า เจ้าจำเราไม่ได้หรือ เรามิใช่ปิศาจราชทูตยักษ์มารอะไร
ที่ไหน และมิใช่ไม่มีชื่อเสียงเมื่อไรมี เจ้าอยากจะรู้มูลเหตุเราจะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อ
เริ่มเกิดนั้น มีภาคเชี่ยวชาญหาใช่น้อยไม่ ครั้นมาภายหลังได้เรียนวิชา สำเร็จทาง
โลกิยฌานสำรวมจิต ต่อมาพระอาจารย์แนะนำทางมรรคผล นานวันฌานนั้นก็
แก่กล้าขึ้นทุกที จึงจุติไป่เกิดอยู่ในชั้นดาวดึงส์ พระผู้เป็นจอมโลกาคือเง็กเชียงฮ่องเต้
ทรงตรัสต่อพระโอษฐให้เป็นที่ราชองครักษ์ไต้เจียงกุน พระเป็นเจ้าจะเสด็จแห่งหน
ตำบลใดเราต้องตามเสด็จทุกครั้ง สำหรับคอยแหวกวิสูตรราชรถมาวันหนึ่งแม่อ๋อง
โป๊เลี้ยงโต๊ะชมพู่ พร้อมด้วยเทพบุตรเทพธิดา บังเอิญเคราะห์ร้าย ข้าพเจ้าทำ
คนโทแก้วเจียระไนแตก เทวดาทั้งหลายพากันตกใจ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ
รับสั่งให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเดชะบุญท่านชิดเคียดเซียนกราบทูล ขอโทษข้าพเจ้า
ไว้จึงได้รอดชีวิตแต่ให้ลงอาญาเมี่ยนแปดสิบที สาปให้ลงมาใต้หล้าอาศัยแม่น้ำ
หลิวซัวฮ้อ ทรมานอดอยากเหลือที่จะพรรณนา หิวก็เที่ยวหาเนื้อมนุษย์กิน อิ่ม
แล้วก็จมอยู่ในน้ำ เที่ยวท่องไปมาอยู่อย่างนี้ กินมนุษย์ก็มากมายหลายคนอยู่แล้ว
เก็บกระโหลกหัวผีไว้แขวนคอดูเล่น ทำไมเจ้าจึงอาจสามารถมาอวดดีในถิ่นที่แห่ง
เรา วันนี้ท้องเรามันร้องคอยเจ้าอยู่แล้ว เจ้าอย่าพูดเลอะเทอะไปเลยโป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจเล่าให้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าเจ้าอย่าอวดดีไปเลย ถ้าเจ้าดีจริง
แล้วเหตุใดเจ้าจึงหนีเราลงมาดำน้ำอยู่เล่าตัวเราก็กำเนิดมาจากน้ำเหมือนกัน
เจ้าจงแลดูคราดของเรา โป๊ยก่ายว่าดังนั้นแล้ว ก็ยกคราดขึ้นสับลงไปตรงศีรษะ
ปิศาจ ปิศาจก็ยกพลองขึ้นป้องกันรับรองไว้ต่างรบกันโดยความสามารถมิได้ย่อ
หย่อน โป๊ยก่ายรบรอล่อขึ้นมาทางบก เห้งเจียยืนอยู่ริมฝังเห็นโป๊ยก่ายรบแก่ปิศาจ
อยู่กลางน้ำ ล่อเข้ามาจนริมฝั่ง ปิศาจก็ไล่แต่ไม่อาจเข้าริมฝั่งรั้งรออยู่ เห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็อดไม่ได้ จับกระบองเหล็กจะใคร่ตีปิศาจสักทีหนึ่ง ปิศาจเห็นดังนั้นก็ไม่ต่อสู้
กลับดำน้ำหนีไปเสียมิได้ผุดขึ้นมาอีก โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงบ่นว่าพี่เห้งเจียทำใจ
ดุจลิงไม่คอยรอรั้ง ให้ข้าพเจ้าล่อมันขึ้นมาถึงบนบกก่อนแล้วจึงค่อยล้อมจับมัน
พี่มาทำใจร้อนมันกลัวมันก็หนีลงน้ำไปเสียแล้วไม่ขึ้นมา ทีนี้จะทำอย่างไรต่อไปเล่า
จึงจะจับมันได้เห้งเจียจึงว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงอย่าบ่นไปเลย พากันไปหาอาจารย์ก่อน
แล้วจึงค่อยคิดอ่านกันใหม่ ครั้นมาถึงจึงเล่าเหตุการณ์ที่รบกันกับปิศาจให้พระ
อาจารย์ฟังทุกประการหลวงจีนถังซัมจั้ง จึงพูดว่าถ้าดังนั้นเราจะทำประการใดดี โป๊ยก่ายว่าถ้าได้
ตัวปิศาจนี้มาแล้ว สารพัดการก็คงจะสำเร็จได้ทุกประการเห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่ามีความวิตกเลย เวลาจวนค่ำอยู่แล้ว ไว้รอ
พรุ่งนี้ฉันเช้าแล้วจึงค่อยคิดอ่านกันใหม่ ในคืนนั้นศิษย์กับอาจารย์นอนพักอยู่ใต้
ต้นไม้ใหญ่ รุ่งเช้าเห้งเจียจึงเอาบาตรเหาะไปทางทิศอุดร บิณฑบาตบัดเดี้ยวใจก็
ได้กระยาหารเหาะกลับมาเอาอาหารถวายพระอาจารย์ พระอาจารย์จึงถามว่า
เห้งเจียไปบิณฑบาตทำไมจึงไม่ถามเหตุการณ์ในลำแม่น้ำนี้เล่า บางทีเขาจะรู้ได้
บ้างกระมังเห้งเจียบอกว่า ข้าพเจ้าเหาะไปไกลทางถึงเจ็ดพันโยชน์ บ้านเหล่านั้นอยู่ไกล
นักที่ไหนจะรู้เหตุการณ์ในลำแม่น้ำนี้ได้เล่าโป๊ยก่ายฟังเห้งเจียพูดแปลกหูดังนั้น จึงถามว่าพี่ไปมาก็บัดเดี๋ยวใจ ทำไมว่า
ไกลถึงเจ็ดพันโยชน์ พี่พูดดังนี้ใครเขาจะเชื่อได้เห้งเจียพูดว่า อันความข้อนี้น้องยังหาเข้าใจไม่เพราะวิชาของพี่หกเหาะไปที
หนึ่งเป็นระยะทางได้ถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ทำไมกับทางเจ็ดพันโยชน์เล่า ขยับตัว
หน่อยเดียวก็จะไปมาถึงได้โดยเร็วโป๊ยก่ายพูดว่า พี่มีฤุทธาศักดานุภาพเหาะเหินเดินอากาศได้โดยสะดวก จะ
ให้พระอาจารย์ขึ้นบ่าแบกเหาะข้ามไปไม่ต้องรบพุ่งจะมิดีหรือเห้งเจียจึงพูดว่า น้องก็มีฤทธาอานุภาพเหมือนกันทำไมจึงไม่อุ้มพระอาจารย์
ข้ามฟากไปเล่า น้องอย่าเข้าใจว่าเป็นการง่าย ด้วยพระอาจารย์ร่างกายจิตใจเป็น
ปุถุชนมีความหนักยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ ส่วนพี่ร่างกายเป็นกายสิทธิ์มีฤทธิ์เปลี่ยน
แปลงได้ทุกอย่างทุกประการ แต่ที่พระอาจารย์นั้นแสนยาก ดังคำโบราณท่านว่า
ภูเขาใหญ่จะใคร่ให้ย้ายไปพ้นที่ ก็เบาดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด อันจะยกปุถุชนให้
ข้ามพ้นขันธมานั้น ยากที่จะให้พ้นได้ มาตรว่าเราทั้งสองมีฤทธาอานุภาพอัน
เชี่ยวชาญก็คุ้มได้แต่ชีวิตของเรา อันจะคุ้มชีวิตร่างกายของพระอาจารย์ด้วยนั้น
ยากที่จะคุ้มให้พ้นสมุทรทุกข์ได้ และหากว่าโดยง่าย เราทั้งสองเหาะไปอาราธนา
พระไตรปิฎกธรรมมาก่อนจะไม่ได้หรือก็ขัดอยู่อีกเล่า ด้วยไปถึงโน่นพระพุทธเจ้า
จะไม่ให้ก็จะเป็นการยากที่สุด เราจะว่าง่ายอย่างไรได้เล่า พูดดังนั้นแล้วเห้งเจีย
ก็จัดเครื่องแจถวายพระอาจารย์เหลือจากนั้นเห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็รับประทานครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั้งจึงถามเห้งเจียว่า เห้งเจียจะคิดประการใดต่อไป
เห้งเจียว่าไม่ต้องอย่างไร จะต้องให้โป๊ยก่ายลงไปล่ออีกสักครั้งหนึ่ง จึงสั่งโป๊ยก่าย
ว่าวันนี้น้องต้องลงไปรบล่ออีกสักครั้งหนึ่ง ทีนี้ี่ไม่ทำใจเร็วจะคอยให้มันขึ้นมาบน
บกให้ถนัดแล้ว จึงจะล้อมจับมันโป๊ยก่ายขัดไม่ได้ เกาหัวเกาหูแล้วก็ผลัดผ้าจับ
คราดสำหรับมือแล้ว ก็ร่ายพระเวทแหวกน้ำลงไปยังที่ปิศาจอยู่ ปิศาจแลเห็นโป๊ะ
ก่ายก็กระโดดออกมาสกัดหน้า พูดว่าเฮ้ยอ้ายนี้อย่าเพ่อเข้ามา แล้วตวาดด้วยเสียง
อันดังว่ามึงจงดูพลองของกูก่อนโป๊ยก่ายว่าพลองของเอ็งดุจไม้เท้าที่ถือไว้ทุกข์ให้แก่คนตาย ยังมีหน้าเอาออก
มาให้ปู่ตาดูจะวิเศษอย่างไรปิศาจว่าเจ้ายังไม่รู้เรื่องพงศาวดารของพลองนี้ ไม้พลองวิเศษอันนี้มิใช่ของใน
มนุษยโลกนี้เมื่อไร ไม้นี้เป็นของผู้สำเร็จกระทำประกอบด้วยของวิเศษและประดับ
ล้วนแต่เพชรนิลจินดามีราคามาก เป็นของไว้สำหรับปราบปิศาจและยักษ์ร้าย และโดยเราเป็นองครักษ์สำหรับพระองค์
ไว้สำหรับคุ้มกันบนปราสาทเล่งเซียวโป๊เต้
เรียกว่าไต้เจียงกุนเง็กเชียงอ่องเต้ประทานให้เราสำหรับตัว อยากให้ยาวก็ได้ให้สั้น
ก็ได้ จะให้เล็กให้ใหญ่ก็ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่าพลองวิเศษ มิใช่ของ
ในมนุษยโลกนี้ ตั้งแต่เราถูกถอดก็ถือติดมือมาจนทุกวันนี้ ไม่เหมือนอาวุธของเจ้า
เป็นคราดที่สำหรับเขาคราดหญ้าคราดฟางอย่างนั้น ก็เอามาถืออวดกับเขาช่างไม่มี
อายเลยจริง ๆโบ๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า เจ้าอย่าประมาทว่าคราดหญ้าคราด
ฟาง ถ้าเอ็งถูกสักทีหนึ่งแล้วเลือดก็จะไหลออกมาสด ๆ ทั้งเก้าแผล พูดเถียงกัน
ไปมา ปิศาจยักษ์ยกพลองขึ้นตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นรับรบกันเป็นสามารถ
โป๊ยก่ายสู้พลางถอยพลางทำอุบายรบล่อทอดคราดลากหนี ปิศาจก็ไล่กระชันชิด
ติดพัน โป๊ยก่ายร้องว่าเฮ้ยอ้ายปิศาจมึงดีแล้วจงขึ้นมารบกันบนบกให้ถึงแพ้และ
ชนะจึงจะเห็นจริงว่าเจ้ามีฝิมือปิศาจยักษ์ว่าเจ้าหลอกเราจะให้ขึ้นบนบก เจ้าจะได้ช่วยกันกับอ้ายหน้าขนรุม
กันรบเรากระนั้นหรือ ถ้าเจ้าถือว่ามีฤทธิ์ก็จงลงมารบกันในน้ำเถิดเมื่อปิศาจหันๆ รี ๆ พูดโต้ตอบแก่โป๊ยก่ายอยู่ริมฝั่งน้ำ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็
บังเกิดใจร้อน จึงคิดในใจว่าจำเราจะแปลงเป็นนกตะกรุมหาปลา คิดดังนั้นแล้ว
ก็ร่ายพระเวทแปลงกายเป็นนกตะกรุมบินขึ้นบนอากาศ แล้วโผลงที่ปิศาจจะเข้า
โฉบเอาปิศาจ ฝ่ายปิศาจกำลังโต้ตอบอยู่แก่โป๊ยก่าย ได้ยินเสียงลมหวิวมาแลขึ้นก็คิดว่าเห็นจะเป็นอ้ายหน้าขนแปลงกายมาจึงโดดลงน้ำ
ไปเห็นนกตะกรุมลงมา
ดำหนีไปมิได้ขึ้นมาสู้รบฝ่ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายต่างพูดกันว่า อ้ายปิศาจร้ายนี้มันก็มีกำลังและฝีมือจะ
รบเอาชัยชนะมันก็ไม่ได้จะล่อให้ขึ้นบกมันก็ไม่ขึ้นดูเป็นการยากที่สุดเสียแล้ว
เห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็พากันกลับมาหาพระอาจารย์เล่าความที่ได้สู้รบกับปิศาจ ให้
พระอาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งเมื่อได้ฟังเห้งเจียกับโป๊ยก่ายเล่าให้ฟังดังนั้น ก็ไม่มีความสบายจึง
พูดว่าการที่มาติดขัดเสียเช่นนี้แล้ว ฉันใดเราจะได้ข้ามแม่น้ำนี้ไปได้เล่าเห้งเจียจึงพูดว่าอย่าเลยข้าพเจ้าจะไปน้ำไฮ้หาพระโพธิสัตว์กวนอิมนิมนต์ท่าน
มาช่วยแก้ไขจึงจะได้ โป๊ยก่ายจงอยู่ระวังรักษาพระอาจารย์อย่าให้มีเหตุอันตรายได้โป๊ยก่ายจึงพูดว่าพี่จงไปเถิดดีแล้ว แต่ถ้าไปถึงแล้วพี่ช่วยกราบเรียนขอบพระ
คุณของท่านด้วย โดยท่านได้อนุเคราะห์แนะนำสั่งสอนข้าพเจ้าหลวงจีนถังซัมจั้งจึงสั่งว่า เห้งเจียจงไปเร็วมาเร็วเป็นการรีบร้อนอย่าได้นอน
ใจเลยเห้งเจียคำนับพระอาจารย์แล้ว แล้วก็สำรวมจิตเหาะขึ้นเวหาหมายตรงไปยัง
ทิศอาคเนย์เข้าน่ำไฮ้ มาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงน่ำไฮ้ ลงยังพื้นพสุธาเดินเข้าไป
ยังสำนักครั้นถึงประตูนอกเห้งเจียบอกแก่เด็กที่เฝ้าประตู ให้กราบเรียนพระโพธิสัตว์เวลานั้นพระโพธิสัตว์อยู่ที่ริมสระบัวกับด้วยพวกศิษย์ทั้งหลาย ครั้นทราบว่า
เห้งเจียมาพระโพธิสัตว์ก็กลับเข้ามายังสำนัก ให้เปิดประตูรับเห้งเจียเข้าไป เห้งเจีย
นมัสการแล้วก็ยืนคอยฟังพระโพธิสัตว์อยู่ ส่วนพระโพธิสัตว์จึงถามว่าท่านมีกิจ
ธุระอย่างใดหรือ เห้งเจียกราบเรียนว่า วันก่อนนั้นมาถึงตำบลเกาเล้า จึงได้สานุ
ศิษย์คนหนึ่งชื่อหงอเหนง แล้วเดินมาพึ่งข้ามพ้นอึ้งฮองเนี้ย บัดนี้มาถึงลำแม่น้ำ
หลิวซัวฮ้อ แม่น้ำนั้นกว้างใหญ่น้ำก็ลึกเรือแพจะใช้พาหนะข้ามก็ไม่มี และในแม่น้ำ
นั้นมีปิศาจยักษ์ร้ายจะคอยทำร้ายพระอาจารย์ หงอเหนงได้ต่อสู้ถึงสามครั้งแล้ว
ก็เอาชัยชนะมิได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอพึ่งพระบารมีท่านได้โปรดสงเคราะห์
ด้วย โดยข้าพเจ้าสิ้นความคิดแล้วพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันสัญชาติวานรแล้วย่อมอวดเก่งว่าตนมี
ฝีมือ พอใจแต่จะรบสู้เหตุใดท่านไม่บอกเล่าว่าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎก
ธรรมเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าหมายจะจับตัวปิศาจให้ได้ จะได้บังคับให้พาพระ
อาจารย์ข้ามน้ำส่ง ก็หาทันจะบอกออกชื่อว่าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกไม่พระโพธิสัตว์พูดว่ามันมิใช่ยักษ์มารอะไรที่ไหน มันคีอองครักษ์ไต้เจียงกุษ
ขุนนางข้างที่ของเง็กเซียงฮ่องเต้ต้องโทษบนสวรรค์จึงสาปให้ลงมาอยู่ในลำแม่น้ำ
หลิวซัวฮ้อนี้ เมื่อครั้งก่อนอาตมาได้ชักนำสั่งสอนให้อยู่ปฏิบัติรักษาธรรม และได้
สั่งว่าแม้มีผู้มาทางนี้ก็ให้ติดตามสามิภักดิ์เป็นศิษย์ไป กว่าจะสำเร็จการธุระภาย
หลังจึงจะเอาคุณลบล้างโทษ แม้เมื่อแรกมาบอกว่าจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกแล้ว
เธอก็คงจะเข้าสามิภักดิ์ ไม่ให้ต้องลำบากอย่างนี้ พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้ว จึง
เรียกฮุยไง้สานุศิษย์ใหญ่มาแล้ว จึงหยิบลูกน้ำเต้าในมือเสื้อออกมาส่งให้ฮุยไง้
แล้วสั่งว่า จงไปด้วยเห้งเจยยังแม่น้ำหลิวซัวฮ้อ ยืนบนหลังน้ำร้องเรียกว่าหงอเจ๋ง
บัดนี้มีผู้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกมาแล้ว ให้รีบขึ้นมาสามิภักดิ์ติดตามไปด้วยเถิด
แล้วส่งน้ำเต้าให้หงอเจ้งร้อยหัวกะโหลกผีเป็นวงรอบแล้วเอาน้ำเต้าไว้ตรงกลางวง
ทำเป็นกิริยาเรือจะได้ส่งพระถังซัมจังข้ามฟากฮุยไง้ได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งทุกประการแล้วคำนับลาพระโพธิสัตว์พาเห้งเจียออก
จากสำนัก เหาะกลับมายังแม่น้ำหลิวซัวฮ้อ ครั้นถึงฮุยไง้หยุดกลางแม่น้ำ แล้ว
ร้องเรียกว่าหงอเจ็ง หงอเจ๋งบัดนี้ผู้อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมาคอยท่าอยู่นี่แล้ว
ทำไมจึงไมรีบขึ้นมาสามิภักดิ์เป็นศิษย์ไปเล่า ฮุยไง้เรียกดังนั้นแล้ว ก็เลยมาหา
พระถังซัมจั้งต่างคำนับกัน โป๊ยก่ายแลเห็นฮุยไง้มาก็ดีใจ จึงมาคำนับ โป๊ยก่าย
คำนับแล้วคำนับอีก เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงพูดว่าน้องอย่ากระทำให้ชักช้าไป ให้
ท่านเรียกปิศาจขึ้นมาเสียก่อนเถิดจึงค่อยขอบพระคุณท่านหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ใครจะเรียกปิศาจเล่าเห้งเจียบอกว่าพระโพธิสัตว์
สั่งฮุยไง้มาให้เป็นผู้เรียกหลวงจีนถังซัมจั่ง ได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์มีความกรุณาเมตตาจิตอย่างนั้น
ก็มีความยินดีจึงยกมือขึ้นนมัสการไปยังทิศที่พระโพธิสัตว์อยู่แล้วคำนับขอบใจ
ฮุยไง้ซึ่งได้มีใจมาช่วยฝ่ายปิศาจอยู่ใต้น้ำ เมื่อได้ยินเสียงมาเรียกชื่อของตัว และพูดว่ามีผู้มาอาราธนา
พระไตรปิฎกธรรม มาคอยอยู่ข้างฝั่งดังนั้น ก็นึกขึ้นได้คือพระโพธิสัตว์สั่งไว้ คิด
ดังนั้นก็แทรกน้ำโผล่ขึ้นมาเหลียวซ้ายแลขวา พอแลมาปะฮุยไง้เข้าก็จำได้ คำนับ
แล้วก็ถามว่าพระโพธิสัตว์อยู่ที่ไหน ฮุยไง้บอกว่า พระโพธิสัตว์มิได้มา สั่งให้ข้าพเจ้า
มาสั่งท่านว่า จงรีบติดตามสามิภักดิ์หลวงจีนถังซัมจั้งไปประเทศไซที และเอา
กะโหลกหัวผีเก้าหัวที่ห้อยคอนั้นร้อยรอบเป็นวงแล้ว เอาน้ำเต้าวางกลางวง แล้ว
ยกวางลงบนหลังน้ำเป็นต่างเรือ จะได้ส่งพระอาจารย์ข้ามฟากไปหงอเจ๋งจึงถามว่าบัดนี้ผู้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกนั้นอยู่ที่ไหนฮุยไง้จึงชี้มือ
ว่าที่ยืนอยู่บนฝั่งน้ำนั้นมิใช่หรือหงอเจ้งแลไปเห็นพระถังซัมจังยืนอยู่ จึงวางไม้พลองเสียวิ่งมากราบนมัสการ
แล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามีตาเนื้อแต่ไม่มีแก้วตาปัญญาจำอาจารย์ไม่ได้ ขอพระอาจารย์
อย่าได้ถือโทษาข้าพเจ้าเลยหลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ตัวมีจิตศรัทธาจริงใจจะยอมอยู่ในคำสั่งสอนของ
อาตมาได้หรือหงอเจ๋งพูดว่าข้าพเจ้าได้พึ่งพระโพธิสัตว์สั่งสอนและได้รับคำสั่งสอนของท่าน
และท่านได้ตั้งฉายาให้นามเรียกว่า (ซัวหงอเจ็ง) เมื่อได้รับอย่างนี้แล้ว ทำไมจะ
ไม่อยู่ในคำสั่งสอนของท่านเล่าหลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็ดีแล้ว จึงเรียกเห้งเจียให้เอามีดโกนมา
โกนผมให้หงอเจ๋ง แล้วหงอเจ๋งจึงนมัสการหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นอาจารย์ คำนับ
เห้งเจียโป๊ยก่ายเป็นพี่ พระถังซัมจั้งเห็นกิริยาหงอเจ้งมัธยัสถ์ จึงให้เรียกนามว่า
(ซัวฮั่นเสียงแลซัวเจ๋งก็เรียก)ฝ่ายฮุยไง้เห็นซัวเจ๋งมีความเคารพเรียบร้อยแล้ว จึงพูดว่า หงอเจ๋งได้สมาทาน
องค์ศีลแล้ว จงอย่ามีความเกียจคร้าน รีบทำเรือจะได้ส่งท่านถังซัมจั้งข้ามฟากหงอเจ้งได้ฟังฮุยไง้บอกดังนั้น ก็ถอดหัวกระโหลกผีทั้งเก้าออกจากคอแล้ว เอา
เชือกหวายร้อยวงกระโหลกทั้งเก้านั้นวางลงที่หลังน้ำแล้วเอาน้ำเต้าวางอยู่ท่ามกลาง
แล้วจึงนิมนต์พระอาจารย์ถังซัมจั้งลงเหยียบน้ำเต้าตัวลอยดุจอยู่บนเรือไม่พลิก
แพลงดุจยืนอยู่บนแผ่นดิน ข้างซ้ายมีโป๊ยก่ายข้างขวามีซัวเจ็งประคับประคอง
ข้างหลังมีเห้งเจียจูงม้าข้างบนมีฮุยไง้คุมรักษา วันเมื่อหลวงจีนถังซัมจั้งเหยียบน้ำ
เต้าข้ามฟากไปนั้น ก็โดยอานุภาพอภินิหารของพระกวนอิมน้ำเต้าก็ลอยละลิ่วไป
คลื่นละลอกก็มิได้ชัดสงัดสงบเงียบถึงฟากฝั่งได้โดยสะดวกดังประสงค์ อาจารย์กับ
ศิษย์ก็พากันขึ้นบก ฮุยไง้ก็ลงเก็บเอาน้ำเต้าขึ้นมา หัวกะโหลกผีเหล่านั้นก็อันตรธาน
สูยหายไป ฮุยไง้ก็ลากลับไปยังน่ำไฮ้ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ยกมือนมัสการ
อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้าตรงไปยังทิศปราจีนตรงไปตามแนวป่าต้นผลไม้มีดอกออก
ช่อดกอุดม เดินพลางชมพลางเวลานั้นก็จวนจะเย็น หลวงจีนถังซัมจั๋งจึงถาม
เห้งเจียว่าเวลานี้ก็จวนจะค่ำแล้ว เราจะหาที่พักอาศัยแห่งใดดีเล่า เห้งเจียว่าพระ
อาจารย์จะถามทำไมแก่ที่อาศัย เราเป็นสมณเพศแล้ว ตามแต่จะเป็นไปจะกำหนด
ว่ากินนอนแห่งนั้นแห่งนี้หามิได้ โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เดินตัวเปล่าจะรู้ว่าหนักเบาอย่างไร
บางวันความทุกข์ความหนักก็อยู่แก่โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายต้องหาบทุกวันไป ใครเหมือน
พี่เดินตามเป็นสานุศิษย์จัดให้ข้าพเจ้าเป็นหัวแรง ข้าพเจ้าทราบว่าพี่เห้งเจียมีจิต
โอ่โถงไม่ชอบหาบหาม แต่ม้านั้นรูปร่างก็ใหญ่โตมีกำลังรับรองให้พระอาจารย์ี่
แต่องค์เดียวก็ไม่สู้หนักสักเท่าใด ถ้าเอาสิ่งของในหาบนี้แบ่งให้บรรทุกสักสองสาม
สิ่งเห็นจะดีเห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายบ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่า นี่เจ้าเห็นว่าม้ามันเป็นม้าจริง ๆ หรือ
เธอเป็นบุตรที่สามของพระยาเล่งอ้อง เพราะทำผิดมีโทษบนสวรรค์เง็กเชียงฮ่องเต้
สั่งให้ประหารชีวิต พระโพธิสัตว์กวนอิมขอไว้จึงได้รอดชีวิต จึงให้แปลงเป็นม้าไว้
สำหรับขี่ไปประเทศไซทีเอาคุณลบล้างโทษ โป๊ยก่ายอย่าไปเกี่ยวข้องถึงเธอเลยซัวเ๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงถามว่านี่มังกรแปลงเป็นม้าจริงหรือ เห้งเจีย
ตอบว่าจริงดังนั้นโป๊ยก่ายถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดกันว่ามังกรนั้นมีฤทธาอานุภาพทำเมฆฝน
และทำอำนาจแผลงฤทธิ์ให้น้ำในท้องมหาสมุทรหวั่นไหวไปทุกประการก็มี นี่ทำไม
จึงเดินหงอย ๆ ไม่แข็งแรงเห้งเจียพูดว่า พี่จะบอกให้มังกรออกฤทธิ์ให้ดู ว่าแล้วเห้งเจียก็จับไม้กระบอง
ขึ้นแกว่งกวัดมีรัศมีออกต่าง ๆ ม้ามังกรก็ตกใจคิดว่าเห้งเจียจะตีเอาก็ออกแรงเผ่น
ห้อไปเร็วดุจสายฟ้าแลบ พระอาจารย์นั่งอยู่บนหลังจับบังเหียนรั้งยอก็ไม่หยุด วิ่ง
ไปชั่วแล่นข้ามพ้นพื้นเขาตลอดไปทางใหญ่จึงหยุด หลวงจีนถังซัมจั่นั่งอยู่บนหลัง
ออกหอบแลไปข้างหลังเห็นศิษย์ทั้งสามวิ่งตามมาทัน หลวงจีนถังซัมจั่ง เงยหน้า
แลไปข้างหน้า เห็นมีหมู่ไม้สนร่มรื่นสง่างามมีบ้านเรือนอยู่หลายหลังจึงบอกแก่
ศิษย์ว่า ข้างหน้านั้นมีหมู่บ้านจำเราจะไปขออาศัยพักสักคืนหนึ่งเห้งเจียแลไปก็เห็นเป็นเมฆต่าง ๆ สีปกคลุมก็รู้ได้ว่าเป็นสำนักของผู้สำเร็จ
บันดาลขึ้น เห้งเจียก็นิ่งอยู่แต่ในใจจึงพูดแก่พระอาจารย์ว่าที่ตรงนี้ดีควรจะพักได้
หลวงจีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้าพากันเดินเข้าไปยังประตูนอก พิจารณาดูบนห้องหอ
ล้วนสลักเสลาศิลาเป็นรูปต่าง ๆ และปิดทองประดับซับซ้อนเป็นลวดลายระบายสี
ต่าง ๆโป๊ยก่ายพูดว่า ชะรอยว่าจะเป็นบ้านของคนที่มั่งมีใหญ่โตจึงได้ทำอย่างนี้
เห้งเจียจะใคร่เข้าไปหลวงจีนถังซัมจังห้ามว่าอย่าเข้าไปเลย พวกเราเป็นคนถือศีล
กินเพลต้องมีความเกรงใจเจ้าของบ้านจะติฉินได้ คอยให้มีคนเดินออกมา เราจึง
ค่อยพูดขออาศัยสักคืนหนึ่ง พูดกันดังนั้นแล้วก็นั่งคอยอยู่ที่ข้างแท่นริมประตูสักครู่
หนึ่ง เห้งเจียใจร้อนเห็นไม่มีคนเดินออกมาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปข้างในประตูเหลียว
ซ้ายแลขวาก็เห็นหอตึกหลังหนึ่งสามห้อง จึงเดินเข้าไปใกล้ก้าวขึ้นบนตึกพิจารณา
ดูเห็นห้องหอกลางมีฉากหนังสือจีนสี่ตัวแต่มีเครื่องโต๊ะตั้งเป็นลำดับ และที่บนเสา
มีเหรียญสลักเป็นตัวหนังสือทองแขวนสองข้างฝ่าผนัง มีฉากเขียนสี่ฤดูแขวนทั้ง
สองข้าง ยิ่งพิจารณาดูก็ยิ่งงดงามนัยน์ตาบัดเดี้ยวได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินข้างใน
ออกมา เป็นผู้หญิงอายุกลางคนถามว่า ผู้ใดเข้ามาในบ้านข้าพเจ้าหญิงหม้าย
ทำไมเล่าเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงตอบว่าข้าพเจ้าคือคนอยู่ ณ ประเทศตะวันออก
คือเมืองจีนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่ง ให้หลวงจีนถังซัมจังไปยังประเทศไซที
อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้ข้าพเจ้าศิษย์กับอาจารย์สี่คนมาถึงที่นี่ ก็จวน
เวลาค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง ขอท่านได้กรุณา พรุ่งนี้เช้าก็จะลาท่านไปหญิงหม้ายได้ยินเห้งเจียเล่าบอกชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีความศรัทธาจึงถามว่า
บัดนี้ท่านทั้งสามนั้นอยู่ที่ไหนเล่าขอเชิญท่านเข้ามาข้างในนี้เถิด เห้งเจียจึงได้ร้อง
นิมนต์ด้วยเสียงอันดังว่า เชิญพระอาจารย์เข้ามาในนี้เถิดหลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียร้องนิมนต์ดังนั้น ก็พร้อมด้วยโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
ยกหาบจูงม้าเข้าไปข้างใน ครั้นถึงหลวงจีนถังซัมจั่งจึงเดินขึ้นไปบนหอนั่ง หญิง
หม้ายก็ออกมาเชิญเข้าไปข้างใน
•โป๊ยก่ายตามหลังอาจารย์เข้าไป ตาเขม้นดูหญิงหม้ายคนนั้นเห็นสวยงามดุจ
หญิงพึ่งแรกรุ่น หลวงจีนถังซัมจั้งครั้นขึ้นมาบนหอนั่งหญิงหม้ายก็เชิญให้นั่งที่อัน
สมควร สักประเดี้ยวมีเด็กสาวน้อยยกถาดน้ำชาออกมาวางบนโต๊ะ หญิงเจ้าของ
บ้านจึงนิมนต์ให้หลวงจีนถังซัมจั้งฉันน้ำชาและสานุศิษย์ทั้งสามก็นั่งเก้าอี้รับ
ประทานน้ำชาหลวงจีนถังซัมจั่งถามว่า ท่านสีกาโยมนั้นแซ่อะไร ชื่อในตำบลนี้มีนามอย่างไรหญิงเจ้าของบ้านบอกว่าตำบลนี้คือทิศปราจีน ประเทศนี้เป็นประเทศทิศตะวัน
ออกนามเรียกว่าตั้งอิ้น ข้าพเจ้าแซ่โก๊สามีข้าพเจ้าแซ่ป๊อดบิดามารดาล่วงไปแล้ว
ข้าพเจ้าสามีภริยาปกครองรักษาทรัพย์สมบัติไร่นาก็มีมาก ข้าพเจ้าไม่มีบุตรผู้ชาย
มีแต่บุตรผู้หญิงสามคนสามีข้าพเจ้าถึงแก่กรรมตัวข้าพเจ้าเป็นหม้าย เลี้ยงบุตร
อยู่จนทุกวันนี้ ทรัพย์สินก็บริบูรณ์มั่งคั่ง วงศาคณาญาติหามีไม่ ข้าพเจ้าต้องเป็น
ธุระรักษาไป บุตรสาวทั้งสามคนคิดจะใคร่ให้ออกเรือนไปมีสามีดูก็ยากนัก บัดนี้
ท่านมาถึงนี่ก็ดีแล้วรวมทั้งลูกศิษย์อาจารย์ก็เป็นสี่คน ข้าพเจ้าแม่ลูกรวมสี่คน ใจ
ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ขอให้ท่านเป็นสามีเห็นจะดีหรือไม่ ใจท่านจะเห็นเป็นประการใด
ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบในใจท่านหลวงจีนถังซัมจั้ง ได้ฟังนางพูดดังนั้นก็มิได้พูดโต้ตอบว่ากระไรดุจคนใบ้หู
หนวกหลับตาระงับจิตนั่งนิ่งอยู่หญิงนั้นเห็นหลวงจีนทำกิริยาอย่างนั้น จึงพูดต่อไปอีกว่าอันมรดกที่มีนั้น คือ
นาฟางกว่าสามร้อยไร่ นาป่าก็กว่าสามร้อยไร่เรือกสวนก็กว่าสามร้อยขนัด ผลไม้
มีสารพัดโคกระบือตั้งฝูงใหญ่หมูแพะแกะเป็ดไก่นับไม่ถ้วน เครื่องภาชนะใช้สอย
แพรผ้าสีต่าง ๆ ข้าวปลาตั้งยุ้งฉาง เครื่องเพชรนิลนิจดาแก้วแหวนเงินทองมีมาก
หลายหากว่าจะใช้สอยกินอยู่นุ่งห่มสักสามชั่วคนก็ไม่หมด ส่วนท่านอาจารย์กับ
ศิษย์สามคน แม้ว่าจะเห็นแก่ข้าพเจ้าแม่ลูกปลงใจอยู่ด้วยข้าพเจ้าก็จะมีความเจริญ
สุขสถาวร หากจะดีกว่าที่จะไปไซทีให้ลำบากเปล่า ๆหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งนิ่งไม่โต้ตอบว่ากระไร หญิงนั้นก็พูดต่อไปว่า ข้าพเจ้าปีกุน
ปีนี้ได้สี่สิบห้าแล้ว บุตรสาวคนใหญ่อายุได้ยี่สิบ ชื่อว่านางจินจิน บุตรคนที่สอง
อายุได้สิบเก้าปีชื่ออ่ายอ่าย บุตรคนสุดท้องนั้นอายุได้สิบหกปีแล้วชื่อนางหลินหลิน
บุตรทั้งสามนี้ก็ยัไม่มีสามีตัวข้าพเจ้านี้หากว่าไม่สวยไม่งาม ก็แต่บุตรทั้งสามนั้น
รูปร่างสวยงามผิวพรรณผุดผ่อง การเย็บทอปักชำนาญทำได้ทุกอย่างเพราะไม่มี
บุตรชายตั้งแต่ยังเยาว์สามีข้าพเจ้าให้เรียนหนังสือจะแต่งเป็นกลอนเป็นโคลงเป็น
ฉันท์ก็ทำได้ ถึงอยู่ประเทศบ้านนอกอย่างนี้ก็จริง แต่ความรู้วิชาและการก็ริยา
มารยาทก็พอคล้ายคลึงแก่ชาวพระนคร ท่านทั้งสี่แม้ว่าสมัครรักใคร่กับด้วยข้าพเจ้า
แม่ลูกแล้ว ก็จะมีความสุขกายสุขใจอยากนุ่งก็มีนุ่งอยากกินก็มีกินเป็นที่ถาวรวัฒนา
การที่สุด จะมาคิดเห็นดีอะไรแก่หม้อบาตรเหล็กนุ่งห่มผ้าย้อมกรักอย่างนั้นจะวิเศษ
ด้วยข้ออะไรมีหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังหญิงหม้ายพูดพรรณนาดังนั้น สีหน้าสลดให้ตกใจ
หวาดเสียวสะดุ้ง ดุจทารกได้ยินเสียงฟ้าร้องไห้งม ๆ เซอะ ๆ หวั่นไหวกายสั่น
ระรัวนั่งนิ่งสะกดใจสำรวมอยู่มิได้พูดจาว่ากระไรโป๊ยก่ายนั่งอยู่บนเก้าอี้ ได้ฟังหญิงหม้ายพูดอวดความมั่งมี รูปศรีสวยงาม ๆ
ดังนั้น จิตใจให้คันเหลือจะทนได้ นั่งไม่เป็นสุขเหลียวซ้ายแลขวามือเท้าให้ไหวติง
ไปทั้งกายอดอยู่ไม่ได้ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาสะกิดพระอาจารย์ว่า นางหญิง
หม้ายทำซึ่งความดีมาผูกสมัครจะใคร่ทำไมตรี ทำไมอาจารย์จึงนิ่งทำเฉยไม่พอใจ
อย่างนั้นเล่าหลวงจีนถังซัมจั้ง ได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงหันหน้ามาตวาดด้วยเสียงอันดัง
ว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำสูรู้ไม่รู้จักอะไร อาตมาเป็นสมณะรักษาเพศบรรพชิต
ประพฤติพรตพรหมจรรย์ จะเอาความมังมีมาทำให้จิตเศร้าหมองควรอยู่หรือ จะ
เอารูปรสกลิ่นเสียงมามัดผูกเราได้หรือเขาพูดว่ากระไรก็ช่างเขาเป็นไรไยเรามิพูดไป
ช่างเขาเถิดฝ่ายนางหญิงหม้ายได้ยินพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่าคิดดูก็
น่าสงสารคนที่บวชนั้นจะมีความดีอะไรที่ไหนหลวงจีนถังซัมจังจึงถามว่า ก็ท่านสีกาโยมอยู่กับบ้านนั้นจะมีความดีอะไรเล่า
หญิงหม้ายตอบว่าขอนิมนต์ท่านนั่งฟังไว้ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟังก็ทำไมจึงจะ
ทราบได้จำจะต้องทำคำโคลงเป็นคำหนึ่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า (ซุนจ๊ายฮองเสงเตี๊ยดซิม
ล้อ) แปลว่าฤดูเดือนสามเดือนสี่เดือนห้าสวมแพรโล่ คำที่สองว่า (ที้อ้วนกิมแซเสียง
เล็กฮ้อ) แปลว่าฤดูเดือนหกเดือนเจ็ดเดือนแปดใส่แพรบางกินน้ำแช่ใบยาเย็น คำที่
สามว่า (ซิวอิ๊วชินโซเฮียงจุดจิ๋ว) แปลว่าฤดูเดือนเก้าเดือนสิบเดือนสิบเอ็ด ใส่เสื้อ
แพรจินเจาดอกกินเหล้าข้าวเหนียวหอมโอชารส คำที่สี่ว่า (ตังไล้น่วนก๊อกจุ๊ยงั่นท้อ)
แปลว่าฤดูเดือนสิบสองเดือนอ้ายเดือนยี่เข้านอนในหออุ่นเมาเพลิน คำที่ห้าว่า (สีซี้
ซิวเอ่งปัน ๆ อิ๊ว! แปลว่าสี่ฤดูประสงค์ของมีพร้อม คำที่หกว่า โป๊ยเจี๊ยดเตียนซู
เกี๊ยเกี๊ยโต) แปลว่าแปดหน้าของบริโภคมีรสมีทุกสิ่ง คำที่เจ็ดว่า (ชิมกิ้มโพหลิน
ฮวยเจ็กแม้ แปลว่าเครื่องใส่แพรสีมีต่าง ๆ กลางคืนมีไฟตามตั้งสีสว่างไสว คำที่
แปดว่า (เขี่ยงยู่เห้งเกียดเหลยมิท้อ) แปลว่าดียิ่งกว่าที่คนไปไหว้พระพุทธมิท้อ
นางหญิงหม้ายอ่านคำโคลงชี้แจงให้หลวงจีนถังซัมจั่งฟังดังนั้นแล้ว หลวงจีนถัง
ซัมจังจึงพูดว่าท่านสีกาโยมพูดดังนั้นก็ดีแต่อยู่กับบ้าน เป็นฆราวาสรับซึ่งความ
สวยงามบริโภคกามคุณสุขกายสุขตา จะนุ่งห่มก็บริบูรณ์จะกินก็เครื่องคาวหวาน
โอชารสอิ่มเอิบ บุตรสาวก็พรักพร้อมบริบูรณ์ดังนั้นเอาเป็นจริง แต่ท่านหาได้ทราบ
ในความดีของสมณกิจผู้ระงับบาปไม่ แม้ว่าพูดกันทำไมจะรู้ได้ ต้องเอาโคลงเป็น
พยานจึงจะรู้กันได้ ดังเราจะนำมากล่าวให้ท่านฟังบ้าง คำที่หนึ่งว่า (ชุดเกียหลิบจี่
ปุ่นเพียเชี้ยง) แปลว่าเข้าอุปสมบทบวชนั้นตั้งความเพียรไม่เหมือนอย่างโลก คำ
ที่สองว่า (ซีเก่าช่งเจ๊ยอินอัยต๋อง) แปลว่าสละความรักใคร่และเหย้าเรือนเคหา
คำที่สามว่า (วั่วม้วยปุ๊ดแซเอ่ยเก้าจี่) แปลว่าของนอกไม่เอาเป็นอารมณ์ตามปาก
ลิ้น คำที่สี่ว่า (ซิมตังจู้อิ๋วเอี๊ยง) แปลว่ากายตัวก็มีความสุขด้วยอากาศ คำที่ห้า
(กังฮวนเห้งมั้วเชียวกิมก่วย) แปลว่าสำเร็จความเพียรเข้าที่ระงับ คำที่หกว่า (เม่งซิม
กี้แสพั่งกู้เฮียว) แปลว่าจิตสว่างเห็นสันดานเข้าบ้านเดิม คำที่เจ็ดว่า (เส่งเจ้อต้อ
แกทัมฮวยชิด) แปลว่าดีกว่าอยู่กับบ้านกินเลือดเนื้อ คำที่แปดว่า (เหลาล้าย
จุ๊ยโล๊ะเฉ่าภ่วยลัน แปลว่าความชราก็ตกลงในถุงเน่า หลวงจีนถังซัมจังพรรณนา
ความตามในโคลงนัน ให้นางหญิงหม้ายฟังดังนัน หญิงนันมีความโกรธยิงนักจึง
พูดว่า สงฆ์ที่เขาทิ้งพูดจาไม่มีสัมมาคารวะข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านมาจากเมืองไต้ถัง
จะไล่ออกไปให้พ้นจากที่นี่ ข้าพเจ้ามีจิตจริงใจเอาเหย้าเรือนทรัพย์สมบัติเงินทอง
มาผูกพันสมัครจะใคร่เป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน นี่ท่านเอาคำหยาบคายพูดให้
ข้าพเจ้าเจ็บใจ แม้ว่าท่านเป็นผู้รักษาศีลอุปสมบทตั้งมั่นอยู่ในทางสมณกิจสึกไม่ได้
ก็ศิษย์มีเป็นสามคน จะอนุญาตให้อยู่สักคนหนึ่งก็เป็นไร นี่ท่านมาตั้งมั่นทำเอา
แต่ใจของท่านผู้เดียวไม่ผ่อนผัน เอาแต่ธรรมเนียมของท่านฝ่ายเดียวหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นนางโกรธดังนั้นก็ทำเป็นเกรง ๆ กลัว ๆ จึงร้องเรียกว่า
เห้งเจียจะให้อยู่ที่นี่จะรับหรือไม่ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคย
ธุระการบ้านเรือน ขอพระอาจารย์ให้โป๊ยก่ายอยู่เถิด โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงพูด
ว่าพี่เห้งเจียไม่ควรจะปลูกคนอย่างนั้น สารพัดการต้องผู้ใหญ่ก่อนจึงถูกต้องตาม
ธรรมเนียม หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ถ้าเห้งเจียโป๊ยก่ายไม่ยอมก็ให้ชัวเจ้งอยู่เถิด
ชัวเจ็งพูดว่าขอพระอาจารย์ได้ทราบ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์กวนอิม
ซักนำสั่งสอน และข้าพเจ้าได้รับสมาทานศีลแล้ว และสั่งให้ข้าพเจ้าติดตามพระ
อาจารย์ไป ที่ไหนจะมาหลงรักความมั่งมีนั้นได้ ถ้าโดยที่สุดตายเสียก็จะดีกว่า
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอตั้งจิตตรงไปให้ถึงประเทศไซที อันการมีจิตประมาทอย่าง
นี้ข้าพเจ้ารับอยู่ไม่ได้เป็นอันขาด หญิงหม้ายเห็นอาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนนั้นไม่มี
เครยอมอยูเปนเขยทุกคน นางมีความโกรธผุดลุกจากเก้าอีเดินเข้าในชันในแล้วปิเ
ประตู ทิงศิษย์กับอาจารย์ไว้ให้อยู่ข้างนอก นำร้อนนำชาไม่หาให้กินทั้งสินเงียง
สงัดไม่มีผู้คนออกมาโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจิตใจให้เศร้าหมอง คิดแค้นพระอาจารย์ พูดว่าพระอาจารย์
ไม่เข้าการเลย เอาการอะไรมากล่าวให้ล้างความดีของเราเสีย แม้เขาจะพูดจาว่า
กระไรก็ตามแต่ใจเขา เราคอยพูดยกยอผ่อนผันพอได้อิ่มสักมื้อหนึ่ง พอรุ่งเช้าเรา
ก็จะลาไป อันการนั้นมันก็สุดแต่เราพูดให้เสียการอย่างนี้พากันอดอยากเปล่า ๆซัวเจ๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพี่โป๊ยก่ายอยู่รับเป็นลูกเขย
ก่อนก็จะสำเร็จการทั้งสิ้นโป๊ยก่ายว่าน้องอย่าพูดปลูกคนอย่างนั้นไม่ดีเลย ซึ่งการทั้งปวงต้องให้ผู้ใหญ่
คิดผู้ใหญ่พูดจึงจะดี เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า จะต้องคิดอะไรกับ
ใครเมื่อกี้นี้เจ้าบอกแก่พระอาจารย์ให้รับเป็นสามีเขา ตัวก็ต้องรับเป็นลูกเขย
จะต้องคิดอะไรอีกเล่า และบ้านนี้ก็มีทรัพย์สินเงินทองมั่งคั่งบริบูรณ์ ทั้งเครื่อง
ภาชนะใช้สอย แม้จะแต่งงานทำขันหมากก็พอใช้ จะเลี้ยงดูข้าวของก็บริบูรณ์ตาม
แต่พวกเราจะรับซึ่งความสุขแล้ว ตัวสึกออกไปเป็นฆราวาสอยู่นั้น ก็เป็นสุขอย่าง
นี้จะมิดีกว่าพวกเราทั้งสองหรือโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงตอบว่า อันความที่พี่พูดก็จริงดังนั้น แต่
ข้าพเจ้าสละแล้วจะกลับเป็นฆราวาสอีกดูกระไรอยู่ สละลูกเมียแล้วและจะกลับ
ไปหาเมี่ยอีกเล่าซัวเจ็งถามว่าพี่เคยมีภรรยาแล้วหรือ เห้งเจียพูดว่าซัวเจ๋งยังไม่รู้ โป๊ยก่ายนี้เดิม
อยู่ที่เมืองโอซือก๊ก ดูเป็นลูกเขยของเกาท้ายกง เพราะพี่ปราบปรามจับตัวได้เธอ
รับศีล เพราะฉะนั้นจึงได้สละภรรยาตามพระอาจารย์มาจะไปไซที เพื่อนมัสการ
พระพุทธเจ้า เธอจากเมียมานานแล้ว บัดนี้มาพบปะอาหารเช่นที่เคยอย่างนี้ จึง
คิดถึงความหลัง จิตใจก็ประหวัดหวั่นไหว เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกโป๊ยก่าย
มาบอกว่า เจ้าจงเป็นลูกเขยเขาเถิด และเจ้าจงรู้จักคุณของเห้งเจียให้มาก ๆ เถิด
จงมาคำนับข้าเสียข้าจึงจะไม่ขัดคอเจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดังนั้นจึงพูดว่า เอาความอะไรมากล่าวเลอะเทอะ
อย่างนี้ แม้ถึงตัวพี่ใจอย่างนั้นก็พอใจเหมือนกัน จะเอาความชั่วมาใส่ให้แต่ข้าพเจ้า
คนเดียวอย่างไร คำโบราณท่านเปรียบว่าสมณะนั้นรูปศรีดุจปิศาจ แต่ผู้ใดเล่าจะ
ไม่มีความปรารถนา เหตุฉะนี้ผู้ใดใคร ๆ ก็พูดเอาแต่ที่ดีเอาตัวรอด อ้างความสำเร็จ
จนไม่มีน้ำร้อนน้ำชาจะกิน ทั้งข้าวปลาอาหารก็ไม่มีจะกินไต้ไฟก็ไม่มีจะจุด จนถึง
ความอดอยากก็ไม่สู้กระไรนักมาวิตกด้วยม้าไม่มีหญ้าจะกิน พรุ่งนี้จะต้องรับให้
พระอาจารย์ขี่เดินทาง จะเอากำลังที่ไหนมาเดินทางได้ จะมิต้องถึงลอกหนังม้า
ดอกกระมัง พูดดังนั้นแล้วจึงพูดว่าพี่น้องจงอยู่ที่นี่ไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปปล่อยม้าให้
ไปเที่ยวกินหญ้า โป๊ยก่ายก็ลงจากหอไปแก้ม้าจูงเดินไป เห้งเจียจึงบอกแก่ซัวเจ๋ง
ว้า น้องจงอยู่ที่นี่ เป็นเพื่อนพระอาจารย์พี่จะไปดูโป๊ยก่ายจะไปข้างไหน เห้งเจีย
ก็ออกจากหอแปลงเป็นแมลงวันบินแอบตัวโป๊ยก่ายไปมิได้รู้สึกฝ่ายโป๊ยก่ายจูงม้ามาถึงที่มีหญ้า ก็ไม่ปล่อยม้าให้กินหญ้า จูงม้าเลยไปทาง
ประตูหลังบ้านของหญิงนั้น โดยความตั้งใจจะใคร่พบแก่แม่หญิงหม้ายฝ่ายแม่หญิงหม้ายเวลานั้น กำลังพาบุตรสาวทั้งสามคนไปชมดอกไม้อยู่หลัง
บ้าน พอแลเห็นโป๊ยก่ายมา บุตรสาวทั้งสามคนก็เดินหลบเข้าไปในประตู แม่หญิง
ยืนอยู่ที่ประตูจึงถามว่าท่านจะไปไหน โป๊ยก่ายตะลีตะลานปล่อยม้าเดินมาพนมมือ.
แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าพาม้ามาจะให้กินหญ้าขอท่านแม่ได้ทราบแม่หญิงหม้ายพูดแก่โป๊ยก่ายว่า ท่านหลวงจีนถังซัมจั้งมัธยัสถ์ละเอียดนัก
อยู่ที่นี่เป็นบุตรเขยของข้าพเจ้าจะไม่ดีกว่าที่ไปประเทศไซทีหรือ ไม่ต้องหอบหิ้วให้
ลำบากกายลำบากใจโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อันที่พระอาจารย์นั้นเพราะรับ ๆ สั่งของพระเจ้า
ถังไทจงอ่องเต้ เธอหาอาจอยู่ได้ไม่ เมื่อกี้นี้ก็จะให้ข้าพเจ้าอยู่ด้วยท่านแม่คิดกัน
แล้วแต่ข้าพเจ้ายังเกรงอยู่กลัวท่านแม่จะติดว่าข้าพเจ้าปากยาวหูยาวเพราะฉะนั้น
จึงยังเห็นว่าขัดข้องอยู่แม่หญิงหม้ายได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ติเตียนอะไรดอก
เพราะจะใคร่ได้บุตรเขยไว้ในบ้านสักคนหนึ่ง แต่วิตกว่าบุตรสาวจะมีความเลือก
อย่างไรก็ยังทราบไม่ได้ ข้าพเจ้าจะไปลองบอกดูก่อนโป๊ยก่ายพูดว่า ขอท่านแม่โปรดบอกแก่แม่น้องด้วยเถิดว่า อย่าเลือกรูปร่าง
เลย แม้ว่าตัวข้าพเจ้าหยาบคายก็จริงอยู่ แต่มีวิชาหลายประการนัก จะจัดการ
บ้านเรือนนั้นได้หลายอย่างแม่หญิงหม้ายจึงถามโป๊ยก่ายว่า เจ้ามีวิชาการอย่างไรบอกให้ข้าพเจ้ารู้บ้าง
โป๊ยก่ายพูดว่า ถึงตัวข้าพเจ้ารูปร่างหยาบคายก็จริง แต่ธุระกิจการในบ้านนั้นหมั่น
อุตสาหะ แม้ไร่นาก็ไม่ต้องใช้วัวควายไถคราด คราดเหล็กของข้าพเจ้ามีอันเดียว
ก็กระทำให้สำเร็จได้ทั้งสิ้น คราวไม่มีฝนจะทำให้ฝนตกก็ได้ หากไม่มีลมจะทำให้
ลมพัดก็ได้ ถ้าตึกบ้านห้องหอต่ำแคบจะทำให้ใหญ่โตสูงกว้างก็ได้ สารพัดการก็
สำเร็จได้ทุกสิ่งทุกอย่างแม่หญิงจึงพูดว่า ถ้ามีความเพียรและมีวิชาความรู้อย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่ต้อง
กลับไปตรึกตรองปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์เสียก่อน ถ้าตกลงเรียบร้อยแล้ว
ข้าพเจ้าจะรับท่านเป็นบุตรเขยโป๊ยก่ายจึงพูดว่า ไม่ต้องตรึกตรองอะไร แม้พระอาจารย์เล่าก็มิใช่บิดามารดา
บังเกิดเกล้า ซึ่งธุระนั้นสุดแต่ใจข้าพเจ้าทั้งสิ้นไม่ต้องไปปรึกษาหารือแก่ผู้ใดอีกต่อ
ไปแล้วสุดแล้วแต่ใจข้าพเจ้าผู้เดียวแม่หญิงได้ฟังโป๊ยก่ายดังนั้น จึงพูดว่าถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว ข้าพเจ้าจะบอกให้
บุตรเขารู้ตัวเสียก่อน แล้วจึงจะค่อยจัดแจงแต่งงาน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไป
ข้างในงับประตูหลังบ้าน โป๊ยก่ายก็ไม่พาม้าไปให้กินหญ้ากลับจูงม้ามาข้างหน้าหอ
โป๊ยก่ายหาได้รู้สึกว่าเห้งเจียตามไปฟังความรู้หมดสิ้นทุกประการแล้วไม่เห้งเจียเมื่อตามไปฟังทราบความตลอดแล้ว ก็กลับมาแจ้งความแก่หลวงจีน
ถังซัมจังว่า โป๊ยก่ายจูงม้ากลับมาแล้ว หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามโป๊ยก่ายว่า เอา
ม้าไปปล่อยให้กินหญ้าแล้วหรือโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดกระทบดังนั้นก็คิดว่าการลับของเราคงมีผู้รู้แล้ว ให้คิด
ละอายแก่ใจยิ่งนักนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ สักครู่หนึ่งก็ได้ยินประตูข้างเปิด แลไปก็เห็น
นางหญิงหม้ายพาบุตรสาวเดินออกมามีคนถือโคมนำหน้าออกมา หอมกลิ่นระรื่น
ครั้นเดินมาถึงที่หน้าหอนั่งแม่หญิงหม้ายจึงบอกบุตรสาวทั้งสามว่า ให้ไหว้คำนับ
หลวงจีนถังซัมจั้งและเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง บุตรสาวทั้งสามคนได้ยินมารดาบอก
ดังนั้นก็ยืนรายกันทั้งสามคนคำนับไหว้ พิจารณาลักษณะรูปร่างนางทั้งสามคนนั้น
ดุจดังว่านางฟ้าลงมาดิน ยากที่จะหานางใดในมนุษยโลกนี้มาเปรียบเทียบได้ฝ่ายอาจารย์สานุศิษย์ทั้งสามสี่คนนั้น ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเมินหน้าไปเสียทาง
อื่น มิได้รับรอง โต้ตอบประการใด แต่โป๊ยก่ายเมื่อแลเห็นนางทั้งสามคน มีศิริรูป
โสภาผ่องใสงดงามดังนั้น ในดวงจิตก็ประหวัด มีความกำหนัดในรูปเกิดขึ้น จิตใจ
ก็ให้งวยงง ร่างกายก็กำเริบหวั่นไหว จึงเอื้อนโอษฐ์ออกสุนทรวาจาเสียงเบา ๆ ว่า
ลำบากแก่ท่านมารดาต้องพนางฟ้าลงมาดิน เชิญขอให้แม่น้องผู้รูปงามทั้งสาม
กลับเข้าไปเถิดนางทั้งสามเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นแล้ว ก็คำนับกลับเข้าไปข้างใน เอา
โคมเต็งลั้งไว้คู่หนึ่งฝ่ายแม่หญิงหม้ายจึงถามว่า ท่านผู้ใดจะพอใจเป็นบุตรเขยข้าพเจ้าก็ขอเชิญ
เถิดซัวเจ๋งได้ยินนางถามดังนั้นจึงตอบว่า ได้จัดเรียบร้อยแล้วคือแช่ตือชื่อโป๊ยก่าย
นั้นแหละจะให้เป็นบุตรเขยโป๊ยก่ายได้ยินชัวเจ๋งพูดดังนั้นจึงพูดว่า พี่น้องอย่าเหมาให้เราดังนั้นจะต้องคิด
ไตร่ตรองกันก่อนจึงจะชอบเห้งเจียพูดว่ายังจะไตร่ตรองอะไรต่อไปอีกเล่า ข้างหลังบ้านได้นัดแนะพูดจา
กันไว้แล้วก็เป็นที่ตกลงกันแน่นอนแล้วน่ะซี อาจารย์เป็นเจ้าสาวข้าพเจ้าเป็นเจ้าบ่าว
ให้ชัวเจ๋งเป็นเถ้าแก่ ไม่ต้องหาฤกษ์วันคืนอะไรแล้ว วันนี้ก็เป็นวันธงชัยได้ฤกษ์ดีแล้ว
ควรจะแต่งงานวิวาห์มงคลอยู่กินด้วยแล้ว โป๊ยก่ายไปไหว้อาจารย์แล้วจะได้ส่งตัว
เข้าไป โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อย่าทำเล่น ๆ ดังนั้นไม่สำเร็จเอาที่ไหนมา
ยังไม่ทันไรก็จะเอาลงเป็นที่แน่นอนอย่างนี้ไม่ได้เห้งเจียจึงพูดว่าทำไมจะไม่สำเร็จเล่า เจ้ากับแม่หญิงได้ยินยอมตกลงกันแล้ว
ทำไมจึงว่าไม่สำเร็จ เจ้าจงรีบเร็ว ๆ ไปด้วยนาง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว ก็เข้ามา
จับมือโป๊ยก่ายจูงมาให้นางแม่หญิงหม้ายแล้วพูดว่า คนนี้คือบุตรเขยท่าน ท่านจง
พาไปจัดแจงแต่งเถิดฝ่ายนางแม่หญิงหม้าย เห็นเห้งเจียมอบตัวโป๊ยก่ายมาให้แล้ว นางก็รับพา
โป๊ยก่ายไปฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อเห้งเจียมอบตัวให้ตามนางแม่หญิงหม้ายไปเวลานั้น ร่างกาย
ให้ไหวติงไปทั้งตัวมีความยินดียิ่งนัก ก็เดินตามนางเข้าไปข้างใน นางหญิงหม้าย
จึงเรียกเด็กคนใช้ให้เอาเครื่องแจน้ำร้อนน้ำชาไปเลี้ยงเห้งเจียกับซัวเจ๋งข้างนอก
แล้วเรียกพวกทำเครื่องโต๊ะให้ตระเตรียมจัดแจงทำเครื่องโต๊ะในการวิวาห์มงคลใน
เวลาพรุ่งนี้ ครั้นนางสั่งการเสร็จแล้วก็พาโป๊ยก่ายเดินไปฝ่ายพระอาจารย์กับศิษย์ทั้งสามนั่งอยู่ข้างนอก ครั้นเสร็จธุระแล้วก็พากัน
หลับนอนตามสบายเมื่อโป๊ยก่ายเดินตามแม่หญิงเข้าไปนั้น เห็นหอห้องเป็นชั้นเรียบร้อยเรียงราย
มากมาย จึงถามว่าท่านมารดาในชั้นี้เห็นเป็นห้องหอและมีประตูเป็นชั้นๆ นั้น
จะเป็นห้องสำหรับใส่อะไรไว้หรือนางบอกว่านี่ไว้สำหรับใส่ของกินและเครื่องใช้ต่าง ๆ โป๊ยก่ายจึงชมว่า บ้าน
ผู้ดีแท้ ๆ เดินไปอีกก็เลี้ยวมุมตึกข้างนั้นมีทางเดินไป จึงมาถึงตึกใหญ่ แม่หญิง
หม้ายพาโป๊ยก่ายเดินตรงขึ้นบนเต้งสูง ครั้นถึงนางจึงบอกโป๊ยก่ายว่า เมื่อกี้นี้เห้ง
เจียพี่ของเจ้าบอกว่าวันนี้เป็นวันธงชัย ก็เป็นการด่วนจัดแจงไม่ทัน เจ้าจงไหว้พอ
เป็นกิริยาแล้วจึงได้เข้าร่วมห้องโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นนึกดีใจก็ทำตาม จึงจุดธูปเทียนมาปักโต๊ะเทวดาและปู่ย่า
ตาตาย แล้วคำนับไหว้ตามธรรมเนียม ครั้นเสร็จแล้วจึงมาไหว้แม่ยาย แล้วโป๊ย
ก่ายจึงถามว่า ท่านมารดาจะให้บุตรคนไหนเป็นภรรยาข้าพเจ้าเล่านางจึงตอบว่า แม่นี้ยังมีความสงสัยอยู่ ด้วยคนทั้งสามนี้จะมีความเสียใจ
บ้างดอกกระมัง จะยกคนใหญ่ให้คนกลางคนเล็กจะเสียใจ จะยกคนกลางให้คน
ใหญ่คนเล็กจะเสียใจ จะยกคนเล็กให้คนใหญ่คนกลางจะเสียใจ เพราะฉะนั้นจึง
เป็นความลำบากอยู่ยังไม่แน่ลงไปได้โป๊ยก่ายว่า ถ้ากระนั้นท่านมารดาโปรดยกให้เสียทั้งสามคนก็แล้วกัน ไม่ต้อง
วุ่นวายอะไรเลย นางจึงพูดว่าทำอย่างนั้นจะมิเสียธรรมเนียมไปหรือ บุตรเขยคน
หนึ่งจะเอาบุตรสาวสามคนนั้นไม่ได้ โป๊ยก่ายว่าท่านพูดดังนั้นก็ทีท่านเป็นขุนนาง
หรือผู้มีทรัพย์ บ้านเรือนใหญ่โต เขามีเมียมาก ๆ ก็มีอยู่ถมไปจะผิดชอบอะไรไป
ตัวข้าพเจ้าตั้งแต่ยังเล็กเคยไปเรียนวิชาแปลงกายได้ ถึงจะมีภรรยาหลายคนก็จะ
ผ่อนผันให้พอใจได้ทุก ๆ คน นางจึงพูดว่าทำอย่างนั้นก็ไม่ดี แม่มีผ้าแพรขาวผืน
หนึ่ง เจ้าเอาปิดตาปิดหูเสีย แล้วเสี่ยงทายให้หญิงทั้งสามนั้นมายืนตรงหน้าเจ้า
ถ้าเจ้าจับถูกคนใดแม่จะยกคนนั้นให้เป็นภรรยาโป๊ยก่ายได้ฟังแม่ยายพูดดังนั้นก็นึกดีใจ จึงรับเอาผ้าแพรขาวมา แล้วก็คลุม
หัวปิดตาปิดหูเสร็จแล้วก็ร้องบอกว่า ขอท่านมารดาได้บอกแม่น้องให้มายืนอยู่
ตรงหน้าข้าพเจ้าเถิด นางจึงร้องบอกบุตรสาวทั้งสามว่าเจ้าจงออกมาให้เขาเสี่ยง
ทายเถิด เมื่อเป็นบุญของใครแม่จะได้ยกให้มีผัว นางทั้งสามได้ฟังมารดาสั่งดังนั้น
ต่างก็พร้อมกันออกมายืนอยู่ โป๊ยก่ายได้กลิ่นหอมมาเข้านาสิกก็รู้ว่านางทั้งสาม
ออกมายืนอยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้าไปใกล้คว้าซ้ายคว้าขวาไล่จับก็มิได้ถูกต้องนาง
คนใด จนหน้าตาโดนประตูและหน้าต่างฝาผนัง ตาหูปากคางฟกบวม จับใครก็
ไม่ได้แต่สักคนเดียว จนไปโดนบานประตูหกล้มลงนั่งอยู่กับพื้น แล้วร้องบอกว่า
บุตรสาวของท่านมารดาวิ่งเร็วนักจับไม่ได้จะทำอย่างไรดีนางแม่ยายเห็นดังนั้น จึงมาแก้ผ้าที่ผูกตาออกเสียแล้วพูดว่าไม่ใช่นางน้องทั้ง
สามนั้นวิ่งเร็ว เพราะเขาเป็นผู้ดีจึงหลบหลีกไม่กล้าให้เจ้าจับตัวได้ เขาจะไม่ยอม
เป็นภรรยาเจ้า โป๊ยก่ายจึงว่า ถ้านางทั้งสามเขาไม่ยอมเป็นภรรยาข้าพเจ้าแล้ว
ท่านแม่ยอมก็ใช้ได้เหมือนกัน ท่านแม่ยายจึงพูดว่า ลูกเขยอะไรอย่างนี้จึงจะคิด
เล่นแม่ยายเล่า เห็นไม่สมควรจะคิดเลย นางจึงพูดว่าบุตรสาวทั้งสามคนนี้มีฝีมือ
ได้ปักเสื้อประดับด้วยพลอยต่าง ๆ สี งามที่สุดมีอยู่คนละตัว แม้ว่าเจ้าใส่ได้สม
ตัวเสื้อตัวใดแล้ว จะยกคนนั้นให้แก่เจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า ถ้ากระนั้นขอท่านแม่เอาเสื้อออกมาข้าพเจ้า
จะลองใส่ดู แม่ยายจึงเดินเข้าไปข้างในหยิบเสื้อออกมาตัวหนึ่ง ส่งให้โป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายก็รับเอาเสื้อมาแล้วก็เปลื้องเสื้อเดิมออกเสีย เอาเสื้อใหม่สวมตัวเข้าลองใส่ดู
พอยกเสื้อสอดมือทั้งสองเข้าไปในแขนเสื้อ เสื้อกลายเป็นเชือกมัดผูกไว้ทั้งมือและ
เท้า โป๊ยก่ายก็ล้มกลิ้งลงกับพื้น มีความเจ็บปวดเป็นอันมาก หญิงก็อันตรธาน
สูญหายไปฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งกับเห้งเจีย ซัวเจ๋งนอนอยู่ที่หน้าหอนั่ง พอรุ่งสว่างตื่นขึ้น
เหลียวซ้ายแลขวา ก็มิได้เห็นบ้านเรือนและห้องหอ นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลวง
จีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเรียกเห้งเจียกับซัวเจ็งให้ตื่นขึ้น ชัวเจ๋งจึงถาม
เห้งเจียว่า พวกเราเห็นจะถูกปิศาจอสุรกายหลอกลวงดอกกระมัง จึงได้เป็นประ
หลาดอัศจรรย์ดังนี้เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เข้าใจแน่ จึงหัวเราะแล้วพูดว่า ซึ่งบังเกิด
มีป่าไม้อยู่อย่างนี้ ไม่รู้ว่าอ้ายสัตว์กินรำมันจะไปต้องโทษอยู่ที่ไหนหลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า โป๊ยก่ายจะต้องโทษด้วยเหตุอะไร เห้งเจียจึงพูดว่า
เมื่อวานนี้มีห้องหอตึกบ้านและมีหญิงหม้ายหญิงสาวนั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นพระ
โพธิสัตว์พระองค์ใดมาบันดาลแปลงกายพอครึ่งคืนก็อันตรธานไปเสีย ถ้ากระนั้น
ก็เห็นว่าโป๊ยก่ายคงจะต้องทรมานอยู่เป็นแน่แล้วหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ยกมือนมัสการเนืองไป บัดเดี้ยวแล
ไปข้างริมต้นไม้สน เห็นกระดาษตกลงมายังพื้นดิน ซัวเจ๋งก็วิ่งไปเก็บมาอ่านดู
ในกระดาษนั้นมีคำโคลงเขียนด้วยอักษรจีนอยู่แปดบท เป็นคำอรรถว่า (ลี่ซัวเล่า
โป๊ปุ้ดซื้อฮ้อม) แปลว่าเจ้าแม่เล่าโป๊ไม่ใช่รักทางโลก คำที่สองว่า น้ำไฮ้กวนอิมลง
มาจากเขาแปลว่าพระโพธิสัตว์เสด็จมาจากเขาน่ำไฮ้ คำที่สามว่าบุญชู้เท้าเฮี้ยน
กายสี้แปะ แปลว่าพระโพธิสัตว์ทั้งสองแปลงกายมา คำที่สี่ว่า ห่วยเซ้งมุ้ยนิ้งต้อ
ลีมตัง แปลว่าพระโพธิสัตว์ทั้งสามแปลงเป็นนางรูปสวย คำที่ห้าว่าเซ้งเจงพ้ามเป๊าะ
เสียนกีเตีย แปลว่าจะมาลองใจหลวงจีนถังซัมจั่งว่าจะมั่นคงเพียงไร คำที่หกว่า
โป๊ยก่ายทามเอิ้มเหลียกแสง้วน แปลว่า โป๊ยก่ายนั้นจิตมากด้วยความกำหนัด คำ
ที่เจ็ดว่า ส่งี้เช้ยซิมซูเก๊ยก่วย แปลว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปภายหลังให้ขมาโทษอย่าได้
คิดต่อไป คำที่แปดว่า หยอดแซต๊ายมั่นโล่โต้ลั้น แปลว่า แม้มีความเกียจคร้านไป
ข้างหน้าจะมีความลำบากมากเมื่อเวลาลูกศิษย์กับอาจารย์กำลังดูคำโคลงอยู่นั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่า พระ
อาจารย์ช่วยข้าพเจ้าด้วยสักครั้งหนึ่งเถิด ต่อไปข้าพเจ้าไม่กล้ากระทำอีกแล้วพระอาจารย์ถังซัมจั้งจึงถามว่า เสียงที่ร้องเรียกนั้นเสียงโป๊ยก่ายมิใช่หรือ ซัว
เจ๋งบอกว่าใช่ เห้งเจียบอกแก่ซัวเจ๋งว่า ช่างเขาอย่าเป็นธุระถึงเขาเลยพวกเรา
จัดแจงไปเถิด หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า แม้โป๊ยก่ายมีความโฉดเขลาดังนั้นก็จริงอยู่
แต่ต้องเห็นแก่พระโพธิสัตว์ ต้องช่วยแก้สักครั้งหนึ่งก่อนซัวเจ็งยกหาบใส่บ่า เห้งเจียจูงม้านำหน้าพระอาจารย์เดินเข้าไปยังพุ่มไม้ใน
ป่ารกค้นหาโป๊ยก่าย แหวกหญ้าบุกรกเข้าไปบัดเดี้ยวก็แลเห็นโป๊ยก่ายถูกมัดอยู่
บนต้นไม้ เสียงร้องครางไม่หยุด เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ทำแกล้งพูดเยาะว่า โป๊ย
ก่ายลูกเขยป่านนี้ยังไม่มาเคารพนบนอบวงศ์เพื่อนฝูงทั้งหลาย และทำไมจึงไม่มา
บอกให้พระอาจารย์ยินดีบ้างเล่า ขึ้นไปนอนอยู่บนที่ตึกสูงตามสบายใจ ได้ดีแล้ว
ก็ไม่ทักไม่ทายกันบ้างเลย จะลืมกันเสียที่เดียวหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูด
เยาะเย้ยดังนั้น ให้มีความละอายเป็นที่สุดสู้อุตสาห์กัดฟันไม่ร้องครางฝ่ายซัวเจ็งยืนอยู่ข้างนั้น เห็นโป๊ยก่ายถูกมัดมีความเจ็บปวดครางอยู่ดังนั้น
ก็นึกสงสารจึงขึ้นไปแก้มัดให้โป๊ยก่ายแล้วก็พากันลงมา จึงมีคำกลางว่ารูปศรีอัน
งามดุจอาวุธอันบุคคลไว้สำหรับฆ่าตัวเอง ความกำหนัดโลภหลง จะต้องด้วยภัย
อันใหญ่หญิงแรกรุ่นกำดัด ดุจยักษ์และปิศาจรากษสอันร้ายแรงฉะนั้นโป๊ยก่ายครั้นชัวเจ๋งแก้มัดให้ลงมาถึงแผ่นดินได้แล้วก็จุดธูปนมัสการขมาโทษ
เห้งเจียถามว่ารู้ว่าโพธิสัตว์องค์ใดแกล้งแปลงมาหรือไม่โป๊ยก่ายบอกว่า ข้าพเจ้า
ต้องมัดเจ็บปวดมืดมัวหารู้ว่าองค์ใดไม่ เห้งเจียจึงหยิบกระดาษที่เก็บได้นั้นมาส่งให้
โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายรับกระดาษมาดูก็รู้ชัดว่าพระโพธิสัตว์แปลงกายมา ยิ่งมีความ
อดสูแก่ใจหาที่เปรียบมิได้ ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วพูดว่านี่โป๊ยก่ายมีนิสัยอันใหญ่ได้
ร่วมญาติกันกับพระโพธิสัตว์ทั้งสี่องค์โป๊ยก่ายจึงพูดว่า ตั้งแต่นี้ไปน้องอย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปต้องตั้งจิตหาบ
หามตามพระอาจารย์ไปกว่าจะสำเร็จการเถิด หลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูด
ดังนั้นจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็สมควรแล้วเห้งเจียเห็นการเรียบร้อยแล้วจึงเดินนำหน้าพากันออกเดินมายังทางใหญ่
หมายระยะทางตรงไปยังทิศปราจีน ครั้นเดินตามระยะทางตามแนวป่าเช้าค่ำก็
พักนอน วันหนึ่งเดินมาตามทางแลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่มีต้นไม้ขึ้นเป็นช่อชั้น
งาม บนยอดเขามีเมฆห้อมล้อมมีรัศมีต่าง ๆ อาจารย์กับศิษย์เดินพลางชมพลาง
หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นก็มีความรื่นเริง จึงพูดว่าเราข้ามเขาข้าม
น้ำมาก็มากแล้ว ยังไม่เห็นเหมือนภูเขานี้ พิเคราะห์ดูชัยภูมิงดงามยิ่งกว่าทุกเขา
เห็นจะใกล้เขตวัดลุ่ยอิมยี่ดอกกระมัง เราทั้งหลายจงตั้งจิตสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย
จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า จะเร็วดังนั้นทีเดียวหรือ
ซัวเจ๋งจึงถามเห้งเจียว่าวัดลุ่ยอิมยี่นั้นหากพวกเราจะไปนั้น หนทางจะไกลใกล้
ประมาณสักเท่าใด เห้งเจียตอบว่าหนทางนั้นหมื่นแปดพันโยชน์สิบส่วนเรามายัง
ไม่ได้หนึ่งส่วนโป๊ยก่ายถามว่าหากจะไปนั้นสักกี่ปีจึงจะถึง เห้งเจียตอบว่าถ้าน้องทั้งสองไป
สิบวันจึงจะถึง ถ้าพี่จะไปวันหนึ่งไปมาห้าสิบรอบก็ยังเห็นแสงตะวันไม่ค่ำ ถ้าเปรียบ
พระอาจารย์ไปเมื่อไรจะถึงอย่าเพ่อคิดเลยหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ถ้าเห้งเจียพูดดังนั้นก็เมื่อไรจึงจะถึงเล่า เห้งเจีย
ตอบว่าเปรียบพระอาจารย์ไปนั้นตั้งแต่เล็กจนแก่อย่างนี้พันหนก็ยังไม่ถึง หากพระ
อาจารย์มีมูลสันดานผ่องใสบริสุทธิ์ ชั่วระลึกหยุดก็ถึงที่เขาเล่งซัวนั้นเองซัวเจ๋งจึงถามว่าแม้ตำบลนี้มิใช่วัดลุ่ยอิมยี่พิจารณาดูในแห่งนี้ก็จะเป็นสถานที่
ของผู้วิเศษจะอาศัยอยู่ดอกกระมัง เห้งเจียว่าน้องเห็นความดังนั้นก็จะเป็นได้บ้าง
เห็นเกือบจะถูกต้อง สมควรจะเป็นสำนักของผู้วิเศษจริงไม่กระนั้นก็จะเป็นสำนัก
เซียน และอิสีดาบสอยู่เป็นแน่ พวกเราค่อย ๆ เดินพิศดูเล่นจะกล่าวมูลเหตุของภูเขานี้ มีนามเรียกว่าเขาบ้วนซิ่วซัวบนเขานั้นมีสำนักเรียก
ว่า เหงาจึงกวนสำนัก สำนักนีมีเซียนฤๅษีองค์หนึ่งนามเรียกว่า ตินหงวนจื้อใน
ภูมิทีนัน เกิดของวิเศษอยู่สิงหนึ่งของสิงนีคือตังแต่เริมตังโลกยังไม่ปันฟ้าปันดิน ก็
บังเกิดมีของกายสิทธิ์อย่างนี้ คือในใต้หล้านี้ทั้งสี่ทวีปปมีแต่อุดรทวีปนั้นแรกมีต่อ
มามีชมพูทวีปต่อที่หลัง นามของวิเศษนั้นเรียกว่า เช้าฮ่วนตันคือยาวิเศษและเรียก
ยิ่นเซียมก๊วย คือมีต้นเกิดผลเป็นรูปคล้ายคน จะเรียกมรรคลีผลก็ได้ สามพันปีจึง
จะออกดอกอีกสามพันปีจึงจะตั้งผล อีกสามพันปีจึงจะสุก รวมหมื่นปีจึงบริบูรณ์
กำหนดมีเฉพาะสามสิบผล ผลนั้นคล้ายแก่ทารกพึ่งจะออกจากครรภ์มารดา สาม
วันผลนั้นเป็นเบญจสาขาบริบูรณ์ แม้ผู้ใดมีนิสัยได้ดมกลิ่นทีหนึ่งอายุยืนสามร้อย
หกสิบปี แม้ได้กินผลหนึ่งอายุยืนสี่หมื่นเจ็ดพันปี แต่เมื่อเวลาวันนั้นติ๋นหงวนได้
เซียนฤๅษีอาจารย์ใหญ่มีกิจธุระด้วยหงวนซุ้ยเทียนจุนพรหมใหญ่ เชิญไปฟังธรรม
บนวิมานหมี่หลอสวรรค์ ติ๋นหงวนไต้เซียนนั้นสั่งสอนสานุศิษย์แพร่หลายเหลือที่
จะคะเนนับ ในเวลานั้นยังมีอยู่สี่สิบแปดคน ๆ นี้ได้สำเร็จมรรคของเซียนโดย
เชี่ยวชาญ ในเวลานั้นติ้นหงวนอาจารย์ใหญ่พาสานุศิษย์สี่สิบแปดคนนั้นไปยังสวรรค์
เมื่อจะไปนั้นให้ศิษย์สองคนอยู่เฝ้าสำนัก ชื่อเชงฮองคนหนึ่ง ชื่อเม้งง้วยคนหนึ่ง
เชงฮอง อายุได้พันสามร้อยยี่สิบปี เม้งง้วยอายุได้พันสองร้อยปี ไต้เซียนติ๋นหงวน
ใกล้จะไปได้สังสอนสานุศิษย์เชงฮองเม่งง้วยไว้ว่า วันมะรืนนี้คนชอบแก่ข้าพเจ้า
จะมาทางนี้คือเป็นสมณะสงฆ์อยู่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง นามเรียกว่าถังซัมจัง เธอ
รับ คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปมัชเิมประเทศ เพื่ออาราธนา
พระไตรปิฎกธรรม เมื่อเธอมาถึงนี่ตัวทั้งสองอย่าได้เกียจคร้าน จงเชื้อเชิญให้
หยุดพักแล้วไปเก็บผลยิ่นเซียมบนต้นลงมาถวายให้เธอฉันสองผลเชงฮองเม่งง้วยทั้งสองจึงพูดว่าคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่าความปฏิบัติไม่เหมือน
กันอย่าได้ร่วมคิด ก็นี่เป็นสมณะจะมาเป็นสมัครพรรคพวกได้หรือติ้นหงวนผู้อาจารย์ได้ฟังเชงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้นจึงพูดว่าท่านทั้งสองไม่รู้เหตุ
ผลด้วยเดิมพระถังซัมจังนั้นเมื่อครั้งพระพุทธองค์ประชุมเลี้ยงมหาสังฆทานนั้น
ตั้งแต่นันมาจนบัดนี่นับได้ห้าร้อยปีแล้ว๖ เมื่อครังเธอเป็นโพธิสัตว์บัดนีเธอกลับ
ชาติมาเป็นสมณะสงฆ์ แม้เธอมาถึงเอาผลยิ่นเซียมถวายให้เธอ จงระวังระไวอย่า
ให้สานุศิษย์ของเธอรู้เหตุการณ์เชงฮองเม่งง้วยได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้นก็เคารพรับคำสั่ง แล้วไต้เซียนติ๋นหงวน
ก็พาสานุศิษย์สี่สิบแปดคนเหาะขึ้นบนสวรรค์ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจังเดินมากับด้วยสานุศิษย์ทั้งสามคน พิจารณาดูเพิงผาโขด
เขาคีรีบัดเดี้ยวก็เห็นมีต้นไม้สนที่พื้นลานดูร่มรื่นเป็นที่ชัยภูมิสงัดเงียบสำหรับระงับ
ใจให้มีความสุขเย็นใจดุจผู้ปฏิบัติ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงลงจากม้า แลไป
เห็นมีแผ่นศิลาจารึกอักษรใหญ่สิบตัว คือ (บ่วนซิ่วซ้วฮกตี้เหงาจึงกวนต้องเทียน)
แปลว่าเขาบ่วนซิ่วที่ชัยภูมิสำนักเหงาจึงกวนถ้ำฟ้าหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงบอกแก่ศิษย์ว่า ที่นี้เป็นที่สำนักงดงามพวกเรา
เดินเข้าไปดูเล่น เห้งเจียพูดว่าเห็นจะดีแล้วศิษย์กับอาจารย์ก็พากันเดินเข้าไปยัง
ประตูมองขึ้นไปดูที่สองข้างประตูมีหนังสือเหลียนเขียนไว้ข้างละเจ็ดตัว คำหนึ่งว่า
เชียงแซปุ๊ดเหลาสินเซียนรู้ แปลว่า อายุยืนไม่แก่ที่เทวดา คำสองว่าอื่อเทียนตั้ง
ซิวเต๋งยิ้นแกยืนนานเสมอฟ้าหรือสี่มรรคเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่า พวกฤๅษีเหล่านี้พูดอวดตัวมากนัก
ข้าพเจ้าเบื่อหูเมื่อข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์ที่มหาพรหมท้ายเสียงเล่ากุนก็ยังไม่เคยฟัง
พูดอวดใหญ่โตอย่างนี้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินเข้าไปข้างในประตูมองเข้าไป
เห็นมีหนุ่มน้อยสองคนเดินออกมา พิเคราะห์ดูรูปร่างงามแปลกประหลาดกว่าคน
ธรรมดาทั้งหลาย หนุ่มน้อยนั้นคือเชงฮองเม่งง้วย เธอทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ยกมือ
ขึ้นคำนับพูดว่า ขอนิมนต์ท่านอาจารย์เข้ามาพักข้างในหลวงจีนถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีพากันเดินตามหนุ่มน้อยทั้งสอง
เข้าไปยังสำนัก ครั้นถึงเชงฮองเม่งง้วยจึงเชิญหลวงจีนถังซัมจังให้นั่งที่อันสมควร
แล้วยกน้ำร้อนน้ำชามาถวายหลวงจีนถังซัมจั้งแลขึ้นไปบนที่บูชา เห็นมีอักษรใหญ่สองตัวคือ (เทียนตี้) แปลว่า
ฟ้าดิน และมีเครื่องตั้งประดับประดาเป็นชั้น ๆ หลวงจีนถังซัมจังจึงลุกเดินเข้ามา
จุดรูปบูชา แล้วกลับมานั่งจึงถามเชงฮองเม่งง้วยว่าที่สำนักนี้เป็นสุขุมระงับเย็น
ดุจที่เมืองพระพุทธเจ้าอยู่ ทำไมไม่เห็นบูชาพรหมซัมเชงและเทพยดาดาวทั้งหลาย
บูชาแต่อักษรสองตัว ฟ้ากับดินเท่านั้นเองเชงฮองเม่งง้วยได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั่งถามดังนั้นหัวเราะแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้า
ไม่ปิดบังท่านอาจารย์ อาจารย์ของข้าพเจ้าท่านบูชาอักขระฟ้าดินสองตัวนี้ เป็น
ที่สุดยอดแล้ว พรหมและเทพยดาเทพารักษ์หรือดาวทั้งหลายไม่อาจรับการบูชา
ของอาจารย์ข้าพเจ้าได้เพราะอาจารย์ของข้าพเจ้าออกจากที่อันฉลาดเฉลียวแล้ว
หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า อันฉลาดเฉลียวนั้นเป็นใจความอย่างไรเชงฮองเม่งง้วยตอบว่า พรหมซัมเชงเป็นเพื่อนของพระอาจารย์ข้าพเจ้า เทวดา
เทพารักษ์เจ้าและดาวทั้งหลายเป็นที่ชอบกับอาจารย์ของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึง
ไม่อาจรับเครื่องสักการบูชาของอาจารย์ข้าพเจ้าเห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้น ได้ยินเซงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้นก็หัวเราะออกงอ ๆ แล้ว
จึงพูดว่า ข้าพเจ้าเข้าใจกำจัดซึ่งภูตผีปิศาจทั้งหลาย ฟังดูหนุ่มน้อยเด็กทั้งสองคนนี้
เข้าใจพูดอ้อมค้อม หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า บัดนี้อาจารย์ของท่านทั้งสองไป
ข้างไหนเชงฮองเม่งง้วยตอบว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้านั้นท่านพรหมง่วนซุ้ยเทียนอุน
เชิญขึ้นไปบนสวรรค์ ยังวิมานหมี่หลอฟังวิสัชนาธรรม เห้งเจียได้ฟังเชงฮองเม่งง้วย
บอกดังนั้นก็หัวเราะใหญ่ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงบอกสานุศิษย์ให้ออกไป
หาเตาจะได้หุงต้ม เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น ก็พากันออกมาที่หอ
กลางไปข้างห้องหออาศัย ที่โรงครัวจัดแจงหุงต้มฝ่ายเชงฮองเม่งง้วย จึงถามว่าท่านอาจารย์คือเป็นพระที่อยู่เมืองจีน ชื่อถัง
ซัมจังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกใช่หรือไม่ หลวงจีนถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพ
นี้แล คือพระถังซัมจั่ง เหตุใดท่านทั้งสองจึงรู้จักชื่ออาตมภาพเล่า เชงฮองเม่งง้วย
จึงบอกว่า อาจารย์ของข้าพเจ้า เมื่อท่านจะไปได้สั่งไว้ว่า ท่านอาจารย์จะมาถึงที่นี่
สั่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองนิมนต์ท่านพักก่อน ขอท่านอาจารย์ได้นั่งคอยข้าพเจ้าจะไป
เก็บผลไม้เล็กน้อยมาถวาย เซงฮองเม่งง้วยก็คำนับลาเข้าไปในห้อง หยิบไม้ขอทอง
เอาแพรปูรองถาดครั้นแล้วคนทั้งสองก็พากันออกจากห้อง เดินตรงไปยังสวนดอกไม้
ข้ามพ้นสวนดอกไม้ไปบัดเดี้ยวก็มาถึงที่ต้น เยิ่นเซียมก๊วย) เชงฮองก็ปืนขึ้นไปบน
ต้น เอาไม้ตะกร้อทองเกี่ยวผลยิ่นเซียมสองผลขยับสั่น ผล (ยิ่นเซียมก๊วย) ก็หล่น
ลงมาในตะกร้อ เม่งง้วยเอาถาดรองรับไว้ในถาดแล้วคนทั้งสองก็พากันเดินกลับมา
ยังสำนัก จึงนำถวายหลวงจีนถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าที่สำนักนี้ไม่มีสิ่งใดจะถวายมีแต่
ผลไม้เล็กน้อยอย่างนี้ นิมนต์ท่านฉันพอเป็นยาวชีวิตหลวงจีนถังซัมจั้งแลไปในถาด จิตใจให้ไหวสั่นถอยหลังออกมาสามก้าวแล้ว
พูดว่า ปีนี้ไร่นาข้าวปลาก็บริบูรณ์ ทำไมตำบลนี้แห้งแล้งหรือ จึงเอาเด็กพึ่งคลอด
ได้สามวันมาให้อาตมาฉัน จะควรหรือ เชงฮองได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั้งพูดดังนั้น
และทั้งมีก็ริยาสะดุ้งหวาดไม่รู้จักของวิเศษ เม่งง้วยเห็นดังนั้น จึงเดินเข้ามาใกล้
บอกว่าท่านอาจารย์ยังไม่ทราบ ผลไม้นี้นามเรียกว่า ยิ่นเซียมก๊วยผลนั้นเกิดอยู่
บนต้นหลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่า ท่านทั้งสองทำไมจึงพูดไพล่เผลอดังนั้นเล่า ต้นไม้
จะมาเกิดเป็นคนมีหรือ จงเอาไปเสียเถิดอาตมาฉันไม่ได้ เชงฮองเม่งง้วย ฟังหลวง
จีนพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงยกถาดผลไม้กลับเข้าไปในห้อง เชงฮอง
เม่งง้วยจึงพูดว่า ผลไม้นี้จะไว้ช้าไม่ได้จะเสียกินไม่ได้ เราทั้งสองแบ่งกันคนละผล
พูดแล้วก็ต่างคนกินคนละผล เชงฮองเม่งง้วยนั่งกินผลไม้อยู่ในห้อง ฝาห้องติดกับ
โรงครัว โป๊ยก่ายกำลังหุงต้มอยู่ในครัวได้ยินเชงฮองเม่งง้วย กระซิบพูดกันเมื่อตะกี้
เอาไม้ขอและถาดไปใส่อะไรที่ไหน และได้ยินว่าพระถังซัมจั้งไม่กล้ากินผลยิ่นเซียม
ก๊วย คนทั้งสองเอากลับไปในห้องแบ่งกันกินเสีย โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นน้ำลายไหล
โดยความที่อยากกิน ทำไมเราจะได้สักผลหนึ่งมากินแก้อยาก ตัวเองก็ยังกังวล
หุงต้มอยู่ไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใด จึงนั่งคอยเห้งเจียมาจะได้ปรึกษากัน บัดเดี๋ยว
เห้งเจียก็จูงม้ามาผูกที่โคนต้นไม้ แล้วก็เดินเลยไปข้างหลังสำนัก โป๊ยก่ายแลเห็น
เห้งเจียเดินไปจึงกวักมือร้องเรียกว่า พี่เห้งเจียกลับมานี่ก่อน ๆ เห้งเจียหันหน้า
กลับมายังโรงครัว จึงถามว่าอ้ายกินรำมึงเรียกทำไม โป๊ยก่ายว่าที่สำนักนี้มีของ
วิเศษแกจะรู้อะไรเห้งเจียถามว่าของวิเศษอะไรที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าคือผลยิ่นเซียมก๊วยแก
เคยเห็นบ้างหรือ เห้งเจียได้ยินก็ตกใจแต่ที่จริงไม่เคยได้เห็น เป็นแต่เคยได้ฟังเขา
เล่าให้ฟังว่าผลยิ่นเซียมก๊วยนี้เขาเรียกว่า (เช้าฮ่วนตัน) คือยาวิเศษถ้าได้กินแล้ว
อายุยืนนานเดี๋ยวนี้ที่ไหนจะมี เป็นของหายากนักโป๊ยก่ายบอกว่าในที่สำนักนี้มี หนุ่มน้อยทั้งสองนั้นเอามาสองผลถวายพระ
อาจารย์ ๆ พูดว่า เด็กทารกพึ่งออกได้สามวันพระอาจารย์ไม่กล้ากิน เขาทั้งสอง
พูดอ้อนวอนให้กินพระอาจารย์ก็ไม่รับประทานแล้วท่านก็ไม่บอกให้เรารู้ด้วย หนุ่ม
น้อยสองคนเอาไปซ่อนกินไม่ให้พวกเรารู้ เราทำอย่างไรจะได้กินบ้างสักผลหนึ่ง
ข้าคิดว่าเราไปเที่ยวค้นดู1 ถ้าพบแล้วเก็บเอามากินสักสองสามผลจะเป็นอย่างไร
บ้างก็จะได้รู้กันเห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นก็ไม่สู้ยากอะไรนัก เป็นธุระพี่จะไปเที่ยวค้นดู ถ้าพบแล้ว
พี่เอามากินเล่น พูดแล้วก็เดินออกไป โป๊ยก่ายยึดไว้ว่าอย่าเพ่อก่อนข้าพเจ้า
ได้ยินมันพูดกันว่า เอาอะไรเป็นไม้ตะกร้อในห้องไปสอย เห็นจะต้องเอาสิ่งนั้นไป
เก็บ จึงจะได้ดอกกระมัง พี่จงแอบเข้าไปดูก่อนเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่าพี่เข้าใจได้เห้งเจียจึงร่ายมนต์บังตามิ
ให้เห็นตัว แล้วก็เดินเข้าไปในห้อง เวลานั้นเชงฮองเม่งง้วยมิได้อยู่ในห้อง เห้งเจีย
สอดตามองรอบห้องแลเห็นไม้ขอทองที่บนประตูห้องแขวนอยู่ ยาวประมาณสองแขน
เศษข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็ก ผ้าแพรสีต่าง ๆ พันคันขอเห้งเจียแล้วก็คิดว่าเห็นจะ
เป็นไม้อันนี้เอง จึงเดินเข้าไปหยิบเอามาเดินดูไปในสวนจนข้ามสวนดอกไม้ไปถึง
สวนต้นไม้ใหญ่ ดูกิ่งก้านออกเขียวรื่นไปทั้งหมู่ ผลและดอกออกช่อดูงดงามยิ่งนัก
เห้งเจียก็เดินมาใกล้ต้นยิ่นเซียมก๊วยยืนอยู่ที่โคนต้น แลขึ้นไปดูบนต้นเห็นข้างทิศ
อาคเนย์นั้นมีกิ่งมีผลห้อยอยู่พิจารณาดูดังทารกแดง ๆ ผลนั้นติดอยู่ปลายกิ่งห้อย
แกว่งกวัดตามลม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ ก็ปืนขึ้นบนต้นไม้
นั้นจนถึงยอดเอาไม้ตะกร้าสอยลูกหนึ่งพอบิดผลยิ่นเซียมก๊วยก็หล่นตกลงมายัง
พื้นดิน เห้งเจียก็กระโดดตามลงมาค้นหาดูรอบในที่นั้นก็ไม่เห็น แหวกหญ้าดูก็ไม่มี
ร่องรอยอะไรเลย เห้งเจียนึกว่าผลไม้นี้มีตีนเห็นจะเดินหนีได้โดยจะหนีไปก็ไม่พ้น
ประหลาดจริง ๆ ทำไมจึงหาไม่เห็น จึงคิดว่าชะรอยพวกพระภูมิเจ้าที่ ๆ รักษาใน
สวนนี้ จะไม่ยอมให้เราลักผลยิ่นเซียมก๊วยจึงเก็บเอาไปซ่อนเสีย พูดแล้วก็อ่าน
คาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่ในเขตนั้น บัดเดี้ยวพระภูมิก็มาพร้อมกันคำนับแล้วถามว่า
ท่านไต้เซียเรียกพวกข้าพเจ้ามานี้มีกิจธุระจะสั่งเสียอะไรหรือเห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายไม่รู้ ข้าพเจ้าหรือรอบจักรวาลคือเป็นหัวขโมยใหญ่
บนสวรรค์นั้นลักชมพู่ลักสุราของเง็กเชียงฮ่องเต้และลักยาวิเศษของท้ายเสียงเล่ากุน
ผู้ใดก็ไม่กล้าจะขัดขวางอะไร บัดนี้ข้าพเจ้าขโมยเก็บผลไม้ผลหนึ่ง ทำไมพวกท่าน
เอาของเราไปซ่อนเสียที่ไหน ผลไม้ก็เป็นของอยู่กลางอากาศเกิดขึ้น ควรจะแบ่ง
ให้เรากินสักผลหนึ่ง จะเสียหายสักเท่าใด เราพึ่งสอยลงมาผลหนึ่งเท่านั้นทำไม
จึงเก็บเอาไปซ่อนเสียที่ไหนพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงบอกว่า ท่านไต้เซียเห็นผิดเสีย
แล้ว พวกข้าพเจ้าเป็นแต่เจ้าผีซึ่งสิ่งผลไม้วิเศษอย่างนี้พวกเทวดาเซียนเขาอาจทำ
ได้ พวกข้าพเจ้าจะเอาไปที่ไหนได้แต่จะดมกลิ่นก็ไม่ได้ดมเห้งเจียถามว่าถ้าพวกท่านไม่ได้เอา เราสอยตกลงมาแล้วจะหายไปข้างไหนเล่า
พระภูมิเจ้าที่บอกว่าได้เซียทราบแต่ของวิเศษไม่ทราบที่พื้นนี้ขัดแก่เบญจธาตุเหลา
เฮ้งอยู่เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงมีขัดข้อง พระภูมิเจ้าที่จึงตอบว่าผลไม้นี้ถูกธาตุทองก็
หล่นถูกธาตุไม้ก็เหี่ยวถูกน้ำก็แปรสูญ ถูกธาตุไฟก็เผาละเอียดถูกธาตุดินก็มุดสูญ
ไปเวลาจะเก็บก็ต้องเอาทองทำไม้สอยหล่นแล้ว ก็ต้องเอาถาดและเอาแพรและ
สำลีรองรับผลไม้ไว้ ผลไม้จึงจะมิได้แปรปรวน ถ้าผลไม้นี้เหี่ยวแห้งกินอายุก็ไม่
ยืนนาน ท่านไต้เซียไม่ทราบเพราะฉะนั้นสอยตกถูกดินจึงได้อันตรธานหายไปเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงเอากระบองเหล็กกระทุ้งดินงัดขึ้นดูก็ไม่เห็นจึงพูดว่า
เห็นจะเป็นจริงดังท่านพูดข้าพเจ้าผิดเอง ท่านทั้งหลายจงกลับไปเถิดพวกพระภูมิ
เจ้าที่ก็พากันกลับไป เห้งเจียจึงปืนขึ้นบนต้นไม้มือหนึ่งจับขอสอยมือหนึ่งเอาผ้า
ผูกคอทำเป็นถุงรับ สอยลงมาได้สามผลแล้วก็กระโดดกลับลงมา ไปยังที่ห้องครัว
แก้ห่อออกมาให้โป๊ยก่ายดู แล้วพูดว่าผลไม้นี้จะต้องแบ่งให้เท่ากัน โป๊ยก่ายจง
เรียกกันมาให้พร้อมกันดูเล่นเป็นขวัญตา โป๊ยก่ายจึงออกไปจากห้องเรียกซัวเจ้งมา
ครั้นพร้อมเห้งเจียจึงขยายห่อออกถามว่า ผลไม้อย่างนี้น้องเคยเห็นที่ไหนมีบ้างหรือซัวเจ๋งบอกว่าข้าพเจ้าเคยเห็นแต่ไม่เคยได้กิน ครั้งก่อนเมื่อข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์
เคยเห็นเทพยดาตามป่าหิมพานต์นำมาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เมื่อเวลาแซยิดนั้นก็
ได้เคยเห็นทุกครั้ง ซัวเจ๋งจึงพูดว่าถ้ากระนั้นพี่ให้ฉันสักผลหนึ่ง เห้งเจียว่าน้องไม่
ต้องขอจะต้องแบ่งกันคนละผล เห้งเจียหยิบผลยิ่นเซียมก๊วยให้โป๊ยก่ายและซัว
เจ๋งคนละผลต่างคนต่างกิน โป๊ยก่ายปากกว้างเอาผลไม้ใส่ปากแล้วกลื่นเข้าไปใน
ท้องแล้วถามคนทั้งสองว่า กลิ่นรสชาติเป็นประการใดบ้างเห้งเจียว่าตัวกินเข้าไปแล้วจะมาถามใครอีกเล่า ลิ้นตัวไม่มีดอกหรือจึงไม่รู้สึก
ว่ารสชาติเป็นประการใด โป๊ยก่ายบอกว่ากลื่นเข้าไปเร็วนักไม่ทันจะรู้ว่ามีเมล็ด
หรือไม่มีก็ไม่ทราบ อยากจะให้พี่ไปเอามาอีกสักผลหนึ่งค่อย ๆ กินจึงจะได้รู้รสว่า
เป็นประการใด เห้งเจียพูดว่าน้องทำไมจึงไม่รู้จักพอ ที่พี่น้องเราได้กินคนละผลก็
พอเป็นนิสัยปัจจัยอันใหญ่ยิ่งมิใช่การเล็กน้อย เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็มิได้ไปเก็บ
ผลไม้อีกฝ่ายโป๊ยก่ายยังบ่นไม่หยุดปาก พูดแต่เรื่องกินผลยิ่นเซียมก๊วยบังเอิญเชงฮอง
เม่งง้วยกลับมาในห้องนั่งอยู่ได้ยินเสียงโป๊ยก่ายบ่นว่า ทำไมหนอจะได้กินผลยิ่น
เซียมก๊วยอีกสักผลหนึ่งให้อร่อยลิ้นจึงจะดีเชงฮองได้ยินดังนั้น ก็มีความสงสัยจึง
พูดแก่เม่งง้วยว่า อ้ายปากหมูมันพูดอะไรว่า อยากจะกินยิ่นเซียมก๊วยอีกสักผลหนึ่งเมื่อท่านอาจารย์จะไปนั้นก็ได้สั่งไว้ว่า ให้ระวังสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่งมัน
มักซุกซน นี่เห็นมันจะขโมยเก็บผลยิ่นเซียมก๊วยมากินเข้าไปแล้วดอกกระมัง เม่งง้วย
จึงหันหน้าไปดูไม้ขอทองเห็นตกอยู่กับพื้นจึงร้องบอกแก่เชงฮองว่าเห็นจะไม่เป็น
การแล้ว ไม้ตะกร้อทำไมจึงพลัดตกลงมาอยู่กับพื้น เราพากันไปดูที่สวน จะมีเหตุ
การณ์อะไรบ้าง พูดกันแล้วเชงฮองกับเม่งง้วยก็พากันออกจากห้องไปยังสวน ครั้น
ถึงจึงแลขึ้นไปดูบนต้นไม้ตลอดมาเห็นยังเหลืออยู่ยี่สิบสองผล เม่งง้วยพูดว่า ผล
ไม้มีอยู่สามสิบผล ท่านอาจารย์เก็บกินสองผล เราเก็บถวายพระถังซัมจั้งสองผล
ก็ยังเหลืออยู่ยี่สิบหกผลจึงจะถูก นี่ทำไมจึงยังเหลืออยู่แต่ยี่สิบสองผลเล่า จะมิ
ขาดหายไปเสียสี่ผลหรือ ไม่ต้องสงสัยเลยอ้ายพวกศิษย์พระนั้นเองคงจะขโมยกิน
เป็นแน่ จำเราจะไปต่อว่าแก่หลวงจีนผู้อาจารย์จึงจะชอบ ว่าแล้วก็พากันเดินกลับ
มายังสำนักหอหน้า ครั้นถึงก็เดินขึ้นบนหอแล้วชี้หน้าหลวงจีนถังซัมจั้งว่า พวก
อ้ายโล้นหน้าโล้นหลังสกปรกไม่มีดี เชงฮองเม่งง้วยทั้งด่าทั้งว่าด้วยถ้อยคำอัน
หยาบซ้าหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นคนทั้งสอง มาชี้หน้าว่ากล่าวหยาบหยามอย่างนั้น ก็มิ
ได้รู้ว่าเหตุผลต้นปลายเป็นประการใด จึงถามเชงฮองเม่งง้วยว่าท่านทั้งสองมีความ
ร้อนใจอะไรหรือ เชงฮองพูดว่ายังจะทำหูหนวกไปอีกหรือ ขโมยผลไม้ยิ่นเซียมก๊วย
ไปกินเสียสี่ผลแล้วจะไม่ให้เราพูดจะได้หรือหลวงจีนถังซัมจั๋งจึงถามว่า ผลยิ่นเซียมก๊วยนั้นรูปร่างเป็นอย่างไรเรายังหา
รู้จักและเข้าใจไม่ เม่งง้วยบอกว่าเมื่อตะกี้นี้เอามาให้ท่านกินท่านว่าเด็กทารกพึ่ง
เกิดนั้นมิใช่หรือ หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า อนิจจังอนิจจาเมื่อตะกี้ข้าพเจ้ากลัวมิ
อาจเข้าใกล้ เหตุใดจึงจะไปลักกินเข้าไปได้เล่า ท่านพูดดังนี้จะมิผิดไปหรือเชงฮองจึงพูดว่า ท่านไม่กินก็พวกสานุศิษย์ของท่านขโมยเอาไปกิน หลวง
จีนถังซัมจั้งจึงว่า ถ้ากระนั้นเห็นจะจริงท่านจงคอย อาตมภาพจะเรียกมาถามดู ถ้า.
ได้ขโมยจริงดังท่านว่าก็มีความผิดว่าแล้วหลวงจีนถังซัมจั้งก็เรียกศิษย์ทั้งสาม
ซัวเจ๋งได้ยินพระอาจารย์เรียกก็ตกใจ จึงพูดว่าเห็นจะไม่ชอบกลเสียแล้วคงจะเกิด
ความด้วยเรื่องผลไม้นี้เองเห้งเจียพูดว่า โทษขโมยของกินมีความผิดมากกว่าฆ่าคนตาย เขาจะลือว่า
พวกเราขโมยกิน ถึงหนักหนาอย่างไรพวกเราอย่ารับ โป๊ยก่ายว่าถ้าอย่างนั้น
เราพร้อมใจกันอย่ารับก็แล้วกัน พูดปรึกษากันตกลงแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายกับซัวเจ้ง
ก็พร้อมกันขึ้นไปบนหอนั่งหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นศิษย์มาพร้อมกันแล้วจึงถามว่าใครไปลักผลไม้ยิ่นเซียม
ก๊วยของเขากินจงบอกมาตามจริง โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้นจึงตอบว่า
ข้าพเจ้าคนชื่อไมรู้ไม่เห็นเชงฮองแลเห็นเห้งเจียยืนหัวเราะอยู่ จึงชี้ว่าคนที่ยืนหัวเราะนั้นแหละตัวการ
เห้งเจียตวาดว่า ข้าพเจ้าเกิดมาเป็นคนขี้หัวเราะ ทำไมเจ้าต้องห้ามข้าด้วยหรือ
หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า เราทั้งหลายเป็นคนถือศีลอย่าพูดคำกลับกลอก อย่า
กินของที่มืดมัว แม้ว่าได้กินของเขาแล้ว จงรับเขาโดยดีขอขมาโทษเสียจึงจะพ้น
ความผิด จะไปพูดทำยอกย้อนกันทำไม เห้งเจียเห็นพระอาจารย์พูดถูกต้องตาม
ธรรมเนียม จึงรับตามจริงว่า ขอพระอาจารย์ได้ทราบข้าพเจ้ามิได้เกี่ยวข้องเลย
เพราะโป๊ยก่ายบอกให้ข้าพเจ้าเก็บมาแบ่งกันคนละผลเม่งง้วยว่า ขโมยมาสี่ผลบอกว่าขโมยมาแต่สามผลคนถือศีลพูดเท็จอย่างนี้หรือ
พิเคราะห์ดูก็เหมือนอ้ายโจรนั้นแล โป๊ยก่ายพูดว่าสี่ผลได้มาแต่สามผลยังอีกผล
หนึ่งอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายพูดบ่นไม่หยุดเซงฮองเม่งง้วยถามได้ความจริงก็ยิ่งโกรธ ด่าว่าด้วยถ้อยคำอันหยาบช้าต่างๆ
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธดังไฟกัลป์ ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันนัยน์ตาพอง คิด
ในใจว่าจำกูจะทำลายเสียอย่าให้มันกินอีกต่อไป คิดดังนั้นแล้วก็ถอนขนเพชรออก
เส้นหนึ่ง เสกเป็นรูปเห้งเจียปลอมให้ยืนอยู่กับโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง บังตัวเหลือมออกไปยัง
หลังสวน ถึงต้นยิ่นเซียมก๊วยปืนขึ้นบนต้นแล้ว ซักกระบองออกฟาดซ้ายฟาดขวา
กิ่งก้านหักไปทั้งสิ้น แล้วแผลงฤทธิ์โค่นต้นล้มลงกับพื้นพสุธา เห้งเจียเที่ยวค้นหา
ผลยิ่นเซียมก๊วยแต่สักผลเดียวก็มิได้เห็นมีเลย ด้วยของสิ่งนี้แม่ถูกธาตุทองคำก็
ย่อมฉิบหายไปสิ้นและกระบองเหล็กของเห้งเจียสองข้างก็หุ้มทองคำ เพราะฉะนั้น
ของกายสิทธิ์นี้จึงฉิบหายละลายไปโดยธรรมดาธาตุที่แพ้กัน เมื่อเห้งเจียค้นหาผล
ไม้มิได้แล้วก็ร้องว่าดีแล้ว ๆ แล้วกลับมายังหน้าหอเรียกขนเพชรเข้าตัวไปตามเดิม
เข้าไปยืนอยู่มิได้มีผู้ใดรู้เชงฮองเม่งง้วยทั้งสองด่าว่าอยู่นานแล้ว เชงฮองพูดว่า
คนเหล่านี้มีความโกรธด้วยเราด่าว่า แต่เขาก็รับแล้วว่าได้ลักมากินจริง หรือใบ
ก้านกิ่งจะปิดบังอยู่เราจะดูไม่เห็น จึงพากันไปที่สวน แลไปเห็นต้นยิ่นเซียมก๊วย
โค่นล้มลงอยู่กับพื้น รากเง่าหลุดถอนไปหมดคนทั้งสองเห็นดังนั้นก็สิ้นสติล้มลง
กับพื้นพูดจาพล่ำเผลอดุจคนเป็นใบ้บ้าจึงร้องบอกกันว่าจะทำอย่างไรดี มันทำลาย
ยาวิเศษของพวกเราเสียหมดแล้ว ท่านอาจารย์เรากลับมาเราจะพูดแก่ท่านว่า
อย่างไรเล่าเม่งง้วยว่าอย่าบ่นว่าอะไรเลย ซึ่งการนี้อ้ายหน้าขนนี่เองไม่ต้องสงสัยถ้าจะโต้
ตอบก็จะเกิดตีด่ากันขึ้น เราสองคนเขาถึงสี่คนจะสู้เขาไม่ได้ เราทำเป็นหลอกว่า
พวกเรานับผลไม้ผิดไป เราทำใจดีเอาเครื่องแจเล็กน้อยให้กิน เวลาเธอเข้าไปนั่ง
กินเราปิดประตูชั้นนอกชั้นในใส่กุญแจเสียทุกประตูชังไว้ถ้าท่านอาจารย์เรามา ตาม
แต่ท่านจะว่ากระไรเชงฮองได้ฟังเม่งง้วยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ท่านคิดอย่างนี้ดีแล้วจึงพากันกลับมา
ยังสำนักขึ้นบนหอนั่ง เข้ามาเคารพหลวงจีนถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งสอง
ขอขมาโทษท่านอย่าได้ถือโกรธข้าพเจ้าเลยหลวงจีนถังซัมจั่งเห็นคนทั้งสองเข้ามาพูดดังนั้น จึงถามว่าท่านทั้งสองว่า
กระไรหรือ เชงฮองเม่งง้วยพูดว่าผลยิ่นเซียมก๊วยนั้นมิได้หายดอกข้าพเจ้ากลับไป
ดูก็อยู่ครบบริบูรณ์ดี เพราะใบก้านปิดบังไว้ข้าพเจ้าไม่ทันเห็นเห้งเจียยืนอยู่ที่นั่นได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจว่า ต้นยิ่นเซียมก๊วยเราโค่นลงอยู่
กับดินด้วยมือเรา ทำไมอ้ายสองคนนี้จึงมาพูดอย่างนี้หรือต้นไม้นั้นจะฟื้นขึ้นดอก
กระมัง หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังเม้งง้วยเซงฮองทั้งสองพูดดังนั้นก็ยุติ จึงเรียกสานุ
ศิษย์ให้ยกข้าวมากินแล้วจะได้ออกเดินต่อไปโป๊ยก่ายจึงยกข้าวมาประเคนให้พระอาจารย์แล้วเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พร้อม
กันนั่งกินแห่งเดียวกัน เชงฮองเม่งง้วยเห็นศิษย์อาจารย์กำลังกินก็รีบไปยกน้ำชา
และเครื่องแจมาถวาย แล้วก็ยืนเฝ้าปฏิบัติอยู่สองข้าง เชงฮองเม่งง้วยเห็นอาจารย์
กับศิษย์ นั่งกินเพลินก็ว่งไปปิดประตูทุก ๆ ประตูแล้วเอากุญแจลั่นเสียทุกประตูโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า ผิดธรรมเนียมกินข้าวทำไมต้องปิดประตู
เม่งง้วยพูดว่ากินแล้วจึงค่อยเปิด เชงฮองจึงพูดว่า อ้ายพวกโจรหัวโล้นยังไม่รู้สึก
ตัวลักขโมยผลไม้กินแล้วมิหนำซ้ำทำลายขุดทั้งรากเง่า ยังจะมีหน้าอ้าปากพูด
อะไรอีกเล่า หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเชงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้น ก็ทิ้งชามข้าวจับเอา
ก้อนหินตีเข้าที่หน้าอกไชอิ๋ว ๒๘๓ฝ่ายเชงฮองเม่งง้วย ครั้นลั่นกุญแจทุกประตูแล้วก็ยืนอยู่นอกประตู ด่าว่า
หยาบช้าจนเวลาบ่าย หลวงจีนถังซัมจั้งคิดแค้นใจเห้งเจียจึงพูดว่า มึงไปถึงไหน
มึงก็ทำแต่ความชั่วทุกหนทุกแห่งไปอย่างนี้ อยากลักผลไม้ของเขากินก็ให้เขาด่า
ว่าก็แล้วกัน เหตุไรจึงไปโค่นต้นของเขาลงอย่างนี้ หากว่าถึงฟ้องถึงร้องยังโรง
ศาลจะเอาอะไรมาแก้ตัวโต้ตอบกะเขาเล่าเห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อย่าร้อนใจ ให้มันไปนอนแล้วเราจึงค่อยลอบหนีไป
ในเวลากลางคืนก็ได้ ซัวเจ๋งจึงถามว่ามันลั่นกุญแจไว้ทุกประตูแล้ว ทำอย่างไรจึง
จะออกไปได้เล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ต้องเป็นธุระพี่จะทำโดยวิชาก็คงจะ
ไปได้ดังประสงค์ โป๊ยก่ายถามว่าพี่เห้งเจียมีวิชาจะทำแต่ลำพังด้วยตนเอง เปลี่ยน
แปลงเป็นสัตว์ยุงริ้นบินลอดไปตามช่องน้อยก็ไปได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายบินไม่ได้จะมิ
ต้องทนทุกข์อยู่ในนี้หรือหลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ถ้าทำมิให้ออกพร้อมกันได้ อาตมาจะภาวนาให้
มงคลรัดศีรษะ จะทนเจ็บปวดได้ก็ทนไป โป๊ยก่ายถามพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้า
ยังไม่ทราบว่า คาถาอะไรที่ภาวนาแล้วจะให้พี่เห้งเจียปวดศีรษะจนทนไม่ได้เห้งเจียบอกว่าน้องยังไม่รู้เรื่องตลอด อันมงคลที่ใส่อยู่บนหัวพี่นั้น คือเป็นของ
ที่พระโพธิสัตว์กวนอิม ให้พระอาจารย์ใส่ศีรษะเรา ถ้าเราดื้อดึงดุร้ายว่าไม่ฟังแล้ว
ให้ภาวนาเราก็ปวดศีรษะจนทนไม่ได้ มงคลนี้เรียกว่า เกิ้มซือยี้จูา สำหรับบังคับเรา
ว่าแล้วเห้งเจียก็พิจารณาดูตามช่องฝา เห็นแสงเดือนขึ้นแล้ว ก็ชักกระบองออกจาก
หูร่ายพระเวทคาถาสะเดาะกุญแจออกทุกกุญแจเปิดประตูได้แล้ว ก็เข้าไปนิมนต์
พระอาจารย์ เรียกโป๊ยก่ายชัวเจ้งยกหาบจูงม้าออกเดินมาทางใหญ่หมายใจตรง
ไปยังปราจีนทิศ เห้งเจียจึงบอกแก่โป๊ยก่ายและซัวเจ้งว่า เราจะกลับไปสะกดให้
หนุ่มน้อยสองคนนั้นหลับอยู่ตั้งเดือน เจ้าจงนำพระอาจารย์เดินไปพลาง พูดดัง
นั้นแล้ว เห้งเจียก็กลับไปยังสำนักนั้น เวลานั้นหนุ่มน้อยทั้งสองยังกำลังหลับอยู่
เห้งเจียก็เอายาโรยที่หน้าให้ยาเข้าจมูกคนทั้งสอง ๆ ก็หลับมิได้รู้สึกสมประดีฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายซัวเจ็งตั้งหน้าเดินไปยังรุ่ง มิได้หยุดพักจน
ท้องฟ้าขาวใกล้สว่าง หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ชาติลิงแล้วคงหาสาเหตุให้เกิด
ขึ้นจนเราได้ความยากลำบากอย่างนี้ ส่วนมันกินสบายอร่อยคอมัน ส่วนเราได้
ความเดือดร้อนสาหัส เห้งเจียจึงพูดว่าขอพระอาจารย์อย่าได้มีความโทมนัสบ่น
ว่าไปเลย รอพอให้สว่างแล้วจึงค่อยหยุดพักเอากำลังเถิด ครั้นสว่างขึ้นแล้วหลวง
จีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้าแวะเข้าข้างทางใต้ร่มต้นไม้สน โป๊ยก่ายวางหาบลงแล้วก็
ปัดกวาดจัดแจงปูลาดให้พระอาจารย์นอนพัก โป๊ยก่ายก็นอนอยู่ข้าง ๆ พระอาจารย์
ซัวเจ้งพาม้าไปผูกไว้กับต้นไม้แล้วก็พักนอนฝ่ายเห้งเจียเป็นนิสัยวานรค่อนอยู่ข้างจะซุกซน ก็ปืนขึ้นไปนอนอยู่บนกิ่งไม้
อาจารย์และศิษย์ก็นอนหลับมิได้รู้สึกสมประดีฝ่ายฤๅษีติ๋นหงวนไต้เซียน ครั้นเลิกประชุมแล้วก็พาสานุศิษย์กลับลงมายังสำนัก
ครันถึงเห็นประตูหอใหญ่ก็เปิดบนทีบูชาธูปเทียนก็ไม่มีทังคนก็เงียบสงัด ตินหงวน
ได้เซียนเห็นดังนั้น ก็เดินเลยไปที่ห้องเชงฮองเม่งง้วยเห็นเปิดประตูนอนกรนอยู่
เรียกเท่าใดก็ไม่ฟื้น บรรดาสานุศิษย์ก็เข้าช่วยกันคัดบานประตูออก จึงแลเห็น
สองคนนอนหลับไม่รู้ตัว พากันเข้าผลักปลุกก็ไม่ตื่น ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น
ก็หัวเราะ แล้วจึงว่าความปฏิบัติในทางฤๅษีสำเร็จมูลภาควิญญาณจิตมิได้เคลิบ
เคลิ้ม ในการง่วงเหงาหาวนอน แต่คนทั้งสองนี้เหตุใดจึงอ่อนเปลี่ยไปไม่รู้สึกตัว
อย่างนี้เล่า ซะรอยจะมีผู้ใดทำให้หลับไหลไปดอกกระมัง พูดดังนั้นแล้วจึงเรียก
สานุศิษย์ให้ตักน้ำเย็นมาคนโทหนึ่งตินหงวนไต้เซียนจึงยกคนโทน้ำขึ้นเสกด้วย
พระคาถา แล้วเอาน้ำมนต์พ่นหน้าเซงฮองเม่งง้วยก็หายหาวนอน ในเวลานั้นก็
รู้สึกผวาตื่นลืมตา เห็นอาจารย์ใหญ่กับเซียนที่ทั้งหลาย เชงฮองเม่งง้วนเห็นดังนั้น
ก็ลุกลงจากเตียงนอนมาคำนับอาจารย์ และเซียนทั้งหลายแล้วจึงพูดว่า ท่าน
อาจารย์สั่งว่า คนรู้จักอะไรที่ไหนที่ประเทศตะวันออกมา ดูพวกสงฆ์เหล่านี้ล้วน
แต่หัวขโมยสิ้นทั้งนั้นทั้งดุร้ายเหลือเกินด้วยติ้นหงวนไต้เซียนถามว่าเป็นอย่างไรหรือ เซงฮองเม่งง้วยก็เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ
ปลาย ให้อาจารย์ฟังทุกประการแล้วก็ร้องไห้ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังศิษย์เล่าให้ฟังแล้ว จึงบอกว่าเจ้าทั้งสองอย่าร้องไห้ไปเลย
เจ้าไม่รู้เหตุของเห้งเจีย เห้งเจียคนนี้คือดาวท้ายเป็กแบ่งภาคจุติลงมามีฤทธิ์อานุภาพ
มาก เคยทำสงครามบนสวรรค์เมื่อครั้งก่อน บัดนี้มาทำลายโค่นล้มต้นไม้วิเศษ
ของเราเสียสิ้น เจ้าจำตัวได้หรือไม่ เชงฮองเม่งง้วยบอกว่าจำได้ ติ๋นหงวนไต้เซียน
จึงบอกว่าถ้ากระนั้นเจ้าทั้งสองจงตามเข้าไป แล้วสั่งพวกสานุศิษย์ทั้งหลายให้
จัดแจงเตรียมเชือกไว้ คอยเมื่อข้าจับตัวมาได้จะได้ลงโทษฝ่ายพวกสานุศิษย์ทั้งหลายรับคำสั่งของอาจารย์แล้วก็พร้อมกันเหาะขึ้นบน
อากาศหมายทิศปราจีน จะไปตามจับหลวงจีนถังซัมจั้งเหาะมาบัดเดี้ยวใจประมาณ
ทางได้พันโยชน์ ติ๋นหงวนไต้เซียนแลไปข้างหน้าฝ่ายทิศตะวันตกก็ไม่เห็นหลวงจีน
ถังซัมจั่ง กลับหันหน้ามาดูข้างทิศตะวันออก เชงฮองชี้บอกว่าหลวงจีนถังซัมจั่ง
อยู่ใต้ต้นไม้โน่นแน่ ไต้เซียนแลเห็นแล้วก็สำรวมกิริยาแปลงกายเป็นคนถือศีลเดิน
ทางแล้วก็ลดลงยังพื้นดินเข้ามาใกล้พระถังซัมจั่งที่นั่งพักอยู่นั้น จึงยกมือคำนับ
หลวงจีนถังซัมจั้งก็คำนับตอบ ติ๋นหงวนได้เซียนจึงถามว่าท่านอาจารย์มาจากไหนหลวงจีนถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพมาจากประเทศจีนข้างทิศตะวันออก ได้
รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปมัชฌิมประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
ติ้นหงวนไต้เซียนทำเป็นถามว่าท่านเดินมาได้แวะพักที่ภูเขาสำนักข้าพเจ้าหรือเปล่าหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่าสำนักของท่านอยู่ท่ไหนข้าพเจ้ายังไม่ทราบเรื่อง.
ติ้นหงวนไต้เซียนบอกว่าที่เขาบ้วนซีวซัวเหงาจึงกวนสำนักนั้นแหละ เป็นที่อยู่แห่ง
ข้าพเจ้าเห้งเจียนังอยู่ข้างนันได้ฟังดังนั้นก็ชิงบอกว่า ข้าพเจ้าเดินมาตามทางใหญ่
มิได้แวะที่ตำบลนั้น ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียบอกว่ามิได้แวะดังนั้น จึงชี้
หน้าเห้งเจียว่าอ้ายสัตว์วานร พวกมึงไม่แวะก็คือใครเล่าแวะเข้าไปอาศัยแล้วมิหนำ
ขโมยกินแล้วก็ทำลายหักโค่นต้นเสียด้วย แล้วแอบหนีมาในเวลากลางคืน ยังจะมี
สำนวนเถียงเลี่ยงหลีกไปข้างไหนอีกเล่า เจ้าอย่าหนีไปจงทำให้ต้นยิ่นเซียมก๊วย
ของเราคืนเป็นขึ้นจึงจะไปได้เห้งเจียได้ฟังคำติ่นหงวนไต้เซียนพูดดังนั้น ก็โกรธดุจไฟกัลป์ซักกระบองดีติ้น
หงวนไต้เซียน ติ้นหงวนไต้เซียน หลบทัน ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศกลับเป็นรูปเดิมฝ่ายเห้งเจียไล่ตามมาไม่รู้ผดถูก ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นได้ทีจึงเอาถุงวิเศษร่าย
มนต์ขว้างไป ถุงก็ขยายออกกว้างแล้วรวบรัดเอาหลวงจีนถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งเข้าไว้ในถุงได้ทั้งสี่คน ทั้งม้าและข้าวของก็เข้าอยู่ในถุงด้วยทั้งสิ้น ติ้นหงวน
ไต้เซียนก็เรียกถุงกลับมายังสำนัก ครั้นถึงก็ขึ้นบนหน้าหอเรียกศิษย์ทั้งหลายมา
พร้อมกันสั่งให้เอาถุงไปเทให้คอยระวังจับตัวทั้งสี่คน มัดผูกไว้ที่โคนต้นไม้ต้นละคน
จูงม้าเข้าไปผูกข้างในข้าวของหาบก็ยกมาเก็บข้างใน ติ๋นหงวนได้เซียนบอกให้เอา
เชือกหนังมาเฆี่ยนทั้งสี่คนแก้แค้นต้นไม้ยิ่นเซียมก๊วย พวกศิษย์จึงเอาเชือกมาจะ
เมี่ยน แล้วถามอาจารย์ว่าจะให้เมี่ยนคนไหนก่อนติ๋นหงวนไต้เซียนจึงสั่งให้เฆี่ยนหลวงจีนถังซัมจั้งก่อน เพราะเป็นอาจารย์ไม่สั่ง
สอนศิษย์ให้เรียบร้อย เห้งเจียได้ฟังว่าจะเมี่ยนอาจารย์จึงร้องบอกว่า ท่านไต้เซียน
เมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้าก่อนนั่นผิดไป ขโมยผลไม้กินและหักโค่นต้นไม้ลงมานั้น
ข้าพเจ้าทำทั้งสิ้น จะต้องเมี่ยนข้าพเจ้าก่อนจึงจะถูกเพราะข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า อ้ายลิงนี้มันมีคำพลิก
แพลง ถ้ากระนั้นจงเฆี่ยนมันเสียก่อน พวกศิษย์ถามว่าจะเฆี่ยนมันสักเท่าใด ไต้
เซียนว่าให้เฆี่ยนตามกำหนดผลไม้สามสิบที เซียนน้อยจึงยกไม้เรียวหนังจะหวดลง
เห้งเจียแขม่วท้องร่ายคาถาแปลงขนแปลงเป็นเหล็กสองแท่งรับที่ขา แล้วนิ่งให้
เซียนน้อยเมี่ยนกว่าจะครบสามสิบทีเวลานั้นก็จวนเย็น ได้เซียนจึงสั่งให้เฆี่ยน
หลวงจีนถังซัมจัง ข้อที่ไม่สั่งสอนสานุศิษย์ให้อยู่ในยุติธรรมจึงได้เกิดวุ่นวายเซียนน้อยก็ถือไม้เรียวหนังจะมาเมี่ยนหลวงจีนถังซัมจั้ง เห้งเจียจึงร้องบอกว่า
ท่านไต้เซียนจะเมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้านั้นไม่ถูก ผลไม้นั้นข้าพเจ้ากินเอง อาจารย์
ข้าพเจ้าไม่รู้เห็นด้วยท่านจะให้เมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้านั้นหาเป็นยุติธรรมถูกต้องไม่
เหตุการณ์เหล่านี้พวกข้าพเจ้าพี่น้องทำเอง แม้จะเมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็น
สานุศิษย์จะต้องขอรับโทษแทนอาจารย์ ขอท่านจงเมี่ยนข้าพเจ้าแทนอาจารย์เถิดติ๋นหงวนไต้เซียนจึงพูดว่าอ้ายลิงตัวนี้มันซุกซนก็จริง แต่มันมีความกตัญญต่อ
ครูบาอาจารย์ของมัน ถ้ากระนั้นก็ให้เฆี่ยนมันอีกสามสิบที เซียนน้อยก็มาเมี่ยนเห้ง
เจียอีกสามสิบที เห้งเจียก็ยืนนิ่งให้เมี่ยน ๆ สักเท่าใดก็ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดอะไรติ๋นหงวนไต้เซียนจึงสั่งให้เอาเชือกหนังแช่น้ำไว้พรุ่งนี้จึงจะเมี่ยนใหม่ พวกศิษย์
ทั้งหลายก็กลับไปยังห้องหลับนอนฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั่งมีความเสียใจโทมนัสคิดแค้นสานุศิษย์ทั้งสามไปก่อเหตุ
พาให้ต้องโทษทรมานอยู่อย่างนี้จะคิดทำประการใดเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์บ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่าขอพระอาจารย์อย่าได้ทุกข์โทมนัส
เสียใจไปเลย เราคิดตรึกตรองหนีคงจะได้ พูดแล้วเห้งเจียก็ร่ายมนต์ให้ตัวเล็กลอด
ออกมาจากเชือกได้ แล้วเดินมาที่พระอาจารย์บอกว่าไปเถิด จึงแก้มัดที่อาจารย์
และโป๊ยก่ายซัวเจ๋งช่วยกันเก็บสิ่งของและม้าพากันออกจากสำนักแล้ว เห้งเจียบอก
โป๊ยก่ายให้เอาไม้สนถากสี่ท่อน โป๊ยก่ายทำแล้วเห้งเจียจึงเอาไม้สนสี่ท่อนนั้นไปไว้
ที่มัดวางแห่งละท่อน ๆ แล้วเสกคาถาให้เห็นเป็นรูปอาจารย์และเห้งเจียโป๊ยก่าย
ซัวเจ๋ง เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบออกเดินมิได้พักจนสว่าง หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่
บนหลังม้าง่วงนอนสัปปะหงก เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่าพระอาจารย์เหนื่อยอ่อน
ไม่เป็นปรกติ จงหยุดพักสักประเดี้ยวก่อนจึงค่อยไป พูดดังนั้นแล้วอาจารย์กับ
สานุศิษย์ก็พากันเข้านั่งพักอาศัยอยู่ข้างทางฝ่ายติ๋นหงวนไต้เซียนครั้นรุ่งแจ้งแล้วก็ออกมาหน้าหออ เรียกศิษย์สั่งว่าวันนี้เอา
ไม้เรียวเมี่ยนหลวงจีนกับศิษย์ พวกศิษย์ได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงเอาไม้เรียวมา
แล้วบอกพระถังซัมจังว่าเราจะเมี่ยน ไม้รูปพระถังซัมจั้งก็พูดว่าจะเฆี่ยนหรือ เซียน
น้อยก็หวดพักหนึ่งสามสิบทีแล้วตรงมาที่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งบอกว่าจะเฆี่ยน ไม้รูป
แปลงว่าจะเฆี่ยนหรือเซียนน้อยก็เอาไม้เรียวหวดสามสิบที แล้วตรงมาที่เห้งเจีย
จะเมี่ยนเห้งเจียว่าวานนี้ก็เมี่ยนเราแล้วทำไมวันนี้จะเมี่ยนเราอีกเล่า รูปคนที่ท่าน
เฆี่ยน เป็นรูปไม้เราทำปลอมไว้ทั้งนั้น ว่าแล้วเห้งเจียก็คลายมนต์หนีไป รูปคน
เหล่านั้นก็กลายเป็นไม้ไปหมดทั้งสี่ท่อนเซียนน้อยเห็นดังนั้นก็โยนไม้เรียวเสีย วิ่งไปบอกแก่อาจาย์ว่าเมื่อตะกี้นี้ท่านให้
เฆี่ยนนั้นเป็นไม้สนทั้งสี่ท่อนมิใช่คนดอก ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังศิษย์พูดดังนั้นก็
หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดีจริงทำกลรูปไม้ไว้แทนแล้วตัวมันก็หนีไป เรา
จะไปตามจับมาให้จงได้ พูดแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศตามไปข้างทิศตะวันตกเขม้น
มองไปข้างหน้าก็พอแลเห็นหลวงจีนถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามคนกำลังเดินไป
ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น ก็รีบเหาะเข้ามาใกล้แล้วก็ลงยังพื้นพสุธาร้องเรียกว่า
เห้งเจียเจ้าจะหนีไปข้างไหนเจ้าจงใช้ยิ่นเซียมก๊วยให้เราเสียก่อนโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่ามาพบกันเข้าอีกแล้ว เห้งเจียจึงพูดแก่พระ
อาจารย์ว่า ท่านจงประพฤติทางอันชอบธรรม ข้าพเจ้าจะต่อสู้แก่เขาเองเพื่อจะได้
พ้นความอันตรายหลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นก็ให้กลัวจนตัวสั่นพูดไม่ออก เห้งเจียโป๊ยก่าย ซัว
เจ๋งทั้งสามคน ออกช่วยกันระดมตีติ้นหงวนไต้เซียน ติ๋นหงวนไต้เซียนถือไม้แซ่
ยุงปัดปัดป้องไปมาประมาณครึ่งชั่วโมง ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงร่ายมนต์ปล่อยถุงให้
กว้างออกล้อมจับอาจารย์กับศิษย์ทั้งสามคนรวบเข้าอยู่ในถุงทั้งม้าและข้าวของ
ติ๋นหงวนไต้เซียนเรียกถุงมาแล้วก็รีบเหาะกลับมายังสำนัก ขึ้นบนหอหน้าร่ายมนต์
แก้ปากถุงเอาหลวงจีนถังซัมจังออกผูกมัดไว้ที่โคนต้นไม้ข้างริมหอหน้า โป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งผูกไว้คนละข้าง เอาเห้งเจียมัดมือมัดเท้าทิ้งไว้ริมบันได ติ๋นหงวนไต้เซียน
สั่งศิษษ์ให้เอาผ้าขาวมาสิบพับ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดแก่โป๊ยก่ายว่าตาติ้นหงวน
ไต้เซียนนี้เห็นจะคิดเอาผ้าขาวมาห่อเราเป็นแน่ พวกศิษย์ของติ้นหงวนไต้เซียนก็
ขนเอาผ้าขาวมากองไว้ตามสั่งไต้เซียนจึงบอกให้เอาผ้าขาวพันหลวงจีนถังซัมจั้งและ
โป๊ยก่าย ซัวเจ้งให้รอบตัวเหลือไว้แต่ศีรษะ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ติ๋นหงวน
ไต้เซียนวันนี้ทำตราสังใหญ่แล้วครั้นพวกศิษย์เอาผ้าขาวพันเสร็จแล้ว ติ๋นหงวนไต้
เซียนบอกให้เอาน้ำรักมาทาให้ตลอดตัวไว้แต่ศีรษะไต้เซียนสั่งให้เอากระทะใหญ่มา
ตั้งเตาขึ้นแล้วเอาน้ำมันมาใส่ลงในกระทะ ก่อไฟให้ติดต้มน้ำมันให้ร้อนเดือด ครั้น
น้ำมันเดือดแล้วเซียนน้อยจึงบอกแก่อาจารย์ว่า น้ำมันเดือดแล้ว ติ้นหงวนไต้เซียน
สั่งให้เอาเห้งเจียใส่กระทะเห้งเจียได้ยินดังนั้นก็ยินดีอยู่ในใจว่าตัวเราตั้งแต่มาก็ยังมิได้อาบน้ำเลย
เนื้อตัวมีแต่เหงื่อไคลมาก วันนี้ติ๋นหงวนไต้เซียนมีแก่ใจจะเอาเราอาบน้ำ เรามีความ
ขอบใจมาก ๆ เห้งเจียยังวิตกอยู่ว่า ติ๋นหงวนไต้เซียนจะทำวิชาใช้น้ำมันเสกด้วย
เวทมนตร์คาถา คิดแล้วก็ขยับตัวใกล้บันไดเหลือบไปเห็นสิงโตหินตั้งอยู่บนแท่น
ตัวหนึ่งเห้งเจียก็ร่ายคาถากัดปลายลิ้น เสกพ่นโลหิตเข้าไปที่ตัวสิงโตหินร้องเรียก
ให้สิงโตหินแปลงเป็นรูปเห้งเจียแทนตัวเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปอยู่บนอากาศ พวกศิษย์
ของไต้เซียนก็พากันมาสี่คนยกเห้งเจียปลอมก็ไม่ขึ้น เติมเข้าช่วยกันอีกสี่คนยกก็
ไม่ขึ้น รวมสิบสองคนแล้วก็ยกไม่ขึ้น พวกเซียนพูดว่า อ้ายลิงนี้มันกบดานแล้ว
จึงยกไม่ขึ้น ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้นจึงสั่งให้เข้าช่วยกันอีกยี่สิบคน ยกหามขึ้น
ทุ่มลงไปในกระทะน้ำมันดังเสียงตูม น้ำมันกำลังเดือดก็กระเด็นขึ้นกระจายถูกหน้า
พวกเซียนทังหลายเหล่านัน แสบร้อนทุก ๆ คนไป แล้วแลเข้าไปเห็นที่ก้นเตาไฟ
ก็ยิงลุกขึ้นออกฮือโหมกระทะก็ทะลุก้นน้ำมันก็ไหลแห้งไปหมด เซียนทั้งหลายเดิม
ไม่รู้ว่าเป็นสิงโตหินหมายว่าเห้งเจีย ครั้นโยนลงไปในกระทะก็กลายเป็นสิงโตศิลา
ไปแล้วทะลุก้นกระทะลงไปอยู่ในเตาไฟติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น ก็ยิ่งมีความโกรธจึงพูดว่า อ้ายลิงนี้ไม่มีดีหนีได้
ก็ให้หนีไปยังมิหนำทำลายเตาไฟเสียด้วย ฤทธิ์เดชของมันมากราวกับจับลม จะ
ต้องตั้งเตาใหม่ จับหลวงจีนถังซัมจั้งใส่ต้มแก้แค้นแทนต้นยิ่นเซียมก๊วยที่ตายนั้นเห้งเจียอยู่บนเมฆได้ยินติ้นหงวนไต้เซียนพูดดังนั้นก็ลงมายังพื้นดินขึ้นไปยัง
หอหน้าพนมมือคำนับติ้นหงวนไต้เซียนแล้วพูดว่า ขอท่านติ้นหงวนไต้เซียนอย่าจับ
อาจารย์ข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าลงกระทะเถิด ติ้นหงวน
ไต้เซียนเห็นเห้งเจียมาพูดดังนั้นก็ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำไมมึงจึงได้แผลงฤทธิ์
ทำลายเตาของกูให้เสียไปอย่างนี้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านถามแล้วก็ต้องบอกด้วยเวลานั้นข้าพเจ้าจวนจะ
ผายลม ครั้นว่าจะผายลมในน้ำนั้นวิตกเกรงจะโสโครกแก่น้ำมันของท่านไป เพราะ
ว่าบางทีจะได้เอาไว้ผัดผักฝักถั่วกินบ้างก็จะไม่บริสุทธิ์ บัดนี้ข้าพเจ้าไปอุจจาระเครื่อง
ปฏิกูลออกแล้วจึงกลับมาจะขอลงกระทะ ขอท่านอย่าได้จับอาจารย์ข้าพเจ้าใส่ลง
กระทะเลย ติ่นหงวนไต้เซียนครั้นได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็หัวเราะ ผุดลุกจาก
เก้าอี้มาจับยึดเห้งเจียไว้ติ้นหงวนไต้เซียนจับเห้งเจียยึดไว้กับมือแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้ารู้มูลเหตุเดิมของ
เจ้าทั้งสิ้นว่า จะหนีไปข้างไหนก็ไม่รอดพ้นมือเราเจ้าจงไปกับข้ายังทิศไซทีเฝ้าพระ
พุทธเจ้าของเจ้าพระองค์ใดทำปาฏิหาริย์อย่างใดให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยของเราฟื้นขึ้น
เป็นตามเดิมแม้ไม่ดังน้นเจ้าอย่าพึงไปนึกว่ามีฤทธิ์อานุภาพประการใดจะหนีไปนั้น
ยากนัก เห้งเจียได้ยินไต้เซียนพูดดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า เดิมท่านไต้เซียนทำไม
จึงไม่พูดอย่างนั้น ถ้าพูดเช่นนี้แล้วจะต้องวุ่นวายอะไรมีติ๋นหงวนไต้เซียนว่าข้าพเจ้าไม่ต้องวุ่นวายจะยอมอนุญาตให้ เห้งเจียว่าขอท่าน
ได้แก้มัดปล่อยอาจารย์ข้าพเจ้าออกข้าพเจ้าจะทำให้ต้นยินเซียมก๊วยของท่านเป็น
อยู่ตามเดิม ไต้เซียนพูดว่า แม้เจ้ากระทำให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยของข้าฟื้นขึ้นแล้ว
ข้าพเจ้าจะไหว้แปดทิศผูกมิตรเป็นสหายแก่ตัวเจ้าจนวันตาย เห้งเจียว่าท่านอย่าเร่ง
รัดจงปล่อยพวกข้าพเจ้าออกแล้วต้นยิ่นเซียมก๊วยของท่านนั้น ข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง
ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า คนเหล่านี้ก็จะไม่หนีไปข้างไหนพ้น จึงสั่งให้
แก้มัดปล่อยคนทั้งสามออกเสียทันทีหลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า เห้งเจียจะไปหายาที่ไหนมาแก้ให้ต้นยิ่นเซียมก๊วย
กลับคืนเป็นมาดังเก่าได้ เห้งเจียตอบพระอาจารย์ว่าจะไปเที่ยวหาตามเกาะในทะเล
ใหญ่ตามละเมาะเกาะแก่งทั้งหลายบางทีจะปะพบผู้สำเร็จภาคและว่านยาวิเศษบ้าง
ได้มาแล้วจะได้รักษาต้นไม้ให้เป็นขึ้น ใช้ให้แก่ท่านติ๋นหงวนไต้เซียนเธอ บัดนี้
ข้าพเจ้าจะข้ามทะเลไปทางทิศตะวันออก พระถังซัมจั้งถามว่าจะไปสักกี่เวลาจึง
จะได้กลับมา เห้งเจียว่าข้าพเจ้าไปสามวันจะกลับมา เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็คำนับ
ลาอาจารย์ออกจากสำนัก เหาะขึ้นกลางอากาศหมายทิศบูรพา เหาะไปบัดเดี้ยว
นี้ก็ถึงละเมาะเกาะหนึ่ง นามเรียกว่า (แป๊ะอู้น) หน้าถ้ำมีต้นสนออกสาขาร่มรื่น
แลเห็นที่ใต้ต้นพฤกษามีผู้เฒ่านั่งเล่นหมากรุกกันอยู่สามค่น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็
ลดลงเดินเข้าไป ก็แลเห็นซัมแชคือดาวทั้งสาม ดาวซิวแชนั้นั่งดูดาวฮกแชและ
ดาวลกแชนันนังเดินหมากรุกกันอยู่ เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ร้องเรียกว่าท่านน้องทั้ง
สามข้าพเจ้าคำนับ ซัมแชทังสามแลเห็นเห้งเจียกิดีใจปล่อยหมากรุกทำคำนับ ตอบ
แล้วถามว่าท่านไปข้างไหนมาเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าจะมาหาพวกท่านด้วยมีกิจธุระ ซิวแชถามว่าท่านเห้งเจีย
ได้ยินว่าท่านติดตามรักษาพระถังซัมจั้ง จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก เหตุใดจึง
วางธุระมาเสียได้ เห้งเจียบอกว่าความจริงข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรท่าน ข้าพเจ้าได้
ติดตามพระถังซัมจั้งไปประเทศไซทีจริง บัดนี้มามีเหตุขัดข้องขึ้นกลางทาง เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้ามาทั้งนี้เพื่อจะขอพึ่งท่านทั้งหลายให้ช่วยสงเคราะห์ด้วยแต่ยังไม่
ทราบว่าจะได้หรือไม่ฮกแชจึงถามว่ามีความขัดข้องที่แห่งใด จงบอกให้ข้าพเจ้าทราบถ้าช่วยได้จะ
ช่วย เห้งเจียจึงบอกว่าที่เขาบ้วนซิ่วชัวสำนักเหงาจึงกวนซัมแชเซียนจึงพูดว่าสำนัก
เหงาจึงกวนนั้นเป็นที่ของติ่นหงวนไต้เซียนอยู่ นี่เห็นเห้งเจียจะเอาผลยิ่นเซียมก๊วย
กินดอกกระมังเห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่า ได้ลักกินผลหนึ่งจะดีร้ายอย่างไรหรือ ซัมแซเซียน
บอกว่า ตัวเป็นลิงไม่รู้จักของวิเศษ ผลไม้นี้เขาเรียกว่า (บ้วนซีวเช้าฮ่วนตัน) คือ
ยาอายุยีน พวกข้าพเจ้าไม่เท่าเซียนจำพวกนี้ทางปฏิบัติของเธอง่ายกว่าพวกข้าพเจ้า
อายุเธอเสมอฟ้า พวกข้าพเจ้าปฏิบัติรักษาไม่รู้ว่ามากน้อยเท่าใด ความเพียรเท่าใด
เห้งเจียทำไมจะถามร้ายดีอย่างไรใต้หล้านี้พันธุ์เผือกไม้กายสิทธิเป็นสุดวิเศษเห้งเจียพูดว่าต้นไม้นี้วิเศษจริง ๆ ข้าพเจ้าทำลายโค่นล้มลงมาทั้งรากเง่าเสีย
หมดแล้วซัมแชเซียนทั้งสามได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามว่าทำไมจึงได้ทำให้ล้มลง
ดังนั้นเล่าเห้งเจียจึงเล่าตามเหตุที่ได้ลักผลไม้ยิ่นเซียมก๊วยกินให้ฟังทุกประการ แล้วว่า
บัดนี้ติ๋นหงวนไต้เซียนกักขังไว้มิให้ไป เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าเที่ยวหายาเพื่อจะรักษา
ต้นยิ่นเซียมก๊วยให้คืนเป็นอย่างเดิม ท่านทั้งสามมียาอะไรที่จะแก้ได้บ้าง ขอให้
ข้าพเจ้าไปรักษาต้นไม้นั้นให้คืนเป็นดังเก่า จะได้ให้พระอาจารย์ออกพ้นจากที่ยากได้ซัมแซทั้งสามได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นั่งนึกอยู่ในใจแล้วพูดว่า แม้ว่าท่าน
เห้งเจียตีสัตว์ทั้งหลายตาย จะต้องการประสงค์ยาของข้าพเจ้าไปแก้ก็คงจะคืน
เป็นได้ อันต้นยิ่นเซียมก๊วยของเทวดาจะแก้ไม่ได้ เห็นสิ้นปัญญา ข้าพเจ้าไม่มียา
จะแก้ เห้งเจียเห็นว่าไม่มียาจะแก้ ในใจก็ไม่สบายไม่มีความรื่นเริงหน้านิ่วคิ้วย่น
ฮกแชพูดว่าที่นี่ไม่มีที่อื่นจะมีบ้างดอกกระมังท่านจะด่วนเสียใจทำไมเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะไปหาที่อื่นเห็นจะดี แต่ขัดด้วยท่านอาจารย์ถังซัมจั้ง
ยังตกอยู่ในบังคับแน่นหนานัก ไม่สิ้นห่วงที่จะให้มีโอกาสไปเที่ยวหามาให้ทันใน
กำหนดสามวัน แม้สามวันไม่กลับไปท่านก็จะภาวนาพระคาถาให้มงคลรัดศีรษะ
เจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ซิวแชได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านเห้งเจียอย่าวิตกเลย ติ๋น
หงวนไต้เซียนเป็นใหญ่ก็จริงแต่คุ้นเคยชอบพอแก่ข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้ ข้าพเจ้าทั้ง
สามจะไปพูดจา ขอร้องให้ผ่อนผันทั้งจะให้ท่านอาจารย์รู้ข่าวอย่าให้ท่านภาวนา
ข้าพเจ้าไปถึงแล้วอย่าว่าแต่สามวันเลยห้าหกวันก็ได้ แต่จะต้องคอยท่าเห้งเจียอยู่
ก่อนกว่าจะกลับข้าพเจ้าทั้งสามจึงจะกลับมาที่อยู่เห้งเจียได้ฟังซัมแชพูดดังนั้นจึงพูดว่า ขอบใจท่านน้องทั้งสามมาก ๆ ขอเชิญ
ท่านไปให้ข่าวด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวค้นหายามาให้จงได้ พูดดังนั้นแล้ว
เห้งเจียก็คำนับซัมแซออกจากตำบลถ้ำแป๊ะอู้นเหาะไปฝ่ายซัมแชเห็นเห้งเจียเหาะไปแล้ว ซัมแชก็พากันเหาะไปยังสำนักเหงาจึงกวน
ที่สำนักเหงาจึงกวนในเวลานั้นกำลังพร้อมกันอยู่ ได้ยินเสียงบนอากาศเหมือนนก
การเวกอยู่บนเวหา สานุศิษย์ในสำนักแลขึ้นไปเห็นก็รีบเข้าไป่บอกแก่ติ๋นหงวนไต้
เซียนว่า บัดนี้ท่านซัมแชทั้งสามลงมาจากเวหา เวลานั้นติ้นหงวนไต้เซียนกำลัง
นั่งอยู่กับหลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเซียนน้อยมาบอกดังนั้นก็ลุกจากเก้าอี้เดินออกมา
ยังหน้าหอร้องเชิญซัมแชโป๊ยก่ายเห็นซิวแชก็ตรงเข้ามาจับข้อมือหัวเราะแล้วพูดว่า อีตาหัวเนื้อนาน
แล้วมิได้พบปะกันเลย ทำไมจึงไม่สวมหมวก ดูคล้าย ๆ คนที่เป็นขี้ข้าเขาอย่างนี้ซิวแชได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็โกรธจึงพูดว่า อ้ายคนนี้พูดหยาบช้าอะไรอย่างนี้
มิได้มีอัชฌาสัยรู้จักต่ำสูงอะไรเลย พูดหมิ่นประมาทเช่นนี้เขาเป็นขี้ข้าของเจ้าหรือ
โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า พวกท่านไม่ใช่ขี้ข้าก็เป็นคนดีคนอายุยืนคนมีบุญมีวาสนา
เป็นคนมีทรัพย์มีสินมากหลวงจีนถังซัมจังเห็นโป๊ยก่ายพูดเลอะเทอะดังนั้นก็ตวาดให้ถอยไป โป๊ยก่าย
ก็จัดเสื้อใส่คำนับซัมแช ซัมแซก็คำนับติ้นหงวนไต้เซียนตามธรรมเนียมที่คุ้นเคยกันติ๋นหงวนไต้เซียนจึงเชิญให้นั่งที่ตามสมควร แล้วลกแซพูดว่าตั้งแต่จากท่าน
ไต้เซียนไปครั้งนั้นนานแล้วมิได้มาคำนับท่านเลย บัดนี้เพราะเห้งเจียไต้เซียไปหา
ข้าพเจ้า พูดบอกว่า ได้ทำลายต้นผลไม้ยิ่นเซียมก๊วยของท่านล้มลงเสียแล้ว จะไป
ขอยาที่ข้าพเจ้ามารักษาต้นยิ่นเซียมก๊วยให้เป็นขึ้นมาดังเก่า ข้าพเจ้าทั้งสามไม่มี
ยาจะให้บัดนี้เห้งเจียจะไปเที่ยวค้นหายาที่อื่น แต่เห้งเจียวิตกว่าจะกลับมาในกำหนด
สามวันกลัวจะไม่ทัน เกรงพระอาจารย์จะภาวนาคาถาจะเจ็บปวด เพราะฉะนั้น
จึงให้ข้าพเจ้าทั้งสามมาขอพระอาจารย์ผ่อนผันให้เธอด้วยหลวงจีนถังซัมจังได้ฟังซัมแชมาขอร้องดังนั้นจึงพูดว่า อาตมภาพไม่ภาวนา
ท่านซัมแชอย่าได้วิตกเลย โป๊ยก่ายนั่งอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้ามาใกล้ท่านฮกแซจะ
ใคร่ขอผลไม้กิน สองมือก็คลำตามเสื้อค้นหารอบตัว หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นโป๊ย
ก่ายทำดังนั้น จึงถามว่าท่านทำดังนั้นด้วยมีธุระอย่างไรหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าไม่มี
ธุระอะไรดอก ซึ่งทำอย่างนี้เรียกว่าเป็นบุญ หลวงจีนถังซัมจังจึงขับโป๊ยก่ายให้
ถอยไปเสียฝ่ายเห้งเจียเมื่อออกจากซัมแชก็เหาะเที่ยวไป มาถึงชายเกาะละเมาะหนึ่ง
เห้งเจียก็ลงยังพื้นในดวงจิตมิได้มีความสบายที่จะได้พิจารณาชมเชยสิ่งใดเลย ก็
เดินตรงเข้าไปในสำนัก หอมกลิ่นมาตามลมพัดถูกจมูกเห้งเจีย และได้ยินเสียงนก
การเวกร้องแลไปเห็น (ตังอวยตี๋กุน) เสด็จมา เห้งเจียก็เดินเข้ามาสกัดหน้าร้องเรียก
ว่า (ตี้กุน) ข้าพเจ้าคำนับท่าน (ตี้กุน) เห็นเห้งเจียจึงคำนับตอบแล้วพูดว่าข้าพเจ้า
ไม่ทันเห็น เชิญท่านเข้าไปในตำหนักรับประทานน้ำให้สบายก่อนเห้งเจียกับตี้กุนจับมือพากันเดินเข้าไปในตำหนักเชิญเห้งเจียให้นั่งที่อันสมควร
แล้วเห้งเจียแลเข้าไปในตำหนัก เห็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินออกมา รูปร่างลักษณะ
งดงามแต่งตัวเป็นเพศเซียนฤๅษีถือบวชเรียกนามว่า (ตังฮองเซาะ) เทวดา เห้งเจีย
เห็นก็จำได้จึงถามว่า อ้ายหัวขโมยน้อยมาอยู่กับตี้กุนที่นี่หรือ ไม่มีชมพู่จะกินอีก
แล้ว (ตังฮองเซาะ) คำนับแล้วพูดว่า อ้ายหัวขโมยใหญ่ทำไมจึงมาถึงนี่เล่า อาจารย์
ข้าพเจ้าไม่มียาวิเศษจะให้ขโมยกินอีกแล้วตี้กุนจึงเรียกตังฮองเซาะ และห้ามว่าอย่าพูดวุ่นวายไป จงไปจัดแจงยกน้ำชา
มาเถิด เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ามาครั้งนี้ มีกิจธุระอย่างหนึ่ง ยังไม่ทราบว่าตี้กุนจะ
สงเคราะห์ข้าพเจ้าได้หรือไม่ ว่าแล้วเห้งเจียก็เล่าความตามที่ได้ทำต้นยิ่นเซียมก๊วย
ล้มนั้น ให้ตี้กุนฟังทุกประการโดยละเอียดตี๋กุนครั้นได้ฟังเห้งเจียเล่าบอกดังนั้น จึงพูดว่าข้าพเจ้ามียาวิเศษอยู่เม็ดหนึ่ง
ครั้นถึงเห้งเจียคำนับแล้วก็ยืนอยู่ข้างนั้น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า เห้งเจียท่านมา
ด้วยเหตุธุระทุกข์ร้อนประการใดหรือเห้งเจียพนมมือแล้วจึงเล่าเรื่องที่ตนทำ ต้นยิ่นเซียมก๊วยล้มโค่นตั้งแต่ต้นจน
ปลาย บัดนี้จะมาขอยารักษาให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยฟื้นขึ้นพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ทำไมเห้งเจียจึงไม่มาหาอาตมภาพก่อน เที่ยว
ค้นหาที่ไหนให้ช้าการเปล่า ๆ เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์พูดดังนั้นก็นึกดีใจ จึงคลาน
เข้าไปใกล้อ้อนวอน พระโพธิสัตว์พูดว่าขวดน้ำมนต์ของอาตมภาพนี้ อาจรักษา
ต้นไม้ของพวกเทวดาเซียนนั้นได้ เห้งเจียพนมมือแล้วถามว่า ได้เคยรักษามาแล้ว
หรือประการใด พระโพธิสัตว์บอกว่าพรหมท้ายเสียงเล่ากุนได้เคยลองอาตมภาพ
ให้ท้ายเสียงเล่ากุนถอนเอาต้นสนไปใส่ในเบ้าหุงยานั้นจนเกรียมแห้งแล้ว เอามาสง
ให้อาตมภาพ อาตมภาพเอาน้ำมนต์ในขวดนี้ พรมลงไว้คืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ต้นสน
นั้นก็กลับเป็นขึ้นอย่างเดิมใบก้านออกงดงามยิ่งกว่าเก่าเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ต้นสนแห้งเกรียมแล้วยังกลับเป็นได้
อันต้นยิ่นเซียมก๊วยนี้เป็นแต่เพียงล้มลงเท่านั้น ยังไม่สู้กระไรนักคงจะกลับคืนได้พระโพธิสัตว์จึงสั่งหมู่บริวารทั้งหลายให้ดูเฝ้าสำนัก อาตมภาพจะไปธุระ เสร็จ
แล้วจึงจะกลับมาพระโพธิสัตว์สั่งแล้วมือหนึ่งถือขวดน้ำมนต์ นกแก้วขาวบินนำหน้า
เห้งเจียเดินตามหลังออกจากดงไผ่ปาฏิหาริย์ตรงไปยังภูเขาบ้วนซิ่วซัวฝ่ายตินหงวนไต้เซียนกับซัมเล่าเซียน กำลังสนทนากันอยู่แลไปเห็นเห้งเจียลง
มาจากเมฆเดินเข้ามาบอกว่าพระโพธิสัตว์มาแล้วพวกเซียนทั้งหลายได้ฟังดังนั้น
ต่างก็รีบออกมารับยังหน้าหอพระโพธิสัตว์เดินเข้ามาบนหอ ทักถามติ้นหงวนไต้เซียน ติ่นหงวนไต้เซียน
คำนับเชิญเข้าไปนั่งที่อันสมควรแล้วพวกเซียนทั้งหลายเหล่านั้น ก็มาคำนับพระ
โพธิสัตว์ทุก ๆ คน เห้งเจียจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งให้มาพบกับพระโพธิสัตว์เห้งเจีย
เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาคำนับพระโพธิสัตว์แล้วเห้งเจียจึงบอกแก่ติ๋นหงวนไต้เซียนว่า
ท่านใต้เซียนอย่าช้าจงรีบจัดแจง พระโพธิสัตว์จะรักษาต้นยิ่นเซียมก๊วยให้เป็นขึ้น
อย่างเดิม ติ้นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงสั่งสานุศิษย์ทั้งหลายให้
ออกไปที่สวน จัดแจงปัดกวาดและตั้งโต๊ะบูชา พวกศิษย์ทั้งหลายก็ออกไปจัดแจง
กระทำตามสั่งทุกประการ แล้วก็กลับเข้ามาบอกแก่ติ้นหงวนไต้เซียน ติ๋นหงวน
ไต้เซียนจึงลุกมานิมนต์พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงได้ดำเนินไปยังสวนหมู่เซียน
ทั้งหลายก็เดินตามพระโพธิสัตว์ไปยังสวนด้วยกันทั้งสิ้น ครั้นพระโพธิสัตว์มาถึง
สวนแล้ว จึงพิจารณาดูต้นยิ่นเซียมก๊วยเห็นล้มนอนราบอยู่กับพื้นใบก้านก็ร่วงโรย
แห้งเหี่ยวไปทั้งสิ้น พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียเข้าไปใกล้แล้วบอกเห้งเจียว่า ให้
ยื่นมือซ้ายแล้วแบฝ่ามือออกให้พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงจับยอดกิ่งสนจุ้ม
น้ำมนต์ในขวด แล้วเขียนยันต์บนฝ่ามือเห้งเจีย เป็นยันต์รักษาต้นยิ่นเซียมก๊วย
ให้เป็นขึ้นแล้วเอาน้ำมนต์พรมลงไปในฝ่ามือเห้งเจีย แล้วสั่งเห้งเจียให้เอาฝ่ามือ
ตบพรมที่รากต้นยิ่นเซียมก๊วย และกำหนดน้ำที่รากนั้นมิให้ไหลออกมากจึงค่อย
ตักพรมทั้งต้นต่อไป และเมมื่อมีขึ้นห้ามมิให้เอาของทั้งห้าตัด คือธาตุห้าอย่างได้แก่
ทองหนึ่ง ไม้หนึ่ง น้ำหนึ่ง ไฟหนึ่ง ดินหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงประคองมือ
ซ้ายที่เขียนยันต์เดินมาที่รากต้นยิ่นเซียมก๊วยนั้น บัดเดี้ยวใจที่รากมีน้ำเกิดขึ้นไหล
ออกโดยมาก ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงให้เอาถ้วยหยกสามสิบสี่ถ้วย มาตักน้ำนั้นรด
บนต้นยิ่นเซียมก๊วยจนตลอดทั้งต้นพระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็ง ทั้งสามให้ช่วยกันพยุงยกต้นยิ่น
เซียมก๊วยขึ้นตั้งตรงอย่างเดิมแล้วพระโพธิสัตว์เดินเข้าไปใกล้ต้นยิ่นเซียมก๊วยเอา
ขวดน้ำมนต์รดบนต้นยิ่นเซียมก๊วย ภาวนาด้วยคาถา บัดเดี้ยวต้นยิ่นเซียมก๊วยก็
ฟื้นสดขึ้นอย่างเดิม ต้นใบก้านผลก็ออกบริบูรณ์อย่างเดิม ผลยิ่นเซียมก๊วยมียี่สิบ
สามผล เซงฮองเม่งง้วยจึงพูดว่าประหลาดจริง ๆ ผลนั้นยังเหลือยี่สิบสองผล ทำไม
จึงมีขึ้นอีกหนึ่งผล เห้งเจียว่านานวันจึงจะเห็นความจริงของข้าพเจ้า เดิมข้าพเจ้า
เก็บมาสามผล อีกผลหนึ่งหล่นถึงแผ่นดินแล้วมุดหายไปใต้ดินโป๊ยก่ายยังมีความ
สงสัยว่าข้าพเจ้าซ่อนไว้หนึ่งผล_ฝ่ายติ๋นหงวนไต้เซียน เมื่อได้เห็นต้นยิ่นเซียมก๊วยกลับคืนเป็นมาได้ดังนั้น ก็มี
ความยินดีรี่นเริงเป็นอันมาก จึงบอกให้สานุศิษย์เอาไม้ขอทองคำขึ้นสอยลงมาสิบ
ผลแล้ว นิมนต์พระโพธิสัตว์กลับมายังสำนัก และซัมแชเล่าเซียนกับด้วยบริวาร
ทั้งหลายก็ตามพระโพธิสัตว์กลับมายังสำนักครั้นถึงติ้นหงวนไต้เซียน จึงนิมนต์พระ
โพธิสัตว์ขึ้นนั่งที่อันสมควรแล้ว และซัมแซก็เข้านั่งยังที่ประชุมพร้อมกันแล้ว พระ
โพธิสัตว์นั่งอยู่กลาง สองข้างซัมแซเล่าเซียนนั่ง ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงให้ศิษย์ยกผล
ยิ่นเซียมก๊วยมาถวายพระโพธิสัตว์หนึ่งผล หลวงจีนถังซัมจั้งหนึ่งผล ซัมเล่าแช
คนละหนึ่งผล เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งคนละหนึ่งผล ติ๋นหงวนไต้เซียนหนึ่งผล สานุ
ศิษย์หนึ่งผล เมื่อติ้นหงวนไต้เซียนเลี้ยงผลยิ่นเซียมก๊วยเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์จึง
ลาติ๋นหงวนได้เซียนกลับไปยังน้ำไฮ้ ซัมแชก็ลากลับไปยังสำนักเดิมฝ่ายติ้นหงวนไต้เซียนส่งพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็จัดเครื่องแจเลี้ยงเห้งเจียผูกไมตรี
เป็นมิตรสหายกัน ตั้งแต่นั้นหลวงจีนถังซัมจั่งกับตินหงวนไต้เซียน กับสานุศิษย์ทั้ง
สองฝ่าย ก็ผูกรักเป็นสามัคคีกันทุก ๆ คน เวลานั้นก็จวนจะค่ำ ต่างคนไปหยุดพัก
หลับนอนครั้นเวลารุ่งแจ้งหลวงจีนถังซัมจั้งจะออกเดิน ติ๋นหงวนไต้เซียนมีใจจงรักภักดี
ยังหน่วงขอให้พักอยู่ห้าหกเวลา พระถังซัมจังก็พักอยู่ห้าหกเวลา จึงได้ลาติ้น
หงวนไต้เซียนออกเดินต่อไปฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้ง ตั้งแต่ได้กินผลยิ่นเซียมก๊วยแล้ว ร่างกายดุจเปลี่ยน
แปลงใหม่ มีกำลังพลังยิ่งขึ้นกว่าเก่า เวลาที่กำลังเดินมานั้น และไปข้างหน้าเห็น
ภูเขาใหญ่ยอดสูงเทียมเมฆ หลวงจีนถังซัมจังจึงเรียกศิษย์ทั้งสามแล้วกำซับว่าจง
ระวังระไวให้ดี บางทีที่เขานี้จะมีสัตว์ร้ายของร้าย เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์อย่า
มีความวิตกข้าพเจ้าเคยเป็นพระยาวานร แม้จะมีสัตว์ร้ายเช่นแก่เสือก็ไม่ต้องวิตก
กลัว ขอพระอาจารย์จงวางอารมณ์เถิด เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว มือถือกระบองเหล็ก
ออกเดินนำหน้าตัดทางขึ้นบนเขาหลวงจีนถังซัมจั้งจึงบอกเห้งเจียว่า อาตมภาพเดินมาก็ออกหิวแล้ว เห้งเจีย
จงไปเที่ยวบิณฑบาตอาหารมาให้อาตมภาพฉันเถิด เห้งเจียจึงว่าท่านอาจารย์ไม่
ทราบหรือในป่าในดงไม่มีบ้านเรือนผู้คนอย่างนี้จะไปบิณฑบาตอาหารแก่ผู้ใดเล่า
หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจิตใจก็เศร้าหมองไม่สบาย จึงพูดแก่เห้งเจีย
ว่าเดิมเจ้าติดอยู่ในเขาพูดได้แต่ปาก มือและเท้าก็กระดิกไม่ไหว เราได้ช่วย
สงเคราะห์ให้เจ้าหลุดพ้นจากความทรมาน เจ้าติดตามเรามาเป็นสานุศิษย์ไม่มีความ
เพียรมีแต่ความเกียจคร้านอย่างนี้เห้งเจียจึงตอบว่าข้าพเจ้าก็มีความจงรักภักดีต่อท่านหาได้มีความเกียจคร้านไม่
หลวงจีนถังซัมจั้งจึงว่า ถ้าเจ้าไม่เกียจคร้านแล้ว เหตุใดเราให้ไปบิณฑบาตท่านจึง
มิไปเล่า ท้องเราหิวอย่างนี้จะเดินไปที่ไหนได้เล่า เห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่า
โกรธขึ้งเลย ข้าพเจ้าทราบได้ว่าท่านถือว่ามีคาถา แม้ข้าพเจ้าขัดขืนท่านก็จะภาวนา
ให้ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อน แม้ท่านมีความหิวโหยแล้ว ขอให้ลงจากม้าพัก
ก่อนข้าพเจ้าจะไปเที่ยวหาบ้านคน บิณฑบาตจังหันมาถวายเห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ แลไปดูทั้งสี่ทิศก็มิได้เห็นมีบ้านเรือน
ผู้คน มีแต่ป่าดงพงไพร เห้งเจียแลไปข้างทิศอาคเนย์เห็นมีภูเขาหนึ่ง มีผลไม้ชมพู่
สุกแดงไปทั้งเขา เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็ลดลงยังพื้นพสุธา มาบอกแก่พระอาจารย์
ว่า ข้าพเจ้าเหาะขึ้นไปดูรอบทุกทิศ ไม่เห็นมีบ้านเรือนผู้คน เห็นข้างทิศอาคเนย์มี
ภูเขาหนึ่งมีผลชมพู่สุก ข้าพเจ้าจะไปเก็บมาถวายให้ท่านฉันแก้หิวก่อน หลวงจีน
ถังขัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราถือเพศเป็น
สมณะถ้าได้ฉันผลชมพู่ก็ดีกว่าของอื่น เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็ฉวย
บาตรเหาะขึ้นบนเวลาตรงไปยังทิศอาคเนย์ ครั้นถึงก็ลงยังพื้นภูเขาตรงมาที่ต้นชมพู่
ก็เลือกเก็บตามชอบใจฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งคอยเห้งเจียอยู่ที่ภูเขานั้น (มีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า
แม้มีภูเขาสูงใหญ่ก็จะมีสัตว์ที่ดุร้าย หรือปิศาจอันสำคัญ) ก็จริงเหมือนดังคำ
โบราณที่ท่านกล่าวไว้ คือในภูเขานั้นมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่ง ในเวลานั้นมันเหาะขึ้น
กลางอากาศแอบเมฆมองดูทั้งสี่ทิศ บังเอิญแลลงมาเห็นหลวงจีนถังซัมจั่งนั่งอยู่
ใต้ต้นไม้ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงออกปากบังเอิญเราได้ยินชาวชนเล่าลือกันว่า มี
พระสงฆ์อยู่ข้างทิศตะวันออก จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เธอองค์นั้นคือ
กิมเสียนโพธิสัตว์กลับชาติบวชเรียนมาได้สิบชาติแล้ว มีความบริสุทธิ์ถ้าผู้ใดกินเนื้อ
เธอก้อนหนึ่งจะมีอายุยืนยาวนาน บัดนี้มาถึงเขตเขาแดนของเรา เราจะเข้าไปจับ
ตัวก็เกรงสานุศิษย์ทั้งสามนั่งเ้าอยู่ เมื่อปิศาจเห็นดังนั้นแล้ว จึงตรึกตรองคิดกล
อุบายว่า จำเราจะแปลงกายล่อลวงดูก่อนว่าจะเป็นประการใดคิดดังนั้นแล้วก็ลง
ยังซอกเขา แปลงกายเป็นรูปหญิงสาว มือหนึ่งถือชามข้าวมือหนึ่งถือจานของหวาน
เดินตรงมายังทิศตะวันออกฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งคอยเห้งเจียที่นั่น แลไปเห็นหญิงคนหนึ่งเดินมา
หลวงจีนถังซัมจังจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งถามว่า เห้งเจียพูดว่าตำบลนี้เป็นที่เปลี่ยว
ไม่มีบ้านเรือนผู้คน ทำไมจึงมีผู้หญิงเดินมาแต่ข้างไหนเล่า โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้า
จะถามดูก่อน พูดดังนั้นแล้วจึงทำกิริยาเรียบร้อยเดินมาข้างหน้าหญิงนั้น พิเคราะห์
ดูรูปร่างงดงามโป๊ยก่ายมีความกำหนัดในรูปหญิงนั้น จึงมีสุนทรวาจาถามว่า แม่
น้องหญิงท่านจะไปข้างไหน ที่มือนั้นท่านถือสิ่งของอะไรปิศาจแปลงได้ฟังถามดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเอาข้าวหอมกับของหวานจะ
มาแก้บนถวายพระสงฆ์ ไม่ได้ไปไหนจะมาที่นี่เอง โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็กลับ
มาบอกอาจารย์ว่า เกิดเป็นคนมีบุญแล้วก็มีมาเอง ท่านอาจารย์ใช้ให้พี่เห้งเจีย
ไปเที่ยวบิณฑบาต เธอว่าจะไปเก็บชมพู่ก็เธอเป็นชาติลิง บางที่ไปปะชมพู่จะเก็บ
กินให้อิ่มเสียก่อนแล้วจึงจะกลับมา อาจารย์ดูหญิงนั้นจะมาถวายสังฆทานหลวง
จีนถังซัมจั้งจึงพูดว่า พวกเรามานี่ก็ยังหาพบผู้คนที่มีศรัทธาถวายข้าวสงฆ์ไม่ โป๊ย
ก่ายบอกว่าโน่นแล้วมิใช่หรือหลวงจีนถังซัมจั่งแลไปเห็นหญิงนั้นมานั่งอยู่ จึงมีสุนทรวาจาถามว่า สีกาโยม
บ้านช่องอยู่ที่ไหน จะแก้บนด้วยเหตุอย่างไร จึงได้มีจิตเอาข้าวมาถวายสังฆทาน
ถึงที่นี่ ปิศาจปลอมบอกว่า ขอท่านอาจารย์ได้ทราบว่าตำบลภูเขานี้ (จั่วฮ่วยทู้เปด)
บนยอดเขานั้นเรียกว่า (แปะเฮ้าเนี้ย) ข้างทิศตะวันตกนั้นคือบ้านข้าพเจ้าตั้งอยู่ที่นั่น
บิดามารดาข้าพเจ้าอยู่ในศีลในธรรมไม่ทำบาปหยาบช้า สามี ข้าพเจ้าเป็นคนใจบุญ
คิดทำแต่ที่เป็นการกุศลวันนี้ข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่จึงได้มาพบท่านอาจารย์ ข้าพเจ้า
ขอนำเครื่องกระยาหารถวายต่อท่านหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังหญิงแปลงพูดดังนั้น ก็ไตร่ตรองในใจยังไม่ทราบว่าจะไชอิ๋ว ๒๙๗
ทำอย่างไรควรแก่การนั้น โป๊ยก่ายออกอยากเต็มกลั้น จึงเดินมาฉวยชามข้าวกับ
ขนมยกมา แล้วก็ลงมือกินบังเอิญแลไปก็เห็นเห้งเจียกลับมา เห้งเจียเหลือบไป
เห็นรูปร่างแปลงก็อาจสามารถรู้ได้ว่าปิศาจ จึงวางบาตรลงทันทีชักกระบองตรงเข้า
ตีที่ศีรษะปิศาจ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ ร้องห้ามว่าอย่าเพ่อก่อน
นี่เหตุใดจึงมาตีเขาทำไม เห้งเจียว่าหญิงคนนี้มันเป็นปิศาจพระอาจารย์ยังไม่ทราบ
มันมิใช่คนดีมันจะมาล่อลวงให้หลงกลแล้วก็จะกินเนื้อพระอาจารย์เสียพระถังซัมจั้ง
ว่าอ้ายลิงเขามีศรัทธาจะเอาข้าวมาถวายทำไมเจ้าหาเหตุไปตีเขาอย่างนี้ควรแล้วหรือเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์ที่ไหนจะรู้
ได้ซึ่งเล่ห์กลของปิศาจนั้น ข้าพเจ้าอยู่ที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องแม้ว่าจะคิดกินเนื้อคนแล้ว
ก็ได้ โดยแท้มันจะเปลี่ยนแปลงประการใดข้าพเจ้าก็รู้ได้ทังสิน ถ้าข้าพเจ้ามาช้า
สักหน่อยท่านอาจารย์ก็จะต้องเดือดร้อนด้วยปิศาจร้าย แม้มาตรว่าเห้งเจียพูดดัง
นั้นแล้ว หลวงจีนถังซัมจั้งก็มิได้เห็นจริงด้วย เห้งเจียจึงได้พูดต่อไปว่า ข้าพเจ้า
ทราบเหตุแล้วว่าท่านอาจารย์เห็นรูปหญิงนั้นงามจึงมีความรักใคร่ถ้าท่านมีจิตกระสัน
อย่างนั้นแล้ว ก็จงปลูกบ้านเรือนอยู่ในที่ตำบลนี้จะได้ทำการวิวาหมงคลด้วยกัน
กับหญิงนี้ พวกข้าพเจ้าจะได้กลับไปยังถิ่นฐานตามเดิมจะไม่ดีหรือ จะต้องไป
อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมให้ลำบากป่วยการทำไมเล่าหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นผู้มัธยัสถ์มักน้อย เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดแดกดันประชด
ดังนั้น ก็ให้มีใจโกรธเห้งเจียและมีความอายเป็นอันมากจนหน้าแดง เห้งเจียยก
กระบองตีปิศาจล้มกลิ้งลงกับพื้น แต่ปิศาจนั้นมีอิทธิฤทธิ์ ก็ถอดรูปทิ้งซากศพไว้
บันดาลเป็นลมหนีไปในอากาศฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้น อกใจก็ซ่านเสียวระรัวสั่นไปทั้งกาย จึงร้อง
ด่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติวานรทำไมมึงจึงมิได้มีเมตตาจิตเลย เขาไม่มีโทษผิดอะไร
เหตุใดจึงตีเขาให้ถึงแก่ความตายอย่างนี้ เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์จงดู ในชาม
จานเหล่านั้นเป็นของอะไรหลวงจีนถังซัมจังจึงลุกเดินเข้าไปใกล้ พิจารณาดูในชาม
นั้นก็ล้วนแต่หนอน ในจานก็ล้วนแต่กบและเขียดอึ่งกิ้งกือทั้งสิ้น เมื่อเห็นดังนั้นจึง
ค่อยมีความเชื่อเห้งเจีย แต่กระนั้นก็ไม่ห้ามโกรธของโป๊ยก่ายได้ โป๊ยก่ายบอกแก่
อาจารย์ว่า หญิงคนนั้นเขาเป็นชาวนา ทำไมว่าเขาเป็นปิศาจ แท้ที่จริงพี่เห้งเจียตี
เขาตายแล้ว กลัวพระอาจารย์จะภาวนา จึงแกล้งทำกบบังตาแปลงเป็นรูปต่าง ๆ
อย่างนี้ หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายพูดชี้แจงดังนั้น ก็พาชื่อกลับเห็นจริงด้วย
โป๊ยก่าย จึงภาวนาคาถาเห้งเจียก็หมุนลงกับพื้น ร้องว่าอาจารย์อย่าภาวนาเลย
ข้าพเจ้าจะขอพูดให้อาจารย์ฟัง หลวงจีนถังซัมจั้งว่าจะพูดอะไร เป็นผู้ถือศีลแล้ว
ทุกเวลาจะต้องตั้งอยู่ในธรรมอันชอบนี่เจ้าตีเขาจนตายอย่างนี้ควรหรือแม้จะตาม
ไปอาราธนาพระธรรมมาจะต้องการอะไร เจ้าจงเร่งกลับไปเสียเถิดจะไปต่อไป
ด้วยกันมิได้แล้วเห้งเจียเห็นพระอาจารย์มีความโกรธเคืองดังนั้นจึงถามว่า อาจารย์จะให้
ข้าพเจ้ากลับไป่ข้างไหน หลวงจีนถังซัมจั่งพูดว่า ข้าไม่เอาเจ้าไปเป็นศิษย์อีกแล้ว
เห้งเจียว่าแม้ท่านไม่ให้ข้าพเจ้าไปด้วยข้าพเจ้าวิตกกลัวว่าท่านจะไปไม่ตลอดถึงไซที
หลวงจีนถังซัมจังว่าชีวิตเราอยู่กับดินฟ้า มิใช่เจ้าจะช่วยให้พ้นจากความตายนั้น
ได้เมื่อไรเจ้าจงรีบกลับไปเถิด เห้งเจียว่าข้าพเจ้ากลับไปก็ได้ แต่ทว่าข้าพเจ้ายัง
หาได้สนองพระคุณท่านไม่ หลวงจีนถังซัมจังว่าข้ากับเจ้ามีคุณอะไรต่อกัน เห้งเจีย
ได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งแต่ทำวุ่นวายบน
สวรรค์ จนพระเจ้าลงโทษเอาภูเขาครอบตัวต้องทรมานอยู่ในนั้น พระโพธิสัตว์
กวนอิมสั่งสอนให้รับศีลแล้ว พระอาจารย์จึงได้มาช่วยให้พ้นทุกข์ แม้ข้าพเจ้ามิไป
ไซทีด้วยท่าน คนทั้งหลายเขารู้เหตุว่าข้าพเจ้ามิได้รู้จักคุณของท่านเขาทั้งหลาย
จะแซ่งด่าว่ากล่าวความชั่วของข้าพเจ้า จะติดอยู่ชั่วฟ้าและดิน ขอพระอาจารย์ได้
เมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิดหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นผู้มีเมตตาจิต ครั้ได้ฟังเห้งเจียพูดอ้อนวอนดังนั้น ก็มี
ความสงสารจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง ถ้าภายหน้าหลังทำ
เชนนี้อีก จะภาวนาให้ถึงความเจ็บปวดสาหัส เห้งเจียคำนับแล้วลุกขึ้นไปเอา
ชมพู่ที่เก็บมานั้น ถวายพระอาจารย์ให้ฉันพอแก้หิวแล้ว ก็ออกเดินข้ามเขามาฝ่ายปิศาจนั้นหนีรอดชีวิตมาได้แล้ว แอบอยู่บนอากาศมีความโกรธเห้งเจียนัก
กัดฟันคันเขี้ยวบ่นว่าเราได้ยินมาหลายปีแล้ว เขาเล่าลือกันว่า หลวงจีนถังซัมจั้ง
มีสานุศิษย์มีฤทธาอานุภาพมาก มาวันนี้เราเห็นจริงเหมือนคำคนที่เล่าลือกัน
หลวงจีนถังซัมจังเธอดูไม่ออกจวนจะกินของที่เราถวายอยู่แล้ว บัดเดี้ยวเราก็จะ
จับตัวได้ บังเอิญเห้งเจียมาทันเข้า ทำให้เราเสียความคิดแล้วกลับมาตีเราด้วย
กระบองเหล็ก ที่ไหนเราจะยอมให้มันข้ามเขาไปได้ เราจำคิดหลอกมันดูอีกสัก
ครั้งหนึ่ง คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นพสุธาแปลงกายเป็นยายเฒ่าคนหนึ่ง อายุ
ประมาณแปดสิบเศษ ถือไม้เท้าเดินสกัดหน้ามา ร้องไห้พลางเดินพลางโป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้น จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่าไม่เป็นการแล้วพี่เห้งเจียตี
หญิงคนนั้นตาย ที่ยายเฒ่าเดินมานั้น เห็นจะเป็นแม่มาตามลูกสาวแกดอกกระมัง
เห้งเจียว่าเจ้าโป๊ยก่ายเจ้าอย่าพูดมากไป หญิงแก่นี้อายุถึงแปดสิบเก้าสิบแล้ว หญิง
ที่ตายอายุสิบแปดสิบเก้า ยายคนนี้จะมีบุตรเมื่ออายุหกสิบแล้วยังไรได้ ซะรอย
ปิศาจมันแกล้งแปลงมาจะล่อลวงเราให้หลงกล จำข้าจะไปดูมันให้แน่นอนก่อน ว่า
แล้วเห้งเจียก็เดินสกัดหน้ายายเฒ่านั้น แล้วพิจารณาดูแก่หง่อมหน้านิ่วคิ้วย่นเดิน
เซซังมา เห้งเจียก็รู้ได้ว่าปิศาจแปลง ก็มิได้รั้งรอยกกระบองขึ้นตีศีรษะปิศาจ ๆ
เห็นยกไม้กระบองตีก็ถอดรูปทิ้งซากศพไว้ บันดาลเป็นลมหายไปหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นก็ตกใจ ลงมาจากม้ามาดูซากศพเห็นนอนตายกลิ้งอยู่
กับพื้นก็สิ้นสติไม่รู้ที่ว่าจะพูดประการใด จึงภาวนาคาถายี่สิบจบ มงคลก็รัดศีรษะ
เห้งเจียล้มกลิ้งลงกับพื้น เจ็บปวดสาหัสแทบจะขาดใจ จึงร้องว่าพระอาจารย์อย่า
ภาวนาเลย จะว่ากระไรก็ให้ว่าเถิด หลวงจีนถังซัมจั้งว่าจะพูดอะไรอีกต่อไปเล่า
สั่งสอนอย่างไรก็ไม่เชื่อฟังแล้ว ขึนทำแต่ดุร้ายฆ่าตีเขาให้ถึงแก่ความตาย นี่เหตุ
อะไรจึงได้เป็นเช่นนี้เห้งเจียว่ามันเป็นปิศาจจะไว้มันได้หรือ จำเป็นจะต้องตัดรอนมันเสีย หาไม่
มันก็จะทำร้ายเรา หลวงจีนถังซัมจังพูดว่าอ้ายลิงมึงอย่ามาพูดให้เลอะเทอะไปเลย
อะไรจะมีปิศาจมากมายอย่างนั้นที่เดียวนำใจมึงดุร้ายอย่างนีแล้วจะอยู่ต่อไปไม่ได้
จงรีบกลับไปเสียโดยเร็วเถิด เราไม่ให้เจ้าตามเราต่อไปแล้ว เห้งเจียพูดว่าพระ
อาจารย์จะให้ข้าพเจ้ากลับไปก็ไม่ยากอะไรดอก แต่ยังมีข้อขัดข้องอยู่ประการหนึ่งหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ขัดข้องด้วยเหตุประการใดจงชี้แจงให้เราฟัง เห้ง
เจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังพระอาจารย์ ตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อนนั้น เคยตั้งตัวเป็นใหญ่
อยู่ในเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ตั้งแต่ตามพระอาจารย์มาเป็นสานุศิษย์ ต้อง
มงคลบังคับรัดอยู่บนศีรษะ จะให้กลับไปหาเพื่อนฝูงอย่างไรได้ แม้ว่าพระอาจารย์
ไม่ต้องประสงค์ข้าพเจ้าแท้แล้ว ขอท่านได้ภาวนาคาถา ถอดมงคลนั้นออกเสียก่อน
ข้าพเจ้าจะได้ลาท่านไปไม่ขัดขวางดื้อดึงซึ่งข้าพเจ้าอุตสาห์พยายามตามท่านมาก็ไม่
สำเร็จประโยชน์แล้ว ก็จะกลับลาท่านไปยังที่เดิม หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย
พูดดังนั้นก็ตกใจ ด้วยเวลานั้นพระโพธิสัตว์สอนแต่พระคาถารัด พระคาถาถอน
ท่านยังหาได้สอนไม่ จึงพูดว่าเราจะเอาอะไรที่ไหนไปถอนให้ได้เล่า เห้งเจียจึงพูด
ว่าแม้ไม่มีคาถาถอนท่านต้องเอาข้าพเจ้าไปด้วย จะขับไล่ข้าพเจ้าเสียนั้นหาควรไม่หลวงจีนถังซัมจังไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะยกโทษให้
อีกสักครั้งหนึ่ง เจ้าจงลุกขึ้นเถิดตั้งแต่นี้ไปอย่าได้ทำดุร้ายเช่นนี้อีกต่อไป เห้งเจีย
คำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอีกต่อไป พูดแล้วก็ไปจับม้ามาให้พระอาจารย์ขี่
เห้งเจียก็ออกเดินนำหน้าตัดทางไปฝ่ายปิศาจถูกเห้งเจียตีสองครั้ง ก็หาเป็นอันตรายไม่นึกสรรเสริญเห้งเจียว่า
อ้ายลิงตัวนี้มันดีแท้ มันรู้จักดูเรา ๆ ทำล่อลวงมันสองครั้งแล้วมันก็สามารถรู้ได้
พวกเหล่านี้มันเดินเร็ว ถ้าลงพ้นจากเขานี้ไปสี่สิบโยชน์ ก็จะพ้นอาณาเขตของเรา
คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นรูปตาเฒ่าชรามือถือลูกประคำ ปากภาวนาบริกรรม
พระพุทธคุณ หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้า แลเห็นคนแก่เดินมาจึงพูดสรรเสริญว่า
ทิศปราจีนประเทศนี้มีคนใจบุญมาก มีการธุระเดินทางยังอุตสาห์ภาวนาเจริญ
พระพุทธคุณโป๊ยก่ายจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าเพ่อสรรเสริญ ภัยจะมีมาถึงตัว หลวงจีน
ถังซัมจั้งถามว่า ภัยจะมีมาแต่ข้างไหนอีกเล่า โป๊ยก่ายบอกว่าตีลูกสาวเขาตาย
แล้วมิหนำยังตีเมียเขาตายอีกเล่า อีตาเฒ่าคนนี้น่ากลัวจะเป็นผัวและเป็นพ่อของ
หญิงสองคนที่เห้งเจียตีตาย ชะรอยจะมาตามลูกเมียของเขาเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายชาติหมูมึงอย่าพูดให้เลอะเทอะไป
ข้าจะไปดูให้รู้แน่ก่อนว่าจะเป็นประการใด เห้งเจียเอาไม้กระบองซ่อนเสียแล้ว ก็
เดินตัดหน้าตาเฒ่ามาร้องถามว่าท่านตาจะไปข้างไหน ทำไมจึงต้องเดินภาวนาไป
ด้วยเล่า ตัวเราเป็นชาติเสือสมิง เจ้าทำอุบายล่อลวงต่าง ๆ จะมาล่อลวงเราด้วย
หรือจะล่อลวงได้ก็แต่ผู้อื่น จะมาหลอกลวงเราด้วยนั้นไม่ได้ กูรู้จักมึงคืออ้าย
ปิศาจผีร้ายฝ่ายปิศาจแปลงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น อ้าปากไม่ออกเห้งเจียก็ชักกระบอง
แล้วคิดว่า เราตีมันสองครั้งแล้วมีแต่โทษไม่มีคุณในครั้งนี้จำเราจะตีมันให้สิ้นชีวิต
อย่าให้เป็นได้อีกต่อไปแม้พระอาจารย์จะโกรธเคืองเราก็จะมีที่อ้าง เราก็จะพูดได้
เต็มปาก คิดดังนั้นก็ร่ายพระคาถาเรียกเจ้าเขาและเทวดาและพระภูมิเจ้าที่ในตำบล
นั้น บัดเดี้ยวก็มาพร้อมกัน เห้งเจียจึงร้องสั่งว่าท่านทั้งหลายจงเป็นธุระแก่ข้าพเจ้า
ด้วยปิศาจตนนี้มันสิงสู่อยู่ที่นี่ มันมาทำการล่อลวงพระอาจารย์สองครั้งแล้ว ครั้ง
นี้ข้าพเจ้าจะตีมันให้สิ้นชาติเสียขอท่านทั้งหลายคอยระวังสกัดไว้อย่าให้มันหนีไปได้เจ้าเขาและเทววดาและพระภูมิเจ้าที่ได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็พากันคอยระวังอยู่
เห้งเจียเมื่อสั่งเสร็จแล้วก็ถือกระบองเหล็กเดินตรงเข้าไปตีถูกตาเฒ่าแปลง ปีศาจ
นั้นล้มลงกับพื้นก็สิ้นชีวิต หลวงจีนถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้น ก็ตกประหม่า
ร่างกายสั่นระรัวไปทั้งกาย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่าเดินหนทางได้
ครึ่งวันเท่านั้นตีคนตายเสียถึงสามคนพี่เห้งเจียนี้ฝมือแกดีมาก ๆหลวงจีนถังซัมจั้งจะภาวนาพระคาถา เห้งเจียวิ่งมาร้องว่าพระอาจารย์อย่า
เพ่อภาวนาก่อน ท่านจงมาดูรูปร่างปิศาจว่ามันเป็นประการใดมีแต่กระดูกกองอยู่
เท่านั้น หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินเข้าไปใกล้พิจารณาดู ก็เห็น
แต่กระดูกเป็นกองอยู่ จึงถามเห้งเจียว่า คนพึ่งตายใหม่ๆ ทำไมจึงมีแต่กระดูกอยู่
อย่างนี้เล่าเห้งเจียบอกว่าปิศาจนั้น มันบังเกิดกายสิทธิ์มันมีฤทธิ์แปลงกายได้อาศัยอยู่
ในตำบลนี้ คอยเที่ยวหลอกลวงชนทั้งหลายให้หลงเชื่อ มันต้องกระบองกายสิทธิ์
จึงตาย ร่างกายจึงได้แปรกลับเป็นรูปเดิม มันเป็นไม้อกไก่นามเรียกภาษาจีนว่า
(แป๊ะกุ๊ดฮูหยิน) เพราะฉะนั้นมันบังเกิดเป็นปิศาจฉะนี้หลวงจีนถังชัมจั้งได้ฟังและเห็นศพดังนั้นก็เชื่อ โป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้นสอพลอ
พูด พระอาจารย์อย่าเพ่อเชื่อก่อนที่คนตายก็แลเห็นแจ้งอยู่กับตาอย่างนี้ พี่เห้งเจีย
แกกลัวท่านภาวนา แกจึงเล่นกลทำให้ตาคนเห็นเป็นรูปกระดูกเช่นนี้หลวงจีนถังซัมจั้งเป็นคนหูเบา และทั้งไม่ชอบเห้งเจียว่าเป็นคนดุร้ายอยู่แล้ว
ก็พาซื่อเห็นจริงด้วยโป๊ยก่าย มีความโกรธเห้งเจียจึงภาวนาพระคาถา เห้งเจียร้อง
ว่าขอพระอาจารย์ได้หยุดก่อน ข้าพเจ้าจะพูดให้ท่านฟังหลวงจีนถังซัมจังว่าอ้ายหัวลิงยังจะมาพูดว่ากระไรต่อไปอีกเล่า วิสัยคนทำ
ความดีดุจหญ้าเมื่อฤดูเดือนสามถึงไม่เห็นสูงแต่มากวันเข้าก็ย่อมสูงยาวขึ้นคน
ทำการชั่วร้ายเปรียบเหมือนเอามีดลับกับหิน ถึงไม่เห็นคอดนานไปก็เห็นเป็นรอย
นี่เจ้าตีคนตายในวันเดียวถึงสามคนฉะนี้ เห็นว่าสันดานเจ้าดุร้ายเหลือเกินมิได้
คิดจะทิ้งพยศอันชั่วเลย เราจะผ่อนผันอย่างไรได้ เจ้าจงไปเสียให้พ้นเราโดยเร็ว
ข้าไม่เลี้ยงเจ้าอีกแล้วเห้งเจียพูดว่าอาจารย์โกรธเคืองข้าพเจ้าจะมิผิดไปหรือ ก็เมื่อเห็นแก่ตาว่ามัน
เป็นปิศาจร้าย คิดล่อลวงจะฆ่าพระอาจารย์ข้าพเจ้าป้องกันท่านไว้กำจัดปิศาจ
เสียได้ฉะนี้ ท่านมาหลงเชื่อฟังอ้ายหัวหมูมันสอพลอพูดยุยง กลับมาให้โทษโกรธ
ข้าพเจ้าอย่างนี้จะควรหรือ และท่านกลับมาขับไล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปก็เป็นคน
ไม่มีความอายครั้นข้าพเจ้าจะไปก็วิตกถึงพระอาจารย์ที่จะไม่มีคนใช้ไปข้างหน้าอีกหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็โกรธจึงพูดว่า อ้ายชาติลิงไม่มีอามา
อวดว่าตัวเป็นคนดีไม่มีผิด โป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นไม่ใช่คนหรือ เห้งเจียพูดอ้อนวอน
ชี้แจงอย่างไรพระถังซัมจั้งก็ไม่เชื่อฟังก็มีความโทมนัสเสียใจเป็นอันมาก จึงถอน
ใจใหญ่พูดว่าแสนเข็ญ ๆ เมื่อพระอาจารย์ออกจากเมืองหลวง มาถึงเล่าเป๊กกิม
เล่าเป๊กกิมก็ส่งมาถึงเหลียงก่ายซัว ท่านช่วยข้าพเจ้าออกจากเขาข้าพเจ้าก็คำนับ
ท่านว่าเป็นอาจารย์ ข้าพเจ้าตามมาข้ามเขาเข้าถ้ำปราบปิศาจจับผีร้าย จับโป๊ยก่าย
ได้ชัวเจ๋งอย่างนี้มีความทุกข์ยากลำบากมากับท่านสุดที่จะพรรณนา มาวันนี้พระ
อาจารย์จะมาหลงเชื่ออ้ายคนสอพลอยุยงโกรธข้าพเจ้าไล่ข้าพเจ้าเสียมิให้ไปตาม
ตั้งแต่นี้ก็จะขาดกัน แต่ยังขัดข้องด้วยพระคาถานั้นอยู่หลวงจีนถังซัมจั้งได้พังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าเจ้าจงกลับไปเถิดคาถานั้นข้า
ไม่ภาวนาต่อไปแล้ว เห้งเจียจึงตอบว่าอย่างนี้ก็ยากอยู่ที่จะเชื่อได้ ไปข้างหน้า
บางที่ไปปะปิศาจหรือยักษ์ร้ายโป๊ยก่ายสู้ไม่ได้ก็จะคิดถึงข้าพเจ้า ท่านก็จะภาวนา
พระคาถาขึ้น ข้าพเจ้าก็จะมีความเจ็บปวดจะทนที่ไหนได้เล่าหลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความแค้น จึงลงจากหลังม้า
เรียกซัวเจ๋งให้เอาถุงมาจึงเอากระดาษภู่กันออกเขียนหนังสือสัญญาแล้วสงให้
เห้งเจียพูดว่าถือหนังสือนี้ไว้เป็นพยาน ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องการใช้เจ้าต่อไป หรือ
เจ้าไม่เชื่อเราจะปฏิญาณตัวให้ เห้งเจียรับหนังสือแล้วพูดว่าท่านไม่ต้องปฏิญาณ
ดอกข้าพเจ้าจะลาพระอาจารย์ไปแล้ว ข้าพเจ้าสามิภักดิ์ตามท่านมาก็ไม่สำเร็จมรรค
ผลอันใด มาได้ครึ่งทางก็จากกันไป ขอพระอาจารย์นั่งลงข้าพเจ้าจะกราบลาหลวงจีนถังซัมจั้งหันหน้าไปเสียไม่รับลา แล้วพูดว่าข้าเป็นสมณะตั้งอยู่ในกิจ
แห่งธรรม ไม่เหมือนเจ้าเป็นชาติคนพาลเราไม่รับไหว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่าย
พระคาถาแล้วถอนขนเพชรออกสามเส้นเสกขึ้นเป็นรูปเห้งเจียอีกสามรูป เข้าล้อม
หน้าล้อมหลังไหว้อาจารย์ หลวงจีนถังซัมจั้งหลบไม่พ้นจึงรับไหว้เห้งเจีย ครั้น
เห้งเจียไหว้แล้วก็ลุกขึ้นเรียกขนเพชรกลับเข้าตัวตามเดิม แล้วจึงมาสั่งซัวเจ๋งว่า
น้องเป็นคนดีแม้ไปข้างหน้า จงระวังอย่าไว้ใจอ้ายโป๊ยก่ายชาติชั่วมักจะพูดสอพลอ
ส่อเสียด เมื่อเดินตามทางไปนั้นจงระวังระไว บางทีจะปะปิศาจและยักษ์ร้าย ถ้า
ดังนั้นเจ้าจงออกชื่อพี่ว่าเป็นสานุศิษย์ใหญ่ พวกปิศาจเหล่านั้นรู้สึกเคยเข็ดหลาบ
ฤทธาอานุภาพของพี่จะครั่นคร้ามไม่อาจจะทำร้ายพระอาจารย์หลวงจีนถังซัมจั่งพูดว่า ข้าเป็นสมณะสุจริตไม่เหมือนเจ้าคนชั่วร้ายอย่างนั้น
เจ้าอย่าวุ่นวายว่ากล่าวสังสอนเลย จงรีบไปให้พ้นโดยเร็วเถิด เห้งเจียเห็นว่า
อาจารย์สิ้นความอาลัยแท้แล้วมิรู้ที่จะทำประการใด ก็จำจะต้องกลับไป เห้งเจียก็
เหาะขึ้นกลางอากาศหกคะเมนทีหนึ่งเหาะตรงมายังเขาฮวยก๊วยซัว เมื่อเวลา
เหาะมานั้น เอกาแต่ผู้เดียว ในดวงจิตให้มีความอาลัยสะท้อนถอนใจใหญ่ บัดเดี้ยว
ใจก็มาถึงฝั่งทะเลมหาสมุทรทิศตะวันออก เห้งเจียก็ลอยอยู่บนอากาศ คิดถึงพระ
อาจารย์มีความโทมนัสยิ่งนักก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญไปต่าง ๆ หยุดสักประ
เดี๋ยวแล้วก็เหาะเลยไป จึงคิดอยู่แต่ในใจว่าหนทางนี้ ห้าร้อยกว่าปีแล้วเรามิได้
มาทางนี้คิดดังนั้นแล้ว ก็เหาะลงมาถึงเขาฮวยก๊วยซัว เห้งเจียก็ลดลงยังเนินเขา
เหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นเงียบสงัดอยู่ ต้นไม้ดอกไม้แห้งเหี่ยวร่วงโรยราไปหมดสิ้น
และที่ตั้งแต่งด้วยศิลาเคยนั่งเล่นเย็นเช้าก็หักพังเสียหายไปทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดัง
นั้นก็ยิ่งมีความโทมนัสมากขึ้น ในเมื่อเห้งเจียคร่ำครวญอยู่นั้น ได้ยินเสียงในซอก
เขาพุ่มรก เห็นลิงน้อย ๆ วิ่งออกมาเจ็ดแปดตัว พากันเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง
คำนับแล้วพูดว่า วันนี้ท่านไต้เซียกลับมาแล้วเห้งเจียถามว่าพวกเจ้าไปข้างไหนหมดจึงได้เงียบสงัดอย่างนี้ ข้ามาถึงนานแล้ว
ก็มิได้เห็นพวกเจ้านี่เป็นด้วยเหตุอย่างไร พวกวานรน้อย ๆ ได้ฟังเห้งเจียต่างคน
ต่างเล่าบอกว่า ตั้งแต่ไต้เซียไปแล้ว อยู่ภายหลังมีพวกพรานมาทำแก่ข้าพเจ้าให้
ได้รับความทุกข์สุดที่จะรำพัน มันเอาอาวุธศรและหน้าไม้มายิ่ง และเอาสุนัขมา
ล้อมไล่ตีจับเป็นเอาบ้างจับตายเอาบ้าง เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงหนีซ่อนเร้นอยู่
ตามซอกห้วยชานเขาและพุ่มรกและในถ้ำจึงได้รอดพ้น นี่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงไต้เซีย
กลับมาพวกข้าพเจ้าจึงออกมาหา เห้งเจียได้ทราบดังนั้น ก็ยิ่งมีความโทมนัสเสียใจ
ยิ่งนัก จึงถามว่าพวกพรานเหล่านั้น มันจับพวกเจ้าไปทำประการใดวานรน้อย ๆ เหล่านั้นจึงบอกว่า มันจับตายได้ก็เอาไปต้มแกงกิน มันจับเป็น
ได้ก็เอาไปหัดเล่นงิ้วเล่นละครแล้วเอาไปกลางตลาดทำเล่นเต้นรำต่าง ๆ มันพากัน
ตีกลองและม้าล่อเฮฮาหัวเราะกันเป็นการสนุกสนานของมันอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังพวกวานรเล่าให้ฟังดังนั้น มีความแค้นดุจไฟลุกอยู่ในทรวงอก
จึงถามว่าเดี๋ยวนี้ในถ้ำใครเป็นหัวหน้า ลิงน้อยจึงตอบว่ามีนายเบ็ลิ้วเจียงกุน
แม่ทัพที่สามเป็นหัวหน้า เห้งเจียว่าพวกเรารีบไปบอกให้ออกมาหาเราโดยเร็วลิงน้อย
ก็พากันวิ่งเข้าไปบอกเบ็ลิ้วแม่ทัพที่สามได้ฟังลิงน้อยมาบอกดังนั้น ก็มีความยินดี จึงพาพวกวานร
ออกมาคำนับรับไต้เซียเข้าไปในถ้ำ เห้งเจียขึ้นนั่งอยู่บนที่ท่ามกลางบริวารวานร
ใหญ่น้อยแล้ว พวกวานรทั้งหลายก็พากันคำนับแล้วจึงถามว่า พวกข้าพเจ้าได้ยินว่า
ท่านรอดชีวิตออกแล้วตามพระถังซัมจั้งไปประเทศไซทีเพื่ออาราธนาพระธรรม ทำไม
ไต้เซียจึงกลับมาได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพวกวานรถามดังนั้นจึงตอบว่า พวกเจ้าทั้งหลายยังหารู้เหตุผล
ต้นปลายไม่ ถังซัมจังนั้ไม่รู้จักคนดีและคนชั่ว เราเห็นแก่เธอตามไปช่วยรักษา
ด้วยตามระยะทางที่ไปนั้นมีแต่ภูตผีปิศาจยักษ์มารร้ายกาจมาก เราได้ปราบปราม
ภูตผีปิศาจร้ายให้ราบคาบไปได้ทั้งสิ้น เพราะความจงรักภักดีได้ความลำบากทรมาน
กาย ได้ตีปิศาจตายเธอกลับพูดว่าเป็นคนดุร้ายเหี้ยมโหด ทำหนังสือสัญญาว่า
ไม่ใช้เราอีกต่อไปขับไล่ให้เรากลับเสีย เราจึงได้กลับมาดังนี้พวกวานรทั้งหลายได้ฟังไต้เชียเล่า ก็พากันตบมือหัวร่อว่าดีแล้วไต้เซียกลับ
มาอยู่ จะได้ปกครองรักษาพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าจะได้มีความสุข ท่านจะตาม
ไปทำไมให้ป่วยการไม่เป็นผลประโยชน์อะไร พวกวานรพูดแล้วจึงบอกกันให้เอา
น้ำเหล้ามะพร้าวมาให้ไต้เซียกินแก้ทุกข์ เห้งเจียห้ามว่าอย่าเพ่อกินก่อน ข้าจะ
ถามพวกเจ้าว่า พวกพรานนั้นกี่วันมันจึงจะมาหนหนึ่ง เบ๊ลิ้วบอกว่ามันมาทุกวัน
เป็นนิตย์ วันนี้ท่านคอยดูก็จะได้เห็นเห้งเจียได้ฟังพวกวานรบอกดังนั้น จึงสั่งลิงน้อยให้ช่วยกันเก็บหินและกรวด
ไปกองไว้บนเนินเขาให้มาก แล้วพวกเจ้าจงแอบหนีอยู่ในถ้ำ ไว้ธุระข้าจะทำวิชา
แก้มือฝ่ายลิงน้อยทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็ไปเที่ยวเก็บหินและกรวดมากองไว้ตาม
คำสั่ง แล้วก็พากันหลบหนีเข้าซ่อนอยู่เสียในถ้ำ เห้งเจียจึงขึ้นบนยอดเขาคอยดู
บัดเดี้ยวก็แลเห็นข้างทิศอาคเนย์ทั้งคนทั้งม้าประมาณสักพันเศษ ถืออาวุธหน้าไม้
ธนูและแหลนหลาวหอกดาบต่าง ๆ และสุนัขสำหรับไล่ก็มีมาหลายสุนัข พวกคน
ก็ตีกลองและม้าล่อโหร้องกันขึ้นมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเป็นอันมาก
จึงร่ายพระคาถาคาบม้วนลมบังเกิดเป็นลมพายุใหญ่ พัดหอบเอาหินกรวดเหล่า
นั้นสาดลงไปยังพวกพรานเหล่านั้นเจ็บป่วยล้มตายไปทั้งสิ้น ซาก ศพล้มกลิ้งอยู่
กับที่โลหิตไหลนองไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตบมือหัวเราะพักใหญ่ แล้วพูดว่าเราตามพระอาจารย์ไป
ท่านก็สั่งสอนทุกวัน ๆ ว่าพันวันทำความดี ความดีไม่ใคร่จะพอ วันเดียวทำความ
ชั่วร้าย ความชั่วร้ายมากเหลือนั้น อันคำนี้ก็เป็นความจริงได้ ฆ่าปิศาจสองสาม
หนท่านว่าดุร้าย เรากลับมาบ้านวันนี้ เราทำเวรฆ่าชีวิตเขาโดยมาก พูดเช่นนี้แล้ว
จึงสั่งพวกวานรให้ถอดเสื้อกางเกงของคนตายนั้นมาใส่ ถลกหนังม้ามาทำลายธนู
หน้าไม้ เก็บเอาเครื่องศาสตราอาวุธนั้นมาฝึกหัดซ้อมฝีมือกัน เก็บเอาธงสีต่าง ๆ
นั้นมาประจบเย็บติดกันเข้าเป็นธงห้าสี แล้วเขียนอักษรลงสิบสี่ตัวว่า (ตังซิวฮวย
ก้วยซัวหกจึ้นจุ๊ยเลียมต๋องซีเทียนไต้เชีย) แปลว่าซ่อมแปลงเขาฮวยก๊วยซัวปฏิสัง
บรณ์ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องขึ้นเห้งเจียเป็นซีเทียนไต้เซียมายังเดิม แล้วเห้งเจียสั่งให้ชัก
ธงขึ้นตั้งมั่วสุมสะสมเสบียงอาหารและเกลี้ยกล่อมพวกยักษ์มารปิศาจที่มีฝีมือ
เห้งเจียย่อมเป็นผู้มีสันดานพอใจเป็นคนโต ทั้งฤทธาอานุภาพเวทมนต์ก็ประสิทธิ์
ขลังแข็งแรง เห้งเจียไปขอน้ำทิพย์ของพระยานาคมาทั้งสิ่มหาสมุทร มาล้างบนเขา
ให้สะอาดแล้ว ก็ปลูกต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ ให้เป็นที่ร่มรื่นสำราญฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งเชื่อฟังโป๊ยก่ายสอเสียดขับไล่เห้งเจียกลับไปแล้วก็ขึ้นม้า
ออกเดิน ซัวเจ๋งยกหาบใส่บ่าเดินตามกันไปเดินข้ามเขาแป๊ะเฮ้าซัว แลไปข้างหน้า
เห็นมีดงไม้ใหญ่; ร้องสังโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่าหนทางดงป่ารกเปลียวจงระวังระไวให้
มาก ๆ โป๊ยก่ายถือคราดเหล็กออกเดินนำหน้าตัดทางเข้าดง ในเวลากำลังเดิน
นั้นหลวงจีนถังซัมจั่งยอหยุดม้าบอกแก่โป๊ยก่ายว่าอาตมภาพมีความหิวอ่อนนัก
ท่านจงไปหาข้าวมาให้กินแก้หิวเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนั้นอาจารย์
ลงหยุดพักที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตหลวงจีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้า ซัวเจ็ง
วางหาบลงหยิบบาตรส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายรับบาตรเดินลัดออกจากดงตรงไปข้าง
ทิศตะวันตก ประมาณร้อยเส้นเที่ยวค้นหาบ้านคนก็ไม่เห็นมี พบแต่สัตว์เสือร้าย
โป๊ยก่ายเดินลำบากเข้าก็คิดถึงเห้งเจียถ้าอยู่เป็นผู้บิณฑบาต มาวันนี้เขาไม่อยู่ตก
เป็นหน้าที่ของตัวเราก็ตรึกนึกถึงเห้งเจีย นี่ก็จริงเหมือนคำที่เขาพูดกันว่า (มีบ้าน
จึงจะรู้ราคาข้าวและฟืน เลี้ยงลูกจึงจะรู้คุณของบิดามารดา) นี่เราจะไปหาที่ไหนได้
โป๊ยก่ายคร่ำครวญดังนั้น ก็บังเกิดง่วงเหงาหาวนอนโป๊ยก่ายทนหาวนอนไม่ไหว
ก็เดินแวะเข้าไปที่พุ่มรกก็มุดเข้าไปนอนหลับเสียพักใหญ่จนไม่รู้สึกตัวฝ่ายหลวงจีนถังซัมจังนั่งคอยโป๊ยก่ายอยู่ในกลางดงจิตใจให้หวาดเสียวไม่มี
ความผาสุกสบายเลย นัยน์ตาก็ให้เขม่นไม่หยุด จึงเรียกซัวเจ๋ง มาพูดว่า โป๊ยก่าย
ไปบิณฑบาตตะวันก็พ้นเพลแล้วยังไม่เห็นกลับมาที่เนินดงนี้ไม่ควรจะพักเราจงไป
หาที่พักจึงจะดี ซัวเจ๋งพูดว่าอย่าเพ่อไปก่อนรอข้าพเจ้าไปตามโป๊ยก่ายก่อน จึง
ค่อยพร้อมกันไป หลวงจีนถังซัมจั้งก็เห็นชอบด้วย ซัวเจ๋งก็ถือกระบองเดินออกมา
จากดงเที่ยวตามโป๊ยก่ายตามเนินป่า ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั่งนั่งอยู่ในดงแต่ผู้เดียว
ในจิตใจให้ง่วงเหงา จึงขึนอุตสาหะสะกดใจไว้แล้วก็ผุดลุกขึ้นค่อย ๆ เดินชมพิศดู
ตามต้นผลไม้พอให้แก้รำคาญ อันที่ในดงนั้นมีทางมากแยกไปหลายทาง หลวงจีน
ถังซัมจั้งเวลานั้นจิตใจไม่ปรกติเดินหลงทางไปไม่รู้ที่ว่าจะกลับก็เดินหลงออกดงไป
ทางทิศอาคเนย์ แลไปข้างหน้าเห็นมีรัศมีทองฟุ้งขึ้นมา เวลานั้นแสงตะวันสอง
มากกระทบยอดพระเจดีย์จึงได้มีรัศมีผุดผ่องขึ้นพระถังซัมจั้งและไปก็เห็นองค์พระ
เจดีย์ จึงคิดว่าเมื่อเราจะออกจากเมืองหลวงก็ได้อธิษฐานว่าแม้ปะพระพุทธรูปจะ
นมัสการ พบพระสถูปเจดีย์ก็จะกราบไหว้ทำไมเมื่อเดินมาจึงไม่เห็น ที่ข้างพระ
เจดีย์นั้นคงจะมีวัดวาอารามพระเจ้าพระสงฆ์อยู่ จำเราจะแวะเข้าไปดู แต่ที่ของและ
ม้าอยู่กลางดงนั้นเห็นจะไม่เป็นอันตราย เพราะในดงนั้นน้อยนักที่คนจะไปมา แม้
คอยโป๊ยก่ายซัวเจ้งมาพร้อมกันก็ดีแต่ยังช้าจำเราจะเข้าไปในวัดก่อน คิดดังนั้น
แล้วก็เดินตัดตรงเข้าไปที่องค์พระเจดีย์ ครั้นถึงประตูใหญ่พระถังชัมจั้งแลเข้าไป
ในพระเจดีย์ก็เห็นมู่ลี่แขวนห้อยอยู่ จึงเดินเข้าไปข้างในเปิดมู่ลี่เข้าไปชั้นในเห็นมี
แท่นศิลา ข้างบนแท่นนั้นมีคนนอนแต่หน้าเขียวแยกเขี้ยวออกจากปาก กำลังนอน
หลับอยู่บนแท่นพระถังซัมจั้งเห็นก็รู้ว่ายักษ์ปิศาจ ในอกใจก็รัวสั่นไปทั้งกายหัน
หน้าวิ่งกลับออกมาข้างนอกทันทีฝ่ายปิศาจยักษ์ตกใจตื่นขึ้น ร้องถามพวกปิศาจน้อย ๆ ว่าข้างนอกนั้นคนอะไร
ที่ไหนมา ปิศาจน้อยมองตามไปก็เห็นพระสงฆ์ จึงบอกว่าพระสงฆ์ที่ไหนมาก็ไม่
ทราบ ปิศาจยักษ์ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า นี่เหมือนแมลงวันมาจับบน
หัวงู มันเอาภักษาหารมาให้เรา พวกเรารีบตามจับตัวมาให้ได้ พวกปิศาจน้อยๆ
วิ่งตามไปจับตัวหลวงจีนมาได้แล้ว ก็พากันฉุดคร่าเอาตัวมาหลวงจีนถังซัมจั้งยกมือคำนับ ปิศาจยักษ์จึงถามว่านี่ตัวเป็นสงฆ์อยู่ประเทศ
ไหนจะไปข้างไหนจึงมาทางนี้ จงบอกมาให้แจ้งโดยเร็ว พระถังซัมจั้งบอกว่า
อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง รับรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรมประเทศไซที บัดนี้อาตมภาพมาถึงนี่จะใคร่นมัสการพระเจดีย์ บังเอิญทำให้
ท่านตกใจขอท่านได้ยกโทษให้แก่อาตมภาพที่ได้ผิดนี้ ถ้าอาตมภาพไปธุระสำเร็จแล้ว
กลับไปถึงเมืองอาตมภาพจะจดชื่อท่านไว้เป็นที่ระลึกปิศาจยักษ์ได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ตัวอยู่เมืองบน
เป็นมนุษย์โดยความจริงเราอยากกินเนื้อ บัดนี้เนื้อนั้นจะต้องอยู่ในปากเราจะปล่อย
ไปไม่ได้ จะหนีไปไหนก็คงหนีไปไม่พ้นพูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งบริวารให้เอาตัวพระ
ถังซัมจั้งไปมัดไว้กับเสาที่ในถ้ำอย่าให้หนีไปได้ปิศาจยักษ์ก็ถือมีดเดินมาใกล้
ถามพระถังซัมจั้งว่าตัวมากี่คนจึงมาถึงนี่ เพราะว่าคนเดียวคงจะมาไม่ได้เป็นแน่พระถังซัมจั้งก็บอกตามจริงว่า อาตมภาพมามีสานุศิษย์สองคนนามเรียกว่า
โป๊ยก่ายซัวเจ็งคนทั้งสองพากันไปเที่ยวบิณฑบาตและหาบกับม้ายังทิ้งอยู่กลางดง
ปิศาจว่าถ้ากระนั้นยิ่งดีมากอาจารย์สานุศิษย์กับม้ารวมเป็นสี่ด้วยกันก็พอกินได้
สักเวลาหนึ่งพูดดังนั้นแล้วจึงสั่งบริวารว่า พวกเจ้าจงปิดประตูคอยท่า เราจะไป
จับตัวพวกศิษย์มาพร้อมกับอาจารย์จึงค่อยต้มเลี้ยงกันสักเวลาหนึ่งฝ่ายซัวเจ๋งออกจากดงเที่ยวตามหาโป๊ยก่าย เดินมาประมาณทางไกลร้อย
เส้นเศษ เที่ยวค้นหาก็ไม่เห็นโป๊ยก่าย ทั้งบ้านช่องผู้คนก็ไม่มี จึงขึ้นยืนบนเนิน
สูงแลไปดู ก็ได้ยินเสียงในพุ่มไม้รกมีเสียงคนพูด ซัวเจ๋งจึงรีบเดินเข้ามาใกล้ เอา
ไม้กระบองแหวกหญ้ารกดู ก็เห็นโป๊ยก่ายนอนหลับสนิทไม่รู้สึกตัว ปากก็ละเมอ
พูดเลอะเทอะไม่ได้ศัพท์ ซัวเจ๋งเข้าไปจับใบหูดึงขึ้น เรียกว่าอ้ายหมูป่าอาจารย์ใช้
ให้ไปบิณฑบาต ทำไมจึงมานอนซุกซ่อนหลับอยู่อย่างนี้โป๊ยก่ายตกใจตาลีตาลานลุกขึ้นถามว่าเวลานี้กี่โมงแล้ว ซัวเจ๋งบอกว่าท่านให้
ไปบิณฑบาตข้าว ๆ ก็ไม่ได้แล้วจะไปหาที่ไหน จงกลับไปหาท่านก่อน โป๊ยก่ายก็
กระหืดกระหอบมากับซัวเจ็ง ตัดทางเดินตรงมาในดงที่หยุดนั้น ครั้นถึงที่พักแล
ไปก็ไม่เห็นพระอาจารย์ ซัวเจ๋งไม่เห็นอาจารย์ก็โกรธโป๊ยก่าย จึงพูดว่าเพราะ
อ้ายชาติหมูนี่และไปชุ่มหลับเสียจึงกระทำให้ช้าการ ปิศาจและยักษ์ร้ายมันคงจะ
จับเอาอาจารย์ไปเสียแล้วโป๊ยก่ายหัวเราะว่าในดงนี้เป็นที่ชัยภูมิดี ปิศาจผียักษ์ที่ไหนจะมี นี่เห็นพระ
อาจารย์จะเที่ยวเดินชมป่าเล่นเพื่อแก้รำคาญดอกกระมัง เราทั้งสองเดินตามไปดู
ก่อนเถิดพูดกันแล้วโป๊ยก่ายจูงม้าซัวเจ็งเอาหาบใส่บ่าก็พากันเดินออกจากดง ตรง
มายังทิศอาคเนย์เดินไปมองหาไปก็ไม่เห็น บัดเดี้ยวแลไปก็เห็นมีรัศมีออกสว่างไสว
โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ที่ตรงนั้นมีพระเจดีย์คงจะมีวัดวาอารามเป็นแน่
'พระอาจารย์เห็นจะไปฉันข้าวในวัดนั้นตอกกระมัง เราพากันเข้าไปดูเพื่อจะพบท่าน
ชัวเจ้งว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะร้ายหรือดี เราจงดูข้างนอกก่อน คนทั้งสองก็พากัน
เดินเข้ามายังประตูใหญ่ ครั้นถึงเห็นบนประตูใหญ่มีอักษรจารึกไว้หกตัวว่า ถ้ำ
(อั๋วจื้อปองง้วยต้อง) ซัวเจ๋งจึงพูดว่า ที่นี่ไม่ใช่วัดวาอารามเป็นที่ปิศาจ ยักษ์ร้าย
อยู่ อาจารย์ของเราเห็นจะอยู่ในที่นี้เป็นแน่ โป๊ยก่ายว่าพี่จะไปถามดู มือถือคราด
เหล็กเดินมายังประตูแล้วตะโกนเรียกว่าใครอยู่ในนั้นช่วยเปิดประตูรับด้วยพวกปิศาจน้อยได้ยินเสียงคนเรียก จึงวิ่งมาเปิดประตู แลไปก็เห็นสองคนรูป
ร่างประหลาดก็รีบกลับเข้าไปบอกไต้อ๋องว่า อ้ายสองคนมาแล้ว ปิศาจยักษ์ถาม
ว่าสองคนไหน ปิศาจน้อยบอกว่าอยู่ข้างนอก คนหนึ่งปากยาวหูใหญ่คนหนึ่ง
หน้าสีหมอกหัวผมรุงรัง มันร้องเรียกให้เปิดประตูรับ ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็มี
ความยินดีพูดว่า อ้ายสองคนนี้คือโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งมันมาตามอาจารย์ของมัน
หน้าตามันดุร้ายอยู่ เราจะทำหละหลวมแก่มันนั้นเห็นจะไม่ได้ คิดเห็นดังนั้นแล้ว
จึงเรียกเอาเครื่องแต่งตัวมาแต่ง มือถืออาวุธมีดง้าวเดินออกมายังประตูโป๊ยก่ายซัวเจ็งเห็นปิศาจหน้าตาดุร้าย และท่าทางเหี้ยมห้าวหาญแข็งแรง
สีหน้าเขียวมีเขี้ยวหนวดสีชมพูผมแดงดังชาด สวมเกราะทองแดงมือถือมีดดาบ
ชื่อนั้นเรียกว่า ออึ่งเพ้าไต้อ๋อง) เมื่ออึ่งเพ้าไต้อ๋องออกมาถึงประตูแล้วจึงมีคำถาม
ว่า พวกเจ้ามาแต่ไหนจึงบังอาจมาทำฮึกฮักดังนี้ จงเร่งบอกมาโดยเร็วโป๊ยก่ายได้ยินถามดังนั้น จึงตอบว่าอ้ายทารกมึงจำไม่ได้หรือ คือพระเจ้าถัง
ไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้พระอาจารย์เราไปอาราธนาพระธรรมยังมัชฌิมประเทศ
อาจารย์เราเป็นน้องพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ถ้าอยู่ในถ้ำนี้ขอให้ส่งมาโดยเร็ว มิ
ฉะนั้นเราจะเอาคราดเหล็กตีกระหนาบเข้าไป อึ่งเพ้าไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ
แล้วพูดว่าจริงมีสงฆ์รูปหนึ่งอยู่ในถ้ำเรา เราไม่มีความรังเกียจทุกเวลาก็จงรักภักดี
เราทำโต๊ะเนื้อคนเลี้ยงทุกเช้าเย็น พวกเจ้าอยากกินก็เข้ามาจะให้กินสักก้อนหนึ่ง
จะได้รู้รสชาติว่ามันอร่อยอย่างไรโป๊ยก่ายคิดว่าจริงจะใคร่เข้าไป ซัวเจ๋งวิ่งมายึดไว้ถามว่าพี่กินเนื้อคนเมื่อไร โป๊ย
ก่ายจึงนึกขึ้นได้มีความโกรธยิ่งนัก จับคราดตรงเข้าสับลงที่ศีรษะปิศาจอึ่งเพ้า ปิศาจ
อึ่งเพ้าหลบทันก็เข้าต่อสู้กันเป็นสามารถ คนทั้งสองต่างแผลงอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นรบ
กันบนอากาศ ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็วางหาบปล่อยม้า ชักไม้พลองเหล็กเหาะขึ้นไป
ตามช่วยโป๊ยก่ายรบระดม ต่อสู้กันเป็นสามารถยังหาแพ้ชนะกันไม่ โป๊ยก่าย ซัว
เจ็งต่อสู้แก่ปิศาจอึ่งเพ้า ได้สามสิบเพลง โดยเหตุบุญบารมีของพระถังซัมจั้ง ที่จะ
ยังไม่ถึงแก่ชีวิตอันตราย จึงบันดาลมิให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งแพ้แก่อึ่งเพ้าปิศาจ เทพยดา
คอยรักษาโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่ ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจัง ต้องมัดอยู่ในถ้ำนั้นกำลังร้อง
ไห้โศกเศร้าอยู่ แลไปเห็นหญิงคนหนึ่งเดินออกมายืนอยู่ข้างพระถังซัมจั้งถามว่า
เธอนี้อยู่ที่ไหน เหตุใดจึงได้มาต้องมัดอยู่อย่างนี้พระถังซัมจั้งได้ยินถามดังนั้น จึงพิเคราะห์ดูหญิงนั้นอายุประมาณสามสิบปีเศษ
จึงตอบว่าอาตมภาพก็ถึงที่ตายแล้ว มาถึงที่ของสีกาแล้วจะกินเนื้อก็กินเสียเถิด
จะถามอะไรไปทำไมให้เนิ่นช้าไปเล่า หญิงนั้นจึงบอกแก่พระถังซัมจังว่า ข้าพเจ้า
มิใช่ผีปิศาจดอกบ้านข้าพเจ้าจากที่นี่ไปสามร้อยโยซน์ที่ตำบลนั้นมีเมืองหนึ่งเรียกว่า
(โป๊เชียงก๊ก) ข้าพเจ้านี้คือพระราชบุตรีที่สามชื่อข้าพเจ้าเรียกว่า (แป๊ะฮ่องเชียว)
เหตุเมื่อหน้าก่อนสิบสามปี เดือนสิบขึ้นสิบห้าค่ำออกมายังสวนดอกไม้ชมเดือน
และดอกไม้ อ้ายปิศาจตนนี้มันทำลมพายุมืดฟ้ามัวฝน แล้วพัดหอบเอาข้าพเจ้า
มาเป็นผัวเมียแก่มันสิบสามปีแล้ว มีบุตรชายบุตรหญิงสองคนก็ไม่มีข่าวคราวไป
ถึงเมืองได้ พระราชบิดามารดาก็มิได้เห็นหน้าสิบสามปีแล้ว ก็ตัวของท่านเหตุใด
มันจึงจับมาได้หลวงจีนถังซัมจั่งตอบว่า อาตมภาพนี้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
จะไปประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บังเอิญหลงเข้ามาในที่นี่ปิศาจจึง
ได้จับอาตมภาพได้ ยังจะคอยจับสานุศิษย์ทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว จิงจะได้ต้มกิน
เสียด้วยกันทั้งสามคน ฝ่ายกังจ้ได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่า แม้
ว่าท่านจริงใจจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะช่วยท่านได้ ที่เมือง
โป๊เชียงก๊กนั้น ตรงหนทางที่ท่านจะไปท่านสงเคราะห์ข้าพเจ้านำหนังสือข่าวนี้ไป
ให้พระราชบิดาข้าพเจ้าทราบได้ ข้าพเจ้าจะขอปิศาจให้ปล่อยท่านไปพระถังซัมจั้งได้ฟังก๋งจ๊พูดดังนั้นจึงพูดว่า แม้ก๋งจู๊ช่วยอาตมภาพได้ อาตมภาพ
จะรับนำหนังสือนั้นไปให้ก๋งจู้ได้ฟังพระถังซัมจั้งรับอาสาดังนั้น จึงกลับเข้าไปหยิบ
กระดาษมาเขียนหนังสือเสร็จแล้วก็เข้าผนึกเดินออกมาแก้มัดพระถังซัมจั่ง ส่ง
หนังสือฉบับนั้นให้พระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งรับหนังสือนั้นมาแล้วพูดว่า อาตมภาพ
ขอบคุณกังจู๊ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตาย เมื่ออาตมภาพไปถึงเมืองจะนำเข้า
ไปถวาย แต่อาตมภาพยังวิตกว่า ก๋งจู๊พลัดพรากมาหลายปีแล้วบางทีพระราชบิดา
จะจำไม่ได้ ก๋งจู๊อย่าสงสัยว่าอาตมภาพจะพูดกลับกลอกกังจู้ว่าข้อนั้นอย่าวิตกเลย เพราะพระราชบิดานั้นมีบุตรีสามคน ข้าพเจ้าเป็น
คนสุดท้อง แม้หนังสือไปถึงแล้วพระราชบิดาก็จำได้ พระถังซัมจั่งรับหนังสือใสมือ
เสื้อแล้วก็ลานางกังจู๊เดินออกไปหน้าถ้ำ กังจู้จึงห้ามว่าท่านอย่าออกไปทาง หน้าถ้ำ
ที่หน้าถ้ำปิศาจกับศิษย์ของท่านกำลังรบต่อสู้กันอยู่ ท่านจงออกไปทางหลังถ้ำไป
แอบซุ่มตัวอยู่ตามพุ่มรกก่อน ไว้ให้ข้าพเจ้าเกลี้ยกล่อมขอร้องเขาก่อนแล้ว จึงให้
สานุศิษย์ไปตามจะได้ไปพร้อมกัน พระถังซัมจั้งได้ฟังก๋งจี๊พูดแนะนำดังนั้นก็เห็น
ชอบด้วยจึงลานางออกไปทางหลังถ้ำ ก๋งจู้เห็นพระถังซัมจั่งพ้นไปแล้วจึงกลับ
เดินออกไปยังหน้าถ้ำคิดอุบายได้ประการหนึ่ง ในเวลานั้นก๋งจี้ออกมายืนยังหน้าถ้ำ
ได้ยินเสียงอีกทึกอยู่กลางอากาศ แลเห็นโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งกำลังรบกับอึ่งเพ้า ก๋ง
จู้เรียกว่าอึ่งเพ้าไต้อ๋องลงมาก่อนอึ่งเพ้าไต้อ๋องได้ยินเสียงเรียกดังนั้นก็ผละโป๊ยก่ายซัวเจ็งลดลงยังปากถ้ำเดิน
มาถามกังจู๊ว่ามีธุระอะไรหรือ กุงจู๊จึงบอกว่าข้าพเจ้ากำลังหลับอยู่ในห้องฝันไป
ว่าเจ้ากิมกะมา อึ่งเพ้าว่าเจ้ากิมกะพูดว่ากระไรหรือ ก๋งจู๊บอกว่าเมื่อข้าพเจ้ายังเยาว์
อยู่ปักเสาไว้อธิษฐานว่า แม้ข้าพเจ้าเติบใหญ่ไปข้างหน้า มีสามีชื่อเสียงปรากฏ
ฤทธาอานุภาพยิ่งกว่าคน ข้าพเจ้าจะทำสังฆทานและกุศลต่าง ๆ บัดนี้มาร่วมรัก
กับไต้อ๋องเป็นสามีภริยากัน ข้าพเจ้าก็หานึกได้ไม่เจ้ากิมกะมาทวงตาม ซึ่งข้าพเจ้า
ได้อธิษฐานไว้นั้นแล้ว ตวาดข้าพเจ้าก็ตกใจตื่นจะมาบอกแก่ไต้อ๋อง เดินออกมา
จากห้องก็มาพบพระสงฆ์ต้องผูกมัดอยู่กับเสา ขอไต้อ๋องได้กรุณาแก้พระสงฆ์ปล่อย
ไปเถิด เปรียบเหมือนไต้อ๋องช่วยแก้ความอธิษฐานของข้าพเจ้านั้น แต่ยังไม่ทราบ
ว่าไต้อ๋องจะเห็นควรหรือไม่อึ่งเพ้าได้อ๋องได้ฟังนางก๋งจู๊พูดดังนั้น จึงพูดว่าก๋งจู๊ทำไมจะต้องสงสัยให้มาก
ความไปเล่า ข้าพเจ้าจะใคร่กินเนื้อแม้ว่ากังจู้ได้อธิษฐานไว้ พระสงฆ์ที่จับได้นั้น
ตามแต่จะปล่อยไปเถิด แต่ให้ไปทางหลังถ้าก็แล้วกัน ก๋งจู้เห็นอึ่งเพ้ายกให้ดังนั้น
ก็มีความดีใจจึงเดินเข้าไปในถ้ำ อึ่งเพ้าก็เดินออกมาทางหน้าถ้ำตะโกนร้องเรียก
โป๊ยก่ายซัวเจ๋งบอกว่า เจ้าทั้งสองจงลงมานี่ก่อน แต่มิใช่ข้าจะยอมแพ้ฝีมือเจ้าดอก
เพราะข้าเห็นแก่ภรรยาของข้า บัดนี้อาจารย์ของเจ้าข้าพเจ้าปล่อยออกไปข้างหลัง
ถ้ำแล้ว จงรีบไปหาจะได้พากันไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังอึ่งเพ้าร้องดังนั้นก็ตกใจ
ลดลงยังพื้นรีบไปยกหาบจูงม้าตัดข้ามไปทางหลังถ้าร้องเรียกว่าพระอาจารย์อยู่ที่ไหน
ฝ่ายพระถังซัมจั้งซ่อนอยู่ในรก ครั้นได้ยินเสียงร้องเรียกก็จำได้ จึงขานว่าอาตมา
อยู่นี่ซัวเจ็งก็แหวกหญ้าเข้าไปรับอาจารย์ออกมาให้ขึ้นม้าแล้วรีบเดินไป โป๊ยก่าย
นำทางซัวเจ๋งหาบตามมาข้างหลังตัดเนินออกจากดงเข้าทางใหญ่รีบไป โป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งทั้งเดินทั้งทะเลาะกันไปตามทางไม่หยุด พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ห้ามคนทั้ง
สองมิให้ทะเลาะกันเมื่อออกจากอึ่งเพ้าแล้ว เช้าก็ออกเดินค่ำก็หยุดพักเดินมาได้ประมาณสามร้อย
โยชน์ แลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงเมือง คือเมืองเชียงโป้ก๊ก พิศดูชัยภูมิงดงาม เดิน
ไปดูไม่รู้สิ้นซึ่งสิ่งอันประหลาดต่างๆ ครั้นเดินเข้าไปในเมืองแล้วถึงศาลาพักแห่งหนึ่ง
อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเข้าพักอาศัยอยู่ในศาลา หลวงจีนก็หยิบเอาหนังสือที่ก๋งจี๊
ฝากมานั้น เดินเข้าไปถึงประตูเมืองชั้นในบอกแก่ผู้เฝ้าประตูว่าบัดนี้มีพระสงฆ์อยู่
เมืองไต้ถังจะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ขอท่านได้ช่วยนำความกราบทูลให้ทรง
ทราบฝ่ายขุนนางกรมวังผู้เฝ้าประตูได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้น ก็รีบนำความเข้า
ไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า บัดนี้มีพระสงฆ์มาจากเมืองไต้ถังจะขอเข้ามาเฝ้าฝ่ายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กได้ฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงรีบสั่งให้นิมนต์พระถัง
ซัมจั้งเข้าไปเฝ้า ขุนนางก็ออกไปนิมนต์พระถังซัมจั่งเข้าไปเฝ้า พระถังซัมจังทำ
กิริยาคำนับแล้วก็นั่งที่อันสมควร ในเวลานั้นขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมกัน พากันสรรเสริญ
พระถังซัมจั้งว่าพระสงฆ์มาจากเมืองบนมีกิริยาเรียบร้อยงามดีเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กจึงตรัสถามพระถังซัมจั่งว่า ท่านมีธุระอย่างไรหรือจึงได้มาถึง
เมืองข้าพเจ้า พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพเป็นสมณะอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสังพระ
เจ้าแผ่นดินให้อาตมภาพไปเมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมีหนังสือเดินทาง
ตามธรรมเนียม จะต้องเอามาเปลี่ยน เพราะฉะนั้นอาตมภาพจึงต้องเข้ามาเฝ้าพระ
องค์ขอความกรุณาได้โปรดจึงเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กตรัสว่า แม้มีหนังสือเดินทางของพระเจ้าแผ่นดินถังมา
ท่านจงเอาให้ดูก่อน พระถังซัมจั้งก็ถวายหนังสือเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กรับแล้วคลี่ออก
อ่านดูใจความมีว่า ในมหาชมพูทวีปนี้เมืองไต้ถังเมืองใหญ่มีหนังสือเดินทางฉบับ
หนึ่ง ด้วยพระองค์ได้เสวยราชสมบติปกครองอาณาประชาชนโดยยุติธรรม ไพร่บ้าน
พลเมืองมีความสุขความเจริญ เพราะผิดด้วยไฮ้เล่งอ๋องครั้นเมื่อพระองค์สวรรคต
แล้ววิญญาณจิตของพระองค์ลงไปยังเมืองนรก ได้เที่ยวทอดพระเนตรตามขุมนรก
ได้เห็นซึ่งสัตว์นรกที่มีกรรมเวรทรมานอยู่ทุกข์ต่างๆ พระยามัจจุราชได้สั่งให้ยมบาล
พาพระองค์กลับมาส่งยังเมืองมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงมีพระราชศรัทธาเลื่อม
ใสในพระพุทธศาสนา ตั้งพิธีทำมหากุศลเหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จปาฏิหาริย์
มาชี้นำว่า พระไตรปิฎกธรรมในประเทศไซที ถ้าได้มาแล้วตั้งพิธีจึงจะช่วยบรรเทา
กองกรรมของสัตว์นรกให้ปลดเปลื้องเบาบางออกไปได้ เพราะฉะนั้นจึงให้พระสงฆ์
เหี้ยนจึงตั้งความเพียรอุตสาหะมากว่าจะถึงแม้ว่าพระถังซัมจังไปถึงเมืองใดในประ
เทศตะวันตกแม้ว่าท่านเจ้าเมืองใดตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมแล้ว ได้ทราบหนังสือ
ฉบับนี้ขอให้ท่านประทับตราส่งต่อ ๆไปในฉบับนั้นมีลายพระราชหัตถ์เซ็นว่า พระเจ้า
เจงกวนเสวยราชได้สิบสามปีและประทับตราเก้าดวงเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กทอดพระเนตรจบแล้วจึงประทับตราของพระองค์
ลงในหนังสือฉบับนั้นเป็นสำคัญ แล้วจึงส่งให้พระถังซัมจั้งไป พระถังซัมจั้งรับ
หนังสือแล้วจึงถวายพระพรว่า ข้อหนึ่งอาตมภาพขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ข้อสอง
อาตมภาพนำข่าวพระราชบุตรีของพระองค์มาถวายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กตรัสถามว่าข่าวอะไร พระถังซัมจั้งตอบว่าพระราชบุตรีที่
สามของพระองค์ บัดนี้ต้องทนทุกข์อยู่ที่ปิศาจอึ่งเพ้าจับไว้ที่เขาอั๊วจื๊อชัวถ้ำปอง้วย
ต๋อง อาตมภาพเดินทางมาทางนั้นจึงได้พบก๋งจู๊ได้ฝากหนังสือมาให้พระองค์
เจ้าเมืองได้ฟังดังนั้น ก็ทรงพระกันแสงตรัสว่า สิบสามปีแล้วมิได้เห็นหน้าและข่าว
คราวกังจู๊เลย ทำไมท่านจึงรู้ว่าปิศาจยักษ์จับไป พระถังซัมจังจึงหยิบเอาหนังสือ
ออกจากมือเสื้อถวายให้ทรงทอดพระเนตร เห็นที่สลักหลังซองข้างนอกว่าเจริญสุข
ก็จำได้ว่าเป็นลายมือของลูก พระหัตถ์ให้อ่อนเปลี้ยไปจนไม่สามารถจะเปิดผนึก
หนังสือออกอ่านได้ จึงรับสั่งให้ขุนนางมาเปิดออกอ่านดูมีใจความว่า ข้าพเจ้าหญิง
กตัญญ คือแป๊ฮวยเชี้ยวถวายบังคมมายังพระราชบิดาทราบ และฝ่ายในใหญ่น้อย
ทั้งหลายและฝ่ายหน้าขุนนางทั้งหลายได้ทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงเกิดมา พระคุณ
ของบิดามารดาดุจดังว่าฟ้าและดิน ข้าพเจ้าก็ยังหาได้ตอบแทนไม่ บังเอิญเมื่อก่อน
สิบสามปี เดือนสิบขึ้นสิบห้าค่ำ พระราชบิดามีรับสั่งทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้าเลี้ยงโต๊ะ
ด้วยความรื่นเริง และชมพระจันทร์ในวันเพ็ญ ในขณะนั้นก็บังเกิดมืดมนอนธกาล
พายุใหญ่ มีปิศาจร้ายลงมาอุ้มหอบข้าพเจ้าเหาะขึ้นบนอากาศพาไปยังถ้ำ ได้ความ
คับแค้นแสนสาหัสสุดที่จะแก้ไข ปิศาจจึงได้ข่มขื่นร่วมประเวณีมาได้สิบสามปีมีบุตร
ด้วยปิศาจสองคนหญิงหนึ่งชายหนึ่ง เหตุนี้จำใจต้องจำเป็นให้เสียชาติมนุษย์ ซึ่ง
เป็นการอัปยศอย่างนี้ไม่ควรจะกล่าวให้พระองค์ทรงฟังแต่มีความวิตกว่าลูกตายไป
เมื่อภายหลังพระบิดาจะมิได้ทราบเรื่องว่าเป็นประการใด ข้าพเจ้าคิดถึงพระบิดา
มารดาและวงศาคณาญาติก็ไม่รู้ที่จะทำประการใด บังเอิญพบพระถังซัมจั้ง ณ
เมืองไต้ถังเดินมาทางนี้ปิศาจจับมัดไว้ ข้าพเจ้าคิดอุบายแก้ไขปล่อยได้ จึงได้ฝาก
หนังสือบอกข่าวมา เมื่อพระบิดามารดาจะได้ทรงทราบแล้ว คือหาทหารที่มีฤทธิ์
มาปราบปรามปิศาจที่เขา (อั๊วจื๊อชัวถ้ำปอง้วยต๋อง) จับตัวอึ่งเพ้าให้ได้ช่วยข้าพเจ้า
ให้ได้กลับบ้านคืนเมือง ได้เห็นหน้าพระบิดาและมารดาเพื่อได้ฉลองพระเดช
พระคุณต่อไปครั้นอาลักษณ์อ่านจบสิ้นข้อความแล้ว พระราชบิดาก็ทรงพระกันแสง บรรดา
ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ก็พากันโศกเศร้าถึงเจ้านายที่ต้องตกยากไปอยู่กับปิศาจ
ต่างคนมีความสงสารทุก ๆ คน ทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้า จึงมีรับสั่งถามขุนนางใหญ่
น้อยทั้งปวงว่า ผู้ใดยังสามารถอาจอาสายกพลโยธาไปต่อสู้จับตัวปิศาจนั้นมาได้
บ้างให้ข้าพเจ้าแก้แค้นก๋งจู้ผู้บุตรกลับมาได้ แต่พระองค์ตรัสถามดังนี้ถึงสามครั้งก็
หามีผู้ใดจะออกปากรับอาสาไม่ พระองค์ก็ทรงพระโทมนัสทรงพระกันแสงมากขึ้นฝ่ายขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงพระกันแสงทุกข์
โทมนัสถึงพระราชธิดาดังนั้นจึงพร้อมกันกราบทูลว่าธรรมดามนุษย์เช่นพวกข้าพเจ้า
ทั้งหลาย ได้ฝึกหัดเพลงศาสตราอาวุธและตำรับพิชัยสงครามก็สำหรับจะได้ต่อสู้
เอาชัยชนะแก่มนุษย์ด้วยกัน อันปิศาจยักษ์เช่นอึ่งเพ้านี้ มีฤทธาอานุภาพเหาะเหิน
เดินอากาศได้และทั้งนิมิตบิดเบือนกายเป็นลมและเป็นไฟได้ จำเป็นจะต้องคิดหา
ผู้วิเศษเช่นพระถังซัมจัง โดยเหตุว่าหนทางที่จะมาจากทิศตะวันออกจากเมืองไต้ถัง
ถ้ามิใช่ผู้มีอภินิหารบุญญาบารมีมากแล้ว ก็จะไม่สามารถจะมาได้ถึงเพียงนี้ เพราะ
ฉะนั้นพระถังซัมจั้งคงจะมีศิษย์หาที่ดีมีฤทธิ์ปราบปิศาจได้บ้าง มีคำสุภาษิตพูดไว้
ว่า มาทางใดต้องเอาทางนั้นแก้ ขอพระองค์ได้นิมนต์พระถังซัมจั้งให้ช่วยปราบ
ปิศาจให้ ก็คงจะช่วยนางก๋งจู๊ให้คืนมาได้ ขอพระองค์จงได้ทรงพระดำริเถิด หาก
จะสำเร็จได้เป็นแน่พระเจ้าแผ่นดินเซียงโป๊ก๊ก ได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงเบือนพระพักตร์
มาตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์ท่านช่วยโยมกำจัดปิศาจยักษ์ แก้ก๋งจี๊
บุตรโยมให้กลับมาเมืองแล้ว ท่านไม่ต้องไปไซทีให้ลำบากเรากับท่านผูกสมัครรัก
กันเหมือนญาติ อยู่รับความสุขสำราญมิดีหรือ พระถังซัมจั้งได้ฟังเจ้าแผ่นดินตรัส
ดังนั้นจึงพูดว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ อาตมภาพเป็นสมณะประกอบกิจวัตรสวด
มนต์ไหว้พระเท่านั้น การที่จะปราบปิศาจยักษ์ร้ายหารู้ไม่เจ้าเมืองจึงถามว่า ท่านไม่มีฤทธิ์อานุภาพทำไมท่านจึงอาจสามารถมาประเทศ
ไซทีได้ พระถังซัมจั้งตอบโดยความจริงว่า อาตมภาพมีศิษย์สองคน คอยรักษา
อาตมภาพจึงได้มาถึงนี่ พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊ก จึงรับสั่งให้หาโป๊ยก่ายกับซัว
เจ้งเข้ามาในที่เฝ้าพระถังซัมจั่งจึงถวายพระพรว่า สานุศิษย์สองคนนั้น รูปร่างหยาบ
ช้ารุงรัง อาตมภาพวิตกว่าให้เข้ามาในพระราชวังแล้ว คนทั้งหลายจะพากันหวาด
เสียว ทั้งพระองค์ก็จะตกพระทัยพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อได้บอกให้ทราบแล้วดังนี้ก็ไม่ต้องวิตกอะไรดอก
จึงโปรดรับสั่งให้ขุนนางถือป้ายทองคำออกไปรับโป๊ยก่ายซัวเจ้งยังศาลา โป๊ยก่าย
ซัวเจ้งได้ทราบดังนั้น ก็เก็บข้าวของและม้าฝากมอบไว้แก่คนที่รักษาศาลาแล้ว
โป๊ยก่ายซัวเจ้งก็ต่างถืออาวุธสำหรับมือตามขุนนางเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึงหน้า
พระที่นั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็คำนับแล้วก็ยืนสองข้างฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ทอดพระเนตรเห็นคนทั้งสองมีลักษณะน่ากลัวดังนั้น ใน
พระทัยก็ให้หวาดเสียวทรงนิ่งไปเป็นครู่ จึงตรัสถามว่าท่านทั้งสองท่านผู้ใดเข้าใจใน
การปราบปิศาจยักษ์มารได้ โป๊ยก่ายได้ยินถามดังนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าเข้าใจเคย
ปราบได้ พระเจ้าแผ่นดินถามว่าท่านทำประการใดในวิธีปราบปิศาจจึงปราบได้ โป๊ย
ก่ายตอบว่าข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นที่ขุนนางที่พ่องง้วนเส้ย เพราะมีโทษทำผิด
"จึงต้องลงมาตามโทษอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติ ตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ข้าพเจ้านี่แหละ
ปราบปิศาจที่หนึ่งเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นทหารบนฟ้าลงมาดินคงจะ
เปลี่ยนแปลงกายได้ โป๊ยก่ายทูลว่าการเปลี่ยนแปลงก็ทำได้แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กว่าขอเชิญท่านแปลงให้ดูสักหน่อยเถิด โป๊ยก่ายว่าจะโปรดให้
แปลงเป็นอะไรขอให้ทราบก่อน จะได้ทำตามต้องการ เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กว่าขอ
ให้แปลงตัวให้สูงอันที่จริงโป๊ยก่ายแปลงตัวได้ถึงสามสิบหกอย่าง เมื่อได้ฟังเจ้าแผ่นดินบอกดัง
นั้น โป๊ยก่ายร่ายพระคาถาร้องเสียงดังว่าสูงตัวนั้นก็สูงแปดเก้าวา รูปร่างดุจปิศาจ
ขุนนางทั้งหลายเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็พากันตกใจตัวสั่นไปทุกคนมีขุนนางฝ่ายทหารผู้หนึ่ง ถามว่าท่านแปลงได้เท่านี้และหรือ หรือจะสูงเพียง
ใดได้อีก โป๊ยก่ายว่าดูตามสายลม ถ้าลมตะวันออกยังปรกติไม่เป็นไร ถ้าลมตะวัน
ตกก็ยังไม่เป็นไร แม้ว่าลมทิศอาคเนย์มาก็หอบทั้งท้องฟ้าได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ยิน
โป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ร้องห้ามว่าท่านอย่าแปลงเลย โป๊ยก่ายจึงร่ายพระคาถาลดตัว
ให้เล็กลงตามเดิมพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเห็นดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงเรียกขันทีให้เอา
สุรามารินรางวัลให้โป๊ยก่ายถ้วยหนึ่ง โป๊ยก่ายรับแล้วก็ดื่มหมดถ้วย เจ้าแผ่นดิน
เชียงโป๊ก๊กพูดว่านี่ข้าพเจ้ารางวัล ต่อเมื่อช่วยก๋งจู้มาได้แล้วจะรางวัลเงินทองให้ยิ่ง
กว่านี้โป๊ยก่ายพอดื่มสุราแล้วก็เหาะลอยไปในอากาศ เจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็สรร
เสริญว่าท่านเหาะเหินได้ โป๊ยก่ายเหาะไปแล้วซัวเจ๋งดื่มสุราแล้วก็เหาะลอยขึ้นกลาง
อากาศตามไป พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกใจร้องห้ามว่าท่านถังซัมจั้งอย่าเพิ่ง
เหาะไปก่อนนิมนต์นั่งสนทนากับข้าพเจ้าก่อน พระถังซัมจั้งว่าอาตมภาพนี้เหาะได้แค่
ยอดหญ้า จะย่างก้าวก็ไม่ได้จะเหาะไปข้างไหนได้ ในเวลานั้นพระถังซัมจังกับ
พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กนั่งสนทนากันอยู่ในพระราชวังฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๊งเหาะไปบัดเดี๋ยวก็ถึงปากถ้ำจึงลดลงยังพื้นแล้วก็เดินเข้าไป
ยังประตูถ้ำเอาคราดเหล็กสับขุดประตูถ้ำล้มลงทั้งสิ้น พวกปิศาจที่เฝ้าประตูเห็นดัง
นั้นก็พากันวิ่งเข้าไปในถ้ำ บอกว่าไต้อ๋องได้ทราบเถิด บัดนี้อ้ายปากยาวหูใหญ่กับ
อ้ายสีหมอกมันมาขุดรื้อประตูทลายลงหมดแล้วอึ่งเพ้าได้ฟังดังนั้นก็ตกใจเอาเกราะสวมตัวเสร็จแล้วมือถือมีดดาบรีบเดินออก
มายังปากถ้ำ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าข้าปล่อยอาจารย์เจ้าไปแล้ว เหตุใดจึง
กลับมาทำสามารถดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่าอ้ายปิศาจเอ็งไม่มีความดีทำอิทธิฤทธิ์อานุ
ภาพลอบลักบุตรหญิงที่สามของเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กมาข่มขืนเป็นเมียมาถึงสิบสาม
ปีแล้ว บัดนี้กูรับอาสามาจะจับตัวมึง มึงรักตัวกลัวตายจงเร่งส่งนางโดยเร็วเถิด
กูจะไว้ชีวิตอึ่งเพ้าได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเป็นกำลัง ยกมีดขึ้นฟันโป๊ยก่าย
ไซอิ๊ว ๓๑๔
หลบทันทีก็ยกคราดเหล็กขึ้นรับรองต่อสู้กัน ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็จับไม้พลองเหล็กวิ่ง
ตามมาระดมตีอึ่งเพ้า รบกันครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน อึ่งเพ้าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งตลบ
ตะแลงต่อสู้กันที่บนเนินเขา โดยสามารถได้สิบแปดเพลงโป๊ยก่ายกำลังล้าลงท่า
จะเอาชัยชนะไม่ได้ รบคราวนี้ส้อึ่งเพ้าไม่ได้ เพราะคราวก่อนมีเทวดาช่วยเป็นกำลัง
คราวี้เทพยดาติดตามรักษาพระถังขัมจั้งอยู่เมืองเชียงโป๊ก๊ก เพราะฉะนั้นโป๊ย
ก่ายซัวเจ๋งจึงสู้อึ่งเพ้าไม่ได้ โป๊ยก่ายเห็นกำลังตัวอ่อนลงจึงร้องให้ชัวเจ้งสู้ไปก่อน
ไว้พี่พักประเดี๋ยวพูดดังนั้นแล้วก็ผละทิ้งให้ชัวเจ๋งรบวิ่งมุดแอบเข้ารกนอนเสียไม่ออก
มารบฝ่ายอึ่งเพ้าปิศาจ เห็นโป๊ยก่ายหนีแล้ว ก็ออกกำลังรบซัวเจ้ง ซัวเจ๋งกำลังน้อย
อ่อนพลาดท่าอึ่งเพ้ากระโจนเข้าจับตัวได้เอาเข้ามาในถ้ำ แล้วเอาเชือกมาขึงพืดถ่าง
ไว้ทั้งเท้าและมือ อึ่งเพ้าปิศาจยักษ์เมื่อจับชัวเจ้งมามัดขึงไว้แล้ว จิตใจก็ยังไม่หมาย
จะทำอันตรายแก่ซัวเจ๋ง จึงนั่งตรึกตรองนึกในใจว่า อันพระถังซัมจั้งเป็นสมณะประ
พฤติชอบย่อมรู้ผิดถูกดีชั่วบุญบาป เราปล่อยให้เธอรอดชีวิตไป และจะกลับให้โป๊ย
ก่ายซัวเจ็งกลับมาทำร้ายเราดังนี้ก็ผิดไป หากจะไม่เป็นไปได้ ซึ่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งมา
รบครั้งนี้ ชะรอยเมียของเราเองจะเขียนหนังสือลับฝากพระถังซัมจั้งไปถวายพระราช
บิดา พระราชบิดาเธอทราบความจึงใช้ให้โป๊ยก่ายซัวเจ้งกลับมาทำร้ายเรา อึ่งเพ้า
คิดดังนั้นแล้ว ก็ให้แค้นก๋งจู๊จะใคร่ฆ่านางเสียฝ่ายนางกังจู๊ก็หารู้ตัวไม่ ครั้นหวีผมแต่งตัวแล้วก็เดินออกมาจากห้อง อึ่งเพ้า
เห็นจึงชี้หน้าว่าอีชาติหญิงร้ายจิตคล้ายสุนัขไม่มีความดี ตั้งแต่ได้เจ้ามาเราก็มิได้
กล่าวคำหยาบช้าให้เคืองหู ถนอมน้ำใจเจ้าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ที่สุดจะตกแต่งร่างกาย
ก็ได้อุตสาห์หาให้ได้ดังความปรารถนาจะกินจะนอนก็มิได้ร้อนรน แต่เจ้ามิได้มีความ
กตัญญรู้คุณแห่งเราเจ้าคิดถึงบิดามารดาก็ตามใจเจ้า แต่มิได้คิดถึงที่ได้เป็นผัวเมีย
ที่ได้ร่วมรักกันมากังจู๊ครั้นได้ฟังอึ่งเพ้าพูดดังนั้น มีความตกใจสะดุ้งทั้งตัว จึงคุกเข่าลงต่อหน้า
อึ่งเพ้าแล้วพูดว่าไต้อ๋องทำไมวันนี้มากล่าวความอันไม่มียางรักและอาลัยเช่นนี้เล่า
อึ่งเพ้าว่าไม่รู้ว่าเราแตกร้าวหรือเจ้าคิดให้แตกร้าว เราจับได้ถังซัมจั้งจะใคร่กินเนื้อ
ทำไมเจ้าแก้มัดปล่อยไป และแอบฝากหนังสือลับไปด้วยให้บิดาเจ้ารู้เรื่อง ถ้ามิ
ดังนั้นทำไมอ้ายสองคนจะได้กลับมาทำร้ายแก่เราอย่างนี้เล่า และทั้งมันได้ทวงให้
ส่งเจ้ากลับเมืองก๋งจู้ได้ฟังอึ่งเพ้าพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านไต้อ๋องเห็นจะโกรธข้าพเจ้าผิดดอก
กระมัง ข้าพเจ้าก็หาได้ฝากอะไรไปไม่ อึ่งเพ้าว่ายังจะทำปากกล้าไปอีกเดี้ยวนี้เรา
จับได้คนหนึ่งเป็นพยาน ก๋งจู้ถามว่าใครที่ไหน อึ่งเพ้าว่าอ้ายซัวเจ็งสานุศิษย์ของ
พระถังซัมจั้งเป็นพยานนะสิ แรกมันมาถึงแล้วมันหนีรอดไปได้ใครเลยจะใคร่มาหา
ที่ตายอีก นี่คงจะมีคนใช้ให้มาจึงได้มาอีกฉะนี้ ก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าได้
อ๋องมีความสงสัย ขอไต้อ๋องจงยับยั้งซึ่งความโกรธก่อน ไต้อ๋องกับข้าพเจ้าไปต่อ.
หน้าซัวเจ๋งถามดู แม้ว่าข้าพเจ้ามีหนังสือฝากไปจริงตามแต่ท่านจะฆ่าฟันเถิด แม้ว่า
ไม่จริงไต้อ๋องก็อย่าเพิ่งทำอันตรายแก่ข้าพเจ้าก่อนเลยอึ่งเพ้าได้ฟังดังนั้นก็ไม่ว่ากระไร ตรงมาจับมวยผมลากไป ครั้นมาถึงที่ที่ซัวเจ๋ง
ต้องมัดอยู่นั้น อึ่งเพ้าจึงผลักนางคว่ำลงกับพื้น มือถือมีดดาบร้องถามโดยความ
โกรธว่า อ้ายซัวเจ๋งมึงจงบอกโดยความจริง ซึ่งเจ้าสองคนบังอาจสามารถมาพัง
ประตูถ้ำของเราให้เสียไปทั้งนี้ เพราะอีหญิงคนนี้ฝากหนังสือไปให้พระราชบิดามัน
รู้ข่าว จึงให้มึงทั้งสองมาทำร้ายภูมิใช่หรือซัวเจ้งเวลานั้นต้องมัดอยู่ เห็นอึ่งเพ้ามีกิริยาดุร้ายจะใคร่ฆ่านางก๋งจู๊ และถาม
ถึงหนังสือดังนั้น ซัวเจ็งแสร้งทำหน้าชื่นแล้วตอบว่า อ้ายมารร้ายมึงอย่าทำให้ผิด
ธรรมเนียมไป ใครมีหนังสือลับอะไรที่ไหน เหตุนี้เพราะด้วยมึงจับอาจารย์กูขังไว้
ในถ้ำ ท่านเลยเห็นรูปร่างนาง ครั้นท่านเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เจ้าเมือง
เชียงโป้ก๊กได้เอารูปวาดของนางออกมาให้ดู เพื่อจะสืบหาข่าวคราวว่าได้พบปะบ้าง
หรือ อาจารย์ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงบอกว่าได้พบเห็นอยู่ในถ้ำนี้ เพราะฉะนั้น
เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กจึงให้เรามาทวงนางกังจู๊ เป็นความจริงอย่างนี้ จะมีหนังสือ
ใครฝากไปที่ไหนเจ้าจะฆ่าก็จงเร่งฆ่าเราเสียดีกว่า จะฆ่าทำไมแก่ผู้หญิงคนชื่อตรงอึ่งเพ้าได้ฟังซัวเจ๋งพูดจาองอาจกล่าวกล้าดังนั้น ก็ทิ้งมีดเข้าประคองนางให้
ลุกขึ้น ปัดเป่าผงดินแล้วพูดว่า ขอเจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธเราเลย เพราะเป็นเวลา
โกรธปราศจากสติหาทันจะได้ตรึกตรองไม่ ว่าดังนั้นแล้ว ก็พยุงกงจู้ขึ้นนั่งบนที่สูง
คำนับขอขมาโทษที่ได้กระทำผิดล่วงเกินหยาบช้านั้น นางก็อนุญาตให้ แล้วจึงบอก
แก่สามีว่าไต้อ๋องจงแก้มัดซัวเจ้งออก เอากุญแจใส่ดีกว่า อึ่งเพ้าก็ทำตาม ซัวเจ๋ง
ก็มีความดีใจ เราทำความดีแก่ท่าน ท่านก็ทำความดีตอบแทนแก่เรา อึ่งเพ้าจึงให้
จัดโต๊ะและสุราเสร็จแล้ว อึ่งเพ้ากับก๋งจู๊ก็นั่งโต๊ะเสพสุราเป็นที่สบายใจ แล้วอึ่งเพ้า
คิดขึ้นมาได้จึงให้ปิศาจคนใช้นำเอาเสื้อกางเกงเครื่องนุ่งห่มสำรับใหม่มานุ่งห่ม ครั้น
แต่งตัวเสร็จแล้วเอามีดดาบซ่อนไว้ในเสื้อ จึงเอามือลูบหลังนางก๋งจู้แล้วสังว่า เจ้า
จงคอยระวังบุตรทั้งสองและระวังอย่าให้อ้ายซัวเจ็งหนีไปได้ บัดนี้ถังซัมจั่งคงจะยัง
อยู่ในพระราชวัง และเราจะไปเยี่ยมญาติด้วยนางก๋งจี๊ถามว่าไต้อ๋องจะไปเยี่ยมญาติที่ไหน ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ยินไต้อ้องพูด
ถึงญาติเลย อึ่งเพ้าจึงบอกว่าบิดาของเจ้าก็เป็นพ่อตาของเรา เราเป็นบุตรเขยของ
ท่านทำไมไม่ไปเยื่อนเล่า ก๋งจุ๊ห้ามว่าไต้อ๋องอย่าไปเลย เพราะเดิมพระราชบิดาก็
มิได้รู้จักรูปร่างว่าเป็นประการใด ไต้อ้องมีรูบ่และลักษณะอย่างนี้ จะเข้าไปในพระ
ราชวัง ถ้าพระราชบิดาทอดพระเนตรเห็นก็จะมีจิตหวาดเสียวสะดุ้งกลัวยิ่งนักหรือ
จะพาให้เกิดการไม่ดีขึ้นดอกกระมัง ถ้าจะไม่ไปเสียเลยจะดีกว่าดอกกระมัง ขอไต้
อ่องจงดำริดูให้จงดีก่อน อึ่งเพ้าพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะจำแลงตัวให้สะสวยคนทั้ง
ทั้งหลายได้เห็นก็จะชมว่างาม ว่าแล้วอึ่งเพ้าก็ร่ายพระเวทบิดเบือนกายกลายเป็น
มานพหนุ่มน้อยนักเรียนรูปร่างสะสวยกงจู๊เห็นปิศาจแปลงกายสะสวยแล้วอย่างนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก แล้วจึงพูด
ว่า แม้ถึงแปลงกายสะสวยแล้วอย่างนี้ ไต้อ๋องจะเข้าเฝ้าพระราชบิดาก็คงจะไม่เสีย
เกียรติยศ พระราชบิดาก็คงจะทรงกรุณาบรรดาขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายก็คงจะมี
ความรักใคร่นับถือเป็นแน่ พระราชบิดากับขุนนางทั้งหลายก็คงจะรับรองเลี้ยงดูเป็น
อันดี แต่เมื่อเวลาจะนั่งโต๊ะรับประทานอาหาร บางทีจะเมาสุรามากเข้าก็เผลอตัว
รูปและกิริยาดุร้ายจะแปรออกให้เขาเห็นก็จะพาให้เสียการอึ่งเพ้าจึงตอบว่า เราคิดรอบคอบไปอย่างนั้นก็ชอบแล้ว แต่เป็นธุระส่วนตัว
ของพี่คงจะระวังรักษากิริยาไว้ให้ดีมิให้เสียการไปได้ พูดดังนั้นแล้ว ก็เหาะขึ้นบน
อากาศตรงไปยังเมืองเชียงโป๊ก๊กประเดี้ยวก็มาถึงเมือง อึ่งเพ้าก็ลงยังพื้นเดินเข้าไป
ในประตูวัง ครั้นถึงจึงบอกแก่ขุนนางว่า บัดนี้พระราชบุตรเขยที่สามจะขอเข้าไป
เฝ้าพระราชบิดา ขอท่านได้เข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบ ฝ่ายขุนนางพนักงานเฝ้า
ทวารครั้นได้ฟังดังนั้น จึงนำความเข้าไปกราบทูลว่าบัดนี้มีพระราชบุตรเขยที่สาม
จะเข้ามาเฝ้าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กได้ทรงฟังขุนนาง
กราบทูลดังนั้น ก็นึกสงสัยจึงตรัสถามขุนนางทั้งหลายว่าบุตรเขยของเรามีแต่สอง
คนเท่านั้น จะมีบูตรเขยที่สามมาแต่ไหนเล่าพวกขุนนางทั้งหลายจึงกราบทูลว่า บุตรเขยที่สามนั้น เห็นจะเป็นปิศาจยักษ์
ดอกกระมัง ครั้นพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าถ้ากระ
นั้นก็ให้พาตัวเข้ามาเถิด พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่าอันกายสิทธิ์ถึงจะเป็นปิศาจ
มันย่อมเหาะเหินเดินอากาศได้ แม้จะเรียกมันก็มาได้ จะไม่เรียกมันก็มาได้บัดนี้
มาถึงแล้ว ขอพระองค์จงเรียกตัวให้เข้ามาเถิด จะได้เห็นรูปร่างเนื้อตัวว่าเป็น
ประการใด เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก เมื่อได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงรับสั่งแก่ขุนนาง
ให้ออกไปพาตัวอึ่งเพ้าเข้ามา อึ่งเพ้าครั้นเข้ามาถึงหน้าที่นั่งแล้วก็ทำกิริยาคำนับ
แล้วก็ยืนอยู่ส่วนหนึ่งฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางทั้งหลาย เห็นอึ่งเพ้ารูปร่างสะสวยดังนั้น ก็หา
รู้ว่าปิศาจแปลงกายไม่ พากันเห็นเป็นคนดีไปทั้งนั้น ส่วนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์
จึงตรัสถามว่า ถิ่นฐานบ้านเรือนของเจ้าอยู่แห่งหนตำบลใด และเมื่อเวลาไรได้กับ
บุตรเรา มาวันนี้จึงได้มาเยี่ยมญาติปิศาจแปลงถวายคำนับแล้วทูลว่าข้าพเจ้าอยู่ทางทิศตะวันออกตรงไปจาก
เมืองนี้ ตำบลนั้นเขาเรียกว่า (เขาอั๋วจื๊อซัวปอง้วยต๋อง) จากนี้ไปสามร้อยโยชน์
พระเจ้าแผ่นดินทรงซักต่อไปว่า ทางไกลถึงสามร้อยโยชน์ เหตุใดก๋งจู้จึงได้ไปถึง
พบปะเป็นผัวเมียแก่เจ้าอึ่งเพ้าแก้ไขโดยความเท็จว่า เดิมข้าพเจ้าฝึกหัดยิงธนูหน้าไม้ เที่ยวยิงโคถึก
มฤดีเลี้ยงชีพ เมื่อก่อนสิบสามปีเดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ ข้าพเจ้าขึ้นไปบนเนินเขา จะ
ใคร่ไปยิงเนื้อบังเอิญพบเสือเฒ่าตัวหนึ่งแบกหญิงสาวคนหนึ่งข้ามเนินลงมา ข้าพเจ้า
โก่งหน้าไม้ยิงไปถูกเสือเฒ่านั้นล้มลงยังพื้น พวกข้าพเจ้าก็ตรูกันเข้าจับเสือมัดแล้ว
พาไปบ้าน และหญิงนั้นก็อุ้มเอาไปบ้านด้วย ค่อยพิทักษ์รักษาเอายาชะโลมและ
ให้กินข้าวน้ำจนหายเป็นปรกติดีแล้ว นางก็มิได้บอกว่าเป็นพระราชบุตรี แม้ว่าบอก
แก่ข้าพเจ้าแต่แรกว่าเป็นก๋งจู๊ที่สามแล้ว ที่ไหนจะอาจสามารถร่วมรักกันได้ ข้าพเจ้า
ก็คงจะนำนางมาถวาย เอาความชอบเป็นขุนนางมีเกียรติยศ เพราะก๋งจั๊บอกว่า
ตนเป็นพลเรือนข้าพเจ้าจึงได้ยึดไว้เป็นภรรยามาก็หลายปีแล้ว และเมื่อเวลาวันที่
ข้าพเจ้าแต่งงานจะเอาเสือเฒ่าตัวนั้นออกต้มแกง เพื่อจะเชิญวงศ์ญาติมากินเลี้ยง
เป็นที่รื่นเริงกัน นางก๋งจู๊เห็นดังนั้นจึงพูดอ้อนวอนข้าพเจ้า ขอให้ปล่อยเสือเฒ่านั้น
ไปมิให้ฆ่า ข้าพเจ้าก็ปล่อยไปมิได้ทำอันตรายแก่เสือ เสือเฒ่าเห็นแก้มัดแล้วก็ไป
จำศีลอยู่ในถ้ำหลายปี สำเร็จในทางฌานเปลี่ยนแปลงกายได้ต่างๆ เที่ยวทำให้ชาว
ชนหลงเชื่อ และทำอันตรายแก่มนุษย์ทั้งหลายอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมื่อปี
ก่อนมีพระสงฆ์ชื่อถังซัมจังมาจากเมืองไต้ถัง เพราะมีรับสั่งให้ไปมัชเิมประเทศ
อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ข้าพเจ้าได้พบปะและได้ยินอย่างนี้มาหลายครั้ง จึง
คิดว่าอ้ายเสือเฒ่าแปลงกายได้ มันได้ม่าพระถังซัมจังเสียแล้วได้หนังสือเดินทาง
เพราะฉะนั้นมันจึงเที่ยวหลอกเขาตลอดมา แปลงเป็นรูปพระถังซัมจั้งอย่างนี้ บัดนี้
มาหลอกพระองค์ในพระราชวังใน ทำไมพระองค์จึงเชื่อถือยกย่องให้นั่งอยู่บนนั้น
เล่า นี่แหละคือเสือเฒ่าที่แบกก๋งจู้ไปเมื่อสิบสามปีก่อนนั้นมิใช่พระถังซัมจั้งที่จะไป
อาราธนาพระธรรมดอกเจ้าเมืองเชียงโป้ก๊กได้ฟังฮูเบ๊บุตรเขยพูดดังนั้น ก็ตกพระทัยตะลึงไปเป็นครู่
จึงได้พระสติถามว่าทำไมฮูเบ้จึงจำได้ว่าเสือเฒ่าตัวนีพาก๋งจี๊ไป ปีศาจแปลงได้ฟัง
ถามดังนันจึงทูลว่าข้าพเจ้าอยู่ยังป่าเขากิริยาของเสือเฒ่านี้จะผันแปรประการใด
ข้าพเจ้าทราบได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำได้พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ฮูเบ๊จำได้ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นรูปร่างเป็นอย่างไร ฮูเบ็
ปิศาจจึงทูลว่าถ้าพระองค์จะใคร่เห็นรูปเดิมของเสือนั้นขอน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งข้าพเจ้า
ไชอิ๋ว ๓๑๘
จะทำให้พระองค์เห็น จะได้ทรงทราบว่าจะจริงหรือไม่จริงพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขันทีเอาน้ำมาถ้วยหนึ่งให้แก่ฮูเบ็ฮูเบ๊ก็เสกด้วยคาถา
แล้วอมน้ำพ่นไปยังหน้าพระถังซัมจั่ง สั่งให้แปรร่างกายเป็นเสือเฒ่า รูปร่างพระ
ถังซัมจั้งก็กลายเป็นเสือเฒ่านั่งขยับเขี้ยวคำรามร้องโฮกฮากอยู่ เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก
กับขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายเห็นจริงดังนั้นก็พากันตกใจ หลบหนีซุกซ่อนกลัวเสือ
ไปทุกคน ยังแต่ขุนนางฝ่ายทหารที่ใจกล้าก็พากันถืออาวุธเข้าล้อมตีเอาเสือแฒ่าในครั้งนี้หากชีวิตของพระถังซัมจังยังไม่ถึงที่อันตราย แม้พวกทหารตีแทงฟัน
สักร้อยครั้ง ก็มิได้กระทบถูกต้องถึงเนื้อหนังและู้สึกเจ็บถึงพระถังซัมจั๋ง โดย
เทพยดาป้องกันรักษาอยู่ หากเป็นผลกรรมก่อนซึ่งได้กระทำไว้ก็ให้เป็นไปตามยถา
กรรมฉะนัน ถ้าไม่มีบุญญาบารมีเทพยดามิได้พิทักษ์รักษาแล้ว เนื้อหนังพระถัง
ซัมจั่งก็จะแหลกละเอียดไปเช่นแก่เต้าฮูยี พวกขุนนางนายทหารทั้งหลายคอยระวัง
ล้อมเสือจนเวลาบ่าย จึงจับเสือใส่กรงเหล็กได้แล้วจึงรับสั่งแก่ขุนนางให้จัดโต๊ะ
เลี้ยงตอบคุณฮูเบ้ที่ได้มาช่วย เวลานั้นก็จวนเย็นบรรดาขุนนางก็ออกจากเฝ้าเจ้า
พนักงานจัดเครื่องโต๊ะพร้อมแล้ว ก็เชิญฏูเบ๊ไปนั่งโต๊ะ อึ่งเพ้าก็เข้านั่งกินตามสบาย
ทั้งสองข้างซ้ายขวามีนางบำเรอรุ่นสาวรูปร่างสะอาดสวยทุก ๆ คน มายืนคอยเฝ้า
ฮูเบ็ปิศาจสิบแปดคน บ้างก็รินสุราและขับร้องดีดสีตีเป่าบำเรอต่าง ๆ อึ่งเพ้านั่งกิน
คนเดียวจนเวลาครึ่งคืน เสพสุรามากจนมืนเมาก็สะกดใจไว้มิอยู่ ผุดลุกขึ้นหัวเราะ
เสียงดังสนั่นก้อง รูปเดิมก็ปรากฏออกมาใหญ่โตสูงกว่าแปดศอกเอื้อมมือไปจับหญิง
ที่ดีดพิณลากมาอ้าปากออกกัดเอาศีรษะเคี้ยวกินต่างแกล้มสุราฝ่ายพวกหญิงบำเรออีกสิบเจ็ดคนเห็นดังนั้น ต่างตกใจตัวสั่นสิ้นสติทุก ๆ คน
ต่างพากันลุกวิ่งหนีเที่ยวซุกซ่อน และมิได้อาจร้องไห้อื้ออึงไปได้ ด้วยเป็นเวลามืด
ค่ำ พระเจ้าแผ่นดินเข้าสู่ที่พระบรรทมแล้วฝ่ายปิศาจอึ่งเพ้านั่งอยู่ที่โต๊ะแต่ผู้เดียวก็รินสุราออกดื่มลากเอาศพคนตายมากัด
กินแกล้มเหล้า โลหิตไหลออกเปื้อนสองข้างริมฝีปากเลอะเทอะ ฝ่ายม้ามังกรของ
พระถังซัมจั้ง ซึ่งผูกอยู่ที่ศาลาโรงพักนั้น ได้ยินคนพูดเล่าลือกันว่าพระถังซัมจั่งเป็น
เสือเฒ่า ให้แค้นใจดังใครเอามีดมาแทงเข้าที่ยอดอก นึกในใจว่าอาจารย์ของเรา
คนดี ๆ ทำไมมันจึงพูดว่าเป็นเสือเฒ่า ถ้าจริงดังนั้นเป็นปิศาจมันจะทำเอาจึงได้
แปรเป็นเช่นนั้นไป ซึ่งมันทำดังนี้ คือมันจะคิดฆ่าพระอาจารย์ของเรา ทำอย่างไร
"หนอจึงจะแก้ไขได้ พี่เห้งเจียหรือก็กลับไปเสียนานแล้ว โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็ไม่ได้
ข่าวคราว ถ้าวันนี้เรามิได้ช่วยพระอาจารย์ การที่เราอุตสาห์กระทำมาเป็นพาหนะ
ก็ไม่มีประโยชน์อะไรล้มละลายไปหมดสิ้น เวลานี้ก็สองยามแล้ว ม้ามังกรไม่
สามารถจะอดใจอยู่ได้ก็สลัดกระชากเชือกบังเหียนขาดเผ่นขึ้นกลางอากาศแปรรูป
เป็นมังกรลอยอยู่บนเมฆ พิจารณาดูก็เห็นในพระราชวังใน ที่ตำหนัก งื้นอานเต้ย)
เห็นจุดประทีปสว่างอึ่งเพ้าปิศาจนั่งอยู่ท่ามกลางเสพสุรากินเนื้อคนตายสบายใจ
มังกรพิศดูโดยละเอียดแล้วจึงหัวเราะพูดว่า จำเราจะแปลงตัวเข้าไปล่อลวงบางที่.
จะสมคิดจับตัวปิศาจไว้ จะได้แก้พระอาจารย์ออกได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็แปลงกาย
เป็นหญิงคนหนึ่งรูปร่างสะอาดงามดุจผู้หญิงชาววังใน ค่อยย่องก้าวเดินขึ้นบน
ตำหนักเข้าไปข้างในแล้ว จึงมีวาจาโอนอ่อนพูดว่า ท่านฮูเบ็ท่านอย่าทำร้ายข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะรินสุราให้ท่านกิน ฮูเบ้ปิศาจพูดว่าเจ้าจงรินเถิด นางมังกรแปลงก็หยิบ
เอาป้านสุรามารินใส่ถ้วย สุราก็พูนสูงพ้นปากถ้วยขึ้นมาสององคุลีโดยเหตุมังกร
เสกพระเวทไว้มิให้น้ำสุราล้นไหลออกไปได้ แล้วยกไปส่งให้อึ่งเพ้าปิศาจ ปิศาจ
ชมว่าเจ้ารินสุราดี เจ้ายังจะรินให้สูงกว่านี้ได้หรือไม่ นางแปลงบอกว่าได้ จึงหยิบ
ถ้วยมาวาง ยกป่านขึ้นรินน้ำสุราลงในถ้วย น้ำสุราพูนสูงมียอดดุจเจดีย์ ปีศาจ
อึ่งเพ้ารับถ้วยสุรามาดื่มหมดถ้วยแล้ว ก็คว้าเอาศพคนตายมากัดกินอีก จึงถาม
หญิงแปลงว่าเจ้าร้องเพลงได้หรือไม่ นางแปลงบอกว่าร้องได้บ้างเล็กน้อยแล้วก็
ร้องให้ปีศาจฟัง ปิศาจถามว่าเจ้ารำเป็นหรือไม่ นางแปลงบอกว่ารำได้บ้าง แต่รำ
มือเปล่าไม่งาม สู้มีสิ่งใดถือแล้วรำจึงจะงาม ปิศาจก็ชักเกี่ยมที่เหน็บซ่อนไว้ใน
ตัวออกส่งให้ นางแปลงรับเอาเกี่ยมมาแล้ว ยกเกี่ยมขึ้นคำนับสามหน ก็ย่างเท้า
ออกท่ารำฟันซ้ายฟันขวาท่าทางคล่องแคล่ว อึ่งเพ้าแลดูไม่กะพริบตา นางเห็น
ได้ทีก็รำแอบเจ้าไปใกล้ ยกเกี่ยมขึ้นฟันลงไปที่ศีรษะปิศาจ อึ่งเพ้าหลบทันกระโดด
ถอยหลัง ฉวยเหล็กค้ำกันสาด หนักประมาณแปดสิบชั่งมารับรอต่อสู้แก่นางแปลง
หลบไล่กันออกมาในท้องฟ้ามืดต่อสู้กันไปมาประมาณแปดเก้าเพลงกำลังมังกรก็
อ่อนลง จึงขยับท่าห่างออกไปขว้างด้วยอาวุธเกี่ยม อึ่งเพ้าจึงเอามือรับจับเกี่ยมไว้ได้
มือหนึ่งเอาเหล็กค้ำกันสาดขว้างไป ถูกสะโพกมังกรเจ็บปวดสาหัส มังกรก็โดด
ลงน้ำไป ปิศาจไล่ตามมาก็มิได้เห็นจึงกลับมายังตำหนัก งึ้นอานเต้ย) ตามเดิมกิน
สุราเมาแล้วก็นอนหลับไป่ฝ่ายมังกรหนีหลบอยู่ในน้ำ ประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นเงียบเสียงจึงได้โผลขึ้นมา
เหาะขึ้นบนอากาศกลับไปยังที่พักศาลาเดิม กลายเป็นม้าไปยังเก่าเข้านอนอยู่ในโรง
แต่ที่สะโพกรอยถูกเหล็กกันสาดนั้นฟกบวมมีความเจ็บปวดมากฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อปล่อยให้ซัวเจ๋งรบแก่อึ่งเพ้าอยู่นั้น ตัวก็เข้าซุกรกมุดหัวนอน
เสียตื่นหนึ่ง ครั้นถึงครึ่งคืนก็ตกใจตื่นขึ้นแหงนดูบนท้องฟ้าเห็นดาวขึ้นเต็มท้องฟ้า
จึงคิดแต่ในใจว่าซัวเจ๋งเห็นปิศาจจะจับไปแล้ว เราจะต้องกลับไปยังเมืองก่อน คิด
ดังนั้นแล้วเหาะกลับมาบัดเดี๋ยวก็ถึงศาลาโรงพัก ลงยังพื้นเดินเข้าไปมองดูไม่เห็น
อาจารย์ ในเวลานั้นเงียบสงัดไม่มีคน มองไปก็เห็นม้านอนอยู่ในโรงก็ตกใจจึงถาม
ไซอิว ๓๒๐
ว่าทำไมจึงนอนหายใจมีอาการดุจคนเกือบจะสิ้นชีวิต เหตุอะไรที่สะโพกจึงได้บวม
เล่า เห็นจะมีคนมาทำร้ายอาจารย์จับม้าทุบตีจึงได้เป็นอย่างนี้ม้ามังกรได้ยินเสียงโป๊ยก่ายบ่นดังนี้ก็จำได้ จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายหมูป่า
ไปไหน โป๊ยก่ายได้ยินเสียงคนก็ปลาดใจแทบจะล้มลงยั้งตัวได้จะใคร่ออกวิ่ง ม้า
ก็หันปากกัดชายเสื้อไว้แล้วพูดว่าอย่ากลัว โป๊ยก่ายตัวสั่นถามว่าทำไมวันนี้น้อง
จึงพูดภาษาคนได้ จะมีเหตุร้ายอย่างไรดอกกระมังม้าจึงพูดว่า พี่ไม่รู้หรืออาจารย์นั้นมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นแล้ว โป๊ยก่ายบอกว่า
ไม่รู้เลย ม้าพูดว่าไม่รู้จริงฉันจะเล่าให้พี่ฟัง ม้าจึงเล่าตั้งแต่ต้นจนปลายให้โป๊ย
ก่ายฟังทุกประการ โป๊ยก่ายมีเหตุขึ้นอย่างนี้เราจะคิดแก้ไขอย่างไรดี ม้ากลับถาม
โป๊ยก่ายว่าพี่จะคิดอย่างไรเล่าโป๊ยก่ายว่าเราขยับขยายกลับไปยังทะเลเถิด ข้าวของเหล่านี้พี่จะหาบไปยัง
บ้านพ่อตา กลับไปเป็นลูกเขยเขาเสียดีกว่า ม้ามังกรได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็กัด
เอากางเกงดึงไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วก็ร้องไห้อ้อนวอนว่าขอพี่อย่าได้คิดเช่นนั้นเลย
โป๊ยก่ายถามว่าไม่ให้คิดอย่างนั้นจะให้คิดอย่างไรเล่า ซัวเจ๋งปิศาจก็จับขังไว้เสียแล้ว
ข้ารบสู้มันไม่ได้จะไม่ไปจะให้ทำอย่างไรอีกม้ามังกรก็ร้องไห้อ้อนวอนว่า พี่อย่าคิดอย่างนั้นเลย แม้ว่าพี่คิดจะช่วยพระ
อาจารย์แล้ว พี่จงรีบไปหาคนหนึ่งก็คงจะช่วยได้เป็นแน่ โป๊ยก่ายว่าเจ้าจะให้ไป
หาใครที่ไหน ม้าจึงพูดว่าพี่จงรีบเหาะไปยังเขาฮวยก๊วยซัวเชิญพี่เห้งเจียมา เธอมี
ฤทธิ์อานุภาพมากคงจะปราบปิศาจได้ ก็จะช่วยพระอาจารย์ให้พ้นภัยได้ ทั้งจะ
ได้แก้แค้นที่เราแพ้มันด้วยโป๊ยก่ายจึงพูดว่าหมายว่าจะให้ไปเชิญใครที่ไหนเล่า มิรู้ก็จะให้ไปเชิญพี่เห้งเจีย
เห็นแกจะไม่มาเป็นแน่เพราะแกสิไม่ชอบแก่เราอยู่แล้ว เมื่อก่อนอยู่ที่ภูเขาแปะเฮ้าชัว
เธอตีปิศาจแปะกุดฮุหยินตาย ท่านอาจารย์โกรธเคืองจึงไล่แกกลับไป เธอมาโกรธเรา
เราก็ไม่รู้ว่าโดยเหตุอะไรที่ไหน เธอคงจะไม่มาเห็นจะป่วยการเปล่า บางที่เราพูด
ไม่ถูกใจก็จะจับตัวเราไว้ทรมาน เราจะทำอย่างไรเล่าจึงจะรอดชีวิตได้ ม้ามังกร
พูดว่าพี่เห้งเจียนั้นคงจะไม่ทุบตีท่านเป็นแน่ เธอเป็นพระยาลิงมีความกตัญญมาก
พี่ไปถึงแล้วก็อย่าได้บอกว่าอาจารย์ต้องทุกข์ภัย ให้พูดว่าพระอาจารย์คิดถึงให้มา
หาต้องหลอกเธออย่างนั้น ครั้นเมื่อเธอมาถึงแล้วเราจึงให้รู้เรื่องเมื่อเธอมาถึงได้
เห็นแก่ตาแล้ว ก็คงจะต้องคิดปราบปรามปิศาจ คงจะช่วยอาจารย์ออกได้โป๊ยก่ายครันได้ฟังม้าพูดดังนัน จึงพูดว่าดีแล้ว เจ้ามีกะใจดังนี้ เราก็คงจะไป
ตามเจ้าว่า แม้เราไม่ไปคนทังหลายจะติฉันนินทาว่าเราไม่มีความกตัญญูต่ออาจารย์
โป๊ยก่ายพูดดังนั้นแล้ว ก็เหาะไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ในคราวนี้พระถังซัมจั้งยังไม่ถึง
ที่ตาย โป๊ยก่ายจึงกางใบหูทั้งสองข้างดุจกางใบ ก็แล่นฉิวตามลมไป บัดเดี้ยวก็
มาถึงตังเกียทะเลใหญ่ เหาะข้ามพ้นทะเลแล้วก็ลดลงยังพื้นเดินไป ตัดตรงเข้า
ป่าหาทางจะเดินไปยังเขาฮวยก๊วยซัวมาประเดี้ยวก็ได้ยินเสียงพูด โป๊ยก่ายเงี่ยหู
ฟังแน่แล้วแลไปก็เห็นเห้งเจียในเวลานั้นแห้งเจียออกมานั่งที่เนินเขาอยู่บนแท่นหิน พวกลิงบริวารแวดล้อม
ยืนคำนับเป็นลำดับกัน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเห้งเจียมีเกียรติยศมาก เวลานี้
เราอย่าเพิ่งให้เห็นก่อน จำจะแอบอยู่ตามพุ่มไม้ที่รกก่อน ดูได้ช่องแล้วจึงเข้าไปหาฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นหิน แลไปก็เห็นโป๊ยก่ายเข้าแอบรกซ่อนตัวอยู่ เห้งเจีย
จึงบอกแก่บริวารว่า พวกเจ้าจงรีบไปจับตัวอ้ายคนป่าที่แอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มรก
นั้นมา พวกวานรทั้งหลายก็ตรูกันวิ่งไปจับตัวโป๊ยก่ายมาแล้วผลักให้นั่งลงกับพื้น
เห้งเจียถามว่าอ้ายคนป่ามึงอยู่ที่ไหนไปไหนมา จึงมาซุ่มอยู่ที่นี่ โป๊ยก่ายก้มหน้า
พูดว่า ไม่อาจรับคำถามและมิใช่คนป่า เป็นคนรู้จักชอบกัน เห้งเจียพูดว่าที่ตำบล
ของเรานี้ ที่ไหนคนจะไปมาถึงได้ โป๊ยก่ายก้มหัวซุกปากไม่ให้เห็น แล้วพูดว่าท่าน
กับเราเป็นพี่น้องกันมาหลายปีแล้ว มาวันนี้ทำไมจำไม่ได้แล้วหรือ กลับพูดว่าคน
ป่าอะไรที่ไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ไหนเจ้าจงเงยหน้าขึ้นดูที่หรือ โป๊ยก่าย
แหงนหน้ายื่นปากพูดว่าดูก็ดูซี จำเราได้หรือไม่ ถ้าจำไม่ได้ก็จำเอาแต่ที่ปากเถิดเห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงเรียกว่าตือโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้ยิน
ร้องเรียกคำหนึ่ง ก็กระโดดยืนขึ้นบอกว่านี่แหละนี่ นี่แหละคือตือโป๊ยก่ายแน่แล้ว
เห้งเจียถามว่าทำไมไม่ตามพระอาจารย์ไปกลับมานี้มีธุระอะไรหรือหรือเจ้าทำให้
พระอาจารย์ขัดเคืองอย่างไร พระอาจารย์ขับไล่เจ้าเสียดอกกระมัง โป๊ยก่ายบอก
ว่าไม่ได้ทำให้อาจารย์ขัดเคืองอะไรดอก เห้งเจียว่าไม่ได้ทำให้ขัดเคืองทำไมจึงมา
ที่นี่ข้าสงสัยอยู่ โป๊ยก่ายว่าเพราะด้วยพระอาจารย์คิดถึงจึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญ
พี่ไป เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์นั้นได้ทำหนังสือสัญญาให้ไว้แก่เราแล้ว บัดนี้จะ
มาคิดถึงเราทำไมไม่น่าเชื่อเลยโป๋ยก่ายว่า พระอาจารย์ท่านคิดถึงจริง ๆ เพราะว่าเมื่อวันก่อนพระอาจารย์
อยู่บนหลังม้ากำลังเดินไป อาจารย์ก็เรียกสานุศิษย์ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ยิน ซัวเจ้งก็
ไม่ได้ยินทำหูหนวกเสีย เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จึงได้คิดถึงพี่ ว่าพวกข้าพเจ้าทั้ง
สองไม่เป็นการโง่เขลามึนตึงนัก พูดว่าพี่เป็นผู้ว่องไวฉลาดเฉลียว เวลาใดเรียก
ก็ได้ยินทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจึงได้รีบเร่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญพี่ไป ขอพี่จงได้ไปเถิด
เห้งเจียครั้นได้ฟังดังนั้น จึงลงมาจากแท่นหิน เดินมาจับมือโป๊ยก่ายพูดว่า น้อง
มาลำบากโดยทางไกล จงอยู่เล่นก่อนแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าหนทางนั้นเหลือ
ไกล วิตกแต่อาจารย์จะคอยท่า เราสองคนขอให้รีบไปเถิด