หน้าแรก > ไซอิ๋ว > Lem4

004 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๔

เห้งเจียพูดว่าน้องมาถึงวันนี้ จงไปชมชัยภูมิเขานี้เล่นก่อนเถิด โป๊ยก่ายก็ไม่
อาจขัด แต่ใจนั้นร้อนเหมือนไฟ โดยวิตกถึงพระอาจารย์ แต่จนใจจำใจเดินตาม
เห้งเจียไปเหมือนคนไม่มีวิญญาณ ฉะนั้นเห้งเจียจับมือโป๊ยก่ายจูงขึ้นบนบอดเขา
ภูเขานี้ตั้งแต่เห้งเจียกลับมาก็จัดแจงซ่อมแซมดูงดงามขึ้นมาก เป็นที่หนึ่งแห่งภูเขา
ในใต้หล้านี้ เห้งเจียพาโป๊ยก่ายเที่ยวดูแล้วก็พากลับเดินลงจากยอดเขา เห็นพวก
บริวารวานรพากันเอาผลไม้ต่าง ๆ มาให้เห้งเจียเป็นข้าวเช้าเวลาเช้า เห้งเจียพูด
ว่าน้องของเราท้องใหญ่ ผลไม้เล็กน้อยที่ไหนจะพอ เห้งเจียจึงว่า เชิญน้องกินแก้
หิวเถิด เวลานั้นตะวันก็ขึ้นสูง โป๊ยก่ายจึงเร่งห้งเจียว่า พระอาจารย์จะคอยท่า
พี่จงรีบไปเถิด เห้งเจียว่าน้องจะเข้าไปชมในถ้ำก่อนเถิด โป๊ยก่ายไม่ยอมไป เห้ง
เจียพูดว่าถ้ากระนั้นข้าไม่กล้าจะหน่วงเจ้าไว้ แม้เจ้าจะไปก็เชิญเถิดโป๊ยก่ายถามว่าพี่ไม่ไปกับข้าดอกหรือ เห้งเจียถามว่าเจ้าจะให้ข้าไปไหน เรา
อยู่ที่นี่ไม่มีผู้ใดมาบังคับเราได้กินนอนก็เป็นสุขแล้ว จะวิ่งไปหาความทุกข์ยาก
อะไรที่ไหนอีกเล่า พระอาจารย์ถังซัมจั้งก็ไล่เราแล้ว จะคิดถึงเราทำไมมีเราไม่
เห็นด้วยเลย โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เสียใจเป็นที่สุด ไม่อาจที่จะพูด
อะไรอีกต่อไป จึงคำนับลาออกเดินไป เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายเดินลงไปจากเขาแล้ว
จึงเรียกวานรบริวารมาสั่งว่า เจ้าจงตามโป๊ยก่ายไปแอบฟังดูว่า โป๊ยก่ายจะพูดจา
ว่าบ่นประการใด พวกวานรได้ฟังคำสั่งดังนั้น ก็พากันตามไปฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อเดินลงมาจากเขาหันหน้ากลับชี้มือพูดว่า อ้ายเห้งเจียอ้าย
ชาติลิงไพร มึงไม่ตามพระอาจารย์ผู้มีคุณไป มึงจะอยู่เป็นปิศาจยักษ์หาความสุข
กูมีกะใจมาเชิญมึง มึงไม่ไปก็ช่างเถิด เดินพลางด่าพลางไม่หยุดปาก พวกวานร
ที่เดินตามไปฟังได้ยินดังนั้นก็กลับมาบอกเห้งเจียตามที่โป๊ยก่ายบนด่าว่าทุก
ประการ เห้งเจียได้ฟังดังนัน ก็บันดาลโทโสร้องสังว่าพวกเจ้าจงตามไปจับตัวมา
ให้ได้ พวกลิงทังหลายก็กรูกันไปล้อมจับเอาตัวโป๊ยก่ายมัดมือไพล่หลังพามายังถ้ำฝ่ายเห้งเจียอยู่ในถ้ำ เห็นพวกวานรจับตัวโป๊ยก่ายมาได้ จึงด่าว่าอ้ายชาติ
หมูกินรำมึงจะไปก็ไยมิไป ทำไมมึงจึงต้องด่าว่ากูด้วยเล่า โป๊ยก่ายคุกเข่าลงกับ
พื้น พูดว่าข้าพเจ้าอาจด่าพี่ได้ที่ไหน แม้ด่าพี่จริงดังนั้นก็ให้พี่ตัดคอข้าพเจ้าเสียเถิด
เห้งเจียว่าเจ้าจะหลอกข้าได้อยู่หรือ หูข้างซ้ายของข้าได้ยินตลอดชั้นฟ้า เทวดาจะ
พูดร้ายดีอย่างไรข้าก็ได้ยิน หูข้างขวาของข้าได้ยินตลอดยังพระยาเงียมพ้ออ้อง
(ยมราช) เจ้าด่าข้า ข้าจะไม่รู้ที่เดียวหรือ เห้งเจียจึงเรียกวานรให้เลือกไม่พลอง
อันใหญ่ ๆ มาจับอ้ายโป๊ยก่ายให้นอนหงายขึ้น ตีด้วยพลองที่ท้องยี่สิบทีแล้ว คว่ำ
ลงจะเมี่ยนหลังอีกยี่สิบทีแล้วข้าจะเอากระบองเหล็กตีส่งไปอีก โป๊ยก่ายได้ยิน
เห้งเจียสั่งดังนั้น จึงคำนับพูดว่าขอพี่ได้เห็นแก่พระอาจารย์เถิด ขอให้ยกโทษข้าพเจ้า
ไว้ก่อนเถิดด้วยข้าพเจ้าได้ผิดแล้ว เห้งเจียจึงว่าเราจะเห็นอะไรแก่พระอาจารย์
พระอาจารย์ก็ได้ขับไล่เราเสียแล้ว โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่เห็นแก่พระอาจารย์ก็จงเห็นแก่
พระโพธิสัตว์เถิด เห้งเจียได้ยินออกชื่อพระโพธิสัตว์ใจก็อ่อนลงทันที จึงพูดว่าถ้า
กระนั้นเราไม่เมี่ยนเจ้า เจ้าจงบอกไปตามจริง พระอาจารย์ต้องภัยได้ทุกข์อย่างไร
หรือ เจ้าจึงมาล่อหลอกเราอย่างนี้ โป๊ยก่ายยังยืนคำอยู่ว่าพระอาจารย์มิได้ต้อง
ภัยได้ทุกข์ที่ไหนดอก เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ไม่เชื่อ จึงพูดว่าเจ้ามาหลอก
เราได้ เมี่ยนเสียจึงจะดีตั้งแต่เรากลับมา พระอาจารย์เดินไปก็ได้มีภัยทุก ๆ ตำบล
เกิดเหตุร้ายแรงทุกย่างก้าว เจ้าจงรีบบอกมาโดยเร็วเราจึงจะยกโทษให้หาไม่จะต้อง
ตีเสียให้แทบตาย โป๊ยก่ายจึงพูดว่า ข้าพเจ้าปดพี่จริง ๆ ไม่ทราบว่าพี่จะมีหูทิพย์
ตาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้เลย ขอพี่จงยกโทษอย่าเมี่ยนตีข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจะ
บอกตามจริงทุกประการแล้วเห้งเจียจึงบอกว่าลุกขึ้นเถิด พวกวานรทั้งหลายก็พากันถอยห่างออกไป โป๊ย
ก่ายผุดลุกขึ้นก้าซ้ายก้าวขวาทำท่าจะหนี เห้งเจียว่าเองจะก้าวไปข้างไหน โป๊ยก่าย
ว่าไม่ไปไหน เดินผิดทางไปเห็นทางว่างก็เดินไปกระนั้น เห้งเจียว่าต่อให้เจ้าไป
ก่อนสามวัน เราจะตามไปจับตัวมาให้ทันมิให้หนีไปพ้นได้ เจ้าจงเข้ามาบอกความ
จริงโดยเร็วเถิด โป๊ยก่ายก็เข้าไปยืนใกล้แล้ว ก็เล่าบอกตั้งแต่ต้นจนปลายตามที่
เป็นมาทุกประการ เห้งเจียครั้นได้ฟังโป๊ยก่ายพูดเล่าบอกดังนั้นมีความโกรธจึงพูด
ว่า เมื่อเราจะกลับมาเราก็ได้สังไว้ทุกประการว่าแม้ไปพบปะปิศาจภูตผิและยักษ์มาร
ในที่ใด ๆ จงบอกชื่อเราว่าเป็นสานุศิษย์ของพระอาจารย์ปิศาจทั้งหลายเหล่านั้น
ก็จะไม่กล้าทำร้ายแก่พระอาจารย์ นี่เป็นเพราะพวกเจ้าอวดดีจึงได้เกิดเหตุร้ายแรง
ขึ้นอย่างนี้โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียว่ากล่าวก็เป็นการจริงใจทุกอย่าง จึงคิดว่าอย่าเลยจะพูด
ให้เสียดแทงหัวใจเห้งเจียจึงจะได้ คิดแล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าก็ได้ออกชื่อพี่ แต่ปิศาจ
มันกลับหมิ่นประมาทดูถูกไม่มีความยำเกรง เห้งเจียถามว่ามันไม่เกรงกลัวนั้นมัน
พูดหยาบช้าหมิ่นประมาทอย่างไรโป๊ยก่ายเห็นได้ที่จึงปดทับถมว่า ข้าพเจ้าได้พูดว่าปิศาจมึงอย่าจองหอง อย่า
มาคิดร้ายแก่พระอาจารย์ ยังมีพี่กูเป็นสานุศิษย์ใหญ่ชื่อว่า หงอคง เธอมีฤทธา
อานุภาพมากเหาะเหินเดินอากาศได้เคยปราบปรามภูตผีปิศาจยักษ์มารมามากแล้ว
ถ้าเธอมาเวลาใดมึงก็จะถึงความพินาศจนไม่มีที่จะฝังศพ เมื่อข้าพเจ้าออกชื่อพี่
ดังนี้ปิศาจมันกลับบังอาจพูดว่า ไหนอ้ายคนไหนที่ชื่อว่าอ้าย ซึงหงอคง ขอให้มัน
มาเอาโลหิตเส้นคมอาวุธดูสักหน่อยเถิด ต้องการอยากพบแก่มันรัก ถ้ามันมา
แล้วเราจะจับมันลอกหนังเสีย และชักเอาเส้นเอ็นออกกัดกระดูกให้แหลกเหลวลาก
หัวใจออกมากินเสีย เราจะปล่อยให้มันมาต่อสู้แก่เรา ทำไมหรือบางทีก็จะต้มน้ำ
มันเสียเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายบอกดังนั้นเหมือนใครเอาไฟมาจุดเข้าที่หัวใจลุกขึ้นโลดเต้น
เกาหูเกาคางออกวุ่นวายตามกิริยาของลิง แล้วจึงถามว่าอ้ายปิศาจอะไรจึงสามารถ
มาด่าว่าท้าทายเราได้ถึงเพียงนี้ โป๊ยก่ายจึงว่าพีจงหยุดยังอย่าเพิงโกรธวุ่นวายก่อน
ที่มันพูดมันดูถูกพี่นั้นคืออ้ายปิศาจอึ่งเพ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำมาเล่าให้พี่ฟังเห้งเจียจึงพูดว่าเราจะไปปราบปิศาจแม้เรามิไป มันจะหมิ่นประมาทเราได้ว่า
ไม่สู้มัน โป๊ยก่ายว่าขอพี่ได้ไปแก้แค้นหรือพี่จะไม่ไปก็ตามแต่ใจของพี่เถิด เห้งเจีย
กระโดดลงจากแท่นเข้าห้องผลัดเครื่องนุ่งห่มออกแล้ว เอาเครื่องผ้าผูกคอและผ้านุ่ง
ด้วยหนังเสือ ครั้นแต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินออกมามือถือกระบองเหล็ก พวกบริวาร
วานรก็กรูกันมาถามว่าไต้เซียจะไปไหนเห้งเจียพูดว่าเดิมเราตามพระอาจารย์ไปทั่วจักรวาลก็รู้ว่าเราเป็นสานุศิษย์ของ
พระถังซัมจั่ง เวลานั้นเธอว่าเราเป็นคนผิดไล่เราให้เรากลับมา เรากลับมายังที่เดิม
ของเรา ๆ ก็มีความสุขสำราญแล้วบัดนี้เราจะไปตามรักษาพระอาจารย์ไปอาราธนา
พระธรรม กว่าจะสำเร็จแล้วเราจึงจะกลับมาหาพวกเจ้า จะได้ความบรมสุขด้วย
กันไปภายหน้า พวกบริวารได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นต่างก็คำนับทุก ๆ ลิงเห้งเจียจับมือโป๊ยก่ายไว้แล้วก็เหาะขึ้นบนเวหา ลอยละลิ่วปลิวมาเร็วยิ่งกว่า
ลมพัด บัดเดี๋ยวก็ถึงตังเกียงทะเลใหญ่เหาะข้ามฟากมาครั้นถึงฝั่งตะวันตกเห้งเจีย
บอกแก่โป๊ยก่ายว่า น้องจงค่อยๆ ไปพี่จะลงอาบน้ำสักประเดี้ยวจะตามไป ตั้งแต่
พี่กลับมามันติดกลิ่นอายปิศาจจะเหม็นสาบพระอาจารย์ไม่ชอบ ท่านชอบแต่คน
สะอาดโป๊ยก่ายเวลานั้นก็รู้สึกได้ว่า เห้งเจียเป็นผู้ใจกตัญญจริงมิได้คิดนอกใจแก่
พระอาจารย์ โป๊ยก่ายรอคอยอยู่บนอากาศ เห้งเจียลงไปอาบน้ำประเดี้ยวก็เหาะ
กลับขึ้นพร้อมกันเหาะตรงมายังปราจีนทิศ แลไปข้างหน้าก็เห็นพระเจดีย์มีรัศมี
ออกโชติช่วง โป๊ยก่ายชี้มือบอกว่านั่นแหละที่อยู่ของปิศาจอึ่งเพ้าแล้วชัวเจ้งยังอยู่
ในนั้น เห้งเจียว่าไว้ธุระพี่จะลงไปดูก่อน จะได้คิดต่อสู้แก่ปิศาจต่อไป โป๊ยก่ายว่า
เวลานี้ปิศาจมิได้อยู่ในถ้ำ เห้งเจียว่าพี่เข้าใจได้แล้ว พูดกันดังนั้นแล้วก็ลอยลงไป
ยังประตูถ้ำ เห้งเจียก็เดินเข้าไปในประตูถ้ำเที่ยวมองดูก็เห็นปิศาจเด็กสองคนกำลัง
วิ่งเล่นกันอยู่ เห้งเจียก็วิ่งเข้าจับเอาจุกผมลากมาทั้งสองคน เด็กก็ร้องอึกทึกขึ้น
พวกปิศาจบริวารเหล่านั้นก็เข้าไปบอกแก่นางก๋งจู๊ว่า บัดนี้ลูกของก๋งจู๊ทั้งสองคน
นั้นมีคนมาจับไปข้างนอกแล้วนางก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้น ก็รีบออกมาข้างนอก แลเห็นเห้งเจียจับเอาบุตรไป จึง
ร้องไปว่า ท่านทำไมมาจับบุตรของเราไปข้างไหน พ่อของมันดุร้ายนัก ท่านอย่า
ทำดังนั้นจะวุ่นวายขึ้นเห้งเจียพูดว่า กกงจู๊จำเราไม่ได้หรือ เราคือสานุศิษย์ใหญ่ของ
พระถังซัมจั้ง คือ ซึงหงอคง บัดนี้น้องของเรา คือ ซัวเจ้ง ยังอยู่ในถ้ำนี้ นางกังจู้
ไปปล่อยออกมาแล้ว เด็กทั้งสองนี้เราจึงจะคืนให้ นางก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งกลับ
เข้าไปในถ้ำ ตวาดพวกปิศาจที่คุมซัวเจ็งให้ถอยออกไป แล้วนางเข้าแก้มัดซัวเจ็ง
ออกซัวเจ๋งว่าอย่าปล่อยข้าพเจ้า ปิศาจมันจะทำอันตรายแก่ท่าน นางก๋งจู๊พูดว่า
ท่านมีคุณได้ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแก้ให้ท่านไปพ้นจากอันตรายบังเอิญบัดนี้ที่
หน้าถ้ำ มีพี่ของท่านชื่อเห้งเจียมาบอกให้เราปล่อยท่านออกไป ซัวเจ๋งครั้นได้ทราบ
ดังนั้น และได้ยินอักษรสองคำว่าเห้งเจียดุจดังว่าน้ำทิพย์มายาใจ มีความรื่นเริง
หาที่เปรียบมิได้ก็รีบออกมายังประตูถ้ำ แลเห็นเห้งเจียคำนับแล้วพูดว่า วันนี้พี่อยู่
บนฟ้ามาหรือ ขอให้ช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อก่อนนั้นหากว่าอาจารย์ภาวนาคาถา ช่วยกัน
แก้ไขบ้างก็จะดี กลับทำพูดส่อเสียดจะรับรักษาพระอาจารย์ไปทางไซทีให้ตลอด
ทำไมไม่ไปกลับมาคุดคู้อยู่ที่นี้เล่า ซัวเจ๋งจึงพูดว่า พี่เป็นคนกุนจื๊อ การที่แล้วไป
ไม่ควรกลับเอามากล่าว ซัวเจ้งก็พบแก่โป๊ยก่าย จึงเล่าถึงการเมื่อวานนี้ให้ฟัง
เห้งเจียว่าอย่าพูดให้ช้าการ เจ้าสองคนจงรีบเอาเด็กนี้ไปยังเมืองเชียงโป๊ก๊กก่อน
ล่อปิศาจอึ่งเพ้า ที่นี่ไว้ธุระพี่จะคอยมันมา ซัวเจ๋งว่าจะล่อมันอย่างไร เห้งเจียว่า
น้องทั้งสองจงเอาเด็กไปยังปราสาทในพระราชวัง เอาเด็กนี้ฟาดลงกับพื้น ถ้าใคร
ถามก็จงบอกว่าเด็กนี้เป็นลูกของปิศาจอึ่งเพ้าจับมาได้ ถ้าปิศาจเห็นและรู้ดังนั้นก็
คงกลับมายังถ้ำ พี่ไม่ต่อสู้แก่มันในเมือง โดยเห็นว่าราษฎรจะตกใจแตกตื่นวุ่น
วายกัน โป๊ยก่ายซัวเจ้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นก็คำนับลาอุ้มเด็กเหาะกลับตรง
เข้าไปในเมืองเชียงโป๊ก๊กเห้งเจียเห็นคนทั้งสองไปแล้ว ก็เดินเข้าไปยังประตูใน ก๋งจู๊จึงเดินมาถามว่า
ท่านเป็นคนอยู่ในศีลในธรรม ทำไมไม่ถือธรรมเนียมท่านว่าให้ปล่อยน้องท่าน
น้องท่านจะปล่อยลูกเรากลับ นี่น้องท่านเราก็ปล่อยไปแล้ว ทำไมท่านจึงไม่คืนลูก
ของเรามาให้เราเล่า เหงเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ก๋งจี้อย่าเพ่อโกรธก่อน
บุตรท่านข้าพเจ้าให้เป๋ยก่ายซัวเจ้งพาไปเฝ้าพระเจ้าตาแล้ว กุงจู้ว่าท่านทำอย่าง
นันมิผิดหรือ คืออึงเ้านันไม่เหมือนคนทังหลาย อึงเท้าที่ไหนจะยอมให้ท่านทำ
อย่างนั้น เห้งเจียหัวเราะแล้วถามว่า ก๋งจู๊มีจิตห่วงผัวหรือ ทำไมจึงไม่คิดถึงบิดา
มารดาเล่า ถ้าเช่นนั้นจะมิเป็นคนอกตัญญุตาไปหรือ กังรู๊ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น
ก็นึกขึ้นมาได้มีความละอายแก่เห้งเจีย มีสีหน้าอันแดงจึงบอกแก่เห้งเจียว่า
ท่านทราบมิใช่จะไม่คิดถึงบิดามารดาเมื่อไรมี เพราะปิศาจมันพามาขังไว้ที่นี่จะ
ไปไหนก็ไม่ได้ เป็นที่ยากสุดที่จะรำพัน ไม่มีใครจะนำข่าวคราวไปได้ จะใคร่ตาย
เสียแต่หากคิดถึงบิดามารดาจะไม่ทราบเหตุการณ์ ก็จะเข้าใจว่าข้าพเจ้าหนีตาม
ผู้ชายไป จึงได้รักษาชีวิตไว้คอยหาช่องอยู่ฉะนี้ พูดดังนั้นแล้วร้องไห้เห้งเจียพูดว่า ก๋งจี๊อย่าโทมนัสเลย ข้าพเจ้าทราบว่าก็งจั๊มีหนังสือไปฉบับหนึ่ง
และได้ช่วยพระอาจารย์ของข้าพเจ้าให้รอดชีวิตในหนังสือนั้นมีใจความว่า คิดถึง
บิดามารดา ไว้ธุระข้าจะจับปีศาจได้แล้วจะได้พาก๋งจู๊กลับเมือง ก๋งจู้ว่าท่านอย่า
มาหาที่ตายเลย เมื่อวานนี้น้องของท่านทั้งสองรูปร่างดูแข็งแรงยังสู้มันไม่ได้ ตัว
ของท่านผอมดุจคนรื้อไข้จะมีฝีมืออย่างไรจึงจะจับมันได้ เห้งเจียพูดว่าอันฝีมือนั้น
กังจู๊ยังไม่เคยเห็น ข้าพเจ้ากำจัดปิศาจดอก ก๋งจู๊ถามว่าท่านทำอย่างไร จึงจะปราบ
มันได้ เห้งเจียว่าจงหาที่ซ่อนตัวไว้ข้าพเจ้าคอยมันกลับมา จะได้ตีมันให้ล้มลงแล้ว
ข้าพเจ้าจะพาก๋งจ๊กลับไปเมือง กังจู้ได้ฟังเห้งเจียแนะนำดังนั้นก็กลับเข้าไปในถ้ำ
ที่แอบซ่อนตัวอยู่ เห้งเจียก็แปลงกายเป็นเหมือนก๋งจู้นั่งคอยท่าอึ่งเพ้าอยู่ในถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง อุ้มลูกปิศาจสองคนเหาะมายังพระราชวังใน ครั้นถึงหน้า
พระที่นั้ง โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็เอาเด็กนั้นฟาดลงกับพื้น ร่างกายเด็กทั้งสองก็อ่อนน่วม
ไปทั้งตัว เวลานั้นกำลังขุนนางข้าราชการอยู่พร้อมกัน เมื่อได้เห็นดังนั้นก็พากัน
ตกใจว่าไม่ดีแล้ว บนฟ้าฟาดคนลงมาสองคน โป๊ยก่ายร้องประกาศด้วยเสียงอัน
ดังว่า อ้ายเด็กสองคนนั้นคือลูกของปิศาจอึ่งเพ้า ข้าพเจ้าโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งไป
จับมันมาได้เองฝ่ายปิศาจกำลังเมานอนอยู่ในตำหนักงึ้นอันเต้ย เวลานั้นกำลังนอนฝัน ได้
ยินเสียงคนออกชื่ออึ่งเพ้า ก็ตกใจพลิกตัวตื่นเงยหน้ามองดู เห็นโป๊ยก่ายกับซัวเจ็ง
ยืนอยู่บนเมฆสองคน ทำอึกทึกแช่เสียง อึ่งเพ้าจึงดำริแต่ในใจว่าเมื่อวานนี้โป๊ยก่าย
ก็หนีแล้ว ซัวเจ็งก็จับได้ขังไว้ในถ้ำ ทำไมมันจึงมาได้ และลูกของเราก็อยู่ในถ้ำ
ทำไมจึงมาตกอยู่ในมือมันได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะกลับไปดูที่ถ้ำก่อนจะมีเหตุ
ร้ายดีประการใด แล้วเราจึงค่อยกลับมาโต้ตอบแก่มันก็ไม่ช้าอะไร คิดดังนั้นแล้ว
ก็มิได้เข้าไปลาเจ้าเมืองรีบเหาะตรงไปยังถ้ำ ในเวลานั้นก็รู้ทั่วกันว่าฮูเบ้นั้นคือ
ปิศาจยักษ์ เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กจึงรับสั่งให้คอยระวังเสือเฒ่านั้นฝ่ายอึ่งเพ้ามาถึงถ้จึงเดินเข้าไปในประตู เห้งเจียแปลงนั่งคอยท่าปิศาจ พอ
แลเห็นเดินเข้ามาเห้งเจียเอานิ้วหยิกนัยน์ตาแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาก็ไหลลง
อาบกาย แล้วเอามือทุบอกและทอดกายลงดินร้องไห้เสียงโฮ ๆ เมื่อปิศาจยึ่งเพ้า
เห็นดังนั้น ก็อดกลั้นอยู่มิได้วิ่งมาใกล้ลูบไล้ไต่ถามว่าเป็นอย่างไรที่ไหนหรือ จึง
ได้เศร้าโศกเดือดร้อนรำคาญอย่างนี้เห้งเจียจึงมารยาบอกว่าไต้อ๋องมีคำเขาพูดว่า ชายไม่มีเมียทรัพย์ไม่มีเจ้าของ
หญิงไม่มีผัวตัวก็ลอยเปล่าเหมือนเมื่อวานนี้ท่านไปเยือนญาติทำไมไม่กลับมา เมื่อ
เ้าวันนี้โป๊ยก่ายมันมาแย่งเอาซัวเจ๋งไปแล้วมิหนำซ้ำจับเอาลูกทั้งสองไปด้วย ข้าพ
เจ้าขอร้องเท่าไรมันก็ไม่ฟัง มันว่าจะพาไปในพระราชวังเยี่ยมพระเจ้าตา ครึ่งวัน.
แล้วก็มิได้เห็นลูก ไม่รู้ว่าจะตายเป็นประการใดก็ไม่เห็นไต้อ๋อง กลับมาข้าพเจ้า
จะทำอย่างไรได้ เพราะฉะนั้นให้มีความเจ็บแค้นในใจ จะกลั้นน้ำตาไว้มิได้อึ่งเพ้าได้ฟังก๋งจู๊เล่าให้ฟังดังนั้น ก็โกรธพูดว่าลูกของเราจริงแล้ว เห้งเจียแปลง
พูดว่าโป๊ยก่ายมันแย่งเอาไปเสียแล้ว ปิศาจก็โกรธดุจไฟกัลป์ กระโดดโลดเต้น
ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า มันเอาลูกกูไปฆ่าเสียแล้ว เราจะต้องไปจับอ้ายสองคนนี้
มาฆ่าเสียบ้างจะได้แก้แค้นให้แก่ลูกเรา อึ่งเพ้าพูดแก่ก๋งจู้แปลงว่าเจ้าอย่าโทมนัส
ร้องไห้ไปเลยในจิตใจของเจ้านั้น เป็นอย่างไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียแปลงบอกว่า
ไม่เป็นอะไรดอก เพราะข้าพเจ้าคิดถึงลูกร้องไห้หนักเข้า ในท้องก็ให้จุกขึ้นมา ปิศาจ
ปิศาจพูดว่าเจ้าไม่ต้องรีบรัดใจ อันการจุกเสียดนั้นมีของวิเศษเอาคลึงเข้าที่เสียด
นั้นก็จะหาย เอานิ้วดีดทีหนึ่งก็ถอนหัวใจของเราออกมาเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ปิศาจก็พาเห้งเจียไปในที่ลับ แล้วสำรอกของวิเศษ
สิ่งหนึ่งออกมาประมาณเท่าฟองไก่ เห้งเจียเห็นก็ดีใจ พูดว่าของนี้ประกอบมากี่บี
จึงสำเร็จเป็นของวิเศษ ข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่จึงได้มาเห็นซึ่งของนี้ เห้งเจียจึง
หยิบเอามาลองคลึงดูที่หน้าอกแล้วก็ลองเอานิ้วดีดดู ปิศาจก็ปัดมือจะเอาคืน เห้ง
เจียก็เอาใส่เข้าในปากกลื่นลงไปในท้องปิศาจกำหมัดจะทุบ เห้งเจียก็เอามือหนึ่ง
ยกขึ้นรับไว้ เกาคางทีหนึ่ง ก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมแล้วจึงพูดว่า อ้ายปิศาจ
ยักษ์มึงอย่าทำให้ล่วงเกิน เอ็งจงดูว่ากูนี้คือใครจำได้หรือไม่ปิศาจอึ่งเพ้าเห็นดังนั้นก็ตกใจ พูดว่ากังจู้ทำไมเจ้าจึงได้แปรรูปร่างเป็นเช่นนี้
ไปเล่า เห้งเจียว่าเรารู้ว่าเจ้าเป็นปิศาจ มึงว่าใครเป็นเมียของมึง ปู่ย่าตายายมึง
จำไม่ได้หรือ ปิศาจก็ตรึกนึกขึ้นมาว่า ข้าจำได้แต่ว่าจำชื่อไม่ได้ เจ้าคือใครที่ไหน
และอยู่ที่ไหนมีธุระอะไรมาถึงบ้านเรา ล่อลวงเอาของวิเศษของเราไป อันความจริง
คือเป็นคนร้าย เห้งเจียว่าทำไมเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เราคือเป็นสานุศิษย์ใหญ่ของ
พระถังซัมจั่ง นามเรียกว่า ซึ่งหงอคงเห้งเจีย เมื่อห้าร้อยปีก่อนนันเราเป็นปู่ย่า
ตาชวดของเอ็ง ปิศาจพูดว่าอย่าพูดปดเราเลย เราจับถังซัมจั้ได้มีสานุศิษย์สอง
คนเท่านั้น นามเรียกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ไม่เคยได้ยินแช่ซึง ไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน
เป็นอ้ายปิศาจผีมาล่อลวงเอาของวิเศษของเราอย่างนี้เห้งเจียพูดว่าเรามิได้มาพร้อมกับคนทั้งสองนั้น เพราะเราตีปิศาจตาย อาจารย์
โกรธว่าเราดุร้ายไล่เราให้กลับไปเสีย จึงมิได้ร่วมทางมาด้วยกัน ทำไมเจ้าจึงไม่รู้
จักปู่ย่าตาชวดของเอ็งเล่า อึ่งเพ้าตอบว่าเจ้ามิใช่คนดี อาจารย์เจ้าไล่กลับแล้วยัง
จะแบกหน้ามาดูคนทั้งหลาย เจ้าไม่มีความอายแก่เขาทั้งหลายเลย เห้งเจียด่าว่า
อ้ายชาติข้ามึงไม่รู้หรือว่าวันหนึ่งก็เป็นครู สิ้นชีวิตนบน้อมนั้นเป็นพ่อ มึงคิดร้าย
ทำแก่พระอาจารย์กู ทำไมเราจะไม่มาช่วยเล่า จึงจะได้ทำตามสบายใจของมึง
และมึงด่าลับหลังกูทำไม ปิศาจตอบว่าข้าได้ด่าเจ้าที่ไหนเห้งเจียว่าโป๊ยก่ายบอกแก่เราว่าเจ้าด่าเรา ปิศาจว่าอ้ายตือโป๊ยก่าย อ้ายปาก
แหลมมันหัดฝีปากแม่สื่อ ทำไมจึงพอใจเชื่อมัน เห้งเจียว่าเจ้าอย่าพูดให้มากไปเลย
โหยกเหยกเสียเวลา เจ้ามีความเกียจคร้าน แขกมาทางไกลไม่มีอะไรจะเลี้ยงแขก
เจ้าจงยื่นหัวออกมาให้เราตีสักทีหนึ่งเป็นชาแก้อยากน้ำร้อน อึ่งเพ้าหัวเราะแล้วพูด
ว่าเห้งเจียเจ้าเข้าใจผิดไป แม้ว่าเจ้าอยากจะตี ไม่ต้องถึงตัวเรา พวกบริวารของเรา
อเนกอนันตัง ตามใจเจ้าจะเลือกตีเอาเราวิตกกลัวว่าเจ้าจะออกประตูไม่ได้ ว่าแล้ว
อึ่งเพ้าก็เรียกปิศาจน้อยทั้งหลายให้ล้อมกันประตูไว้ทุกประตูโดยความแน่นหนาเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง มือก็ถือกระบองเหล็กร้องแปลงก็
แปลงสามหัวหกมือจับกระบองสามอันก็ตรงเข้ามายังพวกปิศาจตีขนาบตาย
ราบไปทั้งสิ้น เหลือแต่อ้ายปิศาจอึ่งเพ้าหนีลอดออกมานอกประตูถ้ำได้แล้วร้อง
ด่าว่าอ้ายชาติลิงไพร มึงอวดดีมาบุกรูกยังที่เขาว่าแล้วก็กระโจนฟันเห้งเจียด้วยดาบ
เห้งเจียเอากระบองเหล็กรับ ต่างต่อสู้กันไปมาประมาณหกสิบเพลง เห้งเจียคิดแต่
ในใจว่าปิศาจนี้มันมีมีดดาบ รบแข็งแรงอาจรับกระบองได้ ฝีมือมันก็เข้มแข็ง จำ
เราจะล่อให้มันไล่ตามแล้วจึงหวนกลับมา มันเสียท่ามีดนั้นก็จะเอาได้ คิดดังนั้น
แล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขยับล่อทำท่าหนีออกห่าง ปิศาจมือถือมีดดาบไล่รุกตาม
มา เห้งเจียเห็นได้ที่ก็หวนกลับสวนมา ปิศาจรับไม่ทัน เห้งเจียเอากระบองตีปัด
มีดดาบกระเด็นไป แล้วตีถูกปิศาจทีหนึ่ง ปิศาจก็สูญหายไปในทันทีนั้น เห้งเจีย
ก็ยืนคิดอยู่ว่า ปิศาจเห็นจะหนีไปแล้ว เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศแลหาจนรอบ
ทั้งแปดทิศก็มิได้เห็น จึงคิดขึ้นได้ว่า ปิศาจมันได้พูดว่าจำเราได้ ชะรอยจะเป็น
ดาวลงมาจากสวรรค์จำเราจะขึ้นไปค้นดูจะเป็นปิศาจเจ้าอะไร คิดดังนั้นแล้วก็
เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง เดินเข้าไปในปราสาทธงเม่งเต้ยพบซีไต้เทียน
ชือทักว่าเห้งเจียท่านไปข้างไหนมา เห้งเจียคำนับบอกว่าข้าพเจ้าตามถังซัมจั้งไปไซที
บัดนี้มาถึงเมืองเชียงโป๊ก๊ก มีปิศาจยักษ์ลักเอาลูกสาวเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กไปและ
ทำร้ายแก่พระถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าได้ต่อสู้มันได้หนีสูญหายไป ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า
มันจะเป็นดาวบนสวรรค์ลงไป จึงได้ตามมาตรวจว่าจะเป็นเจ้าภูมิอารักษ์ตนใด
ซีไต้เซียนชื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็นำความเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็ก
เชียงฮ่องเต้ตรัสสั่งให้ตรวจดูซีไต้เซียนชือก็ไปเที่ยวตรวจทุกๆ ภูมิห้องชั้นฟ้าดาวดึงส์
ก็ไม่มีเทพยดาองค์ใดหายไป อยู่พร้อมกันทุกภูมิที่ แล้วก็ตรวจรอบนอกตามภูมิดาว
ทั้งหลายตรวจไปก็เห็นในภูมิยี่สิบแปดดาวนั้นยังเหลือแต่ยี่สิบเจ็ดดวงหายไปแต่ดาว
กุยแช ซีใต้เซียนซื้อก็นำความมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัส
ถามว่าหายไปสักกี่วันแล้ว ซีไต้เซียนซื่อทูลว่าหายไปได้สิบสามวันแล้วเง็กเชียงอ่องเต้ตรัสว่า อันสิบสามวันในดาวดึงส์นี้เป็นสิบสามปีในมนุษยโลก
จึรับสั่งให้หมู่ดาวลงไปตามกุยแช หมู่ดาวทั้งหลาย ก็ถวายบังคมลาออกจาก
ปราสาทวิมานเล่งเชียวเต้ย ไปยังประตูน่ำทีหมึงก็พากันเหาะลงยังเขาอั้วจื้อชัว
ครั้นถึงหมู่ดาวก็พักอยู่กลางอากาศ เดิมเมื่อปิศาจหนีเห้งเจียนั้น หมู่ดาวบนสวรรค์
ก็เกรงฤทธิ์เห้งเจีย จึงพากันมาหลบอยู่ที่ริมเขานั้นจึงไม่เห็น ครั้นปิศาจกุยแชได้ยิน
หมู่ดาวภาวนาเรียกจึงได้ออกมาให้เห็น หมู่ดาวก็พาตัวปิศาจไปยังสวรรค์เห้งเจียเมื่อเห็นปิศาจมา ก็เข้ามาสกัดหน้าจะใคร่ตี หมู่ดาวทั้งหลายจึงห้าม
ว่าอย่าให้ทำเลย จงขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้เถิดเห้งเจียก็พร้อมกับหมู่ดาวตาม
ขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ ครั้นถึงหมู่ดาวก็นำเข้าถวาย กุยแชก็เอาป้ายทองคำถวาย
แล้วก็ถวายบังคมรับผิดสารภาพตามโทษที่กระทำเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงตรัสถามกุยแชว่า บนสวรรค์นี้เป็นบรมสุขสำราญ เหตุใด
ท่านจึงได้หนีลงไปอยู่ในมนุษย์โลกทำไม กุยแชจึงกราบทูลว่า ซึ่งโทษของข้าพเจ้า
กระทำผิดก็ถึงประหารชีวิตแล้วแต่ขอพระองค์ได้โปรด เหตุทั้งนี้เป็นด้วยนาง
กงจินุตรีเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก คือ นางฟ้า (เง็กนึ้ง) อยู่ในตำแหน่งพีเฮียง มีจิต
ปฏิพัทธ์ผูกรักแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิตกว่าจะเป็นความมัวหมองในวิมานสถานทิพย์
จึงให้จุติลงไป เอากำเนิดเป็นนางก็งจู๊ที่สาม ของพระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงโป๊ก๊ก
ข้าพเจ้ามีความผูกพันจึงได้แปลงกายเป็นปิศาจลงไปยังมนุษย์โลกจองเอาภูเขาอัว
จือชัว เป็นสถานที่อาศัย จึงได้พานางมาอยู่ด้วยกันที่ในถ้ำนั้นประมาณสิบสามชี
บัดนี้เห้งเจียมาถึงก็เป็นความสำเร็จตามประสงค์แล้ว ข้าพเจ้าก็ยอมรับโทษซึ่งได้
กระทำผิดล่วงละเมิดโดยพลการ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเง็กเชียงฮ่องเต้ครั้นได้ทรงฟังกุยแชกราบทูลดังนั้น พระองค์จึงเก็บป้ายทองคำ
นั้นไว้ ถอดกุยแชออกจากหมู่ดาวส่งไปให้อยู่กับท้ายเสียงเล่ากุนในชั้นดุสิต ช่วย
ในการสุมไฟเอาคุณถ่ายซึ่งโทษ เห้งเจียเห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ปรับโทษกุยแชแล้วก็มี
ความยินดี ถวายบังคมลาและคำนับลาหมู่เทพบุตรแล้วก็ออกมายังประตูน้ำทีหมึง
เหาะมายังเขาอั๊วจื้อซัวถ้ำปอง้วยต้อง ครั้นถึงก็เข้าในถ้ำค้นหานางก๋งจู๊ แล้วก็เล่า
ความตามที่เป็นมาให้นางก๋งจู๊ฟังทุกประการ ในทันใดนั้นโป๊ยก่ายชัวเจ็งก็มาถึง
เห้งเจียจึงพานางก๋งจู้ออกจากถ้ำกลับมาเมืองเชียงโป๊ก๊ก บัดเดี้ยวก็ถึงพระราชวัง
โดยอำนาจอิทธิฤทธิ์ของเห้งเจีย นางกังจู๊ก็เดินตรงเข้าปราสาทกิมหลวนเต้ยคำนับ
พระราชบิดา บรรดาพวกข้าราชการฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ก็พากันแวดล้อมเยี่ยม
เยื่อนกังจี๊ ก๋งจู๊จึงกราบทูลพระราชบิดาว่า เห้งเจียได้ปราบปรามปิศาจด้วยกำลัง
อิทธิฤทธิ์อันเข้มแข็ง จึงได้รอดชีวิตมาเห็นพระพักตร์พระราชบิดาและหมู่พระญาติเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเมื่อได้เห็นพระราชธิดากลับมาได้แล้ว ก็มีพระทัยยินดี
เบิกบานยิ่งนัก จึงตรัสถามว่าอันปิศาจคือดาวกุยแชแปลงกายมา นางก๋งจู๊คือนางฟ้า
เง็กนึ้งนั้น อยู่ในตำหนักพีเฮียงบนสวรรค์จุติลงมาโดยมีนิสัยต่อกัน จึงได้เป็น
ภรรยาสามีกันฉะนั้นหรือ เห้งเจียก็ทูลว่าเป็นดังนั้น และบัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้
ปรับโทษกุยแชถอดเสียจากหมู่ดาวให้ไปอยู่กับท้ายเสียงเล่ากุนเป็นพนักงานสุมไฟ
พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเมื่อได้ทรงฟังเห้งเจียดังนั้น ก็มีความขอบคุณเห้งเจียยิ่งนัก
จึงรับสั่งให้เห้งเจียไปดูพระอาจารย์ ขุนนางทั้งหลายก็ช่วยกันหามกรงเหล็กที่ใส่เสือ
เฒ่านั้นออกมาแล้วให้ถอดซีกรงนั้นออก คนอื่นๆ เห็นพระถังซัมจั้งเป็นเสือเฒ่า แต่
เห้งเจียผู้เดียวเห็นพระอาจารย์ว่าถูกเวทมนตร์ของปีศาจ แต่ปากแข้งขาไหวติงไม่
ได้ เห้งเจียเห็นดังนั้นหัวเราะแล้วจึงพูดว่า พระอาจารย์ทำไมไม่แก้ไขเล่า ท่านเห็น
ว่าเราเป็นคนดุร้ายไล่ให้เรากลับไปเสีย เหตุใดท่านจึงเป็นรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว
ดังนี้เล่าโป๊ยก่ายจึงพูดแก่เห้งเจียว่าพี่จะช่วยก็จงช่วยท่านเถิด จะทำพูดล้อเล่นเช่นนี้
หาควรไม่ เห้งเจียว่าสารพัดที่เจ้าจะพูดสอเสียดยุยงเธอจึงได้เข้าใจว่าเจ้าเป็นคนดี
ข้าเป็นคนไม่ดีเจ้าคนดีทำไมจึงไม่ช่วยเธอเล่า ยังมีหน้ามาว่าเราอีกเล่า เดิมมาเรา
ได้บอกว่าจะไปแก้แค้นปิศาจที่ด่าเรา เราก็ได้แก้แค้นสมประสงค์แล้ว เราจะกลับ
ไปยังถ้ำของเราตามเดิมซัวเจ๋งได้ยินเห้งเจียพูดว่าจะกลับไป จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า พี่ไม่เห็น
แก่หน้าพระอาจารย์ก็จงเห็นแก่พระพุทธเจ้าเถิด แม้ว่าพวกข้าพเจ้าช่วยได้แล้ว ก็
จะไม่ต้องไปหาพี่ทางไกลเลย เห้งเจียได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพยุงชัว
เจ้งให้ลุกขึ้นพูดว่า เหตุใดพีจึงจะไม่ช่วยเล่าเจ้าจงเอานำมาโดยเร็วเถิด ซัวเจ๋งจึง
ไปตักน้ำมาให้เห้งเจีย เห้งเจียรับน้ำมาวางบนมือแล้วร่ายพระเวทคาถา เสกน้ำพ่น
พระอาจารย์ก็คลายซึ่งเวทมนตร์นั้น พระถังซัมจังก็แปรกลับตามรูปเดิม พระถัง
ซัมจั้งก็มาจับมือเห้งเจียถามว่า เห้งเจียมาจากไหน ซัวเจ๋งจึงเล่าความตามซึ่งโป๊ย
ก่ายได้ไปเชิญเห้งเจียมา และทั้งได้ช่วยกุงจู้ให้กลับเมืองได้แล้ว และได้คลายเวท
มนตร์ของปิศาจที่ทำแก่พระอาจารย์ให้แก้พระอาจารย์ด้วยพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็มีความยินดีและขอบคุณเห้งเจียเป็นอันมาก
จึงพูดว่าสานุศิษย์ได้พึ่งเจ้าผู้เดียว ถ้าไปถึงไซทีสำเร็จแล้วได้กลับไปยังเมืองได้ถัง
แล้วจะนำความชอบของเห้งเจียขึ้นถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบว่า
เป็นที่หนึ่งในความชอบ เห้งเจียว่าการอันนี้พระอาจารย์ไม่ต้องพูด ข้าพเจ้าก็คงรู้
พระคุณของพระอาจารย์อยู่เองฝ่ายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก จึงสั่งให้จัดโต๊ะเครื่องแจเลี้ยงทั้งอาจารย์และศิษย์
และนำเงินทองสิ่งของดีต่าง ๆ มาถวายพระถังซัมจังเป็นรางวัล พระถังซัมจั้งกับ
ศิษย์ก็มิได้รับ กลับถวายคืนไว้เป็นพระราชทรัพย์ไปตามเดิม ครั้นเสร็จธุระแล้ว
พระถังซัมจั้งกับศิษย์สามคนก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊ก พระเจ้าแผ่น
ดินเชียงโป๊ก๊กกับขุนนางก็พากันตามส่งจนกระทั่งประตูเมืองฝ่ายพระถังซัมจั้งได้เห้งเจียกลับมาแล้ว ศิษย์กับอาจารย์ก็ตั้งใจตรงไปยัง
ประเทศไซที ออกจากเมืองเชียงโป๊ก๊ก เวลากลางวันก็ออกเดินเวลากลางคืนก็หยุด
พักนอน เวลานั้นเป็นฤดูเดือนสามต้นไม้กำลังผลัดเปลี่ยนใบจะอกช่อดอกดูสง่างาม
พากันเดินพลางชมพลางแลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่ขวางอยู่พระถังซัมจั้งเตือนศิษย์
ให้ระวัง เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ทำไมจึงพูดเหมือนชาวบ้านอย่างนั้น พระอาจารย์
ได้พระคาถาชิมเกงของพระโอเข้าให้คุ้มตัวในคาถาว่า (ชิมโป๊ก้วยหงายฮองโป๊ขงโพ้)
แปลว่า จิตไม่มีความสงสัย ความสะดุ้งหวาดเสียวก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจะต้องกวาด
สิ่งโสโครกในจิตนั้นให้สิ้น และล้างซึ่งผลละอองเปื้อนในหูนั้นให้หมด ท่านอย่ามี
ความเศร้าหมอง อันการร้ายดีทั้งหลายอยู่แก่ตัวข้าพเจ้าเองพระถังซัมจั้งยอม้าแล้วจึงพูดว่า อาตมาภาพตั้งแต่รับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้ออกจากเมืองหลวงแล้ว ก็ตั้งใจจะไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าอุตสาห์ข้าม
เขา และห้วยธารมา ไม่รู้ว่าเวลาใดจึงจะได้สุขกายสุขใจบ้าง เห้งเจียได้ฟังพระถัง
ซัมจั้งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์จะใคร่ได้สุขกายสุขใจนั้นก็ไม่สู้
ยากอะไรนัก แม้ว่าสำเร็จการตามความประสงค์แล้ว สารพัดจะมีความสุขย่อมมี
ความบริบูรณ์พร้อมอยู่เอง วันทั้งหลายก็ว่างเปล่าในเวลานั้นก็มีสุขโดยลำพัง ถ้า
ดังนั้นแล้วจะไม่เรียกว่าความสุขหรือพระถังซัมจั่งครั้นได้ฟังเห้งเจียอธิบายให้ฟังดังนั้นในดวงจิตก็ปล่อยอุปาทาน
ความยึดถือเสียได้ขณะหนึ่ง สิ้นความเศร้าหมองในใจทั้งหลายแล้ว ก็ซักม้าให้เดิน
ขึ้นเขาอันหนทางนั้นแสนที่จะลำบากในเวลากำลังเดินอยู่นั้น แลเห็นคนตัดฟืนยืน
อยู่บนเนินสูง ร้องเรียกว่าท่านผู้นั้นจงหยุดก่อน ข้าพเจ้าจะบอกข่าวให้ ในเขานี้
มีปิศาจยักษ์ร้ายมันคอยจับมนุษย์กินเป็นอาหาร ใครเดินไปมาทางนี้ ย่อมไม่พ้น
ฝีมือมันไปได้พระถังซัมจั้งได้ฟังคนตัดฟืนบอกดังนั้น มีความตกใจสะดุ้งกลัวจึงถามสานุศิษย์
ว่า ใครได้ยินหรือเปล่าว่าคนตัดฟืนร้องบอกว่ากระไร เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะถามดู
ว่าแล้วก็เดินไปที่คนตัดฟืน คำนับแล้วถามว่า เมื่อกี้นี้ท่านบอกว่ากระไรฟังไม่ถนัด
คนตัดฟื้นคำนับตอบแล้ว ก็ถามว่าพวกท่านมีธุระอย่างไรหรือ จึงได้มาถึงตำบลนี้
เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่าน พวกข้าพเจ้านี้ คือ มาจากเมืองได้
ถัง จะไปเมืองไซที่ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมบังเอิญมาถึงนี่ ได้ยินท่านร้องบอกว่า
มีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรอยู่ที่ไหนข้าพเจ้าฟังไม่ถนัด จึงมาขอถามท่านให้แน่นอนแก่
ใจว่า ปิศาจนั้นมีมากี่ปีแล้ว และมารนั้นมันเกิดเมื่อไร ขอท่านได้โปรดบอกแก่
ข้าพเจ้าโดยความจริงเถิด ข้าพเจ้าจะได้ให้พระภูมิเจ้าที่ และเจ้าป่าเจ้าเขาขับไล่
มันไปเสียให้พ้นคนตัดฟืนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านพวกเดินทางแม้จะเรียนรู้เวท
มนตร์ที่ขับไล่ซึ่งผีปิศาจก็ยังไม่เคยพบเห็น ซึ่งมารยักษ์ร้ายอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะ
บอกให้ท่านทราบ ทางจะข้ามเขานี้มีระยะหกร้อยโยชน์ เขานี้เรียกว่าเขา (ซือเพ่ง
เต๊งชัว) มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่า (เน่ยฮวยต้อง) ในถ้ำนั้นมีปิศาจยักษ์สองตนมัน
วาดรูปถังซัมจั่งไว้ มันจะใคร่กินเนื้อพระถังซัมจั้ง แม้ท่านเป็นพวกอื่นมาก็ไม่เป็นไร
ถ้าพวกของพระถังซัมจั้งแล้ว อย่าพึงนึกว่าจะรอดไปเลยเห้งเจียว่าข้าพเจ้านี้แหละเป็นผู้มาด้วยพระถังซัมจั่ง คนตัดฟืนพูดว่า ปิศาจ
นั้นมันจะคอยกินเนื้อถังซัมจั้ง และมันมีของวิเศษห้าอย่าง มีฤทธาอานุภาพมาก
แม้ท่านรักษาถังซัมจั้งไป จงระวังระไวให้มากอย่าได้มีความประมาทเลย เห้งเจีย
พูดว่า แม้ท่านบอกดังนี้แล้วข้าพเจ้าจะคอยระวัง พูดแล้วเห้งเจียก็ลาคนตัดฟืน
นันกลับมา ครันถึงจึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ไม่มีการร้ายแรงอะไรดอกแต่คนตัด
ฟืนนั้นเป็นคนขลาด แม้จะมีเหตุการณ์สิ่งใด ขอท่านอาจารย์จงวางใจแก่ข้าพเจ้าเถิด
พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ค่อยวางใจไม่สู้เป็นทุกข์ เวลาออกเดินนั้นแลไปก็ไม่เห็น
คนตัดฟื้น เห้งเจียก็แลดูด้วยตาสว่างของเห้งเจียเหลือบไปดู เห็นเป็นเจ้าเชากง
เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปไล่ตามตวาดด่าสองสามคำว่า ทำไมมาบอกแล้วจึงไม่บอกให้
จะแจ้งว่า ปิศาจนั้นมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเซากงได้ยินดังนั้นก็ตกใจยกมือขึ้นคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขออนุญาตเถิด
อันความจริงนั้น ปิศาจสองตนนี้มีฤทธาอานุภาพมาก เพราะข้าพเจ้าเห็นท่านมี
ความรู้ฉลาดก็จริง แต่ไม่มีความเฉลียว พอจะรักษาพระถังซัมจั้งไปได้ แม้ว่า
ท่านข้ามไปจงระวังให้มาก ถ้าพลั้งพลาดก็จะมีความลำบากมากเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็ตวาดไล่เจ้าเชากงไป แล้วก็ตรึงตรองแต่ในใจว่า แม้
เราจะนำเนื้อความอันนี้เล่าบอกให้พระอาจารย์ฟังตามจริง เธอก็จะตกใจกลัว
เราจะต้องไม่บอกจึงจะดี ถ้าปิศาจมันจับพระอาจารย์ไป เราก็จะมีความลำบาก
มาก จำเราจะให้โป๊ยก่ายเป็นธุระออกหน้าก่อน รบแก่ปิศาจสักพักหนึ่งบางทีจะ
ชนะปิศาจอันความชอบนั้นจะได้เป็นของโป๊ยก่าย ถ้าจะสู้ปิศาจไม่ได้ ปิศาจมัน
จับไปได้เราจึงไปแก้ออกมา ก็จะรู้สึกในความชอบของเรา แต่วิตกด้วยโป๊ยก่าย
จะรังเกียจไม่ยอมไป และทั้งพระอาจารย์ก็จงรักภักดีแก่โป๊ยก่ายด้วย จำเราจะ
พูดให้เข้าที่บังคับจึงจะได้ เห้งเจียคิดดังนั้นแล้ว ก็เอามือขยี้นัยน์ตาให้น้ำตาออก
แล้วจึงกลับมาหาพระอาจารย์โป๊ยก่ายเห็นกิริยาเห้งเจียเศร้าโศกดังนั้น จึงเรียกซัวเจ็งให้วางหาบลงพูดว่า
เราสองคนจงหาทางไปเถิด พระถังซัมจั่งได้ยินดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายชาติหมูป่า
กำลังเดินทำไมจึงได้พูดเลอะเทอะดังนี้ โป๊ยก่ายว่าพระอาจารย์ท่านไม่ดูพี่เห้งเจีย
บ้างเล่า เธอร้องไห้กลับมานั้นไม่เห็นหรือ เธอมีฤทธาอานุภาพมาก เหาะเห็น
เดินอากาศได้เธอยังมีความหวาดสะดุ้งเสียวร้องไห้กลับมา คงจะไปพบปะหรือรู้
เรื่องปิศาจร้ายมาแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนอ่อนแอจะต่อสู้แก่บี๊ศาจอย่างไรได้
พระถังซัมจั้งว่าเจ้าอย่าพูดวุ่นวายไป ไว้ข้ากับเห้งเจียดูเหตุผลนั้นจะเป็นประการใดกระทำให้
จึงถามเห้งเจียว่าเหตุผลนั้นเป็นอย่างไรหรือจึงได้มีกิริยาเศร้าโศก
อาตมภาพพลอยมีความหวาดหวันไปด้วย เห้งเจียบอกว่าเมื่อตะกี้นี้ เธอบอกว่า
ปิศาจดุร้ายนัก ทั้งทางที่จะไปก็ลำบาก จะข้ามไปนั้นไม่ได้ขอพระอาจารย์กลับเถิดหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ตกใจแล้วพูดว่าเห้งเจียนี่เรามาได้
ส่วนครึ่งแล้วยังอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น ทำไมจึงพูดถอยหลังอย่างนี้เล่า เห้งเจียว่า
มิใช่ข้าพเจ้าจะไม่มีแก่ใจเมื่อไรเล่า เพราะเหตุว่าปิศาจยักษ์มีกำลังมาก ถ้าคนเดียว
จะสู้ไม่ได้จึงได้มีคความวิตก หลวงจีนถังซัมจังว่าคนเดียวนั้นก็ลำบากจริง แต่พวก
เรายังมีโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตามแต่จะจัดแจงที่จะต้องการใช้อย่างไร จะได้พร้อมใจ
ช่วยกันป้องกันรักษาเราให้พ้นเขาไป อย่างนี้จะไม่สำเร็จมรรคผลหรือ เห้งเจียได้
ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า แม้พระอาจารย์จะใคร่ข้ามเขา
นี้ให้ได้ จะต้องให้โป๊ยก่ายทำสองประการ จึงจะข้ามเขานี้ไปได้ ถ้าไม่ทำตาม
สองประการนี้ แต่องคุลีเดียวก็ข้ามไม่พ้นไปได้เลยโป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียไปไม่ได้ก็กลับเถิด อย่าเกี่ยวข้าพเจ้าเข้าไปเลย ข้าพเจ้า
ขอถามว่าจะให้ข้าพเจ้าทำอะไร เห้งเจียว่าข้อหนึ่งจะให้คอยรักษาอาจารย์ ข้อสอง
จะให้ไปตรวจตามบนเขาโป๊ยก่ายถามว่ารักษาอาจารย์นั้นจะให้ทำอย่างไรและไปตรวจบนเขานั้นจะให้ทำ
อย่างไร จงแสดงชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าจะได้ทำตามให้ถูกต้องแก่การนั้นๆ
เห้งเจียบอกว่า อันรักษาอาจารย์นั้นคือ พระอาจารย์จะไปไหน จะต้องติดตาม
ไปป้องกันรักษาอย่าให้อาจารย์อาทรร้อนใจได้ ถ้าอาจารย์จะใคร่ฉันจังหันก็ให้ไป
บิณฑบาตมาให้ ถ้าทิ้งให้อาจารย์โหยหิวจะต้องปรับคว่ำลงเมี่ยน โป๊ยก่ายว่า ที่
ข้อนี้ก็แสนยาก เห้งเจียพูดว่า ข้อสองไปตรวจดูบนภูเขานั้น โป๊ยก่ายว่าทำอย่างไร
เห้งเจียบอกว่าจะต้องขึ้นบนเขาเที่ยวตรวจดู ที่ไหนมีผีปิศาจยักษ์ร้ายมากน้อยเท่าใด
ชื่อเขาอะไรถ้ำอะไร พวกเราจะควรไปได้หรือไม่ โป๊ยก่ายพูดว่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้า
จะขอขึ้นไปตรวจบนเขา พูดดังนั้นแล้วก็แต่งตัวเอาผ้าคาดพุงแน่นหนาแล้ว มือ
จับคราดเหล็กดูท่าแข็งแรง ก็ออกเดินขึ้นบนเขา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้จึง
หัวเราะขึ้นพระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียหัวเราะดังนั้น จึงว่าอ้ายชาติลิงไม่มีดีตั้งใจแต่จะ
อิจฉากันไม่มีเมตตาต่อกัน เจ้าออกความคิดอย่างสัตว์ดังนี้จะให้โป๊ยก่ายไปตรวจ
อะไรที่ไหน เจ้าอยู่ที่นี่คอยหัวเราะเยาะเล่นอย่างนั้นหรือ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้า
ไม่ได้หัวเราะเยาะเธอ ท่านจงคอยดูโป๊ยก่าย ไปตรวจบนเขานั้นคงจะไม่ไปเป็นแน่
จะไปแอบหลับเสียที่ไหนสักครู่หนึ่งแล้ว ก็จะกลับมาปดเราเป็นแน่ ถังซัมจั้งถาม
ว่า ทำไมจึงจะรู้ว่าจะเป็นเช่นนันได้เล่า เห้งเจียว่าซึ่งข้าพเจ้าให้เธอไปก็เพราะทราบ
นิสัยได้แท้ พระอาจารย์ไม่เชื่อข้าพเจ้าจะตามไปดูจึงจะเห็นจริง เห้งเจียก็แปลง
เป็นแมลงหวี่ บินตามโป๊ยก่ายไปจับที่ใบหู ฝ่ายโป๊ยก่ายเดินไปก็ไม่รู้สึกว่าเห้งเจีย
แปลงเป็นแมลงหวี่มาจับอยู่ที่หู เดินไปได้เจ็ดแปดโยชน์ก็ยืนหยุดเอาคราดเหล็กทิ้ง
ลงกับพื้น จึงหันหน้ากลับเอามือชี้ตรงที่พระถังซัมจั้งแล้วออกอุทานว่า อีตาเฒ่า
อ่อนถังซัมจั้ง อ้ายคนโลดโผนเป็กเบ๊อุ่น อ้ายคนหน้าหมอกซัวเจ็ง มันทั้งสามคน
อยู่เล่นสบาย บังคับให้กูมาได้ความลำบากตรวจทางเขา เพราะอยากได้มรรคผล
เราก็รู้แล้วว่าคงจะมีปิศาจยักษ์ร้าย มันจึงให้เรามาหาที่เดือดร้อน เราก็ไม่ต้องไป
ให้ป่วยการ ว่าดังนั้นแล้วใจก็ถอยไม่กล้าจะไป จำเราจะไปหาที่แอบนอนเสียสัก
ตื่นหนึ่ง แล้วจึงกลับไปพูดโต้ตอบก็ได้ว่าได้ไปตรวจแล้ว จะรู้ที่ไหนว่าเราไปหรือ
ไม่ไปจริง คิดดังนั้นแล้วก็เที่ยวหาที่นอน เห็นซอกเขามีเถาวัลย์ขึ้นซุ้มเชิง มีที่ร่ม
พอจะอาศัยได้ โป๊ยก่ายก็มุดเข้าไปเอาคราดวางลงแล้วก็เอนหลังนอนลง บิดตัว
พลิกไปพลิกมา พูดว่าอ้ายเป๊กเบ็อุนสู้เราไม่ได้ฝ่ายเห้งเจียแปลงเป็นแมลงหวี่จับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังโป๊ยก่ายพูดร้ายดี
ทุกประการ อดใจไม่ได้โผผินออกจากโป๊ยก่ายแปลงเป็นตัวต่อ แล้วก็บินกลับมา
ต่อยเอาปากโป๊ยก่ายทีหนึ่ง แล้วก็บินขึ้นร่อนอยู่ โป๊ยก่ายถูกเจ็บก็ตกใจผุดลุกขึ้น
บ่นด่าออกวุ่นวายพูดว่าอ้ายผีเปรตที่ไหนเอาอะไรมาแทงปากเราอย่างนี้ จะไม่
เจ็บปวดหรือโป๊ยก่ายจึงเอามือคลำที่ปากมีโลหิตซึมไหลออกมา พูดว่าเราก็ไม่
ได้ไปทำอะไรที่ไหน ทำไมปากจึงมีโลหิตแดงดังนี้ พูดดังนั้นแล้วก็เหลียวซ้ายแล
ขวาเห็นเงียบอยู่ จึงแหงนหน้าขึ้นไปดูเห็นตัวต่อกำลังบินร่อน จึงด่าว่าอ้ายเป็ก
เบ็อนแล้ว มึงไม่เห็นกูเป็นคนเลย มึงต่อยเอาปากกูให้ได้ความเจ็บปวด ทำไมไม่
ไปหาโพรงไม้จะได้ไปหาหนอนกิน มาต่อยเอาปากกูทำไม กูจะเอาปากซ่อนเสีย
แล้วก็จะนอนให้สบาย พูดดังนั้นแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกเห้งเจียก็บินมาโผลงต่อยเอาใบหูอีกทีหนึ่ง โป๊ยก่ายก็ุดลุกขึ้นร้องด่าว่าอ้าย
ตายโหง แล้วคิดว่าที่นี่เห็นจะเป็นรังของต่อมัน มันจะคิดว่าเราจะแย่งรังของมัน
มันจึงได้ต่อยเอาเรา เรามานอนอยู่ที่นี่จะกีดขวางมัน พูดเช่นนั้นแล้วก็ฉวยคราด
ออกจากพุ่มไม้เดินไปประมาณสักพักหนึ่ง เห้งเจียก็หัวเราะงอแปลงเป็นแมลงหวี
บินตามไปจับใบหูโป๊ยก่ายไปด้วยฝ่ายโป๊ยก่ายก็เดินขึ้นบนเนินเขา มาปะก้อนศิลาใหญ่สี่เหลี่ยมเข้าก้อนหนึ่ง
โป๊ยก่ายก็วางคราดตรงเข้าใกล้ก้อนศิลาร้องว่าขอรับ เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็หัวเราะ
อยู่ในใจคอยดูโป๊ยก่ายจะทำประการใดโป๊ยก่ายนึกเอาก้อนศิลาเป็นพระถังซัมจั้งและเห้งเจียซัวเจ้ง เพื่อจะหัดพูด
โต้ตอบ คิดว่าแม้เราจะกลับไปหาพระอาจารย์ พระอาจารย์จะถามว่าไปพบปิศาจ
หรือเปล่า เราจะตอบว่าพบ ถ้าจะถามต่อไปว่าปิศาจนั้นชื่อไร เราจะตอบว่าที่โน่น
เธอทั้งสามจะด่าเราว่าอ้ายชาติหมูเราจะตอบว่า นามชื่อเขานั้นเรียกว่าเขาเจี้ยเท้าซัว
ถ้าจะถามว่าถ้ำอะไร เราจะตอบว่าถ้ำเจี้ยเท้าต้อง ถ้าจะถามว่าประตูอะไร เราจะ
ตอบเชี้ยเทียหมึง ถ้าจะถามว่าในถ้ำนั้นเข้าไปไกลสักเท่าใด เราจะตอบว่าเข้าไป
สามชั้นประตู ถ้าถามว่าตะปูตอกสักกี่อัน เราจะตอบว่ามิได้จำเห็นสร้างทำพร้อม
แล้ว เราจะหลอกให้เห้งเจียไป โป๊ยก่ายคิดจะพูดโต้ตอบดังนั้นเห็นว่าดีแล้ว ก็ฉวย
คราดแบกเดินกลับมาฝ่ายเห้งเจียฟังก็รู้ได้ทุกประการแล้ว จึงผละออกจากใบหูโป๊ยก่าย ชิงบินมา
ก่อนโป๊ยก่าย ครั้งถึงก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมเข้ามาคำนับพระอาจารย์แล้ว จึงเล่า
เรื่องโป๊ยก่ายคิดการจะมาโกหกทุกประการให้พระอาจารย์ทราบก่อนแล้ว บัด
เดี๋ยวใจโป๊ยก่ายก็เดินกลับมาถึงยืนชะงักกลัวว่าที่คิดจะปดพูดโต้ตอบนั้นจะลืมเสีย
ก็ยืนก้มหน้ายืนบ่นท่องพึมพำอยู่เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายชาติหมูมึงยืนบนภาวนา
อะไรอยู่ โป๊ยก่ายตกใจหูชันขึ้นพูดว่าข้าพเจ้าไปดูสุดทางแล้ว พระถังซัมจังถาม
ว่าไปพบปิศาจหรือเปล่า โป๊ยก่ายตอบว่ามีปิศาจ พระถังซัมจั้งถามว่าปิศาจนั้น
ทำประการใดบ้าง จึงได้กลับมา โป๊ยก่ายตอบว่าปิศาจมันเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นตา
เป็นปู่ของมัน มันจัดแจงเครื่องโอซารสมาเลี้ยงข้าพเจ้าแล้ว ก็จัดแจงมีธงมีกลอง
ม้าล่อมาส่งข้าพเจ้ากลับมา เห้งเจียพูดว่าข้านึกดูเห็นจะนอนในพุ่มเถาวัลย์นั้นฝัน
เห็นดอกกระมังโป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าท่านอาจารย์ข้าพเจ้านอนทำไม
ท่านจะรู้ได้เล่า เห้งเจียกระโดดมาจับมือโป๊ยก่าย ถามว่าเขาอะไรถ้ำอะไรประตู
อะไร โป๊ยก่ายตอบว่าเขาเจี้ยเท้าซัว ถ้ำเจี้ยเท้าต้อง ประตูเซียเที้ยหมึง เห้งเจีย
ว่าเจ้าพูดยังไม่หมดความเราจะพูดแทนให้เจ้า โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่ได้ไปทำไมจะพูด
แทนข้าพเจ้าได้เล่าเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เธอถามว่าในถ้ำนั้นไกลสักใดในนั้นมีประตูสามชั้น
บนประตูนั้นมีตะปูมากน้อยเท่าใด ตอบว่าข้าพเจ้ามิได้จำ เจ้าพูดดังนี้มิใช่หรือ
โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจคุกเข่าลงกับพื้นเห้งเจียว่ามึงเอาก้อนศิลาใหญ่
ทำต่างเราและพระอาจารย์และซัวเจ๋งมิใช่หรือ แล้วเจ้าพูดว่าจะหลอกเราว่าที่ถ้ำ
นั้นสร้างทำพรักพร้อมแล้วจะให้เราไปมิใช่หรือโป๊ยก่ายตาลีตาลานคำนับแล้วพูดว่า
ข้าพเจ้าไปตรวจพี่ตามไปแอบฟังหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าเข้าใจได้ว่าสันดานของ
เจ้าอ้ายชาติหมูกินรำ ให้ไปตรวจทางบนเขาเพื่อจะได้รู้ร้ายดี เข้าแอบนอนเสียข้า
จึงแปลงเป็นต่อต่อยจึงมิได้นอนหลับได้ หาไม่เจ้าก็จะนอนหลับเสียตื่นหนึ่งแล้ว
ก็จะกลับมาพูดโกหกอย่างนี้ จะไม่เสียการใหญ่ไปดอกหรือ เจ้าจงนอนลงข้าจะ
ตีด้วยกระบองสั่งสอนให้จำไว้มิให้ปดดังนี้ต่อไป โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียว่าจะตี ก็
ร้องไห้ดุจว่าศพจะลงจากเรือนเสียงโฮ ๆ แล้วพูดว่ากระบองนั้นหนักนัก แม้จะตี
เสียสักห้าที่เห็นข้าพเจ้าจะตายเสียเป็นแน่ เห้งเจียว่าเจ้ากลัวตายแล้ว เหตุใดจึง
ได้เรียนโกหกดังนี้ทำไม โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าพึ่งจะโกหกครั้งหนึ่ง ถ้าภายหลัง
ข้าพเจ้าทำอีกจึงค่อยตี เห้งเจียว่าถ้าหนเดียวก็ตีสามที พอให้เข็ดหลาบจึงจะได้
โป๊ยก่ายตอบว่าท่านพี่อย่าว่าแต่สามทีเลย แม้แต่ครึ่งทีก็ทนไม่ได้ โป๊ยก่ายไม่รู้ที่
จะทำประการใด จึงเข้ายึดพระอาจารย์ขอให้ช่วยขอโทษให้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงพูดว่า หงอคงเขาบอกแก่เราว่าเจ้าพูดพลิกแพลง
โกหกเราก็ยังหาเชื่อไม่ มาบัดนี้ก็สมดังคำเขาพูดล่วงหน้าโทษของเจ้าควรจะตีได้
อยู่แล้ว แต่จะข้ามเขาไปยังขาดคนที่ใช้สอยอยู่ เพราะฉะนั้นขอให้เห้งเจียยกโทษ
ให้โป๊ยก่ายสักครั้งหนึ่งก่อนรอข้ามเขาแล้วจึงค่อยตีเถิดเห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง แต่เจ้าจงรีบไปตรวจ
บนเขาโดยเร็ว แม้ครั้งนี้มาพูดปดอีกเราจะไม่ยกโทษให้เป็นอันขาด โป๊ยก่าย
ได้ยินดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นคำนับแล้ว ฉวยคราดได้ก็ออกเดินขึ้นทางไป โป๊ยก่ายเมื่อ
เดินไปในใจคิดสงสัย ทุกย่างก้าวคือให้คิดว่าเห้งเจียจะแปลงตัวตามมาอีก นึกพลาง
เดินพลางมาบัดเดี๋ยวและเห็นเสือมาข้างหน้าแผ่นวิ่งข้ามเนินเขาไป โป๊ยก่าย
สำคัญว่าเห้งเจียแปลงกายตามมา มิได้มีความกลัวถือคราดยืนดูแล้วพูดว่าพี่เห้ง
เจียจะแอบมาฟังหรือ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดโกหกเลยพูดแล้วก็เดินมาอีกพักหนึ่ง มี
ลมพัดโยกเอาต้นไม้ตายแห้งนั้นโค่นล้มลงที่ตรงหน้าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตกใจ
กระทีบดินทุบอกพูดว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ไม่กล้าจะโกหก ทำไมพี่จึงต้องแปลงเป็น
ต้นไม้มาตีคนอย่างนี้เล่า พูดดังนั้นแล้วก็เดินไปอีกพักหนึ่ง แลเห็นนกเขาตัวหนึ่ง
จับกิ่งไม้มองหน้าร้องขันว่าตรวจตรา ๆ สองสามคำแล้วก็บินไป โป๊ยก่ายพูดว่า
ข้าพเจ้าได้บอกแล้วไม่เชื่อว่าไม่โกหกอีกแล้ว จะแปลงมาตามฟังอะไรที่ไหน แต่
ที่จริงเห้งเจียหาไปแปลงตามมาไม่ เป็นแต่โป๊ยก่ายหวาดหวั่นไปเองจะกล่าวถึงภูเขาเพ่งเต็งซัวถ้ำเน่ยฮวยต้อง ในถ้ำนั้นมีปิศาจยักษ์สองตน ตน
หนึ่งนามชื่อว่า (กิมกั๊กไต้อ้อง) ตนหนึ่งนามชื่อว่า งื้นกั๊กไต้อ้อง) ในเวลานั้นกิมกั๊ก
ถามมงึ้นกั๊กว่า พวกเรานี้ไม่ได้ไปเที่ยวตรวจบนเขานั้นมาได้สักกี่วันแล้ว งึ้นกั๊กตอบว่า
ได้สิบวันแล้ว กิมกั๊กจึงพูดว่าวันนี้น้องจงคุมพวกไปตรวจดู คือเราได้ยินข่าวเล่า
ลื่อกันว่าถังซัมจั้งน้องชายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรม มีศิษย์มาด้วยสามคนรวมสี่คนด้วยกัน และมีม้าด้วยหนึ่งม้า บางที่เราไป
ตรวจพบพวกนี้ คือถังซัมจั้ง เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง น้องจงจับเอามาให้พี่ งึ้น
กั๊กไต้อ้องได้ฟังพี่สั่งดังนั้น จึงพูดว่าเราก็จะต้องประสงค์กินเนื้อพวกนี้ ปะแล้วจะ
ปล่อยไปอย่างไรได้กิมกั๊กพูดว่า น้องยังไม่รู้เหตุในปีี้เราออกจากสวรรค์ ก็ได้ยินเล่าลือกันว่า ๆ
มีพระโพธิสัตว์กิมเสี้ยนสิบชาติแล้ว ความปฏิบัติไม่เกี่ยวข้องในกามคุณประพฤติ
พรหมจรรย์มาสิบชาติแล้ว บัดนี้ก็กลับชาติมาเป็นถังซัมจั่ง แม้ว่าผู้ใดกินเนื้อเธอ
ก้อนหนึ่ง อายุยืนยาววัฒนะ งึ้นกักพูดว่า อายุได้ยืนยาวดังนั้นสารพัด การเรา
จะไม่ต้องฝึกฝนให้ป่วยการ คอยแต่กินเนื้อเธอก็แล้วกัน เป็นธุระของข้าพเจ้าจะ
ไปคอยตรวจดู ถ้าพบจะจับตัวมาให้จงได้ กิมกักไต้อ้องพูดว่าน้องอย่าทำใจเร็ว
บางทีพี่จะต้องดูให้แน่ก่อน เพราะว่าบางทีจะไม่ใช่ถังซัมจั่ง จะเสียเวลาจับ ข้าพเจ้า
ได้รูปวาดถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสามไว้ น้องจงเอาไปดูสอบให้ถูกต้อง งึ้นกั๊กไต้
อ๋องจึงรับเอารูปวาดในฉากนั้นมา และถามชื่อและแช่ได้ความชัดเจนแล้ว จึง
เกณฑ์พวกปิศาจสามสิบชื่อพร้อมกันแล้ว งึ้นกั๊กก็พาพวกบริวารออกจากถ้ำ ตรง
ไปบนภูเขาแล้ว งึ้นกั๊กก็พาพวกบริวารออกจากถ้ำ ตรงไปบนภูเขาแล้ว ให้พวก
บริวารเที่ยวแยกย้ายรายกันตรวจตราดูทุกช่องทาง ฝ่ายโป๊ยก่ายกำลังเดินมา
บังเอิญปะทะหน้าแก่พวกปิศาจ ปิศาจเห็นโป๊ยก่ายก็กรูกันเข้าสกัดหน้าหลังล้อม
ไว้แล้วถามว่านี่คือใครที่ไหนมา โป๊ยก่ายแลไปเห็นพวกปิศาจก็ตกใจคิดว่า แม้
เราบอกไปตามจริงว่าพวกสงฆ์จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมันก็จะจับเรา
ไปเป็นแน่ โป๊ยก่ายจึงบอกว่าข้าพเจ้าคนเดินทาง พวกปิศาจจึงวิ่งมาบอกว่าไต้
อ๋องคนนั้นเป็นคนเดินทาง ในเวลานั้นมีปิศาจน้อยตนหนึ่งพูดว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์
ดูคนนั้นก็ริยาจะเป็นเพศพระสงฆ์และคล้าย ๆ แก่ที่รูปวาดในฉากงึ้นกั๊กไต้อ้องได้ฟังดังนั้น จึงเรียกเอาฉากมาดู โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ
คิดในใจว่านี่มันไปเอารูปวาดมาตั้งแต่ครั้งใด จึงวาดรูปเราไว้ได้ ปิศาจจึงเอาฉาก
ผูกปลายหอกคลี่ออกงึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงเอามือชี้ว่า ที่ขี่ม้าขาวนี้คือถังซัมจั้ง หน้าตา
อย่างนี้คือเห้งเจีย โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นตกใจให้หวั่นหวาด ปากก็บ่นว่า ขอพระ
ภูมิเจ้าที่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ขออย่าให้มันจับไปได้ให้สูญหายไปข้าพเจ้า
จะถวายหัวหมูยี่สิบหัว ปิศาจจึงชี้ต่อไปว่าหน้าหมอกดำนี้คือซัวเจ็ง อ้ายปากยาว
หูใหญ่นี้คือโป๊ยก่ายโป๊ยก่ายได้ยินออกชื่อถึงตัว จึงอ้าปากก้มหัวซุกอยู่กับหน้าอก งึ้นกั๊กจึงว่า
เจ้าจงยื่นปากออกมาดูทีหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าที่ท้องเป็นโรคยื่นไม่ออก งึ้นกักตวาด
ด้วยเสียงอันดัง บอกพวกบริวารให้เอาไม้ขอเหล็กเบ็ดเกี่ยวออกมา โป๊ยก่าย
ตกใจก็ยื่นปากออกมางื้นกั๊กก็จำได้ ฉวยอาวุธเตรียมกระโดดเข้ามาฟันโป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายก็เอาคราดรับต่อสู้กันไปมาประมาณยี่สิบเพลงไม่แพ้ไม่ชนะกัน งื้นกั๊กจึง
ร้องเรียกพวกบริวารให้พร้อมกันระดมเข้าล้อมไว้ พวกปิศาจก็ระดมกันเข้าต่อตี
โป๊ยก่ายเห็นปิศาจตรูกันเข้ามาวุ่นวายรอรับไม่อยู่ก็ออกวิ่งหนี พวกปิศาจก็ไล่กระ
ชั้นเข้ามาใกล้ ทางบนเขาก็ไม่เรียบร้อย โบ๊ยก่ายวิ่งไปเตะเถาวัลย์เข้าก็หกล้ม
พวกปิศาจก็ตรูกันเข้าจับโป๊ยก่ายได้ บ้างก็จับหูจับผมช่วยกันลากเอามาถ้ำงึ้นกั๊กบอกแก่กิมก็๊กว่า ข้าพเจ้าจับได้อ้ายคนหนึ่งแล้ว กิมกั๊กไต้อ้องจึงพิจารณา
ดู จึงพูดว่าน้องจับผิดตัวเสียแล้ว อ้ายคนนี้ไม่ต้องการอะไร โป๊ยก่ายชิงพูดว่า
จะต้องการอะไรก็ไม่ได้ไม่สมประสงค์จงปล่อยไปเถิด งึ้นกั๊กว่าไม่ควรจะปล่อย
แม้ไม่ต้องประสงค์ก็จริงอยู่ แต่โป๊ยก่ายเป็นพวกเดียวแก่ถังซัมจั้ง ขอเอาไปแช่น้ำ
สองคืนให้อิ่มก่อน โป๊ยก่ายได้ยินปิศาจพูดดังนั้น ร้องว่าตายจริง ๆ มาโดนอ้าย
พวกปิศาจขี้เมาเข้าแล้ว ฝ่ายพวกปิศาจบริวารก็พากันเข้าลากเอาโป๊ยก่ายไปโยน
ในบ่อแล้วก็คอยระวังอยู่มิให้หนี้ได้ฝ่ายพระถังซัมจั่งคอยท่าโป๊ยก่ายอยู่ที่เนินเขา ก็บังเอิญบันดาลให้สะดุ้งหวาด
เสียวนัยน์ตาให้เขม่นไม่หยุด ตัวก็ให้เสียวซ่านไม่สบาย จึงเรียกเห้งเจียบอกว่า
ตัวเราไม่สบาย และโป๊ยก่ายก็หายไปไม่เห็นมา เห้งเจียว่านิมนต์อาจารย์ขึ้นม้า
ออกเดินเถิด ตามดูพักหนึ่งจะเป็นประการใด พระถังซัมจั่งจึงขึ้นม้าก็ขับเดินขึ้น
บนเนินเขาตรวจดูไปตามทางเดินฝ่ายกิมกั๊กปิศาจ จึงเรียกงึ้นก๊กปิศาจว่า น้องจับโป๊ยก่ายได้คงจะมีถังซัมจั้ง
เป็นแน่จงรีบไปตรวจดูอีกเถิด อย่าให้ข้ามเขาไปพ้นได้ งึ้นกักปิศาจจึงเรียก
• บริวารห้าสิบคนเตรียมเครื่องศาตราอาวุธพร้อมแล้ว งึ้นกั๊กก็พาบริวารออกจากถ้ำ
ขึ้นเขาเที่ยวรายกันตรวจดูฝ่ายพวกปิศาจเมื่อเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นเป็นเมฆฟุ้งขึ้นมีสีต่าง ๆ ห้อม
ล้อมอยู่ข้างบน งึ้นกักเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ถังซัมจังมาโน่นแล้ว พวกปิศาจบริวาร
ถามว่าถังซัมจังมาอยู่ที่ไหน งึ่นกักพูดว่าคนมีบุญจึงมีเมฆห้อมล้อมอยู่บนศีรษะ
อย่างนั้น ถังซัมจังนั้นเธอเป็นกิมเสี้ยนโพธิสัตว์กลับชาติมาบวชสิบชาติบริสุทธิ์
เพราะฉะนั้นจึงมีเมฆห้อมล้อม พวกปิศาจบริวารไม่เห็นที่ไหน งึ้นกั๊กจึงเอามือชี้ว่า
โน้นมิใช่หรือฝ่ายพระถังซัมจั้งกำลังเดินก็ให้สะท้านหนาวใจ ปิศาจชี้ไปอีก ถังซัมจังก็
สะท้านหนาวดังนี้สามหน ในใจก็ให้ครั่นคร้ามไม่ปรกติ จึงถามเห้งเจียว่า เป็น
อย่างไรจิตใจเราจึงให้หนาวและครั่นคร้ามไปดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์
ขี่ม้าขึ้นเขาสูง จึงให้ครั่นคร้ามจิต พระอาจารย์อย่าได้วิตกกลัวไปเลย ไว้ธุระ
ข้าพเจ้าจะอวดฝีมือรำให้ท่านดูแก้หวั่นหวาดใจ เห้งเจียจับกระบองออกท่าตีซ้าย
ป่ายขวาถอยหน้าถอยหลัง รำออกกลมเกลียวแคล่วคล่องว่องไวท่าทางแข็งแรง
ออกหน้าม้านำทางไปฝ่ายปิศาจงึ้นกักได้เห็นเห้งเจียทำสง่าท่าทางดังนั้น จิตก็นึกออกขยาดฝีมือเห้ง
เจียอยู่ ให้ตกตะลึงนิ่งไปเป็นครู่จึงได้สติ สรรเสริญเห้งเจียว่า เราได้ยินชื่อเห้งเจีย
มาสองสามปีแล้ว วันนี้ได้เห็นแก่ตาเราเอง ที่คำพูดเล่าลือนั้นไม่ผิด พวกปิศาจ
บริวารจึงถามว่าไต้อ้องสรรเสริญใครที่ไหน งึ้นกั๊กจึงชี้มือว่านั่นไม่ใช่หรือ ที่นั่งอยู่
บนหลังม้าขาวนั้นแหละถังซัมจั่ง เห้งเจียนั้นมีฤทธานุภาพกว้างใหญ่เห็นจะกินถัง
ซัมจั้งไม่ได้ พวกปิศาจบริวารถามว่า ถ้ากินถังซัมจั้งไม่ได้โป๊ยก่ายจะมิต้องปล่อย
หรืองึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงพูดว่าที่จับมานั้นก็ไม่ผิดอะไร จะส่งคืนไปทำหมิ่นก็ไม่ควร
ถังซัมจังนั้นก็จะต้องกิน แต่จะต้องทำอุบายจึงจะได้ จะจับโดยร้ายนั้นไม่ได้ เรามี
ฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ จึงจะจับเธอได้พูดดังนั้นแล้ว จึงไล่พวกปิศาจบริวารให้แยก
ย้ายกันไป งิ้นกั๊กก็เดินลงมาจากยอดเขาแต่ผู้เดียว เข้าแอบข้างหนทางเดินแล้ว
แปลงตนเป็นผู้เฒ่าถือพรตทำเป็นขาหักพิการ กำลังโลหิตไหลออกซึมอาบไปทั้งขา
นอนแอบอยู่ในพุ่มรกปากก็ร้องว่าจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิดพระถังซัมจั้งกำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยชีวิต จึงพูดว่าในห้วยเขา
ป่ารกเปลี่ยวอย่างนี้ มีคนที่ไหนมาร้องให้ช่วยอย่างนี้ จึงคิดว่าหรือจะถูกสัตว์
ดุร้ายกัดเอาดอกกระมัง พระถังซัมจั้งก็ยอม้าหยุดอยู่แล้วร้องถามว่าท่านผู้ใดต้อง
ภัยร้ายอะไรจงออกมานี่เถิดปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากรก มายังหน้าม้าพระถัง
ซัมจั่งกระทำคำนับ พระถังซัมจั้งแลไปเห็นรูปเป็นคนมีอายุ และมีก็ริยาถือบวช
พระถังซัมจั่งก็ลงจากหลังม้า เข้าพยุงปิศาจ ปิศาจก็ทำเป็นร้องว่าโอยเจ็บนัก
พระถังซัมจั้งก็วางมือและไปดูที่ขานั้น เห็นโลหิตไหลออกเลอะเทอะ พระถังซัม
จั่งถามว่านี่ท่านจีนแสอยู่ไหนมาขาจึงได้เจ็บอย่างนี้ ปิศาจตอบว่าข้าพเจ้าอยู่ข้าง
เงื้อมเขาทิศตะวันตกนั้นมีที่เงียบสงัดเป็นสำนัก ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักนั้นถือบวช
เหตุเมื่อวานนี้ไปที่บ้านทายกทำการไหว้ดาวสะเดาะเคราะห์ ครั้นกลับมาปะเสือโคร่ง
ตัวหนึ่งมาคาบสานุศิษย์ของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงหลีกหนีมาก็สะดุดโขดหินล้มลง
ขานั้นกระทบกับหินก็เคล็ด ข้าพเจ้าได้ความเจ็บปวดสาหัสจึงเดินกลับบ้านไม่ได้
วันนี้เป็นบุญจึงได้มาพบท่านอาจาย์ขอท่านได้กรุณาโปรดส่งข้าพเจ้าไปถึงสำนักแล้ว
ข้าพเจ้าจะขอบพระเดชพระคุณท่านเป็นที่ยิ่งพระถังซัมจั่งได้ฟังปีศาจพูดอ่อนหวานดังนั้น ก็สำคัญคิดว่าเป็นความจริง จึง
พูดว่า ท่านจีนแสก็เป็นผู้ถือบวช อาตมาที่ไหนจะไม่ช่วยเล่า แต่ท่านเดินไม่ได้
จะให้ทำอย่างไร ปีศาจแปลงมารยาพูดว่า แต่ยืนยังไม่ได้ทำไมจึงจะเดินได้เล่า
พระถังขัมจั่งพูดว่า ถ้ากระนั้นอาตมาจะเดินไป ม้านั้นจะให้ท่านขี่ไป ปิศาจพูดว่า
ขอท่านอาจารย์ได้เมตตาเถิด ขาข้าพเจ้านั้นก็หักเสียแล้วจะขี่ม้ามิได้ พระถังซัม
จั่งพูดว่า ถ้ากระนั้นก็ให้ชัวเจ๋งรองให้ขี่ไป จึงบอกซัวเจ็งให้วางหาบของลงบน
หลังม้าก่อน ช่วยพาจีนแสไปสักพักหนึ่ง ปิศาจหันหน้ามาทำเช็ดน้ำตาแล้วบอก
ว่าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าพึ่งถูกเสือทำให้หวาดหวิวใจ ซัวเจ็งหน้าสีหมอกดำ เข้า
ใกล้ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีใจสะดุ้งเสียวไม่กล้าขี่พระถังซัมจั้ง หันหน้ามาเรียกเห้งเจียให้ขี่ไป เห้งเจียเข้ารับว่า ไว้ธุระข้าจะเอา
ไปเอง ปิศาจก็ยอมขี่เห้งเจีย เห้งเจียก็ตามใจเอาหลังมารอให้ปิศาจขี่แล้วหัวเราะ
ว่าอ้ายมารสัตว์เดียรัจฉาน ทำไมมันอาจสามารถมาหลอกเรา เราจำได้ว่ามึงเป็น
ปิศาจในเขานี้ มึงจะใคร่กินเนื้ออาจารย์กูหรือ อาจารย์ของเราเอ็งกินไม่ได้ง่าย ๆ
ไม่เหมือนคนทั้งหลาย มึงอยากกินเนื้อเธอก็จงแบ่งให้เรากินครึ่งหนึ่ง ปิศาจได้ยิน
เห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกแก่พระถังซัมจังว่า ข้าพเจ้าคนสุจริตและถือบวชวันนี้
ต้องภัยเสือร้าย ข้าพเจ้ามิใช้ปิศาจยักษ์มารดอก เห้งเจียว่ากลัวสัตว์ร้ายทำไมไม่
สวดคัมภีร์ปั๊กเต้าเกงเล่า พระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายชาติ
ลิงไม่รู้จักอะไร ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งได้บุญมากยิ่งกว่าสร้างกุศลเจ็ดวัน เจ้าให้เธอ
ขี่ก็ให้ขี่ไปถามปั๊กเต๋าเกงทำอะไร เห้งเจียจึงเข้าพยุงปิศาจขึ้นเกาะหลังแล้วก็เดิน
ไปพักหนึ่ง พระถังซัมจั้งก็ข้ามเขาลงไป เห้งเจียเดินข้างหลัง แลไปไม่เห็นพระ
อาจารย์กับซัวเจ๋ง เห้งเจียจะใคร่คิดฆ่าปิศาจฝ่ายปิศาจก์รู้ได้ว่าเห้งเจียจะคิดร้าย ก็ร่ายเวทเรียกเขาสุเมรุให้เลื่อนลอยมา
ทับศีรษะเห้งเจีย เห้งเจียตกใจหลบเขานั้นก็ทับเห้งเจียอยู่ขาซ้าย เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่า ท่านบันดาลอ่านเวทอันใด เรียกเขาหนักมาทับเราอย่างนี้ เราก็มิได้
วิตกหวาดเสียวสะดุ้งกลัวเลย พูดดังนั้นแล้วก็วิ่งตามอาจารย์ปีศาจเห็นภูเขาทับเห้งเจียไม่อยู่ ก็ร่ายเวทเรียกภูเขา (ง่อมีซัว) ลอยมาตกลง
ทับเห้งเจีย เห้งเจียหลบทัน เขานั้นตกลงติดอยู่ขาขวา เห้งเจียก็รีบตามอาจารย์
ดุจตัวเปล่า ปิศาจเมื่อได้เห็นดังนั้นจิตใจให้ระย่อท้อถอย สะดุ้งกลัวประหม่าจน-
เหงื่อเปียกทั้งตัว คิดว่าเห้งเจียมีวิชาแบกเขาได้ ปิศาจจึงสำรวมจิตร่ายพระเวทเรียก
ภูเขาท้ายซัวลอยลงมาบนอากาศทับอีก เห้งเจียถูกเขาท้ายซัวทับลงบนหัวและ
เอาอำนาจฤทธิ์กายสิทธิ์ทับซ้อนลงเห้งเจียก็ติดอยู่กับที่นั้น จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่
ไหวแล้ว ปิศาจก็ผละออกรีบตามถังซัมจั้งเหาะขึ้นแทรกเมฆเอามือยื่นลงมาจับถัง
ซัมจั้งบนหลังม้า ชัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจชักไม้พลองเข้าตีสกัด ปิศาจงึ้นกักถือ
เกี่ยมตรงเข้ามาประจันหน้ารบกับซัวเจ้งเข้ารบรุกบุกบั้นโดยความสามารถ ซัวเจ้ง
ทานกำลังปิศาจมิได้ก็ล่าถอยจะหนี ปิศาจก็บันดาลให้มือใหญ่รวบจับซัวเจ๋งไว้ได้
ลากมาหนีบไว้ใต้รักแร้ข้างซ้าย เอามือขวารวบจับถังซัมจั่งไว้ได้แล้ว ก็บันดาล
เป็นลมใหญ่เหาะกลับมายังถ้ำ ครั้นถึงจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าพี่ไต้อ๋อง
ข้าพเจ้าจับถังซัมจั้งมาได้แล้ว กิมกั๊กปิศาจแลไปเห็นแล้วจึงพูดว่าน้องจับผิดตัว
เสียแล้ว งึ้นกั๊กว่าพี่ให้จับถังซัมจังข้าพเจ้าก็จับมา กิมก๊กว่าเห้งเจียซึ่งมีฤทธิ์นั้น
จับมาได้ จึงจะกินเนื้อถังซัมจังได้งึ้นกักหัวเราะแล้วพูดว่าซึ่งตัวเห้งเจียนั้น ข้าพเจ้าเรียกภูเขาใหญ่สามเขามา
ทับไว้แล้ว สักองคุลีก็ไม่เคลื่อนไปได้บัดนี้เราไม่ต้องลงมือใช้ให้ปิศาจบริวารของ
ตนเอาของวิเศษสองสิ่ง ไปเรียกมันใส่น้ำเต้าเอาตัวมาไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลยกิมกั๊กถามว่า ของวิเศษสองสิ่งคืออะไร งึ้นกั๊กบอกว่าของที่เรียก (เอี๊ยกจีเง็ก)
คือ ขวดน้ำมนต์หยกกับลูกน้ำเต้าทอง กิมกั๊กจึงหยิบขวดวิเศษส่งให้แล้วเรียก
ปิศาจทั้งสองคือ เจงเส่ยผีตนหนึ่ง เล่งหลีตนหนึ่ง สั่งว่าเจ้าทั้งสองจงเอาของวิเศษ
นี้ไปบนยอดเขาคว่ำปากน้ำเต้าลงแล้วร้องเรียกชื่อเห้งเจียคำหนึ่ง ถ้ามันขานรับ
มันก็เข้าอยู่ในน้ำเต้านั้นแล้ว เจ้าจงเอาแผ่นยันต์ปิดปากน้ำเต้าแล้วเอามาให้ข้า
มันอยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมง กายมันก็จะแปรเป็นน้ำหนองไป ปิศาจทั้งสองรับเอาของ
วิเศษสองสิ่งมาแล้วคำนับลาออกจากถ้ำตรงไป กิมกั๊กงึ้นกั๊กสั่งให้ปิศาจมัดถังซัม
จั่งซัวเจ๋งแขวนไว้ที่ริมประตูระเบียงเสร็จแล้วทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียถูกปิศาจเรียกเขามาทับไว้ ทุกข์ร้อนคิดถึงอาจารย์ร้องคร่ำครวญ
ด้วยเสียงอันดังบ่นว่า เมื่ออาจารย์มาถึงแดนต่อแดนเขาเหลียงกัยซัว ได้ช่วย
ข้าพเจ้าออกพ้นซึ่งความทุกข์ แนะนำให้ข้าพเจ้าบวชเรียน ข้าพเจ้าก็ปลงใจด้วย
ท่าน ไม่รู้เลยว่ามาถึงแห่งนี้จะถูกปิศาจมารร้ายมาสกัดกั้นกางอย่างนี้ และมิหนำ
ถูกมันเอาเขามาทับไว้ท่านตายก็ควรแล้วสงสารแต่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งกับมังกรที่
แปลงเป็นม้านั้นจะพากันบรรลัยไปทั้งสิ้น ดุจไม้ใหญ่ต้องพายุพัดล้มพลอยทับเอา
เล็ก ๆ ล้มไปด้วย คนอยากได้ชื่อเสียงล้างเอาคนอื่นละลายไปด้วย เห้งเจียคร่ำ
ครวญโศกศัลย์น้ำตาไหลอาบไปทั้งกาย เวลาเมื่อเห้งเจียร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น
ก็ร้อนถึงเทพยดาเขาเอี้ยดที้จึงมีคำถามพระภูมิเจ้าที่และเจ้าเขาว่า ภูเขานี้ของผู้ใด
พระภูมิเจ้าที่บอกว่าของพวกข้าพเจ้ารักษาเอง เทพยดาถามว่า ที่ถูกเขาทับอยู่
นั้นคือใคร พระภูมิเจ้าที่ตอบว่าไม่ทราบว่าผู้ใด เจ้าเอียดที่พูดว่า ท่านทั้งหลาย
ยังไม่รู้ว่าใคร นันแหละคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนทำให้ชันวิมานครันคร้ามวุ่นวาย คือ
ชื่อซีเทียนไต้เซียซึงหงอคง บัดนี้เข้าทางชอบแล้วมาตามพระถังซัมจังเป็นสานุศิษย์เธอ
ทำไมท่านทั้งหลายมาช่วยปิศาจเอาเขาทับเธอเล่า หากเธอหลุดออกมาได้
จะยอมท่านทั้งหลายหรือ พระภูมิเจ้าที่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวจึงคิดกับเจ้าเอี๊ยดที้ว่า
ข้าพเจ้าจะถอนเขาออก พูดฉะนั้นแล้วก็อ่านคาถาถอนเอาเขานั้นออกไปเสีย
เห้งเจียก็กระโดดขึ้นมาชักกระบองออกจากหูเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขาว่าให้นอนลง
เราจะตีคนละสองทีให้เราแก้รำคาญ เจ้าเขาเจ้าที่ก็ตกใจกลัวคำนับแล้วขอโทษตัว
เห้งเจียจึงพูดว่าพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขากลัวแต่ปิศาจไม่มีความกลัวแล้วเรา ดีแล้วจะ
ได้เห็นกันเป็นไรมี พระภูมิเจ้าที่จึงพูดว่าปิศาจทั้งสองนั้นฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ
มันร่ายเวทเรียกพวกข้าพเจ้าวันละคนมารักษาการณ์ทุกวันไป เห้งเจียได้ฟังว่า
รักษาการณ์ จิตใจให้หวั่นหวาดแหงนขึ้นบนฟ้าร้องว่าฟ้า ๆ เขียวให้เกิดจึงให้มี
พวกนี้มาด้วยเล่า พูดดังนั้นแล้วแลไปบนเขาเห็นมีรัศมีระยับย้อยลงมา เห้งเจีย
จึงถามเจ้าเขาและเจ้าที่ว่าพวกท่านอยู่ในถ้ำนั้นเคยเห็นหรือว่าในถ้ำนั้นมีรัศมีดังนี้เจ้าที่ตอบว่าที่มีรัศมีนั้น คือขวดหยกวิเศษของปิศาจ ข้าพเจ้าคิดดูเห็นจะ
เป็นปิศาจเอาของวิเศษมาสำแดงดอกกระมัง เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นเป็นอันดี เราจะ
ขอถามท่านว่าปิศาจทั้งสองนั้นมีที่ชอบที่รักแก่ใครบ้างหรือเปล่าพระภูมิเจ้าที่บอกว่า
ที่ชอบที่รักก็คือพวกฤๅษีถือพรตฝึกฝนในทางประกอบยาสำเร็จ นามพระดาบส
นั้นชื่อว่าช่วนจินเต้าหยินเห้งเจียครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงบอกแก่เจ้าเขาและเจ้าที่ให้กลับไปยังสถาน
แห่งตนเถิด ข้าพเจ้าจะคิดจับมันให้จงได้ แล้วเห้งเจียก็แปลงกายเป็นตาเฒ่า
เต้าหยินคนหนึ่งยืนคอยอยู่บัดเดียวปิศาจทั้งสองก็เดินมาถึง เห้งเจียก็จับกระบอง
เงื้อ ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ หกล้มลงแล้วคลานลุกขึ้นมองเห็นเห้งเจีย
จึงพูดว่าทำไมจึงเงื้อไม้จะตีเราดังนี้ เห้งเจียตอบว่า เรามาการธุระ ปิศาจถามว่า
ท่านอยู่ที่ไหนมา เห้งเจียตอบว่าข้ามาจาก (เขาพ่วงล่ายซัว) ปิศาจถามว่าที่เขา
พ่วงล่ายซัวเป็นที่เทวดาอยู่มิใช่หรือ เห้งเจียว่านี่มิใช่เทวดาหรือ ปิศาจทั้งสองได้
ฟังดังนั้นก็หายโกรธพูดว่า ขอโทษข้าพเจ้าทั้งสองนี้เถิด บางทีจะพูดผิดพลั้งไป
บ้างท่านอย่าถือข้าพเจ้าเลย เพราะพวกข้าพเจ้ามีแต่ตาเนื้อไม่มีตาทิพย์จึงไม่รู้ดู
คนดีและคนชั่ว เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าไม่ถือท่านดอก เวลานี้ข้าพเจ้ามาถึงเขานี้
ด้วยความตั้งใจจะโปรดคนผู้หนึ่ง ให้สำเร็จมรรคผลจะมีคนใดติดตามเราไปบ้าง
เห้งเจียถามว่าท่านทั้งสองอยู่ที่ไหนไปไหนมา ปิศาจตอบว่า นายข้าพเจ้าใช้ให้
มาจับซึงเห้งเจีย ซึงเห้งเจียถามว่าที่ตามพระถังซัมจั้งมานั้นหรือ ปิศาจตอบว่า
นันแหละ ๆ ท่านจำได้หรือ เห้งเจียตอบว่าเรารู้จักแล้วคือลูกลิงมันไม่รู้จักธรรมเนียมปิศาจว่าท่านไม่
เรามีความเคืองใจมันอยู่ เราจะช่วยท่านทั้งสองไปจับมันให้ได้
ต้องช่วยดอกนายข้าพเจ้าเรียกภูเขาทั้งสามมาทับไว้ แล้วให้ข้าพเจ้าเอาของวิเศษ
มาใส่มัน เห้งเจียถามว่าของวิเศษนั้นรูปร่างอย่างไร ขอดูสักหน่อยจะได้หรือไม่ได้ปิศาจเจงเสยพูดว่า คือขวดหยกและน้ำเต้าทองสองสิ่งนี้ ถ้าเอาปากลงเอา
ก้นขึ้นเรียกชื่อคำหนึ่งแม้ว่าขานรับตัวของผู้ขานนั้นก็เข้าไปอยู่น้ำเต้านั้น แล้วเอา
ยันต์ของท้ายเสียงเล่ากุนปิดปากสักครึ่งชั่วโมง กายของผู้ที่เข้าไปอยู่น้ำเต้านั้นก็
ละลายเป็นน้ำหนองไปหมด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แล้วแกล้งทำเป็นหัวเราะ
พูดว่าไหนขอดูสักหน่อยหรือของวิเศษจะเป็นประการใด ปีศาจไม่รู้สึกว่าเห้งเจียก็
ส่งของสองสิ่งให้เห้งเจียดู เห้งเจียก็รับมาพิจารณาดู มีความยินดีพูดว่าเป็นดีแน่
แล้วคิดว่า ถ้าเราจะชิงเอาเสียเดี้ยวนี้ก็จะได้ แต่จะเสียชื่อ เขาจะเหมาว่าเราวิ่ง
ราวกลางวันดูแล้วก็ส่งคืนให้ แล้วพูดว่าท่านทั้งสองยังไม่เคยเห็นของวิเศษของเรา
ปิศาจถามว่าท่านอาจารย์มีของวิเศษอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าดูสักหน่อยเถิด เห้ง
เจียเอามือล้วงไปข้างหลัง ถอนเอาขนหางมาเส้นหนึ่ง ร้องเรียกให้แปลงก็แปลง
เป็นลูกน้ำเต้าทองคำโตประมาณสองกำมา เอาออกมาจากเอวส่งให้ปิศาจ ปิศาจ
ดูแล้วพูดว่า ของท่านอาจารย์มีรูปลักษณะใหญ่ดังนี้พิศดูงดงามยิ่งนัก แต่ต้องการ
ใช้ไม่ได้ เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงใช้ไม่ได้ ปิศาจว่าของนี้เรียกคนไปประจุได้พัน
คนทั้งสองสิ่ง เห้งเจียว่าของที่ใส่คนนั้นไม่ประหลาดอะไร น้ำเต้าของเรานี้ ใส่ได้
ทั้งท้องฟ้าเรียกให้เข้าในนี้ได้หมด ปิศาจถามว่าจริงดังนั้นหรือ เห้งเจียว่าดังนั้นซี
ปิศาจว่าแม้จริงดังนั้น ขอท่านอาจารย์ลองทำให้ข้าพเจ้าดูสักที่เถิดเห้งเจียว่า แม้ว่า
ฟ้าทำให้เราขัดใจ เดือนหนึ่งเราเรียกเข้าเจ็ดแปดหนถ้าไม่ทำให้ขัดใจครึ่งปีก็ไม่เรียก
ใสครั้งหนึ่งปิศาจเล่งหลีพูดแก่เจงเสยว่า เอาของเราแลกแก่ท่านเถิด เจงเสยพูดว่า ของ
เธอใส่ได้ทั้งฟ้าจะยอมแลกแก่เราที่ไหน เล่งหลีพูดว่า เราเอาขวดนั้นเติมให้เห็น
เธอจะให้ดอกกระมัง เห้งเจียมีความยินดีอยู่ในใจแล้วจึงพูดว่า ของเราใส่ได้ทั้งฟ้า
ท่านจะเอาของท่านเปลี่ยนจะควรหรือ ปิศาจพูดว่า แม้ใส่ทั้งฟ้าได้ก็จะเปลี่ยน
ถ้าไม่เปลี่ยนให้ข้าพเจ้าท่านจะได้เด็กทารก เห้งเจียพูดว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะเรียก
ใส่ให้ดูพูดแล้วก็ก้มหน้าลงร่ายพระคาถา เรียกเทวดาเจ้าที่เที่ยวตระเวนตามท้อง
ฟ้าและเจ้าเอี๊ยดที้มาพร้อมกันในทันใดนั้นเห้งเจียสั่งว่าให้ขึ้นไปทูลเง็กเชียงฮ่องแต้ว่า
บัดนี้เราตามรักษาพระถังซัมจังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังมัชเฌิมประเทศ
เราอยากจะได้ของวิเศษของปิศาจ ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้ายืมท้องห้าสัก
ครึ่งชั่วโมงเรียกใส่ในน้ำเต้านี้ แม้ว่าขัดขึนไม่ยอมให้ เราจะขึ้นไปเล่งเซียวเต้ยฝ่ายเจ้าทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดั้งนั้น ก็พากันเหาะขึ้นไปยังสวรรค์ เข้าไป
กราบทูลเง็กเชียงอ่องแต้ให้ทรงทราบทุกประการ เง็กเชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่าอ้ายลิง
มันพูดจาไม่มีความยำเกรง น้ำใจโตอาจสามารถมายืมท้องฟ้าไปเรียกใส่น้ำเต้า
มันจะเรียกใส่อย่างไรได้ เวลาที่เง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น มีน่อจาท้ายจี้ออกมา
กราบทูลว่าว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ท้องฟ้าเรียกใส่ได้ เง็กเชียงฮ่องเต้ตรัส
ถามว่าทำอย่างไรจึงใส่ได้ น่อจาทูลว่า ขอพระองค์มีรับสั่งออกไปทางประตูสวรรค์
ทิศอุดรขอยืมธงดำวิเศษของท่านพรหมจินบู๊นั้น เอามายังประตูน่ำทีหมึง ถือออก
โบกหอบเดือนตะวันและและดาวทั้งหลายให้มืดท้องฟ้าและไม่เห็นหน้ากัน สัก
ประเดี๋ยวพอหลอกปิศาจอย่างนี้ก็ครอบเอาท้องฟ้าได้ ก็จะช่วยเห้งเจียให้สำเร็จได้
เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังน่อจากราบทูลดังนั้น พระองค์ทรงพระสรวลเห็นชอบด้วย
จึงตรัสสั่งให้ทำตามน่อจากราบทูลนั้นฝ่ายเจ้าทั้งหลาย เมื่อได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นแล้วก็ถวายบังคม
ลากลับลงมายังมนุษยโลก เข้าใกล้เห้งเจียกระซิบบอกให้รู้ทุกประการ เห้งเจียจึง
บอกแก่ปิศาจทั้งสองว่า เจ้าจงคอยดูเถิดข้าพเจ้าจะทำให้เห็นแก่ตา ปิศาจทั้ง
สองพูดว่าท่านจะเรียกก็จงเรียกเถิด เห้งเจียจึงเอาน้ำเต้าขว้างขึ้นไปกลางอากาศฝ่ายน่อจายืนอยู่บนประตูนำที่หมึงเห็นดังนั้น ก็เอาธงคลี่ออกกวัดแกว่งไปมา
ท้องฟ้าก็มีดคลุ้มไปทังหมด และไม่เห็นดวงดาวและพระอาทิตย์พระจันทร์ มอง
ดูหน้ากันก็ไม่เห็นหน้า ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่า เมื่อพูดกันนั้นดู
เหมือนตะวันกำลังเที่ยงทำไมดูมืดค่ำไปดังนี้ เห้งเจียว่าเราเรียกท้องฟ้ามาใส่ใน
น้ำเต้าแล้วทำไมจะไม่มืดเล่า ปิศาจถามว่าท่านอาจารย์นั่งพูดอยู่ที่ไหน เห้งเจีย
พูดหลอกว่าอย่าก้าวไป ที่นี่ฟากฝั่งทะเลใหญ่ แม้พลัดตกลงไปเจ็ดแปดวันก็ยัง
ไม่ถึงพื้นล่าง ปิศาจทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เชื่อตกใจกลัวบอกว่าท่านอาจารย์จง
ปล่อยฟ้าไปเถิดข้าพเจ้าเข้าใจในวิชาของท่านแล้ว อย่าให้ข้าพเจ้าตกทะเลไปเลย
เห้งเจียเห็นปิศาจทั้งสองมีใจเชื่อถือแน่แล้ว จึงร่ายพระคาถาส่งจิตไปถึงน่อจาให้รู้
น่อจาจึงเอาธงม้วนเสีย ท้องฟ้าก็สว่างมาอย่างเดิม ปิศาจทั้งสองจึงสรรเสริญว่า
ดีแท้ ๆ ของวิเศษอย่างนี้เราจะไม่ขอแลกอย่างไรได้ จึงหยิบน้ำเต้าและขวดหยก
ส่งให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียเอาน้ำเต้าเก๊ปลอมส่งให้แก่ปิศาจ แลกกันแล้วก็เหาะไป
ยังประตูน้ำที่หมึงขอบคุณน่อจาแล้วเห้งเจียก็กลับลงมาหยุดอยู่กลางอากาศและดู
ปิศาจทั้งสองฝ่ายปิศาจทั้งสองครั้งเปลี่ยนน้ำเต้านั้นมาแล้ว ต่างก็แย่งกันดูกลับหน้ามาก็
มิได้เห็นเห้งเจีย เล่งหลีปิศาจพูดว่าเทวดาองค์นี้เห็นจะพูดหลอกลวงเราดอกกระมัง
ว่าจะโปรดพวกเราให้สำเร็จมรรคผลเป็นเทวดา ทำไมไปจึงไม่ลาเราเล่า เจงเส่ย
ปีศาจพูดว่าแม้เธอไปแล้วเราเอานำเต้านั้นมาลองดู จึงหยิบน้ำเต้านั้นโยนขึ้นไป
นำเต้านั้นก็กลับตกลงมา เล่งหลีถามว่าทำไมจึงไม่ใส่ฟ้าเล่า ถ้าใสไม่ได้เห็นจะ
เป็นเห้งเจียเอาของปลอมมาเปลี่ยนของจริงไปดอกกระมังเจงเสยปิศาจพูดว่าน้องอย่าพูดเลอะเทอะไป เห้งเจียนั้นภูเขาใหญ่สามเขาทับ
ไว้แล้ว ทำไมจึงจะออกมาเอาของเราไปได้ พี่จะภาวนาลองดูอีกที่จะเป็นประการ
ใดว่าแล้วก็เอาน้ำเต้านั้นขว้างขึ้นบนอากาศแล้วภาวนาว่า ถ้าไม่สงเคราะห์เรา ๆ
จะขึ้นไปทำจลาจลยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ภาวนายังไม่ทันจะแล้วน้ำเต้าก็ตกลงมา
ดิน ปิศาจทั้งสองพูดว่าเห็นจะใส่ไม่ได้แล้วเป็นของปลอมแท้ทีเดียว เมื่อปิศาจทั้ง
สองกำลังบ่นอยู่นั้น เห้งเจียอยู่บนอากาศฟังดูก็รู้แจ้งทุกประการจึงเรียกขนนั้นคืน
เข้าที่ตามเดิม น้ำเต้าก็สูญหายไปปิศาจทั้งสองต่างถามกันว่าน้ำเต้าไปข้างไหน
เล่งหลีว่าพี่เอาไปโยนลองมิใช่หรือทำไมจึงหายไปได้ จึงพากันลงที่ดินเที่ยวค้นหา
ตามหญ้าที่รกก็มิได้เห็น ปิศาจทั้งสองยิ่งตกใจกลัวพูดปรึกษากันว่าเราจะทำอย่างไร
ดีของวิเศษของเราก็ไม่เห็นทำอย่างไรจึงจะกลับไปได้เราจะต้องถูกไต้อ๋องตีตาย
เป็นแน่ เล่งหลีพูดว่าถ้ากระนั้นเราพากันหนีไปเสียเห็นจะดีกว่าเจงเสยพูดว่าเราอย่าหนีเลยกลับไปดีกว่า เราเห็นว่าอยู่ทุกวันนี้ งึ้นก็๊กไต้อ๋อง
เห็นแก่หน้าน้องอันความผิดนั้นให้น้องรับคนเดียวบางที่ไต้อ๋องจะยกชีวิตให้แม้
ไม่ฟังก็ตามแต่จะทำเถิดอย่างนั้นจะดีกว่าเราอย่าทำสองใจเลย ปิศาจทั้งสองปรึกษา
กันตกลงแล้วก็เดินกลับมายังถ้ำ เห้งเจียอยู่บนอากาศเห็นปิศาจเดินกลับไป ก็แปลง
เป็นแมลงวันบินตามปิศาจมาฝ่ายปิศาจทั้งสองเดินมาครั้นถึงประตูถ้ำก็เดินเข้าไปข้างใน เวลานั้นไต้อ้อง
ทั้งสองกำลังนั่งเสพย์สุราอยู่ ปิศาจน้อยเข้ามาถึงคำนับแล้วก็คุกเข่าลงกับพื้นก้ม
หน้าอยู่มิได้พูดว่ากระไรไต้อ๋องทั้งสองเห็นดังนั้นจึงถามว่าเจ้าทั้งสองไปจับเห้งเจียได้มาแล้วหรือ
ปิศาจน้อยคำนับแล้วก็ก้มหน้านิ่งอยู่มิได้อาจบอกว่ากระไร ถามดังนั้นถึงสามครั้ง
ปิศาจน้อยจึงพนมมือพูดว่าอันโทษข้าพเจ้าทั้งสองนี้ถึงร้อยพันหมื่นตาย ขอไต้อ๋อง
ได้กรุณาข้าพเจ้ารับของวิเศษนั้นเดินไปได้ครึ่งเขา พบเทวดามาจากเขา (พ่วงล่ายซัว)
เธอมีน้ำเต้าทองวิเศษ เรียกใส่ทั้งท้องฟ้าได้ข้าพเจ้าเห็นเป็นของวิเศษมีใจโลภเจตนา
จะใคร่ได้ เห็นว่าของเธอใส่ได้ ทั้งท้องฟ้าของเราใส่ได้แต่คนจึงได้ขอเปลี่ยนแก่เธอ
ทั้งเล่งหลีก็เอาขวดของวิเศษให้ไปด้วย ครั้นข้าพเจ้าเอาออกลองดูก็สูญหายไปทั้ง
น้ำเต้าเทวดาก็เห็น ขอไต้อ๋องได้ทราบโทษข้าพเจ้าทั้งสองถึงแก่ชีวิตขอได้กรุณากิมกักไต้อ้องได้ฟังดังนั้น ดุจใครเอาไฟมาแยงเข้าที่ทรวงอกร้องเสียงดังดุจ
ฟ้าผ่าว่า กูรู้แล้ว ๆ คืออ้ายซึ่งหงอคงเห้งเจียมันเอาของเก็มาเปลี่ยนเอาของกูไป
อ้ายลิงนี้มันมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก มันรู้จักกันทุกแห่งทุกหน เข้าไหนก็
ปล่อยมันออกนั่นจึงได้หลอกเอาของวิเศษของเราได้ งึ้นกั๊กไต้อ๋องพูดว่า อันเหตุ
ที่อ้ายลิงนั้นจงสงบไว้ก่อน มันหนีไปได้ก็ชั่งมัน ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาจับมันได้แล้ว
ก็ไม่อยู่เป็นปิศาจในถ้ำนี้ต่อไป กิมกั๊กไต้อ่องถามว่าจะทำอุบายอย่างใดจึงจะจับ
มันได้ งึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงพูดว่า เรามีของวิเศษห้าอย่าง สองอย่างมันเอาไปแล้ว
ยังมีอยู่แต่สามอย่างคือ อาวุธเกี่ยว พัดไฟอยู่ที่นี่ เชือกวิเศษอยู่ที่เขาเอี่ยมเล่งซัว
ถ้ำเอี้ยมเล่งต๋องมารดาเก็บไว้ เราใช้ให้คนไปเชิญมารดามากินเนื้อถังซัมจั้ง และ
สั่งให้มารดาเอาเชือกนั้นมาด้วย จะได้คิดจับเห้งเจียให้จงได้ กิมกั๊กถามว่าจะให้
ผู้ใดไปดี งึ้นกั๊กไต้อ๋องตอบว่าไม่ต้องใช้อ้ายระยำำสองคนนี้อีก จึงตวาดไล่ให้เล่ง
หลีกับเจงเสยออกไปเสียให้พ้น แล้วจึงเรียกปิศาจน้อยปาซัวเฮ้าคนหนึ่ง กี้ฮั้ยเล้ง
คนหนึ่งเข้ามาจึงสั่งว่าให้ไปเชิญมารดามากินเนื้อถังซัมจั้ง และบอกให้มารดาเอา
เชือกวิเศษมาด้วย จะได้จับตัวเห้งเจียสองปิศาจรับคำสั่งแล้วก็คำนับลาออกจากถำรีบตรงไป ก็หารู้ว่าเห้งเจียอยู่ใน
ที่นั้นไม่ เห้งเจียได้ฟังรู้ความทุกประการแล้ว จึงบินโผออกจากถ้ำตามปิศาจทัง
สองนั้นไปจับอยู่บนศีรษะปิศาจนั้น มาได้ประมาณสักสามสี่โยชน์ เห้งเจียจะใคร่
ตีปิศาจทั้งสองให้ตาย จึงมาตรึกตรองว่าจะฆ่าใยก็ไม่ยากอะไร แต่ยังวิตกว่าบ้าน
มารดาของปิศาจอยู่ที่ไหน จำจะถามมันสักคำหนึ่งเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็โผออก
จากตัวปิศาจ แปลงเป็นปิศาจน้อยตนหนึ่งวิ่งตามร้องเรียกว่า ที่เดินข้างหน้านั้น
หยุดคอยก่อน กี้ฮัยเล้งหันหน้ามาถามว่าตัวอยู่ที่ไหนวิ่งมาตามเราทำไมมีธุระ
อะไรหรือเห้งเจียตอบว่านายเดียวกัน ยังไม่รู้จักกันหรือ กี้ฮัยเล้งบอกว่าเราไม่เคยเห็น
เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าอยู่ข้างนอกมิได้เข้ามาจึงไม่รู้จักกัน ปิศาจถามว่าบัดนี้จะ
ไปข้างไหน เห้งเจียบอกว่า ไต้อ๋องพูดว่าใช้พี่มาสองคนให้ไปเชิญมารดามากิน
เนื้อถังซัมจั้ง และให้มารดาเอาเชือกวิเศษไปจับเห้งเจียด้วย วิตกว่าพี่จะเดินช้าไป
จะเสียการ จึงให้ข้าพเจ้าตามมาเตือนพี่ทั้งสองให้รีบไปโดยเร็ว ปิศาจทั้งสองเมื่อ
ได้ฟังดังนั้น ก็สำคัญว่าจริงไม่มีความสงสัย จึงพร้อมกันรีบเดินไป เห้งเจียจึงถามว่า
ยังไกลอยู่หรือ ก็้ฮั้ยเล้งจึงเอามือชี้บอกว่า ที่ดงไม้ใหญ่นั้นแหละ เห้งเจียเงยหน้า
ขึ้นมองดูก็เห็นมีดงไม้ใหญ่ข้างหน้านั้น เห็นไม่สู้ไกลแล้ว จึงชักกระบองออก
จากหูตีปิศาจทั้งสองนั้นล้มลงกับพื้น ตัวน่วมดุจแป้งขนม เห้งเจียก็ลากเอาศพ
ทิ้งแอบไว้ข้างทางแล้ว ก็ถอนเอาขนหางออกขนหนึ่ง เป่าแปลงเป็นปาซัวเฮ้า ตัว
เห้งเจียก็แปลงเป็นก็๊ฮั้ยเล้ง รีบเดินมาครั้นถึงปากช่องดงไม้ใหญ่ ก็เดินตรงเข้าไป
เห็นมีประตูบานหนึ่งเปิดบานหนึ่งปิด มีหญิงปิศาจเฝ้าประตูอยู่คนหนึ่งเห็นเห้งเจีย
เดินเข้ามาจึงถามว่านี่ท่านจะไปข้างไหนเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่เขาเพ่งเต็งซัวถ้ำเน่ยฮวยต๋อง บัดนี้ได้อ๋องให้
ข้าพเจ้ามาเชิญท่านแม่ไป หญิงปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่าเชิญเข้าไปข้างในเถิด
เห้งเจียก็เดินเข้าไปถึงประตูชั้นสามแลไปก็เห็นนางปิศาจเฒ่านั่งอยู่บนที่สูง เห้ง
เจียหวนคิดขึ้นมาก็โทมนัสใจร้องไห้มีคำถามว่า (เหตุใดเห้งเจียจึงร้องไห้) ตอบว่าเธอคิดขึ้นมาว่าเราเกิดมามีฤทธา
อานุภาพไม่เคยเคารพใครนอกจากพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์กวนอิมและพระ
อาจารย์ วันนี้จะต้องมาเคารพต่อปิศาจหญิง ครั้นจะไม่คำนับการที่คิดไว้ก็จะเสีย
ไป คิดไปก็เป็นความยากแก่ใจ เพราะเห็นแก่อาจารย์ที่ต้องภัยจึงจะต้องทนความ
อดสูห้งเจียคิดแล้วก็เข้าไปยังหน้าปิศาจหญิงเฒ่า เคารพแล้วคุกเข่าลงกับพื้น ปิศาจ
หญิงเฒ่าพยักหน้าแล้วบอกว่าให้ลุกขึ้นเถิด แล้วถามว่าลูกอยู่ที่ไหนไปไหนมาเห้งเจียตอบว่ามาจากถ้ำเน่ยฮวยต้อง ไต้อ๋องทั้งสองใช้ให้มาเชิญท่านแม่ไป
กินเนื้อถังซัมจั้ง และสั่งให้ท่านแม่เอาเชือกวิเศษนั้นไปด้วย จะได้คิดจับเห้งเจีย
หญิงเฒ่าปิศาจจึงพูดว่า ลูกของเรามีกตัญญ มีของกินก็อุตสาห์มาเชิญแม่ พูด
ดังนั้นแล้ว ก็สั่งปิศาจคนใช้ให้เอาเกี้ยวหามออกมาจัดแจง พวกปิศาจคนใช้ก็
จัดแจงหามเกี้ยวออกไปตามสั่งเสร็จสรรพแล้วก็ลับมาบอกว่าเสร็จแล้วฝ่ายปิศาจหญิงเฒ่าจัดแจงแต่งกายเสร็จแล้ว ก็ออกมาจากถ้ำเข้านั่งในเกี้ยว
ปิศาจหญิงสองคนก็เข้าหามเดินมา เมื่อเดินมาได้ประมาณสามสี่โยชน์ คนหาม
ก็ลงพักหยุดหายเหนื่อยนั่งอยู่ เห้งเจียจึงชักกระบองออกมาฟาดคนหามตายทั้ง
สองคน ปิศาจหญิงเฒ่าอยู่ในเกี๊ยว ชะเง้อหัวออกมามองดู เห้งเจียเอากระบอง
กระทุ้งถูกศีรษะแตกตายอยู่ับที่ เห้งเจียก็จับออกมาดู ที่สุดเป็นตัวเสือปลาเก้า
หาง เห้งเจียจึงเอาเชือกวิเศษพันกับพุงมีความดีใจที่สุด ออกปากว่า แม้อ้ายไต้
อ๋องจะมีฝีมือเข้มแข็งอย่างไร ของวิเศษเราก็เอามาได้สามสิ่งแล้ว พูดดัง
นั้นแล้วก็ถอนขนหางออกสี่เส้น แปลงเป็นปิศาจกี้ฮั้ยเล้งปาซัวเฮ้า อีกสองขนก็
แปลงเป็นหญิงหามเกี้ยว ตัวเห้งเจียเองแปลงเป็นปิศาจหญิงเฒ่า ขึ้นนั่งบนเกี้ยว
ให้ขนแปลงนั้นหามมา บัดเดี้ยวก็ถึงหน้าถ้ำเน่ยฮวยต่อง ขนแปลงเป็นปาซัวเฮ้า
กี้ฮั้ยเล้งทั้งสอง ก็เดินนำหน้ามาถึงก็ร้องเรียกให้เปิดประตูรับ พวกปิศาจเฝ้า
ประตูก็เปิดประตู แล้วถามว่าท่านไต้อ๋องใช้ไปเชิญท่านแม่มาแล้วหรือ ปิศาจ
แปลงว่าท่านที่นั่งอยู่ในเกี้ยวนั้นไม่ใช่หรือ พวกเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋อง
ทั้งสองว่า ท่านแม่มาแล้วอยู่ข้างนอกปิศาจไต้อ๋องทั้งสองได้ฟังดังนั้น ก็สั่งให้พวกปิศาจทั้งหลายจัดแจงออกไปรับ
ออกมาพร้อมกันที่นอกประตู เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปข้างใน
ขึ้นนั่งบนที่สูงอยู่แต่ผู้เดียว ปิศาจใหญ่น้อยทั้งหลายก็พร้อมกันมาคำนับ ได้อ๋อง
ทั้งสองก็เข้ามาคำนับ ก็คุกเข่าลงกับพื้นบอกว่าข้าพเจ้าทั้งสองเคารพ เห้งเจีย
แปลงบอกว่าลูกของแม่จงลุกขึ้นเถิดฝ่ายโป๊ยก่ายที่ต้องแขวนอยู่บนขื่อนั้น แลไปเห็นเข้าก็หัวเราะขึ้น ซัวเจ้งถามโป๊ยก่ายบอกว่า
ว่าถูกมัดแขวนอยู่อย่างนี้ยังจะมีแก่ใจสนุกหัวเราะได้อีกหรืออ
น้องเอ๋ยพี่หัวเราะนั้น คือพี่ได้เห็นแล้วรู้แล้วว่า มันไปเชิญมารดามันมาจะใคร่กิน
เนื้อเรา แต่มิใช่มารดาของมันดอก เป็นแต่คนพูดแทน ซัวเจ้งถามว่าใครพูด
แทนที่ไหน โป๊ยก่ายตอบว่า เป๊กเบ๊อุน ซัวเจ๋งว่าทำไมพี่จึงรู้ได้ โป๊ยก่ายว่าน้อง
ไม่ดูหางพันอยู่ที่บั้นเองนั้น หางตุงอยู่ข้างหลังพี่กับน้องแขวนอยู่สูงจึงได้เห็นถนัด
ซัวเจ้งห้ามว่าพี่อย่าพูดไปไว้ดูเขาจะทำประการใดกันเห้งเจียนังอยู่บนท่ามกลาง ถามว่าลูกทั้งสองให้คนไปเชิญแม่มามีกิจธุระ
อะไรหรือ ปิศาจทั้งสองตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองนานแล้วมิได้ไปเยือนมารดา บัดนี้
ข้าพเจ้าจับได้ถังซัมจั้งก็ไม่อาจกินก่อนมารดา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงให้ไปเชิญ
มารดามาจะได้ทำเนื้อถังซัมจังต้มแกงให้มารดากินสักเวลาหนึ่ง อายุของมารดา
จะได้ยืนยาว เห้งเจียพูดว่าอันเนื้อถังซัมจั่งกินยาก ได้ยินว่าได้โป๊ยก่ายมาด้วย
มารดาอยากกินแต่ใบหูโป๊ยก่าย ลูกจงตัดใบหูโป๊ยก่ายทำกับกินกับเหล้าเถิด โป๊ย
ก่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าปะอ้ายห่านี้เข้าแล้ว มันคิดจะตัดใบหูเรากินแกล้ม
เหล้าเสียแล้ว ประเดี้ยวกูจะร้องขึ้นให้ปิศาจมันรู้ ในเวลาที่โป๊ยก่ายบ่นวุ่นวายอยู่
นั้น แลไปเห็นปิศาจพลตระเวนวิ่งเข้ามาบอกว่าขอไต้อ๋องได้ทราบเห้งเจียตีท่าน
แม่ตายแล้ว บัดนี้แปลงกายเข้ามาที่นี่ ปิศาจทั้งสองได้แจ้งดังนั้นก็ซักเกี่ยมวิเศษ
กระโดดขึ้นฟันเห้งเจีย เห้งเจียไหวกายเป็นแสงสว่างแดงไปทั้งถ้ำแล้วก็รีบหนีออก
จากถ้ำกิมกั๊กไต้อ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ บอกว่าน้องจงแก้มัดถังชัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
คืนให้มันเสียเถิดจะได้สิ้นความจลาจล งึ้นก๊กไต้อ๋องพูดว่าพี่พูดอะไรอย่างนั้น
เราได้รับความลำบากมาไม่รู้ว่าเท่าไรแล้วจึงจับมาได้ จะปล่อยเสียโดยง่ายนั้น
อย่างไรได้ พี่จงนั่งให้สบายอย่าวิตก ข้าพเจ้าได้ยินว่าเห้งเจียมีฤทธาอานุภาพ
เข้มแข็ง เราพึ่งได้มาพบก็ยังหาได้ดูฝีมือกันไม่ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะลองฝีมือดูก่อน
แม้ว่าเธอไม่ชนะเรา เราก็จะกินถังซัมจั้ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งโดยง่าย แม้ว่าเราสู้ไม่ได้
เราจึงค่อยปล่อยไปไม่ช้าอะไร งึ้นกักไต้อ้องพูดดังนั้นแล้ว ก็แต่งตัวถืออาวุธเกี่ยว
เดินออกมาที่หน้าถ้ำ ร้องเรียกว่าอ้ายซึงเห้งเจีย มึงจงใช้ของวิเศษและมารดาเรา
ให้เรา เราจะปล่อยอาจารย์มึงไปไซที เห้งเจียอยู่บนเมฆได้ยินดังนั้น ร้องด่าลง"
มาว่าอ้ายมารร้ายมึงจงรีบส่งอาจารย์และน้องของกูออกมาอย่าให้ทันปู่ลงมือได้ปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังดังนั้น ถือเกี่ยมเหาะขึ้นไปบนอากาศ เห้งเจียถือกระบอง
ตรงเข้าสู้กันกลางเวหาประมาณสักสามสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน เห้งเจียนึกใน
ใจว่าอ้ายนี่มีอาวุธเกี่ยมเข้มแข็งอาจทานรบกระบองเราอยู่ได้ โดยจะคิดต่อสู้ทาง
อาวุธก็เสียกำลังจำจะเอาน้ำเต้าและขวดหยกวิเศษนี้เรียกจับมันเห็นจะดีกว่า
คิดดังนั้นแล้วหากเรียกมันไม่ขานเรามิเสียทีหรือสู้เอาเชือกวิเศษไม่ได้ เห้งเจียเอา
เชือกวิเศษขว้างไปมัดปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นก็อ่านคาถาเชือกที่เห้งเจียขว้างไป
นั้นกลับมามัดเอาเห้งเจียเข้าไว้ซึ่งเป็นทั้งนี้เพราะปิศาจได้คาถาไว้สองบท ๆ หนึ่งสำหรับมัดข้าศึก บทหนึ่ง
กลับมามัดผู้ที่ขว้างเชือกนั้นเอง เพราะฉะนั้นเห้งเจียจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่ได้
ปิศาจก็เข้าจับเชือกลากลงมายังพื้นเอาเกี่ยมฟันศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที ศีรษะ
เห้งเจียก็มิได้เป็นอันตรายปิศาจก็จูงเห้งเจียเข้าไปในถ้ำ ร้องบอกกิมก็๊กว่าข้าพเจ้า
จับมาได้แล้ว กิมกักแลไปเห็นก็มีความยินดีเป็นที่สุด พูดว่านี่แหละอ้ายเห้งเจีย
จึงให้เอามัดใส่คาไว้ที่โคนเสาใหญ่ แล้วแก้เอาน้ำเต้ากับขวดหยกวิเศษออกมาจาก
ตัว ปิศาจทั้งสองก็พากันไปนั่งข้างในเสพสุราเป็นที่สบายใจทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียต้องมัดอยู่กับโคนเสานั้นก็ดิ้นรนกลิ้งเกลือกไป โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น
ก็หัวเราะก๊าก ๆ ถามว่าเห็นจะกินใบหูเราไม่ได้แล้วหรือเห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ
หมูมึงอย่าทำพูดมากไปประเดี๋ยวเราจะออกได้ แก้ไขเอาพวกเราออกให้จงได้ พูด
ดังนั้นแล้วเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร ก็ชักกระบองเหล็กออกจากหูงัดคาออก
จากคอได้แล้ว ถอนเอาขนหางแปลงเป็นรูปปลอมเข้าติดคาอยู่กับที่นั้น ตัวเห้ง
เจียก็แปลงเป็นปิศาจน้อยเข้าไปยืนเฝ้าปิศาจอยู่ที่ริมตัว เห้งเจียจะใคร่ลักเอาของ
วิเศษนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้ปิศาจ บอกว่าไต้อ๋อง ข้าพเจ้าเห็นเห้งเจียกลิ้งเกลือก
ดิ้นรนดังนั้น เชือกนั้นจะขาดไป แม้ได้เชือกใหญ่ ๆ มาเปลี่ยนเอาเชือกนั้นออก
เห็นจะดี กิมกั๊กไต้อ๋องพูดว่าจริงอยู่ว่าแล้วก็แก้เชือกที่คาดพุงออกจากเอวส่งให้
เห้งเจีย เห้งเจียรับเอามาก็แก้เอาเชือกวิเศษออกเอาเชือกใหญ่มัด เห้งเจียแปลง
ไว้ตามเดิมแล้วเอาเชือกวิเศษซ่อนไว้ในตัว ถอนขนหางออกเส้นหนึ่ง แปลงเป็น
เชือกวิเศษอีกเส้นหนึ่งมาส่งให้แก่ปิศาจไต้อ๋องทั้งสอง ปิศาจก็มิได้พิจารณาเชือก
ว่าปลอมหรือจริงไม่ เห้งเจียครั้นได้เชือกวิเศษมาแล้ว ก็รีบออกไปนอกถ้ำกลาย
เป็นรูปเดิมแล้วก็ร้องเรียกพวกปิศาจด้วยเสียงอันดังว่า พวกปิศาจน้อยจึงถามว่า
ตัวอยู่ที่ไหนมาจึงมาเรียกอึกทึกอย่างนี้ เห้งเจียบอกว่า พวกเจ้าจงเร่งไปบอกให้
อ้ายพวกมารใหญ่มันรู้ว่าคือเจียเห้งซึงมาแล้ว ปิศาจน้อยได้ฟังดังนั้น ก็นำความ
เข้าไปแจ้งแก่ปิศาจไต้อ๋อง กิมกั๊กไต้อ้องได้ฟังปิศาจน้อยบอกดังนั้นก็ตกใจ พูด
ว่าเราจับซึ่งเห้งเจียมัดไว้ได้แล้ว นี่เหตุใดจึงมีเห้งเจียซึงมาอีกเล่า งึ้นกั๊กไต้อ๋อง
พูดว่าวิตกกลัวมันทำไมน้ำเต้าวิเศษของเรายังมี ข้าพเจ้าจะออกไปเรียกมันให้เข้า
อยู่ในน้ำเต้าก็ได้ พูดดังนั้นแล้ว ก็หยิบเอาน้ำเต้าออกไปยังประตูถ้ำ ร้องถามว่า
เจ้าคือใครที่ไหนมาเห้งเจียตอบว่าเรานี้แหละคือน้องของเห้งเจีย ข้ารู้ว่าเจ้าจับเอาเห้งเจียพี่ของข้า
มาไว้ บัดนี้ข้าจะมาเป็นธุระด้วยพี่ข้า งึ้นกักพูดว่าเจ้ามารบแก่เราหรือ เราจะไม่
รบแก่เจ้า จะเรียกเจ้าสักคำหนึ่งเจ้าอาจขานได้หรือ เห้งเจียตอบว่าเราจะกลัว
อะไรแก่เจ้านักหนาจนถึงแก่จะไม่กล้าขานรับ ต่อให้เรียกสิบคำข้าจะขานสักหมื่น
คำก็ได้ปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เหาะขึ้นบนเวหา เอาน้ำเต้าคว่ำลงแล้วก็
เรียกว่าเจียเห้งซึงก็ไม่กล้าขานรับ ปิศาจก็เรียกอีกคำหนึ่งว่าเจียเห้งซึง เห้งเจีย
มาคิดว่าเราชื่อเห้งเจีย มันมาเรียกเจียเห้งซึงผิดความจริงคงจะจับเราไม่ได้ คิด
ดังนั้นแล้วขานรับออกมาคำหนึ่ง เห้งเจียก็เข้าไปอยู่ในน้ำเต้าวิเศษของปิศาจ
ปิศาจก็เอายันต์ปิดปากน้ำเต้าไว้ อันความจริงนั้นถ้าใครขานแล้วก็เข้าไปอยู่ในน้ำ
เต้าจะเป็นเก๊หรือไม่เก็นั้นไม่เป็นข้อสำคัญฝ่ายเห้งเจียเข้าไปติดอยู่ในน้ำเต้าแล้ว ดูมืดดำไปหมดมิได้เห็นแสงสว่างเลย
เป็นที่คับแค้นแสนลำบากสุดที่จะทนได้ เมื่อเราพบปิศาจทั้งสองบอกว่าน้ำเต้ากับ
ขวดหยกนั้นเรียกเข้าอยู่ข้างในแล้วบัดเดี๋ยวใจก็แปรเป็นน้ำหนอง สวนตัวเราไม่
อาจให้เป็นเช่นนั้นได้ จึงคิดขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนห้าร้อยปี พรหมท้ายเสียงเล่ากุนจับ
เราใส่ในเบ้า (โป๊ยก่าย) หลอมเรา แต่หัวใจเราเป็นทองแดงกายสิทธิ์ตัวเป็น
เหล็กตาไฟแก้วตาเป็นทองกายสิทธิ์ ของวิเศษเหล่านี้ก็ไม่ทำอันตรายเราได้ปิศาจงึ้นกั๊กเมื่อเรียกเห้งเจียซึงเข้าในน้ำเต้าแล้ว ก็พาไปยังถ้ำร้องบอกกิมกั๊ก
ว่า ข้าพเจ้าจับเห้งเจียซึงได้แล้ว ขังอยู่ในน้ำเต้านี้ กิมกั๊กไต้อองได้ฟังดังนั้นก็มี
ความยินดี จึงพูดแก่งื้นกักว่าเอาไว้สันดูถ้ามันไม่มีเสียงแล้วจึงค่อยเปิดยันต์ออกดุเห้งเจียอยู่ในน้ำเต้าได้ยินปิศาจมันพูดกันดังนั้นจึงคิดว่า อันตัวของเรานี้
ทำไมจึงจะสั่นไม่มีเสียงได้ ถ้ากายนั้นไม่แปรก็มีเสียงอย่าเลยเราจะหลอกมัน ถ้า
มันสั่นไม่ได้ยินเสียงมันก็จะเปิดยันต์ออกเราจะได้คิดหนีไป คิดแล้วก็นึกว่าทำ
อย่างนั้นเห็นจะไม่เป็นคนเก่งได้ไว้คอยมันสั่นเรา จึงทำกระแอมไอจามหลอกมัน
ให้เปิดเราออกก็จะไปได้ เห้งเจียคิดดังนั้นแล้วก็เตรียมตัวคอยอยู่ มิได้รู้ว่าปิศาจ
ทั้งสองมันมัวกินสุราเสียมิได้มาสั่นน้ำเต้า เห้งเจียจะใคร่หลอกปิศาจให้มาสั่นน้ำ
เต้าจึงร้องว่าฟ้าเอ้ยรูปนั้นแปรแล้ว ปิศาจก็มิได้มาสั่นเห้งเจียก็ร้องอีกว่าแม่เอ๋ย
แปรเข้าไปถึงบั้นเอวแล้วปิศาจกิมกั๊กได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแปรเข้าไปถึงบั้นเอวก็คงจะแปรเข้าไปขาด
ครึ่งตัวจงเปิดดูที่เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงจึงถอนขนหางแปลงเป็นรูปครึ่งตัวอยู่ในนั้น
ตัวเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่คอยจะบินออกเมื่อเปิด ปิศาจกิมกักจึงยกเอาน้ำ
เต้ามาเปิดยันต์ออกดู เห้งเจียก็บินออกไปแปลงเป็นปิศาจกี้ฮัยเล้งยืนอยู่ข้างนั้น
กิมกักไต้อ๋องก็ยกน้ำเต้าขึ้นมองดูแลเข้าไปก็เห็นมีรูปครึ่งตัวอยู่ในนั้น มิได้รู้สึกว่า
รูปแปลงหรือจริง ก็ร้องบอกว่าเร็ว ๆ ปิดเสียมันแปลงยังไม่หมดตัว งึ้นกั๊กไต้อ้อง
ก็เอายันต์ปิดเข้าตามเดิม กิมกั๊กไต้อ้องจึงหยิบเอาป้านสุรามารินกินอีกสองสามถ้วย
แล้วส่งให้งิ้นกั๊กพูดว่าเจ้ามีความลำบากมากควรที่จะรินสุราให้เจ้ากิน งึ้นกั๊กเห็น
พี่มีกะใจดังนั้นก็รับมากินอีกสองสามถ้วย หยิบน้ำเต้าสงให้กี้ฮั้ยเล้งโดยไม่รู้สึกว่า
เห้งเจียแปลงเป็นปิศาจทั้งสองก็ส่งสุราไปมากินกันอยู่จนเมาเห้งเจียเห็นปิศาจมิได้สงสัยจึงเอาน้ำเต้านั้นซ่อนไว้ในเสื้อ ถอนขนหางแปลง
เป็นน้ำเต้ายืนถืออยู่ ปิศาจเสพย์สุรามึนเมาแล้วก็กลับรับเอาน้ำเต้าคืนมา ก็กลับ
เข้านั่งท่กินสุราไปอีกพักหนึ่ง เห้งเจียได้ของวิเศษแล้วก็ถอยออกมามีความดีใจฝ่ายเห้งเจียได้ของวิเศษมาแล้วก็หนีออกมานอกถ้ำกลายเป็นรูปเดิมร้องด่า
ท้าทายอยู่หน้าถ้ำด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกปิศาจมึงจงรีบไปบอกนายมึงว่า
กูมาแล้ว ปิศาจน้อยถามว่าท่านอยู่ที่ไหนมาเห้งเจียว่ากูคือเห้งเจียซึง พวกปิศาจ
น้อยได้ฟังดังนั้นก็รีบนำความเข้าไปแจ้งแก่ไต้อ๋องทั้งสอง กิมกั๊กไต้อ๋องได้ฟังดัง
นั้นจิตใจให้สะดุ้งหวาดจึงพูดแกงึ้นก็๊กผู้น้องว่า เห็นจะไม่เป็นการเราไปโดนรังมัน
แล้วหมายว่าสองคน มันมีพี่น้องมากมันค่อยทยอยกันมาอย่างนี้ เห็นจะไม่
สำเร็จการงึ้นกั๊กไต้อ้องพูดว่าพี่จงวางใจเถิด น้ำเต้าวิเศษของเราใส่ได้ถึงพันคน นี่เราพึ่ง
จับเห้งเจียซึงคนเดียว พี่จะวิตกอะไรแก่เห้งเจียซึง ข้าพเจ้าจะออกไปจับมันอีก
คนหนึ่งให้ดู งึ้นกั๊กจึงหยิบเอาน้ำเต้าปลอมออกไปยังหน้าถ้ำ โดยยังเข้าใจอยู่ว่า
น้ำเต้านั้นเป็นของจริง ครั้นออกมาร้องถามว่าอ้ายคนไหน สามารถมาท้าทายอึกทึก
อยู่ที่นี่หวามึงจงมานี่กูไม่ต่อสู้แก่มึง จะเรียกมึงคำหนึ่งมึงยังอาจจะขานรับหรือ
เห้งเจียพูดว่าเจ้าเรียกข้า ข้าก็อาจขานรับ ข้าจะเรียกเจ้าบ้างเจ้าอาจขานรับหรือ
งึ้นกั๊กไต้อ้องพูดว่าข้าเรียกเจ้า เจ้าเข้าอยู่ในน้ำเต้าเจ้าจะได้อะไรที่ไหนมาใส่ข้า เห้ง
เจียตอบว่าข้าก็มีน้ำเต้าเหมือนกัน เจ้าอย่าสำคัญว่ามีแต่ของเจ้าผู้เดียวเลย งึ้นกั๊ก
ว่าถ้ามีจริงจงเอาออกมาให้ดูสักที่จะได้หรือไม่ หรือเจ้าพูดอวดเล่นดอกกระมังเห้ง
เจียได้ฟังปิศาจพูดท้าทายดังนั้น ก็หยิบเอาน้ำเต้าวิเศษออกจากมือเสื้อ ยกขึ้นซู
แล้วว่าอ้ายมารร้ายเอ็งจงดูน้ำเต้าเถิด งึ้นกั๊กแลไปเห็นน้ำเต้าก็สะดุ้งหวาดตำใจ
พูดว่าทำไมจึงเหมือนของเราราวกับอันเดียวกัน จึงร้องถามว่าน้ำเต้าลูกนี้เจ้าได้ที่
ไหนมา เห้งเจียไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรด้วยไม่ทราบว่ากำเนิดเดิมมาอย่างไร จึง
กลับย้อนถามว่าก็น้ำเต้าของเอ็งได้มาจากไหนเล่าฝ่ายปิศาจพาซื่อหารู้ว่าเห้งเจียจะเอาคำของตัวไม่ ก็ตอบตามความจริงว่าอัน
น้ำเต้าของเรานี้ เมื่อเริ่มฟ้าเริ่มดิน มีท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุนแปลงเป็นนาง
หนึงฮวย ประกอบทำหินปะฟ้าครั้นปะมาถึงทิศตะวันออกที่เขากุลหลุนชัวข้างริม
เขานั้นมีของวิเศษของเทวดาท้ายเสียงเล่ากุนเอาของนั้นมาประกอบทำเป็นน้ำเต้า
ทอง เพราะฉะนั้นจึงมีมาจนทุกวันนี้ เห้งเจียได้ฟังปิศาจบอกดังนั้นจึงตอบว่าของ
เราก็มีกำเนิดเหมือนของเจ้านั่นแหละ แต่ของเราเป็นตัวผู้ของเจ้าเป็นตัวเมียฤทธิ์
น้อยกว่ากันปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ไม่ต้องการด้วยตัวผู้และตัวเมียใช้ได้แล้วก็เป็นดี
เหมือนกัน เห้งเจียพูดว่า เจ้าพูดดังนั้นก็จริงของเจ้าแล้ว เรายอมให้เจ้าเรียกก่อน
เราจะเรียกต่อภายหลังปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังเห้งเจียยอมดังนั้นก็ดีใจ โดยเหตุที่ไม่รู้
สึกว่าของตนเป็นของปลอม จึงถือน้ำเต้าเหาะขึ้นไปบนอากาศ เอาน้ำเต้าคว่ำลง
แล้วก็เรียกว่าเห้งเจียซึ่งโวย เห้งเจียได้ยินเรียกก็รับขานว่าโวย ๆ เจ็ดแปดครั้ง ก็
มิได้เห็นว่าเป็นประการใด งึ้นกั๊กปิศาจเห็นดังนั้น ก็ลดลงยังพื้นกระทีบเท้าทุบอก
ร้องว่า เทวดาเอ๋ยเทวดาใครจะู้เลยว่ามันจะแปรปรวนไปอย่างนี้- น้ำเต้าของเรา
เป็นตัวเมียไปเห็นตัวผู้เข้าก็ใช้ไม่ได้เสียแล้วเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ของเจ้าจงเก็บไปเถิดคราวนี้ถึงที่ข้าจะเรียกบ้าง
เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศ เอาปากน้ำเต้าคว่ำลงตรงปิศาจแล้วก็ร้องเรียกว่า
อ้ายงึ้นกักปิศาจโวย งึ้นกั๊กก็รับขานว่าโวย ในทันใดนั้น งึ้นกั๊กก็เข้าไปอยู่ในน้ำ
เต้าเห้งเจียก็ลดลงยังพื้น เดินตรงเข้าไปที่ปากถ้ำ ทางเดินไม่ค่อยจะเรียบร้อย
เห้งเจียหิ้วน้ำเต้ามาได้ยินเสียงในน้ำเต้าร้องไม่หยุดเดินมาประเดี้ยวก็มาถึงประตู
ถ้ำยกน้ำเต้าขึ้นสั่นพักหนึ่ง จึงภาวนาว่า (จิวเหยียดบุนอ๋อง ขงจื๊อ เชี้ยหยิน ถัว
ฮวยหนึง เซียนแซก้ก๊ก จื๊อเซียนแซ) พวกปิศาจเห็นดังนั้น กวิ่งเจ้าไปบอกกิมกั๊ก
ว่าไต้อ๋องบัดนี้เกิดเหตุแล้ว เห้งเจียซึงจับงื้นั๊กไต้อ๋องใส่ในน้ำเต้ามายืนภาวนา
' อยู่หน้าถ้ำนั้นกิมกั๊กไต้อ๋องได้ฟังพวกปิศาจบอกดังนั้น ก็ตกตะลึงล้มลงกับพื้น ร้องไห้ด้วย
เสียงอันดังพูดว่า น้องเอ๋ยพี่กับเจ้าลงมาจากสวรรค์ จุติยังมนุษยโลกเป็นเจ้าเขาคิดว่าจะได้รับความสุขด้วยกัน ไม่รู้ว่าอ้ายพวกถือบวชเหล่านี้ มันจะมาฆ่าเจ้าให้
ถึงแก่ความตาย พวกปิศาจเห็นนายเศร้าโศกโทมนัสร้องไห้ก็พากันร้องไห้ทั้งถ้ำ
โป๊ยก่ายต้องมัดโยงแขวนอยู่บนขื่อ เห็นดังนั้นอดอยู่มิได้ ก็ร้องพูดออกมาว่า
เฮ้ยอ้ายปิศาจน้องของเอ็งบัดนี้ก็ตายแล้ว เอ็งจะร้องไห้ไปทำไมให้ป่วยการ เจ้า•
จงรีบจัดแจงทำเครื่องแจให้สะอาด เชิญพวกข้าจะสวดพระธรรมให้น้องเจ้าไปสวรรค์กิมกั๊กได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งแสนแค้นจะใคร่เอาโป๊ยก่ายมาฆ่ากินเสียก่อน แลไป
เห็นพวกปิศาจวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้เห้งเจียซึงมาร้องด่าท้าทายอยู่ที่หน้าถ้ำอีกแล้ว
กิมกักก็ตกใจจึงให้พวกปิศาจตรวจของวิเศษดูว่ายังอยู่กี่สิ่ง ปิศาจน้อยบอกว่ายัง
อยู่สามสิ่ง คือเกี่ยม พัดไฟ ขวดน้ำมนต์ กิมกักพูดว่ามันกลับเอาคนของเราใส่
เข้าไปในน้ำเต้าจงเอาพัดไฟและเกี่ยมนั้นมา พวกบริวารจึงหยิบของสองสิ่งนั้นมา
ใส่ให้ไต้อ่อง กิมกั๊กจึงเอาพัดเหน็บไว้กับคอเสื้อมือก็ถือเกี่ยมเดินออกมายังหน้าถ้ำ
ร้องด่าว่าอ้ายชาติลิงมึงฆ่ามารดากับน้องกู ภูมีความแค้นมึงยิ่งนักเห้งเจียจึงด่าว่า อ้ายชาติปิศาจมึงยังจะมาหาที่ตายอีกหรือมึงจงรีบเร็ว ๆ ส่ง
อาจารย์กูออกมา กูจะยกชีวิตมึงไว้ กิมกักมิได้พูดโต้ตอบว่ากระไร ถือเกี่ยมตรง
เข้ามาฟันเอาเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับ ต่างออกกำลังรบกันได้ประมาณ
ยี่สิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะแก่กัน ปิศาจเอาเกี่ยมชี้ให้พวกบริวารเข้าช่วยระดมตี
พวกปีศาจก็กรูเข้าล้อมจับเห้งเจีย เห้งเจียอยู่ท่ามกลาง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถอน
ขนออกกำมือหนึ่ง ร้องให้ขนแปลงเป็นเห้งเจียมากดังเม็ดฝนตรงเข้าตีแยกปิศาจ
นั้นออกกระจายไป พวกปิศาจก็พากันวิ่งหลบหนีและร้องว่าสู้เขาไม่ได้แล้ว เห้งเจีย
เต็มไปทั้งนั้นอย่างนี้ กิมกักก็ถือเกี่ยมตรงเข้ามา มือหนึ่งฉวยพัดออกหันหน้าไป
ทิศอาคเนย์ร้องขึ้นคำหนึ่ง เอาพัดไฟโบกไปที่หนึ่ง พื้นดินก็ลุกเป็นไฟขึ้นโดยแรง
เป็นเปลวปลิวขึ้นบนอากาศเห้งเจียเห็นไฟลุกขึ้นดังนั้น ก็ถอนขนในตัวอกขนหนึ่งร่ายคาถาเป่าไปเป็นรูป
เห้งเจียยืนอยู่ ตัวเห้งเจียก็เหาะหนีไฟไป ครั้นออกจากที่ลับไฟนั้นแล้ว ก็เหาะไป
ยังหน้าถ้ำเน่ยฮวยต้อง คิดจะเข้าไปแก้อาจารย์ออก ก็ตรงเข้าไปในถ้ำเอากระบอง
ตีปีศาจตายไปทั้งสิ้นและเข้าไปในถ้ำนั้นมีแสงแดงสว่างไปทั้งถ้ำ เดิมคิดว่าไฟดู
ไปก็มีใช่ไฟเป็นแสงรัศมี เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้มองดูเห็นขวดน้ำมนต์มีแสงสว่าง
เห้งเจียก็ลักเอาขวดนั้นมาหาทันจะช่วยอาจารย์ไม่ ก็รีบหนีออกมาจากถ้ำ บังเอิญ
มาพบกิมกักเข้ามากิมกักเห็นเห้งเจียก็ตรงเข้าเอาเกี่ยมฟันเห้งเจีย เห้งเจียก็เหาะ
หนีหายไปในอากาศ กิมกั๊กเห็นเห้งเจียหนีหายไปแล้วก็เดินเข้าไปในถ้ำ และไป
เห็นพวกปิศาจบริวารล้มตายไปทั้งสิ้น เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียง กิมกักเห็นดังนั้นก็
ยิ่งแสนโสมนัสเสียใจ คิดขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ นั่งพักที่โต๊ะเลยหลับไปฝ่ายเห้งเจียลักได้ขวดน้ำมนต์วิเศษมาแล้ว ก็รัดผูกเข้ากับบันเอวเหาะย้อน
กลับมายังถ้ำเน่ยฮวยต้อง ครั้นถึงเห้งเจียก็แอบย่องดูในถ้ำเห็นเงียบสงัดอยู่ เห้งเจีย
ก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป แลเห็นปิศาจนั่งหลับอยู่กับโต๊ะ พัดไฟกับเกี่ยมวางอยู่บนโต๊ะ
เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเบา ๆ เข้าไปข้างโต๊ะ เอื้อมหยิบเอาพัดนั้นมาก็วิ่งหนีออก
ไป กิมกั๊กตกใจลืมตาเห็นเห้งเจีย จึงฉวยเอาเกี่ยมกระโดดไล่เห้งเจียออกมายัง
หน้าถ้ำ เห้งเจียวิ่งออกมาจากถ้ำแล้ว เอาพัดไฟเหน็บไว้กับบั้นเองแล้ว สองมือ
ถือกระบองตรงเข้ามาประจันหน้ารบกับปิศาจกิมกักออกกำลังรับเห้งเจียได้สี่สิบเพลง
ทานกำลังเห้งเจียไม่ไหวก็ล่าถอยเหาะหนีไปทิศตะวันตกตรงไปยังถ้ำเอี้ยมเล่งต้อง
เห้งเจียเห็นปิศาจหนีไปแล้ว ลงเดินเข้าไปในถ้ำ แก้มัดอาจารย์โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
อาจารย์กับสานุศิษย์ก็มีความดีใจ จัดหาอาหารกินในถ้ำนั้น แล้วก็พักนอนในถ้ำ
คืนหนึ่งฝ่ายปิศาจกิมกั๊กหนีไปหาน้าชายรวบรวมปิศาจทั้งชายและหญิงเข้าสมทบกัน
พร้อมกัน อาชิดไต่อ๋องยกมาเห้งเจียกำลังนั่งอยู่ได้ยินเสียงลมพัดฉิวมาก็วิ่งออก
มานอกประตูแลไป เห็นกิมกักพาพรรคพวกมา เห้งเจียก็กลับเข้าไปบอกว่าบัดนี้
ปิศาจไปพาพวกมาเป็นอันมาก จึงสั่งให้ซัวเจ๋งคอยระวังพระอาจารย์เรียกโป๊ยก่าย
ให้คอยช่วยรบ เห้งเจียเก็บเอาของวิเศษเหล่านั้นซ่อนเข้าไปแล้ว มือจับกระบอง
พร้อมด้วยโป๊ยก่ายเดินออกมา แลไปเห็นอาชิดนายใหญ่ยืนอยู่ข้างหน้าดูรูปร่าง
ลักษณะหน้าขาวดุจเพชร หนวดยาวคิ้วตั้งแข็ง ใบหูดุจมีดมือถืออาวุธทวนร้องด่า
ด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายชาติลิงไม่มีดี มึงอาจสามารถประมาทคน มึงจงยื่น
คอออกมายอมตายเสียโดยดีจะได้แก้แค้นแทนวงศ์ญาติของเรา เห้งเจียได้ฟังดังนั้น
ก็เกิดโทโสจึงร้องด่าว่าเอ็งจะต้องตายไม่ดีทั้งโคตรมึงยังไม่รู้จักฝีมือกูซึ่งเป็นปู่ของเอ็ง
มึงอย่าวิ่งหนีจงมารับกระบองดูสักทีหนึ่ง ปิศาจอาชิดเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจีย
ยกกระบองขึ้นรับปัดไว้ ต่างออกกำลังเข้มแข็งรบกันโดยสามารถได้สามสิบเพลง
ปิศาจกำลังน้อยทานกำลังเห้งเจียไม่ได้ก็ถอยหนีเห้งเจียไล่กระชั้นมา กิมกั๊กยก
เกี่ยมเข้าสกัดหน้ารบกันอีกสามสิบเพลง อาชิดไต้อ๋องก็หวนมาช่วยรบ โป๊ยก่าย
แลเห็นจึงจับคราดเหล็กกระโดดเข้าสกัดรบแก่อาชิดไต้อ๋อง รบกันได้พักใหญ่ยังหา
แพ้ชนะกันไม่ อาชิดไต้อ๋องจึงร้องให้ปิศาจบริวารเข้าระดมช่วย พวกปิศาจก็พา
กันเข้าช่วยรบ ชัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็จับพลองเหล็กตรงเข้ามาสกัดหน้า ตีพวกพล
ปิศาจกระจายไปทั้งสิ้น อาชิดไต้อ๋องเห็นเสียทีก็หันโดดหนีไป โป๊ยก่ายไล่กระชั้น
ตามมาเอาคราดสับลงทีหนึ่งตายคาที่ เอาคราดคราดมาดูศพ เป็นเสือปลาตัวหนึ่ง
กิมกั๊กเห็นฆ่าน้าชายตายแล้ว ผละออกจากเห้งเจีย ถือเกี่ยมมารบกับโป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับกิมกัก ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็จับพลองเข้าช่วยโป๊ยก่าย ปิศาจ
ทานกำลังสองนายไม่ไหว ก็ผละออกเหาะหนีไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ไล่ตามไป เห้งเจีย
เห็นดังนั้นก็ชิงเหาะสกัดหน้า เอาขวดวิเศษออกหันปากขวดไปตรงปิศาจกิมกั๊ก
ร้องเรียกคำหนึ่งว่า กิมกักไต้อ๋อง กิมกักไต่อ๋องหมายว่าพวกบริวารตามมาเรียก
จึงขานรับ กิมกั๊กไต้อ้องก็แล่นเข้าไปอยู่ในขวดวิเศษ เห้งเจียก็เอายันต์ปิดปากขวดไว้
แลไปเห็นเกี่ยมวิเศษของปิศาจตกอยู่กับพื้น เห้งเจียก็เก็บเอามา เห้งเจียกำจัด
ปิศาจร้ายตายแล้วก็พากันกลับมายังถ้ำเข้าไปคำนับพระอาจารย์แล้วเห้งเจียจึง
พูดแก่พระถังซัมจังว่า บัดนี้ก็ราบคาบแล้ว ขอนิมนต์พระอาจารย์ขึ้นม้าออกเดิน
เถิดถังซัมจั้งมีความยินดี พร้อมอาจารย์กับศิษย์ก็ออกเดินหมายตรงไปยัง
ปราจีนทิศ ในเมื่อกำลังเดินไปนั้น แลไปเห็นตาเฒ่าผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างทาง เดิน
ออกมายึดเอาพระถังซัมจั้งแล้วถามว่า พระสงฆ์จะไปข้างไหน จงคืนของวิเศษ
นั้นมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียพิศดูไปมาก็รู้ว่า ท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุน จึงคำนับ
แล้วถามว่า นี่ท่านจะไปข้างไหนท้ายเสียงเล่ากุนได้ยินเห้งเจียถามดังนั้น ก็เหาะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แก้วลอย
อยู่กลางอากาศร้องเรียกว่าซึ่งเห้งเจีย จงคืนของวิเศษมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียก็
เหาะตามขึ้นไปถามว่าของวิเศษนั้นคืออะไรที่ไหน ท้ายเสียงเล่ากุนบอกว่าน้ำเต้า
นั้นของเราใส่ยา ขวดนั้นของเราใส่น้ำ เกี่ยมนั้นของเราปราบมารร้าย พัดนั้นของ
เราใช้พัดไฟ เชือกนั้นของเราไว้คาดเอว สองปิศาจนั้นคนหนึ่งสำหรับรักษาเบ้าทอง
ชื่อ (กิมท่งจื้อ) คนหนึ่งรักษาเบ้าเงิน ชื่อ (งื้นท่งจื๊อ) เธอทั้งสองลักเอาของวิเศษหนี
ลงมาเกิดในมนุษยโลกนี้ เที่ยวค้นหาก็ไม่พบ บัดนี้เห้งเจียจับได้มีซึ่งความชอบ
เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่านี่คือท่านปล่อยสานุศิษย์ลงมาให้ทำร้ายโทษษนี้อยู่แก่
ท่าน เพราะสั่งสอนไม่เรียบร้อย ท้ายเสียงเล่ากุนตอบว่าข้อนั้นเราไม่เกี่ยวข้องด้วย
เหตุด้วยอาจารย์สานุศิษย์พวกถังซัมจัง มิใช่พวกมารปิศาจทำให้ลำบาก ถ้ามิ
ฉะนั้นก็จะไม่สำเร็จมรรคผล เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีใจผ่องใส่โสมนัส จึงพูดว่าแม้
ของวิเศษแห่งท่านก็จงมาเอาไปเถิด เห้งเจียก็นำของมาส่งให้ท้ายเสียงเล่ากุน ท้าย
เสียงเล่ากุนรับเอามาแล้วจึงเปิดยันต์ที่ปากขวดน้ำเต้า คว่ำเทออกมาสองสายน้อย
เล่ากุนเอามือชี้เข้าทีหนึ่ง ก็กลายกลับคืนอย่างเดิมเป็นกิมท่งจื้อ งึ้นท่งจื้อ ยืนเฝ้า
ซ้ายขวา ท้ายเสียงเล่ากุนบันดาลเป็นแสงสว่างเหาะกลับไปยังทิพยสถานวิมานฟ้าฝ่ายเห้งเจียเอาของวิเศษคืนให้ท่ายเสียงเล่ากุนไปแล้วก็เหาะกลับลงมายังพื้นดิน
เล่าความให้ถังซัมจั่งฟังทุกประการ ถังซัมจั้งได้ทราบดังนั้นก็มีความยินดี ตั้งหน้า
หมายมุ่งไปยังทิศปราจีน ครั้นเดินไปได้หลายเวลาถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าเห็นมี
ภูเขาใหญ่ขวางอยู่ พระถังซัมจั้งจึงเรียกสานุศิษย์มาถามว่า นั้นภูเขาอะไรขวางหน้า
อยู่ จะมีอะไรบ้างดอกกระมัง พวกเราจงระวังระไวเกลือกว่าจะมีผีปิศาจยักษ์อยู่
บ้างเห้งเจียพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกคิดวุ่นวายไป จงตั้งใจให้แน่วแน่ลงเป็น
หนึ่ง สารพัดเหตุการณ์ก็จะไม่มีอยู่เอง พระถังซัมจั้งถามว่า หนทางที่จะไปไซที
ทำไมจึงมีความลำบากอย่างนี้ อาตมาจำได้ตั้งแต่ออกจากเมืองมาคิดได้สี่ห้าปี
แล้วก็ยังไม่ถึง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ช้าไม่เร็ว ยังมิได้จาก
ประตูเลย ท่านอาจารย์อย่าได้เอามารำพึงเป็นอารมณ์เลย จงวางอารมณ์ตั้งหน้า
ไปเถิด แม้มีความเพียรแล้ว ความประสงค์อย่างใดก็คงสำเร็จดังความปรารถนา
ทั้งสิ้น พูดกันพลางศิษย์กับอาจารย์ก็พากันเดินมา เวลาก็จวนจะใกล้ค่ำ แลไป
เห็นที่ริมปากช่องเขามีตึกห้องหอเรียงระดับกันเป็นแถว ๆ พิศดูเห็นเป็นอารามวัด
ใหญ่ พระถังซัมจั่งก็ลงจากม้าพากันเดินเข้าไป ครั้นมาถึงประตูใหญ่ แลขึ้นไป
เห็นมีอักษรใหญ่ห้าตัวบอกนามวัดว่า (กือเซ็กซูโบ้ลิ้มยี่) คือวัดหลวงสร้างเห้งเจียถามว่าใครจะเข้าไปขออาศัยนอน ถังซัมจั้งว่า อาตมาจะเข้าไปเอง
ว่าแล้วก็จัดครองจีวรนุ่งห่มเรียบร้อยเป็นปริมณฑลแล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูชั้นที่
หนึ่ง มองเข้าไปก็เห็นมีรูปเจ้ากิมกังบูชาอยู่ เดินเข้าไปในประตูชั้นที่สอง เห็นมี
รูปเจ้าท้าวจัตตุโลก หลังรูปเข้าไปในประตูชั้นที่สาม แลไปเห็นมีไม้สนต้นใหญ่สี่
ต้นมีต้นหนึ่งมีพุ่มออกสาขาปกคลุมร่มรื่น แลไปข้างนั้นมีพระอุโบสถใหญ่ พระ
ถังซัมจั้งสำรวมกิริยาแล้ว ก็เดินเข้าไปนมัสการพระพุทธรูป แล้วก็เดินไปทางข้าง
หลังพระอุโบสถ และไปเห็นอุบาสกคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจังจึงพูดว่า
อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังจะไปไซที บัดนี้มาถึงตำบลนี้ก็จวนค่ำแล้ว จะขอพัก
อาศัยสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไปอุบาสกผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ามิใช่เจ้าของวัด เป็นแต่คนกวาดล้าง เจ้าวัด
ท่านยังมีอยู่ข้างใน ข้าพเจ้าจะเรียนถามท่านก่อนถ้าท่านยอมให้อาศัย ข้าพเจ้า
จะมานิมนต์เข้าไป อุบาสกนั้นรีบกลับเข้าไปบอกว่า ขอท่านได้ทราบข้างนอกมี
แขกมาหา ท่านเจ้าอาวาสก็เดินออกมา แลไปเห็นพระถังซัมจั่ง ก็เกิดโทโสพูดดุ
อุบาสกว่า คนเช่นนี้เมี่ยนเสียจึงจะดี ตัวไม่รู้หรือเราเป็นพระสงฆ์ราชาคณะมี
เกียรติยศ ถ้ามีขุนนางมีวาสนายศศักดิ์ควรเราจะออกมารับ นี่เป็นแต่พระสงฆ์
อาคันตุกะจรมา ทำไมจึงต้องให้เราออกมาเชื้อเชิญเล่า ทั้งพิเคราะห์ดูกิริยาก็
เป็นพระสงฆ์เดินหน เวลานี้ก็จวนจะค่ำเธอจะใคร่มาขออาศัยพัก ในกุฎีนี้จะให้
เธอเข้าอาศัยได้หรือบอกเธอให้ออกไปตามแต่จะโลดเต้นที่ข้างนอกระเบียงนั้นเถิดตัวมาบอกทำไม พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินกลับเข้าไปข้างในเมื่อพระถังซัมจั้งได้ฟังพระสมภารพูดดูถูกอย่างนั้นก็ให้เกิดความโทมนัสจนน้ำตาไหลอาบหน้า จึงบ่นว่าอนิจจังอนิจจา เหมือนคำบุราณว่า ออกจากบ้านแล้วก็มีแต่ความต่ำช้า อาตมานี้อุปสมบทมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ก็ยังหาได้ประพฤติ
ผิดธรรมวินัยไม่ และมิได้รู้ว่าชาติปางก่อนทำผิดแก่ฟ้าและดินไว้อย่างไรหรือ จึง
บันดาลให้เรามาปะพบซึ่งผู้ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ สมภารมิให้เราพักก็ตามทีเถิด เหตุไร
จะถือตัว และบอกให้เราไปโลดเต้นข้างระเบียงนั้นเล่าอันตามธรรมเนียมจะต้องมี
ความเคารพเป็นต้น จำเราจะต้องตามเข้าไปถามดูสักคำหนึ่ง พระถังซัมจั้งคิด
แล้วก็เดินเข้าไปหน้ากุฎี แลไปเห็นสมภารกำลังนั่งสีหน้ากำลังโกรธอยู่ พระถัง
ซัมจั่งยืนอยู่กลางประตูกฎีใหญ่ ยกมือขึ้นเคารพพูดด้วยคำสุภาพว่า ข้าพเจ้าขอ
เคารพท่านอาจารย์สมภารแลไปไม่อยากจะโต้ตอบ เห็นเคารพก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรต้องเคารพ
ตอบและถามว่า นี่ท่านมาแต่ข้างไหนจะไปข้างไหนหรือ พระถังซัมจั้งจึงบอกว่า
อาตมานี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
บัดนี้ข้ามมาถึงตำบลเวลาก็จวนจะพลบค่ำ อาตมภาพจะขออาศัยพักในอาราม
ของท่านสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไป ขอท่านอาจารย์ได้กรุณาด้วย ท่านสมภาร
ได้ฟังดังนั้น พูดว่าท่านจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ทำไมจึงไม่ไปตรงทางทิศ
ตะวันตก มีแห่งหนึ่งประมาณห้าสิบเส้น ที่นั้นมีห้องเตี๋ยมค้าขายข้าวแกงบริบูรณ์
ทั้งที่ห้องพักก็ดี อาตมาให้พักไม่ได้ เพราะเป็นพวกสงฆ์เดินทาง คำโบราณท่าน
ย่อมว่าเสือร้ายเข้ามาถึงต้องปิดประตูบ้าน แม้ว่ามิได้กัดคน แต่เมื่อก่อนได้ทำให้
เสียชื่อพระถังซัมจั่งได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงย้อนถามว่าท่านอาจารย์ว่าครั้งก่อน
ได้เสียชื่อนั้น คือเหตุผลเป็นประการใดพระสมภารตอบว่า เมื่อคราวก่อนมีพวกพระสงฆ์เดินทางมานั่งพักที่หน้า
ประตูใหญ่ อาตมาเห็นเธอขัดสนเสื้อฟ้าขาดพะรุงพะรัง จึงนิมนต์เข้ามาพักข้างใน
ยกข้าวแจมาเลี้ยงและเอาจีวรมาถวายให้องค์ละผืน ให้พักอยู่สองสามวัน ก็มิได้
ทราบว่าจิตเธอโลภด้วยความกินนอน เธอก็มิได้คิดที่จะไปก็พักอยู่ได้เจ็ดแปดปี
ครั้นเห็นอยู่สบายแล้ว ก็กระทำทุราจารไม่ชอบธรรมต่าง ๆพระถังซัมจั่งถามว่า เธอประพฤติไม่ชอบธรรมนั้น เธอทำประการใด สมภาร
บอกว่าท่านจงคอยฟังเวลาสนุก ก็เอาอิฐและกระเบื้องมาขว้างปาเล่น เวลาไม่
สนุกก็เที่ยวเจาะไชตามฝาพนังและกำแพง เวลาหนาวก็หักไม้ประตูมาติดไฟผิง
เวลาร้อนก็เปิดประตูทิ้งไว้เกะกะ ผ้าธงท่งฮอนก็เอาฉีดมัดทำเกือก และลักธูปลัก
เทียนลักหม้อลักไหสารพัดไม่อาจกำหนดได้ พระถังซัมจั่งได้ฟังสมภารเล่าให้ฟัง
ดังนั้น จึงมาคิดแต่ในใจว่า คิดสงสารแต่ตัวเรามิใช่จะเป็นเช่นเขาอย่างนั้นเมื่อไร
คิดดังนั้นแล้วก็เดินกลับออกมามีหน้าอันเต็มไปด้วยน้ำตา เห้งเจียเห็นพระอาจารย์
เดินกลับออกมามีสีหน้าเศร้าโศกดังนั้น จึงถามว่าพระสงฆ์ในวัดตีด่าว่ากระไร
พระอาจารย์หรือ จึงมีความเศร้าโศกดังนี้พระถังซัมจั้งบอกเห้งเจียว่าเขาไม่พอใจ เห้งเจียว่าท่านไปไม่สำเร็จ ข้าพเจ้า
จะไปเอาจึงจะสำเร็จ ว่าแล้วเห้งเจียก็ถือไม้กระบองเหล็กเดินตรงเข้าไปยังโบสถ์ใหญ่
แลไปเห็นอุบาสกนั้นกำลังจุดธูปบูชาพระอยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง
อุบาสกคนนั้นตกใจก็ล้มลงแล้วลุกขึ้นแลไบ่ดู เห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นก็ให้หวาด
หวั่น กระโดดวิ่งหนีออกไปทางหลังพระอุโบสถเข้าไปในกุฎีใหญ่บอกว่า ข้างนอก
นั้นมีพวกพระสงฆ์มาอีกแล้ว สมภารได้ฟังอุบาสกพูด จึงว่าเมี่ยนเสียเห็นจะดี
บอกว่าให้เขาไปข้างนอกระเบียงนั้น ยังจะเข้ามาบอกทำไมอีกเล่า ถ้าขืนมาบอก
อีกจะเฆี่ยนยี่สิบที อุบาสกบอกว่าคนนี้ไม่เหมือนพระสงฆ์คนก่อน หน้าตาล้วน
แต่ขนทั้งสิ้น ดูดุจรามสูร มือถือกระบองดูสีหน้าทีความโกรธจะใคร่หาคนดี
สมภารได้ฟังอุบาสกพูดชี้แจงดังนั้น จึงเปิดประตูออกมาดู ก็พอเห้งเจียเข้ามาถึง
สมภารเห็นรูปร่างดุร้ายดังนั้นตกใจกลัวก็เปิดประตูเสียทันที เห้งเจียเดินตรง
เข้าไปเอากระบองกระทุ้งประตูบานหักไปบานหนึ่ง แล้วบอกว่าให้รีบจัดแจงห้อง
ให้สะอาดพันห้อง เราจะได้พักนอน สมภารแอบอยู่ในห้องพูดแก่อุบาสกว่า ดูรูป
ร่างดุร้ายแรกมาก็พูดหักโค่นเอาอย่างนี้ ในวัดของเรานี้มีห้องแค่สามร้อยห้อง
มันจะเอาพันห้องเราจะเอาที่ไหนมาให้มันพออุบาสกพูดว่า ข้าพเจ้ากลัวแทบจะขาดใจ ท่านอาจารย์จงช่วยพูดแก้ไขเถิด
สมภารก็รัวสั่นไปทั้งตัว อุตสาห์ขึนใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า ท่านที่มาขออาศัยพัก
นั้น วัดข้าพเจ้าอยู่ในป่าดอนขอเชิญท่านไปหาที่พักที่อื่นเถิดเห้งเจียได้ฟังพระสมภารพูดดังนั้น ก็เอากระบองแปลงเท่าอ่างใหญ่ ยืนอยู่
หน้ากุฎีพูดว่า สมภารไม่พอใจก็ขนของออกไปให้หมด สมภารพูดว่าในวัดนี้สี่
ห้าร้อยชื่อจะให้ข้าพเจ้าขนไปไว้ทีไหน เห้งเจียว่าถ้าไม่มีจะขนไปให้ ออกมานี่สัก
คนหนึ่ง จะตีด้วยกระบองเป็นตัวอย่าง สมภารบอกให้อุบาสกออกไปให้เธอตี
เป็นตัวอย่างสักทีหนึ่งก่อน อุบาสกพูดว่า กระบองใหญ่เท่าอ่าง จะให้ออกไปรับ
ตีจะทนได้หรือ เห้งเจียพูดว่า แม้ทนไม่ได้ข้าจะหาของอื่นตีให้ดูเป็นตัวอย่างจะได้รู้สึก
เห้งเจียแลไปเห็นสิงโตศิลาตัวหนึ่งตั้งอยู่ จึงเอากระบองตีลงทีหนึ่ง สิงโตก็แตก
ละเอียดไปทั้งสิ้น สมภารอยู่ในห้องแอบมองตามช่องฝาเห็นดังนั้น ก็ตกตะลึงมือ
และเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว จึงร้องออกมาว่ากระบองนั้นหนักนัก อาตมภาพจะ
ยอมพอใจแล้ว เห้งเจียพูดว่าเราจะไม่ตีแต่เราจะถามว่า พระสงฆ์ในวัดนี้มีสักเท่าใด
ส่มภารบอกว่ารวมทั้งสิ้นที่ได้รับฉายาแล้วห้าร้อยรูป เห้งเจียว่าสมภารจงรีบไป
บอกห้าร้อยสงฆ์นั้น ให้ครองผ้าให้เรียบร้อยพร้อมกัน ออกไปรับพระถังซัมจั้งเข้า
มา สมภารว่าแม้ท่านไม่ตีแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะออกไปรับเข้ามา เห้งเจียว่าจงรีบ
ไปจัดแจงเถิด สมภารจึงสั่งอุบาสกให้ตีระฆังและกลองสัญญา อุบาสกก็ไม้กล้า
ออกไปทางประตูจึงมุดลงช่องใต้ถุนออกไป เดินมาที่โบสถ์ขึ้นตีกลองและระฆัง
สัญญาประชุมสงฆ์สามแม่สามลูกฝ่ายพระสงฆ์ในอาราม ได้ยินระฆังและกลองสัญญาก็พร้อมกันไปที่โบสถ์
อุบาสกจึงบอกว่า ท่านเจ้าคณะสั่งให้ครองผ้าพร้อมกันออกไปหน้าวัดรับพระถัง
ซัมจั้งมาจากเมืองไต้ถัง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงครองผ้าเรียบร้อยพร้อมกันแล้ว
ออกมายืนคอยอยู่หน้ากุฎีใหม่ สมภารก็นำหน้าออกมายังประตูใหญ่ ครั้นถึง
พระถังซัมจั้งก็พร้อมกันคุกเข่าลงคำนับแล้ว พูดว่าขอเชิญท่านอาจารย์เข้าไปพัก
ในกุฎีใหญ่เถิดพระถังซัมจั้งเห็นพระสงฆ์ มาคำนับพร้อมกันดังนั้นก็ไม่อาจนิ่งได้จึงพูดว่า
นิมนต์ท่านทั้งหลายลุกขึ้นมาเถิด พระสงฆ์ทั้งหลายต่างลุกขึ้น ต่างก็ช่วยกันจูง
ม้ายกหาบเข้าไปข้างใน พระถังซัมจังโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บเข้าไปข้างในมายังกุฎีใหญ่
พระถังซัมจั้งเข้านั่งกลาง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาถวายเสร็จแล้ว
พระถังซัมจั้งมีความขอบใจสมภารและลูกวัดทั้งหลาย พระถังซัมจังจึงบอกแก่
พระสมภารว่า ขอท่านจงไปพักผ่อนระงับกายเถิด สมภารบอกว่าไม่เป็นไรดอก
พระถังซัมจั่งถามว่าจะให้อาตมภาพนอนที่ไหน สมภารพูดว่าท่านอาจารย์อย่า
วิตกเลย ข้าพเจ้าจะจัดแจงให้เรียบร้อย ว่าแล้วก็สั่งอุบาสกหาหญ้าให้ม้ากินและ
ให้ออกไปจัดแจงให้เรียบร้อย อุบาสกได้ฟังแล้วก็ออกไปจัดแจงทุกประการ เสร็จ
แล้วจึงกลับเข้ามานิมนต์พระถังซัมจั้งออกไปพักพระถังซัมจังกับเห้งเจียโป๊ย
ก่ายซัวเจ๋งเดินออกไปยังหอธรรม ครั้นถึงพระถังซัมจั่งพิเคราะห์ดูเห็นในนั้นมีตาม
ตะเกียงไฟสว่างไสว มีเตียงอยู่สี่เตียง พระถังซัมจั่งให้อุบาสกจูงม้ามาผูกที่ริมนั้น
และให้เอาหญ้าม้ามาไว้พร้อมแล้ว จึงอนุญาตให้อุบาสกไปพักหลับนอน อุบาสก
ก็คำนับลาไปฝ่ายพระถังซัมจั้งก็เข้านั่งอยู่กลางหอ พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาเฝ้าอยู่ พระถัง
ซัมจั่งจึงย่อตัวบอกว่า ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายกลับไปพักเถิด พระสงฆ์เหล่านั้นก็
คำนับลากลับไป พระถังซัมจั่งเห็นพระสงฆ์ไปหมดแล้ว ก็เดินไปข้างนอกจึง
แหงนหน้าขึ้นดูบนฟ้าเห็นดาวเดือนสว่างไปทั้งฟ้า จึงเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็ง
ออกมาดูในเวลานั้นท้องฟ้าก็ใสสะอาดไม่มีเมฆหมอกแลดูรอบฟ้าก็โชติช่วง
พระถังซัมจั้งจึงบอกแก่สานุศิษย์ทั้งสามว่า เดินมาเมื่อยขบก็จงไปหลับนอนก่อนเถิด
อาตมภาพจะสวดมนต์สักพักหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าอาจารย์บวซตั้งแต่
เล็กมาจนบัดนี้จำไม่ได้หรือจึงต้องสวดอีกและรับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะ
ไปอาราธนาพระธรรม พระพุทธเจ้าก็ยังมิได้เห็น พระธรรมก็ยังไม่ได้เห็น พระ
อาจารย์จะสวดพระคัมภีร์อะไร พระถังซัมจั้งว่าอาตมภาพตั้งแต่ออกจากเมืองมา
ทางเดินลำบากกันดารไม่มีความสุข อันพระธรรมนั้นเรียนมาตั้งแต่เล็ก วิตกกลัว
จะลืมเสีย เวลานี้พอมีความสุขได้บ้าง อาตมภาพจึงจะหัดสวดซ้อมไว้ให้ชัดเจน
เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นพวกข้าพเจ้าจะพากันไปนอนก่อน ทั้งสามคนก็พากันเข้าไป
นอนคนละเตียง ๆ พระถังซัมจังก็เข้ามาปิดประตูแล้วจึงมาที่โต๊ะกลาง จุดรูบ
เทียนบูชาแล้วก็นั่งสวดบริกรรมไปพระถังซัมจังนังบริกรรมอยู่ในหอพระธรรมนัน
ดึกประมาณสามยามเศษ ได้ยินเสียงลมพัดอู้ดุจพายุใหญ่ พัดกรอกเข้ามาใน
ประตูกระทบแสงไฟวับแวม ๆ บางที่ทำให้มืดไปบ้างสว่างบ้าง ในเวลานั้นพระถัง
ซัมจั้งให้เคลิ้ม ๆ คล้าย ๆ กับจะหลับต่อตื่น ก็ฟุบลงกับโต๊ะ นัยน์ตาให้มัวหมอง
แต่จิตใจยังแจ่มใสมีราคีอยู่มาก ได้ยินเสียงข้างนอกร้องเรียกเบา ๆ ว่าท่านอาจารย์
คำหนึ่ง พระถังซัมจังก็เงยหน้าขึ้นแลดู เห็นมีชายผู้หนึ่งมายืนทีนอกประตูเปียก
นำทัวทังกาย เสียงร้องเรียกไม่หยุดว่าท่านอาจารย์นำตาก็ไหลออกซึมซาบทังหน้า
พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ย่อกายถามว่า ตัวเป็นปิศาจผีก็จงรีบหนีไปอย่าขืนมาที่หอ
พระธรรมนี้ ผู้นั้นพูดว่าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจอสุรกายอะไรดอก ขอท่าน
อาจารย์ดูด้วยปัญญาจักษุโดยละเอียดเถิด พระถังซัมจังพิจารณาดูโดยละเอียด
ก็เห็นบนศีรษะสวมหมวกอย่างมหากษัตริย์ ตัวสวมเสื้อมังกรแดงรัดสายเข็มขัดหยก
สดรองเท้าปักไหมทอง มือถือก้อนหยกสีขาว หน้าดุจเจ้าตังงักตี้ รูปลักษณะดุจ
หนุ่นเชียงกุน พระถังซัมจั่ง พิจารณาโดยละเอียดเห็นดังนั้นแล้วก็ตกใจย่อกาย
ถามว่าท่านคือกษัตริย์ที่ไหนมา จะมีกิจธุระอะไรหรือ จึงได้มาในเวลากลางคืนดังนี้
ผู้นั้นจึงร้องไห้แล้วพูดว่าพระอาจารย์ที่ข้าพเจ้าอยู่นั้น อยู่พ้นที่นี้ไปประมาณสี่สิบ
โยชน์ ที่นั้นมีกำแพงเมืองใหญ่ คือสมบัติของข้าพเจ้าปลูกสร้างขึ้นเอง นามเมือง
นั้นเรียกว่า (โอเกยก๊ก) เพราะเหตุเมื่อห้าปีก่อน เกิดมีความแห้งแล้งฝนฟ้าไม่มี หญ้า
ฟางก็ไม่มีแห้งเกรียมไปทั้งสิ้น ราษฎรได้ความลำบากอดอาหารการกินล้มตายไป
หาประมาณมิได้ ข้าพเจ้ามีความสงสาร ในเมืองหลวงยุ่งฉางก็ไม่มีข้าวที่จะจับ
จ่ายให้ขุนนางและราษฎรทังหลายกิน แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่มีจะกินให้อิ่มพอได้
ข้าพเจ้าจึงตั้งพิธีทั้งวันทั้งคืนก็ตั้งจิตจะให้ฝนตก จุดธูปเทียนสักการะบูชาบวง
สรวงขอฝนสามปีฝนก็ไม่ตก แห้งแล้งจนบ่อและสระเป็นระแหงไปทั้งสิ้น เวลานั้น
ในบ้านเมืองก็กำลังเข้าคับแค้น บังเอิญมีอาจารย์ (ช่วนจิน) ถือเพศฤๅษีอยู่ที่เขา
แจงน้ำซัวเหาะลงมา เธอมีเวทมนต์เชี่ยวชาญประสิทธิพลังอาจเรียกลมและฝนได้
และทำศิลาให้เป็นทองคำก็ได้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อถือเชิญเธอให้ตั้งพิธีขอฝนข้าเห็น
คุณประสิทธิ์ ในทันใดนั้น ป้ายที่ตั้งอยู่บนที่บูชานั้นก็สั่นไหวบัดเดี๋ยวใจก็มีฝน
ตกลงเป็นอันมาก ข้าพเจ้าขอเพียงน้ำท่วมเพียงสามศอก ช่วนจินว่าแห้งแล้งมา
นานแล้วจะไม่ทันชุ่มชื่นจึงตกลงมาอีกเป็นอันมาก ไร่นาเรือกสวนน้ำก็มีบริบูรณ์
ข้าพเจ้าเห็นช่วนจินจิตเมตตาอย่างนั้น จึงผูกพันสมัครปฏิญาณตัวเป็นมิตรสหาย
แก่เธอร่วมกินร่วมนอนมิได้มีความรังเกียจกินแหนง ได้ประมาณสักสองปี เวลา
ฤดูเดือนสี่เดือนห้ากำลังต้นผลไม้ทั้งหลายชิงดอกออกช่อใบอ่อนพร้อมด้วยขุน
นางข้าราชการซ้ายขวา ฝ่ายหน้าฝ่ายในพระญาติวงศ์น้อยใหญ่พากันตามเสด็จ
ไปเที่ยวชมเล่นเป็นที่รื่นเริงสำราญ ครั้นสิ้นเวลาแล้วก็พากันกลับ ยังแต่ข้าพเจ้า
ฤๅษีช่วนจิน จับมือกันค่อย ๆ เดินเข้าไปยงสวนหลวงชั้นใน ครั้นเดินชมมาใกล้
บ่อแปดเหลี่ยม นามเรียกว่าบ่อ (ลิวลี่จี) ไม่ทราบว่าเธอขว้างอะไรลงไปในบ่อ ในบ่อ
นั้นมีรัศมีแสงทองฟุ่งมาหลอกข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปใกล้บ่อพิศดูว่าจะเป็นของวิเศษ
สิ่งใด ไม่รู้เลยว่าเธอใจร้ายผลักข้าพเจ้าตกลงไปในบ่อ แล้วเอาหินทุ่มลงไปปิด
ปากบ่อ แล้วเอาดินทรายกลบเต็มปากบ่อเอาหน่อกล้วยมาปลูกไว้ข้างบน ข้าพเจ้า
ตายมาได้สามปีแล้ว มิได้ไปเกิดเลยต้องเป็นผีอยู่อย่างนั้น ขอท่านได้ทราบเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเรื่องดังนั้นก็ให้หวาดเสียวสะดุ้งขนลุกทั้งตัว จึงถามว่า
ท่านพูดดังนั้น จะไม่มีมูลหลักฐานเค้าเงื่อนดอกกระมัง เพราะท่านตายมาสามปี
แล้ว เหตุใดขุนนางทั้งหลายและฮองเฮาฝ่ายในจะไม่ค้นหาท่านหรือ ผู้นั้นตอบว่า
ถ้าพูดตามมนุษยโลกแล้วก็ไม่มีใครเห็น ตั้งแต่เธอฆ่าข้าพเจ้าแล้วยังอยู่ในสวนนั้น
เธอก็แปลงตัวเป็นรูปร่างให้เหมือนข้าพเจ้าจึงไม่มีผู้ใดรู้ บัดนี้ขึ้นเสวยราชสมบัติ
อยู่เหมือนข้าพเจ้า พระถังซัมจั่งถามว่าซึ่งการเป็นจริงดังนั้นทำไมจึงไม่ไปฟ้อง
พระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องเล่า ผู้นั้นจึงพูดว่าเธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่
พระภูมิเจ้าที่ก็นับถือเกรงกลัวเธอเคยเสพย์สุรายาเมาเป็นเพื่อนเกลอแก่เธอ
พระยามัจจุราชก็เป็นเพื่อนฝู่งแก่เธอ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีที่จะฟ้องร้องได้
พระถังซัมจั่งพูดว่าพระยามัจจุราชฟ้องร้องไม่ได้จะกลับมาให้มนุษย์ทำประการใดเล่า
ผู้นันตอบว่าท่านอาจารย์อันวิญญาณที่เป็นไปตามวิบากของผลกรรมนั้นก็ยังไม่
สินสูญ แม้เทพยดาเจ้าที่ทำลมหอบข้าพเจ้าส่งมา เจ้านั้นก็ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า
อันภัยเวรจมน้ำสามปีนั้นสิ้นแล้ว ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านอาจารย์บอกว่าสานุศิษย์
ของท่านชื่อซีเทียนไต้เซีย สามารถจะกำจัดปิศาจผียักษ์ร้ายได้ บัดนี้ข้าพเจ้ามา
ขอเคารพเชิญท่านไปยังเมืองของข้าพเจ้าช่วยกำจัดปิศาจร้ายนั้นด้วยเพื่อให้เห็น
เท็จและจริงแล้วข้าพเจ้าจะสนองพระเดชพระคุณท่านให้ถึงขนาด พระถังซัมจั้ง
ถามว่านี่ท่านจะมาหาอาตมาภาพกับสานุศิษย์ให้กำจัดจัดปิศาจนั้นหรือผู้นั้น
ตอบว่าก็อย่างนั้นแหละ พระถังซัมจังพูดว่าสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้นจะให้จับผี
ปิศาจยักษ์ร้ายก็สามารถจะทำได้จริงแต่เป็นความยากอยู่ผู้นั้นถามว่าเหตุใดจึงเป็นความยาก พระถังซัมจั้งบอกว่าอันปิศาจนั้นมันแปลง
รูปร่างก็เหมือนพระองค์ขุนนางนอกในทั้งเมืองก็พร้อมกันเห็นว่าเป็นพระองค์
ท่านไปเสียหมดแล้ว หากสานุศิษย์ของอาตมภาพจะมีฝีมือก็ไม่อาจจะทำสงครามได้
บางที่เธอจับได้จะไม่ปรับโทษเอาว่าพวกอาตมภาพเป็นขบถหรือ จะเป็นเหมือน
เข้าไปหาเสือดอกกระมัง ผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ายังมีคนที่เชื่อได้อยู่ในเมืองเป็นอัน
มาก พระถังซัมจั้งถามว่า คนที่เชื่อได้นั้นคือใคร ในพระราชวังยังมีพระราชโอรส
คือบุตรของข้าพเจ้าเอง จะแทนที่ครองราชสมบัติได้ พระถังซัมจั้งว่า พระราช
โอรสนั้นปิศาจจะไม่กำจัดเสียแล้วหรือ ผู้นั้นตอบว่ายังมิได้กำจัดดอก เธอยังอยู่
ในปราสาทกิมหลวนเต้ย ในตำหนักหอเง้าฮ่องเล้า แต่ปิศาจนั้นห้ามสามปีแล้ว
แม่ลูกมิได้พบกัน พระถังซัมจังถามว่า เป็นด้วยเหตุอย่างไรจึงได้ห้ามมิให้แม่ลูก
พบปะกันดังนี้ ผู้นั้นบอกว่าคือปิศาจคิดอุบายกลัวแม่ลูกจะพบกัน จะคิดปรึกษา
พูดจาถึงการผิดชอบก็จะเกิดเหตุขึ้น เพราะฉะนั้นแม่ลูกจึงมิได้เห็นหน้ากัน พระ
ถังซัมจั่งพูดว่า แม้ว่าลูกนั้นอยู่ในพระราชวังทำไมจะได้พบแก่อาตมภาพเล่า ผู้
นันพูดว่ารุ่งพรุ่งนี เธอพาผู้คนมาประพาสป่าดงคนจะได้พบแก่ท่าน ท่านจงน้ำ
คำของข้าพเจ้าที่กล่าวมานี้เล่าให้ฟังก็คงจะเชือได้พระถังซัมจั้งถามว่าพระ
ราชโอรสนั้น เธออยู่ในวังอย่างนั้น เธอจะไม่เรียกปิศาจว่าบิดาวันหนึ่งสองสาม
คำหรือ ผู้นั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะให้ของสำคัญไว้แก่ท่านสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องหมายพูด
แล้วก็หยิบเอาเพชรหยกขาวก้อนหนึ่งส่งให้พระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า ของสิ่งนี้ไว้
เป็นที่หมาย พระถังซัมจั่งถามว่าของสิ่งนี้เป็นสำคัญอย่างไร ผู้นั้นพูดว่าตั้งแต่
ปิศาจช่วนจินแปลงเป็นข้าพเจ้า ก็มิได้ถือหยกก้อนนี้ เธออุบายบอกว่าตั้งแต่ช่วน
จินขอผ่นแล้ว ก็ขอเอาหยกก้อนนี้ไป เพราะฉะนั้นสามปีมานี้แล้ว ช่วนจินจึง
มิได้ถือหยกก้อนนี้ แม้ว่าบุตรของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ก็จะรู้สึกคิดถึงข้าพเจ้า
คงจะคิดแก้แค้นได้พระถังซัมจั้งรับว่าเอาเถิด จะรับของสิ่งนี้ไว้ปรึกษาหารือแก่สานุศิษย์ก่อน แล้ว
ถามผู้นั้นว่าจะคอยอยู่ที่ไหน ผู้นั้นตอบว่าจะอยู่ช้าไม่ได้ จะขี่เจ้าเทพารักษ์ส่ง
เข้าไปพระราชวังเข้าฝันฮองเฮาบอกให้คิดอ่านพร้อมใจแก่บุตร และให้ท่านกับ
สานุศิษย์ให้พร้อมกัน พระถังซัมจั้งครั้นได้ฟังดังนั้นก็รับเป็นธุระวิญญาณของ
ผู้นั้นเคารพแล้วก็ลาไป พระถังซัมจังเดินออกไปส่งแล้วก็เดินกลับเข้ามาสะดุดธรณี
เข้าก็ตกใจตื่นก็รู้สึกว่านอนฝัน แต่ตะเกียงมืดมัว ก็ร้องเรียกสานุศิษย์คำหนึ่งโป๊ยก่ายตกใจตื่น ถามว่าป่านนี้ยังไม่นอนจะทำอะไรหรือ พระถังซัมจึงบอก
"ว่าอาตมาพึ่งนอน ฝันไปเห็นเป็นการประหลาดที่สุด เห้งเจียผุดลุกขึ้นพูดว่า อาจารย์
จิตประหวัดผูกพันก็ฝันไป ยังไม่ทันจะขึ้นเขาก็มีจิตกลัวเสียแล้ว เห็นหนทางมี
หมอกมัวก็คิดถึงบ้านเมืองมากความตรึกตรองก็ฝันไป เหมือนข้าพเจ้าตั้งใจจะไป
ไซทีอยากจะพบพระพุทธเจ้า ก็ไม่ฝันพระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมาฝันนี้ มิใช่คิดถึงบ้านเมืองอะไรที่ไหนในเวลาหลับ
ตาก็ได้ยินเสียงดุจพายุพัดโกรกเข้ามาในนี้ ได้ยินที่ประตูข้างนอกมีเสียงคน เธอ
บอกว่าเธอเป็นเจ้าเมืองโอเกยก๊ก จึงเล่าความตามที่ฝันให้เห้งเจียฟังทุกประการ
เห้งเจียได้ฟังแล้วก็หัวเราะพูดว่าเธอให้ฝันพระอาจารย์เหตุนั้น คงจะมีปิศาจ เป็น
ธุระของข้าพเจ้าจะช่วยจับปิศาจเองให้เห็นเท็จและจริง พระถังซัมจั้งบอกว่าเธอ
ได้ให้ของสำคัญไว้สิ่งหนึ่งเป็นพยานในความจริง จงออกไปดูที่จะเป็นของอะไรแน่เห้งเจียไปเปิดประตูเดินออกไป ในเวลานั้นแสงเดือนสว่าง แลไปที่พื้นบันได
เห็นก้อนหยกขาววางอยู่กับพื้น เห้งเจียจึงเก็บเอามาบอกว่าท่านอาจารย์ของนั้น
มีจริง พรุ่งนี้เช้าการจับปิศาจนั้นข้าพเจ้าจะเป็นธุระเอง จะต้องทำตามข้าพเจ้าจึง
จะได้ พระถังซัมจั่งถามว่าท่านจะให้ทำตามท่านอย่างไรเห้งเจียบอกว่าไม่ควรแสดง ไว้ข้าพเจ้ากับอาจารย์ของอะไรสองสิ่ง พูดแล้ว
เห้งเจียก็ถอนขนเส้นหนึ่งแปลงเป็นแอบเล็ก ๆ ลงรักปิดทอง จึงหยิบเอาก้อนหยก
นั้นใส่เข้าในแอบปิดฝาดีแล้ว ส่งให้พระถังซัมจั้งแล้วสั่งว่า วันพรุ่งนี้เวลาเช้าท่าน
อาจารย์ครองจีวรที่ประทานนั้น มือถือแอบนี้นั่งอยู่กลางโบสถ์ภาวนาบริกรรมไว้
ข้าพเจ้าจะไปดู วิธีจะเป็นประการใด แม้ว่าพระโอรสของเธอออกมาจริง ดังนั้น
ข้าพเจ้าจะล่อให้มาหาพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งถามว่า บางทีเธอมาถึงนี่จะ
รับรองอย่างไร เห้งเจียว่าแม้ว่าเธอตรงมา ข้าพเจ้าจะมาบอกก่อนอาจารย์เปิดแอบ
ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นพระสงฆ์น้อย ๆ เข้าอยู่ในแอบท่านถือแอบอยู่กับมือ ไท้จือ
มาถึงนี่คงจะเข้ามานมัสการ เธอจะไหว้ก็ชั่งอย่าหลีกหลบหวาดหวั่น เธอคง
จับผิดท่านว่าดูถูก บางทีจะจับจะเฆี่ยนตีอย่างไรก็ตามแต่จะทำไม่ต้องกลัวพระถังซัมจั้งถามว่าเธอไทจื้อมีอำนาจบางที่จะให้ฆ่าเราเสียจะแก้ไขอย่างไรได้
เห้งเจียว่าไม่ธุระอะไรมีข้าพเจ้าอยู่แล้วกลัวอะไร ถ้าเธอจะถามท่านจงบอกว่า มี
รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไปไซทีอาราธนาพระธรรมจะนำของวิเศษไปถวาย ถ้า
เธอจะถามว่าของวิเศษอะไร ท่านเอาเหตุกาสาวิเศษเล่าให้ฟังว่าของวิเศษที่สาม
ยังมีอีกที่หนึ่งที่สองเป็นของวิเศษอย่างยิ่ง ถ้าเธอจะถามต่อไปให้บอกว่าแอบนี้มี
ของวิเศษยยู่ข้างใน ใคร่รู้การณ์ข้างหน้าได้ห้าร้อยปีการข้างหลังห้าร้อยปี แล้ว
ท่านเปิดให้ข้าพเจ้าออกข้าพเจ้าจะได้เล่าตามความฝันให้เธอฟัง แม้ว่าเธอเชื่อแล้วก็ดี
บางที่จะไม่เชื่อ จึงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นให้เธอดู เธอคงจะจำได้ว่าเป็นของพระ
ราชบิดาเธอพระถังซัมจั้งพูดว่าความคิดอุบายนี้ดีแล้วแต่ของวิเศษนั้น สิ่งหนึ่งเรียกว่ากาสา
สิ่งหนึ่งเรียกว่าหยกขาว ที่แปลงนั้นจะเรียกว่าอะไร เห้งเจียบอกว่าให้เรียกว่า
(ลิบเต๊ห่วย) คือตั้งอาญาสิทธิ์เจ้า พระถังซัมจั้งก็จำไว้ในใจ พระถังซัมจั้งเห้งเจีย
นั่งคิดอ่านกันอยู่ก็หาได้นอนไม่จนรุ่งสว่างขึ้น เห้งเจียจัดแจงแล้วมาสั่งโป๊ยก่าย
ซัวเจ้งให้อยู่รักษาอาจารย์ แล้วก็ออกมาเหาะไปทางตะวันตก แลเห็นมีกำแพง
เมืองใหญ่ ก็เหาะใกล้เข้าไปดูโดยละเอียด ก็เห็นมีหมอกเมฆคลุ้มปกอยู่ข้างบน
เห้งเจียก็รู้ได้ว่าคืออ้ายปิศาจ บัดเดี้ยวก็ได้ยินเสียงปืนยิง แลไปทางประตูทิศ
ตะวันออก เห็นหมู่คนขี่ม้าถืออาวุธต่าง ๆ เดินออกมาจากประตูเมือง พิเคราะห์
ดูก็เห็นเป็นพวกเที่ยวป่า และไปเห็นคนหนึ่งหนุ่มขีม้าสีเหลืองมือถืออาวุธเกี่ยม
ทีเอวแขวนธนูศร ดูรูปลักษณะก็สมเป็นเจ้ากิริยาควรจะเป็นฮ่องเต้ มิใช่คนเลวทราม
เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็มีความยินดีว่าไม่ต้องสงสัยเลย คนนี้เองคือไท้จื้อเราจะ
หลอกเธอเล่นสักทีหนึ่ง คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นแปลงเป็นกระต่ายขาวตัวหนึ่ง
วิ่งผ่านหน้าไท้จื้อมา ไท้จื๊อเห็นกระต่ายวิ่งผ่านไปดังนั้นก็ขับมาไล่ตามเอาศรโก่ง
ขึ้นยิงไปทางกระต่าย เห้งเจียเห็นศรยิงมาก็หลบจับลูกศรได้แล้วกวิ่งหนีมา ไท้
จื้อเห็นกระต่ายถูกศรก็ชิงขับม้าขึ้นหน้าไล่ตามกระต่ายไป เห้งเจียเห็นไท้จื๊อไล่มา
เร็วก็วิ่งเร็วไล่มาช้าก็วิ่งช้า ไล่ตามมากระต่ายก็ไม่วิ่งไปไกล วิ่งมาพักหนึ่งก็ถึงวัด
(โป๊ลีมยี่) เห้งเจียวิ่งมาถึงประตูวัด ก็แปลงเป็นรูปเดิม เอาลูกศรนั้นเหน็บไว้บน
ประตูแล้ว เลยรีบเข้าไปในโบสถ์บอกแก่พระถังซัมจังว่าไท้จื้อมาแล้ว เห้งเจียจึง
แปลงเป็นพระสงฆ์เล็กเท่าสององคุลีเข้าอยู่ในแอบนั้นฝ่ายไทจื๊อครั้นไล่มาถึงประตูวัดแลไปก็ไม่เห็นกระต่าย เห็นแต่ลูกศรติดอยู่บน
ประตูก็นึกประหลาดใจมากที่สุด เหตุไฉนหนอเรายิงไปถูกกระต่ายวิ่งมาทางนี้
ทำไมกระต่ายจึงหายไปลูกศรมาติดอยู่ที่ประตูฉะนี้ จึงนึกว่าศรนี้นานวันเข้าจะ
เกิดปีศาจเข้าสิงอยู่ จึงเข้าไปซักลูกศรออก แลดูบนประตูก็เห็นมีตัวอักษรจารึกว่า
วัด (โป๊ลีมยี่) ไท้จื้อเห็นดังนั้น จึงคิดว่าเราจะเข้าไปดูในวัด จึงลงจากม้าจะเดิน
เข้าไป มองไปข้างหลังเห็นพวกพลทหารวิ่งตามมาก็พากันเดินเข้าไปในประตูฝ่ายพระสงฆ์ในวัดก็รีบพากันออกมารับเข้าไปในโบสถ์ใหญ่ไท้จื้อจะใคร่นมัสการ
พระพุทธรูป แลไปเห็นมีพระสงฆ์นั่งอยู่กลาง ไท้จื้อโกรธว่าพระสงฆ์องค์นี้เป็นไฉน
เราพาพวกพลทหารเข้ามาในวัดทำไมไม่มีความยำเกรงยังนั่งอยู่ได้ จึงร้องบอกให้
ทหารรักษาองค์จับตัวลงมาพวกรักษาองค์ก็กรูกันเข้าจับพระถังซัมจังลงมา ไท้จื๋อจึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
เป็นพระสงฆ์ป่าดงที่ไหนมาจึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียม พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตม-
ภาพนี้คือพระสงฆ์อยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซที อาราธนา
พระไตรปิฎกธรรม จะเอาของวิเศษมาถวาย ไท้จือถามว่าอันเมืองไต้ถังนั้นจะมี
ของวิเศษอะไร จงแสดงให้เราฟังดูทีหรือ พระถังซัมจังพูดว่ากาสาวพัสตร์ที่อาตมา
ครองอยู่นี้ของวิเศษที่สามยังมีที่หนึ่งที่สองอีก ไท้จื้อถามว่า อันกาสานั้นครองได้
ครึ่งหนึ่ง บนบ่าครึ่งหนึ่งแหวกข้างล่าง จะมีราคาสักไรจึงได้อวดว่าเป็นของวิเศษ
พระถังซัมจั้งตอบว่า กาสาวพัสตร์นี้ครึ่งหนึ่งก็จริง แต่มีคำว่า กาสาของพระพุทธ
เจ้าไม่ต้องครอง ข้างในมรรคผลข้างนอกปราศจากกิเลสร้อยเข็มพันไหมทำสำเร็จ
สัมมาปฏิบัติและประกอบด้วยเพชรนิลจินดา เทพยดานางฟ้าประกอบเย็บประ
ทานให้อาตมภาพครองกันสิ่งโสโครก อาตมภาพเห็นไท้จื้อไม่รับก็ควรแล้ว ท่าน
ไม่แก้แค้นแทนบิดาเกิดมาก็เสียทีเกิดเป็นมนุษย์ ไท้จื้อได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดัง
นั้นก็ยิ่งโกรธเป็นอันมาก พูดว่าผืนผ้ากาสานั้น ตามแต่ปากพูดอวดดีวิเศษ
อย่างไรก็ตาม อันความแค้นบิดาของข้าพเจ้าที่ไหนเอามาพูดเลอะเทอะอย่างนี้จง
แสดงความมาให้เราฟัง พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปใกล้ไท้จี๊อย่อตัวพูดว่า ไท้จื๊อ
อันความจริงอาตมภาพก็หาได้รู้เรื่องไม่แต่ในแอบวิเศษนี้นามเรียกว่า (ลิบเต้ห่วย)
แอบนี้รู้ได้ข้างหน้าห้าร้อยปีข้างหลังห้าร้อยปี และปัจจุบันนี้ห้าร้อยปี รวมกันเป็น
พ้นห้าร้อยปี ถ้าพระองค์อยากจะรู้ถามดูก็อาจรู้ซึ่งความเท็จและความจริง ไท้จื๊อ
ได้ฟังดังนั้นจึงบบอกว่าเอามาใหข้วพเจ้าพิจารณาดูจะเป็นประการใด พระถังซัมจั้ง
เปิดแอบออก เห้งเจียกระโดดออกมาเหลียวซ้ายแลขวาออกวุ่น ไท้จื้อแลเห็นจึงพูด
ว่าคนเล็ก ๆ อย่างนี้จะรู้อะไรได้ซึ่งการนานปี เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงเอามือเท้า
บั้นเอวแอ่นหน้าทีหนึ่งตัวก็สูงขึ้นสามศอกเลย พวกทหารทั้งหลายเห็นดังนั้นก็พา
กันตกใจพากันพูดว่าถ้าสูงเร็วดังนี้ไม่กี่วันจะสูงค้ำฟ้า ไไ้จี๊อเห็นดังนั้นจึงถามว่า
ซึ่งพระสงฆ์นั้นพูดว่ารู้การล่วงหน้าและล่วงไปแล้วและปัจจุบันได้หรือตัวทำเต้าดู
หรือว่าจับยามจึงรู้ได้ เห้งเจียตอบว่าไม่ต้องอาศัยอะไรทั้งสิ้น พึ่งลิ้นข้าพเจ้าเท่านั้น
สารพัดการก็อาจรู้ได้ทั้งสิ้น ไท้จื้อว่ากระนั้นท่านจงแสดงเหตุผลในบ้านเองของ
ข้าพเจ้าว่าเป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่า อันเหตุการณ์ที่ในเมืองของท่านข้าพเจ้ารู้
ทั้งสิ้นข้าพเจ้าสามารถจะแสดงให้ท่านรู้ได้ทุกประการ ตัวท่านคือเป็นพระราช
โอรสของพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เมื่อห้าปีก่อนฝนไม่ตกแห้งแล้ง ราษฎรได้
ความเดือดร้อนอดอยาก บิดาของท่านได้ตั้งพิธีบวงสรวงขอฝนก็ไม่สมความ
ปรารถนาในเวลานั้น บังเอิญมีฤๅษีตนหนึ่งนามเรียกอาจารย์ (ช่วนจิน) อาศัยอยู่
บนเขา (เจงน้ำซัว) ลงมา เธอมีวิชาแต้มศิลาเป็นทองคำได้ และเรียกลมเรียก
ฝนได้ฝนก็ตกตามความประสงค์ บิดาของท่านจึงได้ปฏิญาณผูกรักเป็นมิตรสหาย
แก่ช่วนจินร่วมกินร่วมนอนด้วยกัน อย่างนี้มีจริงเป็นจริงหรือไม่ ไท้จือพูดว่ามีจริง
เป็นจริงดังท่านว่า ขอท่านจงแสดงต่อไปอีก เห้งเจียจึงพูดต่อไปว่าแล้วต่อมา
ภายหลังอีกสามปี ช่วนจินก็หายไป บัดนี้ที่ตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่นั้น คือผู้ใดท่านรู้หรือไม่
ไท้จื้อว่าช่วนจินเป็นสหายของพระราชบิดาเรานั้นจริง แต่เมื่อเวลาฤดูชมดอกไม้
พระราชบิดาพากันสองต่อสองเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ช่วนจินบันดาลเป็นลม
พายุเอาก้อนเพชรจากพระหัตถ์พระราชบิดาไป บัดนี้ไปอยู่ที่เขาเจงน่ำซัวนั้นแล้ว
เพราะฉะนั้นพระราชบิดาเราก็คิดถึงเธออยู่จึงได้ไปปิดสวนดอกไม้มิให้ใครเข้าออก
สามปีมาแล้ว ที่นั่งเมืองอยู่บัดนี้มิใช่พระราชบิดาของเราแล้วก็คือใครเล่าเห้งเจียได้ฟังไท้จื้อตรัสดังนั้น ก็ทำเป็นหัวเราะแล้วนิ่งเสียไม่ตอบว่ากระไร
ไท้จื๊อก็โกรธตวาดว่า ควรพูดสิไม่พูดเหตุใดจึงหัวเราะดังนี้ควรหรือ เห้งเจียบอก
ว่าจะพูดออกไปนั้นยังไม่ควรด้วยเนื้อความยังมากมายนัก ด้วยผู้คนซ้ายขวามีอยู่
มาก ไม่ควรจะให้คนเหล่านี้รู้ความลับที่ควรปิด ไท้จื้อเห็นเธอพูดมีเค้าเงื่อนหลัก
ฐานอยู่ จึงรับสั่งให้พวกข้าราชการที่ตามมานั้นออกไปเสียแล้วไท้จื้อนั่งอยู่กลาง
ถังซัมจั้งนั่งอยู่ข้างหนึ่ง เห้งเจียจึงเดินเข้ามาใกล้ไทจื๊อพูดว่าที่สูญหายไปนั้นคือ
พระราชบิดาของท่าน ที่นั่งเมืองอยู่เดี๋ยวนี้คือตัวช่วนจินปลอมไท้จื้อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านเอาอะไรมาพูดเลอะเทอะอย่างนี้เล่า
ด้วยตั้งแต่ช่วนจินไปแล้วฝนลมก็ตกต้องตามฤดู ราษฎรก็ได้ความสุขสำราญ แม้
พระบิดาได้ทราบว่าท่านพูดอย่างนี้ จะจับตัวท่านไปตัดหมื่นท่อน แล้วไท้จื๊อขับ
เห้งเจียให้ถอยไป เห้งเจียจึงหันหน้ามาพูดแก่ถังซัมจั้งว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าเธอจะ
ไม่เชื่อก็จริงดังนั้น จงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นเปลี่ยนเอาหนังสือไปไซทีเถิด พระถัง
ซัมจั้งก็เอาแออบส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับมาแล้วก็เอามือทุบลงทีหนึ่ง แอบนั้นก็
อันตรธานไป จึงหยิบเอาก้อนหยกขาวนั้นมาถวายไท้จื้อ ไท้จื้อรับมาดูแล้วพูดว่า
พวกสงฆ์นี้ดีแล้ว เมื่อสามปีก่อนช่วนจินลักเอาไป บัดนี้แปลงเป็นสมณะเอามา
ถวายจึงเรียกให้คนจับตัวถังซัมจั้ง ถังซัมจั้งก็ตกใจ แต่เห้งเจียร้องห้ามว่าพระองค์
อย่าเพิ่งวุ่นวายไป การใหญ่ของพระองค์จะเสียไป ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำ (ลิบเต้ห่วย)
ก็ชื่อคงมีจริง ไท้จื๊อโกรธพูดว่า จงมานี่ข้าจะถามอันชื่อจริงนั้นจะส่งไปศาลชำระหรือเห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าคือสานุศิษย์ของท่านพระถังซัมจั่ง ข้าพเจ้าชื่อซึงหงอ
คง จะไปกับพระอาจารย์ ณ ประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เมื่อคืนนี้
อาจารย์ของข้าพเจ้านอนหลับฝันเห็นไปว่า พระราชบิดาของพระองค์มาบอกว่า
ถูกช่วนจินทำอุบายฆ่าอยู่ในสวนดอกไม้ที่ในบ่อแปดเหลี่ยม (ลิวลี่) นั้น ช่วนจิน
แปลงรูปร่างให้เหมือนแก่พระองค์บัดนี้ตั้งตัวปลอมเป็นพระองค์อยู่ในพระราชวัง
ขุนนางทั้งหลายก็หามีผู้ใดจะรู้สึกได้ไม่ ตัวท่านก็ยังทรงพระเยาว์อยู่ หารู้ความ
อะไรไม่ ได้ห้ามท่านมิให้เข้าข้างในเกรงจะรู้ระแคะระคายและได้ปิดประตูสวน
สามปีมาแล้ว เมื่อคืนนี้พระราชบิดาท่านมาชี้แจงและขอให้ช่วยกำจัดปิศาจช่วนจิน
และได้บอกว่าท่านวันนี้จะมาประพาสป่า เพราะฉะนั้นจึงแปลงตัวเป็นกระต่าย
ล่อให้ท่านไล่มา เพื่อพบแก่พระอาจารย์ของข้าพเจ้า ท่านจำก้อนหยกวิเศษได้
แล้วทำไมจึงไม่คิดถึงพระราชบิดาที่ได้บังเกิดท่านมาเล่าไท้จื้อได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลายดังนั้น ก็สลดจิตลงทันทีคิดอยู่ในใจว่า จะไม่
เชื่อหรือความที่พูดก็ล้วนแต่เป็นความจริงทุกประการ ถ้าเชื่อทำไมจะได้เห็นพระ
ราชบิดาเล่า คิดไปก็แสนยากเห้งเจียเห็นกิริยาไท้จื๋อยังไม่เชื่อสนิทลงได้ จึงพูดว่า
ไท้จื๋อไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าจะให้ได้ความจริงแล้ว จงรีบไปถามพระราชมารดาดู
ก่อนนั้นและจะได้เห็นจริง คือพระราชมารดาได้ทรงสังเกตหรือไม่ว่าพระราชสามี
ก่อนกับบัดนี้ มีความแปลกประหลาดผิดสังเกตอย่างไรบ้าง ก็จะรู้ได้แน่นอน ไท้
จ้อว่าดังนั้นเห็นจะรู้ความได้จริง จะเข้าไปถามมารดาดูก่อนแล้วจึงจะกลับมา พูด
ดังนั้นแล้วก็ผุดลุกจะไป มือกำก้อนหยกไว้ด้วย เห้งเจียจึงห้ามไท้จื้อว่าจะไปมา
อย่าให้รู้ความพระองค์จงไปแต่ใครผู้เดียว จงกลับแต่ผู้เดียว อย่าเข้าทางข้างหน้า
จงเข้าทางประตูหลังพระราชวัง แม้ว่าปะพระราชมารดาแล้วอย่าพูดเสียงดัง จง
พูดแต่เบา ๆ ด้วยปิศาจช่วนจินนั้น มีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่ แม้ว่ารู้ถึงมันแล้ว
แม่ลูกจะไม่ดำรงอยู่ใต้ ไท้จื้อได้ฟังเห้งเจียแนะนำก็ทรงจำไว้ในใจ จึงออกมาข้าง
นอกบอกพวกทหารให้คอยอยู่ที่นี่ อย่าไปข้างไหนข้ามีกิจอันหนึ่ง จะกลับมา
พร้อมกันก่อนจึงค่อยไป สั่งแล้วก็ขึ้นทรงม้ารีบขับเข้าไปหาพระราชมารดายังวังในบัดเดี่ยวก็ถึงพระนคร เข้าประตูเมืองเลยไปยังประตูหลังวังในเข้าไปในวัง
เวลานั้น นางฮองเฮาออกมานั่งอยู่ที่หอเย็น มีนางสาวใช้เฝ้าอยู่ด้วยสองสามคน
นางกำลังคร่ำครวญโศกศัลย์อยู่ โดยเหตุที่ทรงพระสุบินฝันไปถึงเรื่องพระราชสามี
พอไท้จื้อเข้าไปถึงคุกเข่าลงคำนับร้องเรียกว่าพระมารดา ฮองเฮาเงยพระพักตร์แล
ไปเห็นไท้จื๊อ ออกพระโอษฐ์ว่าลูกแม่ดีแล้วดีแล้ว สองสามปีแล้วไม่ได้พบเห็น
แม่คิดถึงเป็นที่สุด วันนี้ทำไมจึงมาหาแม่ได้เล่าเขาไม่ เขาไม่ห้ามปรามดอกหรือ
ไทจื้อเคารพแล้วพูดว่า ลูกมีธุระจะพูดด้วยพระมารดา ขอจงบอกคนเหล่านี้ให้
ออกไปเสียก่อน ฮองเฮาจึงบอกให้สาวใช้เหล่านั้นออกไปเสียแล้ว ไท้จื๊อพูดว่าขอ
พระมารดาได้โปรดยกโทษให้ลูกเถิด ลูกจึงจะพูดได้ ฮองเฮาตรัสว่าแม่ลูกกัน
ทำไมไม่กล้าพูดเล่าเจ้าจงพูดไปเถิด ไท้จื้อถามว่าพระมารดาอยู่กันอบรมกับพระ
ราชบิดาเมื่อสามปีก่อนกับสามปีหลังนั้นมีความผิดแปลกพระทัยอย่างไรบ้างฮองเฮาได้ฟังไทจื้อทูลถามดังนั้น ให้หวาดหวิวในพระทับตกตะลึกไปเป็นครู่
จึงลุกมากอดไท้จื้อไว้กับอกน้ำพระเนตรตกลงพราก ๆ จึงค่อยกระซิบแต่เบา ๆ
ถามว่านี่ลูกไปเอาเหตุการณ์ที่ไหนมาถามแม่ แม้ว่าเจ้าไม่ถามแม่ ถึงแม่ตายไป
เมืองนรกแล้ว ความเรื่องนี้ก็ไม่แจ่มแจ้งว่ากระเลย แม่จะเล่าให้พ่อฟัง เมื่อสามปี
ก่อนจะอยู่กันด้วยกันอบอุ่นสุขุมดี เมื่อสามปีหลังมาจนบัดนี้ ความสัมผัสถูกต้อง
รู้สึกว่าเย็นดุจน้ำแข็งและกระด้างขัดแข็ง ถามเธอ เธอก็บอกว่าอายุมากกำลังก็
ถอยไป ไท้จื้อเมื่อได้ฟังพระราชมารดาเล่าให้ฟังดังนั้นก็เคารพจะลาไป ฮองเฮา
จึงยึดไว้ถามว่ามีกิจธุระจะทำไมหรือ เหตุใดไม่พูดให้หมดความจะด่วนไปข้างไหน
ไท้จื๊อทูลว่าลูกไม่อาจอยู่ช้า ด้วยเมื่อเช้านี้มีรับสั่งให้ออกไปป่าไล่เนื้อ บังเอิญไป
พบพระถังซัมจั่ง และสานุศิษษ์ชื่อเห้งเจียจะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
เห้งเจียมีฤุทธาอานุภาพอาจปราบภูตผีปิศาจได้ เหตุด้วยพระราชบิดาตายอยู่ที่
ในสวน ที่บ่อโป๊ยก๊กลิวลี่แจ๊ช่วนจินแปลงเป็นพระราชบิดาชิงราชสมบัติตั้งตัวอยู่
บัดนี้ เมื่อคืนนี้ในเวลาสามยามพระราชบิดาไปเข้าฝันเชิญเธอทั้งสองมายังเมือง
จับปิศาจ พระราชบิดาให้หยกขาวแก่พระถังซัมจั้งไว้เป็นสำคัญลูกก็ไม่สามารถ
จะเชื่อได้จึงได้เข้ามาถามพระมารดาก็ได้ทราบเหตุการณ์ดังนี้ จึงแน่ใจว่าปิศาจ
จริงไม่สงสัย จึงส่งหยกขาวให้พระราชมารดาทอดพรเนตร ฮองเฮารับหยกมาดูก็
รู้แน่ว่า เป็นของพระราชสามีก็ทรงพระกันแสง บอกไท้จื้อว่า เมื่อคืนนี้เวลายำรุ่ง
พระบิดาของเจ้ามายืนอยู่ต่อหน้าแม่นี้ เปียกน้ำทั้งพระองค์ บอกว่าเธอสิ้นพระชนม์
แล้ว วิญญาณจิตของเธอไปนิมนต์พระถังซัมจั่งให้ช่วยมาปราบปรามปิศาจ เธอ
เล่าบอกให้ฟังทุกประการ จำได้บ้างลืมไปเสียบ้าง เวลานี้กำลังตรึกตรองอยู่ บังเอิญ
เจ้าเข้ามาพูดดังนี้ และทั้งได้เพชรนั้นมาด้วย แม่จะขอเอาเพชรนั้นไว้ก่อน ลูกจง
ไปเชิญพระถังซัมจั้งเข้ามา จะได้คิดอ่านกำจัดปิศาจนั้นเสีย เพื่อได้รู้ความเท็จจริง
และจะได้แก้แค้นแทนบิดาด้วยไท้จือได้ฟังพระราชมารดาสังสอนดังนั้น ก็รีบทูลลากลับออกมาขึ้นม้า ตรง
ไปยังวัด (โป๊ลีมยี) ลงจากม้าเข้าไปหาพระถังซัมจั่งแต่พระองค์เดียว ครั้นถึงจึง
คำนับเห้งเจีย เห้งเจียจับมือไท้จื๊อถามว่า พระองค์ไปพบพระราชมารดาได้ความ
ประการใด ไท้จื้อแจ้งความว่า ข้าพเจ้าได้ถามพระราชมารดาแล้ว พระองค์ทรง
เล่าความฝันให้ฟังไม่ผิดเพี้ยนตรงกันทุกประการตามที่ท่านเล่าบอก เห้งเจีย
หัวเราะแล้วพูดว่า การก็นานมาถึงสามปีแล้วก็เงียบสงบอยู่ไม่มีผู้รู้เหตุ ขอไท้จื้อ
อย่ารีบร้อนจะเสียการ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะคิดกำจัดปิศาจนั้นให้จงได้ เวลานี้ก็จวน
ค่ำแล้ว พระองค์จงรีบกลับไปเมืองก่อน คอยรอเวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปไท้จื้อพูดว่า มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าออกมาไล่เนื้อ ในวันนี้ก็ไม่ได้สัตว์สักตัวเดียว
จะกลับเข้าไปก็ยากอยู่ เห้งเจียพูดว่าทำไมจึงไว้ให้จวนเวลาอย่างนี้ พูดแล้วเห้งเจีย
ก็เหาะขึ้นบนอากาศ ร่ายพระคาถาเรียกเจ้าที่เจ้าเขาเจ้าป่ามาพร้อมกันในทันใดนั้น
เห้งเจียพูดว่า ขอแรงเจ้าเขาเจ้าป่าทั้งหลาย ให้ช่วยไล่สัตว์ป่ามาให้ไท้จื๊อเธอจะ
ได้กลับเมือง เจ้าทั้งหลายได้ฟังคำสั่งเห้งเจียดังนั้น ต่างก็พากันไปให้พวกผีไล่
ประเดี๋ยวใจ สัตว์ป่าต่าง ๆ ก็วิ่งมาเป็นอันมาก เจ้าทั้งหลายก็มาคำนับบอกเห้งเจีย
เห้งเจียก็ร่ายพระคาถาให้สัตว์เหล่านั้นอยู่ที่ข้างทาง เห้งเจียก็กลับลงมาบอกแก่
ไท้จื๊อให้ไปจับสัตว์ป่าที่ข้างหน้านั้นไท้จื๋อจึงคำนับพระถังซัมจั้งและเห้งเจียแล้ว สั่งให้พวกทหารยกกลับเข้าเมือง
ไท้จื๊อขี่ม้าขับพลเดินมาประเดี้ยวหนึ่ง แลไปข้างหน้าก็เห็นสัตว์ป่ายืนอยู่มากมาย
หลายตัว พวกพลก็ดีใจพากันเข้าจับได้ต่างคนต่างร้องสรรเสริญว่า ไท้จื้อมีบุญ
มากเทพยดาจึงไล่สัตว์มาให้ดังนี้ พวกเหล่านั้นก็หาได้รู้ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเห้ง
เจียไม่ พวกพลทหารพากันร้องเพลงรื่นเริงมาตามทางฝ่ายเห้งเจียพระถังซัมจั้งครั้นไท้จื๊อกลับไปแล้ว ก็พากันกลับเข้าไปพักยังหอ
พระธรรม ประมาณยามเศษเห้งเจียมีธุระในจิตก็หลับไม่ลง จึงผุดลุกขึ้นมาเดิน
มาข้างเตียงพระถังซัมจั้ง เรียกว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้ามีธุระอย่างหนึ่ง พระถังซัม
จั่งถามว่ามีธุระอะไรหรือเห้งเจียว่าเมื่อกลางวันนี้ พูดอวดแก่ไท้จื๊อว่าอันจะจับ
ปิศาจนั้นดุจล้วงของในถุง ข้าพเจ้ามานึกขึ้นได้ว่า เห็นจะเป็นการยากมากที่สุด
เสียแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่ายากด้วยเหตุอย่างไร เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ก็รู้
แต่สวดมนต์ไหว้พระเท่านั้น หาได้รู้การผันแปรอะไรไม่ คำโบราณท่านว่าแม้จับ
โจรก็ต้องรู้ท่วงที ปิศาจนี้มันแปลงทำเป็นพระเจ้าแผ่นดินสามปีแล้ว ได้ร่วม
สัมผัสสนมนางใน ขุนนางซ้ายขวาก็เป็นที่รื่นเริงด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าจับ
ได้ปิศาจนั้นก็จะไม่มีข้ออันใดคาดโทษลงได้ พระถังซัมจั้งถามว่าทำไมจึงจะไม่
คาดโทษลงได้ เห้งเจียพูดว่าปิศาจจะพูดว่าข้าพเจ้าไม่มีผิดอะไร มาจับเขาเอาโทษ
อะไรมาชีแจงให้เห็นเท็จและจริง หากเขาจะพูดอย่างนีเราจะเอาอะไรมาสำแดง
เล่าดูไม่ชอบกล พระถังซัมจังจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็สุดแต่เห้งเจียจะคิดอ่านให้การ
สำเร็จได้ก็แล้วกัน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าได้คิดอุบายไว้อย่างหนึ่ง
เสร็จแล้ว แต่ยังวิตกด้วยพระอาจารย์มีความป้องกัน พระถังซัมจั้งถามว่าป้องกัน
ด้วยเหตุอะไร เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายมีความถือตัวว่า อาจารย์มีความลำเอียงเข้าแก่
เธอมาก พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมาไม่ลำเอียง เห้งเจียจะต้องประสงค์อย่างไรหรือ
เห้งเจียจึงพูดว่าจะต้องทำการให้ทันในเวลานี้ คือข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายจะต้อง
เข้าไปในเมืองโอเกยก๊ก และเข้าไปในสวนดอกไม้ที่บ่อ (โป๊ก็กลิวลี่แจ๊ว ค้นหา
ซากศพเอามา พรุ่งนี้เราพากันเข้าไปในเมืองทำเป็นจะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง
แม้เห็นปิศาจได้เข้าไปใกล้ถึงแล้ว ข้าพเจ้าจะตีด้วยกระบอง แม้ว่าปิศาจจะมี
ความโต้ตอบว่ากระไร เราเอาศพนั้นให้เธอดู และพูดว่า มึงฆ่าพระเจ้าแผ่นดิน
แล้วแปลงตัวปลอมเข้านั่งเมือง แล้วให้ไท้จื๊อออกมาร้องไห้ดูศพพระราชบิดา
และให้ฮองเฮาออกมาพิจารณาดูพระศพพระราชสามี และให้ข้าราชการดูพระศพ
เจ้านายของตัว ต้องกระทำอย่างนี้ข้าพเจ้าจึงจะลงมือกระทำได้ถนัด เพราะเรามี
สิ่งสำคัญเป็นพยานปรากฏมั่นคงแล้วพระถังชัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นึกยินดีอยู่ในใจจึงพูดว่าซึ่งเห้งเจียคิด
อ่านดงนี้ก็ดีแล้ว วิตกแต่โป๊ยก่ายจะไม่ยอมไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า
พูดว่าอาจารย์คอยป้องกัน ทำไมพระอาจารย์จึงรู้ว่าโป๊ยก่ายจะไม่ยอมไปเล่า
แม้ว่าพระอาจารย์ไม่ลำเอียงแล้วอย่าว่าแต่โป๊ยก่ายคนเดียวเลย ให้อีกเก้าโป๊ยก่าย
ข้าพเจ้าก็มีปัญญาคิดให้ตามหลังข้าพเจ้าไปได้พระถังซัมจั้งพูดว่าตามใจเห้ง
เจียเห็นชอบเห็นควรอย่างใดก็จงทำเถิด เห้งเจียจึงเดินไปริมเตียงโป๊ยก่ายร้อง
เรียกว่าโป๊ยก่ายจงลุกขึ้นเถิด โป๊ยก่ายขี้เซาไม่ลุก เห้งเจียเปิดมุ้งดึงใบหูให้ลุกขึ้น
โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ป่านนี้แล้วก็ยังไม่นอน จะมาหยอกอะไรกันอยู่อีก นอนเอา
กำลังไว้พรุ่งนี้จะได้เดิน เห้งเจียพูดว่าไม่ใช่หยอกเล่น มีธุระสำคัญจะใคร่ให้โป๊ย
ก่ายไปด้วยกัน โป๊ยก่ายถามว่า มีธุระอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่า น้องไม่ได้ยิน
หรือเมื่อกลางวันนี้ไท้จือเธอมาพูดแก่พระอาจารย์ว่า ปิศาจนันมีของวิเศษวันพรุ่ง
นี้พวกเราจะเข้าไปในเมืองก็คงจะไม่ทันต่อสู้กับปิศาจ แต่วิตกว่าปีศาจมีของวิเศษ
ก็จะกลับให้ร้ายแก่พวกเรา จำเป็นพวกเราจะต้องลงมือเสียก่อน ลักเอาของ
วิเศษนั้นมาเสียจะมิดีหรือโป๊ยก่ายว่า นี่พี่จะหลอกให้ข้าไปเป็นโจรขโมยด้วยหรือ ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าไป
ด้วยไม่ได้ หากว่าไปกับพี่แม้ได้ของวิเศษมาข้าพเจ้าจะเอาเป็นของข้าพเจ้า พี่จะ
ยอมให้ข้าพเจ้าหรือ เห้งเจียบอกว่าพี่จะยอมให้ของวิเศษแก่น้อง ตัวพี่จะขอแต่
ชื่อเสียงเท่านั้น โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจผุดลุกขึ้นหยิบเอาเสื้อใส่เสร็จแล้ว ก็
พร้อมกันค่อย ๆ เปิดประตูออก เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เหาะไปยังเมืองโอเกยก๊กเวลา
นั้นตีกลองยามได้สองยาม โป๊ยก่ายเห้งเจียก็ลงเดินเข้าไปยังกำแพงชั้นในแผ่นขึ้น
ไปบนกำแพงแล้วโดดลงไปยังพื้น ก็พากันเดินเที่ยวค้นหาสวนดอกไม้ เห้งเจีย
เดินมาก่อนเห็นประตูลั่นกุญแจไว้แน่นหนาเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายให้ลงมือ โป๊ยก่าย
เอาคราดสับกระชากประตูก็หักพังล้มลงไปสิ้น เห้งเจียกระโดดเข้าไปก่อน โป๊ยก่าย
ตกใจยึดเห้งเจียไว้ พูดว่าเราเป็นขโมยทำอึกทึกอย่างนี้ เรารู้เขามิจับตัวเราไป
ชำระหรือจะไม่ถึงความตายดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าน้องยังไม่รู้ น้องจงพิเคราะห์
ดูในสวนนี้ มีต้นผลไม้ดอกไม้ประหลาดต่างๆ ดูงดงามหาที่เปรียบมิได้ โป๊ยก่าย
ว่าไปสนุกทำไมกับของเหล่านั้น รีบไปธุระของเราให้เสร็จจะได้กลับ เห้งเจียจึง
คิดขึ้นได้ว่า พระอาจารย์ได้ฝันเห็นว่า ที่ใต้ต้นกล้วยนั้นมีบ่อ แลไปก็เห็นต้น
กล้วยมีอยู่ต้นหนึ่งเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า ของวิเศษนั้นอยู่ใต้ต้นกล้วยนี้ จงรีบ
ลงมือขุดเถิด โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับลงกระชากต้นกล้วยล้มลงแล้วค่อย ๆ เอา
ปากคุ้ยดินขึ้นประมาณลึกสักสามสี่ศอก ก็แลเห็นมีแผ่นศิลาใหญ่ปิดขวางอยู่ โป๊ย
ก่ายดีใจพูดว่า พี่เห้งเจียเห็นจะมีของวิเศษจริง จึงมีแผ่นศิลาปิดอยู่อย่างนี้ เห้ง
เจียบอกว่าจงงัดเอาแผ่นศิลานั้นขึ้น โป๊ยก่ายก็เอาปากคุ้ยงัดแผ่นศิลานั้นขึ้นแล้ว
เห็นมีแสงสว่างฟุ้งขึ้นมาเป็นวาววับ โป๊ยก่ายดีใจว่าเป็นของวิเศษ ครั้นพิจารณา
ดูก็เป็นบ่อ ด้วยแสงพระจันทร์ส่องลงไปจึงได้มีแสงระยับขึ้นดังนั้น โป๊ยก่ายว่าถ้า
รู้ว่าเป็นดังนี้ เราได้ติดเอาเชือกมาด้วยก็จะดีได้ลงไป เห้งเจียถามว่าจะลงไปหรือ
โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะลงไป เห้งเจียว่าถ้าจะลงไปก็ผลัดเสื้อกางเกงเสีย พี่จะทำ
ให้ลงไปได้โป๊ยก่ายก็ผลัดเสื้อกางเกง เห้งเจียก็เอากระบองวิเศษร้องให้ยาว กระ
บองก็ยาวออกแปดเก้าศอกบอกโป๊ยก่ายให้กอดหัวกระบอง แล้วเห้งเจียก็ค่อย ๆ
หย่อนลงไปในบ่อ ครั้นถึงหลังน้ำเห้งเจียร้องถามว่า เห็นของวิเศษหรือยัง โป๊ยก่าย
ว่าของวิเศษไม่เห็น ๆ แต่น้ำเท่านั้น เห้งเจียว่าของวิเศษนันจมอยู่กันบ่อ จงดำ
ลงไปเอาขึ้นมา โป๊ยก่ายถนัดในการนำ เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนันก็ปล่อยจาก
กระบองดำมุดลงไป่ บ่อนั้นลึกลงไปยังบาดาล โป๊ยก่ายดำลงไปทีหนึ่งก็ลืมตาแล
ดูเห็นมีติกสูง มีหนังสือจดไว้ที่หน้าประตูว่าตำหนัก (จุ๊ยเจียเกง) โป๊ยก่ายเห็นดัง
นันก็ตกใจ สำคัญว่านีเราออกท้องทะเลใหญ่ ด้วยเดิมโป๊ยก่ายก็มิได้รู้ว่าบ่อนัน
ทะลุไปถึงบาดาล บังเอิญบริวารพวกพระยานาคเที่ยวตระเวนตามชายทะเล มา
พบโป๊ยก่ายเข้าก็รีบไปบอกแก่ฮั้ยเล่งอ๋องว่า ข้าพเจ้าไปพบคนผู้หนึ่งปากยาวหู
ใหญ่แหวกน้ำเดินมาขอไต้อ๋องได้ทราบเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เห็นทีจะเป็นพ่องง่วนโซ่ยเมื่อวานนี้ เทพารักษ์
ได้มานำเอาวิญญาณจิตของเจ้าเมืองโอเกยก๊กไปหาถังซัมจั้ง บัดนี้จะมาถึงดอก
กระมัง จึงเดินออกมาหน้าตำหนักและเห็นโป๊ยก่าย จึงเรียกว่าพี่พ่องง่วนโซ่ยเข้า
มาพักข้างในก่อน โป๊ยก่ายแลไปเห็นเล่งอ้องก็ค่อยดีใจด้วยคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนจึงคำนับแล้วเข้านัง เล่งอ๋องถามว่า
โป๊ยก่ายเข้าไปข้างในตัวยังเปียกน้ำอยู่
ข้าพเจ้าได้ยินว่า ท่านรักษาพระถังซัมจั่งไปประเทศไซทีอาราธนาพระธรรม ทำไม
ท่านจึงลงมาถึงที่นี่ได้ โป๊ยก่ายตอบว่า อันความจริงก็จริงดังท่านถาม แต่พี่ซึง
หงอคงให้ข้าพเจ้าลงมาเอาของวิเศษอะไรที่ท่านก็ไม่รู้ เล่งอ๋องพูดว่า ข้าพเจ้าจะ
เอาของวิเศษอะไรที่ไหนมาให้ ไม่เหมือนท่านเล่งอ๋องตามมหาสมุทรใหญ่เธอ
เหาะหินเปลี่ยนแปลงรูปกายได้ จึงจะมีของวิเศษ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แต่ตะวันก็มิได้
เห็นจะเอาของวิเศษที่ไหนมาโป๊ยก่ายพูดว่าท่านเล่งอ่อง อย่าหลีกเลี่ยงไปเลยแม้มีแล้วจงเอาออกมาเถิด
เล่งอ้องพูดว่ามีก็มีอยู่สิ่งหนึ่ง แต่เอาออกไม่ได้ท่านง่วนโซ่ยไปดูเอาเองเถิด โป๊ย
ท่ายว่าดีแล้ว ๆ โป๊ยก่ายเดินตามเล่งอ๋องไปดู ครั้นถึงที่ห้องหอระเบียง เล่งอ๋อง
ยกมือชี้ว่านี่แหละของวิเศษแล้ว โป๊ยก่ายแลไปก็เห็นคนนอนอยู่บนเตียง ตัวยาว
หกศอก เล่งอ๋องพูดว่านี่แหละคือของวิเศษ โป๊ยก่ายเดินเข้าไปใกล้พิจารณาดูก็
เห็นเป็นซากศพคนตาย บนศีรษะสวมหมวกอย่างกษัตริย์ พร้อมเครื่องแต่งตัว
ล้วนแต่เครื่องกษัตริย์ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดวา ของวิเศษอย่างนี้
เมื่อข้าพเจ้าอยู่เป็นปิศาจ เอามากินเสียกระดูกกองเท่าภูเขา อย่างนี้จะว่าของ
วิเศษอะไรได้ เล่งอ๋องพูดว่า ท่านง่วนโซ่ยยังไม่ทราบ นี่แหละคือพระเจ้าแผ่นดิน
(โอเกยก๊ก) ตกลงมาในบ่อนี้ถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าเอาแก้ววิเศษใส่ปากไว้ รูป
กายจึงยังไม่เน่าเปื่อยพองอยู่มาได้จนทุกวันนี้ แม้ว่าท่านเอาขึ้นไปให้หงอคงบางที
จะหายาวิเศษแก้ฟื้นเป็นขึ้นได้แล้ว สารพัดของวิเศษท่านจะปรารถนาอย่างไรก็คง
ได้ทั้งสิ้นโป๊ยก่ายพูดว่าถ้ากระนั้นท่านเล่งอ๋องกับข้าพเจ้าช่วยกันหามออกไปท่านจะให้
เงินข้าพเจ้าหรือ เล่งอ๋องพูดว่าความจริงนั้นเงินของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้าจะเอา
ที่ไหนมาให้ท่านเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าท่านใช้คนทำไมไม่มีเงินเล่า ถ้าไม่มีเงินข้าพเจ้า
ก็ไม่หามละเล่งอ๋องพูดว่าท่านไม่หามก็เชิญออกไปเถิด โป๊ยก่ายก็เดินกลับออกไป เล่งอ๋อง
จึงเรียกบริวารสองคนให้หามศพนั้นออกนอกประตูแล้ว เอาแก้ววิเศษบังน้ำ โป๊ย
ก่ายหันหน้ามาดูก็ไม่เห็นห้องหอเอามือไปคลำดูก็ถูกซากศพก็ตกใจรีบโผล่ขึ้นบน
หลังน้ำ เกาะอยู่ข้างริมบ่อร้องเรียกว่าพี่เห้งเจีย ส่งไม้กระบองลงมารับข้าพเจ้าด้วย
เห้งเจียร้องถามลงไปว่า มีของวิเศษหรือเปล่า โป๊ยก่ายบอกว่าข้างก้นนั้นมี
พระยานาคบอกให้ข้าพเจ้าหามศพคนตายขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่ยอมหาม เห้งเจียบอก
ว่านั่นแหละของวิเศษแล้ว ทำไมจึงไม่หามขึ้นมาเล่า โป๊ยก่ายบอกว่าเป็นซากศพ
เปรอะเปื้อนข้าพเจ้าจะหามอย่างไร เห้งเจียว่าถ้าเจ้าไม่หามศพขึ้นมาข้าจะกลับไป
วัดนอนให้สบายใจดีกว่าโป๊ยก่ายตกใจพูดว่า พี่อย่าเพิ่งไปคอยข้าพเจ้าก่อนจะกลับไปหามขึ้นมา โป๊ย
ก่ายดำลงไปคลำค้นหาพบแล้วก็พยุงยกขึ้นวางบนหลังแบกกลับขึ้นมา โผล่พ้นน้ำ
แล้วจึงร้องเรียกว่าพี่เห้งเจียส่งกระบองลงมารับทีเถิด เห้งเจียก็หย่อนกระบองลงไป
โป๊ยก่ายก็อ้าปากกัดกระบอง เห้งเจียก็ค่อย ๆ ลากขึ้นมา โป๊ยก่ายก็วางซากศพ
นั้นลง เอาเสื้อผ้าผลัดเห้งเจียก็มาพิจารณาดู เห็นรูปกายก็ยังสดใสดุจคนเป็น
จึงหันหน้ามาพูดแก่โป๊ยก่ายว่า คนนี้ตายได้สามปีแล้วทำไมจึงไม่ทรุดโทรมเน่าเปื่อย
โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังไม่รู้ที่ใต้บ่อนี้มีเล่งอ้อง บอกแก่ข้าพเจ้าว่า เธอได้เอาแก้วมณี
วิเศษใส่ไว้ในปากศพ รูปกายจึงมิได้ทรุดโทรม เห้งเจียว่าเหมาะแล้ว ๆ ข้อหนึ่ง
เธอยังมิได้แก้แค้น ข้อสองจะให้พวกเราสำเร็จคิด โป๊ยก่ายจงรีบแบกไปเถิดโป๊ยก่ายถามว่าจะให้แบกไปที่ไหน เห้งเจียว่าแบกกลับไปหาอาจารย์ โป๊ยก่าย
บ่นว่าเรากำลังนอนดี ๆ ถูกอ้ายหัวลิงมันหลอกว่ามีของวิเศษ แล้วมิหนำซ้ำใช้ให้
เราแบกคนตายไปอีก เราไม่แบกไปแล้ว เห้งเจียว่าถ้าเจ้าไม่แบกไป ก็จงนอนลง
ให้เราตีเสียยี่สิบที่โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ไม้กระบองใหญ่แม้จะตียี่สิบที ก็จะเหมือน
พระเจ้าแผ่นดินนี้เป็นแน่ เห้งเจียพูดว่าแม้เจ้ากลัวตาย ก็จงรีบแบกศพนี้ไปโดย
เร็วเถิดข้าจะได้ไม่ตี โป๊ยก่ายก็เข้าพยุงศพขึ้นบนหลังแบกออกจากสวนดอกไม้
เห้งเจียก็ร่ายพระคาถา บันดาลเป็นม้วนลมเป่าหอบเอาโป๊ยก่ายข้ามพ้นกำแพง
เมืองออกมา เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ลงยังพื้นค่อย ๆ เดินไป โป๊ยก่ายเดินพลางนึก
แค้นใจว่าอ้ายลิงนี้มันทรกรรมกู กูกลับไปถึงต่อหน้าพระอาจารย์จะแก้แค้นมันบ้าง
เดินมาประเดี๋ยวก็ถึงวัด เดินเข้ามาที่หอ เอาศพวางลงที่หน้าประตู แล้วร้องเรียก
ว่าอาจารย์ลงมาดูเถิด พระถังซัมจั่งถามว่าดูอะไร โป๊ยก่ายพูดว่าไม่ทราบว่าปู่ย่า
ตายายหรือชวดอะไรของพี่เห้งเจีย ใช้ให้ข้าพเจ้าแบกมานี่แล้วพระถังซัมจั้งก็รีบเปิดประตูออกมาดู เห็นรูปพระมหากษัตริย์ยังสดใสอยู่มิได้
แปรปรวน ดูดุจยังมีชีวิตอยู่ พระถังซัมจังเห็นดังนี้ก็เกิดความสังเวชพูดว่า ไม่รู้
พระองค์ทำกรรมเวรไว้อย่างไรจึงให้เขาคิดฆ่าได้อย่างนี้ และทั้งบุตรภรรยาและ
ขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่มีใครรู้เหตุผลคิดดูก็น่าสงสาร
พูดดังนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลตกลงพรั่งพราย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า
เธอก็มิใช่วงศาคณาญาติของอาจารย์ ทำไมจึงได้ร้องไห้ร้องห่มเอาจริงเอาจัง
อย่างนั้นพระถังซัมจั่งพูดว่าเราบวชเป็นสมณะต้องมีจิตกรุณาปรานีจึงจะควรโป๊ยก่าย
ทำไมจึงมีจิตคัดง้างอย่างนั้นเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าไม่ใช่คัดง้าง คือเหตุที่พี่เห้งเจีย
ได้พูดแก่ข้าพเจ้าว่า เธอจะแก้ให้ฟื้นขึ้นอย่างเดิม พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึง
เรียกเห้งเจียมาพูดว่าแม้ฝีมือประสิทธิ์แก้ให้พระมหากษัตริย์กลับเป็นมาได้
สร้างกุศลสักเจ็ดวันก็สู้ไม่ได้ เห้งเจียพูดว่า ทำไมพระอาจารย์จึงไปเชื่ออ้ายชาติ
หมูกินรำอย่างนั้นเล่า อันธรรมดาคนตายแล้วได้เจ็ดวันก็ดี หรือเดือนหนึ่งก็ดี ใน
มนุษยโลกก็สิ้นกรรมเวรแล้ว ย่อมเคลื่อนไปปฏิสนธิต่อเข้าแห่งภพหน้าถือเอา
กำเนิดมีวิญญาณอีก ในภพใดภพหนึ่ง ก็นี่ตายมาได้ถึงสามปีแล้ว ทำอย่างไร
จึงจะแก้ให้คืนกลับเป็นมาได้เล่าพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็เห็นจะแก้ไม่ได้
โป๊ยก่ายยังไม่หายโกรธ พูดว่าอาจารย์ถูกเธอหลอกแล้ว ท่านลองภาวนาคาถาดู
ที่เธอจะแก้ได้หรือไม่ พระถังซัมจั้งก็เชื่อจึงภาวนา เห้งเจียก็ปวดศีรษะนัยน์ตา
ทะเล้นออกมาเหลือจะทนได้จึงร้องขอพระอาจารย์ว่า ท่านจงหยุดก่อน ข้าพเจ้า
จะคิดอ่านแก้ไขให้จงได้ พระถังซัมจั้งว่าจะแก้อย่างไร จงบอกให้เรารู้ เห้งเจียตอบว่า
จะต้องไปหาพระยามัจจุราชเงียมกุน รับวิญญาณมาจึงจะแก้ได้ โป๊ยก่ายว่าพระ
อาจารย์อย่าเชื่อ เธอพูดว่าไม่ต้องไปหาเงียมกุนในมนุษยโลกแก้จึงจะเห็นคุณ
พระถังซัมจั้งเชื่อฟังโป๊ยก่ายก็ยิ่งภาวนา เห้งเจียก็รับว่าจะรักษาในมนุษยโลกนี้แหละ
โป๊ยก่ายว่าพระอาจารย์อย่าหยุดภาวนาไปเถิด เห้งเจียด่าว่าอ้ายโป๊ยก่าย อ้าย
สัตว์เดียรัจฉาน มึงยุให้อาจารย์ภาวนาให้กูได้ความเจ็บโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า
พี่เห้งเจียแกซิรู้จักแกล้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่รู้จักแกล้งแกบ้างหรือ เห้งเจียจึง
พูดว่าอาจารย์จงหยุดเถิดรอให้ข้าพเจ้าไปหายามาแก้เถิด พระถังซัมจั้งว่าจะไป
หายาทีไหน เห้งเจียบอกว่าจะไปหายาบนสวรรค์ คือจะไปหาท้ายเสียงเล่ากุน
ขอยาวิเศษสักเม็ดหนึ่งเรียกวิญญาณเข้ารูปได้ ก็จะฟื้นขึ้นยังเดิม พระถังซัมจัง
จึงบอกว่า เห้งเจียจงรีบไปหายาเถิดอย่าได้ช้าเลยเห้งเจียว่าเวลานี้ก็ได้สามยามมาแล้ว จะไปมาก็พอสว่างพอดี คนก็กำลังนอน
เงียบสงัด จะได้ใครร้องไห้ศพสักคนหนึ่งจึงจะดี โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียไม่ต้องพูด
การร้องไห้เป็นธุระของข้าพเจ้าจะร้องเอง เชิญพี่ไปหายาเถิดอย่าเป็นห่วงเลย
เห้งเจียพูดว่าไหนเจ้าลองร้องไห้ข้าฟังเป็นตัวอย่างดูที่หรือจะได้หรือไม่ โป๊ยก่ายก็
อ้าปากร้องไห้ไม่หยุดสะอึกสะอื้นคร่ำครวญดุจคนร้องไห้หน้าศพจริง ๆ โปยก่าย
ร้องจนผู้ฟังเกิดความสมเพชน้ำตาออก พระถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายคร่ำครวญก็
เกิดสังเวชสลดจิตจนน้ำตาไหล เห้งเจียก็อดหัวเราะไม่ได้แล้วพูดว่า ร้องไห้อย่าง
นี้ดีแล้ว จงร้องไปอย่าหยุด แม้ว่าไม่ร้องจะเฆี่ยนยี่สิบทีโป๊ยก่ายพูดว่าพี่จงไปเถิด
พนักงานร้องไห้อยู่กับข้าพเจ้าเองเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึงชั้นดุสิตเข้าไปยังวิมานท้ายเสียง
เล่ากุน เดินเข้าไปในประตู เวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุน กำลังปรุงยาอยู่ในห้องยา
เห็นเห้งเจียเข้ามา ร้องสั่งสานุศิษย์ทั้งหลายว่าจงระวังยา อ้ายหัวขโมยยามาแล้ว
เห้งเจียคำนับแล้วก็พูดว่าข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุน
ถามว่า อ้ายลูกลิงทำไมไม่ไปตามพระถังซัมจั่ง มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ เห้งเจียจึง
เล่าเหตุ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก็กให้เล่ากุนฟังทุกประการ บัดนี้ข้าพเจ้ามาขอ
ความกรุณา ขอยาวิเศษที่เรียกวิญญาณให้คืนได้สักพันเม็ด จะได้เอาไปแก้พระ
เจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้กลับเป็นมาตามเดิมเล่ากุนพูดว่ายาวิเศษจะขอไปพันเม็ดนั้นจะเอาไปกินเล่นต่างข้าวหรือ ยานั้น
ไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า โปรดให้ทานสักร้อยเม็ดก็เอาเถิด ท้าย
เสียงเล่ากุนพูดว่าไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียก็ลุกขึ้นเดินออกไป ท้ายเสียงเล่ากุนหวน
คิดขึ้นมาว่าเห็นจะไม่ได้การ ด้วยอ้ายลิงตัวนี้ฝีมือดีตัวสำคัญบอกให้ไปก็ไปเอาง่ายๆ
ดังนี้ มันคงจะหวนกลับมาลักเอายาเป็นแน่ คิดเห็นดังนั้นแล้วก็เดินตามออกมา
เรียกว่าเห้งเจียจงกลับมาก่อนเราจะให้ยาไปแต่สักหนึ่งเม็ดเห้งเจียพูดว่าท่าน
ท้ายเสียงเล่ากุน แม้ว่ารู้ฝีมือ ข้าพเจ้าก็จงเอายามาให้เสียดี ๆ ท้ายเสียงเล่ากุน
ก็เอาน้ำเต้ามาเทยาออก หยิบยาหนึ่งเม็ดส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับยานั้นมาแล้วก็
คำนับลาท้ายเสียงเล่ากุนออกจากประตูน้ำทีหมึงเหาะมายังวัดโป๊ลีมยี่ ก็ยังได้ยิน
เสียงโป๊ยก่ายร้องไห้อยู่ไม่หยุด เห้งเจียก็เข้ามายังหอธรรมร้องเรียกอาจารย์ พระ
ถังซัมจั่งถามว่าเห้งเจียมาแล้วหรือได้ยามาหรือไม่เห้งเจียบอกว่าได้มาแล้ว จึงร้องบอกโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องร้องไห้แล้ว จงหลีก
ไปร้องที่อื่นเถิด แล้วเรียกซัวเจ๋งให้ไปตักน้ำมาซัวเจ้งก็เอาถ้วยแก้วไปตักน้ำที่บ่อ
มาส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็คายยาออกจากปากวางลงในปากศพพระเจ้าแผ่นดิน แล้ว
เอาน้ำกรอกลงไป ยาก็ลงไปในท้องบัดเดี้ยวก็ได้ยินท้องร้อง แต่ร่างกายยังไหวติง
ไม่ได้ พระถังซัมจังว่าตายมานานแล้วลมกำลังก็สิ้นเสียแล้ว อย่างนี้ถ้าได้ใครต่อ
ลมจึงจะฟื้นได้ โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะต่อให้ พระถังซัมจั้งว่า ตัวกิน
สัตว์เมือกคาวยังอยู่ลมปากไม่สะอาด ให้เห้งเจียเขาต่อเถิด เพราะเขาบวชเรียน
ตั้งแต่เล็กมา กินแต่ผลไม้ลมก็สะอาดดี เห้งเจียนั่งก้มลงเอาปากจรดกับปากศพ
พระเจ้าแผ่นดินแล้ว เปิดปากออกเป๋าลมเข้าไปในคอหอยลมก็แล่นลงไปกระทั่ง
ท้องน้อย สักประเดี้ยวมือและเท้าก็กระดิกได้ และร้องเรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง
มีผุดลุกขึ้นคุกเข่าอยู่กับพื้นพูดว่าเมื่อคืนวานนี้ ยังจำได้ว่าจิตยังเป็นผีมานมัสการ
ท่าน วันนี้กลับคืนเป็นอย่างมนุษยโลกแล้ว พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็เข้าพยุง
ประคองให้ลุกขึ้น เชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้วฝ่ายพระสงฆ์ในวัดจัดของแจมาถวายพระถังซัมจั้งเวลาเช้า และไปเห็นพระ
เจ้าแผ่นดินก็พากันตกใจมีความสงสัย เห้งเจียจึงเดินออกไปบอกว่าท่านทั้งหลาย
อย่ามีความสงสัยเลย นี่คือพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เป็นเจ้านายของท่านทั้งหลาย
เมื่อสามปีก่อนปิศาจมันฆ่าตาย เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าช่วยชีวิตกลับคืนมาได้วันนี้จะ
เข้าไปในเมืองชำระให้รู้เท็จและจริง แม้มีเครื่องแจขอให้พวกข้าพเจ้ากินสักมื้อหนึ่ง
จะได้เข้าไปในเมือง พวกพระสงฆ์เมื่อได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็จัดเครื่องแจมา
เลี้ยง เห้งเจียจึงบอกให้เจ้าเมืองถอดเครื่องสำหรับกษัตริย์นั้นออกเสีย ขอผ้าขาว
สมภารมาสองผืนผลัดนุ่งห่มเป็นตาปะขาวดาบส เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้ว
พูดว่าท่านแต่งตัวดังนี้ตามพวกข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองพระเจ้าแผ่นดินคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านเปรียบประดุจบิดามารดา
บังเกิดข้าพเจ้ามาใหม่ ท่านไปไหนข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านไปกว่าจะหาชีวิตไม่
เห้งเจียว่าท่านไม่ต้องไป เมื่อไปในเมืองกำจัดปิศาจแล้ว ท่านจะได้อยู่รักษาบ้าน
เมืองและราษฎรต่อไป พวกข้าพเจ้าก็จะขอลาไปไซที พูดดังนั้นแล้วก็พร้อมกัน
ออกจากวัด ตรงมายังเมืองโอเกยก๊กฝ่ายพระสงฆ์ในวัดห้าร้อยรูป ก็เดินตามออกมาส่งจนสิ้นเขตอาวาส เห้งเจีย
จึงพูดแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่าขอท่านทั้งหลายจงกลับยังกุฎีวิหารเถิด อย่าติดตาม
มาให้อื้อฉาวเลยจะทำให้เสียการไป จงรักษาแต่เครื่องของพระมหากษัตริย์ไว้ให้จงดี
เมื่อข้าพเจ้ากำจัดปิศาจแล้ว ท่านทั้งหลายจึงค่อยนำมาถวายเถิด ข้าพเจ้าจะได้
เสนอความชอบให้แก่ท่านทั้งหลาย พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พา
กันกลับวัดทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์เดินมาได้ครึ่งวัก็ถึงเมืองโอเกยก๊ก ครั้นเดินเข้า
ไปใกล้กำแพงเมือง เห้งเจียจึงเชิญให้อาจารย์ลงจากม้าแล้ว ห้าคนก็พากันเดินเข้า
ไปในเมือง ครั้นถึงประตูพระราชวังเห้งเจียบอกแก่ขุนนางกรมวังว่า พวกข้าพเจ้า
อยู่เมืองไต้ถัง พระเจ้าถึงไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ไปประเทศไซที อาราธนาพระไตร
ปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอประทานเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ขอท่านเจ้าพนักงาน
ได้นำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบ อันกุศลก็จะมีแก่ท่านด้วย พวกขันทีก็นำ
ความขึ้นกราบทูลทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้นำเข้าไป่เฝ้า พวกขันทีจึงออกมาพา
พระถังซัมจั้งกับศิษย์เข้าไปเฝ้าครั้นถึงหน้าพระที่นั่ง เห็นขุนนางข้าราชการซ้ายขวายืนเฝ้าอยู่ตามหน้าที่เป็น
ลำดับ เห้งเจียจึงนำพระถังซัมจั่งมายืนอยู่ข้างหน้าไม่สะดุ้งหวาดหวั่น พวกขุนนาง
แลเห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจทุก ๆ คนแล้วพูดว่า พระสงฆ์ป่าดงอะไรที่ไหนมาก็ไม่รู้
เข้าเฝ้าเจ้านายก็ไม่มีความเคารพคารวะอย่างนี้ ขุนนางเหล่านั้นพูดยังไม่ทันขาดคำ
พระยามารก็ถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้อยู่ที่ไหน เห้งเจียทำหน้าชื่นพูดว่าพวกข้าพเจ้า
อยู่เมืองไต้ถังอันเป็นพระมหานครใหญ่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับสั่งให้ไปเมือง
ไซทีอาราธนาพระธรรมบัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางตามตาม
ธรรมเนียม พระยามารว่าหนังสืออยู่ที่ไหนจงเอามาดู เห้งเจียจึงเอาหนังสือส่งขึ้น
ไปถวาย พระยามารรับแล้วคลี่ออกอ่าน ถามว่าเดินออกจากเมืองแต่คนเดียวมา
ตามทางได้ศิษย์อีกสามคน รวมเป็นสี่คนด้วยกัน ก็อีกคนหนึ่งนั้นทำไมไม่มีใน
หนังสือดูน่าสงสัย คนนั้นคือชื่อแซ่อะไรและอยู่ที่ไหนจับมาดูทีหรือเจ้าเมืองไอเกยก๊กได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จนตัวสั่นสิ้นสติถามเห้งเจียว่าจะทำ
อย่างไรดี เห้งเจียจึงมาจับมือพูดว่าท่านอย่ากลัวข้าพเจ้าจะรับแทนท่านเอง เห้ง
เจียจึงเดินขึ้นมาข้างหน้า บอกว่าคนนั้นเป็นใบ้พูดไม่ออก หูก็หนวกไม่ได้ยินเสียง
พูด อันการร้ายดีมูลเหตุของคนนั้น ข้าพเจ้าทราบได้ทั้งสิ้น สามารถจะชี้แจงแทน
ได้ทุกประการ พระยามารพูดว่า ถ้ากระนั้นจงชี้แจงตามความจริงจะได้ไม่ต้อง
ถือโทษโกรธขึ้ง เห้งเจียจึงพูดว่า คนนั้นตั้งแต่เล็กมาจนแก่ หูหนวกเป็นใบ้ จิตใจ
ซึมเซอะบ้านเรือนเคหาก็ป่นปี้บ้านเกิดเมืองเดิมอยู่ตำบลนี้เมื่อห้าปีก่อนก็ทรุดโทรม
แห้งแล้งไม่มีฝน ชาวชนทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนอดอยาก ครั้งนั้นมีอาจารย์
(ช่วนจิน) มาจากเขาเจงน่ำซัว มีวิชาเรียกลมเรียกฝนได้ ต่อมาช่วนจินเอาคนนั้น
ผลักลงบ่อแล้ว ชิงเอาราชสมบัติมาจนเท่าบัดนี้ได้สามปีแล้ว ข้าพเจ้าได้ช่วยเป็น
กำลังแก้ไขตายแล้วให้กลับเป็นขึ้น จะมาที่ประสาทกิมหลวนเต้ยนี้ เพื่อจะใคร่รู้
เท็จจริงจับปิศาจมารร้ายฆ่าเสียแล้ว จะได้ยกขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิมเมื่อปิศาจมารร้ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น มีความสะดุ้งตกใจกลัวสีหน้าเผือด
สลดลงทันที ลุกจากที่เดินมาซักเอาเกี่ยมที่ขุนนางนายทหารออกอันหนึ่งได้แล้ว
ก็เหาะหนีขึ้นไปยังอากาศ ซัวเจ๊งโกรธร้องดุจเสียงฟ้าลั่น โป๊ยก่ายก็เคืองเห้งเจีย
ว่า เพราะพูดเอาเรื่องเหล่านั้นมาให้มันรู้ มันจึงร้อนนใจอยู่มิได้ จึงดั้นเมฆหนี้ไป
เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พี่น้องทั้งหลายอย่าพูดวุ่นวายไป จงให้เชิญไท้จื้อมา
คำนับพระราชบิดาก่อน แล้วให้เชิญฮองเฮาสนมนางในออกมารับพระราชสามี
และให้ขุนนางทั้งหลายมาคำนับเจ้าเดิมของตนแล้วจึงค่อยคิดจับปิศาจ ซัวเจ๋งก็
จัดการตามสั่งทุกประการฝ่ายเห้งเจียก็รีบเหาะขึ้นกลางอากาศ แลไปทั่วทั้งแปดทิศ ก็เห็นปิศาจหนีไป
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะตามหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เห้งเจียก็รีบเหาะตามไปครั้งใกล้ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายมารร้ายมึงจะหนี
ไปข้างไหนซึ่งเห้งเจียมาแล้วฝ่ายช่วนจินมือถือเกี่ยมหันหน้ากลับมาพูดด้วยเสียงอันดังว่า แม้เราชิงราช
สมบัติก็เป็นของผู้อื่นมิใช่ของเจ้า เรียกว่ามิใช่การของตัวเลย เหตุไฉนเจ้าจึงจะ
มากั้นกางกีดขวางเราเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายมึงช่างตับใหญ่
ทำไมไม่นั่งเมืองอยู่เล่า จะหนีกูไปข้างไหนมึงจงมาลองกินกระบองดูสักทีเถิด จะ
ได้รู้รสชาติไว้ว่าจะหวานมันประการใด ช่วนจินได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็โกรธถือเกี่ยม
ตรงเข้ามาฟังเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับต่อสู้กันได้สองสามเพลงปิศาจทาน
กำลังเห้งเจียไม่ได้ ก็ล่าถอยหนีกลับเข้าในเมืองไปยังหน้าพระที่นั่ง แล้วแปลง
กายเป็นพระถังซัมจังยืนอยู่หน้าบัลลังก์แก้ว เห้งเจียก็ไล่ติดตามมาจะตีด้วยกระบอง
อ้ายปิศาจแปลงร้องว่าอย่าตี เห้งเจียชักกระบองจะตีพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังก็
ร้องว่าเห้งเจียอย่าตีอาตมาเองดอก มีถังซัมจั้งปลอมและถังซัมจั้งจริงสองคนดังนี้
ก็ย่อมเป็นที่ฉงน เห้งเจียไม่รู้ที่จะทำประการใดจึงร้องเรียกโป๊ยก่ายชัวเจ้งมาถามว่า
คนไหนเป็นปิศาจแน่ คนไหนอาจารย์ของเราเจ้ารู้จักหรือไม่โป๊ยก่ายพูดว่าก็พี่ไล่ติดตามมาข้าพเจ้าเหมือนคนตามืดเห็นมีสองคนอย่างนี้ก็
ไม่รู้ว่าคนไหนปิศาจ คนไหนอาจารย์ของเรา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร่ายพระคาถา
เรียกเทพารักษ์ก็มาในทันใดนั้น เห้งเจียจึงถามว่าข้าพเจ้าจับปิศาจ ปิศาจมันกลับ
แปลงเหมือนพระอาจารย์ยากที่จะรู้ได้ แม้ว่าท่านทั้งหลายรู้เห็นจงเชิญอาจารย์
ขึ้นบนแท่นข้าพเจ้าจะได้จับปิศาจฝ่ายปิศาจช่วนจินครั้นได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ก็รีบขึ้นแท่นก่อนเห้งเจียยก
กระบองจะตีพระถังซัมจั้ง พวกเทพารักษ์ก็เข้ากั้นไว้บอกว่าไต้เซีย ปิศาจมันขึ้น
แท่นก่อนแล้ว เห้งเจียไล่ขึ้นไปปิศาจก็กระโดดลงจากแท่น มาจับพระถังชัมจั่ง
ชุลมุนอยู่ในหมู่คน เห้งเจียในใจให้ร้อนรน โป๊ยก่ายยืนหัวเราะอยู่แล้วพูดว่า พี่
เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าเป็นหมู พี่ก็เหมือนข้าพเจ้าเหมือนกันอันอาจารย์นั้นยากที่
จะรู้ได้ ทำไมพี่ไม่จำที่ปวดหัวนั้นเล่า พี่จงเรียกอาจารย์ให้ภาวนาถ้าปิศาจไม่รู้ก็
จะภาวนาบ้างอย่างนี้ก็จะไม่ยากอะไรเลยเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดแก่พระอาจารย์ว่าขอพระ
อาจารย์จงภาวนาคาถาให้ข้าพเจ้าดูที พระถังซัมจั้งก็ภาวนาเห้งเจียก็ปวดศีรษะ
ปิศาจเห็นดังนั้นก็ภาวนาบ้างปากบ่นพืมพำเห้งเจียก็ไม่เป็นไร โป๊ยก่ายจึงร้องว่า
อ้ายบ่นพึมพำนั้นแหละปีศาจแล้ว โป๊ยก่ายก็ซักคราดมาสับลงที่ปิศาจ ปิศาจก็
เหาะขึ้นบนเวหาหนีไป โป๊ยก่ายร้องตวาดด้วยเสียงอันดังแล้ว ก็ขึ้นตามไปบนเวหา
ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็จับพลองไล่ตามขึ้นไปซ้ายขวาช่วยกันระดมตี เห้งเจียหัวเราะว่า
เราจะเข้าประจันหน้ามันก็จะหนีไป จำเราจะขึ้นบนสูงก่อนแล้วกระแทกลงมาจึงจะดี
คิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปบนสูงกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ็งจะใคร่เอากระบองกระแทกลง
ที่ศีรษะปิศาจ แลไปข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือเห็นคนอยู่ในกลีบเมฆ ร้องเรียก
ด้วยเสียงอันดังว่าเห้งเจียอย่าเพิงลงมือเห้งเจียแลเห็นพระโพธิสัตว์บุญช้ เห้งเจียก็เก็บกระบองเสียพนมมือคำนับ
ถามว่าพระโพธิสัตว์จะไปข้างไหนมา พระบุญชู้ตอบว่าอาตมาจะมาช่วยจับปิศาจ
จึงเอากระจกออกจากมือเสื้อ ส่องตรงปิศาจ ปิศาจก็หนีไปไม่ได้ เห้งเจียแลดูใน
กระจกเห็นรูปร่างดุร้ายจึงถามพระโพธิสัตว์ว่าสิงโตตัวนี้ของท่านสำหรับขี่หรือ
ทำไมจึงหนีมาได้พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ใช่เธอจะหนีเอง พระเป็นเจ้าใช้มาเพื่อลงโทษเจ้าแผ่น
ดินโอเกยก๊ก ด้วยเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก มีจิตศรัทธารักษาศีลกินแจ พระเจ้าให้
อาตมาแนะนำเพื่อให้เธอสำเร็จซึ่งมรรคผล อาตมาแปลงเป็นพระสงฆ์ปุถุชนมา
บิณฑบาตข้าวแจ ถามเธอสองสามคำที่เธอไม่พอใจ เธอโกรธก็จับเอาอาตมภาพ
มัดแช่น้ำไว้ที่หน้าตำหนักแพสามวันสามคืน เพราะฉะนั้นพระเป็นเจ้าจึงได้ใช้ให้
สิงโตตัวนี้มา มาลงโทษเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้สิ้นเวรสิ้นกรรม บัดนี้ท่านทั้ง
หลายมาถึงที่นี้ได้สำเร็จความคิดแล้วเห้งเจียถามว่า อันทรมานเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กนั้นก็เป็นอันสมควรว่าสิ้นเวร
กรรมแล้ว แต่ข้อที่ผิดประเวณีแก่ฮองเฮาและสาวสนมนั้นจะไม่มีโทษส่วนหนึ่งหรือ
พระโพธิสัตว์ว่า ส่วนนั้นไม่เป็นไร เพราะเธอเป็นสิงโตมา เห้งเจียว่าถ้าดังนั้น
ขอพระโพธิสัตว์ได้เรียกกลับคืนไปเถิด พระโพธิสัตว์บุญชู้จึงร้องเรียกว่าอ้ายสัตว์
ยังไม่กลับไปหรือ ปิศาจก็แปลงเป็นรูปเดิม พระโพธิสัตว์เอาดอกบัววางสะกดไว้
แล้ว ขึ้นบนหลังแล้วก็บันดาลเป็นแสงสว่างเหาะไปยังเขาเง่าท้ายซัว ฝ่ายเห้งเจีย
โป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสาม เห็นพระโพธิสัตว์กลับไปแล้ว ก็พากันเหาะกลับลงมาเข้า
ในพระราชวังในฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็พากันออกมารับ เห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่
พระโพธิสัตว์มาจับปิศาจให้พระมหากษัตริย์และขุนนางฟังทุกประการแล้ว ต่างก็
ยกมือขึ้นคำนับเนื่องไป มีความรื่นเริงทั่วกันทุก ๆ คนในเวลาเมื่อกำลังสรรเสริญเห้งเจียอยู่นั้น เห็นขุนนางขันทีเข้ามาทูลว่าบัดนี้
ข้างนอกประตูมีพระสงฆ์สีรูปจะเข้ามาเฝ้า จึงทรงพระอนุญาตให้รับเข้ามา ครั้น
พระสงฆ์สี่รูปเข้ามาถึงแล้ว คือเป็นพระสงฆ์ที่วัดโป๊ลีมยี่ นำเครื่องทรงของฮ่องเต้
มาถวาย เห้งเจียแลเห็นก็มีความยินดีพูดว่าดีแล้วดีแล้ว บอกให้พวกขุนนางเอา
เครื่องแต่งให้พระเจ้าแผ่นดิน แล้วเห้งเจียเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิม
และให้ไท้จื้อเอาก้อนหยกขาวนั้นมาถวายฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ไม่อาจขึ้นนั่งบนพระที่นั่ง คุกเข่าลงกลางพื้น
ท้องพระโรงแล้วก็ทรงพระกันแสง ตรัสว่าข้าพเจ้าตายไปสามปีแล้ว บัดนี้ได้คืน
เป็นมา โดยอำนาจสติปัญญาของท่านช่วยข้าพเจ้าไม่อาจขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อไปได้
ขอเชิญท่านอาจารย์ถังซัมจั้งขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์เถิด ข้าพเจ้าจะพา
บุตรภรรยาไปอยู่นอกพระนครขอเป็นไพร่ พระถังซัมจั้งได้ฟังเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก
ตรัสดังนั้น จึงพูดแก่เห้งเจียว่า ท่านจงรับครองราชสมบัติเถิด เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้าจะอยากเป็นฮ่องเต้แล้ว
ในใต้หล้าทุก ๆ เมืองก็จะเป็นได้ตลอดไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้ากำเนิดอยู่ในทางสมณะ
กิจประพฤติพรตพรหมจรรย์ อันการครอบครองเคหะสถานบ้านเรือนย่อมเป็นที่
รังเกียจไม่พอใจ แม้ว่าเป็นฮ่องเต้กลางคืนก็ไม่ได้นอน ยิงปืนก็ต้องตื่นได้ยินแต่
ข่าวบ้านเมืองก็ไม่สบาย ราษฎรมีความเดือดร้อนก็ไม่เป็นสุข พวกข้าพเจ้าจะรับ
อย่างไรได้ สมบัติของท่านท่านก็คงจงรับเป็นฮ่องเต้ต่อไปเถิด ข้าพเจ้าเป็นสมณะ
ปฏิบัติพรตพรหมจรรย์ไปกว่าจะสำเร็จซึ่งมรรคและผลเชิญท่านขึ้นรักษาบ้านเมือง
เถิดพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เห็นพระถังซัมจั้งและศิษย์ไม่รับครองราชสมบัติแล้ว
ก็ขึ้นครองราชสมบัติรับเป็นกษัตริย์ไปตามเดิมจึงพระราชทานรางวัลแก่พระสงฆ์
วัดโป๊ลีมยี่และรับสั่งให้ปล่อยนักโทษและเปิดพระคลังจ่ายเงินออกให้เป็นทาน
และจัดตำหนักกังกั๊กจัดเครื่องแจโต๊ะเลี้ยงพระถังซัมจั่งและพวกสานุศิษย์ทั้งสาม
และประชุมขุนนางเป็นที่ร่นเริง แล้วสั่งให้เปิดพระคลังในนำของวิเศษประจำเมือง
มาถวายพระถังซัมจั้งและศิษย์ทั้งสาม แต่พระถังซัมจังและสานุศิษย์ก็มิได้รับคืน
กลับให้ไว้สำหรับบ้านเมือง ขอแต่เปลี่ยนหนังสือเดินทางเท่านั้นแล้วก็เร่งเห้งเจีย
ให้รีบจัดแจงจะลาไปฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ก็ไม่พอใจจะให้ไปแต่จนใจขัดมิได้ จึงรับสั่งให้
จัดราชรถนิมนต์พระถังซัมจังขึ้นนั่งบนรถแล้วรับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายตามไปส่ง
และรับสั่งให้พระญาติพระวงศ์ทั้งหลายออกมาเข็นรถส่งพระถังซัมจั่ง ส่วนพระ
องค์ก็ตามส่งจนนอกประตูเมือง พระถังซัมจั้งลงจากรถแล้ว ต่างก็คำนับลากันไป
เจ้าเมืองโอเกยก๊ก น้ำพระเนตรก็ไหลลงโหมพระพักตร์ พระถังซัมจั้งไปลับแล้ว
พระองค์ก็กลับเข้าพระราชวัง ปกครองบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขต่อไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินตามทางใหญ่ไป เวลานั้นกำลังเป็น
เดือนเก้าเดือนสิบพากันเดินมาได้ครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่สูงยอด
เทียมเมฆบังตะวันร่วม พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นตกใจให้หวั่นหวาด
จึงเรียกเห้งเจียร้องสั่งว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงขวางอยู่ จงระวังระไวให้ดีเห้งเจียพูดว่าตั้งใจเดินไปเถิด อย่าคิดให้มากไปเลย ข้าพเจ้าก็ต้องระวังอยู่เอง
พระถังซัมจั้งก็ขับม้ารีบเดิน บัดเดี้ยวก็มาถึงเนินเขาดูน่ากลัวยิ่งนักเมื่อเวลา
อาจารย์กับศิษย์เดินขึ้นเขาอยู่นั้น ในใจก็หวั่นหวาดอยู่ด้วยกันทุกคน เห้งเจียแล
ไปที่ซอกเขาเห็นมีสายเมฆแดงฟุ้งขึ้นไปข้างบนอากาศแล้วม้วนกลมเป็นก้อนไฟ
เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงวิ่งมาอุ้มพระถังซัมจั้งลงจากหลังม้า แล้วเรียกโป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งว่าอย่าเพิ่งไปปิศาจร้ายมันจะมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจ ต่างก็ผูกรัดผ้าผ่อน
ถืออาวุธคอยระวังทีอยู่ อันที่ในแสงแดงนั้นคือปิศาจ สองสามปีมาแล้วได้ยินว่า
เมืองไต้ถังมีพระถังซัมจั่งจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ถ้าใครได้กินเนื้อพระถังซัม
จังแล้วจะมีอายุยืน เพราะฉะนั้นปิศาจจึงได้ตั้งใจคอยดูอยู่ทุกวัน บังเอิญวันนั้น
ปีศาจอยู่บนอากาศ แลลงมาเห็นพระถังซัมจังนังมาบนหลังม้าหน้าขาว ที่สานุศิษย์
ทังสามนันดูหน้าตาหยาบคายถืออาวุธคุมเชิงอยู่ดังจะคอยรบสู้แก่ศัตรู หากจะมิ
คนหนึ่งในสามคนนั้น ที่มีแก้วตารู้เห็นเหตุการณ์ได้ จึงได้คอยระวังอยู่อย่างนั้น
ถ้าอย่างนั้นที่ไหนเราจะกินได้ง่าย ๆ เล่า เช่นนี้เราจะควรทำประการใดดี อย่าเลย
จะต้องคิดอุบายเอาน้ำเย็นเข้าชะโลมจะดีกว่า ถ้าหลงกลเราแล้วก็จะจับตัวได้โดย
ง่าย จะต้องลงไปลองดูก่อน คิดแล้วก็ลดลงยังซอกเขา แปลงกายเป็นเด็กน้อย
อายุเจ็ดขวบ เปลือยกายมิได้นุ่งห่ม เอาเถาวัลย์ผูกมือและเท้าแขวนอยู่บนยอด
ไม้สูงปากก็ร้องเรียกให้ช่วยชีวิตด้วยฝ่ายเห้งเจียแหงนดูบนอากาศ เห็นแสงแดงสูญหายไปจึงบอกพระถังซัมจั้งให้
ขึ้นม้าไปเถิด พระถังซัมจั่งถามว่า เมื่อตะกี้ตัวพูดว่าปิศาจร้ายทำไมจึงจะไปเล่า
เห้งเจียตอบว่า เมื่อตะกี้ข้าพเจ้าเห็นเมฆแดงฟุ้งขึ้นบนอากาศรวมเป็นควันไฟแดง
จึงรู้แน่ว่าเป็นปิศาจร้าย บัดนี้ก็หายแสงแดงเห็นจะเป็นปิศาจเดินทาง โป๊ยก่าย
ว่าปิศาจเดินทางมีหรือ เห้งเจียว่าเจ้าที่ไหนจะล่วงรู้ได้ บางทีมีภูเขามีถ้ำมีพระยา
ไต้อ๋อง พวกปิศาจจะเลี้ยงกันก็เที่ยวเชิญบรรดามิตรสหายปิศาจด้วยกันไปประชุม
เลี้ยงโต๊ะ เพราะตั้งใจจะไปประชุมจึงมิได้กระทำอันตรายแก่เรา ถังซัมจังได้ฟัง
เห้งเจียชี้แจงดังนั้น เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างลังเลอยู่ไม่แน่แก่ใจนัก ก็ขับม้าเดินไป
ขณะนั้นได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยชีวิต พระถังซัมจั้งตกใจถามว่าในกลางป่าเขา
อย่างนี้ มีคนอะไรมาร้องเรียกอึกทึกเล่า เห้งเจียพูดว่าท่านอย่างเป็นธุระจงตั้งใจ
เดินไปเถิดครั้นเดินมาบัดเดี๋ยว ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยชีวิตอีก พระถังซัมจั้งว่านี่เห็น
จะมีคนต้องภัยได้ทุกข์ดอกกระมัง จึงได้ร้องเรียกดังนี้ พวกเราไปช่วยดูเป็นไร
เห้งเจียพูดว่าวันนี้พระอาจารย์จงเก็บเมตตาจิตเสียบ้างเถิด ด้วยความดีน้อยความ
ร้ายมากนัก พระถังซัมจังขับม้ารีบเดินไป เห้งเจียคิดอยู่แต่ในใจว่า ไม่รู้ว่าปิศาจ
ระยำนี้มันเรียกอยู่ที่ไหน จำเราจะร่ายพระคาถาแยกทางอย่าให้พบกัน คิดแล้ว
เห้งเจียปล่อยให้ไปก่อนสักสิบเก้า จึงร่ายคาถาย่นทางเอากระบองชี้ตามหลังส่ง
พระถังซัมจั้งข้ามเขาไปแล้ว จึงร่ายคาถาทิ้งปิศาจให้อยู่บ้างหลัง แล้วเห้งเจียก็
วิ่งตามพระถังซัมจั้งไปฝ่ายปีศาจอยู่บนยอดเขาร้องเรียกสามสี่คำ ก็ไม่มีใครเข้าไป ปิศาจนึกว่าเมื่อ
กี้นี้เราเห็นถังซัมจังมาไม่สู้ไกล ทำไมเป็นนานก็ไม่เห็นมาถึง เห็นจะแยกทางไป
ดอกกระมัง คิดดังนั้นแล้วก็สลัดเชือกขาดเหาะขึ้นไปสูงพิจารณาดู เห้งเจียแหงน
หน้าขึ้นดูก็เห็นมีแสงแดงขึ้นอีก เห้งเจียก็วิ่งมาอุ้มถังซัมจังลงจากม้า และกำซับ
ว่าพี่น้องระวังให้ดีปิศาจมันมาอีกแล้ว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจต่างก็ถืออาวุธล้อม
พระถังซัมจั้งอยู่มิได้มีความประมาทฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแลลงมาเห็นดังนั้น ก็สรรเสริญว่า พวกเหล่านี้มันดี
จริง มันมีคนตาสว่างรู้เห็นได้ทันท่วงที จำเราจะต้องจับอ้ายคนนี้ก่อน จึงจะจับ
ถังซัมจังได้ มิดังนั้นก็จะเสียการ คิดแล้วก็ลดลงยังพื้นแปลงกายเป็นเด็กยังเยาว์
เอาเถาวัลย์มัดมือแล้วก็เหาะขึ้นแขวนอยู่กับยอดไม้ ประมาณที่พระถังซัมจังเดิน
ไกลสักเส้นหนึ่งฝ่ายเห้งเจียแหงนหน้าดู เห็นแสงแดงนั้นหายไป จึงนิมนต์พระถังซัมจังขึ้น
ม้าเดินต่อไป พระถังซัมจั้งถามว่า เมื่อตะกี้บอกว่าปิศาจมาเดี๋ยวนี้จะให้ขึ้นม้าไป
ไชอิ้ว ๓๘๖
อย่างไรอยู่ เห้งเจียว่านี่ก็เป็นปิศาจเดินทางเหมือนกัน มันจึงไม่กล้าทำร้ายเรา
พระถังซัมจั้งโกรธด่าว่าอ้ายสัตว์ลิงมึงหลอกเล่นตามสบายที่ไม่มีหลอกว่ามี ทำให้
เราหวั่นหวาดบ่อย ๆ อย่างนี้หรือ ประเดี้ยวจับขึ้นประเดี๋ยวจับลง จนจะล้มลงถ้า
แข้งขาหักจะได้ไม่ต้องไปอย่างนั้นหรือ เห้งเจียพูดว่า อันขาแข้งหักยังแก้ได้
ปิศาจมันจับไปได้จะไปค้นหาที่ไหนพระถังซัมจั้งก็ยิ่งโกรธใหญ่ จะใครภาวนาคาถา ซัวเจ็งอ้อนวอนขอมิให้ภาวนา
พระถังซัมจั้งจึงขึ้นม้าเดินไป ออกเดินไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเรียก หลวงพ่อช่วย
ชีวิตข้าพเจ้าด้วย พระถังซัมจั้งแลไปเห็นเด็กน้อยแขวนอยู่บนยอดไม้ผ้านุ่งห่มก็ไม่มี
พระถังซัมจั้งก็หยุดม้าด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิง ข้าว่าเสียงคนเรียกมันว่าปิศาจ
ยักษ์ร้าย จงดูที่แขวนอยู่บนยอดไม้นั้นคนหรือปิศาจ เห้งเจียเห็นอาจารย์ขัดเคือง
ก็มิได้โต้ตอบประการใด พระถังซัมจั้งก็เดินเข้าไหใกล้เอาแส้ชี้ถามว่า เจ้านี่เป็น
ลูกเต้าใครที่ไหน จึงได้มาแขวนอยู่อย่างนี้ จงบอกแก่เรา เราจะช่วยแก้ให้ปิศาจเห็นพระถังซัมจั้งเข้ามาถามดังนั้น ก็ทำร้องไห้ว่าท่านอาจารย์ที่เขานี้ไป
ข้างทิศตะวันตกมีหมู่ต้นสนแห้งและห้วยน้ำเขาที่นั้น มีหมู่บ้านคือบ้านข้าพเจ้าอยู่
ปู่ข้าพเจ้าแซ่อั้งนามเรียกแป๊ะบ้วนอายุชราก็ล่วงไปแล้ว สมบัตินั้นก็ยกให้แก่บิดา
ข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าทรุดโทรม บ้านเรือนก็ทิ้งไม่ดูแล เที่ยวคบหาแต่คนที่มี
ฝีมือเก่งกาจจำหน่ายเงินทองให้กู้ให้ยืมจะใคร่ได้ผลประโยชน์ ก็บังเอิญถูกคนไม่
ดีหลอกหลอนเอาไป ต้นทุนและกำไรก็ไม่ได้คืน บิดาข้าพเจ้าก็มีความแค้น จึง
สาบานตัวว่าไม่ให้ใครกู้ยืมต่อไปอีก พวกคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรก็ไม่ได้ จึงคุม
สมัครพรรคพวกล้วนแต่คนดุร้าย พากันมาปล้นบ้านบิดาข้าพเจ้าในเวลากลางวัน
เก็บขนเอาทรัพย์สิ่งของไปหมดสิ้นแล้วฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียด้วย จับมารดาข้าพเจ้าไป
มารดาอุ้มข้าพเจ้ามาด้วย โจรจะฆ่าข้าพเจ้า มารดาข้าพเจ้าอ้อนวอนขออย่าให้
ฆ่าข้าพเจ้าด้วยมีดฟันเลย โจรจึงจับข้าพเจ้ามัดแขวนไว้บนต้นไม้ให้อดตายเอง
แล้วโจรพามารดาข้าพเจ้าไปข้างไหนก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าต้องแขวนอยู่อย่างนี้สาม
วันมาแล้ว ไม่มีผู้ใดเดินมาทางนี้แต่สักคน แม้ว่าท่านมีเมตตาจิต ช่วยชีวิตให้
ข้าพเจ้ารอดไปแล้ว ข้าพเจ้าไปถึงบ้านจะขายตัวแทนคุณท่านไม่ลืมพระคุณท่าน
จนวันตายพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ให้สงสารบอกโป๊ยก่ายให้ขึ้นไปแก้ลงมา โป๊ยก่าย
จะปืนขึ้นไป เห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ร้องตวาดว่าอ้ายสัตว์เขาทึ้ง กูจำได้
มึงอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ บ้านมึงถูกโจรปล้นหมดแล้ว พ่อมึงโจรฆ่าตายแล้ว แม่มึง
โจรจับไปแล้ว จะช่วยมึงลงมาแล้วจะเอามึงไปส่งให้ใคร มึงจะเอาอะไรมาตอบแทน
คุณกู ปิศาจได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจกลัว และเข้าใจแน่ว่าเห้งเจียรู้เท่า จึง
ทำมารยาร้องไห้แล้วพูดว่า หลวงพ่อแม้ว่าบิดามารดาข้าพเจ้าตายก็จริงสมบัติ
หมดก็จริง แต่ที่ทางเรือกสวนยังอยู่ทั้งวงศ์ญาติฝ่ายมารดาก็ยังบริบูรณ์พร้อมเพรียง
หลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าให้รอดตายแล้ว ท่านไปบ้านข้าพเจ้าจะประชุมญาติทั้งหลาย'
ขายไร่นาเรือกสวนสนองพระเดชพระคุณท่านหาน้อยไม่โป๊ยก่ายพูดแก่เห้งเจียว่า อ้ายเด็กทารกนิดเดียวพี่จะถามไปทำไมให้มากความ
ช่วยให้ลงมาก็แล้วกัน โป๊ยก่ายก็ปืนขึ้นไปเอามีดโกนตัดเชือกที่มือที่เท้าปิศาจ
แล้วปิศาจก็ก้มหน้าอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจังร้องไห้ไม่หยุด พระถังซัมจั่งก็มีความ
เมตตา เรียกเจ้าหนูจงมาขึ้นม้าเราจะพาไปปิศาจว่าข้าพเจ้าถูกมัดมือและเท้าเจ็บไปหมดทั้งตัว และในแถบนี้ชาวบ้านไม่
เคยขี่ม้า พระถังซัมจั้งว่าถ้าอย่างนั้นโป๊ยก่ายให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลวงพ่อ ท่าน
ผู้นี้ข้าพเจ้าไม่กล้าขี่ ขนคอแหลมดุจเข็มข้าพเจ้ากลัวนัก พระถังซัมจังว่าดังนั้น
ซัวเจ๋งให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลวงพ่อเมื่อวานนี้ปล้นบ้านข้าพเจ้าหน้าตาคล้าย ๆ
ท่านผู้นี้ ข้าพเจ้ากลัวไม่กล้าขี่ พระถังซัมจั้งจึงว่าถ้าดังนั้นเห้งเจียจงให้เขาขี่ไปเถิด
เห้งเจียหัวเราะก๊ากใหญ่ ไว้ข้าพเจ้าจะให้ขี่ไปเองปิศาจก็ดีใจ เห้งเจียลองจับขยับ
ยกดูมีน้ำหนักสามชั่งสิบตำลึง หัวเราะแล้วพูดว่าอ้ายปิศาจนี้มึงจะถึงที่ตายแล้ว
มึงอาจสามารถทำผีหลอกอย่างนี้จะได้อยู่หรือ ปิศาจเรียกหลวงพ่อว่าข้าพเจ้าเป็น
ลูกคนแท้ มีทุกข์ร้อนเคราะห์ร้ายอย่างนี้เห้งเจียถามว่ามึงเป็นลูกคนทำไมกระดูกจึงเบาเล่า ปิศาจว่าข้าพเจ้ายังเป็น
ทารกกระดูกเล็กยังเด็กอยู่ เห้งเจียพูดว่าเอาเถอะก็จะให้ขี่ไปแม้จะขี้เยี่ยวจงบอก
ให้กูู้้ก่อน เห้งเจียก็เดินตรงไปทางทิศตะวันตก เห้งเจียให้ปิศาจขี่อยู่บนหลัง ก็
นึกแค้นอยู่ในใจจะใคร่หาอุบายฆ่ามันเสีย ปิศาจก็รู้ซึ่งความคิดของเห้งเจีย จึง
ร่ายพระเวทอ้าปากคาบอากาศทั้งสี่ทิศ เป้ามนต์บนหลังให้หนักประมาณพันช่างเห้งเจียรู้สึกตัวก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลูกของกูมึงทำมนต์อะไรบนหลังกูให้
หนักอย่างนั้นเล่า ปิศาจกลัวเห้งเจียจะทำร้ายก็ถอดรูปออกจากหลังเห้งเจีย เหาะ
ขึ้นยืนอยู่บนเวหา ทิ้งรูปแปลงอยู่ที่หลังเห้งเจีย เห้งเจียก็ยิ่งหนักจึงคิดโทโสคว้า
ลากลงจากหลังเอาฟาดลงกับศิลา ตัวก็น่วมดุจแห้งขนม แล้วฉีกมือเท้าละเอียด
ไปทั้งสิ้น ทิ้งศพไว้ข้างทางฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแลลงมาเห็นดังนั้น อดโทโสไม่ได้จึงพูดว่า อ้ายสัตว์
ลิงนี้มันถือดีนัก เวลานี้ถ้าเราไม่ตามจับถังซัมจั้งไว้ช้ามันจะมีปัญญาขึ้นมากจะ
ลำบาก ปิศาจจึงร่ายเวททำเป็นลมพายุใหญ่ หอบพัดดินทรายหินกรวดชัดสาด
มาโดยแรง พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าก็เหลือจะทนได้ โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็ก้มหัวปิด
ตาเห้งเจียก็รู้ได้ว่าปิศาจมันทำลมพายุ จึงรีบวิ่งตามพระถังซัมจั่ง เวลานั้นปิศาจ
ก็จับเอาพระถังซัมจังไปแล้ว บัดเดี้ยวลมพายุก็หายแสงตะวันก็ออกสว่างท้องฟ้า
เห้งเจียเดินมาเรียกโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ผุดลุกขึ้นพูดว่ามีพายุใหญ่เหลือเกิน เห้งเจีย
ถามว่าพระอาจารย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายว่าเมื่อเกิดลมพายุนั้นข้าพเจ้าทั้งสองหาที่
หลีกหลบมิได้ พระอาจารย์ก็ฟุบอยู่บนหลังม้า ประเดี้ยวนี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลย
ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือจะไปข้างไหน เห็นลมพายุจะหอบเอาไปเสียแล้วดอกกระมังเห้งเจียเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงพูดว่าตั้งแต่นี้ไปก็ตามแต่ใครจะไป
ข้างไหนเถิด โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนี้แล้วก็รีบหาทางไปดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็มี
ความเสียใจเป็นอันมาก จนตกตะลึงไปแล้วพูดว่า พี่เอาถ้อยคำอะไรมาพูดดังนี้
เล่า พี่ไม่รู้สึกหรือว่าพวกเรามีโทษ ได้พึ่งพระกวนอิมท่านสั่งสอนชักนำให้เข้าอยู่
ในทางชอบธรรม เปลี่ยนชื่อแปลงนามเคารพต่อพระพุทธศาสนา ก็ได้อธิฐานตั้ง
จิตรักษาพระอาจารย์ถังซัมจั้งไปไซที เพื่อแสวงหาความดีลบล้างโทษที่ได้ล่วงไป
แล้ว มาวันนี้พี่เอาคำอันไม่สมควรมากล่าวดังนี้ จะมิเอาโทษมาทำลายล้างคุณ
ความดีที่ได้ทำมาแล้วนั้นเสียหรือ และความดีที่พวกเราได้อุตสาห์พยายามมาจะ
มิสูญเสียไปเปล่าหรือ เห้งเจียว่าที่น้องพูดดังนี้ก็ถูกต้องจริงหมด แต่เหตุผล
ขัดข้องย่อมมาจากพระอาจารย์ทั้งสิ้น โดยท่านมิได้เชื่อความดีและมิได้รู้จักดีและ
ชั่วผิดและชอบเมื่อตะกี้เกิดลมพายุใหญ่นั้น คืออ้ายปิศาจเด็กที่อยู่บนต้นไม้นั้นเอง พี่รู้ว่า
มันคือปิศาจยักษ์ร้าย น้องทั้งสองก็ไม่รู้ได้ว่ามันเป็นปิศาจ พระอาจารย์ก็มิได้รู้
เท่าทันมัน เข้าใจเสียว่ามันเป็นมนุษย์ พี่จับมันฟาดลงกับศิลามันจึงถอดรูปหนี
ไปแล้ว จึงได้บันดาลให้เป็นลมพายุใหญ่มาหอบเอาพระอาจารย์ไป เราแค้น
เหลือที่จะแค้นในข้อที่เธอมิได้เชื่อฟังเราเลย ทุก ๆ ครั้งชอบช่วยแต่ปิศาจร้าย เรา
จึงได้มีจิตเบื่อหน่ายคิดเห็นไปว่าจะหาทางกลับจะดีกว่า แม้ว่าซัวเจ๋งน้องมีจิตคิด
ดังนั้น พวกเราควรจะรีบจัดแจงไปค้นหาปิศาจ เมื่อพบแล้วจะได้ช่วยกันแก้พระ
อาจารย์ โป๊ยก่ายว่าถูกจริง ๆ ต่างคนก็พร้อมกันรวบรวมข้าวของแล้วก็จูงม้าเดิน
ตัดเข้าดงไป คนทั้งสามเดินมาประมาณร้อยเส้นเศษก็ไม่ได้ข่าวคราว เห้งเจียยิ่ง
เดือดดาลในใจก็ไหวตัวเผ่นขึ้นบนเพิงผาสูงกระทำสิงหนาท ตวาดคำหนึ่งร้องว่า
แปลง ร่างกายก็แปลงเป็นสามเศียรหกกรซักกระบองออกแหว่งกวัดแปลงเป็น
สามอัน ยกขึ้นตีไปข้างตะวันออกแล้วก็กลับมาตีข้างตะวันตก หวดซ้ายป่ายขวา
แผลงฤทธิ์ศักดานุภาพ หวั่นไหวไปทั้งเขาดุจทรุดจะทำลายไหวสะเทื้อนไปทั้งเขา
บัดเดี๋ยวใจเจ้าที่และเจ้าเขาเจ้าป่าเจ้าดงก็พากันวิ่งมาคุกเข่าลงคำนับอยู่ต่อหน้าเห้ง
เจีย ร้องบอกว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมาแล้วเห้งเจียมาแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าทำไมเจ้า
จึงมากหลายดังนี้เจ้าทั้งหลายจึงคำนับแล้วตอบว่า ที่เขานี้เรียกว่า (ลักแป๊ะลี้จับเท้าพ้อซัว)
รวมหกร้อยโยชน์สิบโยชน์มีเจ้ารักษา รวมสามสิบเจ้าเขา เมื่อวานนี้ได้ยินว่าไต้เซีย
มาแต่รวมกันยังไม่พร้อมจึงได้ช้าไป ขอไต้เซียได้ยกโทษพวกข้าพเจ้าด้วย เห้งเจีย'
จึงถามว่าบนเขานี้มีปิศาจผีร้ายสักเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่ เจ้าทั้งหลายตอบว่ามีตนเดียว
แต่มันได้ทำพวกข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ มันทำจนไม่มีธูปเทียนและผู้เช่นไหว้ ไม่
พอกินไม่พอนุ่งห่ม อ้ายปิศาจตัวเดียวเท่านั้น มันทำให้ได้ความเดือดร้อนอย่างนี้
เห้งเจียถามว่าที่อยู่ของปิศาจมันอยู่ที่ไหน เจ้าเขาเหล่านั้นจึงบอกว่า ที่ดงไม้สน
แห้งมีห้วยน้ำไหล ข้างตำบลนั้นมีที่หนึ่งเรียกว่าถ้ำ (ฮ้วยหุ่นต้อง) ปิศาจนั้นอยู่ใน
ถ้าอันนี้ แต่มันมีฤทธาอานุภาพมาก มันจับพวกข้าพเจ้าใช้การอยู่เนืองนิตย์
และเก็บเงินค่าส่วยอะไรไม่รู้ เห้งเจียพูดว่า พวกท่านเป็นเทพาอารักษ์จะมีเงินทอง
อะไรที่ไหน หมู่เจ้าพูดว่าจริงของท่านเงินทองไม่มีจริง ก็ต้องจับละมั่งกวางทราย
เอาไปให้มันแทนเงิน มิดังนั้นมันก็แกล้งรื้อศาลลอกเสื้อและกางเกงเสียสิ้น มัน
ทำแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมิให้มีความสุข ขอได้เซียได้กำจัดปิศาจนี้เสียให้จงได้
ช่วยชีวิตสัตว์ทั้งหลายในตำบลนี้ไว้ ให้พ้นภัยแห่งปิศาจถึงซึ่งความสุขเห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ใด มันชื่อใดจงบอกให้รู้ด้วย พวกเจ้าทั้งหลาย
จึงบอกว่า ปิศาจนั้นมันเป็นลูกงู้หม้ออ้องแม่มันคือล่อซัว มันบวชเรียนรู้วิชาที่เขา
ฮ้วยเอี๊ยมชัว ได้สามร้อยปีแล้ว มันเรียนอัคคีมานสำเร็จ รู้หม้ออ่องให้มันตั้งอยู่
ที่ตำบลเขานี้ ชื่อเดิมมันเรียกว่า (อั้งฮั้ยยี้) ยี่ห้อเรียกว่า (เซี้ยเองไต้อ๋อง) เห้ง
เจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจบอกให้เจ้าทั้งหลายกลับไปยังถิ่นฐานตามเดิม เห้งเจียก็แปลง
กายกลับเป็นรูปเดิมเผ่นลงมาจากยอดเขาพูดว่าพี่น้องเราอย่าวิตกเลย อาจารย์เรา
คงจะไม่ถึงที่ตาย อ้ายปิศาจนี้เกี่ยวเป็นญาติของพี่ มันเป็นบุตรของงู้หม้ออ๋อง
แม่มันชื่อนางล่อชัว ชื่อมันเรียกว่า อั้งฮั้ยี้คิดมาห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ผูกเป็น
มิตรสหายกันกับบิดาของมัน คืองู้หม้ออ๋อง ปิศาจนั้นถ้าคิดมามันต้องเรียกเราว่า
เป็นอา มันที่ไหนจะอาจฆ่าอาจารย์ เรามาพากันรีบไปตาม ซัวเจ๋งหัวเราะแล้ว
พูดว่า สามปีไม่ได้ไปมาญาตินั้นก็จะขาดญาติ นี่พี่กับเขาก็จากกันมาห้าร้อยปี
กว่าแล้ว มิได้ไปมาหากัน และทั้งมิได้พบปะกันเขาจะจำพี่ได้หรือ เห้งเจียพูดว่า
แม้ว่าเขาจำเรามิได้ ที่จะฆ่าอาจารย์นั้นก็คงยังฆ่าไม่ได้พี่น้องทั้งสามพูดกันดังนั้น
แล้ว ก็พากันเดินตัดทางไป เดินมาได้ประมาณสองร้อยเส้น แลไปเห็นดงไม้สนที่
กลางนั้นมีลำห้วยน้ำในห้วยมีน้ำใสไหลเชี่ยวแรง ที่ปลายลำห้วยนั้นมีสะพานศิลา
ข้ามตลอดไปกระทั่งถ้ำ พี่น้องทั้งสามยืนพิจารณาดูก็รู้ว่าปิศาจนั้นคงจะอยู่ในถ้ำนี้เห้งเจียจึงเรียกซัวเจ๋ง ให้จูงม้ากับหาบไปแอบอยู่ในชายป่าแล้ว กำชับว่าจง
ระวังระไว้ให้ดี เห้งเจีย โป๊ยก่ายต่างก็ถืออาวุธเดินไปเที่ยวค้นหาเดินเลียบตาม
ลำห้วยขึ้นไป ครั้นมาถึงสะพานศิลาก็พากันเดินข้ามไป ตรงเข้าในถ้ำก็รู้ชัดว่า
ปิศาจอยู่ แลไปเห็นแผ่นศิลาตั้งอยู่จารึกอักษรแบ่ดตัว คือเขาพ้อชัวห้วยโกช่งกั้น
ถ้ำฮ้วยหุ่นต้อง ข้างหน้าประตูถ้ำนั้นมีบริวารปิศาจอยู่ กำลังโลดโผนถืออาวุธ
ลองฝีมือกัน เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยเจ้าพวกนั้น
มึงจงรีบไปบอกนายมึงว่า จงรีบส่งพระอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวกเจ้าจะ
ได้รอดชีวิตทั้งถ้ำ พวกปิศาจน้อยได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็วิ่งเข้าไปในถ้ำบอกนายฝ่ายปิศาจตั้งแต่จับถังซัมจั้งเข้าไปไว้ในถ้ำแล้ว ก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกหมด
ใช้ให้ปิศาจน้อยตักน้ำมารดขัดล้างให้สะอาด โดยที่คิดจะต้มกิน บังเอิญพอปิศาจ
บริวารมาบอกว่าข้างหน้าถ้ำ มีอ้ายหน้าขนรามสูรพาอ้ายหูใหญ่ปากยาวมาด้วย
อีกคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าถ้ำ ไม่รู้ว่ามาทวงอาจารย์อะไรของมัน ปิศาจไต้อ๋องได้ฟัง
บริวารบอกดังนั้นก็หัวเราะพูดว่าสองคนนี้ คือเห้งเจียโป๊ยก่ายจะตามมาค้นหา
ถังซัมจั้งพูดดังนั้นแล้ว จึงเรียกบริวารที่แข็งแรงให้จัดเตรียมเข็นเกวียนเล็กห้าเล่ม
ออกไปตังที่ประตูถ้ำ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงเข็นเกวียนออกไปรายตั้งเป็นเหงา
เฮ้ง คือตั้งเป็นธาตุน้ำไฟลมไม้ดินฝ่ายปิศาจไต้อ๋อง ถือทวนเป็นอาวุธยาวไม่แต่งตัวใส่อะไรสักสิงหนึ่ง นุ่งผ้า
ผืนเดียวเดินตรงออกมาหน้าถ้ำร้องตวาดว่าใครที่ไหนสามารถมาอึกทึกอยู่หน้าถำเรา
เห้งเจียโป๋ยก่ายยืนพิเคราะห์ดูปิศาจหน้าขาวนวลดุจผัดแป้ง คิ้วดุจวงเดือน ริม
ฝีปากแดงดุจชาด ผมเขียวเกล้าจุก เห้งเจียจึงมีวาจาตอบว่า พ่อหลานรักของอา
เจ้าจับอาจารย์ของอาไปพ่อจงรีบส่งออกมาอย่างช้า อย่าให้ถึงความผิดใจกัน
บิดาของเจ้าจะติอาว่าไม่คิดถึงน้ำสาบานที่พูดกันไว้ ปิศาจอังฮั้ยี้ได้ฟังเห้งเจีย
พูดเช่นนั้น ยิ่งบันดาลโทสะดุจไฟ เข้าจุดในทรวงอก ร้องตวาดว่าอ้ายชาติลิง
เรากับเจ้าเป็นวงศ์ญาติอะไรกัน ใครเป็นหลานของเจ้าที่ไหน เห้งเจียพูดว่านี่แน่
หนุ่มน้อยเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ข้ากำลังรบกับเทพยดา
ข้าผูกสมัครกับบิดาของเจ้า รวมสาบานกันเจ็ดคน บิดาเจ้าคืองู้หม้ออ๋อง ข้าคือ
ซีเทียนไต้เซีย ซึงหงอคง คือเรานี่แหละ ในเวลานั้นเจ้าก็ยังไม่เกิด ปิศาจอังฮัยยี้
ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบังเกิดโทสะถือทวนตรงเข้ามาแทงเห้งเจีย เห้งเจียแกว่งกระบอง
เข้าประจันหน้ารบกันทั้งสองก็เหาะขึ้นกลางเวหา เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานได้ประมาณ
มึงไม่รู้สูงต่ำ ต่างรบกันโดยกำลังความสามารถอิทธิฤทธิ์แหงตน
ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน โป๊ยก่ายยืนอยู่ที่นั่นดูเห็นชัดว่าปิศาจอ่อนกำลังลงแล้ว
ไม่มีใจจะรบอยู่แล้ว โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น มือถือคราดเหล็กกระโจนเข้าสับปิศาจ
ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจล่าถอยหนีกลับลงมายังประตูถ้ำ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ติด
ลงมา ปิศาจมือหนึ่งถือทวนขึ้นยืนบนเกวียน มือหนึ่งกำมือทุบเข้าที่สันจมูกของ
ตัวเองสองที โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า อ้ายนี้ไม่มีความอายมันจะทุบ
จมูกมันให้เลือดออกแล้วมันจะเอาทาหน้าให้แดง มันจะไปฟ้องที่ไหนดอกกระมัง
มิได้รู้ว่ามันจะแผลฤทธิ์ ปิศาจทุบจมูกสองทีแล้วก็ร่ายพระเวทในทันใดในปากลุก
เป็นไฟออกมาในรูจมูกควันก็ฟุ้งออกมามืดมัวไปทังอากาศ เกวียนเล็กนั้นไฟก็ลุก
ขึ้นพร้อมกันแดงไปทั้งท้องฟ้ารอบที่เขตถำนัน ล้วนแต่ไฟและควันทั้งสิ้นมืดมัวแล
ไม่เห็นอะไรโป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็ตกใจ บอกแก่เห้งเจียว่าเห็นจะไม่เป็นการเสียแล้ว
เราเข้ามาอยู่ในถ้ำดังนี้ อย่าได้คิดว่าจะรอดไปได้เลย ข้าพเจ้าจะต้องถูกไฟเผา
เป็นแน่ และยิ่งมีรสหอมให้มันอร่อยทีเดียว จงรีบหนีโดยเร็วเถิด พูดแล้วก็ออก
วิ่งมิได้เหลียวหลังดูเห้งเจียโโ๊ยก่ายวิ่งข้ามสะพานมา เห้งเจียก็แทรกเข้าไปในไฟ
ค้นหาปิศาจ ไฟก็ยิ่งลุกขึ้นแรงกว่าเก่า (ถามว่าไฟนี้คือไฟอะไร) ตอบว่าไฟนี้ไม่ใช่
ไฟฟ้า ไม่ใช่ไฟป๋า คือไฟปิศาจมันฝึกประกอบจิตสำเร็จในทางฌานเรียกว่าไฟ
ภาคจิต และเรียกว่าไฟซิมม้วยฮวย คือไฟที่จิตเที่ยงเป็นดวงเดียว เห้งเจียถูก
ควันไฟฟุ้งมืดมัวไม่เห็นปิศาจแลไม่เห็นประตูถ้ำ ก็รีบหลีกออกมาพ้นไฟฝ่ายปิศาจเห็นเห้งเจียหนีออกไปแล้ว เรียกไฟคืนแล้วก็เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิด
ประตูถ้ำ นึกว่าเอาชัยชนะได้กรื่นเริงฝ่ายเห้งเจียหนีข้ามห้วยมาแล้ว ก็ลดลงยังพื้นดินเดินมา ก็ได้ยินโป๊ยก่ายนั่ง
คุยอยู่กับซัวเจ้ง เห้งเจียตวาดว่า อ้ายโป๊ยก่ายมึงชาติหมูเห็นไฟก็หนีเอาตัวรอด
มาแต่ผู้เดียว ทิ้งกู้ไว้อย่างนี้มึงจะเป็นคนได้หรือ โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น
ก็หัวเราะว่า พี่เห้งเจียอันคำโบราณท่านย่อมว่าให้รู้เวลาจึงจะเป็นคนเชี่ยวชาญได้
อ้ายปิศาจมิใช่ญาติของพี่ พี่ก็ขีนพูดว่ามันเป็นญาติ มันต่อสู้กับพี่และมันปล่อย
ไฟไม่มีจิตเกรงดังนี้ยังไม่หนีจะคิดสู้รบอะไรได้ เห้งเจียถามว่าเพลงทวนปิศาจรบ
กับพีเจ้าเห็นเป็นอย่างไรบ้าง โป๊ยก่ายพูดว่ามันสู้ไม่ได้จึงช่วยระดมตี เอาคราด
สับที่หนึ่งก็บังเอิญมันล่าหนีลงมาเสีย ครั้นมันปล่อยไฟออกมาเผา ข้าพเจ้าก็ต้อง
เลี่ยง เห้งเจียโป๊ยก่ายนั่งสนทนากันอยู่ ซัวเจ๋งนั่งพิงอยู่ข้างต้นสนกลั้นหัวเราะไม่
ได้ เห้งเจียถึงถามว่าน้องหัวเราะอะไร ซัวเจ๋งว่าที่พี่พูดว่าปิศาจสู้ฝีมือไม่ได้นั้น
เมื่อข้าพเจ้าตรองไปแล้วก็เห็นว่าเป็นความหนุนและยอกันจัดนักแม้จะเอาชัย
ชนะก็จะไม่สู้ยากอะไรนักเห้งเจียได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วจึงว่าพี่น้องพูดดังนั้นก็ถูกต้องแล้ว
ถ้าจะเอาความหนุนและความขัดกันนั้น ก็จะต้องเอาน้ำขัดไฟ ถ้ากระนั้นน้องทั้ง
สองพักคอยอยู่ที่นี่ก่อน พี่จะไปหาพระยาเล่งอ๋อง ขอแรงให้เอาน้ำมาช่วยดับไฟ
สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะไปยังทะเลทิศตะวันออก บัดเดี้ยวก็มาถึง จึงร่ายพระคาถา
แทรกน้ำลงไปยังบาดาล เดินเข้าไปยังปราสาทจุ้ยเจียทำคำนับกันแก่พระยาเล่ง
อ๋องแล้ว เห้งเจียจึงพูดแก่เง่ากวั้งเล่งอ้องว่า ข้าพเจ้าจะมาขอให้ท่านช่วยธุระสัก
ครั้งหนึ่ง ด้วยบัดนี้ท่านพระถังซัมจั้งเดินทางมาถึงตำบลเขาพ้อซัว ตำบล (ห้วยโคกั้น)
ถ้ำฮ้วยหุ่นต้อง มีปิศาจอั้งยี้จับเอาตัวพระถังซัมจั้งไป ข้าพเจ้าได้เข้าซิงชัยแก่ปิศาจ
ปิศาจพ่นไฟออกมาพวกข้าพเจ้าจะเอาชัยชนะมิได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอ
ให้ท่านช่วยทำฝนเพื่อดับไฟสักครั้งหนึ่ง จะได้ช่วยพระถังซัมจั่งพ้นจากภัยแห่ง
ปิศาจได้ เล่งอ๋องพูดว่า แม้ว่าท่านได้ขอฝนข้าพเจ้าไปอาจทำเองได้ ถ้าได้ท้อง
ตรารับสั่งของเง็กเซียงฮ่องแต้ พร้อมด้วยเมฆขลารามสูรแล้วจึงจะทำได้เห้งเจียพูดว่า ไม่ต้องมีเมฆขลารามสูรและเมฆลมทำไม ขอท่านทำนำดับไฟ
ให้เท่านั้น พระยาเล่งอ๋องพูดว่าถ้ากระนั้น ท่านคอยสักประเดี้ยว ข้าพเจ้าจะ
บอกน้องทั้งสามมาช่วยท่านเป็นกำลัง เง้ากวั้งเล่งอ้องก็ส่งจิตไปถึงทะเลทิศปราจีน
ทิศอุดร ทิศอาคเนย์ เล่งอ๋องทั้งสามรู้แล้ว ก็พร้อมกันมากับเง่ากวั้งเล่งอ๋องและ
บริวารนาค บัดเดี้ยวก็ถึงเขาพ้อซัว เห้งเจียจึงสั่งว่าท่านทั้งหลายจงหยุดพักอยู่
บนอากาศนี้ก่อน ข้าพเจ้าจะต่อสู้กับปิศาจ แม้ได้ทีท่านทั้งหลายไม่ต้องจับแม้ว่า
มันปล่อยไฟออก ข้าพเจ้าจะเรียกท่านทั้งหลายจงพ่นน้ำลงไปดับไฟ เล่งอ๋องทั้งสี่
ก็รับคำเห้งเจียคอยจะทำการตามคำสั่ง เห้งเจียก็ลดลงเดินเข้าไปหาโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
บอกให้คนทั้งสองรู้แล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูถ้ำยืนเรียกปิศาจพวกเฝ้าประตูบอกว่า
ให้พวกเจ้าเข้าไปบอกนายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกว่าเห้งเจียมาอีกแล้ว
อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจับทวนให้ปิศาจบริวารเข็นเกวียนไฟออกไปอั้งฮั้ยยี้ออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามเห้งเจียว่าเจ้าจะมาทำไมอีก เห้งเจีย
พูดว่ามึงรีบส่งอาจารย์กูออกมาโดยเร็ว อั้งฮั้ยยี้พูดว่า อ้ายหัวลิงมึงชั่งไม่รู้ผันแปร
ถังซัมจั้งเป็นอาจารย์ของเจ้าก็จริง แต่เป็นเครื่องแกล้มเหล้าของเรา เจ้าจะคอย
มุ่งหมายจะใคร่ได้คืนนั้น เห็นจะป่วยการเสียแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธดุจ
ไฟเข้าจ่อจุดในอก ซักกระบองออกจากหูตรงเข้าตีปิศาจ อั้งฮั้ยยี้ยกทวนขึ้นรับรบ
กันได้ประมาณยี่สิบเพลง ปิศาจเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ก็เอาทวนแทงไปทีหนึ่งก็
ชักทวนถอยหนีกำหมัดทุบที่สันจมูกสองทีก็พ่นไฟออกเกวียนเหล่านั้นก็เป็นไฟลุก
ขึ้นบิน ที่ตาที่ปากปิศาจล้วนแต่ไฟลุกบินขึ้นเป็นเปลวแดงทั้งอากาศ เห้งเจียหัน
หน้ามาร้องว่าเล่งอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ๋องพี่น้องพร้อมกับบริวารก็พ่นน้ำเข้าไปที่
ปิศาจจะให้ดับไฟก็มิได้ เพราะน้ำที่พระยานาคพ่นออกนั้น จะดับได้แต่ไฟธรรมดา
อันจะดับไฟฤทธิ์ของปิศาจด้วยนั้นมิได้ แม้เอาน้ำรดเข้าไปก็ดุจดังเอาน้ำมันเข้า
ใส่ไฟให้ลุกมากขึ้น เห้งเจียมุดเข้าไปในไฟจะค้นหาปิศาจ ปีศาจเห็นเห้งเจียเข้า
มาก็พ่นไฟออกที่หน้าเห้งเจีย เห้งเจียถูกควันไฟเข้าตาก็ทนไม่ได้ หันหน้ากลับมา
ลืมตาไม่ขึ้น น้ำตาไหลพราก ๆ เห้งเจียนั้นมิได้กลัวไฟ กลัวแต่ควันที่เข้าตาและ
จมูกปาก หายใจไม่ออก เพราะฉะนั้นเห้งเจียจึงต้องถอยหนีกลับออกมา เมื่อ
ปิศาจเห็นเห้งเจียไปแล้ว ก็สั่งให้เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิดประตูฝ่ายเห้งเจียหนีออกมาจากไฟ ไฟก็ติดไหม้ทั้งตัว ก็โจนลงในห้วยหาน้ำดับไฟ
หมายว่าจะให้เย็น มิได้รู้ว่าถูกน้ำเย็นไฟยิ่งจะลุกขึ้นร้อนแรง ไฟร้อนเข้าในหัวใจ
วิญญาณก็ถอดออกจากกาย ธาตุลมก็สูญสิ้นดับไปหมด ร่ายกายก็เย็นไปทั้งตัว
เล่งอ๋องทั้งสี่เห็นดังนั้นก็พากันตกใจรีบมาบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
ได้ทราบดังนั้น ก็รีบแก้ม้ายกหาบใส่บ่าออกจากดงไม้สนเดินมา โคลนเลนอะไรก็
มิได้กลัวเปื้อนเปรอะ และหาตามห้วยเห็นน้ำกระเพื่อมอยู่ ซัวเจ็งก็กระโจนลงไป
อุ้มเห้งเจียขึ้นมาบนบก เห้งเจียดิ้นรนมืองอไปหมดทั่วสารพางค์กายเย็นไปหมด
ซัวเจ๋งก็ร้องไห้พูดว่า น่าเสียดายพี่ร้อยหมื่นปีไม่แก่ไม่ตาย มาวันนี้เหตุใดจึงได้
แปรเป็นอายุสั้นไปอย่างนี้เล่าโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อย่าร้องไห้ไปเลยอ้ายลูกลิงมันแกล้งทำตายหลอก
ให้พวกเรากลัว เธอเปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่างก็มีเจ็ดสิบสองชีวิต โป๊ย
ก่ายบอกให้ซัวเจ๋งยึดเท้าเธอออก ซัวเจ๋งจับเท้าเห้งเจียยืดออก โป๊ยก่ายเข้าประ
คองศีรษะแล้ว ยกตั้งให้นั่งขัดสมาธิ โป๊ยก่ายก็ขยี้สองฝ่ามือให้ร้อนแล้ว ลูบตาม
ทวารช่องหูช่องตาและลูบที่ท้องน้อย เห้งเจียถูกน้ำเย็นลมหยุดทุกทวารกระแส
เสียงไม่มี ครั้นโป๊ยก่ายทำวิธีนวดเฟ้นดังนั้น บัดเดี้ยวลมก็เดินตลอดเป็นปรกติ
จึงออกปากร้องเรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง ซัวเจ๋งพูดว่าพี่เป็นห่วงอาจารย์จนตัว
ตายแล้วก็ยังอยู่ในปาก จงฟื้นขึ้นเถิดพวกข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว เห้งเจียลืมตาพูดว่า
ข้าพเจ้าได้พึ่งพี่น้องทั้งหลาย พูดแล้วก็ผุดลุกขึ้นแหงนหน้าถามว่า พี่น้องเง่ากวั้ง
เล่าอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ้องตอบว่าพี่น้องข้าพเจ้าคอยอยู่นี่ เห้งเจียพูดว่าขอบใจพี่
น้องทั้งหลายมาช่วยโดยความลำบาก ก็ไม่สำเร็จการ ขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่น
ข้าพเจ้าจะไปขอบคุณ เล่งอ๋องก็คำนับลาเห้งเจียแล้วก็พาพวกบริวารกลับไปสถาน
ที่แห่งตนซัวเจ๋งเข้าพยุงเห้งเจียเดินเข้าพักในดงไม้สน เห้งเจียนั่งพักประเดี้ยว ก็ได้สติ
มีกำลังขึ้น คิดขึ้นมาน้ำตาก็ไหลนองอาบหน้าออกปากว่าพระอาจารย์ลำบากเหลือ
ที่จะทนได้ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่จะร้องไห้ไปทำไม พวกเราจงคิดอุบายไปเชิญพลที่ไหน
มาช่วยแก้อาจารย์ออก เห้งเจียว่าจะไปหาใครที่ไหนมาช่วย ตั้งแต่ทำสงครามมา
เทพยดามนุษย์ที่ไหนก็ไม่อาจต่อสู้พี่ได้ ก็อันปิศาจนี้มันมีฤทธิ์เข้มแข็ง ต่อผู้ใดมี
ฤทธาอานุภาพมากกว่าพีจึงจะต่อสู้มันได้ ถ้าไม่เชิญพระโพธิสัตว์กวนอิมมา ก็จะ
แก้ปิศาจนี้ไม่ได้ แต่ขัดด้วยตัวพี่ยังเจ็บทั่วสารพางค์กาย จะเหาะไปยังมิได้ ทำ
อย่างไรจึงจะเหาะไปได้โป๊ยก่ายพูดว่า พี่จะสั่งเสียว่ากระไร ข้าพเจ้าจะไปเชิญเอง เห้งเจียว่าดีแล้ว
แม้ว่าน้องไปถึงท่านแล้วจงทำกิริยาคำนับแล้วคุกเข่าก้มหน้า คอยท่านถามจงนำ
ความตำบลนี้เล่าบอกชื่อปิศาจและเหตุการณ์ให้ท่านทราบ และนิมนต์ท่านให้มา
ช่วยแก้อาจารย์ออกด้วย โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาน่ำไฮ้ฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยี้ เวลานั้นอยู่ในถ้ำ ดีใจก็ดีใจกลัวก็กลัวพูดแก่บริวารว่า เห้งเจีย
ถูกไฟหนีวันนี้แม้ไม่ตายก็มืดมัว เราวิตกว่าหากจะไปหาใครมาช่วยอีก เราจะ
ต้องออกไปดู มันจะไปหาผู้ใดมา อังฮั้ยยี้ว่าแล้วก็เดินออกไปนอกถ้ำ เหาะขึ้น
บนอากาศพิจารณาดู บังเอิญโป๊ยก่ายเหาะไปทางทิศน้ำไฮ้ ปิศาจเห็นแล้วจึงคิด
ว่าเห็นจะไปหาพระกวนอิม ปิศาจก็ลดลงมายังถ้ำ เรียกปิศาจน้อยให้เอาถุงหนัง
ออกมา จัดแจงเปลี่ยนเชือกหููดเสียใหม่ไม่ได้ใช้นานแล้ว กลัวเชือกจะไม่แน่นหนา
พวกเจ้าจงจัดเกวียนไว้ คอยข้าจะไปจับโป๊ยก่ายมาใส่ถุงนี้ต้มให้สุก อันที่จริง
ปิศาจอั้งฮัยยี้ีถุงวิเศษ พวกปิศาจบริวารจึงเอาถุงออกมาตระเตรียมไว้สำรอง ปิศาจ
อังฮัยยี้เดินออกไปนอกถ้ำแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหาชิงออกหน้าโป๊ยก่ายแล้วลงหยุด
นั่งบนยอดเขา แปลงกายให้เหมือนพระกวนอิม นั่งคอยท่าโป๊ยก่ายโป๊ยก่ายเหาะมาแลไปเห็นพระกวนอิมนั่งอยู่ โป๊ยก่ายมิได้รู้ว่าปิศาจแปลง พอ
แลเห็นก็นึกว่าพระกวนอิม โป๊ยก่ายก็ลดลงนมัสการว่าพระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าคือ
หงอเหนงคำนับ ปิศาจว่าทำไมไม่ไปตามถังซัมจังมาหาเราจะมีกิจธุระอะไรหรือ
โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตามอาจารย์ไปข้ามมาถึงเขาพ้อซัว ตำบลห้วยโคกั้นถ้ำ
ฮ้วยหุ่นต้อง ปิศาจอั้งฮั้ยี่จับเอาพระอาจารย์ไปซ่อนไว้ในถ้ำ พี่น้องข้าพเจ้าได้
ตามมาสู้รบกับมัน ๆ พ่นไฟออกเผาจึงมิได้เอาชัยชนะแก่มันได้ ครั้งที่สองพี่เห้งเจีย
เชิญพระยาเล่งอ๋องเอาน้ำมาดับไฟ ก็ไม่เอาชัยชนะมันได้จึงให้ข้าพเจ้ามานิมนต์
ท่านไปช่วยแก้อาจารย์ให้พ้นภัยปิศาจพูดว่าที่ถ้ำฮ้วยหุ่นต้องปิศาจก็หาได้ทำร้ายแก่ผู้ใดไม่ เห็นพวกเจ้าจะไป
ทำถูกต้องอย่างไรดอกกระมัง โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรแก่เธอ พี่เห้ง
เจียจะไปทำอย่างไรบ้างข้าพเจ้ารู้ไม่ได้ แต่ปิศาจนั้นแปลงเป็นเด็กเจ็ดขวบ ขึ้นไป
แขวนอยู่บนยอดไม้สูงอาจารย์บอกให้ข้าพเจ้ารับไปข้าพเจ้าว่าให้ขี่พี่เห้งเจียไป พี่
เห้งเจียเอาเธอฟาดลงกับพื้นเธอก็ทำให้เป็นพายุมืดมัวแล้วก็จับอาจารย์ไป
• ปิศาจพูดว่าเจ้าจงลุกขึ้นตามเราไปที่ถ้านั้นเมื่อเข้าไปถึงจงไหว้เขาเสียทีหนึ่ง
จะได้ขออาจารย์ออก โป๊ยก่ายมิได้รู้สึกว่าปิศาจก็ตามหลังปิศาจกลับไปยังถ้ำ
มาบัดเดี๋ยวก็ถึงประตูถ้า ปิศาจพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเขาจะมีความสงสัยเพราะเธอ
กับเราชอบกันเจ้าจงตามเราเข้าไปข้างใน โป๊ยก่ายก็เดินตามเข้าไปในประตู พวก
ปิศาจบริวารก็ให่ขึ้นพร้อมกันจับโป๊ยก่ายใส่เข้าในถุงหนัง แล้วรวบมัดปากถุงลาก
มาแขวนไว้บนอกไก่ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม แล้วถามว่าโป๊ยก่ายมึงมีฝีมืออย่างไร
จึงได้รักษาถังซัมจั้งไปไซทีและอาจไปนิมนต์พระกวนอิมให้มากำจัดกู สองตามึง
ไม่รู้จักกูหรือเราคือเซี้ยเองไต้อ๊อง วันนี้จะต้มมึงให้สุกจะเอาเนื้อเจ้ารางวัลให้บริวาร
ของเรากินแกล้มเหล้าเล่น โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึง
ทำไมล่อหลอกกูมาจะกินเนื้อกูตามแต่มึงจะกิน กูจะทำให้มึงหัวบวมใหญ่ขึ้นให้
เป็นโรคทุก ๆ คนฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่กับซัวเจ๋งมีสายลมพัดมาเหม็นคาว เห้งเจียก็จามขึ้นทีหนึ่ง
แล้วพูดว่าไม่ดีแล้ว สายลมนี้ร้ายมากกว่าดีเห็นโป๊ยก่ายจะเดินทางผิดไปพบ
ปิศาจเข้าเสียแล้วดอกกระมัง เห้งเจียจึงพูดแก่ชัวเจ็งว่า น้องจงอยู่ดูแลข้าวของ
ไว้พี่จะไปฟังดูว่าจะมีเหตุร้ายดีประการใด ซัวเจ๋งว่าพี่ยังเจ็บอยู่ให้ข้าพเจ้าไปฟัง
เองเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องไปไม่ได้ไม่เป็นการให้พี่ไปเอง เห้งเจียก็ทนเจ็บอุตสาห์
เดินไปตรงมายังหน้าถ้ำ ครั้นถึงจึงเรียกอ้ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็วิ่งเข้าไปบอก
ว่าเห้งเจียมาอีกแล้วปิศาจอั้งฮั้ยยี้จึงร้องให้จับตัวมันไว้ ปิศาจเหล่านั้นก็พากันถืออาวุธวิ่งตรูออกมา
เปิดประตูร้องว่าจับตัวให้ได้ เห้งเจียเวลานั้นกำลังยังอ่อนก็ไม่อาจสู้รบ จึงหลบอยู่
ข้างทางร่ายคาถาแปลงเป็นเป๋าเล็กเป๋าหนึ่ง พวกปิศาจวิ่งออกมาก็เห็นเป๋าตกอยู่
จึงเก็บเอากลับเข้าไปในถ้ำบอกแก่ปิศาจไต้อ๋องว่า เห้งเจียกลัวพวกข้าพเจ้าจะจับ
ก็วิ่งหนีทิ้งเป๋าไว้ข้างทางข้าพเจ้าเก็บมาได้ อั้งฮั้ยยี้พูดว่าเป้านิดหนึ่งเท่านี้ราคาไม่
เท่าไรก็ไม่เอาเป็นธุระทิ้งไว้ข้างในประตูเห้งเจียแปลงจึงถอนขนออกมาขนหนึ่ง แปลงเป็นเป้าหนังอย่างเดียว ตัวของ
เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงวันตัวหนึ่ง บินขึ้นจับบนธรณีประตูได้ยินเสียงโป๊ยก่าย
บ่นอยู่ในถุงที่แขวนนั้น และได้ยินโป๊ยก่ายด่าว่าปิศาจด้วยถ้อยคำหยาบช้าว่า
มึงทำแปลงเป็นพระกวนอิมหลอกให้กูมาในถ้ำ จับกูแขวนจะกินเนื้อกู แม้พี่กูมา
แผ่อำนาจทั่วทั้งเขา กำจัดพวกเองเปิดถุงปล่อยกูออกมา ก็จะสับพวกมึงด้วย
คราดนี้จึงจะสาแก่ใจกูเห้งเจียแอบได้ยินก็กลั้นหัวเราะมีได้ จึงคิดว่าโป๊ยก่ายอยู่ในถุงนี้ ได้ความทุกข์
ทรมานถึงเพียงนี้ยังไม่คิดลดทิ้งอาวุธ คิดจะอุบายแก้โป๊ยก่ายออกในขณะนั้น ก็
พอได้ยินเสียงปิศาจไต้อ้องเรียกว่าทหารทั้งหกอยู่ที่ไหนปิศาจทั้งหกนั้นคือผู้ที่แข็งแรง
ปิศาจไต้อ้องตั้งนามให้เรียกหุ้นลี้บู้ผู้หนึ่ง บู้ลี้หุ้นผู้หนึ่ง กิมยู่ฮ้วยผู้หนึ่ง ข่วยยู่ฮอง
ผู้หนึ่ง เฮ้งอั่งเฮงผู้หนึ่ง เฮงอั่งเฮ้งผู้หนึ่ง ทหารทั้งหกได้ยินไต้อ๋องเรียกก็เข้ามาคุก
เข่าลง อั้งฮั้ยยี้ถามว่าพวกเจ้าทั้งหกจำไต้อ๋องบิดาข้าได้หรือไม่ทหารทั้งหกบอกว่า
จำได้ อังฮั้ยยี้บอกว่าพวกเจ้าจงไปเชิญเธอมาบอกว่าบัดนี้ข้าจับถังซัมจังได้แล้ว
จะต้มให้เธอกิน จะได้อายุยืนยาวอยู่ชั่วฟ้าและดิน ทหารทั้งหกก็คำนับลาไปเห้งเจีย
ได้ยินดังนั้นก็ โผบินตามทหารทั้งหกไปฝ่ายทหารปิศาจทั้งหกออกจากถ้ำก็หมายตรงไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ เห้ง
เจียก็คิดในใจว่า ปิศาจอั้งฮั้ยี้จะให้พวกเหล่านี้ไปเชิญบิดามันมากินเนื้ออาจารย์
เรา บิดามันคืองู้หม้ออ๋อง งู้หม้ออ๋องเดิมก็ผูกสมัครเป็นมิตรสหายกับเรา มา
บัดนี้เราเข้าหาที่ชอบแล้ว ผู้หม้ออ่องยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ถึงจากกันไปนานก็จริงแต่
ยังจำก็ริยาอาการกันได้อยู่อย่าเลยเราจะแปลงเป็นงู้หม้ออ๋อง หลอกมันดูสักคราว
หนึ่ง ดูจะเป็นประการใดเห้งเจียบินขึ้นหน้าปิศาจทั้งหกประมาณสักห้าสิบเส้น
แล้วก็ไหวกายแปลงเป็นรูปู้หม้ออ้อง แล้วถอนขนออกสี่ห้าเส้นแปลงเป็นคนใช้
ห้าคนอยู่ในเนินเขาทำเป็นกิริยาไล่เนื้อป่า คอยปิศาจทั้งหกอยู่ในป่านั้นฝ่ายพวกปิศาจทั้งหกตนกำลังเดินมาแลไปเห็นงู้หม้ออ๋องนั่งอยู่ท่ามกลางเฮง
อั้งเฮ้ง เฮ้งอั้งเฮง ทั้งสองก็คำนับแล้วคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่าท่านเล่าไต้อ๋องอยู่ในที่นี้
ปิศาจหุ้นลีบู๊ บู้ลีหุ้น กิมยู่อ้วยข่วยยู่ฮองทั้งหกตนก็มาคำนับคุกเข่าลงพร้อมกัน
พูดว่าพวกข้าพเจ้านี้เซียเองไต้อ๋องบุตรของท่านให้มาเชิญเล่าไต้อ๋องไปกินเนื้อถัง
ซัมจังให้อายุยืนยาว เห้งเจียจึงบอกว่าพวกเจ้าจงลุกขึ้นเถิด จะกลับไปแต่งตัว
แล้วจึงค่อยไปปิศาจทั้งหลายคำนับแล้วพูดว่า ขอไต้อ๋องดูพอสมควรไม่ต้องกลับไปก็ได้
ขอเชิญท่านไปเดี๋ยวนี้เถิด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าถ้ากระนั้นก็ไปเถิดพวกเจ้าจงออก
นำทางก่อนเราจะตามไปปิศาจทั้งหกก็เตรียมตัวแข็งแรง ออกร้องตวาดนำทางไป เดินมาสักครู่ใหญ่ก็
ถึง ปิศาจกิมยู่ฮ้วย ช่วยยู่ฮองทั้งสองนี้ ก็เดินเข้าไปในถ้ำก่อน บอกว่าไต้อ๋องได้
ทราบบัดนี้เล่าไต้อ๋องมาแล้ว อั้งฮั้ยี้ไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าพวกเจ้าเอาใจ
ใส่ดี ไปมาโดยเร็ว ในทันใดนั้นก็สั่งพวกพนักงาน จัดกันให้เป็นหมู่เป็นหมวดไป
รับได้อ๋อง ครั้นจัดเสร็จแล้ว ยั้งฮั้ยี้ก็ออกมายังประตู เห้งเจียครั้นมาถึงก็ทำ
หน้าชื่นบาน เดินเข้าไปในถ้ำขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลางอังฮั้ยยี้ก็มาคุกเข่าพูดว่าบิดา
ข้าพเจ้าขอทำเคารพ เห้งเจียพูดว่าลูกไม่ต้องไหว้ อังฮั้ยยี้ทำเคารพสี่ทีแล้วก็ลุก
ขึ้นยืนอยู่ เห้งเจียถามว่าลูกของพ่อเจ้าให้คนไปเชิญบิดามาจะมีกิจธุระอย่างไรหรือ
อั้งฮั้ยยี้ก็ย่อกายพูดว่า ลูกไม่มีฝีมืออะไรเมื่อวันวานนี้จับได้ถังชัมจั้ง ที่มาจากเมือง
ไต้ถัง คือเธอบวชปฏิบัติมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอสักก้อนหนึ่ง อายุ
จะยืนยาวลูกไม่อาจกินเอง จึงเชิญบิดามาเพื่อจะได้กินกับลูกเห้งเจียได้ฟังก็ทำตกใจ ถามว่าไหนถังซัมจั่งอยู่ที่ไหน อั้งฮั้ยยี้ตอบว่า ถังซัม
จั้งที่จะไปไซทีนั้น เห้งเจียถามว่าถังซัมจั้งที่เป็นอาจารย์ของเห้งเจียนั้นหรือ อั้งฮั้ยยี้
ตอบว่านั่นแหละ เห้งเจียทำเป็นโบกมือสั่นศีรษะแล้วพูดว่าอย่าไปทำวุ่นวายแก
เขา ๆ ซึ่งเห้งเจียนั้นคือน้องเป็นมิตรสหายของบิดาได้สาบานผูกรักกันไว้ ลูกยัง
ไม่รู้จักเธอ เธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่นัก เปลี่ยนแปลงกายได้หลายประการ
นัก เธอเคยได้ขึ้นไปประจญบนสวรรค์ เง็กเชียงฮ่องเต้ให้พลทหารเทพบุตรสิบ
หมื่นไปต่อสู้แก่เธอยังจับเธอหาได้ไม่ ลูกทำไมจึงอาจกินเนื้ออาจารย์ของเธอเล่า
จงรีบปล่อยคืนไปเสียเถิดอย่าได้เกี่ยวข้องแก่ลูกลิงนี้เลย จะเกิดวุ่นวายขึ้น แม้ว่า
เธอสืบรู้ว่ากินเนื้ออาจารย์เธอแล้ว เธอก็ไม่ต้องรบพุ่งด้วยเจ้า เธอเอากระบอง
วิเศษมางัดเอาภูเขานี้ก็จะพินาศไปทั้งสิ้น ลูกจะไม่มีที่อาศัยบิดาจะได้อาศัยใคร
เมื่อแก่เล่าอั้งฮั้ยี้ว่าทำไมบิดาจึงพูดดังนั้น ให้เสียอำนาจของเราไปกระทำให้เขามีความ
กำเริบได้ซึ่งเห้งเจียเคยต่อสู้แก่ลูกสองครั้งแล้วก็ไม่เห็นมีความประหลาดอะไร
ครั้งที่หนึ่งลูกได้ปล่อยไฟเผาก็ล่าหนีไปครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองไปหาพระยาเล่งอ้อง
เอาน้ำมาช่วยก็ดับไฟไม่ลง ถูกลูกเอาไฟเผาจนมืดมัวสิ้นสติก็หนีไป แล้วให้โป๊ย
ก่ายไปเชิญพระกวนอิมมาช่วย ลูกก็แปลงเป็นพระกวนอิม จับโป๊ยก่ายใส่ถุงวิเศษ
แขวนอยู่นั้น เมื่อเช้านี้ก็ทำอึกทึกลูกให้บริวารน้อยออกไปจับตัว เห้งเจียก็วิ่งหนี
ทิ้งเป๋าไว้เป้าหนึ่ง จึงได้ไปเชิญบิดามาพิเคราะห์ดูถังซัมจั่งนั้นควรจะต้มกินเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า ลูกรู้แต่ไฟภาคเผาเท่านั้น หา
รู้ว่าเธอมีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง อั้งฮั้ยยี้พูดว่า ต่อให้เธอเปลี่ยน
แปลงได้อย่างไร ลูกก็คงจะรู้ได้ลูกคิดดูเธอไม่อาจจะมาเป็นแน่ เห้งเจียว่าแม้ว่า
ลูกรู้ได้ เธอก็หาแปลงเป็นเสือช้างอย่างนั้นไม่ เธอจะแปลงเป็นแมลงวันแมลงหวี่
ตัวเล็กน้อยต่าง ๆ อย่างนี้ และแปลงเหมือนแก่รูปบิดาอย่างนี้ลูกจะรู้อย่างไรได้
อั้งฮั้ยี้พูดว่าอย่างนั้นไม่ต้องเป็นทุกข์ ถึงจะใจเหล็กใจทองแดงเป็นอันขาดไม่กล้ามา
เห้งเจียว่าอย่างนั้น ลูกก็มีฝีมือฤทธาอานุภาพกินเนื้อถังซัมจั้งได้แล้ว แต่ขัดด้วย
บิดากินไม่ได้เป็นแน่ อั้งฮั้ยี้จึงถามว่า เหตุใดจึงจะกินไม่ได้เล่า เห้งเจียพูดว่า
ด้วยบัดนี้บิดาอายุก็มากแล้ว มารดาเจ้าอ้อนวอนให้บิดาทำการกุศลบ้างบิดาคิดดู
ไม่รู้ว่าจะทำประการใด จึงกินแจเป็นทางกุศลอังฮั้ยยี้ ถามว่าไม่ทราบว่าบิดาจะกินแจจนชีวิตหาไม่หรือ หรือว่ากินมีกำหนด
ปีเดือน เห้งเจียตอบว่าแจนั้นไม่มีกำหนดปีเดือนเรียกว่าแจรามสูรทุกเดือนมีสี่วัน
อั้งฮั้ยยี้ถามว่าสี่วันอะไร เห้งเจียตอบว่า คือวันซามซินวันนี้ถูกวันซินอิ้วก็ถึงวันที่
ถือแจ และไม่รับแขก ไว้วันพรุ่งนี้เช้าบิดาจะไปดูขัดล้างต้มขึ้นกินกันจึงจะดี อั้งยั้ยยี้
ปีศาจได้ฟังดังนั้น ก็ตริกตรองอยู่ในใจ พูดว่าบิดาทุกวัน ๆ เอาเนือเป็นภักษาหา
มาจนบัดนี่อายได้พันปีกว่าแล้ว ทำไมจึงกลับกินแจอย่างนี ก็สามสีวันเท่านีจะแก่
โทษที่ทำบาปกรรมได้หรือ คำนี้พูดออกมาก็น่าสงสัย จึงผุดลุกออกไปข้างนอก
เรียกปิศาจทั้งหกมาถามว่าพวกเจ้าไปเชิญบิดาที่ไหนมา ปิศาจเหล่านั้นบอกว่าพวก
ข้าพเจ้าไปพบที่กลางทาง อังฮั้ยยี้พูดว่า ข้าถามว่าพวกเจ้าทำไมมาเร็วนัก จะมิได้
ไปถึงที่ถ้ำหรือ พวกปิศาจเหล่านั้นบอกว่า มิได้ไปถึงพบเข้าที่กลางทางก็พามา
อั้งฮั้ยี้ได้ฟังดังนั้น พูดว่าเห็นจะผิดเสียแล้ว จะมิใช่บิดาแล้วปิศาจน้อยจึงพูดว่า บิดาของไต้อ๋องจะจำไม่ได้หรือจึงมาสงสัยดังนี้ อั้งฮั้ยยี้
พูดว่าพิจารณาดูลักษณะกิริยาก็ไม่ผิด แต่คำพูดแผลงไปไม่ตรงกัน เราวิตกว่าจะ
มิใช่ กระนั้นพวกเจ้าไปเตรียมศาตราอาวุธให้พรักพร้อม เราจะกลับเข้าไปถามใหม่
ถ้าโต้ตอบไม่ตลอดพวกเจ้าพร้อมกันลงมือ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงตระเตรียม
ตามคำสั่งของไต้อ้องไว้พร้อมทุกประการ อั้งฮัยยี้เดินกลับเข้าไปข้างใน จึงเคารพ
เห้งเจียแล้ว เห้งเจียบอกว่าอยู่บ้านลูกไม่ต้องเคารพ ทำไมบ่อย ๆ จะมีธุระอะไร
ลูกจงบอกไป อังฮัยยี้คุกเข่าพนมมือพูดว่า ขอบิดาได้ทราบ ข้อหนึ่งเชิญบิดามา
กินเนื้อถังซัมจั้ง ข้อสองลูกจะขอถามบิดา เพราะเมื่อวันก่อนลูกไปพบซินแสเตียว
เต้าเหลง เธอเห็นลักษณะลูกได้ส่วนตามตำรา เธอจึงถามลูกซึ่งปีเดือนวันเวลา
เพราะลูกอายุยังเยาว์จำจะไม่แน่นอนซินแสนั้นจะใคร่ดูให้ลูก เพราะลูกจะถาม
บิดาถึงความข้อนี้ เพื่อจะได้จดจำจารึกไว้ ที่หลังปะซินแสจะได้ให้เธอดูให้ลูกเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็นึกหัวเราะในใจ นึกในใจว่าอ้ายปิศาจมันซอกแซกหา
ความถาม ซึ่งการบ้านเรือนสั้นยาวดังนี้ เราก็จะตอบได้ อันถามวันเดือนปีอย่าง
นี้ที่ไหนจะตอบได้ เห้งเจียก็ไม่หวั่นหวาดอะไร นั่งเฉยอยู่ท่ามกลางหัวเราะดีใจ
จึงบอกว่าลูกจงลุกขึ้นเถิด พูดว่าอันบิดานีอายุก็มากชราอยู่แล้ว มีธุระการมากก็
หาได้จำไว้ไม่ ไว้พรุ่งนี้กลับไปบ้านถามมารดาเจ้าดูก็รู้ได้ อังฮัยยีว่าบิดาทุก ๆ วัน
เอาโป๊ยยีของข้าพเจ้าพูดว่าอายุยืนเท่าฟ้าทำไมมาวันนี้จึงได้ลืมไป จะมีอย่างนี้หรือ
ถ้าดังนั้นก็เก๊แน่แล้วอั้งฮั้ยยี้ก็ร้องว่า (เอา) คำเดียวเท่านั้น พวกปิศาจน้อยก็พากัน
ตรูขึ้นล้อมเห้งเจีย ระดมตีฟันแทง เห้งเจียก็ชักกระบองกายสิทธิ์ออกรบรับ แล้ว
แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม พูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่า มึงทำไมไม่มีธรรมเนียม อ้ายลูก
มาตีพ่ออย่างนี้มีที่ไหน อั้งฮั้ยี้ได้ฟังดังนั้น ก็มีความอายไม่รู้ว่าจะพูดโต้ตอบ
ประการใดได้ เห้งเจียก็บันดาลเป็นแสงสว่างหนีออกจากถ้ำมือถือกระบองหัวเราะ
ก๊ากใหญ่ ข้ามห้วยเดินมาซัวเจ๋งเห็นก็เดินออกมารับ ถามว่าพี่ไปช้าครึ่งวันแล้วมี
ความยินดีหัวเราะ เห็นจะแก้อาจารย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียว่าถึงจะแก้อาจารย์
ออกยังไม่ได้ก็จริง แต่พี่ได้อยู่เหนือลมพักหนึ่งซัวเจ๋งถามว่าอะไรเหนือลม เห้งเจียจึงเล่าความที่ได้เป็นมาให้ซัวเจ้งฟัง ซัว
เจ๊งว่าพี่ได้เหนือลม น้องเกรงว่าชีวิตอาจารย์จะไม่คงอยู่ได้ เห้งเจียว่าอันข้อนั้น
ไม่ควรจะต้องทุกข์ พี่จะไปนิมนต์พระโพธิสัตว์มาช่วย ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ยังเจ็บอยู่
มิใช่หรือ เห้งเจียบอกว่าหายแล้ว พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาไปยังน่ำไฮ้
ตรงมายังที่เขาโละแก่ซัวเข้าไปหาพระกวนอิม ครั้นถึงก็คุกเข่าลงนมัสการ พระ
โพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียมาทำไม มีกิจธุระสิงใดหรือ เห้งเจียยกเอาความที่เป็นมา
เล่าให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ว่า ปิศาจมีไฟภาคอย่างนั้นทำไม
จึงไม่รีบมาบอกก่อน เห้งเจียว่าข้าพเจ้าก็อยากจะมาบอก แต่ไปถูกฤทธิ์ไฟของ
ปิศาจเผาป่นปี้ ได้ความเจ็บป่วยจึงมามิได้ แต่ได้ใช้ให้โป๊ยก่ายมา พระโพธิสัตว์
พูดว่า ไม่เห็นโป๊ยก่ายมา เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายยังมิได้มาจริงเพราะอ้ายปิศาจมัน
แปลงเป็นพระโพธิสัตว์ หลอกจับจับโป๊ยก่ายใส่ถุงไว้ บัดนี้ยังแขวนอยู่ในถ้ำ จะ
ใคร่ต้มกินพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ก็โกรธพูดว่าอ้ายปิศาจเขาทิ้ง มันอาจสามารถ
แปลงเป็นรูปอาตมาได้ พูดดังนั้นแล้วจึงเอาขวดมณีข้างไปในทะเล เห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าพระโพธิสัตว์ใจร้อนยังไม่หมด เราเล่าเรื่องปิศาจให้ฟังซึ่งร้าย
และดี เธอเอาขวดมณีขว้างไปดังนี้ น่าเสียดายจริง ๆ ถ้ารู้ดังนี้เรารับเอาก่อนจะ
มิดีหรือ พูดยังไม่ขาดคำก็เห็นในทะเลเป็นคลื่นละลอกขึ้นมา มีเต่าตัวหนึ่งที่หลัง
ถูกขวดมณีวิเศษ คลานขึ้นมาที่ตรงหน้าพระโพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึก
หัวเราะแต่ในใจพูดว่า หมายว่าจะมิได้เห็นขวดมณีแล้ว จะใคร่ตามเอาขวด
พระโพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียพูดว่ากระไร เห้งเจียตอบว่ามิได้พูดว่ากระไร จึงพระ
โพธิสัตว์บอกให้เห้งเจียหยิบขวดมณีขึ้นมานี่ เห้งเจียจึงเข้าไปยกขวดก็มิได้ขึ้นเลย
และทั้งมิได้เขยื้อนเท่าเส้นผม เห้งเจียวางขวดเดินมาคำนับพระโพธิสัตว์ บอกว่า
ขวดนั้นข้าพเจ้ายกไม่ไหว พระโพธิสัตว์ถามว่าขวดเล็กนิดเดียวทำไมจึงยกไม่ขึ้น
เห้งเจียไม่รู้หรือ ทุกวันมีแต่ขวดเปล่า วันนี้ขว้างลงไปในทะเล ตัวจะมีกำลังสัก
เท่าใดจึงจะยกทะเลไหว เพราะฉะนั้นจะเอากำลังมายกจึงมิได้เขยื้อนได้ เห้งเจีย
ยกมือขึ้นนมัสการ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทราบเลยพระโพธิสัตว์เดินลงไปเอามือขวายกขึ้นเบา ๆ แล้วก็วางลงไว้ในฝ่ามือข้างซ้าย
เต่าตัวนั้นก็ยกศีรษะคำนับแล้วก็คลานลงน้ำไป พระโพธิสัตว์จึงนั่งลงบนแท่น
เรียกเห้งเจียมาพูดว่าขวดน้ำนี้ กับน้ำพระยานาคเล่งอ๋องไม่เหมือนกัน น้ำขวดนี้
กับไฟภาคของปิศาจนั้นดับกันได้ดังประสงค์ จะให้เห้งเจียเอาไปก็จะยกไม่ไหว
จะให้นางเล่งนึ้งเอาไปกับเห้งเจีย เห้งเจียมักจะหลอกหลอนคน หรือบางทีจะเห็น
ว่านางเล่งนึ้งของอาตมาสวยงาม และขวดวิเศษนี้ถ้าเห้งเจียเอาไปแล้วจะไปตาม
ที่ไหน เห้งเจียจงให้สิ่งของอันใดไว้เป็นสำคัญจึงจะได้เห้งเจียจึงพูดว่าน่าสงสารตัวข้าพเจ้า พระโพธิสัตว์ทำไมจึงคิดสงสัยไปดังนี้
ในตัวของข้าพเจ้านี้มีหรือสักสิ่งหนึ่ง มีผ้าแพรผืนนี้ก็เป็นของพระอาจารย์ใหญ่
กระบองนี้จะไปไหนก็สำหรับตัวที่จะได้ต่อสู้แก่ศัตรู บนศีรษะหรือก็มีแต่มงคลทอง
ข้าพเจ้าจะขอเอาสิ่งนี้เป็นมัดจำ ขอท่านได้ภาวนาคาถาถอดออกเถิด พระโพธิ
สัตว์พูดว่าเห้งเจียใจเจ้าจะใคร่ได้แต่ความสบาย อาตมาจะขอเอาขนรักษาชีวิตที่
ท้ายทอยนั้นหนึ่งเส้นเท่านั้นจะเอาไว้เป็นมัดจำ ห้งเจียพูดว่าอันขนเส้นนี้ก็ของท่าน
ให้ จะถอนเส้นหนึ่งก็วิตกว่าจะพังตามกันลงมาหมด จะเอาอะไรมารักษาชีวิตต่อไปพระโพธิสัตว์จึงด่าว่าอ้ายลูกลิงแต่ขนเส้นหนึ่งยังถอนไม่ได้ นางเล่งนึ้งก็ยาก
ที่จะปล่อยให้ไปได้ เห้งเจียพูดว่าท่านมีความสงสัยมากไปแม้ไม่เห็นแก่สงฆ์ก็จง
เห็นแก่พระพุทธศาสนาเถิด ขอท่านได้ไปช่วยแก้ให้อาจารย์ข้าพเจ้าออกพ้นจาก
ปิศาจด้วยเถิด พระโพธิสัตว์มีความยินดีจึงเดินออกมาจากสำนัก บอกแก่เห้งเจีย
ให้ข้ามทะเลไปก่อน เห้งเจียคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทำต่อหน้าท่านจะเป็น
การอวดดีไป เพราะหกคะแมนนั้นดูกิริยาไม่น่าดู วิตกเกรงจะเป็นความผิด พระ
โพธิสัตว์จึงให้เสียนไช้เล่งนึ้งไปเก็บใบบัวมาใบหนึ่ง ทิ้งลงในน้ำแล้วบอกให้เห้งเจีย
ขึ้นยืนบนใบบัวจะทนได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าใบบัวเท่านั้นท่านจะให้ข้าพเจ้าขึ้นยืน
เหยียบ ใบบัวจะทานได้หรือ พระโพธิสัตว์จึงพูดว่าเห้งเจียจงขึ้นลองดูที เห้งเจีย
ก็ขึ้นเหยียบใบบัวก็ลอยอยู่ดุจเรือสำเภาอย่างใหญ่ เห้งเจียดีใจพูดว่า ใบบัวนี้ทาน
ตัวข้าพเจ้าไหวพระโพธิสัตว์พูดว่าถ้าใบบัวทานตัวท่านได้แล้ว ให้เห้งเจียข้ามไปเถิด เห้งเจีย
พูดว่าไม่มีถ่อแจวและใบจะข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ต้องพาย
แจวและถ่อค้ำลมพัดดอก ท่านจงบันดาลให้เป็นลมพัดไปที่หนึ่ง ก็จะข้ามพ้น
มหาสมุทรใหญ่ เห้งเจียกระโดดขึ้นบนบกแล้วหัวเราะพูดว่า พระโพธิสัตว์ทำ
อภินิหารจับเราให้ไปมาก็ได้ไม่ต้องป่วยการแรงสักนิดเดียวฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ปาฏิหาริย์ออกจากเขาเพ้าท่อซัวสั่งให้ฮุยไง้ไปดาวดึงส์
ขอยืมอาวุธวิเศษบิดาเจ้าที่กังสามสิบหกอันจะต้องการใช้ ฮุยไง้คำนับแล้วก็เหาะไป
บัดเดี้ยวก็เอามีดวิเศษกลับมาถึง ส่งมีดทีกังให้แก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จับ
ดูแล้วก็โยนขึ้น ร่ายพระคาถาเป่าไปมีดนั้นก็กลายเป็นกลีบบัวรวมกันประดับเป็น
แท่น พระโพธิสัตว์ก็ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วจึงบันดาลให้ไปยังเขา (พ้อซัว) พระโพธิ
สัตว์ก็หยุดลอยอยู่บนอากาศ จึงร่ายพระคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขาว่าท่านทั้ง
หลายอย่ามีความสะดุ้งตกใจกลัว วันนี้อาตมาจะมาจับปิศาจร้าย จงมาห้อมล้อม
ช่วยกันกวาดล้างให้พวกผีปิศาจเหล่านี้ราบคาบสิ้นเชิง จงขับไล่พวกสัตว์ต่างๆออก
ไปให้พ้นในสามโยชน์ เจ้าทั้งหลายรับคำสั่งพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ไปจัดการเตรียม
ไว้เสร็จบัดเดี้ยวก็กลับมาส่วนพระโพธิสัตว์จึงเอาขวดมณีวิเศษ เทออกเสียงดังดุจฟ้าร้องเห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็นึกสรรเสริญในใจว่า อย่างนี้แหละจริงแท้ว่ามีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
จริง พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ยื่นมือออกมา เห้งเจียก็ยื่นมือซ้ายออกมา
พระโพธิสัตว์ก็หยิบกิ่งสนจุ้มน้ำมนต์แล้วเขียนอักขระลงกลางใจมือเห้งเจีย คือตัว
(บี้) แปลว่าเคลิบเคลิ้มพระโพธิสัตว์บอกเห้งเจียให้กำมือไว้ ไปชวนปิศาจอังฮัยยี้
ให้ออกรบทำแพ้อย่าเอาชนะล่อให้ออกมาถึงที่อาตมาอยู่ อาตมภาพจะจับมันเอง
เห้งเจียรับคำสั่งแล้วก็เดินมายังประตูถ้ำร้องเรียกอั้งฮั้ยยี้ ปิศาจพวกเฝ้าประตูก็วิ่ง
เข้าไปบอกอั้งฮั้ยี้ว่าเห้งเจียมาอีกแล้ว อั้งฮั้ยยี้บอกให้ปิดประตูแล้วพูดว่าอย่าไป
ธุระแก่มันเห้งเจียร้องเรียกอีกแล้วพูดว่า อ้ายลูกน้อยมึงไล่พ่อออกมาแล้ว ทำไมไม่เบิด
ประตูออกมาสู้กันเล่า ปิศาจน้อยวิ่งเข้าไปบอกอีกว่า เห้งเจียมาร้องด่าท้ายทาย
อยู่ที่นอกประตู ปิศาจอังฮั้ยยี้ว่าช่างมัน เห้งเจียเห็นช้าก็โกรธชักไม้กระบองออก
จากหูกระทุ้งประตูพังทลายลงไปทั้งสิ้น ปิศาจเห็นประตูพังลงไปดังนั้นก็บันดาล
โทสะมือถือทวนเดินออกมา พอแลเห็นเห้งเจียก็ด่าว่าอ้ายลิงอายุมากแล้วไม่รู้จัก
อะไร มาตีประตูของเราให้ล้มไปดังนี้ จะจับโทษอะไรหรือ เห้งเจียว่าอ้ายลูกของ
พ่อก็มึงไล่ออกมานอกประตู มึงจะคาดโทษอะไรแก่กูเล่า อั้งฮั้ยี้โกรธเอาทวน
แทงหมายตรงท้องเห้งเจีย เห้งเจียเอากระบองปัดแล้วทำล่าถอยหนีออกมา
ปิศาจยืนหยุดพูดว่า เราจัดล้างถังซัมจั้งไว้แล้ว เพื่อจะได้ต้มแกล้มเหล้า ทำไม
เอ็งวิ่งหนีไปเล่า เห้งเจียพูดว่าอ้ายลูกของพ่อบนฟ้ามองดูเอ็งอยู่แล้ว เอ็งจงไล่
ออกมาเถิด ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธดุจไฟกัลป์ ตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วก็รุก
ไล่ออกมาทันที เห้งเจียต่อสู้ได้สองสามเพลงก็ทำถอยหนีฝ่ายอั้งฮั้ยยี้ก็หารู้ว่าเป็นกลอุบายไม่ ถือทวนไล่ตามออกมาอีก เห้งเจียก็
ทอดกระบอกล่าหนีมา จึงเอามือที่พระโพธิสัตว์เขียนอักขระสยายปลายออก ปิศาจ
อั้งฮั้ยยี้ก็ให้เคลิบเคลิ้ม ตั้งใจไล่เห้งเจียออกมา บัดเดี้ยวก็แลเห็นพระโพธิสัตว์ เห้งเจีย
จึงหันหน้าพูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่าข้ากลัวเจ้าแล้ว เจ้าไล่มาถึงน่ำไฮ้กวนอิมแล้ว เจ้ายังไม่
กลับไปอีกหรือ ปิศาจไม่เชื่อก็ขยิกไล่ต่อมาอีกเห้งเจียเห็นจวนก็ตลบเข้าซ่อนตัว
อยู่ข้างตัวพระโพธิสัตว์ ปีศาจเข้ามาใกล้เหลือบแลไปเห็นพระโพธิสัตว์จึงพูดว่า
นี่เห็นจะเป็นเห้งเจียนิมนต์มาช่วยดอกกระมัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้พูดจาว่ากระไร
ปิศาจยกทวนแล้วตวาดด้วยเสียงอันดัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้โต้ตอบว่ากระไรปิศาจ
ยกทวนแทงพระโพธิสัตว์ที่หนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็บันดาลเป็นแสงทองเหาะหนีขึ้นอยู่
บนเวหา เห้งเจียฮุยไง้ก็เหาะตามขึ้นไปอยู่กลางเวหา ปิศาจหัวเราะว่าอ้ายลิงมัน
คิดผิดมันไม่รู้จักเรา มันต่อสู้แก่เราหลายครั้งก็เอาชัยชนะเราไม่ได้ มันยังไปหา
พระโพธิสัตว์เป๋าน่องที่ไหนมาถูกทวนเราทีหนึ่งก็สูญหายไปไม่เห็นเงา ทิ้งแท่นกลีบ
บัวอยู่นี่ ไว้เราขึ้นนั่งจึงจะดี ปิศาจก็ขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางแท่นพระโพธิสัตว์เห็น
ดังนั้น ก็เอายอดสนชี้ลงร้องว่าถอยคำหนึ่ง ดอกบัวนั้นก็หายไป ปิศาจก็นั่งอยู่กับมีด
พระโพธิสัตว์ก็ให้ฮุยไง้เอาไม้ท้าวปราบปิศาจลงไปเคาะไปเคาะมาที่มีดนั้น ประมาณ
สักร้อยที่มีดก็แทงตามแข้งขาปิศาจโลหิตไหลออกนองไปฝ่ายปีศาจติดอยู่จะไปทางใดก็มิได้ ต้องทนความเจ็บปวดสุดที่จะพรรณนา ก็
เอาทวนโยนทิ้งสองมือจับมีดถอน พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เอากิ่งสนชี้ลงไปร่าย
พระคาถามีดนั้นก็ยิ่งมัดแน่นเข้าจะดิ้นรนไปอย่างไรก็ไม่ไหว ปิศาจรู้สึกตัวกลัว
ตายร้องไห้พูดว่าขอพระเมตตาปรานีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มี
แก้วตาไม่รู้จักท่านผู้มีอภินิหารบารมี แม้ท่านได้โปรดปล่อยข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้า
ไม่อาจทำร้ายต่อไป จะขอปฏิบัติตามทางชอบธรรม พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังปิศาจ
ร้องขอโทษดังนั้น ก็พาเห้งเจียลดลงมายังที่ปิศาจ พระโพธิสัตว์ถามว่าเจ้าจะยอม
ถือศีลตามอาตมาไปหรือ ปิศาจว่าแม้ท่านยกชีวิตไว้ ข้าพเจ้าจะขอถือทางชอบ
ธรรมตามท่านไปพระโพธิสัตว์ว่าถ้ากระนั้นอาตมาจะโกนผมให้และรับศีล พระ
โพธิสัตว์จึงเอามีดโกนออกจากมือเสื้อเดินเข้ามาใกล้ จับผมทำเป็นสามแหยมนอก
นั้นก็โกนเสีย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะ พูดว่าอ้ายปิศาจดูแปลกประหลาด
พิเคราะห์ดูมิใช่ชายมิใช่หญิงไม่รู้ว่าจะเหมือนรูปอะไรที่ไหน พระโพธิสัตว์ชำระเสร็จ
แล้วจึงพูดว่าบัดนี้เจ้าได้รับศีลแล้วอาตมาก็ไม่กล้าจะพูดดูถูกได้อาตมาจะให้ชื่อ
คือให้เรียกว่า (เสียนใช้ท่งจื้อ) จะดีหรือไม่ ปิศาจผงกศีรษะยอมแต่จิตก็คิดจะให้
พระโพธิสัตว์ปล่อยเท่านั้น พระโพธิสัตว์เอามือชี้ไปที่แท่นร้องว่าถอนคำหนึ่ง มี
สามสิบหกอันก็ตกลงไปทั้งสิ้น ปิศาจก็หลุดออกได้พระโพธิสัตว์สั่งให้ฮุยไง้เก็บเอา
มีดไปส่งเสียยังที่เดิม บัดเดี้ยวก็กลับมาฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยยี้จิตใจบาปยังไม่หมด และเห็นที่แข้งขามีบาดแผลยับเยิน
และบนศีรษะก็มีผมอยู่สามหย่อม จึงคิดว่าเธอนี้มีฤทธิ์อานุภาพสักเท่าใด อันที่
จริงก็ทำแต่บังคับเราเท่านั้น คิดดังนั้นแล้วจึงวิ่งไป เก็บเอาทวนตรงมาแทงพระ
โพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ชักกระบองออกจะตี พระโพธิสัตว์ร้องห้ามว่าอย่า
ทำอาตมาจะบังคับเอง พระโพธิสัตว์จึงล้วงมงคลออกจากมือเสื้อวงหนึ่งบอกแก่
เห้งเจียว่า อันมงคลนี้เดิมพระพุทธเจ้าให้มาสามวง วงหนึ่งเรียกว่ารัตนมงคล ก็
ใส่ให้เห้งเจียแล้ว อีกวงหนึ่งเรียกว่าคุ้มห้ามมงคลใส่ให้เจ้าเฝ้าเขานั้นแล้ว วงนี้
เรียกสุวรรณมงคลจะต้องใส่ให้คนนี้โดยเหตุมันเชี่ยวชาญมาก พระโพธิสัตว์พูดดัง
นั้นแล้ว ก็เอามงคลโยนขึ้นไป ร้องว่าแปลงเป็นห้าวง แล้วจับมาหมายตรงอั้งฮั้ยี้
ขว้างไปร้องว่าใส่ มงคลห้าวงนั้นก็สวมใส่หัวหนึ่งวงใส่มือสองวงใส่เท้าสองวง แล้ว
พระโพธิสัตว์ก็ร่ายพระคาถา มงคลทั้งห้านั้นก็รัดเอาปิศาจเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้
ก็หมุนล้มลงกับพื้นฝ่ายพระโพธิสัตว์ร่ายพระคาถาสองรอบสามรอบ ก็หยุดปิศาจก็หายเจ็บปวด
จึงลุกขึ้นและดูในตัวที่คอและมือและเท้าทั้งสองข้างใส่ห่วงทองคำรึงรัดเจ็บปวด
เหลือที่จะทน จะถอดออกก็อย่าพึงนึกเลยว่าจะถอดได้ คือห่วงนั้นกระทบเนื้อก็มี
รากขึ้น ยิ่งถอดดึงก็ยิ่งเจ็บเห้งเจียเห็นแล้วก็หัวเราะพูดว่า พระโพธิสัตว์วิตกว่าจะเลี้ยงเจ้าไม่ใหญ่ จึง
ให้เจ้าใส่วงแหวน อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ร้อนใจวุ่นวาย ฉวยทวนไล่แทงเห้งเจีย
เห้งเจียก็หลบอยู่ที่ข้างพระโพธิสัตว์ ร้องเรียกพระโพธิสัตว์ให้ร่ายพระคาถา พระ
โพธิสัตว์จึงเอายอดสนจุ้มน้ำมนต์พรมไปทีหนึ่ง ร้องไห้ประนมมือทวนนั้นก็หล่นไป
สองมือก็ประนมเข้าหว่างอก ก็เลยเปิดไม่ออกฝ่ายท่งจื้อเปิดมือไม่ออกจะจับทวนก็ไม่ได้ จึงรู้สึกว่าอำนาจพระบารมีของ
พระโพธิสัตว์นั้นเชี่ยวชาญใหญ่กล้าไม่รู้แห่งที่จะแก้ได้ด้วยประการใด จึงได้ก้ม
ศีรษะลงเคารพต่อพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงร่ายพระคาถาเอาขวดมณีน้ำมนต์
เทกลับคืนไปยังทะเลใหญ่ ไม่เหลือสักหยดหนึ่ง แล้วพระโพธิสัตว์จึงบอกแก่
เห้งเจียว่า ปิศาจนี้มันก็ยอมแล้ว แต่จิตของมันยังไม่เรียบได้ อาตมภาพจะต้อง
ทรมานมันให้เดินก้าวหนึ่งไหว้ทีหนึ่ง กว่าจะถึงเขาพ่อซัวจึงจะถอนอาคมให้มัน
แต่เห้งเจียจงรีบไปแก้อาจารย์ออกเถิด เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ตรัสดังนั้น ก็มี
ความยินดี ฝ่ายปิศาจก็กระทำความเคารพต่อพระโพธิสัตว์สามสิบห้าที่ฝ่ายซัวเจ๋งนั่งอยู่ในดงไม้สน คอยท่าเห้งเจียหายไปอย่างไรจึงไม่เห็นกลับมา
ก็ยกหาบวางลงบนหลังม้าแล้วเดินออกจากดงตั้งตาแลไปทางทิศอาคเนย์สัก
ประเดี๋ยวก็แลเห็นเห้งเจียเดินมาดูกิริยารื่นเริง ซังเจ้งออกต้อนรับถามว่า พี่ไปเชิญ
พระโพธิสัตว์ป่านนี้จึงมาถึง เห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่พระโพธิสัตว์ปราบปิศาจให้ซัว
เจ้งฟังทุกประการ ชัวเจ้งก็ดีใจ ทั้งสองคนเก็บหาบจูงม้าเข้าไปยังประตูถ้ำเข้าไป
ในถ้ำ ตีขนาบเข้าไป จนพวกปิศาจบริวารล้มตายหมดสิ้น ก็เข้าไปแก้โป๊ยก่ายออก
จากถุงแล้ว เลยเข้าไปแก้พระอาจารย์ออก แล้วเห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่พระโพธิสัตว์
มาช่วยจับปิศาจให้พระถังซัมจั้งฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งก็คุกเข่าลงนมัสการเนื่อง
ไปยังนำไฮ แล้วจึงสังซัวเจ๋งให้หาข้าวแจ อาจารย์กับสานุศิษย์กินอาหารเสร็จ
แล้วก็ออกจากถำ หมายปราจีนทิศออกเดินไปตามลำดับ ครันมาได้ประมาณสัก
เดือนเศษ ในเวลากำลังเดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงน้ำดังกระทบหูพระถังซัมจั้งเรียก
สานุศิษย์ถามว่า นั่นเสียงน้ำอะไรดังอยู่ที่ไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์
นี้สงสัยมากเรื่องเดินมาด้วยกันสี่คนไม่มีใครได้ยิน ท่านได้ยินแต่ผู้เดียว พระอาจารย์
เอาคัมภีร์ชิมเกงไปทิ้งลืมเสียวรรคหนึ่งแล้วพระถังซัมจั้งพูดว่า ชิมเกงคัมภีร์นี้ ของท่านอาจารย์โอเซ้าสอนให้เราต่อปาก
ทุกวันนี้เราภาวนาอยู่เสมอเป็นนิตย์ เห้งเจียรู้ว่าเราลีมวรรคไหน เห้งเจียตอบว่า
ลืมวรรคที่ว่าโบ้งั้นฮี้พี้อีซินอี่ คือตาหูจมูกลินกายใจ อันวิสัยคนบวชเรียนในทาง
สมณกิจ ตาอย่าไปดูรูปสวยงาม หูอย่าไปฟังเสียงที่เพราะหวาน จมูกอย่าไปสูด
ดมกลินที่หอมหวน ลินอย่าไปเลียลิมรส กายอย่าไปสัมผัสถูกต้องรูป จิตอย่าไป
น้อมนึกอารมณ์ที่ฟุ้งซ้านอย่างนี้จึงเรียกว่าเปลื้องโจรทั้งหกได้ ท่านอาจารย์ทุกวัน
นี้ ตั้งใจจะไปอาราธนาพระธรรม กลัวปิศาจมารร้ายไม่ยอมสละกาย มีความ
อยากในรสกังวลแก่ลิ้นพอใจแก่กลิ่นอันหอม ไปฟังเสียงสะดุ้งหวาดไปเห็นซึ่งรูปสี
จิตก็ให้ฟั่นเฟือนไปต่าง ๆ โจรทั้งหกก็เข้ากลุ้มรุมในดวงจิตทำไมจึงจะไปถึงไซที
เห็นพระพุทธิเจ้าได้เล่า พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจสัก
ครู่หนึ่ง จึงพูดว่าตั้งแต่อออกจากพระเจ้าแผ่นดินมา ใจก็รีบร้อนระมัดระวัง ไม่รู้
ว่าเวลาใดจึงจะเต็มบริบูรณ์ทั้งสามได้ไปรับธรรมของพระพุทธเจ้ามาได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันที่จริงพระอาจารย์มีความคิดถึงบ้านเมือง
ยากที่จะหยุดได้ แม้ว่าจะใคร่ให้บริบูรณ์จะยากอะไรยังมีคำกล่าวว่า แม้ทำให้ถึง
ก็สำเร็จอยู่เอง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่แม้จะคิดตามซึ่งมีมารร้ายนั้นจะไปพันปีก็ไม่สำเร็จจ
การ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองคิดเห็นเหมือนข้าพเจ้าคิด ตามประสาคนโง่ ๆ เอาแต่
บ่าลับฝนไปไม่หยุด ไปภายหน้าก็สำเร็จได้อยู่เอง อาจารย์กับศิษย์เดินพูดกัน แล
ไปข้างหน้าเห็นมีกระแสน้ำดำขึ้นโอบฟ้า ม้าเดินไม่ได้พระถังซัมจังก็ลงจากม้า ถาม
ศิษย์ว่าน้ำนี้ทำไมจึงดำดังนี้ เห้งเจียพูดว่าเห็นใครจะทิ้งอะไรดอกกระมัง จะมิใช่
ดำเองโดยธรรมดาน้ำ ซัวเจ๋งพูดว่า หรือใครเอาหมึกลงไปล้างดอกกระมังจึงได้ดำ
อย่างนี้เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จะคิดทำอย่างไรให้พระอาจารย์ข้ามไปได้พระถังซัมจั้งถามว่าลำแม่น้ำนี้ จะกว้างสักเท่าใดจะรู้ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายพูด
ว่าประมาณกว้างสักห้าสิบเส้น พระถังซัมจังถามว่าให้คิดดูทั้งสามคนนี้ คนใด
จะให้อาตมาขี่ข้ามไปได้บ้าง เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายให้อาจารย์ขี่ข้ามไปได้ โป๊ยก่าย
ว่าไม่ได้ แม้จะให้ขี่เหาะเหินก็ไม่พ้นดินสามศอกโบราณท่านย่อมว่า แบกมนุษย์
คนหนึ่ง ดุจภูเขาพระสุเมรุ แม้ว่าจะขี่ข้าพเจ้าข้ามน้ำไป จะพาข้าพเจ้าจมน้ำไป
ด้วย อาจารย์กับศิษย์กำลังหารือกันอยู่ และไปก็เห็นคนค้ำเรือล่องลงมา พระ
ถังซัมจั้งเห็นก็ดีใจ เอามือชี้บอกพวกศิษย์ว่ามีเรือจ้างลงมาแล้ว ซัวเจ๋งจึงตะโกน
เรียกว่า ที่ค้ำเรือมานั้นโปรดช่วยข้ามส่งพวกข้าพเจ้าด้วย แม้มิใช่เรือจ้างก็จะให้
ค่าจ้างรางวัลแก่ท่าน คนค้ำเรือเมื่อได้ยินซัวเจ๋งเรียกก็ค้ำเรือเข้ามาใกล้ตลิ่ง บอก
ว่าเรือข้าพเจ้าเล็ก ทำไมจะบรรทุกหมดเล่า พระถังซัมจั้งก็เดินมาใกล้เรือ แต่
เรือนั้นคือท่อนไม้เขาเอามาเฉพาะนั่งได้แต่สองคนเท่านั้น พระถังซัมจั้งพูดว่าทำ
อย่างไรจึงจะดีชัวเจ๋งจึงพูดว่าจะต้องเป็นสองเที่ยว ข้ามไปเที่ยวละสองคนโป๊ยก่ายจะใคร่ข้าม
ไปกับพระอาจารย์ก่อน จึงเข้าพยุงอาจารย์ลงเรือ เจ้าของเรือก็ค้ำเรือออกจากตลิ่งไป
พอถึงกลางน้ำก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาทีหนึ่ง ดุจฟ้าลั่นก็เกิดละลอกขึ้น แลไปไม่
เห็นอะไรมืดมัวหมด มีลมพายุใหญ่พัดกล้าน่ากลัว แลไปเป็นพระถังซัมจั้งกับโป๊ย
ก่ายจมลงไปในน้ำกับทั้งเรือ ซัวเจ้งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ ซัวเจ็งว่าเห็นเรือจะ
คว่ำไปแล้วดอกกระมัง เห้งเจียว่ามิใช่เรือคว่ำแม้เรือคว่ำโป๊ยก่ายถนัดในทางน้ำ
คงพาอาจารย์ขึ้นมาได้เมื่อกี้นี้พิเคราะห์ดูเจ้าของเรือจะไม่สุจริต ชะรอยจะทำลม
พายุเอาอาจารย์ทิ้งลงไปในน้ำ ซัวเจ๋งว่าทำไมพี่ไม่พูดไม่บอกเสียแต่แรกกระนั้นพี่
จงดูม้าไว้ ข้าพเจ้าจะลงไปค้นดู พูดแล้วก็ผลัดผ้าเสือกางเกง มือก็จับพลองวิเศษ
ยกขึ้นตีบนหลังนำที่หนึ่ง ร่ายพระคาถาแล้วก็เดินไป เวลากำลังลมคลื่นเดินมา
นั้นก็ได้ยินเสียงคนพูด ซัวเจ๋งจึงแอบฟังและไปในที่นั้น มีศาลเจ้ามีหนังสือแปดอักษร
คือ ตำบล (ชวนเฮียกก๊อก) ลำแม่น้ำ (เฮ๊กจุ๊ยฮ้อ) ศาล (สินฮู) ได้ยินเสียงปีศาจ
นั่งอยู่กลางพูดว่า มีความลำบากคราวหนึ่ง บัดนี้จึงได้มาถึงมือ อันพระสงฆ์นี้
สิบชาติมาแล้วบวชเรียนก็บริสุทธ์ดี แม้ได้กินเนื้อก้อนหนึ่งอายุก็ยืนยาวไม่แก่ เรา
ก็อดมานานวันแล้ว ให้ปิศาจบริวารเปิดเอาออกจากกรงเหล็กใส่กระทะต้มให้สุก
แล้วไปเชิญ (อะยี่กู่) น้ามากินอายุจะยืนยาว ซัวเจ๋งแอบได้ยินดังนั้นดุจเอาไฟเข้า
จุดหัวใจ จงยกพลองขึ้นตีซ้ายป่ายขวารุกไล่เข้าไปในประตูมิได้รั้งรอร้องด่าว่าอ้าย
พวกปิศาจ มึงจงรีบส่งอาจารย์กูออกมาโดยเร็วพวกปิศาจที่เฝ้าประตูได้ฟังดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอก ปิศาจไต้อ้องได้ฟังดัง
นั้นก็แต่งตัวใส่เกราะมือถือพลองทองแดงรีบเดินออกมายังประตูร้องถามว่า
อ้ายคนไหนอาจสามารถมาตีประตูของกูเองไม่กลัวความตายหรือ ซัวเจ้งพูดว่า
อ้ายปิศาจมึงทำไมจึงอาจสามารถทำอุบายเป็นลมพายุใหญ่ลักเอาอาจาย์ของกู
ลงมาไว้ เอ็งจงรีบส่งมาเสียโดยเร็วจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง ปิศาจได้ฟังก็หัวเราะ
แล้วพูดว่าอ้ายคนนี้มาพูดจาจองหองหารู้จักความตายไม่ อันอาจารย์ของเจ้าเรา
จับมาได้จะใคร่ต้มให้สุก จะได้เชิญพวกพ้องมากินให้อร่อยสักมื้อหนึ่ง เจ้ามาอีก
คนหนึ่งก็ดีแล้ว จงมาเถิดเราจะจับไว้อีกคนหนึ่งจะได้ต้มเสียทั้งสองคนทีเดียว
กินเสียให้หมดอย่าได้นึกว่าจะได้ไปไซที่เลยซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบันดาลโทษะ แกว่งกระบองโจมตีปิศาจ ปิศาจก็ยกพลอง
ขึ้นรับต่อสู้รบกันอยู่ใต้น้ำ ได้สามสิบเพลงกำลังก็เสมอกัน ซัวเจ๋งคิดอยู่ในใจว่า
อ้ายปิศาจนี้มันมีฝีมือเสมอเท่าแก่เราจะเอาชัยชนะมันมีได้ ก็จะป่วยการรบแก่มัน
อย่าเลยเรารบล่อขึ้นบนน้ำให้พี่เห้งเจียแกตีมันจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วทำทีตีไปแล้ว
ก็ลากพลองหนี ปีศาจกิมได้ไล่ตามพูดว่าเจ้าไปเถิดข้าไม่รบกับเจ้า เราจะจัดแจง
เขียนหนังสือไปเชิญพวกพ้องมากินเนื้อถังซัมจั่งดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็รีบกลับ
ขึ้นพ้นน้ำ มาบอกแก่เห้งเจียตามเรื่องที่ได้พบรบแก่ปิศาจให้เห้งเจียฟังทุกประการเห้งเจียถามว่ารู้ว่ามันเป็นปิศาจอะไร ซัวเจ๋งว่าคล้ายกับตะพาบน้ำ เห้งเจีย
ว่าไม่รู้ว่าน้าชายของมันคือใครที่ไหน พูดกระนั้นยังหาทันสิ้นความไม่ ในคุ้งน้ำ
นั้นผุดขึ้นมาแต่ไกลคุกเข่าพูดว่าไต้เซียข้าพเจ้าอยู่ในแม่น้ำนี้ ขอทำความเคารพ
ท่านเห้งเจียถามว่านี่คือปิศาจที่ค้ำเรือจะมาล่อลวงอีกหรือคนผู้เฒ่านั้นคำนับแล้วน้ำตาก็ไหลพร่างพรายลงพูดว่า ข้าพเจ้าหาใช่ปิศาจผี
ร้ายไม่ ข้าพเจ้าคือเจ้าซึ่งสถิตอยู่ในลำแม่น้ำนี้ เหตุว่าเมื่อปีกลายนี้เดือนเจ็ดที่ทะเล
ทิศตะวันตกทำน้ำท่วมมาที่นี้ ปิศาจได้ต่อสู้แก่ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าอายูมากกำลัง
น้อยสู้ปิศาจมิได้ มันจึงแย่งศาลเจ้าของข้าพเจ้าเข้าอาศัยอยู่จนทุกวันนี้ ข้าพเจ้า
ไม่รู้แห่งที่จะทำอย่างไรจึงได้ฟ้องแก่เล่งอ้องทะเลทิศตะวันตก เล่งอ๋องนั้นคือน้า
ชายของมันก็ไม่ชำระให้แก่ข้าพเจ้ามันจึงอยู่ที่ศาลเจ้านั้น ข้าพเจ้าจะใคร่ฟ้องแก่
เง๊กเชียงอ่องเต้ก็เกรงด้วยข้าพเจ้ามีตำแหน่งเล็กน้อย วันนี้ข้าพเจ้าได้ทราบว่าไต้
เซียมาถึงนี้จึงมาบอกให้ท่านทราบ ขอไต้เซียได้เป็นธุระแก้แค้นให้ข้าพเจ้าด้วยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เล่งอ้องทะเลทิศตะวันตกนี้ต้องโทษ เห้งเจียจึง
บอกแก่เจ้าว่า ขอท่านจงอยู่เป็นเพื่อนซัวเจ๋ง ข้าพเจ้าจะไปจับตัวไซฮั้ยเล่งอ๋องมา
ให้เธอจับปิศาจร้ายตนนี้ เจ้าคงคาว่าขอบพระคุณท่านแล้ว เห้งเจียก็เหาะไปยัง
ทิศตะวันตกมหาสมุทรใหญ่ ครั้นถึงกลางทะเลก็ร่ายพระคาถาแทรกน้ำเดินลงไป
ยังบาดาล ครั้นถึงกลางทะเลเดินลงไปยังบาดาล ครั้นถึงแลไปเห็นปิศาจปลากา
ถือหีบเล็กใส่หนังสือถือเดินมาจากท้ายน้ำรีบเดินโดยเร็ว เห้งเจียเดินมาสกัดหน้า
ตบเอาทีหนึ่งปิศาจก็ล้มลงเห้งเจียเอากระบองกระทุ้งหัวทีหนึ่งมันในสมองก็
ทะเล้นออกมา เห้งเจียก็ทะลึ่งขึ้นพ้นน้ำ จึงเปิดหีบดูเห็นในนั้นมีหนังสือฉบับหนึ่ง
มีจ่าหน้าว่าหลานคือกูเคียดคำนับถึงน้าทั้งสอง เง่าเล้าได้ยิ้นเมื่อก่อนได้พึ่งท่าน
บัดนี้ข้าพเจ้าจับได้สองสัตว์ คืออยู่ทิศตะวันออกเป็นพระสงฆ์สองรูป คือในใต้หล้า
นี้หายากหลานไม่อาจกินเองแต่ลำพัง เพราะคิดถึงท่านน้า ขอเชิญมาเป็นกิริยา
พระอายุจะได้ยืนยาวเป็นที่ื่นเริงขอจงรีบมาให้ทันเวลาด้วยเทอญเห้งเจียครั้นดูรู้เหตุดังนั้นแล้ว จึงหัวเราะว่าหนังสือนี้มันเชิญกันมากินเนื้อ
พระอาจารย์ คิดดังนั้นแล้วก็พับใส่ในมือเสื้อ เดินไปเดินมาประเดี๋ยว มีพวกพล
ตระเวนในน้ำมาพบเห้งเจียก็รีบกลับเข้าไปบอกพระยาเล่งอ่องเง่าสูนก็เดินออกมา
รับเห้งเจียเชิญเข้าไปนั่งในที่สมควรแล้วกัยกน้ำชามาเลี้ยง เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า
ยังไม่กินน้ำชาของท่าน ท่านไปกินน้ำเหล้าของข้าพเจ้าก่อน เง่าสูนเล่งอ๋องหัวเราะ
แล้วพูดว่าท่านไปถือศีลแล้วน้ำเหล้าและสดคาวก็ไม่ต้องพูดถึง และท่านจะเชิญ
ข้าพเจ้าไปกินเวลาใด เห้งเจียว่าท่านไม่ได้กินแต่ต้องมีโทษผิดด้วยบริวาร พูด
แล้วเห้งเจียก็นำหนังสือออกมาจากมือเสื้อส่งให้เง่าสูนเล่งอ๋อง เง่าสูนเล่งอ๋องรับ
มาดูก็ตกใจสิ้นสติตะลึงไป แล้วคุกเข่าลงคำนับพูดว่าไต้เซียจงยกโทษข้าพเจ้าด้วย
มันคือบุตรที่เก้าของน้องสาวข้าพเจ้าเพราะสามีของน้องนั้นทำผิดด้วยแปรเวลาลด
น้ำฝนให้น้อยลง ไม่ตรงแก่คำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้มีรับสั่งให้
เพชฌฆาต งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่เอาไปประหารชีวิตเสีย ทิ้งอ้ายหลานคนนี้ไว้
ข้าพเจ้าจึงให้ไปปฏิบัติรักษากายอยู่ในลำน้ำเฮกฮ้อนั้น ไม่ทราบเลยว่ามันคิดทำ
การชั่วร้ายอย่างนี้ไว้ ข้าพเจ้าจะให้คนไปจับตัวมาพูดแล้วจึงเรียกบุตรชายไท้จื้อ
(มอหงัง) สั่งว่าให้เลือกคัดทหารที่แข็งแรงห้าสิบคนรีบไปจับตัวอ้ายกูเคียดมาชำระ
เห้งเจียก็ลาเล่งอ๋องไปพร้อมด้วยมอหงังไท้จื้อยกพลออกจากไซไฮ้ทะเลแล้ว
มายังแม่น้ำเฮ๊กฮ้อ ครั้นถึงมอหงังจึงให้คนเข้าไปบอกปิศาจให้รู้ก่อนว่า ไขไฮ้เล่ง
อ๋อง ไท้จื๊อ มอหงังมาแล้วปิศาจได้ฟังในใจก็นึกสงสัย ด้วยเราใช้ให้ปลากาเอาหนังสือไปเชิญเล่าเล่งอ๋อง
ก็ยังไม่เห็นกลับมาบอก ทำไมท่านน้าเล่งอ๋องไม่มาใช้ให้ท่านไท้จื้อมา ปิศาจกำลัง
คิดอยู่ในใจก็พอแลเห็นทหารมาบอกว่า ไต้อ๋องในลำแม่น้ำนั้นมีพลทหารมาด้วยปิศาจพูดว่าพี่ไท้จื้อมากินเลี้ยงทำไมเอาทหารมาด้วยเล่า เห็นจะมีเหตุเป็นแน่
จึงให้ปิศาจบริวารเข้าไปเอาเกราะและพลองทองแดงออกมาคอยสำรอง แล้วก็เดิน
ออกไปยังนอกประตู แลไปเห็นมีทหารนั่งกองอยู่ ปิศาจก็เดินเข้าไปใกล้ ร้องเรียก
ด้วยเสียงอันดังว่า พี่ไท้จื้อน้องมานี่แล้ว ไท้จื้อมือถือเหล็กสามเหลี่ยมเดินออกไป
ถามว่าจะเชิญท่านน้ำมาทำไมหรือ ปิศาจพูดว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งคุณของท่านน้า
จึงได้อยู่ในที่ตำบลนี้เป็นสุข ยังไม่มีอะไรที่จะตอบแทนพระคุณท่าน เมื่อวานนี้
ข้าพเจ้าจับพระสงฆ์ได้รูปหนึ่ง มาจากเมืองไต้ถัง ข้าพเจ้าได้ยินว่าสิบชาติมาแล้ว
เธอได้บวชมาโดยความสุจริต แม้ผู้ใดได้กินเนื้อเธออายุยืนยาว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
จึงให้ไปเชิญให้ท่านน้ามาไท้จ้อได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า เจ้าช่างมีจิตแน่นหนาจริง ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระ
สงฆ์นั้นคือใคร ปิศาจพูดว่าเธอคือพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนา
พระธรรม ไท้จื้อพูดว่าเจ้ารู้จักแต่พระถังซัมจั้ง เจ้าไม่รู้จักสานุศิษย์ของเธอ ปิศาจ
พูดว่ามีคนหนึ่งข้าพเจ้าจับได้แล้วจะใคร่ต้มพร้อมแก่พระถังซัมจั้ง เมื่อวานนี้มาทวง
อาจารย์อีกคนหนึ่ง ถูกข้าพเจ้าตีก็หนีไป ไม่ทราบว่าใครจะมีฝมออีก ไท้จือฟูด
ว่าเจ้าไม่รู้อะไร ถังซัมจังยังมีทิษย์อีกคนหนึ่ง เมื่อห้าร้อยปีก่อนทำจลาจลบนสวรรค์
คือชื่อซีเทียนไต้เซีย บัดนี้นามเรียกว่า (ซึงเห้งเจีย) เจ้าทำไมจึงหาภัยใส่ตัวดังนี้
เธอเดินไปกลางทะเล เจ้าให้คนไปเชิญบิดาไปพบเธอเข้าเอาหนังสือไปต่อว่าแก่
บิดาเราดังนี้ เจ้าจงรีบแก้ถังซัมจั่งกับโป๊ยก่ายส่งออกมาจะได้ขอโทษให้เจ้า ชีวิต
จะได้รอดพ้นจากความตาย แม้ว่าเจ้าขัดขืนก็อย่าพึงนึกว่าจะรอดพ้นจากความตายปิศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่า ตัวเป็นวงศญาติแก่เรากลับไปเข้าแก่คนอื่น
ที่จะให้ส่งถังซัมจั้งและโป๊ยก่ายนั้น ไม่มีตำราแล้ว ไท้จื้อกลัวเขาแล้ว จะมาให้
เราพลอยกลัวเขาด้วยหรือ แม้ว่าเขามีฤทธาอานุภาพอย่างไร ก็เชิญมาลองฝีมือ
กันดูสักสองสามเพลง ถ้าชนะเรา เราจึงจะส่งอาจารย์ให้มันไป แม้ไม่ชนะเรา
เราจะรวมทั้งสามคนมาต้มกินให้อร่อยแก่โคนลิ้น สิ้นวงศ์ญาติเราไม่ต้องไปเชิญผู้
ใดมา จะปิดประตูกินคนเดียวให้สบายใจเรา ไท้จื้อร้องด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน มึง
ช่างไม่มีความยำเกรง ไม่ต้องเห้งเจียสู้รบ มึงลองฝีมือดูกับกูก็แล้วกัน ปิศาจพูด
ว่าถ้าจะเป็นคนเก่งก็ไม่ต้องเว้นว่าใครหมดจะต้องกลัวกันทำไม จึงเรียกบริวารให้
เอาเกราะและอาวุธมาแต่งถืออยู่ ต่างตีกลองสัญญาณม้าล่อเข้าประจัญบานกัน
ไท้จื้อถือเหล็กสามเหลี่ยมตีลงทีหนึ่ง ปิศาจหลบไม่ทันถูกบ่าซ้ายก็ล้มคว่ำลงกับพื้น
พวกทหารตรูกันเข้าจับมัดมือไพล่หลัง เอาเชือกเหล็กสอดร้อยกระดูกสันหลังลาก
ขึ้นมาบนบกต่อหน้าเห้งเจีย ไท้จื้อจึงให้เห้งเจียพิพากษาโทษ เห้งเจียพูดว่ามึง
ทำไมไม่ฟังคำสั่งน้าของเจ้า เธอให้เจ้าอยู่ที่นี่รักษาตัวโดยชอบธรรม เจ้าทำไมจึง
แย่งชิงศาลของเจ้าคงคา อวดดีทำดุร้าย หลอกเอาอาจารย์และน้องเราไป ควร
จะตีด้วยกระบองสักทีหนึ่งปิศาจว่าไต้เซีย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเกียรติยศอานุภาพแข็งแรง
เช่นนั้นเลย ข้าพเจ้าทำผิดพี่ข้าพเจ้าจึงตีจับมา ขอไต้เซียได้โปรดยกโทษให้
ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง จะมีความขอบคุณท่านหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้ามัดอาจารย์ท่าน
อยู่ในศาล ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปแก้อาจารย์มาส่งให้แก่ท่าน ไท้
จ้อพูดว่าไต้เซียปล่อยไม่ได้ เพราะจิตมันกลับกลอก แม้ปล่อยมันมันจะคิดร้ายทันที
ชัวเจ๋งพูดว่าข้าพเจ้าจำได้ ข้าพเจ้าจะไปพาอาจารย์ขึ้นมาเอง จึงพร้อมด้วยเจ้า
คงคาแทรกน้ำลงไปยังศาล เห็นบานประตูเปิดไม่เห็นมีปิศาจเล็กน้อยอะไร ก็เข้า
ไปข้างต้น แลไปก็เห็นอาจารย์กับโป๊ยก่ายต้องมัดอยู่ ซัวเจ๋งกับเจ้าคงก็แก้มัด
พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายออกแล้วก็อุ้มเดินขึ้นมาบนบกทั้งสองคน โป๊ยก่ายแลเห็นปิศาจ
ก็โกรธ ซักคราดมาจะสับปิศาจ ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉาน มึงกินกูไม่ได้แล้ว เห้ง
เจียห้ามโป๊ยก่ายว่า พี่ได้ยกโทษตายให้มันแล้ว เห็นแก่เล่งอ๋องไท้จื้อพ่อลูกทั้งสอง
ไท้จื้อมอหงังจึงมาคำนับเห้งเจียว่าข้าพเจ้าอยู่ช้าไม่ได้ จะขอเอาปิศาจนี้ไปหาบิดา
แม้ท่านยกโทษตายให้มัน บิดาคงจะไม่ยกโทษเป็นให้มัน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระ
นั้นไท้จื้อจงพาไปหาบิดาเถิด จงบอกด้วยว่าข้าพเจ้าขอบคุณเป็นอันมาก ไท้จื้อก็ •
คำนับลาและพาปิศาจไปยังทะเลไซยฮั้ย เจ้าคงคาก็คำนับขอบคุณเห้งเจีย ทีได้
ช่วยเอาศาลคืนให้ พระถังซัมจังถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะข้ามไปได้ เจ้าคงคาบอก
ว่าท่านอย่าวิตกขอนิมนต์ขึ้นมาข้าพเจ้าจะเปิดทางน้ำให้ท่านข้ามไป พระถังซัมจั้ง
ขึ้นมา เจ้าคงคาจึงทำวิธีกั้นน้ำหยุดข้างบน บัดเดี๋ยวนี้ก็แห้งบันดาลเป็นหนทางใหญ่
อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินข้ามฟากไป่ถึงฝั่งแล้ว จึงขอบคุณเจ้าคงคาแล้วก็พา
กันออกเดินต่อไปฝ่ายพระถังชัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามหมายตัดตรงทิศตะวันตกผ่าแดดฝ่า
ฝนเดินไป ครั้นเดินมาได้หลายเวลากำลังฤดูเดือนสามเดือนสี่ ต้นไม้กำลังจะ
ออกดอกออกช่อ หอมระรืนไปตามแนวทาง ก็พากันเดินชมเล่น ได้ยินเสียงโห่
ร้องดังสนั่นคะเนสักพันคนพระถังซัมจั่งสะดุ้งตกใจประหม่าหันหน้ามาถาม
เห้งเจียว่าเสียงอะไรที่ไหนดังสะท้านหวั่นไหวไปดังนั้น โป๊ยก่ายพูดว่า เสียงดุจ
ภูเขาพังหรือแผ่นดินทรุด ซัวเจ๋งพูดว่า ฟังดูดุจเสียงฟ้าฟาด พระถังซัมจั้งว่าฟังดู
คล้ายเสียงคนโห่ร้อง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายมีความสงสัยก็ยังไม่ถูก
ข้าพเจ้าจะไปดูจึงจะรู้แน่ เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แลไปทั่วทิศเห็นมีกำแพง
เมืองตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เห็นมีสีสว่างวับ ๆ แวม ๆ ขึ้น แต่ไม่เห็นมี
อากาศร้ายอะไร เห้งเจียก็นิงตรึกตรองแต่ในใจ พูดว่าที่นั่นก็ปรกติดีอยู่ ไม่เห็นมี
เหตุร้ายอะไร ทำไมจึงมีเสียงสนั่นหวั่นไหวไปดังนั้น เมื่อกำลังพิจารณาดูนั้น ทิ
นอกประตูเมือง มีกองดินและกองทรายอยู่กองหนึ่ง ที่พื้นว่างเปล่านั้น เห็นพวก
พระสงฆ์มากหลายรูป พากันลากเกวียน คือพระสงฆ์เหล่านั้น ออกแรงร้องเป็น
สัญญาว่า มหากำลังโพธิสัตว์เพราะฉะนั้นเสียงหวาดหวิว จึงไปถึงพระถังชัมจั้ง
เห้งเจียก็ลดลงเข้าไปใกล้ พิจารณาดูในเล่มเกวียนบรรทุกล้วนแต่กระเบื้องอิฐไม้
ที่ต้นเนินนั้นสูงตั้งขึ้น และมีทางเล็กแยกตรงทางหนึ่ง มีประตูใหญ่ทางที่ประตู
นั้นมีกำแพงสูง อันเกวียนนั้นจะเข็นขึ้นอย่างไรได้ดูท้องฟ้าสุขุมดี แต่พิเคราะห์ดู
พระสงฆ์เหล่านั้นค่อนอยู่ข้างจะคับแค้น เห้งเจียมีความสงสัย พิเคราะห์ดูเห็นจะ
สร้างวัด ชะรอยตำบลนี้ข้าวปลาจะไม่บริบูรณ์ จะหาจ้างคนกุลีไม่ได้ พระสงฆ์
จึงต้องทำเองดังนี้แต่ยังสงสัยไม่แน่แก่ใจ แลไปก็เห็นในประตูเมืองเดินออกมา เป็น
เต้าหยินหนุ่มน้อยสองคน ฝ่ายพระสงฆ์เหล่านั้น เมื่อเห็นเต้าหยินเดินมาทุก ๆ
คนมีสีหน้าสะดุ้งหวาดออกแรงทนทุกขเวทนาเข็นเกวียนไปเห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึกดูได้ว่าพระสงฆ์เหล่านั้นมีความกลัวเต้าหยิน เราเคย
ได้ยินชาวชนพูดกันว่า บางทีจะไปไซทีนั้นมีที่นับถือฤๅษีไม่นับถือพระสงฆ์แน่
แล้วเห็นจะเป็นที่นี่เอง จำเราจะลงไปถามดูให้รู้ประจักษ์จริงแก่ใจ คิดแล้วก็ไหว
กายแปลงเป็นเต้าหยินปากก็ภาวนาคัมภีร์ฤๅษี เดินมาใกล้ประตูเมือง ยืนคอย
รับเต้าหยินทั้งสองนั้นฝ่ายเต้าหยินทั้งสองเดินออกมา เห้งเจียก็ย่อตัวพูดว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสอง
ข้าพเจ้าเคารพ เต้าหยินทั้งสองก็เคารพตอบแล้วถามเห้งเจียว่า ท่านซินแสจะไป
ข้างไหน เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเที่ยวมาทุกทิศไม่เว้นว่าทางน้ำทางบก วันนี้มา
ถึงนี่จะหาบ้านที่มีศรัทธาจิต ขอถามท่านทั้งสองว่า ในกำแพงเมืองนี้ ทางไหน
จะดี ข้าพเจ้าจะได้บิณฑบาตกิน เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า
ท่านซินแสทำไมจึงพูดคำทดถอย คิดดูว่าท่านมาจากไกลจะไม่เข้าใจการเมืองนี้
ในเมืองนี้อย่าว่าแต่ขุนนางจตุสดมภ์มนตรีใหญ่น้อย และเศรษฐีมหาเศรษฐี ทั้ง
ผู้ดีเข็ญใจไพร่บ้านพลเมืองทั้งสิ้น ก็ย่อมนับถือในเพศฤๅษีทั้งสิ้น จนที่สุดพระเจ้า
แผ่นดินก็ยังนับถือ เต้าหยินทั้งสองได้ชี้แจงว่า ในเมืองนี้นามเรียกว่า (เซียตี้ก๊ก)
พระเจ้าแผ่นดินกับข้าพเจ้าเป็นญาติกันสนิท เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าถ้า
กระนั้นพระเจ้าแผ่นดินมิเป็นเต้าหยินหรือ เต้าหยินทั้งสองตอบว่าไม่ใช่ เหตุว่า
เมื่อยี่สิบปีก่อน ราษฎรมิความเดือดร้อนโดยแห้งแล้งฟ้าฝนไม่บริบูรณ์ ไม่ว่า
ขูนนางและราษฎร ต่างก็ทำตัวสะอาด ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบวงสรวงขอฝน เวลา
นั้นราษฎรเข้าที่คับแค้น บนฟ้าให้เทวดาใหญ่ลงมาสามองค์ ช่วยสัตว์ทั้งหลาย
ให้พ้นจากความเดือดร้อนคับแค้นเห้งเจียถามว่านั้นคือฤๅษีอะไร เต้าหยินอธิบายว่า คืออาจารย์ข้าพเจ้าทั้งสาม
นามเรียกว่า (เฮ้าลัดไต้เซียน) ที่สองนามว่า (ลกลัดไต้เซียน) ที่สามนามว่า (เอี๊ยว
ลัดไต้เซียน) เห้งเจียถามว่า ท่านอาจารย์ทั้งสามนั้นมีฤทธาอานุภาพสักเพียงใด
เต้าหยินบอกว่า เธอเรียกลมเรียกฝนได้ แต้มศิลาให้เป็นทองดุจพลิกมือคว่ำหงาย
เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางจึงได้นับถือ และเขาทั้งหลายนับถือพวก
ข้าพเจ้าดุจญาติอันสนิท เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นฮ่องเต้นี่มีความดีสิบส่วน อัน
ท่านอาจารย์มีฝีมืออย่างนั้น ถึงจะผูกเป็นญาติก็ไม่ต้องพึ่งผู้ใด ข้าพเจ้าไม่ทราบ
ว่าจะมีนิสัยจะไปเคารพท่านได้หรือไม่ เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า การดังนั้นจะ
ยากอะไร ข้าพเจ้าทั้งสองนี้เป็นสานุศิษย์ดุจหัวใจของเธอถ้าจะพาท่านไปดุจแรง
เป่าเถ้า เห้งเจียก็ยิ่งทำนบ ๆ นอบ ๆ พูดว่าขอพึ่งท่านได้ยกย่องมาก ๆเต้าหยินบอกเห้งเจียว่าคอยสักประเดี้ยว ข้าพเจ้าจะไปตรวจราชการเสียก่อน
แล้วจึงค่อยไป เห้งเจียถามว่าเราบวชเป็นเพศฤาษีแล้วจะมีราชการอะไรที่ไหน
เต้าหยินเอามือชี้ที่กองดินและทรายที่สงฆ์ทั้งหลายนั้น คือตายเป็นอยู่ในมือข้าพเจ้า
วิตกด้วยสงฆ์ทั้งหลายจะเกียจคร้าน ข้าพเจ้าจึงต้องไปตรวจดูสักครั้งหนึ่งแล้วจึง
จะมา เห้งเจียพูดว่าอันหมู่สงฆ์นั้น คือคนบวชเรียนทำไมจึงใช้ให้เธอทำการงาน
ให้เราด้วยเล่า และต้องอยู่ในบังคับเราดังนั้นจะสมควรหรือ เต้าหยินจึงพูดว่า
ท่านยังไม่ทราบเหตุ คือเมื่อปีนี้ในเวลาตั้งพิธีฝน พวกพระสงฆ์อยู่ข้างหนึ่ง ฝ่าย
ฤๅษีอยู่ข้างหนึ่ง ข้างพระสงฆ์สวดมนต์ไหว้พระขอฝน ข้างฤๅษีไหว้ดาวเดือน
เชิญดาวขอฝน เวลานั้นก็ประชุมพร้อมราษฎรและขุนนางทั้งหลายฝ่ายพระสงฆ์สวดมนต์ก็ไม่เป็นการ คือฝนไม่ตกไม่มีมา ฝ่ายฤๅษีอาจารย์
ข้าพเจ้าก็เรียกลมขอฝ่นได้ดังประสงค์ไพร่บ้านพลเมืองก็ได้ความสุขในราชการ
ตัดสินว่า พระสงฆ์ไม่ต้องการต่อไป ก็กำจัดเสียซึ่งหมู่สงฆ์ และเรียกหนังสือคุ้ม
ตัวคืนให้อยู่ในบังคับข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึงเข้ารวมกันให้ข้าพเจ้าใช้การต่าง ๆ
เพราะห้องหอยังไม่แล้ว จึงบังคับให้พระสงฆ์ไปลากเกวียนกระเบื้องอิฐไปทำ
ข้าพเจ้ากลัวว่าพระสงฆ์จะเกียจคร้าน จึงต้องไปทั้งสองคนคอยตรวจตามดู เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้น ก็มายึดเต้าหยินทั้งสองน้ำตาไหลลงพร่างพรายแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า
ไม่มีนิสัยก็ไม่มีนิสัยจริง จะมิได้เห็นหน้าท่านอาจารย์แล้วเต้าหยินถามว่าอย่างไร
จึงจะมิได้เห็นหน้าเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าอยู่เมืองบนมาเที่ยว ข้อหนึ่งเห็นแก่ชีวิต
ข้อสองเห็นแก่ญาติจะใคร่มาเยี่ยมเยียนให้รู้ทุกข์สุข เต้าหยินถามว่าญาติที่ไหน
เห้งเจียว่าข้าพเจ้ามีอาคนหนึ่งไปอุปสมบทเป็นพระสงฆ์หลายปีมาแล้วมิได้เห็น
กลับบ้าน ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นญาติจึงได้เที่ยวมาค้นหา นึกว่าต้องคับแค้นอยู่ที่นี่ก็
จะไม่ได้พ้นแล้วก็จะยังไม่รู้แน่ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จึงจะได้ไป่ค้นหาได้ ให้พบ
ปะสักครั้งหนึ่งแล้ว จึงจะพร้อมกับท่านเข้าไปในเมืองเต้าหยินว่าถ้ากระนั้นเป็นการง่าย ข้าพเจ้าทั้งสองจะนั่งคอยอยู่ที่นี่ ท่าานซินแส
ช่วยแทนไปตรวจดู มีบัญชีคือคนนั้นห้าร้อยด้วยกันแม้ว่าไปตรวจนั้นมีอาญาติ
ของท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะปล่อยไป แล้วจึงพร้อมกันกับซินแสเข้าไปในเมืองจะมิดี
หรือ เห้งเจียคำนับขอบคุณหาที่เปรียบมิได้ จึงออกจากเต้าหยินมายังที่กองดินนั้น
เดินออกจากสองประตูมาที่ทางแยกนั้น พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นแล้วต่างก็คุกเข่าลง
คำนับพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่มีเกียจคร้าน อยู่พร้อมกันทั้งห้าร้อยคนคอยเข็นเกวียน
เห้งเจียโบกมือว่าอย่าคุกเข่าเลยอย่ากลัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตรวจ ข้าพเจ้า
จะมาหาญาติ หมู่สงฆ์ได้ยินว่าจะเยี่ยมญาติก็พากันล้อมรอบเห้งเจียสงฆ์เหล่า
นั้นก็ออกหน้ามาทุก ๆ คน บ้างก็ทำกระแอมไอ ที่คนไหนไม่อยากให้เขาจำหน้าก็
ถอยออกไป พูดว่าไม่รู้ว่าใครเป็นญาติของเธอ เห้งเจียตรวจจำไปพักหนึ่งแล้ว ก็
หัวเราะก๊าก ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายจึงถามว่า ท่านหัวเราะอะไรที่ไหนเห้งเจียบอก ท่านทั้งหลายไม่ทราบว่าข้าพเจ้าหัวเราะอะไรหรือ ข้าพเจ้าหัวเราะ
ว่าท่านทั้งหลายไม่มีความเจริญ ด้วยบิดามารดาของท่านเกิดท่านมา เพราะเหตุ
ด้วยต้องเคราะห์ร้าย เว้นพ่อละแม่ทิ้งลูกทิ้งเมียละสมบัติมาบวชเป็นสงฆ์ ทำไม
จึงไม่อยู่ในไตรสรณคมน์ไม่สวดมนต์ไหว้พระ เหตุไรจึงไปรับจ้างแก่พวกเต้าหยิน
ดังนี้เล่า จะไม่เสียก็ริยาสมณะไปหรือ หมู่สงฆ์พูดว่าท่านเล่าเอี้ยมาพูดความอัปยศ
พวกข้าพเจ้านึกว่าท่านประเทศไกลมาไม่ทราบความคับแค้นของข้าพเจ้าทั้งหลาย
พูดแล้วก็ร้องไห้แล้วพูดว่าที่ในเมืองข้าพเจ้านี้ เจ้าแผ่นดินกลับใจเข้าหาทางเต้าหยิน
มีความยินดีไปด้วยพวกเล่าเอี้ย ทำความคับแค้นแก่หมู่พระสงฆ์ เห้งเจียถามว่า
คือเหตุอย่างไร พระสงฆ์ตอบว่าเพราะด้วยขอลมขอฝนมีพวกเต้าหยินอาจารย์ทั้ง
สามมานี้ กำจัดพวกข้าพเจ้าทำหลอกหลอนด้วยอุบายต่าง ๆ เจ้าแผ่นดินก็หลงเชื่อ
หักล้มทำลายวัดวาอารามขับไล่ไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้สอยให้กระทำการ
หยาบช้าต่าง ๆ มีความลำบากเหลือที่จะพรรณนา แม้ว่าท่านเป็นเต้าหยินเดินหน
จงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินรับรางวัลเถิด แม้ว่าสงฆ์มาทางไกลก็มิได้เลือกว่า
ใกล้ไกล คงจับส่งไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้การงานทั้งสิ้นเห้งเจียจึงถามว่า อันอาจารย์เต้าหยินนั้นจะมีวิชาคุณวุฒิอย่างไร จึงชักนำ
ให้เจ้าแผ่นดินหลงเชื่อได้ แม้ว่าเธอมีความรู้เรียกลมเรียกฝนได้ คือคัมภีร์ไสยศาสตร์
ที่ไหนจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหลงได้ หมู่พระสงฆ์พูดว่า เธอแต้มศิลาให้เป็นทองคำ
ก็ได้และประกอบยาวิเศษก็ได้ และบัดนี้จะสร้างทำเป็นตำหนักหอสูงบูชาซัมเซง
ขอฟ้าดินสวดมนต์ตามไสยเวท ขอให้เจ้าแผ่นดินอายุยืนยาวอาศัยเหตุนี้จึง
กระทำให้พระเจ้าแผ่นดิน ทรงเห็นเป็นชอบธรรมไปตามเหตุเดิมที่มีดังนี้ เห้งเจีย
ว่าถ้าดังนั้นท่านทั้งหลายจะพากันหลบหนีไปเสียจะไม่ดีหรือ หมู่พระสงฆ์ทั้ง
หลายตอบว่า หนี้ไม่รอดเพราะอาจารย์เต้าหยิน ทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินให้วาดรูป
พวกข้าพเจ้าไว้ทั้งสิ้น แล้วให้เที่ยวแขวนไว้ทุกๆ ประตูเมืองในอาณาเขต เซียตี้กัก)
มีรูปแขวนไว้ทั้งสิ้น ที่ตำบลใดแห่งใดก็มีรูปแขวนทุกตำบล และมีลายพระ
ราชหัตถ์เซ็นว่า ถ้าผู้มียศจับพระสงฆ์ที่หลบหนีได้องค์หนึ่ง ก็จะมีรางวัลเลื่อนยศ
ให้ถ้าเป็นพลเรือนมิใช่ขุนนาง ก็จะรางวัลให้เงินห้าสิบตำลึงเพราะเหตุนี้จึงหนีไป
ไม่พ้น จึงไม่รู้จะทำประการใดได้ จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ เห้งเจีย
จึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านทั้งหลายตายเสียดีกว่าที่จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ หมู่พระสงฆ์
พูดว่า ตายเสียก็มากแล้วพวกข้าพเจ้า และสงฆ์ที่จับมาจากอื่นรวมกันถึงพันเศษ
มาถูกความลำบากคับแค้น ตายไปหกร้อยกว่าแล้ว ยังเหลือพวกข้าพเจ้าห้าร้อย
เศษไม่ตายเห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงไม่ตาย หมู่พระสงฆ์พูดว่าไปผูกคอเชือกก็ขาดเอามีด
เชือดเชือดก็ไม่เข้า กระโดดลงนำก็ลอยขึ้นมาไม่จม กินยาพิษยาก็ไม่มีพิษ เห้งเจีย
พูดว่าถ้ากระนั้นก็เป็นบุญของท่านทั้งหลายเทวดาจะให้อายุยืนยาวอยู่ต่อไป หมู่
พระสงฆ์พูดว่า ยังขาดอีกอักษรหนึ่งคือให้ยืนยาวความทุกข์เท่านั้น พวกข้าพเจ้า
กินข้าววันละสามเวลา ก็ล้วนแต่ข้าวแดงและปลายข้าว เวลาคำก็อาศัยนอนที่
กองศิลากองดินทรายนั้น จวนจะหลับก็มีเทวดาคอยรักษา เห้งเจียว่ามีความลำบาก
ก็เคลิบเคลิ้มเห็นปิศาจผีว่าเป็นเทพยดาอารักษ์ไปดอกกระมัง หมู่พระสงฆ์พูดว่า
มิใช่ผีปิศาจ คือลักเตงลักกะเจ้าและท้าวมหาชมพูและเทพาอารักษ์เจ้าทั้งหลาย
ถึงเวลากลางคืนก็มารักษา เธอเข้าฝันพวกข้าพเจ้าทุกคน และได้ชักนำสั่งสอน
ให้พวกข้าพเจ้าว่า อย่าให้คิดฆ่าตัวตายเสียก่อนเลย จงอุตสาห์ทนทุกข์คอยพระ
ถังซัมจังก่อน ด้วยพระถังซัมจังจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เธอคือจะเป็นพระ
อรหันต์ มีสานุศิษย์ที่มีฤทธาอานุภาพเข้มแข็ง นามชื่อว่า (ซีเทียนไต้เซีย) น้ำจิต
เธอซื่อตรงมักจะแก้แค้นให้แก่คนที่มีทุกข์ร้อน คอยเมื่อเธอมาถึงแล้วจะได้แผ่
อำนาจฤทธิ์เดช ล้างผลาญอ้ายพวกเต้าหยินเสียให้สิ้นได้ ก็จะกลับนับถือทาง
ชอบธรรมตามพระพุทธศาสนา พวกท่านก็จะได้ความสุข เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์
พูดดังนัน ก็นึกหัวเราะอยู่ในใจว่าพวกเรามีฝีมือ พวกเทพารักษ์และเจ้า แอบเอา
ชื่อเรามาบอกก่อนแล้ว เห้งเจียก็ออกจากหมู่สงฆ์นั้นไป กลับมายังประตูเมือง
เข้าหาเต้าหยินทั้งสองนั้น เต้าหยินทั้งสองถามว่า พบญาติของท่านหรือไม่เห้งเจียบอกแก่เต้าหยินว่าพระสงฆ์ทั้งห้าร้อยรูปนั้นล้วนแต่ญาติของข้าพเจ้า
ทั้งนั้น เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมวงศ์ญาติของท่านจึง
ได้มากดังนั้น เห้งเจียตอบว่า ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างขวา ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างซ้าย
ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างบิดา ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างมารดา ร้อยหนึ่งมิตรสหายของข้าพเจ้า
แม้ว่าท่านทั้งสองเอาพระห้าร้อยนี้ปล่อยออก ข้าพเจ้าจะเข้าไปกับท่าน แม้ไม่ปล่อย
ข้าพเจ้าก็ไม่ไปเต้าหยินพูดว่าท่านเห็นจะเป็นโรคลมดอกกระมัง ประเดี้ยวเดียวก็พูดเลอะ
เทอะไปเช่นนี้ อันพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทรงประทานให้เอง
แม้ว่าจะปล่อยองค์หนึ่งหรือสององค์ก็ต้องให้พระอาจารย์ลงเนื้อเห็นด้วยว่าควรปล่อย
และต้องทำรายงานกราบทูลก่อนจึงจะได้ท่านจะมาบอกให้ปล่อยไปทั้งหมด
อย่างนั้น จะเป็นไปที่ไหนได้ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ตลอดได้เป็นแน่เห้งเจียถามว่าไม่ได้แน่ละหรือ เต้าหยินตอบว่าปล่อยอย่างใดทั้งหมด เห้งเจีย
ถามดังนั้นสามครั้ง เต้าหยินก็ตอบยืนคำอยู่ว่าปล่อยอย่างไรได้ เห้งเจียชักกระบอง
ออกจากหูยกขึ้นแกว่งไปทีหนึ่งหมายตรงศีรษะเต้าหยิน ตีซ้ายตีขวาก็ล้มลงตาย
ทั้งสองคน หมู่สงฆ์อยู่ที่กองดินทรายวิ่งมาร้องว่าไม่ดีแล้ว ๆ ตีฆ่าญาติของพระ
เจ้าแผ่นดินตายแล้ว เห้งเจียถามว่าใครเป็นญาติของพระเจ้าแผ่นดิน หมู่พระสงฆ์
เหล่านั้นบอกว่าที่ตายนั่นซิ บอกแล้วก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกคลุมศพไว้ แล้วพูด
ว่าท่านอาจารย์ของเธอที่ตายนั้นเป็นใหญ่ ไม่ไหว้เจ้าและขุนนาง เจ้าและขุนนาง
เรียกเธอว่า (ก๊กซือ) นี่ซินแสมาตีศิษย์ของท่านตายดังนี้, อาจารย์ของเธอก็จะคาด
โทษว่าพวกข้าพเจ้าฆ่าศิษย์ของท่านตายจะทำอย่างไร คงจะต้องเข้าไปในเมือง
กับท่านให้รู้เหตุดีร้ายนี้แล้วจึงกลับออกมาเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวิตก ข้าพเจ้าจะช่วยท่านทั้งหลาย
ข้าพเจ้ามิใช่พวกเต้าหยินดอกคือเป็นสานุศิษย์ใหญ่ของพระถังซัมจั่งจะมาช่วย
ท่านทั้งหลายให้พ้นซึ่งความคับแค้นทุกข์ยากพระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าไม่ใช่ ๆ ข้าพเจ้ารู้จักจำได้ ศิษย์พระถังซัมจั้งไม่ใช่รูป
อย่างนี้ เห้งเจียว่าท่านทั้งหลายยังไม่เคยพบปะทำไมจึงว่าจำได้ สงฆ์ทั้งหลาย
บอกว่าข้าพเจ้าเคยฝันเห็นเนือง ๆ และทังมีผู้เฒ่าคนหนึ่งเธอชื่อ (ท้ายเป๊กกิมแช)
บอกแก่พวกข้าพเจ้าว่าซึ่งเห้งเจียนันรูปร่างไม่เหมือนใครเห้งเจียถามว่าเฒ่านั้นบอกแก่ท่านว่ากระไร สงฆ์ทั้งหลายพูดว่าผู้เฒ่านั้นบอกว่า
เห้งเจียนั้นในแก้วตาเป็นสีทองคำ ศีรษะกลมหน้ามีขนแก้มตอบฟันแหลมจิตใจ
ห้าวหาญ คล้าย ๆ รามสูรมือถืออาวุธกระบองวิเศษ มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ
ไม่ยำเกรงผู้ใด น้ำใจซื่อตรงพอใจจะช่วยผู้ที่ได้ความคับแค้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้น
ก็พูดเสียงดังว่า ท่านทั้งหลายจริงใจว่ามิใช่เห้งเจีย ข้าพเจ้าเป็นบริวารของเห้งเจีย
จะมาหาเหตุเล่น แล้วเห้งเจียเอามือชี้ไปว่าโน่นไม่ใช่เห้งเจียหรือพระสงฆ์ทั้งหลาย
ก็พากันหันหน้าแลไปดูตามมือเห้งเจียที่ชี้ให้ดู เห้งเจียก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม
พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับ พูดว่าท่านไต้เอี้ย พวก
ข้าพเจ้านัยน์ตาต่ำมิได้ทราบว่าท่านมีฤุทธาอานุภาพเปลี่ยนแปลงกว้างอย่างนี้ไม่
ขอท่านได้ช่วยแก้แค้นให้พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด และขอท่านเข้าไปในเมืองกำจัด
พวกมิจฉาทิฐิให้ราบคาบเห้งเจียว่าท่านทั้งหลายจงตามข้าพเจ้าไป สงฆ์เหล่านั้น
ก็เดินตามเห้งเจียมายังกองดินทรายนั้น จับเกวียนลากออกประตู แล้วฟาดลง
กับพื้นแตกหักไปสิ้น ทั้งอิฐปูนทรายไม้กระเบื้อง สิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น ก็
เก็บโยนลงจากที่เนินสูงนั้นทั้งสิ้น แล้วก็บอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้นให้แยกย้ายกัน
ไปเถิดพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาพระเจ้าแผ่นดิน จะกำจัดพวกเต้าหยินนี้ให้ราบคาบ
พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่กล้าจะไปไกลกลัวขุนนางจะจับได้
ก็จะส่งคืนเข้ามาอีก ก็จะเกิดภัยมากขึ้นกว่าเก่าเห้งเจียพูดว่าถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะให้ของคุ้มตัวทุก ๆ คน เห้งเจียจึงถอนขน
ในตัวออกกำมือหนึ่ง แล้วส่งให้พระสงฆ์ทั้งหลายคนละขนเหน็บไว้ในเล็บนิ้วนาง
ข้างขวาและให้กำมือไว้ แม้ไปปะเขาจะมาจับตัว ก็ปล่อยมือออกร้องเรียกว่า ซีเทียน
ไต้เซียคำหนึ่งข้าพเจ้าจะไปช่วยท่านทั้งหลาย แม้ว่าทางจะไกลสักกี่ร้อยโยชน์ก็คุ้ม
ได้ทั้งสิ้น ในหมู่พระสงฆ์นั้น ยังมีพระสงฆ์องค์หนึ่งใจกล้ากำมือแล้วร้องเรียกซีเทียน
ไต้เซีย ในทันทีนั้นมีรามสูรมาต่อหน้า รูปร่างดุร้ายมือถือกระบองเหล็กกระทำ
สิงหนาทน่ากลัว ถึงจะมีทหารสักหมื่นก็ไม่อาจสามารถจะทำอันตรายได้พระ
สงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็พากันทดลองร้องเรียกทุก ๆ คน ก็ให้เห็นและได้เป็น
จริงปรากฏทุกคนจึงพากันคำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านมีอภินิหาร เดชาอานุภาพ
ใหญ่หลวงเห็นปรากฏจริง ๆ ประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้าทั้งหลาย เห้งเจียบอกว่าแม้
เรียกดังนั้นแล้ว ต้องภาวนาเรียกกลับคืน แล้วก็บอกคาถาว่า (ติ) ตัวเดียว ก็
เรียกเป็นขนคืนกลับมาเข้าเล็บไปตามเดิม1 พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ
ต่างก็จำทรงไว้ทุก ๆ องค์ เห้งเจียสั่งพระสงฆ์ทั้งหลายว่า แม้ท่านจะไปก็อย่าไป
ให้ไกลนัก จงคอยฟังข่าวในเมือง เพื่อจะมีประกาศให้หาพระสงฆ์ ถ้าดังนั้นท่าน
ทั้งหลายจงเอาขนมาคืนให้ข้าพเจ้า หมู่พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็
พากันแยกย้ายไปในที่ต่าง ๆฝ่ายพระถังซัมจั้งรอคอยเห้งเจียไม่เห็นมา จึงเรียกโป๊ยก่ายให้จูงม้าเดินไป
ทางทิศตะวันตก จวนจะถึงกำแพงเมืองก็พบหมู่พระสงฆ์เดินสวนทางมาสิบรูปกว่า
แลไปเห็นเห้งเจียอยู้ริมกำแพงเมือง พระถังซัมจั้งก็ขับม้าเดินเข้าไปใกล้ เห้งเจีย
เห็นก็รีบมาคำนับอาจารย์ พระถังซัมจั่งถามว่าทำอะไรอยู่จึงไม่เห็นกลับไป
เห้งเจียจึงเล่าเรื่องของพระสงฆ์เหล่านั้นให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งได้
ฟังดังนั้นก็ตกใจแล้วจึงถามว่า อันการเกิดขึ้นดังนี้จะทำประการใดดีพระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกมีท่านไต้เอี้ย
รักษาแล้วสารพัดการก็ไม่เป็นอะไรหมด ที่ในกำแพงเมืองมีวัดใหญ่ของพระเจ้า
แผ่นดินก่อนมีศรัทธาได้สร้างไว้ เพราะในวัดนั้นมีพระพุทธรูปอยู่จึงมิได้ทำลาย
นามวัดนั้นเรียกว่า (ตี้เอียนยี่) ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้บวชอยู่ในวัดนั้น ขอเชิญท่าน
อาจารย์ไปพักที่ในวัดนั้นก่อนรอพอรุ่งพรุ่งนี้ท่านเห้งเจียเข้าไปในเมืองจัดแจงก็จะ
สำเร็จทุกประการได้เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นเห็นจะดี พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงลง
จากหลังม้าพากันเข้าไปในเมืองมายังวัดตี้เอียนยี่ พระถังซัมจังมาถึงวัดแล้ว แล
ขึ้นไปบนประตูใหญ่มีกระดานป้ายใหญ่ จารึกอักษรว่าวัดตี้เอียนยี่ พวกพระสงฆ์
เหล่านั้นก็ผลักประตูเข้าไป พระถังซัมจั่งเดินเข้าไปยังโบสถ์ครองผ้าแล้วก็เดินเข้า
ไปนมัสการพระพุทธรูป แล้วก็เดินเข้าไปยังกฎีใหญ่ ในกุฎีนั้นมีพระสงฆ์ผู้เม่า
อยู่องค์หนึ่งเดินออกมารับแลเห็นเห้งเจียก็คำนับพูดว่าท่านเล่าเอี้ยมาแล้ว เห้งเจีย
ถามว่าท่านรู้จักข้าพเจ้าว่าเป็นผู้ใดพระสงฆ์เฒ่าผู้นั้นตอบว่าข้าพเจ้าจำได้ท่านคือซีเทียนใต้เซีย ซึงเห้งเจียพวก
ข้าพเจ้าฝันเห็นรูปท่านอยู่เนือง ๆ และท่านทั้งหลายท้ายเป๊กกิมแชเคยมาให้ฝันอยู่
เสมอ ๆ ว่า ถ้าท่านมาถึงแล้วก็จะได้รอดชีวิตวันนี้จึงได้เห็นท่านมา เห้งเจียพูดว่า
ท่านรอพรุ่งนี้จึงจะได้รู้การตลอด พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง
แล้วก็จัดที่ให้พระถังซัมจั้งพักต่างก็พากันไปหลับนอน ในเวลานั้นสองยามเศษฝ่ายเห้งเจียมีธุระในใจนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ จึงผุดลุกขึ้นเดินออก
มาจากห้อง เหาะขึ้นบนอากาศพิเคราะห์ดู เห็นข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ไฟ
ตะเกียงออกสว่างไสว เห้งเจียก็ลงไปใกล้ ๆ พิเคราะห์ดูโดยละเอียดเห็นมีที่บูชา
พรหมซัมเซง และเต้าหยินอาจารย์ทั้งสามกำลังทำพิธีเชิญดาว ข้างหน้าประตูมี
หนังสือเหรียญคำพรแขวนไว้สองข้างประตูคู่หนึ่ง คำพรนั้นว่าขอลมฝนให้ตกต้อง
ตามฤดูขอฟ้าอภินิหารธรรมได้ประเสริฐมหาสมุทรให้ระงับสุกใส เจ้าแผ่นดินอายุ
เจริญนาน ฝ่ายพระอาจารย์เต้าหยินทั้งสาม แต่งตัวยืนอยู่ท่ามกลางพวกสานุศิษย์
เต้าหยินล้อมรอบทั้งเล็กใหญ่ ประมาณสักเจ็ดแปดร้อยคน บางคนตีกลองบาง
คนตีระฆัง ต่างมีธุระในการพิธีนั้นทุกคน ๆ เห้งเจียจึงคิดว่า เราจะลงไปทำให้ป่น
เกรงว่าเรามาคนเดียวจะลำบาก จำจะกลับไปชวนโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งมาเป็นเพื่อน
ด้วยจึงจะทำการได้ถนัดดีคิดเห็นดังนั้นแล้วก็เหาะกลับมายังที่อาศัยเดินเข้าไปในกุฎี
เรียกซัวเจ๋ง ซัวเจ๋งตกใจผุดลุกขึ้นถามว่าพี่ป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือเห้งเจียบอกว่าเจ้าจงลุกขึ้นไปกับพี่ไปหาของที่ต้องการ ซัวเจ็งถามว่าครึ่ง
ค่อนคืนป่านนี้แล้ว จะไปหาของต้องการอะไรที่ไหนเห้งเจียพูดว่าในกำแพงเมืองมี
หอใหญ่ตั้งที่บูชาพรหมซัมเซง เวลานี้พวกอาจารย์เต้าหยินกำลังตั้งพิธีเชิญดาว
มีเครื่องสารพัดขนมนมเนยโอชารสต่าง ๆ ทั้งผลไม้ก็มีเป็นอันมาก น้องไปกับพี่
กินให้อิ่มแล้วจึงกลับมา โป๊ยก่ายกำลังนอนได้ยินพูดถึงเรื่องกินอะไรที่ไหนอดไม่
ได้ก็ผุดลุกขึ้นถามว่า พี่ไม่เอาข้าพเจ้าไปด้วยดอกหรือ เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูด
อึกทึกไปอาจารย์จะู้เรื่องเข้าเจ้าจงมาตามเราไปเถิดโป๊ยก่ายซัวเจ๋งสวมเสื้อแต่ง
ตัวเสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ออกจากประตูเหาะตามเห้งเจียไปฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะมาใกล้ เห็นแสงไฟสว่างไสวจะใคร่ลงมือเห้งเจียยึดไว้ห้าม
ว่าอย่าเพิ่งก่อน รอพวกเต้าหยินไปแล้วเราจึงลงไปในทันใดนั้น เห้งเจียร่ายพระ
คาถาเอาธาตุลมเป๋าไปบันดาลเป็นลมพายุใหญ่พัดโกรกเข้าไปในที่บูชานั้นสารพัด
• เครื่องบูชาทั้งหลายก็หักล้มลงทั้งสิ้น ประทีปโคมไฟก็ดับมือไปทั้งหมด พวกเต้า
หยินพากันตกใจไป่ทุกคน เฮ้าลัดไต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า สานุศิษย์ทั้งหลาย
จงไปก่อนเถิด อันม้วนลมพายุดังนี้พัดมาดับตะเกียงไฟไปดังนั้น ควรจะกลับไป
หลับนอน พรุ่งนี้จึงค่อยมาพร้อมกัน สวดมนต์สองสามจบเพิ่มเติม พวกสานุศิษย์
เต้าหยินเหล่านั้นก็พากันกลับไปทั้งสิ้นเห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินกลับไปแล้ว ก็พาโป๊ยก่ายซัวเจ็งลงไปยังโรงพิธีนั้น
โป๊ยก่ายพอมาถึงเห็นขนมลูกไม้ตั้งอยู่บนโต๊ะไม่เลือกว่าสุกหรือดิบคว้าได้ก็อ้าปาก
รีบกิน เห้งเจียจึงว่าเจ้าทำกิริยาอาการอย่างนี้เหมือนแก่ทารก จะนั่งลงให้เรียบ
ร้อยจึงค่อยกินจะไม่ได้หรือโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องอายใคร ขโมยกินให้หมดแล้วจึงค่อยนั่ง
ซัวเจ๊งว่าบางทีเขาเชิญมาจะทำอย่างไร เห้งเจียถามว่าฉากที่แขวนอยู่นั้นคือรูปโพธิ
สัตว์อะไร โป๊ยก่ายบอกว่ารูปซัมเซงจะไม่รู้ที่เดียวหรือเห้งเจียถามว่าซัมเซงอะไร
โป๊ยก่ายบอกว่าที่รูปอยู่กลางนันคือพรหมง่วนซุ้ยที่กุน ข้างซ้ายนันคือเล่งโป้เต้ากุน
ข้างขวานันคือท้ายเสียงเล่ากุน เห้งเจียว่าเราทั้งสามจงแปลงเป็นซัมเซงทั้งสามนั่ง
กินให้สบายใจ โป๊ยก่ายได้กลิ่นหอมโดนจมูกก็นึกอยากกิน จึงกระโดดขึ้นไปบน
โต๊ะสองมือกระชากฉากซัมเซงลงมา แล้วพูดว่าท่านทั้งสามนั่งนานแล้วขอให้ข้าพเจ้า
นั่งบ้าง โป๊ยก่ายก็แปลงกายเป็นท้ายเสียงเล่ากุน เห้งเจียก็แปลงเป็นง่วนซุ้ยที่กุน
ซัวเจ็งก็แปลงเป็นเล่งโป๊เต้ากุนเห้งเจียว่าโป๊ยก่ายเอารูปฉากทิ้งเกะกะดังนี้ บางทีพวกเต้าหยินมาเห็นเข้า
ความจะไม่แตกออกหรือ จงเอาไปซ่อนเสียให้พ้นโป๊ยก่ายว่าในที่นี้ก็ไม่มีที่จะซ่อน
ที่ไหน เห้งเจียว่าที่ข้างนี้เห็นจะมีสระอยู่เอาไปทิ้งเสียก็แล้วกัน โป๊ยก่ายจึงกระโดด
ลงฉวยเอารูปฉากนั้นไปทิ้งเสียในสระน้ำแล้วก็กลับมา ทั้งสามคนก็ขึ้นนั่งกินตาม
สบายใจ เห้งเจียกินผลไม้ได้สามสี่ผล โป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสองกินดุจลมหอบเมฆ
พักเดียวก็หมดเกลี้ยงฝ่ายพวกเต้าหยินน้อย ๆ พึงจะล้มตัวลงนอนก็ตรึกตรองคิดขึ้นได้ว่า ลืมทิ้ง
ระฆังไว้ในที่นัน จึงผุดลุกขึ้นเดินไปในที่พิธีจะใคร่ไปหาระฆัง ก็เที่ยวคลำหา
ครั้นได้ระฆังแล้วเดินจะกลับมาได้ยินเสียงหายใจ เต้าหยินตกใจรีบก้าวเดินออกมา
ไปเหยียบถูกเมล็ดเงาะเข้าก็พลาดล้มลงระฆังก็แตกออกไป โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้น
ก็อดไม่ได้จึงหัวเราะด้วยเสียงอันดัง เต้าหยินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมีความตกใน
ตาลีตาลานรีบลงมาจากหอใหญ่ ตบประตูร้องเรียกว่าท่านตาท่านตาไม่เป็นการแล้วฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทั้งสามยังไม่หลับ จึงเปิดประตูออกมาถามว่ามีเหตุ
การณ์อย่างไรหรือเต้าหยินน้อยตัวสั้นอุทธัจพูดไม่ใคร่จะออกจึงบอกว่าข้าพเจ้า
ขึ้นไปหาระฆังที่ในโรงพิธี ได้ยินเสียงคนหัวเราะจนข้าพเจ้าตกใจกลัวโดยไม่รู้ว่า
ใครมาอยู่มืด ๆ อย่างนั้น อาจารย์เต้าหยินทั้งสามได้ฟังดังนั้น จึงให้เอาตะเกียง
ไฟมา จะออกไปดูว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายดีประการใด จึงเรียกสานุศิษย์ให้ตื่นขึ้นพร้อม
กันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จุดไฟขึ้นพร้อมกันเดินขึ้นไปยังที่พิธี เพื่อจะดูให้รู้แน่แก่ใจฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่ท่ามกลาง มือขวาจับซัวเจ๋งมือซ้ายจับโป๊ยก่ายกระตุ้นให้รู้สึก
ว่าคนมา โป๊ยก่ายซัวเจงก็รู้สึกจึงนั่งนิ่งไม่พูดจาว่ากระไร คอยแลดูพวกเต้าหยิน
ว่าจะทำประการใด พวกเต้าหยินเอาไฟเที่ยวสองดูข้างหน้าข้างหลัง เห้งเจียโป๊ยก่าย
ซัวเจ้งนั่งนิ่งดุจรูปอิฐรูปปูน เฮาลัดอาจารย์พูดว่า ไม่มีคนพาลที่ไหนมาทำไมผล
ไม้และเครื่องบูชาจึงหมดสิ้นไปดังนี้ ลกลัดอาจารย์พูดว่าดูดุจคนกิน แม้ว่าคนกิน
ก็คงทิ้งเมล็ดทิ้งเปลือก นี่ทำไมจึงหมดไปดังนี้ แล้วก็ไม่เห็นมีคน เอี้ยวลัดอาจารย์
พูดว่า ท่านพี่ทั้งสองอย่าสงสัยคิดดูว่าพวกเราตั้งจิตสวดมนต์ จึงร้อนขึ้นไปถึง
พรหมทั้งหลายนี่คือท่านซัมเซงลงมารับของบูชาเป็นแน่ เวลานี้ท่านกำลังอยู่เรา
ขอน้ำมนต์ต้มยากิน และจะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดินจะไม่ดีหรือพวกเราจะได้มี
ความชอบในพระเจ้าแผ่นดินเฮาลัดไต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า คิดดังนั้นเห็นจะถูกต้องจึงเรียกศิษย์ให้ตี
เครื่องสัญญาประโคม และให้ไปเอาเสื้อผ้าเครื่องจะเข้าพิธีและคอยรอเราทำ
การบวงสรวงเชิญแล้ว จึงค่อยพร้อมกันสวดมนต์ เต้าหยินทั้งหลายรับคำสั่งแล้ว
ก็พากันจัดแจงรอคอยอยู่พร้อมกัน สวดคัมภีร์เซียนไสยศาสตร์ได้จบหนึ่ง เฮาลัด
ไต้เซียนแต่งตัวแล้วก็ยืนอยู่ท่ามกลาง ทำการบวงสรวงเคารพเชิญ แล้วก็คุกเข่า
ลงคำนับขอน้ำทิพย์จะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดิน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นในใจให้กระสับ
กระสายกระซิบบอกแก่เห้งเจียว่า นี่พวกเรากินแล้วยังไม่ไป ถ้าเขาบวงสรวงแล้ว
จะขออะไรเราจะทำอย่างไร เห้งเจียสะกิดมิให้โป๊ยก่ายพูด แล้วจึงออกปากพูดว่า
พวกท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งขออะไรเลย เรามาจากที่ประชุมเลี้ยงชมพู่แล้วก็เลยมา
มิได้ติดนำมนต์ทิพย์และยาก็มิได้เอามา วันอื่นจึงจะเอามาให้ พวกเต้าหยินได้ยิน
เสียงพูดดังนั้น ต่างตกประหม่าตัวสั่นไปทุกคน พูดว่าท่านเอี้ยท่านเอี้ยลงมาจาก
สวรรค์แล้ว ขอท่านอย่าทิ้งซึ่งธรรมพิเศษที่ให้อายุยืนนานเลย ลกลัดเต้าหยินเดิน
เข้ามาอ้อนวอนว่า ขอท่านจงไว้น้ำมนต์ทิพย์ให้พวกข้าพเจ้าอายุยืนนานด้วย ซัว
เจ้งเห็นดังนั้นจึงสะกิดเห้งเจียกระซิบว่าพวกเต้าหยินจะรีบรัดขอเอาอย่างนี้ เห้งเจีย
ว่าจะต้องให้เขาฝ่ายพวกเต้าหยินทำการบวงสรวงแล้ว เห้งเจียจึงออกปากพูดว่าไม่ต้องกราบ
ไหว้วุ่นวาย เราไม่อยากได้ไหว้แต่วิตกว่าจะเสียการพิธี ครั้นจะให้ก็เป็นที่ง่ายนัก
พวกเต้าหยินได้ฟังดังนั้น จึงพร้อมกันกราบลงกับพื้น อ้อนวอนว่าขอท่านได้เห็น
แก่พวกข้าพเจ้าซึ่งได้มีใจเคารพดังนี้ ขอได้โปรดให้พวกข้าพเจ้าได้ตามความ
• ประสงค์แล้ว พวกข้าพเจ้าจะกราบทูลเจ้าแผ่นดินให้เคารพนับถือในคัมภีร์ไสย-
ศาสตร์ทัวไป เห้งเจียพูดว่า ถ้ากระนั้นจงเอาของมาใส่เถิดพวกเต้าหยินได้ฟังดัง
นั้น ต่างก็เคารพกราบลงพร้อมกัน ไต้เซียนทั้งสามให้เอาอ่างใหญ่มาตั้งไว้ บ้าง
ก็เอากระถางใหญ่และขวดดอกไม้มาตั้งไว้เสร็จแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่า พวกเจ้าจง
ออกไปคอยนอกหับบานประตูเสีย พวกเต้าหยินได้ฟังสั่งต่างก็พากันถอยออกไป
ข้างนอกคุกเข่าคอยท่าอยู่ข้างหน้าลาน เห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินออกไปข้างนอก
หมดแล้ว จึงลุกยืนขึ้นถกผ้าหนังเสือขึ้นแล้ว ก็เยี่ยวใส่ในขวดดอกไม้เต็มทั้งสอง
ขวด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าวันนี้เราจะต้องให้เขาบ้าง จึงยืนขึ้นถก
กางเกงเยี่ยวออกซ่า ๆ ดุจเทน้ำลงกระดาน เยี่ยวใส่กระถางใหญ่เต็มกระถาง ซัว
เจ็งก็เยี่ยวใส่อ่างไว้เต็มอ่าง ครั้นเสร็จแล้วก็ลงนั่งเรียบร้อยอย่างเดิม พูดว่าพวก
เจ้าจงเข้ามาเอาน้ำมนต์ทิพย์ไปเถิดฝ่ายพวกเต้าหยินเปิดประตูเข้าไป ต่างก็พากันเคารพขอบคุณช่วยกันยกน้ำ
รวมไว้ที่เดียวกัน จึงบอกพวกสานุศิษย์ทั้งหลายให้เอาถ้วยเล็กมาตักกิน เฮาลัด
ได้เซียนได้ถ้วยมาตักกินพอดื่มเข้าไปอุตสาห์จีบปากจีบคอกลึนลกลัดไต้เขียนถาม
ว่าพี่กินดีหรือ เฮาลัดว่าว่ารสฝาด ๆ ขื่น ๆ เอี้ยวลัดไต้เซียนดื่มเข้าไปครึ่งถ้วยว่า
คาว ๆ ดุจเยี่ยวหมู เห้งเจียนั่งอยู่ข้างบนได้ยินดังนั้น ก็นึกรู้ว่าจะเกิดความแล้ว
เราลองฝีมือให้มันรู้และไว้ชื่อให้ปรากฏด้วย คิดดังนั้นแล้วก็ออกปากเรียกว่า เฮ้ย
อ้ายพวกเต้าหยิน มึงทำการทุจริตมากมายเหลือเกินไม่มีความยุติธรรมเลย มึง
คิดว่าท่านพรหมซัมเซงจะลงมาง่าย ๆ ดังนั้นหรือ เราจะบอกพวกเจ้าให้รู้สึกตาม
ความจริง นี่คือพระถังซัมจั้งรับรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ วันนี้วันดีจึงลงมากิน
เครื่องบวงสรวงขนมนมเนย จะเป็นที่สำราญแก่พวกเจ้าที่เคารพนบนอบ ไม่มี
อะไรจะตอบแทนให้สมความดีของพวกเจ้า จึงถ่ายปัสสาวะลงไว้ในขวดในหม้อ
ต่างน้ำมนต์ ให้พวกเจ้ากินเพื่อสิริมงคลอายุยืนนาน ฝ่ายพวกเต้าหยินเมื่อได้ฟัง
ดังนั้น ก็พากันกั้นประตู พร้อมกันถือเครื่องศาสตราอาวุธอิฐและไม้ต่าง ๆ ปาส่ง
เข้าไปแล้วก็ตรูกันถือไม้บุกรุกเข้าไปจะตี ฝ่ายเห้งเจียคอยต่อสู้รับรองมือหนึ่งหนีบ
โป๊ยก่าย มือหนึ่งหนีบซัวเจ๋ง ปิดป้องลอดหนีออกมาพ้นประตู ก็เหาะหนีกลับ
มายังวัดตี้เอียนยี่ ครั้นถึงก็ลงเดินเข้าในกุฎีพากันเข้าที่นอน สักประเดี้ยวก็สว่าง
ในพระราชวังก็ตีกลองสัญญาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนาง ขุนนางเข้าเฝ้า
ประชุมพร้อมกันทั้งช้ายขวา เวลานั้นพระถังซัมจั้งก็ตื่นนอนลุกจากที่เรียกสานุศิษย์
ทั้งสาม จะเข้าไปในวังเปลี่ยนหนังสือเดินทางเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ก็ตื่นขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วก็จัดแจงตามอาจารย์ไป
อาจารย์กับศิษย์พากันเดินมาครั้นถึงหอเหงาฮ่องเล้าพระถังซัมจังจึงพูดแก่
ขุนนางที่เฝ้าประตูว่า อาตมภาพพระสงฆ์อยู่เมืองไต้ถังถือรับสั่งจะไปเมืองไซที
อาราธนาพระธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอเปลี่ยนหนังสือ ขอท่านได้เข้าไปกราบทูล
ให้ทรงทราบด้วยพวกขุนนาง ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบแล้ว
จึงมีรับสั่งว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้ไม่มีที่ตายจะมาหาที่ตาย พวกขุนนางที่คอยจับ
ทำไมอยู่จึงไม่จับมาส่งเล่า ขณะนันมีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งกราบทูลขึ้นว่า เมือง
ไต้ถังในชมพูทวีปนี้เป็นเมืองใหญ่ มาถึงนี้ทางไกลตั้งหมื่นโยชน์ อันพระสงฆ์ที่มา
นี้คงจะมีอภินิหารฤทธาอานุภาพ จึงสามารถมาประเทศไซทีได้ ขอพระองค์ได้
ทรงพระกรุณาเอาแต่หนังสือดู ถ้าถูกต้องแล้วก็ควรจะปล่อยไป จึงจะชอบด้วย
ทางทศพิธราชธรรมพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเห็นชอบด้วยตามถ้อยคำที่ขุนนางกราบ
ทูลนั้น จึงรับสั่งให้นำพระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าพระถังซัมจั้งกับพวกศิษย์ทั้งสามก็พร้อมกันเข้ามาในท้องพระโรง ครั้นถึง
หน้าพระที่นั่งก็ยืนเรียงกันเป็นแถวอยู่ จึงนำหนังสือสำหรับตัวออกถวาย พระเจ้า
แผ่นดินทรงรับมาทอดพระเนตรพิจารณาดู ในขณะนั้นพวกขันทีเข้ามากราบทูล
ว่าบัดนี้ท่านอาจารย์เต้าหยินจะขอเข้ามาเฝ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนาง
กราบทูลดังนั้นก็ลงจากพระที่นั่งเสด็จออกมาคอยรับ ฝ่ายเต้าหยินทั้งสามก็เดิน
เข้ามาถึงพระที่นั่ง ก็ขึ้นนั่ง ส่วนพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อพระองค์รับเชิญ พระถังซัม
จังหันหน้าไปดู เห็นเต้าหยินเดินตรงเข้ามาขึ้นที่นั่งมิได้เคารพต่อผู้ใด พวกขุนนาง
ซ้ายขวาก็ก้มหน้าไม่กล้าแลดู เต้าหยินขึ้นนั่งเสมอพระเจ้าแผ่นดินก็มิได้ทำความ
เคารพ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ให้หา เหตุใดท่านไต้เซียนจึงเข้ามา
ท่านจะมีกิจธุระประการใดหรือ เต้าหยินกราบทูลว่า ข้าพเจ้ามีกิจอันหนึ่งจึงได้มา
เฝ้าคือพวกพระสงฆ์ทั้งสี่นี้จะมาแต่เมืองใดข้าพเจ้าไม่ทราบ พระเจ้าแผ่นดินตรัส
บอกว่าเธออยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เต้าหยินได้ฟังดัง
นั้นก็ตบมือหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าหมายว่ามันหนีพ้นไปแล้ว มิรู้ก็กลับมาอยู่ที่นี่เองพระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้ได้ทำให้ท่านอาจารย์เดือด
ร้อนอย่างไรหรือ เธอมาบอกชื่อแช่แก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็อยากจะใคร่ส่งไปให้ท่านใช้
แต่ท่านขุนนางผู้ใหญ่ท้ายซื่อได้ทูลทัดทานเราเห็นว่าถูกต้องและทั้งเห็นว่าเธอมา
จากเมืองไต้ถัง จึงเรียกเข้ามาพิจารณาดูหนังสือนั้น หากว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้
มีโทษก็แล้วแต่ท่านเถิด เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์ยังไม่ทรงทราบคือ
เธอมาเมื่อวันวานนี้ ยังที่ประตูเมืองทิศตะวันออก ฆ่าสานุศิษย์ของข้าพเจ้าตาย
เสียสองคนแล้ว และยังซ้ำปล่อยพระสงฆ์ห้าร้อยรูปเสียด้วยอีก และทำลายเกวียน
กระเบื้องอิฐปูนไม้เสียไปทั้งสิ้น ครั้นเมื่อคืนนี้มาทำลายที่บูชาซัมเซงไปหมดสิ้นอีก
และลักกินผลไม้ขนมนมเนยที่พระราชทานสิ้น พวกข้าพเจ้าสำคัญว่าซัมเซงเสด็จ
ลงมาจึงพากันขอน้ำมนต์น้ำยาทิพย์ เพื่อจะนำมาถวายพระองค์ มิได้รู้ว่าสงฆ์พวกนี้
ถ่ายปัสสาวะไว้ในที่หลอกลวงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจับตัวก็พากันหนีไปบัดนี้กลับมา
อยู่ที่นี่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จะใคร่ลงโทษ
พระสงฆ์ทั้งสี่นั้น ในทันใดนั้นเห้งเจียจึงพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ขอพระองค์จง
ยับยั้งพระทัยก่อน ข้าพเจ้าจะทูลให้ทรงทราบบ้าง ซึ่งอาจารย์เต้าหยินมาทูลกล่าว
โทษว่าข้าพเจ้าฆ่าศิษย์เสียสองคนนั้นผู้ใดเป็นพยานได้รู้เห็น แม้ว่าจริงดังนั้นพวก
ข้าพเจ้าจะยอมถ่ายใช้ชีวิตให้เธอทั้งสอง ข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายเกวียนและ
สิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น และปล่อยพระสงฆ์ที่มีโทษการที่กล่าวนี้ไม่มีพยานยืนยัน
และกล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายรูปซัมเซงและสิ่งของเครื่องบูชาเสียนั้น ทั้งลักกินผล
ไม้และขนมนมเนย ก็พวกข้าพเจ้าจรมาแต่เมืองไต้ถังหนทางไกลไม่รู้เบาะแส เหตุใด
จะรู้ว่าโรงพิธีอยู่ที่แห่งใดและข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าถ่ายปัสสาวะไว้ ก็ควรจะจับคุม
เอาตัวไว้จึงจะชอบ ซึ่งเอาความเท็จไม่จริงมากล่าวโทษข้าพเจ้าว่ากลางวันฆ่าผู้
ฟันคนตายดังนี่และมนุษย์ทั้งหลายที่ปลอมชื่อปลอมแช่กันก็มีอยู่เป็นเช่นอย่าง
ถมไปจะนับจะประมาณมิได้ ด้วยเหตุอย่างไรจึงพูดว่าข้าพเจ้ากระทำการชั่วร้ายดังนี้
เป็นข้อความเลื่อนลอยหามีหลักฐานอันใดไม่ขอพระองค์ได้ทรงพระราชดำริก่อน
โดยทางยุติธรรมฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงฟังเห้งเจียชี้แจงก็ลังเลพระทัยอยู่ แต่หากมีความเชื่อ
และความนับถือเต้าหยินก็ยังทรงตรึกตรองอยู่ พอเห็นขุนนางเข้ามากราบทูลว่า
พวกกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายมาคอยรับรับสั่งอยู่นอกประตู พระองค์ทรงทราบ
แล้วจึงโปรดให้นำเข้าไปเฝ้าพวกขุนนางก็ออกไปนำกำนันผู้ใหญ่บ้านสี่สิบกว่าเข้า
ไปเฝ้า ถวายบังคมแล้วก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ในปีนี้ตั้งแต่เดือน
ห้าเดือนหกเดือนเจ็ดมาแล้วนี้ไม่มีฝน วิตกว่าเดือนแปดเดือนเก้าฝนจะแล้ง
เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้ามากราบทูลขอเชิญท่านอาจารย์เต้าหยินตั้งพิธีขอฝน
ขอพระบารมีเป็นที่พึ่งได้โปรดเกล้าทรงพระอนุกูลแก่อาณาประชาชนทั้งหลาย ให้
ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสว่าการที่ท่านทั้งหลายมากราบ
ทูลนี้ก็ทรงทราบอยู่แล้ว พระองค์จึงตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ข้าพเจ้านับถือศาสนา
เต้าหยิน มิได้นับถือพระสงฆ์เพราะเหตุใด เพราะเหตุที่พระสงฆ์ตั้งพิธีขอฝน ๆ ก็
ไม่ตก ส่วนท่านไต้เซียนลงมาจากฟ้าทำพิธีขอฝน ๆ ก็ตกลงมาชุ่มชื่น ราษฎรทั้ง
หลายมีความอิ่มเอิบบริบูรณ์ทั่วทุกตำบล ก็ท่านมาแต่ทางไกลได้ผิดพลั้งต่อท่าน
ได้เซียน ก็ย่อมมีโทษมาก แต่ข้าพเจ้าจะยกให้ท่านยังสามารถจะตั้งพิธีขอฝนให้
ฝนตกได้หรือไม่ แม้ว่าท่านขอฝนได้ข้าพเจ้าจะยกโทษนั้นให้มิให้มีโทษ และ
เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้แม้ว่าฝนไม่ตกก็จะต้องโทษตามกฎหมาย ประจานให้ชาว
เมืองรู้ทั่วกัน เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้า
สามารถจะขอฝนให้ตกได้ตามต้องการ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียรับดังนั้น
จึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่องพิธี และสั่งให้จัดราชรถ พระองค์จะเสด็จไป
ทอดพระเนตรยังหอเหงาฮ่องเล้าฝ่ายขุนนางพนักงานก็จัดการตามรับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จพร้อมด้วยขุนนาง
ข้าราชการ มาประทับยังหอเหงาฮ่องเล้าแล้ว พระถังซัมจั่งกับพวกศิษย์ก็พากัน
ตามเสด็จมาอยู่ข้างล่าง ฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทังสามขึ้นนั่งอยู่บนหอกับด้วยพระเจ้า
แผ่นดิน บัดเดียวมีขุนนางขีม้าวิงมาบอกว่า การพิธีสารพัดจัดเสร็จแล้ว ขอเชิญ
ท่านไต้เซียนไปบวงสรวงเฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ย่อตัวคำนับแก่พระเจ้าแผ่นดิน
แล้ว เดินลงมาจากหอ เห้งเจียวิ่งมากั้นหน้าไว้ ถามว่าจีนแสจะไปข้างไหน เต้า
หยินตอบว่าจะขึ้นทำพิธีขอฝน เห้งเจียว่าเห็นจะผิดที่ท่านยกย่องกันเอง ทำไมไม่
ให้ข้าพเจ้าผู้มาทางไกลขอก่อนเล่า นี่คือดุจกำลังมังกรจะเบียนที่ของงูหรือแม้ว่า
ท่านจะขึ้นไปก่อน จะต้องต่อหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินแสดงความทรงพระ
อนุญาตจึงขึ้น เต้าหยินถามว่าแสดงความอะไร เห้งเจียว่าท่านกันข้าพเจ้าพร้อม
กันขึ้นทำพิธีขอฝน จะรู้ได้หรือว่าฝนของท่านหรือฝนของข้าพเจ้า ก็จะไม่รู้ว่าความ
ชอบของผู้ใด เต้าหยินพูดว่า จงดูป้ายจะร้องเรียกเป็นลำดับ คือที่หนึ่งร้องให้มีลม
ที่สองร้องให้มีเมฆ ที่สามร้องให้มีฟ้าร้อง ที่สี่ให้มีฝนตก ที่ห้าให้ฝนหยุด เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ แล้วพูดว่าข้าพเจ้าพวกสงฆ์ยังไม่เคยเห็น เชิญท่าน
เถิด ๆเต้าหยินไต้เซียนจึงเดินไปก่อน พระถังซัมจั้งกับศิษย์เดินตามหลังไป ครั้นมา
ถึงหน้าประตูพิธี แลเข้าไปเห็นมีแท่นสูงสักสามวาในรอบนั้นปักธงยี่สิบแปดคัน เป็น
อย่างดาวยี่สิบแปดดวง บนแท่นนั้นมีโต๊ะตั้งไว้โต๊ะหนึ่งมีเครื่องบูชากระถางปักรูป
เชิงเทียนหม้อไฟ กลางโต๊ะมีป้ายทองจารึกชื่อเจ้ารามสูร ข้างนั้นมีกระถางตั้งห้า
กระถาง ใส่น้ำใสเต็มทุกกระถาง บนน้ำนั้นทิ้งยอดใบสนลอยอยู่ทุก ๆ กระถาง มี
ป้ายเหล็กวางซ้อนบนกระถางแผ่นหนึ่ง เขียนยันต์ชื่อรามสูร ข้างนั้นมีไม้หลักห้า
อันเขียนชื่อพระพายทุก ๆ หลัก หลักหนึ่งมีเต้าหยินยืนอยู่สองคน มือถือลูกตุ้ม
เหล็กคอยเคาะหลักนั้นข้างหลังแท่นมีพวกเต้าหยินหลายคนคอยเขียนหนังสือยันต์
ที่หว่างปักกระดาษราวไฟไว้ราวหนึ่งและมีรูปหุ่นคนสองสามรูปเป็นก็ริยาราชทูตของ
พระภูมิเจ้าที่ใช้สอยฝ่ายเต้าหยินมาถึงก็ตรงขึ้นไปบนแท่นยืนอยู่ข้างหนึ่ง ข้างนั้นมีเต้าหยินน้อย
มือถือกระดาษยันต์เหลืองและเกี่ยมอันหนึ่ง เอามาส่งให้อาจารย์เต้าหยิน ๆ รับเอา
เกี่ยมและยันต์มาถือมือก็จับเกี่ยมยกขึ้นเสกร่ายเวท เอายันต์แผ่นหนึ่งวางเผาบน
หม้อไฟแล้ว ข้างล่างนั้นพวกเต้าหยินน้อยสองสามคนก็เอายันต์เผา และกระดาษ
ยันต์ ที่ราวนั้นก็จุดไฟเผา ข้างบนแท่นนั้นเสียงอู้ทีหนึ่งและป้ายพระพายก็มีเสียง
ลั่นดังบนเวหามีลมพัดฉิว ๆ มาโป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ปากก็บ่นว่าเห็นจะไม่เป็นการเต้าหยินนี้เธอมีความรู้วิเศษ
จริง อาจทำป้ายให้มีเสียงขึ้นได้ ก็มีลมพัดมาดังนี้ เห้งเจียว่าพวกเราจงเงียบ ๆ
อย่าพูดจาแก่เรา ๆ จะมีธุระการไป พูดดังนั้นแล้วก็ถอนขนเพชรออกหนึ่งขน
ร่ายพระคาถาเป่าแปลงเป็นเห้งเจียปลอมยืนอยู่ที่นั่น ตัวเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหา
ถามว่าผู้ใดเป็นพนักงานลม ฝ่ายพระพายตกใจก็รีบรัดปากถุงลมให้หยุดแล้ว
ลงคำนับเห้งเจีย เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ารักษาพระถังซัมจั้งไปไซทีอาราธนาพระธรรม
จะทดลองขอฝนแก่เต้าหยินทำไมพระพายจึงไม่ช่วยเรา กลับไปช่วยเต้าหยินเล่า เรา
จะยกโทษให้ จงเก็บลมเสียให้สิ้น แม้ว่ามีสักนิดหน่อย พัดให้สิ่งของ ๆ เต้าหยิน
ไหวเราจะตีด้วยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ี้ยี่สิบที พระพายตอบว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าแล้ว
ในทันใดนั้นลมก็สงัดเงียบหยุดไปสิ้นฝ่ายเต้าหยินก็เอายันต์ออกเผาอีกแผ่นหนึ่งก็ตบกับโต๊ะทีหนึ่ง ก็เห็นบนอากาศ
มีสายเมฆออกมัวท้องฟ้า เห้งเจียร้องถามว่าที่ทำเมฆนั้นผู้ใด เทพบุตรทำเมฆก็
ตกใจมาคำนับบอกว่า ข้าพเจ้าคือหนึ่งกุน เห้งเจียจึงเอาความนั้นมาเล่าให้ฟัง
ทุกประการแล้ว หนึงกุนก็เก็บเมฆเสียหมดสิ้น ท้องฟ้าทั่วโลกไม่มีเมฆฝนเลยฝ่ายเต้าหยินจิตใจให้ร้อนรน ก็คลายมวยผมปล่อยลงร่ายเวทเสกเผายันต์อีก
แผ่นหนึ่ง เอาป้ายตบลงกับโต๊ะก็แลเห็นข้างทิศอาคเนย์ เทพยดาเตงที่กุน ขับ
พวกรามสูรมายังอากาศ พบเห้งเจียก็คำนับ เห้งเจียก็ชี้แจงเล่าเหตุผลให้ทราบ
ทุกประการ แล้วต่อว่า ๆ ทำไมพวกท่านมาโดยใจดังนี้มีรับสั่งอย่างไรหรือที่กุนบอกว่า เต้าหยินเผายันต์รามสูรและหนังสือขอร้องขึ้นไปร้อนถึงเง็กเชียง
ฮ่องเต้ มีรับสั่งให้พวกข้าพเจ้ามาพวกข้าพเจ้าจึงได้มาทำการตามรับสั่ง เห้งเจีย
ว่า ถ้ากระนั้นจงหยุดก่อน ไว้รอข้าพเจ้ากระทำการ จึงลงมือช่วยกันเถิด ฝ่าย
เต้าหยินไม่มีเสียงรามสูรจิตใจให้หวาดหวั่น ก็รีบจุดธูปจุดเทียนเพิ่มเติมเอายันต์
เผาอีกแผ่นหนึ่งเอาป้ายตบลงกับโต๊ะ ทันใดนั้นเห็นเล่งอ๋องพระยานาคทั้งสี่สมุทร
ขับบริวารรีบมา เห้งเจียมาสกัดร้องตวาดถามว่า เง่ากวังเล่งอ๋องจะไปข้างไหน
เง่ากวั้งเล่งอ๋องเห็นเห้งเจียก็เข้ามาคำนับ เห้งเจียจึงเล่าเหตุการณ์นั้น ๆ ให้ฟังทุก
ประการ แล้วพูดว่าเมื่อวันก่อน มีความลำบากแก่ท่านไม่สำเร็จ คราวนี้ขอช่วย
เป็นกำลังเล่งอ๋องพูดว่าท่านอย่ามีความวิตก ข้าพเจ้าจะทำตามท่านสั่งทุกประการ
เห้งเจียว่าขอบใจท่าน เมื่อวันก่อนบุตรของท่านได้มาช่วยจับปิศาจ ช่วยอาจารย์
ของข้าพเจ้าให้ข้ามฟากมาได้ เล่งอ้องบอกว่า ปิศาจนั้นบัดนี้ยังมัดอยู่ในทะเลยัง
ไม่กล้าชะรำเองจะใคร่เชิญไต้เซียไปตัดสินเห้งเจียพูดว่า โทษานุโทษนั้นแล้วแต่
ท่านจะเห็นสมควรเถิด เวลานี้ขอท่านได้ช่วยเป็นกำลังแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยเต้าหยิน
ร้องเรียกสี่หนแล้ว ก็ถึงเวรข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่เข้าในยันต์เขียนและตบตีซึ่ง
ป้ายนั้น เตงทีกุนพูดว่า ท่านสั่งแล้วก็ต้องทำตามท่านสั่ง แต่วิตกว่าไม่มีสัญญา
จะไม่เข้าใจกันได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะเอากระบองนี้เป็นสัญญา แม้ว่า
ข้าพเจ้าชี้ขึ้นจงให้มีลม พระพายก็รับสัญญาว่าจะให้เกิดลม ถ้าชี้ที่สองจงให้เกิด
เมฆขึ้น หนึงกุนก็รับสัญญาว่า จะทำให้เกิดเมฆขึ้น ถ้าชี้ที่สามจงให้ฟ้าร้อง
รามสูรก็รับสัญญาจะทำให้ฟ้าร้อง ถ้าชี้ที่สี่จงให้ฝนตก เล่งอ๋องทั้งสี่ก็รับสัญญา
จะทำให้ฝนตก ถ้าชี้ที่ห้าให้ฟ้าสว่างปรกติ แล้วกำชับว่า ตามสัญญานี้ขออย่า
ให้เคลื่อนคลาด กำชับแล้วเห้งเจียก็ลงมายังที่เดิม เรียกขนกลับเข้าตัวแล้วก็ยืน
แอบพระถังซัมจั้งอยู่ แล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านจินแสเชิญสี่หนแล้ว
ก็ไม่มีลมและเมฆและฟ้าร้องและฝนเล่า จะต้องให้ข้าพเจ้าทำบ้างจึงจะควรฝ่ายเต้าหยินจนใจไม่รู้ที่จะทำประการใด ก็เดินกลับลงมาไปขึ้นหอ 'เหงา
ฮ่องเล้า) เข้าเฝ้าทูลพระเจ้าแผ่นดิน เห้งเจียก็เดินตามไป พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัส
ถามว่า ข้าพเจ้าคอยฟังคอยดูท่านอาจารย์ทำการพิธีบวงสรวงสี่หนแล้ว ก็ไม่เห็น
มีลมและฝนการจะเป็นอย่างไรหรือ เต้าหยินทูลว่า วันนี้เทพยดาพนักงานที่ทำ
ลมและฝนไม่อยู่ เห้งเจียพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า วันนี้เทพยดาอยู่พร้อมกัน ที่
ฝนไม่ตกนั้นเพราะวิทยาของจินแสไม่ศักดิ์สิทธิ์ เชิญเธอจึงไม่มา เมื่อพระเจ้า
แผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงทรงอนุญาตว่า ถ้ากระนั้นเห้งเจียจงกระทำให้
เกิดลมและฝนเถิดเราจะคอยดู เห้งเจียได้อนุญาตแล้ว ก็คำนับเดินกลับมายังพิธี
บอกพระถังซัมจั่งให้ขึ้นบนโรงพิธี พระถังซัมจั่งว่า อาตมภาพไม่เคยขอฝน เห้งเจีย
พูดว่าท่านไม่ต้องบวงสรวงจงทำเป็นนั่งสวดมนต์เท่านั้น ข้าพเจ้าจะทำเองท่านอย่า
ได้วิตกเลย พระถังซัมจั่งขึ้นบนแล้วนั่งสำรวมจิตสวดพระคัมภีร์ (ซิมเกง) เวลานั้น
มีขุนนางขี่ม้าวิ่งมาถามว่า ท่านสงฆ์หมู่นี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงป้ายสัญญาเล่า และ
ทำไมไม่เผากระดาษยันต์เล่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้า
ไม่ต้องการ พวกข้าพเจ้าไม่ต้องบวงสรวงขอเอาโดยทางความระงับ ขุนนางผู้นั้น
ก็กลับไปกราบทูล เห้งเจียได้ฟังพระถังซัมจั้งสวดมนต์จบแล้ว จึงชักกระบองออก
จากหูแกว่งกวัดไปมาทีหนึ่งแล้ว เอากระบองชี้ขึ้นบนเวหา ในทันใดนั้นก็บังเกิด
ลมพัดเป็นพายุใหญ่ พัดจนกระเบื้องและดินทรายปลิวว่อนมืดมนไปทั้งอากาศ แล้ว
เห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นบนอากาศอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นเมฆฝนก็ตั้งขึ้นเต็มไปทุก
ทิศเขียวชอุ่ม เห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นไปบนเวหาอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นฟ้าก็ร้อง
ครื้นครั่นลั่นสะท้านไปทั่วโลก เห้งเจียก็ชี้กระบองขึ้นไปบนเวลาอีกทีหนึ่ง ฝนก็ตกลง
มาทันทีตั้งแต่สามโมงเช้าจนเวลาเที่ยง ในกำแพงเมืองน้ำท่วมถนนหนทางไปทั้งสิ้น
เจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าน้ำก็มากแล้ว ข้าวปลาจะเสียไปหมด จะกลับเป็นไม่ดีเห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเอากระบองชี้ขึ้นบนเวหาทีหนึ่งฝนก็หยุดลมก็หายรามสูร
ก็ไม่มีเสียงเมฆก็ม้วนหอบหายไปหมด ท้องฟ้าก็ขาวสว่างไสวผ่องใสเหมือนปรกติ
แต่เดิมพระเจ้าแผ่นดินมีพระทัยโสมนัสยินดียิ่งนัก พวกขุนนางทั้งหลายก็พร้อม
กันสรรเสริญทุก ๆ คน ว่าพระสงฆ์องค์นี้ดีจริง พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จกลับเข้า
พระราชวัง ทรงเปลี่ยนหนังสือสัญญาประทับตราแผ่นดินให้เต้าหยินทั้งสามกราบทูลขัดขวางว่า ขอพระองค์ได้ทราบฝนตกในครั้งนี้ ไม่ใช่
พาหนะของพระสงฆ์พวกนี้ คือพาหนะอำนาจของข้าพเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้าแผ่นดิน
รับสั่งว่าท่านอาจารย์พูดว่าเล่งอ้องไม่อยู่ขอฝนไม่ได้ ครั้นเธอขึ้นไปขอก็ตกลงมา
ห่าใหญ่ฉะนี้ ทำไมจึงมาพูดลบล้างความชอบของเธอเสียเล่า เฮ้าลัดทูลว่าข้าพเจ้า
ขึ้นทำพิธีบวงสรวงและเผาซึ่งยันต์และหนังสือกราบทูลไปยังสวรรค์และเคาะไม้
สัญญา เล่งอ๋องจะไม่มานั้นได้อยู่หรือ ครั้นข้าพเจ้าลงจากพิธีฝ่ายพระสงฆ์ขึ้นพอ
มาประจวบเข้าจึงได้บังเกิดฝน เมื่อจะพิเคราะห์ให้ดีแล้วก็เป็นด้วยข้าพเจ้าบวงสรวง
ทั้งสิ้น ทำไมจึงกลับเป็นความชอบของพระสงฆ์ไปฝ่ายเดียวเล่าพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเต้าหยินก็เกิดความสงสัย ไม่แน่นอนในใจลงไปได้ว่า
อย่างไร เห้งเจียจึงกราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ คือเธอทำด้วยเวทมนตร์กล
เล่ห์ทางไสยศาสตร์ไม่เป็นความจริงได้ แม้จะเห็นว่าไม่แน่ว่าเป็นความจริงฝนตกด้วย
อำนาจของผู้ใด บัดนี้เล่งอ๋องนาคทั้งสี่อยู่บนเวหา ข้าพเจ้ายังไม่บอกให้ไป ถ้า
เต้าหยินเป็นผู้วิเศษจริงจงเรียกเล่งอ๋องออกมาให้เห็นตัวได้ จึงจะเห็นจริงว่าซึ่งลม
และฝนตกนั้นเป็นเพราะฤทธิ์เดชและความสำเร็จมาจากเธอจริงพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงตรัสว่า
ข้าพเจ้าได้ราชสมบัติยี่สิบสามปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นรูปพระยาเล่งอ๋องว่าจะเป็น
ประการใด ขอท่านทั้งสองจงสำแดงวิทยาความรู้อันประเสริฐให้ข้าพเจ้าเห็นเป็น
ขวัญตาสักครั้งหนึ่งเถิด ความชอบจะอยู่แก่ท่านผู้เดียว ถ้าหากว่าเรียกมาไม่ได้
จะเอาโทษให้สาหัสเต้าหยินทูลว่าพวกข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ขอให้พวกสงฆ์เรียกมาเถิด เห้งเจียแหงน
หน้าขึ้นบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านเง่ากวังอยู่ที่ไหนจงพาพวกพี่น้อง
บริวารออกทั้งรูป ให้เห็นปรากฏแก่ตามมนุษยโลก เล่งอ้องได้ยินดังนั้นก็ออกจาก
กลีบเมฆลอยอยู่บนเวหาทั้งสี่พี่น้อง พลิกแพลงเลี้ยวลดเร่ร่อนไปมาตรงปราสาท
กิมหลวนเต้ยพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็จุดธูปเทียนบูชาขุนนางทั้งหลายก็
คุกเข่าลงคำนับทุกคน แล้วพระองค์จึงตรัสว่ามีความลำบากแก่ท่านเล่งอ๋องได้
อุตสาห์ลงมาขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่นข้าพเจ้าจึงจะตอบแทนพระคุณ เห้งเจีย
พูดว่าท่านเล่งอ้องและเทพบุตรทั้งหลายจงกลับไปยังที่เถิด วันอื่นข้าพเจ้าจะขอบ
พระคุณท่าน ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องและเทพยดาทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ก็อันตรธาน
สูญหายกลับไปยังสำนักแห่งตนฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นเห้งเจียมีอำนาจฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ อาจสามารถเรียก
เชิญเล่งอ๋องและเทวดาได้ จึงหยิบเอาตราจะประทับส่งให้พระถังซัมจั้งไป ฝ่าย
เต้าหยินทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็เสด็จลงจาก
บัลลังก์ เข้าประคองอาจารย์เต้าหยินไว้แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์ทำไมวันนี้จึงมา
ทำกิริยาอย่างนี้จะว่ากระไรหรือ เต้าหยินทูลว่า พระองค์ได้ทราบคือพวกข้าพเจ้า
มาถึงเมืองนี้ก็ปรารถนาจะรักษาบ้านเมืองของพระองค์ให้ราษฎรมีความสุข มา
วันนี้พวกสงฆ์เอาวิชาความรู้ออกเล่น แม้พระองค์ปล่อยเธอไปก็จะเสียเกียรติยศ
ของพวกข้าพเจ้า พระองค์เห็นแก่ฝนเวลาเดียวก็มายกโทษฆ่าคนตายเสียนั้น จะ
ไม่มีความประมาทพวกข้าพเจ้ามากหรือขอพระองค์อย่าเพิ่งให้หนังสือไปก่อน ให้
พวกพี่น้องข้าพเจ้าทดลองดูก่อน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเต้าหยินกราบทูล
ดังนั้น ก็ให้วุ่นวายในพระทัยไป จึงยังมิได้พระราชทานหนังสือให้ จึงตรัสถาม
เต้าหยินว่าท่านจะใคร่ทดลองด้วยประการใดหรือเฮ้าลัดอาจารย์ทูลว่า ข้าพเจ้าจะลองด้วยนั่งสมาธิพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า
ฝ่ายพระสงฆ์นั้นเธออยู่ในทางสมาธิเป็นอารมณ์ ทำไมจึงจะเอาสมาธิมาทดลองแก่
เธอเล่า เต้าหยินทูลว่า อันสมาธินี้ไม่เหมือนแก่สมาธิตามเคยนั้น เรียกว่าอริยเมฆ
เป็นบันไดสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า อย่างไรเรียกว่าอริยสมาธิขอให้ท่าน
ชี้แจงข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ เต้าหยินทูลว่า คือเอาไม้ร้อยท่อน เอาห้าสิบท่อนซ้อน
ขึ้นให้สูงประมาณสิบวา ข้างบนนั้นมีที่นั่งได้จะขึ้นไปไม่ให้เอามือจับและไม่ให้ใช้
บันได จะขึ้นก็เหยียบเมฆขึ้นไปนั่ง กำหนดสองสามชั่วโมงกายไม่ไหวสั่นพระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นการยาก จึงมีรับสั่งแก่พระสงฆ์ว่ามีผู้ใดเข้าใจจะทำ
ได้บ้างหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังนิ่งอยู่ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงไม่พูดว่า
กระไรเห้งเจียพูดว่าน้องพี่ไม่ปิดบังอำพรางอะไรแก่น้อง แม้ว่าจะขึ้นฟ้าดำดินและ
วิดน้ำในทะเลหรือเลื่อนแม่น้ำทุก ๆ อย่าง ซึ่งความประหหลาดเหล่านั้นพี่ทำได้ทั้งสิ้น
แต่ที่ว่านั่งสมาธินั้นพี่ต้องยอมด้วยสันดานยังมิได้เคย ที่ไหนจะนั่งได้เล่าพระถังซัมจั้ง ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าอาตมนั่งสมาธิได้ เห้งเจียดีใจ
พูดว่าดีแล้ว ๆ ถามว่าอาจารย์จะนั่งได้สักเท่าใด พระถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพ
ได้พบท่านผู้วิเศษสำเร็จทางสมาธิ อธิบายซึ่งรากเหง้าประเภทของสมาธิให้ฟัง คือ
สมาธิอย่างสูงสำรวมจิตวางที่ช่องทวารเกิดดับ นั่งได้ทนสามปีสี่ปีแต่วิตกจะขึ้นไป
ไม่ได้ เห้งเจียว่าอาจารย์อย่าวิตกจงไปรับเถิด ข้าพเจ้าจะส่งอาจารย์ขึ้นไปเอง
พระถังซัมจั่งจึงเดินมายังหน้าที่นั่งพนมมือพูดว่า อันสมาธินั้นอาตมภาพนั่งได้จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นโดยเร็ว ประมาณชั่วโมงหนึ่ง
ก็แล้วสำเร็จตามรับสั่งสองแท่น ยังที่ปราสาทกิมหลวนเต้ยซ้ายขวา ฝ่ายเฮ้าลัด
อาจารย์ใหญ่ก็ลุกจากที่เดินลงมายังพื้นล่าง ก็สำแดงขึ้นเหยียบเมฆตรงขึ้นไปนั่ง
ปรกติอยู่บนแท่นข้างทิศตะวันตก เห้งเจียก็ถอนขนออกหนึ่งขน แปลงเป็นเห้งเจีย
ยืนอยู่กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตัวเห้งเจียก็บันดาลเป็นเมฆห้าสีเข้าโอบยกเอาพระถัง
ซัมจังขึ้นนั่งบนแท่นข้างทิศตะวันออก เห้งเจียก็รวมเมฆ แปลงเป็นแมลงหวี่บินกลม
ลงมาจับข้างใบหูโป๊ยก่ายบอกว่า น้องทั้งสองอย่าพูดจาแก่รูปแปลงนั้นโป๊ยก่าย
บอกว่ารู้แล้วฝ่ายลกลัดอาจารย์ที่สอง นั่งอยู่ข้างล่างเห็นเธอทั้งสอง ขันนั่งสมาธิก็หลาย
ชั่วโมงยังไม่แพ้ชนะกัน จึงนึกว่าเราจะช่วยไต้เซียนสักแรงหนึ่ง จึงถอนเอาผม
ท้ายทอยออกเส้นหนึ่ง เสกเป็นก้อนกลมแล้วดีดขึ้นไปติดบนศีรษะพระถังซัมจั้งแปลง
เป็นตัวหนอนเกาะอยู่ ก็กัดไชศีรษะพระถังซัมจั้งฝ่ายพระถังซัมจั่ง ทีแรกก็รู้สึกค้น ทีหลังก็รู้สึกเจ็บอันตามสัญญานั่งสมาธิ
กายมิให้ไหวถ้าไหวก็เรียกว่าแพ้ เมื่อหนอนกัดศีรษะพระถังซัมจั้งหนักเข้าก็ทนไม่ไหว
จึงคุดงอศีรษะลงโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นพูดว่าเห็นจะไม่เป็นการท่านอาจารย์จะบังเกิด
ลมอะไรขึ้นแล้วเห้งเจียพูดว่า อาจารย์เราพูดคำเดียวไม่เป็นคำสองแม้รับได้ก็ได้น้องทั้งสอง
อย่าวุ่นวาย พี่จะขึ้นไปดูจะเป็นอย่างไรดอกกระมัง เห้งเจียก็บินโผขึ้นไป ถึงศีรษะ
พระถังซัมจั่งจึงพิจารณาดู เห็นมีเท่าเมล็ดถั่วเขียวใหญ่ เกาะไชอยู่บนศีรษะพระ
ถังซัมจั้ง เห้งเจียก็เอื้อมมือไปแกะออกแล้วเอามือเกาถูให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งก็
ไม่เจ็บไม่คันนั่งปรกติไปตามเดิม เห้งเจียจึงนึกว่าศีรษะพระสงฆ์ก็โล้นไม่มีเหาเล็น
อะไรจะอยู่ได้ นี่ทำไมหนอจึงมีหนอนมาเกาะอยู่อย่างนี้เห็นจะเป็นพวกเต้าหยิน
คนใดคนหนึ่งคิดทำลายอาจารย์เราเป็นแน่ จำเราจะต้องแกล้งมันบ้าง เห้งเจีย
จึงโผบินข้ามไปยังที่อาจารย์เต้าหยินนั่งอยู่ตรงนั้น แปลงเป็นตะขาบตัวหนึ่งยาว
เจ็ดองคุลีตรงเข้าเกาะที่รูจมูกเต้าหยิน เต้าหยินก็นั่งไม่เป็นสุข ขยับตัวทีหนึ่งก็หก
คะเมนลงมาจากแท่นจะถึงแก่ความตายบังเอิญมีคนช่วยก็รอดตายไปได้ พระเจ้า
แผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวอาจารย์ไปอาบน้ำยังตำหนัก
บุ้นฮวยเห้งเจียจึงบันดาลเป็นเมฆรับพระถังซัมจั้งลงมานับว่าเป็นการชนะพวกเต้าหยิน
พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้หนังสือเดินทางแก่พระถังซัมจั้ง ลกลัดอาจารย์ที่สองก็
คุกเข่าลงคำนับทูลขัดว่าขอพระองค์ได้ทราบพี่ข้าพเจ้าเคยเป็นโรคลม ครั้นขึ้นสูง
ถูกลมอากาศจึงได้เป็นเช่นนั้นพวกพระสงฆ์จึงได้ชนะดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรดให้
ข้าพเจ้าขันพนันทายบังตาลองดูก่อน พระเจ้าแผ่นดินถามว่า การทายบังตานั้น
อย่างไร เต้าหยินทูลว่า ข้าพเจ้าทายรู้ได้ซึ่งสิ่งของในที่ลับ รู้ได้ว่าเป็นของสิ่งใด
แม้ว่าพวกพระสงฆ์ทายรู้ได้ก็ควรยอมให้เธอไปแม้เธอทายไม่ได้ขอพระองค์ปรับ
โทษที่ฆ่าคนนั้นเถิดพระเจ้าแผ่นดินก็ลงเนื้อเห็นเชื่อตามเต้าหยิน จึงรับสั่งให้ขันทียกตู้ล่องชาติ
แดงนั้นออกมายังตำหนักใน เอาของวิเศษใส่เข้าไว้แล้วปิดประตูตู้เสียหามออก
มาตั้งไว้ข้างนอกหน้าพระที่นั่ง แล้วพระองค์จึงรับสั่งว่า พวกท่านทั้งสองฝ่าย จงทาย
ว่าในตู้นั้นมีของสิ่งใด ในทันใดนั้นเห้งเจียแปลงเป็นแมลงหวี่ เข้าเกาะตู้พิจารณา
ดูเห็นมีช่องเล็กก็ลอดเข้าไปข้างใน จึงได้เห็นเสื้อวิเศษตัวหนึ่งกางเกงวิเศษตัวหนึ่ง
จึงจับยกขึ้นฉีกป่นไปหมด จึงกัดปลายลิ้นเอาโลหิตพ่นเข้าไปร้องแปลง เสื้อ
กางเกงก็กลายเป็นระฆังแตกระฆังหนึ่ง แล้วก็ถ่ายปัสสาวะไว้ด้วย แล้วก็ลอด
ออกมาจับที่ใบหูพระถังซัมจั้งบอกให้ทายของวิเศษว่าระฆังแตกจะเป็นของวิเศษอะไร
จงทายอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปจะทาย เต้าหยิน
ก็ชิงทายว่าในตู้นั้นมีเสื้อหนึ่งตัวกางเกงหนึ่งตัวเป็นของวิเศษสองสิ่ง พระถังซัมจั้ง
พูดว่าไม่ใช่ ในตู้นั้นมีระฆังแตกระฆังหนึ่งเท่านั้นพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าพระสงฆ์นี้ดูถูกเราว่าไม่มีสิ่งของวิเศษจึงได้ทายว่า
ระฆังแตกฉะนี้ รับสั่งให้จับตัวไว้ พระถังซัมจั้งจึงทูลว่าขอพระองค์ได้เปิดตู้ดูเสีย
ก่อน แม้ว่ามีของวิเศษจริงขอรับพระราชอาญาตามโทษ ถ้ามิใช่ของวิเศษก็เพียง
อย่าลงโทษอาตมภาพเลยจึงพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้เปิดตู้ดู ก็แลเห็นมีแต่ระฆัง
แตกอยู่ระฆังหนึ่งเท่านั้น ก็ยิ่งทรงพระพิโรธว่าใครเอาระฆังแตกใส่เข้าไว้พระ
มเหสีทูลว่า ข้าพเจ้าใส่แก่มือข้าพเจ้าเอง คือเสื้อกางเกงของวิเศษสองสิ่ง เหตุใด
จึงกลายเป็นของอย่างนี้ไปเล่าพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเรารู้เหตุแล้ว ให้พระมเหสีเสด็จเข้าจึงรับสั่งให้ยกตู้
เข้าไปข้างใน แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปเอาผลชมพู่เซียนผลหนึ่งใส่ไว้ในตู้นั้นปิด
ประตูเสียแล้ว สั่งให้หามออกไปข้างนอก จึงรับสั่งให้ทาย เห้งเจียก็เข้าไปในตู้อีก
เช่นครั้งก่อน พอแลเห็นผลชมพู่ ก็กลายเป็นรูปเดิมกินผลชมพู่จนหมดลูกยังเหลือ
แต่เมล็ดในก็วางไว้ แล้วแปลงเป็นแมลงหวี่กลับออกมากระซิบบอกพระถังซัมจังว่า
พระอาจารย์จงทายว่าเมล็ดในชมพู่เซียน พระถังซัมจั่งจะออกปากทาย เต้าหยิน
ก็ชิงทายว่า ชมพู่ผลหนึ่ง พระถังซัมจั้งว่าชมพู่ก็จริงแต่ไม่มีเนื้อมีแต่เมล็ดในเท่านั้น