หน้าแรก > ไซอิ๋ว > Lem5

005 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๕

พระเจ้าแผ่นดินตวาดว่า คราวนี้ข้าพเจ้าใส่เองกับมือข้าพเจ้าคือชมพู่เซียน
ผลหนึ่ง ทำไมจึงทายว่ามีแต่เมล็ดในเล่า พระถังซัมจั้งทูลว่า ถ้าไม่เชื่อขอให้เปิด
ต้ออกดูก็จะเห็นจริงว่าเป็นประการใดจึงรับสังให้ขุนนางเปิดประตูตู้ออกดูก็เหน
เมล็ดในชมพ่จริงเหมอนคาของพระถังซึมจัง พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนันก็ตกพระทั
จึงตรัสแก่เต้าหยินอาจารย์ว่า อย่าขันสู้แก่เธอเลยจงปล่อยให้ไปเถิด ข้าพเจ้าได้
เอาผลชมพู่ เซียนใส่แก่มือของข้าพเจ้าเองทั้งผล เหตุใดจึงเหลือแต่เมล็ดในดังนี้เล่า
ซะรอยจะมีเทพยดารักษาเธออยู่เป็นแน่ขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสอยู่ดังนั้น เฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่เมื่อตกลงมาจาก
แท่นก็ออกไปอาบน้ำชำระกายแล้ว กลับเข้ามายังหน้าที่นั่ง กราบทูลว่าขอพระองค์
ได้ทราบ พระสงฆ์เหล่านี้เข้าใจกลอาจเรียกสิ่งของที่ไม่มีวิญญาณ และให้เปลี่ยน
แปลงได้ จงยกตู้ขึ้นมาข้าพเจ้าจะทำลายตู้นั้นเสียให้เธอทายใหม่ พระเจ้าแผ่นดิน
ถามว่าพระอาจารย์จะทายอะไรอีกหรือ เต้าหยินทูลว่า กลนั้นเคลื่อนได้แต่สิ่งของ
เท่านั้น สิ่งที่มีวิญญาณจิตเคลื่อนไม่ได้ เอาเด็กน้อยซ่อนเข้าไว้ในตู้แล้ว ปิดประตูเสีย
ยกตู้ลงไปให้เห้งเจียมาทายเห้งเจียเห็นยกตู้ลงมาตั้งไว้อีก ก็บินไปจับที่ตู้ลอดเข้า
ไปในตู้ เห็นมีเด็กน้อยนั่งอยู่ก็รู้สึกจึงแปลงเป็นอาจารย์เต้าหยิน เรียกว่าสานุศิษย์
คำหนึ่งเด็กก็ถามว่าอาจารย์มาทางไหน เราเห้งเจียบอกว่าแทรกเข้ามาเด็กถามว่า
อาจารย์เข้ามาจะสั่งว่ากระไรหรือ เห้งเจียว่าเจ้าเข้าอยู่ในตู้น้ พวกสงฆ์นั้นแลเห็น
เสียแล้ว หากว่าเขาทายว่ามีเด็กน้อยจะมิเสียที่เขาหรือ คิดโกนผมเสียพวกเราจะ
ทายว่าสามเณรน้อย เด็กนั้นพูดว่าตามใจอาจารย์เถิด เห้งเจียก็เรียกกระบองให้
แปลงเป็นมีดโกนจึงโกนผมเด็กนั้นเสียให้หมดทั้งศีรษะแล้วแปลงเสื้อกางเกงของ
เด็กนั้นเป็นผ้าเหลืองนุ่งห่มให้เด็ก ๆ ก็เหมือนแก่รูปพระสงฆ์ แล้วเห้งเจียถอนขน
ออกเส้นหนึ่ง แปลงเป็นระฆังเล็กระฆังหนึ่งสงให้เด็กนั้นถือแล้วกำซับสั่งว่า เจ้าจง
คอยฟังถ้าเรียกว่าเด็กน้อยแล้วจงอย่าได้ออกมาเลย ถ้าเรียกว่าเณรน้อยแล้วจง
เปิดประตูตู้มือถือระฆังเคาะเดินออกมา ปากก็สวดว่า (อะมิโธพุทธะ) จงจำไว้ข้า
จะไปก่อนแล้วเห้งเจียก็กลับเป็นแมลงหวี่บินลอดออกมาพูดกระซิบที่หูพระถังซัม
จังว่าจงทายว่าเณรน้อยเฮ้าลัดไต้เซียนจึงเรียกว่า เด็กน้อยในตู้นั้นจงออกมา เรียกเท่าใด ๆ เด็กนั้นก็
หาออกมาไม่ พระถังซัมจังพนมมือพูดว่า ในตู้นั้นคือสามเณรน้อย โป๊ยก่ายจึง
ออกแรงเรียกว่า ในตู้นั้นสามเณรน้อยจงออกมา เด็กน้อยได้ยินเรียกว่าสามเณร
น้อย ก็เปิดประตูตู้ออกมา มือถือระฆังปากก็สวดอะมิโธพุทธะ พวกขุนนางทั้งหลาย
เห็นดังนั้น ต่างก็พร้อมกันสรรเสริญ เต้าหยินทั้งสามก็ตกตะลึงปากพูดไม่ออกพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์นี้มีฤทธาอนุภาพมาก และมีเทพยดาคอย
ประคับประคองอยู่เสมอ เหตุใดเด็กอยู่ในตู้จึงได้กลายเป็นสามเณรน้อยไปได้ท่าน
อาจารย์จงปล่อยให้เธอไปเถิด เฮ้าลัดไต้เซียนทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ไหนๆ
ก็ได้มาพบผู้มีฝี่มือด้วยกันแล้ว แต่เล็กมาข้าพเจ้าก็เคยเล่าเรียนฝึกหัด จะขอลอง
ฝีมือแก่พวกพระสงฆ์อีกสักครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถามว่า ท่านอาจารย์จะใคร่ลองฝีมืออย่างไร เต้าหยิน
ทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้จะขันตัดศีรษะผ่าท้องเอาไส้ออก และกลับทำให้
ดีอย่างเดิมได้ น้ำมันต้มให้เดือดก็ลงไปอาบเล่นได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น
ก็ตกพระทัยจึงตรัสว่าการทั้งสามอย่างนั้นถึงชีวิตทั้งนั้น ท่านจะทำไปจะกระไรอยู่
ข้าพเจ้ายังหนักใจมาก เกลือกจะเป็นอันตรายดอกกระมังเฮ้าลัดไต้เซียนทูลว่า พวกข้าพเจ้ามีความรู้วิชาสามารถจะกระทำได้ จึงได้กล้า
กราบทูลพระองค์ดังนี้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัส
แก่พระถังซัมจั้งว่าอาจารย์ของข้าพเจ้ายังไม่ยอมให้ท่านไปจะขอลองขันตัดศีรษะ
ผ่าท้องอาบน้ำมันที่เดือดกำลังร้อนอยู่เห้งเจียได้ฟังก็กลับยังรูปเดิมหัวเราะแล้ว ก็ทูลว่าดีแล้ว ๆ ค้าขายมาถึงประตู
บ้านแล้ว โป๊ยก่ายถามว่าทั้งสามอย่างนั้นถึงแก่ชีวิตทั้งนั้นมิใช่หรือ พี่พูดอะไรมา
ถึงประตูบ้านข้าพเจ้าคนโง่ยังไม่เข้าใจ เห้งเจียพูดว่า น้องยังไม่รู้ความดีของพี่หรือ
คือตัดศีรษะขาดแล้วก็ยังพูดได้ผ่าท้องแบะออกไม่มีรอย น้ำมันต้มกำลังเดือดร้อนๆ
อาบได้ไม่ร้อน ของง่าย ๆ ไม่ยากอะไรเลย จะได้ชะล้างเหงื่อไคลด้วย พูดดังนั้น
แล้วจึงเดินเข้าไปทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้ตัดศีรษะได้ไม่ทราบ
ว่าจะดีหรือไม่ดี บัดนี้จะขันพนันลองดู พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า
พระสงฆ์พวกนี้ยังไม่เคย เหตุไฉนจึงอาจลองได้ เฮ้าลัดเต้าหยินจึงทูลว่า เธออยาก
อย่างนั้นจึงจะได้สมแก่ความแค้นของข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้จัดสนาม
ให้พระสงฆ์ไปตัดศีรษะก่อนเห้งเจียมีความยินดี พนมมือพูดเสียงดังว่า ขอขมาท่านอาจารย์เต้าหยิน
อย่าถือว่าข้าพเจ้าใจกล้าชิงทำก่อน พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินออกไปที่สนามฆ่า
พวกเพชฌฆาตก็จับมัดลงแล้วก็ร้องว่าลงดาบ ก็ตัดศีรษะหล่นลงทันที แล้วผลัก
ล้มลงกับพื้นดุจตัดแตงโมฉะนั้น ศีรษะกระเด็นไปห่างกาย แต่ที่คอเห้งเจียโลหิต
มิได้ไหลออกได้ยินในท้องร้องเรียกว่าศีรษะจงกลับมา ลกลัดเต้าหยินก็รีบร่ายเวท
บอกพระภูมิเจ้าที่ให้ยึดศีรษะเห้งเจียไว้ฝ่ายพวกเจ้าพระภูมิเหล่านั้น เพราะพวกเต้าหยินได้เวทเหงาลุ้ยไว้จึงต้องช่วย
เต้าหยิน ก็แอบบังตัวเข้าไปจับศีรษะเห้งเจียไว้มิให้ไปติดกับตัว เห้งเจียเรียกอีก
คำหนึ่งว่า หัวจงกลับมาหัวนั้นก็ดุจมีรากไม่เขยื้อนไปได้ เห้งเจียก็กำหมัดออก
แรงสลัดทีหนึ่งเชือกที่มัดก็ขาดหลุดไปสิ้นร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าให้สูงขึ้น ก็
เห็นที่คอมีศีรษะโผล่ขึ้นมาเหมือนอย่างเดิมพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นก็พากันตกตะลึงตัวแข็งไปทุกคน ทั้งพวกทหารรักษา
องค์ก็พากันตกใจตัวสั่น มีความอุทธัจหน้าซีดสลดไปทุกคน แล้วพวกขุนนาง
ข้าราชการและเพชฌฆาต ก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เป็นการ
ประหลาดอัศจรรย์ที่สุด ตัดศีรษะขาดแล้วกลับมีศีรษะเกิดขึ้นอีกอย่างเดิมได้
กำลังที่พวกขุนนางกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั้นก็เห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ร้องเรียก
อาจารย์พระถังซัมจังดีใจถามว่า มีความลำบากนักหรือเปล่า เห้งเจียว่าไม่มีความ
ลำบากอะไรหามิได้จะลองเล่นดูเท่านั้น พวกพี่น้องต่างก็มีความรื่นเริง พระเจ้า
แผ่นดินตรัสว่าพวกพระสงฆ์จงมารับหนังสือ ข้าพเจ้ายกโทษให้จงไปเถิด เห้งเจีย
ทูลว่า หนังสือก็ต้องรับแต่จะต้องให้อาจารย์เต้าหยิน ออกไปตัดศีรษะลองดูก่อนเฮ้าลัดได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เดินออกไปยังสนามให้พวกเพชฌฆาตจับมัด
แล้วฟันคอศีรษะขาดกระเด็นลงกับแผ่นดินที่คอก็ไม่มีโลหิตออกได้ยินเสียงร้อง
เรียกว่าศีรษะจงกลับมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็รีบถอนขนออกเส้นหนึ่งร่ายคาถาเป๋า
ไปก็กลายเป็นสุนัขตัวหนึ่ง วิ่งเข้าไปในสนามคาบเอาศีรษะเต้าหยินนั้นหนีไป วิ่ง
ไปทิ้งที่แม่น้ำหน้าตำหนักแพ เต้าหยินเรียกว่าติด ๆ อีกสามคำศีรษะนั้นก็ไม่คืน
กลับมาเข้าที่ ที่คอนั้นก็มีแสงแดงผุดขึ้นบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายล้มลงกับพื้น พวก
คนเข้าไปดูก็เห็นเป็นเสือสีเหลืองหัวขาดตัวหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดัง
นั้นก็ตกประหม่าสิ้นสติลกลัดอาจารย์ที่สองทูลว่าพี่ข้าพเจ้าก็สิ้นชีวิตแล้ว เหตุใดจึงกลายเป็นเสือ
เหตุทั้งนี้คือพวกพระสงฆ์ทำกลวิชาให้เห็นเป็นเสือข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้จะขอขัน
ทดลอง ผ่าอกควักหัวใจออกให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังลกลัดเต้าหยินทูลดัง
นั้นก็ได้สติ จึงเรียกพระสงฆ์มาบอกว่าอาจารย์ที่สองจะรับผ่าอกแก่พวกท่าน ๆ
จะรับขันสู้หรือไม่ เห้งเจียทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า นานแล้วไม่ได้กินของสุกด้วยไฟ
เมื่อวันก่อนเดินมาตามทางพบผู้มีศรัทธาอ้อนวอนให้กินข้าวแจ ก็ได้รับมาหลายครั้ง
ทำให้เจ็บท้องมาหลายเวลาแล้ว จะใคร่ยืมมีดของพระองค์มาผ่าท้องเอาไส้ออก
ล้างให้สะอาด จะได้ไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงรับสั่งให้จับเห้งเจียไปยังสนาม เห้งเจีย
พูดว่าไม่ต้องจับข้าพเจ้าจะไปเอง แล้วเห้งเจียพูดว่าไม่ต้องมัดผูกทังสินข้าพเจ้า
จะล้างไส้พุงเอง พูดแล้วก็เข้าพิงกับเสาถอดเสื้อผ้าออก แล้วปลิ้นท้องออกพวก
เพชฌฆาตก็เอาเชือกผูกรัดตัวเข้ากับเสาแล้วเอามีดสั้นแทงพุงเข้ากรีดแหวะออก
เห้งเจียก็เอาสองมือควักไส้พุงตับปอดออกทั้งสิ้น ลำดับเป็นสิ่ง ๆ ไว้สักครู่หนึ่ง
แล้วก็เอากลับคืนเข้าที่ไว้ตามเดิมพระเจ้าแผ่นดินได้เห็นดังนั้นก็ตกพระทัยหยิบ
หนังสือถืออยู่กับพระหัตถ์ตรัสว่า พระสงฆ์ผู้วิเศษจงมารับหนังสือไปเถิดช้าไปจะ
เสียการเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าหนังสือเป็นการเล็กน้อยขอให้อาจารย์ที่สองออกไป
ทดลองตามสัญญาก่อนบ้างให้เห็นจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสแก่ลกลัดอาจารย์ที่
สองว่าเหตุการณ์อันนี้มิใช่การของข้าพเจ้าเป็นเพราะอาจารย์ขันทดลองแก่เธอเอง
จงเชิญออกไปทดลองให้ปรากฏเถิด ลกลัดเต้าหยินทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัย
เถิด ข้าพเจ้าไม่ยอมให้แพ้เธอเป็นอันขาด ทูลแล้วเต้าหยินก็เดินไปยังสนาม พวก
เพชฌฆาตจับตัวมัดเอามีดมาแหวะผ่าท้องออก เต้าหยินสองมือควักล้วงไส้พุง
ออกแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ถอนขนเส้นหนึ่งไปเป็นนกแร้งตัวหนึ่ง บินโผลงมา
โฉบเอาไส้พุงได้แล้วก็บินหนีไป ไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหน ในท้องเต้าหยินก็ไม่มีไส้พุง
ตับไตบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายพวกเพชรฌฆาตเข้าแก้มัดออกดู เห็นร่างกายกลายเป็น
กวางขาวไป พวกเพชฌฆาตและขุนนางเห็นประหลาดดังนั้นก็ตกใจจึงนำความขึ้น
กราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ทรงทราบดังนั้นก็ยิ่งทรงพระวิตกมากขึ้น ตรัสถาม
ว่าทำไมจึงกลายเป็นกวางไปได้เอี้ยวลัดอาจารย์ที่สามทูลว่า พี่ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นกวางนั้นซะรอย
พระสงฆ์พวกนี้ทำเล่ห์กลฆ่าพวกข้าพเจ้าต้องขอแก้แค้นแทนพี่ทั้งสองให้จงได้
พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะมีวิชาอะไรจึงจะไปขันทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยิน
ทูลว่าข้าพเจ้าขอขันสู้ด้วยอาบน้ำมันเดือดร้อน ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้า
พนักงานทำเตาตั้งกระทะใหญ่เอาน้ำมันใส่ติดไฟให้เดือดร้อน แล้วอนุญาตให้ทั้ง
สองฝ่ายไปทดลองกันเห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้านี้นานแล้วไม่ได้อาบน้ำล้างตัวเลย มาสองสามวันนี้เนื้อ
หนังให้แสบคัน มีน้ำมันร้อนดังนี้ชอบใจนัก ครั้นน้ำมันเดือดพล่านแล้วจึงบอกให้
เห้งเจียลงไปอาบ เห้งเจียพนมมือถามว่าจะให้อาบซ้ายหรืออาบขวา พระเจ้า
แผ่นดินถามว่าอาบซ้ายอย่างไรอาบขวาอย่างไร เห้งเจียทูลว่าอาบซ้ายไม่ถอดเสื้อ
ผ้าลงไปทั้งตัวกลับขึ้นมาเสื้อผ้าก็มิให้เปียกเปื้อน แม้ว่าเปียกเปื้อนสักหยดหนึ่งก็
เอาเป็นแพ้ อาบขวานั้นต้องถอดเสื้อผ้าแต่ตัวเปล่าลงไปอาบแล้วกลับขึ้น พระ
เจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามเอี๊ยวลัดเต้าหยินว่าท่านอาจารย์จะพอใจให้อาบอย่างไหน
เต้าหยินทูลว่าแม้ให้อาบทั้งเสื้อผ้าเกรงจะมียาแก้ร้อนจงให้เธออาบขวาเถิดเห้งเจียก็ยืนขึ้นพนมมือ พูดว่าขออนุญาตให้ข้าพเจ้าเพราะทุกครั้งข้าพเจ้าชิง
ขึ้นก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าที่ข้างกระทะถอดเสื้อผ้าออกแล้ว ก็กระโดดลงไป
ในกระทะดำผุดมุดว่ายกลิ้งเกลือกไปมาดุจอาบน้ำเย็น โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็กระดิก
ลิ้นพูดแก่ซัวเจ๊งว่าพวกอ้ายหลงผิดไม่รู้ว่าอ้ายลิงนี้ มันมีอิทธิฤทธิ์เดชามหานุภาพ
อย่างนี้เลย พูดสรรเสริญแก่ซัวเจ๋งอยู่ดังนั้นเห้งเจียเหลือบไปเห็นคนยืนบ่นอยู่ จึงถามว่านั่นพูดนินทาอะไรข้า โป๊ยก่าย
หัวเราะแล้วบอกว่าไม่ได้พูดอะไรดอก เห้งเจียพูดว่ามีวิชาก็ต้องลำบาก ที่ไม่ดีไม่รู้
อะไรมันก็ได้สบาย แล้วนึกว่าจะทำเล่นดูให้พากันตกใจไม่สบายจึงจะได้ คิดดังนั้น
แล้วแล้วก็ดำมุดหายอยู่ใต้ก้นกระทะพวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอ
พระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้พวกสงฆ์ลงอาบน้ำมันนั้นถูกน้ำมันเดือดร้อนลวกตาย
เสียแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้เก็บกระดูกขึ้น
พวกพนักงานก็เอาสวิงเหล็กลงช้อนมา สวิงนั้นห่างเห้งเจียแปลงเล็กเท่าเมล็ดพุดซา
ลอดออกนอกสวิง พวกขุนนางจึงมากราบทูลว่าพวกพระสงฆ์นั้นกระดูกน้ำมันกิน
ละเอียดไปหมดแล้ว จะเอากระดูกก็มิได้ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ยังอีกสามองค์
ให้จับใสลงต้มเสีย พวกทหารรักษาองค์เห็นโป๊ยก่ายหน้าตาดุร้ายก็ตรงเข้าจับก่อนพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์จงผ่อน
ให้อาตมภาพสักชั่วโมงหนึ่ง ด้วยสานุศิษย์คนนี้ ตั้งแต่สามิภักดิ์มา ก็มีความชอบ
มาก บัดนี้มาทำการข้ามเกินท่านอาจารย์เต้าหยินตายอยู่ในกระทะนั้น อาตมภาพ
ก็ไม่คิดอยากจะเป็นอยู่แต่ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าวถ้วยเกลือเม็ดหนึ่ง
พอได้ในการเช่นไหว้ที่กระทะนั้นแล้ว อาตมภาพกับศิษย์ก็จะยอมตายตามโทษา
นุโทษพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมืองไต้ถังมีคนดีที่มีความกตัญญมากจึงรับสั่งให้จัด
ข้าวเกลือมาให้ตามที่เธอขอร้อง พระถังซัมจั้งบอกให้ชัวเจ็งยกไปตั้งที่ข้างกระทะแล้ว
ก็จุดธูปเทียนรินสุรารินน้ำแล้ว พระถังซัมจั่งยืนอยู่ข้างกระทะพรรณนาร้องเรียกว่า
เห้งเจียตั้งแต่เข้ามาสามิภักดิ์สมาทานถือฝ่ายพระพุทธศาสนารักษาอาตมภาพจะ
ไปยังไซที มีบุญคุณนั้นลึกล้ำเหลือที่จะคณนา ก็ปรารถนาจะให้สำเร็จแก่มรรคผล
ไม่รู้เลยว่า จะมาสิ้นชีวิตเสียในเวลานี้ เมื่อเป็นผู้ตั้งจิตอันชอบแล้วแม้ตายไปก็จง
ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า อันวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แม้อยู่ใกล้ไกลจงมารับเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอาจารย์พรรณนาอย่างนั้นไม่ถูกไว้ข้าพเจ้าจะ
อ้อนวอนเช่นเอง โป๊ยก่ายก็คุกเข่ากับพื้นบอกให้ชัวเจ๋งรินเหล้าแทน โป๊ยก่ายพูด
ด้วยโทโสว่า อ้ายหาเหตุอ้ายลิงระยำ อ้ายไม่รู้จักตาย อ้ายเป๊กเบ๊อน สิ้นชาติ
ลิงเท่านี้ หมดรากเง่าเป๊กเบ้อุนแล้วอ้ายฉิบหายตายโหงจงมารับเครื่องเซ่นเถิดฝ่ายเห้งเจียกบดานอยู่ก้นกระทะ ได้ยินโป๊ยก่ายด่าแช่งดังนั้นก็อดไม่ได้ ก็
แปลงกลับรูปเดิมผุดขึ้นมายืนกลางกระทะ ถามว่าอ้ายชาติหมู อ้ายกินรำมึงด่า
ว่าใคร พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียก็ดีใจ จึงพูดว่าเห้งเจียอย่าทำให้อาตมภาพตกใจเลย
ขุนนางใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็นำความมากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้
ทรงทราบพวกพระสงฆ์นั้นไม่ตายอยู่ก้นกระทะผุดขึ้นมาแล้ว ครั้นทูลดังนั้นแล้วก็
เกรงจะผิดจึงทูลต่อไปว่า เห็นจะตายแล้วแต่หากจะเป็นปิศาจกลับผุดขึ้นมาเป็นแน่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระโดดออกจากกระทะซักกระบองออกจากหูตรง
มาตีขุนนางพนักงานทีหนึ่งก็น่วมอยู่กับพื้น แล้วพูดว่าเราเป็นลิงเป็นปิศาจที่ไหน
ขุนนางเหล่านั้นก็ตกใจรีบแก้มัดโป๊ยก่ายออกต่างพากันคุกเข่าลงคำนับขอโทษ
เจ้าแผ่นดินลงจากพระแท่นจะหนีเห้งเจียเข้ายึดไว้ พูดว่าพระองค์ไม่ต้องหนีจง
รับสั่งให้เต้าหยินอาจารย์ที่สามลงกระทะไปอาบน้ำมัน พระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นสม
ประดี พระกายสั่นระริกระรัวไป แข็งพระทัยเรียกว่าพระอาจารย์ช่วยข้าพเจ้าด้วย
จงรีบลงกระทะน้ำมันโดยเร็วอย่าให้พระสงฆ์ติข้าพเจ้าเลยเอี๊ยวลัดอาจารย์ที่สาม ก็เดินไปยังที่กระทะทำตามอย่างเห้งเจียถอดเสื้อผ้า
ออกแล้วก็กระโดดลงไปในกระทะ เห้งเจียก็เดินแอบมาที่ข้างกระทะ เอามือจุ่มใน
น้ำมันดูก็ไม่ร้อนดุจน้ำเย็น ฉะนั้น เห้งเจียคิดขึ้นได้ว่าเห็นจะมีเล่งอ๋องที่ไหนมา
ช่วยเป็นแน่ น้ำนี้จึงได้เย็นไปคิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปบนอากาศร่ายคาถาเรียกเล่ง
อ๋องสมุทรทิศอุดรมาทันใด ถามว่าทำไมจึงช่วยทำน้ำมันในกระทะให้เย็นอาจารย์
เต้าหยินจะเอาชนะเราได้ฉะนี้เล่งอ๋องตกใจคำนับแล้วพูดว่า ท่านจงทราบเถิด ข้าพเจ้ามาช่วยเองไม่ได้ ท่าน
ยังไม่ทราบมันคือสัตว์แพะตั้งความเพียรปฏิบัติได้เปลี่ยนแปลงถอดรูปได้แต่เธอ
ได้ยินเหงาลุ้ยนั้นจริง นอกนั้นเป็นส่วนไสยศาสตร์ไม่จริงที่สองคนก่อนไต้เซียได้
ทำลายเสียแล้ว ยังอีกคนหนึ่งนี้มันฝึกเล่งอ๋องทำให้น้ำมันเย็นนั้น มันล่อลวงชาว
ชนทั้งหลายให้หลงเชื่อมันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าเก็บมังกรเย็นเสียแล้ว เนื้อหนัง
มันก็จะละเอียดไปหมด จะอวดเก่งแก่ใครได้ต่อไปอีกเล่า เห้งเจียจึงสั่งพระยาเล่ง
อ๋องว่า จงรีบไปเก็บมังกรเย็นเสียโดยเร็ว พระยาเล่งอ๋องก็บันดาลลมพายุลงมา
จับมังกรเย็นนั้นกลับไปยังทะเล เห้งเจียก็ลงมายืนอยู่ริมกระทะน้ำมันคอยพิจารณาดูฝ่ายเต้าหยินอยู่ในกระทะกลิ้งเกลือกโลดเต้นไปมา ประเดี๋ยวก็ล้มลงหนังเนื้อ
ก็ลอกออกทั้งสิ้น พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลว่า บัดนี้
อาจารย์ที่สามนั้นตายในกระทะน้ำมันแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น ก็
ตบโต๊ะเสียพระทัยทรงพระกันแสงยิ่งนัก เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้ามาใกล้ร้องขึ้น
ไปด้วยเสียงอันดังว่าพระองค์ทำไมจึงได้เศร้าโศกเสียพระทัยอย่างนี้เล่า อันอาจารย์
ทั้งสามนั้นมันเป็นสัตว์อยู่ป่าเขา เพราะได้สำเร็จในการเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ
พระองค์ก็ได้เห็นชัดด้วยพระเนตรของพระองค์แล้ว จะมาเศร้าโศกเสียใจร้องไห้
ไปทำไม อ้ายพวกปิศาจร้ายเหล่านี้มันคิดจะมาฆ่าท่าน ๆ ยังมิได้รู้สึกเลย หาก
ข้าพเจ้ากำจัดมันเสียก่อน มิฉะนั้นราชสมบัติของพระองค์ ก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือ
พวกปิศาจร้ายทั้งสิ้น พระองค์อย่าทรงพระกันแสงไปเลย จงรีบขอหนังสือเดินทาง
ให้ข้าพเจ้าไปโดยเร็วเถิดพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น และขุนนางซ้ายขวาก็กราบทูลพร้อม
กันว่า ซึ่งท่านเห้งเจียกราบทูลดังนี้ย่อมเป็นความจริงทุกประการ ขอพระองค์
จงเชื่อฟังถ้อยคำเห้งเจียเถิด จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ถ้ากระนั้น เวลานี้ก็จวน
จะคำอยู่แล้ว ขอจงรอพักอยู่พอให้ข้าพเจ้าตอบแทนพระคุณท่านบ้าง จึงรับสังให้
ขุนนางพาพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ไปพักอยู่ที่วัดตี้เอียมยี่ พรุ่งนี้จึงค่อยจัดแจง
เลี้ยงสนองพระเดชพระคุณท่านทั้งสี่สักครั้งหนึ่งครั้นวันที่สองพอได้เวลาพร้อมขุนนางน้อยใหญ่เข้าเฝ้า จึงรับสั่งให้ร่างหนังสือ
ประกาศนิมนต์พระสงฆ์ที่หลบหนีไปนั้น ให้กลับมาอยู่ตามวัดวาอารามของตน
ตามเดิม และให้จัดเครื่องโต๊ะถวายพระถังซัมจังกับศิษย์ทั้งสาม ยังวัดตี้เอียมยี่
ครั้นเจ้าพนักงานจัดการตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางข้าราชการก็พร็อม
กันไปยังวัดตีเอี่ยมยีถวายเครื่องแจแก่พระถังซัมจัง นอกนั้นก็เลียงตามธรรมดาฝ่ายพระสงฆ์ที่เห้งเจียปล่อยให้หนีไปนั้น เมื่อได้ทราบประกาศก็มีความยินดี
พากันกลับมายังวัดวาอารามตามเดิม และไปหาเห้งเจียเพื่อจะคืนขนเพชรที่เห้งเจีย
ให้ไปคุ้มตัวนั้น ทั้งจะได้ขอบคุณเห้งเจียด้วย เวลาเมื่อพระถังซัมจังฉันแล้ว เจ้า
เมืองเซียตี้ก๊ก จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางมอบให้พระถังซัมจั้งไป พระถังซัมจั้งรับ
หนังสือแล้วก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยขุนนางก็ตามส่ง
พระถังซัมจั้งจนออกนอกประตูเมือง เมื่อขณะเดินมานั้น ตามหนทางมีหลวงจีน
คุกเข่าเคารพอยู่เต็มไปทั้งสองข้างทาง ปากก็ร้องว่าพระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว พวก
ข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ คือที่ท่านปล่อยให้หนีไปนั้นได้ทราบว่าท่านกำจัดปิศาจที่
ดุร้ายราบคาบแล้ว พวกข้าพเจ้ามีความยินดีรีบนำขนเพชรมาคืนให้แก่ท่านและ
ขอเคารพขอบพระเดชพระคุณของท่านด้วยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่าพวกท่านมาพร้อมกันแล้วหรือ หลวงจีน
เหล่านั้นตอบว่า มาพร้อมกันทั้งห้าร้อยไม่ขาดเห้งเจียก็เรียกขนเพชรกลับคืนเข้า
กายแล้วทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กว่า หมู่หลวงจีนทั้งหลายเหล่านี้ข้าพเจ้าได้
ปล่อยให้หนีไปและสิ่งของทั้งหลายที่อาจารย์ทั้งสามทำไว้ ข้าพเจ้าก็พังทำลายเสีย
ทั้งสิ้นและพวกศิษย์ทั้งหลายของอาจารย์เต้าซือที่ให้ออกมาดูการนั้นข้าพเจ้าก็ตีตาย
เสียทั้งสองคน บัดนี้พวกเหล่าร้ายก็สงบแล้ว เห็นจริงในส่วนธรรมของพระพุทธเจ้า
เป็นทางอันชอบแท้ ต่อไปนี้ท่านจงตั้งอยู่ในพระไตรสรณคม อย่ามีความเคลือบ
แคลงสงสัยต่อไปและให้มีเมตตาปรานีแก่สมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์
ของพระองคให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข อย่ามิความฟุ้งซ่านกลับเป็นมิจฉาทิธิ
เห็นผิดเป็นชอบ บ้านเมืองของพระองค์จะได้รุ่งเรืองวัฒนาการ เจ้าแผ่นดินเซียติ
ก๊กได้ฟังเห้งเจียให้โอวาทตักเตือนดังนั้น ก็มีความขอบคุณยิ่งนัก ครั้นเสร็จการ
สนทนากันแล้ว พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามก็ลาไป เจ้าเมืองเซียตี้ก๊กก็ยืนรออยู่
จนพระถังซัมจั้งไปลับตาแล้วจึงพาขุนนางกลับเข้าเมืองฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม ออกจากเมืองเซียตี้ก๊กแล้วก็หมายทิศปราจีน
ตรงไป กลางวันก็ออกเดินกลางคืนก็หาที่พักอาศัยหลับนอนพักผ่อนมาตามระยะ
ทางมาวันหนึ่งเดินไปในสมัยนั้นเป็นฤดูร้อน ท้องฟ้าก็แจ่มแจ้งครั้นเวลาจวนค่ำ
พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่า คืนวันนี้เราจะอาศัยพักนอนที่ไหน เห้งเจียตอบว่ามี
แสงเดือนสว่างเดินไปอีกสักพักหนึ่ง จึงค่อยหาที่พักนอนเถิด พูดดังนั้นแล้วก็เดิน
ไปอีกสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคลื่นซัดน้ำดังออกฉาดฉาน โป๊ยก่ายได้ยินเข้าแล้ว
จึงฟู้ดีว่าสินหนทางแล้ว ซั่วเจ๋งพูดว่ามีลำแม่นำขวางหน้า พระถังซัมจังว่าไม่รู้ว่า
แม่น้าจะกว้างสักเท่าไดเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นไปดูก็จะรู้ได้ว่าเป็นประการใด ว่าแล้วเห้งเจีย
ก็เหาะขึ้นไปบนกลางอากาศเอามือป้องเพ่งดูก็เห็นสายน้ำขาวไกลลิบ ๆ ดุจทะเล
หลวงไม่รู้ว่ากว้างสักเท่าใด เห้งเจี๊ยกลับลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า กว้างแท้ ๆ
ข้าพเจ้าเพ่งดูด้วยตาก็ยังแลไม่เห็นฝั่ง ตาข้าพเจ้าเห็นได้ไกลถึงพันโยชน์ ข้าพเจ้า
แลสุดตาก็ยังไม่เห็นฝั่งจึงไม่ทราบว่าจะกว้างสักเท่าใด พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นมี
ความวิตกเป็นที่สุดจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดอ่านประการใดจึงจะข้ามได้ซัวเจ๋งชี้มือไปข้างริมฝั่งบอกว่าพระอาจารย์จงดู ที่ริมฝั่งตั้งอยู่ดูเหมือนรูปคน
ยืนไม่ใช่หรือ เห้งเจียเดินไปดูก็หาใช่คนไม่ เป็นเสาศิลาเขาปักไว้ ที่เสาศิลามี
อักษรตัวใหญ่จารึกไว้สามตัว คือลำแม่น้ำ (ทงทีฮ้อ) ต่อลงมาข้างล่างมีอักษรตัว
เล็กสองแถวสิบตัวคือ (เกียก่วยโป๊ยเซยลี้โก๋ป้นั้งเกี๊ย) แปลภาษาไทยว่าข้ามไป
แปดพันโยชน์เดิมมาไม่มีคนเดิน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนิมนต์อาจารย์มาดู พระถัง
ซัมจั้งเห็นดังนั้นแล้วในใจก็เร่าร้อนเต็มไปด้วยความวิตกไม่มีความสบายโป๊ยก่ายบอกว่าพระอาจารย์จงฟังดู นั่นจะเป็นเสียงกลองและม้าฟ้อตีที่ไหน
เห็นจะเป็นบ้านแถวเหล่านี้มีกระมัง ชะรอยเขาจะทำกงเต๊กพวกเราพากันไปที่นั่น
หาเครื่องแจกินเห็นจะดีแล้วจะได้ถามดูลาดเลาเหตุผลในลำแม่น้ำนี้ดูว่าจะเป็นประ
การใด ถ้ารู้เรื่องแล้วจะได้คิดอ่านข้ามไปพระถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้าก็ได้ยินเสียงกลองและม้าพ้อเหมือนกันจึงชักม้าหัน
หน้าไปตรงนั้น แต่หามีทางเดินไม่ต้องพากันบุกรกลุยโคลนไป เดินมาประเดี้ยวก็
แลเห็นหมู่บ้านคนอยู่ ประมาณสี่ห้าร้อยหลังเรือน มีบ้านหนึ่งอยู่ต้นทางตั้งเสา
ธงสองเสาในบ้านนั้นตามโคมไฟสว่าง มีกลิ่นธูปเทียนดอกไม้หอมพุ้งมานอกบ้าน
ครั้นถึงบ้านพระถังซัมจั้งก็ลงจากม้า สำรวมกิริยาแล้วมือถือไม้เท้าเดินเข้าไปที่
ประตูบ้าน แลเห็นประตูเปิดแง้มอยู่บานหนึ่งไม่อาจเข้าไป จึงยืนรออยู่ที่หน้าประตู
ประเดี๋ยวเห็นผู้เฒ่าเดินมาที่นั่นคนหนึ่ง ที่คอสวมประคำปากภาวนาว่า พุทโธ ๆ
เดินออกมาเปิดประตูบ้าน พระถังซัมจั้งเห็นแล้วก็ย่อตัวร้องเรียกว่า ท่านตา
อาตมภาพปรารถนาจะใคร่ถามสักหน่อยฝ่ายผู้เฆ่าครั้นแลเห็นพระสงฆ์กียกมือขึ้นนมัสการแล้วถามว่าท่านทำไมมาล้า
หลังจนป่านนี้เล่า พระถังซัมจั้งไม่เข้าใจจึงถามว่าท่านตาว่ากระไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ
ผู้เฒ่าจึงพูดว่า วันนี้บ้านข้าพเจ้าเมื่อเวลาเพลถวายข้าวสงฆ์และถวายสบงจีวร
กับข้าวสารและเงิน ท่านมาถึงเวลานี้สิ่งของก็หมดเสียแล้ว พระถังซัมจั่งจึงพูดว่า
ท่านตา ข้าพเจ้ามาบัดนี้มิได้ต้องการสิ่งใด อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังมีรับสั่ง
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปประเทศไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก ครั้น
มาถึงตำบลนี้เวลาก็พอค่ำได้ยินเสียงกลองและม้าฟ้อจึงได้ตรงมาหวังใจจะขอ
อาศัยพักนอนสักคืนหนึ่ง พรรุ่งเช้าก็จะลาไป ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยกมือสั่นว่า ท่าน
เป็นสมณะอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย อันเมืองไต้ถังมาถึงที่นี่ระยะทางห้าหมื่นสี่พันโยชน์
รูปร่างท่านเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมจึงจะมาได้ ข้าพเจ้าสงสัยนัก พระถังซัมจั้งพูดว่า
คำของท่านตาที่ว่าไม่เชื่อก็สมควรอยู่แล้ว แต่อาตมภาพมีศิษย์สามคนตามรักษา
จึงมาได้จนถึงที่นี่ ตาเฒ่าถามว่าท่านมีศิษย์ทำไมจึงไม่เห็นมากับท่านเล่าพระถังซัมจั่งจึงหันหน้าไปเรียก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง คนทั้งสามได้ยินอาจารย์
เรียกก็พากันยกหาบจูงม้าเดินมา ตาเม่าเห็นหน้าตาดุร้ายน่ากลัวทั้งสามคน ก็
ตกใจสิ้นสติล้มลงปากก็ร้องว่าผียักษ์ร้ายมาแล้ว พระถังซัมจั้งก็เข้าพยุงตาเฒ่าให้
ลุกขึ้นแล้ว บอกว่าท่านตาอย่ากลัวเลยทั้งสามคนนี้เป็นสานุศิษย์ของอาตมภาพ
เองไม่ใช่ผีใช่ยักษ์อะไรที่ไหนดอก ตาเฒ่าจึงค่อยได้สติพูดว่า อาจารย์รูปร่างงดงาม
ดีสานุศิษย์ทำไมรูปร่างจึงได้เป็นอย่างนี้ พระถังซัมจั้งพูดว่า รูปร่างไม่น่าดูก็จริง
แต่มีฤทธาอานุภาพอาจจับเสือและมังกรได้ และจับผีปิศาจยักษ์ร้ายก็ได้ ตาเม่า
ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ใคร่จะเชื่อ จึงนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นบนเรือน ในบ้านมีหลวงจีน
สองสามรูป กำลังสวดมนต์อยู่ที่หน้าโต๊ะหันหน้าไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสาม
คนเดินขึ้นมา ต่างก็ตกใจไม่เป็นสมประดีล้มลุกคลุกคลานลุกขึ้นวิ่งหนีซุกซ่อนตัว
ในบ้านโคมไฟก็ดับหมดเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ จึงร้องไปว่า
พวกเจ้าทำไมไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเลย ไม่รู้จักต่ำสูงทำให้เขาตกใจทั้งบ้านทิ้ง
สวดมนต์สวดพรเสียวิ่งหนีไปอย่างนั้น คนในบ้านก็พากันวุ่นวายไปทุก ๆ คน พวก
เจ้าทำอย่างนี้ก็เหมือนหาความผิดให้แก่เราตาเฒ่าได้ฟังศิษย์พระถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็เชื่อใจว่าเป็นสานุศิษย์แน่ จึงเคารพ
พระถังชัมจั้งแล้วพูดว่าท่านอย่ามีความวิตกเลย ซึ่งการทำบูญนั้นก็จวนจะเลิกอยู่
แล้ว พูดแล้วก็เรียกคนในบ้านให้จุดตามโคมไฟคนใช้ได้ยินดังนั้นก็จุดโคมไฟยกมาตั้ง
เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ตกใจถอยกลับไป และร้องว่าผีปิศาจมาแล้ว
เห้งเจียจึงจุดไฟขึ้นนิมนต์พระอาจารย์ขึ้นนั่งข้างบน โป๊ยก่ายซัวเจ็งเห้งเจียก็นั่ง
เฝ้าอยู่สองข้าง ตาเฒ่าก็มานั่งอยู่ข้างนั้นด้วย คนในบ้านตาเฒ่าอีกคนหนึ่งเดิน
ออกมาถามว่าเวลาค่ำมืดดังนี้ มีผีปิศาจอะไรที่ไหนมา ตาเฒ่าคนนั้นลุกขึ้นบอก
ว่าพี่เอง มิใช่ผีปิศาจที่ไหนมา ท่านอาจารย์ที่มานี้ เป็นพระสงฆ์มาแต่เมืองไต้ถัง
จะไปไซทีอาราธนาพระธรรมสานุศิษย์ของท่านรูปร่างดุร้ายก็จริง แต่ใจดีมีฤทธิ์
มากตาเฒ่าผู้พี่ได้ฟังน้องชายบอกดังนั้น ก็ค่อยวางใจไม่กลัวจึงเข้ามานั่งใกล้สนทนา
กับพระถังซัมจั่ง พวกในบ้านแอบมองดู เห็นเจ้าของบ้านทั้งสองคนนั่งสนทนาโต้
ตอบกันอยู่ดังนั้น ก็ค่อยหายความกลัว จึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย พระ
ถังซัมจั้งรับประเคนแล้ว ก็ย่อกายขอบใจท่านทั้งหลายทุก ๆ คน แล้วพระถังซัมจั้ง
จึงปราศรัยถามว่าท่านตาทั้งสองแซ่อะไรตาเฒ่าทั้งสองบอกว่า ข้าพเจ้าพี่น้องแซ่ตั้นพระถังซัมจังพูดว่าท่านทั้งสองร่วม
แซ่แก่ข้าพเจ้า ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านอาจารย์ก็แซ่ตั้นมาหรือ พระถังซัมจั้ง
ก็ตอบว่าอาตมภาพก็แซ่ตั้นเหมือนกัน พระถังซัมจั่งถามต่อไปว่า ท่านตาทำบุญ
ด้วยเหตุอะไร ผู้เฒ่าทั้งสองตอบว่าข้าพเจ้าทำบุญดังนี้เรียกว่าทำเพื่อตาย โป๊ยก่าย
ได้ยินก็หัวเราะแล้วพูดว่า ได้ยินแต่เขาทำบุญฝากไป ที่ทำกุศลเพื่อตายดังนี้ไม่เคย
ได้ยิน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะไปไซทีทำไมไม่ไปตามทางใหญ่ลัดมาทางนี้ด้วยเหตุ
อะไรเห้งเจียตอบว่าอันที่จริงก็เดินตามทางใหญ่ แต่มาป่ะแม่น้ำขวางหน้า จะข้าม
ไปไม่ได้เพราะได้ยินเสียงกลองและม้าฟ้อจึงได้แวะมาหาที่อาศัยพักสักคืนหนึ่ง
ตาเฆ่าถามว่าพวกท่านมาถึงริมฝั่งน้ำเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า
ข้าพเจ้าเห็นแต่เสาศิลาปักอยู่ นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ตาเฒ่าบอกว่าไปเหนือ
หลังเสาศิลาสักสองสามเส้นมีศาลเจ้าเรียกว่า (เล่งก็ำไต้อ๋องเบี้ยว) คือศาลเจ้า
ศักดิ์สิทธิ์ท่านไม่เห็นหรือ เห้งเจียตอบว่ายังไม่ได้เคยเห็น แล้วเห้งเจียพูดว่าท่าน
ตาโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเหตุใดจึงเรียกว่าศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ตาเฒ่าทั้งสองได้ฟัง
ถามดังนั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกว่า ท่านยังไม่ทราบเจ้าไต้อ๋องนี้ว่าเป็นอย่างไร
คือความศักดิ์สิทธิ์ได้ปกป้องรักษาชาวบ้าน ตำบลนี้ให้มีความสุขฟ้าฝนก็ได้ตก
ต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาธัญญาหารก็อิ่มเอิบทั่วถึงกันทุกบ้านเห้งเจียจึงว่าศักดิ์สิทธิ์ให้ความสุขอย่างนั้นก็เป็นความดีความเจริญอย่างยิ่งแล้ว
ทำไมท่านตาทั้งสองจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยเหตุอย่างไร ตาเฒ่าทั้งสองยกมือ
ขึ้นทุบอกพูดว่า ท่านยังไม่ทราบอันมีคุณนั้นก็จริง แต่มีความคับแค้นเพราะฆ่าคน
คือเจ้านั้นชอบกินเด็กทั้งเป็นมิใช่เจ้ายุติธรรม เห้งเจียถามว่าเจ้านั้นชอบกินเนื้อเด็กๆ
หรือ ตาเฒ่าทั้งสองตอบว่าเจ้าชอบกินเนื้อเด็ก ๆ จริง เห้งเจียถามว่าเห็นจะมา
ถึงเวรบ้านท่านดอกกระมังตาเฒ่าตอบว่าปีนี้ถึงกำหนดข้าพเจ้าจะต้องเช่นไหว้ที่ตำบลนี้ยังเกี่ยวขึ้นอยู่ใน
เมืองเชี้ยตี้ก๊ก บ้านนี้เรียกว่าบ้านตั้นแกจึงเจ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ปีหนึ่งต้องเซ่นหนหนึ่ง
ต้องเอาเด็กชายหนึ่งหญิงหนึ่งและสุกรเป็ดไก่ของต่าง ๆ แม้ว่ารับเครื่องเช่นนี้แล้ว
ก็รักษาปกป้องคุ้มครองในตำบลนี้ได้ มีความสุขทั่วกันทุก ๆ บ้าน ถ้าไม่เช่นไหว้
ตามเคยอย่างทุกปี ก็จะลงโทษกระทำร้ายต่าง ๆ ไม่มีความสุขทั่วกันทั้งตำบล เห้ง
เจียถามว่าในบ้านท่านตามีบุตรสักกี่คนตาเฒ่าจึงเอามือทูบอกแล้วพูดว่าท่านอย่าถามเรื่องลูกเลยคนนี้น้องชายข้าพเจ้า
ชื่อตั้นเชงข้าพเจ้าชื่อตั้นเท่ง ปีนี้อายุข้าพเจ้าได้หกสิบสามปีแล้ว น้องชายอายุได้
ห้าสิบแปด ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งอายุพึ่งได้แปดขวบนามเรียกว่าเจ๊กชิ้นกิม
น้องชายมีบุตรชายคนหนึ่งอายุได้เจ็ดขวบนามเรียกว่าตั้นกวนโป๊ ข้าพเจ้าพี่น้อง
สองคนรวมกันอายุกว่าร้อยแล้ว จึงได้บุตรไว้ทำพันธุ์สองคนเท่านี้ ก็บังเอิญเวร
เวียนมาถึงข้าพเจ้าเช่นไหว้ก็มิอาจขัดได้จำจะต้องทำตามเคย เพราะฉะนั้นยากที่
จะหักความอาลัยในบุตรได้ จึงได้ทำการกุศลเพื่อไปให้เหตุนี้จึงเรียกว่าทำเพื่อกุศล
พระถังซัมจังได้ฟังตาเฆ่าพูดดังนั้นอดไม่ได้เกิดความโทมนัสน้ำตาไหลลงพร่างพราย
แล้วพูดว่าดังนี้ก็เหมือนคำโบราณท่านย่อมว่า ลูกสุกยังไม่หล่นลูกอ่อนชิงหล่นก่อนเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะถามท่านตาว่าบ้านท่านตาข้าวของเงินทอง
ไร่นาจะมีสักเท่าไร สองเฒ่าตอบว่า ของข้าพเจ้าที่มีนั้นคือนาลุ่มนาดอนสาม
ร้อยไร่เศษนาป่าก็มีหลายสิบแห่ง ในบ้านข้าพเจ้านี้กินสิบปีก็ไม่หมด และเครื่อง
นุ่งห่มมีนับไม่ถ้วน และเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ไม่คณานับได้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านตา
ทั้งสองมีสมบัติอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะเตือนสติให้ท่าน ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่าน
จะเตือนอย่างไร เห้งเจียตอบว่า ท่านมั่งมีออกเหลือล้น ทำไมจึงยอมสละบุตร
ชายหญิงของตัวเล่า ทิ้งเสียสักห้าสิบตำลึงเงินไปซื้อเด็กชายคนหนึ่ง ทิ้งเสียร้อย
ตำลึงเงินไปซื้อเด็กหญิงคนหนึ่ง รวมเงินร้อยห้าสิบตำลึงเอาไปแทนตัวบุตรของ
เราจะมิดีหรือ สองเฒ่าได้ฟังดังนั้น น้ำตาไหลตกลงพราก ๆ พูดว่าท่านยังไม่ทราบ
เหตุ คือเจ้าไต้อ้องเคยไปมาอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ ๆเห้งเจียถามว่า เจ้านั้นเคยไปมามีกิริยาอย่างไรบ้างหรือ สองแฒ่าตอบว่า
ไม่เห็นตัวแต่ได้ยินเป็นลมพายุใหญ่ก็กำหนดรู้เอาว่ามาก็พากันจุดธูปเทียนบูชา
คนใหญ่น้อยใกล้ไกลก็ย่อมรู้กันทั้งสิ้น และปีเดือนวันเวลาทุกคนก็ย่อมรู้ได้ตลอด
จำเพาะเอาบุตรนัดดาของเราเองท่านจึงจะพอใจท่านอย่าพูดว่าสองสามร้อยตำลึง
เลย สักพันตำลึงหมื่นตำลึงก็จะทูนหัวให้ รูปร่างอย่างนี้ปีเดือนเหมือนกันจะไป
หาที่ไหนได้ เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตามทีเถิด แต่ท่านตาให้เด็กทั้งสองนั้น ออกมาให้
ข้าพเจ้าดูรูปร่างก่อนว่าจะเป็นอย่างไร จึงตาเฒ่าน้องชายเข้าไปข้างใน พาบุตรชาย
นั้นออกมาให้นั่งลงตรงหน้าเห้งเจีย เด็กนั้นก็หารู้ว่าตัวจะตายไม่ มือก็ถือผลไม้
รื่นเริงกัดกินไปตามประสาทารกเห้งเจียพิศดูเด็กแล้วก็นิ่งไม่พูดว่ากระไร ในทันใดนั้นห้งเจียก็แปลงกายเหมือน
เด็กนั้น ตรงมาจับมือเด็กสัพยอกเล่นกัน เฒ่าทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าท่าน
พึ่งพูดจากันประเดี๋ยวนี้ ทำไมจึงแปลงเหมือนกับบุตรข้าพเจ้าได้เล่า เชิญท่านแปลง
กลับอย่างเดิม เห้งเจียเกาคางทีหนึ่งก็กลายเป็นรูปเดิม ตาเฒ่าคุกเข่าลงคำนับ
แล้วพูดว่า ไม่ทราบว่าท่านมีฤทธาอานุภาพอย่างนี้เลยเห้งเจียถามว่าอย่างนี้จะ
เหมือนบุตรท่านหรือไม่ เฒ่าทั้งสองพูดว่าเหมือนแท้ ๆ เห้งเจียว่าแม้ว่าร่างกาย
เหมือนอย่างนี้ จะให้แทนบุตรท่านไปเช่นไหว้ได้หรือไม่ สองเฒ่าพูดว่า ถ้าอย่างนี้
ก็ดีแล้วควรจะเอาไปเช่นแทนได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยชีวิตเด็กนั้นไว้ ให้
พ้นจากความตายจะได้อยู่สืบสายต่อวงศ์ตระกูลของท่านต่อไปภายหน้า จะเห็น
ควรหรือไม่ ตาเฒ่าตั้นเชงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่าแม้
ท่านมีความกรุณาอย่างนั้นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะเคารพคุณท่านเป็นเงินพันตำลึง
ให้พระอาจารย์เป็นเสบียงเดินทาง เห้งเจียพูดว่า ท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
จะไปให้ที่ไหนตาเฒ่าพูดว่า แม้ว่าเอาท่านไปเซ่นชีวิตท่านที่ไหนจะรอดกลับมาได้ เห้งเจีย
ถามว่าทำไมจึงจะไม่รอดกลับมาได้ ตาเฒ่าตอบว่า แม้เอาท่านไปเช่นเจ้าไต้อ๋อง
ก็จะกินท่านเสีย ที่ไหนท่านจะได้รอดไปได้ เห้งเจียพูดว่าเจ้านั้นจะกล้ากินเราที่
เดียวหรือ ตาเฒ่าตอบว่าไม่กินก็ดีนะสิ เห้งเจียพูดว่าจะกินหรือไม่กินก็ช่าง
ข้าพเจ้าเถิด แม้ว่าเจ้ากินเราเราก็เป็นคนอายุสัน แม้ว่าไม่กินเราก็เป็นบุญของเราเอง
ท่านจงเอาข้าพเจ้าไปส่งเถิด ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ตาเ่าตันเชงเห็นเห้ง
เจียรับรองแน่นอนดังนั้น ก็กราบลงกับพื้นพูดว่า เงินนั้นข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านเองฝ่ายตาเฒ่าตั้นเท่งไม่เคารพไม่กราบไหว้ เข้านั่งแอบบานประตูร้องไห้สะอึก
สะอื้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเข้าจับข้อมือตาเฒ่าตั้นเท่งแล้วถามว่า ตามีความ
เสียดายบุตรสาวดอกกระมัง ตั้นเท่งเห็นเห้งเจียมาถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกราบแล้ว
พูดว่าข้าพเจ้ามีความอาลัยถึงบุตรหญิงของท่านได้กรุณาด้วย ท่านช่วยหลานชาย
ให้รอดแล้ว ขอท่านได้กรุณาช่วยบุตรหญิงของข้าพเจ้าไว้ด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่มี
บุตรชายมีแต่บุตรหญิงคนเดียวเท่านั้น ความอาลัยในบุตรเพียงจะสิ้นใจแล้ว ขอ
ท่านได้เมตตาให้บุตรข้าพเจ้ารอดด้วยเถิดเห้งเจียว่าท่านตาจงลุกขึ้นเถิดรีบไปหุงข้าวต้มแจให้พร้อม ให้อ้ายปากยาว
มันกินอิ่มเอิบแล้ว ให้มันแปลงเป็นบุตรหญิงของท่านตาเอาไปเช่นแทนตัว ข้าพเจ้า
ทั้งสองจะไปแทนให้เด็กทั้งสองรอดจากความตาย ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร โป๊ยก่าย
ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นจึงร้องว่าพี่เห้งเจียพี่จะอวดฤทธิ์อวดเดชอย่างไรก็ตามเถิด
อย่ามาเกี่ยวข้องถึงข้าพเจ้าด้วยทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าพูดอย่างนั้นจะเสียความ
กตัญญ คำโบราณย่อมว่าท่านมีคุณต้องแทนคุณท่าน พวกเรามาถึงบ้านท่านได้
พึ่งคุณของท่าน ก็จะต้องแทนคุณท่านจึงจะถูกและนับว่าเป็นลูกผู้ชายโป๊ยก่ายว่าก็พี่แปลงได้ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เข้าใจแปลงจะให้ทำอย่างไร เห้งเจีย
ว่าเจ้าแปลงได้ถึงสามสิบหกอย่างทำไมว่าไม่เข้าใจแปลงเล่า พระถังซัมจั้งจึงเรียก
โป๊ยก่ายมาบอกว่า ซึ่งเห้งเจียพูดดังนั้นควรแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าช่วยชีวิต
มนุษย์คนหนึ่ง ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดองค์ ข้อสองได้แทนคุณผู้มีคุณเป็น
กุศลอย่างยิ่งพี่น้องจงพากันไปเถิด โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าแปลงได้แต่เขาไม้ห้วย
ธารและสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะแปลงเป็นเด็กหญิงนั้นแสนยาก ยังไม่เคยแปลง
เลย เห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าเชื่อมัน ท่านจงไปพาเด็กหญิงนั้นออกมาดูก่อน
ตาเฒ่าต้นเท่งก็รีบไปพาบุตรหญิงออกมาผู้คนชายหญิงในบ้านก็พากันตามออกมาดู
แล้วกราบไหว้อ้อนวอนว่าขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิตเด็กไว้ด้วยเถิด เด็กนั้นก็ยืน
อยู่ต่อหน้าคนทั้งหลาย มือก็ถือผลไม้กินอยู่ตามภาษาเด็กเห้งเจียร้องบอกโป๊ยก่ายว่า จงรีบแปลงให้เหมือนเด็กดุจเดียวกัน จะได้เอา
ไปให้เจ้าไต้อ๋อง โป๊ยก่ายว่าเด็กนั้นรูปร่างงดงาม ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้เล่า
เห้งเจียว่าจงรีบแปลงโดยเร็วอย่าให้ต้องลงมือ โป๊ยก่ายตกใจก็ร่ายพระคาถาสั่น
ศีรษะสองสามทีร้องว่าแปลงร่างกายก็กลายเป็นเด็กหญิงเหมือนเด็กหญิงนั้นดุจ
เดียวกัน พร้อมทังรูปร่างเหมือนทั้งสิ้น เว้นแต่ท้องโตไปหาเหมือนไม่เห้งเจียเห็นดังนัน ก็หัวเราะบอกให้โป๊ยก่ายแปลงใหม่โป๊ยก่ายว่าแปลงไม่ได้
ขอพี่ได้ช่วยแปลงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียร่ายคาถาเป๋าไปในตัวโป๊ยก่ายก็เหมือน
เด็กดุจเดียวกัน เห้งเจียจึงเรียกสองเ่าบอกว่า จงรีบจัดแจงเอาไปเซ่น และพา
เด็กทังสองแอบซ่อนเสียในห้องเอาขนมนมเนยป้อนเลียงให้ดี อย่าให้ร้องอื้ออึงขึ้น
ได้ เจ้าไต้อ๋องมันรู้เหตุจะเสียการ เห้งเจียถามว่า การที่จะเอาไปเช่นนั้นจะมัดผูก
ไปหรือจะต้มแก้งให้สุกก่อนจึงจะเอาไปเช่น โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เห้งเจียแก่จะทำพูด
เล่นไป ซึ่งจะทำไปอย่างนั้นข้าพเจ้าเป็นไม่ยอมไปเป็นแน่ตาเฒ่าทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอย่างนั้นดอก จะต้องเอาถาดล่อง
ชาติสองถาดให้ท่านนั่งกลางถาดแล้วให้ห้ามไป เห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นเป็นความ
ดีจริง กระนั้นเอาถาดมาจะขอดูให้เห็นว่าเป็นอย่างไร เฒ่าทั้งสองก็เข้าไปยกถาด
ออกมาวางไว้ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ขึ้นนั่งบนถาดคนละถาด เรียกคนมาสี่คนให้ลอง
ยกดู สีคนก็ยกเดินไปมาสองสามเที่ยวแล้วยกกลับมาวางไว้อย่างเดิมเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า เราไม่ต้องเดินไปนั่งให้ยกอย่างนี้ดูมีเกียรติยศขึ้นมาก
โป๊ยก่ายว่ายกไปยกมาจนสว่างข้าพเจ้าก็ไม่ต้องวิตก เขาจะเอาไปเช่นที่ศาลให้
มันกินจะร้ายมาก เห้งเจียว่าแม้มากินเราก่อน น้องจงรีบหนีให้พ้น โป๊ยก่ายว่า
ถ้ากินชายก่อนก็ดีนะซิ หากว่ามันจะกินหญิงก่อนจะทำอย่างไรเล่า สองเฒ่าพูด
ว่า ตามเคยทุก ๆ ปีมาก็กินชายก่อน มีคนเขาได้แอบดูก็เห็นอย่างนั้น โป๊ยก่าย
ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ แล้วพูดว่าถ้าเป็นดังนั้นก็เหมือนเราได้เกิดใหม่ กำลังสนทนากันอยู่
ก็ได้ยินเสียงกลองและม้าล่อตีออกสนั่น พวกชาวบ้านหลายสิบคน เข้ามาเปิด
ประตูบ้านแล้วร้องให้เอาเด็กชายหญิงออกไป เฒ่าทั้งสองก็งก ๆ งัน ๆ รีบเอาเด็ก
แปลงทั้งสองคนใส่ถาดให้คนหามออกไปส่งฝ่ายพวกชาวบ้านแกจึง ครั้นตั้นเท่ง ตั้นเชง พี่น้องทั้งสองเอาเด็กชายหญิง
ออกมาส่งพวกเหล่านั้นก็รับเอาเด็กนั้นออกไป และต่างคนต่างถือเครื่องเซ่นสุรา
และหมูเป็ดไก่กับสิ่งของต่าง ๆ ครั้นพร้อมกันก็โห่สามลาพากันเดินไปยังศาลเจ้า
ครั้นถึงก็พากันเข้าไปในศาล เอาเด็กชายหญิงทั้งสองขึ้นวางข้างบน ของนอกนั้น
ก็วางเรียงกันเป็นลำดับลงมาที่กลางศาลข้างบน มีเป็นป้ายอุ้ยเขียนหนังสือตัวทอง
คือศาลเจ้าเล่งก๋ำอ๋องฝ่ายพวกบ้านแกจึง ครั้นตั้งเครื่องเสร็จแล้ว ก็พากันจุดธูปเทียนขึ้น จึงมีคำ
บวงสรวงว่า ข้าพเจ้าหมู่บ้านแกจึง ได้พร้อมใจกันทำเครื่องเช่นมาเช่น แต่เจ้าของ
ผู้เช่นนัน คือตั้นเท่งตันเชงพี่น้องทั้งสอง ได้เอาเด็กชายหญิงเป็นของเช่นเอก นอก
นันพวกข้าพเจ้าตามเคย ในปีนี้เดือนนี้เวลานี้ ขอเชิญท่านไต้อ๋องได้มารับเครื่อง
เช่นของพวกข้าพเจ้าเหล่านี้เถิด และขอไต้อ๋องได้ปกครองพวกข้าพเจ้าให้ได้มีความ
สุขทุก ๆ คน และขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูทั้งพืชผลต้นข้าวให้งอกงามบริบูรณ์
ให้อิ่มเอิบทุก ๆ คนเถิดครั้นเช่นแล้วต่างคนก็พากันกลับไปบ้าน ฝ่ายโป๊ยก่ายเห็นคนกลับกันไปหมด
แล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราพากันกลับบ้านเถิด เห้งเจียถามว่าบ้านตัวอยู่ที่ไหน
โป๊ยก่ายตอบว่าไปที่บ้านเราพักนั้นอย่างไรละ เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์หมูพูดจาออก
เลอะเทอะ ได้ตั้งใจยอมรับเป็นธุระเขาแล้วก็ต้องทำไปให้ตลอดจึงจะถูกต้อง โป๊ย
ก่ายพูดว่าพี่เป็นสัตว์กลับมาว่าข้าเป็นสัตว์ ทำหลอก ๆ เขาเล่นเท่านั้นนี่จะทำเอา
จริงจังด้วยเล่าเห้งเจียว่าเป็นคนจะต้องให้มีจริง รับปากเขาแล้วจะต้องคอยให้จนปิศาจมัน
มากินจึงจะชอบ มิฉะนั้นปิศาจมันก็จะไปลงโทษเอาเขาก็จะเกิดไม่มีความสุข ใน
ขณะที่เห้งเจียโป๊ยก่ายโต้ตอบกันอยู่ก็ได้ยินลมพายุใหญ่พัดมา ก็นึกรู้สึกว่าเห็น
ปิศาจมันจะมาแล้ว โป๊ยก่ายไม่สบายใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การ อ้ายตัวเปรตเห็น
จะมาแล้ว เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดเสียงดัง ไว้รอพี่โต้ตอบเอง บัดเดี้ยวใจปิศาจก็
มาถึงรูปร่างดุจยักษ์ร้ายแยกเขี้ยวเข้ามายืนขวางประตูศาล ร้องถามว่าปีนี้ใครเป็น
เจ้าของเซ่นเห้งเจียตอบว่า ตั้นเท่งตั้นเชงเป็นเจ้าของ ปิศาจได้ฟังดังนั้นมีความสงสัย นึก
แต่ในใจว่าทุกปีไม่มีอย่างนี้อ้ายเด็กทารกนี้ทำไมจึงมีความกล้าหาญ ก่อน ๆ มา
นั้นถามคำหนึ่งก็พูดไม่ได้ ถามอีกคำหนึ่งก็สิ้นสติ เอามือจับดูก็ดุจคนตายแล้ว
วันนี้ทำไมเด็กพูดโต้ตอบไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ปิศาจเห็นดังนั้นก็ไม่อาจเข้าจับจึงถาม
ว่าเด็กชายหญิงชื่อเรียงเสียงไร เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่าชายชื่อตันกวนโป๊ หญิง
ชื่อเจ็กชิ้นกิมปิศาจว่าวันนี้ก็ตามเคยมาทุกปีเราจะต้องกินเนื้อเจ้าทั้งสอง เห้งเจีย
ว่าตามแต่ท่านจะประสงค์เถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าขัดขวาง ปิศาจได้ยินดังนั้นก็ขยับ
เข้ามาร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง พูดว่ามึงอย่าทำปากกล้า ทุก ๆ ปีเราเคยกินเด็ก
ชายก่อน ปีนี้เราจะกินเด็กหญิงก่อน พูดแล้วก็เข้าจับโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายเห็นดัง
นั้นกระโดดถอยหนีแปลงกลับเป็นรูปเดิม ยกคราดเหล็กสับปิศาจ ปิศาจก็ซักมือ
กลับกระโดดถอยออกนอกศาล โป๊ยก่ายก็ไล่ตามไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับเป็น
รูปเดิม ไล่ติดตามไปช่วยรบปิศาจก็เหาะหนีขึ้นบนอากาศ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่
ตามไป ปิศาจหามีอาวุธไม่อยู่ในกลีบเมฆร้องถามว่าเฮ้ยอ้ายสองคนนี้อยู่แห่งหน
ตำบลใด ซื่อเรียงเสียงใด เหตุใดมึงจึงสามารถมาดูถูกกูถึงเพียงนี้เห้งเจียตอบว่าอ้ายปิศาจร้าย ทำไมมึงจึงไม่รู้จักกู เราคือสานุศิษย์พระถังซัมจัง
มีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะมาอาศัย
พักที่บ้านตั้นเท่งตั้นเชงจึงได้รู้ว่าเอ็งเป็นปิศาจยักษ์ร้าย ปลอมตั้งชื่อว่าเป็นเจ้าก๊ำ
อึงไต้อ่องทุก ๆ ปีมาทวงเครื่องเช่นกินเด็กทั้งชายและหญิงเป็น ๆ ไม่มีจิตเมตตา
เราทราบความมีความกรุณาจึงมาช่วยทุกข์ของทารกพวกชาวบ้าน จึงได้มาหวัง
จะจับตัวอ้ายปิศาจร้าย เอ็งจงเร่งสารภาพรับผิดโดยดี มึงอยู่ที่นี่ตั้งตัวมาหลายปี
แล้ว กินเด็กชายหญิงมากน้อยเท่าใด เจ้าจงเร่งคิดคืนมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตไว้
ให้เจ้าปิศาจได้ฟังดังนั้นก็กระโดดหนี โป๊ยก่ายยกคราดสับก็ไม่ถูก ปิศาจก์รีบหนี
ดำลงในแม่น้ำทงทีฮ้อ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าไล่มันไปเลย เห็นมันจะอยู่ในแม่น้ำ
นี้เป็นแน่ไว้คิดอุบายจับมันจะดีกว่า โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังศาล เก็บเครื่อง
เช่นเหล่านั้นกลับมายังบ้านตั้นเท่งตั้นเซง ในเวลานั้นพระถังซัมจั้งกับซัวเจ็งกำลัง
สนทนากันอยู่กับตั้นเท่งตั้นเชงพี่น้องทั้งสอง แลไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายยกของ
เครื่องเช่นนั้นกลับมา พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงถามว่า การเช่นนั้นเป็นประการใด
เห้งเจียก็ชี้แจงเหตุการณ์ที่ได้เป็นนั้นให้ฟังทุกประการฝ่ายตั้นเท่งตั้นเซงพี่น้องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงยกที่นอนหมอน
เสื่อออกมาจัดแจงให้อาจารย์กับศิษย์อาศัยนอนฝ่ายปิศาจครั้นหนีรอดชีวิตไปได้แล้ว ลงในน้ำไปยังที่สำนักนั่งนิ่งไม่พูดจาว่า
กระไร พวกบริวารน้ำเห็นดังนั้น ก็พากันมาถามว่า ไต้อ๋องเคยทุกปีไปรับเครื่อง
เช่นแล้ว ถ้ากลับมาก็ย่อมรื่นเริงปีนี้เป็นประการใดกลับมาแล้วไต้อ๋องจึงมีความ
เศร้าหมองดังนี้เล่า ปิศาจไต้อ๋องตอบว่า ทุก ๆ ปีได้เคยรับเครื่องเช่นและยังได้นำ
มาฝากพวกเจ้ากินเป็นที่รื่นเริงสนุกสนาน ปีนี้เราก็มิได้เครื่องเช่น และสิ่งของต่างๆ
กิมได้เอามา เพราะบังเอ็ญไปพบอ้ายคนร้ายต่อสู้แก่เราเดชบุญรอดชีวิตมาได้พวกบริวารได้ฟังดังนันจึงถามว่า อ้ายคนร้ายนันคือใครที่ไหนปิศาจบอกว่า อ้าย
คนร้ายนั้นคือเป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้ง อยู่ ณ เมืองไต้ถังจะไปยังมัซฌิม
ประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม อ้ายคนทั้งสองนั้นมันแปลงเป็นเด็กทั้งชาย
หญิงเข้านั่งอยู่ในศาล มันเห็นเราไปถึงมันกลับเป็นรูปเดิมชักอาวุธออกจะเข้า
ทำร้ายเรา บังเอิญเราหนีรอดมาได้ เราเคยได้ยินเขาเล่าลือกันว่า พระถังซัมจั้ง
เธอเป็นผู้บริสุทธิ์บวชมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่ง อายุของผู้
นั้นจะยืนนานไม่นับได้ บังเอิญสานุศิษย์ของเธอมาทำลายชื่อเสียงเราเสียได้ เรา
มีความอัปยศอดสูยิ่งนัก เราคิดจะใคร่จับตัวถังซัมจั้งให้จงได้ แต่กีดด้วยศิษย์
ของเธอมีฤทธิ์เข้มแข็งนักจะจับมิได้โดยง่าย ในเวลาที่ปีศาจพูดอยู่นั้น ในหมู่บริวาร
ปลาตัวหนึ่งผุดลุกออกมา คือแม่ปลากระบอกตัวหนึ่งหัวเราะพูดว่าไต้อ๋องจะใคร่
จับพระถังซัมจั้งนั้นจะยากอะไร แต่ไม่ทราบว่าถ้าจับตัวเธอได้แล้วจะมีบำเหน็จ
รางวัลประการใดปิศาจได้ฟังบริวารพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแม้นจับตัวถังซัมจั้งได้แน่ดังนั้น ข้าพเจ้า
กับนางจะปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน รับซึ่งความสุขสำราญด้วยกันทุกวันไป แม่ปลา
กระบอกได้ฟังดังนั้นก็กระทำความขอบคุณแล้วถามว่าข้าพเจ้าได้ทราบว่าไต้อ่องมี
ฤทธาอานุภาพอาจสามารถจะเรียกลมเรียกฝน และทำคลื่นละลอกให้ไหวไปทั้ง
มหาสมุทรได้ ไม่ทราบว่าไต้อ๋องจะทำให้เป็นหมอกและน้ำค้างได้หรือไม่ ปิศาจ
ไต้อ๋องตอบว่า หมอกและน้ำค้างนั้นข้าพเจ้าสามารถทำได้ดังประสงค์ แม่ปลา
กระบอกได้ฟังนั้นนั้นก็ตบมือหัวเราะว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นการง่ายที่สุดปิศาจจึงให้
นางปลากระบอกชี้แจงความคิดให้ฟัง คือว่าอุบายของนางปลากระบอกนั้นจะทำ
ประการใดนางปลากระบอกชี้แจงว่า คือวันนี้เข้ายามสามไต้อ๋องจงบันดาลให้มีลมพัด
หนาวจัด และทำให้หมอกลงคลุ้มมืดในลำแม่น้ำทงทีฮ้อน้ำแข็งตลอดทั้งลำแม่น้ำ
ข้าพเจ้าจะแปลงไปให้หลายคนเดินไปบนหลังน้ำ หาบบ้างคอนบ้างทำเดินไปมา
ว่าเป็นทีธุระ ฝ่ายพระถังซัมจั้งเมื่อได้เห็นดังนั้น โดยที่ตั้งใจคิดจะไปไซทีก็จะลง
เดินมา เราคอยรอให้พอถึงกลางแม่น้ำ ไต้อ๋องจงทำน้ำนั้นให้คืนเหลวไปอย่าง
เดิมถังซัมจั่งกับศิษย์ก็จะจมน้ำ เวลานั้นก็จะจับเอาตามสบาย ปิศาจครั้นได้ฟังนาง
ปลาชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นว่าคงจะสมคิด จึงพูดว่าคิดอุบายอย่างนี้ดี
ที่สุดหาที่เปรียบมิได้ ปิศาจพูดสรรเสริญนางปลาฉะนั้นแล้ว เวลาก็จวนสามยาม
จึงออกจากที่สำนักแหวกน้ำขึ้นมาหลังน้ำบันดาลให้เป็นลมหมอกหนาวกล้ามืดไป
ทั้งลำแม่น้ำฝ่ายพระถังชัมจังกับพวกศิษย์ทั้งสาม พักอาศัยนอนอยู่ที่บ้านตั้นเท่งตั้นเชง
ในคืนวันนั้นจวนจะแจ้งก็เกิดความหนาวสั่นทุกคนโป๊ยก่ายถามว่าพี่หนาวหรือเปล่า
เห้งเจียตวาดว่าเป็นคนอยู่ในทางศีลทานหนาวหน่อยร้อนหน่อยก็วุ่นวายทำไม
กลัวอะไรกับหนาวอย่างนี้เล่า พระถังซัมจั้งพูดว่าดูคืนวันนี้หนาวมากสักหน่อย
อาจารย์กับศิษย์ก็พากันนอนไม่หลับ ต่างผุดลุกขึ้นหาผ้าห่ม เปิดประตูมองไป
ข้างนอก แลเห็นท้องฟ้ามีหมอกลงออกคลุ้มมืดมัวแลไม่เห็นอะไรเห้งเจียว่าเห็น
จะเป็นปิศาจร้ายสำแดงฤทธิ์คิดจะทำเราดอกกระมัง ดูน้ำค้างตกลงมาขาวราว
กับเพชร อาจารย์สานุศิษย์นั่งพิศดูประมาณครู่ใหญ่ ในบ้านตั้นเท่งเปิดประตูเอา
น้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั่งให้ล้างหน้าและสานุศิษย์ก็พากันล้างหน้า พวก
คนใช้ก็ยกน้ำชาออกมาถวายพระถังซัมจั้งและยกอั้งโล่ถ่านไฟมาให้ผิง อาจารย์
กับศิษย์ก็นั่งล้อมผิงไฟแก้หนาว พระถังซัมจั่งถามตาเฒ่าตั้นเท่งว่าที่ตำบลนี้มี
เป็นฤดูหรือเปล่า ตั้นเท่งตอบว่าอันการอื่นก็ผิดบ้างแต่ฤดูส่นั้นก็ไม่ผิดแก่เมืองบนพระถังซัมจั้งพูดว่าถ้าฤดูเหมือนกัน ทำไมฤดูนี้ก็มิใช่ฤดูหนาวทำไมจึงมีน้ำค้าง
และหมอกลงออกขาวมืดมัวไปฉะนี้ และเกิดความหนาวจัดดุจฤดูหนาวจะมิผิด
ฤดูหรือ ตั้นเท่งพูดว่าอันที่จริงฤดูหนาวเดือนสิบสองจึงจะมี แต่ที่ตำบลนี้เดือน
สิบก็มีหนาวราย ๆ หมอกน้ำค้างก็มีบ้างแล้ว พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า
ผิดกับเมืองอาตมภาพเมืองบนนั้นต่อเดือนสิบสองจึงจะมีหมอกและน้ำค้าง พระ
ถังซัมจั้งพูดอยู่กับตั้นเท่ง คนใช้ในบ้านออกมานิมนต์ฉันข้าวต้ม พระถังชัมจั้งก็
มานั่งรับประเคน ครั้นฉันแล้วศิษย์ทั้งสามก็ฉันก็พอเวลาสว่างดี หมอกน้ำค้างก็ตั้นเท่งตั้นเชงตามมาส่งถึงฝั่งน้ำ ได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็เรียกคนใช้ให้รีบ
ไปแบกหญ้าฟางมาในทันใด โป๊ยก่ายก็เอาหญ้าฟางผูกห่อขาม้าแล้วนิมนต์อาจารย์
ให้ขึ้นขี่ก็ลาออกจากฝั่งข้ามไป ตั้งแต่นั้นก็เดินเป็นปรกติ อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้า
มุ่งจะข้ามไปยังปราจีนทิศ ไม่มีความวิตกหวาดหวั่นระวังอะไรเลย และไม่ได้หยุด
พักเลยรีบเดินไปโดยด่วน จนตะวันจวนจะค่ำก็อาศัยแสงพระจันทร์และดาวเดินไป
เห็นผิวน้ำแข็งวับแวมเป็นเงาทั่วตลอดไป รีบเดินไปคืนหนึ่งจนสว่าง หิวก็เอาข้าวตู
มากินแล้ว ก็ตั้งหน้ารีบตรงไปเมื่อกำลังเดินไปนั้น ได้ยินเสียงลั่นอยู่ใต้น้ำ อาจารย์กับศิษย์พากันตกใจ เหตุ
ด้วยปิศาจคอยอยู่หลายเวลาแล้ว พอได้ยินเสียงเท้าม้าเดินข้ามมา ปิศาจก็สำแดง
ฤทธิ์บันดาลให้น้ำเหลวกลับไปอย่างเดิม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะขึ้นบนอากาศ
พระถังซัมจั่งกับม้าและโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันจมน้ำ ปิศาจร้ายก็มาจับพระถังซัม
จังเอาลงไปยังสำนัก ครั้นถึงก็เข้านั่งเก้าอี้เรียกว่านางน้องอยู่ที่ไหนนางปลากระบอก
ก็ออกมาคำนับ ปิศาจจึงพูดสรรเสริญว่า น้องพูดคำหนึ่ง แม้ว่าม้าฝีเท้าดีก็ู้ไม่ได้
เดิมเราได้สัญญาว่าถ้าจับถังชัมจั่งได้ก็จะปฏิญาณเป็นพี่น้อง เวลานี้ก็จับได้แล้ว
พูดดังนั้นแล้วก็เรียกบริวารให้ยกโต๊ะออกมาตั้ง และเอามีดที่คมดีมาจะผ่าอกเอา
หัวใจพระสงฆ์ออกมาเรากับนางน้องจะได้กินเล่น เป็นที่สำราญรื่นเริงนางปลากระบอกได้ฟังดังนั้นจึงห้ามว่า ไต้อ๋องอย่าเพิ่งกินก่อนยังวิตกด้วย
พวกสานุศิษย์ของเธอมาตามก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น ขอให้รอสักสองเวลา แม้ว่า
ศิษย์ของเธอไม่มาตามก็แล้วแต่ไต้อ๋องจะกินหรือจะทำประการใดปิศาจเมื่อได้
ฟังนางปลากระบอกทัดทานก็เชื่อฟัง จึงขังพระถังซัมจั้งไว้ในที่ลับ แล้วเอาแผ่น
ศิลาใหญ่ทับปิดประตูไว้แน่นหนาฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ็ง ว่ายน้ำเก็บสิ่งของวางบนหลังม้าแล้วก็พากันว่ายน้ำกลับ
มาเข้าฝั่งข้างทิศตะวันออก แลไปก็เห็นเห้งเจียอยู่บนอากาศ เห้งเจียถามว่าพระ
อาจารย์อยู่ที่ไหนจึงไม่เห็น โป๊ยก่ายตอบว่าพระอาจารย์เปลี่ยนชื่อแล้วเรียกว่าแซ่
ตั้นชื่อก้นเบ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะไปค้นหาที่ไหนได้แล้ว ต้องกลับเข้าฝั่งจึงค่อย
คิดต่อไปบัดนี้ก็เข้ามาถึงฝั่งแล้วกลับไปยังบ้านแกจึง คนในบ้านแกจึงเดินไปพบเข้า
ก็วิ่งกลับมาบอกแก่ตั้นเท่งตั้นเชงทั้งสอง สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็รีบออกมารับและ
เห็นเสื้อผ้าข้าวของเปียกน้ำหมดทั้งสิ้น สองเฒ่าถามว่าทำไมไม่เห็นท่านอาจารย์
กลับมาเล่า ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟัง จึงได้มีเหตุเกิดขึ้นดังนี้ โป๊ย
ก่ายพูดว่าต่อนี้ไปอย่าเรียกถังซัมจั้งเลยเปลี่ยนชื่อให้เรียกว่า ตั้นก้นเบ้าเถิด สอง
เฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าสงสารแก่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอ้อนวอนจะ
ให้เอาเรือส่งก็ไม่ยอม ขึนจะรีบไปให้ได้จนมาถึงแก่ชีวิตอันตรายอย่างนี้ เห้งเจีย
พูดว่าท่านตาทั้งสองอย่ามีความโทมนัสเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่าประกันได้ อาจารย์คง
จะไม่ถึงแก่ความตาย ที่อ้ายปิศาจก้ำอึงคงทำกลอุบายจับอาจารย์ไปเป็นแน่ ท่านตา
อย่าวิตก ท่านตาจงโปรดเอาจีวรผ้าผ่อนกับหนังสือไปตากเสียให้แห้งและหาหญ้า
เลี้ยงม้าไว้ด้วย ไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องคิดอุบายแก้พระอาจารย์กลับคืนให้จงได้
ธรรมเนียมถางหญ้าต้องถอนรากจึงจะสิ้นความร้อนใจเพื่อภายหลังและจะช่วย
กำจัดอ้ายปิศาจนี้ด้วย ถ้ามิดังนั้นพวกชาวบ้านแกจึงก็จะไม่เป็นสุขตั้นเท่งตั้นเซงได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีที่สุด จึงให้คนยกเข้ามาเลี้ยงเห้งเจีย
โป๊ยก่ายชัวเจ็งก็พร้อมกันกินข้าว ครั้นกินเสร็จแล้ว ต่างก็เตียมอาวุธออกจากบ้าน
ไปยังกลางน้ำค้นหาอาจารย์เห้งเจียถามว่าน้องทั้งสองใครจะเป็นคนเข้าใจ ก็ลงน้ำ
ไปเที่ยวสืบดูสักคนหนึ่งก่อน แม้ว่าทราบเหตุการณ์แล้วจึงค่อยคิดแก้ไขต่อที่หลัง
โป๊ยก่ายพูดว่าพี่มีฝีมือยิ่งกว่าข้าพเจ้าทั้งสอง พี่จงลงน้ำไปก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูด
ว่าพี่ไม่ปิดบังอะไรแก่น้องทั้งสอง แม้ว่าอยู่บนบกและในเขาในป่า มีปิศาจยักษ์ร้าย
สักเท่าใด ๆ พี่ก็มิต้องให้น้องออกแรง แต่ในน้ำนี้พี่หาสู้จะถนัดไม่ พี่ทราบว่าน้อง
ทั้งสองถนัดทางน้ำมาก เพราะฉะนั้นขอให้น้องลงไปก่อนซัวเจ็งพูดว่า พวกข้าพเจ้าถนัดทางน้ำก็จริง แต่ไม่ทราบว่าใต้น้ำจะร้ายดีประ
การใด สู้เราพร้อมกันลงไปไม่ได้ พี่จงแปลงเป็นก็ริยาต่าง ๆ ขี่หลังข้าพเจ้าลงไป
เที่ยวค้นหาที่สำนักปิศาจว่ามันจะอยู่ที่ใด พี่จะได้สืบอาจารย์ แม้ได้ทราบแล้วเรา
จะได้คิดอ่านแก้ไขไปตามการ ข้าพเจ้าคิดเห็นดังนี้จะดีหรือไม่ดีเห้งเจียว่าน้องคิดดังนี้ชอบแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าใครจะให้ใครขี่ไป โป๊ยก่าย
ได้ยินดังนั้นก็นึกยินดีแต่ในใจว่าอ้ายลูกลิงมันแกล้งเราหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เราจะ
เล่นแกล้งมันบ้าง คิดดังนั้นแล้วก็หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าจะยอมให้พี่ขี่ไปเอง เห้งเจีย
ก็นึกรู้ในวิธีของโป๊ยก่าย จำเราจะช้อนกลให้มันเข็ดมือ คิดดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นหลัง
โป๊ยก่ายขี่ไป ชัวเจ๋งเดินก่อนค่อยแหวกน้ำนำหน้า พร้อมกันทั้งสามแทรกน้ำลง
เดินไป ครั้นไปประมาณสักพันโยชน์ โป๊ยก่ายคิดแกล้งเห้งเจีย เห้งเจียก็นึกรู้จึง
ถอนขนออกเส้นหนึ่งเป๋าแปลงรูปปลอมเกาะหลังโป๊ยก่าย ตัวเห้งเจียนั้นแปลง
เป็นหมัด เกาะแน่นอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็หารู้สึกไม่ ครั้นกำลังเดินโป๊ย
ก่ายเห็นได้ที่ก็ทำท่าเซซังจะล้ม จะใคร่ฟาดเห้งเจียลงกับโคลน ครั้นโป๊ยก่ายล้ม
ฟาดลงรูปนั้นก็สูญหายไป ซัวเจ็งเห็นดังนั้นจึงถามโป๊ยก่ายว่า ทำไมพี่ทำดังนั้นเล่า
กำลังเดินทางมาดี ๆ พี่เอาพี่เห้งเจียหกล้มฟาดหายไปไหนไม่เห็น โป๊ยก่ายพูดว่า
อ้ายชาติลิงมันยึดไม่แน่นพลาดลงมันแปรไปข้างไหนไม่รู้มันเราไปค้นหาอาจารย์เถิด
จะไปเป็นธุระถึงมันทำไม ซัวเจ๋งว่าจะไม่ชอบกลดอกกระมัง ต้องให้กลับมาก่อน
จึงจะได้ แม้เธอไม่ชำนาญในทางน้ำก็จริง แต่ความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าเรา แม้มิได้
เธอกลับมาข้าก็ไม่ไปด้วยเห้งเจียจับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังดังนันก็อดอยู่ไม่ได้ จึงร้องบอกว่าซัวเจ็ง
พี่อยู่นี่ ซัวเจ๋งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าตายละวะ ทำไมจึงเล่นแกล้งกันอย่างนี้
ก็เมื่อจะทำเธอ ๆ รู้เท่าแล้วเธอจะแกล้งต่อไปอย่างไรก็ไม่รู้ โป๊ยก่ายตกใจคุกเข่า
ลงกับโคลนเอาศีรษะโขกลงกับโคลนแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอโทษพีสักครังหนึ่งเถิด
ข้าพเจ้าไม่กล้าเล่นแกล้งอีกต่อไปแล้ว ขอพี่จงกลับมาแปลงอย่างเดิมเถิดข้าพเจ้า
จะให้ขี่ต่อไปไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ไว้ไปหาอาจารย์พบแล้วขึ้นบกข้าพเจ้าจะขอ
ขมาพี่เห้งเจียพูดว่าเจ้าเดินไปเถิด ข้าจะไม่แกล้งเจ้าดอกอย่าวิตกเลยจงรีบเดินไป
โดยเร็ว โป๊ยก่ายก็ตั้งใจเดิน ครั้นมาประมาณอีกสักพันโยชน์ แลไปข้างในเห็นมี
ห้องหอใหญ่กว้าง ที่หน้าประตูมีหนังสือยี่ห้อสีตัวคือ (จุ๊ยง้วนจือเต๋ย) ซัวเจ็งพูด
ว่าที่นี่เห็นจะเป็นที่ปิศาจอยู่เราทั้งสองเข้าไปยังประตูท้าให้มันออกรบกับเราเห็นจะดี
เห้งเจียถามว่าข้างประตูนั้นมีน้ำหรือเปล่า ซัวเจ๋งบอกว่าไม่มี เห้งเจียว่าถ้าไม่มี
น้ำเจ้าทั้งสองจงแอบอยู่ซ้ายขวาข้างประตู ตัวพี่จะเข้าไปค้นหาอาจารย์ พูดดัง
นั้นแล้วเห้งเจียก็ผละออกจากหูโป๊ยก่าย แปลงเป็นนางกุ้งตัวหนึ่งค่อยคลานเข้าไป
ในประตูพิจารณาดู แลไปข้างบนก็เห็นปิศาจนั่งอยู่ท่ามกลางสองข้างพวกบริวารน้ำ
ยืนเฝ้าเรียงกันเป็นลำดับลงมา ได้ยินปิศาจกับนางปลากระบอกกำลังพูดกันเรื่อง
จะกินเนื้อถังซัมจั้ง เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอาจารย์ แลไปข้างทิศปราจีน
ก็เห็นยายเฒ่ากุ้งก้ามกรามเดินออกมา เห้งเจียก็คลานแอบข้างยายเฒ่ากุ้งถามว่า
แม่ ๆ ได้ยินไต้อ๊องจะกินเนื้อถังซัมจั่งอยู่ที่ไหนจึงไม่เห็นเล่ายายเฒ่ากุ้งบอกว่า ไต้อ๋องทำน้ำค้างหมอกให้น้ำแข็งถังซัมจั้งเดินมาไต้อ๋อง
บันดาลให้น้ำเหลว ถังซัมจังจมน้ำจึงจับได้ บัดนี้ขังอยู่หลังหอมีศิลาแผ่นใหญ่ปิด
ไว้แน่นหนา เห้งเจียเมื่อได้ทราบความชัดเจนแล้ว ก็หลีกแอบไปข้างหลังหอ เหลียว
ซ้ายแลขวาหาอาจารย์ แลไปก็เห็นมีห้องหนึ่งทำแน่นหนาคล้าย ๆ โลงใส่ผี1 ข้าง
บนมีแผ่นศิลาทับซ้อน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็คิดว่า เห็นจะอยู่ในที่นี้เป็นแน่ จึงคลาน
แอบเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเห้งเจียแอบเเี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียง
คร่ำครวญว่า เมื่อแรกเกิดจากท้องมารดาก็ลอยน้ำก็ได้รอดชีวิตมาได้ บัดนี้จะไป
นมัสการพระพุทธเจ้า ก็บังเอิญจมลงในน้ำ ที่ตายอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเกิดมาจะผิดวัน
เวลาอย่างไร จึงได้ต้องในที่ทุกข์ภัยอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์จะมาตามหรือเปล่า
และจะได้พระคัมภีร์กลับบ้านหรือ หรือจะมาสิ้นชีวิตแต่เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้พูดรำพัน
ไปแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปไม่หยุดเห้งเจียครั้นได้ฟังเสียงจำได้แน่ว่าพระอาจารย์ ก็อดไม่ได้จึงร้องเรียกว่าพระ
อาจารย์อย่าแค้นเคืองถึงภัยแห่งน้ำไปทำไม ในคัมภีร์ย่อมว่าดินคือแม่ธาตุทั้งหลาย
น้ำคือรากเหง้าของทั้งห้า ไม่มีดินก็เกิดไม่ได้ ไม่มีน้ำก็เติบโตไม่ได้ ข้าพเจ้า
เห้งเจียมาแล้วพระถังซัมจั้งได้ยินก็ร้องบอกว่า ท่านจงช่วยเราด้วย เห้งเจียว่า
ท่านอาจารย์จงวางใจเถิดไว้ข้าพเจ้าจะกำจัดปิศาจร้ายเสียได้แล้วจึงจะกลับมาแก้
อาจารย์ออกให้พ้นภัย พระถังซัมจั่งร้องบอกว่าเห้งเจียรีบลงมือเถิดเห้งเจียก็หันกลับออกจากสำนักปิศาจแล้ว จึงแปลงกายกลับเป็นรูปเดิม ร้อง
เรียกซัวเจ๋งโป๊ยก่าย บอกว่าเหมือนอย่างที่พูด ปิศาจทำอุบายจับอาจารย์ขังไว้ใน
ที่ลับ เราเข้าไปหาได้พบแล้ว เจ้าทั้งสองจงรบล่อมันให้ขึ้นพ้นน้ำ พี่จะคอยที่ริมฝั่ง
แม่น้ำ แม้นมันขึ้นมาพี่จะคอยตีจับมันให้จงได้ จะได้แก้เอาอาจารย์ออกจึงจะได้
หรือเจ้าทั้งสองพอจะจับได้ก็ให้จับถ้าจับไม่ได้ก็ให้ล่อขึ้นมา เห้งเจียพูดดังนั้น แล้ว
ก็ร่ายคาถาแทรกน้ำขึ้นมาคอยอยู่ยังริมฝั่งแม่น้ำฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง ก็มายังประตูสำนักปิศาจ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า
อ้ายปิศาจโว้ยมึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ฝ่ายพวกบริวารของปิศาจ
เมื่อได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปบอกนายว่าไต้อ๋องมีคนมาร้องท้าทางทวงอาจารย์ของเขา
อยู่นอกประตู ปีศาจได้ฟังบริวารบอก ก็รู้ว่าพวกศิษย์ของถังซัมจั้ง จึงเรียกเอา
เกราะมาสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือลูกตุ้มทองแดง เดินออกมาร้องถามว่าอ้ายสองคน
นี้มึงอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาร้องท้าทายยังหน้าประตูกูฉะนี้เอ็งไม่กลัวความตาย
ดอกหรือ โป๊ยก่ายตวาดว่าอ้ายปิศาจที่กูตีผิดไป หนีมาได้รอดตายแล้ว ยังกลับ
มาทำร้ายอีก เมื่อคืนก่อนมึงไปตีฝีปากกับกูที่ศาลมึงจำไม่ได้หรือตัวกูคือสานุศิษย์
ของพระถังซัมจั้ง จะไปอาราธนาพระธรรม ณ ประเทศไซที มึงหลอกลวงชาวบ้าน
ตั้งตัวเป็นเจ้าก้ำอึงอะไรที่ไหน ตั้งคอยกินเด็กชายหญิง กูแปลงเป็นเด็กแทนให้
ลูกหญิงของตั้นเชง มึงตรงมาจะกินกูก่อน แล้วมึงถูกคราดเหล็กเข้าวิ่งหนีหายไป
มึงยังจะทำเป็นจำไม่ได้หรือปิศาจได้ฟังแล้วพูดว่า มึงอ้ายลูกศิษย์วัดมาปลอมเป็นเด็กหญิงโทษของมึง
ยังไม่รู้สิ้น กูยังไม่ทันจะกินมึง ๆ เอาคราดสับกูถูกมือ มือกูยังไม่หายเจ็บ มึงยัง
บังอาจมาจนถึงที่อยู่แห่งกูอีกมึงจะว่ากระไรหรือโป๊ยก่ายว่ามึงกลัวกูแล้วเหตุใดมึง
ทำน้ำหมอกให้มืดมัวและให้น้ำแข็งทั้งแม่น้ำจึงจะคิดฆ่าอาจารย์ของกูเสีย มึงจง
รีบส่งอาจารย์ออกมาเสียโดยเร็ว สารพัดโทษจะยกให้ไม่ฆ่าฟัน แม้ขัดขึ้นต่อสู้ก็
จะประหารชีวิตเสียเดี่ยวนี้ ปิศาจพูดว่าเราจับอาจารย์ของเจ้ามาไว้ก็จริงอยู่แล้ว
แต่เจ้าทั้งสองจงมาลองฝีมือดูสักสองสามเพลงก่อน แม้ว่าเจ้าชนะเรา เราจึงจะคืน
อาจารย์ให้ถ้าเจ้าแพ้เรา เราจะจับมาทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ จะผ่าอกกินเล่นเป็น
ภักษาหาร โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายลูกกลับกลายมึงพูดดังนี้แล้วมึงจงระวัง กูจะฟันมึง
ด้วยคราด ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นฟันลงเต็มกำลัง ปิศาจยกลูกตุ้มขึ้นรับ
ป้องปัดต่อสู้กันไปมา ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงเข้าระดมช่วยโป๊ยก่าย คนทั้งสาม
รบกันโดยความสามารถต่างคิดจะเอาชัยชนะต่างมีกำลังเข้มแข็ง รบกันไปได้
ประมาณสักสามชั่วโมงยังไม่แพ้ไม่ชนะกัน โป๊ยก่ายเห็นจะเอาชัยชนะปิศาจไม่ได้
แล้วก็ให้หน้าซัวเจ๋งให้ล่าถอย โป๊ยก่ายซัวเจ๋งรบพลางหนีพลางล่อปิศาจให้ไล่
ปิศาจก็รุกไล่ขึ้นมาบนหลังน้ำฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ริมฝั่งคอยเขม้นแลดู เห็นคลื่นละลอกเลื่อนลั่นหวั่นไหวมา
ริมฝั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งถึงฝั่งก็ขึ้นฝั่ง ปิศาจก็ไล่ติดตามมา เห้งเจียเห็นได้ทียกกระ
บองตรงมาร้องตวาดว่า อ้ายปิศาจมึงจงดูกระบองกายสิทธิ์ปิศาจหันหน้ารับไม่อยู่
ก็โจนลงน้ำดำหนีไป เห้งเจียก็ไม่ไล่ตามจึงกลับขึ้นบนบกพูดแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า
อ้ายปิศาจนี้มันรู้ว่าขึ้นบกสู้ไม่ได้ แต่น้องทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาก ซัวเจ๋งพูดว่า
อ้ายปิศาจนี้ขึ้นบกรู้ว่าสู้ไม่ได้ อยู่ใต้น้ำร้ายแรงมาก ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายคนละ
ข้างระดมตีก็ยังเอาชัยชนะไม่ได้ จะทำอย่างจึงจะได้อาจารย์ เห้งเจียพูดว่าอย่า
สงสัยจะช้าการไป วิตกอยู่เกรงมันจะคิดทำร้ายอาจารย์ น้องทั้งสองจงรีบลงไป
ชวนมันรบ พี่จะคอยสกัดมันเอง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันรีบแทรกน้ำลงไปอีกตาม
คำเห้งเจียสั่งฝ่ายปีศาจถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองรับไม่อยู่ ก็หนีกลับลงไปยังสำนัก พวก
บริวารก็มาถามว่า ไต้อ๋องไล่อ้ายลูกศิษย์วัดไปถึงไหน ปิศาจบอกว่าอ้ายสองคน
นั้นไม่สู้กระไรนัก ยังมีอีกคนหนึ่งฝีมือเหลือเกิน เราไล่อ้ายสองคนนี้ขึ้นบก อ้าย
คนนั้นซักกระบองเหล็กมาสกัดตีด้วยกระบอง เรารับไม่อยู่ไม่รู้ว่ากระบองของมัน
หนักสักเท่าใด ลูกตุ้มทองแดงของเราก็รับไม่อยู่ ต่อสู้ยังไม่ได้สามเพลงเราต้อง
ล่าหนีกลับมานางปลากระบอกถามว่า ไต้อ๋องจำคนนั้นได้หรือไม่รูปร่างอย่างไรปิศาจตอบว่า
จำได้หน้ามันล้วนแต่ขนดูดุจหน้ารามสูร ในตาแดงเหมือนไฟมีแววตาเหลืองเหมือน
สีทอง นางปลากระบอกได้ยินดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดตัวสั่น จึงพูดแก่ไต้อ๋องว่า
ข้าพเจ้าจะบอกให้ใต้อ้องรู้สึก นี่หากไต้อ๋องหนีมาก่อน ถ้าช้าอีกสักสามเพลงชีวิต
ก็จะไม่รอดกลับมา เมื่อคราวก่อนข้าพเจ้าอยู่ยังทะเลทิศบูรพาได้ฟังเล่งอ๋องสรร
เสริญว่า เธอมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงเมื่อห้าร้อยปีก่อน ขึ้นไปทำสงครามบน
ชั้นฟ้าเง็กเชียงฮ่องเต้กับเทพบุตรทั้งหลายขยาดคร้ามฝีมือเธอทั้งสิ้น นามเรียกว่า
ซีเทียนไต้เซีย มาบัดนี้เธอละพยศร้ายเข้าบวชตามทางพระแล้ว ได้ตามพระถัง
ซัมจั้งไปไซทีอาราธนาพระธรรมเปลี่ยนชื่อเรียกว่าซึงหงอคงและซึงเห้งเจียก็เรียก
เธอมีเดชาอานุภาพมากนักเปลี่ยนกายได้หลายประการ ไต้อ๋องทำไมไปเกี่ยวข้อง
แก่เธอเล่า ต่อไปนี้อย่าได้สู้รบเธอเป็นอันขาด พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียง
บริวารวิ่งเข้ามาบอกว่า อ้ายสองคนมาอีกแล้วร้องท้าชวนรบอยู่ข้างนอกประตู ปิศาจ
จึงพูดว่านางน้องพูดเห็นจริง จึงสั่งพวกบริวารให้ปิดประตูให้แน่น เอาศิลาและ
ดินทับไว้อย่าให้ทลายได้ อ้ายสองคนมันเรียกร้องก็ช่างมันฝ่ายพวกบริวารก็ทำตามนายสั่ง เอาดินและศิลามาถมปากประตูขึ้นจนสูง
แล้วต่างก็พากันไปที่อยู่ ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ร้องเรียกท้าทายด่าว่าอย่างไรก็
เห็นเงียบอยู่ โป๊ยก่ายขัดใจเอาคราดสับกระชากประตู ก็เห็นแต่ดินและหินศิลา
ทับแน่นอยู่ ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปิศาจเห็นจะมีความกลัวเกรงพวกเรา จึงได้เอาดิน
และศิลาถมประตูเสียดังนี้ เราพากันกลับไปหาพี่เห้งเจียจะได้คิดอ่านกันใหม่ โป๊ย
ก่ายซัวเจ๋งก็พากันกลับไปหาเห้งเจีย ครันถึงจึงเล่าให้เห้งเจียฟังตามที่มันไม่ออก
สู้รบปิดประตูนิ่งอยู่ เห้งเจียได้ฟังแล้วพูดว่าถ้ากระนั้นก็สุดปัญญาที่จะคิดต่อไป
เจ้าทั้งสองจงคออยลาดตระเวนอยู่อย่าให้ปิศาจหนีไปได้ ตัวพี่จะไปน่ำไฮ้ถามพระโพธิ
สัตว์จึงจะรู้ความได้ สั่งแล้วเห้งเจียก็กระทำปาฏิหาริย์ไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มา
ถึงเขาเท้าถ้อซัว เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินตรงเข้าไปยังสำนักใหญ่ เห็นหมู่เทพบุตร
และเทพารักษ์เดินมาออกมาเชิญเข้าไปนั่งยังหน้าหอ จึงบอกแก่เห้งเจียว่า เมื่อเวลา
เช้าพระโพธิสัตว์สั่งพวกข้าพเจ้าไว้ว่า วันนี้ท่านไต้เซียจะมา ให้พวกข้าพเจ้าคอย
รับ พระโพธิสัตว์ท่านเข้าไปในป่าไผ่แต่ผู้เดียวมิให้ใครตามส่งให้ได้เซียคอยอยู่ที่นี่
เมื่อพระโพธิสัตว์กลับมาจึงให้สนทนาเห้งเจียได้ฟังเทพบุตรบอกดังนั้นก็นั่งคอยอยู่ที่หน้าหอ แลไปเห็นเสี้ยนจ๊าย
ทงจื้อเดินขึ้นมาคำนับ พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งท่านไต้เซียนมีจิตโอบอ้อมอารี พึ่งพระ
โพธิสัตว์มีความกรุณา เช้าค่ำเฝ้าอยู่ซ้ายขวากระทำให้จิตร้ายหายไปสิ้น เห้งเจีย
ก็นึกว่า (อั้งฮั้ยยี้) จึงหัวเราะพูดว่า เมื่อเวลาก่อนจิตเป็นมารยังพาลหลง บัดนี้เข้า
ในทางตรงสัมมาทิฐิ จึงรู้ว่าเห้งเจียเป็นคนดี เห้งเจียนั่งคอยพระโพธิสัตว์อยู่นาน
แล้วไม่เห็นมา จิตใจก็ให้ทุรนทุรายจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายช่วยไปกราบเรียนให้ท่าน
ทราบที่เถิด แม้ช้าเวลาวิตกพระอาจารย์จะไม่รอดชีวิตหมู่เทพยดาพูดว่าพวกข้าพเจ้าไปไม่ได้ เพราะพระโพธิสัตว์สั่งมิให้ตามไป ท่าน
จะกลับมาเอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นใจร้อนที่ไหนจะนั่งคอยอยู่ได้ จึงผุดลุกเดินเข้าไป
ตามหมู่เทวดาไม่กล้าห้าม เห้งเจียเข้าไปยังป่าไผ่ แลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่งที่พื้น
ดินใต้ร่มไผ่แต่ผู้เดียวนั่งวัดไม้ไผ่พระองค์ก็ไม่เห็นแต่งตัว เห้งเจียเห็นแล้วก็อดไม่ได้
จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า พระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าซึ่งหงอคงมานมัสการด้วยอาจารย์
ข้าพเจ้ามีภัย จะใคร่กราบเรียนถามเหตุการณ์แห่งปิศาจที่ลำแม่น้ำทงทีฮ้อนั้น พระ
โพธิสัตว์จึงบอกว่าพักคอยอยู่ข้างนอนก่อนสักประเดี้ยวอาตมาจะออกไป เห้งเจีย
จึงกลับออกมาจากป่าไผ่พูดแก่หมู่เทวดาว่า วันนี้ทำไมพระโพธิสัตว์จึงมีธุระการ
อะไรนัก ทำไมจึงไม่ขึ้นนั่งบนดอกบัวและไม่แต่งตัว นั่งในป่าไผ่จักไม้ไผ่ทำไมที่ไหนเทพยดาทั้งหลายพูดว่าการอย่างนี้พวกข้าพเจ้าไม่ทราบเลย เห็นเมื่อเช้าออก
จากสำนักก็ไม่เห็นแต่งตัว สั่งพวกข้าพเจ้าให้คอยรับไต้เซีย เห็นคงจะมีธุระที่ไต้เซีย
ดอกกระมัง เห้งเจียสนทนากับเทวดาอยู่ประเดี้ยวแลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์มือถือ
ตะกร้าเดินออกมาจากป่าไผ่ ร้องเรียกเห้งเจียมาพูดว่า จงรีบไปกับอาตมภาพจะ
ได้ช่วยพระถังซัมจั้งให้ออกพ้นภัย เห้งเจียคุกเข่าลงพูดว่าข้าพเจ้าไม่กล้าเร่งรัด ขอ
ท่านได้ครองผ้าแล้วจึงค่อยไปก็ได้ พระโพธิสัตว์พูดว่าไม่ต้อง ต้องไปให้ทันเวลานี้
ว่าแล้วก็กระทำปาฏิหาริย์เหาะไป เห้งเจียก็เหาะติดตามมา บัดเดี้ยวก็มาถึงแม่น้ำ
ทงที่ฮ้อฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ริมฝั่งก็พูดบ่นกันว่า พี่เห้งเจียใจก็ร้อนทำไม
จึงซ้าไม่เห็นมา พูดบ่นกันดังนี้สักชั่วหวีผมก็แลเห็นพระโพธิสัตว์เหยียบเมฆข้าม
แม่น้ำมาถึง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นดิน พระโพธิสัตว์ขยายสายแพร
รัดเอาออกผูกปากตะกร้า แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศร่ายคาถาเจ็ดรอบแล้วก็ขว้าง
ตะกร้าขึ้นบนเหนือน้ำ บัดเดี๋ยวก็ลากขึ้นมามีปลาทองกิมลียื้อนอนดิ้นอยู่ในตะกร้า
พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ลงไปรับอาจารย์ขึ้นมา เห้งเจียจึงถามพระโพธิสัตว์
ว่า ปิศาจยังจับไม่ได้ทำไมจึงจะไปช่วยอาจารย์ขึ้นมาได้เล่า พระโพธิสัตว์ว่าใน
ตะกร้านี้มิใช่ตัวปิศาจหรือ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งคำนับแล้วถามว่า ปลาตัวนี้ทำไมจึงมี
ฤทธิ์เดชมากนัก พระโพธิสัตว์ตอบว่า ปลาทองตัวนี้เดิมอยู่ในสระบัวของอาตมภาพ
เลี้ยงไว้จนโต ได้ลอยขึ้นฟังธรรมทุกวัน ๆ ปฏิบัติบวชจนสำเร็จจึงแปลงกายได้
ลูกตุ้มทองแดงที่ถือเป็นอาวุธนั้นคือดอกหญ้าหอมมันประกอบปลุกเสกจึงได้กลาย
เป็นอาวุธ มาวันหนึ่งนำทะเลท่วมมากมันจึงกระโดดออกจากสระหนี่มาอยู่ที่นี่ เมื่อ
เช้านีอาตมภาพออกไปจะชมสระดูดอกบัว จึงได้รู้ว่ามันหนีไปมีได้เห็นมันขึ่นมาไหว้
จึงตรวจดูก็รู้ว่ามันมาเป็นปิศาจอยู่ที่ลำแม่น้ำนี้ เพราะฉะนั้นอาตมภาพตั้งพิธีสาน
ตะกร้ามาจับมันเห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์เล่าให้ฟังดังนั้นจึงขอนิมนต์ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าพัก
สักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะบอกพวกชาวบ้านแกจึงให้มานมัสการพระโพธิสัตว์ ด้วย
เหตุว่าข้อหนึ่งจะไว้เป็นคุณ ข้อสองจะให้รู้ว่าพระโพธิสัตว์มาจับปิศาจ ข้อสามจะ
ให้หมู่บ้านแกจึงเลื่อมใสศรัทธาในทางธรรม เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงให้เห้งเจีย
ไปเที่ยวป่าวร้องชาวบ้านให้บอกกันมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบไปในบ้าน แกจึงร้อง
เรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านทั้งหลายจงรีบมาดูพระโพธิสัตว์กวนอิม พวกหมู่บ้าน
แกจึงได้ทราบดังนั้น ไม่ว่าชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันวิ่งมาดูเห็นพระโพธิสัตว์
กวนอิ่มแล้ว ก็ต่างคนต่างคุกเข่าลงไม่ว่าดินทรายโคลนเลน ที่เป็นช่างเขียนก็วาด
รูปพระโพธิสัตว์ไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมถือตะกร้ามาจนเท่าทุก
วันนี้ ครั้นพวกชาวบ้านแกจึงมานมัสการแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จกลับคืนยังสถาน
ที่น่ำไฮ้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็แทรกน้ำลงไปยังสำนักที่ปิศาจอาศัยค้นหาอาจารย์ตรงไปยัง
หลังหอ แลไปก็เห็นมีแผ่นศิลาทับอยู่ จึงงัดเปิดแผ่นศิลาออก โป๊ยก่ายก็ย่อตัว
ลงไปให้อาจารย์ขึ้นนั่งบนหลังแล้วก็รีบออกจากสำนักปิศาจแทรกน้ำขึ้นมายังบ้าน
แกจึง ตั้นเท่งตั้นเชงพี่น้องทั้งสองคนเห็นพระถังซัมจั้งขึ้นมาได้ ต่างคนก็ดีใจคำนับ
แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ห้ามท่านแล้วท่านก็ไม่เชื่อ จึงได้เกิดความทุกข์ยาก
อย่างนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าพูดเลยการที่ล่วงไปแล้ว ป่วยการเสีย
เปล่า ข้าพเจ้าจะขอพึ่งท่านชาวบ้านนี้ให้ช่วยหาเรือสักลำหนึ่ง เพื่อจะได้ส่งพวก
ข้าพเจ้าข้ามฟาก ต่อนี้ไปทุก ๆ ปีก็ไม่ต้องเช่นไหว้ด้วยได้กำจัดอ้ายปิศาจเสียแล้ว
ไม่มีความร้ายอะไรอีกต่อไปตั้นเท่งตั้นเซงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าอันเรือแพนาวานั้นท่านอย่าวิตกเลย
พวกข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง ตันเท่งตันเซงจึงป่าวร้องขอแรงพวกชาวบ้านมาช่วยทำ
พวกชาวบ้านก็มีศรัทธาทุก ๆ คน บ้างออกกระดาน บ้างออกถ่อแจวและสิ่งของที่
จะต้องใช้ในเรือนั้น จัดทำกันที่ริมฝั่งออกซุลมุน ในขณะนั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่า
ท่านเห้งเจียไต้เซีย ไม่ต้องเสียเปลืองของชาวบ้าน ไว้ธุระข้าพเจ้าจะส่งพระอาจารย์
กับสานุศิษย์ให้ข้ามฟากไปเอง หมู่คนกำลังทำได้ฟังดังนันต่างก็ตกใจกันทุก ๆ คน
บัดเดี่ยวแลไปก็เห็นผุดขึ้นมาจากน้ำเป็นเต่าใหญ่ตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้น จับกระ
บองแกว่งกระโดดเข้าไปใกล้พูดว่า ข้าดูเจ้าก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ถ้ามึงทำเหมือน
อย่างปิศาจอย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตายเดี้ยวนี้เต่าจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคิดถึงคุณท่านจะมาส่งพวกท่านให้ข้ามฟากทำไมท่านจะ
มาตีข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า เรามีบุญคุณอะไรแก่เจ้า เต่าตอบว่าท่านไต้เซียยัง
ไม่ทราบเรื่องในใต้น้ำนั้นว่าเป็นอย่างไร อันที่สำนักจุ๊ยง้วนจือเต๋ยนั้น เป็นที่อยู่ของ
ข้าพเจ้ามาแต่เดิม แรกเริ่มก็ต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาชวด จนมาถึงข้าพเจ้า
ได้รักษาดูแล ต่อมาเพราะข้าพเจ้ามีสติปัญญา ก็รักษาถือบวชอยู่ในที่นั้น จึงเปลี่ยน
สร้างสำนักนั้นขึ้นใหม่ ตั้งยี่ห้อว่าจุ๊ยง้วนจือเต๋ยอักษรสี่ตัว อ้ายปิศาจนั้น เมื่อก่อน
เก้าปีทำคลื่นละลอกใหญ่ชัดเข้ามาจากทะเลมาถึงที่นี้ก็ทำอำนาจดุร้ายรบข้าพเจ้า
มันฆ่าพวกบริวารของข้าพเจ้าตายเสียหมดสิ้น ข้าพเจ้าจึงต้องหนีมันไปเที่ยวซุก
ซ่อนอยู่ จนเท่าทุกวันนี้ มาบัดนี้ท่านได้เซียมาถึงนี่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาจับ
ปิศาจนั้นไป ที่สำนักนั้นก็คืนกลับมาเป็นของข้าพเจ้าอยู่รักษาไปตามเดิมบริวารของข้าพเจ้าก็ได้มีความสุข ข้าพเจ้าคิดถึงพระคุณของท่านดุจภูเขาใหญ่ ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านจะไม่มีบุญคุณแก่ข้าพเจ้าหรือประการใด และทั้งชาวบ้านแกจึงก็ไม่ต้องเซ่นไหว้อีก ได้รอดชีวิตเด็กชายหญิงก็เพราะเหตุแห่งท่านแปลว่าเป็นคุณทั้งสองฝ่าย ถ้าดังนี้แล้วจะไม่คิดคุณท่านหรือเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นึกมีความยินดี จึงเก็บกระบองเสียแล้วถามว่า เจ้ามีน้ำใจจริงดังนั้นหรือ เต่านั้นตอบว่าพระเดชพระคุณของไต้เซียดุจฟ้าและดิน ข้าพเจ้าจะพูดเท็จได้หรือ เห้งเจียว่า แม้เจ้ามีน้ำใจสุจริตกตัญญอย่างนั้นจริง จงสาบานให้แก่เราว่า แม้ว่าเจ้าไม่ส่งพระถังซัมจั้งข้ามฟากไป ขอให้ตัวเจ้าละลายเป็นน้ำเลือด
ไปั้งสิ้น เต่านั้นก็รับคำประหงกศีรษะหงายหน้ายกศีรษะขึ้นแลดูฟ้ากล่าวคำสาบาน
เห้งเจียได้ฟังแล้วหัวเราะเรียกว่าเจ้าจงเข้ามานี่ เต่าก็แอบเข้าใกล้ฝั่งแล้วเกยขึ้นบน
บก คนทั้งหลายก็พากันมาดูเต่าใหญ่ ประมาณกว้างสี่วาเศษแต่หลังขาว เห้งเจีย
นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นบนหลังเต่าจะได้ข้ามไปพระถังซัมจั่งพูดว่า แต่น้ำแข็งยังพลาดพลั้งจมไป นี่หลังเต่านี้เกรงจะไม่เป็น
ปรกติได้ เต่าจึงพูดว่า พระอาจารย์อย่ามีความวิตกเลยจงวางใจเถิด อันน้ำแข็ง
นั้นสู้ความมั่นคงแข็งแรงของข้าพเจ้าไม่ได้ เห้งเจียจึงบอกอาจารย์ว่า แม้ว่าสัตว์
รู้จักพูดภาษาคนคงจะไม่กลับกลอกจึงให้ชัวเจ๋งจูงม้ามาเห้งเจียจูงม้าลงที่หลังเต่า
ยืนอยู่กลางพวกชาวบ้านแกจึงไม่ว่าชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่ มาพร้อมกันนมัสการส่ง
พระถังซัมจั้งฝ่ายเห้งเจียครั้นให้มาลงยืนดีเป็นปรกติแล้ว จึงนิมนต์พระอาจารย์ลงยืนที่ถัด
ต่อม้ามา ให้ซัวเจ้งยืนข้างขวา โป๊ยก่ายยืนซ้าย เห้งเจียยืนข้างหน้า เห้งเจียกลัว
ว่าเต่าจะทำร้าย จึงแก้สายรัดเอวหนังเสือออกร้อยรูจมูกเต่าทำสายบังเหียน เท้า
หนึ่งก็เหยียบบ่าบนหลังเต่า เท้าหนึ่งก็เหยียบบนศีรษะเต่า มือหนึ่งจับสายสะพาย
มือหนึ่งจับกระบอง เห้งเจียจึงบอกให้เต่าค่อย ๆ เดินไป แม้ว่าทำเอียงทีหนึ่งจะตี
ศีรษะทีหนึ่ง เต่าบอกว่าข้าพเจ้าไม่กล้าทำเอียง ว่าแล้วเต่าก็กางสี่เท้าพายลิ่วไป
บนหลังน้ำ ชาวบ้านแกจึงอยู้ริมฝั่ง ก็พากันจุดธูปเทียนบนบ่นให้ไปเป็นสุข ต่างก็
นั่งแลดูกว่าจะไม่เห็นตัวจึงได้พากันกลับบ้านพระถังซัมจั้งขี่เต่าข้ามไปวันหนึ่งก็ถึงฝั่งฟากข้างตะวันตก ตัวก็ไม่เปียกน้ำดุจ
เดินบนที่แห้ง ครั้นเต่าถึงริมตลิ่งอาจารย์กับศิษย์ก็พากันขึ้นบก พระถังซัมจั้งจึง
ขอบคุณเต่าว่า ได้พึ่งท่าน ท่านได้อุตสาห์ข้ามส่งมาถึงฝั่งอาตมภาพก็ไม่มีสิ่งใด
จะรางวัลให้ จงรออาตมภาพไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมกลับมาแล้ว จะตอบ
แทนสนองพระคุณของท่าน เต่าพูดว่าไม่ต้องลำบากแก่ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้า
ได้ยินว่าเมืองไซทีมีพระพุทธเจ้า เป็นพระไม่เกิดไม่ตายต่อไปล่วงรู้กาลทั้งอดีตอนาคต
ปัจจุบันสามกาล แต่ข้าพเจ้ารักษาศีลถือบวชมาได้พันสามร้อยปีแล้ว อายุยืนตัว
เบาและพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ถอดรูปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอท่านอาจารย์ได้โปรด
แม้ไปถึงพระแล้ว ช่วยถามแทนข้าพเจ้าว่า อีกสักเมื่อไร จะถอดจากรูปเต่าเป็นรูป
มนุษย์ได้ พระถังซัมจั้งก็รับปากว่าเอาเถอะเราจะช่วยทูลถามให้ เต่ายกศีรษะคำ
นับแล้วก็ดำน้ำกลับไป เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นแล้วศิษย์กับอาจารย์ก็พากันออกเดินในฤดูนั้นเป็นฤดูหนาวจัดลมพัดกล้า น้ำค้างหมอกลงกลุ้มทั้งป่า อาจารย์กับ
ศิษย์กำลังเดินมา แลไปข้างหน้าก็เห็นภูเขาใหญ่ขวางอยู่ หนทางก็แคบเดินลำบาก
ไม่เรียบราบ พระถังซัมจั่งชักบังเหียนม้าหยุด เรียกเห้งเจียมาถามว่า ดูข้างหน้า
นั้นมีภูเขาสูงอาตมาวิตกว่าจะมีสิงสาราสัตว์ร้ายดอกกระมัง จงเอาใจใส่ช่วยกัน
ระวังให้จงดี เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด พวกพี่น้องข้าพเจ้าพร้อมใจ
กันจะตั้งจิตตามทางอันชอบธรรม จะกลัวเกรงอะไรแก่สิงสาราสัตว์ที่ดุร้ายพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ค่อยคลายความวิตกตั้งหน้าอุตส่าห์บุก
น้ำค้างทนหนาวมิได้คิดที่จะท้อถอย ครั้นข้ามยอดเขาลงมาถึงเชิงเขา พระถังซัม
จั่งแลไปในซอกเขา เห็นมีตึกสามห้องหอสูงตระหง่านดูงดงามสะอาดตา พระถัง
ซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงเรียกเห้งเจียมาพูดว่า อาตมภาพเดินมาวันนี้ทั้งหนาว
ทั้งหิวอกใจให้ระอาอ่อนไม่มีกำลัง ในซอกเขานั้นเห็นมีตึกบ้านห้องหอเป็นลำดับคง
จะเป็นบ้านคนอยู่ หรือวัดวาอารามเป็นแน่ เห้งเจียลองไปบิณฑบาตบางที่จะได้
บ้างดอกกระมัง จะได้มาฉันพอแก้หิวแล้วจะได้เดินต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็แล
ไปดูในที่แห่งนั้น ก็เห็นมีขี้เมฆสีร้ายคลุ้มปกอยู่ข้างบน สลับซับซ้อนกันเป็นกลุ่มๆ
ดังนั้น จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่า ที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ดี หากจะมีสิ่งร้ายสำคัญ
พระถังซัมจั่งว่าเห็นมีเป็นตึกรามห้องหอดูงดงาม เหตุใดเห้งเจียจึงว่าที่ไม่ดีเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์ที่ไหนจะรู้ได้ หนทางไซทีนั้น ปิศาจยักษ์
ร้ายมักจะบันดาลให้เห็นเป็นตึกรามห้องหอ ที่ตรงนั้นดูงดงามแต่อากาศร้ายปกคลุม
อยู่ ไม่ควรเราจะเข้าไปเลยพระถังซัมจั้งว่าจะเข้าไปได้ก็ชอบแล้ว แต่อาตมภาพหิว
นักจะทำอย่างไรดี เห้งเจียว่าแม้อาจารย์หิวโหย จงนิมนต์ลงจากหลังม้านั่งพักก่อน
ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตที่อื่นมา ฉันแล้วจึงค่อยไปพระถังซัมจั้งก็เชื่อเห้งเจียลงมา
จากหลังม้าอาศัยนั่งยังพื้นราบ ซัวเจ๋งจึงแก้เอาบาตรส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับบาตร
มาแล้วสั่งซัวเจ็งว่า น้องอย่าไปข้างไหน จงระวังระไวพระอาจารย์ให้มาก ๆ ให้
อาจารย์นังอยู่ตรงนี คอยกว่าเราจะกลับจึงค่อยไป ซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็
คอยระวังรักษาอาจารย์ฝ่ายเห้งเจียสั่งแล้วก็ยังไม่วางใจดี จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่า ที่ตรงนี้
ร้ายมากดีน้อย พระอาจารย์อย่าได้ออกจากที่นี้ไปเลย ข้าพเจ้าวิตกกลัวแต่พระ
อาจารย์จะไม่ยุติอยู่ได้ ข้าพเจ้าจะช่วยทำยันต์คุ้มไว้ให้ เห้งเจียพูดดังนั้น ก็จับ
กระบองเขียนลงที่แผ่นดินเป็นยันต์วงรอบวงหนึ่ง เขียนแล้วจึงนิมนต์อาจารย์เข้า
นั่งในกลางวงยันต์ แล้วสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งให้นั่งเฝ้าอยู่ซ้ายขวา แล้วเห้งเจียจึงบอก
แก่อาจารย์ว่า อันวงล้อมนี้มั่นคงยิ่งกว่ากำแพงเหล็กหากว่าจะมีผีปิศาจยักษ์ร้าย
และสิงสาราสัตว์ที่ดุร้ายก็ไม่อาจสามารถจะเข้ามาใกล้ แต่อาจารย์อย่าได้ออกจาก
วงนี้เป็นอันขาด จงนั่งอยู่แต่ในวงนี้ให้สบายพระถังซัมจั้งฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็นั่งอยู่ในวงยันต์มิได้ไปข้างไหน เห้งเจียเห็น
เรียบร้อยดีแล้วก็ปาฏิหาริย์ไปบิณฑบาตเหาะตรงไปยังทิศอาคเนย์ แลไปก็เห็นมี
ต้นพฤกษาสูงใหญ่ตระหง่านที่ข้างนั้นมีหมู่บ้าน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเดินไป
พิจารณาดูภูมิบ้านได้ยินเสียงคนเปิดประตูเดินออกมา เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งมือถือไม้
เท้าเลยหน้าขึ้นบนฟ้าพูดว่า วันนี้ลมหนาวพัดกล้าพรุ่งนี้ก็จะหยุด พูดยังไม่ทันจะ
สิ้นคำ เห็นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งออกมาเห่าเห้งเจีย ตาเฒ่าเห็นสุนัขเห่าจึงหันไปดู เห็น
เห้งเจียยืนถือบาตรอยู่ เห้งเจียจึงร้องบอกตาเฒ่านั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของ
พระถังซัมจั้งมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม บัดนี้มา
ถึงตำบลนี้ท่านอาจารย์หิวโหยขอท่านได้ทำบุญมากน้อยตามจะศรัทธาฝ่ายตาเฒ่าเมื่อได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกว่าอย่าบิณฑบาตเลยตัวเดินทาง
ผิดเสียแล้ว ทางไปไซทีกับจะมาถึงที่นี่ไกลหลายร้อยโยชน์ทำไมจึงไม่ไปทางใหญ่
เห้งเจียพูดว่าก็จริงเหมือนท่านตาพูด แต่อาจารย์ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่ที่ทางใหญ่
ตาเฒ่าพูดว่าเป็นซีบานาสงฆ์ถือทางพระ ทำไมจึงพูดจาเลอะเทอะอย่างนี้ ที่ว่า
อาจารย์ตัวนั่งอยู่ที่ทางใหญ่ ตัวมาบิณฑบาตหนทางเดินไกลถึงหกเจ็ดวันจึงจะถึง
ถ้ากระนั้นอาจารย์จะมิอดตายหรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านตาข้าพเจ้าจาก
อาจารย์มา น้ำร้อนที่รินใส่ถ้วยยังไม่ทันเย็นก็มาถึงนี่ บัดนี้บิณฑบาตได้แล้วกลับ
ไปก็ทันเวลาเพลตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าคนนี้เห็นจะเป็นผีปิศาจยักษ์ พูดดังนั้นแล้วก็หัน
หน้าจะวิ่งกลับเข้าบ้าน เห้งเจียก็วิ่งมายึดไว้ถามว่าจะไปไหน มีอาหารก็จงรีบเอา
มาทำบุญเถิด ตาเฒ่าบอกว่าข้าไม่ปลงใจศรัทธา ในบ้านข้าหกเจ็ดปากกินอยู่ด้วย
กันพึ่งเอาข้าวสารใส่หม้อตั้งยังไม่ทันสุกตัวไปที่อื่นก่อนแล้วจึงค่อยมา เห้งเจียพูด
ว่าโบราณท่านย่อมว่าไปสามบ้านสู้บ้านเดียวไม่ได้ ข้าพเจ้าจะอยู่ที่นี่กว้าข้าวจะสุก
ก็ได้ ตาเฒ่าเห็นเห้งเจียพูดรีบรัดข้างจะเอาดังนั้นจึงยกไม้เท้าขึ้นจะตี เห้งเจียก็ไม่
สะดุ้งหวาดอะไรยืนนิ่งอยู่ ตาเฒ่าก็ตีศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที เห้งเจียหัวเราะแล้ว
พูดว่าตามแต่ท่านตาจะตีอย่างไรก็ตีเถิด แม้ตีข้าพเจ้าที่หนึ่งจะคิดเอาข้าวทะนาน
หนึ่งท่านตาจะต้องคิดตวงมาให้ข้าพเจ้า ตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ทิ้งไม้เท้าวิ่งหนีเข้า
ไปในบ้านปิดประตูร้องว่ามีผีมาผีมา คนทั้งบ้านก็พากันตกใจไปทุกคน ก็พากันปิด
ประตูทุก ๆ ประตูเห้งเจียเห็นปิดประตูก็นึกแต่ในใจว่า ตาเฒ่าคนนี้พูดว่าพึงชาวข้าวใส่หม้อจะ
จริงเท็จก็ไม่รู้ เพราะฉะนันเราจะต้องเข้าไปดูให้รู้แน่ คิดดังนันแล้วก็ร่ายพระคาถา
บังตัวแอบเข้าไปในครัวไฟเห็นในกระทะควันขึ้นร้อน ๆ ข้าวก็สุกครึ่งกระทะเห้งเจีย
เอาบาตรลงตักทีหนึ่งเต็มแล้วก็ปาฏิหาริย์กลับไปฝ่ายพระถังซัมจังนั่งอยู่ในวงยันต์ คอยเห้งเจียอยู่เป็นนานก็ยังไม่เห็นมา จึง
ขยับตัวบ่นว่าอ้ายลูกลิงมันไปบิณฑบาตที่ไหนก็ไม่รู้ป่านนี้ยังไม่มา โป๊ยก่ายว่าจะ
รู้ว่าเธอไปข้างไหน เที่ยวเล่นตามสบายใจทิ้งให้เราตากน้ำค้างอยู่ดังนี้ พระถังซัม
จังถามว่าทำไมโป๊ยก่ายจึงถูกจำ โป๊ยก่ายว่าอาจารย์ยังไม่รู้คนโทษถ้ามีโทษเขาเขียน
วงจำไว้ ไม่ให้ไปข้างไหน เธอว่าวงนี้มั่นคงนั่งลอย ๆ อยู่ดังนี้ หากมีสิงสาราสัตว์
มาจะเอาอะไรคุ้มได้ ถ้าดังนี้ก็ส่งเนื้อให้มันกินเสียง่ายๆ ก็แล้วกัน พระถังซัมจั้ง
ได้ฟังดังนั้นจึงพูดหารือแก่โป๊ยก่ายว่า ตัวเห็นอย่างไรก็จงคิดดู โป๊ยก่ายพูดว่าความ
เห็นของข้าพเจ้าเห็นว่านั่งอยู่ที่นี้จะหาที่บังลมกันหนาวก็ไม่ได้ สู้เดินไปข้างหน้าไม่
ได้บางทีพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาทางนั้นจะปะกัน นั่งคอยอยู่ที่นี่ก็จะเกิดหนาว
มากขึ้นพระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็คิดเห็นชอบไปด้วย จึงพากันออกจากวง
นั้นแล้วก็ไปทางทิศตะวันตกเดินไปเดินมา ประเดี้ยวก็มาถึงที่ห้องหอนั้น มีประตู
ใหญ่อยู่ข้างหน้าก่อทำประดับมีสีต่าง ๆ ที่ประตูเปิดบานหนึ่งปิดบานหนึ่ง โป๊ยก่าย
ก็จูงม้าเข้ามายังประตู ซัวเจ๋งก็เอาหาบวางลง พระถังซัมจั้งก็นั่งพักอยู่ที่ประตู
โป๊ยก่ายพูดกับอาจารย์ว่า ที่บ้านนี้เห็นจะเป็นบ้านขุนนางผู้ใหญ่ดูไม่เห็นมีคน เห็น
คนจะอยู่ข้างในผิงไฟดอกกระมัง พระอาจารย์นั่งอยู่นี่กับซัวเจ็งก่อนข้าพเจ้าจะเข้า
ไปดูข้างใน พระถังซัมจังว่าจะเข้าไปก็ดูให้เรียบร้อย อย่าไปทำให้เสียธรรมเนียม
โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าในทางพระทำนุกธรรมเนียมก็รู้มาก
ไม่เหมือนอย่างพวกฆราวาส พูดดังนั้นแล้วก็เอาคราดเหล็กเหน็บหลัง จัดแจงแต่ง
ตัวแล้วก็เดินเข้าไปในประตูพิจารณาดูไปข้างหน้านั้น เห็นมีตึกหลังหนึ่งสามห้องมี
มู่ลี่แขวนบังห้อยอยู่ดูเงียบสงัดไม่เห็นมีคน โป๊ยก่ายก็เดินต่อเข้าไปข้างใน ก็เห็น
มีหอสูงประตูหน้าต่างแง้มเปิดครึ่งหนึ่ง มองขึ้นไปชั้นบนก็เห็นมีม่านแพรสีต่าง ๆ
กั้นอยู่ ประดับประดางามตาแต่เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงผู้คน โป๊ยก่ายนึกแต่ในใจ
ว่าเห็นจะเป็นคนกลัวหนาวนอนยังไม่ตื่นคิดดังนั้นแล้วก็ตรงขึ้นไปบนหอ เอามือ
ผลักประตูออกดู โป๊ยก่ายแลเห็นกระดูกคนกองอยู่เป็นกองใหญ่ก็ตกตะลึงล้มลง
น้ำตาก็ร่วงเผาะผ็อย แลเข้าไปในม่านเห็นแสงไฟอันแจ่ม โป๊ยก่ายนึกว่าเห็นจะมี
คนเฝ้าจุดธูปเทียน โป๊ยก่ายเดินเข้าไปในม่านก็เห็นมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะ
นั้นมีเสื้อแพรปักไหมทอง โป๊ยก่ายหยิบขึ้นดูเห็นงามดี ก็เอาเสื้อตัวนั้นเดินออกมา
จากหอ ออกมายังประตูชั้นนอกพูดแก่อาจารย์ว่า ในนั้นไม่มีคน เป็นที่เขาบูชาคน
ตาย ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปบนหอพิจารณาดู ก็เห็นมีแต่กระดูกคนเป็นกองใหญ่ บน
โต๊ะมีเสื้อปักไหมทองอยู่ตัวหนึ่ง ข้าพเจ้าเอามา พวกเราเดินทางหนาวมากอาจารย์
จงเปลื้องจีวรออกเอาเสื้อตัวนี้ใส่ชั้นในอุ่นดีกันหนาวได้พระถังซัมจั้งว่า ไม่ควรไม่ควร ในสิกขาห้ามปรามสิ่งของอย่างนี้เราจะถือเอา
ไม่ได้จะเป็นโทษ โป๊ยก่ายจงรีบเอาไปวางไว้เสียตามเดิม พวกเรานั่งคอยเห้งเจีย
มาแล้วจะได้พากันไป โป๊ยก่ายว่าไม่มีคนเห็นจะกลัวอะไร ใครจะมาโจทก์ว่าเรา
เป็นขโมยได้ พระถังซัมจั้งพูดว่าตัวไม่เคยฟังหรือทำการอยู่ในห้องลับก็จริง แต่ยัง
มีเจ้ารู้แจ้ง อย่ามักได้สิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์ โป๊ยก่ายถึงได้ฟังพระอาจารย์ห้ามปราม
ดังนั้นก็อย่าพึงนึกว่าจะเชื่อฟัง จึงตอบอาจารย์ว่าแม้ท่านไม่ประสงค์ ข้าพเจ้าจะ
เอาไว้ใส่กันหนาว รอพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาแล้วจึงค่อยคืนก็ได้ ซัวเจ๋งพูดว่า
ถ้าดังนั้นก็ให้ข้าพเจ้าใส่กันหนาวตัวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันถอดเครื่องของตัว
ออกแล้ว จึงเอาเสื้อปักนั้นแบ่งกันใส่คนละตัว ครั้นใส่เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
กำลังยืนอยู่ดีดีก็หกล้มลง โป๊ยก่ายซัวเจ็งครั้นใส่แล้ว ก็ตรึงมัดมือและเท้าออกแน่น
จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุดไม่ออก พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบมาถอดเสื้อให้
โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ถอดไม่ออกบัดเดี๋ยวก็จับมืองอติดกับอก พระถังซัมจั้งจึงบ่นว่าคน
ทั้งสองไม่เชื่อฟัง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ร้องอึกทึกเสียงดังปิศาจครั้นได้ยินเสียงร้อง ก็วิ่งออกมามองดูเห็นทั้งสองต้องมัดอยู่แล้ว จึงเรียก
ปิศาจน้อยให้ออกไปเก็บตึกรามห้องหอเหล่านั้น และจับถังซัมจั้งกับม้าและโป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งเอาเข้ามาในถ้ำ ครั้นแล้วปิศาจใหญ่ก็ขึ้นนั่งบนแท่นเห็นปิศาจน้อยจับถังซัม
จั่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ปิศาจจึงถามว่าตัวเป็นสงฆ์อยู่ที่ไหนมา ทำไมจึงสามารถ
เวลากลางวันแสก ๆ ลักขโมยเสื้อของเราดังนี้พระถังซัมจังร้องไห้แล้วตอบว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาตมภาพ
ไปอาราธนาพระธรรมยังเมืองไซที เพราะอาตมภาพมีความหิวโหย จึงให้สานุศิษย์
ใหญ่ไปบิณฑบาตก็ยังหากลับมาไม่ อาตมภาพก็ไม่เชื่อฟังเธอสั่ง จึงเดินมาถึงที่นี่
แอบลมหนาว ก็บังเอิญเจ้าทั้งสองคนนั้นมีความมักได้ เอาเสื้อออกมาใส่กันหนาว
จึงต้องถึงให้ไต้อ๋องจับมา ขอไต้อ๋องได้กรุณาปล่อยอาตมภาพไปอาราธนาพระธรรม
พระเดชพระคุณของไต้อ๋องจะอยู่แก่ข้าพเจ้าชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีเวลาลืมปิศาจได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราอยู่ตำบลนี้ได้ยินข่าว
เล่าลือกันเนือง ๆ ว่า ถ้าผู้ใดได้กินเนื้อถังซัมจั่งก้อนหนึ่ง ผมขาวกลับดำ ฟันหัก
กลับงอก วันนี้ไม่เชิญก็มาเอง ยังจะหมายให้เราปล่อยอีกหรือ ที่ว่าสานุศิษย์ใหญ่
นั้นชื่อเรียงเสียงไรไปบิณฑบาตตำบลไหน โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจถามดังนั้น ก็พูดอวด
แก่ปิศาจว่า พี่ข้าพเจ้าคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ทำสงครามแก่
เทพบุตรนามเรียกว่าซีเทียนไต้เซีย หรือซึ่งหงอคงก็เรียก ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ครั่น
คร้าม จึงคิดในใจว่า เราเคยได้ยินเลื่องลือชื่อเสียงว่าเธอมีฤทธากล้าหาญมาก บัดนี้
ไม่ได้นัดบังเอิญมาปะกันเข้า คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งพวกปิศาจให้มัดถังซัมจั้งไปขังไว้
ก่อน และจับอ้ายทั้งสองนั้นถอดเสื้อออกเสียก่อน แล้วมัดเอาไปขังไว้แห่งเดียวกัน
คอยจับอ้ายคนใหญ่มาแล้วจึงค่อยชะล้างกินทีเดียวพวกปิศาจได้ฟังนายสั่งดังนั้น
ก็พากันไปทำตามสั่งทุกประการฝ่ายเห้งเจียครั้นได้ข้าวเต็มบาตรแล้ว ก็เหาะกลับมายังที่อาจารย์นั่งแล้วก็ลด
ลงยังพื้นราบ แลไปก็มิเห็นพระอาจารย์กับโป๊ยก่ายและซัวเจ็งทั้งม้าก็หายไปด้วย
เห็นแต่วงที่เขียนไว้นั้นยังอยู่ จึงหันมองไปทางที่มีตึกห้องหอก็สูญหายไปหมดสิ้น
เห็นแต่โขดเขาหินผาทั้งนั้น เห้งเจียพูดว่าเห็นจะพากันไปโดนที่ร้ายเข้าแล้ว คิดเห็น
ดังนั้นแล้วก็รีบเดินตามทางรอยเท้าม้านั้นไป เดินไปพักหนึ่งโดยกำลังระเหระหน
ก็ได้ยินเสียงคนพูดกันที่ในโขดเขา เห้งเจียแลไปเห็นตาเฆ่าคนหนึ่งมือถือกระบอง
ศีรษะมังกรมีเด็กเดินตามหลังตาเฆ่ามาคนหนึ่ง ทั้งเดินทั้งร้องเพลงข้ามโขดเขามา
เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็วางบาตรลงแล้ววิ่งไปสกัดหน้าปราศรัยถาม ตาเฒ่าแลเห็นก็
คำนับตอบแล้วถามว่าท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียตอบว่า พวกข้าพเจ้าทั้งอาจารย์
และศิษย์มาจากเมืองไต้ถัง มาด้วยกันสี่คนส่วนตัวข้าพเจ้ามีกิจไปบิณฑบาต ข้าพ
เจ้าสั่งให้คอยอยู่ที่พื้นราบริมโขดเขาทั้งสามคน ครั้นข้าพเจ้ากลับมาก็ไม่เห็นทั้งสาม
คนและม้า ไม่ทราบว่าจะพากันไปทางใด ขอถามท่านตาเดินมาได้ปะบ้างหรือไม่
ตาเฒ่าได้ยินถามดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าพึ่งเดินมาเห็นคนทั้งสามเดิน
เข้าไปในปากปิศาจยักษ์เสียแล้วเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ขอท่านตาได้กรุณาโปรดชี้ที่ทางให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด
คือปิศาจยักษ์ร้ายนั้นอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าจะได้ไปทวงถาม ตาเฒ่าตอบว่า อันนาม
ภูเขานี้เรียกว่า (กิมเต้าซัว) ข้างหน้าเขามีสำนักถ้ำหนึ่ง ถ้ำนั้นเรียกว่าถ้ำกิมเต้าต้อง
มีปิศาจตนหนึ่งนามว่าต๊อกกักจูไต้อ๋องมีอำนาจฤทธิ์เดชกล้าหาญคนทั้งสามเข้าไป
ก็จะสูญชีวิตเสียแล้ว ท่านจะไปตามเห็นจะกินท่านเสียอีกคนกระมัง เห้งเจียพูด
ว่าขอท่านได้ช่วยชี้ให้เถิด อันจะเป็นตายประการใดจงยกไว้ ข้าพเจ้าจะนิ่งอยู่ที่ไหน
ได้ เห้งเจียจะใคร่เอาข้าวในบาตรให้ตาเฒ่า จะได้ถือแต่บาตรเปล่าไป ตาเฒ่าเห็น
ดังนั้นก็วางไม้เท้าลง แปลงรูปกลับเป็นรูปเดิมคือพระภูมิก็คุกเข่าลงกับพื้นคำนับ
แล้วพูดว่าไต้เซียข้าพเจ้าไม่อาจจะปิดบังท่าน ข้าพเจ้าคือภูมิเจ้าเขานี้ ข้าพเจ้าคอย
ท่ารับไต้เซียอยู่ที่นี่ บาตรข้าวนั้นข้าพเจ้าจะรับไว้ ไต้เซียจะได้เบาตัวไปแก้อาจารย์
ออกแล้ว จึงค่อยเอาข้าวในบาตรนี้ไปถวายให้พระอาจารย์ฉันเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตวาดว่า อีตาคนนี้จะหาเหตุให้เมี่ยนหรืออย่างไร ก็เมื่อ
รู้ว่าเรามาแล้ว ทำไมจึงไม่มาคอยรับก่อนทำซ่อนหัวซ่อนหางดังนี้ ภูมิเจ้าที่พูดว่า
ไต้เซียใจร้อนข้าพเจ้ามีความเกรงกลัว เพราะฉะนั้นจึงแปลงรูปเสีย มาบอกให้ไต้
เียรู้ก่อน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นจงรักษาบาตรไว้ คอยเราจะไปปราบปิศาจแล้ว
จึงจะกลับมา ภูมิเจ้าที่ก็รับบาตรไว้ เห้งเจียจึงผูกรัดแต่งตัวแล้วมือถือกระบองเหล็ก
เดินลัดไปทางหน้าเขา เดินไปเห็นแต่หินโขดเกะกะ เห้งเจียไปยังประตู แลไปก็
เห็นมีประตูหิน นอกประตูมีพวกปิศาจบริวาร เต้นรำฝึกหัดซักซ้อมเพลงอาวุธหอก
ดาบแหลมหลาวกำลังชุลมุนกันอยู่ เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอัน
ดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกเหล่านี้จงรีบไปบอกแก่นายมึงว่า กูเป็นสานุศิษย์ของพระถัง
ซัมจั้ง คือซีเทียนไต้เซียหงอคง ให้รีบเอาอาจารย์เรามาส่งเสียโดยเร็ว พวกเจ้าจะ
ได้รอดชีวิต พวกปิศาจบริวารได้ยินดังนั้น ก็รีบวิ่งเข้าไปบอกแก่นายโดยเร็วฝ่ายปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีแล้วพูดว่าเราเองก็อยากให้เธอมา
ตัวเราตั้งแต่จากวิมานก็ยังไม่เคยได้ลองฝีมือแก่ใครเลย วันนี้เธอมาก็ดีแล้ว จึงเรียก
ให้เอาทวนทองแดงมา พวกบริวารก็ไปแบกเอาทวนมาวางไว้ให้แล้วสั่งพวกบริวาร
ให้ยกออกนอกประตูปิศาจเดินนำหน้าถือทวนออกไป พวกบริวารก็พร้อมกันตาม
หลังออกมา ปิศาจครั้นเห็นเห้งเจียแล้ว จึงร้องถามว่าอ้ายคนไหนชื่อหงอคงเห้งเจียเดินขยับเข้ามาแล้วตอบว่า อ้ายหลานน้อยตาอยู่นี่ เจ้าจงรีบส่งท่าน
อาจารย์มาโดยเร็ว ทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่เจ็บช้ำ แม้ผิดครึ่งคำไม่ถูกธรรมเนียม จะ
ให้ตายไม่มีที่ฝังศพ ปิศาจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงช่างตับใหญ่อ้ายลิงจะมี
ฝีมือสักเพียงใดมึงจึงสามารถมาพูดจาอวดอ้างอย่างนี้ อาจารย์ของเจ้าขโมยเสื้อ
ของเราไปใส่ บัดนี้เราจับได้จะใคร่เอาต้มกิน แม้ว่าเจ้ามีฝีมือจงมาลองดูแก่เรา แม้
ว่าเราแพ้เราจะปล่อยอาจารย์ของเจ้าไป หากไม่ชนะ พวกของเจ้าก็ต้องสิ้นชีวิต
เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ชะชะอ้ายปิศาจเขาทิ้ง เอ็งไม่ต้อง
พูดจงมาลองกินกระบองดูสักทีหนึ่งหรือ จะได้รู้รสชาติว่าเป็นประการใด เห้งเจีย
ยกกระบองตีลงไป ปิศาจยกทวนขึ้นรับ ต่างมีกำลังเข้มแข็งทั้งสองฝ่าย พลิกแพลง
รบกันไปมาได้สามสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน ปิศาจเห็นเห้งเจียชำนาญในการกระ
บองคล่องแคล่วรวดเร็วว่องไว จะคิดหักไม่ลง จึงทำเป็นหัวเราะแล้วพูดสรรเสริญ
ว่า อ้ายลิงนี้ดีจริงอาจทำสงครามบนสวรรค์ได้ ปิศาจจึงเอาด้ามทวนลงบนพื้น แล้ว
ร้องให้บริวารเข้าระดมตี พวกปิศาจทั้งหลายก็พากันกุมอาวุธเข้าล้อมเห้งเจีย เห้ง
เจียก็มีได้หวาดหวั่น เห้งเจียเอากระบองขว้างขึ้นไปบนอากาศร้องให้แปลงกระบอง
ก็บังเกิดขึ้นเต็มอากาศตกลงมาดังห่าฝน ปิศาจน้อยเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจขวัญหาย
พากันวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ ปิศาจใหญ่เห็นดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิง
อย่ากำเริบให้เกินไป เอ็งจงคอยดูของเราบ้างว่าจะเป็นประการใดจึงล้วงในมือเสื้อ
เอาของวิเศษสิ่งหนึ่งออกมา มีสัณฐานเป็นรูปวงกลมขว้างขึ้นไปบนอากาศ ร้อง
ให้คล้องก็คล้องเอากระบองของเห้งเจียไปเสียได้ เห้งเจียไม่มีอาวุธก็รีบหนีไป ฝ่าย
ปิศาจมีชัยชนะดังนั้นก็ยกกลับเข้าถ้ำมีความรื่นเริงโดยเหตุที่ได้ชัยชนะนั้นฝ่ายเห้งเจียเวลานั้น รบกับต๊อกกั๊กปิศาจทานฤทธิ์ต๊อกกักไม่ไหว ทั้งเสีย
กระบองเหล็กไปด้วย เห้งเจียสิ้นอาวุธก็ล่าหนีแอบข้างหลังเขากิมเง่ชัวนั่งร้องไห้
ครำครวญถึงอาจารย์ว่าเพราะเหตุร้อนใจกับท่านปรารถนาจะให้สำเร็จมรรคผล จึง
ได้อุตสาหะมิได้คิดแก่ชีวิตมาบัดนี้ก็สิ้นอาวุธเสียแล้ว จะทำประการใดจึงจะแก้
อาจารย์ออกมาได้เล่า เห้งเจียนั่งคร่ำครวญอยู่แต่ผู้เดียวแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า อ้าย
ปิศาจร้ายนี้ มันพูดว่าจำเราได้เมื่ออยู่บนสวรรค์ ชะรอยจะเป็นดาวร้ายบนสวรรค์
จุติลงมาเป็นแน่ จำเราจะขึ้นไปตรวจดูจึงจะดีคิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปยังชั้น
ดาวดึงส์เข้าไปข้างในปราสาทเล่งเซียวเต้ยแลเห็นเทพยดาองค์ใหญ่คือหลินก๊าต
เซียนกงหนึ่ง เค้าเชียงเอี้ยงหนึ่ง กูวั่งเจ่หนึ่งและซีไต้เซียนก็อยู่พร้อมกันยังหน้า
ปราสาทแลเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็พร้อมกันมาคำนับรับกัน เห้งเจียยกมือขึ้น
คำนับตอบแล้วหมู่เทพยดาผู้ใหญ่จึงถามเห้งเจียว่า ท่านไต้เซียมามีกิจธุระสิ่งใดหรือเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้ามีธุระสำคัญจึงต้องขึ้นมาขอท่านไต้เซียนโปรดนำความ
กราบทูลด้วย ซีโต้เซียนซื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงนำเห้งเจียเข้าเฝ้า เห้งเจียตาม
ไต้เซียนเข้าไปแลเห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์แก้ว ก็ย่อตัวลงทำความ
เคารพแล้ว จึงทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ ซึ่งข้าพเจ้าป้องกันรักษาพระถังซัมจั้ง
ไปไซทีหนทางก็กันดารไกลมาก ความร้ายก็มากกว่าความดี แต่กระนั้นก็ไม่ต้อง
พรรณนามา บัดนี้พวกข้าพเจ้าเดินทางมาพบปิศาจร้ายออกสกัด จับเอาพระถัง
ซัมจั้งไปซ่อนไว้ในถ้ำ ข้าพเจ้าเที่ยวค้นหามาถึงยังประตูถ้ำ ปิศาจร้ายออกต่อสู้รบ
กัน มันมีฤทธานุภาพมาก เรียกเอากระบองเหล็กของข้าพเจ้าไปได้และปิศาจนั้น
พูดว่าจำข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้ามีความสงสัยว่าจะเป็นหมู่ดาวบนสวรรค์จุติลงไป เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบขอพระองค์ให้ผู้รักษาการณ์
ตรวจดู จะเป็นดาวร้ายดวงใดลงไปแน่ ขอให้ยกพลเทพยดาลงไปกำจัดเสียให้สิ้น
สัตว์บาป ข้าพเจ้าจะมีความขอบพระคุณหาที่เปรียบมิได้ขณะที่เห้งเจียกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้อยู่นั้น มีเทพยดาก๊าตเซียนกงอยู่ที่นั่น
จึงถามเห้งเจียว่า แต่ก่อน ๆ นั้นดูแข็งแรงทำไมบัดนี้จึงทำอ่อนน้อมเล่า เห้งเจีย
ตอบว่าบัดนี้สิ้นอาวุธแล้วจะแข็งแรงไปอย่างไรได้เล่า เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเห้ง
เจียกราบทูลร้องทุกข์ดังนั้น จึงรับสั่งให้เทพบุตรทั้งสองคือกัวหั้นซีหนึ่งตีเต๋าหนึ่งให้
ออกไปตรวจดูให้รอบในชั้นดาวดึงส์ว่าจะมีดาวดวงใดจุติลงไปบ้าง เทพบุตรทั้งสอง
ได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ถวายบังคมลารีบออกไปตรวจรอบทั้งนอกในชั้นดาวดึงส์ก็ไม่มี
ขาด ดาวประจำก็อยู่คงที่ทุกๆ ดวง เทพบุตรทั้งสองก็กลับมาเฝ้ากราบทูลว่า ข้าพเจ้า
ทั้งสองได้ไปตรวจตามรับสั่งโดยละเอียด ก็ไม่มีดาวดวงใดขาดคงพร้อมอยู่ตาม
หน้าที่ทุก ๆ ดาว ขอพระองค์ได้ทรงทราบ เง็กเชียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังกัวหั้นซีตีเต๋า
เทพบุตรกราบทูลดังนั้น จึงตรัสแก่เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นก็ให้เห้งเจียเลือกดูทหารเอก
ที่มีฝีมือเข้มแข็งคุมพลเทพบุตรลงไป กำจัดจับปิศาจร้ายเสียให้ได้ฝ่ายซีไต้เซียนซื่อเทพบุตร เมื่อได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงออกมาจาก
ปราสาทเล่งเซียวเต้ยบอกแก่เห้งเจียให้ทราบตามรับสั่ง เห้งเจียจึงพูดขึ้นว่า อันทหาร
เทพบุตรนั้นเดิมข้าพเจ้าขึ้นมารบ ก็ไม่เห็นเทวดาองค์ใดจะดีกว่าข้าพเจ้า ส่วนปิศาจ
มีฝีมือเข้มแข็งทั้งฤทธิ์เดชก็มากที่ไหนจะเอาชัยชนะได้ เทพบุตรเค้าเซียงเอี้ยงพูด
แก่เห้งเจียว่าอันเวลากาลนั้นผิดกัน มีรับสั่งมาดังนี้แล้วไม่ควรขัดขื่นตามแต่พอใจ
ของท่านจะเลือกเอา ควรท่านผู้ใดจะต่อสู้ได้จะได้ยกลงไปช่วยปราบปรามเห้งเจียพูดว่า ถ้าดังนั้นท่านช่วยโปรดกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบว่า
ข้าพเจ้าจะขอท่านถักทะลีทีอ๋องและโลเฉียท้ายจื้อเพราะเธอมีอาวุธหกอย่างอาจ
ปราบปิศาจยักษ์มารได้ ท่านทั้งสองนี้ยกพลลงไปบางทีจะจับปิศาจได้เทียนซื่อ
เทพบุตรได้ฟังดังนั้น ก็นำความเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ได้
ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ถักทะลีทีอ๊องกับโลเฉียท้ายจื้อคุมพลเทพบุตรลงไปช่วย
เห้งเจีย ถักทะลีทีอ๋องครั้นได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็คำนับลาออกมาจัดแจงเกณฑ์พล
พร้อมกับเห้งเจีย เห้งเจียจึงบอกแก่เทียนซื่อว่า ข้าพเจ้ายังมีธุระอีกอย่างหนึ่ง อยาก
จะได้พวกรามสูรไปช่วย ถ้าเวลารบกันจะให้รามสูรคอยอยู่บนอากาศผ่าลงศีรษะ
ปิศาจให้ตายอย่างนี้จึงดี เทียนชือได้ฟังดังนั้นก็กลับเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้
เง็กเชียงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้บอกรามสูรยกมาสมทบ ครั้นพร้อมเสร็จแล้วก็พากัน
ยกออกจากประตูน้ำทีหมึง ถักทะลีทีอ๋องก็ขับพลมายังเขากิมเง่ชัวรอทัพอยู่บน
อากาศเห้งเจียพูดว่า ท่านทั้งหลายคิดดูว่าท่านผู้ใดจะเข้าไปต่อสู้ก่อน ถักทะลีที่อ๋อง
พูดว่า จะต้องให้โลเฉียบุตรข้าพเจ้าเข้าไปรบก่อน เพราะเธอมีอาวุธวิเศษสำหรับ
ปราบปิศาจ จะต้องให้เธอออกก่อน เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะนำท้ายจื้อไป
ร้องท้าทายให้มันออกรบ โลเฉียก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้วพร้อมกับเห้งเจียเดินมาหน้า
ถ้ำ แลไปก็เห็นปิดประตูไว้แน่นหนา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง
ว่า อ้ายปิศาจร้ายมึงจงรีบเปิดประตูส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูได้เห็นดังนั้น จึงรีบเข้าไปบอกนายว่า บัดนี้เห้งเจีย
พาเด็กหนุ่มที่ไหนมาท้าชวนรบอยู่หน้าประตูถ้ำขอไต้อ๋องได้ทราบ ปิศาจต๊อกกั๊กได้
ทราบดังนั้น ก็จับทวนรีบเดินออกมาดู แลไปเห็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ รูปร่าง
สง่างามปิศาจก็หัวเราะแล้วพูดว่า นี่เจ้าเป็นบุตรของถักทะลีทีอ๋องคือโลเฉียหรือ
เหตุใดจึงมายังหน้าประตูถ้ำของเราแล้วยังทำฮึกฮักดังนี้ โลเฉียพูดว่าเพราะมึงอ้าย
มารร้ายคิดทำลายพระถังซัมจั่ง มีรับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ให้เรามาจับตัวเจ้า เจ้ายังไม่
รู้สึกหรือ ต๊อกกั๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธพูดว่า นี่เจ้าเห็นจะเป็นเห้งเจียไปเชิญมาหรือ
เราคือเป็นตัวมารของพระถังซัมจั้งเจ้าจงเร่งรู้เถิด จงคิดดูให้ดีเจ้าเป็นทารกเด็กเล็ก
น้อยจะมีฝีมือสักเพียงไร ต๊อกก็๊กพูดดังนั้นแล้วก็ยกทวนแทงโลเฉีย โลเฉียก็เอา
เกี่ยมวิเศษขึ้นรับไว้ ต่างต่อสู้กันไปมาโดยสามารถเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงเรียกพวก
รามสูร รามสูรก็ขึ้นบนอากาศคอยได้ท่าก็จะผ่าปิศาจ เห็นโลเฉียกำลังแผลงฤทธิ์
แปลงเป็นสามเศียรหกกรมือถืออาวุธหกอย่าง เข้าโจมตีปิศาจอยู่ฝ่ายปิศาจเห็นดังนั้น ก็แปลงเป็นสามเสียรหกกรมือถือทวนหกเล่มยกขึ้นรับ
โลเฉียก็สำแดงวิธีอาวุธหกอย่าง คือเกี่ยมหนึ่ง ดาบหนึ่ง เชือกวิเศษหนึ่ง กระบอง
วิเศษหนึ่ง จักรไฟหนึ่ง ตะกร้อวิเศษหนึ่ง ของหกอย่างนี้อาจปราบปิศาจยักษ์ร้าย
ได้ โลเฉียร้องด้วยเสียงอันดังว่าให้แปลง ของวิเศษหกอย่างก็แปลงออกตั้งหมื่น
แสนดุจเม็ดฝนตกลงมาจากอากาศฟาดฟันปิศาจยักษ์ ปิศาจต๊อกกั๊กแลเห็นดังนั้น
ก็มิได้มีความสะดุ้งหวาดหวัน จึงชักห่วงวิเศษออกขว้างไปบนอากาศร้องว่าเก็บ ของ
วิเศษห่วงนั้นก็เก็บของวิเศษเหล่านั้นเข้ามาได้ทั้งสิ้น ต๊อกกั๊กก็เรียกห่วงกลับคืน
โลเฉียเห็นดังนั้นก็ตกใจล่าหนีกลับมายังที่ ฝ่ายปิศาจได้ชัยชนะก็กลับไปยังถ้ำฝ่ายเทพบุตรรามสูรทั้งสอง เห็นโลเฉียล่าหนีกลับมาก็มาบอกว่า เห็นท่านแผลง
ฤทธิ์แผ่อำนาจอยู่ ข้าพเจ้าทั้งสองไม่อาจขว้างขวานลงไป บัดนี้ปิศาจมันเอาของ
วิเศษไปหมดแล้ว ท่านจะคิดประการใดต่อไป เห็นจะต้องกลับไปหาท่านแม่ทัพก่อน
พูดกันดังนั้นแล้วก็พร้อมกันทั้งโลเฉียมาหาถักทะลีทีอ่อง บอกว่าปิศาจนั้นมันมี
อิทธิฤทธิ์มากจะเอาชัยชนะมันมิได้เห้งเจียว่า มันมีอานุภาพร้ายแรงที่ห่วงไม่รู้ว่าห่วงนั้นเป็นของวิเศษอย่างไร มัน
โยนขึ้นก็รวบเอาของของเราไว้ได้ทั้งสิ้น ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าถ้า
กระนั้นจะทำอย่างไรจึงจะปราบได้เห้งเจียว่าตามแต่ท่านทั้งหลายจะคิดอ่านเหตุ
สำคัญ ที่ห่วง แม้ว่าสิ่งใดมันเรียกเอาไปไม่ได้แล้ว ก็คงจะจับตัวมันได้ ถักทะลีที
อ๋องพูดว่า สิ่งที่มันจะเรียกไปไม่ได้ก็มีอยู่แต่ไฟกับน้ำ ด้วยคำโบราณท่านย่อมว่า
ไฟกับน้ำ ไม่มีวิญญาณเห้งเจียพูดว่า ท่านคิดดังนั้นเห็นจะถูกต้องท่านคอยอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าจะรีบไปบน
สวรรค์ ไปเชิญพระเพลิงมาช่วยปล่อยไฟให้เผาปิศาจยักษ์ บางทีจะพลอยเผาถุง
นันได้ด้วย ลองดูอีกสักครั้งหนึ่ง บางทีจะเอาของวิเศษของเรากลับคืนได้ ท่านทั้ง
หลายก็จะได้พากันกลับไปสวรรค์ และจะได้แก้พระอาจารย์ให้พ้นภัยได้ โลเฉียได้
ฟังดังนั้นก็มีความยินดีแล้วพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านไต้เซียจงรีบไปรีบมาเห้งเจียก็เหาะ
ขึ้นมาบนอากาศไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็เดินตัดไปยังตำหนักแพฮวย
เกง ครั้นถึงหน้าตำหนักพระเพลิง (ฮ้วยเต๊กแชกุน) แลเห็นเห้งเจียมาก็จัดแจง
แต่งตัวออกมารับคำนับ พระเพลิงจึงพูดว่าเมื่อวานนี้ท่านกัวหั้นซีมาตรวจถึง
ตำหนักนี้ก็ไม่มีผู้ใดจุติลงไปเห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าทราบแล้ว บัดนี้ท่านถักทะลีทีอ้อง กับบุตรชายโลเฉีย
ยกพลเทพยดาลงไปก็ปราชัยพ่ายแพ้ เสียของวิเศษปิศาจเก็บเอาไปหมดสิ้น เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่านให้ลงไปช่วย เพราะปิศาจมันมีห่วงวิเศษอาจเรียก
ของอื่น ๆ ไปได้ทั้งสิ้น ก็หารู้ว่าจะเป็นของวิเศษอะไรไม่ ท่านถักทะลีทีอ๋องเห็นว่า
ไฟเป็นของเผาสิ่งอื่น ๆ ได้ แต่ที่เรียกไปนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงให้ข้าพเจ้ามาเชิญ
ท่านแชกุนลงไปปล่อยไฟเผาปิศาจยักษ์เสียให้สิ้น จะได้ช่วยพระอาจารย์ข้าพเจ้า
ออกให้พ้นภัยพระเพลิง ครั้นได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็รีบจัดพวกบริวารไฟพร้อมด้วยเห้งเจีย
ออกจากประตูน้ำทีหมึง เหาะลงมายังเขากิมเง่ซัวครั้นถึงก็มาพบแก่ท่านแม่ทัพถัก
ทะลีที่อ๋อง และโลเฉียรามสูรต่างก็คำนับกันแล้ว ถักทะลีทีอ๋องบอกแก่เห้งเจียว่า
ให้ไปท้าชวนรบล่อปิศาจออกมา ข้าพเจ้าจะเข้ารบดูก่อน แม้ได้ทีก็ให้ฮ้วยเต๊กแซกุน
ปล่อยไฟออกเผามัน เห้งเจียก็ไปยังประตูถำร้องท้าด้วยเสียงอันดัง ปิศาจต๊อกกัก
ได้ยินก็พาพวกบริวารถืออาวุธออกมา เห็นเห้งเจียก็ด่าว่าอ้ายชาติลิง มึงไปหา
กองทัพที่ไหนมาอีกหรือถักทะลีที่อ้อง ร้องตวาดว่าอ้ายพวกมารร้าย มึงจำกูไม่ได้หรือต๊อกกั๊กปิศาจ
ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าท่านถักทะลีทีอ๋องจะแก้แค้นให้บุตรชายหรือ และ
จะใคร่ได้เอาอาวุธวิเศษคืนดอกกระมัง ถักทะลีทีอ๋องตอบว่า ข้อหนึ่งเราจะแก้
แค้นเอาของวิเศษคืน ข้อสองเราจะจับตัวเจ้าแก้พระถังซัมจั้งออก ว่าแล้วก็ยก
ง้าวขึ้นฟัน ปิศาจต๊อกกั๊กก็ยกทวนขึ้นรับ รบกันด้วยกำลังอันเข้มแข็ง ต่อสู้กันอยู่
ที่หน้าถ้ำ เห้งเจียจึงร้องให้ฮ้วยเต๊กแชกุนปล่อยไฟพวกพระเพลิงก็จัดไฟพร้อมกันฝ่ายถักทะลีที่อ๋องกำลังรบเห็นปิศาจชักถุงออกถักทะลีที่อ้องถอยกระโดดหนี
พวกอัคคีอยู่บนยอดภูเขาสูงก็ปล่อยไฟลงมาเผาปิศาจ ต๊อกกักปิศาจแลเห็นไฟลุก
โหมมาก็มิได้มีความหวั่นหวาดมือก็หยิบเอาถุงขว้างไปบนอากาศเสียงเปรี้ยง ไฟ
ต่าง ๆ เหล่านั้นถุงก็หอบเอาไปทั้งสิ้น ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็กลับเข้าไปยังถ้ำฝ่ายอ้วยเต๊กแซกุนเมื่อปล่อยไฟไปก็หาทำอะไรแก่ปิศาจได้ไม่ จึงพาพวกพ้อง
บริวารกลับมาพร้อมกันอยู่ที่ยอดเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ็องจึงพูดแก่เห้งเจียว่า บัดนี้
เราก็เสียทีมันรวบเอาไฟไปได้แล้วเราจะทำประการใดดี เห้งเจียพูดว่าจะมาคร่ำ
ครวญวิตกทำไม เสียไฟไปแล้วก็จะต้องเอาน้ำมาทำลายให้จงได้ ท่านทั้งหลายจง
พักคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปเชิญจุ๊ยเต๊กแชกุนมาทำน้ำท่วม มันจึง
จะเอาชัยชนะได้ สิ่งของที่เราเสียคงจะได้คืน ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาตรง
ไปยังประตูสวรรค์ปักทีหมึงทิศอุดร เข้าไปในตำหนักเจี้ยวห้าวเกงฝ่ายจุ๊ยเต๊กแชกุนเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็ออกเชิญเข้ามาข้างในนั่งที่อันสมควร
แล้ว จุ๊ยเต๊กแซกุนพูดว่าวันก่อนท่านกัวหั้นซีมาตรวจวิตกในพวกข้าพเจ้านี้ว่าจะจุติ
ลงไปบ้าง ท่านมิได้ไปตรวจในท้องพระมหาสมุทร จะเป็นปิศาจยักษ์ร้ายอะไรที่ไหน
เห้งเจียพูดว่าอันปิศาจนั้นก็หาใช่อยู่ในท้องพระมหาสมุทรไม่ ข้าพเจ้าได้ไปเชิญฮ้วย
เต๊กแชกุนลงไปช่วยปล่อยไฟเผามัน มันก็เอาถุงขว้างขึ้นเรียกไฟเข้าถุงไปสิ้น ข้าพ
เจ้าคิดว่าของสิ่งที่ไม่กลัวไฟคงจะแพ้น้ำ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามาเชิญท่านลงไปปล่อย
น้ำท่วมปิศาจให้ตาย ช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าออกให้พ้นภัยจุ๊ยเต๊กแซกุน ได้ฟังดังนั้นก็รีบรวมบริวารน้ำพร้อมเสร็จแล้ว ก็ออกจากตำหนัก
พร้อมด้วยเห้งเจียเหาะไปยังเขากิมเง่ซัว เห้งเจียถามจุ๊ยเต๊กแชกุนว่าท่านจะเอาอะไร
ใส่น้ำ จุ๊ยเต๊กแชกุนจึงล้วงเอาขวดเล็กออกจากมือเสื้อขวดหนึ่ง แล้วบอกว่านี่แหละ
ข้าพเจ้าใส่น้ำ เห้งเจียถามว่าขวดเล็ก ๆ เท่านี้จะใส่นำได้สักเท่าใด จุ้ยเต็กแชกุๆ
ตอบว่านำในลำแม่นำอึงฮ้อนันจะใส่ครึงลำแม่นำ ถ้าเต็มขวดก็หมดทังแม่นำเห้ง
เจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าครึ่งขวดก็ดีแล้วฝ่ายจุ๊ยเต๊กแชกุนออกจากสวรรค์ ก็เอาขวดวิเศษตักน้ำในลำแม่น้ำอึงฮ้อครึ่ง
ขวดแล้วก็ตามเห้งเจียมา ครั้นถึงเขากิมเง่ซัวก็เข้าคำนับถักทะลีทีอ๋องหมู่เทพยดา
ก็เล่าการที่รบสู้ให้จุ๊ยเต๊กแชกุนฟังทุกประการ เห้งเจียพูดว่าอย่าพูดให้ข้าไปขอท่าน
ได้ตามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะเรียกพวกปิศาจให้เปิดประตูท่านไม่ต้องรอให้มันออก
แม้เห็นมันเปิดประตูจงเทน้ำกรอกเข้าไปในถ้ำให้ท่วมทั้งถ้ำ มันตายหมดแล้วข้าพเจ้า
จะได้รับอาจารย์ออกต่อภายหลัง จุ๊ยเต๊กแชกุนกับเห้งเจียก็พร้อมกันไปที่หน้าถ้ำ
เห้งเจียเรียกว่า อ้ายพวกมารร้ายมึงเร่งเปิดประตูออกมาต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็หยิบถุงวิเศษกระโดดออกมาเปิดประตู จุ๊ยเต๊กแชกุนก็เอา
ขวดน้ำวิเศษเทกรอกเข้าไปในถ้ำ น้ำก็ไหลอู้เข้าไปต๊อกกั๊กเห็นดังนั้น ก็เอาถุงสอง
ตรงสายน้ำ ๆ ก็ไหลย้อนกลับออกไปปากถ้ำ เห้งเจียจุ๊ยเต๊กแซกุนเห็นดังนั้นก็ตกใจ
กระโดดถอยหนีขึ้นยอดเขา ฝ่ายถักทะลีทีอ๋องกับหมู่เทวดาก็เหาะขึ้นกลางอากาศ
คอยดูเห็นน้ำไหลเป็นคลื่นละลอกชัดออกฉาดฉาน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องว่าไม่
เป็นการ น้ำท่วมไร่นาชาวบ้านเสียไปหมด ปิศาจก็สบายอยู่ไม่ร้อนใจไม่รู้ที่ว่าจะทำ
ประการใดได้ จึงบอกจุ๊ยเต๊กแชกุนให้เรียกน้ำกลับคืน จุ๊ยเต๊กแชกุนว่าข้าพเจ้าทำ
ได้แต่ปล่อยจะเรียกคืนกลับทำไม่ได้ (คำบุราณ ว่านำเทแล้วกลับคืนเข้าไม่ได้) อัน
เขานันแม้จะสูงถ้าน้ำท่วมเขาขึ้นเขานันก็ดำลง สักประเดียวน้ำก็ไหลลงคลองหมด
แลเห็นที่หน้าถ้ำมีปิศาจกระโดดโลดเต้นตบมือเยาะเย้ย ถักทะลีที่อ๋องพูดว่านำก็ ไม่
เข้าไปในถ้ำได้เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เป็นผล เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ละอายแก่ใจ กำ
หมัดวิ่งมาร้องว่าอ้ายมารร้ายมึงอย่าหนีกูกูจะตีมึงให้ตายปิศาจบริวารเหล่านั้นก็พากันวิ่งหนีเข้าถ้ำ ไปบอกแก่ต๊อกก็๊กว่าอ้ายลิงมันไล่ตี
มาอีกแล้ว ต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็ฉวยทวนวิ่งออกมาตวาดเสียงอันดังว่า อ้ายนี่มึง
แพ้หลายครั้งแล้วยังจะเอาชีวิตมาทำลายเสียอีกหรือ เห้งเจียว่าอ้ายลูกน้อยมึงอย่า
พูดโอหังมึงจงมากินหมัดตาสักทีหนึ่งเถิด ต๊อกกั๊กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า
อ้ายลิงมันอุตสาห์มาต่อสู้มันมือเปล่ากำหมัดมวยใหญ่เสมอเมล็ดชมพู่ทำไมมันจึง
มาอวดเก่ง พูดดังนั้นแล้วก็ร้องว่าเราจะวางทวนเสียเอามือเปล่า ลองเล่นมวยกับ
เจ้าสักพักหนึ่งให้เห็นฝีมือว่าแล้วก็วางทวนมือก็ถกกางเกงขึ้นผูกเชือกเอวแน่นดีแล้ว
ก็ออกท่าตรงเข้ามายกกำหมัดขึ้นดุจลูกตุ้มเหล็ก เห้งเจียก็ขยับท่าคอยระวังพอได้
ทีก็เข้าประจัญบานต่างออกกำลังโดยเข้มแข็งด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายถักทะลีทีอ๋อง
โลเฉียหมู่เทพยดาอยู่บนยอดเขา แลเห็นก็ลงมาจะเข้าช่วยเห้งเจียฝ่ายพวกปิศาจต่างก็ถือทวนหอกดาบอาวุธต่าง ๆ เต้นรำโห่ร้องตีกลองม้าล่อ
กึกก้องสนั่นหวั่นไหว พากันเข้าล้อมเห้งเจีย เห้งเจียเห็นไม่ได้ท่าก็ถอนขนออกกำ
มือหนึ่ง ขว้างไปบนอากาศร้องว่าแปลงก็แปลงเป็นลิงน้อยห้าหกสิบตัว ตรูกันเข้า
ล้อมจับต๊อกกั๊กบ้างเข้าจับแข้งจับขากอดบั้นเอวบ้างก็ควักลูกตา ปิศาจตกใจจึงควัก
ถุงวิเศษออก เห้งเจียถักทะลีทีอ๋องกับเทวดาทั้งหลายเห็นปิศาจชักเอาถุงวิเศษออก
ก็พากันล่าถอยหนีออกขึ้นภูเขา ปิศาจขว้างถุงวิเศษไปเสียงเปลี้ยงก็รวบเก็บลิง
แปลงนั้นเข้าถุงทั้งสิ้น ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็พาบริวารเข้าถ้ำปิดประตูฝ่ายเห้งเจียถักทะลีอ่องกับเทวดาทั้งหลายนั่งปรึกษากันว่า อ้ายปิศาจมารร้าย
มันมีฤทธิ์ที่ถุงนั้นยากที่จะกำจัดได้ ฮ้วยเต๊กกับจุ๊ยเต็กพูดว่า ถ้าได้ถุงวิเศษมาแล้ว
จึงจะปราบลงไปได้ เห้งเจียพูดว่า ทำอย่างไรจึงได้ถุงวิเศษของมันเล่า นอกจาก
จะขโมยเป็นไม่ได้ เทพบุตรทั้งหลายพูดว่า นอกจากท่านเห้งเจียก็ไม่เห็นใครผู้ใด
จะเอาได้ เมื่อครั้งก่อนลักชมพู่ลักยาไม่มีผู้ใดเสมอ มาวันนี้จะต้องลักถุงวิเศษ
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าท่านทั้งหลายช่างพูด ถ้ากระนั้นรอให้ข้าพเจ้าไปแอบดู
ลาดเลาก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูดแล้วก็กระโดดลงจากเขาเดินมาถึงหน้าถ้ำ ก็แปลง
เป็นแมลงวันหัวเขียวตัวน้อยบินเบา ๆ เข้าไปในถ้ำ แลไปก็เห็นหมู่ปิศาจนั่งอยู่ทั้ง
สองข้าง ปิศาจต๊อกกั๊กไต้อ๋องนั่งอยู่หัวโต๊ะ บนโต๊ะก็ตั้งเรี่ยรายล้วนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ
เนื้งง เนื้อสัตว์ เนื้อกวาง ปิศาจนั่งกินตามสบาย เห้งเจียลงยังพื้นแปลงเป็นตัว
เหาน้อย ค่อยคลานเลียบเคียงเข้าข้างโต๊ะสอดนัยน์ตาด้อมมองหา ก็มิได้เห็นถุง
วิเศษ ค่อย ๆ คลานเลยไปข้างหลังโต๊ะแลขึ้นไป่บนราวก็เห็นแขวนอยู่ มังกรไฟ
ม้าไฟและกระบองเหล็กเห้งเจียแลเห็นแล้วก็อดใจไม่ได้ก็ลืมนึกแปลงรูปเดิมกระโดด
ขึ้นกระชากกระบองลงมาได้ก็แกว่งกวัดตีขนาบออกมาฝ่ายปิศาจตกใจด้วยไม่ทันรู้ตัว รอรับไม่อยู่เห้งเจียก็ออกมาจากถ้ำได้ ก็เดิน
ขึ้นบนยอดเขา บอกแก่ถักทะลีทีอ๋องและเทวดาทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าเอากระบอง
มาได้แล้ว ถักทะลีทีอ๋องถามว่าเข้าไปในถ้ำเห็นเป็นอย่างไรบ้างเห้งเจียก็เล่าให้ถัก
ทะลีทีอ๋องฟังทุกประการ ในทันใดนั้นได้ยินเสียงกลองและม้าล่อหวั่นไหว แลไป
เห็นพวกปิศาจต๊อกกักคุมพวกบริวารไล่ตามเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็นก็แกว่งกระบอง
ตรงมาสกัดหน้าร้องถามว่าอ้ายมารร้าย มึงจะไปข้างไหน ปิศาจตอบว่าอ้ายขโมย
มึงซั่งไม่มีความอาย กลางวันแสก ๆ ก็มาปล้นเอาของกูมา เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ
ปิศาจมารร้าย มึงทำเล่ห์กลเอาของกูไป ของสิ่งใดว่าเป็นของมึงที่กูได้เอามา ว่า
แล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตี ปิศาจยกทวนขึ้นรับปัดป้อง ต่อสู้กันประมาณสาม
ชั่วโมงไม่แพ้ไม่ชนะกัน ตะวันก็จวนจะค่ำปิศาจล่าถอยเข้าถ้ำปิดประตู เห้งเจียก็
แบกเอากระบองกลับมาบอกแก่ถักทะลีทีอ๋องและเทพยดาว่า ปิศาจถูกฝีมือข้าพเจ้า
รบวันนี้มันระอาอ่อนลงมาก ท่านทั้งหลายอย่าเป็นทุกข์ รอข้าพเจ้าจะเข้าไปดูใน
ถ้ำมัน จะค้นหาถุงนั้น แม้ว่าได้ท่วงทีก็จะลักมาการที่จะจับตัวก็คงจะสำเร็จ สิ่ง
ของวิเศษที่มันเอาไปไว้ ก็จะได้กลับคืนมาให้แก่ท่านทั้งหลายกลับไปสวรรค์โลเฉียจึงห้ามว่าเวลานี้ก็จวนค่ำแล้วพรุ่งนี้จึงค่อยไปเถิด เหงเจียพูดว่าท้ายจื้อ
ยังไม่เข้าใจ อันธรรมดาขโมยนั้นกลางวันหาสู้จะถนัดไม่ กลางคืนจึงจะทำได้ตาม
สบาย พูดดังนั้นแล้วก็หัวเราะเอากระบองเหน็บซ่อนแล้วก็ลงจากยอดเขาตรงมายัง
ประตูถ้ำ แปลงเป็นตัวเล็นน้อยกระโดดมุดเข้าไปในประตูถ้ำ ไปเกาะจับอยู่ที่ฝา
ผนังคอยดูลาดเลา แลเห็นตามไฟสว่างไสว เห้งเจียค่อยพิศดูโดยละเอียด เห็น
พวกปิศาจน้อยกำลังเลี้ยงกันอยู่วุ่นวาย ทั้งเหล้าทั้งเนื้อสัตว์กินเล่นตามสบายใจ
ประมาณครู่ใหญ่ก็เก็บเลิก ต่างก็จัดหาที่นอน เวลานั้นได้สองยามเศษ เห้งเจียก็
ออกจากที่คลานไปข้างชั้นใน ได้ยินเสียงปิศาจต๊อกกักสั่งพวกบริวารให้ผลัดกัน
คอยระวังระไว จะนอนก็ให้อุตสาห์ตื่นลุกขึ้นบ้าง บางทีเห้งเจียจะแปลงตัวแอบ
เข้ามาขโมยของ พวกเจ้าจงเอาระฆังมาสันนั่งยามเห้งเจียเห็นแล้วก็เลยกระโดด
คลานเข้าห้องใน เห็นมีเตียงหินโต๊ะหินมีเครื่องตั้งแต่งเรียงรายและนางไม้ปิศาจ
เข้าคอยปฏิบัติรักษาต๊อกกักอยู่ เห้งเจียแลไปเห็นต๊อกกักถอดเสื้อถอดเครื่องแต่ง
ตัวออกแล้ว ขึ้นนอนบนเตียงศิลา ที่แขนสวมห่วงเหล็กดูคล้ายพวงร้อยลูกประคา
ปีศาจก็ไม่ถอดออกจากแขน กลับรูดขึ้นแน่นแล้วก็หลับ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลง
เป็นตัวไรน้อย กระโดดขึ้นบนเตียงศิลา มุดแอบอยู่ในผ้าห่มนอน คลานมาใกล้ที่
ห่วงวิเศษนั้น ขยิกกัดทีหนึ่งฝ่ายปิศาจพลิกตัวด่าว่าอ้ายพวกเล็ก ๆ มันไม่ปัดกวาดที่นอนทิ้งไว้ให้ตัวอะไร
มันติดอยู่กัดกูดังนี้ พูดดังนั้นแล้วก็เอามือรูดห่วงนั้นขึ้นแล้วก็นอนลงอย่างเดิม เห้ง
เจียก็กลับคลานเข้าที่ห่วงกัดอีกที่หนึ่ง ปิศาจก็นอนนิงเฉยไม่ธุระ เห้งเจียเห็นท่า
จะขโมยไม่ได้ก็กลับกระโดดลงจากเตียงแปลงกลับเป็นตัวเล็นไปอย่างเดิมคลาน
ออกจากห้องเข้าไปข้างหลัง ก็ได้ยินเสียงมังกรร้องม้าร้องออกอีกทึก ประตูชั้นใน
ใส่กุญแจไว้แน่นหนามังกรไฟม้าไฟขังอยู่ในนั้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลงกลับเป็น
รูปเดิม เดินเข้ามายังหน้าประตู ร่ายคาถาสะเดาะกุญแจหลุดถอนเปิดออกแล้ว
เห้งเจียก็เข้าไปในห้องที่ไว้สิ่งของวิเศษไฟส่องแสงสว่างดุจกลางวัน แลเห็นทั่วไปที่
แขวนที่พิงอยู่ตามฝาเป็นเครื่องอาวุธต่าง ๆ คือเป็นของโลเฉียและศรไฟธนูไฟเป็น
ของของจุ๊ยเต็กแชกุนและฮ้วยเต๊กแชกุน เห้งเจียเห็นแล้วแลไปเห็นมีแท่นศิลาบนนั้น
มีถาดตั้งอยู่ถาดหนึ่ง ในนั้นมีขนสักกกำมือหนึ่งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจ หยิบขึ้นเป่า
ทีหนึ่งร้องให้แปลงก็แปลงเป็นวานรน้อยสี่ห้าสิบ เห้งเจียก็สั่งให้เก็บเอาอาวุธเหล่า
นั้นไป วานรน้อยก็พากันเก็บเอาไปหมดสิ้น เห้งเจียกระโดดขึ้นหลังมังกรไฟแล้ว
ก็ปล่อยไฟตั้งแต่ในถ้ำตลอดออกมาจนปากถ้ำ ก็ได้ยินไฟลุกในถ้ำดุจพายุใหญ่ลุก
ไหม้โพลงแดงไปทั้งถ้ำ พวกปิศาจต่างตกใจลุกขึ้นร้องไห้เสียงอีกทึก ต่างเอาตัวรอด
วิ่งหนีไฟ ไม่มีทางออกถูกไฟเผาล้มตายไปประมาณครึ่งหนึ่ง เห้งเจียก็กลับมาหา
ถักทะลีทีอ๋องเวลานั้นสามยามเศษฝ่ายถักทะลีทีอ๋องกับเทวดาทั้งหลายอยู่บนยอดเขาแลลงไปที่หน้าถ้ำปิศาจ เห็น
ไฟลุกออกสว่างฟ้าก็พากันจะลงไป ก็พอแลเห็นเห้งเจียขี่มังกรไฟขับพวกลิงน้อย
กลับมา ครั้นถึงก็ร้องเรียกเสียงดังว่าท่านทั้งหลายจงมารับเครื่องอาวุธเถิด แล้ว
เห้งเจียก็เรียกขนแปลงเหล่านั้นกลับคืนเข้าตัว โลเฉียท้ายจื๊อก็เก็บเอาเครื่องมือของ
ตัว ฮ้วยเต๊กแชกุนก็เก็บเอาเครื่องไฟและมังกรไฟแล้ว ต่างก็ได้เครื่องมือกลับคืนทุก
คนมีความรื่นเริง สรรเสริญเห้งเจียว่าท่านมีฝีมือดีมาก ข้าพเจ้าทั้งหลายสู้ไม่ได้ฝ่ายต๊อกกั๊กอยู่ในถ้ำกำลังหลับได้ยินเสียงไฟลุกก็ตกใจ รีบเปิดประตูห้องสอง
มือจับห่วงวิเศษขึ้นบังซ้ายบังขวาที่ไหนมีไฟลามลุกก็เอาห่วงวิเศษส่งไปไฟก็ดับสงบ
ลงทันทีทั้งสิ้น ต๊อกกั๊กก็รีบไปช่วยพวกบริวาร ตรวจดูที่ถูกไฟตายเสียครึ่งหนึ่งและ
ค้นดูเครื่องอาวุธวิเศษที่ได้มาก็หายไปทั้งสิ้น แล้วเดินเลยไปข้างในดูโป๊ยก่ายซัวเจ้ง
ถังซัมจั้งก็ยังอยู่พร้อม ม้าและเข้าของก็อยู่พร้อมต๊อกกั๊กคิดขึ้นมาก็แค้นใจพูดว่า
อันไฟนี้ไม่ใช่ผู้ใดเลยอ้ายเห้งเจียเป็นแน่ เมื่อเวลาข้าลงนอนไม่มีความสุข ชะรอย
อ้ายลิงมันแปลงมาจะขโมยของวิเศษของเรา มันจะเห็นท่าว่าจะเอาไม่ได้แล้ว มัน
จึงได้ลักเอาของเหล่านั้นไปจึงได้ปล่อยมังกรไฟให้เผาอย่างนี้ มันคิดจะใคร่เผาเรา
ให้ตาย แม้อ้ายชาติลิงจะคิดกลอุบายประการใดก็คงป่วยการเปล่า มันมิได้รู้ว่า
ของวิเศษของเรานั้น ลงน้ำก็ไม่จมเผาไฟก็ไม่ไหม้ แม้ว่ากูจับอ้ายลิงนี้ได้ก็จะสับ
ฟันให้สาแก่ใจกู พูดคร่ำครวญสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงไก่ขันจวนจะแจ้งฝ่ายพวกเทพบุตรบนยอดเขา โลเฉียครั้นได้อาวุธกลับคืนแล้วจึงพูดแก่เห้งเจีย
ว่า สว่างแล้วพวกเราพากันลงไปกำจัดปีศาจโดยเร็วในเวลากำลังตกใจอยู่ฉะนี้ และ
ให้ฮ้วยเต๊กแชกุนเอาไฟปล่อยเผาช่วยเป็นกำลังท่านเห้งเจียจงไปรบกับปิศาจบางที่
ครั้งนี้จะจับตัวได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเห็นการจะสำเร็จได้ พูดดังนั้นแล้ว
ต่างก็จัดแจงแต่งตัวพร้อม เห้งเจียออกหน้าโลเฉียกับเทพบุตรและถักทะลีที่อ๋องก็
ยกพลหนุนตามไป ครั้นถึงหน้าถ้ำแลไปเห็นบานประตูถ้ำทั้งสองบานถูกไฟไหม้เป็น
เถ้าไปทั้งสิ้น ในประตูนั้นเห็นพวกปิศาจบริวารสองสามปิศาจกำลังเก็บกวาดขี้เถ้า
อยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายปิศาจมึงจงออกมารบกับกูให้เห็นฝีมือ
กันว่าผู้ใดจะดีกว่ากัน จนถึงแพ้ชนะในครั้งนี้ปิศาจบริวารได้ยินเสียงตวาดดังนั้นแลไปเห็นเห้งเจียก็ทิ้งไม้กวาดวิ่งเข้าไปบอก
ต๊อกกักว่าไต้อ๋องอ้ายลิงมาอีกแล้ว ต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็ตกใจ มือจับทวนกระโดด
ลงจากแท่นเดินออกมายังประตูถ้ำแลเห็นเห้งเจียยืนอยู่ จึงร้องด่าว่าอ้ายผู้ร้ายปล้น
เผาเรือนเก็บทรัพย์มึงจะมีฝีมือสักเท่าใดก็จงมารบสู้กันจนถึงแพ้ชนะอย่าหนี ว่าแล้ว
ก็ยกทวนแทงไปหวังให้ถูกเห้งเจีย เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นรับปัดป้องไว้รบกันอยู่
ช้านานหลายเพลงฝ่ายโลเฉียถักทะลีทีอ้องและเทพบุตรทั้งหลาย ก็ช่วยกันเข้าระดมรบฮ้วยเต๊ก
แซกุนก็ปล่อยไฟ พวกรามสูรก็ขว้างขวานฟ้าผ่าลงมา ถักทะลี่ที่อ๋องถือง้าวเข้าช่วย
เห้งเจียรบ โลเฉียเอาอาวุธวิเศษหกอย่างเข้าระดมรบ หมู่เทพยดาต่างแผลงฤทธิ์
เข้าระดมพร้อมกันทุก ๆ คน แต่ปิศาจก็มิได้สะดุ้งหวาดหวั่น หัวเราะแล้วมือก็ล้วง
เอาห่วงวิเศษออกจากมือเสื้อขว้างไปร้องว่าให้เก็บ ห่วงวิเศษก็เอาอาวุธเหล่านั้น
และกระบองเหล็กของเห้งเจียไปได้ทั้งสิ้นฝ่ายปิศาจต๊อกกั๊กเมื่อมีชัยชนะแล้วก็พาบริวารปิศาจกลับเข้าถ้ำสั่งบริวารให้เอา
ศิลาก้อนซ้อนทำปิดแทนประตูถ้ำขึ้นใหม่ และจัดทำห้องหับให้เรียบร้อยดีแล้ว จะให้
เอาพระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาฆ่าบวงสรวงที่ทางแล้วจึงเอาเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริง
ในพวกเรา ปิศาจทั้งหลายได้ฟังนายสั่งดังนั้นก็ไปจัดการตามนายสั่งฝ่ายหมู่เทพยดา ครั้นแพ้ฝีมือปิศาจแล้วก็พากันกลับไปยังยอดเขากิมเง่ซัว ถัก
ทะลีที่อ้องโลเฉียฮ้วยเต๊กแชกุนกับเห้งเจีย ต่างก็มีความโกรธแค้นเว้นแต่จุ๊ยเต๊ก
แซกุนนั่งนิ่งอยู่ เห้งเจียอุตสาห์สะกดใจแสร้งทำหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลาย
อย่ามีความวิตกเลย ไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปสืบสาวราวเรื่องของอ้ายปิศาจนี้ ให้ทราบ
เหตุผลได้ความจริงก่อน โลเฉียพูดว่าท่านไต้เซีย เมื่อครั้งก่อนได้ขึ้นไปทูลเง็กเชียง
ฮ่องเต้ ก็ได้สืบตรวจดูจนชั้นฟ้าแล้วก็ไม่ได้ความ ก็บัดนี้จะไปสืบที่ไหนอีกเล่า เห้ง
เจียตอบว่าข้าพเจ้าคิดว่าพระพุทธเจ้ามีอภนิหารเป็นสัพพัญญรู้ทั่วโลกหาผู้ใดเปรียบ
เสมอมิได้ ข้าพเจ้าจะทูลถามก็จะได้รู้ว่าปิศาจตนนี้จะเป็นสิ่งอะไร และจะใคร่จับ
ปิศาจนั้นแก้แค้นให้ท่านทั้งหลายสิ้นธุระได้กลับไปยังเมืองสวรรค์ ถักทะลีทีอ่อง
โลเฉียกับหมู่เทพยดาทั้งหลายพูดว่าท่านไต้เซีย พูดอย่างนี้ชอบแล้วถูกแล้ว ขอเชิญ
ท่านรีบไปเถิด เห้งเจียก็รับว่าข้าพเจ้าจะไป่เดี้ยวนี้ ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศตรง
มาบัดเดี๋ยวก็ถึง เห้งเจียลงยังพื้นเดินพิจารณาดูรอบทั้งซ้ายขวา ได้ยินเสียงคน
เรียกว่าซึงหงอคงไปอยู่ที่ไหนจะไปข้างไหน เห้งเจียหันหน้ามาดู เห็นนางภิกขุนี
เห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจมาเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้านางภิกขุนีพูดว่า ท่านจะหาพระยูไลทำไมไม่ขึ้นไปบนสำนักแก้วเล่า เห้งเจีย
พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งมายังไม่เคยไม่เข้าใจว่าควรจะเฝ้าได้ในที่ใด นางภิกขุนีบอกว่า
ท่านจงเดินตามข้าพเจ้าไปเถิดจะพาท่านไป ห้งเจียก็เดินตามนางภิกขุนีมาประเดี้ยว
ก็ถึงประตูวัดลุ่ยกิมยี่ แลไปข้างในก็เห็นหมู่พวกพรหมอินทร์และเทพบุตรสาวกนั่ง
เฝ้าอยู่ เห้งเจียก็พักคอยอยู่ข้างนอก นางภิกขุนีก็เข้าไปกราบทูล พระองค์ทรงทราบ
แล้วก็รับสั่งว่าให้เห้งเจียเข้าไปเฝ้า เห้งเจียเข้าไปถึงก็ถวายอภิวาทกราบไหว้โดย
เคารพ แล้วนั่งคุกเข่าพนมมือท่าพรหม สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธฎีกา
ตรัสถามเห้งเจียว่า หงอคงตถาคตได้ยินว่ากวนอิมโพธิสัตว์โปรดให้ออกจากทรมาน
ทุกข์แล้ว และให้สมาทานถือศีลปฏิบัติธรรม และให้รักษาพระถังซัมจั้งให้มาถึงนี่
เพื่อจะได้อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ทำไมมาแต่ผู้เดียวเล่า มีกิจธุระสิ่งใดหรือเห้งเจียยกมือขึ้นเคารพแล้วทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด ข้าพระองค์ตั้งแต่สมา
ทานศีลแล้ว ก็ติดตามรักษาพระถังซัมจั้งมา บัดนี้เดินทางมาถึงภูเขากิมเง่ซัว พบ
ปีศาจมารร้ายเรียกนามว่าจู๊ต้ายอ้องมีฤทธิ์อานุภาพเชี่ยวชาญทำกลอุบายจับเอา
พระถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายซัวเจ้งไว้ในถ้ำ ข้าพเจ้าได้รบพุ่งต่อสู้แก่ปิศาจหลายครั้ง
และได้พึ่งเง็กเซียงฮ่องเต้ให้หมู่เทพยดาเทพารักษ์ลงมาช่วยก็พ่ายแพ้แก่ปิศาจไป
ทั้งสิ้น ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดช่วยปราบปิศาจร้าย เพื่อให้พระถังชัมจั้ง
รอดพ้นจากมือมารจะได้ตั้งความเพียรให้ถึงแก่มรรคผลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูล ก็ทรงทราบโดย
พระญาณวิถีจึงมีพระพุทธฎีกาบรรหารตรัสแก่เห้งเจียว่าอันปิศาจนั้นแม้ว่า พระ
ตถาคตรู้เหตุการณ์ตลอดแล้ว ก็ไม่ควรจะแพร่งพรายให้เห้งเจียรู้แจ้งได้ ตถาคต
จะให้แต่สิงอันประกอบธรรมไปช่วยจับปิศาจได้อยู่ เห้งเจียทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้ประเสริฐ พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ข้าพเจ้าให้ไปปราบจับปิศาจร้าย ขอให้
ข้าพระพุทธเจ้าทราบสมเด็จพระผู้มีพระภาค จึงสั่งสิบแปดพระอรหันต์เปิดห้องแก้วหยิบยากิมตัน
สิบแปดเม็ด เอาไปถือต่างพระองค์ องค์ละเม็ดไปช่วยเห้งเจีย เห้งเจียทูลถามว่า
ยากิมตันนั้นจะเป็นประการใด พระองค์ตรัสว่า ครั้นเวลาถึงถ้ำปิศาจแล้ว เห้งเจีย
จงไปท้าล่อให้ปิศาจออกมานอกถ้ำแล้วให้พระอรหันต์ เอายากิมตันขว้างล้อมปิศาจ
มิให้ออกมาได้ เมื่อเวลานั้นเห้งเจียจะทำอย่างไรก็แล้วแต่เห้งเจียเห้งเจียได้ฟังพระองค์ตรัสชี้แจงสั่งดังนั้นก็มีความยินดีพูดว่ายาวิเศษ ๆ ขอได้
โปรดรีบไปโปรดเถิด สิบแปดพระอรหันต์ก็เข้าไปหยิบยากิมตันองค์ละเม็ดออกมา
จากห้องแล้ว นมัสการพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เสด็จปาฏิหาริย์เหาะไปยังเขากิมเง่ซัว
พร้อมกับด้วยเห้งเจีย เห้งเจียเหาะตามมาข้างหลังคอยตรวจดู เห็นพระอรหันต์หาย
ไปสององค์ เห้งเจียจึงพูดว่านี่ท่านไปข้างไหนเสียสององค์ พระอรหันต์จึงถามว่า
ท่านบ่นอะไร เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าได้เห็นพระอรหันต์สิบแปดองค์มาด้วยกัน
บัดนี้ทำไมจึงเห็นแต่สิบหกองค์เล่า พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นพระอรหันต์มาอีกสอง
องค์ พูดว่าเห้งเจียทำไมทิ้งเราเสียสององค์เล่า ด้วยอาตมภาพทั้งสองล้าหลังคอย
ฟังคำสังพระพุทธเจ้าอยู่ เห้งเจียพร้อมกับพระอรหันต์สิบแปดพระองค์เหาะมา บัด
เดี๋ยวก็ถึงเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ๋องแลเห็นก็รีบพาหมู่เทพบุตรออกมาคำนับรับเข้า
นังทีแล้ว ถักทะลีที่อ้องจึงเล่าความให้พระอรหันต์ฟังทุกประการ พระอรหันต์ตรัส
ว่าไม่ต้องเล่าจะช้าไปเปล่า ๆ จงรีบไปล่อให้ปิศาจออกมาเถิด เห้งเจียให้ฟังพระ
อรหันต์ดังนั้นก็แผลฤทธิ์กำหมัดกัดฟันกระโดดลงไปยังหน้าถ้ำร้องด่าว่าท้าทายด้วย
ถ้อยคำอันหยาบช้าต่าง ๆ เพื่อให้ปิศาจมีใจโกรธจะได้ออกมาโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูถ้ำ เมื่อได้เห็นเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น ก็รีบ
นำความเข้าไปแจ้งแก่ต๊อกกั๊กไต้อ้อง ต๊อกกั๊กไต้อ่องได้ฟังบริวารบอกดังนั้นก็บันดาล
โทสะเป็นกำลัง ก็จับทวนเป็นอาวุธสำหรับมือถือเดินออกมา เห็นเห้งเจียยืนอยู่ก็
ร้องด่าว่าอ้ายชาติไพรไม่มีความอาย มึงแพ้กูหลายครั้งแล้วยังหารู้สึกคิดหนีเอาตัว
รอดไม่ ยังจะกลับมาหาที่ตายหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าอ้ายมารร้าย มึง
ไม่รู้จักดี ถ้ามึงจะใคร่ให้ตาของมึงไม่มา มึงจงยอมสามิภักดิ์ส่งอาจารย์ของเราและ
น้องเราทั้งสองออกมาแล้ว เราจึงจะละเจ้าไม่มารบกวนต่อไปปิศาจตอบว่า คนทั้งสามนั้นเราชำระขัดล้างไว้ดีแล้ว ไม่ช้าจะทำกับกินเป็น
แกล้มสุรากินเล่นให้อร่อย เจ้าเห็นจะยังไม่รู้ดอกกระมัง จึงยังมาร้องทวงดังนี้ เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็สะกดใจไม่อยู่ กำหมัดตรงเข้าไปจะชกปิศาจ ปิศาจก็เอาทวนรับปัด
ป้องแล้วเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจียก็ตลบซ้ายตลบขวาล่อให้ปิศาจไล่ตามมา
ปิศาจมิได้ทราบในกลอุบาย ก็ขยิกไล่เห้งเจียออกมาพ้นหน้าถ้ำข้างทิศอาคเนย์ เห้ง
เจียเห็นได้ที่ก็ร้องให้พระอรหันต์สิบแปดองค์เอายากิมตันขว้างลงมา ยาก็บันดาล
เป็นเม็ดทรายตกลงมาดุจห่าฝน บัดเดี้ยวทรายท่วมขึ้นสามศอกเศษ ปิศาจยืนงงงวย
มองดูที่เท้าก็เห็นทรายยิ่งมูลมากขึ้นทุกที ปิศาจก็กระโดดขึ้นยืนบนหน้าทรายยั้ง
ตัวไม่ใคร่อยู่ มองดูบัดเดี้ยวเห็นทรายท่วมขึ้นมาอีกสองสามศอก ปิศาจตกใจกัรีบ
ซักห่วงออกขว้างขึ้นไปร้องให้เก็บคำหนึ่ง ห่วงก็รวบยากิมตันสิบแปดเม็ดมาได้หมด
ปิศาจเก็บยากิมตันมาได้แล้วก็กลับไปยังถ้ำฝ่ายพระอรหันต์ก็เหลือแต่มือเปล่ายืนอยู่บนเมฆ เห้งเจียเข้ามาใกล้ถามว่า
ทำไมท่านไม่ปล่อยยาลงมาเล่า พระอรหันต์บอกว่าขว้างลงไปแล้ว ได้ยินเสียงอะไร
ดังเปรี้ยงทีหนึ่ง ยานั้นก็หายไปข้างไหนหมด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าอ้ายปิศาจมัน
เอาไปเสียแล้ว ถักทะลีทีอ้องว่ากำจัดมันยากที่สุด คราทีนี้จะทำประการใดดีเล่าพระอรหันต์หั้งเล้งหกเฮ้าทั้งสองพระองค์พูดแก่เห้งเจียว่า ท่านเข้าใจหรือเปล่า
เมื่อออกจากอารามอาตมภาพล้าหลังอยู่นั้นว่าเป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า
ไม่เข้าใจเลย พระอรหันต์บอกว่าพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งว่าปิศาจต๊อกกั๊กมีฤทธิ์เชี่ยวชาญ
แม้ว่ามันเรียกเอากิมตันนั้นไปได้ ก็ให้เห้งเจียขึ้นไปชั้นดุสิตวิมานลีหืนที่สำนักท่าน
พรหมท้ายเสียงเล่ากุนอยู่นั้น สืบดูก็จะรู้เหตุผลแห่งปิศาจนั้น บางทีกะพริบตาเดียว
ก็จะจับตัวได้ เห้งเจียว่าน่าแค้นแท้ ๆ เมื่อแรกจะโปรดบอกเสียก็จะแล้วกัน ไม่ต้อง
ให้ท่านทั้งหลายมาให้ป่วยการ ถักทะลีทีอ่องพูดว่าพระพุทธเจ้าได้โปรดชี้แจงดังนั้น
แล้ว ท่านเห้งเจียจงรีบไปสืบดูเถิด เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาตรงไปยังชั้นดุสิตเข้า
ไปในวิมานลีหืนเกง ครั้นถึงที่ท้ายเสียงเล่ากุนอยู่ เห้งเจียก็ค่อยเดินเข้าไปแลเห็น
เทพบุตรน้อยสองคนยืนเฝ้าข้างหน้าสำนัก เห้งเจียก็ไม่บอกว่ากระไรเดินเลยเข้าไป
ข้างใน กำลังเดินเข้าไปก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนเดินออกมา เห้งเจียก็ลดลงคำนับแล้ว
พูดว่านานแล้วข้าพเจ้ามิได้มาเยื่อนท่าน ท้ายเสียงเล่ากุนหัวเราะแล้วพูดว่าอ้ายลิง
ทำไมไม่ไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมเจ้ามาที่ข้าจะมีธุระอะไรหรือเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปอาราธนาพระธรรม ไม่มีเวลาหยุดหย่อนเพราะหนทาง
ไกลและกันดาร ทั้งมียักษ์มารปิศาจร้ายและสัตว์ร้ายต่าง ๆ จึงต้องมาดังนี้ ท้าย
'เสียงเล่ากุนว่าหนทางไซทีขัดข้องก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เรา เห้งเจียว่าท่านอย่าเพิ่งพูดแม้
สืบเหตุผลได้แล้วก็จะมัวหมองถึงตัวท่านด้วยหลบไม่พ้น ท้ายเสียงเล่ากุนว่าเราอยู่
เบื้องบนมีเหตุผลอะไรจึงต้องมาสืบที่เรา เห้งเจียเดินเข้าไปสองตาเที่ยวสอดมอง
ซ้ายมองขวา เดินเข้าไปอีกสองสามห้องมองไปที่ระเบียง เห็นข้างคอกโคมีเด็กนอน
อยู่คนหนึ่งโคไม่มี เห้งเจียจึงหันมาบอกแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่าโคของท่านหนี้ไปแล้ว
ท้ายเสียงเล่ากุนตกใจเดินมาดูก็ไม่เห็นโคจึงพูดว่า อ้ายสัตว์นี้มันหนีไปเมื่อไร ท้าย
เสียงเล่ากุนกำลังบ่นว่าเด็กน้อย เด็กน้อยตกใจตื่นผุดลุกขึ้นคุกเข่าเคารพพูดว่า
ข้าพเจ้ากำลังนอนไม่ทราบว่าโคมันหนีไปเมื่อไรท้ายเสียงเล่ากุนก็ด่าว่าเจ้าทำไมจึงนอนจนไม่รู้สึกตัวดังนี้ เด็กนั้นพูดว่าข้าพเจ้า
อยู่ห้องยาเก็บได้ยากิมตันเมล็ดหนึ่ง กินเข้าไปแล้วก็นอนหลับไปไม่รู้สึกตัว ท้าย
เสียงเล่ากุนจึงระลึกได้ว่าเมื่อวันก่อนนั้นได้ประกอบยาวิเศษไว้หายไปเสียเมล็ดหนึ่ง
มันเก็บเอาไปกิน ยานั้นใครกินเมล็ดหนึ่งก็นอนหลับไปเจ็ดวัน โคนั้นไม่มีใครเลี้ยง
ดูมันเพราะฉะนั้นมันจึงได้หนีลงไปเมืองใต้ วันนี้ก็ได้เจ็ดวันแล้วท้ายเสียงเล่ากุนก็
ตรวจของวิเศษว่าจะหายสิ่งใดบ้าง เห้งเจียว่าไม่เห็นมีสิ่งใด เห็นแต่ห่วงเหล็กอย่าง
เดียวเป็นของมีฤทธิ์มาก ท้ายเสียงเล่ากุนจึงเดินเข้าไปดูข้างในจึงรู้ว่ากิมกางต๊อก
หายไป จึงพูดว่ามันลักเอากิมกางต๊อกของวิเศษไป เห้งเจียพูดว่าของวิเศษสิ่งนี้
ครั้งก่อนได้ตีข้าพเจ้า บัดนี้อ้ายสัตว์เดียรัจฉานโคมันลักไปเมืองใต้แผลงอิทธิฤทธิ์
มันได้เรียกเอาของวิเศษไปมากแล้วท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามว่าบัดนี้มันอยู่ตำบลไหน เห้งเจียบอกว่าบัดนี้มันตั้งตัว
อยู่ที่ตำบลเขากิมซัวถ้ำกิมเง่ต้อง มันจับพระถังซัมจั้งไปไว้เอากระบองเหล็กของ
ข้าพเจ้าไปทั้งเครื่องอาวุธของถักทะลีทีอ้อง โลเฉียเก็บเครื่องไฟของฮ้วยเต๊กแชกุน
และเครื่องกั้นน้ำของจุ๊ยเต๊กแชกุน และเอายาวิเศษของพระอรหันต์สิบแปดเม็ด ที่
พระพุทธเจ้าให้มานั้นมันก็เรียกเอาไปเก็บทั้งสิ้น ท่านท้ายเสียงเล่ากุนปล่อยสัตว์
ร้ายลงไปแย่งชิงเข้าของและฆ่าคนดังนี้ โทษของท่านจะมีประการใดท้ายเสียงเล่ากุนพูดว่า กิมกางต๊อกของเรานั้น เป็นของประกอบขับมารร้าย
เราฝึกทำมาตั้งแต่เด็กจนได้สำเร็จเป็นของวิเศษ เราต่อให้ของวิเศษอย่างไรไฟหรือ
น้ำก็หาอาจทำลายได้ไม่ ถ้าหากมันลักเอาพัดไปได้ด้วย ก็ไม่สามารถจะคิดแก้ไข
ได้ นี่มันลักเอาไปแต่สิ่งเดียวไม่เป็นไรเห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้น ก็มีความยินดีค่อยมีความเบาใจลงมาก
ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับพัดขึ้นเหยียบเมฆเหาะลงไป เห้งเจียก็เหาะตามท้ายเสียงเล่า
กุนมาออกจากประตูน้ำที่หมึงมายังเขากิมเง่ชัว บัดเดี้ยวก็ถึงพบกับสิบแปดพระ
อรหันต์และหมู่เทพยดาทั้งหลาย เล่าความให้ท้ายเสียงเล่ากุนฟังทุกประการ ท้าย
เสียงเล่ากุนจึงบอกให้เห้งเจียไปล่อให้ปิศาจมันออกมา เราจะได้จับตัวมันกลับคืน
ไป เห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนสั่งดังนั้นก็กระโดดลงไปยังหน้าถ้ำร้องท้าด้วยเสียง
อันดังว่า เฮ้ยอ้ายปิศาจมึงจงเร่งออกมารับความตาย ปิศาจต๊อกกักคิดในใจว่า อ้าย
ลิงหัวขโมยมันจะไปพาใครมาอีกดอกกระมังจึงกลับมาร้องท้าทายอยู่ดังนี้ คิดแล้ว
ก็จับทวนถือเดินออกมาจากถ้ำฝ่ายเห้งเจียครั้นเห็นต๊อกกั๊กเดินออกมา ก็แกล้งด่าว่าอ้ายสัตว์ร้ายมึงจะตายใน
วันนี้แล้ว เห้งเจียก็กำหมัดกระโดดเข้าชกถูกที่หูปิศาจ แล้วก็หันกลับวิ่งหนีไปล่อ
ให้ไล่ ฝ่ายปิศาจต๊อกกักก็ถือทวนไล่แทงเห้งเจียมา ได้ยินเสียงเรียกว่าอ้ายโคน้อย
มึงยังไม่กลับที่หรือ ปิศาจเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนตกใจสะดุ้งหวาด
นึกว่าอ้ายลิงนี้มันดีจริงทำไมจึงรู้การดังนี้หนอ สามารถไปเชิญท่านเจ้าของของเรา
มาได้ ท้ายเสียงเล่ากุนร่ายเวทคาถาเอาพัดโบกลงไปทีหนึ่ง ปิศาจก็เอาห่วงขว้าง
ขึ้น ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับเอาห่วงนั้นไว้ได้ ก็เอาพัดโบกลงไปปิศาจนั้นก็สลดลงทันที
มีอาการให้มือและเท้าอ่อนเปลี้ยก็กลายกลับเป็นโคไปอย่างเดิมท้ายเสียงเล่ากุนก็เอากิมกางต๊อกเจาะจมูกแล้วเป่าทีหนึ่งก็ทะลุ แก้เชือกคาด
พุงออกร้อยผูก มือหนึ่งก็จับสายตะพาย แล้วก็ลาเทพบุตรทั้งหลาย ขึ้นนั่งบนหลัง
โคเหาะไปยังวิมานลี่หื่นเกงฝ่ายเห้งเจียกับเทพบุตรทั้งหลายก็พากันเข้าในถ้ำต่างก็เก็บเอาอาวุธเครื่องมือ
ของตน ๆ เห้งเจียก็ตีพวกปิศาจบริวารตายหมดสิ้น เทพยดาทั้งหลายได้อาวุธและ
เครื่องมือแล้ว ก็ลากลับไปยังวิมานแห่งตน ๆ เห้งเจียก็เข้าไปชั้นในแก้อาจารย์และ
โป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เก็บเข้าของและม้าได้พร้อมแล้ว อาจารย์กับศิษย์ก็พากันออก
จากถ้ำเดินไป กำลังเดินมานั้นได้ยินเสียงคนร้องเรียกอยู่ข้างทางว่า ท่านอาจารย์
ฉันจังหันเสียก่อนจึงค่อยไปฝ่ายพระถังซัมจังเดินมาได้ยินเสียงร้องเรียกก็ตกใจแลไปเห็นพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขา
ยกบาตรเข้ามาพูดว่า บาตรข้าวนี้เป็นบาตรข้าวของท่านอาจารย์ คือท่านให้เห้งเจีย
ไปบิณฑบาต เพราะท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟังคำเห้งเจียจึงได้รับความเดือดร้อนเพราะ
ปิศาจร้าย กระทำให้เธอได้ทุกข์ยากเหลือเกินหาที่เปรียบมิได้ จนวันนี้จึงได้แก้เอา
ออกมาได้ นิมนต์ท่านฉันเสียก่อนแล้วจึงค่อยไปเถิด อย่าให้เสียความกตัญญของ
ท่านเห้งเจียเลย พระถังซัมจั้งพูดว่าซึ่งอาตมภาพทำให้เห้งเจียได้ความยากลำบาก
นั้น แม้ว่ารู้เป็นการเช่นนี้จะออกจากวงไปทำไมให้ได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เห้ง
เจียพูดว่าเป็นเหตุเพราะอาจารย์ไม่เชื่อวงนั้น จึงให้ข้าพเจ้าไปรับทุกข์ทรมานห่วง
ของปิศาจ ทั้งน่าแค้นอ้ายกลับกลอกโป๊ยก่ายมึงแกล้งทำเล่นให้พระอาจารย์ไปต้อง
ภัยใหญ่และให้เราต้องขึ้นฟ้าลงดินเชิญพลเทพบุตรทั้งไฟทั้งน้ำ แม้พระพุทธเจ้าให้
ยากิมตันมาก็ยังไม่สามารถจะปราบปิศาจได้ อาศัยพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงเหตุผล
ให้ จึงไปเชิญท่านท้ายเสียงเล่ากุนลงมาจับจึงได้ อันปิศาจนั้นคือโคเขียวของท่าน
ท้ายเสียงเล่ากุนหนีลงมาเป็นปิศาจร้ายพระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียเล่าความดังนั้น ก็มีความรู้สึกได้สติคิดถึงความดีของ
เห้งเจีย จึงพูดแก่สานุศิษย์ว่าการที่เป็นแล้วก็พ้นมาได้แล้ว ต่อไปภายหน้าต้องเชื่อ
คำแนะนำของเห้งเจีย พูดดังนั้นแล้วก็ฉันจังหัน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็แบ่งกัน
รับประทาน เห้งเจียเห็นข้าวยังร้อนๆ จึงถามว่าข้าวนี้ก็หลายเวลาแล้วทำไมยังร้อน
อยู่เล่า พระภูมิเจ้าที่คุกเข่าลงบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านไต้เซียจะสำเร็จการจึงได้
เอาข้าวร้อนมาให้กิน ครั้นกินข้าวอิ่มแล้วก็เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ลาพระภูมิเจ้าที่
พระถังซัมจั้งขึ้นม้าออกเดิน ตัดมรรคาข้ามเขาใหญ่หมายทิศปราจีน เดินมาหลาย
เวลาในฤดูนั้นเป็นเดือนสามเดือนสี่ กำลังเดินมาก็พบลำคลองน้อยน้ำใสสีเขียว
เยือกเย็น พระถังซัมจั่งยอม้าพิจารณาดูเห็นต้นไม้ผลิดอกออกช่ออรชรงดงามน่า
พึงชม มีเรือนกระท่อมน้อยๆ อยู่ใต้ร่มไม้สองสามหลังเห้งเจียชี้ว่า ที่มีบ้านคนอยู่
เห็นจะเป็นคนรับจ้างส่งข้ามเป็นแน่ โป๊ยก่ายก็วางหาบร้องเรียกว่า เจ้าเรือโว้ยเอา
เรือมารับข้ามฟากทีเถิด เรียกซ้ำสองสามคำก็เห็นคนคำเรือเกะกะออกมา บัดเดี้ยว
ก็ค้ำข้ามมาถึงฝั่งตะวันออก ร้องถามว่า ผู้ที่จะข้ามฟากนั้นอยู่ที่ไหนมา พระถัง
ซัมจั่งขยับม้ามาริมฝั่ง แลไปก็เห็นหญิงเฒ่าค้ำเรือมา เห้งเจียถามว่าแม่เฒ่าหรือ
เป็นคนส่งเรือจ้าง หญิงนั้นรับว่าข้าพเจ้าเอง เห้งเจียถามว่า ก็ท่านตาไปไหนเล่า
จึงไม่มา ใช้ให้ท่านยายส่งอย่างนี้ หญิงนั้นหัวเราะยิ้ม ๆ แล้วก็ไม่ตอบว่ากระไร
พระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็จูงม้ายกหาบลงเรือ หญิงนั้นก็ค้ำเรือออกจากท่าข้ามถึงฝั่ง
พระถังซัมจั้งก็ขึ้นบกสั่งให้โป๊ยก่ายแก้เอาเงินให้เจ้าของเรือจ้างแล้วเวลานั้นพระถังซัมจั้ง อยากน้ำเห็นน้ำใสเย็นก็นึกอยากกิน เรียกโป๊ยก่ายให้
เอาบาตรไปตักน้ำสักครึ่งบาตร โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าก็อยากกินเหมือนกัน โป๊ย
ก่ายฉวยได้บาตรก็ลงไปตักน้ำขึ้นมาส่งให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งรับบาตรมาฉันเข้า
ไปจนอิ่ม แล้วก็ส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็กินเข้าไปจนอิ่มอีกคนหนึ่ง แล้วก็พยุง
พระถังซัมจั้งขึ้นม้าจึงพากันเดินไปเดินมายังไม่ทันครึ่งชั่วโมง พระถังซัมจั้งบ่นว่า
ปวดท้อง โป๊ยก่ายเดินตามอยู่ข้างหลังก็บ่นว่าเจ็บในในท้อง ซัวเจ็งพูดว่าเห็นจะ
ลูกนำดอกกระมงพูดยังไม่ทันขาดคำ พระอาจารย์ร้องว่าเจ็บกระซันยิงหนักขินทุกที
โป๊ยก่ายก็ร้องกระชั้นเข้าอาจารย์กับศิษย์เจ็บเหลือที่จะทนได้ ท้องก็โตขึ้นทุกที เอา
มือคลำดูจุดก้อนโลหิตเคลื่อนไปเคลื่อนมา ในกายตัวพระถังซัมจั้งไม่เป็นปรกติ แล
ไปข้างริมทางก็เห็นมีหมู่บ้าน เห้งเจียพูดว่าดีแล้วอาจารย์ที่ข้างนั้นมีโรงงานขายสุรา
เราพากันเข้าไปบิณฑบาตน้ำร้อนให้อาจารย์ฉัน แล้วถามดูบางที่จะมียาให้เจียดกิน
แก้เจ็บท้อง พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงพากันเข้าไปครั้นถึงพระถังซัมจั้งก็ลง
จากม้า แลไปเห็นที่นอกประตูบ้านมียายเฒ่านั่งอยู่ที่พื้นดินกำลังมัดปอ เห้งเจียก็
เดินเข้าไปใกล้ปราศรัยถามว่าท่านยายสบายอยู่หรือ พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศ
ทิศบูรพา อาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน
ไต้ถัง เพราะเมื่อเวลาข้ามคลองมากินน้ำในคลองเข้าไปมีอาการให้เจ็บในท้องเป็น
กำลังยายเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วถามว่า นี่ท่านไปกินน้ำในลำคลองนั้นมาหรือ
เห้งเจียรับว่ากินมา ยายเฒ่าว่าเห็นจะเกิดสนุกขึ้นแล้ว พวกท่านจงเข้ามาข้าพเจ้า
จะเล่าให้ท่านฟัง เห้งเจียก็ออกไปพยุงพระถังซัมจั่งเข้ามา ซัวเจ๋งก็พยุงโป๊ยก่าย
เข้ามา พระถังซัมจั้งก็ร้องครางหน้านิ่วคิ้วย่นด้วยเจ็บท้องเหลือที่จะทนได้ เห้งเจีย
ร้องขอน้ำร้อนยายเฒ่าจะให้อาจารย์กิน ยายเฒ่าก็ไม่ให้น้ำร้อนหัวเราะแล้วก็เดิน
ไปหลังบ้านเรียกหญิงกลางคนออกมาสามสี่คนมองพระถังซัมจั้งแล้วก็พากันหัวเราะ
เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โกรธขยับเขี้ยวตวาดด้วยเสียงอันดัง พวกหญิงเหล่านั้นก็พากัน
ตกใจ ต่างหกคว่ำคะมำหงายพากันวิ่งหนีเข้าไปหลังบ้าน เห้งเจียวิ่งมายึดไว้พูด
ว่าจงไปต้มน้ำร้อนเราจะปล่อย ฝ่ายยายเฒ่าตัวสั่นงก ๆ งัน ๆ บอกว่านำร้อนนัน
แก้ไม่ได้ ท่านจงปล่อยข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง เห้งเจียก็ปล่อยยายเฒ่า ยายเฒ่าบอก
ว่าที่เมืองนี้มีนามเรียกว่าไซเหลียงก๊ก ล้วนแต่หญิงทั้งเมืองไม่มีผู้ชาย เพราะฉะนั้น
เห็นพวกท่านมาก็มีความชื่นชม อาจารย์ของท่านกินน้ำผิดลำคลองนั้นเรียกว่า
จือป๊อฮ้อ คือคลองนำแม่ลูกนอกจากกำแพงเมือง มีหอรับลมอากาศ ที่ประผู
สระเรียกสองท้องสระชาวเมืองนี แม้อายุได้ยี่สิบปีกว่า จึงกล้ากินนำในคลองจื้อ
ป๊อฮ้อ ครั้นกินแล้วท้องเจ็บไปได้สามวันก็ตั้งครรภ์ แล้วก็ไปที่หอกินลมอากาศ แล้ว
ก็มายืนที่ปากสระสองดูเงาแม้ว่ามีเงาคู่ก็มีครรภ์ อาจารย์ท่านได้กินน้ำในคลองนั้น
แล้ว ก็จะมีครรภ์กำหนดว่าจะมีบุตรอันน้ำร้อนที่ไหนจะแก้ได้พระถังซัมจั้งได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้นก็ตกใจถามเห้งเจียว่า ถ้าดังนั้นจะทำ
ประการใด โป๊ยก่ายก็ค่อยประคองท้องเดินมาถามว่า หากจะมีลูกพวกเราไม่มี
ทวารลูกจะออกทางไหน เห้งเจียหัวเราะว่า เขาย่อมว่าแตงสุกก็หล่นเอง อันท้อง
นั้น ครั้นถึงเวลาก็แยกชายโครงมีทางลูกก็ออกมาเอง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูด
ดังนั้นก็ยิ่งมีความเจ็บปวดมากขึ้น ซัวเจ๋งหัวเราะว่าพี่อ่าดื้นรนไปท้องลูกจะซ้ำซอก
จะเกิดเจ็บปวดมากขึ้น โป๊ยก่ายเสียใจร้องไห้ จับเห้งเจียไว้แล้วพูดว่าพี่จำ พี่ช่วย
ถามยายเฒ่านั้นดูว่าที่ไหนจะมีหมอตำแยรับมาสำรองสักสองสามคน ถึงเวลาจะ
ได้ช่วยนวดเคล้น ซัวเจ๋งหัวเราะพูดว่าพี่อย่านวดเคล้นนักกระเพาะลูกจะแตกตาย
พระถังซัมจั้งถามว่าท่านยาย ที่ตำบลนี้มียาแก้บ้างหรือไม่ จะได้ให้สานุศิษย์ไป
เจียดมาจะได้กินแก้ให้ท้องลดเสียยายเฒ่าจึงบอกว่า ถึงจะกินยาก็ไม่ได้ ที่ตำบลนี้ไปทางทิศอาคเนย์มีภูเขาหนึ่ง
นามเรียกว่าเขาเก๊ยเอียงซัว มีถ้ำเรียกว่ากัวยี้ต๋อง ในถ้ำนั้นมีสระน้ำเรียกว่าสระ
โละทัยจั้ว ถ้าได้น้ำในสระนั้นมากินสักอึกหนึ่ง ท้องลูกนั้นก็ยุบหายไปเป็นปรกติ
เหมือนอย่างเดิม แต่ในปัจจุบันนี้จะเอาน้ำนั้นไม่ได้เสียแล้วเมื่อปีก่อนมีเต้าหยิน
คนหนึ่ง ตั้งนามว่ายู่อีจินเซียม มาจองเอาถ้ำนั้นเป็นของตน แปลงนามเรียกว่า
สำนักจิ๋วเซียนอาน และปกครองรักษาสระนั้นไม่ให้ผู้ใดมาตักน้ำได้โดยง่าย หาก
ผู้ใดจะต้องการก็ต้องมีของกำนัล เป็ดไก่เหล้าและของหวานต่าง ๆ และเงินถ้วยถ้า
มีให้ดังนั้น จึงจะให้น้ำไปก็ท่านอาจารย์มาจากทางไกล จะเอาของกำนัลที่ไหนไป
ให้เขาได้เล่า จะต้องคอยรอตามเวลาเมื่อคลอดเถิดเห้งเจียได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้นก็ดีใจ จึงถามว่าท่านยายระยะทางตั้งแต่นี้ไป
ถึงเขาเก๊ยเอียงซัวนั้น หนทางประมาณสักเท่าใด ยายเฒ่าบอกว่าสามพันโยชน์เศษ
เห้งเจียว่าดีแล้ว ๆ จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านอย่าวิตกเลยจงวางใจเถิด ไว้ธุระ
ข้าพเจ้าจะไปเอาน้ำนั้นมาให้ท่านฉันเห้งเจียก็ยืมขวดยายเฒ่าใบหนึ่งถือออกจาก
บ้านเหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาเก๊ยเอียงซัว ยายเฒ่าเห็นเห้งเจียเหาะเหินได้ดังนั้น
ก็ยกมือขึ้นเคารพ พูดว่าท่านผู้นี้มีฤทธิ์อานุภาพมากเชี่ยวชาญแท้ จึงเรียกหญิงใน
บ้านออกมาสองสามคน มาทำความเคารพพระถังซัมจั้งต่างสรรเสริญว่าเป็นพระ
อัศจรรย์ ทุกคนก็พากันไปหาข้าวแจมาถวายฝ่ายเห้งเจียเหาะมาประเดี๋ยวก็ถึงเขาเก๊ยเอียงชัว จึงลงยังยอดเขาเที่ยวสอด
สองแลไป ก็เห็นข้างหลังเขามีสำนัก เห้งเจียก็เดินเข้าไปยังประตู แลเข้าไปดูเห็น
มีตาเฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าลาน เห้งเจียก็ลงกับพื้นแล้ว ก็เดินเข้าไปใกล้กระทำ
ความคำนับปราศรัยฝ่ายตาเฒ่าก็ทำคำนับตอบแล้วถามว่า ท่านมาจากไหน มาถึงที่นี้มีธุระประสงค์
สิ่งใดหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองไต้ถังเพราะมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้ ให้ไปประเทศไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรม อาจารย์ข้าพเจ้ากินน้ำในลำ
คลอง จื้อป๊อฮ้อเข้าไปก็ให้ปวดท้องเหลือที่จะทนได้ ถามชาวบ้านบอกว่ากินน้ำนั้น
เข้าไปก็มีครรภ์เหลือที่จะแก้ได้ จึงสืบถามชาวบ้านนั้น เขาบอกว่าเขานี้มีสระน้ำ
ทำลายครรภ์ ให้เอาน้ำสระนี้กินจึงจะแก้ได้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ามาหาท่านยูอี่
จินเซียม ขอน้ำนั้นไปแก้ไขอาจารย์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ช่วยนำไปชี้สระให้แก่ข้าพเจ้า
ด้วยเถิดตาเฒ่าเต้าหยินได้ฟังเห้งเจียเล่าบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าที่ตำบลนี้เดิมเรียก
ว่า ก๊วยี้ต้องบัดนี้เรียกว่า (จิ๋วเซียนอาน) ข้าพเจ้าเป็นสานุศิษย์ของยู่อี่จีนเซียนก็
ท่านมีนามกรชื่อใดเราจะได้บอกให้ท่านทราบ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์
ใหญ่ของพระถังซัมจั้งมีนามเรียกว่าซึงหงอคง ตาเฒ่าถามว่าก็ของกำนัลเป็ดหมู
ไก่เหล้าและเครื่องตามเคยมีครบแล้วหรือเห้งเจียตอบว่าพวกข้าพเจ้าเดินทางไกลมีแต่ความกันดาร จะเอาหมูเป็ดไก่และ
สุราของกำนัลมาแต่ไหน ตาเต่าได้ฟังดังนันจึงพูดว่าท่านอาจารย์ทำไมจึงโง่อย่าง
นั้นเล่า ท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าปกครองรักษาสระนำนี ก็หาได้ให้ท่านผู้ใดไป
เปล่า ๆ ไม่ ท่านจงกลับไปหาของมาก่อนเราจึงจะนำความเข้าไปบอกให้ ถ้ามิฉะ
นั้นก็จงเชิญท่านกลับไปเสียเถิด อย่าพึงนึกว่าจะได้เลย เห้งเจียพูดว่ามนุษย์จิต
กว้างใหญ่ดุจฟ้า ท่านโปรดนำชื่อข้าพเจ้าเข้าไปบอกท่านคงจะมีจิตเมตตาบางที
จะให้บ้างดอกกระมัง เต้าหยินก็นำความเข้าไปบอกฝ่ายยู่อีจินเซียมยังไม่ทันฟังเหตุการณ์ตลอด ได้ยินออกชื่อซึงหงอคง ก็บันดาล
โทสะมีจิตร้ายเกิดขึ้นก็ุดลุกขึ้นเรียกเอาเสื้อมาเปลี่ยน มือก็ถืออาวุธไม้ตะขอเหล็ก
เดินออกมาข้างนอกประตูร้องถามว่าอ้ายซึงหงอคงอยู่ที่ไหน เห้งเจียแลเห็นก็ยกมือ
ขึ้นคำนับพูดว่าข้าพเจ้าเองคือหงอคงยู่อี่จินเซียนพูดว่าตัวคือหงอคงจำเราได้หรือไม่
เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าเข้ารับปฏิบัติตามทางพระพุทธศาสนาแล้วเพื่อนฝูงพี่น้องที่รู้
จักกันมาแต่เดิม ก็ห่างเหินมิได้ไปมาหาสู่กันนานแล้วบัดนี้มีธุระติดตามอาจารย์
ขึ้นเขาลงห้วยก็ไม่ว่าง ที่รู้จักกันก็ลืมไปบ้าง บัดนี้ข้ามลำคลอง จื้อป้อฮ้อ ถาม
ชาวบ้านไซเหลียงบอกชื่อท่านจึงได้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้ ยู่อี่จินเซียมได้ฟังดังนั้นจึง
พูดว่าตัวจงไปตามทางของตัว ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามทางของข้าอย่ามาเกี่ยวข้อง
กันเลยเห้งเจียพูดว่าเพราะอาจารย์ของข้าพเจ้ากินน้ำในลำคลองจื้อป๊อฮ้อเข้าไปก็เจ็บ
ท้องตั้งครรภ์ ข้าพเจ้าจึงได้มาถึงสำนักท่านจะใคร่ขอน้ำสักขวดหนึ่ง ช่วยอาจารย์
ข้าพเจ้าให้พ้นจากภัย ผู่อี่จินเซียมได้ฟังดังนั้นนัยน์ตาลุก ถามว่าอาจารย์ของตัว
ชื่อถังซัมจั้งมิใช่หรือ เห้งเจียว่านั่นแหละจินเซียมกัดฟัน ว่าพวกเจ้าได้พบปะเซี้ย
เอ็งไต้อ็องบ้างหรือเปล่า เห้งเจียพูดว่าเธออยู่ที่ถ้าฮ้วยหุ้นต๋องนามเรียกว่าอั้งฮั้ยยี้
ปิศาจนั่นหรือ ท่านกับเธอเป็นอะไรกันดอกกระมัง ยู่อี่จินเซียมพูดว่าอั้งฮั้ยยี้นั้น
คือหลานของเรา งู้หม้ออ๋องนั้นคือพี่น้องของเรา ครั้งก่อนเธอได้ให้ข่าวมาให้เราว่า
ถังซัมจังมีสานุศิษย์ใหญ่ชื่อซึงหงอคงถือตัวว่ามีฤทธิ์ฆ่าเธอเสียแล้ว เราจะใคร่แก้
แค้นบัดนี้เจ้าจะมาขอน้ำอะไรเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์เห็นจะผิดงู้หม้ออ๋องพี่ของท่านนั้น เดิม
ได้คบเป็นมิตรสหายแก่ข้าพเจ้า แต่ตัวท่านข้าพเจ้าหาได้รู้จักไม่ บัดนี้หลานของ
ท่านอั้งฮั้ยยี้ก็ได้ดีแล้วเป็นสานุศิษย์พระกวนอิม นามเรียกว่า (เสียนไช้ท่งจื๊อ) พวก
ข้าพเจ้าก็ยังไม่เท่าเธอ ทำไมท่านอาจารย์จึงมีความเคืองแค้นข้าพเจ้าเล่า ยู่อี่จิน
เซียมตวาดว่า อ้ายลิงยังมาพูดกลับกลอก หลานของเราอยู่แต่ลำพังตามสบาย
ต้องไปตามหลังเป็นข้าเขาจะดีอะไร เจ้าอย่าทำล่วงเกินจงมาลองกินขอเหล็กสัก
ทีหนึ่ง จะมีรสชาติอย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ยกตะขอเหล็กขึ้นจะตีเห้งเจีย เห้งเจียก็
ยกกระบองขึ้นรับหยุดพูดว่าอย่าพูดเรื่องรบพุ่งกันเลย ขอน้ำให้ข้าพเจ้าไปเถิดยู่อี่จินเซียมด่าว่าอ้ายลิงมึงไม่รู้จักตาย จงมาลองดูสักสามสี่เพลง ถ้าเจ้าชนะ
เรา เราจะยอมให้น้ำไป ถ้าแพ้เรา เราจะฆ่าเจ้าเสียเพื่อแก้แค้นแทนหลานเรา เห้งเจีย
ขัดใจจึงว่าอ้ายนี้ ไม่รู้จักพระกาฬมึงอยากจะแพ้ชนะก็จงมาลองดู ว่าแล้วก็แกว่ง
กระบองตรงมาจะตี ยู่อี่จินเซียมยกขอเหล็กรับรบกันได้ยี่สิบเพลง เห้งเจียแกว่ง
กระบองดุจกังหันตีบุกบั้นมิได้ยั้งมือ ย่่อี่จินเซียมอ่อนกำลังลงรับไม่อยู่ ก็ผละหนี
ขึ้นบนเขา เห้งเจียไล่ตามไปไม่ทันแล้วก็กลับมาที่สำนัก เต้าหยินแลเห็นดังนั้นก็
ปิดประตู เห้งเจียฉวยขวดก็ลงมาถีบประตูหักลงไปที่บ่อน้ำ แลเห็นตาเฒ่าเต้าหยิน
นอนซ่อนอยู่ข้างบ่อนำ เห็นเห้งเจียเข้ามาก็วิ่งหนีไป เห้งเจียก็เอาถังหย่อนลงจะ
ไปตักนำ ยู่อีจินเซียมก็ย้อนแอบเข้ามาเอาตะขอเหล็กตีหลังเห้งเจียที่หนึ่งก็ล้มคว่ำ
ลงกับพื้น เห้งเจียลุกขึ้นได้เอากระบองไล่ตียู่อี่จินเซียม ผู่อี่จินเซียมก็วิ่งตลบหนีอยู่
ข้างบ่อ แล้วพูดว่าเจ้าทำอย่างไรก็ตักน้ำไปไม่ได้ เห้งเจียพูดว่ามึงจะมาตีกู กูจับ
ได้จะทำมึงให้สาหัส ยู่อีจินเซียมก็ไม่อาจจะเข้ามาใกล้ คอยระวังมิให้เห้งเจียตัก
น้ำได้ มือขวาเห้งเจียถือกระบองมือซ้ายจับเชือก หย่อนถังลงไปลากน้ำขึ้นมา ยู่อี่
จินเซียมก็เอาไม้ขอเหล็กมาเกี่ยวเชือกมิให้ลากขึ้น ต่างดึงกันไปมา เชือกก็หลุดจาก
มือเห้งเจียตกลงไปในบ่อน้ำ เห้งเจียขัดใจจับไม้กระบองไล่มาตีไม่เลือกว่าหัวหู ยู่
อี่จินเซียมก็วิ่งหนีไป เห้งเจียจะกลับมาเอาน้ำก็ไม่มีถังจะตัก และวิตกว่าอ้ายยู่อี่
จินเซียมจะเอาขอมาเกี่ยวอีกคิดขึ้นได้ว่า จำจะต้องไปเรียกซัวเจ๋งมาช่วยจึงจะได้
คิดดังนั้นแล้วก็เหาะกลับมายังบ้านที่พัก เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินเข้าไปเรียกซัวเจ๋ง
ข้างในบ้านก็ได้ยินพระอาจารย์กับโป๊ยก่ายร้องครางไม่หยุด ซัวเจ๋งได้ยินเสียงเห้งเจีย
เรียกก็ออกมารับ เห้งเจียเข้าไปหาพระอาจารย์แล้วเล่าให้ฟังทุกประการ พระถัง
ซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็โทมนัสร้องไห้แล้วพูดว่า ถ้าดังนั้นจะทำอย่างไรดี เห้งเจียพูด
ว่าข้าพเจ้ากลับมาเพื่อพาชัวเจ๋งไปช่วยกัน คือข้าพเจ้าจะคอยต้อนตีอ้ายยู่อ่จินเซียม
ไว้ แม้ได้ช่องให้ซัวเจ็งเข้าตักน้ำพระถังซัมจั้งว่าไปทั้งสองคนแล้ว อาตมภาพกับ
โป๊ยก่ายก็เจ็บจะได้ผู้ใดปฏิบัติรักษาเล่าฝ่ายยายเฒ่าเจ้าของบ้านจึงพูดว่า ท่านผู้เป็นเจ้าขอวางใจเถิดพวกข้าพเจ้าจะ
ขอรับดูแลเอง พวกท่านก็จวนเวลาการที่จะคลอดข้าพเจ้ามีความสงสารแก่ท่าน
จะมีความลำบากมาก พวกข้าพเจ้าเห็นฤทธาอานุภาพสานุศิษย์ของท่านเชี่ยวชาญ
เหาะเห็นเดินอากาศได้พวกข้าพเจ้าก็ทราบว่าท่านเป็นผู้มีอภินิหารบารมีธรรมมาก
แก่กล้าเป็นอันขาดพวกข้าพเจ้าไม่อาจทำร้ายท่าน เห้งเจียร้องเอ๊ะพวกท่านเป็น
ผู้หญิงจะคิดฆ่าใครได้ยายเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่า นี่หากพวกท่านพากันมาที่บ้าน
ข้าพเจ้าก่อน ถ้าหากว่าเลยไปหมู่บ้านที่สองก็จะรอดไปไม่พ้นโป๊ยก่ายกำลังครางอยู่ได้ยินดังนั้น ถามว่าจะรอดไม่พ้นจะเป็นอย่างไร ยาย
เฒ่าบอกว่าในบ้านข้าพเจ้านี้มีห้าหกคนก็มีอายุมากด้วยกันทุกคน และความกำหนัด
ในการประเวณีก็หมดสิ้นฤดูแล้วเพราะฉะนั้นจึงไม่คิดความที่จะทำลายท่านได้ หมู่
บ้านที่สองนั้นอายุก็กำลังรุ่นเร่ยวแรงด้วยความกำหนัดในการประเวณี ที่ไหนเลย
จะยอมให้ท่านรอดพ้นไปได้ คงจะจับไว้ร่วมประเวณีแก่พวกเขาเป็นแน่ แม้พวก
ท่านไม่ยอมก็จะช่วยกันจับฆ่าเสีย และตัดเพศในตัวท่านไปที่ไหนเลยชีวิตจะได้รอด1จะ
ไปได้ โป๊ยก่ายพูดว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าคงไม่เป็นไรเพราะเนื้อข้าพเจ้าเป็นหมู
ตัดเอาไปก็เหม็นคาว ถ้าเห็นดังนั้นจะตัดเอาของข้าพเจ้าไปทำไม เห้งเจียหัวเราะ
ว่าอย่าพูดให้มากไปจงฝ่าฝืนกำลังไว้จะได้ออกลูก เห้งเจียก็ยืมถังเอาเชือกของยาย
เฒ่าส่งให้ซัวเจ๋งพร้อมกันเหาะไปบัดเดี้ยวก็ถึงเขาเก๊ยเอี๊ยงซัวลงยังพื้น เห้งเจียจึง
ส่งซัวเจ็งว่าน้องจงซ่อนแอบคอยดู แม้พี่ล่อมันออกนอกแล้วเวลารบกันซุลมุน ก็
รีบไปที่บ่อตักเอาน้ำไปก่อน เห้งเจียสั่งซัวเจ้งเสร็จแล้วก็ถือกระบองมายังประตูถ้ำ
ร้องเรียกให้เปิดประตูตาเฒ่าเต้าหยินก็วิ่งเข้าไปบอกฝ่ายยู่อี่จินเซียมได้ฟังก็โกรธถือขอเหล็กออกมาที่ประตูถ้ำ ตวาดว่าอ้ายลิงมึง
จะมาทำไมอีกเล่า เห้งเจียตอบว่าเราจะมาเอาน้ำยู่อี่จินเซียมพูดว่า อันบ่อนี้เป็น
บ่อของเราได้ปกครองเป็นเจ้าของรักษามาช้านานแม้ว่าพระยามหากษัตริย์เจ้านาย
ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยจะต้องการ ก็ต้องมีเครื่องของกำนัลหมูเป็ดไก่เหล้าคาวหวาน
มาคำนับเราจึงจะได้ไปอันตัวเจ้ากับเราเป็นผู้ไม่ชอบกัน จะขื่นมามือเปล่าจะให้
เจ้าอย่างไรได้ เห้งเจียถามว่าเอ็งจะไม่ยอมให้เราแน่ละหรือ ยู่อี่จินเซียมว่า ข้าไม่
ยอมให้เจ้าเป็นแน่แล้ว เห้งเจียแกว่งกระบองกระโจนตีจินเซียมยกขอเหล็กขึ้นรับ
รบกันไปมาที่หน้าประตูถ้า ล่อไล่กันไปข้างชายเขาซัวเจ็งเห็นได้ทีก็ตรงเข้าไปในถ้า
เดินมาที่บ่อแลไปเห็นตาเฒ่าเต้าหยินออกมามากั้นถามว่าเจ้าคนนี้มาแต่ไหนเข้ามา
ทำไมที่นี่ จะเข้ามาตักน้ำหรือซัวเจ้งก็วางถังลงชักพลองออกตีตาเฒ่าทีหนึ่งถูกที่แขนขวาหักล้มลงร้องดินร้อง
ฟ้าอึกทึกแล้วก็คลานหนีไปข้างใน ซัวเจ็งก็เอาถังลงไปในบ่อตักได้น้ำแล้วก็หิ้วออก
พ้นประตูสำนักแล้วก็เหาะไปร้องตะโกนเห้งเจียว่าพี่ปล่อยมันเสียเถิด ข้าพเจ้าตัก
น้ำได้แล้ว เห้งเจียได้ยินซัวเจ็งร้องบอกดังนั้น ก็ยั้งมือพูดว่า จินเซียมจงฟังข้าพูด
เราตั้งใจจะตีเจ้าให้สิ้นชีวิต เพราะเจ้าทำผิดแต่ยังไม่ถึงที่ตาย เพพราะข้ารู้อยู่ว่าเจ้า
เป็นพี่น้องของงู้หม้ออ๋อง บัดนี้น้องเราก็เอาน้ำมาได้แล้วเรายกโทษให้เจ้า แม้ว่า
ภายหลังมีผู้ใดมาจะเอาน้ำ เจ้าอย่าได้ขัดขืนอย่างนี้ต่อไป จินเซียนก็ไม่เชื่อฟังตรง
เข้ามายกตะขอเหล็กจะตีเห้งเจีย เห้งเจียหลบทันกระโดดรุกเข้าใกล้กระชากแย่ง
เอาตะขอเหล็กมาได้ก็หักเสียเป็นสองท่อนแล้ว รวมเข้าสองท่อนหักเสียอีกเป็นสี่
ท่อนโยนทิ้งลงกับพื้นแล้วพูดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงอาจสามารถถึงอย่างนี้หรือ
จินเซียมเห็นดังนั้น มีความอดสูเป็นที่สุดร่างกายสั่นระเทิ้มไปทั้งกายเห้งเจียหัวเราะ
แล้วก็เหาะตามซัวเจ๋งมา เห้งเจียซัวเจ้งพากันเหาะมาบัดเดี้ยวก็ถึงบ้านที่พักอาศัย
เดินเข้าไปในบ้านแลเห็นโป๊ยก่ายนั่งพิงประตูกุมท้องร้องคราง เห้งเจียถามว่าเมื่อไร
โป๊ยก่ายจะอยู่ไฟ โป๊ยก่ายว่าพี่อย่าหัวเราะเยาะเลยพี่ไปได้น้ำมาหรือเปล่า ชัวเจ๋ง
เดินตามหลังมาบอกว่าได้น้ำมาแล้ว พระถังซัมจั้งพูดว่าทำให้ศิษย์ทั้งสองได้ความ
ลำบากมากฝ่ายยายเฒ่าในบ้านก็พากันดีใจพูดสรรเสริญ เห้งเจียว่าศิษย์อย่างนี้หายากนัก
ยายเฒ่าก็เอาถ้วยอย่างงามตักเอาน้ำที่เอามานั้นถวายพระถังซัมจั้งให้ฉันแล้วบอก
ว่าท่านอาจารย์ค่อย ๆ ฉันเถิด สักถ้วยหนึ่งท้องนั้นก็จะยุบหายไปเองโป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าไม่ต้องเอาถ้วยชามใส่ดอก จะกินทั้งถังอย่างนั้นก็ได้ ยาย
เฒ่าพูดว่าท่านกินอย่างนั้นจะมิฆ่าตัวเสียหรือ แม้ว่ากินหมดทั้งถังก็จะไหลออกมา
ทั้งสิ้น โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ากินมาก ขอครึ่งถ้วยก็พอ
โป๊ยก่ายก็กินเข้าไปครึ่งถ้วย สักประเดี้ยวพระถังซัมจั้งทั้งโป๊ยก่ายท้องก็ลั่นครืด
คราดไปพักหนึ่ง โป๊ยก่ายอดทนไม่ได้ทั้งอุจจาระปัสสาวะก็ไหลออกมาพระถังซัมจั้ง
คิดจะออกไปนอกบ้านหาที่ลับถ่ายอุจจาระ เห้งเจียห้ามว่าอย่าออกไปเลย วิตก
จะไปต้องลมร้ายโรคจะกำเริบขึ้น จะทำให้เกิดความเดือดร้อนมากไปยายเฒ่าเจ้าของบ้านไปเอาถังมาสองถังตั้งไว้สำรองบัดเดี้ยวใจพระถังซัมจั้งกับ
โป๊ยก่ายในท้องก็หายเจ็บ ที่ก่อเป็นก้อนโลหิตก็หายยุบท้องก็เล็กไปเหมือนอย่างเดิม
ยายเฒ่าก็ไปต้มข้าวต้มน้ำแล้วก็ยกมาให้กินแก้ระโหย โป๊ยก่ายพูดว่าท่านยายขอ
น้ำให้ชะล้างก่อน แล้วกินข้าวต้มจึงจะดี ยายเฒ่าก็ไปต้มน้ำร้อนยกมาตั้งไว้ พระ
ถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายก็มาอาบน้ำชำระกายแล้วก็ฉันข้าวต้ม พระถังซัมจั้งฉันได้สอง
ชาม โป๊ยก่ายกินได้ถึงสิบสี่สิบห้าชาม เห้งเจียหัวเราะพูดว่า อ้ายหมูอย่ากินมาก
นักท้องจะครากตาย ยายเฒ่าเห็นโป๊ยก่ายกินได้มากจึงสั่งให้จัดแจงหุงข้าวมาเติมอีกยายเฒ่าบอกแก่พระถังซัมจั้งว่า น้ำที่เหลือนั้นขอไว้ให้ข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียจึง
อนุญาตว่า ท่านยายจะเอาไว้ทำอะไรก็ตามแต่ใจท่านยายเถิด ยายเฒ่าก็เอาขวด
ใส่แล้วนำไปฝังไว้ในบ้าน บอกว่าน้ำในขวดนี้ข้าพเจ้าจะเอาไว้ใส่โลง คนทั้งหลาย
ต่างมีความยินดี ครั้นข้าวสุกแล้วก็จัดยกมาถวาย พระถังซัมจั้งกับศิษย์กินเสร็จ
แล้วก็พักอยู่คืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งฉันแล้วอาจารย์กับศิษย์ต่างก็ลายายเฒ่าและคนใน
บ้านใหญ่น้อยทุก ๆ คนแล้วก็ออกจากบ้านเดินไปประมาณได้สี่สิบโยชน์ แลไปข้าง
หน้าเห็นกำแพงเมือง พระถังซัมจั้งชี้ว่า นี่ก็ใกล้กำแพงเมืองไซเหลียงก๊กมีแต่ผู้หญิง
ทั้งเมือง พวกเราจงสำรวมอิริยาบถอย่าให้เพลิดเพลินไปด้วยรูปและสี ศิษย์ทั้งสาม
ก็ฟังอาจารย์สั่ง เดินมาประเดี้ยวก็ถึงต้นถนนทางทิศตะวันออก เห็นผู้คนกำลัง
แออัด บ้างสาวบ้างแก่บ้างขายบ้างซื้อ ล้วนแต่ผู้หญิงทั้งนั้น พอแลเห็นอาจารย์
กับศิษย์ทั้งสี่คนเดินมา คนเหล่านั้นก็พากันรื่นเริงดีใจพูดกันว่า พระมนุษย์มาแล้ว
พระมนุษย์มาแล้ว บัดเดี้ยวก็พากันมาดูแน่นหลามไปทั้งถนน พูดหัวเราะกันออก
แซ่หู พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าเดินไปไม่ได้ โป๊ยก่ายร้องว่าข้าเชื้อหมู ข้าเชื้อหมู
เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จงออกกิริยาหยาบ ๆ จึงจะดี โป๊ยก่ายก็
ตั้งใบหูชันขึ้น ขนหัวพองยื่นปากออกร้องเสียงดังคำหนึ่ง พวกผู้หญิงเหล่านั้นก็พา
กันหกล้มคว่ำหงายวิ่งหนีแหวกทางออกกว้าง แลเห็นสองข้างถนนมีตึกรามห้องหอ
เป็นลำดับเรียงรายดูงดงาม บ้างขายสุราและยาของกินและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
อาจารย์กับศิษย์พากันเดินไปพอถึงที่เลี้ยว แลไปเห็นขุนนางหญิงคนหนึ่ง ร้องเรียก
ว่าท่านเป็นแขกเมืองมาจากทางไกล อย่าเพิ่งเข้าไปในเมือง เชิญไปพักที่หอรับแขก
ที่ประตูเมืองนั้นก่อน เอาชื่อเสียงลงบัญชีแล้วข้าพเจ้ากราบทูลแล้วจึงจะเซ็นอนุญาต
ให้ไปพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้า แลไปที่ประตูเห็นมีแผ่นป้ายหนังสือใหญ่
สามตัวว่า หอเงงเอี๊ยงเป็นที่สำหรับพักแขกเมือง พระถังซัมจั้งบอกแก่เห้งเจียว่า
ยายเฒ่านั้นได้บอกว่าที่ประตูเมืองมีหอเงงเอี๊ยงที่รับแขกก็มีจริงดังที่ยายเฒ่าบอก
ซัวเจ็งหัวเราะแล้วพูดว่าพี่โป๊ยก่ายไม่ไปส่องท้องดูจะมีสองรูปหรือเปล่า ยายเฒ่า
บอกว่าที่นี่มีบ่อส่องท้อง โป๊ยก่ายว่าอย่าพูดเลอะไป เรากินน้ำทำลายเสียแล้วจะ
ไปส่องดูอะไรอีกเล่า พระถังซัมจั้งบอกว่าจงระงับไว้บ้าง หญิงขุนนางก็มานิมนต์
ขึ้นบนหอนั่งที่สมควรแล้วจึงให้ยกน้ำชามาถวายอันคนใช้เหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้หญิง
ทั้งสิ้น ทั้งมีแต่สาว ๆ ทั้งนั้น ทั้งรูปร่างก็สะอาดสำอางนุ่งห่มแต่งตัวก็ล้วนแต่แพร
สีต่าง ๆ หญิงขุนนางจึงถามว่าท่านอาจารย์เป็นชาวเมืองไหน พากันมาจะไปข้าง
ไหน เห้งเจียตอบว่าพวกข้าพเจ้าอยู่ทิศตะวันออกเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ ให้ไปเมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ท่านอาจารย์นั้นคือพระเจ้า
น้องยาเธอนามเรียกถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าทั้งสามนี้คือสานุศิษย์ของเธอรวมทั้งม้าข้าพเจ้า
เป็นห้าด้วยกัน และมีหนังสือเดินทางสำหรับตัวมาด้วย ขอท่านได้พิจารณาเถิดขุนนางหญิงได้ฟังแล้วจึงจับปากกาเขียนลงสารบบลงจากที่คุกเข่าทำความ
เคารพพระถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าขออนุญาตข้าพเจ้าคือขุนนางพนักงานหน้าที่รับแขก
เมือง ไม่ทราบว่าท่านผู้ใหญ่จะได้ออกไปรับแต่ไกล ทำความเคารพแล้วก็ลุกขึ้น
เรียกคนพนักงานเลี้ยงมาสั่งให้จัดข้าวกับมาเลี้ยง พนักงานก็จัดมาพร้อมตามสั่ง
เสร็จ หญิงขุนนางจึงพูดว่า นิมนต์ท่านอาจารย์ฉันจังหัน ข้าพเจ้าจะนำความเข้า
ไปกราบทูลเปลี่ยนหนังสือให้ท่านไปไซที พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงนั่งลงฉันฝ่ายหญิงขุนนางนั้นครั้นถวายแล้วก็ไปแต่งตัวเข้าในพระราชวังในตำหนักเง้าห้อง
เล้าบอกแก่พวกขันที่ว่า ข้าพเจ้าขุนนางรับแขกเมืองมีกิจธุระจะเข้าเฝ้าพระยงค์ ขันที่
ก็เข้าไปกราบทูลจึงมีรับสั่งให้เข้าไปชั้นใน ขันทีก็ออกมานำเข้าไป ครั้นถึงก็ถวาย
คำนับตามธรรมเนียม เจ้าผู้หญิงจึงถามว่าเข้ามามีกิจธุระอะไรหรือ หญิงขุนนาง
กราบทูลว่าข้าพเจ้ารับผู้อยู่เมืองไต้ถัง นามเรียกพระถังซัมจั้งเป็นน้องของพระเจ้า
แผ่นดินไต้ถังมีสานุศิษย์มาสามคนกับม้าด้วยหนึ่งม้ารวมเป็นห้าจะขึ้นไปไซที
อาราธนาพระไตรปิฎก จะมาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางเจ้าหญิงได้ฟังดังนั้นก็มีความเลื่อมใสโสมนัสยินดี จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า
เมื่อคืนนี้เราฝันเห็นไปว่าขวดทองมีลายสีระยับอย่างงดงามส่องแสงสว่างไสว
พิเคราะห์ดูก็สมแก่เหตุอันนี้เป็นการดีหาที่เปรียบมิได้ ขุนนางช้วยขวากราบทูลถาม
ว่า พระองค์ทรงเห็นว่าด้วยประการใด เจ้าหญิงจึงตรัสว่า เมืองไต้ถังคือเป็นผู้ชาย
และพระถังซัมจังพระเจ้าน้องยาเธอ อันเมืองเรานี้ตั้งแต่มีฟ้ามีดินมีเมืองนี้มา ที่
เป็นเจ้าต่อ ๆ มาก็ไม่เคยเห็นผู้ชายมาถึงเมืองนี้ บัดนี้มีน้องชายพระเจ้าแผ่นดิน
ไต้ถังมาคิดดูจะเป็นเทวดาดลใจให้มา เราจะยกราชสมบัติให้เธอเป็นเจ้าเมือง เราจะ
ยอมเป็นอัครมเหสีร่วมรักแก่เธอให้เกิดบุตรเกิดนัดดาต่อเชื้อต่อวงศ์ต่อๆ กันไป เรา
คิดอย่างนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นประการใด พวกขุนนางผู้หญิงได้ฟังดังนั้น ต่าง
ก็สรรเสริญขึ้นพร้อมกันว่าควรแล้ว ขุนนางพนักงานรับแขกจึงทูลขึ้นว่า ซึ่งพระองค์
ทรงคิดการนั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่วิตกว่าพระถังซัมจังเธอมีสานุศิษย์สามคน มีลักษณะ
ไม่สมเป็นรูปมนุษย์เจ้าหญิงถามว่า ก็รูปร่างน้องยาเธอนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ขุนนางรับแขกกราบ
ทูลว่า น้องยาเธอนั้นรูปลักษณะสมควรเป็นเจ้าคนนายคนผิวพรรณผ่องใส คนทั้ง
สามนั้นหน้าตาดุร้ายรูปร่างหยาบคายคล้ายปิศาจยักษ์มาร เจ้าหญิงว่าถ้ากระนั้น
ก็ให้เธอทั้งสามรับหนังสือเดินทางไปไซที เอาไว้แต่พระถังซัมจั้งองค์เดียวอย่างนี้จะ
ไม่ดีหรือ ขุนนางผู้หญิงทั้งหลายพร้อมกันทูลว่า พระองค์ทรงคิดอย่างนี้ดีแล้ว พวก
ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยแล้ว แต่ยังขัดอยู่ที่จะจัดวิวาหการ จะต้องมีเฒ่าแก่จึงจะเป็น
การถูกต้อง เจ้าหญิงตรัสว่าตามแต่ท่านจะเห็นควรอย่างไร ครั้นตรัสเสร็จแล้วจึง
สั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่จัตุสดมภ็ไปกับขุนนางรับแขก แล้วจึงจะให้ราชรถไปรับ ขุนนาง
ทั้งสองก็ออกมาจากพระราชวังไปยังหอรับแขกฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์พักอยู่ที่หอพอฉันข้าวแล้วแลเห็นคนมามาก จึงถาม
สานุศิษย์ว่าเขาจะมาทำไมกัน โป๊ยก่ายว่าเห็นจะเป็นเจ้าหญิงใช้ให้มารับพวกเรา
ดอกกระมัง เห้งเจียว่า เห็นจะไม่ใช่มาเชิญชะรอยจะเป็นเฒ่าแก่พระถังซัมจั่งถามว่า ถ้าหากว่าจะข่มขึนเราโดยเหตุนั้น เราจะขัดขวางโต้ตอบ
อย่างไร เห้งเจียพูดว่าแม้เป็นดังนั้นจริง พระอาจารย์ต้องผ่อนผันตามการ ข้าพเจ้า
จะคิดแก้ไขต่อภายหลัง พูดยังไม่ทันขาดคำขุนนางทั้งสองก็พอมาถึง เข้ามาแล้วก็
คุกเข่าลงเคารพ พระถังซัมจังย่อตัวลงปราศรัยพูดว่า อาตมภาพไม่มีบุญวาสนา
อะไรท่านทั้งสองต้องลงคุกเข่าดังนี้ ขุนนางทั้งสองสอดตาดูพระถังซัมจังเห็นลักษณะ
รูปร่างงดงามมีราศีเปล่งปลั่งสมควรจะเป็นสามีของเจ้าเรา เห็นดังนั้นแล้วก็มีความ
พอใจพูดว่า ถ้าดังนี้ในเมืองของเราก็จะมีความเจริญขึ้น ขุนนางทั้งสองก็ลุกขึ้น
พนมมือ ยืนอยู่สองข้างพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเห็นท่านน้องยาเธอก็มีความยินดีที่สุดพระถังซัมจังย่อตัวปราศรัยว่า อาตมภาพเป็นผู้ถือบวชจะมีอะไรที่ไหนยินดีเล่า
ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองพูดว่าที่เมืองนี้ คือเมืองไซเหลียงก๊ก ล้วนแต่เป็นผู้หญิงทังเมื่อ
ตังแต่เดิมมาก็หามีผู้ชายมาถึงนี่ไม่ มาบัดนีท่านมาถึงนีก็เป็นบุญ จึงได้พบปะแก
ท่าน ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของเจ้าแห่งข้าพเจ้า ให้มาขอท่านเป็นสามีของเจ้าข้าพเจ้าพระถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพมาถึงเมืองนี้ ก็มีสานุศิษย์มาด้วยสามคน ใจคอ
หยาบช้าไม่ทราบว่าท่านจะประสงค์คนไหน ขุนนางรับแขกพูดว่า ข้าพเจ้าได้นำ
ความเข้าไปกราบทูลแล้ว เจ้าของข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่สุด ตรัสว่าเมื่อคืนนี้พระ
องค์ทรงพระสุบินไปว่า พระองค์เห็นขวดทรงมีรัศมีเป็นดอกดวงดูงดงาม และบาน
กระจกทรงมีแสงสองฟุ้งออกสว่างไสว เพราะฉะนั้นพระองค์ทราบว่าท่านมาถึง
เมืองนี้ ก็เป็นที่นิยมของพระองค์ จะใคร่ผูกสมัครร่วมรักแก่ท่านเป็นสามีภริยา และ
จะยกราชสมบัติให้แก่ท่านครอบครองเป็นเจ้าเมือง ส่วนเจ้าหญิงจะยอมเป็นพระ
มเหสี จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่มาพูดให้ข้าพเจ้าเป็นเฒ่าแก่ฝ่ายชาย เพื่อจะได้กระทำ
การวิวาหมงคลพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก้มหน้านิ่งมิได้โต้ตอบประการใด ขุนนางผู้ใหญ่พูดว่า
แม้ว่าเชื้อผู้ชายพบปะเวลาอย่างนี้แล้ว ไม่ควรจะให้คลาดเคลื่อน เพราะอย่างนี้
จะไปหาที่ไหน ธรรมดาเขาจะให้ครอบครองบ้านเมืองควรท่านจะต้องมีความยินดี
ยอมรับไมตรีเถิดพวกข้าพเจ้าจะได้ไปกราบทูล พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งงงงวย
ดุจคนบ้าหาสติมิได้ โป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ก็ร้องว่าท่านจัตุสดมภ์จงกลับ
ไปกราบทูลเถิด ว่าพระอาจารย์ของข้าพเจ้าปฏิบัติบวชมาก็สำเร็จแล้ว เป็นอันขาด
ไม่รับซึ่งราชสมบัติบริโภคกามคุณท่านไม่มีความยินดีในการบ้านเรือนของฆราวาส
แล้ว ขอให้รีบไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ไปไซที ข้าพเจ้าจะอยู่รับธุระนี้ท่านจะ
เห็นเป็นประการใดขุนนางจัตุสดมภ์ครั้นได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น อกใจก็ซ่านเสียวรัวสั่นไปทั้งกาย
มิได้อาจตอบโต้ประการใด จึงขุนนางรับแขกพูดแก่โป๊ยก่ายว่าตัวท่านเป็นผู้ชายก็
จริง แต่รูปร่างหยาบคายไม่เป็นที่พอพระทัยของเจ้านายเรา โป๊ยก่ายว่าท่านยังไม่
เข้าใจของหยาบก็ตามหยาบจะต้องใช้ได้ทั้งสิ้น เห้งเจียตวาดว่าอย่าพูดให้เลอะ เท
อะไปตามแต่ความพอใจของพระอาจารย์ควรไปก็ไปควรอยู่ก็อยู่ พระถังซัมจั่งถาม
เห้งเจียว่าพูดอย่างไรจึงจะดี เห้งเจียว่าถ้าอย่างใจข้าพเจ้าคิดก็ให้อาจารย์อยู่ที่นี่ดี
พบเนื้อคู่ไกลร้อยโยชน์ดังนี้ก็นับว่าเป็นนิสัยอันใหญ่พระถังซัมจั้งพูดว่า ถ้าอยู่รับราช
สมบัติที่นี่แล้ว ใครเล่าจะไปไซทีการของพระเจ้าแผ่นดินได้ถังจะมิล้มละลายหรือขุนนางจัตุสดมภ์พูดว่านางพระยาให้ข้าพเจ้ามาพูดแก่ท่านว่า ต่อตามความ
ประสงค์ของพระองค์ แล้วจึงจะเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ท่านทั้งสามไปไซทีอย่าง
นั้นจะไม่ดีหรือ เห้งเจียว่าท่านคิดดังนั้นเห็นจะสำเร็จได้ พวกข้าพเจ้าไม่ขัดข้องจะ
ยอมให้อาจารย์อยู่เป็นสามีของเจ้าท่านขอท่านจงเปลี่ยนหนังสือให้ข้าพเจ้าพี่น้องไป
ไซที อาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว จึงจะแวะขอเสบียงอาหารกลับไปเมืองไต้ถัง
ขุนนางจัตุสดมภ์และขุนนางรับแขกก็คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า มีความขอบใจท่าน
เป็นที่สุด โป๊ยก่ายว่าบัดนี้พวกข้าพเจ้าพี่น้องก็พร้อมใจยอมแล้ว ท่านจงไปกราบ
ทูลแก่นางพระยาเจ้าของท่าน ให้จัดเครื่องโต๊ะมาให้พวกข้าพเจ้าพี่น้องรับประทาน
สักเวลาหนึ่งจะได้ลาไปไซที ขุนนางจัตุสดมภ์พูดว่าข้าพเจ้าจะจัดมาให้ตามท่านต้อง
การ ว่าแล้วก็สังเจ้าพนักงานให้จัดทำเครื่องโต๊ะมาให้ พวกเจ้าพนักงานก็ไปจัดมา
ตั้งพร้อมตามสั่งของขุนนางผู้ใหญ่ ๆ มีความยินดีกลับไปกราบทูลฝ่ายพระถังซัมจั่งเห็นขุนนางทั้งสองกลับไปแล้วก็มาจับมือเห้งเจียพูดว่าเห้งเจีย
ทำดังนี้จะมิคิดฆ่าเราเสียหรือ ทำไมจึงรับเขาว่าจะให้เราอยู่ทำการวิวาหะเป็นผัวเมีย
แก่เจ้าหญิง พวกเจ้าจะไปไซทีถ้าดังนั้นอาตมภาพตายเสียดีกว่า เห้งเจียว่าท่าน
อาจารย์จงวางใจเถิดข้าพเจ้ามิใช่จะไม่รู้กิริยาจิตของท่านเมื่อไรมี เพราะมาพบมนุษย์
อย่างนี้จำเป็นจะต้องเอากลซ้อนกลจึงจะได้ พระถังซัมจั้งถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่า
เอากลซ้อนกล เห้งเจียพูดว่าถ้าหากถือมั่นไม่ยอมเธอก็จะไม่เปลี่ยนหนังสือให้ไป
บางที่จะกลุ้มรุมมาจับอาจารย์จะเชือดเนื้อเถือหนัง พวกข้าพเจ้าที่ไหนจะยอมให้ทำ
ก็คงจะต้องเกิดวิวาทรบพุ่งกันขึ้นพวกข้าพเจ้ามีอาวุธไม้มือหนัก ที่เมืองนี้ก็เพียง เป็น
มนุษย์ มิใชปิศาจยักษ์ร้ายอะไร ส่วนพระอาจารย์ก็ตั้งแต่เมตตาจิตสัตว์เล็กใหญ่
ก็ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิต แม้ว่าเกิดตีรันรบพุ่งมนุษย์ก็คงจะตายนับไม่ถ้วน ที่ไหนอาจารย์
จะยอมให้ทำได้พระถังซัมจั่งพูดว่าที่เห้งเจียคิดได้ดังนี้ก็เป็นความดีที่สุด อยู่แล้ว
แต่วิตกว่าถ้าแต่งการวิวาห์แล้วนางจะให้ร่วมประเวณีด้วยเธอดังนั้น อาตมา จะ
ยอมให้เสียพรหมจรรย์ได้หรือ เมื่อไม่ยอมแล้วการก็จะไม่สำเร็จอยู่เองจะทำ
ประการใดเห้งเจียพูดว่าวันนี้ทำยอมตามเร็ว ๆ คงจะแต่งตามธรรมเนียมของกษัตริย์มี
ราชรถมารับท่าน ๆ อย่าขัดขึนจงขึ้นราชรถเข้าไปในวัง ขึ้นนั่งที่บัลลังก์แก้วแล้ว
เรียกเอาตรามาประทับหนังสือมอบให้พวกข้าพเจ้าแล้ว ท่านรับสั่งให้จัดราชรถจะ
ตามส่งพวกข้าพเจ้า และให้จัดโต๊ะเลี้ยงแล้วจึงขึ้นราชรถส่งไป ท่านจงบอกแก่นาง
เจ้าว่าจะส่งสานุศิษย์ออกจากเมืองแล้ว จึงกลับมาทำการวิวาห์มงคลอยู่กับนาง
พระยา กระทำให้ท:มเจ้าและขุนนางมีความยินดีไม่ขัดขวาง แต่พอส่งออกนอก
เมืองแล้ว พระอาจารย์ลงจากราชรถให้ชัวเจ๋งพยุงขึ้นม้าออกเดิน ข้าพเจ้าจะร่าย
คาถาทำให้คนทั้งหลายนั้นยืนอยู่ที่เดียว พวกเราเดินไปสักคืนหนึ่งวันหนึ่งแล้ว
ข้าพเจ้าจะเรียกคาถาถอนปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับรู้สึกตัวคืนเข้าเมือง ซึ่งทำการ
ตามที่ข้าพเจ้าคิดนี้เป็นประโยชน์สองประการ คือหนึ่งไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์
สองไม่เสียพรหมจรรย์ของพระอาจารย์ อย่างนี้เรียกกลสนิทคิดหนีออกจากอันตร
ภัย ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เป็นอันตราย พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ดุจบุคคล
อันเสพย์สุราเมาแล้วสร่าง หรือหนึ่งนอนหลับฝันแล้วตื่น สรรเสริญเห้งเจียว่า
ขอบคุณสานุศิษย์ มีความลึกซึ้งอย่างนี้ดีที่สุดแล้วฝ่ายขุนนางทั้งสองกลับเข้าไปเฝ้า ครั้นถึงจึงถวายคำนับแล้วกราบทูลว่า ที่
พระองค์ทรงพระสุบินนั้นเป็นการตรงแก่เหตุการณ์เป็นมงคลหาที่เปรียบมิได้ นาง
พระยาได้ฟังขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเข้ามากราบทูลดังนั้นมีพระทัยใสโสมนัสสาจึง
ลงจากพระแท่นที่ประทับทรงพระสรวลยิ้มแย้ม ตรัสถามว่าท่านทั้งสองออกไปถาม
พระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินถังพูดว่ากระไรบ้าง ขุนนางผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่าข้าพเจ้า
ออกไปถึงที่รับแขก ก็กระทำคำนับพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง พระอนุชา พระ
เจ้าแผ่นดินไต้ถัง ได้ปราศรัยรับรองตามกิริยาแขกเมืองแล้ว ข้าพเจ้าชักนำพูดถึง
วิวาหการท่านก็ยังไม่ยอมตกลง สานุศิษย์ใหญ่เอออวยยอมให้อาจารย์เป็นสามีของ
พระองค์ ขอให้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้เธอทั้งสามไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก
เมื่อขากลับจะแวะขอเสบียงอาหารแล้วจะลากลับไปเมืองไต้ถังนางพระยาถามว่า พระเจ้าน้องยาเธอได้พูดจาว่ากระไรบ้างหรือเปล่า นาง
ขุนนางจัตุสดมภ์ทูลว่า พระอนุชาเจ้าแผ่นดินไต้ถังหาได้พูดจาว่ากระไรไม่ยอม
ตามความประสงค์ของพระองค์ แต่สานุศิษย์ทั้งสามของเธอจะขอให้เลี้ยงโต๊ะก่อน
นางกษัตริย์ได้ฟังดังนั้นมีความปลาบปลื้มโสมนัสยินดี จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัด
โต๊ะและจัดราชรถออกไปรับพระอนุชาพระเจ้าไต้ถังฝ่ายขุนนางทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทุกหน้าที่ก็จัดการตามสั่งและจัดรถ
พระที่นั่งพร้อม ครั้นได้เวลานางพระยาก็ขึ้นทรงรถ ขุนนางผู้หญิงก็แห่ห้อมล้อม
ตามเสด็จออกจากพระราชวัง มาถึงที่หอรับแขกขุนนางรับแขกเมืองก็บอกแก่พระ
ถังซัมจังกับสานุศิษย์ให้ทราบว่าเสด็จมาแล้วพระถังซัมจั้งก็จัดแจงแต่งตัวคอยรับ
พอราชรถถึงนางกษัตริย์ก็แหวกพระวิสูตรลงจากราชรถตรัสถามว่า ไหนพระอนุชา
พระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง ขุนนางจัตุสดมภ์ทูลว่าที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะนั่นแหละนางกษัตริย์
ทอดพระเนตรพิเคราะห์ดูพระถังซัมจั้งโดยละเอียด เห็นว่าสมควรเป็นผู้มีวาสนาที่
จะครอบบ้านครองเมืองได้ และทั้งรูปโฉมก็เป็นที่น่าเสน่หา นางให้มีความปฏิพัทธ์
ลุ่มหลงจนลืมพระองค์ตรัสเชิญว่า ขอเชิญพระเจ้าน้องยาเธอขึ้นประทับบนราชรถ
พระถังซัมจั้งให้มีความอดสูละอายใจ โดยเหตุที่มีได้คุ้นเคยในการประโลมโลก และ
ปราศจากความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรส จึงไม่มีความกระสันพันผูกพิสมัยในนาง แต่
โป๊ยก่ายเป็นคนหนักอยู่ในกามเป็นนิสัยนอนจมอยู่ในสันดาน เมื่อได้เห็นรูปโฉม
นางพระยาโสภาผ่องใสน่าพึงชมก็ให้เกิดความปฏิพัทธ์กำหนัดในการสังวาส ที่สุด
ไม่ควรกล่าว จนน้ำลายโป๊ยก่ายไหลลืมสติตะลึงไป เวลานั้นมือและเท้าโป๊ยก่าย
อ่อนเพลียลง ดุจพระยาสีหราชถูกน้ำค้างเข้าผิงไฟ บัดเดี๋ยวใจก็เหือดแห้งไปหมดฝ่ายนางพระยาไม่สามารถจะอดกลั้นความเสน่หาอยู่ได้ก็ตรงเข้าจับมือพระ
ถังซัมจังพูดว่า ท่านจงขึ้นราชรถเสด็จเข้าไปในพระราชวังด้วยข้าพเจ้าเถิด พระ
ถังซัมจั้งได้ทรงฟังนางพูดดังนั้น จิตใจให้หวั่นหวาดสะทกสะท้านพูดไม่ออกตัวสั่น
เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า พระอาจารย์จะเกรงกลัวอะไรหนักหนา ขอท่านจงขึ้น
รถเข้าไปในพระราชวังเถิด จะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้พวกข้าพเจ้า พระถังซัมจั้ง
ได้ยินเห้งเจียพูดเตือนให้สติดังนั้น จึงขืนใจเดินออกมาเคียงกับนางขึ้นราชรถเดียวกัน
เคลื่อนรถเข้าในพระราชวัง เห้งเจียให้ซัวเจ๋งยกหาบใส่บ่าจูงม้าตามรถไป โป๊ยก่าย
ก็วิ่งไปก่อนเข้าไปที่ตำหนักเหงาฮ่องเล้าบ่นว่าถาวรสบายดีจริง แต่ไม่ได้การทำไม
ไม่เห็นมีเหล้ายากับแกล้มเล่าขุนนางเจ้าพนักงานผู้หญิง เห็นโป๊ยก่ายมาร้องทวงกินดังนั้นก็ตกใจ ไม่กล้า
จะเข้าไปจึงกลับมายังราชรถกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทราบ ที่เหงาฮ่องเล้ามีคน
ปากยาวร้องทวงกินเหล้ากินแกล้มอยู่อึกทึก นางพระยาได้ทราบดังนั้น จึงทรงถาม
พระถังซัมจั่งว่า คนปากยาวหูใหญ่นั้นเป็นศิษย์คนใหญ่มิใช่หรือ พระถังซัมจั้งตอบ
ว่า เป็นศิษย์ที่สองของอาตมภาพ เธอท้องใหญ่กินจุ เป็นห่วงแต่การกินกลัวจะ
ไม่พอเพียงเท่านั้น ขอนางเจ้าได้ให้เจ้าพนักงานจัดหาเลี้ยงเธอก่อน นางกษัตริย์
จึงตรัสถามเจ้าพนักงานว่า ได้จัดหาไว้พร้อมแล้วหรือ เจ้าพนักงานทูลว่าได้จัดหา
ไว้บนตำหนักพร้อมแล้วทุกประการทั้งสองอย่าง นางจึงถามว่าจัดอะไรไว้ทั้งสอง
อย่าง นางขุนนางจึงทูลว่า คืดจัดไว้ทั้งเครื่องแจและเครื่องโชนางกษัตริย์จึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านจะกินแจหรือจะกินโช พระถังซัมจั้ง
ตอบว่าอาตมภาพก็กินแจสานุศิษย์ทั้งสามก็กินแจทั้งสามคน พูดยังไม่ทันขาดคำ
ลงขุนนางจัตุสดมภ์ก็มาเชิญขึ้นตำหนักเลี้ยงโต๊ะ พูดว่าวันนี้วันดีเลี้ยงโต๊ะแล้วจะ
ได้ทำการวิวาหมงคล พรุ่งนี้จะได้ยกพระถังซัมจั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติ
เมื่อนางกษัตริย์ได้ฟังขุนนางกราบทูลดังนั้นมีพระทัยใสโสมนัสสาหาที่เปรียบมิได้
จึงจูงมือพระถังซัมจังลงมาจากราชรถขึ้นสู่พระที่นั่ง ตังก๊อกเดินเข้าไปเห็นที่ข้าง
ตำหนักมีพวกมโหรีพิณพาทย์นั่งคอยท่าอยู่สองข้างโต๊ะมีหญิงรุ่นกำหนัดผัดหน้า
ทาแป้งแต่งตัวนุ่งแพรห่มสียืนเรียงรายกันอยู่ดุจนางเทพธิดา ที่กลางตำหนักก็จัด
ไว้สองที่ข้างขวาโต๊ะแจ ข้างซ้ายโต๊ะโช ลดลงชั้นล่างล้วนแต่เครื่องโชทั้งนั้น นาง
กษัตริย์เห็นจัดเสร็จแล้ว จิงรินสุราใส่ถ้วยมาเชิญให้พระถังซัมจังกิน เห้งเจียพูดว่า
อาจารย์และพวกข้าพเจ้ากินแจทังนัน จงเชิญอาจารย์นังโต๊ะแจนันเถิด พวกข้าพเจ้า
นั่งชั้นล่างก็ได้นางขุนนางพูดชมว่าดีอย่างนี้และควรแล้ว อาจารย์กับศิษย์ก็เหมือนบิดากับ
บุตรไม่ควรนั่งเสมอกัน ขุนนางพนักงานก็รีบจัดลดลงอีกสามที่เสร็จแล้ว นางพระยา
ก็ยกถ้วยสุราเชิญพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียขยิบตาอาจารย์ให้ยกถ้วย
ตอบคำนับ พระถังซัมจังลุกจากเก้าอี้ยกถ้วยมาเชิญนาง นางรับถ้วยสุรามานั่งโต๊ะ
ที่หนึ่งแล้ว บรรดานางขุนนางใหญ่น้อยก็ทำคำนับแล้วพร้อมกันเข้านั่งตามลำดับยศ
พวกมโหรีพิณพาทย์ก็กระทำเพลงบำเรอขับร้องฝ่ายโป๊ยก่ายเสพสุราและอาหารมากสิ้นสุราเจ็ดแปดถ้วย แล้วร้องว่าเอามา
ขวดใหญ่ ๆ จะกินให้สบายใจ แล้วจะได้ต่างคนต่างไปตามมีธุระอย่ามาหลงกินให้
มากจะเสียการ เรารีบกินจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทาง นางกษัตริย์ได้ยินโป๊ยก่าย
พูดดังนั้น จึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอาสุราขวดใหญ่มาให้โป๊ยก่ายกินตามสบาย เจ้า
พนักงานก็เอาสุราปันใหญ่มารินให้โป๊ยก่ายกินอีกถ้วยหนึ่งพระถังซัมจั่งก็ย่อตัวลุกขึ้นเดินมาทีโต๊ะนางพูดว่า อาตมภาพมีความขอบใจ
เป็นที่สุด ส่วนที่เลี้ยงก็พอแล้วขอเชิญขึ้นพระที่นั่งจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้
แก่สานุศิษย์ไป นางกษัตริย์ก็ลุกออกจากที่จับมือพระถังซัมจั้งพากันเดินขึ้นบนประ
สาทใหญ่ นางอนุญาตให้พระถังซัมจั่งขึ้นบนพระที่นั่ง พพระถังซัมจั่งว่าไม่ควรตาม
ท่านเสนาบดีจัตุสดมภ์ว่า วันพรุ่งนี้เป็นวันมหามงคลฤกษ์ อาตมภาพจึงจะขึ้นนั่ง
ได้ แต่วันนี้ขอจงเปลี่ยนหนังสือประทับตราส่งให้เธอทั้งสามไปเสียก่อน นางพระยา
ก็ประทับบนเก้าอี้แล้วเรียกเอาหนังสือเดินทาง เห้งเจียก็หยิบออกส่งให้ นางพระยา
ทรงรับมาคลี่ดูโดยละเอียดก็เห็นมีดวงตราของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังประทับอยู่ข้าง
บน รองลงมีตราเมืองโป๊เชียงก๊๊ก รองลงมาตราเมืองโอเกยก๊ก รองลงมาตราเมือง
เซียตี้ก๊ก ทรงพิเคราะห์ดูตลอดแล้วก็ยิ้มสรวล แล้วตรัสว่าท่านนี้แช่ตั้นหรือพระถังซัมจั้งบอกว่าแช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง แต่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้โปรดให้เป็น
พระอนุชา จึงพระราชทานให้แซ่ถัง นางกษัตริย์ทรงถามว่าในหนังสือนี้ทำไมไม่มี
ชื่อสานุศิษย์ทั้งสามเล่า พระถังซัมจั้งตอบว่า ศิษย์ทั้งสามคนนี้มิใช่คนในเมืองได้
ถัง อาตมภาพได้เมื่อมาตามทาง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือ นางกษัตริย์
ตรัสว่าถ้ากระนั้นท่านกับข้าพเจ้าเติมชื่อเธอทั้งสามลงในหนังสือจะมิดีหรือ พระ
ถังซัมจั้งว่าแล้วแต่จะทรงเห็นควร นางจึงเรียกให้พนักงานนำพู่กันกับน้ำหมึกมาแล้ว
จึงถามชื่อและแซ่คนทั้งสามนั้นแล้วก็เขียนลงท้ายหนังสือชื่อซึงหงอคง และหงอเหนง
ซัวหงอเจ็งเขียนชื่อคนทั้งสามเสร็จแล้ว ก็ประทับตราเข้าผนึกส่งให้เห้งเจีย เห้งเจีย
ก็รับหนังสือพลันส่งให้ซัวเจ๋งเก็บสิ่งของเข้าห่อเสร็จแล้ว จึงรับสั่งให้ขันทีเอาทองคำ
มาถาดหนึ่ง รางวัลให้แก่เห้งเจียแล้วตรัสว่า จงเอาไปเป็นเสบียงใช้สอยตามทาง
เมื่อไปอาราธนาพระไตรปิฎกกลับมาแล้วจะขอบคุณท่านให้จงหนักเห้งเจียว่าพวกข้าพเจ้าเป็นผู้บวช อันเงินทองไม่เอาติดไป ไปตามทางถึงแห่ง
หนตำบลใดก็บิณฑบาตเขากินต่อ ๆ ไป นางเห็นเห้งเจียไม่รับทอง จึงรับสั่งให้เอา
แพรมาสิบม้วน แล้วรับสั่งว่าจะทำก็ไม่ทันเวลา จงเอาไปทำเสื้อผ้านุ่งห่มกันหนาว
เถิด เห้งเจียว่าคนถือบวชจะนุ่งห่มแพรสีไม่ควร ผ้าผ่อนก็ยังมีอยู่ขอพระองค์อย่า
มีความวิตกเลย นางกษัตริย์เห็นเห้งเจียไม่รับแล้ว จึงรับสั่งให้ขันทีนำข้าวสารมา
สามถัง แล้วพูดแก่เห้งเจียว่า ของเหล่านั้นไม่รับไปก็ตามทีเถิด จงเอาข้าวสารไป
จะได้หุงกินตามทาง โป๊ยก่ายก็รับข้าวสารใส่ย่ามเสร็จแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคน
มาคำนับนางพระยาพระถังซัมจั่งจึงพูดแก่นางว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปกับอาตมภาพเพื่อสงคน
ทั้งสามออกไปจากเมือง อาตมภาพสั่งเสียเธอเสร็จแล้วจะได้กลับมากับพระองค์
ครองราชสมบัติเป็นบรมสุขอยู่สิ้นกาลนาน ส่วนนางกษัตริย์พาชื่อมิได้รู้สึกในกล
อุบาย จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดราชรถเสร็จแล้ว ก็ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง
นางขุนนางใหญ่น้อยก็ตามเสด็จ บรรดาพวกชาวเมืองก็ตั้งโต๊ะบูชาตลอดสองข้าง
ทาง ชาวเมืองตังใจจะคอยดูราชรถนางพระยาและพระถังซัมจั้ง ครั้นชาวเมืองได้
เห็นก็พากันสรรเสริญออกแช่เสียงทั้งสองข้างทาง ประเดี้ยวรถพระที่นั่งก็มาถึงประตู
เมืองด้านข้างทิศปราจีน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งเตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็เดินมาใกล้
ราชรถร้องด้วยเสียงอันดังว่า พระองค์ไม่ต้องไปส่งไกลดอก พวกข้าพเจ้าจะขอทูล
ลาที่นี้ นางจึงให้รถหยุด พระถังซัมจังก็ลงจากรถทำคำนับพูดว่า ขอพระองค์จง
เสด็จกลับไปเถิด อาตมภาพจะขอถวายพระพรลาไปไซทีอาราธนาพระธรรมฝ่ายนางกษัตริย์ เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็ตกตะลึงจับพระถังซัม
จั้งไว้แล้วก็ตรัสว่า พระเจ้าน้องยาเธอ ข้าพเจ้ายกราชสมบัติให้จะขอท่านไว้เป็น
พระราชสามี พรุ่งนี้ฤกษ์ดีก็จะได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว เหตุใดจึงได้มาแปรปรวน
ไปดังนี้เล่า โป๊ยก่ายได้ยินนางตรัสดังนั้น ก็เดินตรงเข้ามาที่ข้างรถยกหัวขึ้นทำ
หูชันตวาดด้วยเสียงอันดังว่าพวกข้าพเจ้าถือบวช ใครจะมาร่วมรักกับกระดูกแห้ง
อย่างนั้นได้หรือ จงปล่อยอาจารย์เราไปเถิดเมื่อนางได้เห็นรูปร่างโป๊ยก่ายน่าเกลียด
น่ากลัวดังนั้น และทำเสียงดังออกท่าดุร้ายดังนั้นก็ตกพระทัยล้มเข้าไปในรถ ซัว
เจ๋งก็เข้าอุ้มอาจารย์ออกจากหมู่คนแล้วพยุงให้ขึ้นม้า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งร้องตวาด
ว่า พระเจ้าน้องยาเธอจะหนีไปข้างไหนเราจะมาร่วมรักแก่ท่านซัวเจ็งร้องด่าอีขโมยมึงไม่รู้จักหรือ จึงชักไม้กระบองออกตีลงไปที่ศรษะหญิงนั้น
หญิงนั้นก็อันตรธานกลายเป็นลมใหญ่มืดมัว หอบเอาพระถังซัมจั้งไปทางไหนก็ไม่
ทันรู้ เวลานั้นเห้งเจียจะร่ายคาถาทำจังงังให้หมู่หญิงชาวเมืองไซเหลียงก๊ก ยืนอยู่
ที่เดียวก็ยังหาทันไม่ พอได้ยินเสียงซัวเจ๋งร้องโวยวายขึ้น เห้งเจียหันไปถามว่า
อะไรกัน ซัวเจ๋งบอกว่ามีหญิงผู้หนึ่งทำเป็นม้วนลมพายุ หอบเอาพระอาจารย์ไป
แล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็เหาะขึ้นกลางเวหาแลไปดูทั้งสิบทิศก็เห็นข้างทิศอุดรมี
ม้วนลมกลุ้ม ๆ ลิ่ว ๆ ไป เห้งเจียเห็นแล้วก็กลับหน้ามาเรียกโป๊ยก่ายชัวเจ๊งว่า จง
รีบตามเราไปตามอาจารย์โดยเร็ว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บของวางบนหลังม้าเสร็จแล้ว
จึงพากันเหาะตามเห้งเจียมาฝ่ายพวกหญิงชาวเมืองไซเหลียงก๊กแลเห็นเหาะเหินเดินอากาศไปได้ดังนั้น ต่าง
คนก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นทำเคารพทุก ๆ คน แล้วพูดว่ามีอภินิหารบารมีเหาะ
เหินเดินอากาศได้ดังนี้ ซะรอยจะเป็นพระอรหันต์แน่ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านน้องพระ
เจ้าแผ่นดินถังนั้นมีบารมีแก่กล้าพวกเรามีแต่นัยน์ตาไม่มีแก้วตาจึงได้คิดผิดไปดังนี้
หมายใจเสียว่าเหมือนมนุษย์ธรรมดา จึงได้เสียเวลาคิดป่วยการเปล่า ๆ ขอเชิญพระ
แม่เจ้าขึ้นสู่ราชรถกลับเข้าพระนครเถิด พระราชเทวีเมื่อได้พระสติก็ให้นึกละอายแก่
พระทัยจึงพร้อมด้วยขุนนางใหญ่น้อยบ่ายหน้าราชรถคืนกลับเข้าสู่พระนครฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเหาะไล่ตามม้วนลมนั้นมาถึงภูเขาสูงอันหนึ่งก็เห็น
ม้วนลมนั้นเงียบสงบลง ก็หาได้รู้ว่าปิศาจนั้นจะไปข้างไหนไม่ พี่น้องทั้งสามคนก็
พากันลดลงยังยอดเขา เที่ยวค้นหาแลไปข้างหน้าก็เห็นแห่งหนึ่งมีศิลาสีเขียวตั้งอยู่
มีแสงระยับสว่างไสวดุจแผ่นกระจกลับแล พ้นแผ่นศิลาเข้าไปข้างหลังนั้น มีบาน
ประตูศิลาปิดงับอยู่บนขวางประตูมีอักษรใหญ่หกตัว คือเขาต๊อกติ้ซัวถ้ำปี้แป้ต๋องโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ตรงเข้ามาจะเอาคราดเหล็กสับ เห้งเจียห้ามว่าน้องอย่าเพิ่ง
ทำก่อน เพราะเราตามม้วนลมมาก็หารู้แน่ไม่ น้องทั้งสองจงพักอยู่ที่นี่สักประเดี๋ยว
พี่จะเข้าไปสืบความดู ให้ได้ความก่อนแม้ว่าได้ความแล้วประการใดเราจึงค่อยคิด
อ่านต่อไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียก็รอคอยที่นั่น เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงผึ้ง
ตัวน้อยบินลอดเข้าไปในประตูถึงชั้นที่สอง แลไปเห็นหญิงนั่งอยู่บนแท่นผู้หนึ่ง สอง
ข้างมีหญิงรูปร่างสวยกำลังรุ่นสาว ยืนเรียงรายสองแถว พากันหัวเราะโดยไม่รู้เหตุ
เห้งเจียค่อยๆ บินเข้าไปใกล้จับอยู่บนขื่อคอยแอบฟังเหตุการณ์ประเดี๋ยวก็เห็นหญิงไซอิ๊ว ๔๙๗
ผมยาวคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างในสองมือประคองถาดออกมา ในถาดนั้นมี
ของกินสองอย่างกำลังร้อน ๆ เดินขึ้นมาที่นางนั่งพูดว่า ขอแม่นางได้ทราบของกิน
สองสิ่งนี้ สิ่งหนึ่งแกงเนื้อคนสิ่งหนึ่งเป็นของเครื่องแจ นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม
อยู่ในหน้า จึงสั่งว่าพวกเจ้าจงเข้าไปพยุง ท่านพระถังซัมจังออกมานี่ พวกหญิง
บริวารเหล่านั้นก็พากันเข้าไปพยุงพระถังซัมจั้งออกมา เห้งเจียเห็นพระอาจารย์มี
สีหน้าเหลืองสองตาแดงเหมือนร้องไห้ เห้งเจียนึกแต่ในใจว่า อาจารย์เราเห็นจะ
ถูกยาแฝ่ดเสียแล้วฝ่ายนางปิศาจยักษ์เห็นคนพยุงพระถังซัมจั้งออกมาก็ลงจากแท่นจับมือพระ
ถังซัมจังไว้แล้วจึงพูดว่า ท่านจงวางใจเถิดอย่าทุกข์โทมนัสเศร้าโศกไปให้ป่วยการ
เลย อันความบริบูรณ์มั่งมีศรีสุขสู้เมืองไซเหลียงก๊กไม่ได้ก็จริงและความสำราญเงียบ
สงัดที่นี่ดีกว่า จะภาวนาสวดมนต์ก็เป็นที่สะอาดใจ ท่านกับข้าพเจ้าจงเป็นเพื่อน
ยากกันกว่าชีวิตจะหาไม่เถิด พระถังซัมจั้งได้ฟังนางปิศาจยักษ์พูดเกี้ยวพานดังนั้น
ก็มิได้โต้ตอบประการใด นางปิศาจจึงพูดต่อไปว่าท่านอย่ามีความเศร้าหมองเลย
เมื่อเลี้ยงโต๊ะที่เมืองไซเหลียงก๊กในเวลานั้นข้าพเจ้าก็อยู่แต่ไม่เห็นว่ายื่นให้ซึ่งของกิน
มาบัดนี้ข้าพเจ้ามีของกินสองอย่างคือ แจและโช ตามแต่ท่านจะประสงค์เถิดพระถังซัมจังนึกในใจว่าแม้ว่าเราไม่พูดจาโต้ตอบอันหญิงปิศาจนี้หาเหมือนนาง
กษัตริย์ไม่ นางยังมีธรรมเนียมมนุษย์ อันปิศาจนี้มันเป็นยักษ์มารร้ายกาจ และ
อีกประการหนึ่งศิษย์ทั้งสามก็ยังไม่รู้เหตุการณ์ว่ามาตกทุกข์ได้ยากอยู่ที่นี่ไม่
บางทีปิศาจ มันจะคิดหักหาญทำร้ายเราก็จะเสียซึ่งชีวิต คิดดังนั้นแล้วก็อุตสาห์
ออกวาจาตอบว่าอันของสองอย่างนั้น เรียกว่าแจเป็นอย่างไรโชเป็นอย่างไร
ข้าพเจ้าอยากทราบ นางปิศาจบอกว่าของแจทำต้มแกงไม่มีเนื้อสัตว์ ของโซนั้น
ต้มแกงด้วยเนื้อมนุษย์ พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมภาพเคยฉันแต่ของแจ นางปิศาจ
ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเรียกสาวใช้ให้ยกน้ำร้อนน้ำชามา พวกคนใช้ก็ยกน้ำร้อน
มาตั้งไว้ตามสั่ง นางปิศาจก็หยิบของแจยื่นส่งให้พระถังซัมจั้งฉัน พระถังซัมจั้ง
หยิบของโชส่งให้นางปิศาจ ต่างยื่นส่งกันไปมากินตามสบายฝ่ายเห้งเจียเป็นแมลงผึ้งจับอยู่บนขื่อ เห็นพระถังซัมจังกับนางปิศาจพูดจา
ปราศรัยกันดังนั้น ก็วิตกกลัวว่าพระอาจารย์จะฟุ้งซ่านลุ่มหลงไป เห้งเจียอดไม่ได้
ก็กลายกลับเป็นรูปเดิม ซักกระบองโลดลงมาร้องว่าอีมารร้ายมึงอย่าทำเล่ห์กลหลอก
อาจารย์กูเลย นางปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ พ่นสายไฟออกจากปากมืดไปหมดทั้ง
ถ้ำเรียกสาวใช้ให้พาพระถังซัมจั้งไปเก็บไว้ยังเดิม แล้วนางปิศาจก็จับพลองเหล็ก
กระโดดออกมายังหน้าประตูถ้า ด่าว่าอ้ายลิงมึงถืออย่างไรจึงอาจสามารถแอบเข้า
มาในถ้ำของกู มึงมาต่อสู้แก่กูให้เห็นฝีมือกัน เห้งเจียเอากระบองเหล็กขึ้นรับค่อย
รบรอถอยมาจากถ้ำ ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่หน้าถ้ำ แลไปเห็นคนทั้งสอง
กำลังต่อสู้กันออกมา โป๊ยก่ายสองมือจับคราดกระโดดมาร้องว่าพี่ขยับถอยไปก่อน
ข้าพเจ้าจะสับอีมารด้วยคราดสักทีหนึ่งนางปิศาจเห็นโป๊ยก่ายว่าจะเข้ามาทำร้าย จึงแผลงฤทธิ์ให้ไฟออกจากรูจมูกเป็น
ควันกลุ้มไม่แลเห็นอะไร แล้วบันดาลให้พลองนั้นบินแกว่งมาบนอากาศตีกระหนาบ
ไม่รอรั้ง จนไม่รู้ว่าปิศาจจะมีสักกี่มือ เห้งเจียโป๊ยก่ายรอรับอยู่คนละข้าง นางปิศาจ
จึงพูดว่าหงอคงทำไมจึงไม่รู้เหตุการณ์ เราจำเจ้าได้เจ้าจำเราไม่ได้หรือที่วัดลุ่ยอิม
ยี่พระยูไลยังกลัวเรา ทำไมกับเจ้าอ้ายชาติสัตว์เดียรัจฉานสองตนเท่านี้จะไปถึงไหน
เห้งเจียโป๊ยก่ายรบแก่นางปิศาจหลายชั่วโมงก็ไม่แพ้ชนะกัน ฝ่ายนางปิศาจก็ร่าย
เวทบันดาลเป็นสากตำข้าวบินมา เห้งเจียไม่ทันรู้ตัวสากตกถูกกลางกระหม่อมทีหนึ่ง
เห้งเจียร้องโอยก็ถลาถอยหนี โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ลากคราดถอยหนีไปเหมือนกัน
ฝ่ายนางปิศาจมีชัยชนะแล้วกลับเข้าถ้ำ ฝ่ายเห้งเจียถูกสากเจ็บปวดก็ประคองศีรษะ
หน้านิ่วคิ้วย่นเหลือจะทนได้ ออกปากร้องว่าร้ายแรงโป๊ยก่ายถามว่า กำลังรบกันอยู่ทำไมทพี่จึงร้องขึ้นและกอดหัววิ่งหนีกลับมาดังนี้
เล่า เห้งเจียประคองศีรษะร้องว่าเจ็บเหลือทน แล้วพูดว่าเมื่อเวลากำลังรบแก่ปิศาจ
มันเห็นเพลงอาวุธจวนจะแพ้เรา ไม่รู้ว่ามันแผลงฤทธิ์ด้วยประการใด บินมาถูกศีรษะ
เราทีหนึ่งเจ็บปวดเหลือจะทนได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องล่าหนี โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจีย
บอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อเวลามิได้รบพุ่งแก่ใคร พี่พูดอวดว่าศีรษะของ
พี่ปลุกเสก ประกอบด้วยธรรมอันเชี่ยวชาญแก่กล้า ถ้าจริงดังนั้น ทำไมจึงไม่คุ้ม
ไว้ได้ ให้ถูกเจ็บอย่างนี้ทำไมเล่าเห้งเจียว่า อันความที่เล่าเรียนวิชาการที่คุ้มภัยก็ได้จริงเหมือนกัน ซึ่งเป็น
มีดพร้าหรือหอกดาบแหลนหลาวและไฟเผาสารพัดก็ไม่เป็นอันตรายจริงมาวันนี้นาง
ปิศาจนี้ไม่รู้ว่ามันเอาสิ่งไร ทำให้เราได้ความเจ็บปวดเหลือทนดังนี้ โป๊ยก่ายว่าถ้า
ดังนั้นเรากลับไปเมืองไซเหลียงก๊กหายาให้พี่ปิดแก้ปวดเห็นจะดี เห้งเจียพูดว่าไม่มี
บาดแผลและไม่บวมช้ำจะปิดยาอย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่าเมื่อข้าพเจ้ามีท้องจนท้อง
ยุบเจ็บปวดก็ยังไม่เจ็บถึงสมองชัวเจ็งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายอย่าพูดเล่นให้เสียเวลา ด้วยเวลาก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว
พี่เห้งเจียได้ความเจ็บปวด ทั้งพระอาจารย์ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตายประการใด เราจะ
คิดอย่างไรดี เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อยู่ในถ้ำคงไม่เป็นไรอย่าวิตก เราพักที่ชายเขา
สักคืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งจึงค่อยคิดการต่อไป พูดดังนั้นแล้วทั้งสามคนก็พากันหาที่พัก
เป็นปรกติแล้วก็นอนฝ้ายนางปิศาจ ครั้นได้ชัยชนะแล้ว กลับเข้าไปในถ้ำก็ทำดีใจรื่นเริงอ่อนน้อม
ไม่ดุร้าย สั่งให้พวกคนใช้ปิดประตูชั้นนอนให้มั่นคง สั่งให้นั่งยามอยู่สองคอยระวัง
ผลัดเปลี่ยนกัน และสั่งให้สาวใช้ปัดกวาดเตียงนอนจุดโคมไฟขึ้นให้สว่างไสว คืน
วันนี้เรากับท่านพระอนุชาเมืองไต้ถังจะมีความรื่นเริงกัน พวกสาวใช้ก็จัดการตาม
นางปิศาจสั่งทุกประการ ครั้นจัดเสร็จแล้ว ก็พากันเข้าไปข้างในพยุงพระถังซัมจั้ง
มาที่นางฝ่ายนางปิศาจทำกิริยายียวนเล้าโลมจับมือพระถังซัมจั้ง แล้วพูดว่า ท่านกับ
ข้าพเจ้าจงเป็นสามีภริยากันอย่างมีความรังเกียจแต่อย่างใดเลย พระถังซัมจังเมื่อ
ได้เห็นปีศาจทำก็ริยาอาการและพูดจาดังนั้นตกประหม่าหน้าไม่มีสีโลหิตคิดแต่ใน
ใจว่า แม้เราจะขัดขึ้นมิตามใจมัน มันก็จะฆ่าเราเสีย อย่าเลยจำจะต้องต้องผ่อน
ผันไปตามการ คิดแล้วก็เดินตามนางเข้าไปในห้อง เวลานั้นพระถังซัมจั้งดุจบ้าใบ้
ไม่เป็นสติสมประดี มิได้เงยหน้าแลดูสิ่งใด ครั้นเข้าในห้องสองต่อสองแล้ว นาง
ปิศาจก็ทำกิริยาลูบคลำจับต้องโดยจิตอันกำหนัดในกามราคะ แต่พระถังซัมจั้งมิได้
มีความยินดีนั่งนิ่งสำรวมจิตมิได้มีความปฏิพัทธ์เกี่ยวข้องในกามคุณ นางปิศาจก็
เล้าโลมกอดรัดหวังจะให้ความกำหนัดแห่งพระถังซัมจั้งกำเริบขึ้น แต่พระถังซัมจั้ง
ก็นั่งนิ่งอยู่เหมือนบ้าใบ้ไม่แสดงความกำหนัดเสน่หา ในทางอสัตย์ธรรมสังวาสจน
เวลาล่วงเข้ายามสาม นางปิศาจมีความกำหนัดเร่าร้อนไปด้วยเพลิงราคะ เข้ากอด
ปล้ำทำประการใด ๆ พระถังซัมจังก็สภาวะนิ่งอยู่มิได้กำเริบ นางปิศาจสุดที่จะคิด
เพราะเป็นสตรี เมื่อบุรุษไม่ยินดีแล้ว ก็ไม่สามารถจะให้สำเร็จความประสงค์ของ
ตนได้ จึงเรียกสาวใช้ให้เอาเชือกมามัดผูกพระถังซัมจั้ง ดุจมัดคชสารและราชสีห์
แล้วก็สั่งให้ลากลงไปที่ระเบียง พวกคนใช้ก็กระทำตาม นางปิศาจจึงให้ดับโคม
ไฟนอนฝ่ายเห้งเจียพักอยู่ที่ข้างเขา พอตื่นรู้สึกก็เรียกโป๊ยก่ายชัวเจ๋งแล้วพูดว่า เมื่อ
เวลากลางคืนเจ็บปวดศีรษะ เวลานี้ความเจ็บปวดก็หายแล้ว โป๊ยก่ายหัวเราะแล้ว
พูดว่า แม้ว่าหาดีแล้วก็ให้มันลองดูอีกสักที่หรือจะเป็นอย่างใดอีกบ้าง เห้งเจียว่า
เลิกเสียเถิดอย่าเอามาพูดอีกเลย โป๊ยก่ายว่าทิ้งอาจารย์เสียคืนหนึ่งแล้วไม่ทราบว่า
จะเป็นประการใด ซัวเจ๋งพูดว่าสว่างดีแล้วจะรีบไปกำจัดปีศาจเสียให้จงได้ จะได้
แก้เอาพระอาจารย์ออกมา เห้งเจียว่าน้องจงคอยพี่อยู่ที่นี่สักประเดี๋ยวพี่กับโป๊ย
ก่ายจะไปดูลาดเลาก่อน พูดดังนั้นแล้วก็พร้อมด้วยโป๊ยก่ายรีบเดินขึ้นไปบนถ้ำ ครั้น
เห้งเจียขึ้นไปถึงจึงสั่งโป๊ยก่ายให้รอคอยอยู่ที่หน้าถ้ำก่อน วิตกว่าเมื่อคืนนี้ปิศาจมัน
จะทำแก่พระอาจารย์ประการใดก็ยังไม่รู้ได้ พี่จะเข้าไปฟังดูให้รู้แน่ใจก่อน พูดดัง
นั้นแล้วก็แปลงกายเป็นแมลงผึ้งบินเข้าในถ้ำ ถึงประตูชั้นในแลเห็นคนนั่งยามอยู่
สองคน มือถือเกราะนอนหลับอยู่ข้างประตู เห้งเจียก็บินเข้าไปยังห้องนางปิศาจที่
นอนอยู่ฝ่ายนางปิศาจเวลากลางคืนอดนอนจึงได้หลับอยู่จนสายยังหาตื่นไม่เห้งเจียก็
ค่อย ๆ บินเข้าไปข้างในได้ยินเสียงพระอาจารย์ แลไปก็เห็นต้องมัดอยู่ดุจเขามัดสุกร
นอนอยู่ข้างบันได เห้งเจียก็บินลงมาใกล้ร้องเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ยิน
เสียงก็จำได้ว่าเห้งเจีย จึงเรียกว่าเห้งเจียจงรีบมาช่วยชีวิตเราด้วยเถิด เห้งเจียถาม
ว่าเมื่อคืนนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง พระถังซัมจั้งตอบว่า การประเวณีแล้วก็สู้ตาย
เสียดีกว่า เพราะไม่ยินดีด้วยกับมันมันจึงได้มัดไว้ทรมานทรกรรมอย่างนี้เวลานั้นอาจารย์กับศิษย์กำลังพูดกันอยู่นางปิศารรู้สึกได้ยินเสียงว่าจะไป
อาราธนาพระธรรมก็ตกใจตื่นขึ้น แม้นางปิศาจทำทรมานพระถังซัมจั้งก็จริง แต่
ใจนั้นยังมีความเสน่หาอาลัยพระถังซัมจังอยู่มากนางปิศาจได้ยินว่าจะไปก็รีบลงมา
จากเตียงเดินเข้ามาที่มัดพระถังซัมจั้งไว้ แล้วพูดด้วยเสียงอันดังว่า อยู่เป็นผัวเมีย
กันไม่ดีหรือ จะไปอาราธนาพระธรรมทำไมให้ลำบาก เห้งเจียได้เห็นดังนั้นก็รีบ
บินออกจากอาจารย์มาบอกแก่โป๊ยก่ายว่า อาจารย์ท่านไม่ยอมตามใจนางปิศาจ
เพราะฉะนั้นมันจึงทรมานมัดท่านไว้ เมื่อกี้พี่กำลังพูดอยู่กับพระอาจารย์มันตกใจ
ตื่นขึ้นพี่จึงต้องรีบหนีมา โป๊ยก่ายถามว่า อาจารย์ได้พูดอะไรบ้างหรือเห้งเจียบอกว่าพระอาจารย์ เธอพูดว่าตายเสียดีกว่าที่จะให้พรหมจรรย์เศร้า
หมอง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะ ชมว่าดี ๆ พระอาจารย์เราเป็นพระ
แท้ พี่น้องเราจงพร้อมใจกันช่วยเธอให้ออกพ้นทุกข์ โป๊ยก่ายสองมือจับคราดเต็ม
กำลังสับกระชากประตูศิลาก็พังลงกระจายสามสีก้อนฝ่ายพวกเฝ้าประตูกำลังนอนหลับก็ตกใจตื่น เห็นดังนั้นกวิ่งเข้าไปบอกแก่นาง
ปิศาจว่า อ้ายรูปชั่วร้ายทั้งสองคนมาอีกแล้ว นางปิศาจได้ฟังดังนั้น ก็จับอาวุธ
พลองรีบเดินออกมายังประตูถ้ำ ร้องด่าว่าอ้ายสัตว์ลิงสัตว์หมูมึงอายุมากเสียเปล่าๆ
ไม่รู้จักขนบธรรมเนียม ทำไมจึงบังอาจมาทำลายประตูถ้าของเราเสียดังนี้ควรหรือโป๊ยก่ายได้ฟังนางปิศาจพูดดังนั้นก็ด่าว่าอีมารร้ายมัวเมาละโมบเต็มไปด้วย
กามราคท่วมกระบาลชาติ สามานย์ ไม่มีดีมึงจะขับเขี้ยวอาจารย์กูให้ร่วมรักแก่มึง
ให้พรหมจรรย์เศร้าหมองครั้นไม่ตามใจมึง มึงก็ทำทรมานทรกรรมต่าง ๆ มึงจะตก
นรกหมกไหม้ใต้เถรเทวทัติมิได้รู้กลับมาเกิดในที่ดีอีกต่อไปแล้ว มึงจงรีบส่งอาจารย์
ของกูออกมากูจะยกโทษให้มึงไว้ชีวิตไม่ฆ่าฟัน แม้ดื้อดึงขัดขวางอยู่ไม่กระทำตาม
กูว่า กูจะพังรื้อทั้งภูเขาให้ทลายลงมิให้มึงตั้งรังอยู่ได้ต่อไป นางปิศาจได้ฟังโป๊ยก่าย
พูดดังนั้น ก็เตรียมตัวร่ายเวทเหมือนครั้งก่อนไฟก็พลุ่งออกจากรูจมูก มือถืออาวุธ
เข้าตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายจับคราดยกขึ้นสับปิศาจ เห้งเจียเอากระบองเหล็กเข้าระดม
ตีปิศาจ นางปิศาจก็แผลงฤทธิ์ออกไม่รู้ว่ากี่มือ รับซ้ายรับขวาต่อสู้กันประมาณได้
ห้าสิบเพลง โป๊ยก่ายถูกอาวุธที่ปากได้ความเจ็บปวดก็ถอยหนี เห้งเจียเห็นดังนั้น
ก็หวาดวิตกกลัวปิศาจ จึงได้ถอยหนีตามโป๊ยก่ายไปฝ่ายนางปิศาจมีชัยแล้วก็กลับเข้าถ้ำ สั่งพวกบริวารให้เอาศิลาก้อนใหญ่ ๆ ซ้อน
กันปิดปากถ้ำให้มั่นคง ฝ่ายซัวเจ๋งอยู่ที่ชายเขาปล่อยม้าให้กินหญ้า ได้ยินเสียงหมู
ร้องอยู่ที่ไหนก็ยังไม่เห็นตัว ครั้นแลไปก็เห็นโป๊ยก่ายยกปากวิ่งหนีมา ซัวเจ้งถาม
ว่านั่นเป็นอะไร โป๊ยก่ายบอกว่าไม่เป็นการเจ็บปวดเหลือทน เห้งเจียวิ่งถามตาม
มาทันหัวเราะว่าเมื่อวานนี้แซ่งข้าหัวบวมวันนี้ปากเจ้าบวม โป๊ยก่ายครางร้องว่า
เหลือทน พี่น้องทั้งสามกำลังคร่ำครวญแลไปเห็นยายเฆ่าผู้หนึ่งมือซ้ายถือตะกร้า
ตะกร้าหนึ่งเก็บผักเดินมาทางทิศอาคเนย์ ซัวเจ็งชี้มือว่าพี่ยายเฒ่าที่ไหนเดินมาโน่น
แน่ะ เห้งเจียหันไปดูก็เห็นบนศีรษะมีรัศมีปกคลุมอยู่ เห้งเจียจำได้ว่าพระโพธิสัตว์
จึงร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ้งมานมัสการว่าพระโพธิสัตว์มาแล้วฝ่ายพระโพธิสัตว์เหาะขึ้นบนอากาศ กลับเป็นรูปเดิมของพระโพธิสัตว์ เห้งเจีย
เหาะตามขึ้นไปนมัสการบอกว่า พวกข้าพเจ้ามัวต่อสู้แก่ปิศาจไม่ทันจะมารับท่าน
ขอได้โปรดอภัยแก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด บัดนี้พวกข้าพเจ้ามาถูกมารร้ายยากที่จะ
ปราบลงได้ พระโพธิสัตว์บอกว่าสัตว์ตนนี้มันมีฤทธิ์ร้ายแรงนัก ที่มันต่อยคนให้เจ็บ
ปวดนั้นคือปลายหางของมัน ตัวมันเป็นปิศาจแมลงป่องเพราะฉะนั้นมันจึงมีพิษที่
ปลายหาง เมื่อก่อนอยู่ที่วัดลุ่ยอิมยี่ฟังพระแสดงธรรม พระยูไลแลเห็นไม่ชอบก็
เอามือปัดมันไป มันหวนกลับต่อยนิ้วหัวแม่มือพระยูไลเจ็บปวดเหลือจะทน พระ
ยูไลให้เทพบุตรกิมกังจับมัน มันหนีมาซ่อนอยู่แห่งนี้ ท่านอยากจะให้อาตมาช่วย
อาตมาเข้าใกล้ไม่ได้ แม้ว่าจะช่วยได้ก็รีบไปหาดาวเทพบุตรเบ้ายิดแชกุน อยู่ข้าง
ทิศบูรพาชั้นดาวดึงส์นั้นลงมา นั่นแหละจึงจะปราบได้โดยง่าย พระโพธิสัตว์บอก
ให้เห้งเจียแล้วก็อันตรธานหายไปเห้งเจียครั้นพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็กลับลงมาบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า พระ
อาจารย์เรามีดาวช่วยไม่เป็นไร พระโพธิสัตว์ท่านชี้แจงให้พี่ไปบนสวรรค์เชิญดาว
เบ้ายึดแชกุนให้ลงมาปราบปิศาจจึงจะได้ พี่จะรีบไปพูดแล้วก็เหาะไปยังดาวดึงส์
เห้งเจียตรงเข้าไปยังตำหนักก้วงเม้งเกง เวลานั้นท่านเบ้ายิดแชกุนไม่อยู่ เพราะให้
ไปตรวจชั้นฟ้าเห้งเจียเห็นไม่อยู่จะถอยกลับออกมา แลไปเห็นพลทหารยืนเป็นแถว
ข้างหลังนั้น ท่านเบ้ายิดแซกุนกลับมา แล้วเห้งเจียก็กระทำคำนับเบ้ายิดแชกุน เห็นเห้งเจียก็คำนับตอบแล้ว ถามว่าท่านไต้เซียจะไปข้างไหน
หรือ เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้ามาหาจินแสไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง เบ๊า
ยิดแชกุนถามว่าจะให้ช่วยธุระอย่างไรหรือ บัดนี้อยู่ในที่ตำบลใดเห้งเจียบอกว่า อยู่
ที่เมืองไซเหลียงก๊กตำบลเขาต๊อกตี้ซัวถ้ำปี้แป้ต๋อง พระโพธิสัตว์กวนอิมท่านเสด็จ
ไซอิ๊ว ๕๐๒
มาบอกให้ว่านางปิศาจนั้นมันเป็นแมลงป่อง ชี้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านจึงจะปราบได้
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอเชิญท่านไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าเบ้ายึดแซกุนพูดว่า จะเข้าไปกราบทูลเงิกเชียงฮ่องเต้ก็จะช้าการไป ท่านไต้
เซียมาถึงนีแล้ว ทังพระโพธิสัตว์ก็ได้ชีมาแล้ว ก็ไม่อาจขัดได้ ถ้ากระนันข้าพเจ้า
จะไปพร้อมกับท่านให้ทันเวลา เห้งเจียมีความดีใจพร้อมกันกับเบ้ายิดแชกุน ออก
จากประตูสวรรค์ตังทีหมึงเหาะมายังเขาต๊อกติ๊กซัว ครั้นถึงก็พากันลงยังยอดเขาเดิน
ตรงมาที่หน้าถ้ำ ซัวเจ้งแลไปเห็นก็ร้องเรียกโป๊ยก่ายว่า พี่เห้งเจียไปเชิญเบ๊ายิด
แชกุนมาแล้ว ดป๊ยก่ายแหงนหน้าพูดว่า อย่าถือข้าพเจ้าเลยเป็นคนป่วยไข้ เบ้า
ยิดแชกุนถามว่า ท่านมีความป่วยเจ็บประการใดหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าเมื่อวานนี้
ไปรบกับนางปิศาจ ในเวลากำลังรบกันอยู่ ไม่รู้ว่ามันเอาอะไรต่อยเอาที่ปากทีหนึ่ง
ได้ความเจ็บปวดยังไม่หายจนบัดนี้ เบ้ายิดแชกุนว่า ท่านขยับมาข้าพเจ้าจะรักษา
ให้ โป๊ยก่ายก็ขยับมาใกล้ เบ้ายิดแชกุนก็เอามือลูบที่ปากโป๊ยก่ายทีหนึ่งแล้ว เป่า
ทีหนึ่งความเจ็บปวดก็หายทันที โป๊ยก่ายดีใจที่สุดก็คำนับสรรเสริญว่าศักดิ์สิทธิ์แท้ๆเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า ท่านจินแสช่วยลูบให้ข้าพเจ้าสักทีหนึ่งเถิด
เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าก็ถูกทีหนึ่งค่อยเบาแต่ยังไม่หายขาด ยังแสบ ๆ ตึงๆ อยู่วิตกว่า
จะแปรปรวนไปอีก ขอท่านจินแสได้ช่วยแก้ให้ข้าพเจ้าด้วย เบ้ายิดแชกุนก็เอามือ
ลูบที่กลางกระหม่อมเห้งเจียทีหนึ่งเป่าทีหนึ่งด้วยลมปากก็หายไม่เจ็บแสบอีกต่อไป
โป๊ยก่ายนึกโกรธขึ้นมาพูดว่า พี่ไปกำจัดอีปิศาจนั้นก็ไปเถิดเบ้ายิดแชกุนว่าท่านทั้งสองจงไปล่อพอให้มันออกมาพ้นจากปากถ้ำ ข้าพเจ้า
จะปราบมันเอง เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็พร้อมกันลงมายังถ้ำ ถึงประตูโป๊ย
ก่ายก็เอาคราดสับกระชากประตูหักพังทลายลงทั้งสิ้น แล้วเข้าไปในถ้ำถึงชั้นสองก็
เอาคราดสับกระชากพังลงทั้งสิ้น เวลานั้นนางปิศาจจะให้คนแก้มัดพระถังซัมจั้ง
จะใคร่เชิญมาฉันน้ำร้อนน้ำชา พอได้ยินเสียงพังประตูชั้นสองอีกทึกนางก็ลุกขึ้นจับ
อาวุธเดินออกมาจากที่ ตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายยกคราดขึ้นรับ เห้งเจียเอากระบองตี
นางปิศาจ นางปิศาจรุกเข้ามาจะแผลงฤทธิ์ เห้งเจียโป๊ยก่ายรู้ทีก็ถอยหนีออกมา
นอกถ้ำ เห้งเจียจึงร้องว่าท่านเบ๊ายิดแซกุนอยู่ที่ไหนแลไปเห็นเบ้ายิดแซกุนยืนอยู่
บนเนินเขา แปลงกายเป็นรูปเดิมคือไก่ใหญ่ตัวหนึ่ง ยื่นศีรษะยาวประมาณแปด
ศอกหันตรงนางปิศาจร้องขึ้นคำหนึ่ง นางปิศาจก็กลายเป็นรูปเดิม คือแมลงป๋อง
เบ้ายิดแชทุนร้องขันขึ้นอีกทีหนึ่งแมลงป่องนั้นก็ล้มตายอยู่กับเนินเขานั้นโป๊ยก่ายตรงเข้ามาเหยียบกลางหลังด่าว่าอีสัตวเดียรัจฉาน ทำไมมึงจึงไม่แผลง
ฤทธิ์ไปอีกเล่า ปิศาจก็นอนนิ่งไม่ไหวกาย โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับฟันจนละเอียด
ไปทั้งสิ้นฝ่ายเบ้ายิดแชกุนเห็นเสร็จธุระแล้วก็เหาะกลับไปยังวิมานสถาน เห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็คำนับขอบคุณไป พี่น้องทั้งสามก็พากันเข้าถ้ำพวกคนใช้ของปิศาจก็พากัน
มาคุกเข่าคำนับพูดว่า ขอท่านได้โปรดพวกข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจมารร้าย พวกข้าพเจ้า
เป็นมนุษย์อยู่ในเมืองไซเหลียงก๊กนางปิศาจจับเอามาทั้งนั้น ท่านอาจารย์นั้นอยู่
ข้างในห้องเฮียวปั้งกำลังนั่งร้องไห้อยู่ เห้งเจียพิจารณาดูคนเหล่านั้นก็เห็นว่ามิใช่
ปิศาจจริง จึงเดินเลยเข้าไปข้างในค้นหาอาจารย์ฝ่ายพระถังซัมจั่ง เห็นศิษย์มาพร้อมกันทั้งสามคนก็มีความยินดีพูดว่าอาตมภาพ
ผู้เดียวศิษย์ทั้งหลายจึงได้ซึ่งความทุกข์ แล้วถามต่อไปว่าบัดนี้นางปิศาจนั้นเป็นประ
การใด โป๊ยก่ายบอกว่าอันหญิงนัน เดิมเป็นแมลงป๋องตัวเมีย หากพระโพธิสัตว์
กวนอิมมาบอกให้ไปหาเบ๊ายิดแซกุนลงมาปราบจึงได้ นางปิศาจนั้นข้าพเจ้าสับฟัน
ละเอียดแล้ว พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น มีความขอบคุณพระกวนอิมยิ่งนัก พวก
ศิษย์ทั้งสามก็หาอาหารให้พระอาจารย์ฉันเสร็จแล้วต่างก็พากันกินอิ่มแล้วก็พากัน
ออกจากถ้ำ จึงเรียกพวกหญิงที่ปิศาจจับไว้นั้น ให้ออกมาแล้วก็ชี้ทางให้กลับไป
ทุกคน แล้วเอาหญ้าฟางทำคบจุดไฟเผาถ้ำนั้นไหม้เป็นจุณไป ก็นิมนต์อาจารย์ขึ้น
ม้าตัดออกทางใหญ่หมายทิศปราจีนเดินพลางชมพลางตามแนวป่า แลไปก็เห็นภูเขาสูงก็พากันเดินข้ามเข้าไปทาง
ทิศตะวันตก เป็นเนินลาดเสมอโป๊ยก่ายจะแผลงฤทธิ์ก็ส่งหาบให้ชัวเจ๋งหาบ โป๊ย
ก่ายก็เอาคราดไล่ม้าให้วิ่ง เห้งเจียถามว่านั่นจะทำอะไรกัน โป๊ยก่ายว่าเวลาก็จวน
จะค่ำ ตั้งแต่ขึ้นเขาเดินมาก็เกือบวันหนึ่งแล้ว ในท้องก็หิวโหยวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะ
ใคร่หาบ้านคนจะได้บิณฑบาตข้าวกินสักมื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้า
กระนั้นพี่จะไล่ม้านั้นให้ไปเร็วๆ ว่าแล้วเห้งเจียก็ชักกระบองออกเดินมาใกล้ม้าเอา
กระบองแกว่งหมุนทีหนึ่ง ม้าก็วิ่งดุจลูกเกาทัณฑ์ ถามว่าม้าทำไมกลัวเห้งเจียไม่กลัว
โป๊ยก่ายนั้นเป็นอย่างไร มีคำตอบว่าเห้งเจียแต่ก่อนเมื่ออยู่บนสวรรค์เคยเลี้ยงม้า
ปราบเสียออกเข็ดฝีมือ อาศัยเหตุนี้มาจนทุกวันนี้ม้าก็ต้องยอมกลัววานรทุกตัวไปฝ่ายพระถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้ายอไม่หยุดไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็จับบัง
เหียนรั้งกดลงกับอานปล่อยวิ่งไปตามวิสัย ประมาณทางสักสองร้อยเส้นจึงค่อย ๆ
เดินเมื่อกำลังเดินมาได้ยินเสียงม้าล่อเสียงคนร้องกู่ข้างทางคะเนเสียงสักสามสีสิบคน
แลไปก็เห็นคนเดินออกมา มือถืออาวุธทุก ๆ คนออกสกัดหน้าพระถังซัมจั้งแล้วถาม
ว่าพระสงฆ์นั้นจะไปข้างไหน พระถังซัมจั้งให้อกสั่นขวัญหายนั่งไม่อยู่พลัดตกจาก
หลังม้าลงมา ลุกขึ้นยืนข้างทางร้องว่าท่านไต้อ๋องยกชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิดฝ่ายหัวหน้าโจรสองคนพูดว่า เราไม่ทุบไม่ดีมีสิ่งของอะไรก็เอามาให้เราเสีย
โดยดีแล้วก็ไม่ต้องทุบตี พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็รู้แน่ว่าพวกโจร จึงเดินมาพนม
มือพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังฝ่ายทิศบูรพา มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ให้อาตมภาพไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม จากบ้านเมืองมาหลายปีแล้วแม้มี
โสหุ้ยเสบียงอาหารมาก็หมดสิ้นแล้ว อาตมภาพเป็นสงฆ์ไปถึงไหนก็บิณฑบาต
เขาฉัน พอเลี้ยงชีวิตไปเท่านั้น ไม่มีเงินทองข้าวของสิ่งใดเลย ขอท่านได้กรุณาเถิดฝ่ายนายโจรทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งใจคอยดุจเสือมาสกัดทางอยู่ ปรารถนา
จะประสงค์ทรัพย์สมบัติเงินทองจะให้เราผ่อนผันอย่างไรได้ หากว่าเงินทองข้าวของ
ไม่มีจริงแล้ว เสื้อผ้าก็ควรถอดออกมาให้ และทิ้งม้าไว้ที่นี่แล้ว เราจึงจะปล่อยให้
ไปได้ หาไม่ก็ไม่ฟังกัน พระถังชัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันเสื้อผ้านั้นขาดๆ เสียๆ
อาตมภาพบิณฑบาตเขามาพอพันกาย ท่านจะให้ถอดออกจากกายดังนี้ ก็เหมือน
ฆ่าอาตมภาพเสียเหมือนกัน จะเป็นบาปกรรมแก่ท่านต่อไปหาควรไม่ นายโจรได้
ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็โกรธฉวยไม้พลองตรงมาจะตีพระถังซัมจั่ง พระถังชัมจั้ง
ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักการกลับกลอกเห็นการจวนตัวไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงพูด
ว่าท่านอย่าเพิ่งลงมือ อาตมภาพมีศิษย์มาด้วยข้างหลังมีเงินติดตัวมาสองสามตำลึง
รอมาถึงอาตมภาพจะเอาให้ท่านนายโจรพูดว่า สงฆ์ู้นีพูดกลับกลอกเอาเชือกมัดเสียจึงจะได้พวกบริวารก็เอา
เชือกมัดพระถังซัมจังชักโยงขึ้นบนต้นไม้สูงฝ่ายศิษย์ทั้งสามวิ่งตามหลังมา โป๊ยก่ายหัวเราะไม่หยุด แล้วพูดว่าพระอาจารย์
ห้อใหญ่ไปตามสบายใจแล้วไม่รู้ว่าจะไปถึงไหนโป๊ยก่ายเหลือบไปเห็นอาจารย์แขวน
ห้อยอยู่บนต้นไม้สูง จึงร้องบอกเห้งเจียซัวเจ๋ง ให้ดูว่าอาจารย์คอยอยู่โน่นแล้ว ใจ
คออาจสามารถขึ้นอยู่บนต้นไม้สูงผูกชิงช้าไกวเล่นตามสบายใจ เห้งเจียแลไปเห็น
แล้วว่าเจ้าอย่าพูดให้เลอะเทอะ อาจารย์เราถูกแขวนอยู่แล้วมิใช่หรือเจ้าสองคน
ค่อยๆ เดิน พี่จะรีบไปก่อนหากจะมีเหตุอะไรดอกกระมังเห้งเจียก็รีบขึ้นเนินเขาสูง
แลไปก็เห็นพวกโจรตังอยู่เป็นหมู่ เห้งเจียดีใจพูดว่าดีแล้วลาภจะมาถึงแล้ว พูดดังนั้น
แล้วก็แปลงตัวเป็นสามแนรน้อยอายุประมาณสิบหกขวบ บนบ่าสะพายห่อผ้าใหญ่
เดินตรงมาที่อาจารย์ร้องเรียกว่าอาจารย์นั้นเป็นเหตุอะไร พระถังซัมจั่งได้ยินเสียง
ก็จำได้รู้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยแก้เราเล่าเห้งเจียถามว่านั่นเพราะเหตุอะไรจึงได้เป็นดังนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่าพวกเหล่า
นั้นสกัดทางเราไว้มิให้เราไปจะทวงเอาค่าเดินทางสิ่งของไม่มีจะให้เขาๆจึงมัดแขวน
ไว้อย่างนี้ คอยว่าเห้งเจียมาจะได้คิดดูมีอะไรจะได้ให้เขา เพราะเหตุดังนี้เราจะทำ
ประการใดดีเห้งเจียถามว่าอาจารย์ได้พูดจารับรอง ผ่อนผันไว้แก่เขาอย่างไรบ้างเล่า
พระถังซัมจั้งบอกว่าเขาเร่งรัดจะมาตีมาทุบ อาตมภาพก็ไม่รู้ที่จะแก้ตัวอย่างไร จึง
ได้อ้างว่าข้าวของมีอยู่ที่เห้งเจีย อย่าเพิ่งทุบตีให้คอยสานุศิษย์ก่อนพวกเหล่านี้จึง
หยุดให้เป็นเวลาที่เข้าคับแค้นจึงได้พูดดังนั้น เห้งเจียพูดว่าดีแล้วตามอาจารย์พูด
อย่างนี้ก็สมควรถูกต้องแล้วฝ่ายนายโจรและบ่าวไพร่เห็นเห้งเจียพูดโต้ตอบกับอาจารย์ดังนั้นก็พากันตรูเข้า
ล้อม นายโจรเข้ามาใกล้พูดว่าสามเณรอาจารย์นั้นบอกว่า ข้าวของเงินทองอยู่ที่
สามเณร สามเณรจงรีบเอามาให้เราโดยเร็วเราจะยกชีวิตให้ แม้พูดขัดขวางสักครึ่ง
คำไม่พอใจเรา เราจะให้ชีวิตวินาศลงกับพื้นเดี๋ยวนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็วางถุงลง
แล้วพูดว่า ท่านอยุติธรรมทั้งหลายไม่ต้องทวงถามไปทำไมกับข้าวของในห่อนี้ มี
ทองคำไม่สู้มากหนักยี่สิบแท่ง เงินสักสามสี่สิบแท่งเงินที่ละเอียด ๆ ยังไม่ได้คิด จะ
ต้องประสงค์แล้วจงเอาไปทั้งห่อเถิด ขอแต่อย่าตีอาจารย์ของอาตมภาพเลย คำ
บุราณท่านย่อมว่าเงินทองเป็นของปลายเหตุ มีกุศลและบุญย่อมเป็นต้นเหตุ เงิน
ทองเป็นของปลายพวกอาตมภาพก็เป็นพระเป็นสงฆ์ก็มีแต่เที่ยวบิณฑบาต ขอท่าน
ได้แก้ปล่อยอาจารย์ออกมาก่อนแล้ว อาตมภาพจะนำของเหล่านี้มอบให้ท่านทั้งสิ้นฝ่ายโจรเหล่านั้นเมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าตาสงฆ์แกเหนียวแน่น
สามเณรเล็กนี้ดีไม่ขี้เหนียว นายโจรทั้งสองจึงบอกให้พวกบริวารโจรเหล่านั้นแก้มัด
พระถังซัมจั้งลงมา แล้วก็ขึ้นม้าหนีไป เห้งเจียเอาแซ่หวดม้าเข้าสองสามทีม้าก็วิ่ง
ไปทางเก่า เห้งเจียร้องว่าไปผิดทางแล้ว เห้งเจียจะฉวยห่อวิ่งตามไป พวกโจรก็
เข้าล้อมสกัดไว้ถามว่าจะไปข้างไหนข้าวของเอาไว้ก่อนอย่าให้ถึงลงมือ เห้งเจียว่า
ของนั้นจะต้องปันเป็นสามส่วน นายโจรพูดว่าเจ้าเณรน้อยนี้กลับกลอกทำกลอุบาย
แต่พอให้อาจารย์หลุดเท่านั้นของในนั้นมีมากน้อยเท่าใด ถ้ามีมากก็จะแบ่งปันให้
ไปซื้อข้าวผลไม้กิน เห้งเจียว่าเอาข้าวของที่ไหนมามีเล่า พี่ทั้งสองหากเป็นนายโจร
ไปปล้นที่ไหนได้ข้าวของขอให้มาแบ่งให้แก่ข้าพเจ้าบ้างซีจึงจะชอบ นายโจรได้ฟัง
ดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่าเจ้าเณรนี้ไม่รู้จักความตายเลย ข้าวของก็ไม่ยอมให้กลับจะ
มาขอแบ่งส่วนเอาที่ข้าจงดูไม้ตะพดลายนี้เถิด นายโจรก็ตีศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที
เห้งเจียก็มิได้แสดงความเจ็บป่วยหน้าตาปรกติอยู่กลับหัวเราะเสียงดังสนั่นพูดว่า
พี่ถ้าตีดังนี้ตีอีกพันทีก็ไม่รู้สึกว่าเจ็บอย่างไร นายโจรเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเจ้าเณร
น้อยคนนี้หัวมันช่างแข็งจริง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไม่แข็งถึงดังนั้นดอกพูดเล่น
ตามการดังนั้นเอง พวกโจรก็ไม่ฟังถ้อยคำตรูเข้ามาสามสี่คนตีเห้งเจีย เห้งเจียร้อง
ห้ามว่าท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งโกรธก่อน รอข้าพเจ้าจะเอาออกมาให้ พูดแล้วเห้งเจีย
ก็ซักออกจากหูเป็นเข็มปักอันหนึ่งแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนบวชเรียนเงินทองไม่มี
มีแต่เข็มเล่มหนึ่งนี้ให้แก่ท่านเท่านั้นนายโจรก็นึกเสียใจว่าปล่อยพระสงฆ์ที่มีข้าวของไปเสียแล้ว จับสามเณรคนจน
ไว้เราไม่เข้าใจเย็บสอยจะเอาเข็มไปทำอะไรได้ เห้งเจียเห็นนายโจรพูดว่าไม่ต้องการ
ก็จับแกว่งทีหนึ่ง ก็ใหญ่ขึ้นเท่ากระบองอันหนึ่งปักลงยังพื้นแล้ว ร้องบอกว่าท่าน
ทั้งหลายมาถอนเอาไปได้แล้วข้าพเจ้าจะยกให้ นายโจรทั้งสองก็มาสั่นถอน คิดดู
ก็น่าสงสัย เปรียบประดุจตักแตนจับเสาศิลา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กระโดดมาจับถอน
เบา ๆ ก็ขึ้นแล้วเอากระบองชี้พวกโจรว่า พวกเจ้าไม่รู้จักมาโดนเข้าเสียแล้วนายโจรโกรธเอาพลองตีศีรษะเห้งเจียอีกห้าหกสิบที เห้งเจียก็หัวเราะพูดว่า
พวกเจ้าตีข้าเมื่อยมือแล้ว ทีนี้จะต้องให้ข้าตีบ้าง ว่าแล้วเห้งเจียก็ออกท่ากระบอง
หวดไปทีหนึ่ง ถูกนายโจรล้มลงกับพื้นสิ้นใจตาย นายโจรอีกคนหนึ่งเห็นดังนั้น ก็
ด่าว่าอ้ายโล้นนี้ไม่รู้จักธรรมเนียม ข้าวของก็ไม่ให้กลับมาฆ่าคนเสียดังนี้ เห้งเจีย
ว่าจงเงียบยับยั้งก่อน คอยเราตีเสียให้ตายทุกคนให้สิ้นรากเหง้าจึงจะได้ ว่าแล้ว
เห้งเจียก็ยกกระบองหวดไปที่หนึ่งถูกนายโจรล้มลงตายอีกคนหนึ่ง พวกบริวารเหล่า
นั้นก็ตกใจพากันวิ่งหนีไปทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกำลังม้าวิ่งกลับไป ก็มาพบโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
ร้องว่าอาจารย์ทำไมเดินมวทางนี้เล่าผิดทางเสียแล้ว พระถังซัมจังซักม้าหยุดแล้ว
พูดว่า จงรีบไปบอกแก่เห้งเจียว่า อย่าให้ลงกระบองเลย จงเห็นแก่เพื่อนมนุษย์
เถิดอย่าทำให้ถึงแก่ความตายเลยโป๊ยก่ายว่าอาจารย์จงหยุดพักก่อน ข้าพเจ้าจะไป
บอกเธอเอง พูดแล้วโป๊ยก่ายก็รีบวิ่งไปใกล้จะถึง ร้องตะโกนว่าพี่เห้งเจีย พระ
อาจารย์สั่งว่าอย่าตีคนเลย เห้งเจียว่าใครได้ทันตีใครที่ไหนเล่า โป๊ยก่ายถามว่าพวก
โจรไปข้างไหนหมดเล่าจึงไม่เห็นสักคนเดียว เห้งเจียบอกว่าพวกบริวารของมันหนี
ไปหมดแล้ว เหลือแต่นายมันสองคนยังนอนหลับอยู่ โป๊ยก่ายเดินเข้ามาใกล้แลดู
เห็นคนนอนอยู่ น้ำเมือกอะไรไหลออกมาเปรอะหัวดังนั้น เห้งเจียบอกว่าพี่เพิ่งตี
ตายหัวสมองทะเล้นเยื่อออกมา โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจวิ่งกลับไปบอกพระ
ถังซัมจั้งว่า มันไปทางไหน โป๊ยก่ายบอกว่าพี่เห้งเจียตีนอนตายอยู่สองคน พวก
นั้นมันหนีไปหมดแล้ว แต่จะไปทางไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น
ก็ร้อนใจบ่นว่าน่าแค้นอ้ายลิงแท้ ๆ ใจคอช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ ตีเขาจนถึงแก่ความ
ตาย พูดดังนั้นแล้วก็ซักม้ากลับมาพร้อมด้วยโป๊ยก่ายซัวเจ็งเดินมา ครั้นถึงที่ ที่
โจรตายนั้นแล้วและเห็นโลหิตออกเลอะพื้นดิน คนตายก็นอนอยู่กับพื้น พระถังซัมจั่ง
ไม่พอใจจะแลดู จึงสั่งให้โป๊ยก่ายเอาไปฝังเสียอาตมภาพจะสวดมนต์สักจบหนึ่งโป๊ยก่ายว่าอาจารย์เห็นจะผิดดอกกระมัง ก็เห้งเจียตีคนตายจะให้ข้าพเจ้าเป็น
สัปเหร่อจะได้อยู่หรือ เห้งเจียถูกอาจารย์ว่าใจคอไม่สู้จะสบาย ครั้นได้ยินโป๊ยก่าย
พูดดังนั้น จึงตวาดโบ๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูยังไม่รีบเอาไปฝังหรือ ประเดี๋ยวจะล่อ
ด้วยกระบองตายตามอ้ายโจรไปอีกศพเดี้ยวนี้ โป๊ยก่ายตกใจกลัวรีบไปข้างเนินเขา
เอาคราดสับดินลงขุดหลุมแล้ว แบกเอาศพทั้งสองใส่ลงไปเอาดินกลบแน่นแล้วเอา
ดินมูลขึ้นเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งจึงหยิบดินจุดธูปอธิษฐานว่า นายโจรจงฟังอาตม-
ภาพจะขออธิษฐาน เหตุคิดถึงสานุศิษย์ของอาตมภาพเพราะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม มาถึงที่นี่พบท่านหลายคน อาตมภาพ
อ้อนวอนว่ากล่าวแต่ถ้อยคำที่ดี ท่านก็มิได้เชื่อฟัง จึงมาปะเห้งเจียมือร้ายใจกล้า
ตีด้วยกระบองถึงแก่ความตาย อาตมภาพสงสารคิดถึงซากศพนอนอยู่กลางดิน จึง
ให้โป๊ยก่ายเอาไปฝังแล้วแม้ว่าลงไปยังนรกฟ้องแก่พระยามัจจุราชต้องตามเหตุผล
เห้งเจียแซ่ซึงอาตมภาพแช่ตั้นข้ามีตัวอยู่อย่าฟ้องอาตมภาพเลยโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์ต้องชี้แจงให้หมดจด คือเมื่อเวลาเธอตีนั้น
ข้าพเจ้าและชัวเจ๋งไม่ได้อยู่ที่นั่น พระถังซัมจั้งก็กล่าวตามคำโป๊ยก่ายว่า แม้ว่าฟ้อง
ก็จงฟ้องแต่เห้งเจียคนเดียว ที่โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั้นมิได้เกี่ยวข้อง เห้งเจียได้ฟัง
ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ท่านเป็นผู้ใหญ่ช่างไม่มีจิตกตัญญเลย เพราะ
ว่าเพื่อด้วยอาจารย์ไปอาราธนาพระธรรม ได้ความทุกข์ทรมานนั้นเท่าไรแล้ว มา
วันนี้ข้าพเจ้าพลั้งผิดตีโจร้ายตายสองคน ท่านไปชี้สอนให้มันไปฟ้องข้าพเจ้ายังพระ
ยามัจจุราช ข้าพเจ้าตีมันตายก็จริงแต่ท่านไปอาราธนาพระธรรม ถ้าข้าพเจ้าไม่เป็น
สานุศิษย์ของท่านตามมาที่ไหนจะได้ตีคนตายเล่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะมีคำสั่งบ้าง
ว่าแล้วก็ถือไม้กระบองมายืนข้างหลุมผี กระทุ้งสามที่แล้วพูดว่าอ้ายโจรตายโหง
เอ็งจงฟังเราพูดเรายอมให้เอ็งตีเราก่อนเจ็ดที แล้วก็ตีอีกเจ็ดทีแปดทีเราก็ไม่เจ็บไม่ซ้ำ
เจ้าทำให้เราได้ความเดือดร้อนเราจึงได้ตีเจ้าตาย ต่อให้เจ้าไปฟ้องที่ไหนเราก็ไม่กลัว
เง็กเชียงฮ่องเต้ท่านรู้จักเรา เทพบุตรทั้งหลายก็เคยชอบกัน ดาวรอบท้องฟ้าก็เป็น
เพื่อนแก่เรา เทพารักษ์และพระภูมิเจ้าที่ก็เกรงใจเรา เทพยดารักษาจักรวาลก็ชอบ
กันสนิท ทุก ๆ เขตภูมิเจ้านายศักดิ์สิทธิ์ทั้งพระยามัจจุราชก็เกรงใจทั้งสิ้นตามแต่
เจ้าจะไปฟ้องเราเถิดเราไม่กลัวทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ
จึงพูดว่าอาตมภาพกล่าวคำอธิษฐานดังนั้นก็ปรารถนาจะให้เป็นคนดี ตัวทำไมจึง
ถือเอาเป็นจริงดังนั้นเล่า เห้งเจียพูดว่าอาจารย์ได้พูดไปแล้วก็ช่างเถิด เวลายังวัน
อยู่รีบไปหาที่อาศัยเถิดพระถังซัมจั่งจิตก็ยังไม่หายโกรธจึงขึ้นหลังม้า เห้งเจียยังขุ่นในใจอยู่ อาจารย์
กับศิษย์ต่างดีแต่หน้าในใจก็ต่างติเตียนกัน เดินมาสักประเดี้ยวแลไปข้างหน้า เห็น
ที่ข้างทางใหญ่เข้าไปในแนวป่านั้นมีหมู่บ้าน พระถังซัมจั้งเอาแส้ม้าชี้พูดว่าพวกเรา
เข้าไปพักอยู่ที่หมู่บ้านนั้นเถิด แล้วก็พากันเดินเข้าไปถึงที่หน้าบ้าน พระถังซัมจั้งก็
ลงจากม้าเห็นตาเฒ่าคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจั่งจึงทักถามตาเฒ่าจึงถามว่า
พระสงฆ์ท่านมาแต่เมืองไหนจะไปข้างไหน พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพนี้อยู่
เมืองไต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาธรรม มาถึงนี่ก็จวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง
รุ่งเช้าจะลาไปตาเฒ่าพูดว่าหนทางตั้งแต่เมืองท่านมาถึงที่นี่มิใช่ใกล้ ทำไมท่านผู้เดียวจึงได้
มาถึงที่นี่ได้ พระถังซัมจั่งบอกว่าอาตมภาพมีศิษย์มาด้วยสามคนเป็นเพื่อน ตาเฒ่า
ถามว่าก็สานุศิษย์อยู่ที่ไหนเล่า พระถังซัมจั้งเอามือชี้ว่าที่ยืนอยู่ข้างทางนั่นแหละ
ตาเฒ่าก็แลไปเห็นทั้งสามคนหน้าตาหยาบคายไม่น่าดูทุก ๆ คน ตาเฒ่าหันกลับ
จะเข้าบ้าน พระถังซัมจั่งยึดไว้แล้วพูดว่าท่านตาจงเมตตาขอให้อาศัยพักสักคืน
หนึ่งเถิดตาเฒ่าสั่นศีรษะโบกมือพูดว่าไม่ใช่อย่างคน จะเป็นยักษ์มารอะไรก็ไม่รู้
หนึ่งคล้ายเงือก คนหนึ่งคล้ายม้าปากยาว คนหนึ่งหน้าคล้ายกับรามสูร เห้งเจีย
ได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ที่คล้ายเงือกนั้นคือเหลนของข้าพเจ้า
ที่หน้าเหมือนม้านั้นคือโหลนของข้าพเจ้าเอง ตาเฒ่าเห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นใจคอ
ไม่สบายจะถอยเข้าบ้าน พระถังซัมจั้งจึงตามเข้าไปในบ้าน ข้างในบ้านมียายเฒ่า
คนหนึ่งจูงเด็กอายุประมาณสักหกขวบ เดินมาถามว่าอะไรกันที่ไหน พระถังซัมจั้ง
จึงเล่าให้ยายเฒ่าฟังทุกประการว่า อันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น รูปร่างหยาบ
คายก็จริง แต่สมาทานถือตามพระพุทธบัญญัติทั้งสามคน ไม่เหมือนคนโหดร้าย
ทั้งหลายดอก จะกลัวเธอทำไมตายายเฒ่าทั้งสองได้ฟังชี้แจงดังนั้น จึงค่อยหาย
ความกลัวจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งให้เชิญเข้ามา พระถังซัมจั้งจึงเดินออกไปสั่งศิษย์
ทั้งสามว่าจงระมัดระวังกิริยาให้เรียบร้อย ศิษย์ทั้งสามก็จูงม้าพาหาบเข้าไปยังเรือน
ตาเฒ่า นั่งพักคอยฟังอาจารย์จะใช้สอยฝ่ายยายเฒ่ามีจิตศรัทธาจึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง เวลานั้นก็จวนจะ
โพล้เพล้ คนในบ้านก็จัดแจงตามตะเกียงและโคมไฟสว่างไสว พระถังซัมจั้งถาม
ตาเฒ่าว่าท่านแช่อะไร อายุได้เท่าใดแล้ว ตาเฒ่าตอบว่าข้าพเจ้าแช่เอี๊ยวอายุได้
เจ็ดสิบปีแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่ามีบุตรกี่คน ตาเฒ่าบอกว่ามีคนเดียวที่ยายแก่
จูงมานั้นแหละคือหลาน พระถังซัมจั้งขอพบบุตรชาย ตาเฒ่าพูดว่าข้าพเจ้าก็แก่
แล้วเลี้ยงลูกคนนี้แสนจะลำบากกับมันวันนี้พ่อมันไม่อยู่ พระถังซัมจั้งถามว่าไปค้า
ขายที่ไหนหรือ ตาเฒ่าสั่นศีรษะพูดว่าคิดแล้วก็น่าสงสาร แม้ว่าชอบค้าขายก็เป็น
บุญของข้าพเจ้า อันกิจการบ้านเรือนไม่เอาเป็นธุระทั้งสิ้น ตั้งใจทำแต่การอัปยศ
ไม่มีความดี เที่ยวคบค้าคนพาลตีชิงวิ่งราวสกัดทางขวางหน้าฆ่าคนสารพัดจะเป็น
แต่การอกุศลทั้งสิ้น เมื่อห้าวันหายไปไม่เห็นกลับมาจนวันนี้พระถังซัมจั้งไม่ซักถามต่อไปอีก นึกแต่ในใจว่าเห็นจะเป็นอ้ายโจรที่เห้งเจียตี
ตายนั้นดอกกระมัง แล้วพระถังซัมจั้งพูดว่าพ่อแม่จิตใจเป็นกุศล เหตุไฉนบุตรจึง
ได้เป็นไปเช่นนั้น เห้งเจียว่าลูกอย่างนี้ไม่ใช่คนดีเลี้ยงไว้ทำไม ข้าพเจ้าจะช่วยจับตี
ธุระป้องกันปราบปรามเอง พระถังซัมจั๋งจึงว่าเห้งเจียทำแต่พอให้เข็ดหลาบเกรงกลัว
แล้วถอยไปเท่านั้น อย่าทำให้ถึงแก่ล้มตายเลยครั้นพวกโจรไล่มาใกล้เข้าแล้ว เห้งเจียก็ชักกระบองหันหน้ามาสกัดถามว่า
ท่านทั้งหลายจะพากันไปข้างไหน พวกโจรด่าว่าอ้ายพวกหัวโล้นมึงจงใช้ชีวิตของ
นายกู ด่าแล้วต่างคนก็เข้าล้อมเห้งเจีย เห้งเจียก็เอากระบองฟาดซ้ายฟาดขวา พวก
โจรก็ล้มราบลงไปทั้งสิ้น บ้างก็ตายบ้างก็เจ็บบ้างก็ลุกวิ่งหนีไป พระถังชัมจั้งอยู่
บนหลังม้า เห็นเห้งเจียตีคนตายหลายคน ไม่อยากจะเห็นก็รีบขับม้าเดินไป โป๊ย
ก่ายซัวเจ๋งก็วิ่งติดตามไป เห้งเจียจึงถามพวกโจรที่ถูกเจ็บว่า คนไหนเป็นบุตรตา
เฒ่า พวกโจรเจ็บครางร้องบอกว่าค่นที่สวมเสื้อสีเหลืองนั่นแหละบุตรตาเฒ่า เห้งเจีย
ตรงมาฉวยมีดตัดเอาศีรษะหิ้วขึ้นเลือดกำลังสดไหลอยู่ เห้งเจียก็รีบเดินตามมา
ทันพระถังซัมจั้ง ยกศีรษะขึ้นบอกพระอาจารย์ว่าศีรษะนี้คือศีรษะของบุตรตาเฒ่า
อ้ายคนอกตัญญูข้าพเจ้าตัดเอาศีรษะมาพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจสิ้นสติพลัดตกจากหลังม้า ครั้นได้สติจึงด่าว่า
อ้ายชาติลิงมึงเหมือนฆ่าเราจงรีบเอาไปให้พ้น โป๊ยก่ายก็เอาศีรษะนั้นไปกลบดินเสีย
ซัวเจ๋งจึงเข้าประคองอาจารย์ขึ้นม้าพระถังซัมจั้งร่ายพระคาถายี่สิบจบก็จับรัด
ศีรษะเห้งเจียเจ็บปวดหมุนคว่ำลงกับพื้น เห้งเจียร้องว่าพระอาจารย์ผิดพลั้งอย่างไร
ก็จงพูดจากันเถิด อย่าทำแก่ข้าพเจ้าดังนี้ พระถังซัมจังจึงพูดว่า ไม่มีเรื่องอะไร
ไม่ให้เจ้าตามเราไปอีกจงกลับเถิด เห้งเจียกำลังเจ็บอุตสาห์พูดว่าทำไมพระอาจารย์
จึงไล่ให้ข้าพเจ้ากลับเล่า พระถังซัมจั่งพูดว่าอ้ายคนร้ายไม่ใช่คนตั้งใจจะไปอาราธนา
พระธรรม เมื่อวานนี้ฆ่านายโจรตายเสียสองคน เราก็ไม่พอใจว่าคนไม่มีเมตตาจิต
จนถึงบ้านตาเฒ่าได้พึ่งเขาให้ข้าวให้น้ำและพักอาศัยนอน ทั้งเขายังได้เปิดประตู
ให้หนีพ้นภัย แม้ว่าลูกจะชั่วร้ายอย่างไรก็ไม่ควรจะไปตัดเอาศีรษะเขามาทำไมหา
ใช่เหตุไม่ เราได้สั่งสอนอยู่เสมอ ๆ จิตใจก็ไม่มีเมตตาสักเท่าเส้นผม เราจะเอาเจ้า
ไว้ทำไม เจ้าจงรีบไปเสียโดยเร็วอย่าให้ถึงแก่ร่ายคาถาอีก เห้งเจียจึงว่าอาจารย์อย่า
ร่ายคาถาเลยข้าพเจ้าจะไป ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหาฝ่ายเห้งเจียลอยอยู่บนกลางอากาศ คิดจะกลับไปยังถ้ำเดิมของตัว ก็นึกอาย
แก่พวกลิงบริวาร แต่ตรึกตรองอยู่นานจะไปจะอยู่ก็แสนยาก จึงคิดขึ้นมาได้ว่าอย่า
กระนั้นเลย เรากลับไปหาอาจารย์ดูอีกสักครั้งหนึ่งเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลดลง
มายังพื้นเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจั้งแล้วพูดว่า ขอพระอาจารย์ยกโทษ
ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด สืบต่อไปภายหน้าข้าพเจ้าจะไม่ทำอีกต่อไปพระถังซัมจั้งไม่ได้
ตอบว่ากระไร ซักม้าหยุดร่ายคาถา เห้งเจียเจ็บปวดก็ล้มลงกับพื้น พระถังซัมจั้ง
ถามว่าทำไมยังไม่ไปให้พ้น ยังจะกลับมาพันผูกอาตมาทำไม เห้งเจียร้องว่า อาจารย์
อย่าร่ายคาถาเลย ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟัง ข้าพเจ้าวิตกว่าไม่มีข้าพเจ้าจะไป
ด้วย อาจารย์ไปจะไม่ถึงไซทีพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ด่าว่าอ้ายชาติลิงโหดร้ายฆ่าสัตว์
ตัดชีวิตไม่มีดี แม้ว่าเราจะไปถึงหรือไม่ถึงก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เจ้าจงรีบไปให้พ้น
ขึนอยู่ช้าเราจะร่ายคาถาไม่หยุดเห้งเจียเห็นอาจารย์ไม่มีความอาลัยแล้วก็สุดที่จะ
คิดอ่านชี้แจงพูดจาต่อไป จึงเหาะขึ้นบนเวหาก็นึกขึ้นได้ว่าสงฆ์นี้ช่างไม่คิดถึงคุณ
ของเราเลย จำเราจะไปหาพระกวนอิมเล่าให้ท่านฟัง คิดดังนั้นแล้วก็เหาะตรงไป
ยังน้ำไฮ้ บัดเดี๋ยวใจก็ถึงน่ำไฮ้ เห้งเจียก็เข้าไปยังสำนัก ครั้นถึงประตูใหญ่มีบัดจา
กับเสี้ยนใช้นำพาไปหาพระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็เดินตามเข้าไป เหลือบขึ้นไปเห็น
พระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่น เห้งเจียก็ย่อตัวกราบนมัสการลงกับพื้นแล้ว ก็ร้องไห้
สะอึกสะอื้น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็ให้บัดจาพยุงขึ้น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า
เห้งเจียมีความขัดข้องอย่างไรหรือจงบอกมาให้เราแจ้ง อาตมาภาพจะได้แก้ไขให้เห้งเจียร้องไห้พลางพูดพลางว่า ข้าพเจ้าตั้งใจได้รับแต่ความทุกข์ยาก พึ่ง
พระบารมีท่านปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนให้ และให้ข้าพเจ้าตามรักษาพระถังซัม
จังไปไซที เพื่ออาราธนาพระธรรม ข้าพเจ้าก็ตั้งใจหาได้คิดแก่ร่างกายและชีวิต ปลด
เปลื้องมารร้ายให้แก่เธอก็เพราะความปรารถนาจะใคร่ได้มรรคผลในเบื้องหน้า ลบ
ล้างความผิดที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อน พระถังซัมจั้งเป็นคนอกตัญญไม่รู้จักบุญ
ของข้าพเจ้า มาหลงด้วยจิตอกุศลมิได้ตรึกตรองให้เห็นดำและขาวมาขับไล่ข้าพเจ้า
มิให้ติดตามไปดังนี้ พระโพธิสัตว์ถามว่าการดำขาวนั้นเป็นอย่างไร จงแสดงซึ่ง
เหตุผลให้เราฟังดูจะเป็นประการใด เห้งเจียจึงยกเหตุที่ฆ่าพวกโจรและบุตรตาเฒ่า
นั้น ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการพระโพธิสัตว์จึงพูดว่า พระถังซัมจั่งถือมั่นในสันดานโดยความกุศลไม่มีความ
ประมาท ไม่ทำสัตว์ที่มีชีวิตและวิญญาณให้ตกล่วงไปเห้งเจียถึงมีฤทธาอานุภาพ
เหาะเหินเดินอากาศได้ก็จริง อันลูกตาเฒ่าผิดก็จริงแต่ยังเป็นส่วนมนุษย์ หากจะ
ตัดสินโดยความตรง ข้อผิดนั้นจะตกอยู่แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็กราบลงร้องไห้ว่า
แม้ข้าพเจ้ามีความผิดไม่ชอบธรรมก็จะต้องเอาคุณหักโทษ ไม่ถึงแก่เหตุที่จะไล
ข้าพเจ้า ขอพระบารมีได้กรุณา ท่านร่ายพระคาถาถอนมงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออก
คืนให้ท่าน ปล่อยข้าพเจ้ากลับไปยังถ้ำจุ๊ยเลียมต้องเถิด พระโพธิสัตว์หัวเราะ
แล้วพูดว่า อันห่วงมงคลนั้นของพระยูไลให้มา อาตมาไม่มีคาถาอะไรจะถอนได้
เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอกราบลาไป พระโพธิสัตว์ถามว่าท่านจะไปข้างไหน
เห้งเจียว่าจะไปไซทีหาพระยูไลให้ถอนมงคลนี้ออก พระโพธิสัตว์พูดว่า เห้งเจีย
จงรอก่อน อาตมภาพจะเล็งญาณดู สมาโทษให้อย่างไหนจะดีพระโพธิสัตว์จึงนั่งบัลลังก็บัว เข้าที่แผ่ข่ายญาณสำรวมสามคนเข้าแล้ว เอา
ปัญญาจักษุเล็งดูรอบ บัดเดี้ยวก็ออกจากตนพูดว่าเห้งเจียบัดเดี้ยวพระถังซัมจั้ง
จะได้รับความคับแค้นถึงตัว ไม่ช้าก็จะต้องตามมาหาตัวเห้งเจียที่นี่ จงคอยอยู่ที่
นี่ก่อนเถิด ไว้อาตมภาพจะบอกแก่พระถังซัมจั้ง ให้เห้งเจียไปไซทีด้วยจึงจะ
สำเร็จมรรคผลเห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงยกมือขึ้นนมัสการยืนคอยอยู่
ข้างหลัง ฝ่ายพระถังซัมจั้งตั้งแต่ไล่เห้งเจียไปแล้ว ก็ให้โป๊ยก่ายจูงม้าซัวเจ๋งหาบ
ของรีบเดินไป เดินทางมาได้ห้าสิบโยชน์ พระถังซัมจั่งยอม้าหยุดร้องบอกศิษย์ว่า
ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ยามสามออกจากบ้านตาเฒ่า และทั้งถูกเห้งเจียทำการไม่พอใจให้
ลมเสีย เวลาก็จวนเพลท้องออกหิวและอยากน้ำ แหละใครจะไปบิณฑบาตมาให้
กินเล่าโป๊ยก่ายพูดว่า นิมนต์ท่านลงจากหลังม้าหยุดพักคอยข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาต
เองพระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็ลงจากม้านั่งพักคอยอยู่ โป๊ยก่ายก็
เหาะขึ้นกลางอากาศมองดูรอบทั้งแปดทิศแล้วก็ลงยังพื้นบอกแก่อาจารย์ว่า ไม่มี
ที่จะบิณฑบาตเพราะบ้านเรือนไม่มีพระถังซัมจั้งพูดว่า แม้ไม่มีข้าวกินก็หาแต่น้ำ
มากินแก้หายอยากก่อนเถิด โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ ว่าแล้วก็ฉวยบาตร
เหาะไปฝ่ายพระถังซัมจั้งนั่งคอยอยู่ข้างทางหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นโป๊ยก่ายกลับมา
พระถังซัมจังเวลานั้นอยากน้ำ น้ำลายแห้ง ทั้งหิวทั้งอยากน้ำทุรนทุรายไม่มีความสุข
ซัวเจ็งคอยโป๊ยก่ายไม่เห็นมา ก็เอาหาบวางลงแล้วพูดว่า พระอาจารย์คอยอยู่ก่อน
ข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ พระถังซัมจังนั่งร้องไห้พูดไม่ออก ซัวเจ็งก็เหาะไป ฝ่ายพระ
ถังซัมจั่งนั่งแต่ผู้เดียวในทันใดนั้น ได้ยินเสียงตึงตึงพระถังซัมจังตกใจแลไปดูเห็น
เห้งเจียคุกเข่าอยู่ข้างทางสองมือยกคนโทน้ำมาถวาย พูดว่าอาจารย์ไม่มีข้าพเจ้า
จะได้น้ำมาจากไหน น้ำนี้เย็นใสดีนิมนต์อาจารย์ฉันแก้อยากก่อน แล้วข้าพเจ้า
จะไปบิณฑบาตมาถวาย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นพูดว่าแม้ว่าเราจะตายโดยความ
อยากน้ำก็ตามเถิด ซึ่งว่าน้ำของเจ้าเอามาเราไม่ต้องการ จงรีบไปเสียให้พ้น เห้งเจีย
พูดว่าไม่มีข้าพเจ้าไปไซทีจะไปไม่ได้ พระถังซัมจังพูดว่าไปได้ไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวข้อง
อะไรแก่เจ้า อ้ายชาติลิงยังไม่ไปให้พ้นมากวนเราทำไม ฝ่ายเห้งเจียก็มีความ
โกรธชี้หน้าตวาดว่าตาขรัวแก่มีใจอาธรรม์ทำหยาบช้าแก่เรามากแล้ว ก็ยกไม้กระ
บองเหล็กหวดถูกกระดูกสันหลังพระถังซัมจังทีหนึ่งก็ล้มคว่ำสลบอยู่กับที่ เห้งเจีย
ก็เอาถุงย่ามที่ใส่ข้าวของไปหมดแล้ว ก็เหาะไปไม่รู้ว่าจะไปทางไหนฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะไปข้างซอกเขามีเรือนอยู่หลังหนึ่งเดิมเขาสูงบังอยู่แลไม่เห็น
ครั้นเหาะมาข้างหน้าเขาก็แลเห็นบ้านโป๊ยก่ายคิดในใจว่าเรารูปร่างอย่างนี้จะเข้าไป
บิณฑบาตเห็นจะไม่ได้ข้าว จำเราจะแปลงกายเสียเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลงยัง
พื้นร่ายคาถาแปลงเป็นรูปพระสงฆ์นิโรธรูปหนึ่งเดินเข้าไปยังประตูบ้าน ร้องเรียก
ว่าท่านเจ้าทานยังมีข้าวสุกเหลืออยู่บ้างหรือ คนเดินทางมามีความอดอยากอาตม-
ภาพบิณฑบาตพอให้อาจารย์ฉันสักมื้อหนึ่ง ในบ้านนั้นผู้ชายออกไปนาเหลือแต่
ผู้หญิงสองคน เห็นพระสงฆ์มาบิณฑบาตมีก็ริยาป่วยไข้ดังนั้นก็เอาข้าวสุกออกมา
ถวายให้เต็มบาตร โป๊ยก่ายก็กลับแล้วแปลงรูปตามเดิมเดินมาตามทางเก่าพบซัว
เจ๋ง จึงให้ซัวเจ๋งเอาผ้าห่อข้าวเอาบาตรไปตักน้ำได้แล้วก็พากันกลับมาหาอาจารย์
ครั้นมาถึงเห็นพระอาจารย์นอนฟุบอยู่กับดิน ม้าก็ยืนกระทึบเท้าอยู่ข้างทาง ถุงย่าม
ข้าวของก็สูญหายไปหมด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ทุบอกพูดว่าไม่ต้องตรึกตรอง นี่คือ
อ้ายพวกโจรที่เห้งเจียตีมัน ๆ ยังเหลืออยู่จึงตามมาฆ่าอาจารย์เราดังนี้ มันเอา
ข้าวของไปหมด ซัวเจ้งเอาม้ามาผูกแล้วก็เข้าประคองอาจารย์ร้องไห้ พระถังซัม
จั้งได้สติพลิกตัวฟื้นขึ้นเห็นในปากไอออกร้อน ๆ และที่หน้าอกยังร้อน โป๊ยก่ายชัว
เจ๋งก็ร้องเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งรู้สึกจึงบอกโป๊ยก่ายซัวเจ็งว่าอาตมภาพ
ยังไม่ตายดอก โป๊ยก่ายก็เข้าประคองให้นั่ง พระถังซัมจั๋งจึงบ่นว่าอ้ายชาติลิงมัน
มาทำเราดังนี้ ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายถามว่าอ้ายชาติลิงที่ไหนมาทำแก่พระอาจารย์ พระ
ถังซัมจั้งกินน้ำแล้ว พูดว่าสานุศิษย์ทั้งสองไปแล้ว เห้งเจียก็มารบกวนจะใคร่ขอ
ร่วมไปไซทีด้วย อาตมภาพไม่รับรองเป็นอันขาด มันโกรธจึงเอากระบองตีแล้ว
เก็บเอาถุงย่ามข้าวของไปหมด โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธด่าว่า อ้ายลิง
มันสามารถทำแก่อาจารย์ได้ถึงเพียงนี้พูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ชัวเจ๋งอยู่เฝ้าอาจารย์
เราจะไปทวงตามเอาถุงย่ามและข้าวของ ซัวเจ้งว่าพี่อย่าเพิ่งวุ่นวายเราคิดให้อาจารย์
ไปพักที่บ้านนั้นก่อน จะได้หาน้ำร้อนน้ำชาให้เธอฉันแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายพยุง
อาจารย์ขึ้นม้า แล้วก็พากันเดินมายังบ้านบิณฑบาตนั้น ครั้นถึงประตูบ้าน ใน
บ้านนั้นยังเหลือแต่ยายเฒ่าคนเดียว แลเห็นอาจารย์กับศิษย์พากันมา ก็หลบเข้า
ในบ้านบอกว่าไม่มีคนอยู่ เชิญไปที่อื่นเถิดพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็เกาะโป๊ยก่ายลงจากม้าแล้ว เดินมาข้างประตูปราศรัย
พูดว่า ท่านยายได้กรุณาด้วยเถิด อาตมภาพมีศิษย์สามคนพร้อมใจกันจะไบไซที
บัดนี้ศิษย์คนใหญ่มันคิดร้ายใจพาล อาตมภาพไล่มันให้กลับไปเสียก็ไม่รู้เลย ว่า
เธอจะมาทำร้ายอาตมภาพ คือได้มาตีเอาทีหนึ่งแล้วก็ลักเอาถุงย่ามข้าวของไป
อาตมภาพจะให้ไปตามเอาของจะพักอยู่กลางทางก็ไม่สมควร จึงได้มาจะขออาศัย
ที่บ้านท่านยายพอให้ไปทวงของมาได้แล้ว อาตมภาพก็จะลาไปไม่อยู่ช้ายายเฒ่าพูดว่าเมื่อกี้ก็มีพระสงฆ์มาบิณฑบาตว่าอาจารย์อยู่เมืองไต้ถังจะไปไซที
นี่ทำไมจึงมีมาอีกเล่า โป๊ยก่ายได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้น อดไม่ได้ก็หัวเราะแล้วพูด
ว่าที่พระสงฆ์มาบิณฑบาตนั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง เพราะรูปกายข้าพเจ้าหยาบคาย
วิตกกลัวจะไม่ให้ข้าว จึงต้องแปลงตัวเป็นพระสงฆ์มาบิณฑบาต ท่านยายไม่เชื่อ
จงดูที่ห่อผ้าน้องข้าพเจ้า ใช่ข้าวที่ท่านยายทำบุญไปหรือไม่ใช่ ยายเฒ่ามาพิเคราะห์
ดูข้าวก็จำได้ว่า ข้าวของตัวที่ทำบุญไป ยายเฒ่าจึงนิมนต์ให้เข้าพักในบ้านฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ก็พากันเข้าไปพักในบ้านยายเฒ่าก็ยกน้ำร้อนน้ำชา
มาถวาย ซัวเจ๋งเอาน้ำร้อนปนกับข้าวสุกให้อาจารย์ฉันสองสามคำ พระถังซัมจั้ง
ถามว่าใครจะไปตามเอาข้าวของโป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปเอง พระถังซัมจังว่าโป๊ย
ก่ายไปไม่ได้ เพราะไม่ชอบกันทั้งจะพูดจาก็หยาบคาย เห้งเจียเป็นคนดุร้ายจะเสีย
การ ให้ซัวเจ๋งไปจึงจะได้ ซัวเจ้งก็รับว่าจะไป พระถังซัมจั่งจึงสั่งว่าถ้าไปถึงแล้ว
แม้ว่าเธอยอมคืนถุงย่ามให้มาจงทำเคารพนพนอบขอบคุณ หากเธอไม่ให้ก็อย่าสู้
รบโต้ตอบ จงรีบข้ามไปห่าพระโพธิสัตว์กวนอิม เล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ท่านฟัง
นิมนต์ท่านไปถามเธอชำระให้ชัวเจ๋งรับคำสั่งแล้วก็ร่ายคาถารีบเหาะตรงไปยังทิศบูรพา หมายเขาฮวยก๊วยชัว
ซัวเจ๋งเหาะมาได้สามวันสามคืนก็มาถึงเขาฮวยก๊วยซัวก็ลงยังยอดเขาเดินมายังถ้ำ
จุ๊ยเลียมต้อง ซัวเจ็งแอบเข้าไปใกล้พิศดูก็เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นศิลา สองมือ
กำลังคลี่แผ่นหนังสืออ่านว่าชมพูทวีปเมืองไต้ถัง ข้าพเจ้าครองราชสมบัติเป็นเจ้า
ปกครองบ้านเมืองตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีเหตุด้วยวิญญาณจิตของข้าพเจ้าลง
ไปยังเมืองนรก ขอบใจท่านพระยามัจจุราชได้ส่งวิญญาณกลับคืนมายังมนุษยโลก
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงทำมหากุศลแผ่อุทิศไปให้แก่พวกที่ต้องทรมานทุกข์ในนรก
นั้นให้พ้นจากโทษ เวลานั้นมีพระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จมาชี้แจงว่า ที่ประเทศไซที
มีพระไตรปิฎกธรรม มีอภินิหารกุศลอาจโปรดพวกที่ตกอยู่ในอบายภูมิให้พ้นโทษได้
ข้าพเจ้าจึงให้พระสงฆ์แช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง เป็นพระถังซัมจั้งไปยังประเทศไซทีสืบหา
พระไตรปิฎกธรรมอันวิเศษ จะได้อาราธนามายังเมืองไต้ถัง แม้ว่าข้ามไปไซทีทุกๆ
เมือง ขอให้เห็นแก่การกุศลดูตามหนังสือเดินทางฉบับนี้ จงปล่อยให้ไปโดยสะดวก
เถิด เมืองไต้ถังพระเจ้าเจงกวนเสวยราชสมบัติได้สิบสามปีประทับตราเก้าดวง
ตั้งแต่ออกจากเมืองไป ข้ามทุก ๆ เมืองมาตามทางได้สานุศิษย์สามคน คนใหญ่
ชื่อซึงหงอคงเห้งเจีย คนที่สองชื่อหงอเหนงแซ่ตือโป๊ยก่าย คนที่สามแช่ซัวชื่อหงอ
เจ็งซัวเจ็งอ่านดังนี้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ซัวเจ๋งแอบได้ยินก็รู้ว่าหนังสือเดินทางของ
อาจารย์ จึงเดินเข้าไปใกล้ร้องเรียกพี่เห้งเจียหนังสือเดินทางของอาจารย์พี่อ่านทำไมเห้งเจียก็เงยหน้าแลไปจำซัวเจ๋งไม่ได้ จึงร้องให้จับตัวพวกบริวารวานรก็เข้าล้อม
จับซัวเจ็งลากมาหาเห้งเจีย เห้งเจียตวาดว่าเจ้าอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาแอบดูในที่
ของเรา ซัวเจ็งเห็นว่าเห้งเจียแปรปรวนทำไม่รู้จักจึงเคารพพูดว่า อันส่วนพี่นั้น
พระอาจารย์ท่านไม่พอใจมีความขุ่นเคืองไล่พี่เสียมิให้ติดตามไปด้วย เมื่อเวลา
นั้นน้องก็ยังมิได้ขอร้องต่ออาจารย์ ครั้นข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายไปหาข้าวหาน้ำอยู่ข้างนี้
พี่มีกะใจมาหาอาจารย์อีก ท่านก็ถือมานะมั่นไม่ให้ไป พี่เอากระบองตีอาจารย์
ล้มคว่ำลงกับพื้นแล้ว ก็เอาถุงย่ามข้าวของมาเสีย บัดนี้ข้าพเจ้าช่วยอาจารย์ฟื้น
แล้วจึงมาตามกราบเท้าพี่แม้ว่าพี่คิดถึงเมื่อครั้งได้ออกจากเขาได้พ้นทุกข์แล้วนั้น
เอาถุงย่ามกลับไปหาอาจารย์แล้ว จะได้พร้อมกันไปไซที แม้ว่าพี่ไม่ไปก็ขอแต่ถุง
ย่ามให้ข้าพเจ้าเอาไป พี่อยู่ที่นี่รับซึ่งความสุข อย่างนี้ก็จะดีทั้งสองฝ่ายเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าซัวเจ็งคิดดังนั้นไม่ถูกใจเรา เรา
คิดว่าตีพระถังซัมจั้งและเอาถุงย่ามมา ไม่ใช่จะไม่คิดไปไซที เราก็มิใช่จะอยากอยู่
ที่นี่ เราอ่านหนังสือเดินทางให้คล่องแล้วเราก็จะไปไซทีเอง อาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรมส่งไปเมืองไต้ถังให้สำเร็จโดยลำพังของเราเอง ให้แพร่หลายในชมพูทวีปรู้ทั่ว
กันจะได้ยกย่องเราเป็นพระมหาราชครู ชื่อเสียงเราจะได้ปรากฏต่อๆ ไปจะไม่ดีหรือ
ซัวเจ้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า พี่เห็นความดังนั้นไม่พอการ เหตุเดิมมาก็หาได้กล่าว
ว่าซึงเห้งเจียไปอาราธนาพระธรรมไม่ พระพุทธเจ้าได้ไว้พระไตรปิฎกแก่พระโพธิ
สัตว์กวนอิม เสด็จมายังเมืองไต้ถังเที่ยวหาผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก และ
พระโพธิสัตว์พูดว่าผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปีฎกนั้น คือชื่อกิมเสี้ยนโพธิสัตว์เป็น
สาวกของพระองค์ เพราะเธอขาดฟังธรรม พระยูไลปรับโทษให้ไปปฏิสนธิยัง
เมืองไต้ถังประเทศจีน บวชในพระพุทธศาสนาโดยทางปฏิบัติบำเพ็ญบารมีให้
ใหญ่กว้างเอาคุณถ่ายโทษกว่าจะบริบูรณ์ซึ่งมรรคผล เพราะฉะั้นจึงมีมารยักษ์ร้าย
พวกเราได้ปลดเปลื้องทรมานทั้งสามคนเป็นผู้รักษาธรรม แม้ว่าไม่มีพระถังซัมจั่ง
ไปด้วยแล้ว พระยูไลองค์ไดจะยอมให้พระไตรปิฎกมาเล่า คิดดังนั้นจะมิเสียเวลา
เปล่าหรือ เห้งเจียว่าน้องรู้หนึ่งไม่รู้สอง น้องพูดว่าน้องมีพระถังซัมจั่งคุ้มไป เรา
ก็มีพระถังซัมจังจัดแจงไว้พร้อมแล้ว รอได้เวลาพรุ่งนี้เช้าเราก็จะไปไซที แม้ว่าไม่
เชื่อเรา เราจะนิมนต์ออกมาให้ดูพูดแล้วก็สั่งบริวารว่า จงไปนิมนต์พระถังซัมจั่งมา
พวกวานรก็เข้าไปในประตูพยุงพระถังซัมจังเดินออกมา มีม้าขาวตัวหนึ่งกับโป๊ยก่าย
หาบของ ซัวเจ๋งถือไม้เท้าเดินตามมาซัวเจ๋งแลไปเห็นดังนั้นก็โกรธพูดว่า เราไม่ได้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนนามอะไร ทำไม่
จึงมีซัวเจ๋งที่ไหนมาอีกคนหนึ่งดังนี้ ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงมาตีซัวเจ๋งแปลงล้มลง
ตายทันที เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องให้พวกบริวารล้อมจับ ซัวเจ๋งก็ตีฝ่าออกจากที่ล้อม
ได้แล้วก็รีบหนีออกจากทางเก่าเหาะขึ้นบนเวหาบ่นว่าอ้ายลิงมันถือดีดังนี้ เราจะ
เลยไป่ฟ้องพระโพธิสัตว์ให้ท่านทราบเรื่อง เห้งเจียเห็นซัวเจ๋งไปแล้วก็กลับเข้าถ้ำ
คัดเลือกลิงน้อยที่แปลงได้ ให้แปลงเป็นรูปซัวเจ๋งไว้อย่างเดิม แล้วก็สั่งให้ไปไซทีฝ่ายซัวเจ๋งออกจากเขาฮวยก๊วยซัวแล้ว ก็เหาะตัดตรงไปเขาโป๊ท่อซัว เหาะมา
วันกับคืนหนึ่งก็ถึง ซัวเจ๋งก็ลงยังพื้นค่อยเดินมาใกล้สำนัก แลไปเห็นบัดจาเดิน
ออกมาต้อนรับปราศรัยไต่ถามว่าท่านซัวเจ็งทำไมไม่ไปตามรักษาพระถังซัมจั้งไปไซที
มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ ซัวเจ็งคำนับแล้วพูดว่า เหตุมีกิจธุระจะใคร่มาหาพระโพธิ
สัตว์ขอท่านจงได้อนุเคราะห์นำข้าพเจ้าไปเฝ้าด้วยเถิด บัดจาก็รู้ว่าจะมาตามเห้งเจีย
จึงเข้าไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงให้บัดจาพาซัวเจ้งเข้ามา ฝ่ายเห้ง
เจียยืนเฝ้าพระโพธิสัตว์อยู่ข้างแท่น แลไปเห็นซัวเจ้งเดินเข้ามาก็นึกเข้าใจแน่ว่า
เห็นพระอาจารย์จะมีภัยร้ายแล้ว จึงให้ซัวเจ๋งมาตามพระโพธิสัตว์ดอกกระมัง ซัว
เจ๋งครั้นเข้ามาถึง แลเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่นก็ก้มหน้ากราบนมัสการ แล้ว
เงยหน้าจะกราบเรียน แลไปเห็นเห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นก็ทันจะได้พูดจาอะไรไม่ ฉวย
พลองกระโดดมาตีเอาเห้งเจีย เห้งเจียก็มิได้ต่อสู้ ซัวเจ๋งว่ามึงมีความผิดต้องโทษ
อกุศลแล้ว มึงยังแอบมาจะหลอกพระโพธิสัตว์หรือ พระโพธิสัตว์จึงตวาดห้ามว่า
ซัวเจ็งอย่าวุ่นวาย มีธุระอะไรจงบอกมาให้อาตมภาพทราบด้วย ซัวเจ็งกันมัสการ
โดยกำลังโกรธ เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการแล้ว
ว่าข้าพเจ้าจะมากราบเรียนให้ทราบไม่รู้เลยว่าเหาะมาอยู่นี่ก่อนและไม่ทราบว่าเอา
อะไรมากราบเรียนแก้ตัวแล้วพระโพธิสัตว์ได้ฟังชัวเจ็งพูดดังนั้น จึงพูดว่าซัวเจ้งอย่าเอาโทษมาใส่เขา เห้งเจีย
มานี่ได้สี่วันแล้ว อาตมภาพก็ยังหาได้ปล่อยให้ไปไหนไม่ เหตุนี้จะเกิดขึ้นจากไหน
ชัวเจ็งพูดว่าที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องก็มีเห้งเจียคนหนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้เอาเท็จมากล่าว
พระโพธิสัตว์ว่าถ้าจริงดังนั้นซัวเจ๋งจงไปกับเห้งเจียดูให้รู้ก่อน เมื่อไปถึงแล้วก็จะรู้ได้
เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงชวนซัวเจ๋งคำนับลาพระโพธิสัตว์พากันออก
จากสำนักก็รีบเหาะตรงไป เมื่อเหาะมาตามทางเห้งเจียคิดจะไปให้ถึงก่อน แต่ซัว
เจ๋งห้ามไว้โดยซัวเจ๋งมีความสงสัยเห้งเจียว่าจะทำอุบายประการใดก็ไม่รู้ เห้งเจีย
ซัวเจ็งพากันเหาะมาไม่ช้าก็ถึงเขาฮวยก๊วยชัว ลงยังพื้นเดินเข้าไปที่ประตูถ้ำแลไป
เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นศิลาทำกิริยานั่งลุกนุ่งห่มไม่ผิดเห้งเจีย เห้งเจียเห็นดัง
นั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก ก็ผละจากซัวเจ๋งโดดเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
เฮ้ยอ้ายนี่มึงเป็นปิศาจร้ายที่ไหนจึงอาจสามารถแปลงเป็นรูปเราดังนี้ฝ่ายเห้งเจียนั้นก็มิได้โต้ตอบประการใด จับกระบองโดดลงมาจากแท่น ตรง
เข้ารบกับเห้งเจียทั้งสองรบกันไม่รู้ว่าใครจริงใครปลอม แล้วก็เหาะขึ้นรบกันบน
อากาศ ฝ่ายชัวเจ็งก็เหาะตามขึ้นไปแต่ไม่ร้ว่าจะช่วยข้างไหนได้ เพราะไม่ทราบว่า
คนไหนปลอมคนไหนจริง จึงกลับลงมายังพื้นตีขนาบเข้าไปในถ้ำ พวกลิงเหล่า
นั้นก็พากันตกใจกลัว จึงหนีกระจัดกระจายไปทั้งสิ้น ซัวเจ๋งเข้าไปค้นหาถุงย่ามก็
มิได้พบเห็น จึงเหาะกลับขึ้นไปคิดจะเข้าช่วยรบก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะจริงและปลอม
เห้งเจียร้องส่งซัวเจ๋งว่า เจ้าช่วยไม่ได้ก็ให้รีบกลับไปบอกแก่พระอาจารย์ว่า ที่นี่มี
เหตุขึ้นดังนี้ พี่จะรบล่อมันไปเขาน้ำไฮ้ ให้พระโพธิสัตว์ชำระให้เห็นเท็จและจริง
เมื่อเห้งเจียร้องสั่งชัวเจ๋งดังนั้น เห้งเจียปลอมก็ร้องสั่งเหมือนดังนั้นสุ้มเสียงก็ไม่ผิด
กัน ซัวเจ้งก็เหาะกลับไปหาพระอาจารย์ฝ่ายเห้งเจียทั้งสองรบกันพลางถอยพลางจนมาถึงเขาน่ำไฮ้ พวกเทวดาเทพา
รักษ์ก็ตกใจตื่น จึงพากันเข้าไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์ว่ามีเห้งเจียทั้งสองรบกัน
มาที่นี่แล้วฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ก็พร้อมด้วยฮุยไง้เสี้ยนใช้ท่งจื้อกับนางเล่งหนึง
ลงจากบัลลังก์ เดินออกไปจากสำนักตวาดว่าอ้ายพวกสัตว์มึงจะไปข้างไหน เห้งเจีย
ทั้งสองก็ยังมือพูดว่าขอพระโพธิสัตว์ได้ทราบ อ้ายนี่รูปร่างก็ริยาเหมือนตัวข้าพเจ้า
รบกันตั้งแต่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องจนมาถึงที่นี่ยังไม่แพ้ชนะกัน ซัวเจ๋งเข้าช่วยไม่ได้ข้าพเจ้า
ให้กลับไปหาอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงรบล่อมาถึงนี่ขอพึ่งพระโพธิสัตว์โปรดเล็งญาณ
จักษุพิจารณาดู ให้เห็นเหตุเท็จและจริงชั่วดีด้วยเถิดเห้งเจียปลอมมันก็พูดอย่าง
เห้งเจียจริงเหมือนกันพระโพธิสัตว์กับเทพยดาทั้งหลาย พิจารณาดูเป็นนานก็มิได้รู้ว่าข้างไหนเท็จ
จริงข้างไหนจริง พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าเจ้าทั้งสองจงละมืออยู่ก่อน เห้งเจียทั้งสอง
ก็ต่างคนต่างถอยออกห่างกัน ทั้งสองข้างต่างพูดว่าข้าพเจ้าจริงข้างนั้นปลอม พระ
โพธิสัตว์จึงเรียกบัดจากับเสี้ยนใช้ท่งจื้อมากระซิบสั่งว่า เจ้าทั้งสองจงไปคุมอยู่คน
ละข้างอาตมาจะร่ายคาถาบีบขมับหัว แม้ว่าคนไหนจริงก็ปวดศีรษะคนไหนปลอม
ก็ไม่ปวด บัดจากับเสี้ยนใช้ท่งจื้อได้ฟังพระโพธิสั่งดังนั้นต่างก็แยกกันไปคุมคนละ
คน พระโพธิสัตว์ก็ร่ายคาถาเห้งเจียทั้งสองก็เจ็บปวดพร้อมกันหมุนคว่ำลงกับพื้น
เอามือประคองศีรษะร้องว่าเจ็บปวดทนไม่ได้แล้วขอท่านได้งดเถิดอย่าภาวนาเลย
พระโพธิสัตว์ก็หยุดภาวนาเห้งเจียทั้งสองหายปวดพร้อมกันก็เข้ารบกันอีกต่อไป
พระโพธิสัตว์ก็สิ้นปัญญาไม่รู้ที่จะคิดประการใดจึงร้องเรียกหงอคงคำหนึ่ง เห้งเจีย
ทั้งสองก็ขานรับ พระโทธิสัตว์บอกว่าเห้งเจียเคยขึ้นไปทำจลาจลบนดาวดึงส์
วิมานสวรรค์ เทวดาอินทร์พรหมก็รู้จักได้ทุกคนจงขึ้นไปไปให้เทวดาอินทร์พรหม
พิจารณาเถิดจะได้ชำระตัดสินให้เห้งเจียทั้งสองได้ฟังดังนั้น ต่างคนก็คำนับลาไปออกจากน้ำไฮ้รบกันพลางถอย
กันพลางต่อสู้กันไป จนขึ้นถึงประตูสวรรค์น่ำหมึง พวกเทวดาใหญ่น้อยทั้งหลาย
ที่เฝ้าประตูสวรรค์แลเห็นดังนั้นก็พากันถืออาวุธออกสกัดกั้นมิให้เข้าไป แล้วร้อง
ถามว่า จะมาทำอะไรกันที่บนนี้ มิใช่ที่สนามรบพุ่งกัน เห้งเจียจึงพูดว่าข้าพเจ้า
รักษาพระถังซัมจั้งไปถึงกลางทาง ข้าพเจ้าตีโจรตายเธอเกลียดข้าพเจ้าไล่ข้าพเจ้า
มีให้ตามเธอไปไซที ไม่รู้ว่าอ้ายปิศาจอะไรแปลงตัวเหมือนข้าพเจ้า ไปตีพระถังซัมจั่ง
สลบแล้วก็ลักเอาถุงย่ามที่ใส่สิ่งของไปเสียและไปชิงเอาที่ถ้าอยู่ของข้าพเจ้าครอบ
ครองตั้งตัวเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าต่อสู้รบกันตั้งแต่ถ้าจุ๊ยเลียมต้องไล่กันมาจนถึงน่ำไอ้ขัว
พระโพธิสัตว์ก็พิจารณาไม่ออกไม่รู้ว่าข้างไหนเป็นเห้งเจียปลอม ข้าพเจ้าจึงได้ขึ้น
มาขอให้หมู่เทพยดาใหญ่น้อยทั้งหลายช่วยกัน พิเคราะห์ดูว่าใครจะเท็จและจริง
เห้งเจียปลอมก็พูดดังนั้นเหมือนกันฝ่ายหมู่เทพยดาใหญ่น้อยทั้งหลายก็พากันพิจารณาดูก็มิได้รู้ว่าใครเท็จใครจริง
เห้งเจียทั้งสองร้องว่าท่านทั้งหลายไม่เข้าใจได้ก็หลีกทางให้ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าเง็ก
เชียงฮ่องเต้ พวกเทวดาจะกั้นกางไว้ก็ไม่ฟัง จึงเปิดปล่อยให้เข้าประตู เห้งเจีย
ทั้งสองรบกันพลางถอยพลางเลยเข้าประตูสวรรค์ รบกันมาจนถึงหน้าปราสาทเหลง
เชียวเต้ย หมู่เทวดาผู้ใหญ่เห็นดังนั้น ก็เข้าไปกราบทูลว่าบัดนี้มีเห้งเจียทั้งสองรบ
ต่อสู้กันมา เทวดาจะกั้นกางไว้ก็ไม่อยู่ ร้องว่าจะเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลยังไม่สิ้น
ความก็ได้ยินเสียงอึกทึกเข้ามา เง็กเชียงฮ่องเต้แลไปเห็น พระองค์ก็เสด็จลงจาก
บัลลังก์ตรัสถามว่า เจ้าทั้งสองมีเหตุอย่างไรจึงได้ล่วงขึ้นมาทำวุ่นวายดังนี้ เห้งเจีย
ทูลว่าขอพระเป็นเจ้าได้โปรดข้าพเจ้าได้สมาทานถือตามพระพุทธบัญญัติแล้ว ก็ไม่
อาจล่วงเกินหมิ่นประมาท เหตุด้วยปิศาจนี้มันแปลงปลอมข้าพเจ้ากระทำการทุจริต
เห้งเจียก็เล่าความจริงทุกประการให้เง็กเชียงฮ่องเต้ฟัง ขอพระองค์ได้โปรด เห้งเจีย
ปลอมมันก็เล่าให้เงิกเซียงฮ่องเต้ฟังบ้างดุจเดียวกัน เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ฟังดังนัน จึง
มีรับสั่งให้ถักทะลีทีอ้องเอากระจกวิเศษที่จับปิศาจออกมาสองดู แม้ว่าจริงอย่างไร
ก็จะรู้ได้หากว่าเท็จก็สูญหายไปถักทะลีทีอ้องก็เอากระจกนั้นมาส่องดู เง็กเชียงฮ่องเต้ก็พร้อมกับเทพยดาทั้ง
หลายพิเคราะห์ดูในบานกระจก ก็แลเห็นเห้งเจียทั้งสองยืนอยู่ในกระจก รูปร่าง
กิริยานุ่งห่มไม่ผิดกัน เง็กเชียงฮ่องเต้ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าใครเท็จใครจริง จึงขับ
ไล่ให้ออกจากสวรรค์ทั้งสองคน เห้งเจียทั้งสองต่างก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราพากัน
ไปหาอาจารย์จึงจะรู้ได้แน่ พูดกันดังนั้นแล้วก็เข้ารบกันต่อไปอีก ซัวเจ๋งตั้งแต่
กลับมาหาอาจารย์ จึงเล่าให้อาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เมื่อแรกคิดว่าเห้งเจียตีอาตมภาพ ไม่รู้เลย
ว่าปิศาจแปลงเป็นเห้งเจียมาทำร้ายดังนี้ ซัวเจ๋งพูดว่าปิศาจนั้นมันแปลงเป็นอาจารย์
และมากับโป๊ยก่ายคนหนึ่ง และแปลงเป็นข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าเอาพลองตีตาย
กลายเป็นปิศาจลิง แต่ที่มันแปลงเป็นเห้งเจียนั้น ยากที่จะรู้ได้ พระถังซัมจังได้
ฟังดังนั้นก็ตกใจ พูดกันไปมาประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงบนอากาศอึกทึกก้องโกลาหล
ลงมา จึงพากันออกมาดู ก็เห็นเห้งเจียสองคนรบกันมา โป๊ยก่ายแลเห็นก็อดไม่ได้
ตะโกนร้องว่าพี่เห้งเจียอย่าล่าถอยมันข้าพเจ้ามาแล้ว เห้งเจียทั้งสองก็ร้องเรียกว่า
น้องจงมาช่วยพี่ด้วย ซัวเจ๋งบอกแก่อาจารย์ว่า ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายไปกันออก
มาคนละคนแล้วอาจารย์ร่ายคาถาถ้าคนไหนปวดศีรษะคนนั้นเป็นจริงได้พระถังซัมจั้งพูดว่าคิดดังนี้ดี ซัวเจ็งก็มาจับเห้งเจียคนหนึ่งบอกโป๊ยก่ายให้จับ
เห้งเจียคนหนึ่ง ต่างคนต่างจับกันคนละคน ลากมายังหน้าบ้านยายเฒ่า พระถัง
ซัมจังก็ร่ายคาถา เห้งเจียทั้งสองก็พร้อมกัน ร้องปวดศีรษะพร้อมกันทั้งสองคนว่า
ปวดเต็มที่แล้ว อย่าภาวนาเลยหยุดเถิดพระถังซัมจั้งก็หยุดไม่ภาวนา ก็มิได้รู้ว่า
คนไหนจะจริงคนไหนจะเท็จ เห้งเจียทั้งสองก็เข้ารบกันอีกต่อไป เห้งเจียจึงร้อง
เรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ้งสั่งว่าน้องทั้งสองจงรักษาอาจารย์ไว้พี่จะรบแก่มันไปหา
พระยาเงียมพ้ออ่องมัจจุราช ให้พระยาเงียมฟ้ออ๋องมัจจุราชพิจารณาเพื่อเห็นจริง
แล้วจะกลับเห้งเจียมันก็สั่งดังนั้นเหมือนกันแล้วก็เข้าซุลมุนฟัดเหวี่ยงกันไป
มาบัดเดี๋ยวก็ไม่เห็นโป๊ยก่ายถามซัวเจ๋งว่า เมื่อน้องไปยังถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง เห็นโป๊ยก่ายปลอมหาม
ของอยู่ ทำไมจึงไม่ชิงเอามาเสียเล่า ซัวเจ๋งพูดว่าเมื่อเวลานั้นเห็นชัวเจ้งปลอม
ข้าพเจ้าก็โจมตีซัวเจ้งปลอมนั้นตาย พวกมันเห็นดังนั้นก็เข้าล้อมจับข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
ก็ตีซ้ายป่ายขวา หนีรอดชีวิตมาได้ แล้วภายหลังเห้งเจียทั้งสองกำลังรบกันอยู่กลาง
อากาศ ข้าพเจ้าได้กลับเข้าไปในถ้ำ เห็นมีชะวากในถ้ำมีน้ำไหล ก็หารู้ว่าประตู
นั้นเข้าทางใดไม่ จึงได้กลับออกมาโป๊ยก่ายพูดว่าไม่เข้าใจ เมื่อครั้งก่อนพี่ได้ไปเชิญเห้งเจีย พี่ได้เข้าไปในถ้ำนั้น
เห็นพี่เห้งเจียเข้าไปผลัดเครื่องนุ่งห่ม เธอดำน้ำเข้าไปที่ซะวากน้ำไหลนั้น ซะรอย
จะเป็นประตูในอยู่ตรงนั้นเองพระถังซัมจั้งว่าโป๊ยก่ายไปค้นดูในเวลาเมื่อมันไม่
อยู่ดังนี้ จะได้ถุงย่ามของเราดอกกระมัง ครั้นได้มาเราจะได้พากันไป แม้เห้งเจีย
จะมาเราก็ไม่ต้องการ โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้น ก็พูดว่าข้าพเจ้าจะไปเอง
สูดดังนันแล้วก็เหาะขึนบนอากาศ หมายตรงไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ฝ่ายเห็งเจีย
ทังสองรบล่อกันมาจนถึงประตูเมืองนรก พวกหมู่ผีทังหลายได้ยินเสียงกึกก้อง
หวั่นไหวก็ตกใจ พากันหนีซุกซ่อนเอาตัวรอด ที่ใจกล้าก็วิ่งเข้าไปบอกพระยาเงียม
ฟ้ออ๋องว่า ขอไต้อ๋องได้ทราบบัดนี้มีเห้งเจียรบกันกึกก้องโกลาหล ใกล้ประตูเข้า
มาแล้วเวลานั้นพระยามัจจุราชกำลังประชุมพร้อมกันทั้งสิบองค์ยังตำหนักชุมลอเต้ย
ได้ยินพวกผีมาบอกดังนั้นก็ตกใจ จึงให้เกณฑ์ทหารมาพร้อมกันยังตำหนักซุมลอ
เต้ยคอยระวังอยู่และให้ไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง นิมนต์มาพร้อมกัน
ยังตำหนักซุมลอเต้ย ประเดี๋ยวก็เห็นเห้งเจียทั้งสองรบกันซุลมุน เข้ามาถึงหน้า
ตำหนักชุมลอเต้ย พวกทหารก็ออกมาสกัดกั้นไว้ ถามว่าท่านมีเหตุอย่างไรจึงได้
รบกันวุ่นวายเข้ามาถึงนี่เล่า เห้งเจียจึงเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้ฟังแล้ว จึง
พูดว่าบัดนี้ข้าพเจ้าจะมาขอให้ท่านเงียมพ้ออ้องเอาบัญชีสารบบออกมาตรวจดู
เพื่อจะได้รู้ว่าอ้ายเห้งเจียปลอมคนนี้มันเกิดมาแต่ไหน จะได้จับเอาวิญญาณและ
ขับไล่มันไปเสียให้พ้น อย่าให้มันมาทำวุ่นวายขึ้นอย่างนี้อีกต่อไป เห้งเจียปลอม
มันก็พูดอย่างเดียว เงียมพ้ออ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้สมุห์บัญชีค้นสารบบตรวจดู
จนตลอดก็ไม่เห็นมีเห้งเจียปลอม เอาสารบบพวกสัตว์มีขนมาตรวจดูก็ไม่เห็นมี
เห้งเจียปลอม เอาสารบบพวกสัตว์มีขนมาตรวจดูร้อยสามสิบแห่ง ที่แห่งวานรนั้น
เมื่อครั้งเห้งเจียได้สำเร็จภาคลงมาแผ่อำนาจ เอาสารบบมาลบชื่อวานรเสียหมดแล้ว
ตั้งแต่นั้นมาชื่อลิงก็ไม่มีจนเท่าทุกวันนี้ ครั้นตรวจดูแล้วพระยาเงียมฟ้ออ้องทั้งสิบ
องค์บอกแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตรวจดูแล้วในสารบบทั้งหลายไม่มีชื่อ
แม้ว่าจะให้เห็นจริงก็เชิญท่านกลับขึ้นไปยังมนุษยโลกนันเถิดเวลานั้นพระโพธิสัตว์เตจองอ๋องพูดว่าจงยังก่อน อาตมภาพจะให้ (ที่เทีย) ฟังดู
ก็จะรู้ว่าใครจะเท็จและจริงอันทีเทียนนั้น คือสัตว์คล้ายสิงโต นอนอยู่ข้างหน้าโต๊ะ
เตจองอ๋อง หากนอนกกอยู่กับดินแล้วก็ฟังรู้ได้ตลอดซึ่งการร้ายและดี เวลานั้น
พระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง จึงมีคำสั่งให้สัตว์ทีเทียนั้นนอนฟัง สัตว์นั้นก็นอนราบลง
กับพื้น บัดเดี้ยวก็เงยศีรษะขึ้นบอกแก่พระโพธิสัตว์เตจองอ๋องว่า อันปิศาจเห้งเจีย
ปลอมนี้ก็จริง แต่ไม่ควรจะพูดออกในเวลานี้ และมีกำลังจะช่วยจับก็ไม่ได้ พระ
โพธิสัตว์เตจองอ๋องถามว่าเหตุใดจึงจะช่วยไม่ได้และทำไมจึงไม่ควรจะพูดออก ที่เทีย
พูดว่าแม้พูดออกในเวลานี้ก็จะเกิดจลาจลวุ่นวายที่ตำหนักชุมลอเต้ยนี้ก็มิได้เป็นสุข
และกำลังฤทธิ์อานุภาพนั้นก็เสมอกับเห้งเจีย ในนรกนี้จะมีใครฝีมือสักเท่าใดจึง
จะช่วยจับได้ พระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง ถามว่าถ้าดังนั้นจะทำประการใดดี ทีเทีย
บอกว่าอภินิหารแห่งพระพุทธพระธรรมไม่มีผู้ใดเสมอ เตจองอ๋องได้ฟังดังนั้นก็นึก
ขึ้นได้จึงบอกแก่เห้งเจียว่าท่านทั้งสองรูปร่างเหมือนกัน ฤทธาอานุภาพเสมอกัน
แม้จะให้เท็จและจริงแล้วจงรีบไปไซทีหาพระยูไลที่วัดลุ่ยอิมยี่เถิดจึงจะได้รู้แน่
เห้งเจียทั้งสองพร้อมกันพูดว่าเห็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาไป เห้งเจียทั้งสองก็
รบกันคับเคี่ยวไปมา แล้วพูดว่าเราทั้งสองจงไปไซทีหาพระยูไลชำระให้เห็นจริง
พูดแล้วก็เข้าบุกบั่นรบกันต่อไปฝ่ายพระยาเงียมพ้ออ๋องก็ส่งพระโพธิสัตว์ไปยังที่เงียมฟ้ออ๋องทั้งหลายก็กลับ
ไปยังที่ เห้งเจียทั้งสองรบกันพลางเหาะพลางมาจนถึงเขาเล่งจื้อซัว เสียงอึกทึก
กึกก้องโกลาหลหวั่นไหวในพื้นพสุธาเวลานั้นหมู่เทพยดาอินทร์พรหมและหมู่สาวก
ทั้งหลาย กำลังแวดล้อมเฝ้าพระยูไลเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ในพระอารามใหญ่
พระยูไลก็เคลื่อนลงจากบัลลังก์แก้ว ตรัสแก่อินทร์พรหมและเทพบุตรสาวกทั้ง
หลายว่าบรรดาที่มาสดับธรรมเทศนาจงสำรวมจิตอันหนึ่งคอยดู สองจิตรบกันมา
แล้ว ในหมู่ประชุมก็ตั้งตาคอยแลดู จึงเห็นเห้งเจียทั้งสองต่อสู้กันมา ร้องฟ้าร้อง
ดินอึกทึกมาถึงหน้าอารามลุ่ยอิมยี่หมู่เทพบุตรกับเจ้ากิมกังทั้งหลายก็ออกสกัด
กั้นไว้ แล้วถามว่านี่จะรบกันไปข้างไหน เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันแปลงทำเหมือนรูป
ข้าพเจ้า ๆ จะมาหาพระยูไล ขอให้ท่านพีจารณาดูให้รู้แน่ว่าเท็จและจริงประการใด
หมู่เทพยดาอินทร์พรหมทังหลายกันกางไว้ไม่อยู่ก็เลยล่วงเข้ามาถึงที่หน้าพระ ต่าง
คุกเขาลงนมสการแลวจงเล่าแต่ต้นจนปลายให้พระยุไลฟ์ง พูดว่าข้าพเจ้าไปถึ
ชันฟ้าและลงไปยังเมืองนรกก็ไม่มีใครสามารถจะพิจารณารู้ได้ จึงได้มาเฝ้าพระ
องค์ว่า ขอพระบารมีได้โปรดทรงพิจารณาให้เห็นเท็จและจริง ข้าพเจ้าจะได้กลับ
ไปรักษาพระถังซัมจั่งพามานมัสการพระพุทธองค์ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
กลับไปเมืองไต้ถัง กระทำให้แพร่หลายแก่มหาชนในประเทศทิศบูรพาพระยูไลเจ้าเมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ทรงทราบในพระญาณว่าเท็จจริง
ประการใดแล้ว พระองค์จะทรงแสดงให้แจ้งในทันใดนั้น บังเอิญแลไปก็เห็นเมฆ
สีเขียวลอยลิ่วมา ครั้นถึงแลเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมลงมาจากเมฆเข้ามาเคารพ
พระยูไลเจ้าแล้ว พระยูไลเจ้าถามว่ากวนอิมรู้บ้างหรือว่าเห้งเจียทั้งสองนี้ใครจริง
ใครเท็จ พระกวนอิมทูลว่าเดิมได้มาที่สำนักข้าพเจ้า ๆ พิจารณาไม่ออก เพราะ
ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมาขอให้พระองค์โปรดให้เห็นเท็จและจริงพระยูไลได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสว่ากวนอิม ถึงจะมีอภินิหารใหญ่กว้างก็จริง
จะถึงรู้ได้แต่การโลก หารู้หมดซึ่งสัตว์เกิดนั้นไม่ และหารู้มูลราคของสัตว์ได้ไม่
พระกวนอิมจึงเคารพขอให้พระองค์โปรดทรงแสดง พระจึงตรัสว่า อันในโลกนี้มี
ภูมิห้า คือ ฟ้าหนึ่ง ดินหนึ่ง เจ้าหนึ่ง มนุษย์หนึ่ง ผีเปรตหนึ่ง และมีปูมห้า
เลี่ยนหนึ่ง เกล็ดหนึ่ง ขนหนึ่ง ปีหนึ่ง ปุ่มหนึ่ง ที่เห้งเจียทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวอยู่
ในภูมิห้านี้ มีนามเรียกว่ามูล วานร ลิงที่หนึ่งนั้นนามเรียกว่าเจี้ยเก๊า แปลงกาย
ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และรู้ฟ้าดินและเหตุร้ายดี ลิงที่สองนั้นนามเรียกว่าเบ็เก๊า เข้า
ในทางอากาศฟ้าดินรู้การของมนุษย์ได้หนีตายทำให้อายุยืนได้นานปี ลิงที่สาม
นั้นนามเรียกว่าอวนเก้า จับพระอาทิตย์พระจันทร์รวบพันภูเขาเข้าได้เป็นหนึ่งเล่น
ฟ้าเล่นดินทดเข้าออกทำได้ดังนึก ลิงที่สี่นั้นนามเรียกว่ามิเก๊าหูฟังได้ทุกอย่าง เข้าใจ
ตรวจกิจพิจารณาการรู้ข้างหน้าข้างหลังรู้แจ้งซึ่งการทั้งปวง ลิงทั้งสี่นี้ไม่ร่วมอยู่ใน
ภูมิห้าบู่มห้าไม่เข้าหมู่สองจำพวกนี้ตถาคตพิจารณาดู หงอคงปลอมนั้นคือลิงมิเก๊า
ลิงมิเก้าแม้จะยืนอยู่ในที่เดียว การไกลพันโยชน์ก็อาจเข้าใจได้ มนุษย์พูดจาว่ากระไร
ก็รู้ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นรูปร่างน้ำเสียงจึงอย่างเดียวกันแก่เห้งเจียมิเก้าได้ยินพระตรัสดังนั้น ถูกต้องมูลเหตุของตัวอกใจก็ให้ไหวหวาด จะรีบ
เหาะหนีเอาตัวรอด พระยูไลตรัสสั่งให้หมู่เทพบุตรล้อมไว้ เห้งเจียจะตรงเข้าตี
พระยูไลก็ทรงห้ามว่าเห้งเจียอย่าทำเขาเลย ตถาคตจะจับให้ลิงมิเก๊าจิตใจให้
สะดุ้งกลัวคิดว่าจะหนีไปไม่พ้น ก็ไหวกายแปลงเป็นแมลงผึ้งรีบบินหนีไป จึงพระ
ยูไลเอาบาตรขว้างไปครอบไว้ แมลงผึ้งก็เข้าอยู่ในบาตร พระองค์ทรงเรียกบาตร
นั้นกลับคืนมา ทรงตรัสแก่เทพบุตรทั้งหลายว่า ลิงมิเก้าอยู่ในบาตรตถาคตแล้ว จึง
หมู่เทพยดาทั้งหลายได้พากันมาดู ก็ได้เห็นลิงมิเก๊านอนคุดอยู่ในบาตร เห้งเจีย
อดไม่ได้เอากระบองกระทุ้งศีรษะทีหนึ่ง ลิงมิเก๊าก็ถึงแก่ความตาย เพราะฉะนั้น
พืชพันธุ์ลิงมิเก๊าจึงได้สาปสูญตั้งแต่นั้นมา พระยูไลเห็นดังนั้น ก็ไม่เป็นที่พอ
พระทัยทรงตรัสว่าทำไมเห้งเจียจึงทำดังนี้เล่า เห้งเจียกราบทูลว่า ขอพระองค์อย่า
ได้ทรงพระกรุณาแก่สัตว์ชั่วร้ายอย่างนี้เลย มันตีอาจารย์ข้าพเจ้าแล้วและเอาข้าว
ของมาเสียด้วย โทษมันก็ควรถึงแก่ความตายอยู่แล้ว พระยูไลจึงสั่งให้เห้งเจียรีบ
ไปรักษาพระถังซัมจั้งเถิดเห้งเจียคุกเข่าเคารพทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระอาจารย์ไม่ยอมให้ข้าพ
เจ้าไปร่วม ข้าพเจ้ากลับไปจะเสียเวลาเปล่า ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเสกถอน
มงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าจะได้ทูลลาพระองค์ไปอยู่ยังที่เดิม พระยูไล
ได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสแก่เห้งเจียว่า เห้งเจียอย่าคิดวุ่นวายไป ตถาคตจะให้พระ
กวนอิมไปส่งถังซัมจังเธอก็ต้องให้ไปอยู่เอง เห้งเจียจงอุตสาห์รักษาพระถังซัมจัง
ให้ตลอดเมื่อเวลาสำเร็จแล้วจะได้ขึ้นนั่งบนแท่นบัว พระโพธิสัตว์นังอยู่ข้างนัน
ได้ยินพระองค์ตรัสแก่เห้งเจียดังนั้น ก็กระทำเคารพลาพาเห้งเจียออกจากพระอาราม
เหาะขึ้นกลางเวหาแล้วตรงไป ครั้นถึงบ้านยายเฒ่าที่พระถังซัมจั้งอาศัยอยู่ก็ลงยัง
พื้น ฝ่ายคนในบ้านกับซัวเจ็งแลเห็นก็บอกแก่อาจารย์ออกมานิมนต์พระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์พูดว่า เมื่อวันก่อนที่ตีถังซัมจั่งนั้น คือลิงมิเก้าต่อไปหาพระยูไล
บอกให้จึงได้รู้แจ้ง บัดนี้เห้งเจียก็ตีตายแล้ว ส่วนเห้งเจียนั้นต้องให้ตามรักษาไป
ตามเดิมเมื่อเวลาเดินทางไปพบผีปิศาจยักษ์ร้ายสัตว์ร้าย เธอจะได้ช่วยป้องกันไป
กว่าจะถึงเขาเล่งจื้อซัว จะได้อาราธนาพระธรรมอย่าให้โกรธขึ้งเคืองแค้นเธอจะเสีย
การอันใหญ่ในเบื้องหน้าพระถังซัมจั้งได้ฟังพระกวนอิมสั่งสอน ก็เคารพรับคำสั่ง เวลานั้นพระถังซัมจั้ง
กำลังขอบคุณพระโพธิสัตว์ ก็ได้ยินเสียงลมกระพือมาคนทั้งหลายแลไปเห็นโป๊ยก่าย
เหาะมาบนอากาศ หลังสะพายถุงย่ามมาถึงก็ลงยังพื้น โป๊ยก่ายแลไปเห็นพระ
โพธิสัตว์ก็คุกเข่าลงเคารพนมัสการแล้ว จึงพูดว่าข้าพเจ้าไปถึงเขาฮวยก๊วยซัว ถ้ำ
จุ๊ยเลียมต้องเห็นพระถังซัมจั่งปลอมโป๊ยก่ายปลอม ข้าพเจ้าตีตายทั้งสองคน แต่
อันที่จริงมันเป็นลิงปิศาจ ข้าพเจ้าเอาถุงย่ามมาตรวจก็ไม่หายอะไรสักสิ่งเดียว ได้
แล้วก็กลับมา แต่ยังไม่ทราบว่าเห้งเจียทั้งสองนั้นจะตกไปถึงไหน พระโพธิสัตว์
จึงเล่าความให้โป๊ยก่ายฟังทุกประการโป๊ยก่ายก็มีความยินดีหาที่สุดมิได้ อาจารย์
และศิษย์ก็พากันเคารพพระโพธิสัตว์ก็เหาะกลับไป อาจารย์กับศิษย์ก็ร่วมจิตกัน
ตามเดิมจึงลายายเฒ่าเจ้าของบ้านจัดแจงพร้อมแล้วก็พากันออกเดินเข้าทาง
ใหญ่หมายทิศปราจีน เมื่อกำลังเดินมาดูวันคืนก็เร่งรีบในฤดูเดือนเก้าเดือนสิบพา
กันต้องแดดแผดร้อน พระถังซัมจังถามว่าฤดูนี้ ทำไมจึงร้อนมากขึ้นดังนี้ โป๊ยก่าย
พูดว่าได้ยินเขาว่าหนทางทิศปราจีนนี้มีเมืองหนึ่งเรียกว่า ก๊ะรีก๊ก เป็นที่ตะวันตก
และเรียกว่าสิ้นทางฟ้า แม้เวลาจวนเย็นเจ้าแผ่นดินให้คนขึ้นกำแพงเมืองตีกลอง
เป๋าเขากระบือเพราะดวงตะวันเป็นธาตุไฟ ตกลงในทะเลเปรียบเหมือนไปจุ่มน้ำ
เสียงเดือดดัง แม้ไม่ตีกลองเป่าเขากระบือกลบเสียงไว้เสียงดังสะท้านเด็กทารกก็
ตกใจตาย ที่ตำบลนี้มีไออบร้อนดังนี้ เห็นจะถึงเมืองตะวันตกนั้นดอกกระมังเห้งเจียฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นอดไม่ได้หัวเราะแล้วก็พูดว่าอ้ายหมูอย่าพูด
เลอะเทอะไปไม่มีหลักฐาน อันจะคิดดูว่าเมืองก๊ะรีก๊กใกล้ดังนี้ทีเดียวหรือ หาก
จะประมาณดูเสมออายุอาจารย์เท่านี้แก่แล้วหนุ่ม ๆ แล้วแก่อย่างนี้สักสามหนก็
เห็นจะยังไม่ถึง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ว่าไม่ใช่เมืองตะวันตกก็เมืองอะไรเล่า ซัวเจ็งพูด
ว่าคิดดูก็จะเป็นอากาศแปรปรวนวิปริตดอกกระมัง จึงได้กลายเป็นร้อนอย่างนี้ไป
ได้ คนทั้งสามพูดโต้ตอบกันไปมาแลไปเห็นหมู่บ้านมีตึกมุงกระเบื้องแดงห้องหอก็
ก่ออิฐแดง ประตูหน้าต่างนอกในล้วนทาด้วยสีแดงทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งลงจากม้า
เรียกเห้งเจียให้เข้าไปที่หมู่บ้านนั้น ถามข่าวชาวบ้านดูว่าอันไอร้อนนั้นด้วยเหตุ
ประการใด เห้งเจียก็เอากระบองซ่อนในเสือ แล้วก็เดินเข้าไปยังประตูบ้าน เห็น
ตาเฒ่าเดินออกมาคนหนึ่งเงยหน้าเห็นเห้งเจียก็ตกใจ เอาไม้สักเท้าชีว่านีเจ้าม'
แต่ไหน เป็นคนอะไรมายืนอยู่หน้าประตูบ้านเราจะมีธุระอะไรหรือ เห้งเจียคำนับ
แล้วพูดว่าท่านตาอย่าตกใจกลัวข้าพเจ้าเลย ไม่ใช่ยักษ์มารอะไรหรอก ข้าพเจ้า
มาจากประเทศจีนเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปอาราธนาพระไตรปิฎก
เมืองไซทีอาจารย์กับศิษย์สี่คนด้วยกันบัดนี้ข้ามมาถึงนี่ กระทบไออากาศร้อนผิด
ปรกติไม่รู้ถึงเหตุผลอันนั้น อยากจะทราบว่าตำบลนี้เรียกว่าตำบลอะไร จึงได้มา
เพื่อจะถามความให้สิ้นสงสัยและเพื่อให้เข้าใจชัดแน่ ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นค่อยวางใจ
ออกหัวเราะได้ จึงพูดว่าท่านอย่าถือข้าพเจ้าเลยคนแก่หูตาไม่เห็นไม่รู้จักว่าต่ำสูง
ที่ท่านว่ามาด้วยกันหลายคนนั้นอยู่ที่ไหน ขอเชิญมาพักที่ในบ้านข้าพเจ้าก่อนเถิดเห้งเจียจึงเอามือกวักร้องเรียกให้เข้ามา พระถังซัมจั้งแลเห็นก็พร้อมกันเข้า
มากับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ครั้นถึงพระถังซัมจังก็ย่อตัวปราศรัยแก่ตาเฒ่า ตาเฒ่าแล
เห็นพระถังซัมจังรูปร่างงดงาม แต่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นรูปร่างหน้าตาไม่น่าดู ตาเฒ่า
ก็นิมนต์เข้านั่งพักข้างใน สั่งคนใช้ยกน้ำร้อนน้ำชาออกมาถวาย พระถังซัมจั่งจึง
ถามตาเฒ่าว่าท่านตาตำบลนี้เหตุใดฤดูฝน ทำไมจึงแปรเป็นฤดูร้อนมากอย่างนี้เล่า
ตาเฒ่าจึงบอกว่าตำบลนี้เรียกว่า เขาฮ้วยเอี้ยมซัวคือเขตเขาไฟ ร้อนตลอดอยู่
อย่างนี้เป็นนิจทั้งสิบสองเดือน พระถังซัมจั่งถามว่าเขาฮ้วยเอี้ยมชัวนี้อยู่ข้างไหน
จะขวางทางที่จะไปไซทีนั้นหรือเปล่า ตาเฒ่าบอกว่าหนทางจะไปไซทีนั้นไปไม่ได้
ตั้งแต่นี้ไปไกลประมาณหกสิบโยชน์ ตรงทิศไซทีนี้ไปมีแปดร้อยโยชน์รอบภูเขานั้น
ล้วนแต่ไฟลุกประจำอยู่อย่างนั้นเสมอ หญ้าสักเส้นหนึ่งก็ไม่ขึ้นมาได้หากว่าจะข้าม
เขานี้ไป ตัวเป็นทองแดงหรือเหล็กก็จะต้องละลายไหม้เป็นจุณไปทั้งสิ้น พระถัง
ซัมจั้งได้ฟังตาเฒ่าบอกดังนั้นตกใจไม่อาจถามต่อไป ได้ยินเสียงคนร้องขายขนม
อยู่นอกรั้ว แต่ใส่เกวียนเหล็กเข็นมาเห้งเจียก็ถอนเอาขนหางออกเส้นหนึ่ง เสกเป็นเบี้ยทองแดงแล้วเดินออกไปซื้อ
ขนม ชายหนุ่มนั้นหยิบขนมส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียเอาเบี้ยทองแดงส่งให้เจ้าขนม
แล้วรับขนมใส่มือ ขนมนั้นกำลังมีไอร้อน เห้งเจียรู้สึกดุจถ่านไฟกำลังลุกร้องว่า
ร้อนนัก ๆ และร้อนดังนี้เห็นจะกินไม่ได้ เจ้าของขนมยืนหัวเราะแล้วพูดว่า กลัว
ความร้อนจะมาทำไมที่นี่ ที่นี่ร้อนทั่วไปทุกแห่ง เห้งเจียจึงพูดว่าตัวเป็นลูกผู้ชาย
ไม่รู้จักเหตุ คำโบราณท่านย่อมว่าฤดูไม่หนาวไม่ร้อนข้าวกล้าก็ไม่เกิด ตัวพูดว่าร้อน
ตลอดสิบสองเดือนดังนี้ แม้ว่าอยากได้ข้าวทำขนมจะได้ข้าวมาทำที่ไหนเล่า บุรุษ
ผู้นั้นจึงพูดว่าตำบลนี้แม้ว่าอยากได้ข้าวก็ต้องเคารพขอพัดเทวดาเห้งเจียถามว่าพัดเทวดานั้นเป็นอย่างไร บุรุษผู้นั้นตอบว่า อันพัดนั้นเป็นเหล็ก
รูปคล้ายแก่ใบกล้วย แม้ขอมาได้โบกทีหนึ่งไฟก็ดับ โบกสองทีก็เกิดลม โบกสาม
ทีก็เกิดฝน พวกข้าพเจ้าก็ลงกล้าทันเวลาได้ผลก็เก็บไว้เพราะฉะนันจึงได้ผลเมล็ด
ข้าวไว้เลี้ยงชีวิตทุกวันนี้ ถ้าไม่มีพัดนั้นหญ้าสักเส้นหนึ่งก็ไม่มี เห้งเจียได้พังดังนั้น
ก็กลับเข้ามาในบ้าน เอาขนมถวายพระอาจารย์แล้วพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด
ฉันขนมนี้แล้วข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟังพระถังซัมจั้งรับเอาขนมนั้นไว้แล้ว เห้งเจียจึงหันไปถามตาเฒ่าเจ้าของบ้านว่า
ท่านตารู้ว่าเทวดาพัดเหล็กนั้นอยู่ที่ไหน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะถามทำไมหรือ ห้ง
เจียพูดว่าข้าพเจ้าได้ยินคนขายขนมพูดว่า เทวดานั้นมีพัดอยากจะใคร่ขอมาพัด
ให้เขาไฟนั้นดับ จะได้ข้ามไป และอยากจะให้ชนทั้งหลายทำไร่ไถนาได้ผลข้าวกล้า
ไว้เลี้ยงชีวิตต่อไป ตาเฒ่าว่าอันความนั้นก็จริงดังท่านพูดวิตกแต่ท่านจะไม่มี
ของกำนัลไปหาท่านเทวดาที่ไหนจะให้พัดมาเล่า พระถังซัมจั้งถามว่า เทวดานั้น
จะต้องประสงค์สิ่งใดหรือ ตาเฒ่าบอกว่าพวกชาวบ้านตำบลนี้สิบปีไปขอครั้งหนึ่ง
บัดนี้มีหงอคงอยู่ประเทศจีนจะขอยืมพัดดับไฟ จะได้ข้ามไปให้พ้นเขาฮ้วยเอี้ยม
ซัวแล้วจะเอากลับคืนให้ฝ่ายนางล่อซั่วได้ยินขึ้นชื่อว่า หงอคงดุจไฟลุกเอาน้ำมันรดเติม ให้เกิดความ
โกรธแค้นขึ้นมาทันที จึงด่าว่าอ้ายสัตว์ลิง วันนี้มึงมาถึงที่นี่นางจึงให้คนเอาเครื่อง
แต่งตัวมา นางสวมเกราะแล้วมือก็ถืออาวุธเกี่ยมทั้งสองมือเดินออกมา ร้องเรียก
ด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายหงอคงมึงอยู่ที่ไหน เห้งเจียแลเห็นก็ย่อตัวคำนับแล้ว
พูดว่าพี่สะใภ้ข้าพเจ้ามาคอยนานแล้ว นางล่อซั่วได้ฟังดังนั้นก็ตวาดว่าใครเป็นพี่
สะใภ้มึงที่ไหน ใครให้มึงมาคอยทำไมเห้งเจียตอบว่า พีงู้ม่ออ๋องผูกไมตรีเป็นพี่ข้าพเจ้าก็พี่เป็นภรรยาเธอไม่ใช่พี่
สะใภ้จะให้เรียกอะไรเล่า นางล่อชั่วได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายลิง แม้ว่ามึงคิดเป็น
ฉันท์ญาติ มึงก็ไม่คิดทำให้ลูกเราตกอยู่ในหลุมบ่อดังนั้น เห้งเจียทำเป็นไม่รู้ ถาม
ว่าลูกของพีคือใครที่ไหน นางล่อซัวพูดว่าลูกเราอังฮัยยีถูกเจ้าคิดกลอุบายทำวงศ์
ญาติของเราย่อยยับ เราจะตามตัวแก้แค้นให้ลูกเราก็ยังไม่พบตัว วันนีเจ้าเอาชีวิต
มาส่งถึงประตูบ้าน ใครจะละชีวิตเจ้าให้รอดไปได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ
ก๊าก ๆ พักหนึ่งแล้วพูดว่า พี่ทำไมจึงไม่ตรองดูเหตุการณ์เดิมนั้นมันเป็นประการใด
มาหลงแค้นเคืองข้าพเจ้า คือบุตรของพี่จับเอาอาจารย์ของข้าพเจ้าไปจะต้มแกง
พระโพธิสัตว์มาเอาตัวอั้งฮั้ยยี้ไป ช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าออกได้ บัดนี้อั้งฮั้ยยี้ไปอยู่
กับพระโพธิสัตว์เป็นเสี้ยนใช้ท่อจี้อรักษาตามทางชอบธรรม อายุยืนเสมอดินฟ้า
เป็นประเสริฐยิ่ง ไม่ขอบคุณข้าพเจ้ายังกลับมาแค้นเคืองฉะนี้เห็นถูกต้องแล้วหรือนางล่อซั่วได้ฟังดังนั้น พูดว่ามึงอ้ายชาติลิงฝีปากดี ลูกของเราถึงไม่ถึงแก่ชีวิต
แต่ทำอย่างไรจึงจะได้มาหาเราได้เห็นหน้ากันแม่ลูก เห้งเจียหัวเราะพักใหญ่ แล้ว
พูดว่าพี่อยากจะใคร่พบหรือ จะยากอะไรนักหนา พี่จงขอยืมพัดให้ข้าพเจ้าพัด
ดับไฟที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัวส่งอาจารย์ข้าพเจ้าข้ามพ้นไปแล้ว ข้าพเจ้าจะข้ามไปน่ำไฮ้
ขอแก่พระโพธิสัตว์เชิญอั้งยั้ยยี้มาหาพี่อย่างนี้แม่ลูกจะได้ปะกัน แล้วพี่จึงดูอั้งฮั้ยยี้
จะซูบผอมบุบสลายอย่างไรบ้าง แม้ว่าอั้งฮัยยี้บุบสลายอย่างไรแล้ว เมื่อเวลานั้น
พี่จึงค่อยแค้นเคืองข้าพเจ้าจึงจะถูก หากว่าบริบูรณ์ยิ่งกว่าเก่าพี่ก็ต้องคิดถึงคุณ
ข้าพเจ้าให้จงมากเถิด นางล่อซั่วจึงพูดว่า อ้ายลิงสอพลอทำกระดิกลิ้น มึงจงยื่น
หัวมาให้เราฟันด้วยเกี่ยมสักสองสามที แม้ว่าทนได้เราจึงจะให้ยืมพัด แม้ว่าทนไม่ได้
เจ้าก็ต้องไปหาพระยามัจจุราชเถิด เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็พนมมือ เดินมาใกล้นาง
ล่อชัวหัวเราะพูดว่า พี่ไม่ต้องพูดมากข้าพเจ้าจะยื่นศีรษะให้ท่าน ตามแต่พี่จะฟัน
มากน้อยสักเท่าใดก็ตามใจเถิด แล้วจะต้องให้ข้าพเจ้าขอยืมพัดไปทำธุระบ้างก็
แล้วกัน นางล่อซัวสองมือจับเกี่ยมตรงเข้ามาฟันเห้งเจียสักสิบทีเห้งเจียก็ยืนเฉย
ทางที่จะกลับไป ตั้งแต่นี่ถึงเขาฮ้วยเอี้ยมซัวประมาณทางใกล้ไกลสักเท่าใดไม่ทราบ
พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า หญิงนั้นนามเรียกว่า ล่อชั่ว
เรียกพัดเหล็กก๋งจู๊อันพัดนั้นเริ่มมีฟ้าดิน ประกอบอากาศธาตุบังเกิดมีพัดอันนี้
เพราะฉะนั้นจึงดับไฟได้ หากว่าโบกถูกคนทีหนึ่งก็ปลิวไปแปดหมื่นสี่พันโยชน์จึง
จะหยุด ที่นี่จะไปตำบลเขาฮ้วยเอี้ยมซัวนั้นทางประมาณห้าหมื่นโยชน์ นี่หวก
เห้งเจียมีฤทธาอานุภาพเรียกเมฆหยุดได้ หาไม่ก็ยังจะไปไกลกว่านี้อีก เห้งเจียบ่น
ว่าร้ายแรงเหลือเกิน ไม่ทราบว่าอาจารย์ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรจึงจะข้ามเขาไปได้เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์พูดว่า เห้งเจียจงวางใจเถิด หากได้มาถึงนี่แล้ว ก็เป็นนิสัย
ของพระถังซัมจั้งและจะให้เห้งเจียสำเร็จความคิดเมื่อครั้งก่อนพระยูไลเจ้าได้สั่ง
ไว้และให้ของวิเศษไว้สองสิ่ง คือไม้เท้ามังกรและยาระงับลม ไม้เท้าก็เอาไป
กำจัดปิศาจอึ้งฮองเสียแล้ว ยังแต่เม็ดยาวิเศษยังมิได้ใช้ วันนี้จะให้เห้งเจียเอาไป
คุ้มห้ามซึ่งลมร้ายมิให้ทำอันตรายแก่เห้งเจียได้ เมื่อได้พัดนั้นมาแล้วเห้งเจียก็จะ
สำเร็จซึ่งความคิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นมัสการขอบคุณเล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จึงล้วง
เอาเม็ดยาออกมาจากมือเสื้อ ส่งให้เห้งเจียแขวนที่คอเสื้อแล้วเอาเข็มเย็บติดแน่น
แล้วเล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จึงนำเห้งเจียออกจากสำนักชี้มือสั่งว่าจงไปทางทิศตะวันตก
เฉียงเหนือนี้ คือที่นางล่อซัวอยู่ เห้งเจียคำนับลาพระโพธิสัตว์แล้ว ก็เหาะมาทาง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บัดเดียวก็ถึงเขาจุ๊ยหุ้นซัว เห้งเจียก็ลงยังหน้าถำเข้าไป
เอาไม้กระบองเคาะกระทุ้งบานประตูเรียกว่าเปิดประตู ๆ เห้งเจียจะมาเอาพัดไปใช้
หญิงเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกนางล่อซั่วว่า เห้งเจียมาอีกแล้ว นางล่อซั่วได้ฟังดัง
นั้นก็ให้นึกครั่นคร้ามพูดว่า อ้ายลิงตัวนี้มันจะมีความดีเป็นแน่ อันพัดวิเศษของ
เราแม้ว่าโบกไปทีหนึ่งถูกคนก็ปลิวไปถึงแปดหมื่นสี่พันโยชน์ ทำไมจึงกลับมาได้
เร็วนักดังนี้ ครั้งนี้เราจะต้องโบกสักสองสามทีอย่าให้มันกลับมาได้ คิดดังนั้นแล้ว
ก็จัดแจงแต่งตัวผูกรัดแน่นหนามั่นคงแล้วสองมือก็ถือเกี่ยมเดินออกมา ร้องเรียก
ว่าอ้ายเห้งเจียมึงไม่กลัวเราหรือจึงได้กล้ากลับมาอีกฉะนี้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พี่สะใภ้พี่อย่าเหนียวแน่นไปทำไมจงขอให้น้องยืม
ไปส่งอาจารย์ข้ามพ้นไป แล้วก็จะกลับเอามาคืนให้ ข้าพเจ้ากับพี่ก็มีความสัตย์ต่อกัน
ซึ่งเป็นสุจริตกุนจี้อแล้วหากยืมสิ่งของใดๆไป ก็จะต้องเอาคืนกลับสงให้แก่เจ้าของ
นางล่อชั่วด่าว่าอ้ายลิง ซึ่งหงอคง มึงพูดผิดธรรมเนียม ความเจ็บอายยังไม่แก้
แค้นได้ จะมาเอาของให้ขอยืมมีอย่างที่ไหน มึงอย่าหนีมึงจงมากินเกี่ยมของแม่
สักทีก่อน เห้งเจียก็ยกกระบองเหล็กขึ้นรับรบกันไปประมาณหกเจ็ดเพลง นางล่อ
ซั่วก็อ่อนกำลังลง จึงชักพัดวิเศษออกโบกไปสองที เห้งเจียก็ยืนเฉยอยู่เอากระบอง
เก็บแล้วก็ยืนหัวเราะก๊าก ๆ พูดว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พัดอยู่กับมือตัว ตัว
จะพัดอย่างไรก็พัดไป หากเราไหวติงสักนิดเดียวก็มิใช่คนเก่งนักเลงแท้ นางล่อซั่ว
ก็เอาพัดโบกไปอีกสองที เห้งเจียก็ไม่ไหวติงนางล่อซั่วเห็นดังนั้นก็ตกใจถอยหนีเข้า
ถ้ำใส่กลอนปิดประตูเงียบไม่ออกมาอีก เห้งเจียเห็นนางล่อชั่ว หายเงียบอยู่ในถ้ำ
ไม่กล้าออกมาอีกก็แผลงฤทธิ์แกะเม็ดยาที่คอเสื้อมาใส่ปากอมแล้วก็แปลงกาย
เป็นแมลงหวี่บินตามเข้าไปในถ้ำ เห็นนางล่อซั่วกำลังหอบร้องว่าอยากน้ำให้เอา
น้ำชามา พวกหญิงคนใช้ก็ยกน้ำชามาปั้นหนึ่ง รินใส่ชามใหญ่เต็มชาม กากชา
ละเอียดลอยเป็นชิ้นๆ อยู่ เห้งเจียแลเห็นดังนั้น ก็โผลงปนกับกากซาในน้ำชา หญิง
คนใช้ส่งชามน้ำชาให้นางล่อซั่ว นางล่อชั่วไม่ทันจะพิจารณากำลังอยากก็ดื่มกลืน
เข้าไปในท้องเห้งเจียตามน้ำชาเข้าไปในท้องได้แล้ว ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมร้องเรียกเสียง
ดังว่าพี่สะใภ้ให้พัดแก่ข้าพเจ้าโดยง่ายเถิด จะได้ไม่เป็นอันตราย นางล่อซั่วตกใจ
ถามคนใช้ว่า พวกเจ้าปิดประตูนอกหรือเปล่า พวกคนทั้งหลายบอกว่าปิดแล้ว นาง
ล่อชั่วพูดว่าประตูก็ปิดแล้ว เหตุใดเห้งเจียมันจึงเรียกดังนี้ พวกคนใช้บอกว่าได้ยิน
เสียงอยู่ในท้องแม่นางล่อซั่วเรียกว่าเห้งเจียเจ้าทำกลอุบายซ่อนอยู่ที่ไหน เห้งเจีย
ว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักทำกลอะไร เราแผลงฤทธิ์เข้ามานั่งอยู่ในท้องพี่นี้เอง ข้าพเจ้า
เห็นไส้พุงทั้งสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าเห็นพี่อยากน้ำก็เข้ามาแก้อยากให้พี่ เห้งเจียก็แกล้ง
ทำหน่วงหนักลงไปทีหนึ่ง นางล่อซั่วก็เจ็บที่ท้องน้อยเหลือจะทนได้ ก็ทรุดนั่งลง
กับพื้นร้องว่าเจ็บปวดเหลือที่จะทนแล้วเห้งเจียว่าพี่อย่าวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะแสบหัวใจให้เห้งเจียก็เอามือกระทุ้งขึ้นทีหนึ่ง
นางล่อซั่วก็เจ็บในหัวใจและจะขาดใจ ล้มคว่ำลงกับพื้นร้องว่าตายแล้ว จึงพูดว่า
อาเห้งเจียขอชีวิตให้พี่เถิด เห้งเจียก็ยั้งมือถามว่าจำข้าพเจ้าได้แล้วหรือ ข้าพเจ้า
เห็นแก่หน้าพี่งู้ม่ออ๋อง จะยกชีวิตให้จงรีบเอาพัดมาให้เราขอยืม นางล่อชั่วบอก
ว่าจงออกมาเอาไปเถิด เห้งเจียว่าจงเอาพัดมาให้เราเห็นก่อนเราจึงจะออกไป
นางก็เรียกคนใช้ให้เอาพัดมาถือยืนอยู่ข้างหน้าเห้งเจียก็เลื่อนขึ้นที่คอหอย พูดว่า
เรายกชีวิตให้จงอ้าปากให้กว้าง เราจะออกไป นางก็อ้าปากแล้ว เห้งเจียก็แปลง
เป็นแมงหวี่บินลอดออกมาโผจับที่พัดนางก็ไม่รู้ อ้าปากสองสามที่แล้วร้องเรียกว่า
ทำไม่ไม่ออกเล่าเห้งเจียก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม มือก็จับเอาพัดแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าอยู่นี่มิใช่หรือ
แล้วเห้งเจียพูดว่าขอบใจให้เราขอยืมพัดก็ออกเดิน พวกเหล่านั้นก็เปิดประตูส่งให้
ไป เห้งเจียออกจากถ้ำแล้วก็เหาะกลับไปหาอาจารย์ บัดเดี้ยวก็กลับมาถึงตำบล
บ้านอั้งเจียนจึง ลงยังพื้นเดินเข้าไปในบ้านเคารพอาจารย์แล้ว จึงเล่าความตั้งแต่
ต้นจนปลายให้อาจารย์ฟังทุกประการ แล้วก็หยิบพัดส่งให้ตาเฒ่าเจ้าของบ้านดู ถาม
ตาเม่าว่าพัดเล่มนี้ไม่ใช่หรือ ตาเฒ่าบอกว่าใช่เล่มนี้แหละ พระถังซัมจั้งมีความ
ยินดีอาจารย์กับศิษย์ก็พร้อมกันลาตาเฒ่าออกจากบ้าน พากันมาได้ประมาณ
สี่สิบโยชน์ไอร้อนขึ้นผ่าว ๆ ซัวเจ็งร้องว่าฝ่าเท้าออกร้อนโป๊ยก่ายว่าม้าเดินเร็วกว่า
ทุกวันเพราะด้วยแผ่นดินร้อนม้าจึงไม่ปรกติ เห้งเจียพูดว่าอาจารย์ลงจากม้าก่อน
ข้าพเจ้าจะเอาพัดโบกไฟให้หยุดคอยมีลมฝนตกลงแล้ว และให้แผ่นดินเย็นจึง
ค่อย ๆ ข้ามเขาไป เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไปเอาพัดโบกที่มีไฟไปทีหนึ่งที่บนเขาไฟก็
ลุกโชติขึ้น พัดอีกทีหนึ่งไฟก็ยิ่งลุกมากขึ้น พัดอีกทีหนึ่งไฟก็ลุกสูงขึ้นสักพันศอก
ค่อยลุกค่อยแรงบินปลิวมาติดตัวเห้งเจีย เห้งเจียก็ถอยวิ่งหนีกลับ ไฟก็ติดไหม้ขน
เห้งเจีย เห้งเจียก็รีบวิ่งร้องเรียกอาจารย์ให้ถอยหนีกลับไปก่อนพระถังซัมจั้ง โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็พากันวิ่งถอยกลับไปทางเก่าประมาณยี่สิบ
โยชน์ก็พากันหยุดพัก พระถังซัมจั่งถามเห้งเจียว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เห้งเจียก็โยน
พัดทิ้งลงกับพื้นพูดว่าไม่แน่นอน ถูกอีปิศาจมันหลอกให้แล้ว โป๊ยก่ายถามว่าเหตุ
การณ์เป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่าเราเอาพัดโบกไปทีหนึ่งไฟก็ลุกแรงขึ้น สองทีก็ยิ่ง
ลุกแรงขึ้น สามทีก็ลุกลามมีเปลวบินสูงขึ้นเป็นพันศอก นี่หากวิ่งหนีทันจึงไหม้บ้าง
แต่เล็กน้อย ถ้าหนีไม่ทันก็ต้องตายเป็นแน่ ซัวเจ็งว่าไฟลุกรุนแรงไม่มีทางจะไปไซ
ทีดังนี้จะคิดอย่างไรดี โป๊ยก่ายพูดว่าดูทางไหนไม่มีไฟก็ไปทางนั้นจะต้องเป็นทุกข์
อะไร พระถังซัมจั่งถามว่าทางไหนไม่มีไฟ โป๊ยก่ายบอกว่าทิศตะวันออกทิศอุดร
ทิศอาคเนย์ไม่มีไฟ พระถังซัมจั่งถามว่าทิศไหนมีพระไตรปิฎกธรรม โป๊ยก่ายพูด
ว่าทิศไซทีมีพระธรรม พระถังซัมจั้งพูดว่าเราจะต้องไปทิศตะวันตกที่มีพระธรรม
จึงจะสำเร็จ ซัวเจ๋งพูดว่ามีธรรมมีไฟไม่มีธรรมไม่มีไฟอย่างนี้ก็ยากที่จะไปจะกลับ
อาจารย์กับศิษย์กำลังตรึกตรองกันอยู่ ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียไม่
ต้องทุกข์ เชิญมารับประทานข้าวแจก่อนแล้วจึงค่อยคิดไป อาจารย์กับศิษย์ก็หัน
ไปแลดูเห็นคนแก่คนหนึ่งแต่งตัวงดงามมือถือไม้ท้าวหัวมังกรเท้าสอดรองเท้าเหล็ก
บนหลังสะพายปลาตัวหนึ่งมือถือถาดทองแดงหนึ่งถาด ในถาดใส่ข้าวแจและกับ
เดินเข้ามาทางทิศตะวันตก มาถึงก็ย่อตัวคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคือเจ้าเขา
ฮ้วยเอี้ยมซัวนี้ เห็นท่านรักษาพระถังซัมจั้งมาทางนี้ จึงได้เอาข้าวแจมาถวายสัก
เวลาหนึ่งเห้งเจียพูดว่าอันการกินนั้นทีหลัง อันไฟลุกอย่างนี้สักเมื่อไรจะดับ จะได้พา
อาจารย์เราพ้นไปได้ เจ้าเขาตอบว่าจะต้องขอยืมพัดนางล่อซั่วจึงจะดับได้ เห้งเจีย
เดินไปหยิบพัดมาส่งให้เจ้าเขาดู บอกว่านี่มิใช่หรือที่ไฟลุกพัดเข้าก็ยิ่งลุกใหญ่ไป เจ้า
เขาพิจารณาดูพัดแล้วก็หัวเราะพูดว่าท่านถูกหลอกเสียแล้ว เห้งเจียถามว่าทำอย่างไร
ก็จะได้ของจริง เจ้าเขาสองมือกอดอกย่อตัวยิ้ม ๆ แล้วจึงพูดว่า แม้ว่าได้กำลัง
ใหญ่ก็จะสำเร็จการกำลังใหญ่นั้นคืองู้ม่ออ๋อง เห้งเจียว่าที่นี่งู้ม่ออ๋องเห็นจะทิ้งไฟไว้
สมมุติว่าเขาฮ้วยเอี้ยมซัวดอกกระมัง เจ้าเขาพูดว่าไม่ใช่ ๆ ท่านไต้เซียหากยอมยก
โทษให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะบอกตามตรง เห้งเจียว่าท่านมีโทษอะไรที่ไหนจงพูด
เถิดอย่าวิตกเลย เจ้าเขาจึงพูดว่าอันไฟนี้เหตุเดิมนั้นท่านไต้เซียทิ้งเอง เห้งเจียได้ยิน
ดังนั้นก็โกรธว่าทำไมจึงพูดเลอะเทอะดังนั้น เราหรือจะเป็นคนทิ้งไฟเจ้าเขาว่าท่านเห็นจะจำข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ที่ตำบลนี้เดิมไม่มีเขาเหตุเมื่อ
ห้าร้อยปีก่อนนั้น ท่านทำจลาจลรบแก่เทพบุตรทั้งหลายบนสวรรค์ เวลานั้นท่าน
พรหมท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวท่านไปใส่ในเบ้าโป๊ยก่วยหลอม เวลาเปิดฝ่าท่าน
กระโดดขึ้นเหยียบปากเบ้า เตาล้มทลายอิฐเตาก็ตกลงสองสามก้อน ไฟติดลงมา
จึงเกิดเป็นภูเขาไฟอยู่บัดนี้ ข้าพเจ้าอยู่บนชั้นดุสิตเป็นผู้รักษาเตา ท้ายเสียงเล่ากุน
ปรับโทษว่าข้าพเจ้าไม่ดูแล จึงปรับโทษให้ข้าพเจ้าลงมาเป็นเจ้าเขาฮ้วยเอี้ยมซัว
เห้งเจียว่าเดิมตัวก็เป็นพวกเต้าสือแล้วมาเปลี่ยนแปลงเป็นเจ้าเขา เห้งเจียเชื่อบ้าง
ไม่เชื่อบ้างจึงพูดว่า ตัวพูดว่าตัวจะไปหารู้ม่ออ่องทำไมหรือเจ้าเขาพูดว่า งู้ม่ออ้องนั้นคือสามีของนางล่อชั่ว งู้ม่ออ่องบัดนี้ก็ทิ้งนางไม่ได้
ไปมานานแล้ว บัดนี้ไปอยู่ที่เขาเจ๊กลุ่ยชัวถ้ำม่อหุ้นต๋อง เดิมมีบ้วนส่วยเห้าอ้อง
ครั้นเห้าอ่องตายแล้ว ยังมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อเง็กมิ่นกุงจู้ยังไม่มีสามี ทรัพย์สมบัติ
ข้าวของเงินทองมั่งคั่งไม่มีผู้ชายดูแล นางได้ยินว่างู้ม่ออ๋องมีฤทธาอานุภาพก็ยอม
ยกมรดกให้งูม่ออ้อง ตัวนางก็ยอมเป็นภรรยา งู้ม่ออ๋องก็ทิงนางล่อซัวเสียนาน
แล้วมิได้ไปมาหาสู่กัน แม้ไต้เซียไปหางู้ม่ออ๋องเชิญเธอมาพูดขอยืมจึงได้พัดมา
ดับไฟแล้วส่งอาจารย์ข้ามพ้นไป ทั้งได้ดับไฟร้ายสัตว์ทั้งหลายจะได้รอดชีวิต ทั้ง
ตัวข้าพเจ้าก็จะได้พ้นโทษกลับไปสวรรค์ตามเดิมเห้งเจียจึงถามว่า เขาเจ๊กลุ่ยชัวนั้นอยู่ที่ไหนทางนั้นประมาณไกลสักเท่าใด
เจ้าเขาตอบว่าไปตรงทิศอาคเนย์ทางไกลประมาณสามพันโยชน์ เห้งเจียได้ฟังดัง
นั้นจึงสั่งให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งอยู่รักษาอาจารย์และสั่งเจ้าเขาให้อยู่เป็นเพื่อนด้วย สั่ง
แล้วเห้งเจียก็เหาะไปทางทิศอาคเนย์ เหาะไปประมาณครึ่งชั่วโมง แลไปข้างหน้า
เห็นมีภูเขาสูง เห้งเจียก็เหาะลงที่ยอดภูเขาสูง พิจารณาดูเขาแล้วก็เดินลงไปหา
ทางพิเคราะห์ดูเงียบสงัดไม่มีวี่แววอะไร แลไปที่ใต้ต้นสนเห็นมีหญิงสาวสวยมา
ยืนอยู่ที่ใต้ต้นสน มือถือธูปหอมเดินตรงมา เห้งเจียก็เข้าแอบซ่อนในซอกศิลา
คอยพิจารณาดู หญิงนั้นก็เดินใกล้เข้ามา เห้งเจียจึงย่อตัวปราศรัยถามว่าแม่นาง
จะไปข้างไหน หญิงนั้นเหลียวไปเห็นเห้งเจียก็ตกใจ ด้วยหน้าเห้งเจียผิดมนุษย์
ร่างกายนางสั่นรัวไปทั้งตัว แล้วแข็งใจถามว่านี่แกอยู่ที่ไหน จึงสามารถมาอยู่ที่นี่
ประสงค์จะมาหาใคร