ไต่ถามอะไรเราบ้างดอกกระมังเป็นแน่ พี่จะออกไปดู งู้ม่ออ๋องก็ออกจากห้อง
หนังสือเอาเครื่องเกราะสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือพลองเหล็กเดินออกไปร้องเรียกด้วย
เสียงอันดังว่า ใครที่ไหนจึงไม่มีความยำเกรงเราบ้างเลยเห้งเจียแลไปเห็นผิดรูปร่างแต่ก่อน ด้วยนานนักกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว เห้งเจีย
ก็เข้ามาคำนับร้องขอรับด้วยเสียงอันดัง แล้วพูดว่าพี่เห็นจะจำน้องไม่ได้แล้ว งู้ม่อ
อ๋องคำนับตอบแล้วถามว่า ซีเทียนไต้เซียมิใช่หรือ เห้งเจียรับว่าใช่นานแล้วมิได้มา
คำนับ พึ่งมาถึงนี่นี่ ถามหญิงคนหนึ่งจึงได้พบพี่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าเก่า งู้ม่อ
อ๋องตวาดว่าเจ้าอย่าพูดดีไป ข้าได้ยินว่าไปทำจราจลรบพุ่งชิงชัยอยู่บนสวรรค์ถูก
พระยูไลจับเอาเขาเง้าเห้งซัวทับไว้ ก็ได้รอดพ้นภัยไปตามรักษาพระถังซัมจั้งไป
ไซทีอาราธนาพระธรรม ไปถึงถ้ำย้วยหุ่นต้องจับเอาอั้งฮั้ยยี้บุตรเราไปฆ่าดังนั้น
ความร้อนอันนี้ก็อยู่กับตัวเจ้าทำไมเจ้ากลับมาหาเราทำไม เห้งเจียเคารพแล้วพูดว่า
พี่อย่าเพิ่งเคืองข้าพเจ้าก่อน เวลาบุตรของพี่จับเอาอาจารย์ข้าพเจ้าไว้จะใคร่กินเนื้อ
ข้าพเจ้าใกล้เธอไม่ได้ จึงได้ไปพึ่งพระกวนอิมชักนำให้บุตรท่านกลับใจ ไปถือตาม
สัมมาทิฐิได้เป็นเสี้ยนใช้ท่งจื้อ หากจะคิดดูความงามเจริญของพี่ยิ่งขึ้นทั้งความ
สุขก็บริบูรณ์ อย่างนี้จะมาถือโทษโกรธขึ้งข้าพเจ้าด้วยเหตุไร ผู้ม่ออ๋องด่าว่าอ้าย
ลิงปากดีทำแก่บุตรเราแล้วมึงจะพูดแก้ให้กลายกลับเป็นดีไปได้หรือ ยังมิหนำซ้ำ
มาไล่ตีเมียกูจนกระทั่งประตูบ้านนี่เป็นอย่างไร เห้งเจียหัวเราะพูดว่า เพราะด้วย
ข้าพเจ้าจะกราบเท้าหาพี่ จึงได้กราบเท้าหญิงนั้นถามข่าวคราว ข้าพเจ้าก็หาได้
ทราบว่าพี่สะใภ้ไม่ เพราะด้วยเธอด่าข้าพเจ้า จึงได้เกิดโทโสกระทำให้พี่สะใภ้ขัดใจ
ข้อนั้นขอพี่ยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด งู้ม่ออ๋องพูดว่าถ้าดังนั้นเราเห็นแก่ที่ได้ผูก
สมัครรักใคร่กันมาแต่เดิม เรายกโทษให้จงกลับไปเถิด เห้งเจียพูดว่าซึ่งพียกโทษ
ให้ดังนี้ขอบพระคุณเป็นที่สุด แต่ยังมีธุระอีกอย่างหนึ่งขอพี่ได้กรุณาช่วยด้วยสัก
ครั้งหนึ่ง งู้ม่ออ๋องว่าอ้ายลิงยกโทษให้แล้วยังไม่รู้สึกยังพัวพันแก่เราอีกจะให้ช่วย
อะไรที่ไหนอีกเล่าเห้งเจียเคารพแล้วพูดว่า อันความจริงข้าพเจ้าไม่กล้าหลอนหลอกพี่ดอก เหตุ
ข้าพเจ้ารักษาพระอาจารย์บัดนี้มาติดเขาฮ้วยเอี้ยมซัวไปไม่ได้ ได้ข่าวว่าพี่ล่อซั่ว
มีพัดวิเศษเล่มหนึ่งอาจดับไฟนั้นได้อยากจะใคร่ขอยืมไปทำธุระเสร็จแล้วก็จะนำ
มากราบเท้าคืนให้ ข้าพเจ้าได้ไปถึงแล้วเธอไม่ยอมให้มา เพราะเหตุนี้จึงต้องมา
กราบเท้าพี่ขอพี่ได้โปรดช่วยไปขอยืมพัดนั้นดับไฟแล้วจะคืนให้ งู้ม่ออ๋องได้ฟังดัง
นั้นในใจดุจไฟลุกขึ้นทันที จึงค่าว่าเจ้าพูดแก้ตัวว่าไม่ผิดก็เจ้าไปหาเมียเรา เมียเรา
ไม่ยอมให้เจ้าจึงมาไล่เมียน้อยของเราดังนี้ คำโบราณท่านย่อมว่าพี่น้องของเพื่อน
ไม่กล้าดูถูก เมียของเพื่อนจนเมียน้อยก็ไม่ควรกำจัด นี่เจ้ามาทำอย่างนี้ไม่เสีย
ธรรมเนียมดอกหรือ งู้ม้ออ๋องว่าเจ้าจงมากินพลองเสียสักทีก่อน เห้งเจียว่าอัน
ความรบพุ่งต่อตีนันข้าพเจ้าไม่ต้องกลัวอันความจริงของข้าพเจ้าอยากแต่จะได้พัด
วิเศษเท่านันขอพี่ได้โปรดให้เถิดงู้ม่ออ้องพูดว่าเจ้าจงลองดูสักสามเพลงก่อน แม้ว่าชนะเรา เราจะไปขอยืม
พัดนั้นมาให้ แม้ว่าสู้เราไม่ได้ เราตีตายก็เหมือนเราได้แก้แค้นที่เจ้าทำแก่ลูกเรา
งู้ม้ออ๋องพูดดังนันแล้วก็จับพลองตีลงที่ศีรษะเห้งเจีย เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นรับ
ทั้งสองก็ออกกำลังต่อสู้กันไปมาได้ ประมาณร้อยเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน โดยเวลา
นั้นยากที่จะถอยจะสู้'พอได้ยินเสียงร้องเรียกบนยอดเขาว่าท่านงู้ม่ออ๋อง นาย
ข้าพเจ้าให้มาเชิญไปให้ทันเวลาเข้าโต๊ะ งู้ม่ออ๋องได้ยินดังนั้นก็ยกพลองรับกระ
บองเห้งเจียไว้ แล้วพูดว่าอ้ายลิงมึงหยุดก่อนคอยเราจะไปกินเลี้ยงสักประเดี้ยว
แล้วจะกลับมารบแก่เจ้าอีกใหม่ พูดดังนั้นแล้วก็ชักพลองกลับเข้าถ้ำพูดแก่เมียว่า
อ้ายหน้าขนรามสูรนั้นคือผู้ชายชื่อหงอคงถูกเราเอาพลองตีหนีไปแล้ว มันไม่กล้า
กลับมาอีกจงวางใจเถิดอย่ากลัวมันเลย เราจะไปบ้านเพื่อนกินโต๊ะแล้วจะกลับมา
รู้ม่ออ้องก็เอาหมวกสวมใส่เสร็จแล้ว ก็ออกจากประตูขึ้นขี่หลังสัตว์กิมเจง แล้วก็
สังคนใช้ให้ระวังประตูงู้ม่ออ๋องก็เหาะไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียอยู่
บนยอดเขาก็นึกในใจว่า งู้ม่ออ๋องจะมีเพื่อนอยู่ที่ไหนจะไปทางใดเราจะต้องตามไปดู
คิดแล้วเห้งเจียก็แปลงกายเป็นสายลมติดตามไปพร้อมกัน บัดเดี๋ยวก็ถึงภูเขาหนึ่ง
รู้ม่ออ๋องก็หายไปไม่เห็น เห้งเจียก็กลายกลับเป็นรูปเดิมเข้าไปในเขาเที่ยวค้นหา
อันภูเขานั้นหน้าหนึ่งมีบึงใหญ่น้ำลึก ข้างบึงมีเสาศิลาข้างบนมีอักขระใหญ่หกตัว
คือเขาล่วนเจี๊ยซัวบึงเพ็งบ่อท้ำ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกในใจว่า งู้ม่ออ๋องเห็นจะลง
น้ำไปเป็นแน่ ถ้าอยู่ในถ้ำคงจะเป็นนาคหรือเต่าตะพาบน้ำ จำเราจะลงไปดูให้รู้แน่
คิดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็นเปี้ยวตัวหนึ่งกระโจนลงในน้ำจมลงไปก้นบึง
แลไปก็เห็นสำนักสูงตระหว่านมีหอเรียงราย เห้งเจียก็คลานเข้าไปใกล้ประตู
พิจารณาดูเห็นมีพวกมโหรีพิณพาทย์ขับร้องที่บนหอนั้นงู้ม่ออ๋องนั่งอยู่กลาง สอง
ข้างมีพวกนาคสามสี่นาค ข้างหน้ามีนาคใหญ่นั่งอยู่สองข้างนั่งเรียงรายกันเป็นลำดับ
คือนาคลูกนาคหลานนาคยายนาคเมียนาค เห้งเจียก็คลานเข้าไปในประตู นาค
ใหญ่เห็นก็ร้องให้จับตัวเปี้ยวนั้นมา เปี้ยวแปลงก็พูดเป็นภาษามนุษย์ร้องว่าขอ
ชีวิตเถิด นาคใหญ่ถามว่าตัวอยู่ที่ไหนจึงสามารถมาถึงนี่ เจ้าจงรีบบอกมาโดยเร็ว
จึงจะยกโทษให้หาไม่จะฆ่าเสียเห้งเจียจึงตอบว่าขอท่านจงได้กรุณาข้าพเจ้าเป็นสัตว์เล็กน้อย เดินขวางๆ ริๆ
มาไม่รู้จักขนบธรรมเนียม จึงได้ล่วงเกินเข้ามาผิดพลังดังนีขอท่านได้โปรดเถิด ในหิ
ประชุมได้ฟังเปี้ยวพูดดังนั้นก็มีความสงสารจึงพร้อมกันพูดว่า ขอท่านได้ยกโทษ
ปล่อยเปี้ยวน้อยไปเถิดเพราะมันไม่รู้ผิดและชอบ นาคใหญ่ได้ฟังท่านทั้งหลายขอ
ดังนั้น ก็สั่งให้ปล่อยเปี้ยวนั้นออกไปนอกประตู เห้งเจียเห็นเขาปล่อยแล้วก็ค่อย ๆ
คลานออกมาจากประตูแลไปเห็นสัตว์กิมเจงของงู้ม่ออ้องผูกไว้ข้างนั้น ก็คิดอุบาย
ขึ้นได้ทันที จึงแปลงกายกลับมาอย่างเดิม เข้าแก้เอาสัตว์กิมเจงนั้นจูงออกมาแล้ว
เห้งเจียก็กระโดดขึ้นหลังจับบังเหียนชักให้ขึ้นพ้นน้ำแล้ว เห้งเจียก็แปลงกายเป็น
งู้ม่ออ้อง ขับกิมเจงเหาะขึ้นบนอากาศตรงมายังเขาจุ๊ยหุ้นซัวถ้ำปอเจียวต้อง เห้งเจีย
ขี่กิมเจงเข้าใกล้ประตูถำร้องเรียกให้เปิดประตูรับ พวกนางสาวใช้ก็เปิดประตูรับ แล
เห็นเห้งเจียแปลงคิดว่างู้ม่ออ๋องนายของตัว ก็วิ่งเข้าไปบอกนางว่า บัดนี้ไต้อ๋อง
กลับมาแล้วนอกประตูนางล่อซั่วได้ฟังสาวใช้บอกดังนั้น ก็รีบใส่เสื้อแต่งตัวเดิน
ออกมารับ เห้งเจียก็ลงจากกิมเจงให้คนดูเฝ้าไว้แล้ว ฝ่ายนางล่อซั่วก็หารู้ไม่
สำคัญว่างู้ม่ออ๋องสามีจึงจับมือพากันเดินเข้าถ้ำ ครั้นถึงข้างในก็นั่งบนเก้าอี้ให้สาว
ใช้ยกน้ำร้อนน้ำชามารับประทาน ในถ้ำนั้นทุกคนเห็นนายของตัวมาก็พากันยินดี
ครั้นกินน้ำร้อนน้ำชาสบายแล้ว ก็พูดจาปราศรัยว่านานแล้วมิได้มานางเป็นสุขสบาย
อยู่ดอกหรือ นางล่อชั่วตอบว่าไต้อ้องมีบุญมากและมีใจเอื้อเฟื้อที่มีใหม่ ทิ้งขว้าง
ข้าพเจ้าเสียไม่เหลียวแลแต่วันนี้เหตุไฉนจึงมาได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าที่ไหนจะอาจทิ้งขว้าง เพราะนางเง็กมิ่น
กังจู๊ได้ฝากแก่ข้าพเจ้า และมีธุระกิจการมากเพื่อนฝูงไปมาเยี่ยมเยือนไม่มีเวลาว่าง
เพราะฉะนั้นช้าวันจึงมิได้มา ครั้นบัดนี้จัดธุระเสร็จแล้วจึงมาได้ เห้งเจียถามว่า
ได้ยินว่าหงอคงรักษาพระถังซัมจั้งจะไปไซที มาใกล้เขาฮ้วยเอี้ยมชัววิตกกลัวจะมา
ขอยืมพัด ไปเราจึงรีบมาด้วยแค้นมันทำให้ลูกเราจากไป ถ้าหากมันมาที่นี่จงให้
คนไปบอกเรา ๆ จะจับตัวมันฟันเสียสักหมื่นท่อนแก้ความเจ็บใจของเราทั้งสอง
นางล่อซั่วได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้บอกว่า คำโบราณท่านย่อมว่า ชายไม่มีเมียทรัพย์
ไม่มีเจ้าของ หญิงไม่มีผัวกายตัวไม่มีเจ้าของ ชีวิตข้าพเจ้าเกือบจะวอดวาย ถูก
อ้ายเห้งเจียมันมาทำร้ายเอา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นโกรธด่าว่าอ้ายชาติลิง
มันหนีไปเสียแล้วหรือ นางล่อชั่วบอกว่ามันยังไม่ทันจะข้ามไปวานนี้มาที่นี่เรียก
ข้าพเจ้าว่าพี่สะใภ้มันพูดว่าไต้อ๋องกับมันเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นได้ผูกสมัครเป็น
มิตรสหายแก่มันเห้งเจียพูดว่าจริง นางล่อซั่วว่าข้าพเจ้าจะด่าว่ามันก็ไม่โต้ตอบ ข้าพเจ้าเอา
พัดโบกมันทีหนึ่งไม่รู้ว่ามันปลิวไปถึงไหน แล้วกลับมาไม่รู้ว่ามันไปได้ยาวิเศษ
ที่ไหนมาคุ้มห้ามลม มาร้องท้าถึงหน้าประตูอีก ข้าพเจ้าก็เอาพัดโบกอีกมันก็ไม่
หวั่นไหว ข้าพเจ้าเอาเกี่ยมฟันมันจึงได้เกิดรบกัน ข้าพเจ้าทานกำลังมันมิได้หนี
เข้าถ้าไม่รู้ว่ามันทำอย่างไรจึงเข้ามาอยู่ในท้องข้าพเจ้าได้ ทำให้ข้าพเจ้าได้ความเจ็บ
ปวดสาหัส ข้าพเจ้าเรียกมันอา ๆ สองคำขอร้องเอาพัดส่งให้มันไปมันจึงได้ไปเห้งเจียได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ทำเป็นโกรธเอามือทุบอกร้องว่ากรรมๆ น่าเสียดายพัด
ทำไมเจ้าจึงเอาของวิเศษให้มันไปเล่า จะทำร้อนใจให้เราแล้ว นางล่อซั่วหัวเราะ
แล้วพูดว่าไต้อ้องอย่าเพิ่งโกรธก่อน พัดที่ข้าพเจ้าให้ไปนั้น คือพัดปลอมเอาให้มัน
ไป เห้งเจียถามว่าก็พัดจริงนั้นอยู่ที่ไหนเล่า นางล่อซั่วพูดว่าท่านอย่าวิตกเลย
ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้ดีแล้ว นางจึงเรียกสาวใช้ให้ยกกับข้าวและสุรามาตั้งบนโต๊ะ
แล้วนางรินสุรายกสองมือส่งให้เห้งเจียพูดว่าไต้อ๋อง ได้ขันหมากใหญ่เลี้ยงโต๊ะรื่นเริง
ได้ที่ใหม่ขออย่าลืมซึ่งได้ผูกพันกันแต่เก่าก่อนขอได้ดื่มสุราของข้าพเจ้าสักอึกหนึ่งเถิดเห้งเจียไม่อาจรับก็หัวเราะ ถือถ้วยอยู่กับมือแล้วพูดว่านางกินก่อนเพราะเรา
ไปจัดแจงนอกบ้านได้ทิ้งห่างมานานแล้ว ได้พึ่งเจ้าอยู่คุ้มครองบ้านเรือนเคหาจึง
ได้ปรกติ ขออาศัยเวลานี้คำนับคุณของเจ้าจงดื่มก่อน นางรับแล้วกลับยื่นคืนไป
ว่า คำโบราณย่อมว่า เมียนั้นคือความเสมอเรียบ ผัวนั้นเป็นบิดาเลี้ยงร่างกาย
ได้อ๋องจะมาขอบคุณข้าพเจ้าทำไมต่างก็ส่งไปมาปราศรัยกัน แล้วก็พากันเข้านั่ง
โต๊ะเห้งเจียไม่กล้ากินเนื้อสัตว์ กินแต่ผลไม้นั่งสนทนากันไปมา นางล่อซั่วรู้สึก
เมาก็เกิดความกำหนัด เข้านั่งชิดเห้งเจียแอบอิงกระทำการยียวนยั่วหยอกจับมือ
ลูบคลำพูดจาเล้าโลมเคล้าคลึง เห้งเจียก็ผ่อนตามใจต่างก็อิงแอบแนบกายกันเห้งเจียเห็นท่านางเมาสุรามากแล้ว จึงแคะได้ไต่ถามว่า เจ้าเอาพัดนั้นเก็บไว้
ที่ไหนจงเก็บไว้ให้ดี วิตกด้วยเห้งเจียมันแปลงเปลี่ยนได้หลายประการจะมาหลอก
ลวงเอาไปได้ นางล่อซั่วหัวเราะแล้วสำรอกพัดออกมาจากปากดูสักเท่าใบมะม่วง
อ่อน หยิบส่งให้เห้งเจียว่านี้มิใช่หรือพัดของวิเศษ เห้งเจียรับมากับมือแต่ไม่เชื่อ
นึกในใจว่าของเท่านี้จะพัดอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะดับไฟได้กลัวจะเป็นของปลอม
นางล่อชั่วเห็นเห้งเจียพิเคราะห์ดูของนั้นเป็นข้านานนางก็อดไม่ได้ เอาแก้มมาพิง
ที่หน้าเห้งเจียเรียกว่า พี่ๆ เอาของนั้นเก็บเสียมากินสุราเถิด จะนั่งคิดตรึกตรอง
ไปทำไมให้เสียเวลาเล่าเห้งเจียพูดว่าของเล็ก ๆ เท่านี้ทำไมจึงดับไฟได้เป็นแปดร้อยโยชน์นางล่อชั่ว
เมาสุรามากสติก็ฟั่นเฟือนจึงไขวิชาออกให้เห้งเจียฟังว่า ไต้อ๋องข้าพเจ้าห่างท่าน
ได้สองปีเศษ เห็นไต้อ๋องไปอยู่กับนางเงกมิ่นกุงจู๊ทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ห่างกัน
จึงได้ฟั่นเฟือนของวิเศษอยู่กับบ้าน จึงได้ลืมไปหมดดังนี้ คือของวิเศษนั้น ต้อง
เอานิ้วหัวแม่มือ ข้างซ้ายจับก้านแล้ว ก็ร่ายอาคมว่า ไช้ฮือคากิ้มยีเป่าไปก็ยาว
ออกกว่าสองศอก พัดก็เปลี่ยนแปลงไปได้ต่าง ๆ จะกลัวทำไมกับไฟแปดร้อยโยชน์
โบกทีเดียวก็จะดับไปทั้งหมดเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็จำอาคมนั้นไว้จึงเอาพัดนั้นอมไว้ในปากแล้ว เอามือเกา
ที่คางร่างกายกลับเป็นรูปเดิม ร้องรียกอีนางล่อชั่วมึงจำกูได้หรือไม่ มึงทำกลมา
ยียวนชวนสังวาสโดยความกำหนัดในการเสน่หาไม่มียางอายเท่าเส้นผม ใครจะ
ชมเชยมึงได้เล่า นางล่อซั่วแลเห็นเห้งเจียก็เสียใจสิ้นสติล้มลงกับพื้นมีความอาย
อย่างที่สุด ร้องว่าฆ่าเราแล้ว ๆ เห้งเจียก็เดินออกจากถ้ำเหาะขึ้นบนเวหา ในเมื่อ
เหาะมานั้น ก็คายของออกจากปากทำวิธีเอาหัวแม่มือซ้ายจับที่ก้านพัดร่ายอาคม
ว่าไข้ฮือคากิ้มฮี เป่าไปพัดก็ยาวออกหกศอก เห้งเจียพิจารณาดูโดยละเอียดเห็น
ว่าพัดเล่มปลอมกับพัดเล่มนี้ผิดกันมาก เล่มนี้ดูมีรัศมีเปล่งออกมาต่าง ๆ เห้งเจีย
ได้แต่ทำให้ยาวใหญ่ อันจะทำให้เล็กนั้นหาได้ถามไม่แล้วก็แบกพัดใส่บ่าลดลงยัง
พื้นดินเดินกลับมาทางเก่าฝ่ายู้ม่ออ๋องครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้ว ก็ลากลับออกมานอกประตูไม่เห็นสัตว์กิมเจง
นาคใหญ่จึงให้ตรวจค้นว่าใครลักเอากิมเจงของไต้อ๋องไปพวกคนใช้คุกเข่าลง
คำนับแล้วพูดว่า เมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะพวกข้าพเจ้าคอยรับใช้อยู่พร้อมกันไม่มีผู้ใดจะ
ได้ออกมาข้างนอก เห็นแต่เปี้ยวตัวหนึ่งคลานเข้ามา หรือเปี้ยวตัวนั้นจะเป็นคน
แปลงมาลักสัตว์กิมเจงไปดอกกระมังงู้ม่ออ๋องได้ฟังดังนั้นก็นึกขึ้นได้จึงพูดว่า ท่านทั้งหลายไม่ต้องร้อนใจข้าพเจ้า
เข้าใจแล้ว เมื่อกลางวันมีอ้ายลิงหงอคงมันรักษาพระถังซัมจั้งไปไซที บัดนี้มาติด
อยู่ที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัว มันมาขอยืมพัดของเราจะเอาดับไฟ เราไม่ให้มันจึงได้เกิด
รบพุ่งกันยังหาแพ้ชนะกันไม่ เพื่อนก็ให้คนไปเชิญเรา ๆ จึงได้พูดผัดแก่มันว่า มา
กินโต๊ะแล้วจะกลับไปรบแก่มันใหม่ อ้ายลิงตัวนี้มันมีสติปัญญาสามารถนักแปลง
กายได้หลายประการ มันจึงตามมาลักกิมเจงไปฉะนี้ คงจะย้อนไปหาภรรยาเรา
เพื่อจะหลอกลวงเอาพัดเป็นแน่พวกนาคได้ฟังดังนั้นพากันหวาดเสียวสะดุ้งกลัวตัว
สั่นสะท้านไปทุกคนแล้ว ถามงู้ม่ออ๋องว่าที่ทำวุ่นวายบนสวรรค์คนนั้นหรือมิใช่ รู้ม่อ
อ๋องว่าคนนั้นแหละ จึงพูดแก่พวกนาคว่า ข้าพเจ้าจะขอลาไปก่อนว่าแล้วก็ออกจาก
ประตูแทรกน้ำขึ้นมา แล้วเหาะขึ้นบนเวหาตรงไปเขาจุ๊ยหุ้นชัวถ้ำปอเจียวต่อง ครั้น
ถึงก็เข้าไปในถ้ำ ได้ยินนางล่อซั่วกำลังร้องไห้ตีอกซกศีรษะคร่ำครวญอยู่ งู้ม่ออ๋อง
จึงร้องไห้เปิดประตูแลไปเห็นสัตว์กิมเจงผูกอยู่ข้างประตูง้ม่ออ๋องร้องถามด้วยเสียง
อันดังว่า อ้ายซึ่งหงอคงมันไปทางไหนพวกสาวใช้เห็นงู้ม่ออ๋อง ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับว่าท่านไต้อ๋องมาแล้ว นาง
ล่อชั่วเห็นงู้ม่ออ้องมา กกวิ่งเข้ามาเอาศีรษะกระแทกกับอกงู้ม่ออ๋องร้องไห้ว่า อ้าย
แก่ทำไมมาทำแก่เราดังนี้ ทำไมไม่ระไวระวังกิมเจงไว้ ให้อ้างลิงมันลักมาขี่แปลง
ปลอมเป็นท่านมาหลอกลวงเราฉะนี้ ู้ม่ออ้องได้ฟังภรรยาบอกดังนั้ นมีความแค้
หาที่สุดมิได้จึงถามว่ามันไปข้างทิศไหน นางล่อชัวว่าอ้ายลิงมันหลอกข้าพเจ้าได้แล้ว
มันจะไปข้างทิศไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ งู้ม่ออ้องปลอบภรรยาว่าเจ้าอย่าเสียใจ พี่
จะไปตามจับมันคืนเอาของวิเศษของเรามา แล้วจะถลกหนังสับฟันมันเสียสักหมื่น
ท่อนลากเอาตับปอดออกมาแก้แค้นให้จงได้ แล้วสั่งให้เอาเครื่องแต่งตัวมาให้ คนใช้
ว่าเครื่องอาวุธของท่านมิได้อยู่ที่นี่ รู้ม่ออ๊องว่าให้เกี่ยมของนางมาให้ยืมก่อน สาวใช้
ก็เข้าไปเอาเกี่ยมสองอันออกมาส่งให้งู้ม่ออ้อง ู้ม่ออ๋องแต่งตัวแล้ วมือถือเกี่ยม
ออกจากประตูเหาะหมายเขาฮ้วยเกี้ยมซัว ก็พอมาทันแห้งเจียเข้างู้ม่ออ้องมีความวิตกในใจว่า อ้ายลิงมันได้วิธีทำพัดให้ใหญ่ได้ แม้เราจะเข้า
ไปทวงถามมัน มันคงไม่ให้เราเป็นแน่ บางที่มันจะเอาพัดโบกเราจะปลิวไปถึง
แปดหมื่นสี่พันโยชน์ ก็จะไม่สมคิดเราได้ยินว่าสานุศิษย์ที่สองของพระถังชัมจั้งชื่อ
โป๊ยก่าย เราก็ได้พบเห็นรู้จักแล้ว จำเราจะแปลงเป็นโป๊ยก่ายหลอกมันเอาพัดจึง
จะได้คิดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแปลงกายเหมือนโป๊ยก่าย รีบเดินลัดตัดหน้า
เห้งเจียมาก่อนย้อนกลับมารับเห้งเจีย ทำเป็นร้องเรียกพี่เห้งเจียข้าพเจ้ามาแล้ว
อาจารย์เห็นพี่มาช้าจึงให้ข้าพเจ้ามาตามโดยเกรงว่างู้ม่ออ้องจะขัดขวางไม่ให้พัก จึง
ให้ข้าพเจ้ารีบมาช่วยเห้งเจียหัวเราะว่าไม่ต้องเปลืองใจเป็นทุกข์พี่ได้มาแล้ว รู้ม่ออ๋องถามว่าทำ
อย่างไรจึงได้มา เห้งเจียว่างู้ม่ออ๋องรบแก่เราร้อยกว่าเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน มีผู้มา
เชิญไปกินโต๊ะเธอผละจากเราไปกินเลี้ยงที่เขาล้วนเจียซัวบึงเพ็กบ่อท้ำ พี่สะกด
รอยตามไปลักเอากิมเจงขี่กลับมาที่ถ้าบ่อเจียวต้องหลอกนางล่อซั่วจึงได้พัดมา
งู้ม่ออ้องว่าพี่ต้องแบกพัดลำบากทำไม ส่งมาข้าจะแบกไปเอง เห้งเจียมิได้รู้ในกล
อุบาย จึงส่งพัดให้แก่งู้ม่ออ้องไป งู้ม่ออ๋องรู้วิธีทำให้พัดเล็กลงได้ ก็ร่ายอาคมให้
พัดเล็กลงเท่าใบมะม่วงอ่อน งู้ม่ออ๋องก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม แล้วชี้หน้าว่า
อ้ายลิงมึงจำกูได้หรือไม่ เห้งเจียรู้ว่างู้ม่ออ้องก็มีความเสียใจ คิดว่าเราไม่ดีเอง คิด
แค้นใจตัว แล้วร้องตวาดคำหนึ่งทะลึ่งโลดดุจฟ้าลั่น ถือกระบองเข้าตีงู้ม่ออ๋อง
รู้ม่ออ๋องก็จับพัดเข้าโบกไปทีหนึ่ง เห้งเจียก็ไม่หวั่นไหวงู้ม่ออ๋องเห็นดังนั้นเอาพัด
ใส่ปากสองมือถือเกี่ยมแกว่งกวัดเข้ารบกับเห้งเจียกลางอากาศต่างบุกบั่นคลุกคลี
กันพักหนึ่ง มิได้ลดละแก่กันฝ่ายพระถังซัมจั่ง นั่งอยู่กลางทางคอยท่าเห้งเจีย ความร้อนก็มาขึ้นอกใจก็
แห้งเหี่ยวอยากน้ำเป็นกำลัง จึงถามเจ้าเขาว่าฝีมือกำลังงู้ม่ออ้องเป็นประการใด
เจ้าเขาตอบว่า งู้ม่ออ๋องนั้นมีฤทธาอานุภาพมากนัก กับเห้งเจียก็พอสู้กันได้
พระถังซัมจั้งว่าหนทางนั้น เห้งเจียเคยไปมาในสองพันเส้นบัดเดี่ยวก็กลับมา นี่
เป็นอย่างไรไปวันหนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นกลับ เห็นจะไปต่อสู้อยู่แก่งู้ม่ออ่องเป็นแน่
จึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ็งมาถามว่า ใครจะไปรับพี่เจ้าสักคนหนึ่งถ้าไปพบกำลัง
รบกันจะได้เข้าช่วยกัน ถ้าได้พัดแล้วก็ให้กลับจะได้รีบข้ามเขาไป โป๊ยก่ายว่า
ข้าพเจ้าจะไปรับเอง แต่ทางจะไปเขาเจ๊กลุ่ยซัวไม่เคยไป เจ้าเขาบอกว่าข้าพเจ้า
รู้จักทาง ให้ชัวเจ๋งอยู่เป็นเพื่อนพระอาจารย์ เรากับท่านไปด้วยกัน พระถังซัมจั้งมี
ความยินดี โป๊ยก่ายก็จัดแจงแต่งกายแข็งแรงแล้ว เอาคราดขึ้นบ่าพร้อมด้วยเจ้า
เขาเหาะหมายตรงไปยังทิศอาคเนย์เมื่อกำลังเหาะมานั้น ได้ยินเสียงกึกก้องโกลาหลสะท้านหวั่นไหวโป๊ยก่ายก็หยุด
รอดู เจ้าเขาพูดว่าท่านโป๊ยก่ายยังรออะไรอยู่อีกเล่าจึงไม่รีบเข้าช่วยเห้งเจียรบกับ
งู้ม่ออ๋อง โป๊ยก่ายได้ฟังเจ้าเขาเตือนดังนั้น ก็ซักคราดออกตรงเข้าไปร้องเรียกว่า
พี่เห้งเจียข้าพเจ้ามาแล้ว เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายมาจึงด่าว่าอ้ายกินรำมึงทำให้เรา
เสียการ โป๊ยก่ายถามว่าข้าพเจ้าทำอะไรให้ท่านเสียการ เห้งเจียบอกว่าอ้ายงู้ม่อ
อ๋องมันทำอุบาย เราไปหานางล่อซั่วหลอกลวงเอาพัดมาได้แล้ว มันตามมาทันแปลง
ตัวเหมือนเจ้าหลอกเอาพัดคืนไปได้ เราจึงได้รบกับมันอยู่ที่นี่ โป๊ยก่ายได้ฟังดัง
นั้นก็โกรธ จับคราดเหล็กตรงเข้ามาด่าว่าอ้ายควายกูจะลอกหนังมึงออก มึงทำไม
จึงบังอาจสามารถแปลงเหมือนกูหลอกพี่กูดังนี้ให้พี่น้องขัดใจกัน โป๊ยก่ายว่ากระนั้น
แล้วก็ถือคราดตรงเข้าสับู้ม่ออ๋องฝ่ายงู้ม่ออ๋องรบแก่เห้งเจียมาวันหนึ่งแล้ว กำลังก็อ่อนลงมากเห็นโป๊ยก่ายเหวี่ยง
คราดมาโดยแรง ก็ยกเกี่ยมขึ้นรับทานกำลังโป๊ยก่ายไม่อยู่ก็ถอยหนี เจ้าเขาก็เรียก
พวกทหารมาล้อมหน้าหลังสกัดกั้นงู้ม่ออ้องไว้ ร้องว่างู้ม่ออ๋องจงหยุดก่อน ด้วย
พระถังซัมจั้งจะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกเทพาอารักษ์เจ้านายที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง
อินทร์พรหมทุกช่องชั้นฟ้าก็ช่วยพิทักษ์รักษา ท่านจงรีบเอาพัดบ่อเจียวนั้นดับไฟ
ข้ามส่งเธอไปเถิด ถ้ามิฉะนันทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้โทษท่านก็จะถึงทีตาย งู้ม่ออ๋อง
ได้ฟังเทพารักษ์พูดดังนันจึงตอบว่า ท่านไม่รู้ว่าผิดชอบประการใด ข้อหนึ่งมันชิง
ลูกเราไป ข้อสองมันประมาทเมียน้อยเรา ข้อสามมันหลอกลวงเมียหลวงเรา มี
ความผิดดังนี้ เราจึงต้องติดตามมาเอาพัดคืน พูดยังไม่ทันขาดคำลงโป๊ยก่ายก็มา
ร้องด่าว่า อ้ายควายมึงรีบส่งพัดนั้นมาโดยเร็วเราจะยกชีวิตไว้ให้ งู้ม่ออ๋องก็หันกลับ
มารับสู้รบอีก โป๊ยก่ายเห้งเจียก็เข้ารุมรบระดมตี คนทั้งสามสู้รบกันเป็นตะลุมบอน
ต่างฟาดฟันกันโดยกำลัง งู้ม่ออ๋องสู้พลางถอยพลางรบกันอยู่คืนหนึ่งจนรุ่งสว่าง
แลไปข้างหน้านั้นคือ เจ้าเขาเจ๊กลุ่ยซัวถ้ำม่อหุ้นต๋องคนทั้งสามยิ้งออกกำลังเข้มแข็ง
'ฟัดเหวี่ยงกันไปมา เจ้าเขาก็ให้พวกผีเข้าระดมช่วยรบเสียงสะท้านหวั่นไหว นาง
เง็กมิ่นก๋งจู๊ได้ยินดังนั้นก็ตกใจจึงร้องเรียกพวกบริวารใหญ่น้อยให้ถืออาวุธพร้อมกัน
ออกไปช่วยงู้ม่ออ๋อง งู้ม่ออ๋องมีความยินดีด้วยเห็นพวกบริวารมาพร้อมกันช่วยรบ
โป๊ยก่ายรับไม่หยุดก็ซักคราดถอยหนีเห้งเจียก็ล่าเหาะขึ้นบนเวหา พวกผีทหารเจ้าฝ่ายเห้งเจียก็ร่ายคาถาแปลงเป็นนกเหยี่ยวใหญ่ โผร่อนมาในอากาศโฉบตัว
นกเป็ดน้ำจิกเอาลูกตา งู้ม่ออ้องก็ห่อปีกแปลงเป็นนกตะกรุมกลับมาจะจิกนกเหยี่ยว
เห้งเจียก็แปลงเป็นนกหงส์ดำไล่จิกนกตะกรุม งู้ม่ออ๋องก็แปลงเป็นนกยางแล้วก็
บินไปทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียขยับปีกสลัดขนแปลงเป็นนกพระยาหงส์ งู้ม่ออ๋อง
เห็นดังนั้นก็หลบลงข้างภูเขาแปลงเป็นสัตว์สี่เท้าคืออีเก้ง ทำกิริยาเดินกินหญ้าอยู่
ที่ชายเขา เห้งเจียเห็นก็โผตามลงมาแปลงเป็นเสือกระดิกหางจะใคร่กระโดดเข้าจับ
อีเก้งกิน งู้ม่ออ๋องตกใจก็แปลงเป็นเสือโคร่งกระโดดมาจะกัดเสือผอม เห้งเจีย
เห็นดังนั้นก็แปลงเป็นสางโถมมาตะครุบเสือโคร่ง งู้ม่ออ๋องก็กลายเป็นหมีคนแยก
เขี้ยวจะเข้าทำร้ายสาง เห้งเจียก็กลายเป็นช้างจะเข้าจับหมีคน รู้ม่ออ๋องเห็นดังนี้
ก็หัวเราะแล้วก็แปลงกายไปตามเดิม เป็นกระบือใหญ่ศีรษะเท่าภูเขาตาดุจแสงฟ้า
แลบสองเขาดุจพระเจดีย์ ฟันดุจคมมีดตัวยาวกว่าพันวา สูงได้แปดร้อยวา ร้อง
บอกแก่เห้งเจียว่าอ้ายสัตว์ลิงมึงจะทำอะไรกู เห้งเจียก็กลับกลายเป็นรูปเดิมชัก
กระบองออกกระทุ้งกับพื้นทีหนึ่ง ร้องว่าให้สูงตัวก็สูงขึ้นหมื่นวาศีรษะใหญ่เท่าภูเขา
ท้ายซัว สองนัยน์ตาดุจดวงพระอาทิตย์ ปากดุจบ่อโลหิตฟันดุจบานประตู มือถือ
กระบองเหล็กหมายตีตรงศีรษะู้ม่ออ๋อง งู้ม่ออ๋องก็เอาเขาขวิดรบกันสะท้านหวัน
ไหวก้องโกลาหล ทั้งสองแผลงอิทธิฤทธิ์อานุภาพต่อสู้กันอยู่กลางภูเขาใหญ่ หมู่
เทวาอารักษ์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในอากาศ และเจ้ากิมเอียดที้หลักเตงหลักกะและหมู่
เจ้าที่รักษาธรรมทั้งหลายก็มาระดมช่วยล้อมรู้ม่ออ๋องไว้ งู้ม่ออ๋องก็ทำเฉยไม่
หวาดหวั่นครั่นคร้าม เห้งเจียมารับหน้ากับหมู่เจ้าทั้งหลายก็พร้อมกันระดมตีงู้ม่ออ้อง
รู้ม่ออ๋องจวนตัวก็หมุนคว้างอยู่กับดิน แล้วกลับเป็นรูปเดิมหนีเข้าถ้ำปอเจียวต้อง
เห้งเจียก็พาหมู่เจ้าเทพารักษ์ไล่ตามมา ฝ่ายงู้ม่ออ๋องหนีเข้าถ้ได้ก็ปิดประตูแน่น
ไม่ออกมาสู้รบต่อไปฝ่ายหมู่เทพารักษ์ ก็พากันเข้าล้อมเข้าจุ๊ยหุ้นชัวไว้แน่นหนาไม่มีทางจะออกได้
ครั้นจะตีประตูเข้าไปก็พอได้ยินเสียงโป๊ยก่ายกับเจ้าเขากระหือกระหอบวิ่งตามกัน
มาทั้งหมู่ทหารผีก็ตรูกันมาด้วย เห้งเจียถามว่าที่ถ้ำม่อหุ้นต๋องนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่า เมียของอ้ายงู้ม่ออ๋องข้าพเจ้าสับด้วยคราดตายแล้ว แก้
เสื้อออกดูก็เห็นเป็นปีศาจเสือปลา ปีศาจน้อยๆ เหล่านั้นข้าพเจ้าฆ่าตายหมดแล้ว
ถ้ำนั้นข้าพเจ้าเอาไฟเผาไหม้หมดแล้ว เจ้าเขาว่ามันมีที่อาศัยอยู่อีกแห่งหนึ่ง ที่นี่
เขาใหญ่ชื่อถ้ำปอเจียวต้องมิใช่หรือเห้งเจียบอกว่าใช่ในนี้คือนางล่อซั่วอยู่ โป๊ย
ก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าทำไมไม่เร่งตีเข้าไปตามเอาพัดเล่าไว้ช้าการจะมีปัญหาต่อไป
โป๊ยก่ายออกท่าโดยเข้มแข็ง เอาคราดสับกระชากประตูหักพังลงทั้งสิ้น พวกผู้
หญิงก็เฝ้าประตูเห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันวิ่งเข้าไปบอกงู้ม่ออ๋องว่าบัดนี้ใครไม่รู้จัก
มันมาพังประตูลงหมดแล้วงู้ม่ออ่องเวลานั้นกำลังเล่าความที่เอาพัดคืนมาได้ และได้รับรองต่อสู้กันให้
นางล่อซั่วฟัง ก็พอได้ยินคนเข้ามาบอกก็มีความโกรธเป็นอันมาก งู้ม่ออ๋องคาย
พัดวิเศษออกจากปากส่งให้นางล่อซั่ว นางล่อซั่วรับเอาพัดมาแล้วก็ร้องไห้ จึงพูด
ว่าจงเอาพัดนี้ให้ซึ่งเห้งเจียไปเถิดมันจะได้ยกทัพกลับไป งู้ม่ออ๋องพูดว่าเป็นของ
เล็กน้อยก็จริง แต่ความแค้นเคืองนั้นลึกซึ้งนัก เจ้าจงนั่งก่อนพี่จะใคร่ออกต่อสู้แก่
มันอีกสักพักหนึ่ง พูดดังนั้นแล้วก็เอาเกราะสวมใส่ตัวแล้วก็ถืออาวุธเกี่ยมกระโดด
ออกไปจากประตู ก็ปะโป๊ยก่ายกำลังสับพังประตู งู้ม่ออ้องเอาเกี่ยมแทงโป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายเอาคราดรับขยับถอยออกมานอกประตู เห้งเจียก็มาทันเข้าเอากระบองตี
รู้ม่ออ้องถูกเจ็บปวดก็บันดาลเป็นสายลมพายุ หนีออกจากถ้ำปอเจียวต้องขึ้นอยู่
บนยอดเขาจุ๊ยหุ้นซัว หมู่เจ้าและเทพารักษ์ก็เข้าช่วยกันล้อมู้ม่ออ๋องไว้ พวกผีก็
ระดมตีเข้าไบ่พร้อมกันทั้งซ้ายและขวา งู้ม่ออ๋องก็แข็งใจรบมิได้คิดแก่ชีวิต ต่อสู้
กันไปมาประมาณห้าสิบเพลง ทานไม่ไหวก็ล่าหนีไปข้างทิศอุดรก็มาปะท่านกิม
กางหงส์ ท้ายซัวซึ่งมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่มาสกัดหน้าร้องตวาดว่างู้ม่ออ๋อง
จะหนีไปข้างไหนเรารับคำสั่งพระยูไลเจ้ามาล้อมจับตัวเจ้า กำลังพูดอยู่เห้งเจีย
โป๊ยก่ายและหมู่เทพยดาก็ไล่ตามมา งู้ม่ออ๋องตกใจกลัวก็กลับหันหนีไปทางทิศ
อาคเนย์ ก็มาประเจ้ากิมกังโบ้เหลียงเส้งจี่สะกัดหน้าไว้ ตวาดว่าเรารับคำสั่งพระ
ยูไลมาคอยจับตัวเจ้า งู้ม่ออ๋องก็หันกลับหนีไปทางทิศตะวันออก ก็ป่ะเจ้ากิมกัง
กุนโล้ชัวบุ้นตั๋วลัดสกัดหน้าคอยจับ รู้ม่ออ้องก็หวาดหวั่นกลับหนีไปทางทิศตะวันตก
ก็ปะเจ้ากิมกังปุ๊ดไหวยังจู๊สกัดหน้าร้องตวาดว่างู้ม่ออ๋องจะหนีไปข้างไหน เรา
รับคำสั่งพระยุไลมาคอยจับเจ้าอยู่ที่นี่งู้ม่ออ๋องเห็นทั้งสี่ทิศมีทหารพระยูไลมาคอยสกัดจับอยู่จะเข้าที่อับจนชีวิต
จะไม่รอดแล้ว ก็พอเห็นเห้งเจียพาพวกไล่ติดตามมางู้ม่ออ๋องทำเมฆลอยขึ้นจะหนี
ไปบนอากาศ บนอากาศมีถักทะลีทีอ้องโลเฉียกับทหารเทพบุตรทั้งหลายสกัดไว้
ร้องเรียกว่ามาเร็ว ๆ พวกเราได้รับคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้มากำจัดเจ้างู้ม่ออ่องเห็นดังนั้นก็สั่นหัวแปลงเป็นกระบือขาวใหญ่ตรงเข้าไปจะขวิดถักทะลิ
ที่อ๋อง ถักทะลีที่อ๋องก็เอาดาบจะฟันข้างหลังเห้งเจียก็มาทันโลเฉียร้องเรียกด้วยเสียง
อันดังว่า ท่านเห้งเจียเครื่องมือมีอยู่กับตัวทำไมจึงจับไม่ได้ เมื่อวานนี้พระยูไลมี
ฎีกามาให้เง็กเซียงอ่องเต้ว่าพระถังซัมจังติดขัดที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัว เห้งเจียคน เดียว
กำจัดงู้ม่ออ๋องไม่ได้ จึงให้ข้าพเจ้าพ่อลูกมาช่วยเห้งเจีย เห้งเจียว่างู้ม่ออ๋องมันมี
ฤทธิ์มากนักจะทำอย่างไรดีจึงจะปราบได้โลเฉียหัวเราะแล้วพูดว่าเห้งเจียอย่ามีความสงสัยเราจะจับปีศาจง้ม่ออ๋องให้ดู
พูดดังนั้นแล้วโลเฉียก็แปลงกายเป็นสามเศียรหกกรกระโดดขึ้นบนหลังงู้ม่ออ๋อง เอา
เกี่ยมวิเศษออกมาฟันคองู้ม่ออ๋องลงไปทีหนึ่งคอก็ขาดกระเด็นไป ศีรษะู้ม่ออ่อง
ก็ออกมาอีกศีรษะหนึ่งปากก็พ่นควันดำออกมา นัยน์ตาก็แดงดุจแสงพระอาทิตย์
โลเฉียเห็นดังนั้นก็เอาเกี่ยมฟันลงไปอีกทีหนึ่ง คอก็ขาดศีรษะตกลง ศีรษะก็ออก
มาทันทีอีกศีรษะหนึ่งอีก โลเฉียฟันซ้ำสิบทีศีรษะก็ออกมาทันทีทั้งสิบทีเหมือนกัน
จึงเอาจักรไฟวิเศษแขวนที่เขางู้ม่ออ๋อง ไฟก็ลุกติดเขางู้ม่ออ๋องดิ้นรนกลิ้งเกลือกร้อง
ด้วยเสียงอันดัง จะใคร่แปลงตัวหนี ถักทะลีที่อ๋องก็เอากระจกวิเศษสองจับไว้จะ
แปลงก็มิได้ งู้ม่ออ้องก็สิ้นฤทธิ์จึงร้องขอว่าอย่าล้างชีวิตข้าพเจ้าเสียเลย ข้าพเจ้า
ขอยอมตัวปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โลเฉียว่าแม้รักชีวิตก็รีบเอาพัดมา
โดยเร็วงู้ม่ออ๋องว่าพัดนั้นอยู่ที่เขา ภรรยาข้าพเจ้ารักษาไว้ โลเฉียเห็นพูดดังนั้นก็เอา
เชือกวิเศษออกร้อยจมูกแล้วก็จูงมา เห้งเจียเจ้ากิมกังทั้งสี่ และหมู่เทพยดาเทพา
รักษ์ทั้งหลายเจ้าเขาและโป๊ยก่ายทหารผีก็พร้อมกันไปที่ถ้ำปอเจียวต๋อง ู้ม่ออ๋องร้อ
บอกภรรยาให้เอาพัดมาถ่ายชีวิต นางล่อซั่วได้ยินสามีร้องเรียกดังนั้น ก็ถอดเครื่อง
แต่งตัวทองแหวนทิ้งเสียทั้งสิ้น ผลัดเครื่องนุ่งห่มเป็นชี มือถือพัดออกมาจาก
ประตูคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดว่า ขอท่านได้กรุณายกชีวิตผัวเมียไว้ด้วยเถิด ข้าพเจ้า
เอาพัดมาถวายให้อาซึงเห้งเจีย ขอให้อาสำเร็จกิจนั้นเถิด เห้งเจียก็เข้าไปรับพัด
วิเศษจากนางล่อซั่วมาแล้วก็พร้อมกันกับหมู่เทพยดาอารักษ์ เหาะกลับมายังสำนัก
ที่พระถังซัมจั้งคอยอยู่ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับซัวเจ๋งนั่งชะแง้คอยดูอยู่ช้านานยังไม่เห็นกลับมา ก็มีความ
ทุกข์ร้อนไม่สบายใจ แลไปก็เห็นเมฆเป็นรัศมีลอยมาเต็มทั้งฟ้าจวนจะถึง พระถัง
ซัมจั่งว่าตาย ๆ อีก นั่นกองทัพที่ไหนยกมา ซัวเจ็งแลไปก็จำได้จึงพูดแก่พระอาจารย์
ว่า นั่นคือท้าวกิมกังทั้งสี่กับเจ้าเอี๊ยดที้หลักเตงหลักกะ เจ้ารักษาธรรมทั้งหลาย
และเทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย กับที่จูงงู้ม่ออ๋องมานั้นคือโลเฉีย ท้ายจื้อที่ถือกระจกนั้น
คือถักทะลีทีอ๋อง พี่เห้งเจียแบกพัดวิเศษมากับเจ้าเขานั่นโป๊ยก่าย พระถังซัมจั้ง
ได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงครองจีวรออกมาคอยรับกับซัวเจ๋ง ครั้นท่านเหล่านั้นมาถึง
พร้อมกัน พระถังซัมจั้งก็ย่อตัวลงขอบคุณพูดว่า อาตมภาพบุญน้อยไม่ควรให้ท่าน
ทั้งหลายได้ความลำบากลงมาถึงนี่เจ้ากิมกังทั้งสี่บอกแก่พระถังซัมจั่งว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่าน ขอให้สำเร็จ
ซึ่งมรรคและผลเถิด พระยูไลเจ้ามีรับสั่งให้พวกข้าพเจ้ามาช่วยท่าน ๆ จงอย่าได้
เกียจคร้าน พระถังซัมจั่งย่อตัวคำนับรับคำ เห้งเจียก็เอาพัดวิเศษเดินเข้าไปใกล้
เขายกพัดขึ้นโบกโดยเต็มกำลังทีหนึ่ง ไฟนั้นก็ค่อย ๆ ราบสงบลงไป เห้งเจียดีใจ
ก็โบกซ้ำอีกสองที ก็ได้ยินเสียงลมพัดอู้ฝนก็ตกลงมาเต็มท้องฟ้า เวลานั้นพระถัง
ซัมจังก็หาความเร่าร้อนจิตใจก็ผ่องใสสบายเป็นความสุขเย็น อาจารย์กับศิษย์ก็
พากันคำนับขอบคุณ เจ้ากิมกังกับเทพยดาทั้งหลายก็พากันกลับไปยังสถานทิพย์
พิมานแห่งตน ๆ หมู่ลักเตงลักกะก็คอยตามรักษาพยาบาลพระถังซัมจั้ง ถักทะลี
ทีอ๋อง โลเฉียก็จูงงู้ม่ออ๋องไปกราบทูลเจ้าเขาก็นำนางล่อซั่วมาอยู่ข้างนั้นเห้งเจียพูดว่านางล่อชั่วทำไมยังไม่ไปจะมาอยู่ที่นี่ทำไม นางล่อซั่วคุกเข่าลง
พูดว่า เดิมท่านได้พูดว่า ยืมพัดไปดับไฟแล้วก็จะคืนให้ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า
ไม่ทันคิดไม่ให้พัดแก่ท่าน จึงได้เกิดจลาจลให้ท่านได้ความลำบาก ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ
บวชมาก็พูดภาษามนุษย์ได้แล้ว แต่ยังมิได้สำเร็จมรรคผล ขอท่านไต้เซียได้คืนพัด
ให้ข้าพเจ้าบวชเรียนต่อไปเจ้าเขาจึงพูดแก่เห้งเจียว่า อันหญิงนี้เข้าใจในการใช้พัดไฟ
ขอท่านคืนพัดให้เสียเถิดจะได้เอาไว้ดับไฟช่วยสัตว์ทั้งหลายในตำบลนี้ เป็นสุขต่อ
ไป เห้งเจียพูดว่าเราได้ถามชาวบ้านเหล่านี้บอกว่าโบกสามทีไฟก็ดับ ทำนาได้เข้า
ปีหนึ่งก็ทำอย่างไรจึงดับไฟไม่สิ้นได้นางล่อซั่วพูดว่าแม้ว่าอยากดับให้สิ้นรากเง่า ไฟนั้นต้องพัดโบกซ้ำ ๆ สี่สิบเก้า
ทีก็จะดับไฟได้ไม่มีไฟต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เอาพัดโบกไปสี่สิบเก้าทีฝนก็ตกลง
มาห่าใหญ่ อาจารย์กับศิษย์ก็หลบไปในที่ไม่มีฝน เหตุว่าที่ใดไม่มีไฟฝนก็ไม่ตก
ไปที่นั้น อาจารย์กับศิษย์ก็พักอยู่คืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งเห้งเจียเอาพัดคืนให้นางล่อชั่ว
นางล่อซั่วก็เสกให้พัดเล็กลงเอาใส่ปากอมแล้ว ก็คำนับลาไปหาที่สำนักบวชเรียน
ตามเพศนักบวช ฝ่ายพระถังซัมจั้งก็ตั้งหน้าหมายตรงไปทิศปราจีนเดินข้ามเขา
ฮ้วยเอี้ยมซัวมาได้แล้วก็เป็นที่เย็นใจ เดินมาได้วันหนึ่งประมาณทางได้แปดร้อยโยชน์
อาจารย์กับศิษย์ก็มีความผาสุกเวลาจวนจะสิ้นฤดูฝนเข้าฤดูหนาว ครั้นมาอีกหน่อย
หนึ่งแลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงขวางอยู่ข้างหน้า พระถังซัมจั้งก็ซักม้าหยุดเรียก
เห้งเจียถามว่าข้างหน้านั้นจะเป็นห้องหอตึกรามหรืออย่างไร ดูรายเรียงเป็นลำดับ
กันอยู่ดังนั้น จะเป็นสถานที่อันใด เห้งเจียพิจารณาดูแล้วก็บอกแก่อาอาจารย์ว่า
เป็นบ้านเมืองที่มีกษัตริย์ปกครองพระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็ให้ม้าเดินบัดเดี๋ยวก็มาถึงประตูเมือง แลไปดูเห็น
ถนนหนทางเรียบร้อยมีผู้คนค้าขายเสื้อผ้าแพรพรรณต่าง ๆ เมื่อกำลังเดินมาก็เห็น
พระสงฆ์สักยี่สิบรูป ที่ต้องจำขื่อคาโซ่ตรวนทุก ๆ องค์เที่ยวบิณฑบาตดูน่าอุจาด
สักเวชแก่ตา พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ถอนใจใหญ่จึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า จงไป
ถามดูว่ามีโทษอะไรจึงต้องพันธนาจำจองเช่นนั้น เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ร้องถาม
ว่าพระสงฆ์เหล่านี้มีทำอย่างไร จึงได้จำโซ่ตรวนขื่อคาดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่า
ลงพูดว่าอาตมภาพทั้งหลายนี้ต้องโทษโดยไม่มีเหตุ อาตมภาพทั้งหลายอยู่วัดกิม
กวางยี่ เลี้ยวมุมกำแพงนั้นก็ถึงเห้งเจียก็พาพระสงฆ์พวกนั้นมาหาพระถังซัมจั้ง
พระถังซัมจั้งจึงถามว่า ท่านทั้งหลายทำไมจึงต้องจำดังนี้ ขอท่านได้เล่าให้อาตมา
ฟังบ้าง พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมาแต่ไหนซึ่งข้าพเจ้า
ต้องจำด้วยเหตุประการใด ข้าพเจ้าไม่อาจเล่าให้ท่านฟังได้ในเวลานี้ขอให้ท่านไป
ที่วัดข้าพเจ้าเถิดจะได้เล่าให้ท่านทราบเรื่องความทรมานทุกข์ของพวกข้าพเจ้า
พระถังซัมจั้งก็เดินตามพระสงฆ์เหล่านั้นไปถึงประตูวัด และขึ้นไปดูบนประตูเห็น
มีหนังสือตัวทองเจ็ดตัวคือเซ็กเกี๊ยนฮู่ก๊กกิมกวางยี่ แปลว่าพระราชทานทรงสร้าง
ชื่อวัดทองสว่าง อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเข้าไปพิจารณาดู เห็นต้นพฤกษาดอก
ใบร่วงโรยไม่มีใครเก็บ กุฎี้วิหารก็ร่วงโรยรกเรี้ยวรุงรังไม่มีพระสงฆ์อยู่ พระถังซัม
จั้งเห็นดังนั้นก็เสียใจ จนน้ำตาไหลโดยมีความสังเวชสลดใจ พวกพระสงฆ์ที่ต้อง
จำเหล่านั้นก็มาเปิดประตูโบสถ์ เชิญพระถังซัมจั้งเข้าไป พระถังชัมจั้งเข้าไป
นมัสการพระพุทธรูปแล้ว ก็ออกจากโบสถ์เดินเขาไปในกุฎี แลเห็นที่เสาใส่กุญแจ
เณรอยู่หกเจ็ดรูป พระถังซัมจั้งไม่อยากจะเห็นเดินเลยเข้าไปในกุฎีใหญ่หมู่สงฆ์
ในวัดก็พากันออกมาเคารพ แล้วถามว่าท่านทั้งหลายรูปร่างต่าง ๆ กัน ท่านมา
จากเมืองไต้ถังหรือมิใช่เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพวกสงฆ์นี้ยามดียังไม่เห็นก็รู้ก่อน ทำไมท่านจึงรู้ได้
พระสงฆ์ทั้งหลายตอบว่าข้าพเจ้าทั้งหลายไม่มีฤกษ์ยามอะไรดอก เพราะพวก
ข้าพเจ้าต้องโทษเปล่า ๆ ดังนี้ ไม่ทราบว่าจะทำประการใดทุกวันก็พากันร้องฟ้า
ร้องดินไปดังนั้น หรือจะร้อนถึงเทวดา จึงบันดาลให้พวกข้าพเจ้าฝันไปทุกคนว่า
พระถังซัมจั้งอยู่เมืองไต้ถังมาถึงจึงจะช่วยชีวิตพวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้บังเอิญวันนี้
ท่านมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นึกเดาเอาว่าเห็นจะเป็นท่านนี่เอง พระถังซัมจั้ง
ถามว่านี่เมืองอะไร ท่านทั้งหลายต้องรับโทษจองจำอย่างนี้ด้วยเหตุอะไรพระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าเมืองนี้นามเมืองเรียกว่าเจ่จ๊ายก๊กเป็นเมืองใหญ่ มี
เมืองขึ้นทั้งสี่ทิศ ๆ อาคเนย์ชื่อเมืองง่วยท่อก๊ก ทิศอุดรชื่อเมืองโกเชียงก๊ก ทิศ
บูรพาชื่อเมืองไซรเหลียงก๊ก ทิศปราจีนชื่อเมืองปุ๊นป๊วกก๊กเมืองทั้งสี่ทุก ๆ ปีเอา
เครื่องบรรณาการเข้ามาถวายมิได้ขาด บ้านเมืองปราศจากการศึกสงครามย่อมอย
เย็นเป็นสุข ไม่ต้องไปรบพุ่งชิงชัย เมืองเหล่านั้นก็มาอ่อนน้อมเอง ยกย่องให้เมืองนี้
เป็นเอกราช พระถังซัมจังถามว่าเป็นดังท่านเล่าดังนั้น เห็นขุนนางฝ่ายทหารและ
พลเรือนจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม เจ้าแผ่นดินก็จะถือศีลตั้งอยู่ในยุติธรรมหรือ
บ้านเมืองจึงได้อยู่เย็นเป็นสุขพระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า เจ้าแผ่นดินก็ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม ขุนนางก็ไม่มี
คนซื่อสัตย์สุจริตมีแต่ทุจริต อยุติธรรมทั้งนั้นที่วัดกิมกวางยี่นี้ตั้งแต่เดิมมาพระ
เจดีย์วิเศษมีเมฆอยู่บนยอด ดุจดังว่ามงคลปกล้อมอยู่เสมอ เวลากลางคืนแสงพุ่ง
ออกไปไกล เวลากลางวันมีรัศมีสีต่าง ๆ ประชาชนทุก ๆ คนก็มีความเลื่อมใสศรัทธา
เพราะฉะนั้นจึงมีคำเรียกว่าเมืองสวรรค์ บังเอิญเมื่อสามปีก่อนเดือนเก้าขึ้นหนึ่ง
ค่ำเวลาเที่ยงคืนก็มีฝนตกลงมาเป็นน้ำโลหิต พระเจดีย์นั้นก็เปื้อนเปรอะไปทั้งองค์
ตั้งแต่นั้นก็มืดมัวไม่มีรัศมีในสองปีก็ไม่มีหัวเมืองเอาบรรณาการมาถวายเจ้าเมือง
คิดจะยกทัพไปตี ขุนนางทั้งหลายมีความสงสัยจึงทูลถามว่า พระเจดีย์วิเศษที่ใน
วัดกิมกวางยี่นั้น พระสงฆ์ที่จะลักเอาของนั้นไป เพราะฉะนั้นบรรดาหัวเมืองที่เคย
จึงมิได้นำเครื่องบรรณาการมาถวายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังข้าราชการกราบทูลดังนั้นมิได้ทรงตรึกตรอง จึงสั่ง
ให้ขุนนางจับเอาพระสงฆ์ไปเมี่ยนตีทรมานทำโทษต่าง ๆ ที่จับพวกข้าพเจ้าไป
ทำโทษนั้นมีสองสามจำพวก จำพวกที่จับไปก่อนนั้นก็คงจะไม่พ้นความตาย ยัง
จับพวกข้าพเจ้าไปทำโทษให้จำโซ่ตรวนดังนี้อีก ขอท่านอาจารย์ได้ทราบ พวก
ข้าพเจ้าที่ไหน จะสามารถลักเอาของวิเศษในพระเจดีย์ไปได้ ขอท่านอาจารย์ได้
แผ่เมตตาจิตช่วย ข้าพเจ้าให้รอดชีวิตด้วยเถิดพระถังซัมจังได้ฟังพูดดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วพูดว่าการนี้ก็ยากที่จะแจ่มแจ้งได้
จึงถามเห้งเจียว่าเวลานีเท่าไรกีโมงแล้ว เห้งเจียบอกว่าประมาณสักสีโมงแล้ว
พระถังซัมจั้งว่าอยากจะเข้าไปเฝ้าและจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางด้วย แต่ขัด
ที่ยังไม่รู้แน่ในเรื่องพระสงฆ์จะเท็จจริงประการใด เมื่อเวลาออกจากเมืองมาก็ได้
ตั้งใจว่าถ้าปะศาลเจ้าก็จะจุดธูปบูชา ถ้าพบวัดก็จะนมัสการพระ ถ้าพบพระเจดีย์
ก็จะกวาดลานพระเจดีย์ วันนี้มาถึงพบสงฆ์ต้องโทษนั้นก็เพราะเหตุเกิดที่พระเจดีย์
เห้งเจียจงไปจัดทำไม้กวาดให้สักอันหนึ่ง คอยอาตมาสรงน้ำแล้วจะขึ้นไปกวาด
จะได้พิจารณาดูว่ามีเหตุประการใด แล้วจึงค่อยเข้าไปเฝ้าทูลขอโทษ พระสงฆ์ที่
ต้องโทษนั้น พระสงฆ์ที่ต้องทรมานทุกข์ได้ยินดังนั้นก็รีบไปในครัวเอามีดมาส่งให้
โป๊ยก่ายว่า ท่านช่วยงัดเอาตรวนที่เณรออก จะได้ใช้ไปทำครัวเครื่องแจมาถวายโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่าเอามีดพร้ามาทำไม เรามีคนหนึ่งเข้าใจงัดตรวนที่หนึ่ง
เห้งเจียเข้าไปใกล้เอามือลูบสองสามทีตรวนก็หลุดออกทังสิน สามเณรนั้นก็เข้าไป
ในครัวต้มนำทำกับข้าวแจเสร็จแล้วก็ยกนำร้อนน้ำชามาถวาย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัว
เจ๋งก็กิน ครั้นเสร็จแล้วเวลาก็พลบค่ำสงฆ์เหล่านั้นก็เอาไม้กวาดมาวางไว้ สามเณร
องค์หนึ่งถือโคมไฟมารับพระถังซัมจั้งไปสรงน้ำ เวลานั้นดาวบนอากาศก็แจ่มแจ้ง
ทั้งท้องฟ้า กลองระมังก็ตีย่ำค่ำ พระถังซัมจั้งสรงน้ำแล้วก็ผลัดผ้านุ่งห่มเอาจีวร
อาศัยครองเข้าแล้ว มือก็ถือไม้กวาดพูดแก่สงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่านจงไป
พักหลับนอนเถิด อาตมาจะไปกวาดพระเจดีย์ เห้งเจียพูดว่าพระเจดีย์ต้องฝนเลือด
เปรอะเปื้อนมานาน แล้วเห้งเจียก็ถือไม้กวาดนำหน้าไป พากันไปที่โบสถ์ใหญ่จุด
ธูปเทียนบูชาแล้ว ตั้งอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าแช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึงได้รับสั่งของพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปประเทศไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าของอาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรม บัดนี้มาถึงเจ่จ๊ายก๊กวัดกิมกวางยี่ เห็นพระเจดีย์เปรอะเปื้อนและพระสงฆ์
ในอารามก็ต้องโทษดังนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งศรัทธากวาดพระเจดีย์ ขอพระรัตนตรัย
อันศักดิ์สิทธิ์จงบันดาลให้ข้าพเจ้าเข้าใจรู้แจ้ง ซึ่งพระสงฆ์ต้องโทษด้วยเหตุประการใด
พระถังซัมจั้งตั้งสัตย์อธิษฐานแล้ว เห้งเจียก็ไปเปิดประตูพระเจดีย์เข้าไป พระถัง
ซัมจังก็ถือไม้กวาดตั้งแต่ชั้นหนึ่ง แล้วขึ้นไปกวาดชั้นสองต่อ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่ง
ชั้นที่เจ็ดเวลานั้นก็ได้ครึ่งคืน พระถังซัมจั้งก็เมื่อยอ่อนกำลัง เห้งเจียว่าอาจารย์เมื่อย
ก็ให้ข้าพเจ้ากวาดแทนให้พระถังซัมจั่งถามว่านี่ประมาณสูงกี่ชั้น เห้งเจียตอบว่าสิบสามชั้น พระถังซัม
จั่งว่าถ้าดังนั้นก็ต้องกวาดให้แล้วจึงจะสมความอธิฐานก็อุตสาห์กวาดขึ้นไปได้ถึง
ชั้นสิบ ก็ให้เจ็บหลังกวาดต่อไปไม่ได้จึงเรียกเห้งเจียให้ช่วยกวาดต่อไป เห้งเจียก็
จับไม้กวาดกำลังกวาดต่อขึ้นไปชั้นสิบเอ็ด ชั้นสิบสอง ได้ยินเสียงชั้นสุดท้ายมีคน
พูดกัน เห้งเจียเห็นชอบกลเวลานี้ก็ดึกกว่ายามแล้ว คนที่ไหนมาพูดกันอยู่บนนี้
ชะรอยจะเป็นปิศาจผีร้ายเป็นแน่ จำเราจะแอบขึ้นไปดูจึงจะรู้แน่ เอาไม้กวาดวาง
แล้วถกกางเกงขึ้นก็ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนยอดพระเจดีย์ แลดูชั้นที่สิบสามแลเข้าไป
กลางพระเจดีย์ ก็เห็นปิศาจสองคนนั่งอยู่ มีถาดถ้วยชามของกินและสุราตั้งอยู่
คนทั้งสองต่างรินสุราส่งให้กันกิน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เอาไม้กวาดทิ้งเสีย ซักกระบอง
เหล็กออกจากหูกระโดดไปสกัดประตู ร้องตวาดว่าอ้ายพวกผียักษ์ร้ายมึงดีแล้ว มึง
สามารถลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปคือเหตุนี้เพราะมึงเอง ปิศาจทั้งสองเห็นและ
ได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจ จะเก็บของเหล่านั้นออกหนี เห้งเจียก็เข้ายืนสกัด
กั้นไว้มิให้หนีไปได้ เห้งเจียว่าแม้เราจะตีให้ตายเดี๋ยวนี้ก็จะไม่มีใครเป็นพยานจึง
ถือตะบองเดินรุกเข้าไปใกล้ ปิศาจก็แอบติดผนังจะหนีก็ไม่มีทางจะไปได้ จึงออก
ปากร้องขอชีวิตว่า มิใช่เหตุของข้าพเจ้าทั้งสอง ของวิเศษหายไปนั้นมีคนเอาไปมีเห้งเจียก็รวบจับคนทั้งสองลงมาถึงชั้นที่สิบ บอกอาจารย์ว่าข้าพเจ้าจับขโมย
ที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ได้ พระถังซัมจั้งเวลานั้นกำลังง่วงนอนก็ตกใจตื่นทั้งกลัว
ทั้งดีใจ จึงถามว่าจับได้ที่ไหน เห้งเจียก็จูงปิศาจมาคุกเข่าลงตรงหน้าพระถังชัมจั้ง
บอกว่ามันกำลังนั่งกินสุรากันอยู่บนชั้นยอดที่สิบสาม ข้าพเจ้าค่อยย่องเบา ๆ แอบ
ขึ้นไปจับได้ พระอาจารย์จงถามปากคำมัน มันเป็นปิศาจที่ไหนลักของวิเศษนั้นไป
บัดนี้ของนั้นอยู่ที่ไหนฝ่ายปิศาจกลัวตัวสั่นพูดว่า ขอท่านได้กรุณายกชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้า
จะเอาความจริงแจ้งให้ท่านทราบ คือข้าพเจ้าทั้งสองนี้อยู่ที่เขาล้วนเจี้ยซัว ที่บึง
เพ็กบ่อทำ พระยานาคบ้วนเซียเล่งอ๋องให้ข้าพเจ้าทั้งสองมาลาดตะเวนที่เจดีย์นี้
คนนั้นชื่อโบนปอ ข้าพเจ้าชื่อเชียวปอ โบนปอนั้นเป็นปลาขาว เชียวปอปลาดำ
เหตุด้วยบ้วนเซี้ยนายข้าพเจ้ามีบุตรสาวคนหนึ่ง มีนามเรียกว่าบ้วนเซี้ยกงจู๊ นาง
กงจั๊นั้นรูปร่างสะสวย เล่งอ๋องหาได้บุตรเขยคนหนึ่งนามว่า เก๊าเท้าฮู่เบ๊มีฤทธา
อานุภาพ เมื่อปีก่อนมากับเล่งอ๋องที่พระเจดีย์นี้ ทำฝนโลหิตตกลงพรมพระเจดีย์
เปื้อนเปรอะไปทั้งสิ้นแล้วก็ลักเอาพระธาตุนั้นไป นางกงจู๊ไปบนสวรรค์ที่ตำหนัก
เล่งฮือเต้ย ลักเอายาเล่งกีเช้าไปปลูกที่บาดาลบึงของเธอ ทุกคืนวันก็จะมีรัศมี
ต่าง ๆ สว่างไสวออกมา เล่งอ๋องเธอได้ยินว่าคนชื่อเห้งเจียจะไปอาราธนาพระธรรม
ยังประเทศไซที มีฤทธิ์เชี่ยวชาญเหาะเหินเดินอากาศได้เที่ยวหาแต่คนผิด เพราะ
ฉะนั้นเล่งอ้องจึงให้พวกข้าพเจ้ามาลาดตระเวนที่ตำบลนี้ แม้ว่าปะเห้งเจียมาถึงนี่
จะได้ระวังเตรียมตัวไว้ก่อนเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉานมันคิดดังนี้ไม่มีธรรมเนียม
ปิศาจทั้งสองพูดว่าเมื่อวานก่อนเล่งอ๋องเชิญู้ม่ออ้องมากินเลี้ยง คบคิดกับงู้ม้อ
อ๋องกระทำการล้วนแต่ไม่ชอบธรรมอยู่เสมอ ๆ จะพรรณนาไม่หมดเรื่อง ในทันใด
นั้น โป๊ยก่ายกับสามเณรสองสามองค์หิ้วโคมไฟเดินขึ้นมา โป๊ยก่ายเรียกว่า
อาจารย์กวาดแล้วทำไมไม่ลงไปนอน ท่านพูดอะไรกัน เห้งเจียว่าน้องมาดีแล้ว
ของวิเศษในพระเจดีย์หายไปนั้น คืออ้ายบ้วนเชี้ยเล่งอ้องเอาไป บัดนี้ให้ปิศาจทั้ง
สองนี้มาเที่ยวลาดตระเวนคอยระวังพวกเรา พี่พึ่งจับมันได้เดี้ยวนี้เอง โป๊ยก่าย
พูดว่าอ้ายปิศาจอย่างนี้ไว้มันทำไมอีกเล่า ว่าแล้วชักคราดออกจะตี เห้งเจียห้าม
ว่าน้องยังไม่รู้เรื่องตลอด จับตัวมันไปกราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน และไว้ให้มัน
นำไปค้นหาของวิเศษ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็เอาคราดเข้าเก็บไว้เสีย
แล้วจูงปิศาจนั้นลงมา สามเณรสองสามองค์ก็ดีใจ หิ้วโคมไฟนำหน้าพระถังซัม
จังลงมา สามเณรองค์หนึ่งก็วิ่งเข้าไปบอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้นว่า ดีแล้วพวกเรา
จะได้พ้นฟ้าเขียวแล้วคนที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้นคือปิศาจ บัดนี้ท่าน
เห้งเจียจับมาได้แล้วเห้งเจียก็ให้เอาเชือกเหล็กมาร้อยกระดูกสันหลัง ใส่กุญแจไว้กับเสา สั่งให้
พระนั่งยามคอยระวังไว้ข้าพเจ้าจะไปนอน พรุ่งนี้เช้าจะได้ชำระ พระสงฆ์ทั้งหลาย
ก็เอาใจใสพากันระวังอยู่มิได้ไว้ใจ อาจารย์กับศิษย์ก็ไปนอน ครั้นรุ่งแสงพระอาทิตย์
อุทัยแล้ว พระถังซัมจั้งพูดว่าเห้งเจียไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินด้วยกัน จะได้ขอเปลี่ยน
หนังสือเดินทาง พระถังซัมจั้งครองจีวรเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ถือหนังสือเดินตามไป
โป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงไม่เอาอ้ายสองคนนั้นไปด้วยเล่า เห้งเจียพูดว่าเราทูลให้
ทราบก่อนแล้วก็คงรับสั่งให้มาเอาตัวไปเองครั้นพระถังชัมจั้งเดินมาถึงประตูเมืองชั้นในก็ย่อตัวปราศรัยด้วยขุนนางขันทีว่า
ขอท่านได้โปรดกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถัง มีรับสั่ง
ให้ไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเข้าเฝ้า และจะขอ
เปลี่ยนหนังสือเดินทาง พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้า
แผ่นดินมีรับสั่งให้พาตัวเข้าไปเฝ้า พวกขุนนางเห็นรูปร่างเห้งเจียก็พากันครั่น
คร้ามหวาดหวั่นแทบทุกคน พระถังซัมจั้งทำความเคารพแล้วก็ให้เห้งเจียยืนแอบ
อยู่ข้างหนึ่ง มิได้แสดงความหวั่นหวาดพระถังซัมจั้งทูลแล้วจึงรับสั่งให้ขึ้นมาที่
ปราสาทกิมล่วนเต้ย พระถังซัมจั้งจึงเอาหนังสือประคองถวายขึ้นไป แล้วจึงถอย
หลังมานั่งที่อันสมควร พระเจ้าแผ่นดินทรงคลี่หนังสือออกทอดพระเนตรตลอดแล้ว
ก็ทรงมีความยินดี จึงตรัสว่าเจ้าเมืองไต้ถังช่างเลือกพระสงฆ์อันประเสริฐมิได้คิด
ว่าทางใกล้ไกลและกันดารลำบากอุตสาหะมาดังนี้ พระสงฆ์ของข้าพเจ้ามีแต่ตั้งใจ
คอยจะขโมยทรยศแก่ข้าพเจ้าพระถังซัมจั่งถวายพระพรถามว่าพระสงฆ์ของพระองค์ทำประการใดจึงตรัสว่า
อกตัญญทรยศต่อเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าเป็นเมืองใหญ่กว่า เมือง
ที่อยู่ใกล้ชิด ทุกปีทั้งสี่ทิศเคยเอาเครื่องบรรณาการมาถวายมิได้ขาด เพราะใน
เมืองมีวัดกิมกวางยี่มีพระเจดีย์วิเศษมีรัศมีสองสว่างไสวทุกวันทุกคืน เป็นสง่า
งามหาที่เปรียบมิได้ เหตุพระสงฆ์ในวัดลักเอาของวิเศษนั้นไปเสียทุก ๆ เมืองขึ้นก็
มิได้นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเหมือนเช่นเคย ข้าพเจ้ามีความแค้นพระสงฆ์
เหล่านี้เป็นที่สุดพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ที่พระองค์ทรงเข้าพระทัยดังนั้น
เห็นจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ด้วยเวลาวานนี้อาตมภาพเดินเข้ามาในประตูเมือง
ก็เห็นพระสงฆ์ต้องจำโซ่ตรวน ถามเธอบอกว่าอยู่วัดกิมกวางยี่ ต้องโทษโดยไม่มี
ความผิด ครั้นอาตมภาพไปขออาศัยพักแล้วขึ้นไปกวาดพระเจดีย์ก็จับได้ปิศาจที่
ลักของวิเศษไปนั้นทั้งสองคน พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มิได้ทรงถามว่า
ขโมยนั้นอยู่ที่ไหน พระถังชัมจั่งจึงหูลขึ้นว่า บัดนี้สานุศิษย์ของอาตมภาพ ยังใส่
นั้นและใ้ที่รัดถิมกวางนี่ จึงพระเจ้าแม่นดินมีรับสั่งให้หารไปคุมตัวปีตาจรั้งสองพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ถึงมีทหารไปก็จริง
แต่ขอให้ศิษย์ของอาตมภาพไปด้วยจึงจะดี จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า สานุศิษย์
นั้นอยู่ไหน พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่าอยู่ข้างนั้น พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร
เห็นรูปเห้งเจียชอบกลก็ตกพระทัยตรัสว่า ท่านอาจารย์มีลักษณะงดงามสานุศิษย์
ทำไมรูปร่างจึงเป็นดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินดังนั้น จึงทูลขึ้นว่า แม้พระองค์จะประสงค์
แต่รูปร่างลักษณะอันงดงามดังนั้นหาชอบไม่ คำโบราณท่านย่อมว่า คนอย่าเลือก
สวยงาม น้ำทะเลจะเอาอะไรตวงไม่ได้ แม้ว่ารักสวยงามทำไมจึงจะจับปิศาจร้าย
ได้เล่าพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ได้พระสติหายความหวาดหวั่น
สะดุ้งกลัว ทรงมีความยินดีแล้วตรัสว่าท่านพูดเห็นจริง ข้าพเจ้าจะเลือกเอาคนมี
วิชาการ ถ้ากระนั้นก็ขอให้ได้ของวิเศษเถิด จึงรับสั่งให้ขุนนางกับทหารรักษาองค์
ไปกับเห้งเจียยังวัดกิมกวางยี่ เอาตัวปิศาจทังสองนันมา พวกขุนนางก็จัดการตาม
รับสั่ง จึงให้คนหามเกี้ยวแปดคน เห้งเจียก็ขึ้นนั่งในเกี๊ยว คนทั้งแปดก็หามไป พวก
ทหารก็ตามแห่ล้อมไป มีคนนำหน้าห้ามผู้คนและไล่มิให้กีดขวางสี่คน มาบัดเดี้ยว
ใจก็ถึงวัดกิมกวางยี่ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินคิดว่าขุนนางเจ้านายมาวัดจะจัดแจงออก
มารับ แลไปเห็นเห้งเจียนั่งอยู่ในเกี้ยว โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าพี่ได้สุขกายแล้ว เห้งเจีย
ลงจากเกี้ยวถามว่าเราได้สุขกายอย่างไร โป๊ยก่ายว่าพี่ได้นั่งเกี๊ยวแปดคนหามและ
มีสัปทนกั้นให้ด้วย และมีทหารแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง ก็เป็นที่ขุนนางใหญ่ เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูดว่าเป็นสุขกายเห้งเจียพูดว่าจงรีบช่วยกันแก้ปิศาจนั้นจงโดยเร็ว นำพาเข้าไปถวายพระเจ้า
แผ่นดินท่านจะได้พิจารณา โป๊ยก่ายก็แก้คนหนึ่ง ซัวเจ็งก็แก้คนหนึ่ง เห้งเจียขึ้น
เกี๊ยวพากลับเข้าพระราชวังใน โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็จูงปิศาจคนละคนตามเห้งเจียไป
บัดเดี้ยวก็ถึงพระราชวังตรงเข้าไปที่หน้าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาพร้อม
ด้วยพระถังซัมจั่งและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พิจารณาดูปิศาจทั้งสองคน
คนหนึ่งแก้มขาวเกล็ดดำปากแหลมฟันคม คนหนึ่งหนังเลี่ยนท้องโตปากกว้าง
หนวดยาว แม้มีเท้าก็จริงแต่หากอาศัยแปลงตัวได้ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร
แล้วจึงตรัสถามว่า มึงเป็นผู้ร้ายอยู่ที่ไหน มาลักเอาของวิเศษไปเมื่อไร พวก
เจ้ามีมากน้อยเท่าใด ชื่อเสียงอย่างไร จงให้การไปแต่ตามจริง ปิศาจทั้งสองได้
ฟังรับสังถาม ก็คุกเข่าลงคำนับทูลว่า เมื่อสามปีก่อน เดือนเก้าขึ้นค่ำหนึ่งบ้วน
เชี้ยเล่งอ้องพระยานาค มีพวกพ้องบริวารมากอยู่ที่เขาล้วนเจี๊ยชัวในบึงเพ็กบ่อท้ำ
ในเขตแขวงเมืองนี้ จากนี้ไปประมาณร้อยโยชน์ บ้วนเซี้ยเล่งอ้องมีบุตรสาวคนหนึ่ง
รูปร่างงดงาม ยกให้เก้าเท้าเป็นภรรยา เก้าเท้าคนนี้มีฤทธิ์เดช รู้ว่าที่พระเจดีย์มี
ของวิเศษ จึงพร้อมกันมาที่พระเจดีย์ ทำอำนาจแผลงฤทธิ์ให้ฝนตกเป็นน้ำโลหิต
แล้วก็ลักเอาพระธาตุไปไว้ในบาดาล บัดนี้ยังอยู่มีรัศมีสว่างไสวหาที่เปรียบมิได้
อันนางบุตรีสาวของบ้วนเชี้ยเล่งอ้องนั้นขึ้นไปลักเอาหญ้าเล่งกี่วิเศษ ของแม่นาง
- ไซอิ๋ว ๕๕๘
อ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยบนสวรรค์ลงไปไว้ในบาดาล ข้าพเจ้าทั้งสองไม่ใช่ผู้ร้าย เมื่อคืนนี้
ข้าพเจ้าถูกจับก็ต้องบอกตามจริงดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรด พระเจ้าแผ่นดินทรง
ถามว่า ทำไมชื่อของตัวไม่บอกมาเล่า ปิศาจจึงทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อโบนบ่อท้ำ คนโน้น
ชื่อเชียวบ่อท้ำพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวปิศาจทั้งสองไปจำไว้แล้ว ก็โปรดปล่อยพระสงฆ์วัดกิมกวางยี่ให้พ้นโทษไปทุก ๆ องค์ และรับสั่งให้ขุนนาง
จัดเครื่องโต๊ะมาถวายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ยังที่ตำหนักกีเลนเป็นที่
ขอบคุณที่จับผู้ร้ายได้ พวกขุนนางก็จัดเครื่องโต๊ะทั้งของคาวและแจ ตั้งเป็นลำดับตามรับสั่งแล้วครั้นเสร็จการเลี้ยง พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งกับศิษย์
ทั้งสามขึ้นยังตำหนักกีเลนประทับแล้ว จึงทรงถามพระถังซัมจั่งว่าชื่อไรแซ่ใด พระถังซัมจั้งทูลว่า อาตมภาพเมื่อยังเป็นฆราวาส แช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเป็นแช่ถัง พระเจ้าแผ่นดินทรงถามสานุศิษย์ทั้งสาม พระถังซัมจั่งทูลนามและแช่ทุก ๆ คน ครั้งพระองค์ได้ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้มโหรีมารำร้อง
เลี้ยงโต๊ะคราวนี้ตั้งแต่เวลาสามโมงเช้าจนเวลาห้าโมงจึงเลิก พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งเข้าไปในตำหนักเกี๊ยมเจียงข้างในฉันน้ำร้อนน้ำชา ครั้นอาจารย์กับศิษย์เข้าไปนั่งพร้อมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงยกถ้วยน้ำชามาถวายพระถังซัมจั้งแล้วตรัสว่า ข้าพเจ้าขอท่านผู้ใดได้ยกพลทหารไปปราบจับซึ่งปิศาจร้ายนั้น พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ต้องให้เห้งเจียไปจึงจะได้ เห้งเจียก็คำนับรับว่าจะไปพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่า ท่านจะเอาพลทหารไปมากน้อยสักเท่าใดโป๊ยก่ายได้ฟังอดไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า จะต้องเอาพลหารไปทำไม เวลากินก็อิ่มหนำแล้ว ข้าพเจ้าจะไปช่วยพี่เห้งเจียอีกคนหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านทั้งสองไม่เอาพลทหารไป เครื่องมือจะพอใจอย่างไร โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วทูลว่าข้าพเจ้าพี่น้องมีอาวุธติดตัวสำหรับมือทุกคน ไม่ต้องการอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานนำสุรามาสองแก้วใหญ่ จะได้ส่งท่านทั้งสองไปเห้งเจียจึงให้เอาปิศาจมาเพื่อให้มันนำทางไป แล้วเห้งเจียก็ร่ายคาถา พาปิศาจเหาะขึ้นบนอากาศพร้อมด้วยโป๊ยก่าย หมายทิศตะวันออกเฉียงใต้ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเห็นเดินอากาศได้ ก็ทราบว่าศิษย์และอาจารย์เป็นพระสงฆ์อันวิเศษจริง ต่างก็ยกมือเคารพทุก ๆ คนพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนมีแต่นัยน์ตาเนื้อไม่มีจักษุแก้วไม่รู้จักหมายว่าสานุศิษย์ใหญ่ของท่าน มีฝีมือเสมอจับปิศาจเท่านั้น หารู้ว่าท่านเป็นผู้วิเศษเหาะเหินเดินอากาศได้ไม่ จึงเคารพยกย่องว่าพระถังซัมจั่งเป็นพระสงฆ์อันประเสริฐ ขุนนางและราษฎรทั้งเมืองก็พากันรื่นเริงทุกทั่วหน้าฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายพาปิศาจนั้นเหาะมาถึงเขาล้วนเจี๊ยซัวบึงเพ็กบ่อท้ำก็หยุด
เห้งเจียชักไม้ตะบองออกเสกเป่าก็กลายเป็นดาบเล่มหนึ่ง แล้วเอาปิศาจทั้งสอง
เชือดปากจมูกผลักลงในบึง แล้วร้องสั่งว่า มึงทั้งสองจงรีบไปโดยเร็วบอกแก่นาย
มึงอ้ายบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง ว่าเราคือซีเทียนไต้เซีย ซึงเห้งเจียมารอคอยอยู่ยังปากบึง
ให้เล่งอ๋องเอาของวิเศษที่พระเจดีย์ วัดกิมกวางยี่มาส่งให้ทันเดี้ยวนี้ ก็จะยก
โทษานุโทษให้แก่คณาญาติทั้งปวงปิศาจทั้งสองได้รอดชีวิตแล้ว แต่หลังยังติดเหล็ก
ร้อยอยู่ก็พากันดำน้ำลงไป ครั้นถึงวังเล่งอ้องปิศาจทั้งสอง ก็ตรงเข้าไปบอกไต้อ๋อง
ว่าเหตุภัยใหญ่มาถึงแล้วเวลานั้นเล่งอ๋องกำลังเสพสุราอยู่กับบูตรเก้าเท้าฮู่เบ๋ได้ฟังสองปีศาจมาบอก
ดังนั้น จึงถามว่าเหตุภัยอะไรที่ไหนปิศาจทั้งสองบอกว่า เมื่อคืนวานนี้ข้าพเจ้าทั้ง
สองไปลาดตระเวน พบพระถังซัมจั้งกับเห้งเจียขึ้นมากวาดพระเจดีย์จับข้าพเจ้าได้
แล้วเอาเหล็กร้อยผูกข้าพเจ้าไว้ทั้งสอง พรรุ่งเข้าก็นำเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แล้ว
โป๊ยก่ายกับเห้งเจียพาข้าพเจ้ามาถึงปากบึง เอามีดดาบเชือดปากเชือดเหนียง แล้ว
ผลักข้าพเจ้าลงน้ำสั่งให้มาบอกไต้อ๋องว่า เธอรอคอยอยู่ที่ปากบึง จะทวงเอาของ
วิเศษที่ยอดพระเจดีย์ ให้ไต้อ๋องรีบนำไปให้โดยเร็ว จึงจะยกโทษให้เล่งอ๋องได้ยินออกชื่อซีเทียนไต้เซีย ก็ตกตะลึงใจหายกายสั่นระรัว จึงพูดแก่
บุตรเขยว่า ถ้าผู้อื่นมาทวงค่อยยังชั่ว นี่ตัวเห้งเจียมาเองเห็นจะลำบาก บุตรเขย
หัวเราะแล้วพูดว่า บิดาจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กมาเคยฝึกหัดฝีมือมวยชำนิ
ชำนาญ เคยประจญแก่คนเก่งชนะมาหลายคราวแล้ว จะกลัวมันทำไมให้มันดูถูกได้
รอข้าพเจ้าจะไปรบแก่มันดูสักพักหนึ่ง มันก็จะมุดหัวมาขึ้นแก่เรา เก๊าเท้าฮู่เบ๊พูด
ดังนั้นแล้ว ก็เอาเกราะมาสวมใส่ แต่งตัวเสร็จแล้ว มือถืออาวุธเรียกว่า ง้วยโต
รูปดังเดือนครึ่งซีกแต่มีคม ออกจากวังเล่งอ๋องแทรกน้ำขึ้นมาแล้ว ก็ร้องเรียกด้วย
เสียงอันดังสองสามคำว่า อ้ายคนไหนชื่อซีเทียนไต้เซียอยู่ที่ไหน จงรีบเอาชีวิตมา
มอบให้เราโดยเร็วเห้งเจียยกกระบองขยับแล้วพูดว่า ท่านซึงเห้งเจียอยู่นี่ เก๊าเท้าปิศาจพูดว่า เรา
ได้ยินว่าตัวเจ้าไปเป็นธุระรักษาการไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ก็อันของวิเศษ
นั้นเป็นของในเมืองเจ๊จ๊ายเราเอามาก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เจ้าจับเอาคนของเรา
ไปเชือดปากตัดเหนียง ยังไม่หนำใจองอาจมาท้าทายทวงถามถึงของวิเศษอีกเล่า
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงด่าว่า อ้ายชาติเดียรัจฉานหัวขโมย มึงชางไม่รู้จักการอันที่จริง
เจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กนั้นไม่มีบุญคุณอะไรแก่เราก็จริงอยู่ แต่มึงไปลักเอาของวิเศษบน
ยอดพระเจดีย์ของเธอมา ทำให้ความร้ายนั้นตกอยู่กับพระสงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ ได้
ต้องโทษทรมานทุกข์ทุกรูป ดังนี้พระสงฆ์ทั้งหลายนั้นย่อมเกี่ยวข้องอยู่ในการ
ศาสนาเกี่ยวกับเรา ทำไมเราจะไม่ต้องเป็นธุระเจ็บร้อนเล่า เพราะฉะนั้นจำเป็น
ให้ต้องออกกำลังช่วยชำระให้ได้ความเท็จจริงเก๊าเท้าปิศาจพูดว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะต้องสู้กัน โบราณท่านย่อมว่า ฝีมือไม่
ชำนาญก็วิตกในเวลาเดียว จะทำเจ้าให้ถึงแก่ชีวิต กลัวจะผิดว่าเจ้าจะไปอาราธนา
พระธรรม เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็โกรธด่าว่าอ้ายขโมยมึงจะมีฤทธิ์เดชสักเพียงใด
จึงมาโอ้อวดอหังการอย่างนี้ พูดแล้วก็ยกอาวุธเข้าประหารฟาดเหวี่ยงกันไปมาที่
ข้างเขา ล้วนเจี้ยซัวเสียงอึกทึกหวั่นไหว รบอันได้ประมาณสักสามสิบเพลงยังไม่
แพ้ไม่ชนะกัน โป๊ยก่ายเห็นปิศาจกำลังรบชุลมุนอยู่กับเห้งเจีย ก็ย่องเข้าไปยก
คราดเหล็กจะสับปิศาจ ๆ ก็เอาง้วยโตค้ำคราดของโป๊ยก่ายไว้ โดยเหตุที่ปิศาจมี
ตารอบตัวอาจเห็นได้ เพราะมีศีรษะถึงเก้าศีรษะ ปิศาจเก้าเท้ามัวรับหน้ารับหลัง
อยู่ดังนี้เจ็ดแปดครั้ง เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ระดมรุกรบเข้ามา ปิศาจต้านทานไม่ไหวก็
ขยับตัวเหาะหนีขึ้นบนอากาศ แปลงเป็นรูปเดิม คือหนอนเก้าศีรษะตัวหนึ่ง
รูปร่างน่าเกลียด โป๊ยก่ายเห็นจึงพูดแก่เห้งเจียว่า สัตว์อะไรอย่างนี้เกิดมาไม่เคย
เห็น หรือจะเป็นเลือดเนื้ออย่างไรมาแต่ต้นเดิมเห้งเจียพูดว่าสัตว์อย่างนี้ี่ก็ไม่เคยเห็น เราช่วยกันตีมันเสียให้ตายจึงจะได้
เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศเอาตะบองเข้าตีศีรษะสัตว์นั้น ๆ ก็ตลบปีกโผลงยอด
เขาพันอยู่ โผล่ศีรษะออกมาอีกศีรษะหนึ่ง อ้าปากดุจบ่อโลหิตยื่นมาคาบเอาโป๊ย
ก่ายแล้วลากลงไปในบึงดำลงไปในบาดาล แล้วกลับแปลงกายเป็นอย่างเดิม เอา
โป๊ยก่ายโยนลงกับพื้น แล้วร้องว่าพวกเล็ก ๆ จงเอาอ้ายคนนี้ไปขังไว้แล้วจงคอย
ระวังให้จงดี พวกเหล่านั้นก็มาจับฉุดลากโป๊ยก่ายไปขังข้างหลังระเบียง ฝ่ายบ้วน
เชี้ยเล่งอ๋อง เห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าลูกมีความชอบมาก ทำอย่างไรจึงจับมาได้
เล่งอ้องจึงให้ยกสุราและของกินมาเลี้ยงเป็นที่รื่นเริงฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจจับเอาโป๊ยก่ายไปได้ ก็เป็นทุกข์พูดว่า ปิศาจมันมีฤทธิ์
ร้ายแรงมากดังนี้ เราจะกลับไปบอกให้อาจารย์ทราบก็เห็นว่าเจ้าแผ่นดินจะดูถูก
เราได้ ครั้นจะท้าชวนรบก็วิตกว่า เราคนเดียวทั้งในน้ำก็ไม่สู้ถนัด จำเราจะแปลงกาย
ลงไปดูก่อนคิดดังนั้นแล้ว ก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็นรูปปูน้อยจมน้ำลงไป ลงไป
ถึงหน้าหอที่เคยลงไปลักกิมเจงของรู้ม่ออ๋องนั้น เห้งเจียก็คลานตรงมาที่เล่งอ๋อง
กำลังพร้อมวงศ์ญาตรื่นเรงเลี้ยงสุรากัน เห้งเจียเห็นแล้ว ไม่อาจคลานเข้าไป ก็
คลานเลยเข้าไปหลังระเบียงข้างทิศตะวันออก มีกุ้งปูสี่ห้าตัวกำลังสัพยอกกัน
เห้งเจียจึงแอบฟังครู่หนึ่ง แล้วจึงถามพวกเหล่านั้นว่า ท่านสู่เบ๊จับอ้ายปากยาวมา
ได้นั้น เห็นจะตายแล้วหรือ พวกนั้นบอกว่ายังไม่ตาย ยังผูกอยู่ที่ระเบียงข้างทิศ
ตะวันตกนั้นมิใช่หรือเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานข้ามไปยังระเบียงทิศตะวันตกแลไปก็เห็น
โป๊ยก่ายต้องมัดอยู่กับเสาร้องไห้ครำครวญอยู่ เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็คลาน
เข้าใกล้ร้องเรียกว่าโป๊ยก่าย แล้วเอาก้ามหนีบเชื่อกร้องว่าหนีเถิด โป๊ยก่ายมือ
หลุดออกแล้วบอกว่าเครื่องมือของข้าพเจ้ายังไม่ได้ อ้ายปิศาจมันเอาไปเก็บไว้บน
ตำหนักแล้ว เห้งเจียว่าเจ้าออกไปคอยอยู่ที่หน้าหอก่อน พี่จะไปค้นคราดได้แล้ว
จึงจะกลับออกไป โป๊ยก่ายก็ค่อย ๆ ออกไป เห้งเจียก็ค่อย ๆ คลานขึ้นบนตำหนัก
แลไปก็เห็นพิงอยู่ริมฝา เห้งเจียก็ร่ายคาถากำบังกายแอบเข้าไปฉวยคราดได้แล้ว
ก็ออกมายังที่หน้าหอ เอาคราดส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้คราดแล้วก็พูดว่าพี่ไป
คอยข้าพเจ้าอยู่ที่ปากบึงก่อน ข้าพเจ้าจะตีขนาบเข้าไป ถ้ามีชัยชนะก็จะจับพวก
บริวารมันทิ้งสิ้นแม้ว่าทานกำลังมันไม่ไหว ก็จะถอยกลับออกไปพี่คอยข้าพเจ้าอยู่
ที่ปากบึง เห้งเจียก็แทรกน้ำกลับขึ้นมาก่อนฝ่ายโป๊ยก่ายสองมือจับคราดหันกลับเข้าไป ปากก็ร้องด้วยเสียงอันดังเอาคราด
ฟันซ้ายฟันขวาไล่บุกรุกเข้าไป พวกบริวารใหญ่น้อยเหล่านั้นเห็นดังนั้นก็ตกใจพา
กันวิ่งหนีขึ้นบนตำหนัก ร้องว่าไม่ได้การแล้วอ้ายปากยาวมันดึงเชือกขาดเดี๋ยวนี้
กลับตีขนาบบุกเข้ามาในนี้แล้ว เวลานั้นเล่งอ้องกับบุตรเขยและพวกบริวารทั้งหลาย
ไม่ทันรู้ตัว ก็วิ่งหนีซ่อนเร้นเอาตัวรอด โป๊ยก่ายก็ไล่รุกขึ้นมาบนตำหนัก เอา
คราดไล่สับซ้ายสับขวา ไม่ว่าประตูหน้าต่างสิ่งของอะไรสับแตกกระจายหักพังไป
ทั้งสิ้น ฝ่ายเก๊าเท้าปิศาจก็พาเมียไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังนั้นแล้วฉวยง้าวง้วยโตออก
มาร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูป่ามึงทะลึ่งเข้ามาจะค้นหาอะไร ทำให้ในบ้านเราตก
เนื้อตกใจดังนี้ โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายสัตว์ขโมยมึงทำไมจึงเอากูมามัดทำไม อันการ
ธุระของกูมีเพราะมึงเชิญกูมาตีบ้านมึง มึงจงรีบเอาของวิเศษส่งมาให้เรา ๆ จะได้
นำไปถวายเจ้าแผ่นดินเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก มิฉะนั้นชีวิตพวกมึงก็จะไม่พ้นฝีมือกู เก้า
เท้าปิศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กัดฟันตรงเข้ามาเอาง้าวฟันโป๊ยก่ายฝ่ายเล่งอ๋องกับพวกบริวารและวงศ์ญาติก็พากันถืออาวุธเข้าช่วยระดมตีโป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายเห็นจะเสียการ ก็เอาคราดสับร่นไปที่หนึ่งแล้วก็ถอยหนี เล่งอ๋องพาพวก
รุกไล่มาบัดเดี๋ยวก็ขึ้นหลังน้ำ โป๊ยก่ายวิ่งหนีขึ้นบกเล่งอ้องก็ไล่รุกมา ฝ่ายเห้งเจีย
ยืนคอยอยู่ข้างตลิ่งแลไปในน้ำเห็นไล่โป๊ยก่ายมา เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศเอา
กระบองเหล็กพุ่งลงไปถูกศีรษะเล่งอ๋องแตกกระจายโลหิตไหลแดงไปทั้งบึง เล่ง
อ๋องก็ตายศพลอยอยู่ในน้ำ พวกลูกหลานเล่งอ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ กลับหนีเอา
ตัวรอด เก้าเท้าก็เก็บเอาศพเล่งอ๋องกลับลงไปในบาดาล เห้งเจียโป๊ยก่ายก็มิได้
ไล่ตามไป นั่งพักอยู่ปากบึงกำลังตรึกตรอง ได้ยินเสียงลมพัดหวิวๆ มาเมฆหมอก
กลับมาข้างทิศตะวันออกข้ามมาข้างทิศอาคเนย์ เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียด
ก็เห็นยี่หนึ่งจีนกุนพาพวกเทพารักษ์ทั้งหกอยู่ที่เขาป๊วยซัวไปเที่ยวเล่น ท่านทั้งหก
นั้นขี่นกที่ตัวก็มีเครื่องอาวุธทุก ๆ คน ล้วนแต่ธนูหน้าไม้สินศรทุก ๆ คน เห้งเจีย
พูดกับโป๊ยก่ายว่านั่นคือจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดมาถึงนี่ดีแล้ว จำเราจะเชิญเธอให้ช่วย
เราจึงจะชอบ ด้วยครั้งนี้เป็นการลำบาก แต่พี่กระดากแก่จีนกุน เพราะเมื่อครั้ง
ก่อนเธอเคยกำจัดเราครั้งหนึ่งแล้ว โป๊ยก่ายลงไปเชิญเธอให้หยุด แม้เธอหยุดแล้ว
พี่จึงจะไปหาโป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นบนยอดเขาร้องเรียกว่า ท่านจีนกุนหยุดสักหน่อยเถิด
ซีเทียนไต้เซียอยากจะพบท่าน จีนกุนได้ยินดังนั้นก็หยุดพร้อมกัน โป๊ยก่ายก็มาคำนับจีนกุนถามว่าซีเทียนไต้เซียอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอยู่ข้างชายเขา จีนกุน
จึงเรียกน้องทั้งหกพากันเดินลงไปข้างชายเขา ก็มาพบกับเห้งเจีย จีนกุนจึงมาจับ
มือเห้งเจียพูดว่า ท่านตั้งแต่พ้นจากภัยเข้ารักษาธรรมตามทางสัมมาปฏิบัติต่อ
ไปจะได้ขึ้นนั่งแท่นบัวรับซึ่งพระบรมสุข ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านเป็นอันมาก
เห้งเจียย่อตัวพูดว่า ก็ยังไม่กำหนดได้ยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสำเร็จ บัดนี้ข้ามมาถึงเมือง
เจ๊จ๊ายก๊ก ของวิเศษในพระเจดีย์หายไป ก็ได้ทราบว่าอ้ายปิศาจนี้ลักเอามา แต่
ความร้ายตกอยู่แก่สงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ ต้องโทษทรมานทุกข์ ข้าพเจ้าจึงได้มา
ทวงเอาของวิเศษก็พอมาพบท่านมาทางนี้ ข้าพเจ้าปรารถนามาให้ท่านหยุดช่วย
ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะมีความกรุณาหรือไม่ จีนกุนหัวเราะแล้วพูดว่า
ข้าพเจ้าเวลานี้ก็ว่างธุระพาพวกพี่น้องไปเที่ยวไล่โคถึกในป่าพงกลับมา ท่านไต้เซีย
ปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าช่วย ข้าพเจ้าที่ไหนจะขัดท่านได้เล่า แต่ยังไม่ทราบว่า
ปิศาจตำบลนี้มีปิศาจอะไร พี่น้องทั้งหกพูดว่าพี่เห็นจะลืมแล้วหรือ ที่นี่เขาล้วน
เจี๊ยชัวบึงเพ็งปอท้ำใต้นั้นมีบ้านเซี้ยเล่งอ้องทำวังอยู่ จีนกุนพูดว่าบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง
นั้นเห็นจะไม่กล้าทำร้าย ทำไมจึงไปลักเอาของวิเศษในพระเจดีย์มาได้เห้งเจียพูดว่า เธอคบหากับบุตรเขยเก้าเท้าฮู่เบ๊ไปทำแผลงฤทธิ์ให้ฝนโลหิตตก
แล้วจึงลักเอาของวิเศษ เมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าตีเล่งอ้องตาย พวกนั้นเก็บเอาศพลง
ไปบาดาล แล้วข้าพเจ้าทั้งสองกำลังคิดกัน ก็พอเห็นท่านเหาะมาทางนี้จึงได้หา
ขอให้ท่านช่วยดังนี้ จีนกุนว่าท่านก็ทำร้ายเล่งอ๋องตายแล้ว ควรจะเร่งตีขนาบเข้า
ไปอย่าให้ทันตั้งตัวได้ ก็จะกำจัดได้หมดทั้งวังจะได้เสร็จการโป๊ยก่ายพูดว่าดังนั้นก็จริง แต่ขัดเวลาก็จวนค่ำจะทำการไม่ถนัด จีนกุนพูดว่า
ไม่เป็นไร ข้าพเจ้ามีสุราและของกินมาพร้อม ว่าแล้วก็นำมาเลี้ยงกันพลางสนทนา
กันพลางรอเวลาสว่างแล้วจึงค่อยเข้าต่อสู้ จีนกุนก็ให้คนใช้จัดแจงสุราและแกล้ม
เอามาตั้งแล้วจีนกุนก็เชิญเห้งเจียโป๊ยก่ายพร้อมด้วยพี่น้องรับประทาน เวลานั้น
กำลังเดือนดาวสว่างไสวรินสุรากินเล่นตามสบาย สนทนากันอยู่จนสว่าง โป๊ยก่าย
ในคืนวันนั้น เสพสุราหลายถ้วยออกมึนเมา เห็นแสงตะวันขึ้นแล้วจึงพูดว่า คอย
ข้าพเจ้าจะลงน้ำไปท้าชวนรบแก่มัน พูดแล้วก็ถอดกางเกงขึ้นเอาผ้าผูกรัดแน่นดีแล้ว
มือถือคราดกระโจนลงน้ำแทรกไป พอมาถึงหอหน้าโป๊ยก่ายก็ร้องอึกทึกขึ้น มือ
ถือคราดตีขนาบซ้ายขวาเข้าไป เวลานั้นลูกชายเล่งอ๋องกำลังไว้ทุกข์หลานกับบุตร
เขย เล่งอ๋องกำลังจัดตั้งแต่งศพเล่งอ๋องโป๊ยก่ายไล่ทะลึ่งขึ้นบนตำหนัก เอาคราด
ตรงเข้าสับบุตรเล่งอ้องคว่ำล้มลงตายคาที่ โป๊ยก่ายแกว่งคราดไล่สับขนาบเข้าไป
พวกใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งหนีไปข้างใน เมียเล่งอ้องวิ่งพลางร้องไห้พลาง
พูดว่าอ้ายปากยาวมันมาฆ่าลูกข้าพเจ้าตายอีกแล้ว เก๊าเท้าปิศาจก็จับง้าวง้วยโต
พาหลานเล่งอ้องไล่ตีขนาบออกมาโป๊ยก่ายค่อยถอยล่อพลางรบพลางจนขึ้นมา
พ้นน้ำฝ่ายเห้งเจียกับจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดคนนั่งคอยอยู่ที่ฝั่งเห็นปิศาจไล่โป๊ยก่ายมา
ก็ตรูกันมาเอาอาวุธขว้างลงไปก็ฟาดฟันเอาหลานเล่งอ๋องตัวขาดออกไปเป็นท่อนๆ
เก้าเท้าปิศาจเห็นท่าจะไม่เป็นการก็แปลงเป็นรูปเดิมตัวหนอนมีปีกโผบินขึ้นร่อนเร่
จีนกุนเห็นดังนั้นก็เอาศรยิ่งไปถูกปีก ปิศาจก็โผกลับลงมาคาบเอาจีนกุนที่บั้นเอว
แล้วยื่นศีรษะออกมาอีกศีรษะหนึ่ง สุนัขของจีนกุนกระโดดเข้ากัดกระชากลงมา
โลหิตปิศาจไหลออกโซม เก้าเท้าปิศาจถูกเจ็บก็สลัดหลุดแล้วโผหนีไปทางทิศอุดร
โป๊ยก่ายจะไล่ตามไป เห้งเจียยึดห้ามไว้บอกว่ามันจนอยู่แล้วอย่าไล่มันไปเลย
มันถูกสุนัขกัดศีรษะมันคงถึงแก่ความตาย ไว้พี่จะแปลงตัวเหมือนปิศาจเก๊าเท้า
เจ้าแหวกน้ำตามลงไปบาดาลหาก๋งจู๊หลอกมันเอาของวิเศษมาให้ได้ก่อนจีนกุนว่าถ้าไม่กำจัดมันเสีย ให้มันมีพืชพันธุ์ต่อไปภายหลังจะทำร้ายแก่มนุษย์
ทั้งหลาย โป๊ยก่ายก็ทำตามเห้งเจียสั่งแหวกน้ำลงไป เห้งเจียก็แปลงกายเป็นปิศาจ
เก้าเท้าเดินหน้าโป้ยก่าย เห้งเจียเดินมาใกล้วังบ้วนเซี้ยเล่งอ้องแลไปก็เห็นนางก๋งจู๊
นางก๋งจู๊ถามว่าทำไมจึงกระหืดหอบวิ่งมาดังนี้ เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายมันมี
ชัยชนะเราไล่ตามมาแล้ว เจ้าจงหยิบเอาของวิเศษมาให้เราจะได้เก็บซ่อนไว้ฝ่ายนางก๋งจู๊ก็หารู้ว่าเห้งเจียไม่จึงเข้าไปในห้อง หยิบเอากลักของวิเศษมาส่ง
ให้เห้งเจียแล้วบอกว่า นีคือของวิเศษของพระพุทธเจ้า แล้วนางส่งให้มาอีกกลัก
หนึ่งแล้วบอกว่านี่คือของวิเศษเล่งกี่เช้าเห้งเจียรับของวิเศษนั้นแล้วก็เก็บซ่อนไว้ในตัว
ให้โป๊ยก่ายแปลงกลับเป็นรูปเดิม นางก๋งจู๊ตกใจจะเข้าแย่งของวิเศษคืน โป๊ยก่าย
กระโดดเข้ามาเอาคราดสับถูกที่บ่ากระชากล้มลงกับพื้น ยังแต่เมียเล่งอ๋องก็วิ่งหนี
เอาตัวรอด โป๊ยก่ายไล่ตามจะเอาคราดสับเห้งเจียห้ามว่าอย่าเพิ่งตีให้ตายก่อน
จับเอาไปทั้งเป็นให้เจ้าแผ่นดินดู จะได้เห็นความจริงของพวกเรา โป๊ยก่ายได้ฟัง
เห้งเจียว่าดังนั้นก็จับตัวนางเล่งอ๋องพาขึ้นมาพ้นน้ำ เห้งเจียก็ตามหลังมามือถือ
กลักของวิเศษทั้งสองกลักขึ้นบนบกมาคำนับยี่หนึงจีนกุนพูดว่า ข้าพเจ้าพี่น้องพึ่ง
บุญท่านมาช่วยเป็นกำลังจึงได้ของวิเศษคืนมา และกำจัดพวกปิศาจได้ราบคาบแล้ว
จีนกุนกับพี่น้องทั้งหกพูดว่าบัดนี้ก็สำเร็จการแล้ว พวกข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปก่อน
แล้ว จีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดก็คำนับลาเห้งเจียพากันเหาะไปที่เดิมฝ่ายเห้งเจียก็นำของวิเศษสองสิ่งเหาะกลับไปโป๊ยก่ายก็พานางเล่งอ๋องเหาะ
ตามไป บัดเดี้ยวก็ถึงเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก ฝ่ายหมู่สงฆ์อยู่ที่วัดกิมกวางยี่ ก็พากันออก
มานอกกำแพงเมืองคอยรับเห้งเจียโป๊ยก่าย พอแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายมาถึงก็พา
กันคำนับรับเข้าเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กได้ทรงทราบก็ลงจากปราสาท มาพร้อม
กับพระถังซัมจั้งและซัวเจ๋งออกมารับอยู่หน้าพระลานมีพระทัยยินดียิ่งนัก เห้งเจีย
โป๊ยก่ายเข้ามาคำนับแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้พวกเครื่องจัดแจงจะสนองคุณพระ
ถังซัมจั้งกับสานุศิษยั้งสาม พระถังซัมจั่งพูดว่าให้เห้งเจียนำของวิเศษเข้าพระเจดีย์
แล้วจึงค่อยเลี้ยงดูกันจะเป็นการดี พระเจ้าแผ่นดินถามนางเล่งอ๋องว่าพูดภาษา
มนุษย์ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายทูลว่านี่แหละภรรยาของเล่งอ๋องทำไมจะพูดไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าแม้พูดได้ ก็จงแสดงเหตุผลต้นปลายที่ลักของวิเศษใน
พระเจดีย์ไปนั้นเป็นประการใด นางเล่งอ๋องทูลว่าซึ่งลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้น
ข้าพเจ้าไม่ทราบเป็นความสัตย์จริง คืออ้ายคนสามีข้าพเจ้ามันคบคิดกันกับบุตรเขย
มันพากันมาทำเป็นฝนโลหิตตกเห็นได้ช่องก็ลักเอาไปไว้ในบาดาล พระเจ้าแผ่นดิน
ถามว่าก็ที่เรียกว่าหญ้าเล่งกี่เช้านั้นเป็นสิ่งอะไรนางเล่งอ๋องทูลว่าอันของวิเศษสิ่ง
นั้นบุตรสาวของข้าพเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ห้องต้ายลาเทียน ลักเอาหญ้าวิเศษเก้า
ยอดของนางท้าวเจ้าแม่อ้องโป้เนี่ยเนี้ย ได้พระธาตุที่พระเจดีย์กับของวิเศษสอง
สิ่งอบรมกัน ร้อยพันหมื่นปีก็ไม่ทำลายได้รัศมีศรีแสงก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น หากจะ
เอาหญ้านั้นกวาดลงกับพื้นที่หนึ่งรัศมีก็ฟุ้งขึ้นสายสว่างบัดนี้ของท่านก็คืนแล้ว สามี
และบุตรสาวเขยก็ตายหมดแล้ว ขอท่านได้โปรดยกชีวิตข้าพเจ้าไว้เถิดเห้งเจียพูดว่า การทั้งนี้มิใช่จะผิดทุกคนเมื่อไร แต่โทษของเจ้านั้นเราจะยก
ชีวิตไว้ให้ แต่จะให้เจ้ารักษาของวิเศษในพระเจดีย์ให้คงนานไปจะรับได้หรือไม่
นางเล่งอ๊องได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าแม้ท่านยกโทษให้ไว้ชีวิตแล้ว ก็ตาม
แต่ท่านจะใช้ เห้งเจียจึงให้เอาลวดเหล็กมาร้อยกระดูกสันหลังนางเล่งอ๋องแล้วก็
บอกให้ซัวเจ๋งเชิญพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปยังวัด จะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเรา
เอาของวิเศษกลับเข้าบรรจุในพระเจดีย์ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินก็รับสั่งให้เจ้า
พนักงานจัดราชรถ ก็พร้อมด้วยพระถังซัมจั่งและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงพา
กั่นไปยังวัดกิมกวางยี่ ฝ่ายเห้งเจียก็นำพระบรมสารีริกธาตุวิเศษขึ้นบรรจุ ในชั้นที่
สิบสามยอดพระเจดีย์เสร็จแล้ว เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่และเทพา
รักษ์ที่รักษาในวัดนั้นมาพร้อมกันแล้ว จึงสั่งว่าท่านจงผลัดกัน ส่งสิ่งของกินให้นาง
เล่งอ้องสามวันครั้งหนึ่ง แม้ว่าผิดเวลาจะปรับโทษถึงชีวิต พระภูมิเจ้าที่กับเทพารักษ์
ทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็กลับไปยังสถานที่อยู่แห่งตนเห้งเจียจึงเอาเล่งกี่เช้าหญ้าวิเศษ กวาดพระเจดีย์ทุก ๆ ชั้นแล้วปักใส่คนโทวาง
อยู่ริมข้างพระบรมสารีริกธาตุ เพื่ออาศัยความอบรมให้คงทนอยู่สิ้นกาลนาน รัศมี
ศรีแสงก็สว่างช่วงโชติออกปรากฏแก่มหาชน ครั้นบรรจุแล้วเห้งเจียก็ลงจากพระ
เจดีย์เจ้าแผ่นดินจึงมาทำเคารพขอบคุณว่าหากท่านโพธิสัตว์ทั้งหลายมิได้มาถึงนี่
ที่ไหนเลยจะรู้แจ้งเหตุผลได้ดังนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ซึ่งชื่อวัดกิมกวางยี่นั้นไม่ดี เพราะ
เลื่อนลอยไม่คงทนยั่งยืน ข้าพเจ้าอุตสาหะจนสำเร็จ ขอให้เปลี่ยนนามวัดเรียก
ว่าวัดฮกเล่งยี่ ของวิเศษนั้นจะได้มั่นคงอยู่นาน ส่วนพระองค์ก็จะได้ทรงพระเจริญ
ยิ่งอยู่นาน พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงยินดี จึงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดเรียกว่า วัดฮกเล่งยี่
ต่อมา ครั้นเสร็จแล้วก็พร้อมกันกลับยังพระราชวัง เสวยโต๊ะเลี้ยงดูกันเป็นที่รื่นเริง
แล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานอาลักษณ์แต่งหนังสือเดินทาง มอบให้พระถังซัมจั้งและ
ให้นำเงินและของดีมาขอบคุณ ให้พระถังซัมจั่งกับพวกศิษย์เพื่อจะได้เป็นกำลัง
เดินทาง พระถังซัมจังก็ไม่รับ มอบคืนกลับเข้าคลังไปตามเดิมฝ่ายพระถังซัมจั่ง จึงลาพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็จัดเสบียงข้าวตาก
ข้าวตูให้เป็นเสบียงตามทางแล้วพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางและชาวเมืองกับพระสงฆ์
ในวัดนั้น ก็พร้อมกันตามส่งจนออกนอกพระนคร ส่วนพระสงฆ์ทั้งหลายนั้นตาม
ส่ง จนกระทั่งในป่า บางองค์ก็อยากจะไปปฏิบัติ และตามไปเล่าเรียนไม่คิดจะกลับ
เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถอนขนใส่ปากเสกพ่นออกไปเป็นเสือโครงกว่าสามสิบตัว
กระโจนมาสกัดหน้าพระสงฆ์เหล่านั้นไว้ ส่วนพระสงฆ์ทั้งหลายตกใจกลัว ก็พา
กันวิ่งหนีมิได้อาจตามไป เห้งเจียก็รีบจูงม้าเดินเข้าทางป่าใหญ่มาบัดเดี๋ยวก็ห่างไกล
พระสงฆ์เหล่านั้นก็พากันร้องไห้กลับวัด เห้งเจียเห็นพ้นมาแล้วก็เรียกขนกลับเข้าตัว
อ้าจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินตัดทางไป เวลานั้นฤดูหนาวก็เปลี่ยนเป็นฤดูร้อน แล
ไปข้างหน้าเห็นมีภูเขายาวยืด แต่บนนั้นมีหนทางเดิน พระถังซัมจั่งหยุดพิจารณา
ดู บนเขานั้นล้วนแต่หนามไม้พุ่มรกปกคลุมเถาวัลย์พันรุงรัง แม้จะมีช่องทางเดิน
ก็ล้วนแต่หนามทั้งสิ้น เห็นดังนั้นแล้วก็เรียกสานุศิษย์ถามว่า หนทางอย่างนี้เรา
จะไปอย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่า อาจารย์ไม่ต้องเป็นทุกข์ รอข้าพเจ้าเอาคราดเหล็ก
สับฟาดให้ราบลงแล้ว อย่าว่าแต่จะขี่ม้าจะหามเกี้ยวไปด้วยก็ได้ พระถังซัมจั้ง
พูดว่าโป๊ยก่ายมีกำลังมากก็จริง แต่ไม่รู้ว่าจะไปทางนั้นใกล้ไกลสักเท่าใดเห้งเจียว่า ไว้ธุระข้าพเจ้าจะตรวจดูก่อนเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศพิจารณา
ดู เห็นเป็นหนามรกปกคลุมยึดยาวแลสุดตาก็ไม่สิ้นระยะ เห้งเจียก็กลับลงมาบอก
พระอาจารย์ว่า หนทางนี้ไกลเหลือคะเนสักพันโยชน์ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น
ก็ตกใจ พูดว่าถ้าดังนั้นทำฉันใดเล่าจึงจะไปได้ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า แม้
อยากจะไปก็ต้องตามข้าพเจ้าไป โป๊ยก่ายแปลงกายสูงขึ้นยี่สิบวาแล้วจับคราดแกว่ง
ทีหนึ่งร้องให้แปลงคราดก็ยาวออกอีกสามสิบวา โป๊ยก่ายก็เดินมาต้นทางสับซ้าย
ฟาดขวาพักหนึ่งเถาวัลย์พุ่มหนามก็ราบเป็นจุลไปทั้งสิ้นหนทางเตียนโล่ง จึงนิมนต์
พระถังซัมจั้งให้เดินตามมา ซัวเจ๋งก็หาบเดินตามเห้งเจียก็เอากระบองคอยเขี่ย
แหวกทางไป โป๊ยก่ายคอยฟาดคอยสับเดินมาวันหนึ่งมิได้หยุดมือ ประมาณทาง
ได้ร้อยสิบโยชน์ เวลาจวนค่ำ แลไปข้างหน้าเห็นมีช่องเป็นลานเปล่า มีหลักศิลา
ตั้งอยู่ เดินเข้าไปใกล้เห็นมีอักษรใหญ่สามตัวว่า เกินกี่เนี้ย) คือเข้าภูเขาหนามรก
ข้างล่างมีอักษรเล็กสิบสี่ตัวคำต้นว่า กินกิพ่องพันโป๊ยแป๊ะลี้ แปลว่าหนามรกปก
คลุมแปดร้อยโยชน์ คำสองว่าโกไล้อู๊โล่โบ๊หนั่งเกี้ยแปลว่าแต่เดิมมีหนทางไม่มีคนเดินโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะเติมต่ออีกสองคำว่า หมอก
กินโป๊ยก่ายเน่งกายผั่ว เต๊กเถ่าไซฮึงโล่จิ้นเพ้งแปลว่าบัดนี้โป๊ยก่ายเปิดทางได้ทะลุ
ถึงไซทีทางก็เรียบ พระถังซัมจั้งยินดีลงจากม้าพูดว่าสานุศิษย์เหน็ดเหนื่อยมาก จง
หยุดพักที่แห่งนี้สักคืนหนึ่ง พรรุ่งแจ้งเราจึงค่อยออกเดินจะไม่ดีหรือ โป๊ยก่ายพูด
ว่า อาจารย์อย่าหยุดเลย เวลานี้ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ควรจะไปได้ข้าพเจ้าจะเปิด
ช่องให้เดินได้ตามสบาย พระถังซัมจั้งก็ตามใจ โป๊ยก่ายจับคราดขึ้นหน้าคอยฟาด
ค่อยแหวกไปก็พากันเดินไปมิได้หยุด มาได้อีกวันกับคืนหนึ่ง เวลานั้นก็จวนค่ำ
และไปข้างหน้าเถาวัลย์ก็รกเรียวหนามรุงรัง และได้ยินเสียงลมพัดไม้ไผ่สนถูเป็น
เพลงฟังไพเราะดี แลเห็นที่ว่างตอนหนึ่ง ทีนันมีศาลเจ้าศาลหนึ่ง ที่หน้าศาลมี
พฤกษาต่างๆ กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มรื่นเย็นดี พระถังซัมจั้งก็ลงจากม้านั่งพักสัก
ประเดี๋ยว เห้งเจียจึงพูดว่าที่ตรงนี้นั่งนานนักไม่ได้ พิเคราะห์ดูวิธีร้ายมากกว่าดี พูด
พอจะหยุดคำลง ก็ได้ยินสายลมในศาลนั้นพัดฉิวมา แลไปที่ศาลเห็นตาเฒ่าคนหนึ่ง
มือถือไม้เท้าเดินออกมาจากศาล มีคนเดินตามหลังตาเฆ่ามาอีกคนหนึ่งหน้าเขียว
มีเขี้ยวออกจากปาก ผมเผ้ารุงรังบนศีรษะทูนถาดขนมเดินตามตาเฒ่าออกมา
ตาเฒ่านั้นเข้ามาใกล้ก็คุกเข้าลงคำนับพูดว่า ข้าพเจ้าคือภูมิเจ้าที่อยู่บนเขานี้ทราบ
ว่าท่านไต้เซียมาถึงนี่ ไม่มีอะไรจะคำนับท่าน มีแต่ขนมถาดหนึ่งมาเคารพท่าน
ให้ท่านอาจารย์กับท่านทั้งสามกินสักอิ่มหนึ่งพอแก้หิว หนทางนี้ไกลถึงแปดร้อยโยชน์
ไม่มีผู้คนเชิญท่านรับประทานเถิดแก้หิวโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็มีความยินดีจะ
เข้าไปหยิบกิน เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็รู้แน่ จึงร้องตวาดโป๊ยก่ายว่าให้
หยุดก่อน เห้งเจียยกกระบองขึ้นถามตาเฒ่าว่าเรามิใช่คนพาล ตัวเป็นพระภูมิ
เจ้าที่ไฉนมาทำหลอกลวงเราดังนี้เห้งเจียเงื้อกระบองจะตี ตาเฒ่าเห็นดังนั้นก็
กลายเป็นสายลมพายุหอบเอาพระถังซัมจั่งไป สานุศิษย์ทั้งสามก็พากันตกใจไม่รู้
ว่าอาจารย์หายไปทางไหนก็พากันเที่ยวแยกค้นหาฝ่ายตาเฒ่ากับปิศาจนั้นก็ช่วยกันพยุงพระถังซัมจั้งเหาะไป ครั้นมาถึงกุฎิศิลา
ก็ลอยลงยังพื้น ค่อย ๆ วางพระถังซัมจั้งลงแล้ว จับมือพระถังซัมจั้งพูดว่า ข้าพเจ้า
มิใช่คนร้ายกาจอะไรดอกท่านอย่าวิตก ข้าพเจ้าคือจับโป๊ยกงอยู่บนเขานี้ เห็น
เดือนสว่างลมพัดดี จึงเชิญท่านอาจารย์มาสวดสาธยาย พอแก้ความรำคาญเท่านั้น
พระถังซัมจั้งและดูเดือนเห็นแจ่มแจ้งไสวสว่าง และได้ยินเสียงคนพูดว่าวันนี้ท่าน
จับโป๊ยกงไปเชิญท่านอาจารย์มาหรือ พระถังซัมจั๋วแลไปก็เห็นตาเฒ่าสามคน
รูปร่างนุ่งห่มแปลก ๆ กัน เฒ่าทั้งสามเดินมาคำนับพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็
ทำเคารพตอบแล้วพูดว่าอาตมาไม่มีบุญอภินิหารอะไรลำบากแก่ท่านทั้งหลาย
ต้องมาคำนับ เฒ่าจับโป๊ยกงพูดว่าข้าพเจ้าทราบว่าท่านอาจารย์ ลุซึ่งมรรคผลเป็น
ผู้วิเศษ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอยอยู่นานแล้ว วันนี้มาประสบพบกับท่านก็เป็นบุญอัน
ใหญ่ หากท่านไม่ปิดบังธรรมอันวิเศษขอท่านได้สาธยายให้สำราญเถิด พระถัง
ซัมจังย่อตัวลงปราศรัยถามว่านามของท่านที่หนึ่งนั้นซื่อใด จับโป๊ยกงตอบว่า ท่าน
ที่หนึ่งชื่อว่าโกเต็กกง ที่สองลินกงจื๊อ ที่สามชื่อว่ายุดหุ้นโช้ ข้าพเจ้าชื่อกินเจี๊ยด
พระถังซัมจั้ง ถามอีกว่าท่านทั้งสี่อายุสักเท่าใดแล้วโกเต็กกงตอบว่า ข้าพเจ้าอายุได้พันเศษแล้ว ตั้งแต่เล็กมาก็ชอบรักษาปฏิบัติ
ตามทางบวชเรียนมิใช่คนธรรมดา ลินกงจื้อบอกข้าพเจ้าอายุก็ได้พันปีแล้ว ข้าพเจ้า
ตั้งแต่เล็กมาก็ชอบทางบวชเรียน ทางระงับสุขตามฝ่ายเซียนไม่เหมือนธรรมดา
ฮุดหุ้นใช้ก็บอกว่า ข้าพเจ้าอายุก็ถึงพันปีเศษแล้ว ก็ชอบแต่ทางความระงับปฏิบัติ
ตามอย่างเขียนไม่ชอบอยู่ปนด้วยหมู่คณะที่วุ่นวาย กิ้นเจียดจับโป๊ยกงหัวเราะ
แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าอายุก็พันเศษชอบรักษาตามฝ่ายเซียนระงับสุขเป็นที่อยู่แห่งใจ
พระถังซัมจั่งได้ฟังเฆ่าทั้งสี่พูดดังนั้นก็สรรเสริญว่าท่านทั้งสี่อายุก็สูงและได้รักษา
ความบริสุทธิ์ดังนี้ก็เป็นความดีอยู่แล้วเฒ่าเซียนทั้งสี่จึงถามพระถังซัมจั้งว่าท่านอาจารย์อายุได้เท่าใดแล้ว พระถัง
ซัมจั้งบอกว่าอาตมาอายุพึ่งได้สี่สิบเท่านั้น ได้พึ่งท่านอาจารย์วัดกิมซัวยี่สั่งสอนตาม
พระพุทธศาสนาได้อุตสาห์เล่าเรียน มาบัดนี้ได้รับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ให้ไปไซที จึงได้มาพบท่านทั้งสี่มีความเอ็นดูอาตมามาก ๆ เซียนเฒ่าทั้งสี่จึงมี
ความสรรเสริญว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์แท้ ตั้งแต่เล็กบวชเรียนรู้
พระธรรมลึกซึ้ง ท่านเป็นพระสงฆ์วิเศษกว่าพระสงฆ์ทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าได้รับ
ท่านมาถึงนี่ พอท่านได้แนะนำวิปัสสนาธรรมคำหนึ่งสองคำพวกข้าพเจ้าจะได้เข้าใจ
บ้างจะได้ไม่เสียทีที่เกิดมา พระถังซัมจั้งได้ฟังเฒ่าทั้งสี่พูดดังนั้นก็มีความยินดี
ตอบว่าอันวิปัสสนาธรรมนั้น คือความเห็นวิเศษเกิดขึ้นในดวงจิต คือปัญญาจักษุ
เดิมก็เพ่งบริกรรมดูรูปนามว่าเป็นของไม่เที่ยงเป็นกองทุกข์มิใช่ตัวตนคนสัตว์ จน
แจ่มใสจิตอันสัประยุทธ์ด้วยสังขารเบกขาญาณ ก็บังเกิดขึ้นกระทำให้กิเลสเครื่อง
เศร้าหมองเสื่อมถอยออกไปจากจิต เป็นตะทังคะปะหานและวิกขัมภนะปะหาน
ได้เพียงโหกิยะวิปัสนาปัญญา ต่อไปจิตที่สัประยุทธ์ด้วยสังขารเบกขาญาณนั้นลง
สูภวังค์จึงมะโนทวาราวิถี ซึ่งเป็นกิริยาเกิดขึ้นแล่นไปอีกเจ็ดขณะ ๆ ที่ต้นเป็น
อุปจารณ์ ขณะที่สองเป็นอนุโลม ขณะที่สามเป็นโคตระภูญาณ ขณะที่สี่ที่ห้า
เป็นวาระแห่งมรรค ขณะที่หกที่เจ็ดเป็นวาระแห่งผล นี่แหละเรียกว่าหนทางวิสุทธิ
มรรคตามในคำภีร์พระพุทธศาสนา ผู้ใดเจริญภาวนากระทำให้พระวิปัสสนาญาณ
บังเกิดได้ ตั้งแต่เบื้องต้นคือสัมมะสะนะญาณ จนที่สุดมรรคจิตมรรคญาณ ก็ได้
บรรลุมรรคผลตามกุศลภาวนาแห่งตนอย่างสูงอย่างกลางอย่างต่ำ ความตรัสรู้ไม่
ขาดไม่เหลือรอบคอบก็ปลดเปลื้องเสียซึ่งกิเลสและธุลีลามก คงแต่ธรรมอันปราศ
จากเครื่องปรุงเซียนเฒ่าทั้งสี่คอยเงี่ยหูตั้งใจสดับความยินดีเป็นที่ยิ่ง ทุกคนก็พา
กันพนมมือเคารพสรรเสริญว่าท่านอาจารย์ มีความรู้สำเร็จได้ทางวิปัสสนาลุถึงราก
เง่าแห่งธรรมหาที่เปรียบมิได้เซียนเฆ่ายุดหุ้นโซ้พูดว่าสมาธิที่ระงับธรรมที่อาศัยถึงที่ไม่เกิดไม่ดับเป็นมรรคผล
แต่หนทางของพวกข้าพเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น พระถังซัมจั้งพูดว่า แม้ทางไม่อย่างเดียว
กันก็จริง แต่รวมภาคนั้นลงอันหนึ่ง เป็นอย่างไรจึงไม่เหมือนกันเล่า เฒ่าเซียนฮุดหุ้น
ใช้พูดว่า พวกข้าพเจ้าเกิดมารูปภาคมั่นคงความประสงค์นั้นกับท่านอาจารย์ไม่
เหมือนกันเรียกว่าคนละทาง เพราะต้องอากาศธาตุนิยมแห่งห้าดินเป็นกำลัง ร่าง
กายอาศัยความอบรมด้วยน้ำฝนเจือจุนแอบอิงด้วยลมน้ำค้างใบหนึ่งก็ไม่ร่วง พัน
กิ่งก็มั่นคง ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้เป็นความจริง อันท่านอาจารย์ถือมั่นในภาษามคธ
เป็นที่แน่ใจ ยังกลับไปไซทีหาพระปริยัติธรรมเป็นพยานแน่อย่างนี้ ก็ป่วยการเสีย
เวลา ไม่ทราบว่าจะค้นหาอะไร ที่ว่าผ่าควักเอาหัวใจราชสีห์ศิลา ลืมไม่รู้สึกว่า
สมาธิหลงปรารถนามรรคผลซึ่งคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ในเขานี้ ความสนทนา
ด้วยเถาวัลย์พุ่มรกอย่างนี้ เป็นที่คนกุนจี้ออยู่สำราญอย่างนี้ จะต้องหาใครมา
แนะนำสั่งสอน ต้องพิจารณาดูโดยละเอียดก็จะได้เห็นความสุขในปัจจุบันนี้จะมิดี
หรือ ต่อไปเมื่อหน้าก็จะได้พบพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาตรัสจะมิดีหรือพระถังซัมจั้ได้ฟังเฒ่าเซียนฮุดหุ้นโช้พูดดังนั้น ก็คุกเข่าเคารพขอบใจเซียนเฒ่า
โป๊ยกงก็ลงจากที่พยุงพระถังซัมจังขึ้น เฒ่าเซียนลินฮือจื้อก็พูดว่า ท่านฮุดหุ้นโช้
อธิบายคำนั้นชัดเจนนัก ขอท่านอาจารย์อย่าถือผิด นิมนต์ลุกขึ้นเถิด เห็นเดือน
สว่างจะทำคำศัพท์กลอนมิได้คิดว่าจะสาธยายซึ่งข้อปฏิบัติบวชเรียน เฒ่าเซียน
ยุดหุ้นใช้ชี้มือไปข้างปรกศิลาแล้วพูดว่า หากจะเล่นคำต่อกลอนกัน ก็ต้องไปที่
ปรกศิลานั้น ฉันน้ำชาท่านเห็นควรหรือ พระถังซัมจั้งเฒ่าเซียนทั้งสี่ก็พากันไปที่
ปรกศิลา ต่างนั่งที่ตามสมควรแล้ว เห็นปิศาจหน้าเขียวนั้นยกน้ำชามาตั้งเรียง
บนโต๊ะแล้ว เฒ่าเซียนทั้งส่ก็นิมนต์พระถังซัมจั้งฉันพระถังซัมจั้งสงสัยไม่อาจ
ฉันเม่าเซียนก็ยกถ้วยขึ้นกินก่อน พระถังซัมจั้งจึงได้ฉัน ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัม
จังพิเคราะห์ดูบนปรก ที่ประตูมีหนังสือสามตัวว่า (ปั๊กเซียนจัม) คือปรกฤๅษีไม้
แลไปข้างในมีที่บูชาสว่างไสวดุจพระจันทร์สองแสงมีกลิ่นหอมระรื่น รอบนอกใน
มีชัยภูมิสำราญสะอาดบริสุทธิ์ พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็นึกยินดีอดไม่ได้ กล่าว
เป็นกลอนขึ้นคำหนึ่งว่า (เสียนซิมจ่อง้วยดังฮ่วนลั้ง) แปลว่า จิตสมาธิดุจพระจันทร์
อยู่ที่ว่างกลับสว่าง เฒ่าเซียนจับโป๊ยกงตอบว่า (ซีเฮ้งยู่เทียนเชงกันซิน ) แปลว่า
โคลงขึ้นดุจฟ้าใสกลับใหม่ โตเต็กกงต่อว่า (ฮ้อภู่มั่นไจ๊เทียมกิมซิ้ว) แปลว่า คำดี
ดุจร้อยปักไหมตาด ลินกงจื้อต่อว่า (กายบุ๋นปุกเตี๋ยมสุยซี้เตียน) แปลว่า หนังสือ
ทุกแต้มดังมณีรัตน์พระถังซัมจั่งฟังเฆ่าเซียนต่อกล่าวดังนั้นจึงพูดว่าอาตมาพลั้งปากพูดขึ้นคำหนึ่ง
ทำให้ท่านทั้งหลายพลอยลำบากไปด้วย อาตมาได้ฟังคำกลอนของท่านทั้งหลาย
ใสสะอาดเป็นครูได้ทุก ๆ คำ จับโป๊ยกงพูดว่า ท่านอาจารย์ออกคำเดียวไม่ต่อ
พวกข้าพเจ้าต้องอุตสาห์กลอนให้ประกอบกัน พระถังซัมจั่งพูดว่า คำของท่านทั้ง
หลายไม่ตกหล่นไพเราะเพาะดีทุก ๆ คำ ข้าพเจ้ามีความระลึกไว้เป็นอย่างยิ่ง
แต่เวลานี้ดึกดื่นไม่ทราบว่าสานุศิษย์จะอยู่แห่งใด อาตมาขอลาไปตามสานุศิษย์ก่อน
ขอท่านทั้งสี่โปรดชี้ทางให้อาตมาด้วยเถิด เฒ่าเซียนทั้งสี่หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน
อาจารย์อย่าเป็นทุกข์ พวกข้าพเจ้าพันปีจึงได้พบ เวลานี้แสงเดือนก็สว่างดุจ
กลางวัน นิมนต์ท่านอาจารย์นั่งพักสนทนาก่อน รอสว่างแล้วพวกข้าพเจ้าจะส่งไป
ให้ถึงที่ได้พบกันกับศิษย์ทั้งสาม เวลาเมื่อพูดกันอยู่นั้น แลเห็นนางสาวสองคนถือ
โคมไฟนำหน้า ข้างหลังมีนางเซียนสาวน้อยเดินตามมาตรงเข้ามาในปรก นาง
เซียนน้อยเดินเข้ามาใกล้เฒ่าเซียนทั้งสี่ก็ปราศรัยถามว่า นางเซียนหนึงไปไหนมา
หรือ นางเซียนน้อยตอบว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่ามีแขกดีมาถึงนี่ จะใคร่มาถามดู
และอยากจะพบด้วย เฒ่าเซียนจับโป๊ยกง ชี้พระถังซัมจั้งแล้วพูดว่านี่แหละแขกดี
จะต้องไปหาที่ไหน พระถังซัมจั้งสำรวมก็ริยาหาได้พูดจาว่ากล่าวประการใดไม่ นาง
เซียนก็เรียกให้ยกน้ำชามา นางสาวใช้ก็เอาป้านรินน้ำชาใส่ถ้วย รสชาฟุ้งขึ้นกลิ่น
หอมระรื่น นางเซียนหนึงก็ยกมาถวายพระถังซัมจั้งหนึ่งถ้วย ยังสี่ถ้วยก็ยกมาให้
เฒ่าเซียนคนละถ้วย นางเซียนก็นั่งสนทนาปราศรัยพูดว่า เวลานี้เดือนกำลังสว่าง
ท้องฟ้ากำลังเย็นใสดี ขอท่านตาสั่งสอนข้าพเจ้าสักคำสองคำพอเป็นคติสุภาษิต
แก้รำคาญเฒ่าเซียนฮุดหุ้นโช้พูดว่า พวกข้าพเจ้าถ้อยคำยังแพร่งพรายท่านอาจารย์นั้น
เรียนรู้มากสมควรจะแสดงชี้แจงให้ได้ เฒ่าทั้งสี่จึงอธิบายคำกลอนและสาธยายใน
ทางธรรมข้อวัตปฏิบัติของพระถังซัมจั้งให้นางเซียนหนึงฟังทุกประการ นางเซียน
หนึงครั้นได้ฟังข้อความของพระถังซัมจังก็มีความเลื่อมใสศรัทธาชื่นชมยินดียิ่งนัก
จึงพูดแก่เฆ่าทั้งสี่ว่า ข้าพเจ้ามิได้มาต่อกลอนบ้าง แม้ถึงดังนั้นก็จะมิให้เสียคำ
จะขอต่อสักกลอนหนึ่งว่าแล้ว นางจึงกล่าวเป็นกลอนว่าชื่องามนามเพาะเหมาะ
ใจชน เอมโอชโอซาหลงลืมตน เฒ่าทั้งสี่สรรเสริญว่ากลอนนางเซียนหนึงพูดว่า
ข้าพเจ้ายังเกรงอยู่ด้วยได้ยินท่านอาจารย์กลอนนั้นเพาะนัก อยากให้ท่านต่อสัก
กลอนหนึ่งจะได้หรือไม่ พระถังซัมจั้งนั่งนิ่งมิได้โต้ตอบประการใดฝ่ายนางเซียนยิ่งพิศไปมาก็มีความยินดีรักใคร่ จึงขยับเข้านั่งใกล้พระถังซัมจั้ง
แล้วพูดอ้อนวอนกระซิบกระซาบว่า เวลานี้เดือนกำลังสว่างต่อกลอนเล่นให้สนุก
จะคอยเมื่อไรเล่า คนเราเกิดมาจะให้สดใสได้เท่าใด จับโป๊ยกงพูดว่า นางเซียน
หนึ่งมีความอ่อนน้อมท่านอาจารย์ควรจะรับรองแล้ว หากจะไม่เอ็นดูคือไม่รู้จักท่วงที
โกเต็กกงพูดว่าท่านอาจารย์ชื่อเสียงปรากฏ เห็นจะไม่เป็นไปได้เช่นนั้น หาก
เป็นการจริงว่านางเซียนมีจิตรักใคร่เช่นนั้น ก็ให้ท่านฮุดหุ้นใช้กับจับโป๊ยกงเป็นเถ้าแก่
ข้าพเจ้ากลับลินกังจื้อเป็นฝ่ายหญิงจะได้แต่งการวิวาหะมิดีหรือ พระถังซัมจั่ง
ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เผือดผุดลุกจากที่เดินมาร้องเสียงดังว่า พวกท่านนี้เป็นพวก
เดียวกันแก่มารร้าย เอาเหตุอย่างนี้มาซักชวนเราเป็นการอันไม่สมควร เมื่อแรกแสดง
การโต้ตอบทางมรรคทางผลก็ควรแก่การแล้ว บัดนี้เอาหญิงรูปงามมาล่อลวงเรา
ดังนี้จะเห็นสมควรแล้วหรือเฒ่าเซียนทั้งสี่คนเห็นพระถังซัมจั้งไม่พอใจมีความ
ขัดเคืองดังนั้นก็ไม่อาจพูดต่อไปฝ่ายอ้ายปิศาจหน้าเขียวได้ฟังดังนั้น ก็ขยับเขี้ยวเคี้ยวกรามทะลึ่งตึงตังพูดดุจ
เสียงฟ้าสั่นว่า สงฆ์องค์นี้ทำไมไม่รู้ดีร้ายหนักเบา อันความดีของหญิงนี้ไม่ต้อง
พูดก็รู้ได้ว่าคนดีละเอียดลออ แต่เพียงวิชาทำกลอนเท่านั้นก็รู้ได้ว่าเป็นคนฉลาดแล้ว
เขาจะยอมตัวให้เหตุไรจึงไม่มีความปราศรัยเล่าอย่าทำให้ล่วงเกินการไป คำของ
ท่านโกเต็กกงนั้นควรแล้ว หรือไม่พอใจข้าพเจ้าจะช่วยเป็นธุระแต่งให้ พระถังซัม
จั่งได้ยินอ้ายหน้าเขียวพูดดังนั้น ตกใจหน้าซีดลงทันทีก็นั่งนิ่งอยู่ ปิศาจหน้าเขียว
พูดว่าพวกข้าพเจ้าเอาตัวมาจะไม่ให้เป็นเพศสงฆ์ต่อไปอีก หากว่าไม่รับแต่งในการ
นี้จะมิเสียชาติที่เกิดมาหรือ พระถังซัมจังนิ่งตรึกตรองอยู่ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์ทั้งสาม
จะไปเที่ยวตามหาแห่งใด คิดขึ้นมาแล้วก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้ไหลออกมาโซมหน้า
นางเซียนหนึงเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วแอบเข้านั่งใกล้เล้าโลมชักผ้าเช็ดหน้าส่งให้
พระถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าท่านแห่งที่รักอย่าโทมนัสเสียใจเลยจงเอาผ้าเช็ดน้ำตาเสีย
เถิด พระถังซัมจั่งตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วลุกจะหนีออกจากปรก พวกเหล่านั้น
ก็ช่วยกันสกัดกั้นไว้จนเวลารุ่งแจ้ง ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกว่าพระอาจารย์สนทนา
อยู่ในนั้นหรือ อันที่จริงเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งหาบคอนจูงม้าไปเที่ยวค้นหาทั้งคืน
มีได้หยุดพักหลับนอนเลยเดินตลอดออกมาจากที่ทางพุ่มหนาปรก ประมาณได้แปด
ร้อยโยชน์ เมื่อได้ยินเสียงอาจารย์ตวาดก็จำได้จึงพร้อมกันโห่ขึ้น พระถังซัมจั้ง
ก็ออกประตูร้องเรียกว่าเห้งเจียอาตมาอยู่นี่ จงมาช่วยเราโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจนางไม้หญิงชายเหล่านั้นก็ตกใจ ก็อันตรธานสูญหายไปทั้งสิ้น
เห้งเจียมาถึงก่อนโป๊ยก่าย ซัวเจ้งก็ตามกันมาถึงถามว่าทำไมพระอาจารย์จึงมา
ถึงที่ตรงนี้ได้ พระถังซัมจั้งก็เล่าความตามที่เป็นมาตั้งแต่ต้นจนปลายให้สานุศิษย์
ฟังทุกประการ เห้งเจียถามว่าพระอาจารย์สนทนาแก่พวกเหล่านั้น ได้ถามชื่อ
เสียงเรียงนามมันหรือไม่ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมาได้ถามนามชื่อของตาเฒ่า
นั้นบอกว่าชื่อจับโป๊ยกง คนที่สองชื่อว่าโกเต็กกง คนที่สามชื่อว่าลินกงจื้อ คนที่สี่
ชื่อฮุดหุ้นโซ้ นางผู้หญิงนั้นชื่อว่าเซียนหนึ่ง โป๊ยก่ายถามว่าพวกเหล่านี่มันอยู่ที่ไหน
บัดนี้มันไปข้างไหน พระถังซัมจังบอกว่า มันจะไปข้างไหนก็หารู้มันได้ไม่ แต่ที
นั่งพูดกันนั้นก็จะไม่ไกลนัก สานุศิษย์ทั้งสามก็เที่ยวเดินตรวจดูเห็นมีปรกศิลาอยู่ ข้าง
บนจารึกอักษรใหญ่สามตัวว่า หมอกเซียนอัน พระถังซัมจั้งบอกว่าที่ปรกนั้นแหละ
เห้งเจียจึงพิจารณาดูโดยละเอียด ก็เห็นมีต้นพฤกษาใหญ่ไม้ไผ่แก่ก่อหนึ่ง ข้าง
หลังนั้นมีต้นเคี่ยมอยู่ต้นหนึ่ง และต้นตะเคียนสารภีสองต้นต้นอบเชยสองต้น
เห้งเจียพิจารณาดูเห็นแน่ใจแล้วก็หัวเราะ ถามว่าพี่น้องเห็นพวกปิศาจหรือยัง โป๊ย
ก่ายบอกว่ายังไม่เห็นที่ไหน เห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้ คือหมู่ไม้ใหญ่เหล่านี้เองเป็นปิศาจ
โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงรู้ได้ว่าต้นไม้ใหญ่นี้เองเป็นปิศาจเล่า เห้งเจียตอบว่าจับ
โป๊ยกงนั้นคือไม้สน โกเต็กกงนั้นคือต้นเป็ก ลินกงจื้อนั้นคือต้นไทร ฮุดหุ้นโช้นั้น
คือต้นไผ่ อ้ายปิศาจหน้าเขียวนั้นคือต้นไม้เคี่ยม นางเซียนหนึงนั้นคือต้นไม้ตะเคียน
สาวใช้ทั้งสองนั้นต้นสารภีและอบเชยโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็มิได้รอรั้งสองมือจับคราดตรงเข้าสับฟัน
ต้นอบเชยต้นสารภี กระชากโค่นล้มลงแล้ว ก็เอาคราดสับฟันจนป่นละเอียดทั้งต้น
ตะเคียนและต้นอื่น ๆ ก็กระชากล้มลงหมดทั้งนั้นทุก ๆ ต้น ที่รากไม้เหล่านั้นมี
โลหิตไหลออกอาบไปทั้งนั้น พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามว่า โป๊ยก่ายอย่า
ทำร้ายมันเลยแม้มันเป็นปิศาจก็จริง แต่มันมิได้ทำร้ายเราช่างมันเถิด เราพากัน
รีบหาทางไปดีกว่า เห้งเจียว่าพระอาจารย์จะปรานีมันไม่ได้ไว้นานไปมันมีกำลัง
กว้างใหญ่ขึ้น มันจะทำร้ายคนหาน้อยไม่ โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับฟันกระชากล้ม
ลงทั้งสิ้น ขุดรากขุดเง่าเสียทุกๆ ต้น แล้วนิมนต์อาจารย์ขึ้นมาตั้งหน้าหมายทิศ
ปราจีนแล้วก็ออกเดินไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เวลานั้นก็ออกจากหนามรกแล้ว ฤดูนั้น
เป็นฤดูร้อนกำลังเดินและไปข้างหน้า เห็นภูเขาสูงยอดเทียมเมฆ จิตใจให้สะดุ้ง
หวาดเสียว เห้งเจียแบกกระบองออกหน้านำทางขึ้นเขา พอข้ามเขาเดินลงได้ถึง
เขามีที่ลาด ก็แลเห็นรัศมีสว่างมีเมฆหมอกปกคลุมเห็นมีห้องหอสูงลิ่ว และได้ยิน
เสียงระฆังดังหง่าง ๆ พระถังซัมจั่งบอกให้พวกสานุศิษย์ดูว่าจะเป็นที่แห่งใดแน่
เห้งเจียชะเง้อไปดูโดยละเอียดแล้ว บอกแก่พระอาจารย์ว่าที่นั้นเป็นที่พระอารามใหญ่
และมีรัศมีงดงามยิ่งนัก แต่เหตุใดมีสีเมฆร้ายเข้าไปปกคลุมอยู่ แต่พิเคราะห์
ดูเหมือนจะเป็นวัดลุ่ยอิมยี่ แต่หนทางนั้นผิดไป หากพวกเราไปถึงอย่าทำมักง่าย
เข้าไป วิตกจะถูกมือร้ายจะทำเอา พระถังซัมจังว่า ที่นี่เป็นวัดลุ่ยอิมยี่ ก็คือที่เขา
เล่งซัว เห้งเจียจะจำผิดไปดอกกระมังเห้งเจียพูดว่ามิใช่เขาเล่งซัว เขาเล่งซัวข้าพเจ้าเคยไปสองหนแล้ว มิใช่ที่ตรงนี้
ซัวเจ๋งพูดว่าไม่ใช่เราก็ต้องไปทางนั้น เมื่อถึงเขาแล้วเราก็คงจะรู้ได้แน่ เห้งเจียว่า
น้องพูดถูก พระถังซัมจั้งก็รีบขับม้ามาถึงหน้าวัดแลเข้ามาก็เห็นนามวัดว่าลุ่ยอิมยี่
สามตัวอักษร พระถังซัมจั้งก็ลงจากหลังม้าปากก็ด่าบ่นว่าเห้งเจียอ้ายชาติลิง ก็นี่
วัดลุ่ยอิมยี่แน่แล้วยังจะพูดโยนยาวหลอกเราต่อไปอีกเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า
อาจารย์อย่าเพิ่งวุ่นวายท่านจงดูบนประตูมีหนังสือสี่ตัวท่านมาหลงว่าสามตัว กลับ
มาโกรธข้าพเจ้า พระถังซัมจังเหลียวไปดูเห็นอักษรสี่ตัวว่าวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่พระ
ถังซัมจังว่าหากเซี้ยวลุยอิมยี่ก็จริง แต่คงจะมีพระพุทธเจ้าเข้าอยู่ในนั้น ในคำภีร์
มีกล่าวว่ามีพระสามพันองค์คงจะอยู่ทิศหนึ่ง พระโพธิสัตว์กวนอิมน่ำไฮ้ พระโพ้
เฮี้ยนอยู่เขางอมี่ซั่ว พระบุญชั่วอยู่เขาท้ายเง้าซั่วนี่ไม่รู้ว่าพระองค์ใดอยู่ในวัดนี้
โบราณท่านย่อมว่ามีพระพุทธก็คงมีพระธรรมทิศไหนจะไม่มีของวิเศษบ้างเล่า จำ
เราจะต้องเข้าไปดูเห้งเจียห้ามว่าไม่ควรจะเข้าไป พิเคราะห์อาการจะร้ายมากกว่า
ดีหากเกิดเหตุขึ้นอย่าโทษข้าพเจ้า พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมาตั่งใจจะนมัสการ
พระจะโกรธเห้งเจียทำไม จึงเรียกโป๊ยก่ายเอาผ้ากาสาวพัสตร์มาครองแล้ว สำรวม
กิริยาเดินเข้าไปยังโบสถ์ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกว่าถังซัมจั้งอุตสาห์มาจาก
เมืองไกล นมัสการพระพุทธเจ้าของเราทำไมยังมีจิตเกียจคร้านอยู่เล่าพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็เข้าไปทำเคารพนมัสการ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่า
หมอบอยู่กับพื้น เห้งเจียเก็บข้าวของและจูงม้าเข้าไปที่หลัง วางของกับม้าอยู่ข้าง
นอก เห้งเจียก็เข้าไปในประตูและไปก็เห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ท่ามกลาง ข้างรอบ
นั้นมีพระอรหันต์และเทพยดาเทพารักษ์ อุบาสกอุบาสิกากับทั้งท้าวจัตุโลกบาล
แวดล้อมเรียงรายเป็นลำดับเครื่องบูชาธูปเทียบดอกไม้หอมระรื่น พระถังซัมจั้งโป๊ย
ก่ายซัวเจ็งก็ทำเคารพนบนอบโดยความเรียบร้อย ยังแต่เห้งเจียยืนดูอยู่ยังไม่ลด
ก็ได้ยินเสียงพูดว่าเห้งเจียเข้ามาเฝ้าพระองค์ทำไมจึงไม่ทำนมัสการ เห้งเจียพิจารณา
ดูโดยละเอียดก็รู้ได้ว่าปิศาจแปลงปลอมบันดาลให้เหมือนพุทธเจ้า จึงชักกระบอง
ออกชี้ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมารร้าย มึงช่างใจโตอาจสามารถสองมีอ
แปลงปลอมเป็นพระพุทธเจ้า ให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศของพระองค์
ถือกระบองตรงเข้าไปจะตีปิศาจ ก็พอได้ยินเสียงบนอากาศดังฉิ่งฉ่างตกลงมาเป็น
ฉาบคู่หนึ่ง ตรงเข้ารวบหัวรวบหางจับเห้งเจียติดอยู่ในฉาบนั้นออกมิได้ โป๊ยก่าย
ซัวเจ็งเห็นดังนั้นต่างก็จับเครื่องมือ พวกอรหันต์เทวดาเหล่านั้นช่วยกันเข้าล้อมจับ
โป๊ยก่ายซัวเจ้ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเสียท่าถูกพวกเหล่านั้นจับมัดได้ทั้งสองคนทั้งพระ
ถังซัมจั้งมันก็ยึดไว้ เอาเชือกมัดสอดทั้งสามคนผูกติดไว้กับเสา อันความจริงที่แปลง
เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็ปิศาจไต้อ๋อง พวกสาวกบริวารเหล่านั้นคือปิศาจบริวารทั้งสิ้น
ครั้นแล้วปิศาจไต้อ๋องก็กลับเป็นรูปเดิม สำนักกลายเป็นที่อยู่ของปิศาจทั้งสิ้น
เห้งเจียติดอยู่ในฉาบ ก็เอาขึ้นไว้บนหอสูง กำหนดสามวันสามคืนก็จะแปรเป็น
น้ำหนอง ยังอีกสามคนนั้นเราจึงค่อยต้มกินเมื่อภายหลัง พวกปิศาจก็มาเปลื้อง
เอาผ้ากาสาวพัสตร์ ของพระถังซัมจั่งออกเก็บยัดใส่หาบแล้วก็เอาไปเก็บซ่อนไว้
ในห้องลับฝ่ายเห้งเจียติดอยู่ในฉาบมืดมัวแลไม่เห็นฟ้าดิน อบร้อนเสโทไหลซาบ
ไปทั้งตัว ดิ้นรนกระทุ้งซ้ายกระแทกขวาก็ไม่ออกได้ เอากระบองเหล็กตีก็ไม่ออก
ได้ จึงคิดว่าจำเราจะยืนตัวให้หลุดออกจากฉาบ จึงร่ายคาถาตัวก็ยืนสูงขึ้นสักพันวา
ฉาบก็ยืดตามตัวขึ้นไปเหมือนกัน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงเอากระบองเหล็กร่ายคาถา
เป๋าให้เป็นสว่านแหลมไชลงสักพันหนก็ไม่ทะลุได้ เห้งเจียก็สิ้นความคิด จึงร่าย
คาถาเรียกเทพยดาเจ้าเอี๊ยดที้ และหมู่เทพาอารักษ์ลักเต็งลักกะกับหมู่เจ้าที่รักษา
ธรรมก็มาพร้อมกันที่ฉาบนั้น ถามว่าท่านไต้เซียเรียกพวกข้าพเจ้ามามีธุระอะไรหรือ
พวกข้าพเจ้าคอยระวังรักษาอาจารย์อยู่แล้ว เห้งเจียบอกว่าอาจารย์ไม่เชื่อฟังเรา
ห้ามถึงจะตายก็โทษใครไม่ได้ แต่พวกท่านต้องคิดอ่านเอาเราออกแล้วจึงค่อยหา
อุบายแก้ไขอยู่ในฉาบนี้อบร้อนไม่เห็นแสงสว่างอย่างนี้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเป็นแน่หมู่เทพยดาอารักษ์ ลักเต็งลักกะช่วยกันง้างฉาบก็มิได้ไหวสะเทื้อน หมู่เทพา
อารักษ์ทั้งหลายจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ฉาบนี้ไม่ทราบว่าจะเป็นของวิเศษอย่างไร
พวกข้าพเจ้าช่วยกันคัดก็ไม่ออก สุดกำลังที่จะช่วยท่านได้ เจ้าเอี๊ยดที้จึงให้ลักเต็ง
คอยรักษาพระถังซัมจั้ง ให้ลักกะคอยอยู่รักษาฉาบ หมู่เจ้าคอยล้อมลาดตระเวน
ตัว เจ้าเอี๊ยดที้เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็ตรงเข้าไปยังปราสาท
เหลงเชี่ยวเต้ย เห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่บนเทวบัลลังก์ทำคำนับแล้วก็กราบทูล
ว่า ข้าพเจ้าเอี้ยดที้ขอกราบทูลพระองค์ได้ทรงทราบ ด้วยบัดนี้ซีเทียนไต้เซียรักษา
พระถังซัมจั้งไปอาราธนาพระธรรมยังประเทศไซที ข้ามมาถึงตำบลเขาเซี้ยวลุ่ยอิมยี่
ถูกมารปิศาจร้ายจับทิ้งไว้ทั้งศิษย์และอาจารย์ ซีเทียนไต้เซียอยู่ในฉาบวิเศษออกมิได้
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบจะโปรดประการใดเงิกเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนัน จึงรับสังให้เทพยดาดาวยีสิบแปดดวงรีบยก
ลงไปช่วยพระถังซัมจั่งโดยเร็ว หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็พร้อมกัน
ถวายบังคมลา พร้อมกับเจ้าเอี๊ยดที้ออกจากเหลงเซียวเต้ย ตรงประตูน้ำที่หมึง
เหาะลงมายังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่เมื่อเวลามาถึงวัดได้สองยามเศษ พวกปิศาจทั้ง
หลายพากันนอนหลับไปทั้งสิ้น หมู่ดาวทั้งหลายก็มาพร้อมกันที่ฉาบนั้น บอกว่า
ได้เซียบัดนี้เง็กเชียงฮ่องเต้ ให้พวกข้าพเจ้าดาวยี่สิบแปดดวงมาช่วยท่านเ้งเจียว่า พวกท่านจงรีบลงมือกระทำการทุบฉาบนี้ให้แตกละเอียดข้าพเจ้า
จึงจะออกได้ หมู่ดาวบอกว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทุบเพราะฉาบนั้นเป็นสิ่งของประกอบ
หากทุบมันก็จะดังขึ้น ถ้าดังขึ้นแล้วพวกปิศาจมันตกใจตื่นก็จะลำบาก ท่านจงคอย
รอพวกข้าพเจ้าจะเจาะไชให้ทะลุ ถ้ามีรูลมเข้าได้ท่านจึงจะออกได้ เห้งเจียว่าดีแล้ว
ข้าพเจ้าจะคอย หมู่ดาวทั้งหลายก็ออกแรงช่วยกันเจาะและไชก็ไม่สามารถจะให้
ทะลุได้ เห้งเจียอยู่ในฉาบก็คอยหันซ้ายหันขวาดูแสงสว่างก็มิได้เข้าไปได้ จึงดาว
กังกิมเล้งพูดว่า ไต้เซียข้าพเจ้าคิดดูว่าของสิ่งนี้ เป็นยู่อี่วิเศษอาจเปลี่ยนแปลงได้
ท่านอยู่ข้างในคอยคลำดูตามรอยปะกับ ข้าพเจ้าจะเอาเขาแยงเข้าไป ถ้าถึงข้าง
ในท่านจึงแปลงตัวตามออกมา เห้งเจียว่าดีแล้ว ๆ ดาวกังกิมเล้งจึงแปลงตัวเป็น
เขาแหลม แล้วก็ไชตามรอยปะกับเข้าไปทะลุตลอดในจึงร้องให้ใหญ่เท่าปากชาม
ปากไปล่ รอยปะกับก็เคลื่อนตามเขาเห้งเจียอยู่ข้างในคลำไปคลำมาถูกปลายเขา
ร้องว่าเห็นจะไม่เป็นการไม่มีอะไรอาศัยจะออกอย่างไรได้ เห้งเจียจึงเอากระบอง
แปลงเป็นหมุดแหลมเจาะยอดเขาพอเป็นรูนิดหนึ่ง ตัวเห้งเจียก็แปลงเท่าเมล็ด
พันธุ์ผักกาดก็เข้านั่งในรูนั้นแล้ว ก็ร้องให้ชักเขาออกเถิด กังกิมก็ชักเขาหลุดออก
มา เห้งเจียก็กระโดดออกจากรูเขา กลายกลับเป็นรูปเดิมชักกระบอกตีฉาบทีหนึ่ง
เสียงดังดุจเขาทองแดงทะลาย ฉาบก็ป่นละเอียดตั้งพันชิ้น เจ้าเอี๊ยดที้กับดาวทั้ง
หลายก็สะดุ้งใจทุกคนพวกปิศาจกำลังนอนหลับก็พากันตกใจตื่นทุกตน ไต้อ๋องปิศาจผุดลุกขึ้นเอา
เสื้อสวมตัวแล้ว วิ่งไปที่กองประชุมพลต่างก็ถือเครื่องศาสตราอาวุธเวลานั้นก็
พอสว่างแจ้งพากันตรูเข้าล้อมหอเห็นเห้งเจียกับหมู่เทพยดาเทพารักษ์กำลัง
ห้อมล้อมอยู่ข้างฉาบนัน ปิศาจเห็นดังนั้น ก็ตกใจยิ่งนักจึงให้พวกปิศาจบริวาร
ปิดประตูชั้นในแน่นมิให้เข้าออกได้ เห้งเจียก็พาพวกเทวดาเหาะขึ้นอยู่บนอากาศ
พวกปิศาจเก็บรวบรวมฉาบแตกนั้นแล้ว ก็เรียงรายยังประตู ปิศาจไต้อ๋องแต่งตัว
เสร็จแล้ว มือถือแผ่นเหล็กออกมาจากที่โกนร้องเรียกว่า เฮ้ยอ้ายเห้งเจีย ถ้ามึง
เป็นลูกผู้ชายจริงจะหนีไปห่างไกลทำไม จงลงมาลองฝีมือกันสักพักหนึ่งจะได้เห็น
ว่าใครดีและชั่วเห้งเจียก็พาหมู่เทพยดาลงมายังพื้น ถือกระบองตรงมาชี้หน้าว่ามึงเป็นชาติ
ปิศาจมารร้ายอะไรที่ไหน อาจสามารถแปลงปลอมเป็นพระพุทธเจ้า และจัดทำ
เป็นวัดวาอารามดังนี้ ด้วยมีประสงค์อย่างไรปิศาจไต้อ๋องตอบว่า อ้ายลูกลิงยัง
ไม่รู้นามของเรา เพราะฉะนั้นจึงอาจสามารถมาทำโอหังดังนี้ ตำบลนี้เรียกเซียวไซที
เรารักษาปฏิบัติจนสำเร็จ ฟ้าจึงบันดาลมีห้องหออันวิเศษให้เรานามของเราคืออึ้ง
ไบ้เล่ายุด ชนทั้งหลายไม่รู้จึงเรียกว่าอึ้งไปไต้อ๋อง เราได้ทราบข่าวมานานแล้วว่า
เจ้าจะมาทางนี้เพื่อจะไปไซที มีฝีมือปรากฏเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นจึงบันดาลให้
เป็นวัดวาอารามลวงให้อาจารย์เจ้าเข้ามา เพื่อจะใคร่ลองผีมือแก่เจ้าหากว่าเจ้า
ชนะเรา เราจะป้องกันรักษาไปให้ตลอดสำเร็จซึ่งมรรคผล หากไม่ชนะเราจะจับ
พวกเจ้าตีเสียให้ตาย เราจะไปหาพุทธเจ้า อาราธนาธรรมกลับไปเมืองไต้ถังเพื่อ
สำเร็จมรรคผลเห้งเจียได้ฟังจึงหัวเราะ แล้วพูดว่าอ้ายปิศาจมึงอย่าพูดอวดตัวแม้มึงอยาก
จะลองฝีมือก็จงมารบกันเถิด ว่าแล้วต่างคนก็เข้ารบกันได้ประมาณห้าสิบเพลงยัง
ไม่แพ้ชนะกัน พวกปิศาจก็พากันโห่ร้องตีม้าล่อตีกลองออกอึ๊กทึกกึกก้องโกลาหล
พวกเจ้าเอี๊ยดที้กับเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายก็ยกอาวุธขึ้นโห่ร้อง เข้าล้อมปิศาจ
ใต้อ๋องตกอยู่ในท่ามกลาง แต่ปิศาจก็มิได้สะดุ้งหวาดหวั่น มือหนึ่งถือป้ายคอยรอรบ
มือหนึ่งก็ล้วงเอาถุงผ้าขาวออกมาถุงหนึ่งขว้างขึ้นบนอากาศถุงนันก็ช้อนตักเอ
พวกเทพดาและเห้งเจียเข้าอยู่ในถุงทังสิน ปิศาจก็เรียกถุงกลับคืนไปยังที ให้พวก
ปิศาจเอาเชือกปอมาแล้ว จับลากออกมามัดคนละคน หิ้วเอาไปทิ้งไว้ที่ดินเสร็จ
แล้วปิศาจไต้อ๋องก็จัดโต๊ะมาเลี้ยงกันเป็นที่สำราญรื่นเริงจนเวลาพลบค่ำก็พากัน
ไปหลับนอนให้ฝ่ายเห้งเจียต้องมัดนอนกลิ้งอยู่กับดินพอเวลาดึกครึ่งคืนก็ใช้วิชาซ่อนตัว
ตัวเล็กลงแล้วก็ลอดออกจากเชือกมัด เดินเข้าไปใกล้พระถังซัมจั้ง เรียกพระ
อาจารย์คำหนึ่ง พระถังซัมจั้งจำเสียงได้ว่าเห้งเจีย จึงร้องเรียกสานุศิษย์ว่าให้ช่วย
เราด้วย ต่อไปเราไม่กล้าขัดขวางแล้ว เห้งเจียจึงแก้พระอาจารย์ออกก่อนแล้วแก้
โป๊ยก่ายซัวเจ็งออก แล้วแก้หมู่เทพยดาและดาวเอี้ยดที้กับลักเตงลักกะออกทั้งสิ้น
ก็จูงม้ามาให้พระอาจารย์ขี่ให้รีบไปโดยเร็ว พอออกจากประตูก็พอนึกขึ้นได้ว่า
หาบใส่ข้าวของนั้นไม่รู้ว่ามันเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน ก็กลับเข้าไปค้นหา กังกิมเล้งพูดว่า
ช่วยอาจารย์ออกได้แล้วก็ควรจะรีบไป จะห่วงข้าวของทำไม เห้งเจียบอกว่าของ
สำคัญไม่เอาไปไม่ได้ คือบาตรและของวิเศษผ้ากาสาวพัสตร์และหนังสือเดินทาง
อยู่ในห่อ เป็นของสำหรับตัวในทางพระสงฆ์จะทิ้งไปมิได้โป๊ยก่ายพูดว่าพี่กลับไป
หาข้าพเจ้าจะออกไปคอยที่ต้นทางฝ่ายพวกเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายก็คอยป้องกันรักษาพระถังซัมจังบันดาล
ฤทธานุภาพเป็นลมพายุหอบส่งข้ามพ้นที่นั้น เดินลงไปเนินชายเขา ก็พากันพัก
หยุดรอคอยเห้งเจียอยู่ เวลานั้นก็เข้ายามสามเห้งเจียย่องกลับเข้าไปข้างใน เห็น
ประตูปิดทุกประตู เห้งเจียก็แปลงเป็นค้างคาวลูกหนูบินลอดเข้าไปตามช่อง
กระเบื้องและขึ้นไปก็เห็นที่ชันสูงมีแสงสว่าง เห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้พิจารณา ก็
เห็นห่อของมีแสงเป็นรัศมีออกเห้งเจียเห็นแล้วก็ดีใจแปลงกลับเป็นรูปเดิมเอา
ของใส่บ่ารีบเดินออกมา บังเอิญหลุดตกลงข้างหนึ่งกระทบพื้นเสียงดังปิศาจไต้อ้อง
นอนอยู่ชั้นสูง ก็ตกใจลุกขึ้นเรียกพวกบริวารให้จุดไฟมาส่องดูว่าจะเป็นเสียงอะไร
ที่ไหน พวกปิศาจเหล่านั้นก็จุดไฟเที่ยวค้นหา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็วิตกจะเอาห่อ
ของไปมีได้ จึงลอดออกทางหน้าต่างหนีไปฝ่ายปิศาจไต้อ๋องให้ค้นหาก็มิได้เห็นสิ่งใน จึงรู้ว่าพระถังซัมจั้งหนีไป เวลา
นั้นก็จวนสว่างปิศาจเรียกบริวารให้รีบไปตามพระถังซัมจั้ง ครั้นมาทันเข้าก็เห็นหมู่
เทพยดาเทพารักษ์อยู่เป็นกลุ่มหยุดพักที่ชายเขา ปิศาจร้องตวาดว่าจะหนีไปข้างไหน
ดาวกักบอกเการ้องสั่งว่าพวกเราจงเตรียมอาวุธให้พร้อมมือ โป๊ยก่ายซัวเจ้งก็จับ
เครื่องมือคอยท่าอยู่ พร้อมกันตรงเข้าประจัญบานแก่ปิศาจ ฝ่ายปิศาจจึ้งไปไต้อ๋อง
และเห็นดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะ เรียกพวกบริวารให้เข้ารบรุกบุกบั่น รบกันเป็น
ตะลุมบอนยังหาแพ้ชนะกันไม่ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องว่าข้าพเจ้ามาแล้ว เวลานั้นหมู่
ดาวและเทพบุตรเจ้าเอี๊ยดที้ เจ้าแก่ล้มลักเตงลักกะชุลมุนอยู่ในที่รบ อึ้งไบ่ถือป้าย
เหล็กตีเข้ามาฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามคน กระโจมเขาตีสกัดอึ้งไป้ อื้งไบ่เอาป้าย
เข้ารับ ต่างมีฝีมือเข้มแข็งด้วยกันทั้งสองฝ่าย รบกันจนมืดฟ้ามัวฝนตั้งแต่เวลา
เช้าจนค่ำ ปิศาจอึ้งไบ้เห็นเวลาค่ำแล้ว ก็ถอดถุงออกจากเอว เห้งเจียแลเห็นร้อง
ว่าไม่ได้การ ก็กระทำปฏิหาริย์เหาะขึ้นแอบอยู่บนกลีบเมฆ แต่หมู่เทพบุตรทั้งหลาย
เหล่านั้นก็มิได้รู้เหตุการณ์ ปิศาจก็เอาถุงขว้างขึ้นไป ก็รวบช้อนเอาพวกของ
เห้งเจียเข้าไว้ทั้งสิ้น อึ้งไบได้ทีแล้วก็พาบริวารกลับวัด ครั้นถึงแล้วก็ให้เอาเชือกมา
มัดไว้ตามเดิม เอาพระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งขึ้นแขวนไว้หมู่เทพยดาให้เอาเข้า
ห้องมีดลั่นกุญแจขังไว้ ฝ่ายเห้งเจียเมื่อหนีพ้นไปแล้ว เห็นปิศาจยกกลับไปก็นึก
รู้ว่าพวกเราเห็นจะต้องปิศาจจับไปแล้ว จึงลงมายังข้างเขาทิศตะวันออก นั่งคิด
แค้นพวกปิศาจและร้องไห้ คิดถึงอาจารย์ว่าท่านสร้างกรรมเวรอย่างไร จึงได้เป็น
เหตุการณ์ได้รับแต่ความยากมิได้หยุดเลย สุดที่จะพรรณนาเห้งเจียนั่งคร่ำครวญ
อยู่แต่ผู้เดียวประมาณครู่หนึ่งจิตระงับนึกขึ้นได้เอาใจถามใจตัวเองว่า อ้ายปิศาจ
นี้มันมีถุงน้ำ รู้ว่าเป็นของวิเศษอะไรจึงใส่ของได้มากดังนั้นครั้งเราจะไปขอพลบน
สวรรค์ เง็กเซี่ยงฮ่องเต้ก็จะกริ้วเอา นึกขึ้นได้ว่าท่านจินบู๊ตึงซัว ตั้นมอเทียนจุน
เราไปเชิญท่านมาช่วยอาจารย์สักครั้งหนึ่งเห็นจะดีเห้งเจียเมื่อสิ้นคิดดังนั้น จึงเหาะไปหาบู้ตึงชัวจะได้มาแก้พระถังซัมจั้ง เห้งเจีย
ลอยมากลางอากาศได้วันหนึ่งแลก็เห็นภูเขาที่สำนัก อันท่านบู๊ตึงซัวนี้ เดิมเจ้า
เมืองเจงลักก๊กกับนางเสียมเส่งฮองเฮา นิมิตฝันเห็นพระอาทิตย์สว่าง ตั้งแต่นั้นก็
มีครรภ์ได้สิบสี่เดือน ปีมะโรงเดือนห้าขึ้นหนึ่งค่ำ เวลาเที่ยงกลางวันก็คลอดใน
พระราชวัง เมื่อยังเยาว์ก็ทรงกำลังพลังมากเข้มแข็ง ครั้นเติบใหญ่จิตภาคศักดิ์สิทธิ์
ไม่อยากเป็นเจ้า ชอบทางปฏิบัติบวชเรียนทางวิปัสสนาญาณชาญกล้าอยู่ที่เขานี้ ต่อ
ภายหลังก็สำเร็จมรรคผล เง็กเชียงฮ่องเต้ประทานนามให้ชื่อว่าจินบู้ คอยกำจัด
ปิศาจอสุรยักษ์มารร้ายอยู่ทุก ๆ กัปป์ไป เห้งเจียลอยพิศดูภูมิสำนักเซียน ก็มา
ถึงประตูสวรรค์ที่สามตำหนักทั้ยฮัวเกงและไปก็เห็นมีรัศมีศรีแสงมีเทพยดาออกมา
รับถามว่าที่มานี้คือใคร เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าคือซีเทียนไต้เซีย อยากจะมาหาท่าน
พระผู้เป็นเจ้า โดยมีกิจธุระอันสำคัญ หมู่เทพยดาก็เข้าไปบอกแก่ท่านโจ๊ซือแล้ว
ท่านก็ออกมาเชิญเข้าไปข้างใน เห้งเจียกระทำความเคารพแล้ว พูดว่าข้าพเจ้ามี
กิจธุระร้อนจึงได้มาหาท่านโจ้ซื่อ ท่านนู้ตึงชัวถามว่ามีธุระร้อนอย่างไร เห้งเจียจึง
ยกเรื่องอึ้งไบ้ปิศาจขึ้นเล่าให้ท่านฟังทุกประการ ทั้งบอกว่าข้าพเจ้าก็สิ้นปัญญา จึง
ได้มากราบเท้าท่านโจ๊ซือได้โปรดช่วยสักครั้งหนึ่งเถิดจินบู้โจ๊ซื่อได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าได้รับอำนาจตำแหน่งจินนู
ได้กำจัดพวกปิศาจยักษ์ร้ายทั้งหลาย เพราะมีรับสั่งของเง๊กเชียงฮ่องเต้ ต่อภาย
หลังรับตำแหน่งเง้าลุ้ยสินเจี่ยงคอยกำจัดหมู่สัตว์ร้ายนาคร้ายทั้งหลาย ฝ่ายทิศ
บูรพาและอุดร เพราะได้รับอำนาจของท่านง่วนโช้ยทีจุน บัดนี้รับที่บู๊ตึงซัวที่ชมพู
ทวีปและอุดรทวีปทั้งสองนี้ ผีปิศาจมารยักษ์ร้ายก็สงบเงียบแล้วเวลานี้ท่านไต้เซีย
มาเชิญข้าพเจ้า ขัดด้วยเง็กเชียงฮ่องเต้มิได้รับสั่ง ไม่อาจลุอำนาจได้ ข้าพเจ้าเห็น
แก่ไต้เซียแต่จะไม่เป็นที่พอใจของท่านผู้อื่น ข้าพเจ้าตรองเห็นว่าทางไซที หากจะ
มีมารร้ายก็ไม่สู้จะรุนแรงนักข้าพเจ้าจะให้นายทหารทั้งสอง คือกูเจียงกุน จั๋วเจียงกุน
กับหมู่นาคทั้งห้าไปช่วยเป็นกำลังไต้เซีย กำจัดพวกปิศาจเหล่านั้นคงจะเสร็จธุระ
ก็จะช่วยอาจารย์ของท่านให้พ้นภัยไปได้เห้งเจียได้ฟังโจ้ซือพูดดังนั้น กราบเคารพขอบคุณแล้วก็มาพร้อมด้วยกูเจียง
จั่วเจียงกุนสองนายทหารกับหมู่นาคทั้งหลาย กับหมู่พลทหารที่แข็งแรงยกลงไป
ยังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่ ครั้นถึงก็ตรงมายังประตูวัดร้องท้ารบ ปิศาจอึ้งไบ้ประชุมบ่ร
พูดว่า เห้งเจียสองวันแล้วไม่เห็นมา ไม่รู้ว่าจะไปหาพลทหารที่ไหน พูดยังไม่ทัน
จะขาดคำลงพวกปิศาจก็เข้ามาบอกว่า เห้งเจียไปพาพวกเต่างนาคที่ไหนมาท้ารบ
อยู่ที่หน้าประตู อึ้งไปไต้อ้องได้ฟังดังนั้น ก็แต่งตัวสวมเกราะถือป้ายเหล็กพาพวก
บริวารออกมาจากประตูร้องถามว่า เฮ้ยพวกเทพาอารักษ์รักษาถนนอาจสามารถมา
ที่เราทำไม เง้าเล้งนาคทั้งห้ากับกูจั๋วสองทหารร้องตวาดว่าอ้ายมารร้าย มึงอย่า
ดูถูกเราคือเป็นทหารอยู่ที่เขาบู้ตึงซัวตำหนักทั้ยฮั้วเกง ท่านอุ่นหงวนกำจู๊ตั้วหม้อ
ที่จุนเพราะท่านไต้เซียไปหาท่านจึงใช้ให้พวกเรามาจับเจ้า มึงจงเร่งส่งพระถังซัม
จังโดยเร็ว และหมู่ดาวเทพยดาทั้งหลายจะยกชีวิตให้เจ้า มิดังนั้นตัวของเจ้าก็จะ
ต้องละเอียดเป็นละอองผง สำนักก็จะเป็นเถ้าไฟไปทั้งสิ้น อึ้งไบ่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ
ร้องด่าว่าอ้ายพวกสัตว์มึงจะมีฤทธานุภาพสักเพียงใดจึงได้มาพูดอ้างอวดดังนี้ ถ้า
ดีจริงแล้วจงมาลองป้ายดูสักที พูดดังนั้นแล้วอึ้งไบ่ก็กระโจมตี เง้าเล้งนาคทั้งห้า
ก็บันดาลทำให้มืดฟ้ามัวฝน กูเจียงกุน จั๋วเจียงกุนทหารทั้งสองก็บันดาลทำเป็น
ดินทรายซัดสาด ต่างก็ถืออาวุธหอกดาบเข้าระดมรบ เห้งเจียก็ถือกระบองเข้า
ตีขนาบหลังประมาณได้ครึ่งชั่วโมงฝ่ายปิศาจอึ้งไบ้ก็แก้ถุงออกจากเอวถืออยู่กับมือ เห้งเจียแลเห็นก็ร้องบอกว่า
พวกเราคอยระวังให้ดี พวกนั้นก็มิได้รู้ว่าเหตุอะไรต่างก็ละมือรอรบอยู่ อึ้งไบ่ก็จับ
ถุงขว้างไปเห้งเจียก็ปาฏิหาริย์ขึ้นไปอยู่บนเมฆเสียได้ ถุงนั้นก็รวบเอาเง้าเล้งและก
เจียงกุนจัวเจียงกุนนายไพร่เข้าในถุงทั้งสิ้น อึ้งไป่ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็พาบริวาร
กลับเข้าวัด จึงเอาเชือกมามัดไว้ทุกคนแล้วให้เอาไปวางไว้ในหลุมดินฝ้ายเห้งเจียเมื่อเห็นปีศาจกลับไปแล้ว ก็ลงยังยอดเขานั่งพักสิ้นปัญญาสิ้นสติ
เผลอตัวก็หลับตาดุจนอนหลับ ได้ยินเสียงแว่วที่หูมีคนมาร้องเรียกว่า ไต้เซียอย่า
นอนหลับ จงรีบไปช่วยชีวิตอาจารย์สักประเดี้ยวก็จะได้รอด เห้งเจียลืมตาผุดลุก
ขึ้นเห็นเจ้าประจำวันคือเช่ากง เห้งเจียตวาดว่าตัวเจ้าเมื่อแรกไปอยู่ที่ไหนจึงไม่มา
ชี้แจง ไว้วันนี้จึงมากระทำให้เราตกใจ เจ้าเช่ากงตกใจก็คำนับพูดว่า ข้าพเจ้ารับ
คำสั่งพระโพธิสัตว์คอยรักษาพระอยู่ข้างเคียงทุกเวลาไม่อาจห่างได้จึงมิได้มาหา
ไต้เซีย ข้าพเจ้าเห็นได้เซียเงียบไปสองวันไม่ได้ข่าวคราว มาวันนี้พวกปิศาจจับพวก
เง้าเล้งและกูเจียงกุน จั๋วเจียงกุนมาก็รู้ได้ว่าไต้เซียไปหามา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
มาเที่ยวค้นหาไต้เซีย ขอไต้เซียอย่าเห็นแก่ความยากลำบากเหน็ดเหนื่อยเลย จง
รีบไปหามาช่วยอาจารย์เถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้พูดแก่เจ้าเช่ากงว่าข้าพเจ้า
จะไปสวรรค์ก็มีความละอาย จะไปหาพระโพธิสัตว์ก็เป็นที่ยำเกรงจะไปหาพระ
ยู้ไลก็เป็นที่รำคาญ ที่ปิศาจพึ่งจับไปนั้นคือคนของท่านจินบู้โจ๊ซือให้มาช่วย บัดนี้
เราก็สิ้นแห่งที่จะไป่หาใครได้อีกเจ้าเช่ากงพูดว่าท่านไต้เซียอย่าเป็นทุกข์ ข้าพเจ้านึกได้มีอยู่แห่งหนึ่งเข้มแข็ง
หากไปเชิญมาคงจะกำจัดได้เป็นแน่ คือที่ตำบลเขาบู๊ตึงซัวชมพูทวีปมีพวกทหาร
ที่เข้มแข็งนัน อยู่ในชมพูทวีปเหมือนกันแต่ที่ตำบลเขากันท่ายซัวเมืองปินเซีย มิ
พระอาจารย์ก๊กซือโพธิสัตว์มีอภินิหารฤทธาอานุภาพมาก เธอมีสานุศิษย์คนหนึ่ง
นามเรียกว่าเจียงไท้จื้อและมีเจ้าทั้งสี่เมื่อก่อนเคยกำจัดปราบนางจุ๊ยโบ้เนี่ยเนี้ย หาก
ท่านไต้เซียไปเชิญแม้เธอยอมมาก็จะจับปิศาจได้อาจารย์ก็จะรอดพ้นจากที่ทุกข์ได้
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีจึงพูดว่าถ้าดังนั้นเจ้าเช่ากงจงกลับไปรักษาอาจารย์ไว้ ข้าพเจ้า
จะไปเชิญว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะไปยังเขากันท่ายซัวเหาะข้ามแม่น้ำมาถึงเมือง
ปินเซี้ยกักไปยังวัดต้ายเซี้ยเสียนยี่เดินเข้าในประตูชั้นนอก พิจารณาดูโบสถ์
อารามกุฎีวิหารงามสะอาดมีพระเจดีย์ระยับระย้า เห้งเจียเดินพลางแลดูพลางเข้า
ประตูชั้นที่สองฝ่ายท่านก๊กซือโพธิสัตว์ล่วงรู้ก่อน จึงให้เจียงไท้จื๊อออกไปรับยังประตูต่างก็
คำนับกันแล้ว เห้งเจียก็เข้าไปกระทำความเคารพท่านก๊กซื่อโพธิสัตว์แล้วพูดว่า
บัดนี้ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่งที่อาศัยแล้ว จึงได้มาเชิญพระโพธิสัตว์ไปแผ่อำนาจอภินิหาร
ให้เจ้าเจียงกุนที่ปราบนางเนียเนี้ยนั้นไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าให้พ้นภัยสักครั้งหนึ่ง
พอได้ไปอาราธนาพระธรรม ณ ประเทศไซที ไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศทิศ
ตะวันออกเพื่อสุขประโยชน์แก่ประชุมชนสิ้นกาลนานฝ่ายท่านก๊กซือโพธิสัตว์เมื่อได้ฟังเห้งเจียดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งธุระของเห้งเจียมา
ในเวลาวันนี้ ก็นับว่าเป็นทางในการบำรุงพระพุทธศาสนาย่อมเป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่ง
ควรอาตมภาพจะไปเองแต่ขัดด้วยฤดูนี้น้ำฝนจะท่วมใหญ่พึ่งจะเกิดน้ำใหม่ ๆ
ท่านไต้เซียมาเชิญไปไกลมาก วิตกข้างหลังจะเกิดขึ้นก็จะเป็นภัยใหญ่จะมีผู้ใดคุ้มได้
อาตมาจะให้ศิษย์ไปช่วยปราบปิศาจให้สำเร็จการ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็กระทำเคารพ
แล้ว พร้อมด้วยเจียงไท้จื๊อกับเจ้าเจียงกุนทั้งสี่ เหาะมายังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่ ครั้งถึง
ไท้จื้อถือทวนเจียงกุนทั้งสี่ถือพลองเหล็กสมทบกันกับเห้งเจีย มายังประตูร้องท้า
ปิศาจอึ้งไบ้ให้ออกรบ พวกปิศาจบริวารวิ่งเข้าไปบอกนาย ปิศาจอึ้งไบ่ก็พาพวก
ออกมานอกประตูโห่ร้องกึกก้อง แล้วร้องด่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติลิงมึงไปพาใครมา
อีกเล่าอึ้งไบ้พูดยังไม่ทันขาดคำ เจียงไท้จื้อก็ขยิบตาให้เจ้าเจียงกุนทั้งสี่ร้องด่าว่า
อ้ายปีศาจมารร้ายมึงไม่รู้จักหรือ เราคือสานุศิษย์ของท่านก๊กซื่อโพธิสัตว์อยู่วัด
เสียนเซ่งเซียนยี่ ให้พวกเรายกมาจับเจ้าไม่รู้ดอกหรืออึ้งไปได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เจ้าทารกเล็ก ๆ จะมาอวดฤทธิ์แก่ใคร
อยู่รักษาน้ำร้ายที่ลำแม่น้ำฮ้วยฮ้อนั้นก็ดีแล้ว ทำไมจึงไปฟังอ้ายเห้งเจียข้ามน้ำ
ข้ามทะเลเอาชีวิตมาทิ้งเสีย เจียงไท้จื้อได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธ ยกทวนไปแทง
ต่อหน้าปิศาจ เจ้าเจียงกุนทั้งสี่ก็เข้าระดมฟันพ่าด เห้งเจียตรงเข้าไปเอากระบอง
เหล็กตีอึ้งไบ่ก็มิได้หวั่นหวาด แกว่งป้ายเข้ารบรับสัประยุทธ์ชุลมุนเป็นตะลุมบอน
ยังไม่แพ้ชนะกัน อิ้งไป้ก็ถอดถุงออกจากเอว เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องบอกว่า พวก
เราระวังให้ดี ไท้จื้อกับเจียงกุนทั้งส่ก็ไม่รู้ว่าจะระวังอะไรฝ่ายปิศาจเอาถุงแกว่งแล้วก็ขว้างไป ถุงนั้นก็รวบเอาเจียงกุนทั้งสี่กับไท้จื๊อ
เข้าอยู่ในนั้นทั้งสิ้น เห้งเจียคอยระวังอยู่เหาะหนีไปได้ ฝ่ายอึ้งไบ้มีชัยชนะแล้วก็
พาบริวารกลับเข้าวัด แล้วเอาเชือกมัดทุกคนไปใส่หลุมดินปิดไว้ ฝ่ายเห้งเจียก็ลดลง
ยังชายเขายืนร้องไห้แต่ผู้เดียว โดยความโทมนัสน้อยใจ แลไปข้างตะวันออกเฉียงใต้
เห็นม้วนเมฆมีสีแดงตกที่ยอดเขา มีดอกไม้โปรยลงมาเป็นห่าฝน มีเสียงร้องเรียก
ว่าซึ่งหงอคง รู้จักเราหรือไม่เห้งเจียแลไปก็เห็นคือพระศรีอาริยเมตตรัยโจ๊ซือ เห้งเจียเห็นแน่แล้วก็เข้ามา
ทำความเคารพคุกเข่าลงกับพื้นถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจะไปแห่งใด ข้าพเจ้าไม่ทัน
หลีกขอได้โปรดอนุญาตให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด พระศรีอาริยเมตตรัยจึงตรัสว่า
อาตมาตั้งใจมาที่วัดเชี้ยวลุ่ยอิมยี่ ประสงค์ด้วยปิศาจร้าย เห้งเจียว่าขอพระเป็น
เจ้าได้โปรดปีศาจร้ายนั้นอยู่ที่ไหน มันมีถุงนั้นคือของวิเศษอันใด ขอพระองค์ได้
โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วยพระศรีอริยเมตตรัยจึงตรัสว่า ปิศาจนั้นคือเป็นพนักงานตีระฆังของอาตมภาพ
คืออึ้งไบ้ท่งจื๊อ เมื่อวันเดือนห้าขึ้นสามค่ำ อาตมภาพไปที่ประชุมหงวนสุยทีจุน
ให้เฝ้าตำหนักมันลักถุงวิเศษนั้นหนีมาแปลงทำเป็นพระพุทธเจ้า อันถุงนั้นคือได้
ล้อมฟ้า อีกชื่อหนึ่งเรียกว่าพืชมนุษย์ไถ้ ที่ป้ายมันถือนั้นคือไม้เคาะระฆัง เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อ้อนี่คือสานุศิษย์ของท่านหนีมา ทำเป็นบ้าหลังว่าเป็นพระ
พุทธเจ้า และทำร้ายข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อน โทษนี้ก็ไม่พ้นผู้เลี้ยงดู เพราะปล่อย
ให้เที่ยวกระทำความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งทลายพระศรีอริย์ตรัสว่า คือไม่ดูแลจึงให้คนมีคำพูดได้อาจารย์กับศิษย์พวกท่าน
ยังไม่สิ้นเคราะห์ร้าย เพราะฉะนั้นจึงบังเอิญให้ของร้ายลงมาเป็นพระเจ้า บัดนี้
อาตมภาพจะมาช่วยจับเอาไปเสียให้พ้น เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันมีฤทธาอานุภาพ
กว้างใหญ่ พระผู้เป็นเจ้าไม่มีเครื่องมือสิ่งไรมาจะเอาอันใดต่อสู้แก่มันจึงจะจับมัน
ได้พระครีอาริย์จึงตรัสว่า อาตมภาพจะอยู่ที่ชายเขานี้แปลงกายเป็นคนปลูก
แตงให้เห้งเจียไปล่อชวนรบ ให้มันไล่ตามมา จงทำเป็นแพ้อย่าเอาชนะ แม้มัน
ไล่มาจนถึงไร่แตงแล้วมันคงจะกินแตง อาตมภาพก็จะเอาแตงผลนั้นให้มัน ถ้า
มันกินเข้าไปในท้องแล้ว เห้งเจียจะทำอย่างไรแก่มันก็ตามแต่ใจ เมื่ออาตมภาพ
ได้ของวิเศษคืนแล้ว จึงค่อยผ่อนผันให้แก่มันเห้งเจียได้ฟังพระศรีอาริย์ตรัสดังนั้น จึงพูดว่าพระผู้เป็นเจ้าคิดอุบายอย่างนี้ดี
ชอบแล้ว ถ้าหากมันไม่ตามมาจะทำประการใด พระศรีอาริยเมตตรัยหัวเราะแล้ว
พูดว่าท่านจงส่งมือมานี้เห้งเจียก็ส่งมือซ้ายมาให้พระศรีอาริย์ พระศรีอารย์เอา
นิ้วชีมือขวาอมเข้าไปในปาก เอาน้ำลายกายสิทธิ์ออกเขียนในฝ่ามือเห้งเจีย เป็น
อักขระตัวหนึ่งคือตัว (คุ้ม) แล้วสั่งเห้งเจียว่าให้เอาตบบนศีรษะ เมื่อเข้ารบกับมัน
ก็จะไล่ตามมาเองเห้งเจียครั้นได้ฟังพระศรีอารย์แนะนำสั่งสอนให้ดังนั้นแล้ว
สองมือก็แกว่งกระบองวิ่งไปยังประตูวัด ร้องท้าให้ปิศาจออกมารบว่า ปิศาจอึ้งไป้
พ่อของเอ็งมาอีกแล้ว เอ็งจงเร่งออกมารบให้แพ้และชนะกันเถิดฝ่ายปิศาจอึ้งไบ่เมื่อได้ยินเห้งเจียมาร้องท้าทายดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวมือถือ
ป้ายเดินมานอกประตูวัดร้องถามว่า ซึงหงอคงสิ้นความผ้าฝืนแล้วหรือ เห้งเจีย
ด่าว่าอ้ายมารร้าย เหตุใดกูจะได้สิ้นความฝ่าฝืน ปิศาจจึ้งไบ้พูดว่า เราเห็นเจ้ามา
แต่คนเดียว ซะรอยจะไม่มีใครมาด้วยได้แล้ว จึงได้อุตสาหะมาต่อสู้แต่ผู้เดียวดังนี้
หากเราจับได้เจ้าจะได้ใครมาแก้ไขให้เจ้าเล่า เห้งเจียด่าว่าอ้ายมารร้ายมึงอย่ากำเริบ
มึงยังไม่รู้จักความตายว่าจะมาถึงตัวมึงเข้าเมื่อไร เอ็งอย่าพูดให้มากไป จงมาลอง
ตีกระบองของเราดูสักทีหนึ่งว่าจะมีรสชาติเป็นประการใดว่าแล้วก็ต่างตนเข้าสู้ต่อกัน
เห้งเจียก็เอามือที่เขียนอักขระตัว (คุ้ม) ตบบนศีรษะทีหนึ่งแล้วก็เข้ารบรุกบุกบัน
อึ้ไบ่ถูกจังงังคุ้มกั้นก็มิได้คิดจะถอยหนี ถุงวิเศษก็มิได้นึกจะขว้าง มัวแต่ตั้งใจไล่
บุกรุกเห้งเจียมาจนถึงชายเขา เห้งเจียเห็นไร่แตงก็หายตัวมุดเข้าไปในไร่แตง
แปลงกายเป็นผลแตงโมสุกผลหนึ่ง ปิศาจไล่มาก็ยั้งตัวค้นหามิได้เห็นเห้งเจีย จึง
ไปค้นหาในกระท่อมน้อย ถามว่านี่แตงของใครปลูกพระศรีอาริย์อยู่ในกระท่อมแปลงเป็นตาแก่คนหนึ่งเดินออกมาบอกว่าแตงของ
ข้าพเจ้าปลูกเอง อึ้งไบ่จึงพูดว่าขอให้สักผลหนึ่งกินแก้อยากน้ำจะได้หรือไม่ ตาแก่
แปลงก็ไปเก็บเอาผลแตงที่เห้งเจียแปลงนั้นมาส่งให้ ปิศาจก็รับผลแตงนั้นมาอ้า
ปากกลืนลงไปในท้อง เห้งเจียเมื่อลงไปในท้องได้แล้ว ก็กระทำอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ คือ
ถีบและบิดหยิกทึ้งกระทำให้สาหัสฝ่ายปิศาจอึ้งไป่ได้ความเจ็บปวดสาหัสสุดสิ้นสติกำลังที่จะทนทานก็ล้มกลิ้งอยู่
ที่ไร่แตง ดิ้นรนจนแผ่นดินราบไปราวกับหน้ากลอง ปากก็ร้องว่าท่านผู้ใดจงมาช่วย
ข้าพเจ้าด้วยเถิด จึงพระศรีอาริยเมตตรัยก็กลายกลับเป็นรูปเดิม หัวเราะแล้วพูด
ว่าอ้ายสัตว์ตะบาปมึงจำได้ว่าเราคือใครอึ้งไป็เงยหน้าขึ้นดูเห็นแล้วก็จำได้ จึงคุก
เช่าลงกับพื้นแล้วพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดยกโทษไว้ชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิดภาย
หลังไม่อาจกระทำต่อไปอีกแล้ว พระศรีอาริย์จึงแก้เอาไถ้วิเศษกับป้ายนั้นออกแล้ว
จึงเรียกเห้งเจียให้ออกมา แล้วว่าจงเห็นแก่อาตมภาพเถิดฝ่ายเห้งเจียมีความแค้นมากก็แกล้งกระทำอาละวาด กระทุ้งกระแทกปิศาจ
เจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ก็กลิ้งเกลือกไปมา พระศรีอาริย์มีความเมตตาจึงร้องขอ
โทษเห้งเจียว่าอย่าทำให้มันได้ความลำบากเลยด้วยมันสารภาพรับผิดแล้ว
เห้งเจียจึงว่าถ้าดังนั้นก็ให้มันอ้าปากออกเถิด ข้าพเจ้าจะได้ออกไป ปิศาจจึงอ้าปาก
ออกเห้งเจียก็กระโดดออกมาจากปากกลายกลับเป็นรูปเดิมเงื้อกระบองจะตีปิศาจ
พระศรีอาริย์ก็เรียกปิศาจเข้าถุงเสียก่อนแล้วเอามาผูกไว้กับบั้นเอว มือก็ถือป้าย
ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานยังฉาบนั้นเอาไปไว้ที่ไหนปิศาจอยู่ในถุงร้องบอกว่าฉาบ
นั้นเห้งเจียทุบเสียแตกหมดแล้ว พระศรีอาริย์ว่าฉาบแตกแล้วก็เอาทองมาคืนให้
อาตมภาพ ปิศาจบอกว่าทองนั้นเก็บไว้บนหอสูงพระศรีอารย์จึงเรียกเห้งเจียว่าจง
มาไปกับเรา เห้งเจียก็ตามพระศรีอาริย์ไปยังวัดเห็นประตูปิดแน่น พระผู้เป็นเจ้า
ก็เอานิ้วมือชี้ทีหนึ่งประตูก็เปิดจึงเดินเข้าไป พวกปิศาจทั้งหลายก็รู้ว่านายของตัว
ต้องถูกจับก็ขยับจะหนี เห้งเจียเอากระบองตีตายเสียทั้งสิ้นฝ่ายพระศรีอาริย์ครั้นเก็บได้ฉาบแตกแล้ว ก็เป่าทีหนึ่งฉาบแตกก็รวมเข้าติด
กันเป็นฉาบดีไปตามเดิม แล้วเสด็จปาฏิหาริย์กลับไปยังสถานที่เดิม เห้งเจียก็เข้า
ไปแก้พระอาจารย์และหมู่เทพบุตรลักเตงลักกะและหมู่ดาวทั้งหลายกับกูจั๋วเจียง
กุนเง้าเล้งทั้งห้า กับเจียงไท้จื้อกับเจียงกุนทั้งสี่และโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแล้ว ก็พา
กันออกมาข้างหอหน้า พระถังซังจั้งก็หันหน้านมัสการไปยังอากาศคำนับขอบคุณ
ท่านที่ได้มาช่วย เห้งเจียก็คำนับส่งเทพบุตรและเทพารักษ์ และดาวทั้งหลายก็
คำนับลากลับไปยังสถานที่เดิมฝ่ายอาจารย์กับศิษย์พักอยู่ครึ่งวันแล้วก็พากันออกเดิน เห้งเจียก็เอาไฟเผาห้อง
หอเหล่านั้นเสียทั้งสิ้น ตั้งหน้าหมายปราจีนทิศมาประมาณสักเดือนเศษ เวลา
นั้นฤดูเดือนสามเดือนสี่ กำลังดอกไม้จะบาน พระถังซัมจังซักม้าหยุดแล้วถามศิษย์
ว่าเวลานี้ก็เป็นเวลาจวนจะค่ำอยู่แล้ว เราควรจะหาที่พำนักนอนสักคืนหนึ่ง เห้งเจีย
พูดว่าเดินไปข้างหน้าอีกสักหน่อยก็คงจะมีที่พักบ้าง เดินพลางพูดกันพลางมา
ตามทาง แลไปข้างทางเห็นมีหมู่บ้านไม่สู้ไกลนัก เห้งเจียพูดว่าดีแล้วที่นั้นมีบ้าน
คนอยู่มิใช่หรือ เราแวะเข้าไปอาศัยที่นั้นเห็นจะดี พูดแล้วก็พากันเข้าไป ครั้นเข้า
มาถึงพระถังซัมจังก็ลงจากม้า เดินเข้าไปยังประตูนอกรั้ว เห็นประตูปิดอยู่จึงเอา
มือเคาะประตูร้องเรียกก็เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้าเดินออกมาเปิดประตู ถามว่า
ใครมาแต่ไหนมีธุระอะไรหรือจึงมาเรียกพระถังซัมจั่งย่อตัวแล้วตอบว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังถือรับสั่งพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้เพื่อจะไปเชิญพระไตรปิฎกยังมัชเมิมประเทศบัดนี้มาถึงตำบลนี้
ก็พอเป็นเวลาจะพลบค่ำ แวะเข้ามาเพื่อจะขออาศัยพักนอนค้างสักคืนหนึ่ง ขอ
ได้มีความกรุณารุ่งเช้าก็จะลาท่านไป ตาเฒ่าตอบว่าท่านอาจารย์จะไปไซทีนั้น เห็น
จะไปไม่ได้ ที่เขตนี้เรียกว่าเซี้ยวไซที ไซทีนั้นไปยากนักหนทางก็ไกลลำบากที่สุด
ตาเฒ่าเอามือชี้บอกว่าตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าไปไซทีนั้นประมาณทางไกลสักสามสิบ
โยชน์เศษ มีทางภูเขานี้เขาเรียกว่าเขาลูกพลับ นามเรียกว่าชิดเจี๊ยดซัวที่เขามีนี้มี
ระยะทางแปดร้อยโยชน์จึงจะสุดทางได้ ทั่วทั้งเขามีแต่ลูกพลับทั้งนั้นแต่ผู้คนมีน้อย
ที่ภูเขานี้ตั้งแต่เดิมมาไม่มีใครเดิน ถ้าถึงฤดูฝนลูกพลับสุกหล่นลงเต็มเขาปิด
หนทางเดินเสีย ไม่มีใครจะเดินได้ครันผลพลับถูกนำค้างและฝนก็เน่าเหม็นเปือน
เปรอะ คำชาวบ้านปากตลาดพูดกันว่าทางอุจจาระ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจิตใจ
ไม่สบาย เห้งเจียอดไม่ได้ก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ตาเฒ่าแกทำไมจึงไม่เข้าใจ
การดังนั้น พวกข้าพเจ้าจะมาอาศัยพักนอน ทำไมจึงซักนิยายพูดหลอกให้คน
กลัวดังนั้น เหมือนแกล้งพูดจะมิให้อาศัยแล้วถ้าเช่นนั้นพวกข้าพเจ้าจะอาศัยนอน
อยู่ใต้ต้นไม้ก็ได้ ทำไมจึงกันห้ากันหกดังนี้เล่าตาเฒ่าได้ยินดังนั้น แลไปก็เห็นรูป
ร่างเห้งเจียหยาบคายน่าเกลียดน่ากลัว จึงแข็งใจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังคำหนึ่ง
ยกไม้เท้าชี้หน้าว่าเจ้าเป็นคนมีโรคฝีสิงไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูง ยื่นปากออกมาพูดเสียด
สีเราคนแก่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านมีแต่ตาเนื้อไม่มีแก้วตาปัญญาจักษุ
ไม่รู้จักพิจารณา แม้ว่ารูปร่างข้าพเจ้าหยาบคายก็จริง แต่มีฝีมือและความรู้ฤทธิ์
เดชปราบภูตผีปิศาจยักษ์มารได้ตาเฆ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ค่อยหายคความโกรธจึงเชิญให้เข้าไปข้างในบ้าน
อาจารย์กับศิษย์ก็พากันตามตาเฒ่าเข้าไป ตาเฒ่าก็เชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้ว จึง
ให้ยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงตาเฒ่าเอาใจจงรักภักดี โป๊ยก่ายมีความสงสัยจึงถาม
เห้งเจียว่าตาเฒ่าเมื่อแรกดูอัธยาศัยจะไม่พอใจให้เราอาศัย มาบัดนี้ดูเอาใจใส่มาก
จะมีเหตุอย่างไรพี่ทราบหรือไม่ เห้งเจียตอบว่าคงจะมีเหตุสักอย่างหนึ่ง จะลองถาม
ดูก็คงจะรู้ได้ สักประเดี้ยวก็พลบค่ำตาเฆ่าเรียกให้ตนใช้ตามไฟแล้ว เห้งเจียจึงถาม
ตาเฒ่าว่าท่านตาแซ่อะไร ตาเฒ่าตอบว่าข้าพเจ้าแซ่ลี้ เห้งเจียถามว่าที่ตำบลนี้
ชาวบ้านนี้เห็นจะแ่ลิ้ทั้งนั้นหรือ และชื่อตำบลบ้านลี้จริงดอกกระมังตาเฒ่าตอบ
ว่าไม่ใช่ ตำบลบ้านนี้เรียกว่าบ้านท่อล้อจึงรวมเรือนมีห้าร้อยหลังคามีอยู่มาก แช่
อื่นก็มีมากแช่ลี้นั้นมีแต่บ้านข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่าท่านตาเห็นเอาใจใส่พวกข้าพ-
เจ้ามากนัก ไม่ทราบว่าในใจท่านจะมีความเห็นอย่างไรจึงได้จงรักภักดีอย่างนี้ตาเฒ่าย่อตัวแล้วพูดว่า เมื่อกี้ี้ข้าพเจ้าได้ยินท่านพูดว่า มีฝีมือปราบปิศาจ
ยักษ์มารร้ายได้ด้วยในแถบตำบลบ้านนี้ มีปิศาจร้ายหากท่านช่วยกำจัดจับได้ พวก
ข้าพเจ้าทั้งหลายจะมีรางวัลตอบแทนให้ถึงขนาด เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้น
ก็ยกมือขึ้นขอรับคำกระทำให้แต่โป๊ยก่ายพูดว่าตาเฒ่าคนนี้มันจะให้ร้ายแก่เรา ให้
จับยักษ์มารอะไรที่ไหน แม้ว่าเป็นปู่ย่าตายายวงศ์ญาติของเราก็ควรอยู่ นี่เธอก็มิใช่
วงศาคณาญาติอะไรของเราเลย ทำไมพี่เห้งเจียจึงไปรับปากรับคำแก่เขาเล่า เห้งเจีย
พูดว่าน้องยังไม่เข้าใจตลอด ที่พี่ขอรับอาสานั้นตกลงเอาเป็นแน่ได้ พูดแล้วเห้งเจีย
จึงถามตาเฒ่าว่า ที่ตำบลแถบนี้พิเคราะห์ดูก็เป็นสุขดี ผู้คนก็ประชุมกันอยู่มาก
ปิศาจร้ายที่ไหนจะอาจเข้ามาได้ ตาเฒ่าบอกแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอำพราง
ท่าน ที่ตำบลนี้ก็เป็นสุขสำราญมานานแล้ว ต่อมาเมื่อสามปีก่อนนั้น เดือนแปด
เกิดลมพายุใหญ่พวกชาวบ้านกำลังหว่านข้าวกล้า ต่างก็พากันตกใจว่าฟ้าแปรปรวน
เสียแล้ว มิได้มีผู้ใดรู้สึกเหตุผล พอลมข้ามไปแล้วก็มีปิศาจร้ายลงจับวัวกระบือ
แพะแกะเป็ดไก่ของชาวบ้านกินเสียหมดสิ้น และปะพบหญิงก็จับกินเสียทั้งสิ้น
แต่ทำร้ายมาดังนี้สองปีแล้ว หากว่าท่านมีฝีมือและรู้วิชาอันเชี่ยวชาญ อาจปราบ
ปิศาจนั้นให้สงบได้ ข้าพเจ้าจะรางวัลท่านให้ถึงขนาดเห้งเจียว่า อย่างนี้ยากที่จะปราบได้ โป๊ยก่ายก็พูดว่ายากจริงพวกข้าพเจ้า
เป็นคนเดินทาง พักอยู่คืนหนึ่งพอรุ่งแจ้งก็จะไป จะไปคอยจับผีร้ายอะไรที่ไหนได้
ตาเฒ่าว่านี่ท่านเห็นจะเป็นพวกที่หาข้าวกินดอกกระมัง เมื่อแรกมาอวดว่ามีฝีมือ
จับผีปิศาจยักษ์มารร้ายได้ ครั้นคาดคั้นจะเอาจริงเข้าก็พูดไถลกลบเกลื่อนว่าจับยาก
เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าสามารถจะจับได้จริง แต่เกรงว่าพวกชาวบ้านนี้จะไม่พร้อม
ใจกัน เพราะฉะนั้นจึงว่าจับยาก ตาเฒ่าพูดว่าทำไมจึงรู้ว่าใจคนชาวบ้านนี้จะไม่
พร้อมใจกัน เห้งเจียพูดว่าปิศาจนั้นมารบกวนไม่รู้ว่าฆ่าสัตว์สักเท่าใดแล้ว ข้าพเจ้า
คิดดูคนเหล่านั้น ทุก ๆ บ้าน บ้านหนึ่งออกหนึ่งตำลึงรวมห้าร้อยตำลึงหากไม่ไป
หาขุนนางมาเป็นพยาน ถ้าจับได้แล้วที่ไหนคนเหล่านั้นจะยอมออกเงิน จะหาได้
คิดถึงสามปีที่เป็นทุกข์เดือดร้อนนั้นไม่ตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าถ้าจะคิดเอาเงินนั้นอย่าว่าแต่ตำลึงหนึ่งเลย
จะเอาบ้านละห้าตำลึงก็ได้เมื่อปีก่อนก็ได้นิมนต์พระสงฆ์ที่เขาน่ำซัวมาองค์หนึ่ง
จับปิศาจก็ไม่สำเร็จ เห้งเจียถามว่าจับปิศาจนั้นวิธีทำประการใด ตาเฒ่าบอกว่า
พระสงฆ์นั้นตั้งพิธีแล้วครอบจีวรเข้าจุดธูปเทียนสักการะบูชาสวดมนต์แล้วเอา
ระฆังเล็กขึ้นสั่นในเวลากำลังสวดมนต์นั้น ก็ไหวหวั่นถึงปิศาจ เกิดลมพายุใหญ่
เมฆหมอกออกมืดท้องฟ้า มาถึงหมู่บ้านนี้ พระสงฆ์สู้รบกับปิศาจเมฆหมอกออก
กลุ้ม ครั้นสงบเงียบแล้วพวกข้าพเจ้าออกมาดูก็เห็นพระสงฆ์นอนตายอยู่กับพื้น
ตัวเนื้อน่วมดุจแตงโมสุกอย่างเดียวกัน เห้งเจียพูดว่าทำอย่างนีให้ป่วยการเปล่า ๆ
ตาเฒ่าพูด ว่าเธอมาทิ้งชีวิตทำให้พวกข้าพเจ้าเสียการ ต้องช่วยซื้อโลงใส่ศพไปฝัง
และเอาเงินให้แก่สานุศิษย์ พระสงฆ์นั้น ศิษย์พระสงฆ์ไม่ยอมรับเงินจะฟ้องร้อง
พวกข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า ต่อมาภายหลังได้ไปหาผู้ใดมาทำอย่างไรบ้างอีก
หรือเปล่า ตาเฒ่าตอบว่า เมื่อก่อนหน้ามานี้ได้ไปหาหมอฆราวาสคนหนึ่งมาจับไล่
เห้งเจียถามว่าหมอฆราวาสนั้น มาทำวิธีขับไล่ประการใดตาเฒ่าตอบว่า หมอเข้าพิธีร่ายเวทย์ใช้เจ้าใช้ผีถึงปีศาจก็บังเกิดลมพายุใหญ่
ปิศาจก็มา หมอกับปิศาจต่อสู้กันพอเวลาบ่ายก็เห็นท้องฟ้าแจ่มแจ้งสว่างดี พวก
ข้าพเจ้าก็พากันเที่ยวค้นหาดูก็ได้เห็นหมอนั้นนอนตายอยู่ข้างร่องน้ำ จึงเก็บเอา
ศพมา พิเคราะห์ดูเนื้อดุจไก่ตกในน้ำร้อน เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าเล่าแล้วก็หัวเราะ
พูดว่าทำดังนั้นก็เสียเวลาทั้งสิ้น ตาเฒ่าพูดว่า หมอมาทำดังนี้และทั้งเสียชีวิตด้วย
พาให้พวกข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนต้องเสียเงินโสหุ้ยไปทุกคนเปล่า ๆ เห้งเจียพูด
ว่าท่านตาอย่าวิตก ข้าพเจ้าจะแทนคุณท่านจับปิศาจนั้นให้จงได้ ตาเฒ่าพูดว่า
แม้ท่านจับปิศาจได้จริงแล้ว ข้าพเจ้าจะไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาทำหนังสือสัญญาให้
ไว้แก่ท่าน แม้ว่าท่านจับปิศาจได้แล้ว ก็ตามแต่ท่านจะเอาค่าบำเหน็จรางวัลสัก
เท่าใด ข้าพเจ้าจะกราบเท้าท่านให้เต็มตามสัญญา สักหนึ่งหุนก็มิให้ขาดได้
หากว่าพลั้งพลาดเสียทีสู้ปีศาจมิได้ อย่าให้มีโทษเกี่ยวข้องมาถึงข้าพเจ้าด้วย
ตามแต่บุญกรรมเป็นใหญ่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านเคยถูก
เขาพาโลหรือจึงได้กลัวไปดังนั้น ท่านตารีบไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาเถิด ตาเฒ่าดีใจ
ให้คนใช้ไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาแปดคน ครั้นผู้ใหญ่บ้านมาพร้อมกันแล้ว ตาเฒ่า
แช่ลีจึงเล่าเรื่องให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง ก็พากันมีความยินดีทุก ๆ คน ผู้ใหญ่บ้านเหล่า
นั้นถามว่า ท่านผู้ใดจะรับจับปิศาจ เห้งเจียว่าข้าพเจ้านี่แหละ ตาเฒ่าผู้ใหญ่
บ้านเหล่านั้นตกใจกลัว พูดว่าเห็นจะไม่พอการ ด้วยปิศาจมีฤทธาอานุภาพมาก
นัก ทั้งรูปร่างใหญ่โตมีกำลังพลังมาก ด้วยท่านรูปร่างผอมเล็กนิดหนึ่งเท่านี้ แต่
มันจะเคี้ยวก็จะลอดฟันไป จะไปจับมันที่ไหนได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายดูข้าพเจ้าไม่ถูก แม้ว่าข้าพเจ้ามีรูป
ร่างเล็กก็จริง แต่ข้าพเจ้ามีความรู้อาจจับปิศาจได้แล้วตาเฒ่าเหล่านั้นเห็นพูดดัง
นั้นก็ตามใจ จึงถามว่าถ้าท่านจับปิศาจได้จะต้องการค่าแรงสักเท่าใด เห้งเจียตอบ
ว่าข้าพเจ้าจะเอาอะไรมี ด้วยพวกข้าพเจ้ารักษาแต่กุศลเท่านั้น ไม่ต้องการเงิน
ทองอะไรทั้งสิ้นตาเฒ่าผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายพูดว่า ถ้าท่านไม่เอาเงินแล้วจะมิป่วย
การเปล่า ๆ หรือ อันพวกข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาเลี้ยงชีพทางไรน่า แม้ว่าท่านจับ
ปิศาจได้จริงดังว่าแล้ว พวกข้าพเจ้าจะเรี่ยรายกันออกที่นาพันไร่ ยกให้ท่านอาจารย์
กับศิษย์ปลูกสร้างวัดอยู่สวดมนต์ไหว้พระนั่งกระทำกรรมฐานวิปัสสนาตามความ
ประสงค์ จะดีกว่าไปเที่ยวเมืองบน เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า อย่างความคิด
ของท่านก็ไม่เป็นประโยชน์จริง จะต้องเป็นกังวลลำบากเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย จะ
หลับนอนและนั่งภาวนาก็จะไม่เป็นปรกติ ไม่เห็นว่าดีอย่างไรเลย ตาเ่าทั้งหลาย
พูดว่า สิ่งใดก็ไม่ต้องการถ้าดังนั้นพวกข้าพเจ้าจะได้อันใดเป็นที่ขอบคุณเล่าเห้งเจียชี้แจงว่า พวกข้าพเจ้าเป็นคนถือศีลกินเพลถือเพศเป็นสมณะ ก็ประสงค์
ข้าวน้ำผ้านุ่งห่มที่พักอาศัยแลยาแก้โรคพอข้ามเวลาไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น ตามที่
ท่านผู้เฒ่าได้ต้อนรับเท่านี้ก็พอสมมควรอยู่แล้ว พวกผู้เฒ่าพูดว่าอย่างนั้นก็เป็นที่ง่าย
แต่ยังไม่ทราบว่าท่านจะทำอย่างไรในการที่จะจับปิศาจนั้น จึงจะได้ตัวมันเล่า เห้ง
เจียบอกว่า ถ้ามันมาข้าพเจ้าก็จะจับมันอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย ตาเฒ่าพูด
ว่าปีศาจนั้นมันใหญ่โตเหลือเกิน มันไปมามีพายุใหญ่มืดฟ้ามัวฝน ท่านจะทำ
อย่างไรจึงจะใกล้มันได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า หากมันทำเมฆหมอกมืดฟ้า
มัวฝนอย่างนั้น เปรียบเหมือนลูกหลานการเล็กน้อย แม้ร่างกายมันจะโตใหญ่
อย่างไรก็ไม่ประหลาดอะไรดอก ในขณะที่พูดกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ เป็นลม
พายุใหญ่พัดมา พวกตาเฒ่าแปดคนนั้น ก็พากันตกใจตัวสั่นไปทุก ๆ คน พูดว่า
ปากท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์พูดถึงปิศาจ ๆ ก็มาทันทีตาเม่าแซลี้เปิดประตูชั้นใน พาพวกวงศาคณาญาติเรียกเข้าในห้อง พระถัง
ซัมจั้งและเฒ่าที่มาแปดคนนั้น ให้เข้าแอบในห้องบอกว่าผีปิศาจมันมาแล้ว โป๊ยก่าย
ซัวเจ็งก็พากันตกใจกลัวจะวิ่งเข้าไปในห้อง เห้งเจียจึงยึดไว้คนละมือ ถามว่าจะ
พากันวิ่งไปข้างไหน จงออกไปดูปิศาจกับเราให้รู้ว่าจะเป็นปิศาจอะไร เห้งเจียก็พา
กันออกไปยืนดูที่นอกชานบ้าน บัดเดี๋ยวก็เกิดลมพัดใหญ่โป๊ยก๋ายตกใจกลัว กระโดด
ลงเอาปากซุกอยู่กับดินแน่นดุจตีตาปูซัวเจ๋งก็ยืนตัวสั่นไม่กล้าลืมตา เห้งเจียยืน
คอยแลดูสายลมและปิศาจบัดเดี้ยวก็เห็นม้วนลมข้ามไปแล้ว ที่บนอากาศมีโคม
ไฟสว่างสองโคมลอยลิ่ว ๆ มา เห้งเจียจึงร้องเรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งว่าลมเงียบ
แล้วจงลุกขึ้นดูอะไรบนอากาศ โป๊ยก่ายกระชากปากขึ้นจากดิน แหงนขึ้นไปดูบน
อากาศก็เห็นโคมไฟคู่หนึ่ง พลั้งปากพูดว่าดีจริง ซัวเจ็งว่าเวลานี้ก็เป็นกลางคืน
ทำไมจึงรู้ได้ว่าดีและร้ายโป๊ยก่ายพูดว่า โบราณท่านกล่าวไว้ว่า เดินกลางคืนอย่างนี้ถ้ามีโคมก็ย่อม
เป็นที่เชื่อได้ว่าคนดีซัวเจ็งพูดว่าพี่พูดผิดไปแล้วนั่นไม่ใช่โคมไฟ เป็นลูกตาของ
ปิศาจมัน โป๊ยก่ายแลไปก็เห็นชัดว่านัยน์ตา ถึงพูดว่านัยน์ตามันเท่านี้ปากมันจะ
เท่าไหน เห้งเจียพูดว่าน้องจงคอยรักษาอาจารย์ พี่จะขึ้นไปกำจัดมันเสียเดี๋ยวนี้
ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปสกัดกลางอากาศ ถือกระบองชี้ไปร้องตวาดด้วยเสียง
อันดังว่า จงหยุดก่อนเราอยู่นี่ฝ่ายปิศาจเมื่อแลเห็นเห้งเจียก็ยั้งอยู่แกว่งทวนไปมา เห้งเจียถามว่าเจ้าเป็น
ปิศาจชนิดใดอยู่ที่ไหน มีประสงค์จะมาทำร้ายเราหรือ ปิศาจก็มิได้โต้ตอบประการใด
แกว่งแต่ทวนคว้างอยู่อย่างนั้น เห้งเจียถามอีกก็ไม่ตอบว่ากระไร เห้งเจียยก
กระบองร้องตวาดว่ามึงอย่าหนี ฝ่ายปิศาจก็ไม่กลัวควงทวนรอรบอยู่กลางอากาศ
ต่างต่อสู้กันไปมาจนเวลายามสาม โป๊ยก่ายซัวเจ๋งยืนดูอยู่หน้าบ้านเห็นแจ่มแจ้ง
ปิศาจเอาทวนควงรบไม่เป็นท่า เห้งเจียก็จ้องแต่จะตีที่ศีรษะปิศาจ โป๊ยก่ายจึง
พูดแก่ซัวเจ๋งว่า น้องจงคอยรักษาอาจารย์ไว้ พี่จะขึ้นไปช่วยรบขนาบชิงเอาความ
ชอบอย่าให้เห้งเจียเอาได้ พูดแล้วโป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นไปยกคราดกระโจมเข้าสับ
ปิศาจก็เอาทวนแกว่งรับซ้ายรับขวาโดยแคล่วคล่องว่องไวดุจงูขว้างค้อน โป๊ยก่าย
ชมว่าปีศาจชำนาญในเพลงทวนมาก มิใช่เพลงธรรมดา เรียกว่าดำอ่อนเพลง
เห้งเจียว่าเพลงด้ำอ่อนที่ไหนมี โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่ดูมันรำทวนรอรอบเราทำไมจึงไม่
เห็นด้ามทวน มันเอาซ่อนไว้ที่ไหน เห้งเจียพูดว่าปิศาจนี้มันไม่รู้จักภาษาคน ไอ
กลิ่นโสโครกของมันเหม็นมากที่สุด มันกลัวเวลากลางวัน แม้ว่าแสงตะวันขึ้นก็จะหนี
ถ้ามันหนีเราจึงไล่ตามอย่าได้ละปล่อยมัน โป๊ยก่ายพูดว่าเห็นจะดีจริง คิดเห็นดัง
นั้นแล้วก็เข้ารบอีกพักหนึ่ง เวลาก็สว่างแจ้งปิศาจก็หันกลับจะหนีไปเห้งเจียโป๊ย
ก่ายก็ไล่ติดกระชั้นมา มีความเหม็นเหลือกำลัง คือที่เขาชิดเจี๊ยดซัวดงมะพลับ
โป๊ยก่ายว่ากลิ่นเหมือนกลิ่นคูต หรือจะมีบ้านช่องที่มีเว็จดอกกระมัง จึงได้เหม็น
เหลือทนดังนี้ เห้งเจียร้องว่ารีบตามไปฝ่ายปีศาจข้ามเขามาแล้วก็กลายกลับเป็นรูปเดิม คือเป็นงูแสงอาทิตย์ โป๊ยก่าย
พูดว่านี่มันเป็นงู หากว่ามันจะกินคนมันก็กลืนเข้าไปทั้งตัวทีเดียว แม้สักห้าสิบ
คนก็ไม่พอจะเต็มท้องมันเห้งเจียว่าที่มันแกว่งทวนนั้น คือหัวและหางมันเราไล่ไป
ให้มันจนมุมแล้วจึงค่อยตี โป๊ยก่ายก็รีบไล่กระชั้นมาเอาคราดสับ ปิศาจก็มุดเข้า
ไปในรู ยังเหลือแต่หางอยู่ข้างนอกสักวาหนึ่ง โป๊ยก่ายก็ทิ้งคราดตรงเข้าไปสอง
มือจับยึดหางลากไว้จนสิ้นแรรรั้งไว้ก็ไม่ไหว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะร้องว่า
ปล่อยมันไปเสียเถิด แล้วจึงค่อยคิดอุบายจับมันจึงจะได้ โป๊ยก่ายรั้งไม่อยู่แล้วก็
ปล่อยมือ ปิศาจก็เลื้อยเข้าไปสุดตัว โป๊ยก่ายบ่นว่าถ้าไม่ปล่อยข้าพเจ้าก็จะจับ
ลากออกมาได้เสียแล้ว ที่ไหนมันจะกล้ากลับออกมาอีกเล่าเห้งเจียพูดว่าเราคิดดูตัวมันโตใหญ่ แต่รูมันเล็กคงจะกลับตัวไม่ได้ เห็นจะ
เลื้อยตรงไปหากจะมีทางออกข้างโน้น โป๊ยก่ายจงรีบไปสกัดไว้ พี่จะตามเข้าไป
ในรูไล่ออกไป โป๊ยก่ายก็รีบข้ามโขดไปสกัดทางไว้ แลไปก็เห็นมีรูโป๊ยก่ายก็หยุด
อยู่ เห้งเจียก็ไล่ติดตามเข้าไปในรู ปิศาจกลัวก็มุดเลื้อยออกทางปล่องข้างหลังเอา
หางตวัดถูกโป๊ยก่ายหกล้มลง เพราะไม่ทันจะรู้ตัวลุกไม่ขึ้นเห้งเจียไล่ตามมาเห็น
แล้วก็ไม่รอรั้งร้องว่าปิศาจออกมาแล้ว โป๊ยก่ายผุดลุกขึ้นมายกคราดสับซ้ายสับขวา
เห้งเจียหัวเราะพูดว่ามันหนี้ไปเสียนานแล้วจะละเมอสับอะไรอยู่อีกเล่าโป๊ยก่ายแกล้งไถลพูดว่า ข้าพเจ้าสับหญ้าให้ปิศาจมันกลัว เห้งเจียว่าอ้าย
หมูเอ็งปล่อยให้มันไปเสียแล้ว ยังจะมาทำพูดแก้ตัวเร็วเข้าเถิดรีบตามมา สอง
คนก็รีบมาพร้อมกันตามไป ข้ามห้วงเขาแลไปข้างหน้าก็เห็นปีศาจขดอยู่เป็นกอง
ใหญ่ อ้าปากยกศีรษะขึ้นซูร่อนจะคาบโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตกใจกลัวก็ถอยมาอยู่
ข้างหลังเห้งเจีย เห้งเจียก็ตรงเข้าไปใกล้ง งูก็ฉกคาบเห้งเจียกลืนเข้าไปในท้อง
โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็ทุบศีรษะและทุบอกตัวเองร้องว่าพี่เห้งเจียตายแล้วเห้งเจียอยู่ในท้องปิศาจเอากระบองตั้งค้ำขึ้น ร้องเรียกโป๊ยก่ายพูดว่าน้อง
อย่าโทมนัสเลยพี่จะให้มันทำสะพานให้ดู ปิศาจก็ร่นตัวโก่งหลังขึ้นงอวงดุจสายรุ้ง
โป๊ยก่ายพูดว่าเหมือนสะพานก็จริงแต่คนไม่กล้าข้าม เห้งเจียว่าพี่จะให้มันทำเรือให้ดู
เห้งเจียก็เอากระบองค้ำขวางท้อง ปิศาจก็แผ่ตัวแบนออกหัวหางงอโง้งขึ้นดุจเรือ
กัลยา โป๊ยก่ายว่าเหมือนเรือก็จริง แต่ไม่มีประทุนและหางเสือจะแล่นไปไม่ได้
เห้งเจียว่าน้องจงหลีกไปให้พ้นพี่จะให้มันทำลมแล่นให้ดู เห้งเจียก็เอากระบอง
แทงทะลุกลางสันหลังขึ้นเจ็ดแปดวาดุจเสากระโดง ปิศาจทนเจ็บไม่ได้ก็วิ่งเลื้อย
ไปโดยเร็วยิ่งกว่าลม ไกลประมาณยี่สิบโยชน์แล้วก็กลับมาทางเก่า ล้มกลิ้งอยู่
กับพื้นจะพลิกแพลงก็ไม่ได้ก็สิ้นชีวิตในเวลานั้น โป๊ยก่ายวิ่งตามมาเอาคราดสับป่นปี้
เห้งเจียก็ออกจากท้องงูเรียกโป๊ยก่ายว่า อ้ายหมูปิศาจมันตายแล้วจะสับทำไม
โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังหารู้จักใจข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาก็ชอบแต่ตีงตาย
เห้งเจียโป๊ยก่ายต่างก็เก็บอาวุธเข้าที่แล้วก็ช่วยกันจับงูลากมายังบ้านท่อล้อจึงฝ่ายเฒ่าแช่ลี้กับผู้ใหญ่บ้านทั้งหลาย พูดกับพระถังซัมจังว่าศิษย์ของท่านสอง
คนนั้นเห็นจะไม่กลับมาแล้ว พระถังซัมจั้งว่าไม่เป็นไรท่านอย่าวิตกเลย พวกเรา
พากันออกไปคอยดูพูดแล้วก็พากันออกมา แลไปก็เห็นเห้งเจียกับโป๊ยก่ายเอะอะ ๆ
ลากงูมา คนเหล่านันแลเห็นก็พากันดีใจ ในหมู่บ้านนันไม่ว่าชายและหญิงผู้ใหญ่
และเด็กต่างพากันมาเคารพและพูดว่า ปิศาจนี้มันอยู่ที่นี่มันได้ฆ่ามนุษย์และสัตว์
เดียรัจฉานเสียมากแล้ว บัดนี้ได้พึ่งท่านทั้งสองกำจัดเสียได้พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย
จะค่อยมีความสุข พวกชาวบ้านคิดถึงคุณต่างก็นิมนต์ไว้เลี้ยงดูหกเจ็ดวันแล้ว
พระถังซัมจั้งกับศิษย์จึงขอลา พวกชาวบ้านไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใดได้ก็ต้องยอม
ให้ไป พวกชาวบ้านเห็นเธอไม่รับบำเหน็จรางวัลเงินทองอะไรสักอย่างหนึ่ง ต่างก็
จัดทำข้าวตูข้าวตากขนมแห้งและผลไม้มาถวาย ในหมู่บ้านท่อล้อจึงนี้มีห้าร้อย
หลังต่างก็มาตามส่งทุก ๆ คน เดินมาประมาณชั่วโมงเศษก็มาถึงต้นทางเขาชิด
เจียดซัว พระถังซัมจั้งก็ได้กลิ่นเหม็น และหนทางก็ปิดช่องเดินจึงเรียกเห้งเจียถามว่า
หนทางเป็นเช่นนี้จะข้ามไปอย่างไรได้ เห้งเจียกลั้นใจพูดว่าเห็นจะยากแท้ พระ
ถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกว่ายากก็มีความวิตกมีสีหน้าอันเศร้าหมองฝ่ายพวกชาวบ้านที่ตามมาส่งเห็นดังนั้น ก็พากันพูดว่าท่านอาจารย์อย่างได้
วิตกเลย พวกข้าพเจ้ามาส่งท่านจนถึงที่นี่ก็ได้ตั้งใจไว้แล้วว่า สานุศิษย์ใหญ่ของ
ท่านได้กำจัดปิศาจร้ายให้พวกข้าพเจ้ามีความสุข พวกข้าพเจ้าพร้อมใจกันจะตัด
เลาะทางอื่นให้ท่านไปจนตลอดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นแล้วจึงพูดว่าท่านตาคิดการยัง
ไม่พอ เมื่อแรกท่านพูดว่าหนทางไกลถึงแปดร้อยโยชน์ พวกท่านก็มิใช่เจ้าหรือ
เทพาอารักษ์อะไรกำลังอภินิหารฤทธิ์เดชก็ไม่มี ทำอย่างไรจึงจะสามารถเปิดทาง
ไปได้เล่า แม้ว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้าจะข้ามไป ต้องพวกข้าพเจ้าออกกำลังตาม
ทางเก่านี้ไปวิตกด้วยไม่มีผู้จะจัดหาข้าวเลี้ยง ตาเฒ่าว่าท่านพูดอะไรอย่างนั้นเล่า
ตามแต่ใจท่านจะผันแปรอย่างไร มากน้อยสักกี่เวลาพวกข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงทั้งสิ้น
ทำไมท่านต้องวิตกว่าไม่มีคนจะเลี้ยงเล่า เห้งเจียพูดว่าถ้าได้ดังนั้น ท่านจะพา
กันไปจัดหาข้าวสุกมาสักสองถังและขนมของหวานมาด้วย ข้าพเจ้าจะได้เลี้ยง
อ้ายปากยาวให้มันกินสักอิ่มหนึ่ง คือจะให้มันแปลงเป็นหมู่ใหญ่เปิดทาง ให้
อาจารย์ขึ้นขี่ม้าพวกข้าพเจ้าจะได้คอยรักษาข้ามไปโป๊ยก่ายได้ยินพูดว่าจะให้ทำดังนั้น จึงถามว่าพี่ทำไมจึงพากันเอาตัวรอดอยู่
เปล่าๆจะให้ข้าพเจ้าทนเหม็นแต่คนเดียวเล่า พระถังซัมจั่งว่าโป๊ยก่ายหากมีอภินิหาร
เปิดทางได้จริงดังนั้นแล้ว อาตมาข้ามพ้นไปได้แล้วในครั้งนี้ ความชอบของโป๊ยก่าย
เป็นที่หนึ่ง โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์อย่า
ได้มีความวิตกเลย ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นสุกรใหญ่เมื่อตัวโตแล้วไส้พุงและกระ
เพาะก็ใหญ่ตามตัว จะต้องกินให้อิ่มจึงจะออกแรงทำการได้ พวกชาวบ้านเหล่า
นั้นพูดว่า เรื่องข้าวสุกและของหวานนั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าให้รีบกลับไป
จัดเตรียมมาไว้พร้อมแล้ว สิ่งของที่พวกข้าพเจ้าจัดหามาส่งมีอยู่บ้าง เชิญท่าน
รับประทานก่อนเมื่อขาดเหลือประการใด พวกข้าพเจ้าจะจัดหามาให้พอจงได้โป๊ยก่ายดีใจถอดเสื้อคาดบั้นเอวแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าหัวเราะจงดู
ข้าพเจ้าจะเอาความชอบในทางที่เหม็นนี้ พูดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาเอามือเท้าเอว
ไหวกายทีหนึ่ง ร่างกายก็กลายเป็นสุกรใหญ่ เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายแปลงเป็นสุกร
ใหญ่แล้ว จึงให้พวกชาวบ้านเอาข้าวตูข้าวตากและขนมต่าง ๆ มากองวางไว้แห่ง
หนึ่งแล้ว จึงเรียกโป๊ยก่ายมากินให้อิ่มแล้วจะได้ไปขุดเปิดทาง โป๊ยก่ายก็เข้ามากิน
เห้งเจียบอกให้ซัวเจ็งถอดรองเท้าพยุงอาจารย์ขึ้นม้า เห้งเจียก็ถอดรองเท้า จึง
บอกแก่พวกชาวบ้านให้กลับไปยังที่เถิด หากมีจิตศรัทธาก็ให้เอาข้าวมาตามส่ง
พวกข้าพเจ้าจะได้อาศัยเป็นกำลัง พวกที่มาตามส่งนั้นที่มีม้าลาก็รีบกลับไปจัดหา
ข้าวปลาอาหาร ได้แล้วก็รีบเอากลับมาส่งฝ่ายอาจารย์กับสานุศิษย์ก็ออกเดินไปไกลแล้ว พวกชาวบ้านที่มาตามไม่ทัน
ก็รีบตามไปทั้งคืนยังรุ่งต่อเช้าจึงทันกัน จึงร้องเรียกว่าท่านอาจารย์จงหยุดก่อน
พวกข้าพเจ้าเอาข้าวมาตามส่ง พระถังซัมจั้งมีความขอบคุณยิ่งนักจึงเรียกโป๊ยก่าย
ให้กินอาหารเป็นกำลัง โป๊ยก่ายตั้งหน้าขุดสองวันแล้วโดยเวลาหิว ก็ดีใจมากิน
จนสิ้นของก็พออิ่มก็รีบไปขุดอีก ฝ่ายเห้งเจียซัวเจ้งก็พากันมาขอบคุณชาวบ้าน
แล้วก็ต่างคนลาจากกันไป พวกชาวบ้านท่อล้อจึงพากันกลับบ้านฝ้ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินมาหลายเวลาก็หลุดออกจากดง
ผลมะพลับเน่า ต่างก็มีความยินดีรื่นเริงในใจ ก็พากันล้างกลิ่นเน่าเหม็นให้สะอาด
แล้ว ก็เดินตามทางใหญ่ไปเวลานั้นกำลังฤดูร้อนจัด ต้นสารภีพิกุลบ้างผลิดอก
ออกช่อตูมบาน หอมกลิ่นระรื่นไปตามแนวทาง ครั้นเดินมาพ้นแล้วแลไปข้างหน้า
เห็นมีกำแพงเมืองขวางหน้าอยู่ พระถังขัมจั่งถามว่าข้างหน้านั้นจะเป็นบ้านเมืองอะไร
เห้งเจียว่าอาจารย์ไม่รู้หนังสือหรือ พระถังซัมจั้งว่าอาตมาเล่าเรียนมาตั้งแต่เล็กจน
ใหญ่ สารพัดคำภีร์ธรรมก็ปรุโปร่งทั้งสิ้น ทำไมเราจะไม่รู้หนังสือเล่า เห้งเจียพูด
ว่าพระอาจารย์ว่ารู้หนังสือ หนังสือบนเสาธงมีอักษรใหญ่สามตัว ทำไมไม่เห็นหรือ
พระถังซัมจังว่า แต่ป้อมกำแพงยังไม่เห็นชัดเลย เหตุใดจะเห็นหนังสือซึ่งเป็นของ
เล็กก่อนเล่า เห้งเจียบอกว่าคือ จูจี้ก๊ก อักขระสามตัวนั้นมิใช่หรือ พระถังซัมจั้งว่า
ถ้าหากว่าเป็นเมืองจูจี้ก๊กก็คงเป็นเมืองที่มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง ควรเราจะเข้า
ไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป พูดกันแล้วก็เดินมาประเดี๋ยวหนึ่ง
ก็ถึงประตูเมือง พระถังชัมจั้งก็ลงจากหลังม้าพากันเดินข้ามสะพาน เข้าไปในประตู
เมือง อาจารย์กับสานุศิษย์ก็พากันพิจารณาดูชัยภูมิเมือง เดินมาตามทางใหญ่
เห็นผู้คนเรียบร้อยพูดจาอ่อนหวานไม่หยาบคาย คล้าย ๆ แก่เมืองไต้ถัง สองข้าง
ถนนตั้งร้ายค้าขายมีสิ่งของต่าง ๆ เห็นอาจารย์กับศิษย์เดินมาก็พากันมาดูพระถังซัมจั้งก็สั่งสานุศิษย์ ให้สำรวมกิริยาอย่าให้เกิดวุ่นวายได้ โป๊ยก่ายก็
ทำตามสั่งเอาปากงอลงแอบไว้กับอก ซัวเจ๋งก็ก้มหน้าเดินไม่แลเหลียว ยังแต่เห้งเจีย
เดินดูอะไรเล่นตามสบาย พวกชาวเมืองแลเห็นดังนั้นก็พากันหัวเราะ อาจารย์กับ
ศิษย์พากันเดินมาบัดเดี๋ยวก็เลี้ยวหัวป้อม แลเข้าไปข้างประตูเห็นมีหนังสือสามตัว
คือ ฮ่วยตั้งก๊วนคือที่ประชุมนานาประเทศ พระถังซัมจังว่าเราเข้าไปในที่แห่งนี้
พักเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายได้ยินก็ชักปากออกมาทำให้พวก
ชาวเมืองที่ตามดู ตกใจล้มคว่ำคะมำหงายไปเป็นสามสี่สิบคน อาจารย์กับศิษย์ก็
พากันเข้าไปในสำนักฮ่วยตั้งก๊วนนั้น มีขุนนางข้าราชการสองคนรักษาการอยู่ในที่
นั้น พระถังซัมจั่งเห็นขุนนางทั้งสองกำลังจัดคนใช้ไปทิศเหนือทิศใต้ แลเห็นพระ
ถังซัมจั้งพากันเดินเข้ามาก็พากันตกใจ จึงถามว่านี่ท่านเป็นคนมาจากประเทศใด
และจะไปข้างไหน พระถังซัมจั้งย่อตัวแล้วก็ปราศรัยว่า อาตมภาพเป็นชาวเมือง
ไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพข้ามไปอาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรม ณ เมืองไซที บัดนี้มาถึงเมืองนี้ จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง อาตมภาพ
กับศิษย์ขออาศัยพักในที่นี้สักวันหนึ่ง พอเปลี่ยนหนังสือได้แล้วก็จะลาไปฝ่ายขุนนางทั้งสอง เมื่อได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวลงมารับ และให้คนกวาด
ล้างห้องให้อาศัย เจ้าพนักงานก็จัดแจงข้าวสุกและข้าวสาร และกับข้าวต่าง ๆ มา
ส่งที่ห้องข้างทิศตะวนตก ครั้นจัดแล้วก็บอกแก่ศิษย์ทั้งสามคนให้จัดหาเอาตามชอบ
ใจเถิด พระถังซัมจั้งถามขุนนางทั้งสองว่า เวลานี้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนาง
หรือยัง ขุนนางทั้งสองตอบว่า เจ้าของข้าพเจ้าไม่เสด็จออกมานานแล้ว วันนี้เป็น
วันดีออกที่ขุนนางประชุมเสนาบดี คิดจะออกหมายประกาศ แม้ว่าท่านจะเปลี่ยน
หนังสือทันเวลานี้เห็นจะดี ถ้ารอจนพรุ่งนี้เห็นจะไม่เป็นการ เพราะไม่ทราบว่า
เวลาใดจะเฝ้าได้ พระถังซัมจั้งเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า จงอยู่จัดแจงหุงต้มคอยถ้า
อาตมภาพจะเข้าไปเปลี่ยนหนังสือแล้วกลับออกมากินข้าวแล้วจึงค่อยออกเดิน
โป๊ยก่ายก็หยิบหนังสือมาส่งให้พระอาจาย์ พระอาจารย์รับหนังสือแล้วก็ลงจากห้อง
เดินเข้าไปในพระราชวังมาบัดเดี้ยวใจก็ถึงพระตำหนัก (เง้าห้องเล้า) พิจารณาดู
เห็นประดับประดาด้วยลวดลายวิจิตรต่าง ๆ งดงามเป็นสง่า เดินมาพ้น (เง้าห้อง
เล้า) ก็ถึงทวารพระราชวังใน พระถังซัมจังจึงแจ้งความแก่ขุนนางพนักงานให้ทราบ
เรื่องแล้ว ขอให้ช่วยนำความขึ้นกราบทูลเพื่อทรงทราบฝ่ายขุนนางได้ฟังดังนั้น เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบก็มีพระทัย
ยินดี จึงตรัสว่าทรงพระประชวรมาก็นานมิได้เสด็จออกวันนี้คิดจะออกหมายประกาศ
ก็บังเอิญมีพระสงฆ์วิเศษมาถึงเมือง จึงมีรับสั่งให้เชิญเข้ามาข้างใน พระถังซัมจั้ง
ก็เดินสำรวมอินทรีย์ย่อตัวคำนับแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็นิมนต์ให้นั่งที่อันสมควร
มีรับสั่งให้ขุนนางจัดเครื่องเลี้ยงเพล พระถังซัมจั้งจึงถวายหนังสือเดินทางขึ้นไป
พระเจ้าแผ่นดินทรงรับมาทอดพระเนตรตลอดแล้วมีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงตรัส
ถามว่าท่านอาจารย์เมืองไต้ถังนั้น ได้มีพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติมากี่พระองค์
แล้ว และมีขุนนางที่ชื่อตรงกตัญญสักกี่คน จึงได้มาถึงพระเจ้าถังทรงพระประชวร
หนักและได้ฟื้นขึ้น จึงให้ท่านมาถึงเมืองอาราธนาพระธรรมดังนี้ พระถังซัมจั้งจึง
ถวายพระพรว่า ที่เป็นเจ้ามานั้นตั้งแต่ซัมฮ่องเง้าตี่เป็นต้นต่อกันมาหลายพระองค์
แล้ว จนมาถึงเจ้าของอาตมภาพแซ่ลี้มีนามเมืองเรียกว่าไต้ถังเป็นเอก พระเจ้าถัง
โคโจ้ฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติก็ล่วงไป มาในปัจจุบันนี้ทรงพระนามว่า พระเจ้าหลี
ซิบิ้น พระองค์ทรงครองราชสมบัติบ้านเมืองสมบูรณ์ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข เพราะ
เหตุด้วยในเมืองเชียงอานมีลำแม่น้ำเกียฮ้อ มีพระยานาคกระทำผิดให้น้ำฝนเปลี่ยน
แปลง เง็กเซียงฮ่องเต้ปรับโทษถึงประหารชีวิต เวลากลางคืนมาเข้าฝันขอให้พระ
องค์ช่วย พระองค์ทรงรับคำพระยานาค จึงรับสั่งให้งุยเต็งเข้ามาเล่นหมากรุกอยู่
เสียในพระราชวัง หวังจะมิให้ไปกระทำการตามหน้าที่ได้ แต่พอเวลาเที่ยงงุยเต็ง
เคลิ้มหลับไปตัดศีรษะพระยานาคตกลงมากลางพระนครพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามว่าอันขุนนางผู้ใหญ่นั้นมา
แต่ข้างไหน พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ขุนนางผู้นั้นคือเป็นมหาอุปราชของพระ
ไต้ถังแซ่งุยชื่อเต็ง เธอรู้ฤกษ์บนและฤกษ์ล่างเวลากาลย่อมรู้ทั้งสิ้น เป็นผู้จัดราชการ
ในบ้านเมืองโดยเรียบร้อยในเวลาหลับนั้น ก็ถอดดวงจิตออกไปตัดศีรษะพระยา
เล่งอ้อง ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องลงไปฟ้องยังพระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋อง เวลานั้น
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ประชวรหนัก งุยเต็งจึงทำหนังสือฉบับหนึ่ง ฝากให้ไปถึง
ทุยปังที่รักษาบัญชี ณ เมืองนรก ให้ช่วยแก้ไขพระเจ้าถังไทจงอ่องเต้สวรรคตไปได้
สามวันก็กลับฟื้นขึ้นมา เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงพระศรัทธาจะใคร่ทำมหา
กุศลกงเต๊กให้เป็นการใหญ่ เพื่ออุทิศอานิสงส์ให้แก่สัตว์นรกทั้งหลาย จึงมีรับสั่ง
ให้อาตมภาพมาอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังประเทศไซทีฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊ก เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งถวายพระพรดังนั้น ทรง
ถอนพระราชหฤทัยใหญ่ทรงคร่ำครวญว่าเมืองไต้ถังเป็นเมืองสวรรค์ พระเจ้าแผ่น
ดินก็ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ขุนนางข้าราชการก็มีกตัญญไม่เหมือนข้าพเจ้านี้
ประชวรมาก็นานแล้วไม่มีข้าราชการผู้ใดจะช่วยได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระเจ้าแผ่นดิน
ตรัสดังนั้น ก็ชายตาซำเลืองดูพระเจ้าแผ่นดินเห็นสีพระพักตร์ ซูบซีดพระวรกายก็
ซุบผอม พระถังซัมจังจึงจะใคร่ทราบเหตุที่ทรงพระประชวร พอขุนนางมากราบทูลว่า
เครื่องฉันจัดเสร็จแล้วนิมนต์พระถังซัมจั้งไปฉัน พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถัง
ซัมจั้งไปฉันยังตำหนัก (พีเฮียงเต้ย) พระองค์ก็เสด็จไปพร้อมกับพระถังซัมจั้ง ครั้น
ถึงก็ทรงนิมนต์ให้พระถังซัมจั้งนั่งโต๊ะแจ พระองค์ประทับที่โต๊ะโช ฝ่ายเห้งเจียอยู่
คอยอาจารย์ที่สำนักฮ่วยตั้งก๊วน ให้ชัวเจ๋งจัดแจงหุงข้าวต้มแกง ซัวเจ๋งพูดว่าหุง
ข้าวต้มน้ำชานั้นง่ายไม่เป็นไร จะแกงผักสักกระทะหนึ่งให้อาจารย์ฉัน ขัดด้วยเต้า
เจี้ยวเต้าหู้ไม่มี เห้งเจียว่าพี่ยังมีอีแปะอยู่บ้าง ให้โป๊ยก่ายไปจ่ายที่ตลาด จะได้
เอามาต้มแกงอะไรก็ตามเถิดโป๊ยก่ายได้ยินก็พูดเบี่ยงบ่ายว่าข้าพเจ้าไม่กล้าไป
เพราะปากคางหยาบคายรุงรัง วิตกจะไปเกิดความ เห้งเจียว่าเราซื้อหาโดยตรง
เหตุใดจะเกิดความอย่าไปทำให้วุ่นวายก็แล้วกัน โป๊ยก่ายพูดว่าเมื่อมาถึงประตู
นั้นพี่ไม่เห็นหรือยกปากขึ้นหน่อยหนึ่ง ก็พากันตกใจล้มสามสี่สิบคน ถ้าเข้าไปที่
ตลาดประชุมชนก็ยังไม่รู้ว่าจะตกใจพากันตื่นไปสักปานใด เห้งเจียถามว่าโป๊ยก่าย
รู้หรือว่าที่ประชุมคนวุ่นวาย ได้เคยเห็นหรือว่าได้เคยไปที่ตลาดนั้น เขามีอะไรขาย
บ้าง โป๊ยก่ายพูดว่าพระอาจารย์ห้ามมิให้แลเหลียว ให้เดินก้มหน้าจึงมิได้เห็นสิ่งใดเห้งเจียบอกว่ามีร้านขายสุราโรง และร้านขายแพรสีต่าง ๆ พรรณนาไม่สิ้น ยัง
อีกร้านขายขนมและน้ำชากับขนมหวาน ๆ ต่าง ๆ และร้านขายขาวแกง และร้าน
ขายน้ำตาลกรวดน้ำตาลทราย และร้านขายเตี้ยเลี่ยว และร้ายขายผักพืชผลไม้
ต่าง ๆ มีขายสารพัดของกินต่าง ๆ เราจะออกไปตลาดจัดซื้อมาแล้ว เชิญโป๊ยก่ายมา
กินด้วยกันเห็นจะดีดอกกระมัง โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียจาระไนเรื่องกินต่าง ๆ น้ำลาย
ไหลโดยความอยาก จึงผุดลุกขึ้นพูดว่า ข้าพเจ้าจะตามพี่ไปช่วยซื้อจะได้เอามาสู
กันกิน เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็นึกยิ้มอยู่ในใจ จึงสั่งซัวเจ๋งให้อยู่ต้มหุงพี่
จะไปซื้อเครื่องแกงมาให้โป๊ยก่ายก็ถือถ้วยชามเดินตามเห้งเจียไป เห้งเจียเดินออก
จากประตูแล้วก็ถามคนเหล่านั้นว่า ร้านเครื่องแกงเขาขายกันที่ไหน คนเหล่านั้น
ชี้มือบอกว่าเดินตามทางนี้ไปข้างทิศตะวันตกริมหอกลอง ชื่อร้าน (แต้แก) มีขาย
สารพัดเชิญท่านไปซื้อเถิดเห้งเจียได้ฟังคนเหล่านั้นบอกให้แล้ว ก็พากันเดินกับโป๊ยก่ายเห้งเจียเดินข้าม
ร้านขายของที่ต้องการซื้อก็ไม่ซื้อ พากันเดินพลางพูดพลางพวกชาวตลาดก็พากัน
วิ่งตามมาดู เดินมาประเดี๋ยวก็ถึงหอกลองแลไปข้างริมรอบเหล่านั้น ผู้คนไปมา
แออัดเสียงพูดซื้อขายออกแซ่หูเหตุด้วยผู้คนมากมาย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงพูดว่า
พี่ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปเสียงคนออกแช่ไปดังนั้น บางทีเขาจะจับเอาตัวไป เห้งเจีย
พูดว่าทำไมเจ้าจึงพูดเลอะเทอะไปดังนี้ เรามิได้ทำผิดกฎหมายอะไรเลย เขาจะจับ
ไปทำไมเราเข้าไปซื้อเครื่องแกงแล้วก็กลับจะกลัวเขาทำไม โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าไม่
กล้าเข้าไปแล้ว กลัวจะเกิดวุ่นวายขึ้นพี่จะเดินเบียดเข้าไปดังนั้น ถ้าคนเหล่านั้น
ตื่นแตกตกใจก็จะเกิดความ ข้าจะเอาชีวิตที่ไหนมาใช้ให้เขาเห้งเจียว่าถ้าดังนั้นโป๊ยก่ายจงยืนแอบอยู่ที่นี่ พี่เข้าไปซื้อแล้วจึงค่อยพากัน
กลับพี่จะซื้อของหวานๆ ฝาก โป๊ยก่ายก็ยืนแอบอยู่ที่นั่นเอาถ้วยชามส่งให้เห้งเจียไป
เห้งเจียก็เดินเข้าไปในหอกลองเบียดคนเข้าไป มีป้ายแขวนอยู่ที่หน้าหอกลองคน
จึงได้เบียดกันเข้าไปดูเห้งเจียเบียดคน แทรกเข้าไปจนใกล้พิจารณาดูหมายประกาศ
ความในหมายนั้นมีว่า เราพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองเมืองจูจี้ก๊ก ขอประกาศให้คนทั้ง
หลายทราบว่า ด้วยพระองค์ได้ครองราชสมบัติมาช้านาน ในพระราชอาณาเขต
ของพระองค์ก็เป็นสุขทั่วทุกมณฑล เวลานี้ชะตาเมืองไม่แจ่มแจ้ง จึงให้พระองค์
มีโรคเรื้อรังมาช้านานแล้ว หมอหลวงประกอบยาถวายก็หลายขนานแล้ว แต่พระ
โรคนั้นก็มิได้ทุเลาเบาลงได้เป็นแต่ทรงอยู่กับทรุดไปทุกวันเพราะฉะนั้นจึงขอ
ประกาศให้ทราบว่าถ้าผู้ใดมียาวิเศษประกอบแก้โรคให้ทุเลาบรรเทาหายได้ จะแบ่ง
ราชสมบัติให้กึ่งหนึ่งมิได้เลือกเว้นว่าผู้ใดเห้งเจียอ่านทราบความแล้วก็มีความยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าคำโบราณท่านย่อม
ว่าก็จะเห็นลาภเป็นผล อยู่ในฮ่วยตั้งก๊วนก็จะโง่เสียเปล่า เมื่อมีช่องดังนี้แล้วเราก็
จะไม่ต้องซื้อเครื่องแกงไปทำไม จำเราจะต้องช้าสักวันเป็นหมอรักษาโรคพระเจ้า
แผ่นดิน คิดดังนั้นแล้วก็บิดตัว ปากก็เป๋าไปที่หนึ่งเรียกลม ในทันทีนั้นก็บังเกิด
ลมพายุพัดมาเอาหมู่คนที่ดูอยู่นันกระจายไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็ใช้คาถาบังกายตรง
เข้าไปแกะเอาหมายประกาศนันมาได้แล้วก็เดินมาหาโป๋ยก่าย แลเห็นโป๊ยก่าย
เอาปากพิงกำแพงหลับอยู่เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ไม่ปลุก จึงเอาหมายประกาศเหน็บ
ที่คอเสื้อโป๊ยก่ายแล้วก็เดินกลับมาที่ฮ่วยตั้งก๊วนฝ่ายหมู่คนเหล่านั้นถูกลมพายุลืมตาไม่ขึ้น ครั้นลมหายแล้วก็ไม่เห็นหมาย
ประกาศพวกพนักงานที่รักษาก็พากันตกใจ ด้วยนำหมายประกาศมาปิดยังไม่ทัน
ถึงสามชั่วโมง ก็ถูกลมพายุหายไปดังนี้พวกตำรวจและขันทีก็พากันตกใจเป็นอันมาก
ก็รีบพากันแยกย้ายเที่ยวค้นหา บังเอิญมาเห็นเหน็บอยู่ที่คอเสื้อโป๊ยก่าย คนเหล่า
นั้นจึงร้องว่านี่ทำไมแกแกะเอาหมายประกาศมาหรือ โป๊ยก่ายกำลังหลับตกใจยก
ปากขึ้น คนเหล่านั้นก็ตกใจล้มทับกันเป็นระนาวไปโป๊ยก่ายก็ออกเดินไป คนที่ใจ
กล้าก็เข้ามายึดไว้แล้วพูดว่า ท่านจะเอาหมายประกาศไปรับอาสาพระเจ้าแผ่นดิน
ทำไมจึงไม่เข้าไปในพระราชวังประกอบยารักษาพระเจ้าแผ่นดินเล่าจะคิดไปข้างไหน
โป๊ยก่ายตกใจพูดว่าใครเป็นหมอยาที่ไหน เราได้ไปแกะหมายประกาศมาเมื่อไรพวก
ตำรวจชี้ว่าเหน็บอยู่ที่คอเสื้อนั่นเป็นไรมิใช่หมายประกาศหรือโป๊ยก่ายก้มศีรษะเหลือบดูเห็นม้วนกระดาษอยู่ที่คอเสื้อก็ชักออกมาคลี่ดู
แล้วกัดฟันด่าว่าอ้ายหัวลิงมันทำแก่กูดังนี้ มีความแค้นจะใคร่ฉีกประกาศนั้นเสีย
พวกตำรวจร้องห้ามว่านี่แกจะถึงที่แล้วหมายประกาศของพระเจ้าแผ่นดินเช่นนี้ใคร
เล่าเขาจะกล้าฉีกเช่นนั้น แม้ว่าแกเอามาแล้วแกก็คงจะเป็นหมอวิเศษจงรีบไปกับ
ข้าพเจ้า โป๊ยก่ายตวาดว่าหมายประกาศนี้ข้าพเจ้ามิได้ฉีกเอามา คือพี่เราชื่อเห้ง
เจียไปลักฉีกเอามาเหน็บไว้ที่เราแล้วก็ไปเสีย แม้ว่าพวกท่านจะให้เห็นจริงจงไป
กับเราถามดูจึงจะรู้เท็จจริงได้พวกตำรวจพูดว่า ท่านพูดอะไรอย่างนั้นฟังไม่ได้เลอะเทอะระฆังที่นี่ไม่ตีจะ
ไปตีระฆังที่ไหน แกเป็นผู้ไปแกะหมายประกาศแล้วจะให้พวกข้าพเจ้าไปหาใครที่ไหน
ข้าพเจ้าตามใจท่านไม่ได้ ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินก่อน พวกเหล่านั้นก็พา
กันเข้าฉุดคร่าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยืนเฉยไม่ไหวหวาดดุจก้อนศิลาใหญ่ พวกนั้นก็
ไม่รู้ที่จะทำประการใด โป๊ยก่ายพูดว่าพวกเจ้าไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงจงมาลองดูอีก
สักพักหนึ่ง จะเป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งทำเราก็ยิ่งแน่นเข้าทุกที ในทันใดนั้นพวกชาว
ตลาดมาล้อมโป๊ยก่ายอยู่ออกแน่นไป ในหมู่นั้นมีขันทีสองคนจึงถามว่าตัวอยู่
ที่ไหนดูรูปร่างแปลกประหลาดมากดังนี้ ถ้อยคำน้ำเสียงก็ผิดกว่าคนทั้งหลาย ยัง
อาจมาทำกล้าแข็งในที่ของเขาโป๊ยก่ายตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองไต้ถังข้างทิศบูรพา มีรับสั่งให้ไปไซที
อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม พระอาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นน้องยาเธอพึ่งเข้าไปเฝ้า
พระเจ้าแผ่นดิน ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางข้าพเจ้ามาซื้อเครื่องแกงกับพี่ข้าพเจ้า
เธอบอกให้ข้าพเจ้าคอยอยู่ที่ตรงนี้ ชะรอยเธอจะไปแกะเอาหมายประกาศมาแอบ
เหน็บไว้ที่ข้าพเจ้าแล้วหนีไปขันทีผู้เฒ่าพูดว่า ข้าพเจ้าเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งรูป
ร่างงดงามเข้าไป ในพระราชวังนึกดูเห็นจะเป็นพระอาจารย์ของท่านดอกกระมัง
โป๊ยก่ายพูดว่านั่นแหละอาจารย์ของข้าพเจ้าละ ขันทีถามว่าก็พี่ของท่านไปข้าง
ไหนเล่า โป๊ยก่ายบอกว่า พวกข้าพเจ้ารวมด้วยกันสี่คนพักอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วน พี่
ข้าพเจ้ามาทำแกล้งเล่นแล้วก็หนีไปฮ่วยตั้งก๊วนก่อน ขันทีผู้เฒ่าจึงบอกแก่พวก
ตำรวจว่า พวกเราอย่าวุ่นวายจับกุมเธอไปเลยจงพากันไปฮ่วยตั้งก๊วนนั้น ก็คงจะ
รู้เหตุผลได้ตลอดพูดแล้วก็พากันมาฝ่ายพวกชาวตลาดที่กลุ้มกันอยู่นั้นก็ตามมาด้วย โป๊ยก่ายจึงบอกแก่ตำรวจ
และพวกชาวตลาดว่า พี่ข้าพเจ้าไม่เหมือนข้าพเจ้า ใครจะพูดเล่นเกินเลยไม่ได้
ใจซื่อตรงแต่ร้อนแรง แม้พวกท่านพบเธอจงนบนอบอ่อนน้อมเรียกเธอเป็นท่าน
ผู้หญ่ ซึงเล่าเอี้ย เธอก็คงจะรับรองหากพูดจารุกรนเธอ ๆ ก็จะทะลึ่งตึงตังขึ้น การ
ของท่านก็จะไม่สำเร็จ พวกขันที่กับตำรวจพูดว่า พี่ของท่านหากว่ามียาวิเศษ
ประสิทธิแล้วแม้รักษาพระเจ้าแผ่นดินหายแล้ว ก็จะได้รางวัลแบ่งพระนครให้ครึ่งหนึ่ง
พวกข้าพเจ้าก็จะลงเคารพทั้งสิ้น พวกที่ตามมามิใช้ธุระก็ยืนอยู่ข้างนอก โป๊ยก่าย
ก็พาพวกขันที่กับตำรวจเดินเข้าไปข้างในก็ได้ยินเห้งเจียคุยอยู่กับซัวเจ๋ง หัวเราะ
กันอยู่ในห้องกำลังพูดด้วยเรื่องหมายประกาศ โป๊ยก่ายก็เดินเข้าไปจับมือเห้งเจีย
พูดว่าพี่หรือเป็นคนดังนี้ได้ ลวงว่าจะซื้อขนมให้ข้าพเจ้ากินก็ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่ง
กลับไปแกะเอาหมายประกาศอะไรมายัดให้ข้าพเจ้า ทำให้เราได้ความผิดดังนี้
จะควรคบเป็นพี่น้องกันไปได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า มึงอ้ายชาติหมูไป
หลงทางอยู่ที่ไหนมา ก็เราไปซื้อเครื่องแกงแล้วก็กลับมา ไม่เห็นเจ้าก็เลยกลับมา
ที่พัก จะไปแกะเอาหมายประกาศมาทำไม โป๊ยก่ายว่ามีขุนนางเฝ้ารักษาหมายประ
กาศบัดนี้ก็ตามมาด้วย พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นขันที่กับตำรวจเดินเข้ามาพร้อม
กันเคารพพูดว่าท่านผู้ใหญ่ซึงเล่าเอี้ย เจ้าของข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่ เทพยดาเชิญ
ให้ท่านลงมาเปิดความประสิทธิ์ประกอบโอสถรักษาพระโรคเจ้าของข้าพเจ้า
เห้งเจียได้ฟังขันทีและตำรวจพูดดังนั้นจึงหยิบหมายประกาศมาจากโป๊ยก่าย แล้ว
พูดแก่ขันทีและตำรวจว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้รักษาหมายประกาศหรือขันทีและ
ตำรวจตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้เป็นผู้คอยรักษาหมายประกาศเห้งเจียพูดว่า หมายประกาศนี้ข้าพเจ้าเอามาเองแต่ให้น้องข้าพเจ้านำมาหา
หากเจ้าของท่านประชวรพระโรคหนัก คำโบราณท่านว่า ยาไม่ตามซื้อโรคไม่หาย
รักษา ท่านไปทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ ให้พระองค์มาเชิญข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
คงจะมีฝีมือที่จะแก้พระโรคนั้นได้ พวกขันทีได้ฟังดังนั้นต่างก็ตกตะลึง แต่ตำรวจ
พูดว่าถ้าออกความรุนแรงอย่างนี้ ก็คงมีความรู้ใหญ่กว้าง พวกเราอยู่คอยรับ
เชิญครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งเข้าไปกราบทูลพร้อมมกันเห็นชอบจึงแบ่งกันอยู่กันไป ขันที่
กับตำรวจสิบสองคนก็พากันเข้าไปในพระราชวังใน ไม่ทันคอยรับสังก็ตรงเข้าไปที่
ตำหนัก (พีเฮียงเต้ย) ครั้นถึงกระทำคำนับแล้วก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด
มีพระทัยอันรื่นเริง เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินเสวยแล้ว กำลังตรัสสั่งสนทนาอยู่กับ
พระถังซัมจั่ง ได้ทรงฟังขันทีและตำรวจเข้ามากราบทูลดังนั้น จึงตรัสถามว่ารื่นเริง
อยู่ที่ไหนหรือ ขันทีทูลว่าเมื่อเวลาเช้ามีรับสั่งให้พวกข้าพระพุทธเจ้า นำหมาย
ประกาศไปปิดเพื่อจะหาหมอรักษาพระโรค ข้าพระพุทธเจ้านำหมายประกาศไปปิด
ยังตำบลหอกลองตลาดใหญ่มีสานุศิษย์ใหญ่ของพระถังซัมจั้ง เป็นคนชาวเมือง
ไต้ถังนามเรียกว่าซึงเล่าเอี้ย บัดนี้พักอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วน เธอขอให้พระองค์เสด็จไป
รับเธอ เธอจึงจะมีฝีมืออันปรากฏ รักษาพระโรคของพระองค์ให้พลันหาย เพราะ
ฉะนั้นพวกข้าพระพุทธเจ้า จึงได้เข้ามากราบทูลเพื่อทรงทราบฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีรื่นเริงยิ่งนัก จึง
ตรัสถามพระถังซัมจังว่าสานุศิษย์ของท่านมีกี่คน พระถังซัมจั้งทูลว่ามีสามคน
พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่าคนไหนเป็นหมอ พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่าอาตม-
ภาพไม่อาจปิดบัง สานุศิษย์ของอาตมภาพเป็นชาวป่าชาวดง เข้าใจแต่การเข้า
ป่าขึ้นเขาลงห้วย ถ้าพบปิศาจยักษ์ร้าย ก็มีฝีมือปราบได้ ที่จะมีฝีมือเป็นหมอ
ประกอบยารักษาโรคนั้น ก็ไม่เห็นคนไหนจะเป็นได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าพระ
อาจารย์ทำไมถึงถ่อมตัวดังนั้นเล่า วันนี้ข้าพเจ้าพึ่งออกขุนนาง บังเอิญมีนิสัยอัน
ใหญ่ แม้ว่าสานุศิษย์นั้นไม่เป็นหมอที่ไหน จะอาจมาแกะเอาหมายประกาศนั้นไปได้
และยังจะให้ข้าพเจ้าเสด็จไปรับเองเล่า ซึ่งการเป็นดังนี้ คงจะมียาประสิทธิ์ขลัง
เป็นแน่ พระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปแทนว่า บัดนี้พระองค์
มีพระอาการให้อ่อนเปลี้ยจะเสด็จมิได้ โดยเหตุทรงพระประชวรมานานแล้ว ไม่
อาจทรงรถได้ เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านซึงเล่าเอี้ยเข้ามาดูพระโรคในพระราชวังเถิดฝ่ายขุนนางได้รับสั่งดังนั้น ก็ถวายบังคมลาออกไป ครั้นถึงฮ่วยตั้งก๊วนก็
เข้าไปหาเห้งเจียกระทำคำนับ ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ็งแอบอยู่ข้างใน ยังแต่เห้งเจีย
นั่งอยู่ท่ามกลางจิตใจไม่หวั่นไหวกลัวเกรงผู้ใด ฝ่ายขุนนางเหล่านั้นครั้นคำนับแล้ว
ก็ยืนอยู่สองข้างพูดว่า ขอท่านเล่าเอี้ยได้ทราบ พวกข้าพเจ้าคือเป็นขุนนางของ
พระเจ้าจูจี้ก๊ก บัดนี้มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญเล่าเอี้ยเข้าไปในพระราชวังดูไข้ของ
พระองค์ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นทันทีแล้วถามว่าเป็นเหตุอย่างไร พระองค์
จึงมิได้เสด็จมาเองเล่า พวกขุนนางพูดชี้แจงว่าพระองค์ทรงพระประชวรพระโรคมา
นานแล้ว หมดพระกำลังไม่สามารถจะเสด็จมาได้ เพราะเหตุนี้จึงจำเป็นให้พวก
ข้าพเจ้ามาเชิญท่านแทนพระองค์ขอเชิญท่านซึงเล่าเอี้ยเข้าไปในพระราชวังตาม
รับสั่งเถิด เห้งเจียได้ฟังขุนนางชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเชิญท่านทั้งหลาย
กลับไปก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะตามไปต่อภายหลังฝ่ายพวกขุนนางเหล่านั้น เมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็พากันกลับเข้าไปใน
พระราชวัง เห้งเจียจัดแจงกายเรียบร้อยแล้วก็เดินตามไป บัดเดี้ยวก็มาถึงพระ
ทวารวัง พวกขุนนางเห็นเห้งเจียมาถึงแล้วก็เข้าไปกราบทูล ครั้นทรงทราบก็เสด็จ
ออกมาทอดพระเนตรตรัสถามว่าท่านผู้ใดคือซึงเล่าเอี๊ย เห้งเจียก็เข้าไปพูดเสียงดังว่า
ข้าพเจ้านี้แหละซึงเล่าเอี้ย พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊ก ได้ยินเสียงดังและทั้งแลดูรูป
ร่างก็น่ากลัวดังนั้น ก็ตกพระทัยพระองค์สั่นไม่เป็นสมประดี ก็ล้มลงทันทีรับสั่งให้
นางใน มาพยุงพระองค์เข้าพระตำหนัก ในขุนนางทั้งหลายก็พากันโกรธเห้งเจียว่า
ไม่รู้จักอะไรมีกิริยาหยาบคายเซอะซะ ยังมีหน้าอวดดีมาแกะเอาหมายประกาศ
ออกได้ เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่าท่านทั้งหลายนี้ด่วนดูถูกข้าพเจ้าดังนี้ โรคเจ้า
ของท่านสักพันปีก็จะไม่หายเลยพวกขุนนางเหล่านั้นจึงถามว่า คนเราเกิดมาอายุสักเท่าใดท่านจึงว่าพันปีก็
ไม่หาย เห้งเจียตอบว่าปัจจุบันบัดนี้ โรคของเจ้าแห่งท่านเรียกตายแล้ว คือโรคผี
กลับชาติมาต่อภายหลังเรียกว่า โรคคนดังนี้จะไม่เรียกว่าพันปีหรือ พวกขุนนาง
ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดประหลาดดังนั้น ก็พากันโกรธเคืองพูดว่าคนอะไรอย่าง
นี้พูดจาบ้าหลังไปได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าเรามิใช่บ้าหลังจงฟังเราจะแสดงให้
ฟัง ยาประกอบประสิทธิคุณนั้นยิ่งล้ำ มีครูเทวดาท่านชักนำหากไม่ฟังคำเรา
ชี้แจงทั้งชาติก็ไม่หายอย่างสงสัยเลย ในพวกขุนนางนั้นมีขุนนางฝ่ายแพทย์ผู้หนึ่ง
เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดกับขุนนางทั้งหลายว่า ท่านผู้นี้แสดงความชอบ
กลควรจะฟังก่อน คือยาเทวดาจะคอยฟังซึ่งโรคนั้นก่อนจึงจะประกอบยาให้ พวก
ขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบด้วยจึงให้เข้าไปกราบทูลว่า บัดนี้ท่านซึงเล่าเอี้ยจะขอ
ฟังพระโรคก่อนจึงจะประกอบโอสถได้ พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กบรรทมประทับอยู่
บนแท่นได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีออกไปบอกว่าซึ่งท่านซึงเล่าเอี้ยนั้นขอ
ยกเลิกเถิด ด้วยพระองค์เห็นหน้าไม่ได้ขันทีก็กลับออกมาบอกตามรับสั่งทุกประการ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าถ้า
เห็นหน้าไม่ได้ เราเข้าใจทางตรวจจับแต่สายด้ายก็ได้ให้เอาแต่ด้วยผูกข้อพระกร
ไชอิ๋ว ๕๙๘
ฟังก็ได้ พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าเคยได้ฟังอยู่ แต่ยังไม่เคยเห็นด้วยตา
ควรจะกลับเข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบใหม่ ขุนนางจึงเข้าไปกราบทูลว่าขอพระองค์
ได้ทรงทราบ บัดนี้ท่านซึงเล่าเอี้ยพูดว่าไม่ต้องเห็นพระองค์ก็ได้ให้เอาด้วยผูกพระกร
แล้ว จับแต่ด้ายก็อาจทราบได้ในพระอาการ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเราป่วยมาสามปี
แล้วยังไม่เคยได้ยินการทดลองอย่างนี้ ถ้ากระนั้นก็เชิญตัวเข้ามาข้างใน ขุนนางก็
ออกมาเชิญเห้งเจียเข้าไปฝ่ายพระถังซัมจั้งก็เดินเข้ามาใกล้ด่าว่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติลิงจะทำความเดือด
ร้อนให้แก่อาตมา เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคิดจะให้อาจารย์มีความเจริญรุ่งเรือง กลับ
จะว่าข้าพเจ้าจะคิดฆ่าอะไรที่ไหน พระถังซัมจั้งตวาดว่าตามอาตมามาหลายปีแล้ว
ก็ไม่เห็นรักษาโรคภัยอะไรที่ไหน หายาธาตุก็ไม่รู้จักตำรับตำราอะไรก็ไม่รู้ ทำไม
จึงอาจสามารถไปเกี่ยวเอาภัยใหญ่มาดังนี้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่าพระอาจารย์ยัง
ไม่ทราบว่า ข้าพเจ้ามียาวิเศษขนานที่จะแก้โรคใหญ่ได้ไม่ ข้าพเจ้าจะแก้โรคนั้น
ให้หายเท่านั้น หากว่ารักษาเขาไม่หายก็เพียงโทษบาปรักษาคนตายเท่านั้น ท่าน
จะวิตกด้วยเหตุอะไรที่ไหน พระอาจารย์จงนั่งพักเสียให้สบายเถิด ไว้ข้าพเจ้าไป
ตรวจลมดูก่อนว่าโรคนั้นจะมีมูลเดิมเกิดด้วยเหตุอย่างไร พระถังซัมจั้งพูดว่ายังไม่
เคยพบเห็นตำราตรวจลมที่ไหนมีเจ้าพูดบ้าหลังไปดังนี้ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ามี
ไหมทองติดอยู่กับตัวท่านยังไม่เห็น พูดแล้วเห้งเจียก็ถอนเอาขนหางมาสามเส้น
แปลงเป็นไหมยาวประมาณแปดศอก เอาวางกลางใจมือส่งให้อาจารย์ดูว่านี่มิใช่
หรือไหมสำหรับดูลม พูดดังนั้นแล้วก็ตามขันทีเข้าไปตำหนักในที่พระบรรทม
ยืนยั้งอยู่นอกประตูเอาไหมสามเส้นส่งให้ขันทีสั่งว่า เอาไปผูกที่ข้อพระกรข้างซ้าย
แล้วเอาหางไหมสอดออกมานี่ฝ่ายขันทีรับไหมสามเส้นเอาไปทำตามเห้งเจียสั่งแล้วเอาหางไหมสอดออกมา
ทางหน้าต่าง เห้งเจียก็รับเอาไหมสามเส้นมาวางบนมือข้างซ้ายแล้ว เอามือขวา
สามนิ้วกดไว้ เห้งเจียก็ระงับลมของตัวนิ่งคอยสังเกตฟังลมเดิน รู้สึกว่าลมเดินจมๆ
ลอย ๆ ก็เข้าใจได้ชัด จึงบอกขันทีให้แก้ที่มือซ้ายเอาไปผูกที่มือขวา ขันทีก็
กระทำตามสั่ง เห้งเจียก็เอาหางไหมมาวางกดคอยฟังดูลมเดิน ก็รู้สึกได้ทุกประการ
จึงเรียกไหมนั้นเข้าตัวตามเดิม แล้วจึงทูลว่าลมที่พระกรข้างซ้ายของพระองค์นั้น
เดินรุกรน ประตูลมไสห่างเดินลอยแต่จมลึก ข้างขวาลมเดินลอยแต่ลื่นและช้าแต่ผูก
และขยักแต่มัดข้างซ้ายแม้ลมเดินเช่นนั้น ใจให้ระโหยเจ็บและมีพระเสโทซึมผิว
หนังชื้นและบังคนมีสีแดงดุจพระโลหิต พระกรข้างขวาแม้ลมเดินอย่างนั้นผูกและ
ไปพระบังคนหนักไม่สะดวก เสวยไม่ได้และเศร้าหมองสะท้านร้อนสะท้านหนาว
เป็นกำลัง จะรวมอธิบายพระโรคนั้นมีความหวั่นหวาดคิดถึง นามเรียกว่า (โรค
ปักษาพลัดคู่)พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็มีพระทัยทุเลาฟื้นขึ้น จึงทรง
ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า ท่านแสดงในโรคนั้นแจ่มแจ้งแล้วทุกประการ ขอท่าน
ได้ประกอบยาเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็กลับเดินออกมายังตำหนักนอก ฝ่าย
ขุนนางขันที่ออกมาก่อน เล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง บัดเดี้ยวเห้งเจียก็ออกมา พระถัง
ซัมจั้งถามว่า เห้งเจียเข้าไปตรวจลมรู้อาการว่าเป็นประการใดบ้าง เห้งเจียตอบว่า
ตรวจดูถูกต้องยังแต่จะประกอบยาเท่านั้น ขุนนางทั้งหลายก็พากันมาสรรเสริญ
แล้วถามว่า เมื่อก็นี้ท่านเล่าเอี้ยพูดว่าโรคปักษาพลัดคู่นั้นเป็นอย่างไร เห้งเจีย
หัวเราะแล้วตอบว่า เดิมมีนกคู่หนึ่ง ตัวผู้หนึ่งตัวเมียหนึ่ง จับอยู่ด้วยกันครั้นมา
ลมพายุพัดแรงและฝนตก นกตกใจก็พลัดจากกันไป ตัวผู้ไม่เห็นตัวเมีย ตัวเมีย
ไม่เห็นตัวผู้ ตัวผู้คิดถึงตัวเมีย ตัวเมียคิดถึงตัวผู้ ดังนี้จะไม่เป็นปักษาพลัดคู่หรือ
พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียชี้แจงอธิบายดังนั้นต่างก็พร้อมกัน ร้องขึ้นว่า ท่านเป็น
เทพยดาแท้หาผู้เสมอท่านยากฝ่ายขุนนางหมอหลวงถามว่า โรคนั้นชี้แจงถูกแล้วยังไม่ทราบว่าท่านจะเอา
ยาสิ่งใดประกอบแก้โรคได้ เห้งเจียพูดว่าไม่เอาตามตำรับ หมอหลวงพูดว่าตาม
คำภีร์กล่าวไว้ยามีแปดร้อยแปดสิ่งคนมีโรคก็แปดร้อยแปดอย่าง โรคนั้นไม่อยู่
จำเพาะตัวคนเดียว ก็ยาที่ไหนจะต้องใช้ทุกสิ่ง ทำไมจึงเห็นยาจึงต้องประสงค์เล่า
เห้งเจียว่าโบราณท่านย่อมกล่าวไว้ว่า ไม่ต้องถือตามตำรา ให้พิเคราะห์ดูโรคจึง
ใช้ยาให้ควรแก่โรคเพราะฉะนั้นจึงมียาไว้สำหรับทุกสิ่งตามส่วนที่จะต้องลดต้องทวี
และเติม ขุนนางหมอก็ไม่ถามต่อไป ให้คนนำเครื่องยาทุกสิ่งและเครื่องที่จะบด
จะตำไปที่ฮ่วยตั้งก๊วนมอบให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็นิมนต์พระถังซัมจั่งกลับออกไป
ยังฮ่วยตั้งก๊วนประกอบยา พระถังซัมจั้งก็จะลุกออกไปพอขันทีมาบอกว่า
รับสั่งให้ท่านอาจารย์พักอยู่ในตำหนักปุนฮวยเต้ยในพระราชวัง รอพรุ่งนี้เสวยพระ
โอสถพระโรคทุเลาแล้วจะได้สนองคุณและจะได้ส่งไปทั้งจะได้เปลี่ยนหนังสือ
เดินทางให้ด้วยฝ่ายพระถังซัมจั่ง เมื่อได้ฟังขันทีบอกดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเหตุนี้ที่จะยืดเราไว้
เป็นประธาน ถ้าหากรักษาหายก็จะพากันดีไป ถ้าหากรักษาไม่หายชีวิตอาตมาก็
จะไม่รอด เห้งเจียลงไปทำให้ดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์ไม่ต้อง
เป็นทุกข์จงอยู่พักให้สบายเถิด ข้าพเจ้าคงมียาประสิทธิคุณรักษาได้ พูดดังนั้น
แล้วก็ลาพระอาจารย์ออกไปยังฮ่วยตั้งก๊วน ครั้นถึงโป๊ยก่ายก็มารับหัวเราะแล้ว
พูดว่าข้าพเจ้าทราบแล้วว่าพี่ไม่จริงใจจะไปอาราธนาพระธรรมจะคิดหาผลประโยชน์
ขัดด้วยยังไม่มีทุนเห็นว่าเมืองนี้มั่งมีจึงทำอุบายผันแปรจะได้ตั้งโรงขายยาหรือเห้งเจียพูดว่าพอรักษาโรคพระเจ้าแผ่นดินหายแล้วก็จะไป จะตั้งโรงยาทำอะไร
โป๊ยก่ายว่ายามีถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ก็รักษาคน ๆ เดียวจะเอาสักเท่าไร เห้งเจียว่า
จะต้องมากทำไม พวกหมอหลวงมันโงไม่รู้จักอะไร เอายามาให้มากสิ่งโดยไม่
เข้าใจตลอดว่าพี่จะต้องการสักกี่สิ่ง และไม่รู้ว่าคุณยาของเราจะประสิทธิ์ขลังอย่างไร
กำลังพูดกันอยู่นั้นก็เห็นคนใช้สองคนมาเชิญไปกินข้าว เห้งเจียก็ดีใจจึงขึ้นไปชั้นบน
พี่น้องทั้งสามก็พากันเข้านั่งกินครั้นเสร็จแล้ว ก็พอจวนเย็นเห้งเจียจึงสั่งเจ้าพนัก
งานให้จัดหาน้ำมันขี้ผึ้งเอามาส่ง พนักงานก็นำมาส่งตามสั่งทุกประการ รอพอ
เวลาดึกสงัดผู้คนหลับเงียบ โป๊ยก่ายพูดว่าพี่จัดแจงทำยาก็ทำเสียข้าพเจ้าจะได้นอน
เห้งเจียจึงบอกโป๊ยก่ายให้จัดเครื่อง ต้ายอึ๋งสิ่งหนึ่ง หนักตำลึงหนึ่ง เอาบดให้เป็น
ผงแล้วเอามาให้พี่ ซัวเจงว่าต้ายอิ้งสิ่งนี้รสขมแต่ไม่ร้าย ใช้หน่วงลงเดินไม่ปิด แก้
ผูกและระงับบังคับมิให้ระส่ำระสาย ยาสิ่งนี้วิตกอยู่ที่โรคนานวันคนไข้กำลังน้อย
ไม่ควรรับประทานเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า น้องยังไม่เข้าใจตลอด ยาสิ่งนี้ประกอบมีเสมหะ
และไอในตัวเดินสะดวกไม่ขัดบังคับที่สะท้านหนาวสะท้านร้อน น้องอย่ามาพูดให้
วุ่นวายไป ริบไปเอาป่าเต้าหนักตำลึงหนึ่งมาปอกเปลือกทิ้งเสีย และใส่ครกตำให้
นำออกแล้วเอาไปบดให้เป็นผงแล้วเอามาให้พี โป๊ยก่ายพูดว่า ปาเต้าสิงนีรสเผ็ด
แต่ร้อนแก้คุมดีกับปวดที่หน่วงหนักปิด และมีกำลังเจริญอาหาร จะประกอบต้อง
ระวังเห้งเจียว่าน้องยังไม่เข้าใจยาสิ่งนี้มิให้ผูกและเหนี่ยวลำไส้ให้ตรงตามเดิม
และฝืนหัวใจมิให้เคลื่อนจงรีบจัดมาโดยเร็ว พี่ยังมีสิ่งที่จะประกอบเข้าอีก โป๊ยก่าย
ชัวเจ็งก็เอาสิ่งนั้น ๆ ไปทำตามเห้งเจียสั่ง ครั้นบดทำเป็นผงเสร็จแล้ว ก็เอามาวาง
ไว้ถามว่าพี่จะต้องการอีกสักกี่สิ่งเห้งเจียบอกว่าเท่านั้นพอแล้ว โป๊ยก่ายพูดว่านี้ถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ทุกสิ่งจะ
ต้องใช้น้ำหนักสิ่งละสองชั่ง นี่เอาหนักแต่หนึ่งตำลึงจะไม่ผิดมากกว่าเขาไปหรือ
เห้งเจียจึงไปหยิบเอาถ้วยเล็กสองถ้วยส่งให้โป๊ยก่ายถ้วยหนึ่ง สั่งว่าน้องไปขูด
เขม่าก้นหม้อสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายถามว่าพี่จะเอามาทำไม เห้งเจียว่าน้องยังไม่
เข้าใจเขม่าก้นหม้อนั้นเรียกว่า (แป๊ะเช้าเซียง) ประกอบยาแก้โรคได้ต่าง ๆ โป๊ยก่าย
ก็ไปขูดมาครึ่งถ้วยบดละเอียดเป็นผง เห้งเจียก็หยิบถ้วยอีกถ้วยหนึ่ง ส่งให้ไปรอง
มูตรม้าของเรานั้นมาสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายว่าจะไปเอาเยี่ยวม้าทำอะไร เห้งเจีย
บอกว่าเอามาประสมทำลูกกลอน ชัวเจ๋งหัวเราะก๊าก ๆ แล้วพูดว่าพี่ฉันยังไม่เคย
พบเห็นยาอะไรอย่างนี้ ด้วยเยี่ยวม้ามันเหม็นเหลือที่จะทนได้ หากคนเป็นโรค
ธาตุน้ำเสียพิการได้กลิ่นเข้าก็อาเจียน จนรากเขียวรากเหลือง และปาเต้าต้ายอึ้ง
สองสิ่งนี้ กินแล้วก็ทั้งลงทั้งรากดังนี้ จะเป็นการแกล้งเล่นดอกหรือเห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้มูลโรค ซึ่งเป็นต้นเหตุม้าของเรานั้นมิใช่ม้าธรรมดา เธอ
คือเป็นบุตรของพระยาเล่งอ๋องอยู่ฝ่ายทิศบูรพา หากได้เยี่ยวเธอมากินโรคนั้นจะ
หายไปทันที โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็ถือถ้วยยาไปที่ม้านอนอยู่กับดิน โป๊ยก่ายก็
ยกขาม้าขึ้นเอาถ้วยรองที่องค์กำเนิด ม้าก็ไม่ถ่ายปัสสาวะ โป๊ยก่ายกลับมาบอก
แก่เห้งเจียว่า พี่อย่าเพ่อไปรักษาพระเจ้าแผ่นดินเลย ไปรักษาม้าเสียก่อนเถิด
ด้วยมันปิดเบาข้าเอาถ้วยรองเป็นนานมันก็ไม่ถ่ายปัสสาวะ เห้งเจียว่าถ้ากระนั้น
ไปด้วยกัน ครั้นมาถึงเห้งเจียบอกให้เอาถ้วยรอง ม้าก็ถ่ายปัสสาวะออกมาครึ่งถ้วย
โป๊ยก่ายพิเคราะห์ดูน้ำมูตรดุจน้ำทองคำ ได้แล้วก็นำมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอายา
ที่ประกอบไว้แล้วนั้นเข้าประสมกันปั้นเป็นลูกกลอนสามก้อน เอาใส่กลักเล็กเก็บ
ไว้แล้ว ต่างก็พากันไปหลับนอนครั้นรุ่งเช้าเจ้าแผ่นดิน. จูจี้ก๊ก รู้สึกพระองค์ออกขุนนาง ให้นิมนต์พระถังซัม
จังมาแล้ว มีรับสั่งให้ขุนนางไปยัง ฮ่วยตั้งก๊วน หาตัวท่านซึ่งเล่าเอี้ยให้เอายามา
ถวาย พวกขุนนางก็รีบออกไปยังฮ่วยตั้งก๊วนแจ้งความแก่เห้งเจียตามรับสั่ง เห้งเจีย
เรียกโป๊ยก่ายให้เอากลักเล็กมา เห้งเจียจึงส่งกลักยาให้แก่ขุนนาง ขุนนางถามว่า
ยานี้ซื่ออะไรรห้งเจียตอบว่าชื่อ (โอกิมตัน) ขุนนางถามว่าจะเอาน้ำอะไรเป็นกระสาย
เห้งเจียตอบว่ากระสายมีสองอย่าง อย่างหนึ่งเอาหกสิ่งเป็นกระสาย ขุนนางถาม
ว่าหกสิ่งนั้นคืออะไรบ้าง ๆ เห้งเจียว่าเอาขนนกการะเวกหนึ่ง น้ำเยี่ยวปลากิมหลี
ฮื้อหนึ่ง แป้งผัดหน้าของเจ้าแม่เทวราชอ๊องโป๊หนึ่ง ขี้เถ้าเตาไฟของท่านพรหม
ท้ายเสียงเล่ากุนหนึ่ง ชายผ้าโพกพระเศียรพระอิศวรหนึ่ง หนวดมังกรห้าเส้นหนึ่ง
รวมหกสิ่งนี้ต้มทำน้ำกระสายกินยากิมโอตันนั้นแล้ว เจ้าของท่านก็จะทุเลาจากโรค
นั้น ความเศร้าหมองในพระทัยก็จะหายเป็นแท้พวกขุนนางพูดว่า ของหกอย่างนั้นมิได้มีในมนุษย์โลกจะได้ที่ไหนมาเล่า อยาก
ขอทราบอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำกระสายอะไรเห้งเจียบอกว่า น้ำไม่มีรากเป็นกระสาย
ก็ได้พวกขุนนางว่าถ้ากระนั้นค่อยง่ายสักหน่อย เห้งเจียถามว่าท่านทั้งหลายจะเข้าใจ
ว่าอะไร หรือน้ำไม่มีรากนั้น พวกขุนนางทั้งหลายตอบว่าตามชาวบ้านเรียกว่าน้ำ
ไม่มีรากนั้น ไปตักตามบ่อหรือตามคลองตักมาแล้วเดินมาไม่หันหน้ากลับไป และ
มิให้หยดลงแผ่นดิน ดังนี้เรียกว่าน้ำไม่มีรากเห้งเจียว่า น้ำตามบ่อหรือลำคลองหรือแม่น้ำก็ยังเรียกว่ามีรากน้ำของข้าพเจ้า
ว่าไม่มีรากนั้น คือน้ำในอากาศที่ตกลงไม่ถึงดินนั้น แหละเรียกว่าน้ำไม่มีราก พวก
ขุนนางทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นต้องคอยน้ำฝนจึงกินยา
ขุนนางทั้งหลายก็พร้อมกันคำนับลาเห้งเจีย นำยากลับเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึง
ก็ถวายพระเจ้าแผ่นดินฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กมีพระทัยยินดี จึงให้ขุนนางรับยามาแล้วตรัสถามว่า
คือเป็นยาอะไร ขุนนางกราบทูลว่าท่านซึ่งเล่าเอี้ยบอกว่า ยาโอกิมตันให้ใช้น้ำไม่มี
รากเป็นกระสาย จึงรับสั่งให้ขุนนางเอาคนโทไปตักน้ำไม่มีราก พวกขุนนางกราบ
ทูลว่าท่านเล่าเอี้ยบอกว่าน้ำบ่อน้ำคลองนั้นมิใช่น้ำไม่มีราก ให้เอาน้ำกลางอากาศ
ที่ตกยังไม่ทันถึงดินจึงจะได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสังให้พราหมณ์มาตังพิธีขอฝนฝ่ายเห้งเจียอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วยจึงเรียกโป๊ยก่ายมาปรึกษาว่า พี่สั่งให้ขุนนางหา
น้ำไม่มีรากทำกระสายยา เวลานี้ก็เป็นการรีบร้อนทำอย่างไรจึงจะได้น้ำฝนให้ทันการ
พี่พิจารณาดูพระเจ้าแผ่นดินจิตศรัทธาทางกุศลมาก มีบุญญาธิการได้สร้างสมมา
ควรเป็นเจ้า จำเราจะต้องช่วยให้ตลอดกาล จึงจะเห็นคุณยาของเรา โป๊ยก่ายถามว่า
พี่จะคิดช่วยอย่างไร เห้งเจียจึงเรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ให้มายืนอยู่ซ้ายขวา เห้ง
เจียทำกิริยาร่ายพระคาถาเรียกพระยานาค บัดเดี้ยวใจแลไปข้างทิศตะวันออก
เห็นมีม้วนเมฆตั้งขึ้นออกดำในท้องฟ้า แล้วเมฆนั้นก็ลอยมาในอากาศตรงที่เห้งเจีย
ยืนอยู่ ก็ร้องเรียกว่าท่านไต้เซียข้าพเจ้าพระยานาคเง่าก๊วง ทิศบูรพามาหาท่านมี
ธุระประการใดหรือเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่อาจกวน ซึ่งเชิญท่านมาครั้งนี้หวัง
จะขอน้ำไม่มีราก ให้แก่เจ้าเมืองจูจี้ก๊กเพื่อจะทำน้ำกระสายยา พระยาเล่งอ๋อง
พูดว่าท่านไต้เซียมิได้บอกว่าจะต้องการน้ำฝน ข้าพเจ้าก็หาได้เอาเครื่องสำหรับ
ทำฝนนั้นมาไม่ ทำอย่างไรจึงจะทำฝนได้เล่า เห้งเจียพูดว่าไม่ต้องทำฝนมาก จะ
ขอแต่สักหน่อยเดียวพอทำน้ำกระสายยาเท่านั้น พระยาเล่งอ๋องว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้า
จะพ่นน้ำลายก็พอกินยา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ ขอ
ท่านได้รีบทำเถิด พระยาเล่งอ๋องก็ค่อย ๆ เคลื่อนเมฆลงมาต่ำยังปราสาทแล้ว ก็
พ่นน้ำลายลงไปเป็นฝอยแปรเป็นฝนตกใสสะอาดฝ่ายพวกข้าราชการทั้งหลายพากันสรรเสริญว่า เจ้าของเรามีบุญญาธิการมาก
เทพยดาจึงบันดาลให้ฝนตก ก็พากันเอาคนโทมารองน้ำฝนได้สองคนโท ครั้นฝน
ตกแล้วพระยาเล่งอ๋องก็เลิกลาเห้งเจียกลับไปยังที่อยู่ตามเดิม พวกข้าราชการก็
นำน้ำฝนสองคนโทนั้นมาถวายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊ก พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก็กรับให้
นำน้ำฝนนั้นไปในพระตำหนักในพระองค์ก็เสด็จกลับเข้าไปจะเสวยพระโอสถ แล้ว
ขึ้นประทับบนที่พระบรรทมจึงเอายาสามเม็ดนั้นมาแบ่งเป็นสามครั้ง ๆ ละเม็ดเสวย
เม็ดแรกลงไปสักประเดี้ยว พระอุทรก็มีเสียงดังลั่นท่าจะถ่ายพระบังค่นหนัก เจ้า
พนักงานก็เอาหม้อมารองในทันใดก็ถ่ายพระบังคนหนักลงสี่ห้าครั้ง พระองค์ล้ม
ลงกับพระแท่นที่บรรทม พวกพนักงานนางในที่เอาหม้อมาตรวจดูเห็นล้วนแต่
เมือกคาวเท่านั้นเหม็นและเสมหะสิ่งโสโครกทั้งสิ้น นางเหล่านั้นจึงมากราบทูลว่า
ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่ถ่ายออกมานั้น ล้วนแต่สิ่งโสโครกอันเป็นเชื้อของโรค
ออกมาหมดแล้วพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังนางพระสนมกราบทูลดังนั้นก็ดีพระทัยจึงเสวยพระ
โอรสอีกเม็ดหนึ่ง สักประเดี๋ยวก็มีพระกำลังเกิดขึ้นทรงรู้สึกพระองค์โปร่งขึ้นยังเดิม
จึงเสด็จลงจากแท่นแต่งพระองค์ออกขุนนาง เห็นพระถังซัมจั้งก็ลดพระองค์ลง
นมัสการ พระถังซัมจั้งก็ลดลงคำนับ จึงเสด็จมาจับมือพระถังซัมจั้ง แล้วมีรับสั่ง
ให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ร่างหนังสือ ไปเชิญท่านเล่าเอี้ยกับพี่น้องทั้งสามมาว่า
บัดนี้ขอบคุณเป็นที่สุดแล้ว ขอเชิญเข้ามายังพระราชวังใน แล้วรับสังให้ขุนนาง
พนักงานโต๊ะจัดเครื่องโต๊ะเตรียมไว้ยังปราสาทตังก๊อกจะตอบแทนคุณพวกขุนนาง
พนักงานก็ไปจัดการเตรียมไว้ตามรับสั่งทุกประการแล้ว ก็ไปเชิญเห้งเจียกับพี่น้อง
ทั้งสามคนเข้าไปในพระราชวังขึ้นไปยังปราสาทตังก๊อก แลเห็นพระเจ้าแผ่นดินกับ
พระถังซัมจัง คนทั้งสามก็ลดลงคำนับแล้วก็เดินเข้านั่งโต๊ะ ขุนนางทั้งหลายก็นั่ง
ตามลำดับ เห้งเจียพี่น้องแลไปดูก็เห็นเครื่องที่ตั้งบนโต๊ะล้วนแต่ของโอชารส ทั้ง
แจทั้งโซมีพร้อมเรียบเรียงวางไว้เป็นลำดับฝ่ายเจ้าเมืองจูจี้ก๊กเห็นเรียบร้อยพร้อมเพรียงแล้ว ก็เสด็จมาทางรินสุราส่งให้
เห้งเจียถ้วยหนึ่ง เห้งเจียก็รับสองมือมาดื่มหมดทรงรินอีกถ้วยหนึ่งมาส่งให้ก็รับ
ดื่มหมด พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสรวลตรัสว่า จะต้องให้ครบสามถ้วย ส่งอีก
ถ้วยหนึ่งเห้งเจียก็รับมาดื่มหมด ทรงตรัสว่าจะต้องให้เป็นสี่ฤดู จึงรับสั่งให้ขุนนาง
รินให้อีกถ้วยหนึ่ง เห้งเจียกับมาถือไว้แต่ยังหาทันจะดื่มไม่ โป๊ยก่ายเห็นสุราไม่
มาถึงก็พูดขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทราบการที่ประสมและบดยาข้าพเจ้าได้ช่วย และ
ในยานันมีม้า เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น วิตกกลัวคนอื่นจะรู้ความ ก็ชิงส่ง
ถ้วยสุราให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็รับมาดื่มแล้วก็ไม่พูดต่อไปส่วนพระเจ้าแผ่นดินได้ยินโป๊ยก่ายพูดแปลก จึงทรงถามว่าอะไรในยามีม้า
เห้งเจียชิงทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าเมื่อประกอบยา ก็คิดเอาสิ่งที่ดีควรประกอบให้แก้
พระโรคของพระองค์ได้เป็นประมาณ เธออยากจะให้ทรงทราบว่าสิ่งที่ดีนั้น เรียก
ว่า (ม้าเต้าเล้ง) มีประกอบในเม็ดยาของพระองค์นั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถาม
ขุนนางฝ่ายแพทย์ว่าม้าเต้าเล้งเป็นสิ่งอะไร พวกขุนนางแพทย์กราบทูลว่าม้าเต้าเล้งนี้
รสขมแต่เย็นแก้กระหายอิดโรยและเสมหะให้สะดวก กำจัดน้ำเหลืองที่ให้เกิดพยาธิ
และไม่ไอปรกติดี พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระสรวลตรัสว่าควรต้อง
การก็ประกอบดีแล้ว พระองค์รินสุรามาส่งให้โป๊ยก่ายอีกสองถ้วย โป๊ยก่ายก็รับ
มาดื่มแล้วพระองค์จึงทรงรินให้ซัวเจ็งอีกสามถ้วย ต่างก็เข้านั่งโต๊ะที่กินตามสบาย
แล้วพระเจ้าแผ่นดินทรงรินสุราใส่ถ้วยแก้วใหญ่ส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็ยืนขึ้นรับ
แล้วก็ทูลว่า ขอพระองค์ประทับให้สบายเถิด ข้าพเจ้าจะรับพระราชทานตามสบาย
ใจ ไม่ละเป็นอันขาดพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าคุณของท่านมีน้ำหนักดุจภูเขาใหญ่ วิตกแต่จะตอบแทน
ท่านไม่พอเพียง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงให้ท่านอีกแก้วใหญ่ และจะขออนุญาต
ไต่ถามบ้างเล็กน้อย เห้งเจียว่าขอพระองค์ได้ทรงถามตามที่ต้องประสงค์ แล้ว
ข้าพเจ้าจึงจะดื่มถวาย พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่าตัวข้าพเจ้าตรอมใจเจ็บมาสองปี
แล้ว บัดนี้ได้กินยาประสิทธิคุณของท่านก็หายแล้ว เห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่าเมื่อ
วานนี้ข้าพเจ้าได้แสดงว่า พระองค์ประชวรพระโรคตรอมพระทัย ไม่ทราบว่าพระ
องค์ตรอมพระทัยด้วยเหตุอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียถามดังนั้นจึงตรัสว่า
คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ความอายในบ้านไม่ควรให้คนนอกบ้านรู้) ขัดด้วยท่าน
มีคุณข้าพเจ้าก็ต้องเล่าให้ท่านฟัง เห้งเจียว่าขอพระองค์จงแสดงเถิดหากเป็นประ
โยชน์ของพระองค์จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านซึงเล่าเอี๊ยตั้งแต่ออกจากเมือง
ไต้ถังข้ามมาได้ก็เมืองแล้วจึงได้มาถึงนี เห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้ามาได้หกหัวเมืองแล้ว
พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าเมืองทังหลายเหล่านันที่เป็นเบืองของพระเจ้าแผ่นดิน
ยศศักดิ์ตั้งแต่งกันอย่างไร เห้งเจียทูลว่าถ้าเมียหลวงเรียกว่าเจี๊ยเกง เมียรองเรียก
ตังเกง เมียที่สามเรียกว่าโซเกง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าหาได้ตั้งอย่าง
นั้นไม่ เมียที่หนึ่งเรียกกิมเชี้ยเกง เมียที่สองเรียกว่าเง็กเซี้ยเกง เมียตรีเรียกงึ้นเกง
ทั้งสองนี้อยู่ในตำหนักเห้งเจียทูลถามว่าก็กิมเชี้ยเกงนั้นไปข้างไหนจึงไม่มีอยู่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง
ฟังเห้งเจียถาม ก็บังเกิดความโทมนัส ทรงพระกันแสงตรัสว่ามิได้อยู่สามปีแล้ว
เห้งเจียทูลถามว่าเหตุใดเล่าจึงมิได้อยู่ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วย
พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าสามปีก่อนเวลาถดูเดือนเจ็ด ข้าพเจ้าพาพวกสนมนางใน
และเมียทั้งสามไปยังสวนดอกไม้พักอยู่ที่หอ (หลิวไฮ้เต๊ง) เสวยสุราชมดอกไม้เล่น
และดูการแข่งเรือบังเอิญเกิดลมพายุใหญ่ และเห็นบนอากาศมีปีศาจยักษ์ตนหนึ่ง
หน้าตาดุร้ายบอกว่าชื่อไช้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขา (ขี้ลินซัว) ถ้ำเก๊ยเฉียต้องไม่มีภรรยา
ได้ข่าวว่ากิมเชี้ยเกง รูปร่างลักษณะสวยสะอาดงาม จึงให้ข้าพเจ้าส่งตัวไปให้มัน
แม้ไม่ส่งตัวกิมเซี้ยเกงให้มัน มันจะกินข้าพเจ้าเสียก่อน แล้วจะกินขุนนางและราษฎร
ให้หมดทั้งเมือง ข้าพเจ้ามีความสงสารแก่อาณาประชาชนและบ้านเมือง แต่ไม่รู้
ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงต้องส่งกิมเซี้ยเกงให้แก่มันไป อาศัยเหตุนี้จึงมีความทุกข์
โศกโทมนัสตรอมใจ คิดถึงกิมเซี้ยเกง อยู่มิได้จะรู้วายเลยจึงได้บังเกิดโรคเจ็บป่วย
ทรมานกายมาถึงสามปีแล้ว บัดนี้ได้กินยาของท่านก็ถ่ายซึ่งของโสโครกที่เกรอะ
กรังขังอยู่มานานวันนั้นสิ้นแล้ว บัดนี้กายและใจก็เป็นปรกติมีกำลังยิ่งกว่าแต่ก่อนเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความอิ่มใจรื่นเริงยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงยกถ้วยแก้วสุราขึ้น
ดื่มสองทีก็หมดหัวเราะแล้วทูลถามว่าพระองค์คือเป็นพระโรคเศร้าหมองพระทัย
มาพบข้าพเจ้าพระโรคจึงหาย แต่ยังไม่ทราบว่าพระองค์จะพอพระทัยให้กิมเซี้ยเกง
นั้นกลับมาหรือไม่ พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กตรัสว่าข้าพเจ้ามีความคิดถึงอยู่เสมอมิได้
ขาดแต่จนใจด้วยไม่มีผู้ใดจะช่วยได้ ก็ต้องจนใจอยู่จะทำประการใดได้ เห้งเจียว่า
ข้าพเจ้าจะอาสาพระองค์ไปปราบยักษ์กำจัดปิศาจร้าย ให้พระองค์แต่พระองค์จะ
เห็นควรหรือไม่พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ลดพระองค์ลงตรัสว่าหากท่านเล่า
เอี๊ยช่วยให้กลับมาได้ ข้าพเจ้าจะพาบุตรภรรยาออกจากราชสมบัติลดตัวลงเป็นไพร่
จะยกราชสมบัติให้แก่ท่านเล่าเอี้ยเป็นเจ้า โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้น ได้ยินพูดว่าจะยก
ราชสมบัติให้ดังนั้น ก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้จะเสีย
ตระกูลเจ้าเสียแล้ว ทำไมจึงอยากได้แต่เมีย เอาสมบัติเจ้าไปยกให้แก่พวกเดิน
หนดังนี้ เห้งเจียก็ลงพยุงพระองค์ขึ้นแล้ว จึงทูลถามว่าตั้งแต่ปิศาจยักษ์ลักนาง
กิมเซี้ยเกงไปแล้ว ต่อภายหลังยังเคยมาบ้างหรือไม่พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อปีเอาไปเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำ ครั้นเดือนสิบสองมัน
มาเอาสาวใช้ไปอีกสองคน ข้าพเจ้าก็ต้องให้ไป เมื่อปีแล้วมานี้เดือนห้ามาเอาไป
อีกสองคน ยังไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมาเอาไปอีก เห้งเจียทูลถามว่าก็ปิศาจยักษ์มา
เนืองๆ ดังนั้น ก็พระองค์ไม่กลัวหรือ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเห็นมันมา
เนื่อง ๆ ดังนั้น มีความกลัวสะดุ้งหวาดวิตกว่ามันจะทำร้ายเอา เพราะฉะนั้นจึง
ให้สร้างตำหนักสำหรับซ่อนปิศาจ ถ้าได้ยินเสียงลมมาก็พาสนมนางในเข้าไปแอบ
อยู่ในตำหนักนั้นเห้งเจียทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดชี้ตำหนักสำหรับหนีปิศาจให้ข้าพเจ้าดูจะเป็น
ประการใด พระเจ้าแผ่นดินจึงพาเห้งเจียออกจากที่กินโต๊ะ พวกขุนนางต่างก็ผุด
ลุกออกจากที่โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ทำไมจึงไม่รู้ธรรมเนียม กำลังกินโต๊ะโดยสำราญ
ทำให้แตกไปหมดจะไปดูอะไรที่ไหน พระเจ้าแผ่นดินเห็นโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ทรง
ทราบว่า โป๊ยก่ายหนักในการกิน จึงสั่งพนักงานให้ยกโต๊ะไปที่ตำหนักหนีปิศาจตั้ง
คอยท่า โป๊ยก่ายเห็นพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นก็นิ่งอยู่ มิได้พูดอะไรต่อไป ก็พร้อม
กันทั้งพระถังซัมจั่งไปด้วย พวกขุนนางก็เดินตามกันมา เจ้าแผ่นดินกับเห้งเจียก็
จับมือกันเดินข้ามตำหนักเสด็จมายังสวนหลวง แลไปก็ไม่เห็นตำหนักอะไรที่ไหนเห้งเจียจึงทูลถามว่าตำหนักนั้นอยู่ที่ไหน พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นขันที
สองคน ถือเหล็กซะแลงมางัดที่พื้นดินนั้นขึ้น ศิลาสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่งเป็นเครื่องปิดอยู่
พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าตรงนั้นลงไปลึกสามวา ที่ใต้นั้นทำเป็นตำหนักเก้าห้อง ใน
นั้นมีกระถางใหญ่สี่กระถาง สำหรับใส่น้ำมันไว้เต็มตามไฟไว้เสมอทั้งกลางคืนและ
กลางวัน ถ้าได้ยินมีลมพายุมาข้าพเจ้าก็หนีลงซ่อนอยู่ใต้นั้น ให้คนเอาศิลามาปิด
เสีย เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันยังไม่คิดร้ายถ้าหากมันคิดร้ายแล้ว ที่เช่นนี้ที่ไหนจะคุ้มได้
เมื่อเวลากำลังเห้งเจียพูดอยู่นั้นก็พอได้ยินเสียงลมพายุพัดมาอู้ ๆ ฝุ่นและผงคลี
ฟุ้งมืดฟ้ามัวฝนไปทั้งอากาศ พวกขุนนางทั้งหลายพากันโกรธเห้งเจีย โดยความ
ตกใจกลัว พากันพูดว่า ท่านเล่าเอี้ยนี้ปากกินเค็มพูดถึงปิศาจยักษ์ขึ้น ปิศาจก็
มาทันทีพระเจ้าแผ่นดินก็ตกใจกลัวผละจากเห้งเจียหนีลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้นั้น
พระถังซัมจั้งก็วิ่งมาลงไปอยู่ด้วย ด้วยพวกขุนนางก็พาแอบหนีซ่อนเร้นไปหมดสิ้น
โป๊ยก่ายซัวเจ้งจะพลอยวิ่งไปด้วย เห้งเจียยึดไว้คนละมือก็หนีไปมิได้ เห้งเจียพูด
ว่าน้องอย่ากลัวจงช่วยกันจำให้แน่ว่ามันเป็นปีศาจอะไรโป๊ยก่ายซัวเจ้งหนีไปไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย ไม่ช้าอีกสักประเดี้ยวก็แลเห็น
บนอากาศ เป็นปิศาจยักษ์ตนหนึ่งตรงเข้ามา เห้งเจียถามโป๊ยก่ายว่า จำได้หรือ
ไม่ว่าเป็นปิศาจอะไร โป๊ยก่ายซัวเจ็งตอบว่าจำไม่ได้ เห้งเจียจึงพูดว่าปิศาจนี้ มัน
เป็นคนของท่านตังงักเทียนฉีสำหรับเป็นผู้เฝ้าประตู โป๊ยก่ายพูดว่า ธรรมดาปิศาจ
ผีมันย่อมออกกลางคืน เวลานี้พึ่งเที่ยงผีที่ไหนจะมา เห็นจะเป็น (ไซ้ทั้ยส่วย)
ดอกกระมังเห้งเจียว่าถ้ากระนั้นน้องสองคนอยู่นี่ ไว้พี่จะขึ้นไปถามดูเพื่อจะได้รู้ว่าจะเป็น
อะไรแน่ เห้งเจียเตรียมตัวมั่นคงเข็งแรงแล้วก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศขวางหน้า
ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายมารร้ายเอ็งอยู่ที่ไหนเป็นยักษ์มารชนิดใดจะ
ไปข้างไหน มีธุระอะไรมาถึงที่นี่ทำไมจะมาอวดดีที่นี่หรือ ยักษ์ได้ฟังเห้งเจียร้อง
ถามด้วยกิริยาอันห้าวหาญดังนัน จึงตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วตอบว่า เรามิใช่คนอื่น
คือเซียนฮองของท่านไช้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขาขี้ลินซัวถ้ำเก๊ยเฮียต๋อง เรารับคำสั่ง
ของท่านมาเอานางสาวใช้อีกสองคนไปรับใช้กิมเชี้ยเกงเนี้ย เจ้าเป็นคนอะไรที่ไหน
อาจสามารถมาถามเราทำไม เห้งเจียตอบว่าเราคือซีเทียนไต้เซียซึงหงอคง เพราะ
เรารักษาพระถังซัมจั้งไปไซที เพื่อจะอาราธนาพระธรรม เพราะว่าข้ามมาทางนี้จึง
รู้ข่าวว่าเจ้าเป็นยักษ์ร้าย ทำการหมิ่นประมาทเจ้าเมืองจะไปหาเจ้าก็ไม่รู้แห่งที่อยู่
บัดนี้เจ้าเอาชีวิตมาส่งถึงมือฉะนี้ดีแล้ว ปิศาจยักษ์ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มิได้
รอรั้งยกทวนขึ้นแทงเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับรบกันโดยสามารถได้สองเพลง
เห้งเจียตีปิศาจด้วยกระบอกถูกทวนหักเป็นสองท่อน ก็ตกใจหลบหนีตามลมไป
ทางทิศตะวันตก เห้งเจียก็มิได้ไล่ตามลดลงมายังพื้น เดินมาที่ตำหนักซ่อนปิศาจ
ร้องเรียกว่าพระอาจารย์จงเชิญพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาเถิด ปิศาจยักษ์นั้นข้าพเจ้า
ขับหนีไปแล้วฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อได้ยินเห้งเจียเรียก ก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาจากอุโมงค์
แลเห็นท้องฟ้าใสสว่างดี มิได้เห็นปิศาจพระองค์ก็เสด็จมาที่ตั้งโต๊ะนั้น ทรงหยิบ
ป้านสุรามารินใส่ถ้วยทองคำแล้วก็มาส่งให้เห้งเจียตรัสว่า ขอท่านเล่าเอี้ยรับของ
คำนับแห่งข้าพเจ้าเป็นกิริยาก่อน เห้งเจียก็รับถ้วยสุรามาถือไว้แล้ว ได้ยินขุนนาง
มาทูลว่าประตูเมืองข้างทิศปราจีนเกิดไฟไหม้ เห้งเจียได้ยินขุนนางมาทูลดังนั้น
ก็ขว้างถ้วยไปเสียงดังสนั่นถ้วยสุราก็ตกลงอยู่กับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็
ตกพระทัยลดพระองค์คำนับเห้งเจียถามว่า ท่านเล่าเอี๊ยจะมีความผิดใจอะไรหรือ
จงขออนุญาตโทษแห่งข้าพเจ้า ขอเชิญท่านขึ้นบนแท่น ข้าพเจ้าจะได้เคารพขอบ
คุณท่านเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า หาใช่เช่นนั้นไม่บัดเดี๋ยวจะมีขุนนางมากราบทูลว่า
มีฝนใหญ่ตกลงมาดับไฟเสียสิ้นแล้ว ทั่วทั้งถนนจะเหม็นกลิ่นสุราไปทั้งสิ้น แล้ว
เห้งเจียพูดว่าปิศาจยักษ์แพ้หนีไปข้าพเจ้าไม่ตาม มันจึงทิ้งไฟให้ไหม้ประตูเมือง
ทิศตะวันตก ข้าพเจ้าจึงเอาถ้วยสุราขว้างไปบันดาลเป็นฝนดับไฟนั้นหาใช่ผิดใจ
อะไรต่อพระองค์ไม่ และชาวเมืองก็หาได้ทราบความตลอดไม่ ครั้นเห้งเจียชี้แจง
ดังนั้น ก็ยิ่งมีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงเชิญพระถังซัมจั่งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งขึ้นไป
ยังปราสาทใหญ่ ในพระทัยจะใคร่มอบราชสมบัติให้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่า ขอ
พระองค์ทรงทราบ อันปิศาจนั้นบอกนามว่าเป็นทหารของไซ้ทั้ยส่วยใช้ให้มาเอา
นางสนมไปรับใช้สอย กิมเซี้ยเกงเนี้ย บัดนี้มันพ่ายแพ้ไปคงจะกลับไปบอกนายมัน
เห็นคงจะกลับมาชิงซัยอีกเป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นว่า ครั้นจะรอให้มันมาก็จะเกิด
เดือดร้อนแก่อาณาประชาชนจะพากันวิตกทุกข์ร้อน ทั้งพระองค์ก็จะตกพระทัยแล้ว
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าหมายจะรีบไปรบสกัดไว้เสียก่อน จะได้รับกิมเซี้ยเกงมาเมือง
แต่หารู้จักทางที่จะไปไม่ และไม่ทราบว่าทางจะไกลสักเท่าใดพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเคยให้คนไปสืบข่าวทั้งไปทั้งมาไม่หยุดห้าสิบ
วัน ทางนั้นประมาณสามพันโยชน์อยู่ทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงเรียก
โป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาสั่งว่า น้องทั้งสองจงอยู่คอยรักษาพระอาจารย์ พี่จะไปสืบข่าว
ดูให้รู้เหตุแล้วจะกลับ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงมายึดเห้งเจียว่า ขอ
ท่านเล่าเอี๊ยพักสักวันหนึ่งให้สบายก่อน รอให้คนจัดหาเสบียงไปกินตามทางด้วย
และเลือกม้าที่มีฝีเท้าจะได้ขี่ไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอย่างที่
พระองค์ทรงคิดนั้น ข้ามห้วยข้ามเขาทางเดินลำบาก แต่ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอันทาง
ไกลสามพันโยชน์นั้น ถ้วยสุราที่รินไว้ก็ยังไม่ทันจะเย็น พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า
ท่านเล่าเอี้ยอย่าหลอกข้าพเจ้า รูปและลักษณะของท่านคล้ายกับวานร จะมี
กันล้มตายไม่เหลือแต่สักคนเดียว เวลานั้นนายเราก็จะชิงเอาเมืองตั้งตัวเป็นฮ่องเต้
พวกเราก็จะได้เป็นขุนนางกันทั้งสิ้นถึงดังนั้นก็จริงตามแต่การเล็กใหญ่ อันที่จริง
สุดแท้แต่เบื้องบนจะกำหนดเอาเป็นแน่ก็ยากเห้งเจียได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย จึงคิดว่าปิศาจนี้มันพูดฟังดูก็ยังมีความดี
คือข้อที่มันว่าสุดแท้แต่เบื้องบนกำหนดยังมิได้ ข้อที่ว่าได้กิมเซี้ยเกงไปไว้ แต่ถูก
ต้องไม่ได้นั้นยังหาเข้าใจว่าเป็นเหตุอย่างไรไม่ จำเราจะต้องถามมันดูให้รู้เรื่อง เห้งเจีย
ก็ผละออกจากปิศาจโผบินไปข้างหน้าสักสองสามเส้น แปลงเป็นคนถือบวชหนุ่ม
น้อยคนหนึ่งบนศีรษะไว้ผมสองแหยมตัวนุ่งห่มอย่างถือบวช มือถือลูกประคำชัก
พลางภาวนาพลางเดินข้ามชายเขามาตรงปะทะหน้าปิศาจ ก็ลดตัวลงปราศรัย
ถามว่า ท่านจะไปส่งหนังสือที่ไหนปิศาจก็ชะงักดูเหมือนคนเคยรู้จัก จึงยั้งไม้ไม่ตีม้าล่อหัวเราะแล้วคำนับตอบว่า
ไต้อ๋องนายข้าพเจ้าใช้ให้เอาหนังสือนัดรบลงไปเมืองจูจี้ก๊ก เห้งเจียแกล้งถามว่า
เจ้าเมืองจูจี๋ก๊กได้พูดกันว่า ได้ยกนางกิมเซี้ยเกงให้ไปมิใช่หรือ ปิศาจตอบว่าเมื่อ
ปีก่อนได้รับนางไปแล้วเวลานั้นมีเทพารักษ์ให้เสื้อนางกิมเซี้ยเกงตัวหนึ่งนางก็
สวมเสื้อตัวนั้นเข้าแล้ว ทั่วสรรพางค์กายนางก็เกิดเป็นเข็มแหลมไต้อ๋องไม่อาจถูก
ต้อง ครั้นว่าขืนจะเข้าถูกต้องก็เจ็บปวดดุจว่าถูกเข็มแทง จึงไม่รู้ที่ว่าจะทำประการ
ใดได้ ตั้งแต่ได้นางมาจนบัดนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องสิ่งใดได้ เมื่อวันก่อนไต้อ๋องใช้ให้เซียน
ฮองลงไปเมืองจูจี้ก๊ก จับนางสาวใช้มาให้รับใช้นางกิมเชี้ยเกง ถูกอ้ายซึงหงอคง
อะไรไม่รู้มันตีเซียนฮองแพ้กลับมา บัดนี้ไต้อ๋องมีความโกรธจัดใช้ให้ข้าพเจ้าเอา
หนังสือนัดรบลงไปให้เห้งเจียถามว่าทำไมไต้อ๋องจึงได้รีบร้อนดังนั้นเล่าปิศาจพูดว่าใจของไต้อ๋อง
เธอรีบร้อนดังนั้นเอง เห้งเจียพูดว่าทำไมท่านไม่ซักนำในทางธรรมให้เธอแก้ความ
เศร้าโศกใจบ้างเล่า พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็ลาปิศาจเดินไปฝ่ายปีศาจก็ตีม้าล่อเดินไปพอคล้อยหลังเห้งเจียก็เอากระบองตีถูกปีศาจล้มลง
ถึงแก่ความตายอยู่กับที่ เห้งเจียนึกเสียใจว่ามิได้ถามมันว่าชื่อไร จึงเก็บเอาหนังสือ
ที่ตัวปิศาจซ่อนไว้ในตัวแล้วก็เอาธงกับม้าล่อเก็บซ่อนไว้ในหญ้าที่รก แล้วจับขา
ปิศาจลากทิ้งลงไปก็ได้ยินดังทีหนึ่ง เหลียวไปดูก็แลเห็นป้ายงาตั้งอยู่ข้างนั้น มี
อักษรว่าปิศาจสนิทที่ใช้มานั้นชื่อ (มีมามีไป) เห้งเจียแลเห็นก็หัวเราะว่าอ้ายปิศาจ
นี้มันชื่อ (มีมามีไป) มาถูกตะบองทีหนึ่งมีมาก็มีไม่ไป เห้งเจียจึงแกะเอาป้ายนั้นมา
เก็บไว้กับเอวแล้ว ก็จะใคร่เอาซากศพนั้นทิ้งลงไปในห้วยก็นึกถึงไฟร้ายนั้นไม่อาจ
ไปถึงถ้ำปิศาจ ก็เอากระบองกระทุ้งที่อกปิศาจทะลุแล้วจึงหิ้วเหาะขึ้นกลางอากาศ
กลับไปยังเมืองบอกข่าวเล่าความชอบครั้งแรก เหาะกลับมาประเดี้ยวก็ถึงพระราชวัง
เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นเอาซากศพทิ้งลงที่หน้าบันได จึงเรียกโป๊ยก่ายให้นิมนต์พระ
อาจารย์ลงมา พระถังซัมจั้งได้ยินเสียงเห้งเจียก็ลงไป เห้งเจียก็เอาหนังสือฉบับ
นั้นยัดใส่ในมือเสื้ออาจารย์แล้ว สั่งว่าพระอาจารย์ท่านจงเก็บไปอย่าให้เจ้าเมืองเห็น
พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาตรัสถามว่า ท่านเล่าเอี้ยมาแล้วอันการที่
ไปจับปิศาจนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เห้งเจียเอามือชี้ที่บันไดและทูลว่านั้นมิใช่ปิศาจ
หรือถูกมือข้าพเจ้าตีตายเสียแล้วพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้วจึงตรัสว่า ปิศาจก็จริงแต่มิใช่ปิศาจไช้ทั้ยส่วย
ด้วยข้าพเจ้าเคยเห็นมันสองครั้งแล้ว ตัวมันสูงกว่าสี่ศอกหน้าอ้วนท้วนเป็นมันเงา
เหลืองดุจสีทองเสียงดุจฟ้าลั่นอ้ายคนนี้รูปร่างหยาบคายดังนี้ไม่ใช่ เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่าจริงดังพระองค์ตรัสไม่ใช่ อ้ายนี้มันเป็นคนใช้ธุระการบอกเหตุ มันเดิน
มาพบข้าพเจ้า ๆ จึงได้ตีตายนำมาบอกเอาความชอบครั้งแรก พระเจ้าแผ่นดินได้
ทรงฟังจึงตรัสว่าดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ให้คนไปสืบข่าวเสมอก็มิได้ข่าว ท่านเล่าเอี๊ย
ออกไปครั้งเดียวก็จับได้ปิศาจมา จึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานยกสุรามาให้เล่าเอี้ยรื่นเริงเห้งเจียทูลว่าสุรานั้นเป็นการเล็กน้อย ข้าพเจ้าขอทูลถามพระองค์ว่า นาง
กิมเซี้ยเกงเมื่อจากพระองค์ไปได้ ถวายสิ่งใดไว้แก่พระองค์เพื่อแสดงความอาลัย
บ้างหรือเปล่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจูจี๋
ก๊กได้ฟังเห้งเจียถามดุจใครเอาปลายมีดมาแทงเข้าที่ทรวงอก นึกขึ้นได้ก็ทรงพระ
กันแสงน้ำพระเนตรไหลตกลงอาบพระพักตร์ แล้วตรัสแก่เห้งเจียว่าเมื่อฤดูเดือน
เจ็ดขึ้นห้าค่ำไช้ทั้ยส่วยยักษ์ร้ายทำเสียงดังฟ้าลั่นชิงนางไปโดยเป็นเวลารุกรานก็
หาได้สั่งเสียสิ่งใดไว้เป็นสำคัญไม่ เห้งเจียทูลถามว่าเมื่อนางจากไปไม่มีสิงสำคัญ
สิ่งของที่รักนั้นจะไม่มีบ้างหรือ หากว่ามีสิ่งอันใดบ้างขอพระราชทานให้ข้าพเจ้าสักสิ่ง
หนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะเอาไปทำอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าปิศาจ
ยักษ์นั้น มีฤทธาอานุภาพโดยเชี่ยวชาญข้าพเจ้าเห็นมันปล่อยไฟปล่อยทรายออก
มา พิเคราะห์ดูจะกำจัดก็แสนยากหากว่ากำจัดปิศาจได้ นางไม่เคยรู้จักแก่ข้าพเจ้า
ก็จะไม่ตามมา ถ้ามีของสำคัญอะไรสักสิ่งหนึ่งที่นางเคยใช้อยู่ทุกวัน นำไปให้นาง
เห็นเป็นพยาน นางคงจะเชื่อฉะนั้นจึงจะต้องนำของสำคัญไปสำหรับธุระในข้อนี้พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้นจึงตรัสว่าของที่รักนั้นประคำทองคู่หนึ่ง
นางเคยสวมข้อมืออยู่ทุกวัน เมื่อวันขึ้นห้าค่ำเดือนเจ็ดนั้นเธอจะผูกไหมห้าสี จึง
ถอดเก็บไว้ในตำหนัก ของสิ่งนี้แหละเป็นของนางเคยใส่ข้อมืออยู่เสมอทุกวัน บัดนี้
เก็บไว้ในตำหนักแต่งตัว ข้าพเจ้าไม่อยากเห็น เพราะว่าเห็นเข้าแล้วก็ให้คิดถึง
โรคจะทวีกำเริบขึ้น เห้งเจียทูลว่าเหตุนั้นพระองค์ไม่ควรกล่าวให้ได้ความโทมนัส
ไปทำไม จงพระราชทานของสิ่งนั้นมาให้ข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้
เง็กเซี้ยเกง ไปนำประคำคู่หนึ่งนั้นมาพระราชทานให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็รับมาใส่
ซ่อนไว้ในมือเสื้อ แล้วสุราก็มิได้รับประทานสำแดงเดชาเหาะขึ้นเวหาลอยละลิ่วไป
บัดเดี๋ยวก็ถึงเขาขี้ลินซัว เที่ยวเดินค้นหาถ้ำ กำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนพูดกันเอะอะ
เห้งเจียยืนพิจารณาดูอยู่โดยละเอียด เห็นที่หน้าถ้ำเก๊ยเฉียต๋องมีคนประมาณสัก
ห้าร้อย คอยรักษาอยู่ที่นั่น เห้งเจียเห็นแล้วก็หันกลับไปที่ตีปิศาจตายนั้น ค้นหา
ธงกับม้าล่อได้แล้ว ก็แปลงเป็นปิศาจที่ถือหนังสือไปนั้นแล้วรีบเดินมาที่ประตูถ้ำ
พวกปิศาจเหล่านั้นก็ถามว่า มีมามีไปแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาแล้ว
พวกเฝ้าประตูบอกว่าจงรีบเข้าไปเถิด ท่านไต้อ้องคอยรออยู่ที่หอเล็กผ้วยเต๊ง เห้งเจีย
ก็เดินเข้าไปตีม้าล่อเข้าในประตูชั้นที่สอง เงยหน้าขึ้นไปดู เห็นเป็นหอใหญ่ดูคึก
ครื้นรโหฐานที่กลางหอมีเก้าอี้ทองตั้งอยู่บนเก้าอี้นั่งเอกเขนกท่วงทีดุร้าย เห้งเจียก็
มิได้ครันคร้ามทำท่าจองหอง ไม่ลดไม่ย่อไม่คำนับ หันหน้ากลับออกมาตีม้าล่อ
เรื่อยไปไม่หยุดปิศาจไต้อ๋องถามว่า มีมามีไปมาแล้วหรือ เห้งเจียไม่ตอบถามอีกว่ามีมามีไป
เจ้ามาแล้วหรือ เห้งเจียก็ไม่ตอบปิศาจไต้อ๋องลุกจากเก้าอี้มายืดมือไว้ถามว่า
ทำไมมาถึงบ้านแล้ว ยังจะตีม้าล่ออยู่อีกเล่าถามก็ไม่พูดนิ่งเฉยดังนี้ เห้งเจียเอา
ม้าล่อทิ้งลงกับพื้นพูดว่าทำอะไรที่ไหน ข้าพเจ้าบอกแล้วว่าไม่ไปยังขีนให้ข้าพเจ้าไป
ครั้นไปถึงก็เห็นผู้คนพลทหารม้าไม่นับได้ตั้งเป็นกระบวนรบอยู่พอข้าพเจ้าไปถึงก็
ร้องว่าให้จับปิศาจ ก็พากันมาจับฉุดลากข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง ก็ได้ยินเจ้าเมือง
สั่งให้เอาข้าพเจ้าไปฆ่าเสีย หากว่าขุนนางทูลทัดทานว่า ธรรมเนียมกระทำศึก
สงคุรามกันไม่ควรฆ่าทูตผู้ถือสาร พระเจ้าแผ่นดินจึงได้ยกโทษปล่อยตัวข้าพเจ้า รับ
หนังสือไปแล้วก็เอาตัวข้าพเจ้าออกมาข้างนอกเฆี่ยนข้าพเจ้าสามสิบทีแล้วไล่ให้
กลับมา ไม่ช้าก็คงจะยกมารบแก่ไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องว่าเจ้าได้เห็นดังนั้นจึงตกใจ
กลับมาถึงพูดไม่ออก ถามอะไรจึงนิ่งเสียดังนี้ เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ดังนั้นก็จะ
อะไรอีกเล่า ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเจ้าได้รู้ว่ามีพลทหารสักเท่าใด เห้งเจียตอบว่า
มันทำข้าพเจ้าตั้งสติแทบไม่อยู่จะเอาใจที่ไหนมาตรวจได้ เห็นมันตั้งกระบวน
อาวุธและพลหารดุจดงงาปิศาจไต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตก แม้ไฟเราออกทีหนึ่งก็จะเป็นจุณไปทั้งสิ้น เจ้าจง
ไปบอกแก่นางกิมเชี้ยเกงให้เธอรู้ข่าว อย่าได้มีความโทมนัสไปเลย เมื่อเวลาเช้า
เธอได้ยินว่าจะยกทัพไปเธอก็ร้องไห้ไม่หยุดเจ้าเข้าไปจงบอกว่าบัดนี้เจ้าเมืองจูจี้
ก๊กตระเตรียมพลทหารแข็งแรงคงจะมีชัยชนะเราเธอจะได้ทุเลาความโศกลงได้บ้าง
เห้งเจียได้ฟังปิศาจไต้อ๋องสั่งดังนั้น ก็มีความยินดีนึกว่าสมคิดเราทั้งนั้น จึงลา
ปิศาจเดินเข้าไปหลังหอนั้น พิเคราะห์ดูห้องหอและตำหนักเรียงรายเป็นลำดับกัน
ก็เดินพ้นแถวมาและเห็นตำหนักหลังหนึ่งงดงามคือเป็นตำหนักที่นางกิมเซี้ยเกงอยู่
เห้งเจียก็เข้าไปมองดูเห็นนางปิศาจเสือปลาและนางปิศาจละมั่ง สองพวกแต่ง
แปลงเป็นสาวน้อยรูปร่างงามนั่งคอยรับใช้สอยอยู่สองข้าง นางกิมเซี้ยเกงกำลัง
นั่งเช็ดน้ำตา เห้งเจียพิศดูรูปร่างเห็นสมควรเป็นมเหสีเอกได้จริง โดยเหตุที่รูปร่าง
ลักษณะงามพร้อม เห้งเจียก็ตรงเข้าไปใกล้ลดตัวลงปราศรัยตามกิริยานางกิมเซี้ยเกงแลเห็นก็หวีดร้องว่า นี่ปิศาจร้ายที่ไหนทำไมไม่มีธรรมเนียมดังนี้
เมื่อเราอยู่เมืองแม้ว่าเสนาบดีจัตุสดมภ์เข้ามาหาเรายังต้องก้มหน้าไม่อาจแลดูเรา
นี่ปิศาจที่ไหนจึงอาจเข้ามาวุ่นวายที่นี่ทำไม พวกปิศาจสาวใช้เหล่านั้นพูดว่า ขอ
เจ้าแม่จงระงับโทษก่อนคนนี้คือคนสนิทของไต้อ๋องชื่อมีมามีไป เมื่อวานนี้ไต้อ้อง
ใช้ให้ถือหนังสือลงไปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กบัดนี้พึ่งกลับมา นางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้น
ก็สะกดใจถามว่าเจ้าลงไปถึงในเมืองหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าถือหนังสือไปจึงพระราชวังใน เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
จูจี้ก๊กแล้วถึงได้ถ้อยคำกลับมา นางถามว่าเจ้าไปเฝ้าเจ้าเมืองได้รับสั่งว่ากระไรแก่
เจ้าบ้าง เห้งเจียตอบว่าเจ้าเมืองโต้ตอบด้วยการจะรบพุ่งชิงชัย ข้าพเจ้าได้บอกแก่
ไต้อ้องทราบแล้ว เจ้าเมืองคิดถึงเนี้ย ๆ ได้สั่งมา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเข้ามา
บอกข่าวแต่ขัดด้วยคนซ้ายขวามากไม่ควรจะพูดความลับนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้น ก็บอกแก่นางสาวใช้เหล่านั้นให้ออกไปเสียข้างนอก
นางเหล่านั้นก็พากันออกไปอยู่นอกประตูเห้งเจียก็มางับประตูเสียแล้วก็แปลง
กลับเป็นรูปเดิม แล้วบอกแก่นางว่าอย่ากลัวข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าอยู่เมืองไต้ถัง
จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ข้ามมาถึงเมืองจูจี้ก๊กอาจารย์ข้าพเจ้าจะ
เข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เห็นเจ้าแผ่นดินประชวรข้าพเจ้ารักษาหายแล้ว
พระเจ้าแผ่นดินจัดโต๊ะเลี้ยงพวกข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินตรัสถึงเรื่องยักษ์ลักจับ
นางไป ข้าพเจ้าขออาสากำจัดยักษ์ร้าย พระเจ้าแผ่นดินจะขอให้ข้าพเจ้าช่วยปราบ
ยักษ์ร้ายจะช่วยนางกลับไปเมือง ที่เซียนฮองพ่ายแพ้มานั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง
ข้าพเจ้าได้ตีปิศาจมีมามีไปนั้นตายเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะเข้ามาก็เห็นประตูมีทหาร
เฝ้าอยู่แน่นหนา ข้าพเจ้าจึงแปลงเป็นปิศาจมีมามีไปเข้ามาบอกข่าวเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้นก็นั่งนิ่งมิได้พูดจาประการใด
ถอดลูกประคำทองออกมาส่งให้นาง แล้วพูดว่าเนี้ย ๆ ไม่เชื่อก็จงดูของสำคัญนี้
เถิดว่าข้าพเจ้าจะได้ที่ไหนมา นางกิมเซี้ยเกงรับมาพิจารณาดูแล้วก็รู้ว่าของ ๆ ตัว
ลุกลงจากที่คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า หากท่านช่วยข้าพเจ้าให้ได้กลับบ้านเมืองได้จริง
ชีวิตหาไม่ก็ไม่ลืมพระเดชพระคุณ ๆ ของท่านเป็นที่สุดแล้ว เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า
ขอถามเนีย ๆ ว่า ที่ปล่อยไฟและควันทรายออกมานั้น คือจะเป็นของวิเศษอะไรไชอิ๋ว ๖๑๓นางบอกว่าของวิเศษอะไรที่ไหนมันมีระฆังเล็กสามระฆัง ระฆังที่หนึ่งออก
แกว่งสันทีหนึ่งมีไฟสว่างขึ้นได้สามร้อยวาเผาคน ระฆังที่สองแกว่งทีหนึ่งเกิดมี
ควันออกสามร้อยวา ระฆังที่สามแกว่งที่หนึ่งก็เกิดมีทรายออกสามร้อยวาเหมือนกัน
ที่เป็นไฟเป็นควันนั้นยังไม่สู้กระไรนัก ที่เป็นทรายนั้นแม้ซัดเข้าจมูกคนก็ถึงแก่ชีวิต
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นพูดว่าร้ายแรงจริง แต่ไม่ทราบว่าระฆังนั้นเอาไว้ที่ไหน นาง
บอกว่ามันไม่กล้าทิ้งห่างกาย ผูกติดอยู่กับบั้นเอวเป็นนิจนั่งนอนยืนเดินก็ไม่ทิ้งเลยเห้งเจียว่าแม้เนี้ย ๆ อยากจะพบกับพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ต้องระงับซึ่งความ
เศร้าหมองเสีย จะได้ทำอุบายเล้าโลมดุจสามีภริยาที่รักกันอย่างยิ่ง ให้มันตายใจ
แล้วเอาระฆังนันให้เนีย ๆ เก็บรักษา ข้าพเจ้าจะได้ลักเอาไป เมื่อกำจัดมันลงได้
แล้วเวลานั้นข้าพเจ้าจะพาเนีย ๆ กลับไปเมืองให้พระองค์เป็นนางเจ้าต่อไปฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังเห้งเจียคิดดังนั้น ก็กระทำตามเห้งเจีย เห้งเจียก็
แปลงกายกลับเป็นปิศาจตามเดิม ออกไปเปิดประตูแล้วเรียกพวกสาวใช้เข้ามา
เฝ้านางเนี้ย ๆ นางเนี้ย ๆ จึงกำซับสั่งปิศาจมีมามีไปว่าเจ้าจงรีบไปเชิญไต้อ๋องเข้า
มานี่เราจะมีธุระพูดอะไรสักหน่อย เห้งเจียก็รับคำรีบเดินออกไปยังหอเล็กพ่วย เข้าไป
บอกแก่ได้อ่องว่าขอใต้อ้องได้ทราบกิมเชียเกงเนียๆขอเชิญใต้อ๋องเข้าไปบัดนีได้อ๋องได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เมื่อก่อนนันพูดจาว่าเราโดยคำหยาบช้า
วันนี้เป็นอย่างไรจึงให้มาเชิญ เห้งเจียพูดว่านางไต่ถามถึงเจ้าเมืองจูจีก๊กข้าพเจ้า
บอกแก่นางว่า บัดนี้เจ้าเมืองยกคนอื่นขึ้นเป็นมเหสีแล้ว ที่ตรงนางมิได้ต้องการแล้ว
นางได้ฟังก็เชื่อสิ้นความอาลัยในเจ้าเมืองจูจี้ก๊ก จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญไต้อ้องฝ่ายปิศาจไต้อ้องเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็ดีใจสรรเสริญว่าเจ้าเข้าใจพูด
ดีแล้ว หากเราปราบเจ้าเมืองจูจี้ก๊กได้แล้วเราจะตั้งให้เจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จ
ราชการแผ่นดิน เห้งเจียก็คำนับขอบคุณ ไต้อ๋องก็เดินเข้าไปยังตำหนักนาง
เห้งเจียก็ตามหลังเข้าไป ครั้นถึงประตูนางก็ทำกิริยายิ้มแย้มชำเลืองเนตรออกมา
เชิญถึงประตู ยื่นมือมาจับมือได้อ๋อง ไต้อ๋องก็ปราศรัยขยับถอยหลังพูดว่า ไม่
อาจกลัวเจ็บมือไม่กล้าจะเข้าใกล้ นางจึงเชิญให้นั่งแล้วก็พูดว่าข้าพเจ้าจะขอพูด
แก่ไต้อ้องสักสองสามคำ ปิศาจว่าเจ้าพอใจจะพูดว่ากระไรก็จงพูดเถิดนางจึงพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งได้เห็นรักใคร่มาสามปีแล้ว แต่มิได้ร่วมที่นอนอัน
เดียวกันเพราะนิสัยชาติป่างก่อน เคยเป็นผัวเมียกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าไต้
อ้องเอาใจออกนอก มิได้คิดว่าเป็นผัวเมียกันจริง ๆ และจะเป็นที่ฝากผีฝากไข้แก่
กัน ข้าพเจ้ายังคิดว่าอยู่ที่เมืองเป็นเอกอัครมเหสี ถ้ามีผู้ใดมาถวายเพชรนิลจินดา
ของวิเศษต่าง ๆ ก็ดี พระองค์ทอดพระเนตรแล้วก็ส่งมาให้ข้าพเจ้าเก็บรักษา
ส่วนท่านไต้อ๋องไม่มี ถ้าหากมีของวิเศษก็ไม่ให้ข้าพเจ้าเห็นและไม่ให้ข้าพเจ้าเก็บ
ข้าพเจ้าได้ยินว่า ไต้อ๋องมีระฆังสามระฆัง ทำไมไปที่ไหนก็ติดตัวไป ขอไต้อ๋อง
จงเอามาให้ข้าพเจ้าเก็บเถิด เมื่อไต้อ๋องมีธุระจะใช้มิใช่จะเอาไม่ได้หรือ ดังนี้จะ
เห็นว่าผัวเมียมีแก่ใจรักใคร่ฝากฝังกัน จึงจะไม่เป็นการนอกใจข้าพเจ้าปิศาจไต้อ้องได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นางอย่าสงสัยระฆังนั้นอยู่นี่จะฝากไว้ให้
นางเก็บ ว่าแล้วก็ล้วงในเอวแก้เอาระฆังออกมาสามระฆัง เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลัง
ไม่กะพริบตา ปิศาจไต้อ๋องจึงเอาสำลีอุดปากแล้วเอาหนังสือหุ้มห่อส่งให้นาง แล้ว
สั่งว่าของสิ่งนี้ดูเล็กน้อยแต่ต้องเอาใจใส่เก็บซ่อนไว้ให้ดี และอย่าสั่นเล่นเป็นอันขาด
นางรับมากับมือแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้าเข้าใจจะเก็บไว้ให้ดี ที่บนห้องแต่งตัวนั้น
ไม่มีคนไปมาถูกต้องได้ นางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ ครั้นได้ระฆังมาก็ให้สาวใช้เอาขึ้นไป
เก็บไว้ในห้อง สั่งนางสาวใช้ทั้งหลายให้จัดเครื่องโต๊ะและสุรามา จะได้กินเล่น
เป็นที่รื่นเริงกับไต้อ๋องสักวันหนึ่ง นางสาวใช้เหล่านั้นก็รีบไปจัดตามสั่ง ครั้นเสร็จ
แล้วก็ยกมาตั้งบนโต๊ะฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงจึงแกล้งทำเล่ห์กลมารยา แย้มสรวลแก่ปิศาจ เห้งเจีย
แอบฟังอยู่ข้างนั้น พิเคราะห์ดูเห็นได้การแล้ว ก็แอบขึ้นไปบนห้องแต่งตัว ฉวย
ได้ระฆังทั้งสามระฆังแล้ว ค่อยๆ เดินออกมาพร้อมตำหนักแล้ว มาถึงหอเล็กพ่อย
เต้งเห็นไม่มีผู้คน ก็แก้หนังสือออกแล้วพิจารณาดู ระฆังกลางเท่าถ้วยชา สอง
ระฆังใหญ่เท่ามือกำ ไม่รู้ว่าจะดีร้ายจึงเอาสำลีออก ก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ ดังเปรี้ยงที
หนึ่งระฆังก็เกิดไฟควันทรายขึ้นออกแดงทั้งหอ เห้งเจียจะห้ามก็ไม่อยู่เกิดลุกแดงขึ้น
พวกปิศาจที่อยู่ชั้นนอกก็พากันตกวิ่งหนีเข้าไปในห้องตำหนักใน ปิศาจไต้อ๋องก็
ตกใจร้องให้ช่วยกันดับไฟ ออกมามองดูเห็นอ้ายมีมามีไปลักเอาระฆังออกมา ไต้
อ๋องก็ร้องตวาดว่าอ้ายขี้ข้า ทำไมไปลักเอาระฆังของเรามาสั่นเล่นดังนี้ จึงร้องให้
จับเอาตัวมา พวกปิศาจเหล่านั้นก็ตรูกันเข้าจับ เห้งเจียตกใจโยนระฆังกลาย
กลับเป็นรูปเดิม ถือกระบองตีแยกออกไปปิศาจไต้อ๋องเก็บระฆังไปแล้ว ก็สั่งให้
ปิดประตูนอกอย่าให้หนีไปได้เห้งเจียเห็นถ้าจะออกไม่ได้ ก็แปลงกายเป็นแมลงวันน้อยตัวหนึ่งโผไปจับที่
หินไม่มีไฟ พวกปิศาจพากันค้นหาก็ไม่เห็น จึงมาบอกว่าอ้ายตัวขโมยนั้นหนีไปแล้ว
ไต้อ๋องถามว่าหนีไปทางประตูไหน พวกปิศาจบอกว่าประตูนอกปิดแน่นหนาหนี
ออกไปไม่ได้ จึงเที่ยวค้นหาดูก็ไม่มีร่องรอยที่ไหน ปิศาจโกรธว่าอ้ายขโมยใจ
สามารถใหญ่ แปลงเป็นอ้ายมีมามีไปแอบเข้ามาคอยเราเผลอลักเอาของวิเศษ
ของเรา นี่มันยังไม่ทันจะเอาออกไป หากมันเอาออกไปที่ยอดเขาแล้ว ก็จะทำ
อย่างไรได้จึงนึกขึ้นมาได้ว่า นี่เห็นจะไม่ใช่คนอื่น คืออ้ายคนที่มันตีเซียนฮองเรา
แพ้นั้น คือชื่อซึงหงอคงนั้นเองเห็นมันจะพบกับมีมามีไปมันจะฆ่าเสียแล้ว ชิงเอา
ธงม้าล่อแปลงรูปอย่างเดียวกันเข้ามาลวงหลอกเล่นดังนี้ จึงสั่งพวกปิศาจให้
ค้นหาให้ละเอียด อย่าให้หนีไปได้ฝ่ายไช้ทั้ยสวยไต้อ๋องค้นหาทุกแห่งไม่เห็นแล้ว จึงสั่งให้ปิศาจทั้งหลายนั่งยาม
ไฟตีเกราะเคาะไม้ ผลัดเปลี่ยนกันนั่งยามคอยระวังโดยกวดขัน เห้งเจียแปลง
เป็นแมลงวันจับอยู่ข้างประตูเห็นประตูข้างหน้า เฝ้าอยู่โดยกวดขันถ้าจะออกไปไม่ได้
ก็คลี่ปีกบินเลยกลับเข้าไปในตำหนักที่นางกิมเชี้ยเกงอยู่ แลไปเห็นนางกิมเชี้ยเกง
เนี้ย ๆ นั่งคว่ำหน้าร้องไห้สะอื้นอยู่ เห้งเจียโผบินลงค่อย ๆ จบที่มวยผม นาง
แอบฟังนางร้องไห้คร่ำครวญ ว่าตัวพระองค์กับข้าพเจ้าจะทำกรรมเวรไว้แต่ปางก่อน
หรือแยกผัวแยกเมียเขาจึงได้มาพบเห็นเช่นนี้ เพราะระมังนี้จึงไม่รู้เหตุที่จะแก้ได้
คิดขึ้นมาก็ดุจคนบ้า เห้งเจียได้ฟังนางคร่ำครวญ จึงค่อย ๆ เลื่อนลงมาที่หูพูด
กระซีบเบา ๆ ว่านางอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าคือเจ้าเมืองใช้มาชื่อซึงหงอคงข้าพเจ้า
ยังไม่ตายเพราะเหตุข้าพเจ้ามีใจร้อน แอบลักเอาระฆังนั้นออกไปถึงที่หอ อดไม่
ได้ก็แก้ออกมาดูไฟจึงได้ลุกขึ้น ข้าพเจ้าตกใจก็ทิ้งระฆังนั้นเสีย ข้าพเจ้าจะออก
ไปมิได้จึงต้องแปลงตัวเป็นแมลงวันจับอยู่ข้างประตู ถึงเวลานี้ปิศาจยังกำซับกวด
ขันรักษาอยู่ยากที่จะออกได้ นางจงรีบทำกิริยาสามีล่อลวงปิศาจไต้อ๋อง เชิญมา
เข้ามานอนข้าพเจ้าจะได้พ้นในระหว่างนี้ จะได้คิดอุบายอื่นช่วยนางได้ นางได้ฟัง
ดังนั้นอกใจไม่สมประดี น้ำตาไหลลงอาบหน้า ถามว่าพี่เป็นคนหรือเป็นผีเห้งเจียตอบว่าไม่ใช่คนไม่ใช่ผีอะไรดอก ข้าพเจ้าแปลงกายเป็นแมลงวันจับอยู่นี่
นางจงรีบไปเชิญไต้อ๋องออกมาโดยเร็ว นางก็ไม่เชื่อพูดเบา ๆ ว่า อย่ามาหลอกเรา
เราไม่เชื่อ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่อาจหลอกอย่ากลัวเลย แม้ว่านางไม่เชื่อจงแบ
ฝ่ามือมาข้าพเจ้าจะลงไปในฝ่ามือให้เห็น นางจึงแบฝ่ามือคอยรับ เห้งเจียก็โผลง
ไปเบา ๆ จับอยู่กลางใจมือนาง นางพิจารณาแมลงวันโตสักเท่าเมล็ดถั่วเขียว
นางก็ยกมือขึ้นเรียกว่าท่านผู้วิเศษ เห้งเจียก็ชานรับเบา ๆ ข้าพเจ้าคือซึ่งหงอคง
แปลงตัว นางได้ยินจึงมีใจเชื่อแล้วกระซิบถามว่า ท่านจะให้ไปเชิญไต้อ๋องมา
ท่านจะคิดอุบายอย่างไรเห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่า หากคิดทำลายกัน อะไรไม่ยิ่งกว่าสุราจะ
ต้องสุราเป็นต้น และคนที่เคยใช้สอยสนิทขอเรียกมาให้ข้าพเจ้าดูสักคนหนึ่ง
ข้าพเจ้าจะแปลงให้เหมือนอย่างนั้นยืนเฝ้ารับใช้อยู่ข้าง ๆ ถ้าสมคะเนจะได้ลงมือ
ทำการโดยสนิท นางจึงร้องเรียกว่านางชุนเกียวอยู่ไหน นางชุนเกียวอยู่หลัง
ลับแลจึงวิ่งออกมาคำนับถามว่าเจ้าแม่จะใช้ข้าพเจ้าหรือ นางกิมเซี้ยเกงจึงบอก
ว่าเจ้าจงไปเรียกพวกเจ้าให้ไปจัดทำโคมไฟ จะได้นำเราไปหาไต้อ้องเชิญมานอนที่นี่นางชุนเกี่ยวจึงไปบอกพวกสาวใช้มาเจ็ดคนจัดทำโคมไฟแล้วก็ถือยืนสองข้าง
คอยนางกิมเชี้ยเกง จัดแจงแล้วก็ลุกออกมายังที่หอไต้อ๋องอยู่ สาวใช้ถือโคมนำ
หน้าเดินไป เห้งเจียก็จับเอาตัวหนอนหาวนอนขว้างไปใส่ตักนางชุนเกี่ยว นางชุน
เกียวตัวเนื้อก็อ่อนไป หาวนอนทนไม่ได้จึงวิ่งกลับไปที่นอนของตัวซุกหัวนอนหลับ
จนไม่รู้สึก เห้งเจียก็แปลงเป็นนางชุนเกียววิ่งตามไปฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงเดินมาใกล้หอ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูกวิ่งไปบอกแก่ได้อ๋องว่า
นางเจ้าแม่เดินมาหาไต้อ๋อง ไต้อ๋องไซ้ทั้ยส่วยก็ลงจากหอเดินมารับนอกประตู
นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าเวลานี้ก็ดึกไฟก็ดับแล้วคนร้ายก็หนีไปแล้วเชิญไต้อ้องไปพักเถิด
ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังนางพูดดังนั้นก็มีใจรื่นเริงยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าขอบใจนางมาก ๆ
ที่อุตสาห์มีแก่ใจจงรักภักดีข้าพเจ้า จึงเล่าให้นางฟังว่าที่ไฟเกิดเมื่อกี้นั้น คืออ้าย
คนร้ายซึงหงอคงที่มันตีเซียนฮองของเราหนีมานั้น และฆ่าอ้ายมีมามีไปชิงเอาธง
กับม้าล่อมันแปลงมาลวงเรา ให้พวกเด็กของเราค้นหาดูก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นยัง
ไม่เป็นสุขสบายได้ยังวิตกอยู่นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าคิดดูอ้ายคนร้ายมันก็หนีไปแล้ว ได้อ๋องไม่ต้องวิตกเชิญ
ไปนอนหลับเสียให้สบายใจเถิด ปิศาจไต้อ๋องเห็นนางเฝ้าคอยเชิญก็ไม่อาจอยู่ช้า
จึงสั่งคนใช้ให้คอยตรวจตราดูอย่ามีความประมาทให้มั่นคงแข็งแรง สั่งแล้วปิศาจ
ก็พร้อมมากับนางเดินไปยังตำหนักฝ่ายเห้งเจียแปลงเป็นนางชุนเกียวเดินตามปนเข้าไปกับนางสาวใช้ ครั้นถึง
นางเนี้ย ๆ ก็เข้าจัดเครื่องโต๊ะเอาสุรากับของกินมาจะได้แก้เหน็ดเหนื่อยให้ใต้อ่อง
นางสาวใช้เหล่านั้นก็ไปจัดหามาพร้อมตามสั่งทุกประการ นางเนี้ยๆ ก็มาเชิญไต้
อ๋อง ไต้อ้องครั้นเห็นดังนั้นจึงพูดว่าควรแล้ว แล้วจงรินสุรามาจะได้รื่นเริงกันฝ่ายนางชุนเกียวก็ช่วยพวกพนักงานปิศาจสาวใช้เหล่านั้นรินเหล้ารินยา นาง
เนี้ย ๆ ก็ยกถ้วยสุราส่งให้ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องก็ยกถ้วยสุราสงให้แก่นาง
ต่างก็เปลี่ยนถ้วยกันกิน นางซุนเกียวปลอมถือป้านสุราคอยรินพูดว่า วันนี้ไต้อ้อง
กับเนี้ย ๆ เปลี่ยนถ้วยกันกินเป็นที่รื่นเริงมากขอท่านทั้งสองรับประทานให้หมดใน
ป้านนี้ ชุนเกียวก็รินอีกต่างก็กินจนหมดป้าน นางซุนเกียวพูดว่าไต้อ้องเจ้าแม่มี
ความชอบสนุก ให้คนไหนเข้าใจร้องเข้าใจรำก็รำ พวกสาวใช้เหล่านั้นก็พากันรำ
และร้องฝ่ายไต้อ๋องกับนางเนี้ย ๆ เสพสุรามากแล้ว เนี้ย ๆ จึงบอกให้หยุดรำร้อง นาง
เหล่านั้นก็เลิกหลีกออกไปข้างนอกพักเหนื่อย ข้างในนั้นเหลือแต่นางซุนเกียวปลอม
ผู้เดียวคอยเฝ้ารินสุรา นางเนี้ยๆ ก็พูดจาเล้าโลมยวนยีปิศาจไต้อ๋องด้วยกลมารยา
ของสตรีต่าง ๆ ปิศาจก็มีความลุ่มหลงตัวเนื้ออ่อนล้มเอนลงกับเก้าอี้ นางเนี้ย ๆ
ถามว่าระฆังของไต้อ๋องเอาไปไว้ที่ไหนไม่บุบสลายดอกหรือ ปิศาจไต้อ๋องบอกว่า
ระฆังวิเศษนี้ประกอบทำตั้งแต่เริ่มมีฟ้าดิน ทำไมจะบุบสลายได้เสียไปแต่หนังห่อ
นั้นถูกไฟไหม้ เพราะอ้ายคนร้ายมันชักเอาสำลีออกไฟจึงได้เกิดขึ้นนางถามว่า ก็หนังเสียแล้ว จะเก็บไว้นั้นจะทำประการใดเล่า ปิศาจว่าไม่ต้อง
เก็บ ข้าพเจ้าผูกไว้กับเอวนี่แล้ว นางชุนเกียวปลอมได้ยินแล้วก็ถอนขนในตัวออก
กำมือหนึ่ง ใส่ปากเคี้ยวแล้วพ่นไปเป็นสัตว์สามอย่าง คือ เล็นไรหมัดเข้าติดอยู่ใน
เสื้อผ้าของปิศาจ เข้าไปถึงตัวกัดเอาปิศาจไต้อ๋องจนทนไม่ได้ ก็พลิกไปพลิกมา
เละคลำจับได้สองสามตัวจึงเอาไปส่องดูที่ไฟ นางเนีย ๆ นิกรู้แต่ในใจจิงพูดว่
สือของใต้อ่องมีได้ตากซักหลายเวลา จึงมีสัตว์เล้นไรเกิดขินได้ ปีศาจนิกอายแ
ใจจึงพูดว่าข้าพเจ้าตั้งแต่ไรมาก็ไม่เคยมีสัตว์เหล่านี้คืนวันนี้มาเกิดมีขึ้นประหลาดอยู่
นางเนีย ๆ พูดว่า ท่านได้อ๋องทำไมจึงพูดดังนั้นเล่า เขาย่อมว่าแม้ว่าในตัวของ
ฮ่องเต้ก็มีสัตว์สามชนิด ไต้อ๋องจงถอดเสือออกให้ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ ปิศาจก็
ถอดเสื้อออกฝ่ายเห้งเจียแปลงยืนอยู่ข้างนั้น คอยพิเคราะห์ดูเห็นปิศาจถอดเสื้อออกเป็น
ชั้น ๆ ทุก ๆ ตัวก็ล้วนมีแต่เล็นและไรหมัดทั้งสิ้น ครั้นแก้ถึงชั้นในเห็นเนื้อและที่
ระฆังนั้น ล้วนมีแต่เล็นและไรหมกอยู่ออกขยุก ๆ นางชุนเกี่ยวก็ร้องว่าไต้อ๋องแก้
ระฆังนั้นออกเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้น อนึ่งก็ให้นึกอาย
และทั้งไม่รู้ว่าเป็นกลอุบายของเห้งเจีย จึงแก้ระฆังทั้งสามระฆังส่งให้นางชุนเกียว
นางชุนเกียวก็รับมาพิศดูสักครู่ใหญ่เห็นไต้อ๋องเมาสุรานอนซุกศีรษะอยู่กับเสื้อ จึง
เอาระฆังซ่อนเสีย ถอนขนออกจากกายสามเส้นเสกด้วยคาถาเป่าทีหนึ่ง ขนก็กลาย
เป็นระฆังสามระฆังมิได้ผิดแก่ระฆัง จึงหยิบมาสองที่ตะเกียงทำเป็นหาเล็นและไร
พลิกไปพลิกมาสักประเดี้ยวก็เรียกขนกลับเข้าตัวเสียตามเดิม จึงเอาระฆังส่งให้
ได้อ๋อง ไต้อ๋องรับมาแล้วก็ส่งให้แก่นางเนี้ย ๆ เอาไปเก็บ กำซับสั่งว่าจงเก็บไว้ให้
ดี ๆ อย่าให้เหมือนครั้งก่อนนางเนี้ย ๆ รับมาแล้วก็เอาไปใส่หีบแล้วเอากุญแจทองใส่ดีแล้วก็กลับมากิน
สุรากับไต้อ้องอีกสองสามถ้วย นางเนี้ย ๆ จึงสั่งพวกสาวใช้ให้จัดแจงปัดกวาด
ที่นอนเอาผ้าลาดปูให้ดี คืนวันนี้เราจะร่วมที่นอนเรียงหมอนกับไต้อ๋อง ไต้อ้องได้
ฟังจึงพูดว่าข้าพเจ้าบุญน้อยไม่ควรจะเรียงหมอน ขอสาวใช้พาข้าพเจ้าไปนอนที่
ตำหนักไซเกงนั้นขอเชิญนางเนี้ย ๆ นอนให้สบายแต่ลำพังเถิด พูดดังนั้นแล้วต่าง
คนก็ไปที่นอน เห้งเจียเห็นเงียบได้เวลา ก็เอาระฆังวิเศษผูกซ่อนไว้กับบั้นเอวแล้ว
จึงกลายกลับเป็นรูปเดิม เรียกขนกลับเข้าตัวตามเดิม ก็เดินออกไปทางประตูหน้า
ได้ยินเสียงตีเกราะเคาะไม้เวลาล่วงเข้ายามสาม เห็นประตูยังปิดลั่นกุญแจอยู่ เห้ง
เจียจึงสะเดาะกุญแจออกประตูเปิดแล้ว เห้งเจียก็รีบเดินออกไปพ้นประตู นั่งพัก
ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายไช้ทั้ยสวย มึงจงรีบพานางกิมเซี้ยเกงมาโดยเร็ว
เรียกดังนั้นสองสามคำ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็ตกใจตื่นวิ่งออกมาดูก็เห็นประตูเปิด
จึงรีบเอากุญแจลั่นไว้แล้ว ให้สองสามคนวิ่งเข้าไปบอกฝ่ายนางสาวใช้ที่คอยเฝ้าออกมาบอกว่าอย่าทำอึกทึกไปไต้อ๋องพึ่งจะนอน
หลับเมื่อตะกี้ ปิศาจวิ่งมาบอกอีกสามสี่ครั้งไต้อ้องก็ยังไม่ตื่น เห้งเจียอยู่นอก
ประตูก็ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่าง ๆ จนกระทั่งสว่างคาที่ อดใจไม่ได้ก็เอา
กระบองกระทุ้งประตูพังทลายลง ปิศาจไต้อ๋องหลับไปพักหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ได้ยิน
เสียงเอะอะก็ลุกขึ้นถามว่าใครทำอะไรกัน พวกนางสาวใช้จึงคุกเข่าลงคำนับบอกว่า
ไม่ทราบว่าใครที่ไหนมาด่าอยู่ตั้งแต่ยามสามแล้ว บัดนี้พังประตูนอกหมดแล้ว
ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้น ก็เดินออกมาจากตำหนัก พวกปิศาจที่เฝ้าประตูวิงกระ
หิดกระหอบเข้ามาบอกว่า ข้างนอกประตูมีคนร้ายมาร้องด่าทวงจะเอานางกิมเซีย
เกงเนี้ยๆ มันด่าว่าหยาบช้าเหลือเกินพวกข้าพเจ้าไม่พอใจจะฟังของมัน มันเห็น
ฟ้าสว่างไม่เห็นไต้อ๋องออกไป มันจึงพังประตูล้มเสียทั้งสิ้น ปิศาจไต้อ้องได้ฟังดัง
นั้นแล้ว จึงสั่งให้เปิดประตูแล้วเจ้าจงไปถามดูว่ามันคือใครที่ไหนมา มีชื่อแซ่อย่างไร
จงรีบกลับมาบอกเราโดยเร็ว ปิศาจคนใช้ก็ออกไปยังประตูถามว่า มึงมาตีประตู
นั้นมีประสงค์อย่างไร ชื่อแช่อย่างไรเห้งเจียตอบว่า เราคือเจ้าเมืองจูจี้ก๊กเชิญมาจะมารับนางกิมเชี้ยเกงกลับไปเมือง
ปิศาจคนใช้ได้ฟังแล้วก็นำคำนั้นเข้าไปบอกแก่ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องได้ฟัง
แล้วก็กลับเข้าไปยังตำหนัก จะถามต้นสายปลายเหตุ นางเนียๆ รี้ว่า ได้อ้องมา
ก็ผุดขึ้นเอาเสื้อสวมใส่เดินออกมาจากห้องรับไต้อ๋องปิศาจเข้ามานั่งข้างใน ไต้อ๋อง
นั่งลงยังไม่ทันถามก็เห็นปิศาจวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้มันตีประตูพังเสียแล้ว ปิศาจ
ไต้อ๋องถามนางว่า เนี้ย ๆ อยู่ในพระราชวังทราบว่ามีทหารเอกโทมากน้อยสักเท่าใด
นางเนี้ย ๆ บอกว่าทหารประจำรักษาพระองค์สี่สิบเศษ ทหารเอกนับพัน แต่ทหาร
เลวนั้นนับไม่ถ้วน ปิศาจถามว่า ทหารที่มีแซ่งั่วบ้างหรือ นางบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่
แต่ข้างในจะรู้ได้แต่ที่พนักงาน อันข้างนอกนั้นไม่ทราบได้ ไต้อ๋องปิศาจว่า คนที่มา
อยู่เดี๋ยวนี้ขานชื่อว่างั่วคง ข้าพเจ้าคิดดูว่าชาวชนทั้งหลายแช่งั่วไม่มี ส่วนตัวนาง
เกิดในตระกูลอันดีมีบุญวาสนามากสูงสุดในพวกสตรี ทั้งได้เล่าเรียนรู้หนังสือลึก
ซึ้งจะมีมนุษย์แซ่งั่วนี้หรือไม่นางเนี้ย ๆ พูดว่า ข้าพเจ้าทราบว่า ในเซยยี่บุ๊นมีคำว่ากู้งัวสิวท้วน เห็นจะ
เป็นตัวงั่วนี้ดอกกระมัง ไต้อ๋องได้ฟังก็เห็นด้วย จึงว่าเห็นจะเป็นดังนั้นจริง จึงลา
นางเดินออกมาที่หอเล็กผ้วยเต็ง แต่งตัวสวมเกราะแล้วก็เรียกพลทหารปิศาจให้
เปิดประตูออกไป ปิศาจไช้ทั้ยส่วยถือขวานด้ามยาวคุมพวกออกไปถึงนอกประตู
จึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายคนไหนมาจากเมืองจูจี๊ก๊กออกชื่องั่วคงคือใคร
เห้งเจียถือกระบองเดินเข้ามาบอกว่า อ้ายหลานชาย เอ็งมาเรียกว่าอะไรหรือ ปิศาจ
เห็นก็มีความโกรธ จึงพูดว่ามึงเป็นอะไรจึงอาจยกตัวว่าเป็นตาเขาดังนี้ รูปร่าง
ของเอ็งก็คล้ายแก่วานรหน้าตาก็ดุจเสือปลา มีเจ็ดส่วนที่เป็นลักษณะแห่งผีเปรต
กระทำใจใหญ่มาโอหังอวดอ้างดูถูกเราเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายปิศาจเลวที่เขาทิ้งเสียแล้ว มึงช่างไม่มีตา หาก
จะคิดตั้งแต่ห้าร้อยปีกว่ามาจนบัดนี้ เรารบตลอดขึ้นไปบนสวรรค์ไม่มีผู้ใดที่จะไม่
เรียกเราว่าตา เจ้าเรียกเราว่าตาคำหนึ่งจะเสียเกียรติยศอะไรไปเทียวหรือ ปิศาจ
ไต้อ๋องพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า มึงขึ้นไปทำวุ่นวายบนสวรรค์นามชื่อว่า เป็กเบ้อน
คนเลี้ยงม้าเจ้าพ้นมหันตโทษตามพระถังซัมจั้งไปไซที เจ้าเดินไปตามทางไซทีก็ดีแล้ว
เหตุใดจึงมาทำเเ็นขี้ข้าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก จะมาหาที่ตายกระนั้นหรือ เห้งเจียด่าว่า
อ้ายมารพูดจาไม่รู้จักการดีชั่ว เจ้าเมืองจุจี้ก๊กรับเชิญด้วยธรรมเนียมอันสมควร
ใหญ่สูงมีความนับถือดุจบิดามารดา ทำไมเอ็งจึงพูดเป็นขี้ข้าเล่า มึงอย่าหนีจง
ก้มศีรษะมารับกระบองดูสักทีหนึ่งว่า จะมีรสชาติประการใดบ้าง ว่าแล้วเห้งเจีย
ก็ยกกระบองขึ้นเงื้อตีไป ปิศาจยกขวานขึ้นรับรบกันด้วยสามารถ ฟัดเหวี่ยงกันไป
มาได้ห้าสิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกันฝ่ายปีศาจเห็นฝีมือเห้งเจียเข้มแข็ง จะคิดเอาชัยชนะมิได้ จึงเอาขวานทับ
กระบองเห้งเจียไว้แล้วร้องว่า เห้งเจียจงหยุดก่อนเรายังมิได้กินข้าวเช้ารอให้เรา
กินแล้ว จะออกมารบกับเจ้าให้ถึงแพ้ชนะ เห้งเจียก็รู้ในทันที อ้ายปิศาจคิดจะใช้
ระฆังจึงชักกระบองกลับพูดว่า เป็นคนเก่งแล้วไม่ให้ไล่ทำอะไรแก่กระต่ายอด มึง
จงเร่งไปกินข้าวเสียให้อิ่มจะได้มารับความตาย ปิศาจก็กลับเข้าในถ้ำ ตรงมาบอก
นางกิมเซี้ยเกงให้หยิบระฆังวิเศษนั้นมา นางถามว่าจะเอาระมังไปทำไมหรือ ปิศาจ
บอกว่าเมื่อเช้าอ้ายเห้งเจียมาเรียกชวนรบมันแกล้งบอกว่างั่วคง ข้าพเจ้ารบกับ
มันมาจนถึงเวลานี้ยังไม่แพ้ชนะกัน จะเอาระฆังออกไปปล่อยไฟออกเผามันให้สิ้น
ชีวิตอ้ายวานรนางเนี้ย ๆ ได้ฟังดังนั้นก็เบี่ยงบ่ายมิใคร่จะให้ไปปิศาจก็รบเร้าให้เอามา ก็เป็น
การจนใจที่นางจะขัดไว้มิได้ จึงเข้าไปหยิบระฆังมาส่งให้ทั้งสามระฆัง ปิศาจได้
ระฆังแล้วก็รีบเดินออกมาจากถ้ำ ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงนั่งอยู่ในตำหนัก มีความ
วิตกทุกข์ร้อนถึงเห้งเจียกลัวว่าจะเป็นอันตรายจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ก็ไม่ทราบฝ่ายปิศาจออกมาพ้นประตูถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกเห้งเจียว่ามึงอย่าหนีจงคอยดู
เราจะสั่นระฆัง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่ามีระฆังข้าก็มีระฆังสั่นเหมือนกัน ปีศาจ
ว่าเจ้ามีระฆังอะไรจงเอาออกมาให้เราดูหรือ เห้งเจียก็ล้วงระฆังออกมาจากเอวสวม
ระฆังชูออกให้ปิศาจดูว่านี่มิใช่ระฆังหรือปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ คิดว่าอัศจรรย์ ๆ
ทำไมระฆังของมันสร้างเหมือนแก่ระฆังของเราดุจเดียวกัน จึงร้องถามว่าระฆัง
ของเจ้าได้ที่ไหนมา เห้งเจียว่าของเจ้านั้นได้ที่ไหนมาเล่าเจ้าจงบอกแก่เราก่อนซี
ปิศาจจึงบอกว่าระฆังของเรานี้ ทั้ยเชงเทพบุตรอันเชี่ยวชาญ ประกอบทำที่เบ้า
โป๊ยก่วยจึงสำเร็จเป็นรูประมังนี้ เป็นของวิเศษไม่มีที่ไหน ท่านท้ายเสียงเล่ากุน
ให้ไว้จนเท่าทุกวันนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าอันระฆังของข้านี้ก็มีมาเมื่อเวลานั้น
เหมือนกันพร้อมกับระฆังของเจ้า ปิศาจถามว่าออกมาจากไหน เห้งเจียว่าระฆังนี้
ครูใหญ่อาจารย์ผู้วิเศษอยู่วิมานชั้นดุสิตประกอบหลอมในเบ้าโป๊ยก่วยนั้น หล่อ
เป็นระฆังวิเศษนี้ ของเราตัวเมียของเจ้าตัวผู้ ปิศาจพูดว่าระฆังวิเศษประกอบด้วย
ธาตุทองมิใช่สัตว์มีชีวิต จะได้เป็นตัวผู้ตัวเมีย ลองสั่นดูก็จะรู้ได้ว่าใครดีกว่าใคร
เห้งเจียว่าเจ้าว่าของเจ้าดี ก็ให้เจ้าลองสั่นดูก่อนซีจะได้เห็นกันเดี้ยวนี้แลปิศาจจึงเอาระฆังที่หนึ่งสั่นสามทีก็มิได้เห็นมิไฟออก เอาระฆังที่สองสั่นสาม
ทีก็ไม่เห็นมีควันออก เอาระฆังที่สามออกสั่นก็ไม่เห็นทรายออก ปิศาจก็ตกตะลึง
ออกปากว่าผิดแล้ว ๆ ชะรอยระฆังของเราจะเป็นตัวผู้จริง จึงแพ้ระฆังตัวเมียสั่น
ไม่ออก เห้งเจียร้องว่าเจ้าหลานชายจงยั้งมือเถิด คอยดูของตาจะสั่นให้เจ้าดู ว่า
แล้วก็จับระฆังรวมสามระฆังสั่นขึ้นทีเดียวทั้งสามพร้อมกัน ไฟและควันทรายก็ดัง
อู้ ๆ ออกมาเผาผลาญ เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกลมเกิดขึ้นพัดมาทันที ไฟถูกลม
พัดก็ยิ่งลุกกระพือออกแดงไปทั่วฟ้า ควันก็กลุ้มไปทั้งอากาศ ทรายก็ชัดสาดมืดไป
จนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ปิศาจไช้ทั้ยส่วยหาทางหนีไม่ทัน ก็หมุนอยู่กลางไฟควันจวน
จะถึงอันตรายแก่ชีวิตก็พอได้ยินเสียงบนอากาศ ร้องเรียกว่าซึ่งเห้งเจียอาตมามาแล้วเห้งเจียแหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมยืนอยู่บนเมฆ มือซ้ายถือ
ขวดน้ำมนต์ มือขวาถือยอดสนจุ้มน้ำมนต์พรมลงมาดับไฟ เห้งเจียจึงเอาระฆัง
เหน็บซ่อนเสียในบั้นเอวแล้ว ก็พนมมือนมัสการพระโพธิสัตว์จึงเอากิ่งสนโบกไป
สองสามที ไฟและทรายก็สูญหายไปทันที เห้งเจียก็ลดตัวลงคำนับพูดว่าไม่ทราบ
ว่าพระโพธิสัตว์เสด็จมาข้าพเจ้าไม่ทันเห็นขอโอกาสโปรดให้อภัย ข้าพเจ้าขอถาม
ว่าท่านจะไปข้างไหนหรือ พระกวนอิมบอกว่าอาตมภาพมาตามปิศาจนี้ เห้งเจีย
ถามว่าอันปิศาจนี้เดิมมันอยู่ที่ไหน จึงต้องป่วยการมาตามมัน พระกวนอิมบอกว่า
กิมม่อเฮ้าคือสิงห์เป็นพาหนะสำหรับอาตมภาพขี่ เพราะคนเฝ้านอนหลับ มันกัด
เชือกที่ผูกขาดจึงได้หนีมา และจะมาแก้ให้เจ้าเมืองจูจี้ก๊กพ้นโทษที่กระทำผิดไว้เห้งเจียสงสัยจึงถามพระกวนอิมว่า สัตว์นี้มาแก้ให้พ้นภัยหรือ ๆ มาทำให้
เป็นภัยแก่เจ้าเมืองจูจี้ก๊ก คือมันลักเอามเหสีมาเป็นเมียมัน กระทำให้เมื่องมีความ
ทุกข์โทมนัสเดือดร้อนไม่เห็นมันแก้ให้เขาเลย มีแต่มันทำให้หนักลง พระกวนอิม
ว่าเห้งเจียไม่เข้าใจตลอดเรื่องคือเมื่อเวลาพระราชบิดาของเจ้าเมืองจุจี้ก๊กนี้ยัง
ครองราชสมบัติอยู่ พอพระทัยเที่ยวประพาสป่ายิงเนื้อ พาพวกทหารและสุนัขไป
ไล่เนื้อ เข้าไปที่ชายเขา (โละโห้งปอ) ในที่นั้นมีนกยูงทองของพระจุ้นที้เกิดลูกสอง
ตัว ผู้หนึ่งเมียหนึ่งปีกขนยังอ่อนบินมาเกาะที่ชายเขา ถูกพระราชโอรสเอาธนูยิง
ถูกลูกนกยุงตัวผู้ ตัวเมียก็ตามลูกศรบินกลับไปหาพระจุ๊นที้โพธิสัตว์ ผลกรรมอัน
นั้นจึงบันดาลให้เจ้าเมืองจูจี้ก๊กเป็นโรคลำบากและพลัดคู่ไปสามปี เวลานั้นอาตม-
ภาพขี่สัตว์สิงห์อยู่ที่นั้น ได้ทราบเหตุอันนี้ ก็มิได้รู้สึกว่าอ้ายสัตว์นี้มันจะจำใสใจ
มันจึงมาชิงเอามเหสีไปสามปี ช่วยล้างเวรที่เป็นผลของบาปให้เจ้าเมืองจูจิ๊ก๊ก ปีนี้
ก็ครบสามปีแล้ว กรรมเวรก็หมดแล้ว จึงบังเอิญให้เห้งเจียมาช่วยรักษาเจ้าเมือง
ให้หายโรคอาตมภาพจึงมาจับสัตว์นี้กลับไป เห้งเจียพูดว่า หากดังนั้นก็เป็นเหต
เต่เดิมมา แต่มันทำให้กิมเซียเกงเสียความสุจริตดังนีจะต้องปรับโทษถึงตาย บัดนี้
พระโพธิสัตว์มาเองก็ยกแต่โทษตาย โทษเป็นนั้นจะยกเสียไม่ได้ขอให้ข้าพเจ้าตีด้วย
กระบองยี่สิบทีแล้วท่านจึงเอาไปพระกวนอิมว่า เห้งเจียทราบว่าอาตมมาเองแล้วก็จงเห็นแก่อาตมภาพให้ตลอด
จะยกแล้วก็จงยกให้ตลอดเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจขัดได้ พระกวนอิมจึง
ตวาดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำไมยังไม่กลับตามเดิม จะคอยเวลาไหนอีกเล่า ใน
ทันใดนั้นปิศาจก็กลายกลับเป็นรูปเดิม พระกวนอิมก็ขึ้นนั่งบนหลังมองลงมาดูที่คอ
ไม่เห็นระฆังทั้งสามระฆัง พระกวนอิมจึงเรียกเห้งเจียให้เอาระฆังมาคืน เห้งเจีย
พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น พระกวนอิมว่าอ้ายหัวขโมยเจ้าจะให้ร่ายคาถารัดมงคลหรือ
เห้งเจียตกใจก็เอาระฆังมาถวายให้แก่พระกวนอิมไป ระฆังสามระฆังนี้เป็นระฆัง
สำหรับคล้องคอสัตว์สิงห์ พระกวนอิมรับมาแล้วก็เอาคล้องคอสิงห์ก็ตวาดที่หนึ่ง
ร้องให้ไป สิงห์ก็เผ่นขึ้นที่เท้าทั้งสี่เท้าก็เกิดมีดอกบัวรับทั้งสี่เท้ามาบัดเดี๋ยวก็ถึงน่ำไฮ้
เห้งเจียก็แกว่งกระบองกลับเข้าไปในถ้ำตีขนาบเข้าไป พวกปีศาจเหล่านั้นก็ล้ม
ตายวินาศไปทั้งสิ้นไม่เหลือหลอ ก็เข้าไปที่นางอยู่ เชิญนางกิมเซี้ยเกงกลับเมือง
นางกราบไหว้ขอบคุณเห้งเจียไม่รู้แล้ว เห้งเจียจึงเอาหญ้ามัดเป็นเชือกเข้าเส้นหนึ่ง
บอกให้นางกิมเซี้ยเกงขึ้นนั่งแล้วให้หลับตาเสีย เห้งเจียก็บันดาลเป็นสายลมพัดส่งไป
มาประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงราชวังใน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้น ร้องเรียกว่ากิมเซี้ย
เกงฮ่องเฮ้าจงลืมตาเถิดมาถึงวังแล้ว นางกิมเซี้ยเกง ก็ลืมตาขึ้นเห็นรั้ววังจำได้มี
ความยินดีเป็นที่ยิ่งพร้อมกับเห้งเจียเดินขึ้นบนปราสาทขณะนั้นพระเจ้าแผ่นดินกำลังประทับอยู่บนแท่นทอดพระเนตรเห็นก็เสด็จมา
จับมือนางฮ่องเฮ้าโดยความดีพระทัยที่ได้กลับมา ก็เลยล้มสลบลงกับที่พื้น และ
ร้องว่าเจ็บมือ ๆ โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้นหัวเราะก๊าก ๆ พูดว่าไม่มีบุญวาสนาจะรับรอง
อบรมแล้ว พอเห็นหน้าก็จะตายเสียแล้ว เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมู เจ้ากล้าจับ
หรือเข้าไปลองจับดูทีก็เป็นไร เพราะตัวนางเกิดมีเข็มขึ้นมา ตั้งแต่จากเมืองไปอยู่
ในถ้ำสามปีแล้ว ปีศาจไช้ทั้ยสวยก็มิได้ถูกต้องเนื้อตัวนาง เพราะว่าถูกตัวก็เจ็บ
ตัวถูกมือก็เจ็บมือ พวกขุนนางทั้งหลายถามว่าถ้าดังนั้นแล้วจะทำอย่างไรจึงจะ
แก้ได้เล่า เง็กเซี้ยเกง งึ้นเซียเกงทั้งสองนางก็เข้าพยุงพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น
ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่บนอากาศว่า ซึ่งไต้เซียข้าพเจ้ามาถึงแล้ว เห้งเจีย
แหวนหน้าขึ้นไปดูบนอากาศก็เห็นอาจารย์จี้เอี๊ยงจินหยิน เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปรับ
แล้วถามว่า ท่านอาจารย์จะไปข้างไหน จินหยินก็ลดลงยังปราสาทคำนับเห้งเจีย
เห้งเจียคำนับตอบแล้วถามว่า ท่านจินหยินไปไหนมาหรือจินหยินตอบว่า ข้าพเจ้าจะไปประชุมที่พระพุทธเจ้า ข้ามมาทางนี้ก็เห็นเจ้า
เมืองจูจี้ก๊กมีเวรพลัดคู่ได้ความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความวิตก กลัวว่าปิศาจจะพานาง
ไปทำอุลามก วันหน้าจะมิได้กลับมาอยู่ด้วยเจ้าเมืองจูจี้ก๊ก ข้าพเจ้าจึงเอาต้นหนาม
พุงดอมาทำให้เป็นเสื้อปักไหมทองตัวหนึ่งแล้วนำมาให้แก่ปิศาจไซ้ทั้ยส่วย สั่งให้
ใส่แต่งนางเป็นกิริยาเข้าหอใหม่ ครั้นนางใส่เสื้อเข้าแล้ว ตัวนางก็เกิดเป็นหนาม
อันมีพิษขึ้นทั่วสรรพางค์กายบัดนี้ทราบว่าท่านไต้เซียปราบปิศาจสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้า
จะมาเปลื้องให้นาง จึงได้ตรงมาที่นี่เอามือชี้ทีหนึ่งเสื้อก็เปลื้องออกจากตัวนาง หนาม
ก็ออกมาทั้งสิ้นนางก็กลับเป็นปรกติไปตามเดิม จินหยินก็เอาเสื้อนั้นพาดบ่าคำนับ
ลาเห้งเจียแล้วก็เหาะขึ้นเวหากลับไปยังที่อยู่ของตนฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนฝ่ายหน้าฝ่ายในพากัน
เคารพนมัสการไปบนอากาศ แล้วจึงรับสั่งให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงขอบคุณอาจารย์
กับศิษย์ แล้วพระเจ้าแผ่นดินก็พาพระวงศาคณาญาติใหญ่น้อยมาคุกเข่าลงนมัสการ
เวลากำลังเลี้ยงโต๊ะนั้นเห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ให้เอาหนังสือที่ปีศาจนัดรบนั้นให้
พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร พระถังซัมจั้งก็ส่งหนังสือนั้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน
พระเจ้าแผ่นดินก็คลี่ออกทอดพระเนตรแล้วเห้งเจียจึงเล่าความที่พระโพธิสัตว์กวน
อิมจับปิศาจไปให้พระเจ้าแผ่นดินทราบทุกประการ พระเจ้าแผ่นดินและพระวงศา
นุวงศ์ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็พากันสรรเสริญและเลื่อมใสนับถือพระอาจารย์กับ
สานุศิษย์ พระถังซัมจั้งถึงถวายพระพรว่าข้อหนึ่งพระองค์ก็ทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม
ข้อสองได้กำลังของสานุศิษย์อาตมภาพ วันนี้ก็ได้รับพระราชทานอิ่มเอิบพอควรแล้ว
อาตมภาพขอถวายพระพรลาไป อย่าให้อาตมภาพผิดความที่ตั้งใจจะไปไซที
พระเจ้าแผ่นดินทรงอ้อนวอนถึงสามครั้งพระถังซัมจั้งก็ไม่ยอมอยู่ พระองค์จึงเปลี่ยน
หนังสือเดินทางประทับตราเสร็จแล้วก็ถวายพระถังซัมจั้งไป แล้วรับสั่งขุนนางจัด
ราชรถนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นนั่งบนรถแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระญาติวงศ์พงศา
และข้าราชการก็ตามออกมาส่งจนนอกกำแพงเมืองจึงได้กลับฝ่ายพระถังซัมจั้งครั้นออกจากเมืองจูจี้ก๊กแล้วหมายปราจีนทิศตรงไป ข้าม
ห้วยธารละหานเขาเดินมา เวลานั้นเป็นฤดูหนาวอาจารย์กับศิษย์พากันมา แลไป
ข้างหน้ามีหมู่บ้านอยู่ข้างทาง พระถังซัมจั่งลงจากม้ายืนหยุดพูดว่าที่ตรงนั้นมี
หมู่บ้านคนอยู่อาตมาจะใคร่เข้าไปบิณฑบาตข้าวมาฉันเห็นจะดี เห้งเจียหัวเราะพูด
ว่า อาจารย์จะหาความยาก ข้าพเจ้าจะไปแทน จะให้ต้องลำบากถึงอาจารย์ทำไม
พระถังซัมจั่งพูดว่าไม่ใช่อย่างนั้น เวลาที่ไม่เห็นบ้านช่องมีใกล้ไกลก็ไม่รู้ได้ควรจะ
ให้เห้งเจียไปแทน วันนี้บ้านคนมีอยู่ใกล้ดังนี้และทั้งเวลานี้ก็แห้งแล้ง ควรอาตม-
ภาพจะไปเองก็ได้ โป๊ยก่ายก็ตามใจหยิบเอาบาตรมาให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งรับ
บาตรมาแล้วก็สำรวมอิริยาบถ เดินเข้าไปในหมู่บ้านนั้น ครั้นถึงก็ยืนพิจารณาดู
เห็นมีสะพานศิลาพิศดูงดงาม อันที่จริงในบ้านนั้นไม่มีผู้ชายมีแต่ผู้หญิงอยู่สี่คน
กำลังนั่งปักทอลายสีต่าง ๆ พระถังซัมจั้งก็ไม่อาจเข้าไป จึงยืนแอบอยู่ที่ใต้ต้นไม้
ใหญ่ เห็นพวกผู้หญิงนั้นรูปร่างงามทุก ๆ คนดูดุจนางฟ้าลงมาดิน พระถังซัมจั้ง
ยืนรออยู่สักครึงชัวโมง ก็เห็นเงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงไก่และสุนัข พระถังซัมจั้งคิด
ว่า แม้เราบิณฑบาตไม่ได้ข้าวกลับไป พวกสานุศิษย์ก็จะหัวเราะเยาะเราได้ ก็
จะไม่เป็นการจะพาให้เสียซึ่งความจริง คิดแล้วก็เดินข้ามสะพานมาสักสิบย่าง
ก้าวก็แลเห็นมีบ้านหลังคาจากหลังหนึ่ง ในรั้วมีหอเล็กหอหนึ่ง ข้างหน้าหอนั้นมี
หญิงสาวรูปงามสามคนนั่งพักเตะตะกร้อ พระถังซัมจั้งยืนรออยู่พักหนึ่ง จึงร้อง
เรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านสีกาอาตมภาพมาบิณฑบาตข้าวสุก ตามแต่จะ
ศรัทธาสักเวลา หนึ่งเถิดฝ่ายหญิงสาวเหล่านั้น เมื่อได้ยินเสียงก็ดีใจทุกคน ก็วางของเสียพากันหัวเราะ
ออกแช่เสียง จึงพากันออกจากประตูแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ทันนิมนต์ วันนี้ท่าน
มาถึงบ้านข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะศรัทธาถวายข้าวสงฆ์สักเวลาหนึ่ง นิมนต์ท่าน
นั่งข้างทิศไซทีก่อน ข้าพเจ้าจะได้จัดแจงถวายพระถังซัมจั้งได้ยินพูดดังนั้น คิด
แต่ในใจว่าชอบแล้ว ทิศไซทีเป็นทิศที่ชัยภูมิพระพุทธเจ้า ผู้หญิงยังตั้งใจถึงทิศไซ
ทีถวายสงฆ์ เป็นผู้ชายจิตจะควรไม่เนื่องถึงองค์พระพุทโธหรือ พระถังซัมจังจึง
ปราศรัย แล้วก็เดินตามหญิงนันเข้าไปที่เรือนมุงจากนั้น เดินข้ามหอนั้นมาและ
ไปก็ไม่เห็นห้องหอ เห็นเป็นคูเป็นถ้ำและหินเขาไปทั้งนั้น หญิงคนหนึ่งตรงเขาไป
ที่ประตูศิลาเปิดออก นิมนต์พระถังซัมจังเข้านั่งข้างใน พระถังซัมจั้งพิศดูแล้วเดิน
ไปข้างใน เห็นโต๊ะล้วนแต่ศิลาเครื่องตั้งเหล่านั้นก็ล้วนแต่ศิลาทั้งสิ้น มีไอเยือก
เย็นพระถังซัมจั่งนึกในใจว่าที่นี้ร้ายมากกว่าดีพวกผู้หญิงเหล่านั้นพากันหัวเราะยิ้ม
แย้ม จึงนิมนต์พระถังซัมจั้งให้นั่ง พระถังซัมจังขัดไม่ได้ก็นั่งลงที่เตียงศิลา หญิง
สาวเหล่านั้นจึงมาถามว่า ท่านอยู่วัดไหนมาเรี่ยไรทำการอะไร พระถังซัมจั้งบอก
ว่า อาตมภาพมิใช่พระเรี่ยไร อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้ให้อาตมภาพไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก ข้ามมาถึงตำบลนี้ได้ความ
หิวโหยจะมาขอบิณฑบาตข้าวฉันสักมื้อหนึ่ง แล้วก็จะลาไป หญิงเหล่านั้นได้ฟัง
ดังนั้นจึงพูดว่าดีแล้วเขาย่อมว่า พระสงฆ์มาทางไกลเป็นสงฆ์เคร่งครัดดี พวกพี่
น้องเราอย่าเกียจคร้าน จงรีบไปจัดหาเครื่องแจมาถวายสักมื้อหนึ่ง เวลานั้นสาม
คนนั่งสนทนาอยู่ในทางบาปบุญกับพระถังซัมจั้ง ยังสี่คนเข้าไปจัดหาของในครัว
อันที่จริงมันเอาเนื้อคนรวนและปิ้งทำต่างเครื่องแจ และควักเอาสมองคนทำเต้าหู้
และของหวานอีกถาดหนึ่ง รวมจัดสองที่แล้วยกมาวางบนโต๊ะศิลาแล้ว จึงนิมนต์
พระถังซัมจั้งให้ฉัน พูดว่าเวลานี้รีบร้อนหาอะไรไม่ทัน ขอนิมนต์ท่านฉันตามมีพอ
แก่หิวก่อนพระถังซัมจั้งได้กลิ่นเหม็นคาวจึงย่อกายพูดว่าสีกาอาตมภาพกินแจมาตั้งแต่
เล็กของเนื้อสดคาวอย่างนี้ไม่เคยฉัน พวกหญิงเหล่านั้นหัวเราะพูดว่าท่านอาจารย์
ของนี้ก็แจเหมือนกัน พระถังซัมจั้งพูดว่าถ้าของนี้เป็นแจอาตมาไม่กล้าฉัน แม้พระ
สงฆ์ฉันเข้าไปแล้วก็จะมิได้เห็นพระพักตร์พระพุทธเจ้าอาตมาภาพก็จะไม่ได้พระ
คัมภีร์กลับเมือง ขอสีกาได้ทราบเลี้ยงสัตว์ปล่อยสัตว์ดีกว่า จงปล่อยให้อาตมา
ไปเถิด พระถังซัมจั้งลุกขึ้นจะเดินออกไป พวกหญิงเหล่านั้นก็พากันมากั้นประตู
ไม่ยอมให้ออกไป แล้วพูดว่ามาถึงที่ซื้อขายแล้วจะปล่อยตัวไปได้หรือ พวกปิศาจ
เหล่านั้นมีฝีมือทุกคน เข้าจับพระถังซัมจังทั้งเป็นลากไปดุจจูงแพะ เอาไปผลัก
ล้มลงกับพื้นแล้วก็ช่วยกันกดไว้ แล้วเอาเชือกเกลียวมาผูกชักรอกแขวนไว้บนขื่อ
เสร็จแล้ว ก็พากันมาช่วยถอดเสื้อจีวรออกหมด พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจที่
ลอกเสื้อผ้าออกดังนี้เป็นจะเฆี่ยนเราดอกกระมังหรือจะกินเราทั้งเป็นดังนี้ก็ไม่รู้ได้
อันที่จริงปิศาจถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็เหลือแต่กางเกง ปิศาจก็แผลงฤทธิ์ที่สะดือก็
ออกมาเป็นใยขาวทุก ๆ คนระยับดุจแสงเงินแสงเพชร ช่วยกันลากพันประเดี๋ยว
ใยนั้นก็ปิดประตูไม่มีทางออกฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพักอยู่ริมทางใหญ่ โป๊ยก่ายก็ปล่อยม้าให้กินหญ้า
และคอยระวังข้าวของ ยังแต่เห้งเจียเที่ยวชนปืนป่ายตามต้นไม้ เด็ดใบหักกิ่งหา
ผลไม้กินตามสบาย หันไปมองที่หมู่บ้านนั้นมีสายสว่างก็รีบโดดลงมาจากต้นไม้
วิ่งมาร้องบอกว่าไม่ได้การแล้ว พระอาจารย์เห็นจะมีเหตุขึ้นเป็นแน่แล้ว เห้งเจีย
เอามือชี้ไปให้โป๊ยก่ายซัวเจ็งดูที่ประตูบ้านนั้นเป็นอะไรดังนั้น โป๊ยก่ายแลไปเห็น
ขาวดุจน้ำค้างจึงพูดว่าแน่แล้ว พระอาจารย์เห็นจะโดนปิศาจเข้าแล้วพวกเรารีบ
ไปช่วยโดยเร็วเถิดเห้งเจียพูดว่าน้องทั้งสองอย่าเพ่อวุ่นวาย รอพี่ไปดูแล้วกลับมาเห้งเจียก็เดิน
เข้าไปใกล้ยืนพิเคราะห์ดู เห็นเป็นใยไหมสอดพันไปมาออกยุ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งพัน
ร้งมืงใด ้อาีระบอที่แล่วยั้งอีดีดวา ๆรสานเรงเร าเหมี าเ้อี่นีดิง
แม้ว่าเราไปถูกต้องเข้าพันติดเราอยู่ก็จะทำให้ลำบากอีกชั้นหนึ่ง เราจะถามดูก่อน
จึงค่อยตีก็ได้ ก็ร่ายถาคาเรียกพระภูมิเจ้าที่มาในเดี้ยวนั้นถามว่าตำบลนี้เรียกอะไร
พระภูมิเจ้าที่บอกว่าข้างหน้านั้นเรียกว่าเขาปั๊วชือชัว ข้างล่างนั้นเรียกว่าถ้ำปั๊ว
ชือต๋องในถ้ำนั้นมีปิศาจหญิงอยู่เจ็ดคนเห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไร พระภูมิเจ้าที่บอกว่าข้าพเจ้า
ไม่ทราบว่าจะมีฝีมือและฤทธิ์เดชอย่างไร ข้าพเจ้าทราบแต่ว่าทางนี้ไปสักสามร้อย
โยชน์ มีสระแห่งหนึ่งเรียกว่าสระต๊อกโก๊จั๊วเป็นของฟ้าเกิดขึ้นน้ำนั้นอุ่นดี เดิม
นางฟ้าทั้งเจ็ดคนเคยลงมาอาบน้ำ ตั้งแต่ปิศาจหญิงนั้นมาอยู่ก็ชิงเอาสระนั้นเสีย
นางฟ้าทั้งเจ็ดก็ไม่ต่อว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ปล่อยให้มันมาเล่นน้ำอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้า
นึกว่านางฟ้าไม่แผ้วพานถึงปิศาจ ปิศาจนั้นคงจะมีฤทธิ์ เห้งเจียถามว่าปิศาจมัน
ชิงเอาสระนั้นไปทำอะไรหรือพระภูมิเจ้าที่บอกว่า มันจองเอาสระนี้วันหนึ่งไปเล่นสามหนเวลานี้กำลังเที่ยง
พอเวลาบ่ายมันก็จะพากันไปอาบน้ำ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ให้พระภูมิเจ้าที่กลับไป
ยังที่ เห้งเจียก็แปลงตัวเป็นแมลงวันหนึ่งโผจับที่ยอดหญ้าริมทางคอยท่า สักประ
เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงซ่า ๆ ดุจตัวไหมกินใบไม้ สักเคี้ยวหมากแหลกใยที่คลุมประตู
นั้นก็หายสูญและเห็นห้องหออยู่อย่างเดิม ประเดี้ยวก็ได้ยินเสียงประตูแลไปเห็น
หญิงสาวเจ็ดคนเดินเกี่ยวก้อยกันมาเดินพลางหัวเราะพลางออกมา เห้งเจียแอบ
คอยพิเคราะห์ดูโดยละเอียด นางเหล่านั้นก็เดินพ้นสะพานศิลามา เห้งเจียเห็น
ดังนันก็หัวเราะคิดว่าปิศาจหญิงเหล่านีเมันขังอาจารย์เราไว้แล้วเพราะอาจารย์
อยากมาบิณฑบาต นี่คงไม่ถึงสองวันมันก็จะกินเนื้ออาจารย์เราเป็นแน่ เราตาม
ฟังดูว่ามันจะคิดกันอย่างไร เห้งเจียก็บินออกจากยอดหญ้ามาจับบนมวยผมคน
เดินหน้านิ่งคอยฟัง เห็นคนเดินหลังวิ่งมาบอกแก่คนเดินหน้าว่า พี่ ๆ เราไปอาบ
น้ำแล้วกลับไปจับเอาสงฆ์นั้นต้มกินเถิด พูดกันพลางประเดี้ยวก็มาถึงสระ แลไป
ก็เห็นกำแพงศิลาล้อมรอบมีประตูดูสะอาดงดงามดี นางปิศาจสาวคนหนึ่งก็ตรง
เข้าไปผลักเปิดประตูออกสองบาน เห้งเจียแลไปดูเห็นมีสระน้ำร้อน สมจริงดัง
พระภูมิเจ้าที่เล่าให้ฟัง จะใคร่ทราบว่าสระน้ำนี้เหตุเดิมมาอย่างไรคือเดิมเมื่อพึ่งมีไคเภ็ก มีดาวเรียกว่าทั้ยเอี๊ยงแชสิบดวง มาภายหลังผู้วิเศษ
เอาศรยิง กาเก้าตัวตกลงมาพื้นธรณีก็ยังเหลือตัวหนึ่งคือดาวทั้ยเอี๊ยงนั้นเอง ที่
ทุกวันนี้เรียกดาวอาทิตย์ เพราะฉะนั้นสระนั้นคือไอธาตุของพระอาทิตย์จึงได้มีน้ำ
ร้อนอยู่เป็นนิตย์ ใต้หล้านี้มีสระน้ำร้อนอยู่เก้าแห่งคือกาเก้าตัวถูกศรตายนั้น
บันดาลเป็นสระน้ำเก้าแห่งคือกาเก้าตัวที่ถูกศรตายนั้น บันดาลเป็นสระน้ำแห่งหนึ่ง
สระจาเล้งจั๋วหนึ่ง สระป่างซัวจั้วหนึ่ง สระอุนจั้วหนึ่ง สระตังหะจั๊วหนึ่ง สระฮ่อง
ชัวจัวหนึ่ง สระเฮ้าอานจัวหนึ่ง สระกวั่งฮุนจัวหนึ่ง สระเอี่ยงจัวหนึ่ง สระเหล่า
นี้เรียกว่า ย๊อกโก้จัวเก้าสระ สระย๊อกโก๊จั้วนี้กว้างห้าวากว่ายาวสิบกว่าวา ลึกสี่
ศอก น้ำใสแลเห็นก้นสระมีแสงวาววับดุจสีเงินและเพชร พลุ่ง ๆ ขึ้นทั้งสี่ด้านสระ
และมีทางน้ำไหลป่วนออกเจ็ดแปดแห่ง ไหลออกไปตามทางท้องนาน้ำก็อุ่นอยู่
เสมอเป็นนิตย์ ที่ข้างริมสระมีหอสามห้องหนึ่งหอ ข้างหลังหอนั้นมีเตียงตั้งอยู่หนึ่ง
สองข้างมีไม้ราวผ้าสองราว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โผบินไปจับที่ราวผ้าฝ่ายพวกปิศาจหญิงเหล่านั้นมาถึงสระน้ำ ต่างก็เปลื้องผ้าเสื้อพาดไว้บนราว
เหลือแต่ตัวพากันลงเล่นน้ำตามสบาย บ้างดำบ้างว่ายตามประสาผู้หญิงที่เข้าใจ
ว่าไม่มีใครรู้เห็นมิได้มีความอาย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ให้นึกขวยเขินแก่ใจ จึงคิดว่า
เราจะตีปิศาจพวกนี้ให้ตายก็ถือกระบองมาข้างสระเรียกว่าน้ำร้อนลวกหนูก็ตายทั้งรัง
คิดดูก็น่าสังเวช หากว่าจะฆ่าเสียก็จะตายทั้งสิ้น แต่ชื่อเราจะเสียคำโบราณท่าน
ย่อมว่า ผู้ชายไม่ตีกับผู้หญิง อีกประการหนึ่งเราก็มีฝีมือลือชาว่าเป็นคนเก่ง จะ
มาตีพวกเหล่านีก็ไม่ชอบกล อย่ากระนั้นเลยเราจะคิดอุบายอย่างหนึ่งให้มันไปไม่
ได้ให้มันแช่น้ำอย่างนี้จึงจะดี คิดแล้วก็แปลงกายเป็นนกเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่ง
บินมาเฉี่ยวเอาเสื้อผ้าของปิศาจที่พาดไว้นั้นหมด บินข้ามยอดเขามาหาโป๊ยกาย
แล้วกลายเป็นรูปเดิม โป๊ยก่ายมาหัวเราะพูดว่าอาจารย์เห็นพวกร้านขายของมัน
จะจับไว้ ซัวเจ็งพูดว่าทำไมจึงรู้ไปก่อนเล่าโป๊ยก่ายว่าไม่เห็นหรือ พี่เห้งเจียแกหอบ
เอาเสื้อกางเกงมาเป็นกองเห้งเจียเอาเสื้อผ้านั้นทิ้งลงแล้วพูดว่า เสื้อผ้านี้ของปิศาจ
มันนุ่งห่มโป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงมากดังนั้น เห้งเจียว่า รวมเจ็ดสำรับด้วยกัน โป๊ยก่าย
ถามว่า ทำไมพีจึงแก้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นเล่า เห้งเจียบอกว่าจะต้องแก้ทำไมอันทีจริ
ตำบลนิเขาเรียกว่าเขาบัวซีอเนียในหมู่บ้านนัน เรียกว่าบัวซือต้อง เป็นที่ถำปิศา
อยู่ในถ้ำนั้น มีปิศาจหญิงเจ็ดคนบัดนี้มันจับอาจารย์เรามัดแขวนอยู่บนขื่อ ตัว
มันพากันไปอาบน้ำร้อน มันคิดกันว่า ถ้ามันอาบน้ำแล้วจะกลับมากินเนื้ออาจารย์
พี่จึงตามไปดูมันจนถึงสระน้ำ พวกมันพากันแก้ผ้าเปลือยกายลงเล่นน้ำหมดทั้ง
เจ็ดคน พี่คิดจะตีเสียให้ตายก็คิดขึ้นมาได้ว่า ฆ่าผู้หญิงจะมีชื่อเสียงเกียรติยศอย่างไร
กลับจะพาให้ชื่อเสียงเสียไปด้วยเสียอีก คิดเห็นดังนี้แล้ว จึงแปลงเป็นนกเหยี่ยว
โฉบเฉี่ยวเอาผ้าเสื้อมันมาหมด มันคงไม่กล้าขึ้นจากน้ำยังจะยืนแช่น้ำอยู่ เราพา
กันรีบไปช่วยอาจารย์ออกจะได้พากันไปโป๊ยก่ายพูดว่า ที่การอย่างนี้ก็เหมือนไว้รากเง่าให้มันงอกอีกได้ไปพบแล้ว
ทำไมไม่ฆ่าเสียให้สิ้นเล่าจะเอาไว้ทำอะไรอีก ใจข้าพเจ้าคิดว่ากลับไปฆ่ามันเสีย
ก่อนแล้วจึงไปแก้อาจารย์จะดีกว่า เห้งเจียพูดว่า เจ้าอยากไปตีก็ไปเถิดแต่ข้าไม่
แล้ว โป๊ยก่ายมีความยินดียิ่งนักจึงตระเตรียมตัวให้มั่นคงแข็งแรงแบกคราดเหล็ก
เดินไปที่สระน้ำครั้นถึงก็ยืนแอบแลดู เห็นนางทั้งเจ็ดคน แก้ผ้าเปลือยกายอาบ
น้ำยังพากันยืนบ่นอยู่ในน้ำว่า อีนกเหยี่ยวตายโหงอีแมวจิกหัว มึงช่างแกล้งเฉี่ยว
เอาเสื้อผ้าของกูไปหมด ทำให้กูขึ้นจากน้ำไม่ได้ โป๊ยก่ายยืนฟังอยู่นึกขยิ่มใจอด
ไม่ได้ก็เดินมาริมสระ ร้องเรียกว่า แม่น้องขอให้พี่อาบน้ำด้วยสักคนหนึ่งได้ไหมฝ่ายนางปิศาจทั้งเจ็ดคน ได้ยินแลเห็นโป๊ยก่ายก็โกรธพูดว่าแกเป็นผู้ชาย
อะไรหน้าด้านดังนี้ เขาเป็นผู้หญิงจะมาอาบน้ำร่วมกันได้หรือ คำโบราณท่านย่อม
ว่าชายกับหญิงอายุเจ็ดขวบมิให้รวมที่กัน แกจะมาร่วมสระแกเห็นชอบอย่างไรหรือ
โป๊ยก่ายหัวเราะตอบว่าเวลากำลังร้อนจะหาน้ำอาบพอชื้นใจเท่านั้น เจ้าจะง้างเอา
ตำราที่ไหนมาขัดขวางเราไม่ฟังเสียงเจ้า โป๊ยก่ายวางคราดแล้วก็เปลื้องเสื้อผ้า
โจนลงไป นางปิศาจเหล่านั้น เห็นโบ๊ยก่ายลงน้ำก็มีความโกรธแค้นจะใคร่ฆ่าตี
โป๊ยก่าย มิได้รู้ว่าโป๊ยก่ายชำนาญในทางน้ำ โป๊ยก่ายแปลงเป็นปลาช่อนตัวดำ
ว่ายน้ำอยู่ ด้วยน้ำนั้นใสนางทั้งเจ็ดก็แลเห็นตัวปลาถนัดจึงช่วยกันล้อมจับปลาก็
ลอดหนีไปมาจับหาได้ไม่จนมีความเหน็ดเหนื่อยทุกคน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็แปลง
กลับเป็นรูปเดิมขึ้นจากน้ำเอาเสื้อผ้านุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็จับคราดเหล็กมายืนอยู่ข้าง
สระร้องบอกว่า เฮ้ยพวกปิศาจที่พวกมึงไล่จับปลาช่อนนั้นคือตัวกูนี้เองนางเหล่านั้นแลเห็นโป๊ยก่ายก็พากันตกใจ ถามว่านี่แกเป็นคนมาจากไหน
แกชื่อเรียงเสียงไรทำไมจึงทำวุ่นวายดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่า มึงอีพวกปิศาจไม่มี
เงาหัวจึงไม่รู้จักเรา เราคืออยู่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้
อาจารย์กูไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ยังประเทศไซทีนามกูชื่อว่าตือโป๊ยก่าย
พวกมึงล่อลวงจับอาจารย์กูไปไว้ในถ้ำคิดจะกินเนื้อ เนื้ออาจารย์กูกินอร่อยนัก
ไม่มีเนื้ออะไรจะสู้ได้พวกมึงจงยื่นศีรษะมากูจะสับด้วยคราดคนละทีให้มันสิ้น
โคตรเง่าพวกปิศาจหญิงได้ฟังโป๊ยก่ายพูดกังนั้นต่างก็ตกตะลึงยกมือไหว้ขอโทษโป๊ย
ก่ายว่า พวกข้าพเจ้ามีตาแต่ไม่รู้จักดูขอท่านได้กรุณาพวกข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด
อันอาจารย์ของท่านนั้นข้าพเจ้าได้จับไว้จริง แต่หาได้ทำอันตรายไม่ ขอท่านได้
ให้ทานชีวิตแก่พวกข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะยอมออกเสบียงอาหารให้แก่ท่านเป็น
ค่าเดินทางไปไซทีขอท่านได้กรุณา โป๊ยก่ายได้ฟังจึงยกมือขึ้นสั่นห้ามว่าอย่าพูด
อย่าพูดคำนี้ออกมา ซึ่งมึงพูดอ่อนหวานน้ำตาลทาก็โดยปรารถนาจะลวงเรา เอ็ง
อย่าพูดให้ป่วยการเสียเวลาเราไม่เชื่อเจ้าทั้งสิ้น โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับคนละทีสองที
พวกนางปิศาจเหล่านั้นก็วิ่งหลบหลีกสิ้นความอาย สองมือปิดที่ลับแล้วก็ขึ้นจาก
สระหนีมายืนอยู่ที่หอเล็ก ต่างก็แผลงฤทธิ์อานุภาพเสียงซ่า ๆ ชักใยออกจาก
สะดือพันสอดไปมาปิดมิดไม่แลเห็นพระอาทิตย์ บัดเดี่ยวก็เป็นประทุนครอบโป๊ยก่าย
ไว้ โป๊ยก่ายแหงนหน้าขึ้นแลดูฟ้าก็มิได้เห็นแสงตะวัน ตกใจคิดจะวิ่งหนีออกนอก
ประตูฝ่ายนางปิศาจเหล่านั้นชักใยปิดรีปิดขวางเต็มทั่วโป๊ยก่ายจะก้าวไปใยก็พันขา
ยืนไม่ถนัดก็ล้มคว่ำลงกับพื้น ใยก็มัดกลมล้มลุกคลุกคลานยิ่งดิ้นรนสายใยก็ยิ่ง
พันแน่นจนดิ้นไม่ไหว สิ้นกำลังก็หมอบฟุบหลับอยู่กับที่ พวกนางปิศาจทั้งเจ็ดคน
ครั้นแผลงฤทธิ์มัดโป๊ยก่ายไว้แล้ว ก็มิได้ทำอะไรพากันวิ่งกลับไปยังสำนักเดิม
ครั้นมาถึงสะพานก็ร่ายเวทเรียกใยที่มัดโป๊ยก่ายกลับคืน พากันวิ่งเข้าไปในถ้ำเห็น
พระถังซัมจั่งยังอยู่ก็พากันหัวเราะ แล้วเดินเข้าไปข้างใน เอาเสื้อผ้าสวมใสนุ่งห่ม
แล้วก็เดินไปที่หลังถ้ำร้องเรียกว่าอีเล็ก ๆ ลูกของแม่ไปข้างไหนหมด เหตุเดิมนาง
ทั้งเจ็ดคนนี้ ซักใยขวางอากาศจะใคร่หาสัตว์กิน เผอิญมีแมลงผึ้งเจ็ดตัวบินมา
ติดใยปิศาจทั้งเจ็ดจับมาจะกิน นางผึ้งจึงอ้อนวอนขอชีวิตจะยอมเป็นบุตร เพราะ
ฉะนั้นนางปิศาจจึงมิได้กินเลี้ยงไว้นางละคนเพื่อเป็นบุตรเลี้ยง ในขณะเมื่อนางปิศาจ
เรียกหา นางผึ้งน้อยทั้งเจ็ดก็วิ่งมาคุกเข่าลงกับพื้นถามว่า ท่านแม่จะมีธุระอะไร
หรือจึงเรียกพวกข้าพเจ้า นางปิศาจจึงบอกว่าบัดนี้แม่ไปจับพระถังซัมจั้งเมืองไต้
ถังมาแขวนไว้ สานุศิษย์ของเธอติดตามมากระทำให้แม่มีความอาย ลูกจงช่วยแม่
พากันไปขับให้มันไป ถ้ามีชัยชนะแล้วพากันไปหาแม่ที่บ้านลุงเจ้า นางทั้งเจ็ดสั่ง
นางผึ้งแล้ว ก็พากันออกจากถ้ำเดินลัดไปบ้านพี่ชายของตนฝ่ายนางผึ้งทั้งเจ็ดต่างก็เตรียมตัวโดยแข็งแรงออกไปคอยสกัดอยู่ที่สะพานศิลา
โป๊ยก่ายถูกใยมัดก็หลับไปพักหนึ่ง ครันตืนแล้วก็ตกใจแหงนหน้าแลดูไม่เห็นใยที่พัน
จึงผุดลุกขึ้นเดินกลับมาทางเก่าหาเห้งเจีย เห้งเจียถามว่าทำไมหัวและหน้าเจ้าจึง
ได้ฟกบวม โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าไปถูกอีปิศาจมันชักใยครอบไว้ มันกั้นรีกั้น
ขวางทั้งพื้นดินจนเดินไม่ได้ก็หกล้ม ครั้นใยนั้นสูญหายไปจึงมาได้ ซัวเจ๋งพูดว่า
พี่จะไปหาภัยมาอีกแล้ว พวกปิศาจมันกลับไปมาคงจะทำร้ายอาจารย์เป็นแน่ พวก
เราจงรีบไปช่วยพระอาจารย์ออกเถิด เห้งเจียก็ออกหน้าเดินมา โป๊ยก่ายก็จูงม้า
ตามหลังมา พอถึงสะพานแลไปก็เห็นปิศาจดิ้งทั้งเจ็ดขึ้นยืนอยู่บนสะพานร้องห้าม
ว่าช้าก่อนอย่าเพ่อเข้ามาเราอยู่นี่