หน้าแรก > ไซอิ๋ว > Lem7

007 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๗

เห้งเจียแลไปเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอีเด็กเหล่านี้กายสูงไม่ถึงสามศอก น้ำ
หนักก็ไม่เกินสิบชั่ง มึงเป็นทารกอะไรที่ไหน ปิศาจผึ้งบอกว่าเราคือลูกสาวของ
นางทั้งเจ็ด เจ้าทำหมิ่นประมาทแม่ข้ายังไม่รู้ความผิดหรือ ยังจะกลับมาตีอีกหรือ
เจ้าอย่าหนีไปจงระวังตัวให้ดีi พวกปิศาจผึ้งก็ตรงเข้ามาทำร้าย โป๊ยก่ายเห็นดัง
นั้นก็เกิดโทโสจับคราดเหล็กฟันฟาดขนาบไป พวกปีศาจผึ้งเห็นโป๊ยก่ายมีกำลัง
มากเห็นจะต่อสู้ไม่ได้ ก็แปลงกายเป็นผึ้งโผบินขึ้นบนอากาศแผลงฤทธิ์เกิดเป็น
ผึ้งขึ้นนับแสนนับโกฏิ เต็มไปทั้งอากาศตรงเข้าต่อยตามหูตามตาตามตัวปัดไม่ทัน
โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นร้องว่าพี่ดูถูกตัวเล็ก ๆ เห็นหรือไม่ เห้งเจียว่าเราไม่ต้องวิตก
เราสามารถจะแก้ได้ พูดแล้วก็ถอนขนในตัวออกเส้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว แล้วพ่น
ออกไปแปลงเป็นนกยางขาว นกกานำนกกระทุงนกยางกรอกบินร่อนบนอากาศ
แล้วโผเข้าไปในหมู่ผึ่งเก็บกิน บัดเดียวผึ่งเหล่านั้นก็สูญหายไปสิ้น สามพี่น้องก็
เดินข้ามสะพานมาเข้าในถ้ำ แลไปเห็นอาจารย์แขวนอยู่บนขื่อ โป๊ยก่ายว่าอาจารย์
อยากเข้ามาในถ้ำจึงถูกแขวนข้าพเจ้าก็ถูกล้มคว่ำปากคอหน้าตาบวมเห้งเจียถามว่าอีพวกปิศาจมันไปข้างไหนพระถังซัมจั่งบอกว่าเห็นมันวิ่งเปลือย
กายมาในถ้ำเรียกลูกมันแล้วมันก็ออกไป พี่น้องทั้งสามก็ถือเครื่องมือเข้าไปค้นหา
ก็ไม่เห็น จึงพากันกลับออกมานิมนต์อาจารย์ขึ้นม้าออกเดิน เห้งเจียจึงพูดว่าต่อ
ไปภายหลังอาจารย์อย่าได้ขืนไปอีกเลย ต้องไว้ธุระพวกข้าพเจ้าไปทำธุระแทนให้
พระถังซัมจั้งว่าทีหลังให้หิวจนตายก็ไม่ไปอีกแล้ว โป๊ยก่ายก็เที่ยวเก็บฟืนแห้งมา
กองสุมเผาห้องหอไหม้เป็นจุณไปทั้งสิ้น อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งใจหมายปราจีนทิศ
ออกเดินไปครั้นออกจากถ้ำนั้นแล้วก็ขึ้นทางใหญ่เดินทางสักครู่หนึ่งแลไปก็เห็นข้างริม
ทางมีห้องหอตึกรามเป็นลำดับเรียงรายเป็นทิวแถว พระถังซัมจั้งจึงยอม้าถามว่า
ที่ตรงนั้นเป็นแห่งใดจงดูทีหรือ เห้งเจียหันหน้าไปดูเห็นรอยที่มีน้ำลำห้วยไหลน้ำใส
มีแสงฟุ้งขึ้นดุจสีเพชรและเงิน ต้นไม้ดอกไม้หอมระรื่นดูสง่างาม และร่มรื่นน่าสำราญ
ดูดังวิมานสวรรค์ เห้งเจียบอกแก่อาจารย์ว่าที่ตรงนั้นดูเหมือนกับมีพระอารามเดิน
ไปถึงจึงจะรู้แน่ได้ อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินมายังหน้าประตูพิเคราะห์ดู ที่บน
ประตูมีแผ่นศิลาจารึกอักษรไว้สามตัวว่า (อึ้งฮวยก๊วน) โบ๊ยก่ายพูดว่าอึ้งฮวยก็วนนี้
คือสำนักของอิสี เราเข้าไปหาสนทนาเล่น ฝ่ายอิสีนั้นนุ่งห่มผิดแก่ทางพระ แต่
ความปฏิบัติก็คล้าย ๆ กัน ซั่วเจ๋งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายคิดดังนั้นเห็นจะดี เราเข้าไปชมดู
ถ้าสมคะเนเราจะได้หาข้าวให้อาจารย์ฉัน พระถังซัมจั่งก็เห็นชอบด้วย จึงพากัน
เดินเข้าไปถึงประตูชั้นสอง เห้งเจียพูดว่าฤๅษีนี้คงประกอบยาและเล่นอัคคีเป็นทาง
กสิณ อาจารย์กับศิษย์พากันเดินเรื่อยเข้าประตูชั้นสอง แลไปเห็นสำนักใหญ่
ยังไม่รู้ว่าตายเป็นประการใด ข้าพเจ้าหนีมาหาท่านพี่ทางนี้ก็ยังหาทราบไม่ ขอท่าน
พี่ได้เห็นแก่พวกข้าพเจ้าที่ได้ร่วมอาจารย์กัน ขอให้ช่วยแก้แค้นให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดเต้าสือได้ฟังนางทั้งเจ็ดเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความโกรธสีหน้าผิดปรกติ พูดว่า
พวกพระสงฆ์เหล่านี้ มีความหมิ่นประมาทไม่มีธรรมเนียม น้องทั้งหลายอย่ามี
ความวิตกจงวางใจเถิด ไว้ธุระพี่จะคิดอุบายแก้แค้นแทนให้ นางเหล่านั้นก็ทำความ
เคารพขอบคุณพูดว่าหากพี่ลงมือแล้วพวกข้าพเจ้าจะระดมเข้าช่วย เต้าสือบอกว่า
ไม่ต้องตี ๆ ก็สู้ไม่ได้ เจ้าทั้งหลายตามพี่ไปดู นางเหล่านั้นก็ลุกขึ้นเดินตามไป เต้า
สือก็เข้าห้องในเอาบันไดพาดขื่อ แล้วปืนขึ้นไปหยิบเอาหีบยาเล็กลงมา ไขกุญแจ
หีบเอาห่อยาออก ยานี้คือประกอบทำด้วยมูลนกต่าง ๆ กวาดเก็บเอารวมน้ำหนัก
พันชั่ง ใส่หม้อทองแดงต้มเคี่ยวจนคงเหลือเท่าขันล้างหน้า แล้วประสมเคี่ยวไป
อีกจนเหลือเท่าผลตะขบใหญ่ก็เป็นยาพิษอันวิเศษ หากเอาลิ้นลิ้มรสก็ทันถึงที่ตาย
เต้าสือจึงหยิบมาให้นางทั้งเจ็ดดู พูดว่ายานี้ประสิทธิคุณนัก หากให้มนุษย์ธรรมดา
กินสักหลีหนึ่งก็จะสิ้นชีวิตทันที หากพวกฤๅษีเซียนกินสองหลีก็สิ้นชีวิต หากพวก
สงฆ์เหล่านี้เธอบวชเรียนสำเร็จภาคอันเชี่ยวชาญสักสามหลีก็ตาย จงไปหยิบตา
เต็งมาทีนางคนหนึ่งจึงลุกไปหยิบตาเต็งมาให้เต้าสือ เต้าสือเอายาปันเป็นสี่ส่วน ส่วน
ละสามหลีเอาถ้วยชาใส่สามถ้วย ถ้วยหนึ่งเอาพุทราดำใส่สองถ้วยไม่ใส่ยาใส่ถ้วย
ไว้ถ้วยหนึ่ง ครั้นปันเสร็จแล้วก็เอาใส่ถาดไว้ห้าถ้วย จึงสั่งนางทั้งเจ็ดนั้นว่า หาก
พี่ออกไปถามดูไม่ใช่พระถังซัมจั่งก็ชั่งเถิดหากแน่ว่าพระถังซัมจั่งมาจากเมืองไต้ถัง
แล้ว พี่เรียกให้เอาน้ำชามาน้องจงให้เด็กยกออกไป ให้เธอกินแล้วก็ตายทุกคน
นั้นแหละพี่จะแก้แค้นให้ นางทั้งเจ็ดได้ฟังเต้าสือชี้แจงดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุดเต้าสือครั้นสั่งเสร็จแล้ว ก็ผลัดเสื้อออกมายกมือทำคำนับพระถังซัมจั้งพูดว่า
ข้าพเจ้าเข้าไปข้างในสั่งให้พวกเด็ก ๆ จัดหาเครื่องแจมาถวายสักเวลาหนึ่ง พระ
ถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพมาหาโดยความนับถือ มิได้ตั้งใจจะมารบกวน ให้ท่าน
ได้ความลำบากดังนี้ เต้าสือหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์กับข้าพเจ้าก็เป็นคน
บวชเรียนเหมือนกัน เห็นสำนักกุฎีแล้วก็คงมีความอิ่มเอิบ จะเกรงใจถ่อมตัวทำไมมี
ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์อยู่สำนักวัดไหนมาด้วยกิจธุระอันใด จึงได้มาจนถึงที่นี้พระถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพนี้เป็นคนชาวเมืองไต้ถัง เพราะมีรับสั่งพระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปยังไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ถึงได้ข้ามมาถึง
สำนักแห่งท่าน จะใคร่เข้ามานมัสการ เต้าสือได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็ชื่นบานพูดว่า ท่าน
อาจารย์มีความซื่อตรงกตัญญูมีบุญอภินิหารอันใหญ่ ข้าพเจ้ามิได้รับรองให้เต็ม
เคารพขอท่านได้อนุญาตให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าเถิด จึงร้องเรียกพวกเด็ก ๆ ให้ยก
น้ำชามา และสั่งให้จัดเครื่องแจ เด็กเหล่านั้นก็วิ่งเข้าไปข้างใน พวกหญิงเหล่านั้น
ก็ชี้ให้เด็กยกน้ำถ้วยที่ถาดนั้นออก เต้าสือสองมือยกถ้วยหนึ่ง ถวายพระถังซัมจั่ง
ยังอีกสามถ้วย เธอเห็นโป๊ยก่ายรูปร่างใหญ่โต คิดว่าเป็นสานุศิษย์ที่ ๑ จึงยกถ้วย
หนึ่ง ซัวเจ๋งว่าที่สองก็ยกให้ถ้วยหนึ่ง เห็นเห้งเจียรูปร่างเล็ก ๆ จึงให้ถ้วยที่สาม เห้ง
เจียรับถ้วยมาตาชะแง้ดูในถาด เห็นมีอีกถ้วยหนึ่ง พุทราผลสีดำ จึงพูดว่าในถาดนั้น
ขอให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนเอาเถิดเต้าสือหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านดอกที่แถบนี้ผลไม้ไม่บริบูรณ์ ข้าพเจ้า
พึ่งให้ค้นหาข้างหลังสำนักมาได้ผลพุทราสุกสิบสองผล ปั่นเป็นสี่ส่วนเอามาคำนับ
ท่านพอเป็นที่ชื่นใจ ส่วนข้าพเจ้าไม่ควรจะตอบเป็นธรรมเนียม จึงเอาสองผลพุทรา
อย่างต่ำพอนั่งกินเป็นเพื่อนท่านทั้งสี่พอเป็นกิริยาที่นับถือเท่านั้นเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมท่านจึงพูดดังนั้นเล่า โบราณท่านย่อมว่าอยู่
กับบ้านไม่ใช่ทางจน ๆ ก็ต้องฆ่าคน ท่านเต้าสืออยู่กับบ้านทำไมจึงถ่อมตัวว่าจน
ขอให้ท่านเปลี่ยนแก่ข้าพเจ้าเถิด พระถังซัมจั้งจึงว่าท่านไต้เซียนมีจิตใจโอบอ้อม
รักเราจงกินเถิด เห้งเจียจะเปลี่ยนอะไรที่ไหนเล่า เห้งเจียจึงรับถ้วยมาเอามือซ้าย
ปิดปากถ้วยไว้แล้วคอยดู โป๊ยก่ายกำลังหิวอยากเห็นในถ้วยมีผลพุทราสามผล
หยิบใส่ปากกลืนเข้าไปในท้อง พระถังซัมจั้งซัวเจ็งก็กินทั้งสามคน พอตกถึงท้อง
ในทันใดนั้น โป๊ยก่ายสีหน้าก็ผิดปรกติซัวเจ็งน้ำตาก็ไหลออกมาพรั่งพราย พระ
ถังซัมจั้งก็อาเจียน ต่างก็เมามึนล้มลงกับที่ เห้งเจียก็รู้สึกว่าถูกยาพิษทั้งสามคน
ก็โกรธจึงเอาถ้วยที่ถืออยู่นั้นขว้างไปตรงหน้าเต้าสือ เต้าสือก็เอามือเสื้อรับ ถ้วยก็
ตกลงกับพื้นแตกกระจายไป เต้าสือก็โกรธพูดว่าอ้ายคนนั้นหยาบข้าทำไมทำถ้วย
ของเราแตกไปดังนี้ เห้งเจียพูดว่ามึงดูสามคนนั้นว่ากระไร เรามิได้เกี่ยวข้องอะไร
แก่เจ้าเลยเหตุใดเจ้าจึงเอายาพิษมาให้อาจารย์เรากินดังนี้ เต้าสือพูดว่าอ้ายสัตว์
เดียรัจฉานมึงทำร้ายมาแล้วมึงเข้าใจว่ากูไม่รู้หรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพึ่งมานี่ก็ยังมิได้
กล่าวคำหยาบช้าและทำอะไรแก่เจ้าเลย เต้าสือถามว่าเจ้าเคยแวะที่ถ้ำปั๊วชือต๋อง
บิณฑบาตหรือเปล่า และได้ไปอาบน้ำที่สระต๊อกโก๊จั๊วหรือเปล่า เห้งเจียว่าที่สระ
นั้นคือนางปิศาจทั้งเจ็ด เจ้าพูดคำนี้ออกมาเจ้าก็เป็นพวกปิศาจมึงก็เป็นปิศาจ
เหมือนกัน มึงจงกินกระบองสักทีหนึ่งว่าแล้วเห้งเจ้งก็ซักกระบองกายสิทธิ์ออกจากหู
แกว่งไปทีหนึ่งแล้วตีลงตรงหน้าเต้าสือ เต้าสือก็หลบหันกลับเข้าไปเอาเกี่ยมวิเศษ
ออกมาต่อสู้กัน ฝ่ายพวกปิศาจหญิงทั้งเจ็ดคน ก็พากันออกมาร้องว่าไม่ต้องลำบาก
ถึงท่านพี่ ไว้พวกข้าพเจ้าจะจับมันเองเห้งเจียแลเห็นนางเหล่านั้นก็บังเกิดโทสะขึ้น ยกกระบองขึ้นตีขนาบเข้าไปมิได้
รอรั้ง ปิศาจทั้งเจ็ดก็แก้เอี๊ยมออกจากอก แผลงฤทธิ์ออกมาเป็นใยร้อยสอดเป็น
เพดานครอบเห้งเจียไว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หกคะเมนขึ้นทีหนึ่งทะลุใยนั้นออกไป
ยืนอยู่บนอากาศ พิเคราะห์ดูเห็นพวกปิศาจช่วยกันร้อยสอดมุงไปมา บัดเดี้ยวใจ
ก็ปิดสำนักห้องหอตึกรามแลไม่เห็นทั้งสิ้น เห้งเจียแลเห็นดังนั้นออกปากว่าร้าย
แรงจริง เมื่อแรกเรามิได้โดนฝีมือกัน โป๊ยก่ายไปถูกเข้าจึงได้ล้มคว่ำล้มหงายอย่างนี้
เอง อาจารย์กับน้องก็ถูกยาพิษของมันแล้ว เราก็มิได้รู้เหตุเดิมมันว่าเป็นประการใด
จำเราจะต้องถามภูมิเจ้าที่ดูหากจะรู้ได้ คิดแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระเวทวิทยาเรียกภูมิ
เจ้าที่ภูมิเจ้าที่ก็มาในทันใด เห้งเจียจึงถามว่าท่านเข้าใจอย่างไรว่านางปิศาจทั้งเจ็ดนี้
มันชักใยออกมานั้นมันเป็นปิศาจชนิดใดมาจากไหนพระภูมิเจ้าที่จึงแจ้งความว่า มันมาอยู่ที่นี้ยังไม่ถึงสิบปี แต่เมื่อสามปีก่อน
ข้าพเจ้าเห็นถอดรูปเดิมออก คือเป็นแมงมุมเจ็ดตัวที่คลายยออกนั้นคือใยแมงมุม
เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าท่านจงกลับไปยังที่เดิมของท่านเถิด ภูมิ
เจ้าที่ก็คำนับลาเห้งเจียไป เห้งเจียก็มาที่สำนักปิศาจอึ้งฮวยก๊วนถอนขนหางออก
เจ็ดสิบเส้น ก็เป่าให้แปลงเป็นรูปเห้งเจียน้อย ๆ เจ็ดสิบตน ทุก ๆ ตัวถือกระบอง
เหล็กคนละอัน เห้งเจียเองก็ถือกระบองยืนอยู่ข้างหน้า จึงสังให้พร้อมกันเข้า
ระดมเอากระบองตีกวาดม้วนเข้าประมาณหนักสักสิบซั่ง นางทั้งเจ็ดก็ติดอยู่ในใย
นั้นเห็นเป็นตัวแมงมุมเจ็ดตัวโตเท่ากระถางปากแดง ร้องขอชีวิตแก่เห้งเจียน้อย
เห้งเจียน้อยก็เอากระบองกดไว้ เห้งเจียว่าอย่าทำมันให้มันเอาอาจารย์กับน้องมา
คืนให้จะยกชีวิตให้แก่มัน นางปิศาจเหล่านั้นก็ร้องบอกแก่เต้าสือว่าท่านจงปล่อย
อาจารย์กับน้องของเธอมาให้เธอเสียเถิด ชีวิตข้าพเจ้าทั้งเจ็ดนี้จะได้รอดจากความ
ตายเต้าสือกระโดดออกมาร้องว่า เราจะกินเนื้อถังซัมจั๋งช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่ามึงไม่เอาอาจารย์มาคืนให้กู มึงจง
ดูน้องสาวของมึงให้เห็นแก่ตา เห้งเจียก็เอากระบองฟาดแมงมุมตายหมดทั้งเจ็ด
ตัว ศพแมงมุมดุจถุงใส่แป้งโลหิตไหลนอง เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัวตามเดิม
แล้วก็ตรงเข้าตีเต้าสือ เต้าสือก็เอาเกี่ยมรับไว้ รบสู้กันโดยกำลังความสามารถ
บุกบั่นฟันฟาดกันไปมาได้ห้าหกสิบเพลง ฝ่ายปิศาจเต้าสือกำลังก็อ่อนลงจึงถอด
เสื้อในตัวออกแล้วก็ยกมือขึ้น ด้วยใต้รักแร้มีตาตั้งพัน ทุก ๆ ตาฟุ้งออกมาเป็น
แสงทองคลุมครอบเห้งเจียไว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับไปกลับมาออกไม่ได้ดุจอยู่
ในถังครอบ ทุรนทุรายจึงกระโดดขึ้นไปทีหนึ่งก็ตกลงมารู้สึกเจ็บศีรษะ จึงเอามือ
ลูบดูก็เห็นบวมซ้ำคิดเสียใจว่า หัวของเราวันนี้ไม่ดีเสียแล้ว แต่ก่อนนั้นทั้งมีดทั้ง
ขวานและอาวุธต่าง ๆ ก็ไม่ทำอะไรได้ วันนี้ไปโดนแสงปิศาจเข้าก็บวมไปและเจ็บ
ดังนี้ จึงคิดว่าข้างไหนก็ไปไม่ได้ จำจะต้องหนีลงข้างดินจึงจะไปได้ คิดดังนั้น แล้ว
ก็ร่ายพระเวทคาถาไหวกายาแทรกพระธรณีหนีลงไปใต้ดิน ก็ออกพ้นไปยี่สิบโยชน์
ที่แสงรอบนั้นประมาณสิบโยชน์ เห้งเจียออกมาพ้นแล้ว กำลังก็อ่อนเปลี้ยระบม
ไปทั้งกายนึกถึงอาจารย์น้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า ในขณะเมื่อเห้งเจียนั่งร้องไห้อยู่นั้น
ได้ยินเสียงเรียกอยู่ข้างหลังเขาจึงหันไปดูก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งนุ่งขาวหุ่มขาว
มือขวาถือถาดข้าวมือซ้ายถือกระดาษเงินกระดาษทองเดินพลางร้องไห้พลาง เห้งเจีย
สั่นศีรษะแล้วออกปากพูดว่า เราร้องไห้มาปะร้องไห้เข้าอีก โทมนัสก็มาปะโทมนัส
เข้าอีกฉะนี้ หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าร้องไห้ด้วยเหตุอะไร จำเราจะต้องถามดูให้รู้เรื่อง พอ
หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ เห้งเจียจึงย่อตัวถามว่าท่านแม่จะไปข้างไหน ร้องไห้
ถึงใครที่ไหนหรือ นางนั้นยิ่งสะอึกสะอื้น และพูดว่าสามีของข้าพเจ้าไปซื้อไม้ไผ่ที่
สำนักอึ้งฮวยก๊วน เจ้าของอึ๋งฮวยก๊วนโต้ตอบพูดจากัน มันเอายาพิษใส่ให้ผัว
ข้าพเจ้ากินตาย ข้าพเจ้าจึงเอาข้าวน้ำกระดาษมาเซ่นไหว้เป็นผัวเมียรักกัน เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็คิดถึงอาจารย์ขึ้นมาหน้านิ่งคิ้วย่นก็ร้องให้ หญิงชราก็โกรธจึงพูดว่า
ข้าพเจ้าคิดถึงผัวจึงร้องไห้ ตัวเกี่ยวข้องอะไรด้วยจึงมาร้องไห้ล้อเราดังนี้ เห้งเจีย
บอกว่าท่านแม่อย่าโกรธข้าพเจ้าเลยข้าพเจ้าคือคนชาวเมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาจารย์
ข้าพเจ้าไปไซที ข้าพเจ้านามเรียกว่าซึงหงอคง เหตุข้ามมาถึงที่หยุดพักที่ในสำนักนั้น
ไม่รู้ว่าปิศาจอะไรเอายาพิษใส่ในผลพุทราให้อาจารย์และน้องกิน รวมทั้งม้าก็ติด
อยู่ในสำนักนั้น รอดแต่ข้าพเจ้าเพราะไม่กินของมัน ได้สู้รบแก่มันครึ่งวันมาแล้ว
มันแก้เสื้อออกที่ใต้รักแร้มันทั้งสองข้างมีตามากนับพัน ฟุ้งออกไปเป็นแสงทอง
คลุมครอบข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าหนีมุดดินมาได้เดี๋ยวนี้กำลังคิดถึงอาจารย์ก็นั่งร้องไห้ท่านแม่มีข้าวน้ำมาเช่นตอบแทนสามี
ครั้งเห็นท่านแม่มาจึงได้ถามถึงเหตุผล
อาจารย์ข้าพเจ้าตายก็ไม่มีอะไรสักสิงหนึ่งซึ่งจะได้ตอบแทน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
จึงแค้นขึ้นมาก็ร้องไห้ ความจริงมิได้คิดที่จะล้อเลียนอะไรเลย หญิงชราผู้นั้น คำนับ
ตอบแล้วพูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านถูกภัยร้ายอย่างนั้น ได้ทราบเพราะท่านพูด
ออกมา ท่านไม่ทราบหรือเต้าสือนั้น นามเรียกว่าแปะงั้นหม้อกุน คือท้าวพันตา
และเรียกโตมักกวัย คือปิศาจตามากหากท่านเปลี่ยนแปลงหนีรอดสายทองนั้นมา
ได้ข้าพเจ้าจะบอกให้ไปเชิญท่านผู้วิเศษนั้นจึงจะปราบทำลายแสงทองนั้นได้
เห้งเจียได้ฟังก็ดีใจถามว่าท่านแม่ได้โปรดชี้แห่งให้ข้าพเจ้าด้วยท่านผู้วิเศษอยู่แห่งใด
หญิงซราพูดว่าข้าพเจ้าจะชี้ให้ไปเชิญมาแก้แค้นให้ได้โดยแท้แต่ที่อาจารย์นั้นแก้ไม่ได้
เห้งเจียถามว่าทำไมจึงจะแก้ไม่ได้ ขอท่านแม่ได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย
แม่หญิงพูดว่า ยาพิษนั้นร้ายนักแม้ว่ากินเข้าไปสามวันแล้ว กระดูกเล็กใหญ่ก็จะ
ป่นละเอียดไปทั้งสิ้น หนทางที่จะไปกลัวจะข้ามาไม่ทันแก้ เห้งเจียพูดว่า บางที
จะไปมาใกล้ไกลเท่าใดก็อยู่ในครึ่งวันเพราะข้าพเจ้าชำนาญเหาะได้ แม่หญิงบอก
ว่าหากท่านเหาะได้แล้วเราจะบอกให้ คือทางนั้นประมาณพันโยชน์ ที่แห่งนั้นมี
ภูเขาใหญ่นามเรียกว่า (จี้หุ้นซัว) ในเขานั้นมีถ้ำเรียกว่า (เชยฮวยต้อง) มีผู้วิเศษ
นามเรียกว่า (ไผ้นาฝอ) เธอปราบกำจัดปิศาจนั้น เห้งเจียถามว่าภูเขานั้นอยู่ทาง
ทิศไหน นางเอามือชี้บอกว่าตรงทิศอาคเนย์ไปนั้นแหละ เห้งเจียหันหน้าไปดูทิศ
แล้วหันกลับมาก็ไม่เห็นแม่หญิงนั้น จึงแหงนหน้าขึ้นไปดูเห็นเป็นเจ้าแม่ (ลี่ซัวเล่า
โป๊) เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปตามยกมือขอบคุณ แล้วถามว่าเจ้าแม่เล่าโป้ไปข้างไหน
มาหรือ จึงได้มาชี้แจงให้ข้าพเจ้า เล่าโป๊บอกว่าข้าพเจ้าไปที่ประชุม (เล่งฮวยหวย)
กลับมา เห็นอาจารย์ของไต้เซียถูกภัยร้ายจึงได้มาช่วย ท่านจงรีบไปเชิญผู้วิเศษ
มาเถิด แต่อย่าบอกว่าข้าพเจ้าชี้ให้ ด้วยผู้วิเศษมักจะโกรธคนง่าย ๆ เห้งเจียก็คำนับ
ลาเหาะละลิ่วมาบัดเดี้ยวก็ถึงเขาจี้หุ้นชัว จึงหยุดแลดูเห็นถ้ำเชยฮวยต้อง ก็ลด
ลงยังพื้นเดินเข้าไปเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นคนดูเงียบสงัดไก่และสุนัขก็มิได้ยินเสียง
นึกในใจว่าเห็นท่านผู้วิเศษจะไม่อยู่ดอกกระมัง ก็เดินเข้าไปอีกพักหนึ่ง แลไปก็
เห็นนางหญิงคนหนึ่งมีกิริยาเป็นผู้ถือบวชนั่งอยู่บนเตียง เห้งเจียก็เข้าไปยกมือพูด
ว่าท่านแม่ไผ้นาฝอข้าพเจ้าคำนับ นางนั้นก็ลงจากเตียงคำนับตอบ พูดว่าข้าพเจ้า
ไม่ทันออกไปรับท่านไต้เซีย ท่านไปข้างไหนมาหรือ เห้งเจียถามว่าท่านทำไมรู้จัก
ข้าพเจ้า ไผ้นาฝอจึงพูดว่า เมื่อเวลาท่านทำวุ่นวายบนสวรรค์ในรอบท้องฟ้าใคร
จะไม่รู้จักท่าน เห้งเจียบอกว่าบัดนี้ ข้าพเจ้าถือศีลเข้าเพศสัมมาทิฐิแล้วท่านไม่
ทราบหรือ ไผ้นาฝอว่าท่านกลับใจได้ดีแล้ว ข้าพเจ้าพลอยโมทนาด้วย เห้งเจีย
บอกว่า บัดนี้ข้าพเจ้าตามพระถังซัมจั้งจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังประเทศ
ไซทีข้ามมาถึงสำนักอึ๋งฮวยก๊วน ปิศาจเต้าสือเอายาพิษใส่ให้อาจารย์ข้าพเจ้ากิน
ล้มลง ข้าพเจ้าจะต่อสู้แก่มัน มันแผลงฤทธิ์อานุภาพเป็นแสงทองมาคลุมครอบ
ข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าแผลงฤทธิ์ดำดินหนีออกมาได้ ข้าพเจ้าทราบว่าท่านแม่มีฝีมือ
อาจจับปิศาจนี้ได้ จึงมาเชิญให้ไปช่วยสักครั้งหนึ่ง ไผ้นาฝอถามว่านี่ใครบอกจึง
ได้รู้ ข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งไปประชุมฮื้อนาหวยมาจนบัดนี้สามร้อยปีกว่าแล้ว ไม่เคย
ออกจากที่ไปข้างไหนแอบหาที่สงัดรักษาอารมณ์อยู่ ก็ไม่มีใครรู้เหตุ ท่านไต้เซีย
ทำไมจึงรู้จักทางเข้ามาถึงที่นี่ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าคือผีแผ่นดินที่ไหน ๆ ก็เที่ยว
ซอกซอนสืบถาม็รู้ได้ ไผ้นาฝอว่าดังนั้นก็ช่างเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ไปก็ขัดไต้เซียไม่
ได้ท่านได้มาถึงนี่แล้วไม่ควรจะตัดรอน ซึ่งการกุศลที่ไต้เซียจะไปอาราธนาพระธรรม
จะต้องไปช่วยไต้เซียสักครั้งหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณและดีใจที่สุด แต่
ไม่ทราบว่าท่านจะเอาเครื่องมืออะไรไป ไผ้นาฝอบอกว่า ข้าพเจ้ามีเข็มปักอัน
หนึ่งอาจทำลายของร้ายแห่งปิศาจได้ เห้งเจียถามว่าอันเข็มปักนั้นเดิมข้าพเจ้าก็มี
เหมือนกัน ไผ้นาฝ่อว่าของไต้เซียนั้นเป็นของเหล็กและทองเหลืองทองคำใช้ไม่ได้
อันของวิเศษของข้าพเจ้านี้ไม่เหมือนของท่านเป็นของบุตรข้าพเจ้าประกอบแก้วตา
ให้เป็นขึ้น เห้งเจียถามว่าบุตรของท่านคือใครที่ไหน ไผ้นาฝอตอบว่าคือดาวยิดเบ้า
แชนั้นแหละ เห้งเจียได้ฟังก็ใจหาย ต่างก็พากันเหาะมา แลไปข้างหน้าเห็นแสง
ระยับระย้า เห้งเจียเอามือชี้ว่าที่แสงนั้นและเป็นสำนักอึ้งฮวยก๊วน นางไผ้นาฝอจึง
ซักเข็มวิเศษออกจากคอเสื้อสักเท่าขนคิ้ว ยาวสักองคุลีครึ่ง นางไผ้นาฝอหมายที่
แสงทองนั้นแล้วก็ขว้างไป สักประเดี้ยวเสียงดังเปรี้ยง แสงทองก็อันตรธานสูญหาย
ไปทันที่ เห้งเจียว่าวิเศษแท้ ๆ นางไผ้นาฝอก็แบมือยื่นบอกว่านี่มิใช่เข็มหรือ เห้งเจีย
ก็พร้อมกับนางไผ้นาฝอลงยังพื้น เดินเข้าไปยังสำนักที่รับแขกแลเห็นเต้าสือยืน
หลับตาอยู่หน้าสำนัก เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์ร้ายมึงมีใจคิดฆ่าได้ ชักกระบอง
ออกจะตี นางไผ้นาฝอร้องห้ามไว้ ให้เข้าไปดูอาจารย์ก่อน เห้งเจียก็เดินเข้าไปเห็น
อาจารย์โป๊ยก่ายซัวเจ็งพุ่บอยู่กับพื้น รากเขียวรากเหลืองออกมาทุก ๆ คน เห้งเจีย1 ข้าพเจ้ามา
เห็นดังนั้นก็ร้องไห้ นางไผ้นาฝอพูดว่าท่านไต้เชียอย่าโทมนัสไปเลย
วันนี้ก็ปรารถนาจะทำการกุศลด้วย ข้าพเจ้าได้เอายาติดมาด้วยสามเม็ดอาจแก้ยา
พิษนั้นได้ ว่าแล้วก็ล้วงเอายาออกจากมือเสื้อฉีกออกจากห่อกระดาษ เอายาสาม
เม็ดนั้นส่งให้เห้งเจีย ให้เอาใส่ในปากประเดี้ยวก็จะฟื้น เห้งเจียรับยามาแล้ว ก็
งัดปากให้อ้าออกเอายาใส่ปากให้คนละเม็ด พอฤทธิ์ยาเข้าไปในท้องสักประเดี๋ยว
ก็อาเจียนยาพิษร้ายออกมาหมดก็พากันฟื้น โป๊ยก่ายกระโดดขึ้นว่ายาพิษหายแล้ว
พระถังซัมจั่งซัวเจ็งก็ผุดลุกขึ้นนั่งพูดว่ามืนเมาจริง ๆ เห้งเจียบอกว่าถูกยาพิษของ
ปิศาจ หากได้พึ่งท่านไผ้นาฝอมาช่วยแก้จึงฟื้นได้ จงมาเคารพขอบคุณท่านเถิด
พระถังซัมจั้งและสานุศิษย์ได้ยินดังนั้นต่างก็มาเคารพขอบคุณทุกคน โป๊ยก่าย ถาม
ว่าอ้ายเต้าสือมันอยู่ที่ไหน จะใคร่ถามมันดูว่าเหตุใดมันจึงได้คิดฆ่าเราดังนี้ เห้งเจีย
ก็เล่าเรื่องนางแมงมุมนั้นให้ฟังโป๊ยก่ายก็ยิ่งโกรธว่ามันกับอีแมงมุมนั้นเป็นพี่
น้องกันมันก็เป็นปิศาจเหมือนกัน เห้งเจียชี้มือว่ามันยืนหลับตาอยู่หน้าสำนักจง
ไปล้างเสียโป๊ยก่ายก็จับคราดจะลงมาสับ นางไผ้นาฝอร้องห้ามว่าอย่าเพิ่งก่อนท่าน
พ่องง่วนโซ่ยระงับโทสะก่อนข้าพเจ้าไม่มีคนเฝ้าประตู ขอให้ข้าพเจ้าไปไว้เฝ้าประตู
เห้งเจียคำนับว่าขอเชิญท่านเถิด ท่านต้องการแล้วข้าพเจ้าไม่อาจขัดท่าน ขอให้
ท่านให้มันแปลงกลับรูปเดิม เพื่อพวกข้าพเจ้าจะได้ทราบว่าปิศาจอันใด นางไผ้นา
ฝอพูดว่าจะยากอะไร จึงเอามือชี้เต้าสือทีหนึ่งก็ล้มตึงลงกับพื้นกลายเป็นตะขาบ
ตัวหนึ่งยาวเจ็ดศอก นางไฟนาฝอก็เอานิ้วก้อยซ้อนขึ้นแล้วก็เหาะขึ้นกลางอากาศ
กลับไปยังถ้ำเชยฮวยต่อง โป๊ยก่ายแหงนหน้าดูแล้วพูดว่า แม่คนนี้ช่างอาจหาญ
แท้สามารถกำจัดจับปิศาจร้ายได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ที่ถามเธอว่าเหตุเดิม
ประการใด เธอบอกว่าดาวยิดเบาแชทุนนั้นเป็นบุตรของเธอ เราคิดดูยิดเบ้าแซกุน
นั้นเป็นไก่ เธอว่าลูกของเธอ ถ้าดังนั้นก็เป็นแม่ไก่เป็นแน่ ความจริงตะขาบย่อม
แพ้ไก่เพราะฉะนั้นเธอจึงกำจัดได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความขอบคุณไม่รู้สิ้น
จึงให้จัดหาเครื่องแจกระยาหารอาจารย์กับศิษย์กินอิ่มแล้วจัดข้าวของออกเดิน เห้ง
เจียเก็บฟืนยัดในโรงครัวแล้วเอาไฟเผาสำนักห้องหอเหล่านั้นไหม้ไฟเป็นขี้เถ้าไปสิ้นพระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็พากันออกเดิน เวลานั้นก็สุดฤดูร้อนแล้ว ย่างเข้าฤดูฝน
อากาศย่อมมีเมฆเย็นระรื่น พระถังซัมจั้งกำลังขับม้าเดินมาแลไปก็เห็นภูเขายอด
เยี่ยมเทียมเมฆก็รีบขับม้าเดินขึ้นบนภูเขา เดินมาประมาณครู่ใหญ่แลไปก็เห็น
ตาเฒ่าหนวดขาวผมขาวมือถือไม้เท้ายืนข้างเนินเขาแต่ไกล ร้องเรียกด้วยเสียงอัน
ดังว่า ท่านที่ข้ามเขาไปทิศปราจีนนั้นจงหยุดก่อน บนเขานั้นมีปีศาจยักษ์มันกิน
คนเสียมากแล้ว อย่าเพ่อไปก่อน พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พลัดตกจาก
หลังม้าล้มกลิ้งอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น เห้งเจียวิ่งเข้ามาพยุงให้ลุกขึ้น แล้วพูดว่าพระ
อาจารย์อย่าวิตกข้าพเจ้าอยู่นี่ พระถังซัมจั้งลุกขึ้นบอกว่า ได้ยินตาเฆ่าร้องบอก
ว่าที่บนเขานั้นมียักษ์ร้าย ให้ใครไปถามดูให้รู้แน่ว่าเป็นยักษ์อะไร เห้งเจียว่าพระ
อาจารย์นั่งรออยู่ก่อน ไว้ข้าพเจ้าจะไปถามดูจึงจะรู้เรื่อง พระถังซัมจั้งว่าห้งเจีย
รูปร่างดุร้าย ทั้งกิริยาวาจาก็หยาบคายเราวิตกเกรงเธอจะไม่บอกความจริง เห้งเจีย
หัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าจะแปลงตัวให้สุภาพเรียบร้อยอย่าวิตกเลย ว่าแล้วก็แปลง
กายเป็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งท่วงทีกิริยาเรียบร้อยหมดจดเดินไปหาตาเฒ่า ครั้งถึง
ก็ย่อตัวปราศรัยว่าท่านตาอาตมภาพคำนับ ตาเฒ่าแลไปเห็นสามเณรน้อย ก็คำนับ
ตอบเอามือลูบศีรษะแล้วหัวเราะถามว่าพ่อสามเณรอยู่ถึงไหนจึงได้มาจนถึงที่นี่ เห้ง
เจียบอกว่าพวกอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซทีอาราธนา
พระไตรปิญกธรรม เมื่อตะกี้ได้ยินท่านตาร้องบอกว่ามีปิศาจยักษ์ อาจารย์อาตม-
ภาพตกใจกลัวจึงให้มาถามดูให้รู้แน่ว่าปิศาจยักษ์อะไรจึงอาจสามารถมากั้นสกัดทาง
อยู่ดังนั้น ขอท่านตาได้โปรดกรุณาชี้แจงให้อาตมภาพทราบด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะ
ได้คิดให้มันหลีกเลี่ยงไปให้พ้น ตาเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่ารูปร่างเล็ก ๆ ดังนี้ไม่รู้จัก
ดีชั่ว ปิศาจยักษ์มันมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก ทำไมจึงพูดว่าจะคิดให้มันหลีก
เลี่ยงไปอย่างไรได้ เห้งเจียถามว่า มันมีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญอย่างไรขอให้ทราบ
ตาเฒ่าบอกว่าปิศาจนั้นมีหนังสือไปถึงเจาเล่งซัวห้าร้อยพระอรหันต์ก็ต้องมาหาเธอ
และจดหมายลายมือขึ้นไปบนสวรรค์หมู่เทพยดาก็ต้องลงมาหาเธอ พระยานาค
เล่งอ๋องทั้ง ๔ ทิศในทะเลก็เป็นมิตรสหายกัน ถ้ำเซียนฤๅษีทั้งหลายก็เคยมา
ประชุมกับเธอ พระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบก็เป็นพี่น้องอย่างสนิทที่รัก พระ
ภูมิเจ้าที่ก็เป็นอย่างที่ชอบพอกันสนิท เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะก๊าก ๆ พูดแก่ตาเฒ่า
ว่าอย่างนั้นท่านตาไม่ต้องพูด ปิศาจนั้นยังเกิดทีหลัง ข้าพเจ้าเรื่องว่าเพื่อนฝูงแล้ว
ก็ไม่เห็นจะอัศจรรย์อะไรนักหนา หากว่าปิศาจยักษ์รู้ว่าสามเณรรูปนี้มาแล้วมันก็
จะต้องยกหนีไป จะไม่อาจอยู่ได้ ตาเฒ่าได้ฟังสามเณรน้อยพูดดังนั้นก็ร้องว่าอพิโธ
พุทธ์ สามเณรองค์นี้พูดจาล้น วิตกว่ารูปกายนั้นจะไม่มีเวลาสูงได้อีกแล้ว เห้งเจีย
ถามว่าท่านตาเห็นว่ารูปกายอาตมภาพได้เท่าใดหรือจึงได้ว่าดังนี้ ตาเฒ่าถามว่า ปีี้
อายุสามเณรได้เท่าใดแล้ว เห้งเจียว่าท่านตาประมาณดูว่าจะสักเท่าใด ลองคะเน
ดูหรือจะสักกี่ขวบ ตาเฒ่าพูดว่าประมาณสักเจ็ดแปดขวดเท่านั้น เห้งเจียว่าเจ็ด
แปดขวบสักพันหนก็ยังไม่เท่า เห้งเจียถามว่าปิศาจยักษ์นั้นมันมีพวกพร้องมากน้อย
สักเท่าใด โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบแน่จะได้คิดกำจัดเสียก่อน ตาเฒ่าเห็นเธอ
พูดโอ้อวดเกินตัวก็มิได้โต้ตอบประการใด เห้งเจียก็หันกลับมาหาพระอาจารย์
พระถังซัมจั้งถามว่าไปถามได้ความมาประการใดหรือ เห้งเจียว่าการนั้นไม่รุกรนอะไร
จะเอาความกลัวของชาวบ้านนี้มาใส่ใจทำไมไม่ต้องการ มีข้าพเจ้าอยู่แล้วไม่ต้อง
กลัวอะไรเลยพระถังซัมจั้งถามว่า เห้งเจียได้ถามเธอหรือเปล่าว่าเขานี้ชื่ออะไร
และปิศาจยักษ์มีสักเท่าใด หนทางใหญ่ที่จะถึงวัดลุ่ยอิมยี่ไปทางไหนโป๊ยก่ายว่า
พี่เห้งเจียแกพูดดูไม่มีต้นไม่มีปลาย ไปถามสองคำก็วิ่งกลับมาดังนี้ ข้าพเจ้าจะ
ไปถามดูให้รู้แน่ พระถังซัมจังว่าดีแล้วจงรับไปเถิดโป๊ยก่ายตระเตรียมตัวดีแล้ว ก็
เดินไปหาตาเฒ่าร้องเรียกว่า ท่านตาขอรับข้าพเจ้านมัสการ ตาเฒ่าถามว่าเจ้าอยู่
ที่ไหนมา โป๊ยก่ายบอกว่าเป็นสานุศิษย์คนที่สองของพระอาจารย์ถังซัมจั่ง ข้าพเจ้า
ชื่อตือโป๊ยก่ายที่มาเมื่อกี้นี้พี่ของข้าพเจ้าเอง พระอาจารย์วิตกเกรงว่าเธอจะพูดจา
มุทะลุทำให้เป็นที่ไม่พอใจท่านตา จะถามไม่ได้เค้าเงื่อน เพราะฉะนั้นจึงให้ข้าพเจ้า
มากราบเท้าถามท่านตาว่า ที่ตำบลนี้เรียกชื่อว่าอย่างไร เขาอะไรถ้ำอะไร และปิศาจ
ยักษ์มีนามอย่างไร มีพวกพ้องบริวารมากน้อยเท่าใด ทางไหนเป็นทางใหญ่ที่จะ
ไปไซทีนั้น ขอท่านตาได้กรุณาโปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ตาเฒ่าถามว่า
ตัวเป็นคนสุจริตจริงหรือมาแกล้งหลอกลวงดอกกระมัง โป๊ยก่ายว่าตั้งแต่เกิดมา
ข้าพเจ้าไม่เคยหลอกลวงใครสักคำเดียวก็ไม่มี ตาเฒ่าจึงยั้งสักกะเท้าพูดว่า เขา
นี้เรียกว่า (ไซท่อซัว) ที่กลางหว่างเขาเรียกว่าถ้ำ (ไซท่อต๋อง) ในถ้ำนั้นมีพญายักษ์
สามคน โป๊ยก่ายได้ฟังร้องว่า (อนิจจา) ยักษ์สามคนเท่านี้ท่านตาวุ่นวายใจไปได้
ข้าพเจ้าสามคนพี่น้องคนละคนก็พอฆ่ายักษ์ได้ อาจารย์ข้าพเจ้าก็จะข้ามพ้นไปได้
จะยากอะไรนักหนา ตาเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่า นี่ยังไม่รู้ว่าตื้นลึกหนาบางปิศาจ
ยักษ์ทั้งสามนั้น มีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก มีบริวารข้างทิศเหนือข้างหน้า
ข้างหลังคอยลาดตระเวนระวังระไวทำการต่าง ๆ ที่มีชื่สี่หมื่นแปดพันคน ยังที่
นอกนั้นไม่นับได้ มันคอยสกัดจับมนุษย์ในตำบลนี้กิน โป๊ยก่ายได้ฟังตาเฒ่าพูด
ดังนั้น ตัวสั่นสะท้านวิ่งกลับมาบอกพระอาจารย์ไม่ต้องพูดแล้ว ใครก็จงรักษา
ชีวิตของใครเถิด เห้งเจียด่าว่าอ้ายหมู เจ้าพูดอะไรอย่างนั้นฟังไม่ได้ โป๊ยก่าย
บอกว่าตาเฒ่าแกบอกว่า เขานี้คือเขาไซท่อซัวถ้ำไซท่อต้อง ในถ้ำนั้นมียักษ์สาม
คน บริวารปิศาจมีชื่อแปดหมื่นสี่พัน ไม่มีชื่อนับไม่ถ้วน มันคอยสกัดจับมนุษย์
อยู่ในตำบลนี้ พวกเราหากเดินปะพวกมัน ก็สำหรับเป็นเหยื่อมันทั้งสิ้น อย่านึก
เลยว่าจะข้ามไปได้ พระถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นขนหัวพอง เรียกเห้งเจีย
มาถามว่าการเป็นดังนี้เราจะคิดอ่านประการใดดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระ
อาจารย์จงวางใจเถิด นิมนต์ท่านตั้งใจไปเถิดข้าพเจ้าคงจะแก้ไขไปให้ได้ พระถัง
ซัมจั้งไม่ร้แห่งที่จะทำประการใด ก็ขึ้นม้าพากันเดินไป ในเวลาที่เดินไปนั้นแลไม่
เห็นตาเฒ่า ซัวเจ้งว่าเห็นจะเป็นปิศาจมาทำเขียนเสือให้วัวกลัวดอกกระมัง เห้งเจีย
ว่าเราต้องไปดูก่อน จึงขึ้นบนโขดเขาสูงแลไปรอบไม่เห็นอะไร แลไปกลางอากาศ
เห็นเมฆมีสีวับแวม เห้งเจียก็เหาะตามไปดู เห็นท่านไทเป๊กกิมแช เห้งเจียก็ร้อง
เรียกชื่อเดิมว่า ลี้ตึงแกมาบอกก็ดีแล้วทำไมไม่บอกโดยตรง แกล้งแปลงเป็นรูป
ตาเฒ่ามาหลอกลวงกันเล่าไทเป๊กกิมแชก็ตกใจคำนับว่า ข้าพเจ้าบอกช้าไปอย่าถือ
โทษเลย อันปิศาจยักษ์นั้นมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก ถ้าท่านไต้เซียคิดอ่าน
ให้ดีก็พอจะข้ามไปได้ หากว่าใจเกียจคร้านละเลยจะไปก็ยากแท้ เห้งเจียได้ฟัง
ดังนั้นก็หันกลับลดลงยังพื้นกลับมาหาพระอาจารย์ บอกว่าตาเฒ่าเมื่อตะกี้นี้ นั้น
คือท่านไทเป๊กกิมแชมาบอกข่าวให้รู้เหตุ พระถังซัมจังพูดว่าเห้งเจียจงรีบตามไป
ถามดูว่า มีทางอื่นที่จะลัดไปได้บ้างหรือไม่ พวกเราจะได้พากันหลีกไป เห้งเจีย
พูดว่าจะไปทางอื่นนั้นไม่ได้ หนทางนี้ข้ามไปถึงแปดร้อยโยชน์รอบสี่ทิศหนทางอื่น
ไม่รู้ว่ามากน้อยเท่าใดจะไปอย่างใดได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็โทมนัส
ร้องไห้ว่าสานุศิษย์มีความลำบากขัดข้องดังนั้นจะทำอย่างไรจึงจะไปนมัสการ
พระพุทธเจ้าได้เล่า เห้งเจียพูดว่าจะร้องไปป่วยการทำไม แม้เธอจะมาบอก ดังนั้น
ก็ยังจะเอาเป็นแน่ไม่ได้ ขอแต่ให้พวกเราตั้งใจให้มั่นคงเถิด อาจารย์ลงพักก่อนให้
โป๊ยก่ายชัวเจ็งอยู่เฝ้าอาจารย์ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบนยอดเขาฟังดูเหตุการณ์
ร้ายดีเป็นประการใด ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศพิเคราะห์ดูเขานั้นก็
เห็นเงียบสงัดไม่มีคน เห้งเจียก็ค่อยสอดดูก็ได้ยินเสียงทางเขาเอะอะอีกทึก ตี
เสียงสัญญาณ เห้งเจียหันไปแลดูก็เห็นปิศาจน้อยตนหนึ่งแบกธงคันหนึ่งมียี่ห้อ
ตัวหนังสือ ที่เอวแขวนระฆัง ๆ หนึ่ง มือก็ตีไม้เกราะเดินมาแต่ข้างทิศอุดรข้ามมา
ข้างทิศอาคเนย์ เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดเห็นปิศาจรูปร่างสูงกว่าหกศอก
เห้งเจียหัวเราะนึกว่าอ้ายคนนี้เห็นจะเป็นคนเดินส่งหนังสือ เราไปฟังมันดูก็จะรู้ได้
คิดแล้วก็ร่ายคาถาแปลงเป็นแมลงวัน โผบินจับอยู่บนยอดหมวกปิศาจนั้น ปิศาจ
ก็เดินขึ้นทางใหญ่มือเคาะเกราะสั่นระฆังเดินไป ปากบ่นร้องว่าข้าพเจ้าเป็นคนลาด
ตระเวนตรวจตรา ท่านทั้งหลายจงระวังระไวให้ดี ด้วยเห้งเจียมันเข้าใจแปลงเป็น
แมลงวัน เห้งเจียได้ยินก็ตกใจคิดว่าทำไมมันจึงรู้ว่าแปลงเป็นแมลงวันและทำไมจึงรู้
ว่าเราชื่อเห้งเจียด้วย แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบปะแก่มันหรือนายมันจะสั่งเสียกันไว้
อย่างไรดอกกระมัง มันจึงเที่ยวร้องประกาศดังนี้ เห้งเจียซักกระบองออกจะตีแล้ว
ยั้งนึกได้ว่าโป๊ยก่ายได้ถามไทเป็กกิมแชว่าปิศาจนายมันสามคนบริวารมันมีถึงแปด
หมื่นสี่พัน เราอย่าเพ่อทำมันก่อนเลย แต่ไม่รู้ว่านายมันสามคนนั้นจะมีฝีไม้ลาย
มืออย่างไร อย่ากระนั้นเลยจำเราจะถามมันดูให้รู้เหตุแล้วจึงจะลงมือก็ได้ คิดแล้ว
ก็โผบินออกจากหมวกปิศาจขึ้นจับบนต้นไม้ ให้ปิศาจเดินพ้นไปสักสิบก้าว เห้งเจีย
ก็แปลงเป็นปิศาจน้อยให้เหมือนกัน มือก็ถือเกราะถือระฆังสั่นมา บ่าก็แบกธงยี่ห้อ
เหมือนปิศาจอย่างเดียวกัน ปากก็ร้องประกาศเหมือนแก่ปิศาจ เดินตามปิศาจมา
ร้องเรียกว่าพี่เดินมาข้างหน้านั้นหยุดก่อน ปิศาจน้อยหันหน้ากลับมาถามว่าแกมา
จากไหน เห้งเจียพูดว่าอะไรคนพวกเดียวกันก็ไม่รู้จักกันด้วย ปิศาจว่าพวกข้าพเจ้า
ไม่มีแก เห้งเจียถามว่าทำไมพวกแกจึงไม่มีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจียว่าดูให้ดีหรือจำ
หน้าได้หรือไม่ได้ ปิศาจว่าเราจำหน้าไม่ได้ เห้งเจียบอกว่าเราคือพวกจุดไฟ ปิศาจ
สันศีรษะบอกว่าพวกข้าพเจ้าก็พวกจุดไฟ แต่ไม่มีคนอย่างนี้และธรรมเนียมของ
ไต้อ๋องนั้นเข้มข้น พวกจุดไฟก็ทำธุระแต่การจุดไฟ พวกลาดตระเวนก็รักษาตาม
พวกลาดตระเวน ใช้ให้จุดไฟแล้วกลับใช้ให้ลาดตระเวนนั้นยังไม่เคยเห็นเห้งเจีย
ว่าตัวไม่รู้เหตุ ข้าพเจ้าจุดไฟดีไต๋อ๋องจึงให้ข้าพเจ้ามาตรวจที่นี่ ปิศาจน้อยกลับ
ถามว่าดังนั้นหรือ พวกข้าพเจ้าสิบชื่อเป็นกองลาดตระเวนสิบหมู่รวมสี่ร้อยคนมีชื่อ
ทุก ๆ คน และไต้อ๋องให้ป้ายสัญญาพวกข้าพเจ้าทุก ๆ คน ก็ป้ายสัญญาของตัว
อยู่ที่ไหนเล่า เห้งเจียนิ่งมิได้ตอบ ก็พูดเสียงดังขึ้นว่าทำไมเราจะไม่มีเพราะป้าย
ของเราพึ่งรับใหม่ ก็ป้ายของตัวอยู่ที่ไหนเอาออกมาดูที่หรือปิศาจก็แหวกเสื้อขึ้นชักออกมาเป็นป้ายทองคำอันหนึ่ง ส่งให้เห้งเจียดู เห้งเจีย
ดูเห็นข้างป้ายมีหนังสือสี่ตัวว่า (ฮุยตินจูมอ) แปลว่าอำนาจปกมารทั้งหลาย ข้าง
หน้าป้ายมีสามตัวว่า (เซี้ยวจั้นฮอง) แปลว่ากองสอดแนม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มี
ความยินดี แต่ในใจว่าไม่ต้องตรึกตรอง พวกนี้เป็นพวกลาดตระเวนแน่แล้ว จึงมี
อักษรตัวฮองดังนี้ จึงส่งป้ายคืนให้แก่ปิศาจแล้วพูดว่า เราจะเอาป้ายของเราออก
ให้ดู เห้งเจียเอามือล้วงถอนขนปลายหางเส้นหนึ่ง เสกให้เป็นป้ายทองคำอันหนึ่ง
เหมือนของปิศาจ มีอักษรสามตัวว่า (จ๊งจั้นฮอง) แปลว่าบังคับพวกลาดตระเวน
เอาป้ายส่งให้ปิศาจดู ปิศาจเห็นอักษรสามตัวว่า จังจั้นฮอง ก็ตกใจถามว่าของ
เรามีอักษรสามตัวว่าเซี้ยวจั้นฮอง ของท่านทำไมมีจังจั้นฮอง เห้งเจียตอบว่าตัว
ยังไม่เข้าใจ ไต้อ๋องเห็นว่าเรามีความชอบจุดไฟตามไฟดี จึงตั้งให้เป็นนายลาด
ตระเวน จึงไล่อักษรจังจั้นฮองให้เราบังคับพวกลาดตระเวนสี่สิบคน ปิศาจได้ฟัง
ดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ ว่าท่านผู้ใหญ่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านรับที่ตั้งมาใหม่ ที่
ข้าพเจ้าพูดผิดพลั้งไปบ้างนั้น ขออภัยเสียเถิด เห้งเจียรับคำนับแล้วหัวเราะพูดว่า
ซึ่งท่านผิดพลั้งนั้นเราไม่ถือจะต้องประสงค์อย่างหนึ่ง แต่จะต้องประสงค์เก็บเงิน
คนละห้าตำลึงเท่านั้น ปิศาจพูดว่า ท่านอย่ารีบร้อนเก็บนักขอทุเลาก่อน รอ
ข้าพเจ้าข้ามไปข้างมุมเขาทิศอาคเนย์ประชุมพี่น้องพร้อมกันแล้ว จึงจะนำมา
กราบเท้าท่าน เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นเราจะไปด้วย แล้วปิศาจก็ออกเดินหน้าเห้งเจีย
ก็เดินตามหลัง เดินมาประเดี้ยวก็ถึง เห้งเจียก็ขึ้นนั่งที่บนโขดสูง ร้องเรียกว่าพวก
ลาดตระเวนจงมาพร้อมกัน พวกเหล่านั้นก็พากันมา พร้อมยืนคำนับอยู่ข้างล่าง
บอกว่าพวกข้าพเจ้ามาพร้อมแล้ว เห้งเจียถามว่า พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าไต้อ๋อง
ตั้งเราให้ออกมาตรวจ พวกปิศาจบอกว่าพวกข้าพเจ้ายังไม่ทราบ เห้งเจียว่าไต๋อ้อง
อยากกินเนื้อพระถังซัมจั้ง แต่วิตกด้วยเห้งเจียมีฤทธิ์เดชมาก บางที่จะแปลงกาย
เป็นพวกลาดตระเวนมาที่นี่ สืบดูหนทางที่จะหนีไป จึงได้ตั้งให้เราเป็นที่จังจั้นฮอง
บังคับตรวจตราดูแลในที่แห่งนี้ ในพวกเจ้าทั้งหลายมีใครได้เก้บ้าง พวกปิศาจพร้อม
กันพูดว่าพวกข้าพเจ้าไม่มีใครเก๊จริงทั้งนั้น เห้งเจียว่าแม้ว่าไม่ปลอมแล้วทุกคนคง
จะรู้ว่าไต้อ้องนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไร พวกปิศาจบอกว่าข้าพเจ้าเข้าใจ เห้งเจีย
พูดว่าเจ้ารู้อย่างไร ให้ว่าไปข้าจะได้รู้ว่าเจ้าจริงหรือเก๊ ถ้าพูดถูกก็เป็นจริง ถ้าพูด
ไม่ถูกก็เป็นเก็เราจะจับตัวไปให้ใต้อ๋องชำระ พวกปิศาจเห็นเห้งเจียพูดจาห้าวหาญ
ก็คิดว่าจริงจึงได้บอกความตามจริงทุก ๆ คนว่า ข้าพเจ้าทราบว่า ไต้อ๋องมีฤทธิ์
เดชปากหนึ่งอ้าจะกินเทพบุตรได้สิบหมื่น เห้งเจียได้ฟังปิศาจว่าดังนั้น จึงตวาดว่า
เจ้าเหล่านี้เห็นจะเก็ดอกกระมัง ปิศาจน้อยตกใจบอกว่า ข้าพเจ้าจริงมิใช่เก๊ เห้งเจีย
พูดว่า เจ้าเป็นคนไม่เก๊ทำไมจึงพูดเลอะเทอะ ดังนั้นไต้อ๋องตัวใหญ่สักเท่าใดจึง
จะอ้าปากกลืนคนได้ถึงสิบหมื่น ปิศาจพูดว่าท่านยังไม่ทราบเหตุเดิม ไต้อ้องนั้น
เปลี่ยนแปลงกายได้ อยากให้เท่าฟ้าก็ได้อยากให้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ได้ เหตุ
ด้วยครั้งก่อนนางท้าวเทวราชเจ้าแม่อ้องโโปิเนี่ยเนี้ย เลี้ยงโต๊ะชมพู่ทิพย์เป็นคราว
ประชุมใหญ่เชิญเทพบุตรและเทพาอารักษ์ทั้งหลายมิได้มีหนังสือมาเชิญไต้อ๋อง
ไต้อ๋องจึงได้ขึ้นไปชิงชัยบนสวรรค์ เง็กเซียงฮ่องเต้ให้พลทหารเทพบุตรคุมพลสิบ
หมื่นลงมากำจัดไต้อ๋อง ไต้อ๋องก็แปลงตัวโตใหญ่ปากเท่าประตูเมืองจะกินพลเทพ
บุตรทั้งสิบหมื่น เทพบุตรไม่อาจต่อสู้ปิดประตูน่ำทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นปากจึงอม
และกลืนพลได้สิบหมื่นคน เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ คิดในใจว่าอย่างนี้เราก็
ทำได้ จึงถามอีกต่อไปว่าก็ยังไต้อ้องที่สองนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไรเล่า ปิศาจ
คนหนึ่งพูดว่าไต้อ๋องที่สองนั้น ตัวสูงสามวาคิ้วเรียวยาวตลอด ตานั้นดุจนกหงส์
รูปงามจมูกและฟันดุจมังกรและหงส์ไปสู้รบแก่ผู้ใดก็เอาจมูกยื่นออกไปม้วน
ร่างกายจะเป็นเหล็กหรือทองแดงก็ต้องขวัญหาย เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะ แต่ไม่
วิตกอะไรจึงถามต่อไปว่า ก็ไต้อ๋องที่สามนั้นมีฝีมืออย่างไร ปิศาจจึงบอกว่า ไต้
อ๋องที่สามนั้นมิใช่มนุษย์นามเรียกว่า (หุ้นเที้ยบ้วนลี้พั้ง) แปลว่าพระยาครุฑหมื่น
โยชน์ทางเมฆ แม้ว่าจะไปไหนกระพือปีกหวั่นไหวทั้งมหาสมุทร มีของวิเศษติดตัว
สิ่งหนึ่งเรียกว่า (อิมเอี้ยงยี่ขี่เพ้ง) คือขวดประกอบฟ้าดินส่องไอถ้าจับคนใส่ในขวด
สักชั่วโมงก็ละลายเป็นน้ำโลหิตไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ออกคร้ามใจอยู่คิดในใจว่า
อันปิศาจนั้นไม่สู้กระไรจะต้องระวังแต่ขวด เห้งเจียจึงพูดว่าที่ตรงฤทธาอานุภาพ
ของไต้อ้องนั้น พวกเจ้าพูดก็ถูกต้องกันแก่ที่เารู้มาแล้ว แต่ไต้อ๋องคนไหนเล่าจะ
อยากกินเนื้อถังซัมจั่ง ปิศาจพูดว่าท่านยังไม่เข้าใจ เห้งเจียตวาดว่าเราจะไม่รู้ดัง
เจ้าหรือ เรากลัวพวกเจ้าจะไม่รู้ละเอียดเช่นเรา จึงให้เรามาตรวจถามพวกเจ้าดูให้แน่
ปิศาจน้อยบอกว่าที่หนึ่งกับที่สองนั้นอยู่ที่เขาไซท่อชัว ถ้ำไซท่อต้องนั้นมานานแล้ว
แต่ไต้อ๋องมิได้อยู่รวมกัน อยู่ห่างนี้ไปทางตะวันตกสี่ร้อยโยชน์ที่ตรงนั้นมีเมืองชื่อ
ว่าเมือง (ไซท่อก๊ก) เมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น กินคนหมดทั้งเมืองไม่ว่าเจ้าและขุนนาง
หรือราษฎรชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นบัดนี้จึงได้ชิงเอาบ้านเมืองเป็นที่อยู่
ของเธอมาจนทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าเธอสืบรู้มาจากไหนว่าเมืองไต้ถังมีรับสั่งให้พระ
ถังซัมจังไปไซทีอาราธนาพระธรรม และว่าถังซัมจั่งนั้นได้บวชบริสุทธิ์มาสิบชาติแล้ว
ถ้าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่งก็จะมีอายุยืนนาน แต่วิตกด้วยพระถังซัมจั่งนั้นมี
สานุศิษย์อยู่คนหนึ่งชื่อซึงเห้งเจีย มีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญมาก ไต้อ๋องที่สามเกรงว่า
เธอผู้เดียวจะทำการไม่สำเร็จจึงมาผูกสมัครกับไต้อ๋องคนที่หนึ่งที่สอง รวมกันจะ
คอยสกัดจับพระถังซัมจั้ง เห้งเจียได้ฟังปิศาจเล่าให้ฟังทุกประการแล้ว จึงพูดว่า
พวกเจ้าทั้งหลายที่พูดมานี้ก็ไม่ผิดรู้จริงอยู่แล้ว เราไม่ต้องถามต่อไปอีกแล้ว แต่จะ
ต้องประสงค์เงินเท่านั้น ที่เจ้ามาแรกนั้นต้องตามเราไปหาไต้อ๋อง บอกให้เธอทราบ
เรื่องที่เราได้มาตรวจแล้ว ปิศาจที่ลาดตระเวนมาก่อนนั้น ก็ตามหลังเห้งเจียไป
ครั้นพากันเดินมาประมาณสักยี่สิบเส้น เห้งเจียก็ชักกระบองออกตีปิศาจนั้นล้มลง
เนื้อน่วมดุจถุงใส่แป้ง เห้งเจียก็ชักเอาป้ายหนังสือเหน็บหลังไว้เอาธงแบกใส่บ่า
มือก็จับระฆังเคาะเกราะ ร่ายคาถาแปลงกายเป็นรูปปิศาจน้อยลาดตระเวน เดิน
กลับมาหาประตูถ้ำสืบดูร้ายดีของปิศาจไต้อ้องทั้งสามนั้นว่าจะเป็นประการใด กำลัง
เดินมาก็ได้ยินเสียงคนโห่ม้าร้อง เห้งเจียแลไปดูที่หน้าถ้ำไซท่อต๋อง มีพวกบริวาร
ประมาณหมื่นเศษต่างถืออาวุธหอกดาบแหลนหลาวทุก ๆ คน เห้งเจียยืนตรึก
ตรองว่าเราจะเข้าไปอ้ายปีศาจใหญ่ใต้อ่องมันจะถามเหตุการณ์ลาดตระเวน เราก็
จะโต้ตอบตามการ บางทีจะพูดผิดไปรู้ถึงเราเราก็จะวิงหนีออกไป พวกที่เฝ้า
ประตูนั้นถ้ามันจับตัวไว้ จะทำอย่างไรจึงจะหนีไปได้ ก็จะต้องถูกจับตัวไปให้ไต้อ๋อง
จำเราจะต้องกำจัดพวกที่อยู่หน้าประตูเสียก่อน ทั้งปิศาจไต้อ้องมันก็ยังมิได้เคยรู้จัก
รู้แต่ซื่อเท่านั้น เราลองพูดกระทบดูสักคำหนึ่งจะเป็นประการใด เห้งเจียคิดดังนั้น
แล้ว มือสั่นระฆังเคาะเกราะเดินไปยังประตูน้ำ ครั้นถึงพวกปิศาจกองหน้าถาม
ว่าท่านลาดตระเวนมาแล้วหรือเห้งเจียไม่พูดว่ากระไร เดินเลยเข้าไปถึงประตูชั้นที่
สอง พวกเฝ้าประตูก็ยึดไว้ถามว่าท่านลาดตระเวนมาแล้วหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้า
มาแล้ว ถามว่าไปลาดตระเวนคราวนี้ พบปะตัวเห้งเจียบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า
เราได้ไปพบเธอกำลังถูสีอยู่ พวกนั้นถามว่า รูปร่างเป็นอย่างไรถูสีอะไร เห้งเจีย
ตอบว่า รูปร่างดุจพระยายมราชยืนขึ้นสูงประมาณยี่สิบวากว่า มือถือกระบอง
เหล็กโตประมาณสี่กำลังยืนถูกระบองอยู่ที่ริมห้วยน้ำ ปากพูดว่าตั้งแต่เอามาก็ยัง
มิได้เอาออกแผลงฤทธิ์ลองฝีมือเลย ในครั้งนี้ปิศาจสิบหมื่นมันจะต้องตายแทนเรา
ก่อน ถ้าเราฆ่าอ้ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามแล้ว เราจึงจะเช่นให้แก่พวกปิศาจน้อย
เหล่านั้น เธอจะฆ่าพวกตัวก่อนทั้งนั้น พวกปิศาจน้อยได้ฟังดังนั้นทุก ๆ คนจิตใจ
ให้หวั่นหวาด เห้งเจียจึงพูดต่อไปว่า ท่านทั้งหลายจงเข้าใจเกิดว่า อันเนื้อหนัง
ถังซัมจั้งนั้นไม่มีกี่ชิ้น หากจะแจกไม่ถึงเรา พวกเราหากจะพอใจไปตายแทนหรือ
สู้เราพากันแยกย้ายซ่อนเร้นไปเสียดีกว่า พวกพลปิศาจเหล่านั้นพูดว่าพี่พูดดังนี้
ถูกต้อง เราทั้งหลายควรจะรักชีวิตของเรา โดยเหตุว่าพวกเราทั้งหลายรับคำสั่ง
ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ในยุติธรรม ถึงจะตายก็ไม่อาจทิ้งไปได้ นี่มันเป็น
พวกสัตว์เนื้อเสือร้าย เราไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า ๆ พูดแล้วก็ต่างคนแยก
ย้ายกันไปหมดทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเดินเข้าไปในถ้ำถึง
ประตูชั้นที่สาม แลขึ้นไปเห็นปิศาจทั้งสามมั่งอยู่ข้างบน พิเคราะห์ดูกิริยาหน้าตา
ดุร้าย ที่เป็นนายหมวดนายกองยืนเรียงรายสองข้างเป็นลำดับ เห้งเจียก็มิได้
สะดุ้งหวาดหวั่นจึงเดินเข้าไปถึงเอาเกราะระฆังธงวางลงแล้วคำนับร้องเรียกว่าไต้อ๋องฝ่ายปิศาจทั้งสามถามว่าเจ้าจันฮอง ไปลาดตระเวนกลับมาแล้วหรือ เห้งเจีย
ตอบว่าข้าพเจ้ากลับมาแล้ว ปีศาจถามว่า เจ้าไปลาดตระเวนฟังข่าวซึ่งเห้งเจีย
นั้นได้ข่าวอยู่ที่ไหน มาหรือยังเป็นประการใดบ้าง เห้งเจียว่าได้อ๋องอยู่ข้างบน
ข้าพเจ้าไม่กล้าบอก ปิศาจถามว่าเหตุใดไม่กล้าบอก เห้งเจียบอกว่าไต้อ๋องมีคำ
สั่งให้ข้าพเจ้าไปลาดตระเวน ข้าพเจ้าไปเห็นคนหนึ่งยืนถูขัดกระบองอยู่ข้างห้วย
รูปร่างดุจพระยายมราช ยืนสูงสักยี่สิบวากว่า นั่งบนก้อนศิลาใหญ่ขัดถูเครื่องมือ
ปากก็พูดแก่เครื่องมือว่า ตั้งแต่มาก็ยังมิได้เอาออกแผลงฤทธิ์แสดงอานุภาพให้
ปรากฏเลย เธอจะมาตีไต้อ๋อง ข้าพเจ้ารู้แน่ว่าเห้งเจีย จึงรีบกลับมาบอกไต้อ๋อง
ให้ทราบเสียก่อน เพื่อจะได้คิดอ่านต่อสู้ประการใดฝ่ายปิศาจได้อ้องเมื่อได้ฟังดังนั้น เหงื่อไหลโซมกาย แล้วพูดว่าเราพี่น้องอย่า
ได้ไปถูกต้องพระถังซัมจั้งเลยจะเกิดเหตุใหญ่ ด้วยเธอมีสานุศิษย์ซึ่งมีฤทธาอานุภาพ
ใหญ่หลวงมันคอยระวังเสียก่อนแล้วมันกลับเตรียมอาวุธจะมาทำร้ายเราก่อน
พวกเราจะคิดอย่างไร ควรเราจะให้พวกปิศาจน้อยปิดประตูเสียทุก ๆ ประตู คอย
ระวังและให้พวกปิศาจน้อยเข้าอยู่ในประตูให้หมด ปล่อยให้พระถังซัมจั้งเธอข้าม
ไปเสียเถิด พวกนายหมวดนายกองที่รู้เหตุบอกแก่ปิศาจไต้อ้องว่า พวกปีศาจ
น้อยเหล่านั้นพากันหลบหนีไปหมดแล้ว ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจึงพากันแตก
ไปหมดเล่า หรือได้ฟังลมว่าไม่ดีดอกกระมัง จึงรีบปิดประตูเสียโดยเร็วเถิด พวก
ปิศาจเหล่านั้นต่างก็วุ่นวายกันรีบปิดประตูในนอกทุก ๆ ประตู เห้งเจียเห็นดังนั้น
ก็ตกใจว่า มันปิดประตูเสียทุก ๆ ประตูดังนี้ บางทีมันจะถามความลับเรา ถ้า
เราพูดไม่ตลอดก็จะมิต้องหนีหรือ จำเราจะหลอกให้มันตกใจอีกสักทีให้มันเปิด
ประตูไว้ คิดแล้วจึงพูดว่าไต้อ๋องเห้งเจียนั้นมันได้พูดว่าร้ายแรงนัก ไต้อ๋องถามว่า
มันพูดว่ากระไร เห้งเจียบอกว่ามันพูดว่า มันจะจับไต้อ๋องลอกหนังเสีย และจับ
ไต้อ๋องที่สองสับให้กระดูกละเอียด จับไต้อ๋องที่สามชักเอาเอ็นออกแม้ว่าเราปิด
ประตูอยู่ในนี้ไม่ออกไป เห้งเจียมันเข้าใจเปลี่ยนแปลงกายได้ บางทีมันจะแปลง
เป็นแมลงวันบินลอยเข้ามาในถ้ำนี้ จับพวกเราหมดเพราะปิดประตูขังไว้ให้มัน
ไต้อ๋องจะควรคิดประการใดดีเล่า ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดว่าไม่เป็นไร แล้วสั่งว่าพวกเราจง
ระวังให้กวดขัน ในถ้ำของเรานี้หลายปีมาแล้วมิได้มีแมลงวันหัวเขียว ถ้ามีแมลงวัน
หัวเขียวเข้ามาแล้ว ก็คงจะเป็นเห้งเจียเป็นแน่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นึกหัวเราะอยู่
ในใจ จึงยืนแอบมาข้างหนึ่งถอนเอาขนหางออกเส้นหนึ่ง เป๋าแปลงเป็นแมลงวัน
ทองตัวหนึ่ง บินมาจับที่หน้าปิศาจไต้อ๋อง ไต้อ๋องตกใจร้องว่า พวกพี่น้องเห็นจะ
ไม่เป็นการพอพูดก็เข้ามาแล้ว พวกปิศาจใหญ่น้อยก็พากันตกใจวุ่นวาย ต่างเอา
แส้และไม้กวาดตั้งใจคอยตี และปัดแมลงวัน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่
ร่างกายก็กลายเป็นรูปเดิม ปิศาจไต้อ๋องที่สามเห็นดังนั้นก็มาจับตัวเห้งเจียไว้ พูด
ว่าไต้อ๋องพวกเราถูกมันหลอกให้แล้วที่มาบอกข่าวนี้ไม่ใช่พวกจั้นฮองลาดตระเวน
นี่คือซึงเห้งเจียมันไปพบพวกลาดตระเวนมันตีตายเสียแล้วแปลงกายมาหลอกลวง
เราจึงเรียกพวกปิศาจให้เอาเชือกมามัด จึงจับเห้งเจียพลิกหงายขึงมือและเท้า
ออกสี่แยกแล้ว จึงเปิดเสื้อขึ้นดูก็เป็นวานร ปิศาจที่หนึ่งจึงพิเคราะห์ดูก็พูดว่าจริง
แล้วคือเห้งเจียเป็นแน่ จึงสั่งพวกพนักงานให้จัดโต๊ะสุรา มาให้ไต้อ๋องทั้งสามกิน
เป็นที่สำราญรื่นเริง จับอ้ายเห้งเจียได้แล้วพระถังซัมจั้งก็เหมือนอยู่ในกำมือไม่
ต้องวิตกแต่อย่างใด ปิศาจไต้อ๋องที่สามพูดว่า อย่าเพิ่งกินสุราก่อน ด้วยอ้ายเห้งเจีย
นี้มันเข้าใจบังตัวได้จะหนีไปเสีย จึงเรียกบิศาจน้อยสามสิบหกคนให้เข้าไปหาม
เอาขวดวิเศษออกมา จะได้ใส่อ้ายเห้งเจีย (เหตุใดขวดเท่านั้น จึงต้องยกถึงสามสิบ
หกคน เพราะขวดนั้นประกอบไปธาตุฟ้าดิน และในนั้น มีของวิเศษทั้งเจ็ดและ
ธาตุโป๊ยก่วยทั้งแปดและประกอบยี่สิบสี่ไออากาศ จึงต้องสามสิบหกคนยก) พวก
ปิศาจเข้าไปหามขวดออกมาวางไว้กับพื้น ไต้อ๋องที่สามเดินมาเปิดฝาขวดออก
แล้วแก้มัดเห้งเจีย ถอดเสื้อกางเกงออกแล้วก็จับยัดใส่ในขวด ร่ายเวทเป๋าลงทีหนึ่ง
เห้งเจียก็เข้าอยู่ในขวด จึงเอาฝาปิดดีแล้ว มานั่งเสพสุราพูดว่าอ้ายลิงมึงเข้าอยู่
ในขวดแล้วมึงอย่านึกเลยว่าจะไปไซทีนั้น พวกบริวารปิศาจใหญ่น้อยเหล่านั้นก็พา
กันรื่นเริงหัวเราะพูดดสรรเสริญไต้อ๋องที่สาม ฝ่ายเห้งเจียเข้าอยู่ในขวด ถูกขวด
วิเศษรัดตัวเล็กลง เห้งเจียก็แอบเข้าอยู่ข้างขวด ประเดี้ยวก็มีไอเย็นออกชื่นใจนึก
ขึ้นได้ก็หัวเราะว่าอ้ายพวกปิศาจมันพากันลือเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เห็นจริง คือว่า
ขวดนี้ใส่คนเข้าไปสามชั่วโมงก็แปรเป็นน้ำโลหิต ก็นี่ออกไอเย็น ๆ ดังนี้จะอยู่ใน
น้ำสักเจ็ดแปดปีก็ได้ไม่เห็นจะเป็นอะไร เมื่อเห้งเจียพูดขึ้นดังนั้นก็บังเกิดไฟขึ้นทันที
แต่เห้งเจียมีธรรมอันวิเศษอยู่ในหัว จึงร่ายคาถาสะกดไฟใจก็ไม่หวั่นหวาด อยู่ได้
ครึ่งชั่วโมง รอบขวดมีงออกมาสี่สิบตัวไล่กัดเห้งเจีย เห้งเจียก็เอามือคว้าจับดึงขาด
เป็นสองท่อนรวมเป็นแปดสิบท่อน ยังมีมังกรไฟสามตัวออกมาพันเห้งเจีย เห้งเจีย
นึกเสียใจแล้วพูดว่าอย่างอื่นพอทนได้ มังกรไฟสามตัวนี้ยากที่จะแก้ได้ จึงกลับสู้
อีกพักหนึ่งไฟก็ร้อนจับใจ เห้งเจียนึกขึ้นได้ว่า เราทำตัวเราให้สูงขึ้นไปให้ฝาขวด
เปิดออก คิดแล้วก็ร่ายคาถาทำตัวให้สูงขึ้นสักสองสามวา แต่ขวดนั้นก็ยืดตามขึ้นไป
เห้งเจียกลับทำตัวให้เล็กลงขวดก็เล็กลงตาม เห้งเจียสิ้นปัญญาไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไร
ได้ ตัวก็เจ็บปวดไปทั้งตัวไฟก็เผาอ่อนลงทุกที ทุรนทุรายในใจอดอยู่ไม่ได้น้ำตาก็
ไหลร่วงคร่ำครวญถึงพระอาจารย์ และท่านพระโพธิสัตว์ได้ชักนำสั่งสอนให้รักษา
ความชอบธรรมเพื่อให้พ้นโพยภัยอันตราย อาจารย์กับข้าพเจ้าได้ทนยากทรมาน
เผ็ดร้อนตั้งพันตั้งหมื่นครั้งก็เพราะจะตั้งใจให้สำเร็จซึ่งมรรคผล ไม่รู้เลยมาวันนี้เข้า
อยู่ในขวดนี้จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้วนึกดูว่าเดิมคงจะได้ทำไว้จึงมาวันนี้จะต้อง
อันตรายอย่างนี้ เวลาที่เห้งเจียคร่ำครวญอยู่นั้น ก็พอนึกขึ้นได้ว่า เมื่อที่เขาจั่วบั๊ว
ชัวนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมได้ให้ขนช่วยชีวิตเราสามเส้นทำไมเราไม่เอาออกมาช่วย
ชีวิตเล่า เห้งเจียจึงเอามือคลำที่ท้ายทอย ขนนั้นแข็งดุจเข็ม เห้งเจียก็ถอนออก
มาสามเส้น ๆ หนึ่งแปลงเป็นหมุดแหลม เส้นหนึ่งแปลงเป็นด้ามไม้ไผ่ ทำเป็น
สว่านเจาะขวดนั้นทะลุและเห็นแสงสว่างมีไออากาศเข้ามาในขวด เห้งเจียก็เรียก
ขนกลับเข้าตัว จึงแปลงตัวเล็กเท่าแมลงหวี่ บินลอดออกมาตามรูที่เจาะนั้น ก็
ยังไม่หนีไปกลับบินขึ้นจับอยู่บนศีรษะปิศาจไต้อ๋อง เวลานั้นปิศาจกำลังเสพสุราอยู่
นึกขึ้นได้จึงถามน้องคนที่สามว่า ป่านนี้เห้งเจียจะไม่แปรเป็นน้ำเลือดไปแล้วหรือ
ไต้อ๋องที่สามพูดว่ามันจะทนอยู่ได้จนป่านนี้ทีเดียวหรือได้อ๋องที่สามก็ให้หามขวดมา
พวกปิศาจสามสิบหกคนก็พากันไปหามขวดนั้นมา ขวดนั้นก็เบาไปมาก จึงร้อง
บอกปิศาจไต้อ้องว่าขวดทำไมจึงเบาไปดังนี้เล่า ไต้อ๋องจึงตวาดว่าพูดเลอะเทอะ
มีปีศาจผู้หนึ่งยกขวดมาคนเดียว แล้วพูดว่าไต้อ๋องจงดูขวดทำไมจึงได้เบาไปอย่างนี้
ปิศาจไต้อ๋องเปิดฝาตรวจดูเห็นขวดทะลุเป็นรูที่ก้นขวด เห้งเจียอยู่บนศีรษะปิศาจ
อดมิได้พูดออกมาว่า เราเจาะทะลุออกมาเอง พวกปิศาจพูดว่ามันหนีไปแล้ว ปิศาจ
ไต้อ่องก็สั่งให้พวกปิศาจรีบปิดประตู เห้งเจียร่ายพระเวทเรียกเอาเสื้อกางเกงมาแล้ว
ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม หนีออกจากประตู เหาะกลับไปหาอาจารย์ครั้นถึงก็เดิน
เข้ามานมัสการพูดว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งว่าเห้งเจียไปนาน
นักอาตมาคอยเป็นทุกข์อยู่ ที่ในเขานั้นร้ายดีอย่างไรบ้าง เห้งเจียก็เล่าเรื่องที่เข้า
ไปทนทุกข์อยู่ในขวดนั้นให้พระอาจารย์ฟัง จนกลับมาหาพระอาจารย์ได้ เปรียบ
เหมือนได้เกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง พระถังซัมจั้งได้ฟังก็มีใจขอบคุณเห้งเจียเป็นอันมาก
แล้วถามว่าเห้งเจียได้ต่อสู้แก่ปิศาจยักษ์หรือเปล่า พวกเราจะทำอย่างไรจึงจะ
ข้ามเขาไปได้ เห้งเจียบอกว่าไต้อ๋องนั้น มันมีสามคนปิศาจบริวารมีกว่าแสน
ข้าพเจ้าคนเดียวไม่กล้าจะต่อสู้แก่มัน คราวนี้ข้าพเจ้าจะให้โป๊ยก่ายไปด้วยอีกคน
หนึ่งจะได้ช่วยกัน โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวให้มั่นคง เห้งเจียกับโป๊ยก่าย
ก็พากันเหาะไป บัดเดี้ยวก็มาถึงประตูถ้า แลไปเห็นประตูถ้ำปิดแน่น หน้าประตู
เงียบสงัดไม่เห็นมีคนรักษา เห้งเจียถือกระบองเดินเข้าไปใกล้ประตู ร้องด่าว่า
อ้ายพวกมารร้ายไม่มีเงาหัวเอ็งจงเร่งเปิดประตูออกมาต่อสู้แก่เรา เมื่อปิศาจไต้อ๋อง
ได้ฟังเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น อกใจให้หวั่นหวาดครั่นคร้ามด้วยเหตุเขาเล่า
ลือกันมาช้านานแล้วว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดุร้ายห้าวหาญนัก ก็สมจริงดังคำเล่าลือ
มันแปลงเป็นพวกลาดตระเวนเข้ามาเราก็มิรู้เท่า ครั้นไต้อ๋องที่สามรู้จับตัวใส่ขวดไว้
มันก็เจาะขวดทะลุหนีออกมาได้ และยังกลับมาท้าชวนรบ ผู้ใดจะสามารถออกไป
สู้รบได้บ้าง เมื่อปิศาจไต้อ๋องก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่าเราอยู่ทางไซทีนี้ วันนี้
อ้ายเห้งเจียมันมายืนท้าทำหมิ่นประมาทดังนี้ ถ้าไม่ออกไปรบต่อสู้แก่มันเราก็จะ
เสียชื่อเสียง จำจะต้องออกไปสู้รบแก่มัน ถ้าได้ชัยชนะเนื้อถังซัมจังก็จะเป็นเหยื่อ
ของเรา ถ้าเราสู้มันมิได้ เราก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูนิ่งเสีย ปล่อยให้มันข้ามเขาไป
คิดเห็นดังนั้นแล้วก็จัดแจงแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธเปิดประตูอ่อกมาร้องถามว่า อ้าย
คนใดมาร้องท้าทายว่ากระไร เห้งเจียตอบว่าเราเอง ชื่อว่าซึงหงอคงซีเทียนไต้เซีย
ปิศาจไต้อ๋องถามว่า อ้ายชาติลิงหัวใจใหญ่ เรามิได้ไปเกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เหตุ
ใดเจ้าจึงมาร้องเรียกร้องหาท้าทายดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าเจ้าไม่เกี่ยวถึงข้าก็ดีแล้ว
แต่เจ้าเป็นสมัครพรรคพวกสัตว์เนื้อเสือร้าย คิดจะกินเนื้ออาจารย์เราเพราะฉะนั้น
เราจึงต้องมาทำอิทธิฤทธิ์ ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า แม้ว่าเจ้าเป็นคนเก่งเชี่ยวชาญจริง
แล้ว จงมาต่อสู้กันตัวต่อตัวอย่าให้ต้องพวกพลทหารได้ความยากเลย ไว้ชื่อเสียง
ให้ปรากฏไปภายหน้า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเรียกโป๊ยก่ายมาสั่งว่า ให้มาคอย
ดูอยู่ที่นี้ว่าปิศาจมันจะทำประการใดแก่พี่ โป๊ยก่ายก็มายืนอยู่ใกล้เห้งเจีย ปิศาจ
ไต้อ๋องจึงพูดว่าเจ้าก้มศีรษะมาให้เราฟันก่อนสักสามที่ ถ้าไม่เป็นอันตรายแล้ว เรา
จะปล่อยให้เจ้าไป หากคุ้มศีรษะของเจ้ามิได้แล้วจงส่งถังซัมจั้งมาให้เรา พอเป็น
กับข้าวสักมื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน ในถ้ำของ
เจ้ามีหมึกปากกากระดาษหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เอามาเขียนหนังสือสัญญาให้เป็นที่เชื่อ
ฟังกันได้ว่าไม่พลิกแพลงกลับกลอก เราจะยอมให้เจ้าทำตามคำขอร้องและพูด
สัญญาปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรงแล้วสองมือก็จับง้าวหมาย
ตรงกระหม่อมเห้งเจีย ฟันลงไปโดยเต็มกำลังก็ไม่เห็นเห้งเจียมีบาดแผลหรือหวาด
หวั่นประการใดจิตใจให้ครั่นคร้าม เห้งเจียพูดว่าเจ้ามิได้รู้กำเนิดของข้าเป็นมา
ประการใด คือเหล็กกับทองแดงนั้นเป็นสมองของข้า ข้าเคยอยู่เบ้าของท้ายเสียง
เล่ากุน ซึ่งเทพยดาประกอบหล่อทำจนสำเร็จ ปิศาจว่าเอ็งอย่าเพ่อพูดตีฝีปากไป
ก่อนมาให้เราฟันอีกสักทีหนึ่ง ศีรษะเจ้าก็จะแยกออกเป็นสองซีก เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่า อ้ายมารทำไมไม่มีตา มึงดูศีรษะกูเห็นเป็นประการใด เราจะให้เอง
ลองฟันดูอีกสักทีหนึ่ง ศีรษะเราจะเป็นซีกออกไปหรือไม่ ว่าแล้วก็ยื่นศีรษะมาให้
ปิศาจฟันปิศาจก็เงื้อง้าวฟันลงไปเต็มแรง เสียงดังครืน ศีรษะเห้งเจียก็แยกออก
ไปเป็นสองซีก เห้งเจียก็แปลงเป็นสองรูป ปีศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ มือจับง้าว
คอยระวังอยู่แล้วพูดว่าได้ยินว่าเจ้ามีวิชาแยกกายได้ ทำไมจึงเอามาทำต่อหน้าเรา
ดังนี้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายทำไมกับการแยกกาย ไม่ยากอะไรหาก
จะฟันสักหมื่นทีก็จะออกสักหมื่นกาย ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า เจ้าเข้าใจได้แต่แยกกาย
มาก ไม่เข้าใจรวมกายเป็นคนเดียว หากเจ้ารวมได้เราจะให้ตีเราด้วยกระบองสัก
ที่หนึ่ง เห้งเจียพูดว่าเจ้าลั่นปากออกมาแล้ว เจ้าอย่าทิ้งถ้อยคำเสีย เห้งเจียก็สำรวม
จิตภาวนาหมุนกาย กายก็รวมเข้าเป็นรูปเดียวอย่างเดิม ซักกระบองออกเดินตรง
มาจะตีปิศาจ ปิศาจยกง้าวขึ้นรับรบกันโดยสามารถอยู่ที่หน้าถ้ำแล้วเหาะขึ้นรบ
กันบนอากาศได้ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ไม่ชนะกันฝ่ายโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างล่าง เห็นคนทั้งสองสู้รบกันโดยความเข้มแข็ง อดไม่ได้
ก็ถือคราดเหล็กเหาะขึ้นไปเข้าช่วยเห้งเจียระดมรบปีศาจไต้อ๋องทานกำลังไม่ไหว
ก็หนีทิ้งมีดหันกลับลงมายังพื้น เห้งเจียร้องตวาดว่าให้ไล่ตามไป โป๊ยก่ายเห็นได้ที
ก็ไล่กระชั้นมาปิศาจเห็นโป๊ยก่ายไล่กระชั้นมาก็หลบเข้าข้างชายเขา แปลงรูปอ้า
ปากดังประตูเมืองตรงเข้ามาจะอมโป๊ยก่ายกลืน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หันกลับวิ่ง
หนีเข้าไปซ่อนอยู่ในพุ่มรก ตัวสั่นนั่งคอยแอบฟังอยู่ฝ่ายเห้งเจียวิ่งตามหลังมาถึง ก็เอากระบองเข้าต่อสู้ ปิศาจก็อ้าปากอมกลืน
เห้งเจียเข้าไปในท้อง โป๊ยก่ายซุ่มอยู่ในรกเห็นดังนั้นก็ตกใจ บ่นว่าอ้ายเป๊กเบ๊อน
ไม่รู้จักหลบหลีก ทำไมจึงไม่หนีมันไป กลับไปสู้กับมันให้มันกลืนเข้าไปในท้องเสีย
วันนี้ยังเป็นคนพรุ่งนี้จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ฝ่ายปิศาจมีชัยชนะแล้วก็กลับไป โป๊ยก่ายจึงมุดออกมาจากรก เดินกลับไป
ทางเก่า พระถังซัมจั้งกับซัวเจ๋งนั่งอยู่ที่ชายเขาคอยแลดู ก็เห็นโป๊ยก่ายวิ่งกระหืด
กระหอบมา พระถังซัมจั้งก็ตกใจจึงถามว่าโป๊ยก่ายเป็นอะไรดังนั้นทำไมไม่เห็น
เห้งเจียกลับมา โป๊ยก่ายก็ร้องไห้เสียงโฮ ๆ บอกว่าพี่เห้งเจียนั้นปิศาจมันกลืน
เข้าไปในท้องมันเสียแล้ว พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ล้มลงกับพื้นแน่นิ่งไป บัด
เดี๋ยวก็กลับฟื้นขึ้นมาลุกขึ้นกระทีบเท้าทุบอกบ่นค่ำครวญว่าเราเห็นสานุศิษย์เชี่ยว
ชาญปราบยักษ์มารที่ร้ายกาจตลอดมา เหตุใดวันนี้จึงมาถึงแก่ความตายเสียด้วย
มือมารดังนี้เล่า ฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่ออาจารย์โศกาอาดูรดังนั้นก็มิได้ประคับประคอง
ปลอบโยน จึงเรียกซัวเจ๋งมาบอกว่าให้เอาข้าวของมาแบ่งปันกันสองคน ซัวเจ้งถาม
ว่าพี่จะแบ่งปันข้าวของทำไม โป๊ยก่ายว่าเราแบ่งปันกันแล้วก็จะได้ต่างคนต่างไปตาม
อำเภอใจ เจ้ากลับไปลำแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อคอยจับคนไปอย่างเดิม เราจะกลับไปบ้าน
เกาเล้าจึง เพื่อจะได้อยู่กับเมียเรา เอาม้าขายเสียแล้วเอาเงินไปซื้อเครื่องที่สงการ
ตายให้อาจารย์ไป พระถังซัมจั้งได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ให้เจ็บช้ำในใจ จึงร้อง
ว่าฟ้าดินขึ้นคำหนึ่งแล้วก็ร้องไห้ฝ่ายปีศาจยักษ์ครั้นกลืนเห้งเจียเข้าไปในห้อง แล้วก็คิดว่าได้การกลับมาถึงถ้ำ
บอกกับพวกพ้องว่าเราจับมาได้คนหนึ่งแล้ว ไต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้ใครคนหนึ่ง
ไต้อ๋องคนใหญ่จึงบอกว่า พี่จับได้อ้ายซึงเห้งเจีย ไต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้เอา
ไว้ที่ไหน ไต้อ๋องใหญ่บอกว่าเรากลืนมันเข้าไว้ในท้องแล้ว ไต้อ๋องที่สามได้ฟังดัง
นั้นก็ตกใจว่า ข้าพเจ้าหาทันจะบอกพี่ไม่ เห้งเจียนั้นกินไม่ได้ เห้งเจียอยู่ในท้อง
ร้องบอกว่ากินได้แล้ว แก้หิวได้ไม่ต้องหิวอีก พวกปิศาจน้อยอยู่ข้างนั้น ได้ยิน
เห้งเจียพูดอยู่ในท้องไต้อ๋องใหญ่ดังนั้น ก็พากันตกใจบอกว่าไต้อ๋องเห็นจะไม่ดีเสีย
แล้ว เห้งเจียเข้าไปอยู่ในท้องยังพูดได้อยู่ฉะนี้ไต้อ๋องพูดว่าไม่ต้องกลัว เรากินเข้า
ไปแล้วถึงมันจะวิเศษอย่างไรก็ไม่กลัว มันจะทำอะไรได้พวกเจ้ารีบไปต้มน้ำเกลือมา
เราจะได้กินเข้าไปสำรอกมันออกมา แล้วจะได้เอาปิ้งแกล้มสุรากิน พวกปิศาจ
น้อยก็ไปต้มน้ำเกลือมาวางไว้กระถางหนึ่ง ปิศาจไต้อ๋องก็ยกกระถางน้ำเกลือขึ้นดื่ม
หมดกระถาง เห้งเจียก็เลื่อนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยปิศาจไต้อ๋องคลื่นไส้ก็อาเจียนออก
มาจนหน้ามืดตามัว รากเขียวรากเหลืองเอาน้ำดีออกมาขมคอ เห้งเจียก็มิได้ออก
ปิศาจอ่อนใจเหนื่อยหอบสิ้นกำลังจึงเรียกว่าซึงเห้งเจียทำไมจึงไม่ออกมาเล่า เห้งเจีย
ร้องบอกออกมาว่าดีแล้ว ๆ เราไม่ออกไปละ ปิศาจถามว่าทำไมจึงไม่ออกมาเล่า
เห้งเจียว่าอ้ายมารทำไมมึงจึงไม่รู้เวลากาลเราเป็นศิษย์พระ เป็นคนอนาถาเวลา
ฤดูนี้เป็นฤดูฝนเราใส่เสื้อกั๊กตัวเดียวเครื่องนุ่งห่มไม่บริบูรณ์ เข้าอยู่ในท้องนี้อุ่นดี
ลมก็พัดไม่ถูกตัว เราจะอยู่ให้พ้นฤดูหนาวแล้วจึงจะออกไป พวกปิศาจน้อยได้ยิน
เห้งเจียพูดดังนั้น ก็พูดแก่ไต้อ๋องว่าเห้งเจียมันจะอยู่ในท้องจนสิ้นฤดูหนาวเห็นจะ
ไม่ได้การเสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋องพูดว่ามันอยากอยู่ให้มันอยู่ไปเราจะเข้าฌานไม่
กินอาหารทั้งฤดูทำให้มันอดตายอยู่ในท้อง เห้งเจียจึงพูดว่าอ้ายลูกกูมึงไม่รู้เหตุ
ตลอดตั้งแต่เราตามรักษาพระอาจารย์มา แม้จะข้ามห้วยชานเขายากแค้นแสน
กันดารอย่างไร เราก็มีหม้อข้าวและเสบียงอาหารติดตัวอยู่ด้วยเสมอ ในท้องเอ็ง
มีเครื่องในสารพัดตับไตไส้ปอดเราจะต้มกินให้สบาย แม้สักห้าเดือนก็ไม่หมด
เสบียงในท้องเอ็ง ปิศาจไต้อ๋องที่สองได้ยินเห้งเจียบอกดังนันก็ตกใจพูดว่าพี เห้งเจีย
มันจะไม่ออกแล้ว ปิศาจไต้อ๋องที่สามพูดว่าพี เห้งเจียมันจะกินเครื่องในมันจะตั้ง
เตาไฟต้มที่ไหน เห้งเจียร้องบอกออกมาว่า เราจะตั้งเตาที่ตะโพกคือที่เชิงกรานก้นนั่ง
ปิศาจที่สามได้ยินก็ตกใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การหากตั้งเตาที่ตรงนั้น ควันจะพลุ่ง
ขึ้นมาทางจมูกและปากจะหายใจไม่ทันก็จะไอจามจะมิตายหรือ เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่าไม่เป็นไร เรามีกระบองเหล็กจะกระทุ้งกระหม่อมให้ทะลุขึ้นไปเป็น
ปล่องเพื่อควันไฟจะได้ออกทางนั้น ปิศาจไต้อ๋องที่สามได้ฟังดังนั้น จิตใจก็ไม่
สบายแต่ปากพูดว่าไม่เป็นไร จึงร้องว่าพี่น้องเราอย่าวิตกจงเอาเหล้ายามาให้เรากิน
ลงไปสักสองสามชาม ฆ่าอ้ายลูกลิงให้ตายอยู่ในนั้น เห้งเจียได้ยินก็นึกหัวเราะ
อยู่แต่ในใจ จึงพูดว่าเหล้ายาอย่างใดที่จะมิได้กินก็เห็นจะไม่มี พวกปิศาจน้อยก็
ยกเหล้ายามาวางไว้สองขวดแล้วรินเต็มชามหนึ่งส่งให้ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋อง
ก็รับมา เห้งเจียอยู่ในคอได้กลิ่นสุราหอมฉุย จึงคิดว่าอย่าให้ได้อ้องมันกินเลย จึง
เอาศีรษะแปลงเป็นหลอดรอที่คอหอย พอไต้อ๋องยกชามดื่มเข้าไป พอตกถึงคอ
เห้งเจียก็รับเอาไปเสียสิ้น ปิศาจไต้อ๋องดื่มซ้ำเข้าไปถึงเจ็ดชามแปดชามเห้งเจียก็
รับกินเสียหมด ปิศาจไต้อ๋องประหลาดใจก็ทิ้งชามลงพูดว่าสุรานี้เราเคยกินไป
สองชามท้องก็ร้อน นี่กินเป็นเจ็ดแปดชามแต่หน้าก็ไม่แดง เห้งเจียเมื่อกินสุรา
เข้าไปมากก็มึนเมาฉุนเฉียวด้วยฤทธิ์สุรา เอากระบองขวางเข้าแล้วก็โดดจับหัวใจ
ปิศาจทำชิงช้าโหนเล่น และเต้นรำตามสบายโลดโผนไปมา ปีศาจไต้อ๋องรู้สึกเจ็บ
ปวดเหลือที่จะทนได้ก็ล้มคว่ำลงกับพื้นฝ่ายเห้งเจียอยู่ในท้องปิศาจทำรีๆ ขวาง ๆ พักหนึ่ง ปิศาจก็ล้มกลิ้งอยู่กับพื้น
สลบไปมิได้พูดจา พากันนึกว่าตายแล้ว ภายหลังกลับฟื้นขึ้นมาได้ร้องด้วยเสียง
อันดังว่า ขอความกรุณาเถิดพระโพธิสัตว์ซีเทียนไต้เซีย เห้งเจียว่าเจ้าจงจำไว้อย่าทิ้ง
จงระลึกสองสามตัวอักขระ คือเรียกว่าตาซึงหงอคงเท่านั้น ปิศาจกลัวตายเสียดาย
ชีวิตก็เรียกตามว่า ท่านตาหงอคง ข้าพเจ้าได้ผิดแล้ว เพราะกลืนท่านตาเข้าไป
ไม่รู้เลยว่าจะกลับให้ร้ายอย่างนี้ ขอได้เมตตาอย่างสัตว์มดปลวกเถิด ขอยกชีวิต
ให้หลานสักครั้งหนึ่งเถิด หลายจะส่งอาจารย์ของท่านให้ข้ามพ้นไป เห้งเจียเป็น
คนเมตตา เมื่อได้ฟังปิศาจร้องขอโทษดังนั้นก็มีใจอันอ่อน จึงตอบว่าตาจะยก
โทษให้แก่เจ้า ๆ จะทำประการใดแก่อาจารย์ปิศาจไต้อ๋องบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีแก้วแหวนเงินทองสิ่งใดที่จะส่งไปเป็น
เสบียง มีพี่น้องสามคนจะเอาเกี้ยวมารับอาจารย์ของท่านขึ้นนั่งแล้วจะหามไปส่ง
ให้ข้ามพ้นเขตเขานี้ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เอาเกี้ยวหามไปส่ง อย่างนั้นก็
ยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาเจ้าจงอ้าปากออกให้กว้างตาจะได้ออกไป ปิศาจไต้อ๋องที่สาม
มากระซิบบอกว่า พี่อ้าปากคอยรอมันออกมาก็งับมันไว้เคี้ยวมันให้ละเอียดไป
แล้วจึงกลืนส่งเข้าไปในท้องจะมิดีหรือ เห้งเจียอยู่ในท้องได้ยินแล้วจึงเอากระบอก
เหล็กแหย่ออกไปก่อน ปิศาจไต้อ๋องก็งับปากลงเสียงดังฮวบที่หนึ่งหน้าฟันปิศาจก็
หักกระเด็นออกไป เห้งเจียก็ซักกระบองกลับเข้าไปพูดว่าดีแล้วอ้ายมารร้าย เรายก
ชีวิตให้เจ้าเราจะออกไปเจ้ากลับคิดประทุษร้ายต่อเราดังนี้ กูไม่ออกไปแล้ว กูจะ
ฆ่ามึงทั้งเป็นดังนี้จึงจะสมใจมึง ปิศาจใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธปิศาจที่สาม
ว่า นี่ก็เพราะเจ้าเราได้เชิญเธอให้ออกมาแล้ว เจ้ามากระซิบสอนให้งับเธอ เดี้ยว
นี้เธอไม่ออกมาเจ้าจะคิดประการใดฝ่ายปิศาจที่สามเห็นปิศาจที่หนึ่งโกรธเคืองดังนั้น แกล้งพูดกระทบเสียงดังว่า
เฮ้ยอ้ายเห้งเจียเราได้ยินชื่อเจ้าดุจเสียงฟ้าลั่น ว่าเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์น่ำทีหมึงแผ่
อำนาจและเข้าไปยังปราสาทเล่งเชียวเต้ยแผลงฤทธิ์เดช บัดนี้มาทางไชทีนี้กำจัด
จับปิศาจมารร้าย เมื่อพิเคราะห์ดูเป็นการเล็กน้อยมิใช่เป็นคนเก่งกาจจริง เห้งเจีย
ถามว่าทำไมเจ้าจึงเห็นว่าเราเป็นคนเล็กน้อย ปิศาจตอบว่า เพราะเจ้าไม่กล้าออก
มา ถ้าเจ้าเป็นคนเก่งจริง ก็จงออกมาลองฝีมือกันเล่นให้เห็นจริงจึงจะควรเรียกว่า
คนเก่งได้ ก็เมื่อเจ้าเข้าไปมุดซ่อนตัวอยู่ในท้องเขาดังนั้น จะไม่เรียกว่าเป็นคนเล็ก
น้อยจะเรียกว่าอะไรอีกเล่า เห้งเจียได้ฟังก็นึกว่าจริง ๆ ของมัน เวลานี้เราจะดึง
ไส้พุงตับปลอดมันให้ตายเสียก็ได้ แต่จะเสียชื่อเสียงของเราไป คิดดังนั้นแล้วจึง
ร้องบอกแก่ปิศาจว่า ถ้ากระนั้นเจ้าอ้าปากออกให้กว้างเราจะได้ออกไปลองฝีมือ
แก่พวกเจ้า ให้รู้สึกว่าใครจะเก่งสักปานใด แต่ว่าที่ในถ้ำนี้คับแคบนักไม่พอที่เรา
จะออกฝีมือ จงออกนอกถ้ำไปหาที่กว้าง ๆ จึงจะดีฝ่ายปิศาจที่สามได้ฟังดังนั้น ก็เรียกพลบริวารให้จัดเตรียมตัวถืออาวุธทุกๆ คน
ยกออกไปหน้าถ้ำตั้งเป็นกระบวนรบคอยเห้งเจียออกมาจะได้ต่อสู้ ปิศาจที่สองก็
เข้าพยุงปิศาจใหญ่ที่หนึ่งออกไปนอกถ้ำ พวกปิศาจครั้นตระเตรียมเสร็จแล้ว ปิศาจ
ที่สามก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยเห้งเจียถ้าเก่งจริงแล้วจงรีบออกมาที่ตรงนี้
กว้างขวางดีควรเป็นที่รบได้ เห้งเจียอยู่ในท้องได้ยินเสียงไก่ขันการ้องรู้ได้ว่าที่นี่
เป็นที่กว้างขวางแน่ จึงคิดว่าถ้าเราจะไม่ออกไปก็จะเสียสัตย์ แม้เราออกไปถ้ามัน
เป็นปิศาจรูปคนก็เป็นการจริงใจมันยังเป็นสัตว์เดียรัจฉานกลับกลายได้ยากที่
จะไว้ใจ อย่ากระนั้นเลยเราจะให้ได้ดีทั้งสองฝ่าย ออกก็ออกไปแต่เราจะทำเป็น
ยึดไว้สักอย่างหนึ่งคิดแล้วก็ถอนขนในตัวออกขนหนึ่งแปลงเป็นเชือกเส้นยาวสี่สิบ
วาเอาหัวเชือกผูกหัวใจปิศาจทำเป็นเงื่อนรัดไว้เงื่อนหนึ่ง เงื่อนนั้นไม่กระชากก็ไม่
รัดหากรัดก็รู้สึกเจ็บ เห้งเจียผูกเสร็จแล้วก็จับหัวเชือกไว้ข้างหนึ่ง หัวเราะว่าเรา
จะออกไปให้มันส่งอาจารย์เราไปหากมันไม่ส่งก็จะคิดรบพุ่งชิงชัย เราจะกระตุกเชือก
กระชากดุจจะอยู่ในท้องเหมือนกัน คิดแล้วก็ไหวกายแปลงเป็นรูปเล็กลงคลานขึ้น
ไปอยู่ที่บนคอหอยและออกมาดูเห็นปิศาจอ้าปากกว้างฟัน มีคมดุจคมมืดก็ตรึก
ตรองว่าเห็นจะไม่ได้การ แม้เราจะออกไปทางปากจะกระตุกเชือกถ้ามันเจ็บมันก็
จะหุบปากลงเชือกก็จะขาดไป จำเราจะหาช่องออกที่ไม่มีฟันจึงจะดี คิดแล้วก็คลาน
เลื่อนขึ้นไปที่สันจมูก ปิศาจก็จามทีหนึ่งเห้งเจียก็กระเด็นออกมาจากจมูกปิศาจ เห้ง
เจียถูกลมเข้าก็กลับเป็นรูปเดิม มือหนึ่งถือกระบองมือหนึ่งถือเชือก ปิศาจทั้งสาม
เห็นเห้งเจียออกมาก็ไม่รอรั้งพากันตรงเข้าฟันแทงเห้งเจียไม่เลือกว่าที่ไหน เห้งเจีย
ก็เหาะขึ้นกลางอากาศพ้นที่ล้อมแล้วก็ลดลงยังเขาที่ว่าง สองมือก็รั้งเชือกนั้น ปิศาจ
ไต้อ่องก็เจ็บปวด เอามือเข้าดึงเชือก เห้งเจียก็กระชาก ปิศาจก็หมุนดุจไม้ปั่นฝ้าย
หกล้มลงกับพื้นดิ้นรนจนดินที่นั่นเป็นหลุมเป็นบ่อฝ่ายปิศาจที่สองที่สามเห็นดังนั้น ก็ลงไปจับยึดเชือกไว้คุกเข่าลงอ้อนวอนขอว่า
ท่านไต้เซียเขาพูดกันว่าท่านมีจิตกว้างขวางประกอบไปด้วยเมตตาไม่มีความอาฆาต
แก่ผู้ผิด นับว่าท่านเป็นเซียนใหญ่ไม่รู้เลยว่าใจหนูจิตค้างคาวดังนี้ ท่านว่าออกมา
จะสู้รบกันนี่ทำไมจึงมาหลอกลวงกันเอาเชือกผูกหัวใจไว้อีกเล่า เห้งเจียหัวเราะ
แล้วพูดว่า มึงอ้ายพวกมารร้ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่แรกล่อลวงให้เราออก
มาแล้วจะงับเราและกัดเราหากเรารู้เท่า ครั้งนี้หลอกให้เราออกมาจัดกระบวนตั้ง
หมื่นจะรบเราคนเดียว เอ็งทำอย่างนี้ถูกต้องหรือเราจะลากไปหาอาจารย์เรา เอ็ง
จะว่ากระไรต่อไป พวกปิศาจกราบไหว้ร้องขอชีวิต ขอให้กรุณาข้าพเจ้าจะส่งอาจารย์
ท่านให้ข้ามเขาไปเห้งเจียว่าถ้ากระนั้นเจ้าเอามีดมาตัดเชือกเอาเถิด ปิศาจว่าจะ
ตัดข้างนอกข้างในยังติดอยู่กับหัวใจ ก็จะเจ็บปวดต่อไปอีก จะคิดอย่างไรดีเล่า
เห้งเจียว่าดังนั้น ก็ให้อ้าปากออกเราจะเข้าไปแก้ให้ ปิศาจได้ยินดังนั้นก็ตกใจพูด
ว่า ถ้าท่านเข้าไปแล้วและจะไม่ออกมาจะมิเป็นการลำบากแก่ข้าพเจ้าหรือ เห้งเจีย
ว่าแก้เชือกนั้นง่ายๆ ไม่ยากอะไร แต่พวกเจ้าจะยอมส่งอาจารย์เราไปจริงแล้วหรือ
ปิศาจไต้อ้องที่หนึ่งพูดว่า ถ้าท่านแก้ให้ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะขอส่งอาจารย์ท่าน
ไป ไม่กล่าวคำเท็จ เห้งเจียเห็นว่าปิศาจมีใจอ่อนแล้วก็เชื่อ จึงร่ายคาถาเรียกขน
นั้นกลับคืน หัวใจปิศาจก็หายเจ็บ ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามก็ลุกขึ้นคำนับ แล้วเชิญ
เห้งเจียให้ไปบอกอาจารย์ ให้จัดแจงข้าวของพวกข้าพเจ้าจะหามเกี๊ยวไปรับแล้ว
จะได้ส่งท่านไป พวกปิศาจเหล่านั้น พากันเก็บเครื่องสาตราอาวุธกลับไปยังถ้ำ
ฝ่ายเห้งเจียก็เหาะกลับไปหาอาจารย์ที่เนินเขา แลไปแต่ไกลเห็นพระอาจารย์นอน
กลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นดิน เห้งเจียคิดแต่ในใจว่าไม่ใช่อื่นไกล อ้ายโป๊ยก่ายเป็นแน่
คงไปบอกแก่อาจารย์ว่าปิศาจกินเราเสียแล้ว เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จึงได้มี
ความทุกข์โทมนัสดังนี้ เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเข้ามาใกล้เรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง
ชัวเจ๋งก็พูดบ่นโป๊ยก่ายว่า แกเป็นพวกต่อโลงขายแท้ ๆ คิดตั้งใจแต่จะให้คนตาย
เท่านั้น พี่เห้งเจียยังไม่ตายก็ว่าตายนั่นใครเล่ามาเรียก โป๊ยก่ายเถียงว่าเราได้เห็น
แก่ตาว่าปิศาจมันกลืนเข้าไปในท้องแล้วเราเห็นว่าหากจะเป็นปิศาจลิงที่ตายถูก
วันคืนไม่ดี จึงได้สิงให้มาดังนี้อีก เห้งเจียได้ฟังก็เดินเข้ามาจับมือโป๊ยก่ายถามว่า
อ้ายกินรำมึงว่าใครสิงใคร จะเปรียบเหมือนเจ้าอ้ายคนให้ไม่ได้ดังนั้นหรือ ปิศาจ
มันกลื่นเราเข้าไปในท้อง เราก็จับไส้พุงมันกระชากเล่น และเอาเชือกผูกหัวใจ มัน
เจ็บปวดเหลือทน ทุก ๆ คนก็คุกเข่าลงคำนับอ้อนวอนขอโทษตัวเราจึงยกโทษให้
แก่มัน มันยอมจะเอาเกี้ยวมาหามรับอาจารย์เราส่งไป พระถังซัมจั้งได้ยินเสียงเห้ง
เจียพูดก็ผุดลุกขึ้นพูดแก่เห้งเจียว่า ขอบใจสานุศิษย์มาก ๆ ทำให้ลำบากจะถึงแก่
ความตายเสียแล้ว ถ้าเชื่อโป๊ยก่ายอาตมาก็จะทิ้งชีวิตเสียแล้ว เห้งเจียจึงด่าโป๊ยก่าย
สองสามคำให้ไปจัดแจงรวบรวมข้าวของคอยท่าปิศาจจะมารับ โป๊ยก่ายก็ไปตระ
เตรียมไว้เสร็จฝ่ายพวกปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม ครั้นกลับไปยังถ้ำแล้วไต้อ๋องที่สองพูดแก่ไต้อ้อง
ใหญ่ว่า เราอวดว่าพวกเราเก้าหัวแปดหาง แต่เห้งเจียนั้นเป็นลูกลิงตัวนิดเดียวเท่านั้น
ถ้าพี่ไม่กลืนมันเข้าไปรบกันด้วยฝีมือและกำลังที่ไหนมันจะสู้ได้ และทั้งพลปิศาจ
ของเราก็มีกว่าสองหมื่น ขับเข้าไปช่วยกันระดมตีเอาชัยชนะก็จะได้ นี่พี่กลืนมัน
เข้าไปในท้องมันทำเล่นตามสบายจะสู้มันที่ไหนได้ ซึ่งรับปากว่าจะส่งพระถังซัม
จั่งนั้น ก็เพราะรักชีวิตโดยมันรวบรัดเข้าที่คับแค้นนัก บัดนี้ก็พ้นออกมาได้แล้ว ปิศาจ
ไต้อ๋องที่หนึ่งจึงถามว่า ถ้ากระนั้นน้องจะคิดประการใดอีกเล่า ไต้อ้องที่สองพูดว่า
ขอพลให้ข้าพเจ้าสามพัน ข้าพเจ้าจะจับอ้ายลิงนั้นให้ได้ ไต้อ๋องใหญ่ว่า ถ้าดังนั้น
ก็แล้วแต่น้อง จะจัดแจงเถิด ปิศาจที่สองจึงเรียกพวกพลทหารมาสามพันนำออก
ไปข้างทางใหญ่ตั้งเป็นกระบวนแล้ว ก็ให้คนถือธงไปบอกแก่เห้งเจียให้รีบมาต่อสู้กัน
โป๊ยก่ายได้ยินก็หัวเราะ แล้วพูดว่าทำอะไรกลับกลายดังนี้ ไหนว่าปราบปิศาจได้
แล้วมันจะเอาเกี้ยวมารับอาจารย์ ทำไมมันจึงมาท้าชวนรบอีกเล่า เห้งเจียพูดว่า
อ้ายไต้อ๋องใหญ่เราปราบปรามยอมแล้ว นี่เห็นจะเป็นอ้ายไต้อ้องที่สองจะไม่ยอมส่ง
เพราะฉะนั้นจึงมาท้าชวนรบฉะนี้ อันพวกปิศาจนั้นมันมีพี่น้องสามคน เราก็มีพี่
น้องสามคน แต่อ้ายคนใหญ่ไม่กล้ามาต่อสู้แล้ว นี่เห็นจะเป็นอ้ายคนที่สองเรา
เห็นควรที่โป๊ยก่ายจะออกไปรบแก่มันจึงจะดี โป๊ยก่ายพูดว่าจะกลัวมันทำไม ไว้
ข้าพเจ้าจะไปรบแก่มันเอง พูดแล้วโป๊ยก่ายก็ถือคราดเดินมาร้องเรียกว่าอ้ายปิศาจ
มารร้าย มึงรีบออกมาลองฝีมือกับปู่ดูคือตือโป๊ยก่ายให้รู้รสฝีมือกันสักคราวหนึ่ง
ปิศาจไต้อ๋องที่สองได้ยินเสียงท้าก็ออกมาเห็นโป๊ยก่ายก็มิได้รอรั้งพูดถือหอก
หมายตรงหน้าโป๊ยก่ายก็แทงมา โป๊ยก่ายยกคราดขึ้นรับต่างองอาจออกแรงสู้รบกัน
ไม่ทันถึงเจ็ดแปดเพลงโป๊ยก่ายทานกำลังปิศาจไม่ไหวก็ผละออกถอยหนี ปิศาจ
ได้ทีก็ตามรุกเอางวงยื่นคว้ารวบจับโป๊ยก่ายไว้ได้ มีชัยชนะก็ยกกลับไปถ้ำพระถังซัมจั่งยืนแลดูอยู่เห็นปิศาจจับโป๊ยก่ายไปได้จึงถามเห้งเจียว่าจะทำ
ประการใดเล่า เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์มีจิตลำเอียง เวลาปีศาจจับข้าพเจ้าไป
พระอาจารย์ก็ไมรีบร้อน โป๊ยก่ายถูกจับไปพระอาจารย์มีความรีบร้อนไว้ให้มันทรมาน
ยากแค้นจึงจะรู้สึกว่าไปอาราธนาพระธรรมมิใช่เป็นการง่าย ๆ พระถังซัมจังพูดว่า
ถึงเมื่อเห้งเจียไปต้องภัยได้ทุกข์ใช่ว่าอาตมาจะไม่ทุกข์ร้อน แต่เห็นว่าเห้งเจีย
เปลี่ยนแปลงได้จะไม่ลำบากยากแค้นนัก โป๊ยก่ายโง่เขลาแม้ถูกจับไป ดังนี้จะได้
ความเดือดร้อนมาก เห้งเจียจงไปช่วยสักครั้งเถิด เห้งเจียก็เหาะไล่ตามไปแต่คิด
ในใจว่ามันแซ่งเราให้ตาย เราตามไปดูปิศาจมันจะทำประการใด คอยให้มันลงโทษ
เสียก่อนแล้วเราจึงค่อยแก้ต่อภายหลัง คิดแล้วก็แปลงกายเป็นแมลงหวี่บินไปจับ
ที่ใบหูโป๊ยก่าย เข้าไปในถ้ำพร้อมกับปิศาจ ครั้นถึงปิศาจไต้อ้องที่สองเอาโป๊ยก่าย
ทิ้งลงกับพื้นบอกว่าพี่ ข้าพเจ้าจับได้มาคนหนึ่งแล้ว ไต้อ๋องที่หนึ่งแลเห็นโป๊ยก่าย
จึงพูดว่าคนนี้ไม่ต้องการน้องไปจับมาทำไม โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงพูดว่าจริงดัง
นั้นไต้อ๋องพูดไม่ต้องการอะไรปล่อยเรากลับไป ไปค้นหาคนที่ต้องการก็จับเอามาเถิด
ไต้อ๋องที่สามพูดว่า ถึงไม่ต้องการก็เป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งจะต้องมัดเอา
ไปแช่น้ำไว้ก่อน พวกปิศาจก็เอาเชือกมัดหมูแล้วหามไปแช่ไว้ในบ่อหลังถ้ำ เห้งเจีย
ก็บินขึ้นดูโป๊ยก่าย เห็นแช่น้ำอยู่เท้าชี้ฟ้าปากก็งอขึ้นหายใจประหงับ ๆ พิเคราะห์
ดูก็น่าหัวเราะจมน้ำอยู่ครึ่งตัว เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายดังนั้นให้นึกแค้นก็แค้นสงสารก็
สงสาร คิดว่าต่อไปภายหลังก็คงได้เข้าที่ประชุมเล่งฮวยหวย คือเมื่อพระศรีอาริย-
เมตตรัยลงมาตรัส แต่คิดเคืองว่ายังไม่ทันไร ก็คิดแบ่งข้าวของจะทิ้งอาจารย์ไป
เสียแล้วและได้ฟังชัวเจ็งบอกว่านินทากล่าวขวัญภายหลังหลายหน อย่าเลยจะ
ทำให้กลัวสักทีหนึ่ง คิดแล้วเห้งเจียก็บินลงไปข้างริมหูร้องเรียกว่าหงอเหนง ตือ
หงอเหนง โป๊ยก่ายตกใจนึกว่าฉายาตือหงอเหนงนี้ของพระโพธิสัตว์กวนอิมตั้งชื่อ
ให้ไม่มีใครผู้ใดรู้ เมื่อตามอาจารย์มาก็ไม่มีใครเรียกชื่อนี้ เรียกแต่ชื่อโป๊ยก่ายเท่านั้น
ก็ที่นี่ทำไมจึงมีคนรู้ฉายาของเรา อดไม่ได้จึงร้องถามไปว่า ใครมาเรียกข้าพเจ้าทำไม
เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าเอง โป๊ยก่ายถามว่าเป็นคนหรือ เห้งเจียตอบว่าเราคือผู้คุม
มาจากเมืองนรกเที่ยวจับคนถึงที่ตาย โป๊ยก่ายตกใจถามว่าท่านอยู่ที่ไหน เห้งเจีย
บอกว่าคือพระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องให้มาจับตัวเจ้า โป๊ยก่ายพูดว่าขอท่านได้
กลับไปกราบเรียนแก่เงียมพ้ออ๋องก่อน ท่านก็เคยรู้จักรักใคร่แก่พี่ชายข้าพเจ้า คือ
ซึงเห้งเจีย ขอทุเลางดผ่อนอีกสักวันหนึ่งเถิด พรุ่งนี้จึงค่อยมาจับไป เห้งเจียว่า
อย่าพูดเลอะเทอะไปเลย พระยามัจจุราชได้จดลงแน่นอนแล้วว่ายามสามเป็นจะ
ตายก็ใครเล่าจะกล้ารอไปถึงยามสี่ จงรีบมาไปกับเราโดยดีอย่าให้ถึงแก่ฉุดลากไป
เลย โป๊ยก่ายพูดว่าทำไมท่านไม่ผ่อนผันบ้างเล่า จงพิเคราะห์ดูรูปร่างข้าพเจ้าดัง
ยังอยากเป็นอยู่ไม่อยากตาย แต่ความตายนั้นก็ต้องตายเป็นแน่แต่จะขอทุเลาสัก
วันหนึ่งจะไม่ได้ทีเดียวหรือ พอให้ปิศาจมันจับอาจารย์กับพี่น้องมาให้พบกันสัก
ครั้งหนึ่งเท่านั้น แล้วก็ตามแต่จะเอาไปข้างไหนก็ตามเถิด เห้งเจียว่าเอาเถอะเรา
จะผ่อนให้ แต่หนังสือเรียงชื่อมาสามสิบคนเราจะไปจับพวกนั้นก่อนแล้วจึงจะมา
เอาตัวเจ้าต่อที่หลัง จะผ่อนให้สักวันหนึ่ง แต่เจ้ามีเงินค่าป่วยการก็ส่งมาให้ข้าจะ
ได้ไปเที่ยวจับที่อื่นก่อน โป๊ยก่ายพูดว่าตัวข้าพเจ้าเป็นคนถือศีลติดตามอาจารย์
มาจะเอาเงินทองที่ไหนมาจะได้ให้ค่าป่วยการแก่ท่านเล่า เห้งเจียว่าถ้าไม่มีค่าป่วย
การ จงรีบไปกับเราเดี้ยวนี้ช้าไม่ได้เราจะมัดเอาไป โป๊ยก่ายตกใจพูดว่าท่านอย่า
มัดข้าพเจ้าเลย ด้วยข้าพเจ้าเข้าใจว่าเชือกของท่านนั้น คือเชือกเร่งชีวิตแม้ว่าลาก
ไปก็สิ้นชีวิตอันค่าป่วยการนั้นก็มีบ้างแต่ไม่มากเห้งเจียว่ามากน้อยเท่าใดก็รีบ
เอาออกมา โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าเก็บรวบรวมไว้สองปีเศษแล้วมีเล็ก ๆ น้อย ๆ
ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน รวมหนักได้ห้าสลึงเมื่อก่อนได้เอาไปให้ช่างหลอม รวมกันเป็น
แผ่นเดียว ช่างเอาไปเสียสามหุนยังเหลือสี่สลึงกับเจ็ดหุน ข้าพเจ้าเก็บเหน็บไว้ใน
หู ถูกมัดมือติดอยู่หยิบให้ไม่ได้ ท่านโปรดหยิบเอาเองเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้น
จึงยื่นมือไปคลำที่หูล้วงออกมาแผ่นหนึ่ง เห้งเจียพิเคราะห์ดูแล้วก็เอาเก็บซ่อนเสีย
แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ก็กลายกลับเป็นรูปเดิม โป๊ยก่ายแลเห็นเห้งเจีย ก็ด่าแข่งว่า
อ้ายฟ้าผ่าอ้ายเป็กเบ็อน เรามาต้องทรมานดังนี้ยังมาทำแกล้งจะเอาเงินค่าป่วยการ
อะไรอ้ายไม่มีเงาหัวอ้ายลูกลิง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เงินค่าป่วยการเป็นการ
เล็กน้อยไว้ธุระเราจะช่วยแก้ให้ออกไป เห้งเจียจึงเอากระบองยื่นลงไปสอดใน
เชือกแล้วก็ยกขึ้นมาแก้มัด โป๊ยก่ายก็ลุกขึ้นพูดว่าพี่เราเปิดประตูหลังถ้ำหนีไปเถิด
เห้งเจียพูดว่าประตูหลังไปไกล เรากลับออกไปทางประตูข้างหน้าดีกว่า โป๊ยก่าย
ก็ตามหลังเห้งเจียออกมาถึงประตูที่สองแลเห็นคราดเหล็กพิงอยู่ที่นั้น โป๊ยก่ายก็เข้า
หยิบเอามาถือแล้วก็แผลงฤทธิ์สับฟันขนาบออกไป เห้งเจียก็แกว่งกระบองตีออก
ไปจนถึงประตูชั้นสี่ ฆ่าพวกบริวารปิศาจตายเป็นอันมากฝ่ายไต้อ๋องที่หนึ่งตกใจลุกมาดูเห็นดังนั้น จึงร้องเรียกไต้อ้องที่สองให้เข้าจับ
ตัวคนเก่ง ว่าเห้งเจียมันเข้ามาลักเอาโป๊ยก่ายไปแล้วยังมาเที่ยวฆ่าคนอีก ไต้อ๋อง
ที่สองได้ฟังดังนั้น ก็จับหอกวิ่งไล่ตามออกมานอกประตูร้องค่าว่าอ้ายชาติลิง มึง
สามารถมาทำดังนี้ได้หรือ ว่าแล้วก็เอาหอกแทง เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับปัด
ป้องต่างรบราต่อสู้กันด้วยกำลังความเข้มแข็ง ฟัดเหวี่ยงกันไปมาที่หน้าประตูถ้ำ
โป๊ยก่ายวิ่งขึ้นไปยืนดูอยู่บนโขดเขา มิได้ลงมาช่วยเห้งเจียรบ ทำกิริยางง ๆ งัน ๆฝ่ายปิศาจที่สองเห็นกระบองเหล็กของเห้งเจียหนักนักจึงเอาหอกรอรับไว้ ยื่น
งวงออกจะใคร่จับฟัดเห้งเจีย เห้งเจียก็รู้ในท่วงทีของปิศาจจึงยกมือชูขึ้นเสีย ปิศาจ
ก็เอางวงพันเห้งเจียเข้าที่บั้นเอวมิได้พันมือไว้ด้วย เห้งเจียก็แกว่งกระบองเล่นได้
ตามสบาย โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็พูดว่าอ้ายปิศาจมันโง่เสียแล้ว เวลาที่มันจับ
เราสิมันพันรัดมือไว้เสียด้วย มันจึงจับไว้ได้ เห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็เอา
กระบองแกว่งทีหนึ่งเล็กลงเท่าฟองไก่ยาวสักวาเศษแทงเข้าไปในรูงวงของปิศาจที่
หนึ่ง ปิศาจถูกเจ็บแทบจะสิ้นใจก็คลายงวงออกปล่อยเห้งเจียทันที เห้งเจียคว้า
จับงวงปิศาจไว้ เอามีดแทงเข้าไปปิศาจได้ความเจ็บสาหัสก็ตามมือเห้งเจียไป โป๊ย
ก่ายแอบเข้ามาใกล้เอาคราดเหล็กสับฟันปิศาจถูกที่ขากรรไกรเห้งเจียร้องห้ามว่าอย่า
ทำมันเลย พระอาจารย์จะว่าเราดุร้ายฆ่าสัตว์ไม่มีเมตตา เอาแต่ด้ามคราดตีมัน
ก็ถมไป โป๊ยก่ายก็เอาด้ามคราดตีปิศาจ ก้าวหนึ่งตีทีหนึ่งทุกก้าว เห้งเจียก็จับ
งวงปิศาจเดินจูงมาดูดุจช้างใหญ่สักสองช้าง เห้งเจียจูงเดินมาข้างเนินเขา ซัวเจ้ง
แลเห็นแต่ไกลก็บอกแก่อาจารย์ว่าพี่เห้งเจียแกจับปิศาจจูงมาโน่นแล้วพระถังซัมจั้งแลไปเห็นจึงพูดว่า พ่อเจ้าประคุณปิศาจนี้มันช่างโตใหญ่จริง ๆ
และทั้งมีงวงเหมือนช้าง แล้วสั่งให้ชัวเจ้งถามมันดูว่าพวกมันจะยอมส่งเราให้ข้าม
เขาไปหรือยัง ถ้ามันยอมแล้วเราจะขอชีวิตไว้ให้ มิให้ถึงแก่ความตาย ปิศาจได้
ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงกราบกับพื้นพูดว่า ขอท่านอาจารย์ยกชีวิตปล่อยให้ข้าพเจ้า
กลับไป ข้าพเจ้าจะเอาเกี้ยวมาหามส่งท่านไป เห้งเจียพูดว่าอาจารย์กับทั้งศิษย์สี่
คนนี้ มีจิตเป็นกุศลทั้งนั้น เจ้าพูดดังนั้นเรายอมยกโทษให้เจ้า เจ้าจงรีบไปเอาเกี้ยว
มารับอาจารย์ไปส่ง แม้ว่าเจ้ากลับกลายอีกทีนี้ เราจับได้ก็จะฆ่าเสียมิได้ไว้ชีวิต
อีกต่อไปแล้วเมื่อปิศาจได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ลุกขึ้นคำนับลากลับไปถ้ำ เห้งเจียกับโป๊ยก่าย
คำนับอาจารย์แล้ว จึงเล่าเหตุที่ปิศาจจับโป๊ยก่ายไปให้อาจารย์ฟังทุกประการ โป๊ย
ก่ายมีความอดสูยิ่งนัก ก็เก็บเอาเสื้อกางเกงไปตากที่เนินเขาฝ่ายปิศาจที่สองมาถึงถ้ำแล้ว จึงเล่าความที่พระถังซัมจั่งมีจิตกรุณาปรานีให้
ปิศาจทั้งหลายฟังทุก ๆ คน ต่างนั่งและดูตากันไม่อาจพูดจาว่ากระไรได้ ปิศาจที่
สองจึงถามว่าเมื่อเป็นดังนี้ควรพวกเราจะไปส่งพระถังซัมจั้งหรือไม่ ปิศาจที่หนึ่ง
จึงพูดขึ้นว่า น้องยังจะทำอะไรต่อไปอีกเล่า จงรีบจัดแจงส่งเธอไปเถิด ส่วนปิศาจ
ที่สามพูดว่ารีบสงไป ๆ ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า พี่น้องพูดเป็นทีประชด
ดังนี้ออกมา ดูเหมือนจะไม่พอใจส่งดอกกระมัง หากเจ้าจะไม่ยอมไปส่ง เราสอง
คนจะไปส่งเอง ปิศาจที่สามหัวเราะแล้วพูดว่า พี่ทั้งสองได้ทราบว่าพระถังซัมจั้ง
หากไม่อยากให้เราไปส่ง เธอกับสานุศิษย์จะแอบแฝงข้ามไปได้ ก็เป็นที่สะดวก
ของพระถังซัมจั่ง หากว่าอยากให้พวกเราไปส่ง ไม่รู้เท่าก็จะถูกอุบายแยกเสือไป
จากเขา ปิศาจที่หนึ่งถามว่าทำอย่างไรจึงเรียกว่าแยกเสือจากเขา ปิศาจที่สามพูด
ว่าพวกปิศาจบริวารของเราในถ้ำนี้ คัดเลือกออกสิบหกคนและอีกสามสิบคน ปิศาจ
ที่หนึ่งถามว่าจะต้องการอะไรจึงต้องทำดังนั้น ปิศาจที่สามพูดว่าสามสิบคนนั้นให้
เข้าใจต้มแกงต่าง ๆ เอาข้าวของผักปลาและเครื่องคาวหวานมอบให้เธอไปตาม
ทางถึงที่ใดก็ดี ตั้งเตาต้มแกงข้าวน้ำประคับประคองให้พระถังซัมจังอิมเอิบบริบูรณ์
ปิศาจที่หนึ่งถามว่าก็ยังอีกสิบหกคนจะใช้อะไร ปิศาจที่สามพูดว่าสิบหกคนนันให้
หามเกี้ยวแปดคน อีกแปดคนให้คอยร้องนำหน้า พี่น้องเราคอยประคับประคอง
สองข้างเดินตามส่ง ทางนี้ไปอีกสี่ร้อยโยชน์ก็ถึงกำแพงเมืองของข้า ที่นั้นมีคน
คอยรับรอง ครั้นถึงริมกำแพงเมืองก็จงทำมิให้อาจารย์กับศิษย์รวมกันได้จะจับ
พระถังซัมจั่งนั้นได้ก็เพราะสิบหกคน การก็จะสำเร็จทั้งสิ้น ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้น
ดุจเวลาเมาฟื้นขึ้นก็สรรเสริญว่าความคิดอย่างนี้ดีจริง จึงรีบจัดสามสิบคนเอาสิ่ง
ของเครื่องกินกระยาหารมอบให้ไปจัดทำตามสั่ง และคัดอีกสิบหกคนให้แปดคน
ร้องตวาดนำทาง อีกแปดคนให้หามเกี้ยวออกไป ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว ปิศาจที่
หนึ่งก็ออกนำหน้า พาบริวารปิศาจเดินออกจากถ้ำมาในทางใหญ่ ร้องเรียกว่าท่าน
อาจารย์วันนี้ไม่ต้องผงละอองติดเท้า นิมนต์ท่านขึ้นนั่งในเกี้ยว พวกข้าพเจ้าจะหาม
ท่านส่งไปเห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ว่าพวกปิศาจที่ข้าพเจ้าปราบลงนั้น บัดนี้เอาเกี้ยว
มารับหามอาจารย์จะส่งข้ามไป พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็ประนมมือว่าสาธุดีแล้ว
หากไม่มีเห้งเจียอาตมภาพที่ไหนจะไปได้ จึงหันมาพูดแก่พวกปิศาจว่า อาตมภาพ
ได้พึ่งพาหนะของท่าน ท่านทั้งหลายจงได้เอ็นดูให้มาก ๆ แม้ว่าอาตมภาพไป
อาราธนาพระธรรมกลับไปถึงเมืองแล้ว อาตมภาพจะแผ่กุศลถึงท่านทั้งหลายให้
ทั่วกัน พวกปิศาจก็พร้อมกันคำนับของคุณ แล้วจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นเกี้ยว
พระถังซัมจังยังเป็นปุถุชนก็หารู้ในกลอุบายของปิศาจไม่ และซึ่งเห้งเจียก็เป็น
ภาคของทั้ยอิ๊ดแซเกิดในสันดานซื่อตรง ก็มุ่งหมายแต่จะกำจัดเป็นกำลังอานิสงส์
ครั้นปราบปิศาจได้แล้วก็หาได้ตรึกตรองสอดส่องให้ละเอียดไม่ จึงเรียกโป๊ยก่าย
ให้เอาข้าวของวางบนหลังม้าซัวเจ็งเดินคุมไปฝ่ายเห้งเจียก็ถือกระบองออกเดินนำหน้าคอยระวังการร้าย ฝ่ายปิศาจทั้งแปด
ก็หามเกี้ยวไป อีกแปดคนก็ร้องนำหน้าไป หามเกี้ยวตัดทางขึ้นเขาไป ปิศาจไต้
อ๋องก็เดินข้างเกี้ยวประคับประคองไปทั้งสามคน ฝ่ายพระถังซัมจั้งนั่งบนเกี้ยวก็มีจิต
รื่นเริง พวกปิศาจใหญ่น้อยพร้อมใจกันจงรักภักดีเอาใจใส่โดยเรียบร้อย วันหนึ่ง
ข้าวน้ำสามเวลาเลี้ยงดูบริบูรณ์ ค่ำลงก็หยุดพักนอนรุ่งเช้าก็ออกเดินไปเดินมาได้
สี่ร้อยโยชน์เศษ แลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงเมือง เห้งเจียเดินห่างเกี้ยวประมาณ
สักสี่สิบเส้น เห็นกำแพงเมืองก็สะดุ้งชะงักกระโดดขึ้นทีหนึ่ง โดยเหตุที่เห็นใน
กำแพงเมืองมีอากาศร้ายพลุ่งขึ้นได้ยินเสียงลมข้างหลังพัดหวิวกระชั้นมาจึงหันหน้า
ไปมองดู เห็นปิศาจที่สองถือทวนมาแทง เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับ ก็รบกันด้วย
กำลังโกรธแค้น ปิศาจที่หนึ่งก็ให้สัญญามือถือง้าวกระโดดมาฟันโป๊ยก่าย โป๊ยก่าย
ตกใจทิ้งม้ามือถือคราดเข้ารบกับปิศาจ ปิศาจที่สามก็ถือหอกเข้ารบกับซัวเจ๋ง ซัว
เจ๋งก็ยกพลองวิเศษขึ้นปัดป้องต่อสู้ ปิศาจทั้งสามรบกับสานุศิษย์ทั้งสามอยู่บนเนิน
เขา พวกปิศาจบริวารสิบหกคนครั้นได้เห็นสัญญาณก็เข้าชิงเอาม้าและข้าวของ
ทั้งนั้นไปสิ้น พวกหามเกี๊ยวก็วิ่งเข้าไปถึงประตูเมืองร้องเรียกว่าไต้อ้องมาแล้ว รีบ
เปิดประตูเมืองโดยเร็วพวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็พากันมาเปิดประตูเมืองให้เข้าแล้ว
จึงสั่งกันให้เอาธงลงทุกคนและให้เงียบสงบเสียงมิให้ตีม้าล่อและกลอง เพราะไต้
อ๋องได้สั่งมาก่อนแล้วว่า อย่าทำให้พระถังซัมจั้งตกใจ ถ้าจิตใจเธอหวั่นหวาดเศร้า
หมองเสียแล้ว เนื้อเธอก็จะมีรสเปรี้ยวเสียจะกินไม่อร่อย พวกหามเกี้ยวก็ตรงเข้า
ไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย วางลงให้พระถังซัมจั่งนั่งอยู่กลาง ยกน้ำร้อนน้ำชา
มาเลี้ยง พวกปิศาจพากันมาแวดล้อมประคับประคอง พระถังซัมจั้งให้มืดมัวและ
ไม่รู้จักหน้าคนให้เคลิ้ม ๆ ไปฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม รบกับเห้งเจียพี่น้องทั้งสามอยู่ที่นอกกำแพงเมือง
ข้างทิศตะวันออกที่กลางหว่างเขาอยู่หลายชั่วโมง จนเวลาจวนเย็นก็บังเกิดหมอก
กลุ้มสักประเดี๋ยวก็มือค่ำ โป๊ยก่ายรอรบไม่อยู่ก็ถอนคราดออกหนี ปิศาจที่หนึ่งไล่
ตามอ้าปากคาบจับตัวได้พาเข้าไปในเมือง เรียกพวกบริวารเอาเชือกมามัดโป๊ยก่าย
ไว้ที่ใต้ถุนปราสาทกิมล่วนเต้ย แล้วก็เหาะกลับออกมาช่วย ชัวเจ๋งเห็นท่าจะ
เสียทีก็แกว่งกระบองถอยหลังหนี ปิศาจที่สองสยายงวงจับซัวเจ้งเข้าไปไว้ในเมือง
มัดผูกไว้ที่เดียวกับโป๊ยก่าย ก็กลับออกมาอยู่บนอากาศ ร้องว่าจับตัวเห้งเจียให้ได้เห้งเจียเห็นปิศาจจับน้องไปทั้งสองคนแล้ว แต่ลำพังผู้เดียวเห็นว่าจะต่อสู้มิได้
ก็ตีลังกาหกคะแมนหนีไป ปิศาจที่สามเห็นเห้งเจียหนีไปแล้ว ปิศาจก็กลับเป็นรูป
เดิม คลี่ปีกออกโผบิน ในข้อนี้เห้งเจียตีลังกาทีหนึ่งสิบหมื่นแปดพันโยชน์แต่
ปิศาจกระพือทีหนึ่งก็ไปไกลกว่าเห้งเจีย ครั้นปิศาจไล่มาทันก็เอาเท้าเฉี่ยวเห้งเจีย
เข้าอยู่ในอุ้งเท้าจะดิ้นรนก็ไม่ไหว ปิศาจก็บินกลับมาเมือง ครั้นถึงก็ปล่อยลงกับพื้น
ปิศาจเอาเชือกมามัดผูกไว้ที่เดียวกันกับโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง ปิศาจก็ผลักพระถังซัมจั้ง
ลงจากแท่นตัวก็ขึ้นนั่งบนแท่นแสงไฟสว่าง พระถังซัมจั้งแลเห็นสานุศิษย์ถูกมัด
อยู่กับพื้น จึงหันหน้ามาหาเห้งเจียร้องไห้แล้วพูดว่าเมื่อเวลาพบปะภัยร้ายทุกครั้ง
เห้งเจียอยู่ข้างนอกได้ช่วยแก้ไข วันี้เห้งเจียมาต้องผูกมัดเสียดังนี้ ทำอย่างไร
อาตมาจะพ้นอันตรายเล่า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นอาจารย์ร้องไห้และเสียใจดังนั้น ก็
พากันร้องไห้เสียงโฮ ๆ ทั้งสองคนแต่เห้งเจียหาร้องไห้ไม่กลับหัวเราะแล้วพูดว่า
อาจารย์จงวางใจเถิด พี่น้องอย่าร้องไห้ไปทำไม ตามแต่มันจะทำอย่างไรก็ซั่งมัน
เป็นอันขาดมิให้มันทำร้ายได้ อาจารย์กับศิษย์กำลังพูดกันอยู่ ก็ได้ยินปิศาจใหญ่
พูดสรรเสริญปิศาจที่สามว่า น้องเรามีสติปัญญาคิดอุบายสำเร็จได้ เป็นอย่างยิ่ง
หาที่เปรียบมิได้ เวลานี้ก็จับพระถังซัมจั้งได้แล้ว จึงสั่งปิศาจบริวารให้ตั้งเตาต้ม
น้ำร้อนขึ้นไว้แล้วเอาลังถึงเหล็กมาจะได้จับอาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนใส่เข้าไปใน
ลังถึงแล้วเอาขึ้นตั้งบนกระทะนึ่งให้สุก พวกเราพี่น้องจะกินเล่นให้สบายใจ แล้ว
แจกให้พวกเจ้ากินกันคนก้อนอายุจะได้ยืนยาว ปิศาจบริวารได้ฟังนายสั่งดังนั้น
ก็วุ่นวายจัดแจงสักประเดี้ยวก็แล้วเสร็จไต้อ้องก็สั่งให้จับอาจารย์กับศิษย์ลำดับลงไป
โป๊ยก่ายอยู่ชั้นล่าง ซังเจ้งอยู่ชั้นถัดขึ้นมา แล้วหามเห้งเจียใส่ลงชั้นที่สาม แต่
มิใช่เห้งเจียจริง เป็นรูปที่เห้งเจียปลอมถอนขนแปลงแทนไว้ ส่วนเห้งเจียจริงนั้น
เหาะขึ้นคอยดูอยู่บนอากาศ แล้วพวกปิศาจหามพระถังซัมจั้งใส่ลงไว้ชั้นบนที่สุด
แล้วพวกปิศาจก็เอาไฟใส่ติดฟืนขึ้นเห้งเจียอยู่บนอากาศคิดว่าโป๊ยก่ายซัวเจ้งทนได้สองเดือดอาจารย์ทนได้
เดือดเดียว ก็จะสุกไม่มีชิ้น แม้เราไม่เอาธรรมอันวิเศษล้อมเสีย ประเดี๋ยวก็จะสิ้นชีวิต
คิดแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระคาถาเรียกพระยาเล่งอ๋องมาในทันใดนั้น พระยาเล่งอ่อง
ถามว่าท่านไต้เซียมีกิจร้อนอะไรหรือ เห้งเจียตอบว่า ไม่มีกิจธุระร้อนรนจะกล้า
กวนท่านหรือ ด้วยบัดนี้พวกปิศาจยักษ์มันจับอาจารย์ข้าพเจ้าไปใส่ลังถึงติดไฟนึ่ง
ขอท่านช่วยอย่าให้มันนึ่งได้ พระยาเล่งอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น ก็แปลงเป็น
สายลมเป๋าลงไปที่กระทะ และเป่าล้อมรอบในกะทะไอร้อนก็ไม่มีถึงคนทั้งสาม
จึงรอดชีวิตอยู่ได้ทั้งสามคน เวลานั้นก็เข้ายามสาม ปิศาจที่หนึ่งร้องบอกปิศาจ
ทั้งหลายว่า วันนี้เราคิดอุบายก็เหน็ดเหนื่อย จับได้อาจารย์และศิษย์สามคนมามัดใส่
ใส่ลังถึงจะหลบหนีต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเจ้าสิบคนเอาใจใส่ระไวระวังช่วยกันดูแล
ผลัดเปลี่ยนใส่ไฟ เราจะพากันไปพักหลับสักงีบหนึ่ง ถ้าถึงเวลาจวนแจ้งเนื้อนั้นสุก
จึงให้เอาน้ำส้มน้ำมะนาวเกลือกระเทียมมาสำรองไว้ เราตื่นขึ้นท้องเปล่าจะได้กิน
ให้ซูกำลัง พวกปิศาจบริวารก็กระทำตามนายสั่งทุกๆ คน ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามก็
พากันไปนอนฝ่ายเห้งเจียอยู่บนเมฆแลเห็นปิศาจเข้านอนแล้ว ก็ลดลงยังพื้นไม่ได้ยินเสียง
ในลังถึงเห็นเงียบอยู่ เห้งเจียคิดว่าจะตายเสียแล้วดอกกระมังจึงแป่ลงกายเป็น
แมลงวันบินมาจับที่ข้างลังถึงฟังดู ก็ได้ยินเสียงโป๊ยก่ายพูดว่า อึดอัดจริง ๆ ไม่รู้
ว่ามันจะนึ่งอบไอหรือนึ่งปิดไอก็ไม่รู้ ชัวเจ้งร้องถามว่า นึ่งอบไอเปิดไอนั้นอย่างไร
ไม่เข้าใจ โป๊ยก่ายบอกว่านึ่งอบไอนั้นปิดฝาข้างบน เปิดไอนั้นนึ่งไม่ปิดฝา พระถัง
ซัมจังอยู่ข้างบนร้องบอกว่าไม่ปิดฝาดอก โป๊ยก่ายว่าดีแล้วคืนวันนี้คงยังไม่ตาย
เห้งเจียได้ยินคนสามคนพูดกันอยู่ในนั้นก็รู้แน่ว่ายังไม่ตาย จึงเอื้อมไปหยิบฝาลังถึง
มาค่อย ๆ ปิดลง พระถังซัมจั้งตกใจร้องบอกว่าฝาปิดเสียแล้ว โป๊ยก่ายว่าเสร็จ
มันจะต้องตายในคืนวันนี้เอง ซัวเจ้งกับพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็พากันร้องไห้
สะอึกสะอื้น โป๊ยก่ายว่าอย่าร้องไปเลย ใส่ไฟคราวนี้ก็จะเปลี่ยนใหม่ ซังเจ๋งถาม
ว่าทำไมพี่จึงรู้เล่า โป๊ยก่ายบอกว่า เมื่อแรกใส่เราเข้าในนี้เราก็นึกดีใจ ด้วยว่าเรา
มีโรคเหน็บชา ไอนั้นก็ร้อนพลุ่งขึ้นเดี๋ยวนี้กลับมีไอเย็นพลุ่งขึ้น พวกปิศาจเติมฟืน
ใส่ไฟเข้าก็กลับให้มีไอเย็นเกิดขึ้น อาจารย์กับซัวเจ้งไม่เป็นไร เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่าย
พูดนึกหัวเราะในใจว่า อ้ายกินรำมันกลับเห็นไปอย่างนั้นได้ เย็นกลับว่าไม่ดี ร้อน
จะล้างชีวิตกลับว่าดีทำไมมันจึงกลับเห็นไปอย่างนั้นเล่า ประเดี้ยวลมก็จะสิ้นต้อง
รีบแก้ออกเสียจึงจะได้ถ้าเราจะเข้าแก้ก็จำจะกลับเป็นรูปเดิม และจะต้อง
ทำลายพวกสิบคนนั้นเสีย ก็จะอึกทึกวุ่นวายขึ้นรู้ถึงปิศาจไต้อ้องก็จะมิเสียการไปหรือ
อย่าเลยเราจำจะต้องทำให้อ้ายพวกสิบคนนี้มันนอนหลับเสียแล้วจึงจะดี คิดแล้ว
ก็คลำจับเอาตัวหาวนอนออกมาสิบตัวขว้างไปเข้าหน้าพวกที่เฝ้าไฟทั้งสิบคนคนละตัว
หนอนหาวนอนก็แทรกเข้าไปในรูจมูก พวกนั้นก็พากันนอนหลับไม่รู้สึก เห้งเจีย
จึงกลับเป็นรูปเดิมเข้าแอบลังถึงเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียเรียก
จึงร้องว่าเห้งเจียช่วยอาตมาด้วย ซัวเจ๋งว่าพี่พูดอยู่ข้างนอกหรือ เห้งเจียว่าไม่ได้
อยู่ข้างนอก พี่ติดอยู่ด้วยกันในลังถึงนี้เอง โป๊ยก่ายว่าจะทำอย่างไรก็ทำไป ไว้พวก
เราให้ทนทุกข์อึกอัดอย่างนี้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่าอย่าอึงไปเราจะช่วย
แก้ให้ออกได้ เห้งเจียก็เปิดลังถึงรับอาจารย์ออกแก้มัด แล้วเรียกรูปปลอมกลับ
เป็นขนเข้าตัว แล้วชั้นสามชั้นสี่เอาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแก้มัด โป๊ยก่ายออกได้จะ
วิ่งหนี เห้งเจียบอกว่าอย่าวุ่นไป เห้งเจียก็เรียกคาถาคืนปล่อยพระยาเล่งอ๋องกลับไป
จึงค้นหาข้าวของได้มารวมไว้พร้อมแล้ว จึงให้พระอาจารย์ขึ้นม้า โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง
เดินตามหลังเห้งเจียออกหน้านำทางไป ลัดออกประตูข้างทิศตะวันออก ก็ได้ยิน
เสียงพวกประตูนั่งยามตีเกราะมีคนเฝ้ากวดขันแข็งแรง ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้
ก็พากันหันกลับเดินออกมาทางประตูหลัง ก็มีพวกปิศาจนั่งยามตามไฟเฝ้าอยู่
โดยกวดขัน เห้งเจียเห็นดังนั้นพูดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่คิดถึงอาจารย์พวกเรา
ทั้งสามก็จะไปได้ตามสบาย โป๊ยก่ายว่าเราไปหาที่เงียบไม่มีคน เราปืนกำแพงรับ
เอาอาจารย์ออกไปมิดีหรือ เห้งเจียว่าเขาจะลือได้ว่าพวกเราปืนกำแพงหนี พระ
อาจารย์เสียชื่อด้วย โป๊ยก่ายพูดว่าเข้าที่คับแค้น แล้วเราหนีเอาตัวรอดก็แล้วกัน
จะมานั่งระวังอะไรแก่ชื่อเสียงเล่า เห้งเจียก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด จำจะต้องไปตาม
ที่โป๊ยก่ายคิดนั้น เป็นเวลาที่พระถังซัมจั่งยังไม่หมดผลกรรมฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามตื่นขึ้น ต่างก็สวมเสื้อแต่งกายออกมายังตำหนักกิม
หลวนเต้ย ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วถามว่า ต้มพระถังซัมจั่งเดือดได้กี่ครั้งแล้ว ปิศาจ
น้อยก็ยังไม่ตื่น แม้จะปลุกสั่นสักเท่าใดก็ไม่รู้สึก มีคนหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ร้องเรียก
กันอีกสองสามคนก็ตื่นขึ้นไม่มีใครดูฟืนไฟ ตะลีตะลานบอกว่าเดือดเจ็ดแปดหนแล้ว
จึงมาดูข้างเตาก็เห็นเปิดลังถึงทิ้งอยู่เกะกะกับพื้น ก็พากันตกใจวิ่งมาบอกแก่ปิศาจ
ไต้อ๋องว่า พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์หนีไปแล้ว ปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม เดินเข้ามา
ดูที่เตาเห็นพืนไฟดับหมด คนก็หลับกรนไม่รู้สึกตัว พวกปิศาจจึงร้องขึ้นว่าให้ไล่
จับตัวพระถังซัมจั่งให้จงได้ พวกปิศาจทุก ๆ กองต่างก็ตกใจถืออาวุธวิ่งเข้ามาพร้อม
หน้ากัน เที่ยวดูทุก ๆ ประตูก็ไม่เห็นเปิด จึงพากันจุดไต้ตามไฟเที่ยวค้นหา ไฟ
สว่างดุจกลางวันแลเห็นพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์กำลังจะปืนกำแพงออกไป
ปิศาจไต้อ๋องร้องตวาดว่าจะปืนกำแพงไปข้างไหนพระถังซัมจั้งได้ยินเสียงปิศาจร้อง มือและเท้าก็อ่อนยึดไม่อยู่พลัดตกกำแพง
ลงมา ปิศาจที่หนึ่งเข้ายึดพระถังซัมจั้งไว้ได้แล้ว ที่สองจับซัวเจ๋งที่สามจับโป๊ยก่าย
ปิศาจน้อยเหล่านั้นก็พากันมาจับม้าและสิ่งของ หนีไปได้ก็แต่เห้งเจียผู้เดียว พวก
ปิศาจก็พาพระถังซัมจั้ง กับศิษย์ทั้งสองมายังประสาทกิมหลวนเต้ย ปิศาจสั่งให้
เอาตัวโป๊ยก่ายผูกมัดไว้กับเสาหน้าปราสาทและซัวเจ็งมัดผูกไว้ที่หลังตำหนัก เหลือ
แต่พระถังซัมจั้งปิศาจยึดตัวไว้ไม่ปล่อยไป ปิศาจทั้งสามพูดว่าพี่จะยึดไว้ทำไมกิน
เสียทั้งเป็น ๆ อย่างนี้มิดีหรือ ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า น้องคิดดัง
นั้นก็ควรแล้ว แต่วิตกด้วยเห้งเจียยังจับตัวมันมิได้ จะกลับมาคิดอุบายทำแก่เรา
เป็นแน่ ปิศาจที่สามพูดว่าข้างตำหนักในนั้นที่หอเล็ก อยู่ในตำหนักมีตู้เหล็กตู้หนึ่ง
ตามข้าพเจ้าคิดเอาพระถังซัมจั้งเข้าไปซ่อนไว้ ในตู้ลั่นกุญแจประตูหอให้แน่น แล้ว
ให้ปิศาจน้อยไปเที่ยวพูดเล่าลือว่าปิศาจกินเนื้อพระถังซัมจั้งเสียแล้วเห้งเจียคงจะ
เที่ยวคอยฟังข่าว แม้ว่าได้ยินเล่าลือดังนี้มันก็คงจะต้องกลับไป เรารอไว้สักสี่ห้า
เวลาเห็นมันไม่มารบกวนแล้วจึงเอามาค่อย ๆ กินตามสบายใจดังนี้จะมิดีหรือ ฝ่าย
ปิศาจที่หนึ่งที่สองได้ฟังปิศาจที่สามว่าดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นชอบด้วย จึงพูด
ว่าน้องคิดดังนั้นเห็นถูกต้องแล้ว จึงจับพระถังซัมจั่งเข้าไปใส่ตู้เอากุญแจลั่นประตู
ตำหนักให้แน่นหนา จึงให้พวกบริวารเที่ยวพูดเล่าลือไปทุกแห่งว่า พระถังซัมจั้ง
นั้นปิศาจกินเนื้อเสียแล้วฝ่ายเห้งเจียหนีไปในเวลากลางคืน ก็ตรงไปยังถ้ำไซท่อต้องเข้าไปเอากระบอง
ตีขนาบเข้าไปฆ่าพวกปิศาจเสียสิ้น ไม่เหลือสักคนเดียว แล้วก็หันเหาะกลับไปพอ
แสงตะวันขึ้นก็พอถึงกำแพงเมืองเห้งเจียคนเดียวก็ไม่อาจท้ารบ ลดลงยังพื้นไหวกาย
แปลงเป็นปิศาจน้อยเดินเข้าไปในประตูเมือง เที่ยวสืบถามข่าวอาจารย์ทั่วทั้งเมือง
พูดกันว่า พระถังซัมจั้งนั้นปิศาจไต้อ๋องกินเสียทั้งเป็นแล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้
ฟังดังนั้นก็ไม่มีความสบายใจ จึงเดินเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย เห็นหมู่ปีศาจ
หลายคนแต่งตัวสวมเสื้อคลุมหมวกนุ่งแพรสี มือถือไม้พลองที่เอาเหน็บป้ายงา
เดินไปเดินมาไม่หยุด เห้งเจียแลเห็นนึกว่าปิศาจพวกนี้ที่จะเป็นขุนนางฝ่ายใน
เห้งเจียก็แปลงเป็นขุนนางอย่างนั้นเดินเข้าไปสืบข่าว เวลากำลังเดินมาก็เห็นโป๊ยก่าย
ถูกมัดผูกอยู่ที่เสาใต้ระเบียง เห้งเจียแอบเข้าไปร้องเรียกว่าหงอเหนง โป๊ยก่ายก็จำ
เสียงได้ จึงพูดว่าพี่มาแล้วช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียว่าพี่จะช่วยน้องไม่เป็นไร
แต่น้องได้รู้ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอาจารย์ตายเสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋อง
มันกินเสียแต่เมื่อคืนนี้ทั้งเป็นแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เสียใจน้ำตาตกลงพราก ๆ
โป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อเชื่อก่อน การอันนี้เป็นแต่เพียงข้าพเจ้าได้ยินมันพูดกันจะเท็จจริง
ก็ยังไม่แน่ได้ พี่จงไปเที่ยวสืบดูก่อนก็คงจะรู้แน่ เห้งเจียเช็ดน้ำตาแล้วเดินเข้าไป
ข้างประตูสืบดู ก็เห็นซัวเจ๋งถูกมัดอยู่กับเสา เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้เอามือลูบหลัง
ซัวเจ๋ง แล้วเรียกหงอเจ็งคำหนึ่งชัวเจ๋งก็รู้ได้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าพี่เปลี่ยนแปลงมา
แล้วจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าวิตกพีจะช่วยเจ้าจงได้ แต่
น้องรู้ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน ซัวเจ๋งเช็ดนำตาพูดว่า ปิศาจมันกินเนื้ออาจารย์เสีย
แล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายซัวเจ็งพูดอย่างเดียวกันก็ดุจดังว่าเอาคมมีด
แทงเข้าที่หัวใจ น้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า จึงรีบเหาะขึ้นบนอากาศยังหาช่วยโป๊ยก่าย
และซัวเจ๋งไม่เหาะไปนอกกำแพงเมืองข้างทิศตะวันออก ก็ลงยังยอดเขาใหญ่
ร้องไห้โฮ ๆ คร่ำครวญถึงพระอาจารย์ พระอาจารย์ได้ช่วยข้าพเจ้ารอดจากทรมา
ทุกข์ได้ร่วมจิตคิดร่วมใจกับอาจารย์จะไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้า ไม่รู้เลยว่ามา
ถึงที่นี่อ้ายมารร้ายมันมาฆ่าเสียได้ มาตายเสียดังนี้ที่จะไปไซทีก็ไม่มีนิสัย ไม่รู้ว่า
จะทำประการใดแล้ว เห้งเจียคร่ำครวญอยู่อย่างนั้น แล้วตรึกตรองโดยลำพังใน
ใจตนว่า ซึ่งการทั้งนี้ความผิดก็เพราะพระยูไลเจ้า ท่านนั่งอยู่ที่เมืองประเทศไซที
นั้นไม่มีการอะไรแล้ว หากจะให้พระไตรปิญกเป็นกุศลแพร่หลายทั่วไปนั้น ควรจะ
ส่งมายังประเทศจีนเมืองไต้ถัง ทำไมกุศลจะไม่แพร่หลายไปหรือ แต่ยังให้มาไม่ได้
แกล้งให้พวกเราไปอาราธนาให้ได้ความลำบากต้องข้ามห้วยข้ามเขาดังนี้ บัดนี้มา
ถึงนี้ก็มาทิ้งชีวิตเสียดังนี้ อย่ากระนั้นเลยเราจะต้องไปหาพระยูไลเจ้า กราบทูล
ถามให้ท่านรู้ซึ่งเหตุการณ์นั้น หากยอมให้พระไตรปิฎกแก่เรานำไปเมืองไต้ถังปก
แผ่บุญนั้นให้ทั่วไป เพื่อให้บุคคลมีศรัทธายิ่งขึ้นสวนพวกเราขอให้สำเร็จซึ่งความ
ปรารถนา แม้พระองค์ไม่โปรดให้แก่เรา ก็จะทูลให้พระองค์ถอนมงคลบนศีรษะเรา
ออกเสีย เราจะได้กลับไปยังถ้ำเดิมของเรา คิดแล้วก็เหาะไปเมืองไซที ชั่วโมงเดียว
ก็แลเห็นเขาเล่งซัว บัดเดี้ยวก็มาถึงจึงลดลงยังพื้นเดินเข้าไปข้างชายเขา เงยหน้า
ขึ้นก็ปะเจ้ากิมกังทั้งสี่ขวางหน้าไว้ ถามว่าจะไปข้างไหน เห้งเจียย่อตัวคำนับแล้ว
พูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจธุระจะขอเข้าไปเฝ้าพระยูไล เจ้ากิมกังตวาดว่าอ้ายลิงช่างหยาบ
คาย เมื่อครั้งก่อนถูกงู้หม้ออ๋องเราพากันไปช่วย วันนี้มาพบหน้าก็ไม่เคารพนบนอบ
มีธุระก็ต้องกราบทูลก่อนมีรับสั่งให้เข้าไปจึงเข้าไปเฝ้า ที่นี่ไม่เหมือนประตูน่ำทีหมึง
บนสวรรค์ ให้ตัวเข้าออกเดินตามสบายได้ เห้งเจียเป็นเวลากำลังเศร้าหมองทุกข์
โทมนัส ก็มาปะซึ่งความขัดข้องเข้าดังนั้น มีความแค้นร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังดุจ
ฟ้าผ่า ไม่หยุดเสียงจนได้ยินถึงพระพุทธเจ้า โปรดให้พระอรหันต์ออกมานำเห้งเจีย
เข้าไปเฝ้าเห้งเจียเดินตามพระอรหันต์เข้าไป แลเห็นพระพุทธองค์ก็ลดลงถวาย
นมัสการกราบลงยังพื้นแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นสมเด็จพระเซกเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงตรัสถามว่าหงอคงมีกิจธุระอะไรหรือ เห้งเจีย
จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าก็ได้อาศัยปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ตั้งแต่เข้าทาง
สัมมาทิฐิมา รักษาอาจารย์ถังซัมจังมาตามทางได้รับความยากความลำบากทน
ทุกข์เวทนา ไม่มีที่สุดอันจะพรรณนาได้ บัดนี้มาถึงเขาไซท่อซัวเมืองไซท่อก๊ก มี
ปิศาจยักษ์ร้ายจับเอาพระอาจารย์ไปกินเสียทั้งเป็นแล้ว แต่กระดูกก็มิเห็น โป๊ยก่าย
ชัวเจ็งยังต้องมัดทรมานอยู่ที่นั่น ไม่ช้านักก็จะสิ้นชีวิต เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้
มากราบทูล เพื่อพระองค์ทรงทราบ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดถอนมงคลศีรษะ
ข้าพเจ้าออกเสียเถิด ข้าพเจ้าขอถวายคืนและขอทูลลากลับไปอยู่ยังถ้ำเดิมของ
ข้าพเจ้า เพราะไม่สำเร็จซึ่งความมุ่งหมายแล้ว เห้งเจียทูลพลางร้องไห้พลาง สมเด็จ
พระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า เห้งเจียได้ความเศร้าโศกเพราะปิศาจ
มันมีฤทธาอานุภาพมาก สู้มันไม่ได้หรือจึงมีความโทมนัสน้อยใจถึงเพียงนี้ เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็เอามือทุบศีรษะและอกของตน ร้องไห้แล้วทูลว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่
เคยจะยอมแพ้ผู้ใดวันนี้มาถูกมือปิศาจร้ายก็เป็นที่เสียใจมาก พระพุทธองค์ทรง
ตรัสสอนว่า เห้งเจียจงระงับดับความโทมนัสเสียเถิด ปิศาจนั้นตถาคตรู้จักจำได้
เห้งเจียได้ฟังพระตรัสดังนั้นจึงทูลถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาเล่าลือกันว่า ปีศาจ
นั้นเกี่ยวข้องเป็นพระญาติวงศ์ของพระองค์หรือ พระยูไลตรัสว่าเจ้าพูดเลอะเทอะ
ปิศาจมารร้ายจะมาเป็นญาติวงศ์อะไรแก่ตถาคตเล่า เห้งเจียทูลถามว่ามิใช่ญาติวงศ์
ของพระองค์แล้ว เหตุใดพระองค์จึงตรัสว่าจำได้เล่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคต
เล็งญาณด้วยทิพจักษุจึงเห็นได้ ปิศาจที่หนึ่งที่สองที่สามนั้นมีเจ้าของ ตรัสแล้วก็
ชี้พระหัตถ์ตรงพระกัสปกับพระอานนท์ให้ไปยังเขางอมี่ชัว กับที่เขาเง่าท้ายซัวเชิญ
พระโพธิสัตว์บุนซู้พระเพ้าเยี้ยนทั้งสองนั้นให้มานี่ พระกัสปพระอานนท์รับสั่งแล้ว
ก็ออกจากอารามใหญ่แยกกันไป พระพุทธองค์จึงตรัสว่าพระโพธิสัตว์บุนซู้พระ
เพ้าเฮี้ยนนั้นเป็นเจ้าของ แต่ปิศาจที่สามมีความเกี่ยวข้องแก่ตถาคตอยู่บ้าง เห้งเจีย
ทูลถามว่ามีความขัดข้องอย่างไรขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เมื่อครั้งคราวเดิมเมื่อจะมีฟ้าดิน และมีกำเนิด
เกิดสัตว์ทั้งหลาย และมีพวกบินพวกเหาะสองสัตว์ สัตว์เหาะก็คือราชสีห์เป็นใหญ่
สัตว์บินก็คือหงส์เป็นพระยาสัตว์ในพวกมีปีกพระยาหงส์ร่วมรักกันจึงได้เกิดเป็น
นกยูงและอินทรีสองอย่างร้ายกาจกินมนุษย์ ประมาณคนยืนเต็มในระยะที่สี่สิบ
ห้าโยชน์ ฉกทีเดียวกลืนเข้าไปในท้องหมดไม่เหลือ เมื่อเวลาตถาคตได้สำเร็จแก่
พระโพธิญาณ นกอินทรีได้กลื่นตถาคตเข้าไปในท้อง แต่ตถาคตทะลุขึ้นทางหลัง
จับขี่กลับไปยังเขาเล่งซัวจะใคร่ลงโทษ พระพุทธเจ้าทั้งหลายขอร้องว่าฆ่าพระยา
นกยูงก็ดุจฆ่าพระพุทธมารดา เพราะฉะนั้นจึงให้อยู่ที่เขาเล่งซัวนี้ จึงให้นามว่า
ยุดโบ๊จงเชี้ยไต้เม่งอ๋องโพ่ชัวอันพระยาอินทรีนั้น คือแม่เดียวกับพระยาหงส์ เพราะ
ฉะนั้นตถาคตจึงมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างเห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่า พระองค์ตรัสดังนั้นหากคิดดูพระองค์ก็เป็นหลาน
ของสัตว์ปิศาจที่สามนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปิศาจยักษ์นั้นต้องตถาคตไปเองจึง
จะจับได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็กราบลงกับพื้นนิมนต์พระองค์เสด็จ พระพุทธเจ้าก็
เสด็จลงจากแท่น พร้อมด้วยพระอรหันต์ และสาวกทั้งหลายออกจากพระอาราม
ก็แลเห็นพระอานนท์ กับพระกัสปพาพระโพธิสัตว์บุนชู้ พระเพ้าเฮี้ยนทั้งสองมา
ถึงนมัสการพระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า สัตว์ของโพธิสัตว์นั้นหนีลงไปเมื่อเวลาใด
พระบุนซู้กราบทูลว่าลงไปได้เจ็ดวันแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในเขาเจ็ดวันใน
มนุษย์โลกก็หลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะฆ่ามนุษย์เสียสักเท่าใดแล้ว จงรีบตามตถาคต
ไปรับมาเสียเถิด พระโพธิสัตว์ทั้งสองก็ตามพระองค์มาในทางอากาศ บัดเดี้ยวก็
ถึงกำแพงเมือง เห้งเจียเอามือชี้ว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่มีอากาศดำพุ่งขึ้นนั้น
คือเมืองไซท่อก๊ก พระพุทธเจ้าจึงให้เห้งเจียไปก่อนท้าให้ปิศาจออกมารบ แต่อย่า
เอาชนะให้ทำแพ้หนีมา ตถาคตจะจับเองเห้งเจียได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็รีบเหาะเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ยร้อง
ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉานมึงจงรีบออกมารบกันกับกู พวกปิศาจเฝ้าประตูได้ยินก็เข้า ไป
บอกปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจทั้งสามก็จับอาวุธรีบออกมา แลเห็นเห้งเจียก็มิได้ถามว่า
กระไร ตรงเข้าฟันแทงเห้งเจีย เห้งเจียก็แกว่งกระบองเข้าต่อสู้ได้เจ็ดแปดเพลง
เห้งเจียก็แกล้งทำถอยหนีไปอยู่บนอากาศ เข้าไปแอบบังเงาพระพุทธเจ้า พระพุทธ
เจ้าทั้งหลายกับพระอรหันต์โอบล้อม ปิศาจทั้งสามอยู่ท่ามกลาง ปิศาจที่หนึ่งแล
เห็นก็ตกใจร้องบอกน้องทั้งสองว่าเห็นจะเสียทีแล้ว ปิศาจที่สามพูดว่าพี่อย่าวิตก
เราพร้อมกันเข้าเอาอาวุธแทงพระยูไลเสียแล้วไปชิงเอาวัดลุ่ยอิมยี่ก็จะตกอยู่ในมือเรา
ปิศาจที่หนึ่งมิได้ว่าดีชั่วประการใดพากันเอาอาวุธเข้าแทงถูกพระโพธิสัตว์บุนซู้
พระโพธิสัตว์บุนซู้ร่ายพระคาถาตวาดร้องเรียกว่าอ้ายเดียรัจฉานยังไม่กลับใจจะคอย
เมื่อไรอีกเล่า ปิศาจที่หนึ่งที่สองก็ตกประหม่าครั่นคร้ามไม่อาจทำวุ่นวาย โยนทิ้ง
เครื่องมือหมุนกลับทีหนึ่งก็กลายเป็นรูปเดิม คือเป็นราชชีห์เขียวตัวหนึ่ง ช้างเผือก
ตัวหนึ่ง พระบุนซู้พระเพ้าเฮี้ยนก็เอาดอกบัวติดบนหลังปิศาจก็ขึ้นนั่งองค์ละตัว
ปิศาจทั้งสองก็ระงับจิตสงบลงฝ่ายปิศาจที่สามยังไม่ยอมทิ้งอาวุธ ขยายปีกบินขึ้นสูงจะโฉบเฉี่ยวเห้งเจีย
เห้งเจียแอบอยู่ในเงาของพระพุทธเจ้า ปิศาจไม่อาจเข้ามาใกล้พระพุทธเจ้า พระ
พุทธเจ้าสำรวมจิตบันดาลที่พระเมาลีเป็นก้อนเนื้อสดก้อนหนึ่งปิศาจเห็นทีก็โฉบ
เฉี่ยวตะครุบก้อนเนื้อ พระพุทธเจ้าเอาพระหัตถ์จับเอ็นที่หัวปีกกระชากออกจนบิน
มิได้ ก็ร่อนลอยอยู่กลางอากาศจะไปไกลก็มิได้ก็กลายกลับเป็นรูปเดิมคือนกอินทรี
จึงอ้าปากพูดว่าพระยู่ไลทำไมจึงใช้อภินิหารมาคุมขังข้าพเจ้าไว้ดังนี้เล่า พระยูไล
ตรัสว่าเจ้าอยู่ที่นี่จะกระทำกรรมเวรมากขึ้น จงรีบตามพระตถาคตไปจะได้ผลประ
โยชน์ ปิศาจพูดว่าพระยูไลปฏิบัติรักษาศีลเป็นเครื่องกระยาบวช ข้าพเจ้าอยู่ในที่
ตำบลนี้กินเนื้อถึกไม่รู้ว่าเท่าใด พระยูไลจะพาไปให้ข้าพเจ้าอดตายจะมิเป็นเวร
กรรมหรือ พระยูไลตรัสว่าทั้งสี่ทวีปย่อมนับถือตถาคตทั้งสิ้น แม้ว่าประพฤติความดี
โดยชอบธรรมแล้ว ตถาคตจะให้คนทั้งหลายนั้นเอามากินก่อนให้พอปากฝ่ายปิศาจอินทรีจะใคร่ให้พ้นโทษไป ก็ไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็ต้องน้อม
นมัสการตามพระยุไลย เห้งเจียออกมานมันการพูดว่าบัดนี้พระองค์ก็กำจัดปราบ
ปิศาจร้ายได้สิ้นแล้ว ยังแต่อาจารย์นั้นหายไป . ฝ่ายปิศาจเมื่อได้เห็นเห้งเจียก็
กัดฟันพูดว่า อ้างลิงมึงไปเที่ยวหาคนร้ายมาข่มเหงเรานี้ เราได้กินอาจารย์ของเอ็ง
'เมื่อไรบัดนี้ยังอยู่ที่ตำหนักในหอเล็กลั่นกุญแจไว้ในตู้เหล็กไม่เชื่อเอ็งจงไปดู เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นก็รีบกราบลาพระยูไล พระยูไลก็กลับไปยังเดิมฝ่ายเห้งเจียลดลงยังฟื้นแล้วเดินเข้าไปในประตูเมือง เห็นพวกบริวารปิศาจดุจ
งูที่ไม่มีศีรษะเดินไปไหนก็ไม่ได้ เพราะพระยูไลจับเอานายไปแล้วต่างก็หาที่หลบ
หลีกเอาตัวรอด เห้งเจียก็เข้าไปแก้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เที่ยวรวบรวมเก็บของและ
ม้ามาได้แล้ว เห้งเจียบอกว่าอาจารย์ยังไม่ตายปิศาจยังมิได้กิน เจ้าทั้งสองจง
ตามพี่เข้าไปแก้อาจารย์ออก พูดแล้วก็พากันไปที่หอนั้น ตีกุญแจออกเห็นมีตู้เหล็ก
ตั้งอยู่ได้ยินเสียงพระอาจารย์ร้องไห้อยู่ข้างใน ซัวเจ๋งเอากระบองกระทุ้งตู้เปิดออก
ร้องเรียกว่าอาจารย์ พระถังซัมจั้งเห็นก็ร้องไห้โฮใหญ่เห้งเจียจึงเล่าให้อาจารย์ฟัง
ทุกประการ พระถังซัมจั้งก็ขอบคุณไม่รูสิ้น อาจารย์กับศิษย์ก็พักหาอาหารกินอิ่ม
แล้วก็พากันออกจากเมืองหมายปราจีนทิศเข้าทางใหญ่เดินไปตามระยะทางฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามคนออกจากเมืองแล้ว เดินไปได้สองเดือนกว่า
เวลานั้นเข้าฤดูหนาวและไปข้างหน้าก็เห็นป้อมและกำแพงเมือง พระถังซัมจั้ง
ถามว่าที่ตรงนั้นคือเมืองอะไร เห้งเจียว่าเดินไปให้ถึงจึงจะรู้แน่ ก็พากันเดินมา
ประเดี๋ยวจึงถึงประตูเมือง พระถังซัมจั่งจึงลงจากม้าพากันเข้าไปในเมือง แลไปข้าง
กำแพงเห็นนายทหารแก่คนหนึ่ง นอนหลับอยู่เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้จับตัวสั่นร้อง
เรียกว่าท่านทหาร นายทหารตกใจตื่นแลเห็นเห้งเจีย ก็ตาลีตาลานลุกขึ้นคุกเข่า
เรียกว่าท่านผู้ใหญ่ เห้งเจียถามว่าทำไมจึงเรียกว่าท่านผู้ใหญ่เล่า ทหารแก่คนนั้น
พูดว่าท่านเป็นรามสูรทำไมจะไม่เรียกท่านว่าเป็นผู้ใหญ่เล่าเห้งเจียว่าอย่าพูด
เลอะเทอะไป เราคนอยู่เมืองไต้ถังจะไปไซทีอาราธนาธรรม ข้ามมาถึงที่นี่ไม่รู้จัก
ชื่อเมืองจะใคร่ถามดูสักคำหนึ่งเท่านั้น นายทหารได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงยืน
ขึ้นบอกว่า เมืองนี้นามเรียกว่า ปีเปียก๊ก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนนามเรียกว่า เซี้ยวจื้อก๊ก
เห้งเจี้ยถามว่าในเมืองนี้มีเจ้าหรือเปล่าเล่านายทหารบอกว่ามี เห้งเจียก็หันหน้าไป
บอกแก่พระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความสงสัย จึงพูดว่าทำไมเรียก
ว่าปี้เปียก๊กและเรียกว่า เซี้ยวจื้อก๊กดังนั้นเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าคิดดูเห็นเจ้าเมืองปี้๊
เปียก๊กจะสิ้นพระชนม์ ตั้งขึ้นใหม่จึงได้เปลี่ยนนามนามเรียกว่าเซี้ยวจื้อก๊กพระถัง
ซัมจั๋งว่าเห็นจะไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราเข้าไปในเมืองคงจะได้รู้เหตุแน่ พูดแล้วก็พา
กันเดินไปถึงถนนใหญ่ ประตูเมืองขั้นสามพิเคราะห์ดูสองข้างถนนมีตึกขายของ
ล้วนแต่แพรสีต่างๆ และขายเครื่องนุ่งห่มของใช้ต่าง ๆ สารพัด จะมีผู้คนแต่งตัว
สะอาดงามหมดจดเรียบร้อยมีตึกสูงสะอาดผู้คนไปมาซื้อขายแออัดฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ทั้งสาม เดินพลางดูพลางมาตามทางครู่หนึ่งก็มาถึงอีก
ถนนหนึ่งแลเห็นทุก ๆ บ้าน ขนกรงห่านมาตั้งคาไว้หน้าบ้านแล้วเอาผ้าสีคลุมไว้
พระถังซัมจั้งถามว่า ที่ตำบลนี้เหตุใดจึงเอากรงห่านตั้งไว้หน้าบ้านทุก ๆ บ้าน
ดังนี้โป๊ยก่ายได้ยินก็แลดูทั้งสองข้างทางก็เห็นมีจริง ดังนั้นโป๊ยก่ายก็หัวเราะแล้ว
พูดว่า ชะรอยวันนี้เป็นวันดีจึงแต่งบ้านทำการวิวาหะดอกกระมัง เห้งเจียพูดว่า
เลอะเทอะไปได้ ถ้าจะแต่งขันหมากจริงก็จะทำแต่บ้านเดียว เหตุใดจะทำตลอด
ไปดังนี้เล่า ในนั้นคงจะมีเหตุเป็นแน่ เราควรจะไปดูให้รู้แน่สักหน่อย ว่าแล้วเห้งเจีย
ก็ร่ายพระคาถาแปลงกายาเป็นแมลงผึ้งบินไปที่ตรงนั้น มุดเข้าไปพิเคราะห์ดูเห็นเด็ก
นั่งอยู่ในกรงนั้น เลยดูไปอีกบ้านหนึ่งก็เห็นมีเด็กนั่งอยู่ในกรงเหมือนกัน เลยไปดู
อีกแปดเก้าบ้านก็มีเหมือนกันทุก ๆ บ้านแต่เป็นผู้ชายทั้งนั้นเด็กบางคนอยู่ในกรง
ร้องไห้ก็มี เห้งเจียเห็นแล้วก็กลับออกมากลายเป็นรูปเดิมบอกแก่พระอาจารย์ว่า
ที่ในกรงนั้นมีเด็กผู้ชายนั่งอยู่ในกรงทุก ๆ กรงใหญ่เสมอเจ็ดขวบที่เล็กก็คะเนสัก
ห้าขวบไม่ทราบว่าเหตุอะไรดังนั้น พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งมีความสงสัยเดิน
เลยเลียวไปอีกถนนหนึ่ง ก็แลเห็นมีหอเป็นที่สำหรับรับแขกเมืองต่างประเทศ พระ
ถังซัมจังพูดแก่ศิษย์ว่า เราพากันเข้าไปที่หอนั้นเถิดจะได้ไต่ถามให้รู้เรื่อง ทั้งเป็น
เวลาคำเราจะได้อาศัยพักนอนสักคืนหนึ่ง จึงพร้อมกันเข้าไปฝ่ายคนเฝ้าประตูก็เข้าไปบอกแก่ขุนนางรับแขก ๆ ก็ออกมาเชิญให้เข้าไปนั่งที่
สมควร แล้วจึงถามว่าท่านทั้งสี่คนอยู่เมืองไหนจะไปข้างไหนจึงได้มาถึงที่นี่ พระ
ถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพเป็นชาวเมืองไต้ถัง คือมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก พึงมาถึงเมืองอันประเสริฐนี้จะขอเปลี่ยนหนังสือ
เดินทาง และจะขอพักในที่นี่สักคืนหนึ่งด้วย ขุนนางพนักงานได้ฟังดังนั้นจึงให้
คนใช้จัดหาน้ำร้อนน้ำชามาถวาย และจัดห้องให้อาจารย์กับศิษย์พัก พระถังซัมจัง
ถามว่าวันนี้จะควรเข้าไปเฝ้าได้หรือไม่ ขุนนางรับแขกเมืองบอกว่าเวลานี้เย็นแล้ว รอ
เวลาเช้าจึงค่อยเข้าไปเฝ้าพักเสียให้สบายสักคืนหนึ่งก่อน พระถังซัมจั้งว่าขอบใจ
เป็นที่สุดจึงถามต่อไปว่า อาตมภาพยังมีความสงสัยไม่แน่แก่ใจอยู่อย่างหนึ่งของ
ท่านได้โปรดชี้แจงให้ทราบ คือที่เมืองนี้เหตุใดชาวบ้านเหล่านั้นเลี้ยงเด็กทารกให้อยู่
ในกรงนั้น จะต้องประสงค์อะไรกัน ขุนนางนั้นตอบว่าไม่มีตะวันสองดวงก็อย่าง
เดียวกัน เลี้ยงเด็กทารกด้วยกำลังของบิดาโลหิตของมารดา มีครรภ์สิบเดือนถึง
กำหนดก็คลอดออกมาแล้วให้นมกิน สามปีเป็นกำหนดรูปกายนั้นก็ค่อยเติบใหญ่
ขึ้นจะไม่รู้การทีเดียวหรือ พระถังซัมจั่งว่าท่านพูดนั้นกับเมืองข้าพเจ้าก็ไม่ผิดกัน
เพราะอาตมภาพเดินมาตามถนนสองข้างทางชาวบ้านทุก ๆ บ้านเอากรงห่านไป
ใส่เด็กไว้ที่บ้านทุก ๆ บ้านดังนี้เพราะฉะนั้นอาตมภาพมิได้แจ้งซึ่งเหตุผลจึงขอ
ถามว่าความจริงนั้นเป็นประการใด ขุนนางนั้นก็กระซิบพูดเบา ๆ ว่า ท่านเป็น
พระเป็นสงฆ์จะไปธุระถึงเขาทำไมชั่งเขาเถิด นิมนต์พักให้สบายพรุ่งนี้จะได้ไป พระ
ถังซัมจังยึดขุนนางนั้นไว้จึงอ้อนวอนถามว่า เหตุการณ์เป็นประการใดได้โปรด
บอกให้อาตมาภาพทราบสักหน่อยเถิด ขุนนางนั้นยกมือขึ้นห้ามแล้วสั่นหน้าพูด
ว่าท่านจงระงับปากไว้อย่าพูดไป พระถังซัมจั้งก็ไม่ปล่อยขุนนางคนนั้นอ้อนวอน
จะให้บอกความจริงให้จงได้ ขุนนางผู้นั้นก็ไม่รู้แห่งที่จะขัดได้จึงเดินเข้าไปข้างฝา
กระซิบบอกว่า ที่ท่านถามว่าเด็กอยู่ในกรงห่านนั้น คือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้
มิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม พระอาจารย์จะถามเอาไปทำไม พระถังซัมจั้งถาม
ว่าทำไมมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบสักหน่อย อาตม-
ภาพจึงจะได้วางใจได้ ขุนนางพวกนั้นจึงบอกว่า เมืองเดิมนามเรียกปี้เปียก๊ก
มาบัดนี้มีเหตุขึ้นราษฎรจึงเรียกว่า เซี้ยวจื้อกัก คือเมื่อสามปีก่อนมีตาเฒ่าผู้หนึ่ง
แต่งตัวเป็นเพศฤๅษี พาผู้หญิงสาวมาคนหนึ่งรูปร่างสะสวยดุจนางฟ้า หาผู้หญิง
ใดในเมืองนี้เสมอมิได้อายุประมาณสิบหกปี พาเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดินมี
พระทัยโปรดปรานจึงให้นามว่า มุ้ยเหาคือพระสนมเอก พระเจ้าแผ่นดินทรงรักใคร่
ลุ่มหลงในการสังวาส จึงบังเกิดโรคอ่อนเปลี้ยซูบผอมเสวยพระกระยาหารทดถอย
น้อยลงไปทุกที่ จะไม่ทรงพระชนม์ชีพอยู่ได้พวกขุนนางฝ่ายแพทย์หลวงตรวจดู
ก็เห็นว่าไม่มียาที่จะแก้พระโรคของพระเจ้าแผ่นดินได้ ส่วนตาเฒ่าที่นำนารีมา
ถวายนั้น ได้รับที่ตั้งตำแหน่งพ่อตา เธอมียาวิเศษอยู่ตามเกาะกลางทะเล เที่ยว
ไปเก็บเครื่องยามาพร้อมแล้ว ยังขาดแต่ตับทารก จะต้องเอาตับทารกพันร้อยสิบ
เอ็ดตับ ต้มทำน้ำกระสายกินแล้วอายุจะยืนถึงพันปีไม่แก่ ที่ทารกเลี้ยงไว้ในกรง
ห่านนั้น เพราะไปเลือกคัดเอามาขังเลี้ยงไว้ที่หน้าบ้านทุก ๆ บ้าน พ่อแม่ของเด็ก
กลัวอำนาจพระเจ้าแผ่นดินจึงไม่อาจร้องไห้ ก็พากันเล่าลือว่าเมืองเซี้ยวจื้อก๊กดังนี้
จะไม่เรียกว่าไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมหรือ พรุ่งนี้เช้าท่านเข้าไปเปลี่ยนหนังสือ
อย่าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นเป็นอันขาด พูดดังนั้นแล้วก็เดินหลีกไป พระถังซัมจั้งได้ฟัง
ดังนั้นแล้วก็ให้เสียวในใจมือและเเท้าก็ให้อ่อนไปทั้งสิ้น คิดแล้วก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้
ไหลซึมซาบอาบหน้าร้องว่าเจ้ามืด ๆ ไม่มียุติธรรม เสพสังวาสจนโรคบังเกิดและ
ให้ฆ่าทารกถึงแก่ชีวิตมากมายดังนี้เล่า โป๊ยก่ายเดินเข้ามาใกล้ถามว่า พระ
อาจารย์มีเหตุอะไรไปเอาโลงใส่ผีของของผู้อื่นมาร้องไห้ร่ำไป ธุระอะไรของเรา
บ้านเมืองของเขา ๆ จะทำกันประการใดมิใช่การของเราเลย จงถอดเสื้อนอนเสีย
ให้สบาย อย่าไปเอาแบบคนโบราณเที่ยวทุกข์เที่ยวร้อนมิใช่เหตุผลของเรา พระ
ถังซัมจังเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่าอาตมภาพอุปสมบทบวชเป็นภิกษุสงฆ์ ที่หนึ่งความ
ผ่อนผันเป็นต้น ทำไมเจ้าแผ่นดินนี้ จึงได้มืดมัวดังนี้ยังไม่เคยได้ยินว่ากินตับคน
อายุยืนนานเลย การอันนี้เป็นอยุติธรรมแท้ จะมิให้เราเจ็บร้อนอย่างไรได้ ซัวเจ้ง
ว่าอาจารย์อย่างทุกข์ร้อนไปนักเลย พรุ่งนี้เข้าไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้ว ดู
พระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเป็นประการใดและดูตาเฒ่านั้นจะมีก็ริยาอย่างไร บางที่จะ
เป็นปิศาจยักษ์มันจะอยากกินตับมนุษย์ จึงได้คิดการดังนี้ก็ยังรู้ไม่ได้ เห้งเจียว่า
ซัวเจ้งคิดดังนั้นถูกต้อง พรุ่งนี้พี่จะตามพระอาจารย์เข้าไปเฝ้าพิเคราะห์ดูพ่อตา
พระเจ้าแผ่นดินจะมีกิริยาอย่างไร หากเป็นมนุษย์แล้วก็จะถือไสยศาสตร์ไม่รู้จัก
สัมมาทิฐิเอายานั้นเป็นอารมณ์ ข้าพเจ้าจะชี้แจงซักนำให้เห็นทางชอบสัมมา
ปฏิปทา แม้ว่าเป็นปิศาจยักษ์ร้ายข้าพเจ้าจะจับตัวไว้ให้ พระเจ้าแผ่นดินเห็น
ประจักษ์แก่จักษุ จะได้ตัดเหตุที่จะฆ่าทารกนั้น พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดัง
นั้นก็ย่อตัวหันหน้ามาหาเห้งเจียพูดว่า ชอบแล้ว แต่วิตกว่าพระเจ้าแผ่นดินยัง
หลงใหลมืดมัวอยู่ จะถามเหตุนี้ไม่ได้ง่ายเธอจะไม่ไตร่ตรองให้เห็นจริงและเท็จ ก็
จะมาลงโทษเอาพวกเรา จะทำประการใดจึงจะแก้ได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า
ข้าพเจ้ามีธรรมวิเศษสามารถจะแก้ได้คือจะยักย้ายเด็กในกรุงนั้นออกไปเสียนอกเมือง
พรุ่งนี้ก็จะไม่มีเด็กจะเอาตับเด็กมิได้ เวลานั้นเราทูลแก้ไขพระเจ้าแผ่นดินคงจะคิด
แก่ตาเฒ่าหาการอื่นทดแทน เรามีโอกาสจะได้ทูลขึ้นไปก็จะไม่มีความผิดถึงเราได้
พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก ถามว่าท่านจะทำอย่างไรจึงจะเอา
เด็กนั้นไปได้ หากเด็กนั้นรอดได้เห้งเจียมีกุศลเป็นอันมากจงรีบคิดจัดแจงทำเถิด
อย่ารอช้าไปจะเสียการ เห้งเจียสำรวมภาคย์แล้วก็สั่งโป๊ยก่ายชั่วเจ้งว่าจงอยู่นี่เฝ้า
รักษาพระอาจารย์พี่จะออกฝีมือเจ้าจงคอยดู แม้ว่ามีลมเย็นไหวมา เด็กทารกใน
กรงนั้นจะออกจากกำแพงเมือง พระถังซัมจั่งโป๊ยก่ายซัวเจ้งทั้งสามนั่งบริกรรม
ภาวนาช่วยเป็นกำลัง พูดสั่งแล้วเห้งเจียก็ออกจากประตูเหาะขึ้นกลางอากาศ ร่าย
พระคาถาอักขระโอมเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง เทพารักษ์
ทั้งหลาย เจ้าเหล่านั้นก็มาในทันทีเดี๋ยวนั้นคำนับเห้งเจียแล้ว ถามว่าท่านไต้เซีย
มีกิจธุระร้อนอะไรหรือจึงได้เรียกพวกข้าพเจ้า เห้งเจียพูดว่าบัดนี้เดินมาถึงเมืองปี๊
เปียก็กรู้ว่าเจ้าแผ่นดินเมามืดหลงเป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อพังปิศาจยักษ์จะใคร่เอาตับเด็ก
เป็นกระสายยาอายุวัฒนะปรารถนาจะให้อายุยืนนาน อาจารย์ข้าพเจ้ามีจิตเมตตา
ไม่อยากจะให้ฆ่าเด็ก คิดจะช่วยให้รอดพ้นจากความตาย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า
จึงเชิญท่านทั้งหลายมาแผลงฤทธิ์ฤทธิ์อานุภาพ ยกเอากรงห่านที่ใส่เด็กออกไปเสีย
นอกเมือง เอาไปซ่อนไว้ตามป่าและเขาสักวันหนึ่งสองวัน เอาผลไม้เลี้ยงอย่าให้
อดอยากหิวโหยเป็นอันขาดและอย่าให้เด็กนั้นตกเนื้อตกใจได้ รอข้าพเจ้าทำการ
กำจัดมิจฉาทิฐิได้เรียบร้อยแล้ว และซักนำเจ้าแผ่นดินให้มีสติปราศจากความหลง
แล้วเวลาข้าพเจ้าจะไป จึงเอากลับมาคืนให้ข้าพเจ้าฝ่ายเจ้าทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ต่างก็สำแดงฤทธิ์เดชลดเมฆลงบันดาล
ให้เกิดลมหมอกกลุ้มทั่วทั้งในกำแพงเมือง พอเวลาสามยามหมู่เจ้าทั้งหลายก็ยก
กรงเด็กนั้นไปทั้งสิ้น แยกย้ายกันไปเก็บซ่อนไว้ แล้วเห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเข้า
ประตูยังได้ยินอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งภาวนาอยู่ เห้งเจียก็เดินเข้าไปเรียกว่า
อาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว ๆ บอกว่าเมื่อลมพัดนั้นข้าพเจ้าเก็บเด็กไปหมดแล้ว เมื่อ
เวลาเราจะไปจึงค่อยเอาเด็กคืนกลับมาส่งยังเดิม พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี
ความยินดีจึงพากันไปพักนอน ครั้นรุ่งแจ้งพระถังซัมจั้งตื่นจัดแจงเสร็จแล้ว ก็เรียก
เห้งเจียว่าเราพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแต่เช้าจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง
เห้งเจียก็พร้อมด้วยพระอาจารย์เขาไปในพระราชวัง แล้วเห้งเจียจึงพูดแก่พระ
อาจารย์ว่าไว้ข้าพเจ้าเจ้าไปดูพ่อตาพระเจ้าแผ่นดินก่อนจะซื่อตรงหรือคดโกง
ประการใด พระถังซัมจั้งพูดว่าวิตกกลัวเห้งเจียจะไม่อ่อนน้อมคำนับพระเจ้าแผ่นดิน
พระเจ้าแผ่นดินจะจับผิดเอา เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่ไปดังนั้นจะแปลงตัวตาม
รักษาพระอาจารย์เข้าไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงเดินเข้าไปใน
พระราชวัง เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่บินไปตามพระอาจารย์ ขุนนางพนักงาน
รับแขกเมือง ก็เดินมากระซิบสั่งว่าท่านอาจารย์เข้าไปเฝ้า แล้วอย่ายกเรื่องพวก
นั้นพูดขึ้นเลยเป็นอันขาด พระถังซัมจั๋งพนักหน้ารับคำแล้วจึงเดินเข้าไป ครั้นถึง
ประตูพระราชวัง ก็เดินมาหาขุนนางขันที่ปราศรัยว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมี
รับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกบัดนี้มาถึงเมืองจะขอ
เข้าเฝ้าเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ขอท่านได้โปรดทูลให้ทรงทราบ ขุนนางขันที่ได้ฟัง
ดังนั้น ก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็มี
พระทัยใสโสมนัสยินดี ตรัสว่าพระสงฆ์มาจากเมืองไกล คงจะมีวิชาความรู้เชี่ยวชาญ
จึงรับสั่งให้ขันทีนำเข้าไปเฝ้า พระถังซัมจั้งสำรวมก็ริยายืนอยู่ชั้นล่าง พระเจ้า
แผ่นดินนิมนต์ให้ขึ้นข้างบน ทรงพระอนุญาตให้นั่งในที่อันสมควรแล้ว พระถังซัม
จังพิจารณาดูพระเจ้าแผ่นดิน เห็นพระรูปและพระฉวีซีดเศร้าหมองโรยราซูบผอม
กำลังอ่อนเปลี้ยไม่แข็งแรงพระสุรสำเนียงก็แผ่วเบาตรัสออกมาก็ไม่เป็นปกติ พระ
ถังซัมจั้งพิจารณาทั่วแล้ว จึงถวายหนังสือขึ้นไป พระเจ้าแผ่นดินรับหนังสือมาคลี่
ออกทอดพระเนตร จึงหยิบตราประทับแล้วส่งคืนมาให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัม
จั่งรับมาเก็บไว้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะใคร่ทรงทราบเหตุที่จะไปรับพระธรรมนั้นมี
ขุนนางเข้ามาทูลว่า ท่านเชียงก๊กพ่อตาจะเข้ามาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงพระ
อุตสาหะลงจากพระแท่น เกาะบ่าขันทีคอยรับท่านเชียงก๊กพ่อตา พระถังซัมจั่ง
ประหม่ายืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง เห็นตาเฒ่าเดินฉุยฉายแต่งกายเป็นเพศฤๅษีไม่
คำนับพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินทรงย่อพระองค์แล้ว ตรัสถามว่าวันนี้
สบายอยู่หรือเชิญขึ้นนั่งข้างบน พระถังซัมจังเดินมาก้าวหนึ่งลดตัวปราศรัยคำนับ
ถามทักตาเฆ่าเชียงก็กนั่งอยู่ข้างบนทำเมินหน้าเฉยไม่ตอบไม่ทักว่ากระไร หันหน้า
ไปหาพระเจ้าแผ่นดินถามว่า พระสงฆ์นี้มาแต่ไหน พระเจ้าแผ่นดินตรัสบอกว่ามา
แต่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เธอ
มาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เชียงกักหัวเราะแล้วพูดว่า ไชทีนั้นหนทางมืดมัวจะ
มีดีอะไร พระถังซัมจั้งพูดว่าแต่เดิมมาจนเท่าบัดนี้ไซทีนั้นเป็นที่ชัยภูมิสุขสำราญ
หาที่เปรียบมิได้เหตุใดจะไม่ดีเล่าพระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าพระสงฆ์เป็นสานุศิษย์ของพระ
พุทธเจ้า ไม่ทราบว่าพระสงฆ์นั่นจะมีที่ไม่ตายหรือเปล่า ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า
นั้นอายุจะได้ยืนยาวหรือเปล่า พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็พนมมือทูลตอบว่า แม้ว่า
เป็นสมณะละธุระปัจจัยเสียให้สิ้นมูล สันดานผ่องใสไม่มีกิเลสตัณหามานะทิฐิแล้ว
ก็ไม่เกิดไม่ตาย (อันที่จริงนั้นระงับสุขสำราญที่ไม่ระงับนั้น และแจ่มแจ้งรู้จักมูล
จิตด้วยตนเอง จิตก็บริสุทธิ์แน่แน่น ความจริงนั้นก็มิได้ขาดและเหลือจะเห็นซึ่ง
รูปนามที่เกิดมีมาแล้วนั้น ว่าไม่เที่ยงเป็นกองทุกข์ใช่ตัวตน ย่อมมีธรรมดาแตกดับ
ไปทั้งสิ้น) การที่ไปอาศัยยาประกอบทำให้อายุยืนเป็นอารมณ์นั้นเป็นความเท็จไม่
จริง หากว่าสภาวะธรรมย่อมละทิ้งเสียสิ้นแล้ว ทุกๆ สิ่งรูปสีก็ว่างเปล่า สำรวม
จิตกระทำให้น้อยซึ่งความกำหนัดในกามารมณ์ อายุก็อาจยืนยาวอยู่เองตาเฒ่าเชียงก๊กได้ฟังพระถังซัมจังพูดดังนั้นก็หัวเราะเอามือชี้พระถังซัมจั้งแล้ว
พูดว่า พระสงฆ์ผู้นี้กล่าวคำสับปลับ พูดว่าในความระงับสุขนั้น ต้องอาศัย
สันดานนั้นกับที่แห่งใด จะนั่งสมาธิให้แห้งเปล่า สรรพธรรมจะต้องประกอบเลี้ยง
เขาย่อมกล่าวว่า นั่งนักไฟจะแตกเผาเอาก็จะกลับเป็นไฟร้าย ยังไม่รู้ความปฏิบัติ
ของเรา ด้วยปฏิบัติฝ่ายเซียนนั้น กระดูกแข็งมั่นคง บรรลุมรรคนั้นจิตภาคก็ศักดิ์
สิทธิ์ ประกอบยาช่วยมนุษย์แผ่มรรคธรรม ยกความสั่งสอนของท้ายเสียงเล่ากุน
น้ำมนต์และยันต์ไว้สำหรับกำจัดซึ่งปิศาจร้ายในมนุษย์ แปรฟ้าดินและอากาศ
เก็บเอากำลังตะวันเดือนสำรวมธาตุละเอียดหยาบเป็นยาประสิทธิคุณได้สำเร็จแล้ว
ขึ้นขี่นกการเวกแล้วให้บินร่อนเล่นสำราญใจเป็นสุขอันใหญ่ไม่เหมือนของท่าน
พุทธศาสนา ให้ระงับดับอารมณ์ เข้านิพพานทิ้งร่างกายเน่านั้นก็ยังไม่ประหลาด
สะอาดได้ ในไตรศาสนา คือไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์ อิสีศาสตร์ ตังแต่เริ่มมี
ศาสนา 7 ฤาษีเป็นดีที่สุด สุงยิงกว่าศาสนาอีน ๆ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง
เชียงก๊กชี้แจงแสดงให้ฟังดังนั้น ก็มีความเชื่อเลื่อมใสที่สุด บรรดาขุนนางใหญ่
น้อยก็พากันสรรเสริญพร้อมกันว่า ควรยกฤๅษีศาสตร์ว่าเป็นสูงสุดไม่มีศาสนาใด
เสมอพระถังซัมจั้งเห็นขุนนางพากันสรรเสริญเชียงก๊กทุก ๆ คนดังนั้นก็มีความ
อดสูที่สุด พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่องแจถวาย ด้วยพระ
สงฆ์เธอมาแต่เมืองไกล พวกขุนนางจัดเครื่องแจมาถวายตามรับสั่ง พระถังซัมจั้ง
ก็ขอบพระคุณลาออกไป พอลงจากบันไดปราสาทจะเดินออกไป เห้งเจียบินมา
บินมาจับที่หูร้องเรียกว่าอาจารย์คำหนึ่ง แล้วบอกว่าอ้ายเฒ่าเชียงก๊กมันเป็นพวก
ปิศาจจริงแล้ว พระอาจารย์ออกไปฉันจังหัน ข้าพเจ้าจะอยู่ในนี้เพื่อจะได้ฟัง
ความร้ายดีประการใด พูดแล้วเห้งเจียก็บินกลับขึ้นไปยังปราสาทกิมล่วนเต้ย จับ
อยู่ที่บานลับแลไปเห็นขุนนางนางทหารล้อมวัง เข้ามากราบทูลว่า ขอพระองค์ได้
ทรงทราบ เมื่อคืนนี้เวลาสามยามเศษเกิดมีลมหนาวพัดมาโดยแรงหอบเอากรงที่
ขังเด็กนั้นไปทั้งหมดสิ้นสูญหายไป ไม่ได้เค้าเงื่อนว่าไปข้างไหน พระเจ้าแผ่นดิน
ได้ฟังดังนั้นตกพระทัยมีพระอาการทุรนทุรายแล้วตรัสว่า หากเป็นเช่นนี้ฟ้ามิทับ
ข้าพเจ้าแล้วหรือเชียงก๊กเห็นพระเจ้าแผ่นดินเสียพระทัยดังนั้นจึงทูลว่า ขอ
พระองค์อย่าทรงพระวิตก พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า ข้าพเจ้าเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้
หมอหลวงก็สิ้นสติปัญญาความรู้แล้ว ท่านเชียงก๊กประกอบยาทิพโอสถเวลาพรุ่ง
นี้เที่ยง จะลงมือฆ่าทารกเอาตับเป็นกระสายยา ก็มาเกิดเหตุขึ้นดังนี้ จะไม่ใช่ฟ้า
ฆ่าเราก็จะเป็นอะไรอีกเล่า เชียงก๊กทูลว่าลมหอบเอาทารกไปนั้น จะกระทำให้
พระชนมายุของพระองค์ยืนยาวยิ่งกว่านั้นไปอีก พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ลม
หอบเอาเด็กไปหมดสิ้นดังนี้ ทำไมท่านว่าจะกลับส่งให้อายุยืนต่อขึ้นไปได้อีกเล่า
เฒ่าเชียงก๊กทูลว่า ข้าพเจ้าพึ่งเข้ามาเฝ้าแลเห็นกระสายยาอันพิเศษสิ่งหนึ่ง ที่ตับ
เด็กเป็นกระสายยานั้น พระชนม์ของพระองค์จะยืนได้พันปี ถ้าเอาสิ่งนั้นมาทำ
กระสายยาเสวยแล้ว พระชนม์มายุของพระองค์จะยืนอยู่ถึงหมื่นปี พระเจ้าแผ่น
ดินได้ฟังเชียงก๊กทูลดังนั้นก็ยังไม่เข้าพระทัยแน่ว่าอะไร จึงตรัสถามเชียงก๊กว่าสิ่ง
อะไรถึงจะอายุยืนหมื่นปี เชียงก๊กจึงทูลว่าที่เจ้าเมืองไต้ถังมีรับสั่งให้พระถังซัมจั้ง
ไปไซทีนั้น พระสงฆ์องค์นั้นรักษาพรหมจรรย์มาสิบชาติแล้ว และทั้งบวชเรียนมา
แต่เล็ก มิได้เสพย์อสัตย์ธรรมร่างกายบริสุทธิ์ประเสริฐยิ่ง ถ้าได้หัวใจเธอมาประสม
ยาของข้าพเจ้าแล้ว อายุของพระองค์จะยืนตั้งหมื่นปี พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง
เชียงก๊กกราบทูลดังนั้น มีพระทัยเชื่อลุ่มหลง จึงตรัสถามว่าเหตุใดท่านจึงไม่บอก
แต่แรกก่อนเล่า แม้ว่าจริงดังนั้นเราจะได้ยึดไว้ไม่ปล่อยให้ไป เฒ่าเชียงก๊กทูลว่า
แม้ถึงดังนั้นก็ไม่ยาก เมื่อพระองค์รับสั่งให้หาข้าวแจเลี้ยงกินแล้วจึงจะไปได้ เวลานี้
มีรับสั่งให้ปิดประตูเมืองทุก ๆ ประตูจัดทหารออกไปล้อมรอบที่หอรับแขกนั้น จับ
เอาตัวพระสงฆ์นั้นเข้ามา จึงขอร้องโดยความเย็นก่อนแม้ว่ายอมโดยดีแล้ว ก็ผ่า
ท้องควักเอาหัวใจออกมา เอาซากเอาศพนั้นไปฝังเสียให้ดี แล้วปลูกศาลไว้เซ่นไหว้
เธอหากว่าเธอไม่ยอมให้โดยดีก็จับมัดแล้วเอามีดแหวะควักหัวใจก็ไม่ยากอะไร
พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น ก็เชื่อถือกระทำตามจึงรับสั่งให้ปิดประตูเมืองทุก ๆประตู
แล้วสั่งให้พวกตำรวจไปล้อมหอกิมเต๊งฝ้ายเห้งเจียคอยแอบฟัง ครั้นได้ยินดังนั้นก็โผบินออกมายังที่กิมเต้ง ครั้นถึง
ก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมเข้าไปหาพระอาจารย์บอกว่าภัยจะมีมาถึงแล้ว เวลา
นั้นพระถังซัมจั้งกำลังนั่งฉันข้าวอยู่ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ทั้งโป๊ยก่ายชัวเจ็งก็พา
กันตกใจเหงื่อโซมไปทั้งกาย โป๊ยก่ายถามว่าภัยอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่า เมื่อ
อาจารย์กลับออกมาจากเฝ้าแล้ว มีขุนนางนายทหารล้อมวังเข้าไปกราบทูลว่าเกิด
เหตุลมพัดหอบเอาเด็กที่ในกรงไปหมด เจ้าแผ่นดินมีความเดือดร้อนเสียพระทัย เฒ่า
เชียงก๊กกราบทูลว่า ฟ้าส่งให้อายุพระเจ้าแผ่นดินยืนนาน จะเอาหัวใจของอาจารย์
เป็นกระสายยาว่าดีกว่าตับเด็กนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเชื่อจึงให้ทหารมาล้อมที่หอนี้
จะเอาตัวเข้าไปขอเอาหัวใจโป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า สมคิดจริงดีแล้วสม
แก่ที่อาจารย์มีใจเมตตาแก่เด็ก ให้คิดอ่านช่วยเด็กทารกนั้นให้รอด บัดนี้เหตุนั้น
เป็นมูลให้ภัยร้ายนี้ถึงตัว พระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นมีกายอันสั่นดุจลูกนก แล้วจับ
มือเห้งเจียถามว่าการเป็นเช่นี้แล้วจะคิดอย่างไรดี เห้งเจียพูดว่าแม้อยากจะให้ดีแล้ว
ใหญ่ต้องเป็นเล็กซัวเจ๋งได้ฟังดั่งนั้นจึงถามเห้งเจียว่า ใหญ่เป็นเล็กนั้นอย่างไร
ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ เห้งเจียบอกว่าแม้จะให้รอดชีวิตแล้วอาจารย์ต้องเป็นศิษย์ ศิษย์
ต้องเป็นอาจารย์ จึงปราศจากภัยร้ายนั้นได้ พระถังซัมจั้งพูดว่าแม้ช่วยชีวิตได้
อาตมภาพก็ยอม เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นอย่างได้ช้าโป๊ยก่ายรีบไปเอาดินเหนียวมา
สักก้อนหนึ่ง โป๊ยก่ายก็เอาคราดไปขุดดินมาก้อนหนึ่ง จึงเอาน้ำปัสสาวะขยำปน
มาส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับมามีกลิ่นปัสสาวะก็ไม่รู้ที่จะว่าประการใด จึงอุตสาห์
ปั้นเป็นแผ่นแบนแล้วเอาเข้ากดกับหน้าของตัวเองแล้ว เอามาใส่ที่หน้าพระถังซัมจั้ง
สั่งว่าอย่าไหวอย่าพูดจาจงนิ่งอยู่ดังนั้น สั่งแล้วเห้งเจียก็ร่ายคาถามหาประสิทธิ์
เป๋าไปทีหนึ่ง พระถังซัมจั่งก็แปลงเป็นเห้งเจีย แล้วถอดเสื้อหมวกผ้าให้เห้งจียนุ่ง
ห่ม เอาเสื้อผ้าของเห้งเจียมานุ่งห่ม เห้งเจียครั้นเอาเสื้อผ้าของอาจารย์มานุ่งห่มแล้ว
ก็ร่ายคาถาแปลงเหมือนอาจารย์เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงกลองและม้าล่อออกสนั่นพวก
ทหารและตำรวจต่างถืออาวุธทุก ๆ คน พากันเข้ามาล้อมหอกิมเต็งประมาณสาม
พันคน ขุนนางมหาดเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาในหอ ถามว่าคนไหนพระถังซัมจั่งซึ่ง
มาแต่เมืองไต้ถัง ขุนนางเจ้าพนักงานรับแขก คุกเข่าลงชี้ว่าที่นั่งอยู่ข้างในนั้น ขุนนาง
มหาดเล็กก็เดินเข้าไปพูดว่า บัดนี้มีรับสั่งให้มานิมนต์เข้าไปเฝ้าพระถังซัมจังแปลง
ก็เดินออกมาจากประตูห้องปราศรัยถามว่าพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งประการใด ขุนนาง
มหาดเล็กก็ตรงมาจับมือเห้งเจียที่แปลงเป็นพระถังซัมจั๋งเอาไป แล้วพูดว่าท่านจง
ไปกับข้าพเจ้าเข้าเฝ้า จะโปรดปรานมีธุระประสงค์อะไรดอกกระมังฝ่ายพวกขุนนางมหาดเล็กและขันที ครั้นได้ตัวพระถังซัมจั้งแล้วก็ห้อมล้อม
พาตัวมายังพระราชวังใน ครั้นถึงหน้าพระที่นั่งขุนนางทั้งหลายก็พากันคำนับ แต่
พระถังซัมจั้งแปลงยืนนิ่งอยู่ไม่คำนับ ร้องถามไปว่าเจ้าแผ่นดินปี้เปียก๊กจะหาตัว
อาตมภาพมาว่าอะไร หรือพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระสรวลแล้ว
ตรัสว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมาช้านานแล้วไม่หาย บัดนี้ท่านเชียงก๊กประกอบยา
วิเศษให้ เครื่องยาทั้งหลายก็พร้อมแล้ว ยังขาดแต่สิ่งเดียว เพราะฉะนั้นจึงนิมนต์
ท่านเข้ามา จะใคร่ขอกระสายยาแก่ท่านสักสิ่งหนึ่ง แม้โรคหายปรกติแล้ว ข้าพเจ้า
จะปลูกศาลบูชาท่านทุกๆ ปี ไว้เป็นที่นับถือหลักฐานของบ้านเมืองต่อไป เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อาตมภาพก็เป็นสมณะตัวเปล่ามาถึงนี่ไม่มีอะไร มหาบพิตร
โปรดถามเชียงก๊กดูว่าจะต้องประสงค์สิ่งใด พระเจ้าแผ่นดินตอบว่าจะต้องประสงค์
หัวใจท่านเท่านั้น สิ่งอื่นก็มีพร้อมแล้ว พระถังซัมจั้งปลอมถวายพระพรว่า
อาตมภาพก็ไม่ปิดบัง ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์หัวใจนั้นจะเอารูปสีอย่างไหน
เชียงก๊กนั่งอยู่ที่นั้นจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งปลอมว่า จะต้องการหัวใจดำของท่าน
ประสมยาเป็นกระสาย เห้งเจียจึงตอบว่า ถ้ากระนั้นก็ให้เอามีดมาแหวะเอาเดี้ยวอาตมภาพจะแหวะให้ ถ้ามีหัวใจดำก็จะถวายตามพระราชประสงค์ ส่วนพระ
เจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงรับสั่งให้ขันทีเอามีดมาให้พระถังซัม
จังปลอม เห้งเจียรับมีดมาแล้ว ก็แหวกเสื้อออกจนแลเห็นท้อง มือขวาก็เอามีด
แทงเข้าที่ท้องดังเสียงผลัวกระชากแหวะออก แลเห็นในท้องมีหัวใจไหลออกมา
เป็นดวงใหญ่อยู่กับพื้น พวกขุนนางทั้งหลายแลเห็นดังนั้นต่างคนมีความหวาด
เสียวสะดุ้งจิตไปทุกคน เชียงก๊กแลเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง พูดว่าพระสงฆ์รูปนี้
ทำไมจึงมีหัวใจมากอย่างนี้ พระถังซัมจั้งปลอมทำเป็นเอามือค้นหา กำลังโลหิต
แดง ๆ ดังนั้น เห็นมีแต่หัวใจแดงหัวใจขาวหัวใจเหลือง หัวใจตระหนี่เหนียวแน่น
หัวใจลาภยศหัวใจอิจฉา หัวใจเล่ห์กลหัวใจอยากชนะ หัวใจอยากให้สูงหัวใจ
หมิ่นประมาทหัวใจเหี้ยมโหด หัวใจดุร้ายหัวใจกลัวเกรง หัวใจมักน้อยหัวใจมิจฉาทิฐิ
หัวใจซ่อนเร้นมืดมัวหัวใจไม่ยุติธรรม เว้นแต่หัวใจดำนั้นไม่มี ส่วนประเจ้าแผ่น
ดินเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ตกประหม่าพระองค์สั่นสะทกสะท้านตรัส
ด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าเก็บเอาไปเถิด ๆ เห้งเจียก็เรียกหัวใจกลับเข้าในกายตาม
ปรกติเดิม แล้วก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม ร้องบอกแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์
ช่างไม่มีพระเนตรเลยพวกข้าพเจ้าอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติล้วนแต่กุศลจึงไม่มี
หัวใจดำ อันหัวใจดำนั้นมีแต่เชียงก๊ก จงเอาออกมาทำกระสายยาเถิดจึงจะดี
แม้ท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าจะช่วยควักออกให้ประเดี้ยวนี้ฝ่ายเชียงก๊กพิเคราะห์ดูเห็นรูปเห้งเจียแปลง มิใช่รูปเดิมก็จำได้ว่าซึ่งหงอคง
มีความกลัวก็เหาะหนีขึ้นแทรกอยู่ในกลับเมฆ เห้งเจียก็เหาะขึ้นตามไปร้องตวาด
ว่ามึงจะหนีไปไหน กลับมากินกระบองสักทีก่อน ฝ่ายปิศาจเชียงก๊กเห็นจะหนีไม่
พ้น จึงหันหน้ากลับมาต่อสู้เอาไม้เท้าตีและป้องกัน รบกันด้วยกำลังแข็งแรงได้
ยี่สิบเพลง ทานกำลังเห้งเจียไม่อยู่ก็บันดาลเป็นสายรุ้ง พุ่งเข้าไปยังตำหนักนาง
มุ้ยเฮ้าในพระราชวัง ก็หอบนางออกจากตำหนักหนีไป เห้งเจียก็ลดลงยังปราสาท
กิมล่วนเต้ยถามขุนนางทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายเห็นความดีของเชียงก๊กหรือไม่
ขุนนางทั้งหลายก็พากันเคารพเห้งเจียทั้งสิ้น เห้งเจียถามว่า พระเจ้าแผ่นดิน
เสด็จไปข้างไหน พวกขุนนางบอกว่าพระองค์เห็นกำลังรบกัน ตกพระทัยกลัวไม่
ทราบว่าจะไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าพวกท่านจงรีบไปเที่ยวค้นหา จะ
ไปอยู่ที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้าดอกกระมัง พวกขุนนางทั้งหลายก็พาพันไปเที่ยวค้นหา
แรกก็ไปหาที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้า ก็ไม่เห็นทั้งพระเจ้าแผ่นดินและนางมุ้ยเฮ้า พวก
นางสนมกำนันในก็พากันกราบไหว้เห้งเจียทุก ๆ คน เห้งเจียก็เชิญให้ลุกขึ้น แล้ว
บอกว่าอย่าช้าให้ช่วยกันรีบเที่ยวค้นหาพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น ก็เห็นพวก
ขันทีสามสี่คนพยุงพระเจ้าแผ่นดินออกมาจากห้องพระตำหนักใน พวกขุนนางทั้ง
หลายแลเห็นก็พากันคุกเข่าลงคำนับกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบการทั้งนี้
หากได้พึ่งพระสงฆ์ผู้วิเศษจึงได้แจ้งว่าเชียงก๊กนั้นคือปิศาจยักษ์ร้าย และทั้งนาง
มุ้ยเฮ้าก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพังขุนนางกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงเชิญให้
เห้งเจียออกไปข้างหน้ายังบัลลังก์แก้ว ทรงคำนับขอบคุณเห้งเจียแล้วถามว่าเมื่อ
แรกเข้ามาเห็นรูปร่างงดงาม บัดนี้ทำไมจึงเป็นรูปดังนี้เล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึง
ทูลว่า เมื่อแรกเข้ามาเปลี่ยนหนังสือนั้นแหละ คืออาจารย์ข้าพเจ้าซึ่งเป็นพระ
อนุชาของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง คือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ตัวข้าพเจ้าคือซึงหงอคง
สานุศิษย์ใหญ่ ยังอีกสองคนคือตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง บัดนี้ยังพักอยู่หอกิมเต้ง เพราะ
ทราบว่าพระองค์หลงเชื่อฟังคำปิศาจมารร้าย จะใคร่เอาหัวใจของอาจารย์ข้าพเจ้า
ทำน้ำกระสายยา ข้าพเจ้าจึงต้องแปลงเป็นรูปอาจารย์เข้ามากำจัดปิศาจ พระเจ้า
แผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนิมนต์พระอาจารย์กับสานุศิษย์
เข้ามายังพระราชวังฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ที่หอกิมเต๊ง ได้ยินเห้งเจียรบกับปิศาจอยู่ในอากาศ จิตใจ
หวั่นหวาดไม่อยู่กับตัว พอเห็นขุนนางมานิมนต์ก็ยิ่งไม่มีความสบาย โป๊ยก่าย
หัวเราะพูดว่าครั้งนี้นิมนต์เข้าไปไม่ใช่จะเอาหัวใจดอก พระอาจารย์อย่าตกใจเลย
เห็นพี่เห้งเจียจะมีชัยชนะปิศาจแล้ว จะนิมนต์เข้าไปขอบคุณเป็นแน่ พระถังซัม
จั่งว่าหากมีชัยชนะจะนิมนต์เข้าไปขอบคุณก็เอาเถอะ แต่หน้ากากยังใส่อยู่อย่างนี้
จะไปเฝ้าได้อย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่าข้อนั้นไม่เป็นไร เข้าไปถึงแล้วพี่เห้งเจียอยู่ที่
นั่นมีวิธีแก้ไขได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร
ก็ต้องจำใจจำไปเดินเกาะบ่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกจากห้อง พวกขุนนางแลเห็นก็
ตกใจถามว่าอาจารย์ทำไมรูปร่างจึงแปรเป็นดังนี้ไปเล่า ท่านทั้งสองรูปร่างก็น่ากลัว
ซัวเจ็งพูดว่า ท่านอย่าวิตกรูปร่างไม่สวยไม่งามก็ตามกุศลตกแต่งกำเนิดมาอย่างนั้น
พวกขุนนางก็พาศิษย์กับอาจารย์เดินมา ครั้นถึงหน้าพระลานในพระราชวัง เห้งเจีย
แลเห็นก็ลงมารับพระอาจารย์ เอามือถอดหน้ากากออกแล้ว ร่ายคาถาเป๋าไปทีหนึ่ง
รูปพระถังซัมจังก็กลายกลับเป็นรูปเดิมพระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงจากพระแท่น มานิมนต์ขึ้นนั่งที่อันสมควรแล้ว เห้งเจีย
จึงทูลถามพระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์ได้ทรงทราบหรือไม่ว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ไหน
ถ้าทราบแล้วข้าพเจ้าจะได้ไปจำกัดเสียจะได้สิ้นภัยร้ายต่อภายหลัง พระเจ้าแผ่น
ดินได้ทรงฟังเห้งเจียถาม ก็ให้คิดอดสูในพระทัย ตอบว่าเมื่อสามปีก่อนข้าพเจ้า
ได้ถามเธอบอกว่า จากเมืองไปไม่ไกลอยู่ข้างทิศอาคเนย์ ไปประมาณเจ็ดสิบโยชน์
ก็ถึง ที่นั้นมีเนินหนึ่งเรียกว่าเนิน ลิ้วกีพา ตำบลเชงฮวยจึง เฒ่าเชียงก๊กไม่มีบุตรชาย
จึงพาบุตรเมียน้อยรุ่นสาวคนหนึ่งอายุสิบหกปีมายกให้เป็นสนม ข้าพเจ้ารับไว้ใน
ตำหนัก จึงได้เกิดโรคมากขึ้น พวกหมอหลวงก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เชียง
ก๊กเธอบอกว่ามียาวิเศษของเทวดา จะต้องเอาตับเด็กเป็นน้ำกระสายยา ข้าพเจ้า
ก็ไม่ดีไปหลงเชื่อฟัง จึงได้สั่งให้เลือกเอาเด็กบุตรของราษฎร กำหนดวันนี้จะลงมือ
ผ่าเอาตับ ก็บังเอิญพระสงม์ผู้วิเศษมาถึงนี่ บรรดาทารกที่อยู่ในกรงนั้นก็หายไป
ทั้งสิ้น เธอจึงบอกว่าพระสงฆ์นั้นบวชมาสิบชาติแล้ว แม้ได้หัวใจมาทำกระสายยา
ดีกว่าตับเด็กเหล่านั้นหมื่นเท่า ข้าพเจ้าก็หลงเชื่อเอาเป็นจริง ก็บังเอิญได้พึ่งท่าน
ผู้วิเศษรู้แจ้งได้ว่าเป็นปิศาจมารร้าย ขอท่านได้โปรดกำจัดเสียให้สิ้นเชิง อย่าให้
มีความร้ายต่อไปข้าพเจ้าจะแบ่งบ้านเมืองสนองคุณท่าน เห้งเจียได้ฟังจึงทูลว่า
อันเด็กในกรงนั้นพระอาจารย์ของข้าพเจ้ามีจิตเมตตา จึงให้ข้าพเจ้าเอาไปซ่อนเสีย
ก่อน พระองค์อย่าวุ่นวายอะไรเลยไว้ธุระข้าพเจ้าจะกำจัดปีศาจเอง ไม่ต้องตอบ
แทนอะไร แล้วเห้งเจียพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเจ้าต้องไปด้วยกัน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าก็
จะไปแต่ขัดด้วยท้องเปล่าไม่มีกำลัง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งแก่
เจ้าพนักงานให้จัดข้าวปลาอาหารมาให้โป๊ยก่ายรับประทาน โป๊ยก่ายกินอาหาร
เสร็จแล้ว ก็จัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรง เสร็จแล้วก็เหาะตามเห้งเจียไปในอากาศฝ่ายพวกสนมนางในและขุนนางทั้งหลาย เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเหินเดิน
อากาศมีฤทธิ์เดชดังนัน ก็พากันสรรเสริญยกมือขึ้นคำนับทุกคนแล้วพูดว่า นี่คือ
เทพยดาลงมาโปรดพวกเราฝ่ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายพากันเหาะตรงมายังทิศอาคเนย์ มาได้ประมาณเจ็ดสิบ
โยชน์ ก็ลดลงยังพื้นดินเที่ยวค้นหาที่อยู่แห่งปิศาจ เดินมาก็เห็นลำห้วยน้ำใสสะอาด
ทั้งสองฟากห้วยมีต้นสนเป็นทิวแถว แต่ไม่เห็นที่เชงฮวยจึง เห้งเจียก็เที่ยวค้นหา
มิได้พบ จึงร่ายพระเวทเรียกพระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่ก็มาคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้า
เห้งเจียถามว่าที่เนินลิ้วกีปอนี้ที่เชงฮวยจึงนั้นอยู่ที่ไหน พระภูมิบอกว่ามีแต่ถ้ำ
เชงฮวยต๋องบ้านเชงฮวยจึงนั้นไม่มี ท่านไต้เซียข้ามฟากห้วยไปข้างโน้น ที่ต้นสน
เก้ากิ่งนั้นที่โคนต้นมีศิลาอยู่ก้อนหนึ่ง จับศิลานั้นกลับไปมาสามทีแล้ว เอาสองมือ
จับที่ต้นสนแล้วเรียกให้เปิดประตูสามคำก็จะเห็นถ้ำเชงฮวยต๋อง เห้งเจียได้ฟัง
ดังนั้นแล้ว ก็ให้พระภูมิกลับไปยังที่เดิม จึงพาโป๊ยก่ายข้ามห้วยไปเที่ยวค้นหาต้นสน
ก็เห็นมีจริงเหมือนคำพระภูมิบอก เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่ายยืนอยู่แต่ห่าง ๆ พี่
จะเข้าไปเรียกปิศาจให้เปิดประตู ได้เข้าไปไล่ปิศาจออกมาน้องจงคอยสะกัดไว้ โป๊ย
ก่ายก็ออกมายืนห่าง ๆ เห้งเจียก็ทำตามพระภูมิบอก เดินรอบต้นไม้สนสามรอบแล้ว
ก็หันก้อนศิลาสามรอบ เอาสองมือตบเข้าที่โคนต้นสนร้องเรียกให้เปิดประตูสามคำ
บัดเดี้ยวก็ได้ยินเสียงลั่น บานประตูก็เปิดต้นสนก็หายไปทันที แลเข้าไปในประตูมี
แสงสว่างแต่ไม่เห็นคน เห้งเจียเดินเข้าไปเห็นมีแผ่นศิลาจารึกอักษรสี่ตัว คือ (เชงฮวย
เซียนรู้) แปลว่าสำนักเทพยดา เห้งเจียก็เดินหลีกเข้าไปข้างใน แลเห็นตาเฒ่านั่ง
กอดหญิงสาวอยู่กับอก กำลังพูดกระหืดกระหอบถึงเรื่องเจ้าเมืองปี้เปียก๊กว่าสาม
ปีมาแล้ว วันนี้จะสำเร็จความคิด บังเอิญอ้ายหัวลิงมันมาทำให้ความแตก เห้งเจีย
ตรงเข้าไปยกกระบองเงื้อแล้วร้องตวาดว่า กูดูมึงดุจสัตว์หน้าขน มึงมานั่งบ่นนินทา
ว่าอะไรกู ตาเฒ่าก็ปล่อยนางสาวมือจับไม้เท้าขึ้นต่อสู้กับเห้งเจีย รบกันอยู่ที่หน้า
ถ้ำโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนอกให้คันมือ อดไม่ได้ก็ลากคราดเข้าไปสับกระชากเอาต้นสน
ใหญ่นั้นสามสี่ที มีโลหิตไหลออกมาจากต้นสนสด ๆ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงคิดว่า
ต้นไม้มีนานปีเข้าก็กลายเป็นปิศาจไป ควรเราจะทำลายมันเสียจึงจะดี แลเห็น
เห้งเจียกำลังล่อปิศาจออกมา โป๊ยก่ายก็ไม่รู้จะพูดจาว่ากระไร จับคราดเข้าสับเอา
ปิศาจ ปิศาจแลเห็นโป๊ยก่ายก็ตกใจถอยหนี บันดาลเป็นแสงรุ้งหนีไปข้างทิศตะวัน
ออก เห้งเจียโป๊ยก่ายก็รีบเหาะตามไป จวนจะฆ่าปิศาจได้ก็ได้ยินนกการเวกขันมี
รัศมีเฟื่องฟุ้งสว่าง เงยหน้าแลไปดูก็เห็นท่านน้ำก๊กดาวสิ้วแชสกัดกั้นสายรุ้งนั้นไว้
ร้องว่าท่านไต้เซียช้าก่อน ท่านพี่พ่องง่วนโซ่ยยั้งก่อนข้าพเจ้าขอคำนับ เห้งเจีย
คำนับตอบแล้วถามว่าน้องจะไปข้างไหนโป๊ยก่ายหัวเราะว่า ตาเฒ่าหัวเนื้อสกัด
กั้นสายรุ้งไว้คงจะจับปิศาจนั้นได้เป็นแน่ สิ้วแซจึงพูดว่าข้าพเจ้าอยู่นี่คอยขอชีวิต
ให้มันสักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียพูดว่าเฒ่าปิศาจนั้นก็มิได้เกี่ยวข้องแก่น้อง ทำไม
จึงต้องมาอ้อนวอนขอโทษมันด้วยเล่า สิ้วแซหัวเราะแล้วพูดว่า ปิศาจนั้นคือของ
ข้าพเจ้าไว้สำหรับขี่ ข้าพเจ้าเผลอไปมันจึงได้หนีมาเป็นปิศาจดังนี้ เห้งเจียพูดว่า
ถ้ามันเป็นปิศาจของน้องก็ให้มันแป่ลงกลับเป็นรูปเดิมให้ข้าพเจ้าดูสักที่หนึ่ง ลิวแช
ได้ฟังดังนั้นจึงปล่อยสายรุ้งนั้นออกแล้วร้องตวาดว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานจงรีบ
กลับกลายเป็นรูปเดิมจะได้รอดชีวิต ปิศาจก็พลิกตัวทีหนึ่งกลับเป็นรูปกวางไป
สิ้วแซด่าว่าสัตว์เดียรัจฉานลักไม้เท้ามาด้วย ฝ่ายกวางนั้นหมอบอยู่กับพื้นปากพูด
ไม่ได้ เอาศีรษะคำนับร้องไห้อยู่อย่างนั้น สิ้วแชก็ขึ้นขี่ ลาเห้งเจียกลับไป เห้งเจีย
รีบมาจับสิ้วแชไว้แล้วพูดว่า ท่านน้องอย่าเพ่อไปก่อนมีกิจธุระอยู่สองอย่างยังไม่เสร็จ
สิ้วแซถามว่ายังจะมีธุระอะไรอีกเล่า เห้งเจียพูดว่ายังนางปิศาจสาวนั้นไม่ได้ตัว
ไม่ทราบว่ามันเป็นปิศาจอะไร และขอเชิญท่านน้องเข้าไปในเมืองปี้เปียก๊ก สำแดง
กายชักนำประชาชนทั้งหลาย สิ้วแชว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะหยุดรอก่อน ท่านจงรีบ
พากันไปจับปิศาจสาวได้แล้ว จะได้พร้อมกันเข้าไปในเมือง เห้งเจียจึงพาโป๊ยก่าย
กลับมายังถ้ำเชงฮวยต๋อง พากันเข้าไปในถ้ำโห่ร้องอึกทึกฝ่ายนางปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้นมีความกลัวจนตัวสั่นจึงเข้าแอบอยู่ในประตู
ไม่มีทางจะหนีได้ โป๊ยก่ายไล่รุกร้องตวาดว่ามึงจะหนีไปไหน นางปิศาจเห็น
จวนตัวก็บันดาลเป็นสายรุ้งหนีออกไปเห้งเจียเห็นก็มาสกัดสายรุ้งไว้ ตีด้วยกระบอง
ทีหนึ่งถูกปิศาจเจ็บปวดยังตัวไม่อยู่ก็ล้มลงกับพื้น กลับมาเป็นเสือปลาขาวไปตาม
เดิม โป๊ยก่ายอดไม่ได้ก็ยกคราดสับลงอีกทีหนึ่ง เห้งเจียร้องทักว่าเท่านั้นเถิดอย่า
สับให้ละเอียดเลย เอาไว้นำไปให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรให้ทราบเหตุ โป๊ย
ก่ายก็สับติดกับคราดยกใส่บ่าเดินตามเห้งเจียออกมา ก็แลเห็นสิ้วแชกับกวางยืน
คอยอยู่หน้าถ้ำ โป๊ยก่ายเอาเสือปลาวางที่หน้ากวาง ถามว่านี่ลูกสาวของเองใช่
หรือไม่ กวางนั้นก็ทำศีรษะปะหงก ๆ รับเหมือนบอกว่าใช่ ยื่นปากร้องเสียงดังว่า
เป็ก ๆ ดูดุจแสดงว่ามีใจรักใคร่และห่วงอาลัยต่อกันสิ้วแซเอามือตบศีรษะทีหนึ่งแล้วด่าว่า อ้ายเดียรัจฉานตัวของเองรอดชีวิตแล้ว
ก็แล้วกันจะมาห่วงใยอะไรด้วยอีกเล่า สิ้วแชจึงแก้ผ้าคาดพุงออกผูกคอกวางนั้นแล้ว
จึงพูดแก่เห้งเจียว่ารีบพากันไปหาพระเจ้าแผ่นดินเถิด เห้งเจียว่าจะต้องจัดแจงถ้ำ
เสียให้เรียบร้อยก่อนหาไม่วันหลังก็จะเกิดปิศาจขึ้นอีก เห้งเจียจึงเรียกร้องพระภูมิ
เจ้าที่มาสั่งให้หาฟืนแห้ง ๆ มาเผาถ้ำเสียให้หมด ครั้นเผาถ้ำแล้วก็พร้อมกันเหาะ
กลับมาเมือง โป๊ยก่ายก็หิ้วเสือปลานั้นติดคราดเหาะตามมาครั้นถึงก็ลงยังพระ
ราชวังข้างหน้ากำลังพวกขุนนางอยู่พร้อมกันฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางทั้งหลายและพวกสนมใน และเห็นต่างก็ตกใจ
คุกเข่าลงกับพื้นกราบไหว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินให้ลุกขึ้น แล้ว
หัวเราะพูดว่าท่านอย่าเพ่อคำนับข้าพเจ้าก่อน กวางตัวนี้เฒ่าเชียงก๊กพ่อตา ท่าน
จงคำนับเสียก่อนจึงควร พระเจ้าแผ่นดินมีความอดสูพระทัยเป็นที่สุดจึงตรัสว่า
ข้าพเจ้าได้พึ่งบารมีของท่านได้โปรดช่วยทารกทั้งเมืองให้รอดชีวิต พระเดชพระคุณ
หาที่เปรียบมิได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงรีบสั่งให้ขุนนางจัดโต๊ะเลี้ยงท่านสิ้วแซกุน
พระถังซัมจั่งและศิษย์ทั้งสาม ขุนนางพนักงานก็ไปจัดการตามรับสั่งทุกประการฝ่ายพระถังซัมจั้งก็มาคำนับท่านสิ้วแซ ซัวเจ็งก็มาคำนับถามว่ากวางนี้ของท่าน
หรือ เหตุใดจึงมาถึงที่นี้ทำร้ายแก่ชาวเมืองดังนั้น สิ้วแซหัวเราะแล้วตอบว่า ท่าน
ตังฮวยตี้กุนข้ามมาที่เขาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชิญท่านหยุดพักเล่นหมากรุกยังหาทันแล้ว
กระดานไม่ กว่างนี้ก็หนีมา พอสิ้นเวลาแขกไปแล้วหาก็ไม่เห็น ข้าพเจ้าจับยามดู
กรู้ได้ว่ามันหนีมาอยู่ตำบลนี้ จึงได้ตามมาค้นหา บังเอิญมาปะไต้เซียกำลังแผลง
ฤทธ์อยู่ หากข้าพเจ้ามาช้าไปอีกสักหน่อย สัตว์นี้ก็สิ้นชีวิตเสียแล้ว พูดยังไม่ทัน
แล้วก็พอเจ้าพนักงานมาเชิญเข้านั่งโต๊ะ ครั้นนั่งตามลำดับพร้อมกันแล้ว พระเจ้า
แผ่นดินก็มารินสุราอย่างดีสงให้สิ้วแชหนึ่งถ้วย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งคนละถ้วย
พวกดนตรีก็ขับขานบรรเลงขึ้นพร้อมกัน ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วสิ้วแชก็ขอลา พระเจ้า
แผ่นดินเดินมาใกล้คุกเข่าลงคำนับแล้ว ก็ขอยาแก้โรคอายุวัฒนะ สิ้วแชพูดว่า
ข้าพเจ้ามาตามกวาง หาได้เอายาติดมาด้วยไม่ ข้าพเจ้าก็อยากจะบอกตำราแพทย์
อันพิเศษ แต่ขัดด้วยตัวของท่านมีโรคมากจะไม่พอรู้ บัดนี้ข้าพเจ้ามีแต่พุทรามา
สามผลเป็นของท่านตั้งฮวยตี้กุนให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่ได้รับประทาน ขอให้พระ
องค์เอาไว้เสวยเถิดพระโรคก็ค่อยทุเลาลง ภายหลังอายุก็จะได้ยืนนานเพราะพุทรา
สามผลนี้ ครั้นถวายผลพุทราแก่พระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ลาขึ้นนั่งบนหลังกวางตวาด
ทีหนึ่งกวางก็เหาะขึ้นแทรกเมฆไป พวกชาวเมืองปี้เปียก๊กไม่ว่าชายหญิงเด็กผู้ใหญ่
และเห็นดังนั้นต่างก็จุดธูปเทียนบูชาทุก ๆ บ้านฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ ก็จัดเก็บข้าวของจะได้ลาไป พระเจ้าแผ่นดิน
อ้อนวอนว่าให้อยู่ช่วยสั่งสอนก่อนก็ไม่ยอมอยู่ เห้งเจียจึงพูดเตือนสติพระเจ้าแผ่นดิน
ว่า ขอพระองค์จงบรรเทาความกำหนัดและความโลภให้เบาบางลง จงตั้งพระทัย
ในกุศลธรรมปลงพระกรรมฐานภาวนาทรงผ่อนผันดูการที่ควรหนักและเบา พระ
โรคก็จะบรรเทาพระชนมายุก็จะยืนยาว ขอพระองค์จำไว้อย่าลืม พระเจ้าแผ่นดินมี
ความขอบพระทัยเป็นอันมาก จึงรับสั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานนำทองคำมาสองถาด
ถวายเป็นเสบียงเดินทาง พระถังซัมจั้งก็มิได้รับ คืนให้เอาไว้สำหรับบ้านเมือง
พระเจ้าแผ่นดินก็เป็นอันจนพระทัยไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใด จึงรับสั่งให้เจ้าพนัก
งานจัดพระราชรถเข้ามา แล้วก็นิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นราชรถ พระเจ้าแผ่นดินกับ
พระญาติพระวงศ์ และพระสนมนางในก็พากันตามส่งพระถังซัมจั้งจนนอกเมืองฝ่ายชาวเมืองปี้เปียก๊ก ต่างก็ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาส่งพระถังซัมจั้งทุกๆ บ้าน
ในเวลาที่เจ้าเมืองกับขุนนางใหญ่น้อยและชาวเมืองแออัดอยู่นั้น ได้ยินเสียงลม
บนอากาศพัดมา เห็นกรงห่านที่ใส่เด็กอยู่กลางถนน เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะร่าเริง
อยู่ทุก ๆ คน และได้ยินเสียงบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าท่านไต้เซีย ได้
สั่งให้ข้าพเจ้าเอาเด็กไปซ่อนนั้นบัดนี้ท่านจัดการเสร็จแล้ว ข้าพเจ้านำเด็กมาส่งตาม
เดิมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน และราษฎรชาว
เมืองพากันกราบไหว้นับถือสรรเสริญ เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นบนอากาศขอบคุณแล้ว
จึงร้องบอกแก่พวกชาวเมืองว่าบุตรของใครก็ให้มารับเอาบุตรของตัวไปฝ่ายราษฎรทั้งหลาย เมื่อได้บุตรของตนแล้วก็มีความยินดีและขอบใจยิ่งนัก
จึงพากันร้องนิมนต์ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่าเพ่อไปก่อน จงอยู่ให้พวกข้าพเจ้า
ฉลองพระเดชพระคุณตอบแทนบ้าง พากราษฎรบางคนก็เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั้ง
บางคนก็เขามาหาเห้งเจียและโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ไปยังบ้านเรือนจัดของแจและเย็บ
ตัดจีวรและเสื้อกางเกงถวาย บางคนก็เอาม้าไปเลี้ยง แต่ทำการซักช้าอยู่ดังนั้น
ประมาณสักเดือนหนึ่ง จึงได้ส่งพระถังซัมจั้งออกจากเมือง พระถังซัมจั่งกับสานุ
ศิษย์สามคน ออกจากเมืองปี้เปียก๊กไปประมาณห้าสิบเส้น จึงได้ขอบคุณลาจาก
ไป ฝ่ายเจ้าเมืองกับขุนนางและราษฎรก็พากันกลับเมือง พระถังซัมจั่งกับศิษย์
เดินไปหลายเวลา ในฤดูนั้นเป็นเดือนหกเดือนเจ็ดพิเคราะห์ดูตามแนวป่าชัฏ
เห็นต้นไม้ออกดอกออกช่อหอมระรื่นตลอดทาง แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาสูง
ถังซัมจังรั้งม้าให้ค่อย ๆ เดินได้ยินเสียงนกร้องอยู่บนเขา พระถังซัมจั้งมีจิตหวน
ระลึกถึงบ้านเมืองเดิม เห้งเจียพูดว่าอาจารย์อย่าวิตก จงอุตสาหะตั้งใจตรงไป
กว่าจะถึง คำโบราณท่านย่อมว่า จะใคร่ให้มั่งมีก็ต้องอุตสาหะลงพื้นเพาะ พระ
ถังชัมจั่งจึงพูดว่าดังนั้นก็จริง แต่ไม่รู้ว่าไซทีนั้นยังไกลอีกสักเท่าใด โป๊ยก่ายพูด
ว่าพระยูไลไม่บลงใจให้พระไตรปิฎก รู้ว่าพวกเราจะมาอาราธนา ข้าพเจ้าคิดดูเห็น
จะเลิกเสียแล้ว ทำไมจึงเดินไม่ถึงดังนี้ ซัวเจ๋งว่าพี่ทำไมจึงพูดเลอะเทอะดังนีเล่า
จงอุตสาหะตั้งใจตามพี่เห้งเจียไปก็คงมีวันถึงอยู่เอง อาจารย์กับศิษย์เดินพลาง
พูดกันพลาง แลไปก็เห็นดงไม้สนเป็นป่าใหญ่ขวางหน้า เห้งเจียก็ถือกระบองเดิน
นำหน้าเข้าป่าไม้สน เดินมาได้ครึ่งวันก็ไม่ออกจากดงต้นสน พระถังซัมจังจึงเรียก
เห้งเจียมาถามว่า เราเดินมาก็ข้ามพ้นห้วยเขากันดารมาหมดแล้ว ทำไมจึงมีป่า
ใหญ่ขวางหน้าอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่มาข้ามห้วยธารภูเขาก็ยังไม่พบที่ร่มรื่นเย็นอย่างนี้
เลยทั้งต้นไม้และดอกไม้ก็ประหลาด อาตมภาพจะลงหยุดพักสักครู่หนึ่งให้ม้า
หายเหนื่อยด้วย เห้งเจียจงไปบิณฑบาตข้าวมาฉันแล้วจึงค่อยไป เห้งเจียก็มาอุ้ม
อาจารย์ลงจากม้าลงนั่งพักใต้ต้นสนแล้ว เห้งเจียก็ถือบาตรเหาะขึ้นกลางอากาศ
แลไปดูรอบทั้งแปดทิศแล้ว และกลับลงมาที่ดงต้นไม้สน เห็นมีรัศมีออกฟุ้งเื่อง
เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็ร้องขึ้นว่าดีจริง ๆ ในขณะนั้นเห้งเจียแลไปเห็นไอดำฟุ้งฟู
ขึ้นในดงไม้สน เห้งเจียตกใจคิดเห็นว่าไอดำนี้เป็นของร้าย แต่โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็
ไม่เคยเห็นปล่อยไอดำออกดังนี้ เห้งเจียพิเคราะห์ดูก็ไม่รู้แน่ได้ฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ใต้ร่มสน ภาวนาคาถาซิมเกงจิตก็ระงับเป็นปรกติ ได้ยิน
เสียงแว่ว ๆ ว่าคนร้องเรียกให้ช่วย คิดว่าเห็นจะเป็นสัตว์ร้ายไล่กัดดอกระมัง จำ
เราจะไปดูจะเป็นอะไรแน่ จึงลุกขึ้นจากที่เดินเข้าไปใกล้ แลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแขวน
อยู่บนต้นไม้ พระถังซัมจั่งถามว่า ท่านสีกามีเหตุอย่างไรจึงมาต้องมัดแขวนอยู่
อย่างนี้ฝ่ายปิศาจเห็นพระถังซัมจังมาถาม ก็แกล้งทำคร่ำครวญร้องไห้ด้วยมารยาแล้ว
พูดว่าท่านอาจารย์ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองตุ้มปอก๊ก จากนี้ไปประมาณสองโยชน์บิดา
มารดาข้าพเจ้าใจบูญ เวลาวันเซ็งเหมงพาพวกพ้องวงศ์ญาติไปเช่นไหว้ที่ฮวงซุ้ย
ฝังศพปู่ย่าตายายนั้น ครั้นพากันมาถึงที่ป่าช้าฝังศพแล้ว ก็ได้ยินเสียงกลองและ
ม้าล่อและคนโห่ร้องกึกก้องโกลาหล แลไปก็เห็นพวกหนึ่งหลายคน ต่างคนมีมือ
ถืออาวุธทุก ๆ คนเดินเข้ามา พวกญาติของข้าพเจ้าแลเห็นก็กลัวพากันวิ่งหนีไป
หมดสิ้น ข้าพเจ้าตกใจกลัวล้มกลิ้งอยู่กับดิน พวกโจรถึงจับเอาไปในป่าเขาที่พัก
ของมัน อ้ายนายโจรที่หนึ่งที่สองที่สามเห็นรูปร่างข้าพเจ้าสะสวย ต่างก็ชิงกันอยาก
ได้ไว้เป็นภรรยาไม่ตกลงกัน มันจึงได้เอาตัวข้าพเจ้าผูกไว้ที่นี่ พวกโจรก็พากันไป
หมดแต่ข้าพเจ้าถูกมัดแขวนมาอย่างนี้ได้ห้าวันแล้ว เห็นชีวิตข้าพเจ้าจะไม่รอดเป็น
แน่แล้ว ชะรอยชาติปางก่อนข้าพเจ้าจะได้ทำกุศลสิ่งใดไว้จึงได้มาปะท่านอาจารย์
ในวันนี้ ขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิติข้าพเจ้าไว้สักครั้งหนึ่งเถิด แม้ข้าพเจ้าได้รอดแล้ว
พระเดชพระคุณของท่านข้าพเจ้าจักมิได้ลืมเลย พูดแล้วก็ทำมารยาน้ำตาไหลลงอาบ
หน้าสะอีกสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด พระถังซัมจั้งเป็นผู้มีเมตตาจิต เห็นดังนั้นก็อดไม่
ได้พลอยร้องไห้ไปด้วย จึงร้องเรียกซัวเจ๋งกับโป๊ยก่ายฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ๋งเวลานั้นไปเที่ยวเก็บผลไม้ดอกไม้ ครั้นได้ยินเสียงอาจารย์
ร้องไห้และเรียกตกใจก็พากันวิ่งมาหาอาจารย์ ถามว่าพระอาจารย์มีธุระสิงใดหรือ
พระถังซัมจั้งเอามือชี้บนต้นไม้บอกให้โป๊ยก่ายขึ้นไปแก้ลงมาฝ่ายเห้งเจีย อยู่บนกลางอากาศพิเคราะห์ดูก็เห็นไอดำนั้น ยิ่งฟุ้งมากขึ้นกลบ
บังรัศมีนั้นมืดไปจึงคิดว่าเห็นจะไม่ดีแล้ว ที่ไอดำเป็นกลุ่มดังนี้ จะเป็นปิศาจร้าย
เข้าทำร้ายแก่อาจารย์เป็นแน่อันจะไปบิณฑบาตเป็นการเล็กน้อย จำจะต้องลงไปดู
อาจารย์เสียก่อนเห็นจะดีกว่า คิดดังนั้นแล้วก็หวนกลับลงมายังพื้น แลเห็นโป๊ยก่าย
กำลังแก้มัดให้นางหญิงสาวนั้นอยู่ เห้งเจียจึงเข้าไปยึดใบหูโป๊ยก่ายกระชากลง
มายังพื้น โป๊ยก่ายกระโดดลุกขึ้นพูดว่าอาจารย์บอกให้เราช่วยชีวิตคน ทำไมจึง
มากระชากเราให้ล้มดังนี้ เห้งเจียว่าน้องอย่าแก้มัน นั่นคือปิศาจมันแกล้งมาหลอก
ลวงพวกเรา พระถังซัมจั้งตวาดว่าอ้ายลิงพูดอะไรอย่างนั้น เขาเป็นผู้หญิงกลับ
เห็นว่าเป็นปิศาจมารร้ายอะไรที่ไหน เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ไม่ใช่เหตุการทั้งนี้
เกี่ยวอยู่ในตัวข้าพเจ้า มันประสงค์จะกินอาจารย์ที่ไหนจะรู้ได้เล่าโป๊ยก่ายก็เคือง
บอกแก่อาจารย์ว่า ท่านอย่าเชื่ออ้ายเป็กเบ๊อน พระถังซัมจั้งจึงพูดแก่โป๊ยก่ายว่า
หน้าที่ของเห้งเจีย เห้งเจียเคยดูถูกทุก ๆ หนไม่ผิดถ้าเห็นเป็นปิศาจแน่แล้วเราอย่า
ไปเกี่ยวข้องแก่มัน จงรีบพากันไปเกิดอย่าไปเป็นธุระแก่มันเลย เห้งเจียก็ดีใจพูด
ว่าดีแล้วพระอาจารย์ได้รอดชีวิตไม่เป็นไร นิมนต์ขึ้นหลังม้ารีบไปจะได้ออกให้พ้น
ดงต้นสน ดูที่แห่งใดมีบ้านเรือนผู้คนจึงเข้าไปบิณฑบาตมาให้อาจารย์ฉัน อาจารย์
กับศิษย์ก็พากันเดินออกไปฝ่ายหญิงสาวที่แขวนอยู่กับกิ่งไม้นั้น ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันมีความโกรธเป็นอันมาก
จึงคิดว่าเราได้ยินมาหลายปีแล้วว่าซึงหงอคงคนนี้มีฤุทธาอานุภาพมากนัก ก็สม
จริงเขาชมและลือจริง เราอยากได้มาประสมภาคให้สำเร็จเป็นเซียน ไม่รู้เลยว่า
เห้งเจียจะรู้เท่ากระทำให้ความคิดของเราไปไม่ตลอด พระถังซัมจั้งหนีพ้นไปได้ เรา
จะมิต้องลำบากหรืออย่าเลยเราจะลองเรียกดู คิดแล้วปิศาจก็เอาเสียงเป็นสายลม
พัดมาเข้าหูพระถังซัมจั้งว่าท่านอาจารย์ท่านมาทิ้งคนเป็นให้ถึงแก่ชีวิตดังนี้ จะไม่
เสียเวลาป่วยการที่จะไปนมัสการพระพุทธเจ้าหรือ และจะอาราธนาพระไตรปิฎก
ไปทำไม พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าได้ยินดังนั้น ก็เรียกเห้งเจียให้กลับไปแก้มัด
หญิงนั้น เห้งเจียถามว่าทำไมจึงมีจิตคิดถึงผู้หญิงดังนี้เล่า พระถังซัมจั้งบอกว่า
หญิงนั้นร้องให้ช่วย และเธอพูดถูกต้องว่าทิ้งคนเป็นให้ตายไม่ช่วย จะไปไหว้พระ
อาราธนาธรรมมาทำไม ช่วยชีวิตมนุษย์ได้รอดตายคนหนึ่ง ก็กุศลยิ่งกว่าเอาแก้ว
มณีสร้างพระเจดีย์เจ็ดชั้น เห้งเจียจงไปช่วยแก้มัดเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า
พระอาจารย์คิดถึงเมตตาจิตขึ้นมา เราก็ไม่มีอะไรจะแก้ท่าน ท่านอยากจะไปแก้
มันก็ตามใจเถิด ข้าพเจ้าไม่อาจห้าม ได้ห้ามท่านครั้งหนึ่งแล้วท่านก็ดุเอาข้าพเจ้า
ท่านจะไปแก้ก็นิมนต์ไปเองเถิด พระถังซัมจั้งโกรธด่าว่าอ้ายลิงพูดมากนักเจ้าไม่
ไปก็จงนั่งคอยอยู่ที่นี่ เรากับโป๊ยก่ายไปแก้ลงแล้วจึงค่อยไป พระถังซัมจั้งกับโป๊ย
ก่ายก็กลับเข้าดงไปแก้นางปิศาจลงมาแล้ว นางก็มีความดีใจผุดลุกขึ้นทำกิริยา
กระชดกระช้อยเดินตาม พระถังซัมจั้งออกมาพ้นดงพบกับเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็น
ดังนั้นก็หัวเราะ พระถังซัมจั้งขัดใจจึงด่าว่าอ้ายลิงเอ็งหัวเราะเยาะเราทำไม เห้งเจีย
พูดว่าข้าพเจ้ามิได้หัวเราะเยาะพระอาจารย์หัวเราะว่าพระอาจารย์สิ้นเคราะห์มาพบ
เนื้อคู่ที่รูปงามดังนั้นดอก พระถังซัมจั่งตวาดว่าอ้ายลิงพูดเลอะเทอะ อาตมภาพเห้งเจียว่าพระอาจารย์
มิได้หลงไหลเห็นแก่รูปเสียงกลิ่นรสความสัมผัสถูกต้อง
ยังไม่เข้าใจท่านเคยบวชมาแต่เล็ก เคยดูแต่พระคัมภีร์พุทธศาสนา มิได้เข้าใจใน
กฎหมายของบ้านเมืองไม่เหมือนคนนี้มีลักษณ์งามดังนี้ ส่วนท่านเป็นซีบาณาสงฆ์
มาเดินร่วมทางแก่สตรีในป่าดังนี้ ถ้าพบปะคนที่เป็นพาลมันจะจับไปยังโรงศาลเขา
ไม่เกรงว่าเป็นคนไปอาราธนาพระธรรม หรือไปไหว้พระอะไรเขาจะลงโทษว่าเป็นชู้กัน
ก็จะเฆี่ยนตีเอา แม้ว่าเราไม่ได้มีจิตคิดกระทำเช่นนั้นก็จริง แต่จะได้ใครมาเป็น
พยานในข้อความที่บริสุทธิ์ของเรา จะไม่พลอยพาพวกพ้องบ่นปี้ไปด้วยหรือ พระ
ถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราช่วยเขาให้พ้นทุกข์
ได้รอดชีวิต และกลับมามีโทษแก่เรานั้นจะไม่เป็นได้ จงพาเธอไปเถิดธุระการอยู่
แก่เราเอง เห้งเจียพูดว่าอาจารย์เป็นธุระช่วยเธอก็จริง แต่กลับไปให้ร้ายเธอเสีย
อีกพระอาจารย์ก็ยังหารู้สึกไม่ พระถังซัมจั้งถามว่า ทำไมจึงว่ากลับให้ร้ายเธออย่างไร
อาตมายังไม่เข้าใจ เห้งเจียว่านางถูกมัดแขวนอยู่นั้น บางทีห้าวันเจ็ดวันก็จะตาย
บัดนี้ท่านอาจารย์พานางมาดังนี้ อาจารย์ก็ขี่ม้าเดินเร็วพวกข้าพเจ้าตามหลังไป ก็
หญิงคนนี้มีเท้าอันเล็กเดินตามคงไม่ทัน ทิ้งให้เธอล้าหลังอยู่ บางทีจะไปพบสัตว์
ร้าย ก็จะขบกัดกินเป็นอาหาร ดังนี้จะไม่เรียกว่าให้ร้ายแก่เธอหรือ พระถังซัมจั่ง
ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า ท่านพูดดังนั้นก็จริงอยู่ ถ้ากระนั้นขอให้เห้งเจีย
ช่วยคิดอย่างไรจะดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อุ้มเอานางขึ้นม้าไปด้วยก็แล้วกัน
พระอาจารย์จะต้องวุ่นอะไรไปอีกเล่า พระถังซัมจั่งพูดว่าเห้งเจียเอาอะไรมาพูดดังนี้
ผู้หญิงจะขี่ม้าได้หรือ อย่ากระนั้นเลยอาตมาจะลงเดินไปก็ได้ ให้โป๊ยก่ายค่อย ๆ
จูง ม้าเดินไป เห้งเจียยิ่งหัวเราะใหญ่แล้วพูดว่า เจ้าหมูได้สบายแล้วอาจารย์ให้
เจ้าจูงม้าไป พระถังซัมจั้งพูดว่า อย่าพูดให้เลอะเทอะไป คำโบราณท่านย่อมว่า
ม้าวิ่งไปพันโยชน์คนที่ไหนจะตามทัน ให้โป๊ยก่ายค่อย ๆ จูงม้าไปพวกเราจะได้
เดินข้ามเขาลงไปที่ลาด บางทีจะมีบ้านหรือวัดที่มีคนอยู่ พวกเราได้ชื่อว่าช่วย
ชีวิตคนไว้ เห้งเจียพูดว่าอาจารย์คิดดังนั้นก็ถูกต้องนิมนต์อาจารย์รีบไปเถิด พระ
ถังซัมจั้งกับศิษย์ก็ออกเดินซัวเจ็งก็หาบของ โป๊ยก่ายก็จูงม้าเห้งเจียถือกระบอง
ออกนำหน้าหญิงเดินไป เดินมาได้ประมาณสักห้าสิบเส้น ตะวันรอนลงแลไปข้าง
ทางก็เห็นตึกกว้านบ้านเรือนห้องหออยู่เรียงราย พระถังซัมจังจึงพูดว่า ที่ตำบลนี้
คงจะเป็นที่วัดวาอาราม เราพากันเข้าไปอาศัยพักนอนสักคืนหนึ่งรุ่งเช้าจึงค่อยไป
เดินมาประเดี้ยวหนึ่งก็ถึงหน้าวัดพระถังซัมจั๋งจึงสั่งสานุศิษย์ให้หยุดคอยข้าง
นอกก่อน อาตมาจะเข้าไปขออาศัยได้แล้วจึงค่อยพากันเข้าไป สานุศิษย์ทั้งสาม
ได้ฟังอาจารย์ สั่งดังนั้นก็หยุดคอยอยู่ใต้ร่มไม้ พระถังซัมจั่งเดินเข้าไปในประตูชั้น
นอกแลเข้าไปดูเห็นประตูชำรุดหักพังล้มลงอยู่ทังนันแลเข้าไปในนัน เห็นกุฎีแถว
รกร้างเงียบสงัด ไม่มีคนอยู่ มีพระอุโบสถก็พังลงเสียหมดเถาวัลย์หญ้าบอนขึนรก
รุงรัง พระถังซัมจังเห็นดังนั้นให้เกิดความสังเวชสลดใจทันที แข็งใจยืนเดินเข้าไบ
ดูที่ชั้นสองแลเห็นหอกลองหอระฆังหักพังเซซวนทรุดโทรมไปทั้งสิ้น มีระฆัง ระฆัง
หนึ่งตกกลิ้งอยู่ที่พื้นดิน ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างบนดูขาวดุจน้ำมวกครึ่งหนึ่งจมอยู่ใต้ดินมี
สีเขียวดุจคราน เพราะจมดินอยู่สนิมจับจึงได้เป็นดังนี้ พระถังซัมจั้งก็เอามือ
ดังหง่างขึ้นทีหนึ่ง พระถังซัมจังตกใจเซล้มลงกับพื้น แต่ที่จริงในวัดนั้นมีเต้าหยิน
อยู่คนหนึ่ง เมื่อเห็นคนเข้ามาในวัด จึงเอาอิฐก้อนหนึ่งปาไปถูกระฆังจึงได้ดัง พระ
ถังซัมจังจึงร้องเรียกว่าระฆังเอ๋ย ทางไซทีนีนานวันไม่มีผู้ใดมาถิงจึงได้เกิดปิศาจ
ขึ้นดังนี้หรือ เต้าหยินคนนั้นเดินมาพยุงพระถังซัมจั้ให้ลุกขึ้นแล้วพูดว่า มิใช่เหตุ
ระฆังนั้นเป็นปิศาจดอก ข้าพเจ้าปาอิฐมาถูกระฆังจึงได้ดังขึ้น พระถังซัมจั่งเงย
หน้าขึ้นดู เห็นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว จึงถามว่านี่เป็นปิศาจหรือ อาตมาไม่ใช่
คนธรรมดาเหมือนคนทั้งหลาย อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถัง สานุศิษย์ที่มาด้วยล้วน
แต่มีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญปราบมารร้ายได้ ถ้าไปเกี่ยวข้องถึงเธอเข้าแล้วเห็นชีวิตจะ
ไม่รอด เต้าหยินผู้นั้นคุกเข่าลงกราบไหว้แล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่ผีปีศาจร้ายอะไร
ดอก ข้าพเจ้าเป็นคนสำหรับจุดธูปเทียนบูชาอยู่ในนี้ ได้ยินเสียงท่านอาจารย์จะใคร่
ออกมาเชิญก็กลัวผีหลอกจึงเก็บเอาอิฐปาระฆังให้ดังมีเสียงขึ้น พอเอาเสียงเป็น
เพื่อนจึงได้กล้ามา นิมนต์ท่านเข้าไปข้างในเถิดฝ่ายพระถังซัมจังได้ฟังเต้าหยินพูดดังนั้น ก็ค่อยวางใจหายหวาดหวั่น เต้าหยิน
ก็พาพระถังซัมจั้งเดินเข้าไปยังประตูชั้นสามพระถังซัมจั่งจึงพิเคราะห์ดูเห็นไม่
เหมือนชั้นนอก มีประดับด้วยแก้วมณีและโมราและลายทองสลับเขียนมีรูปต่าง ๆ
ตามฝ่าตามห้องดูสว่างไสว เครื่องโต๊ะล้วนแต่แก้ววิเศษ พระถังซัมจั้งดูแล้วก็ถาม
เต้าหยินว่าข้างนอกนั้นดูรกเรี้ยวรุงรังน่ากลัว ทำไมในนี้จึงประดับประดางดงาม
อย่างนี้ด้วยเหตุอะไร เต้าหยินหัวเราะแล้วบอกว่า ที่ตำบลเขานี้มีปิศาจผีร้ายซุกชุม
และทั้งโจรผู้ร้ายก็มาก ถ้าท้องฟ้าสว่างก็ออกตีชิงวิ่งราว เดือนมืดก็เข้าหาที่อาศัย
หน้าวัด พระประธานก็ยกทิ้งไว้ข้างหนึ่ง เอาไม้มาใส่ไฟหุงต้มอะไรกิน พระสงฆ์
ในวัดก็ไม่มีผู้ใดออกต้านทานได้ ก็ทิ้งโบสถ์นั้นให้โจรอาศัยอยู่ตามสบาย พระถัง
ซัมจังว่าถ้ากระนั้นที่ตรงนี้ก็เป็นที่สำนักกลาง และขึ้นไปดูที่บนประตูก็เห็นมี
หนังสือใหญ่อยู่ห้าตัว คือวัด (ตินไฮ้เสียนลิมยี) พระถังซัมจังก็เดินเข้าไปข้างใน
และเห็นพระสงฆ์เดินออกมาองค์หนึ่ง คือไปทางไซทีนี้ มีนามเรียกว่าพระสงฆ์
พิเบ๊เจง เธอเดินออกมาเห็นพระถังซัมจั้งคิ้วดำตาก็สวย หน้าผากกว้างรูปพรรณ
ลักษณะได้ตำราทุกอย่าง ดูดุจพระอรหันต์ จึงจับมือพามาที่กุฎีใหญ่กระทำ
คำนับแล้วถามว่า ท่านอาจารย์จะไปข้างไหนหรือจึงได้มาถึงนี่ พระถังซัมจั่งตอบ
ว่า อาตมาอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปไซทีอาราธนาพระไตร
ปิฎกธรรมยังวัดลุ่ยอิมยี่ มาถึงที่นี่เป็นเวลาจวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่งรุ่งเช้า
จะลาไปขอท่านได้กรุณาด้วยฝ่ายพระสงฆ์นั้น ครั้นได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ไม่
ควรพูดดังนี้ให้เสียวาจาเราเป็นสาวกพระพุทธเจ้า อย่ากล่าวซึ่งคำสัพลาวาจา พระ
ถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพพูดโดยความสัจจริงหาได้กล่าวเท็จไม่ พระสงฆ์นั้นพูด
ว่า ตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ก็ไม่รู้ว่าทางไกลสักเท่าใด ทุก ๆ เขาก็มีแต่ปิศาจร้าย
ทุก ๆ ถ้ำก็มีแต่ยักษ์มาร อันรูปร่างของท่านก็งดงามบริสุทธิ์ดังนี้ คนเดียวจะไป
อาราธนาพระธรรมได้หรือ พระถังซัมจั้งตอบว่า ท่านอาวุโสเห็นอาตมภาพผู้เดียว
ที่ไหนจะมาได้ อาตมภาพมีศิษย์ถึงสามคน ถ้าพบเขาขวางก็ตัดทางไป หากพบ
แม่นำกว้างก็ทำสะพานข้ามไป สานุศิษย์คอยป้องกันรักษาอาตมภาพมาจึงมาได้
พระสงฆ์องค์นั้นถามว่า ก็สานุศิษย์ทั้งสามนั้น บัดนี้อยู่ที่ไหนเล่า พระถังซัมจังว่า
ยืนคอยอยู่ข้างนอกประตู พระสงฆ์นั้นตกใจจึงพูดว่าท่านอาจารย์ยังไม่ทราบที่ตำบล
นี้ มีสัตว์เนื้อเสือร้ายชุกชุมนัก ทั้งปิศาจผีร้ายก็มากมักจะคอยทำร้ายคน แต่เวลา
กลางวันยังไม่กล้าออกไปเที่ยวไกล ตะวันชายบ่ายก็ปิดประตูหน้าต่าง แล้วเวลาก็
จวนค่ำคนอยู่ข้างนอกไม่ได้ จึงเรียกสานุศิษย์ให้รีบออกไปเชิญเข้ามาเดี๋ยวนี้เด็กสองคนได้ยินอาจารย์สั่งก็รีบออกไป แลเห็นเห้งเจียก็ตกใจล้มคว่ำล้มหงาย
เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมดเด็กทั้งสองอุตสาห์
แข็งใจวิ่งกลับเข้ามาข้างในบอกแก่พระถังซัมจั้ง อาจารย์ว่าเห็นจะไม่เห็นการ ศิษย์
ของท่านไม่เห็น เห็นแต่ปิศาจสามสี่คนยืนอยู่ที่ประตู พระถังซัมจั้งถามว่ารูปร่าง
เป็นอย่างไร เด็กบอกว่าคนหนึ่งรามสูร คนหนึ่งปากยาว คนหนึ่งปากเขียว และ
มีหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างสะสวย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่าหนูยัง
ไม่รู้จักสามคนที่หน้าตาดุร้ายนั้น คือศิษย์ของอาตมภาพเอง ยังหญิงคนนั้น
อาตมภาพช่วยชีวิตเธอที่ในป่าสนนั้น เด็กทั้งสองถามว่า ท่านอาจารย์รูปร่างงาม
ดังนี้ทำไมจึงพาศิษย์รูปร่างดุร้ายอย่างนั้นมาด้วยเล่า พระถังซัมจั่งบอกว่ารูปร่าง
ไม่สวยไม่งามก็จริงแต่ต้องธุระอาศัยเธอกระทำให้สำเร็จได้ จงรีบไปเชิญเธอเข้า
มาในนี้เถิด ถ้ารอช้าไปหน้ารามสูรนั้นจะมุทะลุวุ่นวายขึ้นมาจะเกิดเหตุ เด็กทั้งสอง
ได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งออกไปร้องเรียกว่า ท่านทั้งสามที่คอยอยู่นั้น ท่านอาจารย์ถังซัมจั่ง
ให้เชิญเข้าไปข้างใน โป๊ยก่ายก็จูงม้า ซัวเจ๋งก็ยกหาบเห้งเจียก็ถือกระบองคุมนาง
หญิงนั้นพร้อมกันเดินเข้าไป ครั้นถึงประตูทั้งสามก็วางหาบผูกม้าแล้ว ก็พากันขึ้น
บนกุฎีใหม่ มาทำคำนับพระสงฆ์เจ้าอารามแล้ว ต่างก็นั่งที่ตามสมควร พระสงฆ์
เจ้าอารามก็เข้าไปพาพระสงฆ์เจ็ดแปดสิบรูปมาคำนับกันแล้ว จึงให้ศิษย์วัดยก
น้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงกัน และจุดโคมไฟสว่าง พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาไต่ถามซึ่งเหตุ
ไปอาราธนาธรรม บางพวกก็อยากมาดูหญิงสาวนั้น พากันมานั่งแออัดในกุฎีใหญ่
พระถังซัมจั้งถึงถามพระสมภารว่า พรุ่งนี้อาตมาภาพจะลาไปจากที่นี่ หนทางที่
จะไปต่อไปนั้นจะเป็นประการใดบ้างสมภารได้ยินถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้น พระถังซัมจังเห็นดังนั้นก็ตกใจลุก
มาพยุงให้ลุกขึ้นแล้วถามว่าอาตมาถามถึงหนทางที่จะไปไซที ทำไมจึงได้คุกเข่ากราบ
ไหว้ดังนี้ทำไม สมภารจึงบอกว่าหนทางที่จะไปนั้นเรียบร้อยไม่เป็นที่ทุกข์ใจมิได้
แต่ยังมีธุระอย่างหนึ่งจะไม่เป็นปรกติ ด้วยท่านอาจารย์นอนอยู่ในกุฎีใหม่ สานุศิษย์
ทั้งสามนอนในห้องก็ควรแล้ว ยังไม่ทราบว่านางสาวน้อยจะไปนอนที่ไหนจึงจะดี
พระถังซัมจั้งพูดว่า ท่านอาจารย์อย่ามีความวิตกจิตคิดสงสัยพวกอาตมาเลย ที่
จะคิดผิดกิจไปนั้นหาเป็นไปได้ไม่ เมื่อเวลาเช้าเดินตัดดงไม้สนมาก็มาพบหญิงคน
นี้ ยูกมัดอยู่บนต้นไม้ร้องเรียกให้ช่วยอาตมามีจิตกรุณา จึงให้สานุศิษย์แก้ลงมา
นางจึงได้ตามมาจนถึงนี่ก็สุดแต่ท่านจะให้ไปนอนที่ไหนก็ตามเถิด พระสมภารได้
ฟังดังนั้นจึงพูดว่าถ้าอาจารย์มีอุเบกขาเพิกถอนเฉยดังนั้น อาตมาจะขอจัดที่ ๆ นอก
ประตูให้นางไปพักข้างนอกเห็นจะดีดอกกระมัง พระถังซัมจั่งว่าควรแล้วดีแล้ว
สมภารจึงเรียกสานุศิษย์ให้พานางไปพักข้างนอก ฝ่ายพระถังซัมจั้งพักอยู่ที่กุฎีใหญ่
ได้เวลาแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายก็ลากลับไปที่อยู่แห่งตน พระถังซัมจั่งจึงสั่งสานุศิษย์
ทั้งสามให้ไปนอนจะได้ตื่นแต่เช้า ๆ เวลานั้นก็นอนเงียบทุก ๆ คน พอรุ่งแจ้งเห้งเจีย
ก็ลุกขึ้นก่อน เรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งรวบรวมเข้าของใส่หาบแล้วจึงมาปลุกอาจารย์
จะได้ออกเดินแต่เช้า เวลานั้นพระถังซัมจั่งนอนหลับ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องปลุก
ด้วยเสียงอันดัง พระถังซัมจั้งยกศีรษะขึ้นแล้วหลับไปอีก เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร้อง
ถามว่า อาจารย์เป็นอะไรไปหรือ พระถังซัมจั่งบอกว่า ศีรษะให้หมุนเวียนตาก็ให้
มืดมัวไปให้เจ็บปวดไปทั้งตัวไม่รู้ว่าเป็นอะไร โป๊ยก่ายเอามือจับตัวอาจารย์ดูทั่วกาย
มีไอออกร้อน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว เมื่อวานนี้เห็นพระอาจารย์เดินมากมาย
และถูกแดดลมจึงได้มีโรคไม่สบายดังนี้ พระถังซัมจั้งว่าไม่ใช่ดังนั้น คือเมื่อคืนนี้
ลุกขึ้นไปเบามิได้ใส่เสื้อ นึกดูเห็นจะถูกลมเข้าจึงได้เป็นดังนี้ เห้งเจียถามว่า ถ้า
ดังนี้จะเดินไปได้หรือ พระถังซัมจั้งว่า แต่จะลุกขึ้นยังไม่ได้ จะเดินไปยังไรได้เล่า
เห้งเจียว่าพระอาจารย์ตัวยังไม่ปรกติ จงหยุดพักอยู่สักสองสามวันให้สบายก็จะได้
เป็นอะไรไปเล่า พวกข้าพเจ้าคอยระวังรักษาอาจารย์อยู่จะเป็นทุกข์อะไรที่ไหน
พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าสานุศิษย์พูดดังนั้นก็ถูกแล้ว เราหยุด
พักที่วัดนี้ก่อนพอให้หายดีแล้วจึงค่อยไป ก็ชวนกันหยุดพักอยู่ในวัดนั้นได้สามวัน
แล้วพระถังซัมจั่งเรียกเห้งเจียมาพูดว่า ไม่สบายไปสองวันมิได้ถามถึงนางนั้น มี
ผู้ใดให้ข้าวปลาอาหารกินหรือเปล่าเห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าเป็นทุกข์ถึงผู้อื่น
เลยจงระวังรักษาแต่ตัวเราเถิด พระถังซัมจั่งเรียกให้เห้งเจียมาพยุงลุกขึ้น แล้วก็
ให้เอากระดาษและพู่กันมา และขอยืมที่ฝนหมึกในวัดมาด้วย เห้งเจียถามว่าจะ
เอากระดาษและพู่กันมาทำไม พระถังซัมจั้งว่า อาตมาจะทำหนังสือฉบับหนึ่งใส
ซองเดียวกับหนังสือเดินทางเห้งเจียช่วยเอาไปถวายพระถังไทจงฮ่องเต้ ยังเมือง
ไต้ถังให้พระองค์ทรงทราบเหตุ เห้งเจียว่าการทั้งนี้ไม่ยากอะไร การอื่นข้าพเจ้าไม่
ถนัด ถ้าการจะไปส่งหนังสือดังนี้ข้าพเจ้าถนัดเป็นที่หนึ่ง ด้วยข้าพเจ้าหกคะเมน
ตีลังกาไปทีหนึ่งก็ถึงเมืองไต้ถัง นำหนังสือเข้าไปถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้ว
ก็หกคะเมนกลับมาหาอาจารย์ น้ำหมึกไม่ทันจะแห้ง แต่ยังไม่ทราบว่าอาจารย์
จะฝากหนังสือไปทำไม ในใจความนั้นว่ากระไรขอให้อาจารย์อ่านให้ข้าพเจ้าฟัง
ข้าพเจ้าจะได้รู้เรื่องด้วยบ้าง พระถังซัมจังนั่งน้ำตาไหลลงพรั่งพรายแล้วพูดว่าในใจ
ความว่าคืออาตมาสงฆ์เหี้ยนจึง ขอถวายพระพรมายังมหาบพิตรพระราชสมภาร
สมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบ ด้วยอาตมภาพได้รับ ๆ สั่งออกจากเมือง
ไต้ถังแล้วก็ตั้งหน้าตั้งใจตรงไปยังประเทศไซทีเขาเล่งซัว อันความคับแค้นทุกข์ยาก
ในระยะทางกันดารนัน สุดที่จะรำพรรณให้สินสุดได้ บัดนี้มาถึงครึ่งทางก็บังเอิญ
มาป่วยลง การที่จะไปต่อนั้นก็เป็นการยากที่สุดทีจะไปได้เพราะทางนั้นยัง
ลึกลับไกลนัก เห็นชีวิตอาตมภาพจะไม่พอไปได้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบ เห้งเจีย
ครั้นได้ฟังสำเนาความในหนังสือดังนั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้จึงพูดว่าพระ
อาจารย์ไม่เป็นการเสียแล้ว เจ็บป่วยนิดหน่อยเท่านั้นยังหาควรจะคิดดังนี้ไม่ แม้ว่า
เจ็บป่วยมากมายประการใดก็ควรจะบอกกล่าวให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้ายังสามารถ
จะแก้ไขได้อยู่บ้าง และจะถามว่าพระยามัจจุราชพระอ่งค์ไหนอาจมามีจิตคิดดังนี้
และสมุหบัญชีเมืองผีคนใดอาจมีหมายมาจับและยมบาลคนใดอาจจะนำหมาย
มาจับ แม้ว่ามีจิตหมิ่นประมาทกระทำให้ร้อนถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกสันฐาน
ร้ายขึ้นดังเมื่อครั้งที่จลาจลบนสวรรค์ ถือกระบองตีขนาบลงไปยังพระยามัจจุราช
เงียมพ้ออ๊อง จับเอาตัวมาชักเอาเอ็นออกลอกหนังทำให้สาหัส พระถังซัมจังพูดว่า
อาตมาก็ป่วยมีอาการมากหนักใจอยู่ อย่าพูดอวดโตไปนักเลย โป๊ยก่ายพูดว่า
พระอาจารย์มีอาการป่วยมาก เราจัดแจงเตรียมโลงไว้สำหรับใส่ศพพระอาจารย์เถิด
เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ด่าว่าอ้ายชาติหมูพูดอะไรอย่างนั้น เจ้ายังไม่รู้เหตุ
พระอาจารย์ของเรานั้น ท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเดิมเรียกว่ากิมเสี้ยนโพธิสัตว์
เพราะเธอมีความประมาทในพระธรรมจึงได้มารับผลความผิดทรมานทุกข์ใน
มนุษย์โลกดังนี้ โป๊ยก่ายถามว่าพี่เห้งเจียพระอาจารย์เธอมีความหมิ่นประมาท
พระธรรม จึงได้ไปเกิดที่เมืองไต้ถังให้ตั้งอธิษฐานไปไซทีอาราธนาพระธรรม ได้
ทรมานพบปะซึ่งยักษ์ผีปิศาจร้ายได้ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ควรแล้วนี่เหตุใดจึงให้ได้
ความพยาธิทุกข์ภัยดังนี้เล่า เห้งเจียพูดว่าน้องหาเข้าใจไม่ พระอาจารย์นั้นั่งฟัง
พระยูไลแสดงธรรม เวลานั้นเธอง่วงสัปหงกพลั้งเท้าซ้ายพลัดลงเหยียบถูกเมล็ด
ข้าวไดึ่งังัน็กงจงูดวา สำดังนั้นร้าพเจ้ากับร้าวท่ำตุารสนรียราดมาก
จะรู้ว่าปรับโทษเจ็บนั้นสักเท่าไรชาติจึงจะสิ้นโทษได้ เห้งเจียพูดว่าพระพุทธเจ้า
ท่านหาได้ปรับโทษแก่สัตว์ทั้งหลายไม่ กรรมของสัตว์ทำก็ให้โทษแก่สัตว์เองพระ
อาจารย์ยังป่วยอีกวันหนึ่งก็จะหายไม่เนิ่นช้าดอก พระถังซัมจั่งพูดว่าวันนี้เหมือน
เมื่อวานนี้ในคอให้ชักแห้งอยากน้ำ เห้งเจียจงไปหาน้ำเย็น ๆ ให้อาตมาสักหน่อย
เถิด เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อยากน้ำจงคอยข้าพเจ้าจะไปหาน้ำเย็น ๆ มาถวาย
พูดแล้วก็หยิบเอาบาตรออกไปข้างนอกที่หลังวัดไปที่โรงครัวเที่ยวหาน้ำเย็น แลเห็น
พระสงฆ์องค์หนึ่งนั่งอยู่ สองตาแดง ๆ ดุจร้องไห้ เห้งเจียจึงถามว่าทำไมพวกท่าน
จึงมีใจอันน้อยอย่างนี้เล่า พวกข้าพเจ้ามาอาศัยสองสามเวลาป่วยการทำไมจึงทำ
กิริยาอย่างนี้เล่า หรือวิตกว่าอ้ายปากยาวมันกินมากทำให้เปลืองพวกท่านจึงเสียใจ
ดังนี้หรือฝ่ายพระสงฆ์องค์นั้น เมื่อได้ฟังเห้งเจียถามจึงตอบว่า อันความจริงที่วัดนี้ก็มี
พระสงฆ์หลายร้อยรูป จะเลี้ยงท่านองค์ละวันก็จะเปลี่ยนกันได้หลายร้อยวัน จะ
อาจคิดป่วยการอะไรที่ไหน เห้งเจียถามว่า ก็ไม่ใช่เช่นนั้นแล้วทำไมจึงมีกิริยา
โทมนัสดังนั้นเล่า พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่าไม่ทราบว่าปิศาจยักษ์ที่ไหนมาอาศัยอยู่
ในวัดนี้ เมื่อคืนนี้สามเณรน้อยสองคนออกไปตีกลองตีระฆัง ก็ได้ยินเสียงตีกลอง
ตีระฆังแล้ว แต่ไม่เห็นกลับเข้ามาจนสว่างพากันเที่ยวค้นหาก็พบแต่จีวรกับรองเท้า
ทิ้งอยู่ แล้วไปค้นที่หลังสวนก็เห็นแต่กระดูกกองอยู่ ถ้าหากว่าพวกท่านอยู่ไปอีก
สามวัน พวกข้าพเจ้าก็คงจะหมดไปอีกหกคน เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงมีทุกข์
ร้อนดังนี้ และเห็นอาจารย์ของท่านไม่สบายอยู่ จึงไม่กล้าจะบอกเหตุการณ์อันนี้
จึงได้คร่ำครวญอยู่ดังนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่าเราเข้าใจอยู่แล้วท่าน
ไม่ต้องพูด ไว้ข้าพเจ้าจะช่วยกำจัดมันให้ พระสงฆ์พูดว่ามันเป็นปิศาจร้ายคงจะ
เป็นกายสิทธิ์ล่องหนกำลังเปลี่ยนแปลงเหาะเหินได้ขอท่านอย่างถือโทษว่า
ข้าพเจ้าดูถูกท่าน ถ้าท่านกำจัดปราบปรามมารร้ายนี้ได้ พวกข้าพเจ้าก็คงพากัน
มีความสุขทัวกัน ถ้าหากท่านปราบไม่ลงเห็นจะไม่ได้การ พวกข้าพเจ้าคงจะได้มี
ความเดือดร้อนมาก เห้งเจียถามว่าทำไมจึงว่าจะไม่เป็นการต่อภายหลังด้วยเหตุ
อย่างไร พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าพวกข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่าน พวกข้าพเจ้าหลาย
ร้อยก็จริงแต่บวซตั้งแต่เล็กมา ถือตามข้อห้ามตามวินัย หาได้เรียนวิชาปราบผี
ปิศาจมารร้ายไม่ หากท่านจับมันไม่ได้ ก็จะพาให้พวกข้าพเจ้าเป็นเหยื่อมันไป
ด้วยกันทั้งสิ้น อีกประการหนึ่งพวกข้าพเจ้าก็จะต้องเวียนเกิดเวียนตายในสำนักนี้
ก็จะดับสูญสิ้นวิปัสสนาไป เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจะไม่เป็นการต่อ
ภายหลังดังนี้ เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์พูดดังนั้นก็โกรธ จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า
สงฆ์เหล่านี้โง่เขลาไม่รู้จักอะไร พวกท่านรู้เข้าใจได้แต่ว่าพวกปิศาจมันเชี่ยวชาญ
ยังหารู้ว่าฤทธิ์เดชอานุภาพของเราเป็นประการใดไม่ พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าจริง
ของท่าน พวกข้าพเจ้ายังหาทราบไม่ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านเข้าใจสัก
หน่อยหนึ่ง ตัวข้าพเจ้าเดิมอยู่เขาฮวยก๊วยซัวเคยตั้งตัวเป็นใหญ่ และเคยไปทำ
สงครามบนสวรรค์ที่ประสาทเล่งเชียวเต้ย เวลาหิวก็เอายาวิเศษของท้ายเสียงเล่า
กุนกินเล่น เวลาอยากน้ำก็เอาสุราของเง็กเซียงฮ่องเต้กินเล่นเจ็ดแปดถ้วย สอง
ตาเหลือบไปทีหนึ่งบังแสงฟ้าให้มืดมัว ถือกระบองเหล็กอันหนึ่งจะไปมาไม่เห็น
ร่องรอยจะพูดไปทำไมถึงสัตว์เนื้อเสือร้ายและยักษ์ผีปิศาจทั้งหลายไม่ต้องวิตกทั้งสิ้น
ข้าพเจ้าจะจับปิศาจร้ายให้ท่านดูท่านจึงจะเห็นจริง พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจีย
พูดอวดอ้างใหญ่โตดังนั้นก็พากันเชื่อว่าเห็นจะมีฤทธิ์เดชจริง ต่างก็พากันมาคำนับ
ทุก ๆ องค์ ยังแต่ท่านสมภารองค์เดียวพูดว่าช้าก่อน อาจารย์ของท่านยังไม่สบายอยู่
เรื่องจับปิศาจนันขอให้รอก่อน แม้สองข้างสู้รบกันจะพาให้อาจารย์ท่านไม่สบาย
เห้งเจียได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านพูดดังนั้นก็ถูกต้อง ถ้ากระนั้นข้าพเจ้า
จะเอาน้ำไปให้อาจารย์ฉันแล้วจึงจะกลับมา เห้งเจียก็ยกบาตรน้ำเย็นออกมายังหน้า
กุฎีใหม่ เอาน้ำประเคนให้อาจารย์ เวลานั้นพระถังซัมจั้งกำลังอยากน้ำ จึงรับน้ำ
มาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง ดุจน้ำมนต์อันวิเศษพิษไข้ก็สงบค่อยทุเลาลงไปทันที เห้งเจีย
พิเคราะห์ดูสีหน้าพระอาจารย์เห็นผ่องใสสบายเป็นปกติ จึงถามว่าพระอาจารย์
จะใคร่ฉันข้าวร้อนหรือ พระถังซัมจั้งบอกว่าฉันน้ำเย็นเข้าไป ดุจกินยาทิพย์อัน
วิเศษพิษไข้ทุเลาเบาลงกว่าครึ่ง หากมีน้ำร้อนก็ยิ่งดี เห้งเจียจึงเรียกพระสงฆ์บอก
ว่าอาจารย์ข้าพเจ้าหายแล้ว ขอท่านได้จัดข้าวร้อน ๆ มาให้อาจารย์ข้าพเจ้าฉันเถิด
พระสงฆ์เหล่านั้นก็ช่วยกันจัดหาอาหารมาสองสำรับมาตั้งบนโต๊ะ พระถังซัมจั้งก็
มาฉันได้ครึ่งชาม เห้งเจียซัวเจ็งกินอยู่บนโต๊ะหนึ่ง นอกจากนั้นก็ให้โป๊ยก่ายรับ
ประทาน ครั้นกินเสร็จแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่าเรามาอาศัยอยู่ได้กี่วันแล้ว เห้งเจีย
บอกว่าเรามาอยู่ได้สามวันแล้ว อาจารย์หายแล้วเวลาพรุ่งนี้ค่อยออกเดิน ขอทุเลา
คืนวันนี้ข้าพเจ้าจะจับปิศาจ พระถังซัมจั้งถามว่าเห้งเจียจะไปจับปิศาจที่ไหน อาตม
ภาพก็ยังไม่หายดีถ้าจับไม่ได้เกิดวุ่นวายขึ้นจะไม่เดือดร้อนถึงอาตมภาพด้วยหรือ
เหตุไฉนเห้งเจียจึงมาคิดการเช่นนี้ขึ้น เห้งเจียว่าพระอาจารย์ทำไมจึงพูดล้าง
อำนาจข้าพเจ้าดังนั้นเล่า อาจารย์เคยเห็นหรือว่าข้าพเจ้าพ่ายแพ้แก่ปิศาจพวกใด
มาถึงไหนก็กระทำให้ปิศาจอ่อนน้อมได้ทุกครั้งมิใช่หรือ เว้นไว้แต่จะไม่ทำเท่านั้น
พระถังซัมจั้งยึดเห้งเจียไว้แล้วพูดว่าจะให้ดีแล้ว แม้ถึงแห่งใดก็ผ่อนผันไปตามการ
ควรลดหย่อนให้ก็จะลดหย่อนจะเป็นการดีกว่ารุกราน คิดเอาชัยชนะสู้อดใจไม่ได้
เห้งเจียเห็นว่าอาจารย์ทัดทานดังนั้น จึงพูดว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอาจารย์ ปีศาจ
นั้นมันอาศัยอยู่ที่นี่มันได้กินคนแล้ว พระถังซัมจั่งตกใจถามว่า เห้งเจียบอกว่ามัน
กินคนที่ไหนพวกเราอาศัยที่นี่ได้สามวันแล้ว เห้งเจียบอกว่ามันกินสามเณรเสียหก
คนแล้ว พระถังซัมจั้งร้องว่าอนิจจา หากมันทำร้ายพระสงฆ์ในวัดเราก็เป็นสงฆ์
เหมือนกัน อาตมาจะปล่อยให้เห้งเจียไป แต่จงระวังระไวให้ดี เห้งเจียพูดว่า
อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง เห้งเจียดีใจก็กระโดดออกจากกุฎีใหญ่ ตรงมาที่โบสถ์ใหญ่
พิจารณาดู เวลานั้นดาวเดือนยังไม่ขึ้นมืด ๆ มัว ๆ แลมิใคร่จะเห็นถนัด เห้งเจียก็
ร่ายคาถาเป่าไปไฟก็ติดโคมสว่างขึ้น แล้วตีกลองระฆังดังสนั่นก้องขึ้นแล้ว เห้งเจีย
ก็แปลงเป็นสามเณรน้อยมือถือประคำซักสวดมนต์คอยจนแสงเดือนขึ้น เวลานั้น
เป็นเวลาสองยามก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ มีสายลมพัดมา ได้กลิ่นหอมน้ำอบฉิวฉุน
กระทบจมูกซื่นใจ เห้งเจียย่อตัวและดูก็เห็นนางสาวรูปสวยคนหนึ่ง เดินขึ้นมาบน
ลานโบสถ์ เห้งเจียปากก็ไม่หยุดแกล้งทำเป็นสวดมนต์เรื่อยไป นางสาวน้อยเข้า
มายึดเห้งเจียแล้วถามว่า ท่านสามเณรสวดมนต์อะไร เห้งเจียตอบว่าสวดมนต์
ขับปิศาจ นางสาวน้อยพูดว่าคนทั้งหลายเขาหลับหมดแล้ว ยังมาหลงสวดมนต์
อยู่ทำไม เห้งเจียตอบว่าสวดเอาบุญทำไมจะไม่สวดเล่า นางปิศาจก็ยื่นแก้มมา
เคียงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านกับเราจะพากันไปเล่นข้างหลังสวนจะไม่ดีหรือ
เห้งเจียแกล้งพูดว่านางยังไม่เข้าใจการ นางปิศาจถามว่าทำไมเราจะไม่เข้าใจการ
เล่าทางไกลร้อยโยชน์ ได้มาประสบพบกันก็เป็นนิสัย กุศลส่งมาคืนวันนี้เดือนก็
แจ่มแจ้ง สามเณรกับข้าพเจ้าพากันไปหลังสวนภิรมย์รื่นเริงจะดีกว่าสวดมนต์
เห้งเจียคิดอยู่ในใจว่าสามเณรทั้งหลายที่ให้มันกินเสียนั้น ก็เพราะหลงด้วยการ
ประเวณีโลกลืมศีลและวัดแห่งตนเสีย มิได้คิดถึงสิกขาบทที่ตนสมาทานถืออยู่
เพราะมันเอารูปเสียงกลิ่นรสมาล่อดังนี้เอง คิดแล้วเห้งเจียจึงพูดว่าสีกานาง ข้าพเจ้า
เข้าบวชอายุยังน้อยไม่ทราบในการภิรมย์ร่วมรักนั้นว่าเป็นประการใด นางปิศาจพูด
ว่า สามเณรจงตามข้าพเจ้าไปเถิดจะแนะนำสั่งสอนให้ เห้งเจียนึกอดหัวเราะไม่ได้
จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะตามไป จึงเอามือเกาะบ่านางเดินไปข้างหลังสวน ครั้น
ถึงนางปิศาจก็เอาขาสอดเกี่ยวขาเห้งเจีย งัดเห้งเจียก็ล้มลงกับพื้น ปากก็ร้องว่า
หัวใจ ๆ มือปิศาจก็คว้าจะจับองค์กำเนิดเห้งเจีย เห้งเจียก็นึกรู้ว่าถ้ามันจะกินเป็น
แน่ จึงทำวิธีวิชาหกล้ม นางปิศาจก็หกล้มลงคว่ำกับพื้น หากยังร้องว่าหัวใจพี่
ทำไมทำให้ข้าพเจ้าหกล้มเล่า เห้งเจียคิดในใจว่าจำเราจะต้องลงมือในเวลานี้จะ
รอไปเมื่อไรอีกเล่าคิดแล้วก็เผ่นขึ้นแปรกลับเป็นรูปเดิม แกว่งกระบองฟาดลงไปตรง
ศีรษะปิศาจฝ่ายนางปิศาจก็ตกใจว่าสามเณรองค์นี้ทำไมจึงเชี่ยวชาญดังนี้ นางพิเคราะห์
ดูโดยละเอียดจึงได้รู้ว่าเห้งเจีย นางก็มิได้นึกครั่นคร้ามชักเกี่ยมออกถือ สองมือ
เข้ารอรับรบแก่เห้งเจียโดยกำลังความสามารถเข้มแข็ง เวลานั้นลมหนาวพัดมา
แสงเดือนลับแล้ว เห้งเจียกับนางปิศาจต่างแผลงฤทธิ์รบสู้กัน นางปิศาจเห็น
กำลังเห้งเจียมากมายจะเอาชัยชนะมิได้ก็หลบหลีกหนีเห้งเจียร้องตวาดด้วย
เสียงอันดังว่า อีมารร้ายมึงจะหนีไปข้างไหน จงเร่งมาสารภาพรับผิดอ่อนน้อมเสีย
โดยดี กูจะไว้ชีวิตให้สักครั้งหนึ่งฝ่ายปิศาจก็มิได้รอรั้งรีบหนี เห้งเจียไล่กระชั้นตามมาจวนจะทัน นางปิศาจ
เหลียวมาเห็นจวนตัว ก็ถอดเอารองเท้าปักดอกไม้ข้างซ้ายออกร่ายเวทย์ร้องให้แปลง
เป็นรูปนางดุจเดียวกัน สองมือถือเกี่ยมตรงเข้ามารบแก่เห้งเจีย ส่วนตัวนาง
ปิศาจก็บันดาลเป็นลมหวนกลับมากุฎีใหญ่ เข้าไปในกุฎีหอบเอาพระถังซัมจั้งออก
มาได้ก็รีบหนีไป พริบตาเดียวก็มาถึงเขาฮั้มกังซัว ตรงเข้าถ้ำโป๊เต๊ยต้อง เรียกบริวาร
ปิศาจน้อยทั้งหลาย สั่งให้จัดแจงทำเครื่องโต๊ะจะเลี้ยงกระทำการวิวาหมงคลฝ่ายเห้งเจียมัวรบกับรูปแปลงจนอ่อนใจ จึงเอากระบองตีลงไปโดยแรงเต็มกำลัง
ถูกรูปแปลงตกลงไปยังพื้นดินกลายเป็นรองเท้าปักอันหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึก
รู้ได้ว่าถูกกลปิศาจ รีบหันกลับมาดูอาจารย์ก็มิได้เห็น โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งกำลัง
นอนกรนอยู่ครอก ๆ และละเมอเพ้อพูดอะไรอยู่ เห้งเจียโกรธตันใจอยู่ไม่รู้ว่าดีร้าย
อย่างไร แกว่งกระบองตีขนาบเสียงออกตึงตัง ร้องเรียกว่าจะตีให้ตายอย่าไว้มัน
โป๊ยก่ายตกใจผลุดลุกขึ้นหนีไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ชัวเจ๋งเป็นคนอ่อนน้อมเห็นการ
รุกรานดังนันก็คุกเข่าลงพูดว่า พี่เห้งเจียข้าพเจ้าทราบแล้ว พี่อยากจะฆ่าข้าพเจ้า
ทั้งสอง พีจึงไม่ไปตามอาจารย์ เห้งเจียพูดว่าเราจะฆ่าเจ้าทั้งสองเสียก่อนแล้ว เรา
จึงจะไปตามอาจารย์ ซัวเจ้งได้ฟังเห้งเจียพูดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พี่เห้งเจีย
พูดอะไรอย่างนั้นเล่า หากไม่มีข้าพเจ้าทั้งสองไหมเส้นเดียวจะปักเป็นลายไม่ได้
ม้าและข้าวของหาบคอนใครจะดูแลให้ คำโบราณท่านย่อมว่า ฆ่าเสียจะต้องมีเพื่อน
พี่น้องออกสงครามจะต้องช่วยกันระวังระไว พี่จงงดไว้ก่อนซึ่งความโกรธครึ่งนั้น
รอสว่างแล้วเราพร้อมกันไปตามอาจารย์จะมิดีหรือ เห้งเจียมีสันดานดุร้ายโทโสมาก
ก็จริงแต่มีสติปัญญารู้จักการผิดและชอบครั้นได้ฟังซัวเจ๋งพูดชี้แจงดังนั้นก็กลับ
ใจสงบทันที บอกว่าน้องทั้งสองจงลุกขึ้นรอรุ่งแจ้งแล้วจะได้ช่วยกันไปติดตามอาจารย์
โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียหายโกรธแล้วก็แอบมาข้างเห้งเจียพูดว่า ซึ่งการทั้งนั้นอยู่แก่
ตัวข้าพเจ้าพี่อย่าวิตกพูดดังนั้นแล้วพี่น้องก็นั่งคอยอยู่จนสว่างมิได้หลับนอน ครั้น
สว่างแล้วก็จัดแจงข้าวของใส่หาบจะออกเดินฝ่ายพระสงฆ์ในวัดถามว่า พวกท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า
อย่าพูดไม่ดี เมื่อวันวานนี้พูดคุยอวดแก่ท่านทั้งหลายว่า จะช่วยจับปิศาจร้ายให้
ยังหาทันจะจับไม่ มันกลับมาจับเอาอาจารย์ไปเสียแล้ว พวกข้าพเจ้าจะพากันไป
เที่ยวค้นหาอาจารย์ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ตกตะลึงพูดว่าการก็นิดเดียว
ทำไมจึงให้ร้ายถึงอาจารย์ดังนี้เล่า แล้วถามว่าท่านจะไปตามหาที่ไหน เห้งเจีย
บอกว่ามีที่จะไปตามหาได้ พระสงฆ์ทั้งหลายก็พากันจัดแจงยกข้าวมาสองสาม
กระถางทั้งกับข้าวด้วย เห้งเจียซัวเจ๋งกินอิ่มแล้ว โป๊ยก่ายกินทีหลังก็เก็บกวาดกิน
จนหมดสิ้น ครั้นเสร็จแล้วโป๊ยก่ายพูดว่าขอบใจท่านทั้งหลายมาก ๆ ข้าพเจ้าไป
ตามอาจารย์มาได้แล้ว จะกลับมาหาท่านเล่นให้สนุก เห้งเจียถามว่าอ้ายหมูจะ
กลับมาเล่นข้าวสุกเขาอีกหรือ พูดแล้วเห้งเจียให้โป๊ยก่ายไปดูที่นอกประตู ว่านาง
ปิศาจนั้นอยู่หรือเปล่า พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่าท่านมาที่นี่คืนที่สองก็ไม่เห็นแล้ว
เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์บอกดังนั้นก็เข้าใจแน่ จึงลาพระสงฆ์ทั้งหลายแล้วก็ให้โป๊ย
ก่ายซัวเจ็งจูงม้ายกหาบออกจากวัดเดินกลับไปทางทิศตะวันออก โป๊ยก่ายถามว่า
ทำไมจึงกลับทางทิศตะวันออกเล่า จะไม่ผิดทางไปดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าเจ้า
ที่ไหนจะรู้เหตุ คือเมื่อวันก่อนเดินมาในดงไม้สน พบหญิงสาวที่ผูกแขวนอยู่กับต้นไม้
เราว่าปิศาจยักษ์พากันขืนว่าเป็นคนดี บัดนี้กินสามเณรในวัดเสียนั้นคือมัน ลักพา
เอาอาจารย์ไปก็คือมันมิใช่คนอื่นเลย บัดนี้จะต้องกลับไปตามทางเก่า โป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นจริง จึงรีบพากันเดินตรงมายังดงต้นสนค้นหา
อาจารย์ ครั้นมาถึงดงต้นสนแล้วก็พากันเที่ยวค้นหาอาจารย์ก็มิได้เห็น เห้งเจีย
ซักระบองออกแกว่งแปลงเป็นสามเศียรหกกร มือทั้งหกถือกระบองมือละอัน ฟาด
ซ้ายตีขวาเสียงดังสนั่นลั่นก้องโกลาหล โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็บอกแก่ซัวเจ็งว่า พี่
เห้งเจียแกหาพระอาจารย์ไม่เห็นก็คลังตีวุ่นวายไปดังนั้น เมื่อเห้งเจียตีซ้ายป่าย
ขวาอยู่ดังนั้นมีตาเฒ่าสองคนผลุดโผล่ออกมา คือเจ้าเขาคนหนึ่งพระภูมิคนหนึ่ง
มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเจ้าเขาเจ้าที่มาหา ถ้าตีอีกพักหนึ่ง
ดูเหมือนเจ้าอะไรก็ต้องมาหา เห้งเจียจึงถามเจ้าเขาเจ้าที่ว่า ตัวอยู่ที่นี่เป็นนิตย์
คุมสมัครพรรคพวกกับอ้ายพวกคนร้าย แม้ว่าได้สิ่งของเงินทองมา ก็ซื้อเหล้าข้าว
หมูเป็ดไก่ไหว้เช่น คบคิดกันแก่พวกปิศาจร้าย ลอบลักเอาอาจารย์ของเรามา
ซ่อนไว้แห่งใด จงรีบบอกมาโดยจริงเราจะยกโทษให้ ถ้าหาไม่ก็จะตีเสียให้ตาย เจ้า
เขาและพระภูมิเจ้าที่ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็มีความสะดุ้งตกใจกลัว พูดว่าท่าน
ไต้เซียเห็นจะผิดมิใช่พวกข้าพเจ้า อันปิศาจนั้นมิได้อยู่ในตำบลเขานี้ แต่เมื่อคืนนี้
มีสายลมพัดกล้ามาทางนี้ ข้าพเจ้าทราบเหตุบ้างเล็กน้อย จากทางนี้ไปตรงทิศ
อาคเนย์ทางประมาณพันโยชน์ ที่ตำบลนั้นมีเขาเรียกว่า (ฮัมกังซัว) มีถ้ำหนึ่งเรียก
ว่าถ้ำ (โป๊เต้ยต๋อง) ปิศาจมันอยู่ที่ถ้ำนั้น มันมาแผลงฤทธิ์ที่ป่านี้จึงได้ลักจับเอา
ไป เห้งเจียได้ฟังเจ้าเขาเจ้าที่บอกดังนั้น จึงอนุญาตให้กลับไปที่เดิม เห้งเจียก็
แปลงกลับเป็นรูปเดิม เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ็งมาบอกว่า ปิศาจมันลักพาอาจารย์ไป
ไกลแล้ว โป๊ยก่ายว่าแม้ว่าไปไกลสักเท่าใดก็ต้องตามไป พูดแล้วโป๊ยก่ายก็เหาะ
ขึ้นเหยียบเมฆลอยไป ซังเจ๋งเห็นดังนั้นก็เหาะตามโป๊ยก่ายไป ม้ามังกรที่มีของ
อยู่บนหลังเหาะได้ก็เหาะตามกันไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะตามกันไปทั้งสาม
คนและม้ามังกร บัดเดี๋ยวก็เห็นภูเขาลูกหนึ่งขวางหน้า จึงพากันหยุดพิเคราะห์ดุ
เห็นแน่แล้วก็พากันลดลงยังพื้นที่เขานั้น เห้งเจียจึงพูดแก่ซัวเจ๋งว่า เราหยุดอยู่ที่
นี่ก่อน ให้โป๊ยก่ายไปฟังระหัดระเหียรดูก่อน หากรู้ได้ความแน่แล้วเราจึงพร้อม
กันไปหาอาจารย์ โป๊ยก่ายแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินไปมือเปล่าลงไปข้างเขา
ค้นหาทาง พบทางเล็กทางหนึ่งก็เดินตามทางนั้น เที่ยวค้นหามาประมาณห้าหกลี้
แลไปข้างหน้าก็เห็นปิศาจหญิงสาวสองคนกำลังตักน้ำอยู่ข้างสระ โป๊ยก่ายเดิน
เข้าไปใกล้ร้องเรียกว่าปิศาจ หญิงปิศาจทั้งสองได้ยินก็โกรธ จึงพูดกันว่าอ้ายคน
นี้อยู่ที่ไหนมาพูดจองหอง' มันไม่เคยรู้จักแก่เราเลย และไม่เคยพูดจาปราศรัยกัน
ทำไมจึงมาเรียกพวกเราว่าเป็นปิศาจดังนี้ พูดแล้วก็เอาไม้คานมาตีศีรษะโป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายมือเปล่าถูกตีสี่ห้าทีก็วิ่งหนีกลับไปบนยอดเขา กระหืดกระหอบกลับมาบอก
เห้งเจียว่ารีบกลับไปเถิดปิศาจมันดุร้ายนัก เห้งเจียถามว่ามันดุร้ายอย่างไร โป๊ยก่าย
บอกว่าที่ช่องเขานั้น มีปิศาจหญิงสาวสองคน มันอยู่ริมบ่อจะตักน้ำข้าพเจ้าเรียก
มัน มันกลับเอาไม้คานมาตีข้าพเจ้า เห้งเจียว่าน้องไปเรียกมันอย่างไรหรือ โป๊ย
ก่ายว่าข้าพเจ้าเรียกมันว่าอีปิศาจ เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะว่ามันตียังน้อยนัก โป๊ยก่าย
ว่ามันตีจนหัวบวมเป็นลูกมะกรูดดังนี้แล้วยังจะว่าน้อยอยู่อีกหรือ เห้งเจียพูดว่า
กิริยาอ่อนโยนก็ไปได้ตลอดพิภพถ้าห้าวหาญแต่แค่คืบก็สบายไปไม่ได้พวก
ปิศาจนั้นในที่ตำบลนี้เป็นของมัน พวกเรามาจากไกลและถือเพศเป็นสงฆ์ น้องไป
คนเดียวจะต้องปราศรัยด้วยกิริยาอ่อนน้อม นี่ไปถึงก็เรียกเขาว่าเป็นปิศาจดังนี้ เขา
ไม่ตีจะคอยตีใครที่ไหน ไม่ได้ยินหรือเขาย่อมว่าให้ถือธรรมเนียมเป็นต้น โป๊ยก่าย
พูดว่าการขนบธรรมเนียมข้าพเจ้าไม่สู้จะเข้าใจตลอดว่าควรจะทำประการใด
เห้งเจียพูดว่าน้องเมื่อยังอยู่ป่าก็กินคน รู้จักไม้ในป่ามีสองอย่างหรือเปล่า โป๊ยก่าย
บอกว่าข้าพเจ้าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสองอย่างนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เห้งเจียพูดว่าไม้อย่าง
หนึ่งเรียกว่า เอี้ยงปัก คือไม้สนจีน เนื้อไม้อ่อนละมุนดี พวกช่างไม้เอามาแกะเป็น
รูปพระพุทธเจ้าและรูปเจ้า ประดับด้วยเพชรนิลจินดาและปิดทอง ตั้งประดิษฐาน
ไว้บนที่สูงสำหรับประชาชนทั้งหลายจุดธูปเทียนบูชากราบไหว้อีกไม้ชนิดหนึ่ง
เรียกว่าทันปั๊กคือ ไม้จันเนื้อแข็งแต่น้ำมันมีอยากจะเอาน้ำมันก็เอาปลอกเหล็กใส่
แล้วเอาค้อนเหล็กตีเร่งให้น้ำมันออกดังนี้ ก็เพราะเนื้อแข็ง โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น
จึงพูดว่า พี่ก็ดีแต่พูดเท่านั้น หากเมื่อแรกพูดให้ข้าพเจ้ารู้ดังนี้ ที่ไหนข้าจะถูกตี
ทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องจงกลับลงไปถามดูให้แน่ใจ โป๊ยก่ายว่ามันจำข้าพเจ้าได้
แล้วจะลงไปอย่างไรได้ เห้งเจียว่าน้องจงแปลงตัวไปเถิด โป๊ยก่ายว่าถ้าแปลง
แล้วจะไปถามว่ากระไร เห้งเจียบอกว่าเดินไปเหมือนครั้งก่อน เมื่อถึงก็จงกระทำ
ความเคารพคำนับแล้วพิเคราะห์ดูหญิงนั้นอายุคราวกับเราหรือแก่อ่อนประการใด
แม้ว่าแก่กว่าเรานิดหน่อยจงเรียกเขาว่าพี่แม้แก่มากจงเรียกเขาว่าน้าหากว่าใหญ่กว่า
เราก็เรียกเขาว่าแม่ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ และพูดว่าเขาก็มิได้อยู่ใกล้
เคียงแก่เราทำไมจะไปเรียกเขาเป็นฉันญาติเล่า เห้งเจียพูดว่ามีใช่จะนับว่าเป็นญาติ
เพราะเราต้องการธุระจะเอาความจริงเท่านั้น บางทีพวกมันจับเอาอาจารย์เราไปไว้
เราลงมือจะไม่ผิด หากว่าพวกมันมิได้เอาไปไว้เราจะได้คิดไปทางอื่น โป๊ยก่ายว่า
พี่พูดถูกต้อง ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะลงไปถามดูให้รู้แน่นอน โป๊ยก่ายเอาคราดเหน็บ
หลังไว้แล้ว ก็แปลงกายเป็นคนถือบวชเดินลงไปตามทางเก่า ครั้นมาถึงที่หญิง
ทั้งสองก็ร้องว่า ขอรับประทานโทษแม่ทั้งสองข้าพเจ้าคำนับฝ่ายนางปิศาจทั้งสองได้ยินก็มีจิตยินดี จึงปราศรัยถามว่าอยู่ที่ไหนและไป
ข้างไหนมา โป๊ยก่ายก็ตอบว่าอยู่ที่ไหนและไปไหนมา นางทั้งสองถามอีกว่าท่าน
ชื่อเรียงเสียงไร โป๊ยก่ายก็ตอบว่าข้าพเจ้าชื่อเรียงเสียงไร นางทั้งสองพูดกันว่าคน
ผูนิก็ดี แต่ไม่รู้จักพูด ๆ ตามปากเราดังนีเอง โป๊ยก่ายจึงถามว่าแม่ทั้งสองจะหาบ
น้ำไปไหนหรือ นางทั้งสองตอบว่าท่านยังไม่เข้าใจ นายผู้หญิงของข้าพเจ้าเมื่อคืนนี้
อุ้มพระถังซัมจั้งมาได้บัดนี้เอาไว้ในถ้ำ นางจะใคร่เลี้ยงเธอน้ำในถ้ำก็เหลือใช้ แต่เอา
ให้ข้าพเจ้ามาเอาน้ำที่บ่อ นี้คือน้ำประอากาศบริสุทธิ์เป็นน้ำเชื้อร่วมสามัคคี
ไปจะได้จัดต้มหุงเครื่องกระยาหารให้พระถังซัมจั่งกินแล้ว เวลาค่ำจะได้เข้าร่วมห้อง
กับนายข้าพเจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็รีบกลับมาหาเห้งเจีย ครั้นมาถึงก็ร้องเรียกซัวเจ้งว่า จง
เอาข้าวของมาแบ่งปันกันเถิด ซัวเจ๋งถามว่าพี่จะแบ่งข้าวของทำไม โป๊ยก่ายพูด
ว่าพระอาจารย์อยู่ในถ้ำมีเมียปิศาจเสียแล้ว พวกเราเอาข้าวของแบ่งกันจะได้ไป
ตั้งการทำมาหากินมิดีหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องตวาดว่า อ้ายหมูพูดจา
เลอะเทอะ หากปิศาจมันจับอาจารย์ไปได้คุมขังไว้ในถ้ำ พระอาจารย์ตั้งตาคอย
พวกเราอยู่จะให้พวกเราไปช่วย เจ้าไปได้ข่าวมาแล้วทำไมจึงมาคิดดังนี้จะมิผิดไป
หรือ โป๊ยก่ายถามว่าจะคิดอุบายอย่างไรจึงจะช่วยอาจารย์ออกมาได้เล่า เห้งเจีย
พูดว่าจงตามหลังนางปิศาจทั้งสองนั้นไป ถ้าถึงประตูถ้ำแล้ว พวกเราพร้อม
กันลงมือก็จะสำเร็จการ โป๊ยก่ายก็เชื่อคำเห้งเจียพากันเดินตามนางปิศาจนั้นไป
ครั้นเดินมาได้ประมาณสามสิบเส้น นางทั้งสองก็เดินเข้าไปในเขาลับแลไม่เห็นฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเดินตามมาแลไม่เห็นนางทั้งสอง โป๊ยก่ายก็ตกใจ
พูดว่า อาจารย์เราเห็นปิศาจยักษ์มันจะจับไปแล้วดอกกระมัง เห้งเจียถามว่า
ทำไมเจ้าจึงจะรู้ได้ โป๊ยก่ายพูดว่าก็เดินตามนางทั้งสองมา นางหาบน้ำเดินไปข้าง
หน้า บัดเดี้ยวก็ไม่เห็นดังนี้ จะไม่เป็นอียักษ์มันจับไปดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าเรา
คิดดูเห็นว่านางทั้งสองนั้นจะเข้าถำไปแล้ว พูดแล้วเห้งเจียก็เขม่นมองดูรอบภูเขา
ก็ไม่เห็นไหวติง มองไปอีกก็เห็นในชวากเขามีเพิงศิลาปรกเงื่อมลงมา ข้างนั้นมี
หลังคากระท่อมมีไม้ขวาง และมีป้ายศิลาตั้งมีตัวอักษรหกตัวว่า (ฮั้มดังชัว) ถ้ำ
โป๊เต๊ยต๋อง เห้งเจียจึงบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า ปิศาจมันทำกระท่อมบนปากถ้ำ
มันคงอาศัยอยู่ใต้นั้น แต่ไม่รู้ว่าประตูจะเข้าทางใด เห้งเจียจึงเดินเข้าไปทางหลัง
ป้าย พิเคราะห์ดูก็แลเห็นมีก้อนศิลาใหญ่ประมาณกว้างยาวสักห้าเส้น ที่กลาง
ก้อนศิลามีรูใหญ่หนึ่งรู ที่ใต้นั้นมีแสงสว่างขึ้นวับ ๆ แวม ๆ โป๊ยก่ายพูดว่าชะรอย
ปิศาจมันจะเข้าออกทางรูนี้ เห้งเจียว่าประหลาดแท้ ๆ ตั้งแต่รักษาอาจารย์มา ได้
กำจัดปิศาจทุกถ้ำไม่เคยเห็นถ้ำอย่างนี้ เห้งเจียจึงบอกโป๊ยก่ายว่าน้องจงลงไปดู
จะตื้นลึกสักเพียงไหน ให้แน่แล้วพี่จะได้ไปแก้อาจารย์ออกมา โป๊ยก่ายสั่นศีรษะ
ว่ายากนัก ๆ ตัวข้าพเจ้าเกะกะรุงรังดังนี้ ไม่ทราบว่าสองสามปีจะถึงกันหรือ
อย่างไรก็ไม่รู้ เห้งเจียพูดว่าจะลึกถึงดังนั้นทีเดียวหรือโป๊ยก่ายว่าพี่จงมามองดู เห้ง
เจียก็ไปมองดูเห็นลึกประมาณสักสามร้อยลี้ เห้งเจียจึงหันหน้ามาบอกโป๊ยก่าย
ซัวเจ็งว่าลึกเหลือเกิน โป๊ยก่ายพูดว่าพวกเราพากันกลับเถิดช่วยอาจารย์ไม่ได้แล้ว
เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าได้มีความเกียจคร้านท้อถอยเลย จงวางหาบข้าวของลงพัก
ก่อน น้องทั้งสองคอยรอสกัดอยู่ที่นี่ พี่จะเข้าไปพังข่าวดูให้แน่นอน แม้อาจารย์
อยู่ในนี้จริงแล้วพี่จะตีขนาบข้างในออกมา น้องทั้งสองคอยสกัดกั้นไว้สมทบช่วยกัน
เมื่อตีปิศาจตายแล้วก็จะช่วยอาจารย์ออกมาได้ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียพูด
ดังนั้นจึงพูดว่าแล้วแต่พี่จะเห็นชอบ ข้าพเจ้าทั้งสองจะคอยอยู่ที่นี่ เห้งเจียก็บันดาล
ให้เกิดเป็นเมฆ แล้วขึ้นเหยียบค่อย ๆ ผ่อนลงไปบัดเดี้ยวก็ถึงบาดาล พิเคราะห์ดู
รอบเห็นเป็นเวิงวุ้งมีแสงสว่างดุจแสงพระอาทิตย์ส่อง แต่ต้นผลไมม้ก็มีเป็นหลายอย่าง
เห้งเจียสรรเสริญว่าที่ถ้ำนี้ราวกับเทพยดามาเสกสรรนฤมิต แลไปก็เห็นมีรูปน้ำ
ย้อยมีช่องประตู ในนั้นมีต้นไม้ต่าง ๆ และมีห้องหอเคหาอยู่เรียงราย เห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็นึกแต่ในใจว่า ที่ในประตูนี้จะเป็นที่ปิศาจมันอยู่เป็นแน่ จำเราจะต้องแปลง
กายเข้าไปดูให้รู้ว่าจะเป็นประการใด คิดแล้วเห้งเจียแปลงเป็นแมลงวันหัวเขียว
ค่อย ๆ บินเข้าไปในประตู แลเห็นปิศาจนั่งอยู่ที่กลางหอ พิเคราะห์ดูลักษณะรูป
ร่างแต่งตัวแปลกประหลาด ไม่เหมือนที่ถูกแขวนอยู่ที่ป่าสนและที่พาไปอาศัยอยู่
ที่วัดไม่งามเหมือนวันนี้ เห้งเจียก็บินรอคอยฟังก็ริยาปิศาจอยู่ เห็นนางปิศาจมี
สีหน้ารื่นเริงยิ้มแย้ม กำซับสั่งนางสาวใช้ให้รับจัดเครื่องโต๊ะมา เรากับพี่ถังซัมจั่ง
กินโต๊ะแล้วจะได้ร่วมห้องเห้งเจียได้ยินก็นึกอดหัวเราะไม่ได้ คิดอยู่ในใจว่าอีนางปิศาจมันพูดเอาจริงจัง
ดังนั้น เรายังไม่รู้จิตใจอาจารย์ท่านจะคิดเห็นไปอย่างไร เห้งเจียคิดแล้วก็บินเข้า
ไปชันในพีเคราะหดู เห็นทีระเบียงข้างตะวันออกมิห้องลันกุญแจ ข้างในห้องม
พระถังซัมจังอยู่ในนัน เห้งเจียเห็นแน่แล้วก็บินลอดเข้าไปจับที่ใบหูพระถังซัมจัง
เรียกว่าพระอาจารย์คำหนึ่ง พระถังซัมจังได้ยินเสียงก็จำได้ จึงร้องเรียกว่าสานุศิษย์
ช่วยชีวิตเราด้วยเถิด เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันจัดแจงวิวาหะการจะร่วมห้องกับอาจารย์
บางที่จะเกิดบุตรชายหญิงสักสองคนจะได้เชื้อพระสงฆ์ต่อไป อาจารย์ควรจะมี
ความรื่นเริงจะมาเศร้าหมองไปทำไม พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น กัดฟัน
พูดว่าตั้งแต่มามีวันใดอาตมานอกใจบ้าง หรือวันนี้มาต้องปิศาจร้ายมันพามาเข้า
ที่บังคับ จะให้อาตมาสูสมร่วมสมัครสังวาสเป็นสามีภรรยาแก่มัน แม้อาตมาจะ
ทิ้งธรรมอันประเสริฐยินดีในอสัตย์ธรรมตัวอาตมาจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน
สังสารวัฏทุกข์อเนกชาติสักเมื่อไรจะได้พ้นทุกข์แจ้งซึ่งมรรคผลและพระนฤพาน
เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์จะต้องปฏิญาณทำไมถ้าจริงใจ ดังนั้นแล้วข้าพเจ้า
จะช่วยให้พ้นจากมือมาร พระถังซัมจั้งพูดว่าหนทางที่เดินเข้ามานี้อาตมาก็จำไม่ได้
ไม่รู้ว่ามาอย่างไรทางไหน เห้งเจียว่าอาจารย์อย่าพูดเรื่องลืมทางเลย อันถ้ำนี้แปลก
ประหลาดกว่าถ้ำอื่น ๆ ทุก ๆ ถ้ำที่เราเคยเห็นมาก่อน ๆ นั้น และทางที่จะเข้าออก
มิใช่ง่าย เมื่อจะเข้าต้องมุดข้างบนลงมา หากจะช่วยออกไปต้องมุดข้างล่างขึ้นไป
ถ้าสมคิดก็จะออกไปได้ ถ้าไม่สมคิดก็จะนั่งคอยตายอยู่ในนี้ ไม่รู้ว่าจะแก้ไป
อย่างไรจึงจะออกไปได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ พูดว่ามีความลำบาก
ยากแค้นดังนี้จะทำประการใดดี เห้งเจียพูดว่าไม่เป็นไรแม้ว่าเมื่อเวลานางปิศาจ
เข้านั่งโต๊ะ มันก็จะให้อาจารย์เสพสุราด้วยกับมัน อาจารย์ก็จะขัดไม่ได้จำเป็นจะ
ต้องผ่อนผันตามอัธยาศัยมัน อาจารย์ก็จะต้องดื่มสักถ้วยหนึ่งแล้ว จงเอาป้านสุรา
รินส่งให้มันกินซ้อนสักสองสามถ้วย แล้วอาจารย์รินอีกสักถ้วยหนึ่งให้มีฟอง ข้าพเจ้า
จะแปลงเป็นแมลงหวี่ตัวหนึ่งมุดลงแอบในฟ่องสุรา ถ้าปิศาจมันยกถ้วยขึ้นดื่มสุรา
เข้าไป ข้าพเจ้าจะตามน้ำสุราเข้าไปในท้องมันจะทิ้งไส้พุงตับปอดและหัวใจมันให้
เจ็บจวนตาย ก็จะช่วยอาจารย์ออกพ้นจากทุกข์ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูด
ดังนัน จุงพูดว่าถ้าคิดดังนีเห้งเจียจงตามอาตมาไป คอยท่าทีจะกระทำการตามคิด
พระถังซัมจั้งกับเห้งเจียคิดกันพอเสร็จ ก็พอนางปิศาจจัดเครื่องโต๊ะพร้อมเพรียง
เรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินมาที่ห้องพระถังซัมจั้งร้องเรียกว่าท่านถังซัมจั้ง พระถัง
ซัมจังก็นิ่งไม่อาจรับ นางจึงเรียกอีกคำหนึ่ง พระถังซัมจั้งอดไม่ได้จึงขานรับว่า
อาตมภาพอยู่นี่ นางปิศาจก็ตรงเข้าไปจับมือพระถังซัมจั้ง พาเดินเรียงออกมา
นางปิศาจทำกิริยาเล้าโลมเคล้าคลึงด้วยความกำหนัดเสน่หา มิได้รู้ว่าพระถังซัม
จั่งมีแต่ความรำคาญด้วยจำเป็น นางปิศาจประคองพระถังซัมจั้งมาให้นั่งแล้วบอก
ว่าข้าพเจ้าจัดเครื่องกระยาหารไว้เสร็จแล้ว ขอเชิญหลวงพี่กับข้าพเจ้ากินเล่นให้
สำราญในวันนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพตั้งแต่เยาว์มาก็มิได้เคยรับประทาน
ของสดคาว นางปิศาจจึงพูดว่าตัวข้าพเจ้าก็เหมือนกันไม่เคยกินเครื่องสดคาว
สิ่งของที่จัดมาวันนี้ก็ล้วนเป็นเครื่องกระยาบวชทั้งนั้น ในถ้ำนี้น้ำก็ถมไปไม่ขาด
แต่ข้าพเจ้าใช้คนขึ้นไปเอาน้ำสะอาดบนยอดเขามาทำเครื่องกระยาบวช น้ำนั้น
เรียกว่าน้ำบริสุทธิ์สมาคม ท่านกับข้าพเจ้ากินเล่นให้เป็นสุขในเวลาวันนี้ พระถัง
ซัมจั้งก็เข้านั่งโต๊ะนาง นางปิศาจสองมือประคองยกป้านสุรารินใส่ถ้วยแก้ว ประคอง
วยลุกยืนขึนส่งให้พระถังซัมจัง ปากก็พูดว่าเชิญหลวงพีรับประทานสุราอย่าง
ชึ่งข้าพเจ้าได้ตังใจจะร่วมรักกับท่านในวันนี พระถังซัมจังมีความอดสแต่ในใจ จีง
รับถ้วยสุรามาจิตไตร่ตรองไม่แน่ลงไปได้ เห้งเจียแปลงกายจับอยู่ที่ใบหูบอกว่า
เครื่องโต๊ะนั้นเครื่องกระยาบวชทั้งสิ้น อาจารย์จงกินเถิดไม่เป็นไรอย่าวิตกเลย
พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้น ก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มแล้วจึงเอาป้านสุรามารินใส่ถ้วยยก
ส่งให้นางปิศาจ นางปิศาจรับแล้วดื่ม ก็รินซ้ำส่งให้อีกหนึ่งถ้วย พระถังซัมจั้งจึง
รินอีกหนึ่งถ้วยให้เป็นฟองมูลสูงขึ้นเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่บินมุดเข้าอยู่ในฟอง
สุรา พระถังซัมจั้งก็ยกส่งให้นางปิศาจอีกถ้วยหนึ่ง นางปิศาจรับมาแล้ววางลงที่
โต๊ะคำนับพระถังซัมจั้งว่า ขอหลวงพี่สั่งสอนสนทนาก่อนแล้วจึงค่อยรับประทาน
นางปิศาจวางถ้วยลง มัวพูดกับอาจารย์ถังซัมจั้งฟองสุราก็ยุบหายหมด นางปิศาจ
แลเห็นแมลงหวี่ลอยอยู่ในสุรา จึงเอาเล็บนิ้วก้อยซ้อนดีดลงกับพื้น เห้งเจียเห็น
ดังนั้นก็นึกว่ายาก เห็นการจะไม่สำเร็จเสียแล้ว ความคิดที่จะเข้าท้องปิศาจก็ไม่ได้
จึงแปลงกายเป็นนกอินทรีใหญ่บินขึ้นบนโต๊ะเอาเท้ากวาดเครื่องโต๊ะ ถ้วยชามก็ตกลง
จากโต๊ะหมดสิ้น โฉบเอาพระถังซัมจังไปฝ่ายนางปิศาจตกใจระรัวสั่น วิ่งมายึดพระถังซัมจั้งไว้ เห้งเจียจะพาไปก็มิได้
นางปิศาจถามว่าอ้ายสัตว์นี้อยู่ที่ไหน เราจัดแจงสิ่งของไว้ไม่รู้เท่าไร ปรารถนาจะ
ทำวิวาหะมงคลและกินให้สนุกสบาย ไม่รู้ว่าสัตว์นี้มาจากที่ไหนจึงได้มาทำลาย
ของเราเสียดังนี้ พวกปิศาจคนใช้ว่ากระยาหารหกกับพื้นเปื้อนเปรอะไปทั้งสิ้น ดังนี้
จะใช้อย่างไรได้ นางปิศาจพูดว่าเรารู้แล้ว คือฟ้าดินเทพยดาเห็นเราขังพระถัง
ซัมจั๋งไว้ไม่พอใจ จึงให้สัตว์นี้ลงมาทำลายข้าวของ ของเราเหล่านี้ พวกเจ้ารีบเก็บ
ถ้วยชามของแตกนั้นเสีย เอาออกไปเสียโดยเร็วรีบจัดเครื่องใหม่ไม่ว่าแจและโช เอา
มาตั้งให้เรียบร้อยพร้อมเพรียง เราจะอธิษฐานกับฟ้าดินเป็นเฒ่าแก่ให้เรา เรากับ
พระถังซัมจั้งได้ร่วมห้องกันในวันนี้ นางปิศาจสั่งเสร็จแล้วก็ส่งพระถังซัมจั้งไปอยู่
ที่ห้องยังเดิมฝ่ายเห้งเจียก็บินออกจากปากถ้ำ กลายกลับเป็นรูปเดิมเดินมาหาโป๊ยก่ายชัว
เจ็ง ร้องให้เปิดประตูโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เปิดประตูออกมาแลเห็นเห้งเจีย โป๊ยก่ายจึง
ถามถึงเหตุการณ์ที่พระอาจารย์นั้นว่าเป็นประการใด เห้งเจียก็เล่าตั้งแต่ต้นจน
ปลายให้ฟังทุกประการ แล้วจึงสั่งว่าน้องทั้งสองจงระวังอยู่ที่นี่ให้มั่นคง พี่จะกลับ
ลงไปคิดแก้ไขอาจารย์ออกให้จงได้ พูดแล้วเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงวันหัวเขียว
บินกลับลงไปจับที่ขื่อหน้าหอคอยฟังเหตุ ก็ได้ยินเสียงปิศาจบ่นด่านกเหยี่ยว และ
สั่งพวกคนใช้ว่าคราวนี้จัดเครื่องกระยาหารไม่ว่าแจและโช จะขอให้ฟ้าและดินเป็น
เฒ่าแก่ เห้งเจียจับอยู่บนขื่อได้ยินปิศาจพูดดังนั้นก็นึกหัวเราะแต่ในใจ คิดว่าอีปิศาจ
นี้มันช่างไม่มีความอายเลย เวลากลางวันแสก ๆ มันจับพระถังซัมจังไว้ จะคิด
ข่มขึ้นเอาเป็นผัว เราจะไปหาอาจารย์ดูก่อนจะเป็นประการใด คิดแล้วก็บินไปที่
ห้องงอาจารย์อยู่ ครั้นถึงก็บินลอดเข้าไปในประตูจับที่ใบหูร้องเรียกอาจารย์ พระ
ถังซัมจั้งกำลังเช็ดน้ำตา ได้ยินเสียงเรียกก็จำได้ว่าเห้งเจีย มีใจแค้นเห้งเจีย พูด
ว่าทำลายของมันเสียหมด แล้วได้ยินมันสั่งว่าให้จัดทำเครื่องใหม่ไม่ว่าสดคาวใช้ได้
ทั้งสิ้น มันจะทำวิวาหะแก่อาตมาในวันนี้ การเป็นอย่างนี้เห้งเจียจะคิดประการใด
เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์อย่าวิตก ข้าพเจ้าคงจะมีความคิดช่วยอาจารย์
ออกให้จงได้ พระถังซัมจั้งว่าจะคิดอย่างไร เห้งเจียบอกว่าเมื่อข้าพเจ้าบินมาเห็น
ที่หลังสวนดอกไม้ อาจารย์จงชวนมันให้ออกไปที่สวนเมื่อเวลาไปถึงต้นชมพู่จง
หยุดรอ ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นผลชมพู่สุกอาจารย์จงเก็บเอาผลชมพู่สงให้ปิศาจ ถ้า
มันกินอาจารย์ก็จะได้รอดพ้นมือมารไปได้ ข้าพเจ้าเข้าอยู่ในท้องแล้วก็จะกระทำ
มันให้เจ็บปวดสาหัส อาจารย์ก็จะได้ออกจากถ้ำ พระถังซัมจั้งว่าเห้งเจียมีฤทธา
อานุภาพจะต่อสู้แก่มันตรง ๆ มิดีหรือ ทำไมจึงต้องคิดเข้าอยู่ในท้องมันดังนี้ร่ำไป
เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ไม่เข้าใจหากถ้ำนี้เข้าออกโดยง่ายก็จะต่อสู้รบแก่มันได้
เพราะเหตุเข้าออกแสนยากจะลงมือต่อสู้แก่มันมิใช่ง่าย เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้
อุบายอย่างนี้ พระถังซัมจั้งก็พยักหน้าเชื่อเห้งเจีย อาจารย์กับศิษย์คิดกันเสร็จ
แล้วพระถังซัมจั้งก็เดินมาที่ประตู ร้องเรียกนางปิศาจว่าแม่น้องสองคำนางปีศาจ
ได้ยินก็หัวเราะ ถามว่าท่านพี่มีกิจธุระอะไรหรือ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพ
ตั้งแต่มาจากเมืองเดินมาตามทางถูกแดดถูกฝนต้องความลำบาก เมื่อวันอาศัยที่
วัดติ้นไฮ้ยี่ก็ให้เจ็บไข้ไม่สบายตัว มาวันนี้ในตัวพึ่งค่อยทุเลา แม้น้องพามาอยู่ใน
ถ้ำนี้ นั่งอยู่ที่เดียวจิตใจไม่สบายให้ชักง่วงเหงาไป แม่น้องช่วยพาไปเที่ยวเล่นให้
โปร่งใจแก้รำคาญสักหน่อยเถิด นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าท่าน
พี่จะใคร่ไปเที่ยวเล่นแก้รำคาญข้าพเจ้าจะพาไปเที่ยวเล่นในสวนให้สบาย นางพูด
ดังนั้นแล้ว จึงเรียกพวกคนใช้ให้ไปเปิดประตูสวน จัดกวาดให้สะอาด นางปิศาจ
จึงมาเปิดประตูห้องพยุงพระถังซัมจั่งออกจากห้องแล้ว พวกปิศาจสาวใช้ต่างก็
แต่งตัวผัดหน้าทาแป้งดูสะสวยสำอางทุก ๆ คน พากันตามนางปีศาจไปห้อมล้อม
พระถังซัมจังพาไปยังสวน ครั้นพากันเข้าในสวนแล้ว นางปิศาจค่อยอ้อนวอน
พระถังซัมจั้งว่า ท่านพี่ในสวนนี้ตามแต่จะชมเล่นให้สบายหายความรำราญ และ
เป็นที่ร่นเริงเราทั้งสอง นางปิศาจก็จูงมือพระถังซัมจั้งเดินชมต้นผลไม้ ด้วยต้น
ผลไม้มีดอกดวงพวงผลต่าง ๆ ประหลาดงามไม่รู้สิ้น ข้ามมาหลายแห่งแลไปเห็น
ต้นชมพู่สล้างเป็นดงฝ่ายเห้งเจียจับอยู่บนใบหูอาจารย์ ครั้นอาจารย์เดินมาใกล้ต้นชมพู่ เห้งเจีย
ก็ผละบินออกจากอาจารย์ไปจับที่กิ่งชมพู่ จึงแปลงกายกลายกลับเป็นผลชมพู่มี
สีแดงน่าชม พระถังซัมจั้งแกล้งถามนางปิศาจว่า ในสวนนี้ต้นผลไม้อื่นก็สุกพร้อมกัน
ยังผลชมพู่บ้างก็เขียวครึ่งแดงครึ่งเหตุใดจึงสุกไม่ทั่วผลดังนี้ นางปิศาจจึงตอบว่า
ฟ้าไม่มีตะวันเดือนก็ไม่สว่าง ดินไม่มีธาตุอิมเอี๊ยงต้นผลไม้ก็ไม่ขึ้นได้ คนไม่มีธาตุ
อิมเอี้ยงประกอบก็ไม่มีชายหญิงเหมือนผลชมพู่ ข้างไหนรับแสงแดดข้างนั้นก็สุกแดง
ข้างไหนไม่ได้รับแสงตะวันข้างนั้นก็มีสีเขียว เพราะสารพัดการต้องอาศัยธาตุเป็น
ใหญ่พระถังซัมจั้งได้ฟังนางปิศาจชี้แจงแสดงความให้ฟังดังนั้น จึงสรรเสริญว่า
ขอบใจซึ่งชี้แจงให้อาตมาเข้าใจในเหตุนี้ พระถังซัมจั้งเดินมาเหนี่ยวกิ่งเก็บเอาผล
ชมพู่แดงผลหนึ่ง นางปิศาจก็มาเก็บเอาผลชมพูสีเขียวผลหนึ่ง พระถังซัมจั้งเอา
ผลชมพู่สีแดงส่งให้นางปิศาจแล้วพูดว่านางน้องชอบกินผลชมพู่สีแดง เปลี่ยนเอา
ผลชมพู่สีเขียวให้อาตมาจะกินเล่น นางปิศาจคิดว่าจริง จึงเอาชมพู่สีเขียวส่งให้
พระถังซัมจั้ง รับเอาผลชมพู่สีแดงมาแล้วนึกยิ้มอยู่ในใจว่าสงฆ์นี้มีกะใจ ยังไม่
ทันร่วมรักเป็นผัวเมียยังมีจิตรักใคร่ดังนี้ฝ่ายพระถังซัมจั้งรับชมพู่มาจากมือนางปิศาจแล้ว ก็กินในเวลานั้น นางปิศาจ
เห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเอาชมพู่ใส่ปากกินกลื่นลงไปในท้องฝ่ายเห้งเจียใจร้อนเห็นได้ทีก็รีบคลานเข้าไปในท้องปิศาจ นางปิศาจตกใจพูด
แก่พระถังซัมจั๋งว่า ผลไม้นี้ยังไม่ทันเคี้ยวก็ลงไปเสียในท้องก่อนดังนี้ พระถังซัม
จั่งพูดว่าเพราะแม่น้องอยากกินยังไม่ทันเคี้ยวก็ลงไปเองฝ่ายเห้งเจียเข้าไปในท้องปิศาจได้แล้ว จึงร้องเรียกพระถังซัมจั้งว่าพระอาจารย์
อย่าตอบปากมันเลยข้าพเจ้าได้ทีแล้ว พระถังซัมจังได้ยินเห้งเจียพูด จึงพูดว่าเห้ง
เจียจงผ่อนผันตามการ นางปิศาจได้ยินดังนั้น จึงถามว่าพี่พูดแก่ใครที่ไหน พระ
ถังซัมจั่งตอบว่าชมพู่สุกที่กินเข้าไปนั้นมิใช่หรือ นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพูด
ว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตาย นางปิศาจจึงร้องว่าอ้ายหงอคงมึงร้อยพัน
หมื่นแสนกล เข้าไปอยู่ในท้องเราทำไม เห้งเจียบอกว่าเขาไม่ทำอะไรดอก เขา
จะกินหัวใจตับไตไส้พุงให้หมดเท่านั้น นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึงขวัญหาย
เห้งเจียกำหมัดออกท่ามวยกระโดดชกเอากระเพาะข้าวนางปิศาจ นางปิศาจทนเจ็บ
ไม่ได้ก็ล้มกลิ้งกับพื้นสลบไปไม่พูดจา เห้งเจียเห็นปิศาจนิ่งแน่ไม่พูดจาก็นึกว่ามัน
ตายแล้ว จึงค่อยเอามือขยำไส้แต่เบา ๆ ปิศาจรู้สึกหายใจออกได้จึงร้องเรียกว่า
พวกเล็ก ๆ ไปอยู่ไหนฝ่ายพวกนางสาวใช้ เมื่อได้ยินเสียงนางปิศาจเรียกก็พากันวิ่งมา แลเห็นนาง
ล้มกลิ้งอยู่กับพื้นสีหน้าผิดปรกติร้องครางมิได้หยุด นางเหล่านั้นพากันเข้าช่วย
พยุงให้นั่งขึ้น ถามว่าแม่เป็นอะไรไปหรือ นางบอกว่าในท้องเรานี้มีคนเข้าไปอยู่ในนั้น
พวกเจ้าจงพาพระถังซัมจั๋งออกไปส่งเสียโดยเร็ว พวกเหล่านั้นก็พากันมาจะหาม
พระถังซัมจั้งออกไปส่ง เห้งเจียอยู่ในท้องร้องว่าใครจะกล้าหามไปส่ง ตัวเจ้าจง
รีบพาอาจารย์เราออกไปส่ง เราจึงจะยกชีวิตให้เจ้า นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็คิด
เสียดายชีวิต ผุดลุกขึ้นเอาพระถังซัมจั้งวางบนหลังแล้วก็วิ่งไป พวกนางสาวใช้วิ่ง
ตามว่าแม่จะวิงข้างไหน นางปิศาจบอกว่าเอาเธอไว้ไม่ได้ รอเราส่งเธอออกไปแล้ว
จึงค่อยหาเอาใหม่เถิด ว่าแล้วนางจึงแผลงฤทธิ์บันดาลเป็นแสงสว่าง เหาะขึ้นมา
ถึงปากถ้ำก็ได้ยินเสียงเอะอะและเสียงสาตราอาวุธอยู่เกรียวกราว พระถังซัมจัง
จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เสียงพลทหารอาวุธอะไรเกรียวกราวอยู่ข้างนอก เห้งเจียบอก
ว่าโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งคอยระวังอยู่ข้างนอกประตู พระอาจารย์จงเรียกเธอสักคำ
หนึ่งเถิด พระถังซัมจังจึงเรียกโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้ยินบอกแก่ซัวเจ๋งว่าอาจารย์
ออกมาแล้ว สองคนต่างก็ถืออาวุธคอยระวังอยู่ ฝ่ายปิศาจแบกพระถังซัมจั้งออก
มานอกถ้ำแล้ว ซัวเจ๋งเห็นก็ดีใจ จึงถามว่าพระอาจารย์ออกมาแต่ผู้เดียว ทำไม
ไม่เห็นพี่เห้งเจียออกมาเล่า พระถังซัมจั้งบอกว่า เห้งเจียนั้นอยู่ในท้องนางปิศาจ
โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อนิจจังทำไมจึงจะฆ่าคนดังนั้นเล่า จะ
เข้าไปอยู่ในท้องเขาจะเอามรรคผลอะไรก็ไม่รู้เชิญพี่ออกมาเถิด เห้งเจียอยู่ในท้อง
ปิศาจจึงร้องบอกให้นางปิศาจอ้าปากขึ้นให้กว้างเราจะออกไป ปิศาจก็อ้าปากออก
คอยท่า เห้งเจียเห็นปิศาจอ้าปากแล้วก็ยังไม่วางใจ วิตกเกรงว่าปิศาจจะกระทำ
ร้ายจึงเอากระบองเสกให้กลายเป็นผลพุทราใหญ่ เอาเข้าขัดที่โคนขากรรไกรแล้ว
เห้งเจียก็ขยับตัวผลุดลุกออกไปนอกปาก ครั้นออกมานอกปากปิศาจแล้วก็กลาย
กลับเป็นรูปเดิม มือถือกระบองเหล็กตรงเข้ามาจะตีปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ซัก
เกี่ยมออกมาถือสองมือคอยรอรับเข้ารบแก่เห้งเจียอีกฝ่ายโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้น แลเห็นปากก็บ่นพึมพัมว่าพี่เห้งเจียไม่ควรเลย เมื่อ
อยู่ในท้องควรจะเอากำหมัดกระทุ้งมันให้ทะลุแล้วก็ฉีกออกมาดุจแหวกม่านจะมิดี
หรือ พี่กลับปล่อยให้มันทำอิทธิฤทธิ์อีกดังนี้ ซัวเจ๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็พูด
ขึ้นว่าพี่พูดดังนี้ถูกแล้ว พี่เห้งเจียติดเปล่าเสียแล้ว เราทั้งสองต้องช่วยกันรบปิศาจ
ให้แพ้แล้วจึงค่อยกลับ โป๊ยก่ายยกมือสั่นว่าไม่ได้ๆ อย่าทำเล่น ซัวเจ๋งว่าพี่พูด
อะไรอย่างนั้นเล่า จำพวกเราจะต้องช่วยกันรบให้ชนะโดยเร็วจึงพร้อมกันเข้าไล่ติด
ตามไป ทิ้งพระถังซัมจั่งให้นั่งอยู่แต่ผู้เดียวที่ปากถ้ำ ฝ่ายนางปิศาจรบแก่เห้งเจีย
สองต่อสองก็ยังสู้ไม่ได้ ซ้ำโป๊ยก่ายซัวเจ็งเข้าช่วย อีกสองคนก็เหลือกำลังจะรับรอง
จึงผละออกหนีไป ฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจถอยหนี ก็ร้องเสียงดังขึ้นว่า น้องทั้งสอง
จงไล่ตีปิศาจให้จงได้ ฝ่ายนางปิศาจล่าหนีมาเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไล่กระชั้นจวนตัว
ก็ถอดรองเท้าปักข้างขวาร่ายคาถาขว้างไปกลายเป็นรูปปิศาจเข้าสู้รบ ตัวนางปีศาจ
ก็แปลงเป็นสายลมหนีกลับมาที่ปากถ้ำ แลเห็นพระถังซัมจั้งอยู่แต่ผู้เดียว นางปิศาจ
ก็เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั้งกับถุงย่ามข้าวของและม้าพาเหาะกลับเข้าไปในถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ็งไล่มาทันปิศาจแปลงเข้า ก็ยกคราดขึ้นสับลงไปทีหนึ่ง ถูก
ปิศาจกลายเป็นรองเท้าตกอยู่กับพื้นข้างหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร้องขึ้นว่า เจ้า
ทั้งสองชาติชั่วทำไมจึงไม่อยู่เฝ้ารักษาพระอาจารย์ โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น
จึงหันหน้ามาพูดกับซัวเจ้งว่า เราได้พูดแล้วเห็นหรือไม่ พี่เห้งเจียแกเป็นคน
กระเบียดกระเสียรอยากจะใคร่ได้ดีกว่าเรา เราพากันมาช่วยรบปิศาจแพ้แล้วเธอ
กลับใส่ความให้ร้ายดังนี้ควรหรือ เห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดจึงถามว่าเจ้ารบใคร
ชนะที่ไหน เมื่อวานนี้ปิศาจมันรบแก่เรามันก็แปลงเป็นรูปเก็คือรองเท้าของมัน ความ
จริงตัวมันหนีไปแล้วปล่อยให้รูปเก๊อยู่สู้รบแก่เราดังนี้ บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าพระอาจารย์
จะเป็นประการใด จงรีบกลับไปโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่จะเสียการเป็นแน่ เห้งเจีย
พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับมาหาอาจารย์ที่ปากถ้ำ แลไปก็มิได้เห็นอาจารย์และถุง
ย่ามและม้าหายไปทั้งสิ้น โป๊ยก่ายซัวเจ้งตกใจเที่ยวค้นหาจนรอบในที่นั้น ก็มิได้
เห็นร่องรอย เห้งเจียจิตใจให้เร่าร้อน กำลังเที่ยวค้นหาก็มาพบสายบังเหียนม้าขาด
หลืออยู่ท่อนหนึง จึงหยิบดูจำได้ก็นึกโทมน์สร้องให้คิดถึงอาจารย์ โป๊ยก่ายเห็น
ดังนั้นอดไม่ได้แหงนหน้าขึนแลดฟ้าแล้วก็หัวเราะก๊ากใหญเห้งเจียตวาดว่านี่
เจ้าพอใจจะให้แตกร้าวกันหรือ จึงได้หัวเราะเยาะเราดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่าพี่หาใช่
เช่นนั้นไม่ อันธรรมดาโบราณท่านย่อมว่าสารพัดการต้องสามหนจึงจะสำเร็จได้
อาจารย์นั้นปิศาจคงจับไปเป็นแน่ไม่ต้องสงสัย ก็นับว่าเป็นสองครั้งแล้ว พี่อุตสาห์
เข้าไปช่วยอีกสักครั้งหนึ่ง พระอาจารย์จึงจะพ้นภัยได้ เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายเตือน
สติดังนั้นก็คิดขึ้นมาได้จึงพูดว่ากระนั้นน้องทั้งสองจงรอคอยอยู่ที่ปากถ้ำพี่จะเข้าไปดู
เห้งเจียสั่งแล้วก็กลับเข้าไปในถ้ำ เข้าไปถึงชั้นในแลไปก็เห็นประตูหน้าต่างปิดแน่น
ทุก ๆ แห่ง เห้งเจียแกว่งกระบองตีหักพังเข้าไปทั้งสิ้น เดินตรงเข้าไปเหลียวซ้ายแล
ขวาดูทุก ๆ ห้อง ก็เห็นเงียบสงัดทุกห้องไม่ได้ยินเสียง เห้งเจียเดินค้นดูรอบก็มิได้
เห็นคน และเครื่องตั้งแต่งโต๊ะและเก้าอี้ และเครื่องใช้สอยก็หายไปทั้งสิ้นไม่เห็นมี
สักสิ่งหนึ่ง เห้งเจียอกใจไม่สบายเร่าร้อนก็กำมือทุบอกมีความโทมนัสร่ำร้องเสียง
อึกทึกในเวลานั้น บังเอิญมีสายลมพัดฉิวมากระทบเข้าจมูกหอม เห้งเจียนึกขึ้นได้
ว่ากลิ่นที่หอมนี้ออกมาจากข้างหลังนี้เห็นจะอยู่ข้างในนั้นเป็นแน่ เห้งเจียคิดเห็น
ดังนั้นแล้ว จึงเดินเข้าไปข้างหลังนั้น และไปก็เห็นมีปรกหนึ่งสามห้อง ๆ กลางมี
ตั้งโต๊ะบูชา บนโต๊ะมีเครื่องตั้งหม้อไฟทองเหลืองเผาเครื่องไม้หอมต่าง ๆ มีกลิ่น
หอมฟุ้งตลบ ที่กลางโต๊ะตั้งป้ายทองบูชามีอักษร ข้างบนเขียนชื่อว่าท่านบิดาลี้ที
อ๋องรองลงมาเขียนชื่อโลเฉียไทจื๊อ เห้งเจียยืนพิเคราะห์ดูเห็นดังนั้นแล้ว ก็มีความ
ดีใจเป็นที่สุด ตรงเข้าหยิบเอาหม้อไฟกับป้ายทองที่บูชาอยู่นั้นแล้วก็หวนกลับ
ออกมายังปากถ้ำ มีความรื่นเริงหัวเราะไม่หยุดโป๊ยก่ายซัวเจ้งแลเห็นเห้งเจียออกมาก็พากันมาต้อนรับถามว่าพี่มีความ
รื่นเริงด้วยอะไร หรือพบปะอาจารย์แล้วรับมาได้กระมัง เห้งเจียหัวเราะตอบว่า
ไม่ต้องถึงเราไปเที่ยวค้นหาอาจารย์ให้ป่วยการทำไม จะทวงเอาที่ป้ายนี้ก็จะได้
อาจารย์ของเราคืน เห้งเจียจึงวางป้ายกับหม้อไฟลงกับพื้น เรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ้ง
ว่าน้องจงมาดู ซัวเจ๋งจึงพิเคราะห์ดูแล้วถามว่า คือมีเหตุการณ์ประการใดหรือ เห้ง
เจียบอกว่านี่แหละปิศาจมันตั้งบูชาในที่อยู่ของมัน เราเห็นก็นึกขึ้นได้ว่า ปิศาจนี้
ชะรอยจะเป็นบุตรสาวของถักทะลีทีอ๋อง และเป็นน้องสาวของโลเฉียไทจื๊อ จุติลง
มาแอบแฝงแปลงเป็นปิศาจอยู่ดังนี้ ลักพาเอาอาจารย์ของเราไปซ่อนไว้ดังนี้ เรา
จะได้ค้นหาทวงถามมันทำไม เพราะเราได้ของกลางไว้ดังนี้แล้ว น้องทั้งสองจงคอย
ระวังอยู่ที่ปากถ้ำรอคอย พี่จะเอาหม้อไฟกับป้ายนี้ขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้
ถักทะลีที่อ้องเอาอาจารย์มาส่งแล้วเราจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าพี่จะขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียง
ฮ่องเต้นั้นมิใช่การเล่น เห้งเจียบอกแก่โป๊ยก่ายว่า พี่มีความพอใจไม่มีความวิตก
พี่จะเอาป้ายทองกับหม้อไฟเป็นพยาน และจะแต่งเรื่องราวให้คล้องจอง โป๊ยก่าย
ว่าพี่จะแต่งเรื่องราวมีใจความว่ากระไรขอให้ข้าพเจ้ารู้บ้างอยากจะทราบเห้งเจียจึงแต่งเรื่องราวใจความว่า ข้าพเจ้าซึงเห้งเจียมีชื่ออยู่ในหนังสือเดินทาง
เป็นผู้รักษาพระถังซัมจั้งไปไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ขอทำคำฟ้องต่อ
พระสยมภูวญาณซึ่งเป็นประธานในเทวโลกแห่งพิภพดาวดึงษาสวรรค์ทรงทราบ
ด้วยบัดนี้ถักทะลีทีอ๋องกับบุตรชายโลเฉียไทจื้อ ไม่ระวังปล่อยให้บุตรสาวจุติลงไป
แอบแฝ่งแปลงรูปเป็นปิศาจยักษ์ร้าย ฆ่าสัตว์เป็นให้จำตายมากไม่คณนานับได้
บัดนี้จับเอาอาจารย์ของข้าพเจ้าข่มขึนซ่อนเร้นไว้แห่งใดก็หาทราบไม่ ข้าพเจ้า
เห็นว่าบิดากับบุตรมีความผิดโดยเหตุที่ปล่อยให้บุตรสาวไปเป็นปิศาจเที่ยวกระทำ
การชั่วร้ายดังนี้ ขอพระองค์โปรดชำระให้ได้ความจริง แล้วพิพากษาตัดสินบังคับ
ให้ถักทะลีทีอ๋องโลเฉียไทจื้อส่งตัวพระอาจารย์ให้แก่ข้าพเจ้า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟัง
ตั้งแต่ต้นจนปลายดังนั้นทุกประการแล้ว จึงพูดว่าดีแล้วขอพี่จงรีบไปเถิด เห้งเจีย
ก็เอาป้ายทองและหม้อไฟสองอย่างนั้นถือไว้กับมือแล้ว ก็เหาะขึ้นไปยังประตู
น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็เข้ไปยังตำหนักทงเม่งเต้ย พบกับเตียวเทียนซื่อ เตียวเทียนซื่อ
ออกมาต้อนรับถามว่าไต้เซียมีธุระประการใดหรือจึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียตอบว่า
ข้าพเจ้านำเรื่องราวมาฟ้องคนทั้งสอง เตียวเทียนซือตกใจวิตกคิดว่าสัตว์ลิงนี้จะ
มาฟ้องใครที่ไหน คิดแล้วก็นำเห้งเจียเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ ครั้นถึงเห้งเจียก็วาง
ป้ายทองกับหม้อไฟลงแล้วก็ถวายบังคม ถวายเรื่องราวต่อพระหัตถ์เง็กเชียงฮ่องเต้
เง็กเชียงฮ่องเต้ทรงรับมาทอดพระเนตรตลอดจนสิ้นข้อความแล้ว จึงเซ็นลาย
พระหัตถ์ลงข้างต้นเรื่องราวแล้ว มีรับสั่งให้ไท้เป๊กกิมแช นำตัวเห้งเจียกับเรื่อง
ราวไปหาถักทะลีทีอ๋องให้เข้ามาเฝ้าในเวลานี้ไท้เป๊กกิมแชได้ฟังรับสั่งดังนั้นพร้อมด้วยเห้งเจียถวายบังคมลาแล้วไปยัง
ตำหนักหุ้นเล้าเกง ครั้นถึงก็ให้ผู้เฝ้าประตูเข้าไปบอกถักทะลีที่อ๋อง ถักทะลีที่อ๋อง
ก็ออกมาต้อนรับเข้าไปข้างใน แลเห็นไท้เป๊กกิมแซถือเรื่องราวมาด้วย ถักทะลีทีอ๋อง
ก็ตั้งที่บูชารับ และไปข้างหลังเห็นเห้งเจียตามมาด้วย ถักทะลีทีอ๋องจึงถามว่าท่าน
กิมแชถือเรื่องราวอะไรมามีเหตุการณ์ประการใดหรือ ไท้เป๊กกิมแชบอกว่าเรื่อง
ราวของเห้งเจียกล่าวโทษท่าน ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังว่ามีเรื่องราวฟ้องก็มีความโกรธ
จึงถามว่าเธอมาฟ้องข้าพเจ้าด้วยเหตุประการใด ไท้เป๊กกิมแซก็ส่งเรื่องราวให้ถัก
ทะลีที่อ้องแล้วพูดว่า ท่านจงดูเอาเองเถิดจะทราบได้ตลอด ถักทะลีทีอ๋องมีความ
ขุ่นหมองในใจ จึงจุดธูปเทียนกระทำความเคารพแล้วก็เปิดหนังสือออกอ่านทราบ
ความทุกประการแล้ว บันดาลโทสะเอามือทุบลงกับโต๊ะว่าอ้ายลิงนี้มันมาฟ้องเรา
หาถูกไม่ ไทเป๊กกิมแชเห็นถักทะลีอ๋องโกรธดังนั้นจึงห้ามว่า ขอท่านจงระงับใจก่อน
ที่เห้งเจียมาฟ้องหาท่านดังนี้ มีหลักฐานพยานของกลางยังอยู่ที่เงกเชียงฮ่องเต้เป็น
สำคัญว่าบุตรหญิงของท่านเป็นผู้ร้าย ถักทะลีที่อ้องว่าข้าพาเจ้ามีบุตรชายสาม
คนหญิงหนึ่งคน บุตรชายคนโตชื่อกิมเฉียไปตามพระพุทธเจ้าเป็นผู้รักษาธรรม คน
ที่สองชื่อบั๊กเฉียตามพระโพธิสัตว์กวนอิมไปเป็นสานุศิษย์ คนที่สามชื่อโลเฉียไทจื้อ
ก็อยู่นี่เป็นเนืองนิตย์ทุกเวลา บุตรหญิงที่สี่อายุได้เจ็ดขวบชื่อนางเจงเองยังหารู้
เดียงสาไม่ ทำไมจึงจะเข้าใจว่าเป็นยักษ์มารอะไรที่ไหน หากท่านไม่เชื่อข้าพเจ้า
จะอุ้มออกมาให้ท่านเห็น อ้ายลิงตัวนี้มันหยาบช้าไม่มีความยำเกรง โดยจะกล่าว
อย่างต่ำที่สุดในมนุษย์โลกเมืองใต้ ยังมีกฎหมายสำหรับบ้านเมืองว่า ถ้าผู้ใด
ฟ้องหาโทษท่านด้วยความเท็จพิจารณาไม่ได้ โทษนั้นย่อมตกอยู่แก่ที่หาเขาไม่จริง
แล้วถักทะลีทีอ้องก็ร้องสั่งบริวารให้จับตัวเห้งเจียมัดกับเสาตำหนัก พวกบริวารก็
กรูกันเข้ามาจะจับเห้งจีย ไท้เป๊กกิมแชเห็นถักทะลีอ๋องทำวุ่นวายผิดธรรมเนียมดัง
นั้น จึงร้องห้ามว่าท่านอย่าทำวุ่นวายหาเหตุเกินไปดังนั้น ข้าพเจ้ารับ ๆ สั่งเชิญ
ลายพระหัตถ์เง็กเชียงฮ่องเต้ และพาตัวเห้งเจียมาหาท่าน ทำไมท่านจะมาทำดัง
นั้นสมควรแหละหรือ ถักทะลีทีอ๋องว่ามันเอาความเท็จมากล่าวโทษข้าพเจ้าดังนี้
ยังจะรอไว้ทำไมแก่มันจะให้มันมีใจกำเริบขึ้นอีกหรือเชิญท่านนั่งพักให้สบาย
ก่อนข้าพเจ้าจะเอาดาบตัดคออ้ายลิงร้ายเสียก่อน แล้วจึงจะไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้
พร้อมแก่ท่าน กราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ ไท้เป๊กกิมแชเห็นถักทะลีที่อ๋อง
เอาดาบออกมาก็ตกใจกลัวเห้งเจียจะตาย แต่เห้งเจียนิ่งเฉยเป็นปรกติไม่เห็นวิตก
ทุกข์ร้อนหวาดหวั่นอะไร นั่งหัวเราะอยู่ปากก็พูดว่า ท่านรู้ใจมาทำใจหมายมั่นดังนี้
ข้าพเจ้าก็ไม่ร้อนใจอะไร ภายหลังรู้สึกความผิดก็จะต้องอ่อนน้อม พูดยังไม่ทัน
ขาดคำลง ถักทะลีอ่องก็แกว่งดาบตรงเข้ามาจะฟันเห้งเจีย โลเฉียไทจื้อยืนอยู่ข้างนั้น
เห็นบิดาทำกิริยาดังนั้นก็ซักเกี่ยมวิเศษออกรับดาบไว้ ร้องห้ามว่าบิดาจงระงับก่อน
ถักทะลีทีอ๋องเห็นบุตรเอาเกี่ยมรับดาบไว้ดังนั้นก็ตกใจ ร้องตวาดให้บุตรถอยไปตามในหนังสือจีนมีความอธิบายถึงเรื่องโลเฉียผู้นี้ว่า เมื่อเดิมเกิดโลเฉียไทจื๊อ
คลอดเวลาเที่ยงคืน ข้างมือขวามีอักษรว่า (โล) ข้อมือซ้ายมีอักษรว่า (เฉีย) เพราะ
ฉะนั้นจึงเรียกชื่อว่า (โลเฉีย) โลเฉียออกมาได้สามวัน ก็ลงไปอาบน้ำที่ชายทะเล
ว่ายเล่นในมหาสมุทร เหยียบปราสาทพระยาเล่งอ๋องพัง จับบุตรพระยานาคชัก
เอาเอ็นออกจะใคร่ทำสายรัดเอว ถักทะลีทีอ็องรู้เหตุเรื่องนี้วิตกเกรงจะเกิดภัยร้าย
ต่อภายหลัง จะเอาตัวโลเฉียมาฆ่าเสียโลเฉียมีความแค้นจึงเอามีดเถือเนื้อของตัว
ใช้ให้แก่มารดา ตัดเอากระดูกคืนให้แก่บิดา ครั้นใช้เลือดเนื้อให้แก่บิดามารดาแล้ว
ยังแต่ดวงวิญญาณลอยไปหาพระพุทธเจ้ายังประเทศไซที เวลานั้นพระพุทธเจ้า
กำลังตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดสัตว์อยู่ด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ได้ยินที่ชาย
ธงท่งฮวนที่แขวนไว้ในวิหารนั้น มีเสียงคนร้องเรียกให้ช่วยชีวิตพระองค์จึงเล็งทิพ
จักษุญาณก็ทรงทราบได้ว่าโลเฉีย พระองค์จึงเอาโกษบัวเป็นกระดูกใบละหุ่งเป็น
หนังเนื้อ วิญญาณโลเฉียจึงเข้าอาศัยรูปนั้นเป็นตัว เมื่อพระองค์ประชุมรูปกาย
บริบูรณ์แล้ว จึงร่ายพระคาถารวมรูปกายชีวิตจิตใจขึ้นอย่างเดิม โลเฉียเมื่อได้
ชีวิตจิตใจกลับคืนเป็นมาแล้ว ก็แผลงฤทธิ์กำจัดเก้าสิบหกถ้ำยักษ์ให้อยู่ในอำนาจ
ทั้งสิ้น คิดจะใคร่กลับมาแก้แค้นถักทะลีที่อ้องผู้บิดา ถักทะลีที่อ้องจึงไปเฝ้า
นมัสการพระยูไลขอให้ช่วย พระยูไลเจ้าจึงประทานพระเจดีย์วิเศษองค์หนึ่ง เจดีย์
ทุก ๆ ชั้นมีพระสุรเสียงพระพุทธเจ้าเรียกชื่อโลเฉียทุกชั้น ตั้งแต่ได้พระเจดีย์วิเศษ
ของพระยูไลประทานมาแล้ว ความอาฆาตจองเวรกับโลเฉียก็เสื่อมคลายจากกัน
เพราะฉะนั้นจึงมีนามว่า ถังทะลีทีอ๋องจนเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อถักทะลีที
อ๋องเห็นโลเฉียเอาเกี่ยมออกขวางประทะหน้าก็สะดุ้งกลัว จึงได้เชิญพระเจดีย์มา
วางบนฝ่ามือแล้ว จึงร้องถามโลเฉียว่าลูกรักของบิดาลูกจะว่ากระไรหรือ จึงได้
เอาเกี่ยมเข้ามาทัดทานดังนี้ โลเฉียทำคำนับแล้วตอบว่า บุตรหญิงของบิดามีอยู่
จริง บัดนี้อยู่เมืองใต้ ถักทะลีทีอ๋องพูดว่ามีที่ไหน ลูกของบิดารวมทั้งน้องสาว
เจ้าสี่คนเท่านั้นจะมีที่ไหนอีกเล่า โลเฉียบอกว่าบิดาลืมเสียแล้วหรือ คือบุตรหญิง
คนนั้นเป็นปิศาจ เมืองสามร้อยปีก่อนอยู่ที่เขาเล่งซัว ลักกัดกินดอกไม้ธูปเทียน
น้ำมันของพระยูไล พระยูไลจึงจับขังไว้โทษของมันควรตีเสียให้ตาย พระยูไล เจ้า
จึงทรงเทศนาชี้แจงว่าหากขังน้ำไว้เลี้ยงปลาอยู่ เบ็ดตกเข้าในป่าเลี้ยงกวางอยาก
ให้อายุมันยืน พระยูไลแสดงคำอย่างนั้นแล้ว จึงยกชีวิตให้สัตว์ปิศาจนั้น สัตว์
ปิศาจนั้นจึงได้รู้ซึงคุณของพระยูไลที่ได้รอดชีวิต จึงไหว้บิดาว่าเป็นบีดาของมัน
ไหว้ข้าพเจ้าว่าเป็นพี่ของมัน มันจึงทำป้ายจารึกชื่อบิดากับข้าพเจ้าบูชาอยู่เนือง ๆ
แต่หาได้รู้ว่ามันเป็นปิศาจยักษ์ร้ายฆ่าคนดังนี้ไม่ ท่านเห้งเจียเที่ยวค้นหาถึงที่อยู่
แห่งมันจึงได้ป้ายและหม้อไฟนั้นมาเป็นของกลางดังนี้ แต่ปิศาจนั้นมันเป็นบุตรเลี้ยง
หาได้ร่วมครรภ์แก่ข้าพเจ้าไม่ ถักทะลีที่อ้องได้ฟังโลเฉียเล่าเหตุผลต้นปลายดังนั้น
จิตใจให้สะดุ้งหวาดเสียวจึงพูดว่า ความจริงบิดาลืมนึกไม่ได้ว่ามันชื่อใด โลเฉีย
บอกว่ามันมีสามชื่อ ชื่อเดิมนั้นเรียกว่ากิมที้แป๊ะมัวเล่าชิ้วเจีย อีกชื่อหนึ่งเพราะ
ลักกินธูปเทียนดอกไม้เปลี่ยนชื่อเรียกว่าปั๊วเจี๊ยกวนอิม บัดนี้อยู่เบื้องใต้เปลี่ยนชื่อ
ว่าตี้ยังฮูหยิน ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังโลเฉียชี้แจงก็นึกขึ้นได้ จึงวางพระเจดีย์ลงแล้ว
ก็เดินมาแก้มัดให้เห้งเจีย เห้งเจียร้องว่าใครจะอาจมาแก้มัดเราได้ เราจะไปเฝ้าเง๊ก
เซียงฮ่องเต้ทั้งมัดอย่างนี้ ให้พระองค์ทรงทราบเพื่อได้ชำระให้เราจงได้ ถักทะลี
ทีอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ มือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยลงทันที โลเฉียก็ยืนนิ่งไม่รู้ที่ว่า
จะพูดประการใดได้ เห้งเจียเห็นได้ที่ก็รุกร้นให้ถักทะลีที่อ้องเข้าไปเฝ้า ถักทะลี
ทีอ๋องสิ้นปัญญาไม่รู้ที่ว่าจะแก้ตัวประการใด จึงอ้อนวอนไท้เป๊กกิมแชให้ช่วย
แก้ไขอ้อนวอนเห้งเจีย ไห้เป๊กกิมแชได้ฟังถักทะลีที่อ้องพูดอ้อนวอนจึงพูดว่า สารพัด
การค่อย ๆ อย่ารุกร้นรีบร้อนจะเสียการ ก็นี่ท่านให้จับมัดและเอาดาบมาจะฆ่าเธอ
ข้าพเจ้าจะช่วยท่านอย่างไรได้ ถ้าจะคิดไปดูยังบุตรท่านเซ่นโลเฉีย ที่พูดว่าบุตร
เลี้ยงไม่ใช่บุตรเกิดในอุทรหากนับบุตรเลี้ยงก็ต้องเกี่ยวข้องในวงค์ญาติ จะปฏิเสธ
ว่ามิใช่ญาติอย่างไรได้ ไท้เป๊กกิมแชพูดพลางก็เดินมาเอามือลูบเห้งเจียพูดว่า ไต้
เซียจงเห็นแก่หน้าข้าพเจ้าเถิด แก้มัดเสียก่อนจึงเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จึงจะดี
เห้งเจียพูดว่าท่านไม่ต้องแก้ ข้าพเจ้าเข้าไปทั้งมัดอย่างนี้ก็ได้ ไท้เป็กกิมแซพูดว่า
ทำไมเห้งเจียจึงทำใจจืดดังนี้เล่า เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าก็ได้ทำคุณแก่ท่าน ทีธุระ
ของข้าพเจ้าท่านก็มิได้คิด ถึงข้าพเจ้าบ้างเลยจะขอร้องบ้างท่านก็ไม่เชื่อฟังดังนี้
เห้งเจียว่าท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าอะไรที่ไหน ไท้เป็กกิมแชพูดว่า เมื่อครั้งก่อน
ข้าพเจ้ากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ท่านได้ยศถึงซีเทียนไต้เซียมิใช่หรือ ท่าน
ไม่รักษาตัวจึงได้มีความผิด ข้าพเจ้าจะไม่มีความดีต่อท่านบ้างหรือ เห้งเจียว่าแม้
ข้าพเจ้าจะไม่ทำการวุ่นวายดังนั้น ก็จะมิเสียการใหญ่หรือ เอาเถอะข้าพเจ้าเห็น
แก่หน้าท่าน จงบอกถักทะลีทีอ๋องให้แก้มัดเอง ถักทะลีทีอ้องจึงเดินมาแก้มัดให้
เห้งเจีย แล้วก็เชิญให้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้กระทำคำนับขอโทษ เห้งเจ็งจึงพูดแก่ไท้เป็ก
กิมแชว่าเหมือนดังข้าพเจ้าพูดหรือไม่ เมื่อแรกก็ทำแข็งแรง ครั้นแล้วก็ต้องอ่อน
น้อมไท้เป๊กกิมแชขอให้ถักทะลีที่อ๋องไปเฝ้าเง๊กเชียงฮ่องเต้โดยเร็ว แม้ช้าไปก็จะเสีย
การของอาจารย์ข้าพเจ้า ไท้เป๊กกิมแซจึงบอกแก่ถักทะลีที่อ้องให้รีบไปเฝ้า ถักทะ
ลีที่อ้องวิตกเกรงว่าเห้งเจียจะกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ขึ้นก็ไม่มีทางแก้ตัวให้พ้นผิดได้
จนใจไม่รู้ที่จะคิดประการใด จึงอ้อนวอนให้ไท้เป๊กกิมแชช่วยแก้ไขไท้เป๊กกิมแชจึง
พูดแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าจะขอพูดสักคำหนึ่ง ท่านต้องเชื่อฟังข้าพเจ้า เห้งเจีย
พูดว่าเชือกก็มัดดาบก็จะลงคอก็ได้เห็นแล้ว เอาเถอะข้าพเจ้าเป็นแก่หน้าท่าน ท่าน
จะทูลว่ากระไรขอให้ท่านชี้แจงให้ข้าพเจ้าฟังจะว่าประการใด ไท้เป๊กกิมแชพูดว่า
ซึ่งการฟ้องร้องวันหนึ่งกว่าจะแล้วก็ถึงสิบวัน ข้อที่ท่านกล่าวโทษว่าปิศาจเป็นบุตร
ถักทะลีทีอ้อง ถักทะลีทีอ้องก็มีทางแก้ตัวว่ามิใช่บุตรตัวของถักทะลีที่อ็องคงจะไม่
เสร็จได้ในวันหนึ่ง บนสวรรค์วันหนึ่งในมนุษย์โลกก็เป็นหนึ่งปีแล้ว แม้ว่าปีหนึ่ง
ปิศาจจับถังซัมจังข่มขื่นอยู่ในถำ อย่าว่าเป็นผัวเมียกันเลยบางทีจะเกิดบุตรเสียอีก
เมื่อเป็นดังนี้จะไม่เสียการใหญ่ไปหรือ เห้งเจียได้ฟังไท้เป๊กกิมแซพูดดังนันก็นิงนึก
อยู่เป็นนาน แล้วจึงพูดว่าท่านไห้เป๊กกิมแชข้าพเจ้าขอฟังคำท่านว่า จะเข้าเฝ้า
เง็กเชียงฮ่องเต้ขอถอนฟ้องดีหรือ หรือจะทำประการใดจึงจะดีขอท่านได้โปรด
ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบไท้เป๊กกิมแชพูดว่าให้ถักทะลีที่อ๋องเตรียมพลทหารพร้อม
ด้วยเห้งเจียลงไปปราบจับปิศาจ ข้าพเจ้าจะนำลายพระหัตถ์กลับไปกราบทูลเง็ก
เซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบ เห้งเจียถามว่าท่านจะกลับไปกราบทูลว่ากระไร ไท้เป๊ก
กิมแชว่า ข้าพเจ้าจะกราบทูลว่าโจทก็หนีไปแล้ว ไม่ต้องชำระจำเลย เห้งเจียว่า
ท่านคิดดีแท้ ๆ กลับจะทูลว่าข้าพเจ้าหนี ถ้าท่านกับข้าพเจ้าจะกลับไปเฝ้าพร้อม
กัน ให้ถักทะลีทีอ้องยกทัพไปคอยอยูที่ประตูน้ำที่หมึงจะมิดีหรือ ถักทะลีที่อ้อง
ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น มีความสะดุ้งจิตหวาดเสียว จึงพูดแก่ไท้เป็กกิมแซว่า หาก
เธอเข้าไปเฝ้ากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ด้วย ข้อละเมิดจะมิเป็นการลุอำนาจมีความ
ผิดหรือ เห้งเจียพูดว่าท่านถักทะลีที่อ้องเห็นว่าเราเป็นอย่างไรหรือ ข้าพเจ้าเป็น
ผู้ใหญ่เมื่อได้ลันวาจาออกไปแล้ว จะมากลับกลายคืนคำเสียนั้นจะหาเป็นไปได้ไม่
ถักทะลีที่อ๋องได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็มีความยินดีขอบใจเห้งเจีย จึงจัดเตรียมพล
ทหารพรักพร้อมแล้ว ก็ยกออกไปคอยอยู่นอกประตูน้ำที่หมึง ไท้เป๊กกิมแชกับ
เห้งเจียก็กลับไปเฝ้ากราบทูลว่าปิศาจที่จับพระถังซัมจังไปนั้นคือปิศาจเกิมพี้แป๊ะม้อ
เล่าซื้อ) แปลว่าหนูเผือกแอบเอาชื่อถักทะลีทีอ้องกับโลเฉียไปทำการบูซา ถักทะลี
ทีอ๋องทราบเรื่องมีความโกรธบัดนี้ยกทัพไปปราบแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษ
นั้นเถิด เง็กเชียงฮ่องเต้ก็ทรงพระอนุญาตให้ เห็งเจียถวายบังคมลาออกจากเล้ง
เชียวเต้ย ไปยังน่ำทีหมึงเข้าสมทบกับถักทะลีทีอ๋องและโลเฉีย ก็ยกพลโยธาลง
มายังเขาฮั้มคังซัวฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ปากถ้ำ แลไปเห็นเห้งเจียกับถักทะลีทีอ๋อง
และโลเฉียพลทหารเทพบุตรก็ดีใจเดินมาต้อนรับเชิญมายังปากถ้ำ ถักทะลีทีอ๋อง
พูดว่าไม่เข้าให้ถึงเสือที่ไหนจะจับลูกเสือได้ ผู้ใดจะเข้าไปก่อน เห้งเจียว่าข้าพเจ้า
จะเข้าไปก่อน โลเฉียไทจื้อว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับอาญาสิทธิ์ปราบปิศาจ ควรจะ
ต้องให้ข้าพเจ้าเข้าไปก่อน โป๊ยก่ายร้องขึ้นว่าการหัวหน้านั้นข้าพเจ้าจะรับธุระเอง
ถักทะลีทีอ๋องจึงพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวุ่นวายกัน ข้าพเจ้าจะจัดให้ คือให้เห้ง
เจียกับโลเฉียยกพลลงไป ข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่คอยระวังที่ปากถ้ำ คอย
ระวังทั้งสองทางอย่าให้มันหนีได้ เห้งเจียและคนทั้งหลายได้ฟังถักทะลีทีอ๋องชี้แจง
ดังนี้ ก็พร้อมกันตามคำบัญชาของแม่ทัพ เห้งเจียกับโลเฉียก็ยกพลลงไปในถ้ำ เดิน
เข้าไปยังที่อยู่ของปิศาจ และแยกย้ายกันเที่ยวค้นหาในถ้ำทุก ๆ แห่งก็มิได้เห็น
ปิศาจยักษ์มารอยู่ที่ไหน เห้งเจียออกปากด่าว่าอีมารร้ายเห็นจะหนีออกไปแล้วดอก
กระมัง อันถ้ำนี้กว้างขวางนักจะรู้ว่ามันจะไปแอบแฝ่งซ่อนเร้นอยู่ที่ไหน ก็พากัน
เที่ยวค้นหาไปจนทั่ว แลไปที่มุมศิลาเห็นมีเป็นชะวากเข้าไป แลไปดูในนั้นมืดอยู่
ข้างทิศอาคเนย์ เข้าไปใกล้เห็นมีประตูน้อยเรือนกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ในบริเวณ
นั้นก็ปลูกแต่ต้นไม้ที่มีดอกหอม ข้างนั้นมีราวไม้ทอดขวางสองสามอันมีควันขึ้น
ฉิว ๆ ออกกลิ่นหอม คือนางปิศาจพาพระถังซัมจั่งเข้ามาแอบอยู่จะใคร่ข่มขืนให้ร่วม
ประเวณี นางปิศาจจึงพูดถึงเห้งเจียว่าถึงจะลงมาตามก็จะไม่พบ ถ้าลงมาแล้วก็
นึกว่าเอาชีวิตมาทิ้งเสียเถิด ข้างฝ่ายพวกบริวารของนางปิศาจ ก็ต่างคนระริกระรี้
รื่นเริง ขณะนั้นปิศาจน้อยตนหนึ่งออกมามองที่ประตูถ้ำ ก็บังเอิญพบพวกพลทหาร
พวกพลทหารจึงร้องบอกกันว่า พวกปิศาจมันซ่อนอยู่ในนี้เห้งเจียได้ยินก็ถือ
กระบองเหล็กตรงเข้าไปในนั้นอันเป็นที่ช่องแคบ พวกปิศาจอยู่ในนั้นทั้งสิ้น พวก
ทหารก็กรูกันเข้าไปกันไว้ เห้งเจียก็เข้ารับพระอาจารย์และถุงย่ามกับม้าออกไปฝ่ายนางปิศาจเห็นดังนั้น คิดจะหนีก็ไม่มีทางที่จะไปได้ แลเห็นโลเฉียไทจื๊อก็
คุกเข่าลงคำนับอ้อนวอนร้องขอชีวิต โลเฉียจึงพูดว่าเราถืออาญาสิทธิ์มาจับเจ้า
มิใช่การเล็กน้อย เพราะเราพ่อลูกได้รับสักการบูชาของเจ้า จึงได้เกิดเหตุใหญ่ พูด
แล้วโลเฉียจึงสั่งให้พลทหารเข้าจับนางปิศาจมัด พาตัวขึ้นมายังปากถ้ำ เห้งเจียก็
ข้างหน้านั้นมีเมืองทำลายธรรมและฆ่าพระสงฆ์ด้วย เราจะคิดอย่างไรดี เห้งเจีย
พูดว่าอาจารย์อย่ามีความวิตก เราก็เคยพบปะภูตผีปิศาจยักษ์มารที่ร้ายแรงมา
มากแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำร้ายเราได้ นี่เป็นมนุษย์เหมือนกัน จะไปวิตกเกรง
กลัวไปทำไมไม่เข้าการ แต่ขัดด้วยที่เหล่านี้ ไม่เป็นที่พักอาศัยได้ และทั้งเวลาก็
จวนค่ำ วิตกว่าชาวป่าเข้าไปในเมือง เวลากลับออกมาจะมาพบปะเราเข้า จะพูด
อื้ออึงมี่ฉาวขึ้นเราจะซ่อนเร้นลำบาก เราพากันลงจากทางใหญ่หาที่ลับอาศัยก่อน
แล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป ปรึกษากันตกลงแล้ว ก็พร้อมกันเดินหลีกออกจากทาง
ใหญ่ มาถึงที่ราบคาบก็พากันหยุดพัก เห้งเจียสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ้งว่า น้องทั้งสองจง
เอาใจใส่ระวังอาจารย์ให้จงดีพี่จะลอดแปลงกายเข้าไปสอดแนมตรวจตราดู บางที
จะมีทางพอที่จะเล็ดลอดหลีกไปได้ เราจะได้รีบพากันข้ามให้พ้นไปเสียแต่ในคืน
วันนี้สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ยืนหยุดอยู่บนเมฆพิจารณาดูเห็นกำแพง
เมืองมีรัศมีฟุ้งขึ้นเป็นสาย ๆ เห้งเจียมีความพิศวงอัศจรรย์ใจ ทำไมจึงมีรัศมี
ผุดผ่องเป็นมงคลฉะนี้ เหตุใดจึงเป็นเมืองทำลายธรรมไปได้น่าประหลาดจริง ๆ
พิเคราะห์อยู่สักครู่หนึ่งก็พอพลบค่ำจึงคิดว่าอย่าเลยเราจะลองไปเที่ยวดูที่พื้นตาม
ทาง ก็กลัวคนจะเห็นเข้าจำจะต้องแปลงไป คิดแล้วก็ร่ายพระเวทแปลงกายเป็น
แมลงเม่าตัวหนึ่งบินไปตามชายคาบ้านเรือนเร่ร่อนไปตามถนนตลาดในเมือง พอ
บินมาถึงหัวเลี้ยวถนน มีแถวบ้านคนอยู่ในวงเวียน มีโคมตามไฟทุกๆ บ้าน เห้งเจีย
ก็บินแอบใกล้เข้าไปพิจารณาดูโดยละเอียด เห็นบ้านหนึ่งอยู่กลางมีโคมไฟสี่เหลี่ยม
แขวนอยู่หน้าบ้าน ๆ เขียนหนังสือตัวใหญ่ว่าที่พักรับแขก ข้างล่างเขียนว่าโรงเตี๋ยม
นี้ของอ่องเชี้ยยี่เป็นเจ้าของ เห้งเจียก็รู้ได้ว่าเป็นโรงขายข้าวแกง แลเข้าไปข้างใน
เห็นมีคนมาพักนอนแปดเก้าคน ถอดหมวกเสื้อผ้าโพกศีรษะนอนอยู่บนเตียง เห้งเจีย
เห็นดังนั้นจึงนึกดีใจว่าอาจารย์เราคงจะข้ามไปพ้นได้ คือเห้งเจียคิดจะลักเอาเสื้อ
ผ้าไปเปลี่ยนแปลงเป็นฆราวาสจะได้ข้ามหนีไป สักประเดี้ยวเห็นอ่องเชี้ยยี่เจ้าของ
เตี๋ยมเดินออกมาพูดว่าท่านทั้งหลายที่มานอนพักในเตี๋ยมคนดีคนร้ายปนกัน เสื้อผ้า
ข้าวของจงอุตสาห์ระวังระไวไว้ให้ดี ถ้าหายหกตกหล่นจะเอาผิดแก่เจ้าของเตี๊ยมไม่ได้
คนเหล่านั้นครั้นได้ยินเจ้าของเตี้ยมสั่งก็พากันเก็บผ้าและหมวกเสื้อสิ่งของไว้กับตัว
ทั้งหลายปนู้เด็นทางทักอาัมต้องลำบาก เร่นดเพี่อมานอนาหสันใหล้อง ้
ถ้าของหายจะทำอย่างไร จึงพูดแก่เจ้าของเตี๋ยมว่าอย่ากระนั้นเลย ข้าวของเสื้อผ้า
เหล่านี้ขอฝากไว้แก่ท่านผู้เจ้าของเตี๊ยม เวลาเช้าข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะคืนเอา
อ่องเซี้ยยี่เจ้าของเตี๋ยมจึงเก็บผ้าข้าวของเหล่านั้นเข้าไปไว้ในบ้านทั้งสิ้น เห้งเจีย
เห็นดังนั้นก็โผบินตามเข้าไปบ้างในลงจับอยู่ที่ชายผ้าโพกศีรษะฝ่ายอ่องเซี้ยยี่เห็นสิ้นเวลาก็ออกไปเก็บโคมไฟ ปิดประตูหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว
ก็เข้าห้องแก้เสื้อพาดบนราวขึ้นนอนบนเตียงก็เลยหลับไป ที่ในเรือนของอ่องเชี้ยยี่
นั้น หญิงผู้หนึ่งลูกอ่อนสองคนบุตรร้องไห้รบกวนนอนไม่หลับก็ลุกขึ้นให้บุตรกิน
นมตามไฟไว้ แล้วจึงเอาเสื้อขาดออกปะเย็บอยู่มิได้นอน เห้งเจียคิดว่า ถ้าจะคอย
ให้หญิงนอนก่อนจึงจะลงมือ ประตูเมืองก็จะปิดเสียจะไปมิได้คิดไปคิดมาก็ลง
เนื้อเห็นว่าจะข้าการไปอดทนอยู่ไม่ได้ก็โผบินลงทำให้ไฟดับ แล้วแปลงตัวเป็นแม่
หนูตัวหนึ่งร้องจี๊ดๆ กัดฝากระโดดลงคาบเอาเสื้อผ้าโพกศีรษะดึงลากออกไปข้างนอกฝ่ายผู้หญิงแม่ลูกอ่อนก็ตกใจจึงร้องเรียกอ่องเซี้ยยี่ว่าไม่ได้การแล้วเวลาก็ดึก
แล้วทำไมจึงเกิดมีปิศาจขึ้นดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินเสียงร้องเข้าแอบประตูห้องร้อง
บอกอ่องเชี้ยยี่ว่า อย่าเชื่อหญิงนั้นพูดไม่จริงข้าพเจ้ามิใช้ปิศาจดอก ข้าพเจ้าเป็น
คนแจ่มแจ้งไม่ทำซึ่งการมืดมัวดังนั้น เราคือซีเทียนไต้เซียลงมาใต้หล้าเวลานี้โดย
เหตุรักษาพระถังซัมจั้ง จะไปไซทีอาราธนาพระธรรมบัดนี้จะขอยืมเสื้อผ้าโพก
ศีรษะข้ามเมืองไปแล้ว จะนำกลับมาคืนให้ฝ่ายอ่องเชี้ยยี่กำลังนอนตกใจตื่น ได้ยินเสียงคนพูดดังนั้นก็ตกใจ มือแลก็ไม่
เห็นอะไรคว้าเอาเสื้อผ้ามาใส่สวมผิดสวมถูกไม่เข้าได้ เห้งเจียก็รีบออกจากบ้าน
เหาะไปเดี๋ยวก็มาถึงที่อาจารย์พักอยู่ฝ่ายพระถังซัมจั้ง เห็นเดือนสว่างก็นั่งคอยชะแง้ดูเห้งเจีย แลไปก็เห็นเห้งเจีย
กลับมา ถึงถามว่าเห้งเจียไปดูท่าทางได้เห็นทางใดที่จะข้ามลัดพ้นเมืองไปได้บ้าง
มีหรือเปล่า เห้งเจียก็วางเสื้อผ้านั้นลงแล้วคำนับพูดว่า ที่จะข้ามผ่านเมืองไปรูป
เป็นพระสงฆ์นั้นไม่ได้โป๊ยก่ายพูดว่าถ้าหากจะไม่ให้เป็นสงฆ์จะยากอะไรรอสักหกเดือนให้ผมยาว
แล้วก็แปรได้ เห้งเจียว่าจะรออยู่ถึงหกเดือนจะทันที่ไหน จะแปลงเป็นฆราวาสเดี้ยวนี้
พระถังซัมจั่งถามว่าเห้งเจียจะพูดอะไร เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์ ที่เมืองนี้ข้าพเจ้า
ได้ไปพิเคราะห์ดู เจ้าเมืองนั้นจิตเป็นอกุศล ฆ่าพระสงฆ์ก็จริง แต่ที่บนกำแพงเมือง
นันมีรัศมีโชติช่วงรุ่งเรื่องประหลาด เมื่อกี้นี้ข้าพเจ้าไปยืมเสื้อผ้าที่เตียมมา พวก
เราแปลงเป็นคฤหัสถ์แล้วเข้าไปในเมืองพักที่โรงเตี๊ยมข้าวแกง รอให้เจ้าของโรงเตี้ยม
จัดหาข้าวแจฉันแล้วพอจวนแจ้งประตูเมืองเปิด เราพากันรีบออกจากเมืองอย่าให้
ทันชาวเมืองรู้เหตุหากปะคนกั้นกลางเราบอกว่ามีรับสั่ง คนเหล่านั้นก็จะไม่อาจห้าม
ไว้ได้คงจะต้องปล่อยไปโดยสะดวก ซัวเจ๋งพูดว่าพี่คิดดังนี้ดีแล้วจะต้องกระทำตามฝ่ายพระถังซัมจั้ง ไม่รู้ว่าจะทำประการใดก็ต้องจำใจแปลงจึงถอดเครื่องพระ
สงฆ์ออกแล้ว เสื้อผ้าสวมใส่เข้าเหมือนคฤหัสถ์ซัวเจ็งก็แปลง โป๊ยก่ายศีรษะใหญ่
ผ้าโพกไม่ได้ เห้งเจียถอนเอาขนออกแปลงเป็นด้ายและเข็ม เอาผ้าโป๊ยก่ายคลี่
ออกแล้วสองชายเย็บติดกันใส่ให้โป๊ยก่ายเสร็จแล้ว เห้งเจียจึงสั่งว่าชื่อเดิมของ
อาจารย์จงอย่าได้เรียก เรียกกันเป็นฉันพี่น้อง ให้เรียกชื่ออาจารย์ว่า ถังอิดกัว
ถ้าถึงเตี๊ยมอาจารย์กับน้องพูดโต้ตอบแก่เจ้าของเตี๋ยม ให้ข้าพเจ้าพูดคนเดียว บางที
เขาถามถึงสินค้าจะบอกว่าเอามาขาย เอาม้าของเราให้ดูเป็นตัวอย่าง และยังมี
พี่น้องเฝ้าม้าอยู่ข้างนอก เราสี่คนมาหาที่ห้องพักและที่พักม้าก่อน แล้วจึงจะเข้า
มาพร้อมกันดังนี้ เจ้าของเตี้ยมก็จะต้องเกรงใจเรา และจะต้องเลี้ยงดูพวกเรา เวลา
เราจะไปไว้ข้าพเจ้ามีคำขอบคุณเขา แล้วจึงออกเดินพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย จำ
ใจจำต้องยอมให้เห้งเจียจัดแจงตามชอบใจ เห้งเจียครั้นจัดแจงสั่งเสียเสร็จแล้วก็
พากันยกของจูงม้ารีบเดินเข้าเมือง เวลานั้นประมาณยามเศษโคมไฟยังไม่ดับ เพราะ
เป็นบ้านเมืองอันเจริญสุข ประตูบ้านของชาวเมืองก็ยังไม่เปิด อาจารย์กับศิษย์ก็
พากันรีบเดินตรงมายังเตี๋ยมอ่องเชี้ยยี่ ครั้นมาถึงประตูเตี๋ยมก็ได้ยินคนในนั้นบ่นว่า
คนนั้นเสื้อหายคนนี้ผ้าโพกหาย เห้งเจียได้ยินแล้วก็ทำเป็นไขหูไม่รู้ไม่เห็นเสีย เข้าไป
ที่หน้าประตูร้องเรียกเจ้าของเตี๋ยมว่าห้องยังว่างเปล่าอยู่บ้างหรือไม่ พวกข้าพเจ้า
จะอาศัยพัก ในนั้นมีผู้หญิงร้องตอบออกมาว่า มีคะเชิญท่านขึ้นพักบนเล่าเต๊งชั้น
บน พูดยังไม่ทันขาดคำแลเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมารับม้า เห้งเจียจึงจูงม้ามา
มอบให้แก่คนนั้นเอาไปเลี้ยง เห้งเจียนำหน้าพากันขึ้นไปบนเล่าเต๊งชั้นบน ข้าง
บนเล่าเต้งมีเก้าอี้โต๊ะตั้งสำรองพรักพร้อม เห้งเจียก็เปิดหน้าต่างมีแสงเดือนส่อง
สว่างต่างก็พากันนั่งพักบนเก้าอี้ แลเห็นข้างล่างจุดโคมไฟขึ้นมา เห้งเจียออก
ยืนขวางประตูดับไฟเสีย บอกว่าแสงเดือนสว่างไม่ต้องตามไฟ คนนั้นก็ถือโคม
กลับลงบันไดไป ประเดี้ยวอีกคนหนึ่งเอาถาดน้ำชาขึ้นมาสี่ถ้วย เห้งเจียก็เดินออก
มารับยังมีหญิงสองคนอายุประมาณสิบเจ็ดปีเดินขึ้นมายืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง ถาม
ว่าทั้งสี่คนอยู่ที่ไหนมานี่มีสินค้าอะไรมาบ้างหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาจากทิศ
เหนือเอาม้ามาขาย หญิงนั้นจึงถามแช่และชื่อ เห้งเจียตอบว่าท่านที่หนึ่งชื่อถังไต้
กัว ที่สามนั้นชื่อจูซัมกัว ที่สี่นั้นชื่อซังชี้กัว ข้าพเจ้าชื่อยี่กัว หญิงทั้งสองได้ฟังก็
หัวเราะว่าชื่อแช่แปลก ๆ กัน เห้งเจียว่าจริงดังนั้นชื่อแช่แปลกกันแต่ว่าอยู่รวมกัน
พวกข้ารวมกันสิบคนพี่น้อง แต่ข้าพเจ้าเข้ามาสี่คนก่อน จะได้หาห้องเช่าและเช่า
พักม้า ยังอยู่นอกเมืองอีกหกคน หยุดคอยเฝ้าม้าเพราะเวลาค่ำมืดยังไม่ควรจะเอา
เข้ามา รอข้าพเจ้าเช่าที่พักได้แล้วรุ่งเช้าก็จะเอาเข้ามาขาย ขายได้แล้วก็จะพากัน
กลับ หญิงนั้นถามว่าม้าฝูงนั้นจะมีสักกี่ม้า เห้งเจียตอบว่ามีสักร้อยเศษ รูปร่างก็
คล้ายคลึงแก่ตัวที่ข้าพเจ้าเอามานี้ แต่สีขนแปลก ๆ กัน หญิงนั้นจึงพูดว่า ท่าน
ยี่กัวถ้าขายมีหลักฐานจริง ๆ ท่านมาถึงเตี๋ยมข้าพเจ้าเป็นเตี๋ยมที่สอง ที่จะไว้ม้าก็
มีพรักพร้อม จะไว้สักเท่าใดก็ได้ถมไป อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าตั้งเตี๋ยมที่นี่ก็นาน
แล้ว เดิมสามีข้าพเจ้าแซ่เตียวก็บังเอิญถึงแก่กรรมเสียแล้ว นามข้าพเจ้าเรียกว่า
เตี๋ยวกัวหู ในเตี๋ยมของข้าพเจ้ามีการเลี้ยงแขกสามอย่าง ห้องพักค่าเช่าก็มีกำหนด
แสดงให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง นางเตี๋ยวกัวหูตอบว่ามีสามอย่างดังนี้ คือที่หนึ่งนั้น
เลี้ยงมีขนมและผลไม้ต่าง ๆ และของกินโต๊ะหนึ่งเฉพาะสองคน มีหญิงสาวขับร้อง
คนหนึ่งคิดเอาค่าป่วยการห้าสลึงทั้งค่าห้องรวมอยู่ด้วยกัน เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะ
ว่าสมควรแล้ว ข้าพเจ้ายอมออกเงินห้าสลึงแต่ไม่ต้องมีหญิงสาวขับร้อง จึงถาม
อีกว่าที่สองนั้นเป็นอย่างไร นางเตี้ยวกัวหูตอบว่าที่สองนั้นมีสุราอุ่นร้อน และ
เครื่องกินต่าง ๆ ตั้งบนโต๊ะตามแต่ท่านผู้บริโภคจะพอใจ แต่ไม่มีหญิงสาวขับร้อง
คิดคนละสองสลึง เห้งเจียว่าสองสลึงก็สมควรแล้วยังอีกอย่างที่สามนั้นอย่างไร
นางเตี๋ยวกัวหูพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจพูดต่อหน้าท่านไม่ควรแสดง เห้งเจ็งว่าจงแสดง
เถิดอย่าเกรงใจข้าพเจ้าอนุญาต บางทีพวกข้าพเจ้าเรียกเอาตามพอใจแล้วแต่
อย่างใดจะดี นางเตี๋ยวกัวหูพูดว่าอย่างที่สาม ไม่มีคนเฝ้าประคับประคอง มีข้าว
มีกับตามประสงค์อิ่มแล้วนอนอาศัยตามชายคาจนสว่างคิดเอาเฟื้องสองไพตาม
ที่สาม จะกินให้อิ่มแล้วออกไปนอนหน้าบ้านดีกว่า เห้งเจียพูดว่าน้องพูดอะไร
อย่างนั้น เราเป็นคนเที่ยวทุก ๆ หัวเมืองจะมาเสียดายเงินสองสามตำลึงทำไม เห้ง
เจียจึงบอกเจ้าของเตี๋ยมให้จัดแจงโต๊ะที่หนึ่งมาเถิด นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังดังนั้นก็มี
ความดีใจ จึงเรียกคนใช้ให้ยกน้ำชาดีขึ้นมา แล้วให้คนทำโต๊ะรีบจัดหา นางก็ลง
จากเต็งเรียกคนให้ทำเป็ดไก่หมูและแพะแกะ แล้วจัดสุราออกสำรอง และให้คน
ช่างขนมจัดทำขนมโอชารสต่าง ๆ พระถังซัมจั้งได้ยินจึงพูดแก่ซึงยี่กัวว่าเขาไปฆ่า
สัตว์ดังนี้จะไม่ดี เห้งเจียก็นึกได้จึงไปเรียกว่า แม่เจ้าของเตี๋ยมเชิญขึ้นมานี่ก่อน
นางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะประสงค์สิ่งใดหรือ เห้งเจียบอกว่าอย่าให้เขาฆ่า
สัตว์เลย วันนี้ข้าพเจ้าถือศีลกินแจ นางได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามว่าท่านกินแจตลอด
อายุหรือมีกำหนดเดือน เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ทั้งนั้น พวกข้าพเจ้ากินแจเป็นวัน ๆ
หากวันแกซินจึงกินแจ วันนีเป็นวันแกซินพรุ่งนี้ก็เลิก วันนี้ขอให้จัดเครื่องแจมา
เถิดข้าพเจ้าจะคิดให้ตามราคาที่หนึ่ง นางเตี๋ยวกัวหูไต้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงลงไป
ร้องสั่งพวกทำเครื่องของ ว่ามีเนื้อถึกเลิกไม่ต้องทำ จัดทำแต่เครื่องแจเท่านั้น พวก
ทำครัวได้ฟังคำสั่งดังนั้นก็รีบทำเครื่องแจบัดเดี๋ยวก็แล้ว ยกขึ้นตั้งบนโต๊ะพร้อมแล้ว
ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นเครื่องโต๊ะจัดเสร็จแล้ว พากันนั่งรับประทานตาม
สบายใจ เวลานั่งกำลังกินได้ยินเสียงครืน ๆ ตึงตังอยู่ข้างหน้าบ้าน เห้งเจียจึงถาม
นางเจ้าของบ้านว่าที่ข้างล่างทำอะไรกัน นางเจ้าของเตี๋ยมบอกว่า คนที่มาเช่าเขา
เรียกคนที่หามเกี้ยวให้มารับเขาจะไป คนหามเกี้ยวมาโดนกระดานเสียงก็ดังตึงตัง
ไม่ใช่ทำอะไรดอก เห้งเจียจึงพูดว่า เมื่อแรกท่านก็ไม่บอกจะได้เชิญแขกนั้นไว้ยัง
มิให้ไป เพราะวันนี้เป็นวันศีลกินแจ และทั้งพี่น้องก็ยังมาไม่พร้อมกัน พรุ่งนี้ถ้า
มาพร้อมกันจะกินเล่นในเตี๋ยมนี้ นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พูดว่าท่าน
พูดดีแล้วขอบใจท่านมาก ๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายและซัวเจ้งครั้นกินอิ่มแล้วคนเตี้ยมก็
เก็บถ้วยชาม พระถังซัมจังจึงเดินมาถามเห้งเจียว่า เราจะพักนอนที่ไหน เห้งเจีย
บอกว่าเราจะต้องนอนบนนี้ พระถังซัมจั้งเห็นว่าจะไม่ชอบกล เพราะพวกเราเป็น
คนเดินทางทรมานมาลำบาก บางที่จะนอนหลับไหลไม่รู้สึกตัวผ้าโพกศีรษะจะ
หลุดออก บางทีคนขึ้นลงจะเห็นเข้าเขาจะรู้ว่าเป็นพระสงฆ์ จะเล่าลือต่อ ๆ ไปจะ
ทำอย่างไร เห้งเจียพูดว่าอาจารย์พูดดังนั้นก็ชอบอยู่ เห้งเจียจึงเรียกเจ้าของเตี๋ยม
นางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะสั่งว่ากระไรหรือ เห้งเจียถามว่าจะให้พวกข้าพเจ้า
นอนที่ไหน นางบอกว่าต้องนอนบนเล่าเต้งนี้จึงจะดี ยุงริ้นไม่มีและฤดูนี้ลมว่าว
พัดกล้า เปิดหน้าต่างนอนเล่นเย็นสบาย เห้งเจียพูดว่าเห็นจะนอนไม่หลับ เพราะ
ท่านจูซัมกัวเป็นโรคเหน็บชา ซชี้กัวเป็นโรคกระษัย ท่านถังไต้กัวชอบนอนที่มืด
เพราะกระดากไฟนอนไม่หลับ ที่บนนี้ไม่เป็นที่ผาสุกได้ นางเตี๋ยวกัวหูได้ฟังก็ลง
จากบันไดมายืนพิงข้างประตูครัวถอนหายใจบ่นว่าลำบากใจจริง ๆ ขณะนั้นบุตร
นางเตี้ยวกัวหูอุ้มบุตรเดินมาได้ยินมารดาบ่นดังนั้นจึงพูดว่า มารดาจะบ่นไปทำไม
ฤดูนี้ขายไม่ดีฤดูหน้าก็จะขายดีแม่จะบ่นไปทำไม นางแม่พูดว่าหาเป็นเช่นนันไม่
แม่ไม่ได้ร้อนด้วยเรื่องจะขายได้ไม่ได้ วันนี้เมื่อจวนจะพลบคำเก็บร้าน มีสี่คนพ่อ
ค้าม้ามาร้องเรียกเช่าห้องนอน เธอเข้ามาจะกินโต๊ะอย่างที่หนึ่ง แม่ปรารถนาอยาก
ได้เงินเขา เธอไม่กินโซจะกินแจ ก็ตามใจจัดหาให้เธออิ่มแล้ว จะคิดราคาก็ยังไม่
ได้เงินเขา นางลูกสาวพูดว่าเราได้ให้กินที่นี่แล้วต้องไม่ยอมให้ไปนอนที่อื่น พอรุ่ง
เช้าเราจัดเครื่องโต๊ะ เหล้ายาให้พร้อมให้เขากิน แล้วจะวิตกอะไรว่าจะไม่ได้เงินเล่า
นางแม่พูดว่าเธอสองสามคนมีโรคกระษัยบ้างเหน็บชาบ้างและกระดากแสงไฟบ้าง
จะอยากนอนที่มืด ๆ เจ้าคิดดูหรือ ที่บ้านกว้างขวางดังนี้จะหาที่มืด ๆ บังลมได้ที่
ไหนมีบ้างเล่า สู้เรายกค่าเช่าให้เธอไปหาที่อื่นดีกว่า นางลูกสาวได้ฟังแม่พูดดังนั้น
จึงพูดแก่มารดาว่า จะหาที่มืดที่บังนั้นดีแล้ว แม่ถามว่าอยู่ที่ไหน ลูกสาวบอกว่า
เมื่อบิดายังอยู่ ได้ต่อทำตู้ใหญ่ไว้ตู้หนึ่ง กว้างสี่ศอกยาวเจ็ดศอกสูงสามศอก ใน
ตู้นั้นจุนอนได้หกเจ็ดคนให้เธอพากันไปนอนในตู้นันก็ได้ นางแม่ได้ฟังลูกสาวก็นึก
ขึ้นมาได้จึงพูดว่าจะลองถามเธอดก่อน นางจึงขึ้นไปบนเล่าเต็งถามว่า ท่านยี่กัว
ข้าพเจ้าหาทั้งบ้านก็ไม่มีที่ มีแต่ตู้ใหญ่อยู่ตู้หนึ่งบังลมได้ดีและมืดด้วยท่านจะเห็น
ควรหรือไม่ เห้งเจียบอกว่าดีแล้ว นางเตี้ยวกัวหูลงมาเรียกคนหามตู้ออกมาวาง
ไว้แล้วก็เปิดบานออกเชิญคนทั้งสี่ไปนอน เห้งเจียนำหน้าพระถังซัมจั้งลงมาจาก
เล่าเต็ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ยกถุงย่ามข้าวของตามลงมา ครั้นเดินมาถึงตู้โป๊ยก่ายก็
ไม่ว่าดีชั่วมุดเข้าไปก่อน ซัวเจ็งเอาข้าวของส่งไปแล้วก็พยุงอาจารย์เข้าไป ซัวเจ๋ง
ก็เข้าไป เห้งเจียจึงเรียกให้เอาม้ามาผูกดีแล้ว จึงบอกให้นางเตี๋ยวกัวหูปิดประตูตู้
เอากุญแจมาลั่นพอรุ่งเช้าค่อยมาเปิด นางก็ทำตามเห้งเจียสั่ง เวลานั้นเป็นฤดูร้อน
เข้าอยู่ในตู้ทั้งสี่คนลมก็เข้าไม่ได้ พากันได้ความร้อนทุรนทุรายปราศจากความสุข
พากันถอดผ้าโพกศีรษะและเสื้อออก ในนั้นก็ไม่มีพัดพากันเอาเสื้อปัดไปปัดมา
นอนก็ไม่หลับจนเข้ายามสองจึงได้หลับ แต่เห้งเจียนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จึงยื่นมือไป
หยิกขาโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตาก็หลับปากก็บ่นพืมพำว่านอนก็นอนไปเดินมา
ลำบากทุกข์ยากจะเอาใจที่ไหนมาหยอกกันเล่นอีกเล่า เห้งเจียจึงแกล้งพูดว่าพวก
เรา ต้นทุนเดิมห้าพันตำลึงที่ซื้อม้าไปแล้ว ยังคงอยู่สี่พันตำลึงยังฝูงม้านี้อีกสาม
พันตำลึง หากขายลงแล้วจะได้กำไรเท่าทุน พูดไปพูดมาโป๊ยก่ายเป็นคนนิสัย
ขี้เซาก็มิได้โต้ตอบหารู้ว่าคนใช้ในเตี๋ยมลุกขึ้นหาบน้ำหุงข้าวไม่ด้วยมันเป็นพวก
เดียวกันกับขโมย เมื่อเวลามันตื่นนั้นมันแอบเข้าไปฟัง ได้ยินเห้งเจียพูดเรื่องเงิน
ว่ามีมาก ดังนั้นมันจึงใช้ให้พวกของมันออกไปบอกพวกขโมยเข้ามาอีกสิบคน จุด
คบไฟจะเข้ามาปล้นเอาผู้พ่อค้าม้า ในบ้านนางเตี้ยวกัวหู พวกผู้หญิงก็ตกใจกลัว
ตัวสั่นไปทุกคน ก็ช่วยกันปิดประตูเสีย ตามแต่มันจะทำกันข้างนอกฝ่ายพวกขโมยก็หาได้คิดจะปล้นเตี๋ยมนั้นไม่จะใคร่ปล้นแต่พ่อค้าม้า ก็พากัน
กรูขึ้นบนเล่าเต้งค้นหาก็ไม่พบ จึงจุดไฟสว่างขึ้นเที่ยวค้นหารอบเตี๋ยมก็ไม่เห็น แล
ไปกลางบ้านเห็นมีตู้ใหญ่ตั้งอยู่จึงพากันเข้ามาจับม้าออกมาแล้ว เห็นตู้ลั่นกุญแจ
แน่นหนาจะคัดง้างออกยากจึงปรึกษากันว่าพวกพ่อค้านี้มันมีปัญญา ชะรอยเงิน
ทองข้าวของจะอยู่ในตู้นี้เอง อย่าเลยพวกเราช่วยกันหามเอาตู้นี้ไปนอกเมืองผ่า
ออกแบ่งกันจะมิดีหรือ คิดเห็นตกลงกันดังนั้นแล้ว ก็เอาเชือกมาคล้องตู้ช่วยกัน
หามออกมานอกเมือง เวลาที่พวกโจรหามตู้ไปนั้น โป๊ยก่ายกำลังนอนผุดลุกขึ้น
ถามว่าพี่เห้งเจียทำไมยังไม่นอนนั่งโคลงตู้เล่นทำไม เห้งเจียกระซิบบอกว่าอย่าเอ็ดไป
ไม่มีใครโคลงเล่นดอกฝ่ายพระถังซัมจังกับซัวเจ็งก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่า ใครมา
หามพวกเราไปข้างไหน เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดรอให้มันหามไปทางทิศไซทีและไ
ข้างตะวันตกเราไม่ต้องเดิน ฝ่ายพวกขโมยครันหามออกไปแล้ว ก็หาหามไปข้าง
ทิศไซทีไม่ กลับหามย้อนไปบ้างทิศตะวันออก ถึงประตูเมืองก็ช่วยกันตีพวกเฝ้า
ประตูแตกหนี้ไปหมด แล้วจึงเปิดประตูเมืองหามตู้ออกไป เวลานั้นอีกทึกโกลาหล
รู้ถึงนายทหารจึงเรียกพลทหารมา พร้อมถือเครื่องอาวุธครบมือกันแล้วก็ไล่จับ
พวกโจร พวกโจรเห็นทหารมามากก็ทิ้งตู้ไว้รีบหนีเอาตัวรอดไปทั้งสิ้น พวกทหาร
จึงจับม้าหามตู้พากันกลับ นายทหารเห็นม้าตัวนั้นดีก็ไม่ขี่ม้าของตัว จับม้าที่ได้
มานั้นขี่เข้าเมือง ครั้นถึงที่พักแล้วจึงให้พลทหารยกตู้นั้นเข้ามาตั้งในตึก จึงทำ
รายงานฉบับหนึ่งใส่ซองผนึกมอบให้ขุนนางกองตระเวนนำขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน
ตามแต่จะโบ่รดฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในตู้บ่นด่าเห้งเจียว่า มึงอ้ายชาติลิงมาแกล้งฆ่าเราเสีย
ดังนี้ได้ หากอยู่นอกเขาจับได้ไปส่งให้เจ้าเมืองก็ยังจะมีคำโต้ตอบได้บ้าง นี่มาอยู่
ในตู้ลั่นกุญแจดังนี้ อ้ายพวกขโมยลักหามมา พวกทหารแย่งเอามาดังนี้ พรุ่งนี้
เช้าเห็นเจ้าจะสำเร็จแล้ว เขาคงลงดาบฆ่าเสียดังนี้จะไม่เสียการใหญ่ไปหรือ เห้งเจีย
ได้ฟังอาจารย์บ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่า นิมนต์อาจารย์นอนให้สบายเถิด พรุ่งนี้ถ้า
เห็นเจ้าเมืองมิจฉาทิฐิแล้ว ข้าพเจ้าจะมีคำโต้ตอบเอง และจะรับประกันมิให้พระ
อาจารย์เปลืองสักเท่าเส้นขนหนึ่ง รอเข้ายามสี่เห้งเจียก็แผลงฤทธิ์เอากระบอง
เหล็กออกจากหูเสกด้วยพระคาถาเป้าไป กระบองก็กลายเป็นสว่านอันหนึ่ง เห้งเจีย
จึงเอาเจาะใต้พื้นตู้ทะลุออกรูหนึ่งแล้ว เห้งเจียก็แปลงกายเป็นมดตะนอยตัวหนึ่ง
ลอดออกมาจากตู้แล้วก็แปลงเป็นรูปเดิม เหาะขึ้นบนกลีบเมฆไปยังประตูพระราชวัง
เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินยังกำลังบรรทมหลับสนิท เห้งเจียก็แปลงฤทธิ์แบ่งภาค
ถอนขนเสกเป๋า ให้แปลงเป็นหนอนหาวนอนหลายร้อยหลายพันตัว แล้วอ่านคาถา
เรียกพระภูมิเจ้าที่ซึ่งรักษาเมืองนั้น สั่งให้เอาหนอนหาวนอนไปใส่ให้พระเจ้าแผ่น
ดินและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายในฝ่ายหน้าหลับให้หมดอย่าให้รู้สึกได้
ครั้นให้หนอนไปแก่พระภูมิเจ้าที่แล้ว เห้งเจียก็ถอนขนที่บ่าขวาออกเสกให้เห็น
เห้งเจียน้อยตั้งร้อยตั้งพัน ทุก ๆ รูปให้ถือกระบองแกว่งกวัดแปลงเป็นมืดโกน
คนละเล่มทุกคน ตัวเห้งเจียเองก็ถือมีดโกนเล่มหนึ่งแล้วก็สั่งทุกรูปที่แปลงนั้น ให้
ถือมีดโกนเข้าไปในพระราชวัง จับขุนนางใหญ่น้อยทั้งพระมเหสีนักสนมโกนผม
ให้โล้นเสียทุกคน บัดเดี๋ยวก็สำเร็จตามสั่งทุกประการ จึงไล่พระภูมิเจ้าที่ให้กลับ
ไปยังที่อยู่ของตนแล้ว เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัวเหาะกลับมาแปลงเป็นมด
ตะนอยมุดเข้าตู้ แล้วก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมคอยรักษาอาจารย์ฝ่ายนางในใหญ่น้อยครั้นจวนจะแจ้งยังไม่ทันสว่างก็พากันลุกขึ้นสะสางล้างหน้า
แต่งตัวทุก ๆ คน ไม่มีผมพากันหัวโล้นทั้งสิ้นจึงพากันไปที่ตำหนักต่างคนก็ทำดนตรี
ตามเคย ทุกคนต่างมีความโศกเศร้าโทมนัสไม่กล้าจะออกเสียงขับขาน สักประเดี้ยว
พระมเหสีก็ตกพระทัยตื่นนางรู้สึกว่าผมไม่มี จึงลุกเดินมายังข้างที่บรรทมแห่งพระ
เจ้าแผ่นดิน เห็นพระเจ้าแผ่นดินคลุมบรรทมหลับอยู่จึงแกล้งให้เสียงขึ้น พระเจ้า
แผ่นดินตกพระทัยตื่นและเห็นพระมเหสีไม่มีผม จึงลุกขึ้นตรัสถามว่าเหตุไฉนผม
จึงไม่มีดังนี้เล่า พระมเหสีกราบทูลว่าใช่จะเป็นแต่ข้าพเจ้า แม้พระองค์ก็เป็นดัง
ข้าพเจ้าเหมือนกัน จึงพระแผ่นดินยกพระหัตถ์ขึ้นลูบบนพระเศียรก็มิได้พบพระเกศา
ตกพระทัยไม่เป็นสมประดี จึงตรัสว่าเหตุไฉนจึงมาเป็นเช่นนี้ได้ในขณะนั้นทอด
พระเนตรไป เห็นสาวสนมกรมในศีรษะโล้นไม่มีผมเลยแต่สักคนเดียว พระเจ้า
แผ่นดินทรงพระกันแสงเสียพระทัยตรัสว่า ซะรอยจะเป็นด้วยเวรกรรมที่เราฆ่า
พระสงฆ์มากมายนัก บาปนั้นมาตามทัน จึงบันดาลให้เป็นไปดังนี้ จึงมีรับสั่ง
กำซับห้ามปรามว่าอย่าให้ฝ่ายในพูดจาถึงเรื่องโกนผมให้ขุนนางฝ่ายหน้ารู้เหตุ
ข้าราชการใหญ่น้อยจะพากันกำเริบร้าวราน และหาเหตุว่าเพราะเรามิได้ตั้งอยู่ใน
ยุติธรรม จึงบันดาลอุบัติเหตุให้เป็นปรากฏดังนี้ แล้ววพระองค์ก็เสด็จออกยังที่ว่า
ราชการฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยฝ่ายหน้าตามเคย ถึงเวลาเข้าเฝ้าพากัน
ไม่มีผมศีรษะโล้นไปทุกคน ต่างคนก็ทำหนังสือขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินตามมูล
เหตุที่เป็นการประหลาดนั้นฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้เห็นขุนนางทั้งหลายไม่มีผมก็ทรงนิ่งอยู่ พวก
ขุนนางจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบเป็นที่อัศจรรย์ใจที่สุดอยู่ดี ๆ เมื่อคืนนี้
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายผมหายไปหมดสิ้นด้วยกันดังนี้ ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุใดพระเจ้าแผ่นดินทรงรับหนังสือที่ขุนนางถวายแล้วลงจากพระที่นั่งเสด็จมาทอด
พระเนตรดูพวกขุนนาง เห็นแล้วจึงตรัสว่าเราและพระมเหสีนางในทุกคนก็เป็น
ดังนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่จะเป็นด้วยเหตุผลประการใดก็รู้ไม่ได้ ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรง
พระกันแสง พวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยทั้งปวงก็พากันร้องไห้ทุกคน พระ
เจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเบื้องหน้าเป็นอันขาด อย่าได้ฆ่าพระสงฆ์อีกเลย
ตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่ง พวกข้าราชการใหญ่น้อยซ้ายขวาก็
เฝ้าอยู่ตามตำแหน่งฝ้ายขุนนางองครักษ์พนักงาน จึงประกาศว่าท่านผู้ใดมีธุระด้วยกิจราชการ
อันใดจงกราบทูลเถิด ถ้าไม่มีราชการแล้วจะได้เสด็จกลับฝ่ายใน จึงขุนนางฝ่าย
ทหารกรมม้ากราบทูลขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้เที่ยว
ลาดตระเวนรอบกำแพงพระนคร เมื่อคืนนี้มีผู้ร้ายลักสิ่งของของราษฎรหามตู้มา
ทิ้งไว้พวกผู้ร้ายหลบหนีจับหาได้ไม่ ได้แต่ม้าขาวกับตู้ ๆ หนึ่งที่พวกอ้ายผู้ร้ายทิ้งไว้
จึงพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ยกตู้เข้ามาถวายเพื่อจะทอดพระเนตร พวกขุนนาง
นายทหารก็ให้ทหารไปยกตู้เข้ามาในพระราชวังฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในตู้จิตใจไม่เป็นสมประดีตัวสั่นขวัญหนีดีฝ่อ พูดว่าเรา
ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินจะพูดว่ากระไร เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจารย์อย่าบ่น
ไปเลย ข้าพเจ้าจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว หากเปิดตู้ออกเห็นพวกเราจะต้องคำนับ
ยกพวกเราว่าเป็นครู ครั้นแล้วพวกขุนนางนายทหารจึงกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน
ว่าตู้นั้นยกเข้ามาแล้ว จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสังให้เปิดตู้ พวกขุนนางก็ช่วยกันงัด
กุญแจเปิดออกโป๊ยก่ายทะลึ่งออกมาก่อน พวกขุนนางทั้งหลายเห็นโป๊ยก่ายก็พา
กันตกตะลึงพูดไม่ออก แลเห็นเห้งเจียพยุงพระถังซัมจั้งออกจากตู้ ซัวเจ๋งก็เก็บถุง
ย่ามและข้าวของตามกันออกมา โป๊ยก่ายแลเห็นขุนนางนายทหารถือม้าขาวอยู่
ก็ตรงเข้ามาร้องตวาดว่าม้าของเราเอ็งจงเอามาให้เราโดยเร็ว พวกขุนนางตกใจล้ม
คว่ำลงกับพื้น อาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนก็ยืนอยู่ตรงหน้าพระที่นั่ง ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน
เห็นคนทั้งสี่เป็นพระสงฆ์ก็ลงจากพระที่นั่ง พร้อมด้วยพระมเหสีและนางกำนัลฝ่ายใน
ทั้งพวกขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้า ก็คุกเข่าลงนมัสการกราบไว้ทุก ๆ คน จึง
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งสี่มาจากประเทศใดเมืองใด
จึงได้มาถึงนี่ ฝ่ายพระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังทิศ
ตะวันออก สมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตมภาพไปไซทีนมัสการ
พระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่าท่าน
มาแต่เมืองไกลเหตุใดจึงได้เข้าไปอยู่ในตู้ดังนี้เล่า พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า
อาตมภาพได้ทราบว่ามหาบพิตรอธิษฐานว่าถ้าพบปะพระสงฆ์ก็จะให้ฆ่าเสีย เพราะ
ฉะนั้นอาตมภาพไม่อาจจะเข้ามาในเมืองเวลากลางวัน ครั้นมาถึงในเมืองเข้า
อาศัยร้านเตี๋ยมก็ยังวิตกว่าผู้คนพลุกพล่านจะรู้เห็นว่าพวกอาตมภาพเป็นพระสงฆ์
จึงอุบายเข้าอาศัยซ่อนตัวอยู่เสียในตู้ดังนี้ ก็บังเอิญมีพวกโจรกรรมลักหามเอาตู้ไป
พวกขุนนางจึงได้จับเอาตัวมาดังนี้ บัดนี้ได้เข้าเฝ้าพระราชสมภารแล้ว ก็เปรียบ
ประดุจว่าแหวกเมฆออก เห็นดวงพระจันทร์อันแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้พระองค์ได้
ทราบพระกรุณาแก่อาตมภาพปล่อยไปโดยสวัสดิ์เถิด เพื่อเป็นพระราชกุศลอันยิ่ง
ใหญ่ของมหาบพิตรพระราชสมภารสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ท่านเป็นพระสงฆ์อันบริสุทธิ์มาจากเมืองบน
มาได้ถึงเมืองนี้ ก็ย่อมมีอภินิหารบารมีแก่กล้าเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้า
ไม่รู้สึกมิได้รับรองให้สมควรนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าได้อนุญาตเถิด เมื่อปีที่ล่วงไป
แล้วนั้น เป็นเหตุด้วยพระสงฆ์มีความหมิ่นประมาทติเตียนข้าพเจ้าเป็นข้อหยาบช้า
ข้าพเจ้าจึงได้ตั้งสัจจาอธิษฐานขอฆ่าพระสงฆ์หมื่นรูป ในเวลาคืนนี้บันดาลให้
ข้าพเจ้ากับขุนนางข้าราชการใหญ่น้อย และพระมเหสีนางกำนัลพระสนมใน มี
ผมอันหายไปทุก ๆ คนดังนี้ ขอท่านได้กรุณาโปรดให้โอวาทสั่งสอนแก่ข้าพเจ้าทั้ง
หลายชายหญิงจะยอมเป็นสานุศิษย์กระทำตามถ้อยคำแห่งท่าน โป๊ยก่ายได้ฟัง
พระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงพูดว่าแม้พระองค์จะยอมเห็นสานุศิษย์นั้น จะมีสิ่ง
ของอันใดมาคำนับบูชาหรือ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า แม้ว่าท่านได้กรุณา
อนุเคราะห์สั่งสอนแล้ว ข้าพเจ้าจะนำสิ่งของแก้วแหวนเงินทองมากระทำสักการ
บูชาโดยความเคารพอย่างยิ่ง เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงทูลว่า
พระองค์จะตรัสไปทำไมถึงแก้วแหวนเงินทอง พวกข้าพเจ้าเป็นสมณะไม่ยินดีใน
ทรัพย์สมบัติเงินทอง มีความต้องการอยู่ก็แต่ที่จะขอให้พระองค์โปรดเปลี่ยน
หนังสือเดินทางพระราชทานอนุญาตให้ไปประเทศไซที่ได้แล้ว ก็เป็นพอใจสม
แก่ความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้งหลาย อานิสงส์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชสงเคราะห์
หากจะบันดาลให้บ้านเมืองของพระองค์มีความเจริญยิ่งยืนอยู่สิ้นกาลนานใน
ภายหน้า สมเด็จพระเจ้าพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องโต๊ะแจ
ถวาย ครั้นเสร็จแล้วก็ทรงเคารพพร้อมกันทั้งขุนนางข้าราชการฝ่ายใน และฝ่าย
หน้าทรงนับถือว่าเป็นผู้วิเศษบริสุทธิ์ประเสริฐ์ ครั้นแล้วก็ทรงประทับตราเปลี่ยน
หนังสือเดินทาง ถวายให้พระถังซัมจั้งไป พระเจ้าแผ่นดินจึงขอให้พระถังซัมจั้ง
เปลี่ยนนามแผ่นดินให้เสียใหม่ เห้งเจียจึงทูลว่านามเมืองของพระองค์ก็ดีอยู่แล้ว
ขัดแต่อักษรที่ว่าทำลายนั้นไม่ดี ควรจะแปลงเปลี่ยนให้เรียกว่าเมืองรักษาธรรม
หากจะเป็นสริมงคลแก่พระองค์และพระวงคานวงศ์ข้าราชการและราษฎรทังหลาย
จะมีแต่ความสุขความเจริญอันยิง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนันมีพระทัย
โสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงกระทำความเคารพขอบคุณเป็นอันมาก แล้วจึงรับสั่ง
ให้เจ้าพนักงานรถจัดรถเพื่อจะได้ส่งพระถังซัมจั้ง ครั้นเจ้าพนักงานจัดรถเสร็จแล้ว
ก็เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามขึ้นนั่งรถ พระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการ
ฝ่ายในตามส่งไปจนนอกพระนคร แล้วก็พากันกลับเข้าเมืองฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ ครั้นออกจากเมืองรักษาธรรมแล้ว พระถังซัมจั้งอยู่บน
หลังม้ามีความโสมมัสยินดียิ่งนัก จึงสรรเสริญเห้งเจียว่าคิดการครั้งนี้กระทำให้
สำเร็จประโยชน์ได้สองฝ่าย ซัวเจ็งถามว่าพี่ไปหาช่างโกนผมที่ไหนมา กระทำ
การให้ทันแก่ความต้องการได้รวดเร็วดังนี้ เห้งเจียจึงเล่าให้ฟังตามที่ได้กระทำมา
ทุกประการ อาจารย์กับศิษย์ได้ฟังเห้งเจียเล่า ก็พากันหัวเราะทุกคน เวลากำลัง
เดินอยู่นั้น และไปข้างหน้าเห็นภูเขาสูงเทียมเมฆขวางหน้าอยู่ พระถังซัมจังยอ
ม้าให้หยุด ชี้บอกว่าสานุศิษย์ลงดูข้างหน้านั้น มีภูเขาสูงงพวกเราจงระวังให้ดี เห้งเจีย
ได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะป้องกัน
รักษามิให้เป็นอันตราย พระถังซัมจั้งพูดว่าท่านอย่าว่าไม่เป็นไร อาตมาคิดดูที่ยอด
เขาสูงนั้นมีหมอกฟุ้งขึ้นสำแดงอาการว่าเป็นไอร้าย ใจคออาตมภาพไม่สบายให้
หวาดหวั่น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจารย์เห็นจะลืมพระคาถาของพระโอเช้า
เสียแล้วหรือ พระถังซัมจังว่ายังจำไว้ไม่ลืม เห้งเจียว่าถึงจำได้ก็จริงแต่คำอรรถ
คาถาสี่บทนั้นเห็นจะจำไม่ได้ พระถังซัมจั้งถามว่าคาถาสี่บทนั้นอย่างไร เห้งเจีย
จึงอ่านคำอรรถขึ้นว่า ฮุดตัวเล่งซัวบ๊อกอ้วนคิ้ว เล่งซัวจี้ตัวนี้ซิบเท้า นั้ง ๆ อู๋ไก้
เล่งซัวถะเอ้ชีวบทที่หนึ่งแปลว่าพุทธอยู่ยังเขาเล่งซัวอย่าหาไกล บทสองว่าเขา
เล่งซัวอยู่ที่หัวใจท่าน บทที่สามว่าทุก ๆ คนก็มีเจดีย์เล่งซัว บทที่สี่ว่าหากได้ดีก็
บวชให้เจดีย์เล่งซัว พระถังซัมจังจึงพูดว่ามิใช่จะไม่รู้เมื่อไร แม้ว่าเราทั้งหลาย
อาศัยคาถาสี่บทนี้ รักษาธรรมร้อยหมื่นคำภีร์ก็จะต้องรักษาจิตเป็นต้น เห้งเจีย
พูดว่าการทั้งนั้นไม่ต้องแสดงจิตบริสุทธิ์สว่างใส จิตสำรวมลงเป็นหนึ่ง สารพัดจะ
ใสสะอาดทั้งสิ้น ถ้าปล่อยให้เคลื่อนคลาดเพราะความเกียจคร้าน ร้อยพันหมื่นปี
ก็จะไม่สำเร็จได้ จะต้องอาศัยความตั้งจิตตรงอย่างเดียว วัดลุ่ยอิมยี่ก็อยู่ต่อจักษุ
นั้นเองทำจิตครั่นคร้ามหวั่นหวาดสะทกทะท้านอยู่เหมือนอาจารย์ดังนั้น มรรคผล
ก็ไกลวัดลุ่มอิมยี่ก็ไกล อาจารย์อย่ามีความสงสัยเคลือบแคลงจจตั้งจิตตามข้าพเจ้า
ไปเถิด พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงให้ฟังดังนั้น จิตใจก็ค่อยสว่างหายความ
วิตกวิจารณ์ทุกข์ร้อน อาจารย์กับศิษย์สี่คนก็ตั้งหน้าพากันเดินไป มาประเดี้ยวก็
ขึ้นเขา เวลากำลังเดินอยู่ก็ได้ยินเสียงลมพัดมาดังอู้ ๆ พระถังซัมจั้งตกใจร้องว่า
ลมเกิดแล้ว เห้งเจียพูดว่าลมก็มีต่าง ๆ กันทั้งสี่ฤดูจะวิตกหวั่นหวาดกลัวอะไรแก่
ลมเล่า พูดยังไม่ทันจะขาดคำลง แลไปก็เห็นหมอกที่ยอดเขาฟุ้งขึ้นออกกลุ้ม เห้งเจีย
ร้องว่าอย่าวุ่นวายนิมนต์อาจารย์ลงจากม้าก่อน น้องทั้งสองคอยรักษาอาจารย์ไว้
ให้ดีพี่จะไปดูก่อนจะมีเหตุร้ายดีประการใด เห้งเจียเหาะขึ้นไปกลางอากาศเอามือ
ป้องหน้าเหนือคิ้ว สอดตาพิเคราะห์ดูลงไปที่เนินเขา ก็เห็นที่ข้างเพิงเขาที่ลาดมี
ปิศาจยักษ์ใหญ่นั่งอยู่ท่ามกลาง ปิศาจน้อย ๆ ห้าหกสิบตน ปิศาจยักษ์กำลังเป๋า
มนต์แผลงฤทธิ์พ่นเป็นหมอก เห้งเจียคิดว่าถ้าเราจะเอากระบองกระทุ้งถูกมัน
ตายก็จะได้ แต่หากจะเป็นที่ครหาติเตียนได้ว่าเราลอบทำร้ายเขา ไม่กล้าสู้ตรง
หน้าอย่าเลยเราจะกลับไปให้โป๊ยก่ายมาต่อสู้แก่มันดูก่อน แม้ว่าโป๊ยก่ายจะไม่พอ
ใจมารบสู้แก่ ปิศาจ เราก็จะหาอุบายให้มาจงได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็ลดลงยังพื้นเดิน
มาหาอาจารย์ พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมา จึงถามว่าท่านไปดูทีเกิดหมอกนั้น
ได้เห็นว่ามีเหตุดีหรือร้ายประการใด เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปดูโดยละเอียดแล้ว
ไม่มีเหตุร้ายอะไรที่ไหน พระถังซัมจั้งพูดว่าเห็นจะเป็นดังนั้นจริง ดูความหวาดหวั่น
ได้ค่อยคลายลงแล้ว เห้งเจียหัวเราะพูดว่าข้าพเจ้าเคยพิจารณาเหตุการณ์เนื่อง ๆ
ก็ไม่ใคร่จะผิด มาครั้งนี้ดูก็ผิดไปมาก ที่หมอกลมเกิดนั้น หากจะมีปิศาจร้ายอะไร
สักอย่างหนึ่ง อันที่จริงก็หาใช่ไม่ พระถังซัมจั้งถามว่าไม่ใช่ยักษ์ร้ายก็จะเป็นอะไร
เล่า เห้งเจียตอบว่าที่ข้างหน้านั้นไม่สูู้ไกลมีหมู่บ้านคนใจบุญให้ทาน ที่หมอกขึ้น
ขาวนั้นคือเขาหุงข้าวนึ่งขนมต้มแกงถวายพระสงฆ์ จึงมีไอควันฟุ้งขึ้นดังนั้นโป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงมาจับมือเห้งเจียกระซิบถามว่า พี่ไปกิน
มาอิ่มแล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าได้กินบ้างแต่ยังไม่อิ่มเพราะกับข้าวเขาทำมันเค็มมาก
ไปจึงกินไม่ได้มาก โป๊ยก่ายพูดว่าตามที่เถิดถึงจะเค็มก็ไม่ว่า ขอให้ข้าพเจ้ากินให้
อิ่มท้องก็แล้วกัน เห้งเจียถามว่าเจ้าอยากจะกินหรือ โป๊ยก่ายตอบว่าอย่างนั้นซี
ท้องข้าพเจ้าออกจะหิวอยากจะไปกินได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่า
บิดายังอยู่ไม่ควรจะทำล่วงเกิน อธิบายพระอาจารย์ยังอยู่นีเราจะล่วงไปก่อนได้หรือ
โป๊ยก่ายหัวเราะว่าหากพี่ไม่พูดขึ้นข้าพเจ้าก็จะไปได้ เห้งเจียว่าเอาเถอะพี่จะไม่
พูดเจ้าจะทำอย่างไรไปให้ได้ โป๊ยก่ายเข้าใจมีอุบายมาก จึงเดินมาที่ตรงหน้า
อาจารย์แล้วพูดว่า พระอาจารย์พี่เห้งเจียแกบอกว่าที่ข้างหน้านั้น มีบ้านคนใจบุญ
สุนทานเลี้ยงพระ พระอาจารย์จงดูม้าไว้ข้าพเจ้าจะไปดูบางทีจะมีหญ้า ถ้ามีข้าพเจ้า
ก็จะเกี่ยวมาให้ม้ากินจะไม่เสียเวลา ๆ นี้หมอกนั้นก็สงบแล้ว อาจารย์รอนั่งสัก
ประเดี๋ยว ข้าพเจ้ากลับมาแล้วพระอาจารย์จึงเข้าไปบิณฑบาตฉันต่อทีหลัง พระ
ถังซัมจั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าไปมาเร็ว ๆ จงระไวระวัง
ให้มาก ๆ อย่างประมาท โป๊ยก่ายดีใจหัวเราะแล้วก็ออกเดิน เห้งเจียเดินตามไป
สั่งว่า ที่บ้านเลี้ยงพระสงฆ์นั้น ล้วนแต่รูปร่างงาม ๆ รูปร่างไม่หยาบช้าเช่นรูปเจ้า
น้องจงแปลงกายให้สวยงามไปจึงจะดี โป๊ยก่ายก็เชื่อเห้งเจียจึงเดินเข้าแอบที่
ซะวากเขา ร่ายพระเวทย์คาถาแปลงกายเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ยท้องโต
มือถือประคำเดินมาปากก็ภาวนาพลาง แต่หาใช่พระธรรมไม่ บ่นว่าบ้านคนใจบุญ
เลี้ยงพระสงฆ์เท่านั้นฝ่ายปิศาจ เรียกลมเรียกหมอกกลับแล้วก็สั่งบริวารให้ไปตั้งกองสกัดปากทาง
คอยคนเดินทางมาถึงที่นั้นจะได้จับเอาตัวไว้ฝ่ายโป๊ยก่ายรื่นเริงในใจเดินมาประเดี้ยวหนึ่งก็ถึงที่พวกปิศาจตั้งกองสกัดอยู่
พวกปิศาจแลเห็นก็กรูกันเข้าล้อมจับโป๊ยก่าย โบ๊ยก่ายร้องว่าไว้ให้เรากินเลี้ยง
พระสงฆ์ก่อน พวกปิศาจถามว่าจะไปกินเลี้ยงที่ไหน โป๊ยก่ายพูดว่าพวกชาวบ้าน
แกเลี้ยงพระสงฆ์มิใช่หรือ พวกปิศาจว่าเจ้ายังไม่รู้สึกพวกเราจะมาคอยกินเนื้อ
พระสงฆ์ ใครจะเลี้ยงพระสงฆ์ที่ไหน พวกปิศาจสำแดงเหตุต่อไปว่า พวกเราสำเร็จ
ภาคเป็นเซียนอยู่ในที่นี้ ตั้งใจคอยจับพระสงฆ์เอาไปถึงที่อยู่แล้วล้างใส่กระทะต้ม
ให้สุกจะได้สู่กันกิน เจ้ากลับจะมากินเครื่องเลียงอีกหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจพูด
ดังนันก็ให้คิดแค้นเห้งเจียว่า อ้ายเป๊กเบ๊อนคนนี้ไม่มีดีจริง ๆ มันหลอกเราว่าที่ตรงนี้
เขาเลี้ยงพระสงฆ์ อันความจริงก็คือที่รังปิศาจนั่นเองพวกปิศาจก็รีบจับดึงไป
โป๊ยก่ายทนไม่ได้ก็กลับเป็นรูปเดิม ซักคราดเหล็กออกสับฟาดถูกพวกปีศาจแตก
กระจายไปทั้งสิ้น พวกปิศาจบริวารก็วิ่งไปบอกแก่นายของตนว่า บัดนี้มีพวกพระ
สงฆ์องค์หนึ่งเดินมา พวกข้าพเจ้าเข้าจับไว้แล้วจะเอามาต้มแกงกินเนื้อมัน ไม่รู้เลย
ว่ามันแปลงกายได้ มันมีอาวุธไล่สับฟันพวกข้าพเจ้าต้านทานไม่ไหวต้องหลบหนีฝ่ายปิศาจใหญ่ได้ฟังบ่าวบอกดังนั้นจึงถามว่า มันเปลี่ยนแปลงกายได้อย่างไร
พวกบริวารบอกว่าแปลงเป็นรูปคนมีปากยาวใบหูใหญ่มีขนที่ท้ายทอยรุงรังสอง
มือถือคราดเหล็ก พวกข้าพเจ้าเห็นมีกำลังวังชาเชี่ยวชาญมาก ก็พากันวิ่งหนี
กลับมาบอกไต้อ๋องให้ทราบ ปิศาจใหญ่ได้ฟังก็จับเครื่องมือถือสากเหล็กอันหนึ่ง
เดินออกไป เห็นโป๊ยก่ายรูปร่างหยาบคายน่าเกลียด จึงร้องตวาดถามว่าเจ้ามา
จากไหนชื่อเรียงเสียงไรบ้านช่องอยู่ที่ไหนจงรีบบอกมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตให้เจ้า
โป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายลูกแก้วเองจำปู่ตาไม่ได้แล้วหรือ เราคือ
เป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจัง พระอนุชาของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ นามเราชื่อ
ว่าตือโป๊ยก่ายเจ้าไม่รู้หรือ ปิศาจว่าอ่อเจ้าเข้าเป็นสานุศิษย์ถังซัมจั้งหรือข้าเข้าใจ
แล้ว เราได้ยินว่าเนื้อถังซัมจั่งกินอร่อยนัก เจ้าอย่าหนีไปจงดูสากเหล็กนี้ก่อน โป๊ย
ก่ายได้ยินดังนั้นก็เตรียมตัวเข้มแข็งแล้ว ก็เข้ารบกับปิศาจ ปิศาจก็ร้องให้บริวาร
ล้อมจับโป๊ยก่าย พวกบริวารปิศาจได้ยินนายสั่งดังนั้น ก็เข้ากลุ่มรุมกันอยู่ฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังพระอาจารย์นึกถึงโป๊ยก่ายเผลอไปก็หัวเราะขึ้น ซัว
เจ๋งถามว่าพี่หัวเราะอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายอ้ายชาติตะกละ ได้ยิน
พูดถึงของกินมันก็อยาก พี่จึงหลอกให้มันไป ๆ ก็นานแล้วยังไม่เห็นกลับมา หากว่า
มันรบกับปิศาจได้ชัยชำนะก็คงกลับมาก็จะมีความชอบว่ารบชนะปิศาจ ถ้าหาก
มันแพ้แก่ปิศาจ ปิศาจจับไปได้ไม่รู้ว่ามันจะบ่นด่าพี่สักกี่กระบุง เห้งเจียพูดดังนั้น
แล้วจึงกำซับซัวเจ๋งว่าน้องอย่าพูดให้อาจารย์รู้เหตุ พี่จะไปตามดูโป๊ยก่ายจะเป็น
ประการใด เห้งเจียสั่งซัวเจ็งแล้ว ก็ถอนขนที่ท้ายทอยออกหนึ่งเส้น เสกให้เป็น
รูปเห้งเจียปลอมนั่งอยู่ข้างหลังอาจารย์ แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศแลไปดูเห็นพวก
ปิศาจกำลังล้อมโป๊ยก่ายอยู่ท่ามกลาง เพลงอาวุธดูถ้าจะเกะกะไม่ได้การ เห้งเจีย
เห็นดังนั้นก็ลดลงกับพื้นร้องบอกโป๊ยก่ายว่าพี่มาแล้วอย่าวิตก โป๊ยก่ายได้ยินเสียง
ก็จำได้ว่าเห้งเจีย ก็เกิดกำลังขึ้นทันที ตรงเข้าฟาดฟันโดยความกล้าหาญ ฝ่าย
ปิศาจไต้อ๋องเห็นโป๊ยก่ายรบรุกกระชั้นเข้ามารอรับไม่อยู่ก็พาพวกบริวารถอนหนีไป
ยังสำนัก เห้งเจียเห็นปิศาจพ่ายแพ้ไปแล้วก็มิให้โป๊ยก่ายเห็นตัวเลยเหาะกลับมายังที่
โป๊ยก่ายมีชัยชนะปิศาจแล้วก็กลับมาหาอาจารย์ ปากจมูกน้ำมูกน้ำลายไหล
ยืดยาดเป็นฟอง เหงื่อก็ไหลออกโทรมตัวหายใจกระหืดกระหอบวิ่งกลับมาถึร้อง
เรียกอาจารย์พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่า โป๊ยก่ายไปเกี่ยวหญ้าม้า
ทำไมจึงมีกิริยาวุ่นวายกลับมาดังนี้ โป๊ยก่ายทิ้งคราดลงกับพื้นแล้วทุบอกกระทีบ
เท้าพูดว่า พระอาจารย์จะพูดออกมาก็อายตาย พี่เห้งเจียแกทำหลอกข้าพเจ้าว่า
ข้างหน้านั้นมีบ้านคนใจบุญ ที่มีหมอกขึ้นขาวนั้นคือเขาต้มหุงนึ่งขนมถวายพระสงฆ์
ในท้องข้าพเจ้ามีความหิวโหยคิดจะได้กินก่อน จึงได้เอาเหตุหญ้านั้นเป็นประธาน
ไม่รู้เลยว่าเป็นที่ปีศาจมันพากันล้อมข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าบุกบั่นสู้รบกับปิศาจพักหนึ่ง
หากไม่มีพี่เห้งเจียตามไปร้องเรียกให้เกิดกำลัง ที่ไหนเลยข้าพเจ้าจะลอดพ้นแห
อวนมาได้ เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายชาติหมูพูดเลอะเทอะ
หากเจ้าไปเที่ยวทำหัวขโมยเอาความร้ายมาใส่ให้ผู้อื่นดังนั้นหรือ ข้านั่งเฝ้ารักษา
พระอาจารย์อยู่ยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปข้างไหนพระถังซัมจั่งจึงพูดว่าเห้งเจียนั่งอยู่
กับอาตมาที่นี่ ทำไมจึงว่าเขาไปข้างไหน โป๊ยก่ายกระโดดมาพูดว่าพระอาจารย์
ไม่เขาใจ พี่เห้งเจียแกมีตัวแทนได้ พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่ามีตัวแทนได้จริง
ดังนั้นหรือ เห้งเจียไม่กล้าจะปดจึงว่าจริง ข้าพเจ้าเห็นว่าปิศาจไม่สู้รุนแรงมันไม่
สามารถจะทำร้ายพวกเราได้ จึงหลอกให้โป๊ยก่ายไปก่อน เห้งเจียพูดว่าจึงเรียก
โป๊ยก่ายมาสั่งว่า จะมอบให้น้องเป็นคนตรวจดูพวกเราจะรักษาป้องกันอาจารย์
ข้ามที่ดุร้ายฉุกเฉินดังคุมพลทหารฉะนั้น โป๊ยก่ายถามว่าคุมพลทหารอย่างไร
ข้าพเจ้ายังไม่สู้เข้าใจแน่ขอพี่ชี้แจงให้เข้าใจก่อน เห้งเจียพูดว่าน้องต้องออกหน้า
เช่นทหารทัพหน้านำทางและนำพล บางทีจะมีผีและยักษ์ร้ายมากั้นกางน้องเข้า
รบปะทะหน้าชนะปิศาจได้จะคิดความชอบให้น้องเป็นที่หนึ่ง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจีย
พูดดังนั้น ก็ตรึกตรองอยู่ในใจว่า ปิศาจนั้นฝีมือก็ไม่เกินเราไปได้ จึงรับแก่เห้งเจีย
ว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอรับนำทางเองเห้งเจียจึงนิมนต์อาจารย์ขึ้นม้า ซัวเจ๋ง
หาบของตามหลังโป๊ยก่ายออกนำหน้าเดินขึ้นเขาฝ่ายปิศาจรบแพ้โป๊ยก่ายแล้วก็หนีกลับไปยังที่ ขึ้นนั่งบนแท่นหินไม่พูดจาว่า
กระไร พวกบริวารจึงเข้ามาถามว่า ทุก ๆ ครั้งออกไปกลับเข้ามาย่อมมีความรื่นเริง
วันนี้กลับเข้ามาทำไมจึงมีแต่ความโศกเศร้าดังนี้ ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดแก่บริวารว่า
เราเคยทุก ๆ ครั้งออกไปเที่ยวตามภูมิเขาไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ คงได้กินเนื้อเล่น
ตามสบายใจ วันนี้เราออกไปบังเอิญไปพบคนซึ่งคู่ต่อสู้กันพวกบริวารถามว่า คู่
ต่อสู้แก่ไต้อ้องนั้นคือใครที่ไหน ปิศาจไต้อ๋องบอกว่าคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่ง
อยู่เมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ณ ประเทศไซที คนนั้นชื่อว่าตือ
โป๊ยก่าย ถือคราดเหล็กเป็นอาวุธ เราต่อสู้ไม่ไหวจึงได้หนีมา เรายังมีความร้อน
ใจด้วยได้ยินว่าพระถังซัมจังบวชเรียนบริสุทธิ์มาสิบชาติแล้ว หากผู้ใดได้กินเนื้อ
เธอก้อนหนึ่ง อายุจะยืนยาวไปได้ช้านาน เข้าใจว่าถ้าเธอมาถึงเขานี้ก็จะได้จับต้มกิน
ไม่รู้ว่าเธอมีสานุศิษย์มีฝีมือเชี่ยวชาญดังนี้ พูดยังไม่ทันจะขาดคำลง ในหมู่บริวาร
นั้นมีปิศาจตนหนึ่งพูดขึ้นว่า ไต้อ้องพูดว่าจะใคร่กินเนื้อถังซัมจั้งนั้นเห็นจะไม่สำเร็จ
ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจะไม่สำเร็จ ปิศาจน้อยตอบว่าหากสำเร็จได้พระถังซัม
จังก็จะมิได้มาถึงนี่ พวกปิศาจยักษ์ร้ายทั้งหลายในที่อื่น ๆ ก็คงจะกินเสียแล้ว
พระถังซัมจั่งเธอมีศิษย์สามคน คนที่หนึ่งชื่อซึงหงอคง คนที่สามชื่อซัวเจ๋ง คนที่
สองซึ่งมารบแก่ไต้อ๋องนั้นชื่อตือโป๊ยก่าย ไต้อ๋องถามว่าฝีมือซัวเจ๋งกับตือโป๊ยก่าย
ใครจะดีกว่ากัน พวกปิศาจบริวารบอกว่า แพ้กันไม่ไกล ไต้อ๋องถามว่าสองคนนี้
กับเห้งเจียใครจะดีกว่ากัน ปิศาจบอกว่าข้าพเจ้าไม่อาจจะบอกได้ ซึ่งเห้งเจียนั้น
มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยขึ้นไป
บนสวรรค์ทำสงครามแก่เทพบุตรทั้งหลาย หมู่เทพยดาไม่มีผู้ใดจะต่อต้าน ทำไม
ไต้อ๋องจะอาจกินเนื้อถังซัมจั้งได้ ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเหตุใดเจ้าจึงรู้ได้โดยละเอียด
ดังนี้เล่า ปิศาจน้อยตอบว่า เดิมข้าพเจ้าเคยอยู่ที่เขาชื่อท่อซัวถ้ำชือท่อต้อง ไต้อ้อง
ซือท่อคือพระยาสิงโตเธอไม่รู้ร้ายดีอยากจะกินเนื้อถังซัมจัง ถูกมือเห้งเจียเอา
กระบองเหล็กตีรุกเข้ามาในถ้ำประตูและหลังหอหน้าต่างหักพังทลายละเอียดไป
ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงได้หนีออกทางประตูข้างหลัง จึงได้รอดชีวิตมาอาศัยอยู่กับไต้
อ้องจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ทราบเรื่องโดยละเอียดดังนี้ ปีศาจไต้อ๋อง
ได้ฟังบริวารชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีจิตหวั่นครั่นคร้าม ในขณะนั้นมีปิศาจน้อยตน
หนึ่งพูดขึ้นว่าไต้อ๋องอย่ามีความวิตกเลย แม้ว่าได้อ๋องอยากกินเนื้อถังซัมจั่งแล้ว
ข้าพเจ้าจะคิดจับตัวให้จงได้ ไต้อ๋องถามว่าเจ้ามีสติปัญญาความคิดอย่างไรจึงจะ
สามารถจับพวกถังซัมจั้งได้ ปิศาจน้อยตนนั้นจึงชี้แจงว่า ข้าพเจ้ามีกลอุบายอยู่
ประการหนึ่งเรียกว่า ปุนเปียนบ้วนฮวยเก๋ย ปิศาจไต้อ๋องถามว่าแปลว่ากระไรจึง
เรียก ปุ่นเปียนบ้วยฮวยเก้ย ปิศาจน้อยตอบว่า ในหมู่บริวารของเรานี้ เรียกมา
ให้พร้อมกันแล้วเลือกคัดเอาสักสามคน ให้เข้าใจในการแปลงกายได้แปลงปลอม
ให้เหมือนรูปไต้อ๋องทั้งสามคนแล้ว ถือสากเหล็กทั้งสามคน ไปซุ่มคอยดักอยู่ตาม
ทางให้คอยเข้ารบกับเห้งเจียคนหนึ่ง รบกับโป๊ยก่ายคนหนึ่ง รบกับซัวเจ็งคนหนึ่ง
สามคนแยกกันรบกับพี่น้องให้ออกคนละต่างหากกันแล้ว ฝ่ายไต้อ๋องอยู่กลาง
อากาศเอื้อมมือลงมาจับเอาถังซัมจั๋งไปจะยากอะไร เปรียบเหมือนล้วงของในถุง
ฉะนั้น ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี พูดว่าความคิดอันนี้ดีจริง ถ้าจับ
ถังขัมจั้งได้เราจะตั้งให้เป็นเซียนฮองแม่ทัพหน้า จึงสั่งให้ประชุมบริวารในถ้ำมา
พร้อมกัน คัดเลือกได้สามคนในการที่เปลี่ยนแปลงกายได้ จึงให้แปลงเป็นไต้อ๋อง
ถือสากเหล็กทั้งสามคน ให้ไปคอยดักซุ่มอยู่ตามทางเสร็จแล้วฝ่ายพระถังซัมจั้งจิตใจก็ใสบริสุทธิ์เดินตามหลังโป๊ยก่ายขึ้นเขามา เดินมาได้
สักครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้ามาจะจับตัวพระถังซัมจั่ง
เห้งเจียแลไปที่ข้างทางเขาแลเห็นจึงร้องว่า ปิศาจยักษ์มาแล้วเหตุใดไมรีบลงมือ
เล่า โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ชักคราดออกฟาดฟันปิศาจ ปิศาจก็ถือสากเหล็กเข้า
ต่อสู้แก่โป๊ยก่าย ต่างรบกันชุลมุนอยู่ที่ข้างเนินเขา แลเห็นปิศาจอีกตนหนึ่งอยู่ใน
พุ่มไม้ กระโดดออกมาร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้าไล่จับพระถังซัมจั๋ง เห้งเจีย
แลเห็นจึงร้องว่าโป๊ยก่ายทำไมจึงปล่อยให้ปิศาจมาจับอาจารย์ดังนี้เล่า เห้งเจียจึง
ซักกระบองออกจากหูสกัดตีปิศาจ ปิศาจก็ไม่พูดจาว่ากระไร ถือสากเหล็กเข้ารบ
กับเห้งเจียอยู่ที่ข้างทาง เห้งเจียกำลังรบอยู่ข้างนี้ก็ได้ยินเสียงข้างหลังเขามีปิศาจ
ออกมาสกัดจับพระถังซัมจังอีกตนหนึ่งซัวเจ๋งเห็นดังนันก็ตกใจจับพลองเหล็ก
ออกไปสกัดไว้ ปิศาจปลอมก็เข้ารบกับซัวเจ๋งตามอุบายที่คิดกันไว้ รบกันชุลมุน
วุ่นวายทั้งสามคน ปิศาจรบพลางล่อพลาง ซัวเจ๋งไล่ออกห่างพระถังซัมจั้งฝ่ายปิศาจไต้อ้องอยู่บนอากาศ เห็นพระถังซัมจังนั่งอยู่บนหลังม้าแต่ผู้เดียว
จึงยื่นมือลงมาจับรวบเอาพระถังซัมจั้งไปได้ แล้วก็รีบเหาะกลับไปยังถ้ำ แล้วก็
เรียกปิศาจน้อยที่คิดอุบายให้นั้น ให้เป็นเซียนฮองในทันใดนั้นฝ่ายปีศาจน้อยพูดถ่อมตัวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเป็นเซียนฮองได้ ปิศาจ
ไต้อ๋องจึงพูดว่า เราได้ลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะตั้งให้เป็นเซียนฮอง ดุจดังผ้าขาว
ย้อมสีดำจะกลับได้ที่ไหน พวกเจ้าจงไปจัดแจงล้างหม้อและกระทะให้สะอาด แล้ว
จงต้มถังซัมจั้งให้สุกเราจะได้สู่กันกินคนละก้อน อายุพวกเราจะได้ยืนอยู่ตั้งหมื่น
ปีมิได้รู้จักแก่เฒ่า ปิศาจเซียนฮองจึงห้ามว่า อันพระถังซัมจั้งนั้นไต้อ๋องไม่ควรกิน
ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า ก็จับมาได้แล้วเหตุไฉนจะไม่ควรกินอีกเล่า ปิศาจเซียนฮองพูดว่า
ถ้าไต้อ๋องจะกินเนื้อถังซัมจั้งแล้วต้องระวัง คือโป๊ยก่ายซัวเจ้งไม่สู้กระไรนัก สำคัญ
ที่สุดเพียงเห้งเจียนั้นร้ายแรงเหลือเกิน เธอรู้เข้าแล้วก็จะมารบแก่พวกเรา จะเอา
ตะบองเหล็กกระทุ้งยอดเขาให้ทะเล ภูเขาก็จะแยกทลายออกไป พวกเราก็จะไม่มี
ที่อยู่อาศัย ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะทำประการใดดี เซียนฮองจึง
พูดว่าถ้าหากตามความคิดของข้าพเจ้านั้น ต้องเอาถังซัมจั้งไปมัดไว้กับต้นไม้ที่ลับ
หลังสวน รอสักสามวันถ้าสานุศิษย์เธอไม่มาตามแล้ว เวลานั้นเราจึงค่อยเอา
ถังซัมจั้งมาต้มแกงกินให้สบายใจ ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังเซียนฮองแนะนำดังนั้นก็พลอย
เห็นชอบไปด้วย จึงสั่งให้พวกบริวารเอาตัวถังซัมจั้งไปไว้ที่หลังสวนตามความคิด
ของเซียนฮองฝ่ายพระถังซัมจั้งต้องมัดทรมานอยู่กับต้นไม่ คิดขึ้นมาถึงตนก็ร้องไห้คร่ำ
ครวญว่า สานุศิษย์เอ๋ยเจ้าทั้งสามมัวรบอยู่กับปิศาจข้างโน้น เรามาต้องรับทุกข
เวทนาอยู่ข้างนี้ วันใดจะได้พบกันอีก คิดไปดูเห็นเราจะสิ้นชีวิตเสียในครั้งนี้เป็น
แน่ กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ดังนั้น ได้ยินเสียงคนร้องเรียกถามอยู่บนต้นไม้ว่า
ท่านพระสงฆ์ท่านมาแล้วหรือ พระถังซัมจั้งร้องถามไปว่า ท่านที่มาเรียกถามนั้น
อยู่ที่ไหนคือใคร คนนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าคนตัดฟืนขาย ปิศาจมันจับมามัดไว้ได้
สามวันแล้ว มันจะต้มกินเนื้อข้าพเจ้าวันใดก็ยังไม่รู้ พระถังซัมจังพูดว่า ถึงท่าน
ไซอิ๊ว ๗๒๘
จะตายในวันนี้ก็ไม่มีห่วง เพราะจะตายไปแต่ผู้เดียวไม่เป็นห่วงอะไร แต่อาตมาจะ
ตายไม่สะดวก คนตัดฟืนถามว่าท่านเป็นคนบวชเรียน และเป็นสงฆ์ทำไมจะตาย
ไม่สะดวกเล่า พวกถังซัมจั้งว่า อาตมาจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะได้
รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปนมัสการพระพุทธเจ้ารับพระไตรปิฎกไป
ทำพิธีสวดกุศล ช่วยโปรดสัตว์ในเมืองนรกที่ไม่มีญาติให้พ้นทุกข์ อาตมภาพจะ
เอาชีวิตมาทิ้งเสียดังนี้ จะมิได้สำเร็จประโยชน์อันใหญ่หรือ พวกผีที่ตายในการ
ข้าศึกยังมิได้ผุดเกิดนั้น จะไม่ตั้งใจคอยหรือ จะเสียการไปทั้งสิ้นจะตายสะดวก
ที่ไหนได้เล่า คนตัดฟืนจึงพูดว่า ท่านเป็นสงฆ์ก็ห่วงถึงการดังนั้นก็จริงแล้ว แต่
ข้าพเจ้าก็แสนจะซ้ำใจ ด้วยตั้งแต่เล็กมาบิดาก็ตาย อยู่กับมารดาก็ขัดสนจนยาก
ต้องตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิตตัวกับมารดาเท่านั้น ปีนี้มารดาอายุก็แปดสิบสามแล้ว มีแต่
ข้าพเจ้าผู้เดียวหาเลี้ยงมารดาอยู่ แม้ข้าพเจ้าตายเสียแล้วใครจะหาเลี้ยงต่อไปเล่า
พระถังซัมจั้งได้ฟังคนตัดฟืนก็ยิ่งมีความเศร้าโศกทวีมากขึ้นอีก จึงพูดแก่คนตัดฟืนว่า
เมื่อคิดไปแล้วก็ยิ่งแสนเวทนา ท่านห่วงถึงมารดา ข้าพเจ้าห่วงถึงเจ้านายที่มี
พระคุณอันยิ่ง พูดดังนั้นแล้วก็พากันร้องไห้ไม่หยุดกันทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียรบกับปิศาจที่เนินเขา ปิศาจแพ้แล้วก็หลบหนีไป เห้งเจียหันกลับ
มาหาพระอาจารย์ก็ไม่เห็นอาจารย์ ยังเหลือแต่ม้ากับถุงย่าม เห้งเจียตกใจก็ยก
หาบจูงม้าไปเที่ยวหาอาจารย์ออกรอบเขาก็มิได้พบปะอาจารย์ แลไปเห็นโป๊ยก่าย
วิ่งกระหืดกระหอบมาถามว่า พี่ร้องเรียกข้าพเจ้าหรือ เห้งเจียบอกว่าอาจารย์
หายไปข้างไหนก็ไม่รู้น้องได้พบปะบ้างหรือไม่ โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตั้งใจเป็น
สานุศิษย์ตามพระถังซัมจั้งมา พี่หลอกตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นนายทหารหน้า ไต้เจียง
กุนอะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจออกกำลังไม่คิดแก่ชีวิตรบแก่ปิศาจจนมันพ่ายแพ้ไป
แล้วจึงได้กลับมานี่ พระอาจารย์นั้นพี่กับซัวเจ็งเฝ้ารักษาอยู่ บัดนี้หายไปจะกลับ
มาถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรู้ว่ากระไร พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นซัวเจ๋งกลับมา
เห้งเจียจึงถามซัวเจ้งว่าพระอาจารย์ไปข้างไหน ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองเซ่อปล่อยให้
ปิศาจมาจับอาจารย์ ข้าพเจ้าออกต้านทานรบแก่ปิศาจ พระอาจารย์ก็นั่งอยู่บน
หลังม้า เห้งเจียได้ฟังกระทึบเท้าแล้วพูดว่า พวกเราถูกอุบายของปิศาจเสียแล้ว
ซัวเจ็งถามว่ากลอุบายอะไร เห้งเจียพูดว่ากลอย่างนี้เรียกว่าแบ่งแยกดอกสารภี
มันทำอุบายล่อเราน้องให้รบแยกกันออกพ้นไปแล้ว มันจึงเข้าจับพระอาจารย์เราไป
แต่คงจะอยู่ในภูเขานี้เองเราพากันไปเที่ยวค้นหาอย่าให้ช้า พูดดังนั้นแล้วทั้งสาม
คนก็พากันเที่ยวค้นหา เดินมาก็เห็นที่ตีนเขามีประตูน้ำ บนประตูมีศิลาจารึก
อักษรใหญ่แปดอักษรคือเขาอิ้มบู้ซัว ถ้ำจี้ขี้เลียนฮ่วนต้อง เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่าย
ลงมือ ที่ในถ้ำนี้เป็นที่ปิศาจอาศัยอยู่เป็นแน่แล้วอาจารย์ก็คงจะถูกมันขังอยู่ในนี้ด้วย
โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เอาคราดเหล็กสับเข้าที่ประตูถ้ำกระชากทลายออกเป็นรู
ใหญ่แล้ว จึงตะโกนเรียกว่าอ้ายพวกมารร้าย มึงจงรีบเอาอาจารย์กูออกมาส่งโดย
เร็ว หาไม่ชีวิตมึงจะเป็นอันตรายฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอกปิศาจไต้อ้อง ปิศาจไต้อ๋องตกใจ
พูดว่าไม่ร้ว่าคนไหนมาพังประตูถ้ำ ปิศาจเซียนฮองพูดว่าไว้ข้าพเจ้าจะออกไปดู
จะเป็นประการใดแน่ ปิศาจเซียนฮองก็วิ่งออกมาถึงประตู และไปดูก็เห็นโป๊ยก่าย
กำลังแปลงอิทธิฤทธิ์อยู่ จึงร้องบอกแก่ปิศาจไต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตกคืออ้ายตือโป๊ยก่าย
ไม่สู้กระไรนักวิตกกลัวอยู่แต่ซึงเห้งเจียเท่านั้น โป๊ยก่ายยืนอยูริมนั้นได้ยินปิศาจ
พูดจึงบอกแก่เห้งเจียว่า พี่มันไม่กลัวข้าพเจ้ามันกลัวแต่พี่เท่านั้น พี่จงมาแผลง
ฤทธิ์ให้มันเห็นเถิด อาจารย์เราคงจะอยู่ในนี้เป็นแน่แล้ว เห้งเจียเข้ามาใกล้ร้องด่า
ว่าอ้ายพวกสัตว์เดียรัจฉานมารร้าย ปู่มึงคือซึงเห้งเจียอยู่ที่นี่มึงจงรีบส่งอาจารย์ของ
กูออกมาโดยเร็วเถิด จะได้ยกโทษที่มึงทำผิดให้แก่พวกมึงฝ่ายปิศาจเซียนฮอง เมื่อได้ยินและได้เห็นเห้งเจีย ดังนั้นก็ตกใจบอกว่าไต้อ๋อง
เห็นจะไม่เป็นการแล้ว เห้งเจียนั้นมาถึงอีกคนหนึ่งแล้ว ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังปิศาจ
เซียนฮองบอกดังนั้น จึงพูดแก่ปิศาจเซียนฮองว่า เหตุนี้ก็เพราะเจ้าคิดกลอุบาย
จึงได้เกิดภัยร้ายเกี่ยวมาถึงบ้านเรือนดังนี้ ปิศาจเซียนฮองพูดว่าไต้อ๋องอย่าเพ่อร้อน
ใจข้าพเจ้าได้ทราบว่าซึงหงอคงนั้นเป็นคนใจโอบอ้อมอารีกว้างขวางมีอัธยาศัยอารี
มีฤทธิ์อานุภาพกว้างขวางก็จริง แต่เป็นคนเสียยอไม่ได้คงจะผ่อนผันได้ เราทำเอา
ศีรษะปลอมเอาออกไปหลอกว่า อาจารย์นั้นเรากินเสียแล้ว ขอความกรุณาพูด
ยกยอให้อ่อนหวานก็คงจะเชื่อถ้าเธอกลับไปแล้วพวกเราจึงค่อยกินเล่นให้สบาย
ถ้าหากหลอกไม่ได้เราจึงค่อยคิดต่อไป ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเราจะได้ศีรษะคนเก็ที่
ไหนมาหลอกเขาเล่า เซียนฮองตอบว่าข้าพเจ้าจะทำเอาเอง พูดแล้วจึงไปเอาโคน
ไม้สนมาถากทำเป็นศีรษะคน แล้วเอาโลหิตสด ๆ มาใส่ไว้ในถาดแล้วให้ปิศาจ
บริวารยกออกไปที่ประตูถ้ำ ร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียไต้เซียขอท่านจงได้ระงับโทสะ
ก่อน ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบ เห้งเจียได้ยินพวกปีศาจเรียกยกยอว่าเป็นไต้
เซียดังนั้นก็มีความยินดี จึงร้องห้ามโป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อวุ่นวายก่อน คอยฟังมัน
จะพูดจาว่ากระไร ปิศาจจึงบอกว่าขอท่านไต้เซียได้ทราบ อาจารย์ของท่านนั้น
ไต้อ๋องนายข้าพเจ้าจับมาไว้ในถ้ำ พวกบริวารมิได้รู้ว่าดีชั่วประการใด พากันมา
กัดกินเนื้อเสียแล้วยังเหลือแต่ศีรษะเท่านั้น เห้งเจียพูดว่าหากกินเสียแล้วก็ช่างมัน
เถิด จงรีบเอาศีรษะนั้นมาให้เราพิจารณาดูจึงจะเชื่อได้ ปิศาจบริวารก็นำศีรษะเก็
นั้นขว้างออกมาตามรูทะลุนั้น โป๊ยก่ายแลเห็นก็ร้องไห้โฮ เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมู
ไม่ดูแลให้แน่นอนก่อน ยังไม่ทันไรก็ร้องไห้ไปก่อน นี่คือศีรษะปลอมมิใช่ศีรษะ
พระอาจารย์ มั้นปาออกมาดังเหมือนไม้ ถ้าศีรษะคนจริง ๆ จะดังเสียงอย่างนี้หรือ
ถ้าน้องไม่เชื่อพี่จะทำให้ดู จึงยกขึ้นขว้างลงกับศิลาเสียงดังเหมือนเสียงไม้ เห้งเจีย
ยกตะบองกระทุ้งลงไปที่หนึ่ง หัวนั้นก็แตกแยกออกเป็นไม้สน โป๊ยก่ายเห็นแก่ตา
ดังนั้น ก็ร้องด่าว่าเฮ้ยอ้ายหมู่มารร้ายเดียรัจฉาน มึงเอาอาจารย์กูซ่อนไว้ในถ้ำ
เอาไม้สนมาหลอก ตือโป๊ยก่ายปู่ของเอ็งอย่างนี้ได้หรือศีรษะอาจารย์กูทำไมจึง
กลายเป็นท่อนไม้ดังนี้เล่า ปิศาจบริวารได้ยินดังนั้นก็ตัวสั้นขนลุกขนพองวิ่งกลับ
เข้าไปบอกไต้อ๋องว่ายาก ๆ เสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจึงยากนักดังนั้นเล่า
ปิศาจน้อยบอกว่าตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นพอจะหลอกได้ แต่เห้งเจียนั้นเป็นคน
ฉลาดเฉลียวมากนักเห็นจะหลอกไม่ได้เธอทุบออกดูจึงรู้ว่าศีรษะปลอมนั้นเป็นไม้
ถ้าได้ศีรษะคนจริง ๆ ออกไปให้ดูหากจะเชื่อบ้างเพื่อจะถอยไปเป็นแน่ ปิศาจไต้
อ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้เลือกตัดเอาศีรษะคนสด ๆ ส่งออกไป พวกบริวารได้ศีรษะ
แล้วก็เอาใส่ถาดออกไปจึงร้องว่าท่านไต้เซียที่เอามาก่อนนั้นมิใช่หัวจริง ศีรษะนี้
และเป็นศีรษะพระถังซัมจั๋งจริงแล้ว ไต้อ๋องหมายว่าเอาไว้ดูเพื่อกระทำสักการบูชา
บัดนี้ขัดไม่ได้ต้องเอาออกมาให้ท่าน ปิศาจน้อยจึงเอาศีรษะคนที่เปื้อนเลือดขว้าง
ออกมา เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องไห้โฮ โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันร้องได้สะอึกสะอื้น โป๊ย
ก่ายพูดว่าเรากลั้นน้ำตาไว้ก่อน รอข้าพเจ้าเอาศีรษะไปฝังแล้วจึงค่อยร้องไห้อีกเถิด
เห้งเจียพูดว่าน้องว่าดังนั้นถูกต้องแล้ว โป๊ยก่ายก็เข้าอุ้มศีรษะนั้นไว้กับอก แล้ว
เดินไปที่เนินเขาวางศีรษะลงแล้ว เอาคราดขุดลงรูหนึ่งเอาศีรษะนั้นวางลงในรูแล้ว
เอาดินกลบ ครั้นฝังเสร็จแล้วก็เดินลงที่ริมห้วยหักกิ่งไม้สนสองสามกิ่ง และเก็บ
เลือกเอากรวดขาวห้าหกเม็ดเดินกลับมาที่ฝังศพ เอากิ่งสนหักลงข้างริมที่ฝั่งนั้น
แล้วเอาเม็ดกรวดขาววางที่หน้าหลุมฝังศพนั้น เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถามว่ากิ่งสน
กับกรวดขาวนั้นจะแปลว่าอะไร โป๊ยก่ายบอกว่ากิ่งสนนั้น สมมุติว่เป็นไม้ช่งปั๊ก
เพื่อบังร่มฮวงซุ้ยที่ฝัง กรวดขาวนั้นสมมุติว่าเป็นเครื่องเช่น เพื่อว่าพี่น้องเรามีความ
กตัญญู เห้งเจียว่าอย่าทำเล่นให้ช้าการ เห้งเจียสั่งซัวเจ๋งว่าน้องจงเฝ้าม้าและข้าว
ของอยู่ที่นี่ พี่จะไปกับโป๊ยก่ายไล่จับอ้ายพวกปิศาจไม่ว่าเล็กใหญ่ฆ่าเสียให้หมด แก้
แค้นให้พระอาจารย์เรา เห้งเจียพูดแล้วก็จับกระบองออกหน้า โป๊ยก่ายถือคราด
ตามหลังมา ครั้นเดินมาถึงประตูถ้ำก็มิได้พูดจาว่ากระไร ตรงเข้าตีขนาบเข้าไป
พร้อมกัน โป๊ยก่ายช่วยกันสับฟันประตูถ้ำก็พังทลายลงหมดสิ้น แล้วร้องประกาศ
ว่าให้เอาชีวิตอาจารย์กูกลับคืนมาให้โดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่อยู่ในถ้ำก็พากันบ่นด่าเซียนฮองว่าเพราะมันหาเหตุมาจึงได้
เกิดความเร่าร้อนมาถึงพวกเราทั้งสิ้นดังนี้ ปิศาจไต้อ้องถามเซียนฮองว่า บัดนี้จะ
คิดอ่านแก้ไขประการใด เซียนฮองตอบว่าคำโบราณท่านย่อมว่าอยากจับปลาใน
ตะกร้าจะหนีคาวที่ไหนได้ ซึ่งการล่วงเกินมาถึงเพียงนี้แล้ว อย่างหนึ่งไม่สู้ อย่าง
หนึ่งต้องสู้ ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่ง ปิศาจไต้อ้องได้ฟังเซียนฮองว่าดังนั้นก็ยังไม่
ตกลงในใจ จึงพาพวกบริวารน้อยใหญ่ออกไปดูท่าทางแข็งแรง เห้งเจียโป๊ยก่าย
เห็นดังนั้น ก็ถอยออกมาหาที่กว้างยืนคอยท่ารับปิศาจอยู่ ครั้นเห็นปิศาจมาใกล้
เห้งเจียจึงร้องตวาดถามว่า อ้ายคนไหนจับอาจารย์กูไป ปิศาจไต้อ๋องมือถือสาก
เหล็กร้องตอบว่า เฮ้ยอ้ายพวกสานุศิษย์สงฆ์ เอ็งอย่ามาวุ่นวายแก่เรา เราคือน่ำ
ชัวไต้อ๋อง เราอยู่ผาสุกมาในที่ตำบลนี้ช้านานหลายร้อยปีแล้ว อาจารย์ของเจ้าเรา
จับมากินเนื้อเสียแล้วเจ้ายังจะว่ากระไรต่อไปหรือ เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้น
ก็บันดาลโทสะด่าว่าอ้ายมารร้ายจะมีบุญฤทธิ์อย่างไรจึงได้มาพูดอวดอ้างวางโตดังนี
พระยูไลท่านท้ายเสียงท่านขงจู้เซี้ยหยิน ท่านเหล่านี้เป็นที่สุดแห่งโลกควรนิยม
นับถือบุญฤทธิ์ของท่าน ท่านยังไม่อวดอ้างถึงอย่างนี้ ทำไมกับมึงอ้ายเดียรัจฉาน
มาอวดอ้างว่านำซัวไต้อ๋อง ถ้ามึงเก่งจริงมึงอย่าวิ่งหนี จงมาลองกินกระบองของ
กูดูสักทีหนึ่งจะได้รู้สึกว่ารสชาติจะเป็นการใด พูดแล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตี
ปิศาจยกสากเหล็กขึ้นรับรบกัน โป๊ยก่ายก็จับคราดตรงเข้าฟาดฟันโดยสามารถเต็ม
กำลัง ปิศาจเซียนฮองก็ขับพลปิศาจบริวารเข้าล้อมรบ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่าย
พระคาถาถอนขนที่บ่าซ้ายมากำมือหนึ่งเป่าไป แปลงเป็นรูปเห้งเจียหลายร้อยหลาย
พันตน มือถือกระบองเหล็กทุกรูปตรงเข้าทุบตีพวกปิศาจตายลงนับไม่ถ้วน เห้งเจีย
โป๊ยก่ายก็ไล่รุกปิศาจเข้าไปในถ้ำ พวกปิศาจทั้งหลายถูกกระบองเห้งเจีย ถูก
คราดโป๊ยก่ายบ้างล้มตายเป็นจุณไปทั้งสิ้น ปิศาจใหญ่ได้อ่องเห็นดังนั้น ก็ตกใจ
ไม่คิดที่จะสู้รบ จึงบันดาลเป็นหมอกมืดแล้วก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูเสียมิได้ออกมาสู้
รบ ปิศาจเซียนฮองเปลี่ยนแปลงกายไม่ได้ ถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองก็ตายอยู่กับที่
ร่างกายกลายเป็นพังพอนไป เห้งเจียเห็นได้ชัยชนะแล้ว ก็เรียกขนกลับเข้าตัว
บอกแก่โป๊ยก่ายว่าอย่าช้ารีบไล่เข้าไปในถ้ำทวงเอาอาจารย์ของเราให้จงได้
เห้งเจียโป๊ย ก่ายพร้อมกันบุกรุกเข้าไปในถ้ำฝ่ายปิศาจครั้นหนีเข้าถ้ำแล้วสั่งพวกบริวารที่ยังเหลือตายให้เอาศิลาถมอุดปาก
ถ้ำให้แน่นหนา แล้วก็ไม่โผล่หัวออกมาสู้รบ โป๊ยก่ายเข้ามาถึงประตูร้องตวาด
เสียงอึกทึกก็ไม่มีผู้ใดโต้ตอบโป๊ยก่ายก็เอาคราดฟันเข้าที่ประตูทีหนึ่งก็ไม่หวันไหว
เห้งเจียจึงร้องห้ามว่าช่างมันเถิด มันไม่ออกมาแล้วเรากลับไปที่ฮวงซุ้ยก่อนแล้ว
จึงค่อยคิดอ่านไป พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับไปที่ฝังศีรษะอาจารย์แลเห็นซัวเจ็ง
ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ โป๊ยก่ายคิดขึ้นมาก็ร้องไห้นอนลงกับที่ฝังศีรษะเอามือตบดิน
แล้วร้องไห้โฮ ๆ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงห้ามว่าน้องอย่าร้องไห้ไปเลย พวกปิศาจมัน
ปิดประตูแน่นดังนี้ คงจะมีทางเข้าออกข้างหลังถ้ำได้เป็นแน่ น้องทั้งสองจงรอ
ไซอิ่ว ๗๓๒
คอยพี่อยู่ที่นี่พี่จะไปเที่ยวค้นดู โป๊ยก่ายเช็ดน้ำตาแล้วจึงกำซับเห้งเจียว่าพี่ไปจง
ระวังให้ดี อย่าให้มันจับเอาพี่ไปได้อีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งสองจะไม่มีน้ำตาร้องไห้
เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป พูดแล้วก็เดินข้ามเนินเขาไป กำลังเดินมาก็ได้ยิน
เสียงน้ำไหลซู่ ๆ เห้งเจียหันหน้าไปดู เห็นน้ำในชะวากหินไหลพุ่งลงในลำห้วย
แลไปข้างริมลำห้วยมีช่องน้ำไหลออกมามีสีแดง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกแน่ใจว่า ที่
ตรงนี้เองเป็นทางเข้าออกหลังถ้ำ เห้งเจียจึงแปลงกายเป็นหนูน้ำดำตามช่องน้ำเข้าไป
ครั้นดำเข้าไปถึงชั้นในได้แล้วก็โผล่ขึ้นดูแลเห็นปิศาจน้อยเอาเนื้อแห้งออกผึ่ง เห้งเจีย
คิดในใจว่าอ้ายพวกนี้เห็นจะกินเนื้ออาจารย์เรายังไม่หมด จึงได้เอามาตากดังนี้จำ
เราจะแปลงกายเข้าไปดูอ้ายปิศาจไต้อ๋องมันจะทำประการใดคิดแล้วก็ขึ้นจากน้ำ
แปลงกาย เป็นแมลงหวี่บินเข้าไปในที่ปิศาจอยู่เห็นปิศาจได้อ้องนั่งอยู่ท่ามกลาง
กำลังกระสับกระสายไม่สบาย มีปิศาจน้อยตนหนึ่งเดินเข้าไปบอกปิศาจไต้อ๋องว่า
เราได้ร้อยพันหมื่นในความรื่นเริง ไต้อ้องถามว่าความรื่นเริงอยู่ที่ไหน ปีศาจน้อย
บอกว่าเมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าออกไปที่หลังถ้ำเที่ยวเดินตรวจดู ได้ยินเสียงคนร้องไห้
ข้าพเจ้าจึงปืนต้นไม้ขึ้นไปดู เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งร้องไห้โฮๆ อยู่ที่ฝังศีรษะคน
ท่วงที่เธอจะเข้าใจว่าเป็นศีรษะของอาจารย์เธอจริง ๆ จึงได้เอาไปฝังที่ฮวงซุ้ยนั่ง
ร้องไห้กันอยู่ดังนั้น เห้งเจียฟังได้ความชัดเจนดังนั้นแล้ว ก็คิดดีใจว่าอาจารย์ของ
เราคงจะยังไม่ตาย มันจับซ่อนขังไว้ในนี้เป็นแน่ จำเราจะเที่ยวค้นหาดูจึงจะได้รู้แน่
คิดแล้วก็บินไปข้างทิศตะวนออก แลเห็นที่ตรงนั้นมีประตูเล็กลั่นกุญแจ เห้งเจีย
จึงบินลอดเข้าไปที่ในสวนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้แล้วเลยบินเข้าไปที่กลางสวนเห็น
ที่โคนไม้ใหญ่ผูกมัดคนไว้สองคน จึงบินเข้าไปใกล้ก็จำได้ว่าพระอาจารย์ เห้งเจีย
เห็นดังนั้นก็ดีใจ แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นคำนับเรียก
ว่าพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งเห็นเห้งเจียมา จึงพูดว่าเห้งเจียมาแล้วจงช่วยอาตมา
ด้วยเถิด เห้งเจียห้ามว่าพระอาจารย์อย่าพูดเสียงดังคนมีอยู่ข้างนั้นมันได้ยินเข้า
ความจะแตกฉาว พระอาจารย์ยังไม่สิ้นชีวิตข้าพเจ้าคงจะช่วยอย่าได้มีความวิตกเลย
พูดแล้วเห้งเจียก็บินกลับไปที่หอใหญ่จับอยู่ที่ขื่อเห็นพวกปิศาจกำลังซุลมุนวุ่น
วาย มีปิศาจผู้หนึ่งพูดขึ้นว่าวันนี้เราถมประตูถ้ำให้แน่นพวกนั้นทำลายไม่ไหว เอา
หัวคนกลับไปฝังไว้และทำเป็นฮวงซุ้ยแล้วก็ร้องไห้กัน เราคอยระวังอยู่คืนวันนี้พรุ่ง
นี้มะรืนนี้ ครบสามวันแล้วเราจึงออกตรวจดู หากพวกมันไปแล้วเราจับพระถังซัม
จั่งออกมาสับให้ละเอียดใส่เครื่องแกงให้อร่อย แจกกันกินคนละคำให้สนุกจะได้
มีอายุยืนยาว ปิศาจอีกคนหนึ่งพูดว่า ถ้าฉู่ฉี่กินเห็นจะมีรส อีกคนหนึ่งพูดว่าเธอ
เป็นคนแปลกประหลาด ดองไว้กินนาน ๆ เห็นจะดีกว่านั้น เห้งเจียจับอยู่บนขื่อได้
ยินดังนั้น ก็โกรธด่าว่าอ้ายพวกเดียรัจฉานอาจารย์กูทำอะไรแก่พวกมึง จึงจะได้
กินเลือดเนื้อและทำต่าง ๆ ดังนี้ เห้งเจียถอนขนที่บ่าซ้ายเสกเป่าไปให้เป็นหนอน
หาวนอน จับคนละตัวเข้าในรูจมูกปิศาจไต้อ๋องจามที่หนึ่งแล้ว ก็ล้มลงหลับกรน
ครอก ๆ ทั้งนายและบ่าวก็หลับไปหมดทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นปิศาจหลับสนิทแล้วก็ลง
มายังพื้นกลายกลับเป็นรูปเดิมซักกระบองออกจากหูแล้วก็ตีประตูสวนหักพัง
ทลายลง วิ่งเข้าไปเรียกอาจารย์และเข้าแก้มัดให้แล้วก็พยุงให้เดินหนี ได้ยินคนที่
ต้องมัดนั้นร้องเรียกว่า ท่านอาจารย์ช่วยบอกให้สานุศิษย์ของท่านช่วยข้าพเจ้าด้วย
พระถังซัมจั่งจึงบอกแก่เห้งเจียว่าจงช่วยแก้ให้แก่คนนั้นด้วยเถิดเห้งเจียถามว่า
เขาเป็นอะไร พระถังซัมจั้งบอกว่าเธอเป็นคนตัดฟืนขาย เธอมีความกตัญญมาก
มีแม่ลูกสองคนเท่านั้น จงช่วยด้วยอีกสักคนหนึ่งเถิด เห้งเจียจึงเข้าไปแก่มัดให้
พามาพร้อมกันออกทางประตูหลังข้ามพ้นห้วยมาแล้ว พระถังซัมจั้งถามว่าโป๊ยก่าย
ซัวเจ็งอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าเธอนั่งร้องไห้ถึงอาจารย์อยู่ข้างนั้น อาจารย์เรียก
เธอสักคำหนึ่งก็จะขานรับ พระถังซัมจั่งจึงร้องเรียกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่ที่ไหน โป๊ย
ก่ายมัวร้องไห้ถึงอาจารย์จิตใจให้มัวหมองพลั้งเผลอ ได้ยินเสียงเรียกออกชื่อจึง
เช็ดน้ำตาบอกแก่ซัวเจ๋งว่า พระอาจารย์สิ้นชีวิตแล้ว กลับมาเรียกเราอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
เห้งเจียรีบเดินมาถึงก่อนร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูเอ็งว่าวิญญาณสิงอยู่ที่ไหน นี่
ไม่ใช่อาจารย์กลับมาหรือ ซัวเจ๋งแลเห็นก็วิ่งมาคุกเข่าคำนับนมัสการถามว่า พระ
อาจารย์ไปทนทุกข์ทรมานอยู่ที่ไหน พี่เห้งเจียแกจึงไปช่วยมาได้ เห้งเจียจึงเล่าต้น
สายปลายเหตุให้ฟังทุกประการ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นเอาคราดฟันขุดเอา
หัวนั้นขึ้นสับฟันเสียจนป่น แล้วพูดแก่พระอาจารย์ว่าข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า มันเอา
ศีรษะคนตายที่ไหนมาหลอกให้เราร้องไห้จนเสียงแห้งเสียงเหี่ยวดังนี้ พระถังซัม
จั่งพูดว่าได้พึ่งเธอแทนชีวิตให้อาตมา เพราะฉะนั้นให้โป๊ยก่ายเอาศีรษะนั้นฝังลง
เสียอย่างเดิม เพื่อให้เห็นว่าพวกเรามีเมตตาจิต โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้น
ก็เอาศีรษะฝังลงไว้อย่างเดิม เห้งเจียว่าขออาจารย์นั่งพักรอข้าพเจ้าสักประเดี๋ยว
จะไปกำจัดเสียให้สิ้นมารร้ายแล้วจึงค่อยไป พูดแล้วก็ถือกระบองรีบเดินข้ามห้วย
ตรงเข้าไปในถ้ำ ไปเก็บเอาเชือกที่มัดพระอาจารย์กับคนตัดฟืนนั้นมา แล้วเข้าไป
ที่หน้าหอปิศาจไต้อ๋องกำลังนอนหลับอยู่ไม่รู้สึกตัว เห้งเจียก็เข้ารวบมือและเท้า
มัดหมูไว้ เอากระบองค่อย ๆ สอดยกขึ้นใส่บ่าหามออกมานอกถ้ำ ไปวางลงตรง
หน้าพระอาจารย์ โป๊ยก่ายเห็นยกคราดขึ้นสับ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่า ๆ เพ่อก่อน
ปิศาจน้อยบริวารในถ้ำยังมีอยู่มากมายนัก จะตีมันให้ตายเสียก็เสียดายมือ สู้หา
ไม้ฟืนแห้งเผามันเสียให้สิ้นจึงจะดี คนตัดฟืนได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น จึงนำโป๊ย
ก่ายไปขนเอาฟืนแห้ง ๆ มาใส่ในประตูหลังถ้ำเต็มแล้ว เห้งเจียจึงเอาไฟจุดโป๊ยก่าย
ก็เอาใบหูพัดลมให้ไฟลุก เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกหนอนหาวนอนกลับคืนเข้าตัวไป
ตามเดิม พวกปิศาจตกใจตื่นเห็นไฟกำลังลุกแรงอย่านึกเลยว่าจะรอดสักคนหนึ่ง
ไฟไหม้เป็นจุณไปหมดแล้วจึงพากันมาหาอาจารย์ฝ่ายปิศาจไต้อ๋องใหญ่พึ่งรู้สึก โป๊ยก่ายกระโดดมายกคราดขึ้นสับถูกปิศาจก็
ตายอยู่กับที่ ร่างกายกลายเป็นเสือลายตลับไปพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ขอบใจ
โป๊ยก่ายเห้งเจียเป็นอันมาก จึงจับบังเหียนขึ้นบนหลังม้าฝ่ายคนตัดฟืนพูดแก่พระถังซัมจังว่า ขอนิมนต์ท่านไปที่บ้านข้าพเจ้าอยู่ตรง
ทิศทักษิณไปนั้น ให้มารดาข้าพเจ้าพบกับท่านและขอบพระคุณท่าน ที่ได้ช่วย
ข้าพเจ้าให้รอดชีวิตแล้วจะส่งท่านขึ้นทางใหญ่ไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี
ความยินดีจึงลงจากม้าพร้อมด้วยคนตัดฟื้นกับเห้งเจียและโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพากัน
เดินไป ลัดเลี้ยวมาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง แลไปในบ้านเห็นยายเฒ่าคนหนึ่ง
นั่งอยู่บนร้านมีน้ำตาไหลอยู่อาบหน้า นั่งคอยมองดูตามทางมา ร้องไห้สะอึก
สะอื้นเรียกฟ้าเรียกดินฝ่ายคนตัดฟืนเห็นมารดา ก็รีบวิ่งมาที่ร้านคุกเข่าลงกับพื้นบอกว่าแม่จำลูก
กลับมาแล้ว ยายเฒ่าเห็นลูกมาก็เข้าจับยึดลูกพูดว่าแม่คอยอยู่สองวันไม่เห็นมา
คิดว่าเจ้าของภูเขาจับลูกไปฆ่าเสียแล้วทำไมแม่อกใจเร่าร้อนทุกข์โทมนัสร้องไห้
ก็ลูกไม่ถูกจับทำไมสองวันจึงไม่กลับมาเล่า คนตัดฟื้นจึงบอกแก่มารดาว่า ลูกถูก
ปิศาจไต้อ๋องมันจับไปมัดไว้กับต้นไม้ ลูกก็นึกว่าคงไม่รอดชีวิต ภายหลังได้พึ่ง
สานุศิษย์ของพระอาจารย์ มีฤทธาอานุภาพเธอจับปิศาจไต้อ๋องมาฆ่าเสีย จึงได้
ช่วยลูกกับท่านอาจารย์รอดมาได้ อันพระคุณของท่านเท่าฟ้าเท่าดิน ตั้งแต่นี้ต่อ
ไปบนเขานั้นแม้กลางคืนลูกจะเดินเที่ยวเล่นก็ได้ไม่มีอันตรายฝ่ายยายเฒ่าได้พังบุตรเล่าดังนั้นก็เดินออกมานมัสการนิมนต์พระอาจารย์กับ
ศิษย์ทั้งสามเข้าไปนั่งพักกลางบ้าน แม่ลูกสองคนกราบไหว้แล้ว ก็รีบเข้าไปข้าง
ในจัดแจงตามมีตามเกิด ยกกับข้าวเครื่องแจออกมาถวายฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ก็ฉัน
ครั้นอิ่มแล้วก็จัดแจงข้าวของจะลาไป คนตัดฟืนก็ออกเดินนำหน้าส่งขึ้นทางใหญ่
แล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ตั้งแต่นี้ตรงไปทิศไซทีไม่ต้องเป็นทุกข์แล้วไม่ถึงพันโยชน์ก็
เข้าเขตเมืองไซที พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้าคำนับขอบคุณคนตัดฟืนแล้ว
ต่างคนต่างก็ลากันไปอาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้าหมายปราจีนทิศ แลไปข้างหน้าก็เห็นมีป้อมและ
กำแพงขวางหน้าอยู่ พระถังซัมจังจึงถามเห็งเจียว่า ข้างหน้านั้นมีป้อมกำแพงเมือง
เห็นจะถึงเมืองโซจ๊อกวัดลุ่ยอิมยี่ดอกกระมัง เห้งเจียโบกมือว่าไม่ใช่ ๆ ตรงที่พระ
ยูไลอยู่นั้นไม่มีป้อมและกำแพงเมืองมีภูเขาใหญ่ที่เขานั้นมีห้องปราสาทราช
มณเฑียรงดงามยิ่งนัก เขานั้นนามเรียกว่า เขาเล่งซัว วัดนั้นนามเรียกว่า วัดต้าย
ลุ่ยอิมยี่ เป็นพระอารามใหญ่ หากถึงเมืองโซจ๊อกแล้วก็ยังไกลวัดลุ่ยอิมยี่ เขาเล่งซัว
ไม่ทราบว่าเป็นทางเท่าใดที่มีป้อมกำแพงเมืองข้างหน้านั้นเห็นจะเข้าเขตเมืองโซจ๊อก
เมื่อถึงแล้วจึงจะรู้แน่ได้ ครั้นเดินมาประมาณสักโมงเศษก็ถึงประตูเมือง พระถัง
ซัมจังก็ลงจากหลังม้าเดินด้วยเท้าเข้าไปในประตูเมืองชั้นสาม พิเคราะห์ดูผู้คนก็ไม่
ใคร่จะเห็นเดินไปมา แลเห็นที่ยืนอยู่ข้างทางแต่งกายนุ่งห่มผ้าเสื้อสีเขียว และมี
คนใส่หมวกขุนนางยืนอยู่ข้างหน้าศาลา อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินไปตามทาง
พบปะผู้คนก็มิใคร่จะหลีก โป๊ยก่ายร้องว่าหลีก ๆ บางคนที่เห็นรูปร่างโป๊ยก่าย
วิปริตพิกลดังนั้น ใจคอไม่เป็นปรกติมือและเท้าก็อ่อนไป พากันล้มลุกคลุกคลาน
และร้องว่าผีปิศาจมาแล้ว พวกขุนนางที่ยืนอยู่หน้าศาลาแลเห็น อกใจก็ให้หวั่น
หวาดยืนพนมมือร้องถามว่าท่านมาจากไหน พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพเป็น
คนไกลมาแต่เมืองใต้ถังอยู่ข้างทิศบูรพา ถือรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปเมือง
ไซทีนมัสการพระพุทธเจ้า เพื่อจะขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรรม มาถึงเมืองนี้
ยังมิได้ทราบว่าเมืองนี้มีนามกรประการใดฝ่ายพวกขุนนางครั้นได้ฟังพระถังซัมจั่งบอกดังนั้นจึงยกมือขึ้นคำนับแล้วพูดว่า
ที่เมืองนี้คือเป็นต้นเขตของเมืองโซจ๊อก นามเรียกว่าเมืองฮ่องเซียนกุ้น ฝนฟ้า
แห้งแล้งเนื่องมาหลายปีแล้วราษฎรชาวเมืองได้ความอดอยากข้าวปลาแพง เจ้าเมือง
ให้พวกข้าพเจ้าเอาหมายประกาศมาแขวน ขอเชิญครูอาจารย์ที่ท่านเวทมนตร์คาถา
อันศักดิ์สิทธิตั้งพิธีขอฝน เพื่อจะระงับความทุกข์ยากกันดารของราษฎร เห้งเจีย
ได้ฟังขุนนางพูดดังนั้น จึงถามว่าเดี่ยวนี้หมายประกาศอยู่ที่ไหน พวกขุนนางเหล่า
นั้นจึงบอกว่าอยู่นี่ พึ่งจะมาจัดแจงหาที่แขวน แต่ยังหาทันจะได้แขวนไม่ พูด
แล้วก็เอาหมายประกาศคลี่ออกแขวนที่ศาลาฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์ ก็พร้อมกันมาดูหมายประกาศที่ศาลาใจความใน
หมายประกาศมีว่า ตำบลเขตเมืองโซจ๊อก เมืองนี้มีนามเรียกว่าฮ่องเซียนกุ้น
ข้าพเจ้าผู้รักษาตำแหน่งยศกุ้นเฮา ทำหมายประกาศจะขอเชิญท่านผู้มีฤทธา
อานุภาพเวทมนตร์ประสิทธิ์เชี่ยวชาญตั้งพิธีกระทำให้ฝนตก ด้วยเหตุว่าเมืองนี้ได้
แห้งแล้งมาถึงสองปีแล้ว ราษฎรทำไร่นาไม่ได้ คนมีและคนจนก็พากันอดอยาก
ข้าวถังหนึ่งราคาร้อยตำลึงทอง ฟืนมัดหนึ่งราคาห้าตำลึงทอง เด็กหญิงอายุสิบ
ขวบแลกข้าวสามทะนาน ชายห้าขวบตามแต่จะได้ ในเมืองพวกข้าราชการพอ
เลี้ยงชีวิต ขุนนางนอกเมืองเที่ยวปล้นชิงเลี้ยงชีวิต เพราะเหตุนี้จึงได้ออกหมาย
ประกาศ ขอเชิญครูอาจารย์ที่ศักดิ์สิทธิ์รู้เวทมนตร์คาถาให้ช่วยขอฝน ถ้าท่านผู้ใด
ทำให้ฝนตกได้แล้ว ข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านให้ทองคำพันตำลึงตอบแทน ขอท่าน
ผู้วิเศษทั้งหลายจงได้ทราบตามหมายประกาศนี้เทอญ เห้งเจียดูแล้วถามว่าขุนนาง
กุ้นเฮานั้นคือผู้ใด ขุนนางเหล่านั้นจึงตอบว่าคือผู้รักษาเมืองนี้เป็นนายของพวก
ข้าพเจ้า พระถังซัมจั้งพูดแก่เห้งเจียว่าตัวเข้าใจขอฝนก็จงช่วยขอผ่นให้ตกสักครั้งหนึ่ง
จะได้ช่วยราษฎรให้มีความสุข ย่อมจะเป็นกุศลมีผลอันยิ่ง ถ้าจะช่วยก็จงรีบไป
ช่วยอย่าให้เสียเวลา เห้งเจียพูดว่าการขอฝนมิใช่ง่าย ข้าพเจ้าทดน้ำลำคลองและ
มหาสมุทรใหญ่และเรียกลมฝน มิใช่อย่างเด็กทารกทำเล่นดังนั้น ทำไมจึงเห็น
เป็นการเล็กน้อยไปเล่า พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงให้สองคนเข้าไป
เรียนต่อกุ้นเฮาให้ทราบ ขุนนางทั้งสองก็รีบเดินเข้าไปที่หอกราบเรียนว่า ขอไต้เอี้ย
ได้ทราบบัดนี้มีความประหลาดอาจเป็นที่ยินดีรื่นเริงมาแล้ว เวลานั้นกุ้นเฮาเจ้าเมือง
กำลังจุดธูปเทียนบวงสรวงอยู่ ได้ฟังขุนนางมาพูดดังนั้นจึงถามว่ารื่นเริงอะไร ขุนนาง
ทั้งสองตอบว่าวันนี้มีบัญชาให้ข้าพเจ้าทั้งสี่นำหมายประกาศออกไปแขวน ก็มี
พระสงฆ์กับศิษย์ทั้งสามเธอบอกว่าเป็นชาวเมืองไต้ถังจะไปไซทีอาราธนาพระไตร
ปิฎก เธอเข้ามาขอดูหมายประกาศแล้วบอกว่า เป็นผู้สามารถจะทำพิธีขอฝนได้
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบเรียนท่านให้ทราบ กุ้นเฮาได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่ง
กายรีบเดินไปที่ศาลาแขวนหมายประกาศ ครั้นถึงแลเห็นพระถังซัมจั่ง จิตใจให้หวาด
หวั่นกลัวสานุศิษย์ที่หน้าตาดุร้าย กุ้นเฮาก็คุกเข่าลงกับพื้น ยกมือขึ้นนมัสการแล้ว
พูดว่า ข้าพเจ้าคือกุ้นเฮาเป็นขุนนางใหญ่ สำเร็จราชการและรักษาเมืองนี้ ข้าพเจ้า
ขอนิมนต์พระอาจารย์ ข้าพเจ้าขอความกรุณาขอท่านได้ช่วยอนุกูลให้ราษฎรทั้ง
หลายพ้นทุกข์ด้วย ขอท่านได้ตั้งพิธีให้ฝนตกลงมาเพื่อได้โปรดสัตว์ทั้งหลายด้วยเถิด
พระถังซัมจั๋งจึงบอกแก่เจ้าเมืองว่า ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่อันสมควร รอพอให้อาตมภาพ
หาวัดเป็นที่พักก่อนจึงค่อยคิดอ่านกัน กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นขอ
นิมนต์พระอาจารย์ไปที่หอข้าพเจ้าเถิด ด้วยที่นั่นเป็นที่สะอาดบริสุทธิ์ควรตั้งพิธีได้
พระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสามก็ตามกุ้นเฮาเข้าไปยังที่หน้าหอ กุ้นเฮาก็นิมนต์
ให้นั่งที่อันสมควรแล้ว ให้คนยกน้ำร้อนนำชามาถวายฝ่ายพระถังซัมจั้งฉันน้ำชาแล้วีขอบคุณกุ้นเฮายิ่งนักจึงพูดว่าที่ตำบลของท่าน
กุ้นเฮานี้ เกิดฝนแล้งมาสักเท่าไรแล้ว กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองบอกว่าเมืองฮ่องเซียนนี
ขึ้นอยู่ในเมืองโซจ๊อกซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาเมืองนี้เนื่องมาสามปีแล้ว
ฝนมิได้ตก แต่ชั้นหญ้าก็มิได้งอกขึ้นได้ ไร่นาก็ทำไม่ได้ผลเมล็ดข้าว กระทำให้
ราษฎรได้ความอดอยาก พากันล้มตายสาบสูญไปเสียเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น
ข้าพเจ้าจึงได้ออกหมายประกาศป่าวร้องทั่วไป เพื่อจะได้ท่านผู้วิเศษมาตั้งพิธีขอฝน
บัดนี้ท่านมาถึงเมืองข้าพเจ้าแล้วขอท่านได้โปรดสำแดงซึ่งอิทธิฤทธิ์เดชานุภาพความ
ประสิทธิ์แห่งท่าน ให้มีฝนตกลงมาระงับความเดือดร้อนของราษฎรและชีพราหมณ์
ทั่วไปให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ข้าพเจ้าจะสมนาคุณตอบแทนพระคุณของ
ท่านสักพันตำลึงทอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะใหญ่แล้วพูดว่า หากว่าจะยก
รางวัลเป็นเงินเป็นทองแล้ว ฝนแต่สักหยดหนึ่งก็จะไม่มี แม้ว่าจะทำบุญกุศลแล้ว
ก็จะให้มีฝนสักห่าใหญ่ฝ่ายกุ้นเฮาผู้รักษาเมืองเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ย่อมมีจิตใจโอบอ้อมอารีรัก
ใคร่ราษฎร ครั้นได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงเชิญเห้งเจียขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงแล้ว ก็คุก
เข่าลงกับพื้นกราบไหว้เห้งเจียพูดว่า ขอท่านได้แผ่เมตตาจิตข้าพเจ้ามิได้มีใจทรยศ
ต่อท่าน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า กุ้นเฮาจงลุกขึ้นเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยให้สมเจตนา
ของท่าน ซัวเจ็งถามว่าพี่จะให้ข้าพเจ้าทำประการใดบ้างหรือไม่ เห้งเจียว่าน้องทั้ง
สองจงมาช่วยกัน ไปยืนอยู่ข้างหน้าข้างละคน พี่จะอ่านพระเวทย์เรียกพระยา
เล่งอ๋องมาให้ฝน น้องทั้งสองคอยระวังพี่จะใช้สอย ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายก็ทำตามเห้งเจีย
สั่งพระถังซัมจั้งก็สวดพระพุทธมนต์อยู่บนหอ ฝ่ายกุ้นเฮาผู้รักษาเมืองก็จุดรูปเทียน
บวงสรวง เห้งเจียยืนอยู่กลางแจ้งหน้าหอ ก็ร่ายพระเวทย์คาถาเรียกพระยาเล่งอ๋อง
ในทันใดนั้นแลเห็นข้างทิศตะวันออกมีม้วนเมฆดำขึ้นตีนท้องฟ้าค่อยลอยเลื่อนลด
ลงตรงหน้าหอ คือพระยาเล่งอ๋องชื่อเง่าก๊วง ตรงมาคำนับเห้งเจียถามว่า ท่านไต้
เซียเรียกข้าพเจ้าจะประสงค์สิ่งใดหรือ เห้งเจียย่อตัวคำนับตอบแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า
เชิญท่านมาไม่มีธุระอื่น เพราะเหตุในเมืองฮ่องเซียนนี้แห้งแล้งไม่มีฝนมาสองสาม
ปีแล้ว ราษฎรได้ความเดือดร้อนล้มตายอดอยากเป็นอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเชิญท่าน
มาก็ปรารถนาจะขอฝน เพื่อจะได้ช่วยระงับทุกข์ร้อนของราษฎรเท่านั้น พระยา
เล่งอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเรียกก็ต้องมาไม่อาจขัดท่านได้ แต่ข้าพเจ้า
ยังหาได้รับเทวบัญชาของเง๊กเชียงฮ่องเต้ไม่ และทั้งไม่มีพระพิรุณและพระพาย
และรามสูรจะทำฝนอย่างไรได้ อย่ากระนั้นเลยแม้ท่านไต้เซียปรารถนาจะช่วย
ทุกข์ของราษฎรแล้วท่านจงขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้กราบทุลขออนุญาตลงมา
ข้าพเจ้าจะได้กลับไปตระเตรียมพลบริวารให้พร้อมเพรียงกัน กระทำให้ฝนตกสัก
สองวันก็พอจะระงับความเดือดร้อนของราษฎรได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงคลาย
พระเวทย์ปล่อยพระยาเล่งอ๋องให้กลับไป แล้วจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาสั่งว่า น้อง
ทั้งสองจงอยู่คอยระวังรักษาพระอาจารย์ พี่จะไปบนสวรรค์เฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้
เห้งเจียสั่งเสร็จแล้วก็ร้องว่าไปวับเดียวก็หายสูญไปไม่เห็นตัว ผู้รักษาเมืองเห็นดัง
นั้นก็มีความกลัวเกรงและหวาดเสียวสะดุ้ง ถามว่าครูไปข้างไหน โป๊ยก่ายหัวเราะ
แล้วจึงบอกว่า เธอเหาะไปบนสวรรค์ กุ้นเฮาได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความนับถือมากขึ้น
จึงมีหนังสือบอกประกาศให้ราษฎรรู้ทั่วเมือง และให้ตั้งที่บูชาเห้งเจียกับพระยา
เล่งอ๋อง