ฝ่ายเห้งเจียเหาะขึ้นไปถึงบนสวรรค์ ประตูไซทีหมึงพบท้าวจัตุราชธู่กักทีอ้อง
ท้าวจัตุราชยู่ก๊กที่อ้องออกมารับคำนับ ถามว่าท่านไต้เซียไปอาราธนาพระไตรปิฎก
ธรรมสำเร็จมาแล้วหรือเห้งเจียตอบว่ายังไม่สำเร็จแต่ก็จวนอยู่แล้ว บัดนี้เดินมาถึง
เขตแดนเมืองโซจ็อก ตำบลเมืองฮ่องเซียนกุ้น ฝนฟ้าไม่ตกแห้งแล้งมาสามปีแล้ว
ราษฎรได้ความเดือดร้อนอดอยากล้มตายเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะใคร่เรียกฝนให้
ตกเพื่อช่วยให้ราษฎรพันทุกข์ บัดนีจะมาเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ เพื่อขอพระอนุญาต
ยู่กักทีอ้องได้ฟังดังนันจึงพูดว่า ข้าพเจ้าทราบว่าที่ตำบลนี้ห้ามมิให้มีฝนและทราบ
ว่าเจ้าเมืองฮ่องเซียนมีความผิดต่อเง็กเซียงฮ่องแต้ พระองค์คาดโทษไว้สามประการ
ที่ ๑ เขาข้าวสาร ที่ ๒ เขาแป้ง ที่ ๓ โซ่เหล็ก แม้ว่าของสามอย่างนี้สูญเสีย
ทำลายแล้วเมื่อใด จึงจะให้มีฝนตกในเมืองนั้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังหารู้เรื่อง
ว่าเป็นประการใดไม่ จึงคำนับลาฮู่ก๊กที่อ็อง , ตรงเข้าไปยังตำหนักทงเม่งเต้ยพบ
ท่านเทพบุตรเทียนซื่อขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสี่ เห้งเจียจึงแจ้งความตามจริงซึ่งจะมาเฝ้า
เง็กเชียงฮ่องเต้นั้นทุกประการ ซีไต้เซียนจึงนำเห้งเจียเข้าไปเฝ้า เห้งเจียถวาย
บังคมแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าซึงหงอคง บัดนี้มาถึงเมืองโซจ๊อกตำบลฮ่องเซียน ข้าพเจ้า
อยากจะขอฝนเพื่อช่วยทุกข์แห่งราษฎร เพราะฉะนั้นจึงได้ขึ้นมาเฝ้าเพื่อขอพระ
อนุญาติเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น จึงรับสั่งว่าที่ตำบลเมืองฮ่องเซียนนั้น
เมื่อสามปีก่อนเดือนยี่แรมสิบค้ำ เราไปเที่ยวตรวจทอดพระเนตรดูมนุษย์ในโลก มา
ถึงตำบลเมืองฮ่องเซียนกุ้นเจ้าเมืองกุ้นเฮาเป็นผู้อกตัญญ นำสิ่งของเครื่องสักการะ
เทพยดาไปให้สุนัขกินกล่าวด้วยคำอันไม่สมควร หมิ่นประมาทถึงเรา เพราะฉะนั้น
เราจึงปรับโทษสามประการมีปรากฏอยู่ในตำหนักพีเฮียงเต้ย ท่านทั้งหลายจงพา
เห้งเจียไปดูให้เห็น หากของสามประการนั้นทำลายแล้วจึงจะให้มีฝน ซีไต้เซียนซือ
ได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้น จึงพาเห้งเจียไปยังตำหนักพีเอียงเต้ย ครั้นถึง
เห้งเจียจึงเข้าไปพิจารณาดูก็เห็นข้าวสารสูงประมาณสิบวา และเขาแป้งสูงประ
มาณยี่สิบวาเขาข้าวสารนั้นมีไก่ตะเภาใหญ่ตัวหนึ่ง เอื้อมปากจิกข้าวสารค่อย ๆ
กินทีละเมล็ด ที่เขาแป้งนั้นมีสุนัขใหญ่ตัวหนึ่ง แลบลิ้นค่อย ๆ เลียเขาแป้งข้าง
ซ้ายนั้นมีโซ่เหล็กแขวนไว้ ข้างล่างตามตะเกียงไว้ดวงหนึ่ง โซ่ยาวประมาณสาม
ศอกเศษ ห่วงโซ่เหล็กเท่านิ้วมือไฟนั้นลนตรงโซ่ เห้งเจียพิจารณาดูโดยละเอียด
แล้วก็มิได้รู้ซึ่งเหตุนั้นได้จึงหันมาถามท่านเซียนซือ เซียนซือตอบเห้งเจียว่า อันนี้
คือเง็กเซียงฮ่องเต้ปรับโทษเจ้าเมืองกุ้นเฮา แม้ว่าเขาทั้งสองนั้นหมดเมื่อใด และ
โซ่นั้นตะเกียงเผาละลายไปเมื่อใดแล้ว ในเมืองนั้นจึงจะได้มีฝนตก เห้งเจียได้ฟัง
ดังนั้น มีสีหน้าอันสลดไม่กล้าจะไปกราบทูล มีความอดสูเดินออกมาจากตำหนัก
ซีใต้เซียนซื่อจึงพูดแก่เห้งเจียว่าท่านไต้เซียอย่าเสียใจ การทั้งนี้หากตั้งใจในการ
กุศลแล้วของสามสิ่งนั้นคงจะทำลายหายสูญไปเอง ท่านจงกลับไปชักชวนให้ชาว
เมืองทุก ๆ คนทำการกุศลบูชา และภาวนาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเถิด เห้งเจีย
ได้ฟังดังนั้น ก็คำนับลาชีไต้เซียนซือออกจากประตูสวรรค์ เหาะกลับมายังเมือง
ฮ่องเซียน ครั้นเห้งเจียลงมาถึง ผู้ว่าราชการเมืองและราษฎรทั้งหลายก็พากันมา
คำนับถาม เห้งเจียก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าเพราะเหตุตัวทำไม่สมควร คือเมื่อ
สามปีก่อนเดือนยี่แรมสิบค่าท่านทำการหมิ่นประมาทเง็กเชียงฮ่องเต้ ราษฎรพลเมือง
จึงได้ความเดือดร้อนจนทุกวันนี้ จึงมิได้มีฝนตกเกิดแห้งแล้งกันดารถึงเพียงนี้เจ้าเมืองกุ้นเฮาได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจ คุกเข่าลงคำนับกับพื้นถามว่าท่าน
ครูทำไมจึงรู้ได้ดังนี้ เห้งเจียพูดว่าทำไมท่านจึงได้เอาเครื่องสักการะบูชาเทพยดา
ขว้างทิ้งให้สุนัขกินจงบอกมาตามจริง เจ้าเมืองกุ้นเฮาจึงเล่าความว่า เมื่อสามปี
ก่อนข้าพเจ้าจัดเครื่องบูชาเทพยดาที่หน้าหอเพราะภรรยาน้อยของข้าพเจ้าพูดจา
หยาบช้ากวนใจ กระทำให้ข้าพเจ้าเกิดโทโสจนไม่ทันคิด จึงได้เอาสิ่งของเครื่อง
สักการะบูชาผลักทิ้งให้สุนัขกินในสองปีมาแล้ว ในใจข้าพเจ้าก็ให้หวั่นหวาดไม่ปรกติ
ระแวงใจว่าจะมีความผิด แต่มิได้รู้ว่าจะแก้ไขประการใด และมิได้รู้ว่าเง็กเชียง
ฮ่องเต้จะทรงพระพิโรธจับผิดดังนี้ จนราษฎรได้อดอยากเดือดร้อนถึงเพียงนี้ บัดนี้
ก็เป็นบุญจึงได้มาพบอาจารย์ ขอท่านจงได้โปรดชี้แจงว่าเง็กเชียงฮ่องเต้ลงโทษ
ข้าพเจ้าสถานใด ขอให้ข้าพเจ้าทราบบ้างเห้งเจียจึงบอกว่า เมื่อเวลาที่ท่านเอาเครื่อง
บูชาให้สุนัขกินนั้น บังเอิญเง็กเชียงฮ่องเต้เสด็จมาตรวจโลก ทอดพระเนตรเห็น
เข้าเองจึงทรงเห็นว่าท่านหมิ่นประมาทฟ้าและดิน จึงได้ทรงปรับโทษประกาศิต
สาปสรรไว้ว่า เขาข้าวเขาแป้งโซ่เหล็กหมดไปเมื่อใดจึงให้ฝนตกในเมืองนี้ พระถัง
ซัมจั้งจึงถามเห้งเจียว่า ซึ่งการเป็นดังนี้แล้วควรจะทำประการใดดี เห้งเจียตอบว่า
ซึ่งการเป็นดังนี้ก็ไม่สู้จะยากนัก เมื่อเวลาข้าพเจ้าจะกลับลงมาจากสวรรค์ ท่าน
เทพบุตรซีไต้เซียนชือได้พูดว่าแม้ว่าตั้งจิตกระทำการกุศลให้แข็งแรงก็อาจแก้ได้
กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นแล้ว พูดอ้อน
วอนว่าขอท่านอาจารย์ได้โปรดกรุณา ช่วยสั่งสอนชี้แจงให้จะควรทำประการใด
ข้าพเจ้าจะอุสาหะกระทำทุกประการไม่ขัดขึน เห้งเจียพูดว่าถ้าท่านกลับใจได้อุตสาห์
ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตั้งเครื่องสักการะบูชา ข้าพเจ้าจะช่วยท่านให้ได้รับความสุข
หากท่านกระทำใจเหมือนแต่เดิมแล้ว ไม่ช้าฟ้าก็จะทำลายท่านให้ถึงแก่ชีวิตอันตราย
กุ้นเฮาได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เอาศีรษะโขกลงกับพื้นกระทำคำนับแล้วพูดว่า
ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตัวจะสมาทานตั้งจิตกระทำกิจภาวนาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
ในทันใดนั้นกุ้นเฮาก็ให้คนใช้ไปนิมนต์พระสงฆ์สิ้นทั้งเมืองมา และให้ปลูกโรงพิธี
ครั้นพร้อมเสร็จแล้ว เจ้าเมืองก็พาราษฎรทุก ๆ คนเข้าไปจุดธูปเทียนดอกไม้บูชา
นมัสการ และเขียนหนังสือบอกการกุศลขินบนสวรรค์ชันอินทรัพรหม ส่วนพระ
ถังซัมจั้งก็สวดมนต์ช่วยในการพิธีทั้งวันทั้งคืนมิได้หยุดและมีหนังสือประกาศ
ป่าวร้องออกไปทุก ๆ ตำบล ไม่ว่าชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ให้ตั้งจิตภาวนาเจริญพระพุทธ
คุณทุก ๆ คนเห้งเจียมีความยินดีจึงสั่งโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งว่า น้องทั้งสองจงอยู่ระวังรักษา
พระอาจารย์ให้จงดี พี่จะนำเหตุการณ์ทั้งนี้ขึ้นไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ขอฝนให้
แก่ราษฎร ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็เหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เข้าไปหาท้าวจัตุราช
สู่ก๊กที่อ้องบอกว่าบรรดาราษฎรทุกคน ได้ตั้งจิตในการกุศลสวดมนต์ภาวนาระลึก
ถึงคุณพระรัตนตรัย เจ้าเมืองกุ้นเฮาก็ตั้งพิธีนิมนต์พระสงฆ์ตั้งสวดพระพุทธมนต์
ทั้งกลางวันและกลางคืนฮู่กักทีอ๋องได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็มีความยินดีด้วยกำลังสนทนากันอยู่นั้น
เห็นพวกเทวทูตนำหนังสือบอกของเจ้าเมืองกุ้นเฮาขึ้นมาถวาย เทวทูตเห็นเห้งเจีย
ก็กระทำคำนับเล่าซึ่งรายการความชอบของเห้งเจียก็ได้ซักนำให้ราษฎรกระทำการ
กุศล เห้งเจียถามว่าท่านจะนำหนังสือนั้นไปข้างไหน เทวทูตบอกว่าข้าพเจ้าจะ
นำสงไปยังสำนักทีเม่งเต้ย ให้ท่านซีไต้เทียนซือนำขึ้นถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เห้งเจีย
จึงพูดว่าดีแล้ว ถ้ากระนั้นท่านกับข้าพเจ้ามาไปพร้อมกัน เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็
ลาฮู่ก๊กที่อ้อง พร้อมด้วยเทวทูตพากันไปยังตำหนักที่เม่งเต้ย ครั้นถึงเห้งเจีย
กระทำคำนับซีไต้เทียนชื่อ ซีไต้เซียนซื่อก็คำนับตอบแล้วรับหนังสือบอกจากเทวทูต
นำเห้งเจียเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ถวายหนังสือเง็กเซียงฮ่องเต้ทรงทราบความ
ในหนังสือนั้นทุกประการแล้วจึงมีเทวบัญชาว่า ถ้าเจ้าเมืองกุ้นเฮาได้กระทำการกุศล
ดังนั้นแล้ว จงไปดูสถานที่คาดโทษสามประการนั้นจะเป็นประการใด เวลานั้น
เทวบุตรที่รักษาการเฝ้าตำหนักทีเม่งเต้ยเข้ามากราบทูลว่า บัดนี้ในตำหนักทีเฮียนเต้
ที่พระองค์ทรงคาดโทษเจ้าเมืองกุ้นเฮานั้น เขาข้าวสารเขาแป้งกับทั้งโซ่เหล็กก็
สูญหายไปสิ้น ทูลยังไม่ทันจะขาดคำก็แลเห็นเทพบุตรองครักษ์ นำพระภูมิเจ้าที่
กับเทพารักษ์ที่รักษาเมืองฮองเซียนนั้นเข้ามาเฝ้ากราบทูลว่า ในเมืองฮ่องเซียน
เจ้าเมืองกับพวกราษฎรทุกคน พากันสมาทานรักษาศีลสวดมนต์ภาวนาอยู่ด้วย
กันทั้งสิ้น และตั้งพิธีกระทำการสักการะบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย กับทั้งเทพบุตร
มิได้ขาดทุกเวลา บัดนี้ข้วพเจ้าขอพรพระผู้เป็นเจ้าจงโปรดมีเทวบัญชาประกาศิต
สั่งให้เล่งอ้องบันดาลฝนให้ตก เพื่อระงับความเดือดร้อนชนทั้งหลายในเมืองฮ่องเซียนเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยใสโสมนัสสาจึงมีเทวบัญชาแก่
พระพิรุณ และพระพายรามสูรทั้งบริวารให้ลงไปยังเมืองฮ่องเซียนให้ทันในวันนี้
ทำฝนให้ตกลงท่วมแผ่นดินประมาณสักศอกหนึ่ง ซีไต้เซียนซื่อได้ฟังเทวบัญชาดัง
นั้นแล้ว จึงบอกให้เทพบุตรทั้งหลายที่เป็นพนักงานให้ฝ่นให้ทราบทั่วกัน หมู่เทพ
บุตรทั้งหลายจัดกันพร้อมแล้ว ก็ควบคุมบริวารของตนไปพร้อมกันกับเห้งเจียยัง
เมืองฮ่องเซียน ลอยอยู่ในอากาศกระทำให้เมฆหมอกตั้งขึ้นมืดฟ้ามัวฝนและ
ฟ้าแลบฟ้าร้องคะนองลั่นเกิดลมพายุพัดใหญ่ บัดเดี้ยวใจก็มีฝนตกลงมาห่าใหญ่
พวกราษฎรในเมืองฮ่องเซียนเห็นฝนตกก็มีความยินดีพากันรื่นเริงสรรเสริญว่านี่
เปรียบดุจดังว่าไม้แห้งผลิตดอกออกช่อ และดุจดังว่ากระดูกแห้งแล้วกลับเกิดใหม่
ฝนตกประมาณสักชั่วโมงได้น้ำประมาณสักศอกเศษ หมู่เทพบุตรก็คอยรวบรวม
พากันจะกลับยังทิพย์สถาน เห้งเจียจึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าเทพยเจ้าทั้งหลาย
จงรอก่อน ข้าพเจ้าจะไปเรียกราษฎรทั้งหลายมาคำนับขอบคุณ ขอท่านทั้งหลาย
ได้สำแดงรูปกายออกให้ปรากฏ เพื่อราษฎรทั้งหลายจะได้เห็น จะได้มีความ
เลื่อมใสศรัทธาต่อไป หมู่เทพยดาได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็สำแดงรูปกายออกให้
ปรากฏอยู่ในกลางอากาศ เห้งเจียก็ลงมายังพื้นคนทั้งหลายก็พากันมากราบไหว้
เห้งเจีย จึงร้องห้ามว่าส่วนเราอย่าเพ่อก่อน จงพากันคำนับขอบคุณเทพยดาทั้ง
หลายเถิด ภายหลังเธอทั้งหลายจะได้มาทำฝนให้ตกเนื่อง ๆ เจ้าเมืองกุ้นเฮาได้
ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็ร้องประกาศให้ชนทั้งหลายจุดรูปเทียนขึ้นให้พร้อมกันทุกๆ
คน แล้วก็ไหว้กราบนมัสการขึ้นไปบนอากาศ ก็แลเห็นหมู่เทพยดาทั้งหลายที่มา
กระทำฝนให้ตก ต่างไหว้กราบบูชาอยู่ประมาณครึงชัวโมง เห้งเจียก็เหาะขึ้นไป
บนอากาศกระทำคำนับเทพบุตรทั้งหลายแล้ว จึงพูดว่าขอบพระคุณของท่านทัง
หลายที่ได้ลำบากมาช่วยในการนี้ ขอเชิญท่านกลับไปยังเทวสำนักเถิด ข้าพเจ้า
จะบอกแก่ราษฎรทั้งหลายให้ตั้งเครื่องสักการบูชาบวงสรวงเนืองๆ มิให้ขาด ตั้งแต่นี้
ไปขอให้มีฝนอย่าให้ขาดได้ตามฤดู หมู่เทพยดาทั้งหลายก็คำนับลาเห้งเจีย พากัน
กลับยังทิพย์สถานแห่งตนฝ่ายเห้งเจียเห็นหมู่เทพยดาพากันกลับไปแล้ว ก็ลงยังพื้นเดินมาหาพระอาจารย์
แล้วพูดว่า บัดนี้ธุระการก็เสร็จแล้ว ควรเราจะต้องพากันไปเถิด เจ้าเมืองกุ้นเฮา
ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็รีบเดินมาคำนับพูดว่า พระอาจารย์ทำไมจะรีบไปดังนั้นเล่า
ในครั้งนี้พระเดชพระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าและราษฎรทั้งหลายหาที่เปรียบมิได้
ข้าพเจ้าจะขอจัดโต๊ะเลี้ยงสนองพระเดชพระคุณ และจะสร้างวัดให้ท่านทั้งสี่อยู่
และปลูกเป็นที่บูชาไว้นมัสการ และจารึกชื่อท่านทั้งส่ไว้เป็นที่ระลึกบูชา ยังไม่ทัน
ไรท่านว่าจะไปเสียแล้ว พระถังซัมจั้งว่าขอบใจท่านกุ้นเฮามาก ๆ แต่ขัดด้วยพวก
อาตมภาพเป็นคนเดินหน มีกิจเกี่ยวข้องอยู่ในใจจำจะต้องลาไป เจ้าเมืองกับ
พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่ยอมให้ไป จึงให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะหาเครื่องแจมา
เลี้ยงพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ และเกณฑ์พวกช่างไม้ช่างปู่นให้รีบทำวัดและที่บูชา
เร่งกันทั้งกลางวันและกลางคืนฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษษ์เห็นเจ้าเมืองแลละราษฎรหน่วงเหนี่ยวอยู่ดังนั้นก็จำ
ต้องรอช้าอยู่ประมาณสักสิบห้าวัน ก็พอการก่อสร้างวัดแล้วลงเจ้าเมืองจึงนิมนต์
พระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามไปดูวัดที่สร้างใหม่ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม เมื่อ
ได้เห็นก็มีความพิศวงมาก และพูดว่าการก่อสร้างวัดนี้รวดเร็วนักเป็นการประหลาด
มากที่สุด เจ้าเมืองกุ้นเฮาว่าข้าพเจ้าเร่งรัดให้รีบทำทั้งกลางวันและกลางคืนจึงแล้วได้
เห้งเจียได้ฟังเจ้าเมืองพูดก็หัวเราะโดยมีความยินดี พูดสรรเสริญว่าท่านกุ้นเฮามี
ศรัทธาชอบธรรมมาก พูดแล้วก็พากันเดินเข้าไปดูวัดพิศดูรอบคอบทั้งซ้ายขวาล้วน
สลักลวดลายภาพต่าง ๆ งดงามหาที่ติมิได้อาจารย์กับศิษย์ก็พูดชมและสรรเสริญ
เห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ว่าขอท่านได้ตั้งนามวัดนี้ พระถังซัมจั้งจึงให้นามว่า วัด
กามลิมโพ้เจี้ยเจ้าเมืองกุ้นเฮาเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความยินดีก็เกิดศรัทราเลื่อมใสมากขึ้น
จึงให้จารึกเป็นอักษรตัวทอง และให้สงฆ์ทั้งหลายจัดที่บูชาท่วนทังสีไว้เนืองนิตย์
ทุกเวลา และจัดที่สักการบูชาเทพยดาพระพิรุณรามสูรทังหลาย มีการเช่นไหว้
ทุก ๆ ปีต่อไปภายหน้าฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นการเสร็จแล้วก็ให้ศิษย์จัดแจงจะลาไป ฝ่ายเจ้าเมืองกุ้น
เฮากับขุนนางและราษฎรชาวเมืองเห็นว่าท่านทั้งสี่จะไม่อยู่ได้ จึงจัดเงินและทอง
ข้าวของจะส่งไป ฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์ก็ไม่ยอมรับสิ่งใดแต่สักอย่างหนึ่ง เจ้า
เมืองกับราษฎรเห็นดังนั้นก็พากันเอาเครื่องดนตรีมาขับประโคมดีดสีตีเป่าส่ง
อาจารย์กับศิษย์ออกจากเมืองไปฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ลาเจ้าเมืองและราษฎรแล้วก็พากันออกจากเมือง
เดินตามแนวทางหมายทิศไซที เวลานั้นพระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้ามีความยินดี
ปราโมทยรื่นเริงในใจ จึงเรียกเห้งเจียพูดว่าทำการครั้งนี้มีความดีมาก อันกุศลผล
บุญหาที่เปรียบมิได้ เห้งเจียพูดถ่อมตัวว่า ซึ่งการเป็นทั้งนี้ก็เพราะชนทั้งหลายเขา
หาซึ่งความชอบธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงได้รับผลอันดี จะได้เป็นเพราะความดีของ
ข้าพเจ้าแต่ส่วนเดียวก็หามิได้ อาจารย์กับศิษย์สนทนากันพลางเดินพลางก็รีบเดินมา
ในเวลานั้นเป็นฤดูเดือนเก้าเดือนสิบพากันเดินชมต้นผลไม้ตามระยะทางทั้งสองข้าง
ครั้นเดินทะลุออกจากป่าดงแลไปข้างหน้า เห็นมีป้อมกำแพงเมืองแต่ไกล พระถัง
ซัมจังจึงเอาแส้ม้าชี้บอกแก่เห้งเจียว่า จงดูข้างหน้านั้นมีป้อมและกำแพงจะเป็น
แห่งตำบลใด พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งอยู่ในรกกระโดดออกมา
พระถังซัมจั่งตกใจพลัดตกจากหลังม้าแล้วบุกขึ้นเดินมาปราศรัยแก่ตาเฒ่า ตาเฒ่า
ก็ยกมือขึ้นคำนับตอบ แล้วถามว่าท่านอาจารย์อยู่เมืองไหนไปไหนมาพระถังซัมจังย่อตัวแล้วพูดว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไท
จงฮ่องเต้ให้ไปยังประเทศไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังวัดลุ่ยอิมยี่ บัดนี้
มาถึงตำบลนี้ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นเมืองอะไร ถ้าท่านตาทราบเรื่องขอได้กรุณาบอก
ให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด ตาเฆ่าได้ฟังพระถังซัมจั่งถามดังนั้น จึงพูดว่าพระอาจารย์
นี้มีอภินิหารเชี่ยวชาญมากนัก จึงได้มาถึงตำบลนี้ อันตำบลนี้เป็นเขตแดนเมือง
โซจ๊อกนามเมืองเรียกเง็กฮัวจิ้ว เจ้าเมืองเง็กฮัวจิ้วนั้นคือพระญาติพระวงศ์ของเจ้า
เมืองโซจ๊อก เจ้าเมืองเง็กฮัวจิ้วนี้เป็นคนดีตั้งอยู่ในทางยุติธรรรมมีใจโอบอ้อมอารี
รักใคร่ราษฎร หากท่านอาจารย์เข้าไปหาเธอคงเลื่อมใสศรัทธา พระถังซัมจั้งได้
ฟังดังนันก็กระทำคำนับขอบคุณ ตาเฒ่าก็หันกลับลัดเข้าดงไป พระถังซัมจังก็หัน
หน้ากลับมาบอกแก่สานุศิษย์ทั้งสามคนทุกประการ แล้วก็พากันเดินตัดตรงเข้าเมือง
ครันเดินเข้าถนนใหญ่แล้วจึงพิเคราะห์ดูทั้งสองข้างทาง ตั้งร้านค้าขายผู้คนแออัด
โรงร้านตึกเรือนเรียบร้อยเป็นสง่างาม ลักษณะชนชาวเมืองมีอาการกิริยาคล้าย
แก่คนชาวเมืองไต้ถัง พระถังซัมจังจึงสั่งสานุศิษย์ทั้งสาม ให้สำรวมจิตระวังสังวร
อย่าให้พลั้งเผลอ โป๊ยก่ายก็เดินก้มหน้าซ้อนปากไว้กับอกซัวเจ๋งเอาผ้าคลุมหน้า
เห้งเจียเดินประคับประคองข้างพระอาจารย์ พวกชาวเมืองก็ชิงกันดูแล้วพูดว่า ที่
เมืองเรามีผู้วิเศษปราบได้แต่เสือกับมังกร ยังไม่เคยเห็นพระสงฆ์ปราบหมูปราบ
ลิงดังนี้ โบ๊ยก่ายได้ฟังชาวเมืองพูดก็อดไม่ได้ จึงยื่นปากออกพูดว่าพวกเจ้าไม่เคย
เห็นพระสงฆ์ปราบพระยาสุกรหรือ ฝูงชนเหล่านั้นก็พากันตกใจล้มคว่ำล้มหงาย
เป็นระนาวไป ลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีซุกซ่อนตัวไปทั้งสิ้น โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็
เดินก้มหน้าตามอาจารย์ไป ครั้นเดินมาถึงประตูเมืองก็ตรงเข้าไปในเมือง เห็น
ผู้คนมากมายดุจเมืองหลวง พระถังซัมจั้งมีความยินดีจึงพูดว่า ได้ฟังเขาเล่ากัน
ว่าชาวเมืองโซจ๊อกแต่ยังไม่เคยมาถึง เมื่อพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็ไม่ผิดชาว
เมืองไต้ถัง และได้ยินเขาพูดกันว่าข้าวสารถังละหนึ่งเฟื้องน้ำมันงาถังละสองไพข้าว
ปลาบริบูรณ์ ชัยภูมิเมืองก็สนุกสนานปราศจากโจรผู้ร้าย ครั้นเดินมาประมาณ
สักสองชัวโมงก็มาถึงที่ประตูพระทวารวัง ข้างหน้านั้นมีหอสำหรับที่รับแขก และ
ที่เลี้ยงแขกและมีขุนนางคอยรักษาทั้งซ้ายขวา พระถังซัมจั่งจึงบอกแก่สานุศิษย์
ทั้งสามว่าที่นี้เป็นที่รับแขกเมืองเราพากันเข้าไปพักก่อน เพื่ออาตมภาพจะได้เข้า
เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้วจึงค่อยไป บางทีเจ้าเมืองจะมี
ศรัทธาเลี้ยงเครื่องแจจะให้คนมาตามเข้าไป ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงหาบของเข้าไป
พักที่หอรับแขกฝ่ายพวกขุนนางรับแขก และเห็นรูปร่างเธอทั้งสามคนดุร้ายน่าเกลียดน่าซัง
ไม่น่าจะทักถามดังนั้น ปล่อยให้นั่งลุกตามสบายมิได้ว่ากล่าวประการใด ฝ่าย
พระถังซัมจั้งจัดแจงแต่งกายครองจีวรสำรวมกิริยาเรียบร้อยแล้วถือหนังสือเดิน
ทางเข้าในประตูพระราชวัง ครั้นเข้ามาถึงชั้นในขุนนางก็มาคำนับรับรอง ถามว่า
ท่านอาจารย์มาจากเมืองไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่ง
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซที วัดลุ่ยอิมยี่เพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
บัดนี้มาถึงนี่ จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เพราะฉะนั้นอาตมภาพปรารถนาจะ
เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ขอท่านได้อนุกูลกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ
ขุนนางผู้นั้นครั้นได้ทราบความดังนั้นแล้ว จึงนำความเสนอท่านผู้ใหญ่ให้ทราบก็
นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ขุนนางออกมานิมนต์
พระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจังเดินตามขุนนางมา ครั้นถึงที่เฝ้าก็นำหนังสือออกถวายพระ
เจ้าแผ่นดิน ก็สำรวมกิริยานำหนังสือขึ้นถวายต่อพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดิน พระ
เจ้าแผ่นดินรับมาคลี่ออกดูเห็นมีตราประทับทุก ๆ เมืองก็มีความยินดี จึงเซ็น
ลายพระหัตถ์ลงแล้วก็ประทับตราแผ่นดินลงแล้วก็คืนให้พระถังซัมจั้ง แล้วรับสั่ง
ถามว่าท่านก๊กซืออาจารย์เมื่อออกจากเมืองไต้ถัง ข้ามทุกเมืองมาถึงนี่ ประมาณ
ระยะทางจะไกลสักเท่าใดท่านอาจทราบหรือไม่ พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า
อาตมภาพเดินมาก็มิได้จำว่าใกล้ไกลเท่าใด แต่เมื่อปีก่อนนี้มีพระโพธิสัตว์กวนอิม
แบ่งภาคลงมาชี้แจงต่อหน้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ บอกว่าหนทางจะไปไซทีนั้น
ไกลสิบหมื่นแปดพันโยชน์ อาตมภาพเดินมาได้สิบสี่รอบฤดูร้อนหนาวแล้ว พระ
เจ้าแผ่นดินได้ฟังทรงพระสรวลว่าสิบสี่รอบฤดูร้อนหนาวมิได้สิบสี่ปีมาแล้วหรือ
ตามระยะทางเห็นจะมีความลำบากมากดอกกระมัง พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า
อันความลำบากยากแค้นพบปะปิศาจอสุรกายยักษ์มารนั้น ไม่สามารถจะพรรณนา
ได้ รับความเดือดร้อนไม่รู้ว่าเท่าไรแล้วจึงได้มาถึงนี่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง
ดังนั้น ก็ให้เกิดศรัทธาปราโมทยรื่นเริงบันเทิงพระทัย รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดเครื่อง
โต๊ะแจมาถวายพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า อาตมภาพมีสานุศิษย์ยังคอยอยู่ข้าง
นอก ไม่อาจนำเข้ามาเฝ้าวิตกเกรงจะมีความผิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น
จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนิมนต์เข้ามาจะได้ฉันเครื่องแจด้วยกัน พวกขุนนางก็
ออกไปที่ประตูมิได้เห็นมีผู้ใด พวกเฝ้าประตูบอกว่าเห็นอยู่สามคนรูปร่างหยาบช้า
พักอยู่ที่หอรับแขกเมือง เห็นจะเป็นคนทั้งสามนั้นดอกกระมัง พวกขุนนางได้ฟัง
ดังนั้นก็เดินไปที่หอพัก ถามขุนนางที่เฝ้าหอว่า คนไหนเป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้ง
บัดนี้มีรับสั่งให้นำเข้าไปฉันแจ โป๊ยก่ายนั่งอยู่ที่นั่นได้ยินว่าจะให้เข้าไปกินเลี้ยง
ก็ทะลึ่งออกมาพูดเสียงดังว่าข้าพเจ้าเอง พวกขุนนางแลเห็นรูปร่างก็ตกใจ แข็งใจ
พูดว่าขอเชิญท่านทั้งหลายเข้าไปประเดี๋ยวนี้เถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็พากันตาม
ขูนนางเข้าไปในพระราชวัง พวกขุนนางครั้นพาคนทั้งสามเข้ามาแล้วก็นำความ
ขึ้นกราบทูล พระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็น
เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งมีรูปร่างดุร้ายดังนั้นก็ตกพระทัย พระถังซัมจั้งจึงถวายพระ
พรว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเกรงกลัวเลยจงวางพระทัยเถิด คนทั้งสามนี้
รูปร่างดุร้ายก็จริงแต่ใจดี โป๊ยก่ายทะลึ่งพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าข้าพเจ้าขอคำนับ
พระเจ้าแผ่นดินก็ตกพระทัยยิ่งนัก พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า สานุศิษย์ทั้ง
สามนี้อาตมภาพได้มาแต่ในป่า มิได้รู้จักขนบธรรมเนียมบ้านเมือง ขอพระองค์
ได้โปรดพระราชทานอภัย พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่อง
โต๊ะพาไปยังตำหนักม่อซอเต๊ง จะได้รับประทานอาหารแจ พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์
ทั้งสามก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน ออกเดินตามขุนนางพนักงานเครื่องไปยังตำหนัก
ม่อซอเต๊ง ขุนนางก็จัดโต๊ะเชิญพระถังซัมจั้งเข้านั่งโต๊ะหนึ่ง สานุศิษย์ทั้งสามเข้า
นั่งรวมกันโต๊ะหนึ่งตามสบายฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จเข้าข้างใน ให้มีพระพักตร์ผิดปรกติไป พระราชบุตร
ทั้งสามพระองค์คอยเฝ้าอยู่ในพระตำหนักนั้น ก็แลเห็นพระราชบิดาเสด็จเข้ามามี
สีพระพักตร์ผิดเผือดไปดังนัน จึงพากันทูลถามว่า พระองค์มีเหตุการณ์ไฉนจึงมิส
พระพักตร์ผิดปรกติดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระราชบุตรทั้งสามว่า เมื่อกี้
นี้มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาจากเมืองไต้ถังเข้ามาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เธอมี
ลักษณะรูปร่างงามมิใช่คนเมืองใต้ เรามีศรัทธาจะเลี้ยงแจเธอสักเวลาหนึ่ง เธอ
บอกว่ายังมีสานุศิษย์อีกสามคนคอยอยู่ที่หอรับแขกเมือง เราจึงสั่งให้เข้ามาทั้ง
สามคน บัดนี้ก็เข้ามาแล้ว แต่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมข้าราชการที่จะเคารพต่อเจ้า
นาย เราพิเคราะห์ดูคนทั้งสามนั้น มีลักษณะรูปร่างน่าเกลียดน่าชังดุจดังว่าผีและ
ยักษ์ร้าย ในใจให้สะดุ้งหวาดไม่เป็นปรกติ เพราะฉะนั้นจึงมีสีหน้าผิดปรกติไป
เมื่อพระราชโอรสทั้งสามได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น ก็กราบทูลว่าชะรอยจะเป็น
ผีปิศาจแปลงกายมาดอกกระมัง พวกข้าพเจ้าจะขอออกไปดูให้เห็นแน่แก่ตาว่า
จะเป็นประการใด เมื่อทูลพระราชบิดาดังนั้นแล้ว พระองค์ที่หนึ่งก็ทรงถือกระบอง
ใหญ่ พระองค์ที่สองก็ทรงถือคราดเก้าซี่ พระองค์ที่สามก็ทรงถือแผ่นป้ายดำอันหนึ่ง
สามองค์พี่น้องถืออาวุธครบมือกันแล้วก็พากันออกจากพระราชวังถึงประตูที่ร้อง
ตวาดว่า พวกไหนที่จะอาราธนาพระไตรปิฎกอยู่ที่ไหน ในขณะนั้นมีขุนนางพนัก
งานพนักงานเครื่องผู้หนึ่งอยู่ที่นั่น ได้ยินพระราชโอรสถามดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ
ทูลว่าพวกพระสงฆ์ที่พึ่งเข้ามาฉันโต๊ะเครื่องแจอยู่ที่ตำหนักม่อซอเต็ง พระราช
โอรสทั้งสามได้ทรงฟังดังนั้นมิได้รอรั้งรีบเดินเข้าไปในตำหนักม่อซอเต๊ง ร้องถาม
ด้วยเสียงอันดังว่าพวกเหล่านี้เป็นมนุษย์หรือปิศาจหรือยักษ์ร้าย จงรีบบอกออก
มาโดยเร็วอย่าให้ถึงลงมือ พระถังซัมจั้งกำลังฉันจังหันอยู่ เห็นดังนั้นก็ตกใจวาง
ชามข้าวเสียทันที ขอตัวว่าอาตมภาพเป็นชาวเมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระธรรม
มิใช่ผีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรดอก พระราชโอรสทั้งสามพูดว่า ตัวท่านก็เป็นมนุษย์
อย่างเดียวกับเรา แต่คนทั้งสามนั้นรูปร่างดุร้ายชะรอยจะเป็นปิศาจอสุรยักษ์เป็นแน่
โป๊ยก่ายกำลังกินไม่ธุระที่จะฟังเสียงร้ายดี ซัวเจ็งกับเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงถ่อมตัว
พูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่สวยงามก็จริง แต่ใจเป็นพระร่างกายหยาบคายแต่สันดาน
ดี ท่านทั้งสามคือผู้ใดออกท่าทางฮึกหาญกล่าวความหมิ่นประมาทดังนี้ ขุนนาง
พนักงานเครื่องที่อยู่ในที่นั้น จึงบอกว่าท่านทั้งสามนี้คือพระราชโอรสของพระเจ้า
แผ่นดินปัจจุบันนี้ โป๊ยก่ายวางชามข้าวลุกขึ้นถามว่า ท่านราชบุตรทั้งสามจะถือ
อาวุธมาทำไมหรือจะใคร่ลองฝีมือกับพวกข้าพเจ้าดอกกระมังพระราชบุตรองค์ที่สองได้ฟังโป๊ยก่ายถามดังนั้น สองมือจับคราดเหล็กแกว่งกวัด
โป๊ยก่ายแลเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าคราดของเธอนั้นเป็นลูกหลานคราดของข้าพเจ้า
ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็แหวกเสื้อชักเอาคราดเหล็กออกมาจากเอว แกว่งรัศมีศรีทองพุ่ง
พร่ายออกมานั้นได้พันและหมื่นสาย พระราชบุตรที่สองเห็นดังนั้นก็ตกใจมือและ
เท่าก็อ่อนเปลี้ยไปทั้งกาย เห้งเจียเห็นพระราชบุตรที่หนึ่งถือกระบองโลดเต้นกวัด
แกว่ง ก็ซักกระบองออกจากหูแกว่งไปมากระบององค์ใหญ่กว่าสามกำ ยาวสี่ศอก
เศษปักลงกับพื้นลึกสามศอกเศษ แล้วก็หัวเราะพูดว่าข้าพเจ้าให้กระบองนี้แก่ท่าน
พระราชบุตรที่หนึ่งก็ทิ้งกระบองของตนเสีย วิ่งเข้าไปจับกระบองของเห้งเจียโยก
ถอนโดยกำลังแรง ถอนเท่าใดก็ไม่ขึ้น พระราชบุตรองค์ที่สามเห็นดังนั้นก็จับป้าย
เหล็กออกท่า ซัวเจ้งยกกระบองวิเศษออกสกัด แล้วแกว่งไปมามีรัศมีแสงพุ่งออก
มาระยับระย้า พวกขุนนางพนักงานในห้องเครื่องเห็นดังนั้น พากันตกใจครั่นคร้าม
ไม่เป็นสมประดี พระราชโอรสทั้งสามคุกเข่าลงเคารพพูดว่าท่านครูข้าพเจ้าไม่ทราบ
เลย ขอท่านได้สำแดงความประสิทธิ์ของท่านให้ข้าพเจ้าเห็นอีกสักครั้งหนึ่ง จะได้
เป็นที่นับถือของพวกข้าพเจ้า เห้งเจียกระโดดมาจับกระบองที่ปักอยู่นั้น ยกขึ้นเบาๆ
ก็หลุดถอนขึ้นมาโดยง่ายไม่เป็นความยาก แล้วพูดว่าในสถานที่นี้คับแคบ ไม่สมควร
ที่จะแผลงอิทธิฤทธิ์ได้ ข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นบนเวหาแผลงฤทธิ์ให้ท่านทั้งหลายดู
พูดแล้วก็ทำสิ่งหนาทร้องตวาดด้วยเสียงอันดังคำหนึงแล้ว ก็ขึนเหยียบเมฆลอย
ขนไปบนอากาศ จับกระบองออกท่าเรียกว่าเพลงโปรยดอกไม้ และเรียกว่ามังก
พลิกตัว เห้งเจียจับกระบองแกว่งหมุนคว้าง ๆ โป๊ยก่ายอยู่ข้างล่างอดไม่ได้ร้องขึ้น
ไปว่า ข้าพเจ้าจะแผลงฤทธิ์ให้ดูบ้าง ว่าแล้วถือคราดเผ่นขึ้นเหยียบสายลมเหาะ
ลอยขึ้นบนอากาศ มือจับคราดตีข้างบนสามทีล่างสี่ที ซ้ายห้าที่ขวาหกทีหน้าเจ็ดที
หลังเก้าที หมุนหันรอบตัวโดยความแคล่วคล่องว่องไว ได้ยินเสียงดุจลมพัดดังอู้ ๆ
ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็มาคำนับอาจารย์พูดว่าขอพระอาจารย์จงคอยข้าพเจ้าจะไปซ้อม
ฝีมือให้พระอาจารย์ดูบ้าง พูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ จับกระบองควงหมุน
ดังจังหัน มีรัศมีสีแดงสว่างพรายเป็นประกายดูงดงามยิ่งนัก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัว
เจ๋งต่างแผลงฤทธิ์อยู่บนอากาศโดยเชี่ยวชาญ พระราชโอรสทั้งสามและเห็นดัง
นั้นก็ให้สยดสยองหวาดหวั่นครั่นคร้ามยิ่งนัก พากันคุกเข่าลงกับพื้นในตำหนักม่อ
ซอเต็ง พวกขุนนางพากันกราบไหว้ทุก ๆ คนทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน และชาวเมือง
พลไพร่ใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็มีความเลื่อมใสศรัทธาจุดธูปเทียนบูชาเห้งเจียโป๊ยก่าย
ซัวเจ๋งแผลงฤทธิ์แล้ว ก็หยุดพักพากันลงมายังพื้นไปหาพระอาจารย์ฝ่ายพระราชโอรสทั้งสามก็รีบพากันเข้าไปยังพระราชวังใน กราบทูลพระราช
บิดาว่า มีความปราโมทย์ชื่นชมโสมนัสหาที่เปรียบมิได้ พระบิดาได้เห็นหรือไม่
เมื่อตะกี้นี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระราชโอรสทั้งสามว่า บิดาพึ่งเห็นบนอากาศ
เมื่อกี้มีรัศมีสีรุ้งพรายสว่างไสว ก็ได้พากันจุดธูปเทียนสักการบูชา ไม่รู้ว่าเทพยดา
พระองค์ใดมาแผลงศักดานุภาพดังนี้ พระราชโอรสทั้งสามจึงกราบทูลว่าที่แผลง
ฤทธานุภาพนั้นมิใช่ใครผู้ใดเลย คือสานุศิษย์ทั้งสามของพระสงฆ์ที่จะไปอาราธนา
พระไตรปิฎกธรรมนั้นเอง คนหนึ่งถือกระบองเหล็ก คนหนึ่งถือคราดเหล็ก คนหนึ่ง
ถือพลองเหล็ก ล้วนแต่อาวุธวิเศษทั้งสามคน อาวุธของข้าพเจ้าทั้งสามนั้นไม่
สามารถจะเปรียบได้ พวกข้าพเจ้าขอให้เธอแผลงอิทธิฤทธิ์ให้ดู เธอว่าคับแคบ
นักไม่พอที่จะแผลงฤทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเชิญให้เธอเหาะขึ้นบนอากาศ
ที่บังเกิดแสงสว่างรุ่งเรืองนั้น คือรัศมีของอาวุธต่าง ๆ บัดนี้เธอยังอยู่ที่ตำหนักม่อ
ซอเต็ง ลูกมีความยินดีที่สุด อยากจะใคร่เป็นสานุศิษย์แห่งเธอเรียนวิชาไว้สำหรับ
รักษาบ้านเมือง แต่ไม่ทราบว่าพระบิดาจะเห็นประการใดฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังพระราชโอรสทั้งสาม ทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก
จึงพาพระราชโอรสทั้งสามเสด็จไปยังตำหนักม่อซอเต็ง ฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุ
ศิษย์ทั้งสามกำลังจัดแจงจะเข้าไปลาพระเจ้าแผ่นดิน ก็พอเห็นพระเจ้าแผ่นดิน
เง็กฮัวจิวเสด็จมากับพระราชบุตร พระราชโอรสทั้งสามพระองค์ พร้อมกันกราบ
ลงกับพื้น พระถังซัมจั่งเห็นดังนันก็ตกใจก็ลงคุกเข่าคำนับตอบ เห้งเจียโป๋ยก่าย
ซัวเจ๋งเห็นดังนันก็ลุกจากที่เดินแอบไปข้างหนึ่งยิม ๆ อยู่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสนมัสการแล้วก็นิมนต์พระถังซัมจั้งกับ
สานุศิษษ์ขึ้นนั่งยังเดิมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามีกิจธุระจะขอยอม
เคารพต่อท่าน ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามจะปลงใจด้วยหรือไม่ พระถังซัมจังถวาย
พระพรถามว่า พระองค์มีความเห็นอย่างไรก็ตามแต่พระทัยเถิดถ้าควรแล้วอาตม
ภาพไม่ขัดศรัทธาจึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อแรกข้าพเจ้ายังมิได้พบแก่ท่านทั้งสาม
ก็นึกแต่ว่าพระสงฆ์มาแต่เมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระธรรมเท่านั้น ครั้นได้เห็น
ท่านสำแดงฤทธาอานุภาพในกลางอากาศจึงทราบได้ว่าท่านผู้สำเร็จลงมา บุตร
ข้าพเจ้าทั้งสามนี้พอใจแต่ในการฝึกหัดเพลงอาวุธ เพราะฉะนั้นขอท่านได้กรุณา
แนะนำสั่งสอนวิทยาให้แก่บุตรของข้าพเจ้าทั้งสาม ข้าพเจ้าจะขอบใจท่านแบ่ง
สมบัติให้แก่ท่านครึ่งหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าท่านยังไม่
ทราบหรือว่าพวกข้าพเจ้าอยู่ในทางธรรมรักษาศีลภาวนาไม่พอใจในลาภยศ หาก
พระราชบุตรของพระองค์ปรารถนาจะเรียนรู้วิชา อย่ายกสิงของขึ้นเป็นกำนัล เอา
แต่นำใจเท่านันก็พออยู่แล้ว พระราชบุตรทังสามได้ฟังเห้งเจียว่าดังนัน ก็มีความ
ยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งพนักงานเครื่องแจให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงยังพระราชวังในและ
สั่งพนักงานพิณพาทย์ขับร้อง ครั้นจัดเสร็จแล้ว ศิษย์กับอาจารย์ก็พร้อมกันเข้า
นั่งฉันเครื่องแจในเวลานั้น ครั้นเสร็จแล้วก็พากันพักนอนยังตำหนักม่อซอเต็งคืนหนึ่ง
ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าแผ่นดินเง๊กฮัวจิวกับพระราชโอรสทั้งสามเสด็จมานมัสการพระ
ถังซัมจั้งแล้ว พระราชบุตรทั้งสามก็มาคำนับเห้งเจียโป๊ยก่ายชัวเจ้งแล้วพูดว่า ขอ
ท่านครูอย่าได้มีความเสียดายเลย ขอให้ข้าพเจ้าดูเครื่องมือของท่านทั้งสามอีก
ครั้งหนึ่งเถิด โป๊ยก่ายซัวเจ๋งมีความยินดีหัวเราะแล้ว จึงชักอาวุธออกวางไว้กับพื้น
พระราชบุตรที่สองที่สามเข้ามาลองยกดูก็ไม่หวาดไหว เปรียบดุจตั๊กแตนเข้าโยก
เสาตะลุงช้างฉะนั้น พระราชบุตรทั้งสองออกกำลังจนสีพระพักตร์แดงก็ไม่ไหวไม่
เขยือน พระราชบุตรที่หนึงตรัสว่าพระน้องทั้งสองอย่าออกกำลังให้เสียแรงเปล่าเลย
ด้วยเครื่องอาวุธทั้งสองอย่างนั้นมิใช่ของธรรมดา เป็นของกายสิทธิ์ไม่ทราบว่าจะ
หนักสักเท่าใด โป๊ยก่ายบอกว่าคราดนั้นไม่หนักสักเท่าใดดอก ทั้งตัวทั้งด้ามหนัก
ประมาณห้าพันสี่สิบแปดชั่งนั้น พระราชบุตรที่สามถามซัวเจ็งว่าพลองของท่าน
อาจารย์หนักประมาณสักเท่าใด ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วตอบว่าพลองนั้นหนักห้าพันสี่
สิบแปดชั่งเหมือนกัน พระราชบุตรที่หนึ่งขอดูกระบองของเห้งเจีย เห้งเจียเอียงหู
ลงควักออกมาเป็นเข็มเล่มหนึ่ง แกว่งกระทบสายลมกระบองก็โตขึ้นประมาณสี่กำ
แล้วหักตั้งอยู่ตรงหน้า พวกขุนนางแลเห็นดังนั้นก็พากันครั่นคร้ามเกรงกลัว พระ
ราชบุตรทั้งสามจึงถามว่า อาวุธของอาจารย์ทั้งสองซ่อนไว้ที่บั้นเอว แต่อาวุธของ
ท่านอาจารย์เห้งเจียซ่อนไว้ในหูเล็กเท่าเข็ม ครั้นถูกลมแล้วจึงโตขึ้นนั้นด้วยเหตุ
ผลประการใดเป็นน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงพูดว่ากระบองเหล็ก
นี้ท่านยังไม่ทราบ มิใช่ของธรรมดา เป็นกายสิทธิ์ ตั้งแต่ท่านเจ้าต้ายผู้วิเศษ
สะกดไว้กลางทะเล หากข้าพเจ้ามีนิสัยจึงไปเอามาได้ จะเปลี่ยนแปลงใดก็ได้ทุก
ประการ น้ำหนักหมื่นสี่พันห้าร้อยชั่ง และไม่เหมือนเหล็กธรรมดา พระราชบุตร
ได้ฟังดังนั้น ก็มีความเลื่อมใสศรัทธา ตั้งใจจะให้เห้งเจียสั่งสอนฝึกหัด เห้งเจีย
จึงถามว่า ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามจะเรียนอาวุธอันใด พระราชบุตรทั้งสามจึงบอกว่า
อยากจะเรียกอาวุธของอาจารย์ทั้งสามนั้นเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ถ้าดังนั้นก็
ง่ายไม่ยาก แต่วิตกเห็นว่ากำลังของท่านทั้งสามจะไม่พอแก่อาวุธของข้าพเจ้า เมื่อ
ยกไม่ไหวแล้วจะฝึกหัดอย่างไรได้ ดุจจะเขียนไม่เป็นจะกลายเป็นเขียนสุนัขไป หาก
ท่านทั้งสามตั้งใจอยากจะได้จริง ก็จงตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาให้เทพยดาฟ้าและ
ดินแล้ว ข้าพเจ้าจะสอนกำลังภาคใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว จึงค่อยเรียนฝึกหัดเพลง
อาวุธพระราชบุตรทั้งสามได้ฟังดังนั้น ต่างก็ดีใจยกโต๊ะมาตั้งเอง แล้วจุดรูปเทียน
สักการะบูชาไหว้เทพยดาฟ้าและดิน แล้วจึงมาขอให้อาจารย์สอนทางวิเศษให้
เห้งเจียหันหน้ามาหาพระถังซัมจั้งแล้ว ทำความเคารพว่าท่านอาจารย์ ผู้มีคุณ
อันประเสริฐของข้าพเจ้าขออนุญาตโปรดให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย บัดนี้พระราชบุตร
ทั้งสามนี้มาขอเคารพเป็นสานุศิษย์ จะขอเรียนศิลปศาสตร์วุฒิทางอาวุธ เธอยอม
เป็นสานุศิษย์ของข้าพเจ้า ก็นับว่าเป็นนัดดาของพระอาจารย์ ขอพระอาจารย์ได้
ทราบ ข้าพเจ้าจะให้ความรู้แก่เธอทั้งสาม โป๊ยก่ายซัวเจ้งเห็นเห้งเจียกระทำ
เคารพแก่พระอาจารย์ดังนั้น ก็กระทำความเคารพแก่พระอาจารย์บ้าง แล้วจึงพูดว่า
ขอพระอาจารย์นั่งให้สบาย ผ่อนให้ข้าพเจ้าทั้งสองหาสานุศิษย์คนละคน ไว้เป็น
ที่ระลึกซึ่งทางไขทีนี้ พระถังซัมจั้งได้ฟังสานุศิษย์ทั้งสามมาขออนุญาต ดังนั้นก็มี
ความยินดีที่สุดจึงให้อนุญาต เห้งเจียจึงสอนพระราชบุตรทั้งสามที่ในห้องตำหนัก
ม่อซอเต็งในที่สงัด เห้งเจียเขียนยันต์แล้ว ให้พระราชบุตรทั้งสามคุกเข่าสำรวม
จิตหลับพระเนตรนิ่งแน่ทั้งสามองค์ เห้งเจียจึงร่ายพระคาถาเป่าลงที่ท้องพระราช
บุตรทั้งสามพระองค์ ถอดกำลังของตัวให้แก่พระราชบุตรทั้งสามพระองค์ ดุจดัง
ว่าเปลี่ยนแปลงกายขึ้นใหม่ พระราชบุตรทั้งสามก็รู้สึกพระองค์ว่ามีกำลังเกิดขึ้น
ผุดลุกขึ้นลูบเนื้อลูบตัวดูแข็งแรงมีกำลังขึ้นมา ยิ่งกว่าแต่ก่อนร้อยเท่าพันทวี พระ
ราชบุตรองค์ใหญ่ก็มาลองจับกระบองของเห้งเจีย พระราชบุตรองค์ที่สองก็มาจับ
คราดของโป๊ยก่าย พระราชบุตรองค์ที่สามก็มาจับพลองของซัวเจ๋ง ต่างก็มีกำลัง
ยกขึ้นกวัดแกว่งได้ทั้งสามองค์ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นพระราชโอรสทั้งสามมี
กำลังขึ้นดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง สั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะมาเลี้ยงขอบคุณ
ในเวลาเลี้ยงนั้นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ต่างให้วิชาความรู้แก่สานุศิษย์ของตน แต่
กำลังนั้นทนไม่นานก็หอบเหนื่อยเพราะเครื่องอาวุธของอาจารย์เป็นของกายสิทธิ์
ครั้นเลิกแล้วก็ลาไปพักยังที่ รุ่งขึ้นพระราชบุตรทั้งสามก็มาเคารพขอบคุณอาจารย์
แล้วจึงพูดว่าเครื่องอาวุธของอาจารย์ยกได้ก็จริงแต่ยังลำบาก ข้าพเจ้าทั้งสามอยาก
จะให้ช่างทำตามอย่างนี้ แต่ผ่อนลดน้ำหนักให้เบาลง ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะ
เห็นเป็นประการใด โป๊ยก่ายว่าถ้าคิดดังนั้นเห็นจะถูกต้อง เพราะเหตุว่าอาวุธ
ของข้าพเจ้าหนักมากเกินกว่ากำลังของท่าน อีกประการหนึ่งก็เป็นของคู่มือข้าพเจ้า
สำหรับที่จะได้ปราบภูตผีปิศาจและยักษ์ร้าย ดีแล้วควรจะให้ช่างทำขึ้นไว้สำหรับ
ตัวท่าน พระราชบุตรทั้งสามได้ฟังดังนั้น ก็เรียกช่างเหล็กมาให้เลือกเหล็กอย่างดี
ตั้งเตาสูบหล่อเสียวันหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงมาขอยืมอาวุธไปทำตัวอย่าง พิงไว้ในโรงช่าง
เหล็กทั้งวันทั้งคืน อันเครื่องอาวุธทั้งสามนี้เป็นของกายสิทธิ์ติดอยู่กับตัวเห้งเจีย
โป๊ยก่ายซัวเจ็งมิได้ห่างจากกาย ครั้นว่านำไปพิงไว้ในโรงช่างเหล็ก ก็บังเกิดรัศมี
สีแสงรุ่งโรจน์โชตินาฟุ้งสว่างขึ้นบนอากาศ เวลานั้นมีปิศาจตนหนึ่งอยู่ห่างเมือง
ประมาณเจ็ดสิบโยชน์ เขานั้นเรียกว่าเป๋าเถ้าซัว ถ้ำนั้นเรียกถ้ำเฮ้าเถ้าต้อง เวลา
คืนวันนั้นปิศาจนั่งอยู่ที่หน้าถ้ำ แลขึ้นไปบนอากาศก็เห็นมีแสงสว่างพุ้งขึ้นบน
อากาศจึงเหาะตรงมาที่แสงสว่างนั้น ครั้นถึงก็เห็นแสงสว่างนั้นฟุ้งขึ้นมาจาก
พระราชวังใน ปิศาจก็ลงยังพื้นพิจารณาดูเห็นเครื่องอาวุธทั้งสามอย่าง ปิศาจก็มี
ความยินดีมีความพิศวงคิดว่าอาวุธนี้จะเป็นของผู้ใดหนอเอามาพิงไว้ที่นี้ เป็น
นิสัยของเราควรจะเอาไปไว้สำหรับตัวคิดดังนั้นแล้วก็ลักเอาอาวุธทั้งสามอย่างนั้น
กลับไปยังถ้ำฝ่ายพวกช่างเหล็กในโรงหล่อ มีความเหน็ดเหนื่อยก็พากันหลับนอนไม่รู้สึก
สมประดี ครั้นเวลารุ่งแจ้งก็มาพร้อมกันที่โรงสูบ ไม่เห็นอาวุธทั้งสามนั้น ทุกคน
ตกใจพากันเที่ยวค้นหาก็ไม่พบไม่เห็น พระราชบุตรทั้งสามก็เสด็จมาดู พวก
ช่างเหล็กก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบอาวุธทั้งสามอย่างนั้นหายไปเสียแล้ว
พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเที่ยวค้นหาก็มิได้พบเห็น พระราชบุตรทั้งสามองค์ได้ทรง
ทราบดังนั้นก็ตกพระทัย จึงพูดว่าเห็นอาจารย์จะมาเก็บเอาไปเสียดอกกระมัง จึง
พากันรีบไปที่ตำหนักม่อซอเต็ง เวลานั้นอาจารย์นอนหลับอยู่ยังไม่ตื่น ซัวเจ๋ง
ได้ยินเสียงเรียกก็ผุดลุกขึ้นเปิดประตู พระราชบุตรทั้งสามก็เข้าไปค้นดูมิได้เห็น
อาวุธก็ตกใจ จึงถามอาจารย์ว่า อาวุธนั้นท่านเก็บมาแล้วหรือ เห้งเจียได้ฟังดัง
นั้นก็ผุดลุกขึ้นบอกว่ามิได้เอามา พระราชบุตรทั้งสามบอกว่า เมื่อคืนนี้หายไป
หาไม่พบ โป๊ยก่ายกำลังนอนได้ยินดังนันก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่าคราดของข้าพเจ้า
อยู่หรือไม่ พระราชบุตรทั้งสามบอกว่าไม่เห็น ข้าพเจ้าคิดว่าท่านอาจารย์ไปเก็บ
เอามาจึงได้มาถาม เพราะเห็นว่าอาวุธวิเศษของอาจารย์เปลี่ยนแปลงได้อาจารย์
จะเอามาเก็บซ่อนไว้ในตัวดอกกระมัง เห้งเจียบอกว่าไม่ได้เอามา พูดแล้วก็พา
กันมาที่โรงสูบค้นหาอีกครั้งหนึ่งก็มิได้เห็นโป๊ยก่ายว่าเห็นพวกช่างเหล็กจะลักเอาไป
จงรีบเอามาคืนโดยเร็วหาไม่จะตีให้ตายทุกคน พวกช่างเหล็กได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดัง
นั้นก็ตกใจคุกเข่าลงร้องไห้พูดว่าขอท่านได้โปรด พวกข้าพเจ้ามากระทำการเหน็ด
เหนื่อยก็หลับไหลไม่ได้สติ ครั้นตื่นมาดูก็ไม่เห็นพวกข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชน
ที่ไหนจะมีแรงยกของกายสิทธิ์อย่างนี้ได้ ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าพเจ้านี้เถิด
เห้งเจียนึกอยู่แต่ในใจว่า การทั้งนี้พวกเราไม่ดีเอง หากให้เขาเอาไปดูตัวอย่างแล้ว
ก็เอากลับมาเก็บไว้กับตัวก็จะไม่หาย นี่ทิ้งไว้ทั้งคืนดังนั้นจึงได้มีเหตุขึ้นดังนี้ อัน
ของวิเศษี้ทิ้งไว้หลายเวลานักก็มีรัศมีฟุ้งขึ้น ชะรอยอ้ายคนพาลมาลักเอาไปใน
เวลากลางคืนเป็นแน่ โป๊ยก่ายไม่เชื่อพูดว่าในอาณาเขตบ้านเมืองกำลังรุ่งเรือง
บริบูรณ์ และอีกประการหนึ่งไม่ใช่กลางป่ากลางดงอะไรจึงจะได้มีคนพาลมาลัก
เอาไป คงจะเป็นพวกช่างเหล็กเป็นแน่เห็นอาวุธมีรัศมึงดงามออกไปนอกกำแพงเมือง
ให้สมัครพรรคพวกเข้ามาลักเอาไป เอามาตีเสียให้ตายจึงจะสมควร พวกช่าง
เหล็กก็คุกเข่าลงปฏิญาณสาบานตัวว่ามิได้เอาไปทุก ๆ คน ในขณะเมื่อพูดกันอยู่
ก็พอพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทรงถามซึ่งเหตุการณ์นั้น ทรงทราบทุกประการแล้ว
ก็ทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในพระทัยจึงตรัสแก่อาจารย์ทั้งสามว่า ซึ่งอาวุธวิเศษ
ของท่านทั้งสามนั้นมิใซ่ของธรรมดา สักพันคนก็จะไม่มีสักคนหนึ่งเอาไปได้ อีก
ประการหนึ่งข้าพเจ้ารักษาครอบครองเมืองนี้ ได้ตั้งบทกฎหมายปรับโทษห้าประการ
และตัวข้าพเจ้าก็ตั้งอยู่ในยุติธรรม ลือชาปรากฏแพร่หลาย พวกเหล่านี้คงไม่กล้า
ลักของอันนี้ไป ขอท่านอาจารย์ได้ดำริการให้รอบคอบ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า
ไม่ต้องตรึกตรองไม่ต้องกล่าวถึงพวกช่างอีกต่อไปทำไมข้าพเจ้าจะขอถาม
พระองค์ว่าในอาณาเขตเมืองนี้มีสี่ทิศจะมีป่าดงที่ไหนบ้าง ซึ่งมีผีปิศาจยักษ์ร้าย
สำนักอยู่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียถามดังนั้น จึงทรงตอบว่าท่านอาจารย์
ถามข้อนี้เห็นควรแก่การ ด้วยอาณาเขตเมืองของข้าพเจ้านี้ ทางทิศอุดรมีเขาหนึ่ง
เรียกว่าเป้าเถ้าซัว ในเขานั้นมีถ้ำหนึ่ง เรียกว่าถ้ำเฮ้าเถ้าต้อง ชาวชนไปมาเล่าลือ
กันว่าในถ้ำนั้นมีฤๅษีเซียนผู้วิเศษอยู่คนหนึ่ง และพูดกันว่ามีสัตว์เนื้อเสือร้ายปิศาจ
ผีมีชุกชุม ข้าพเจ้าก็ยังสืบถามอยู่ว่าจะเป็นสัตว์อันใดแน่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ
แล้วพูดว่าไม่ต้องพูดให้มากความ แน่แล้วพวกคนร้ายในที่นั้นมาลักเอาไปไม่ผิดเลย
เห้งเจียจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ้งมาสั่งว่าจงอยู่รักษาปฏิบัติพระอาจารย์ พี่จะไปสืบ
ถามให้ได้ความแล้วจะกลับมา พอสั่งเสร็จแล้วได้ยินเสียงว่าไปคำหนึ่งเท่านั้นก็
แลไม่เห็นรูปกาย บัดเดี๋ยวก็เหาะมาถึงเขาเปาเถ้าซัวก็ลดลงยังยอดเขา พิเคราะห์
ดูรอบเขาก็เห็นมีไอปิศาจฟุ้งขึ้นจริงดังนั้น เวลาที่เห้งเจียกำลังพิจารณาดูอยู่นั้น
เห็นปีศาจน้อยสองคนเดินพูดกันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เห้งเจียนึกว่า
ซะรอยอ้ายสองคนนี้จะเป็นปิศาจลาดตระเวนเป็นแน่ อย่าเลยเราจะตามไปดูมัน
จะพูดอะไรกัน คิดดังนั้นแล้วก็ไหวกายแปลงเป็นผีเสื้อน้อยตัวหนึ่ง บินตามไป
บนศีรษะทั้งสอง ก็ได้ยินคนหนึ่งพูดว่า ไต้อ๋องนายเราสองเดือนติด ๆ กันมีลาภ
สองอย่างเมื่อเดือนก่อนได้นางรูปงามมาไว้สุขสำราญในถ้ำ มาเดือนนี้ได้อาวุธ
วิเศษสามอย่างหาค่ามิได้ พรุ่งนี้จะเปิดการทำขวัญคราดวิเศษ พวกเราก็จะพลอย
อิ่มหนำสำราญด้วย คนหนึ่งพูดว่า พวกเราก็มีอันพอใจเราเอาเงินยี่สิบตำลึงนี้ไป
ซื้อเนื้อหมูเนื้อแกะ ถ้าไปถึงที่พักเรากินสุราสักห้าแก้ว และยกเงินสักสองสาม
ตำลึงไว้ซื้อเสื้อกันหนาวจะมิดีหรือ ปิศาจทั้งสองเดินพลาง พูดกันพลางหัวเราะกัน
แล้วก็รีบเดินเข้าทางใหญ่ไป เห้งเจียได้ยินว่าจะทำขวัญคราดเหล็ก ก็มีความดีใจ
จะใคร่ตีปิศาจให้ตายแต่เครื่องมือไม่มี จึงชิงบินไปขึ้นหน้าแล้วแปลงกายกลับเป็น
รูปเดิมยืนคอยอยู่ข้างหน้า ครั้นปิศาจทั้งสองเดินมาถึง เห้งเจียก็เป่าพระคาถา
เป็นมหาจังงัง ปิศาจทั้งสองก็ยืนอยู่กับที่ไม่อาจเดินไปได้ เห็งเจียก็เข้าแหวกเอา
เสื้อปิศาจค้นดู ก็มีจริงเงินยี่สิบตำลึงอยู่ในสายรัดพุง และมีป้ายแขวนที่บั้นเอว
คนละแผ่น มีอักษรเขียนในป้ายว่าโตจั้นโก๊กวั่ย คนหนึ่งว่า โก๊กวั่ยโตจั้น เห้งเจีย
แก้เอาป้ายทั้งสองกับเงินยี่สิบตำลึงแล้ว ก็เหาะกลับไปยังเมืองจิวก๊ก ครั้นถึงก็ลด
ลงยังพื้นเข้าหาพระอาจารย์และเจ้าเมือง เล่าความตามเหตุผลให้ฟังทุกประการแล้ว
โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เห็นจะคราดวิเศษของข้าพเจ้ามีรัศมีสี
แสงสว่าง มันจึงได้ดีใจซื้อหมูจะทำขวัญดังนั้นเอง ถ้าดังนั้นจะทำประการใด จึง
จะได้คราดของข้าพเจ้ากลับคืนเล่า เห้งเจียว่าพี่น้องเราจะต้องไปให้พร้อมกันทั้ง
สามคน เงินที่เราได้มาทั้งยี่สิบตำลึงนี้ เอาไปซื้อหมูและแพะบำเหน็จรางวัลพวก
ช่างเหล็ก ให้ราชบุตรทั้งสามจัดซื้อสุกรและแพะสักสองสามตัว สวนโป๊ยก่าย
แปลงเป็นโตจั้นโก๊กวัย พี่จะแปลงเป็นโก๊กวัยโตจั้น ซัวเจ็งแต่งเป็นคนขายสุกร
และแพะ พากันไปที่ถ้ำได้โดยง่าย เมื่อเข้าใกล้ได้แล้ว เราจึงช่วยกันชิงเอาอาวุธ
คนละอันช่วยกันกำจัดมันเสียให้ราบคาบแล้ว จึงค่อยพากันกลับไป ซัวเจ๋งได้ฟัง
ดังนั้นก็หัวเราะชมว่าคิดดังนี้ดีจริงเรารีบไปเถิด พระเจ้าแผ่นดินจึงให้จัดสุกรและ
แพะมาพร้อม พี่น้องก็ลาพระถังซัมจั้งออกจากเมือง โป๊ยก่ายถามว่ารูปร่างโต
จันโก๊กวั่ยเป็นอย่างไรข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็น ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้ เห้งเจีย
ว่าพีจะแปลงให้ดูก่อน ว่าแล้วก็แปลงให้โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็แปลงให
หมอนบศาจโตจันโก้กวัย เห็งเจียก็แปลงเป็นปศาจโก๋กวัยโตจัน แล้วเอาป๊าย
แขวนบั้นเอวคนละอัน ซัวเจ๋งก็แต่งตัวเป็นคนขายแพะและสุกร ครั้นเปลี่ยนแปลง
เสร็จแล้ว ก็รีบพากันเหาะตรงไปยังเขาเปาเถ้าซัว ครั้นถึงก็ลดลงยังยอดเขาพา
กันตัดทางไปยังถ้ำ บังเอิญมาพบปิศาจน้อยหน้าเขียวคนหนึ่ง ขนและผมแดงก็
รักแร้หนีบหีบหนังสือเดินมาปะทะหน้าเห้งเจีย ก็ร้องเรียกว่าโก๊กวัยโตจันมาแล้วหรือ
ซื้อหมูแพะมาแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าเอามานี่แล้ว เห้งเจียจึงย้อนถามว่า ก็ตัว
จะไปข้างไหนเล่า ปิศาจนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าจะเอาหนังสือไปเชิญเล่าต้ายอ๋องผู้ใหญ่
มากินโต๊ะพรุ่งนี้เข้าที่ประชุม เห้งเจียถามว่าจะเชิญผู้ใดบ้าง ๆ ปิศาจตอบว่ารวม
ทั้งเล็กใหญ่อยู่ในยี่สิบคนกว่า เห้งเจียจึงขอดูหนังสือเชิญ มีใจความว่าพรุ่งนี้
ทำการทำขวัญคราดวิเศษ และจัดเครื่องโอชารสเป็นที่ประชุมรื่นเริง ขอคำนับ
มายังท่านผู้ใหญ่ที่นับถือยิ่ง เชิญมาตามเวลาอย่าให้คลาดเคลื่อน ขอคุณปู่เจ้า
เก๊าเล่งง่วนเซี้ยผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าซึงอึ้งไซคำนับเชิญ เห้งเจียดูรู้ความแล้วก็ส่งคืนให้
แก่ปิศาจไป ปิศาจเดินทางไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซัวเจ๋งเห็นปิศาจไปแล้ว จึง
ถามเห้งเจียว่า ในหนังสือนั้นมันพูดว่าอะไรกัน เห้งเจียบอกว่าหนังสือเชิญมา
ทำขวัญคราดเท่านั้น ผู้เชิญลงชื่อซึงอึ้งไซ ถึงปู่เจ้าเก้าเล่งง่วนเซี้ยผู้ใหญ่ ซัวเจ๋ง
ได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงหัวเราะว่าเห็นซึงอึ้งไซจะเป็นราชสีห์ขนสีทองมาเป็นปิศาจ
แต่ชื่อเก๊าเล่งง่วนเซี้ยนั้นจะเป็นสัตว์อะไร โป๊ยก่ายจึงพูดว่า คือสินค้าของข้าพเจ้าเอง
เห้งเจียถามว่า ทำไมรู้เล่าว่าเป็นสินค้าของตัว โป๊ยก่ายพูดว่า คำโบราณท่าน
ย่อมกล่าวว่า แม่สุกรมักจะเลียบเคียงแก่ราชสีห์ เพราะฉะนั้นจึงรู้ได้ว่าเป็นสินค้า
ของข้าพเจ้า สามคนพูดโต้ตอบหัวเราะกันไปมาแล้วก็พากันรีบเอาหมูแพะเดิน
มายังประตูถ้ำเอ้าเก้าต้อง ครั้นถึงก็แลเห็นปิศาจใหญ่น้อยนั่งอยู่เป็นหมู่ใหญ่ ก็
พากันมาจับหมูจับแพะพูดกันเสียงอึกทึกได้ยินถึงในถ้ำปิศาจไต้อ๋อง จึงออกมา
ถามว่าเจ้าทั้งสองมาแล้วได้ซื้อหมูแพะเท่าใด เห้งเจียบอกว่า ซื้อสุกรได้เก้าสุกร
ซื้อแพะได้เจ็ดแพะ รวมสิบหกด้วยกัน หมูสิบหกตำลึงแพะเก้าตำลึง เอาเงินไป
ยี่สิบตำลึงยังขาดอยู่ห้าตำลึง เจ้าของตามมาเอาเงินที่ยังค้างอยู่นั้น ปิศาจไต้อ๋อง
ได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็เรียกคนใช้ให้เอาเงินห้าตำลึงมาให้แก่เจ้าของสุกรไป เห้งเจีย
บอกว่าคนผู้นี้ตามมาโดยความประสงค์สองประการ จะขอเงินค่าแพะและสุกร
ประการหนึ่ง จะใคร่ดูเครื่องอาวุธที่จะทำขวัญคราวนี้ประการหนึ่ง ปิศาจไต้อ๋อง
ได้ฟังดังนั้นจึงด่าว่าเจ้าโตจั้นนี้เป็นคนหยาบแท้ๆ ไปซื้อก็ตามเรื่องซื้อๆ แล้วก็กลับมา
ทำไมจึงต้องไปประกาศบอกประชาชนให้รู้ด้วยทำไมโป๊ยก่ายจึงพูดว่าขอไต้อ๋องได้
ทราบ ด้วยของวิเศษอย่างนี้ ในใต้หล้านี้จะไปหาที่ไหน ควรจะให้ประชาชนเขา
ชมดู จะไปกลัวอะไรที่ไหน ปิศาจไต้อ๋องก็ตวาดว่าเจ้าโก๊กวัยเจ้าชาติชัวไม่รู้จัก อะไร
อันของวิเศษอย่างนี้ได้มาจากเมืองเง๊กฮัวจิว หากคนนีดูแล้วจะกลับไปเที่ยว บอก
เล่าต่อ ๆ ไป บางที่จะรู้ถึงเจ้าเมือง ก็จะมาทวงถามขอร้อง ถ้าดังนั้นจะทำอย่างไร
เห้งเจียพูดว่าขอไต้อ๋องได้ทราบ แขกคนนี้อยู่ทิศตะวันออกห่างเมืองออกไกล ไหน
จะไปเล่าถึงเมืองได้และเธอมานี้ก็ยังมิได้กินข้าวข้าพเจ้าทั้งสองท้องก็หิวข้าวยัง
ไม่ได้กินด้วยกัน จะมีข้าวเหล้าก็ขอให้เธอกินสักอิ่มหนึ่งแล้วจะได้กลับไป พูดยัง
ไม่ทันเสร็จปิศาจน้อยก็เอาเงินมาให้ห้าตำลึง ส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็ส่งให้ซัวเจ๋ง
แล้วพูดว่าเงินที่ค้างห้าตำลึงเป็นครบบี่สิบห้าตำลึงค่าแพะและสุกรของท่าน ท่าน
ไปกินข้าวกับข้าพเจ้า กินแล้วจะได้กลับไปพูดแล้วทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปใน
เข้าไปในถ้ำ ถึงประตูที่สองแลเห็น คราดวิเศษอยู่บนหน้าหออันหนึ่ง ข้างตะวัน
ตกพลองพิงอยู่อันหนึ่ง ข้างตะวันออกกระบองพิงอยู่อันหนึ่ง ปิศาจไต้อ้องเดิน
ตามหลังเข้ามาสั่งว่าจะดูก็ดูกลางนั้นคราดวิเศษหากกลับไปอย่าได้พูดให้คน
อื่นรู้เป็นอันขาด ซัวเจ้งก็รับคำว่าข้าพเจ้าไม่อาจพูด โป๊ยก่ายนั้นมีสันดานลุกลน
พอแลเห็นตราดของตัวก็มิได้คิดเกรงใจอะไรใคร ตรงเข้าฉวยออกมาแล้วก็แปลง
กลับเป็นรูปเดิม ยกคราดขึ้นสับลงไปหมายศีรษะปิศาจ เห้งเจียซัวเจ็งต่างก็วิ่งเข้าไป
จับอาวุธของตัวได้แล้ว ก็กลายกลับเป็นรูปเดิมเข้าช่วยกันระดมตีปิศาจมิได้รอรั้ง
ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปฉวยเอาจอบเหล็ก ปิศาจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
มึงเป็นคนอะไรที่ไหนจึงสามารถมาทำล่อลวงเอาของวิเศษของเราดังนี้ เห้งเจียพูดว่า
เราดูู้ว่าเจ้าเป็นอ้ายสัตว์หน้าขนเจ้าจำเราไม่ได้หรือเราคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่ง
เพราะข้ามมาถึงเมืองเงิกฮัวจิว พระราชบุตรทั้งสามเคารพนับถือเราเป็นครู เธอ
อยากฝึกหัดเพลงอาวุธ จึงเอาอาวุธของเราทังสามคนมาทำตัวอย่างวางไว้ในโรงหล่อ
พระราชวังใน มึงเป็นขโมยลักเอามาไว้ในถ้ำนี้ เราจึงตามมาเพื่อจะให้รางวัลแก่
เจ้าคนละทีสองทีแล้วก็จะกลับไป ว่าแล้วก็รบกับปิศาจโดยสามารถทั้งสามคน
ปิศาจต้านทานกำลังไม่ไหวก็บันดาลเป็นลมหายตัวไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
โป๊ยก่ายก็ไล่ไป เห้งเจียร้องห้ามไว้ว่าปล่อยให้มันไปเถิด โบราณท่านย่อมว่าสุนัข
จนตรอกอย่ารุกไล่ โป๊ยก่ายก็หันกลับ เห้งเจียพูดว่าเราพากันเข้าไปในถ้ำทำลาย
ถ้ำเสียก่อนอย่าให้มันอาศัยอยู่ได้ต่อไป โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังถ้ำ จับ
ปิศาจเล็กใหญ่ฆ่าเสียทั้งสิ้น เห้งเจียก็กวาดสิ่งของเล็กน้อยกับทั้งสัตว์ปิศาจที่ตีตาย
และทั้งหมูแพะที่เอามานั้นเอาออกมาหมดแล้ว ซังเจ้งก็เก็บเอาไม้ฟืนแห้งมากอง
ไว้แล้วเอาไฟจุดเผาในถ้ำนั้นไหม้เป็นจุณไปแล้วพากันเก็บเอาสิ่งของเหล่านั้น
เหาะกลับไปยังเมืองเง๊กฮัวจิว เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสทั้งสาม
และพระถังซัมจั่งนั่งชะแง้คอยท่าอยู่ที่ตำหนักม่อซอเต็ง แลไปก็เห็นพี่น้องสาม
เก้กังหอบหิ้วสิ่งของมาทิ้งที่กลางชลาหน้าตำหนัก สิ่งของต่าง ๆ กับแพะแลสุกร
และสัตว์ต่าง ๆ วางไว้ แล้วไปหาพระอาจารย์พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้น ก็กระทำความเคารพอย่างยิ่ง และมีใจจงรักภักดี
พระราชโอรสทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับอย่างนับถือหาที่เปรียบมิได้ จึงถามว่า
สิ่งของเหล่านี้ท่านเอามาจากที่ไหนเห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า ที่ตำบลเขานี้มีปิศาจสัตว์ยักษ์ต่าง ๆ อ้ายนาม
ปิศาจมันเป็นราชสีห์ พวกข้าพเจ้าพร้อมกันเข้าไปเอาอาวุธคืนมาได้แล้ว ก็ช่วย
กันระดมรบไล่มันออกจากถ้ำหนีไป ข้าพเจ้าก็มีได้ไล่ตาม จึงกลับเข้าไปในถ้ำ
กำจัดพวกมันเสียสิ้นแล้ว เก็บรวบรวมสิ่งของเล็กน้อยมาเสียสิ้น พระเจ้าแผ่น
ดินได้ทรงฟังก็ดีพระทัย หวาดหวั่นก็หวาดหวั่น ด้วยเกรงมันจะกลับมาทำอันตราย
เมื่อภายหลัง เห้งเจียจึงทูลว่าพระราชโอรสของพระองค์ทั้งสามก็มีฤทธาอานุภาพ
ทั้งพวกข้าพเจ้าจะคอยช่วยกำจัดมิให้มาทำอันตรายได้ เพราะข้าพเจ้าได้ทราบอยู่
แล้วว่ามันคงจะไปพบปู่เจ้าอะไรของมันมาแก้มือเป็นแน่ ด้วยเมื่อเวลารบกันมันสู้
ไม่ได้ก็หนีไปทางทิศใต้ คงจะไปหาเก๊าเล่งง่วนเซี้ย ข้าพเจ้าจะคอยกำจัดมันเสีย
ให้จงได้ พระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดัง
นั้นก็มีความยินดีสิ้นความวิตก จึงสั่งพนักงานให้จัดโต๊ะเครื่องแจ ถวายพระถัง
ซัมจั้งและศิษย์ทั้งสามแล้วพากันไปพักหลับนอนฝ่ายปิศาจอึงม้อกิมไซสู้เห้งเจียมิได้ ก็หนีไปตรงทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครั้น
ถึงเขาเต็กเจี๊ยดซัว ในเขานั้นมีถ้ำเรียกว่า เก๊าเด็กปั้วฮ่วนต๋อง ในถ้ำนั้นมีปู่เจ้า
นามเรียกว่า เก้าเล่งง่วนเซี้ยคือเป็นเจ้าปู่ของอึ้งม้อกิมไซ เมื่อมันหนีมาตามลม
มิได้หยุดถึงครึ่งคืนก็มาถึงประตูถ้ำเข้าไปเคาะประตูร้องเรียกให้เปิดประตู แล้วก็
เข้าไปแลเห็นปู่เจ้านั่งอยู่ก็คุกเข่าลงกับพื้นคำนับแล้วอึ้งม้อกิมไซก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นปู่เจ้าแลเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่า เมื่อวานนี้หลานให้คนถือหนังสือ
มาเชิญก็จัดแจงจะไป ก็เหตุใดจึงได้มาเองและมีความโทมนัสเศร้าหมองดังนี้เล่า
อึ้งม้อกิมไซจึงเล่าซึ่งเหตุผลต้นปลายให้ปู่เจ้าฟังทุกระการ และไม่ทราบว่าคนทั้ง
สามนั้นชื่ออะไรมีฝีมือเข้มแข็งทุกคน หลานต่อสู้ไม่ได้จึงได้หนีมา ขอพึ่งปู่เจ้า
ช่วยจับคนทั้งสามแก้แค้นให้ด้วย จึงจะเห็นว่ามีความเมตตาแก่หลาน ปู่เจ้าได้ฟัง
ไม่รู้จักไปโดนเข้าแล้วจึงให้เก็ดความตั้งมือกิมใชงามว่านรจำนื้อว่าคนหั้งสามนั้น
เป็นผู้ใด ปีศาจเฒ่าจึงบอกว่า ปากยาวหูใหญ่นั้นชื่อโป๊ยก่าย หน้าสีหมอกดำ
นั้นชื่อซัวเจ๋งสองคนนี้ยังไม่สู้กระไรนัก ยังอีกคนหนึ่งที่หน้ามีขนเหมือนรามสูรนั้น
เรียกว่าซึงเห้งเจียลิงนี้มีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวง เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยทำจลาจล
บนสวรรค์ พลเทพบุตรสิบหมื่นก็ไม่อาจจะจับเธอได้ เธอเป็นต้นสารบาญหาเหตุ
ไม่มีผู้ใดเสมอ เจ้าทำไมจึงไปโดนเข้าดังนี้เล่า เอาเถอะปู่จะไปกับเจ้า จับเจ้าทั้ง
สามคนกับเจ้าเมืองเง็กฮัวจิวพ่อลูกมาแก้แค้นให้เจ้า อึ้งม้อกิมไซได้ฟังดังนั้นก็กราบ
คำนับขอบคุณปู่เจ้า ฝ่ายปิศาจเฒ่าจึงเตรียมพลทหารเอกทหารเลว คือราชสีห์เขียว
ราชสีห์ขาว สุนัขเผือกและช้างดำอีเก้ง ต่างก็ถืออาวุธทุก ๆ ตน ปีศาจอึ่งม้อกิมไซ
ก็คุมพลเหล่านั้นเหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาเป๋าเถ้าซัว ครั้นถึงก็ได้กลิ่นไฟกระทบ
จมูก และได้ยินเสียงคนร้องไห้โฮ ๆ แลไปดูก็เห็น โตจั้นโก๊กวัยสองคนกำลัง
ร้องไห้พรรณนาถึงนายของตัว ปิศาจอึ้งม้อกิมไซตรงเขาไปใกล้ร้องตวาดถามว่า
เจ้าเป็นโตจั้นโก๊กวั่ยจริงหรือปลอม ปิศาจทั้งสองกลั้นน้ำตาคุกเข่าลงคำนับแล้วพูด
ว่า พวกข้าพเจ้าจะมีปลอมที่ไหนเล่า เมื่อวันวานนี้รับเงินไปซื้อแพะและสุกร
ข้ามเขาเดินไปตามทางทิศตะวันตก กำลังเดินมาก็แลเห็นคนหน้าตาคล้ายแก่รามสูร
ยืนอยู่ข้างทางคนหนึ่ง มันเอาปากเป่าข้าพเจ้าทั้งสองคนมือและเท้าก็แข็งปากก็
พูดไม่ออก มันเข้ามาเลิกเสื้อผ้าค้นเอาเงินไปเสียสิ้น ข้าพเจ้าทั้งสองมืดมัวอยู่จน
เวลาเย็นจึงได้รู้สึกตัว กลับมาถึงที่ก็เห็นไฟไหม้ยังไม่หยุดบ้านเรือนเคหาไฟก็
ไหม้เสียทั้งสิ้นแล้ว และยังไม่รู้ว่าไต้อ้องจะเป็นประการใด ทั้งเพื่อนฝู่งบริวารใหญ่
น้อยก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงได้มีความเศร้าโศกโทมนัสเสียใจร้องไห้ และไม่ทราบ
ว่ามีเหตุอย่างไรไฟจึงได้ไหม้ดังนี้ อึ้งม้อกิมไซได้ฟังดังนั้น ก็กลั้นน้ำตามิได้กระทีบ
เท้าร้องไห้คร่ำครวญพรรณนาว่า อ้ายพวกนี้ใจอาธรรมเหลือเกิน เหตุใดมันจึงได้
คิดร้ายดังนี้ เอาไฟเผาถ้ำของเราเสียทั้งลูกเมียบริวารใหญ่น้อยต้องอัคคีภัยไม่เหลือ
มันทำแก่เราถึงสาหัสคิดจะใคร่เอาศีรษะกระแทกเข้ากับศิลาเสียให้แตกตาย ปิศาจ
ปู่เจ้าเห็นดังนั้นจึงให้ปิศาจราชสีห์เขียวยึดไว้ ค่อยปลอบโยนว่าการเป็นไปเช่นนั้น
แล้ว จะทำลายตัวเสียดังนี้ จะมีผลอะไรจงอุตสาห์รักษากำลังไว้ให้ดีก่อน จะได้
เข้าไปยังเมืองเง็กฮัวจิวจับพวกพระสงฆ์ และเจ้าเมืองฮัวจิวพ่อลูกมาแก้แค้นจะ
มิดีหรือ พูดดังนั้นแล้วก็ประกาศพร้อมกันต่างแผ่อำนาจออกจากเขาเป๋าเถ้าซัว
เหาะตรงมายังเมืองเง๊กฮัวจิว เวลานั้นก็เกิดลมพายุเมฆใหญ่หมอกออกมืดฟ้ามัวฝน
ลมก็พัดส่งมาใกล้เมืองฝ่ายชาวเมืองฮัวจิวไม่ว่าหญิงและชายแลเห็นดังนั้นก็พากันตื่นแตกโกลาหล
ไปทั้งเมือง ฝ่ายคนเฝ้าประตูเมืองก็รีบปิดประตูแล้วก็รีบเข้าไปกราบทูล เวลานั้น
พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสและพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์กำลังรับประทาน
อาหารเช้าอยู่ี่ตำหนักม่อซอเต๊งได้ยินคนมาบอกก็ออกมาถามเหตุการณ์ พวก
ขุนนางทูลว่ามีหมู่ปิศาจทำให้เกิดลมและฝนพายุใหญ่หอบทรายหอบอิฐพัด
โกรกเข้ามาใกล้กำแพงเมืองแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัยถาม
ว่าจะทำอย่างไรดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกจงวาง
พระทัยเถิด การที่เป็นดังนี้นั้น คืออ้ายอึ้งม้อกิมไซปิศาจที่ถ้ำเป้าเถ้าต้องเมื่อวาน
นี้รบแพ้หนีไปทิศตะวันอกเฉียงใต้ ไปชวนปู่ของมันชื่อเก้าเล่งง่วนเซี้ย มาแก้แค้น
พวกข้าพเจ้าไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องจะออกไปรบแก่มันข้างนอก พระองค์จงจัดเตรียม
ปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้นก็เกณฑ์พลทหารขึ้นประจำที่
ทุก ๆ แห่ง แล้วพระถังซัมจั้งและพระราชโอรสทั้งสาม ขึ้นอยู่บนหอสูงคอยโบก
ธงอาญาสิทธิ์ ให้พลทหารยิงปืนโห่ร้องเอาชัย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งจึงสั่งอาจารย์
กับเจ้าเมืองเสร็จแล้ว ก็พากันเหาะลอยขึ้นกลางอากาศออกไปนอกเมือง แล้วก็
ลงมาประจัญหน้าแก่พวกปิศาจ แลเห็นปิศาจล้วนแต่เป็นสัตว์มีขนสีต่าง ๆ อ้าย
อึ้งม้อกิมไซนำหน้าราชสีห์เขียวราชสีห์ดำอยู่ข้างซ้าย ราชสีห์ขาวราชสีห์หมอกอยู่
ข้างขวาอยู่กลางราชสีห์เก้าเคียร คือเล่งง่วนเชี้ยเป็นแม่ทัพ อ้ายปิศาจหน้าเขียว
มือถือสัปทนคอยกั้นให้เก๊าเล่งง่วนเซี้ย โตจั้นโก๊กวั่ยโก๊กวั่ยโตจั้นก็ถือธงแดงยืนอยู่
สองข้างตั้งเป็นกระบวนเรียบร้อย โป๊ยก่ายเข้าไปใกล้ร้องด่าว่าอ้ายขโมยคนร้าย
มึงหนีไปหาอ้ายพรรคพวกสัตว์หน้าขนเหล่านี้มาทำไม ปิศาจอึ้งม้อกิมไซได้ฟังก็ด่า
ตอบว่าอ้ายสัตว์ร้าย เมื่อวานนี้มึงสามคนรบกูคนเดียวสู้ไม่ได้ต้องยอมแพ้ให้พวก
มึงเป็นคนเก่ง มึงพวกอ้ายใจโหดร้ายทำไมมึงเผาถ้ำและญาติพี่น้องพวกบริวาร
ของกูตายทั้งสิ้นดังนี้ มึงมาลองดูรสจอบสักทีจะเป็นประการใต มึงกับกูจะผูกเวร
กันลึกดังมหาสมุทรใหญ่ โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจด่าว่า ก็ตรงเข้ารบยกคราดเหล็กขิ่นสับ
ต่างต่อสู้กันยังหาทันแพ้ชนะกันไม่ ปิศาจยู่ไซราชสีห์แกว่งเคียวตรงเข้ามาปิศาจ
เจียดไซราชสีห์ถือเหล็กสามเหลี่ยมตรงเข้าช่วย ซัวเจ่งเห็นดังนั้นก็แกว่งพลอง
เหล็กเข้าช่วยโป๊ยก่าย พวกปิศาจจุนเงราชสีห์แปะเจ๊กราชสีห์ ท่วนเฉียราชสีห์
เก้าลีราชสีห์ทั้งสี่ก็พากันระดมรบ เห้งเจียซักกระบองออกจากหูตรงเข้าสกัดต้านไว้
จุนเงถือพลองเหล็กแปะเจ๊กถือลูกตุ้มทองแดง ท่วนเฉียถือทวนทองแดงเก๊าลีถือขวาน
ราชสีห์ทั้งเจ็ดเข้ามาระดมรบกับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งสามคน รบกันประมาณสัก
ครึ่งวันเวลาก็จวนค่ำ โป๊ยก่ายอ่อนกำลังลง จึงขยับคราดหลอกสับไปทีหนึ่งแล้ว
ก็ชักคราดวิ่งหนี เจียดไซราชสีห์ยู่ไซราชสีห์ทั้งสองไล่ตามมา ตีถูกโป๊ยก่ายที่หลัง
ก็ล้มคว่ำลงกับพื้น ปิศาจทั้งสองก็เข้าจับขนท้ายทอยโป๊ยก่ายจูงกลับไปหาปู่เจ้า
เก้าเล่งง่วนเซี้ย บอกว่าข้าพเจ้าทั้งสองจับได้คนหนึ่งเอามานี่แล้ว พูดยังไม่ทันขาด
คำเห้งเจียชัวเจ็งก็ถอยหนี พวกปิศาจก็ตรูกันไล่ตามมากระชั้นชิด เห้งเจียเห็น
จวนตัวก็เอามือถอนขนออกกำมือหนึ่งใสปากเคี้ยวพ่นไปก็กลายเป็นรูปเห้งเจียตั้ง
พันตั้งหมื่นตรูเข้าล้อมพวกปิศาจไว้ เห้งเจียซัวเจ๋งก็หันกลับมาตีขนาบจนเวลาค่ำ
ก็จับได้ปิศาจจุนเงไซกับแปะเจ๊กทั้งสอง ที่หนีไปได้นั้นคือเก้าลีไซท่วนเฉียไซกิมม้อ
ไซทั้งสาม พวกปิศาจน้อยวิ่งกลับมาบอกข่าวให้ปู่เจ้ารู้แล้วว่าถูกจับไปสองราชสีห์
จึงสั่งให้เอาโป๊ยก่ายมัดไว้ก่อนอย่าเพ่อฆ่า รอให้มันเอาหลานเราทั้งสองมาเปลี่ยน
กันแล้วเราจึงปล่อยให้มันกลับไป ถ้าพวกมันไม่รู้เอาหลานเราทั้งสองไปฆ่าเราจึง
ค่อยฆ่ามันเสียบ้าง เวลานั้นพวกปีศาจใหญ่น้อยก็พากันไปพักหลับนอนฝ่ายเห้งเจียจับได้ปิศาจทั้งสองก็ลากกลับมายังประตูเมือง พระเจ้าแผ่นดิน
เห็นก็สั่งให้เปิดประตูรับ พวกทหารสามสิบคนเอาเชือกออกไปมัดปิศาจทั้งสอง
หามเข้าไปในเมือง เห้งเจียเรียกขนเข้ากายแล้วก็พากันขึ้นบนหอคำนับอาจารย์
พระถังซัมจั้งถามว่ารบพุ่งกันครั้งนี้ดูรุนแรงมาก ไม่ทราบว่าโป๊ยก่ายจะเป็นประ
การใด เห้งเจียว่าไม่ต้องวิตกข้าพเจ้าจับพวกมันมาได้สองคนเป็นอันขาด พวก
มันไม่กล้าฆ่าโป๊ยก่าย จงเอาปิศาจทั้งสองนั้นขังไว้ให้แน่นหนา พรรุ่งขึ้นเอาออก
ไปแลกโป๊ยก่ายกลับมา พระราชบุตรทั้งสามมาเคารพเห้งเจียแล้ว จึงถามว่า
ท่านอาจารย์ เมื่อเวลากำลังรบกันเห็นแต่ท่านผู้เดียว ครั้นเวลาแกล้งทำแพ้หนี
มานั้นทำไมจึงเห็นรูปอาจารย์มากมายหลายร้อยหลายพันเล่า กับเมื่อเวลาจับ
ปิศาจได้แล้วก็เห็นแต่อาจารย์คนเดียว อย่างนี้จะเป็นวิชามนต์เวทย์ประการใดหรือ
เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า ในกายตัวข้าพเจ้านีมีขนแปดหมื่นสีพันเส้น 7 หนึ่ง
แปลงได้สิบได้ร้อยจนพ้นหมื่นแสนดังนี คือรูปกายภายนอกพระราชโอรสทั้งสาม
ได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ สั่งให้เข้าพนักงานจัดเครื่องแจมาเลี้ยงเสร็จแล้ว จึง
สั่งผู้รักษาการทุกๆหน้าที่ให้จุดไต้ตามไฟตีเกราะเคาะไม้นั่งยามระวังรักษาเสร็จแล้ว
ต่างก็พากันไปหลับนอนตามที่ ครั้นรุ่งแจ้งฝ่ายปิศาจใหญ่เก๊าเล่งง่วนเซี้ย จึง
เรียกปิศาจอึ้งม้อกิมไซมาคิดอุบายว่าวันนี้พวกเจ้าทั้งหลายจงอุตสาห์ตั้งใจรบจับ
ตัวเห้งเจียชัวเจ๋งให้จงได้ เราจะแผลงฤทธิ์บินขึ้นไปบนหอจับเอาตัวพพระถังซัมจั่ง
กับทั้งเจ้าเมืองพ่อลูกเอาไปยังถ้ำเก๊าเต๊กปั้วฮ่วมต๋อง พวกเจ้ารบชนะแล้วจึงค่อย
กลับไปต่อภายหลัง อึ้งม้อกิมไซรับคำสั่งแล้ว ก็นำยู่ไซเจียดไซท่วนเฉียไซเก๊าลีไซ
ปิศาจทั้งสี่ไป ต่างถืออาวุธสำหรับมือทุก ๆ คน ตรงมายังหน้ากำแพงเมืองแล้ว
ก็แผลงฤทธิ์เป็นลมหมอกร้องท้าชวนรบ เห้งเจียซัวเจ็งก็เหาะออกจากกำแพง
เมืองร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายสัตว์มารร้ายชาติชั่วมึงรีบส่งโป๊ยก่ายน้องกู
มาโดยเร็ว จึงจะยกชีวิตให้ ถ้ามิฉะนั้นพวกเจ้ากระดูกจะแหลกป่นไปเป็นแห้ง
พวกปิศาจก็มิได้ยำเกรงพากันตรูเข้ารบกับเห้งเจียซัวเจ๋งทั้งสอง ต่างก็ออกกำลัง
เข้มแข็งเข้าประจัญบานรบกันเป็นอลหม่าน ในเวลากำลังรบกันชุลมุนอยู่นั้น
ปิศาจเก๊าเล่งง่วนเซี้ยก็บันดาลเป็นเมฆดำมืด โผตรงขึ้นไปบนหอสั่นศีรษะทีหนึ่ง
พวกรักษาองค์ใหญ่น้อยก็พากันตกใจหล่นร่วงลงจากหอทั้งสิ้น ปิศาจเก๊าเล่งง่วน
เซี้ยก็เข้าในหอ อ้าปากคาบเจ้าเมืองและราชบุตรทั้งสามกับพระถังซัมจังได้แล้ว
ก็เหาะกลับมาคาบเอาโป๊ยก่ายไปด้วยอีกคนหนึ่ง แล้วร้องประกาศสั่งพวกปิศาจ
ทั้งห้าว่าบู่เจ้ามีชัยชนะแล้วจะกลับไปก่อนพวกปิศาจทั้งห้ากำลังรบได้ยินดังนั้น ก็
รู้ว่าปู่เจ้ามีชัยชนะแล้วต่างก็ออกกำลังต่อสู้โดยสามารถ เห้งเจียได้ยินเสียงคนโห่
ร้องที่กำแพงเมืองก็นึกรู้ว่าเสียกลปิศาจแล้ว จึงร้องสั่งซัวเจ็งว่าน้องจงคอยระวังให้ดี
สั่งแล้วเห้งเจียก็ถอนขนที่บ่าซ้ายลงกำมือหนึ่งใส่ปากเคี้ยวพ่นไป ก็กลายเป็นรูป
เห้งเจียตั้งหมื่นตั้งแสนตรูกันเข้าล้อมจับปิศาจทั้งห้ายังอึ้งม้อกิมไซเห้งเจียจับทุบตาย
บ้างก็ลากก็จูงกึกก้องโกลาหล พาปิศาจทั้งสี่มายังกำแพงเมือง ที่หนีไปได้สามคนนั้น
คือปิศาจหน้าเขียวกับโตจั้นโก๊กวัย โก๊กวัยโตจัน พวกขุนนางเฝ้าประตูเมืองแล
เห็นเห้งเจียกลับมาก็เปิดประตูเมืองให้คนเอาเชือกออกไปมัดราชสีห์ทั้งสี่หามเข้า
มาในเมือง ยังหาทนจะทำประการใดไม่ ก็เห็นพระมเหสีและนางในร้องไห้มา
คุกเข่าคำนับเห้งเจียบอกว่า พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสและพระอาจารย์ของ
ท่านไม่มีชีวิตแล้ว ทิ้งให้บ้านเมืองร้างเปล่าอยู่ดังนี้ท่านจะว่าประการใด เห้งเจีย
จึงพูดว่าขอท่านอย่ามีความเศร้าโศกเลย เพราะข้าพเจ้าจับปิศาจมาได้เจ็ดคนแล้ว
เก้าเล่งเซี้ยทำอุบายจับพระเจ้าแผ่นดินกับราชโอรสและพระถังซัมจั้งได้คงจะไม่
อาจทำร้ายเป็นแน่ รอพอเวลารุ่งแจ้งข้าพเจ้ากับซัวเจ๋งจะพากันไปที่เขานั้นคิดจับ
ปิศาจให้ได้ พระมเหสีกับนางพระสนมได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็คำนับลาพา
กันกลับเข้าพระราชวัง เห้งเจียจึงสั่งขุนนางให้เอาศพปิศาจยึ้งม้อกิมไซที่ตีตายนั้น
ลอกหนังตากไว้ให้แห้งยังปิศาจราชสีห์ที่เป็นอยู่นั้นให้ใส่กรงเหล็กขังไว้ และให้
เจ้าพนักงานจัดข้าวแจกมากิน 'ครั้นกินอิ่มแล้วก็พากันไปหลับนอนตามที่ พอรุ่ง
แจ้งเห้งเจียก็เรียกซัวเจ๋งพากันเหาะไป บัดเดี่ยวก็ถึงเขาเต๊กเจียดซัวจึงลงยังยอด
เขาพิจารณาดูรอบเขา แลเห็นปิศาจหน้าเขียวถือกระบองสั้นเดินข้ามเนินเขามา
เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เอ็งจะหนีไปข้างไหนเรามาแล้ว ปิศาจได้ยิน
เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจหันกลับคิดจะวิ่งหนี เห้งเจียซัวเจ็งก็พากันไล่ติดตามมาแล
เห็นประตูถ้ำปิดอยู่แน่นหนา ข้างบนประตูมีแผ่นศิลาจารึกอักษรใหญ่สี่ตัว คือ
เขาบ้วนเล้งเต๊กเจี๊ยดซัว ถ้ำเก้าเต๊กปั้วย่วมต้องปิศาจหน้าเขียวหนีเข้าไปในถ้ำได้
แล้วก็ปิดประตูถ้ำเสีย เข้าไปบอกแก่เก๊าเล่งเชี้ยว่า บัดนี้ข้างนอกถ้ำมีสานุศิษย์
พระถังซัมจั่งสองคนมาอยู่ข้างนอก ปิศาจเก๊าเล่งง่วนเชี้ยถามว่าปิศาจไต้อ๋องนาย
ของเจ้ากับยู่ไซเจี๊ยดไซท่วนเฉียเก๊าลีทั้งสี่นั้นมาหรือเปล่า ปิศาจหน้าเขียวบอกว่า
ข้าพเจ้าไม่เห็นใครมาสักคนหนึ่ง เก๊าเล่งง่วนเซี้ยได้ฟังก็นิ่งนึกตรึกตรองอยู่สักประ
เดี๋ยวมีความเศร้าโศกเสียใจน้ำตาไหลลงเผาะผอย รู้ว่าอึ้งม้อกิมไซหลานของตัว
ตายเสียแล้ว แต่หลานอีกหกคนนั้นถูกจับไปกักขังไว้แล้วทำอย่างไรจะแก้แค้นได้
จึงสังพวกบริวารว่าเจ้าทั้งหลายจงระวังอยู่ในนี้ให้ดี เราจะออกไปรบจับอ้ายสอง
คนได้แล้วจึงค่อยชำระต่อภายหลัง เมื่อปิศาจเก๊าเล่งเซียออกมาก็มิได้แต่งตัวหรือ
สวมเกราะอะไรครั้นถึงเห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง เก้าเล่งเซี้ยก็อ้าปาก
ตรงเข้าจะคาบเห้งเจียกับซัวเจ๋ง เห้งเจียยกกระบองเข้าสกัดซัวเจ๋งกระโจนตีด้วย
พลอง เก๊าเล่งเซี้ยสั่นศีรษะก็ออกมาอีกทั้งซ้ายขวาแปดศีรษะไล่รวบงับเห้งเจียกับ
ซัวเจ้งเข้าอยู่ในปาก แล้วก็กลับเข้าในถ้ำ ร้องเรียกบริวารให้เอาเชือกมามัด ปิศาจ
โก๊กวัยโต้กับปิศาจโต๊จั่นโก๊กวัยและปิศาจหน้าเขียว ก็เอาเชือกมาสองเส้นมัด
เห้งเจียซัวเจ้งไว้ ปิศาจเก๊าเล่งเชี้ยร้องด่าว่า อ้ายชาติลิงไม่มีดีเจ้าจับลูกหลานของ
เราไปเจ็ดคน บัดนี้เราจับพวกเจ้ามาได้เจ็ดคนพอจะทดแทนชีวิตลูกหลานเราแล้ว
เจ้าปิศาจน้อย ๆ จงไปหากิ่งสนมาเมี่ยนอ้ายลิงสักพักหนึ่ง จะได้แก้แค้นอึ้งม้อกิมไซ
หลานของเรา ปิศาจทั้งสามต่างถือกิ่งสนมาคนละกำ เข้ามาระดมเฆี่ยนเห้งเจีย
เห้งเจียเดิมได้ประกอบธาตุตัวแข็งยิ่งกว่าเหล็ก ไม่มีผู้ใดที่จะทำลายได้ จะเมี่ยน
ตีสักเท่าใดก็ไม่เจ็บปวดพวกปิศาจเมี่ยนพักใหญ่จนไม้ละเอียดไปหมด เวลานั้นก็
จวนจะพลบค่ำปิศาจเก๊าเล่งเซี้ยร้องห้ามว่าให้หยุดไว้ก่อน สูเจ้าจงไปเอาตะเกียง
ไฟมาตาม กินข้าวแล้วรอให้เราไปนอนยังห้องกิ้มหุ้น แล้วเจ้าทั้งสามจงอยู่เฝ้า
คอยระวังให้ดี รุ่งเช้าจึงค่อยเมี่ยนมันอีกต่อไป ปิศาจทั้งสามได้ฟังเก๊าเล่งเซี้ยสั่ง
ดังนั้นก็จัดแจงจุดไต้ตามไฟ แล้วก็พากันเอากิ่งสนมาตีหัวเห้งเจียเสียงโกก ๆ ดุจ
ดังว่าเคาะเกราะ ครั้นเวลาดึกแล้วก็พากันไปหลับนอนทั้งสามปีศาจฝ่ายเห้งเจียเห็นเงียบสงัด ก็ร่ายพระคาถากระทำให้ตัวเล็กลงหลุดจากเชือกได้
แล้ว ก็ซักกระบองออกจากหูแกว่งตรงมาที่ปิศาจทั้งสามนอนอยู่นั้น จึงออกปาก
ว่ามึงอ้ายเดียรัจฉานพวกพาลเหล่าร้าย กูปล่อยให้พวกมึงทำแก่กูมากแล้ว บัดนี้
พ่อจะลองตีดูบ้างเอ็งจะว่ากระไร ว่าแล้วก็ยกกระบองขึ้นตีลงไปทีหนึ่ง ปิศาจทั้ง
สามแหลกละเอียดกองอยู่กับพื้น เห้งเจียเห็นไฟกำลังสว่างก็ลงมาแก้ซัวเจ๋งออก
จากมัด โป๊ยก่ายอดไม่ได้ก็ร้องเรียกเสียงดังว่า พี่เห้งเจียน้องต้องมัดอยู่ที่นี่จน
เท้าบวมหนักเหลือทนแล้ว ทำไมพี่ไม่มาแก้ข้าพเจ้าก่อนเล่าฝ่ายปิศาจเก๊าเล่งเชี้ยกำลังนอนหลับ ได้ยินเสียงก็ตกใจตื่นผุดลุกขึ้นตะลีตะลาน
ถามว่านี่ใครแก้มัดปล่อยอ้ายพวกนี้ เห้งเจียได้ยินเสียงปิศาจ ก็ดับไฟให้ซัวเจ๋ง
เอาพลองตีรื้อประตูหักพังไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็หนีออกไปก่อน ฝ่ายปิศาจเก๊าเล่งเซี้ย
เดินออกมาเห็นมืดไม่มีไฟ จึงร้องเรียกพวกปิศาจให้จุดไฟก็ไม่ได้ยินผู้ใดขาน จึง
เที่ยวคลำหาเอาไฟมาจุดเที่ยวส่องดู ก็เห็นที่พื้นมีโลหิตไหลออกนองไป และปิศาจ
ทั้งสามนอนตายอยู่เนื้อหนังป่นละเอียดไปทั้งสิ้นจึงสองดูคนที่จับมาได้นั้นก็อยู่
พร้อมหน้ากัน ไม่เห็นแต่เห้งเจียกับซัวเจ๋ง จึงเอาไฟเที่ยวสองค้นดู เห็นชัวเจ๋งยืน
แอบอยู่ข้างริมระเบียง ปิศาจก็เข้าจับตัวมัดไว้อย่างเดิม แล้วส่องดูประตูเห็นหัก
พังไปทั้งสิ้น ก็เข้าใจว่าเห้งเจียหักพังประตูหนีไปแล้ว ก็มิได้คิดจะตามไป จึงเอา
ไม้และศิลาขึ้นซ้อนกันให้ดีแล้วก็กลับเข้าไปข้างในคอยระวังฝ่ายเห้งเจียหนีออกจากถ้ำได้แล้วก็เหาะกลับไปยังเมืองเง็กฮัวจิว ครั้นถึงหน้า
เมืองและเห็นบนกำแพงเมืองมีพระภูมิเจ้าที่พระเสื้อเมืองทรงเมืองยืนรายเรียง
คำนับรับเห้งเจียถามว่าท่านทั้งหลายทำไมจึงมาเวลานี้เล่า พระเสื้อเมืองตอบว่า
ข้าพเจ้าเห็นพระเจ้าแผ่นดินมีความเคารพรับนับถือท่านโดยยุติธรรมแล้วก็ไม่กล้ามา
บัดนี้ทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องภัยร้าย ไต้เซียกำจัดปิศาจข้าพเจ้าจึงได้มาคอย
เวลานั้นเห้งเจียกำลังหุนหัน แลไปเห็นเทพยาดาเทพารักษ์ลักเตงลักกะนำตัวพระ
ภูมิเจ้าที่มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า แล้วพูดว่าข้าพเจ้าจับพระภูมิเจ้าที่เขาเก๊กเจี๊ยดซัว
มานี้ เพื่อจะให้ไต้เซียใต่ถามดู คงจะรู้มูลเหตุของปิศาจนั้น ถ้ารู้เหตุผลแล้วไต้เซีย
ก็อาจช่วยพระเจ้าแผ่นดินกับอาจารย์ออกได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงถามถึงเหตุ
การณ์พระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่คำนับบอกว่าปิศาจนั้นลงมาเมื่อปีก่อนที่ตำบล
เขาเต๊กเจี๊ยดซัวถ้ำปั๊วฮ่วมต้องนี้เดิมเป็นรังของราชสีห์ทั้งหก เมื่อเก๊าเล่งง่วนเซี้ย
มาอยู่ราชสีห์ทั้งหกก็ยกเธอเป็นปู่เจ้า เก๊าเล่งง่วนเชี้ยนี้คือราชสีห์เก้าเศียรหากว่า
จะกำจัดเธอต้องขึ้นไปบนสวรรค์เชิญเจ้าของเธอมา เจ้านั่นอยู่ที่ตำหนักตังเก๊กเงียม
เกง แม้เจ้าของเธ่อมาจึงจะกำจัดได้ นอกนั้นแล้วอย่าพึงคิดเลยว่าจะรอดพ้นไป
ได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นิ่งนึกอยู่สึกอึดใจหนึ่งจึงพูดว่า ที่ตำหนักตังเก๊กเงียมเกง
คือท่านพรหมท้ายอิ๊กกิ้วเค้าทีจุนเธอเคยขี่ราชสีห์เก้าเศียร ถ้ากระนั้นเราต้องไป
เชิญมา เห้งเจียจึงให้พระภูมิเจ้าที่กับเทพารักษ์กลับไปยังที่ ห้งเจียก็เหาะขึ้นไป
ยังประตูสวรรค์ข้างทิศบูรพาในเวลาจวนแจ้งก็มาพบท่านท้ายกวังบกจัตุราช ท้าว
กวั้งบกจัตุราชแลเห็น เห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับถามว่า ท่านไต้เซียจะไปข้างไหน
หรือ เห้งเจียคำนับตอบว่าข้าพเจ้าจะที่ตำหนักตังเก็กเงียมกง ท้าวจัตุราชพูดว่า
ทางไซทีไม่ไปจะกลับมาทิศนี้ทำไม เห้งเจียบอกว่าเพราะเดินไปถึงเมืองเง็กฮัวจิว
เจ้าเมืองมีน้ำใจจงรักภักดีขอให้พระราชบุตรทั้งสามเรียนศิลปศาสตร์ ไม่รู้เลยว่า
จะมาปะราชสีห์ปิศาจร้าย บัดนี้สืบรู้ได้แน่ว่า ท่านพรหมท้ายอิ๊กกิ๊วเค้าทีจุนเป็น
เจ้าของ ข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่านให้ช่วยปราบราชสีห์ เพื่อจะได้ช่วยให้อาจารย์
ข้าพเจ้าให้พ้นแห่งภัย ท้ายจัตุราชพูดว่าเพราะไต้เซียเป็นอาจารย์เขา จึงได้มีราชสีห์
ออกมาจากกลางฝ่ามือ เห้งเจียหัวเราะพูดว่าจริงดังนั้นแล้ว ก็ลาท้าวจัตุราชไป
ยังประตูสวรรค์ข้างทิศบูรพา เดินมาบัดเดี้ยวก็ถึงตำหนักเงียมเกง และเข้าไปใน
ประตูเห็นเทพบุตรน้อยองค์หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไป
ยืนอยู่หน้าประตู เทพบุตรน้อยแลเห็นเห้งเจียมาก็เข้าไปบอกว่า ขอพระผู้เป็นเจ้า
ทราบข้างหน้าประตูมีคนที่ทำจลาจลบนสวรรค์ชื่อซีเทียนไต้เซียมาแล้ว ท่านทีจุน
ได้ทราบดังนันก็ให้หมู่เทพบุตรออกไปรับเข้ามา เห้งเจียเห็นเทพบุตรออกมารับก็
เดินตามเทพบุตรเข้าไป ครันถึงแลขึ้นไปเห็นที่จุนนังอยู่บนแท่นแก้ว มีรัศมีสีแดง
สว่างพรรณรายระยับ เห้งเจียก็ย่อตัวลงคำนับ ที่จุนก็ลงจากแท่นคำนับตอบถาม
ว่า ไต้เซี้ยหลายปีแล้วมิได้พบกัน เราได้ยินว่าท่านถือเพศตามพระพุทธศาสนา
แล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าอันธุระนั้นยังไม่ถึงแต่ก็ควรจะถึงอยู่แล้ว บัดนี้มาถึง
ตำบลเขาเต๊กเจี๊ยดซัวถ้ำเก้าเก๊กปั้วฮ่วมต๋อง ต้องด้วยราชสีห์ตนหนึ่งเก้าเศียร
ทำร้ายพวกข้าพเจ้า ๆ จึงถามพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขา ๆ จึงบอกว่าท่านทีจุนเป็นเจ้าของ
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่าน เพื่อได้ไปปราบปิศาจร้ายเหล่านั้นฝ่ายท่านพรหมทีจุนได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงให้เทพบุตรไปที่ห้องคนเลี้ยง
ราชสีห์เรียกมาถามดู เทพบุตรไปที่ห้องคนเลี้ยงราชสีห์ เห็นนอนหลับกรนอยู่ไม่
รู้สึก เทพบุตรเข้าผลักปลุกจึงได้รู้สึกลุกขึ้นก็พาตัวมาหาทีจุน ครั้นมาถึงคนเฝ้า
ราชสีห์ก็คุกเข่าลงร้องไห้ ที่จุนถามว่าราชสีห์อยู่หรือไม่ คนเฝ้าราชสีห์พูดว่าขอ
ผู้เป็นเจ้าได้โปรดยกโทษข้าพเจ้าด้วย ทีจุนพูดว่ามีท่านเห้งเจียไต้เซียอยู่นี่จักไม่
ทำโทษเจ้า ๆ จงบอกความไปตามจริง เหตุไรจึงไม่ดูแลปล่อยให้ราชสีห์เก้าเศียร
หนีไป คนเฝ้าราชสีห์บอกว่าขอผู้เป็นเจ้าได้ทราบ เมื่อวันก่อนนั้นข้าพเจ้าลักกิน
สุราในคณโท ที่ตำหนักกันโลเต้ย กินแล้วก็เมาหลับไปไม่รู้สึกสมประดีราชสีห์จึง
หนีไปได้ ที่จุนพูดว่าสุราของท่านท้ายเสียงเล่ากุนให้มาคือสุราทิพย์ เจ้ากินเข้าไป
เมาถึงสามวันจึงส่าง ราชสีห์หนีไปได้กี่วันแล้ว เห้งเจียบอกว่าตามคำพระภูมิเจ้า
ที่บอกนั้นได้สามปีแล้วทีจุนพูดว่าจริงแล้วบนสวรรค์วันหนึ่งในมนุษยโลกก็เป็นหนึ่งปี
ทีจุนจึงเรียกคนเฝ้าราชสีห์ให้ลุกขึ้นพูดว่าเรายกโทษให้เจ้า ๆ จงตามเรากับเห้งเจีย
ลงไปเมืองใต้ จับเอาราชสีห์มาเสียยังเดิม ที่จุนกับเห้งเจียและคนเฝ้าราชสีห์พร้อม
กัน เคลื่อนจากวิมานสวรรค์ลงมายังเขา เต๊กเจี๊ยดซัว แลไปก็เห็นเจ้าเอี๊ยดที้กับ
หมู่เจ้าลักเตงลักกะและพระภูมิเจ้าที่มาคำนับต้อนรับ เห้งเจียถามว่าพวกท่านทั้ง
หลายอยู่รักษาป้องกันอาจารย์ข้าพเจ้าเป็นอันตรายหรือเปล่า หมู่เจ้าบอกว่าปิศาจ
มีความเร่าร้อนนอนเสียแล้ว อาจารย์ของท่านอยู่ดีมิได้เป็นอันตรายอะไร ที่จุน
พูดว่าเก๊าเล่งง่วนเซี้ยถือศีลปฏิบัติมานานแล้ว เธอแผดคำหนึ่งเสียงดังตลอดสาม
ภพมิใช่เล่น แต่ไม่ฆ่าสัตว์ เห้งเจียจงไปที่หน้าประตูท้ารบล่อให้ออกมาจากถ้ำ
เราจะได้จับจึงจะดี เห้งเจียมือถือกระบองตรงไปยังหน้าประตูถ้ำ จึงร้องด่าท้า
ทายว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมารร้าย มึงจงรีบเอาคนออกมาใช้ให้เราโดยเร็ว เห้งเจีย
ร้องท้าด่าว่าเป็นหลายคำก็ไม่เห็นใครโต้ตอบ เห้งเจียก็เกิดโทโสมือแกว่งกระบอง
ตีขนาบเข้าไปปากก็ด่าไม่หยุด เวลานั้นปิศาจกำลังหลับอยู่ ตกใจตื่นมีความโกรธ
เป็นอันมาก ผุดลุกขึ้นตวาดด้วยเสียงอันดัง สั่นศีรษะทั้งเก้าเศียรอ้าปากออกมา
จะคาบเห้งเจีย เห้งเจียกระโดดหนีออกมานอกถ้ำ ปิศาจก็ไล่ตามมาด่าว่าอ้ายลิง
มึงจะหนีไปไหน เห้งเจียยืนบนโขดสูงหัวเราะว่าอ้ายมารร้ายมึงยังอาจสามารถอย่าง
นั้นทีเดียวหรือ ความตายจะมาถึงตัว นี่มิใช่เจ้าของมึงอยู่นี่หรือ ปิศาจก็ไล่รุกมา
จะทำร้ายเห้งเจีย ที่จุนจึงร้องตวาดว่าง่วนเซียเรามาแล้ว ฝ่ายปิศาจเงยหน้าขึ้น
แลเห็นที่จุน ก็ไม่อาจสยายเท้าหมอบฟุบอยู่กับดิน คนเฝ้าก็มาจับขนที่ศีรษะกำ
หมัดทุบแล้วด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน เพราะมึงหนี่มาทำให้เรามีความผิด ปิศาจก็
ขบศีรษะฟุบนิ่งอยู่กับพื้นไม่อ้าปาก คนเฝ้าทุบจนเจ็บมือแล้วก็เอาแพรปักผืนหนึ่ง
ปูลงบนหลังแล้ว ก็ขึ้นนั่งร้องตวาดว่าไปคำหนึ่งราชสีห์ก็เผ่นขึ้นแทรกเมฆเหาะไป
ยังตำหนักเงียมเกง เห้งเจียก็คำนับขอบคุณไปยังอากาศแล้วก็เข้าไปในถ้ำ แก้
มัดอาจารย์และพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสทั้งสาม และโป๊ยก่ายซัวเจ้งทุก ๆ
คนแล้วช่วยกันค้นเก็บเอาสิ่งของได้แล้วก็พากันกลับออกนอกถ้ำ โป๊ยก่ายเที่ยว
หาฟืนแห้งยัดเข้าไปในถ้ำแล้วเอาไฟจุดเผาถ้ำเสีย ไฟก็ไหม้จนถ้ำเก้าเก๊กปั้วฮ่วมต้อง
ป่นละเอียดเป็นเถ้าไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็ให้เจ้าทั้งหลายกลับไปยังที่ของตน และให้
พระภูมิเจ้าที่อยู่รักษาตำบลเขานี้ต่อไป ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายแผลงฤทธิ์อุ้มเจ้าแผ่นดิน
กับพระราชบุตรเหาะกลับเมือง เห้งเจียอุ้มพระอาจารย์เหาะตามกันไป มาบัดเดี้ยว
ก็ถึงเมืองเป็นเวลาจวนค่ำ มเหสีและนางในข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็มาคอยรับ
พร้อมกัน คำนับแล้วก็สั่งพนักงานให้จัดเครื่องเลี้ยงต่างก็ไปพักหลับนอนตามที่
พอรุ่งแจ้งเจ้าเมืองเง็กฮัวจิวสั่งเจ้าพนักงานให้จัดโต๊ะเครื่องแจมาเลี้ยงฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ ก็พากันมาคำนับขอบคุณทุก ๆ คน เห้งเจีย
สั่งพระราชบุตรให้เอาราชสีห์มาชำแหละเสียทั้งหกตัว แล่เนื้อแจกให้ชาวบ้านกิน
คนละก้อนชาวบ้านชาวเมืองมีความยินดีเป็นที่ยิ่ง เวลานั้นพวกช่างเหล็กก็มาบอกว่า
เครื่องอาวุธที่ทำก็เสร็จแล้ว เห้งเจียถามช่างว่าจะมีน้ำหนักสักเท่าใด นายช่าง
บอกว่ากระบองวิเศษนั้นหนักพันชั่ง คราดกับพลองนั้นหนักอันละแปดร้อยชั่ง
เห้งเจียว่าพอสมควรแล้ว เชิญพระราชโอรสทั้งสามมารับเครื่องมือสำหรับพระองค์
พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เพราะอาวุธนี้ข้าพเจ้ากับบุตรจวนจะสิ้นชีวิตเสียแล้ว พระ
ราชโอรสทั้งสามตรัสว่า ได้พึ่งท่านเห้งเจียช่วยชีวิตก็ได้รอดแล้ว และทั้งได้ปราบ
มารร้ายได้ด้วย บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขไปสิ้นกาลนาน จึงพระราชทานรางวัล
แก่ช่างหล่อเสร็จแล้ว ก็มาคำนับขอบคุณอาจารย์ พระถังซัมจังจึงให้เห้งเจียประ
สิทธิวิทยาให้แก่พระราชโอรสทั้งสาม เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งต่างคนก็บอกเพลงอาวุธ
และประสิทธิ์เวทย์แก่ศิษย์ของตน สองสามวันก็แคล่วคล่องว่องไวและเปลี่ยนแปลง
กายได้เจ็ดสิบสองอย่าง พระราชบุตรทั้งสามก็มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ เพราะ
เห้งเจียทำให้เกิดกำลังขึ้นได้จึงได้ถืออาวุธที่หนักถึงพันชั่งและแปดร้อยชั่งได้ ครั้น
มอบประสิทธิ์วิทยากันแล้ว ก็สั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะเลี้ยง และเอาทองคำมา
ถาดใหญ่เป็นเครื่องบูชาคำนับครู พวกข้าพเจ้าถือบวชเงินทองไม่ต้องประสงค์
โป๊ยก่ายว่าเงินทองไม่ต้องการ ต้องการแต่เสื้อผ้าเพราะสู้รบแก่ราชสีห์มันฉีกขาด
ไปหมดแล้ว ถ้าเอ็นดูก็ขอทานเปลี่ยนให้เท่านั้นก็ดีถมไปแล้ว พระราชโอรสก็รีบ
ให้ช่างเย็บตัดเสร็จแล้ว ก็นำมาให้เปลี่ยนผลัดทั้งสามคน จึงจัดแจงข้าวของใส่หาบ
จะลาไป อาจารย์กับศิษย์ทั้งสาม พระเจ้าแผ่นดินแล้วก็ออกเดิน พวกชาวเมือง
พากันชื่นชมยินดี และมีความเสียดาย ร้องสรรเสริญว่าพระอรหันต์มาโปรดแท้ ๆ
พระเจ้าแผ่นดินและพระราชโอรส กับขุนนางข้าราชการต่างประโคมเครื่องดนตรี
และแห่แหนห้อมล้อมไปส่งจนสิ้นระยะทางห้าสิบเส้น จึงได้กลับเข้าเมือง ฝ่ายไซอิ้ว ซ๖๙
พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามลาพระเจ้าแผ่นดินกับคนทั้งหลายแล้ว ก็ตั้งหน้า
หมายมุ่งไปยังประเทศทิศตะวันตก พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ เมื่อออกจากเมือง
เง็กฮัวจิวแล้วหนทางก็ราบคาบมีความผาสุกปราศจากภัยร้าย เดินมาประมาณได้
สักห้าหกโยชน์ ก็แลเห็นมีป้อมและกำแพง แลดูผู้คนออกแออัดตั้งร้านขายของดู
ครึกครื้นน่าสนุกสนาน เมื่อคนทั้งหลายแลเห็นรูปโป๊ยก่ายหูใหญ่ปากยาวซัวเจ๋ง
หน้าสีหมอก เห้งเจียหน้าตาแดงคนเหล่านั้นก็พากันมายืนดูแต่ห่าง ๆ มิได้อาจ
จะเข้าใกล้หรือทักถามว่ากระไร พระถังซัมจั้งเห็นผู้คนแออัดมากมายดังนั้น ก็มี
ความหน่วงหนักเป็นทุกข์วิตกอยู่ในใจ เกรงว่าสานุศิษย์จะก่อเหตุให้เกิดขึ้น ครั้น
เดินมาสี่ห้าตรอกทางก็ยังไม่ถึงกำแพงเมือง แลไปเห็นพระอารามใหญ่มีประตู
หน้าวัดจารึกอักษรสามอักษรว่า วัดชื่อหุ้นยี่พระถังซัมจังจึงพูดว่า เราพากันเข้า
พักก่อนจะได้หาจังหันแจฉันแล้วจึงค่อยไปเห็นจะดี เห้งเจียว่าพระอาจารย์คิด
อย่างนั้นชอบแล้ว จึงพร้อมกันเดินเข้าไปในวัด และเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ข้าง
ระเบียงเดินออกมาทำเคารพยกมือคำนับถามว่า ท่านมาจากไหนพระถังซัมจัง
บอกว่าอาตมามาจากเมืองไต้ถัง พระสงฆ์นั้นลดตัวลงนมัสการ พระถังซัมจั้ง
ตกใจเดินเข้ามาพยุงไว้แล้วพูดว่า ทำไมท่านจึงกระทำการเคารพใหญ่โตดังนี้เล่า
พระสงฆ์นั้นพูดว่าข้าพเจ้าเข้าอุปสมบททั้งนี้ ตั้งจิตจะปฏิบัติสวดมนต์ภาวนา
ปรารถนากุศลอันยิ่ง แต่ท่านเกิดในเมืองไต้ถังข้าพเจ้าพึ่งได้เห็น พิเคราะห์ดูก็
เป็นที่น่าอัศจรรย์ด้วยความจริงแต่ชาติปางก่อนท่านจะได้ปฏิบัติบวชเรียนถึงที่แล้ว
จึงได้มีความพอใจรับรองดังนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้พอใจนมัสการท่าน พระ
ถังซัมจังได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า น่ากลัวที่ท่านสรรเสริญดังนั้นอาตมภาพ
เป็นแต่พระสงฆ์เดินหนจะมีอันใดรับรองที่ไหนหากว่าท่านผู้อยู่ในอารามดังนี้
รักษาธรรมโดยสุจริตสุขสำราญรับซึ่งบุกุศลเป็นอย่างยิ่ง พูดโต้ตอบกันไปมา
พระสงฆ์องค์นั้นก็พาพระถังซัมจั่งไปนมัสการพระพุทธรูปในพระอุโบสถแล้ว พระ
ถังซัมจั่งจึงร้องเรียกสานุศิษย์ทั้งสามตามเข้ามาพระสงฆ์องค์นั้นแลเห็นคนทั้ง
สามเข้ามา จึงถามว่าท่านอาจารย์สานุศิษย์ของท่านทำไมรูปร่างหยาบคายเช่น
นั้นเล่า พระถังซัมจังตอบว่ารูปร่างหยาบคายก็จริงอยู่แต่เธอมีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญ
อาตมภาพก็ได้อาศัยเธอคุ้มครองตลอดมาจึงได้มาถึงนี่ กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็น
ข้างในมีพระสงฆ์สามสี่รูปเดินออกมา กระทำความเคารพพระถังซัมจั้งแล้วถามว่า
ท่านอาจารย์อยู่ถึงเมืองไต้ถังจะมาถึงที่นี่ทำไมหรือ พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตม
ภาพรับ รับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปยังเขาเล่งซัวนมัสการพระพุทธเจ้า
ขออารธนาพระไตรปิฎกธรรม เดินทางถึงตำบลนี้เห็นมีพระอาราม ก็แวะเข้ามา
จะใคร่ขอถามซึ่งมรรคาข้างหน้านั้น และเพื่อจะหาจังหันแจฉันแล้วก็จะลาไป
พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็พากันชื่นชมยินดี ต่างคุกเข่าลงคำนับทุก ๆ รูป จึง
นิมนต์พระถังซัมจังไปยังกุฎีใหญ่ ข้างในนั่นมีพระสงฆ์กับฆราวาสนังทำแจอยู่
หลายคน พระสงฆ์เหล่านั้นก็เดินเข้าไปก่อนร้องเรียกว่า ท่านทังหลายจงออกมาดู
ชนชาวเมืองไต้ถัง ที่งามก็มีที่ไม่งามก็มี ที่สวยนั้นยากที่จะวาดจะเขียน ที่ไม่งาม
นั้นดูวิปลาศมาก พระสงฆ์กับฆราวาสเหล่านั้น ได้ฟังก็พากันออกมาดู มาดูแล้ว
ก็เชิญให้นั่งเก้าอี้ แล้วก็ยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง พระถังซัมจั่งฉันน้ำชาแล้วจึงถาม
ว่าที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นบอกว่า ตำบลนี้เรียกว่า
เมืองกิมเพ่งรู้ เป็นหัวเมืองขึ้นของเมืองโซจ็อก พระถังซัมจั้งถามว่าตั้งแต่ตำบลนี้
ไปถึงเขาเล่งซัวจะเป็นระยะทางไกลสักเท่าใด พระสงฆ์ทั้งหลายจึงบอกว่า ตั้งแต่
นี้ไปข้างทิศตะวันตกสักประมาณสักสองพันโยชน์ พวกข้าพเจ้าเคยเดินไปถึงเพียง
นั้น ที่ต่อไปถึงเขาเล่งซัวจะใกล้ไกลสักเท่าใดยังไม่เคยไป ไม่สามารถจะบอกได้
พูดแล้วก็ยกข้าวแจมาเลี้ยง ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั้งจะลาไป พระสงฆ์ทั้งหลาย
ก็อ้อนวอนจะให้อยู่ พูดว่าขอท่านอาจารย์รอพักอยู่สักสองสามวัน พอเสร็จการ
เสี้ยงง่วนเชียวแล้วจึงค่อยไปเถิด (เสี้ยงง่วนเซียวนั้นคือเพ็ญเดือนสาม) พระถังซัม
จั่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพูดว่า อาตมภาพเดินทางมาทั้งวันคืนเคลื่อนคลาดจนจำไม่
ได้ ไม่ทราบว่าวันไหนเป็นวันเสี้ยงง่วนเชียว พระสงฆ์ทั้งหลายพากันหัวเราะว่า
ท่านอาจารย์เพราะมีความมุ่งหมายเพ่งแต่จะไปนมัสการพระพุทธเจ้า จึงมิได้จำ
วันคืนวันนี้คือวันขึ้นสิบสามค่ำ เดือนสามนี้เป็นวันต้นคนทั้งหลายทุกแห่งจุดโคม
ไฟบูชาประกวดประชันกัน จนวันขึ้นสิบห้าค่ำถึงแรมสามค่ำจึงเลิกทุก ๆ ปี ที่เมือง
นี้ทุก ๆ ปีเกณฑ์กันดังนี้ และเจ้าเมืองก็มีความโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรมาก ทุก
ตำบลทุกแห่งก็ต้องจุดโคมไฟทั้งสิ้น เวลากลางคืนมีกระจับปี่สีซอฆ้องกลองแตร
สังขร้องรำเป็นที่ร่นเริงต่าง ๆ และตั้งแต่โบราณมามีสะพานเรียกว่า กิมเตงเกี้ยว
คือสะพานโคมทอง ตั้งแต่มีมาตลอดจนเท่าทุกวันนี้มีความสุขในบ้านเมือง ขอ
ท่านอาจารย์จงหยุดพักสักสองสามวัน ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรับรองปฏิบัติท่านมิให้
อนาทรร้อนใจ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระสงฆ์ทั้งหลายพูดจาชี้แจงดังนั้น ขัดไม่ได้ก็
ยอมหยุดพักอยู่ ครั้นเวลาจวนเย็นได้ยินเสียงกลองและระฆังตีกึกก้องอยู่หน้าโบสถ์
เป็นเวลาที่ชาวบ้านเอาโคมไฟมาจุดบูชาที่หน้าโบสถ์พระถังซัมจั้งจึงเดินออกมา
ชมเล่น แล้วต่างคนก็กลับเข้าไปนอนพัก ครั้นรุ่งขึ้นฉันแล้วพระสงฆ์ในวัดก็มา
นิมนต์พระถังซัมจั้งไปเที่ยวชมต้นผลไม้ข้างหลังสวน ครั้นเวลาบ่ายก็กลับมากุฎี
พอค่ำก็ออกมาดูโคมไฟข้างหน้าวัด และเลยพากันไปดูตามถนนใหญ่จนเวลาสอง
ยามจึงได้พากันกลับมาพักนอน ครั้นเวลารุ่งแจ้งฉันแล้ว พระถังซัมจั้งบอกแก่
พระสงฆ์เจ้าอาวาสว่า อาตมภาพได้อธิษฐานตั้งใจจะกวาดพระเจดีย์ ขอท่านได้
โปรดเปิดประตูเจดีย์ด้วยเถิด พระสงฆ์เจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้นจึงให้คนไปเปิดประตู
พระเจดีย์ พระถังซัมจั้งก็เข้าไปในโบสถ์ นมัสการพระพุทธรูปแล้ว จึงออกมาถือ
ไม้กวาดเข้าไปในพระเจดีย์ กวาดชั้นล่างแล้วก็ขึ้นไปทุก ๆ ชั้นจนตลอดแล้วก็ลงมา
เวลานั้นก็จวนค่ำทุกแห่งก็จุดไฟ ในคืนวันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ พระสงฆ์ทั้งหลาย
พูดแก่พระถังซัมจั้งว่า เราพากันไปดูตามที่ใกล้ ๆ นี้สองคืนแล้ว คืนวันนี้เป็นวัน
เพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำกำลังดี พากันเข้าไปดูในกำแพงเมือง จะได้ดูโคมไฟทองที่สะพาน
ท่านจะเห็นเป็นประการใด พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพร้อมกับ
พระสงฆ์ทั้งหลาย และสานุศิษย์ทั้งสามพากันค่อยเดินค่อยดูไปตามถนนสองข้าง
จุดโคมไฟประกวดกันต่าง ๆ สี ดูสลับซับซ้อน รุ่งเรืองสว่างไสวไปทั้งสองข้างถนน
เป็นเวลาชะตาเมืองเจริญผู้คนเดินเที่ยวดูทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชายเบียด
เสียดเยียดยัดอัดแอกัน และมีการเล่นเต้นรำต่าง ๆ พิเคราะห์ดูสนุกสนานมาก
เดินต่อมาจนถึงสะพานกิมเตงเกี้ยว พระถังซัมจั้งกับพระสงฆ์ทั้งหลายเดินเข้าไป
ใกล้สะพานพิเคราะห์ดู เห็นตะเกียงไฟครอบตั้งเป็นชั้น ๆ ข้างในจุดไฟสว่างมีสี
สอดแซงสีไฟนำมัน ก็หอมฟุ้งตลบกระทบจมูก พระถังซัมจังถามพระสงฆ์ที่มา
ด้วยกันนั้นว่า น้ำมันนั้นคือน้ำมันอะไรจึงมีกลิ่นหอมดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นบอก
ว่า อาจารย์ยังไม่ทราบคือที่หลังเมืองนี้ไปตำบลบ้านหนึ่งเรียกว่าบ้านห้านเทียนกุ้ย
ระยะสองร้อยสี่สิบโยชน์ มีบ้านสองร้อยสี่สิบหลังเรือน ต้องรับเสียค่าน้ำมันทุก ๆ
บ้าน แต่เสียผิดกันถ้าบ้านไหนมีเงินมากก็ต้องเสียเงินปีละสองร้อยตำลึงรวมกัน
จะได้ซื้อน้ำมันทุก ๆ ปี น้ำมันนั้นมิใช่น้ำมันธรรมดา คือน้ำมันจันทน์ของมีราคา
หนักหนึ่งตำลึงเป็นเงินสองตำลึง หนักชั่งหนึ่งเป็นเงินสามสิบตำลึง ตะเกียงไฟ
สามดวงใหญ่ สามกระถางใหญ่ กระถางหนึ่งต้องใช้น้ำมันห้าร้อยชั่ง รวมสาม
กระถางเป็นพันห้าร้อยชั่ง คิดเป็นเงินสี่หมื่นแปดพันตำลึง ยังอีกตะเกียงไฟที่
จุดแวดล้อมมีต่าง ๆ อย่างนั้นรวมทั้งสิ้น เป็นเงินห้าหมื่นตำลึงจึงจะพอจุดสาม
คืน เห้งเจียถามว่าน้ำมันมากดังนั้น จะจุดสามคืนหมดที่เดียวหรือพระสงฆ์
เหล่านั้นบอกว่า สามกระถางนั้นทุกกระถางมีไส้ตะเกียงวางลงไว้จุดไฟ ไส้ตะเกี่ยง
มาให้เพ็นพระง์ แง้วน้ำมืมนั้นก็นข้งหมดไป ไห้กดับมืดไป่แจ้า ำเือก่ายใออน
มาให้เห็นพระองค์
ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์จะเอาน้ำมันไปเสียดอกกระมัง พระถังซัมจั่ง
พลอยพูดด้วยว่าเห็นจะจริง คนชาวเมืองนี้ตังแต่โบราณมาก็ทำตามเคยมาดังนั้น
แม้ว่าน้ำมันแห้งหมดก็ว่าพระพุทธเจ้าเอาไปก็มีความสุขเจริญในปีนันข้าวกล้า
บริบูรณ์ แม้น้ำมันไม่แห้งก็พูดว่าไม่เป็นสุข ข้าวกล้าแห้งแล้งฝนฟ้าไม่เป็นปรกติ
ตามฤดู เพราะเหตุนี้คนชาวเมืองจึงได้ตั้งสัตย์อธิษฐานกระทำการบูชา เป็นสัญญา
ตามกำหนดทุก ๆ ปีดังนี้ เมื่อกำลังพูดกันอยู่ก็ได้ยินเสียงในอากาศดังอู้ ๆ พวก
ชาวเมืองที่เที่ยวดูไฟก็พากันตกใจแตกกระจายหลบหลีกไปสิ้น พระสงฆ์เหล่านั้น
ก็ตั้งตัวไม่ใคร่อยู่ จึงบอกแก่พระถังซัมจั่งว่านิมนต์ท่านกลับไปเถิด หากว่าลมมา
พระองค์ก็เสด็จมา คือจะโปรดให้เป็นมงคลและจะมาทอดพระเนตรไฟด้วย พระ
ถังซัมจั้งว่าทำไมจึงรู้แน่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าทุกๆ ปี
มีมาตามเคยดังนั้น ประมาณสองยามเศษก็มีลมพัดมาจึงกำหนดรู้ว่าพระพุทธ
เจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคล เพราะฉะนั้น ผู้คนทั้งหลายจึงต้องหลีกหลบ
ไปหมดทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมภาพก็ตั้งใจคิดถึงคุณพระพุทธเจ้า เวลา
นี้ก็เป็นเวลาอันประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาถึง จะคอยนมัสการจะมิดีหรือ
พระสงฆ์ทั้งหลายนิมนต์ให้กลับก็ไม่กลับ บัดเดี๋ยวก็เห็นจริงในม้วนลมแปรออกมี
พระสามองค์เลื่อนลอยมาใกล้ตะเกียงไฟ พระถังซัมจั้งแลเห็นชัดก็รีบเดินเข้าไปใกล้
ลดตัวลงนมัสการ เห้งเจียแลเห็นก็นึกรู้จึงเข้าพยุงอาจารย์ให้ลุกขึ้น พูดว่าผิดเสีย
แล้วพระอาจารย์เป็นปิศาจมารร้าย ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พูดยังไม่ทันจะขาดคำแล
ไปตะเกียงไฟก็มืดมัวได้ยินเสียงลมพัดอู้ ก็หอบเอาพระถังซัมจั้งขึ้นแทรกเมฆเหาะไป
ก็มิได้รู้ว่าปิศาจนั้นอยู่แห่งหนตำบลใดแปลงเป็นพระพุทธเจ้าลงมาดูไฟ โป๊ยก่าย
ซัวเจ็งตกใจเที่ยวเหลียวซ้ายแลขวา หาอาจารย์ก็มิได้พบเห็น เห้งเจียว่าน้องทั้ง
สองไม่ต้องเรียกหาที่นี่ให้ป่วยการ เพราะอาจารย์เห็นแก่การสนุกจึงได้เดือดร้อน
ดังนี้ให้ปิศาจยักษ์มันจับไปแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายพากันตกตะลึง จึงถามเห้งเจีย
ว่าทำไมท่านจึงรู้แน่ว่าปิศาจจับเอาพระอาจารย์ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอันที่
จริงพวกชาวเมืองนี้เป็นคนโง่หลงมาหลายปีแล้วก็หารู้เท่าไม่ เพราะฉะนั้นจึงให้
ปิศาจมันหลอกเล่นได้ และกลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคล
และมารับซึ่งสักการะบูชา เมื่อกี้นี้ในม้วนลมสำแดงออกเป็นองค์พระพุทธเจ้าสาม
พระองค์ มิใช่อื่นเลยคือปิศาจยักษ์ทั้งสามมันแปลงมา อาจารย์ข้าพเจ้าไม่รู้จึง
เข้าไปนมัสการปิศาจ จึงได้ทำไฟให้ดับมืด เอาของใส่น้ำมันจับอุ้มอาจารย์เราไป
ด้วย ข้าพเจ้ามาไม่ทันปิศาจมันหนีไปเสียแล้ว ซัวเจ๋งถามว่าเมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว
พี่จะคิดอ่านประการใดเล่า เห้งเจียพูดว่าอย่าช้าน้องทั้งสองจงรีบกลับไปกับพระ
สงฆ์ทั้งหลาย ไปดูเก็บข้าวของกับม้าดูรักษาไว้ให้ดี พี่จะเหาะไปตามม้วนลมนี้
เห้งเจียสั่งแล้วก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ได้กลิ่นคาวลมพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียง
เหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะไปตามสายลมไปจนสว่างลมนั้นก็สงบหยุด เห้งเจียแล
เห็นภูเขาใหญ่สูงตระหง่านเทียมเมฆ ก็ลดลงยังยอดเขาจะเที่ยวค้นหาถ้ำปิศาจ
แลไปข้างเนินเขาเห็นคนสี่คนกับไก่และแพะสามตัวข้างทิศตะวันตกข้ามเนินเขามา
เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็จำได้ คือเจ้าปีเจ้าเดือนเจ้าวันเจ้าเวลาทั้งสี่เจ้าแปลง
กายมา จึงซักกระบองออกมากระโดดลงจากยอดเขามาสกัดที่ข้างเนินเขา ร้อง
ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าเจ้าพวกนี้ซ่อนหัวออกหางจะไปข้างไหนกัน เจ้าทั้งสี่ได้ยิน
ก็ตกใจกลับแปลงเป็นรูปเดิม มาคุกเข่าคำนับเห้งเจียแล้วพูดว่าท่านได้เซียโทษ
ข้าพเจ้าก่อน เห้งเจียพูดว่าไม่ได้อาศัยใช้ท่านมานานแล้ว ทำไมจึงเกียจคร้านทั้ง
เดือนก็ไม่เห็นมา ข้าพเจ้าพึ่งเห็นหน้าท่านวันนี้ ทำไมจึงไม่คุ้มครองรักษาอาจารย์เรา
มานี้จะไปข้างไหนกัน เจ้าทั้งสี่บอกว่าอาจารย์ของไต้เซียเพราะปราศจากสมาธิ
จิตมาหยุดพักที่เมืองกิมเพ่งงู้ในวัดชื่อหุ้นยี่ หลงเพลินความสนุกจึงได้เกิดมีความ
ทุกข์ดังนี้ บัดนี้ปิศาจยักษ์มันจับพระอาจารย์ท่านไปที่ท้าวมหาชมพู หากเจ้า
เทพาอารักษ์รักษาอาจารย์ท่านอยู่จึงไม่เป็นอันตรายที่ข้าพเจ้าพากันไล่แพะ
สามตัวกระหืดกระหอบมาทั้งนี้ ก็เพราะว่าแพะนั้นคือชัมเอี้ยงคัยไก่แปลว่าจะเปิด
ช่องอากาศ ทำลายความคับแค้นของอาจารย์ท่านเท่านั้น เห้งเจียถามว่าที่ภูมิ
เขานี้เป็นที่ปิศาจอยู่หรือประการใด เจ้าทั้งสี่บอกว่าถูกแล้วคือเขานี้เรียกว่าเขาแช
เล่งซัว ในนี้มีถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำเหี้ยนเองต้อง ในถ้ำนี้มีปิศาจยักษ์สามตนที่หนึ่ง
เรียกว่า ซิฮั้นได้อ้อง ที่สองเรียกว่าซิชู้ได้อ๋อง ที่สามเรียกว่าซิติ้นได้อ้อง ปิศาจ
ทั้งสามอาศัยอยู่ในถ้ำนี้มากกว่าพันปีแล้ว พวกมันตั้งแต่เล็กมามันชอบกินน้ำมัน
จันทน์ เมื่อมันสำเร็จภาคเปลี่ยนแปลงได้แล้วจนทุกวันนี้ มันกระทำมารยาแปลง
กายให้เหมือนพระพุทธเจ้าลวงหลอกชาวเมืองกิมเพ่งรู้ เจ้าเมืองและขุนนางใหญ่
น้อยให้ตั้งสักการะบูชาตามตะเกียงไฟด้วยน้ำมันจันทน์ ปีนี้มาพบอาจารย์ของ
ท่านมันรู้ว่าเป็นผู้สำเร็จ จึงได้อุ้มพาเอาไปไว้ในถ้ำ ไม่ข้ามวันก็จะแล่เนื้ออาจารย์
ท่านสับละเอียด แล้วจะเอาพระอาจารย์ท่านประสมทอดน้ำมันกินเล่นเป็นภักษา
หาร ไต้เซียจงเอาใจใส่รีบไปช่วยท่านออกโดยเร็ว เห้งเจียได้ฟังก็ร้องตวาดให้เจ้า
ทั้งสี่นั้นถอยไปแล้วก็รีบเดินข้ามเขาเที่ยวค้นหาประตูถ้ำ เดินมาประมาณสักสอง
เส้นก็แลเห็นที่ข้างริมลำธารมีปรกศิลามีบานประตูสองบาน บานหนึ่งเปิดข้างบน
มีอักษรจารึกว่าเขาแชเล่งซัว ถ้ำเหี้ยนเองต๋อง เห้งเจียไม่อาจเข้าไปยืนหยุดอยู่นอก
ประตู ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมารร้าย มึงเร่งส่งอาจารย์ของ
กูมาโดยเร็ว ได้ยินเสียงข้างในตึงตังเปิดประตูออกมาคนหนึ่ง ตัวเป็นคนศีรษะ
เป็นกระบือร้องถามว่าเจ้าคือใครมาร้องเรียกอีกทึกจะว่าประการใดก็ว่ามา เห้งเจีย
ตอบว่าเราคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งอยู่เมืองไต้ถัง อาจารย์เรามาเที่ยวดู
ตะเกียงที่สะพานกิมเตงเกี้ยว พวกเจ้าไปฉกเอามาจงรีบส่งออกมาโดยเร็ว เราจะ
ยกโทษพวกเจ้าไว้สักครั้งหนึ่ง ปิศาจศีรษะกระบือเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็
กลับเข้าไปในถ้ำ บอกว่าไต้อ๋องภัยมาถึงแล้ว ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามกำลังให้บริวาร
จับพระถังซัมจั่งถอดเสื้อผ้าออก ชำระล้างให้สะอาดคิดจะแล่เนื้อทอดน้ำมันกิน
ครั้นได้ยินปิศาจควายมาบอกว่าภัยจะมา ไต้อ่องที่หนึ่งจึงถามว่าเป็นอย่างไร ปิศาจ
ศีรษะควายบอกว่าที่ข้างนอกมีคนหนึ่งหน้าดุจรามสูรมาร้องทวงอาจารย์ของเธอ
ให้รีบส่งออกไปโดยเร็ว ได้อ๋องใหญ่ได้ฟังก็หวั่นหวาดในใจ จึงพูดว่าเราพึ่งจับมา
ได้ก็หาได้ถามเค้าเงื่อนชื่อแช่ว่าเป็นอย่างไรไม่ เจ้าปิศาจน้อย ๆ จงเอาเสื้อผ้ามา
ให้เธอใส่แล้วพาตัวมานี่ ให้เราถามซักดูให้สิ้นสงสัย พวกปิศาจน้อยจึงเอาเสื้อผ้า
มาให้พระถังซัมจั้งใส่แล้ว ก็พาตัวมาคุกเข่าลงต่อหน้าไต้อ๋องใหญ่ พระถังซัมจั้ง
ร้องขอชีวิต ปิศาจทั้งสามจึงถามว่าตัวคือพระสงฆ์มาจากเมืองไหน ทำไมเห็นรูป
พระพุทธเจ้าจึงไม่หลีกหนี มากีดขวางเราอยู่ทำไม พระถังซัมจั้งคำนับแล้วพูดว่า
อาตมภาพเป็นพระสงฆ์อยู่ในบังคับของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตม
ภาพข้ามไปไซทีวัดลุ่ยอิมยี่ขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมาถึงเมืองกิมเพ่งรู้
เข้าในวัดชื่อหุ้นยี่เพื่อจะหาข้าวแจฉันพระสงฆ์ในอารามนั้นมีน้ำใจชักชวนให้อยู่
เพื่อให้ดูตะเกียงไฟเพราะเป็นฤดูทำการมงคลเสี้ยงง่วนเชียว อาตมภาพจึงได้มาดู
ไฟที่สะพานกิมเตงเกี้ยว อาตมภาพเห็นไต้อ้องแปลงเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ทราบ
ได้เมื่อเห็นแล้วก็พอใจจะใคร่นมัสการ เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นการกีดขวางไต้อ๋อง
ปิศาจไต้อ๋องถามว่าตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ระยะทางก็ไกลมาด้วยกันกี่คนชื่อเรียง
เสียงใด พระถังซัมจั้งจึงบอกว่า เมื่อยังเป็นฆราวาสแซ่ตั้น เมื่อบวชชื่อเหี้ยนจึง
นามที่พระเจ้าแผ่นดินไต้ถังตั้งเรียกว่าถังซัมจั้ง อาตมภาพมีศิษย์สามคน คนที่
หนึ่งชื่อหงอคงเห้งเจียก็เรียกเกาซีเทียนไต้เซียก็เรียก เมื่อปิศาจได้ยินชื่อนี้ก็นึก
ครั่นคร้ามสยดสยองอยู่ในใจจึงถามว่าซีเทียนไต้เซียคนนี้หรือมิใช่ เมื่อห้าร้อยปี
ก่อนขึ้นไปทำสงครามบนสวรรค์นั้นหรือ พระถังซัมจั้งตอบว่าคนนั้นแหละ ยังคนที่
สองชื่อตือหงอเหนงโป๊ยก่ายก็เรียกคือแม่ทัพของเง็กเชียงฮ่องเต้ ตำแหน่งที่พ่อง
ง่วนโซ่ยจุติลงมา ยังคนที่สามชื่อชัวหงอเจ๋งซัวเจ็งก็เรียก คือขุนนางรักษาพระองค์
ของเง็กเชียงฮ่องเต้ จุติลงมาเกิดในโลก ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นต่างก็มีใจครั่น
คร้ามจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นอย่าเพ่อกินก่อนเจ้าน้อย ๆ จงเอาโซ่ร้อยไว้ก่อน รอจับ
สานุศิษย์ทั้งสามมาได้แล้วจึงค่อยฆ่า ว่าแล้วจึงจัดเตรียมพลทหารหมู่กระบือปิศาจ
ต่างคนถืออาวุธทุก ๆ คนแล้วก็ยกออกจากถ้ำมีคนถือธงนำหน้ายกเป็นกระบวน
ออกไป ตีกลองและม้าล่อเสียงโกลาหลปิศาจไต้อ๋องทั้งสามต่างแต่งตัวถืออาวุธ
สำหรับมือ ดูท่วงที่แข็งแรงคุมพลยกออกไปหน้าประตู ร้องถามด้วยเสียงอันดัง
ว่าใครที่ไหนจึงสามารถมาร้องท้าทายดังนี้ ไม่เกรงกลัวความตายดอกหรือเห้งเจียแลดูเห็นปิศาจทั้งสาม คนหนึ่งถือขวานด้ามยาว คนหนึ่งถือง้าว
หนึ่งบ่าแบกตะพดหวาย และพวกบริวารใหญ่น้อยนั้นล้วนแต่ปิศาจศีรษะกระบือ
ทั้งสิ้น มือถืออาวุธต่าง ๆ กัน และมีธงใหญ่สามคันเขียนอักษร คือ ซิฮั่นไต้อ้อง
ซิซู้ไต้อ้อง ซิติ้นไต้อ๋อง เห้งเจียพิเคราะห์ดูท่วงทีแล้วก็ขยับเข้าใกล้ ร้องถามว่า
เฮ้ยอ้ายโจรมึงจำเราไม่ได้หรือ ปิศาจตอบว่าเจ้าคืออ้ายคนทำร้ายบนสวรรค์ ชื่อ
ซึงหงอคงได้ยินแต่ชื่อยังไม่เคยเห็นหน้ามาเห็นหน้าเอ็งแล้วนึกอดสู อันที่จริงก็คือ
อ้ายลิงนั่นเอง เห้งเจียได้ฟังปีศาจว่าดังนั้นก็มีความโกรธร้องด่าว่าอ้ายพวกมาร
ร้ายขโมยน้ำมัน มึงอย่าพูดมากให้ช้าการ จงรีบคืนอาจารย์มาให้เรา ว่าแล้วมือ
ก็แกว่งกระบองรุกไล่เข้าตีปิศาจ ปิศาจทั้งสามก็ยกอาวุธขึ้นรับออกกำลังต่อสู้กัน
โดยสามารถได้ประมาณร้อยห้าสิบเพลง เวลาก็จวนคำยังมิได้แพ้ชนะกัน ปิศาจ
ไต้อ๋องที่สามเอาตะพดแกว่งเดินขึ้นหน้าจับธงโบกเป็นสัญญา ฝูงปิศาจกระบือก็ตรู
กันเข้ามาล้อมจับเห้งเจีย ต่างตนถืออาวุธเข้าระดมกันทั้งตีทั้งแทงเป็นตะลุมบอน
เห้งเจียอยู่ท่ามกลางเห็นจะเอาชนะมิได้ ก็เหาะขึ้นบนอากาศแทรกเมฆหนีไป
พวกปิศาจก็มิได้ไล่ติดตามคุมพลกลับเข้าถ้ำเห้งเจียเหาะกลับมายังวัด ชื่อหุ้นยี่ ครั้นถึงก็ลงยังพื้นเข้าหาโป๊ยก่ายชัวเจ้ง
เล่าความตามเหตุให้โป๊ยก่ายชัวเจ็งฟังทุกประการ โป๊ยก่ายถามว่า เห็นจะเป็น
เมืองพระยามัจจุราชกระทำหลอกดอกกระมัง ซัวเจ๋งถามว่าทำไมจึงจะรู้ได้ว่า
พระยามัจจุราชเล่า โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียมาบอกว่าเห็นพวกปิศาจมีศีรษะเป็นกระบือ
จึงรู้ได้ว่าเป็นเมืองพระยามัจจุราช เห้งเจียว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ พวกเราพิจารณาดู
ปิศาจทั้งสามนี้คือควายไม่ต้องสงสัย โป๊ยก่ายว่าถ้าเป็นควายจริงแล้ว เราช่วย
กันจับเอามาเลื่อยเขาไปขายก็คงจะได้ราคา กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็นพระสงฆ์ให้
คนยกเครื่องแจมาเลี้ยง ครั้นกินอิ่มแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่าเราจัดแจงไปพักนอนเสีย
ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราพร้อมกันไปจับปิศาจทั้งสามนี้ได้แล้ว จึงจะแก้อาจารย์ของเรา
ออกได้ซัวเจ๋งพูดว่าโบราณท่านย่อมว่าทิ้งทอดการไว้เนิ่นช้า หากจะแปรปรวน
เราจะลำบากเมื่อภายหน้า ปิศาจนั้นบางทีในคืนนี้จะไม่นอน จะทำอันตรายแก่
อาจารย์เรา เราจะแก้ไขด้วยประการใด ถ้าเวลานี้เราไปมันไม่ทันรู้ตัว บางทีจะมี
ชัยชนะโดยง่าย เพราะว่ามันไม่ทันจะรู้จัก ถ้าช้าไปเกลือกจะเสียที โป๊ยก่ายว่า
ซัวเจ๋งคิดนี้ถูกต้องแล้วจึงจัดแจงเตรียมตัวให้มั่นคงเห้งเจียจึงพูดแก่พระสงฆ์ในวัดว่า
เราจะไปปราบพวกปิศาจศีรษะกระบือ ขอฝากม้ากับสิ่งของทั้งนี้ไว้กับท่าน ถ้า
เราปราบปิศาจได้แล้ว ราษฎรจะได้ไม่ต้องเสียส่วยน้ำมันจะได้พากันเป็นสุขทั่วไป
พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจี้ยว่าดังนั้น พากันสรรเสริญขอบใจ เห้งเจียครั้นฝาก
ฝังสั่งเสียเสร็จแล้ว สามคนก็พากันเหาะไป มาบัดเดี๋ยวถึงเขาหุ้นซัวถ้ำเหี้ยนเอง
ต้องก็ลดลงยังพื้นแผ่นดิน โป๊ยก่ายคิดจะใคร่ฟันทลายประตูถ้ำเข้าไป เห้งเจียห้าม
อย่าเพิ่งวุ่นวายไปก่อน รอให้พี่เข้าไปดูอาจารย์ว่าจะเป็นตายประการใดแล้วจึงค่อย
สู้รบกันต่อภายหลังว่าแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระคาถาขยับตัวแปลงเป็นแมลงเม่า
น้อยตัวหนึ่ง บินเข้าไปในถ้ำแลเข้าไปก็เห็นปิศาจกระบือนอนหลับกรนออกเกลื่อน
กลาดเกะกะกันมิได้รู้สึกสมประดีเห้งเจียก็บินเลยเข้าไปในชั้นในเงียบสงัดไม่
กระโตกกระตาก มิได้รู้ว่าปิศาจทั้งสามจะอยู่แห่งใด เห้งเจียก็บินเลยเข้าไป่หลัง
ห้องได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ เห้งเจียเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงอาจารย์จำได้
เห้งเจียจึงบินเข้าไปใกล้อาจารย์ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญว่า ตำบลไซทีไม่เหมือน
เมืองไต้ถัง ฤดูเดือนสามกำลังร้อนทำไมจึงมีแมลงเม่าบินมาดังนี้ เห้งเจียได้ยินก็
อดไว้ไม่ได้ จงร้องขึ้นคำหนึ่งว่า พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งถามว่า
แมลงเม่านั้นเป็นเห้งเจียหรือ ในทันใดนั้นเห้งเจียกลายกลับเป็นรูปเดิมคำนับแล้ว
จึงพูดว่า พระอาจารย์ไม่รู้เหตุผลจึงได้พากันชักช้าไปดังนี้ เมื่อกลางวันข้าพเจ้า
ได้ต่อสู้แก่มันทั้งสามจนเวลาค่ำจึงได้กลับ บัดนี้ข้าพเจ้าผู้คิษย์พากันมาทั้งสามคน
ข้าพเจ้าเห็นเวลาดึกดื่นจะรบพุ่งกันลำบาก และทั้งยังไม่ทราบว่าอาจารย์จะดีร้าย
ประการใด จึงได้แปลงตัวเข้ามาดูเสียให้รู้แน่แก่ใจก่อน ข้าพเจ้าเห็นปิศาจกำลัง
นอนหลับสนิท อาจารย์จงขึ้นหลังข้าพเจ้ารีบหนีไปเถิด เห้งเจียอ่านคาถามหา
สะเดาะเอามือลูบที่กุญแจเป่าลงไปทีหนึ่ง กุญแจก็หลุดจากมือพระถังซัมจั้งทันที
เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นได้แล้ว ก็รีบหนีออกทางประตูถ้ำ เวลาที่เดินออกมานั้น
ได้ยินเสียงปิศาจใต้อ๋องร้องถามว่า ทำไมไม่ได้ยินพวกเจ้าน้อย ๆ ตีเกราะเคาะไม้
นั่งยาม พากันนอนหลับเสียดังนี้ฝ่ายพวกปิศาจได้ยินเสียงไต้อ้องเรียกถามดังนั้น ก็พากันตกใจตื่นลุกขึ้นตี
เกราะเคาะไม้ และลุกขึ้นเที่ยวเดินตรวจดู บังเอิญมาโดนพระถังซัมจั้งกับเห้งเจีย
กำลังจะหนีออกไป พวกปิศาจก็พากันร้องขึ้นว่าจะหนีไปข้างไหน เห้งเจียไม่ได้ตอบ
ว่ากระไรชักกระบองออกหวดซ้ายหวดขวาล้มตายลงสองสามคน นอกกว่านั้นก็
วิ่งหนีกลับเข้าไปในประตูถ้ำร้องเรียกว่าไต้อ๋องรีบลุกขึ้นเถิด อ้ายหน้าขนมันเข้ามา
ในนี้ตีคนตายเสียหลายคนแล้วฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามได้ยินบริวารร้องเรียกก็ตกใจลุกขึ้นร้องว่า จับไว้อย่า
ให้มันหนีไปได้ พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ตกใจมือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมด
เห้งเจียไล่ดีพวกปีศาจแตกกระจายเป็นช่องออกไปได้ถึงประตูถ้าจึงร้องเรียกโป๊ย
ก่ายซั่วเจ้งให้ช่วย เห้งเจียออกนอกประตูได้แล้วจึงเล่าเหตุในถำให้โป๊ยก่ายซัวเจ้ง
ฟังทุกประการฝ่ายปิศาจไต้อ๋องไล่มาทันก็เข้าแย่งเอาพระถังซัมจั้งไปได้ลากตัวไปล่ามโซ่ไว้
อย่างเดิมแล้ว จึงจุดไฟมาส่องถือดาบมายืนถามพระถังซัมจั่งว่า ทำไมจึงถอดกุญแจ
มือได้ และอ้ายลิงนั้นทำไมจึงเข้ามาได้ จงบอกไปตามจริง ถ้าปิดบังอำพรางไว้
จะฟันด้วยดาบให้ขาดสองท่อนเดี้ยวนี้ พระถังซัมจั้งตกใจกลัวตัวสั่นบอกว่า ไต้อ๋อง
ไม่ทราบอันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น มีวิทยาเชี่ยวชาญแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบ
สองประการ เมื่อกี้นี้แปลงเป็นแมลงเม่าเข้ามาช่วยบังเอิญไต้อ๋องรู้สึก คนทั้ง
หลายจึงได้เห็น พากันร้องอึกทึกขึ้น เธอจึงทิ้งอาตมภาพเสียหนีเอาตัวรอดไปแล้ว
ปิศาจไต้อ่องทั้งสามได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นี่หากเราตื่นขึ้นจึงหนีไปมิได้ พูดแล้วก็
สั่งปิศาจทั้งหลายให้ปิดประตูนอกในให้มั่นคง และให้เงียบระงับอย่าให้ทำเสียง
ดังอื้ออึงเซ็งแซ่ไปซัวเจ็งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ปิศาจมันจับเอาอาจารย์กลับเข้าไปและปิดประตูหน้า
ต่างแน่นหนาฉะนี้ มันจะทำร้ายแก่อาจารย์เราเป็นแน่แล้ว พวกเรารีบพังประตู
เข้าไปแก้อาจารย์จึงจะพ้นอันตราย โป๊ยก่ายว่าจริงแล้ว จึงยกคราดขึ้นสับฟันโดย
เต็มกำลังประตูศิลาก็พังทลายลงละเอียดไปทันที ปากโป๊ยก่ายก็ร้องว่าอ้ายขโมย
น้ำมันมึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ส่วนปิศาจทั้งสามเมื่อได้ฟังดังนั้น
จึงแต่งตัวสวมเกราะมือถืออาวุธสำหรับตัวทั้งสามคน คุมพลองออกมายังประตูถ้ำ
ต่อสู้กับโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งเห้งเจีย เวลานั้นประมาณสักสามยามท้องฟ้าสว่าง
ด้วยแสงจันทร์ดุจกลางวัน ปิศาจก็ขับพลเข้าไล่ตะลุมบอน เห้งเจียก็เข้าสู้กับปิศาจ
ที่ถือขวาน โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่ถือง้าวใหญ่ ซัวเจ๋งก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่
ถือไม้ตะพดหวายใหญ่ รบรอต่อสู้กันโดยสามารถยังไม่แพ้และชนะกันได้ ปิศาจ
ไต้อ๋องร้องให้พลทหารระดมรุกรบเข้ามาล้อมจับโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายต่อสู้สับฟันสัก
เท่าใดพวกปิศาจก็มิได้ถอยหนี ตรงเข้ารวบรัดโป๊ยก่ายลากเอาตัวเข้าไปในถำมัดไว้
ฝ่ายซัวเจ็งกำลังรบและไม่เห็นโป๊ยก่าย ก็แกว่งพลองตีปิศาจซิติ๋นไต้อ๋อง หวดไป
ที่หนึ่งแล้วจะถอยหนี พวกพลปิศาจตรูเข้าล้อมจับซัวเจ่งได้ลากเอาไปมัดไว้ในถ้ำ
เห้งเจียเห็นดังนั้นก็พลันเหาะขึ้นบนอากาศหวนกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ พระสงฆ์ใน
วัดเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันมาต้อนรับ ถามว่าช่วยท่านอาจารย์ออกมาได้แล้วหรือ
เห้งเจียบอกว่าแสนยากช่วยไม่ได้ด้วยปิศาจเหล่านั้นมีฤทธาเชี่ยวชาญนัก บัดนี้
จับเอาน้องข้าพเจ้าไปอีกแล้ว ขอท่านช่วยดูม้าและข้าวของไว้ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบน
สวรรค์ ขอพลทหารเทพบุตรลงมาช่วยจับปิศาจนั้นให้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายถาม
ว่าท่านไปบนสวรรค์ได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า สวรรค์นั้นดุจบ้านเดิม
ของข้าพเจ้าเคยไปมาเที่ยวเล่นอยู่เสมอ ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ยิ่งมีความเกรง
และเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าก่อน เห้งเจียสั่งแล้วก็ผละออกจากพระสงฆ์เหาะตรงขึ้นไป
บัดเดี๋ยวก็ถึงประตูสวรรค์ ข้างทิศปราจีนก็พบกับท่านทั้ยเป็กกิมแช ท้าวจัตุโลก
บาลเจงเฉียงที่อ้อง และเทพบุตรอึนจูท้อโด้ขุนนางทั้งสี่กำลังนั่งสนทนากัน แลเห็น
เห้งเจียขึ้นมาต่างก็ลุกเดินมาต้อน์รับถามว่า ท่านไต้เชียจะไปข้างไหนหรือ วันนี้
จึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียจึงเล่ามูลเหตุที่ถ้าเหี้ยนเจงต้องให้ฟังทุกประการ แล้วว่า
ข้าพเจ้าปราบปรามไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงต้องขึ้นมาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เพื่อให้
ตรวจดูว่ากำเนิดเดิมของปิศาจจะเป็นประการใด และจะได้ขอพลเทพบุตรยกไป
ช่วยกำจัดปิศาจนั้นเสียให้สิ้น ทั้ยเป๊กกิมแชได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าท่านไต้เชียรบกับ
ปิศาจ ทำไมดูไม่ออกหรือว่ามันมาจากไหน เห้งเจียบอกว่ารู้ก็รู้ได้ว่ามันเป็นปิศาจ
กระบือ แต่มันมีอิทธิฤทธิ์มากจะเอาชัยชนะมันก็มิได้จึงต้องขึ้นมาฉะนี้ ทั้ยเป๊ก
กิมแชพูดว่าปิศาจทั้งสามนั้นคือกระบือ รูปกายประกอบต้องตำราอากาศธาตุ และ
มันรักษาศีลปฏิบัติมาซ้านาน จึงได้สำเร็จภาคเชี่ยวชาญจะเหาะเหินตามลมและเมฆ
หรือแทรกน้ำในมหาสมุทรก็ได้ทุกประการ แม้จะจับมันให้ได้แล้วก็ต้องเชิญซีบั๊ก
กิมแชทั้งสี่มา มันเห็นหน้าแล้วมันก็จะยอมแพ้เองไม่สู้รบเห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับ
ถามว่า ทีซีบั๊กกิมแชคือใครที่ไหน ขอท่านทั้ยเป๊กกิมแชได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้า
ด้วยเถิด ทั้ยเป๊กกิมแชหัวเราะแล้วพูดว่า ดาวทั้งสี่นั้นคือที่ตำหนักวิมานเต้างู่เกง
แวดล้อมอยู่ท้องฟ้ารอบนอก ท่านไต้เซียจงรีบไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จะรู้ได้ตลอด
เห้งเจียได้ฟังก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณ แล้วก็ลาทั้ยเป็กกิมแชไปเข้าประตูสวรรค์
เดินมายังตำหนักทงเม่งเต้ยเข้าหาท่านซีไต้เทียนซือ ซีไต้เทียนซือเห็นก็รีบนำ
เห้งเจียเข้าไปยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ครั้นเข้ามาถึงหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับแล้ว
ก็กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ตามซึ่งมีเหตุการณ์ให้ทรงทราบทุกประการเง็กเซียง
ฮ่องเต้ได้ทรงฟังจึงรับสั่งให้จัดพลเทพบุตรยกลงไปเป็นพาหนะช่วยจับ เห้งเจียจึง
ทูลว่าข้าพเจ้าได้พบกับทั้ยเป๊กกิมแช เมื่อตะกั้ท่านบอกว่าปิศาจนั้นคือกำเนิดกระบือ
หากได้ดาวทั้งสี่คือซีบั๊กกิมแชไปกำจัดแล้วเป็นการง่ายเง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้นจึงรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปที่
ตำหนักเต้างู่เกงวิมานชั้นนอกให้ซีบั๊กกิมแชทั้งสี่ลงไปเมืองใต้ช่วยเห้งเจียกำจัดปิศาจ
ดาวทั้งสี่ดวงคือ กั๊กบั๊กเกาหนึ่ง เต้าบั๊กเล่ยหนึ่ง โดยบั๊กลั้งหนึ่ง แจบั๊กกันหนึ่ง
ถามออกมาว่า ท่านไต้เซียจะให้ข้าพเจ้าไปกำจัดปิศาจที่ไหน เห้งเจียได้ฟังดังนั้น
ก็หัวเราะแล้วพูดว่า อันที่จริงก็พวกของท่านนี่เอง หากทีแรกท่านทั้ยเป๊กกิมแช
บอกความจริงว่า หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมาเชิญท่านทั้งสี่ จัก
ไม่ต้องไปขอคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ ดาวทั้งสี่พูดว่าแม้ไม่มีรับสั่งพวกข้าพเจ้าก็
ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้วขอท่านจงรีบลงไปเถิด เห้งเจีย
กับดาวทั้งสี่ก็พากันออกจากประตูสวรรค์เหาะลงไปยังเขาแซเล่งชัว ครั้นถึงหน้า
ถ้ำเหี้ยนเองต้องก็หยุดอยู่บนเมฆดาวทั้งสี่จึงบอกแก่เห้งเจียให้ลงไปท้ารบล่อ
ออกมานอกถ้ำ พวกข้าพเจ้าจะได้ลงมือ เห้งเจียก็เข้าไปเอาพลองกระทุ้งประตูถ้ำ
ร้องด่าท้าทายว่าอ้ายพวกขโมยน้ำมันจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวก
ปิศาจมิได้รู้สึกว่าจะตายเป็นประการใด เมื่อได้ยินเสียงด่าท้าทายดังนั้นก็มีความ
โกรธ ต่างถืออาวุธพร้อมกันรีบออกมายังประตูถ้ำ เห้งเจียแลเห็นก็บันดาลโทสะ
แกว่งกระบองเข้าตีปิศาจ ปิศาจทั้งสามก็ทำสัญญาณให้พวกบริวารตีวงเข้าล้อม
เห้งเจียไว้ท่ามกลาง ดาวบักกิมแชทั้งสี่ยืนอยู่บนเมฆแลเห็นดังนั้น ต่างก็ชักอาวุธ
ออกแกว่งร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายเดียรัจฉานมึงอย่าหมายทำร้าย
เห้งเจีย ปิศาจทั้งสามได้ยินเสียงก็เงยหน้าแลไปเห็นบักกิมแซทั้งสี่ ต่างก็ครั่น
คร้ามตกตะลึงอยู่แล้วออกปากว่าไม่ดีเสียแล้ว มันไปเอาคู่ปรับเรามาแล้ว จึงร้อง
บอกพวกบริวารว่า จงรีบพากันหนีเอาตัวรอดไปเถิด ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงเกรียว
กราวเอิกเกริกกึกก้อง พวกปิศาจบริวารพากันกลับแปลงกายตามรูปเดิม คือกระบือ
เผือกและดำต่าง ๆ วิ่งแตกตื่นกันอลหม่านฝ่ายปิศาจทั้งสามวางอาวุธแล้วก็แปลงกายกลับเป็นรูปกระบือไปตามเดิม เผ่น
ขึ้นหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียกับดาวแจบั๊กกัน และกั๊กบั๊กเกา
ทั้งสองก็รีบไล่กระชั้นตามปิศาจทั้งสามนั้นไป ยังดาวเต้าบั๊กเก่ยและโดยบั๊กลั้งทั้ง
สองนั้นเที่ยวไล่จับปิศาจ กระบือตามห้วยธารเขาไม่ว่าเล็กและใหญ่จับฆ่าเสียทั้งสิ้น
แล้วเข้าไปในถ้ำเหี้ยนเองต๋อง แก้มัดพระถังซัมจั้งและโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ฝ่ายซัวเจ็ง
แลเห็นก็จำได้ว่าดาวทั้งสอง จึงถามว่าทำไมท่านจึงรู้ได้มาช่วยพวกข้าพเจ้าเล่า ดาว
ทั้งสองบอกว่าพวกข้าพเจ้ามาเพราะท่านไต้เซียขึ้นไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็ก
เชียงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งโปรดให้พวกข้าพเจ้าลงมาช่วย พระถังซัมจั้งถามว่า เห้งเจีย
บัดนี้ไปอยู่ที่ไหนจึงมิได้เห็นมาเล่า ดาวทั้งสองจึงบอกว่า ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามนั้น
คือกระบือสามตัว แลเห็นพวกข้าพเจ้ามา มันก็รีบแปลงตัวหนีไปข้างทิศตะวันออก
เฉียงเหนือดาวทั้งสองกับเห้งเจียรีบติดตามไปจับตัวปิศาจ ข้าพเจ้าทั้งสองเที่ยว
กำจัดปิศาจบริวารราบคาบแล้ว จึงเข้ามาช่วยท่านอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง พระ
ถังซัมจั่งได้ฟังดาวทั้งสองพูดดังนั้นจึงว่าขอบใจท่านมากที่สุดแล้ว ดาวโดยบั๊กลั้ง
จึงสั่งว่า ท่านพี่น้องง่วนโซ่ยกับท่านกวนเลียมเจียงกุน จงรักษาอาจารย์ของท่าน
กลับไปวัดชื่อหุ้นยี่ก่อนพวกข้าพเจ้าจะตามไปช่วยกันจับปิศาจ โป๊ยก่ายว่าดีแล้ว
เชิญท่านทั้งสองรีบไปเถิด ดาวทั้งสองก็รีบเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาสิ่งของในถ้ำ คือเพชรนิลจินดาและเงินทอง
เอาออกกองไว้นอกถ้ำแล้ว นิมนต์พระอาจารย์ให้ออกไปนั่งพักอยู่นอกถ้ำ โป๊ย
ก่ายกับซัวเจ็งก็ช่วยกันเอาไฟเผาถ้ำเสียสิ้นแล้ว จึงออกมาเก็บของเหล่านั้นใส่บ่า
มากับอาจารย์เดินตัดตรงไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ฝ่ายดาวทั้งสองเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และค้นหาก็ไม่เห็น
จึงเหาะเลยมายังทิศตะวันตก และลงไปในมหาสมุทรทะเลใหญ่ก็แลเห็นเห้งเจีย
อยู่บนหลังน้ำเสียงร้องตวาดอึกทึก ดาวทั้งสองก็ลดลงมาหาเห้งเจีย แล้วถามว่า
ปิศาจนั้นมันหนีไปทางไหน เห้งเจียและเห็นดาวทั้งสองมาก็มีความโกรธ ถามว่า
ทำไมท่านไม่ตามมาช่วยกันเล่า ดาวเต้าบั๊กเก่ยบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นไต้เซียกับแจ๊กั๊ก
สองดาวไล่ตามปิศาจมาก็นึกว่าคงจะจับได้ ข้าพเจ้าทั้งสองช่วยกันกำจัดกวาด
ล้างพวกปิศาจในถ้ำนั้นราบคาบแล้ว จึงเข้าไปช่วยแก้มัดอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัว
เจ๋งออกแล้ว บัดนี้พากันกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยีนานแล้ว ข้าพเจ้าคอยไต้เซียไม่เห็น
กลับจึงได้พากันมาตาม เห้งเจียได้ฟังดังนันก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอบคุณท่าน
ทั้งสองที่มีความลำบากมาก อันปิศาจทั้งสามนั้นข้าพเจ้าไล่กระชั้นมาจวนจะทัน
มันก็ดำลงทะเลไป ท่านดาวแจกักทั้งสองรีบไล่ตามไป สั่งให้ข้าพเจ้าคอยดักสกัด
อยู่ที่นี่ท่านทั้งสองมาแล้วก็ดีละ ท่านจงคอยสกัดแทนข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะ
ลงไปช่วยท่านทั้งสอง ว่าแล้วเห้งเจียก็แกว่งกระบองร่ายคาถาแหวกน้ำลงไป แล
ไปเห็นปิศาจกำลังต่อสู้กับดาวทั้งสองโดยสามารถ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องด้วย
เสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว ปิศาจทั้งสามกำลังชุลมุนต่อสู้ได้ยินเสียง
เห้งเจียร้องลงมา ก็ผละหนีกลับไปกลางใจทะเลลึก ด้วยปิศาจทั้งสองมีวิชาสามารถ
เปิดน้ำได้ มันจึงได้หนีเปิดน้ำไปดังเสียงอู้ ๆ น้ำแตกกระจายเป็นช่องทางเห้งเจีย
กับดาวทั้งสองก็ไล่กระชั้นติดมา อันเกาะและทิศตะวันตกนี้เป็นเขตของพระยา
เล่งอ๋องเง่าสุนดูแล เวลานั้นพวกลาดตระเวนเที่ยวตรวจตามชายทะเลฝั่งตะวันตก
แลเห็นปิศาจกระบือวิ่งแหวกน้ำเป็นช่องมา และผู้ที่ไล่มานั้นก็จำได้ว่าเห้งเจีย คือ
ซีเทียนไต้เซียกับดาวทั้งสอง ก็รีบกลับไปบาดาลบอกพระยาเล่งอ๋อง พระยาเล่งอ๋อง
ได้ฟังดังนั้น ก็ให้หม้องั้งบุตรเตรียมพลสัตว์น้ำแล้วพูดว่าเราคิดดูปิศาจกระบือทั้ง
สามนี้คงจะไปทำร้ายเห้งเจียเข้าเป็นแน่ จึงได้หนีมาถึงเขตทะเลของเรา จำจะต้อง
ออกไปช่วยเป็นกำลัง หม้องั้งบุตรเล่งอ้องได้ฟังบิดาสั่งแล้วก็รีบคุมพลทหารสัตว์
น้ำออกไปจากบาดาล พากันโห่ร้องเสียงเอิกเกริกเข้าขว้างสกัดหน้าปิศาจกระบือไว้
ปิศาจก็กลับหวนมา เห้งเจียกับดาวทั้งสองก็สกัดไว้ ปิศาจตกใจแตกกันไปคนละ
ตัว ส่วนปิศาจซิติ้นไต้อ๋องตกอยู่ในที่ล้อม เห้งเจียร้องสั่งว่าอย่าทำมันตายจงจับ
ไว้ทั้งเป็น หม้องั้งได้ฟังสั่งก็ตรงเข้าผลักซิติ้นปิศาจ ล้มลงเอาเชือกร้อยจมูกและ
มัดสี่ขาเอาไปบาดาล พระยาเล่งอ๋องจึงประกาศสั่งให้แยกพลทหารไล่ล้อมสกัด
จับให้ได้ หม้องั้งก็พาพวกพลทหารรีบไล่ตามไป ก็แลเห็นแจบักกันแปลงรูปอ้า
ปากจะกัดกินซิฮั้นไต้อ๋อง หม้องั้งก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ท่านแจบั๊กกันอย่า
ทำให้ตาย ท่านไต้เซียสั่งให้จับเป็น หม้องั้งร้องหลายคำมาไม่ทันแจบั๊กกันก็กัด
เอาศีรษะปิศาจขาดออกไป หม้องั้งมาถึงก็ให้ทหารหามเอาปิศาจกลับไปบาดาล
แล้วก็พากันไล่ตามปิศาจซิรู้ไต้อ๋อง ก็แลเห็นท่านกั๊กบั๊กเกาไล่ปิศาจกลับมา ก็มา
พบหม้องั้งกับท่านแจบั๊กกันสกัดไว้ ร้องสั่งให้พลทหารจับ ปิศาจจวนตัวจึงร้องฝ่ายชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งนอกเมืองและในเมือง ต่างก็ตกใจทุกบ้านทุกเรือนพา
กันมาจุดรูปเทียนสักการะบูชานมัสการทุก ๆ คน บัดเดี้ยวก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัด
ชื่อหุ้นยี่ เอาเกี๊ยวหามพระถังซัมจั้งมายังหอหน้าเมือง พบกับเห้งเจีย เห้งเจียก็
เล่าเหตุผลนั้น ๆ ให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งได้ฟังก็มีความยินดีสรร
เสริญขอบคุณยิ่งนัก และพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกับจุดธูปเทียนและเผา
ไม้หอมบูชาพากันตั้งนมัสการโดยความเลื่อมใส นั่งอยู่สักประเดี้ยวโป๊ยก่ายนึก
ขึ้นมาได้ฉวยมีดโกนตรงเข้าจับกระบือทั้งสองเชือดคอขาดตกลงแล้วเอาเลื่อยมา
เลื่อยเขาออกทั้งสี่เขา เห้งเจียก็จัดแจงให้ดาวแชกุนทั้งสี่นำเขากระบือนั้นขึ้นไป
ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ กราบทูลเหตุให้ทรงทราบทุกประการ ยังอีกสองเขานั้นแบ่ง
ไว้ที่ศาลาประจำเมืองเขาหนึ่ง ยังอีกเขาหนึ่งจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าที่เขาเล่งซัวฝ่ายพวกขุนนางจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ไว้ จัดเครื่องโต๊ะแจมาถวาย
และป่าวร้องให้สภาตุลาการมาพร้อมกันคอยผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติ และออก
ประกาศให้รู้ทั่วกันว่าปีหน้าต่อไปไม่ให้ทำการจุดโคมไฟและยกเลิกการเก็บส่วย
น้ำมันและให้ถลกหนังกระบือไว้ทำเกราะ ส่วนเนื้อก็ให้แจกแก่ขุนนางและราษฎร
และเบิกเงินกลางออกสร้างศาลาบูชาดาวแชกุนทั้งสี่ และปลูกที่บูชาจารึกนาม
พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกต่อไปภายหน้าฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์มีน้ำใจกว้างขวาง รับนิมนต์ชาวบ้าน พวกที่เสีย
สวยน้ำมันสองร้อยสี่สิบหลังเรือนทุก ๆ เรือนผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงสมนาคุณไม่ขาด
เวลา โป๊ยก่ายได้กินอิ่มหนำพอใจ จึงเอาเพชรนิลจินดาพลอยสีต่าง ๆ ที่เก็บมา
จากถ้ำ ออกแจกจ่ายให้ปันแก่ชาวบ้านไว้ชมเล่น แต่หน่วงเหนี่ยวเลี้ยงดูกันอยู่
ประมาณสักเดือนเศษ พระถังซัมจั๋งจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า ของที่เก็บมาจากถ้ำพอจวนแจ้งพวกเราออกเดิน
ยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เอาถวายไว้ในวัดหุ้นยี่
อย่าให้ชาวบ้านเห็นจะชักช้าเวลาไป เห้งเจียได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงเอาแก้ว
แหวนเพชรนิลเหล่านั้นถวายไว้ในวัด พอเวลาค่ำเข้านอน ครั้นเวลาเข้าสามยาม
พระถังซัมจั้งลุกขึ้นเรียกโป๊ยก่ายให้ลุกขึ้นผูกม้าฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อถึงเวลากลางวันกินอิ่มมาก ก็นอนหลับไหลไม่รู้สึก พูดเพ้อ
ว่าจะผูกม้าทำไมหนอ เห้งเจียตวาดว่าอาจารย์จะไป โป๊ยก่ายก็บิดหูเกาคางพูด
ว่า จะมาละทิ้งสองร้อยสี่สิบบ้านไป พึ่งไปกินได้สามสิบบ้านเท่านั้น จะทำเล่น
ให้ข้าพเจ้าหิวและอดอยากอีกหรือ พระถังซัมจั๋งบ่นว่าอ้ายพุงกระสอบอย่าพูด
เลอะเทอะไปเลย รีบลุกขึ้นเถิดอย่าทำปากกล้าจะให้เห้งเจียเอากระบองมาตีเสีย
เดี่ยวนี้ และโป๊ยก่ายได้ยินว่าจะตีก็ตกใจลุกขึ้น พูดว่าครังนี้ทำไมแปรปรวนดังนี
ตั้งแต่มาป้องกันรักษาข้าพเจ้า ทำไมวันนี้จะใช้ให้เห้งเจียตีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจีย
บอกว่าอาจารย์เกลียดเจ้าเพราะฝีปากกระทำให้เสียเวลา ยังไม่รีบเก็บข้าวของเล่า
จะให้ลงมือจริง ๆ ที่เดียวหรือ โป๊ยก่ายก็รีบลุกขึ้น ซัวเจ๋งก็ลุกขึ้นพระถังซัมจัง
โบกมือห้ามว่าให้เบา ๆ อย่าอึกทึกไป พระสงฆ์ในวัดจะตกใจตื่น พูดแล้วพระถัง
ซัมจังก็ขึ้นม้าเห้งเจียโป๊ยก่ายก็เปิดประตูวัด อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินแอบหนี
ออกไปฝ่ายพระสงฆ์ในวัดชื่อหุ้นยี่ ครั้นรุ่งแจ้งออกมาที่หน้ากุฎีใหญ่ไม่เห็นพระถัง
ซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม จึงพูดว่าไม่เห็นพูดว่ากระไร ทำไมจึงพากันหายเงียบ ๆ
ดังนี้ เราพากันปล่อยพระโพธิสัตว์ไปเสียแล้ว เมื่อเวลากำลังพูดกันอยู่นั้น แลเห็น
พวกชาวบ้านเสียส่วยน้ำมัน มาสองสามคนจะนิมนต์พระถังซัมจั้งไปฉัน พระสงฆ์
ในวัดพูดว่าท่านเหาะไปเสียแต่เมื่อคืนนี้มิได้บอกเล่าให้รู้เลย คนทั้งหลายต่างก็ตั้ง
นมัสการไปบนอากาศ พูดกันต่อ ๆ ไปรู้แช่ไปทั้งเมือง พวกขุนนางจึงให้ชาวบ้าน
ที่เสียส่วนน้ำมันทุก ๆ หลังคาเรือน จัดหาดอกไม้และผลไม้ต่าง ๆ ไปตั้งสักการะ
บูชาที่ศาลปลูกใหม่นั้น เป็นที่เคารพตอบแทนคุณท่านทั้งสี่ต่อฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามคน ฝ่าแดดแผดลมเดินมาได้ประมาณ
สักครึ่งเดือน ตามระยะทางก็มีความสุขไม่มีปีศาจยักษ์ร้ายรบกวน วันหนึ่งเดินไป
แลเห็นภูเขาสูงขวางหน้า พระถังซัมจังมีความครันคร้ามในจิต จึงเรียกสานุศิษย์
สั่งว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงคลุ้มมืดมัว จงระวังระไวให้ดีเกรงจะมีเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ
เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เดินเข้าในเขตนี้ก็ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วเป็นอัน
ขาดทีจะมีปิศาจร้ายนั้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้ พระอาจารย์จงวางใจอย่าวิตกเลย
พระถังซัมจั้งพูดว่าหากจะใกล้เมืองพระพุทธเจ้าก็จริงอยู่ แต่เมื่อวันก่อนพระสงฆ์
ในวัดบอกว่า ตั้งแต่วัดนั้นไปประมาณสองพันโยชน์ จึงถึงเมืองโซจ็อกไม่รู้ว่าใกล้
ไกลสักเท่าใดจึงจะถึงเขาเล่งซัว เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์สารพัดการทุกอย่างก็
อยากได้ความปรกติ แต่มาละเว้นพระคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าที่ให้ไว้นั้นแล้ว
หรือ พระถังซัมจังตอบว่าอันพระคาถาปัญญะซิมเกงนั้นอาตมก็ภาวนาอยู่เนืองนิตย์
ทำไมจึงถามว่าลืมเสียแล้วหรือ เห้งเจียว่าพระอาจารย์ภาวนาอยู่เสมอก็จริง แต่
หาได้เข้าใจความอธิบายในธรรมนั้นไม่ พระถังซัมจั้งว่าเจ้าลิงเจ้าดูถูกว่าอาตมา
ไม่รู้อธิบายหรือ เจ้าอธิบายได้หรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าอธิบายได้ พูดแล้วเห้งเจีย
ก็ไม่ออกเสียงพูดอีก หัวเราะงอไปพักใหญ่ โป๊ยก่ายแลเห็นเห้งเจียมีกิริยาอย่าง
นั้นก็พูดว่า ดูหน้าตาพิลึกทำหน้าย่นเหมือนยังข้าพเจ้าอย่างเดียวกันกับปิศาจ
ยักษ์แท้ ๆ ไม่ใช่พวกสัมมาทิฐิเลย ไม่ได้ยินว่าอธิบายธรรมที่ไหนทำกิริยาเล่น
สนุกดังนั้นจะมิผิดไปหรือ ทำไมจึงว่าเข้าใจอธิบายธรรมไม่ได้ยินเสียงแสดงเล่า
ซัวเจ่งพูดว่าพี่เห้งเจียแก่หลอกพระอาจารย์ที่เดินทางเท้านั้น และเธอเข้าใจแต่
เล่นเพลงตะบองเท่านั้น ที่ไหนจะเข้าใจอธิบายธรรมเล่า พระถังซัมจั้งพูดว่าหงอ
เหนงหงอเจ็งอย่าพูดเลอะเทอะไป หงอคงเธอเข้าใจแสดงพระคาถาปัญญะชิมเกง
จริงของเธอ ที่ไม่โต้ตอบแสดงวาจานั้นและคือแสดงธรรมแท้ อาจารย์กับศิษย์มัว
โต้ตอบกันอยู่ เดินพลางพูดพลางก็มาถึงหน้าเขาโขดเข้าสองสามเนิน แลไปที่
ข้างทางเดินก็เห็นมีพระอารามใหญ่ ที่ประตูวัดมีอักษรใหญ่สีอักษรเรียกว่า วัด
เป๋ากิมเสียนยี แปลว่าวัดปูทองสมาธิ พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้าและเห็นชื่อวัด
ดังนันก็นิงนึกอยู่ในใจแล้วพูดว่าวัดเป๋ากิมเสียนยีอารามนี้ คงจะอยู่ในเขตเมืองโซ
จือกราชคฤห์เป็นแน่ โป๊ยก่ายได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าวัน
นี้อัศจรรย์จริงๆ ตั้งแต่มาหลายปียังไม่เคยว่ารู้จักแห่งใด มาวันนี้ทำไมพระอาจารย์
จึงรู้ว่าพระอารามนี้อยู่ในเขตเมืองราชคฤห์เล่า พพระถังซัมจั่งพูดว่าหาใช่เช่นนั้นไม่
เพราะอาตมภาพเคยดูในต้นพระคัมภีร์ ธรรมใด ๆ ก็เห็นมีว่าพระพุทธเจ้าเสด็จ
ประทับอยู่ในเมืองราชคฤห์ พระอารามของเศรษฐีกิ้มโกเชียงสร้างถวาย คำกล่าว
ว่ากิ้มโกเชียงเศรษฐีคนนี้ไปขอซื้อที่สวนของดิโทไท้จื้อราชโอรส สร้างพระอาราม
ถวายพระพุทธเจ้าเป็นที่แสดงพระธรรม ดิโทไท้จื้อราชโอรสตรัสว่าที่ของข้าพเจ้า
ไม่ขายให้แก่ผู้ใด หากจะขายต้องมีทองคำมาลาดปูเต็มเขตสวนของเรานี้เราจึง
จะขายได้ เศรษฐีกิ้มโกได้ฟังดิโทไท้จี้อตรัสดังนั้นจึงกลับไปบ้านเอาช้างบรรทุกอิฐ
ทองคำมาปูเต็มสวน ก็ซื้อได้ที่สวนของดิโทไท้จื้อ จึงได้สร้างพระอารามใหญ่
ถวายสมเด็จพระผู้มีพระภาคสำหรับเป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น
อาตมภาพจึงนึกว่าพระอารามนี้ เห็นจะเป็นวัดของกิ้มโกเศรษฐีสร้างอยู่ในเขต
เมืองอ๋องเซียเซี้ยคือเมืองราชคฤห์มหานคร เป็นคำโบราณท่านกล่าวมาอย่างนี้
กิ๊มโกเศรษฐีนั้นคือพระอนาถบัณฑิต โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า หากว่า
จริงดังคำโบราณกล่าวมาดังนั้น ข้าพเจ้าจะลงมือขุดเอาอิฐทองคำนั้นมาใช้พูด
แล้วก็หัวเราะ พระถังซัมจั้งลงจากม้าเดินเข้าไปถึงประตูชั้นสาม แลไปเห็นผู้คน
ชุลมุนมากมาย บ้างนั่งบ้างยืนบางนอนบ้างมีหาบและย่ามห่อบ้างมีเกวียนและ
บ้างกำลังสนทนากันอยู่ก็มีดุจที่ท้องตลาด คนเหล่านั้นและเห็นอาจารย์กับศิษย์
ทั้งสามเดินเข้ามา มีรูปร่างหน้าตากิริยาแปลกกัน คนเหล่านั้นตกใจหวาดหวั่น
พากันหลบเลี่ยงแอบตัวเปิดทางให้เธอเดินเข้าไป พระถังซัมจั้งเห็นคนทั้งหลายทำ
อาการกิริยาอย่างนั้นมีความวิตกเกรงจะเกิดความ จึงคอยร้องเตือนสติว่าระวัง
ระงับไว้ให้ดี สานุศิษย์ทั้งสามก็สังวรระวังกายใจค่อย ๆ เดินเข้าในประตูอีกชั้นหนึ่ง
แลเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง เดินออกมามีกิริยาเรียบร้อย พระถังซัมจั้งก็ย่อตัว
เคารพปราศรัยทักถาม พระสงฆ์องค์นั้นก็เคารพตอบแล้วถามว่าท่านอาจารย์มา
จากไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังถือรับสั่งของพระเจ้าถัง
ไทจงฮ่องแต้ ให้ข้ามไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
เดินมาถึงตำบลนี้เป็นเวลาจวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง พรรุ่งแจ้งก็จะกราบ
ลาไป พระสงฆ์องค์นั้นพูดว่าดีแล้วท่านมาจากเมืองไต้ถังย่อมเป็นพระสงฆ์อัน
เชี่ยวชาญจึงได้มาได้จนถึงสถานที่นี้ ขอนิมนต์ท่านอาจารย์เข้ามาเถิด อาตมา
จะรับรองเองและจะหาสิ่งของถวายให้ขบฉันบ้างตามมีพระถังซัมจังจึงเรียก
สานุศิษย์ทั้งสามให้ตามเข้าไปยังกฎีใหญ่ ครั้นถึงต่างกระทำกราบเคารพกันแล้ว
ก็นั่งลงที่เก้าอี้ พระสงฆ์ในอารามนั้นไม่ว่าเล็กและใหญ่ ได้ยินว่าพระถังซัมจั้งอยู่
ประเทศทิศบูรพาต่างก็พากันมาดูและกระทำเคารพยกน้ำร้อนน้ำเย็นมาถวาย
พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็ขอบคุณพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น พระสงฆ์ทั้งหลายจึง
ไต่ถามถึงเหตุการณ์ที่มาจากเมืองไต้ถัง พระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมาขอถามซึ่งเหตุวัด
เป๋ากิมเสียนยี่เดิมมาเป็นประการใด พระสงฆ์ในวัดนั้นจึงบอกว่าเดิมวัดนี้ของกิ้ม
โกเชียงเศรษฐีสร้างถวายเป็นที่อยู่ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคองค์อรหันต์สัมมา
สัมพุทธเจ้า เป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรมเพราะเอาทองคำลาดปูเต็มสวน จึงได้
ตั้งนามวัดว่า เป๋ากิมเสียนยี่ ตรงนี้ไปคือเมืองอ๋องเฉียเซี้ย กิ้มโกเศรษฐีตั้งบ้าน
อยู่ในเมืองนั้น ที่ในวัดนี้ซึ่งพวกอาตมภาพอยู่นี้เดิมเป็นที่สวนของกิ๊มโกเศรษฐีซื้อ
ถวาย ข้างหลังวัดเขตที่ทำเลสวนยังมีปรากฏอยู่ หากว่าฝนตกห่าใหญ่ เพชรนิล
จินดาและทองคำก็ยังมีอยู่บ้าง เป็นของประหลาดเคยเก็บได้เนื่อง ๆ พระถังซัม
จั่งได้ฟังแล้วพูดว่า คำที่กล่าวมาแต่เดิมเป็นความจริงทั้งนั้น แล้วถามว่าอาตม
ภาพพึ่งเข้ามา เห็นที่หน้าวัดนันทำไม่ผู้คนมาจากไหน จึงได้มาประชุมกันทำอะไร
มากมายนัก พระสงฆ์บอกว่าที่ตำบลนี้มีภูเขานามเรียกว่าแป๊ะคาซัว ตั้งแต่เดิม
มาก็อยู่เป็นสุขโดยความปรกติไม่มีภัยร้ายสิ่งใด ครั้นมาเมื่อปีก่อนเกิดมีตะขาบ
ปิศาจหลายตัว มักกัดทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตอันตรายเจ็บป่วย เหลือที่จะพรรณนา
ได้ที่ชายเขานั้น มีประตูช่องเรียกว่าประตูเกยเม่งกวน ครั้นเวลาไก่ที่นั้นขันขึ้น
แล้วคนจึงจะเดินข้ามได้ เพราะฉะนั้นคนเดินทางเข้าไปเมืองค้าขายต้องมาอาศัย
พักที่วัดนี้ รอเวลาจวนแจ้งให้ไก่ขันขึ้นก่อนจึงพากันไปได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังแล้ว
จึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพวกอาตมาคอยเวลาไก่ขันแล้วก็จะลาไป เวลาเมื่อกำลังพูด
กันอยู่นั้น ก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัดยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย อาจารย์กับศิษย์ก็พา
กันฉัน เวลานั้นเป็นข้างขึ้นเดือนสว่างดุจกลางวัน พระถังซัมจังกับเห้งเจียก็พา
กันเดินออกมาชมเดือนเล่นเย็น ๆ แลเห็นคนใช้ในวัดเดินมาบอกว่า ท่านเจ้า
คณะใหญ่ออกมาแล้วจะใคร่มาพบกับท่านอาจารย์ พระถังซัมจั้งก็หันหน้าแลไป
เห็นพระสงฆ์ผู้เฒ่าองค์หนึ่งถือไม้เท้าเดินตรงมาแล้ว ลดกายลงทำเคารพตรงเข้า
มาถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านหรือที่ว่ามาจากเมืองไต้ถัง พระถังซัมจั้งก็ลดกายลง
เคารพตอบปราศรัยว่า อาตมภาพนี้แหละเป็นผู้ที่มาจากเมืองไต้ถัง ก็ท่านอาจารย์
เล่ามีความสุขสบายอยู่หรือ และมีพรรษาอายุได้เท่าใดแล้ว พระสงฆ์เจ้าคณะ
บอกว่าอาตมภาพอายุมากกว่าท่านคะเนราวรอบหนึ่ง เห้งเจียหัวเราะว่าถ้ากระนั้น
ก็เป็นร้อยหนึ่งกับห้าปี แล้วเห้งเจียถามว่าเจ้าคุณดูข้าพเจ้าคะเนว่าอายุสักเท่าใด
เจ้าคณะตอบว่ารูปกายของท่านเป็นกายสิทธิ์สดใส จักษุสองข้างมีแสงสว่างใน
อาตมภาพไม่สามารถจะคาดถูกว่าอายุได้สักเท่าใดพูดโต้ตอบกันไปมาพักหนึ่ง
พระถังซัมจั่งถามว่าที่ว่าทำเลเขตสวนของท่านกิ้มโกเศรษฐีนั้นอยู่ที่ไหน เจ้าคณะ
บอกว่าอยู่ข้างหลังนี้ไปจึงสั่งให้พระลูกวัดเปิดประตูหลังวัดแล้ว ก็พากันเดินออก
ไปเที่ยวดูเห็นมีลานดินว่างเปล่าอยู่แห่งหนึ่ง และมีหินอิฐแตก ๆ ยังกองเป็นตีน
กำแพงอยู่ พระถังซัมจังแลเห็นดังนัน ก็ประณมมือครำครวญว่า คิดถึงท่านมรรค
นายกสุทัดโตใจบุญเอาเงินทองสิ่งของออกบริจาคให้ทานแก่ผู้กระยาจก ชื่อเสียง
ปรากฏตั้งหมืนปีก็ยังอยู่ ไม่ทราบว่าท่านเศรษฐีจะไปเสวยสุขอยู่แห่งใด พูดแล้ว
ก็พากันค่อย ๆ เดินเทียวชมเล่น และได้เห็นที่แห่งหนึ่งมีแท่น ก็พากันขึ้นนั่งพัก
ได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ พระถังซัมจังนั่งนึกตรึกตรองว่าจะเป็นเป็นเสียงอะไร
ก็ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดามารดา พระถังซัมจั้งหันไปถาม
พระสงฆ์ทั้งหลายว่า คือใครที่ไหนเสียงร้องไห้เป็นที่โทมนัสอยู่ฉะนั้น เจ้าคณะผู้
เฒ่าได้ฟังพระถังซัมจั้งถามดังนั้นก็อุบายให้พระสงฆ์ทั้งหลายไปต้มน้ำร้อนเสีย
ประเดี๋ยวเราจะกลับไปฉัน ครั้นพระสงฆ์เหล่านั้นกลับไปหมดแล้ว จึงย่อตัวลง
คำนับพระถังซัมจั่งกับเห้งเจีย พระถังซัมจั้งก็ลุกมาประคองท่านผู้เฆ่าให้ลุกขึ้น ถาม
ว่าท่านผู้เฒ่าทำไมจึงกระทำความเคารพดังนี้เล่า เจ้าคณะผู้เฒ่าพูดว่ากระผม
อายุก็กว่าร้อยแล้ว ก็เข้าใจในการโลกบ้างเล็กน้อย ทุกเวลาเข้าทีก็คงรู้แจ้งบ้าง
เล็กน้อย ถึงท่านอาจารย์กับสานุศิษย์ทังสาม เมื่อพิเคราะห์ดูสักสองสามครังก็ทราบ
ได้ว่าผิดแก่ชนทั้งปวง ที่กระผมกล่าวมานี้คือความโทมนัสร้องไห้นั้น นอกจาก
ท่านทั้งสี่ก็จะพิจารณาไม่ออก เห้งเจียว่าท่านผู้เฒ่าโปรดแสดงให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วย
คือการนั้นเป็นประการใด เจ้าคณะผู้เฒ่าบอกว่าเมื่อปีที่แล้วมาตรงกับวันนี้ เวลา
นั้นอาตมภาพกำลังเข้าที่ระงับอยู่ ได้ยินเสียงม้วนลมพัดมาอู้ใหญ่แล้วก็หยุด
แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ อาตมภาพก็ลงจากเตียงเดินมาที่ตรงนี้ แลไปก็เห็น
หญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างงดงาม นั่งร้องไห้อยู่บนแท่นนี้ อาตมภาพจึงถามว่าเธอ
เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เหตุใดจึงมานั่งที่นี่ทำไม หญิงนั้นบอกว่าเธอเป็นพระราชบุตรี
ของพระเจ้าแผ่นดินโซจ๊อก ออกมาชมสวนดอกไม้เวลาเดือนหงายแจ่ม ก็บังเกิด
ลมพัดใหญ่พัดหอบเอามาตกลงตรงนี้ อาตมภาพจึงเอาตัวไปใส่ห้องขังไว้ ปิด
ประตูแน่นมิให้ใครรู้เห็น เจาะช่องเฉพาะส่งข้าวน้ำพอประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น
อาตมภาพแกล้งบอกเล่าแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่า อาตมภาพจับปิศาจขังไว้ในนั้น
ต้องให้ข้าวน้ำกินวันละสองเวลาพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น แต่หญิงฉลาดเฉลียว
รู้อัธยาศัยอาตมภาพวิตกเกรงจะมีพระสงฆ์ในวัดทราบเหตุ จะเกิดความกำหนัด
หักโหมเอาโดยกำลัง นางจึงแกล้งทำรุงรังหมักหมมมัวหมอง กลางวันก็แกล้งพูด
เพ้อเจ้อคร่ำครวญคลั่งไคล้ไม่เป็นปกติ เวลากลางคืนก็ร้องไห้คิดถึงพระราชบิดา
และพระชนนีมาได้หนึ่งปีแล้ว อาตมภาพเข้าไปในเมืองสืบถามหลายครั้งแล้ว
พระราชบุตรีก็ยังมีปรกติอยู่ไม่ได้สูญหายไปข้างไหนเป็นการประหลาดอยู่ อาตม
ภาพจึงขังนางคนนี้ไว้มิให้ออก ก็บัดนี้ท่านจะเข้าไปในเมืองก็ดีแล้วโปรดได้เอา
เป็นธุระให้รู้แน่จะเป็นประการใด เพื่อให้ได้ความจริงด้วยเถิด จะได้ช่วยคนชอบ
ธรรมออกให้พ้นทุกข์ ทั้งประชาชนคนทั้งหลายจะได้ทราบในเดชานุภาพฤทธิ์เดชแห่ง
ท่านด้วย พระถังซัมจังกับเห้งเจียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ดำริรำพึงอยู่ในใจ เมื่อกำลัง
พูดกันอยู่นั้นก็พอพระสงฆ์นำเอาน้ำชามาให้ฉัน เจ้าคณะก็ลากลับไปยังที่ พระ
ถังซัมจั้งเห้งเจียก็ต่างคนเข้าพักนอน ในคืนนั้นนอนก็ไม่สู้นานนักได้ยินเสียงไก่ขัน
พวกพ่อค้าที่พักอยู่หน้าวัดก็พากันตื่นบ้างหุงข้าวต้มแกงเสียงอึกทึก พระถังซัมจั้ง
ตกใจตื่นร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งลุกขึ้นจัดข้าวของและผูกม้าไว้คอยท่าพระสงฆ์ใน
วัดก็จัดต้มน้ำร้อนน้ำชามานิมนต์ไปฉัน พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็จะลาออกเดินฝ่ายพระสงฆ์ผู้เฒ่าเจ้าคณะก็กำชับสั่งเห้งเจีย เรื่องนั้นขอท่านได้ใส่ใจไว้ด้วย
เถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าจะรับธุระเองพูดจาสังเสียกันเสร็จแล้ว ก็ได้
ยินเสียงพวกพ่อค้าเกรียวกราวเอะอะพากันออกเดิน พระถังซัมจังกับสานุศิษย์ก็
พร้อมด้วยด้วยพวกพ่อค้าออกดิน เวลานั้นจวนจะรุ่งแจ้งก็เข้าทางใหญ่เดินไป พอ
เวลาใกล้เพลก็เข้าถึงเมือง พิเคราะห์ดูป้อมกำแพงถนนหนทางเรียบร้อยดุจดัง
เทพยดามานฤมิต จึงเดินเข้าไปในประตูเมืองทางทิศตะวันออก พ่อค้าทั้งหลาย
ต่างก็แยกกันไปหาที่ค้าขายตามเคยฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์พากันเดินตรงเข้าเมืองเดินมาก็เห็นที่หอรับแขก
เมือง จึงพากันเข้าไปที่หอรับแขกเมือง พนักงานที่หอเห็นพระถังซัมจั้งเดินเข้ามา
ก็เข้าไปบอกแก่ขุนนางเจ้าพนักงานผู้รับแขกเมืองว่า บัดนี้มีแขกเมืองมาสี่คนรูป
ร่างแปลกประหลาดมีม้ามาด้วยม้าหนึ่ง ขุนนางเจ้าพนักงานได้ฟังก็นึกว่ามีม้ามา
คงจะเป็นการรับสั่ง ก็รีบออกมารับเชิญเข้าไปข้างใน พระถังซัมจั้งย่อตัวปราศรัย
ว่าอาตมภาพเป็นคนชาวเมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้ไปเมืองไซที ยังพระอารามใหญ่
วัดลุ่ยอิมยี่ เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้อาตมภาพมาถึงเมืองนี้ มี
หนังสือเดินทางติดมาด้วย อยากจะใคร่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขอเปลี่ยนหนังสือ
เดินทางต่อไป และขออาศัยพักสักคืนหนึ่งเมื่อเสร็จธุระแล้วจะขอลาไป ขุนนาง
เจ้าพนักงานรับแขกเมืองได้ฟังดังนั้นก็คำนับตอบว่านิมนต์ผู้เป็นเจ้าอาศัยพักเถิด
พระถังซัมจั้งมีความยินดีจึงให้สานุศิษย์พากันเข้ามาคำนับ พวกขุนนางเห็นคน
ทั้งสามรูปร่างน่าเกลียดก็ให้นึกครั่นคร้ามในใจ ไม่รู้ว่าคนหรือปิศาจยักษ์พระถัง
ซัมจังเข้านั่งบนเก้าอี้แล้ว ขุนนางก็ให้คนนำน้ำชามาถวาย พระถังซัมจังรับประเคน
แล้ว จึงพูดแก่ขุนนางรับแขกว่า ท่านอย่าได้มีความครั่นคร้ามเลย คนทั้งสามนั้น
รูปร่างไม่ดีก็จริง แต่จิตใจนั้นบริสุทธิ์ใสสะอาดดี คำโบราณย่อมว่ารูปชั่วใจดีท่าน
อย่ามีความวิตก พวกขุนนางได้ฟังพระถังซัมจั้งชี้แจงดังนั้นก็ค่อยคลายวิตก จึง
ถามว่าพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังนั้นอยู่ที่ไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าเมืองนั้นอยู่ไกลชมพู
ทวีปข้างทิศตะวันออก ถามว่าท่านอาจารย์มาจากเมืองเมื่อเวลาใด พระถังซัมจั่ง
ตอบว่าอาตมภาพเมื่อออกจากเมืองพระเจ้าเจงกวนไทจงฮ่องเต้เสวยราชได้สิบสามบี
คิดดูตั้งแต่มาจากเมืองจนบัดนี้ได้สิบสี่ปีแล้ว ทางที่เดินมานั้นข้ามเขาข้ามห้วย
ทรมาณทรกำลำบากไม่คณนานับได้จึงได้มาถึงนี่ พวกขุนนางได้ฟังก็นึกครั่นคร้าม
ยกมือขึ้นเคารพสรรเสริญว่าท่านอาจารย์เป็นสงฆ์อย่างวิเศษประเสริฐแท้ พระถัง
ซัมจั่งถามว่า เมืองนี้ตั้งขึ้นแต่เมื่อครั้งใด พวกขุนนางตอบว่าเมืองนี้คือโซจ็อก
เป็นเมืองใหญ่ ตั้งแต่แผ่นดินต้นวงศ์มาต่อ ๆ กันลงมาถึงบัดนี้ได้ห้าร้อยกว่าปีแล้ว
พระองค์ในปัจจุบัน บัดนี้โปรดเล่นต้นผลไม้หญ้าบอนต่าง ๆ ขนานนามเรียกว่าจี้
จงฮ่องเต้เสวยราชสมบัติมาได้ยี่สิบแปดปีแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่า วันนี้อาตมภาพ
อยากจะเข้าไปเฝ้า ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ไม่ทราบว่าจะได้เฝ้าหรือไม่พวก
ขุนนางรับแขกพูดว่าดีแล้ว เจ้าของข้าพเจ้ามีพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งมีพระชนม์
มายุได้ยี่สิบปีกำลังรุ่น วันนี้ออกมาที่ต้นถนนใหญ่อยู่บนหอสูงจะเสี่ยงทายขว้าง
ลูกตะกร้อแพรหาคู่ เวลานี้กำลังเอิกเกริกวุ่นวาย ข้าพเจ้าคะเนดูเห็นจะยังไม่เสด็จ
เข้าข้างใน แม้ท่านอาจารย์จะใคร่เปลี่ยนหนังสือเดินทางถ้าเข้าไปเฝ้าเวลานี้เห็นจะดี
พระถังซัมจั้งก็คิดจะใคร่เข้าไปเฝ้าในเวลานั้น ก็พอเห็นเจ้าพนักงานยกข้าวมาเลี้ยง
พระถังซัมจั้งก็เข้าฉันแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็กินอิ่มหนำสำเร็จแล้วก็พอเวลา
เที่ยงเห้งเจียจึงพูดว่า ข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปกับพระอาจารย์พระถังซัมจั้งจัดแจง
จีวรแล้ว เห้งเจียก็สะพายถุงย่ามพร้อมกับอาจารย์เดินออกจากหอรับแขกเมืองไป
ยังต้นถนนใหญ่ แลเห็นผู้คนเดินออกแออัดเบียดกันมากมาย เศรษฐีพ่อค้าพลเรือน
ไพร่บ้านพลเมืองหนุ่มแก่เดินพูดกันว่าจะดูเสี่ยงทายทิ้งตะกร้อหาคู่ พระถังซัมจั่ง
อยู่ข้างทางพูดกับเห้งเจียว่าคนชาวเมืองนี้แต่งตัวนุ่งห่มเสื้อผ้าทั้งเจรจาและของ
ใช้ก็ไม่แปลกแก่เมืองไต้ถัง อาตมาคิดถึงเมื่อโยมผู้หญิงของอาตมภาพก็ขว้าง
ตะกร้อเสี่ยงทายอย่างนี้เหมือนกัน เมืองนี้ก็ทำเหมือนกันกับเมืองไต้ถัง เห้งเจีย
พูดว่าเราพากันไปดูเขาจะทำกันอย่างไร พระถังซัมจังว่าเราเป็นผู้แปลกเพศมาเข้า
ไปดูคนทั้งหลายจะติเตียนได้ เห้งเจียว่าอาจารย์ลืมเสียแล้วหรือ ท่านเจ้าคณะ
วัดโป้กิมยี่สั่งไว้นั้น ข้อหนึ่งเราจะไปดูเครื่องประดับที่ตัวนั้น ข้อสองเราจะพิเคราะห์
ดูพระราชบุตรีกงจู้นั้นว่าจะเท็จหรือจริง พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงก็ยอมไปจะกล่าวเหตุถึงพระเจ้าแผ่นดินโซจ็อก เพราะพระทัยบันเทิงปราโมทย์ไปด้วย
ความเล่นดอกไม้ต่าง ๆ ครั้นเมื่อก่อนพาพระราชบุตรีกับสนมนางในไปชมดอกไม้
ที่สวนเป็นเวลาเดือนหงายสว่าง จึงได้ถูกปิศาจร้ายลักเอาพระราชบุตรีไปทิ้งเสียแล้ว
มันกลับมาแปลงตัวเป็นพระราชบุตรีเข้ามาอยู่ในพระราชวัง ปิศาจมันสามารถ
ล่วงรู้ได้ว่าปีนี้เดือนนี้วันนี้พระถังซัมจั้งจะมาถึงเมืองนี้ จึงได้เสแส้งแกล้งเอาการ
เสี่ยงทายตะกร้อจะหาคู่ เพราะมันจะคิดจับเอาตัวพระถังชัมจั้ง เพื่อประสงค์
ส่วนสัมภะวะของพระถังซัมจั่งทำยากำลังให้สำเร็จภาค จึงบังเอิญเวลานั้นบ่ายหนึ่ง
โมง พระถังซัมจั้งเห้งเจียพากันแทรกปนผู้คนเข้าไปใกล้หอพิจารณาดูฝ่ายนางปิศาจที่แปลงเป็นพระราชธิดาอยู่บนกำแพงสูง กำลังตั้งพิธีจุดธูปเทียน
บวงสรวงเทพยดา สนมนางสาวใช้แวดล้อมเฝ้ารักษาอยู่สองข้างหกเจ็ดสิบคน มี
นางสาวใช้ที่สนิทก็ถือตะกร้ออยู่ใกล้ ๆ ประตูหน้าต่างล้วนบังด้วยกระจก นาง
ปิศาจครั้นบวงสรวงแล้ว ก็เหลือบแลดูทั้งสี่ด้านประตูหอ ก็พอแลเห็นพระถังซัม
จังมาถึงเข้า นางปิศาจก็หยิบลูกตะกร้อมาจากนางสาวใช้ หมายตรงพระถังซัม
จังแล้วก็ขว้างไป บังเอิญถูกศีรษะพระถังซัมจัง พระถังซัมจังก็สะดุ้งตกใจเอามือ
ขึ้นรับลูกตะกร้อ ลูกตะกร้าก็ไถลกลิงเข้าในมือเสื้อของพระถังซัมจัง ฝ่ายพวก
ขันที่กับสาวใช้อยู่บนหอสูงแลเห็นดังนั้น ก็พากันร้องขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงอันดังว่า
ถูกพระสงฆ์เข้าแล้ว ๆ ร้องดังนั้นแล้วก็พากันเดินมาหาพระถังซัมจั่งคุกเข่าลง
พร้อมกันคำนับแล้วจึงพูดว่า ขอเชิญท่านเขยเข้าไปในพระราชวังหลวงจะได้ทำ
การอภิเษกชื่นชมยินดี ฝ่ายพระถังซัมจั้งเมื่อได้เห็นสาวใช้มาทำคำนับและเชิญดัง
นั้น ก็ย่อตัวลงคำนับตอบแล้วก็พยุงขันทีเหล่านั้นให้ลุกขึ้น ให้คิดแค้นเห้งเจียเป็น
ที่สุด จึงหันหน้ามาด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิงเจ้าหลอกให้เรามาทำเล่นดังนี้ดอกหรือ
เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ทำไมจึงมาปรับโทษข้าพเจ้าเล่า ตะกร้อก็
ถูกศีรษะของอาจารย์และเข้าในมือเสื้อของท่านจะเอาผิดชอบแก่ข้าพเจ้าอย่างไร
พระถังซัมจั่งจึงว่าก็เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้ แล้วเจ้าจะคิดอ่านประการใด เห้งเจีย
จึงตอบว่า ขอท่านอาจารย์จงวางใจเสียเถิดอย่าได้มีความวิตกเลย พระอาจารย์
จงตามพวกขันที่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกข่าวแก่โป๊ยก่าย
ซัวเจ็งให้ทราบความก่อน ถ้าหากอาจารย์เข้าไปเฝ้านางกงจู๊ไม่เอาอาจารย์เป็นสามี
ก็ดีแล้ว เราจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางไป แม้ว่านางกงจู๊จะใคร่ได้อาจารย์
เป็นสามี อาจารย์ก็จงทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าได้โปรดให้สานุศิษย์เข้ามาหาจะได้
สั่งเสียสักสองสามคำก่อน เมื่อข้าพเจ้าพี่น้องเข้าไปถึงแล้วจะได้พิเคราห์ดูเท็จและ
จริงสถานใดแล้วจะได้คิดอุบายอาศัยเหตุการณ์วิวาห์ล่อลวงให้ตายใจจึงจะแยบคาย
พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เห้งเจียจึงคำนับลาพระอาจารย์
กลับไปยังที่หอรับแขกฝ่ายพระถังซัมจั้งกับพวกขันที ก็พากันห้อมล้อมพาเอาตัวไปยังหน้าหอ นาง
กงจู๊ก็ลงมาจากหอตรงเข้ายึดมือพระถังซัมจังพาขึ้นนั่งบนรถพวกขันทีและสาวใช้ก็
เรียงรายเป็นกระบ่วนแห่กลับเข้าพระราชวังในฝ่ายขุนนางกรมวังก็เข้าไปทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าบัตนีนางกงจู้พระราชบุตร
ออกไปทำการเสี่ยงทายหาคู่ครอง เฉพาะถูกพระสงฆ์องค์หนึ่ง บัดนี้ยังคอยรับสั่ง
อยู่ที่พระทวารฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินครั้นได้ทรงทราบดังนั้นพระทัยให้ขุ่นหมอง แต่ยังไม่ทรง
ทราบว่าพระราชบุตรีจะคิดประการใด จึงรับสั่งให้นำเข้ามาเฝ้าฝ่ายนางกงจู้กับพระถังซัมจัง ก็พากันเข้ามายังหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับ พระ
เจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขึ้นมาข้างบนให้ใกล้พระองค์พระองค์จึงมีรับสั่งถามว่า
ท่านพระสงฆ์องค์นี้ท่านมาจากประเทศใด จึงได้ประสบพบกับนางกงจู๊ดังนี้ พระ
ถังซัมจั้งได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามดังนั้นจึงย่อตัวถวายพระพรว่า อาตมภาพ
อยู่ประเทศทิศบูรพา ณ เมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินไต้ถังรับสั่งให้อาตมภาพไปยัง
ไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เพราะทางผ่านมายังเมืองของมหาบพิตร
อาตมภาพจะขอเข้ามาเปลี่ยนหนังสือเดินทาง บังเอิญนางกงจู๊เสี่ยงทายขว้าง
ตะกร้อมาถูกอาตมภาพ อาตมภาพก็เป็นผู้ต่างประเทศรักษาพรตพรหมจรร์เป็น
พระสงฆ์หาควรคู่เคียงแก่พระราชบุตรีของพระองค์ไม่ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดซึ่ง
โทษผิดของอาตมภาพ ขอเปลี่ยนหนังสือทรงพระอนุญาตปล่อยให้อาตมภาพไป
ยังไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมกลับไปยังบ้านเมืองของอาตมภาพ อาตม-
ภาพจะทำการเคารพคุณของมหาบพิตรหาที่เปรียบมิได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง
ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านเป็นพระสงฆ์มาจากประเทศไกลตั้งพันโยชน์ได้มาถึงนี่ก็
เป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่ง บุตรีของข้าพเจ้าอายุได้ยี่สิบปียังหามีสามีไม่ เพราะฉะนั้น
จึงได้หาฤกษ์งามยามดีออกไปยังหอ กระทำการบวงสรวงเทพยดาฟ้าและดินเสี่ยง
ทายหาคู่ครองขว้างตะกร้อไปถูกตัวท่าน แต่ยังไม่ทราบว่านางจะคิดประการใดแน่ฝ่ายนางกงจู๊ยืนอยู่ในที่นั้น ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้นจึงกราบทูลว่า
พระองค์ได้โปรด แรกลูกก็ได้เสี่ยงทายตะกร้อแพรเป็นสัญญา บัดนี้มาถูกพระ
สงฆ์ก็ต้องเป็นไปตามการตามสัญญาที่เสี่ยงทาย ตามดีและชั่วลูกไม่อาจเปลี่ยน
แปลงไปได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดีโสมนัสสา จึงรับสั่งให้
ขุนนางฝ่ายโหรหาวันดีเพื่อจะได้กระทำการอภิเษก และรับสั่งฝ่ายในให้จัดเครื่อง
ขันหมากและออกหมายประกาศให้ทราบทั่วกัน พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มิได้
คำนับขอบคุณ ทูลขอแต่ให้ปล่อยไปเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าพระสงฆ์
ผู้นี้ช่างไม่รู้จักอะไรเลย เราจะให้ราชสมบัติแก่ท่านและให้ท่านเป็นลูกเขย เหตุใด
จึงได้ขัดขืนดังนี้ แม้ขัดขึนต่อไปจะให้พวกเพชฌฆาตเอาตัวไปประหารชีวิตเสีย
พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ตกประหม่ามีใจสะดุ้งหวาดหวั่นครั่นคร้ามจึงทูลว่า แล้ว
แต่พระองค์จะเห็นควรเถิดอาตมภาพไม่อาจขัดขึนแล้ว แต่ขอพระองค์ได้โปรดให้
สานุศิษย์ทั้งสามเข้ามานี่อาตมภาพจะได้สั่งเสียสักสองสามคำ แล้วขอเปลี่ยน
หนังสือให้เธอทั้งสามรีบไปเสียจะได้ไม่เป็นกังวลและกระทำให้เสียเวลาได้ พระ
เจ้าแผ่นดินจึงถามว่าสานุศิษย์ของท่านทั้งสามคนนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน พระถังซัมจั่ง
ทูลว่าอยู่ที่หอรับแขกเมือง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนำเข้ามารับ
หนังสือเดินทางไปก่อน ให้ท่านเขยอยู่นี่จะได้จัดการอภิเษก พระถังซัมจั้งต้องยืน
เฝ้าอยู่ที่นั่นฝ่ายเห้งเจียเมื่อมาจากพระอาจารย์ เดินพลางหัวเราะพลางมีกิริยาชื่นบาน
เข้ามายังหอรับแขก ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันออกมาต้อนรับ
จึงถามว่าพี่เห้งเจียกลับมาทำไมไม่เห็นอาจารย์มาด้วยเล่า พี่ชอบใจอะไรหรือจึง
ได้หัวเราะร่าเริงมาดังนี้ เห้งเจียตอบว่าอาจารย์ท่านมีความสำราญของท่านแล้ว
โป๊ยก่ายถามว่าท่านสำราญอย่างไร เห้งเจียว่าพี่กับอาจารย์เดินเข้าไปในพระราชวัง
พอถึงที่หอสูงบังเอิญนางกงจี้ออกมาอยู่บนหอนั้น ทิ้งตะกร้อแพรเสี่ยงทายหาคู่
บังเอ็ญถูกอาจารย์เข้า พระอาจารย์ก็ถูกพวกขันที่กับสาวใช้แห่เอาไปไว้ในพระราชวัง
จะอภิเษกให้เป็นราชบุตรเขย อย่างนั้นจะไม่สำราญอย่างไรเล่า โป๊ยก่ายได้ฟัง
ดังนั้นก็กระทีบเท้าทุบอกพูดว่า น่าเสียดายจริง ๆ หากว่าเราไปด้วย นางกงจั๊ขว้าง
ตะกร้อมาทางนั้นถูกเรา นางก็จะเอาเราไว้เป็นสามีจะมิงามหน้าหรือ และจะมี
ความสุขสำราญไม่น้อยอย่างนี้จะหาที่ไหนได้ ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็ตรงเข้าหยิกเอา
แก้มโป๊ยก่ายแล้วพูดว่า ช่างไม่อายแก่ใจเลยพูดออกมาได้ฉะนี้ มีหน้าอวดอ้าง
พูดจาว่าอยากจะได้ผู้หญิงที่รูปงาม หาความพูดโยกโย้ใหเนิ่นช้าไม่เข้าการ โป๊ยก่าย
จึงด่าซัวเจ๋งว่าอ้ายหน้าสีหมอกไม่รู้จักของดี เห้งเจียจึงด่าโป๊ยก่ายว่าอ้ายหมูมึง
อย่าพูดมาก จงรีบเก็บข้าวของรวบรวมไว้ถ้าอาจารย์จะเรียกให้เข้าไปในวัง จะได้
ป้องกันรักษาอาจารย์ โป๊ยก่ายว่าพี่พูดดังนั้นจะมิผิดไปหรือ พระอาจารย์นั้นเธอ
ได้เป็นพระราชบุตรเขยของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เป็นที่สุขสำราญมิใช่หรือ มิใช่
ทางป่าทางเขามีภูตผีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรที่หน จึงจะต้องพิทักษ์รักษาเธอทำไม
กำลังโป๊ยก่ายพูดอยู่นั้น ขุนนางรับแขกหน้าหอเข้ามาบอกว่า มีรับสั่งให้ขุนนางมา
เชิญท่านทั้งสามเข้าไปในพระราชวัง โป๊ยก่ายจึงถามว่าท่านทราบหรือไม่ว่ามี
รับสั่งให้พวกข้าพเจ้าเข้าไปทำไม ขุนนางรับแขกแจ้งความว่า บัดนี้นางกงจู๊ออก
ไปเสี่ยงทายหาคู่ บังเอิญทิ้งตะกร้อไปถูกท่านอาจารย์ เพราะนางจะใคร่ได้พระ
อาจารย์เป็นสามี เพราะฉะนั้นเจ้าแผ่นดินจึงมีรับสั่งให้หาตัวท่านทั้งสามเข้าไปเฝ้า
เห้งเจียบอกว่าให้เธอเข้ามาเถิด ขุนนางผู้ถือรับสั่งจึงเข้ามาข้างใน แลเห็นเห้งเจีย
ก็ลดตัวลงคำนับไม่กล้าแลดูหน้าเห้งเจีย ก้มหน้าบ่นพึมพำว่านี่ผีปิศาจยักษ์มาร
อะไรก็ไม่รู้ เห้งเจียร้องถามว่าท่านผู้นั้นมีกิจธุระประการใดทำไมจึงไม่พูดเล่า มา
นั่งบ่นพึมพำว่ากระไร ขุนนางผู้นั้นตกใจให้ตึกตักเต้นระรัว สองมือถือลายพระหัตถ์
ปากพูดวุ่นวายเลอะเทอะว่า นางกงจู๊ขอเชิญท่านไปประชุม โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้า
ไม่มีหลักคา และไม่มีอำนาจอาญาจะเมี่ยนตีท่าน ๆ ไม่ต้องกลัวจงค่อย ๆ พูดเถิด
เห้งเจียพูดว่าเขาจะกลัวเมี่ยนตีอะไร เขากลัวหน้าตาเจ้าดุร้ายต่างหาก เจ้าอย่า
ซักช้าจงรีบรวบรวมข้าวของจูงม้าเข้าไปหาอาจารย์ จะได้คิดอ่านกันต่อไป เห้งเจีย
โป๊ยก่าย ซัวเจ็งทั้งสามคนพร้อมกัน มากับขุนนางที่มาตามเข้าไปยังพระราชวังใน
ครั้นถึงพระทวารเจ้าพนักงานก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็
โปรดให้พาคนทั้งสามเข้าไปเฝ้า เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามเข้าไปยืนเรียงกัน
อยู่ทั้งสามหาได้คำนับไม่ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า สานุศิษย์ของท่านเขย
ทั้งสามนี้ ชื่อเรียงเสียงใดอยู่แห่งหนตำบลไหน เหตุใดจึงได้เข้ามาถือบวชจะไป
ข้างไหน เห้งเจียได้ฟังถามดังนั้น จะใคร่ขึ้นไปให้ใกล้ แต่ขุนนางรักษาองค์ทั้ง
นั้นร้องห้ามว่าไม่ควรจะขึ้นไป จะเพ็ดทูลประการใดก็จงอยู่แต่ข้างล่างเถิด เห้งเจีย
หัวเราะจึงพูดว่าถือบวชควรได้ก้าวหนึ่งก็ไปก้าวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันเดิน
ตามเห้งเจียเข้าไปยืนเรียงกันอยู่ พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นวิตกเกรงจะวุ่นวายกันขึ้น
จึงเดินมาร้องห้ามสานุศิษย์ทั้งสามว่า จะพูดจาประการใดก็จงอยู่ข้างล่างเถิด
เห้งเจียเห็นอาจารย์ยืนเฝ้าอยู่ดังนั้นมีอาการอันลำบาก อดไม่ได้ก็พูดขึ้นด้วยเสียง
อันดังว่า พระเจ้าแผ่นดินมีความหมิ่นประมาทคน เมื่อหวังใจอยากจะได้อาจารย์
ของข้าพเจ้าไว้เป็นเขยแล้ว ทำไมจึงให้เธอยืนเฝ้าอยู่อย่างนี้ ธรรมดาโลกถ้าจะ
เป็นบุตรเขยจะนั่งเฝ้าไม่ได้หรือ พระเจ้าแผ่นดินได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นตกประหม่า
ให้มีพระทัยครั่นคร้าม จะใคร่เสด็จกลับเข้าข้างใน แต่วิตกเกรงจะเสียทางราชการ
จึงอุตสาห์แข็งพระทัยประทับอยู่ แล้วมีรับสั่งให้ขันทียกเก้าอี้มาตั้งนิมนต์ให้พระ
ถังซัมจั้งนั่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเดิมอยู่ทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊ก
ตำบลเขาฮวยก๊วยซัว บิดาคือฟ้า มารดาคือดิน ศิลาแยกออกเกิดตัวข้าพเจ้า ครั้น
เติบใหญ่ได้ไปหาผู้วิเศษเรียนคุณวิทยาการได้สำเร็จแล้วกลับมาอยู่ที่ถ้าจุ๊ยเลียมต้อง
ในทะเลใหญ่ปราบพระยานาค ขึ้นบนเขากำจัดสัตว์ร้ายและปิศาจ รับตำแหน่ง
เป็นขุนนางที่ตั้งซีเทียนไต้เซีย ทุก ๆ วันประชุมเล่นแก่เทพบุตร อยู่สำราญสนุก
ทุกทิวาราตรีกาล กระทำการผิดเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะชมพู่ทิพย์พระพุทธเจ้าจับขังไว้ที่
ใต้เขาเง่าเห้งชัว ทรมานอดอยากอยู่ห้าร้อยปี ท่านอาจารย์จะไปไซทีอาราธนา
พระธรรม พระโพธิสัตว์กวนอิมสั่งให้ถอดข้าพเจ้าออกพ้นภัย จึงได้เข้าบวชถือ
เพศทางสมณะเป็นสัมมาทิฐิฉายาเดิมข้าพเจ้าชื่อ หงอคง และเห้งเจียดังนี้
พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียกล่าวประวัติปรากฏดังนั้น ก็เสด็จลงจากบัลลังก์
มาลูบไล้พระถังซัมจังแล้วตรัสว่า เป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาพบท่านเขยมี
ศิษย์สาวกเทวดาอย่างนี้หาที่ไหน พระถังซัมจั่งก็ขอบคุณแล้วเชิญให้เสด็จขึ้นมา
ประทับบนพระที่นั่งยังเดิม พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามต่อไปว่า ท่านผู้ไหนเป็น
สานุศิษย์ที่สอง โป๊ยก่ายยื่นหน้าร่าเริงพูดว่า ข้าพเจ้าชาติปางก่อนเป็นมนุษย์ มี
จิตแก่กล้าไปด้วยราคจริตมิได้รู้สึกโทษ เวลานั้นบังเอิญพบผู้วิเศษอายุได้ห้าสิบปีเศษ
ได้ชี้แจงแสดงธรรมให้ฟังจึงได้เปลื้องปลดซึ่งความหลง ก็ตามอาจารย์ไปปฏิบัติ
ได้สิบหกปี สำเร็จภาคตามประสงค์เหาะเหินเดินอากาศได้ พึ่งพระเดช พระคุณ
พระสยมภูวญาณเง็กเชียงฮ่องเต้ ทรงตั้งให้เป็นที่แม่ทัพเรือที่พ่องง่วนโซ่ย เป็น
ผู้บังคับการในลำแม่น้ำทีฮ้อก็เป็นความสุข เหตุมีความผิดด้วยเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะ
ชมพู่ทิพย์ เสพย์สุราทิพย์ให้มืนเมาจนลืมสติไป่หยอกนางเทพธิดา จึงต้องปรับ
โทษถอดจากที่ขุนนางแม่ทัพให้จุติลงมาในมนุษยโลก บังเอิญเข้าปฏิสนธิในท้อง
แม่สุกร อาศัยอยู่ที่เขายกกิมซัว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ เวลา
หนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์กวนอิม โปรดเทศนาชี้แจงจึงได้กลับใจถือเพศบวชปฏิบัติ
ทางสมณธรรม พบพระอาจารย์จะไปไซทีอาราธนาธรรมที่ประเทศไซที จึงได้ตาม
มาเป็นสานุศิษย์ฉายาเดิม ตือหงอเหนงและโป๊ยก่ายดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง
ฟังมีพระทัยหวั่นหวาดไม่อาจจะแลดูหน้าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยกศีรษะร่างเริงขึ้น
แหว่งกวัดหูก็ซันขึ้นพัดโบกไปมา และหัวเราะก๊ากใหญ่พระถังซัมจังวิตกเกรงว่า
พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัย จึงตวาดห้ามโป๊ยก่ายว่า จงสำรวมอิริยาบถอย่า
กระทำให้วุ่นวายไปหาสมควรไม่ โป๊ยก่ายก็พนมมือสำรวมจิตยืนเฝ้าอยู่เป็นปรกติ
พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า สานุศิษย์ที่สามนั้นเป็นอย่างไรจึงได้เข้าถือเพศบวช
ซัวเจ้งพนมมือทูลว่าข้าพเจ้าเป็นปุถุชน กลัวความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
จึงได้เที่ยวสืบเสาะตามละเมาะเกาะและเขาหาอาจารย์ เพื่อเรียนธรรมอันระงับ
ดับความฟุ้งซ่าน ตั้งจิตรักษาอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งพบอาจารย์ผู้วิเศษ
สอนวิชาญาณอันแกล้วกล้า ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัตินานวัน ก็ได้สำเร็จภาคเหาะ
เหินเดินอากาศได้ จึงขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กระทำความเคารพเง็กเชียงฮ่องเต้
พระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงตั้งให้เป็นขุนนางราชองครักษ์ เหตุเมื่อวันหนึ่งเทพยดา
กำลังประชุม ข้าพเจ้ายกคนโทแก้ววิเศษถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ บังเอิญพลาดมือ
ตกแตก พระองค์จึงปรับโทษถอดจากที่ขุนนางสาปให้ลงมาในมนุษยโลกทรมาน
ทุกข์อยู่ในลำแม่น้ำ (ลิ้วซัวฮ้อ) กระทำกรรมสร้างเวรอยู่เนืองนิตย์มาวันหนึ่งพบ
พระโพธิสัตว์กวนอิมชี้แจงชักนำจึงได้รับศีลปฏิบัติ ภายหลังมาพบพระอาจารย์มา
จากเมืองไต้ถัง จึงได้ตามมาเป็นสานุศิษย์ฉายาเดิม (หงอเจ๋ง) ชื่อซัวเจ๋งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น มีพระทัยครั่นคร้ามและทั้งโสมนัสยินดีที่บุตร
ได้สามีเป็นผู้มีอภินิหาร เวลานั้นพอพนักงานเข้ามาทูลว่าวันขึ้นสิบสองค่ำเป็นวัน
มหามงคลควรจะทำการได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า วันนี้เป็นวันอะไร ขุนนาง
โหรจึงทูลว่า วันนี้เป็นวันขึ้นแปดค่ำ เป็นวันดีควรประชุมซึ่งนักปราชญ์ พระเจ้า
แผ่นดินมีความยินดี จึงรับสั่งให้ขุนนางกรมวังชำระปัดกวาดให้พระราชอุทยาน
และห้องพอไว้สำหรับจะได้จัดการวิวาหมงคล และรับสั่งให้เชิญอาจารย์กับสานุศิษย์
เข้าไปพักพระราชอุทยานก่อน เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้จัดการอภิเษกสยุมพร ขุนนาง
ก็ไปจัดสวนดอกไม้ตามรับสั่งทุกประการ ส่วนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อรับสั่งเสร็จแล้ว
ก็เสด็จเข้าข้างในฝ่ายข้าราชการก็พากันไปจัดการต่าง ๆ ตามรับสั่งเสร็จแล้ว จึงนิมนต์พระถัง
ซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้าไปพักในพระราชอุทยาน เวลาจวนคำเจ้าพนักงานก็
จัดน้ำร้อนน้ำชามาถวายพระถังซัมจั่งและจัดเครื่องโต๊ะมาเลี้ยงศิษย์ทั้งสาม โป๊ย
ก่ายเห็นดังนั้นก็มีความยินดี แล้วพูดว่าวันนี้จะต้องกินให้อิ่มเต็มที่เครื่องโอชารส
ทั้งคาวและหวานที่จัดมาเลี้ยงนั้น โป๊ยก่ายก็กินจนท้องกาง ครั้นกินเสร็จแล้วเจ้า
พนักงานก็ปูลาดอาสนะที่นอนหมอนมุ้งและจุดโคมตะเกียงฝ่ายพระถังซัมจังเวลากลางคืนผู้คนสงบแล้ว จึงบ่นว่าเห้งเจียอ้ายชาติลิงไม่มีดี
ทุก ๆ ที่ทำให้เราได้ความยากลำบากดังนี้ จะตรงเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือก็แล้วกัน
จะมิได้มีเหตุยากลำบากอย่างนี้เลยเจ้าทำไมจึงมุ่งหมายให้เราไปที่หอนั้น บัดนี้
เกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้แล้วเจ้าจะคิดต่อไปอย่างไรเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงพูดว่า
ท่านอาจารย์เคยพูดว่ามารดาของท่าน เดิมมาก็ได้ทำอย่างนี้เหมือนกัน เป็น
แบบแผนมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าคิดถึงคำของท่านเจ้าวัดเป๋ากิมเสียนยี่ เพราะ
ฉะนั้นจึงเข้าไปให้ใกล้หอ เพื่อจะได้พิจารณาดูให้รู้ว่าจะเท็จหรือจริงข้าพเจ้าได้
พิเคราะห์ดูเจ้าเมืองเห็นสีพระพักตร์มัวหมอง แต่ยังมิได้เห็นนางกงจู๊นั้นว่าจะเป็น
ประการใด พระถังซัมจั้งถามว่าเห้งเจียจะใคร่เห็นนางกงจู๊นั้นด้วยจะมีกิจธุระ
ประการใดหรือ เห้งเจียตอบว่าแม้ว่าข้าพเจ้าได้เห็นนางกงจู๊แล้ว จะพิเคราะห์ดู
ด้วยทีพยจักษุอันพิเศษก็อาจรู้ได้ว่าร้ายหรือดีเราจึงจะได้คิดกลอุบายต่อไปได้
พระถังซัมจังถามว่า ก็เวลานี้เขาจะใคร่เอาอาตมภาพไว้เป็นเขย จะคิดอย่างไร
เล่าจึงจะพ้นไปได้ เห้งเจียตอบว่าคอยรอให้ถึงวันขึ้นสิบสองค่ำ เข้าประชุมการ
เอ็กเกริกวิวาหการ นางกงจู๊ก็คงออกมาไหว้บิดามารดาเป็นแน่ ข้าพเจ้าจะแอบดู
อยู่ข้างอาจารย์ หากว่านางกงจู้เป็นหญิงแท้ อาจารย์ก็รับเป็นสามีนางและอยู่
เป็นเจ้านายเขาเถิด พระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนัน ก็มีความโกรธจิงด่าว่า
อ้ายชาติลิง เจ้าช่างหาความชั่วร้ายมาให้เราดังนี้ เหมือนคำโป๊ยก่ายพูดว่าสิบชั้น
ฟ้าเราขึ้นมาได้เก้าชั้นแล้ว เจ้าเอาความสามหาวมาพูดแชเชือนดังนี้ควรแหละหรือ
หากว่าพูดอย่างนี้ต่อไป เราจะภาวนาให้ถึงใจของเจ้า เห้งเจียได้ฟังนั้นก็ตกใจคุก
เข่าลงต่อหน้าพระถังซัมจั้ง พูดว่าพระอาจารย์อย่าได้ภาวนาเลยไว้รอคอยเวลา
แต่งงานข้าพเจ้าจะสำแดงเดชาอานุภาพพาพระอาจารย์ออกให้พ้นภัยจงได้อาจารย์
กับศิษย์สนทนากันอยู่จนเวลาสามยาม โป๊ยก่ายว่าเราพักนอนเสียก่อน เวลารุ่ง
เช้าจึงค่อยคิดอ่านต่อไป พูดดังนั้นแล้วก็ต่างคนก็ต่างไปหลับนอน ครั้นเวลารุ่ง
สว่างพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกที่ขุนนาง แลเห็นประตูพระราชวังเปิดทุกประตู
พวกขุนนางก็พากันเข้าเฝ้า พระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทังสามก็มาเฝ้า พระเจ้า
แผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะตระเตรียมให้พรักพร้อม คอยเวลาวันขึ้น
สิบสองค่ำจะได้ทำการวิวาหมงคล วันนี้เป็นแต่ได้จัดเครื่องโต๊ะที่จะเลี้ยงฮูเบ๊เป็น
การรื่นเริง และให้เจ้าพนักงานรับแขกเชิญศิษย์ทั้งสามไปพักที่หอรับแขกนอก ให้
จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงเธอทั้งสามและให้มีมโหรีขับกล่อมทั้งสองแห่ง โป๊ยก่ายได้ฟัง
พระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้นจึงยืนขึ้นพูดว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพวกข้าพเจ้าตั้ง
แต่มาเป็นศิษย์ แต่เวลาหนึ่งก็มิได้ห่างไกลกัน วันนี้จะรับพระราชทานเครื่องเลี้ยง
ในสวน ต้องให้พวกข้าพเจ้าไปด้วย อีกสองวันท่านอาจารย์ก็จะเป็นพระราชบุตร
เขยของพระองค์ ถ้าไม่โปรดดังนั้นธุรการของพระองค์ก็จะไม่สำเร็จเป็นแน่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังโป๊ยก่ายทูลดังนั้นทรงพรระราชดำริในพระทัยว่า
โป๊ยก่ายรูปร่างดุร้ายหากไม่ผ่อนผันตามใจบ้างก็จะก่อการรุ่นวายขึ้นอาจกระทำ
ให้เสียการไปได้ ทรงดำริดังนั้นแล้ว จึงผ่อนตามรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะที่ใน
สวนเป็นสองโต๊ะ ๆ หนึ่ง เป็นที่พระองค์กับพระถังซัมจั้ง โต๊ะที่สองให้สานุศิษย์
ทั้งสาม โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีคำนับขอบคุณพระเจ้าแผ่นดิน อาจารย์
กับศิษย์ก็พากันกลับไปยังที่พัก พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขันทีฝ่ายในตระเตรียม
เครื่องโต๊ะและห้องหอ กับสาวใช้นางในให้แต่งตัวรอวันสิบสองค่ำ จะได้แต่งการ
อภิเษก ครั้นรับสั่งเสร็จแล้วจึงแต่งพระองค์พร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง กับขุนนาง
ตามเสร็จไปยังพระราชอุทยานก่อน ครั้นถึงจึงชวนพระถังซัมจั้งเที่ยวชมดอกไม้ใน
สวนหลวงเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย ครั้นขุนนางเจ้าพนักงานจัดเครื่องโต๊ะเสร็จ
แล้ว ก็มาเชิญพระองค์เข้าประทับโต๊ะ พระเจ้าแผ่นดินจึงจับมือพระถังซัมจั้งพา
ขึ้นบนหอเย็นประทับโต๊ะ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันขึ้นหอที่สอง พร้อมกัน เข้า
นั่งโต๊ะต่างก็รับประทานตามสบายฝ่ายพนักงานดนตรีก็บรรเลงเพลงพิณพาทย์ขับร้องประสานเสียงไพเราะยิ่งนัก
เวลานั้นพระถังซัมจั้งเห็นพระเจ้าแผ่นดิน มีความจงรักภักดีดังนั้น ก็ไม่รู้ที่ว่าจะ
แก้ไขประการใด ต้องจำใจทำหน้าชื่นอกตรมไปตามการ เวลานั่งอยู่นั้นพระถัง
ซัมจังเหลือบไปเห็นฉากอันหนึ่งแขวนอยู่ริมฝาผนังมีโคลงสี่ฤดู ก็คิดแต่ในใจว่าคำ
โคลงนี้ ชะรอยจะเป็นฝีปากขุนนางฝ่ายอาลักษณ์แต่ง พระเจ้าแผ่นดินเห็นพระ
ถังซัมจังเพ่งพินิจดูโคลง จึงตรัสถามว่าท่านเห็นจะเป็นจินตกวีพอใจแต่งกาพย์
กลอนโคลงพากย์ฉันท์อยู่บ้างหรือ หากว่าไม่ซ่อนความรู้ ขอเชิญแต่งโคลงหรือ
กลอนให้ชมสักบทหนึ่ง ฝีปากจะเป็นประการใดบ้าง อันที่จริงพระถังซัมจั่งพิศดู
โคลงก็เพลินไป ครั้นเห็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระทัยจงรักและรับสั่งให้แต่งโคลง ก็
เผลอตัว จึงอ่านโคลงแก้กลอนเก่า บทที่หนึ่งว่า (ยิดฟ้วนจุ๊ยเชียวต๋ายตี้กุน) แปลว่า
อากาศน้ำแห้งธรณีเรียบ ว่าเป็นกิริยาอากาศเดือนสามเดือนสี่ พระเจ้าแผ่นดินได้
ฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก ตรัสสรรเสริญว่านักปราชญ์แท้สมควรเป็นพระ
ราชบุตรเขย จึงรับสั่งให้พวกดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง กินเลี้ยงอยู่ที่หอที่สอง เห็นพระถังซัมจั้งกับพระ
เจ้าแผ่นดินอยู่ที่หนึ่ง โป๊ยก่ายเป็นคนสันดานหยาบคาย ครั้นอิ่มเอิบแล้วก็ร้องขึ้น
ด้วยเสียงอันดังว่า แสนสนุกแสนสบายจริง ๆ วันนี้เรากินอิ่มหนำสำราญแล้ว พา
กันไปนอนเถิดพี่น้องเอ้ย ชัวเจ๋งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายพูดดังนั้นเห็นจะผิดความปฏิบัติ กิน
อิ่มแล้วทำไมจึงจะพากันไปนอนเล่า โป๊ยก่ายว่าน้องที่ไหนจะรู้เหตุการณ์ คำโบราณ
ท่านย่อมว่า กินแล้วไม่ยึดตัวในท้องจะอีดลม หายใจไม่สะดวกมักจะเกิดโรคฝ่ายพระถังซัมจั้งครั้นสิ้นเวลาประชุม ก็ลาพระเจ้าแผ่นดินมาจากหอเย็น เดิน
มาหอที่สองด่าโป๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูกินรำทำอะไรอย่างนี้ ดุจว่าชาวป่าชาวดง
ทำไมจึงต้องร้องอึกทึกไปด้วย ถ้าพระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยแล้วจะไม่ลงโทษเอาเรา
ด้วยหรือ โป๊ยก่ายว่าท่านอาจารย์ไม่ต้องวิตกไม่มีความผิด เพราะพวกเราเกี่ยว
เป็นญาติแก่พระเจ้าแผ่นดิน ที่ไหนจะอาจทำโทษเราได้ คำโบราณเขาย่อมว่าตีไม่ได้
เพราะติดญาติ ด่าไม่ได้เพราะบ้านใกล้เรือนเคียง ข้าพเจ้าทำเล่นนิดหน่อยจะ
กลัวทำไม พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็เกิดโทสะร้องตวาดไป แล้วบอก
เห้งเจียให้ลากอ้ายหัวหมูมานี่คว่ำลงเฆี่ยนเสียสิบที เห้งเจียตรงเข้าจับโป๊ยก่ายคว่ำ
ลง พระถังซัมจั้งยกไม้เท้าเมี่ยนโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายร้องอึกทึกแล้วร้องว่าท่านฮูเบ๊
ขอโทษเถิด ทีหลังข้าพเจ้าไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว พวกพนักงานจัดเครื่องอยู่ที่นั่น
ได้ยินเสียงร้อง ก็มาขอโทษแก่พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็ยกโทษให้โป๊ยก่าย
โป๊ยก่ายผุดลุกขึ้นบ่นว่าพุทโธ่เอ๋ยท่านยูเบ็ดีแท้ ๆ ยังไม่ทันจะแต่งงานก็มาทำ
อำนาจลงอาญาเมี่ยนตีเสียแล้ว เห้งเจียมาจับปากโป๊ยก่ายบีบแล้วห้ามว่าเจ้า
อย่าพูดให้มันเลอะเทอะไปจะนอนก็ไปนอนเถิด อาจารย์กับศิษย์ก็พักอยู่ในหอนั้น
เช้าก็รับประทานโต๊ะค่ำก็นอน ได้สามสี่วันครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำเป็นวันฤกษ์ดี
พวกขุนนางก็เข้ามากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดตำหนักที
ฮเบ็เสร็จแล้ว และทั้งเครื่องโต๊ะก็จัดเสร็จแล้วทุกประการถึงห้าร้อยโต๊ะ พระเจ้า
แผ่นดินได้ทรงฟังพวกขุนนางทูลดังนั้นก็ดีพระทัยคิดจะใคร่เชิญพระถังซัมจังเข้า
นั่งโต๊ะ บังเอิญมีขันทีมมาทูลว่าพระมเหสีมีกิจธุระ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปข้างใน
พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จเข้าไป แลเห็นสนมนางกำนัลเดินนำพระราชธิดาออกมา
พิศดูดังนางเทพอัปสรกัญญาลงมาดินมีพระทัยใสโสมนัสสา พระองค์จึงทรงประทับ
ยังพระที่นั่งตำหนักเจียวเอี้ยวเก๋งฝ่ายพระมเหสีสนมนางใน ก็มาเฝ้าถวายบังคมแล้วก็นั่งตามลำดับ พระเจ้า
แผ่นดินจึงตรัสถามนางกงจู๊ว่าลูกรักของบิดา เมื่อวันขึ้นแปดค่ำลูกออกไปเสี่ยง
ทายทิ้งตะกร้อหาคู่ ก็ถูกท่านถังซัมจั้งบิดาเห็นว่าสมความปรารถนาของลูกแล้ว การ
ทั้งปวงบิดาก็ได้จัดพร้อมเสร็จแล้ว วันนี้ก็ถึงกำหนดจะทำการอภิเษก ลูกควรจะ
เข้าที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะตามกำหนดฤกษ์ นางกงจู้ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น จึง
ทูลว่าขอพระราชบิดาได้โปรดยกโทษของลูกนี้ ด้วยลูกจะขอกราบทูลถามสักคำหนึ่ง
เพราะลูกได้ฟังขุนนางขันทีพูดกันว่า สานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งมีพระทัยดุร้ายลูก
ไม่อยากพบปะเธอทั้งสามคน ขอพระบิดาได้โปรดมอบหนังสือเดินทางให้เธอไป
เสียให้พ้นเถิด พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าอันความข้อนี้ ถ้าลูกไม่กล่าวขึ้นบิดาก็จะ
ลืมเธอทั้งสามนั้นดุร้ายจริงของลูก ทุก ๆ วันก็ให้คนเลี้ยงดูประคับประคองอยู่ใน
สวนดอกไม้ วันนี้ควรจะออกที่ขุนนางประทับตราให้หนังสือเดินทาง ให้เธอออก
ไปเสียให้พ้นเมือง จึงค่อยประชุมเลี้ยงโต๊ะต่อภายหลังจึงจะดี นางก็งจู๊ได้ฟังพระ
ราชบิดาว่าดังนั้น ก็มีความยินดีจึงคำนับขอบพระคุณพระราชบิดา พระเจ้าแผ่นดิน
ก็เสด็จออก ขุนนางมีรับสั่งให้เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้ามาเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในสวนก็นั่งนับวันนับเวลาอยู่ ครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำยัง
ไม่ทันจะสว่าง จึงนั่งปรึกษากันแก่ศิษย์ทั้งสามว่า พรุ่งนี้ถึงกำหนดวันขึ้นสิบสองค่ำ
แล้วเราจะคิดอ่านประการใดดี เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคะเนว่า เจ้าแผ่นดินนั้นมัว
หมองก็จริง แต่ยังไม่ซึมทราบยังพอจะแก้ไขได้ แต่ยังหาได้เห็นหน้านางก๋งจู๊ไม่
ถ้าได้เห็นแล้วข้าพเจ้าคิดดูก็คงจะรู้ได้ว่าเท็จหรือจริง แล้วจึงจะได้ลงมือขอพระ
อาจารย์จงวางใจเสียเถิด อย่าได้มีความวิตกเลย เธอคงจะให้หาตัวพวกข้าพเจ้า
เพื่อจะได้ให้หนังสือเดินทางให้ออกไปเสียให้พ้น พระอาจารย์อย่าได้ขัดขึ่นจงผ่อน
ผันไปตามการ ข้าพเจ้าจะแปลงกายคอยกระซิบบอกเหตุการณ์ และคอยระวัง
รักษาพระอาจารย์อยู่มิให้เป็นอันตรายได้ กำลังสนทนากันอยู่ดังนั้น ก็พอขุนนาง
ที่ถือรับสั่งมาเชิญ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไปเถิด ๆ จึงรวบรวมเก็บข้าวของหาบ
คอนตามขุนนางทั้งสองนั้นเข้าไปเฝ้ายังหน้าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร
เห็นจึงตรัสเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามคนเข้ามาใกล้แล้ว จึงเรียกหนังสือ
มาจะประทับตราให้ ทั้งเสบียงอาหารที่จะเดินทางก็จัดให้ไปพร้อม จึงตรัสว่าถ้า
ไปถึงเขาเล่งซัวอาราธนาพระคัมภีร์กลับมาได้แล้ว จะพระราชทานบำเหน็จรางวัล
ให้จงหนัก อย่าได้มีความห่วงใยเลย เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็
กระทำคำนับขอบคุณ จึงให้ชัวเจ๋งส่งหนังสือมาแล้วก็นำขึ้นถวายต่อพระหัตถ์
พระเจ้าแผ่นดินรับหนังสือมาแล้ว คลี่ออกทอดพระเนตรแล้ว ก็ประทับตราลงใน
ฉบับนั้นแล้ว จึงเอาทองคำสิบแท่งเงินยี่สิบแท่งประทานให้เป็นกิริยาว่าพอพระทัย
โบ๊ยก่ายเข้าไปรับเงินกับทองแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคำนับขอบคุณแล้วถอยกลับ
ออกไป พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินเข้ามายึดมือเห้งเจียไว้ แล้วถาม
ว่าจะไปจริงหรือ เห้งเจียเอานิ้วสะกิดมือพระอาจารย์สามทีแล้วขยิบตาให้ไป แล้ว
จึงพูดว่าอาจารย์จงอยู่ให้สบายเถิด พวกข้าพเจ้าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ได้แล้ว
จะกลับมาเยือน พระถังซัมจั้งจึงปล่อยมือเห้งเจีย พี่น้องทั้งสามก็พากันออกจาก
พระราชวัง เห้งเจียก็เดินไปยังที่หอรับแขกเมือง พวกขุนนางรับแขกก็พากันออก
มาต้อนรับเข้าไปเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งว่า น้องทั้งสองจง
อยู่ในห้องอย่าออกไปให้ผู้ใดเห็น ถ้าจะมีผู้ไต่ถามก็จงผันแปรพูดว่า กลบเกลื่อน
ไป อย่าให้รู้เท่าความจริงของเราได้ แต่เราจะไปคอยช่วยอาจารย์ เห้งเจียว่าดังนั้น
แล้วจึงถอนขนเพชรออกหนึ่งเส้น เป่าคาถาแปลงเป็นรูปเห้งเจียนั่งยู่กับโป๊ยก่าย
ซัวเจ็งที่ในหอรับแขก รูปจริงเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แปลงเป็นแมลงผึ้งตัวหนึ่ง
แล้วก็บินเข้าไปในพระราชวัง แลไปก็เห็นพระอาจารย์นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยพระเจ้า
แผ่นดิน หน้าตาไม่มีความสบาย เห้งเจียก็โผลจับที่ริมหูพระถังซัมจังกระซิบพูด
เบา ๆ ว่า พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้วอย่าวิตกไปเลย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็
ค่อยมีความสว่างใจออกไป สักประเดี้ยวพวกขันทีก็มาทูลว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จ
เข้าที่เถิด การทั้งปวงก็พร้อมเพรียงแล้ว พระมเหสีกับพระราชบุตรีก็คอยอยู่พร้อม
แล้ว ขอพระองค์จงเชิญสูเบ็เข้าในพิธีการเถิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนาง
กราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดี| จึงเสด็จจากพระที่นั่งนำพระถังซัมจั้งเข้าไปใน
พระราชมนเทียรในฝ่ายพระถังซัมจั้งเดินตามเสด็จเข้าไปยังพระตำหนักใน ได้ยินเสียงพิณพาทย์
มโหรีขับขานประสานเสียงออกแช่ไป และมีกลิ่นสุคันธรสหอมระรื่นฟุ้งตลบไปทั้ง
ตำหนัก พระถังซัมจั้งก้มหน้าสำรวมเดินมิได้อาจแลเหลียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็
คลายบันเทิงใจ เกาะไหล่อาจารย์อยู่ และพิจารณาดูโดยกำลังทิพยจักษุญาณ
ทุก ๆ แห่ง เห้งเจียเห็นอาจารย์จิตใจไม่หวั่นหวาด ก็นึกสรรเสริญว่าเป็นสมณะจริง
จิตตั้งอยู่ในความสงบระงับไม่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณ บัดเดี้ยวแลไปก็
เห็นพระมเหสี และสนมเอกโทกับสาวใช้นางในพากันแหห้อมนางกงจู๊ออกมารับ
เสด็จ นางทั้งหลายถวายบังคมพร้อมกันว่าพระเจ้าหมื่นปี ๆ พระถังซัมจังจิตใจ ให้
รัวสั่นสะทกสะท้าน พะว้าพะวังหาที่ตั้งมิได้ เห้งเจียเหลือบไปเห็นนางกงจู๊ บน
ศีรษะมีไอปิศาจยักษ์พลุ่งขึ้นแต่หาสู้ร้ายแรงนักไม่ จึงกระชิบบอกพระอาจารย์ว่า
นางกงจู๊นั้นปลอมมิใช่จริง พระถังซัมจั้งว่าถ้าจริงดังว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เห็นจริง
เล่า เห้งเจียว่าถ้าอยากจะให้รู้ชัดต้องกลับเป็นรูปเดิมจึงจะจับมันได้ พระถังซัมจั่ง
ห้ามว่าไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัยวุ่นวายกันไปทั้งวัง รอให้เสด็จกลับไป
ยังที่แล้ว จึงค่อยแผลงฤทธิ์เดชอานุภาพต่อภายหลังฝ่ายเห้งเจียเป็นคนใจร้อนรออยู่ไม่ได้ ก็ไหวกายกลายกลับเป็นรูปเดิม ร้อง
ตวาดด้วยเสียงอันดัง กระโดดมาจับยึดเสื้อนางกงจู๊ ด่าว่าอีกรากษสยักษ์ร้าย
มึงทำเล่ห์กลแอบแผ่งสำราญอยู่ในนี้ยังไม่พอ ทำกลอุบายหลอกลวงอาจารย์เรา
คิดทำลายพรหมจรรย์ สันดานมึงช่างเต็มไปแต่ด้วยกามราคะไม่รู้สึกโทษที่จะต้อง
ไปทนทุกข์ในนรกเลยฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้เห็น และได้ยินดังนั้นก็ตกพระทัย นางฮองเฮาและ
นางสนมกำนัล ก็พากันตกใจล้มคว่ำล้มหงายไม่เป็นสมประดี บางก็วิ่งหนีซ่อน
เร้นเอาตัวรอด พระถังซัมจั้งก็ระรัวสั่นไปทั้งกาย เข้าประคองพระเจ้าแผ่นดินทูล
ว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย นี่คือศิษย์ของอาตมภาพแผลงฤทธิ์เพื่อจะใคร่รู้
เท็จจริงฝ่ายนางกงจั๊ปิศาจปลอม เห็นไม่สมคิดแน่แล้วก็ถอดเครื่องแต่งตัวทั้งเสื้อผ้า
ฉีกทิ้งเสีย สลัดหลุดจากมือเห้งเจีย วิ่งหนีไปในสวนดอกไม้ เข้าศาลพระภูมิ ได้
กระบองสั้นอันหนึ่งหวนกลับมาเข้ารบกับเห้งเจีย เห้งเจียก็ชักกระบองเหล็กออก
รบกับปิศาจ ต่างออกกำลังรบกันกึกก้องโกลาหลที่ในสวนดอกไม้ แล้วแผลงฤทธิ์
เหาะขึ้นบนอากาศรบกันสนั่นหวั่นไหว พวกชาวเมืองต่างก็ตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม
พระถังซัมจั้งร้องว่าขอพระองค์อย่าได้ตกพระทัยไปเลย แล้วบอกพวกสาวสวรรค์
กำนัลในว่าอย่ากลัวนางกงจู้ของท่านนั้นเป็นปิศาจปลอมเข้ามาอยู่ ส่วนบุตรของ
ท่านนั้นคอยให้ศิษย์ของอาตมภาพจับปิศาจได้แล้วจึงไปรับกงจู้ที่แท้จริงนั้นมาให้
จึงจะรู้เหตุผลเอาเป็นจริงแน่ได้ฝ่ายนางในได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดบอกดังนั้น ก็ค่อยได้สติคลายจากความหวาด
แก่เห้งเจียโดยสามารถ รบต่อสู้กันอยู่ที่หน้าประตูสวรรค์น่ำทีหมึงประมาณยี่สิบเพลง
นางปิศาจเห็นว่าจะเอาชัยชนะเห้งเจียมิได้ ก็ยกหินบดฟาดไปทีหนึ่งบันดาลเป็น
แสงสว่างร้อยพันหมื่นสายแล้วก็รีบหนีไปทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียก็ไล่ติดตามมา
บัดเดี้ยวมาถึงภูเขาหนึ่ง ปิศาจก็บันดาลแสงสว่างสูญหายลงไปในยอดภูเขานั้น
เห้งเจียเที่ยวค้นหาก็ไม่พบเห็น มีความสงสัยและวิตกเกรงว่าปิศาจจะหวนกลับ
แอบไปในเมือง จะทำร้ายแก่พระอาจารย์ เห้งเจียดำริดังนั้นแล้ว ก็พิจารณาดูจำ
ภูเขานั้นได้แน่แล้ว ก็รีบเหาะกลับไปยังเมือง เวลานั้นประมาณเวลาบ่ายสี่โมงเศษฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีและแลพระสนมนางกำนัลใน กำลังสะดุ้ง
ตกใจครั่นคร้วมกลัวอยู่ด้วยกันทุกคน แลเห็นเห้งเจียยืนอยู่บนเมฆลอยลงมาเรียก
พระอาจารย์ว่าข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งจึงพูดว่าเห้งเจียจงหยุดก่อนอย่าเพ่อ
เข้ามาทำให้วุ่นวาย พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัย แล้วพระถังซัมจั้งถามเห้งเจีย
ต่อไปว่า ท่านไปตามกงจู๊ปลอมนั้นได้ความประการใดเห้งเจียยืนพนมมืออยู่ข้างนอกตำหนักตอบว่า อีนางกงจั๊ปลอมนั้น คือปิศาจ
แปลงตัวข้าพเจ้ารบแก่มันๆ สู้ไม่ได้พ่ายแพ้หนีไปข้าพเจ้าได้ตามไปถึงภูเขาแห่งหนึ่ง
ปิศาจนั้นก็สูญหายไป ข้าพเจ้าได้เที่ยวค้นหาก็มิได้พบเห็น ข้าพเจ้าวิตกเกรงว่า
มันจะกลับวกมาทำร้ายแก่อาจารย์จึงได้รีบเหาะกลับมา พระเจ้าแผ่นดินเมื่อพระ
องค์ได้ทรงฟังเห้งเจียพูดแก่พระถังซัมจั้งดังนั้น พระองค์จึงยึดพระถังซัมจั้งไว้แล้ว
ถามว่า ก็นางนั้นเป็นปิศาจแล้ว ส่วนบุตรีแห่งข้าพเจ้าไปอยู่แห่งใดเล่า เห้งเจีย
จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า รอให้ข้าพเจ้าจับปิศาจได้ก่อนแล้ว กงจู๊ของพระองค์ก็คง
จะได้กลับคืนมา ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลยฝ่ายพระมเหสีกับสนมนารีทั้งปวง เมื่อได้ฟังเห้งเจียทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินดังนั้น
ก็ค่อยคลายความหวาดเสียว ทุก ๆ คนพากันมาคำนับเห้งเจียแล้วจึงพูดว่า ขอ
ท่านผู้วิเศษให้นางกงจู๊กลับมาได้ดังว่าแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอบพระเดชพระคุณ
ท่านเป็นที่ยิ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ที่ในราชวังในนี้ ข้าพเจ้าไม่ควรจะคิด
การขอพระองค์ได้โปรดพาพระอาจารย์ออกไปข้างนอกที่ข้าราชการเฝ้าให้นางใน
กลับเข้าไปเสียข้างใน และเรียกน้องของข้าพเจ้าทั้งสองคนมารักษาอาจารย์ ข้าพเจ้า
จะได้กลับไปจับนางปิศาจนั้นมาให้จงได้ ทั้งจะได้ปรากฏในความชอบของข้าพเจ้า
พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็มีความยินดีพร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง
เสด็จออกมายังท้องพระโรงที่ออกขุนนาง ฝ่ายพระมเหสีและนางสนมก็กลับเข้า
พระราชวังใน พระองค์จึงรับสั่งแก่เจ้าพนักงานจัดเครื่องมาเลี้ยงเห้งเจีย และ
รับสั่งให้หาตัวโป๊ยก่ายชัวเจ็งเข้ามาเฝ้า เห้งเจียสั่งเสียน้องทั้งสองคนให้ดูแลเอาใจ
ใส่รักษาพระอาจารย์ทุกประการแล้ว เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศหมายทิศอาคเนย์
บัดเดี้ยวก็มาถึงยอดเขา เที่ยวสอดสองค้นหาปิศาจฝ่ายนางปิศาจเมื่อหนีเห้งเจียมาลงที่เขาแล้ว ก็มุดเข้าไปในถ้ำเอาศิลามาปิด
ปากถ้ำซ่อนตัวอยู่ในนั้นมิได้ออกมา เห้งเจียเที่ยวค้นหาพักหนึ่ง ไม่เห็นปิศาจก็มี
ความร้อนใจ จึงร่ายมนต์เรียกเจ้าเขาเจ้าที่มาในทันใดนั้นเห้งเจียจึงถามว่าภูเขานี้
เรียกว่าภูเขาอะไร ในตำบลนี้มีปิศาจมากน้อยเท่าใด จงบอกมาโดยเร็วแต่ตามจริง
เจ้าทั้งสองคุกเข่าลงคำนับแล้วบอกว่า ขอท่านได้ทราบอันภูเขานี้มีนามเรียกว่า
(ม้อเถ้าซัว) ที่เขานี้มีรังกระต่ายอยู่สามแห่ง ดั้งเดิมมาก็ไม่มีปิศาจยักษ์มาร เป็น
ที่ชัยภูมิงามดีไม่มีปิศาจยักษ์ร้ายหามิได้ แม้ท่านจะไปหาปิศาจยักษ์ร้ายก็จงไป
หาทางทิศไซทีเถิดจึงจะมี เห้งเจียพูดว่าเราพึ่งขับไล่ปิศาจมาเดี้ยวนี้ ทำไมจึงว่า
ไม่เห็นปิศาจเล่า เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นำเห้งเจียไปที่รัง
กระต่ายสามแห่ง ค้นหาปิศาจที่เชิงเขาก่อน เห็นมีกระต่ายสองสามตัวเที่ยวกิน
หญ้าอยู่ เห็นคนมากระต่ายก็ตกใจวิ่งหนีไป แล้วพาไปหาที่บนยอดเขา แลไปก็
เห็นปากถ้ำ มีศิลาใหญ่ปกปิดอยู่แน่นหนา เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองจึงชี้ว่า เห็นปิศาจ
จะอยู่ในถ้ำนี้เป็นแน่แล้ว จงงัดเอาก้อนศิลานั้นออกเข้าไปค้นดูเถิด เห้งเจียจึงเอา
กระบองงัดก้อนศิลาที่ปิดปากถ้ำอยู่นั้น ออกแล้วก็จะเข้าไปค้นดูฝ่ายนางปิศาจซึ่งเข้าไปซ่อนอยู่ในถ้ำ ครั้นได้ยินเสียงประตูทลายลงดังนั้น ก็
ร้องตวาดออกมาด้วยเสียงอันดัง มือก็ถือลูกหินบดกระโดดออกมาตีเอาเห้งเจีย
เห้งเจียก็แกว่งกระบองรับรบกัน เจ้าเขาเจ้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันหนีไปเที่ยว
ซุกซ่อนตัว นางปิศาจก็ด่าว่าเจ้าเขาเจ้าที่ว่า นำเห้งเจียมาค้นหาจึงได้มาพบปะฉะนี้
ปากก็บ่นว่า มือก็รบแก่เห้งเจีย แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ เวลานั้นก็จวนจะพลบค่ำ
ได้ยินเสียงบนอากาศร้องลงมาว่า ท่านไต้เซียอย่าเพิ่งลงมือก่อน เห้งเจียหันไปดู
ก็เห็นท้ายอิมแชคือพระจันทร์ มีนางฟ้าแห่ห้อมล้อมเป็นบริวาร เห้งเจียเห็นดัง
นั้นก็ย่อตัวคำนับ ถามว่าท่านท้ายอิมจะไปข้างไหนด้วยหรือ ท้ายอิมแชตอบว่า
ปิศาจที่สู้รบอยู่แก่ท่านนั้น คือนางกระต่ายที่อยู่ในตำหนักพระจันทร์ ในห้องยา
ทิพย์มันลักหินบดหนีมา ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะถึงที่ตายเสียวันนี้แล้ว จึงได้ตาม
มาเพื่อจะช่วยชีวิตมันให้รอดอยู่ก่อน ขอท่านไต้เซียได้อนุญาตยกโทษมันให้แก่
ข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าท่านท้ายอิมได้ออกปากขอแล้ว ข้าพเจ้า
ก็ไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ แต่มันทำผิดได้ลักนางกงจู๊พระราชบุตรีของพระ
เจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊กไปซ่อนไว้ แล้วแปลงรูปปลอมเป็นนางกงจู้คิดจะทำลาย
พรหมจรรย์พระอาจารย์ของข้าพเจ้า อันโทษนั้นก็ยากที่จะผ่อนผันให้มันได้ ท้าย
อิมแซได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าท่านไต้เซียยังไม่ทราบถึงเหตุเดิม อันกงจั้
นั้นมิใช่คนในมนุษยโลก เดิมที่เป็นนางฟ้าอยู่ในองค์พระจันทร์ จุติลงมาเกิดเป็น
พร้อมกัน พระสงฆ์ทั้งหลายก็หาทราบเหตุการณ์ไม่ จึงเข้าไปนิมนต์เจ้าวัดออกมา
เจ้าอธิการเห็นเห้งเจียก็ย่อตัวปราศรัยถามว่า เรื่องนางกงจู๊นั้นเป็นประการใดหรือ
เห้งเจียก็เล่าให้เจ้าอธิการฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ เจ้าวัดยกมือขึ้นขอบใจ
เห้งเจีย เห้งเจียบอกว่าท่านอย่าช้า ท่านรับตั้งเครื่องบูชารับพระเจ้าแผ่นดินเถิด
พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังจึงเข้าใจว่า ที่ลั่นกุญแจไว้ในห้องนั้น คือกงจัพระสงฆ์
ทุก ๆ รูป ก็พากันตกใจ ต่างก็พากันไปวัดจัดแจงตั้งเครื่องสักการบูชา และครอง
จีวรทุก ๆ องค์ มาคอยรับพระเจ้าแผ่นดิน ในทันใดนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็พอเสด็จ
มาถึงยังประตูวัด ทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์มาคอยรับอยู่พรักพร้อมและเห็น
เห้งเจียยืนอยู่ท่ามกลาง พระเจ้าแผ่นดินจึงถามเห้งเจียว่า ทำไมท่านจึงมาถึง
ก่อนเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าไหวกายทีหนึ่งก็ไปได้ตั้งพันโยชน์
ครั้นพวกขุนนางและพระถังซัมจั่งมาถึงพร้อมกัน จึงนำพระเจ้าแผ่นดินเข้าไปที่
หลังวัด ที่ห้องขังนางกงจู้อยู่นั้น ฝ่ายนางกงจู๊อยู่ในห้องมืด ก็ยังทำเป็นคลั่งเคลิ้ม
พูดจาไม่เป็นปรกติ เจ้าอธิการจึงชี้ให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรว่า ที่ห้องนี้
เป็นห้องที่นางกงจู๊อยู่ในนั้น พระถังซัมจังสั่งให้ถอดกุญแจเปิดประตูออกแล้ว
พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีแลเข้าไปก็เห็นนางกงจีผู้บุตรก็จำได้แน่ใจตรงเข้า
สวมกอดเอาพระราชบิดาแล้วก็ทรงพระกันแสงแล้วจึงตรัสว่า บิดามารดามีความ
ทุกข์ร้อน โอ้ลูกเอ๋ยกรรมเวรของเจ้าทำไว้แต่ปางใด จึงได้มาทรมานทุกข์อยู่ดังนี้เล่า
ต่างคร่ำครวญโศกาอาดูรรำพันไปต่าง ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้พนักงานเอา
น้ำมาชำระขัดสีล้างพระราชบุตรีแล้ว ให้ผลัดเสื้อผ้านุ่งห่มเสียใหม่เสร็จแล้ว ก็
เสด็จขึ้นประทับบนราชรถจะกลับยังพระราชวัง เห้งเจียพนมมือกราบทูลว่า ข้าพเจ้า
ยังมีกิจธุระอยู่ข้อหนึ่งขอพระองค์ได้ทราบ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านมี
ธุระจะสั่งเสียอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าตำบลนี้ีภูเขาหนึ่งนามว่าแป๊ะเคียดชัว ได้
ทราบว่าในเขานี้มีตะขาบปิศาจตนหนึ่ง ถ้าเวลาพลบค่ำแล้วมักกระทำร้ายแก่พวก
พ่อคำไปมาค้าขายอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าตะขาบนันแพ้ไก่ จงให้หาไก่
สักพันตัวมาปล่อยในที่นี้ เพื่อจะได้แก้ซึงสัตว์ร้าย และเปลี่ยนนามเขาเสียใหม่
พระราชทานอักษรป้ายจารึก และพระราชทานตั้งเจ้าคณะให้มีเกียรติยศตอบแทน
ด้วยพระสงฆ์ได้รักษาเลี้ยงดูนางกงจู๊นั้น พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงโมทนาและอำนวย
ตามที่เห้งเจียทูลชี้แจงนั้นทุกประการ และให้เปลี่ยนนามเขานั้นเรียกว่า (โป๊อาซัว)
ให้เปลี่ยนนามวัดกิ้มโกว่ากิมยี่ และพระราชทานนามเจ้าวัดว่า (เป๋าก๊กเจง) พระ
ราชทานนิตยภัตทุก ๆ เดือน และถวายเครื่องสมณะบริขารต่าง ๆ ทั้งพระสงฆ์
ลูกวัดก็พระราชทานนิตยภัตทุก ๆ องค์ ทุก ๆ เดือนเจ้าคณะและลูกวัดทั้งหลายก็
ถวายพระพรขอบคุณพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกันส่งเสด็จกลับเข้าพระนคร ครั้นถึง
พระราชวังก็พานางกงจู๊เข้าพระราชวังใน ส่วนสนมนางในก็มาเยี่ยมเยือนกงจู๊
และจัดโต๊ะมาเลี้ยงเป็นการสมโภชหรือทำขวัญ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราช
การใหญ่น้อยฝ่ายหน้าฝ่ายใน ต่างเข้านั่งโต๊ะประชุมกันเป็นการรื่นเริง ครั้นสิ้น
เวลาเลี้ยงแล้ว จึงสั่งให้ช่างเขียนวาดรูปพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามไว้ สำหรับ
สักการะบูชาอยู่บนหอ ติ้นฮวยก๊กและให้นางก็งจูแต่งตัวออกมากราบคำนับขอบคุณ
ท่านอาจารย์ถังซัมจังกับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ที่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตายฝ่ายพระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรลาจะใคร่รีบไป พระเจ้าแผ่นดินทรงอาราธนา
ไว้เลี้ยงโต๊ะอีกห้าหกวัน แล้วจัดทองคำถวายสองร้อยแท่งและแก้วแหวนอัญมณี
ต่าง ๆ ถวายตอบแทนแก่ศิษย์ทั้งสาม อาจารย์กับศิษย์ก็มิได้รับกลับถวายคืนเข้า
ท้องพระคลังหลวง พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้ขุนนางจัดราชรถส่งพระอาจารย์กับ
ศิษย์ทั้งสาม เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางและราษฎรก็ตามออกมาส่งจน
นอกเมือง และข้างหน้านั้นพระสงฆ์ทั้งหลายก็คอยคำนับส่ง และไม่คิดจะกลับ
แต่สักองค์เดียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร่ายพระคาถาบันดาลเป็นลมพัดมืดมัวเป็น
หมอกควัน บังตาคนทั้งหลายเหล่านั้นจนแลไม่เห็นอาจารย์กับศิษย์จึงได้หนีพ้นไปได้
อาจารย์กับศิษย์ทั้งสามมาในเวลานั้นเป็นเดือนหกเข้าฤดูคิมหันต์ กลางวันก็เดิน
กลางคืนก็หาที่พัก เดินมาประมาณครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าก็เห็นป้อมกำแพงเมือง
พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่ากำแพงเมืองข้างหน้านั้นจะเป็นเมืองใดตำบลใด เห้งเจีย
ตอบว่าไม่ทราบ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า หนทางนี้พี่ก็เคยมาถึงแล้ว ทำไมจึง
พูดว่าไม่รู้เล่า เห็นจะพูดหลอกพวกข้าพเจ้าเล่นดอกกระมัง เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ
หมูพูดไม่ตรึกตรองได้ข้ามมาถึงก็จริง แต่มาทางอากาศมิได้ลงแผ่นดิน เมื่อไม่มี
ธุระอะไรก็มิได้ไต่ถามถึงมิได้รู้เรื่องจะมาหลอกลวงเอาประโยชน์ผลอะไร พูดกัน
พลางเดินมาตามถนนใหญ่แลไปที่กำแพงเห็นตาเฆ่าสองคนนั่งพูดกันอยู่ พระ
ถังซัมจั่งสั่งให้ศิษย์ทั้งสามคนยืนรออยู่ สวนตัวพระถังชัมจั่งเดินเข้าไปใกล้ปราศรัย
ถามว่า ท่านผู้เฒ่าทั้งสองข้าพเจ้าอยากจะใคร่ทราบว่า ที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร
และในที่นี่จะมีคนใจบุญกุศลศรัทธาบ้างหรือไม่ รูปปรารถนาจะใคร่บิณฑบาต
อาหารกินสักมื้อหนึ่งด้วย เฒ่าทั้งสองตอบว่า ตำบลนี้เรียกว่าเมืองตั้งท่ายฮู้ หลัง
เมืองนี้มีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ตี้เล่งกุ้ย) แม้ว่าท่านอยากจะบิณฑบาตจังหันฉันก็นิมนต์
ไปเถิดตรงไปทางนี้มีป้ายข้างทิศตะวันตก หันหน้าไปข้างทิศตะวันอก มีประตูบ้าน
เจ้าของบ้านชื่อญ่วนหลายเศรษฐี เธอมีศรัทธากล้าหาญถวายทานแก่สงฆ์วันละ
หมื่นรูป เหมือนเช่นท่านมาแต่ทางไกลเป็นอาคันตุกะอย่างนี้ ก็ตามแต่จะต้อง
การเถิด นิมนต์ไปเถิดข้าพเจ้าจะเสียเวลาพูดกัน พระถังซัมจั้งก็ลาสองเฒ่ากลับ
ไปบอกแก่สานุศิษย์แล้วก็พากันตรงไป เวลาที่เดินมาตามทางใหญ่ พวกชาว
เมืองก็พากันมาล้อมดู ที่บางคนก็กลัวจนตัวสั่นและคิดสงสัยไปต่าง ๆ พระถังซัม
จั้งเห็นผู้คนกลุ้มกันมากมายดังนั้น จึงร้องสั่งสานุศิษย์ว่าจงสำรวมระวังก็ริยาอย่า
ให้ฟุ้งซ่าน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินอาจารย์สั่งดังนั้นต่างคนก็เดินก้มหน้า
สำรวมอินทรีย์มิได้เหลียวซ้ายแลขวา ครั้นอาจารย์กับศิษย์พากันเดินมาพอสุด
ทางถนนใหญ่ แลไปที่ประตูเห็นมีอักษรใหญ่สี่ตัวว่าไม่ขัดขึนสงฆ์ พระถังซัมจั้ง
เห็นแล้วก็พยักหน้าพูดว่าประเทศไซทีเป็นพุทธภูมิคำพูดไว้ไม่ผิด โป๊ยก่ายเห็น
แล้วก็จะตรงเข้าไป เห้งเจียร้องห้ามว่าอ้ายกินรำหยุดก่อน รอให้มีคนออกมาไต่
ถามให้ได้ความแล้วจึงค่อยเข้าไป อาจารย์กับศิษย์พากันนั่งพักอยู่ บัดเดี๋ยวมีบุรุษ
หนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินออกมา มือหนึ่งถือตะกร้ามือหนึ่งถือคันชั่งแลเห็นคนทั้งสี่ก็ตกใจ
ทิ้งสิ่งของที่ถือวิ่งหนีหกล้มลุกคลุกคลานกลับเข้าไปในบ้าน ร้องบอกนายว่าข้างนอก
มีพระสงฆ์สีรูปหน้าตาแปลกประหลาดจริง ๆฝ่ายเข่าญ่วนหลายเศรษฐเวลานั้นกำลังถือไม้เท้าเดินบริกรรมภาวนาเจริญ
พระพุทธคุณอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินบ่าวมาบอกดังนั้นก็รีบไปรับ เห็นอาจารย์
กับศิษย์สามคนก็มิได้เกรงกลัวครั่นคร้ามร้องว่าเชิญท่านเข้ามาเถิด พระถังซัมจั้ง
ก็เดินเข้าไป เศรษฐีเดินนำหน้าเข้ามาในตรอกเล็ก เศรษฐีจึงชี้ว่าหอนี้เป็นที่บูชา
พระพุทธเจ้า ที่สองบูชาพระธรรม ที่สามสำหรับพักพระสงฆ์ ที่ต่อไปนั้นเป็นที่
ข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาและญาติพี่น้องอยู่พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความสรรเสริญ
จึงครองผ้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธ พระธรรม เศรษฐีจึงนิมนต์ให้
เปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็นั่งสนทนากัน ศิษย์ทั้งสามก็เข้ามาพร้อมกัน เศรษฐี
จึงให้คนใช้จูงม้าไปผูกไว้ที่เฉลียงและเก็บหาบข้าวของไปไว้เรียบร้อยแล้ว เศรษฐี
จึงถามถึงเหตุการณ์ที่จะมาธุระนั้น พระถังซัมจังจึงพูดว่าอาตมภาพมาจากเมือง
ไต้ถังข้างทิศตะวันออก โดยมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้อาตมภาพมายัง
เขาเล่งซัวนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระไตรปิฎก วันนี้มาถึงตำบลนี้ทราบ
ว่าท่านเศรษฐมีจิตศรัทธา อาตมภาพจึงเข้ามาโดยประสงค์ จะบิณฑบาตจังหัน
สักมื้อหนึ่งแล้วก็จะลาไปฝ่ายเศรษฐีได้ทราบความดังนั้น ก็มีใจโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่งแล้วหัวเราะพูดว่า
ข้าพเจ้าแซ่เข่าชื่อต้ายดวนอายุได้หกสิบปี ได้ตั้งใจอธิษฐานเลี้ยงพระสงฆ์หมื่นองค์
มาถึงวันนี้ได้ยี่สิบสี่ปีพึ่งได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกรูปยังขาดอยู่สี่รูปจะได้หมื่นหนึ่ง
มาวันนี้ท่านทั้งสี่ลงมาจากฟ้าสี่รูป ก็พอครบจำนวนของข้าพเจ้าอธิษฐานไว้ ขอ
ท่านผ่อนพักสักเดือนหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจะทำการครบกำหนดหมื่นองค์เมื่อเสร็จ
ธุระการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะให้คนใช้ของข้าพเจ้าเอาเกี๊ยวหามไปส่งท่าน ตั้งแต่
นีไประยะทางแปดร้อยเส้นเศษไม่สู้ไกลนัก พระถังซัมจังได้ฟังเศรษฐีว่าดังนั้นมี
ความยินดีก็ยอมพักอยู่ฝ่ายเศรษฐีจึงให้คนใช้ผ่าฟืนหาบน้ำ และจัดแจงหุงต้มเครื่องคาวหวานที่จะ
ถวายพระสงฆ์ ผู้คนทำงานการอีกทึกก็ตกใจถึงท่านยายเศรษฐีจึงถามว่าพระ
สงฆ์มาแต่ข้างไหนหรือ คนใช้บอกว่ามีพระสงฆ์สี่รูปดูประหลาดท่านตาถามเธอ
เธอบอกว่าอยู่เมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินให้ไปเขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
มาถึงบ้านเรานี้ไม่รู้ว่าทางมาจะไกลสักเท่าใด เพราะฉะนั้นท่านตาจึงสั่งพวกข้าพเจ้า
ให้จัดแจงทำเครื่องแจคาวหวานถวายพระสงฆ์ ยายเศรษฐีได้ฟังก็มีความรื่นเริงดีใจ
จึงเรียกบ่าวให้เอาเสื้อผ้ามาผลัด ครั้นจัดแจงแต่งตัวนุ่งห่มแล้วก็ออกมาดูพวก
คนใช้บอกว่าท่านแม่ดูได้แต่องค์เดียวยังอีกสามรูปนั้นดูไม่ได้รูปดุร้ายนัก ทั้งน่า
เกลียดน่ากลัวดูประหลาดดุจลงมาจากฟ้า ท่านยายจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นจงรีบไป
บอกแก่ท่านตาให้ทราบก่อน คนใช้ก็รีบไปบอกแก่เศรษฐีว่าท่านยายจะออกมา
พระถังซัมจั้งได้ฟังก็ลงจากอาสน์ ท่านยายเศรษฐีก็พอมาถึงหน้าแลไปเห็นพระถัง
ซัมจั้งมีลักษณะอันงาม หันไปแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งรูปร่างมีใช่คนธรรมดา
แม้ว่าจะเป็นคนอยู่เบื้องบนลงมาก็จริง แต่ดูรูปก็ให้ครั่นคร้ามในใจ ยายเฒ่า
พิจารณาดูแล้วก็ลดกายลงกระทำคำนับ พระถังซัมจั้งก็ย่อตัวปราศรัยถามทักว่า
ลำบากแก่ท่านยายมาก ๆ ยายเฒ่าจึงถามสามีว่า ท่านทั้งสามนั้นทำไมจึงไม่นั่ง
เสมอกัน โป๊ยก่ายชิงตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสามนี้เป็นสานุศิษย์ เสียงโป๊ยก่ายพูด
ขึ้นคำหนึ่งดุจภูเขาจะพัง ทำให้ยายเฒ่าตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม กำลังพูดกันอยู่
นั้น แลเห็นหนุ่มน้อยนักเรียนสองคนเดินขึ้นมาลดกายลงทำเคารพต่อพระถังซัมจั้ง
พระถังซัมจังแลเห็นก็ตกใจ ย่อตัวลงปราศรัยถามทักเศรษฐีลุกเดินมาจับบุตรทั้ง
สองแล้วบอกว่า สองคนนี้บุตรของข้าพเจ้าเอง คนใหญ่นามเรียกว่าเข่าเหลียง
คนเล็กเรียกว่าเข่าตัง อยู่ที่โรงเรียนพึ่งกลับมากินข้าวกลางวัน ทราบว่าใต้เท้ามา
นี่จึงได้มานมัสการ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีสรรเสริญว่าชอบแล้ว
อยากให้มีความเจริญต้องทำการกุศลและเล่าเรียนให้รอบรู้ขนบธรรมเนียม นักเรียน
ทั้งสองจึงถามบิดาว่า ท่านอาจารย์นี้อยู่ถึงไหนมาท่านเศรษฐีหัวเราะแล้วพูดว่า
มาจากทางไกลอยู่ ณ เมืองไต้ถังข้างทิศตะวันออก พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปที่
เขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมนักเรียนทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าได้ดูในหนังสือลิ้มก้วงกิว่า ในใต้หล้านี้มีสี่
ทวีปสี่ทิศ ทิศที่เราอยู่นี้เรียกว่าปราจีนทิศท่านมาจากทิศบูรพากว่าจะมาถึงนี่ไม่
ทราบว่าสักกี่ปีแล้ว พระถังซัมจั้งหัวเราะแล้วตอบว่า อาตมภาพเดินมาทรมานความ
ทุกข์มากวันมากคืน และต้องถูกปิศาจร้ายราวีที่กันดารต่าง ๆ เหลือที่จะพรรณนา
ให้สิ้นสุดได้แต่รวมจำที่เดินนั้นได้สิบสี่ปีจึงได้มาถึงตำบลนี้ นักเรียนทั้งสองได้ฟัง
พระถังซัมจั้งว่าดังนั้นจึงสรรเสริญว่า ท่านอาจารย์เป็นผู้วิเศษสำเร็จภาคจึงได้มา
ได้ดังนี้ กำลังสนทนากันอยู่พวกคนใช้ก็ยกเครื่องจังหันแจมาถวาย ท่านเศรษฐี
จึงให้ท่านยายกับบุตรทั้งสองกลับบ้าน เศรษฐีจึงนิมนต์พระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์
ฉันอาหารเครื่องแจทั้งคาวหวานจัดหาล้วนแต่สิ่งที่โอซารสมีเครื่องเทียบและเพิ่ม
เติมทุก ๆ สิ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจกินดุจลมพัดหอบเมฆ อาจารย์กับศิษย์
กระทำภัตตากิจเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลุกออกมาจากที่มีความสรรเสริญขอบคุณ
เศรษฐีที่สุดและจะใคร่ขอลาไป เศรษฐีพูดว่า ท่านอาจารย์จงยั้งหยุดพักก่อนคำ
โบราณท่านย่อมว่า ต้นยากปลายง่าย คอยรอข้าพเจ้าทำการฉลองแล้วข้าพเจ้า
จะจัดการส่งท่านโดยความปรกติพระถังซัมจั่งได้ฟังเศรษฐีอ้อนวอนดังนั้น โดย
ความเลื่อมใสศรัทธาก็ไม่รู้จะขัดอย่างไรได้ จึงได้ยอมพักอยู่ห้าหกวัน เศรษฐีจึง
ตั้งพิธีและนิมนต์พระสงฆ์ยี่สิบสี่รูปสวดมนต์ฉลองฝ่ายพระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงทำตามกิริยาพิธีธรรมสามวันสามคืนเสร็จแล้วฝ่ายพระถังซัมจั่งเห็นการเสร็จแล้ว จิตเป็นห่วงที่จะไปยังเขาเล่งซัว จึงปราศรัย
แก่เศรษฐี ท่านเศรษฐีคำนับแล้วพูดว่าอาจารย์ทำไมรีบร้อนจะไปนักหรือ ทำการ
หลายวันจะไม่สบายใจดอกกระมัง พระถังซัมจั่งตอบว่า อาตมภาพได้รับความ
ปฏิบัติของท่านเศรษฐีโดยความเอื้อเฟื้อ ไม่รู้ว่าจะได้สิ่งใดตอบแทนสนองพระเดช
พระคุณไม่มีความรำคาญขัดข้องแต่อย่างใดเลย แต่เมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
เสด็จมาส่งอาตมภาพได้ตรัสถามว่า เวลาใดจึงจะได้กลับเมือง อาตมภาพได้ทูล
ผิดไปว่าสามปีโดยเหตุที่ไม่ทราบว่าหนทางจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้มาถึงวันนี้
ก็ได้สิบสี่ปีแล้ว จะอาราธนาพระธรรมได้หรือมิได้ก็ไม่รู้ ทั้งเวลากลับก็จะถึงสิบ
สองสิบสามปีอีกดังนี้ จะไม่มีความผิดคาดหมายไปหรือ ขอท่านได้อนุกูลให้
ข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าได้พระธรรมแล้ว จะกลับมาอยู่สักกี่เวลาก็ได้ โป๊ยก่ายได้ฟัง
อดพูดไม่ได้ จึงพูดออกด้วยเสียงอันดังว่า อาจารย์คิดผิดไปเสียแล้วไม่ผ่อนตามใจ
คนท่านก็เป็นผู้มั่งมีใหญ่โต ทั้งตั้งใจอธิษฐานถวายสังฆทานแก่สงฆ์ถึงหมื่นรูปก็
ครบแล้ว และจะมีจิตศรัทธานิมนต์ไว้ควรจะอยู่สักปีหนึ่งก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์อะไร
จะรีบเร่งไปทำไมไม่อยู่กินให้พอ จะเที่ยวไปขอเขากินนั้นจะดีอย่างไร พระถังซัม
จั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดนั้นจึงตวาดว่าหาความคิดมิได้ เห็นแต่จะกินมิได้คิดที่จะได้
มรรคผล เพราะฉะนั้นเป็นมนุษย์แล้วและจะต้องกลับเป็นเดียรัจฉานเพราะความ
อยากความปรารถนาในสันดานแห่งตน เจ้าจะใคร่อยู่กินให้สบายก็จงอยู่เถิดพรุ่งนี้
ข้าจะไป เห้งเจียเห็นอาจารย์มีสีหน้ามัวหมองดังนั้น ตรงมาเอากำหมัดทุบศีรษะ
โป๊ยก่ายทีหนึ่งแล้วด่าว่าอ้ายชาติหมูไม่รู้ดีและชั่ว ทำให้อาจารย์โกรธแค้นเคืองใจ
โป๊ยก่ายไม่อาจพูดอะไรต่อไปฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับศิษย์วุ่นวายกันดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน
อาจารย์อย่าร้อนใจวันนี้จงพักก่อนพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจัดแจงขอแรงชาวบ้านมาพร้อม
กันจะได้แห่ส่งท่านไป เวลาเมื่อเศรษฐีกำลังพูดอยู่นั้น ท่านยายเฒ่าก็มาถามว่า
ท่านอาจารย์มาพักอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พระถังซัมจังตอบว่าอาตมภาพมาพักอยู่ได้สิบ
ห้าวันแล้ว ยายเฒ่าพูดว่าครึ่งเดือนนี้เป็นส่วนกุศลของท่านตา ข้าพเจ้ามีทรัพย์
สินเล็กน้อยจะขออธิษฐานทำแจถวายสักครึ่งเดือน ยายเฒ่าพูดยังไม่ทันจะ
ขาดคำลง บุตรชายชื่อเข่าเหลียงเข่าเต็งทั้งสองคนเข้ามาพูดว่าท่านอาจารย์
บิดาข้าพเจ้าทำแจถวายสงฆ์ยี่สิบปีก็ยังไม่เคยพบท่านผู้วิเศษ วันนี้มาพบท่านผู้
วิเศษทั้งสี่มาถึงบ้านข้าพเจ้า ก็เปรียบดุจเรือนแฝกมีแสงสว่าง ข้าพเจ้ายังเด็กเล่า
เรียนน้อยก็เคยฟังในคัมภีร์มรรคผลว่า ตาทำ ตาก็ได้ของตา ยายทำ ยายก็ได้
ของยายใครไม่ทำผู้นั้นก็ไม่ได้ บิดามารดาข้าพเจ้าอยากได้กุศล พี่น้องข้าพเจ้าก็
อยากได้กุศลบ้าง มีทรัพย์บ้างเล็กน้อยจะขอทำถวายท่านอาจารย์สักครึ่งเดือน
การทำบุญเสร็จแล้วข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันไปส่งท่านอาจารย์ไป พระถังซัม
จั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ท่านตาท่านยายนิมนต์ยังรับไม่ได้เป็นอันขาดจะรับนิมนต์
ท่านทั้งสองไม่ได้ วันนี้กำหนดแน่จะลาไปอย่าถือผิดข้าพเจ้าเลย หากมิฉะนั้นก็มี
โทษที่ผิดรับสั่งก็ถึงที่ตายเหมือนกันฝ่ายท่านยายกับบุตรเห็นเธอไม่รับนิมนต์เป็นแน่แล้วก็มีความโกรธว่าเราตั้งใจ
นิมนต์เธอไว้ เธอก็ไม่ยอมอยู่จะใคร่ไปก็ไปเถิดจะอ้อนวอนทำไมให้ป่วยการปาก
ลำบากใจพูดดังนั้นแล้วแม่ลูกก็พากันกลับไป ฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับสานุศิษย์
มีความเศร้าหมองก็ไม่อาจอ้อนวอนให้อยู่ จึงออกไปที่ห้องเสมียนสั่งให้เขียน
จดหมายเชิญพวกเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันในวงศ์ญาติว่า เวลาพรุ่งนี้จะส่งท่าน
อาจารย์ถังซัมจั้งไป สั่งให้พวกโรงครัวจัดเครื่องโต๊ะให้พรักพร้อมและให้จัดหาม้าล่อ
กับธงเทียว และเครื่องพิณพาทย์มโหรีสีซอฆ้องกลองและขับร้อง และให้นิมนต์
พระสงฆ์พวกหนึ่งมาในกำหนดวันพรุ่งนี้ ถวายข้าวสงฆ์เสร็จจะได้ส่งท่านอาจารย์
ถังซัมจั้ง เสมียนทนายรับคำสั่งแล้วก็ไปจัดการตามสั่ง ครั้นเวลาพลบค่ำก็พากัน
ไปพักหลับนอน พวกพนักงานของเศรษฐีก็จัดการจนรุ่งสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็
พร้อมเสร็จทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามคน ลุกขึ้นเก็บรวบรวมข้าวของใส่หาบสำรอง
จะออกเดิน เศรษฐีก็มานิมนต์ไปที่โรงใหญ่ข้างบ้าน ในนั้นจัดเครื่องโต๊ะแจไว้
พร้อมทั้งคาวหวาน จัดที่สูงต่ำตามลำดับ เศรษฐีนิมนต์อาจารย์กับศิษย์เข้านั่งที่
แล้ว พวกวงศ์ญาติใหญ่น้อยกับแขกบ้านใกล้ไกลที่เศรษฐีเชิญมานั้นพร้อมกันแล้ว
ก็ต่างคนนมัสการพระถังซัมจั้งทุก ๆ คน แล้วมโหรีพิณพาทย์ก็ดีดสีตีเป๋าขึ้นพร้อมกัน
ครั้นเลี้ยงเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาเศรษฐี ฝ่ายคนทั้งหลายที่มานั้นก็พากัน
ตามหลังพระถังซัมจั่งมายังที่ประตูนอก แลไปตามทางจัดแจงถือธงทิวและม้าล่อ
ฆ้องกลองรออยู่พร้อมกันคอยรอท่า พอพระถังซัมจั่งออกมาก็โห่ร้องตีม้าล่อฆ้อง
กลองขึ้นอึกทึกโกลาหล พวกผู้คนหญิงชายใหญ่น้อยตามหลังแห่ห้อมล้อมมา
ยังพวกหญิงชายชาวเมืองผู้ใหญ่เด็กพากันมาดูตามสองข้างทางนั่งยืนยัดเยียดเบียด
กันตลอดมา เวลานั้นเศรษฐีคุกเข่ายอมถวายไทยทานส่งพระถังซัมจั้งสิ้นทรัพย์
เป็นอันมาก หาผู้ใดจะทำเสมอมิได้ มีทั้งพวกขับร้องสรรเสริญเป็นเพลงกลอน
ต่าง ๆ และทั้งมีพระสงฆ์ตามส่งสวดมนต์และคาถาต่าง ๆ ตามไปส่งด้วย เป็นระยะ
ทางประมาณสองร้อยเศษ เศรษฐีจัดคนล่วงหน้าไปตั้งเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา ครั้นถึง
เศรษฐีก็นิมนต์พระถังซัมจั้งเข้าหยุดพัก เศรษฐียกถ้วยน้ำชามาประเคนให้พระถัง
ซัมจั้ง น้ำตาคลอตาแล้วพูดว่า แม้ท่านไปอาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว นิมนต์
ท่านแวะบ้านข้าพเจ้าให้จงได้จะเป็นที่พอใจข้าพเจ้าสมแก่ที่มีศรัทธาเลื่อมใส
พระถังซัมจั้งปราศรัยขอบคุณเศรษฐีเป็นที่ยิ่งพูดว่าอาตมภาพไปถึงเขาเล่งซัว
อาราธนาพระธรรมได้แล้วก็คงจะยกกุศลผลทานของท่านใหญ่ยิ่ง หากเวลากลับ
อาตมภาพจะแวะขอบคุณท่าน ครั้นสั่งเสียกันเสร็จธุระแล้ว พระถังซัมจั่งก็ลาเศรษฐี
ออกเดินไป ประมาณทางไกลได้สี่ร้อยเส้นเศษเวลานั้นก็จวนค่ำ พระถังซัมจั่งพูด
ว่าเวลาก็จวนค่ำจะหาที่พักแห่งใดดี โป๊ยก่ายพูดเสียงดังขึ้นว่าเครื่องขบฉันก็มีพร้อม
ตึกรามห้องหอก็มีสำรองไว้ ให้อยู่ไม่อยู่ไม่กินอยากแต่จะไปให้ได้เดี๋ยวนี้จะไปหา
ที่ไหนอีกเล่า พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานยัง
จะมาขัดเคืองเสียดายอะไรอยู่อีก คำโบราณท่านย่อมว่าแม้เป็นสุขสำราญก็จริง
แต่มิใช่บ้านเรือนของเราจะอยู่นานก็ไม่ควร รอเราพากันไปเขาเล่งชัวพบพระพุทธ
เจ้าขออาราธนาพระธรรมได้แล้วกลับไปเมืองไต้ถังจะทูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน ขอ
เอาเครื่องเสวยจะกินสักกี่ปี หรือจะกินให้จนท้องแตกก็ตามแต่ใจ เจ้าหัวใจสัตว์
จะให้เจ้าเป็นปิศาจผีตายอยาก โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์ด่าดังนั้นก็หัวเราะแต่
ในใจไม่อาจโต้ตอบออกไปอีกเห้งเจียแลเห็นที่ข้างทางมีห้องเล็ก ๆ สองสามห้อง
จึงพูดแก่อาจารย์ว่าที่ตรงนั้นเห็นจะพักได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินไปดู แลเห็น
เป็นประตูเก่า ข้างบนมีป้ายเก่ามีอักษรสี่ตัว คือ (ฮัวกองเห้งอี) พระถังซัมจั้งก็ลง
จากม้าพูดว่า ฮัวกองนามนี้ คือพระปฏิมากรที่บูชาในนี้คงจะมีศาลาจึงพากัน
ตรงเข้าไปข้างใน เห็นห้องหอเซทรุดหักพังไปทั้งสิ้น ไม่เห็นมีผู้คนเงียบสงัดหญ้า
และเถาวัลย์ขึ้นพันลดเลี้ยว เห็นดังนั้นแล้วก็คิดจะถอยออกมาไปหาที่อื่น ก็
บังเอิญมืดฟ้ามัวฝน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่จนไม่รู้ที่ว่าจะหลบหนีไปทางไหน มีห้อง
พังอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้าไปหนีฝน พากันระงับเงียบไม่อาจพูดเสียงดังกลัวว่าจะมี
สำคัญมั่นใจเสียว่าเป็นความจริงมิได้มีความสงสัย จึงพูดแก่มารดาว่า อันความ
จริงก็คงจะเป็นดังนั้นแน่ไม่ควรจะสงสัยเลย เพราะเธอทั้งสี่มานอนค้างอ้างแรม
อยู่หลายเวลา ทั้งนอกในก็ทราบสิ้น เห็นข้าวของเงินทองก็เกิดโลภเจตนาขึ้น เพราะ
ฉะนั้นเห็นฝนตกหนักจึงได้แอบเข้ามา ปล้นบ้านเราค้นเอาข้าวของเงินทอง ไปแล้ว
มิหนำซ้ำฆ่าบิดาตายเสียด้วยดังนี้ ใครที่ไหนจะร้ายกาจเหมือนพวกก็ไม่มีแล้ว
รอพอให้สว่างจะทำเรื่องราวไปร้องแก่ผู้รักษาเมือง ให้ชำระเอาตัวผู้ร้ายให้จงได้
เข่าตังน้องชายถามว่า ในเรื่องราวที่จะแต่งว่าอย่างไร เข่าเหลียงพี่ชายตอบว่า
ต้องแต่งตามที่มารดาบอกเล่าว่า พระถังซัมจั้งถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องให้ฆ่าคน
ชัวเจ๊งเข้าค้นทรัพย์เก็บเอาสิ่งของเงินทอง เห้งเจียเป็นผู้ม่าบิดาเราดังนี้ และจึง
จะเอาตัวผู้ร้ายได้ เวลานั้นผู้คนในบ้านก็วุ่นวายทุก ๆ คนจนเวลาสว่าง ฝ่ายหนึ่ง
จัดแจงเอาศพใส่โลง ฝ่ายหนึ่งนำเรื่องราวไปร้องต่อผู้รักษาเมือง ผู้รักษาเมืองท่ง
ท่ายอู้ผู้นี่เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมชื่อเสียงปรากฏเวลานั้นออกศาลาว่าการบ้านเมือง
คอยที่จะรับคดีทุกข์ร้อนของราษฎร ฝ่ายเข่าเหลียงเข่าตังบุตรเศรษฐทั้งสองคนนำ
เรื่องราวยื่นต่อผู้รักษาเมือง แล้วเรียนว่าขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบ ด้วยเมื่อเวลาคืนนี้
มีอ้ายผู้ร้ายเข้าปล้นบ้านเรือนฆ่าบิดาข้าพเจ้าตาย ขอท่านได้โปรดฝ่ายผู้รักษาเมืองรับเรื่องราวมาดูแล้วก็ถามปากคำจึงสั่งให้พนักงานกอง
ตระเวนจัดสรรเลือกคนที่ล่ำสันแข็งแรงร้อยห้าสิบคน ถืออาวุธครบมือกันทุกคน รีบ
ออกทางประตูข้างทิศตะวันตก จับเอาตัวพระถังซัมจังกับศิษย์มาให้จงได้ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ในคืนวันนั้น อาศัยอยู่ในศาลเจ้าจนสว่าง ครั้น
สว่างแล้วก็ออกเดินไปตามทางทิศตะวันตกฝ่ายพวกโจรรีบหนีออกจากเมืองแล้ว เดินเลยศาลเจ้าฮ้อกวาง ไปประมาณ
สักสองร้อยเส้น ก็พากันเข้าแอบซ่อนในชะวากเขา เพื่อจะได้แบ่งปันข้าวของเงิน
ทองแก่กัน บังเอิญแลไปเห็นพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์เดินตามกันมา พวกโจรมี
ความโลภเจตนา จึงชี้มือว่าพระสงฆ์เหล่านี้อยู่ในบ้านเข่าญ่วนเศรษฐีหลายเวลา
คงจะมีข้าวของสิ่งใดติดมาบ้าง พวกเราช่วยกันออกสกัดทางไว้ ตีชิงเอาสิ่งของ
และม้าไว้แบ่งปันกันจะมิดีหรือ ว่าดังนั้นแล้วพวกโจรก็พร้อมกันถือเครื่องอาวุธต่างๆ
โหร้องออกสกัดทาง แล้วร้องห้ามว่าพระสงฆ์อย่าเพ่อไป จงเอาค่าเดินทางมาให้
ก่อนจะยกชีวิตให้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพวกโจรว่าดังนั้น ตกใจตัวสั่นไม่เป็นสมประดี
เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะถามดูก่อน ว่า
แล้วเห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้ พนมมือร้องถามว่า ท่านทั้งหลายร้องว่ากระไรหรือ
พวกโจรร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เจ้าคนนี้ยังไม่รู้จักความตายกล้ามาถามเรา
นัยน์ตาเจ้าเห็นจะไม่มีแก้วตาดอกกระมัง เจ้าจำเราไม่ได้หรือคือเราเป็นไต้อ๋อง
ทองติดมามากเป็นแน่ จึงมีความโลกออกสกัดทางโดยความอยากได้ ไม่ทราบ
ว่าท่านมือภินิหารเดชานุภาพ จึงจับพวกข้าพเจ้ามัดไว้ดังนี้ขอท่านได้มีความ
กรุณาเอาข้าวของเงินทองที่ข้าพเจ้าปล้นมาได้นั้นถ่ายโทษตัว ขอท่านได้โปรดให้
ข้าพเจ้ารอดชีวิตไปสักครั้งหนึ่งพระถังซัมจั้งได้ยินออกชื่อปล้นบ้านเศรษฐีก็ตกใจ
ผุดลุกขึ้นถามเห้งเจียว่า เศรษฐีคนนี้เป็นบุญกุศล เหตุไฉนจึงต้องภัยร้ายถูกปล้น
สะดมเช่นนี้ เห้งเจียพูดว่าเพราะเหตุแกส่งพวกเรา แห่แหนประคับประคองดีมาก
เพราะฉะนั้นพวกโจรเหล่านี้จึงได้ปล้นบ้านแก พระถังซัมจั้งพูดว่าพวกเราติดบุญ
คุณแกอยู่มากู เราไม่มีอะไรจะแทนคุณถ้ากระนั้นพวกเรารวบรวมรวมเอาข้าวของ
เงินทองเหล่านี้คืนไปให้แก จะมิเป็นการดีหรือ เห้งเจียได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้นก็
เห็นชอบด้วย จึงให้ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายเข้าไปในชะวากเขา เก็บเอาข้าวของเงินทองที่
พวกโจรขนมานั้น บรรทุกบนหลังม้าและให้โป๊ยก่ายหาบคอนข้าวของเงินทอง
เหล่านั้นแล้ว เห้งเจียจะใคร่ตีพวกโจรให้ตายเสียทั้งสิ้น แต่กลัวอาจารย์จะว่าฆ่า
สัตว์จึงได้เรียกขนกลับคืนเข้าตัว พวกโจรหลุดจากมัดแล้วก็พากันวิ่งหนีเอาตัว
รอดไปหมดฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ก็พากันตรงไปยังบ้านเศรษฐี ราวกับแมลงเม่า
เข้าไฟฉะนั้น อาจารย์กับศิษย์กำลังพากันเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นผู้คนมากมาย
ถือเครื่องศัสตราอาวุธทุก ๆ คนเดินตรงมา พระถังชัมจังมีความหวาดเสียวสะดุ้ง
จึงบอกแก่พวกศิษย์ว่าข้างหน้าจะเป็นพวกดีหรือร้ายเสียอย่างไร โป๊ยก่ายว่าภัย
จะมาถึงแล้ว พวกนี้คือพวกโจรที่ปล่อยไปมันพากันกลับมาจะทำร้ายเราอีกแล้ว
ซัวเจ๋งว่าดูท่าไม่ใช่พวกโจร พี่เห้งเจียจงพิเคราะห์ดูให้แน่ว่าจะเป็นพวกอะไร
เห้งเจียหันมาพูดบ่นแก่ซัวเจ้งว่า ภัยร้ายของอาจารย์มาอีกแล้ว พวกนี้คือพวก
พลทหารมาจับพวกโจรผู้ร้าย พูดยังไม่ทันขาดคำพวกทหารก็มาถึงตั้งกระบวน
ล้อมเข้ามาร้องว่า พวกพระสงฆ์ที่ปล้นเอาข้าวของเขามาอยู่นี่สนุกหรือก็พร้อมมือ
กันเข้าจับเอาพระถังซัมจั้งลากลงมาจากม้ามัดไว้ แล้วก็เข้าจับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัว
เจ๋งมัดทั้งสามคน แล้วเอาไม้คานสอดหามสองคนต่อคนเหมือนหามสุกร ข้าว
ของห่อย่ามและเงินทองกับม้าก็รวบรวมเอาไปทั้งสิ้น พากันรีบกลับเข้าเมือง
ฝ่ายพระถังซัมจั้งรัวๆ สั่น ๆ ร้องไห้ โป๊ยก่ายปากบ่นพึมพำในใจคิดแค้น ซัวเจ้ง
ใจกระสับกระสายไม่ปรกติ เห้งเจียหัวเราะกึ๊กๆ จะใคร่ออกฝีมือฝ่ายพวกขุนนางที่คุมทหารมาจับนั้น ก็พากันหาบหามมาบัดเดี้ยวก็ถึงประตู
เมือง ตรงเข้าไปยังศาลบอกแก่ขุนนางผู้ชำระโจรผู้ร้ายว่าขอท่านได้ทราบ พวก
ข้าพเจ้าไปตามจับผู้ร้ายมาได้แล้ว ตามแต่ท่านจะโปรดประการใดฝ้ายผู้รักษาเมืองแลเห็นของดังนั้น จึงให้บุตรเข่าญ่วนหลายเศรษฐีมารับของ
คืนไปแล้ว จึงเรียกตัวพระถังซัมจั้งมาถามว่า ตัวเป็นสงฆ์พูดว่าจะไปไซทีนมัสการ
พระอันที่จริงหาใช่ไม่ คือเป็นโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสะดมฆ่าคนดังนี้ดอกหรือ พระ
ถังซัมจั้งว่าขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบอาตมภาพนี้ไม่ใช่ผู้ร้าย มีหนังสือสำหรับตัวเดิน
ทางมาขอท่านได้พิจารณาดูเถิด เพราะเหตุท่านเศรษฐีมีความเลื่อมใสได้นิมนต์
อาตมภาพมาถวายข้าวสงฆ์ถึงครึ่งเดือน อันบุญคุณของท่านเศรษฐีหาที่เปรียบมิได้
เมื่ออาตมภาพเดินไปตามทางบังเอิญไปพบพวกโจรที่ปล้นบ้านเศรษฐีเอาข้าวของ
เงินทองไปแบ่งปันกัน สานุศิษย์ของอาตมภาพทราบเหตุจึงชิงเอาสิ่งของที่โจรมาได้
ก็หวังใจจะเอาคืนมาให้เศรษฐีตอบแทนคุณ กำลังเดินกลับมาก็บังเอิญมาพบ
พวกทหารจับเอาตัวมาว่าเป็นผู้ร้าย อันความสัตย์จริงอาตมภาพหาใช่พวกผู้ร้ายไม่
ขอท่านได้พิจารณาจงดีเถิด ผู้ชำระจึงพูดว่า ตัวเห็นพวกพลทหารจึงพลิกแพลง
ว่าจะเอาของมาแทนคุณ ถ้าหากว่าพบปะพวกผู้ร้ายจริง ทำไมจึงไม่จับกุมผู้ร้าย
ไว้เล่า จะได้ให้ผู้รักษาเมืองเห็นด้วยพวกเจ้าทั้งสี่คนจงมาดูเรื่องราวของบุตรเศรษฐี
เขามาฟ้องหามีชื่อดังนี้จะยังพูดแก้ตัวไปทางใดเล่าพระถังซัมจั่งเข้ามาหยิบดู
เรื่องราวเห็นดังนั้นก็ให้ขวัญหนีดีฝ่อ จึงร้องเรียกเห้งเจียว่าทำไมเจ้าไม่มาดูเล่า
เห้งเจียพูดว่าเอาของกลางเป็นจริงแล้วจะต้องไปดูทำไมเล่าผู้พิพากษาว่าจริงดังนั้นสิ
มีของกลางเป็นพยานอยู่จะมาพูดแก้ไปอย่างไรได้อีกเล่า จึงเรียกคนใช้ให้เอาไม้
บบขมับมาติดขมับอ้ายสงฆีคนนิดที่หรือมันจะกล้าปากไปถึงไหน ติดไม้เสียก่อน
แล้วจึงค่อยเมี่ยนด้วยหวาย เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็คิดในใจว่า อาจารย์ของเราท่านมี
เคราะห์ร้ายก็จริง แต่ไม่ควรปล่อยให้ได้ความทุกข์ทรมานเห็นนักการเอาไม้สำหรับ
บีบขมับมาเตียมจะบีบพระถังซัมจั่ง จึงอ้าปากบอกว่าช้าก่อน อย่าเพ่อบีบขมับ
ท่านสงฆ์องค์นั้นก่อน ข้าพเจ้าเองเป็นคนที่เข้าปล้นบ้านฆ่าคนตายเก็บเอาข้าวของ
เงินทองไป มิใข่ผู้อื่นเลย จะทำประการใดจงมาทำแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยข้าพเจ้า
เป็นนายโจรแท้ ๆ ท่านทั้งสามคนนั้นไม่เกี่ยวข้องเลย จงทำโทษแต่ข้าพเจ้าผู้เดียว
เถิด ผู้ชำระได้ฟังเห้งเจียรับดังนั้น จึงให้นักการเอาไม้บีบขมับมาติดเห้งเจียเข้า
พวกนักการก็เอาไม้ติดเห้งเจียบีบจนไม้หักกระเด็นไปเป็นดังนั้นถึงสามสี่ครั้ง หน้า
ก็ไม่นิ่วหนังก็ไม่ย่น พวกเหล่านั้นเปลี่ยนไม้จะบีบอีก ก็พอได้ยินคนใช้มาบอกว่า
ท่านขุนนางผู้ใหญ่ให้มาเชิญผู้ชำระออกไปหา ผู้พิพากษาจึงเรียกผู้คุมมาให้เอา
ตัวผู้ร้ายทั้งสี่คน ไปจำรักษาไว้ในห้องมืดก่อนเราจะออกไปรับท่านผู้ใหญ่ แล้วจะ
เอามาชำระชักฟอกอีกสักครั้งหนึ่ง ผู้คุมก็นำเอาตัวพระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่าย
ชัวเจ็งทั้งสี่คนไปขังในห้องมืดแล้ว เวลานั้นโป๊ยก่ายชัวเจ๋งก็เก็บข้าวของ ๆ ตัวไป
ในห้องด้วยทั้งสิ้น พระถังซัมจังจึงร้องถามเห้งเจียว่า การเป็นเช่นนี้แล้วเราจะคิด
อ่านประการใดจึงจะหลุดพ้นไปได้เล่าเห้งเจียแกล้งพูดว่าอาจารย์เข้าอยู่ในนี้ก็ดีแล้ว
เพราะว่าเงียบสงัดดีเราจะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ฝ่ายพวกเฝ้าประตูก็ถือไม้เรียวมาหวดซ้ายหวดขวาเมี่ยนพระถังซัมจั้งไม่
เลือกว่าเนื้อตัวหัวหู พระถังซัมจั่งจึงร้องเรียกเห้งเจียว่าจะแก้ไขอย่างไรดี เห้งเจีย
ร้องบอกว่า เขาจะเร่งเอาเงินเท่านั้นเอง พระถังซัมจั่งว่าเราจะไปเอาที่ไหนมาให้
เขาเล่า เห้งเจียบอกว่า ไม่มีเงินก็เอาจีวรให้เขาก็ใช้ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย
พูดดังนั้น เปรียบดุจเอามีดมากรีดหัวใจ พวกผู้คุมมันก็เมี่ยนมิได้หยุด เหลือที่
จะอดทนความเจ็บปวดได้ จึงร้องบอกเห้งเจียว่า ตามแต่เห้งเจียจะเห็นควรเถิด
ด้วยอาตมภาพเหลือที่จะทนแล้ว เห้งเจียจึงร้องบอกว่าท่านทั้งหลาย จงหยุด
ก่อนอย่าเพ่อเมี่ยนตี พวกข้าพเจ้าจีวรเป็นผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ในห่อราคาพันตำลึง
ทองขอพวกท่านจงแก้เอาไปเถิดแทนค่าทุเลา พวกผู้คุมได้ฟังดังนั้น ก็เอาห่อผ้า
มาแก้ออกดูเห็นจีวรสองตัวเก่า ๆ ไม่มีราคา แต่จีวรอีกตัวหนึ่งมีผ้าน้ำมันห่ออยู่
สองสามชั้น มีรัศมีสว่างออกมาแวววาบ ก็รู้ว่าเป็นของดีจึงแก้ห่อออกดู ก็เห็น
ดอกและลายที่ห่อปักเป็นรูปหงษ์ร่อนมังกรรำ และประดับซับซ้อนงดงามจะหาที่
เปรียบมิได้ พวกผู้คุมก็แย่งชิงกันดูเสียงอีกทึก จนรู้ถึงหูผ้คุมใหญ่ ก็วิ่งมาถาม
ว่าพวกเหล่านี้ทำอะไรกัน พวกผู้คุมเหล่านั้นคุกเข่าล่งบอกว่า ท่านผู้พิพากษาพึ่ง
ส่งพระสงฆ์กับศิษย์มาสามคน สังให้พวกข้าพเจ้าคุมรักษาไว้ในนี้เพราะเป็นพวก
โจรผู้ร้าย เธอเห็นพวกข้าพเจ้าเฆี่ยนสองสามที ก็เอาของสิ่งนี้ให้แก่พวกข้าพเจ้า
หากพวกข้าพเจ้าจะฉีกแบ่งกันก็เสียดายท่านมาก็ดีแล้ว โปรดช่วยแบ่งให้แก่พวก
ข้าพเจ้าพอสมควรเถิด นายผู้คุมใหญ่จึงพิจารณาดูเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ผืนหนึ่ง
จึงเปิดห่อออกดูก็เห็นมีหนังสือเดินทาง และมีตราทุก ๆ เมืองประทับไว้เป็นสำคัญ
จึงพูดว่า นี่หากเรามาดูก่อนมิฉะนั้นก็จะเกิดเหตุ ด้วยพระสงฆ์พวกนี้มิใช่โจรผู้ร้าย
อย่าได้ไปทำวุ่นวายแก่ข้าวของของท่าน จงเก็บห่อไว้เสียอย่างเดิมพรุ่งนี้ท่านผู้ชำระๆ
อีกจึงจะได้ความแจ่มแจ้ง พวกคนเหล่านั้น ได้ฟังผู้คุมใหญ่ว่าดังนั้น ก็เชื่อฟังจึง
เก็บผ้ากาสาวพัสตร์และสิ่งของเหล่านั้นไว้เสียอย่างเดิม เวลาพลบค่ำพวกกอง
ตระเวนก็เที่ยวตรวจตราจนสามยาม เห้งเจียเห็นคนเหล่านั้นหลับนอนหมดแล้วก็ตรึก
ตรองว่า อาจารย์ของเราวันนี้เคราะห์ร้ายต้องจองจำทรมานทุกข์คืนหนึ่ง เพราะ
ฉะนั้นตัวเราจึงไม่พูดออกมาได้ เวลานี้ก็เข้ายามสามเป็นเวลาที่อาจารย์จะสิ้น
เคราะห์แล้ว เราจำจะต้องไปตรวจดูให้รู้เหตุ เวลาเช้าจะได้แก้ไขให้อาจารย์เรา
ออกได้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงตัวเป็นแมลงหวี่บินลอดมาตามรูกระเบื้อง แลไปก็
เห็นแสงดาวเดือนสว่างไปทั้งท้องฟ้า จำทางได้บินตรงไปยังบ้านเศรษฐีเข่าญวน
หลาย มาถึงบ้านหนึ่งอยู่ใกล้แก่บ้านเศรษฐี บินลงจับที่ประตูบ้านเห็นแสงไฟสว่าง
อันที่จริงเป็นบ้านที่เขาทำเต้าหู้ แลเห็นตาเฒ่ากำลังใส่ไฟ ยายเฒ่ากำลังคลุกถั่ว
จะทำเต้าหู้ ตาเฒ่าจึงร้องเรียกยายเฒ่าพูดว่าท่านเศรษฐีเข่าญวนหลายมีบุตรมี
ทรัพย์แต่อายุน้อย เรากับเศรษฐีเวลายังเยาว์อยู่ด้วยกันเคยไปเรียนหนังสือด้วย
กันเราแก่กว่าเขาห้าปี บิดาเราเรียกเข่าเม้งมีนาสิบเก้าไร่ให้เขาเช่าเก็บเงินก็ไม่ค่อย
จะได้ เข่าญ่วนหลายอายุได้ยี่สิบปีบิดาเธอก็ถึงแก่กรรม เธอรักษาความสุจริตก็
เป็นกุศลชะตาขึ้นไปขอเมียซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านเตียวอ้อง เรียกนามว่าชวนจำ
เข่าญ่วนหลายตั้งแต่ไปอยู่บ้านภรรยา ไร่นาก็ทำได้ผลให้เขาเช่าก็เก็บได้ ตั้งแต่
นั้นมาก็มั่งมีเงินทองมาก หลายสิบหมื่นตำลึง อายุเธอได้สี่สิบเศษก็กลับใจเข้า
ในทางกุศล ตั้งอธิษฐานถวายข้าวแจสงฆ์หมื่นรูป เวลากลางคืนบังเอิญมีโจรเข้า
ปล้น พวกโจรเตะตาย คิดดูก็น่าสงสาร ปีนี้อายุเธอพึ่งได้หกสิบสองปี ควรจะ
ได้รับซึ่งความสุขก็หารู้ไม่ว่าการกุศลกลับให้โทษร้ายดังนี้น่าสังเวชนัก เห้งเจียเงี่ย
หูฟังได้ยินทุกประการแล้ว เวลานันก็จวนจะรุ่ง เห้งเจียก็บินเข้าไปในบ้านเข่าญ่วน
หลาย แลไปก็เห็นห้องกลางตั้งศพเข่าญ่วนหลายมีเครื่องประดับและดอกไม้สีต่างๆ
ตั้งธูปเทียนบูชา ยายเฒ่าภรรยาก็ร้องไห้อยู่ข้างโลง บุตรชายทั้งสองก็มานั่งร้องไห้
คร่ำครวญ ลูกสะใภ้ก็ยกข้าวมาเช่น เห้งเจียจับอยู่หัวโลง ก็ทำกระแอมไอขึ้นที
หนึ่งลูกสะใภ้ทั้งสองคนก็ตกใจ วิ่งล้มไม่เป็นสมประดี บุตรชายทั้งสองก็ตกใจกลัว
ก้มหน้าฟุ่บลงกับพื้นไม่กล้ากระดุกกระดิก ร้องว่าบิดาทำไมหลอกข้าพเจ้าเล่าแต่
ยายเฒ่าใจกล้าเอามือตบเข้าที่หัวโลงทีหนึ่ง ร้องถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายจะ
กลับเป็นมาแล้วหรือ เห้งเจียทำเป็นพูดแทนว่าเรายังไม่เป็นดอก บุตรชายก็ตัว
สั่นไม่เป็นสมประดี ยายเฒ่าสะกดใจถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายไม่กลับเป็นทำไม
จึงพูดได้เล่า เห้งเจียพูดว่าพระยามัจจุราชให้ยมบาลพาตัวเรามาบ้านจะบอกให้รู้
เหตุการณ์ว่า นางชวนจำปากเราะร้ายทำฆ่าคนไม่มีโทษ ยายเฒ่าได้ฟังเรียกชื่อ
เดิมก็ตกใจกลัวคุกเข่าลงกับพื้นทำเคารพถามว่าท่านตาอายุข้าพเจ้าก็มากแล้ว ทำไม
จึงมาเรียกชื่อเดิมเราเล่าและว่าอะไรที่ไหนทำฆ่าคนไม่มีโทษ เห้งเจียพูดว่าทำไม
จึงว่าพระถังซัมจังถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องฆ่าคนซัวเจ๋งปล้นเอาข้าวของเงินทองไป
เห้งเจียเตะเศรษฐีตายเจ้าเอาที่ไหนมากล่าวดังนี้ เหตุที่กล่าวเท็จทำให้คนดีต้อง
รับโทษทรมานทุกข์ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามเดินไปตามทาง พบโจรผู้ร้าย
เอาข้าวของเงินทองของเราไป ศิษย์ของพระถังซัมจั้งจึงแย่งเอาทรัพย์ของเราคืนมาได้
ปรารถนาจะเอากลับมาคืนให้แก่เรา เพื่อจะตอบแทนคุณเรา ทำไมพวกเจ้าจึงคิด
ใส่ความทำเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษเธอยังโรงศาล ผู้ชำระก็หาได้ไตร่ตรองให้
ถี่ถ้วนไม่จับเธอไปคุมขังกระทำเธอให้ได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงได้ร้อน
ถึงเจ้าเจตคุกและพระภูมิเจ้าที่พากันนั่งไม่เป็นสุขจึงร้อนถึงพระยามัจจุราช
พระยามัจจุราชจึงให้ยมบาลคุมเรามาบอกพวกเจ้าให้รู้สึก รุ่งพรุ่งนี้จงไปปล่อยเธอ
ทั้งสี่คนออกถ้าไม่ทำดังนั้นเราจะอยู่รบกวนเจ้า เอาทั้งบ้านไม่ว่าผู้ใหญ่เด็กหมูหมา
เป็ดไก่ให้วินาศทั้งสิ้น มิให้เหลือหลอเข่าเหลียงเข่าตั้งทั้งสองได้ฟังดังนั้น ก็เอาศีรษะโขกลงกับพื้น ร้องไห้อ้อนวอนว่า
ขอบิดาได้กลับไปเถิดอย่าทำอันตรายแก่พวกข้าพเจ้าเลย รุ่งพรุ่งนี้ลูกจะไปยัง
ศาลขอถอนฟ้อง และท่านทั้งสี่นั้นจะทำความเคารพมิให้ได้ความเดือดร้อนต่อไป
เห้งเจียจึงว่าถ้ากระนั้นจงเผากระดาษเงินกระดาษทองเราจะกลับไป พวกในบ้าน
ไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่พากันออกมาเผากระดาษ เห้งเจียก็บินกลับไปยังบ้านตุลาการ
เห็นผู้พิพากษาตื่นแล้วเดินออกมาล้างหน้า เห้งเจียบินเข้าไปจับห้องในเห็นมีโคม
ไฟตามอยู่ แลไปที่ฝาเห็นมีฉากแขวนอยู่ เขียนเป็นรูปขุนนางขี่ม้ามีคนตามหลัง
สองคน คนหนึ่งถือร่มกาง คนหนึ่งแบกเก้าอี้ ข้างหน้าฉากตั้งที่บูชา เห้งเจียพิศ
ดูก็หารู้ว่าเป็นรูปผู้ใดไม่ บังเอิญผู้พิพากษาเดินกลับเข้ามาเช็ดหน้า เห้งเจีย
กระแอมขึ้นคำหนึ่ง ผู้พิพากษาก็ตกใจหวั่นหวาด รีบเดินเข้าในห้องสวมเสื้อยาว
แล้วก็เดินออกมาที่หน้าโต๊ะบูชาจุดรูปเทียนบ่นว่าท่านลุงเกี่ยงกงเจียน ข้าพเจ้าผู้
หลานเกียงคุมซัมเหตุกุศลเข้าสอบไล่ได้ที่กุยกะนักเรียนที่สาม บัดนี้ได้เป็นขุนนาง
ตำแหน่งผู้พิพากษา ข้าพเจ้าก็กระทำความเคารพจุดธูปเทียนบูชาอยู่ทุกเวลา
วันนี้ทำไมจึงมีเสียงดังขึ้น ขอท่านลุงอย่าได้เป็นผีปิศาจเลยคนทั้งหลายจะตกใจกลัว
เห้งเจียนึกหัวเราะอยู่ในใจก็รู้ว่ารูปในฉากนั้นเป็นรูปลุงของผู้พิพากษา จึงร้อง
เรียกว่าเกียงคุนซัม ตัวได้เป็นขุนนางตำแหน่งผู้พิพากษาก็โดยได้พึ่งกุศลของปู่ย่า
ตายาย เป็นขุนนางที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ทำไมวันวานนี้จึงไม่รู้ จับเอาท่านทั้งสี่นั้น
ลงโทษว่าเป็นโจร ทำไมจึงมิได้ไตร่ตรองเค้ามูลเหตุเดิมมาอย่างไรเพราะเหตุเอา
เธอไปขังไว้จึงร้อนถึงเจ้าเจตคุกและพระภูมิเจ้าที่อยู่ไม่สุข ร้อนถึงพระยามัจจุราช
พระยามัจจุราชให้ยมบาลคุมตัวเรามาบอกแก่หลานให้ทราบจงไตร่ตรองข้อความ
ให้ละเอียดจงรีบปล่อยเธอทั้งสีนันออก ถ้ามิฉะนั้นจะเอาตัวหลานไปยังนรกชำระ
ผู้พิพากษาได้ฟังก็สะดุ้งจึงยกมือขึ้นเคารพพูดว่า ขอท่านลุงจงกลับไปเถิด หลาน
จะออกที่ชำระปล่อยท่านทั้งสี่นั้นให้ออกพ้นจากขัง เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นจงเผา
กระดาษเราจะบอกแก่พระยามัจจุราชให้รู้เหตุ ผู้พีพากษาก็เผากระดาษส่งไป
เห้งเจียจึงบินออกจากบ้านผู้พิพากษา เวลานันแสงอาทิตย์สองสว่างก็บินเลยไป
บ้านตี้เลงกุ้ย แลเห็นพวกกรรมการทั้งหลายกำลังประชุมกัน ณ ศาลากลาง เห้งเจีย
คิดว่าถ้าจะพูดขึ้นด้วยแปลงอย่างนี้จะเป็นการไม่ดี คิดแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ
แปลงเป็นรูปใหญ่ เอาเท้าห้อยลงมากลางศาลา ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า
พวกกรมการทั้งหลายจงคอยฟังเราคือพระอินทร์ให้เราลงมา ตัวเราคือเทพารักษ์
ลาดตระเวนว่าในเมืองนี้จำขังคนไม่มีโทษผิดกับลูกพระตถาคตเมี่ยนตีกระทำให้
หวาดไหวไปทั้งสามภพ เทพบุตรทั้งหลายพลอยร้อนไม่เป็นสุขสั่งให้เรามาบอกแก่
พวกท่านว่า รุ่งเช้าจงรีบปล่อยท่านทั้งสี่นั้นออกแม้ว่าชักช้าไปสั่งให้เราเอาเท้า
กระทีบศาลให้แหลกทลายไปทั้งสิ้น และให้เหยียบกรมการเสียให้ตายทั้งเมืองไม่
เลือกว่าใหญ่น้อย ทั้งไพร่บ้านพลเมืองไม่ให้เอาไว้ ทั้งป้อมและกำแพงก็ให้เหยียบ
ทำลายเสียให้สิ้นฝ่ายพวกกรมการทั้งหลาย เมื่อได้ฟังและได้เห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจกลัวทุก ๆ
คนก็พร้อมกันลงคุกเข่าพนมมือคำนับแล้วพูดว่า ขอเชิญท่านกลับไปเถิด จงงดโทษ
ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย พวกข้าพเจ้าจะได้พร้อมกันไปหาผู้รักษาเมือง และผู้พิพากษา
ให้รีบปล่อยมิให้ช้าได้ เห้งเจียเห็นพวกกรมการอ่อนน้อมดังนั้นแล้ว ก็แปลงกลับ
เป็นแมลงหวี่ตามเดิม บินกลับเข้าไปในห้องขังคอยฟังว่าพวกเจ้าเมืองกรมการจะ
ทำประการใดฝ่ายผู้พิพากษาเวลารุ่งเช้าออกนั่งศาลจะใคร่ ให้ป้ายสัญญาเปิดพระถังซัมจั่ง
กับศิษย์ทั้งสามออกจะได้พิจารณาให้ได้ความเท็จและจริง ก็พอบุตรชายเศรษฐี
ทั้งสองเข้ามาร้องถอนฟ้อง ผู้พิพากษาได้ฟังก็โกรธพูดว่า เมื่อวานนี้เจ้าเอาเรื่อง
ราวมาฟ้องร้อง เราก็ให้คนตามจับพวกผู้ร้ายมาให้แล้ว และทรัพย์ของกลางก็ได้
แล้ว เหตุใดจึงจะมาถอนฟ้องดังนี้เล่า เข่าเหลียงเข่าตังบุตรเศรษฐีทั้งสองคน
ร้องไห้แล้วเล่าเนื้อความที่บิดาเป็นปิศาจมาเล่าบอกให้ฟังทุกประการแล้วจึงร้องขอ
ว่าท่านได้โปรดด้วยเถิด ผู้พิพากษาได้ฟังดังนันจึงคิดว่าบิดาของเขาพึงตายใหม่
จะเบนบศาจมาบอกเล่าก็ควรอยู่ ลุงของเราตายไปหกเจ็ดปีแล้ว ทำไมเมื่อคืนบี
จึงมาบอกให้เราพิจารณาให้ละเอียดดูก็เป็นน่าพิศวงมากอยู่ หากจะพิเคราะห์ดู
พวกสงฆ์เหล่านี้ถ้าเป็นโจรผู้ร้ายก็คงจะหลบหนีไป เหตุใดจะกลับมาดังนี้หากจะ
จับผิดตัวไปเป็นแน่ กำลังตรึกตรองอยู่ดังนั้นก็พอเห็นพวกกรรมการและขุนนาง
ใหญ่น้อยทั้งหลายเดินตรงเข้ามาคำนับแล้วพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้พิพากษาที่จับพวก
พระสงฆ์ทั้งสี่ไว้นั้นเห็นจะไม่ดีเสียแล้ว เมื่อเวลาเช้านี้เง็กเชียงฮ่องเต้ใช้ให้เทพารักษ์
ลงมาสั่งว่าให้ปล่อยพระสงฆ์ที่จำขังไว้นั้นโดยเร็ว พระสงฆ์เหล่านั้นมิใช่โจรผู้ร้าย
คือเป็นพระสุจริตไปอาราธนาพระธรรม หากว่าทิงไว้ให้เนินช้าจะทลายบ้านเมือง
และเหยียบยำผู้คนซายหญิงให้ตายเสียทั้งเมือง ผู้พิพากษาได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึง
ไปเป็นนาน ครั้นได้สติจึงสั่งผู้คุมให้รีบไปถอดพระถังซัมจั้งกับศิษย์มาโดยเร็ว พวก
ผู้คุมก็ไปถอดตามสั่ง โป๊ยก่ายเป็นทุกข์บ่นว่าวันนี้จะชำระประการใดก็ยังไม่รู้ จะ
เฆียนหรืออย่างไรอีกเป็นแน่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เราจะรับประกันให้ว่าแต่
สักที่เดียวก็จะไม่ต้องถูกตี เราได้จัดแจงไว้เรียบร้อยดีแล้ว หากว่าขึ้นไปบนศาล
อย่าทำคำนับ พวกเหล่านั้นคงต้องลงมาเชิญเราขึ้นไปนั่งที่อันสมควร เราจะแผลง
ฤทธิ์ให้พวกเหล่านั้นกลัวเราไปทั้งสิ้น พูดยังไม่ทันจะขาดคำ พวกขุนนางกรมการ
ก็ลงมาคำนับเชิญทุก ๆ คน พูดว่าเมื่อเวลาวานนี้ท่านพระอริยสงฆ์มามีของกลาง
มาด้วย ก็ยังหาได้พิจารณาไม่ พระถังซัมจังพนมมือเล่าความตามที่ได้มาพบ
พวกโจรให้กรมการฟังทุกประการ ขุนนางทั้งหลายพร้อมกันพนมมือพูดว่า พวก
ข้าพเจ้าทั้งหลายผิดแล้วย่อมมีโทษทุกคน เห้งเจียเดินเข้ามาใกล้พูดตวาดด้วย
เสียงอันดังว่า ม้ากับข้าวของ ๆ เราจงรีบส่งมาโดยเร็ววันนี้เราจะชำระพวกเจ้าที่
เอาโทษร้ายมาใส่เราคนดีๆ ว่าเป็นโจรผู้ร้ายพวกเจ้าจะมีโทษประการใด พวกขุนนาง
กรมการทั้งหลายเห็นเห้งเจียทำกิริยาดุร้ายดังนั้นก็พากันตกใจกลัวทุก ๆ คน จึง
รีบเอาข้าวของและม้ามาคืนให้ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามต่างคนก็กระทำ
กิริยาดุร้ายพวกขุนนางกรมการแก้ตัวว่าพวกเศรษฐีมายื่นฟ้องกล่าวโทษจึงได้ทำ
พระถังซัมจั้งพูดห้ามสานุศิษย์ว่าถ้าดังนี้จะไม่แจ่มแจ้ง พวกเราพากันไปที่บ้าน
เศรษฐีซักไช้ไล่เลียงดูว่า ผู้ใดเห็นว่าพวกเราเป็นโจรผู้ร้าย เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์
ว่าดังนั้นถูกแล้ว ข้าพเจ้าจะทำให้เศรษฐีฟื้นขึ้นแล้วจะได้ถามเธอดูว่าผู้ใดตีเธอตาย
ซัวเจงก็อุ้มพระอาจารย์ขึ้นบ่าพากันไปบ้านเศรษฐี ฝ่ายขุนนางกรมการก็พร้อมกัน
ตามพระถังซัมจั้งมายังบ้านเศรษฐีฝ่ายลูกเศรษฐีทั้งสองคนแลเห็นก็ลนลานพากันออกมารับยังประตูบ้านคนใน
บ้านเศรษฐีไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไว้ทุกข์ทุก ๆ คน เห้งเจียตรงเข้าไปถามว่า ผู้ใด
เป็นต้นคิดเอาความร้ายใส่ให้พวกเราทั้งนี้ เห้งเจียห้ามคนในบ้านเศรษฐีทั้งเด็ก
และผู้ใหญ่ว่าเจ้าอย่าร้องไห้ จงคอยเราจะเข้าไปพาตัวท่านเศรษฐีมาถามดูว่าผู้ใด
ฆ่าเธอให้ถึงแก่ความตายจะได้ทำให้มันอายเล่น พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียพูดดัง
นั้นก็เข้าใจว่าพูดเล่น เห้งเจียจึงพูดว่าเชิญท่านทั้งหลายนั่งพูดเล่นเป็นเพื่อนอาจารย์
สักประเดี๋ยว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจงอยู่รักษอาจารย์ให้จงดี เราจะไปสักประเดี๋ยวจะ
กลับมา เห้งเจียสั่งเสร็จแล้วก็เดินออกนอกประตูบ้านเหาะขึ้นบนอากาศ คนทั้ง
หลายเห็นดังนั้นก็พากันจุดธูปเทียนนมัสการบูชา พากันเข้าใจว่าท่านพวกนี้เป็นผู้
วิเศษฝ่ายเห้งเจียเหาะตรงลงไปยังเมืองนรก ครั้นถึงประตูเมืองก็ตรงเข้าไปยังตำ
หนักเซียมหลอเต้ยที่อยู่แห่งพระยาเงียมฟ้ออ๋อง พระยาเงียมพ้ออ๋องแลเห็นตกใจ
ลุกลงจากที่นั่งมาต้อนรับ ถามว่าท่านไต้เซียลงมาถึงนี่มีธุระอันใดหรือ เห้งเจีย
ตอบว่าท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายที่อยู่เมืองทงท่ายสู้ตำบลบ้านตี้เลงกุ้ยนั้นตายลง
มาเดี๋ยวนี้วิญญาณไปอยู่ที่ไหนขอให้พามาหาข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด พระยาเงียม
พ้ออ๋องตอบว่า ท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายนันเป็นคนใจบุญไม่มีผู้ไดจับเธอมา เธอ
มาโดยลำพังถึงนี่พบกับกิมอีท่งจื๊อนำไปหาพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋องแล้ว เห้งเจียได้
ฟังดังนั้นก็ลาเงียมพ้ออ๋องตรงไปยังตำหนักจุ๊ยหุนเกง ครั้นถึงตรงเข้าไปกระทำ
นมัสการพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋อง แล้วจึงเล่าเรื่องเศรษฐีเข่าญ่วนหลายให้พระโพธิ
สัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เศรษฐเข่าญ่วนหลาย
นี้อายุในมนุษยโลกก็ถึงเวลาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาจะถึงแก่มรณกรรมก็มิได้
เจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่ออาตมะเห็นเธอเป็นคนใจบุญใจกุศลจึงให้เธอเป็น
พนักงานบัญชีกุศล หากท่านไต้เซียจะมาเอาเธอกลับไปยังมนุษยโลกอาตมาจะ
เพิ่มอายุให้อีกรอบหนึ่ง ให้เธอตามไต้เซียกลับไป พระโพธิสัตว์จึงให้กิมอี้ท่งจื้อนำ
เศรษฐีเข่าญ่วนหลายออกมาพบแก่เห้งเจีย เศรษฐีเห็นเห้งเจียก็ร้องว่าท่านอาจารย์
ช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียว่าท่านถูกโจรเตะตายลงมาที่แห่งนี้คือเมืองนรก
บัดนี้พระโพธิสัตว์ปล่อยให้ท่านไปยังมนุษยโลกเพิ่มอายุให้ท่านอีกรอบหนึ่งถึง ๑๒
ปีแล้วจึงกลับลงมา ฝ่ายเศรษฐีเข่าญ่วนหลายได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณนมัสการลา
พระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็ลาพระโพธิสัตว์ นำเอาวิญญาณจิตเศรษฐี ร่ายคาถาวิเศษ
เป๋าแปรลมยัดใส่ในมือเสื้อแล้ว ก็เหาะกลับยังมนุษยโลกครั้นถึงก็ลดลงยังพื้นเดิน
เข้าบ้านเศรษฐเรียกโป๊ยก่ายให้แก้ปลอกมัดโลงแล้วเห้งเจียจึงเอาวิญญาณปล่อยเข้า
ในรูปกายของเศรษฐี บัดเดี้ยวลมและโลหิตก็เดินทั่วกาย รู้สึกผุดลุกขึ้นออกมา
จากโลง เดินมาทำคำนับพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม แล้วพูดว่าท่านอาจารย์
ตัวข้าพเจ้าตายลงไปยังเมืองนรก ได้พึ่งสานุศิษย์ใหญ่ของท่านช่วยให้กลับเป็นขึ้น
ดุจดังว่าเกิดใหม่พระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ และหันไปเห็นขุนนางเจ้าเมือง
กรมการทั้งหลายนั่งอยู่พร้อมหน้า เศรษฐีเข่าญ่วนหลายจึงกระทำคำนับทุก ๆ
คนแล้ว จึงถามว่าท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายทำไมจึงมาพร้อมกันอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าเล่า
พวกเจ้าเมืองกรมการ จึงเล่าความให้เศรษฐีฟังตั้งแต้ต้นจนปลายทุกประการ เศรษฐี
ได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่า ท่านเล่าเอี้ยได้ทราบที่ใสโทษเอาท่านทั้งสี่นั้นผิดไป เมื่อ
คืนวันที่พวกโจรมาปล้นบ้านข้าพเจ้านั้น ประมาณสามสิบคนจุดคบไฟถืออาวุธโห่
ร้องอีกทึกเข้ามาปล้นเอาข้าวของ ๆ ข้าพเจ้า ๆ จึงออกมาดูและพูดจาตามธรรม
เนียมก็หาทันจะู้สึกไม่ว่าพวกโจรเตะข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ไม่เกี่ยวข้องอะไร
แก่ท่านทั้งสี่นี้เลย พูดแล้วเศรษฐีก็เรียกบุตรภรรยาออกมาพร้อมกัน แล้วบอกแก่
ผู้พิพกษาว่า ขอท่านได้โปรดปรับโทษตามการเถิด เวลานั้นคนในบ้านเศรษฐี
ทุกคนออกมาทำความเคารพขอลุแก่โทษตัวทุก ๆ คนฝ่ายผู้พิพากษาเห็นดังนั้น ก็ยกโทษให้ทุก ๆ คนเศรษฐีจึงให้จัดเครื่องโต๊ะสาม
โต๊ะเลี้ยงเป็นการขอบคุณ ต่างรับประทานอาหารแล้วก็พากันกลับไปบ้าน รุ่งขึ้น
วันที่สองเศรษฐีจัดให้จัดหาเครื่องแจถวายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสาม แล้วนิมนต์
ให้หยุดพักอยู่ก่อน พระถังซัมจั่งไม่ยอมอยู่ เศรษฐีจึงให้เป่าร้องวงศ์ญาติและ
ชาวบ้านให้จัดแจงธงเทียวแห่ส่งอีกเหมือนเช่นครั้งก่อนฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ออกจากบ้านเข่าญ่วนหลายเศรษฐี ก็
ตั้งหน้าหมายตรงไปยังทิศปราจีนเดินพลางพิศดูว่าเมืองพระพุทธเจ้ามีต้นไม้ดอก
ดวงพวงผลระดาดาษหอมระรื่นร่มไปตามแถวถนนทุกแห่งทุกตำบลบ้านล้วนถือ
ศีลกินแจ ตั้งหน้าทำบุญกุศลทุก ๆ คนอาจารย์กับศิษย์กลางวันก็เดินกลางคืนก็
เข้าหยุดพักอาศัย เดินมาได้สักเจ็ดวัน แลไปข้างหน้าก็เห็นมีปราสาทราชมณเทียร
สลับซับซ้อนเป็นระดับดูสง่างาม พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้า เอาแส้ชี้ถามเห้งเจีย
ว่าข้างหน้านั้นเป็นสถานที่อันใด เห้งเจียตอบว่าที่สมมติรูปพระพุทธเจ้า พระอาจารย์
ลงนมัสการวันนี้มาถึงเขตพระพุทธเจ้าจริงแล้ว ทำไมจึงไม่ลงนมัสการเล่า พระ
ถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ลงจากหลังม้าเดินมาถึงประตูนอกที่มีประสาท
ราชมณเฑียรนั้น แลไปที่ประตูเห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ร้องถามไปว่าท่านเป็น
ผู้ที่มาจากเมืองต้ถังเพื่อจะอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมหรือมิใช่ พระถังซัมจังแล
ไปเห็นผู้นั้นรูปร่างคมสันนุ่งห่มเป็นเพศผู้ประพฤติพรต ฝ่ายเห้งเจียแลเห็นก็จำได้
จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านผู้นี้คือเป็นเทพบุตรกิมเต้งไต้เซียนรักษาเชิงเขาเล่งซั่ว
ท่านมาคอยเพื่อจะรับพวกเรา พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็รีบเดินเข้ามาใกล้กระทำ
คำนับทักถามท่านกิมเต็งไต้เซียนหัวเราะแล้วคำนับตอบพูดว่าท่านอาจารย์เพิ่งมาถึง
ปีนี้เอง พระโพธิสัตว์บอกให้มาคอยเป็นหลายปี เมื่อสิบปีก่อนพระโพธิสัตว์รับคำ
สั่งของพระพุทธเจ้าไปยังประเทศจีน เพื่อจะหาคนมาอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
ท่านบอกว่ากำหนดสองสามปีท่านจะมาถึงแห่งสำนักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอย
ทุกๆ ปีก็ไม่ได้ข่าวคราว มาจนบัดนี้จึงได้พบแก่ท่าน พระถังซัมจั้งปราศรัยว่าขอบใจ
ท่านไต้เซียนต้องมาคอยมีความลำบากมากพระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ ครั้น
พูดจาทักถามกันแล้วก็พากันเข้าในสำนัก ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันยก
หาบจูงม้าเข้ามาข้างในสำนักแล้ว จึงพากันมาปราศรัยคำนับทักถามไต้เซียนแล้ว
นั่งที่ตามสมควรฝ่ายกิมเต๊งไต้เซียน ให้ศิษย์ยกน้ำร้อนน้ำชาและเครื่องแจมาเลี้ยง สั่งให้ต้ม
น้ำหอมให้พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์อาบล้างชำระผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มแล้วจึง
จะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธเจ้าฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม ครั้นฉันแล้วก็พากันเข้าที่สรงน้ำชำระล้าง
เสร็จแล้วก็ผลัดเปลี่ยนนุ่งห่มเครื่องใหม่ เวลาจวนค่ำก็พากันพักหลับนอนคืนหนึ่ง
พอเวลารุ่งแจ้งพระถังซัมจังตื่นนอนแล้วล้างหน้าครองจีวรเรียบร้อยแล้ว จึงพาสานุ
ศิษย์ทั้งสามออกมาสำนักนอกลากิมเต๊งไต้เซียนจะไป กิมเต็งไต้เซียนพูดสรรเสริญ
พระถังซัมจั่งว่า เวลาวานนี้ดูโสมมเปื้อนเปรอะ วันนี้ดูสะอาดสำอางเรียบร้อยดี
ภาคภูมิจึงควรเป็นบุตรพระตถาคต พระถังซัมจั้งคำนับลาจะออกเดิน กิมเต๊งไต้
เซียนว่าช้าก่อนข้าพเจ้าจะนำทางพาท่านไปส่ง เห้งเจียว่าไม่ต้องท่านไต้เซียนไปส่ง
หนทางนี้ข้าพเจ้าเข้าใจจำได้ ไต้เซียนพูดว่าเห้งเจียเข้าใจแต่เหาะเหินไปท่านอาจารย์
เหาะไม่ได้จะต้องเดินตามพื้นไป เห้งเจียพูดว่าท่านไต้เซียนพูดเห็นจะจริงด้วย
ข้าพเจ้าไปมาหลายครั้งก็จริง แต่เหาะเหินไปมามิได้เดินตามพื้นดิน หากมีทางเดิน
ก็ดีแล้ว ขอเชิญท่านไต้เซียนได้อนุเคราะห์โปรดช่วยนำทางด้วย อาจารย์ข้าพเจ้า
มีจิตศรัทธาจะใคร่รีบไปนมัสการพระพุทธเจ้า กิมเต็งไต้เซียนหัวเราะแล้วก็มาจับมือ
พระถังซัมจั่งนำเดินขึ้นช่องประตูธรรมา (อันที่จริงทางมิได้ออกจากสำนัก คือออก
ประตูหลังสำนักนั่นเอง เพื่อท่านกิมเต็งได้เซียนจะชี้ให้รู้ซึ่งเขาเล่งซัวเท่านั้น) ไต้เซียน
บอกว่าพระอาจารย์จงพิเคราะห์ดูที่สูงถึงฟ้ามีรัศมีสว่างไสวเป็นชั้น ๆ ซับซ้อนเป็น
ระดับถึงพันชั้นนั้น คือยอดเขาเล่งซัว เป็นที่สำนักของพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่
และเป็นที่ประชุมแห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลาย พระถังซัมจั้งได้เห็นดังนั้นจิตคิดจะใคร่
ลงนมัสการ เห้งเจียบอกว่ายังไม่ถึงที่ไหว้แม้แลเห็นแล้วก็จริงแต่ยังไกลนัก แม้ไปถึง
ยอดเขาแล้วจะทำนมัสการสักเท่าใดก็ตามเถิด กิมเต๊งไต้เซียนพูดแก่พระถังซัมจัง
ว่าท่านท่านกับสานุศิษย์มาถึงที่ชัยภูมิอันนี้แลเห็นเขาเล่งซัวแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลา
กลับ พระถังซัมจั้งคำนับแล้วก็ตั้งหน้าพากันเดินขึ้นเขาไป เห้งเจียนำหน้าค่อย ๆ
เดินมาได้ประมาณสักร้อยเส้นเศษ ก็แลเห็นลำกระแสน้ำไหลเชี่ยวดุจน้ำที่เทออกจาก
กระบอก ลำน้ำกว้างประมาณร้อยเส้น เงียบสงัดไม่มีวี่แววผู้คน พระถังซัมจั้งเห็น
ดังนั้นก็ตกใจจึงถามเห้งเจียว่า ทางนี้ท่านไต้เซียนกิมเต็งชี้ผิดทางดอกกระมัง เห้ง
เจียว่าไม่ผิด อาจารย์ไม่เห็นหรือข้างหน้ามีสะพานข้ามฟากไป พระถังซัมจั้งพูดว่า
น้ำเชี่ยวกรากดังนี้สะพานอันเดียวจะข้ามอย่างไรได้เห้งเจียว่าจะต้องข้ามไปทาง
สะพานนี้จึงจะได้ ถ้าจะไปทางอื่นก็จะไม่สำเร็จทางมรรคผล พระถังซัมจังพาสานุ
ศิษย์เดินเข้าไปใกล้สะพานที่ข้างสะพานมีป้ายศิลาจารึกอักษรสามตัวว่า ลิ้งหุ้นโต้
แปลภาษาไทยว่าแซกเมฆข้าม พิจารณาดูสะพานแต่ไกลดุจสายรุ้ง เข้าใกล้ดูดังไม้
อันเดียวทั้งลื่นยากที่จะเดิน หากมิใช่ผู้ที่มีอภินิหารบารมีสร้างมามากแล้วก็อย่าพึง
นึกเลย พระถังซัมจั้งพิเคราะห์ดูแล้ว ให้มีใจหวาดหวั่นจึงพูดว่าสะพานนี้มิใช่ทาง
ของมนุษย์เดิน จำเราจะต้องพากันไปหาทางอื่นเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าทาง
นี้จริงแท้ ๆ โป๊ยก่ายพูดว่าทางนี้จริงแล้วใครจะอาจข้ามไปได้ แม่น้ำก็กว้างน้ำก็
เชี่ยวละลอกก็ซัดนูนซับซ้อน สะพานอันเดียวและทั้งเล็กและลื่นด้วยทำอย่างไรจะ
สยายเท้าได้เล่า เห้งเจียว่าน้องจงหยุดอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะข้ามไปก่อนแต่ผู้เดียว
จะได้เห็นเป็นตัวอย่าง เห้งเจียออกท่าเผ่นขึ้นบนสะพานลอยหน้าลอยตาเดินข้าม
ไป บัดเดี้ยวก็ถึงหัวสะพานฟากข้างโน้นแล้วร้องตะโกนเรียกว่าข้ามมาเถิด พระ
ถังซัมจังสั่นศีรษะ โป๊ยก่ายว่ายากนักที่จะข้ามไปได้ เห้งเจียก็เดินข้ามกลับมา จับ
มือโป๊ยก่ายดึงมาว่า น้องตามพี่ข้ามไปเถิด โป๊ยก่ายงอมือนอนกลิ้งลงกับพื้นร้อง
ว่าสะพานลื่นนักข้ามไปไม่ได้ พี่จงผ่อนผันให้ข้าพเจ้าเหาะไปเถิด เห้งเจียจับมือ
โป๊ยก่ายพูดว่า ทางสะพานนี้ไปแห่งใดเจ้าจึงจะเหาะข้ามไป เพราะจำเป็นจะต้อง
ข้ามไปทางสะพานนี้จึงจะสำเร็จซึ่งมรรคผล โป๊ยก่ายพูดว่า มรรคผลจะไม่สำเร็จ
ได้แล้วเพราะข้าพเจ้าข้ามไม่ได้จริง ๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายกำลังฉุดลากกันอยู่ที่ข้าง
สะพาน เหลือบแลไปในกระแสน้ำก็เห็นมีชายผู้หนึ่งมือถือถ่อค้ำเรือเข้ามาร้องว่า
ลงเรือจ้าง พระถังซัมจังดีใจพูดว่าสานุศิษย์อย่าวุ่นวายมีเรือจ้างมารับแล้ว คนทั้ง
สามแลไปก็เห็นเรือเข้ามาใกล้ฝั่ง เห้งเจียเหลือบแลเล็งด้วยทิพยจักษุก็เห็นได้ว่า
ผู้เจ้าของเรือนั้นคือท่านเตี๊ยบจึ้นโจ๊ซือเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ เห้งเจียรู้แน่ดังนั้นแล้ว
ก็กวักมือร้องเรียกว่าค้ำเรือเข้ามาเถิด เรือก็เข้ามาถึงฝั่ง พระถังซัมจั้งแลลงไปใน
เรือก็ตกใจ จึงพูดว่าเรือของท่านทำไมจึงไม่มีท้องเรือ เรืออย่างนี้จะบรรทุกคนโดย
สารข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์เจ้าของเรือตอบว่า เรือของข้าพเจ้ามีชื่อตั้ง
แต่เริ่มมีฟ้ามีดินจนบัดนี้อาศัยข้ามส่งมาดังนี้ถึงมีคลื่นมีลมเรือก็ไม่โคลง ไม่มีก่อน
มีหลังสม่ำเสมอไม่เสพย้อมด้วยอายตนภายนอก อาจรวมหมื่นกัลป์แสนกัลป์โดย
สะดวกสุขสำราญ เรือไม่มีท้องอาจข้ามมหาสมุทรส่งคนข้ามน้ำมาแต่โบราณจน
ปัจจุบันบัดนี้เห้งเจียได้ฟังก็นมัสการพูดว่า ขอบพระบารมีคุณท่านหาที่เปรียบมิได้
ซึ่งได้มารับส่งอาจารย์ข้าพเจ้า แล้วผินหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่านิมนต์เถิดเรือไม่มี
ท้องก็จริงแต่ไม่เป็นไร หากจะมีคลื่นลมสักเท่าใด ๆ ก็ไม่ล่มจมลงไปได้ดอก พระ
ถังซัมจั้งยังสงสัยไม่ใคร่จะวางใจ เห้งเจียเข้ามาใกล้แล้วผลักอาจารย์ลงไป พระ
ถังซัมจั้งยั้งตัวไม่ได้ก็พลัดตกลงไปในน้ำ ท่านเจ้าของเรือจับฉุดขึ้นไว้ไม่ทันจะเปียก
น้ำพระถังซัมจั้งนึกเคืองเห้งเจีย เห้งเจียพาโป๊ยก่ายซัวเจ็งยกหาบจูบม้าลงในเรือ
ยืนบนกระทง ท่านโพธิสัตว์เจ้าของเรือก็ค่อยคำเรือออกจากฝั่ง ถึงกลางกระแสน้ำ
ก็แลเห็นซากอาสภลอยตามกระแสน้ำลงมา พระถังซัมจั้งแลเห็นดังนั้นก็ตกใจครั่น
คร้ามเห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็หัวเราะร้องบอกว่าอาจารย์อย่ากลัวอันซากอาสภนั้นเดิม
คือท่านเองไม่ใช่หรือ โป๊ยก่ายร้องว่าคือท่าน ๆ ชัวเจ๋งตบมือร้องว่าคือท่านๆ ท่าน
เจ้าของเรือพูดขึ้นว่านั่นแหละคือท่านสมควรจะรื่นเริงยินดีแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่าย
ซัวเจ้งก็พร้อมกันโห้ร้องสรรเสริญขึ้น เรือก็ค่อยแล่นมาถึงตลิ่ง พระถังซัมจั้งขึ้น
บนฝั่งแล้วตั้งแต่นี้ก็ปราศจากรูปขันธ์และตัณหาทั้งสิ้น ลุถึงมรรคผลจิตใจใสสะอาด
เรียกว่ามหาปัญญา ได้ข้ามฝังสมุทรทุกข์เป็นที่สุดธรรม อาจารย์กับศิษย์ก็พากัน
ขึ้นบก แลดูนาวาลำนั้นก็ไม่เห็นมิได้รู้ว่าไปทางไหน เห้งเจียจึงไขความจริงว่า ท่าน
เจ้าของเรือนั้นคือพระโพธิสัตว์เจ้าท่านมารับพวกเรา พระถังซัมจั้งจึงได้สติมีความ
ขอบคุณสานุศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียคำนับอาจารย์แล้วพูดว่า ต่างก็ไม่ต้องยกบุญ
ยอคุณอะไรกัน เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งสามพึ่งพระบารมีได้ชักนำกันเข้ามาในทาง
สัมมาทิฐิ รักษาศีลภาวนาเจริญกรรมฐานวิปัสสนาถึงแก่มรรคผล อาจารย์พึ่ง
ข้าพเจ้าปกครองรักษาป้องกันอันตรายต่าง ๆ จึงได้สำเร็จประโยชน์ละกิเลสถึงความ
บริสุทธิ์ได้ นิมนต์พระอาจารย์พิจารณา ๆ ดูข้างหน้านั้น มีต้นผลไม้ชูดอกออกช่อ
หอมงามต่าง ๆ ทั้งฝู่งนกวิหคหงส์ชาติต่าง ๆ เป็นที่ชัยภูมิอันงาม จะเปรียบกับที่ภูตผี
ปิศาจ มันเปลี่ยนแปลงทุกๆ แห่งมาจะเป็นอย่างไรกัน พระถังซัมจังพิศดูแล้วก็ออก
ปากสรรเสริญว่าไม่รู้สิ้น ในกายตัวก็เบาจึงรีบก้าวเดินขึ้นเขาเล่งชัว แลขึ้นไปก็เห็น
พระอารามลุ่ยอิมยี่สูงตระหง่านละลิ่ว ประดับประดาล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันวิเศษ
สีต่าง ๆ ฉายรัศมีออกโชติช่วงชัชวาลดูดุจวิมานเมืองสวรรค์ เป็นที่สะอาดไม่มีธุลี
ละอองมาปะปนให้เปื้อนหมอง อาจารย์กับศิษย์เวลานั้นต่างมีความสำราญรื่นเริง
ปีติโสมนัส เดินพลางพิจารณาพลางก็ขึ้นถึงยอดเขาเล่งซัว แลไปที่ต้นไม้ใหญ่ ๆ
ทุกแห่งมีอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาศีลกินแจนั่งกระทำความเพียรบำเพ็ญภาวนาทุกๆ
คนไม่เกียจคร้าน พระถังซัมจังก็ลดกายลงกระทำคำนับทุก ๆ คน หมู่พระสงฆ์กับ
พระภิกขุนีสามเณรอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพากันพนมมือพูดว่า ท่านอาจารย์อย่า
เพ่อทำคำนับข้าพเจ้าก่อน นิมนต์ไปหาพระมุนีเจ้ากระทำเคารพแล้วจึงค่อยมา
วิสาสะสนทนากับด้วยพวกข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า รีบเดิน ๆ เข้าไป
เคารพพระผู้เป็นเจ้าเถิด พระถังซัมจั้งดีใจรีบเดินตามเห้งเจีย เห้งเจียตรงมาถึง
ประตูวัดชั้นที่หนึ่ง ที่ประตูนี้มีท้าวกิมกังมหาราชเฝ้าประตูสององค์ออกมาต้อนรับ
ถามว่า ท่านอาจารย์มาถึงแล้วหรือ พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพตั้นเหี้ยนจึงมา
ถึงแล้ว ตอบแล้วจะใคร่เลยเข้าไปในประตู ท้าวกิมกังมหาราชทั้งสององค์พูดว่า
ท่านรอพักสักประเดี้ยวก่อน จะกราบทูลพระเป็นเจ้าให้ทรงทราบก่อนแล้วจึงเข้า
ไปเฝ้า ท้าวกิมกังจึงเข้าไปบอกประตูชั้นที่สองทราบแล้วประตูชั้นที่สองมีกิมกังเฝ้า
สี่องค์ จึงให้สององค์เข้าไปบอกชั้นสามทราบก่อนแล้ว ประตูชั้นที่สามมีมหาเถร
องค์หนึ่งทราบเหตุแล้ว ก็รีบเข้าไปยังหอใหญ่ลดกายลงทำเคารพแล้วก็กราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทราบ บัดนี้พระสงฆ์เมืองไต้ถังซึ่งจะมาอาราธนาพระธรรม
นั้นมาถึงแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงตรัสสัง
สาวกทั้งหลายให้ประชุมพร้อมกันฝ่ายหมู่สาวกทั้งหลายครั้นได้ทราบว่า พระองค์ตรัสสั่งดังนั้นแล้วทุก ๆ หมู่ก็
มาแวดล้อมพระพุทธองค์อยู่ทุกท่าน คือห้าร้อยพระอรหันต์ สามพันเจ้าเอี้ยดที้
เทพยดาดาวสิบแปดองค์ เจ้าแคว้นรักษาธรรมสิบแปดองค์ เรียงสองข้างเป็นลำดับ
พร้อมแล้ว พระพุทธองค์จึงโปรดให้พระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจั้ง ก็สำรวมกิริยาค่อยย่างก้าวโดยเรียบร้อยเดินเข้าไป เห้งเจีย
โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจูงม้าหาบของตามหลังพระถังซัมจั้งเข้าไปยังที่หอใหญ่ ครั้นถึงพระ
ถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ก็ลดกายลงกระทำนมัสการประทักษิณสามรอบมาตรงพระ
พักตร์ พระถังซัมจังก็คุกเข่าลงนำหนังสือเดินทางทูนศีรษะถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงรับมาทอดพระเนตรแล้ว ก็ส่งคืนให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งรับแล้ว
ก็กระทำเคารพกราบลงกับพื้นแล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทราบข้าพเจ้า
คือตั้นเหี้ยนจึงรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมืองไต้ถัง มาโดยทางไกล
ถึงพระอารามอันวิเศษ ณ กาลบัดนี้ เพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมคัมภีร์อัน
พิเศษ เพราะพระองค์มีพระทัยศรัทธาเพื่อจะทรงกระทำมหากุศล แผ่กุศลให้แก่
สัตว์ทั้งหลายเป็นการใหญ่ขอพระมหากรุณาธิคุณเจ้าโปรดเปิดเผยพระคุณธรรม
อันยิ่งประทานพระคัมภีร์ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้ากลับไปเมือง เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระ
ถังซัมจั้งว่า ดูกรท่านพระถังซัมจั้งประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่สัตว์มนุษย์ก็
มากหลาย แต่มากไปด้วยปาปะบุคคลที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและบริโภคกามคุณกลับ
กลอกพลิกแพลงไม่เที่ยงตรง เต็มไปด้วยความประมาทไม่เชื่อฟังคำสอนในพระ
พุทธศาสนาไม่เอื้อเฟื้อต่อกุศลผลทาน ปราศจากความเคารพนับถือผู้มีคุณเกรงกลัว
อาชญาข้อบังคับ ปราศจากความกตัญญต่อญาติมิตรบิดามารดา มากไปด้วยความ
ประมาททำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว เอาผิดเป็นชอบกอปรไปด้วยอกุศลโทษเหลือ
ที่จะพรรณนาได้ เพราะฉะนั้นจะมีแต่ทางที่จะไปสู่อบายภูมิเสียโดยมาก ทนทุกข
เวทนาแสนสาหัส แม้ว่าจะพ้นนรกมาได้ ก็จะมาปฏิสนธิในหมู่สัตว์เดียรัจฉาน และ
เปรตวิสัยอสุรภายใช้เวรเกณฑ์กรรม เวียนว่ายตายเกิดอยู่อบายภูมิหามีที่สุดไม่ซึ่ง
เป็นอยู่ดังนั้นก็เพราะอกุศลกรรมให้โทษ แม้ว่าในประเทศจีนมีศาสนาขังจื้อ ซักนำ
สั่งสอนและมีกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดตามอาชญาของพระมหากษัตริย์ก็จริงอยู่
แต่ยังหาแจ่มแจ้งไม่ ยังเป็นที่มืดมัวอยู่ เหตุใดเล่าพระตถาคตมีพระคัมภีร์ธรรมอาจ
นำความเศร้าหมองและปลดเปลื้องซึ่งทุกข์ภัยทั้งหลายได้ ด้วยพระไตรปิฎกทั้งสาม
คือพระสูตรและพระปรมัตถ์พระวินัย พระไตรปิฎกธรรมสามสิบห้าผูก คิดออกเป็น
เล่มห้าพันร้อยสี่สิบสี่เล่มแสดงข้อปฏิบัติทางสัมมาปฏิบัติทั้งสิ้น ในมนุษยโลกนี้มี
พร้อมบริบูรณ์สรรพการ แต่ไม่ออกจากพระไตรปิฎกธรรมของพระตถาคต บัดนี้
พระถังซัมจั้งมาจากเมืองไกลจะให้ไปพร้อมทั้งสามคัมภีร์ แต่ประเทศจีนนั้นมนุษย์
ทั้งหลายมากไปด้วยโมหะความโง่เขลาดื้อดึง ก็จะทำลายคำสอนอันเป็นทางสัมมา
ทิฐิ ไม่สามารถจะรู้ธรรมอันพิเศษได้ ธรรมของพระตถาคตก็จะเสื่อมสูญไป ตรัส
ดังนั้นแล้วจึงทรงเรียกพระมหากัสสปกับพระอานนท์ทั้งสอง สั่งให้นำพระถังซัมจั้ง
กับสานุศิษย์ทั้งสามไปเลี้ยงดูด้วยเครื่องแจทิพย์ แล้วก็พาไปยังหอไตรเปิดประตูตู้
คุ้นเอาพระไตรปิฎกออกมาตรวจดูให้แก่พระถังซัมจั้ง ไปยังประเทศจีนสั่งสอนคน
ทั้งหลายให้แพร่หลายเป็นคุณประโยชน์อันใหญ่ยิ่งฝ่ายพระเถระเจ้าทั้งสอง ได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดังนั้นก็นำพระถัง
ซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไปยังหอมณีรัตน์ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็พากันชมห้อง
หออันประดับประดาไปด้วยแก้วเก้าเนาวรัตน์อันมีรัศมีสีสรรต่าง ๆ อันจะหาใน
มนุษยโลกมิได้ฝ่ายหมู่เทพยดาเทพารักษ์พนักงาน ก็จัดแจงเครื่องแจพร้อมทั้งคาวหวานล้วน
แล้วไปด้วยทิพยโอชาทั้งสิ้นอันจะหาเปรียบในมนุษย์โลกนี้มิได้ ครั้นจัดเสร็จแล้วจึง
เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์เข้านั่งพร้อมกันตามลำดับฝ่ายอาจารย์กับศิษย์เข้าที่พร้อมกันแล้ว ก็นมัสการพระบารมีคุณของสมเด็จ
พระพุทธองค์แล้ว ก็กระทำภัตตากิจกินอาหารตามสบายมีความเบิกบานกมลจิต
ทั้งศิษย์และอาจารย์ ฉันเครื่องทิพยาหารอิ่มหนำสำเร็จสิ้นเวลาแล้ว พระมหากัสสป
เถระเจ้ากับพระอานนท์จึงนำพาเข้าไปยังหอพระไตรปิฎกธรรม เห็นเป็นรัศมีสีแสง
โชติช่วงสว่างตาหาที่เปรียบมิได้พิจารณาดูตู้ที่ใส่พระไตรปิฎกธรรมก็ประดับประดา
ไปด้วยเพชรนิลจินดาต่าง ๆ สีตามตู้มีมาตราจารึกชื่อพระคัมภีร์เรียงรายเป็นระเบียบ
เรียบร้อย คือคัมภีร์เนียดพินเกงหนึ่งตู้เจ็ดร้อยสี่สิบแปดเล่ม คัมภีร์โต๊สัตเกงหนึ่งตู้
พันยี่สิบเอ็ดเล่ม คัมภีร์ชื่อคงจั้นเกงหนึ่งตู้สี่ร้อยเล่ม คัมภีร์ซิวเล่งเงี้ยมเกงหนึ่งตู้
ร้อยสิบเล่ม คัมภีร์อิมอิเกงหนึ่งตู้ห้าสิบเล่ม คัมภีร์ค้วยเตี๋ยเกงหนึ่งตู้ร้อยสี่สิบเล่ม
คัมภีร์โป๊จั้นเกงหนึ่งตู้สี่สิบห้าเล่ม คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงหนึ่งตู้ห้าร้อยเล่ม คัมภีร์เล่ย
จีนผู้เกงหนึ่งตู้เก้าสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายปัญญะเกงหนึ่งตู้เก้าพันหนึ่งร้อยหกสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายก้วงเม่งเกงหนึ่งตู้สามร้อยเล่ม คัมภีร์บ้วยเจงอิ้วเกงหนึ่งตู้หนึ่งพันหนึ่ง
ร้อยสิบเล่ม คัมภีร์ณุยมอเกงหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์ซำหลุนเปี๊ยดเกงหนึ่งตู้
สองร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์กิมกังเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีร์เจี๊ยฮวยหลุนเกงหนึ่งตู้
ร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮุดปุ้นเห้งเกงหนึ่งตู้แปดร้อยเล่ม คัมภีร์เง้าเล้งเกงหนึ่งตู้สามสิบ
สองเล่ม คัมภีร์โผ้ชาดก๊ายเกงหนึ่งตู้ร้อยสิบหกเล่ม คัมภีร์ต้ายจิบเกงหนึ่งตู้ร้อยสาม
สิบเล่ม คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงหนึ่งตู้สามร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์ฮวบฮัวเกงหนึ่งตู้ร้อย
เล่ม คัมภีร์ผู้แก่เกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีรโป้เสี้ยงเกงหนึ่งตู้ร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์ไซ
เทียนหลุนหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์เจงกี้เกงหนึ่งตู้ร้อยห้าสิบหกเล่ม คัมภีร์ฮุด
ก๊กจั๊บเกงหนึ่งตู้พันเก้าร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์คี้สินหลุนเกงหนึ่งตู้พันเล่ม คัมภีร์ใต้
ตี้โต๊วเกงหนึ่งตู้พันแปดสิบเล่ม คัมภีร์ฮุยเกงหนึ่งตู้พันสองร้อยแปดสิบเล่ม คัมภีร์
ปุ่นก๊อกเกงหนึ่งตู้แปดร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์เจี้ยลุดปุ้นเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่ม คัมภีร์
ต้ายจงเซียเกงหนึ่งตู้สองร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์อุยเซ็กหลุนเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีร์
กูเฉียหลุนเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่มฝ่ายพระมหาเถรกับพระอานนท์นำพระถังซัมจั่งตรวจดูยอดคัมภีร์ทุกคัมภีร์แล้ว
จึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านสามารถจะนำพระคัมภีร์ไปได้หรือ พระถังซัมจั้งกับ
ศิษย์ก็รับว่าจะนำไปได้ พระอานนท์จึงมอบคัมภีร์พระธรรมให้แก่พระถังซัมจั้ง
พระถังซัมจังก็ให้เห้งเจียมารับพระคัมภีร์ผูกห่อมัดดีแล้วก็บรรทุกบนหลังม้า ที่ยัง
เหลือมัดเข้าเป็นสองหาบให้ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายหาบไป แล้วก็พร้อมกันมาที่พระพุทธเจ้า
นมัสการลาพระอริยสาวกทั้งหลาย กับหมู่เทพบุตรและเทพารักษ์ทั้งปวงแล้วก็ออก
จากประตูพระอารามลงจากเขาลุ่ยอิมยี่ ตั้งหน้าหมายทิศบูรพาเดินออกไป ในที่
พระอารามใหญ่นั้น ยังมีพระพุทธเจ้าเยียนเตงพระองค์หนึ่ง ได้ทราบว่าให้พระไตร
ปิฎกไปก็มีความยินดี แต่อันที่จริงพระกัสสปกับพระอานนท์ ให้คัมภีร์กระดาษเปล่า
ไม่มีตัวอักษรไป พระเยียนเตงจึงตรัสว่า ประเทศจีนนั้นพระภิกษุสงฆ์ยังมืดมัวนัก
จะไม่เข้าใจคัมภีร์ที่ไม่มีอักษรดังนี้ จะมิเสียทีที่พระถังซัมจั้งตั้งใจมาอาราธนาพระ
ธรรมไปหรือ พระเยียนเตงตรัสดังนั้นแล้ว จึงสั่งแก่พระมหาเถระแปะฮุงซึงเจียว่า
ท่านจงรีบตามพระถังซัมจั้งไปแผลงอิทธิฤทธิ์รวบเอาคัมภีร์ไม่มีอักษรคืนกลับมา
เธอจะได้กลับมาอาราธนาพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้นไป พระมหาเถรแปะฮุยซึงเจียออก
จากพระอารามแล้ว ก็กระทำปาฏิหาริย์บันดาลเป็นลมพายุพัดตามไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามกำลังเดินไป ได้ยินสายลมพัดดังอู้ ๆ มาข้าง
หลัง ก็นึกเสียว่าเป็นด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าจึงมิได้คิดที่จะระวังอันใด พอได้ยิน
เสียงอู้ใหญ่แลไปที่กลางอากาศเห็นยื่นมือลงมารวบเอาพระคัมภีร์บนหลังม้าไปทั้งสิ้น
พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ทุบอกตกใจร้องเรียกเห้งเจียให้ไล่ตามไป ฝ่ายแปะฮุงซึ่งเจีย
แลเห็นเห้งเจียเหาะไล่ตามมาจวนจะถึง ก็มีความวิตกเกรงว่าเห้งเจียมีตะบองเหล็ก
ด้วยเธอไม่ทันจะรู้ความตามเหตุผลไล่มาทันเข้าก็จะตีเอา คิดดังนั้นแล้วจึงฉีกห่อ
คัมภีร์ทิ้งสาดโปรยลงมายังพื้นดิน เห้งเจียเห็นห่อคัมภีร์แตกขาดกระจุยกระจายไป
ทั้งสิ้นก็ลดลงไปยังพื้นเก็บคัมภีร์อยู่มิได้แลตามไป ฝ่ายพระแปะฮุงซึ่งเจียก็กลับมา
ทูลพระเยียนเตงตามที่ไปกระทำมาแล้วทุกประการฝ่ายโป๊ยก่ายตามมาแลเห็นพระคัมภีร์เรี่ยราดตกลงมาก็เข้าช่วยเห้งเจียเก็บรวบ
รวมใส่บ่าแบกกลับไปหาพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็มีความโทมนัสถอน
ใจใหญ่ว่า ในประเทศที่พระพุทธเจ้าแล้วยังมีมารยักษ์มาประจญผลาญดังนี้อีกเล่า
ชัวเจ๋งเอาห่อมาแก้ดูเล่มหนึ่งไม่เห็นมีตัวอักษรก็คิดประหลาดใจ จึงเอาไปยื่นให้
อาจารย์ดู แล้วพูดว่าอาจารย์จงดูหรือ นี่ทำไมจึงไม่มีตัวอักษรดังนี้เล่า เห้งเจีย
เปิดขึ้นดูอีกเล่มหนึ่งก็ไม่มีตัวอักษรเหมือนกัน โป๊ยก่ายก็หยิบมาเปิดดูอีกหนึ่งเล่ม
ก็ไม่มีตัวอักษรอีกเหมือนกันพระถังซัมจั้งให้เปิดดูทุก ๆ เล่มก็ไม่มีอักษรเหมือนกัน
ทุก ๆ เล่ม พระถังซัมจั้งถอนใจใหญ่แล้วพูดว่าเมืองไต้ถังบุญวาสนาไม่มีเสียแล้ว
ไม่มีตัวอักษรดังนี้จะเอาไปทำอะไรได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะกลับไปหาพระเจ้าแผ่นดิน
อย่างไรได้ เห้งเจียนึกขึ้นมาได้ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วคือพระอานนท์กับพระกัสสป
ถามถึงของกำนัล เพราะเราว่าไม่มีอะไรจึงให้คัมภีร์ที่ไม่มีอักษรมาดังนี้ จำเราจะ
ต้องพากันกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเธอทั้งสองทวงของกำนัล ไม่มีจะให้จึงได้
แกล้งให้คัมภีร์ที่ไม่มีอักษรให้เสียการดังนี้ โป๊ยก่ายว่าพี่คิดดังนั้นดีแล้ว อาจารย์
กับศิษย์เห็นพร้อมกันแล้ว ก็พากันรีบกลับมาครั้นถึงก็เข้าในประตูแลเห็นหมู่สาวก
และเทพยดาทั้งปวง ก็กระทำความเคารพแล้วหัวเราะถามว่าท่านอาจารย์กลับมา
เปลี่ยนพระคัมภีร์หรือ พระถังซัมจั้งว่าจะกลับมาขอเปลี่ยนพระคัมภีร์ หมู่ท้าวเจ้า
กิมกังก็มิได้ห้ามปรามปล่อยให้เธอเดินเข้าประตูไป ตรงเข้าไปถึงพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็ถวายนมัสการกราบไหว้ ทูลว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าทนความยากแสนสาหัสมาจาก
เมืองไกล พบปะแต่มารร้ายราวีทุกแห่งหนตำบลมากกว่าจะถึงพระพุทธองค์ พระ
กัสสปกับพระอานนท์แกล้งให้เสียการทั้งนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเธือ
ให้คัมภีร์ข้าพระพุทธเจ้าไปไม่มีตัวอักษรเช่นนี้ จะเอาไปทำอะไรได้ ขอพระองค์ได้
โปรดเถิดสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งกราบทูลดังนั้นทรง
แย้มพระโอษฐตรัสว่า ถังซัมจั่งอย่ามีความโทมนัสเสียใจเลยท่านทั้งสองทวงของ
กำนัลตถาคตก็ได้ทราบตลอดแล้ว อันที่จริงพระคัมภีร์ธรรมไม่ให้ใครง่าย ๆ และจะ
ให้กันเปล่านั้นก็ไม่ได้ ดังสมัยหนึ่งพระภิกษุสงฆ์เอาคัมภีร์ลงไปจากเขา ไปยังที่
บ้านเศรษฐีเตี๋ยแกในเมืองราชคฤห์ สวดพระพุทธมนต์จบหนึ่งก็ได้คุ้มรักษาในบ้าน
เศรษฐีตายไปก็ได้ไปสวรรค์สุคติ พระภิกษุสงฆ์ก็ได้รับบิณฑบาตเจ้าภาพให้ข้าวสาร
สามถังกับเงินทองบ้างเล็กน้อย ตถาคตยังเห็นว่าเป็นการดูถูกพระธรรมผิดไปจะ
พาให้บุตรนัดดาทดถอยน้อยทรัพย์ถังซัมจั่งมามือเปล่าแต่จะใครได้พระคัมภีร์เพราะ
ฉะนั้นจึงได้พระคัมภีร์เปล่าไม่มีอักษรดังนั้น อันคัมภีร์ไม่มีอักษรนั้นเป็นคัมภีร์อัน
วิเศษแท้เพราะเมืองไต้ถังผู้ปฏิบัติยังหาลุถึงมรรคและผลไม่ จึงได้เอาคัมภีร์เปล่า
นั้นให้ไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสดังนั้นแล้ว จึงตรัสแก่พระมหากัสสปและพระ
อานนท์ว่า ท่านทั้งสองจงรีบไปตรวจดูพระคัมภีร์ที่มีอักษรทุก ๆเล่มว่าจะมีสักเท่าใด
จงบอกให้ถังซัมจังรู้แล้วก็จงมอบให้ไปส่วนพระมหาเถระเจ้าทั้งสอง เมื่อได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็ถวายนมัสการ
คลานถอยออกมาแล้ว ก็พาพระถังชัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามไปยังหอพระไตรปิฎก ครั้น
ถึงพระเถระเจ้าทั้งสององค์ก็ถามว่า มีของอะไรมาบ้างหรือเปล่า พระถังซัมจั้งก็ไม่มี
อะไรจึงเรียกซัวเจ้งให้เอาบาตรนั้นมา ประคองสองมือถวายพูดว่า อาตมภาพมา
ทางไกลหาได้มีสิ่งใดติดมาไม่ มีมาแต่บาตรนี้ซึ่งเป็นของพระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน
ไว้สำหรับขาดเหลือกลางทางจะได้บิณฑบาตฉัน ข้าพเจ้าขอเอาบาตรนี้ถวายเป็น
ทางน้ำจิตที่นับถือ ขอพระเถระเจ้าทั้งสองได้โปรดประทานพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้น
จึงจะไม่ผิดแก่รับสั่งของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง และทั้งไม่เสียทั้งเวลาที่อาตมภาพ
มาโดยแสนทุเรศกันดาร ฝ่ายพระกัสสปกับพระอานนท์เมื่อได้รับบาตรมาแล้ว ก็
พาพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามเข้าไปในหอไตรตรวจพระคัมภีร์ทุก ๆ ผูกแล้วก็ซี้
ให้พระถังซัมจัง พระถังซัมจังจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามให้มารับทุกๆ เล่ม และตรวจ
ดูอย่าให้เหมือนครั้งก่อนได้ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งก็เข้าตรวจดูทุก ๆ เล่ม รวมห้า
พันสี่สิบแปดเล่มครั้นรวบรวมมัดห่อแล้วก็บรรทุกขึ้นหลังม้า อีกห่อหนึ่งโป๊ยก่าย
แบกซัวเจ้งหาบเข้าของเห้งเจียจูงม้า พระถังซัมจั่งจัดเรียบร้อยสำรวมกิริยาแล้วก็
พากัน ออกมายังที่พระพุทธเจ้า เวลานั้นพระถังซัมจั่งมีความยินดีปรีดาปราโมทย์
เป็นที่สุด สมเด็จพระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระมหาเถระ เห่งเล้งฮอกโฮ้ทั้งสองไปตี
ระฆังสัญญาขึ้นสามลาเป็นการประชุมใหญ่ หมู่พระอรหันตาขีณาสพห้าพันแปด
ร้อยพระภิกษุ ทั้งพระโพธิสัตว์และอุบาสกอุบาสิกา และหมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้ง
หลายมาประชุม แวดล้อมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันแล้ว เทพยเจ้าก็
ประโคมดุริยางค์ดนตรี ขึ้นถวายนมัสการพร้อมกัน กระแสเสียงนฤนาทสนั่นก้อง
ในท้องนภากาศประเทศ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่เหนือรัตนบัลลังก์
ทรงเผยพระพุทธฎิกาตรัส ถามพระกัสสปกับพระอานนท์เถระเจ้าว่า ให้พระคัมภีร์
ธรรมไปนั้นมากน้อยเท่าใด จงแสดงให้ตถาคตทราบ พระเถระเจ้าทั้งสององค์เมื่อ
ได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสถาม จึงกราบทูลว่าพระคัมภีร์ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
โปรดประทานให้พระถังซัมจั้งไปนั้น คือ พระคัมภีร์พิดพินร้อยเล่ม คัมภีร์โผ้สัตว์
เกงสามร้อยหกสิบเล่ม คัมภีร์เล่งฮือจั่งเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์สิ่วเล่งเงี้ยมเกงสามสิบ
เล่ม คัมภีร์จินอี่เกงสี่สิบเล่ม คัมภีร์ค้วยเตี๋ยวเกงสี่สิบเล่ม คัมภีร์โป๊จั้งเกงยี่สิบเล่ม
คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงแปดสิบเล่ม คัมภีร์เล้ยจินปู้เกงสามสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายปัญญะ
เกงหกสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายก้วงห้าสิบเล่ม คัมภีร์ย้วยเจงอิ้วเกงห้าร้อยสามสิบ คัมภีร์
อุยมอเกงสามสิบเล่ม คัมภีร์ซัมหลุนเปี้ยดเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮุดปุ๊นเห่งเกงร้อย
หกสิบเล่ม คัมภีร์เง้าเล่งเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์โผ้สัตว์ก๊ายเกงหกสิบเล่ม คัมภีร์ต้าย
ก๊วยสามสิบเล่ม คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงร้อยสี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮวบวาเกงสิบเล่ม คัมภีร์
ผู้แก่เกงสามสิบเล่ม คัมภีร์โป๊เสี้ยงเกงร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์ไซยทีหลุนเกง
สามสิบเล่ม คัมภีร์เจงกี่เกงร้อยสิบเล่ม คัมภีร์ฮุดก๊กจั๊บเกงหกสิบสามเล่ม คัมภีร์
กี้สินหลุยเกงห้าสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายตี้โต้เกงเก้าสิบเล่ม คัมภีร์โป๊ฮุยเกงร้อยสี่สิบเล่ม
คัมภีร์เล่งก๊กเกงห้าสิบหกเล่ม คัมภีร์เจี้ยลุกบุ้นเกงสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายขงเฉียเกง
สิบส่เล่ม คัมภีร์อุยเซ็กหลุนเกงสิบเล่ม คัมภีร์เกี๊ยนเสี่ยหลุนเกงสิบเล่ม รวมทั้ง
สิ้นสามสิบห้าผูกเป็นเล่มห้าแสนสี่สิบแปดเล่ม ประทานแก่พระถังชัมจั้งไปยังประ
เทศจีน รวบรวมใส่บนหลังม้าบ้างหาบบ้างพร้อมแล้ว จะเข้ามาถวายนมัสการลาฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม วางหาบลงแล้วก็กราบกรานนมัสการลา
จึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า อันคัมภีร์ธรรมของพระตถาคตนี้
เป็นมหากุศลอันใหญ่หาที่เปรียบมิได้เป็นธรรมในฝ่ายพระพุทธศาสนา หากถึง
ประเทศจีนแล้ว ให้ปกแผ่แก่มหาชนทั่วไปในนานาประเทศ อย่าได้มีความหมิ่น
ประมาท ถ้าไม่กินแจรับศีลให้บริสุทธิ์ก่อนอย่าได้เปิดพระคัมภีร์ของพระตถาคต
ในพระคัมภีร์นั้นเป็นอันประเสริฐจะทำให้ถึงซึ่งมรรคและผลและสว่างแจ่มแจ้ง
เป็นหนทางวิสุทธิมรรคแท้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสดังนั้นก็กราบลง
รับพระพุทธพจน์แล้วก็คลานถอยหลังออกจากที่ มาถึงประตูที่สามต่างนมัสการ
ลาหมู่ พระอริยบุคคลทั้งหลาย กับพระภิกษุสงฆ์และเทพยดาเทพารักษ์ แล้วก็
เดินออกจากพระอารามไป ส่วนสมเด็จพระพุทธองค์โปรดประทานธรรมเทศนา
แล้วก็เลิกประชุมฝ่ายพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ที่นั่นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่ง
พระองค์มีรับสังให้ข้าพระพุทธเจ้าไปประเทศจีนหาคนที่จะมาอาราธนาพระธรรม
มาบัดนี้ก็สำเร็จแล้วคิดรวมกันได้สิบสี่ปี รวมวันห้าพันสี่ร้อยวันยังขาดอยู่แปดวัน
จึงจะครบตามกำหนด ข้าพเจ้าขอถวายคืนรับสั่ง สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงฟัง
พระโพธิสัตว์กวนอิมกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าชอบแล้ว ๆ ในทันใดนั้นจึงตรัสแก่
ท้าวกิมกังทั้งแปด จงรีบจัดแจงแผลงฤทธาอานุภาพส่งถังซัมจังกลับไปยังเมืองไต้ถัง
เมื่อถึงแล้วนำพระธรรมออกปกแผ่ให้แพร่หลายทั่วแล้วจงรับพระถังซัมจั้งกลับมา
ยังไซที กำหนดในแปดวันจึงครบกำหนดห้าพันสี่สิบแปดวัน อย่าได้เสียเวลากาล ท้าว
กิมกังทั้งแปดได้รับสั่งดังนั้นแล้ว ก็กระทำความเคารพถอยออกมาจากพระอาราม
รีบตามพระถังซัมจั้งร้องเรียกว่า ท่านอาจารย์จงตามพวกข้าพเจ้าทั้งแปดนี้ไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ เวลานั้นก็เหาะขึ้นกลางอากาศตามหลังท้าว
กิมกังทั้งแปดนั้นลอยละลิ่วไปตามลมฝ่ายท่านท้าวกิมกังตามพระถังซัมจั้งไปยังเมือง ส่วนที่ประตูพระอารามลุ่ยอิมยี่
นั้นเจ้าเอี๊ยดที้และเทพารักษ์กับเจ้าลักเตงลักกะ และพระโพธิสัตว์ที่สั่งให้ตามรักษา
พระถังซัมจั้งไปไซทีนั้น จึงพร้อมกันมากราบเรียนพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า ข้าพเจ้า
ทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์ให้ตามรักษาพระถังซัมจั้งมาอาราธนาพระไตร
ปิฎกธรรม มาถึงวันนี้ก็สำเร็จความปรารถนาของพระถังซัมจั้งแล้ว พระโพธิสัตว์
ก็ได้ถวายรับสั่งของพระพุทธองค์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายคืนคำสั่งของพระ
โพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็มีความยินดีสรรเสริญว่าดีแล้ว พระโพธิสัตว์จึงถามหมู่เจ้า
ทั้งหลายว่า อันพระถังซัมจั้งมาตามทางนั้น จิตเป็นอย่างไรบ้าง หมู่เจ้าทั้งหลาย
ตอบว่า พระถังซัมจังนั้นจิตตั้งมั่นอุตสาหะไม่คืนคลาย อันที่จริงนึกว่าพระถังซัม
จั่งจะไม่สำเร็จได้ขอพระโพธิสัตว์ได้พิจารณาโดยละเอียด อันความทุกข์ทรมาไม่
คณนานับได้ ที่มาตามระยะทางอันประกอบไปด้วยอันตรายต่าง ๆ นั้นข้าพเจ้าทั้ง
หลายได้จดจำไว้ทั้งสิ้นแล้ว เป็นบัญชีทุกข์ภัยร้ายของพระถังซัมจั่งทั้งสิ้น หมู่เจ้า
ทั้งหลายจึงนำบัญชีที่จดหมายไว้นั้นถวายพระโพธิสัตว์ให้พิจารณาดูโดยละเอียด
ตั้งแต่ต้นจนปลายรวมได้แปดสิบครั้ง พระโพธิสัตว์จึงพูดแก่เจ้าทั้งหลายว่า ในทาง
พุทธศาสนานั้น ต้องถึงเก้า ๆ จึงจะได้สำเร็จมรรคผล พระถังซัมจั่งนั้นทรมาทุกข์
ได้แปดสิบครั้ง ยังอีกครั้งหนึ่งจึงจะครบกำหนดแปดสิบเอ็ดครั้งพระโพธิสัตว์จึงสั่ง
เจ้าเอี๊ยดที้ว่า ท่านจงรีบตามท้าวกิมกังทั้งแปดไปบอกว่า ต้องให้มีภัยอีกครั้งหนึ่ง
จึงจะครบแปดสิบเอ็ดภัยเจ้าเอี๊ยดที้ได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งดังนั้น ก็คำนับลาออกจากที่
เหาะตามท้าวกิมกังมาได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่งก็ทันพบท้าวกิมกัง เจ้าเอี๊ยดที้ก็กระซิบ
สั่งท้าวกิมกังว่าจงกระทำดังนั้น ๆ ตามคำสั่งของพระโพธิสัตว์อย่าให้ผิดได้ ท้าว
กิมกังได้ฟังแล้วก็จำใสใจ จึงสำรวมลมทำให้พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม กับ
พระคัมภีร์ให้หลุดตกลงยังพื้นพระถังซัมจั้งเหยียบลงกับพื้นก็ตกใจ โป๊ยก่าย
หัวเราะก๊าก ๆ ว่าดีจริง ๆ เราอยากให้เร็วกลับให้ช้าได้ดังนี้ ซัวเจ๋งพูดว่าคิดดูเรา
มาเร็วนัก จะให้เราหยุดพักดอกกระมัง เห้งเจียพูดว่า คำโบราณท่านย่อมว่าทาง
สิบวันใครจะไปก็ถึงไม่ไปก็ถึง พระถังซัมจั้งพูดว่า พูดมากก็ป่วยการ จึงพิจารณา
ดูที่ตรงนี้เป็นตำบลใดแน่ เห้งเจียแลดูรอบแปดทิศแล้วพูดว่า ที่ตรงนี้เองจึงบอกแก่
อาจารย์ว่า อาจารย์จงฟังกระแสน้ำ โป๊ยก่ายบอกแก่ชัวเจ๋งว่า มีเสียงน้ำดังนั้น
เห็นจะเป็นที่อาศัยอยู่ของน้องแต่เดิมดอกกระมัง เห้งเจียว่า ที่อาศัยเดิมของชัว
เจ๋งนั้นคือแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อ ที่นี้คือแม่น้ำทางทีฮ้อ พระถังซัมจั้งบอกเห้งเจียว่า จง
พิเคราะห์ดูให้ดีจะเป็นฟากข้างไหนแน่เห้งเจียเหาะขึ้นกลางอากาศ พิเคราะห์ดูรู้
แน่แล้วก็กลับลงมายังพื้น บอกแก่อาจารย์ว่า คือฟากข้างตะวันตก พระถังซัม
จังพูดว่า อาตมาจำได้แล้ว ฟากตะวันออกนั้นมีหมู่บ้านตั้นแกจึงเมื่อปีนั้นมาถึงนี่
ได้พึ่ง เห้งเจียช่วยชีวิตเด็กให้รอดจากความตาย พวกเหล่านั้นจะเอาเรือส่งแต่
บังเอิญพวกเราได้พึ่งเต่าใหญ่ส่งข้ามฟากไป อาตมาจำได้ฟากตะวันตกไม่มีบ้านช่อง
ผู้คนอาศัย เวลานี้เราจะคิดอย่างไรดี โป๊ยก่ายพูดว่าคนมนุษย์แกล้งกัน นี่ท้าว
กิมกังทั้งแปดนี้ก็รู้จัก แกล้งกันด้วยหรือ เธอรับสั่งของพระพุทธองค์ให้ส่งเราไปถึง
เมืองไต้ถัง ทำไมจึงเอามาทิ้งเสียกลางทางดังนี้ จะไปก็ยากจะกลับก็ยากจะทำ
อย่างไรดี ซัวเจ้งบอกแก่โป๊ยก่ายว่า พระอาจารย์เราเวลานี้มัวเปลี่ยนรูปขันธ์แล้ว
รูปกายก็เบาลงจะไม่จมน้ำเป็นอันขาด เราสามคนแผลงอิทธิฤทธิ์ ทำเป็นที่นั่งให้
พระอาจารย์ขึ้นนั่งแล้ว เราหอบส่งข้ามฟากไปจะไม่ได้หรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็
หัวเราะแล้วพูดว่ายกไม่ได้ข้ามไม่ได้ คือจะแผลงฤทธิ์ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์นั้น สัก
พันแม่น้ำใหญ่อย่างนี้ก็คงจะข้ามไปได้ตลอด ที่อันความรู้แจ่มแจ้งของเหตุแห่ง
พระถังซัมจังนั้น เก้า ๆ ยังไม่ครบตามกำหนด ยังขาดอยู่อีกภัยหนึ่ง เพราะฉะนั้น
จึงมาตกลงที่ตรงนี้อาจารย์ กับศิษย์เดินพลางพูดพลางมาถึงฝั่งแลรอบเงียบสงัด
ไม่เห็นมีผู้คนทั้งเรือแพนาวาก็ไม่มี กำลังเป็นทุกข์อยู่พอได้ยินเสียงคนเรียกว่า
ท่านอาจารย์กลับมาแล้วหรือ อาจารย์กับศิษย์พากันตกใจเหลียวซ้ายแลขวา
แลเห็นเต่าใหญ่ที่ได้ส่งข้ามครั้งก่อนนั้นอยู่ริมฝั่ง ยกหัวขึ้นพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งใจ
คอยท่านอยู่นี่ ท่านไปหลายปีจึงได้กลับมาบัดนี้ เห้งเจียพูดว่าเมื่อปีก่อนนั้นได้
พึ่งท่าน มาปีนี้ก็ได้มาพบท่านอีก พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพากันดีใจ เห้งเจีย
ว่าแม้ตัวมีจิตคิดคอยจะรับส่งก็จงคลานขึ้นมาเถิด เต่าได้ฟังก็ขยับตัวเข้าชิดฝั่ง
เห้งเจียจึงให้จูงม้าลงบนหลังเต่า โป๊ยก่ายยืนข้างม้าพระถังซัมจั้งยืนข้างหน้าม้า
ชัวเจ้งยืนอยู่ข้างซ้าย เห้งเจียยืนอยู่ข้างขวา เท้าหนึ่งเหยียบคอเต่า พูดว่าเต่า
เจ้าว่ายไปจงดีอย่าให้เอียงได้ เต่าก็ขยายเท้าออกว่ายไปดุจอยู่บนพื้นดินไม่เอียง
ไม่สะเทือนเต่าว่ายมาได้วันกับคืนก็เข้าใกล้ฝั่งข้างทิศตะวันออก จึงถามขึ้นว่าข้าพเจ้า
ได้สั่งท่านอาจาย์ว่าให้ช่วยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า อันตัวของข้าพเจ้านี้สักเมื่อไร
จะได้กลับเป็นมนุษย์ ท่านได้ทูลถามหรือเปล่า ความข้อนี้อันที่จริงพระถังซัมจั้ง
มัวแต่จะคิดเอาพระไตรปิฎกเท่านั้น จึงได้ลืมคำสั่งของเต่าเสีย มิได้ทูลถามพระพุทธ
เจ้าเวลาที่เต่าถามขึ้นก็นิ่งอยู่ ครั้นจะพูดเท็จก็ไม่ควร นิ่งอยู่ครู่หนึ่งมิได้ตอบเต่าก็
รู้ว่าคงจะมิได้ถามให้ ก็สลัดทีหนึ่งแล้วดำมุดน้ำไป อาจารย์กับศิษย์และม้าคัมภีร์
พลัดตกน้ำไปทั้งหมด แต่ยังมีความมั่นใจว่า พระถังซัมจังนั้นเปลี่ยนแปลงรูป
ขันธ์ตัวเบาไม่จมนำตายเหมือนครั้งก่อน ม้าคือมังกร โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ถนัดทางน้ำ
เห้งเจียหัวเราะแล้วก็แผลงฤทธิ์ รวบหอบเอาพระอาจารย์ขึ้นพ้นน้ำแล้ววางที่ริมฝั่ง
ตะวันออกอาจารย์กับศิษย์ก็พา กันขึ้นบกห่อคัมภีร์ข้าวของอานม้าเปียกน้ำไปทั้ง
สิ้นขึ้นพึงพักบก ก็บังเอิญเกิดลม พายุใหญ่มืดฟ้ามัวฝน ฟ้าก็แลบสันเสียงคริน
ลมก็ยิงพัดกล้าขึ้นทุกที และพัดดินทรายสาดซัดถูกเนื้อตัวเจ็บแสบ พระถังซัมจั้ง
หายใจหอบกอดจับพระคัมภีร์ไว้ แน่นชั่วเจ็งจับกุมห่อหาบคัมภีร์โป๊ยก่ายจับยึดม้า
ไว้ เห้งเจียจับกระบองแกว่งกวัดคอยระวังรอบข้างอันที่จริงลมพายุนั้นคือลมมาร
จะใคร่ชิงเอาความชอบที่ไปอาราธนา พระคัมภีร์ธรรมนั้น จึงได้แผลงฤทธิ์เดชสำแดง
อานุภาพเป็นลมพายุอยู่คืนหนึ่ง จนรุ่งแจ้งจึงได้สงบ พระถังซัมจั้งเปียกน้ำทั้ง
ตัวหนาวสั่นสะท้านอยู่งกงันจึงถามเห้งเจียว่าทำไมจึงเกิดมีลมใหญ่อย่างนี้เล่า
เห้งเจียโกรธฮึดฮัดแล้วพูดว่าพระอาจารย์หาทราบเหตุไม่ ข้าพเจ้าปกครองป้องกัน
พระอาจารย์จนได้พระคัมภีร์มา คือชิงสมบัติของมารทั้งหลายและชิงพาหนะของ
เทพยดาเทพารักษ์ทั้งฟ้าและดินคือเราจะได้ยืนนานเท่าฟ้าและดินเสมอด้วย
พระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่รู้จักสิ้นสุดด้วยได้ธรรมกายไม่รู้แก่รู้ตายไม่แตกทำลาย
ได้ เพราะฉะนั้นหมู่มารและเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย จะใคร่เคลือบแฝงชิงเอา
ความงามความดีของพวกเรานี้ จึงกระทำให้พระคัมภีร์เปียกน้ำ และพระอาจารย์
ก็ได้สำเร็จธรรมกายคุ้มอยู่ทั้งข้าพเจ้าประกอบด้วยธาตุมีอำนาจเชี่ยวชาญรักษา
ป้องกันจนสว่าง พวกมารจึงมิได้ชิงเอาของเราไปได้ พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ็ง
ได้ฟังเห้งเจียชี้แจงแสดงเหตุผลดังนั้นก็พากันได้สติ สักประเดี๋ยวพระอาทิตย์ก็ขึ้นสูง
จึงพากันเก็บขนพระคัมภีรขึ้นตากบนที่สูง ในที่ตำบลนั้นจนทุกวันนี้ก็ยังมีรอย
ปรากฏอยู่ในที่ตากพระคัมภีร์นั้น ตากพระคัมภีร์และเสื้อ ผ้าสิ่งของก็นำเอาตาก
ทุก ๆ สิ่งแล้ว ต่างคนก็นั่งพักคอยรอพระคัมภีร์จะแห้ง แลไปข้างริมฝั่งก็เห็นคน
สองสามคนเที่ยวตกเบ็ดเดินมาแลเห็นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามก็จำได้ ก็พูด
ว่านี่ท่านอาจารย์ที่ปีก่อนข้ามฟากไปทิศตะวันตก เพื่ออาราธนาพระธรรมแน่แล้ว
โป๊ยก่ายบอกว่านี่แหละทำไมท่านจึงจำเราได้เล่า คนตกเบ็ดบอกว่าพวกข้าพเจ้า
คือคนอยู่บ้านตั้นแกจึง จากนี้ไปทางไกลประมาณสักห้าสิบเส้นก็ถึง โป๊ยก่ายพูด
ว่า พระอาจารย์พวกเราช่วยกันขนคัมภีร์กับสิ่งของไปที่บ้านตั้นแกจึง หาที่ตากจะ
มิดีหรือ ทั้งจะมีที่พักอาศัยและให้พวกนั้นช่วยซักผ้าเสื้อจะไม่ดีหรือ พระถังซัมจั้ง
พูดว่าอย่าไปเลยอยู่ที่นี่ตากแห้งดีแล้วจะได้ตั้งหน้าหาทางกลับเมืองดีกว่า จะไปให้
ช้าการทำไมเล่า พวกคนตกเบ็ดเหล่านั้นก็พากันรีบเดินกลับไป ครั้นถึงก็แวะ
บ้านตั้นเชงบอกว่าท่านทั้งสองจงรีบไปนิมนต์ท่านอาจารย์ที่ได้ช่วยชีวิตบุตรของ
ท่านทั้งสองนั้นกลับมาแล้วยังพักตากคัมภีร์อยู่ข้างเหนือบ้านเราที่เนินหินนั้น
ตั้นเท่งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพาบ่าวไพร่สองสามคนรีบลงจากบ้าน เดินตรงไปข้างเหนือ
บ้าน ครั้นถึงก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับกระทำนมัสการถามว่า ท่านอาจารย์ไปอาราธ
นาพระคัมภีร์ธรรมก็ได้สำเร็จแล้ว ทำไมไม่แวะบ้านข้าพเจ้าเล่า มานั่งตากลมตาก
แดดอยู่ดังนี้ ขอนิมนต์พระอาจารย์ไปพักที่บ้านข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียพูดว่ารอให้
คัมภีร์แห้งแล้วจึงจะไปบ้านท่านตั้นเท่งถามว่าพระคัมภีร์กับข้าวของทำไมจึงเปียก
ไปทั้งสิ้นดังนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่าเหตุเมื่อไปได้พึ่งเต่าส่งข้ามไปเมื่อมาก็ได้พึ่งเต่า
ส่งข้ามมาจวนใกล้จะถึงฝั่งอยู่แล้ว เต่าถามว่าเธอได้ฝากคำไปถามพระพุทธเจ้าใน
ธุรการของเธอ อาตมภาพลืมไปเสีย หาได้ถามให้เธอไม่ เธอโกรธจึงดำน้ำลงไป
เสียเพราะฉะนั้นจึงพากันเปียกน้ำไปทั้งสิ้นดังนี้ ตั้นเท่งก็อ้อนวอนนิมนต์โดย
ศรัทธาจิต พระถังซัมจั้งก็รับนิมนต์ จึงจัดแจงเก็บพระคัมภีร์กับข้าวของ ยังพระ
คัมภีร์ปุ้นห้งเกงสองสามเล่มติดอยู่กับศิลาขาดปลายเล่ม เพราะฉะนั้นคัมภีร์ปุ้นเห้ง
เกงจึงขาดไม่ครบบริบูรณ์ที่ตรงนันมาจนทุกวันนียังมีรอยอักษรติดปรากฏอยู่กับศิลา
พระถังซัมจังเห็นดังนัน จึงพูดว่าเพราะเกียจคร้านไม่ดูแลจึงได้เป็นเช่นนี เห้งเจีย
หันมาพูดว่า เหตุการณ์ทั้งนี้ก็เพราะฟ้าดินจะไม่ให้ครบ อันแต่เดิมพระคัมภีร์ครบ
ถ้วน บัดนี้มาติดขาดเสียก็ควรจะไม่ครบ อันพระธรรมที่ลึกล้ำพิเศษดังนั้น อำนาจ
และกำลังของปุถุชนจะป้องกันได้หรือ เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ช่วยกันเก็บรวบรวม
พร้อมกันไปยังบ้านตั้นเท่งตำบลบ้านตั้นเกจึงฝ่ายพวกชาวบ้านตันเกจึง รู้ความแล้วก็ป่าวร้องกันทังชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่
พากันมาแห่ห้อมล้อมจุดธูปเทียนบูชา รับทั้งม้าล่อและกลองตีรับออกสนันหวันไหว
ทั้งกระจับปี่สีซอออกแช่เสียงมาตามรายทาง บัดเดี้ยวก็ถึงบ้านตันเท่ง ตันเท่งก็
นิมนต์เข้าไป ตั้นเซงก็พาวงศาคณาญาติทั้งชายและหญิงมาเคารพนมัสการ นิมนต์
ขึ้นบ้านนั่งที่สมควรแล้ว ทั้งชายและหญิงก็พากันนมัสการทุกๆ คนแล้วก็ยกน้ำร้อน
น้ำชามาถวาย ฉันเสร็จแล้วก็ยกเครื่องกระยาหารแจมาถวายฝ่ายพระถังซัมจั้ง ตั้งแต่ฉันเครื่องทิพย์มาแล้ว ปราศจากซึ่งรูปขันธ์ อันของ
เครื่องกระยาหารของปุถุชนนั้นก็ใหเบื่อหน่าย เห็นต้นเ่งตันเชงทั้งสองมีจิตศรัทธา
ขัดไม่ได้ก็ต้องรับประเคนตามกิริยาเห้งเจียซัวเจ็งก็ไม่กิน โป๊ยก่ายยกชามขึ้นวางลง
เห้งเจียจึงถามว่าพ่อสุกรทำไมจึงไม่กินให้หมดเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าไม่รู้ว่าอย่างไรไส้
พุงกระเพาะให้อ่อนเปลียไม่มีกำลังที่จะอยากกิน ตันเท่งจึงให้คนยกเก็บแล้ว ถาม
ซึงเหตุการณ์ที่ไปอาราธนาพระธรรม พระถังซัมจังจึงเล่าความให้ตันเท่งตั้นเซงฟัง
โดยละเอียดทุกประการ พระถังซัมจั้งจะใคร่ลาไป เฒ่าทั้งสองจึงพูดว่า พี่น้อง
ข้าพเจ้าก็ได้พึ่งพระอาจารย์ช่วยชีวิตบุตรข้าเจ้าให้รอดพ้นจากความตาย ข้าพเจ้า
ทั้งสองยังหาได้ฉลองพระเดชพระคุณไม่ ข้าพเจ้าได้สร้างวัดไว้วัดหนึ่งให้นามว่า วัด
กิ๊วเซงยี่ แปลว่าช่วยชีวิต ตั้งจิตจงรักภักดีธูปเทียนบูชาเสมอทุกวันมิได้ขาดเฒ่า
ทั้งสองจึงเรียกบุตรทั้งสอง ตั้นกวนโป๊กับตั้นเจ๊กชินกิมออกมากราบไหว้นมัสการ
ขอบคุณแล้วนิมนต์ไปยังวัด พระถังซัมจั้งจึงเปิดคัมภีร์โป๊เสียงเกงออกสวดเล่มหนึ่ง
แล้วก็พากันไปยังวัด ครั้นถึงแล้วก็เดินตรงเข้าไปข้างใน แลไปก็เห็นเครื่องกระยาหาร
แจตั้งถวายอยู่เรียงรายที่นั้นพระถังซัมจั่งก็มิได้นั่ง เลยเข้าไปข้างในก็เห็นแต่เครื่อง
แจตั้งเรียงรายต่อเนื่องกันมิได้ขาด พระถังซัมจั้งก็รับประทานแต่พอเป็นกิริยา แล้ว
พิเคราะห์ดูอารามที่เขาสร้างนั้นหมดจดเรียบร้อยงดงามเที่ยวดูรอบแล้วก็ขึ้นไปบน
กุฎีที่ห้องกลาง เห็นรูปที่เขาหล่อไว้สี่รูปคือ รูปพระถังซัมจั่ง รูปเห้งเจีย รูปโป๊ย
ก่าย รูปซัวเจ็ง พระถังซัมจั้งโมทนาว่าดีแล้วชอบแล้ว จึงลงจากหอแลไปข้างระเบียง
พระอุโบสถตั้งเรียงรายล้วนแต่เครื่องแจคอยท่าจะนิมนต์ฉัน เห้งเจียจึงถามตั้นเท่ง
ตั้นเชงว่า ตั้งแต่เมื่อปราบปิศาจแล้วมา ปิศาจนั้นเป็นอย่างไรบ้างหรือ สองเฒ่า
ตอบว่าตั้งแต่ปีนั้นมาศาลก็พังทลายไป ข้าพเจ้าสร้างวัดขึ้นแล้วต่อมาทุก ๆ ปีก็อยู่
เย็นเป็นสุขทุกบ้านเรือนทั้งข้าวน้ำชำปลาก็บริบูรณ์ ซึ่งเป็นดังนี้ก็เพราะบารมีของ
ท่านปกป้องมา พวกข้าพเจ้าจึงได้มีความสุข เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ซึ่ง
การเป็นดังนั้นก็อาศัยเหตุฟ้าให้แก่ท่านทั้งหลาย มิได้เกี่ยวแก่พวกเราตั้งแต่นี้ต่อไป
พวกเราจะปกป้องรักษาตำบลบ้านเกจึงนี้ให้ได้ความสุขสวัสดีมีชัยทุก ๆ บ้าน จน
ชั่วบุตรหลานต่อ ๆ ไป ทั้งลมฝนข้าวกล้าก็จะบริบูรณ์ตามฤดูกาลทุก ๆ ปี หมู่ชน
ทั้งหลายที่ได้รับคำอวยพรดังนั้นแล้ว ต่างก็กระทำนมัสการขอบคุณพร้อมกันทุก ๆ
คน แลไปเห็นคนทั้งหลายนำผลไม้มาถวายออกแน่นไป โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็หัวเราะ
พูดว่า เมื่อเวลาจะอยากกินหาไม่ได้ เวลากินไม่ได้ช่างมีมากเหลือเกิน บ้านนี้ยัง
ไม่ทันแล้ว ซ้ำมาอีกบ้านหนึ่ง ครั้นสิ้นเวลาการจุดตะเกียงตามไฟ พระถังซัมจั้ง
ก็เข้าที่ระงับไม่อาจแพร่งพรายจิตเข้ากุฎีกลางนั่งสมาธิสำรวมจิต เวลานั้นก็ถึง
สามยามเศษ พระถังซัมจั้งก็เคลื่อนจากที่ กระซิบเรียกเห้งเจียเบา ๆ พูดว่า ที่ตำบล
นี้คนทั้งหลายรู้แน่ว่าพวกเราสำเร็จมรรคผลแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าแม้ผู้วิเศษ
อย่าออกก็ริยาให้เขารู้ รู้แล้วไม่ใชู่้วิเศษ วิตกว่าพวกนี้จะหน่วงเหนี่ยวชักช้าจะเสีย
เวลาการ เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์เห็นดังนั้นชอบแล้ว เวลานี้คนทั้งหลายกำลัง
หลับสนิทควรเราจะพากันไปเถิดพูดกันตกลงแล้ว จึงปลุกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสองให้
ตื่นขึ้นแล้วก็ช่วยกันรวบรวมเก็บหาบพระคัมภีร์และสิ่งของแล้ว ก็ค่อย ๆ พากันเดิน
จะออกจากประตูวัด แต่ประตูนั้นมีกุญแจลั่นไว้แน่นหนา เห้งเจียจึงร่ายคาถา
สะเดาะกุญแจออกแล้ว ก็เปิดประตูพากันออกจากวัดได้แล้ว ก็หมายทางตรงมายัง
เมือง ได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่กลางอากาศว่าข้าพเจ้าท้าวกิมกังทั้งแปด คอยส่งท่าน
ทั้งสี่จงรีบตามข้าพเจ้ามาเถิด พระถังซัมจั้งได้กลิ่นหอมลมพัดฉิว ๆ มาหอบอาจารย์
กับศิษย์ลอยละลิ่วขึ้นไปตามลมกลางอากาศฝ่ายพวกบ้านตั้นเกจึง ยังค้างอยู่ในวัดหลายคนด้วยกัน พอรุ่งแจ้งก็พากันตื่น
จัดแจงต้มหุงเครื่องแจเสร็จแล้วก็ยกมายังหอกลางหวังใจจะถวาย เหลียวซ้ายแลขวา
ก็ไม่เห็นพระถังซัมจั่งพากันตกใจร้องโวยวายข้นไม่รู้ว่าจะไปตามที่ไหน พากันพูดว่า
พุทโธเอ้ยพากันปล่อยพระพุทธเสียทั้งเป็น หายไปเสียดังนี้จะรู้ที่ไปตามทางใดเล่า
พูดกันแล้วก็พากันขนเครื่องแจขึ้นไปถวายบูชาไว้บนหอนั้นต่อไปนั้นกระทำการ
สักการบูชาใหญ่อีกสี่คราว ครั้งเล็กยี่สิบสี่ครั้งทุก ๆ ปีไปมิได้ขาด มีคนไปมา
นมัสการมิใคร่ขาดฝ่ายท้าวกิมกังทั้งแปด แผลงอำนาจฤทธาเป็นลมส่งพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์
มากว่าครึ่งวันก็เข้าเขตเมืองเชียงอาน เดิมเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยราช
สมบัติได้สิบสามปี ในปีนั้นพระองค์ได้เสด็จตามส่งพระถังซัมจั้งยังประตูเมืองข้าง
ทิศตะวันตก มาถึงปีที่สิบหกพระองค์รับสั่งให้สร้างหอคอยท่ารับพระไตรปิฎก ยัง
ประตู เมืองทิศตะวันตก พระเจ้าถังไทจงทุก ๆ ปีเสด็จออกที่หอนั้น มีพระทัยใส
โสมนัสสา ตั้งพระพักตร์คอยรับพระธรรม มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปประทับอยู่
ณ หอนั้นบนชั้นสูง ทอดพระเนตรไปข้างทิศตะวันตก เห็นมีม้วนเมฆแผ่รัศมีเต็ม
ท้องฟ้า และมีลมพัดกลิ่นหอมมาตามลมต้องพระนาสาฝ่ายท้าวกิมกัง เหาะมาใกล้หอแล้วก็หยุดพักอยู่กลางอากาศเรียกพระถังซัมจั้ง
ว่า ท่านอาจารย์ที่ตรงนี้คือประตูเมืองเชียงอานพวกข้าพเจ้าไม่อาจลงไป เกรงคน
จะเห็นรูปกายข้าพเจ้า เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งไม่ควรลงไปควรแต่ท่านอาจารย์จะ
ลงไปแตู่่้เดียวนำพระคัมภีร์ไปส่งให้ท่านเจ้าของแล้วจงรีบกลับมา ข้าพเจ้าจะคอย
อยู่บนเมฆนี้ จะได้พร้อมกันรีบกลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ เห้งเจีย
พูดว่าท่านพูดดังนั้นก็ควรแล้ว แต่ยังขัดอยู่ด้วยพระอาจารย์ผู้เดียว ที่ไหนจะหาบ
พระคัมภีร์และจูงม้าไปอย่างไรได้ ขอให้พวกข้าพเจ้าไปส่งพระอาจารย์ ท่านจง
คอยอยู่บนนี้ก่อน พวกข้าพเจ้าจะมิให้ผิดเวลาได้ ท้าวกิมกังพูดว่า พระโพธิสัตว์
กวนอิมได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ทั้งไปทั้งมากำหนดในแปดวัน วันนี้ได้ห้าวันกว่า
แล้ว วิตกด้วยโป๊ยก่ายลงไปแล้ว จะไปมัวหลงลาภและยศเสีย เกรงจะผิดกำหนด
จะเสียการไป โป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์ข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้า
ก็สำเร็จบ้าง ที่ไหนจะมาเห็นแก่ลาภยศฉะนั้นเล่า ขอท่านได้สงเคราะห์พักคอย
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะลงไปส่งพระคัมภีร์ธรรมแล้วจะกลับขึ้นมาพร้อมแก่ท่านได้กลับ
ไป โป๊ยก่ายหาบของซัวเจ๋งจูงม้าเห้งเจียประคองอาจารย์ก็ลงยังพื้นข้างหอคอยฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ กับพวกขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพระ
ถังซัมจั่ง ก็เสด็จลงจากหอคอยมารับตรัสถามว่า พระเจ้าน้องเรากลับมาแล้วหรือ
พระถังซัมจั้งจะใคร่ยอบกายลงคำนับพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสด็จมาประคองไว้มิ
ให้ถวายคำนับ แล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งสามมั้นคือผู้ใด พระถังซัมจั้งถวายพระพร
ว่าได้มาตามทาง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงมีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้จัดราชรถ
นิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นม้า ส่วนพระองค์ก็ทรงรถพระที่นั่ง รับสั่งให้พระถังซัมจั้ง
เข้าพระราชวัง เวลานั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จกลับเข้าพระราชวัง ขุนนาง
ข้าราชการใหญ่น้อยก็พากันตามเสด็จกลับ พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม โป๊ย
ก่ายหาบพระคัมภีร์ซัวเจ๋งจูงม้าเห้งเจียถือกระบองประคองข้างม้าเดินตามพระถัง
ซัมจั้งตามเสด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เข้าสู่พระราชวังหลวง ชาวประชาราษฎร
พลเมืองเชียงอานไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ชายและหญิง พากันลือตลอดทั่วเมือง เดิมพระถัง
ซัมจั้งอยู่ ณ วัดอั้งฮกยี่ในเวลานั้นพระสงฆ์ทั้งหลายซึ่งอยู่ในวัดได้แลเห็นต้นไม้
ทุกถึง ๆ หันโอนกลับไปข้างทิศตะวันออกก็พากันตกใจว่าไม่มีลมพายุเหตุใดกิงสน
จึงหันกลับไปดังนั้น ในหมู่พระสงฆ์นัน ยังมีสานุศิษย์เก่าของพระถังซัมจังรูปหนึ่ง
เห็นดังนั้น จึงเรียกกันให้เอาจีวรมาเร็ว ๆ ท่านอาจารย์เรากลับมาแล้วเราจะรีบออก
ไปรับพระสงฆ์ทั้งหลายจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงรู้แน่ว่าพระอาจารย์กลับมาถึงเล่า
จึงพระสงฆ์รูปนั้นบอกว่า เมื่ออาจาย์จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ธรรมนั้น ท่านได้
สั่งไว้ว่าในสองสามปีก็ดี หรือสี่ห้าปีก็ดี จงดูที่กิ่งสนแม้ว่ากิ่งสนหันกลับไปข้างทิศ
ตะวันออก เราก็จะกลับมาถึงเมือง อาจารย์ของเราศักดิ์สิทธิ์ออกวาจาดังนั้นหาก
จะเป็นจริงดังวาจา เพราะฉะนั้นจึงควรเชื่อเอาเป็นแน่ได้จึงพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น
ก็พากันครองจีวรรีบออกจากประตูวัด เดินมาตามถนนข้างทิศตะวันตก สักประ
เดี๋ยว็ได้ยินคนพูดโจษกันว่า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับพระสงฆ์ที่ไปอาราธนา
พระคัมภีร์ธรรมกำลังเสด็จกลับเข้าพระนคร พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ทราบ
แล้วก็พากันเดินมาบัดเดี้ยวก็แลเห็นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จมา จึงพากันแอบ
ข้างถนน พอเสด็จคล้อยไปแล้วก็พากันตามเข้าไปในประตูพระราชวัง ครั้นถึง
พระราชวังแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จขึ้นหน้าขุนนาง พระถังชัมจั้งก็ลง
จากม้าพากันตามเสด็จเข้าในพระราชวังหลวง พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามก็หยุด
ยืนอยู่หน้าพระลาน พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้พระถังซัมจั้งขึ้นมาข้างบนนั่ง
ที่อันสมควร แล้วพระถังซัมจังจึงให้ยกพระคัมภีร์ขึ้นมา เห้งเจียซัวเจ๋งโป๊ยก่าย
ช่วยกันยกหาบคัมภีร์ แก้มัดออกจากห่อแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะฝ่ายขุนนางขันที่ก็รับนำมาถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ทอดพระเนตรแล้วจึงรับสั่งถามพระถังซัมจั้งว่า พระคัมภีร์มีกำหนดมากน้อยเท่าใด
ทำอย่างไรจึงอาราธนามาได้ พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่าอาตมภาพไปถึงเขา
เล่งซัว เข้าหาพระพุทธองค์กระทำนมัสการแล้ว พระพุทธองค์จึงให้พระพุทธ
กัสสปกับพระอานนท์ พาไปยังหอมณีรัตน์เลี้ยงเครื่องแจทิพย์แล้ว จึงพาเข้าไป
ยังหอพระไตรปิฎกให้พระคัมภีร์ พระกัสสปพระอานนท์ได้ทวงถามถึงของกำนัล
อาตมภาพไม่มีสิงใดจะถวาย เธอจึงให้พระคัมภีร์แก่อาตมภาพ อาตมภาพก็
นมัสการลาพระพุทธเจ้าแล้วตั้งใจจะกลับมาเมือง เดินมาได้หน่อยหนึ่งก็มีลมพายุ
พัดมาหอบเอาพระคัมภีร์ไปเสียทั้งสิ้น สานุศิษย์ไล่ตามไปจะเอากลับคืน ก็ปล่อย
โปรยคัมภีร์กระจัดกระจายจึงช่วยกันเก็บรวบรวมแล้วก็เปิดขึ้นดูไม่เห็นมีตัว
อักษรเป็นแต่กระดาษเปล่า ก็พากันตกใจจึงได้พากันกลับไปทูลถามพระพุทธองค์
ว่า พระมหาเถรทั้งสองไม่ยอมให้พระคัมภีร์ อาตมภาพได้นำบาตรของมหาบพิธ
พระราชทานให้อาตมภาพไปนั้น ถวายพระมหาเถระทั้งสองพอเป็นกิริยาจิตเคารพ
พระคัมภีร์ธรรม พระคัมภีร์นี้รวมผูกได้สามสิบห้าผูกคิดเป็นเล่มได้ห้าพันสี่สิบ
แปดเล่ม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง
จึงตรัสสั่งให้ขุนนางพนักงานเครื่อง จัดเครื่องแจถวายพระถังซัมจั้งสนองคุณพระ
องค์ทอดพระเนตรดูสานุศิษย์ทังสามเห็นรูปกายประหลาด จึงตรัสถามพระถังซัม
จังว่าสานุศิษย์ทั้งสามนั้นเป็นคนชาวประเทศใด พระถังซัมจังถวายพระพรว่า
สานุศิษย์คนใหญ่นั้น นามเดิมเรียกว่าซึงหงอคง อาตมภาพเรียกว่าซึงเห้งเจีย
เป็นคนชาวประเทศตังเสงสิ้นจิวเมืองเง่าล่ายก๊กตำบลเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลี่ยมต้อง
เมื่อห้าร้อยปีเธอแผลงฤทธานุภาพขึ้นไปทำจลาจลรบบนสวรรค์ หมู่เทพยดาทั้ง
หลายเกรงกลัวอำนาจ จึงพระพุทธเจ้าลงโทษให้เขาเง้าซัวครอบไว้ พระโพธิสัตว์
กวนอิมมาสั่งสอนชักนำให้กลับใจละเว้นซึ่งความชั่ว เวลาเมื่อข้ามไปทางนั้น อาตม
ภาพได้ช่วยเธอออกมาพ้นที่ลำบาก จึงได้ติดตามไปเป็นสานุศิษย์ ได้พึ่งเธอช่วย
ป้องกันรักษาและปราบภูตผีปิศาจมารร้ายต่าง ๆ ในทางที่จะไปไซที อันสานุศิษย์
ทั้งสองนั้น มีนามเดิมเรียกว่าหงอเหนง อาตมภาพเรียกว่าตือโป๊ยก่าย สำนัก
เดิมเกิดที่ตำบลเขายกลินชัว ถ้ำหุ้นจั้นต้องมาเป็นปิศาจร้ายที่เขตเมืองโอซือจั้งก๊ก
ตำบลบ้านเกาเล้าจึง พระโพธิสัตว์สั่งสอนซักชวนให้เข้าทางสัมมาทิฐิ เวลาที่
อาตมภาพไปถึงตำบลนั้น เห้งเจียไปปราบจับตัวได้ก็เข้ายอมสามิภักดิ์เป็นสานุศิษย์
ได้เป็นกำลังหาบคอนก็ได้ถึงโดยเร็ว สานุศิษย์ที่สามนามเดิมชื่อชัวหงอเจ๋งเดิมอยู่
ในลำแม่น้ำ พระโพธิสัตว์โปรดชักนำได้กลับใจเข้าหาทางชอบธรรม เวลาที่อาตม
ภาพไปถึงตำบลนั้นเธอเข้ายอมสามิภักดิ์ เป็นสานุศิษย์ตามไปไซที ม้านั้นคือ
อาตมภาพไปถึงบึงใหญ่ มีนาคราชแผลงฤทธิ์ จับเอาม้าที่พระองค์ประทานไปทั้ง
เป็นพระโพธิสัตว์ปรับโทษให้นาคแปลงเป็นม้าสำหรับอาตมภาพขี่ไปไซที พระเจ้า
ถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังแล้วก็ตรัสสรรเสริญ แล้วตรัสถามต่อไปว่า ไซทีนั้นหนทางจะ
ไกลสักเท่าใด พระถังซัมจั้งว่าจำคำของพระโพธิสัตว์ได้ว่า ระยะทางนั้นหนึ่งแสน
แปดพันโยชน์คิดเป็นเวลาได้สิบสี่พรรษาขึ้นเขาลงห้วยพบปะศัตรูหมู่มารปิศาจ
ร้ายมากแห่งหลายตำบลจะนับมิถ้วนแต่มีตราทุก ๆ เมือง ได้ประทับให้ในหนังสือ
เดินทาง จึงเรียกให้เห้งเจียนำหนังสือเดินทางมาถวายคืน เห้งเจียแก้ห่อนำ
หนังสือมาถวายพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งรับมาถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับมาทอดพระเนตรหนังสือเดินทาง คือปีพระเจ้าเจงกวน
เสวยราชได้สิบสามปี เป็นเดือนสิบสองขึ้นสิบเอ็ดค่ำออกจากเมือง พระองค์ทอด
พระเนตรแล้วทรงพระสรวลตรัสว่า มีความทุกข์ยากแค้นมาจนบัดนี้ พระเจ้าเจง
กวนเสวยราชได้ยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ในหนังสือทุก ๆ เมืองมีตราประทับมาให้ คือตรา
เมืองโป๊เชียงก๊กหนึ่งตราเมืองโอเคยก๊กหนึ่ง ตราเมืองเชียตี้ก๊กหนึ่ง ตราเมืองไซ
เหลียงก๊กหนึ่ง ตราเมืองเจไซก๊กหนึ่ง ตราเมืองจูจี้ก๊กหนึ่ง ตราเมืองปี้คิวกักหนึ่ง
ตราเมืองแบ๊กฮวดก๊กหนึ่ง รวมแปดเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ ยังเมืองน้อยอีกสาม
เมืองคือตราเมืองโหงเซียนกุ้นหนึ่ง ตราเมืองเง๊กฮั้วจิวหนึ่ง ตราเมืองกิมเพ่งฮู้หนึ่ง
พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรตราทุก ๆ เมือง แล้วก็เก็บไว้ข้างพระที่ฝ่ายเจ้าพนักงานเครื่อง ครั้นได้จัดเครื่องเสร็จแล้วก็มากราบทูลพระองค์ทรง
ทราบแล้ว จึงเสด็จลงจากพระที่นั่งมาจับมือพระถังซัมจั้งตรัสถามว่า สานุศิษย์
ทั้งสามนั้นรู้จักขนบธรรมเนียมหรือไม่พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า สานุศิษย์เป็น
ชาวป่าดงมีความหยาบคายขอพระองค์ได้โปรดพระราชทานโทษให้ด้วยเถิด พระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ไม่ถือโทษตามกิริยาอัชฌาสัยของเธอ
ก็พร้อมกันไปยังตำหนักตังก๊อกพระถังซัมจั่งจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามไปด้วย
อาจารย์กับศิษย์และขุนนางซ้ายขวายืนเรียงตามลำดับสองข้าง พระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้เสด็จประทับโต๊ะกลางแล้ว ขุนนางซ้ายขวากับพระถังซัมจั้งและสานุศิษย์
ทั้งสามพร้อมกันคำนับแล้ว ก็ต่างเข้านั่งตามเกียรติยศ เรียงกันเป็นลำดับต่อ ๆ
กันลงไปแล้ว พวกดนตรีก็บรรเลงขับขานประสานเสียงตามเคย เวลาที่เสวยโต๊ะ
นั้นเป็นที่รื่นเริงโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง เพราะอาราธนาพระไตรปิฎกมาได้ดังประสงค์
ด้วยพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรื่องแพร่หลายไปได้สิ้นกาลนาน และให้คำสอน
สว่างไสวทัวไปทังอาณาจักร เวลานันครันเสร็จการเสวยแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
ก็เสด็จเข้าพระตำหนักใน พวกขุนนางใหญ่น้อยต่างคนก็ออกจากพระราชวังกลับ
ไปยังบ้านเรือนของตนฝ่ายพระถังชัมจังกับศิษย์ ก็พากันกลับไปยังวัดอั้งฮกยี่ ครั้นถึงประตูวัดพระ
สงฆ์ทั้งหลายก็มาคอยรับอยู่ทั้งสองข้างทาง เห็นพระถังชัมจั้งมาถึงต่างคนก็ลด
กายลงคุกเข่ากระทำนมัสการทุก ๆ รูป พระถังซัมจั้งก็ลดกายปราศรัยคำนับตอบ
และทักถามทุก ๆ องค์ แล้วก็พากันเดินตรงเข้าไปยังกุฎีใหญ่ยกน้ำร้อนน้ำชามา
ถวายแล้วพระสงฆ์ทั้งหลายจึงพูดว่า วันนี้เมื่อเวลาเช้าต้นไม้สนทุก ๆ กิ่งหัน
กลับไปรวมข้างทิศตะวันออก พวกข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านอาจารย์คงจะกลับมาจึง
ได้พากันออกไปรับท่านอาจารย์ก็จริงเหมือนดังที่นึกหมาย พระถังซัมจั้งได้ฟังพระ
สงฆ์เล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง เวลานั้นโป๊ยก่ายกายใจก็ระงับจะกิน
อยู่ไม่วุ่นวายเหมือนแต่ก่อน เห้งเจียพระถังซัมจั้งก็ระงับสุขเพราะได้ลุล่วงซึ่ง
มรรคผลแล้ว จึงมีกิริยาระงับเงียบไม่ฟุ้งซ่านในความสุขฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้1 พอเวลาได้อรุณก็เสด็จออกขุนนางพวกขุนนาง
ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าพร้อมกันทุกตำแหน่ง พระองค์จึงมีรับสั่งแก่ขุนนาง
ข้าราชการทั้งหลายว่าฟ้ารับพระคุณของพระถังซัมจั้งน้องเราอันล้ำเลิศหาที่
เปรียบมิได้ เราไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาตอบแทนคุณนั้นได้ เมื่อคืนนี้มิได้บรรทม
หลับได้แต่งเป็นคำกลอนตอบสนองคุณพอเป็นก็ริยาให้ทราบซึ่งจิตนั้น แต่ยังหา
ได้เขียนลงกระดาษไม่ จึงเรียกขุนนางอาลักษณ์มาเขียนเราจะบอกให้เขียนฝ่ายขุนนางอาลักษณ์ เมื่อได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นก็เขียนตาม
รับสั่งมีความว่า ฟ้าดินใหญ่กว้างประกอบด้วยเหตุไม่มีรูปกายก็จริง แต่ยังรู้ได้
เพราะภาคอันอบรมตามฤดู พึงกำหนดได้ตามภูมิของสิ่งที่อาศัยธาตุอบรม ย่อม
เป็นไปด้วยก็ริยาใหญ่น้อยอันสิ่งในโลกนี้ว่ายากหรือก็ยังกำหนดรู้ได้ ในพระธรรม
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นธรรมอันสุขุมลึกลับละเอียดยิ่งที่จะกำหนด
ได้ เป็นธรรมอันพิเศษอาจนำสัตว์ออกจากสังสารวัฏทุกข์ ให้ลุถึงพระโลกุตรธรรม
จนไม่มีสัตว์มีบุคคลและปราศจากตัณหามานะทิฐิและกิเลสทั้งสิ้นได้ เป็นธรรม
ที่สุดยิ่งในมนุษย์โลกจะหาที่เปรียบได้ ทั้งกว้างใหญ่อย่างไม่ถึง เป็นยอดแห่ง
กุศลธรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมสำราญนิราศภัยอันตรายของ
สัตว์ทั้งหลายผู้แจ้งแล้วซึ่งธรรมนั้น ซึ่งพระถังซัมจั้งได้ปฏิบัติโดยความบริสุทธิ์
ตั้งมั่นมิได้หวั่นไหวแพร่งพราย อุตสาหะตั้งใจรับคำสั่งของเราไปยังไซที ทนทุกข์
ทรมานมิได้คิดถึงความตายไปจนถึงพระพุทธเจ้า นมัสการขออาราธนาพระไตร
ปิฎกธรรม ได้กลับมาให้เราสมความที่ตั้งใจศรัทธาในครั้งนี้ คุณของพระถังซัมจั้ง
หาที่เปรียบมิได้ อันฟ้าและดินที่ใหญ่กว้างก็ยังพอจะประมาณได้ อันคุณของ
พระถังซัมจั่งน้องเราในครั้งนี้ เป็นที่สุดหาสิ่งใดเปรียบมิได้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้
เมือดรัสสินค้านันแล้ว ขุนนางอาลักษณ์เขียนแล้วก็นำถวายต่อพระหัตถ์ จึงมี
รับสังให้นิมนต์พระถังซัมจังเข้ามาเฝ้าในพระราชวัง เวลานั้นพระถังซัมจั่งมาคอย
จะเฝ้าอยู่แล้วพอมีรับสั่งให้หาก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นิมนต์ให้นั่งที่อัน
สมควรแล้ว จึงหยิบหนังสือนั้นส่งให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังรับมาอ่านดูตั้งแต่
ต้นจนปลายแล้วถวายพระพรว่า ขอพระองค์ได้ทราบ อันถ้อยคำบทกลอนลึกลับ
นี้ไม่ทราบว่าพรระองค์จะให้ชื่อว่าหนังสืออะไร พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสว่า อัน
ถ้อยคำทั้งหลายเหล่านั้น เรากล่าวโดยใจนึกจะให้เป็นก็ริยาตอบสนองคุณให้ท่าน
น้องเท่านั้น แม้จะตั้งชื่อคำนั้นก็ให้เรียกว่า เซี้ยก่าจื่อไม่ทราบว่าจะดีหรือไม่ พระ
ถังซัมจังถวายพระพรว่าดีแล้ว งามแล้วหาที่เปรียบมิได้ฝ่ายขุนนางข้าราชการที่เฝ้าอยู่ในที่นั้น ต่างพร้อมกันสรรเสริญว่า เป็นที่สุดแล้ว
หาที่เปรียบมิได้ จึงเอาพระราชนิพนธ์ที่ทรงแต่งนั้นคัดลอกจำลองออกประกาศให้
แพร่หลายทั่วไปทุกตำบล พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งให้พระถังซัมจั้งเปิดพระ
คัมภีร์ออกแสดง พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า แม้พระองค์จะให้อาตมภาพ
แสดงพระธรรม ต้องจัดที่ให้สมควร ในพระราชวังนี้ไม่ควรจะแสดงธรรมจะเป็นที่
หมิ่นประมาทธรรมไป ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟัง
พระถังขัมจั่งทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีใสโสมนัสสาจึงตรัสกับขุนนางองครักษ์ว่า
ในกำแพงเมืองเชียงอานนี้จะมีพระอารามใดบริสุทธิ์ควรตั้งพิธีแสดงธรรมได้บ้าง
ในหมู่พวกขุนนางนั้นมีขุนนางต้ายฮักสือชื่อเชียวอู้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ได้ฟังพระ
เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามดังนั้น จึงกราบทูลขึ้นว่าในกำแพงเมืองนี้มีวัดเจงทะยี่
เป็นที่บริสุทธิ์ควรจะตั้งพิธีธรรมได้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้ขุนนาง
พนักงานไปจัดแจงพระอาราม แล้วอาราธนาพระคัมภีร์ไปยังวัดเจงทะยี่และจัดที่
ให้พรักพร้อมฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลาย ก็ไปจัดการตามรับสั่งทุกประการ ครั้น
เสร็จแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสร็จโดยราชรถไปยังวัดเจงทะยี่ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม และขุนนางข้าราชการทั้งปวง ก็พากัน
ตามเสด็จไปยังวัดเจงทะยี่ ครั้นถึงวัดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ประทับบนพิธีชั้นสูง
พวกขุนนางน้อยก็ยื่นเฝ้าตามลำดับตำแหน่งยศ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงทรง
จุดธูปเทียนกระทำสักการบูชาแล้ว จึงนิมนต์ให้พระถังซัมจั่งเปิดพระคัมภีร์เจริญ
พระพุทธมนต์ฝ่ายพระถังซัมจั้งครองจีวรสำรวมกิริยาโดยเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าที่โต๊ะบูชาแล้ว
สั่งให้โป๊ยก่ายซัวเจ้งรักษาข้าวของกับม้า ฝ่ายเห้งเจียยืนเฝ้ารักษาพระอาจารย์อยู่
ข้าง ๆ พระถังซัมจังจึงถวายพระพรแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์ได้
ทรงทราบ แม้พระองค์จะให้พระธรรมแพร่หลายทั่วพระราชอาณาเขตของพระ
องค์แล้ว ขอให้จำลองออกจากพระคัมภีร์เดิมไป ที่ของเดิมเก็บรักษาไว้ยังหอ
พระไตรดังนี้ จึงจะมั่นคงถาวรต่อไปเมื่อหน้า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟัง
พระถังซัมจั้งทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีจึงรับสั่งให้พวกอาลักษณ์จำลองคัดออก
จากคัมภีร์เดิมทุก ๆ ผูก และรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายโยธาก่อสร้างพระอารามใหญ่ขึ้น
อีกวัดหนึ่งข้างทิศตะวันออกให้เรียกว่า วัดแป๊ะเท่งอิ้งยี่ครั้นพระองค์ตรัสเสร็จแล้ว
พระถังซัมจั้งยกพระคัมภีร์วางบนโต๊ะจะเปิดพระคัมภีร์ออกเจริญพระพุทธมนต์
ได้ยินเสียงลมพัดฉิว ๆ มีกลิ่นหอมเข้ามากระทบนาสิก ที่กลางอากาศท่านท้าว
กิมกังทั้งแปดก็สำแดงกายปรากฏออกมา มีเสียงร้องเรียกว่าท่านที่เจริญพระพุทธ
มนต์นั้น จงวางพระคัมภีร์ลงเสียเถิด จงรีบตามข้าพเจ้าไปไซทีเถิด เห้งเจียโป๊ย
ก่ายซัวเจ๋งกับม้าก็ลอยขึ้นกลางอากาศ พระถังซัมจั้งวางคัมภีร์ลงแล้วก็ถวาย
พระพรลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์อยู่ครองราชสมบัติให้ยิ่งยืนสุข
สวัสดิ์พิพัฒนมงคลเกิด อาตมาภาพจะขอถวายพระพรลาไปหาพระพุทธเจ้าแล้ว
ว่าขาดคำลงแล้วก็ลอยขึ้นกลางอากาศ พระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซั่วเจ็งกับม้า
พร้อมด้วยท้าวกิมกังทั้งแปดก็พากันลอยตามลมกลับไปไซที พระเจ้าถังไทจง
ฮ่องเต้กับพวกขุนนางข้าราชการกำลังประชุมอยู่พร้อมกัน แลเห็นดังนั้นก็ตกใจ
ต่างคนคุกเข่าลงคำนับกระทำนมัสการทุก ๆ คน ฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กับ
ขุนนางกระทำนมัสการแล้ว จึงมีรับสั่งให้จัดพระสงฆ์ราชาคณะที่เชี่ยวชาญเป็น
นักปราชญ์ มาประชุมตั้งพิธียังวัดเจงทะยี่ ทรงกระทำมหากุศลทั้งบกทั้งน้ำสวด
พระคัมภีร์อภิธรรม โปรดช่วยสัตว์ที่ต้องเวรกรรมในนรกและเปรตอสุรกายเดียรัจ
ฉานให้ปราศจากซึ่งทุกข์ภัยอบายภูมิทั้งหลาย และจำลองพระคัมภีร์ออกแจกจ่าย
ไปทั่วทุกตำบลฝ่ายท้าวกิมกังทั้งแปด แผลงฤทธิ์หอบพาพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์กับม้ารวม
ห้าด้วยกัน ทั้งไปทั้งมารวมแปดวันก็พอถึงเขาเล่งซัว เวลานั้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
กับหมู่พระอรหันต์ทั้งอุบาสกอุบาสิกา กำลังเฝ้าฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
ท้าวกิมกังก็พาพระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งกับม้าตรงเข้าไปเฝ้ากระทำนมัส
การแล้วทูลว่า ข้าแต่พระพุทธองค์เจ้า ขอได้ทรงทราบด้วยพระผู้เป็นเจ้าให้ข้า
พระพุทธเจ้าไปส่งพระถังซัมจั้งไปยังเมืองไต้ถังนั้น พระถังซัมจังได้นำพระคัมภีร์
ธรรมถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้ว บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้กลับมาพร้อมทั้ง
ศิษย์และอาจารย์แล้ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ท่าน
ชาติก่อนเป็นสาวกของตถาคต เหตุที่มีจิตเกียจคร้านหมิ่นประมาทมิได้สดับฟัง
พระปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นจึงปรับให้ไปเกิดในประเทศจีนได้อุปสมบทบวชเป็น
ภิกขุสงฆ์ปฏิบัติอันบริสุทธิ์และได้อุตสาหะมาอาราธนาพระไตรปิฎก เพราะมีความ
ชอบเอาคุณไถ่โทษแล้ว บัดนี้มีความบริสุทธิ์ตถาคตจะให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
นามเรียกว่า เจียนทันกงเต๊กพุทธเจ้า พระถังซัมจั้งได้รับคำพระพุทธเจ้าตั้งให้ก็มี
ความยินดีจึงกระทำนมัสการสามครั้งแล้วก็นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง พระองค์ทรงเรียกเห้งเจีย
เข้ามาใกล้แล้วตรัสว่า เหตุครั้งก่อนตัวทำการจลาจลวุ่นวายแก่เทพยดาเทพารักษ์
เพราะฉะนั้นตถาคตจึงได้ปรับโทษบันดาลเป็นเขาห้ายอดทับไว้ อันภัยร้ายหมด
สิ้นแล้วจึงได้พ้นจากโทษและได้รักษาปฏิบัติตามหนทางชอบธรรมอุตสาหะปราบ
ยักษ์มาร มีความชอบตถาคตจะพยากรณ์ให้ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า
มีนามว่าเต๊าเจี้ยนเส้งพุทธเจ้า เห้งเจียได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงตรัสพยากรณ์ดังนั้น
ก็มีความยินดีกระทำนมัสการแล้วก็นั่งอยู่สวนหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเรียกโป๊ย
ก่ายเข้ามาใกล้แล้ว จึงตรัสว่าโป๊ยก่ายเดิมเป็นขุนนางบังคับการพลทหารเรือบน
สวรรค์ เหตุเมื่อมหาประชุมเลี้ยงโต๊ะหมู่เทพยดา ตัวทำผิดด้วยเสพสุราเมากำเริบ
สัพยอกนางฟ้าของเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้จึงปรับโทษให้จุลิลงไปเกิดใน
มนุษยโลก ร่างกายดังเดียรัจฉานอยู่ที่เขาฮกลินชัวถ้ำอุ้นจั้นต้องตั้งสร้างบาปกรรม
ได้กลับใจรักษาตามสัมมาทิฐิและได้ตามรักษาปฏิบัติพระถังซัมจั้งจนสำเร็จธุรกิจ
แต่ยังมีความกำหนัดในรูปเสียงกลิ่นรสยังไม่ระงับ แต่ได้เป็นพาหนะหาบคอนก็มี
ความชอบมาก จะให้โป๊ยก่ายเป็นที่ตำแหน่งพุทธพิธีทูต โป๊ยก่ายทูลว่าท่านทั้ง
สองได้เป็นพระพุทธเจ้า ทำไมให้ข้าพเจ้าเป็นพุทธพิธีทูตเล่า พระพุทธองค์ตรัส
ว่าเพราะด้วยโป๊ยก่ายปากกว้างพุงใหญ่ กระเพาะใหญ่ อันฟ้าดินทัง ๔ ทวีปก็
นับศรัทธาเชื่อต่อพระตถาคตทั้งสิ้น แม้จะตั้งพิธีใด ๆ ก็ดี จะต้องเชิญโป๊ยก่ายทั้ง
นั้นเพราะฉะนั้นจึงตั้งให้โป้ยก่ายเป็นตำแหน่งพุทธพิธีทูตจะได้อิ่มเอิบจะไม่พอใจหรือ
โป๊ยก่ายได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงดังนั้น ก็มีความยินดีกระทำความเคารพแล้ว
ก็นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง พระองค์จึงตรัสแก่ซัวเจ๋งว่าเมื่อเวลามหาประชุมเดิมตัวเป็นราช
องครักษ์ของเง็กเชียงฮ่องเต้บนสวรรค์เลี้ยงโต๊ะชมพู่เซียนตัวกระทำคนโทแก้วพลัด
ตกแตก เง็กเชียงฮ่องเต้ปรับโทษให้จุติลงไปทนทุกขเวทนาอยู่ในลำแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อ
กระทำการหยาบช้าสร้างอกุศลกรรมไม่คณนานับได้ ภายหลังกลับใจได้ปฏิบัติ
รักษาศีลและได้ตามปฏิบัติรักษาพระถังซัมจั้งขึ้นเขาลงห้วยมีความชอบเอาคุณไถ่
โทษ เพราะฉะนั้นจะตั้งให้ซัวเจ๋งเป็นตำแหน่งจะได้สำเร็จเป็นมหาเถรอรหันต์ ซัว
เจ้งคำนับแล้วก็นั่งอยู่ในที่ควรส่วนหนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่ม้ามังกรว่า เมื่อเดิม
ตัวเจ้าเป็นบุตรพระยาเล่งอ๋อง เพราะประพฤติซึ่งความชั่วร้ายโทษถึงประหารชีวิต
ได้รอดเพราะกลับใจสมาทานตามพระพุทธศาสนา และรับเป็นพาหนะกำลังให้
พระถังซัมจังขี้ไปไซที เวลากลับก็ได้บรรทุกพระคัมภีร์มีความชอบจะตั้งให้เป็นหมู่
นาคมหาเศรษฐีคอยรักษาพระรัตนตรัยเมื่อพระองค์ทรงตั้งตามมรรคผลกุศลธรรม
ของคนเหล่านั้นแล้ว พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ้งพร้อมกันนมัสการม้าก็นมัสการ
ขอบคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสั่งแก่เจ้าเจี๊ยดที้ให้นำม้าไป ยังเขาเล่งซัว
ผลักลงไปในสระนาคให้แปรร่างกายกลับเป็นนาค เจ้าเจี๊ยดที้ก็นำม้าไปยังสระ
ครั้นถึงก็ผลักม้าลงไปในสระบัดเดี๋ยวก็แปรกายกลับเป็นพระยานาคราช แล้วกลับ
เหาะมานอนเฝ้าอยู่ยังประตูใหญ่พระอารามพระโพธิสัตว์ก็พร้อมกันสรรเสริญ
บารมีอภินิหารธรรมของพระองค์ที่กว้างขวางใหญ่หาที่เปรียบมิได้ เวลานั้นเห้งเจีย
บอกแก่พระถังซัมจั้งว่า เวลานี้อาจารย์กับข้าพเจ้าก็รับคำพระพุทธเจ้าตรัสให้เป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว ขอให้ภาวนาถอนมงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออกเถิด หรือยังจะ
เอาไว้ทำอะไรอีกก็ให้รู้ พระถังซัมจั้งพูดว่าเดิมเพราะบังคับเห้งเจียไม่ได้จึงต้องมี
มงคล บัดนี้ได้สำเร็จแล้วมงคลก็สูญหายไปเองที่ไหนจะติดอยู่ได้ เห้งเจียจงเอา
มือลองคลำดูหรือจะมีอยู่หรือเปล่า เห้งเจียจึงยกมือขึ้นคลำบนศีรษะมงคลก็หาย
ไปจริงดังนั้นเวลานั้นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามกับม้าก็ได้สำเร็จมรรคผล
ตามกำลังของกุศลธรรมที่ตนได้กระทำไว้ฝ่ายหมู่พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ สาวกอินทร์พรหมเทพยดาเทพารักษ์กับ
หมู่อุบาสกอุบาสิกา ที่ได้มาประชุมฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมนั้น ต่างนมัสการ
ลาแล้วก็กลับไปยังที่ของตน ทุกคนแล้วขอแต่งกลอนตอนท้ายอธิบายขานโดยตั้งใจไว้วันหน้าอยู่ช้านาน ตามเหตุการณ์
และกระทู้ของครูบา ทั้งข้อความตามที่มีผู้กล่าว เป็นเรื่องราวเท็จจริงสิ่งที่ว่า แห่ง
ท่านครูผู้ประสิทธิ์ลิขิตตรา ได้กล่าวหาแต่งไว้ในนิทานความจริงนั้นท่านซัมจั้งเธอขลังแน่ ได้ไปแท้ถึงฮีนดูเป็นผู้หาญ ได้ลอกจัด
คัมภีร์มีพยาน แต่ตามกาลตามวิสัยของใจจีน เป็นไชนาท่าจะเปลี่ยนเขียนกระดาษ
นามก็คลาดไปตามชื่อผู้ถือศีล ระยะทางห่างใจหายต้องป่ายปืน เดินด้วยตีนขา
ไปเพราะไกลครัน แต่แผนที่มีชัดในบัตรนี้ สิบสี่ปีอยู่ข้างเกินทางเดินสั้น น่าจะเป็น
สี่ปีพอดีกัน โดยเหตุฉันเอาใจใส่ในมรรคาผู้ที่ทำจำต้องกล่าวให้ยาวยืด หวังเป็นพืชหญิงชายไปภายหน้า ซึ่งให้พบรบคนแต่ก่อนค่อนข้างคิดพิศวง
ยักษ์มีศักดา เรื่องปัญญาหรืออุบายไม่หมายนัก
จะกล่าวตรงใจไม่ชอบเหมือนหอบผัก ที่เนื้อหนังมังสาไม่กล้านัก ดวงจิตรักฤทธิ์
เดชวิเศษไป จึงเติมความตามทางหว่างวิถี ให้เกิดมียักษ์มารพาลวิสัย เพื่อแสดง
บาปกรรมที่ทำไว้ บันดาลให้เห็นจริงทุกสิ่งอันสำนวนจีนกับฮืนดูอยู่ข้างคล้าย มักปืนป่ายป่าฏิหาริย์การขันขัน จึงยึดยาว
กล่าวไว้ในอนันต์ เรานายวรรณได้พิเคราะห์จำเพาะญาณ โดยเหตุว่าศาสนาของ
พระพุทธ มีที่สุดสี่สิบห้าว่าวิตถาร ทรงพระชนม์แปดสิบงุบงิบกาล แต่เรื่องนี้ที
ข้างนานหลายร้อยปี คือหงอคงไปติดอยู่ที่ภูเขา นานไม่เบาห้าร้อยเศษในเขตที่
พระเสด็จเข้านิพพานนานเต็มที่ แปดสิบปีสิ้นพระชนม์นี่กลใดเมื่อซัมจั้งกลับมาเวลาน้อย แล้วกลับถอยไปไซทีนี่ไฉน ใครเป็นผู้เล่าบอก
ออกแก่ใคร ฟัง ๆ ไปขัดหูดูรำคาญแต่พระธรรมคัมภีร์เป็นมีแน่ นักปราชญ์แปลฉันได้ฟังหวังวิตถาร แต่ลู่ทาง
ห่างไกลไปลำบาก ฟังก็ยากเอาเป็นจริงทุกสิ่งสรรพ์ แปลกแต่นามตามระยะที่ปะ
นั้น ไฉนหันไปเป็นจีนดูปีนความ ทั้งรูปร่างทางท่าสารพัด ดูมันพลัดไปเป็นเจ๊ก
เด็กมันถาม ว่าฮืนดูผู้เป็นแขกย่อมแปลกนาม ไฉนความชื่อเสียงจึงเลี่ยงไปชั้นรูปพระพุทธองค์สงฆ์ทั้งหลาย ก็กลับกลายเสื้อกางเกงนี่เพลงไหน ชั้นเทวดา
ท่าทางก็ขวางไป จึงเข้าใจคงจะเรียงตามเสียงคน ถ้านิทานบ้านแขกคงแปลกรูป
ชั้นสถูปเจดี์ที่กุคล โบสถ์วิหารการเปรียญก็เวียนวน แล้วแต่คนประเทศไหนก็
ไปตามจึงจับได้ในปัญญาอัชฌาสัย เรื่องของใครๆ ผู้ทำไม่จำถาม ตามวิสัยใจรัก
ประจักษ์ความ พอจะตามอนุมานในการไกลอักษรจีนเขียนด้วยหมึกจารึกรส ก็จำจดด้วยพู่กันขันที่ไหน เขมรมอญหรือ
พม่าลังกาไทย ก็เขียนไว้ด้วยใบลานนมนานมา ฝั่งเขาเจ้าความคิดมีฤทธิ์เดช ก็ตาม
เหตุพิมพ์ผนึกเรื่องศึกษา ตัวอักษรกลอนความตามสารา เมืองของใคร ๆ ก็ว่า
ภาษาตัว แต่ประเทศฮีนดูอยู่ข้างนาน มีหลักฐานควรคิดทุกทิศทั่ว กับเมืองโรม
ก็บุราณนานเต็มตัว ฉันทราบทั่วธานีที่เป็นเดิมตะวันออกนอกว่าจีนยังปีนป่าย พึ่งตั้งกายทีหลังเขาอย่าเมาเหิม ตะวันตกก็
ฮีนดูเป็นหมู่เดิม ไม่ส่งเสริมแสร้งกล่าวยืดยาวมา ถ้าเฉียงใต้ฝ่ายยุโรปครบทุกชาติ
เก่าทายาทอีตาเลียนเฮี้ยนนักหนา สามประเทศนี้แลใหญ่แต่ไรมา ทั้งสารารูป
เรื่องเมืองใด ๆ ในท่วงทีมีละม้ายคล้ายกันสิ้น อาการกินนุ่งห่มสมวิสัย มายอด
แหลมอยู่แต่เราเฒ่าข้างไทย นอกนั้นไซร้ทรวดทรงเขาลงกัน ฝรั่งแขกแปลกกันไม่
มากนัก ทำเยื้องยักผิดเพี้ยนที่เหียนหัน แต่ท่วงทีมีเสื้อหมวกตามพวกพันธุ์ มา
ทุกชั้นจึงได้แปลกแยกกันไปฉันเชื่อแน่แต่ว่าธรรมพระซัมจั้ง โดยกำลังไปฮืนดูรู้นิสัย เป็นผู้นำคำพระ
ระยะไกล มาสู่ในตะวันออกไม่นอกทาง แต่ไปมาท่าไหนฉันไม่รู้ เพราะฮืนดูมีแต่
แขกที่แปลกอย่าง เขาผู้จดปดริงสิ่งที่วาง ฉันขออ้างพงศาวดารในการไกล ได้
ทราบแน่แต่อาจารย์ท่านขงจี๊ แกเป็นผู้เกิดพร้อมพระใจสะใส เกิดเมืองล่อพ่อแก
ดีศิวิไลซ์ ระยะไกลแก่สุยถังได้ฟังมา เพราะเลียดก๊กกับสุยถังตั้งพันปี พระจะมี
อยู่ที่ไหนมิใช่บ้า พระดับขันธ์นิพพานนมนานมา เกือบพันกว่าสุยถังจึงตั้งตนซึ่งว่าไปพบพระองค์คงจะปด เรารู้หมดไม่มีแคลงทุกแห่งหน ว่าพระอยู่บน
ภูเขามันเข้ากล ยังเป็นคนเป็นสัตว์เห็นขัดครัน คนบุราณพาลจะปดสดสดร้อนร้อน
พอใจสอนแอบเอาคำธรรมขันธ์ เห็นว่าทางห่างไกลรู้ไม่ทัน พูดสั้นสั้นคิดว่าใคร
จะไม่รู้ครั้นว่ากาลนานมาเวลาล่วง คนทั้งปวงมีนิสัยเข้าใจอยู่ ก็เสาะสางถางถาม
เนื้อความครู ที่ท่านรู้เหตุการณ์สถานไกล เที่ยวสอดถามความจริงทุกสิ่งสรรพ์
จนรู้ทันรู้เท่าเข้าจงได้ ทำแผนที่ชี้ทิศทั่วกิจไป ก็รู้ได้จริงจังสิ้นทั้งนั้นซึ่งตัวฉันพรรณนามาทั้งนี้ เพราะเหตุที่เป็นผู้เรียงเขาเถียงฉัน จำต้องกล่าว
ยาวความไปตามกัน ผู้นิพันธ์ไซอิ๋วหวาดหวิวใจ เกรงท่านที่มีปัญญาจะว่าหลง
ฉันไม่ปลงไปทั้งนั้นคิดหวั่นไหว เชื่ออยู่เพียงพระชัมจั้งเธอตั้งใจ เป็นผู้ไปเชิญพระ
ธรรมแลคัมภีร์ แต่พบปะพระที่ไหนฉันไม่เชื่อ ยอมเพียงเมื่อมัชฌิมประเทศถึงเขตที่
ในแผ่นดินสุยถังฟังเพียงนี้ เป็นเรื่องดีควรดูทุกผู้คนโดยสีคนชนที่ไปใจต่าง ๆ ใครหนักทางใดอยู่ในกุศล พระซัมจังมีศรัทธายิง
กว่าคน ทังอดทนแลเมตตาแกหนาพอ ส่วนเห้งเจียเงียข้างร้ายฝ่ายโทโส แต่ไม่