第001回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๑ จักรพรรดิถังไทจงฮ่องเต้ (ปฐมเหตุแห่งการเดินทางของพระถังซัมจั้ง)พงศาวดารจีนเรื่องไซอิ้วราชวงศ์ถัง(พ.ศ. ๑๑๖๑-๑๔๕๐)เดิมจะมีเรื่องไซอิ้วนี้ ตั้งแต่ครั้งพงศาวดารเรื่องซุยถัง มีความว่า พระเจ้าถัง ไทจงฮ่องเต้ คือพระนามเดิมชื่อหลีซิบิ้น ได้เป็นกษัตริย์สีบวงศ์ถัง เสวยราชสมบัติ ในเมืองถังเป็นสุขแล้วครั้นอยู่มาในราตรีวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระองค์เสด็จเข้าที่พระบรรทม หลับสนิท ทรงพระสุบินนิมิตฝืนไปว่า มีพระยานาคราช* ตนหนึ่งมาอ้อนวอนขอให้ พระองค์ช่วยชีวิตไว้ โดยเหตุว่า พระยานาคนั้นเป็นพนักงานให้น้ำฝน พระยานาค ได้กระทำให้น้ำฝนตกลงมาในมนุษยโลกมากเกินกว่ากำหนดไป เง็กเชียงฮ่องเต้คือ พระอิศวร ทรงพระพิโรธกริ้วพระยานาค มีรับสั่งให้งุยเต็งซึ่งเป็นขุนนางของพระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าพระยานาคซึ่งเป็นผู้มีความผิด พระยานาค รู้ว่างุยเต็งเป็นขุนนางในพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงได้มาเข้าฝันขอให้พระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ช่วยว่ากล่าวงุยเต็งขอชีวิตไว้ครั้นพระองค์ทรงฟื้นจากที่พระบรรทมแล้ว จึงรับสั่งให้หางุยเต็งเข้ามาเฝ้า ทรงชวนงุยเต็งเล่นหมากรุกโดยมีพระราชประสงค์จะมิให้งุยเต็งไปฆ่าพระยานาค ได้ตามกำหนดครั้นงุยเต็งเล่นหมากรุกอยู่ด้วยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มาหลายกระดานเข้า หาวนอนก็เคลิ้มสติหลับไปหน่อยหนึ่ง จึงร้องขึ้นว่า (ซัว) แปลเป็นภาษาไทยว่า (ฆ่า) แล้วก็ได้สติสะดุ้งตื่นเลยเล่นหมากรุกแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ต่อไปสวนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เมื่อพระองค์ได้ทรงฟังงุยเต็งร้องขึ้นว่า (ซัว) แล้ว ก็เล่นหมากรุกต่อไปฉะนั้นจึงรับสั่งถามงุยเต็งว่าเมื่อตะกี้ท่านว่ากระไรงุยเต็งจึงกราบทูลว่า มีรับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ข้าพระพุทธเจ้าประหารชีวิต เล่งอ๋อง ซึ่งมีความผิดได้ให้น้ำฝนเกินกว่ากำหนดที่เง็กเซียงฮ่องเต้กำหนดไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงเสียพระทัยที่มิได้ทรงทราบว่า *หมายเหตุ พระยานาค, นาค หมายถึง มังกรของจีน งุยเต็งจะไปประหารชีวิตพระยานาคได้ด้วยวิญญาณทรงเข้าพระทัยว่างุยเต็งจะไป ฆ่าพระยานาคพร้อมด้วยร่างกายและวิญญาณ จึงได้ทรงชวนงุยเต็งให้มาเล่น หมากรุกอยู่เสียกับพระองค์งุยเต็งผู้นี้ถ้าเวลากลางวันก็รับราชการอยู่ในเมืองมนุษย์ ครั้นเวลาราตรี กลางคืนก็ไปรับราชการฆ่าสัตว์อยู่ในเมืองนรก ตามหน้าที่ของตนที่เป็นเพชฌ- ฆาตในเมืองนรกครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระองค์ประชวรพระโรคลมสลบแน่ นิ่งไปช้านาน ครั้นเจ้าพนักงานแพทย์พยาบาลพระองค์ทรงฟื้นคืนมีพระสติขึ้นได้ แล้ว ก็ทรงพระราชดำริแต่ในการพระราชกุศล อันเป็นเหตุที่จะให้เป็นอุปนิสัยปัจจัย แก่พระองค์ไปในปรโลกเบื้องหน้าต่อไป จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระถังซัม จั่งเข้ามาเฝ้าในพระราชวัง ทรงพระปรารภรับสั่งแก่พระถังซัมจัง เพื่อให้ไปเรียน พระพุทธศาสนาในลังกาทวีปฝ่ายทิศตะวันตกซึ่งเป็นประเทศต่อเมืองแก่มัชเิม ประเทศ อันเป็นประเทศที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิด คือประเทศอินเดียใน ทุกวันนี้ อันคนโบราณทั้งหลายเรียกว่าชมพูทวีปมาแต่ก่อนจึงพระถังซัมจั้งได้รับอาสาไปเรียนพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป คือทิศตะวัน ตกที่เกาะลังกาสิงหลในกาลทุกวันนี้ และไปได้ศิษย์วิเศษษู้หนึ่งชื่อ (เกาซือเทียน) คือ (หงอคง) ภาษาไทยว่าหนุมานจีนต่อไปนี้จะได้กล่าวตามเรื่องประวัติของเกาซือเทียนคือหงอคง ซึ่งเป็นลิงเผือก ท่านผู้อ่านจะได้ทราบเรื่องเบื้องต้นอันเป็นประวัติของหงอคงหนุมานจีน ดังจะได้ กล่าวต่อไปนี้โดยพิสดารประวัติของหงอคงเดิมฟ้าและดินชลในอากาศวิถีมีดาวเดือนตะวัน พระจันทร์ พระอาทิตย์ และ มีธาตุเครื่องคุมต่าง ๆ คือดินน้ำลมไฟและภูเขากรวดทรายศิลา แม่น้ำลำธาร ห้วยหนอง ต้นไม้ ใบหญ้าลดาวัลย์และมีจักรวาลและทวีปน้อยใหญ่ คือ ทวีป บูรพาทางทิศตะวันออก และทวีปปราจีนทิศตะวันตกและทวีปอุดรทิศเหนือ และ ทวีปทักษิณทิศใต้แต่ในเรื่องไซอิวนี้ ได้กล่าวแต่ฝ่ายทิศบูรพาข้างตะวันออกก่อนว่าริมฝั่งชาย ทะเลตะวันออกมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่าเมือง (เง่าล่ายก๊ก) ในทะเลมีเกาะมี ภูเขาสูงชื่อว่า (ฮวยก๊วยซัว) ภูเขานี้เป็นต้นเหตุของนา ๆ ทวีปและเป็นที่อาศัยของ พระยานาคราชทั้งหลาย บนยอดเขามีก้อนศิลาเรียกว่า (เจียเซียน) แปลเป็น ภาษาไทยว่า ศิลาเทวดา สูงประมาณสามวาสองศอกห้าองคุลี วัดอ้อมรอบโต ประมาณสามวา ที่บนยอดศิลามีช่องเล็ก ๆ อยู่เก้าช่อง ได้รับเอาแสงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และอากาศธาตุฤดูต่าง ๆ ก็เกิดเป็นกายสิทธิ์ปรากฏขึ้นเป็นวานรคือลิง. หิน มีมือและเท้าศีรษะอันบริบูรณ์ ก็สำแดงกิริยาไหวกระดิกนั่งยืนเดินกระโดด โลดโผนได้ต่าง ๆ มีนัยน์ตาเป็นแสงสว่างช่วงดังดวงพระทินกร ส่องแสงนัยน์ตา ขึ้นไปถึงดาวดึงส์พิภพเทวโลก ได้กระทำให้เทพยดาทั้งหลายมีความพิศวงตื่นตกใจอาศัยเหตุที่กล่าวมานี้ จึงเง็กเชียงฮ่องเต้คือพระสยมภูวญาณได้แก่พระอิศวร มีรับสั่งให้เชยหลีงั้นเทพบุตรและซุ่นฮองฮี้เทพบุตรสององค์นี้ลงไปตรวจดูที่เขา ฮวยก๊วยซัวนั้นว่า จะมีเหตุประการใดเทพยเจ้าทั้งสองพระองค์จึงได้เหาะลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว เที่ยวตรวจดูทั่ว ทุกสถานแล้ว ก็เหาะกลับนำประพฤติเหตุอันนั้น กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ที่มี แสงสว่างดังสีทองคำนั้น คืออยู่ข้างทิศบูรพาฝ่ายตะวันออกเมืองเง่าล่ายก๊ก ที่ ภูเขาฮวยก๊วยชัวมีก้อนศิลาเกิดเป็นฟองคือ (ไข่) ถูกแสงพระอาทิตย์และอากาศ ธาตุฤดูต่าง ๆ เข้าอบรม ก็บันดาลให้เกิดเป็นลิงเผือกหินขึ้น พึ่งจะมีกิริยาหัดนั่ง ยืนเดินและกระโดดโลดเต้น มีจักษุแดงดังแสงพระอาทิตย์เมื่ออุทัย เพราะฉะนั้น จึงมีแสงสว่างส่องขึ้นมายังดาวดึงส์พิภพนี้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องต้เมื่อได้ทรงสดับเหตุ ตามที่เทพยดาทั้งสองมากราบทูลดังนั้น จึงมีเทวบัญชาตรัสแก่เทพยดาทั้งหลายว่า ธรรมดาในใต้หล้าย่อมบังเกิดสัตว์ที่ เป็นกายสิทธิ์ฤทธิ์เดชขึ้นได้ดังนี้ ก็เพราะอาศัยความร้อนและความเย็นอบรมกัน จึงบังเกิดธาตุต่าง ๆ เพราะลมอากาศได้กระทำให้เป็นขึ้นเป็นเหตุเดิม ย่อมเป็น วิสัยแห่งโลกประหลาดคือหมู่สัตว์และสังขารสำหรับฟ้าและดินอยู่อย่างนั้น ไม่ เป็นความประหลาดอัศจรรย์อะไรนัก เง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสเท่านั้นแล้วก็เสด็จเข้า ทิพยสถานแห่งพระองค์ครั้นต่อมาลิงหินเผือกตัวนั้น มีอาการกิริยานั่งยืนเดินโลดเต้นและเที่ยวหา อาหารผลไม้กินได้ และมีกำลังพลังเรี่ยวแรงเป็นอันมากผิดกว่าปรกติธรรมดาลิง ทั้งหลายจึงฝูงสัตว์ทั้งหลายก็มามั่วสุมประชุมกันอยู่ด้วยพระยาวานรเผือก คล้ายๆ แก่พวกพลบริวาร พระยาลิงย่อมมีความสุขสำราญตามวิสัยธรรมดาของสัตว์ใน ถ้ำภูผาและเนินเขาใหญ่มีความสุขสบายมาช้านานอยู่มาวันหนึ่งเป็นฤดูคิมหันต์อากาศร้อนวิปริตมาก พวกวานรและฝูงค่างชะนี ทั้งหลาย พากันมาอาศัยอยู่ที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทั้งพระยาลิงเผือกก็มาสโมสรประชุม พร้อมกันในที่นั้น จึงพวกวานรทั้งหลายก็พากันลงเล่นน้ำในลำธาร จึงได้เห็น กระแสน้ำนั้นไหลเชี่ยว ฝูงลิงและค่างทั้งหลายจึงได้พูดกันว่า ควรพวกเราจะไปดู ให้ถึงต้นทางที่น้ำไหลมานี้ว่า น้ำนี้ได้ไหลออกมาจากสถานที่อันใด จึงพวกวานร ทั้งหลายกับพระยาลิงเผือกได้เดินเลียบลำธาร มาจนถึงที่ต้นแห่งกระแสน้ำนั้น จึง ได้รู้ว่าน้ำนั้นได้ไหลออกมาจากภูผา ลิงทั้งหลายจึงได้พูดว่าน้ำนี้ใสสะอาดบริสุทธิ์ นัก แต่ผู้ใดจะสามารถดำเข้าไปดูให้รู้แน่ว่าในถ้ำนั้นเป็นประการใด ที่น้ำไหลออก มา นั้นจะมีสิ่งอันใดอยู่ภายใน เมื่อใครสามารถเข้าไปตรวจดูให้รู้เหตุผลได้ แน่นอนแล้ว พวกเราจะยกผู้นั้นให้เป็นใหญ่ คือเป็นเจ้านายแห่งพวกเราทั้งหลายเมื่อพระยาวานรเผือกได้ฟังพวกลิงทั้งหลายพูดดังนั้น ก็กระโดดลงไปยืนอยู่ ตรงหน้าวานรทั้งหลายแล้วประกาศว่า เราเองเป็นผู้สามารถจะดำน้ำเข้าไปตรวจ ดูให้รู้เหตุการณ์ในนั้น ครั้นว่าดังนั้นแล้ว พระยาวานรก็ดำน้ำเข้าไปในถ้ำนั้น ผุดขึ้น ข้างในช่องศิลา เห็นสะพานเหล็กตั้งคร่อมทางน้ำไหลอยู่ ในใต้สะพานมีช่องน้ำ ไหลชอนไปในช่องศิลา เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็ถอยออกมายืนดูอยู่ข้างบน เห็นที่ริม สองข้างสะพานมีช่องเป็นชันเป็นลำดับดุจดังว่าบ้านเรือนที่มีคนอยู่อาศัย พระยา ลิงเผือกจึงขึ้นบนสะพานเหล็ก จึงได้แลเห็นป้ายศิลาจารึกอักษร ๑๐ ตัว หรือคำ ว่า "ฮวยก๊วยซัวยกตี้จุ๊ยเลียมต๋อง" ฮวยก๊วยซัวยกตีจุ๊ยเลียมต้อง แปลเป็นภาษา ไทยได้ความว่าภูเขามาลาผลชัยภูมิถ้ำน้ำคั่นปราสาทถ้ำฟ้าเมื่อพระยาลิงเผือกได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีความยินดีเป็นอันมาก กลับโผลงใน น้ำดำผุดออกมาจากช่องผาขึ้นมาตบมือร้องด้วยเสียงอันดังว่า ในช่องภูผานั้น เป็นที่ประหลาดงดงามอย่างยิ่งที่สุดราวกับเทพยดามานิรมิตรและสร้างไว้พวกวานรทั้งหลายจึงถามว่า ในถ้ำนั้นเป็นประการใด ขอท่านได้ชี้แจงให้พวก ข้าพเจ้าทราบด้วยบ้างพระยาลิงเผือกจึงเล่าว่า เราได้เข้าไปในถ้ำเห็นมีสะพานเหล็กริมข้างสะพาน ดูดุจเทพยดานิรมิตไว้ เห็นงดงามแก่ตาหาที่เปรียบมิได้พวกลิงทั้งหลายพากันถามว่า ท่านเข้าไปอย่างไร ขอให้ช่วยแนะนำในท่าทาง ที่จะเข้าไปจึงพระยาวานรได้ตอบว่า กุระแสน้ำที่ไหลออกมานี้ได้ไหลออกมาจากใต้สะพาน เหล็กใหญ่ที่ริมสองข้างทางสะพานนั้น มีสิ่งของประหลาดต่าง ๆ คือต้นไม้ที่มีผล และดอกดกไสว และมีห้องศิลาเป็นลำดับเรียบร้อยเรียงรายกันไป ในห้องทั้งหลาย เหล่านั้น มีเครื่องภาชนะใช้สอยต่าง ๆ สำหรับห้อง ควรที่พวกเราทั้งหลายจะเข้า ไปอาศัยอยู่ในสถานถ้ำอันนี้ จะมีความสุขสำราญปราศจากภัยอันตรายต่างๆ และ พ้นจากอากาศอันร้อนได้ฝ่ายพวกวานรทั้งหลาย เมื่อได้ฟังพระยาลิงเผือกบอกเล่าชี้แจงดังนั้น ก็มี ความยินดี จึงพูดแก่พระยาลิงเผือกว่า พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมีความยินดีในถ้อย คำของท่านขอท่านได้นำพวกข้าพเจ้าเข้าไปอยู่เถิดเมื่อพระยาวานรได้ฟังลิงทั้งหลายกล่าวคำวิงวอนดังนั้น ก็หลับตากระโดดลง ในน้ำดำเข้าไปผุดขึ้นข้างในถ้ำ พวกลิงทั้งหลายก็กระทำตามโดดลงในน้ำดำเข้า ไปในถ้ำทุกตัวครั้นผุดขึ้นข้างในก็ได้เห็นสิ่งของในถ้ำมีอยู่เป็นอันมาก ก็พากันแย่งชิงกันไป มาตามวิสัยแห่งสัตว์เดียรัจฉาน แต่พระยาวานรมิได้ประพฤติเช่นแก่ฝูงลิงทั้งหลาย จึงขึ้นบนแท่นศิลาแล้วร้องประกาศว่า ท่านทั้งหลายได้พูดสัญญาไว้ว่า ถ้าใครดำน้ำ เข้ามาได้ในถ้ำและรู้เหตุการณ์แล้วควรออกไปบอกเล่าให้พวกท่านทั้งหลายรู้เหตุ การณ์ได้ไม่อันตรายท่านทั้งหลายจะยอมอยู่ในอำนาจ ยกให้เราเป็นเจ้านายแห่งท่าน บัดนี้เราก็ได้ทำการตลอดมาแล้วตามท่านพูดสัญญา และยังได้พาพวกท่านเข้า มาเห็นในถ้ำ อันเป็นสถานที่ประเสริฐเป็นบรมสุขสำราญนิราศภัยแล้วฉะนี้ ท่าน ทั้งหลายจะว่าประการใดต่อไปเราจะขอฟังฝ่ายพวกวานรทั้งหลายก็พร้อมกันยกมือขึ้นประนมเหนือเศียรเกล้าแล้วก็กล่าว ถ้อยคำปฏิญาณตนว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอยกท่านให้เป็น (เชยส่วยไต้อ๋อง) แปลว่า พระยาผู้เป็นใหญ่พันปีตั้งแต่นั้นมาพระยาเชยส่วยไต้อ๋องก็เปลี่ยนนามเดิมให้บริวารทั้งหลายเรียกชื่อ ใหม่ว่า (มุ้ยเกาอ๋อง) แปลภาษาไทยว่าพระยาวานรโสภาอาศัยเหตุนี้ ในตอนนี้ จึงมีคำโคลงแปดบทเทียบเป็นพยานคำที่หนึ่งมีว่า ซัมเอี้ยมเกาตัย ชั้นดุนเซง แปลว่า อากาศเกื้อกูลกระทำให้เกิดสัตว์ต่าง ๆ คำ สองมีว่า เซียมเจียะเปา อ้ามยักง้วยเจ๋ง แปลว่า ศิลาเทวดาครอบคลุมรับแสง พระอาทิตย์พระจันทร์จึงกระทำให้พระยาลิงเผือกขาวบริสุทธิ์มีกำลังมาก คำที่ สามมีว่าเจียวหมึงห่วยเก๊าฮ่วนไต้เต๋า แปลว่าอาศัยไข่เป็นรูปเกิดลิงหินเป็นต้น เหตุแห่งมรรคผล คำที่สี่มีว่า เก๊ทามีแส่พ่วยต้นเช้ง แปลว่าสมมุติชื่อแช่นั้นเพื่อ สำเร็จแล้ว คำที่ห้ามีว่า หลายกวยปุดเซ็ก ยินโป้เสียง แปลว่าพิจารณาข้างใน ไม่รู้ เพราะไม่มีรูปและลักษณะ คำที่หกมีว่างั่วฮะเมงจายจวกสู่เฮ้ง แปลว่า ประกอบภายนอกรู้แจ้งทำเป็นรูป คำที่เจ็ดมีว่า เละต้ายนั่งนั้งกายเซอกือ แปล ว่าต่อมาทุก ๆ คนต้องอาศัยลิงตัวนี้ คำที่แปดมีว่า แชอวงแชเซี้ย ตั๋วตุ้งฮ้วน แปลว่าเป็นเจ้าพระยาอยู่ที่นั่น สิ้นคำโคลงเทียบแปดบทเท่านี้ตั้งแต่พระยามุ้ยเกาอ๋อง ควบคุมลิงบริวารทั้งหลายอยู่ในถ้ำนั้น ก็ได้จัดสรร กันขึ้นเป็นมูลนาย ให้บังคับบัญชากันเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อยดุจในตำแหน่งแห่งราชการ บ้านเมืองฝ่ายมนุษย์ ที่ปกครองบ้านเมืองอยู่เหนือราษฎที่เป็นไพร่พลเมืองฉะนั้นครั้นเวลาเช้าก็พากันไปบนเขา เที่ยวแสวงหาผลไม้เป็นอาหารเวลาคำก็กลับ มาอยู่ในคูหา ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า (จุ๊ยเลียมต๋อง) มิได้ปะปนด้วยสัตว์ทั้งหลาย อย่างอื่น เป็นสุขสำราญอยู่ด้วยฝูงลิงค่างบริวารทั้งหลายในพวกของตน พระยา มุ้ยเกาอ๋องเป็นสุขสบายมาได้ประมาณสองร้อยปีเศษอยู่มาวันหนึ่ง พระยามุ้ยเกาอ๋องคำนึงคิดถึงเบื้องหน้าอนาคตกาลต่อไป ให้ เกิดความวิตกมากขึ้น มีสีหน้าอันสลดเศร้าหมองไม่ผ่องใสเป็นปรกติเหมือนแต่ ก่อนมาบรรดาลิงบริวารทั้งหลาย เมื่อได้เห็นเจ้านายของตนมีอาการวิปริตเศร้าหมอง ดังนั้น จึงพร้อมกันถามว่าไต้อ๋องทำไมจึงมีความเศร้าหมองดังนี้เล่า เป็นน่า ประหลาดใจนัก ขอท่านได้ชี้แจงให้พวกข้าพเจ้าทราบสุขและทุกข์ด้วยพระยามุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า พวกเรามาอยู่ในถ้ำนี้ก็มีความผาสุกสบ่ายอยู่ แล้วจริง แต่เราหากวิตกถึงการข้างหน้าต่อไป โดยเหตุเรามีความเห็นว่า สรรพสิง ทั้งปวงในโลกย่อมปราศจากความยั่งยืน ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร เพราะฉะนั้นเร จึงมีความเศร้าหมองไม่มีความสบายใจด้วยเหตุนี้พวกวานรทั้งหลายจึงถามว่า ไต้อ๋องและข้าพเจ้าทั้งหลายซึ่งอาศัยอยู่ในสถานที่ อันเป็นชัยภูมิที่ดีอย่างนี้แล้ว ดุจว่าเทพยดามานิรมิตให้ เปรียบประดุจว่าถ้ำแก้ว คูหาอันเป็นลับแลในมหาทวีปใหญ่ ไม่มีศัตรูหมู่ใดจะมาข่มเหงยำยี หรือเดือดร้อน ด้วยอากาศธาตุถดูจะวิบัติด้วยประการใด ๆย่อมเป็นที่ถาวรวัฒนามาช้านานมาแล้ว ท่านยังเห็นการต่อไปว่าจะเป็นประการใดพระยามุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าวนั้นก็เป็นความจริงอยู่แล้ว แต่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า อันเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างอื่นที่จะพึงมีมาถึง เรา ๆ ก็สามารถว่าจะหลีกเลี่ยงรักษาตัวเอาตัวรอดได้ทุกประการ แต่ความแก่ชรา โดยอายุสังขารมีวัยอันเจริญมากเข้า ย่อมมีธรรมดาจะทรุดโทรมสิ้นกำลังลงทุกเวลา อีกประการหนึ่งธรรมดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกและเสพอาหาร ย่อมมีความ ไข้เจ็บ อีกประการหนึ่งสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตความเป็นย่อมมีความตายแตกดับ แห่งร่างกายและชีวิตินทรีย์ทั่วกัน มิได้มีผู้ใดจะข้ามเว้นไปได้ โดยเหตุแห่ง มัจจุราชมีอำนาจไม่มีผู้จะต่อต้านได้ มิวันใดก็วันหนึ่ง (เงียมฟ้ออ๋อง) คือพระยา มัจจุราชคงจะมีโอกาสให้เสนาของมัจจุราชมานำเอาชีวิตไปสักวันหนึ่ง เมื่อเป็น ดังเราวิตกแล้ว ก็เหมือนเราเกิดมาเสียเปล่า ๆ มิได้คิดหาช่องทางที่จะหลีกหนี ความตายให้พ้นได้ เราจึงได้มีความวิตกอยู่ในใจเราฉะนี้ ท่านทั้งหลายจงทราบเถิด: ฝ่ายพวกบริวารทั้งหลาย เมื่อได้ฟังพระยามุ้ยเกาอ๋องชี้แจงดังนั้นก็พากันเห็น จริงเกิดความสังเวชสลดจิต คิดถึงความแก่ความไข้ความตายเป็นอารมณ์ด้วยกัน แทบทั่วทุกตัวลิงในทันใดนั้น มีวานรตัวหนึ่งยืนขึ้นแล้วก็กล่าวตามความเห็นว่าซึ่งไต้อ๋องมีความ วิตกโดยได้ดำริเห็นเหตุการณ์ตามความจริงของโลกนั้น ก็เป็นจริงอย่างที่ไต้อ๋อง กล่าว แต่ข้าพเจ้ายังมีความเห็นว่า หนทางที่จะหลีกหนีมัจจุราช คือ (เงียมฟ้ออ๋อง) นั้น ก็คงจะมีเป็นเที่ยงแท้ เปรียบว่ามีของร้อนแล้วคงมีของเย็นแก้ เมื่อมีธรรม อันให้เกิดมาแล้วคงมีธรรมอันไม่ตายเป็นคู่กัน แต่กุศลธรรมมีอยู่สามภูมิคือ กามาว จรกุศลภูมิหนึ่ง รูปาวจรกุศลภูมิหนึ่ง อรูปาวจรกุศลภูมิหนึ่ง ในสามภูมินี้ไม่พ้น พระยามัจจุราชแต่มรรคผลซึ่งเป็นพระโลกุตรกุศล เป็นปัญญาแจ้งพระนิพพานมีอยู่ พ้นจาก มัจจุราชได้ คือพระรัตนตรัยแก้วสามประการ ที่ฝ่ายจีนเรียกว่า (ซำโปกง) คือ พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระธรรมเจ้าหนึ่ง พระสงฆ์เจ้าหนึ่งเมื่อผู้ใดถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ สามวัตถุนี้เป็นสรณะแล้ว กระทำให้ แจ้งด้วยอริยมรรคปัญญาญาณ ก็พ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายได้พระยามุ้ยเกาอ๋องจึงถามว่า อันจะศึกษากุศลธรรมสูงยิ่งกว่าสามภูมิที่ท่านว่า นั้น จะไปศึกษากับผู้ใด ผู้ที่จะแนะนำเป็นครูอาจารย์นั้น จะอยู่ประเทศและสถาน ทิศใดวานรตัวนั้นจึงทูลพระยามุ้ยเกาอ๋องว่า อันจะศึกษาในกุศลธรรมส่วนพระ โลกุตระนั้น ต้องไปในชมพูทวีปคือทิศตะวันตก ที่เรียกตามบาลีว่ามัชเมิมประเทศ อันเป็นประเทศท่ามกลางที่มาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวกพุทธเจ้า และเป็นที่ต้นเดิมของพระธรรม ที่ให้เกิดพระอรหันต์ อันมีนามปรากฏว่า (พระรัตนตรัย) แก้วสามประการ ที่ฝ่ายจีนเรียกว่า (ซำโปกง)เมื่อพระยามุ้ยเกาอ๋องได้ฟังวานรบริวารชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็เกิดความปีติ โสมนัสมีสีหน้าอันผ่องใส จึงแจ้งความแก่วานรบริวารทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย จงอยู่ปกป้องครองกันให้จงดี วันพรุ่งนี้เราจะลาท่านทั้งหลายไปเที่ยวสืบเสาะหา ผู้วิเศษซึ่งเป็ผู้สำเร็จสามารถจะให้เรารู้และเรียนธรรมที่ไม่ตายได้ ถ้าเราได้พบปะ แล้ว ก็จะอุตสาหะเล่าเรียนศึกษาและปฏิบัติให้สำเร็จจงได้ เมื่อสำเร็จเสร็จสมดัง ความมุ่งหมายแล้ว จะได้หลีกหนีพ้นจากมัจจุราชได้ จึงจะได้กลับมาอยู่ด้วยท่าน ทั้งหลายต่อไปในสถานที่นี้ ท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นสุขทุกตนเถิดฝ่ายพวกวานรบริวารทั้งหลายก็มีความยินดีชื่นชมโสมนัส ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า พระยามุ้ยเกาอ๋อง จึงให้ฝูงลิงบริวารทั้งหลายช่วยกันหักไม้มัดทำเป็นแพพอทาน ตัวอยู่แล้วก็ค้ำให้แพเลื่อนออกพ้นห่างจากตลิ่ง แพไม้ก็ลอยไปตามกระแสน้ำใน มหาสมุทร ออกห่างมาถึงที่ลึกในทะเลก็บังเกิดคลื่นลมระดมพัดส่งแพนั้นไปข้าง ทิศตะวันตกเฉียงใต้แล้วพัดส่งไปข้างทิศเหนือ อันเป็นเขตแห่งชมพูทวีป โดย อาศัยเหตุที่วาสนาของมุ้ยเกาอ๋องจะได้พบท่านผู้วิเศษ และจะได้เรียนความรู้เป็น ผู้สำเร็จ จึงบังเอิญให้เกิดลมฝ่ายตะวันออกพัดส่งแพไปตะวันตก อันเป็นฝั่งฝ่าย ชมพูทวีป เมื่อแพไม้เข้าถึงฝั่งแล้ว มุ้ยเกาอ๊องก็ขึ้นจากแพ จึงได้เห็นมนุษย์ทั้ง หลายชายและหญิงประกอบการบาปหยาบช้า กระทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตัวเป็น ให้จำตาย มุ้ยเกาอ๋องเดินเข้าไปใกล้ก็ตรงเข้าจับโน่นจับนี่ ตามวิสัยธรรมดาของ วานรฝ่ายมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อได้เห็นวานรเผือกผิดประหลาด ก็พากันวิ่งหนีทิ้ง สิ่งของโดยความกลัว จึงพระยามุ้ยเกาอ๋องตรงโถมเข้าจับตัวไว้ได้คนหนึ่ง ก็เปลื้อง ถอดเอาเสื้อและกางเกงของมนุษย์มาสวมใส่ตัวแล้ว ก็เดินตัดเข้าไปในเมืองเที่ยว เดินดูตามตลาดสังเกตกิริยาธรรมเนียมของมนุษย์ คอยจดจำสำเนียงและภาษา คำพูด ตั้งใจจะไปเรียนพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหายา อายุวัฒนะกินเพื่อไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายให้จงได้ พระยามุ้ยเกาอ๋องเห็นว่า มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง หาได้ คิดถึงชีวิตและร่างกายของตนที่หาได้ด้วยยากไม่ในเรื่องนี้มีคำโคลงสุภาษิต ของท่านผู้รู้กล่าวไว้แปดบทบทที่หนึ่งว่า แจเมี้ย ตอกหลีกีซิฮิว แปลว่าชิงเสื้อแย่งผลไม้มีเวลาหยุด บทที่สองว่า จำกี้ตีมินปุ๊ตจืออือ แปลว่าเช้าตื่นค่ำนอนจิตไม่ปรกติ บทที่สามว่า เชี้ยเตยิกลือล้อซือจุ๊นเบ้ แปลว่า ตัวขี่ลาอูฐและมามุ่งม้าแก้ว บทที่สี่ว่า กัวคือจั่ยเสียงบังอ๋องเฮ้า แปลว่าเป็น ขุนนางจตุสดมภ็หมายมุ่งเจ้าชีวิต บทที่ห้าว่า จี้เล่าอีชิดต่ามลาวเล็ก แปลว่า ล้วนกังวลการกินนุ่งห่มมัวให้ลำบาก บทที่หกว่า หอเปกเงียมกุนจิ๋วซิ้วเกา แปล ว่าไม่กลัวมัจจุราชมาจับคลำ บทที่เจ็ดว่า กี่จิ๋วมิซุนยิ้มบู๋กุ่ย แปลว่า มั่วสุมมั่งมี ให้บุตรหลาน บทที่แปดว่า กันโบ๊เจ๊กก๊ายชั่งห้วยเท้า แปลว่าไม่มีสักคนคิดกลับ ใจ ครั้นคิดดังนั้นแล้วมุ้ยเกาอ้องก็เที่ยวหาศาสนา ก็ไม่มีผู้ใดจะเล่าบอกได้เหลือ วิสัยที่จะพบเห็นได้จึงคิดว่าตั้งแต่เราเที่ยวเสาะหาธรรมวิเศษ ก็นับได้แปดปีแล้วยังหาได้พบปะ ธรรมวิเศษไม่ ครั้นมาถึงฝั่งทะเลตะวันตกมุ้ยเกาอ๋องคิดว่ากลางทะเลคงจะมีผู้ สำเร็จและเทพารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์จำเราจะทำแพเหมือนเมื่อแรกมาคิดดังนั้น แล้ว ก็หาไม้ทำแพเหมือนเมื่อแรกมา ลงในแพแล้วก็คำแพให้ห่างจากตลิ่งลอยลิ่วไปใน พระมหาสมุทรไปทางทิศตะวันตก ครั้นมาใกล้ฝั่งเข้าก็นึกว่าเห็นจะเป็นเขตทวีปที่ ผู้วิเศษอยู่เป็นแน่ คิดดังนั้นแล้วจึงค้ำแพให้เทียบเข้ากับตลิ่ง ขึ้นบนบกเดินเที่ยว สืบเสาะมาหลายเวลาวันหนึ่งเดินเที่ยวมาเห็นภูเขาหนึ่งสูงตระหง่านงามมีต้นพฤกษา ลดาวัลย์ผลิ ดอกออกช่อดกไสว มุ้ยเกาอ๋องเห็นแล้วก็มีความยินดีเป็นอันมาก จึงเดินตรงขึ้น ไป่บนเขาพิจารณาดูรอบแล้ว ได้ยินสำเนียงมนุษย์พูดกันจึงรีบเดินเข้าไปใกล้ คอยเงี่ยหูฟังจึงรู้แน่ว่าเสียงคนร้องเพลง มุ้ยเกาอ๋องได้ยินถนัดแน่ใจดังนั้นแล้วก็มี ความยินดี จึงนึกว่าชะรอยจะเป็นผู้วิเศษสำเร็จอยู่ใที่นี้ หรือเทพยดาสิงสถิตอยู่ ในที่นี้เป็นมั่นคงคิดแล้วก็รีบเดินเข้าไปในที่นั้น มองดูก็เห็นแต่คนตัดฟืนคนเดียวเงื้อขวานจะ ฟันฟื้นแต่ปากร้องเพลง มุ้ยเกาอ๋องจึงเดินเข้าใกล้คนผู้นั้นแล้วจึงถามว่า ท่าน เป็นเทวดาหรือเป็นผู้วิเศษข้าพเจ้าขอคำนับถามท่านฝ่ายคนตัดฟืนได้ฟังดังนั้นก็เหลียวหน้ามาดู เห็นแล้วก็โยนขวานทิ้งไว้ แล้ว ตอบว่าท่านเรียกข้าพเจ้าว่าผู้วิเศษนั้นไม่สมควร ข้าพเจ้าเป็นคนโง่เง่านุ่งห่มไม่ บริบูรณ์ ทำไมท่านมายกย่องข้าพเจ้าว่าเป็นเทวดาหรือผู้วิเศษเล่าเกินไปมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ท่านไม่ใช่เทวดาและผู้วิเศษแล้ว เหตุใดจึงกล่าวถ้อยคำ อันสูงและลึกลับผิดกว่าเสียงมนุษย์เช่นนั้นเล่าผู้ตัดฟืนจึงย้อนถามว่า ข้าพเจ้าพูดคำใดเป็นคำสูงและเสียงเทวดาขอให้ท่าน ชี้แจงมุ้ยเกาอ้องตอบว่าท่านร้องเพลง คำที่ว่าปะกันมีความเจริญนั้น แม้มิใช่เทวดา ก็คงเป็นผู้วิเศษ อันมีจิตระงับจึงได้กล่าวเป็นปัญหาอันสำคัญ เทวดาหรือผู้วิเศษ ย่อมกล่าวถ้อยคำอย่างที่ท่านกล่าวคนตัดฟืนจึงตอบมุ้ยเกาอ๋องว่า ข้าพเจ้าไม่กล่าวเท็จให้ท่านเชื่อ คำที่ข้าพเจ้า กล่าวนั้นเป็นถ้อยคำของผู้วิเศษ ท่านสอนให้ข้าพเจ้าว่า เมื่อเวลาจิตใจเศร้าหมอง ไม่สบายก็ให้ร้องแก้รำคาญด้วยท่านผู้วิเศษนั้นอยู่ใกล้แก่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่ เมื่อตะกี้ ข้าพเจ้ามีความมัวหมองในดวงจิตจึงได้ร้องเพลงพอให้แก้รำคาญเท่านั้น บังเอิญ ท่านแอบมาฟังมุ้ยเกาอ๋องถามต่อไปว่า ผู้วิเศษอยู่ใกล้บ้านท่าน เหตุใดท่านไม่เรียนความรู้ และปฏิบัติให้เป็นผู้สำเร็จไม่แก่ไม่ตายเล่าคนตัดฟื้นตอบว่า วาสนาข้าพเจ้าเป็นคนอาภัพ เกิดมาแต่ยังเล็กบิดาถึงแก่ กรรม มารดาก็เป็นหม้ายมีแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเที่ยวตัดฟืนขายได้เงินพอซื้ออาหาร เลี้ยงมารดา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเวลาที่จะเล่าเรียนทางปฏิบัติอะไรได้มุ้ยเกาอ้องจึงตอบว่าถึงคำที่ท่านพูดข้อนั้น ก็ไม่จัดว่าท่านเป็นผู้กตัญญต่อบิดา มารดาควรเรียกว่าเป็น (กุนจี้อ) แม้ในปัจจุบันนี้จะมิได้ปฏิบัติก็คงมีนิสัยไปภายหน้า ขอท่านได้อนุเคราะห์ชี้ที่อยู่ของท่านผู้วิเศษให้แก่ข้าพเจ้า ๆ จะได้ไปนมัสการท่าน เพื่อจะได้ถามข้อวัตรปฏิบัติบ้างคนตัดฟืนจึงพูดว่าท่านผู้สำเร็จนั้นอยู่ไม่สู้ไกลนัก เรียกตามภาษาจีนว่า (กุด เล่งท้ายซิด) คือเขาฮองซุนซัวข้างในนั้นมีถ้ำเรียกว่า ถ้าซำแซต๋อง ในถ้ำนั้นมี พระอาจารย์ใหญ่ มีนามว่าโผเถโจ๊ซีออาจารย์ มีศิษย์ประมาณสามสี่สิบคน ท่าน จงเดินไปทางทิศพายุพไกลประมาณแปดโยชน์ ที่ตรงนั้นเป็นที่อยู่ของโผเถโจ๊ซือมุ้ยเกาอ๋องจับมือคนตัดฟื้นแล้วอ้อนวอนว่า ท่านสงเคราะห์ช่วยพาข้าพเจ้า ไปสักหน่อยเถิด ถ้าข้าพเจ้าได้พบท่านอาจารย์แล้วจะมิได้ลืมพระคุณของท่านเลยคนตัดฟื้นจึงพูดแก่มุ้ยเกาอ๋องว่า ทำไมท่านจึงไม่เข้าใจเลย ข้าพเจ้าได้บอก แก่ท่านแล้วมิใช่หรือว่า ข้าพเจ้าต้องเป็นห่วงหาเลี้ยงมารดาด้วยการตัดฟืนขาย ถ้า ข้าพเจ้าไปกับท่านแล้ว ก็จะป่วยการเสียเวลาตัดฟืนของข้าพเจ้าไปจะได้ใคร่หาเลี้ยง มารดาข้าพเจ้าเล่ามุ้ยเกาอ๊องจึงตอบว่าซึ่งท่านพูดดังนี้ข้าพเจ้าไม่อาจจะข่มขืนน้ำใจท่านได้แล้ว มุ้ยเกาอ๋องก็ลาคนตัดฟืนออกจากป่าแล้วเดินขึ้นบนเนินเขาข้ามโขดศิลาไปประมาณ ได้แปดโยชน์ ก็เห็นชัยภูมิเขาถ้ำหนึ่ง เหมือนถ้อยคำของคนตัดฟืนบอก จึงหยุด พิจารณาดูเห็นประตูถ้ำปิดอยู่เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงผู้คน แล้วแลขึ้นไปดูเห็นบน แง่ศิลามีป้ายหินตั้งอยู่ มีอักษรจารึกไว้สิบคำคือ เล่งท้ายฮองซุนซัวจ้อ ง้วยซำแซ ต๋อง) แปลภาษาไทยว่ากายสิทธิ์มณฑปเขาองคุลีวงจันทร์ตรีดาราถ้ำ มุ้ยเกาอ๋อง ดูอักษรนั้นแล้วก็มีความยินดีเป็นอันมากแลดูบานประตูก็ยังปิดอยู่ ไม่กล้าจะเข้า เคาะประตูได้ แต่รีรอเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ช้านานจึงแลเห็นต้นไม้ที่ปากถ้ำมีผลดก ออกระย้า มุ้ยเกาอ๋องจึงกระโดดขึ้นบนต้นไม้เก็บผลไม้กินสักประเดี้ยวได้ยินเหมือนประตูเปิด มุ้ยเกาอ๋องแลเห็นคนหนุ่มน้อยเดินออก มาจากถ้ำร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า ใครมาอึกทึกข้างนอกนี้มุ้ยเกาอ๋องก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ แล้วเดินเข้าไปใกล้คำนับแล้ว จึงบอก แก่ชายหนุ่มน้อยว่า ข้าพเจ้าจะมาเป็นสานุศิษย์เล่าเรียนวิชาไม่ใช่มารบกวนอะไร ขอท่านได้นำข้าพเจ้าไปนมัสการท่านอาจารย์สักหน่อยเถิดหนุ่มน้อยได้ยินมุ้ยเกาอ๋องพูดวิงวอนดังนั้น จึงหัวเราะแล้วทำเป็นพูดว่า ท่าน เป็นผู้มาหาเพื่อจะเรียนธรรมของพระศาสนาจริงแลหรือมุ้ยเกาอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้าอุตสาหะมาทั้งนี้โดยความตั้งใจจะมาเล่าเรียนศึกษา ให้รู้จริง ๆ มิได้คิดแก่ความเหนื่อยยากเลยหนุ่มน้อยจึงตอบว่า เมื่อตะกี้ท่านอาจารย์พึ่งลงจากธรรมาสน์ เมื่อขึ้นบน ธรรมาสน์ก็ยังหาได้แสดงธรรมไม่ ท่านอาจารย์ให้เราออกมาเปิดประตู ท่านได้พูด ว่า ข้างนอกมีคนจะมาเรียนศาสนาให้เราออกมารับ เรามาคิดดูชะรอยจะเป็นตัว ท่านนี้เองมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาแต่ผู้เดียวหาได้มีผู้ใดมาด้วยไม่ นักสิทธิ์ หนุ่มน้อยจึงให้มุ้ยเกาอ๋องเดินตามเข้าไปในประตูถ้า แล้วหนุ่มน้อยหันหน้ามา บอกว่า ท่านต้องสำรวมระวังกิริยาให้เรียบร้อยเถิด ว่าแล้วก็เดินนำหน้าไปมุ้ยเกาอ้องก็สำรวมก็ริยาเรียบร้อย แล้วก็เดินตามนักสิทธิ์หนุ่มน้อยเข้าไปในถ้ำ และได้พิจารณาดูไปตามทางเดินด้วยเห็นเป็นช่องชั้นมีดังเครื่องประดับเป็น ระย้าห้อยย้อยสง่างาม ดูดังว่าปราสาทราชมนเทียรงดงามสุดที่จะพรรณนาได้ และ เป็นที่สงัดเงียบสมควรจะเป็นที่อยู่ของผู้ระงับอารมณ์ได้ มุ้ยเกาอ๋องเดินพลางชม พลางก็เกิดปีติโสมนัสมีความยินดีบันเทิงจิต พอมาถึงข้างแท่นเอียวท้ายกี่แลดู บนแท่นเห็นโผเถโจ๊ซืออาจารย์ใหญ่ นั่งอยู่กลางแท่นมีกิริยาอันสงบระงับสมควร เป็นผูวิเศษ สองข้างนักสิทธิ์ทั้งหลายก็ยืนอยู่เป็นลำดับประมาณสามสิบคน มุ้ย เกาอ๋องแลเห็นแล้วก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับกราบลงตรงหน้าพระอาจารย์ แล้วกล่าว วาจาว่าข้าแต่พระอาจารย์เจ้าข้า สานุศิษย์ตั้งใจมานมัสการขณะนั้นพระอาจารย์จึงถามว่า เจ้าเป็นเดียรัจฉานหรือเป็นมนุษย์ เดิมอาศัย อยู่แห่งหนตำบลใด ชื่อและแช่อย่างไรจงบอกให้เรารู้ก่อนมุ้ยเกาอ๋องจึงยกมือขึ้นประนมแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ข้างทิศบูรพาทวีป ตะวันออกเขตเมืองเง่าล่ายก๊ก เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลี่ยมต๋อง เป็นที่รกรากเดิมของ ข้าพเจ้าพระอาจารย์จึงทำเป็นขู่ตวาดและใช้ให้ศิษย์ขับไล่ออกไปเสีย โดยเหตุว่าเป็น ผู้กลับกลอกกล่าวมุสาจะบวชเรียนอะไรได้มุ้ยเกาอ้องได้ฟังดังนั้น มีความเสียใจเป็นอันมากจึงวิงวอนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ ชื่อตรงสุจริตหาได้กล่าวเท็จต่อท่านไม่ ขอพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ จึงว่าตัวเป็นคนซื่อตรงจริงแล้วเหตุใดจึงว่าตัวอยู่ทิศ บูรพา ท่างทิศบูรพาวิถีที่จะไปมามีมหาสมุทรกว้างใหญ่ลึกเหลือประมาณ เหตุใด ตัวเจ้าจึงมาถึงชมพูทวีปได้มุ้ยเกาอ๋องกราบลงแล้วก็ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าได้เอาไม้ไผ่มัดทำแพลอยมาตาม น้ำในมหาสมุทรใหญ่ ลมได้พัดพาข้ามทะเลมาถึงฝั่ง ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวสืบเสาะ หาศาสนามาช้านานประมาณได้สิบปีแล้ว จึงได้บรรลุถึงสำนักแห่งพระอาจารย์ ขอท่านได้ทราบถึงความยากของข้าพเจ้าและมีความกรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ ถามว่าตัวชื่อใดแช่ใดจงบอกเราไปแต่ความจริงมุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่าข้าพเจ้าหามีแซ่และชื่อเหมือนคนทั้งหลายไม่ ถ้าจะมีผู้ด่า ว่าข้าพเจ้า ๆ ก็ไม่ร้อนใจหรือใครจะทุบตีข้าพเจ้าก็ไม่มีความโกรธโดยมีความอด กลั้นได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเกิดมาจึงไม่มีแซ่พระอาจารย์จึงถามอีกว่า บิดามารดาของเจ้ามีแซ่และชื่ออย่างไรเจ้ารู้หรือไม่มุ้ยเกาอ๋องจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เกิดมาโดยมิได้มีบิดาและมารดาพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือจึงถามว่า ถ้าเกิดมาไม่มีบิดามารดาแล้วเช่นนั้น ชะรอย ตัวเจ้าจะมิเกิดจากต้นไม้ใบหญ้าหรือมุ้ยเกาอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้ามิได้เกิดจากต้นพฤกษา ข้าพเจ้าเกิดจากก้อนศิลา ครั้นข้าพเจ้าเติบใหญ่จำได้ว่าเดิมบนยอดเขาฮวยก๊วยซัวมีศิลาก้อนหนึ่ง ครั้นศิลา นั้นต้องแสงอาทิตย์และน้ำฝนก็แตกออก ข้าพเจ้าก็เกิดมาจากก้อนศิลานั้นเป็น ต้นเดิมของข้าพเจ้าเมื่อพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือได้ฟังมุ้ยเกาอ๋องชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่าถ้าดังนั้นตัว เจ้าก็เกิดเพราะดินฟ้าอากาศประกอบกันเป็นแน่ แล้วจึงพูดแก่มุ้ยเกาอ๋องว่า เจ้า จงลุกขึ้นเดินไปมาให้เราดูลักษณะกิริยาว่าจะเป็นประการใดมุ้ยเกาอ๋องคำนับแล้วก็ลุกขึ้นเดินสองรอบให้พระอาจารย์ดูลักษณะ พระ อาจารย์พิเคราะห์ดูแล้วจึงว่า ลักษณะเจ้าหยาบช้านักไม่งามดูดุจกิริยาแห่งวานร ที่กินผลพฤกษาเป็นอาหารฉะนั้น เราจะตั้งแซ่ให้เรียกว่า (ซึง) มุ้ยเกาอ๊องมีความ ยินดีกราบลงสามครั้งว่าควรแล้ว ตั้งแต่นั้นมามุ้ยเกาอ๋องจึงถือเอาซึงว่าเป็นแซ่ ของตนต่อมาตามคำพระอาจารย์ประทานให้จึงคำนับพระอาจารย์แล้ววิงวอนว่า ได้โปรดเมตตาให้แซ่แล้วแต่ชื่อยังหามีไม่ ขอพระอาจารย์เจ้าได้โปรดให้ชื่อด้วย จะได้ใช้เรียกหาเพื่อสำเหนียกรู้ชื่อแห่งตนโผเถโจ๊ซืออาจารย์จึงพูดว่า มีหนังสือของเราสิบสองตัวเป็นกำหนดฉายาใน ทางปฏิบัติ คือตัวก๊องต้ายตี้อุยจินยู้เซ้งฮัยตินหงออีกั่ว สิบสองอักขระนี้ อักขระ หงอคงนั้นสมแก่ตัวเจ้า เราจะตั้งชื่อเจ้าว่า (หงอคง) ตั้งแต่นั้นมาพระอาจารย์และ เพื่อนสานุศิษย์เหล่านั้น ก็พากันเรียกว่า หงอคง ทั้งสิ้นมุ้ยเกาอ๋องได้ชื่อที่พระอาจารย์ตั้งให้แล้ว ก็ชื่นชมยินดีเป็นที่สุด พระอาจารย์ จึงสั่งศิษย์ทั้งหลายให้นำหง่อคงออกไปที่ลานวัด กวาดล้างสิ่งโสโครกให้หมดสะอาด เพื่อรู้จักขนบธรรมเนียมที่ทางซึ่งจะไปมาให้รอบคอบ หงอคงกราบลาพระอาจารย์ สานุศิษย์ทั้งหลายก็พาหงอคงออกมาจัดที่หลับที่นอนข้างระเบียงนั้น ครั้นเวลา เช้า ๆ ทุกวันหงอคงก็เล่าเรียนหนังสือและหัดเขียนหัดอ่านและทำภารกิจวัตรต่างๆ บ้างบางเวลาว่างการเล่าเรียนแล้วก็ปลูกต้นไม้ตักน้ำรดต้นไม้ในสวนและขุดดิน ดายหญ้าในสวนตามเวลาการครั้นอยู่ประมาณได้หกเจ็ดปีแล้ว มาวันหนึ่งพระอาจารย์ประชุมสานุศิษย์ทั้ง หลายพร้อมกัน พระอาจารย์ก็ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แสดงในพระไตรลักษณญาณ และ พระไตรสรณคม และพระไตรปิฎกธรรม และญาณสามกิจสิบหกในอริยสัจสี่ซึ่ง เป็นพระพุทธศาสนาแท้ และถ้อยคำของพระอิสีดาบส และถ้อยคำของนักปราชญ์ ทั้งหลายมีขงจู้เป็นต้น แต่ในพระพุทธศาสนาคำที่เรียกว่าภาษิตนั้นมีอยู่สี่ประการ คือ หนึ่งพุทธภาษิต สองสาวกภาษิต สามอิสีภาษิต สี่เทวดาภาษิต รวมคำ ภาษิตเป็นความแสดงธรรมคำสอนเพื่อให้ลุแจ้งเห็นจริงลงเป็นหนึ่งในดวงจิตเป็น ใจความดังนี้ ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายนั้น คือ (อมัตตะธรรม) อันท่าน จัดเป็นอสังขตธรรมได้แก่พระนฤพาน ให้ผู้ปฏิบัติกระทำความเพ่งธรรมนั้นอยู่เป็น อารมณ์เสมอเมื่อขณะกำลังพระอาจารย์แสดงธรรมอยู่นั้น ซึงหงอคงฟังคำแสดงธรรมเกิด ปีติยิ่งนัก ก็เกาหูและเกาคางกระทำกิริยาหน้าเลิกร่นเริง และกระโดดโลดเต้น ตบมือตามวิสัยเดิมของตนที่เป็นชาติวานรฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซีอเหลือบมาเห็นเข้า จึงถามซึงหงอคงว่า กำลังในที่ ประชุมสดับธรรมเทศนาอยู่พร้อมกัน ทำไมตัวจึงไม่รักษากิริยาสำรวมกายวาจา ทำเป็นบ้าหลังตบมือโลดเต้นอย่างนั้นเล่าซึงหงอคงจึงตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งใจฟังพระอาจารย์แสดงธรรมไพเราะหูจับใจ เกิดปีติโสมนัสศรัทธาหาที่เปรียบมิได้ ก็เผลอสติไปโดยอำนาจปีติ จึงบังเกิด ความไหวติงไปทั่วกายและใจ ขอพระอาจารย์เจ้าได้กรุณายกโทษให้แก่ข้าพเจ้าพระอาจารย์จึงถามว่า ตัวฟังเพราะหูนั้นยังจะรู้สึกหรือไม่ว่าตนมาอยู่ในถ้ำนี้ ได้กี่ปีแล้วหงอคงจึงตอบว่ามากและน้อยเท่าใดตามเวลากาลนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถ จะทราบได้ แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยไปเก็บฟืนข้างเขานั้น เห็นต้นชมพู่งามที่ข้าพเจ้า เคยเก็บกินอิ่มเจ็ดครั้งแล้วพระอาจารย์จึงพูดว่า ที่หลังเขานั้นเรียกชื่อว่า (ลันท้อซัว) ตัวเคยเก็บลูก ชมพู่กินเจ็ดครั้งนั้นคือ กำหนดไว้เจ็ดปี ตัวมาอยู่กับเราประสงค์จะเรียนรู้ธรรม เพื่อมรรคผลในที่สุดอย่างไรหรือ จงชี้แจงความประสงค์ในใจเจ้าหงอคงตอบว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดแล้วแต่จะเมตตาให้เรียนธรรมอันใด ที่ควรแก่มรรคผลจะพึงได้และถึง ข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามทุกประการกว่าจะสำเร็จได้พระอาจารย์จึงชี้แจงว่า ในพระคัมภีร์มีสามร้อยหกสิบคัมภีร์ทุก ๆ คัมภีร์ย่อม ประกอบเป็นทางมรรคผลได้เราไม่รู้ว่าตัวเจ้าจะพอใจเรียนคัมภีร์ใดซึ่งหงอคงจึงตอบว่าขอพระอาจารย์โปรดใคร่ครวญดูว่า คัมภีร็ใดจะควรแก่ นิสัยสันดานแห่งข้าพเจ้า(๑) พระอาจารย์จึงว่า เราจะให้เจ้าเรียนพระคัมภีร์ (ชุดหมึ้ง) คือเวทเจ้าจะ ชอบหรือไม่ซึ่งหงอคงถามว่า คัมภีร์ (ชุดหมึ้ง) อธิบายว่าอย่างไร ขอพระอาจารย์ได้โปรด แสดงให้ข้าพเจ้าทราบด้วยพระอาจารย์จึงว่า (ชุดหมึ้ง) นั้น คือเชิญเจ้าเข้าทรงและเชิญเทพารักษ์เรียก ปิศาจต่าง ๆ ได้ทำกิริยาเหล่านี้เป็นอารมณ์หงอคงถามอาจารย์ว่า ถ้าเรียนกิจเหล่านี้เสร็จแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย หรือ อาจารย์ตอบว่าไม่พ้น หงอคงว่าถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าของดไว้ก่อนยังไม่เรียน(๒) พระอาจารย์บอกว่าถ้าดังนั้นจะให้เรียน (หลิวหมึ้ง) จะพอใจหรือไม่หงอคงถามว่าคัมภีร์ (หลิวหมึ้ง) มีความว่ากระไรขอพระอาจารย์ได้โปรด อธิบายให้ข้าพเจ้าเข้าใจพระอาจารย์บอกว่า (หลิวหมึ้ง) นั้น คือจับยามดูฤกษ์คูณหาร พระเคราะห์ ร้ายดี และแพทยาอันจะรักษาโรคต่างๆ หมอดูภูมิศาสตร์ แผนที่ดีร้าย กะหมาย ยึดเหล่านี้เป็นอารมณ์หงอคงถามว่า เรียนคัมภีร์เหล่านี้อายุจะยืนไม่ตายหรือไม่ ขอพระอาจารย์ ได้โปรดชี้แจงพระอาจารย์จึงพูดว่า แม้ท่านอยากจะเรียนทางอายุยืนนั้น ต้องเหมือนเสา ตั้งอยู่กลางเรือนหงอคงถามว่าเสาตั้งอยู่กลางเรือนนั้นอย่างไร ข้าพเจ้าคนโง่ยังหาเข้าใจไม่ ขอ ท่านได้กรุณาโปรดอธิบายพระอาจารย์จึงพูดว่า เปรียบเหมือนคนทั้งหลายเมื่อจะปลูกเรือน ก็หวังใจจะ ให้มั่นคงยืนยาว จึงยกเสาขึ้นตั้งค้ำอยู่กลางเรือน ย่อมไม่ทรุดไม่เซ เรือนจึงตั้งอยู่ นานได้หงอคงว่าถ้าเช่นนั้น กิริยาที่ทำเพียงเท่านั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นว่าจะยั่งยืนดำรง ถาวรไปได้สักเท่าใด ข้าพเจ้าของดก่อนยังไม่เรียน(๓) พระอาจารย์ว่า ถ้าดังนั้นเราจะสอนให้เจ้าเรียนทาง (เจ่งหมึ้ง) คือระงับ เจ้าจะพอใจหรือไม่หงอคงถามพระอาจารย์ว่า (เจ่งหมึ้ง) นั้นคือมีความประการใดพระอาจารย์ตอบว่า อดอาหารทำในใจให้หมดความกระสับกระส่าย เข้าที่ หลับตาถือศีลห้ามเจรจาต่าง ๆ นั่งขัดสมาธินิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติง . หงอคงถามว่า ถ้าทำกิจเหล่านี้สำเร็จแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อายุยืน หรือ อาจารย์ว่าดุจอิฐบนหัวตึก หงอคงหัวเราะแล้วถามว่า ทำไมจึงเปรียบเหมือน อิฐบนหัวตึก มีความอธิบายว่าอย่างไรพระอาจารย์ตอบว่า เหมือนอิฐบนหัวตึกนั้น คือเมื่อคนทั้งหลายจะคิดก่อตึก ย่อมไปขุดเอาดินมาปั้นเป็นรูปอิฐแล้ววางอยู่ หาได้เอาเข้าไฟเผาให้สุกไม่ ครั้นมี ฝ่นตกลงมาถูกอิฐนั้น ก็ละลายไปกับน้ำฝนฉะนั้นหงอคงพูดว่าอย่างนี้ไม่มั่นคงยืนยาวอะไร ข้าพเจ้าไม่อยากเรียน(๔) พระอาจารย์จึงว่า จะให้เรียนคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) ตัวจะพอใจหรือไม่หงอคงจึงถามพระอาจารย์ว่า จะให้เรียนคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้น เป็นประการใดพระอาจารย์ตอบว่า คัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้นประกอบการภายนอก คือประกอบ น้ำให้เป็นไฟ ประกอบไฟให้เป็นน้ำ จับศรยิงหน้าไม้เล่นแร่แปรธาตุ กิริยาเหล่านี้ คือคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง)หงอคงถามว่า กิริยาเหล่านี้จะให้อายุยืนไม่ตายนั้นจะได้หรือไม่ พระอาจารย์ ตอบว่า คัมภีร์นี้จะยืนยาวเหมือนกับดวงจันทร์ในน้ำ คือเป็นแต่เงาเท่านั้นหงอคงจึงถามว่า เหตุใดจึงเหมือนแก่ดวงเดือนในน้ำเล่าพระอาจารย์ตอบว่า ดวงเดือนอยู่กลางอากาศแต่เงาอยู่ในน้ำ ถึงอยู่ในน้ำก็ จริงแต่จะหยิบหรือจะจับก็จะไม่ถูก ครั้นถึงที่แล้วก็เปล่าไปไม่มีรูปและลักษณะ และไม่มั่นคงไม่เป็นแก่นสารอะไรย่อมเป็นอนัตตาทั้งสิ้นมิใช่ตัวตนหงอคงจึงพูดว่า แม้มิใช่ตัวตนและมิใช่แก่นสารอะไรไม่ควรจะเรียนท่านอาจารย์โผเถโจ๊ซือ ได้ยินหงอคงว่าไม่เรียนท่านก็ลงมาจากธรรมาสน์ เดิน ตรงเข้ามาถึงหงอคงจึงถามว่า ตัวเป็นเช่นวานร เหตุไรสอนอย่างนี้ก็ไม่เรียนสอน อย่างโน้นก็ไม่เรียน พระอาจารย์ฉวยได้ไม้บรรทัดตีลงตรงศีรษะหงอคงสามที่แล้ว พระอาจารย์ก็หันหลังกลับเข้ากุฏิปิดบานประตูเสียเวลานั้นเป็นในที่ประชุมพร้อมกันเห็นว่า พระอาจารย์มีความโกรธหงอคง ต่างก็มีความตกใจทุก ๆ คนพากันเห็นไปว่าพระอาจารย์มีความโกรธหงอคงเป็น อันมาก เพราะเหตุหงอคงพูดโต้ตอบกวนใจพระอาจารย์ พากันบ่นว่าหงอคงต่างๆขณะนั้นหงอคงมิได้มีความวิตกทุกข์ร้อนอะไรเลย ยิ่งมีความชื่นชมยินดีเป็น อันมาก ด้วยหงอคงคิดเห็นเป็นปัญหาของพระอาจารย์ ก็นิ่งตรึกตรองอยู่ในใจว่า คือที่พระอาจารย์ตีศีรษะเราสามทีนั้น ได้แก่เวลาสามยามพระอาจารย์คงจะบอก ธรรมอันวิเศษให้แก่เราเป็นแน่ ครั้นเวลาค่ำลงในคืนวันนั้น หงอคงก็ทำเป็นนอน ด้วยสานุศิษย์ทั้งหลายตามเดิม หงอคงตั้งใจรอคอยเวลากว่าจะถึงกำหนดครั้นถึงเวลาสามยามเข้าแล้ว หงอคงก็ค่อยย่องเบา ๆ จัดแจงนุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็ออกจากห้องเดินไปทางหลังกุฏิพระอาจารย์ เห็นประตูเปิดอยู่ก็ดีใจ หงอคงจึง ค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้อง เห็นพระอาจารย์กำลังหลับอยู่ จึงนั่งคอยอยู่ที่หน้า เตียงประมาณสักครู่หนึ่ง พระอาจารย์ก็รู้สึกตัวเหยียดสองเท้า ปากก็ร้องคำเป็น สัมมาทิฐิมรรคว่า ยากนักยากหนายากจริง ๆ อยากให้ธรรมอันวิเศษง่าย ๆ แต่ไม่ พบคนที่มีศรัทธาความเชื่อจริง ๆ จึงไม่ควรให้ธรรมอันวิเศษ แม้จะบอกให้ก็จะเสีย ธรรม ถึงจะสอนก็จะป่วยการเสียเวลาหงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงร้องบอกพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้า สานุศิษย์ผู้จะศึกษาธรรมอยู่นี่แล้ว ขอท่านได้กรุณาให้ทานธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิดฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ยินเสียงหงอคง แล้วก็ลุกขึ้นห่มผ้านั่งอยู่บนเตียง ทำ ตวาดหงอคงว่า ทำไมเอ็งไม่อยู่ข้างนอกล่วงเลยเข้ามาในนี้ทำไม ข้าหลับนอนอยู่ เอ็งไม่รู้หรืออย่างไรหงอคงจึงตอบว่า เมื่อเวลาวานนี้พระอาจารย์ทำปริศนาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า คิดเห็นว่า พระอาจารย์คงจะสอนธรรมวิเศษให้แก่ข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นพอเวลา ได้สามยาม ข้าพเจ้าจึงได้เข้ามา เห็นพระอาจารย์ยังหลับอยู่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถ จะเข้ามาใกล้ได้ จึงได้คอยอยู่จนพระอาจารย์ตื่น และกล่าวถ้อยคำเป็นสัมมาทิฐิ มรรคขึ้นแล้วจึงสามารถเข้ามาใกล้ได้ดังนี้ฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ เมื่อได้ฟังหงอคงพูดดังนั้นก็นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ จึงเห็นว่าชะรอยเทพยดาฟ้าและดินให้หงอคงเกิดมา จึงสามารถอาจตีความของ เราออกได้ฉะนี้หงอคงเห็นเป็นโอกาสก็พูดต่อไปว่า ในที่นี้ไม่มีคนขอพระอาจารย์ได้เมตตาชี้ ธรรมอันไม่ตายให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์จึงพูดแก่หงอคงว่า ตัวเจ้ามีนิสัยในทางธรรมแล้วเราจะชี้แจง อธิบายในมูลธรรมให้เจ้าขยับเข้ามาให้ใกล้จงระงับใจสงบกายวาจาคอยเงี่ยโสต สดับเราจะบอกซึ่งธรรมอันวิเศษปราศจากความเศร้าหมองและอายุก็ยืนยาวหงอคงคำนับกราบลงแล้ว ก็ค่อย ๆ คลานขยับเข้าไปใกล้แล้วก็นั่งคุกเข่า พนม มือสำรวมจิตและรักษาอิริยาบถเป็นอันดี ตั้งใจฟังธรรมที่พระอาจารย์จะบอก ทางให้ฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือ จึงแสดงหัวใจธรรมการลึกล้ำวิเศษให้แจ่มแจ้ง แนบเนียนรอบคอบปลอดโปร่งโดยละเอียดอาศัยความปฏิบัติไม่พูดแก่ใคร สำรวม ทั้งสิ้นมูลภาคของกำลังจึงสำเร็จได้คือรักษาธรรมที่ได้แจ้งแก่ใจแล้วนั้น อย่าให้ หวั่นไหวรั่วไหลล้นออกไปได้ อุตสาหะทำจิตให้บริบูรณ์ตามธรรมควรแก่ธรรม ก็ จะสำเร็จมรรคผลพ้นมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ไม่สามารถจะมาเบียดเบียนได้ ในเวลานั้นพระอาจารย์ได้แสดงธรรมแก่ซึงหงอคงให้เห็นซึ่งมูลภาคของธรรมแล้ว หงอคงมีจิตอันสว่างใสบริสุทธิ์บริบูรณ์ เต็มไปด้วยกุศลธรรมที่ตนได้สดับสว่าง แจ้งในการสังวัธยาย ขึ้นสู่วาจาขึ้นใจแล้ว ก็นมัสการพระบารมีคุณแห่งธรรมแล้ว ก็กราบลาพระอาจารย์กลับมาที่อยู่ของตน ตั้งใจสำรวมกิจอยู่ในธรรมได้สามปีเศษวันหนึ่งพระอาจารย์ขึ้นธรรมาสน์ ประชุมสานุศิษย์ทั้งหลายแสดงธรรม พระ อาจารย์จึงถามศิษย์ทั้งหลายว่าหงอคงไปไหน หงอคงได้ยินเสียงอาจารย์ก็เข้ามา. ใกล้บอกว่าข้าพเจ้าอยู่ที่นี่พระอาจารย์จึงถามว่า ตัวปฏิบัติบวชเรียนเป็นอย่างไรบ้าง หงอคงตอบพระ อาจารย์ว่า มูลแห่งธรรมค่อยแจ่มแจ้งในสันดานมั่นคงบ้างแล้ว อาจารย์จึงพูดว่า ตัวลุมูลสันดานเข้าในมูลราคสดับเข้าในภาคนั้นแล้ว จงตั้งใจระวังภัยสามประการ อันร้ายแรงหงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดแนะดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เป็นนาน แล้วจึงถามพระ อาจารย์ว่า ข้าพเจ้าเคยได้ฟังว่าบารมีมรรคผลก็แรง ยืนยงคงเสมอฟ้าไฟน้ำ ประกอบกันร้อยขัยก็ไม่เกิดได้ เหตุใดจะยังมีภัยสามอย่างอันร้ายแรงอีกเล่าพระอาจารย์จึงตอบว่า ซึ่งภัยทั้งสามมีการธรรมดาเพราะของก่อสร้างซึ่งเกิด แต่ดินน้ำลมไฟเบียดสูญจันทร์ซึ่งกันและกัน ก็จะสำเร็จต่อภายหลัง ถ้าตั้งสติ สดับก็มีราศีเพิ่มอายุ แต่ต่อไปห้าร้อยปีข้างหน้า ฟ้าจะผ่าลงมาไฟฟ้าจะฟาดตัว เจ้าจงเร่งระวังตัวทำให้แจ่มแจ้งบริสุทธิ์เห็นมูลสันดานแล้ว จงเร่งหลีกหลบหนี้ให้ พ้นอายุก็จะยืนเสมอฟ้าถ้าหลีกไม่พ้นตัวเจ้าก็จะสิ้นชีวิต แล้วต่อไปข้างหน้าอีก ห้าร้อยปีไฟกรดจะมาไหม้เจ้า ไฟที่จะเผาเจ้านั้นไม่ใช่ไฟฟ้าไม่ใช่ไฟในมนุษย์ ไฟ นั้นเรียกนามว่าขันธอัคคี คือไฟในกายของตัวเจ้าเกิดขึ้นเองจะเผาผลาญร่างกาย ที่มีอาการสามสิบสอง ก็จะย่อยยับดับไปสิ้น ความรักษาได้สักพันปีทุกข์ทรมาน หนเดียวก็จะสิ้นไป แล้วไปข้างหน้าอีกห้าร้อยปี ฟ้าจะให้ลมคือไฟลมอันมิใช่ลม สี่ทิศ เป็นลมที่หน้าผากของเจ้าป่าเข้าภายในท้องแทรกทวารทั้งเก้า กระดูกและ เนื้อก็จะป่นละเอียดร่างกายก็จะหลุดร่วงแยกแตกกันไปหมดสิ้น เพราะฉะนั้นไฟ ร้ายแรงเหล่านี้ตัวเร่งหลีกหลบให้พ้นได้แล้ว อายุก็จะยืนได้นานเท่าฟ้าและดินหงอคงได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้น ให้บังเกิดขนพองสยองเกล้า จึงคำนับกราบ พระอาจารย์แล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้กรุณาสอนธรรมที่จะหลีกหนีให้พ้นภัยทั้ง สามนั้นให้ต่อไปพระอาจารย์จึงพูดว่า ซึ่งภัยสามอย่างนั้นก็ยังมีทางที่จะหลีกหนีได้อยู่ ไม่ ยากอะไร โดยมีก็ริยาคาบฟ้าคาบดินสองอย่าง คาบฟ้านั้นคือกิริยา (เทียนกัง) สามสิบหกคาบดินนั้นคือ (ตี้ซัว) มีกิริยาเจ็ดสิบสองคาบตามแต่จะเรียนอย่างไหน ถ้าผู้ใดเรียนได้สำเร็จตลอดแล้วก็จะหนีพ้นภัยทั้งสามนั้นได้หงอคงจึงบอกแก่ท่านอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนกิริยา (ตี้ซัว) คาบดิน ขอพระอาจารย์ได้โปรดบอกคาบดินให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระอาจารย์จึงว่าแก่หงอคงว่า ถ้าตัวอยากเรียนกิริยาคาบดินก็จงขยับเข้ามา ให้ใกล้ พระอาจารย์ก็กระซิบบอกอุปเท่ห์ให้แก่หงอคงด้วยอุบายและวิธีลัทธิต่าง ๆ หงอคงก็ได้ลุแก่คาบที่พระอาจารย์ประสิทธิ์ให้ โปร่งปรุทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งขึ้นไป ทุกวันๆหงอคงก็ค่อยหัดค่อยฝึก จนถึงนิรมิตบิดเบือนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง และทรงกำลังพลังมีฤทธากล้าหาญ อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์โผเถโจ๊ซือกับสานุพระอาจารย์จึงถามหงอคงว่าตัวเรียน ศิษย์ทั้งหลายนั่งอยู่หน้าลานวัดพร้อมกัน วุฒิวิทยา ได้กระทำให้สำเร็จมโนรถแล้วดังปรารถนาหรือหงอคงจึงตอบพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าได้อุตสาห์พยายามประกอบกิจการ บำเพ็ญเพียรภาวนาสำรวมเวท ได้บรรลุธรรมวิเศษส่วนอิทธิฤทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วพระอาจารย์จึงว่า ถ้าเจ้ารำเรียนทำให้สำเร็จได้จริงดังนันแล้ว เจ้าจงสำแดง วิทยาให้เราดู ให้เห็นปรากฏแก่ชนทั้งหลายซึ่งอยู่พร้อมกันในสถานที่นู้หงอคงจึงสำรวมจิตบริกรรมกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ก้าวเดินจากพื้นดินได้ห้า ก้าวลอยขึ้นไปบนอากาศหายลับไปประมาณเคี้ยวหมากจืดแล้วก็กลับมา ประมาณ เหาะไปได้สักสามโยชน์คือพันสองร้อยเส้น หงอคงก็ลงมาต่อหน้าพระอาจารย์แล้ว ยกมือขึ้นคำนับ กล่าววาจาว่าข้าพเจ้าเหาะได้อย่างนี้พระอาจารย์จึงว่าที่เหาะได้อย่างนี้เรียกว่าอาศัยเมฆไม่ใช่ดั้นเมฆ โบราณเขา ดั้นเมฆเหาะไปได้รอบจักรวาลจึงเรียกว่าดั้นเมฆหงอคงอ้อนวอนพระอาจารย์ว่า ขอท่านได้กรุณาโปรดสอนให้ข้าพเจ้าเรียน วิชาดั้นเมฆได้ด้วยเถิด พระอาจารย์ก็แนะนำสั่งสอนให้หงอคงท่องบ่นสังวัธยาย จนขึ้นใจ จำได้และประกอบบริกรรมทำทดลองก็สำเร็จได้ดังประสงค์ทุกสิ่งทุก ประการ พวกสานุศิษย์ทั้งหลายจึงถามหงอคงว่า พระอาจารย์สั่งสอนให้ท่าน เหาะเหินเดินอากาศได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านได้เรียนทำสำเร็จดังประสงค์แล้วทุก ประการหรือ หงอคงตอบว่าข้าพเจ้าได้เรียนรู้และทำได้ทุกประการแล้วพวกเพื่อนศิษย์ทั้งหลายจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจงทำให้ข้าพเจ้าชมเห็นประจักษ์ แก่ตาบ้างจะได้หรือไม่หงอคงจึงว่าท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าทำประการใด ขอให้ท่านบอกมา ข้าพเจ้าจะทำให้ท่านดูทุกประการ พวกเพื่อนศิษย์จึงขอให้นิรมิตเป็นต้นพฤกษาใหญ่ หงอคงก็ร่ายพระเวทสำรวมจิตบริกรรมภาวนาร่างกายก็สูญหายกลายเป็นต้น พฤกษาใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกสานุศิษย์ก็ตบมือหัวเราะกันเป็นอันดังออกแซ่ไปฝ่ายพระอาจารย์โผเถโจ้ซีออยู่ในกุฏิได้ยินเสียงคนร้องดังนั้นก็ตกใจ จึงจับ ไม้เท้าเดินออกมาถามว่าใครอยู่ข้างนอกทำอะไรกันเสียงอึกทึกพวกสานุศิษย์ทั้งหลายนั่งยู่พร้อมกัน ตอบว่ามิได้อึกทึกเป็นแต่หงอคงสำแดง ฤทธิ์นิมิตตนเป็นต้นไม้ใหญ่สูงเทียมเมฆ พวกข้าพเจ้าเห็นเป็นอัศจรรย์พากันพิศวง ยินดีในวิชาของหงอคงที่ทำฤทธิ์ได้เช่นนั้นพระอาจารย์จึงตวาดว่า เมื่อตะกี้เราได้ยินเสียงออกแช่ดูดังมิใช่คนบวชเรียน ทำการฟุ้งซ่านเช่นนี้จะเป็นอันบวชเรียนอะไรได้พวกศิษย์ทั้งหลายจึงบอกว่า เมื่อตะกี้พวกข้าพเจ้านั่งอยู่พร้อมกันได้ขอให้ หงอคงสำแดงวิชาที่เขาได้จากพระอาจารย์ให้ดูเขาจึงได้ทำให้ดูฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ฟังศิษย์ทั้งหลายบอกดังนั้น จึงว่าพวกเจ้าหลีกไปเสีย ให้พ้น และไปบอกหงอคงให้เข้ามานี่ พวกศิษย์ทั้งหลายก็พากันหลีกไปและบอก หงอคงว่า พระอาจารย์ให้หาตัวหงอคงก็เข้ามาหมอบกราบและเคารพอยู่ตรงหน้า พระอาจารย์ พระอาจารย์จึงถามหงอคงว่าตัวแผลงฤทธิ์เดชอวดดีต่อหน้าคน เป็นอันมากอย่างนั้นให้เขาเห็น ถ้าเขาจะขอให้ตัวสอนเขา ถ้าตัวจะไม่สอนให้เขา ก็จะเกิดภัยอันตรายขึ้นแก่ตัว เราจะป้องกันตัวเจ้ามิได้หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็กราบลงแล้วขอโทษพระอาจารย์ พระ อาจารย์จึงว่าเราไม่เอาโทษเจ้าดอก แต่ตัวเจ้าจะอยู่ในที่นี้ต่อไปไม่ได้หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น มีความเสียใจเป็นที่สุด จึงเรียนถามพระ อาจารย์ว่า เมื่อเป็นดังนี้แล้วพระอาจารย์จะให้ข้าพเจ้าไปอยู่ท่ไหนเล่าพระอาจารย์จึงบอกว่าเจ้ามาจากที่ใด ก็จงกลับไปอยู่ในสถานที่นั้นเถิดหงอคงได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจเป็นนานจึงนึกขึ้นมาได้ว่า เดิมเรามาจากทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊ก เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้อง ครั้นนึกขึ้น ได้แล้วก็นิ่งอยู่พระอาจารย์จึงบอกแก่หงอคงว่า ตัวจงรีบไปให้พ้นจากที่นี้ช้าไปตัวจะไม่รอด พ้นจากความตายหงอคงรับคำอาจารย์แล้วก็นมัสการลาพระอาจารย์และเพื่อนศิษย์ทั้งหลาย แล้วพระอาจารย์จึงว่าหงอคงว่า ตัวกลับไปคงจะมีเหตุ ถ้ามีเหตุประการใดตัวจะ แผลงฤทธิ์แผลงเดชด้วยประการใด ๆ ถ้าใครจะถามว่าได้เล่าเรียนมาจากไหนใคร เป็นครูบาอาจารย์เจ้าอย่าได้บอกออกชื่อเราว่าเป็นครูบาอาจารย์แห่งเจ้าเลยเป็น อันขาด ถ้าเจ้าบอกเล่าใครว่าเจ้าเป็นสานุศิษย์แห่งเราและออกชื่อเรา เรารู้แล้ว จะจับตัวเจ้ามาถลกหนังหัวเสีย และสับกระดูกเจ้าให้ป่นละเอียดและกดวิญญาณ ของเจ้า ให้ลงไปตกอยู่ในนรกใต้เถรเทวทัตอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ มิให้ตัวกลับมาได้ อีกต่อไปหงอคงเมื่อได้ฟังพระอาจารย์กำชับสั่งเสียดังนั้นแล้ว หงอคงก็คำนับกราบ ลาพระอาจารย์ออกจากถ้ำ จึงสำรวมจิตบริกรรมพระเวทคาถากายาก็ลอยขึ้นดั้น เมฆข้ามมหาสมุทรใหญ่บัดเดี้ยวใจก็แลเห็นเขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้อง จึงนึกใน ใจว่าเมื่อไปกระดูกก็หนักกายก็หนัก ครั้นรู้วิชาเล่าเรียนสำเร็จ กระดูกก็เบาตัวก็ เบาไปทั้งสิ้น คนในโลกนี้มีความเพียร ถ้าใครมีความเพียรเหมือนแก่เรา ก็สามารถ จะรู้ได้ดีจนสว่างไสวเช่นเราฉะนี้ หงอคงจึงสะกดเมฆให้ลดลงถึงพื้นแล้ว ก็เดิน ตรงเข้าไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ก็ได้ยินเสียงนกหกร่ำร้องออกแซ่ไป เหมือนหนึ่งจะ แสดงความยินดีต้อนรับฉะนั้น โดยเหตุที่เห็นหงอคงกลับมา หงอคงครั้นกลับมา ถึงสำนักถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกบริวารลิงทั้งหลายและบอกว่าเรามาถึงแล้วฝ่ายบริวารลิงทั้งหลายที่อยู่ตามภูเขา และอยู่พุ่มไม้เมื่อได้ยินเสียงมุ้ยเกาอ๋อง ก็พรั่งพรูกรูกันมาห้อมล้อมมุ้ยเกาอ๋องแล้วคุกเข่าลงคำนับ จึงถามมุยเก่าอ้องไต้ อ๋องตั้งแต่ไปจากข้าพเจ้าทำไมจึงนานนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจคอยท่านดุจว่า เวลาหิวจะคอยกินอาหารฉะนั้น อยู่ภายหลังถูกอ้ายปิศาจร้ายชื่อว่า (หุนซีหม้อกุน) มาแย่งชิงที่ถ้ำ พวกข้าพเจ้าสู้รบไม่คิดแก่ชีวิต แต่สู้มันมิได้มันจับเอาพวกบริวาร และลูกหลานไปเป็นอันมากแล้ว เป็นบุญนักหนาที่ไต้อ๋องได้กลับมาเวลานี้ ถ้าแม้ ไต้อ๋องยังไม่กลับมาพวกข้าพเจ้าออกสู้รบมันคงจะจับไปได้หมดทั้งสิ้นหงอคงได้ยินพวกบริวารเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความโกรธยิ่งนักตบมือกระทีบเท้า แหงนหน้านัยน์ตากลอก ออกปากว่าอ้ายยักษ์ผีดิบมันบังอาจสามารถข่มเหงบริวาร ของเราอย่างนี้ เราจะไปตามแก้แค้นมันให้จงได้พวกบริวารจึงบอกว่าอ้ายพวกปิศาจนั้นมันอยู่ข้างทิศอุดร หงอคงถามว่า ใกล้ หรือไกล ประมาณทางสักเท่าไร พวกบริวารบอกว่าเมื่อมันมาก็มีพายุ เมื่อมันไป ก็เป็นหมอกมืดคลุ้ม ไม่รู้ว่าหนทางไปมาจะใกล้ไกลสักเท่าใดหงอคงจึงพูดว่าถ้าดังนั้นเราจะไปสืบดูก่อน ว่าแล้วหงอคงก็บริกรรมร่ายพระ เวทคาถาเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศไปทางทิศอุดรพิเคราะห์ดูเห็นภูเขาหนึ่งยอดเยี่ยม ตระหง่านสูงเทียมเมฆมีลำธารและห้วยเหวลึกลงไปถึงภูมิภาค มีกระแสชลประกอบ เป็นธาตุน้ำ สักประเดี๋ยวได้ยินเสียงพูดกัน หงอคงจึงเหาะลงค้นดูที่คูข้างเพิงหน้าเขา มีถ้ำชื่อว่า (จุ๊ยจ่างต๋อง) ข้างหน้าถ้ำมีบริวารปิศาจน้อยกระโดดโลดเต้นเข้ามาใกล้ แต่พวกปีศาจหาได้เห็นหงอคงไม่ เพราะกำลังเล่นเพลินอยู่ หงอคงก็กระโดดเข้า มาใกล้ร้องว่าพวกเอ็งอย่าวิ่งหนี ตัวเราอยู่เขาฮวยก๊วยซัวจุ๊ยเลียมต้องเจ้าของถ้ำ ข้างทิศพายัพ นายพวกเจ้าชื่อ (หุนซีหม้อกุน) เหตุใดจึงสามารถไปกระทำย่ำยีข่มเหง บริวารพวกลิงของเราหลายครั้งแล้ว ตัวเราจะมาลองฝีมือดูให้เห็นฤทธิ์และกำลัง พวกเอ็งจงเร่งไปบอกนายเอ็งให้รีบมารบกันโดยเร็วพวกบริวารปิศาจเหล่านั้น เมื่อได้ฟังหงอคงว่าดังนั้นก็พากันวิ่งตรูเข้าถ้ำบอก แก่นายว่าภัยจะมาถึงแล้ว ข้างนอกมีอ้ายลิงเผือกตัวหนึ่งมาท้าทายชวนรบ มัน บอกว่ามันอยู่ที่เขา (ฮวยก๊วยชัว) ถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง ว่าท่านไปข่มเหงบริวารลูก หลานของเขา ๆ จึงมาต่อรบแก่ท่าน หุนซีหม้อไต้กุนได้ยินบริวารมาบอกดังนัน จึงหัวเราะแล้วพูดว่า เราได้ยินลิงปิศาจน้อยบอกว่า มีนายลิงตัวหนึ่งตั้งตัวเป็น ไต้อ๋องไปบวชเรียนเสียแล้วบัดนี้เห็นมันจะกลับมา พวกเอ็งเห็นมันมานั้น มันถือ เครื่องศาสตราอาวุธอันใดมาด้วยหรือเปล่าพวกบริวารเหล่านั้นบอกว่าไม่เห็นมันถือเครื่องศาตราอาวุธสิ่งไรเลย เห็นแต่ แต่งตัวสวมเสื้อสีแดงคาดพุงผ้าสีเหลือง สอดรองเท้าดำดูท่วงทีกิริยาสุภาพ แต่ทำ ท่าทางแข็งแรงคอยอยู่ที่ปากประตูน้ำหม้ออ๋องได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นสวมเกราะ มือจับง้าวเรียกพวกบริวารเดินตาม หลังออกมาที่หน้าถ้ำ จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าใครหวาเป็นเจ้าของถ้ำฮวยก๊วย ซัวจุ๋ยเลียมต๋องหงอคงได้ยินเสียงก็เหลือบไปดู เห็นหุนซีหม้อกุนที่ศีรษะมีหมวกทองคำ ตัว สวมเสื้อดำสอดเกราะเหล็กเท้าสอดรองเท้าดำทำด้วยหนัง บั้นเอวโตประมาณสิบ กำตัวสูงประมาณสามวา มือถือง้าวเป็นอาวุธ หงอคงจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจเอ็งไม่รู้จักเราหรือหม้ออ้องเห็นหงอคงแล้วจึงหัวเราะพูดว่า ตัวเอ็งก็ต่ำเตี๋ยไม่ถึงสี่คอก อายุก็ ยังไม่ถึงสามสิบปี ในมือก็ไม่มีอาวุธ ทำไมจึงอาจสามารถมาทำใจโตอวดดีจะมา หาที่ตายหรืออย่างไรหงอคงว่ากูไม่มีอาวุธมีสองมือก็จะให้มึงเห็นกำลังได้ ว่าแล้วหงอคงก็กระโดด เข้าชกคางหม้ออ่อง หม้ออ้องเอามือรับไว้จึงพูดว่าตัวของเจ้าทั้งเตี้ยทั้งเล็กตัวเรา ทั้งสูงทั้งใหญ่ถ้าเราจะถืออาวุธรบแก่เจ้า บริวารทั้งหลายจะหัวเราะและดูถูกเราได้ว่า แล้วหม้ออ้องก็ทิ้งอาวุธเสีย ตั้งท่ามวยเข้าซกหงอคง หงอคงก็แข็งข้อรับชกกัน ซุลมุนหม้ออ๋องมือยาวชกข้ามศีรษะหงอคง หงอคงคอยหลบชกได้ถนัดก็ถูกทุกที่ หม้ออ๋องเห็นหงอคงว่องไวด้วยเป็นชาติลิง แต่แข็งใจสู้เป็นหลายยกถูกชกเป็นหลายที่ จึงฉวยเอาอาวุธฟันลงไปที่ศีรษะหงอคง หงอคงก็หลบได้ไม่ถูกต้อง หงอคงกระ โดดออกไปห่างจึงร่ายมนต์พระคาถาถอนขนใส่ปากภาวนา แล้วพ่นออกไปเป็น ลิงบริวารสามร้อยตัว เข้ากลุ้มรุมกันล้อมหม้ออ๋องไว้รอบตัวอันหงอคงนั้น เมื่อเดิมไปเรียนวิชาสำเร็จมีขนอยู่แปดหมื่นสี่พันเส้น ทุก ๆ ขน ย่อมผันแปรได้ต่าง ๆ พวกลิงน้อยกายสิทธิ์เหล่านั้น โลดโผนว่องไวก็กรูกันเข้า ล้อมหม้ออ๋องทั้งซ้ายขวา บ้างก็เข้าฉุดคร่าและรวบรัดจนอาวุธหลุดจากมือ หงอ คงก็กระโจนเข้าชิงอาวุธหม้ออ๋องมาได้ก็เอาอาวุธฟันถูกหม้ออ๋องตัวขาดเป็นสองท่อน แล้วก็ไล่ประหารบริวารเข้าไปในถ้ำ ฆ่าพวกผีดิบบริวารหม้ออ้องล้มตายลงไปสิ้น แล้วอ่านคาถาเรียกขนกลับเข้าในตัวตามเดิม แต่บริวารลิงน้อย ๆ ที่หุนซีหม้อกุน อ๋องจับมาขังไว้ในถ้ำนั้น หงอคงก็เรียกออกมาจากถ้ำประมาณสี่ห้าสิบตัวแล้ว หงอคงเอาไฟเผาถ้ำจุ๊ยจ่างต้องไหม้เป็นจุณไปหมดสิ้น แล้วเรียกบริวารลิงเหล่า นั้นมาสั่งว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงหลับตาเสียทุก ๆ ตัว พวกลิงเหล่านั้นก็กระทำ ตามคำนายสั่ง หงอคงก็ร่ายพระเวทกระทำให้เป็นลมพัดหอบเอาบริวารลิงเหล่า นั้นไปจนถึงที่ถ้ำเก่าตามเดิมแล้วหงอคงก็ร้องบอกว่าพวกเอ็งจงลืมตาดูเถิด พวกลิงน้อย ๆ เหล่านั้นก็พากันลืมตาขึ้นดู เห็นที่อยู่เดิมของตนแน่แล้วก็จำได้จึง พากันกระโดดวิ่งเข้าในถ้ำฝ่ายพวกบริวารลิงทั้งหลายใหญ่น้อยก็เรียงรายกันเข้ามาประชุมพร้อมกัน คำนับหงอคง กล่าวถ้อยคำสรรเสริญหงอคงต่าง ๆ แล้วไต่ถามว่า ตังแต่ไต้อ๋อง ไปเรียนวิชาก็ช้านานประมาณกว่าสิบปี ท่านได้ไปถึงไหนจึงได้วิชาอันประเสริฐ สมความปรารถนามาดังนี้หงอคงจึงตอบว่า ตั้งแต่ปีออกจากถ้ำไปได้รับความลำบากยากกายเหลือเกิน ต้องข้ามมหาสมุทรใหญ่จึงได้ไปถึงเขตชมพูทวีป แล้วก็เที่ยวไปพบปะมนุษย์จึงได้ เรียนหัดกิริยาท่าทางรู้จักนุ่งห่มแล้ว ใช่แต่เท่านั้นยังระเหระหนเที่ยวไปอีก ประมาณแปดเก้าปี เพื่อจะค้นหาผู้วิเศษจะได้เรียนวิชาต่าง ๆ ก็ยังไม่พบเห็นเป็น ช้านาน มาวันหนึ่งคิดข้ามมหาสมุทรไปทางทิศปราจีน ขึ้นฝั่งแล้วเที่ยวสืบดูก็ได้ พบพระอาจารย์ผู้สอนธรรมอันวิเศษอายุยืนเท่าฟ้าและดิน พวกวานรพากันสรร เสริญว่า วิชาอย่างนี้ประเสริฐหาที่สุดมิได้แล้วหงอคงจึงแจ้งความแก่บริวารว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงทราบว่าพระอาจารย์ ท่านได้ให้ชื่อและแซ่เราแล้ว คือ แซ่ (ซึง) ชื่อหงอคง พวกบริวารทั้งหลายได้ยิน หงอคงบอกว่า แช่ (ซึง) ชื่อหงอคงก็พากันตบมือร้องว่าดีแล้ว ๆ พวกข้าพเจ้าทั้ง หลายก็จะถือเอาแซ่ซึ่งด้วยกันทุก ๆ ตนเหมือนตัวท่านมีคำเทียบว่า (ก๊วนทงเจ๊กแสซินกวยปิ่ง) แปลว่า ตลอดกันแช่เดียวทั้งสิ้น (จี๋ ต่ายหยงเทียนเซียนเล็กเมี้ย) แปลว่าต้องคอยเทวดาเลื่อนชื่ออันงามครั้นอยู่มาวันหนึ่งหงอคงตรึกตรองเห็นว่า ตั้งแต่ไปปราบปรามหุนซีหม้อกุน อ๋องเอาอาวุธมาได้ดังนี้ ควรจะฝึกหัดใช้อาวุธซักซ้อมฝีมือไว้ให้ชำนาญจึงจะชอบ จึงสั่งวานรทั้งหลายให้ไปเที่ยวหาไม้มาทำอาวุธคือกระบองพลองสั้นสองมือและ พลองยาวสี่ศอก และหาไม้รวกมาทำหลาวแหลนเครื่องทิ่มแทง และให้ทำธงสีต่างๆ หัดตั้งค่ายขุดสนามเพลาะกระทำสนามรบ หัดรำเพลงอาวุธต่าง ๆ ให้ซำนิชำนาญ มาหลายเวลาแล้วครั้นอยู่มาวันหนึ่งหงอคงนั่งตริตรองคิดขึ้นมาได้จึงบอกแก่พวกบริวารทั้งหลายว่า เราอยู่ทีนี้ฝึกหัดซ้อมเพลงอาวุธกันอย่างนี เราวิตกอยู่ว่านานไปจะเป็นการเล่าลือ ทั่วไป ในประเทศบ้านเมืองทั้งหลาย หากรู้ว่าเรามัวสุมประชุมกันอยู่ที่นี่มาก ก็ คงจะยกทัพใหญ่มารบกวนพวกเรา คงจะเกิดรบสู้ฆ่าฟันกันขึ้น เราจะเอาอาวุธ ที่ไหนมาต่อสู้แก่ศัตรูของเราได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเตรียมหาเครื่องสาตราวุธ ที่เป็นเหล็ก ไว้สำหรับพวกเราให้พร้อมมือกันจึงจะควร เราคิดเห็นอย่างนี้แต่ยัง ไม่รู้ที่ว่าจะไปเอาอาวุธที่ไหนได้ในเวลานั้นมีหัวหน้าวานรอยู่สี่ตน เป็นลิงเสนสองตนเป็นลิงชะนีสองตน ได้ยินหงอคงปรารถดังนั้นจึงลุกยืนขึ้นแล้วคำนับหงอคงพูดว่า ไต้อ๋องจะต้องการ เครื่องอาวุธเหล็กอันมีคมดูจะไม่สู้ยากนัก เพราะข้าพเจ้าทราบว่ามีเมืองหนึ่งชื่อว่า (เมืองเง่าล่ายก๊ก) ในเมืองนันบริบูรณ์ประกอบไปด้วยสมบัติผู้คนมาก ย่อมบริบูรณ์ ด้วยเครื่องสาตราวุธต่าง ๆ แต่หนทางที่จะไปเมืองนั้น ต้องข้ามทะเลไปทางทิศ ตะวันออก ไกลประมาณส่องร้อยโยชน์จึงจะถึงเมืองนั้น ถ้าไต้อ๋องไปเมืองนี้ เห็นจะสำเร็จเป็นแน่ อีกประการหนึ่งธรรมเนียมบ้านเมืองต้องมีเครื่องรักษาอาณา เขตจึงจะมันคงหงอคงได้ฟังสี่วานรชี้แจงให้ทราบแล้ว ก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดว่าถ้า ดังนั้นท่านทั้งหลายจงพร้อมกันคอยเราอยู่ในสถานที่นี้สั่งแล้วหงอคงก็ร่าย พระเวทคาถาสำรวมก็ริยาเหาะขึ้นบนอากาศข้ามทะเลใหญ่ไปประมาณสองร้อย โยชน์ ก็แลเห็นชัยภูมิเมือง (เง่าล่ายก๊ก) ในเมืองนั้นมีเรือนร้านตลาดผู้คนไปมา ค้าขายสินค้าสิ่งของเครื่องบริโภคและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ พิเคราะห์ดูมีความสนุก สนานมาก หงอคงค่อยลอยพิจารณาดูจึงมาคิดในใจว่า ชะรอยในกำแพงเมือง คงจะมีเครื่องสาตราวุธรักษาเมืองเป็นแน่ ถ้าเราลงไปถามซื้อคงจะขัดข้อง เพราะ ตัวเราเป็นชาติต่างภาษากันคงจะไม่สำเร็จ จำจะต้องคิดเอาโดยลับเห็นจะดีกว่าเมื่อคิดเห็นดังนั้นแล้วจึงร่ายพระเวทวิทยามหามนต์เป็นลมพายุใหญ่มืดฟ้ามัว ผ่น พัดเป็นทรายหินศิลาสงเข้าไปในเมือง ผู้คนตามบ้านร้านตลาดตกใจตื่นวุ่นวาย ก็ปิดประตูหน้าต่างทุกบ้านทุกเรือน ตามถนนไม่มีใครเดินไปมา หงอคงเห็นได้ การจึงอ่านคาถาผ่อนกายลงยังพื้นดินตรงเข้าไปจนถึงประตูคลังที่ไว้อาวุธต่างๆ สิบแปดอย่างก็ถีบประตูคลังทำลายลง เห็นเครื่องอาวุธเรียงรายกันอยู่ก็มีความยินดี จึงคิดว่าถ้าเราจะเอาคนเดียวก็จะเอาไปไม่ได้เท่าใด คิดดังนั้นแล้วก็อ่านคาถา กระชากขนในตัวใส่ปากภาวนาพ่นออกมาเป็นวานรประมาณพันตัว จึงสั่งวานร เหล่านั้นให้เข้าเก็บขนเอาอาวุธต่าง ๆ วานรกายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พร้อม กันเข้าแบกขนเครื่องอาวุธมัดหอบเอาเต็มกำลังทั้งพันตัว ได้แล้วหงอคงก็เหาะนำ หน้าขึ้นอากาศ ลิงกายสิทธิ์ทั้งหลายก็เหาะตามหงอคงตรงมายังที่สำนัก หงอคง ก็อ่านพระเวทคาถาวานรทั้งหลายก็สูญหายไป กลับเป็นขนเข้ากายไปตามเดิม เครื่องอาวุธต่าง ๆ ที่ลิงกายสิทธิ์ขนมากองวางอยู่เป็นอันมาก หงอคงจึงเรียกวานร ทังหลายมาแล้วสังว่า พวกเจ้าจงเลือกเอาอาวุธไว้สำหรับมือทุก ๆ ตนวานรทั้งหลายได้ยินหงอคงสั่งดังนั้น ต่างตัวต่างก็วิ่งมาพร้อมกัน เห็นอาวุธ วางกองอยู่ก็มีความยินดี บ้างหยิบเอาหอกบ้างหยิบเอาดาบและอาวุธต่าง ๆ ไว้ สำหรับตัวทุก ๆ ตน ครั้นรุ่งขึ้นหงอคงก็ฝึกหัดให้วานรทั้งหลายใช้อาวุธฟันแทงยิง และปัดป้องให้ว่องไว และตั้งกระบวนค่ายมั่นและเดินกระบวน และทำทีจะเข้า ประจญประจัญบานให้รู้ในทางหนี้ที่ไล่จนชำนิชำนาญ รวบรวมพวกวานรได้สี่หมื่น เก้าพันเศษ ตั้งแต่นั้นมาก็เล่าลือทั่วไป ตามปิศาจและยักษ์ที่อยู่ในถ้ำและเขาเจ็ด สิบสองแห่ง ได้ทราบกิตติศัพท์ก็ตกใจหวั่นไหวไปทุกตำบลทุกถ้ำและทุกเขา พวก ปิศาจยักษ์เหล่านั้นก็พากันเข้ามาสามิภักดิ์เข้าด้วยหงอคงและยกหงอคงขึ้นเป็น หงอไต้อ๋อง ครั้นถึงปีใหม่บรรดาพวกยักษ์ทั้งหลายก็นำเอาเครื่องบรรณาการมา เคารพหงอคงมิได้ขาด ตั้งแต่นั้นมาก็ฝึกหัดและซักซ้อมพลทหารวานรทั้งหลาย ให้แคล่วคล่องว่องไว จัดกันเป็นหมวดเป็นกองเรียบร้อย ก็สะสมเสบียงอาหาร ผลไม้สดแห้งไว้พรักพร้อมบริบูรณ์ ตั้งมั่นอยู่เขตเขาฮวยก๊วยซัว เพราะเขาฮวยก๊วย ซัวเป็นที่คับขันมั่นคงรอบคอบดุจกำแพงเหล็ก หงอคงไต้อ๋องกับบริวารมีความสุข สำราญ ปราศจากภัยอันตรายต่าง ๆ หงอคงจึงพูดแก่บริวารว่า พวกเจ้ามีอาวุธ ครบมือกันบริบูรณ์แล้ว แต่ตัวเรายังหามีอาวุธสำหรับมือให้พอแก่กำลังของเราไม่ ง้าวที่ได้มาจากหม้ออ๋องก็ดูเกะกะไม่เป็นที่พอใจเราในขณะนั้นมีวานรใหญ่ตนหนึ่งซึ่งเป็นทหาร จึงบอกแก่หงอคงว่า ท่านก็เป็น (เซียน) คือเทวดามีอานุภาพแล้ว เครื่องอาวุธเหล่านี้ที่ได้มาไม่ควรใช้ ไต้อ๋องจะ ไปในน้ำได้หรือไม่หงอคงตอบว่าเราตั้งแต่เรียนวิชาสำเร็จแล้ว พระอาจารย์บอกคาบกิริยาที่จะ เหาะเหินเดินอากาศ ดำน้ำ และลุยไฟ หรือล่องหนกำลังกาย หรือจะนิรมิตบิด เบือนเปลี่ยนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่างโดยชำนิชำนาญย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง ทุกประการ ทำไมเราจึงจะเดินน้ำและดำน้ำไม่ได้เล่าวานรตนนั้นจึงพูดว่า ถ้าไต้อ้องมีวิชาอันวิเศษเช่นนั้น ในถ้ำนี้ใต้สะพานเหล็ก ลงไป มีลำธารทะลุตลอดไปถึงเมืองบาดาล อันเป็นสถานที่อยู่ของพระยา (เล่งอ๋อง) คือพระยานาคในฝ่ายทิศบูรพาตะวันออกมหาสมุทรใหญ่ ไต้อ๋องลงไปค้นดูที่เมือง พระยานาค คงจะมีอาวุธวิเศษที่พอใจสักอย่างหนึ่งเป็นแน่หงอคงได้ฟังบริวารบอกเล่าดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่บริวารทั้งหลายว่า ถ้าดังนั้นเราจะลงไปยังเมืองพระยานาคสืบถามดูให้รู้แน่ ว่าดังนั้นแล้วหงอคงก็ ออกมาที่สะพานเหล็ก จึงโอมอ่านพระเวทคาถาแหวกน้ำแล้วก็กระโดดลงไปในน้ำ ดุจดังว่าเดินอยู่ที่บนบกฉะนั้น หงอคงเดินตัดกระแสชลไปยังเมืองพระยานาคฝ่ายพวกพลตระเวนนาคในเมืองบาดาล ที่เดินรักษาท้องที่กระแสชลอยู่ในที่นั้น ครั้นมาพบหงอคงเข้าก็ร้องถามหงอคงว่า ที่เดินมานั้นเป็นทหารหรือเทพารักษ์ เป็นเจ้าในเขตแขวงประเทศทิศใดขอจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง เพื่อจะได้เชื้อ เชิญตามสมควรหงอคงจึงบอกแก่พลตระเวนผู้รักษาด่านทางว่า เราอยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว ฟ้า และดินให้ตัวเราบังเกิด นามเราชื่อว่าหงอคงแช่ซึง เราเป็นผู้ที่ชอบพอกันแก่ พระยาเล่งอ๋อง ทำไมพวกท่านไม่รู้จักเราหรือพวกพลตระเวนได้ฟังหงอคงบอกดังนั้น ก็พากันกลับเข้าไปบอกพระยานาคว่า มีไต้อ้องผู้หนึ่งมาบอกว่าอยู่เขาฮวยก๊วยซัวชื่อซึงหงอคง และพูดว่ารู้จักคุ้นเคยแก่ พระองค์จะเข้ามาหาฝ่ายพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น ก็ออกมาจากปราสาทจุ๊ยเจียต้อนรับหงอคง เชิญเข้าไปในปราสาท นั่งที่อันสมควรแล้ว จึงถามว่าท่านได้ศึกษาเล่าเรียนบรรลุ มรรคผลแล้วหรือ ได้เรียนรู้วิชาอันวิเศษสิ่งใดบ้างหงอคงจึงตอบพระยานาคว่า ตัวข้าพเจ้าได้พยายามบวชและศึกษาเล่าเรียน รู้วิชาแสวงหาผู้วิเศษ เพื่อรู้ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้ฝึกหัด ซ้อมทหารวานรไว้เพื่อได้รักษาอาณาเขตเขาและถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย บัดนี้ขัด ด้วยเครื่องสาตราอาวุธอย่างดีสำหรับมือยังหามีไม่แม้ว่าที่มีอยู่แล้วก็หาพอแก่ กำลังของข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่าท่านมีความสุขสบายสำราญอยู่ใน เมืองบาดาลนี้ช้านานมาแล้ว คงจะมีอาวุธกายสิทธิ์วิเศษที่เหลือใช้อยู่บ้างเป็นแน่ เพราะฉะนั้นจึงอุตสาห์มา เพื่อจะขออาวุธท่านสักสิ่งหนึ่งไว้ถือสำหรับมือขณะนั้นพระยานาคราชเล่งอ๋อง ได้ฟังหงอคงพูดว่าจะขออาวุธวิเศษสักอย่าง หนึ่ง ก็ไม่สามารถจะขัดได้จึงรับสั่งแก่ขุนนางเจ้าพนักงานปลาซึ่งเป็นผู้รักษา เครื่องอาวุธ ให้แบกง้าวอย่างใหญ่ออกมาให้หงอคง หงอคงเห็นแล้ว จึงบอกแก่ พระยานาคว่า ง้าวเล่มนี้เบาไปไม่พอแก่กำลังข้าพเจ้า ๆ ขอคืนพระยานาคจึงสั่งขุนนางให้ไปนำเอาเหล็กแหลมอันใหญ่สำหรับมือมาให้หงอ คงดูหงอคงลงจากแท่นเดินมาจับยกขยับดู แล้วบอกพระยานาคว่า เบาไปไม่ ควรแก่กำลังเราพระยานาคหัวเราะแล้วพูดว่าเหล็กแหลมอันนี้ หนักถึงสามพันหกร้อยชั่งหงอคงจึงบอกว่า ถึงหนักเท่านั้นก็จริงแต่ยังหาพอกำลังของเราที่จะจับถือรบ สู้แก่ข้าศึกไม่พระยานาคได้ฟังดังนั้นก็หวาดหวั่นอยู่ในใจ จึงเรียกอุปราชและขุนนางนาย ทหารทั้งสองให้พลทหารหามทวนเล่มใหญ่ออกมา ทวนเล่มนั้นมีน้ำหนักถึงเจ็ด พันสองร้อยชั่งหงอคงรับทวนใหญ่มายกขยับดูแล้ว ก็ร้องว่าเบาไม่พอแก่มือเราเลย พระยา เล่งอ๋องได้เห็นดังนั้น ก็สะดุ้งตกใจประหม่าหน้าซีดสลดลงทันที จึงพูดแก่หงอคง ว่าข้าพเจ้ามีของสำหรับบ้านเมืองอยู่แต่สามสิ่ง นี่แหละเป็นอาวุธวิเศษแล้ว นอก จากนี้ก็ไม่มีอาวุธอันใดจะให้สมประสงค์ของท่านได้แล้วหงอคงได้ฟังพระยานาคบอกว่า อาวุธวิเศษสำหรับบ้านเมืองมีอยู่สามอย่าง เท่านั้น ไม่มีอาวุธที่จะดีกว่านี้อีกต่อไปแล้ว จึงทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า นี่แน่ท่าน พระยาเล่งอ้อง เราได้ฟังคำโบราณท่านกล่าวปรากฏว่า ในเมืองบาดาลมีของดีๆ มาก ตัวท่านเล่าก็เป็นพระยานาคอันประเสริฐ จะไม่มีของวิเศษกายสิทธิ์บ้างเทียว หรือ ข้าพเจ้ายังมีความสงสัยอยู่ ท่านจะลวงเราดอกกระมัง เรายังหาเชื่อท่านไม่ ท่านจงกลับเข้าไปค้นดูเอง บางที่จะมีอาวุธวิเศษอยู่อีกกระมังขอท่านอย่าอำพราง ได้เห็นแก่ไมตรีของเราเถิด ถ้าได้สมความปรารถนาแล้ว จะมีความขอบคุณท่าน เป็นอันมาก และจะคิดราคาให้แก่ท่านจงสมควรพระยาเล่งอ๋องบอกว่า ข้าพเจ้ามิได้ล่อลวงท่านเลย พูดตามความสัตย์จริง ทุกประการ เพราะสิ่งของที่อย่างดีนั้นไม่มีแล้วเมื่อขณะพระยานาคพูดอยู่แก่หงอคง มเหสีแห่งพระยานาคอยู่ข้างใน ครั้น ได้ยินจึงพยักหน้าให้พระยานาคเข้าไปข้างในเพื่อจะบอกความลับ พระยานาคก็ เดินเข้าไปที่มเหสี ภรรยากับบุตรีจึงบอกว่าการที่หงอคงมาครั้งนี้ไม่ใช่การเล็กน้อย ย่อมเป็นการสำคัญมากอยู่ ข้าพเจ้าทราบว่าในเขตท้องทะเลของเรานี้ ยังมีแท่ง เหล็กใหญ่กายสิทธิ์จมอยู่ในกลางพระมหาสมุทรแห่งหนึ่ง และเมื่อสามสี่วันก่อนนี้ มีแสงสว่างพลุ่งขึ้นดูรัศมีโซติช่วง เห็นเป็นอัศจรรย์มากนัก คงจะเป็นเหตุประกอบ กันแก่หงอคงไต้อ๋องนี้เป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ท่านจะเห็นประการใดขณะนั้นพระยาเล่งอ๋องก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดว่า เหล็กแท่งนี้เมื่อครั้ง (ได้อู๊ตี้) ได้สะกดจมน้ำไว้จริง เราจะไปเอามาให้เขาได้หรือ และอีกประการหนึ่งก็เป็นของ กายสิทธิผู้ใดจะเอามาใช้ก็เห็นจะไม่ได้ ฮูหยินของพระยานาคจึงพูดว่า ท่านจะขัด เขาทำไมตามใจเขา เมื่อเขาจะเอาใช้ได้หรือไม่ได้นั้น ก็สุดแล้วแต่เขาช่างเขาเป็นไร เราปัดส่งเสียแต่พอให้พ้นเราไปเท่านั้นจะไม่ดีหรือ ตามที่ข้าพเจ้าคิดเห็นนี้ย่อม เป็นประโยชน์ทั้งสองอย่าง คือหนึ่งถ้าหงอคงไปเอาแท่งเหล็กได้ก็จะขอบคุณท่าน ว่าไม่ปิดบัง สองถ้าหงอคงไปเอาแท่งเหล็กนี้ไม่ได้ โดยเหตุฤทธาหงอคงไม่พอแก่ เหล็กก็จะมีความอายเลยหลบหน้าไปที่เดียว ไม่ต้องกลับมารบกวนเราอีกเป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นการเช่นนี้ขอท่านได้ดำริดูจงดีเถิดพระยาเล่งอ๋องได้ฟังภรรยากับบุตรพูดชี้แจงให้สติดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึง . กลับออกมาพูดแก่หงอคงว่ายังมีแท่งเหล็กใหญ่อยู่อีกแท่งหนึ่ง สะกดจมอยู่กลาง ใจทะเลแม้ท่านจะต้องการก็ขอเชิญท่านไปเอาเถิดหงอคงว่าขอท่านช่วยสงเคราะห์ให้ใครไปนำมาให้ด้วยเถิด จะขอบใจท่านเป็น อันมากพระยานาคตอบว่า ของกายสิทธิ์สิ่งนี้มีน้ำหนักมากนักไม่มีใครแบกหามไหว เมื่อท่านจะต้องการแล้วขอเชิญท่านไปดูเอาเองเถิดหงอคงจึงว่าถ้าดังนั้น ขอท่านได้นำชี้ที่ให้ด้วยเถิด เล่งอ๋องก็นำหงอคงไปยัง สะดือทะเล แล้วชี้แจงให้หงอคงเข้าใจแล้วก็กลับมายังบาดาลฝ่ายหงอคงก็ดำลงไปคลำสังเกตดูก็รู้ได้ว่าเหล็กกายสิทธิ์นั้นยาวประมาณสอง วาเศษ หงอคงจึงจับโดยมั่นคงแล้วก็โยกไปโยกมาปากก็บริกรรมว่าสั้นเข้าและเล็ก ลง ๆ เหล็กกายสิทธิ์นั้นก็สั้นเข้าและเล็กลงทุกทีจนได้ขนาดพอดีที่จะถือเป็นอาวุธ คือคทาธร หงอคงมีความยินดีที่สุดจึงจับเอามาพิจารณาดู ด้วยเดิมเหล็กแท่งนี้ เป็นท่อนเหล็กเหลี่ยมทองสองข้าง มีอักษรจารึกไว้แถวหนึ่งห้าอักษรคือ ยู่อี่กิม ชือเป็ง) มีน้ำหนักหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง หงอคงมีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ จึง คิดว่าของกายสิทธิ์สิ่งนี้ถูกแก่ใจเรา หงอคงก็แผลงอิทธิฤทธิ์มายังเมืองพระยานาค พระยานาคเห็นดังนั้นอกใจเต้นสั่นระรัวแข็งใจเดินออกมารับหงอคงหมู่นาคบริวาร และปลาทั้งหลาย ก็พากันกลัวเกรงอำนาจพระยาวานรเผือกฝ่ายพระยาวานรก็เดินตรงเข้าไปนั่งในท่ามกลางนาคทั้งหลาย จึงมีสุนทรวาจา แก่พระยานาคว่า ขอบใจท่านที่ได้ช่วยแนะนำจนได้อาวุธวิเศษสมความมุ่งหมาย บัดนี้ยังขาดแต่เครื่องประดับสำหรับยุทธ์ ของท่านมีข้าพเจ้าขอท่านสักเครื่องหนึ่ง พระยานาคบอกว่าเครื่องแต่งตัวจะให้สมควรแก่ท่านนั้น ของข้าพเจ้าหามีไม่หงอคงจึงว่าแก่พระยาเล่งอ๋องว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เครื่องแต่งตัวแล้ว ข้าพเจ้า ก็จะไม่ไปจากปราสาทท่านพระยาเล่งอ้องพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านไต้อ๋องได้ค้นดูตามทะเลอื่น ๆ บางที จะได้บ้างดอกกระมังหงอคงจึงตอบว่าถึงจะไปเที่ยวหาให้หลายแห่งหลายหนก็คงจะสู้ที่นี่ไม่ได้ ขอ ร้อยขอพันท่านก็คงช่วยขอให้ได้ พระยาเล่งอ๋องก็ยืนคำอยู่ว่าไม่ได้ไม่มีจริง ๆหงอคงว่าถ้าไม่ได้จริง ๆ แล้ว เราจะเอากระบองเหล็กอันนี้ลองศีรษะท่าน พระยานาคได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวจึงอ้อนวอนหงอคงว่าท่านอย่าเพ่อวุ่นวาย คอยข้าพเจ้าจะถามน้องดูก่อน ถ้ามีแล้วจะขอให้ท่านเครื่องหนึ่งจงได้ ไชอิ๋ว ๔๒หงอคงถามว่าน้องท่านอยู่ที่ไหน ใกล้หรือไกลเมื่อไรจะรู้กันเล่งอ้องตอบว่าอยู่ทิศทักษิณมหาสมุทรผู้หนึ่ง ชื่อเง่าคำเล่งอ้อง อยู่ทิศอุดร ผู้หนึ่ง ชื่อเง่าสูนเล่งอ้อง อยู่ทิศปราจีนผู้หนึ่งชื่อเง่าหยุนเล่งอ๊อง อยู่ทิศบูรพาคือ ตัวข้าพเจ้า รวมเป็นสี่คนด้วยกันเป็นผู้รักษาอาณาเขตในทะเลทั้งส่ทิศหงอคงจึงพูดแก่เง่าก๊วงเล่งอ้องว่า ถ้าดังนั้นจงช่วยสงเคราะห์ไปถามดูบางที จะได้บ้างข้าพเจ้าจะคอย ถ้าได้จะขอบใจท่านเป็นอันมากพระยานาคตอบว่าไม่ต้องไปก็ได้ เพราะข้าพเจ้ามีหอกลองเหล็กหอระฆังทอง สำหรับเป็นเครื่องสัญญา ถ้าจะมีทุกข์สุขประการใดอย่างไรแล้ว ก็ขึ้นบนหอตีกลอง ตีระฆังขึ้นสามลาตามบรรดาน้องทั้งหลายนั้นก็มาโดยทันที หงอคงจึงว่าถ้ากระนัน ท่านจงตีระฆังขึ้นโดยเร็วเถิดพระยาเล่งอ๋องก็ขึ้นหอตีระฆังตีกลองขึ้นสามลา บรรดาน้องชายทั้งสามรู้แล้ว รีบตกแต่งกายมายังปราสาทเล่งอ๋อง ผู้น้องทั้งสามคนครั้นถึงจึงถามว่าพี่มีกิจธุระ ทุกขร้อนประการใดหรือ จึงได้ตีกลองและระฆังสัญญาเง่าก๊วงเล่งอ๋องจึงพูดว่าภัยมาถึงตัวเราแล้ว คือเหตุมีขึ้นที่เขาฮวยก๊วยซัว ฟ้าดินประกอบกันให้บังเกิดวานรขึ้นตัวหนึ่ง ชื่อซึงหงอคง เป็นผู้สำเร็จประกอบ ด้วยวิทยามีฤทธิ์เดชานุภาพมาก มาทำเป็นว่าสหายเข้ากับเรา แล้วอ้อนวอนขอ เครื่องอาวุธง้าวทวนอันวิเศษ ล้วนแต่ไม่มีผู้ใดจะถือได้มีน้ำหนักเกินประมาณ ทุก ๆ สิ่งเราเอามาให้ก็ไม่ชอบใจ เพราะฉะนั้นพี่จึงชี้ให้ไปเอาแท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่ จมอยู่ในกลางใจทะเลนั้น เธอก็ไปเอามาได้สมประสงค์ ตกลงว่าเป็นได้เครื่อง อาวุธพอใจแล้ว ยังขอเครื่องประดับแต่งตัวต่อไปอีกเช่นนี้ พี่จึงบอกว่าไม่มี เธอ ก็ไม่ยอมจะเร่งเอาให้จงได้ ถ้าไม่ได้ก็คงจะทำอันตรายพี่ ได้ชื่อว่าพี่ตกอยู่ในที่คับ แค้นแล้ว จึงได้ตีกลองตีระฆังเรียกน้องทั้งสามมาเพื่อจะได้ปรึกษาหารือกัน ว่าเจ้า มีเครื่องแต่งตัวอะไรบ้าง จะได้ให้เธอ ๆ จะได้ไปเสียรู้แล้วไป หาไม่ก็จะมารบกวน อยู่มิรู้แล้วเง่าคำเล่งอ้องผู้น้องจึงพูดว่า เราสี่คนพี่น้องช่วยกันล้อมจับหงอคงให้ได้มิดีหรือ จะมาปล่อยให้ข่มขี่อยู่ทำไมเง่าก๊วงเล่งอ้องผู้พี่จึงห้ามว่า เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย พวกเราหมดทั้งสี่คนสี่ เมืองก็หาสู้กำลังเขาได้ไม่ แต่โดยน้ำหนักของแท่งเหล็กกายสิทธิ์นั้นเขาไม่ต้องตี รันอะไรเขาจะเอาวางทับเราลงทั้งสี่คนพวกเราก็จักเหลวแหลกละเอียดไปไม่ถึงแก่ จะรบรอต่อกรเง่าหยุนเล่งอ๋องจึงพูดว่าเขามีศักดานุภาพเช่นนั้น ก็อย่าวุ่นวายแก่เขาเลย สู้ เราหาเครื่องประดับสำหรับตัวให้เขาจะดีกว่า ภายหลังเราทั้งสี่คิดทำฎีกา ขึ้นไป ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้คงจะลงโทษเขาโดยสาหัสเง่าสุนเล่งอ้องว่าส่วนตัวข้าพเจ้ามีรองเท้าทำด้วยใยบัวหนึ่งคู่ใส่แล้วก็เหาะได้ เง่าหยุนเล่งอ๋องว่าข้าพเจ้ามีเกราะทองคำเกราะหนึ่งสามารถจะป้องกันอาวุธได้ เง่าคำเล่งอ๋องว่าข้าพเจ้ามีหมวกทองคำปีกหงส์หนึ่งหมวก สวมศีรษะแล้วก็แคล้ว คลาด เง่าก๋วงเล่งอ๋องผู้พี่พูดว่า ถ้าดังนั้นเป็นการดีแล้ว ก็พากันเอาหมวกและ เกราะและรองเท้ามาให้หงอคง หงอคงก็สวมใส่หมวกและเกราะและรองเท้าแล้ว มีความยินดี มือถือกระบองเหล็กยืนพูดแก่พระยานาคทั้งสี่ตนว่า ข้าพเจ้าขอบใจ ท่านทั้งสี่พี่น้องเป็นอย่างยิ่ง เราจะขอลาท่านกลับไปแล้วพระยานาคทั้งสี่ก็กระทำ คำนับหงอคงก็ออกจากเมืองบาดาลพระยานาคทั้งสี่ก็ตรึกตรอง การที่จะทำฎีกาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ต่อไปหงอคงออกจากเมืองนาคแล้ว ก็ลงตามกระแสน้ำกลับมาครั้นถึงสะพานเหล็ก ก็โดดขึ้นบนสะพาน บรรดาวานรทั้งหลายที่คอยรับหงอคงอยู่ริมสะพานทั้งซ้ายขวา เห็นหงอคงกลับมาบริวารทั้งหลายต่างตนก็คำนับต้อนรับอยู่พร้อมกันหงอคงขึ้นนั่งอยู่บนแท่นท่ามกลางลิงบริวาร จึงเอากระบองเหล็กวางไว้ข้างตัว เหล่าวานรทั้งหลายเห็นกระบองเหล็กก็เข้าไปลูบคลำดูบ้าง ก็ลองผลักดูก็มิได้ไหว สะเทือนเลย ทุก ๆ วานรเห็นดังนั้นก็ให้มีใจหวั่นหวาดกลัวเกรงยิ่งนัก แล้วจึง ถามหงอคงว่าไต้อ๋องได้กระบองเหล็กนี้ในที่ใดหงอคงลุกยืนขึ้นจับกระบองชูให้ดู แล้วบอกพวกวานรว่าสิ่งของนี้เดิมมีเจ้าของ เขาเอามาสะกดจมน้ำไว้กลางทะเลและในปีนี้มีรัศมีเกิดพลุ่งขึ้นมาพระยานาค นำไปชี้ให้แก่เรา แล้วพระยานาคบอกว่าตัวเขาและบริวารนาคทั้งสิ้นจะยกหรือจับ ก็ไม่ไหวเขยื้อนเลย เพราะเป็นเหล็กกายสิทธิ์น้ำหนักถึงหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง ถ้าเราจะบอกกระบองให้ใหญ่ออกไปก็ได้ จะบอกให้เล็กเข้ามาก็ได้ตามความ ประสงค์ แต่น้ำหนักก็คงอยู่เท่านั้น แล้วหงอคงก็สั่งให้ใหญ่ให้เล็กให้พวกบริวาร ทั้งหลายเห็นทั่วกัน จนที่สุดให้เล็กเท่าเข็มเอาขึ้นทัดหูก็ได้ แล้วหงอคงเดินออก มานอกถ้ำก็ทำแผลงอิทธิฤทธิ์ให้พวกวานรดูต่าง ๆ กระทำให้กายสูงเท่าเขาพระ สุเมรุก็ได้ รูปร่างน่ากลัวนัยน์ตาดุจสายฟ้าแลบปากกว้างดังบ่อ เขี้ยวและฟันคม เหมือนหอกดาบมือทั้งสองข้างยกขึ้นสูงสิบสองขั้นฟ้า เมื่อหงอคงทำแผลงฤทธิ์ ครั้งนั้น ก็บรรลือสะเทือนไปถึงพระยาปิศาจยักษ์ทุกๆ ถ้ำทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำมีความ กลัวเกรงหงอคงก็ก้มศีรษะยกมือคำนับ ในอกใจให้สันไปทุก ๆ คนแล้ว หงอคงก็ กลายกลับเข้ารูปเดิม แต่กระบองเหล็กนั้นให้เล็กเท่าเข็มเหน็บซ่อนไว้ในหู แล้วก็ กลับเข้ามาในถำขึ้นบนแท่นพวกปิศาจยักษ์ทังหลายก็เข้ามาคำนับพร้อมกัน หงอ คงจึงสั่งให้พลทหารวานรทั้งหลายยกธงอาชญาสิทธิ์และตีกลองฝึกหัดทหารซัก ซ้อมให้พร้อมเพียงกันในกระบวนศึกทุกประการ แล้วหงอคงก็จัดตั้งวานรให้เป็น นายทหารใหญ่สี่วานร คือลิงเสนสองตัวนั้นให้เป็นที่ (หลิวเบ็) แม่ทัพ ซะนีสองตัว นั้นตั้งให้เป็นนายทหารเอก คือ (ปั่งป้าเจียงกุ๋น) หงอคงจึงมอบการฝึกหัดและ การรับผิดชอบ ให้นายทหารวานรทั้งสี่จัดแจงดูแลแทนตัวเสร็จแล้ว หงอคงก็เที่ยว เหาะไปรอบจักรวาลคบเพื่อนมิตรสหายแต่ที่มีฤุทธาศักดานุภาพแข็งแรง คือพระยา (ห้้หม้ออ๋อง) ชาติกระบือหนึ่ง พระยา (เกาหม้ออ๋อง) ชาตินาคาหนึ่ง พระยา (พังหม้ออ๋อง) ชาตินกอินทรีหนึ่ง พระยา (ไซท่ออ๋อง) ชาติสิงโตหนึ่ง พระยา (มี เกาอ๋อง) ชาติค่างหนึ่ง พระยา (โง่ชุดอ้อง) ชาติหมีหนึ่งรวมทั้งหงอคงไต้อ๋องเป็น เจ็ดพระยาด้วยกัน ชวนกันมาประชุมฝึกหัดซักซ้อมกำลังและฝีมือกันเล่นเสมอ ๆ เป็นที่รื่นเริงสำราญมาช้านานอยู่มาวันหนึ่งหงอคงให้จัดอาหารเลี้ยง เชิญสหายทั้งหกคนมาเสพสุราเป็นที่ รื่นเริงสำราญใจ ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้วสหายทั้งหกพระยาก็ลาหงอคง หงอคงก็ ออกมาส่งสหายทั้งหกคน แต่เมื่อจะกลับเข้าถ้ำหงอคงเมาสุรามายืนพิงต้นไม้หลับไป ให้เกิดนิมิตฝันว่ามีบุรุษสองคนเดินตรงเข้ามา มีมือถือป้ายหนังสือ ในป้ายจารึก อักษรสามตัวว่า (ซึงหงอคง) ครั้นเข้ามาใกล้แล้วบุรุษสองคนนั้นก็เอาเชือกมัดมือ หงอคงฉุดลากไปจนถึงกำแพงแห่งหนึ่ง ในขณะเวลาฝันนั้น หงอคงพอสร่างเหล้า จึงแหงนหน้าขึ้นดูบนหน้าประตูกำแพงมีป้ายเหล็กแผ่นหนึ่งมีหนังสืออักษรใหญ่ สามตัวว่า (อูเบงก่าย) คือต้นอาณาเขตเมืองนรก หงอคงเห็นดังนันก็ได้สดพูดว่า ทีนี (อูเบงก่าย) ทำไมเราจึงมาที่นี่ได้เล่า บุรุษทั้งสองได้ยินหงอคงถามดังนั้นจึง บอกว่าในมนุษยโลกอายุของท่านสินแล้ว เราทังสองได้รับคำสังของ (เงียมฟ้ออ๋อง) คือพระยามัจจุราชให้จับตัวท่านมาหงอคงได้ฟังดังนั้นจึงพูดแก่คนทั้งสองว่า เราออกจากสามภพแล้วไม่ได้อยู่ใน ธาตุทั้งสี่ และมิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด เหตุใดจึงบังอาจไปจับเรามาทำไมจะพา เราไปข้างไหน คนทั้งสองก็ไม่ฟัง เข้าฉุดคร่าจะพาเอาตัวหงอคงไปให้ได้ หงอคง เกิดโทโสขึ้นมือจับกระบองเหล็กกายสิทธิ์ตีถูกคนทั้งสองป่นละเอียดไป แล้วหงอคง ก็ควงกระบองเหล็กตีกระหนาบเข้าไปในกำแพงเมือง พวกยมบาลหน้าม้าหน้า กระบือพากันวิ่งหลบหนีไปสิ้น บ้างก็วิ่งเข้าไปแจ้งความแก่พระยามัจจุราชว่า ภัย จะมาถึงท่านในเดี๋ยวนี้แล้ว ข้างนอกนั้นสัตว์อะไรข้าพเจ้าไม่รู้จัก เหมือนรามสูรมี ขนรุงรัง ตีกระหนาบเข้ามาจวนจะถึงท่านอยู่แล้วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบจัดแจงแต่งกายเสร็จแล้วก็เดิน ออกไปดู เห็นวานรตัวหนึ่งทำกิริยาดุร้ายยิ่งนัก จึงร้องว่าท่านไต้เซียนจงหยุดก่อน ท่านชื่อไรเหตุไรจึงได้ทำบังอาจล่วงเกินดังนี้หงอคงตอบว่าท่านไม่รู้จักชื่อเราหรือ ทำไมท่านอาจสามารถใช้ให้คนของท่าน ไปจับเรามาทำไม ซึ่งท่านมาถามเราเราจะบอกให้เราอยู่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ย เลียมต๋อง ฟ้ามาบังเกิดคือตัวเราแช่ซึงชื่อหงอคง ตัวท่านเป็นขุนนางตำแหน่ง อะไรรีบบอกเรามาโดยเร็วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนจึงบอกแก่หงอคงว่าข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ที่หนึ่งชื่อ ซินกวั้งอ้อง ที่สองชื่อโช้กังอ๋อง ที่สามชื่อซังตี้อ้อง ที่สี่ชื่อเหงากัวอ๋อง ที่ห้าชื่อ เงียมฟ้ออ๋อง ที่หกชื่อเบี้ยนเส้งอ๋อง ที่เจ็ดชื่อทั้ยชั้นอ้อง ที่แปดชื่อเพ็งเต็งอ๋อง ที่เก้าชื่อเตาฉีอ๋อง ที่สิบชื่อจ๊วนลุ้นอ๋อง ข้าพเจ้าทั้งสิบนี้คือเป็นพระยามัจจุราชได้ ดูการงานในที่อันนี้หงอคงได้ฟังพระยาเงียมฟ้ออ๋องบอกชื่อและตำแหน่งดังนั้นแล้ว จึงว่าท่าน ทั้งหลายก็มีเกียรติยศยุติธรรมและเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงไม่รู้การดีและชั่ว ตัว เราก็ได้บวชรักษาศีลเจริญกุศลภาวนาได้สำเร็จบรรลุธรรมวิเศษข้ามพ้นจากภพทั้ง สามแล้ว อายุเราก็ยืนเสมอเท่าฟ้าและดินปราศจากธาตุทั้งสี่ดินน้ำลมไฟแล้ว ทำไม ท่านจึงใช้ให้คนไปจับเรามาท่านจะทำอะไรแก่เราหรือเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบจึงว่า ขอท่านได้ระงับความโกรธเสียก่อนเราจะว่าให้ท่านฟัง ด้วยในใต้หล้านี้ชื่อเดียวแช่เดียวกันหรือพ้องกันก็มีโดยชุกชุม ซึ่งคนทั้งสองไปจับ ท่านมานั้นบางทีจะจับผิดไป หงอคงตอบว่าท่านทั้งหลายพูดไม่เป็นยุติธรรม ถ้า เจ้าใช้และนายใช้จะผิดอะไรแก่คนไปจับท่านจงรีบไปเอาสารบบมาให้เราดูเดี๋ยวนี้ เงียมฟ้ออ๋องจึงเชิญหงอคงขึ้นไปนั่งบนที่นั่งซันหลอ คือที่พระยามัจจุราชรับแขก หงอคงก็ขึ้นไปนั่งอยู่ท่ามกลางพระยามัจจุราช ๆ จึงให้ขุนนางนำสมุดสารบัญชีชื่อ สัตว์เกิดตาย มาให้หงอคงไต้อ๋องดู หงอคงก็หยิบสารบบคลี่เปิดพลิกไปดูตลอด ๆ ทุกสัตว์ที่มีปีกมีขนจนถึงวานรลักษณะคล้ายคนแต่ไม่มีชื่อและแซ่เหมือนมนุษย์ ไม่อยู่ในบังคับสัตว์ทั้งหลายหงอคงหยิบสารบบเล่มอื่นมาตรวจดูอีกจนถึงชื่อหงอคง ว่าอากาศประมวล ศิลาเกิด มีกำหนดอายุยืนสามร้อยยี่สิบสองปีจึงจะสิ้นอายุ หงอคงตรวจดูเห็นดัง นั้นแล้วจึงหยิบพู่กันจุ้มน้ำหมึกเข้าแล้ว ก็ตรวจดูอีก ถ้าเห็นที่ไหนมีชื่อวานรก็ขีด กาลบเสียทั้งสิ้นแล้วจึงพูดว่า ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องอยู่ในบังคับผู้ใดทั้งสิ้นในโลกนี้ ครั้นลบบัญชีเสร็จแล้ว หงอคงก็จับกระบองควงเดินออกมา เงียมพ้ออ๋องทั้งหลาย เหล่านั้น ก็ไม่อาจเข้าใกล้หงอคง ครั้นหงอคงไปแล้วเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบคนก็ชวน กันทำฎิกา จะถวายเง็กเชียงฮ่องเต้แต่ยังมิได้ถวายฝ่ายหงอคงในขณะเมื่อฝันว่า ออกมาจากเมืองนรกแล้วเดินไปสะดุดเถาวัลย์ เข้าเกือบจะล้มก็ได้สติตกใจตื่นขึ้น รู้สึกตัวว่าเป็นความฝันบิดกายแล้วก็ลืมตาขึ้น ทันที พอได้ยินเสียงวานรทั้งสี่ซึ่งเป็นทหารเอกพูดว่า ไต้อ๋องเสพสุราเห็นจะเมา มากไปกระมัง เมื่อคืนนี้ยืนหลับทั้งคืนไม่ตื่นเลยหงอคงบอกว่า เมื่อคืนนี้เราหลับไปหน่อยหนึ่งก็ฝันว่า มีคนสองคนมาจับตัว เราไป จนถึงเมืองพระยามัจจุราชจึงได้สร่างเมาได้สติมา เมื่อในฝันว่าเราได้เข้าไป ในปราสาทเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบ และได้พูดโต้ตอบกันแก่พระยามัจจุราช ๆ จึงเอา สารบบบัญชีซึ่งกำหนดเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายมาให้เราดู ๆ แล้วแลเห็นชื่อเรา และชื่อท่านทั้งหลาย เราจึงเอาพู่กันจุ้มน้ำหมึกลบเสียสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่ นี้ต่อไป พวกเราไม่ต้องอยู่ในบังคับผู้ใดทั้งสิ้นพวกวานรทั้งหลาย เมื่อได้ฟังหงอคงเล่าให้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีพากันกราบ ไหว้สรรเสริญหงอคงและขอบพระคุณขึ้นพร้อมกันทั้งสิ้น เพราะอาศัยเหตุนี้วานร ทั้งหลายจึงมีอายุยืนมาก หงอคงอยู่ในถำด้วยกับฝูงบริวารเป็นสุขสำราญมาช้านานฝ่ายเง็กเซียงฮ่องเต้วันหนึ่งเสด็จออกพระที่นั่ง วิมานเหลงเซียวโป้เต้ยแวดล้อม ไปด้วยหมู่เทพยดาทั้งหลายเฝ้าพร้อมหน้ากัน ในขณะนั้นมีเทพบุตร (ดูฮ้วงเจ๋) องค์ หนึ่งกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบข้างนอกมีพระยาเง่าก๊วงเล่งอ๋อง อันอยู่ สำนักยังมหาสมุทรทิศฝ่ายบูรพาจะมาเฝ้าถวายฎีกาด้วยเรื่องใดไม่ทราบ บัดนี้อยู่ ข้างนอกเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงมีรับสั่งให้นำพระยานาคเข้ามาเฝ้า พระยานาคก็ถวายฎีกาแก่เง็กเชียงฮ่องเต้ เทพบุตรเชียงกงพนักงานรับฎีกาก็อ่าน ฎีกาถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ ในฎีกามีใจความว่าข้าพระพุทธเจ้าเง่าก๊วงซึ่งเป็นผู้รักษาเขตมหาสมุทรใหญ่ในทิศบูรพาขอพระ ราชทานกราบทูลทรงทราบ ด้วยที่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องมีปิศาจลิงชื่อซึง หงอคง มีความหมิ่นประมาทดูถูกพระบารมีของพระองค์ ลงไปที่บาดาลบังคับ ขอเครื่องอาวุธและเครื่องแต่งตัว ข้าพระองค์ก็ให้แท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่สะกดจมอยู่ กลางใจทะเล และหมวกปีกหงส์ทองคำหมวกหนึ่งเกราะทองคำสำรับหนึ่ง รองเท้า ไยบัวคู่หนึ่งรวมสี่สิ่งแล้วหงอคงยังทำอิทธิฤทธิ์กดขี่ข่มเหงข้าพระพุทธเจ้าไม่ สามารถจะต่อต้านสู้รบได้ ขอพระองค์ได้โปรดมีเทวบัญชาให้เทพยดาองค์ใดไป ปราบปรามจับตัวหงอคงมาลงโทษให้เข็ดหลาบ ข้าพระพุทธเจ้าจะได้รักษา อาณาเขต ในท้องทะเลให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปเมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบความตามฎีกาของพระยานาคแล้ว จึงรับสั่ง ว่าท่านจงกลับไปรักษามหาสมุทรตามเดิม การต่อไปเราจะคิดอ่านปราบปรามขณะนั้นมีกัดเชียงกงเทพยดาองค์หนึ่ง กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์ จงทราบบัดนี้มีพระยามัจจุราช จะเข้ามาถวายฎีกา และมีชื่อพระตี้จองอ๋องในฎีกา ด้วยแล้วสงฎีกา ให้เทพบุตรเจ้าหน้าที่นำฎีกาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ ใจความใน ฎีกามีว่าในเมืองนรกอาณาเขตฟ้าและดิน ก็มีเจ้าและมีวนเวียนกลับไปกลับมา คือ เกิดแล้วก็ตาย ๆ แล้วกลับเกิดและย่อมมีสภาพลิงคเพศพันธุ์เป็นหญิงและชาย เป็นไปตามกำหนดแห่งยถากรรมของสัตว์ที่ประกอบกรรมดีและกรรมชั่ว อันจะให้ เป็นวิบากผลตกแต่งสัตว์ แต่บัดนี้ที่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง มีศิลาก้อน หนึ่งต้องแสงพระอาทิตย์พระจันทร์ และดินฟ้าอากาศธาตุฤดูร้อนและเย็นบังเกิด เป็นลิงปิศาจตัวหนึ่งขึ้นชื่อซึงหงอคง ทำอำนาจดุร้ายดื้อดึงไม่ยอมอยู่ในบังคับ บัญชาของผู้ใด แผลงฤทธาศักดานุภาพรุกไล่ตีตลอดไปถึงเมืองนรก รบกวนรุกราน ไปกระทั่งปราสาทที่อยู่ของพระยามัจจุราช บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้านำเอาสารบบ บัญชี ชื่อจำนวนพวกวานรมาลบเสียหมดว่า ไม่อยู่ในบังคับของความเกิดดับฉะนี้ ขอพระเป็นเจ้าเป็นประธานแห่งเทวโลก ได้โปรดปราบปรามเสียให้ราบคาบ สวรรค์ และนรกจึงจะเป็นไปตามนิยมแห่งยถากรรมของสัตว์ได้ฝ่ายพระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก จึงมีเทวบัญชาให้พระยามัจจุราชกลับไปยังที่อยู่ก่อน แล้วพระองค์จึงจะทรงจัดการต่อไปเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงมีรับสั่งถามเทพบุตรทั้งหลายว่า สัตว์เดียรัจฉานวานรตัว นี้เกิดเมื่อไร ถือความปาฏิหาริย์อย่างไร จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญอย่างนี้ เทพยดา ทั้งหลายก็พากันนิ่งอยู่ไม่มีเทพบุตรพระองค์ใดกราบทูลประการใดมีเทพยดาสองพระองค์มีนามว่า เชยลี้หงันพระองค์หนึ่ง นามว่าซุ่นฮองฮี้ พระองค์หนึ่งเทพบุตรทั้งสองนี้กราบทูลขึ้นว่า วานนนี้เมื่อสามร้อยปีก่อน ประกอบ อากาศธาตุฟ้าดินบังเกิด แล้วต่อมาไม่ทราบว่าจะไปบวชเรียนแห่งหนตำบลใด จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญบรรดายักษ์และปิศาจและสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ในอำนาจ ลิงตัวนี้เง็กเชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นต้องให้เทพยดาที่มีมหิศรเดชาลงไปปราบ เสียโดยเร็วจึงจะได้ในขณะนั้น ไทเป๊กกิมแชเทพยดาผู้ใหญ่จึงกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ใน ไตรโลกธาตุอันนี้ มีทวารทั้งเก้าและมีความประพฤติดีแล้ว บวชเรียนก็คงสำเร็จ ได้ดังประสงค์ วานรตัวนี้ประกอบด้วยกำลังอากาศธาตุฤดูฟ้าดินบังเกิด มีลักษณะ รูปคล้ายมนุษย์ จึงไปบวชเล่าเรียนรู้วิชาอันเชียวชาญเหมือนมนุษย์ไม่ผิดกัน ขอ พระองค์ได้ทรงพระเมตตาโปรดอย่าให้เสียเกียรติยศแห่งเซียนทังหลายเลย ข้า พระองค์จะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมขึ้นมาตั้งเป็นขุนนางแต่เล็กน้อย เพื่อให้อยู่ใน อำนาจของพระองค์ถ้าประพฤติดีมีความชอบอยู่ในเทวบัญชาก็แล้วแต่จะโปรด ประทานบำเหน็จรางวัลตามความชอบ ถ้ามิอยู่ในบังคับบัญชาจึงค่อยจับตัวลงโทษ เมื่อภายหลัง เพราะเขาก็ได้เล่าเรียนและบวชเป็นนักพรต คงมีภูมิและนิสัยใน มรรคผลหนทางอันดีอยู่แล้ว จึงตั้งตัวมีอำนาจอันดีได้ฉะนี้เมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีเห็นชอบด้วย จึงรับสั่งแก่ ปุ่นเต็กแชกุนสมุหบัญชีใหญ่ให้แต่งพระอักษรพระราชทานให้แก่ ไทเป๊กกิมแซลง ไปเกลี้ยกล่อมหงอคงครั้นพนักงานแต่งพระอักษรเสร็จแล้ว ไทเป๊กกิมแซก็ถวายบังคมลาเหาะลง มายังเขาฮวยก๊วยซัว ร้องบอกเหล่าวานรทั้งหลายว่าพวกเจ้ารีบไปบอกแก่ไต้อ๋องว่า เราถือรับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้เป็นเทวราชทูตลงมาเชิญไต้อ๋องนายพวกเจ้าให้ขึ้นไป เฝ้าเดี๋ยวนี้พลวานรที่เฝ้าประตูชั้นนอกได้ฟังดังนั้น จึงบอกกันต่อๆ ไปเป็นชั้น ๆ จนถึง วานรที่เป็นนายใหญ่ก็นำความแจ้งแก่หงอคงไต้อ๋องตามถ้อยคำของเทพยดาซึงหงอคงได้ฟังวานรบอกดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด แล้วจึงว่าเมื่อสองวัน ก่อนนั้นเราก็คิดอยู่แล้ว ว่าจะไปเฝ้าพระอิศวรผู้เป็นเจ้าจอมพิภพ มาวันนี้บังเอิญ มีเทวราชทูตลงมาเชิญตัวเรา ๆ มีความยินดียิงนัก ว่าแล้วก็จัดแจงแต่งกายออก ไปรับเทวราชทูตครั้นออกมาถึงเห็นไทเป็กกิมแซก็เชิญให้เข้าไปในถ้ำให้นั่งที่อันสมควรแล้ว ยกน้ำชามาเลี้ยงดูกันตามธรรมเนียม ไทเป๊กกิมแชแจ้งความแก่หงอคงไต้อ้องว่า บัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้มีเทวบัญชาให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไต้อ๋องขึ้นไปเฝ้า พระราชทานตำแหน่งยศให้ท่านมีอำนาจในเทวสถานด้วยหงอคงได้ฟังไทเป๊กกิมแซบอกดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่าขอบพระคุณของ พระผู้เป็นประธานโลก วันนี้ท่านได้มาถึงสถานที่อยู่แห่งข้าพเจ้าแล้ว ขอเชิญท่าน ผู้เป็นเทพยดาใหญ่รับประทานอาหารด้วยข้าพเจ้าสักมื้อหนึ่งไทเป็กกิมแซตอบว่าขอบใจท่านแล้วแต่จะอยู่ช้ามิได้ด้วยมีรับสั่งให้กลับโดย เร็วพระเป็นเจ้ายังคอยท่านอยู่ ขอเชิญท่านไต้เซียนขึ้นไปเฝ้าโดยเร็วเถิดหงอคงจึงเรียกวานรซึ่งเป็นนายใหญ่ ทหารเอกทั้งสี่นายมามอบหมายกิจการ ทั้งปวงให้รับผิดและชอบ ดูแลรักษาอาณาเขตเขาฮวยก๊วยซัวเสร็จแล้ว ก็พร้อม กับไทเป็กกิมแชออกจากถ้ำจุ๊ยเลียมต้องสำรวมจิตร่ายพระเวทให้กายเบาเหาะลอย ขึ้นไปยังชั้นดาวดึงส์พิภพ หงอคงเหาะเร็วกว่าไทเป๊กกิมแช ครั้นถึงก็เข้าไปใน ประตูนำที่หมึงท้าวจัตุโลกบาลคือเจงเซียนที่อ๋องหมึง กับนายทหารทั้งสามคือ พั่งล้าวเซียนหนึ่ง เตงซึงเซียนหนึ่ง เตียวกอเซียนหนึ่ง ถืออาวุธกั้นหน้าหงอคงไว้ ห้ามมิให้เข้าไปหงอคงจึงพูดว่าไทเป๊กกิมแชนี้เห็นจะไปหลอกเราแต่เดิมได้บอกแก่เราว่า เง็กเซี ยงฮ่องเต้มีหนังสือรับสั่งไปให้เชิญเราขึ้นมา เหตุไรเล่าจึงใช้ทหารถืออาวุธมากั้น กางห้ามมิให้เราเข้าไป หงอคงกำลังพูดอยู่ไม่ทันจะขาดคำลงไทเป็กกิมแช ก็เหาะ มาพอถึงเข้า หงอคงโกรธไทเป๊กกิมแชเป็นกำลัง จึงต่อว่าไทเป็กกิมแซว่า ท่าน บอกว่าเงิกเซียงฮ่องเต้ให้หาแล้วทำไมเล่า จึงให้พวกนี้ถืออาวุธมาคอยห้ามกั้น กางอยู่อย่างนี้ไทเป็กกิมแชจึงตอบว่า ท่านไต้เซียนอย่าเพ่อโกรธขึ้งข้าพเจ้าก่อน เพราะว่า ตั้งแต่เดิมนั้นท่านยังไม่เคยขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้เฝ้าประตูสวรรค์จึงยังไม่ปล่อยให้ ท่านเข้าไป แม้ท่านได้รับตำแหน่งยศเข้าอยู่ในหมู่เทวดาแล้ว ถึงจะไปจะมาก็ไม่มี ใครขัดขวางได้เลยหงอคงได้ฟังไทเป็กกิมแชชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะยังไม่เข้า ไปจะคอยอยู่ที่นี่ ไทเป๊กกิมแชว่าท่านต้องเข้าไปพร้อมกับข้าพเจ้าจึงจะควร ไทเป๊ก กิมแชจึงเรียกผู้เฝ้าประตูให้เปิดรับ แล้วบอกว่าท่านผู้นี้เป็นไต้เซียนอยู่ในใต้หล้า เง็กเซียงฮ่องเต้มีลายพระราชหัตถ์ให้เราไปเชิญขึ้นมาเฝ้าท่านอย่าสงสัยเลย ผู้เฝ้า ประตูก็เปิดประตูยอมให้เข้าไปไทเป๊กกิมแซพาหงอคงค่อยเดินเข้าไป หงอคงเดินพลางพิศดูวิมานปราสาท ราชมนเทียรของเง็กเชียงฮ่องเต้เรียงรายล้วนแล้วแต่ด้วยแก้วอันมีสีต่าง ๆ ประดับ ประดามีแสงอันสว่างรุ่งเรืองงดงามหาที่เปรียบมิได้ไทเป๊กกิมแซพาหงอคงเข้ามาถึงวิมาน (เหลงเซียวเต้ย) แล้วให้รอคอยฟัง รับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ไทเป๊กกิมแชก็เดินตรงเข้าไปยังหน้าพระที่นั่งถวายบังคม แต่หงอคงยืนนิ่งอยู่ส่วนหนึ่งมิได้ถวายคำนับ คอยเงี่ยแต่หูฟังอยู่ว่าพระเป็นเจ้าจะ ตรัสประการใดไทเป็กกิมแชจิงกราบทูลว่า ซึ่งโปรดเกล้าให้ข้าพระพุทธเจ้าไปว่ากล่าวแก่ หงอคงให้ขึ้นมารับราชการนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ลงไปพูุดจาชักชวนหงอคง บัดนี้ ได้พาตัวขึ้นมาเฝ้าพร้อมอยู่หน้าพระที่นั่งแล้วขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหงอคง หงอคงจึงย่อตัวลงแล้ว ก็ทูลว่าตัว ข้าพเจ้าเองชื่อ ซึงหงอคงไต้อ๋องขณะนั้นหมู่เทพยดาทั้งหลายและเซียนกำลังเฝ้าอยู่พร้อมกัน ได้ยินหงอคง กราบทูลดูเป็นอาการที่ถือตัวมีความกระด้างมาก ก็พากันหวาดหวั่นสะดุ้งใจ จึง พูดว่าลิงไพรตัวนี้พูดจาจองหอง ไม่มีความเคารพคารวะอ่อนน้อมยำเกรงเลย จะ ต้องถึงความตายเป็นเที่ยงแท้แล้วฝ่ายเง็กเชียงฮ่องเต้มีเทวบัญชาทรงโปรดอภัยว่าท่านทั้งหลายอย่าถือเลย เพราะเขาอยู่ในมนุษยโลกไม่รู้ขนบธรรมเนียมในเมืองสวรรค์ พึ่งจะได้สำเร็จใหม่ ๆ แม้จะมีความผิดพลั้งประการใดๆ เรายกโทษให้ไม่ถือหมู่เทพยดาและเซียนทั้งหลาย ได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้โปรดอภัยดังนั้นจึงพากัน น้อมกายถวายคำนับขอบพระคุณ ที่ทรงพระกรุณาเมตตาแก่สัตว์ทั่วหน้ากันหงอคงได้ยินรับสั่งดังนั้น ก็คุกเข่าลงถวายคำนับโดยความเคารพเง็กเชียงฮ่องเต้จึงรับสั่งถามเทพยดาทั้งซ้ายและขวาว่า ตำแหน่งหน้าที่ขาดแห่ง ใดบ้าง เราจะตั้งหงอคงขึ้นให้เป็นเกียรติยศขณะนั้น (ปุนเต็กแชกุน) ได้ยินรับสั่งถามดังนั้น จึงคุกเข่าลงคำนับกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ในสวรรค์ขุนนางทุกตำแหน่งมิได้ขาดหน้าที่ ยังขาดอยู่ก็ แต่นายกองคนเลี้ยงม้าเท่านั้น ควรจะตั้งให้หงอคงมีหน้าที่ในตำแหน่งนี้ เง็กเซียง ฮ่องเต้ก็ทรงตังให้หงอคงเป็นขุนนางตำแหน่งที (เป๊กเบ๊อน) หงอคงก็มีความยินดี ถวายบังคมรับที่ตั้งเสร็จแล้ว เง็กเซียงฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ปั๊กเต๊กแชกุนพาตัวหงอคง เป๊กเบ๊อนไปยังที่โรงม้าจัดการ มอบให้ดูแลรักษาการตามรับสั่งครั้นหงอคงมาถึงแล้วก็ดูแลรักษาการ ตรวจดูสิ่งของเครื่องใช้สอยและม้าลง บัญชีไว้เรียบร้อย แล้วมอบให้สมุหบัญชีเก็บรักษาไว้ตามเดิม ตั้งแต่หงอคงมารับ หน้าที่ตำแหน่งเป๊กเบ็อุน ก็ตั้งใจคอยระวังดูแลการงานทั้งกลางวันและกลางคืน มีไคร่จะได้หลับนอน ม้าก็อ้วนพีบริบูรณ์ขึ้นทุก ๆ ตัว ตั้งแต่หงอคงเข้ามาจัดการ ในโรงม้าและรักษาการก็เรียบร้อย คิดดูก็รู้สึกว่ากว่าครึ่งเดือนมาแล้วอยู่มาวันหนึ่งว่างธุระการสำราญใจ บรรดานายรองที่รับใช้สอยของหงอคง พร้อมมูลกัน ยกสุราเครื่องแกล้มมาเลียงหงอคงเพื่อความสำราญและหมายว่าพึ่ง ได้รับเกียรติยศทีตังใหม่ ๆ หงอคงก็เข้านังรับประทานพร้อมกันตามความสบาย หงอคงจึงถามบรรดานายรอง ๆ ลงไปว่าอันที่เป็กเบ๊อุนนี้จะเป็นที่ขุนนางตำแหน่ง ยศอะไร นายรองทั้งหลายจึงบอกว่า เป๊กเบ้อนเป็นที่นายเลียงม้า หามีตำแหน่ง ยศขุนนางไม่หงอคงจึงพูดว่าถ้าไม่มีตำแหน่งยศขุนนางคงจะเป็นที่ใหญ่ นายรองตอบว่า ไม่ใหญ่ไม่โตอะไรดอก คือนามเรียกว่ายังไม่มีตำแหน่งหงอคงจึงว่าเหตุใดจึงว่า ไม่มีตำแหน่ง นายรองบอกว่า ไม่มีตำแหน่งนั้น คือเป็นที่เล็กที่สุด เป็นแต่ผู้คุม คนเลี้ยงม้าเท่านั้นเองเป็นที่นี้ ถ้าหากว่าเลี้ยงม้าอ้วน ม้าไม่เจ็บไม่ไข้ก็ได้ชื่อว่า "เลี้ยงม้าดี ไม่มียศศักดิ์อะไร แม้ว่าเลี้ยงม้าผอมไผ่ หรือมีโรคก็จะได้รับซึ่งความ อัปยศแล้วก็จะมีโทษด้วยหงอคงได้ฟังนายรองทั้งหลายชี้แจงดังนั้น ดุจไฟลุกขึ้นในหัวใจ ก็กัดฟันร้อง ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มีความหมิ่นประมาทเราเหลือเกิน เราอยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว เป็นเจ้าเป็นนาย ไปเชิญเรามาย่ำยีให้เราเป็นคนเลี้ยงม้ามีความดูถูกเราอย่างนี้ เรา ไม่ทำราชการให้เสียเวลา เราจะกลับไปถิ่นที่เดิมของเรา หงอคงพูดดังนั้นแล้ว จึงทุบและถีบโต๊ะฉีกบัญชีเสียทั้งสิ้น แล้วฉวยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ออกจากหู ร่ายพระเวทคาถาแกว่งกวัดให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ก็ออกจากที่เลี้ยงม้า เดินตรงออกมา จากประตูสวรรค์ (นำทีหมึง) หมู่เทวดาที่เฝ้าประตู เห็นเป๊กเบ้อุนก็รู้ว่านายกอง เลี้ยงม้า ก็หาได้พูดจาขัดขวางประการใดไม่ ปล่อยให้ออกประตูไป หงอคงเหาะ มาประเดี๋ยวก็ถึงเขาฮวยก๊วยชัว แลเห็นนายวานรทั้งสี่และพวกปิศาจยักษ์ทุกถ้ำ มาประชุมพร้อมกันฝึกหัดเพลงอาวุธอยู่ หงอคงจึงเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่าน ทั้งหลายเรามาแล้วขณะนั้นพวกบริวารวานร และพวกปิศาจยักษ์ทั้งหลายก็กรูกันเข้ามาคำนับ เชิญหงอคงเข้าถ้ำ หงอคงมาถึงก็ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วบริวารทั้งหลายก็เข้ามานั่ง เรียงรายกันตามหน้าที่ จึงพากันไต่ถามว่าไต้อ้องได้ขึ้นไปบนสวรรค์นั้นได้รับยศ ศักดิ์ประการใด ขึ้นไปอยู่ก็นานถึงสิบห้าปีมีสุขทุกข์ประการใดบ้างหงอคงจึงบอกว่าได้ไปอยู่ประมาณสักสิบห้าวันเท่านั้น ทำไมท่านทั้งหลายว่า เราไปอยู่ถึงสิบห้าปีเล่า บริวารว่าในมนุษย์ปีหนึ่งเป็นวันเดียวในสวรรค์ ท่านใต้อ๋อง ได้รับตำแหน่งที่อันใดหงอคงได้ยินบริวารถามซ้ำดังนั้นก็ยกมือขึ้นโบกบอกว่า อย่าถามเลยไม่ควรพูด นึกขึ้นมาแล้วเราแค้นใจนัก อายเขาเหลือที่จะอาย ด้วยเง็กเซียงฮ่องเต้ไม่รู้จักใช้ คน ตั้งให้เราเป็นอะไรก็ไม่รู้เรียกว่า (เป๊กเบ๊อุน) เป็นนายกองเลี้ยงม้า ไม่มีตำแหน่ง เกียรติยศอะไรเดิมเราก็หาทราบไม่ ครั้นมาวันหนึ่งเราจึงรู้เหตุเพราะเราถามพวก ที่อยู่ด้วยกันนั้น เขาบอกว่าเป็นที่ขุนนางอย่างต่ำที่สุด เราจึงมีความแค้นใจนัก จึงได้ทำลายสิ่งของเสียสิ้นแล้วเราจึงกลับมาที่ถ้านี้ของเราก็มีความสุขสบายหาที่ เปรียบมิได้ บรรดาถ้ำใหญ่น้อยใกล้ไกลก็มายอมสามิภักดิ์เข้าด้วยทั้งสิ้น ไปอยู่ ทำไมในสวรรค์เป็นที่นายกองเลี้ยงม้าไม่สมเกียรติยศเลยป่วยการเปล่า ๆพวกนายทหารทั้งสี่นายสั่งบริวารวานรทั้งหลาย ให้จัดสุรามาให้หงอคงใต้อ้อง รับประทานกับเครื่องกินโอซารสต่าง ๆ ในขณะที่หงอคงนั่งรับประทานสุราอยู่นั้น บริวารวานรเข้ามาคำนับบอกว่าข้างนอกมีต๊อกกักกุ๊ยอ้องสองตน บอกว่าจะขอเข้า มาหาใต้อ๋อง หงอคงจึงให้วานรออกไปพาเข้ามาในถ้ำ ต๊อกกักกุ้ยอ๋องเข้ามาถึง เห็นหงอคงนังอยู่ท่ามกลางบริวาร ต๊อกกังกุ้ยอ๋องทังสองก็คุกเข่าลงคำนับแล้วจึง พูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองได้ทราบว่าไต้อ๋องมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่ผู้น้อยซึ่งมาสามิ ภักดิ์อยู่ในความปกครอง กับได้ยินข่าวว่าไต้อ๋องได้รับเกียรติยศในสวรรค์และ กลับลงมา ข้าพเจ้ามีเสื้อแพรเหลืองตัวหนึ่งนำมาคำนับท่านเป็นบรรณาการและ ข้าพเจ้าทั้งสองขอสามิภักดิ์อยู่ด้วยท่านตามแต่ไต้อ๋องจะใช้สอยหงอคงได้ฟังต๊อกกั๊กกุ๊ยอ๋องพูดดังนั้น ก็พิศดูเห็นต๊อกกั๊กกุ๊ยอ๋องทั้งสองหน้าตา ดูร้าย มีเขาอยู่ที่ศีรษะคนละเขา ดูเขานันคล้ายกับเขากระบือ หงอคงเห็นดัง นั้นแล้วก็มีความยินดี จึงรับเอาเสือแพรสีเหลืองไว้แล้วก็ตังให้ต๊อกกักกุ๊ยอ๋องทัง สองเป็นที่จงเต๊กเซียนฮองคือแม่ทัพหน้า ต๊อกกักกุ๊ยอ๋องรับที่แม่ทัพหน้าแล้ว จึง คำนับถามว่าไต้อ๋องได้รับยศตำแหน่งที่อะไรในสวรรค์หงอคงตอบว่าเง็กเซียนฮ่องเต้มีความดูถูกเรามากนักตั้งให้เราเป็นที่เป๊กเบ็อุน คือนายกองเลี้ยงม้าต๊อกกักกุ๊ยอ๋องเชียงฮ่องจึงพูดว่า ไต้อ๋องมีฤทธิ์อานุภาพไม่มีผู้ใดจะต่อต้าน ธุระอะไรจะต้องยอมเป็นที่นายกองเลี้ยงม้า ข้าพเจ้าเห็นว่าฤทธิ์เดชของไต้อ๋อง สมควรจะเป็น (ซีเทียนไต้เซีย) คือเป็นใหญ่เสมอฟ้าจึงจะสมควรหงอคงได้ฟังต๊อกกักกุ๊ยอ้องก็มีความยินดี จึงตอบว่าถ้าท่านเห็นสมควรแล้ว เราก็ยอมตามใจท่านทังหลาย พูดแล้วก็สังวานรผู้ใหญ่ให้ออกไปตังเสาธงชักธง ยี่ห้อขึ้น ให้เขียนอักษรสีตัว คือ (ซีเทียนไต้เซีย) ตั้งแต่นี้ต่อไปให้เรียกเราอย่างนี้ อย่าให้เรียกไต้อ้องต่อไปแล้วประกาศให้รู้ทั่วกันทุก ๆ ถ้ำบรรดาที่อยู่ในความปกครอง นายทหารทั้งปวงก็ทำตามคำสั่งทุกประการฝ่ายเง็กเซียงฮ่องเต้เสด็จออกทิพยบัลลังก์ เทพยดาเฝ้าพร้อมกันเวลานั้นเตียว เทียนซือเทวบุตร พานายรองเลี้ยงม้าของเป็กเบ็อุนเข้ามาเฝ้า ทูลว่าขอพระเป็น เจ้าได้โปรด ด้วยเป๊กเบ็อุนนั้นโกรธว่า ได้เป็นที่เล็กน้อยไม่พอใจ เมื่อจะหนีกลับ ลงไปได้ทุบต่อยและฉีกบัญชี ในขณะเมื่อเตียวเทียนซือกราบทูลอยู่นั้น ท้าวจัตุโลก บาล (เจงเปียงที่อ้อง) นำพวกวิษณุกรรมมาเฝ้าถวายบังคมกราบทูลว่าเป็กเบ๊อุน ไม่ทราบว่าอย่างไรเห็นออกไปจากประตูนำที่หมึ่งแล้วเมื่อเงกเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรทั้งหลายกราบทูลดังนั้นจึงรับสั่งว่าท่าน ทั้งสองจงกลับไปที่อยู่เถิดเราจะจัดเทพบุตรให้ลงไปจับตัวเป๊กเบ็อนให้จงได้ ใน ขณะเง็กเชียงฮ่องเต้กำลังตรัสอยู่ดังนั้น ยังมีเทพยดาองค์หนึ่งชื่อ (ถักทะลีทีอ้อง) กับโลเฉียผู้บุตรทั้งสองมากราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งสองจะขอรับอาชญาสิทธิ์ของ พระองค์ลงไปปราบปรามปิศาจวานรให้ราบคาบ(ถักทะลีทีอ๋อง) นี้คือ (หลีเจง) และโลเฉียไทจือซึ่งแต่ก่อนมีชื่ออยู่ในห้องสิน พ่อลูกได้มาเป็นเทพบุตรอยู่ในดาวดึงส์เมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรรับอาสาดังนั้น จึงรับสั่งให้ถักทะลีทีอ๊อง เทพบุตรเป็นแม่ทัพ ให้จัดเทพบุตรเป็นหมวดเป็นกองลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำ จุ๊ยเลียมต๋อง จับตัวเป๊กเบ๊อุนมาให้จงได้ถักทะลีทีอ๊องและโลเฉียทั้งสองได้รับสั่งดังนั้นแล้วก็ถวายบังคมลาออกไปยังที่ ประชุม จึงให้กือเล่งสินเทวดาเป็นเซียนฮองแม่ทัพหน้าถักทะลีทีอ๋องจัดเสร็จแล้ว พร้อมกันออกประตู นำที่หมึงรีบขับพลเทวดาเหาะมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึง . แล้วก็ตั้งค่ายมั่นลงในที่สมรภูมิชัย ถักทะลีทีอ๋องจึงสั่งให้ กือเล่งสินเข้าไปท้าชวนกือเล่งสินได้ฟังแม่ทัพสั่งดังนั้น ก็ลามาจัดแจงแต่งตัวมือถือขวานเป็นอาวุธ ออกมาจากค่ายตรงมายังปากถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง กือเล่งสินแลไปเห็นพวกวานร และพวกปิศาจยักษ์เป็นอันมาก ล้วนเพศพันธ์รูปกายหน้าตาต่าง ๆ มือถืออาวุธ ฝึกหัดซ้อมกันอยู่ กือเล่งสินเห็นดังนั้น จึงร้องตวาดไปด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย พวกปิศาจทั้งหลายเหล่านี้เอ็งจงรีบไปบอกเป๊กเบ๊อุนนายของเอ็งว่า เราคือทหาร เอกซึ่งอยู่ในดาวดึงส์ รับสั่งพระเป็นเจ้าจอมโลกา เง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมาปราบ ปรามพวกเอ็งให้ราบคาบ เอ็งเร่งไปบอกนายเอ็งให้มาอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์เสีย โดยดี แม้ขัดขืนดื้อดึงพวกเอ็งจะถึงแก่ความตายทั้งสิ้นฝ่ายพวกวานรและอสุรยักษ์ผีปิศาจทั้งหลาย เมื่อได้ฟังถ้อยคำกือเล่งสินดังนั้น ก็เข้าไปในถ้ำบอกแก่ซีเทียนไต้เซียว่า บัดนี้มีกองทัพยกมาแต่สวรรค์ ตัวแม่ทัพ หน้ามาร้องท้าชวนรบ บอกว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเง็กเชียงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ลง มากำจัดพวกวานรและปิศาจอสุรยักษ์เสียให้สิ้น แล้วบอกแก่ข้าพเจ้าให้เข้ามา บอกแก่ไต้เซียนให้รีบออกไปยอมสามิภักดิ์เสียโดยเร็ว ถ้าขัดขึนจะทำลายถ้ำเสีย ให้ราบเป็นหน้ากลองไปซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้น จึงให้วานรเอาเครื่องแต่งตัวมาแต่งเสร็จแล้ว มือก็ ถือกระบองเหล็กกายสิทธิ์พาพวกบริวารเดินออกจากถ้า ทั้งสี่วานรนายทหารใหญ่ ก็คุมพวกพลวานรและปิศาจอสุรกายตั้งเป็นกระบวนทัพตามพิชัยสงคราม คอย ระวังคิดจะต่อสู้อยู่โดยสามารถฝ่ายกือเล่งสินแลเห็นจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายชาติวานรชั่วร้ายเอ็ง จำเราได้หรือไม่ซีเทียนไต้เซียได้ยินดังนั้น จึงร้องงตอบไปว่าเราหารู้จักว่าตัวเจ้าเป็นชาติอะไรไม่ เจ้าจงรีบบอกชื่อและแซ่มาให้เรารู้จักไว้ก่อนกือเล่งสินจึงตอบว่า ตัวเป็นชาติวานรจึงไม่รู้จักเราเจ้าจำเราไม่ได้หรือ ตัวเรา คือเทวดาเป็นเชียงฮองแม่ทัพหน้าของถักทะลีทีอ๋อง ถักทะลีทีอ๋องถือรับสั่งของ เง็กเชียงฮ่องเต้ให้ลงมาปราบปรามตัวเจ้า แม่ว่ารู้สึกตัวกลัวความตายแล้วให้รีบ อ่อนน้อมแก่เราเสียโดยดี เราจะช่วยเบี่ยงบ่ายแก้ไขขอโทษที่เจ้าได้กระทำหยาบ ช้าแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าขัดขีนดื้อดึงถือดีว่ามีกำลังฤทธิ์เดชก็จะถึงแก่ ความตายด้วยฝีมือเราเป็นเที่ยงแท้ซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้น จึงร้องตอบไปว่าเจ้าอย่าอวดอ้างวางโตให้มากเกิน ไป จะถูกด้วยกระบองเหล็กสักทีเดี้ยวก็จะบี้แบนป่นเป็นจุณไป เพราะฉะนั้นเรา จะไว้ชีวิตก่อนให้เจ้ากลับไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า พระองค์หารู้จักใช้คนไม่ เรามี ฤทธาศักดานุภาพดีทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะปราบภูตผีปิศาจและยักษ์มารและคน พาลคนชั่วร้ายในโลกได้ เหตุใดจึงตั้งให้เราเป็นนายกองเลี้ยงม้า โดยความดูถูก เราเหลือเกินนัก ตัวจงดูเสาที่เราปักธงขึ้นไว้นั้น ถ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ตั้งเราเป็น ขุนนางตามอักษรสี่ตัวนี้แล้ว เราก็จะเลิกการรบพุ่งไม่ซิงชัย ถ้าไม่ตามใจเราอย่างนี้ เราก็จะตีกระหนาบขึ้นไปยังดาวดึงส์ ให้ถึงปราสาทเหลงเซียวเต้ยมิให้เง็กเซียง ฮ่องเต้มีความสุขอยู่ได้กือเล่งสินเทพบุตรได้ยินถ้อยคำของไต้เซียดังนั้น จึงเหลือบขึ้นไปดูบนเสาธง เห็นมีอักษรอยู่สี่ตัว คือ (ซีเทียนไต้เซีย) เห็นแล้วก็หัวเราะ พูดว่าอ้ายเดียรัจฉาน มิได้รู้จักหนักและเบาว่าฟ้าต่ำดินสูง อยากเป็นซีเทียนไต้เซียจงมาลองดูคมขวานของ เราเสียก่อนว่าจะคมตัดคอเอ็งขาดได้หรือไม่ ว่าดังนั้นแล้วกือเล่งสิน ขยับยก ขวานฟันลงตรงศีรษะซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซียยกกระบองเหล็กกายสิทธิ์ขึ้นรับ ขวานก็สะท้อนมือกือเล่งสินแทบจะหลุดง่ามมือกือเล่งสินฉีกโลหิตไหล กือเล่งสิน ทานกำลังซีเทียนไต้เซียมิได้จวนจะหนีอยู่แล้ว ซีเทียนไต้เซียยกกระบองขึ้นตี กือเล่งสินยกขวานขึ้นรับ ด้ามขวานหักออกไปเป็นสองท่อน กือเล่งสินกระโดด ถอยหนีรีบกลับไปยังค่ายโดยเร็วซีเทียนไต้เซียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายกระเป๋าหนังแขวนก้น กูไว้ ชีวิตมึงให้รีบกลับไปบอกนายมึงโดยเร็วเถิดฝ่ายกือเล่งสินหนีกลับเข้าค่ายได้แล้ว ก็มาคำนับบอกถักทะลีอ๋องแม่ทัพว่า เป๊กเบ็อุนมีฤทธาศักดานุภาพมากนัก จะเอาชัยชนะเห็นจะไม่ได้ ขอท่านได้โปรด ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งถักทะลีทีอ้องได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธแล้วพูดว่าท่านไปกระทำให้ข้าศึกศัตรู มันมีใจกำเริบ และเสื่อมเสียเกียรติยศของเง็กเชียงฮ่องเต้ อ้ายลิงจะมีใจกำเริบ ดูถูกได้ จึงเรียกเพชฌฆาตให้เอาตัวกือเล่งสินไปประหารชีวิตเสียฝ่ายโลเฉียจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ซึ่งโทษของกือเล่งสินนั้นข้าพเจ้าขอ งดไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะอาสาออกไปลองฝีมือแก่ซีเทียนไต้เชียดูว่าจะเป็นประการใดถักทะลีทีอ๋องได้ฟังโลเฉียว่าดังนั้น จึงยกโทษกือเล่งสินให้แก่โลเฉีย กือเล่ง สินพ้นโทษได้แล้วก็คำนับลาแม่ทัพกลับไปยังทีอยู่ โลเฉียก็จัดแจงแต่งตัวใส่เกราะ แล้ว มือถืออาวุธออกมาจากค่ายตรงไปยังหน้าถำจุ๊ยเลียมต้อง เวลานันซีเทียน ไต้เซียจวนจะพาพลพวกวานรกลับอยู่แล้ว พอเห็นโลเฉียรีบมาโดยกำลังเร็ว ซีเทียน ไต้เซียจึงร้องถามไปว่า ชายหนุ่มน้อยยคนนี้อยู่ที่ตำบลใดจึงเดินมาที่ปากถ้ำของเราได้ ท่านจะมีกิจธุระอย่างไรหรือโลเฉียได้ยินหงอคงถามดังนั้นจึงตอบว่า อ้ายวานรเดียรัจฉานชาติชั่วมึงไม่รู้ จักกูหรือ เราเป็นบุตรที่สามของถักทะลี่ที่อ้องท้าวเทวราชผู้เป็นใหญ่ได้อาชญา สิทธิ์จากเง็กเซียงฮ่องเต้ ใช้ได้ลงมาจับตัวเจ้าเอ็งยังไม่รู้สึกดอกหรือซีเทียนไต้เซียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ตัวเจ้าเป็นเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่น น้ำนม ทำไมจึงสามารถบังอาจพูดจาโอหัง เราจะยกชีวิตไว้ให้กลับไปเพราะยังเป็น เด็กอยู่ เจ้าจงดูบนเสาธงเป็นยี่ห้ออะไร จงจำไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ตั้งเราตาม ยี่ห้อที่เราจารึกไว้ในธงนั้นเป็นขุนนางตำแหน่งนี้ เราจึงจะงดไม่รบพุ่งต่อสู้ และ จะยอมนอบน้อมต่อเงกเชียงฮ่องเต้ ถ้าไม่ตั้งให้พอใจเรา ๆ ก็จะยกทัพขึ้นไปให้ กระทั่งถึงปราสาทเหลงเซียวเต้ยให้จงได้โลเฉียได้ฟังดังนั้น จึงแลขึ้นไปดูบนเสาธงเห็นมีอักษรสี่ตัวว่า (ซีเทียนไต้เซีย) โลเฉียจึงพูดว่าเอ็งเป็นเดียรัจฉานมาใช้ยี่ห้ออย่างนี้ มิได้รู้จักความตายความฉิบหาย ว่าจะมีมาถึงตัว เอ็งจงก้มคอมารับคมอาวุธเกี้ยมสักทีหนึ่งก่อนจะได้รู้สึกดีและชั่วซีเทียนไต้เซียก็มิได้มีความหวาดหวั่น จึงร้องบอกแก่โลเฉียว่า เจ้าอยากฟัน ก็จงเข้ามาฟันลองดูสักสองสามที่ก็ได้ เพราะเห็นว่าเจ้ายังเป็นเด็กจึงจะยอมให้ ลองฟันดูเล่นก่อนโลเฉียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงตวาดด้วยเสียงอันดังสำแดงเป็นสามเศียรหกมือ กุมอาวุธหกอย่าง คือเกี้ยมสำหรับฆ่าปิศาจยักษ์หนึ่ง มีดหมอหนึ่ง เชือกมัด ยักษ์หนึ่ง กระบองเหล็กใหญ่หนึ่ง จักรไฟหนึ่ง ตะกร้อหนึ่งคือเหมือนลูกทุเรียน ครั้นจับอาวุธครบทั้งหกมือแล้วก็วิ่งเข้ามาจะตีซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซีย เห็นดัง นั้นจึงร้องด่าว่าอ้ายเด็กทารกแกล้งทำกิริยาอาการแปรปรวนไปต่าง ๆ เอ็งเข้าใจว่า ของเอ็งดีที่สุดแล้วหรือ เรายังมีความรู้ดีวิเศษกว่าเจ้ามากนักว่าแล้วก็ตวาดด้วย เสียงอันดังแปลงกายเป็นสามเศียรหกกรให้เหมือนกันกับโลเฉีย มีมือถือกระบอง ทั้งหกมือเข้ารบรับกับโลเฉียเป็นสามารถขณะเมื่อโลเฉีย กับซีเทียนไต้เชียเข้ารบกันนั้นพื้นพสุธาก็หวั่นไหวเขาไม้ห้วย ธารก็สะเทือนไปทั้งสิ้น ต่างคนต่างมีฤทธาศักดานุภาพแคล่วคล่องว่องไวขับเคี่ยว กันได้สามร้อยสามสิบเพลง โลเฉียสำแดงอาวุธหกอย่างให้เป็นพันเป็นหมื่นออก ไปมากกว่ามาก ซีเทียนไต้เซียก็สำแดงกระบองออกเป็นพันเป็นหมื่นเหมือนกันยัง หาทันแพ้ชนะกันไม่ ซีเทียนไต้เซียจึงถอนขนเพชรออกหนึ่งเส้นร่ายพระเวทเป็นรูป ซีเทียนไต้เซียขึ้นอีกรูปหนึ่งถืออาวุธเหมือนกัน ยืนล่อรบประจัญบานกับโลเฉียอยู่ ตัวซีเทียนไต้เซียแอบเข้าข้างโลเฉีย ตีด้วยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ โลเฉียหลบ ไม่ทันถูกที่ท้ายทอยเจ็บปวดยิ่งนัก ก็ล่าหนีกลับเข้าค่ายฝ่ายถักทะลีทีอ๋องแลเห็นดังนั้น ก็ตกใจจึงออกปากพูดว่าหงอคงนี้มีฤทธา ศักดานุภาพมากนัก เราจะทำอย่างไรจึงจะเอาชัยชนะมันได้โลเฉียจึงบอกกับถักทะลีทีอ๋องว่า ที่ปากถ้ำนั้นมันตั้งเสาธงไว้ เขียนอักษรสี่ ตัวในธงว่า (ซีเทียนไต้เซีย) และมันได้บอกข้าพเจ้าว่า ถ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ตั้งให้ มันรับยี่ห้อสี่ตัวนั้นแล้ว ก็จะอ่อนน้อมยอมอยู่ในบังคับ และให้สงบการรบพุ่งจลาจล ถ้าไม่ตั้งให้แก่มันตามอักษรสี่ตัวนั้นแล้ว มันจะบุกบั่นรบพุ่งให้กระทั่งถึงปราสาท เหลงเซียวเต้ยถักทะลีทีอ๋องจึงพูดว่าถ้าดังนั้น ไม่ต้องต่อสู้รบพุ่งอะไรกันเรากลับขึ้นไปทูลเง็ก เชียงฮ่องเต้ ขอเอาพลเทพบุตรที่เข้มแข็งยกมาล้อมจับให้จงได้ถักทะลีทีอ๋องกับโลเฉียปรึกษากันตกลงแล้ว ก็รีบขับพลเหาะกลับขึ้นไปยัง ดาวดึงส์โดยเร็วฝ่ายซีเทียนไต้เซียเมื่อมีชัยชนะแก่เทพยดาแล้ว ก็พาพวกบริวารกลับเข้าถ้าที่ อยู่ พวกปิศาจยักษ์ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำและมิตรสหายทั้งหกก็มาพร้อมกันคำนับและ เชยชมฝีมือและสรรเสริญต่าง ๆ ซีเทียนไต้เซียจึงให้จัดของเลี้ยงมาเลี้ยงกันเป็นที่ รื่นเริงสำราญซีเทียนไต้เซียจึงพูดแก่มิตรสหายทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายยกเราขึ้นเป็นซีเทียน ใต้เซียแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะต้องเป็นไต้เซียเหมือนเราขณะนั้นหงู้หม้ออ๋องได้ยินซีเทียนไต้เซียพูดดังนั้นแล้วจึงคำนับแล้วพูดว่า ท่าน พูดดังนั้นก็สมควรอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะตั้งนามของข้าพเจ้าให้เรียกว่า (เพงเทียนไต้ เซีย)เกาหม้ออ๊องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าหงอทัยไต้เซียฟังหม้ออ๋องพูดว่าข้าพเจ้า จะตั้งนามว่า หุ้นเทียนไต้เซียไซท่ออ้องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าอีชัวไต้เซีย มี เกาอ๋องพูดว่า ข้าพเจ้าจะตั้งนามว่าทงฮวยไต้เซีย โง่ชุดอ๋องพูดว่าข้าพเจ้าจะตั้ง นามว่าคูสินไต้เซีย ในเวลานั้นไต้เซียทั้งเจ็ดตั้งตัวโดยลำพังตนเองแล้ว ก็เป็นที่สนุก สนานรื่นเริงสำราญใจ ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้วได้เซียทั้งหกก็คำนับลาซีเทียนไต้เซีย พากันกลับไปอยู่ตามภูมิลำเนาของตนฝ่ายถักทะลีที่อ้องกับโลเฉียกลับมาถึงดาวดึงส์แล้วก็ตรงเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ จึงกราบทูลพระเป็นเจ้าว่าข้าพเจ้ารับอาชญาสิทธิ์ลงไปรบแก่หงอคง หงอคงมีฤทธา นุภาพกล้าแข็งนัก เหลือสติกำลังที่จะต่อสู้เอาชัยชนะได้ ขอพระองค์ได้โปรดให้ เทพบุตรเพิ่มเติมไปช่วยอีก ข้าพเจ้าจะยกลงไปแก้มือดูอีกสักครั้งหนึ่งเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังถักทะลีทีอ้องทูลดังนั้นจึงตรัสถามว่า ปิศาจวานรตัว เดียวเท่านั้น เป็นเหตุอย่างไรจึงต้องมาขอพลเพิ่มเติมอีกโลเฉียจึงกราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบหงอคงวานรตัวนี้มีกระบองเหล็ก กายสิทธิ์ ตีกือเล่งสินด้วยกำลังทีเดียว ด้ามขวานเหล็กหักออกไปเป็นสองท่อน ต้องหนีกลับเข้าค่าย ข้าพเจ้าออกรบต่อสู้ มันตีถูกท้ายทอยเจ็บปวดเหลือกำลังที่ จะทนทานได้ข้าพระองค์หนี่มาโดยเร็วจึงได้รอดพ้นจากความตาย ขอพระองค์ ได้ทรงทราบโทษานุโทษแห่งข้าพเจ้าแล้วแต่จะโปรดอีกประการหนึ่งหงอคงมันมีฤทธาอานุภาพมิใช่น้อยที่ปากถ้ำตั้งเสาธงเขียน อักษยยี่ห้อสี่ตัวว่าซีเทียนไต้เซีย มันบอกว่าถ้าแม้นพระองค์ไม่ยอมตั้งยี่ห้อให้มัน เหมือนดังอักษรสี่ตัวแล้วตามประสงค์ มันจะตีบุกรุกขึ้นมาในดาวดึงส์ให้ถึงพระที่นั่ง เหลงเซียวเต้ยให้จงได้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัยเป็นอันมาก ตรัสว่าทำไมมันจึงมี ความสามารถถึงเพียงนี้ ถ้าดังนั้นต้องจัดพลเทพบุตรที่เข้มแข็งเพิ่มเติมลงไปปราบ มันเสียให้ราบคาบ จะได้สิ้นความยุคเขญให้จงได้เมื่อกำลังเง็กเซียงฮ่องเต้ตรัสอยู่นั้น ไทเป็กกิมแซเทวดาองค์หนึ่งกราบทูลขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบปิศาจวานรตนนี้ อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์โดยความหลง เพราะกำเริบฤทธาและเชี่ยวชาญด้วยวิทยาอาคมขลัง ซึ่งพระองค์จะเกณฑ์พลเทพ บุตรลงไปรบพุ่งแก่มันในคราวเดียวให้ได้ชัยชนะนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะไม่สำเร็จ กลับจะพาให้เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศและอำนาจไปเสียอีก ขอให้พระองค์ ทรงตั้งอยู่ในความกรุณา มีพระราชหัตถ์เลขาไปเกลี้ยกล่อมตั้งให้มันมียศตามความ ประสงค์แห่งมันเป็นซีเทียนไต้เซีย ตำแหน่งเปล่า ๆ กระนั้น มิได้บังคับบัญชาสิ่ง ใด ก็จะไม่ร้อนใจแห่งเทพยเจ้าทั้งหลายเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังไทเป็กกิมแชทูลดังนั้นจึงย้อนตรัสถามว่าอย่างไรจึง เรียกว่ามีที่ตั้งแต่ไม่มีการทำไทเป๊กกิมแชจึงกราบทูลว่า เป็นซีเทียนไต้เซีย แต่ไม่มีหน้าที่ว่าการ และไม่มี ที่ได้ที่เสียอะไรสักอย่างเดียว ขอพระองค์ได้ทรงทราบ กักตัวเอาไว้บนสวรรค์ให้ กลับใจดีได้อย่าให้เป็นพาลมิจฉาทิฐิต่อไป ฟ้าและดินก็จะเป็นปรกติเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นด้วยจึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นก็ตามที่ท่าน ว่านี้สมควรแล้ว จึงรับสั่งแก่บุนเค็กแซกุน ให้แต่งพระอักษรมอบให้ไทเป็กกิมแช ลงไปเกลี้ยกล่อมในวันนี้ฝ่ายบุนเค็กแชกุน ก็แต่งพระอักษรเสร็จแล้ว นำมาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็ก เชียงฮ่องเต้ ก็พระราชทานให้แก่ไทเป๊กกิมแช ไทเป๊กกิมแชก็ถวายบังคมลาออก จากประตูนำที่หมึง แล้วก็สำแดงฤทธิ์เหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึง ไทเป๊กกิมแชก็เดินมายังประตูถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง พิศดูไปก็เห็นผิดตากว่าแต่ก่อน บัดนี้มีค่ายคูประตูหอรบ และพลทหารก็เข้มแข็ง รักษาหน้าที่ประจำอยู่พร้อมเพรียง ทั้งเครื่องสาสตราวุธ ก็เรียบเรียงไว้เรียบร้อยเหมือนจะคอยสู้รบ ปิศาจยักษ์และ ฝูงลิงก็มีเป็นอันมากฝึกหัดเพลงอาวุธและโลดเต้นคะนองเหี้ยมฮึก ไทเป๊กกิมแช เดินมาถึงถ้ำจุ๊ยเลียมต้องเข้าทันที พวกพลวานรทั้งหลายเหล่านั้น เห็นไทเป๊กกิม แชมาก็กรูกันมาจะทำอันตราย ไทเป๊กกิมแชจึงร้องบอกว่า พวกเจ้าอย่าวุ่นวาย พวกเจ้ารีบไปบอกนายเจ้าว่าเราถือรับสั่งเชิญลายพระราชหัตถ์ของเง็กเชียงฮ่องเต้ เป็นราชทูตลงมาเชิญนายท่านขึ้นไปเฝ้าบนสวรรค์ เป็นการดีแก่นายเจ้าพวกวานรทั้งหลาย ได้ฟังไทเป๊กกิมแชบอกดังนั้นก็พากันรีบเข้าไปแจ้งความ แก่ซีเทียนไต้เซียตามถ้อยคำของเทวดาที่มาบอกเล่าซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังพวกวานรเข้ามาบอกเล่าดังนั้นจึงพูดว่าคราวนี้เห็นจะมา ดี เราเห็นว่าครั้งก่อนนั้น ไทเป๊กกิมแซลงมาเชิญเราไปตั้งเป็นขุนนางในตำแหน่ง ที่ไม่สมควร เราจึงหนีกลับลงมาเสียเป็นครั้งที่หนึ่ง ครั้งนี้ไทเป็กกิมแซลงมาอีก คงจะมีความดีเป็นแน่ ว่าแล้วจึงสั่งให้วานรทั้งหลายถือธงตีกลองตั้งแถวยืนเป็น ลำดับออกไปแล้วซีเทียนไต้เซียตกแต่งกายคลุมหมวกสวมเสื้อสอดเกราะเสร็จแล้ว ก็พร้อมด้วยฝู่งวานรห้อมล้อมออกไปรับไทเป๊กกิมแซ ครั้นถึงปากถ้ำเห็นไทเป๊กกิมแช ซีเทียนไต้เซียก็ย่อกายลงคำนับแล้ว จึงพูดว่า ท่านผู้เฒ่าไทเป๊กกิมแชข้าพเจ้าขอ เชิญท่านเข้าไปในถ้ำเถิด แล้วต่างคนก็ต่างทำคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วพา กันเข้าในถ้ำ เชิญให้ไทเป็กกิมแชนั่งที่อันสมควรไทเป็กกิมแชจึงพูดว่า ครั้งก่อนไต้เซียมีความน้อยใจว่า ที่ขุนนางเล็กน้อยไม่ สมเกียรติยศ การอันนี้ย่อมเป็นธรรมเนียมอยู่ท่านไม่เข้าใจหรือ อันวิสัยและธรรมดา ข้าราชการ ก็ต้องรับตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้น้อยไปก่อน เมื่อมีความชอบความดีก็ค่อย เลื่อนยคขึ้นไปทุกที ไม่ควรไต้เซียจะโทมนัสน้อยใจ วันก่อนถักทะลีทีอ้องกับโลเฉีย รับอาสามารบแก่ท่าน แล้วกลับขึ้นไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ท่านตั้งเสาธงใช้ยี่ห้อ ว่า ซีเทียนไต้เซีย บรรดาขุนนางเทพบุตรในดาวดึงส์ฝ่ายทหาร ขออาสายกพล โยธาเทพบุตรลงมารบแก่ท่านอีก แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยจึงได้กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ ทัดทานขัดขวางและขอโทษท่านและได้กราบทูลชี้แจงว่า ซึ่งจะยกพลทหารลงมา ต่อสู้ชิงชัยแก่ท่านคงเป็นความยากความลำบากเดือดร้อนทั่วไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย "ข้าพเจ้าทูลขอให้ตั้งท่านเป็นขุนนางตามความประสงค์ของท่าน การรบพุ่งก็จะสงบ เรียบร้อยไม่ร้อนรนแก่เทพยดาและมนุษย์ต่อไป เง็กเชียงฮ่องเต้ทรงเห็นชอบด้วย จึงรับสั่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเทวราชทูตลงมาพูดจาชี้แจงแก่ท่าน ถ้าท่านเห็นชอบด้วย มีความยินดีสวามิภักดิ์ต่อพระเป็นเจ้าแล้ว ขอเชิญท่านขึ้นไปเฝ้าพร้อมกับข้าพเจ้า ที่เดียวซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังไทเป๊กกิมแชชี้แจงดังนั้นก็มีความยินดีแล้วหัวเราะว่า . ครั้งก่อนก็มีความลำบากแก่ท่านหนหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็มีความลำบากแก่ท่านอีก ข้าพเจ้าขอบพระคุณท่านเป็นที่สุด แต่ไม่ทราบว่าบนสวรรค์นั้นจะมีตำแหน่งขุนนาง ใต้เซีย หรือไม่มีประการใดไทเป๊กกิมแชจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้แล้วจึงได้อาสาลง มาเชิญท่านไต้เซียขึ้นไปรับที่ตั้งท่านอย่าได้มีความสงสัยเลยซีเทียนไต้เซียได้ฟังไทเป็กกิมแชดังนั้นมีความยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งเสียกิจการ ทั้งปวง แก่วานรนายทหารและพลเรือนให้รักษาถ้ำที่อยู่และควบคุมดูแลบังคับ บัญชากันอยู่ตามเคย แล้วก็ชวนไทเป็กกิมแชออกมาจากถ้ำ ต่างสำรวมจิตร่าย พระเวทคาถาขึ้นเหยียบเมฆเหาะลอยขึ้นไปยังประตูสวรรค์นำที่หมึง ก็แลเห็นนาย ทหารและเทพบุตรและพระวิษณุกรรมพากันยกมือขึ้นคำนับพร้อมกัน ไทเป๊กกิม แชนำซีเทียนไต้เซียเข้าในปราสาทเหลงเซียวเต้ย ตรงเข้าไปหน้าพระที่นั่งไทเป๊ก กิมแชจึงถวายบังคมกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ซึ่งมีเทวบัญชารับสั่งใช้ ให้ข้าพเจ้าลงไปเชิญ หงอคงเป๊กเบ๊อุนก็ขึ้นมาแล้ว ๆ แต่จะทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯเง็กเซียงฮ่องเต้จึงมีเทวโองการแก่หงอคงว่า ตั้งแต่นี้ไปเราตั้งให้เป็นซีเทียนไต้ เซียตำแหน่งสูงที่สุด ถ้าได้รับที่ตั้งเป็นขุนนางแล้วอย่าได้ประพฤติการอันมิควร จงประพฤติแต่การที่ควร อันจะเป็นคุณแก่โลกทั้งหลายตรัสแล้วก็ทรงเซ็นลาย พระราชหัตถ์ให้แก่หงอคงฝ่ายหงอคงเมื่อได้รับตำแหน่งเป็นขุนนางแล้ว และได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้ทรง กำซับสั่งสอนทั้งนั้น จึงถวายบังคมกราบทูลขอบพระคุณแล้วก็ถอยออกมายืนเฝ้า อยู่ตามตำแหน่งเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งให้เทพบุตรจัดทำเป็นหอขึ้นที่ริมมุมต้นชมพู่ข้างด้านเหนือ ปลูกเป็นสองหอ ข้างซ้ายเป็นที่อยู่ระงับใจ ข้างขวาเป็นที่รักษาอารมณ์ สั่งให้ เทพบุตรเซียนถองอยู่คอยรับใช้สอยทั้งสองแห่ง แล้วรับสั่งให้เง้าเต๊กแชกุนนำซีเทียน ไต้เซียไปยังที่อยู่ และประทานสุราที่เซียนเคยบริโภคสองคนโท กับดอกไม้ทองคำ สิบกิ่งได้เป็นที่ระงับจิตร เพื่อมิให้ทำความชั่วต่อไปซีเทียนไต้เซียได้รับของประทานแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกมาพร้อมด้วยเง้าเต๊ก มานั้นเิมนทีนประทานแ้ว มีเม้็แรุนกี่นมลากับโนีือยูฐองคน ีเที ไต้เซียก็เข้าในหอพักสำราญอารมณ์มีความปราโมทย์บันเทิงใจเป็นที่ยิ่งอยู่ในสวรรค์ ทุกเข้าเย็นนิรันดรไม่มีที่ขัดขวาง แต่หารู้ว่าตนเป็นขุนนางตำแหน่งไหนไม่ มีแต่ชื่อ อยู่เท่านั้นหอที่อยู่ของซีเทียนไต้เซีย มีเซียนคอยเฝ้ารักษาพยาบาลประคับประคองให้ ซีเทียนใช้สอยอยู่เสมอมิได้ขาดแล้วก็ไม่มีธุระวุ่นวายอะไร มีแต่ความผาสุกอยู่เนือง นิตย์ไม่มีความขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่นตามห้องวิมาน แห่งเทพยดาทั้งหลายสั่งสนทนาคบหากันเป็นมิตรสหายชอบชิดสนิทสนม ทั้งท้าว จัตุโลกบาลก็ไปมาหาสู่อยู่เนื่อง ๆ มิได้ขาดมาวันหนึ่งเง็กเชียงฮ่องเต้เสด็จออกเทพบุตรเฝ้าแวดล้อมอยู่พร้อมกัน ใน เวลานั้นมีท่านเค้าเซงอ๋องจินหยินเทพบุตรผู้ใหญ่องค์หนึ่งเข้ามายังหน้าพระที่นั่ง ถวายบังคมกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดโดยข้าพเจ้าเห็นว่าซีเทียนไต้เซีย ตังแต่ ขึ้นมาอยู่ในวิมานก็มีความสุขสำราญอยู่ทุก ๆ วัน ไม่มีธุระอะไรไปเที่ยวเล่นทุก ๆ วิมานอยู่เสมออย่างนี้ ข้าพเจ้าวิตกว่ามีความสบายหนักเข้าก็อาจทำให้ใจกำเริบ ได้นานไปข้างหน้าคงจะเกิดเหตุเป็นแน่ ขอพระองค์จงตั้งให้ซีเทียนไต้เซียดูแลการ งานอะไรเสียสักอย่างหนึ่ง พอเป็นเครื่องกังวลให้กดใจไว้บ้างเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเค้าเซงอ๋องจินหยินกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงรับสั่งให้เทพบุตรไปตามตัวซีเทียนไต้เซียมาเฝ้าถวายบังคมแล้วชีเทียนไต้เซียจึง ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโปรดเกล้าฯ ให้หาข้าพเจ้ามาเฝ้าด้วยเหตุใดเง็กเซียงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เราเห็นซีเทียนไต้เซียว่างเปล่าอยู่ไม่มีการสิ่งใด เราหวังจะให้เป็นธุระในราชการสักอย่างหนึ่ง คือให้จัดแจงดูแลในสวนชมพู่เตาม แต่ซีเทียนจะไปจัดการให้เรียบร้อยเถิดซีเทียนได้รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้แล้ว ก็ถวายบังคมลาตรงไปยังสวนชมพู่ ครั้น ถึงแล้วก็เข้าไปตรวจดูในเวลานั้นเทพารักษ์ท้าวตี่กังคือ (พระภูมิเจ้าที่) ออกมาขวาง หน้าถามว่าไต้เซียจะไปข้างไหนซีเทียนตอบว่า เง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งให้ข้าพเจ้ามา ตรวจตราดูแลในสวนชมพู่นี้เทพารักษ์ท้าวตี่กงได้ฟังดังนั้น ก็ยกมือขึ้นคำนับพวกวิษณุกรรมลักสือที่เฝ้า อยู่ในสวนนัน ก็พากันมาคำนับซีเทียนใต้เซียทุก ๆ ตน ซีเทียนไต้เซียพิจารณาดู สักครู่หนึ่งจึงถามท้าวตีกังว่า ต้นชมพู่หมดด้วยกันทั้งนี้มีประมาณสักเท่าใดท้าวตีก๋งจึงบอกว่ามีอยู่สามพันหกร้อยต้น สวนที่หนึ่งพันสองร้อยต้นดอก เล็กผลเล็ก สามพันปีสุกครั้งหนึ่ง ถ้าใครได้กินผลหนึ่งได้สำเร็จเป็นเซียนสวนที่สองพันสองร้อยต้น ดอกซ้อนผลหวานหกพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้ ใดได้กินผลหนึ่ง เหาะเหินเหยียบเมฆเที่ยวเล่นโดยทางอากาศได้ ทั้งมีอายุมาก ไม่แก่ด้วยสวนที่สามมีพันสองร้อยต้น ผิวเขียวเมล็ดละเอียดเก้าพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง ใครได้กินผลหนึ่งอายุยืนเสมอฟ้าดิน และเท่าเวลากาลแก่พระอาทิตย์พระจันทร์ ชั่วนิรันดรซีเทียนใต้เซียได้ฟังท้าวตี่กังบอกดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่สุด เที่ยวตรวจดู โดยละเอียดแล้วก็กลับมายังที่อยู่ ตั้งแต่นั้นมาถึงหกวันซีเทียนก็เข้าไปตรวจดูครั้ง หนึ่ง ส่วนการไปมาหาสูคบเพื่อนก็หยุดมิได้ไปเที่ยวเล่นเช่นแต่ก่อนครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ซีเทียนได้เซียเข้าไปในสวนเที่ยวตรวจดูแล้วก็ไปนั่งเล่นใต้ต้น ชมพู่เห็นมีผลสุกอยู่หลายผลในใจจะใคร่กินผลชมพู่ทีแรกสุก แต่เกรงท้าวตีกึง และผู้คนใช้สอยอยู่ที่นันพรักพร้อมกัน จึงอุบายบอกว่า ท่านทั้งหลายจงไปคอยเรา ข้างนอกประตูสวน เพื่อให้เงียบเสียงซึ่งเจรจา เราจะได้พักหลับสักประเดี๋ยวพวกที่ใช้สอยเหล่านั้น ได้ฟังซีเทียนไต้เซียว่าดังนั้นต่างก็พากันออกไปนั่งสนทนา กันอยู่ที่ประตูสวนตามสบายครั้นพวกเหล่านั้นออกไปแล้ว ซีเทียนก็ถอดหมวกและเครื่องแต่งตัววางลงไว้ บนหอเย็นที่กลางสวนแล้ว ก็กระโดดปืนขึ้นไปบนต้นชมพู่ เลือกดูผลไหนสุกก็เก็บ กินตามสบาย ครั้นกินแล้วก็กระโดดลงมาแต่งตัวเสร็จแล้วดังเก่าจึงเรียกเซียนเหล่า นั้นมาสั่งการเสร็จแล้วก็กลับมาที่อยู่ต่อมาซีเทียนเข้าไปในสวนก็ทำอุบายเหมือนดังก่อนขโมยชมพู่กินอยู่อย่างนั้น เนืองๆ จนชมพู่ที่สุกนั้นก็บางลงไปทุก ๆ ต้นครั้นมาวันหนึ่ง นางเท้าเทวราชคือ (พรหมผู้หญิง) จะทำการเลี้ยงโต๊ะเป็น การใหญ่ จึงสั่งให้นางฟ้าทั้งเจ็ดองค์ไปเก็บชมพู่ที่ผลสุกเพื่อจะเอามาเลี้ยงโต๊ะ เทพ ธิดาทั้งเจ็ดองค์ รับสั่งนางท้าวถือกระเช้าสำหรับใส่ชมพู่ ต่างก็ชวนกันไปยังสวน ครั้นมาถึงก็เข้าไปหาท้าวตี่กึงและพวกเฝ้าสวนทั้งหลาย นางทั้งเจ็ดก็เข้ามาคำนับ แล้วบอกแก่ท้าวตีก๋งว่า เจ้าแม่มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมาเก็บผลชมพู่ที่สุกในสวน ไปเลี้ยงโต๊ะตามเคยเหมือนทุกปีมาท้าวตี่ก๋งได้ทราบดังนั้นแล้วจึงบอกว่า เดี้ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะเง็ก เซียงฮ่องเต้มอบธุระกิจการในสวนให้แก่ซีเทียนไต้เซีย จำจะต้องบอกเล่าแก่ซีเทียน ไต้เซียก่อนแล้วจึงจะเก็บได้นางทั้งเจ็ดถามว่า ซีเทียนไต้เซียนั้นอยู่ที่ไหน ท้าวตี่ก๋งจึงบอกว่าเห็นจะเข้ามา นอนที่หอเย็นกลางสวนนั้นกระมังนางทั้งเจ็ดพูดว่าถ้าดังนั้นต้องเข้าไปถาม ถ้าช้าไปกลับไม่ทันข้าพเจ้าจะมี ความผิดท้าวตี่กังพร้อมด้วยนางทั้งเจ็ดก็เข้าไปในสวนเพื่อจะได้บอกเล่าแก่ซีเทียนไต้เซีย ครั้นเข้ามาถึงหอเย็นเห็นแต่เครื่องแต่งตัวไม่เห็นซีเทียนไต้เซียฝ่ายซีเทียนไต้เซียนั้น เมื่อแรกเข้าไปในสวนเก็บผลชมพู่กินอิ่มแล้ว จำแลงกาย เป็นทารกเด็กน้อยเท่าองคุลีบังใบชมพู่นอนอยู่บนกิ่งไม้นางทั้งเจ็ดบอกแก่ท้าวตี่ก๋งว่า พวกข้าพเจ้ารับคำสั่งเจ้าแม่มาหาตัวซีเทียน ก็ไม่ปะจะกลับไปเสียนั้นเห็นจะไม่ได้หากจะมีความผิดขึ้น พวกเซียนที่เฝ้าสวนจึง พูดแก่นางเทพธิดาทั้งเจ็ดองค์ว่า ถ้าเช่นนั้นนางไปเก็บเสียก่อนก็ได้เมื่อซีเทียนไต้เซีย กลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะบอกก็ได้นางทั้งเจ็ดได้ฟังพวกเซียนว่าดังนั้น ก็ชวน กันเที่ยวเลือกเก็บผลชมพู่ที่สุกในสวนที่หนึ่งเก็บได้สามกระเช้า ในสวนที่สองเก็บ ได้สองกระเช้าแล้ว ในสวนที่สามพิจารณาดูเห็นผลชมพู่เบาบางไปทุก ๆ ต้น ดอก ก็ร่วงโรยมีแต่ต้นละสองผลสามผลเท่านั้น และมีแต่ผลที่เขียวดิบ ๆ อยู่ไม่มีผลสุก โดยเหตุที่ซีเทียนไต้เซียลักเก็บกินเสียหมดนางเทพธิดาทั้งเจ็ดเที่ยวมองหาและค้นดูทุก ๆ ต้นก็ไม่เห็นมีผลสุก ดูไปดูมา เห็นที่ต้นหนึ่งมีอยู่สองสามผลสุกครึ่งหนึ่งดิบครึ่งหนึ่ง นางเสื้อเขียวก็เอื้อมมือ เหนี่ยวกิ่งลงมาจะเก็บ นางเสื้อแดงก็เก็บ ครั้นเก็บแล้วก็ปล่อยกิ่ง กิ่งชมพู่ลัดขึ้น ไปถูกซีเทียนที่มานอนอยู่ซีเทียนไต้เซียตกใจตื่นขึ้นคลายมนต์กายกลับเป็นรูปเดิม ถือกระบองเหล็กคู่มือ แล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอีพวกผีปิศาจเหล่านี้อยู่ที่ไหนจึงอาจสามารถเข้า มาในสวนเก็บผลชมพู่ของกูได้ฝ่ายพวกนางเทพธิดาทังเจ็ดองค์ได้ยินดังนันก็ตกใจคุกเข่าลงแล้วก็คำนับบอกว่า พวกข้าพเจ้าทั้งเจ็ดคนนี้ ถือรับสั่งพระแม่เจ้าให้มา เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย เหล่านี้เป็นพนักงานเก็บผลชมพู่ทุก ๆปี ท้าวตีกังบอกว่าท่านอยู่ในสวน ข้าพเจ้า เข้ามาจะคำนับท่านก็ไม่พบท่าน ครันจะรอให้พบท่านก็จะไม่ทันราชการเกรงจะมี ความผิด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบอกแก่ท้าวตี่กังว่าจะขอเก็บผลชมพู่ก่อน เมื่อ ท่านกลับมาจึงค่อยบอกความต่อที่หลังก็จะได้ จะได้ไม่เสียเวลา ขอท่านอย่าได้ ถือโทษพวกข้าพเจ้าเลย เพราะคราวนี้จะเลี้ยงโต๊ะเป็นการประชุมใหญ่ซีเทียนไต้เซีย ได้ฟังดังนั้นก็หายโกรธ กลับมีความยินดีพูดแก่นางทั้งเจ็ดให้ ลุกขึ้น แล้วจึงถามว่า เจ้าแม่ทำการประชุมใหญ่เลี้ยงโต๊ะคราวนี้จะเชิญผู้ใดบ้างนางฟ้าทั้งเจ็ดองค์จึงบอกว่า ทุกคราวทุกครั้งที่เคยทำมาแล้วนั้น ทิศปราจีน ได้เชิญพระโพธิสัตว์กับผู้สำเร็จทิศพายัพน้ำเก็กไต้เซียนและพระกวนอิม ทิศบูรพา ช่องอินใต้ตีอับจิวเต้าเซียนกง ทิศอุดรปักเก๊กเหี้ยนเล้ง ทิศใต้ยิดเค้กอึงกั๊กไต้เซียน และทั่วไปทุก ๆ ภูมิสฐาน เทพยดาเทพารักษ์ในจักรวาลมาประชุมพร้อมกันใน เวลานั้น เป็นมหาไชยมงคลอันใหญ่สำหรับปีซีเทียนไต้เซียได้ฟังนางเทพธิดาทั้งเจ็ดบอกเล่าดังนั้น จึงถามต่อไปอีกว่า เจ้าแม่ได้เชิญเราด้วยหรือไม่ด้วยเราก็เป็นเซียนผู้สำเร็จเหมือนกันนางเทพธิดาทั้งเจ็ดตอบว่า ที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ตามที่เคยมาทุกปีแล้ว แต่ใน คราวนียังไม่เคยทราบว่าจะเชิญผู้ใดมากน้อยเท่าใด ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ซีเทียน จึงบอกแก่นางทั้งเจ็ดว่า ถ้ากระนั้นนางจงคอยเราสักประเดียว เราจะไปฟังข่าวดู ว่าจะเป็นประการใด พูดแล้วซีเทียนก็สำรวมพระคาถาผูกนางทั้งเจ็ด แล้วบอก ว่าเจ้าจงยืนอยู่ที่นี่ก่อน นางทั้งเจ็ดถูกมัดด้วยเวทมนตร์ก็พากันยืนแข็งอยู่ใต้ต้นชมพู่ ซีเทียนก็เหาะไปยังตำหนักเจ้าแม่ตรวจดูว่า จะสนุกสนานครึกครื้นประการใดแต่เมื่อซีเทียนเหาะไปนั้นเผอิญมาพบชิดเคียดไต้เซียน เทวดาองค์หนึ่งเหาะมา ซีเทียนก้มศีรษะทำคำนับแล้วคิดอุบายถามว่า ท่านไต้เซียนจะไปข้างไหน ซิด เคียดไต้เซียนจึงบอกว่า นางอ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ยให้ไปเชิญมาประชุมเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่ ซีเทียนจึงพูดว่าดีแล้วพบท่านตามทาง ข้าพเจ้าจะบอกท่านไต้เซียนให้ทราบว่า เง็ก เชียงฮ่องเต้เห็นว่าข้าพเจ้าเหาะเหินเร็ว จึงใช้ให้ข้าพเจ้าไปคอยทุกหนทาง เพื่อให้ เชิญไต้เซียนทั้งหลายไปประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อน แล้วจึงไปที่ประชุมเลี้ยง โต๊ะต่อภายหลัง ชิดเคียดไต้เซียนได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าจริง จึงเหาะกลับไปยัง วิมานธงเม่งเต้ยซีเทียนเห็นชิดเคียดไต้เซียนกลับหลังไปแล้ว ซีเทียนก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็น ชิดเคียดไต้เซียน รีบเหาะไปยังที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะ ครั้นถึงแล้วก็ลงเดินเข้าไปใน ตำหนักเห็นที่บนโต๊ะจัดแจงแต่งตั้งไว้ ล้วนประดับประดาด้วยเครื่องวิเศษงดงาม ประหลาด ในมนุษยโลกไม่มีที่จะเปรียบได้เครื่องโภชนาโอชารสทิพย์ต่าง ๆ ดู เรียบเรียงไว้เรี่ยรายเป็นลำดับดูน่ากินยิ่งนัก ยังคอยท่าแต่หมู่เทพยดายังหามีใคร มาไม่ ซีเทียนตรวจดูเห็นไม่รู้สินสุด ขณะเมือซีเทียนยืนดูอยู่นั้น หอมกลินทิพย์ โอซารสสุรามากระทบจมูกเข้า ซีเทียนจึงหันมาเห็นทิพย์สุราตังอยู่ข้างฝ่าสองสาม คนโทล้วนแต่สุราทิพย์ที่กลั่นอย่างวิเศษ ซีเทียนเห็นดังนั้น นึกอยากจนน้ำลายไหล ออกมา อยากจะเดินเข้าไปหยิบกินก็นึกเกรงพวกรักษาการยังเฝ้าอยู่ ซีเทียนจึง ถอนขนในตัวใส่ปากเสกคาถาพ่นออกไป เป็นตัวแมลงหวี่ต่าง ๆ บินไปจับเกาะ นัยน์ตาทุก ๆ เซียน พนักงานเหล่านั้นก็คันหูคันตาหาวนอน ต่างก็ง่วงงัวเงียมือ เท้าอ่อนสัปหงกหลับต่างก็ล้มนอนไปทั้งสิ้น ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็เดินเข้าไปหยิบ คนโทสุราทิพย์รินออกมากินตามสบายใจ เมาจนไม่รู้สึกตัว แล้วกลับได้สติคิดขึ้น ได้ว่าไม่ดีไม่ควร ถ้าช้าอยู่ที่นี่เทวดามาประชุมพร้อมกันเข้าก็จะจับตัวเรา ทำ อย่างไรดีเห็นจะสู้กลับไปนอนยังที่จะดีกว่า คิดดังนั้นแล้วก็ลุกเดินโซเซออกมา จากที่นั่นจะเหาะกลับมา เผอิญหลงไปหาใช่ที่อยู่ไม่ เหาะไถลไปยังชั้นวิมานดุสิต ที่วิมานนี้พ้นวิมานดาวดึงส์มาแล้ว ซีเทียนครั้นเหาะเลยขึ้นไปก็พอสร่างสุราได้สติ ขึ้นก็แลเห็นวิมานชั้นดุสิต นึกขึ้นมาได้ว่าเราหลงทางขึ้นมาถึงที่นี่ ก็พ้นวิมาน ดาวดึงส์มาได้แล้ว ซึ่งมาถึงที่นี้ เห็นจะเป็นชั้นพรหมที่ท่านท้ายเสียงเล่ากุนอยู่ ซีเทียนคิดจะเข้าไปหาท้ายเสียงเล่ากุน แต่วิตกที่ตนไม่เคยมา คิดว่าเราหลงมา เวลานี้ จำจะต้องเข้าไปหาดูก่อนเห็นจะดี คิดแล้วก็สำรวมก็ริยาเดินเข้าไป เหลียว ซ้ายแลขวาเห็นเงียบสงัด ไม่ได้เห็นใครสักคนเดียว เพราะในเวลานั้นท้ายเสียง เล่ากุนอยู่บนตำหนักชั้นสูง คอยฟังพระเหยียนเตงเทศนา พระเหยียนเตงนั้น คือพรหมผู้ใหญ่ หมู่เทพยดาใหญ่น้อยเคยมาประชุมแวดล้อมคอยฟังเทศนาซีเทียนค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องยาของท้ายเสียงเล่ากุน ปรารถนาจะถามความ ก็ไม่เห็นมีใคร เหลียวซ้ายแลขวา จึงเห็นน้ำเต้าใส่ยาอยู่บนชั้น และมีน้ำเต้าห้า ลูกในน้ำเต้านั้นล้วนแต่ใส่ยาวิเศษสำเร็จแล้ว ซีเทียนเห็นแล้วก็ดีใจ จึงคิดว่าของ สิ่งนี้ ตั้งแต่เราสำเร็จจะขอเรียนวิชาเป็นแพทย์ประกอบยาวิเศษ อย่างนี้ไว้ช่วยมนุษย์ เผอิญไม่ให้มีเวลาว่าง วันนี้เห็นเป็นอุปนิสัยอันใหญ่จึงให้หลงมาพบยาอันวิเศษ และท้ายเสียงเล่ากุนก็ไม่อยู่ด้วย จำเราจะลองกินสักสองเม็ด เป็นลาภปากที่เรา ได้มาปะเข้าแล้ว คิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปหยิบน้ำเต้าเทยาออกมาใส่ปาก เคี้ยวกิน เล่นดุจถั่วคั่วกินจนหมดยาในน้ำเต้าทั้งห้าลูก ครั้นซีเทียนกินยาหมดแล้ว ฤทธิ์ เมาสุรานั้นก็หายไป ครั้นได้สติก็คิดวิตกว่าตัวเราไม่ดีทำการเกินตัวครั้งนี้ โษ เราใหญ่หลวงเท่าฟ้าและดิน จำเราจะหนีกลับลงไปยังที่เดิมอันเคยอยู่ของเรา คิดแล้วก็ออกจากวิมานเหาะกลับออกมาทางทิศปราจีน ร่ายพระเวทวิทยากำลัง กายรีบเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงปากถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องจึงร้องเรียก บริวารวานรว่า พวกเจ้าทั้งหลายเรากลับมาแล้วฝ่ายพวกบริวารเมื่อได้ยินเสียงซีเทียนไต้เซียดังนั้นต่างก็มีความยินดี กรูกัน ออกมาคำนับถามว่าไต้เซีย ไปสบายใจนานแล้ว ไม่ลงมาเยี่ยมเยือนพวกข้าพเจ้า บ้างเลยท่านมีสุขทุกข์ประการใดซีเทียนเดินพลางพูดพลางด้วยพวกบริวารว่า เราไปก็ไม่สู้นานกี่วันนัก ครั้นเดิน ถึงในถ้ำขึ้นนั่งบนแท่นแล้ว วานรนายทหารทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารใหญ่น้อยคำนับ แล้วถามว่า ท่านไต้เชียขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ มีความสุขสำราญอย่างไรบ้าง และ ได้รับหน้าที่เป็นขุนนางตำแหน่งอะไร - ซีเทียนได้ยินบริวารถามดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า ในคราวนี้ขึ้นไปเฝ้าเง็ก เซียงฮ่องเต้โปรดปรานมาก ทรงตามใจตั้งให้เราเป็นซีเทียนไต้เซีย แล้วโปรดให้มี ที่สำนักสองแห่ง และให้พนักงานไว้ใช้สอย มาวันหนึ่งท่านเห็นว่าเราไม่มีหน้าที่ ราชการอันใด จึงโปรดรับสั่งให้เราไปดูการในสวนชมพู่ ครั้นอยู่มานางท้าวเทวราช จะประชุมการเลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่ เชิญเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย แต่ตัวเรา ท่านมิได้เชิญ เพราะฉะนั้นเราจึงลอบไปก่อนลักกินสุราทิพย์และเครื่องโอชารส เสียสิ้น เราเมาสุราเดินหลงทางเลยไปยังสำนักท้ายเสียงเล่ากุน ลักยาวิเศษกิน หมดทั้งห้าน้ำเต้า ครั้นกินแล้วก็สร่างเมาเราคิดวิตกว่าจะทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ จะมีโทษถึงสิ้นชีวิตเพราะฉะนั้นเราจึงต้องหนีกลับลงมาเสียดังนี้พวกบริวารได้ฟังดังนั้น ก็พากันมีความยินดี จึงพร้อมกันจัดแจงเครื่องแกล้ม และสุรามาตั้งเรียงราย แล้วก็รินสุราออกและยกขึ้นคำนับซีเทียน ซีเทียนก็รับดื่ม เข้าอีกหนึ่งก็หน้านิวคิวย่น ร้องว่ากินไม่ดี ๆ และพูดว่าเมื่อเราลักสุราทีอ็องโป๊ เนี่ยเนี้ยเลี้ยงโต๊ะกินนั้นรสดีกว่าสุรานี้ด้วยสุรานั้นเป็นของทิพย์ กินแล้วทำให้อายุ ยืนไม่แก่ไม่ตายพวกวานรทั้งหลายเหล่านั้น ได้ยินซีเทียนไต้เซียพูดดังนั้นต่างก็ดีใจอยากจะ ได้กินบ้าง จึงพูดว่าซีเทียนไต้เซียไปเถิดข้าพเจ้าจะคอยท่าซีเทียนได้ฟังบริวารว่าดังนั้น ก็รีบออกจากถ้ำเหาะขึ้นไปยังตำหนักเอี้ยนตี้ ครั้นถึงแล้วซีเทียนก็ร่ายคาถากำบังตัวเดินตรงเข้าไปข้างใน แลเห็นเซียนเหล่านั้น ยังนังสัปหงกง่วงอยู่ซีเทียนก็เข้าไปหยิบสุราทิพย์ได้สองขวดแล้วหนีบรักแร้อีก สองขวดก็ถือเอามา แล้วเดินออกมาพ้นวิมาน ก็เหาะมายังเขาฮวยก๊วยซัว บอก บริวารให้จัดโต๊ะประชุมให้พร้อมกันจะได้เสพสุราอันมีนามว่า (เซียมจิ๋วหวย) คือ สุราทิพย์สำหรับเทวดากิน ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว ก็พากันเสพสุราทิพย์เป็นที่รื่นเริงฝ่ายนางฟ้าทั้งเจ็ดคนที่ถูกซีเทียนร่ายคาถามัดอยู่ในสวนนั้น ครั้นซีเทียนลงไป เมืองมนุษย์แล้ว มนต์ก็เสื่อมคลายจึงหลุดออกมาได้ นางทั้งเจ็ดก็รีบยกกระเช้า ชมพู่กลับเข้าไปในตำหนักวิมาน คำนับแล้วยืนก้มหน้านิ่งอยู่อ๋องโป้เนี่ยเนี้ยนางเทวราชจึงถามนางทั้งเจ็ดว่า พวกเจ้าไปเก็บชมพู่ได้มามาก น้อยเพียงใดนางทั้งเจ็ดจึงทูลว่า สวนนอกได้สองกระเช้าเล็ก สวนกลางได้สามกระเช้า สวน หลังนั้นไม่ได้เลย ข้าพเจ้าคิดดูเห็นซีเทียนใต้เซียจะลักเก็บกินเป็นแน่ เพราะใน เวลานั้นข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังค้นผลชมพู่อยู่ ซีเทียนอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ก็โดด ออกมาร้องตวาดพวกข้าพเจ้าแล้วถามว่า เจ้าแม่จะเลี้ยงโต๊ะจะเชิญท่านผู้ใดบ้าง พวกข้าพเจ้าจึงบอกว่า ตามที่เจ้าแม่ได้เชิญนั้นเล่าให้ฟัง แล้วซีเทียนก็ร่ายคาถา มัดพวกข้าพเจ้าให้ยืนนิ่งอยู่ในที่นั้น มาถึงเวลานี้จึงได้หลุดออกมาได้นางเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยได้ฟังดังนั้น แล้วก็รีบขึ้นไปยังปราสาทเหลงเซียวเต้ย กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบทุกประการขณะเมื่ออ๋องโป๊นี่ยเนี้ย กำลังทูลอยู่นั้นพวกเซียนเฝ้าสุราทิพย์พากันกราบ ทูลอีกว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดลอบแอบเข้าไปลักสุราทิพย์ไปหมด ทั้งเครื่องทิพย์โอชา ก็เปื้อนเปรอะไปทั้งนั้นในขณะนั้นเทพยดาและเซียนทั้งสี่มากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้อีกว่า ท้ายเสียง เล่ากุนมาแล้ว เง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังแล้วก็ลงมาจากทิพย์บัลลังก์พร้อมกับ นางท้าวเทวราชออกมารับท้ายเสียงเล่ากุนเข้ามาท้ายเสียงเล่ากุนจึงทูลแก่เง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ในตำหนักของข้าพเจ้านั้น ประกอบ ยาวิเศษสำเร็จแล้วไว้หวังจะนำเอามายังที่ประชุม ให้เทพยดารับประทานบังเอิญ ถูกขโมยลักไปเสียหมดแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนแจ้งดังนั้นก็ตกพระทัยตะลึงไป สัก ครู่หนึ่งพวกเซียนที่รับใช้ของซีเทียนเข้ามากราบทูลว่าซีเทียนไต้เซียไม่ดูแลการใน สวนหายไปตั้งแต่วานนี้แล้วก็ไม่เห็นกลับมาไม่ทราบว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ขอ พระองค์ได้ทรงทราบเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพวกเซียนทูลดังนั้น ก็ยังทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ แล้วทอดพระเนตรเห็นชิดเคียดไต้เซียนเข้ามากราบทูลอีกว่า ข้าพเจ้าได้รับเชิญ เจ้าแม่มาประชุมเมื่อวานนี้ ปะซีเทียนไต้เซียบอกว่าพระองค์ไห้บรรดาเทพบุตร และเซียนเข้ามาประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อนแล้วจึงค่อยไป่ตำหนักเอี้ยวตี้ต่อ ภายหลัง ข้าพเจ้าก็สำคัญว่าจริงจึงได้กลับมายังธงเม่งเต้ยก็มิได้เห็นพระองค์ ข้า พระองค์จึงได้เลยมาเฝ้าในครั้งนี้เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็ยิ่งหวาดหวั่นพระทัยยิ่งนัก จึงรับสั่งว่าเราหา ได้สั่งแก่ซีเทียนไต้เซียไม่ มันคงหลอกให้ท่านหลงเชื่อมัน การคงจะเป็นดังนี้เป็น แน่ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้ (เฉเหลงกัว) เทพบุตรไปสืบดูทั่วทุกวิมานว่าจะเป็น ด้วยเหตุประการใด เฉเหลงกัวรับรับสั่งแล้ว ถวายบังคมลาออกมาแล้ว ก็เที่ยวไป สืบดูทุก ๆ วิมาน ครั้นได้ทราบความแน่แล้วก็กลับมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ซึ่งเกิดความวุ่นวายนั้นมิใช่ใครอื่นไกล ซีเทียนนั้นแลขอ พระองค์ทรงทราบเงกเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระพิโรธรับสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลทั้ง สี่พร้อมด้วย (ถักทะลีทีอ๋อง) กับโลเฉียและดาวยี่สิบแปดดวงสิบสองง่วนสิน และ ดาวทั้งเก้ากับเง้าฮวงเจี๊ยบเทพารักษ์ กับเทวดาทั้งสี่ทิศพร้อมกันทั้งพลเทพยดารวม ได้สิบหมื่นครั้นจัดกันพร้อมแล้ว ก็พร้อมกันถวายบังคมลาออกจากประตูนำที่หมึง ถัก ทะลีทีอ๋องเร่งพลเทพยดาเหาะลงมายังเขาฮวยก๊วยซัว ครั้นถึงแล้วถักทะลีทีอ๋อง สั่งให้รายพลล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ แน่นหนาแล้ว ถักทะลีทีอ๋องสั่งให้เก๊าเอี้ยว ดาวทั้งเก้าเข้าไปหน้าถ้ำชวนซีเทียนไต้เซีย ให้ออกมารบเก๊าเอี้ยวก็ยกพลเข้าไปร้อง ท้าทายที่ปากถ้ำฝ่ายพวกบริวารวานรทั้งหลายเมื่อได้ยินเก๊าเอี้ยวมาร้องท้าดังนั้น ก็รีบนำ ความเข้าไปบอกแก่ซีเทียนไต้เซีย ซีเทียนไต้เซียเมื่อได้ฟังวานรนำความมาแจ้งดัง นั้นก็มิได้แสดงความครั่นคร้ามหวาดเสียวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดนั่งเสพสุราเฉยอยู่ แล้วจึงพูดว่าวันนี้เรากินสุราเมาอยู่อย่าให้ใครเป็นธุระพวกบ้านเลย พูดยังไม่ทัน ขาดคำพวกวานววิ่งเข้ามาบอกอีกว่า เทวดาทั้งเก้าองค์ได้กล่าวคำหยาบช้าต่อไต้ อ้องมากมายนักฝ่ายซีเทียนไต้เซียเมื่อได้ฟังพวกวานรมาบอกดังนั้น จึงบอกว่าช่างเขาเถิด จะด่าว่าประการใดก็ช่างเขาท่านทั้งหลายอย่าเอาเป็นธุระเลย เรามีสุราสู่กันกิน ให้สบายอย่าวิตกทุกข์ร้อนอะไรไปทำไมซีเทียนพูดยังไม่ทันจะขาดคำลง พวกวานรวิ่งเข้ามาบอกว่าเทพารักษ์เก้าองค์ ทำลายประตูถ้ำเสียแล้ว พากันตีเข้ามาเกือบจะถึงอยู่แล้วซีเทียนได้ฟังดังนั้น จึงเรียกต๊อกกักกุ้ยอ้องเซียนฮองให้พายักษ์ เจ็ดสิบสอง ถ้ำและพวกทหารวานรยกออกไปก่อนฝ่ายต๊อกกักกุ้ยอ๋องเซียนฮองแม่ทัพหน้ารับคำสั่งแล้วก็รีบจัดทหารเสร็จแล้วก็ ขับทหารออกไปก่อน ฝ่ายซีเทียนชักกระบองออก กวัดแกว่งและเรียกหมู่ทหาร วานรพร้อมกันหนุนออกมาฝ่ายต๊อกกักกุ้ยอ๋องเซียนฮองครั้นออกมาถึงนอกถ้ำเห็นเทพารักษ์เก้าองค์ตั้ง สกัดทางขวางหน้าอยู่ที่สนามเล็กจะออกไปหาได้ไม่ พอซีเทียนมาถึงเข้าแล้ว แล เห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าจงรีบเปิดทางโดยเร็วว่าแล้วก็สำแดง ฤทธาแกว่งกระบองโจมตีออกมาด้วยกำลังฝ่ายเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะต่อสู้ต้านทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ล่าถอยออกมา ตั้งรายเป็นกระบวนอยู่ แล้วจึงพูดแก่ซีเทียนว่า ตัวท่านไม่รู้จักความตายจะมาถึง ตัวเจ้าบังอาจล่วงละเมิดกระทำความผิดเป็นมหันตโทษกินชมพู่ในสวนจนหมด แล้วยังมิหนำซ้ำไปลักสุรากินอีกเล่า ใช่แต่เท่านั้นยังกระทำวุ่นวายหลอกลวงให้ การประชุมของนางท้าวเทวราชอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยเสียไปด้วยแล้วมิหนำซ้ำลักสุราลง มาเลี้ยงพวกของตัวอีก ทำการชั่วร้ายแรงนักยังไม่รู้โทษตัวว่ากระทำผิดหรือซีเทียนได้ยินเทพารักษ์ว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า การทั้งปวงก็จริงดังท่าน ว่า แต่บัดนี้ท่านจะทำประการใดแก่เราก็ให้เร่งว่ามาเถิดเทพารักษ์เก้าองค์จึงตอบว่า เรารับคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ลงกำจัดตัว เจ้า ๆ จงยอมเสียโดยดี ถ้าขืนดื้อดึงต่อสู้แก่เรา พวกเจ้าก็จะถึงความวินาศลง ด้วยฝีมือเราและพลแห่งเทพยดาทั้งหลายซีเทียนจึงว่าตัวเป็นแต่เทพารักษ์เล็กน้อยจะมีฤทธิ์เดชสักเท่าใดจึงมาพูดข่มขี่ บังคับเราแม้ได้ถูกกระบองเหล็กสักทีหนึ่งจึงจะรู้สำนึกตนว่าจะเป็นประการใดเทวดาทั้งเก้าองค์ได้ฟังซีเทียนหมิ่นประมาทดังนั้น ก็มีความโกรธจึงพร้อมกัน เรียงหน้าโจมตีเข้าไปด้วยกำลัง ซีเทียนแกว่งกระบองเหล็กกายสิทธิ์รับรองป้อง ปัดต่อสู้เทพารักษ์เก้าองค์ด้วยกำลังอันเรี่ยวแรงแข็งขัน เทพารักษ์ทั้งเก้าองค์จะ รบรอต่อกรและทานกำลังซีเทียนมิได้ก็ล่าถอยกลับเข้าค่ายชี้แจงแก่ถักทะลีทีอ๊อง แม่ทัพว่า ซีเทียนมีกำลังฤทธิ์เดชเข้มแข็งนักจะต่อสู้ทานกำลังมิได้ ขอท่านได้ทราบถักทะลีทีอ๋องได้ฟังเทพารักษ์ทั้งเก้าองค์ชี้แจงดังนั้นจึงสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาล และยี่จับโป๊ยสืบคือดาวยี่สิบแปดดวงพร้อมกันออกไปรบซีไต้เซียนอ้องกับเทพยดาทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็คำนับลา แม่ทัพยกพลทหาร ออกไปตั้งกระบวนรบอยู่ที่สมรภูมิชัยฝ่ายซีเทียนก็จัดให้ต๊อกกั๊กกุ้ยอ๋องเซียนฮองและนายปิศาจยักษ์ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำ กับวานรทหารเอกทั้งสี่พร้อมกันยกออกไปตั้งอยู่หน้าถ้ำคอยทีข้าศึกอยู่ครั้นสองทัพยกมาประจัญหน้า ต่างก็เข้าต่อยุทธ์รบสู้กันเป็นสามารถ ต๊อกกั๊ก เซียนฮองทั้งสองและพวกยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำและพวกบริวารวานรทั้งหลาย จะต่อสู้ พลเทพารักษ์มิได้เสียที่ถูกจับไปได้ทังสิน เหลือแต่นายทหารวานรทั้งสี่และพวก วานรเท่านันหลบหนีเข้าถำไปได้ฝ่ายซีเทียนเห็นพวกของตนพ่ายแพ้แก่เทพยดาดังนั้น ก็มีความโกรธเป็นอัน มากสองตาลุกดังดวงดาวโรหินี ขนทั่วทั้งกายพองชันดุจขนเม่นก็ขบฟันแกว่ง กระบองเข้ารุกไล่โจมตีเทพยดาทั้งหลายแตกร่นออกไปไม่สามารถจะทานกำลัง ซีเทียนได้ถักทะลีที่อ้องกับโลเฉียและท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่เห็นพวกเซียนแตกร่นอ่อน กำลังลง ต่างก็เข้าช่วยกันระดมรบซีเทียนและล้อมไว้จนเวลามืดลงทุกที ซีเทียน เห็นดังนั้นก็ถอดขนเพชรในตัวออกกำมือหนึ่งแล้วก็ใส่ปากร่ายพระเวทคาถาพ่น ออกไปเป็นซีเทียน นับได้หมื่นและแสนตนล้วนแต่ถือกระบองเหล็กเหมือนซีเทียน ตรงเข้าโจมตีมิได้รั้งรอ ซีไต้เซียนอ้องกับแม่ทัพเทพยดาและพลโยธาทั้งหลายไม่ สามารถจะต่อต้านทานกำลังรูปซีเทียนนิรมิตได้ ก็แตกร่นถอยหนีพากันกลับเข้าค่าย • ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทคาถาเรียกขนเพชรกลับเข้ากายแล้วเหาะ กลับมายังปากถ้ำ พวกวานรบริวารก็พากันออกมาต้อนรับบางตัวก็หัวเราะบางตัว ก็ร้องไห้ ซีเทียนจึงถามว่าเหตุไรพวกเจ้าหัวเราะแล้วร้องไห้ด้วยฉะนี้เล่าพวกวานรบริวารจึงบอกว่า ที่ข้าพเจ้าหัวเราะนั้นเพราะดีใจว่าท่านได้ชัยชนะ ที่ ร้องไห้นั้นเพราะคิดถึงเซียนฮองและพวกนายปิศาจยักษ์เจ็ดสิบสองถ้ำที่เทพยดา รบจับเอาตัวไปได้ซีเทียนจึงพูดว่าธรรมดารบกันไม่แพ้ก็ชนะ ท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลย พวก เจ้าจงระวังรักษาปากถ้ำของเราไว้ให้แข็งแรง เราจะพักผ่อนเอาแรงไว้สู้รบในวันพรุ่งนี้ เราจะแผลงฤทธิ์จับตัวพวกเทวดาแก้แค้นแทนพวกเราให้จงได้พวกวานรทั้งหลายได้ฟังซีเทียนว่าดังนั้นก็ค่อยมีน้ำใจขึ้น จึงช่วยกันปิดประตู ถ้ำ แล้วก็ผลัดกันหลับนอนผ่อนพักเอากำลังและผลัดเปลี่ยนกันรักษาหน้าที่ฝ่ายพวกเทพยดาและท้าวจัตุโลกบาลรวมพลเข้าแล้วก็ตรวจตราดูพวกปิศาจ ยักษ์ที่จับมาได้ บ้างเป็นเสือเป็นลิงมีลักษณะรูปร่างต่าง ๆ กัน จับไม่ได้ก็แต่พวก วานรถักทะลีทีอ๋องจึงสั่งให้ตั้งล้อมเขาฮวยก๊วยชัวไว้ให้แน่นหนา พวกเซียนทั้งหลาย ก็พร้อมกันจัดการตามแม่ทัพบัญชาสั่งเข้าล้อมเขาฮวยก๊วยซัวไว้ทุกด้านโดยความ กวดขันฝ่ายพระกวนอิมได้รับนิมนต์เจ้าแม่อ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ยจึงเสด็จมาจากเขาไฮ้โพ้ ท่อซัวกับด้วยศิษย์ทั้งหลายถึงวิมานก็เดินตรงเข้ายังตำหนักเอี้ยวตี้ที่ประชุมเลี้ยง โต๊ะนั้น ก็เห็นเงียบสงัดอยู่ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่เทพบุตรและเวียนอยู่สองสามองค์ นังสนทนากันอยู่ พระกวนอิมจึงเข้าไปใกล้ ถามเซียนทั้งหลายเหล่านั้น เซียนทั้ง หลายเหล่านั้นเห็นพระกวนอิมก็ยืนขึ้นคำนับแล้วแจ้งความตามเหตุผลทุกประการ ให้พระกวนอิมฟังพระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านจงตามเราไปเฝ้าเง็ก เซียงฮ่องเต้ฟังดูจะเป็นประการใด ไต้เซียนทั้งหลายก็ตามพระกวนอิมไปยังปราสาท (ธงเม่งเต้ย)ในเวลานั้นซีไต้เทียนซือกับชิดเคียดไต้เซียน จึงออกมาต้อนรับพระกวนอิม พระกวนอิมจึงบอกแก่ไต้เซียนทั้งสองว่า ท่านจงกลับเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ ว่าอาตมภาพพระกวนอิ่มจะมาเฝ้าเซียนทั้งสองได้ฟังดังนั้นจึงกลับเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่าพระกวนอิ่ม จะขอเข้ามาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งว่าให้นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด เซียน ทั้งสองก็ออกไปนิมนต์พระกวนอิมเข้ามาเฝ้า เง็กเชียงฮ่องเต้จึงนิมนต์ให้นั่งที่อัน สมควรในเวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุนไต้เซียน และนางท้าวเทวราชอ้องโป๊เนียเนี้ยก็พร้อม กันนมัสการพระกวนอิมแล้วพระกวนอิมจึงถามการประชุมเลี้ยงโต๊ะเหตุผลประการ ใดจึงได้เงียบสงบไปดังนี้เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัสว่า ทุก ๆ ปีมาก็เป็นที่รื่นเริงโดยการประชุม มาในปีนี้ เป็นเหตุด้วยวานรปิศาจตนหนึ่งได้กระทำให้เกิดการวุ่นวาย ข้าพเจ้ามีความเศร้า หมองใจมาก เพราะฉะนั้นจึงได้จัดพลเทพบุตรสิบหมื่นลงไปกำจัดวานรมาได้วัน หนึ่งแล้ว ยังหาเห็นกลับขึ้นมาไม่ การจะเป็นประการใดก็ยังไม่ทราบต่อไปพระกวนอิมได้ทราบดังนั้นแล้ว จึงเรียกฮุยไง้สานุศิษย์คนใหม่มาแล้วสั่งว่า ท่านจงลงไปฟังข่าวที่เขาฮวยก๊วยซัวสืบดูซึ่งเหตุการณ์ที่รบพุ่งกันนั้นให้รู้ว่าจะ เป็นประการใด ถ้าปะกำลังสู้รบกันอยู่ก็จงช่วยเป็นกำลังแห่งเทพยดาทั้งหลายด้วยฮุยไง้คนนี้คือ (ปุดเฉีย) ซึ่งเป็นบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องแม่ทัพ ฮุยไง้ รับคำพระอาจารย์แล้วก็จัดแจงแต่งกายเสร็จ มือจับกระบองเหล็กลาพระอาจารย์ ออกจากประตู นำที่หมึงเหยียบเมฆเหาะตรงลงมายังเขาฮวยก๊วยซัวครั้นถึงก็เดิน ตรงมาที่หน้าเขา เห็นหมู่เทพบุตรตั้งทัพล้อมเขาฮวยก๊วยซัวอยู่ ฮุยไง้ตรงมายัง ประตูค่ายจึงเรียกเทพบุตรผู้รักษาประตูบอกว่า ท่านจงไปแจ้งความแก่ท่านแม่ทัพ ว่าข้าพเจ้าบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋อง ซึ่งเป็นสานุศิษย์ของพระกวนอิม ใช้ให้ มาสืบข่าวในทัพที่รบพุ่งกัน ท่านนำความไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพด้วยเถิดผู้เฝ้าประตูจึงบอกกันต่อ ๆ ไป จนทราบถึงถักทะลีที่อ๋อง ถักทะลีที่อ้องจึง อนุญาตให้เซียนพนักงานนำเข้ามาหา ฮุยไง้เข้ามาถึงจึงกระทำคำนับท่านแม่ทัน ผู้เป็นบิดาแล้วยืนอยู่ข้างหนึ่ง ถักทะลีทีอ้องจึงถามบุตรร่าเจ้ามาทำไมมีกิจธุระสิ่ง ใดหรือฮุยไง้จึงแจ้งความแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าตามพระกวนอิ่มขึ้นไปยังดาวดึงส์ที่ตำหนัก เอี้ยวตี้ครั้นไปถึงท่านอาจารย์ไม่เห็นเลี้ยงโต๊ะเงียบสงบอยู่ จึงได้ถามพวกเซียน เซียนทั้งหลายแจ้งความตามเหตุผล จึงได้ถามพวกเซียน เซียนทั้งหลายแจ้งความ ตามเหตุผล พระอาจารย์จึงให้เทพบุตรนำท่านไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้ จึงได้รับสั่งชี้แจงเหตุผลให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์จึงให้ข้าพเจ้าลงมาฟังเหตุ การณ์ที่รบกันว่าจะแพ้ชนะประการใด เพื่อจะได้ทราบเรื่องตลอดไปถักทะลีทีอ๋องได้ฟังบุตรชี้แจงดังนั้น จึงเล่าความตามการที่ได้รบพุ่งกันแต่ เวลาวานนี้ทุกประการ ให้ฮุยไงผู้บุตรฟังยังหาทันขาดคำไม่ เซียนที่เฝ้าประตูเข้า มาบอกว่าบัดนี้ซีเทียนพาพวกทหารวานรมาร้องท้าทายพูดจาหยาบคายมาก ชวน ให้ออกไปรบกันซีไต้เซียนอ๋อง กับถักทะลีทีอ๋อง ได้ฟังพวกเซียนมาบอกดังนั้น ก็จัดแจงพล ทหารจะออกรบ ฮุยไง้จึงยืนขึ้นคำนับบอกแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของพระ อาจารย์มาว่า แม้ลงมาสืบข่าวเมื่อปะกำลังรบพุ่งกันก็ให้ข้าพเจ้าเข้าช่วยเป็นกำลัง แก่บิดาด้วยแต่จะขออาสาออกไปรบลองกำลังเวลานี้แม้ถึงฤทธาข้าพเจ้าน้อยก็จริง และฝีมือข้าศึกดูสักครั้งหนึ่ง ซีเทียนไต้เซียจะมีฤทธิ์เดชประการใดถักทะลีที่อ้องได้ฟังบุตรอาสาดังนั้น จึงอนุญาตว่าตามแต่น้ำใจเจ้าไม่ห้ามปราม แต่จงระมัดระวังให้จงหนักอย่าให้เสียที่แก่ข้าศึกได้ฮุยไงได้ฟังบิดาอนุญาตและกำซับดังนั้นก็มีความยินดีคำนับลาแล้วก็จับกระบอง ออกจากค่าย มายืนอยู่ตรงหน้าค่ายข้าศึก แล้วก็ร้องไปด้วยเสียงอันดังว่า ตัวไหน ชื่อซีเทียนไต้เซีย จงรีบออกมาโดยเร็วซีเทียนได้ยินฮุยไงร้องถามมาดังนั้น จึงร้องตอบออกไปว่าเรานี้แหละผู้ชื่อว่า ซีเทียนไต้เซีย แล้วซีเทียนไต้เซียถามว่า ตัวเจ้าเป็นอะไรจึงสามารถมาถามถึงชื่อ เสียงแห่งเรา ผู้มีอานุภาพหาผู้เสมอมิได้ฮุยไง้จึงตอบว่า เราคือบุตรที่สองของถักทะลีทีอ๋องเป็นสานุศิษย์ของพระกวน อิมชื่อฮุยไง้ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เจ้าเป็นศิษย์ของพระกวนอิมทำไมไม่อยู่ที่น่ำไฮ้ รักษาข้อวัตรปฏิบัติอันดีเล่าเหตุใดจึงมาที่นี่ด้วยกิจธุระอันใดฮุยไง้ตอบว่าเราได้รับคำสั่งของพระอาจารย์กวนอิมให้มาฟังข่าวในการสงคราม และเราได้เห็นท่านประพฤติการดุจว่าบุคคลอันหาสติปัญญาความคิดมิได้ เราจึง อาสามาเพื่อจะจับตัวท่านไปให้แม่ทัพซีเทียนจึงตอบว่า ตัวเป็นลูกเด็กเล็กน้อยไม่ควรมาพูดอวดอ้างวางโตจงมา ลองน้ำหนักกระบองของเราดู ว่าจะมีพิษสงสักเพียงใด ว่าแล้วซีเทียนก็เงื้อกระบอง ขึ้นกระโจนตีฮุยไง้ ฮุยไง้ยกกระบองเหล็กขึ้นรับไว้ และต่อสู้โดยสามารถประมาณ หกสิบเพลง ฮุยไง้ทานกำลังซีเทียนมิได้ ก็ถอยหนีกลับมายังค่าย ซีเทียนเห็นดัง นั้นก็หัวเราะแล้วก็มิได้ไล่ติดตามไป จึงเรียกพลทหารกลับมาหน้าถ้ำแล้วร่ายพล ตั้งกระบวนรบคอยท่าข้าศึกอยู่ฝ่ายฮุยไง้หนีกลับเข้าในค่ายแล้วมาคำนับบิดาบอกว่า ซีเทียนมีกำลังและฤทธิ์ เดชมากนัก ข้าพเจ้าเข้าลองฝีมือต่อสู้ก็ทานกำลังมิได้จึงล่าถอยมาถักทะลีที่อ๋องได้ฟังฮุยไง้ผู้นุตรบอกดังนั้น ก็ให้มีความวิตกยิ่งนัก จึงปรึกษา หารือตามเหตุที่ได้สู้รบแก่ข้าศึกเห็นพร้อมกันแล้ว จึงเขียนข้อความบอกเหตุการณ์ ที่ได้ต่อสู้และพ่ายแพ้แก่ศัตรู มอบให้ตัวลักกุ้ยอ๋องพร้อมกับด้วยฮุยไง้ถือกลับขึ้น ไปยังดาวดึงส์ ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบแล้วก็ทรงพระ สรวลตรัสว่า วานรปิศาจตัวเดียวสามารถต่อสู้เทพยดาได้ถึงสิบหมื่น ถักทะลีทีอ๋อง มีหนังสือมาขอพลเทพบุตรเพิ่มเติมอีก จะได้เทพยดาองค์ใดลงไปดีในขณะเง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสอยู่นั้น พระกวนอิมจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพ เห็นเทพารักษ์องค์หนึ่ง อาจสามารถจะลงไปปราบปรามซีเทียนได้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายพระพรดังนั้น จึงรับสั่งถามพระ กวนอิมว่า ท่านเห็นเทพารักษ์พระองค์ไดที่สมควรจะไปรบแก่ซีเทียนได้พระกวนอิมถวายพระพรว่า เทพารักษ์พระองค์นี้ก็นับว่าเป็นนัดดาของพระองค์ ชื่อ (ยี่หนึงจินกุน) คือเอียวเจี้ยนเมื่อครั้งแผ่นดินฮ่องสินนั้น ก็มีชื่อเลื่องลือปรากฏ ว่ามีฝีมือเป็นเอกในสมัยนั้น บัดนี้อยู่ที่ศาลปากน้ำก๊วนจิ๊ว ท่านผู้นี้เดิมได้กำจัด ลักสินหนหนึ่งแล้ว และที่เขาบ๊วยซัวมีมิตรสหายมากล้วนแต่ฝีมือเข้มแข็ง กับ พวกเทพารักษ์ยอดหญ้าพันสองร้อยเป็นบริวารฤทธิ์เดชมาก แต่วิตกว่าจะฟัง รับสั่งหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ขอพระองค์ได้มีหนังสือรับสั่งไปสักฉบับหนึ่ง ให้ยี่หนึง มาช่วยเป็นกำลังกำจัดซีเทียน ก็คงจะสำเร็จได้ดังประสงค์เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระอาจารย์ชี้แจงดังนั้น จึงรับสั่งแก่เซียนผู้พนักงาน ฝ่ายอาลักษณ์ ให้แต่งหนังสือถึงยี่หนึงจินกุนให้ยกพลมาช่วยปราบซีเทียน เซียน พนักงานก็แต่งหนังสือรับสั่งมามอบให้ตัวลักกุ้ยอ๋อง ตั๋วลักกุ้ยอ๋องได้หนังสือรับสั่ง แล้วก็รีบเหาะไปยังแม่น้ำก๊วนจิ๋วที่ศาลยี่หนึงจินกุนอยู่โดยเร็ว ครั้นถึงศาลก็เรียก ผู้รักษาประตูบอกว่า เราเชิญหนังสือรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้มาแต่สวรรค์จะมาหา ยี่หนึงจินกุน ผู้เฝ้าประตูได้ทราบดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ยี่หนึ่งจินกุนโดยเร็ว ยี่หนึง จินกุนกับเทพารักษ์มิตรสหายก็พร้อมกันออกมารับพระอักษรรับสั่งของเง็กเซียง ฮ่องเต้ พาตัวตัวลักกุ้ยอ้องเข้าไปข้างในแล้วเชิญให้นั่งที่อันสมควรยี่หนึงจินกุนจุดธูปเทียนแล้ว ก็เปิดผนึกหนังสือออกอ่านในพระอักษรมีว่า ตำบลเขาฮวยก๊วยซัว มีปิศาจวานรตนหนึ่ง ชื่อซีเทียนไต้เซีย กระทำการหยาบช้า สามานย์ให้เป็นที่ร้อนรนแก่เทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย และได้กระทำให้เสียการประชุม เลี้ยงโต๊ะคราวใหญ่แล้วหนีลงไปจากสวรรค์ เราให้ยกพลเทพยดาลงไปสิบหมื่น จับตัวก็ยังหาได้ไม่ เราขอให้เจ้าผู้เป็นนัดดาจัดพลโยธาและพวกเพื่อนมิตรสหาย ยกไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ช่วยกันระดมกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบ เมื่อเสร็จศึกสงคราม แล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลแก่เจ้าให้มีเกียรติยศเป็นอันมากให้สมควรแก่ความชอบจินกุนและพี่น้องทั้งหลาย เมื่อได้ทราบความตามพระอักษรฉะนั้นแล้ว ก็พา กันมีความยินดีทุก ๆ เทพารักษ์ แล้วจินกุนจึงพูดแก่ตั้วลักกุ้ยอ๋องว่า ท่านจง กลับไป่ทูลเง็กเชียงฮ่องเต้เถิดว่า ข้าพเจ้าจะรีบจัดพลโดยเร็ว ถ้าพรักพร้อมแล้วก็ จะยกไปกำจัดศัตรูเสียให้ราบคาบมิให้เสียเกียรติยศของเง็กเชียงฮ่องเต้ไปได้ ตั๋ว ลักกุ้ยอ้องก็ลายี่หนึงกลับไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ ตามถ้อยคำของยี่หนึงซึ่งสั่ง มาให้ทูลทุกประการฝ่ายจินกุนจึงเรียกพี่น้องทั้งหกคน คือด้งหนึ่งเตียวหนึ่งเอี้ยวหนึ่งลี้หนึ่งก๊วย ซินหนึ่งเต็กเกี๊ยนหนึ่งมาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็จัดพลเทพารักษ์ยอดหญ้าได้พ้น สองร้อยแล้วก็ให้ถืออาวุธเตรียมตัวและขี่สัตว์ต่าง ๆ ครั้นพรักพร้อมกันแล้ว จินกุน ให้ยกพลออกจากสำนักพาบริวารเหาะตามลมข้ามมหาสมุทรใหญ่ตรงไปยังทิศบูรพา ครู่หนึ่งก็ถึงเขาฮวยก๊วยซัว ยี่หนึงจินกุนแลไปเห็นพลเทพบุตรล้อมรอบภูเขาเป็น ชั้น ๆ ดูแน่นหนาไม่มีทางที่จะเข้าออกได้ จินกุนเห็นดังนั้น แล้วก็ขับพลลงยังพื้น พระสุธาเดินเข้าไปใกล้ค่าย บอกแก่ผู้รักษาประตูว่า ข้าพเจ้ายี่หนึงจินกุน ถือ รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ให้ยกพลมาช่วยจงบอกแก่ท่านแม่ทัพให้ทราบฝ่ายผู้เฝ้าประตูเมื่อได้ฟังยี่หนึงบอกดังนั้น ก็บอกกันต่อไปครั้นซีไต้เซียนอ้อง และถักทะลีทีอ๋องทราบก็พากันออกมาประตูค่ายเชิญยี่หนึงจินกุนเข้าไปข้างใน แล้วก็ให้นั่งที่อันสมควร จินกุนจึงถามถึงการรบพุ่งว่าแพ้ชนะเป็นประการใดซีไต้เซียนอ๋องกับถักทะลีทีอ๋องจึงเล่าความตามที่ได้รบพุ่งต่อสู้กันให้ยี่หนึงจินกุน ฟังทุกประการ ตามที่ได้เป็นมาแล้ว ยี่หนึงจินกุนได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า มาครั้งนี้จะสำแดงฤทธิ์รบแก่ซีเทียนไต้เซียให้ท่านเห็นฝีมือตาข่ายที่ล้อมไว้นั้นจงเก็บ เลิกเสียเถิดไม่ต้องการใช้ ส่วนถักทะลีทีอ๋องจะช่วยข้าพเจ้าเอากระจกขึ้นไปคอยถ้า สองบนอากาศ คอยจับปิศาจวานรนั้น ให้เหาะขึ้นไปอยู่บนเวหาให้คอยดู ซีเทียนมันแพ้คงจะหนีไปทิศอื่น ขอท่านได้ส่องดูให้แจ่มแจ้งอย่าให้มันหนีไปเสียได้ ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังยี่หนึงจินกุนสั่งดังนั้น ก็ไปคอยทำการอยู่ตามสังยี่หนึงจินกุนพร้อมด้วยพี่น้องเป็นเจ็ดคนด้วยกัน กับเทพารักษ์ยอดหญ้าต่าง ตระเตรียมกันพร้อมเสร็จแล้วก็ยกมาหน้าถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ครั้นถึงจินกุนเห็นวานร ตั้งกระบวนเรียงรายกันเป็นหมวดเป็นหมู่เรียกว่าค่ายมังกรขด ในกลางค่ายตั้ง เสาธงยี่ห้อซีเทียนไต้เซีย จินกุนเห็นแล้วจึงพูดว่าอ้ายวานรปิศาจนี้ อาจสามารถ ตั้งตัวเป็นซีเทียนไต้เซียได้จะปราบเสียให้ราบคาบในคราวนี้ฝ่ายหมู่วานรเมื่อได้แลเห็นยี่หนึงจินกุนยกมาดังนั้น ก็รีบเข้าไปบอกแก่ซีเทียนว่า บัดนี้มีพลทหารยกมาตั้งอยู่หน้าค่ายเป็นอันมากพิเคราะห์ดูท่าทางองอาจมากนัก ขอท่านจงทราบซีเทียนได้ฟังบริวารบอกดังนั้น ก็จับกระบองเหล็กกายสิทธิ์สำหรับมือเดิน ออกจากถ้ำเห็นจินกุนท่วงทีองอาจเข้มแข็ง พิศดูลักษณะรูปร่างงดงามซีเทียนจึง หัวเราะ แล้วก็ยกกระบองขึ้นกวัดแกว่งร้องถามไปว่า เฮ้ยเอ็งผู้นั้นอยู่ที่หนตำบล ใดรูปร่างน้อยจ้อยมีชื่อและแซ่ประการใดสามารถมาท้าชวนเรารบไม่กลัวความตาย หรือประการใดจินกุนได้ฟังดังนั้นจึงร้องตวาดไปว่า เอ็งมีแต่นัยน์ตาเนื้อหามีแก้วตาที่จะเห็น ไม่ เอ็งจำเราไม่ได้หรือเราเป็นหลานของเง็กเชียงฮ่องเต้รับที่ตั้งให้เป็นเจียวฮุยเล่ง เหี้ยนอ๋องยี่หนึง บัดนี้เรารับคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้จะมากำจัดตัวเจ้า ๆ ยังหา รู้จักความตายว่าจะมีมาถึงตัวเจ้าไม่ซีเทียนได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าถ้ากระนั้นเรานึกได้แล้วคือน้องสาวของเง็กเชียง ฮ่องเต้ลงมาในเมืองมนุษยโลกได้เสียกันแก่เอี๊ยงกุนแล้วเกิดบุตรชายด้วยกันคนหนึ่ง ท่านเอี้ยงกุนผู้นี้เคยถือขวานเข้าป่าตัดไม้ชมพู่ที่ภูเขาสูงนั้นเป็นนิจชาติตระกูลของ ตัวอย่างนี้มิใช่หรือ เราจะบอกให้เข้าใจตัวเจ้าเป็นเด็กเล็กน้อยไม่สมควรจะรบแก่เรา เจ้าจงบอกซีไต้เซียนอ๋องและถักทะลีที่อ๋องให้มาลองฝีมือแก่เราเถิดจินกุนได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้นก็มีความโกรธ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย ชาติเดียรัจฉานพูดจาหยาบช้าไม่มีความเกรงจงมาลองคมงาวของกดูก่อน พูด แล้วจินกุนก็ตรงเข้าไปยกง้าวขึ้นฟันลงไปตรงศีรษะซีเทียน ซีเทียนยกกระบองขึ้น รับไว้ไม่ถูกศีรษะ ต่างเข้าบุกบั่นรบพุ่งกันด้วยกำลังเข้มแข็งได้สามร้อยเพลงยังหา แพ้ชนะกันไม่จินกุนสำรวมจิตร่ายพระเวทแปลงกาย กลายเป็นพรหมสูงประมาณสามหมื่นวา สองมือจับสามง่ามแหลมดุจเขาฮวยซัว หน้าเขียวฟันแดงหัวหูผมขนรุงรังดุร้าย ยิ่งนัก ถือสามง่ามกระโจนแทงซีเทียนซีเทียนเห็นดังนั้น ก็สำรวมจิตร่ายพระเวทแปลงกายเป็นพรหมเหมือนจินกุน บ้างถือกระบองดุจภูเขากุนลุนชัวฉะนั้น ยกขึ้นรับรบกับจินกุนต่างมีอิทธิฤทธิ์ด้วย กันทั้งสองฝ่ายในขณะเมื่อจินกุนกับซีเทียนรบกันอยู่นั้นพวกพี่น้องทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงขับ หมู่เทพารักษ์ยอดหญ้าและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ตรงมายังถ้ำจุ๊ยเลียมต้องรบกระหนาบ เข้าไปบ้างยิงเกาทัณฑ์ และหน้าไม้ระดมเข้าไปในถ้ำพวกพลวานรของซีเทียนไม่ สามารถจะทนได้ ก็ทิ้งค่ายทิ้งอาวุธหนีไปเอาตัวรอด ซีเทียนเห็นพวกวานรแตก กันวุ่นวายไปหมดดังนั้นก็มีความวิตกท้อถอยลง สำรวมกายร่ายพระเวทกลับเป็น รูปเดิมแล้วโดดหนีไปจินกุนเห็นดังนั้นก็ไล่ประชิดติดตามมาจึงร้องว่าอ้ายวานรไพร จะหนีกูไปข้าง ไหนเล่าจงกลับมายอมเสียโดยดีกูจะไไ้ชีวิตให้รอดตายสักครั้งหนึ่งซีเทียนไม่มีใจที่จะต่อสู้รีบหนีมายังถ้ำปะทหารทั้งหกรายกันสกัดกั้นหน้าซีเทียน ไว้ ร้องตวาดว่าอ้ายวานรจะวิ่งหนีไปข้างไหน• ซีเทียนเห็นดังนั้น ก็ร่ายพระเวทให้กระบองเหล็กเล็กลงเท่าเข็ม ยัดซ่อนในรูหู แล้วก็แปลงกายเป็นนกกระจอกน้อยโผขึ้นจับอยู่บนยอดพฤกษา ทหารทั้งหก เหลียวซ้ายแลขวาค้นหาก็ไม่เห็น จึงร้องว่าอ้ายวานรหนีไปแล้ว พอจินกุนมาถึง เข้าก็ถามว่าซีเทียนวานรหนีไปไหนเล่า พวกทหารทั้งหกคนบอกว่าพวกข้าพเจ้าล้อม อยู่ที่นี่แต่มันได้หายไปจินกุนเมื่อได้ทราบดังนั้นจึงพิเคราะห์ดูบนต้นพฤกษาเห็นนกกระจอกน้อยตัว หนึ่งจับอยู่บนกิ่งไม้ จึงร่ายพระเวทแปลงกายเป็นนกเค้าแมวกระพือปีกขึ้นจะตี ซีเทียนเห็นดังนั้นก็แปลงกายเป็นนกฝักบัวบินขึ้นบนเวหาหนีไป จินกุนจึงแปลง กายเป็นนกการเวกบินสกัดหน้าตรงเข้าจิกนกฝักบัว ซีเทียนเห็นดังนั้นก็โผลงใน น้ำกลายเป็นปลาน้อยมุดอยู่สายชลธีหายไปในน้ำจินกุนบินไล่มาไม่เห็นซีเทียนก็นึกว่าเห็นจะแปลงเป็นสัตว์น้ำ จำเราจะตาม จับตัวให้จงได้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นนกกระทุงลอยคออยู่ท้ายน้ำ สักครู่ หนึ่งซีเทียนที่แปลงเป็นปลาก็ล่องน้ำลงมาเห็นนกกระทุงลอยอยู่แปลกใจนึ้กว่า เห็น จะเป็นจินกุนแปลงเป็นนกมาคอยจะจับเราอยู่คิดเห็นดังนั้นแล้วก็หันกลับทวนน้ำ ว่ายหนีกลับขึ้นไปเหนือน้ำ จินกุนเห็นปลากลับว่ายทวนน้ำดังนั้น ก็คิดเห็นว่าจะ เป็นซีเทียนแปลงเป็นปลาแน่แล้ว จึงไล่ติดตามไปพอทันเข้าก็เอาปากจิก ปลาก็ กระโดดหนีกลายเป็นงูปลาเล็ดลอดเข้าซ่อนตามสวะลอยไปจินกุนเห็นปลาหายไปก็เหลียวซ้ายแลขวาไปเห็นงูปลาตัวหนึ่ง จินกุนจึงแปลง กายเป็นนกยางยืนคอยอยู้ริมฝั่งจ้องจะคอยจิกงู งูกลายเป็นนกอวนเอี้ยนคือนก กระเรียนรีบบินขึ้นจากน้ำไปจับอยู่บนพุ่มไม้ยอดเขาจีนกุนกลับเห็นซีเทียนแปลงเป็นนกกระเรียน จิงกลับเป็นรูปเดิม จับลูกเกาทัณฑ์ ที่เหน็บเอวพาดสายหมายตรงนกอวนเอียง ซีเทียนเห็นดังนันก็หลบตกลงข้างเขา กลายเป็นศาลาทำปากอ้าเป็นประตูศาล เอาฟันทำเป็นบานประตูเอาลิ้นทำเทวรูป เอานัยน์ตาทำเป็นโคมยี่ห้อแขวนที่หน้าศาล ยังแต่หางซ่อนไม่ได้จึงแปลงเป็นเสา ธงตั้งอยู่หลังศาล แปลงสำเร็จแล้วก็นิ่งสะกดใจอยู่ฝ่ายจินกุนเห็นนกตกลงไปชายเขาจึงตามลงไปดูไม่เห็นนกเห็นแต่ศาลเจ้าเหลียว ซ้ายแลขวาพิเคราะห์ดูศาลเจ้า แปลกจากธรรมดา คือถ้าศาลเจ้าจริงคงจะมีเสา ธงอยู่หน้าศาลสองเสา นี่เสาธงกลับไปอยู่หลังศาลแต่เสาเดียวชะรอยจะเป็นศาล เจ้าซีเทียนแปลง เมื่อจินกุนคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงแกล้งพูดว่าเราจะต้องทำลาย ศาลเจ้าเสียก่อนเราจึงจะเข้าไปในศาลเจ้าต่อภายหลังฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินจินกุนว่าดังนั้นมีความสะดุ้งใจด้วยเหตุบานประตูก็คือ ฟันของเรา ถ้าจินกุนฟันประตูแล้วอันตรายก็จะมีแก่เราเป็นแน่ คิดดังนั้นแล้วก็ ร้องเปิ๊บขึ้นดุจเสียงเสือ แล้วก็กลายเป็นเสือโคร่งกระโดดขึ้นบนอากาศแทรกเข้า ในกลีบเมฆไปฝ่ายจินกุนเที่ยวค้นหาก็มิได้เห็น พอมาพบพี่น้องทั้งหกคนเข้า จึงถามจินกุน ว่าท่านจับตัวซีเทียนได้หรือไม่จินกุนหัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อตะกี้นี้ซีเทียนแปลงตัวเป็นศาลเจ้าหลอกเรา เรา รู้ทันจะตีโคมหน้าศาลเจ้า ที่เป็นนัยน์ตาของมัน ๆ กลัวเราจึงหนีสูญหายไปไม่มี ร่องรอยเลยเราเที่ยวหาอยู่เดี้ยวนี้พี่น้องทั้งหกก็พากันเที่ยวค้นดูก็มิได้เห็น จินกุนจึงสั่งพี่น้องว่าจงคอยระวัง ตรวจตราดูอยู่ที่นี่ เราจะไปเที่ยวค้นหาดู สั่งแล้วก็ขึ้นบนอากาศมายังถักทะลีทีอ้อง ถักทะลีที่อ้องกำลังเอากระจกสองจับอยู่ในเมฆ จินกุนครั้นมาถึงจึงถามถักทะลี ทีอ๋องว่าท่านเห็นซีเทียนหนีขึ้นมาหรือไม่ถักทะลีทีอ๋องบอกว่าไม่เห็นขึ้นมาทางนี้ ข้าพเจ้าถือกระจกคอยส่องอยู่ก็ไม่เห็นจินกุนจึงเล่าความให้ถักทะลีที่อ้องฟัง ว่าซีเทียนมันนิมิตบิดเบือนได้ทุกประการ แต่ข้าพเจ้าสามารถจะรู้เท่าถึงความคิดแห่งมันๆ จึงได้หนีสูญหายไปฉะนี้ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเอากระจกสองดูรอบทั้งแปดทิศ ถักทะลีทีอ้อง เห็นแล้วจึงหัวเราะบอกแก่จินกุนว่า มันหนีลงไปอยู่ที่ศาลเดิมของท่านแล้วจินกุนได้ฟังถักทะลีทีอ้องบอกดังนั้น จึงลาถักทะลีทีอ๋องมือถือสามง่ามเหาะ ตามไปยังแม่น้ำก๋วนจิ๋วโดยเร็วฝ่ายซีเทียนเหาะไปถึงก่อนก็แปลงกายเหมือนจินกุนลงเดินมายังศาล พวก บริวารทั้งหลายนึกว่าจินกุนกลับมาต่างก็ออกมาต้อนรับเข้าไปในศาล ซีเทียนเข้า ไปในศาลแล้วก็ขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลางศาล จึงทำเป็นถามกิจการธุระต่าง ๆ ในศาล เห็น คนหนึ่งชื่อลี้เฮ้าเอาซาแซมาแก้บน อีกคนหนึ่งชื่อเตียเล้งมาขอความอยู่เย็นเป็นสุข เตียวกะมาขอให้มีบุตร และทำหนังสือทัณฑ์บนให้ไว้ก็มี บางคนมาขอมิให้ไข้เจ็บก็มี ซีเทียนกำลังนั่งตรวจดูสักประเดี๋ยวก็มีผู้มาบอกว่า มีจินกุนอีกองค์หนึ่งมา แล้ว พวกเฝ้าศาลจึงออกมาดูเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจต่างยืนตกตะลึงอยู่จินกุนถามพวกบริวารว่าเห็นซีเทียนไต้เซียมานี่หรือเปล่า พวกเฝ้าศาลจึงแจ้ง ความว่า ซีเทียนไต้เซียไม่เห็นเห็นแต่เจ้าเล่าเอี้ยนนั่งอยู่ในศาลกำลังนั่งตรวจตรา ธุรการในศาลอยู่ จินกุนก็รีบเข้าไปในศาล ซีเทียนแลเห็นจินกุนก็กลับกลายเป็น รูปเดิมแล้วจึงพูดว่า จินกุนจะไม่ยอมให้เราอยู่ในศาลแล้วหรือจินกุนยกสามง่ามกายสิทธิ์ แทงลงตรงแก้มซีเทียน ซีเทียนสำรวมร่ายพระ มนต์หลบกระโดดออกมาห่าง แล้วชักกระบองกายสิทธิ์ออกรับต่างรบรอต่อสู้กัน ไปมาเสียงสะท้านหวั่นไหว เครื่องภาชนะในศาลแตกตกละเอียดไปด้วยกำลังทั้ง สองที่รบกัน ซีเทียนถอยพลางรบพลางออกจากศาลเจ้า ต่างก็แผลงฤทธิ์เหาะขึ้น กลางอากาศเข้ารบกันด้วยกำลังความสามารถ ซีเทียนค่อยรบค่อยถอยมาจนถึง เขาฮวยก๊วยซัว ถักทะลีทีอ๋องกับซีไต้เซียนอ๋องเห็นดังนั้น ก็ตวาดให้เสียงแก่พล ทั้งปวง เทพบุตรทั้งหลายก็คอยระวังอยู่โดยกวดขันพวกพี่น้องทั้งหกแลเห็นจินกุนรบกับซีเทียน ก็กรูกันเข้าล้อมไว้โดยแน่นหนา ซีเทียนตกอยู่ในที่ล้อมแต่มิได้ย่อท้อ กัดฟันรบรุกบุกบั่นไปโดยความสามารถฝ่ายตั๋วลักกุ๊ยอ๋อง ซึ่งเป็นผู้นำพระอักษรของเง็กเซียงฮ่องเต้ลงไปให้ยี่หนึงจินกุน แล้วกลับขึ้นมากราบทูลเงกเชียงฮ่องเต้ทรงทราบแล้ว ในเวลานั้นพระกวนอิมนาง อ๋องโป๊ยเนี่ยเนี้ย และหมู่เทพบุตรไต้เซียนพร้อมกันนั่งสนทนาในทางศาสนา เง็ก เชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่ายี่หนึงจินกุนยกพลไปแล้ววันหนึ่งก็ยังหาได้ข่าวคราวประการ ใดไม่ฝ่ายพระกวนอิมได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ขอพระองค์ จงเสด็จออกยังประตูสวรรค์นำที่หมึ่งทอดทิพยเนตรแลเล็งลงไปดูก็คงจะทราบได้ สิ้นทุกประการ เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงมีเทวโองการตรัสสั่งเทพบุตรพนักงานรถให้เทียบรถพระที่นั่ง เง็กเซียงฮ่องเต้ ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยเทพยดาทั้งหลายแวดล้อมตามเสด็จออกประตูนำทีหมึงถึงที่ ประทับรถ แล้วทอดพระเนตรลงมาตรงเขาฮวยก๊วยซัว ก็เห็นซีไต้เซียนอ๋องกับ หมู่พลเทพบุตรกำลังชุลมุนเข้าล้อมรบซีเทียน ซีเทียนตกอยู่ท่ามกลางในที่ล้อม และถักทะลีที่อ้องโลเฉียอยู่กลางอากาศคอยส่องกระจกจะจับวานร แลเห็นจินกุน เข้ารุกรบจะจับซีเทียน แต่ซีเทียนหาย่อท้อไม่พระกวนอิมจึงพูดแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่า ยี่หนึงจินกุนนั้นท่านเห็นเป็นอย่างไร บ้าง อาตมภาพได้พูดไว้ว่าจินกุนมีฤทธิศักดานุภาพมาก เข้าล้อมจับซีเทียนอยู่ กลางอากาศแต่กระนั้นยังจับมิได้ อาตมภาพจะช่วยจินกุนอีกสักแรงหนึ่ง ก็จะ จับตัวซีเทียนได้โดยแท้ท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามพระกวนอิมว่า ท่านจะเอาสิ่งอะไรช่วยเป็นกำลังพระกวนอิมจึงตอบว่า อาตมภาพจะเอาขวดน้ำมนต์วิเศษขว้างลงไปให้ถูก ศีรษะซีเทียนแต่พอล้มลง แต่อย่าให้ตายพอให้ยี่หนึงจินกุนจับได้โดยง่ายท้ายเสียงเล่ากุนจึงพูดว่าขวดน้ำมนต์ของท่านนั้นเป็นขวดแก้ว แม้ว่าขว้างลง ไปถูกศีรษะซีเทียนขวดก็จะแตก ขอท่านอย่าเพ่อขว้างลงไปเลยข้าพเจ้าจะช่วยเป็น กำลังเองพระกวนอิมจึงถามว่า ของวิเศษของท่านท้ายเสียงเล่ากุนนั้นคือสิ่งอะไรท้ายเสียงเล่ากุนจึงบอกว่าข้าพเจ้ามีของวิเศษสิ่งหนึ่ง ว่าแล้วก็ล้วงมือเข้าไป ในมือเสื้อควักออกมาให้พระกวนอิมดูว่า ของนี้ถึงเกิดการกุลียุคคงจะแก้ได้ เพราะ เป็นแม่ทองคำชมพูนุท ข้าพเจ้าประกอบด้วยยาวิเศษเป็นแผ่นทองกายสิทธิ์ไว้คุ้ม ตัว แม้จะถูกไฟก็ไม่ไหม้ แม้จะเรียกสิ่งของอื่น ๆ ให้เข้ามาหาก็ได้ เรียกชื่อว่า (กิมกังต๊อก) หรือจะเรียกว่า (กิมกังทั้ว) ก็ได้ ท่านจงคอยดูข้าพเจ้าจะขว้างลงไป ให้ท่านเห็นสักทีหนึ่งท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้นแล้วก็เสกด้วยคาถาขว้างกิมกังต๊อกลงไปตั้งแต่วิมาน ในดาวดึงส์ ปลิวลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวเร็วดังลมพัดเวลานั้นซีเทียนกำลังรบอยู่กับจินกุนชุลมุนด้วยพี่น้องทั้งหกคน หาทันรู้ว่า ของวิเศษนั้นตกลงมาไม่ บังเอิญแผ่นทองถูกตรงกระหม่อมซีเทียน ซีเทียนพลาด ถลาล้มลงแล้วพลิกตัวจะลุกตะกายหนี จินกุนได้ที่ไล่ชิดมาตีด้วยสามง่ามถูกหน้า ขาซีเทียน ซีเทียนก็ล้มลงกับพื้นแผ่นดิน ซีเทียนร้องด่าด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย ตายโหงไม่ไปรักษาบ้านช่องของตัวมาขับเคี่ยวแก่กูเอ็งจะเอาอะไรที่กูหรือ ว่าแล้ว พลิกตัวจะลุกขึ้นพวกพ้องจินกุนก็เข้ารุมกันเอาอาวุธกดไว้ แล้วเอาเชือกวิเศษมัด ไว้แน่นหนา เอามีดวิเศษแทงเสียบเข้าในกระดูกสันหลังไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้อีก ต่อไปฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นจับซีเทียนได้ จึงเรียกของวิเศษกลับเข้าไว้ในมือเสื้อ เสียตามเดิมเวลานั้นเง็กเชียงฮ่องเต้เห็นจับซีเทียนได้แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับเข้าสู่ทิพย สถานพร้อมด้วยเทพยดาและเซียนทั้งหลายซีไต้เซียนอ๋องกับถักทะลทีอ๋องและเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายพร้อมกันในที่ ประชุมจึงพากันสรรเสริญยี่หนึงจินกุนว่า หากได้พึ่งกำลังท่านการจึงได้สำเร็จหา ไม่พวกข้าพเจ้าจะลำบากหลายเวลายี่หนึงจินกุนจึงตอบว่า การนี้เพราะบุญบารมีของเง็กเซียงฮ่องเต้และกำลังของ เทพยดารักษ์ทั้งหลายซึ่งตั้งใจช่วยกันโดยแข็งแรงการจึงได้สำเร็จได้' แต่ลำพังตัว ข้าพเจ้าถึงมีฤทธิ์เดชอย่างไรก็คงจะไม่เอาชัยชนะซีเทียนได้โดยง่าย เพราะซีเทียน ก็มีกำลังและฝีมือเหมือนกันฝ่ายพวกพี่น้องจึงว่าเราต้องคุมตัวซีเทียนขึ้นไปถวายเง็กเชียงฮ่องเต้เดี๋ยวนี้ จึงจะชอบ เพราะจะโปรดปรานประการใดจะได้ทราบจินกุนจึงชี้แจงแก่พี่น้องทั้งหกว่า ตัวท่านยังมิได้รับที่ตั้งบนสวรรค์ จะขึ้นไปเฝ้า เง็กเซียงฮ่องเต้ยังไม่ได้จงรวบรวมจัดการกันอยู่ที่นี้ให้เรียบร้อย คอยเราจะขึ้นไป เฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ฟังพระกระแสดูก่อนจะโปรดปรานประการใด ต่อข้าพเจ้ากลับ มาแล้วจึงพร้อมกันขึ้นไปเฝ้าจึงจะควร พี่น้องทั้งหกเห็นชอบพร้อมกันแล้วก็พักรอ อยู่ที่เขาฮวยก๊วยซัว ส่วนจินกุนจึงสั่งเทพารักษ์ให้คุมตัวซีเทียนขึ้นไปยังสวรรค์ซีเทียนไต้อ๋องและพวกพลเทพารักษ์พร้อมด้วยจินกุนยกกองทัพเหาะกลับมา ยังดาวดึงส์ ครั้นถึงประตูนำทีหมึงก็เดินตรงเข้าไปในปราสาทธงเม่งเต้ย ซีไต้เทียน ชื่อจึงเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่าซีไต้เซียนอ้องกับถักทะลที่อ้องและหมู่เทพยดา เทพารักษ์ทั้งหลายจับตัวซีเทียนไต้เซียมาได้แล้ว พักอยู่ข้างนอกยังคอยฟังรับสั่ง พระองค์อยู่ว่าจะโปรดปรานประการใดเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงรับสั่งว่า ให้ตั๋วลักกุ๊ยอ้องและพวกธิเตงพิศณุกรรมเพชฌ- ฆาตเอาตัวซีเทียนใต้เซียไปยังสนามสำหรับฆ่าปิศาจ ประหารชีวิตเสีย และทำลาย กายให้ย่อยยับละเอียดป่นเป็นธุลีฝ่ายตั๋วลักกุ๊ยอ๋องกับธิเตงได้ฟังรับสั่งแล้วก็พาซีเทียนไปยังที่ฆ่านักโทษจึงเอา ตัวซีเทียนมัดเข้ากับเสาแล้ว พวกเพชฌฆาตก็เอาดาบเข้าฟันอาวุธก็มิได้บาดร่างกาย ซี่เทียนสักเท่าเส้นขนน้ำเต๋าแซทุนจึงเรียกพวกเทพารักษ์อัคคีให้เอาไฟเผา ไฟก็ไม่ไหม้ร่างกายซีเทียน แล้วเรียกรามสูรเอาขวานฟ้ามาผ่าอกซีเทียน ร่างกายซีเทียนก็มิได้เป็นอันตราย ซีเทียนก็ยังคงมีชีวิตอยู่พวกเซียนเพชฌฆาตก็สิ้นปัญญาไม่สามารถจะฆ่าซีเทียนให้ตายได้ฝ่ายตัวลักกุ๊ยอ๋องเห็นดังนั้นแล้ว จึงกลับมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ซึ่ง พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายนำตัวซีเทียนไปประหารชีวิตนั้น พวกข้าพเจ้า ทั้งหลายได้เอาอาวุธมีคมต่าง ๆ เข้าฟาดฟันแต่อาวุธเหล่านั้นมิได้ทำอันตราย ร่างกายของซีเทียน ที่สุดจนเอาไฟเผาไฟก็มิได้สังหารร่างกายซีเทียนให้ไหม้ได้ และได้ให้รามสูรเอาขวานฟ้ามาฟันก็มิได้เป็นอันตรายฉะนี้ จะโปรดเกล้าประการ ใดต่อไปเง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นจะทำไฉนจึงจะ ปราบลิงตัวนี้ได้ท้ายเสียงเล่ากุนได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงทูลว่าซีเทียนวานรตัวนี้ได้ กินสิ่งของวิเศษคือชมพู่ทิพย์สุราทิพย์ และยาวิเศษซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะอันประกอบ ด้วยเครื่องทิพย์โอสถเข้าอยู่ในกาย ของเหล่านี้ล้วนเป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น เพราะ ฉะนั้นจะเอาสิ่งใดเข้ามาทำลายนั้นไม่ได้ ขอพระองค์โปรดมอบตัวให้แก่ข้าพเจ้า ๆ จะเอาตัวซีเทียนไปใส่เบ้าโบ้ยก่วย เผาหลอมเอายาทิพย์ออกแล้วร่างกายซีเทียนก็ จะละลายแหลกละเอียดไปเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนทูลดังนั้น ทรงเห็นด้วยจึงรับสั่งให้ ตั๋วลักกุ๊ยอ๋องและหลักเตงออกไปแก้มัดซีเทียนพามามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุนเอา ตัวไปทำตามความคิดตัวลักกุ๊ยอ๋องจึงพากันออกไปแก้มัดซีเทียนแล้วก็เอาตัวซีเทียนมามอบให้ท้าย เสียงเล่ากุนฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนก็พาตัวซีเทียนไปยังวิมานดุสิตโดยเร็ว ฝ่ายยี่หนึงจินกุน ก็เข้ามาเฝ้าถวายบังคมหน้าพระที่นั่งเง็กเชียงฮ่องเต้โปรดประทานดอกไม้ทองคำ ทิพย์ร้อยกิ่ง สุราทิพย์ร้อยคนโท โอสถทิพย์ร้อยเมล็ดและของวิเศษต่างๆ รับสั่ง ให้แบ่งปันกันแก่พวกพี่น้องทั้งหกนั้นจินกุนครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแล้วก็มีความยินดีฝ่ายพระกวนอิมเห็นเสร็จการสิ้นธุระแล้วก็ถวายพระพรลาเง็กเซียงฮ่องเต้แล้ว ก็พยักหน้าให้จินกุนถวายบังคมลาออกจากประตูสวรรค์ แล้วขึ้นเหยียบเมฆต่างก็ เหาะกลับไปยังที่สำนักนั้นแต่เดิมมาฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเมื่อพาตัวซีเทียนขึ้นมายังชั้นดุสิต ครั้นถึงแล้วเล่ากุนก็ จัดแจงเบ้าโบ้ยก่วยเสร็จแล้ว จึงเอาตัวซีเทียนแก้มัดถอนมีดกายสิทธิ์ที่เสียบสัน หลังนั้นออกเสียแล้ว ก็ผลักตัวซีเทียนลงในเบ้าแล้วเอาฝาปิดแน่นหนาให้สานุศิษย์ เอาไฟใส่สุมเบ้านั้นประกอบด้วยอากาศธาตุแปดส่วน คือเขียนว่า ฟ้าหนึ่ง น้ำหนึ่ง กึ้นว่าไม้หนึ่ง ทั้ยว่าทองหนึ่ง จิ้นว่ากระท้านหนึ่ง ซ้อนว่าลมหนึ่ง ลี้ว่าไฟหนึ่ง คุม ว่าดินหนึ่ง (กระท้านนั้นคือลมพายุ) รวมทั้งแปดนี้ประกอบเป็นเบ้ากายสิทธิ์เรียก ว่าเบ้า (โบ้ยก่วย)เมื่อเวลาท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวซีเทียนใส่ลงในเบ้านั้น ซีเทียนแอบมาอยู่ที่ส่วน ลมเพราะลมบังคับไฟให้เย็นได้ เพราะฉะนั้นซีเทียนจึงไม่เป็นอันตราย และจักษุ ของซีเทียนนั้นแดงเป็นไฟ เพราะไฟนอกสุมแรงมากนัยน์ตาซีเทียนเขม้นอยู่ตาของ ซีเทียนแดงเหมือนแสงไฟขณะเมื่อไฟฟ้าร้อนนั้น ซีเทียนก็หาร้อนหาเป็นอันตรายไม่ตั้งแต่ท้ายเสียงเล่ากุนสุมไฟมาได้สิบเก้าวันตามกำหนดแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุน ให้เปิดฝาเบ้าเอายาวิเศษที่ซีเทียนลักกินนั้น ครั้นพวกศิษย์งัดฝาเบ้าเผยขึ้นจะออก เมื่อซีเทียนอยู่ในเบ้าไม่เห็นแสงสว่าง ครั้นได้ยินเสียงเบ้าสะเทือนจึงแลขึ้นไปเห็น แสงสว่าง จึงได้ดำริในใจว่าเราจะนิ่งอยู่อย่างนี้เห็นจะไม่เป็นการ จำจะหนีไปเสีย แต่เมื่อยังไม่ทันเขาระวังจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็คอยขยับ พอฝาเบ้าแย้มเปิด ซีเทียนก็เผ่นขึ้นบนปากเบ้าถีบด้วยกำลังอันแรง เบ้านั้นก็หกคว่ำพวกเซียนซึ่งอยู่ พร้อมกันในที่นั้นก็ตรูกันเข้าจับซีเทียนก็กระโจนเข้าทุบตีพวกเซียนเหล่านั้น คนละที่สองที่ลุกล้มวิงกระจายไปหมดไม่มีผู้ใดจะรบรอต่อสู้ซีเทียนได้แต่สักคนหนึ่งฝ่ายท้ายเสียงเล่ากุนเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้ามาจะจับตัวซีเทียนในขณะนั้นซีเทียนดุจ เสือร้าย ท้ายเสียงเล่ากุนตรงเข้ามาจะจับตัวซีเทียน ซีเทียนก็ชกด้วยหมัดถูกท้าย เสียงเซไปแล้วก็ล้มลงซีเทียนก็รีบออกจากที่นั้นชักกระบองออกจากหูร้องว่า ใหญ่ๆ กระบองก็ใหญ่ขึ้นมาทันทีตามคำสั่ง ซีเทียนจับกระบองกวัดแกว่งตีออกมา มิได้เว้นว่าใครและใคร พวกเซียนทั้งหลายพากันวิ่งวุ่นวายหวั่นหวาดไปทุกวิมาน ซีเทียนไล่พวกเซียนและเทวดามาจนถึงวิมานดาวทั้งเก้า ดาวทั้งเก้าก็ต้องปิดประตู วิมานเงียบไปหมดท้าวจัตุโลกบาลซีไต้ทีอ๋องก็พากันวิ่งหนีไปหมด ในคราวนั้นซีเทียนไม่เลือก หน้าไม่ว่าผู้ใดสูงหรือต่ำถือกระบองเที่ยวไล่ตีกระหนาบไปทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดจะรอได้ ซีเทียนไล่ตีลงมาจนถึงปราสาทธงเม่งเต้ย ซีเทียนคิดจะตีเข้าไปในปราสาทเหลง เชียวเต้ย บังเอิญพบอิ่วเซี้ยกินจุน จอสือเล่งกัวเทพบุตรทั้งสองนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ของเง็กเชียงฮ่องเต้ อิ่วเชี้ยกินจุนเห็นซีเทียนไล่ตีเข้ามาดังนั้น ก็ชักกระบองกาย- สิทธิ์เข้าสกัดหน้าร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายลิงไพรจะไปข้างไหน เหตุใดตัว จึงบังอาจกระทำการกำเริบบ้าคลั่งเช่นนี้ ซีเทียนเห็นเข้าแล้วก็มิได้รอรั้งยกกระบอง ขึ้นตีตรงเข้ามา จอสือเล่งกัวเห็นดังนั้นก็ถลันแข็งเข้ามาเอากระบองยกขึ้นรับ ต่าง รบกันอยู่ที่หน้าประตูปราสาทเหลงเชียวเต้ยยังหาทันแพ้ชนะกันไม่ อิ่วเซี้ยจินกุน จึงให้พวกเซียนทหารไปเรียกพวกรามสูรสามสิบหกนายมาให้รีบช่วยกันรบซีเทียนฝ่ายพวกรามสูรก็ถือศาสตราเครื่องอาวุธครบมือกันมาระดม ล้อมซีเทียนไว้ ทั้งซ้ายขวา ซีเทียนเห็นพวกเทพบุตรมาล้อมไว้แน่นหนาดังนั้นจึงร่ายพระเวทแปลง กายเป็นสามเศียรหกกร ถือกระบองสามอันกวัดแกว่งดุจดังว่าจักรผันเข้ารบเทพ บุตรอยู่ในท่ามกลางที่ล้อม เทพบุตรทั้งหลายก็มิอาจที่จะเข้าใกล้ซีเทียนได้ เวลา นันเสียงสู้รบกันก็สะท้านหวันไหวไปทังวิมาน ทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ตกพระทัย จึงรับสั่งให้อิ่วเบี้ยนเล่งกัว จิ่วเซี้ยจินกุนทั้งสองรีบไปยังทิศปราจีนนิมนต์สมเด็จ พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊มาโดยเร็ว เทพบุตรทั้งสองได้ฟังรับสั่งพระเป็นเจ้าโลกดัง นั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลารีบออกจากวิมานเมืองฟ้าเหาะไปยังทิศปราจีนครั้นถึงเทพบุตรทั้งสองก็เหาะลงยังพื้นดินเดินตรงเข้ามายังอารามลุ่ยอิมเข้า ไปนมัสการซี้ใต้กิมกังและพระสานุศิษย์ทั้งหลายแล้วจึงบอกว่าขอได้กรุณาช่วย กราบเรียนพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่พึ่งของโลกทราบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองนี้รับเทวบัญชา ของเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ลงมานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นไปยังดาวดึงส์บัดนี้ส่วนสานุศิษย์ทั้งหลายเมื่อได้ทราบความดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระเซ็กเกีย มองน์ฮุดโจ้ (เข้าใจกันว่าพระยูไล) คือพระอรหันต์ พระองค์จึงโปรดอนุญาตให้ นำอิวเปียนเล่งกัวอิวเซียจินกุนทังสองเข้าไปเฝ้า ครันถึงก็กระทำการนมัสการกราบ ไหว้ โดยความเคารพแล้วก็คุกเข่าประนมมือนิ่งอยู่สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงถามว่า เง็กเซียงฮ่องเต้มีกิจธุระอะไรจึงให้ ท่านทั้งสองมาหาข้าพเจ้า เทพบุตรทั้งสองจึงกราบทูลความตามที่ซีเทียนได้กระทำ การวุ่นวายตั้งแต่ต้นจนปลายให้พระเป็นเจ้าทรงทราบทุกประการ แล้วกราบทูล ต่อไปว่าเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ข้าพเจ้ามานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าไปช่วยระงับ ด้วยซีเทียน รุกรานเข้าไป จวนจะถึงอับจนอยู่แล้ว ถ้าพระองค์ไม่ทรงพระกรุณาเห็นดาวดึงส์ ไชอิ้ว ๘๒ พิภพจะเป็นอันตรายเสียเป็นมั่นคงขอพระองค์ได้โปรดสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพระออนัน ฮุดโจ๊กับพระเกียเอี้ยมฮุดโจ๊ทั้งสองให้ตามพระองค์ไปด้วยครั้นพร้อมกันเสร็จแล้ว สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊พร้อมด้วยศิษย์และ เทพบุตรออกจากพระอารามแล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์ไปทั้งสามองค์เทพบุตรทั้งสอง องค์ก็เหาะตามไปยังดาวดึงส์ครั้นถึงหน้าประตูเหลงเซียวเต้ย พระองค์ทรงรับสั่งแก่เทพบุตรทั้งหลายว่า ท่านทั้งปวงจงเลิกการรบพุ่งเถิด เทพบุตรทั้งหลายเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าตรัสสั่ง ดังนั้นต่างก็ถอยห่างออกไปจากที่รบฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมมองนิฮุดโจ๊ จึงทรงตรัสเรียกว่าซีเทียนจงออกมานี่ เราจะถามดูเหตุผลต้นปลายเป็นประการใด จึงได้มารบพุ่งกันออกวุ่นวายดังนี้ฝ่ายซีเทียนเมื่อได้ยินพระเป็นเจ้าเรียกดังนั้นก็คลายมนต์กลับเป็นรูปเดิมตาม ปรกติแต่กำลังยังมีโทสะอยู่ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่าท่านผู้นี้อยู่ที่ไหนจึง อาจสามารถมาห้ามปรามเราเมื่อกำลังรบพุ่งและเรียกชื่อเราฉะนี้จะมีธุระอะไรหรือสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงสดับซีเทียนถามดังนั้น จึงตรัสว่าตัวเจ้า ทำการวุ่นวายในมนุษยโลกจนกระทั่งถึงเทวโลกทุก ๆ แห่งให้ได้ความเดือดร้อนไป ทั้งสิ้นไม่ทราบว่าตัวเจ้าเกิดเมื่อไรอยู่ที่ไหนได้ธรรมอันวิเศษอันใดจึงทำการให้เกิด วุ่นวายดังนี้ซีเทียนได้ยินถามดังนั้นก็ร้องตอบว่าตัวข้าพเจ้านี้คืออากาศฟ้าดินประมวลรวม ธาตุกายสิทธิ์ในศิลา จึงบังเกิดตัวข้าพเจ้าเป็นวานรอาศัยอยู่ในภูเขาฮวยก๊วยซัว ถ้าจุ๊ยเลียมต๋องเป็นที่อยู่เที่ยวสืบหาอาจารย์เรียนวิชาบรรลุธรรมวิเศษอายุวัฒนา กาลไม่ตาย และมีวิทยาอาจสำแดงแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ หาที่สุดมิได้ เเพราะอยู่ใน มนุษยโลกคับแคบไม่พอใจอยากจะใคร่อยู่ในสวรรค์บ้าง จึงขึ้นมายังวิมานเหลง เชียวเต้ยที่แห่งนี้ อันตำแหน่งเง็กเชียงฮ่องเต้นี้ธรรมดาก็ต้องผลัดเปลี่ยนกัน ผู้ใด มีกำลังฤทธาอานุภาพมากจะต้องยกให้ผู้นั้นเป็นจึงจะสมควร เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า จึงปรารถนาจะมาชิงเอาที่นี้บ้างตามความปรารถนาสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังซีเทียนวานรพูดดังนั้นจึงทรงแย้ม พระโอษฐ์ตรัสว่า ตัวเจ้าก็เป็นแต่วานรชาติเดียรัจฉานทำไมอาจสามารถมีความ กำเริบคิดจะเป็นถึงเง็กเชียงฮ่องเต้ จะได้ด้วยเหตุอะไรเจ้ายังจะรู้สึกแล้วหรือ เรา จะว่าให้เจ้าเข้าใจก่อนคือท่านเง็กเชียงฮ่องเต้นี้ ตั้งแต่เล็กมาก็รักษาศีลให้ทาน และเจริญกุศลภาวนามีความบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติต่อๆ มา พันห้าร้อย ห้าสิบกัลป ๆ หนึ่งเป็นสิบสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี เจ้าจงคิดดูว่ามากน้อยเท่าใด เพราะดังนั้นจึงได้ขึ้นมารับบรมสุขในวิมานชั้นดาวดึงส์นี้ด้วยอานิสงส์คุณที่ได้สร้าง มา ก็ตัวเจ้าเพียงแต่กำเนิดลิงยังอยู่ในชาติเดียรัจฉาน อาจสามารถจะปรารถนา ทิพยสมบัติขึ้นนั่งที่เป็นเง็กเซียงฮ่องเต้ทีเดียวหรือเจ้าจงคิดกลับใจเสียใหม่เถิด คิดดังนั้นหาสมควรไม่อายุของเจ้าจะถอยสั้นไม่เป็นผลเจ้าจงเร่งกลับใจโดยเร็ว อายุจะได้ยืนนาน ถ้าเจ้าไม่พังคำเราสอนชีวิตของเจ้าจะดับสูญไปโดยเร็ว เรามี ความกรุณาว่าตัวเจ้าเคยปฏิบัติทางชอบทางดีมาช้านานจงคิดกลับใจเสียใหม่เถิดซีเทียนได้ฟังสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ ทรงสั่งสอนให้สติตักเตือนดังนั้น จึงตอบว่า มาตรว่าเง็กเชียงฮ่องเต้รักษาศีลมานานมากกัลปก็ดีนานปีก็จริงแต่ไม่ ควรอยู่ในที่ี้ เพราะคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่าที่ทางต้องอาศัยเปลี่ยนแปลงกัน ในปีนี้ควรข้าพเจ้าจะได้นั่งที่นี้ต้องให้ท่านเง็กเชียงฮ่องเต้ออกไปอยู่เสียที่อื่น วิมานนี้ให้เป็นสิทธิ์แก่ข้าพเจ้า การกลียุคจึงจะราบคาบไปได้ทั้งสิ้น แม้มิยกที่นี้ให้ แก่ข้าพเจ้าการกลียุคก็จะเกิดวุ่นวายไม่มีความสุขได้ทั่วโลกพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ฟังซีเทียนพูดดังนั้น จึงตรัสว่าเจ้าพูดว่าเจ้ามีอายุยืนอันทิพยสถาน เท่านั้น จะชิงเอาวิมานของเทพยดาจะได้หรือเจ้าไม่รู้จักอะไรเลย วิมานฟ้าและทรัพย์สมบัติยศบริวารทั้งหลาย ย่อมได้ด้วยผลของความดีความชอบ คือบุญกุศลที่ตนได้สร้างมาแต่ชาติปางก่อนมิใช่จะได้โดยฤทธาอานุภาพเรี่ยวแรง เมื่อไรมีซีเทียนจึงพูดว่า ข้าพเจ้าก็มีศีลมีสัตย์และมีวิทยาหลายประการแปลงกายได้ ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง หมื่นกัลปข้าพเจ้าก็ไม่แก่ไม่ตายและชำนาญในการกระทำ ปาฏิหาริย์ตีลังกาไปได้ทีหนึ่งไกลถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ทำไมจะนั่งที่พระอินทร์ไม่ ได้ที่เดียวหรือพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ตรัสว่า ถ้าเจ้าอวดอ้างว่าเจ้ามีวิชาดีจริงแล้ว เจ้าจง กระทำปาฏิหาริย์ให้เราดู แม้เจ้ากระโดดพ้นฝ่ามือของเราไปได้ เราจะให้เง็กเซียง ฮ่องเต้ไปอยู่เสียงข้างทิศปราจีนจะให้เจ้าอยู่ในวิมานดาวดึงส์นี้ตามความปรารถนา ของเจ้า ถ้าเจ้ากระโดดไม่พ้นฝ่ามือเราเจ้าต้องลงไปเป็นปิศาจลิงอยู่เบื้องต่ำรักษา ศีลเจริญภาวนารักษาตัว ปฏิบัติไปอีกหลายกัลปจึงค่อยมาชิงเอาวิมานนี้ซีเทียนครั้นได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าตีลังกาทีหนึ่งไปได้ถึง หมื่นแปดพันโยชน์ ฝ่ามือนิดหนึ่งเท่านั้นทำไมจะโดดไปไม่พ้น แล้วซีเทียนจึงพูด ว่า ถ้ากระนั้นขอให้ท่านยื่นฝ่ามือมาข้าพเจ้าจะกระโดดให้ท่านดูพระเซ็กเกียมองนิฮุดใจ้จึงยื่นพระหัตถ์แบฝ่ามือออกมาให้ซีเทียน ซีเทียนสำ รวมจิตร่ายพระเวทคาถา กระโดดขึ้นอยู่ในฝ้าพระหัตถ์ของพระแล้วจึงพูดว่า ท่าน จงคอยดูข้าพเจ้าจะหกคะเมนไปเดี๋ยวนี้ว่าแล้วซีเทียนก็ตีลังกาหกคะเมนไป หวัง ใจว่าจะให้พ้นฝ่าพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊พระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงเล็งทิพยจักษุแลตามช่องเมฆที่ซีเทียนไปโดยเร็วดุจ ลมพัดนั้นด้วยซีเทียนเมื่อตีลังกาไปจนสิ้นกำลังแล้ว ก็ลงหยุดยังฟากตีนฟ้าจึงแลไปเห็นเสา จันทน์แดงห้าต้นค้ำฟ้าอยู่ อันเสาจันทน์แดงนั้นคือนิ้วพระหัตถ์ของพระเซ็กเกียมอง นิฮุดโจ๊เรียกว่า เสานิ้วแดงก็ว่าซีเทียนจึงคิดว่า เรามาถึงนี่แล้วก็สิ้นระยะทางเท่านั้น ในคราวนี้เราจะกลับไป พระได้สัญญาไว้แก่เรา ๆ คงได้นั่งที่แทนเง็กเชียงฮ่องเต้เป็นบรมสุขแล้ว คิดดังนั้น แล้วจึงมาคิดว่าเราจำจะทำสำคัญไว้จึงจะชอบ คิดดังนั้นแล้วจึงถอนขนเพชรออก เส้นหนึ่งร่ายพระคาถาเป็นพู่กันอันหนึ่ง จึงเขียนอักษรหกตัวที่เสากลางว่า (ซีเทียน ไต้เสียเก่าบี้) แปลเป็นความไทยว่า ซีเทียนได้มาถึงที่นี้ ครั้นเขียนแล้วจึงเรียก ขนเพชรกลับเข้าตนตามเดิม แล้วก็ถ่ายปัสสาวะลงไว้ที่โคนเสาแล้วหกคะเมนกลับ มายังฝ่ามือดังเก่าแล้วจึงพูดว่าท่านต้องบอกเง๊กเซียงฮ่องเต้ให้ยกวิมานให้แก่ ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้เถิดพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า ตัวเจ้าออกไปยังไม่พ้นฝ่ามือเราเลยจะนั่ง วิมานยังไม่ได้ซีเทียนเถียงว่า ข้าพเจ้าได้หกคะเมนไปจนสิ้นระยะทางแล้วปะเสาจันทน์แดง ห้าต้นได้จารึกอักษรหกตัวไว้เป็นสำคัญ และได้ถ่ายปัสสาวะไว้ที่โคนเสาจันทน์ด้วย ถ้าท่านไม่เชื่อข้าพเจ้า ๆ จะหาท่านไปดูจะได้เห็นจริงด้วยกันพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ้จึงตรัสว่า เราไม่ต้องไปให้ลำบากเจ้าจงก้มลงดูที่ฝ่ามือ เราก่อน จะได้เห็นสิงสำคัญว่าเจ้าไปไม่พ้นฝ่ามือเราซีเทียนจึงก้มศีรษะลงมองดูก็เห็นที่นิ้วกลางของพระนั้นมีอักษรอยู่หกตัว และมีน้ำปัสสาวะของตัวอยู่ด้วย ซีเทียนเห็นดังนั้นก็ตกใจ นึกว่าเราเขียนหนังสือ ไว้หกตัวอยู่ที่เสาต้นกลางทำไมจึงมาอยู่ที่นิ้วมือพระองค์นี้เป็นที่อัศจรรย์ใจนัก แล้วมานึกว่าหรือจะมีคนจับยามรู้ว่าเราเขียนอักษรไว้ที่เสาจันทน์นั้น จึงได้เอามา เขียนที่นี่คิดแล้วจึงพูดแก่พระว่า ข้าพเจ้ายังไม่เห็นจริงไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะขอหก คะเมนกลับไปดูใหม่ ซีเทียนว่าแล้วขยับจะหกคะเมนไป พระจึงคว่ำฝ่าหัตถ์ลง ครอบซีเทียนไว้ ซีเทียนก็ติดอยู่ในอุ้งมือของพระ แล้วพระองค์ก็สลัดให้ซีเทียน กระเด็นไปจากวิมานดาวดึงส์ ทางประตูทิศปราจีนบังเกิดเป็นเบญจคีรีห้ายอด ครอบซีเทียนลงไว้กับพื้นพระสุธาดล เขานั้นติดกันทั้งห้าเขาเรียกว่า (เง้าเห้งซัว) คือ ประกอบด้วยเบญจธาตุทั้งห้า คือธาตุทองคำหนึ่ง ธาตุไม้หนึ่ง ธาตุน้ำหนึ่ง ธาตุไฟหนึ่ง ธาตุดินหนึ่ง หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายแลเห็นดังนั้น ต่างก็ ตบมือร้องสาธุการสรรเสริญว่าชอบแล้วควรแล้ว พากันมีความยินดีทุกทั่วหน้ามีคำกลางว่า ตั้งความเพียรอุตสาหะปฏิบัติมานานปีตั้งหมื่นกัลปไม่เคลื่อนทาง มรรคผล คราวนี้แผลงฤทธิ์เดชดังสะท้านสะเทื้อนตลอดโลกไม่รู้ว่าอีกกี่พันปีจึงจะ กลับออกได้ฝ่ายสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงกำจัดซีเทียนแล้ว จึงเรียกพระออนัน และพระเกียเอี๊ยมจะเสด็จกลับยังทิศปราจีน ในขณะนั้นมีเซียนสองเซียน คือทิผอง ทิอิ๊ว เทพบุตรทั้งนี้มาคุกเข่านิมนต์ขอให้พระองค์หยุดสักประเดี๋ยว ด้วยเง็กเชียง ฮ่องเต้จะออกมาเฝ้าพระองค์ก็ทรงรับนิมนต์ บัดเดี๋ยวเง็กเซียงฮ่องเต้ก็ออกมาเฝ้า ถวายพระอภิวาทกราบไหว้แล้วจึงพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระพุทธเจ้า ขอบพระบารมีของพระองค์เป็นที่ยิ่ง ซึ่งได้กำจัดชีเทียนให้เสื่อมเสียพยศอันร้าย พวกเซียนทั้งหลายได้เป็นสุขทุก ๆ วิมานพระบารมีคุณนั้นหาที่สุดมิได้ ขออาราธนา นิมนต์หยุดพักสักวันหนึ่ง จะได้เชิญเทพยดาทั้งหลาย ทำพิธีเลี้ยงโต๊ะและถวาย เครื่องทิพย์โภชนาหารแก่พระองค์สักครั้งหนึ่งสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเง็กเซียงฮ่องเต้นิมนต์ดังนั้นจึงตรัสว่า อาตมภาพทราบว่าบพิตรมีความเดือดร้อนจึงมาช่วยระงับเหตุการณ์ โดยความ ประสงค์จะให้เทพยดาอารักษ์ทั้งหลายได้มีความผาสุกสวัสดิภาพโดยปรกติตนเง็กเชียงฮ่องเต้จึงทูลนิมนต์ขอให้พระองค์ขึ้นพักอยู่บนพระตำหนักสถิตยังทิพ รัตนบัลลังก์แล้วจึงตรัสสั่งให้พวกเทพบุตรรามสูรรีบแยกกันเหาะไปทุกวิมาน เชิญ เทพยดามาพร้อมกันยังตำหนักเง็กเกียกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋ง จะได้นมัสการขอบ พระบารมีคุณของพระฝ่ายหมู่รามสูรก็แยกย้ายกันไปเที่ยวประกาศป่าวร้องตามรับสั่งของเง็กเชียง ฮ่องเต้ครั้นพวกรามสูรไปแล้วจึงรับสั่งแก่ซีไต้เทียนซือเทพบุตรและหมู่นางฟ้าให้ จัดแจงเปิดพระตำหนัก เง็กเกียกิมข้อยไท้เหี้ยนโป๊เก๋งปราสาทแล้วและรัตน บัลลังก์สำหรับพระซึ่งจะได้ประทับอยู่ท่ามกลางสองข้างไว้ที่เซียนเทพบุตรนั่ง และประดับด้วยเครื่องวิเศษต่าง ๆ และเครื่องทิพย์โอชารสต่าง ๆครั้นจัดเสร็จแล้วในเวลานั้น มีเง็กเซียงง่วนซุ้ยที่จุนหนึ่งเสียงเซงเล่งโป๊ทีจุน หนึ่งทัยเซงเต่าเง็กที่จุนหนึ่งเง้าขีจินกุนหนึ่งเง้าเต้าแชกุนหนึ่งซัมกัวซื้อเซียหนึ่ง เก๊าอิวแชกุนหนึ่งจ้าหูหนึ่งอิ๋วปักที่อ๋องหนึ่ง (อธิบายว่าท่านที่ออกนามมานั้นล้วน แต่พรหมทั้งสิน)โลเฉียหนึ่ง เหี้ยนหยื้อหนึ่ง หมู่นี้เทพบุตรนำเครื่องราชวัติฉัตรธงและเครื่อง วิเศษดอกไม้ทิพย์ของหอมประหลาดต่างๆครั้นมาถึงก็นำขึ้นถวายพระกราบนมัสการ พร้อมกันแล้วกล่าวว่า ขอพระบารมีคุณซึ่งทรงปราบซีเทียนวานรให้พินาศไปได้ พวกข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือดร้อนรำคาญในเวลานั้นเง็กเชียงฮ่องเต้พร้อมด้วยเทพยดา และพรหมทั้งหลายกระทำ สักการะบูชาพระเสร็จแล้ว ด้วยประการต่าง ๆ ก็ประชุมเลี้ยงโต๊ะกันเป็นการรื่นเริง ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วจึงพร้อมกันกราบทูลสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ขอให้ พระองค์ทรงตั้งนามการประชุมนี้ไว้เป็นที่ระลึกอยู่สิ้นกาลนานในภายหน้าสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังเทพเจ้าทั้งหลายทูลขอนามการ ประชุมเลี้ยงโต๊ะครั้งนั้น ทรงแย้มพระโอษฐ์โปรดประทานนามว่า (เทียนอันพิฮวย) แปลว่าวิมานประชุมความสุขของหมู่เทพยดาทั้งหลาย เทพยดาทั้งหลายจึงพร้อม กันเรียกว่า (อันพิฮวย) แล้วพร้อมกันนั่งกินเลี้ยงโต๊ะอีกคราวหนึ่ง ตามลำดับผู้น้อย ผู้ใหญ่และประโคมเครื่องดนตรีพิณพาทย์ระนาดฆ้องเป็นที่รีนเริงสำราญทัวทุก เทพยดาฝ่ายอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยนางท้าวเทวราช ก็นำเครื่องมาลาประหลาดต่างๆ และผล ชมพู่สองผลขึ้นถวายพระ แล้วนมัสการกราบทูลว่า ขอบพระบารมีคุณอภินิหาร ของพระองค์ที่ทรงกำจัดปิศาจวานรเสียได้ กระทำให้พวกข้าพเจ้าได้มีความสุข สำราญทั่วกันสักประเดี้ยวหนึ่งมีน้ำเก๊ดซินแซเหาะมา ครั้นถึงตรงเข้าถวายบังคมเง็กเชียง ฮ่องเต้แล้วกินมัสการพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ แล้วจึงทูลว่าซีเทียนนั้นได้ยินว่า ท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวไปหลอมเผาหมายว่าในวิมานจะเป็นสุข บังเอิญหนี้ไปได้ ครั้งนี้พึ่งบารมีของพระองค์ปราบลงได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พ้นจากความเดือด ร้อนเป็นบรมสุขสัตถาวร ข้าพเจ้าไม่มีสิงของอันใด มีแต่ทิพยโอสถหญ้าทิพย์ของ หอมจะขอถวายแก่พระองค์อันเป็นที่เลื่อมใสแห่งข้าพเจ้า แล้วกล่าวพรถวายว่า ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาวเท่าแก่ทรายในพระมหาสมุทรแล้วกล่าวคำ ถวายพรว่า ขอให้พระกายของพระองค์สูงหกวาพระศิระรูปเป็นทองคำธรรมชาติ ประทับนั่งบนบัวเก้าชั้น และมีธรรมอันสุขุมเปล่าว่างเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในสากลโลกนี้ไม่มีผู้เสมอด้วยพระองค์แล้วขณะนั้นแลเห็นชิดเคียดไต้เซียนเหาะมาถึง แล้วเดินตรงเข้ามาถวายบังคมเง็ก เชียงฮ่องเต้ แล้วคุกเข่าลงคลานนมัสการพระแล้วนำผลสาลี่ทิพย์สองผลกับพุทรา ทิพย์สองผลถวาย แล้วทูลถวายพรแก่สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊แล้วพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ก็เสด็จลงจากอาสนในขณะนั้นซุนซีเลงกัวมากราบ ทูลว่า ซีเทียนโผล่ศีรษะออกมาจากเขาแล้ว ซุนซีเลงกัวนี้คือเป็นทหารรักษาองค์ ของเง็กเชียงฮ่องเต้สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่าท่านอย่าวิตก ตรัสแล้วก็ชักเอายันต์ สาวกฟังทุกประการ พวกศิษย์สาวกทั้งหลายเมื่อได้ฟังพระองค์ทรงเล่าดังนั้น ก็ พากันยกมือขึ้นประนมร้องสาธุการ แล้วต่างคนก็ถวายอภิวาททูลลากลับไปยัง สถานแห่งตนอยู่มาวันหนึ่งสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงรับสั่งแก่ศิษย์ทั้งหลายว่า ตั้ง แต่เราปราบปรามวานรวิมานสวรรค์ก็ได้เป็นสุขมาประมาณถึงพันปีแล้ว ในเวลานี้ เรามีบาตรวิเศษจะประชุมทำสลากภัตเลี้ยงศิษย์ทั้งปวงจะควรหรือไม่ ศิษย์ทั้งหลาย ยกมือขึ้นนมัสการแล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐหาผู้เสมอมิได้ ข้าพเจ้าทั้ง หลายเห็นควรแล้ว สมเด็จพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ ทรงฟังศิษย์ทั้งหลายทูลว่า ชอบพร้อมกันแล้ว จึงรับสั่งให้พระออนันกับพระเกียเอี้ยมจัดแจงพระออนันกับพระเกียเอี้ยมรับคำสั่งแล้วจึงออกมายังศาลาธรรมบอกบุญแก พวกทายกทังหลาย พวกทายกทั้งหลายก็บอกกันต่อไป ครันได้เวลาก็เอาเครื่อง แจมาใส่ในบาตรพระตามศรัทธาพระออนันพระเกียเอี๊ยมครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว จึง นิมนต์หมู่ศิษย์ใหญ่น้อยทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันแล้ว นั่งเรียงรายเป็นลำดับ รับซึ่งไทยทานเป็นที่ระงับกายวาจาใจ ครั้นเสร็จแล้วต่างก็ถวายถาสัพพีแล้วก็ลุก มากระทำนมัสการพระโดยความเคารพสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับบนธรรมาสน์นั่งสำรวม กิริยา หมู่ศิษย์ทั้งหลายต่างนมัสการประนมมือตั้งโสตคอยสดับรับรสพระสัทธรรม พระองค์จึงทรงแสดงมูลรากไตรสิกขา และธรรมอันยิ่งคืออภิธรรมซึ่งจะให้ผู้ ปฏิบัติบรรลุถึงมรรคและผลตามลำดับในเวลานั้นศิษย์สาวกทั้งหลายได้สดับธรรม แล้วต่างก็บังเกิดปีติสุขโสมนัส รื่นเริงยินดีในรสพระสัทธรรม ครั้นพระองค์ทรงแสดง ธรรมาภิสมัยแล้ว จึงตรัสต่อไปว่า เราได้พิจารณาดูทั้งแปดทวีปในชมภูทวีปนี้ ซึ่ง หมู่สัตว์ทั้งหลายมักจะมากไปด้วยความโลภเจตนา และความโกรธประทุษร้าย และโมหะความหลงมีความมัวเมาประมาทและเห็นผิดวิปลาสไป่ต่าง ๆ เรามีพระ ไตรปิฎกธรรมควรจะให้ปุถุชนรักษาปฏิบัติ จะได้ละพ้นหลุดจากความชั่วใจบาป หยาบช้ากว่าจะได้ลุถึงซึ่งมรรคผลและนฤพานพระไตรปิฎกรวมสี่สิบห้าผูกคิดเป็น หมื่นห้าพันร้อยยี่สิบสี่เล่ม ล้วนเป็นธรรมอันวิเศษสัมมาปฏิปทาหนทางวิสุทธิ มรรคอันจะนำสัตว์เข้าสู่ห้องพระนฤพาน อาศัยเหตุนี้ เราปรารถนาจะให้ใครที่มี บุญญาอภินิหารบารมีเชี่ยวชาญข้ามไปข้างทิศบูรพาในประเทศจีน ซักนำผู้มี ศรัทธาอุตสาหะข้ามมาประเทศนี้อาราธนาพระไตรปิฎกไปรักษาปฏิบัติให้แพร่หลาย ทั่วไปและแสดงธรรมสั่งสอนสาธุชนให้มีจิตตั้งอยู่ในกุศลธรรมทางสัมมาทิฐิคนผู้ นั้นก็จะได้บุญกุศลมีนิสัยอันใหญ่ยิ่งหาที่เปรียบมิได้เรายังไม่เห็นว่าผู้ใดจะสามารถ ข้ามไปได้ในขณะเมื่อพระองค์ทรงปรารภอยู่นั้น มีพระกวนอิมองค์หนึ่งคลานเข้าไป ใกล้ธรรมาสน์แล้วประนมมือขึ้นนมัสการแล้วทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้า. จะขอรับอาสาไปยังทิศบูรพาในประเทศจีน เกลี้ยกล่อมชักชวนให้ผู้มีศรัทธาใน ประเทศนั้น มาอาราธนาพระไตรปิฎกไปประดิษฐานในประเทศทิศบูรพาให้จงได้เมื่อสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ได้ทรงฟังพระกวนอิมกราบทูลดังนั้น พระองค์มีพระทัยยินดีเป็นอันมากจึงตรัสแก่พระกวนอิมว่าโดยผู้อื่นจะรับอาสาไป เรายังไม่เชื่อว่าจะตลอดสำเร็จได้ ถ้าตัวท่านอาสาไปแล้ว เรามีความเชื่อว่าอาจ สำเร็จได้ดังประสงค์จริงพระกวนอิมจึงกราบทูลว่า ซึ่งโปรดจะให้ข้าพเจ้าไปนั้นจะทำประการใดจึงจะ ควรขอพระองค์ได้โปรดทรงแนะนำให้ข้าพเจ้าทราบด้วยสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊จึงตรัสว่า เมื่อไปนั้นควรจะทำปาฏิหาริย์ก็ให้ กระทำปาฏิหาริย์ ถ้าเห็นว่าไม่ควรจะกระทำก็ให้เดินไป จะได้พิจารณาระยะทาง ว่าใกล้หรือไกลร้ายหรือดีก็จะได้รู้แม่นยำสำหรับจะได้เล่าบอกแก่ผู้ที่มีศรัทธา จะได้ข้ามมานำพระไตรปิฎกไปจะได้รู้ซึ่งหนทางเดินเราจะให้ของวิเศษแก่ท่านไป ห้าอย่าง ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงเรียกพระออนันกับพระเกียเอี๊ยมให้นำของวิเศษทั้ง ห้านั้นออกมา คือผ้ากาสาวพัสตร์จีวรหนึ่งไม้เท้าหนึ่งมงคลดอกไม้สามวงรวมห้า อย่างมาถวายต่อพระหัตถ์สมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ทรงรับของห้าอย่างแล้ว จึงตรัสสั่งแก่พระกวน อิมว่า จีวรและไม้เท้าสองสิ่งนี้ให้ผู้ที่ตั้งใจมาเชิญพระไตรปิฎกไว้สำหรับตัว จีวร นั้นถ้าห่มแล้วก็สามารถจะพ้นจากวัฏสงสาร ไม้เท่านั้นถ้าถือแล้วก็พ้นจากวิบาก ขันธ์และภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ดังความปรารถนาพระกวนอิมรับจีวรและไม้เท้าแล้ว พระองค์จึงหยิบมงคลสามวงและตรัสสั่ง พระกวนอิมว่า มงคลสามวงนี้เอาไว้แก่ตัวท่านก่อนเมื่อเวลาผู้ที่จะมาเชิญพระไตร ปิฎกนั้นถ้าเดินมาตามทางบางทีจะพบปะผู้ที่มีฤทธาอานุภาพอันเชี่ยวชาญ จะได้ เอามงคลนี้บังคับให้อยู่ในอำนาจของผู้ที่จะมาเชิญพระไตรปิฎกนั้น จะได้เอาไป เป็นสานุศิษย์ใช้สอย บางทีจะดื้อดึงไม่อยู่ในโอวาทจึงให้เอามงคลนี้ครอบใส่บน ศีรษะแล้วเอาคาถาภาวนา มงคลนั้นก็จะรัดศีรษะจนนัยน์ตาปลิ้นออกมาให้ความ เจ็บปวดยิ่งนัก คนผู้นั้นจึงจะมีความเกรงกลัวและอยู่ในอำนาจไม่ขัดขีนคำสั่งและ บังคับได้พระกวนอิมได้ฟังพระตรัสดังนั้นแล้ว ก็รับสิ่งของทั้งห้าอย่างนั้นจากพระหัตถ์ แล้วถวายบังคมลาคลานออกมาจากโรงธรรมศาลา จึงเรียกฮุยไง้สานุศิษย์ ให้ จัดแจงสิ่งของที่ควรจะเอาไปใช้ได้ตามทาง ฮุยไง้จัดแจงเสร็จถือกระบองเหล็ก สำหรับมือ พระกวนอิมจึงเอาของวิเศษห้าอย่างมอบให้ฮุยไง้ใส่ถุงย่ามสะพายไป พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็ลงจากเขาเดินมา ครั้นถึงเชิงเขากิมเต๊งใต้เซียนทั้งห้าก็ออก มารับนิมนต์พระกวนอิ่มเข้านั่งพักแล้วยกน้ำชามาถวาย พระกวนอิมจึงเล่าความ ที่จะไปยังประเทศทิศบูรพาในเขตแขวงเมืองจีนให้พวกเซียนทั้งหลายฟังทุกประการกิมเต็งไต้เซียนจึงถามว่า สักเมื่อไรยู้ที่จะมาเชิญพระไตรปิฎกจึงจะมาที่นี่พระกวนอิมจึงบอกว่า ประมาณอีกสองสามปีจึงจะมาถึงพระกวนอิมสนทนา แก่กิมเต็งใต้เซียนแล้วก็จะลามากิมเต้งไต้เซียนจึงตามออกมาส่ง แล้วก็นมัสการ ลากลับไปยังที่อยู่ของตนพระกวนอิมกับศิษย์ออกจากนั้นไปสังเกตหมายระยะทางตรงไปยังทิศบูรพา เมื่อพระกวนอิมไปนั้นบางทีเดินบางทีเหาะตามกำลังที่จะไปได้ในเมื่อเวลานั้น ได้ แลเห็นแม่นำหนึ่งกว้างใหญ่ เรียกว่าแม่นำ (ลิ้วซัวฮ้อ) พระกวนอิมแลเห็นดังนั้น จึงเหาะลอยบนอากาศแล้วพูดแก่ฮุยไง้ว่าแม่น้ำนี้จะทำการลำบากแก่ผู้ที่จะมาเชิญ พระไตรปิฎก โดยเหตุที่กว้างใหญ่และไม่มีเรือแพพาหนะที่จะข้ามได้ในขณะนั้นได้ยินเสียงดังอยู่ใต้น้ำสักประเดี้ยวก็เกิดเป็นคลื่นลมพัดกล้าขึ้น แล ไปเห็นสัตว์โผล่ขึ้นมาจากน้ำหน้าตาน่ากลัวรูปร่างน่าเกลียด พิจารณาดูเหมือน จะเป็นปิศาจยักษ์ มีมือถือกระบองตรงเข้ามาจะจับพระกวนอิมกินเป็นอาหาร ฮุยไง้ เห็นดังนั้นก็เข้าขวางหน้าร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจมึงจะไปข้างไหนฝ่ายยักษ์ถือกระบองก็มิได้พูดจาตรงเข้ามาเอากระบองตีฮุยไง ฮุยไงแกว่ง กระบองเหล็กเข้ารบรับกันอยู่ต่างคนต่างมีแรงมีฤทธิ์เข้มแข็ง ทังสองฝ่ายต่อสู้กัน ไปมารบกันประมาณได้สักยี่สิบเพลงก็หาแพ้ชนะกันไม่ ปิศาจยักษ์ค่อยถอยห่าง ออกมาแล้ว จึงร้องถามว่าตัวเป็นพวกไหน พาพระที่ไหนมาสามารถล่วงเข้ามาใน แดนของเราบกเฉียจึงตอบว่าเราคือบุตรที่สองของถักทะลีทีอองชื่อบกเฉียครูให้ชื่อว่าฮุยไง้ ทำไมเจ้าไม่รู้จักเราหรือ ตัวเจ้าเป็นชาติปิศาจอะไรจึงอาจสามารถมากั้นกางขวาง หน้าแห่งเราฉะนี้ปิศาจได้ฟังฮุยไง้บอกดังนั้นจึงตอบว่าถ้ากระนั้นเราจำได้คือท่านเป็นสานุศิษย์ ของพระน่ำไฮ้กวนอิมหรือมิใช่ฮุยไง้จึงชี้บอกว่า ที่ยืนอยู่ข้างฝั่งน้ำนั้นแหละคือพระกวนอิ่มแล้วเจ้าไม่มีนัยน์ ตาหรือปิศาจยักษ์เมื่อได้ทราบดังนั้นจึงย่อตัวลงคำนับแล้วก็เดินตรงขึ้นมาบนฝั่งวาง อาวุธลงแล้วจึงกระทำการเคารพนมัสการกราบไหว้ แล้วจึงพูดว่าขอพระองค์จง ได้โปรดงดโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจะเล่าซึ่งเหตุผลให้ท่านทราบทุกประการ คือตัวข้าพเจ้านี้มิใช่ปิศาจยักษ์มารอะไร คือเป็นเซียนสำหรับแหวกพระวิสูตรของ เง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จมาประทับยังตำหนัก ห่งท้อที่ประชุมคราว. เลี้ยงโต๊ะเทพยดานั้น เวลานั้นข้าพเจ้าเปิดพระวิสูตรหาทันพิจารณาไม่ ชายพระ วิสูตรสะบัดไปถูกคนโทแก้ววิเศษตกแตก เง็กเชียงฮ่องเต้จับข้าพเจ้าทำโทษลง อาญาสาปข้าพเจ้าให้รูปกายพิกลอย่างรูปปิศาจลงมาประจำอยู่ในที่นี้ถึงเจ็ดวัน แล้วก็มีอาวุธเกี่ยมคือกระบี่วิเศษลอยลงมาแทงชายโครงข้าพเจ้าเจ็ดวันครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อนเหลือกำลัง ทรมานความอดอยากเป็นที่สุด เมื่อสองสาม วันก่อนข้าพเจ้าขึ้นมาจากแม่น้ำเที่ยวหาเนื้อมนุษย์กิน บังเอิญมีคนเดินมาคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงจับมาฉีกเนื้อกินเสียแล้ว มาวันนี้ก็มาพบพระองค์เข้าก็หมายใจจะเอาเป็น อาหาร ขอพระองค์ได้โปรดงดโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระกวนอิมได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าตัวเจ้ามีโทษบนสวรรค์ต้องสาปลงมาแล้ว มิหนำซำกระทำปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตดังนี้ จะมิเป็นโทษหนักลงไปอีกหรือ บัดนี้เรารับคำสั่งของพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้หันไปทิศบูรพาประเทศจีน แสวงหา ผู้ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในคุณแห่งพระรัตนตรัย ไปเชิญพระไตรปิฎกมาประดิษฐาน ในบูรพาประเทศทิศตะวันออก เจ้าคอยอยู่ที่นี่ และจงกลับใจปฏิบัติตามพระพุทธ ศาสนาซึ่งเป็นสัมมาปฏิปทาเถิด ถ้าคนนั้นมาที่นี่เจ้าจงตามไปเป็นสานุศิาย์ เรา จะทำอภินิหารมิให้อาวุธเกี่ยมแทงเจ้าได้ เมื่อเจ้าไปติดตามท่านผู้นั้นไปได้พระไตร ปิฎกแล้วกลับมา ยกคุณความชอบอันลบล้างโทษจะได้คืนขึ้นไปยังสวรรค์ตามเดิม เราว่าดังนี้ใจของเจ้าจะเห็นเป็นประกรใดปิศาจยักษ์ประนมมือแล้วตอบว่าข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยแล้วจะขอรับทาน ปฏิบัติตามที่พระองค์สั่งสอนทุกประการ แล้วพูดต่อไปว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้กินเนื้อ คนเสียมากแล้ว เมื่อก่อนมีคนเดินมาทางนี้ ข้าพเจ้าจับตัวมาถามคนผู้นั้นบอกว่า จะไปเชิญพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าก็หักคอกินเนื้อเสีย แต่ศีรษะขว้างลงไปในแม่น้ำ อิวซัวฮ้อจมลงไปทังสิน เพราะแม่นำนันละเอียดไม่ว่าสิงโดตกลงไปแล้วก็จม ยัง มีประหลาดศีรษะอีกเก้าศีรษะที่คนจะไปอาราธนาพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าได้จับกิน แล้วยังเหลือศีรษะโยนลงไปในน้ำศีรษะคนทั้งเก้าก็มิได้จม ลอยอยู่บนหลังน้ำ ข้าพเจ้าเห็นประหลาดได้เขี่ยกลับเอาขึ้นมาแล้วเอาเชือกเล็กร้อยแขวนไว้ เวลาสบาย ว่างธุระก็เอาออกมาดูเล่น ข้าพเจ้าวิตกคิดเห็นว่าคนที่จะมาเชิญพระคัมภีร์ไตรปิฎก นั้นจะไม่อาจเดินทางนี้ ถ้ามิได้มาทางนี้แล้วจะมิคลาดทางไปเสียหรือพระกวนอิมพูดว่าทำไมจะไม่ไปทางนี้ท่านอย่าวิตกเลย จงเอาศีรษะคนทั้ง เก้ามาทำเป็นลูกประคำร้อยแขวนคอไว้ เผื่อว่าผู้ที่จะมาอาราธนาพระคัมภีร์ไตร ปิฎกนั้นจะมีประโยชน์ใช้ได้บ้างดอกกระมังปิศาจยักษ์จึงตอบว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะทำตามถ้อยคำที่ท่านสั่งสอนพระกวนอิมจึงยกหัตถ์ลูบศีรษะยักษ์นั้นแล้วก็ให้ศีลห้าแก่ปิศาจยักษ์ แล้วจึงชี้ ทรายนั้นให้ยักษ์ดูว่าจะตั้งแช่ให้ คือในแม่น้ำ ลิวซัวฮ้อ ซัวนั้นคือทราย ๆ นั้นเกิด มาแต่หิน ๆ นั้นเกิดมาแต่เขา จึงตั้งแซ่ให้เป็นแซ่ซัว นามคือชื่อเรียกหงอเจ็งที่คน ทั้งหลายเรียกว่าซัวเจ๋งนั้นเอง ในเวลานั้นซัวหงอเจ๋งได้อยู่ในคำสั่งสอนของพระ แล้ว ก็มีความชื่นชมยินดีหาที่เปรียบมิได้พระกวนอิมบอกแก่หงอเจ็งว่า เราจะต้องลาท่านไปก่อน ท่านจงอุตสาห์ตั้งใจ ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและรักษาศีลห้าไว้ให้มั่นคงจะได้พ้นทุกข์กลับไปเมืองสวรรค์ ซัวหงอเจ็งก็ตามส่งพระกวนอิมไปจนพ้นเขตแล้วก็คำนับลากลับมายังที่อยู่ของตน ตามเดิมฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้เดินตรงมาทางทิศบูรพา ครั้นมาถึงภูเขาสูงขวางหน้า เห็นอากาศเป็นลมร้ายหมอกมืดมัวฟุ้งขึ้นมาจะเดินต่อไปก็ไม่เห็นหนทาง จึงเหาะ ขึ้นไปสูงหมายใจจะข้ามเขาก็ยังหาทันจะข้ามพ้นไปได้ไม่ บังเกิดเป็นลมพายุใหญ่ แลไปข้างหน้าเห็นปิศาจยักษ์หน้าตาดุร้ายคล้ายดังสุกร มีขนและผมรุงรังแยกเขี้ยว ออกดุจคมมีดในมือถือสามง่ามไม่พูดจาว่าอะไร ตรงขึ้นมาจะแทงพระกวนอิม ฮุยไง้ แลเห็นดังนั้นก็แกว่งกระบองแซงเข้ามาสกัดหน้าร้องตวาดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉาน มึงอย่าทำล่วงเกินจงดูกระบองเหล็กนี้ก่อนฝ่ายปิศาจสุกรจึงร้องว่า อ้ายพวกเหล่านี้ไม่รู้จักความตาย เอ็งจงดูสามง่ามนี้ บ้างเป็นไร ต่างคนโต้ตอบกันแล้วก็เกิดโทโสขึ้นมาด้วยกันไม่รอรั้งตรงเข้าประจัญ บานรบกันเป็นสามารถพระกวนอิมนั้นลอยดูอยู่บนอากาศ เห็นทั้งสองรบเคี่ยวขับกันไปมาหาเพลี้ยง พลั้งต่อกันไม่ จึงเสกคาถาเป็นดอกบัวขว้างลงมาสกัดกลางแยกคนทั้งสองนั้นให้ ออกห่างกันฝ่ายปิศาจเห็นประหลาดดังนั้น ใจก็สะดุ้งหวาดเสียวจึงร้องถามว่าคนที่เหาะ ลอยอยู่บนอากาศนั้นมาแต่ข้างไหนจึงทำดอกไม้มาล้อเราเล่นดังนี้ฮุยไง้ได้ยินยักษ์หมูถามดังนั้นจึงบอกว่า นัยน์ตาเจ้าเห็นจะไม่มีแก้วตา เพราะ เป็นสัตว์เดียรัจฉานจึงมิได้รู้ว่าท่านผู้ใด เราคือสานุศิษย์ใหญ่ของพระน้ำไฮ้ที่ขว้าง ดอกบัวดอกนั้น คือพระกวนอิมเจ้าจำไม่ได้หรือ • ฝ่ายปิศาจสุกรจึงพูดว่า ถ้าเป็นน่ำไฮ้กวนอิมจริงดังเจ้าว่า ก็เป็นผู้โปรดสัตว์ ทั้งหลายจริงหรือฮุยไง้ตอบว่าไม่ใช่ก็ใครเล่า ปิศาจสุกรได้ฟังดังนั้นก็ทิ้งสามง่ามลงกับพื้นดิน แล้วจึงคำนับฮุยไง้ว่าท่านจงช่วยพาข้าพเจ้าไปคำนับนมัสการพระกวนอิมด้วย ขอท่านจงอภัยแก่ข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิดฮุยไง้จึงชี้ขึ้นไปบนอากาศว่า องค์ที่ลอยอยู่นั้นมิใช่พระกวนอิมหรือปิศาจสุกรจึงแหงนหน้าขึ้นไป เห้นพระกวนอิมยืนลอยอยู่บนเมฆจึงประนม มีอนมัสการแล้วร้องด้วยเสียงอันดังว่า ขอพระได้โปรดยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิดพระกวนอิมได้ยินดังนั้นจึงลอยลงมายังพื้นปฐพีดลเดินตรงเข้ามาถามว่า เจ้า เป็นปิศาจมาจากไหน จึงเป็นรูปลักษณะสุกร ทำไมจึงอาจสามารถมากั้นทางเราปิศาจสุกรจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามิใช่ชาติสุกร เดิมข้าพเจ้าเป็นนายทหารใหญ่ ที่ ตังเรียกว่าเทียนฮองง่วนโซ่ยได้เป็นผู้รักษาอยู่ในลำนำที่ฮ้อเหตุด้วยข้าพเจ้าเมา สุรามาหยอกนางจันทรเทพธิดา ครั้นทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ท่านก็จับเอาข้าพเจ้า ไปทำโทษ เมี่ยนข้าพเจ้าสองพันทีแล้วสาปข้าพเจ้าให้ลงมาในมนุษยโลก ครั้นเมื่อ กายข้าพเจ้าจุติลงมาบังเอิญให้หลงทางไป จึงเข้าสู่ท้องแม่สุกรกายข้าพเจ้าจึงแปล เป็นรูปลักษณะอย่างนี้ ข้าพเจ้ามีความอายจึงกินแม่สุกรและฝูงหมูทั้งหลายเสีย จนสิ้น จึงได้อาศัยภูเขานี้เป็นที่อยู่และคอยจับมนุษย์กินเป็นภักษาหารพอแก้หิว ครั้นมาวันนี้หมายใจจะเอาท่านเป็นภักษาหารโดยเหตุที่มิได้รู้จักพระองค์ ขอพระ องค์ได้โปรดยกโทษข้าพเจ้าพ้นทุกข์ด้วยเถิดพระกวนอิมจึงถามว่า ภูเขานี้ชื่อว่าภูเขาอะไร ปิศาจสุกรจึงบอกว่า นามเรียก ภูเขาฮกลิ่นชัว ในเขามีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่า (หุ้นจางต๋อง) ในถ้ำนั้นเดิมมีปิศาจ หญิงอยู่คนหนึ่ง เรียกนามว่านางจุ้นจางต้องเห็นข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากจึงยอมเป็น ภรรยาให้ข้าพเจ้าเป็นสามี ครั้นอยู่มายังไม่ทันถึงปีภรรยาข้าพเจ้าตาย มรดกใน ถ้ำนั้นก็ตกอยู่แก่ข้าพเจ้าได้รักษาดูแลทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็นานปีนานเดือนมาแล้ว ไม่ทราบว่าสักเมื่อไรจะได้กลับคืนขึ้นไปสวรรค์อย่างเดิมเป็นความจนใจก็ต้องอาศัย อยู่ที่นี้ คอยจับมนุษย์กินพอประทังชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ขอท่านผู้มีบุญญา อภินิหารโปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิ่มจึงพูดว่า มีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า แม้อยากจะใคร่หาหนทาง ข้างหน้าให้ตลอดอย่าทำให้หนทางข้างหน้านั้นเสียไป ตัวเจ้าทำผิดบนสวรรค์แล้ว ก็ยังไม่กลับใจที่โหดร้ายเสีย ซ้ำกระทำซึ่งการบาปมีฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นต้น อันเป็น อกุศลโทษอยู่อย่างนี้จะมิเป็นสองโทษขึ้นหรือปิศาจสุกรจึงตอบว่าหนทางข้างหน้านั้น แม้ข้าพเจ้าจะทำตามคำสอนของท่าน ก็ยังขัดอยู่ เพราะโลกย่อมถือว่าถ้าขัดขวางข้อบังคับคือกฎประกาศพระราชบัญญัติ ก็ถูกเฆี่ยนถูกจำปรับประหารชีวิต ถ้าทำตามพระพุทธบัญญัติคำสอนในพระพุทธ ศาสนา จะต้องอดอยากทนทรมานจึงจะทำไปได้ข้าพเจ้าคิดดูจะสู้จับมนุษย์ที่ อ้วน ๆ มากินไม่ได้ด้วยเนื้อหนังก็อร่อย พวกพี่น้องวงศ์ญาติของเขาก็ไม่เอาโทษ เราจะมีโทษอะไร สองโทษสามโทษร้อยโทษหมื่นโทษจะมีด้วยอย่างไรพระกวนอิมจึงพูดว่า แม้ผู้ใดจะประพฤติในทางชอบหรือทางผิดนั้น เทวดาและ มนุษย์ก็จะไม่เห็นด้วย ผลของความดีและความชั่วนั้นและจะบันดาลให้เป็นสุขและ ทุกข์เกิดขึ้นให้ปรากฏ อันผู้ที่ประพฤติชอบทางสัมมาวายามะตามองค์มรรค คงจะ บันดาลให้ผลเกิดขึ้นเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ แม้ผู้ที่ทำตามคำสอนของพระสัมมาส้ม พุทธเจ้าก็ไม่เห็นผู้ใดอดอยากลำบากใจ เพราะอาหารในโลกก็ย่อมมีบริบูรณ์หรือ พอเป็นยาวะชีวังเพื่อระงับทุกขเวทนาได้ หรือบางทีกระทำให้อิ่มเอิบด้วยปีติ ปราโมทย์ก็มี เช่นท่านที่ได้ฌานและสมาธิสมาบัติฉะนั้น ท่านก็ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัด ชีวิตและกินเนื้อมนุษย์ให้ได้ความกระวนกระวายเล่าปิศาจสุกรเมื่อได้ฟังพระกวนอิมพูดแนะนำสั่งสอนโดยทางธรรมเช่นนั้น ดุจดัง ว่าเวลาตื่นขึ้นจากหลับอันประกอบไปด้วยสติและความรู้สึก จึงยกมือขึ้นนมัสการ แล้วว่า ข้าพเจ้ามีความเชื่ออยากจะปฏิบัติตามธรรมในทางพระพุทธศาสนา แต่ ขัดอยู่ด้วยโทษที่ข้าพเจ้าทำผิดเท่าฟ้าไม่แลเห็นทางที่จะทำให้พ้นโทษได้พระกวนอิมจึงพูดต่อไปว่าเรารับคำสั่งของพระพุทธเจ้าให้ไปทางทิศบูรพา ประเทศจีน แสวงหาผู้มีความเชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัยให้ข้ามไปเชิญคัมภีร์พระ พุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกมาประดิษฐานในทิศบูรพาประเทศ เจ้าจงสามิภักดิ์เป็น สานุศิษย์ติดตามท่านผู้นั้น เมื่อการสำเร็จดังประสงค์แล้ว จะได้อาศัยคุณความ ชอบนั้น มาหักล้างลบโทษที่กระทำผิด เราจะช่วยขอให้ตัวเจ้าพ้นโทษจะไม่ดีกว่า ประพฤติชั่วร้ายอยู่อย่างนั้นหรือปิศาจสุกรจึงร้องขึ้นเต็มปากว่า ข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านผู้นั้นไปตามแต่ท่าน จะเห็นชอบเถิดพระกวนอิ่มจึงยกพระหัตถ์ลูบศีรษะสุกรนั้นแล้ว ก็ให้ยักษ์สมาทานศีลห้า จึง ตั้งแช่และชื่อให้ตามที่ตัวเป็นมนุษย์หน้าเป็นสุกรว่าแซ่ตือ ตือนั้นคือสุกร (หรือหมู) นามนั้นเรียกว่า (หงอเหนง) ครั้นให้แซ่และชื่อแล้วจึงให้กินเครื่องกระยาบวซคือ เครื่อง (แจ) ละเว้นซึ่งการทุจริตในกายวาจาใจ แล้วสั่งว่าเจ้าจงคอยอยู่ที่นี่ ถ้าผู้ จะไปเชิญพระไตรปิฎกคัมภีร์พระพุทธศาสนามาถึงนี้แล้ว เจ้าจงเข้าสามิภักดิ์เป็น ศิษย์ติดตามไป ด้วยตัวเจ้าก็จะพ้นทุกข์ได้ความสุขสืบต่อไปภายหน้าตือหงอเหนงเมื่อได้รับศีลและได้ฟังพระกวนอิมชี้แจงให้ฟังทุกประการดังนั้นแล้ว ก็ยกมือขึ้นนมัสการกำหนดไว้ในใจด้วยความยินดีเชื่อถือ พระกวนอิมก็ออกจากที่ นั้นไป ตือหงอเหนงก็ตามไปส่งจนสิ้นเขตแดนแล้ว ก็นมัสการลากลับไปยังสำนัก ที่อยู่เดิมแห่งตนฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้พร้อมกันเหาะขึ้นกลางอากาศตรงมาทางทิศบูรพา ในเวลานั้นแลเห็นมังกรตัวหนึ่งแขวนอยู่กลางอากาศมีเสียงร้องเรียกว่าพระจงช่วย ข้าพเจ้าด้วยพระกวนอิมได้เห็นแล้ว เหาะเข้ามาใกล้ จึงร้องถามว่าเจ้าเป็นมังกรที่ไหนจึง มาต้องโทษอยู่ที่นี่มังกรจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรของพระยาเล่งอ๋องชื่อว่า (หยุน) อยู่ในมหาสมุทร ทิศปราจีน ข้าพเจ้ามีความน้อยใจบิดาว่าไม่รักบุตรเสมอกัน เมื่อข้าพเจ้าคิดผิดฉะนี้ แล้ว จึงได้เอาไฟจุดปราสาทของบิดา ครั้นเพลิงไหม้ปราสาทนั้นเสียแล้ว บิดา ข้าพเจ้าจึงไปทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธให้จับข้าพเจ้ามาแขวน ไว้ในกลางอากาศ พรุ่งนี้ก็จะเอาตัวข้าพเจ้าไปประหารชีวิตเสีย ขอท่านได้กรุณา โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิมได้ฟังมังกรบอกดังนั้นจึงพูดแก่มังกรว่าเจ้าจงคอยเราก่อน เราจะ ขึ้นไปทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ขอโทษให้ ว่าแล้วก็พยักหน้าฮุยไง้ก็เหาะตามขึ้นไปยังประตู นำทีหมึง ครั้นถึงก็ตรงเข้าไปยังปราสาทเหลงเชียวเต้ย พระกวนอิมจึงบอกแก่ดู เตียวเทียนซื่อทั้งสองให้นำเฝ้า เทียนซื่อจึงนำพระกวนอิมเข้าไปยังที่เฝ้าขอถวายพระพรครั้นถึงกำลังเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่พระกวนอิ่มจึงทูลว่า อาตมาภาพมาทั้งนี้โดยรับสั่งของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้ไปยังทิศบูรพา ประเทศจีน แสวงหาผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสในคุณแห่งพระรัตนตรัยข้ามไปมัชฌิม ประเทศเชิญพระปริยัติธรรมทั้งสามปิฎกไปประดิษฐานในประเทศทิศตะวันออก อาตมภาพเหาะมากลางอากาศ พบบุตรของพระยาเล่งอ๋องต้องโทษแขวนอยู่กลาง อากาศ อาตมภาพขอถวายพระราชกุศลในมหาบพิตรจะขอบิณฑบาตซึ่งชีวิตมังกร ผู้นั้นไว้ เพื่อจะได้ใช้ให้ตามไปเป็นพาหนะแก่ผู้ที่จะมาเชิญพระพุทธศาสนาไปประ ดิษฐานในทิศตะวันออก เพื่อโทษของมังกรตัวนั้นจะได้บรรเทาเบาบางลงบ้าง และ ทั้งจะได้กุศลแก่มหาบพิตรด้วย ควรมิควรขอถวายพระพรเง็กเชียงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายพระพรขอโทษมังกร ทรงเห็น เป็นการกุศลและทั้งเป็นประโยชน์ด้วย จึงรับสั่งแก่ (ทิเจียงกุน) เทพบุตรให้ไปแก้ มัดมังกรมอบให้พระกวนอิมไปตามซึ่งพระกวนอิมขอพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็ถวายพระพรลาเง็กเซียงฮ่องเต้ พร้อมด้วยทิเจียงกุน เหาะไปยังที่มัดมังกร ครั้นถึงเจียงกุนก็แก้มัดมังกรออกแล้วมอบตัวให้แก่พระกวน อิม เสร็จแล้วก็นมัสการลากลับไปยังดาวดึงส์ฝ่ายพระกวนอิมจึงสั่งมังกรนั้นว่าจงอยู่อาศัยในลำแม่น้ำนี้ คอยกว่าคนที่จะมา เชิญพระไตรปิฎกมาทางนี้จะได้เป็นศิษย์ติดตามไปด้วยฝ่ายมังกรครั้นได้รอดชีวิตแล้วก็มีความยินดี จึงถวายนมัสการขอบคุณพระ แล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าจะคอยอยู่ที่นี้กว่าท่านผู้นั้นจะมาแล้วก็นมัสการลาพระกวนอิม กลับไปยังที่อาศัยสำนักเดิมนั้นฝ่ายพระกวนอิมครั้นมังกรลากลับไปแล้ว จึงชวนฮุยไง้เหาะตรงไปยังทิศบูรพา ประมาณสักสองวัน แลไปข้างหน้าเห็นสีรัศมีฟุ้งขึ้นเป็นสีทองระยับงามประหลาด ต่าง ๆ ฮุยไง้จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ที่รัศมีพลุ่งขึ้นมานั้นเห็นจะเป็นภูเขาเง้าเห้งซัว บนยอดเขานั้นมียันต์ปิดอยู่ ยันต์นั้นสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้พระออนัน มาปิดไว้พระกวนอิมจึงพูดว่าที่นี้คือเมื่อเกิดความวุ่นวายเดือดร้อนบนวิมานสวรรค์ คือ ซีเทียนได้เซียต้องประจุอยู่ในเขานั้น พระกวนอิมกับฮุยไง้พูดกันแล้วจึงลอยลงที่ ภูเขาแล้วจึงเดินมาที่ปิดยันต์นั้น ดูในแผ่นยันต์มีอักษรหกตัวคือ ง่าย มอ นิ ปั๊ด มิ ฮอง พระกวนอิมดูแล้วจึงทำโคลงเขียนที่แผ่นมาเป็นโคลงสี่บท บทที่หนึ่งว่า คำ ถางเกี่ยวเก๊าปุ๊ดฮ่องกง แปลว่าโอ้โอ๋วานรไม่รักทางดีอยู่ในบังคับ บทที่สองว่าตึ้งนี้ กวงบ้องชิ้นเองฮ้อง แปลว่าเมื่อปีเป็นบ้าหลังทำอวดเก่ง บทที่สามว่า จื่อเช่าหงอ ฮุดอยู่ไ้ขุ่น แปลว่าต้องด้วยพระองค์เจ้าบังคับอยู่ บทที่สี่ว่า ท้อยิดซือซินจ้าย เหี้ยนกัง แปลว่าไม่รู้ว่าอันใดจะรอดพ้นกลับดีใหม่ในเวลาที่พระกวนอิมกับฮุยไง้พูดกันอยู่นั้นก็ได้ยินถึงเกาซีเทียน เกาซีเทียนติด อยู่ในที่ถิ่นเขาได้ยินดังนั้นจึงร้องถามขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า ผู้ใดอยู่บนยอดเขา นันนินทาข้าพเจ้าด้วยเหตุประการไดพระกวนอิมได้ยินดังนั้นจึงเดินลงมาที่ตีนเขา เที่ยวค้นหาก็หาพบเห็นผู้ใดไม่ฝ่ายพระภูมิเจ้าที่และเทพารักษ์ทั้งหลายก็พร้อมกันมานมัสการพระกวนอิม พระกวนอิมจึงถามหมู่เทพยดาว่าเสียงอันใดร้องถามออกมาเมื่อตะกี้ พระภูมิเจ้า ที่กับเทพารักษ์จึงบอกว่าเสียงซีเทียนไต้เซีย ซึ่งตกอยู่ในเขานี้พูดแล้วก็นำพระกวนอิม กับฮุยไง้ไปยังที่ซีเทียนติดอยู่นั้นเดิมเมื่อแรกซีเทียนจะติดอยู่นั้นตัวมือเท้าติดอยู่ในหินแต่ศีรษะโผล่ออกมาได้ เพียงคอปากพูดได้ตัวกระดิกไม่ได้พระกวนอิมจึงถามว่าแช่ซึงเจ้าจำเราได้หรือไม่ เกาซีเทียนจึงเหลือบตาดูแล้ว ยกศีรษะสัปหงกเหมือนคำนับแล้วพูดว่าทำไมข้าพเจ้าจะจำท่านไม่ได้ ท่านคือน่ำไฮ้ ไพ้ท้อซัวคือพระกวนอิม ขอบพระคุณท่านได้อุตสาห์มาเยือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าติด อยู่นานปีนานวันมาแล้วไม่มีผู้ใดมาเยือนสักครังหนึ่งเลย ท่านจะไปข้างไหนหรือ จึงมาถึงที่นี่พระกวนอิมจึงตอบว่าเรารับคำสั่งของพระจะไปยังทิศบูรพาประเทศจีน แสวง หาผู้ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจะได้ไปนำพระคัมภีร์ไตรปิถกมาประดิษ ฐานในฝ่ายทิศบูรพา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเดินข้ามเขามาทางนี้จึงได้แวะมา เยื่อนเจ้าเกาซีเทียนจึงว่าท่านยูไลมีความดูถูกข้าพเจ้าเหลือเกินจับข้าพเจ้าครอบติดอยู่ ที่นี่ประมาณกว่าห้าร้อยปีแล้วไม่กระดิกพลิกแพลงไหวติงได้เลย ขอท่านได้ช่วย ข้าพเจ้าด้วยอุบายอันใดก็ตามโดยความกรุณาเมตตาจิตแห่งท่านพอได้พ้นจากที่นี้ พระคุณของท่านจะอยู่แก่ข้าพเจ้าชั่วฟ้าและดินพระกวนอิมได้ฟังซีเทียนพูดอ้อนวอนดังนั้น จึงพูดว่าโทษของเจ้าเท่าฟ้าและดิน ถ้าเราช่วยเจ้าออกได้เกรงว่าเจ้าจะไม่ละพยศร้าย จะทำให้เกิดความวุ่นวายมีเหตุ ขึ้นอีกเราก็จะพลอยตัวหมองเสียไปด้วยเกาซีเทียนจึงพูดว่าข้าพเจ้ารู้สึกตัวกลับใจได้แล้วแม้ท่านช่วยออกได้แล้ว ข้าพเจ้าจะอยู่ในถ้อยคำของท่านทุกอย่างทุกประการ ขอท่านได้กรุณา ทั้งข้าพเจ้า ก็จะถือในทางชอบธรรมตามพระพุทธศาสนากว่าชีวิตข้าพเจ้าจะหาไม่พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงพูดแก่เกาซีเทียนว่า เจ้ามีความ เห็นชอบคิดกลับใจได้ดังนั้นก็ควรแล้ว แต่เจ้าต้องรอคอยเราอยู่ที่นี่ก่อนตัวเราจะไป ยังประเทศจีน หาผู้ซึ่งมีศรัทธาในพระรัตนตรัยไปเชิญพระไตรปิฎกในประเทศทิศ ตะวันตก ถ้าคนผู้นั้นมาถึงที่นี่แล้วคงจะช่วยเจ้าให้ออกจากเขานี้ได้ เจ้าจงตามท่าน ผู้นั้นไปเป็นสานุศิษย์ดังนี้จะดีหรือไม่เกาซีเทียนได้ฟังพระกวนอิมพูดดังนั้นมีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดว่าควรแล้ว ข้าพเจ้าจะขอตามไปปฏิบัติในพระพุทธศาสนาด้วยพระกวนอิมจึงพูดว่าถ้ากระนั้นเจ้าก็ตั้งอยู่ในทางส้มมาทิฐิแล้ว เราจะตั้งนาม เจ้าให้ ซีเทียนจึงตอบว่าข้าพเจ้ามีชื่ออยู่แล้ว เรียกว่า ซึ่งหงอคงพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดต่อไปว่าเมื่อเรามาตามทางนั้น มีคนสองคนเข้ารับรักษาศีลเราตั้งนามเรียกชื่อว่าหงอเจ๋งคนหนึ่ง หงอเหนงคนหนึ่ง ก็เป็นอักษรเดียวกันแก่เจ้า ดีแล้วเจ้าจะได้ร่วมหนทางไปด้วยกัน ถ้ากระนั้นเราจะ รีบไปก่อนเกาซีเทียนในเวลานั้นก็เกิดปีติโสมนัสแจ่มแจ้งในสันดานเป็นที่ยิ่ง ผงกศีรษะ คำนับพระกวนอิมโดยความชื่นชมฝ่ายพระกวนอิมออกจากเขาเง้าเห้งซัวด้วยฮุยไง้เหาะตรงมายังทิศบูรพาไม่ถึงวัน ก็มาถึงประเทศจีนถึงเมืองเชียงอาน พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็สำรวมกิริยาเป็นหลวง จีนมีโรคขี้เรื้อนกุตถังควรที่คนทั้งหลายจะพึงเกลียด เสร็จแล้วก็เดินตรงเข้ามายัง เมืองเชียงอาน ครั้นเข้าไปในประตูเมืองได้แล้วเวลาก็จวนค้ำ รีบเดินมาข้างริมตลาด ใหญ่แลเห็นศาลเจ้าศาลหนึ่ง พระกวนอิมกับฮุยไง้ก็พากันเดินตรงเข้าไปในศาลฝ่ายพระภูมิเจ้าที่ และเจ้าหลักเมืองเจ้ารักษาเมืองกับบริวารทั้งหลาย เห็น พระกวนอิ่มเข้ามาต่างก็ตกใจวุ่นวายพร้อมกันมาคำนับแล้วพระภูมิจึงให้บริวารไป บอกกันทุกๆ ศาลให้รู้ทั่วกัน เจ้าต่างศาลทุกศาล ครั้นได้ทราบแล้วต่างก็พร้อมกัน มาคำนับพระกวนอิม พระกวนอิมจึงสั่งแก่พระเจ้าทั้งหลายว่า อย่าให้บอกเล่าแก่ ผู้ใดให้รู้เหตุว่าเรามาเพราะอาตมภาพรับคำสังของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ มาในเมืองนี้ หาผู้ซึ่งประพฤติทางวิสุทธิมรรค จะได้ไปในปราจีนทิศเชิญพระคัมภิริ ไตรปิฎกมาประดิษฐานในทิศบูรพา เราขออาศัยศาลสักสองสามวันกว่าธุระจะ สำเร็จแล้วก็จะลากลับไปหมู่เจ้าและเทพาอารักษ์ทั้งหลายได้ทราบดังนั้น ก็มีความยินดีต่างถวาย นมัสการกลับไปที่อยู่แห่งตนฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้ แปลงกายซ่อนเร้นอาศัยในศาลพระภูมิอยู่ต่อมาตอนที่ ๒บัดนี้จะกล่าวถึงตำบลเจียบไซ คือเมืองเชียงอานอันเป็นเมืองหลวงใหญ่ในเวลา นั้น ต่อมากษัตริย์ทุกพระองค์ก็ตั้งอยู่เป็นเมืองหลวงในตำบลนี้ ตั้งแต่ครั้งวงศ์จิว วงศ์ฉิน วงศ์ฮัน ต่อ ๆ กันลงมาเป็นที่ชัยภูมิเมืองสง่างามมันคง และกว้างขวาง และท่าทางเข้าออกหาที่เปรียบมิได้ มีแม่นำใหญ่แปดแม่นำล้อมรอบกำแพงเมืองครั้งนั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสวยราชสมบัติทรงตั้งยี่ห้อว่า (เจงกวน) พระ องค์เสวยราชสมบัติได้สิบสามปีมาแล้ว ในปีนั้นเป็นปีมะเส็ง ทั่วทุกอาณาเขตชาว ประเทศราชและสามัญราษฎรพากันอยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า น้ำท่าอาหารบริบูรณ์ สวยสาอากรก็เก็บได้เป็นอันมากประเทศราชเมืองใหญ่น้อยก็นำเครื่องราชบรรณา การเข้ามาถวายทุกเมืองพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นเอกราชทั้งหลายที่นอกเขตแดนจีนออกไปก็มีความเกรง กลัวเดชานุภาพกฤดาภินิหารพากันมาอ่อนน้อมถวายราชสาสน์และเครื่องมงคล ราชบรรณาการทุก ๆ ปีอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกยังพระที่นั่งบัลลังก์มังกร ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือนยืนและนั่งเฝ้าอยู่ตามตำแหน่งพร้อมทั้ง ซ้ายขวาหน้าหลังเป็นลำดับในเวลานั้นงุยเต็งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ลุกจากที่นั่งมายืนตรงหน้าพระที่นั่ง ถวาย คำนับแล้วทูลว่า ข้าพระองค์เห็นว่าบ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ก็มีความสุขสำราญทุกทั่วหน้าต้องตามแบบโบราณแล้ว แต่โรงเรียนหนังสือในการ ศึกษาศิลปศาสตร์ยังหาบริบูรณ์ไม่ ปีปี้ถึงกำหนดคราวสอบไล่หนังสือแล้ว ขอพระ องค์ได้โปรดสั่งให้มีท้องตราและประกาศไปให้ทั่วทุกหัวเมืองบรรดา ซึ่งอยู่ในพระ ราชอาณาจักรของพระองค์ ให้นักเรียนเข้ามาสอบไล่หนังสือและศิลป์ศาสตร์ความ รู้ที่ตนได้เล่าเรียนศึกษาไว้ให้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนหรือวิชาโหราศาสตร์ และดูชัยภูมิที่ดินถ้าสอบไล่ได้ความรู้สมควรจะมีเกียรติยศจะได้ตั้งแต่งให้รับราชการ ในตำแหน่งหน้าที่ตามคุณวิทยาแห่งตน ก็จะได้ผู้มีสติปัญญาและฝีมือเข้ารับราชการ บ้านเมืองเป็นกำลังแผ่นดิน พระองค์ก็จะมีความเจริญอยู่ในสิริราชสมบัติอัน ปราศจากความเดือดร้อน ทั่วพระราชอาณาเขตตลอดยืดยาวไปในเบื้องหน้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่กราบทูลดังนั้นก็ทรงเห็น ชอบด้วย จึงรับสั่งแก่งุยเต็งว่า ท่านมีความเห็นดังนั้นชอบแล้ว ตรัสดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ทำประกาศและให้มีท้องตราออกไปทั่วทุกตำบล และหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ทราบทั่วกันว่า ถ้านักเรียนหัวเมืองที่สอบไล่ที่หัวเมืองตน อยู่ได้ชั้นหนึ่งชั้นสองชั้นสามไม่ตกสติปัญญาดี ก็ให้เจ้าเมืองกรมการส่งตัวให้มา ยังเมืองหลวง จะได้สอบไล่ต่อไปขุนนางอาลักษณ์ได้รับสั่งแล้วก็ถวายบังคมลาไปจัดการแต่งหมายประกาศและ ให้มีท้องตราไปทั่วพระราชอาณาจักรตามรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ในสมัยนั้น ยังมีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ฮ่องหนง) ตำบลไฮ้จิว ตำบบลไฮ้จิวนี้อยู่ในเป็นคนกำพร้าบิดายังมีแต่ มณฑลเมืองเชียงอาน มีชายผู้หนึ่งแซ่ตั้นชื่อกองหยี มารดาชื่อนางเตียวสี ตั้นกองหยีได้เรียนหนังสือมีสติปัญญารู้ละเอียดลึกซึ้ง คน ทั้งหลายชมว่าตั้นกองหยีเป็นผู้รู้หนังสือดีเวลาหนึ่งตั้นกองหยี เที่ยวเดินเล่นเห็นคนยืนดูหมายประกาศมุงกันอยู่ ตั้น กองหยี่ก็เข้าไปอ่านดูรู้ความตลอดแล้วก็กลับมาบ้านเข้าไปหามารดา คำนับแล้ว จึงพูดแก่มารดาว่า บัดนี้มีหมายประกาศปิดประตูเมืองมีใจความว่า ในเมืองหลวง จะสอบไล่หนังสือ ลูกอยากจะเข้าไปสอบไล่สักครั้งหนึ่ง ถ้าสมคะเนนึกก็จะได้มี เกียรติยศชื่อเสียงปรากฏไปในแผ่นดิน และงามหน้าแก่บิดามารดามีความเจริญสุข แก่บุตรภรรยาญาติต่อไปภายหลัง ลูกเห็นความดังนี้ เพราะฉะนั้นลูกจึงมาบอก ให้มารดาทราบนางเตียวสีเมื่อได้ฟังบุตรบอกเล่าชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่บุตรว่า ดีแล้วแม่เห็นชอบด้วย แต่เจ้าจะเข้าไปในเมืองหลวงนั้น เจ้าจงระมัดระวังตัวอย่า ให้มีความผิดได้ ถ้าสมประสงค์ได้เกียรติยศ จงทูลลากลับมาหามารดาก่อน มารดา จะได้สิ้นความวิตกตั้นกองหยีได้ฟังมารดาให้อนุญาตและสั่งกำซับดังนั้นแล้ว จึงเรียกคนใช้มาสั่ง ให้จัดการหาเสบียงอาหารพร้อมเสร็จแล้วจึงคำนับลามารดา มารดาก็ให้พรและ สั่งสอนบุตรด้วยประการต่างๆตั้นกองหยีก็ออกจากบ้านตรงไปยังเมืองเชียงอาน เมื่อเดินทางถึงระยะโรงเตี๊ยม ก็หยุดพักซื้ออาหารรับประทาน ค่ำก็พักโรงเตี๋ยมดูหนังสือมิได้เห็นแก่หลับนอน ครั้นมาถึงเมืองเชียงอานก็เข้าในกำแพงเมือง เห็นมีหอไล่หนังสือตั้งเรียงรายอยู่ หลายหลังผู้คนเข้าออกแออัดล้วนแต่พวกนักเรียน ตั้นกองหยีจึงหยุดพักอยู่ข้างนอก คอยท่าเวลา ครั้นถึงเวลาเข้าสอบไล่ตันกองหยีก็จัดแจงเตรียมตัวเข้าไปเมื่อเวลาตั้นกองหยีเข้าไปสอบไล่นั้น แต่งใจความตามกระทู้จค้าวถูกต้องทั้ง สามประโยค ครั้นสิ้นเวลาไล่แล้ว จูค้าวก็นำคำแก้ของนักเรียนทังหลาย เข้าไป ถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรถ้อยคำของ ตั้นกองหยี พอพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงเซ็นลายพระราชหัตถ์ตั้งให้ตันกองหยีเป็น ที่จอหงวนครั้นตั้นกองหยีได้รับเกียรติยศเป็นจอหงวนแล้วก็แต่งตัวตามยศอันธรรมเนียม เมืองจีนนั้น ถ้าใครได้เป็นจอหงวนแล้ว ต้องแห่เป็นฤกษ์รอบเมืองสามวัน เจ้าพนัก งานจัดกระบวนแห่เสร็จแล้ว ก็เชิญจอหงวนขึ้นเกี้ยวหามแห่ไปตามถนนรอบพระ นคร ครั้นกระบวนแห่มาถึงหน้าบ้านงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่ จุยเต็งนั้นมีบุตรสาวคน หนึ่งอายุ ๑๖ ปี ชื่อนางอุนเกี้ยว ในเวลานั้นผู้คนเซ็งแซ่มาดูแห่จอหงวนฝ่ายนางอุนเกี่ยวอยู่บนหอสูงกำลังเสี่ยงทายหาคู่ เมื่อได้ยินเสียงคนและเสียง พิณพาทย์ฆ้องกลองดังอึกทึกที่หน้าบ้านนางจึงถือแพรถักที่มีสัณฐานเหมือนตะกร้อ เดินมาเยี่ยมหน้าต่างตึกดูกระบวนแห่ เวลานั้นพอเกี้ยวตั้นกองหยีจอหงวนมาถึง หน้าต่างตรงนาง ด้วยบุพเพสันนิวาสของคนทั้งสองเคยสร้างสมมาเป็นคู่กัน ก็ บังเอิญลมพัดม่านที่เกี้ยวจอหงวนแหวกเปิดออกไป จอหงวนแลขึ้นไปเห็นนางอุน เกี๊ยวต่างให้มีจิตปฏิพัทธ์ผูกใจรักใคร่กันทั้งสองฝ่ายแต่นางพิจารณาดูตันกองหยี เห็นลักษณะอันงามทั้งมีกิริยาเรียบร้อย การไล หนังสือคงเชี่ยวชาญจึงได้เป็นที่จอหงวน นางคิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงเอาลูกตะกร้อ แพรโยนลงไปให้ถูกกายจอหงวนด้วยธรรมเนียมเมืองจีน ถ้าหญิงคนใดพอใจในบุรุษคนใดก็เอาแพรซึ่งถักเป็น ลูกตะกร้อนั้นโยนไปถูกชายคนใดแล้ว ก็เป็นรู้กันว่าหญิงผู้นั้นพอใจสมัครแก่ชาย ผู้นั้นฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อถูกขว้างด้วยตะกร้อแพรแล้ว ก็หยิบลูกตะกร้อนั้นมาถือไว้ แล้วแลดูที่หน้าต่างหอสูงได้ยินเสียงมโหรีพิณพาทย์รับร้องออกแช่เสียงอยู่บนหอนั้น บัดเดี้ยวใจก็มีหญิงสาว ๆ ประมาณสิบคนเดินออกมาจากประตูใหญ่ตรงเข้ามา แต่ หญิงที่มาหน้าสองคนเข้าจับเกี้ยวที่หามตั้นกองหยีไว้ แล้วหญิงที่มาข้างหลังทั้ง แปดคน จึงคำนับเชิญตั้นกองหยีว่า นายของข้าพเจ้าซึ่งอยู่บนหอสูงนั้น ให้ข้าพเจ้า มาคำนับเชิญท่านจอหงวนขึ้นไปพักบนหอสูง รับประทานน้ำชาแก้เหนื่อยก่อนจอหงวนได้ฟังดังนั้นจึงลงจากเกี้ยว หญิงพวกนั้นจึงพาจอหงวนเข้าไปในบ้าน จอหงวนเดินตามสาวใช้เข้าไปในบ้านถึงหอนั่งรับแขกฝ่ายงุยเต็งกับฮูหยินภรรยา ออกมาเชิญจอหงวนให้นั่งตามที่แล้ว ต่างคนต่าง คำนับกันตามธรรมเนียม พูดจาสนทนาผูกใจเป็นไมตรีกัน ครั้นได้เวลาฤกษ์ดีแล้ว จึงจัดการวิวาหมงคล ยกนางอุนเกี้ยวให้แก่จอหงวนแล้วก็ไหว้เทพยดาฟ้าดินและ ไหว้พ่อตาแม่ยายเสร็จแล้ว จึงจัดการเลี้ยงโต๊ะเป็นการใหญ่สนุกสนานรื่นเริงสำราญ ตามพักพวกวงศาคณาญาติครั้นเสร็จการเลี้ยงโต๊ะแล้ว ก็ต่างคนต่างคำนับลาพากันกลับไปบ้านเรือน นาง อุนเกี้ยวกับจอหงวนก็ได้อยู่ด้วยกันเป็นภรรยาสามีกันตามประเพณีครั้นอยู่มาวันหนึ่งเวลาเช้าพระถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออก ขุนนางประทับยังพระ ที่นั่งราชาอาสน์ ขุนนางเฝ้าพร้อมกันตามตำแหน่งยศผู้ใหญ่น้อยฝ่ายทหารพลเรือน พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามถึงตั้นกองหยีจอหงวนใหม่ว่า จะควรตั้งให้รับราชการ ตำแหน่งไหนขณะนั้นงุยเต็งกราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าตรวจดูในพระราชอาณาเขตทุกตำบล ตำแหน่งขุนนางก็บริบูรณ์เต็มหน้าที่ แต่เมืองกังจิวนั้นยังหามีขุนนางผู้จะรักษาเมือง ไม่ ขอพระองค์ได้โปรดให้ตั้นกองหยีจอหงวนออกไปเป็นผู้รักษาเมืองกังจิว ก็อาจ รับราชการสนองพระเดชพระคุณได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย ขณะ เมืองุยเต็งกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นันตันกองหยีจอหงวน ก็เฝ้าอยู่พร้อมกับขุน นางทั้งหลายในที่นัน พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสังตั้งให้ต้นกองหยีจอหงวนใหม่ นั้นไปว่าราชการเมืองกังจิวตามคำงุยเต็งทูลแล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานแต่งตราตั้ง มอบให้จอหงวนไปตั้นกองหยีจอหงวนได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็คุกเขาถวายบังคมรับตราตั้งเป็นผู้รักษา เมืองกังจิวพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จขึ้น งุยเต็งกับจอหงวนก็กลับมายังบ้านแจ้งความ ให้บุตรภรรยาฟัง ตั้นกองหยีจอหงวนก็ให้บ่าวไพร่จัดเสบียงอาหารกับครอบครัว พร้อมแล้ว จอหงวนกับนางอุนเกี้ยวภรรยาก็พากันเข้าไปกราบลางุยเต็งกับนางฮูหยิน ผู้เป็นมารดาของภรรยาฝ่ายงุยเต็งกับฮูหยืนก็ให้ศิลให้พรแก่บุตรเขยและบุตรสาวครันเสร็จการสังเสีย กันแล้วตั้นกองหยีจอหงวนก็พาภรรยามาขึ้นเกี้ยว บ่าวไพร่หามออกจากบ้านไป ในเวลานั้นกำลังฤดูร้อนเดือนสามผลไม้กำลังออกช่อใบสง่างาม จอหงวนจึงพูดแก่ ภรรยาว่าจะต้องแวะไปเยื่อนมารดาก่อนเพราะจากกันมานานแล้วพูดดังนั้นแล้วก็ พาภรรยากับบ่าวไพร่เดินตรงมายังบ้านมารดา ครั้นถึงแล้วจอหงวนก็พาภรรยาเข้า ไปกราบไหว้มารดาโดยความเคารพและชื่นชมยินดีฝ่ายนางเตียวสีแลเห็นบุตรมียศเป็นขุนนาง กลับมาก็มีความยินดียิ่งนัก นาง เตียวสีจึงถามตั้นกองหยีผู้บุตรว่าเจ้าได้ภรรยามาด้วยหรือจอหงวนจึงแจ้งความแก่มารดาว่า ข้าพเจ้านี้ได้พึ่งบารมีของมารดาเข้าไปสอบ ไล่ก็ได้ที่จอหงวน มีรับสั่งให้แห่รอบพระนครสามวันตามธรรมเนียมจอหงวนใหม่ บังเอิญกระบวนแห่ไปทางหน้าบ้านท่านใจเสียงนางอุนเกียวผู้นี้กำลังเสี่ยงทายตะกร้อ แพรอยู่ ได้โยนลงมาถูกข้าพเจ้า ท่านใจเสียงผู้บิดากับฮูหยินผู้มารดามีความกรุณา จึงได้ยกนางอุนเกี้ยวให้เป็นภรรยาข้าพเจ้า ได้ทำวิวาหมงคลตามธรรมเนียมบัดนี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ โปรดมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าออกไปว่าราชการเมืองกังจิว ลูกจึงได้แวะเข้ามารับมารดาหมายใจจะเชิญท่านมารดาไปเมืองกังจิวด้วย ท่าน มารดาจะเห็นควรประการใดนางเตียวสีผู้มารดาได้ฟังบุตรบอกดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้คนใช้จัดสิ่งของ พร้อมเสร็จแล้ว ตันกองหยี่จอหงวนพร้อมด้วยมารดาและภรรยากับบ่าวไพร่ทังหลาย ก็ออกเดินตรงไปยังเมืองกังจิวครั้นเดินทางมาได้สองวัน ถึงตำบลบ้านฮวยเตียมก็หยุดพัก เจ้าของเตี๋ยมแซ่ เล้าชื่อเชี้ยวยี่ออกมาเชิญจอหงวนให้หยุดพัก จอหงวนจึงเชิญมารดากับภรรยาผู้คน บ่าวไพร่เข้าพักอยู่ในเตี๋ยมเล้าเชี้ยวยี่ก็จัดการรับรองให้สมเกียรติยศ ในขณะนั้นบังเอิญนางเตียวสีป่วย ไม่สบาย จึงบอกแก่จอหงวนผู้บุตรว่า มารดาให้มีอาการปวดหัวตัวร้อนไม่ปรกติ ขอลูกจงหยุดพักสักสองสามวัน ให้มารดาค่อยสบายแล้วจึงค่อยไปจอหงวนได้ฟังมารดาบอกดังนั้น ก็รออยู่ตามคำมารดา จึงให้เจ้าของโรงเตี้ยม ไปเที่ยวหายามาให้มารดารับประทาน จอหงวนกับคนทั้งหลายก็ต้องรอพักอยู่ใน โรงเตี๋ยม ครั้นเวลาเช้าที่หน้าโรงเตี๋ยมมีคนมาร้องขายปลา จอหงวนออกไปดูเห็น ปลากิมหลียื้อตัวหนึ่งเกล็ดเป็นสีทองคำ จึงซื้อปลาตัวนั้นต่อนายประมงเป็นราคา หนึ่งเหรียญ แล้วหิ้วปลาเข้ามาในโรงเตี๋ยม ครั้นพิเคราะห์ดูเห็นก็ริยาลูกตาปลา เพ่งดูก็ให้คิดสงสาร คิดแต่ในใจว่าปลาตัวนี้หน้าที่จะเป็นอาหารของมารดาเราแล้ว แต่หาควรที่เราจะทำลายชีวิตปลานี้เสียไม่ ปลานี้เป็นคราวเคราะห์ร้ายไม่ควรจะ เที่ยวมาให้ติดโป๊ะและอวนเลย พิเคราะห์ดูอาการของปลาเหมือนจะกลัว จนหายใจ หอบเหงือกปะงาบ ๆ อยู่ เราไม่ควรจะทำลายชีวิตปลานี้เสียเลย เพื่อให้เป็นอาหาร ของมารดาเราจึงกลับคิดว่า ถ้าปล่อยปลาตัวนี้เสียบางทีจะได้รับผลอันวิเศษในทางกุศลที่เป็น อานิสงส์ของความเมตตากรุณาให้ชีวิตเป็นทาน เมื่อใคร่ครวญคิดไปก็เห็นชอบจึง เรียกนายประมงมาแล้วก็มอบปลานั้นให้ แล้วสั่งว่าท่านจงนำปลาตัวนี้ไปปล่อยเสีย ที่เดิม สั่งแล้วก็หยิบอีแปะมาให้นายประมง อีกห้าสิบอีแปะเป็นค่าจ้างให้ช่วยนำ ปลาไปปล่อยให้ตามคำสั่งนายประมงก็รับอีแปะและปลา นำไปปล่อยที่แม่น้ำฮ่องกังตามเดิมตามคำสั่ง ของจอหงวนแล้วก็กลับไปบ้านเล่าให้บุตรภรรยาฟังว่า จอหงวนนี้ดีจริงประกอบไป ด้วยจิตเป็นกุศล คนอย่างนี้ยากนักมิใคร่จะมีฝ่ายจอหงวนกลับเข้ามาในโรงเตี๋ยมแล้ว ก็เข้าไปในห้องนอนของมารดา คุก เข่าลงคำนับแล้วก็เล่าว่าเมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าซื้อปลากิมหลีอื้อตัวหนึ่ง นำเข้ามาวางลง ไว้คิดว่าจะต้มให้มารดารับประทานเห็นปลาตัวนั้นมีน้ำตาอันไหลออกมา ข้าพเจ้า มีจิตคิดสงสารได้ให้เอาปลานั้นไปปล่อยเสียในน้ำแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาแจ้งความแก่ ท่านผู้มารดาให้ได้โมทนาในกุศลเมตตาด้วยนางเตียวสีเมื่อได้ฟังบุตรบอกความดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงพูดแก่บุตร ว่าเจ้ามีความเมตตาปล่อยสัตว์ดังนี้มีความดีมาก อายุเจ้าจะเจริญยิ่ง มารดาพลอย มีความยินดีด้วย เดชะผลที่เจ้าปล่อยปลา ดูอาการของมารดาก็ค่อยทุเลาลงเป็น ลำดับ แต่ยังอิดโรยด้วยเป็นคนชราอายุมากครั้นพักอยู่ที่โรงเตี้ยมนั้นได้สามวันแล้ว จอหงวนคิดวิตกต่อไป ด้วยราชการ ครั้นจะรอต่อไปอีกก็เกรงจะช้าเกินกว่ากำหนดในท้องตรา จอหงวนจึงเข้าไปหา มารดาคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ารับพระอักษรรับสั่งให้รีบไปว่าราชการเมืองกังจิว บัดนี้วันก็จวนจะถึงกำหนดในท้องตราอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าจะผิดในทางราชการ ไม่ทราบว่ามารดาจะค่อยสบายหรืออย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่าจะรีบไปในวันพรุ่งนี้เช้านางเตียวสีผู้มารดาได้ฟังบุตรพูดดังนั้นจึงพูดว่า ตัวของมารดานี้ก็ไม่ค่อยจะ แข็งแรงเพราะความชรามากอยู่แล้ว ฤดูนี้เป็นคิมหันต์ ฤดูร้อนกล้ามารดาวิตกว่า จะไปด้วยเจ้านั้น บางทีจะทำให้โรคกำเริบมากขึ้นได้ ก็จะเกิดความลำบากแก่เจ้า แม่เห็นว่าถ้าเจ้าหาที่เช่าให้มารดาพักอยู่ไปกว่าจะสิ้นฤดูร้อนเจ้าจึงกลับมารับมารดา ไปเห็นจะดีกระมัง ส่วนตัวเจ้าจงรีบไปจัดราชการตามรับสั่งเถิด จะไม่เสียราชการ บ้านเมืองจอหงวนได้ฟังมารดาพูดดังนั้นก็เห็นสมควรตามคำมารดา จึงออกมาข้างนอก บอกแก่นางอุนเกี้ยว ครั้นตกลงกันแล้วจอหงวนจึงให้เช่าเรือนหลังหนึ่ง และจัดคน ใช้สอยให้คอยปฏิบัติรักษาและจัดข้าวปลาเสบียงอาหารไว้พร้อมเสร็จแล้วจอหงวน จึงเข้าไปเชิญมารดาไปพักอยู่ที่เรือนเช่านั้น จอหงวนจึงฝากมารดาของตนแก่ชาว บ้านซึ่งอยู่ใกล้เคียงแก่เรือนเช่าที่มารดาอยู่นั้นแล้ว รุ่งเช้าจอหงวนจึงให้คนจัดข้าว ของเสร็จแล้วก็พาภรรยาเข้าไปลามารดา นางเตียวสีผู้มารดาก็ให้โอวาทสั่งสอน บุตรต่าง ๆ จอหงวนกับภรรยาก็คำนับลามารดารีบพาผู้คนบ่าวไพร่ออกเดินทาง จะไปยังเมืองกังจิวจอหงวนเมื่อเวลาเดินทางมีความลำบากมาก กลางวันก็รีบเดินกลางคืนก็หยุด พักตามระยะทาง ครั้นเดินมาถึงปากน้ำฮ่องกังก็หยุดพักผู้คนบ่าวไพร่แล้ว เห็นที่ ริมฝั่งแม่น้ำมีเรือลำหนึ่งมีคนอยู่ในเรือสองคน คนหนึ่งชื่อฮองแซ่เล่า คนหนึ่งชื่อ แพแซลี้ฝ่ายเล่าฮองลี้แพแลเห็นคนยืนอยูริมฝั่งจึงถ่อเรือเข้ามาใกล้ แล้วร้องถามว่าท่าน ทั้งปวงนี้จะข้ามฟากหรือจอหงวนจึงตอบว่าเราจะข้ามไปเมืองกังจิว เจ้าของเรือได้ฟังดังนั้นจึงเทียบเรือ เข้ามาริมตลิ่งจะรับ ครั้นเรือเข้าถึงแล้วจอหงวนจึงให้คนใช้จัดแจงข้าวของลงในเรือ จ้างเสร็จแล้ว จอหงวนกับภรรยาและบ่าวไพร่ก็พร้อมกันลงเรือจ้าง เจ้าของเรือก็ คำเรือออกจากท่าตรงจะไปเมืองกังจิว เวลานั้นเป็นคราวเคราะห์ของตันกองหยีร้าย เวรกรรมที่ทำไว้แต่ชาติก่อนติดตามมาให้ผลเมื่อขณะขนของพากันลงเรือออกจากท่าแล้ว เล่าฮองนั่งอยู่ข้างท้ายเรือ แล เข้าไปในประทุนเห็นนางอุนเกี้ยวภรรยาจอหงวนรูปร่างงามน่ารัก มีลักษณะมารยาท งามพร้อมเล่าฮองเห็นดังนั้นให้มีจิตกระสันในการประเวณีก็บังเกิดใจร้ายขึ้นทันที ในขณะนั้นจึงคิดอุบายกับลี้แพเสร็จแล้ว ก็พูดแก่จอหงวนว่าเวลานี้ลมก็ต้านหน้า น้ำก็เชี่ยวจะต้องหาที่บังลมพักต่อเวลาดึกลมตกจึงจะไปได้ ว่าแล้วก็ค้ำเรือเข้าไป แอบที่บังลมในที่อันเปลี่ยว ครั้นเวลาดึกสองยามเห็นจอหงวนกับบ่าวไพร่หลับสนิท หมดแล้ว เล่าฮองกับลี้แพถืออาวุธเข้าไปในประทุนเรือจับพวกบ่าวไพร่ของจอหงวน ฆ่าเสียสิ้นแล้ว ก็เอาซากศพสิ้นด้วยกันโยนลงในน้ำ แล้วช่วยกันทุบตีจอหงวนจน ตายเอาศพทิ้งลงในน้ำฝ่ายนางอุนเกี้ยวเห็นเขาฆ่าผัวกับบ่าวไพร่ดังนั้นก็มีความกลัวตกประหม่าเหมือน ชีวิตจะออกจากร่าง ครั้นได้สติก็เปิดหน้าต่างท้ายเรือจะกระโจนลงน้ำให้ตายเสียเล่าฮองเห็นดังนั้น จึงเข้าจับยุดนางไว้แล้วจึงพูดว่า เจ้าอย่าตายเสียเลยยอม เป็นภรรยาเราแล้ว สารพัดสิ่งของทั้งปวงเราจะยกให้แก่เจ้าทั้งสิ้น แม้เจ้าขีนดื้อดึง ไปไม่ปลงใจด้วยเรา เราจะเชือดเนื้อเจ้าให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่แล้ว จะตัดตัวเจ้า เป็นสามท่อนทิ้งลงในน้ำให้เจ้าตายตามสามีของเจ้าไปนางอุนเกี้ยวได้ฟังอ้ายโจรพูดสำทับคาดคั้นดังนั้น ก็คิดตรึกตรองอยู่ไม่เห็น อุบายอันใดที่จะเอาตัวรอดให้พ้นจากอำนาจของมันได้จึงพูดว่า เวลานี้ตัวข้าพเจ้า มีครรภ์อยู่จะขอผลัดพอให้คลอดบุตรแล้วก็ตามแต่ท่านจะเมตตาชุบเลี้ยงไม่ขัดขึน น้ำใจท่านเล่าฮองได้ฟังดังนั้นก็ให้บังเอิญเคลิบเคลิ้มเชื่อถือว่านางจะปลงใจด้วยจริงให้ มีความยินดียิ่งนัก จึงมอบเรือจ้างให้ลี้แพจัดแจงหากินต่อไปตามเคย ส่วนตัวเล่า ฮองก็รวบรวมเครื่องยศของจอหงวนใส่แต่งตัว เสร็จแล้วหยิบตราสำหรับเมือง และ สิ่งของเครื่องสำหรับขุนนางเสร็จแล้ว ก็พานางอุนเกี้ยวขึ้บบกเดินตามระยะทางตรง ไปยังเมืองกังจิว เมื่อเวลากลางคืนที่เล่าฮองฆ่าพวกบ่าวไพร่จอหงวน และจอหงวน ในวันนั้นซากศพก็กระจัดกระจายลอยไปตามน้ำ แต่ส่วนซากศพจอหงวนนั้น บันดาลให้ตกจมอยู่ในที่นั้น ไม่เป็นอันตรายเพราะอำนาจบุญของบุตรที่จะได้เป็น เชื้อสายสืบพระพุทธศาสนาต่อไปในภายหน้าฝ่ายพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋องเที่ยวตรวจตระเวนมาตามลำแม่น้ำ ครั้นมา ปะซากศพของจอหงวนก็ตกใจจึงรีบกลับไปยังบาดาล นำความไปแจ้งแก่พระยา เล่งอ๋องว่าขอพระองค์ได้ทราบ ในลำแม่น้ำฮ่องกังนั้นไม่ทราบว่าผู้ใดตีนักเรียนคน หนึ่งตาย แล้วซากศพทิ้งจมน้ำอยู่พระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงสั่งคนใช้ให้ไปนำเอาศพนั้นมา แล้วพระยาเล่ง อ้องก็ออกมาดูพิจารณาโดยละเอียดแล้วจึงพูดว่า นักเรียนคนนี้เราจำได้ชัดเจนแล้ว คือเป็นผู้มีคุณแก่เรา ได้ช่วยชีวิตเราเมื่อครั้งก่อนเราแปลงเป็นปลาไปเที่ยวตรวจตาม ลำแม่น้ำ ชาวประมงจับเราได้ท่านผู้นี้ได้ซื้อเรามาจากนายยประมงแล้วจึงปล่อยเรา มาเราจึงได้รอดชีวิต ท่านผู้นี้มีคุณแก่เรามากนักจำเราจะต้องตอบแทนคุณท่านบ้าง ว่าดังนั้นแล้วจึงเรียกคนใช้ให้รีบขึ้นไปยังศาลพระภูมิเจ้าที่ขอรับดวงจิต คือชีวิตและ วิญญาณของตันกองหยีจอหงวนลงมายังบาดาลฝ่ายพระภูมิเจ้าที่เมื่อทราบดังนั้น ก็มอบจิตวิญญาณของตั้นกองหยีจอหงวน มากับคนใช้ของพระยาเล่งอ๋อง คนใช้ก็นำจิตวิญญาณจอหงวนมาส่งให้แก่พระยา เล่งอ้อง พระยาเล่งอ๋องจึงถามจิตวิญญาณของตั้นกองหยีจอหงวน ตั้นกองหยีจอ หงวนก็ชี้แจงตั้งแต่ต้นจนปลายตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น ให้พระยาเล่งอ๋อง ทราบทุกประการพระยาเล่งอ๋องจึงพูดว่า เดิมท่านได้ปล่อยปลากิมหลีอื้อตัวนั้น คือตัวข้าพเจ้า เอง ท่านได้ช่วยข้าพเจ้าให้รอดชีวิตเป็นมาได้ เวลานี้ข้าพเจ้าก็ต้องสนองพระคุณ ท่านช่วยท่านบ้างพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ยกศพตั้นกองหยีจอหงวนไปไว้ในห้อง ที่ลับแล้ว เอาแก้ววิเศษใส่ปากซากศพนั้นไว้ ประสงค์จะมิให้ซากศพนั้นเป็นอันตราย ต่อภายหลังสิ้นเคราะห์แล้ว จึงจะเอาดวงจิตของท่านใส่ให้ท่านตามเดิม แล้วจึง จะส่งท่านขึ้นไปยังเมืองมนุษย์คิดแก้แค้นอ้ายคนพาล แต่เวลานี้วิญญาณของท่าน ต้องอยู่ในบาดาลนี้ก่อน ข้าพเจ้าขอตั้งให้วิญญาณของท่านเป็นผู้สำเร็จราชการดวง จิตจอหงวนรับคำและขอบคุณพระยาเล่งอ๋อง วิญญาณจอหงวนก็รับราชการอยู่ ในบาดาลตั้งแต่นั้นมาฝ่ายนางอุนเกี้ยว เมื่อเวลาตามเล่าฮองไปนั้น ก็มีจิตคั่งแค้นเป็นที่สุด แต่ไม่รู้ ที่จะคิดประการใด จำใจจำเป็นต้องนิ่งทนความแค้นและความโศกอยู่ในใจดังนั้นแล้วมาคิดถึงที่ตนมีครรภ์กับจอหงวนได้สามเดือนเศษแล้ว ยังหารู้ว่าบุตรใน ครรภ์จะเป็นหญิงหรือชายไม่ครั้นจะฆ่าตัวตายเสียก็สงสารแก่บุตรที่ในครรภ์ แต่คิด อะหลักอะเหลืออยู่ไม่รู้ที่จะทำประการใดดี นางเดินพลางคิดพลางตามระยะทางไป ครั้นมาถึงเมืองกังจิว พวกข้าราชการในเมืองรู้ว่าขุนนางในเมืองหลวงออกมาเป็น ผู้รักษาเมือง ก็พากันออกมาต้อนรับเข้าไปในเมือง นำมาพักที่จวนสำหรับเป็นที่ อยู่แห่งเจ้าเมืองแต่ก่อน ๆ มาจอหงวนปลอมก็เข้าพักในที่สำหรับเจ้าเมืองพวกขุนนางกรมการทังหลาย ก็พากันมาคำนับตามธรรมเนียมเล่าฮองจึงพูด แก่ขุนนางทั้งหลายว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ก็เพราะจะรับราชการต่างพระเนตรพระ กรรณของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทั้งหลายจงเป็นธุระช่วยข้าพเจ้าด้วย เพราะ ข้าพเจ้ายังไม่ทราบการทั่วไปได้ ตัวท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันการจึง จะเป็นไปได้ พวกขุนนางทั้งหลายก็มิได้ทราบว่า เล่าฮองเป็นขุนนางปลอมจึงพูด ตอบว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไล่ได้ถึงชั้นจอหงวนอาจสามารถจะรักษาราชการและ ราษฎรดุจบุตรของท่านส่วนหน้าที่ในโรงศาลพวกข้าพเจ้าก็เคยกระทำมาแล้ว ขอท่านได้โปรดแนะนำความเจริญสุขทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง พวกข้าพเจ้า ทั้งหลายจะขอพึ่งบุญบารมีท่านสืบไป ครั้นสนทนากันตามธรรมเนียมแล้วก็พากัน ลาเจ้าเมืองปลอมกลับไปตั้งแต่เล่าฮองมาอยู่เมืองกังจิว ก็มิได้มีผู้ใดรู้ว่าเล่าฮองเป็นโจรไม่ ครั้นอยู่มา วันหนึ่ง เล่าฮองมีกิจธุระออกจากที่อยู่ไปตรวจราชการมิได้อยู่ที่จวนฝ่ายนางอุนเกียวนังอยู่บนหอเย็น ตรึกตรองถึงตัวด้วยตกอยู่ในที่ลำบากยาก แค้น แล้วกลับหวนคิดถึงนางเตียวสีผู้มารดาของจอหงวนซึ่งได้ความลำบากพักอยู่ กลางทาง จะร้ายดีประการใดก็ไม่ทราบขณะเมื่อตรึกตรองอยู่นั้น บังเอิญให้ ร่างกายของนางเมื่อยเพลียท้องก็ให้เจ็บปวดสาหัส จนเหลือที่จะทนก็ซบหน้าลงกับ พื้นแทบจะสิ้นสมปฤดี พอลมกรรมชวาตพัดส่งนางก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย ในขณะนันนางอุนเกียวได้ยินเหมือนเสียงคนมากระซิบบอกที่หูว่า เจ้าจงจำคำของ เราไว้เราคือดาวนำเต็กแชกุน พระกวนอิมให้เรานำเอาบุตรมาให้เจ้า บุตรคนนี้นาน ไปเมื่อหน้าถ้าเติบใหญ่จะมีชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน จะมีบุญญาธิการเชี่ยวชาญ มาก เจ้าจงอุตส่าห์รักษาไว้ให้ดี เมื่อภายหน้าแม่ลูกจะได้พบกัน ถ้าเล่าฮองมัน กลับมา เห็นว่าเจ้าคลอดบุตรเป็นชายมันก็จะเอาทารกไปฆ่าเสีย เจ้าจงแก้ไขด้วย ปัญญาของเจ้าให้จงดี แต่สามีของเจ้านั้นเวลานี้ยังอยู่ในบาดาล พระยานาครับ เอาไปเลี้ยงไว้มีความสุขสบายยังหาเป็นอันตรายไม่ ต่อไปภายหน้าผัวเมียจะได้ พบกันฝ่ายนางอุนเกี้ยวก็ตกใจลืมตาขึ้นแลดูมิได้เห็นผู้ใด นางมีความอัศจรรย์ใจยิ่ง นักซะรอยจะเป็นผู้วิเศษจะมาบอกให้นางจำได้ทุกสิ่งทุกประการ เห็นว่าสามี คงจะยังไม่เป็นอันตรายเป็นแท้เหตุนี้คงจะเป็นเทพาอารักษ์มาช่วยบอกให้จึงอุ้ม บุตรขึ้นวางตักแล้วไม่รู้ที่จะทำประการใดนั่งเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเล่าฮองเมื่อกลับมาเข้าไปในห้อง เห็นนางอุนเกียวอุ้มบุตรอยู่ มีความริษยา และโกรธขึ้งยิ่งนัก จึงพูดแก่นางอุนเกี้ยวว่าเด็กคนนี้เอาไว้ไม่ได้ เจ้าจงส่งมาให้ เรา ๆ จะเอาไปโยนน้ำเสียจึงจะได้นางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังเล่าฮองว่าดังนั้นก็ตกใจ แต่แกล้งทำใจดีตอบเล่าฮองว่า ท่านอย่าเพ่อทำใจเร็ววู่วามคนทั้งหลายล่วงรู้จะเป็นที่กินแหนงว่า เหตุใดท่านจึงได้ อาบุตรที่รักไปทำเสียดังนันเล่า ผิดวิสัยและธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย จะเกิดความ ารหานินทาขึน รอแต่พอเวลาคำข้าพเจ้าจะนำเอาไปทิงนำเสีย จึงจะไม่มีเหตุการณ์ ต่อไป ท่านจะเห็นเป็นประการใดเล่าฮองได้ฟังนางอุนเกี๊ยวชี้แจงดังนั้นก็เห็นจริง สำคัญเสียว่านางเป็นใจด้วย ก็มีความยินดี พอคนใช้เข้ามาบอกว่า มีพวกโจรป่าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของ ๆ ราษฎร ชาวตลาดเล่าฮองได้ฟังดังนั้น จึงสั่งนางอุนเกี้ยวว่าตัวเราจะรีบไประงับโจจผู้ร้าย ข้างนอกเมือง เจ้าอยู่ข้างหลังจงเอาทารกนี้ไปโยนนำเสียโดยเร็ว ครั้นสังนางดัง นันแล้วเล่าฮองก็ออกมาข้างหน้า จัดแจงผู้คนบ่าวไพร่ยกออกจากบ้านไปฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อเห็นเล่าฮองออกไปแล้ว จึงคิดว่าแม้เอาลูกคนนี้ไว้เล่าฮอง มันกลับมาก็คงไม่รอด จำเป็นจะต้องเอาไปลอยน้ำเสียโดยเร็ว เมื่อจะเป็นตายประ การใดก็แล้วแต่กุศลผลกรรม เดชะบุญเทพยดาฟ้าดินช่วยชักนำให้รอดชีวิตเมื่อภาย หน้าก็คงจะได้พบกัน ครั้นนางคิดดังนั้นแล้ว ก็กัดนิ้วมือของตนให้โลหิตไหลออก แล้วก็เอาโลหิตเขียนหนังสือบอกเหตุการณ์ทุกข์ยากตั้งแต่ต้นจนปลายแล้วเขียนแซ่ และชื่อบิดามารดาและวงศาคณาญาติทุกประการ ครั้นเขียนแล้วก็พับซ่อนไว้แล้ว มามีความวิตกต่อไปภายหน้าว่า ไปพบปะกันเข้าก็จะไม่รู้จักบุตรจำจะต้องทำสำคัญ ในกายตัวแห่งบุตรไว้ คิดแล้วนางจึงแข็งใจกัดนิ้วเท้าข้างซ้ายของบุตรให้เป็นรอย ไว้เป็นสำคัญเสร็จแล้ว ก็เอาเสื้อชั้นในของนางห่อบุตรพลางร้องไห้พลางแล้วก็กลัว อ้ายโจรมันจะกลับมาบุตรจะเป็นอันตราย นางเหลียวซ้ายแลขวาเห็นเวลาว่างคน ก็อุ้มบุตรออกไปจากตึกเดินแอบลงไปตามริมฝั่งแม่น้ำ นางคร่ำครวญอาลัยบุตรอยู่ มิใคร่จะจากบุตรได้ ให้พะวักพะวนดุจจะชีวิตจะขาดจากร่างกายแตกทำลายลง ไปในเวลานั้น เดชะกุศลผลบุญคนทั้งสองที่จะได้พบกันในภายหน้า บังเอิญให้นาง เห็นกระดานแผ่นหนึ่งอยู่ในที่นั้นนางจึงวางบุตรลงไว้ลงไปลากกระดานนั้นมาที่ริม ตลิ่งแล้ว จึงยกมือขึ้นประนมนมัสการตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ตัวข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าอุนเกี้ยว มีความสัตย์สุจริตต่อสามีขอให้เทพยดาที่รักษาแม่น้ำยมนานทีช่วยบุตรข้าพเจ้าให้ พ้นจากอันตราย ด้วยอำนาจเทพยดาฟ้าดินทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในฝั่งน้ำจงช่วย อภิบาลบำรุงรักษาบุตรข้าพเจ้าด้วยอธิษฐานแล้วก็วางบุตรลงเหนือแผ่นกระดาน เอาผ้าคาดเอวผูกติดแก่กระดานแล้ว เอาหนังสือที่เขียนด้วยโลหิตฉบับนั้นวางสอด ไว้ในผ้าบนอกบุตรเสร็จแล้ว นางก็แข็งใจเสือกกระดานให้ลอยไปตามกระแสน้ำไหล ยืนแลตามดูจนลับตาแล้ว ก็แข็งใจกลั้นความโศกกลับมายังบ้าน ครั้นเล่าฮองกลับ มานางก็เล่าความให้ฟังทุกประการ เล่าฮองก็ค่อยคลายความวิตกฝ่ายทารกเมื่อมารดาวางบนกระดานเสือกลอยมาในน้ำ ก็ไหลตรงไปถึงหน้าท่า วัดกิมซัวยี่ ก็เข้าเกยติดอยู่กับริมฝั่งน้ำที่วัดกิมชัวยี่ ในวัดนั้นมีสมภารใหญ่องค์หนึ่ง นามเรียกว่า (ฮวดเม้งท้ายซื่อ) คือเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้ถือสิกขาวินัยเคร่งครัด มากได้บรรลุธรรมถึงมานสมาบัติเบื้องบน (ในคำกล่าวดูเหมือนจะแจ้งมรรคผล)ฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซือ เวลานั้นเข้าที่ระงับอารมณ์อยู่ ได้ยินเสียง เด็กร้องอยู่ข้างท่าน้ำ มีความประหลาดใจก็ลุกเดินออกมาตรงลงไปที่ท่าน้ำ จึง พิเคราะห์ดูตามเสียงทารกร้อง จึงเห็นที่ริมฝั่งมีเด็กน้อยนอนอยู่บนแผ่นกระดาน ก็ให้คิดพิศวงประหลาดใจมาก จึงรีบเดินลงไปที่ทารก แก้ผ้าที่รัดเด็กออกแล้ว จึง เห็นหนังสือฉบับหนึ่งอยู่บนอกเด็ก พระอาจารย์จึงหยิบหนังสือนั้นมาคลี่ออกอ่าน ดูก็รู้มูลเหตุของเด็กนันทุกประการ จึงอุ้มเด็กนั้นกลับมายังกฎีโดยความกรุณา าังซือให้เรียกว่า (กังลิว) แปลว่าลอยคลอง พระอาจารย์จึงเก็บหนังสือฉบับนันซ่อนไ่ แล้วจึงสั่งแก่ศิษย์ทั้งหลายให้เลี้ยงเด็ก เอานมและเนยป้อนและอาบน้ำให้นอน ตามเวลา ครั้นจำเนียรกาลนานมา เด็กกังลิ้วนั้นก็เติบใหญ่อายุได้สิบแบดปี พระ อาจารย์ฮวดเม้งเห็นเด็กกังลิ้วเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ก็ให้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีน พระ อาจารย์ให้นามว่า (เหี้ยนจึง) ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเป็นฤดูเดือนห้าอากาศกำลังร้อน จัด พวกสานุศิษย์ทั้งหลายพากันมานั่งใต้ร่มไม้ ต่างก็สังวัธยายข้อวัตรปฏิบัติใน เวลานั้น มีเถรโค่งรูปหนึ่งเป็นคนเลอะเทอะพูดจาโฮกฮากไม่รู้จักข้อวัตรปฏิบัติ แต่ ทำอวดรู้ถามศาสนาแก่หลวงจีนเหี้ยนจึง หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ตอบแก้ไขได้ต่างๆ ครั้น ถึงคราวหลวงจีนเหี้ยนจึงถามบ้างเถรโค่งก็จนในข้อความที่ถาม จึงได้มีความอาย แก่เพื่อนศิษย์ทั้งหลาย บันดาลโทสะกล้าเหลือที่จะอดกลั้น จึงต่อว่าหลวงจีน เหี้ยนจึงด้วยคำหยาบว่า อ้ายเดียรัจฉานไม่รู้สึกตัว ชื่อแช่ก็ไม่มี พ่อแม่ก็ไม่รู้จัก ยังจะทำอวดรู้เป็นผู้วิเศษกว่าคนทั้งหลายหรือหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังคำเถรโค่งด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าดังนั้นก็มีความอาย แก่พวกศิษย์วัดด้วยกันอุตสาห์กลั้นน้ำตา เดินเข้าไปหาพระอาจารย์ ครั้นถึงก็คลาน เข้าไปกราบไหว้แล้วก็คุกเข่าลงร้องไห้พลางถามพระอาจารย์พลางว่า อันธรรมดา เกิดมาในโลกมี รูปและนามนั้น ก็ย่อมอาศัยครรภ์แห่งมารดาโดยการอสัทธรรม แห่งบิดาจึงได้เกิดได้ มีแห่งรูปนามของมนุษย์ชาติ ขอพระอาจารย์ได้โปรดบอก นามของบิดาและมารดาแห่งข้าพเจ้าว่า อยู่ที่ใด ตำบลใด ชื่อไรแซ่ใด ข้าพเจ้า จะได้รู้จักไว้เพื่อจะได้สนองพระเดชพระคุณท่าน ถามดังนั้นแล้วก็ก้มหน้าลงร้องไห้ฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายชือ ได้ฟังหลวงจีนเหี้ยนจึงถามดังนั้นและร้องไห้ อยู่ ให้มีจิตสังเวชเป็นที่สุดจึงพูดว่าถ้าอยากจะทราบเรื่องของบิดามารดา จงตาม มาในกฎีจึงจะรู้ได้ ว่าแล้วพระอาจารย์ก็ลุกเดินเข้าไปในกุฎีหลวงจีนเหี้ยนจึงก็เดิน ตามเข้าไปพระอาจารย์จึงหยิบหนังสือลับ กับเสื้อชั้นในของมารดาหลวงจีนเหี้ยน จึงที่ซ่อนไว้นั้นออกมาส่งให้ดูหลวงจีนเหี้ยนจึงรับเสื้อกับหนังสือมาดู ตั้งแต่ต้นจนปลายก็รู้เรื่องว่า บิดา มารดาชื่อนั้นและถูกโจรทำร้ายได้ความคับแค้นแสนสาหัส ครั้นอ่านทราบเรื่องแล้ว ก็ร้องไห้จนสลบลงกับที่ฝ่ายพระอาจารย์เห็นดังนั้น ก็เข้าช่วยบีบนวดเส้นสายแก้ไขหลวงจีนเหี้ยนจึงก็ ฟื้นขึ้น จึงพูดว่าเกิดมาอายุได้สิบแปดปีแล้วก็ยังไม่เห็นหน้าบิดาและมารดาว่าเป็น อย่างไร และทั้งมิได้ทดแทนพระคุณเลย มาวันนี้จึงรู้ชัดได้ ถ้าไม่มีพระอาจารย์ อุปถัมภ์เลี้ยงดู ที่ไหนเลยจะได้มีชีวิตรอดมาถึงเพียงนี้ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว จึงกราบเรียนพระอาจารย์ว่าข้าพเจ้าจะขอกราบ ลาพระอาจารย์ไปเที่ยวเสาะแสวงหามารดา ถ้าพบปะกันแล้วจะได้สืบหาย่าและ ศพบิดาจะได้สนองพระคุณท่านซึ่งเป็นต้นแช่และตระกูลถ้าเสร็จธุระแล้วจะกลับมา นมัสการพระอาจารย์ต่อไปฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซือ ได้ฟังหลวงจีนเหี้ยนจึงลาดังนั้น ก็ยอม อนุญาตให้ไป แล้วกำชับสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงว่าแม้นจะไปหามารดา จงเอาหนังสือ ที่เขียนด้วยโลหิตกับเสื้อของมารดานั้นไปด้วย เพราะเป็นสิ่งสำคัญเครื่องหมายและ ให้ทำกิริยาเหมือนไปเที่ยวเรี่ยไร เมื่อเดินไปตามหนทางที่จะเข้าเมืองกังจิวนั้นจง ตรงเข้าไปที่จวน ถ้าถึงศาลที่ชำระความแล้ว จงทำกิริยาเป็นทีหลวงจีนบ้านนอก ร้องขอเรี่ยไรคงจะได้พบกับมารดาสมความปรารถนา 第002回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๒ หลวงจีนเหี้ยนจึง ครั้นได้ฟังพระอาจารย์แนะนำสั่งสอนดังนั้นแล้ว ก็นมัสการ ลาออกมาข้างนอก จัดแจงเอาของสำคัญของมารดาใส่ย่ามเสร็จแล้ว ก็ออกจาก วัดเดินตั้งหน้าตรงไปยังเมืองกังจิวเมื่อเดินไปเกือบใกล้จะถึงเมืองเข้าแล้ว ให้บังเอิญเวลานั้นเล่าฮองมีกิจสำคัญ อย่างหนึ่ง ก็จัดแจงผู้คนบ่าวไพร่ออกจากบ้านจะไปข้างนอกเมือง โดยเทพยดาเข้า ดลใจที่จะให้แม่ลูกได้พบกันครั้นหลวงจีนเหี้ยนจึงมาถึงเมืองกังจิว ก็เดินเข้าไปยังศาลาว่าการหน้าจวน แกล้งทำเป็นร้องเรี่ยไรฝ่ายนางอุนเกี้ยว เมื่อเวลากลางคืนที่ล่วงไปนั้นนางนิมิตรฝันเห็นไปว่า เห็น พระจันทร์เหมือนข้างแรมไม่เต็มดวงบริบูรณ์ ครันนางพิจารณาดูไปก็กลับเห็น เต็มดวงสว่างเหมือนอย่างเดิม ครั้นตื่นขึ้นแล้วก็นั่งตรึกตรองคิดถึงความนิมิตฝัน แล้วหวนคิดถึงนางเตียวสีผู้แม่ผัวว่า เมื่อจอหงวนจะจากมาก็ยังป่วยอยู่ยังหาหาย เป็นปรกติไม่ ไม่ทราบว่าจะร้ายดีประการใด และคิดถึงบุตรชายที่ลอยน้ำไปนั้น จะเป็นตายประการใดก็ไม่ทราบ ถ้ามีผู้เก็บได้เลี้ยงไว้ปานนี้ก็ได้สิบเก้าปีแล้ว นาง นั่งคร่ำครวญคิดถึงสามีและบุตรอยู่ดังนั้น พอได้ยินเสียงคนมาเรี่ยไรจึงเดินออกมา ที่หน้าหอ แลเห็นหลวงจีนหนุ่มน้อยเดินร้องเรี่ยไรอยู่ นางจึงถามว่า หลวงจีน องค์นี้อยู่สำนักที่วัดใดจึงเที่ยวมาเรี่ยไรจนถึงที่นี่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงเห็นมารดามาถามดังนั้น จึงบอกว่าข้าพเจ้าอยู่วัด (กิมซัวยี่) เป็นสานุศิษย์ของพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซื่อนางจึงตอบว่า ถ้าท่านอยู่วัด เกิมซัวยี่) แล้วขอนิมนต์หยุดพักก่อน นางจึงเรียก คนใช้ให้พาหลวงจีนขึ้นมาบนหอนั่ง แล้วจึงให้คนใช้ยกน้ำชามาถวาย แล้วนางสั่ง ให้สาวใช้หาเครื่องแจถวายนางสาวใช้ก็จัดเครื่องแจมาถวายฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงรับประเคนแล้ว ก็นั่งฉันตามสมณเพศ นางอุนเกี้ยว นั่งพิเคราะห์ดูหลวงจีนหนุ่มน้อย มีลักษณะก็ริยามารยาทรูปโฉมคล้ายคลึงเหมือน ตั้นกองหยีจอหงวนผู้สามี จะนั่งเดินก็ดูไม่ผิดกับจอหงวน นางเห็นดังนั้นก็ยิ่งนึก สงสัยอยู่ในใจ ครั้นจะถามก็เกรงความจะแพร่งพรายนางจึงอุบายลวงสาวใช้ให้ไป เสียให้พ้นในที่นั้น แล้วนางจึงถามหลวงจีนว่า ท่านบวชตั้งแต่เล็กมาหรือบวชเมื่อ ใหญ่บิดามารดาชื่อไรแซ่ใด บิดามารดาอยู่พร้อมกันหรือประการใดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาถามดังนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าไม่ได้บวชตั้งแต่เล็ก บวชเมื่ออายุได้สิบแปดปี ข้าพเจ้ามีความทุกข์ร้อนคับแค้นมากนัก เพราะกรรมเวร ของข้าพเจ้า ด้วยบิดาของข้าพเจ้าต้องรับโจรภัยถึงแก่ความตาย มารดาของข้าพเจ้า ตกอยู่ในมือโจร พระอาจารย์บอกให้มาในเมืองกังจิวว่าจะได้พบท่านผู้มารดา ข้าพเจ้าจึงได้ทำเป็นมาเรี่ยไรทั้งนี้ ก็เพื่อประสงค์จะได้พบแก่มารดาผู้บังเกิดเกล้า ข้าพเจ้าเมื่อยังเล็กชื่อกังลิ้วครั้นบวชแล้วท่านอาจารย์ให้นามว่าเหี้ยนจึงนางได้ฟังหลวงจีนบอกดังนั้นแล้ว จึงบอกว่าอุนเกี้ยวนั้นคือชื่อของฉันเอง ท่าน มีอะไรเป็นพยานบ้างหรือไม่เล่าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ยินนางบอกซื่อดังนั้นก็รู้แน่ว่ามารดา ลุกจากเก้าอี้คุกเข่า ลงตรงหน้ามารดา แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปเป็นอันมาก แล้วจึงพูดว่า ถ้ามารดา ยังมีความสงสัยอยู่ไม่เชื่อ ข้าพเจ้ายังมีสิ่งสำคัญคือหนังสือเขียนด้วยโลหิตและเสื้อ เป็นพยานอยู่จึงหยิบหนังสือและเสื้อออกมาส่งให้มารดานางอุนเกี้ยวรับเอาเสื้อกับหนังสือมาพิจารณาดู ก็รู้แน่ว่าเป็นบุตรจริงแล้ว ต่าง คนต่างก็ร้องไห้รักกันเป็นอันมาก แล้วนางจึงบอกหลวงจีนผู้บุตรว่า ท่านรีบกลับ ไปวัดเสียโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่อ้ายโจรมันกลับมาจะสงสัยอันตรายจะมีหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาว่าดังนั้น จึงตอบว่าข้าพเจ้าเกิดมาได้สิบแปดบี แล้ว พึ่งได้พบมารดาวันเดียวนี้ มารดาจะให้ข้าพเจ้าละมารดาไปเสียนั้น ข้าพเจ้า มีความอาลัยเป็นที่สุดแล้วไม่สามารถจะทิ้งมารดาไปได้นางอุนเกี๊ยวจึงปลอบบุตรว่า ท่านจงเชื่อมารดาเถิดด้วยอ้ายเล่าฮองผู้นี้ใจคอ มันร้ายกาจหยาบช้านัก ถ้ามันมาพบเราแม่ลูกเข้า บางทีมันจะฆ่าเสียทั้งสองคน จงกลับไปเสียก่อนเถิดวันพรุ่งนี้มารดาจะทำเป็นป่วย เพราะเดิมได้บนไว้ว่า จะถวาย รองเท้าหลวงจีนสักร้อยคู่ มารดาจะไปแก้บนที่วัด จึงค่อยพบกันใหม่ อุบายที่ มารดาคิดนี้เห็นพอจะเอาตัวรอดได้ พ่อจงรีบกลับไปเสียก่อนเถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงคำนับลามารดา รีบกลับไปยังวัดฝ่ายนางอุนเกียวครันหลวงจีนผู้บุตรกลับไปแล้วนางก็แกล้งทำเป็นบ่วยไม่มี ความสบาย ตั้งแต่นางได้พบแก่บุตรแล้วก็มีความดีใจหาที่เปรียบมิได้ ครันว่าเห็น เล่าฮองจวนจะกลับมา นางแกล้งทำนอนครางอยู่บนเตียงนอนเล่าฮองกลับมาเห็นนางนอนครางอยู่ดังนั้น จึงถามว่าเจ้าเจ็บป่วยเป็นประการ ใดหรือนางจึงตอบว่าเมื่อฉันยังเล็กอยู่นั้นได้อธิษฐานไว้ว่าจะถวายรองเท้าให้หลวงจีน ร้อยคู่ ก็ยังหาได้ถวายไม่เมื่อประมาณได้สักห้าวันมาแล้ว ฉันฝันเห็นว่ามีหลวงจีน องค์หนึ่งถือดาบมายืนตรงหน้าร้องทวงรองเท้า ตั้งแต่วันนั้นมาใจคอก็ไม่สบายเลย จึงได้ป่วยเจ็บมาดังนี้ เล่าฮองได้ฟังนางบอกดังนั้นจึงพูดว่าการเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมจึงไม่บอกให้รู้จะได้จัดแจงแก้เสีย พูดดังนั้นแล้วจึงออกมาหน้าจวนขึ้นนั่งที่ ว่าราชการเรียกคนใช้ซ้ายขวามาสั่งว่า ให้ไปบอกชาวบ้านในกำแพงเมืองกังจิว ทุก ๆ บ้านให้ทราบทั่วกันว่าให้จัดทำรองเท้าหลวงจีนบ้านละคู่ กำหนดห้าวันให้ นำมาส่งให้พร้อมกัน คนใช้ก็ไปสั่งตามคำเจ้าเมืองปลอมสั่งทุกประการฝ่ายพวกชาวบ้านได้ฟังคนใช้ของเจ้าเมืองมาสั่ง ก็รีบจัดหาและทำ ครั้นเสร็จ แล้วก็นำมามอบให้พนักงานทุก ๆ คนฝ่ายเล่าฮองครั้นเห็นราษฎรนำรองเท้าเข้ามาส่งตามคำสั่งครบแล้ว จึงเขาไป บอกแก่นางอุนเกี่ยวว่ารองเท้าได้จัดหามาพร้อมแล้วฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อเล่าฮองมาบอกดังนั้น จึงถามว่าในแขวงเมืองนี้วัดไหน เป็นวัดใหญ่ เล่าฮองบอกว่าวัดกิมชัวยี่นั้นเป็นวัดใหญ่ หลวงจีนดูเคร่งครัดเรียบร้อย เจ้าจงรีบไปทำการแก้บนที่วัดนั้นเถิดนางอุนเกี้ยวได้ฟังเล่าฮองบอกดังนั้น ก็ดีใจด้วยสมความปรารถนา แกล้งพูด ว่าฉันได้ยินเขาพูดกันว่าวัดกิมชัวยี่เป็นวัดใหญ่งดงามดีควรจะไปแก้บนในวัดนั้นเล่าฮองจึงเรียกอ้องลี้คนใช้ทั้งสองให้จัดเรือลำใหญ่หนึ่งลำ ครั้นจัดเสร็จแล้ว คนใช้ทั้งสองก็เข้ามาบอกกับนางว่าเรือจัดไว้เสร็จแล้วนางอุนเกี่ยวจัดข้าวของและรองเท้าร้อยคู่ กับธูปเทียนสิ่งของต่าง ๆ เสร็จแล้ว จึงเรียกสาวใช้ที่สนิทให้ขนของลงเรือครั้นขนเสร็จแล้วนางก็พร้อมด้วยบ่าวไพร่พากัน ลงเรือออกจากท่าแจวตรงไปยังวัดกิมซัวยี่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงเมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว ตรงเข้าไปกราบพระอาจารย์เล่า ความซึ่งได้ไปพบแก่มารดาให้พระอาจารย์ฟังทุกประการ พระอาจารย์ก็มีความยินดีครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีชายคนใช้ของนางอุนเกี้ยวมาบอกว่า วันนี้นางฮูหยินจะเอา ของมาแก้บนขอท่านท้ายซื่อได้ทราบพระอาจารย์ฮวดเม้งท้ายซื่อได้ฟังคนใช้มาบอกดังนั้นจึงเรียกศิษย์ทั้งหลายให้ ไปคอยรับที่หน้าท่าฝ่ายนางอุนเกี้ยวฮูหยิน ครั้นเรือมาถึงหน้าท่าวัดแล้วจึงให้บ่าวไพร่ขนของ เข้าไปในวัด แล้วนางก็เดินเข้าไปในวัดเห็นหลวงจีนทั้งหลายมายืนคอยรับอยู่ นางก็ กระทำคำนับหลวงจีนทั้งปวงแล้วก็เดินมายังพระอุโบสถใหญ่ จึงจุดรูปเทียนบูชา พระยูไลแล้วก็เดินไปยังศาลาใหญ่ข้างหน้าวัดฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้งพร้อมด้วยหลวงจีนลูกวัดทั้งหลายก็มานั่งคอยรับอยู่ ในศาลา ครั้นนางขึ้นมาบนศาลาแล้วก็กระทำการนมัสการ นางจึงให้จัดเครื่องแจ ถวายแล้วจัดรองเท้าใส่ถาดยกไปตั้งไว้ในศาลา นางจึงเข้ามาบอกแก่ท่านอาจารย์ ฮวดเม้งท้ายชือว่ารองเท้านี้ดีฉันถวายหลวงจีนทั่วทุกองค์ ท่านอาจารย์จึงให้ศิษย์ ยกไปถวายพระทั่วทุกองค์ครั้นเสร็จธุระแล้วหลวงจีนทั้งหลายก็ต่างคนต่างกลับไปที่อยู่ฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง เห็นหลวงจีนทั้งหลายกลับไปกุฎีหมดแล้วจึงเข้ามานั่ง ใกล้มารดา นางอุนเกี้ยวจึงบอกแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรว่าจงถอดรองเท้าออกมา ให้มารดาดูสิ่งสำคัญสักหน่อยหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังมารดาว่าดังนั้น จึงถอดรองเท้าและถุงเท้าออกให้ มารดาดุฝ่ายนางอุนเกี้ยวพิจารณาดูเห็นปลายเท้าข้างซ้ายนั้นขาดไปนิ้วหนึ่ง เหมือน สำคัญของนาง ๆ จึงรู้ชัดว่าบุตรของตัวแน่ สองคนแม่ลูกก็ร้องไห้รักกันเป็นอันมาก ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ก็พากันมานมัสการพระอาจารย์ขอบพระเดชพระคุณ ของท่านที่ได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูมาพระอาจารย์ฮวดเม้งจึงพูดว่าเวลานี้ แม่กับลูกได้มาพบกันแล้ว เราวิตกว่าอ้าย เล่าฮองถ้ามันรู้จะมีเหตุอันตรายนางจงรีบกลับไปเสียเถิดนางได้ฟังพระอาจารย์ตักเตือนให้สติดังนั้นก็เห็นจริงจึงสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึง ผู้บุตรว่าพ่อจงรีบไปเมืองเชียงอานเสาะหาตายายได้แล้ว แจ้งเหตุให้รู้จึงเอากำไล ทำด้วยไม้หอมและหนังสือสำคัญฉบับนี้เข้าไป เมื่อเดินทางจงไปแวะที่ตำบลบ้าน ฮ่องจิว ตั้งแต่นี้ไประยะทางประมาณพันห้าร้อยโยชน์เศษ ข้างทิศตะวันตกเฉียง เหนือมีโรงเตี๋ยมอยู่แห่งหนึ่ง ยี่ห้อเตี๋ยมนั้นชื่อบ้านฮวยเดิมบิดาพาย่ากับมารดาจะ มาเมืองกังจิวได้แวะพักที่เตี๋ยมนั้น บังเอิญให้ย่าป่วยไข้มาไม่ได้บิดาของพ่อจึงให้ย่า พักอยู่ที่นั่น หวังใจว่าไปถึงเมืองกังจิวแล้วจะได้กลับไปรับย่า ก็บังเอิญพบอ้าย โจรร้ายเข้าปล้นจึงเป็นเหตุตั้งแต่นั้นมา ก็มิได้ข่าวว่าจะเป็นตายประการใดถ้าพ่อ ไปถึงแล้วจึงแวะเข้าสืบถามดูก็คงจะรู้ข่าวดีและร้ายได้ แล้วจงรีบเข้าไปยังเมือง หลวงไปหาตากับยาย ตาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ใจเสียงจงเอาหนังสือส่งให้ตาดูรู้ความ แล้ว จะได้กราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบแล้วจะได้ยกกองทัพมาจับ ตัวอ้ายโจรเล่าฮอง แก้แค้นให้บิดาและมารดาก็จะพ้นจากอำนาจของอ้ายโจร พ่อจงจำคำของมารดาสั่งนะอย่าหลงลืม มารดาอยู่ช้าไม่ได้อ้ายโจรมันจะสงสัย นางพร่ำสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรเสร็จแล้ว จึงลาพระอาจารย์เดินออกมาจากวัด รีบกลับมายังบ้านฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง ครั้นมารดากลับไปแล้วหยิบหนังสือฉบับหนึ่ง กับกำไล ทำด้วยไม้หอมขอนหนึ่งกลับมาที่พักแล้ว จัดแจงสิ่งของเสร็จแล้วก็เข้าไปลาพระ อาจารย์ พระอาจารย์ก็ให้ศีลให้พรต่าง ๆ หลวงจีนเหี้ยนจึงนมัสการรับพรพระ อาจารย์แล้ว ก็ออกจากวัดเดินตรงไปยังตำบลฮ่องจิว แต่เดินทางมาได้สองสาม เวลาสิ้นทางได้ประมาณพันห้าร้อยโยชน์เหมือนคำมารดาบอกไว้ ก็ลุถึงตำบลฮ่อง บ้วนจิวจึงเที่ยวสืบถามตามชาวบ้านมาข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้พบเตี๋ยม โรงหนึ่งมียี่ห้อว่าบ้วนฮ่วยเตี๋ยมจึงถามเจ้าของเตี๋ยมว่านางเตียวสีอยู่ที่ไหน เจ้าของ เตี๋ยมบอกว่า เดิมก็อยู่ในโรงเตี๋ยมของข้าพเจ้า ครั้นอยู่มาหน่อยไม่มีค่าเช่าจะให้ สามสี่ปีมาแล้ว บัดนี้ตาก็เสียและไม่เห็นอะไรแล้ว ไปอยู่ข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ ริมประตูเมืองที่ริมนั้นมีเตาเผากระเบื้อง เจ้าของเขาทิ้งเสียนมนานแล้ว ยายเตียวสี ไปอาศัยอยู่ที่เตานั้น เช้า ๆ เคยออกมานั่งริมถนนขอทานชาวบ้านแถวนี้อยู่เสมอๆ นิมนต์ท่านไปถามดูเถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังเจ้าของโรงเตี๋ยมบอกดังนั้น ให้เกิดความสังเวชสลดจิต คิดสงสารประหนึ่งว่าจะอดกลั้นน้ำตาไว้มิได้ แต่อุตสาห์แข็งใจรีบลาเจ้าของเตี๋ยม ไปยังเตาเผากระเบื้อง ตามคำเจ้าของโรงเตี๋ยมบอกครั้นมาถึงเตาเผากระเบื้อง ก็แลเห็นยายแก่คนหนึ่งจักษุบอดนั่งอยู่ที่นั่น ก็ เข้าใจแน่ว่าคงเป็นย่าของตัว จึงเดินเข้าไปนั่งลงแล้วถามว่าย่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่เล่าฝ่ายนางเตียวสีเมื่อได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกว่าย่าจึงถามว่าใครมาเรียกข้าว่าย่า สำเนียงเสียงเหมือนตั้นกองหยี่ลูกชายข้าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าพูดดังนั้น ก็มีความยินดีรู้แน่ว่าย่าของตนแท้แล้ว จึง ตอบว่าฉันมิใช่ตั้นกองหยี ฉันเป็นลูกชายของตั้นกองหยีนางอุนเกี้ยวนั้นคือมารดา ของฉันเองนางเตียวสีได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เข้าลูบคลำตัวหลวงจีนแล้วจึงถามว่า บิดาทำไม จึงไม่มาด้วยเล่าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าถามดังนั้นจึงตอบว่า บิดานั้นเมื่อเดินทางไปกับมารดา เจ้าของเรือจ้างเป็นโจรเข้าปล้นทุบตีบิดาถึงแก่ความตายเอาศพบิดาทิ้งน้ำเสีย แต่ มารดานั้นเอาไปจะให้เป็นภรรยา มารดาผลัดแก่โจรว่ายังมีครรภ์อยู่ ขอให้บุตร คลอดออกจากครรภ์ก่อน โจรก็ยอมตามคำของมารดา ครั้นฉันคลอดออกมาได้ วันหนึ่งอ้ายโจรจะให้มารดาฆ่าฉันเสีย มารดาฉันขัดอาญาอ้ายโจรไม่ได้จึงเอาฉัน ใส่กระดานลอยไปถึงวัดกิมซัวยี่ ท่านสมภารเลี้ยงฉันไว้จนเติบใหญ่แล้วท่านจึงบอก ให้ฉันไปตามมารดา หลวงจีนเหี้ยนจึงเล่าความทุกประการให้ย่าฟัง ตั้งแต่ต้นจน ตามมาพบย่า ณ บัดนี้นางเตียวสีจึงถามว่า เหตุใดจึงรู้ว่าย่ามาอยู่ที่เตาเผากระเบื้องนี่เล่าหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงตอบว่า มารดาบอกให้ฉันแวะมาหาย่าที่นี้ บัดนี้หนังสือ และกำไลทำด้วยไม้หอมเป็นสำคัญก็ให้มาพร้อมแล้ว หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ส่งให้ถึง มือท่านย่า ท่านย่ารับของสองสิ่งมาคลำดูก็แน่ใจแล้วจึงพูดว่า ลูกของข้าคิดว่า ได้ดีมียศขึ้นจะลืมมารดาเสีย เราคิดว่าลูกจะเป็นคนอกตัญญไม่รู้จักคุณของบิดา มารดา ไม่ทราบเลยว่าเป็นเหตุถึงแก่ชีวิต พูดดังนั้นแล้วย่าหลานก็ร้องไห้คร่ำครวญ ไปต่าง ๆ เป็นอันมากครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ท่านย่าจึงพูดว่าเดชะบุญเทพยดาฟ้าดินปกป้อง รักษา ให้บังเกิดหลานขึ้นจึงไม่สูญแช่ได้มาพบปะกัน รู้จักกันฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง พิจารณาดูย่าเห็นจักษุทั้งสองข้างเสียจึงถามว่า ทำไม ตาย่าจึงได้มืดไปเสียทั้งสองข้างดังนี้นางเตียวสีผู้ย่าจึงตอบว่า เพราะย่าคิดถึงบิดาเจ้าจึงร้องไห้ทุกวัน ๆ นัยน์ตา จึงได้มัวหมองจนแลไม่เห็น เพราะเหตุที่คิดถึงบิดามารดาของเจ้าหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าบอกดังนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้นยกมือขึ้นประนม ตัง สัตยาธิษฐานว่าขอเดชเทพยดาอารักษ์ซึ่งรักษาฟ้าดินทั้งหลายจงเล็งเห็นความสัตย์ ปฏิญาณแห่งข้าด้วย บิดามารดาเกิดตัวข้าพเจ้ามาอายุได้สิบแปดปีแล้ว ก็ยังหา ได้ตอบแทนฉลองพระเดชพระคุณบิดามารดาของข้าพเจ้าไม่ บัดนี้ข้าพเจ้ารับคำสั่ง ของมารดามาตามหาย่าผู้มีพระคุณแก่บิดาข้าพเจ้าก็พบแล้ว แต่บังเอิญย่าของ ข้าพเจ้าจักษุมืดไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะขอเอาชิวหาของข้าพเจ้าเลียตา ย่าข้าพเจ้า จงขอให้ตาย่าข้าพเจ้ากลับสว่างขึ้นดังแต่ก่อนเถิด ครั้นตั้งอธิษฐานแล้ว หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เลียนัยน์ตาด้วยปลายลิ้นทั้งสองข้าง สักครู่หนึ่งนัยน์ตานางเตียวสี ก็สว่างขึ้นอย่างเดิม แลเห็นหลวงจีนผู้หลาน จึงพูดว่าเป็นหลานของย่าจริงแล้ว ด้วย ลักษณะรูปร่างไม่ผิดแก่ตั้นกองหยีเลย พูดพลางก็เข้าลูบคลำหลวงจีนผู้เป็นหลาน และมีความยินดีเป็นอันมากฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึง เห็นย่าตาสว่างดีแล้ว จึงพาย่าออกจากเตาเผากระเบื้อง แล้ว พาตรงไปยังเตี๋ยมเล่าเซี้ยวยี่ เอาเงินของตนออกใช้หนี้ที่ย่าค้างอยู่แต่ก่อนแล้ว ก็ออกเงินใหม่เช่าห้องหนึ่งให้ย่าพักอาศัยอยู่ให้เงินเจ้าของเตี๋ยมไว้ซื้ออาหารให้ย่า รับประทานเสร็จแล้ว จึงบอกแก่ย่าว่า ย่าจงรอพักอยู่ที่นี่ก่อนฉันจะเข้าไปยังเมือง หลวงว่าอย่างช้าสักเดือนหนึ่งฉันจะกลับมารับย่าไปนางเตียวสีได้ฟังหลวงจีนผู้หลานว่าดังนั้น จึงกำชับแก่หลานว่า ถ้าพ่อไปพบ ตายายแล้ว จงรีบกลับมาโดยเร็วเพราะย่าแก่ชรามากอยู่แล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังย่าสั่งกำชับดังนั้น ก็ลาออกจากโรงเตี๋ยมเดินตรงไปยัง เมืองหลวง เมื่อเดินมานั้นในใจให้คิดถึงย่าและมารดาเป็นอันมากมิได้ขาดเลยครั้นมาถึงเมืองเชียงอานแล้ว ก็เดินเข้าในประตูเมืองทางถนนทิศตะวันออก เที่ยวสืบถามตามชาวบ้าน ถึงท่านใจเสียงผู้เป็นตาชาวบ้านทั้งหลายก็บอกให้ต่อๆ มา หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เดินตรงมาตามชาวบ้านบอก ถึงบ้านหนึ่งโตใหญ่สังเกตดู เห็นจะเป็นบ้านไจเสียงผู้เป็นตาแน่แล้ว ก็เดินตรงมาที่ประตูบ้าน จึงบอกแก่ผู้ที่เฝ้า ประตูว่าข้าพเจ้านี้เป็นวงศ์ญาติแก่ท่านไจเสียงจะมาหาเพราะมีกิจธุระร้อน ขอท่าน ได้นำคำที่ข้าพเจ้าบอกนี้ ไปเรียนแก่ท่านไจเสียงให้ทราบคนเฝ้าประตูได้ฟังหลวงจีนบอกดังนั้น ก็เข้าไปกราบเรียนแก่ท่านไจเสียง ว่า ข้างนอกมีหลวงจีนหนุ่มน้อยผู้หนึ่งว่าเป็นญาติของท่านจะเข้ามาหา ว่ามีธุระร้อน์ จะมาแจ้งความแก่ท่านงุยเต็งได้ยินคนเฝ้าประตูบอกดังนั้นก็นึกสงสัยว่าเราก็ไม่มีวงศญาติเป็นหลวงจีน เลย นางฮูหยินภรรยาพูดว่าเมื่อคืนนี้ ฉันฝันว่านางอุนเกี้ยวลูกสาวของเรานั้นกลับ มาชะรอยจะเป็นตั้นกองหยีจอหงวน บุตรเขยของเรานั้นจะมีหนังสือฝากมาบอก ข่าวอะไรบ้าง จะฝากหลวงจีนมาบ้างดอกกระมังท่านใจเสียงได้ฟังภรรยาว่าดังนั้น จึงสั่งนายประตูให้พาหลวงจีนเข้ามาในบ้าน ขึ้นบนตึกหอนั่งแล้วหลวงจีนเห็นท่านใจเสียงกับภรรยาผู้เป็นตายายเหมือนแก่มารดา ของตัว ก็ให้มีจิตคิดถึงมารดาขึ้นมาทันทีจนน้ำตาไหล แข็งใจเดินตรงเข้าไปนำ หนังสือออกส่งให้ท่านใจเสียง ท่านใจเสียงรับหนังสือมาอ่านดู ทราบความตั้งแต่ ต้นจนปลายทุกประการแล้วก็ร้องไห้นางฮูหยินผู้ภรรยาเห็นดังนั้น จึงถามว่าเหตุใดท่านดูหนังสือแล้วก็ร้องไห้ ไจ เสียงจึงเล่าความตามหนังสือให้ภรรยาฟังทุกประการ ภรรยาได้ทราบความดังนั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนสลบไปพวกสาวใช้ทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เข้านวดเฟ้นแก้ไขจนนางฟื้นคืนได้สติมา ไจเสียงจึงพูดแก่ภรรยาว่าอย่าเศร้าหมองทุกข์ร้อนไปเลย เราจะไปกราบทูลพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบ จึงค่อยยกทัพขึ้นไปจับตัวอ้ายคนร้ายแก้แค้นแทนบุตร เขยและบุตรสาว พูดแล้วก็สั่งคนใช้ให้จัดที่ให้หลวงจีนผู้หลาน อยู่สำนักเป็นสุข สำราญมิให้อนาทรร้อนใจครันเวลารุ่งเช้างุยเต็กก็แต่งตัวขึ้นเกี้ยว ให้คนหามเข้าในพระราชวัง ครั้นถึงก็ ลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปในพระราชวังเข้าในท้องพระโรง เวลานั้นพระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมกันตามตำแหน่งหน้าที่ผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหาร พลเรือน งุยเต็งจึงกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ซึ่งพระองค์โปรดให้ตั้นจอหงวน ขึ้นไปรักษาราชการเมืองกังจิวนั้น เมื่อไปตามทางตั้นจอหงวนถูกผู้ร้ายปล้นฆ่าตาย เสียแล้ว อ้ายผู้ร้ายเก็บเครื่องยศและท้องตราได้นำไปยังต่อกรรมการผู้รัง ไม่ทราบ เหตุก็เชื่อถืออ้ายผู้ร้าย อ้ายผู้ร้ายก็รักษาว่าการบ้านเมืองอยู่จนทุกวันนี้ถึงสิบแปด ปีมาแล้ว งุยเต็งกราบทูลเหตุผลต้นปลายทุกประการให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง ทราบทุกประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธเป็นอันมาก จึงรับสั่ง ให้เกณฑ์ทหารม้ารักษาพระองค์เป็นอันมากมอบกระบี่อาชญาสิทธิ์ให้แก่งุยเต็งคุม ทหารหกหมื่น รีบยกขึ้นไปยังเมืองกังจิวกำจัดอ้ายพวกเหล่าร้ายเสียงุยเต็งถวายบังคมลาออกมาจากที่เฝ้า ตรงไปยังที่ประชุมทหารจัดพลทหาร เสร็จแล้วได้เวลาฤกษ์ดีงุยเต็งจึงพาหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้หลานยกกองทัพออกเดินไป กลางวันก็เดินกลางคืนก็หยุดพักรอนแรมมาตามระยะทางเปรียบประดุจนกบินครั้นกองทัพจวนจะถึงเมืองกังจิว ฟากข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือ งุยเต็ง แม่ทัพก็ให้ตั้งค่ายลงพักพลทหารแล้วงุยเต็งจึงเอาป้ายทองอาชญาสิทธิ์ส่งให้ ม้าใช้ไปบอกนายทหารกองมณฑลที่รักษาเมืองกังจิวให้รีบมาโดยเร็วในคืนวันนี้ให้ จงได้ทหารม้าใช้รับป้ายอาชญาสิทธิ์แล้ว ก็คำนับลาขึ้นม้ารีบขับไปยังกองทหาร มณฑล ตรงเข้าไปแจ้งความแก่นายทหารเอาป้ายอาชญาสิทธิ์สงให้แล้วบอกว่า งุยเต็งแม่ทัพใหญ่ มีบัญชาสั่งให้ท่านผู้กำกับกองทหารมณฑลรีบไป่หาท่านแม่ทัพ โดยเร็วในคืนวันนี้นายทหารกองมณฑลได้ฟังก็ตกใจ หารู้ว่าจะมีเหตุการณ์ประการใดไม่ ก็รีบ แต่งตัวขึ้นม้ามากับทหารม้าใช้ครั้นถึงก็เข้าไปคำนับท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว ก็ถอยมายืนคอยฟังบัญชาอยู่ฝ่ายงุยเต็งครั้นเห็นนายทหารกองมณฑลมาแล้ว ก็เล่าเหตุซึ่งเป็นมาแล้วแต่หลัง ให้นายทหารกองมณฑลฟังทุกประการ แล้วสั่งว่าท่านจงกลับไปที่ประชุมทหารเร่ง เกณฑ์ทหารกองมณฑล มาสมทบกับกองเราโดยเร็วอย่าให้เนิ่นช้านายทหารกองมณฑลได้พังท่านแม่ทัพบัญชาสั่งดังนั้นก็คำนับลารีบด่วน มายังที่ประชุมทหาร เรียกทหารมาแจ้งความให้ฟังแล้วก็จัดแจงเครื่องสาสตรา อาวุธพร้อม แล้ว ก็รีบเดินมายังกองทัพใหญ่หยุดพักพลทหารรอคำสั่งแม่ทัพฝ่ายงุยเต็ง ครั้นรู้ว่ากองทหารมณฑลมาพร้อมแล้วก็ยินดี เรียกทหารออก จากค่ายเข้าสมทบกันเป็นกองใหญ่ยกลงเรือข้ามฟากในเวลาพลบค่ำ ครั้นถึงฝั่งแล้ว ก็ยกทหารขึ้นบก รีบเดินกองทัพเข้าประตูเมือง นายประตูยังหาทันจะเปิดประตู เมืองไม่ งุยเต็งเร่งทหารให้เข้าล้อมจับผู้ว่าราชการเมือง ในขณะนั้นก็ยังหาทันจะ สว่างไม่ทหารก็ทลายประตูโจมเข้าไปในห้องได้หลายคนฝ่ายเล่าฮองกำลังนอนอยู่ในตึก ได้ยินเสียงประทัดและกลองม้าล่อดังสนั่น พวกทหารตรูกันเข้าจับตัวเล่าฮองได้ก็มัดไว้แน่นหนาแล้วพาตัวมาให้ท่านแม่ทัพ งุยเต็งสั่งให้ทหารไปจับตัวพวกบริวารบ่าวไพร่โจรที่เป็นใจแก่เล่าฮองมาได้ประมาณ พันเศษ สั่งให้เอาไปยังสนามฆ่าเสียทั้งสิ้น แล้วจึงสั่งให้นายทหารรวมพลทหาร ออกไปตั้งค่ายพักอยู่นอกเมืองงุยเต็งลงจากม้าขึ้นบนหอนั่ง ๆ บนเก้าอี้สั่งให้สาวใช้ ไปเชิญนางอุนเกี้ยวให้ออกมาหาครั้นสาวใช้เข้าไปบอกนางอุนเกี้ยว นางอุนเกี้ยวได้ทราบความว่าบิดาให้ทหาร จับเล่าฮองและพวกโจรไปประหารชีวิตหมดแล้วนางก็มีความยินดีอยากจะออกมา หาบิดา แต่มีความอายด้วยตัวมาตกอยู่ในมือโจรเพราะความจำใจ คนทั้งหลายก็ ล่วงรู้จะครหาติเตียนต่าง ๆ จะอยู่ไปก็จะได้รับแต่ความอดสูดูร้ายไม่มีที่สุด นางคิด ดังนั้นแล้วก็ไล่สาวใช้ให้ออกไปเสียนางเอาผ้าผูกกับลูกกรงหน้าต่างตึกผูกคอแขวนอยู่ฝ่ายสาวใช้เห็นอาการประหลาดก็วิ่งมาบอกแก่หลวงจีนว่า มารดาของท่านดู เหมือนจะผูกคอตาย ท่านจงรีบไปดูโดยเร็วเถิดฝ่ายหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังสาวใช้บอกดังนั้นก็ตกใจมิทันจะได้บอกเหตุการณ์ แก่งุยเต็งผู้เป็นตาก็รีบเข้ามาโดยเร็วพอถึงห้องมารดาก็เห็นมารดาผูกคออยู่กับ ลูกกรงหน้าต่างก็เข้าแก่ผ้าที่ผูกคอมารดาได้ นางยังหาทันสิ้นใจไม่แล้วคุกเข่าลง คำนับพูดแก่มารดาว่าข้าพเจ้ากับท่านแม่ทัพผู้เป็นตาได้ยกพลทหารมากำจัดโจร แก้แค้นได้แล้ว เหตุใดมารดาจึงจะทำลายชีวิตเสียดังนี้เล่า ถ้ามารดาตายแล้ว ข้าพเจ้า ก็ไม่ขออยู่ จะต้องทำลายชีวิตตายตามมารดาไปขณะเมื่อแม่ลูกพูดกันอยู่นั้น ท่านงุยเต็งก็เข้ามาในห้องพูดแก่บุตรว่า บิดามา แก้แค้นอ้ายโจรได้แล้วเหตุใดเจ้าจึงจะมาทำลายชีวิตเสียเล่านางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังบิดาถามดังนั้น จึงคำนับบิดาแล้วพูดว่าลูกได้ยินคำ โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมดาเกิดมาเป็นหญิงต้องมีผัวเดียวจนตลอดชีวิตจึงจะ มีชื่อเสียงหอมตลอดโลก ความเจ็บแค้นด้วยอ้ายโจรฆ่าสามีของข้าพเจ้าเสีย จะ แก้แค้นแทนสามีก็ไม่ได้ แล้วมิหนำซ้ำมาอยู่กับอ้ายโจรจะมีหน้าอยู่ดูหน้าผู้ใดได้ ซึ่งจำใจอยู่กับอ้ายโจรนั้น ก็เพราะตั้งใจจะรักษาบุตรในครรภ์ไว้จึงได้ผ่อนตามเวลา วันนี้มาเห็นหน้าบุตรกับบิดายกพลทหารมากำจัดอ้ายผู้ร้ายได้แล้ว บิดาก็ได้แก้แค้น แทนลูกได้แล้ว ลูกจะมีหน้าอยู่ต่อไปอย่างไรได้ เพราะคนทั้งหลายเขาหาเห็นใน ดวงจิตของลูกไม่ว่าดีชั่วประการใด ลูกจะขอตายตามผัวไปดีกว่าจะอยู่เป็นมนุษย์ ต่อไป นางอุนเกี้ยวเมื่อพูดแก่บิดาแล้วก็สะอึกสะอื้นไปเป็นอันมากงุยเต็งจึงพูดว่า ซึ่งการเป็นมาแล้วทั้งนี้ ก็เป็นความจำเป็น มิใช่เจ้าจะเอาใจ ออกหากจากผัวเจ้าเมื่อไร ซึ่งเป็นทั้งนี้ก็โดยผลกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อนติดตาม สนองให้โทษ แต่ข้อที่เจ้ามีความสุจริตชื่อตรงก็มีหลักฐานพยานอยู่ที่เจ้าอุตสาห์คิด การทุกอย่างจนบุตรของเจ้าได้นำความไปแจ้งแก่บิดา จึงได้รู้ความก็เพราะความดี ของเจ้า แสดงให้เห็นได้ว่าเจ้ามิได้ลุ่มหลงปลงรักแก่อ้ายโจร ย่อมเป็นไปตามความ จำเป็น เจ้าจงคิดหักใจเสียเถิด อย่าคิดอดสูใจไปเลยว่าพลางงุยเต็งก็ร้องไห้ นาง อุนเกี๊ยวกับหลวงจีนเหี้ยนจึงก็ร้องไห้งุยเต็งจึงพูดแก่บุตรว่าจงระงับดับความโศกเสีย บัดนี้อ้ายโจรร้ายเราก็จับตัว ได้แล้ว เจ้าจงตามเราไปยังสนามที่ฆ่าคน จะได้ลงโทษอ้ายผู้ร้ายแก้แค้นเสียให้สิ้น งุยเต็งครั้นพูดดังนั้นแล้วก็พาลูกหลานออกจากห้องเดินมานอกประตูจวน ขึ้นเกี้ยว มีทหารแห่หน้าหลังมายังสนามที่ฆ่าคน งุยเต็งเห็นคนโทษพร้อมกันแล้วก็มีความ ยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาอ้ายเล่าฮองกับอ้ายลี้แพมัดมือมัดเท้าขึงเหยียดออกให้พนัก งานเมียนคนละร้อยที่ แล้วทำฉลากปิดบนศีรษะจ้ายผู้ร้าย บอกให้รู้ทั่วกันว่า อ้าย ้ร้ายคนนิทีฆ่าตันกองหยี่จอหงวนแล้วให้เอาตัวอ้ายลีแพควำลงบนม้าแล้วให้เอ' ตะปูตรึงให้ติดกับม้าไม้แล้วให้ม้าไม้ออกไปกลางตลาด ให้เพชฌมฆาตเอามีดเชือด เนื้อเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ทรมานให้สาสมที่ใจมันเป็นพาลกระทำแก่ท่านไม่เกรงกลัว พระราชอาญาแผ่นดินและบาปกรรม แล้วก็ตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่หนทาง สามแพร่ง เพื่อให้คนทั้งหลายดู อย่าให้เอาเยี่ยงอย่างอ้ายคนร้ายต่อไปครั้นกระทำโทษลี้แพเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ทหารคุมตัวอ้ายเล่าฮองไปยังแม่นำ ฮ่องกัง ที่ตำบลเล่าฮองฆ่าจอหงวนนั้นฝ่ายงุยเต็งพร้อมด้วยนางอุนเกี้ยว และหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้หลานก็ยกกองทัพ ตรงไปยังแม่น้ำฮ่องกัง ครั้นถึงแล้วงุยเต็งจึงให้พักไพร่พลอยู้ริมแม่น้ำ ให้พนักงานจัด เครื่องเซ่นพลีกรรมเช่นเสร็จแล้วงุยเต็งกับบุตรสาวและหลานชาย ก็จุดธูปเทียนเสร็จแล้วงุยเต็งสั่งพนักงานให้ เอาตัวอ้ายเล่าฮองมัดเข้ากับเสาแล้ว ก็ให้ผ่าอกเอาหัวใจตับไตใส่จานตั้งบนโต๊ะ เช่นตันกองหยีผู้เป็นที่จอหงวนแล้วให้เอาหนังสือคำบวงสรวงเซ่นมาอ่าน แล้วให้ เผาไฟนางอุนเกี้ยวกับหลวงจีนเหี้ยนจึงผู้บุตรก็พากันร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมากฝ่ายพวกบริวารของพระยานาค ที่เคยเที่ยวตรวจเหตุการณ์ในท้องทะเล วันนั้นตรวจมาถึงปากอ่าวฮ่องกัง เห็นคนเป็นอันมากกำลังเช่นไหว้อยู่ จึงแอบเข้า ริมฝั่งตรวจดู เห็นหนังสือที่สำหรับเช่นลอยน้ำมาจึงเก็บเอาไว้ แล้วก็กลับลงไปยัง บาดาลนำหนังสือนั้นขึ้นถวายพระยานาคฝ่ายพระยาเล่งอ๋องรับหนังสือมาอ่านดูก็รู้ว่า พวกญาติเขาเซ่นไหว้ตั้นกองหยี ด้วยตั้นกองหยีก็เป็นเวลาสิ้นเคราะห์แล้วด้วย จำเราจะต้องช่วยอุปถัมภ์จึงจะควร ครั้นดำริในใจแล้วดังนั้นจึงใช้ขุนนางตะพาบน้ำ ให้ไปเชิญตัวตั้นกองหยีมา พาตัวเข้า ไปคำนับพระยาเล่งอ๋อง พระยาเล่งอ๋องจึงพูดว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านเป็น อันมาก บัดนี้ท่านงุยเต็งผู้เป็นบิดาภรรยาของท่าน กับนางอุนเกี้ยวภรรยาของท่าน และบุตรชายของท่านพร้อมกันทั้งสามคน มาเช่นไหว้ท่านอยู่ที่ปากน้ำฮ่องกัง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะส่งท่านให้กลับไปเข้ารูปตามเดิม แต่ข้าพเจ้ามีของเล็กน้อย จะขอคำนับขอบคุณท่านว่าแล้วพระยาเล่งอ๋องจึงหยิบบู่อี่จูเม็ดหนึ่ง กับพลอยวิเศษ อีกสองเม็ดแพรสิบม้วน เข็มขัดมณีสายหนึ่งแล้วบอกว่า ของเหล่านี้ข้าพเจ้าให้แก่ ท่าน ขอท่านจงรับไว้เอาเป็นเครื่องระลึกแห่งข้าพเจ้าด้วยเถิด บัดนี้วงศ์ญาติของ ท่านพากันมาพร้อมอยู่ที่แม่น้ำฮ่องกังแล้ว เชิญท่านขึ้นไปเถิดจะได้พบกัน ข้าพเจ้า : จะให้บริวารของข้าพเจ้าพาท่านขึ้นไปส่งวิญญาณตั้นกองหยีครั้นได้ฟังพระยานาคบอกดังนั้นก็มีความยินดี กับเห็นของ วิเศษที่พระยาเล่งอ้องให้โดยความสุจริต จึงคำนับรับของเหล่านั้น แล้วก็คุกเข่าลง คำนับลาพระยานาคพระยานาคจึงสั่งให้วิญญาณจิตและชากศพตั้นกองหยีจอหงวนขึ้นไปยังปาก น้ำฮ่องกังพวกบริวารทั้งหลายได้ฟังพระยาเล่งอ๋องสั่งดังนั้นก็พร้อมกันแบกศพตันกองหยี่ และรับเอาวิญญาณรีบขึ้นไปยังริมฝั่งแม่น้ำ แล้วเอาวิญญาณใส่เข้าในซากศพตั้น กองหยีปล่อยให้ลอยขึ้นมาเหนือหลังน้ำแล้วก็พากันกลับไปยังบาดาลฝ่ายงุยเต็ง นางอุนเกี้ยว หลวงจีนเหี้ยนจึง เมื่อเวลาเช่นไหว้ก็ร้องไห้คร่ำครวญ รำพันไปต่าง ๆ ตามประสาที่มีความอาลัยและคิดถึงตั้นกองหยีจอหงวนฝ่ายพวกคนใช้และผู้คนทั้งหลาย ซึ่งพร้อมกันอยู่ ณ ที่นั้น แลไปในน้ำเห็นศพ ลอยติดอยู่ริมฝั่ง จึงร้องบอกพวกกันให้ดูอยู่อื้ออึงไปทั้งนั้นฝ่ายนางอุนเกี้ยวเมื่อขณะนั่งร้องไห้อยู่นั้น ได้ยินเสียงคนร้องบอกกันเช็งแซ่ก็แล เบดู ครันเห็นซากศพก็จำได้ว่าเป็นศพของตันกองหยี นางเห็นดังนันแล้วในอกใจ ให้ตืนตันเต็มไปด้วยความโศก ลมปะทะขึนมานางก็ล้มลงปราศจากสติสมประติฝ่ายคนทั้งหลายก็พากันวิ่งมาดูที่ริมแม่น้ำเป็นอันมากโดยมิได้ทราบเหตุการณ์ ตลอดว่าเป็นประการใดฝ่ายตั้นกองหยีจอหงวน เมื่อวิญญาณเข้าสู่ร่างกายแล้ว ลมอัสสาสะปัสสาสะ ก็เดินเข้าออกตามทวารทั้งเก้าวิญญาณก็แล่นตามเส้นประสาทรูป สักประเดี้ยวก็ ยืดมือและเท้าออกได้ มีความรู้สึกสัมผัสตลอดทั่วอวัยวะ ก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่งได้ แต่ยังงงงวยอยู่ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นอกใจให้สะดุ้งหวาดไหวไปทุกคนฝ่ายท่านงุยเต็งนางอุนเกี้ยว เมื่อเห็นตั้นกองหยีแน่ถนัดแก่ใจแล้ว งุยเต็งก็จูง มือหลวงจีนหลานชายเข้ามานั่งใกล้ นางอุนเกี้ยวก็มานั่งใกล้ล้อมตั้นกองหยีจอ หงวนอยู่รอบข้างแล้วก็พากันร้องไห้อยู่ในที่นั้นฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อฟื้นแล้วแต่ยังงงงวยอยู่ ครั้นได้ยินเสียงร้องไห้ก็ลืมตาขึ้นแลดู เห็นนางอุนเกี้ยวผู้เป็นภรรยากับท่านงุยเต็งผู้เป็นพ่อตาและหลวงจีนหนุ่มน้อยอีก คนหนึ่ง เข้านั่งอยู่ริมตัวพากันร้องไห้คร่ำครวญอยู่ก็ให้มีจิตคิดสงสัย จึงถามว่าทำไม ท่านทั้งปวงจึงได้พากันมานั่งร้องไห้อยู่ในที่นี้นางอุนเกี้ยวเมื่อได้ฟังสามีถามดังนั้นจึงบอกว่า ตัวท่านอ้ายโจรมันตีตายแล้ว โยนทิ้งลงในน้ำ ตัวข้าพเจ้าอ้ายโจรมันจับเอาไปขังไว้ ครั้นคลอดบุตรแล้วเป็นชาย คือหลวงจีนคนนี้ ได้พึ่งบารมีท่านฮวดเม้งท้ายซือเลี้ยงมาจนโต จึงให้ไปหาพบแก่ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ให้หนังสือลับเข้าไปในเมืองเชียงอาน บิดาข้าพเจ้าทราบเหตุ การณ์แล้วจึงได้กราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ยกกองทัพมาจับตัวอ้ายโจร ฆ่า และให้ผ่าอกอ้ายเล่าฮองเอาหัวใจตับปอดเซ่นไหว้ท่าน เมื่อขณะเช่นไหว้อยู่ก็พอ แลเห็นศพท่านลอยขึ้นมาข้าพเจ้ากับบิดาก็พากันดีใจ เหตุไฉนท่านจึงได้กลับคืน เป็นมาได้ ขอท่านได้ชี้แจงให้ข้าพเจ้าและบิดาฟังสวนตั้นกองหยีเมื่อได้ฟังภรรยาถามดังนั้น ก็กลับได้สติระลึกรู้สึกตามเหตุผล ที่เป็นมาแล้วแต่หลัง จึงหันหน้ามาคำนับท่านงุยเต็ง แล้วก็กอดหลวงจีนผู้บุตรเข้า ไว้มิอาจกลั้นน้ำตาได้ จึงเล่าความเดิมตั้งแต่มาพักที่บ้านฮวยเตี๋ยมซึ่งได้ซื้อปลา กิมหลียื้อไปปล่อยโดยความเมตตา มิได้รู้ว่าปลาตัวนั้นคือพระยาเล่งอ๋อง ในเมื่อ โจรตีตายแล้ว จึงได้พบพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋อง พาศพไปให้พระยาเล่งอ๋อง ตั้นกองหยีจอหงวนเล่าความที่ได้กล่าวมาแล้วทุกประการ จนถึงเวลาที่พระยาเล่ง อ๋องให้บริวารนำศพและวิญญาณมาส่ง จึงได้ลอยขึ้นมาดังนี้ สิ่งของที่พระยาเล่ง อ้องให้มาก็ยังอยู่ในเสื้อ อนึ่งตัวข้าพเจ้าก็มิได้นึกว่าจะมีบุตรชายมาดังนี้ไม่ และ ท่านแม่ทัพก็ได้ยกพลทหารมาปราบปรามคนร้ายแก้แค้นได้แล้ว การที่เป็นมาแล้ว ทั้งนี้ ก็เพราะอาศัยเวรกรรมของข้าพเจ้าที่ได้ทำไว้แต่หนหลัง เวลานี้ก็เห็นจะหมด เวรแล้ว จึงได้มาพบบุตรภรรยาพร้อมหน้ากัน ก็เห็นจะเป็นเพราะกุศลหนหลังช่วย เราเป็นแน่ พูดแล้วต่างคนมีความยินดีทุกคนแต่บรรดาขุนนางนายทัพนายกองทั้งหลาย ต่างคนก็มาเยี่ยมท่านจอหงวนถาม ทุกข์สุขกันตามความนับถือ คนทั้งหลายมีความยินดีในที่จอหงวนได้กลับคืนเป็น มาได้ฝ่ายท่านงุยเต็งแม่ทัพใหญ่ จึงให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน บรรดาขุนนางและ พลทหารทั้งหลายเป็นการรื่นเริงยินดีทั่วกัน งุยเต็งจึงให้ยกพลทหารกลับเข้าเมือง หลวง ครั้นเดินทัพมาถึงบ้านบ้วนฮวยเตี๋ยม งุยเต็งจึงให้หยุดพักอยู่ที่นั้น ตั้นกอง หยีกับหลวงจีนเหี้ยนจึงก็รีบเดินไปหานางเตียวสีฝ่ายนางเตียวสี ในเวลากลางคืนวันเมื่อจะพบแก่บุตรและนัดดา ฝันเห็นว่าต้น พฤกษาต้นหนึ่ง ตายแห้งแล้วกลับออกดอกและใบอีก ดูงดงามอย่างเดิม ครั้น นางตื่นขึ้นแล้ว เวลาเช้าออกมานั่งอยู่ที่ประตูโรง ได้ยินเสียงกามาร้องเป็นสำเนียง รื่นเริง นางจึงมานึกแต่ในใจว่าเห็นบุตรนัดดาเราคงจะมาถึงกระมัง กาจึงได้มาร้อง เป็นสำเนียงไพเราะอย่างนี้ นางนั่งนึกรำพึงอยู่ดังนั้นฝ่ายตั้นกองหยีกับหลวงจีนบุตรชาย ก็พากันมาถึงโรงที่นางเตียวสีอาศัยอยู่หลวงจีนเหี้ยนจึงเห็นย่านั่งอยู่ที่ประตูโรง จึงชี้ให้บิดาดูว่าโน้นแน่ไม่ใช่ย่าหรือฝ่ายตั้นกองหยีเมื่อได้เห็นมารดาของตนแล้วก็ตรงเข้ามาคุกเข่าลงคำนับมารดา' แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญไปต่าง ๆฝ่ายนางเตียวสีเมื่อได้เห็นบุตรเข้ามาคุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้าก็จำได้แน่ว่าเป็น บุตรของตน จึงกอดบุตรเข้าไว้แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญรำพันไปต่าง ๆ ตามประสา แม่ลูกที่จากกันไปช้านาน ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว ตั้นกองหยีก็เล่าเรื่องที่ ทุกข์ยากให้มารดาฟัง ตั้งแต่ต้นจนปลายแล้ว ตั้นกองหยีก็ชำระเงินให้แก่เจ้าของ โรงเตี๋ยมเสร็จแล้ว ก็พามารดากับหลวงจีนผู้บุตรมายังกองทัพ นางอุนเกี้ยวก็มา คำนับนางเตียวสีตามธรรมเนียม ต่างก็เล่าความทุกข์ให้กันฟังแล้วพากันสรรเสริญ หลวงจีนเหี้ยนจึงซึ่งมีความอุตสาหะพยายามช่วยบิดามารดาและย่าจนสำเร็จย่อม เป็นการดีในโลกนี้และโลกหน้าฝ่ายงุยเต็งเห็นว่าได้พบปะกันพร้อมแล้ว จึงสั่งพลทหารให้ยกเดินตรงไปยัง เมืองหลวง แต่หยุดพักรอนแรมเป็นหลายวันจนถึงเมื่อเชียงอาน งุยเต็งจึงสั่งนาย หมวดนายกองให้พาพลทหารทั้งหลายไปยังที่พักอยู่ตามเดิมแล้ว งุยเต็งก็พานาง เตียวสีตั้นกองหยีนางอุนเกี้ยวหลวงจีนเหี้ยนจึงพร้อมกันเข้ามายังบ้าน นางฮูหยิน รู้ก็ออกมาต้อนรับคำนับกันตามลำดับวงศ์ญาติต่างมีความโสมนัสยินดีต่อกัน และกันทุกคน นางฮูหยินจึงสั่งให้จัดโต๊ะเลี้ยงดูกันเป็นที่ร่นเริงสำราญ จุยเต็งจึง ให้นาม การที่ประชุมกันในครั้งนี้ว่า (ต้วนอีหวย) แปลว่าพรั่งพร้อมกันครั้นเสร็จการเลี้ยงโต๊ะกันแล้วต่างคนก็ไปยังที่พักแห่งตน ครั้นเวลารุ่งเช้า งุย เต็งจัดแจงแต่งตัวชวนตันกองหยีจอหงวนกับหลวงจีนเหี้ยนจึงออกจากบ้าน เข้าไปในพระราชวังเตรียมคอยเฝ้าอยู่พร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ถึงเวลาก็เสด็จออกยังพระที่นั่งกิมล่วนเต้ย งุยเต็ง ก็เข้าไปคุกเข่าถวายคำนับแล้วก็กราบทูลประพฤติเหตุ ซึ่งได้ไปจัดการปราบปราม ผู้รายที่เมืองกังจิว กับได้ตัวจอหงวนกลับมาให้ทรงทราบทุกประการ แล้วจึงกราบทูล ต่อไปว่าต้นกองหยีจอหงวนนั้นสมควรจะให้รับราชการในตำแหน่งกรมอาลักษณ์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึง โปรดพระราชทานยศตั้งให้ตั้นกองหยีจอหงวนเป็น (ต้ายหักสือ) ผู้สำเร็จราชการ ในกรมอาลักษณ์ตั้นกองหยีจอหงวนครั้นได้รับพระราชทานที่ตั้งแล้วก็คุกเข่าลงถวายบังคมรับ ตำแหน่งที่ (ต้ายหั้กสือ) แล้วลุกขึ้นถอยหลังออกไปยืนเฝ้าตามตำแหน่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้เจ้าพนักงานปลูกกุฎีให้หลวงจีนเหี้ยนจึงอยู่ ระงับจิต เป็นบรมสุขยังวัด (อั่งฮกยี่) เจ้าพนักงานก็ถวายบังคมลาไปจัดการทำกุมี ถวายหลวงจีนเหี้ยนจึงตามรับสั่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จขึ้น ขุนนาง ข้าราชการก็ออกจากเฝ้ากลับบ้านเรือน จุยเต็งตั้นกองหยีหลวงจีนเหี้ยนจึงก็กลับ มายังบ้านฝ่ายวงศ์ญาติทั้งหลายครั้นทราบว่าตั้นกองหยีได้มียศและหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ รับพระราชทานกฎีวิหารอยู่ดังนั้น ก็มีความยินดีให้ศีลให้พรต่างๆ และคำนับขอบ พระคุณสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แล้วต่างคนต่างกลับไปยังที่อยู่แห่งตนครั้นอยู่มาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสวยราชสมบัติเป็นบรมสุข ใช้ยี่ห้อ (เจงกวน ได้สิบสามปีจะกลับกล่าวถึงเมืองเชียงอานที่เมืองเชียงอานนอกกำแพงเมืองมีลำแม่น้ำใหญ่ชื่อแม่น้ำ (เกียฮ้อ) ข้างริมฝั่ง แม่น้ำนั้นข้างทิศใต้มีโรงกระท่อมเล็กหลังหนึ่งเป็นที่อยู่ของคนหาปลา ริมข้างเหนือ เป็นของคนตัดฟื้นมีชายนักเรียนสองคนเป็นเพื่อนมิตรสหายกัน ชายทั้งสองคนเดิมเข้าไปไล่ หนังสือตกไม่ได้ ก็เลยคบกันเป็นมิตรสหายอย่างสนิท เที่ยวหากินตามสบาย ไม่ ชอบอยู่ในบังคับใคร ผู้หนึ่งชื่อ (เตียวเส่า) ชอบหากินในทางตกเบ็ดตีอวน คน หนึ่งชื่อ เลี้เตี้ย) ชอบหากินตามป่าตัดฟืนขายครั้นอยู่มาวันหนึ่งต่างคนก็ต่างไปหากินตามถนัดของตัว ฝ่ายเตียวเสาไปหาปลา มาได้ก็กลับมา ฝ่ายลี้เตี้ยตัดฟืนมาได้ก็มาถึงบ้านพร้อมกันแล้ว ก็พากันเข้าไปใน เมืองเชียงอานไปเที่ยวเร่ขาย ครั้นขายได้เงินแล้วก็พากันกลับออกนอกกำแพงเมือง จึงพากันเข้าในโรงเตี๋ยมที่เขาขายสุราแห่งหนึ่ง ให้เจ้าของสุราจัดกับแกล้มและสุรา พร้อมแล้ว สองสหายก็ชวนกันเสพสุราพอสบายแล้ว ก็คิดเงินค่าสุราและสิ่งของ ให้แก่เจ้าของโรงเตี๋ยมเสร็จแล้ว ก็ออกจากโรงเตี๋ยมเดินมาจะกลับบ้านคนทั้งสอง เดินพลางพูดกันไปพลาง ฝ่ายเตียวเสาพูดว่าเราได้พิเคราะห์ดูคนเราในทุกวันนี้ ที่รู้จักการมาหลงโลภฟังคำเขายกยอชื่อเสียงจนไม่รู้สึกความไม่เที่ยงที่จะมีมาถึงตัว ที่หลงเพ้อละเมอเมาเกียรติยศเป็นขุนนาง ดุจดังว่านอนอยู่ในระหว่างอกเสือ รัก เจ้านายโปรดปรานถ้าจะเปรียบก็เหมือนเลี้ยงงูพิษหรืองูอยู่ในมือเสือฉะนั้น คิดไป ดูก็สู้เราหากินด้วยตนเองไม่ได้ ความสุขของเราอย่างนี้ไม่ต้องอยู่ในบังคับใคร สบาย ตามภูมิลำเนาทางป่าและทางน้ำอย่างนี้ดีกว่า ข้ามไปวันหนึ่งก็เป็นที่เย็นใจได้ฝ่ายลี้เตี้ยได้ยินเตียวเสาพูดดังนั้นจึงตอบว่า ที่พูดดังนั้นก็นับว่าได้คติได้แต่ ข้าพเจ้าเห็นว่าในน้ำสู้ตามภูมิลำเนาเขาไม้ไม่ได้เตียวเส่าจึงตอบว่า ในภูมิลำเนาป่าเขาไม้นั้นสู้ในกระแสชลไม่ได้ คนทั้งสอง โต้แย้งกันไปมาหาตกลงกันไม่ ลี้เตี้ยจึงชวนเตียวเส่าว่า เราทั้งสองพูดกันก็หาแพ้ ชนะกันไม่ อย่าเลยเรามาร้องเพลงโต้กันคนละบทพอได้แก้รำคาญดีกว่าเถียงกัน' แล้วต่างคนก็ต่างหัวเราะกันเตียวเสาจึงพูดว่าเชิญน้องร้องก่อนแล้วเราจะร้องตอบ ต่อที่หลังครั้นพูดกันดังนั้นแล้วสองคนก็เดินพลางร้องเพลงพลาง บัดเดี้ยวก็มาถึง ต้นทางแยก คนทั้งสองก็ยกมือต่างคำนับจะลากันเตียวเส่าจึงร้องบอกแก่ลี้เตี้ยว่า เจ้าไปทางป่าเขาจงระวังระไวให้ดี บางที่พบเสือเข้าเจ้าจะทำประการใด เราวิตก ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีเพื่อนที่เคยเดินด้วยกันลิ้เตี้ยได้ฟังเตียวเสาพูดดังนั้นก็นึกขัดใจจึงพูดว่า ทำไมท่านจึงพูดเป็นลางร้าย แรงดังนั้น ถ้าพูดดังนี้ตัวของพี่ก็จงระวังให้จงดีเถิดเพราะว่าถึงพี่จะไปในทางน้ำ บางทีพายุและคลื่นใหญ่จะชัดตัวพี่ให้จมน้ำดอกกระมังพี่จงระมัดระวังให้ดีเตียวเสาจึงตอบว่า ตัวเราทั้งชาติไม่ต้องวิตกด้วยคลื่นลมจะชัดพัดพาให้จมน้ำลี้เตี้ยจึงพูดว่าทำไมจึงพูดเช่นนี้ เราจะกำหนดได้หรืออันกิจการบนอากาศย่อม เป็นวิสัย และธรรมดาที่จะพึงเป็นหามีผู้ใดที่จะกำหนดแน่รู้เวลาที่จะเป็นได้ไม่เตียวเสาจึงพูดว่าซึ่งเจ้าพูดดังนั้นก็จริงอยู่ แต่เจ้ายังไม่รู้เหตุ แต่เรารู้เหตุกำหนด ได้ว่าไม่เป็นไรลี้เตี้ยจึงพูดว่า พี่หากินในท้องสมุทรมีการร้ายมากทำไมจึงพูดว่าไม่เป็นไรเตียวเสาจึงตอบว่าเจ้ายังไม่แจ้ง บัดนี้ในเมืองเชียงอานที่ต้นทางถนนใหญ่ที่ ประตูเมืองข้างทิศตะวันตกมีจีนแสผู้หนึ่งชื่อ (อวนซิ้วเช้ง) เป็นหมอดูอยู่ทุกวัน เราเอาปลาไปให้จีนแสตัวหนึ่ง จีนแสก็จับยามให้ ว่าเราจะตีอวนทางทิศไหนดี จีนแสพิเคราะห์แล้วก็ชี้ทิศให้ไปตีอวนทางทิศนั้น เราก็ได้กุ้งปลามามาก ๆ ทุกวัน วันก่อนนี้เราได้เอาปลากิมหลีอื้อไปให้จีนแสตัวหนึ่ง จีนแสก็จับยามให้ว่า วันนี้จะ ไปตีอวนจงไปทางแม่น้ำเกียฮ้อ ที่ปากน้ำจะลงอวนก็ลงข้างทิศตะวันออกแล้วลาก อวนมาข้างทิศตะวันตก คงจะได้กุ้งปลาเต็มลำเรือถ้าพรุ่งนี้เราได้ปลาสมประสงค์ เราจะได้เอาไปขายในเมืองเราก็จะได้อัฐมาซื้อสุรากิน เราทั้งสองจะร้องเพลงพลาง กินสุราพลางให้มีความสุขสำราญมิดีหรือคนทั้งสองครั้นพูดกันดังนั้นแล้ว ก็ต่างคนต่างลาแยกทางกันไปเมื่อขณะคนทั้งสองพูดจาโต้ตอบชี้แจงกันดังนั้น มีพวกบริวารของพระยาเล่งอ๋อง เที่ยวตรวจมาตามลำแม่น้ำครั้นได้ยินคนทั้งสองพูดกันดังนั้น ก็แอบคอยฟัง ครั้นรู้ แจ้งในเหตุการณ์ดังนั้นแล้ว ก็รีบกลับไปยังบาดาล เข้าไปเฝ้าพระยาเล่งอ๋อง ครั้น ถึงจึงทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ วันนี้ข้าพเจ้าไปตรวจตามลำแม่น้ำและมหา สมุทรพอไปถึงฝั่งแม่น้ำเกียฮ้อพบชายสองคน ๆ หนึ่งแซ่เตียวชื่อเสา คนหนึ่งแซ่ลี้ ชื่อเตี้ย คนทั้งสองเดินพูดกันอยู่ริมฝั่งน้ำว่าในเมืองเชียงอานที่ริมประตูเมืองทางทิศ ตะวันตกมีจีนแสคนหนึ่งตั้งโต๊ะเป็นหมอดู ๆ ให้แก่คนชาวเมืองเชียงอานทั้งหลาย เตียวเสาเคยไปให้จีนแสดูอยู่ทุกวัน จีนแสให้เตียวเสาว่าวันนี้จะลงอวนก็ให้ไปทาง แม่น้ำเกียฮ้อที่ปากน้ำ จะลงอวนให้ลงข้างทิศตะวันออกลากอวนมาข้างทิศตะวัน ตก คงจะได้กุ้งปลาเต็มลำเรือ แม้ว่าจีนแสคนนี้ดูห้อย่างนี้ ถ้าจริงเช่นจีนแสทาย บริวารน้ำของเราเตียวเสาคงจะจับไปหมด ขอพระองค์ได้โปรดพวกสัตว์พาหนะของ พระองค์จะหมดสิ้นไปโดยเร็ว พระองค์จะได้พาหนะที่ไหนมาใช้สอย ข้าพเจ้าได้ ทราบความมาดังนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระดำริให้มากฝ่ายพระยาเล่งอ้องครั้นได้ทราบดังนั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่า จำเราจะ ไปม่าจีนแสผู้นี้เสียจึงจะได้ ครั้นว่าแล้วก็จัดแจงแต่งกายจะขึ้นไปยังเมืองเชียงอาน เวลานั้นกำลังขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยประชุมกันพร้อมอยู่ในที่นั้น จึงพากันทูลทัดทาน พระยาเล่งอ๋องว่า ขอพระองค์ได้ทรงระงับพระทัย เพราะมีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า การสิ่งใดที่มีผู้นำมาบอกเล่า พระองค์ยังมิได้เห็นอย่าเพ่อให้ฟังเอาเป็นจริงก่อน ถ้าพระองค์จะไปในเวลากำลังโกรธเช่นนี้ ฤทธาอานุภาพของพระองค์ก็มาก หาก จะเกิดเป็นลมเป็นฝนข้าพเจ้าวิตกว่าจะไหวหวั่นโกลาหลไปทั้งเมืองเชียงอาน ไพร่ บ้านพลเมืองจะพากันตื่นตกใจ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงทราบจะทรงพระพิโรธก็จะมิ ลงโทษพระองค์ได้หรือ ขอพระองค์จงแปลงกายขึ้นไปทดลองดูก่อนว่า จีนแสนั้น จะทายเหตุการณ์ภายหน้าถูกต้องได้จริงจังหรือไม่ ถ้าจีนแสทายถูกแม่นยำจริงดัง นั้น เห็นช่องฆ่าได้ก็จะได้ฆ่าเสีย แม้ว่าเป็นการเคลื่อนคลาดไม่สมจริงก็จะทุกข์ ร้อนอะไรมีฝ่ายพระยาเล่งอ๋องครั้นได้ฟังพวกขุนนางพูดทัดทานและชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบ ด้วยค่อยบรรเทาความโกรธลง จึงร่ายมนต์แปลงกายเป็นชายหนุ่มนักเรียนแล้วก็ ออกจากปราสาท จุ้ยเจียยี่ ขึ้นมายังเมืองเชียงอาน ครั้นถึงก็เดินตรงมายังประตู เมืองข้างทิศตะวันตกที่ประตูเมืองเห็นหมู่ชนชายหญิงแออัดกันอยู่จึงเดินเข้าไปใกล้ แลเห็นป้ายแขวนที่ประตูหน้าบ้านก็รู้แน่ว่าหมอดูอยู่ที่นี่ จึงเดินเข้าไปใกล้แลเห็น จีนแสนั่งอยู่ กำลังคนมาหาให้จีนแสดูทายตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย นักเรียนแปลง จึงเบียดคนเข้าไปคำนับแล้วก็นั่งลงฝ่ายจีนแสเห็นนักเรียนหนุ่มน้อยดังนั้น ก็ยกน้ำชาให้กินแล้วจึงถามว่า ท่าน มามีกิจธุระอย่างใดหรือ นักเรียนแปลงจึงตอบว่าขอท่านจีนแสได้โปรดดูอากาศ เบื้องบนนั้นว่าจะเป็นประการใด ขอท่านจีนแสได้พิเคราะห์ให้ข้าพเจ้าทราบบ้างจีนแสอวนซิ้วเช้งเมื่อได้ฟังถามดังนั้น จึงยกมือขึ้นจับยามตรวจดูก็รู้ได้ว่า ใน วันพรุ่งนี้จะมีฝน จึงบอกแก่นักเรียนผู้นั้นว่าแม้เมฆตั้งคลุ้มฟ้าหมอกล้อมป่าอยู่ ลักษณะอย่างนี้ ทายว่า ณ วันพรุ่งนี้จะมีฝนนักเรียนแปลงจึงถามต่อไปว่า พรุ่งนี้ฝนจะตกเวลาใด ฝนตกมากน้อยเท่าใด น้ำท่วมลึกกี่ศอกกี่องคุลี ขอท่านจีนแสโปรดพิเคราะห์ทายให้แน่ ข้าพเจ้าจะมีรางวัล คำนับท่านให้ถึงใจจีนแสได้ฟังนักเรียนแปลงถามดังนั้น จึงนับนิ้วมือพิเคราะห์ดูโดยละเอียดแล้ว จึงพูดว่าเวลาพรุ่งนี้เช้าสามโมงเมฆจะตั้ง สี่โมงเข้าฟ้าจะร้อง ถ้าถึงเวลาเที่ยงฝน จะตก บ่ายสองโมงฝนจะหยุดประมาณน้ำในเมืองจะท่วมลึกสามศอกเศษสามองคุลี เม็ดฝนมีสี่สิบแปดเม็ดนักเรียนแปลงได้ฟังดังนั้น ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดแก่จีนแสว่าข้าพเจ้าขออนุญาต แก่ท่านจีนแส ถ้าท่านจีนแสทายดังนี้ แม้ว่าถูกต้องตามเวลาของท่านทายแล้ว ข้าพเจ้าจะคำนับรางวัลท่านห้าสิบตำลึงทอง แม้ไม่ถูกตามเวลาที่ท่านกำหนดไว้นั้น ข้าพเจ้าจะขอทำลายป้ายที่แขวนเสียด้วยกระบองเหล็กให้แหลกละเอียด ท่านต้อง รีบออกจากบ้านนี้ไป ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ไล่ท่าน ให้ออกไปพ้นเมืองเชียงอานไม่ให้ อยู่ที่นี่เพื่อจะหลอกลวงคนทั้งหลายต่อไปดังนี้ ท่านจะเห็นเป็นประการใดฝ่ายจีนแสอวนซิ้งเซ้งได้ฟังนักเรียนพูดคำมั่นคงดังนั้น จึงตอบแก่นักเรียนผู้นั้น ว่า ข้าพเจ้ายอมขอรับสัญญาแก่ท่าน ถ้าฝนไม่ตกไม่หยุด ฟ้าไม่ร้องตามเวลา น้ำ ไม่เท่าที่ข้าพเจ้ากำหนดตามสัญญาก็ให้ท่านทำตามสัญญาเถิดฝ่ายนักเรียนแปลง ครั้นพูดสัญญาแก่จีนแสเสร็จแล้ว ก็ลาออกไปจากบ้าน จีนแส ครั้นลับตาแล้วก็ชำแรกพสุธากลับลงไปยังบาดาล ครั้นถึงสถานที่อยู่แล้ว ก็คลายมนต์กลับเป็นพระยาเล่งอ๋องไปตามเดิมฝ่ายหมู่บริวารทั้งหลายก็พากันเข้ามาคำนับถามว่าวันนี้พระองค์ขึ้นไปยังเมือง เชียงอาน สืบข่าวจีนแสหมอดูนั้น ได้ความเป็นประการใดบ้างพระยาเล่งอ๋องจึงบอกว่ามีจีนแสผู้หนึ่งชื่ออวนชิ้วเช้ง ดูลักษณะก็ยังอ่อนท่วงที ร่างกายก็งามสมควรเป็นผู้รู้อยู่ เราได้ถามจีนแสว่าช่วยดูฤกษ์บนอากาศว่าจะเป็น อย่างไรบ้าง จีนแสจับยามแล้วทายว่าพรุ่งนี้จะมีฝน เราจึงซักถามว่าเวลาใดจะมี ฝนจีนแสว่าเวลาเช้าสามโมงเมฆจะตั้งสี่โมงฟ้าจะร้องเที่ยงฝนจะตก บ่ายสองโมง ฝนจะหยุดน้ำในเมืองจะลึกสามศอกกับสามองคุลี มีเม็ดฝนสี่สิบแปดเม็ด เราจึง พนันว่าถ้าแม้ถูกเราจะให้ทองคำห้าสิบตำลึง แม้ว่าผิดเราจะทำลายป้ายและขับไล่ จีนแสมิให้อยู่ในเมืองเชียงอาน จีนแสก็ยอมรับตามเราพูดสัญญาพวกบริวารทั้งหลายจึงพูดว่า พระองค์ก็เป็นใหญ่ในมหาสมุทร มหาสมุทรทั้ง แปดก็อยู่ในอำนาจของพระองค์ทั้งสิ้นและหมู่เทพยดาทั้งหลายก็รู้จักแก่พระองค์ เมขลาและรามสูรอสุรี ก็ย่อมฟังอำนาจของพระองค์จะมีฝนหรือไม่มีฝนพระองค์ก็ คงรู้ได้ โดยได้รับสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้ก่อน เหตุใดจีนแสจึงจะทายทักล่วงหน้าหมาย มั่นเอาอย่างนี้จะมิผิดหรือ ครั้นพวกบริวารทูลแก่พระยาเล่งอ๋องดังนั้นแล้วก็พากัน หัวเราะในทันใดนั้นได้ยินเสียงบนอากาศ ร้องเรียกว่าพระยาเล่งอ้องผู้เป็นใหญ่ในลำ แม่น้ำมหาสมุทรเกียฮ้อเชิญท่านมารับท้องตราของเง็กเซียงฮ่องเต้ ในเมื่อเวลา กำลังประชุมอยู่พร้อมกันนั้น ต่างก็แหงนหน้าแลขึ้นไปดูจึงเห็น (กิมอีลักสือ) ราชทูต ถือท้องตราของเง็กเซียงฮ่องเต้เหาะลอยอยู่ในอากาศพระยาเล่งอ๋องก็แต่งตัวจุดรูปเทียนแล้วยืนขึ้นคำนับ (กิมอีลักสือ) ก็ลอยลงมา ใกล้พระยาเล่งอ๋องแล้ว จึงส่งท้องตราให้แก่พระยาเล่งอ๋องแล้วก็เหาะกลับไปยัง สวรรค์พระยาเล่งอ๋องครั้นเห็นเทวราชทูตกลับไปแล้ว ก็คลี่ท้องตราออกอ่านดูใจ ความมีว่า ให้พระยาเล่งอ๋องมีหมายเกณฑ์ออกไปให้พระยาเล่งอ๋องทั้งแปดมหา สมุทรกระทำให้ฝนตกลงมายังเมืองเชียงอานในวันพรุ่งนี้ เวลาเช้าสามโมงให้ตั้งเมฆ ครั้นถึงเวลาเช้าสี่โมงให้ฟ้าร้อง ถ้าถึงเวลาเทียงให้ฝนตก บ่ายสองโมงจึงให้ฝนหยุด นำในเมืองเชียงอานให้มีบริบูรณ์ลึกสามศอกสามองคุลีเศษให้มีสีสิบแบดเม็ดฝนพระยาเล่งอ๋องครันได้ทราบความในท้องตราดังนั้น สินสติตกตะลึงจึงพูดว่า จีนแสอวนซิ้วเซ้งนี้ทำนายแม่นยำยิ่งนักมิได้ผิดเลยสักเส้นผมหนึ่ง พระยาเล่งอ๋อง จึงพูดแก่บริวารทั้งหลายว่า ในมนุษย์โลกนี้ยังมีคนวิเศษถึงอย่างนี้ ล่วงรู้ตลอดได้ ทั้งดินฟ้าอากาศ พระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว ก็ยิ่งมีความวิตกมากขึ้นในขณะนั้นมีขุนนางปลาตนหนึ่ง จึงทูลว่าพระองค์จงวางพระทัยเถิด ข้าพเจ้า มีอุบายอยู่อย่างหนึ่งซึ่งจะให้จีนแสที่ทายไว้นั้นให้ผิดจงได้พระยาเล่งอ๋องจึงถามว่า อุบายของท่านจะทำประการใดจึงจะให้ผิดจากคำ ทำนายของจีนแสได้ขุนนางปลาจึงทูลว่า ขอพระองค์จงทำให้น้ำฝ่นผิดประมาณทั้งเวลาก็อย่าให้ ตรงตามกำหนด เกินหรือลดลงให้ผิดคำจีนแสทายแล้วพระองค์ก็จะปรับโทษจีนแส ได้ตามความปรารถนา จะต้องวิตกทำไมมีพระยาเล่งอ๋องครั้นได้ฟังขุนนางปลาพูดดังนั้น ก็ค่อยคลายความวิตกเห็นชอบ ไปด้วย มิได้คิดว่าตนจะมีความผิดที่กระทำให้ผิดจากรับสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ไม สมด้วยคำโบราณท่านกล่าวว่าหวังใจจะให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นกลับมาถึงตัวเหมือน พระยาเล่งอ๋องผู้นี้ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องครั้นรุ่งเช้า จึงมีหมายไปยังพระพายและรามสูรและเมฆฟ้า และเล่งอ๋องทั้งแปดทิศให้มาประชุมพร้อมกันบนอากาศเมืองเชียงอานให้มีฝนใน เวลาเข้าพรุ่งนี้ ครั้นพวกเทพบุตรพนักงานทำฝนได้ทราบหมายดังนั้น ต่างก็มา เตรียมกันอยู่พร้อมบนอากาศที่ตรงเมืองเชียงอาน คอยรอคำสั่งพระยาเล่งอ้องผู้ เป็นประธานอยู่ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องเมื่อส่งหมายไปแล้ว ก็จัดแจงตัวซำแรกแผ่นดินขึ้นจาก บาดาลเหาะตรงไปยังเมืองเชียงอาน ครั้นถึงจึงสั่งว่าเช้าสี่โมงตั้งเมฆ เวลาเที่ยง ให้ฟ้าร้องบ่ายให้ฝนตกบ่ายสี่โมงให้ฝนหยุด ให้มีน้ำมากท่วมในเมืองลึกสามศอก ถ้วน มีเม็ดฝนสี่สิบเอ็ดเม็ดฝ่ายเทพบุตรและเล่งอ๋องทั้งหลาย ได้ฟังคำสั่งพระยาเล่งอ๋องผู้เป็นประธานแล้ว ต่างก็เตรียมการของตน ครั้นถึงเวลากำหนดแล้วต่างก็ทำตามสั่งบันดาลเมฆและ ลมฝนให้มีขึ้นในอากาศ ตามหน้าที่พนักงานแห่งตนครั้นเสร็จแล้วต่างก็มาคำนับ พระยาเล่งอ่องลากลับไปยังที่อยู่ของตนพระยาเล่งอ๋องครั้นทำฝนให้ตกแล้ว และทำให้เคลื่อนคลาดเวลาและเศษเม็ด ฝนให้ลดน้อยลงแล้วก็ยินดีจึงคิดว่าเราทำให้ผิดที่จีนแสทำนายไว้ได้แล้ว จำเราจะ เลยไปปรับโทษจีนแสตามที่เราได้สัญญาไว้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นนักเรียน หนุ่มน้อยเหาะลอยลงมาพื้นแผ่นดิน แล้วก็เดินมายังบ้านจีนแสหมอดู ครั้นถึงก็ เข้าทุบป้ายแตกแล้วก็จับโยนทิ้งเสีย แล้วเดินเข้าถีบประตูพังลงและกระชากกลอน ประตูถือเดินเข้าไปข้างใน เห็นจีนแสอวนซิ้วเช้งนั่งอยู่จึงร้องว่า อ้ายจีนแสทำไม มึงยังไม่ออกไปให้พ้นบ้านพ้นเมืองอีกเล่า ยังจะมานั่งไขว่ห้างอยู่ที่นี่ทำไม เอ็งอวดดี ทำนายว่าฝ่นจะตก ครั้นฝนตกก็ไม่ถูกต้องตามเวลาที่ทายไว้ เศษฝนก็ผิดไม่ถูก ต้องตามสัญญาเราจะยกชีวิตให้จงรีบออกไปเสียโดยเร็วฝ่ายจีนแสนั่งอยู่บนเก้าอี้ แลเห็นนักเรียนมาทำกิริยาหยาบช้าดังนั้น ก็มิได้ หวาดหวั่นอะไร แกล้งนั่งเฉยแล้วก็ทำเป็นหัวเราะเสียพระยาเล่งอ๋องเมื่อได้เห็นกิริยาจีนแสทำดังนั้น ก็ยิ่งบันดาลความโกรธมากขึ้น ตรงเข้าไปใกล้ยกไม้กลอนประตูขึ้นเงื้อจะตีและร้องว่าจงไปเสียให้พ้นที่นี่ อย่านั่ง อยู่ไม่กลัวความตายหรือจีนแสอวนซิ้วเซ้งได้ฟังนักเรียนแปลงว่าดังนั้น ก็กระทำเป็นแหงนหน้ามองดูฟ้า หัวเราะแล้วก็ตอบว่า อันความตายเราไม่กลัวโดยเหตุว่าเราไม่มีความผิดอะไรที่จะ มีโทษให้ถึงแก่ความตาย เรามีความวิตกถึงแต่ตัวท่านจะถึงที่ตายเป็นแน่ ท่านดี แต่หลอกผู้อื่น จะมาหลอกเราด้วยนั้นไม่ได้ เรารู้อยู่ว่าท่านเป็นพระยาเล่งอ๋องและ เป็นใหญ่อยู่ในลำแม่น้ำเกียฮ้อมิใช่หรือ ท่านแกล้งแปลงรูปเป็นนักเรียนมาล่อลวง เอาความ เราจะบอกให้ท่านรู้สึกตัวท่านขัดคำสั่งเง็กเชียงฮ่องเต้เปลี่ยนแปลงเวลา ให้ผิดจากคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าโลก วันพรุ่งนี้ท่านจะตายหรือเราจะตายก็จงคอย ดูเถิดพูดแล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดังฝ่ายพระยาเล่งอ๋องเมื่อได้ฟังจีนแสพูดดังนั้น ก็ให้ตกตะลึงอกใจให้เต้นสั่นระรัว ไปทั้งกายเสโทก็ซึมซาบอยู่โซมกาย กลอนประตูที่ถือก็หลุดจากมือ จึงย่อตัวลง คำนับจีนแสแล้วพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านจีนแสได้เมตตาข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าหมายใจว่าจะทำเล่นๆ ก็มากลับเป็นความจริงไปดังนี้ ขอท่านจีนแสได้ช่วย แก้ไขให้ชีวิตข้าพเจ้ารอดด้วยเถิด ว่าพลางพระยาเล่งอ๋องก็ร้องไห้ฝ่ายอวนซิ้วเซ้งจีนแส เห็นพระยาเล่งอ๋องร้องไห้คร่ำครวญอยู่ดังนั้น ก็มีจิตคิด สงสารจิงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีอุบายอันใดที่จะแก้ให้ท่านรอดพ้นจากความตายได้ เป็นแต่จะชีทางให้ อันจะพ้นหรือมิพ้นจะเอาจริงเข้าก็จะยังไม่ได้ แต่ก็ลองดูตาม บุญตามกรรมเผื่อจะพ้นได้บ้างดอกกระมังพระยาเล่งอ๋องจึงถามว่า หนทางใดที่จะรอดตายได้บ้างขอท่านได้โปรดแนะนำ ให้ทราบเถิด ข้าพเจ้าจะกระทำตามจีนแสอวนชิ้วเช้งจึงบอกว่า วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงเง็กเซียงอ่องเต้คงมีรับสั่งให้งุย เต็งเป็นเพชฌมฆาตฆ่าตัวท่าน แต่งุยเต็งเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ท่านจงรีบไปหาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้โดยเร็วเถิด อ้อนวอนขอให้พระองค์ช่วยพระยาเล่งอ๋องได้ฟังจีนแสชี้แจงแนะนำดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นอันมาก คุก เข่าลงคำนับแล้วก็ลาจีนแสรีบไปเมื่อเวลาออกจากบ้านจีนแสนั้น ก็พอเป็นเวลา จวนค่ำพระยาเล่งอ้องก็ไม่กลับลงไปยังบาดาล เหาะลอยอยู่ในอากาศ ครั้นเวลา เที่ยงคืนเห็นสงัดแล้วก็แหวกกลีบเมฆลอยลงมายังพื้นพระสุธาดล เดินตรงเข้าใน ทวารพระราชวังข้างใน เวลานั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนพระแท่นหลับ สนิท ทรงพระสุบินนิมิตว่า พระองค์ทรงพระดำเนินออกจากพระราชมนเทียรสถาน ไปยังพระราชอุทยานสวนดอกไม้ทอดพระเนตรเห็นมานพหนุ่มน้อยคนหนึ่ง เดิน ตรงเข้ามา ครั้นใกล้พระองค์ก็คุกเข่าลงถวายคำนับแล้วก็ร้องไห้ ทูลว่าขอให้พระ องค์ช่วยชีวิตไว้ด้วยเถิด แล้วทูลว่าคนนั้นคือเป็นพระยาเล่งอ๋องผู้ใหญ่อยู่ในแม่น้ำ เกียฮ้อ เหตุด้วยทำการละเมิดรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้คือให้ฝนและลมให้ผิดเวลา และกำหนด บัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้มีรับสั่งให้งุยเต็งขุนนางของพระองค์เป็นเพชฌฆาต วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงก็จะเอาตัวข้าพเจ้าไปยังสนามที่จะประหารชีวิต ข้าพเจ้าก็คงจะ ถึงแก่ความตาย ขอพระองค์ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะมิได้ ลืมพระเดชพระคุณของพระองค์เลยในพระสุบินว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสแก่พระยาเล่งอ๋อง ว่า ถ้างุยเต็งเป็นเพชฌฆาตจริงแล้ว เราจะช่วยแก้ไขให้พ้นซึ่งความตาย ท่านอย่า มีความวิตกเลย จงกลับไปเถิดฝ่ายพระยาเล่งอ๋อง ได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงรับว่าจะช่วยดังนั้น ก็มี ความยินดี จึงลุกขึ้นถวายคำนับขอบพระคุณแล้วก็ลากลับไปฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เมื่อทรงพระสุบินนิมิตเห็นไปดังนั้นแล้วก็สะดุ้งตื่น ' ฟื้นรู้สึกพระองค์ เสด็จลุกจากพระแท่นที่พระบรรทม ทรงพระราชดำริรำพึงอยู่แต่ ในพระทัย พอได้อรุณรุ่งสว่างก็เสด็จเข้าที่ทรงทรงเสวยแล้วก็เสด็จออกประทับยัง พระที่นั่งกิมลวนเต้ย ขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าพร้อมตามตำแหน่งหน้าที่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมหน้ากันหมด ยังขาด แต่งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่ผู้เดียวยังไม่เห็นมา พระองค์จึงรับสั่งแก่ชีมงกงกุนซื่อว่า เมื่อคืนนี้เราฝันไปว่ามีชายหนุ่มน้อยคนหนึ่งมาคำนับแล้วบอกว่าตัวเป็นพระยา เล่งอ๋อง อยู่แม่น้ำเกียฮ้อ บัดนี้มีความผิดโดยละเมิดเทวโองการ จะให้ประหาร ชีวิตพระยาเล่งอ๋อง รับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าพระยาเล่งอ๋องในเวลาเที่ยง วันนี้ขอให้เราช่วย เราเห็นพระยาเล่งอ๋องมาร้องขอให้เราช่วยชีวิตดังนั้น เราก็ได้ ออกปากรับว่าจะช่วยดังนี้ ไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด เวลานี้ก็ไม่เห็นงุยเต็งเข้ามา เราฝันดังนี้ท่านจะเห็นเป็นประการใดชีมงกงได้ฟังรับสังถามดังนัน จึงทูลว่าพระองค์ทรงพระสุบินนิมิตดังนี้ควรให้ หางุยเต็งเข้ามาเฝ้า แล้วกักตัวงุยเต็งไว้ให้อยู่ในพระราชวังจนสิ้นเวลา ก็คงจะช่วย ชีวิตพระยาเล่งอ๋องไว้ได้ตามความที่พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตนั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังชีมงกุนซื่อทูลดังนั้นก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงมี รับสั่งให้ขันทีออกไปตามตัวงุยเต็งให้เข้ามาเฝ้าโดยเร็ว ขันทีถวายบังคมรับ รับสั่ง รีบไปยังบ้านงุยเต็งฝ่ายงุยเต็งเมื่อเวลากลางคืนก่อนนั้น ยังอยู่บนหอสูงพิจารณาดูซึ่งฤกษ์บนใน เวลาดึกเงียบสลัด บัดเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงบนอากาศ เหมือนเสียงนกการเวกร้อง งุยเต็งจึงเหลือบขึ้นไปดู ก็เห็นราชทูตเทวบุตรถือท้องตราเหาะมา ครั้นใกล้หอสูง ที่งุยเต็งนั่งอยู่ ก็เหาะลอยลงมาใกล้ตัวงุยเต็ง จึงส่งท้องตรานั้นให้งุยเต็งแล้วก็ลา เหาะกลับไปงุยเต็งคำนับรับท้องตราแล้วก็จุดธูปเทียนคำนับบูชา คลี่หนังสือออกอ่านใน ท้องตรามีความว่า พระยาเล่งอ๋องในมหาสมุทรเกียฮ้อมีความผิดด้วยขัดรับสั่งเง็ก เชียงฮ่องเต้โทษถึงประหารชีวิต บัดนี้มีรับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าผู้ผิด ไป ยังอากาศในเวลาเที่ยงพรุ่งนี้ เอาตัวพระยาเล่งอ๋องไปตัดศีรษะเสีย งุยเต็งทราบ ดังนั้นแล้วก็ตั้งพิธีบูชาจะเข้าที่ระงับจิตไปปรากฏในสวรรค์เทวโลก เพราะฉะนั้น จึงมิได้มาในที่เฝ้าฝ่ายพวกขันที ครั้นมาถึงบ้านงุยเต็งแล้วก็เข้าไปหางุยเต็งบนหอสูง เห็นงุยเต็ง กำลังจัดแจงเครื่องบูชา ก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับแล้วกราบเรียนว่า บัดนี้พระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาตามท่านให้เข้าไปเฝ้าโดยเร็ว ไม่ทราบว่าจะ มีราชการสิ่งใดงุยเต็งได้ทราบดังนั้นก็รีบแต่งตัว ครั้นเสร็จแล้วก็ชวนขันทีออกจากบ้าน รีบ เข้าไปยังพระราชวัง ครั้นถึงงุยเต็งก็เข้าไปยังพระที่นั่ง ถวายบังคมแล้วจึงทูลว่า พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า โดยมีกิจธุระจึงมิได้เข้ามาเฝ้า ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ข้าพเจ้าผู้มีความผิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงพังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น ก็ทรงพระสรวล แล้วตรัส ว่าเราไม่ถือโทษท่านดอก เราเห็นว่าท่านหายไปจึงให้ไปตามท่านมา ปรารถนา จะใคร่คิดราชการบ้านเมืองให้มีความสุขแก่อาณาประชาราษฎรต่อไปในเบื้องหน้า เมื่อเวลาที่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งอยู่กับงุยเต็งนั้น ก็จวนเวลาที่ขุนนางจะ ออกจากเฝ้าอยู่แล้ว ขุนนางทั้งหลายเห็นได้เวลาแล้วก็ถวายบังคมลาพากันออก จากที่เฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เห็นขุนนางไปหมดแล้วจึงรับสั่งแก่งุยเต็งว่า เชิญ ท่านเข้าไปข้างในด้วยกัน แล้วเสด็จลงจากพระที่นั่ง ทรงพระราชดำเนินเข้าใน พระราชมนเทียรฝ่ายใน งุยเต็งก็เดินตามเสด็จเข้าในห้องพระตำหนัก ถวายบังคม แล้วก็นั่งยังเก้าอี้เวลาจวนจะเที่ยงอยู่แล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งแก่พวกขุนนางพนักงาน ให้นำกระดานหมากรุกมาตั้งบนโต๊ะ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่งุยเต็งว่าใจ เสียงมาเดินหมากรุกกับเราดูเล่นสักกระดานหนึ่งพอแก้รำคาญงุยเต็งได้ฟังรับสั่งดังนั้น มิได้ทราบในพระราชอุบาย ก็ถวายบังคมขยับเก้าอี้ เข้าไปให้ใกล้โต๊ะ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทรงจับตัวหมากรุกเดิน จุยเต็งก็จับตัว หมากรุกเดิน ต่างเดินไปมากันอยู่ดังนั้น ยังมิได้ทันจะแพ้ชนะแก่กัน เวลานั้นพระ อาทิตย์ตรงเที่ยงเป็นมัชฌันติกสมัย งุยเต็งจะจับตัวหมากรุกเดินบังเอิญให้ตัวของ ตัวอ่อนพับซบหน้าลงกับโต๊ะม่อยหลับไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นอาการงุยเต็งเป็นดังนั้นก็ทรงนิ่งอยู่โดยเข้าพระทัยว่า งุยเต็งอดนอนจึงนิ่งหวังพระทัยว่า จะให้งุยเต็งระงับกายสักครู่หนึ่งพอพ้นเวลาเที่ยง งุยเต็งตกใจตื่นขึ้นก็ลงจากเก้าอี้ คุกเข่าลงถวายบังคมแล้วทูลว่า ขอพระองค์ได้ โปรดโทษข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย โดยข้าพระองค์มีความประมาทมาหลับในที่เฝ้า ดังนี้ มีความผิดเป็นอันมากนักพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟัง งุยเต็งกราบทูลดังนั้นก็ทรงพระสรวล ตรัสแก่ งุยเต็งว่าเราได้อนุญาตแก่ท่านแล้ว จงลุกขึ้นมาเล่นกันใหม่เถิดแล้วพระองค์มีรับสั่งให้ซินซกโป๊นำศีรษะมังกรไปแขวนไว้ที่ตลาดแล้วป่าวร้อง ให้ราษฎรทั้งหลายทราบว่า การที่เป็นนี้มิใช่เป็นเหตุการ์ร้ายแรงหรือให้โทษแก่ บ้านเมืองแต่ประการใดเลย แล้วพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่งุยเต็งตามสมควร ขุนนางทั้งสามก็ถวายบังคมลาออกจากพระราชวังกลับไปบ้านเรือนแห่งตนเวลานั้นประมาณบ่ายสักสองโมงเศษ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จกลับไป ประทับบนพระแท่นที่พระบรรทมในพระทัยของพระองค์ให้เศร้าหมองขุ่นมัว พระ กาย ให้มีพระอาการอ่อนเปลี้ยไปมิได้เป็นปรกติ ในคืนวันนั้นเวลาสองยามเศษ พระองค์ ได้ยินเสียงนอกประตูตำหนักเหมือนเสียงคนร้องไห้ ในพระทัยให้สะดุ้ง หวั่นหวาด ปราศจากความผาสุกไม่สบายพระทัยเลย บางทีให้เคลิ้มพระสติเห็น ไปว่าพระยาเล่งอ๋องมือถือหิ้วศีรษะของตัวเองมาทั้งโลหิตแล้วร้องเรียกว่า ถังไข จงเอาชีวิตมาใช้ให้เรา จงเอาชีวิตมาเดี๋ยวนี้แล้วพูดว่าเมื่อเวลาคืนวันวานนี้ ท่าน รับเต็มปากว่าจะช่วยชีวิตเรา ทำไมจึงปล่อยให้งุยเต็งไปฆ่าเราเสีย ตัวเรากับท่าน จะต้องลงไปให้ถึงพระยามัจจุราช จึงจะรู้ผิดและชอบพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้นแล้ว ก็เข้ามาจับยึดข้อพระกรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไว้แล้ว ก็กระซากฉุดไปมาหาวาง พระกรของพระองค์ไม่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะร้องก็ไม่ออกให้อืดอัดจนพระเสโทโซมพระศิระกาย ในเวลานั้นจะว่าเคลิ้มหรือจะว่าฝันก็หาแน่ได้ไม่ บัดเดี๋ยวพระองค์ทอดพระเนตร เห็นทางทิศอาคเนย์ บนอากาศในกลีบเมฆมีนางเทพอัปสรองค์หนึ่ง ถือกิ่งสนเหาะ ตรงมาใกล้พระองค์แล้ว เอากิ่งสนที่ถือมานั้นฟาดศีรษะมังกร มังกรก็วางพระกร ของพระองค์แล้วเห็นพระยาเล่งอ๋องร้องไห้เดินสะอึกสะอื้นไปทางทิศปราจีน เฉียงเหนือ (มีคำอธิบายว่าที่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นนางเทพอัปสรถือกิ่งสนนั้นคือพระกวนอิม ที่มาพักอยู่ศาลพระภูมิได้มาช่วยขับปิศาจพระยาเล่งอ้อง)ฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นฟื้นได้พระสติสมประดีแล้ว ทรงร้องด้วยพระ สุรเสียงอันดังโดยที่ตกพระทัยกลัวปิศาจมังกรฝ่ายพวกนางสนมและนางพนักงานได้ยินรับสั่งดังนั้นก็ตกใจกันทุกคนในคืน วันนั้น พากันมีความวิตกไม่ทราบว่าจะมีเหตุผลประการใด พากันตรวจตราหา เป็นอันที่จะหลับนอนไม่ เห็นพระเจ้าแผ่นดินหวาดสะดุ้งอยู่จนสว่างฝ่ายขุนนางทั้งหลายครั้นถึงเวลาเฝ้า ก็เข้ามาพร้อมกันยังท้องพระโรงคอย เตรียมเฝ้า ก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกตามเคย คอยเฝ้าอยู่จนเวลาเช้า สามโมงจึงเห็นขันทีออกมาจากข้างในบอกแก่ขุนนางทั้งปวงว่า มีรับสั่งให้ประกาศ แก่ท่านทั้งหลายว่าวันนี้ไม่สบายพระทัยไม่เสด็จออก ขอเชิญท่านทั้งหลายกลับ ไปเถิด ครั้นบอกแล้วขันทีกลับเข้าข้างในฝ่ายขุนนางทั้งหลายเมื่อได้ทราบกระแสรับสั่งแล้วก็ต่างคนกลับบ้านและมีความ สงสัยด้วยไม่รู้ว่าทรงพระประชวรหรือเป็นประการใด แต่เวลาเฝ้าก็พากันเข้ามาคอย เฝ้าก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออก แต่เป็นดังนั้นมาประมาณสักห้าวันแล้วก็ ไม่เห็นเสด็จออก บรรดาขุนนางทั้งปวงอยากจะใคร่ทราบและจะใคร่เข้ามาเฝ้าทูล ถามพระอาการประชวรก็หาได้มีโอกาสที่จะได้เฝ้าและทูลถามพระอาการได้ไม่อยู่มาวันหนึ่งเห็นขันทีพาไทอุยหมอหลวงเข้าไปข้างใน ขุนนางทั้งปวงก็พากัน วิตกไปต่าง ๆฝ่ายขันทีพาหมอเข้าไปถึงแล้วนางไท้ฮ่องเฮ้าพระราชมารดาจึงรับสั่งให้ไทอุย ประกอบพระโอสถที่ชื่นพระทัยจะให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยไทอุยได้รับสั่งแล้วก็จัดแจงประกอบพระโอสถที่ชื่นพระอารมณ์ขึ้นถวาย ครั้น พระองค์เสวยพระโอสถแล้วไทอุยก็ถวายบังคมลากลับออกมา บรรดาขุนนางที่ยัง อยู่ที่พระทวารพระราชวังคอยฟังข่าวเห็นไทอุยออกมา จึงถามหมอว่าพระเจ้า แผ่นดินประชวรนั้นโดยพระอาการเป็นพระโรคอะไร หมอบอกว่าพระองค์ประชวร นั้นทางวาโยธาตุไม่ปรกติให้เคลิบเคลิ้มพระสติ มักให้เห็นเป็นปิศาจผีสางมาหลอก หลอนพระทัยให้หวั่นไหวทั้งธาตุก็พิการไม่มีกำลัง วิตกว่าพระชนม์จะไม่ยาวยืนเกิน กว่าเจ็ดวันไปได้บรรดาขุนนางทั้งปวงเมื่อได้ฟังไทอุยหมอหลวงบอกดังนั้น ต่างมีความวิตกเป็น อันมาก ครั้นไทอุยบอกพระอาการแก่ขุนนางดังนั้นแล้วก็คำนับลาขุนนางกลับไป ที่อยู่ขณะนั้นมีขันทีออกมาจากข้างในบอกว่า นางไท้ฮ่องเฮ้ามีมีรับสั่งให้หาชีมงกง ซินซกโป๊อวยซีจงทั้งสามคนให้เข้าไปเฝ้าข้างในเดี๋ยวนี้ซีมงกงซินซกโป๊อวยชีจงทราบว่ามีรับสั่งให้หาดังนั้น ขุนนางทั้งสามก็เดินตาม ขันที่เข้าไปในพระตำหนัก ครั้นถึงขุนนางทั้งสามก็ถวายบังคมแล้วนั่งตามที่ตาม ลำดับกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นขุนนางทั้งสามเข้ามาเฝ้าก็มีพระทัยยินดี จึงมีพระราชดำรัสตรัสแก่ขุนนางทั้งสามว่าเมื่อเราอายุได้สิบเก้าปียกกองทัพไป เที่ยวเมืองฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือ ซอกซอนไปทุกหนแห่งก็ไม่เคยเห็นปีศาจผีสางอะไร ที่ไหน มาเมื่อสองสามคืนนี้ให้เห็นเป็นคนถือศีรษะมังกรมาหลอกหลอนและพูดจา ทำทีคล้ายปิศาจเราวิตกด้วยไม่เคยเป็นเลยท่านทั้งหลายจะคิดประการใดอวยซีจงได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงกราบทูลว่า พระองค์คิดตั้งบ้านเมืองครอบครอง ราชสมบัติ ได้ฆ่าคนเสียนับไม่ถ้วนก็ยังไม่มีปิศาจที่ไหนมารบกวน บัดนี้จะมีปิศาจ ที่ไหนมาเล่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า แม้ว่าท่านจะใคร่ทราบความจริงจงคอยฟัง ดูที่ประตูตำหนัก ถ้าถึงเวลาที่เราจะเข้านอนก็คงจะได้ยินเสียงดุจเอาอิฐเอาทราย มาขว้างปา แล้วก็จะได้ยินเสียงร้องไห้และโห่ร้องกระทำอาการต่าง ๆ ท่านคงจะ ได้เห็นความจริง ตามที่เราเล่าให้ท่านฟังซินซกโป๊จึงทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัยเถิด คืนวันนี้ข้าพระองค์กับท่าน อวยชีจงจะเฝ้าคอยอยู่ที่ประตูพระตำหนักข้างนอก คอยดูว่าจะเป็นปิศาจผีสางอะไรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังซินซกโป๊ทูลดังนั้นก็ทรงพระอนุญาตโปรดให้ ขุนนางทั้งสองอยู่ตามคำที่กราบทูล ชีมงกงครั้นเห็นเวลาบ่ายแล้วก็ถวายบังคม ลาออกจากพระราชวังกลับไปบ้านฝ่ายซินซกโป๊กับอวยซีจง ก็พักอยู่ข้างพระทวารพระราชวังชั้นในครั้นเวลาพลบ ค่ำ ขุนนางทั้งสองก็จัดแจงแต่งตัวถืออาวุธยืนเฝ้าประตูนอกพระตำหนักใกล้ที่พระ บรรทมจนตลอดราตรีรุ่งสว่างก็ไม่เห็นปิศาจผีสางอะไร ในคืนวันนั้นพระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ทรงพระบรรทมหลับสนิทเป็นปรกติ มิได้ยินเสียงปิศาจและสิ่งใดเงียบ สงัดไปได้คืนหนึ่งครั้นเวลาเข้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงบำเหน็จรางวัลให้ขุนนางทั้งสองเป็นอัน มาก แล้วพระองค์ตรัสว่าตั้งแต่เราไม่สบายมาหลายเวลาแล้ว จะนอนก็ไม่ปรกติ เลยสักคืนหนึ่ง หากเมื่อคืนนี้ได้ท่านทั้งสองมาอยู่จึงได้นอนหลับสนิทค่อยมีความ สบายขึ้นเป็นอันมาก เชิญท่านทั้งสองกลับไปพักให้สบายเถิด เวลาค่ำจึงค่อยเข้า มาคอยระวังเราอีกขุนนางทั้งสองได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกจากพระราชวัง ตั้ง แต่นั้นมาขุนนางทั้งสองก็มาคอยเฝ้าระวังอยู่ดังนั้นถึงสามสี่วันมา ก็เห็นเงียบสงัด อยู่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นขุนนางทั้งสองเข้ามาเฝ้าระวังอยู่ดังนั้นทุกคืน ได้รับ ความลำบากหาเป็นอันจะได้หลับนอนไม่ พระองค์มีความเกรงใจขุนนางทั้งสองเป็น อันมาก ครั้นมาวันหนึ่งจึงรับสั่งให้ขุนนางทั้งปวงให้เข้าไปเฝ้า พระองค์จึงตรัสแก่ ขุนนางทั้งหลายว่าตัวเราเมื่อสองสามคืนนี้ก็เป็นสุขปรกติดี แต่เราเห็นว่าซินซกโป๊ อวยชีจงท่านทั้งสองมีความลำบาก เราคิดว่าจะให้ช่างเขียนเข้ามาวาดรูปท่านทั้ง สองไปปิดไว้ที่ประตูและในที่อยู่ของเรา จะไม่ต้องลำบากแก่ท่านทั้งสองท่านทั้ง หลายจะเห็นประการใดขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบพร้อมกัน ตามกระแสพระราชดำริจึงให้ช่างเขียน เข้ามาวาดรูปซินซกโป๊กับรูปอวยซีจง ครั้นช่างทั้งสองเขียนรูปขุนนางทั้งสองแล้ว จึงให้พนักงานนำไปปิดที่ประตูพระตำหนักข้างใน ตั้งแต่นั้นมาชนทั้งหลายจึงได้ เขียนรูปซินซกโป๊และรูปอวยชีจงปิดประตูบ้านและศาลเจ้าสมมุติว่าเป็นรูปศักดิ สิทธิ์ป้องกันปิศาจได้เป็นธรรมเนียมต่อ ๆ มาจนทุกวันนี ตังแต่นันมาได้สองสาม วันก็เงียบสงัดครั้นอยู่มาหลายเวลาก็ได้ยินเสียงก้องดังอยู่ที่หลังตำหนัก ห้องเครื่องนอกประตู ออกไป แต่ได้ยินเสียงดุจกองทัพยกเข้ามาเสียงหวั่นไหวอิสทรายสาดเข้ามา ในคืน วันนันพระโรคพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็กลับกำเริบมากยิงขึ้นกว่าเก่า พระองค์จึง รับสั่งให้หาขุนนางทั้งหลายเข้าไปเฝ้าโดยเร็วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นพระองค์เห็นขุนนางเข้ามาเฝ้าอยู่พร้อมกันแล้ว จึง มีพระราชดำรัสแก่ขุนนางว่าประตูข้างหน้าก็ปกติเงียบดีแล้ว แต่คืนนี้ประตูข้างหลัง ตำหนัก เราได้ยินเสียงดุจยกกองทัพเข้ามา และเสียงร้องอึกทึกทั้งขว้างอิฐูทราย เข้ามาและเสียงภู่ร้องออกเซ็งแช่ตัวเราให้มีใจหวั่นหวาดโรคจึงกำเริบหนักยิ่งขึ้น กว่าเก่าชีมงกงจึงกราบทูลว่าประตูนอกเงียบสงัดดีแล้วเพราะให้ซินซกโป๊อวยซีจงรักษา ประตูข้างหลังยังไม่มีผู้ใดรักษา ข้าพระองค์ขอให้งุยเต็งรักษาเฝ้าระวังอยู่จึงจะควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังชีมงกงกราบทูลดังนั้นทรงเห็นชอบด้วย จึง รับสั่งให้งุยเต็งไปเฝ้ารักษาประตูหลังงุยเต็งได้ฟังรับสังแล้ว ก็ถวายบังคมลามาจัดแจงแต่งตัวมือถือง้าวและเกี่ยม ซึ่งสำหรับฆ่ามังกร ออกไปยังประตูหลังพระตำหนัก เฝ้าอยู่คืนหนึ่งจนสว่างก็ไม่ เห็นมีผีสางอะไร หรือมีเสียงร้องโห่เกรียวกราวก็หามิได้ ประตูหน้าหลังก็เงียบสงัด ไปหมด แต่พระโรคของพระเจ้าแผ่นดินนั้นก็ยิ่งหนักขึ้นทุกทีครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นางไท้ฮ่องเฮ้าพระราชมารดาของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เห็นพระราชบุตรทรงพระประชวรมีพระอาการมาก ไม่ไว้พระทัยแก่ราชการ จึงมี รับสั่ง ให้ขันทีออกไปเชิญขุนนางเข้าไปเฝ้าในพระราชวังชั้นใน เพื่อพระเจ้าแผ่น ดินจะได้สั่งราชการบ้านเมืองขุนนางทั้งปวง เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงพากันเข้ามาในพระราชวังข้างใน ครั้นถึง พร้อมกันแล้วก็ถวายบังคมพร้อมกัน ยืนเฝ้าตามตำแหน่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ บรรทมอยู่บนแท่น เห็นขุนนางมาพร้อมกันแล้ว จึง รับสั่งเรียกซีมงกงให้เข้าไปใกล้แล้วตรัสว่า ให้จัดแจงราชการบ้านเมืองทุกหน้าที่และ เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งสิ้นครั้นพระองค์ทรงมอบราชการแก่ชีมงกงแล้ว จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานเอาน้ำ พระสุคนธ์มาสรง ครั้นสรงเสร็จแล้วก็ผลัดภูษาทรงใหม่ แล้วเสด็จประทับบนพระ แท่น ขณะนั้นงุยเต็งจึงคุกเข่าถวายบังคมคลานเข้ามายกพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดิน ทูนศีรษะของตัวไว้แล้ว ก็กราบทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัยเถิด ข้าพระองค์จะ ช่วยฉลองพระเดชพระคุณให้พระองค์มีพระชนมายุเจริญนานไปได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังงุยเต็งกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่า โรคของเรา เหลือมือแพทย์ที่จะรักษาเห็นเป็นปัจฉิมที่สุดแล้ว ท่านจะทำประการใดจึงจะหาย ได้ขอให้เราทราบในอุบายและความคิดของท่านงุยเต็งกราบทูลว่า ข้าพระองค์มีหนังสือฉบับหนึ่งถวาย เพื่อพระองค์จะได้เอา ติดไปในเมื่อพระองค์ลงไปในเมืองล่าง ถึงที่ฮองโตประตูชั้นต้น มีขุนนางสมุหบัญชี ใหญ่ แช่ทุยชื่อปัง พระองค์เอาหนังสือนี้ส่งให้สมุหบัญชีนั้นเถิด เขาจะได้ช่วยให้ พระองค์กลับมาเมืองมนุษย์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งถามว่า ทุยปังนั้นคือผู้ใดงุยเต็งกราบทูลว่า ทุยปังนั้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของพระเจ้าเชียงหงวนฮ่องเต้ เดิมเป็นที่กำนัล ครั้นภายหลังเลื่อนเป็นที่กรมท่า เมื่อเป็นมนุษย์เป็นเพื่อนสนิทกัน กับข้าพระองค์ ครั้นตายแล้วได้ลงไปเป็นที่สมุหบัญชีใหญ่ในยมโลก พนักงานทำ บัญชีเกิดและตายของมนุษย์ที่ในศาลฮองโต เมื่อเวลาข้าพระองค์นอนหลับก็ได้ พบปะกันเสมอ ๆพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงทรงรับหนังสือนั้นมาใส่ไว้ในมือเสื้อแล้วพระองค์ก็ หลับพระเนตรพระวาโยก็อ่อนลงไปทุกที จนหมดอัสสาสะปัสสาสะประสาทะเช่น บุคคลอันไม่มีชีวิตแล้วฝ่ายพวกนางสนมข้างในและขุนนางทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในที่นั้นก็พากันร้องไห้ สงสารพระเจ้าแผ่นดินเป็นอันมาก ครั้นแล้วก็ให้เจ้าพนักงานยกศพขึ้นบนแท่น สุวรรณยังตำหนักแปะเฮ้าเต้ย จัดแจงแต่งเครื่องประดับตามพระเกียรติยศแห่ง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน แต่ยังหาได้เชิญพระศพเข้าในหีบ ซึ่งสำหรับใส่พระศพ พระเจ้าแผ่นดินไม่ เพราะงุยเต็งให้รอไว้ก่อน ฝ่ายราชการบ้านเมืองซีมงกงกับ ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็ช่วยกันจัดแจงดูแลว่าราชการบ้านเมืองโดยความ เรียบร้อยไม่มีเหตุร้ายแรงแต่อย่างใดเมื่อขณะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้สวรรคตนั้น พระวิญญาณเคลิบเคลิ้มดุจเมื่อ เวลานอนหลับฝัน วิญญาณนั้นออกจากพระราชวังไปทอดพระเนตรเห็นไปว่า ทหาร รักษาพระองค์มาเชิญเสด็จให้พระองค์เที่ยวประพาสป่า พระองค์ก็เสด็จประทับยัง ราชรถแล้วเสด็จไปได้สักครู่หนึ่ง ทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นก็หายไป พระองค์ เห็นดังนั้นก็ตกพระทัย ลงจากราชรถทรงพระดำเนินไปแต่พระองค์เดียวอยู่ในพง ป่ารก พระองค์ยิ่งตกพระทัยสะดุ้งหวาดจะหาหนทางที่จะเดินออกไปก็หามีไม่ พอได้ยินเสียงคนร้องมาข้างหลังพระองค์ว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จมาถึงที่นี่ แล้วหรือ พระองค์ได้ยินก็ตกพระทัยจึงเหลียวไปดู ก็เห็นคนผู้นั้นพนมมือคุกเข่า คำนับอยู่ข้างริมทางเดินแล้วผู้นั้นจึงทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดข้าพเจ้ามารับเสด็จ ช้าไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสถามว่าท่านนี้คือผู้ใด ทุยปังจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าเมื่ออยู่ในมนุษย์โลกนั้น เป็นขุนนางของพระเจ้าเชียงหงวนฮ่องเต้ ข้าพเจ้า แซ่ทุยชื่อปัง บัดนี้ข้าพเจ้าลงมาอยู่ในเมืองนรกนี้ ได้เป็นสมุหบัญชีใหญ่สำหรับ ตรวจดูคนเกิดและตาย เมื่อวันก่อนข้าพเจ้าเห็นพระยาเล่งอ๋องลงมาบอกแก่ข้าพเจ้า ว่าจะกล่าวโทษพระองค์ต่อพระยาเงียมฟ้ออ๋อง ข้าพเจ้าจึงคิดว่าพระองค์จะต้อง ลงมา จึงได้มาคอยรับพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าช้าไปนั้นขอพระองค์ได้โปรดพระราชทาน อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้น มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงจับมือทุยปัง แล้วตรัสว่าขอบใจท่าน อุตสาห์ทนลำบากมาคอยรับเรา ๆ ขอบใจท่านเป็นอันมาก แล้วจึงตรัสแก่ทุยปังว่า งุยเต็งซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเรานั้น มีหนังสือฉบับหนึ่ง ฝากมาถึงท่านจีนแสบังเอิญมาพบท่านดังนี้ก็ดีแล้ว ๆ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง ชักหนังสือออกจากมือเสื้อส่งให้ทุยปัง ทุยปังคำนับรับหนังสือจากพระหัตถ์แล้ว ทุยปังคลี่ออกอ่านในใจความว่า ข้าพเจ้างุยเต็งผู้น้อง ขอคำนับแจ้งความมายังท่าน ทุยปังผู้พี่และที่นับถือของข้าพเจ้าทราบ ด้วยข้าพเจ้าคิดถึงเมื่อเวลาเคยเที่ยวอยู่กัน กับท่าน เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มาบัดนีไม่ได้ฟังคำสังสอนของท่าน เพราะต่างคน ต่างอยู่ จะได้พบก็แต่เมื่อเวลาฝัน ข้าพเจ้าพึงได้ทราบว่าท่านได้เลื่อนที่มีเกียรติยศ ขึ้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง แต่ขัดด้วยอยู่คนละแห่งไม่รู้ที่จะทำอย่างไรได้ บัดนี้มี เหตุด้วยเจ้าของข้าพเจ้า สวรรคตลงมายังเมืองล่าง คงจะได้โต้ตอบด้วยธุระความ อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านผู้เป็นที่นับถือช่วยธุระในการซึ่งเกิดมีในพระองค์ ท่าน ข้าพเจ้าขอฝากพระเจ้าแผ่นดินของข้าพเจ้าไว้ในท่าน และขออุบายของท่าน ให้ช่วยแก้ไขให้พระองค์ได้กลับมายังมนุษยโลกด้วยสติปัญญาแห่งท่าน พระคุณ ของท่านจะอยู่แก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ครั้นทุยปังอ่านข้อความตลอดแล้วทุกประการ ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงทูลแก่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า งุยเต็งนั้นเมื่อวันก่อนได้ถอดหัวใจไปฆ่าพระยาเล่งอ๋อง การนั้นข้าพเจ้าได้ทราบก่อนแล้ว ขอบคุณเขาที่ได้ไปเยี่ยมบุตรนัดดาของข้าพเจ้า อยู่เสมอๆ บัดนี้ได้ฝากหนังสือมาให้ข้าพเจ้า ขอพระองค์จงวางพระทัยไว้เป็นธุระ ข้าพเจ้า จะให้พระองค์ได้กลับไปยังมนุษยโลก เสวยราชสมบัตินานไปได้อีกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นมีพระทัยยินดียิ่งนัก สรรเสริญคุณ ขอบใจทุยปัง แล้วทอดพระเนตรเห็นที่ข้างริมถนน มีเด็กเชงอีท่งจือสองคน ถือธง และสัปปทนมาทูลว่า บัดนี้พระยามัจจุราชคือเงียมฟ้ออ๋องสั่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญ พระองค์เสด็จไปยังปราสาทซิมล้อเต้ยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้น พระองค์ตรัสชวนทุยปังและเชงอีท่งจือทั้ง สอง ดำเนินไปบัดเดี๋ยวก็ถึงกำแพงเมืองมีประตูบานใหญ่เป็นเหล็กเลื่อนขึ้นไปขัน รอกไว้ข้างบน ที่ประตูกำแพงเมืองเห็นป้ายแขวนมีอักษรใหญ่ตัวทองเจ็ดตัว อ่าน ได้ความว่า เฮิงเป้งตี้รู้กุ้ยหมึงกวน) แปลว่าประตูเมืองผียมโลกท่งจือทั้งสองนำพระองค์เข้าในกำแพงเมือง เดินไปตามถนนประมาณสักครู่ หนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าถังโกโจพระราชบิดาเดินหน้าหลีปั้นป้าพระอนุชาเดิน ตามหลังสวนทางมา พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ดีพระทัย จะกระทำคำนับ รูปทั้ง สองก็หายไปครั้นเดินต่อไปอีกก็เห็นหลีเกียนเสง หลีง่วนกิจ พี่น้องกับอึงท้ายสวยคนใช้ เดินสวนทางมา คนทั้งสามเห็นจึงออกขวางหน้าร้องว่าหลีซีบิ้นมาแล้วหรือ ก็เข้า ยึดเอามือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตกพระทัยจะหลบหลีกก็ หาทันไม่ คนทั้งสามก็เข้ายึดชายเสื้อไว้ทุยปังเห็นดังนั้น ก็ร้องเรียกยมบาล ยมบาลหน้าเขียวมีเขี้ยวมาตวาดให้คน ทั้งสามนั้นถอยไปกวนเสงกับง่วนกิจอึงท้ายสวย ได้ยินเสียงยมบาลตวาดดังนั้นก็ตกใจ จึงได้ ปล่อยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้วก็วิ่งหลบหายไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จไปสักครู่หนึ่ง ก็แลเห็นตึกเป็นแถวเรียงรายดูเรียบ ร้อยสง่างาม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้หยุดยืนพิจารณาดูเห็นข้างในจัดแจงประดับ ประดาดูงดงามยิ่งนัก หน้าประตูมีโคมแขวนอยู่คู่หนึ่ง บัดเดี้ยวแลเห็นพระยามัจจุ ราชเงียมพ้ออ้องทั้งสิบลงจากบันไดเดินออกมาคำนับรับพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทรงรับคำนับพระยาเงียมพ้ออ๋องเป็นอันดี แล้วพระองค์ตรัสแก่ พระยาเงียมพ้ออ้องว่า ขอเชิญท่านทั้งสิบเดินไปก่อนพระยามัจจุราชจึงพูดว่า พระองค์เป็นเจ้ามนุษย์ ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นเจ้าฝ่าย เมืองผี พระองค์ควรทรงพระดำเนินจึงจะถูกต้องด้วยแบบอย่างพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องคดีเขาฟ้องร้อง ท่าน ทั้งหลายเป็นตุลาการควรจะเดินหน้าข้าพเจ้าจึงจะชอบเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบ ก็จะให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เดินไปข้างหน้าก่อน ต่าง เถียงกันไปมาหลายหน เงียมพ้ออ๋องพูดว่าเชิญท่านผู้อยู่เมืองบนเดินขึ้นหน้าไป ก่อนข้าพเจ้าทั้งสิบหาความรังเกียจมิได้เลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เห็นเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบไม่มีความรังเกียจแล้ว จึงได้ทรง พระดำเนินไปก่อน ครั้นถึงซิมล้อเต้ยแล้วต่างคำนับกันนั่งที่ตามสมควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ประทับอยู่สักครู่หนึ่ง พระยามัจจุราชที่หนึ่งคือชีนก๊วง จึงถามพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ข้าพเจ้าขออนุญาตพระองค์ จะขอถามความสัก ข้อหนึ่งคือพระยาเล่งอ้องแม่น้ำเกียฮ้อนั้นมาร้องว่า พระองค์ได้รับคำแก่เขาว่า จะ ช่วยให้พ้นซึ่งโทษนั้น แล้วกลับให้งุยเต็งขุนนางของพระองค์ไปฆ่าเขาถึงแก่ความ ตายนั้นการเป็นจริงอย่างไร ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทั้งสิบทราบ ละเอียดเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังพระยามัจจุราชถามดังนั้นจึงตอบว่า การทั้งนี้ ข้าพเจ้ารับได้ว่าจริงแต่ไม่ทราบว่างุยเต็งถอดดวงจิตได้ ซึ่งพระเจ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้งุยเต็งเป็นเพชฌฆาตฆ่าพระยาเล่งอ้องนั้นในเวลานั้นข้าพเจ้าก็ได้เรียก งุยเต็งให้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง ข้าพเจ้าได้ชวนงุยเต็งเล่นหมากรุกอยู่ ก็หวังใจว่า งุยเต็งคงจะมิได้ไปฆ่าพระยาเล่งอ๊องได้ ครั้นประเดี๋ยวหนึ่งเห็นงุยเต็งม่อยหลับไป สักครู่หนึ่ง แล้วก็ตื่นขึ้นเล่นหมากรุกด้วยข้าพเจ้าอีกต่อไป ข้าพเจ้าหาได้ทราบว่า งุยเต็งถอดดวงจิตไปฆ่าพระยาเล่งอ๋องไม่ การที่ข้าพเจ้าได้รับปากไว้ก็ได้ช่วยเต็ม กำลังอยู่แล้วหาได้ทอดทิ้งธุระของพระยาเล่งอ๋องไม่ ซึ่งโทษของพระยาเล่งอ๋องถึง แก่กรรมการตายด้วยการจำเป็นอยู่เองอย่างนี้ จะมาเอาโทษแก่ข้าพเจ้าผู้ไม่มีความ ผิดเป็นแต่จะช่วยก็ช่วยไม่ตลอดเท่านั้นจะถูกหรือ ขอท่านทั้งสิบจงโปรดวินิจฉัย ให้เป็นยุติธรรมเถิดฝ่ายพระยามัจจุราชทั้งสิบ ได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้การชี้แจงดังนั้น ก็ เห็นจริงพร้อมกัน คำนับแล้วจึงตอบว่าพระยาเล่งอ้องนี้เมื่อจะปฏิสนธิมาเกิดเป็น ใหญ่อยู่ในบาดาล ในสารบบเกิดตายของน้ำเต้าแชกุนนั้นก็ได้กำหนดแน่แล้วว่า พระยาเล่งอ๋องนี้จะต้องตายด้วยมืองุยเต็งขุนนางในเมืองมนุษย์ อันเหตุการณ์ทั้ง หลายเหล่านี้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่พระยาเล่งอ๋องมาฟ้องร้อง ให้ชำระ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ทราบว่าพระองค์จะลงมา คงจะได้สอบถามให้ทราบ ซึ่งความจริงและเท็จว่าเป็นประการใด ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้ส่งพระยาเล่งอ๋องให้ ไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายขอขมาโทษเพราะรีบรัดให้ พระองค์ลงมา ขอพระองค์ได้โปรดอภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระยามัจจุราชทั้งสิบพูดดังนั้นแล้ว จึงเรียกทุยปังสมุหบัญชีให้เอาสารบบบัญชี เกิดตายมาตรวจดูว่า พระองค์จะรับความสุขนั้นได้สักเท่าใดทุยปังได้ยินพระยามัจจุราชทั้งสิบสั่งดังนั้น ก็รีบเข้าไปในห้องบัญชี หยิบเอา สารบบมหากษัตริย์ที่อยู่ในชมพูทวีปมาตรวจดู ตั้งแต่ต้นลงไปดูมาจนถึงพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ใช้ยี่ห้อว่าเจงกวนกำหนดเสวยราชสมบัติได้สิบสามปีแล้ว จึงหยิบ เอาพู่กันเขียนเติมบนอักษรหนึ่งนั้นอีกสองแต้ม สิบสามกลับเป็นสามสิบสามมาก ขึ้นไปอีกยี่สิบปี ครั้นทุยปังเขียนเติมลงแล้วก็เอาสารบบนั้นมาสงให้พระยามัจจุราช เงียมพ้ออ้องดู เงียมพ้ออ๋องจึงตรวจดูมาถึงยี่ห้อเจงกวนคือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะได้เสวยราชสมบัติสามสิบสามปี เงียมพ้ออ๋องทั้งสิบตกใจ จึงถามพระเจ้าถัง ไทจงฮ่องเต้ว่าพระองค์เสวยราชสมบัติมาได้กี่ปีแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงตอบ ว่าข้าพเจ้าครองราชสมบัติมาได้สิบสามปีแล้วเงียมพ้ออ้องทั้งสิบได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าพระองค์จงวางพระทัยเถิด ด้วยพระ องค์ยังจะทรงพระชนม์อยู่ในราชสมบัติอีกยี่สิบปีซึ่งพระองค์ลงมาครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ ทราบเรื่องตลอดแล้ว พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะส่งพระองค์กลับขึ้นไปยังมนุษยโลกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นก็กระทำคำนับขอบใจพระยามัจจุราช ทั้งสิบโดยความยินดีเงียมฟ้ออ้องทั้งสิบจึงสั่งทุยปังจูท้ายอุ้ยขุนนางทั้งสองให้ไปส่งพระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้ขึ้นไปยังมนุษยโลก ขุนนางทั้งสองก็เชิญพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้เสด็จ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็คำนับลาเงียมพ้ออ๋องโดยเคารพ เงี่ยมฟ้ออ๋องก็คำนับตอบ แล้วก็ตามออกมาส่งยังประตูนอกเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกมานอกประตูแล้ว จึงถามเงี่ยมฟ้ออ่องว่า บนเมืองข้าพเจ้าฝ่ายข้าราชการสบายดีอยู่หรือเป็นประการใด ท่านทราบโปรดให้ ข้าพเจ้าทราบบ้างเงียมฟ้ออ๋อง จึงบอกว่าบนเมืองของท่านนั้นข้าราชการสบายดีอยู่ด้วยกันหมด วิตกแต่น้องสาวของพระองค์เห็นอายุจะไม่ยืนไปนานพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสแก่เงียมฟ้ออ๋องว่าข้าพเจ้าจะกลับไปแล้วไม่มี ของสิ่งใดที่จะนำมาขอบคุณท่านมีแต่ผลแตงโมงามดีจะให้คนนำมาฝากท่านโดย ความนับถือเงียมฟ้ออ๋องได้ฟังดังนั้นก็คำนับลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กลับไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงดำเนินไป จูท้ายอุ้ยถือธงนำหน้าทุยปังตามหลัง พระ องค์เสดิจออกจากกำแพงเมืองนรกแล้วก็เดินตามขุนนางซึ่งนำหน้า เมื่อพระองค์ ทรงพระดำเนินอยู่ได้ทอดพระเนตรไปตามหนทางที่พระองค์เคยมา พระองค์เห็น มิใช่ทางเก่า จึงถามว่าทางนี้มิผิดไปแล้วหรือทุยปังจึงทูลว่าในเมืองนรกนี้ แม้ได้ออกไปแล้วหนทางนี้ไม่มีกลับมาได้ ข้าพเจ้าจึงจะส่งพระองค์ออกไปทางนี้ อีกประการหนึ่งหวังจะพาพระองค์ให้เที่ยว ทอดพระเนตรขุมนรกแล้ว จึงจะส่งพระองค์ไปยังรูปเดิมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังดังนั้นแล้วก็เดินตามขุนนางทั้งสองไปครั้นถึงภูเขาหนึ่งมีเมฆหมอกปกคลุมลงมาถึงพื้นดินพระองค์จึงตรัสถามว่าที่ แห่งนี้เรียกว่าภูเขาอะไรทุยปังจึงทูลว่าในนรกภูเขานี้เรียกว่าป๊วยอิมซัว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้เห็น แล้วก็มีพระทัยหวั่นหวาด จึงตรัสแก่ทุยปังว่าทำไฉนเราจึงจะไปได้ ทุยปังทูลว่า พระองค์จงวางพระทัยเถิดข้าพเจ้าทั้งสองจะนำพระองค์ไปให้จงได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองกราบทูลดังนั้นก็เสด็จตามไป แต่พระทัยให้ระรัวและไม่เป็นสมประดีครั้นข้ามพ้นเขานั้นมาแล้ว เดินมาถึงแห่งหนึ่งเข้าเห็นขุมนรกหลายขุม ได้ยิน แต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญออกแซ่หู จึงตรัสถามทุยปังว่าแห่งนี้เป็นที่อะไร จึงได้ยิน เสียงแต่คนร้องคร่ำครวญออกแซ่ไปทุยปังจึงทูลว่า ที่แห่งนี้เป็นหลังเขาป๊วยอิมซัว มีขุมนรกสิบแปดขุมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงถามว่า เป็นอย่างไรจึงเรียกสิบแปดขุมทุยปังทูลว่าขุมที่หนึ่งเรียกว่าเตี๋ยวกึงเง็ก คือทำโทษเอาศิลาก้อนใหญ่แขวนติด กับมือและเท้าแล้วเอาเชือกผูกกลางตัวแขวนขึ้นไว้ในที่สูง ขุมที่สองเรียกว่าฮิ่วตัว เง็กคือขังอยู่ในที่มืดไม่มีแสงสว่าง ขุมที่สามเรียกว่าฮ้วยกังเง็กคือจับคนที่มีโทษใส่ ในบ่อไฟซึ่งกำลังลุกอยู่มิรู้ดับ สามขุมนี้คือมนุษย์ทำบาปทำกรรมหลายประการ ต้องมารับโทษเหล่านี้ ขุมที่สี่เรียกว่าฮองโตเง็กคือมีหนอนตัวโตเท่าลำตาลเกาะกิน ที่ปากนักโทษเป็นอาหาร ขุมที่ห้าเรียกว่าปัดจีเง็กคือเอาเบ็ดเกี่ยวลากเอาลิ้นออก ขุมที่หกเรียกว่าเล็กฝอยเง็กคือทำโทษถลกหนังออกแล้วเอาน้ำเกลือน้ำแสบราดรด สามขุมนี้คนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ไม่ซื้อตรงไม่มีความกตัญญและไม่ถือศาสนา และเพราะฉะนันตายแล้วจึงต้องมาทน พูดว่าตัวเป็นคนดีปากหวานหน้าพระใจดุจงู ทรมานอยู่ในขุมทั้งสามนี้ขุมที่เจ็ดเรียกว่าบัวซิเง็กคือเอานักโทษใส่ในสีหินแล้วหมุนสี จนละเอียด ขุมที่แปดเรียกว่าชัดเต๊าเง็กคือเอาคนโทษใสครกหินแล้วก็ตำจนละเอียด ขุมที่เก้าเรียกว่าเซียปังเง็กคือจับนักโทษนอนลงแล้วเอาเกวียนเหล็กเข็นขึ้นทับบนตัว สามขุมนี้คือคนอยู่บนมนุษยโลกดวงจิตมืดมัวไม่เสมอแต่งฝีปากพูดให้คนหลง เสียทรัพย์และความสุขต่าง ๆ ครั้นตายแล้วต้องลงมาสู่กรรมทรมานทุกข์อยู่ในสาม ขุมนี้ ขุมที่สิบเรียกว่าห่านจุ๊ยเง็กคือเอานักโทษใส่ในน้ำเน่าซึ่งมีกลิ่นเหม็นอย่างที่สุด ขุมที่สิบเอ็ดเรียกว่าทุกขราชเง็กคือเอานักโทษถลกหนังทั้งตัวให้แร้งกาปากเหล็ก จิกกิน ขุมที่สิบสองเรียกว่าซูเตี๋ยงเง็กคือเอาคนโทษลากไส้ออกมา สามขุมนี้คือคน ที่อยู่ในเมืองมนุษย์ทำบาปด้วยการค้าขายฉ้อด้วยปากสัดปากทะนานและตาชั่ง ตาเต็งและดูถูกคนโง่คนจน เพราะฉะนั้นครั้นเมื่อตายแล้วจึงต้องมาตกนรกอยู่ใน สามขุมนี้ ขุมที่สิบสามนี้เรียกว่าอิ้วฮ้อเง็กคือเอาคนโทษใส่ในหม้อน้ำมันต้มจน ละเอียด ขุมที่สิบสี่เรียกว่าเฮกอ่ำเง็กคือเอานักโทษขึ้นบนม้าไม้แล้วเอาเลื่อยชัก กลางตัว ขุมที่สิบห้าเรียกว่าโตซัวเง็กคือเอานักโทษโยนขึ้นเขาดาบ สามขุมนี้คือ คนที่อยู่ในมนุษยโลกทำบาปด้วยใช้อำนาจเบียดเบียนคนชื่อตรงซึ่งตั้งอยู่ในทานศีล ภาวนาให้ได้ความเดือดร้อน ทั้งวาจาก็สอพลอ และมีใจอันริษยาให้เขาได้ความ ขุ่นหมองใจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อตายแล้วต้องลงมาเกิดในนรกสามขุมนี้ ขุมที่ สิบหกเรียกว่าฮ่อยตี้เง็กคือเอานักโทษใส่ลงไปในบ่อโลหิตให้กินน้ำเลือด ขุมที่สิบเจ็ด เรียกว่าออพี่เง็กคือเอานักโทษทรมานใส่ในบ่อน้ำกรด ให้มีแต่ความเจ็บแสบทุก เวลาไม่มีเวลาหยุด ขุมที่สิบแปดเรียกว่าฉี่นเซียนเง็กคือเอานักโทษเกี่ยวขึ้นตาเต็ง สามขุมนี้คนทำบาปในมนุษยโลกนั้นคิดอุบายล่อลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของ ตัวและคิดฆ่าชีวิตเขา เอาทรัพย์และเลี้ยงสัตว์ฆ่าสัตว์ขายเพราะทำบาปเหล่านี้ครั้น ตายแล้วจึงลงมาตกนรกอยู่ในสามขุมนี้ยากที่จะพ้นได้ และไม่มีเวลาที่จะกลับตัว ได้เรียกฟ้าเรียกดินก็ไม่ช่วยได้ หน้านิ่วคิ้วย่นอกใจให้ระรัวสั่นหวาดเสียวขุ่นหมอง อยู่ทุกชั่วลมหายใจเข้าออก เพราะเหตุนี้ผู้ซึ่งอยู่ในมนุษยโลกไม่ควรจะมีความ ประมาทประพฤติความชั่วกระทำการอกุศล ควรจะรีบคิดถึงตนที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์เป็นชาติอันประเสริฐ ควรแสวงหาสรณะที่พึ่งถึงพระรัตนตรัย คิดให้เห็น ความไม่เที่ยงที่จะอยู่ในโลกนี้ ไม่ทราบว่าเวลาใดความแตกความดับจะมีมาถึงตน เกิดมาแล้วเปรียบเหมือนปล่อยมือจากยอดตาลอันสูง มีอย่างเดียวแต่ที่จะลิ่วลอย ลงมากระแทกกับพื้นพสุธาดล ฉันใด ไม่ต่างแก่ผู้ที่เกิดมามีรูปกายชีวิตแล้ว ก็มี แต่ความจะแตกความดับคือแก่เจ็บตายวิโยคพลัดพรากเท่านั้น ทำชั่วก็จะไปสู่ที่ ชั่วทำดีก็จะไปสู่ที่ดีพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังทุยปังพรรณนาขุมนรกทั้งสิบแปดขุมให้ฟัง ทุก ๆ. ขุมแล้ว ในพระทัยให้หวาดเสียวสะดุ้งกลัวเป็นที่สุด ครั้นแล้วก็เลยมาสัก ประเดี้ยว แลเห็นพวกยมบาลถือธงมานังคอยรับอยู่ที่สะพานทุยปังแลเห็นแล้วจิง ร้องเรียกพวกยมบาลให้เดินนำหน้าข้ามสะพานทองไปยมบาลทั้งหลายได้ฟังดังนั้นต่างก็ถือธงนำเดินข้ามสะพานไปพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมื่อเดินตามยมบาลไปถึงกลางสะพาน จึงทอดพระเนตร แลไปข้างริมนั้นมีอีกสะพานหนึ่งเรียกว่าสะพานเงิน บนสะพานเห็นคนเดินข้ามไป มาเห็นยมบาลถือธงนำหน้าคนที่เดินตามเหล่านั้นแต่งกายงดงามสามสี่คน เห็นจะ เป็นคนมีความกตัญญชื่อตรง เห็นเดินตามพวกถือธงนั้นไป และอีกข้างหนึ่งก็มี สะพานใต้สะพานเห็นมีลมคลื่นเป็นฟูฝอยล้วนแต่น้ำเลือดเสียงร้องไห้ออกแช่เสียง ไปไม่หยุดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามทุยปังว่าสะพานนี้ชื่ออะไร ทุยปังทูลว่าสะพาน นี้เรียกว่าใน่ห้อเกี้ยว ถ้าพระองค์กลับไปมนุษยโลกแล้วอย่าลืม ขอพระองค์จงแสดง ให้ทราบทั่วกันคือสะพานนี้ยาวได้หนึ่งโยชน์ กว้างสามเกรียก สูงและลึกร้อยศอก. ราวที่จับอาศัยนั้นไม่มี ใต้สะพานมีสิ่งของที่ร้ายยกาจต่าง ๆ และข้างริมสะพานทั้ง สองข้างนั้น มียมบาลดุร้ายคอยขยับเขี้ยวคำรามจะคอยประหารอยู่ใต้สะพานนี้ พวกที่ต้องทรมานโทษทนทุกข์เวทนาอยู่หาที่เปรียบมิได้ผู้ซึ่งมาตกอยู่ใต้สะพานนี้ ก็เพราะเดิมทำบาปกรรมด่าว่าคนผู้ใหญ่ที่มีศีลมีธรรม และจิตใจก็มัวหมองหมกมุ่นด้วยเมถุนธรรมไม่มีประมาณมาตกอยู่ใต้สะพานนี้ ถูกสุนัขปากเหล็กงูทองแดงแย่งกันกัดเคี้ยวกินเป็นภักษาหาร ทนทุกขเวทนาไม่มี วันที่จะพ้นได้เวลาทุยปังกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้อยู่นั้น ฝ่ายพวกยมบาลก็คำนับลา กลับไป พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีพระทัยหวาดเสียวพระกายสั่นระรัวไปทั้งพระองค์ ทุยปังจูท้ายอุ้ยจึงนำพระองค์ดำเนินต่อไปพอข้ามพ้นเขตสะพานชื่อใน่ห้อเกี๊ยว และ พ้นแม่น้ำเลือดนั้นแล้ว บัดเดี้ยวก็มาถึงแห่งหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบเรียกว่ากำแพง อ่วงเซี้ย แปลว่ากำแพงกันพวกผีปิศาจที่ตายโหง พระองค์ได้ยินเสียงร้องเรียกว่า หลีซิบิ้นมา หรือหลีซิบิ้นมาแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ยินเรียกดังนั้นก็มีความสะดุ้งหวาดในพระทัย แล้ว ทอดพระเนตรไปเห็นพวกหนึ่งศีรษะไม่มีเป็นอันมาก ปิศาจผีเหล่านั้นก็กรูกันมา กั้นหน้า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไว้ แล้วก็ร้องทวงชีวิต ว่าจงเอาชีวิตของเรามา ท่านจงเอาชีวิตของเราคืนมา เมื่อพระองค์ได้ยินปิศาจร้องดังนั้นในพระทัยให้หวาด เสียวสะดุ้ง กลัวจึงร้องเรียกทุยปังว่าท่านจงช่วยเราด้วยเถิดทุยปังจึงทูลว่าแม้พระองค์มีเงินหรืออีแปะ ข้าพเจ้าจึงจะช่วยพระองค์ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ทุยปังว่า เรามีแต่ตัวเปล่าลงมาจะเอาเงินและ อีแปะที่ไหนมาเล่าทุยปังจึงทูลว่าพวกปิศาจตายโหงเหล่านี้ คือพวกที่พระองค์คุมทหารไปเที่ยว รบพุ่งฆ่าฟันตายในเมื่อคราวรบกันนั้น ครั้นวิญญาณของคนเหล่านั้นไม่มีที่จะอาศัย ด้วยตนมิได้ทำกุศลอันใดไว้ เพราะฉะนันจึงมิได้ไปเกิดในที่ดี ๆ ต้องมาอยู่ทนทุกข์ เวทนาอยู่อย่างนี้ และมีความอดอยากไม่มีเสบียงและโสหุ้ยจะได้เจือจานให้อิ่มได้ ถ้าพระองค์มีเงินหรืออีแปะให้ทานแจกให้แก่สัตว์จำพวกนี้ ข้าพเจ้าจึงจะช่วยได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นจึงตอบว่า เราลงมาโดยทางข้อความส่วน หนึ่งหามีเงินและอีแปะติดตัวเรามาไม่ จะเอาที่ไหนมาให้ทานเล่า ทุยบังจึงว่ามีคน ผู้หนึ่งมีเงินหลายคลังได้ฝากไว้ในเมืองนรกนี้ ขอพระองค์ได้ทำหนังสือขอยืมข้าพเจ้า จะรับเป็นประกันให้ ถ้าพระองค์กลับไปยังมนุษยโลกแล้ว จึงค่อยคืนเงินให้แก่ท่าน ผู้นั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสถามทุยปังว่าคนผู้เจ้าของเงินอยู่ที่ไหนทุยปังกราบทูลว่าคนเจ้าของเงินนั้นอยู่ในอาณาเขตของพระองค์ ในหัวเมือง ห้อล้ำคายฮองรู้แซ่เซียงชื่อเลี้ยงมีเงินสิบสามคลัง พระองค์จงยืมสักคลังหนึ่งแจก ให้ทานแล้ว เมื่อพระองค์กลับขึ้นไปจึงใช้ให้เชียงเลี้ยงเสียพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงทำหนังสือยืมเงินให้ทุยปังลงชื่อ รับประกันทุยปังจึงให้ผู้รักษาคลัง เบิกเงินขนเงินออกมากองไว้นอกคลังแล้ว พระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้จึงเอาเงินนั้นให้จูท้ายอุ้ย แจกให้แก่พวกผีสัตว์นรกเหล่านั้นพอเป็น เสบียงโสหุ้ยเท่า ๆ กันแล้ว ทุยปังจึงร้องประกาศแก่พวกผีทั้งหลายว่า พวกเจ้าทั้ง หลายจงหลีกออกไปให้พ้นข้าพเจ้าจะบอกแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทำการกุศล แผ่อานิสงส์ให้พวกเจ้า ๆ จะได้ไปเกิดที่สุขคติฝ่ายพวกผีสัตว์นรกทั้งหลายครั้นได้รับทานแจกแล้วและได้ฟังทุยปังพูดดังนั้น ต่างก็คำนับแล้วก็กลับไปที่อยู่ของตนฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ครั้นแจกทานแล้ว พระองค์ก็ดำเนินไปกับทุยปัง และท้ายอุ้ยออกมาพ้นที่นั้นแล้ว เดินมาถึงที่แห่งหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอด พระเนตรเห็นมีคนหลายจำพวกและมีประตูอยู่หกประตูพระองค์จึงตรัสถามทุยปัง ว่าที่แห่งนี้มีทางอยู่หกทางเรียกว่าทางอะไรทุยปังกราบทูลว่า ที่แห่งนี้คือแสดงว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏ สงสาร เวียนเกิดและเวียนตายยังหาแน่ลงไม่ ในแห่งนี้ยังมีอีกนามหนึ่งเรียกว่า (จ๊วนล้วนเต้า) แปลว่าวนเวียนคือหกทางนี้ ผู้ใดตั้งอยู่ในกรรมบทสิบก็ได้ไปเกิด ในทางเทวดา ผู้ใดซื่อสัตย์กตัญญก็ได้ไปเกิดในเมืองมนุษย์ ผู้ใดจิตใจมากไปด้วย โทสะก็เกิดในทางยักษ์ ผู้ใดตระหนี่เหนียวแน่นในจิตคับแคบก็ไปเกิดในทางเปรต อสุรกาย ผู้ใดจิตตั้งไปในอันฆ่าสัตว์และฉ้อโกงและเป็นมิจฉาทิฐิก็ไปเกิดในนรก ผู้ดจิตมักพลิกแพลงไม่มั่นคงไม่ซื่อตรงเป็นคนอกตัญญ ก็ไปเกิดในทางสัตว์เดียรัจ ฉาน ขอพระองค์จงจำไว้ เมื่อกลับไปยังมนุษยโลกแล้ว จงประกาศบอกให้รู้ทั่วกัน คนทั้งหลายจะได้ไม่ประพฤติความชั่วร้าย ประกอบแต่การดีกุศลผลบุญจะได้แก่ พระองค์เป็นอันมากพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงกำหนดจดจำไว้ในพระทัยโดย ละเอียดทุยปังครั้นกราบทูลให้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบทุกประการแล้ว จึงพา พระองค์ไปทางมนุษย์ ครั้นถึงต้นทางแล้ว ทุยปังก็คำนับทูลว่า ขอพระองค์จงตรง ไปทางนี้ ข้าพเจ้าขอลากลับไปแล้ว ถ้าพระองค์กลับไปถึงแล้วพระองค์จงจำให้ได้ ซึ่งจะทำการมหากุศลนั้นอย่าได้ลืมเสียเลยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสตอบว่าขอบใจท่านอุตสาห์มา ตามส่งโดยทางไกล และชี้แจงให้ข้าพเจ้าได้ทราบการดีและชั่วทุกประการถ้า ข้าพเจ้ากลับไปถึงแล้วคงจะไม่ลืมถ้อยคำของท่านที่พร่ำสอนแนะนำให้แก่ข้าพเจ้า ขอเชิญท่านจงกลับไปเถิด ทุยปังคำนับลาแล้วก็กลับไปฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นทุยปังกลับไปแล้วก็ทรงพระดำเนินไปกับท้าย อุ้ยตามทางมนุษย์นั้น เวลาที่เดินมาตามทางนั้นท้ายอุ้ยแลไปเห็นม้าตัวหนึ่งยืนอยู่ ริมทางที่จะไป มีบังเหียนเครื่องเบาะอานพร้อม ท้ายอุ้ยจึงจับม้าตัวนั้นยึดไว้ แล้ว เชิญพระเจ้าแผ่นดินถังให้ขึ้นทรงม้าฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นดังนั้น จึงขึ้นทรงม้าแล้วก็ขับไปโดยเร็วดุจลูก เกาทัณฑ์ ท้ายอุ้ยตามรักษาอยู่ข้างม้าพระที่นั่งติดไปด้วยครันมาถึงแห่งหนึ่งเห็นแม่นำใหญ่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ทอดพระเนตรดู กระแสน้ำ เห็นปลากิมหลียื้อคู่หนึ่งผุดโผล่ว่ายเวียนเล่นกันอยู่ พระองค์รอม้าพระ ที่นั่งทอดพระเนตรปลาจนเพลินเผลอพระทัยไป ท้ายอุยแลเห็นดังนั้น จึงร้องว่า พระองค์ทำไมจึงหยุดไม่รีบขับม้า ถ้ารออยู่ช้าจะเสียเวลาเปล่า พระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้หลงดูปลาเพลินพระองค์ไม่ใคร่จะขับม้าพระที่นั่งไปได้ ท้ายอุ้ยจึงร้องด้วย เสียงอันดังว่า ทำไมจึงยังไม่ไปเล่า ว่าแล้วก็เข้าตบหลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ แล้วก็ผลักพระองค์ลงไปในแม่น้ำวิญญาณของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ออกพ้น จากเมืองนรก กลับมายังเมืองมนุษย์ วิญญาณก็กลับปฏิสนธิต่อติดกับรูปเดิมฝ่ายไท้ฮ่องเฮ้ากับฮ่องเฮ้า นางพระสนมทั้งหลายกับพวกข้าราชการขุนนาง ผู้ใหญู่้น้อย ซึ่งพร้อมกันไว้ทุกข์ตามประเพณีทุก ๆ คน มาประชุมพร้อมกันที่แปะ เ้าเต้ยที่ตั้งพระศพไว้นั้น ไท้ฮ่องเฮ้ากับฮ่องเฮ้าและขุนนางทั้งหลายปรึกษากันคิด จะตั้งฮ่องไทจือ พระราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่พูดขัดไว้ ว่า ท่านทั้งหลายจงคอยรออีกสักเวลาหนึ่งเถิด พระองค์จะกลับคืนมาฝ่ายเค้าเก้งจง ซึ่งเป็นพระราชวงศ์เจ้าผู้ใหญ่ จึงพูดว่าท่านงุยเต็งพูดดังนี้จะ มิผิดไปหรือ ซึ่งท่านพูดดังนี้ข้าพเจ้าสงสัยอยู่งุยเต็งจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้เคยเรียนทางโหราศาสตร์มีทิพยจักษุจึงได้เห็นและ รู้ได้ว่า พระองค์คงจะไม่สวรรคตเป็นแน่ กำลังเค้าเก๊งจง พูดอยู่กับงุยเต็งดังนั้น ก็พอได้ยินเสียงร้องว่า ทำไมจึงบังคับให้เราตายดังนี้เล่าเวลาที่กำลังประชุมพร้อมกันทุก ๆ คน ได้ยินเสียงในหีบพระศพร้องเสียงดัง ออกมาดังนั้น ก็ตกใจทุก ๆ คนต่างคนต่างไม่อาจเข้าใกล้หีบพระศพขุนนางทั้ง หลายก็ กรูมาอยู่ที่ซีมงกงกับงุยเต็งทั้งสิ้นที่ใจกล้าคือซินชกโป๊กับอวยชีจงก็พากัน ขึ้นบนพระแท่นที่ตั้งหีบใส่พระศพแล้ว ถวายบังคมคุกเข่าลงข้างหีบพระศพ แล้ว จึงร้อง กราบทูลว่าขอพระองค์ได้โปรด พระองค์ล่วงไปไม่วางพระทัยด้วยข้าราชการ สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว พวกข้าพระองค์อยู่ที่นี่พร้อมกันแล้ว จงรับสั่งเถิดตามที่พระองค์ ทรงพระวิตก พวกข้าพระพุทธเจ้าจะรับฉลองพระเดชพระคุณตามรับสั่ง อย่าได้ ทรงหลอนหลอกดังนี้เลยพวกข้าราชการทั้งหลายจะพากันตกใจกลัวในทันใดนั้น งุยเต็งพูดว่าไม่ใช่หลอนหลอกอะไรดอกคือพระองค์จะฟื้นคืนมา เป็นแน่แล้ว พวกพนักงานจงเร่งเอาเครื่องมือมาเปิดฝาหีบโดยเร็วครั้นเปิดฝาหีบขึ้นแล้ว ก็เห็นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นนั่งอยู่ในหีบ ตรัส ว่า เมื่อตะกี้ใครทำให้เราตาย นี่ใครมาช่วยแก้ให้เรารอดชีวิตมาเล่าชีมงกงจึงเข้าประคองพระองค์แล้วทูลว่า ขอพระองค์จงเสด็จออกจากหีบเถิด พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมาเฝ้าอยู่พร้อมกันในที่นี้แล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงลืมพระเนตรตรัสว่า เมื่อตะกี้เรารีบหนีพวกปิศาจร้าย มาปะแม่น้ำจะจมน้ำตายเสียแล้วขุนนางทั้งหลายจึงทูลถามว่า พระองค์พบแม่น้ำอะไรที่ไหนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่า เราขี่ม้ารีบมาถึงแห่งหนึ่งมีแม่น้ำใหญ่ เรา เห็นปลากิมหลียื้อสองตัวเล่นน้ำอยู่ริมฝั่งเราดูเพลินไป ท้ายอุ้ยมีความดูถูกผลัก เราลงไปในน้ำจมน้ำแทบจะสิ้นชีวิตงุยเต็งได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสดังนั้นจึงทูลว่า วิญญาณของพระองค์ ยังไม่ปรกติ ขอเชิญพระองค์เสด็จออกจากหีบเถิด ว่าแล้วก็เข้าพยุงพระเจ้าแผ่น ดินออกจากหีบ ให้ขึ้นประทับบนพระแท่นแล้ว ให้ขันทีเรียกไทอุยหมอหลวงเข้า มาโดยเร็ว ครั้นหมอเข้ามาถึงแล้วก็ประกอบพระโอสถถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยพระโอสถแล้ว พระทัยก็เป็นปรกติคิดตั้งแต่วัน สวรรคตมาจนถึงวันที่ฟื้นคืนมารวมเป็นสามวัน ครั้นพระองค์ฟื้นแล้วพระทัยก็เป็น ปรกติไม่มีความกระวนกระวาย ในเวลานั้นจวนจะค่ำอยู่แล้ว' ขุนนางทั้งหลายเห็น พระองค์เป็นปรกติดีอยู่ จึงพร้อมกันถวายบังคมลาออกจากพระราชวังในฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ก็เสด็จเข้าที่พระบรรทมตลอดราตรีพระทัยก็เป็น ปรกติ มีความสำราญในพระทัยมิได้มีวี่แววหวาดเสียวสิ่งใด พอเวลาจวนรุ่งพระ องค์ก็ตื่นจากพระบรรทมทรงแต่งพระองค์ ครั้นเสร็จแล้วพอสว่างดีพระองค์ก็เสด็จ ออกขุนนางประทับยังพระที่นั่งบัลลังก์แก้วมังกร ขุนนางทั้งซ้ายขวาก็ถวายบังคม พร้อมกันแล้ว ต่างก็นั่งที่ตามลำดับยศ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ขุนนาง ทั้งปวงว่าท่านทั้หลายจะมีกิจสิ่งใดก็จงบอกเรามาเถิด ถ้าไม่มีกิจธุระสิ่งใดก็จงพา กันกลับบ้านของท่านเถิดเมื่อพระองค์ตรัสดังนั้น ขุนนางฝ่ายขวาคือชีมงกงกับงุยเต็งฝ่ายซ้ายคือซินซก โป๊ ฮืนคาข้อ อวยจีจงห้านายนี้ลุกมาพร้อมกันจากที่คุกเข่าลงหน้าที่นั่งถวายบังคม แล้วจึงทูลว่า พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตในเหตุซึ่งประชวรเหตุใดจึงได้ช้านักขอ พระองค์จงโปรดเล่าเรื่องที่พระองค์ทรงพระสุบินนิมิตให้ข้าพเจ้าทราบบ้างพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสเล่าความในเมืองนรกให้ขุนนางทั้งปวงฟังโดย ละเอียดทุกประการแล้วพระองค์รับสั่งต่อไปว่าเราได้รับคำสังของพระยามัจจุราช ทั้งสิบว่าถ้าเรากลับมาถึงแล้วจะฝากแตงโมไปตอบคุณพระยามัจจุราช และเมื่อ เราออกจากซิมล้อเต้ยแล้วเดินกลับมาตามทางได้เห็นคนที่ทำบาป และคนไม่ซื่อ ไม่ตรงอกตัญญ กระทำซึ่งปาณาติบาตฆ่าสัตว์ฉ้อลักคดโกงกระทำตาชั่งตาเต็งและ กามมิจฉาจารพลิกแพลงกับกลอกคิดอุบายให้เขาผู้อื่นได้ความเดือดร้อนแก่เพื่อน มนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงต้องตกลงไปอยู่ในนรกได้รับโทษใส่ครกตำศีรษะ เผาไฟถลกหนังต้มน้ำมันบ้างลอกหนังเกี่ยวเบ็ดทำทรมานให้ได้ความลำบากต่าง ๆ เราเห็นแล้วก็หวาดเสียว ครั้นพ้นแห่งนั้นมาแล้ว ถึงอีกแห่งหนึ่งเรียกว่ากำแพงเมือง ผีตายโหง ในกำแพงนั้นผีตายโหงมากนับไม่ถ้วน เมื่อเราเดินมาถึงพวกผีเหล่านั้น กรูกันมาล้อมขวางหน้าเราไว้เดินไปหาได้ไม่ ได้พึ่งทุยปังเป็นประกันยืมเงินของ เชียงเลี้ยงอยู่ตำบลเมืองห้อล้ำเอาเงินนั้น ออกบริจาคแจกเป็นทานให้แก่พวกผีเหล่า นั้นแล้วจึงได้เดินมาได้ ทุยปังได้สั่งเราว่าถ้ากลับมายังมนุษยโลกแล้ว จงทำมหา กุศลอุทิศส่งไปให้พวกผีเหล่านั้น พวกผีเหล่านั้นจะได้พ้นจากเวรกรรมได้ไปเกิดที่ ชอบการเป็นดังนี้ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสเล่าดังนั้น ก็พร้อมกัน สรรเสริญพระบารมีของพระองค์หาที่เปรียบมิได้ แล้วขุนนางผู้ใหญ่ จึงสั่งให้ทำ หมายประกาศบอกกันให้รู้ทั่วทั้งไพร่บ้านพลเมืองว่า จะทำบุญเป็นการฉลองพระ เจ้าแผ่นดินถังเป็นการกุศลใหญ่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานกรมเมืองปล่อยนักโทษในกอง มหันตโทษประมาณสี่ร้อยคนกว่าโปรดปล่อยให้กลับไปบ้านเรือนทุก ๆ คนฝ่ายนักโทษทั้งหลายมีความชื่นชมยินดีถวายพรแก่พระเจ้าแผ่นดินแล้วก็พา กันกลับไปยังถิ่นฐานบ้านเรือนตนครั้นเสร็จการปล่อยนักโทษแล้ว พวกขุนนางจึงทำหนังสือปิดตามประตูเมือง ให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กำหนดจะบริจาคทานให้แก่คนกำพร้า อนาถากระยาจก และสนมข้างในพระองค์ก็โปรดปล่อยให้ออกไปตามอัธยาศัย ของตัวทุกคนประมาณสามพันหกร้อยคน ครั้นเสร็จการกุศลแล้ว พระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์แต่งหนังสือเป็นคำสั่งสอนปิดไว้ทุก ๆ ประตูในและนอกพระนคร ไพร่บ้านพลเมืองให้รู้ทั่วกันในหนังสือนั้นมีความว่าฟ้าดินกว้างใหญ่พระอาทิตย์พระจันทร์สองแสงสว่างอาณาเขตกว้างยาว เทวดาเทพารักษ์มิได้เข้าแก่คนผิดชั่วร้ายอันมีอุบายคดโกงต่าง ๆ ผลกรรมที่ตน กระทำลงไว้แล้วจะให้ผลแก่ตนจงได้ผู้ที่ชื่อตรงสุจริตกตัญญมีเมตตาปรานีและอดทนไม่ไหลไปตามความปรารถนา ได้สร้างสมกุศลผลกรรมส่วนชอบ คงจะติดตามมอบความสุขในโลกนี้และโลกหน้า คนพาลสันดานชั่วร้ายร้อยพันคนจะสู้คนสุจริตอันตั้งอยู่ในยุติธรรมแต่คนหนึ่งก็มิได้ คนมีพาหนะ และฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญอย่างไร ก็สู้บุญกุศลไม่ได้ ผู้ซึ่งมีมารยากระทำ ให้ผู้อื่นเห็น ว่าตนเป็นคนดีมีเมตตาจิตอุตสาห์ดูคัมภีร์และตำราหวังให้คนทัง หลายนิยม แต่ดวงจิตกอปรไปด้วยทุจริตลามกคนผู้นั้นแม้จะเป็นผู้รู้พระคัมภีร์ของ พระอริยเจ้าก็ป่วยการเล่าเรียนเสียเปล่า ๆ เพราะตนมิได้รับรสพระสัทธรรมสิ้นคำสั่งสอนของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แต่เท่านี้ ครั้นชาวเมืองทั้งหลายได้ดู ได้อ่านได้ฟัง ก็พากันมีความพอใจ ที่คนมีความศรัทธาจิตก็ตั้งอยู่ในทางกุศล ด้วยกันทุก ๆ คน ในเวลานั้นรับสั่งให้อาลักษณ์แต่งหนังสือประกาศ หาผู้ที่จะรับ อาสา นำแตงโมไปให้พระยาเงี่ยมฟ้ออ๋องยังเมืองนรก ขุนนางเจ้าพนักงานก็ทำ ประกาศไปติดไว้ตามรับสั่งทุกประตูเมือง แล้วพระองค์รับสั่งแก่อวยชีจงให้เบิก เงินพระคลัง ข้างที่ นำไปยังเมืองห้อล้ำใช้ให้เชียงเลี้ยง อวยชีจงได้รับสั่งแล้ว ก็ เบิกเงินนำไปยังเมืองห้อล้ำตามรับสั่งเมื่อปิดประกาศที่ประตูเมืองได้สักสามวัน มีชายผู้หนึ่งแซ่เล่าชื่อช้วน เป็น คนอยู่ตำบลเมืองกุนจิ๋ว เล่าช้วนเป็นคนมีทรัพย์บริบูรณ์มีบุตรด้วยสองคน เมื่อวัน จะมีเหตุนางลี้จุ๊ยเน้ยภรรยาเล่าช้วนเห็นหลวงจีนมาเรี่ยไรการบุญนางมีใจศรัทธา ถอดกำไลออกจากข้อมือถวายให้หลวงจีนไป เล่าช้วนเห็นดังนั้นก็มีความโกรธจึง พูดคำเสียดสีต่าง ๆ ว่า ภรรยาไม่อยู่ในอำนาจสามีอย่างนี้ทำเอาตามใจของตนเอง นับว่าเป็นหญิงอย่างหยาบเลวที่สุดนางลี้จุ๊ยเน้ยได้ยินผัวพูดเสียดสีหยาบคายดังนั้น นางให้มีความอัปยศแก่คน ทั้งหลายยิ่งนักนางมีความโทมนัสเป็นกำลัง ครั้นเล่าซ้วนมีกิจธุระมิได้อยู่บ้าน นาง จึงให้บุตรทั้งสองนอนหลับแล้ว นางก็เอาผ้ามาผูกคอของนางเองแขวนที่ริมฝาเรือน ขาดใจตายฝ่ายเล่าช้วนครั้นเสร็จธุระแล้วกลับมาบ้าน เห็นนางลี้จุ๊ยเน้ยภรรยาผูกคอตาย เสียแล้วก็ร้องไห้เศร้าโศกไปต่าง ๆ ครั้นค่อยคลายความโศกลงแล้วจึงเอาศพภรรยา ไปฝัง เช่นไหว้แล้วก็กลับมาบ้านเห็นบุตรร้องไห้ด้วยว่าบุตรยังกินนมอยู่ ผู้เลี้ยงเด็ก ไม่มีนมจะให้เด็กกิน เด็กก็ร้องทั้งกลางวันและกลางคืนเล่าช้วนเห็นดังนั้นก็เสียใจเป็นอันมาก ไม่อยากจะเห็นบุตรเพราะความรำคาญ ใจ ครั้นหมายประกาศปิดประตูเมืองได้สองสามวัน เล่าช้วนก็ตรึกตรองว่าเราตาย เสียดีกว่าเพื่อจะได้ลงไปเมืองนรกพบแก่ภรรยาของเรา ตกลงในใจดังนั้นก็ละบุตร และทิ้งเรือนเสียออกจากบ้านตรงไปยังประตูเมืองฉีกเอาหมายประกาศแล้ว ก็เข้า มายังพระราชวัง ให้เจ้าพนักงานนำเข้าเฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะขออาสานำ แตงโมไปถวาย พระยามัจจุราชเมืองนรกขณะนั้น กำลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ยังประทับตรัสอยู่กับขุนนางเห็นเล่าช้วน เข้ามาอาสา จะนำแตงโมไปถวายพระยามัจจุราชดังนั้น พระองค์มีความยินดี พระทัยยิ่งนักจึงรับสั่งให้เล่าช้วนไปยังหอกิมเต็ง เล่าช้วนก็ถวายบังคมลาไปตาม รับสั่ง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งแก่ขุนนางทั้งหลายให้จัดเลือกแตงโมผลใหญ่สอง ผลใส่ถาดทองเอาไปยังหอกิมเต็งจัดแจงให้เล่าช้วนเอาไปฝ่ายขุนนางทั้งหลายได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็พากันถวายบังคมลาออกมาจัดเสร็จ แล้ว จึงพากันมายังหอกิมเต็ง จึงให้เล่าช้วนคุกเข่าลงแล้วเอาถาดแตงโมวางบน ศีรษะเล่าช้วนข้อมือก็ให้ผูกอีแปะทองคำของหลวง ปากให้อมยาพิษ ครั้นยาพิษ แล่นไปทั่วสรรพางค์กายเล่าช้วนก็นิ่งแน่ไป วิญญาณก็ออกจากรูปศีรษะก็ทูนถาด แตงโมนั้นไป ครั้นวิญญาณของเล่าช้วนมายังประตูชื่อกุ้ยหมึงกวน เล่าช้วนจึงบอก แก่นายประตูว่า ได้เอาแตงโมลงมาถวายเงียมฟ้ออ๋องฝ่ายทหารผีที่เฝ้าประตู เมื่อได้ฟังเล่าช้วนบอกดังนั้นแล้วก็นำเล่าช้วนมายัง ปราสาทซิมล้อเต้ย ครั้นถึงเล่าช้วนก็เอาแตงโมเข้าไปตั้งข้างใน คุกเข่าลงคำนับแล้ว ก็ทูลว่า ข้าพเจ้าผู้ได้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้นำแตงโมมาถวายฉลอง พระเดชพระคุณ ขอพระองค์ได้ทราบพระยาเงียมพ้ออ๋องทั้งสิบจึงพูดว่า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีบุญบารมีมาก ทั้งมี ความสัตย์ไม่เสื่อมคลายพูดดังนั้นแล้ว จึงให้พนักงานรับเอาผลแตงโมไปเก็บไว้ แล้วจึงถามเล่าช้วนว่าเจ้าอยู่ที่ไหนเล่าช้วนว่า ข้าพเจ้าอยู่ตำบลบ้านกุนจิ๋ว แช่เล่าชื่อช้วน เพราะด้วยนางลี้จุ๊ยเน้ย ภรรยาข้าพเจ้าผูกคอตาย ทิ้งลูกเล็กไว้สองคนข้าพเจ้ามีความเสียใจจึงได้ทิ้งบ้าน เรือนและบุตรสองคนเสีย เข้ารับอาสาฉลองพระเดชพระคุณเจ้าแผ่นดินถัง เอา แตงโมมาถวายพระองค์ดังนี้พระยามัจจุราชได้ฟังเล่าช้วนบอกดังนั้น จึงสั่งให้ยมบาลไปตรวจดูวิญญาณ ของนางลี้จ๋ยเน้ย ถ้าอยู่จงรีบพาเอามาโดยเร็วยมบาลได้ฟังรับสั่งเงียมฟ้ออ๋องดังนั้น ก็รีบไปเที่ยวหาวิญญาณนางลี้จุ๋ยเน้ย ครั้นพบแล้วก็นำวิญญาณนั้นมาครั้งดวงจิตของนางลี้จุ๋ยเน้ยเข้ามาเห็นเล่าช้วนผู้ สามีแล้ว ผัวเมียก็ร้องไห้รักกันครั้นคลายความโศกลงบ้างแล้ว ฝ่ายเมียจึงคำนับ ตอบขอบคุณพระยายม ซึ่งได้โปรดให้ผัวเมียพบกันฝ่ายพระยาเงี่ยมฟ้ออ๋องจึงเอาสารบบเกิดตายมาตรวจดู จนถึงชื่อเล่าช้วน กับ นางลี้จ๋ยเน้ย เห็นอายุยังไม่ถึงกำหนดตาย พระยาเงียมพ้ออ๋อง จึงให้ยมบาลคุม วิญญาณคนทั้งสองส่งกลับขึ้นไปยังมนุษยโลกตามเดิม ยมบาลจึงทูลแก่พระยา มัจจุราชว่าร่างกายนางลี้จุ๋ยเน้ยทรุดโทรมเสียแล้ว พระยามัจจุราชจึงสั่งว่าให้เอารูป ของนางลี้เง็กเอ็งซึ่งเป็นน้องสาวของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นั้นแทนเถิดเมื่อยมบาลได้ฟังพระยามัจจุราชสังดังนั้น ก็คำนับลาพระยามัจจุราชนำ วิญญาณเล่าช้วนกับนางลี้จุ๊ยเน้ยทั้งสองรีบมาจะเอาไปส่งยังมนุษยโลกโดยเร็วเมื่อยมบาลนำวิญญาณเล่าช้วนกับนางงี้จุ๊ยเน้ยออกจากเมืองนรกแล้ว มายัง เมืองเชียงอานครันถึงยมบาลจึงเอาวิญญาณของเล่าช้วนส่งเข้าไปในหอกิมเต็งให้ เข้ารูปเดิม ครั้นวิญญาณของเล่าช้วนเข้าร่างกายเสร็จแล้ว ยมบาลก็พาวิญญาณ ของนางลี้จุ๊ยเน้ยเข้าในพระราชวังมายังสวนดอกไม้ฝ่ายนางลี้เงกเอ็งเป็นขนิษฐาภคินีของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เวลานั้นมาเที่ยว ในสวนดอกไม้ นางกำลังเที่ยวเดินชมพฤกษาชาติในสวนเป็นที่สำราญแล้วก็มา ยืนพักอยู่ใต้ร่มไม้ ขณะนั้นยมบาลเห็นนางลี้เง็กเอ็งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ยมบาล ก็ตรงเข้าทุบที่ท้องน้อยนางก็ล้มลงขาดใจตาย ยมบาลก็เอาวิญยาณของนางลี้จุ๊ยเน้ย ใส่เข้าในรูปนางลี้เง็กเอ็ง ครั้นเสร็จแล้วยมบาลก็กลับไปยังเมืองนรกตามเดิมฝ่ายพวกสาวใช้ซึ่งมาในสวนเห็นนางลี้เง็กเอ็งหกล้มมีอันเป็นดังนั้น ต่างก็วิ่ง เข้าไปบอกแก่นางฮ่องเฮ้ามเหสีว่า บัดนี้นางลี้เ็กเอ็งกำลังเที่ยวเล่นในสวนยืนอยู่ ดี ๆ ก็ล้มลงขาดใจตายเสียแล้วฝ่ายนางฮ่องเฮ้าได้ฟังสาวใช้มาบอกดังนั้นก็ตกใจออกจากตำหนักมากราบทูล พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า นางลี้เง็กเอ็งไปเที่ยวในสวนล้มลงสิ้นชีวิตเสียแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังฮ่องเฮ้าทูลดังนั้นจึงตรัสว่า เหตุการณ์อันนี้ เอาเป็นจริงไม่ผิด เพราะเราเมื่อลาพระยามัจจุราชจะกลับมาก็ได้ถามเงียมพ้ออ๋อง ว่าบนเมืองมนุษย์ข้าราชการจะมีเหตุการณ์ประการใดบ้าง พระยามัจจุราชก็ได้ บอกแก่เราว่า ข้าราชการทั้งหลายก็สบายดีอยู่ทุกคน วิตกแต่น้องสาวของเราจะมิ ได้อยู่ในเมืองมนุษย์นานซึ่งพระยายมราชบอกแก่เรานั้นก็จริงไม่ผิดเลย เมื่อ พระองค์ตรัสแก่ฮ่องเฮ้าดังนั้นแล้วก็เสด็จมายังสวนดอกไม้ครั้นมาถึงใต้ร่มพฤกษาใหญ่ แลเห็นนางลี้เง็กเอ็งมีลมหายใจเนือง ๆ อยู่ พระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้เห็นดังนั้นแล้ว จึงตรัสห้ามคนทั้งหลายว่า อย่าร้องไห้อื้ออึงไป พระองค์ก็เสด็จเข้าใกล้เอาพระกรประคองศีรษะนางลี้เง็กเอ็งขึ้นจึงตรัสเรียกนางลี้ เง็กเอ็งว่า เง็กเอ็ง ๆ จงฟื้นขึ้นเถิดฝ่ายดวงจิตนางลี้จุ๋ยเน้ย เมื่อเข้าสิงรูปนางลี้เงกเอ็งครั้นได้ยินเสียงคนเรียกดัง นั้นก็พลิกตัว แล้วร้องเรียกเล่าช้วนผู้สามีว่า จงคอยข้าพเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังนางกงจู๊น้องสาวพูดดังนัน จึงตรัสว่าพีอยู่ทีนีเมื่อนางลี้จุ้ยเน้ยได้ยินเสียงพูดดังนั้น จึงลืมตาขึ้นเห็นคนทั้งหลายมานั่งล้อมอยู่ จึงลุกขึ้นนั่งแล้วถามว่า นี่คนอะไรที่ไหนจึงอาจสามารถคุมชังเราอย่างนี้ พระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าไม่ใช่คนอื่น คือพี่ชายพี่สะใภ้ของเจ้าเองนางลี้จุ้ยเน้ยจึงตอบว่า เอาที่ไหนมาพูดพี่ชายพี่สะใภ้ของข้าไม่มี ตัวข้าพเจ้า ชื่อลี้จุ๊ยเน้ยต่างหาก สามีของข้าพเจ้าแช่เล่าชื่อช้วนอยู่ด้วยกันมีบุตรสองคนบ้าน ตำบลเมืองกุนจิ๋ว เพราะเมื่อสามเดือนก่อน ข้าพเจ้ามีจิตศรัทธาเอากำไลมือออก ทำบุญถวายแก่หลวงจีนไป สามีข้าพเจ้าทราบจึงกล่าวหยาบช้าแก่ข้าพเจ้าต่าง ๆ ว่าไม่อยู่ในโอวาทของสามีทำโดยพละการตนเอง แล้วกล่าวคำเสียดสีต่าง ๆ ข้าพเจ้ามีความโทมนัสน้อยใจ อายแก่ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้สละชีวิตเอาผ้าแพร ผูกคอตาย ครั้นสามีข้าพเจ้าไปพบแก่ข้าพเจ้าบอกว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่ง ใช้ให้นำแตงโมไปถวายพระยาเงียมพ้ออ้อง พระยาเงียมฟ้ออ๋องมีความกรุณาปล่อย ผัวข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้าให้กลับมายังมนุษยโลกนี้ เวลาข้าพเจ้าเดินตามหลังสามี ข้าพเจ้ามานั้น ข้าพเจ้าเดินช้าตามไม่ทันบังเอิญหกล้มลง สามีข้าพเจ้าเดินไปทาง ไหนไม่ทราบ นี่ท่านทั้งหลายเหล่านี้เหตุใดจึงมาล้อมคุมเราอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักผิด และชอบหรือเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังนางพูดดังนั้น พระองค์เข้าพระทัยไปเสียว่า นางกงจู๊หกล้มลงพระสติเสียฟั่นเฟือนเคลือบเคลิ้มไปจึงได้พูดจาเลอะเทอะ จึงรับ สั่งให้ขันทีไปตามไทอุยหมอหลวง แล้วรับสั่งให้นางสาวใช้ช่วยกันพยุงนางเข้าไป ที่พระตำหนักข้างในเมื่อเวลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ กำลังประทับตรัสด้วยเรื่องนางเง็กเอ็งกับฮ่อง เอ้าอยู่นั้น ฝ่ายพวกขันทีซึ่งคอยระวังการข้างหน้ามากราบทูลว่า บัดนี้เล่าช้วนที่ อาสานำแตงโมไปถวายพระยามัจจุราชกลับเป็นขึ้นมาแล้ว จะคอยเข้าเฝ้าพระองค์ อยู่ที่ประตูชั้นนอกพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้ขันทีพาเล่าช้วนเข้ามาเฝ้า เล่าช้วนถวายบังคม แล้วก็ถอยออกมายืนอยู่ที่ควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามเล่าช้วนว่า ซึ่งเจ้านำแตงโมไปถวายเงียมพ้อ อ๋องนั้นเป็นประการใดเล่าช้วนกราบทูลว่าข้าพเจ้าได้ลงไปถึงประตูผีกุ้ยหมึงกวน คนเฝ้าประตูจึงนำ ข้าพเจ้าเข้าไปยังปราสาทซิมล้อเต้ย ครั้นถึงข้าพเจ้านำแตงโมถวายพระยาเงียมฟ้อ อ้องมีความยินดีนัก จึงสั่งให้เอาแตงโมไปเก็บ พระยามัจจุราชถามชื่อและแช่ว่า เหตุใดจึงลงมาในเมืองนรกข้าพเจ้าจึงบอกเหตุว่าภรรยาผูกคอตาย จึงได้มานะเข้า อาสาลงมาถวายแตงโมให้ทราบทุกประการ เงียมฟ้ออ๋องจึงใช้ให้ยมบาลไปตาม วิญญาณของภรรยาข้าพเจ้ามาพบกับข้าพเจ้า แล้วเงียม่ออ่องค้นสารบบบัญชีเกิด ตาย แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งสองยังไม่ถึงกำหนดตายให้ยมบาลพาข้าพเจ้าทั้งสองคน กลับมาส่งยังมนุษยโลก เมื่อเวลาเดินมานั้นข้าพเจ้าเดินมาหน้าภรรยาเดินตาม หลังมา ข้าพเจ้าก็มาเข้ารูปเดิมฟื้นขึ้นแล้วไม่ทราบว่าภรรยาของข้าพเจ้าไปข้างไหน เข้ารูปอะไรก็หาทราบไม่ข้าพเจ้าจึงได้มาเฝ้าพระองค์ การเป็นดังนี้ขอพระองค์ได้ ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเล่าช้วนทูลดังนั้นก็เฉลียวพระทัย แล้วพระองค์ จึงตรัสถามเล่าช้วนต่อไปว่า พระยาเงียมพ้ออ๋องได้พูดอะไรอีกบ้างหรือเปล่า เล่า ช้วนกราบทูลว่า ก็ไม่เห็นพูดอะไร ได้ยินแต่ยมบาลพูดแก่พระยามัจจุราซว่า นาง ลีจุ้ยเน้ยตายนานแล้วรูปกายก็เปื่อยเน่าทรุดโทรมแล้วจะทำอย่างไรพระยาเงียมพ้ออ้องจึงสั่งให้ยมบาลเอารูปนางลี้เง็กเอ็งกงจู้แทนให้เอาวิญญาณ ของนางลี้จุ๊ยเน้ยเข้าอาศัยเถิด ข้าพเจ้าได้ยินพระยามัจจุราชสั่งยมบาลดังนี้ ไม่ ทราบว่านางลี้เง็กเอ็งกงจู๊นั้นคนไหนบ้านเรือนอยู่ท่ไหนก็ไม่ทราบยังหาได้ไปค้นหาไม่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเล่าช้วนทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก พระองค์ จึงตรัสแก่ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายว่าเมื่อเราจะลาเงียมฟ้ออ๋องกลับมานั้นเราได้ถาม เงียมฟ้ออ๋องว่าบนเมืองมนุษย์เป็นอย่างไรบ้าง เงียมฟ้ออ๋องบอกว่าข้าราชการพร้อม เพรียงกันอยู่ดี แต่น้องสาวของเราอายุจะไม่ยืนยาว เมื่อตะกี้นี้นางกงจู้น้องสาวเรา ไปเที่ยวในสวนอยู่ดี ๆ ก็ล้มสลบไป เรารู้เหตุจึงได้ไปที่นางล้มอยู่ เราเข้าประคับ ประคองแก้ไขได้สติฟื้นขึ้นบอกว่าชื่อนางลี้จุ๋ยน้ยซึ่งเป็นภรรยาเล่าช้วน ซึ่งนาง พูดดังนี้เราก็คิดว่าเห็นว่าเป็นการประหลาดอยู่การสมต้นสมปลายเหมือนที่เล่า ช้วนมาเล่าให้เราฟังเดี๋ยวนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใดฝ่ายงุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า ซึ่งการจะเปลี่ยนดวงจิตนันก็คงจะมีอยู่บ้าง ถ้าจะให้สินสงสัยแล้ว ขอเชิญกงจู้มาข้างหน้าให้ดูเล่าซ้วนก็จะได้รู้เหตุจริงประจักษ์ ได้ ข้าพเจ้าเห็นการดังนี้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ตรัสว่าเราได้ให้ไทอุยเขารักษาอยู่จะเป็นประการใดยัง ไม่ทราบ ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้สาวใช้ไปบอกให้กงจู๊น้องเราออกมาข้างหน้า เดี๋ยวนี้นางสาวใช้ได้ฟังรับสั่ง ก็รีบเข้าไปข้างในตามรับสั่ง ฝ่ายไทอุยซึ่งประจำรักษา นางกงจู๊นั้น ก็ประกอบยาให้นางพนักงานนำไปถวายนางกงจี้ นางสาวใช้ก็นำมา ถวายและทูลเตือนให้นางเสวยฝ่ายนางลี้จุ๊ยเน้ยเห็นนางสาวใช้และพนักงานมาวุ่นวายดังนั้น จึงพูดว่าเราเจ็บ ไข้อะไรเรามากับสามี สามีของเราหายไปเราจึงมีความวิตกทั้งคิดถึงบุตรของเรา ทั้งสองยังไม่รู้ว่าจะเป็นประการใด ซึ่งตัวเรามาอยู่ที่นี้ ได้ความคับแค้นเหมือนอยู่ ในกรงขังสัตว์ ตัวเราหาใช่กงจู๊ไม่ ถ้าท่านเอ็นดูเราแล้ว ก็จงปล่อยเราให้ออกไป เสียเถิดว่าแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอึ้นไปไม่หยุดเลยฝ่ายนางพนักงานครั้นมาถึงตำหนักแล้ว ก็บอกแก่นางกงจู้ว่ามีรับสั่งให้นาง กงจู้ออกไปข้างหน้าเดี๋ยวนี้ แล้วก็กันเข้าพยุงให้นางเดินออกมาข้างหน้า ครั้นถึง แล้วจึงให้นางคำนับพระเจ้าแผ่นดินแล้วยืนเฝ้าอยู่ที่ควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เจ้าจำสามีของเจ้าได้แน่แล้วหรือ นางลี้จุ๊ย เน้ยจึงกราบทูลว่า เหตุใดข้าพเจ้าจะจำสามีของข้าพเจ้าไม่ได้เล่า ข้าพเจ้าสองคน ผัวเมียนี้บิดามารดาได้สู่ขอกันไว้ตั้งแต่เล็ก ครั้นเติบใหญ่ขึ้นบิดามารดาได้แต่งให้ อยู่กินด้วยกันจนเกิดบุตรสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งทำไมจะจำกันไม่ได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นางสาวใช้พาตัวนาง กงจู๊ลงไปข้างล่างที่ซาลาฝ่ายนางลี้จ๋ยเน้ยเมื่อลงมาข้างล่างก็เห็นเล่าช้วนนางจำได้แน่ถนัดนางตรงเข้า จับมือเล่าช้วนยึดไว้แล้ว ถามว่าทำไมตัวทิ้งฉันหนีมาเสียก่อน ไม่คอยฉันบ้างเลย ฉันสะดุดหกล้มลงแล้ว ครั้นลุกขึ้นได้ก็ไม่เห็นเจ้าไปข้างไหนก็ไม่รู้ ฉันถูกคนทั้งหลาย ล้อมคุมฉันอยู่ ฉันก็ไม่ยอมอยู่ด้วยคนเหล่านั้น คิดจะหนีคนเหล่านั้นเที่ยวตามหา เจ้าบังเอิญมาพบกันดังนี้ เจ้าไปข้างไหนมาเล่าช้วนเห็นนางมายึดข้อมือพูดดังนั้น ก็ให้นึกสงสัยกะอำกะอากอยู่ จึงนึก ว่าน้ำเสียงนั้นก็จำได้ไม่ผิดภรรยาของเรา แต่ร่างกายหาใช่ไม่ ครั้นจะพูดตอบแก่ นางก็กลัวความผิด เพราะนางกงจู๊เป็นน้องสาวของพระเจ้าแผ่นดินก็ยืนตกตะลึง ตรองอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงรับสั่งว่าซึ่งการเป็นดังนี้ อุปมาเหมือนภูเขาแยกและแผ่นดินทรุด ยากที่จะได้พบเห็นอย่างนี้ คือเอาดวงจิต คนที่เป็นใส่ในร่างกายคนที่ตาย ก็เพื่อประสงค์จะเปลี่ยนร่างกายกันเท่านั้น พระ องค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงบำเหน็จรางวัลแก่เล่าช้วนตามสมควร แล้วให้นางสาวใช้ไป ขนเครื่องใช้สอยและเครื่องแต่งตัวของนางกงจั๊มาพระราชทานให้แก่เล่าช้วนและ ภรรยาทั้งสิ้น แล้วพระองค์ทรงพระอักษรยกนางกงจั๊พระราชทานให้เป็นภรรยา เล่าช้วน แล้วทรงพระอนุญาตให้พากันไปบ้านเรือนของตนตามเดิมฝ่ายเล่าช้วนกับภรรยาครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแล้วทั้งสองคน ก็คุกเข่าถวายคำนับทูลลาพระเจ้าแผ่นดินออกจากพระราชวังไป ผัวเมียก็มีความ รื่นเริงในใจเป็นที่สุด ก็พากันเดินทางไปยังเมืองกังจิว ครั้นถึงบ้านเดิมจึงเข้าไปใน ห้องเรือนเห็นบุตรทั้งสองซึ่งชาวบ้านเขาเมตตาเลี้ยงไว้ให้ก็ยิ่งมีความชื่นชมโสมนัส เป็นอันมากทั้งสองผัวเมียก็อยู่เป็นสุขสืบตระกูลต่อมาฝ่ายอวยซีจงมีรับสั่งให้นำเงินในคลัง คลังหนึ่งบรรทุกเกวียนไปยังเมืองห้อล้ำ ครั้นถึงจึงเที่ยวค้นหาบ้านเชียงเลียงผู้เจ้าของเงิน ครันรู้แน่แล้ว อวยชีงพร้อมด้วย ขุนนางกรมการก็รีบไปยังบ้านเซียงเลียงผู้เจ้าของทรัพย์ครั้งนั้นยังมีเฒ่าชราคนหนึ่งชื่อเชียงเลี้ยงเป็นคนใจกุศลมีภรรยาคนหนึ่งก็เป็น คนชราเหมือนกัน แต่หามีบุตรชายหญิงที่จะสืบแซ่ไม่ ตายายทั้งสองคนนั้นเป็นคน ชื่อตรงหากินค้าขายโดยทางสุจริต ในบ้านเฒ่าทั้งสองนั้นขายเป็นหม้อและไหเตา อังโล่และเครื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ แม้ขายได้กำไรมากน้อยเท่าใดก็เอาไว้แต่พอค่า โสหุ้ยกินเท่านั้น นอกจากนั้นก็ให้ทานและทำบุญด้วยหลวงจีนและซื้อกระดาษเงิน กระดาษทองเผาฝากไว้ในเมืองผีเนือง ๆ สองเฒ่าตายายทำแต่การกุศลอยู่อย่างนี้ เนื่องนิตย์มิได้ขาดฝ่ายอวยซีกงกับขุนนางกรมการบรรทุกเงินตรงมายังบ้านเชียงเลี้ยง เสียงรถ และม้าและคนเดินเช็งแซ่เฒ่าเชียงเลี้ยงกับยายเห็นขุนนางผู้ใหญ่และม้ารถเข้ามา ในบ้านดังนั้น ก็ตกใจดุจหูหนวกตาบอดระรัวสั่นเทาไปทั้งกายจะหนีก็หนี่หาทันไม่ ตายายก็ก้มหน้าคุกเข่าลงกับดินคำนับหมอบนิ่งอยู่อวยซีจงเห็นดังนั้นก็ลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปใกล้ แลเห็นเฒ่าทั้งสองคุกเข่าอยู่ กับดิน จึงร้องบอกว่าตายายทั้งสองจงลุกขึ้นเถิดข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็จริง แต่ มีพระราชประสงค์มาโดยการดีตายายอย่าได้มีความวิตกกลัวแต่อย่างใดเลย เพราะ ข้าพเจ้ารับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้นำเงินคลังหนึ่งมาใช้ให้แก่ตายาย ตายายจงรับไปเก็บไว้ จะได้เลี้ยงชีวิตไปภายหน้า ข้าพเจ้าจะได้กลับไปกราบทูล พระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบสองเฒ่าได้ฟังขุนนางผู้ใหญ่พูดดังนั้น ตายายก็งกงันอกใจเต้นตึกปากคอสั่น รัวไป แข็งใจตอบว่าข้าพเจ้าเป็นคนจนค้าขายพอเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น จะเอาเงินเอาทองที่ไหนมาเป็นคลังสองคลังให้เจ้านายยืม ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้มีทรัพย์ สมบัติอะไรท่านทั้งปวงนี้จะมาผิดบ้านผิดตัวเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะรับทรัพย์ซึ่งไม่ แจ่มใสดังนี้ ไม่อาจรับได้ ขอท่านได้ไปค้นดูที่อื่นเถิดอวยชีจงได้ฟังตายายพูดดังนั้น จึงตอบว่า ตายายยังไม่ทราบเรื่องตลอดจึงยัง คลางแคลงอยู่ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะเล่าให้ตายายฟังคือตายายเป็นคนจนก็จริง แต่ตา ยายได้ทำบุญแก่หลวงจีนที่ถือบวชเหมือนพระ และให้ทานแก่คนอนาถาและได้ซื้อ กระดาษทองกระดาษเงินเผาฝากลงไปยังเมืองนรกเงินมีหลายคลังแล้ว เมื่อพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้สวรรคตไปนั้น ได้ลงไปยังเมืองนรก ครั้นเมื่อเวลาจะกลับขึ้นมาเมือง มนุษย์ ได้ยืมเงินของตายายหนึ่งคลังทรงบริจาคให้ทานแก่พวกปิศาจอสุรกาย เหล่านัน ผู้เป็นประกันเงินให้แก่พระองค์นั้นคือทุยปังสมุหบัญชีใหญ่ในเมืองนรกนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาทรงฟื้นกลับคืนเป็นขึ้นมาแล้ว จึงรับสังให้ข้าพเจ้าบรรทุกเงิน ที่ยืมไปให้ทานนั้นมาคืนให้ตายายตายายจงรับไว้เถิดเฒ่าทั้งสองได้ฟังดังนั้น จึงยกมือขึ้นเหนือเกล้าแล้วพูดว่าของทั้งนี้ข้าพเจ้าทั้ง สองไม่สามารถจะรับไว้ได้ แม้จะรับซึ่งเงินทองนี้ไว้ ถ้าตายเสียจะดีกว่า แม้ถึง ข้าพเจ้าได้เผากระดาษเงินทองก็จริงแต่เหมือนอยู่ใที่มืดมัวไม่แจ่มแจ้งกระจ่างเห็น จริงสว่างชัดใสได้ พระเจ้าแผ่นดินยืมเงินนั้นก็หามีสิ่งใดเป็นสำคัญควรเชื่อถือได้ไม่ ถ้าขึ้นจะให้ข้าพเจ้าจะทนสู้รับพระราชอาญายอมตายเป็นแท้ ขอท่านได้กรุณาแก่ ข้าพเจ้าทั้งสองผู้ชราเถิดอวยซีจงได้ฟังตายายพูดยืนยันมั่นคงอยู่ดังนั้นก็เป็นที่จนใจ ก็พาเกวียนบรรทุก เงินกับบ่าวไพร่กลับมายังเมืองหลวง เข้าเฝ้ากราบทูลตามเหตุผลซึ่งได้ไปพบปะ เชียงเลี้ยง และที่เชียงเลี้ยงกับภรรยาไม่ยอมรับเงินให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบทุก ประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งว่าสองเฒ่าตายายนี้จัดเอาเป็น คนชื่อตรงใจบุญแท้ รับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้อวยชีจงนำเงินนั้นไปสร้างวัด และ ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ที่ชำรุดหักพังให้กลับคืนดีขึ้นดังเก่าและกระทำศาลาที่ อาศัยชาวชนจะได้พึ่งพักเวลาเดินทางเหมือนดังได้ใช้ให้แก่ตายายทั้งสองนั้นแล้วฝ่ายอวยชีจงเมื่อได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว จึงนำเงินนั้นไปซื้อที่ดินอันบริสุทธิ์ ซึ่ง เจ้าของมิได้หวงแหนเต็มใจขายให้ เป็นเนื้อที่สี่เหลี่ยมกว้างยาวเท่ากันคือกว้าง สิบเส้นยาวสิบเส้น ครั้นฤกษ์ดีจึงให้ช่างก่อสร้างเป็นวัดขึ้นวัดหนึ่ง พร้อมทั้งศาลา และบ่อน้ำและกุฎีวิหารกับถนนหนทางที่แห่งใด ที่ทรุดโทรมก็ปฏิสังขรณ์ขึ้นดังเก่า ครั้นทำการเสร็จแล้วบริบูรณ์จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระองค์ ได้ทรงทราบแล้วจึงพระราชทานนามว่าวัดเชียงก๊กยี่ ประสงค์เอานามอักษรเชียง เพราะหมายความว่าเงินของเซียงเลี้ยงออกสร้างที่ข้างวัดข้างขวานั้น ให้ปลูกเป็นห้องตึกอันงดงามให้สลักแผ่นศิลาลงชื่อเชียง เลี้ยงผัวเมีย แล้วจารึกชื่ออวยชีจงในแผ่นศิลาด้วยว่าเป็นผู้กำกับสร้างวัดด้วยคนหนึ่งครั้นเสร็จการที่ทรงเพิ่มเติมแล้ว จึงรับสั่งให้อวยชีจงมีการฉลองวัดใหม่ อวย ชีจงจึงได้จัดการฉลองวัดตามรับสั่งครั้นสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงได้นำความขึ้นกราบทูลถวายส่วนพระราชกุศลการ ฉลองให้ทราบทุกประการ เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบแล้วมีพระทัยโสมนัสยินดีเป็น ที่ยิ่งครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้สั่งให้เจ้าพนักงานทำหนังสือประกาศ ให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย มาประชุมพร้อมกันในที่เสด็จออกจะทรงปรึกษาในราชการ มหากุศล กับให้ขุนนางฝ่ายธรรมการมีหนังสือบอกกำหนดวัน ให้หลวงจีนทั่วทั้ง มณฑลเมืองเชียงอานให้รู้ทุกอารามหลวง จะได้จัดคัดเลือกหลวงจีนที่เชี่ยวชาญมี วิชาความรู้และสติปัญญา และความปฏิบัติเรียบร้อยบริสุทธิ์ตั้งให้เป็นเจ้าคณะใหญ่ ให้มาประชุมพร้อมกันในระหว่างเดือนหนึ่ง ครั้นปิดหนังสือประกาศแล้วก็ทราบทั่ว กันทุก ๆ พระอาราม บรรดาหลวงจีนเจ้าคณะผู้ใหญ่ก็มาพร้อมกันที่ศาลาธรรมใน พระราชวังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งให้ท่วนเปี้ยนขุนนางฝ่ายอาลักษณ์จัดเลือก หลวงจีนรูปใดที่มีคุณวุฒิเชี่ยวชาญชำนิชำนาญในข้อวัตรปฏิบัติ และการสวดเรียน ได้ตลอดทุกประการแล้ว จะตั้งให้เป็นเจ้าคณะตามสมควรแก่คุณานุรูป ท่วนเปี้ยน ก็ทำหนังสือขึ้นถวายมีความว่าในเมืองปราจีนทิศนั้นศาสนาไม่มีเจ้ามีข้า และไม่มีบิดาและบุตร เอาแต่ความ อบายตามภูมิทุกทาง อาศัยเหตุเหล่านี้เป็นคำสั่งสอน ที่คนเฉลียวฉลาดแสดงว่า บาปบุญ ปากก็สวดภาษามคธเอาเป็นอารมณ์ว่าพ้นซึ่งโทษอันที่จริงความเกิดตาย อายุยืนหรือไม่ยืนนั้น ตามมูลเหตุจะเป็นไป ซึ่งข้ออาณาจักรอำนาจบุญภาคบารมี นัน ก็อาศัยผู้ทีเป็นเจ้ามนุษย์ ในปัจจุบันนี้ชาวชนทั้งหลายกล่าวว่า อาศัยเหตุ ทางพุทธนันเป็นอารมณ์ ก็เมื่อเดิมนั้นยังไม่มีศาสนธรรมของพุทธเจ้า ก็มีแต่เง้าติ ชามอ้องท่านทั้งหลายนี้ก็มีความซื่อตรง เจ้าก็ตังอยู่ในยุติธรรม ข้าก็มีความกตัญญ อายุก็ยืนยาว ต่อมาภายหลังมาถึงวงศ์ฮ้านเม่งตี้พึ่งตั้งว่าพุทธศาสนา คือเมือง มัชฌิมประเทศคัมภีร์คำสั่งสอนก็ไม่พอที่จะเชื่อถือได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทรงทอดพระเนตรความในหนังสือนั้นแล้วพระองค์ก็ส่ง หนังสือนั้นให้ขุนนางทั้งหลายดู และให้ปรึกษาหารือกันดูใครจะเห็นประการใดขณะนั้นขุนนางไจเสียงคนหนึ่ง ชื่อเซียวอู้จึงลุกออกจากที่แล้วถวายบังคมทูล ว่า ซึ่งการในทางพุทธศาสนานั้นก็มีความรุ่งเรืองมาหลายวงศ์แล้ว พระศาสนธรรม นี้ย่อมเป็นมูลรากแห่งมหากุศลอันใหญ่สามารถจะนำสัตว์ให้ได้ความสุขความ เจริญในโลกนี้และโลกหน้า และสามารถจะทำลายเสียซึ่งอกุศลมูล คือโลภะ โทสะ โมหะอวิชชา แต่มนุษย์ทั้งปวงหากจะผินหลังให้ทางกุศลพอใจจะเดินอยู่แต่ในทาง อกุศล เพราะประกอบไปด้วยความโง่คือโมหะมีแต่ความประมาทมัวเมา พุทธนั้น คือองค์พระสัมมาสัมพุทโธซึ่งเสด็จดับขันธ์นิพพานล่วงลับไปแล้ว คงยังแต่พระ ธรรมคำสอนต่างพระองค์ ต้องอาศัยพระมหากษัตริย์ปกครองไพร่ฟ้าอาณาจักร เป็นศาสนูปถัมภ์เพราะฉะนั้นขอพระองค์ได้โปรดบังคับด้วยอาณาจักรอย่าให้หมิ่นประมาทพระ พุทธศาสนาอันเป็นบรมรัตน์ ยากที่จะเกิดจะมีได้ในโลกในครั้งหนึ่งคราวใดท่วนเปี้ยนได้ฟังดังนั้น ก็ลุกขึ้นตอบเชียวอู๊ว่า ธรรมดาคนทั้งหลายที่รู้จักบุญ และบาปแล้ว จะต้องเคารพบิดามารดาและเคารพเจ้านายของตนจึงจะชอบฝ่ายพระพุทธศาสนานั้น กลับกลายไม่เคารพบิดามารดาและละทิ้งบ้านเมือง เหย้าเรือนเคหาเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ไม่รักษาความกตัญญและไม่อยู่ในอำนาจของ พระเจ้าแผ่นดิน เอาแต่ความสุขโดยลำพังตนฉะนี้ จะมิเป็นข้ออกตัญญหรือ ก็ ส่วนตัวท่านเชียวอู๊นั้นเล่า มิใช่ว่าจะไม่มีบิดามารดาผู้ได้ให้บังเกิดมาเมื่อไร จะมา เคารพนับถือคำสังสอนอันไม่มีวงศ์ญาติและบิดามารดาดังนี้ ความจริงข้อนี้จะมิ เป็นอกตัญญูหรือเซียวู๊ได้ฟังดังนั้น จึงทำเป็นประสานมือพนมยกขึ้นเหนือเศียรเกล้าแล้ว พูดว่าซึ่งท่านแสดงหมิ่นประมาทโดยโมหาคติแห่งท่านดังนี้ ก็คือเป็นพวกสัตว์ นรกนั้นเองจะต่างอะไรแก่สัตว์นรกเล่าท่วนเปี้ยนกับเซียวอู๊โต้ตอบกันดังนั้น ก็ยังไม่ยุติตกลงกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองโต้ตอบกันดังนั้นจึงเบือนพระพักตร์ไปตรัสถามขุนนางฝ่าย อาลักษณ์ทั้งสอง คือเตียวเก้าง้วนเตียวสือฮ่วน ว่าซึ่งการในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเห็นเป็นอย่างไรขุนนางทั้งสองจึงกราบทูลว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นนิยยานิกมรรคมีความวิสุทธิ์ วิมุติสุขพ้นจากคำสอนของศาสนาในโลกนี้ เป็นหนทางแห่งความระงับทุกข์และ ระงับก็เลส เป็นธรรมรัตน์อันวิเศษประเสริฐยิง เมื่อครังวงศ์จิวน้ำซ่องบู๊จัดเป็นตรัย ศาสนา คือพุทธศาสน์หนึ่งไสยศาสตร์หนึ่งอิสีศาสตร์หนึ่งเป็นสามศาสนาด้วยกัน พุทธศาสนาเป็นที่หนึ่งตั้งแต่ครั้งพระมหาต้ายฮุยเสียนซืออาจารย์มีอภินิหารล้ำเลิศ ลึกซึ้ง มีคำสอนปรากฏปกแผ่ให้หมู่ชนทั้งหลายปฏิบัติรักษาและความปรากฏให้ ได้รับผลเห็นคุณประจักษ์มิใช่จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เมื่อไรและเมื่อครั้งพระอาจารย์เง้าโจ๊จุติเวลานั้นก็เห็นปรากฏได้ และเมื่อพระธรรมา จารย์ก็ให้เห็นปรากฏด้วยพระศาสนธรรมอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่เดิมมาจนบัดนี้ พระพุทธ ศาสนา ก็เป็นที่สูงสุดหาที่จะเปรียบมิได้ดังนี้ หาควรที่จะทอดทิ้งเสียไม่และไม่ ควรทำลายให้เสื่อมสูญไป ความจริงย่อมเป็นดังนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระดำริโดย สุขุม และทรงพิจารณาให้กระจ่างแจ้งด้วยพระปรีชาญาณเถิดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสองทูลดังนั้นมีพระหทัยใสโสมนัส ยินดียิ่งนัก จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งสองว่าท่านทั้งสองพูดดังนี้ถูกต้องตามกระแสธรรม สมควรแก่ศาสนาแล้ว พระองค์รับสั่งเป็นฉินทภาคคำขาดว่า ถ้าผู้ใดขึ้นพูดคัดค้าน โต้เถียงขึ้นอีก จะให้ลงโทษจงหนักแล้วพระองค์ตรัสแก่งุยเต็ง เซียวอู๊เตียวเก้าง้วนขุนนางทั้งสามให้นิมนต์หลวง จีนมาประชุมให้พร้อมกันยังสภาคารศาลาธรรม แล้วให้เลือกหลวงจีนที่สมควรเป็น เจ้าคณะจัดการในพระพุทธศาสนาขุนนางทั้งสามได้ฟังรับสั่งแล้ว ก็ลุกจากที่ถวายบังคมลาออกจากพระราชวัง กลับไปที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นเชิญหลวงจีนมาประชุมพร้อมกันแล้ว จึงตรวจเลือกดูในที่ ประชุมว่าหลวงจีนรูปใดจะมีคุณวุฒิสมควรที่จะยกให้เป็นใหญ่ได้ ครั้นไล่เลียงไต่ ถามเข้าก็ได้หลวงจีนรูปหนึ่งมีมารยาทอันงาม และมีความรู้เชี่ยวชาญเคร่งครัดข้อ วัตรปฏิบัติดีมีความบริสุทธิ์ คือกิมเสียนโพธิสัตว์แปลว่าท่านผู้ข้องอยู่ในที่จะได้ ตรัสรู้ในเบื้องหน้า ได้จุติลงมาในมนุษยโลก เมื่อยังเป็นทารกอยู่นั้นมีนามว่ากังลิ้ว ครั้นเติบใหญ่อุปสมบทแล้วพระอาจารย์ให้นามว่า เหี้ยนจึง หลวงจีนเหี้ยนจึงองค์นี้ ตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มาไม่มีแผ้วพานในการโลกีย์ ตานั้นคืองุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่ บิดานั้นคือตันกองหยี ตันกองหยีเมื่อเป็นที่จอหงวนได้กลับมาเมืองหลวงแล้ว พระ เจ้าแผ่นดินตั้งให้เป็นที่ต้ายหักสือขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ หลวงจีนรูปนี้เธอไม่พอใจ ในกามโภคีและชื่อเสียงเกียรติยศ มีสันดานสุภาพมักน้อยสันโดษ ปฏิบัติทางธรรมะ ระงับจิตไปห่างจากกิเลส เครื่องร้อนมีวิหารธรรมเครื่องอยู่แห่งใจความรู้ในทาง ศาสนาก็เชี่ยวชาญมากครั้นขุนนางทั้งสามตรวจสอบไต่สวนไล่เลียงโดยละเอียดแล้วจึงได้นำหลวงจีน เหี้ยนจึงเข้าเฝ้า ขุนนางทั้งสามกราบทูลว่าขอพระบารมีปกเกล้า ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดให้ข้าพพระองค์ทั้งสามไปเลือกหลวงจีนนั้น บัดนี้ได้มารูปหนึ่งมีความรู้ในพระ พุทธศาสนาโดยละเอียด ชื่อหลวงจีนตั้นเหี้ยนจึง ขอพระอ่งค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังขุนนางทั้งสามกราบทูลดังนั้น พระองค์จึงคิด อยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงตรัสถามว่าหลวงจีนรูปนี้เป็นบุตรของตันกองหยี่จอหงวนมีใช่หรือหลวงจีนเหียนจึงได้ฟังรับสังถามดังนัน จึงย่อตัวแล้วถวายพระพรว่าถูกต้องแล้ว ตามพระกระแสรับสั่ง ข้าพเจ้าเป็นบุตรตั้นกองหยีจอหงวนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งสามว่าท่านทั้งสามเลือกได้หลวงจีน รูปนี้ก็สมควรแล้ว จึงตรัสว่าเราจะตั้งให้เป็นพระราชาคณะผู้บังคับบัญชาว่ากล่าว สั่งสอนหลวงจีนทั้งปวงในการวัดวาอาราม คือฝ่ายพุทธศาสนาให้เรียบร้อย พระ องค์จึงจัดผ้าตรัยและเครื่องบริขารตามยศสมณะศักดิ์ของราชาคณะพระราชทาน หลวงจีนเหี้ยนจึงหลวงจีนเหี้ยนจึงครั้นได้รับยศเป็นราชาคณะแล้วก็ถวายพระพรลาออกมาจาก พระราชวัง กลับมายังวัดใหญ่ชื่อวัดยั้เซ็งยี่ไม่ใกล้ไกลนักกับพระราชวัง ครั้นมา ถึงแล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงให้หลวงจีนทั้งหลายฝึกซ้อมกันตามหมวดตามหมู่ และผู้คน ข้าราชการทั้งปวงที่มาช่วยในการนี้ก็ให้ดูการตามหน้าที่อันสมควร ครั้นเสร็จการ พรักพร้อมแล้วหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงหาฤกษ์ได้วันดีที่จะทำการเปิดพิธีฝ่ายหลวงจีนลูกวัดทั้งหลายตรวจนับรวมกันได้พันสองร้อยรูป จัดเป็นสามส่วน คืออย่างสูงอย่างกลางอย่างต่ำให้รักษาการตามหน้าที่ ครั้นถึงวันกำหนดการมงคล คือศักราชเจงกวนได้เสวยราชสมบัติสิบสามปีแล้ว ในปีนั้นเป็นปีมะเส็งเดือนสิบเอ็ด ขึ้นสามค่ำ วันนั้นเป็นวันมหามงคลพิธีเจ็ด เจ็ดหนเป็นสี่สิบเก้าวันจึงหยุดการ ครั้น หลวงจีนเหี้ยนจึงทำการเสร็จแล้วจึงทำหนังสือขึ้นถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นพระองค์ทรงทราบแล้วถึงวันกำหนดพระองค์ก็เสด็จ ออกขุนนางครั้นขุนนางพร้อมแล้ว ก็เสด็จออกจากพระราชวังขึ้นทรงรถพร้อมด้วย ขุนนางซ้ายขวาหน้าหลัง แห่นำตามเสด็จมายังวัดฮั้วเซ็งยี่ ครั้นพระองค์เสด็จถึง วัดพวกพิณพาทย์ก็บรรเลงดนตรีรับเสด็จตามธรรมเนียมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ลงจากราชรถเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่โรงราชพิธีธรรม ประทับบนพระเก้าอี้ ขุนนางทั้งปวงก็เฝ้าตามลำดับยศถวายบังคมพร้อมกันแล้วก็ นั่งอยู่ตามสมควรฝ่ายหลวงจีนเจ้าคณะผู้ใหญ่จึงให้เคาะระฆังสัญญา หลวงจีนทั้งหลายเมื่อได้ ยินระฆังดังนั้นก็ครองจีวรมาประชุมพร้อมกัน หลวงจีนเหี้ยนจึงนำหน้าหลวงจีน ทั้งหลายเข้ามาในที่พิธี ยืนเป็นลำดับเรียบร้อย หลวงจีนเหี้ยนจึงก็จุดธูปเทียนเครื่อง นมัสการพร้อม ขุนนางพนักงานเครื่องสักการบูชาก็จัดธูปเทียนขึ้นถวายพระเจ้า แผ่นดิน พระองค์ทรงรับรูปเทียนขึ้นบูชาแล้ว ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตามความ ประสงค์เสร็จแล้วก็ทรงถวายนมัสการพระพุทธรูปโดยเคารพฝ่ายขุนนางใหญ่น้อยต่างคนก็ต่างจุดธูปเทียนบูชานมัสการพระปฏิมากรเสร็จ แล้ว หลวงจีนเหี้ยนจึงสวดพระพุทธมนต์จบแล้วจึงนำหลวงจีนทั้งหลายเข้ามาเฝ้า แล้วหลวงจีนเหี้ยนจึงก็ถวายหนังสือแสดงข้อความในการพิธีนั้น พระเจ้าแผ่นดิน ทรงทอดพระเนตรตลอดแล้วก็มีพระทัยใสโสมนัสยิ่งนัก จึงตรัสแก่หลวงจีนทั้งหลาย ว่าท่านผู้เป็นนักบวชทั้งหลายจงอุตสาหะช่วยข้าพเจ้าทำการพิธีนี้ให้สำเร็จเพื่อจะได้ เป็นคุณทั่วกันข้าพเจ้าจะมีความขอบใจท่านเป็นที่ยิ่งหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นต่างก็พร้อมกันถวายพระพร ว่าอาตมภาพทั้งหลายนี้จะขอสนองพระเดชพระคุณให้สมพระราชประสงค์ของ มหาบพิตรไม่มีความรังเกียจท้อถอยแต่อย่างใดเลยในวันนั้นการพิธีเสร็จแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวังจะกล่าวถึงพระกวนอิมกับฮุยไง้ เมื่อกำบังตัวอาศัยอยู่ในศาลพระภูมินั้นหลาย เวลา แต่เที่ยวหาคนศรัทธาเชื่อในคุณพระรัตนตรัย เพื่อจะได้ไปนำพระคัมภีร์พระ พุทธศาสนาก็ยังหาได้ไม่ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งได้ยินข่าวว่าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มี รับสั่งตั้งให้หลวงจีนกังลิ้วเป็นราชาคณะพิธีธรรม ด้วยหลวงจีนรูปนี้เดิมเราได้ให้นำ เต้าแซกุนนิมนต์มาจุติในครรภ์นางอุนเกี้ยว พระกวนอิมรู้แน่ดังนั้นแล้วก็มีความ ยินดียิ่งนัก จึงแปลงตัวเป็นหลวงจีนอนาถากายตัวล้วนแต่โรคเรื้อนกุฏรัง ครั้น แปลงตัวเสร็จแล้วก็เดินมาตามถนนร้องขายผ้ากาสาวพัสตร์กับไม้เท้าไปตามถนน ครั้นเดินมาพบหลวงจีนรูปหนึ่งถามว่า ไม้เท้ากับผ้าจีวรนี้ท่านจะขายสักเท่าใดพระกวนอิมจึงแกล้งตอบว่ากาสาวพัสตร์นี้ราคาห้าพันตำลึงเงิน ไม้เท้านี้ราคา สองพันตำลึงเงิน หลวงจีนรูปนั้นไม่รู้จักก็หัวเราะแล้วพูดว่าพระขี้เรื้อนกุฏรังเอาจีวร ไม้เท้าอะไรที่ไหนมาขายสองสิ่ง ราคาถึงเจ็ดพันตำลึงเงิน จะมีความวิเศษประเสริฐ อย่างไรหนอฝ่ายพระกวนอิมเมื่อได้ฟังหลวงจีนพูดดังนั้น ก็มิได้โต้ตอบประการใด ออกเดิน ตามถนนเรื่อยมา แต่เดินมาก็หลายชั่วโมง ครั้นถึงประตูเมืองข้างทิศตะวันออก ก็บังเอิญพบขุนนางผู้ใหญ่ ชื่อเชียวอู๊ เซียวอู๊เวลานั้นออกจากเฝ้าจะกลับบ้าน คนนำหน้าของเชียวอู้ร้องให้คนหลีกทาง คนทั้งหลายเห็นก็พากันหลีกไปมิได้กล้า ที่จะรออยู่ช้าฝ่ายพระกวนอิ่มเดินมาถึงก็ไม่หลีก แกล้งยืนขวางอยู่ มือก็ถือผ้าจีวรและไม้ เท้า ใจมิได้หวาดหวั่นเชียวอู๊อยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นจึงรั้งบังเหียนม้าให้หยุด และเห็นผ้าจีวรนั้นมี รัศมีสว่างไสวออกมา จึงบอกให้คนใช้ถามว่า ของสองสิ่งนั้นจะขายราคาสักเท่าใดพระกวนอิมจึงบอกว่า ผ้ากาสาวพัสตร์นี้กับไม้เท้านี้จะขายราคาเจ็ดพันตำลึง เชียวอู้ถามว่าของสองสิ่งนี้จะมีความวิเศษประการใดราคาจึงได้แพงนักพระกวนอิมตอบว่า บางที่ก็ดี บางทีก็ไม่ดี บางที่เอาราคาบางทีก็ไม่เอาราคาเชียวอู๊จึงถามว่า ดีไม่ดีนั้นเป็นอย่างไร พระกวนอิมตอบว่าดีนั้นคือผู้ใดได้ ครองผ้ากาสาวพัสตร์นี้แล้ว ปราศจากกิเลสและภัยอสรพิษทั้งหลายไม่ทำอะไรได้ และไม่ตกในอบายภูมิสี ไม่ดีนันคนที่มีจิตโกรธโลภหลงด้วยกามราคะเป็นทุศีลบุคคล ไม่มีความอายเป็นอลัชชีตา ทำลายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คนอย่างนี้ยาก ที่จะได้พบได้ปะผ้ากาสาวพัสตร์ และไม้เท้าอย่างนี้เซียวอู้จึงถามต่อไปว่า อย่างไรจึงว่า บางทีจะเอาเงิน บางทีจะไม่เอาเงินพระกวนอิมตอบว่า แม้บุคคลผู้ใดไม่มีศรัทธาไม่เชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัย ถ้าขีนจะซื้อของสองสิ่งนี้จะเอาราคาเจ็ดพันตำลึงเงิน อย่างนี้จะต้องเอาเงิน และ แม้ผู้ใดมีจิตศรัทธา เคารพต่อคุณพระรัตนตรัยใจบุญยินดีในทางกุศล ถ้าอยากจะ ได้ของสองสิ่งนี้ก็จะอนุญาตให้และจะผูกไมตรีให้เป็นที่ชอบกันโดยธรรม อย่างนี้ แหละจะไม่เอาเงินเลยเชียวอู๊ได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธากล้าหาญขึ้นมาก แล้วเซียวอู้คิดอยู่ แต่ในใจโดยความอนุมานคาดหมายประกอบเข้ากับกิริยาอาการและทั้งเห็นปาฏิ หาริย์ที่ได้เห็นรัศมีในของทั้งสองสิ่งนั้นด้วย จึงเข้าใจว่าท่านผู้นี้คงจะเป็นผู้มีอภินิหาร เป็นมั่นคง จึงลงจากหลังม้าแล้ว ก็พนมมือนมัสการถามว่า ข้าพเจ้าขออภัยโทษ เถิดท่านอย่าได้ถือโทษข้าพเจ้าเลย แล้วเชียวอู้จึงพูดแก่หลวงจีนทั้งสองว่า บัดนี้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีพระศรัทธาในพระพุทธศาสนานันหาที่เปรียบมิได้ บัดนี้ พระองค์ตังพระราชพิธีกระทำการมหากุศลทั้งน้ำทั้งบก ออกพระราชทรัพย์บริจาค เป็นทานทุกแห่งทุกหน ผ้ากาสาวพัสตร์นี้สมควรจะถวายหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงจะ ชอบ ข้าพเจ้าขอนิมนต์ท่านทั้งสองเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินด้วยข้าพเจ้าเถิดพระกวนอิ่มได้ฟังเชียวอู๊พูดดังนั้น ก็มีความยินดีด้วยสมประสงค์ที่คิดไว้ จึง ตอบว่าตามแต่ใจท่านเถิดเชียวอู๊ได้ฟังดังนั้น ก็พาหลวงจีนทั้งสองเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึงหน้าพระ ลาน เชียววู้ก็บอกแก่ขันทีตามซึ่งได้พาหลวงจีนสองรูปมาจะขอเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขันทีเมื่อได้ทราบดังนั้น จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินตามที่เชียวอู๊สั่งมา ทุกประการพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีไปนำเชียวอู๊กับ หลวงจีนทั้งสองรูปเข้ามาเฝ้า เชียวอู้เข้ามาถึงถวายบังคมแล้วก็ยืนคอยฟังรับสังอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งถามเชียวอู้ว่า มีกิจธุระอย่างไรหรือ เชียวอู๊ กราบทูลเรื่องผ้ากาสาวพัสตร์กับไม้เท้านั้น ให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามหลวงจีนทั้งสองว่า ของสอง สิ่งนั้นจะคิดเป็นมูลค่าสักเท่าใดฝ่ายพระกวนอิมกับฮุยไง้ เมื่อตามเชียวอู้กับขันทีเข้ามายืนอยู่นั้น หาได้คำนับ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไม่ ครั้นได้ยินรับสั่งถามดังนั้น จึงตอบว่าผ้ากาสาวพัสตร์นั้น ห้าพันตำลึง ไม้เท้านั้นสองพันตำลึง พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า ของสองสิ่งนี้จะ วิเศษอะไรจึงได้คิดราคามากดังนั้นพระกวนอิมตอบว่า ผ้าจีวรนี้เป็นของวิเศษเป็นฝีมือของนางเทพอักษรเป็นผู้ทำ มีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์ และยังมีคำอธิบายชี้แจงว่าผ้ากาสาวพัสตร์นี้ เป็นมหรรมรัตนะ อาจให้ผู้ครองบรรลุภูมิสี่ทางหกตลอดสำเร็จเสร็จสิ้น แจ้งพระนฤพานพ้นจากกิเลส อาสาวะรักษากายให้บริสุทธิ์อาศัยอยู่ในจักรวาลเขาสุวรรณบรรพต จิตกายบริสุทธิ์ ดุจคนโทเพชร ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าบัญญัติทำผ้ากาสาวพัสตร์นี้ร้อยหมื่นพัน กัลป์ผู้ใดก็ไม่อาจสามารถจะได้พบเห็นของสิ่งนี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ และขุนนางทั้งปวงได้ฟังหลวงจีนพูดชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีความเชื่อเกิดปีติโสมนัสศรัทธาด้วยกันทุก ๆ คน จึงพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรง ถามต่อไปว่า ไม้เท้านั้นจะมีคุณวิเศษประการใดพระกวนอิมตอบว่า ไม้เท้าทำด้วยทองแดงกับเหล็กประกอบกัน บนยอดนั้น มีเก้าองค์ระย้าและเก้าปล้อง และประกอบด้วยของวิเศษ แม้ผู้ใดได้ถืออยู่กับมือ แล้ว ย่อมป้องกันสรรพภัยและอสรพิษก็ไม่ทำร้ายได้ อาจพังประตูนรกได้ และให้ ผู้ที่ถือนั้นมีจิตอันผ่องใส่ไม่มีกังวลเสพในที่ชั่ว คือกามคุณทั้งห้า และตัณหามานะ ทิฐิ และบรรลุถึงอมตธรรมนิตยสถานอันเป็นอกุปธรรมไม่รู้กำเริบคืนคลายคือพระ นฤพาน ไม้เท้านี้วิเศษอย่างนี้ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังหลวงจีนอาคันตุกะกล่าวสรรเสริญของวิเศษ สองอย่างดังนั้นแล้ว รับสั่งให้เซียวอู้รับผ้ากาสาวพัสตร์มาคลี่ดูฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทอดพระเนตรทรงพิจารณาโดยละเอียดตลอดทั้ง ผืนแล้ว ทรงนึกในพระทัยว่าของสิ่งนี้เป็นของวิเศษโดยแท้ พระองค์จึงตรัสกับ หลวงจีนนั้นว่า บัดนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งพิธีธรรม กระทำการมหากุศลยังวัดฮั้วเซงยี่ ให้ หลวงจีนทั้งหลายสวดมนต์และแสดงธรรมอยู่และในพิธีนั้นมีหลวงจีนรูปหนึ่งมีบุญ อภินิหารมีมาก ข้าพเจ้าได้ตั้งเธอเป็นเจ้าคณะในพิธีนี้ บัดนี้ข้าพเจ้าได้เห็นจีวรของ ท่าน สมควรแก่หลวงจีนเจ้าคณะรูปนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะขอซื้อผ้ากาสาว- พัสตร์นี้ กับไม้เท้าสองสิ่งด้วยกัน เพื่อถวายหลวงจีนเหี้ยนจึง เธอจะได้ครอง กระทำการพิธีนั้น ท่านจะคิดเอาราคามากน้อยเท่าใดก็ตามหลวงจีนทั้งสองจึงพูดว่าแม้นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั้นเธอมีความบริสุทธิ์และมีบุญ อภินิหารแล้ว อาตมภาพขอถวายพระองค์ตามพระทัยประสงค์ไม่รับพระราชทาน เห็นหลวงจีนพูดดังนั้นกับเห็นหลวงจีนจะกลับไปจึงรับสั่งให้เชียวอู้ร้องนิมนต์ให้ หยุดก่อน พระองค์ลงจากเก้าอี้เสด็จเข้ามาใกล้หลวงจีนแล้ว จึงย่อพระองค์ลงตรัส แก่หลวงจีนทั้งสองนั้นว่า เดิมท่านว่าราคาของสองสิ่งนั้นถึงเจ็ดพันตำลึง ท่านเห็น ข้าพเจ้าจะต้องประสงค์ท่านจะไม่เอาเงินดังนี้ ดุจข้าพเจ้าเอาอำนาจข่มขี่เอาของ ของท่าน การอันนี้ก็หาเช่นนั้นไม่ ข้าพเจ้าจะคิดสมนาคุณท่านตามราคาท่านอย่า ได้เกรงใจเลยหลวงจีนทั้งสองได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเดิมอาตมภาพได้อธิษฐานไว้แล้ว มาบัดนี้ พระองค์ก็มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีบุญบารมีหาที่เปรียบมิได้ และ หลวงจีนเหี้ยนจึงก็เป็นผู้มีบุญบารมีแก่กล้าทั้งทรงสติปัญญาเชี่ยวชาญในทางพระ พุทธศาสนา สมควรที่จะนำของสองสิ่งนี้ถวายให้สำหรับตัว เป็นอันอาตมภาพ ไม่รับพระราชทานเงินราคาของสองสิ่งนั้นแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังหลวงจีนทั้งสองตั้งใจดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนาง จัดเครื่องแจมาจะเลี้ยงตอบแทนคุณ หลวงจีนทั้งสองไม่รับนิมนต์ย่อตัวลงแล้วก็ เดินกลับออกมาจากพระราชวัง มาตามทางถนนเข้ามาพักอยู่ในศาลพระภูมิตาม เดิมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางจึงรับสั่งให้งุยเต็งไปยังวัดฮั้งเซงยี่ นิมนต์ หลวงจีนเหี้ยนจึงให้เข้ามาเดี๋ยวนี้งุยเต็ง ครั้นได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้วก็กราบบังคมลาออกมาจากที่เฝ้าขึ้นม้ารีบไป ยังวัดฮั้วเซงยี่ ครั้นถึงจึงลงจากม้าเข้าไปยังที่อยู่ของหลวงจีน ผู้หลานบอกว่ามีรับสั่ง ให้มานิมนต์เข้าไปในพระราชวังเดี้ยวนี้หลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังว่ารับสั่งให้หาดังนั้นก็จัดแจงครองผ้าออกจากที่อยู่ขึ้น เกียว งุยเต็งก็ขึ้นม้ารีบออกจากวัดตรงมายังพระราชวังครั้นถึงหลวงจีนลงจากเกี้ยว งุยเต็งลงจากม้าเข้าในพระราชวังใน กำลังเสด็จออกขุนนางพนักงานนิมนต์ให้นั่ง ที่อันสมควรพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงว่า ท่านมีความเหน็ดเหนื่อย ในการพิธีไม่มีอันใดที่จะทดแทนคุณของท่าน เมื่อเวลาเช้าเชียวอู๊พาหลวงจีนอาคัน ตุกะสององค์เข้ามาหาโยม หลวงจีนทั้งสองนั้นมีจิตศรัทธานำผ้ากาสาวพัสตร์และ ไม้เท้ามาให้โยม ๆ ขอเอาของสองสิ่งนี้ถวายตอบแทนคุณท่าน แล้วแต่ท่านจะเอา ไปใช้สอยตามประสงค์เถิดหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นก็รับเอาจีวรกับไม้เท้านั้นมา พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าท่านโปรดครองจีวรฉลองศรัทธาโยมเดี๋ยวนี้ โยมจะได้โมทนา หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ครองจีวรตามรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางทั้งหลายได้เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงครองผ้ากาสาว พัสตร์นั้น มีรัศมีสีแสงระยับเป็นที่เจริญตาเห็นสมควรแก่หลวงจีนเหี้ยนจึงโดยแท้ ขุนนางทั้งหลายเห็นพร้อมกันดังนั้นต่างก็สรรเสริญว่า งามหาที่เปรียบมิได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องต้จึงรับสั่งให้ขุนนางจัดกระบวนแห่ให้แห่ไปส่งยังวัดที่ทำพิธี ขุนนางทั้งหลายก็ถวายบังคมลามาจัดกระบวนแห่ตามรับสั่ง หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ ถวายพระพรลาออกจากพระราชวัง บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ตามออกมาสง พวกกระบวนแห่ก็เดินกระบวนราษฎรชายหญิงพากันมาดูกระบวนแห่เต็มไปทั้งถนนพากันบ่นสรรเสริญว่า งดงามราวกับพระอรหันต์เสด็จมาการที่แห่หลวงจีนเหี้ยนจึงครั้งนี้เหมือนเมื่อแห่ต้ายหักสือครั้งเมื่อเป็นจอหงวน ซึ่งเป็นโยมของหลวงจีนเหี้ยนจึงครั้งนั้น ครั้นกระบวนแห่มาถึงวัดแล้วหลวงจีนทั้ง หลายก็มาพร้อมกันยืนคอยรับอยู่หน้าวัดครั้นกระบวนแห่มาถึงประตูวัด หลวงจีนเหี้ยนจึงก็ลงจากเกี้ยวเดินเข้าในโรง พิธีจุดรูปเทียนบูชาพระพุทธรูปแล้ว ต่างคนต่างก็กลับไปที่อยู่ของตนตั้งแต่วันเปิดพิธีมาก็ได้เจ็ดวันแล้วอันการพระราชกุศลนันก็ทราบทัวกันไปทุกๆ ตำบล ในวันนั้นเป็นวันที่เจ็ดหลวงจีนเหี้ยนจึง จึงทำหนังสือขึ้นถวายเชิญเสด็จ พระเจ้าแผ่นดินถัง มายังวัดจะได้ทรงฟังพระสัทธรรม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ ทรงทราบหนังสือเชิญดังนั้น จึงรับสั่งให้ฮ่องเฮ้ากับพระสนมตามเสด็จไปยังวัด ครั้นพร้อมกันแล้วพระองค์ก็ทรงรถเสด็จไปยังวัดฮั้วเซงยี่ลงจากราชรถเสด็จขึ้น ประทับที่เก๋งเหล็กริมโรงพิธีฝ่ายพระกวนอิมครั้นรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมายังวัดแล้ว จึงพูดแก่ฮุยไง้ว่า วันนี้งานพระราชพิธีครบกำหนดเจ็ดวันแล้ว และเป็นวันประชุมใหญ่พระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้เสด็จไปทรงธรรมยังวัดแล้วเราจะแอบแฝงไปดู หนึ่งจะได้เห็นในที่ประชุม พิธีนั้นว่าจะเป็นประการใด สองจะได้เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั้นว่าจะมีบุญญาธิการ ครองผ้ากาสาวพัสตร์อันวิเศษนั้นได้หรือไม่ สามจะไปฟังดูว่าหลวงจีนเหี้ยนจึงจะ แสดงพระธรรมคัมภีร์ได พระกวนอิมพูดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเดินตรงไปยังที่วัด ฮั้งเซงยี่ ครั้นถึงแล้วก็เข้าไปยังข้างโรงพิธีแอบพิเคราะห์ดูในพิธีนั้นเห็นงดงาม วิจิตรด้วยการตกแต่งดุจดังว่าวิมานสถาน ได้ยินดนตรีพิณพาทย์ ประโคมขาน สนั่นก้องน่าปลื้มจิตเป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ ในการกุศลธรรมยิ่งนักพระกวนอิมก็แอบ เดินเข้าไปใกล้ธรรมาสน์ แลเห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงนั่งอยู่บนธรรมาสน์กำลังแสดง ธรรมแยกออกเป็นสามประการ คือทิฏฐะธัมมิกัตถประโยชน์เป็นประโยชน์ ชั่วเกิด ถึงตายส่วนหนึ่งเป็นธรรมอันผู้จะได้รับผลตั้งแต่ทำกาลกิริยาตายไปแล้ว เรียกว่า สัมปะรายิกัตถประโยชน์แปลว่าประโยชน์เบื้องหน้า อีกส่วนหนึ่งเป็นปรมัตถ ประโยชน์แปลว่าประโยชน์ที่พ้นชาตินี้และชาติหน้าคือพระนฤพานพระกวนอิมครั้นได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปใกล้ธรรมาสน์เอามือตบธรรมาสน์ แล้ว พูดว่าที่ท่านแสดงด้วยปรมัตถ์ประโยชน์นั้นยังย่อนักไม่พิสดาร ขอให้แสดงโดย วิตถารกว้างขวางด้วยหนทางแห่งพระอริยธรรมไม่ได้หรือหลวงจีนเหี้ยนจึงได้ยินพระกวนอิมว่าดังนั้น จึงลงจากธรรมาสน์มาคำนับแล้ว กล่าวว่า ข้าพเจ้าขอขมาโทษเพราะข้าพเจ้าไม่ทันเห็นว่าท่านมา และไม่ทันจะได้ เคารพเพราะมัวแสดงธรรมอยู่ ข้าพเจ้าและหลวงจีนทั้งหลายเข้าใจในธรรมแต่ส่วน หยาบ ๆ มิได้รอบรู้ในพระปริยัติธรรมคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง อันพระมหา ปรมัตถอรรถธรรมโดยพิสดารนั้นประการใดขอท่านได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดพระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าคัมภีร์ที่ท่านแสดงนั้นเป็นคัมภีร์ต่ำโปรดคน ตายให้พ้นโทษไม่ได้ เป็นแต่สมมุติตามเหตุของโลกเท่านั้น ข้าพเจ้ามีซึ่งพระมหา ปรมัตถ์คือพระไตรปิฎกธรรมอันบริบูรณ์ธรรมอย่างนั้นจึงจะโปรดคนตายให้ไปสู่ สุคติได้ เป็นธรรมอันสูงสุดกระทำผู้รู้แจ้งแทงตลอดให้ถึงอมตธรรมไม่เกิดไม่ตาย ได้ย่อมเป็นบรมสุขขณะเมื่อพระกวนอิมกำลังชี้แจงให้หลวงจีนเหี้ยนจึงฟังอยู่นั้น มีพนักงานผู้หนึ่ง เที่ยวเดินตรวจดูการรอบโรงพิธี เดินมาเห็นหลวงจีนขี้เรือนองค์นั้นเรียกหลวงจีน เหี้ยนจึงซึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่ให้ลงมาพูดกันดังนั้น จึงรีบเข้าไปกราบทูลพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้มีหลวงจีนรูปหนึ่งมาดูกิริยาอาการ หยาบคายเข้าไปยังที่ธรรมาสน์ที่หลวงจีนเหี้ยนจึงกำลังแสดงธรรมอยู่ ก็เรียกให้ ลงมาจากธรรมาสน์จะเป็นพระอะไรก็ไม่ทราบ ดูกิริยาจะอวดตนดีว่าเป็นคนรู้ ท่าทางเห็นวุ่นวายอยู่มากพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าพนักไปพาตัวหลวงจีน นั้นเข้ามายังหน้าพระที่นั่งหลวงจีนทั้งสองเข้ามาแล้วก็มิได้กระทำคำนับพระเจ้า แผ่นดินยืนสำรวมนิ่งอยู่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหลวงจีนทั้งสองก็ทรงจำได้ จึงรับสั่ง ถามว่าท่านทั้งสองนี้ที่ได้เอาผ้ากาสาวพัตร์กับไม้เท้ามาให้มีใช่หรือ หลวงจีนทั้ง สองก็ถวายพระพรว่าอาตมภาพได้ถวายมหาบพิตรจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถาม ว่าท่านจะมาฟังธรรมหรือ ๆ จะขบฉันสิ่งใดของข้าพเจ้ามีอยู่พร้อมจะถวาย เหตุ ใดท่านจึงไปเรียกผู้แสดงธรรมอยู่บนธรรมาสน์เล่า ท่านเห็นสมควรอย่างไรหรือหลวงจีนทั้งสองตอบว่าท่านผู้ที่แสดงธรรมนั้น รู้แต่คัมภีร์ที่สั่งสอนชั้นต่ำ ๆ จะโปรดคนตายให้วิญญาณจิตพ้นโทษนั้นไม่ได้ อาตมภาพมีพระปริยัติธรรม คือ พระไตรปิฎกธรรม อาจสามารถจะโปรดสัตว์ทั้งหลายให้พ้นโทษไปสู่สุคติได้ และ จะให้บรรลุธรรมวิเศษทิศเบื้องบนคือมรรคผลและนฤพานได้ด้วยเมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังหลวงจีนชี้แจงดังนั้น พระองค์ให้เกิดโสมนัส ศรัทธาเป็นที่ยิ่ง จึงรับสั่งถามหลวงจีนทั้งสองว่าอันพระปริยัติธรรมซึ่งเป็นที่ รวบรวมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าพระไตรปีฎกคือพระสูตรพระ ปรมัตถ์พระวินัยนัน ประดิษฐานอยู่ในประเทศใดขอพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดชี้แจงให้ โยมทราบหลวงจีนจึงตอบว่าอันพระไตรปีฎกนั้นอยู่ทิศปราจีนประเทศที่วัดลุ่ยอิมยี ยัง ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่นั้น จึงจะมีพระไตรปิญกธรรมพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าท่านยังจะทรงจำอรรถธรรมนั้นได้หรือไม่ หลวง จีนจึงตอบว่าจำได้บริบูรณ์ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงสั่งหลวงจีนเหี้ยนจึงให้พาหลวงจีนนั้นไปที่ธรรมาสน์จะได้แสดงธรรม ครั้นถึง หลวงจีนเหี้ยนจึงก็นิมนต์หลวงจีนขี้เรือนให้ขึ้นยังธรรมาสน์หลวงจีนแปลงได้ฟังดังนั้น ก็ทำอิทธิปาฏิหาริย์ลอยขึ้นไปบนอากาศ หลวงจีนซึ่งเป็นศิษย์คือฮุยไง้ก็ลอยตาม อาจารย์ขึ้นไปเหยียบเมฆทั้งสององค์ มีรัศมีเหมือนสายรุ้งสว่างลอยอยู่กลางอากาศ แปรกลับรูปตามเดิมเป็นพระกวนอิมมือถือคนโทหยกวิเศษและกิ่งสนทั้งซ้ายขวา ฮุยไง้ศิษย์มือถือกระบองยืนเคียงข้างอาจารย์ลอยอยู่ในอากาศด้วยกันพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงจุดรูปเทียนบูชานมัสการฝ่ายพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับหลวงจีนทั้งหลายกับนางซีและชนมาประชุม กันในครั้งนั้น ต่างก็กราบไหว้นมัสการบูชาแล้วพร้อมกันสวดว่า นะโมกวนซีอิมโพ่ ชาดพระเจ้าแผ่นดินถังให้ช่างเขียนมาวาดรูปพระกวนอิมไว้จะได้เป็นที่ระลึกตันแซโง่เต่าจื้อช่างเขียนสองคนได้ฟังรับสั่งดังนั้นจึงแหวกหน้าขึ้นบนอากาศเอา พู่กันวาดรูปผู้วิเศษแล้วก็นำขึ้นถวาย ครั้นพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรพอพระทัย แล้ว รับสังให้ขันที่เอาฉากรูปเขียนไปเก็บไว้ในที่อันสมควรฝ่ายพระกวนอิม ลอยอยู่บนอากาศเปล่งรัศมีเป็นสีทองลอยตามอากาศไปจน สุดสายตาแล้วก็หายไปในเมฆ คนทั้งหลายแลตามไปก็ไม่เห็นองค์พระกวนอิม เห็น แต่กระดาษแผ่นหนึ่งลอยอยู่บนอากาศแล้วก็ตกลงมายังหน้าโรงพิธี ข้าราชการ ทั้งหลายเห็นแล้วก็เก็บเอามาถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทอดพระเนตร พระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้รับมาทรงทอดพระเนตรอักษรในหนังสือนั้นว่า ขอคำนับพระเจ้าแผ่นดิน ถังให้ทรงทราบ คือที่มัชเฌิมประเทศนั้นมีพระธรรมอันวิเศษแต่ระยะทางไกล กันดารถึงสิบหมื่นแปดพันโยชน์ ใครมีศรัทธาได้ไปอาราธนามาได้แล้วและได้สวด พระธรรมคาถานั้นเมื่อเวลาใดหมู่ผีและปิศาจที่มีโทษอันกรรมให้ผลทรมานอยู่ จึง จะพ้นโทษได้ ถ้าผู้ใดตั้งใจไปจนได้สมประสงค์แล้วมรรคผลกุศลนั้นจะสำเร็จได้ เป็นแท้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบความในจดหมายดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้หยุด การพิธีนั้นไว้ก่อน คอยรอให้ผู้ที่จะอาสาไปเชิญพระไตรปิฎกมาแล้วจึงค่อยตั้งพิธี ใหม่ต่อไปอีกเจ้าพนักงานทั้งหลายได้รับสั่งแล้วก็งดการพิธีนั้นไว้ตามรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสถามว่า ผู้ใดจะมีศรัทธาอุตสาหะรับอาสาไปยัง มัชฌิมประเทศนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกมาให้สม ประสงค์ของเราได้บ้างเมื่อขณะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งขาดพระโอษฐ์ลงทันที หลวงจีนเหี้ยนจึง ก็ลุกออกมายืนตรงหน้าพระที่นั่งทูลว่า อาตมภาพจะขออาสาสนองพระเดชพระคุณ ไปยังมัชฌิมประเทศเชิญพระคัมภีร์พระไตรปิฎกมาให้สมดังพระราชประสงค์ให้ จงได้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดีใสโสมนัสยิ่งนัก พระ องค์ลุกจากราชบัลลังก์เสด็จมาจับมือหลวงจีนเหี้ยนจึงแล้วตรัสว่า แม้ท่านมีความ อุตสาหกตัญญเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอผูกไมตรีนับท่านว่าเป็นน้องชายของข้าพเจ้าดุจ ได้ร่วมบิดามารดาเดียวกันเถิด เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงพาหลวงจีนเหี้ยนจึง เข้าไปยังพระพุทธรูปจุดรูปเทียนนมัสการกราบสี่หนแล้ว จึงทรงลุกขึ้นตรัสเรียก หลวงจีนเหี้ยนจึงว่าพระน้องเราที่รัก พระเหี้ยนจึงคำนับขอบพระคุณซึ่งทรงนับถือ ว่าอยู่ในพระบรมวงศ์แล้วจึงทูลว่า อาตมภาพก็หาบุญบารมีอะไรที่ไหนไม่ซึ่ง พระองค์ทรงพระเมตตาดังนี้ ก็จะขอฉลองพระเดชพระคุณไปยังมัชฌิมประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกมาจงได้ ถ้าแม้มิได้ก็จะยอมตายไม่กลับมา แม้มิจริงใจต่อ พระองค์แล้วขอให้อาตมภาพตกไปในทางอบายภูมิเถิดครั้นหลวงจีนเหี้ยนจึงกระทำสัตย์ปฏิญาณตน ต่อหน้าพระพุทธปฏิมากรดัง นั้นแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็มีพระทัยยินดีรับสั่งว่า จะหาวันฤกษ์ดีก่อนจึง ค่อยออกหนังสือเดินทาง พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วก็ลาพระเหี้ยนจึงเสด็จขึ้นทรงราชรถ เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวัง พวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็พากันกลับสถานบ้าน เรื่อนแห่งตนฝ่ายพระเหี้ยนจึงก็ออกจากวัดฮั้วเซงยี่ กลับไปยังวัดอั่งฮกยี่ที่อยู่ของตนตามเดิมฝ่ายหลวงจีนในอารามวัดอั่งฮกยี่ทั้งหลาย เห็นหลวงจีนเหี้ยนจึงกลับมา ก็ ต่างคนต่างพากันมาเยี่ยมเยือนไต่ถามข่าวคราวทุกข์สุขและการที่จะไปอาราธนา พระไตรปิฎก ส่วนหลวงจีนที่เป็นสานุศิษย์ของพระเหี้ยนจึง จึงเข้ามาคำนับถาม ว่า หนทางที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมนั้น ได้ยินคำคนเขาเล่าลือพูดกันว่า ทางก็ไกลกันดาร เดินแสนยากลำบากที่สุด และทั้งประกอบไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ ชุกชุมมาก ยากที่จะระวังรักษาชีวิตให้ตลอดไปได้พระเหี้ยนจึง จึงตอบว่า เราปฏิญาณอธิษฐานตัวเราแล้ว ถ้าทำใจท้อถอย ไม่ไปตามที่ตั้งสัตย์อธิษฐานไว้แล้วตัวเราก็จะต้องไปในอบายภูมิทั้งสี่นั้น หามี เวลาที่จะเกิดไม่ แต่ที่เราจะไปนี้ยังหารู้ว่าจะร้ายหรือจะดีไม่ ท่านทั้งหลายจงจำไว้ เราไปก็ยังหามีกำหนดเม่ว่าจะช้าหรือจะเร็วบางที่จะสองสามปี หรือบางทีจะหกเจ็ด ปีก็ยังว่าไม่ถูกท่านจงดูกิ่งสนนั้น แม้ว่าชี้ไปทางทิศตะวันออก นั่นแหละเราจะ กลับมาเป็นแน่ แม้ไม่ตรงดังนั้นเราก็ยังจะมิได้กลับมาพวกศิษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ต่างคนก็กำหนดจดจำตามคำอาจารย์สั่งฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ครั้นรุ่งขึ้นจึงเสด็จออกขุนนางพระองค์มีรับสั่งให้ ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ แต่งหนังสือเดินทางตามซึ่งพระองค์ทรงพระดำริฝ่ายขุนนางพนักงานอาลักษณ์ ก็แต่งตามใจความที่จะไปอาราธนาพระไตร ปิฎกยังมัชฌิมประเทศทิศตะวันตกครั้นแต่งเสร็จแล้วนำขึ้นถวาย พระเจ้าแผ่นดิน ทรงรับมาทอดพระเนตรแล้ว พระองค์จึงทรงเซ็นพระนาม ให้ขุนนางเอาใส่ซอง ผนึกแล้ว ประทับตราเผ่นดินเป็นหนังสือเดินทาง ขุนนางฝ่ายโหราศาสตร์ถวาย พระฤกษ์ว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีมหามงคลอันจะออกเดินทางไกลฝ่ายพวกขันที่ก็กราบทูลว่า พระเจ้าน้องยาเธอพระเหี้ยนจึงก็มาคอยฟังรับสั่ง อยู่ข้างนอกแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงทราบสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ได้ทรงฟังขันทีทูลดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีออก ไปนิมนต์พระเหี้ยนจึงเข้าไปเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า วันนี้เป็นวันฤกษ์ดีควร จะออกเดินทางได้ ต้องเอาหนังสือสำหรับเดินทางฉบับนี้ไปสำหรับตัว บางทีจะ ข้ามด่านและเดินทางไม่ขัดขวางและบาตร ๆ นี้ข้าพเจ้าถวายให้ไว้สำหรับจะได้ บิณฑบาตเมื่อเวลาขัดสน แล้วรับสั่งให้จัดคนที่ล่ำสันแข็งแรงสองคนให้ตามไป สำหรับใช้สอย กับม้าขาวตัวหนึ่งจะได้ขี่ไปในทางกันดารฝ่ายพระเหี้ยนจึง รับหนังสือและสิ่งของที่พระราชทานเสร็จแล้วก็ถวายพระ พรลาออกจากพระราชวังฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย ก็พร้อมกันตามส่งพระเหี้ยนจึง จนถึงประตูกำแพงเมือง ครั้นถึงประตูเมืองพร้อมกันแล้วพระเหี้ยนจึงก็พักรอคอย ฤกษ์อยู่ก่อนฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายพร้อมกันมาคอยส่งอยู่ที่ประตูเมืองต่างมีผ้าหนาวและ ผ้าร้อนก็เอามาส่งให้พระเหี้ยนจึงสำหรับที่จะได้ใช้ตามทาง พระเหี้ยนจึงรับสิ่ง ข้องแล้วก็ทำความคำนับขอบใจทุก ๆ คนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงตรัสแก่พระเหี้ยนจึงว่าเวลานี้จะไปอาราธนาพระไตร ปิฎก ข้าพเจ้าจะขอตั้งนามใหม่ให้ท่านให้เรียกว่า ถังซัมจั้ง แปลว่าพระไตรปิฎก เมืองถังพระเหี้ยนจึงได้ฟังดังนั้น จึงย่อตัวลงรับนามตามรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงรับสั่งถามถังซัมจั้งว่าท่านไปแล้วสักเมื่อไรจะกลับพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ประมาณสามปีจะกลับ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัส ว่า หนทางเข้าป่าจะเดินก็นานเดือนนานวันอย่าได้ลืมบ้านเก่าเมืองเดิมของเราเสีย เมื่อถึงสำเร็จความปรารถนาแล้วจงรีบกลับมา ข้าพเจ้าจะคอยท่า ตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ทรงอวยพรให้ฝ่ายพระถังซัมจั่ง ครั้นได้มงคลฤกษ์อันอุดมแล้วจึงถวายพระพรลาสมเด็จ พระเจ้าแผ่นดินถัง กับบรรดาข้าราชการที่มาส่งขึ้นม้าขาวที่พระราชทานกับคนใช้ ทั้งสองคน ออกจากประตูกำแพงเมืองเชียงอาน ตั้งหน้าตรงไปปราจีนทิศ พระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้กับคนทั้งหลายที่มาส่งครั้นพระถังซัมจั่งเดินไปลับตาแล้ว พระเจ้า แผ่นดินก็ขึ้นทรงม้าพระที่นั่ง เสด็จกลับเข้าพระมหาราชวัง ขุนนางทั้งหลายก็ต่าง คนต่างกลับไปยังสถานบ้านเรือนตอนที่ ๓เมื่อพระถังซัมจังออกจากเมืองเชียงอานนั้น พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยราช สมบัติได้สิบสามปีแล้ว คือเป็นปีมะเส็งเดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบค่ำ พระถังซัมจั้งได้ ออกเดินพ้นเขตเมืองเชียงอานครั้นมาได้หลายวัน ถึงพระอารามใหญ่แห่งหนึ่งนามวัดชื่อว่า (ฮวดอุ้นยี่) เจ้าวัดและหลวงจีนทั้งหลายรู้ก็ออกมาหน้าวัดคอยรับ ครั้นพระถังชัมจังมาถึงแล้ว ก็เชิญเข้าไปข้างในเอาน้ำชามาเลี้ยงดูกัน ในวัดนั้นมีหลวงจีนประมาณห้าร้อยรูป เวลาที่พระถังซัมจั้งมาหยุดพักก็จวนจะพลบค่ำ จึงหยุดนอนอยู่ในวัดนั้นคืนหนึ่ง ในคืนวันนั้นหลวงจีนทั้งหลายก็มาสนทนาด้วย ถามข่าวที่มีรับสั่งจะให้ไปมัชฌิม ประเทศ ต่างองค์ต่างก็ว่าหนทางที่จะไปนั้นแสนกันดารข้ามห้วยข้ามเขาเป็นการ ลำบากมากมายนักและทั้งมีผีปิศาจยักษ์และสัตว์ร้ายต่าง ๆ ซุกชุม ยากที่จะ ปราบปรามได้พระถังซัมจั้งได้ฟังหลวงจีนทั้งหลายพูดดังนั้น ก็นิ่งอยู่แต่ในใจพยักหน้าสอง สามหนแล้วเอานิ้วมือจี้เข้าที่อกของตน หลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นไม่ทราบว่าจะ เป็นปัญหาหรืออุบายประการใดพระถังซัมจั้งพูดเป็นในว่า แม้จิตเกิดยักษ์มารก็เกิด ถ้าจิตระงับยักษ์มารก็ระงับ ตัวของข้าพเจ้าเมื่อยังอยู่ในโบสถ์วัดฮั้วเซงยี่ต่อหน้าพระพุทธรูปได้ตั้งความอธิษฐาน ปฏิญาณตัวแล้ว ถึงจะเป็นประการใดก็ต้องจำใจไปกว่าจะถึงมัชฌิมประเทศ ขอ อาราธนาคัมภีร์พระไตรปิญก์เอาพระธรรมกลับมาให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินของเรา ก็จะทรงพระเจริญอยู่ในสิริราชสมบัติสิ้นกาลนานหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังพระถังซัมจังพู่ดดังนั้น ก็พากันสรรเสริญว่ามีความสัตย์ หาผู้เสมอมิได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับไปยังที่อยู่ของตน ๆฝ่ายพระถังซัมจั้งหยุดพักอยู่ในวัดนั้นคืนหนึ่งแล้วครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าฉันแล้ว ก็จัดแจงนุ่งห่มเป็นปริมณฑลแล้วก็เข้าไปในโบสถ์นมัสการพระพุทธรูป แล้วจึงตั้ง ความอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าตั้นเหี้ยนจึง ตั้งจิตจะตรงไปยังมัชเฌิมประเทศ นิมนต์ พระปริยัติธรรมคือพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ด้วยข้าพเจ้านี้เป็นปุถุชนเปรียบเหมือน คนจักษุมืด ไม่รู้ว่าพระพุทธองค์นั้นพระรูปโฉมเป็นประการใด ข้าพเจ้าขออธิษฐาน ว่า ไปตามทางนั้น ถ้าพบพระก็จะนมัสการพระ ถ้าพบปะพระเจดียสถานก็จะกล้า กราบพระเจดีย์ ขอคุณพระพุทธเจ้าจงบันดาลให้ข้าพเจ้าเห็นพระกายของพระองค์ ซึ่งมีรัศมีเป็นทองคำ ขอพระองค์ได้โปรดประทานพระไตรปิฎกธรรมให้แก่ข้าพเจ้าๆ จะได้นำพระคัมภีร์กลับมายังเมืองเชียงอาน สั่งสอนมหาชนให้นับถือเลื่อมใสใน พระพูทธศาสนา ให้แพร่หลายไปในที่ศบูรพาประเทศสิ้นคำอธิษฐานแล้วก็ออกจากโบสถ์มาลาหลวงจีนทังหลายแล้วก็ออกเดินมา กับคนใช้ ตั้งหน้าตรงไปยังมัชเมิมประเทศเวลานั้นเป็นต้นฤดูหนาว ครั้นเดินมาได้สองวันถึงตำบลหนึ่งเรียกว่าเมือง (กง จิ้ว) พวกข้าราชการในเมืองนั้น ครั้นรู้ว่าพระถังซัมจั้งมาถึงก็พากันออกมาต้อนรับ นิมนต์ให้เข้าไปในเมือง จัดแจงที่ให้พักอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าก็จัดแจงอาหาร แจถวายและเลี้ยงคนใช้ทั้งสองเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาข้าราการทั้งหลายขึ้นม้า พาคนใช้ทั้งสองคนออกจากเมืองไป กลางวันก็รีบเดินกลางคืนก็หยุดพัก แต่เดิน ทางมาได้หลายเวลา ครั้นวันหนึ่งมาถึงตำบลหนึ่งเรียกว่า (ห้อจิว) ตำบลนี้คือ ปลายเขตแดนของเมืองถังมีขุนนางกำนันตรวจตรารักษาด่าน ครั้นรู้ข่าวว่าพระถัง ซัมจั้งมาถึง ก็พาพวกข้าราชการกับหลวงจีนและราษฎรในด่านออกมารับพระถัง ซัมจั่งให้เข้าไปพักในเมืองจัดเครื่องแจถวายแล้วก็พาให้เข้าพักในวัด (ฮกหงวนยี่) คืนหนึ่ง ในคืนวันนั้น พระถังซัมจั่งได้ยินไก่ขันต้นยามสีจึงเรียกคนใช้ให้ผูกม้า แล้วพระถังซัมจังก็ลาหลวงจีนและคนทังหลายออกจากวัดรีบเดินไป เวลานันไก ขันจวนจะแจ้งแต่อากาศเป็นหมอกมัวไม่ใคร่จะเห็นหนทาง อาศัยแสงพระจันทร์ พอเดินได้ • ครั้นเดินมาพ้นเขตเมืองแล้ว ประมาณทางสักร้อยห้าสิบเส้นเห็นภูเขาหนึ่ง ข้างริมเขานั้นทางเดินหามีไม่ มีคูโขดรกร้างเป็นความลำบากมาก ก็ค่อย ๆ เดิน แหวกพงหญ้าลอดลัดด้นไปโดยความลำบาก บังเอิญเดินหลงไปไม่รู้ว่าทางไหนที่ จะออกได้ ทั้งสามคนยืนปรึกษากันอยู่แล้วก็เดินต่อไปอีกพากันตกลงไปในหล่ม ทั้งสามคน ตกใจเป็นอันมาก แล้วได้ยินเสียงโฮกฮากเข้ามาใกล้ดุจลมพายุพัด แล้วได้ยินเสียงว่าฉุดเอามาลากเอามา พอสิ้นเสียงลงก็มีลมพายุพัดอู้มาแลเห็น ปิศาจยักษ์ร้ายต่าง ๆ กรูกันออกจากพงรก เข้ามาจับพระถังซัมจั้งและคนทั้งสอง ได้แล้วก็ลากเอาไป พระถังซัมจั้งจิตใจก็สั่นระรัวขวัญหนีดีฝ่อใจไม่อยู่แก่ตัวพวกปิศาจยักษ์ลากคนทั้งสามมาเกือบจะถึงที่อยู่พระถังซัมจั้งแลไปเห็นปิศาจ ตัวนายนั่งอยู่บนแท่นศิลาหน้าตาน่ากลัวเป็นที่สุดท่วงทีไว้อำนาจกายดำดุจน้ำรัก นัยน์ตาเหมือนสายฟ้า เมื่อแลมาดุจแสงไฟ เสียงคำรามดุจดังว่าฟ้าลั้นหวั่นไหว ไปทั้งป่า เขี้ยวออกนอกปากดุจฟันเลื่อยตัวกลมเป็นลายมีหนวดบ้างเล็กน้อย มี เล็บยาวดุจปลายหอก พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นใจฝ่อกายเย็นไปทั้งกาย คนทั้งสอง ก็สิ้นสติสมประดีพระยายักษ์เสืออิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ่อง เมื่อเห็นคนทั้งสามจึงร้องตวาด ด้วยเสียงอันดังว่า ให้มัดหมูโดยเร็ว พวกปิศาจก็เอาเชือกมัดคนทั้งสามลากเข้า มาไว้ข้างใน อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ้องสั่งบริวารให้แล่เนื้อมาโดยเร็ว บริวารก็เข้า จับมนุษย์ให้นอนลงชุลมุนกันอยู่ พอได้ยินเสียงข้างนอกโฮกฮากเข้ามา พวกยักษ์ บริวารวิ่งเข้ามาบอกว่าซัวกุนอ๋องกับเต็กชู้สืออ๋อง พระยาควายจะเข้ามาหาท่านฝ่ายพระถังซัมจั้งกับคนทั้งสองเมื่อต้องมัดอยู่ ครั้นได้ยินพวกยักษ์เข้ามาบอก นายดังนั้น ก็ยิ่งตกใจเป็นอันมากจึงแลไปดูข้างนอกเห็นทั้งสองเดินเข้ามา คนที่ เดินเข้ามาหน้านั้น หน้าดำดุจทาหมึกอีกคนหนึ่งที่มาข้างหลังรูปร่างโตใหญ่ ท้อง ยุ้ยหน้าสีหมอกดำคนทั้งสองนั้นเดินเข้ามากิริยาเหมือนเดียรัจฉาน พระถังซัมจั้ง กับคนทั้งสองสิ้นสติสมประดีตกใจตะลึงอยู่อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋อง เห็นสหายทั้งสองมาก็ลงจากที่ไปต้อนรับ ซัวกุนอ้อง จึงถามอิ้มเจียงกุนว่าท่วนหม้ออ้องในคราวนี้เราเห็นว่าจะมีที่พอใจอะไรสักอย่างหนึ่ง เป็นแน่เต็กขู้สืออ๋องจึงพูดว่าฝีมืออิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ้องดูแปลกกว่าแต่ก่อน อิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องตอบชัวกุนอ๋องกับเต็กชู้สืออ้องว่าส่วนท่านทั้งสองนั้นผล ประโยชน์อย่างไรบ้าง ซัวกุนเต็กชู้สือจึงตอบว่าก็พอเวลาไปมื้อหนึ่งคราวหนึ่งเท่านั้น เองแล้วต่างคนก็นั่งสนทนากันชัวกุนอ๋องแลไปเห็นคนทังสามต้องมัดอยู่ในนั้นร้องไห้ครวญครางอยู่ อ๋องจึงถามอิมเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องว่า คนทั้งสามนี้อยู่ที่ไหนจึงได้มาถูกมัดอยู่ที่นีอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องตอบว่า คนเหล่านี้เข้ามาส่งเนื้อของเขายังประตู ของ ข้าพเจ้าเองเต็กชู้สืออ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า สมควรจะเลี้ยงแขกหรือไม่ อิ้มเจียงกุน ท่วนหม้ออ้องตอบว่าควรแล้วชัวกุนอ๋องจึงพูดขึ้นว่า เรากินแต่สองคนก่อนก็พอ แล้วอีกคนหนึ่งเอาไว้สำหรับเป็นเสบียงเมื่อเวลาขัดสนอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องได้ ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งบริวารให้เอามนุษย์สองคนนั้น ผ่าอกเอาหัวใจ และตับ ไตกับศีรษะมาเลี้ยงกัน พวกบริวารก็จัดทำตามคำสั่งของนาย เอาศีรษะตับไตไส้ พุงกับหัวใจใส่จานตั้งบนโต๊ะเลี้ยงนายทั้งสาม เหลือจากนั้นปันกันตามพวกบริวาร ยักษ์ทั้งหลาย เวลาที่พวกปิศาจยักษ์ทั้งหลายกินเนื้อมนุษย์นั้น กิริยาโฮกฮากดุจ เสือและหมีกัดกินเนื้อกวาง ยื้อแย่งกันไปมาเป็นการรื่นเริงสำราญใจเวลานั้นพระถังซัมจังต้องมัดอยู่แลเห็นพวกยักษ์เอาคนทั้งสองไปกินเป็นอาหาร ดังนันมีใจอันสลดสินสติซบลงกับที่แน่นิ่งไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พระถังซัมจังได้ ความเดือดร้อนทนทุกข์ทรมานเวลานันพอเป็นเวลาสาง ๆ จวนจะแจ้ง พวกปีศาจได้ยินเสียงร้องตวาดลงมา จากอากาศดุจฟ้าผ่าภูเขา ปีศาจทังหลายพากันตกใจไม่มีสมประดี ต่างคนต่างก็ โลดโผนโจนหนีไป เข้าชุ่มซ่อนตัวอยู่ตามซอกห้วยชานเขา ตามแต่จะซ่อนซุกได้ฝ่ายไทเป๊กแชกุน เมือปีศาจหนีไปหมดแล้ว ก็ลอยลงมาที่พระถังซัมจังสลบ อยู่ แปลงกายเป็นผู้เฒ่าชาวป่า ถือไม้เท้าเดินมายังที่ ๆ พระถังซัมจั้งสลบอยู่ เอา มือเสื้อปัดที่กายพระถังซัมจั่งหนหนึ่งเชือกที่มัดพระถังซัมจั้งไว้ก็หลุดออกได้ แล้ว อ่านมนต์เป่าลงที่ตรงกายพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งก็ได้สติฟื้นกลับคืนมา เงย หน้าขึ้นดูไม่เห็นพวกปิศาจยักษ์เห็นแต่ผู้เฒ่าจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าท่านตา ช่วยชีวิตอาตมาไว้สักครั้งหนึ่งเถิดไทเป๊กแชกุนผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า ท่านจงลุกขึ้นเถิดพระถังซัมจั้งก็ลุก ขึ้นคำนับผู้เฒ่า ไทเป็กแชกุนจึงถามว่าสิ่งของของท่านอะไรหายบ้างหรือไม่พระถังซัมจั้งบอกว่าสานุศิษย์สองคนที่ตามมาด้วยนั้น พวกปิศาจยักษ์ได้เอา ไปกินเสียแล้ว ยังแต่ม้ากับถุงย่ามไม่ทราบว่าหายไปข้างไหนไทเป็กแซกุนผู้เฒ่าจึงเอาไม้เท้าชี้ว่าโน่นแน่ะจงไปดู พระถังซัมจั่งแลไปก็เห็น ถุงย่ามและม้ายังอยู่จึงเดินไปจับม้าและแก้ถุงย่ามออกดูสิ่งของก็ยังอยู่ทั้งนั้น จึงกลับมาคำนับท่านผู้เฒ่าแล้วจึงถามว่าที่แห่งนี้เป็นที่อะไร และนายยักษ์ทั้งสาม นั้นเป็นอะไรจึงดุดันนักไทเป๊กแชกุนจึงบอกว่าที่ตำบลนี้เรียกว่าภูเขา (ซังขี้ซัว) ล้วนแต่พวกปิศาจ ยักษ์มารทั้งนั้น ทำไมท่านจึงได้หลงมาที่นี่ เต็กชู้สืออ้องนั้นคือปิศาจควายดำ ซัวกุนอ๋องนั้นคือปิศาจหมีอิ้มเจียงกุนท่วนหม้ออ๋องนั้นคือปิศาจเสือบริวารนอก นั้นเป็นปิศาจต่าง ๆ อาศัยอยู่ในป่าตำบลนี้ มันกินเนื้อท่านไม่ได้เพราะบุญบารมี ของท่านที่ได้สร้างสมอบรมมามากแล้วผู้เฆ่าพูดดังนั้นแล้วจึงบอกพระถังซัมจังว่า ท่านจงตามข้าพเจ้ามาเถิด จะชี้หนทางให้ท่านไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี ความยินดีที่สุด จึงหยิบถุงย่ามพาดบนหลังม้าแล้วจับบังเหียนจูงเดินตามผู้เฒ่า ครั้นออกมาพ้นภูเขาเหล่านั้นมาแล้วก็ถึงทางใหญ่พระถังซัมจั้งจึงเอาม้าผูกไว้ที่ ข้างทางแล้ว หันหน้ามาจะคำนับขอบคุณท่านผู้เฒ่า ก็เห็นเป็นลมหอบเอาท่าน ผู้เฒ่าลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วมีนกการเวกบินมารับ ท่านผู้เฒ่าก็ขึ้นนั่งบนหลัง นกการเวกลอยตามลมไปทางทิศตะวันออก ขณะเมื่อพระถังซัมจั่งยืนดูท่านผู้เฒ่า อยู่นั้น เห็นกระดาษลอยลงมาจากอากาศตกลงที่ตรงหน้าจึงหยิบขึ้นมาดูเห็นเป็น อักษรสี่แถวในหนังสือนั้นว่า ตัวข้าพเจ้าคือไทเป๊กแซกุนมาช่วยชีวิตท่านให้พ้นจาก มือมาร ถ้าท่านไปข้างหน้าจะได้ศิษย์ที่มีฤทธิ์ไปกับท่านด้วย ถึงท่านจะได้ความ ลำบากอย่างไรก็อย่าได้ออกปากว่าได้ความยากเพราะไปเชิญพระคัมภีร์เลย พระ ถังซัมจั่งอ่านสิ้นข้อความแล้วก็ยกมือขึ้นนมัสการแล้วก็จูงม้าตั้งหน้าเดินไปแต่ผู้เดียว ทอดอาลัยในชีวิตของตนอุตสาห์จูงม้าขึ้นเขาข้ามเนินไปได้สองวันเปลี่ยวเปล่าไม่มี บ้านคนเลย เสบียงอาหารที่จะฉันก็หมดลงมีความกระวนกระวายโดยอดอาหาร ทั้งทางเดินก็แสนที่ลำบากเป็นคูโขดลุ่มดอนรกเรี้ยวเมื่อจูงม้าเดินไปนั้น แลเห็นเสือสองตัวสกัดทางอยู่ก็ตกใจเป็นอันมาก จึง หันหน้าจะกลับก็แลเห็นงูตัวใหญ่นอนขดอยู่ข้างซ้ายทางที่จะกลับไป ครั้นจะหลีก ไปทางข้างขวาก็แลเห็นสัตว์ร้ายต่าง ๆ พระถังซัมจั้งยืนตะลึงอยู่ผู้เดียวสิ้นความคิด จึงทอดอาลัยในร่างกายและชีวิตของตน แล้วแต่จะเป็นไปไม่รู้แห่งที่จะหลีกหนีไป ทางใดได้ แลดูม้าม้าก็อ่อนเปลี้ยลงหมอบฟุบอยู่กับที่จะจูงก็ไม่เดิน พระถังซัมจั้ง สิ้นความคิดที่จะแก้ไขยืนตะลึงจิตใจลอยอยู่ดังนั้นในทันใดนั้นได้ยินเสียงหวั่นไหว พระถังซัมจั้งแลเห็นสัตว์ร้ายทั้งหลายเหล่า นั้นสะดุ้งพากันโดดหนีไปทั้งสิ้น เที่ยวซุกซ่อนหายไปหมด พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้น ก็ค่อยมีนำใจชื่นขึ้น จึงแลไปข้างหน้าเห็นคนรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงเดินมา มีมือถือ อาวุธคือง้าวที่บั้นเอวนั้นแขวนหน้าไม้เดินข้ามเขาลงมาครั้นใกล้พระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั่งจึงคุกเข่าลงพนมมือแล้วพูดว่า ไต้อ๋องจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิดฝ่ายผู้ที่เดินมาเห็นดังนั้นจึงวางง้าวลงแล้วเข้ามาประคองพระถังซัมจั้งให้ลุกขึ้น ยืนแล้วจึงพูดว่า ท่านอย่ากลัวเลยข้าพเจ้าเป็นพรานเที่ยวตามเขานี้ เพื่อหาเนื้อ สัตว์เป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ข้าพเจ้าชื่อว่า (เล่าเป็กกิม ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบนี้ ข้าพเจ้า ได้เที่ยวค้นหาเนื้อสมันและสัตว์ต่าง ๆ บังเอิญมาพบท่านทำให้ท่านได้รับความ หวั่นหวาดนั้น ขออภัยโทษเถิดพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า อาตมภาพเป็นพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้อาตมภาพไปยังมัชฌิมประเทศ เพื่อนมัสการพระพุทธเจ้า และเพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎก มาประดิษฐานในบูรพาทิศ เพื่อพระราชพิธีธรรม เป็นการมหากุศล อาตมภาพมาถึงตำบลนี้พบซึ่งสัตว์ร้ายต่าง ๆ ชุกชุมฉะนี้จนไม่รู้ ที่จะทำประการใดจะไปต่อก็ไปไม่ได้ บังเอิญท่านเดินสวนทางมาสัตว์ร้ายทั้งหลาย เหล่านั้นพากันตกใจเร้นซ่อนหนีไปหมด เปรียบเหมือนท่านช่วยชีวิตอาตมภาพไว้ พระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าหาที่เปรียบมิได้เล่าเป๊กกิมได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าข้าพเจ้าเป็นพรานอยู่ในป่าที่ตำบลนี้ เพราะ ฉะนั้นสัตว์เสือร้ายทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงข้าพเจ้าแล้ว ก็พากันหลบลี้หนีเอาตัว ซ่อนเร้นไปทั้งสิ้น ท่านเป็นพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้พระเจ้าแผ่นดินถัง ท่าน กับข้าพเจ้าก็นับว่าเป็นข้าเจ้าเดียวกันในที่ตำบลนี้ยังเป็นเขตแดนของพระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ ท่านกับข้าพเจ้าก็เป็นคนเมืองเดียวกัน เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านไปพัก บ้านข้าพเจ้าสักคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นแล้วข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่งพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดว่าสุดแต่ท่านจะ เห็นควรเล่าเป็กกิมได้ฟังดังนั้นก็ออกเดินนำหน้าพระถังซัมจั้งก็จูงม้าเดินตามเล่าเป็กกิม มาเบื้องหลัง พอข้ามโขดเขามาได้สักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงโฮกฮากออกมาข้างหน้า เล่าเป๊กกิมจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งว่าที่เสียงโฮกฮากออกมานั้นคือเสียงแมวเขาขันมา ท่านจงคอยอยู่นี่ข้าพเจ้าจะไปจับตัวมันมาต้มเลี้ยงท่านสักเวลาหนึ่งพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป๊กกิมพูดดังนั้น อกใจให้สั่นระรัวไปจะก้าวจะเดินก็ไม่ ออกเล่าเป็กกิมพูดดังนั้นแล้วก็ถือง้าวเดินรีบตรงไปข้างหน้า เห็นเสือด่างตัวหนึ่งเผ่น ลงมาจากเขาตรงหน้าเล่าเป๊กกิม ครั้นเสือเห็นเล่าเป๊กกิมก็ตกใจหันหน้าจะหนี เล่าเป็กกิมก็ตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าร้องวิ่งทะลวงไล่เสือด้วยความรวดเร็ว เสือ เห็นจวนตัวดังนั้นก็หันกลับหน้าขยายเล็บ และแยกเขี้ยวพองขนร้องโฮกโผนเข้า มาตะครุบเล่าเป๊กกิม เล่าเป็กกิมเอาง้าวยกขึ้นรับเสือ เสือก็ตลบรอรับกันไปมา ประมาณสักพักใหญ่ เสือพลาดท่าเล่าเป๊กกิมได้ที่เอาง้าวแทงถูกชายโครงเสือ เสือก็ล้มลงขาดใจตาย เล่าเป๊กกิมเข้าจับใบหูเสือลากออกมาทิ้งไว้ข้างทางแล้วเดิน กลับมาบอกแก่พระถังซัมจั่งว่าข้าพเจ้าแทงเสือตัวนั้นตายแล้ว จะเอาไปบ้านต้ม เลี้ยงท่านสักสองสามเวลาเชิญท่านเดินตามข้าพเจ้าไปเถิดพระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นก็เดินจูงม้าไปตามเล่าเป๊กกิม เล่าเป็กกิมมือหนึ่งถือ ง้าวมือหนึ่งลากเสือเดินนำหน้าตรงมายังบ้าน ครั้นเดินมาสักครู่หนึ่งก็ถึงบ้านเล่า เป๊กกิมลากเสือเข้าไปไว้ข้างริมโรง แล้วเรียกคนใช้ให้จัดแจงเอาเสือไปแล่หนังแล้ว ต้มแกงตามเคย ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ออกไปนิมนต์พระถังซัมจั้งเข้ามาในบ้านเชิญ ให้นั่งที่อันสมควรแล้วก็ยกน้ำชามาถวายแล้วเล่าเป๊กกิมจึงเข้าไปบอกแก่มารดาว่า บัดนี้มีพระของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ถือรับสั่งมาให้ไปอาราธนาพระไตรปิฎกใน มัชเฌิมประเทศพบกับลูกที่กลางป่าบัดนี้ลูกได้นิมนต์มาพักอยู่ข้างนอกเวลาพรุ่งนี้ เช้าจึงจะส่งท่านไปตามรับสั่งฝ่ายมารดาเล่าเป๊กกิมได้ฟังบุตรดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงพูดแก่บุตรว่า วันพรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดวันเซ่นบิดาของเจ้านิมนต์ท่านไว้อีกสักวันหนึ่ง จะได้ให้ท่าน สวดมนต์แล้วจะได้ถวายอาหารเป็นการทำบุญจะได้แผ่กุศลไปถึงบิดาเจ้าเล่าเป็กกิมเป็นคนทำปาณาติบาตก็จริง แต่เป็นคนมีความกตัญญมาก ครั้น ได้ยินมารดาว่าดังนั้นก็ไม่อาจจะขัดมารดาได้ จึงจัดแจงแต่งโต๊ะพร้อมด้วยรูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทองเสร็จแล้ว ก็พอเวลาจวนคำฝ่ายคนใช้แล่เนื้อเสือเสร็จแล้วต้มบ้างแกงบ้าง ครั้นเสร็จแล้วจึงยกมาหน้าบ้านฝ่ายเล่าเป๊กกิมจึงจัดแจงที่ทางและหาน้ำใช้น้ำฉันเสร็จแล้วจึงมานิมนต์พระ ถังซัมจังว่า เนื้อเสือกำลังร้อน ๆ เชิญท่านรับประทานเถิด แก้หิวดีนักพระถังซัมจั้งจึงพูดแก่เล่าเป็กกิมว่า ขอบใจท่านมีจิตเอื้อเฟื้อแก่อาตมภาพ อาตมภาพนี้ตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดามาจนบัดนี้ ซึ่งเนื้อถึกนั้นไม่เคยฉัน ฉันแต่ ผักและถั่วงาเป็นเครื่องแจ นอกจากเครื่องแจก็ไม่ฉันเลยเป็นอันขาด ทั้งผิดเวลา ก็ฉันไม่ได้เล่าเป๊กกิมครั้นได้ฟัง พระถังซัมจั่งพูดดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่แต่ในใจแล้วจึงตอบว่า บ้านข้าพเจ้าขัดสนมานานแล้ว อันเครื่องแจนั้นก็มิได้จัดหาไว้ ไม่รู้ว่าจะทำประการ ใดดีเมื่อขณะเล่าเป็กกิมพูดอยู่แก่พระถังซัมจั่งนั้น ฝ่ายมารดาเล่าเป็กกิมได้ยินเข้า จึงร้องบอกออกมาว่าเจ้าอย่าวุ่นวายเลย มารดาได้จัดหาเตรียมไว้เสร็จแล้ว พรุ่ง นี้เช้าจึงค่อยถวายให้ท่านฉันเถิดเล่าเป๊กกิมได้ฟังมารดาว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่ ครั้นพลบค่ำลงเล่าเป๊กกิมก็จุดรูปเทียน ขึ้นบูชา พระถังซัมจั่งครองจีวรเสร็จแล้ว ก็สวดมนต์ตั้งแต่พลบค่ำจนสว่างได้ห้า จบก็พอรุ่งแจ้งฝ่ายภรรยาเล่าเป๊กกิม ครั้นหุงต้มเครื่องแจและอาหารเสร็จแล้วก็ให้คนใช้นำ มาหน้าบ้าน เล่าเป๊กกิมจึงจัดน้ำใช้น้ำฉันเสร็จแล้ว ยกสำรับมาวางเรียบร้อยเป็น อันดีจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งฉันฝ่ายพระถังซัมจังครั้นฉันเสร็จแล้ว ก็ยถาสัพพีให้พรตามเพศของหลวงจีนในเวลาคืนวันนั้น บุตรสาวของเล่าเป็กกิมนอนหลับฝันว่าเห็นปู่ พอรุ่งเช้าจึง มาบอกแก่เล่าเป๊กกิมว่าเมื่อคืนนี้ฉันฝันเห็นปู่มาบอกว่า ตายไปนานแล้วไปทนทุกข- เวทนาอดอยากอยู่ในเมืองนรกไม่ได้ไปเกิดในที่สุขเลย มาวันนี้ได้พึ่งบารมีของพระ ถังซัมจังตั้งใจสวดพระธรรมอุทิศให้จึงได้พ้นโทษ พระยามัจจุราชเงี่ยมพ้ออ่องให้ ยมบาลส่งไปเกิดยังเมืองหลวงเป็นลูกเศรษฐี จึงมาบอกให้รู้จะได้ตอบแทนพระ คุณท่านเล่าเป๊กกิมได้ฟังบุตรสาวเล่าความฝันให้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า เมื่อคืนนี้บิดาก็ ฝันเหมือนกันอย่างที่เจ้าฝันนี้บิดาจะไปบอกให้ย่ารู้จะได้ดีใจ แล้วเล่าเป๊กกิมก็มา เล่าความฝันให้มารดาฟังฝ่ายมารดาเล่าเป็กกิมได้ฟังบุตรบอกดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าเมื่อคืนนี้แม่ก็ ฝันเหมือนกันแก่เจ้า แม่ลูกหลานก็ดีใจพากันรื่นเริงทั่วทั้งบ้าน แล้วมารดาเล่า เป๊กกิมจึงเรียกคนแต่บรรดาที่อยู่ในบ้านทั้งชายและหญิงเด็กและผู้ใหญ่ให้มา พร้อมกัน กราบไหว้นมัสการขอบคุณพระถังซัมจั้งครั้นเสร็จแล้วเล่าเป๊กกิมจึงจัดเสบียงอาหาร ที่จะให้พระถังชัมจั้ง ครั้นจัดเสร็จ แล้วก็เล่าความฝันให้พระถังซัมจั้งฟังทุกประการแล้วเล่าเป๊กกิมจึงพูดว่า ขอบ พระคุณท่านหาที่เปรียบมิได้ เพราะท่านตั้งใจสวดพระธรรมให้บิดาข้าพเจ้า บิดา ข้าพเจ้าจึงได้พ้นโทษไปเกิดในที่ชอบแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น มีความยินดีเป็นอันมากแล้วเล่าเป็กกิมจึงเอาเงินมา ถวายแก่พระถังซัมจัง เพื่อจะได้ใช้เป็นเสบียงเดินทาง พระถังซัมจังก็หารับไม่ พูดแก่เล่าเป็กกิมว่าแม้ท่านมีความเมตตาแก่ข้าพเจ้า ขอให้ช่วยส่งอาตมภาพไป ในระยะย่านหนึ่ง อาตมภาพจะมีความขอบคุณท่านเป็นที่สุดเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น จึงเรียกภรรยาให้จัดห่อข้าวตากขนม แห้งจะได้เอาไปกินตามทางภรรยาได้ฟังดังนั้น ก็มาจัดหาสิ่งของตามคำสามีสั่งแล้วเรียกคนใช้สองสาม คนให้หาบของและถืออาวุธตามไปส่งครั้นจัดแจงเสบียงอาหารเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งจึงลาคนทั้งหลายขึ้นม้าพร้อม ด้วยเล่าเป๊กกิม และคนใช้ของเล่าเป๊กกิมออกจากบ้าน เดินไปได้ครึ่งวัน แลเห็น ภูเขาหนึ่งสูงใหญ่ยอดจดเมฆก็พากันเดินข้ามเขาไปได้สักครู่หนึ่งยังไม่พ้นเขา เล่า เป๊กกิมจึงแจ้งความว่า ท่านจงตั้งหน้าไปเถิดข้าพเจ้าจะขอลากลับแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงชักม้าหยุดลงจากม้าพูดแก่เล่าเป็กกิมว่า ขอ ท่านได้กรุณาช่วยสงเคราะห์อาตมภาพส่งไปอีกสักย่านหนึ่งเถิดเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้นจึงตอบว่า ท่านไม่ทราบตำบลเขานี้ เรียก ว่าเขาต่อแดน ครึ่งหนึ่งข้างนี้เป็นเขตของใต้ถัง ครึ่งหนึ่งข้างโน้น เป็นเขตของ เมือง (ถัดทาก๊ก) ข้างโน้นสัตว์เนื้อเสือร้ายมิได้อยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไปไม่ ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจะขอลาท่านกลับ ขอท่านได้เดินไปแต่ผู้เดียวเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น ก็มีความเสียใจยิ่งนักไม่รู้ที่จะทำ ประการใด ในเวลาที่กำลังจะจากกัน จิตใจของพระถังซัมจังก็อ่อนหวิวพอได้ยินเสียงร้องเรียกดังดุจฟ้าผ่าว่า หลวงพ่อมาแล้ว ๆ พระถังซัมจังได้ยิน ดังนั้นก็ตกใจกายสั่นดุจลูกนก เล่าเป๊กกิมก็ตกใจ เที่ยวแลหาก็ไม่เห็นสิ่งใด บัด เดี๋ยวได้ยินเสียงร้องเรียกอีกดังก้องกังวาน คนใช้ของเล่าเป๊กกิมจึงพูดขึ้นว่า เสียงนี้ ชะรอยจะเป็นเสียงวานรที่ติดอยู่ในซอกตีนเขานั้นดอกกระมังเล่าเป็กกิมจึงพูดว่าถ้าดังนั้น ก็เห็นจะเป็นลิงตัวนั้นแน่แล้วเปลี่ยนแปลงกายได้ จึงมีเสียงเรียกได้ดังนี้พระถังชัมจั่งจึงถามว่าลิงอะไรอยู่ที่ไหน มีคำอธิบายว่า (ภูเขาลูกนี้เดิมเรียก ว่าเขาเง้าเห้งซัว ต่อไปภายหลังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ยกทัพมาเจงไซปราบ ปรามมาถึงตำบลนี้ จึงเปลี่ยนนามเขานี้เรียกว่า (เหลียงก๊ายซัว) คือเขาต่อแดน)เมื่อเล่าเป็กกิมได้ฟังพระถังซัมจั้งถามดังนั้น จึงบอกว่าเมื่อปีก่อนนั้นเคยได้ยิน ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า เมื่อแผ่นดินฮั่น อ๋องมังคิดกบฏชิงราชสมบัติ ในเวลานั้นข้าง บนฟ้ามีภูเขาตกลงมาทับวานรตัวหนึ่งติดอยู่ในซอกหิน แต่วานรนั้นก็ไม่วิตกแก่ความ หนาวและความร้อน ถึงเวลาจะกินข้าวน้ำ พระภูมิเจ้าที่ก็นำมาให้กินแต่น้ำนั้นเป็น น้ำทองแดง ถ้าอยากข้าวก็เอาเหล็กแดงมาให้กินได้ความทรมาน อดอยากมาอย่าง นี้ช้านานแล้วแต่ไม่ตาย วันนี้มีเสียงร้องเรียกเห็นจะเป็นวานรตัวนั้นเอง ท่านอย่า ได้วิตกเราพากันลงไปดู จะได้เห็นว่าเป็นประการใดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมพูดดังนั้น จึงจูงม้าพร้อมกันลงไปยังตีนเขา เดิน ลงไปประมาณสักสิบเส้นเศษแลไปข้างหน้าเห็นในซอกเขามีวานรตัวหนึ่งตัวติดอยู่ กับหิน โผล่แต่ศีรษะกับมือยื่นออกมานอกเขา เห็นกวักมือเรียกอยู่วุ่นวาย ได้ยิน ร้องถามว่าทำไมหลวงพ่อพึ่งจะมาป่านนี้เล่า มาดีแล้วช่วยข้าพเจ้าให้ออกได้ข้าพเจ้า จะได้อาสาท่านไปเมืองไซทีพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ พิจารณาดูเห็นลักษณะวานรนั้น ปากแหลมคางเสี้ยมแก้วตาเหลืองบนศีรษะล้วนแต่หญ้าขึ้นปกคลุม ในช่องหู ตะไคร่น้ำขึ้นท่วมหู ตามคางตะไคร่น้ำจับย้อยเป็นระย้า เห็นแล้วก็ยืนพิจารณาอยู่แต่เล่าเป๊กกิมเป็นคนใจกล้า ตรงเข้าไปเอามือถอนหญ้าที่ขึ้นปกคลุมและขูด ตะไคร่น้ำออกให้ดีแล้ว เล่าเป๊กกิมจึงถามว่า ท่านมีธุรกิจอย่างใดหรือ วานรตอบ ว่าไม่มีธุระอะไรดอก ขอเชิญหลวงพ่อเข้ามานี้ ข้าจะขอถามสักหน่อยเถิดพระถังซัมจั้งจึงเดินเข้ามาใกล้วานรแล้วพูดว่า ท่านจะถามอะไรแก่เราหรือวานรจึงถามว่าท่านเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดินถังหรือ มีรับสั่งให้ไปเมือง ไซทีเพื่ออาราธนาพระธรรมคือพระไตรปิฎกหรือมิใช่พระถังชัมจังจึงตอบว่า ตัวอาตมภาพนี้เองเป็นผู้จะไปอาราธนาพระธรรมปิฎก ท่านจะถามทำไม ท่านมีธุระอย่างไรหรือวานรตอบว่า ข้าพเจ้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นบนวิมานชั้นดาวดึงส์เกิดเหตุวุ่นวาย เดือดร้อน คือตัวข้าพเจ้าชื่อเกาซีเทียนนี้เอง เพราะโทษที่ทำผิดนั้นพระยูไลจึงได้ ปรับโทษ บันดาลเป็นภูเขาครอบข้าพเจ้าติดอยู่อย่างนี้ เมื่อคราวก่อนพระกวน อิมรับคำสั่งของสมเด็จพระยูไลให้ไปยังประเทศจีน หาผู้ซึ่งมีจิตศรัทธาเพื่อจะได้ ไปอาราธนาพระไตรปิฎกยังมัชฌิมประเทศ ท่านได้มาถึงที่นี้แล้วข้าพเจ้าได้อ้อน วอนขอให้ท่านช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเขานี้ ท่านได้กำชับสั่งสอนให้ข้าพเจ้ากลับใจ ถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งว่าภายหลังคงจะมีผู้มาอาราธนาพระไตรปิฎกเดินทางนี้ นั่นแหละข้าพเจ้าจึงจะพ้นทุกข์พ้นโทษได้ และสั่งให้ข้าพเจ้าเป็นสานุศิษย์ตามไป ยังมัชฌิมประเทศ สำเร็จการแล้วต่อภายหลังจะได้ความสุข เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า ตั้งใจคอยท่านทั้งกลางวันและกลางคืน บัดนี้ท่านมาถึงแล้วจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะได้ตามไปปฏิบัติท่านกว่าจะสำเร็จการของท่านพระถังซัมจั่งได้ฟังวานรเล่าซึ่งมูลเหตุ และจะขอตามไปด้วยดังนั้นก็มีความยินดี จึงตอบวานรว่าตัวมีจิตศรัทธาอย่างนั้นก็เป็นการดีแล้ว แต่ที่จะให้ช่วยตัวเจ้าออก จากศิลานั้น เราไม่มีสิ่วขวานและเครื่องมืออันใดที่จะขุดแคะเอาเจ้าออกได้ ทำ อย่างไรจึงจะช่วยเจ้าได้เล่าวานรจึงพูดว่า การทั้งนี้ไม่ต้องใช้สิ่วขวานอะไรดอก แต่ท่านมีจิตกรุณาจะ ช่วยข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านได้ขึ้นไปบนยอดเขาแกะเอาพระคาถาอักขระหกตัวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็จะออกได้เอง อักขระหกตัวนั้นเป็นของสมเด็จพระเซ็กเกียมองนิฮุดโจ๊ ท่านปิดไว้ ไม่ให้ข้าพเจ้าออกได้ แม้ท่านแกะเอาอักขระนั้นออกเสียแล้วข้าพเจ้าก็ จะออกได้ไม่ต้องลำบากอะไรพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดแก่เล่าเป๊กกิมว่าท่านกับข้าพเจ้า ขึ้นไปดูที่นั่นจะเป็นประการใด เล่าเป๊กกิมจึงพูดว่าซึ่งวานรพูดนั้นไม่ทราบว่าจะเท็จ หรือจริงประการใดเกาซีเทียนได้ยินเล่าเป๊กกิมพูดดังนั้น ก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่าของนั้นมีจริง ไม่ใช่ความเท็จเชิญท่านขึ้นไปดูเถิดเล่าเป็กกิมได้ฟังดังนั้น ก็ชวนพระถังซัมจั้งค่อย ๆ ปืนขึ้นไปบนเขาจนถึงที่สุด ยอดเขาแล้ว เห็นก้อนศิลาสี่เหลี่ยมตั้งอยู่มีรัศมีสว่างเป็นสีต่าง ๆ ดูงามประหลาด ตาและมีแผ่นทองคำมีอักขระหกตัวติดอยู่บนยอดศิลาก้อนนั้น พระถังซัมจั้งเห็น ดังนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือขึ้นนมัสการ คุกเข่าลงตรงก้อนศิลานั้น ตั้งสัจจ อธิษฐานว่าข้าพเจ้าตั้นเหี้ยนจึงได้รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะไปอาราธนา พระไตรปิฎกธรรม แม้ว่าวานรนี้เคยเป็นสานุศิษย์อันชอบธรรมของข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าแกะอักขระทั้งหกนี้ออกได้โดยสะดวกเถิด ถ้าลิงตัวนี้เป็นหมู่มาร และสัตว์ร้าย ไม่เคยมีอุปนิสัยแก่ข้าพเจ้าแล้วขออย่าให้ข้าพเจ้าแกะอักขระนั้น ออกได้เลยครั้นอธิษฐานแล้ว จึงลุกขึ้นเดินเข้าไปยังก้อนศิลายกมือจับขยับแต่เบา ๆ แผ่น อักษรนั้นก็หลุดออกโดยง่าย ขณะนั้นมีลมพัดมามีกลิ่นหอมวิเศษยิ่งนัก แผ่นทอง ที่มีอักษรนั่นก็ลอยขึ้นบนอากาศ และมีเสียงในอากาศดังปรากฏว่า ซีเทียน วันนี้ สิ้นเคราะห์แล้วเราคือเทพารักษ์ ซึ่งรักษาหน้าที่เป็นผู้คุม จะนำเอาพระคาถานี้ไป ถวายพระยูไล พอสิ้นเสียงลงแผ่นทองก็ลอยหายไปในอากาศพระถังซัมจังกับเล่าเป็กกิม ได้ยินเสียงบนอากาศพูดดังนั้น ก็นมัสการขึ้นไป บนอากาศ ครั้นแล้วก็พากันกลับลงมายังที่วานรติดอยู่นั้น จึงบอกแก่วานรว่าอาตม- ภาพได้ขึ้นไปแกะยันต์อักขระนั้นออกแล้ว ตัวจงออกมาเถิดซีเทียนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจเป็นที่สุด จึงบอกพระถังซัมจั้งว่าหลวงพ่อจงถอย ออกไปให้ห่าง ข้าพเจ้าจะออก หลวงพ่อกับคนทั้งหลายอย่าตกใจเล่าเป๊กกิมจึงพาพระถังซัมจั้งรีบเดินออกไปห่างประมาณสักสามสิบเส้น ครั้น เห็นว่าห่างแล้วก็หยุดอยู่ได้ยืนเสียงวานรร้องบอกว่าให้เดินห่างออกไปอีกเถิด เล่า เป๊กกิมจึงพาพระถังซัมจังเดินลงจากเขาไปอีกประมาณสามสิบเส้น ก็ได้ยินเสียง ดุจฟ้าลั่นดูดังแทบภูเขาจะทลายแผ่นดินดุจทรุด ต่างก็ตกใจสักประเดี้ยวเห็นวานร มาถึงตรงหน้าพระถังซัมจั่ง แล้วก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่าข้าพเจ้าออกได้แล้ว แล้ว ก็มาคำนับเล่าเป็กกิมพูดว่าขอบใจท่าน ได้อุตสาหะตามมาส่งพระอาจารย์และ ขอบคุณท่านได้ช่วยทิ้งถอนหญ้าและตะไคร่นำให้ข้าพเจ้าได้พ้นความรำคาญครั้นพูดแก่เล่าเป๊กกิมแล้ว ก็ไปเอาหาบมาจัดแจงใส่สะพายแล้วจะไปผูกม้า ม้าเห็นวานรใกล้เข้ามาม้านั้นก็ยืนตัวสั่นอ่อนเปลี้ยแทบจะล้มลง เหตุเพราะซีเทียน เดิมเคยเลี้ยงม้ามังกรบนสวรรค์ของเง็กเซียงฮ่องเต้ ม้าในเมืองมนุษย์จึงได้กลัว อำนาจซีเทียนพระถังซัมจั้งเห็นวานรมีกิริยาเข้าใจในทางนักบวชดังนั้น จึงถามว่า เจ้าจะมา เป็นสานุศิษย์เราเจ้าแซ่ใด ซีเทียนบอกว่าข้าพเจ้าแซ่ซึ่ง พระถังซัมจั่ง เราจะให้ นามเจ้า ๆ จะได้สำคัญเมื่อเราเรียกเจ้า ซีเทียนจึงบอกว่าชื่อเดิมของข้าพเจ้ามีอยู่ แล้ว ข้าพเจ้าชื่อซึงหงอคงพระถังซัมจั้งได้ฟังหงอคงบอกดังนั้นจึงพูดว่าดีแล้ว อักษรแช่อยู่ในนามของ สมณกิจ เราจะตั้งชื่อให้ใหม่เรียกว่า (ซึงเห้งเจีย) จะดีหรือไม่ซีเทียนได้ฟังพระอาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ดังนั้น ก็มีความยินดี แล้วจึงพูดแก่ พระอาจารย์ว่า ซึ่งโปรดตั้งชื่อให้ข้าพเจ้าใหม่นั้นสมควรแล้ว ตั้งแต่นั้นมาคนทั้ง หลายจึงเรียกเกาซีเทียนว่า (เห้งเจีย)ฝ่ายเล่าเป๊กกิมจึงพูดแก่พระถังซัมจั้ง ว่าบัดนี้ท่านได้สานุศิษย์แล้วเห็นว่าจะ รักษาท่านไปได้ ข้าพเจ้าจะขอลาท่านทั้งสองกลับไปบ้าน ขอท่านไปจงสำเร็จ ตาม ความปรารถนาเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเล่าเป็กกิมลาดังนั้น ก็ย่อตัวลงแล้วพูดว่า ขอบคุณท่านเป็น อันมาก ได้อุตสาห์มาส่งข้าพเจ้าจนถึงที่นี่ ขอให้ท่านจงมีความสุขสวัสดิ์เถิด เล่า เป๊กกิมก็นมัสการลาพาคนใช้กลับไปที่อยู่ตามเดิมฝ่ายซึงเห้งเจียเอาหาบขึ้นใส่บ่า พระถังซัมจั้งขึ้นม้าแล้วพร้อมกันออกเดินไป ประมาณได้สองสามชั่วโมง ข้ามพ้นเขาเง้าเห้งซัวไปได้หน่อยหนึ่ง แลไปข้างหน้า เห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง เดินมาตรงหน้ากระดิกหางทำขนพองร้องเสียงโฮกกระทำ อิทธิฤทธิ์ เป็นน่ากลัวยิ่งนักพระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้า เห็นดังนั้นก็ตกใจสิ้นสติตะลึงไป เห้งเจียเดินตาม ม้ามาข้างหลังแลเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าวิตก เสือตัวนี้มันจะ เอาเครื่องนุ่งห่มมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็เอาหาบวางลงซักเข็มในหู ออกมาร่ายมนต์เข็มนั้นก็โตออกเป็นกระบองเหล็ก เห้งเจียถือกระบองแกว่งกวัด แล้วหัวเราะว่ากระบองเหล็กนี้ห้าร้อยปีแล้วไม่ได้เอาออกใช้ มาวันนี้ต้องเอาออก มาหาเครื่องนุ่งห่ม จะได้แต่งตัวตามพระอาจารย์ไปพูดดังนั้น แล้วก็ถือกระบอง ออกสกัดหน้าเสือ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงจะไปข้าง ไหน เสือได้ยินเสียงเห้งเจียดังนั้นก็ตกใจ ย่อตัวหมอบลงไม่กล้าจะกระดุกกระดิก เห้งเจียกระโดดเข้าใกล้เอากระบองหวดตรงศีรษะ ศีรษะเสือแตกกระจายละเอียด ลงกับที่พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น ก็พลัดตกจากหลังม้าร้องว่าฟ้าเอ๋ยฟ้า เมื่อวันก่อน เล่าเป๊กกิมก็ตีกับเสือหลายชั่วโมงจึงได้ตัว วันนี้ซึงเห้งเจียไม่ต้องต่อสู้เอากระบอง ตีลงทีเดียวก็ละเอียดไปอย่างนี้ฝ่ายเห้งเจียจึงลากศพเสือนั้นมาแล้วบอกแก่พระอาจารย์ว่า ขอท่านนั่งพัก คอยท่าสักประเดี๋ยวข้าพเจ้าจะลอกหนังเสือนี้ เอาทำเสื้อและกางเกงแล้วจึงค่อยไป เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ถอนเอาขนหางของตนออกมาเส้นหนึ่งร่ายพระคาถาเป่าให้ เป็นมีดแล้วก็แล่หนังสือออกตัดเป็นสี่เหลี่ยมสองผืน ผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่งพันบั้นเอว กระชากเอาเถาวัลย์มาผูกรัดเอว แล้วบอกแก่พระอาจารย์ว่าไปเถิดเมื่อไปถึงบ้าน คนจึงขอยืมเข็มเขาเย็บ พูดดังนั้นแล้วจึงร่ายคาถาให้กระบองเหล็กใหญ่นั้นเล็กลง เท่าเข็มแล้วเอาซ่อนไว้ในรูหู แล้วก็ยกหาบใส่บ่า นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าออกไซอิ๊ว ๑๘๕ เดินต่อไปพระถังซัมจั่งจึงถามว่าเมื่อตะกี้นี้เจ้ามีกระบองใหญ่เอามาตีเสือ เดี๋ยวนี้เอา ไปไว้ที่ไหนจึงไม่เห็นเห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่าพระอาจารย์ยังไม่เข้าใจ กระบองอันนี้ข้าพเจ้าได้มา จากทะเลใหญ่ทิศบูรพา เป็นของกายสิทธิ์จมอยู่ในกลางทะเล พระยาเล่งอ๋อง บอกให้จึงได้มา หากจะเรียกให้เล็กก็เล็กจะเรียกให้ใหญ่ก็ได้ดังประสงค์ เมื่อครั้ง ก่อนข้าพเจ้าขึ้นไปรบแก่เทวดาบนวิมานดาวดึงส์ก็เอาติดสำหรับตัวไปด้วย จะเก็บ ซ่อนไว้ในหูก็ได้เมื่อต้องการจึงค่อยเอาออกมาใช้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็มีความยินดีเป็นอันมาก จึงถามต่อไป ว่าเสือใหญ่นั้นเหตุใดเห็นเจ้าเข้าแล้ว จึงได้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิกเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่แกล้งจะยกตัวเลยโดยความจริงขอพระอาจารย์ ได้ทราบ อย่าว่าแต่เสือเลยถึงจะมีมังกรและนาคร้ายอย่างไรข้าพเจ้าคงจะปราบ ปรามได้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าสามารถจะเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง จะทำ ให้ใหญ่โตกว้างขวางออกไปก็ได้ จะทำให้เล็กเท่าแก่ละอองธุลีก็ได้ อย่าว่าแต่เสือ ตัวเดียวเลย ให้มากยิ่งกว่านี้ก็ไม่พอมือที่จะต่อสู้แก่ข้าพเจ้าได้พระถังซัมจั้งครั้นได้ฟังซึงเห้งเจียเล่าชี้แจงให้ฟังทุกประการดังนั้นก็มีใจอันเบิก บานยิงนัก ศิษย์กับอาจารย์เดินพูดกันมาก็พอพระอาทิตย์จวนจะมิดดวง เห้งเจีย จึงพูดว่าตะวันก็จวนจะตกอยู่แล้ว ข้างแถวพุ่มไม้ใหญ่นันเห็นจะมีบ้านคนอยู่ เรา พากันเข้าไปดูจะได้อาศัยพักสักคืนหนึ่งพรุ่งนี้เช้าจึงค่อยออกเดินต่อไปพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงชักม้าเดินตรงเข้าไปในบ้านนั้น ครั้นถึง พระถังซัมจั่งก็ลงจากม้า เห้งเจียวางหาบลงแล้วก็เดินเข้าไปที่หน้าประตู ร้อง เรียกว่าเปิดประตูรับข้าพเจ้าด้วยขณะนั้นในบ้านมีคนผู้เฒ่าอยู่คนหนึ่ง ครั้นได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกก็จับไม้ สักเท้าเดินออกมาเปิดประตูให้ ครั้นมองไปเห็นเห้งเจียคอพันหนังสือตัวก็นุ่ง หนังสือรูปร่างน่ากลัว หน้าตาก็ดุร้ายราวกับรามสูร ผู้เฒ่าเห็นดังนั้นก็ตกใจตัวอ่อน เปลี้ยแทบจะล้มลงร้องว่า ปิศาจมาแล้วยักษ์ใหญ่มาแล้วพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปใกล้ร้องบอกว่า ท่านอย่ากลัวเลย นี่ คือสานุศิษย์ของอาตมภาพเอง มิใช่ผีปีศาจและยักษ์มารอะไรดอกฝ่ายผู้เฒ่าได้ยินเสียงพูดดังนั้นจึงเงยหน้าดู เห็นพระถังซัมจังรูปร่างลักษณะ งดงามจึงค่อยได้สติหายจากความกลัว แล้วถามว่าถือเพศเป็นนักบวชทำไมจึงพา คนอย่างนี้เข้ามาในบ้านข้าพเจ้าเล่าพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า อาตมภาพนี้ คือเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง มี รับสังให้อาตมภาพไปยังมัชฌิมประเทศวัดลุ่ยอิมยี นมัสการพระขออาราธนาพระ ไตรปิฎก วันนีมาถึงนีก็พอเป็นเวลาพลบคำจะขออาศัยนอนสักคืนหนึ่งพอรุ่งแจ้ง จึงจะลาท่านไป ขอท่านผู้เฒ่าได้โปรดสงเคราะห์ด้วยเถิดฝ่ายผู้เฒ่าได้ฟังพระถังซัมจังพูดชี้แจงดังนั้นจึงตอบว่า สวนท่านเป็นพระ ของ พระเจ้าแผ่นดินถัง ก็อีกคนหนึ่งนั้นเป็นคนดุร้ายจะไม่ใช่คนใต้ถังดอกกระมังเห้งเจียได้ยินผู้เฒ่ากล่าวดังนั้น จึงร้องด้วยเสียงเป็นอันดังว่า ท่านผู้เฒ่าเห็น จะไม่มีนัยน์ตา ท่านว่าอาจารย์ข้าพเจ้าเป็นคนใต้ถังส่วนตัวข้าพเจ้าผู้เป็นสานุศิษย์ ท่านว่าไม่ใช่คนใต้ถัง ถ้ากระนั้นจะเป็นอะไรเล่าตัวข้าพเจ้านี้คือซีเทียนไต้เซียติดอยู่ ในเขาเง้าเห้งชัวนั้น ท่านจำไม่ได้หรือฝ่ายผู้เฒ่าครั้นได้ฟังดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้จึงถามว่าท่านอยู่ที่เขานั้นเหตุใดจึงออก มาได้เล่าเห้งเจียได้ฟังผู้เฒ่าถาม จึงเล่าความแต่หลังให้ผู้เฒ่าฟังทุกประการ แล้วก็ พูดว่าเพราะเหตุฉะนีข้าพเจ้าจึงได้มาเป็นสานุศิษย์พระถังซัมจังเมื่อผู้เฒ่าได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนันก็สินความสงสัย จึงคำนับพระถังซัมจั่ง แล้วเชิญให้เข้ามาข้างในแล้วยกน้ำชาออกมาถวาย แล้วผู้เฆ่าจึงถามเห้งเจียว่า อายุของท่านได้เท่าใดแล้วเห้งเจียจึงย้อนถามผู้เฒ่าว่าอายุของท่านได้สักเท่าใดเล่าผู้เฒ่าจึงตอบเห้งเจียว่าอายุของข้าพเจ้าได้ร้อยสามสิบปีแล้ว เห้งเจียจึงพูด ว่าอายุของท่านผู้เฒ่านี้เท่าแก่อายุหลานเหลนของข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมา นั้นได้เท่าใดก็จำไม่ได้ คิดตั้งแต่ข้าพเจ้าติดอยู่ในเขาเง้าเห้งชัวนั้นได้ห้าร้อยปีกว่า มาแล้วผู้เฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงพูดว่าเห็นจะจริงอย่างท่านพูด ข้าพเจ้าฟัง ปู่ย่าตาชวดได้เล่าต่อกันมาว่า ภูเขาลูกนี้อยู่บนอากาศตกลงมาครอบวานรไว้ตัวหนึ่ง มาบัดนี้ท่านได้รอดพ้นออกมาได้ดังนี้ก็เป็นบุญหาที่เปรียบมิได้แล้วฝ่ายคนในบ้านได้ยินผู้เฒ่าพูดดังนั้นก็พากันหัวเราะทุก ๆ คน ผู้เฒ่าจึงสั่ง คนใช้ให้จัดอาหารมาเลี้ยงตามประสาบ้านป่าเห้งเจียจึงถามว่าท่านผู้เฒ่านั้นแซ่อะไร ผู้เฒ่าจึงตอบว่าข้าพเจ้าแซ่ตั้น พระ ถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงว่าอาตมภาพนี้เมื่อเป็นฆราวาสก็แซ่ตั้นเหมือนกัน ผู้เฒ่า ได้ ทราบว่าพระถังซัมจั้งแซ่ตั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนความยินดีมากขึ้นอีกเห้งเจียจึงพูดแก่ผู้เฒ่าว่าท่านโปรดให้คนใช้ต้มน้ำให้อาจารย์กับข้าพเจ้าอาบ จะได้ชะล้างเหงื่อไคลให้สะอาดสักหนหนึ่งเถิด เพราะข้าพเจ้าเมื่อติดอยู่ในเขานั้น ห้าร้อยปีกว่าก็มิได้ปะน้ำท่าอะไรเลยผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงสั่งคนใช้ให้ต้มน้ำ จะให้พระถังซัมจั้งกับเห้งเจียชำระเหงื่อ ไคล ครั้นคนใช้ต้มน้ำแล้วก็ยกมาถวายพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งจัดแจงสรงน้ำ เสร็จแล้ว เห้งเจียจึงได้อาบน้ำชำระต่อทีหลัง ครั้นเสร็จแล้วเห้งเจียก็เข้ามาข้างใน คำนับผู้เฒ่าแล้วก็พูดว่า ขอท่านตาโปรดสักอย่างหนึ่งเถิด ท่านมีเข็มขอยืมให้ ข้าพเจ้าสักหน่อยผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปข้างในห้องหยิบเอาเข็มกับด้ายออกมาส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับเข็มกับด้ายแล้ว จึงขอยืมผ้าคนใช้ในบ้านนั้นผลัดเอาหนังสือออกเย็บทำ เป็นผ้าผืนหนึ่งเสร็จแล้วก็นุ่งแต่งตัวแล้วก็เดินออกมายืนตรงหน้าพระถังซัมจั้ง คำนับ แล้วก็พูดว่าพระอาจารย์จงดูข้าพเจ้าแต่งตัววันนี้กับวันก่อนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างพระถังซัมจั่งจึงพูดว่า แต่งตัวอย่างนี้ดูดีสมกับชื่อว่าเห้งเจีย เห้งเจียได้ฟัง พระอาจารย์ว่าดังนั้นก็มีความยินดี จึงออกไปข้างนอกเก็บหาบเข้ามา แล้วไปจูง ม้าเข้ามาผูกไว้ในบ้านแล้วก็พักนอนอยู่ในบ้านป่านั้นคืนหนึ่งครั้นรุ่งเช้าผู้เฒ่าเจ้าของบ้าน จึงจัดหาเครื่องแจมาถวายพระถังซัมจั้ง พระถัง ซัมจั่งฉันแล้วก็ให้พรตามเพศแห่งสมณะฝ่ายหลวงจีนแล้วก็ลาผู้เฒ่ามาขึ้นม้า เห้งเจียก็หาบเสบียงพากันออกจากบ้านป่าเดินต่อไป ครั้นสิ้นแสงตะวันก็หาที่พัก หลับนอนระงับความเหนื่อยมาตามระยะทาง เวลานั้นกำลังฤดูหนาวจัดอาจารย์ กับศิษย์ก็พากันเดินมา เมื่อกำลังเดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงอึกทึกมาข้างหน้า ขณะ นั้นเห็นคนเดินออกมาหกคน ล้วนแต่ถืออาวุธยืนสกัดทางอยู่ แล้วร้องถามด้วย เสียงอันดังว่า พระรูปนั้นจะไปข้างไหน จงวางสิงของลงไว้ให้เรา ๆ จะยกชีวิตไว้ให้ ถ้าขีนดื้อดึงก็จะฆ่าเสียทั้งสองคนพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้น ก็ตกใจพลัดตกจากหลังม้าสิ้นสติสมประดีเห้งเจียแลเห็นพระอาจารย์มีความกลัวดังนั้น ก็วางหาบลงวิ่งมาประคอง อาจารย์ แล้วพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิดอย่าวิตกเลย อ้ายพวกเหล่านี้มันจะ เอาเสบียงเสื้อผ้าอาหารมาให้เรา จะกลัวมันทำไมมีพระถังซัมจั่งพูดว่าหูเจ้าไม่มีหรือ ได้ยินหรือไม่เขาบอกให้เราวางสิ่งของไว้ให้เขา ถ้าไม่ให้เขาโดยดีเราก็จะต้องเสียชีวิต เจ้าจงไปถามคนทั้งหกดูหรือ ว่าเขาจะ ต้องประสงค์สิ่งใด จงมาเอาตามปรารถนาเถิดขอแต่ชีวิตไว้ เราจะได้ตั้งหน้าไปไซทีเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงพูดว่า พระอาจารย์จงเฝ้าม้าและหาบ ไว้ ข้าพเจ้าจะไปถามดูว่ามันจะเป็นประการใด เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วจึงเดินมาทำ ยกมือขึ้นคำนับแล้วถามว่า ท่านจะต้องประสงค์สิ่งใดหรือจึงต้องมาสกัดทางข้าพเจ้า อย่างนี้คนทั้งหกจึงตอบว่า พวกเราเป็นไต้อ๋องเจ้าของภูเขานี้ชื่อเสียงก็โด่งดังมาช้า นานแล้ว เจ้าจงรีบเอาสิ่งของเหล่านั้นมาให้เรา แล้วเราจึงจะปล่อยให้เจ้าเดินทางไปเห้งเจียจึงว่า ข้าพเจ้ากับอาจารย์เดินทางมาก็หลายเดือนแล้ว ท่านเป็นเจ้า ภูเขามาหลายปีแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงท่านทั้งหลายนี้เลยคนทั้งหกตอบว่า แม้ท่านไม่รู้จักเรา เราจะบอกให้ท่านรู้จัก ตัวเราชื่อว่า (งั้น ขันชี้) แปลว่าจักษุเห็นอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ยี้เทียลอ) แปลว่าโสตูได้ยิน อยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ภิชืออ้าย) แปลว่าจมูกรู้กลิ่นอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อ ว่า (จิสองซื้อ) ลิ่นรูรสอยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (ซิ้นปุ๊มอิ๋ว) แปลว่าการสัมผัสรู้ อยากได้ อีกคนหนึ่งชื่อว่า (อี่เกี๊ยนออก) แปลว่าใจรู้กำหนัดอยากได้เห้งเจียได้ฟังโจรทั้งหกบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่า อ้ายโจรทั้งหกนี้เดิม เป็นขนหน้าแข้งของเรา เอ็งจำเราไม่ได้หรือ ตัวเราไปถือศีลตามทางพระ ตัวเรา นี้แลคือเป็นนายพวกเจ้า เจ้าอาจสามารถพากันมาสกัดทางจะตีชิงเอาสิ่งของของ เรา เราจะบอกให้เจ้ารู้สึกตัว แม้เจ้าไปปล้นสิ่งของของเขาทั้งหลายได้มาไว้มาก น้อยเท่าใด ให้เจ้านำเอามาปันเป็นเจ็ดส่วนให้ได้เท่ากัน เราจะยกชีวิตให้ ถ้าไม่ ฟังเราว่า เราจะฆ่าเจ้าเสียให้หมดทั้งหกคนพวกโจรทั้งหกคนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น มีความโกรธเป็นอันมาก ต่างคนถือ อาวุธเข้ามาพูดว่า อ้ายนี่พูดจองหอง ไม่มีธรรมเนียม เจ้าเป็นอะไรมาจึงจะมา พูดบังคับบัญชาเราจะให้แบ่งปันสิ่งของให้แก่เจ้า พูดแล้วก็พร้อมกันเข้าล้อม เห้งเจียเอาอาวุธเข้าประหารตีรันฟันแทงเห้งเจียก็ยืนนิ่งให้พวกโจรทำ ก็มิได้เป็น อันตราย พวกโจรมีความประหลาดใจเป็นอันมากฝ่ายเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เราปล่อยให้พวกเจ้าทำแก่เราพอแล้ว ทีนี้เรา จะทำแก่พวกเจ้าบ้าง แต่ข้าจะเอาเข็มออกมาลองเจ้าให้รู้รสพวกโจรทั้งหกพูดว่าจะเอาเข็มมาทำไม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงชักเข็มออกจากหู แล้วยกขึ้นแกว่ง เข็มนั้นก็ใหญ่ขึ้นเป็นกระบองเหล็กอันหนึ่งถืออยู่แล้วร้องว่า พวกเจ้าให้เราลองตีดูสักทีหนึ่งจะเป็นประการใดพวกโจรทั้งหกคนเห็นดังนั้น ก็ตกใจพากันกระโดดหนีวิ่งไปทั้งหกคน เห้งเจีย ก็วิ่งไล่ติดตามไปทันเข้า ก็เอากระบองเหล็กตีคนละทีสองทีตายหมดทั้งหกคน จึงเปลื้องเอาเสื้อผ้าของโจรและเสบียงอาหารได้แล้วก็กลับมาบอกพระอาจารย์ว่า พวกโจรเหล่านั้นข้าพเจ้าตีตายหมดแล้ว • พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เจ้าจะได้รับภัยอันใหญ่แล้วแม้เขาเป็นโจร ผู้ร้าย เราควรจับตัวไปให้ขุนนางเขาชำระตัดสินลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง ถึงเราจะมีฤทธากล้าหาญอย่างไรก็ควรต้องละไว้ก่อน นี่ทำไมเจ้าไปตีเขาจนตายดังนี้ เจ้าหามีความเมตตาปรานีแก่เขาไม่ผิดประเพณีของผู้นักบวชไปมากนักเห้งเจียพูดว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ตีมันตายมันก็จะตีท่านอาจารย์ตาย จึงจะละมัน ไว้มิได้เลยพระถังซัมจั้งจึงพูดว่า เราถือทางพระแม้ถึงดังนั้นเราก็ต้องยอมตายจึงจะชอบ- ที่จะทำใจดุร้ายอย่างนี้หาควรไม่ เห้งเจียจึงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีปิดบังท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าเคยเป็นไต้อ๋องปราบปรามหมู่ปิศาจยักษ์ไม่รู้ว่าจะนับประมาณว่าเท่าใด ถ้า เหมือนที่พระอาจารย์พูดดังนี้ที่ไหนข้าพเจ้าจะทำถึงที่ซีเทียนไต้เซียได้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า เพราะเจ้ามีความประมาทดังนั้น จึงต้องติดโทษถึงห้าร้อยปีกว่ามิใช่หรือ บัดนี้ตัวเจ้าก็เข้าในพระพุทธศาสนาถือศีล กินเพลแล้ว ยังจะทำใจดุร้ายอยู่ดังนี้ เห็นจะไปไซทีด้วยเราไม่ได้เห้งเจียเมื่อได้ฟังพระอาจารย์พูดเป็นทีโกรธดังนั้น ก็มีความน้อยใจเป็นอันมาก จึงคิดว่าเราทำคุณกลับมาเป็นโทษพระอาจารย์โกรธและติเตียนต่างๆ ยิ่งคิดไปใจ ก็หุนหันมุทะลุดันขึ้นมา จึงพูดว่า ถ้าพระอาจารย์พูดว่าข้าพเจ้าบวชเรียนไม่ได้ ไปไซทีก็ไม่ได้ท่านไม่ต้องพูดให้มากความไปทำไม เมื่อท่านไม่พอใจในข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็จะกลับไปเท่านั้น ท่านไม่ต้องพูดให้มากความไปฝ่ายพระถังซัมจั่ง เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็นั่งก้มหน้านิ่งอยู่มิได้พูดประการ ใดต่อไปเห้งเจียเห็นพระอาจารย์นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ดังนั้น จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจะกลับไปอยู่ที่ของข้าพเจ้าแล้ว ว่าเท่านั้นแล้วก็โดดหายไปฝ่ายพระถังซัมจัง ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องบอกดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นดูก็ไม่เห็นตัว ได้ยินแต่เสียงหวิวไปข้างทิศตะวันออกเท่านั้น ครั้นเห้งเจียไปแล้ว พระถังชัมจั่งก็ อยู่แต่ผู้เดียวให้เปล่าเปลี่ยวใจยิ่งนัก จึงมานึกแต่ในใจว่าอ้ายเห้งเจียมันไม่เชื่อฟัง คำสั่งสอน ถ้าพูดจาสั่งสอนมันมันกลับโกรธแล้วก็หายไปเสียมิได้เห็นร่องรอยว่า มันไปทางใด เห็นว่าชะตาของเราจะมีสานุศิษย์มิได้ ไหน ๆ เราก็สละชีวิตแล้ว ก็ตามแต่จะเป็นไปเถิด เราตั้งหน้าตรงไปแต่ผู้เดียวอย่ากังวลอาศัยผู้ใดเป็นอารมณ์ เลย คิดตกลงดังนั้นแล้ว ก็จัดแจงเอาหาบใส่บ่า มือหนึ่งก็จูงม้าค่อยเดินค่อยไป พอแลไปข้างหน้าเห็นยายเฒ่ามือถือเสื้อข้างหนึ่งและมงคลวงหนึ่งเดินตรงเข้ามาใกล้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงจูงม้าเดินเข้าแอบข้างทาง ยายเฒ่าครั้นเดินมาถึง พระถังซัมจั้งแล้ว จึงร้องถามว่า นี่ท่านมาจากไหน จึงได้เดินมาคนเดียวอย่างนี้พระถังซัมจังจึงบอกว่าอาตมภาพนี้อยู่ประเทศจีน พระเจ้าแผ่นดินถังมีรับสั่ง ให้ไปยังมัชฌิมประเทศ นมัสการพระยูไล ขออาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกธรรม ไปไว้ในประเทศจีน จะได้สั่งสอนมหาชนให้เลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนายายเฒ่าได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงบอกว่าไซทีที่พระยูไลอยู่นั้น อยู่ที่ วัดลุ่ยอิมยี่ ประเทศเมืองไซเต็ก ตั้งแต่นี้ไประยะทางไกลถึงสิบหมื่นแปดพันโยชน์ ท่านเดินผู้เดียวไปกับม้า ไม่มีสานุศิษย์ไปเป็นเพื่อน ทำไมจึงจะไปได้พระถังซัมจังจึงบอกว่าเมื่อวันก่อนนั้นอาตมภาพได้มีสานุศิษย์คนหนึ่งเป็นเพื่อน แต่ใจเขาดุร้ายไม่ฟังคำสั่งสอน ครั้นสั่งสอนเขาสองสามคำเขาก็โกรธทิ้งอาตมภาพ ไว้กลับไปเสียแล้วยายเฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ดิฉันมีเสื้อพื้นเหลืองตัวหนึ่ง กับมงคลวงหนึ่ง ของบุตรดิฉันได้แต่งกาย แต่สามวันก็สิ้นอายุไปเสียแล้ว ดิฉันไปยังวัดที่ฝังศพ บุตรร้องไห้คิดถึง จึงเอาเสื้อกับมงคลมาไว้เป็นที่ระลึก แม้ท่านมีศิษย์ดิฉันจะถวาย ให้ท่านเอาไปให้ศิษย์ท่านใช้พระถังซัมจั่งจึงตอบว่าขอบใจ ที่ท่านยายมีน้ำใจด้วยอาตมภาพแต่สานุศิษย์ ของอาตมภาพนั้นเขาหนีไปเสียแล้ว อาตมภาพไม่อาจรับไว้ได้ยายเฒ่าจึงถามว่าเขาหนีไปทางไหน พระถังซัมจั้งจึงบอกว่าได้ยินแต่เสียง เหมือนลมพัดไปข้างทิศบูรพา ยายเฒ่าจึงพูดว่าถ้าไปทางทิศบูรพาเห็นจะไปไกลนัก แถบนั้นจะเป็นบ้านดิฉันเอง ดิฉันมีคาถาอยู่บทหนึ่ง นามเรียกว่าคาถาสะกดหัวใจ และเรียกว่ารัตนมงคล ท่านจงเล่าจำไว้ให้ขึ้นใจแม่นยำแล้วอย่าให้ผู้ใดรู้ ดิฉันจะ ไปตามสานุศิษย์ของท่านมาให้สำหรับจะได้ตามท่านไป ถ้าเขากลับมาท่านจงเอา เสื้อตัวนี้และมงคลนี้ให้เขาใส่ ถ้าดื้อดึงไม่ฟังคำท่านจงภาวนาคาถานี้แล้ว เขาก็ ไม่อาจจะดุร้ายได้พระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นจึงกระทำขอบคุณยายเฒ่า ฝ่ายยายเฒ่า เมื่อกำซับ พระถังซัมจั้งแล้ว ก็บันดาลรัศมีเป็นแสงทองพุ่งไปทางทิศตะวันออกแล้วก็หายไปฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น ก็ทราบได้ว่าพระกวนอิมมาสอนพระคาถาให้ จึง จุดธูปเทียนนมัสการหันหน้าไปทางทิศบูรพา แล้วจึงเอาเสื้อกับมงคลใส่ไว้ในถุงย่าม ก็เล่าพระคาถาที่พระกวนอิมบอกให้จนเจนใจจำได้ดีแล้วก็นั่งอยู่ริมทางฝ่ายเห้งเจียเมื่อทิ้งพระอาจารย์ไปนั้น ก็เหาะด้วยกำลังฤทธิ์ดั้นเมฆไปบัดเดี้ยว ก็ถึงทะเลใหญ่ ทางทิศตะวันออกก็โผลงแทรกน้ำลงไปยังบาดาลถึงที่อยู่พระยา เล่งอ๋องฝ่ายพระยาเล่งอ้องเห็นจึงมาคำนับถามว่า ได้ยินว่าท่านพ้นโทษแล้ว ข้าพเจ้า คิดว่าท่านคงจะไปจัดแจงถ้ำที่เดิมของท่านเรียบร้อยแล้ว จึงจะได้มาเที่ยวที่นี่ • เห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้น จึงตอบว่า ข้าพเจ้าก็ตั้งใจจะกลับไปที่ เดิม แต่บัดนี้ก็บวชเรียนถือศีลเสียแล้วพระยาเล่งอ๋องถามว่าท่านบวชเพศเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าอยากจะทราบบ้างเห้งเจียบอกว่า เพราะข้าพเจ้าได้รับคำสั่งสอนของพระกวนอิมท่านชักนำให้ รักษาศีล และให้อุตสาห์ตามพระถังซัมจั่งไปยังประเทศไซทีอาราธนาพระคัมภีร์ ไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจึงได้รักษาทางสัมมาทิฐิธรรม จึงได้นามใหม่เรียกว่า เห้งเจียพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงถามว่าซึ่งท่านทิ้งทางไม่ชอบธรรมเสีย มาถือ ทางสัมปฏิปทาแล้ว ข้าพเจ้าก็มีความยินดีด้วยท่านเป็นที่สุด แต่ข้าพเจ้าขออภัย จะขอถามท่านสักหน่อยว่า เหตุใดท่านจึงไม่ตามพระอาจารย์ไปไซที่เล่า มาหา ข้าพเจ้าด้วยจะต้องการสิ่งอะไรหรือเห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องถามดังนั้น ก็หัวเราะแล้วตอบว่า พระถังซัมจั้ง ไม่รู้จักน้ำใจคน เราจึงได้มาเสีย เมื่อวันเดินทางไปนั้น บังเอิญไปปะพวกโจรทั้ง หกมาสกัดทางเราไว้ แล้วว่าจะเอาสิ่งของให้หมด ข้าพเจ้าขัดใจจึงได้ตีตายเสีย ทั้งหกคน พระถังซัมจั้งพูดติเตียนข้าพเจ้าต่าง ๆ ข้าพเจ้ามีความเสียใจจึงได้ทิ้ง กลับมาเสียหมายจะกลับไปยังที่เดิมของข้าพเจ้า ครั้นถึงช่องด่านเมืองของท่าน ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านจึงได้แวะมาเยือนท่านและจะมาขอน้ำชาท่านกินสักถ้วยหนึ่งพระยาเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้ยกน้ำชามาให้เห้งเจียกิน เมื่อขณะเห้งเจียกิน น้ำชาอยู่นั้น เหลือบไปเห็นฉากแขวนอยู่ข้างฝาผนังจึงถามพระยาเล่งอ้องว่า นั่น เป็นฉากอะไรจึงได้มีคำโคลงเขียนไว้พระยาเล่งอ๋องจึงบอกว่า ฉากนี้มีมาต่อภายหลัง ท่านเกิดจำไม่ได้หรือ เขา เรียกกันว่า (กี่เกี๊ยวชามจิ้นลี้) เห้งเจียถามว่ากี้เกี๊ยวซามจิ้นลี้นั้นแปลว่ากระไรพระยาเล่งอ๋องจึงเล่าให้ฟังว่า คือเดิมนั้นมีเทวดานามชื่อว่า (อึ้งเจี๊ยกง) นั่งอยู่ ที่หัวสะพานห้อยเท้าแกว่งเล่น รองเท้าก็ตกลงในน้ำ เทวดานั้นจึงเรียกเตียวเหลียง วานให้ลงไปเก็บขึ้นมาให้ แล้วเทวดาก็แกล้งทำให้ตกลงไปอีก แต่ทำให้ตกดังนั้น ถึงสามครั้ง เตียวเหลียงก็อุตสาห์ลงไปเก็บทั้งสามครั้ง เตียวเหลียงก็ไม่มีใจโกรธ เคืองอะไรเลย เทวดาเห็นเตียวเหลียงมีใจเย็นแน่นอนหนักแน่นดังนั้น จึงสอน ตำหรับวิทยาการให้ไว้สำหรับรักษาบ้านเมือง ต่อมาภายหลังเตี่ยวเหลียงได้เป็น ขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินไซฮั่น ครั้นเวลาบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว เตียวเหลียงก็ หลีกตัวออกจากราชการเข้าป่ารักษาใจถือเพศอย่างเซียน ภายหลังก็ได้สำเร็จเป็น เซียนสมความปรารถนาของเตียวเหลียง ถ้าท่านเห้งเจียไม่ตามปฏิบัติรักษาพระ ถังซัมจั้ง และไม่เชื่อฟังคำสอน ต่อไปภายหน้าท่านคงเป็นปิศาจยักษ์ จะสำเร็จ ในทางมรรคผลนั้นอย่าพึงนึกเลยเห้งเจียได้ฟังพระยาเล่งอ๋องพูดดังนั้น ก็นิ่งคิดอยู่แต่ในใจยังมิได้พูดประการใดพระยาเล่งอ๋องจึงพูดต่อไปว่า ท่านไต้เซียจงตรองดูให้ดี อย่าถือเอาแต่ความ สบายพอใจของตน จะทำให้ผิดทางที่ท่านทำมาเห้งเจียจึงว่า ท่านอย่าพูดมากไปเลย ข้าพเจ้าจะกลับไปปฏิบัติรักษาพระ อาจารย์อีก พูดแล้วจึงลาพระยาเล่งอ๋องรีบออกจากปราสาทแล้ว แทรกน้ำขึ้นมา จากบาดาล แผลงฤทธิ์เหาะกลับมา เมื่อกำลังเหาะมานั้น พอพบพระกวนอิมใน กลางอากาศ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นนมัสการ พระกวนอิมจึงถามเห้งเจีย ว่าทำไมเจ้าจึงไม่ไปตามพระถังซัมจั่ง เจ้ามาที่นี่มีธุระอย่างไรหรือเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมถามดังนั้นจึงตอบว่า ตั้งแต่ได้พึ่งบารมีของท่านชัก นำเข้าในทางสัมมาปฏิบัติแล้ว ต่อมาก็เหมือนดังคำท่านพูด มีพระถังซัมจั้งมา ช่วยเอาอักขระนั้นออก จึงได้พ้นจากทุกข์ทรมานได้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้ตามพระถัง ซัมจั้งไป แล้วเห้งเจียก็เล่าความซึ่งบาดหมางแก่อาจารย์ ให้แก่พระกวนอิมฟัง ทุกประการ เพราะท่านว่าข้าพเจ้าดุร้าย ข้าพเจ้าจึงได้หลบหนีท่านไปเสีย บัดนี้ ข้าพเจ้าจะกลับไปตามรักษาท่านอาจารย์อยู่ตามเดิมต่อไปอีกพระกวนอิมได้พังดังนันจึงพูดแก่เห้งเจียว่า จงรีบกลับไปโดยเร็วอย่าให้เสีย เวลาได้เห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็นมัสการลาแล้วรีบเหาะไปบัดเดี้ยวก็มา ถึงเห็นพระอาจารย์นั่งกอดเข่าอยู่ริมทาง เห้งเจียจึงเดินเข้ามาหาพระอาจารย์คำนับ แล้วถามว่า พระอาจารย์ทำไมมานั่งอยู่ที่นี่พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมาก็ดีใจจึงพูดว่า ตัวทิ้งเราไปข้างไหนก็ไม่รู้ ทำ ให้เราไปไม่ได้ก็ต้องนั่งคอยอยู่ที่นี่เห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าอยากน้ำจึงได้ลงไปหาพระยาเล่งอ้องหาน้ำชากิน พระถังซัมจั่งพูดว่า ตัวเป็นคนอยู่ในศีลในธรรมทำไมจึงพูดเป็นคำเท็จเช่นนั้นเล่า ตัวเจ้าหายไปจากที่นี้ไม่ถึงสองชั่วโมงว่าได้ไปถึงบาดาล หาพระยาเล่งอ๋องได้กิน น้ำชาอย่างนี้ จะมิเป็นคำเท็จหรือเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังพระอาจารย์บอกโดยความจริง ด้วยข้าพเจ้า ได้เรียนทางสำเร็จ หกคะเมนหรือตีลังกาทีหนึ่งไปไกลได้ถึงหมื่นแปดพันโยชน์ เพราะ ฉะนั้นทางไปบาดาลไม่เป็นการยากอะไรตีลังกาไปที่เดียวก็ถึง ขอพระอาจารย์อย่า มีความสงสัยเลยพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า ถ้าเจ้าพูดจริงทำอิทธิฤทธิ์ไปได้เจ้าไม่ต้องลำบาก แต่เรา ไม่มีฤทธิ์เหมือนเจ้ามิต้องลำบากอยู่ที่นี่หรือเห้งเจียพูดว่า แม้พระอาจารย์จะอด ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตข้าวมาถวาย พระถังซัมจังว่าไม่ต้องไปบิณฑบาตดอกในถุงย่ามนั้นยังมีข้าวตากขนมแห้งก็ยังมีอยู่ จงเอามาให้เราแล้วจงเอาบาตรไปตักน้ำมาให้เราจะฉันเดี้ยวนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงยกเอาหาบมาแล้วแก้ถุงย่ามออก เอาขนมแห้งและข้าว ตากออกมาประเคนให้อาจารย์แล้วจะหยิบเอาบาตรออกจากย่ามแลเห็นในย่าม นันมีแสงสว่างวับแวมอยู่ เห้งเจียเห็นของประหลาดดังนั้นจึงหยิบขึ้นมาดูก็ชอบใจ จึงถามว่าเสือกับหมวกนี้เอามาจากเมืองเชียงอานหรือ พระถังซัมจังก็นิงเฉยสัก ครู่หนึ่งจึงพูดว่าของเราบวชตั้งแต่เป็นเด็ก หมวกนั้นใส่แล้ว หนังสือและพระ ธรรมจะอ่านได้โดยเร็ว ไม่ต้องสอนก็รู้ได้ เสื้อนั้นใส่เข้าแล้วไม่รู้จักธรรมเนียมไหว้ กราบก็รู้จักธรรมเนียมทั้งสิ้นเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงพูดว่า พระอาจารย์ให้ข้าพเจ้าใส่เถิด พระถังซัม จั่งว่าตามใจอยากได้ก็ใส่เถิด เห้งเจียก็เอาหมวกใส่ศีรษะเอาเสื้อใส่เข้าแล้วก็ดีใจ ยิ่งนักพระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียสวมเสื้อคลุมหมวกแล้ว ก็ฉันสิ่งของจึงนั่งนึกภาวนา พระคาถาที่พระกวนอิมสอนให้นั้นสองสามจบ เห้งเจียก็ว่าปวดหัวเต็มทีแทบ ศีรษะจะแตกแล้ว พระถังซัมจั่งไม่หยุดภาวนาอีกสองสามรอบ เห้งเจียก็ประคอง ศีรษะหมุนลงกับพื้นดินแล้วเอามือแกะกระชากหมวกมงคลนั้นก็ไม่หลุด พระถัง ซัมจั้งเห็นดังนั้นกลัวหมวกมงคลจะขาด จึงหยุดภาวนา เห้งเจียหายปวดศีรษะ ทันทีจึงเอามือคลำดู สังเกตดูก็คล้ายแก่ด้ายที่ตีเกลียวรัดแน่นอยู่ จึงเอามือจับ กระชากก็ไม่หลุดไม่ขาด เพราะพระถังซัมจั่งภาวนากระทำให้บันดาลมงคลติดอยู่ ไม่หลุดเห้งเจียมีความโกรธเป็นอันมาก จึงเอากระบองออกจากหูแล้วงัดมงคลก็ไม่ออก พระถังซัมจั้งกลัวจะงัดมงคลขาด จึงภาวนาอีกสองสามรอบ ศีรษะเห้งเจียก็ปวด มงคลก็ยิ่งรัดจนตาปลิ้นตัวก็อ่อนล้มลงกับที่พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็มีความเวทนาจึงหยุดภาวนาเสีย ศีรษะเห้งเจียก็ หายปวดเห้งเจียมีความสงสัยจึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านแกล้งภาวนาพระคาถา ดอกกระมังข้าพเจ้าจึงได้ปวดศีรษะนักพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียถามจึงตอบว่า อาตมภาพภาวนามงคลคาถาต่างหาก เราจะภาวนาถึงเห้งเจียทำไมเห้งเจียว่าไหนพระอาจารย์ลองภาวนาดูอีกสักหน หนึ่งหรือ ศีรษะข้าพเจ้าเป็นประการใดพระถังซัมจั้งก็ภาวนาอีกสองสามรอบ เห้งเจียก็ปวดศีรษะหมุนคว่ำลงกับที่ จึงร้องบอกพระอาจารย์ว่าอย่าภาวนาเลยจงหยุดเถิดข้าพเจ้าเหลือทนแล้ว พระ ถังซัมจั้งจึงถามว่าตั้งแต่นี้จะเชื่อฟังคำเราสั่งสอนหรือไม่ เห้งเจียร้องบอกว่าจะเชื่อ คำสั่งสอนไม่ขัดขีนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่ในใจให้คิดแค้นเป็นกำลังจึงควักเอา กระบองออกจากหู กวัดแกว่งกระบองก็ใหญ่ออกเป็นกระบองเหล็ก ทำท่าขยับ จะเข้าทำร้ายพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงภาวนาอีกสองสามรอบ เห้งเจียก็ปวดศีรษะเป็นกำลังล้มคว่ำลงกับที่พื้นดิน ปล่อยกระบองทันทีร้องเรียก พระอาจารย์ว่าหยุดเถิดอย่าภาวนาเลยข้าพเจ้ากลัวแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงถามว่าทำไมจึงมีใจประมาทเราอย่างนี้ เห้งเจีย บอกว่าข้าพเจ้าไม่ประมาทท่านต่อไปแล้ว แล้วเห้งเจียจึงถามพระอาจารย์ว่า มีผู้ ใดมาบอกคาถาบทนี้ให้แก่ท่านพระถังซัมจั้งบอกว่ามียายเฒ่าเดินมาทางนี้สอนคาถาให้เรา เห้งเจียได้ฟังดัง นั้นก็โกรธยิ่งนักจึงพูดว่า ยายเฒ่านี้ข้าพเจ้ารู้ได้แน่แล้ว คือพระกวนอิ่มนั้นเอง ทำไมจึงคิดให้ฆ่าข้าพเจ้าอย่างนี้เล่า ข้าพเจ้าจะไปน่ำไฮ้จะตีพระกวนอิมให้รู้ฝีมือ เสียบ้างพระถังซัมจังจึงพูดว่าพระกวนอิมเธอสอนคาถานี้ให้เรา เธอก็ย่อมรู้คาถาบท นี้แล้ว ถ้าเจ้าไปคิดตีเธอ ๆ ก็จะภาวนาพระคาถานี้ขึ้น ตัวเจ้าจะมิถึงแก่ความ ตายหรือ เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดถูกต้องดังนั้น ก็ไม่อาจที่จะคิดร้ายพระ กวนอิมอีกต่อไปแล้วตรึกตรองดูเห็นความจริงตามคำของอาจารย์ จึงคุกเข่าลง สารภาพนมัสการพระอาจารย์แล้วพูดว่าขอพระอาจารย์ได้โปรดเถิดท่านจะสั่ง สอนข้าพเจ้าอย่างไรข้าพเจ้ามิได้คิดจะกลับกลายอีกต่อไป แล้วขอปฏิบัติรักษา ท่านไปกว่าจะถึงเมืองไซที และจะขอยอมตายไม่คิดสองใจเหมือนแต่ก่อนแล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียมีใจอ่อนลงแล้วจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นท่านจงจัดแจง เถิดเราจะไป เห้งเจียก็ลุกขึ้นแล้วไปเอาเบาะอานมาผูกม้าเสร็จแล้ว จึงนิมนต์ พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าแล้วก็ยกหาบใส่บ่าพร้อมกับอาจารย์ออกเดินหมายทิศปราจีน ตรงไปครั้นมาได้สองสามวันกำลังเป็นฤดูหนาวลมพัดกล้าอากาศเยือกเย็นตามเนิน เขาน้ำค้างตกลงมาดาดทั่วไปทั้งนั้น ครั้นจะตัดเดินไปตามบนเขาทางก็เป็นคูเป็น โขดเป็นลำดับแสนที่จะกันดาร พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้ามีความวิตกเป็นอันมาก ในกำลังที่เดินไปนั้น ได้ยินเหมือนเสียงคลื่นชัดน้ำออกฉาดฉาน พระถังซัมจั่ง ได้ยินดังนั้นจึงถามเห้งเจียว่าที่ใกล้ๆ นี้เห็นจะมีแม่น้ำจึงได้ยินเสียงคลื่นชัดดังนี้เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้นจึงบอกว่า ที่แห่งนี้ข้าพเจ้าจำได้เรียกว่าเขา (จัวปั่วซัว) มีบึงหนึ่งกว้างใหญ่นามเรียกว่า (เองเส้าบึง) ซึ่งได้ยินเสียงเหมือน คลื่นนั้นเห็นจะเป็นบึงนี้เอง เมื่อกำลังพูดกันอยู่นั้นเดินใกล้บึงเข้ามาพระถังชัมจั้งเดินเข้าไปริมฝั่งบึง พิจารณาดูในลำบึงสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงใต้ น้ำแลเป็นละลอกฟูขึ้นเป็นฝอย เห็นมังกรร้ายโผล่ขึ้นมาตัวหนึ่งโบกหางเล่นคลื่นอยู่ กลางน้ำ บัดเดี้ยวก็รี่เข้ามาริมฝั่งเลื้อยขึ้นมาใกล้ตรงเข้ามาจะทำร้ายพระถังซัมจั้งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ วางหาบวิ่งเข้าอุ้มพระถังซัมจั่งลงจากหลังม้าหนี มังกรไล่มาไม่ทันก็หันหน้ากลับคาบเอาม้าขยอกกลืนเข้าไปทั้งตัวแล้วก็กลับลงน้ำจม ลงไปไม่เห็นตัว เห้งเจียอุ้มพระถังซัมจั้งไปวางไว้ที่โขดสูงแล้ว ก็กลับมาจะเอาหาบ และม้า ครั้นมาถึงก็เห็นแต่หาบแต่ม้าหาเห็นไม่ จึงยกหาบมาวางที่พระอาจารย์ แล้วจึงบอกว่ามังกรนั้นหายไปข้างไหนแล้วหาเห็นตัวไม่ แต่ม้าของเรานั้นจะตกใจ' วิ่งหนีไปข้างไหนหารู้ไม่ ข้าพเจ้าจะไปตามค้นหาดูก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้น กลางอากาศเอามือป้องหน้าพิจารณาดูรอบทั้งสี่ทิศโดยละเอียด ก็มิได้เห็นร่องรอย ที่ไหนจึงกลับลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า ม้าของเรานั้นจะสูญเสียแล้วชะรอย มังกรจะกินเสียแล้ว ข้าพเจ้าเหาะขึ้นไปดูบนกลางอากาศเที่ยวแลรอบก็มิได้เห็นเลยพระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดบอกดังนั้นจึงพูดว่ามังกรนั้น ปากมันจะกว้างสัก เท่าใด จึงอาจกลืนม้าเข้าไปได้ทั้งตัวทีเดียวหรือเราคิดเห็นว่าม้าของเราจะตกใจ เที่ยวหนีซุกซ่อนตามป่าหรือซอกเขาเป็นแน่ ท่านจงกลับไปเที่ยวค้นดูให้ดีเถิด บางที่จะพบบ้างดอกกระมังเห้งเจียบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านยังไม่ทราบเหตุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านี้ได้ จักษุอันวิเศษ ถ้ากลางวันดังนี้แล้วข้าพเจ้าแลไปเห็นได้ถึงพันโยชน์ ถึงจะมีตัวสัตว์ อะไรเล็กน้อยเท่าละอองธุลีก็อาจเห็นได้ ทำไมม้าตัวใหญ่ ๆ อย่างนี้ข้าพเจ้าจะไม่ เห็นเล่า ขอพระอาจารย์อย่าได้สงสัยเลยพระถังซัมจั้งจึงถามว่าถ้าดังนั้น เราจะได้ม้าที่ไหนขี่ต่อไปเล่าหนทางก็ไกลแสน กันดาร ทำอย่างไรจะได้ไป พูดดังนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลหยดลงผอยๆเห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความสงสารพระอาจารย์ยิ่งนัก จึงพูดแก่พระอาจารย์ว่า ขอพระอาจารย์อย่าโทมนัสไปเลย จงนั่งคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าจะไปตามม้า ของเรามาให้จงได้พระถังซัมจั่งจึงพูดว่าอย่าไปเลย ถ้าเห้งเจียทิ้งเราไว้ไปเที่ยวหาม้าแล้ว มังกร มันก็จะแอบเข้ามาข้างนี้กินเราเสียทั้งม้าทั้งคนก็จะไปรวมอยู่ในท้องมังกรหมด เจ้าคิดอย่างนี้จะดีหรือเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็ยิ่งแค้นใจขึ้นมาเป็นอันมาก จึงร้องขึ้น ด้วยกำลังโทสะดุจเสียงฟ้าผ่า ว่าถ้าอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อไปเล่า ม้าก็อยากได้ จะไปก็ไม่ให้ไปตามถ้าอย่างนั้นจะมิต้องนั่งเฝ้าหาบอยู่ที่นี่จนแก่ ไม่ต้องไปไซทีแล้ว เมื่อเห้งเจียกำลังพูดเถียงอยู่ดังนั้นยังหาตกลงว่าจะทำอย่างไรไม่ ก็พอได้ยินเสียง บนอากาศพูดว่าท่านถังซัมจังกับเห้งเจีย อย่าโทมนัสวุ่นวายไปเลยข้าพเจ้านี้คือ หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ซึ่งพระกวนอิมใช้ให้มาคอยคุ้มครองป้องกันรักษา ผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกพระถังซัมจั่งได้ยินดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ในทันใดนั้นเห้งเจียจึงร้องถามตอบ ขึ้นไปว่า ท่านที่พูดอยู่นั้นคือท่านพระองค์ไดโปรดบอกนามมาให้ข้าพเจ้าทราบจะ ได้จดจำไว้เทพยดาจึงตอบว่าข้าพเจ้าคือหลักเต็งหลักกะเหงาฮึกเวี้ยดที้หู้แก่แค่ล้ำได้ ผลัดกันมาคอยระวังรักษาท่าน และคอยฟังเหตุการณ์ต่าง ๆเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นก็เชิญท่านหลักเต็งและหมู่เทพารักษ์ทั้ง หลายมาอยู่รักษาเฝ้าพระอาจารย์ข้าพเจ้าไว้อย่าให้มีเหตุการณ์ขึ้นได้ ข้าพเจ้าจะ ได้ไปตามมังกรเอาม้าคืนมาให้ได้หมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าท่านอย่า มีความวิตกเลย ซึ่งพระอาจารย์ของท่านนั้นข้าพเจ้าจะรับรักษามิให้มีเหตุการณ์ ขึ้นได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็วางใจจึงนิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นนั่งอยู่บนโขดเขาคอยท่า แล้วเห้งเจียก็ลาพระอาจารย์เหาะขึ้นบนอากาศรีบมา ครั้นถึงก็คอยอยู่กลางบึง แล้ว ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายสัตว์เดียรัจฉานอยู่ใต้น้ำ เอ็งจงเร่งเอาม้ามา ให้กูโดยเร็วถ้าช้าไปกูจะทำลายบึงให้ราบเป็นธุลีฝ่ายมังกรเมื่อกินม้าแล้ว ก็จมกบดานอยู่ใต้น้ำรักษาอารมณ์อยู่ พอได้ยินเสียง คนมาร้องเรียกอยู่ปากบิงกล่าวถ้อยคาโอหังต่าง ๆ ก็สะกดใจไว้ไม่อยู่ โทสะบันดาล เกิดขึ้นไม่สามารถจะอดกลั้นไว้ได้ก็ผุดทะลึ่งโผนขึ้นมาอยู่บนหลังน้ำ ร้องถามมาว่า ใครหวาอาจสามารถมาร้องเรียกให้เราหนวกหู เอ็งไม่กลัวชีวิตจะเป็นอันตรายหรือเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงอย่าหนีไปจงรีบเอาม้ามาให้ เราเสียโดยเร็ว พูดดังนั้นแล้วก็ควงกระบองตรงมาจะตีมังกร มังกรก็อ้าปากแยก เขี้ยวขยายเล็บกระโดดเข้าต่อสู้เห้งเจียกับมังกรต่อสู้กันไปมาประมาณสองชั่วโมง มังกรทานกำลังเห้งเจียไม่ ได้ก็กระโดดกลับลงในน้ำหนีจมลงไปกบดานอยู่ใต้น้ำไม่ขึ้นมาต่อสู้ เห้งเจียด่าว่า สักเท่าใดๆ มังกรก็ทำไม่ได้ยินเสียนิ่งกบดานเฉยอยู่แต่ใต้น้ำ เห้งเจียก็สิ้นปัญญา ไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใดก็กลับมาหาพระอาจารย์พระถังซัมจังจึงว่า เมื่อวันก่อนนั้นเจ้าตีเสือตายได้พูดอวดแก่เราว่า ถึงมังกร และเสือก็คงจะกำจัดได้ทั้งสิ้น วันนี้ทำไมจึงไม่ปราบมังกรให้ได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดนั้น ก็มีมานะนึกโกรธขึ้นมาจึงพูดแก่พระอาจารย์ ว่า ท่านอย่าพูดให้มากไปเลยข้าพเจ้าจะกลับไปลองฝีมือกับมังกรให้ถึงแพ้ชนะจง ได้ เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็รีบเหาะกลับมาที่ริมบึงแล้ว ก็ร่ายพระคาถาบันดาลให้ น้ำในบึงใสเห็นกระทั่งพื้นดินด้วยอำนาจพระคาถา ใต้บึงก็เกิดเป็นคลื่นหามีความ สุขไม่มังกรจึงเผยอศีรษะชะเง้อขึ้นดูเห็นเห้งเจียอยูริมบึง ก็มีความโกรธแค้นเป็น อันมาก ขยับเขี้ยวคำรามทะลึ่งโลดขึ้นมาร้องถามเห้งเจียว่า อ้ายปิศาจที่ไหนมา พูดจาดูถูกเราอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า มึงไม่ต้องมาขู่กูถ้าเอ็งไม่อยากจะตายเอ็งจงเร่ง คืนม้ามาให้แก่กู กูจะยกชีวิตให้สักครั้งหนึ่ง ถ้าขัดขึนแล้วเอ็งจงมาลองฝีมือกัน' กับกูให้ถึงแพ้และชนะมังกรตอบว่าม้านั้นถูกกลืนเข้าในท้องเสียแล้ว กูไม่มีม้าจะใช้ให้มึง เมื่อมึงจะ ทำประการใดก็ให้เร่งมาทำแก่กูเถิดเห้งเจียจึงว่ามึงไม่คืนม้าให้แก่กูได้ กูก็จะฆ่ามึงแทนม้าว่าแล้วเห้งเจียก็กระโดด เข้าตีมังกร มังกรก็ต่อสู้โดยสามารถ ต่างกล้าหาญถ้อยทีผลัดเปลี่ยนกันไปมาฝ่ายมังกรกำลังอ่อนลงทุกที เห็นว่าจะสู้เห้งเจียไม่ได้ก็ร่ายมนต์แปลงตัวเป็นงู น้ำมุดซ่อนตัวอยู่ในปล้องหญ้าริมขอบบึงเห้งเจียเห็นมังกรหายไปดังนั้น จับกระบองเหล็กแหวกหญ้าค้นหาก็ไม่เห็น ร่องรอย ยืนนิ่งคิดขึ้นได้ จึงภาวนาคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่ และเจ้าเขาเจ้าป่าให้ มาโดยเร็วฝ่ายพระภูมิเจ้าที่และเจ้าป่าเจ้าเขาทั้งหลาย เมื่อเห้งเจียอ่านคาถาเรียกดังนั้น ก็พากันรีบมาโดยเร็วครั้นถึงก็คุกเข่าคำนับเห้งเจีย แล้วถามว่าท่านจะประสงค์สิ่งใดเห้งเจียจึงถามว่า ทำไมท่านทั้งหลายจึงไม่มาเยือนเราบ้าง เมื่อเราติดอยู่ใน เขาเง้าเห้งซัว ก็ไม่เห็นมาเยี่ยมเยือนเราเลย เจ้าพวกนี้มีความผิดมาก จะต้องตี ด้วยกระบองจึงจะสมแก่ความผิดเทพารักษ์ทั้งหลายกับพระภูมิเจ้าที่ จึงพูดอ้อนวอนว่า ขอท่านไต้เซียได้โปรด ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด เดิมท่านติดอยู่ในเขาเมื่อไรก็ไม่ทราบ ขอท่านจงกรุณา ยกโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดเห้งเจียจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราไม่ตีจะยกโทษให้เรามีประสงค์จะถามว่า ในบึง นี้มีมังกรร้ายตัวหนึ่ง บัดนี้มันกินม้าของพระอาจารย์เราเสียแล้ว เราจะทำประการ ใดจะรู้ว่ามันหลบหนีซ่อนเร้นอยู่ที่ไหนเทพารักษ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียถามว่าดังนั้น จึงตอบว่า แต่เดิมมาข้าพเจ้า ทั้งหลาย ไม่เคยเห็นพระอาจารย์องค์ใดมาทางนี้เลย พระอาจารย์ของไต้เซียนั้น มาเมื่อเวลาใดเล่า จึงได้เกิดเหตุขึ้นดังนี้เห้งเจียจึงบอกว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ทราบเหตุเดิม เพราะพระกวนอิมสั่งเรา ให้ติดตามไปเป็นสานุศิษย์พระถังซัมจั้ง เพื่อไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกธรรม ที่ประเทศเมืองไซทีเพราะฉะนั้นจึงต้องเดินทางมาทางนี้ เรากับอาจารย์มาถึงบึง นี้ มังกรร้ายมันจับเอาม้าของพระอาจารย์เราไปกินเสียเทพารักษ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าบึงนี้ตั้งแต่เดิมมาก็ ไม่มีของร้ายอะไรอยู่ และลำบึงนี้ก็กว้างยาว น้ำก็ใสและเห็นตลอดถึงก้นบึง พวก ปักษากานกบินข้ามบึงก็แลเห็นเงาอยู่ในน้ำ นกทั้งหลายซึ่งบินข้ามบึง เมื่อแลเห็น เงาอยู่ในน้ำก็นึกว่าพวกเดียวกันอยู่ที่นั่น ก็ราปีกรอดูน้ำ บางตัวก็พลัดตกลงในน้ำ เพราะฉะนั้นจึงมีนามเรียกว่าบึง (เสร้ากั้ง) เมื่อปีที่ล่วงมาแล้วนั้น พระกวนอิมเหาะ ข้ามมาทางนี้ จะไปหาคนอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงได้เอามังกรตัวหนึ่งมาไว้ ในบึงนี้ บัดนี้ก็มาทำความชั่วอย่างนี้อีก เห็นว่ามันจะถึงชีวิตอันตรายเป็นแน่แล้ว จึงได้ทำการดังนี้เห้งเจียพูดว่า เมื่อกี้นี้มันแปลงตัวมุดลงไปในกอหญ้าแล้วหายไป เราค้นหา ก็ไม่เห็นพระภูมิเจ้าที่จึงบอกว่า ในลำบึงนี้รูเรี้ยวตั้งหมื่นตั้งพันเห็นจะมุดเข้าแอบตาม รูซ่อนตัวอยู่กระมัง ถ้าดังนั้นท่านไต้เซียอย่าวิตก ท่านคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปเชิญพระกวนอิมมาจับตัวมันให้จงได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงชวนเทพารักษ์ทั้งหลายมาหาพระอาจารย์เล่ามูลเหตุให้ ฟังทุกประการพระถังซัมจังจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายจะไปพาพระกวนอิมนั้นสักกี่เวลาจึงจะ ได้กลับมา อาตมาอยู่ที่นี่ถ้าเกิดอันตรายขึ้นประการใดจะเหลียวหาใครเล่า พูด ปรึกษา กันยังไม่ทันจะขาดคำลง ก็ได้ยินเสียงบนอากาศพูดว่า ท่านเห้งเจียและ เทพารักษ์ ทั้งหลายไม่ต้องวุ่นวายไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปนิมนต์พระกวนอิมมาเอง (ที่ พูดนั้นคือ เทพยดาเอี๊ยดที้)พระถังซัมจั้งเห้งเจียเทพารักษ์ทั้งหลาย ได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี ต่างคน สนทนานั่งคอยอยู่ฝ่ายเทพยดาเอี๊ยดที้ร้องบอกดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นยืนบนเมฆเหาะตรงไปยังเขา น่ำไฮ้โพ้ท่อซัว ครั้นถึงก็เข้าไปนมัสการแล้วจึงเล่าความตามเหตุผลให้พระกวนอิม ฟังทุกประการ พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงพร้อมด้วยเอี๊ยดที้ ปาฏิหาริยรีบเหาะ ตรงมายังบึง ครั้นถึงพระกวนอิมจึงรออยู่บนอากาศ แลไปเห็นเห้งเจียกำลังยืน อยู่ข้าง ริมบึง ด่าแช่งเสียงอึกทึกอยู่ พระกวนอิมจึงให้เอี๊ยดที้ลงไปเรียกเห้งเจีย บอกว่าพระกวนอิมให้ไปหาเดี๋ยวนี้เห้งเจียได้ทราบดังนั้น ก็รีบเหาะขึ้นไปหาเห็นพระกวนอิมลอยอยู่ในกลาง อากาศจึงตรงเข้าไปพูดว่า ทำไมท่านจึงคิดมาแกล้งข้าพเจ้าอย่างนี้ เดิมพระพุทธ เจ้าทั้งเจ็ดพระองค์ ก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนสืบมา อันความเมตตากรุณาจิต นั้นเป็นที่หนึ่ง เหตุใดท่านจึงสอนคาถาให้ท่านอาจารย์ถังซัมจั้งดังนี้ ท่านเห็นควร แล้วหรือพระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงตอบว่าเราเที่ยวหาคนจะให้ไปอาราธนา พระคัมภีร์ไตรปิฎกจึงได้พบเจ้า เราได้ช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากที่คับแค้นแล้วเจ้าหามีความเคารพต่อคุณของเราซึ่งมีแก่เจ้าไม่ เจ้ายังมีหน้ากลับมาพูด ต่อว่าอย่างนี้อีกเล่าเห้งเจียจึงพูดว่า ท่านปล่อยข้าพเจ้าออกแล้วสั่งให้ข้าพเจ้ารักษาคุ้มครองพระ ถังซัมจั่งไปไซทีก็ดีแล้ว เหตุไฉนท่านจึงเอาหมวกมงคลมาให้พระถังซัมจั่งหลอกให้ ข้าพเจ้าใส่ และสอนคาถาภาวนาให้ข้าพเจ้าปวดศีรษะแทบจะพังอย่างนี้ไม่ใช่คิด ฆ่าข้าพเจ้าดอกหรือพระกวนอิมหัวเราะแล้วจึงพูดว่า ตัวเป็นวานรไม่อยู่ในคำสั่งสอนและไม่มีความ อดทน มีแต่ความมุทะลุดุดันดื้อดึง ถ้าไม่มีเครื่องบังคับกดขี่ไว้เช่นนั้น ตัวก็จะทำ บ้าหลังไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงว่าผิดชอบหนักเบาประการใดเหมือนเมื่อครั้งก่อนนั้น ก็ ได้เกิดความวุ่นวายใหญ่เพราะไม่มีใครบังคับเจ้าได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีหมวกหัว ผีอย่างนี้จึงจะบังคับเจ้าได้ เจ้าจะได้ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิปทาตลอดไปได้เห้งเจียจึงตอบว่า หมวกอย่างนี้เรียกว่าหัวผีคุ้มตัวข้าพเจ้าได้ก็ตามที่เถิด ก็ เหตุใดจึงเอามังกรร้ายมาทิ้งไว้ที่ในบึงนี้ จนเกิดเป็นปิศาจขึ้น มากินม้าของพระ อาจารย์ข้าพเจ้าเสีย ถ้าพิเคราะห์ดูก็เหมือนท่านคบค้าแก่คนร้ายเหมือนกันพระกวนอิมว่ามังกรตัวนี้ เราได้ไปขอเง็กเซียงฮ่องเต้ให้อยู่ที่นี่ เพื่อคอยท่าผู้ที่ จะไปไซทีอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกมาทางนี้จะได้รับเป็นพาหนะอันประเสริฐ เจ้ามาคิดเสียดายม้าในมนุษย์นั้นหาชอบไม่ ด้วยระยะทางที่จะไปนั้น แสนกันดาร ทำไมจึงจะไปถึงได้ ถ้าได้ม้ามังกรขี่ไปจึงจะถึงได้โดยเร็วเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมพูดชี้แจงดังนั้น ก็ดีใจจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็เป็นบุญของ ข้าพเจ้าจริง แต่มังกรนั้นมันดำน้ำหายไปเสียแล้วจะทำประการใดดี จึงจะได้ตัว มันมาเล่าพระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงสั่งให้เอี๊ยดที้ไปที่ริมบึงร้องเรียกเง็กเล้ง ซัมไทจื้อให้ขึ้นมาหา บอกว่าเราคอยท่าอยู่ที่นี่เอี๊ยดที้ได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็ลงไปข้างริมบึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า เง็กเล้งซัมไทจื้อเร่งขึ้นมาโดยเร็วฝ่ายมังกร เมื่อได้ยินออกชื่อพระกวนอิมดังนั้น ก็แหวกน้ำขึ้นมาแปลงกายเป็น รูปมนุษย์ แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ มาคำนับพระกวนอิมแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าได้ พึ่งบารมีของท่านจึงรอดชีวิต ข้าพเจ้าตั้งใจคอยท่าอยู่ที่นี้นานแล้ว ยังไม่เห็นผู้ที่ จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกมาทางนี้เลย และไม่ได้ข่าวคราวนานนักหนาแล้วพระกวนอิมจึงชี้ให้ดูเห้งเจียว่า นั่นมิใช่สานุศิษย์ใหญ่ของผู้จะไปอาราธนา พระไตรปิฎกหรือมังกรได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า วานนี้ข้าพเจ้าอดอยากมีความหิวเป็นกำลังจึงได้ ขึ้นมาจับม้าของท่านผู้นี้กินเสีย ท่านผู้นี้มีกำลังและฝีมือเป็นอันมาก ข้าพเจ้าสู้ ไม่ได้จึงหนี่ซ่อนอยู่ในปล้องหญ้า ข้าพเจ้าไม่เห็นผู้อาราธนาสักคนหนึ่งเลยเห้งเจียจึงพูดว่าทำไมตัวจึงไม่ถามเราเล่า มังกรว่าเราได้ถามแล้วว่าอยู่ที่ไหน มาที่นี่ด้วยเหตุอะไรท่านก็ไม่ตอบให้เรารู้ ตั้งใจทวงแต่จะเอาม้าให้จงได้ ไม่ได้บอก อะไรแต่สักคำหนึ่งเลยพระกวนอิมพูดว่า เห้งเจียนั้นเป็นคนมักจะอวดดีและเจ้าโทโสถ้าออกชื่อคน อาราธนาพระคัมภีร์แล้ว ก็จะไม่ต้องลำบากเลยตั้งแต่นี้ต่อไปแม้ผู้ใดจะยอมสามิภักดิ์ ไปด้วยก็ให้ออกนามผู้จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ อย่าทำเอาโดยอำนาจของตัวการ ข้างหน้าจึงจะไม่ลำบากต่อไปเห้งเจียได้ฟังคำสั่งของพระกวนอิมดังนั้น ก็คำนับมีความยินดีพระกวนอิมจึง เอาไม้เซียนฮุดปักบนศีรษะมังกรร่ายพระคาถาเรียกให้มังกรแปลงเป็นม้า มังกรก็ แปรกายเป็นม้าขาวยืนนิ่งอยู่ พระกวนอิมจึงสั่งม้ามังกรว่า ตัวเจ้าจงตั้งใจไปให้ดี เมื่อสำเร็จการแล้วจะพ้นซึ่งเวรกรรม คงจะได้แจ้งมรรคผลในภายหน้ามังกรก็รับคำสั่งพระกวนอิม พระกวนอิมจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งให้พาม้ามังกร ไปให้พระถังซัมจั้ง อาตมาจะลากลับไปน้ำไฮ้เห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าหนทางเมือง ไซทีที่จะไปนั้น ระยะทางแสนจะกันดารและมีสัตว์ร้ายปิศาจยักษ์ก็ชุกชุมจะรักษา คุ้มครองพระถังซัมจั่งซึ่งเป็นปุถุชนอย่างนี้สักเมื่อไรจึงจะถึงได้ ชีวิตข้าพเจ้าจะไม่ ตลอด จะสำเร็จมรรคผลอะไรได้ข้าพเจ้าจะไม่ไปละพระกวนอิมจึงพูดแนะนำสั่งสอนเห้งเจียว่าเกิดมาเป็นรูปกายชีวิตอินทรีย์อย่าง นี้แล้ว ต้องจำเป็นอุตสาหะรักษาความดีให้ตลอดตั้งความเพียรมีมานะอย่าทำใจ หอหู่ท้อถอย ทำไมเจ้าจึงคิดท้อถอยเช่นนี้เล่า วิสัยธรรมดาของผู้ปฏิบัติจะต้อง มีความอดทนเอาความระงับและความสัตย์เชื่อในคุณแห่งพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง มาตรว่าเห้งเจียจะถึงแก่ความตายหรือคับแค้น อาตมภาพก็จะร้องให้ฟ้าและดินช่วย คงจะประสิทธิ์ให้ดังประสงค์ แล้วเรียกเห้งเจียให้กระเกิบเข้ามาให้ใกล้ พระกวน อิมจึงเอากิ่งสนมาเด็ดออกสามใบวางลงที่ท้ายทอยเห้งเจีย แล้วก็ร่ายพระคาถาเป้า ลงที่ใบสน ใบสนก็กลับเป็นขนคุ้มชีวิตสามเส้น ครั้นเสร็จแล้วจึงสั่งว่าแม้ถึงที่อับจน ไม่มีที่อาศัยแล้ว จงผันแปรไปตามการก็จะช่วยให้พ้นความทุกข์ยากได้ฝ่ายเห้งเจีย ครั้นพระกวนอิมให้สิ่งของอันวิเศษและสั่งสอนทุกประการ ก็มี ความยินดีเป็นอันมาก คำนับลาแล้วก็จูงม้ามังกรกลับมาหาพระถังซัมจั้งฝ่ายพระกวนอิมก็เหาะกลับไปยังน้ำไฮ้ที่อยู่ตามเดิมฝ่ายเห้งเจียจูงม้ามาถึงพระอาจารย์แล้วก็คำนับ พระถังซัมจั่งเห็นม้าก็ดีใจจึง ถามเห้งเจียว่า ม้านี้ทำไมดูกลับแข็งแรงยิ่งกว่าเก่าท่านไปค้นหาได้มาแต่ที่ไหนดู อ้วนพี่มีกำลังมากเห้งเจียบอกว่าเมื่อกี้นี้กิมเท้าเอี๊ยดที้เทพยดา ไปเชิญพระกวนอิมท่านจึงได้มา จับม้ามังกรที่ในบึงนั้นท่านให้มังกรแปลงกายเป็นม้าให้ข้าพเจ้าพามาให้พระอาจารย์ แล้วเห้งเจียก็เล่าความตั้งแต่หลังให้พระถังซัมจังฟังทุกประการพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกเล่าดังนั้น จึงจุดธูปเทียนขึ้นนั่งนมัสการผินหน้า ไปทางทิศน่ำไฮ้ ครั้นแล้วเห้งเจียจึงบอกให้เทพยดาทั้งหลายกลับไปที่อยู่ แล้วก็ นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้า เห้งเจียเอาหาบใส่บ่าพากันออกเดินตรงไปยังมัชฌิม ประเทศ ครั้นมาถึงฝั่งบึงจะข้ามฟ่ากแลไปเห็นเฒ่าชราคนหนึ่งค้ำแพลอยมาก็ดีใจ เห้งเจียจึงกวักมือร้องเรียกว่า ท่านตาโปรดอนุเคราะห์ช่วยส่งข้าพเจ้าข้ามฟาก ด้วยเถิดผู้เฆ่าได้ยินดังนั้นก็ค้ำแพเทียบเข้ามาริมฝั่ง เห้งเจียจึงจูงม้าเอาหาบลงแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลงแพ ผู้เฒ่าก็ค้ำแพข้ามไปครั้นถึงฝั่งแล้ว พระถังชัมจั๋งจึงขึ้นบนฝั่ง เห้งเจียก็จูงม้ายกหาบขึ้นวางบนบก แล้วจะเอาเงินให้ผู้เฒ่าเป็นค่าเหนื่อย แต่ผู้ เฒ่าก็หารับเงินไม่ ค้ำแพออกจากตลิ่งลอยตามน้ำไป พระถังซัมจั้งจึงร้องว่าขอบใจ ท่านตาขอให้ท่านเจริญสุข ๆ เถิดเห้งเจียจึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านจำไม่ได้หรือคือเจ้าในลำบึงนี้เอง พระ ถังชัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็นิ่งอยู่ เห้งเจียเอาหาบขึ้นบ่า พระถังซัมจั้งขึ้นม้า แล้วอาจารย์กับศิษย์ก็ออกเดินตามระยะทางมา ครั้นเวลาจวนค่ำพระถังซัมจั้งแล ไปข้างหน้าเห็นข้างทางนั้นมีศาลเจ้าศาลหนึ่ง จึงหยุดม้าแล้วลงจากม้าเดินเข้าไป ที่ศาล เห็นหนังสือแขวนไว้ตัวใหญ่ ๆ สามตัวคือ เลี้เสียสื้อ) พระถังซัมจังก็เดิน เข้าในศาล มีผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินออกมารับคำนับแล้วเชิญพระถังซัมจั้งให้นั่งอาสน์ อันควรแล้ว พระถังชัมจั่งจึงถามผู้เฒ่าว่าที่แห่งนี้ทำไมจึงเรียกว่าลี้เสียสื้อผู้เฒ่าตอบว่าที่ตำบลนี้เรียกว่า กับปิ๊ดก๊กเป็นเขตแดนเมืองไซฮวนที่ศาลนี้คน ทั้งหลายเขาบูชาเจ้าแม่ประสบเป็นที่นับถือกันทั้งเมือง แล้วผู้เฒ่าจึงถามพระถัง ซัมจั่งว่านี่ท่านอาจารย์อยู่ที่เมืองไหนจึงได้มาถึงตำบลนี้พระถังซัมจั่งจึงตอบว่า อาตมาอยู่เมืองได้ถังทิศบูรพาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ไปยังประเทศไซทีนมัสการพระขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้เดิน ทางมาก็จวนค่ำขอท่านจงได้กรุณาให้อาตมภาพอาศัยนอนสักคืนหนึ่ง พอได้อรุณ ก็จะลาไปผู้เฆ่าได้ฟังดังนั้นก็จัดหาน้ำชาออกมาเลี้ยง แล้วผู้เฆ่าก็เดินออกไปที่ประตู ศาลเจ้า แลเห็นม้าผูกข้างริมนั้นดูงามดี แต่ทำไมจึงไม่มีเบาะและบังเหียนจึงกลับ เข้ามาในศาลเจ้า ถามว่าเหตุใดเครื่องสำหรับม้าจึงหามีไม่เห้งเจียได้ฟังผู้เม่าถามดังนั้นก็เล่าความตั้งแต่หลัง ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ดีแล้ว ข้าพเจ้ามีเครื่องม้าสำรับมาให้ผู้เม่า ฟังทุกประการหนึ่งแต่หามีม้าไม่ เก็บ ไว้เปล่า ๆ ข้าพเจ้าจะให้ท่านเอาไปใช้ไม่คิดเอาราคาเลยพระถังซัมจังจึงพูดว่าขอบคุณท่านตาได้เอ็นดูแก่ข้าพเจ้า ต่างสนทนากันได้ เวลาแล้วต่างก็ลากันไปพักกายครั้นรุ่งสว่างผู้เฆ่าก็จัดแจงเอาเครื่องแจมาถวาย พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็ยถาสัพพีให้พรไปตามเพศและลัทธิหลวงจีนผู้เฒ่าเอาเครื่องม้ามาให้เห้งเจีย เห้งเจียก็มีความยินดีจึงเอาเครื่องม้าออกไป จัดแจงแต่งม้าเสร็จแล้วก็มานิมนต์พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็ลาผู้เม่าออกจาก ศาลเจ้าขึ้นม้า เห้งเจียก็คำนับลาผู้เฒ่าเอาหาบขึ้นใส่บ่า ผู้เฒ่าก็เดินตามออกมา ส่งยังทาง แล้วผู้เฒ่าเอาธูปหอมอย่างดีอันหนึ่งและไม้เรียวถักด้วยเอ็นเสืออันหนึ่ง ถวายให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั่งมีความยินดีรับสิ่งของผู้เฒ่าแล้วจึงพูดว่า ขอบ คุณท่านตาได้เอ็นดูให้ของแก่อาตมภาพ อาตมภาพขอลาท่านไปก่อนแล้วผู้เม่ารับ คำนับแล้วก็กลับไปพระถังซัมจั้งออกเดินได้สามสี่ก้าว จึงหันหน้ากลับมาดูผู้เฒ่าก็ไม่เห็นผู้เฒ่า ทั้งศาลเจ้าก็หายไปและเตียนโล่งเป็นป่าหมด ขณะนั้นได้ยินเสียงบนอากาศร้องลง มาว่าท่านถังซัมจั้งข้าพเจ้าขออภัยเถิดข้าพเจ้าคือเจ้าสิงอยู่ที่เขาน่ำไฮ้ รับคำสั่ง ของพระกวนอิมใช้เอาเครื่องม้ามาให้ท่าน ขอท่านจงตั้งใจไปอย่าท้อถอยเลยพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ลงจากม้าคำนับพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชน หารู้หาทราบความไม่ ขอท่านจงได้ให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิดเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังกั๊ก ๆ พระถังซัมจังถามว่าท่านหัวเราะด้วย เหตุอะไร จึงได้ออกงอไปดังนั้น จงคำนับขอบคุณท่านเสียเถิดเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าหาคำนับไม่ ควรจะเอากระบองตีสักทีจึงจะดีเพราะมา หลอกกันเล่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเกรงใจพระกวนอิมจึงนิ่งให้กลับไปโดยปรกติถ้า ข้าพเจ้าคำนับจะกล้ากลับมารับคำนับข้าพเจ้าหรือ • พระถังซัมจั่งห้ามว่าอย่าพูดให้มากไปเลย จงจัดแจงไปเถิดเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็ยกหาบขึ้นบ่าออกเดินไปตามทาง มา ประมาณได้สักสองเดือนโดยความสวัสดีปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง แต่ตาม ระยะทางนั้นมีสัตว์ร้ายต่าง ๆ ซุกชุมแต่หาได้ทำอันตรายสิ่งใดไม่ ขณะนั้นเป็นฤดู เดือนสามพฤกษากำลังผลัดเปลี่ยนใบใหม่อาจารย์กับศิษย์เดินชมมาเป็นที่เจริญตา วันหนึ่งเดินมาจวนค่ำพระถังซัมจั้งรอม้าแลไปในหุบเขาเห็นมีตึกหอสูงเป็นลำดับดู งดงามยิ่งนัก จึงถามเห้งเจียว่านั่นจะเป็นปราสาทราชวังกระมัง เห้งเจียแลไปเห็น ดูแล้วก็พูดว่ามิใช่ปราสาทราชวังอะไรดอก ข้าพเจ้าสังเกตดูเห็นจะเป็นวัด เวลานี้ ก็จวนเย็นจะคำอยู่แล้ว เราควรจะพักอาศัยนอนสักคืนหนึ่งพระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงซักม้าเดินตรงเข้าไปถึง ประตูวัด พิจารณาดูเห็นเป็นพระอารามใหญ่ พระถังซัมจั้งลงจากม้าแล้วก็เดินเข้า ไปในวัดเห็นหลวงจีนเดินออกมาสามสี่องค์ พระถังซัมจังจึงยืนหยุดอยู่ข้างทางแล้ว ครั้นหลวงจีนเข้ามาใกล้พระถังซัมจั่งจึงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองถังเวลา นี้ก็ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าขออาศัยพักค้างในวัดสักคืนหนึ่งเถิด หลวงจีนเหล่านั้นได้ฟัง ดังนั้นก็เชิญพระถังซัมจังเข้าไปในวัด พระถังซัมจั้งร้องบอกเห้งเจียให้จูงม้าเข้ามา ข้างในหลวงจีนเหล่านั้นเห็นเห้งเจียประหลาดกว่าคนทั้งหลายจึงถามว่า คนที่จูงม้า มานั้นเป็นคนอะไรข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลยพระถังซัมจังจึงบอกว่า ท่านพูดแต่เบา ๆ ด้วยเขาเป็นคนใจน้อย ถ้าได้ยินพวก ท่านพูดไม่ชอบใจก็จะโกรธมุทะลุขึ้น คนนั้นหรือคือเป็นสานุศิษย์ของข้าพเจ้าเองหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ทำไมท่านจึงได้หาสานุศิษย์อย่างนี้รูป ร่างไม่น่าดูเลยพระถังซัมจั่งตอบบ่าถึงรูปร่างไม่ดีก็จริง แต่ต้องการก็ใช้ได้ หลวงจีนทั้งหลาย ได้ฟังดังนั้นก็ยังหาได้ตอบประการใดไม่ จึงพาพระถังซัมจั้งเดินเข้ามาถึงในโบสถ์พระถังซัมจั้งแลขึ้นไปเห็นกระดานป้ายหน้าประตูจารึกอักษรใหญ่สี่ตัวว่า (กวน อิมเซียนยี่) เห็นแล้วก็เดินตามหลวงจีนเข้าไปข้างในครั้นถึงหน้าพระประธาน ก็คุก เข่าลงกราบพระพุทธรูป หลวงจีนทั้งหลายก็ตีกลองเป็นสัญญาณนมัสการพระ เห้ง เจียเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าฉวยไม้ไปเคาะระฆัง ครั้นพระถังซัมจั้งนมัสการพระแล้ว หลวงจีนก็หยุดตีกลอง แต่เห้งเจียหาหยุดตีระฆังไม่ หลวงจีนทั้งหลายจึงร้องว่า อาจารย์ไหว้พระแล้วจงหยุดตีระฆังเถิดเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านไม่เข้าใจบวชเป็นพระได้วันหนึ่งก็เคาะระฆังที หนึ่ง จึงจะถูกตามแบบอย่าง ว่าดังนั้นแล้วก็ตีระฆังหาหยุดไม่หลวงจีนทั้งหลายที่อยู่ในวัดได้ยินเสียงระฆังตีไม่หยุดวุ่นวายดังนั้น ต่างคนก็ ตกใจวิ่งมาดูแล้วพูดว่าอ้ายคนป่าอยู่ที่ไหนจึงมาตีระฆังอย่างนี้เห้งเจียได้ยินเสียงหลวงจีนร้องพูดมาดังนั้น จึงปล่อยไม้ตีระฆังเสีย กระโดด ออกมาพูดว่าไม่ใช่ใครมาตีดอก คือเราเป็นตาของพวกท่านทั้งหลายมาตีระฆังเองหลวงจีนทั้งหลายเห็นเห้งเจียรูปร่างน่ากลัวดังนั้นต่างคนตกใจวิ่งหลบถลา หกล้มบ้าง ก็ร้องว่ารามสูรหรือยักษ์มาแล้วเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องว่า รามสูรนั้นเป็นหลานของเราเอง พวกท่านทั้งหลาย จงลุกขึ้นเถิดอย่าวิ่งหนีไปให้ได้ความลำบากยากเหนื่อยเลย ข้าพเจ้าอยู่ประเทศ จีนไต้ถังมาด้วยท่านอาจารย์ถังซัมจั้งอย่าตกใจไปเลย ไม่ทำอันตรายดอกหลวงจีนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็เหลียวไปเห็นพระถังซัมจังจึงค่อยมีสติลุกขึ้น มาเคารพกันตามกิจแห่งหลวงจีน พระถังซัมจั้งจึงได้ออกจากโบสถ์มายังกุฎีใหญ่ หลวงจีนทั้งหลายจึงเชิญพระถังซัมจั้งให้นั่งที่อันสมควรแล้วก็ยกน้ำชามาเลี้ยงขณะนั้นเห็นเด็กพยุงหลวงจีนผู้เฒ่าออกมา พระถังซัมจังจึงย่อตัวลงคำนับ อาจารย์เจ้าวัดก็คำนับตอบ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยได้ยินเขาพูดกันว่า พระไต้ถังมาถึงนี่ จึงได้ออกมาคำนับและอยากจะใคร่พบท่านว่า มาจากเมืองถึง นี้ระยะทางใกล้ไกลสักเท่าใดพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองเชียงอานสิ้นเขตนั้นห้าพันโยชน์ กว่า จากเขาเหลียงกัยซัวต่อแดนนั้นมา ข้ามเมืองไซฮวนปิ๊ดก๊ก จนมาถึงที่นี่ประ มาณสักหกพันโยชน์กว่าอาจารย์ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ระยะทางก็ไกลท่านยังอุตสาห์มาถึงนี่ อัน ตัวข้าพเจ้าทั้งชาติก็มิได้ออกไปข้างไหนเลยเปรียบเหมือนนั่งอยู่ในบ่อ แลเห็นแต่ฟ้า เท่านั้นเองพระถังซัมจั่งจึงถามว่าพระอาจารย์อายุเท่าใดแล้ว หลวงจีนผู้เฒ่าจึงตอบว่า อายุข้าพเจ้าได้สองร้อยเจ็ดสิบปีแล้วเห้งเจียนั่งอยู่ข้างริมนั้น ครั้นได้ยินเจ้าวัดบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน ยังเป็นคราวแก่หลานเหลนโหลนของเราอยู่ พระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ ทำขึงตาไม่ให้เห้งเจียพูด เห้งเจียเห็นพระอาจารย์ทำนัยน์ตาดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้พูด ต่อไปในขณะนั้นพอเด็กศิษย์ยกถาดที่ชาซึ่งทำด้วยหยกและถ้วยชาสัมฤทธิ์สามถ้วย มาวางบนโต๊ะ แล้วมีเด็กอีกคนหนึ่งยกกาปั้นทองขาวมารินน้ำชาสามถ้วย พระผู้ เฒ่าจึงเชิญพระถังซัมจั้งให้ฉันพระถังซัมจั้งแลเห็นดังนั้นจึงชมว่า ของใช้ของท่านแต่ล้วนมีราคาทั้งนั้น หลวง จีนผู้เฒ่าจึงพูดว่าสิ่งของเล็กน้อยอย่างนี้ท่านชมเสียสายตาเปล่า ๆ ไม่ประหลาด อะไรนักหนาท่านมาจากเมืองหลวงมีสิ่งของอะไรประหลาดบ้างขอให้ข้าพเจ้าผู้ บ้านนอกชมบ้างพอเป็นขวัญตาพระถังซัมจั้งจึงตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองหลวงก็จริง แต่มิได้เอาของอะไรมา เพราะหนทางแสนที่กันดารลุ่มดอนโขดเขาทั้งเหลือที่จะไกลมากนักเห้งเจียครั้นได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนันก็ร้องบอกแก่พระถังชัมจั่งว่า ของเรา มีของวิเศษคือผ้ากาสาวพัสตร์เอาออกมาอวดกับเขาบ้างไม่ได้หรือหลวงจีนทั้งหลายได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น ก็พากันหัวเราะเป็นทีเย้ย เห้งเจียเห็น" หลวงจีนทั้งปวงพากันหัวเราะจึงถามว่าท่านหัวเราะอะไรกันหลวงจีนรูปหนึ่งบอกแก่เห้งเจียว่า ได้ยินท่านพูดว่าผ้ากาสาวพัสตร์วิเศษของ ท่านมี หลวงจีนทั้งหลายเขาจึงพากันหัวเราะ อันผ้ากาสาวิเศษนั้นของข้าพเจ้าทั้ง ปวงนี้ก็มีคนละสามสี่สิบผืน แต่ของท่านอาจารย์ใหญ่นั้นไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดร้อยผืน ซึ่งเก็บไว้เราจะให้คนยกมาให้ท่านดู พูดดังนั้นแล้วก็เรียกคนรักษามาสั่งว่า ให้ไป เอาผ้ากาสาที่เก็บไว้ในตู้ทั้งสิบสองตู้มาที่นี่ คนใช้ก็ไปเปิดตู้ขนเอาผ้าออกมาห้อย จนเต็มราวที่หน้ากุฎีใหญ่ หลวงจีนผู้เป็นสมภารรองจึงเชิญให้พระถังซัมจั้งดูพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงชมว่า ผ้ากาสาเหล่านี้งามดีทุก ๆ ผืน ล้วนแต่แพร จินเจา ที่ประดับประดาต่างสีดูระยับระย้างามหาที่เปรียบมิได้เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็เกิดมานะขึ้น จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ เราจะเอาของเราออกให้ ดูบ้าง พระถังซัมจั่งเห็นอาการเห้งเจียดังนั้น จึงกระหยิบตาว่าจะเอาจีวรออกประ กวดแก่เขาทำไม เราสองคนมาจากทางไกล โบราณท่านว่า อันเพชรนิลจินดาของ งามของดีไม่ต้องจะให้คนเห็น ถ้าจิตไม่ดีแล้วจิตนั้นจะเกิดความโลภขึ้นมีความ อยากได้ ก็จะคิดกลอุบายกระทำร้ายแก่เราต่าง ๆเห้งเจียจึงพูดว่า พระอาจารย์จงวางใจเถิด ไว้เป็นธุระข้าพเจ้าเอง ว่าแล้วจึง ไปเอาถุงย่ามนั้นมาแก้ออก ยกเอาห่อผ้านั้นออกมาแล้วก็แก้ห่อผ้านั้นออก เอา ผ้ากาสาวพัสตร์คลี่ขึงออกให้หลวงจีนทั้งหลายดู หลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้น ต่าง พิจารณาดูผ้ากาสาวพัสตร์เห็นเป็นรัศมีสว่างไปทั้งกุฎีดูประหลาดอัศจรรย์งาม หาที่เปรียบมิได้ เป็นบุญตาของพวกเราจึงได้มาเห็นของวิเศษอย่างนี้ฝ่ายสมภารผู้เฒ่า เมื่อได้เห็นดังนั้นก็บังเกิดจิตโลกขึ้นในทันใดนั้น จึงลุกจาก ที่นั่งมายืนตรงหน้าพระถังซัมจั่งคำนับแล้วคุกเข่าลงพนมมือร้องไห้พูดว่า ข้าพเจ้า ไม่มีนิสัยแต่ชาติก่อนจึงมิได้พบของวิเศษอย่างนี้มาบัดนี้ได้เห็นของวิเศษอัน ประหลาด ขอโอกาสให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระถังซัมจั่งจึงประคองตัวหลวงจีนผู้เฒ่าขึ้นแล้วถามว่าท่านอาจารย์จะมีกิจ ธุระพูดอะไรหรือหลวงจีนผู้เฒ่าจึงพูดว่า อันผ้ากาสาวพัสตร์ของท่านเอาออกให้ข้าพเจ้าดู เวลา ก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว นัยน์ตาข้าพเจ้าก็มืดนักจะดูก็ไม่เห็นทั่วทั้งผืน ข้าพเจ้ามีความ เสียใจนักถ้าแม้ท่านมีจิตกรุณาแก่ข้าพเจ้าแล้วขอให้ข้าพเจ้ายืมไปในห้องดูสักคืน หนึ่งเถิด พรุ่งนี้จะส่งคืนไม่ทราบว่าท่านจะกรุณาหรือไม่พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นในใจให้หวาดเสียวแล้วกลับคิดแค้นเห้งเจีย จึงหัน หน้ามาพูดว่า เหตุนี้เป็นเพราะเจ้าเองจึงได้เกิดความอย่างนี้ขึ้นเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบพระอาจารย์ว่าพระอาจารย์วิตกอะไรจง ให้เอาไปเถิดถ้าเป็นเหตุประการใดแล้ว ข้าพเจ้าจะรับประกันเอง เห้งเจียพูดดังนั้น แล้วก็หยิบผ้ากาสาวพัสตร์นั้นส่งให้หลวงจีนผู้เฒ่าไป หลวงจีนผู้เฒ่ามีความยินดี เป็นที่สุด รับเอาผ้ามาแล้วจึงสั่งให้หลวงจีนทั้งปวงจัดกุฎีให้พระถังซัมจั้งอยู่ข้างนอก ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ถือผ้ากาสาวพัสตร์เดินเข้าไปยังห้องข้างในฝ่ายหลวงจีนลูกวัดก็พาพระถังซัมจั่งไปยังศาลาที่พักจัดแจงห้องและของเครื่อง ใช้สอยให้พระถังซัมจั้งแล้วก็ลากลับไปฝ่ายเห้งเจียครั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันกลับไปแล้วก็เอาม้ามาผูกทอดหญ้า ฟางไว้เสร็จแล้ว ยกหาบมาวางไว้ในห้อง จัดแจงที่นอนให้อาจารย์แล้วก็ปิดประตู ลั่นกลอนอาจารย์กับศิษย์เหนื่อยมาก็นอนหลับไปฝ่ายหลวงจีนผู้เฒ่าได้จีวรวิเศษไปแล้ว ก็เข้าห้องจุดตะเกียงคลี่ผ้ากาสาวพัสตร์ ออกดูโดยละเอียด จึงคิดว่าของสิ่งนี้เ็นของวิเศษยากที่ผู้ใดจะหาได้ ถึงเราอยาก ได้ก็เห็นจะไม่สมประสงค์ ทำอย่างไรดีหนอจึงจะได้ผ้านี้เป็นของเรา ยิ่งนึกไปก็ไม่ เห็นท่าทางที่จะคิดฉ้อโกงเอาได้ ลงจนใจก็ลงสิ้นแต้มร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ฝ่าย หลวงจีนทั้งหลายได้ยินเสียงร้องไห้ดังนั้นก็พากันเข้าไปดู เห็นท่านเจ้าวัดร้องให้อยู่ ดังนั้นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงได้ร้องไห้ดังนี้ อาจารย์ผู้เฒ่าจึงบอกว่าตัวข้าไม่มี นิสัยที่จะดูผ้ากาสาวพัสตร์อันนี้ ของพระถังซัมจังแล้วศิษย์ทั้งหลายจึงพูดแนะนำว่า ผ้ากาสาวพัสตร์อยู่กับมือแล้วมีใช่หรือ ทำไม จึงต้องร้องไห้ดังนั้นอาจารย์ผู้เฒ่าจึงพูดว่า ถึงดูได้ก็จริงแต่มิได้ไว้ชมเหตุฉะนี้ข้าจึงเสียใจนัก อายุ ข้านี้ก็ได้สองร้อยเจ็ดสิบแล้ว ได้เก็บเอาผ้าเหล่านั้นไว้เป็นหลายร้อยก็ไม่เห็นมีประ โยชน์อะไร ผ้ากาสาวพัสตร์ผืนนี้หากจะได้ครองวันหนึ่งแล้วก็ตายก็ยังเป็นที่พอใจ อยู่หลวงจีนศิษย์ทั้งหลายจึงพูดว่า แม้ท่านปรารถนาจะใคร่ครองดูก็จะไม่ยากอะไร จงชักชวนให้หลวงจีนถังซัมจั้งรอหยุดพักอยู่อีกสักวันสองวันก็ได้ ท่านอาจารย์คง จะได้ครองจีวรตามประสงค์ จะมาทุกข์ร้อนอะไรให้ป่วยการเสียเปล่า ๆหลวงจีนผู้เฒ่าว่าถึงอยู่สักปีหนึ่ง ถ้าเขาจะไปก็ต้องคืนให้เขาจะเอาของเขาไว้ อย่างไรได้ขณะนันยังมีเถรโค่งรูปหนึ่งชือกวังตีจึงพูดว่า ถ้าอยากจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์ ไว้เป็นของเราให้ยึดยาวนันจะยากอะไร ไม่เห็นจะต้องวิตกเลยอาจารย์ผู้เฆ่าได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก จึงถามว่าหลานเห็นอย่างไรหรือ เถรโค่งตอบว่า พระถังซัมจั่งเป็นคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยมาก บัดนี้ก็หลับสนิท แล้วพวกเราหลายคนด้วยกัน พร้อมมือช่วยกันงัดกลอนเปิดประตูเข้าไปจับคนทั้ง สองฆ่าเสีย แล้วม้ากับของในหาบ และผ้ากาสาวพัสตร์ก็จะตกอยู่ในมือเรา อย่าง นี้จะไม่ยืดยาวหรืออาจารย์ผู้เฒ่าได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่สุด เอาผ้าเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า ดีแล้วคิดอุบายอย่างนี้ จึงสั่งให้กวังตี้จัดแจงเตรียมอาวุธยังมีเณรโค่งอีกองค์หนึ่งชื่อกวังบู๊ เห็นกวังตี้จัดแจงอาวุธวุ่นวาย จึงมาพูดแก่ อาจารย์ว่า ซึ่งคิดจะฆ่าเขานั้นต้องดูให้แนบเนียน คนที่เป็นอาจารย์นั้นไม่สู้กระไร วิตกแต่อ้ายคนหน้าขนที่เป็นสานุศิษย์ ดูเหมือนพวกเราทั้งร้อยคนก็จะสู้มันไม่ได้ อุบายอย่างนี้เห็นจะไม่สู้ดี ถ้าไม่สำเร็จซ้ำจะเกิดภัยแก่พวกเรา ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่ อย่างหนึ่งไม่ต้องถึงใช้อาวุธก็ได้อาจารย์ผู้เฒ่าจึงถามว่า อุบายของเจ้านั้นอย่างไรขอให้ชี้แจงให้เราฟังกวั้งบู๊จึงบอกว่า ความเห็นของข้าพเจ้านั้น ให้พวกเราเก็บไม้แห้งที่เป็นเชื้อไฟ ให้มาก เอามาสุมไฟเผากุฎีที่คนทั้งสองนอนอยู่ทั้งคนทั้งม้าก็จะเป็นจุณไปหมด ถึง พวกชาวบ้านเขาเห็นเขาก็คงเข้าใจว่าผู้ที่มาอาศัยทำไฟให้ติดขึ้นไหม้กุฎีและไหม้ ตัวเอง ความก็จะไม่อื้อฉาวเงียบสูญไป ผ้ากาสาวพัสตร์ก็จะตกอยู่แก่เราจะไปไหน เสีย ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้จะเห็นดีด้วยหรือไม่ อาจารย์เจ้าวัดได้ยินดังนั้นก็ตบมือ หัวเราะก๊าก ๆ แล้วชมว่าความคิดของเจ้าดีแท้ เอออย่างนั้นซิกาสาวพัสตร์จะได้ เป็นของเราได้ยืดยาว ว่าแล้วก็สั่งสานุศิษย์ที่ร่วมใจให้รู้ทั่วทุกคนฝ่ายสานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างคนต่างก็เตรียมตัวคอยท่าอยู่ ได้เวลาก็จะเอาไฟ เผากุฎีตามที่คิดกันไว้ฝ่ายเห้งเจียจิตใจเป็นกายสิทธิ์ ผิดกว่าธรรมดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก ถึงจะนอนหูก็ไวรู้สึกได้ง่าย ทั้งเป็นธรรมดาของวานรทั้งหลายหูไวเป็นที่สุด ทั้งพระ ถังซัมจั้งก็นับเนื่องเข้าในพระโพธิสัตว์และเป็นผู้ประกอบด้วยบุญญาภิสังขารมาก ย่อมมีธรรมรักษาอยู่เสมอเวลานั้นเห้งเจียกำลังนอน ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบอยู่ข้างนอกก็มีความ สงสัยเป็นอันมาก ผุดลุกขึ้นจะเปิดประตูออกไปดู ก็กลัวอาจารย์จะตกใจ จึงสำรวม จิตร่ายพระเวทแปลงกายเป็นแมลงผึ้งบินลอดออกมาทางช่องหน้าต่าง ก็แลเห็น หลวงจีนทั้งหลายกำลังพากันขนเอาไม้แห้งและฟางฝอยมากองรองกุฎี สังเกตดูคง จะเอาไฟเผาคลอกเรากับอาจารย์เป็นแน่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแต่ในใจนึก ว่าไม่ผิดคำพระอาจารย์ที่พูดไว้เลย หลวงจีนเหล่านี้มันคิดอุบายจะเผาเรา เพราะ มันอยากได้ผ้ากาสาวพัสตร์ของอาจารย์เท่านั้น มันจึงได้คิดร้ายอย่างนี้ ถ้าเราจะ ตีก็จะตายเสียทั้งสิ้นแต่วิตกว่าพระอาจารย์จะว่าเราดุร้าย อย่าเลยเราจะต้องเอากล ซ้อนกลเห็นจะดี คิดดังนันแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์นำที่หมึง ครัน ถึงจึงเดินเข้าไปในหมู่เทวดาที่ประตูสวรรค์อยู่นัน เทวดาทังหลายเหล่านั้นพากัน ตกใจร้องบอกกันวุ่นวายว่า ให้รีบหนีโดยเร็วเถิด ครั้งก่อนก็ได้มาทำวุ่นวายให้พวก เราเดือดร้อนทีหนึ่งแล้ว บัดนี้ก็มาอีกแล้ว พวกเทวดาเหล่านั้นพากันตื่นวิ่งหนี กระจายไปเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงโบกมือห้าม แล้วร้องว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้า จะมาหาท่านกวั้งหมุดทีอ้องดอก หาได้มาคิดทำร้ายแก่ท่านทั้งปวงไม่ กำลัง เห้งเจียพูดยังไม่ทันจะขาดคำลงก็พอกวังหมุดทีอ้องก็เดินออกมา เห้งเจียแลเห็น กวั้งหมุดทีอ๊องก็คำนับแล้วพูดว่า บัดนี้พระถังซัมจั่งเดินทางมาพักนอนที่ในวัด หลวงจีนใจร้ายจะเอาไฟคลอกเผาเสียให้ตาย การก็จวนเต็มทีแล้ว ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ ปรารถนาจะยืมลูกบังไฟไปช่วยพระถังซัมจังสักครั้งหนึ่ง ถ้าการสำเร็จแล้วจะเอา กลับมาคืนส่งให้โดยเร็วกวั้งหมุดทีอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงกลับถามว่า ถ้าคนร้ายจะเอาไฟคลอก ชอบแต่จะเอาน้ำแก้ จึงจะต้องด้วยแบบแผน ทำไมท่านจะเอาลูกบังไฟไปทำไมเล่าเห้งเจียจึงชี้แจงว่า ท่านหาทราบในความคิดของข้าพเจ้าไม่ คือถ้าเอาน้ำช่วย ไฟก็จะไม่ติดขึ้นได้ พวกคนร้ายก็จะไม่สมความคิด ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้พวก คนร้ายเขาสมความคิดของเขา ข้าพเจ้าจึงมายืมลูกบังไฟไปช่วยแต่พระถังซัมจั้ง องค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นตามแต่เขาจะเผากันให้ไหม้อย่างไร ก็ตามแต่ยถากรรม ของเขาเถิดขอท่านได้รีบให้ข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่ก็จะเสียการกวั่งหมุดทีอ้องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วนึกว่าวานรตัวนี้มีความคิดจะเอาแต่ ตัวรอดไม่เอาธุระของใคร คิดดังนั้นแล้ว กวั้งหมุดทีอ๋องก็หยิบลูกบังไฟ ส่งให้แล้ว กำชับว่า ถ้าเสร็จธุระแล้วจงรีบเอามาส่งเห้งเจียรับลูกบังไฟแล้วมีความยินดีคำนับลากวั้งหมุดทีอ๋อง รีบออกจากประตู สวรรค์เหาะกลับมาลงยังวัด ครั้นถึงเห้งเจียจึงเอาลูกบังไฟ คลี่ออกคลุมกุฎีที่พระ ถังซัมจั้งนอนกับทั้งม้าและหาบเสบียงอาหารเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ออกไปที่หลังกุฎี ใหญ่ที่อาจารย์ผู้เฒ่าใจร้ายอยู่นั้น นั่งแอบคอยระวังผ้ากาสาวพัสตร์ และคอยดู หลวงจีนใจร้ายจะลงมือทำการเมื่อไร ก็จะประสมเข้าทำด้วยฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นได้เวลาสมควรแล้ว จึงเอาไฟมาจุดฟางที่ใต้ถุน กุฎีพระถังซัมจังกับเห้งเจียนอนอยู่นัน ให้ลุกขึ้นไฟโพลงโดยรวดเร็ว เห้งเจียเห็น ดังนั้น ก็ร่ายพระคาถาเรียกลมเป๋าประสมซำช่วย ไฟก็ยิ่งลุกพลุ่งโพลงเลยไปติด กฎีและที่ใกล้เคียงต่อ ๆ ไปอีกเป็นอันมาก ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็ พากันตกใจ ต่างวุ่นวายไปทังวัด ช่วยกันหามตู้และหีบขนของเครื่องใช้ร้องเรียก กัน เสียงอึกทึกไปทั้งวัด ในเวลานั้นไฟก็ยิงลุกออกแดงไปในท้องอากาศก็สว่างไป จนถึง ถ้ำปิศาจยักษ์ในที่ใกล้นั้นมีปิศาจตนหนึ่ง อยู่ทางทิศอาคเนย์มีภูเขาหนึ่งเรียกว่า เขาเฮ็ก ฮองซัวมีถ้ำ ๆ หนึ่งเรียกว่าเอ๊กฮองต้องเวลาเมื่อไฟไหม้วัดนั้น แสงไฟส่องไปถึงถ้ำ เฮ๊กฮองต้องปีศาจยักษ์นอนอยู่ในถ้ำ พลิกกลับตัวหันหน้าออกมาทางปากถ้ำ ได้ยินเสียงลมพายุหวั่นไหว แลไปดูเห็นแสงไฟสว่างสองมาถึงหน้าถ้ำก็ตกใจลุกขึ้น เดินออกมาดู เห็นไฟไหม้สว่างอยู่ข้างทิศอุดรก็นึกว่าเห็นไฟจะไหม้ที่วัดกวนอิม เซียนยี่แน่แล้ว จำเราจะต้องไปช่วยดับไฟจึงจะชอบคิดแล้วก็รีบเหาะมายังวัด ครั้น ถึงก็พิจารณาดูเห็นกุฎีใหญ่นั้นไฟหาไหม้ไม่ และข้างหลังกุฎีใหญ่มีคนนั่งภาวนา เรียกลมอยู่ เมื่อปิศาจยักษ์เห็นดังนั้นจึงร่ายมนต์กำบังตัวลอยลงแอบเข้าไปในกุฎี ใหญ่เห็นมีห่อผ้าแพรวางอยู่บนโต๊ะมีรัศมีสว่างออกมาเป็นสีแสงต่าง ๆ ก็นึก อัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปใกล้หยิบห่อผ้าแกะออกดู ก็เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ วิเศษงามยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ มีความยินดียิ่งนักเดิมคิดจะมาช่วยดับไฟ ครั้นมาเห็นผ้ากาสาวพัสตร์เข้า จิตก็กลับไม่คิดที่จะช่วยดับไฟจึงหยิบเอาผ้ากาสาว- พัสตร์นั้นได้แล้ว ก็ออกจากห้องกุฎีเหาะกลับไปยังถ้ำที่อยู่ของตนตามเดิมครั้นไฟโทรมลงแล้ว ฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายในวัดนั้นต่างคนต่างร้องไห้ด้วยความ เสียดายข้าวของที่ไหม้ไฟหมดด้วยกันทุก ๆ คนเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก สมด้วยคำ โบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นกลับมาถึงตัวเห็นทันตา)ฝ่ายเห้งเจียเห็นไฟโซมลงแล้ว จึงเปิดลูกบังไฟนันออกจากกุฎีที่พระถังซัมจังอยู่ ก็รีบเหาะไปยังสวรรค์เอาลูกบังไฟไปส่งกวั้งหมุดทีอ๋อง แล้วก็รีบเหาะกลับลงมาก็ พอสว่าง จึงคิดเห็นว่าพระอาจารย์ถังซัมจั้งยังไม่ตื่น จึงแปลงกายเป็นแมลงผึ้งบิน ลอดเข้าไปในช่องหน้าต่าง ครั้นเข้าไปแล้วก็กลายเป็นรูปเดิมเดินเข้ามาปลุกพระ อาจารย์ฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อรู้สึกแล้วลุกขึ้นครองผ้าเปิดประตูเดินออกมาแลไปทั้งสี่ทิศ ไม่เห็นห้องหอและกุฎีศาลา เห็นแต่กำแพงพังทลายไฟไหม้เป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้น ครั้นเห็นดังนั้นแล้วก็มีความตกใจจึงถามเห้งเจียว่า นี่เป็นด้วยเหตุผลประการใดเห้งเจียจึงแกล้งตอบว่า พระอาจารย์เห็นจะนอนฝันไปดอกกระมัง เมื่อคืนนี้ ข้าพเจ้าหนีไฟแทบจะไม่พ้นเสียแล้วพระถังซัมจั้งยิ่งมีความฉงน จึงถามว่าทำไมอาตมภาพจึงไม่รู้เล่า เห้งเจียจึง พูดว่าข้าพเจ้าคอยแต่ระวังรักษาแต่กุฎีที่เราอยู่ จะปลุกพระอาจาย์ก็กลัวจะตกใจ 第003回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๓ พระถังซัมจั้งพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยรักษาที่อื่นบ้างเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะบอก ให้พระอาจารย์ทราบ ที่เกิดขึ้นทั้งนี้นั้นก็เหมือนดังคำที่พระอาจารย์ว่าเมื่อวานนี้ เพราะพวกหลวงจีนเหล่านี้คิดอยากจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์ของเรา จึงได้คิดจะเอาไฟ เผาเราให้ตายเสีย ถ้าเราตายเสียแล้ว ผ้าจะได้ตกอยู่แก่เขา นี่หากว่าข้าพเจ้ารู้สึก เสียก่อนแล้ว จึงมิได้เป็นอันตราย หาไม่ป่านนี้ก็จะเหลือแต่กระดูก ข้าพเจ้าคิดว่า พวกนี้หามีหิริโอตัปปะไม่ข้าพเจ้าจึงไม่ช่วย เลยซ้ำเรียกลมมาให้พัดส่งใหญ่ไฟจึง ได้ลุกลามมากมายไปดังนี้ เพื่อให้สมน้ำหน้าและพอใจของพวกคนพาลที่มุ่งร้าย หมายจะทำแก่เราพระถังซัมจั้งพูดว่า ธรรมดาไฟจะต้องเอาน้ำดับจึงจะชอบ นี่ท่านกลับเอาลม มาประสมดังนี้จะควรหรือเห้งเจียว่า คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ตัวเป็นคนอย่าคิดร้ายแก่เสือ เสือก็อย่า คิดร้ายแก่คน) ถ้าเขาไม่ใช้ไฟเราก็ไม่เรียกลมเห้งเจียพูดแล้วก็หัวเราะพระถังซัมจั่งจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นผ้ากาสาวพัสตร์จะมิไหม้ไฟเสียแล้วหรือ เห้งเจีย ว่าเห็นจะไม่เป็นไร ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ที่กุฎีใหญ่ไฟมิได้ไหม้ไปถึงได้ จำเราจะ ไปทวงเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของเราเถิด พระถังซัมจั่งจึงจูงม้าเดินมายังกุฎีใหญ่ เห้งเจียยกหาบใส่บ่าเดินตามมาเวลานั้นหลวงจีนทั้งหลายกำลังนั่งครำครวญทุกข์ร้อนอยู่ พอแลเห็นพระถัง ซัมจังกับศิษย์เดินตามกันมาต่างคนก็ตกใจสำคัญว่าปิศาจคนทังสองที่ไฟไหม้ตายมา ทวงชีวิต ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่าขอท่านได้โปรดเถิด คนที่คิดร้ายต่อ ท่านนั้น หาใช่พวกข้าพเจ้าไม่ ท่านอย่ามาทวงเอาชีวิตแก่ข้าพเจ้าเลยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า พวกเดียรัจฉานไม่รู้จักคนพวกเจ้าจะต้องถึงแก่ ความตาย นี่ใครมาทวงชีวิตแก่พวกเจ้าเล่า จงรีบไปเอาผ้ากาสาวพัสตร์นั้นมาให้ โดยเร็วเราจะได้ไปขณะนั้นหลวงจีนทั้งหลายพากันตะลึงไปหมดไม่รู้ที่ว่าจะตอบประการใด หลวงจีนสองรูปเป็นคนใจกล้าจึงถามว่าเมื่อคืนนี้ท่านพักนอนอยู่ในกุฎีไฟไหม้ตาย แล้วยังมาทวงจะเอาผ้ากาสาวพัสตร์ดังคนเป็นฉะนี้ผีหรือคนเรามีความสงสัยอยู่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าไฟที่ไหนไม่เห็นไหม้ตัวเราจงพากันไปดู ที่กุฎีนั้นซี ไฟไหม้หรือไม่ไหม้จะได้รู้แน่ • พวกหลวงจีนเหล่านั้นก็พากันออกไปดูที่กุฎี ก็เห็นกุฎีนั้นยังดีอยู่มิได้ไหม้เกรียม หรือไหม้อะไรสักนิดหนึ่งครั้นเห็นดังนั้นแล้ว ต่างคนก็ครั่นคร้ามเกรงกลัวแล้วมาคิด เห็นว่า พระถังซัมจังกับเห้งเจียนี้เห็นจะเป็นผู้วิเศษสำเร็จแล้ว จึงมือภินิหารโดย เป็นผู้รักษาธรรมอันบริสุทธิ์จึงหาเป็นอันตรายไม่ คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงพากัน เข้ามาในกุฎีใหญ่จะบอกความแก่ท่านผู้เฒ่าขณะนั้นอาจารย์ผู้เฒ่ากำลังคร่ำครวญเป็นทุกข์อยู่ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ไม่เห็น ทั้งไฟก็ไหม้วัดวาอารามหมดสิ้น พอได้ยินหลวงจีนลูกวัดมาพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ที่จะ คิดประการใด ในจิตใจให้หมกมุ่นเพราะกระทำการไม่ตลอด จึงลุกเดินเข้าไปข้างใน เอาศีรษะกระแทกเข้ากับฝาผนัง จนศีรษะแตกถึงแก่ความตายจึงมีคำกลางกล่าว ว่า (หลวงตาเฒ่าคิดมิดีกอปรไปด้วยความโลภ คิดเอาไฟเผาท่านท่านก็ไม่เป็น อันตราย ตัวกลัวต้องมาถึงแก่ความตายก็เพราะโลภเจตนา) ดังนี้แหละฝ่ายหลวงจีนทั้งหลายเห็นพระอาจารย์ผู้เฒ่าฆ่าตัวตายดังนั้น ต่างคนต่างก็ ร้องไห้ กลับออกมาบอกพระถังซัมจั้งและเห้งเจียว่า พระอาจารย์ผู้เฒ่าเอาศีรษะ โดนฝาตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายค้นหาผ้ากาสาวพัสตร์ก็ไม่พบไม่เห็นแล้วแต่ ท่านจะมีความกรุณาแก่พวกข้าพเจ้าเถิดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธเป็นกำลัง ตวาดด้วยเสียงเป็นอันดังดุจฟ้าผ่า ว่า พวกเจ้าเหล่านี้เอาไปซ่อนเสียเป็นมั่นคง ว่าแล้วก็เรียกหลวงจีนมาทุกคน เห้งเจีย ค้นหาโดยละเอียดก็ไม่พบเห็น แล้วจึงเดินไปเที่ยวค้นทุกหีบทุกตู้ก็มิได้เห็น พระ ถังซัมจังมีความโทมนัสและแค้นเห้งเจียเป็นที่สุดเห้งเจียเห็นพระอาจารย์โกรธจึงพูดว่า พระอาจารย์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าคงจะ สืบเสาะหาเอามาให้จงได้ เห้งเจียกระโดดมาฉวยไม้กระบอกเหล็กออกจากหูไล่ตี หลวงจีนเหล่านั้นพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า อย่าทำวุ่นวายจงไปตรวจถามดู จะตกหล่นอยู่ที่ไหนบ้างดอกกระมัง ด้วยเกิดฟืนไฟไหม้ลนอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ร้องห้ามดังนั้นก็หยุดอยู่ หลวงจีนหั้งหลายจึงคำนับ แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้เห็นด้วยเลย เหตุการณ์ทั้งนี้เพราะตาผีเฒ่าอยยากได้ ผ้ากาสาวพัสตร์ของท่าน จึงได้คิดอุบายหวังจะฆ่าท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายก็หาได้ ทราบไม่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมัวสาละวนดับไฟและขนของอยู่ ผ้ากาสาวพัสตร์นั้นจะ ตกไปอยู่แห่งใดก็หาทราบไม่เห้งเจียได้ฟังหลวงจีนพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธมากขึ้น จึงเดินเข้าไปในกุฎีใหญ่ ที่ห้องสมภารตายอยู่นั้น ค้นดูทั่วก็มิได้พบเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ จึงใช้ให้หลวงจีน เหล่านั้นขุดดินใต้กุฎีขึ้นหาดูจนทั่วไปก็มิได้พบเห็น ซึ่งจะเข้าใจว่าไฟไหม้เสียแล้ว ก็หาชอบไม่จึงถามหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นว่า ที่ในบริเวณใกล้เคียงเหล่านี้มียักษ์ และปิศาจอสุรกายปรากฏอยู่บ้างหรือไม่ จึงสมภารรองผู้หนึ่งบอกว่า ทางข้างทิศ อาคเนย์นี้มีภูเขาหนึ่งเรียกว่าเฮ็กฮองซัว มีถ้าอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่าเฮ็กฮองต้อง มีปิศาจ ยักษ์อยู่ตนหนึ่งชอบอัธยาศรัยแก่สมภารที่ตายเคยไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ๆเห้งเจียถามว่าอยู่ใกล้หรือไกล สมภารรองบอกว่าไม่สู้ไกลนักประมาณห้าสิบ เส้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดแก่พระอาจารย์ว่า จงวางใจเสียเถิดไม่ ต้องสงสัยเลย คือปิศาจยักษ์นี้เองมันดอดมาขโมยเอาไปเป็นแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะ ไปค้นหาดูพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกหลวงจีนทั้งหลายเหล่านั้นมาพร้อมกันแล้วจึงสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงระวังรักษาพระอาจารย์ของเราไว้ให้ดี และจงระวังดูม้าของเราไว้ด้วย แม้มีเหตุการณ์อันตรายแต่อย่างใดแล้ว เราจะตีด้วยกระบองเหล็กนี้ให้หัวและตัว เจ้าแหลกละเอียดไปทั้งนั้น เห้งเจียพูดสั่งหลวงจีนเหล่านั้นแล้ว จึงแกว่งกระบอก เหล็กตีซ้ายป่ายขวาด้วยกำลังอิทธิฤทธิ์ กำแพงและอิฐปูนเหล่านั้นพังทลายลงไป หมด หลวงจีนทั้งหลายได้เห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความกลัวจนตัวงอรีบลงคุกเข่าคำนับแล้ว ก็พูดว่าข้าพเจ้าทั้งหลายจะระวังรักษาพระอาจารย์ตามท่านสั่ง มิให้เป็นอันตรายได้เห้งเจียครั้นได้ฟังหลวงจีนทั้งหลายรับปฏิญาณดังนั้นแล้วก็มีความยินดีจึง จัดแจงแต่งตัวมั่นคง แล้วก็รีบเหาะไปยังเขาเฮ๊กฮองซัวเมื่อเห้งเจียเหาะไปนั้นพวกหลวงจีนทั้งหลายในวัดแลขึ้นไปบนอากาศ เห็น เห้งเจียมีฤทธาศักดานุภาพยิ่งนักต่างคนต่างก็มีความกลัวเกรงทุก ๆ คนแล้วพูดว่า เหาะเหินเดินอากาศได้ดังนี้ทั้งไฟก็มิได้ทำอันตรายได้ตาเฒ่าเจ้าวัดไม่รู้จักฟ้าต่ำ ดินสูงคิดความร้ายทำลายเขา โทษนั้นกลัวมาถึงตัวต้องมรณาเพราะความโลภ เจตนาที่เห็นผิดเป็นชอบพระถังซัมจังจึงพูดว่านี่แน่ท่านทั้งหลาย เห้งเจียไปตามหาผ้ากาสาวพัสตร์ถ้า ได้มาสมประสงค์ก็จะดีไป ถ้าไม่ได้ผ้ากาสาวพัสตร์มาชีวิตของท่านทั้งหลายไม่ ทราบว่าจะเป็นประการใด ด้วยเห้งเจียเป็นคนดุร้ายเมื่อพระถังซัมจังพูดดังนั้น หลวงจีนทั้งหลายมีความวิตกเป็นอันมาก ต่างคน ต่างคุกเข่าลงคำนับเทพยดาเทพาอารักษ์รุกขพิมานร้องขอพรว่า ขอให้เห้งเจียได้ ผ้ากาสาวพัสตร์สมประสงค์เถิด ต่างวิตกนั่งคอยฟังข่าวเห้งเจียอยู่พร้อมกันฝ่ายเห้งเจียรีบเหาะตรงไปยังเขาเฮ๊กฮองซัว ครั้นถึงก็รออยู่บนอากาศ พิจารณา ดูโดยละเอียดเห็นภูเขาสูงเป็นสง่างาม เวลานั้นกำลังเป็นฤดูเดือนสาม ต้นไม้กำลัง ผลิดอกออกช่อเป็นที่น่าชม เห้งเจียพิจารณาดูภูเขารอบทั่วแล้วแลไปข้างเนินเขา เห็นมีคนนั่งพูดกันอยู่สามคน จึงลงมาข้างริมเนินกำบังตัวแอบเข้าไปดูเห็นยักษ์ นั่งอยู่สองข้าง ๆ ละคน อีกคนหนึ่งมีสีกายดำนั่งอยู่ข้างบนที่นั่งยู่ข้างขวาเป็น เต้าหยิน ที่นั่งยยู่ข้างซ้ายนั้นเป็นชีผ้าขาว ทั้งสามคนนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องฝึกฝน การบวชเรียนและวิทยาวิชาต่าง ๆ อ้ายคนตัวดำนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า วันมะรืนนี้ เป็นแซยิดของข้าพเจ้า ๆ ขอเชิญท่านทั้งสองได้เอ็นดูข้าพเจ้ามาประชุมในการ สามัคคีด้วยคนที่เป็นชีผ้าขาวนั้นตอบว่า ทุก ๆ ปีข้าพเจ้าก็ต้องมาช่วยไต้อ๋อง ถึงปีนี้ก็ต้อง มาช่วยอวยพรกันตามเคยเหมือนทุกปีมาเจ้าตัวดำจึงพูดว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ของวิเศษสิ่งหนึ่งนามเรียกว่าผ้ากาสาว พัสตร์ ของสิ่งนี้เป็นของดีงามประหลาดตา วันพรุ่งนี้จะประชุมเลี้ยงฉลองผ้ากาสาว พัสตร์จะตั้งนามประชุมนั้นว่า (กาสาประชุม) ท่านทั้งสองจะเห็นเป็นอย่างไรคนที่เป็นเต้าหยินหัวเราะแล้วตอบว่า ถ้าดังนั้นวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมาคำนับ ท่านก่อนเห้งเจียแอบฟังแต่ต้นจนปลายทราบความทุกประการแล้ว ก็อุตสาห์สะกดใจ ไว้จนทราบเรื่องตลอดแล้ว ก็กระโดดเข้ามาร้องตวาดด้วยเสียอันดังว่า อ้ายขโมย มึงลักเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของกูมา เอ็งจงรีบเอามาคืนให้เราโดยเร็ว หาไม่มึงจะ เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ว่าแล้วก็ถือกระบองเงื้อจะตี ปิศาจยักษ์ทั้งสามเห็นดังนั้น ก็ตกใจ อ้ายตัวดำบันดาลให้กายหายเป็นลมหนีไป เต้าหยินโจนหนีเหาะขึ้นไป แผ่งกลีบเมฆไป ยังแต่ชีผ้าขาวนั่งตกตะลึงอยู่หาได้หนีไปไม่ เห้งเจียตีด้วยกระบอง ล้มลงขาดใจตายซากศพนั้นก็กลับกลายเป็นรูปงูขาวตัวหนึ่ง เห้งเจียเอากระบอง เขี่ยขึ้นดูตัวก็ขาดเป็นสองท่อน แล้วเหลียวหาอ้ายตัวดำกับเต้าหยินยังแลเห็นหลัง อยู่ ก็รีบเหาะไล่ตามข้ามเขาไป เห็นหว่างเขาเป็นชะโงกง้ำออกมามีถ้ำใหญ่ปิดปาก ถ้ำแน่นหนาข้างบนปากถ้ำมีศิลาจารึกอักษรว่าเฮ๊กฮองซัว ถ้ำเฮ๊กฮองต้องเห้งเจีย เห็นดังนั้นจึงแกว่งกระบองร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายตายโหงจงรีบเอาผ้า กาสาวพัสตร์ของพระอาจารย์กูมาโดยเร็ว ถ้าขัดขืนช้าไปกูจะทำลายถ้ำเสียให้ราบ เป็นหน้ากลองฝ่ายพวกบริวารยักษ์ ได้ยินดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋องว่าการที่จะประชุม กาสานั้นเห็นจะไม่สำเร็จ บัดนี้ข้างนอกที่ปากถ้ำนั้นมีอ้ายปากแหลมหน้าเหมือน รามสูรมาร้องทวงผ้ากาสาวพัสตร์ถ้าไม่ออกไปมันว่า จะทำลายถ้ำเสียเดี๋ยวนี้ ขอท่านได้ทราบนายปิศาจยักษ์ได้ฟังบริวารยักษ์บอกดังนั้น มีความโกรธยิ่งนัก จึงเรียกบริวาร ให้เอาเกราะกับทวนมาให้แล้วก็แต่งตัวสวมเกราะมือถือทวน รีบเดินออกมาที่ประตู ถ้ำ เห้งเจียยืนคอยอยู่ ครั้นเห็นปิศาจดำตลอดตัวใส่หมวกดำ คล้ายรูปม้าสวม เกราะทองแดงเสื้อชั้นนอกทับเกราะแพรดอกดำ มือถือทวนเป็นอาวุธสอดรองเท้า หนังดำ แลดูทั้งกายปิศาจดำดุจดินหม้อและถ่านไฟเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะนึก ในใจว่า อ้ายนี่เห็นกำเนิดมันจะเป็นพวกเผาถ่าน คิดดังนั้นแล้วก็นิ่งคอยดูอยู่ฝ่ายปิศาจยักษ์เดินออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามด้วยเสียงเป็นอันดังว่า ใครอยู่ที่วัดไหนหวา จึงมาถามหาผ้ากาสาวพัสตร์ทำไม เอ็งอยู่ที่ไหนผ้ากาสาวพัสตร์ นั้นหายแต่เมื่อไร จึงได้เซอะซะมาทวงถามถึงที่นี่เอ็งเชื่อดีอย่างไรหรือเห้งเจียได้ฟังจึงตอบว่าผ้ากาสานั้นเก็บไว้ในกุฎีใหญ่ที่วัดกวนอิมเซียนยี่เมื่อคืนนี้ เกิดไฟไหม้วัดขึ้นตัวมึงแอบเข้าไปในกุฎีลักเอามาและนัดพวกพ้องมาจะทำกาสา ประชุม ยังจะมีหน้ามาโต้ตอบได้อีกหรือ เร็ว ๆ จงรีบเอามาให้กูเสียโดยดี หาไม่ ชีวิตมึงจะไม่รอดพ้นจากฝีมือกูฝ่ายอสุรยักษ์ปิศาจได้ฟังดังนันจึงหัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายคนเสเพลเจ้าอุบาย มากเมื่อคืนนี้ไฟไหม้วัดนั้นเพราะด้วยเอ็งเอาไฟมาทิงเองแล้ว เราเห็นเองนังอยู่ หลังกุฎีใหญ่เรียกลมช่วยไฟให้ลุกขึ้นแรง จนไฟไหม้ไปทั้งวัดอันที่จริงข้าเอาผ้ากาสา มาเสียนั้น ก็โดยคิดกลัวว่าไฟจะไหม้เสีย เจ้าจะทำอะไรเราหรือ ตัวเจ้าชื่อไรแซ่ใด มีฝีมืออย่างไรจึงอาจสามารถทำปากกล้ามาพูดจาจองหองที่นี่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เอ็งจำปูไม่ได้หรือ ปู่เป็นสานุศิษย์ของพระเจ้า น้องยาเธอพระถังซัมจั้ง นามของเรานี้คือ ซึงเห้งเจีย ถ้าเอ็งอยากจะรู้ฝีมือเราว่า จะกล้าแข็งแรงฤทธิ์สักเท่าใดเราจะเล่าให้เจ้าฟัง หากเจ้าจะตั้งสติไม่อยู่ขวัญจะหนี ไปจากตัวปิศาจยักษ์จึงพูดว่าไหนเจ้าลองเล่าให้เราฟังดูทีหรือ เราจะได้รู้ว่าเจ้าจะมีฤทธิ์ เดชสักเท่าใดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะว่า อ้ายเหลนของกูเอ็งจงเงี่ยหูลงคอยฟัง ทวดจะ เล่าให้เอ็งฟังตั้งแต่แรกเมื่อเกิดทวดมีฤทธิ์เดชประกอบด้วยอากาศจึงเติบใหญ่ได้ ไปเรียน วิชาต่อครูสอนให้ทวดรู้วิทยาและยาวิเศษไม่แก่ไม่ตาย ทวดได้สำเร็จเป็นไต้เซียน สารพัดคาบจะเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกประการ หมื่นกิจแสนการดวงจิตก็ไม่กอปร ไปด้วยตัณหาราคะ อายัตนะหกประการบริสุทธิ์ภาคมั่นคง ได้ลงไปปราบพระยา เล่งอ๊องได้กระบองวิเศษแล้วกลับมาเป็นเจ้าอยู่ที่ถ้าจุ๊ยเลียมต้องเง็กเชียงฮ่องเต้ตั้ง ให้เป็นที่ซีเทียนไต้เซีย อยู่บนสวรรค์มียศเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เราทำวุ่นวายบนวิมาน ก็ไม่มีผู้ใดจะต่อต้านได้ เหตุเพราะท้ายเสียงเล่ากุนกับยี่หนึ่งจินกุนจับเราได้เอาไป บนสวรรค์ ท้ายเสียงเล่ากุนเอาไฟเผาเราด้วยเบ้าก็ไม่ตาย ทวดจึงถือกระบองกาย สิทธิ์ตีขนาบเข้าไปถึงสามสิบสามชั้นวิมานไม่มีผู้ใดจะสู้ได้ สมเด็จพระเซ็กเกีย มองนิฮุดโจ้จิงได้บันดาลเขาเง้าเห้งซัวครอบทวดไว้ได้ห้าร้อยปี ทวดจึงได้มาพบ พระถังซัมจั่ง บัดนี้เราตั้งอยู่ในส้มมาทิฐิมรรค จะไปวัดลุ่ยอิมยื่นมัสการพระผู้ ประเสริฐ ผู้กระทำที่สุดของโลกและข้ามโลกได้แล้วทั้งรอบจักรวาลฟ้าดินต่อ ๆ มว ถึงเดี๋ยวนี้ ก็รู้จักชื่อเราทั้งสิ้น เหลนจงฟังคำทวดที่เล่าให้ฟังนี้เถิดฝ่ายปิศาจยักษ์เมื่อได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่า เออฉะนั้น เรานึกได้แล้วคือมูลเหตุนั้น เง็กเชียงอ่องเต้ตั้งให้เจ้าเป็นที่เป๊กเบ๊อุนอ้ายคนเลี้ยงม้า มิใช่หรือเห้งเจียได้ฟังปิศาจยักษ์กล่าวออกชื่ออักษรสามตัวว่าเป็กเบ็อุนอันอักษรสามตัวนี้ ถ้าได้ยินได้เห็นเวลาใดก็เกิดโทโสดุจไฟเข้าลนหัวใจ ดวงตาเห้งเจียลุกดุจดาวโรหินี แกว่งกระบองกายสิทธิ์ชื่อกิมตอปัง ตรงเข้าตีปิศาจ ปิศาจก็ขยับทวนเข้ารับ ต่าง รบกันไปมาประมาณยี่สิบเพลงพอตะวันจวนเที่ยง ปิศาจยักษ์เอาทวนกดกระบอง เห้งเจียไว้แล้ว ร้องพูดแก่เห้งเจียว่า เวลานี้ก็จวนจะเที่ยงอยู่แล้ว จงพักให้เรากิน อาหาร แล้วจึงค่อยมาต่อสู้กันใหม่ พูดแล้วก็ชักทวนถอยกลับเข้าถ้ำ สั่งบริวารให้ ปิดประตูแน่นแล้วให้จัดเครื่องเลี้ยงและเขียนหนังสือไปเชิญ พวกพ้องมิตรสหาย ทุก ๆ แห่งมาเลี้ยงโต๊ะจะได้คิดการต่อสู้แก่ข้าศึกต่อไป บริวารได้หนังสือแล้วก็แยก ย้ายกันไปฝ่ายเห้งเจียครั้นปิศาจกลับเข้าถ้ำแล้วคิดจะทำลายถ้ำเข้าไปก็เหนื่อยเหลือกำลัง จึงเหาะกลับมายังวัดอิมเชี้ยนยี่เข้าไปคำนับพระอาจารย์ แล้วเล่าความว่าปิศาจมี กายดำมันลักผ้ากาสาวพัสตร์ไปจะทำการเลี้ยงโต๊ะ ในการแซยิดของมัน และได้ต่อสู้ กันจนกลับมาให้พระอาจารย์กับหลวงจีนทั้งปวงฟังทุกประการ หลวงจีนทั้งหลาย จึงจัดแจงเครื่องแจถวายเพลพระถังซัมจั้งฉันแล้ว เห้งเจียจึงรับประทานต่อภายหลัง ครั้นเสพอาหารอิ่มเสร็จแล้ว เห้งเจียก็คำนับลาพระอาจารย์เหาะกลับไปยังเขาเฮ๊ก ฮองชัว เมื่อขณะเหาะกลับมาแลลงไปเห็นบริวารปิศาจยักษ์เดินมามือถือหีบไม้ สาลี่หีบหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ลอยลงยังที่พื้นดินตรงเข้าสะกัดหน้าเอาไม้กระบอง ตีปิศาจยักษ์ตายคาที่เห็นกายปิศาจอ่อนน่วมดุจฟองน้ำ เห้งเจียจึงลากศพทิ้งข้าง ทางแล้วเอาหีบนั้นมาเปิดดู ก็เห็นเป็นหนังสือเชิญกินโต๊ะในใจความว่าข้าพเจ้า เฮกหันพระยาหมีดำ ขอคำนับมายังท่านกิมตือเล่าเสียงอาจารย์ได้ทราบ ด้วยบัดนี้ ข้าพเจ้าจะทำการเลี้ยงโต๊ะและทำการกาสาประชุมขอเชิญท่านมานั่งเล่นพอเป็น ก็ริยาที่รื่นเริงในกำหนดวันพรุ่งนี้เป็นวันประชุมขอจงมาในเวลากำหนดเถิด เห้งเจีย อ่านดูรู้ความดังนันแล้วจึงหัวเราะว่า เหตุนีเองจึงทำให้อ้ายอาจารย์เฒ่าที่ตายคบค้า กับอ้ายพวกปิศาจยักษ์มารเหล่านี้เป็นเพื่อนฝูง อายุมันจึงได้ยืนถึงสองร้อยเจ็ดสิบปี เห็นอ้ายพวกปิศาจเหล่านี้จะให้ว่านยาอะไรกิน จึงได้มีอายุยืนนานฉะนั้น จำเรา จะแปลงกายเป็นอาจารย์เฒ่าผู้นั้น เข้าไปในถ้ำก็คงจะได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะ เราเคยเห็นและจำตัวอ้ายนั่งข้างขวาได้ คือเต้าหยินที่เหาะหนีเราไปครั้งก่อน คิด ดังนั้นแล้วจึงสำรวมกิริยาร่ายพระเวทคาถาแปลงกายให้เหมือนรูปอาจารย์เต้าหยินครั้นแปลงกายแล้วก็เดินเข้ามายังถ้ำ เรียกให้เปิดประตูรับ พวกยักษ์บริวาร ได้ยินก็ออกมาเปิดประตูถ้ำ แลเห็นท่านอาจารย์กิมตี้มาจึงกลับเข้าไปบอกนายว่า บัดนี้ท่านอาจารย์กิมตี้มาแล้วเฮกหันได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เราใช้คนไปเชิญเหตุใดจึงมาเร็วนักชะรอยจะเป็น เห้งเจียไปอ้อนวอนเชิญให้มาขอผ้ากาสาวพัสตร์คืนดอกกระมัง จำเราจะเอาผ้า กาสาวพัสตร์ซ่อนไว้เสียก่อน อย่าให้เห็นคิดดังนั้นแล้วก็เอาผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเก็บ ซ่อนเสียฝ่ายเห้งเจียเดินเข้าไปในประตูถ้ำ เดินพลางชมพลางเห็นผลไม้ดกออกดอก ช่ออรชรดุจสวนบนสวรรค์ ครั้นเดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สองเห็นทั้งสองข้างมีเหลี่ยน หนังสือคู่หนึ่ง ข้างขวามีคำว่าระงับสุขสำราญไม่มีความโลภ ข้างซ้ายมีคำว่าอยู่ ที่ลับความสนุกดุจเทวสถาน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงคิดอยู่แต่ในใจว่า หนังสือที่เขียน ไว้นั้นเป็นข้อนำความสำเร็จที่จะให้พ้นจากโลก พวกยักษ์เหล่านี้ก็รู้จักทางมรรคผล ของความดีเห้งเจียคิดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไปถึงประตูชั้นที่สามแลดูรอบในนั้นเห็นประตู หน้าต่างสลักเสลาเป็นช่อเป็นชั้นลวดลายต่าง ๆงดงามเจริญตาเป็นที่เจริญใจยิ่งนัก ก็เดินตรงเข้าไปจนถึงตัวเฮกหันฝ่ายเฮกหันครั้นเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็สวมเสื้อแต่งตัวออกมารับเชิญแล้ว จึงพูดว่าข้าพเจ้าจะทำการเล็กน้อยในวันพรุ่งนี้ ท่านอาจารย์มีธุระหรือจึงมาก่อน กำหนดในจดหมายเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าจะใคร่ชมผ้ากาสาวพัสตร์ จึงได้รีบมาก่อนกำหนด เพราะ ได้ทราบในจดหมายซึ่งท่านให้คนถือไปให้ กำลังสนทนากันอยู่นั้น พวกบริวารที่ ไปเที่ยวสอดแนมกลับเข้ามาบอกว่า ไต้อ๋องจงทราบเถิดว่าคนที่ถือหนังสือเทียบไป เชิญพระอาจารย์กิมตี้นั้นไปได้ครึ่งทางพบเห้งเจียเข้าเห้งเจียตีตายเสียแล้ว แปลง กายปลอมเป็นอาจารย์กิมตี้เข้ามาในถ้ำ จะคิดอุบายเอาผ้ากาสาวพัสตร์คืนเป็นแน่ ข้าพเจ้าได้แอบดูได้เห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วเฮกหันครั้นได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธจึงเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็น ดังนั้นหลบถอยหลังแปรกลับเป็นรูปเดิม ซักกระบองเข้ารบรับกันในถ้ำและถ้อยที หนีไล่ถอยออกมาจนนอกประตูถ้ำ และขึ้นรบกันบนยอดเขาต่างมีฤทธิ์เข้มแข็งรบกัน ได้หลายร้อยเพลง จนเวลาจวนค่ำก็ยังหาแพ้และชนะกันไม่เฮกหันเอาทวนรับกระบองไว้แล้วร้องพูดว่า เห้งเจียหยุดก่อนเราจะพูดให้ท่านฟัง ด้วยเวลานี้ก็จวนจะค่ำอยู่แล้วเราหยุดรบกันเสียก่อนพรุ่งนี้เช้าเราจึงค่อยมารบกัน ให้ถึงแพ้และชนะ พูดดังนั้นแล้วก็บันดาลตัวให้เป็นสายเหมือนลมหายไปต่อหน้าหังเจียเห็นดังนันก็ไม่สามารถที่จะทำประการใดได้ก็เหาะกลับมายังวัดเข้าไ2 คำนับพระอาจารย์พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมาจึงถามว่า ไปพบผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเป็น ประการใดได้หรือไม่ได้เห้งเจียจึงเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้พระอาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งให้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นจึงย้อนถามว่าฝีมือปิศาจกับตัวเจ้าใครจะ เป็นอย่างไรกันเห้งเจียจึงตอบพระอาจารย์ว่า ก็พอจะสู้กันได้ไม่สู้กระไรนัก พระถังซัมจั้งจึง ว่าถ้าดังนั้นทำประการใดจึงจะได้ผ้ากาสาวพัสตร์คืนเล่าเห้งเจียตอบว่าพรุ่งนี้คงจะเอาคืนให้จงได้ ค่ำวันนี้จะขอหยุดพักพอให้มีแรง เสียสักคืนก่อนพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จิตใจให้วิตกด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ยิ่งนัก ในคืนวันนั้นพระถังซัมจั้งหาเป็นอันที่จะหลับนอนไม่ นั่งอยู่ที่ตรงหน้าต่างตรึกตรอง หามีความสบายไม่ฝ่ายเห้งเจียเมื่อพักนอนครั้นดึกสามยามเห้งเจียก็ผุดลุกขึ้น เรียกหลวงจีนทั้ง หลายมาพร้อมกัน สั่งให้ระวังรักษาพระอาจารย์ให้ดีเราจะมีธุระไปสักหน่อยฝ่ายพระถังซัมจังนั่งตรึกตรองเป็นทุกข์อยู่หาหลับไม่ ครั้นได้ยินเห้งเจียสั่งหลวง จีนดังนั้น ก็ลงจากเตียงร้องถามออกมาว่าเห้งเจียจะไปข้างไหนเวลาค่ำมืดดังนี้แล้วเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคิดว่าการสิ่งนี้ จะต้องไปหาพระกวนอิมเพราะที่วัดนี้ ชาวชนทั้งหลายมาสักการะบูชาสร้างขึ้นถวายเป็นวัดของพระกวนอิม เพราะอักษร เขียนชื่อวัดก็เป็นชื่อพระกวนอิม พระกวนอิมให้สัตว์เดียรัจฉานปิศาจยักษ์อยู่ใกล้ วัดดังนี้ ข้าพเจ้าจะไปเชิญท่านและเล่าการให้ท่านฟังจะได้นิมนต์ท่านมา เห็นคง จะได้ผ้ากาสาวพัสตร์คืนโดยง่าย ข้าพเจ้าคิดเห็นอย่างนี้จึงจะไปเชิญท่านมาพระถังซัมจั่งจึงถามว่าท่านไปเมื่อไรท่านจะกลับมาด้วยพระกวนอิมก็อยู่ไกลเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าคะเนเวลากินข้าวเช้าแล้วก็คงจะกลับมาถึงถ้าอย่างช้าก็ เพียงเที่ยง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็คำนับลาพระอาจารย์เหาะตรงไปยังเขาน่ำไฮ้ บัดเดี่ยวก็มาถึง เห้งเจียลอยพิจารณาอยู่บนอากาศเห็นชัยภูมิเขามีน้ำไหลรินเป็น พู่ฝอยใสสะอาด มีต้นผลไม้ต่าง ๆ ผลิดอกช่อหลายพรรณ ทั้งภูเขาโขดดูและเพิง พักซับซ้อนเป็นลำดับต่าง ๆ มีไม้ต้นไม้ลำต่าง ๆ ดุจคนแกล้งมาปลูกไว้ผู่งทีฆชาติ ปักษาก็มาร่อนร้องและลงจับจิกกินผลไม้ที่มีผล เร่าร้องสนั่นเสียงเซ็งแซ่ เห้งเจียดู ก็ให้เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจ จึงนึกแต่ในใจว่าในสถานที่นี้ ควรเป็นที่อยู่ของ ผู้วิเศษที่มีสติปัญญาความระงับจะเป็นที่อาศัย ครั้นแล้วก็ลอยลงยังพื้นดินเดิน เข้าไปยังป่าไผ่ ครั้นถึงประตูเก๋งใหญ่เห้งเจียก็เดินเข้าไปข้างในแลเห็นพระกวน อิมนั่งอยู่บนบัลลังก์บัว เห้งเจียก็คุกเข่าลงคำนับนมัสการโดยเคารพพระกวนอิม เห็นเห้งเจีย จึงถามว่า เจ้ามีกิจธุระอะไรหรือจึงได้มาจนถึงนี่เห้งเจียนมัสการแล้วตอบว่า ข้าพเจ้ากับพระอาจารย์มีความร้อนใจเป็นอันมาก เมื่อเดินทางไปไซทีพบวัดเข้าวัดหนึ่งมีนามว่าวัดกวนอิมเซียนยี่ ชนทั้งหลายมีความ เลื่อมใสมาสักการะบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้อยู่เนืองนิตย์มิได้ขาด บัดนี้มีสัตว์หมี ปิศาจยักษ์ตนหนึ่งอยู่ใกล้วัด มันลักเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของพระอาจารย์ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าไปทวงถามหลายครั้งแล้วมันหาคืนให้ไม่ บัดนี้ข้าพเจ้าจะมาขอทวงเอาที่ ท่านเพราะท่านเป็นเจ้าของวัดยอมอนุญาตให้ปิศาจยักษ์อยู่ใกล้เคียงวัดกวนอิ่ม เซียนยี่ ขอให้ท่านเป็นธุระจัดแจงเอามาให้พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าเดียรัจฉานไม่รู้จักผิดและชอบพูดจา ไม่มีแบบแผนเลย อ้ายปิศาจหมีมันลักเอาไปควรเอ็งจะไปทวงเอาแก่มันจึงจะถูก เหตุใดจะมาทวงเอาที่อาตมาเล่า ซึ่งเหตุการณ์เกิดความเดือดร้อนขึ้นดังนี้ ที่แท้ก็ เพราะเจ้าใจใหญ่นำเอาของวิเศษออกประกวดอวดแก่เขา ให้คนร้ายคนพาลเห็น แล้วยังมิหนำซ้ำตัวเจ้าได้กระทำผิดเมื่อไฟติดขึ้นแล้ว เจ้ายังเรียกลมให้ประสมพัด จนไฟไหม้วัดวาอารามหมดสิ้นดังนี้ ยังมีหน้าเอาความร้ายมาใส่เราอีกหรือ เราว่า ดังนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าใครผิดแน่เห้งเจียเห็นพระกวนอิมมีความโกรธดังนั้น ก็ลนลานกราบลงแล้วพูดว่า ขอท่าน ได้ยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด อันที่จริงนั้นข้าพเจ้าเห็นว่า อ้ายปิศาจมันไม่ ยอมคืนผ้ากาสาวพัสตร์ให้แก่ข้าพเจ้าเป็นแน่ พระถังซัมจั้งจะภาวนาบีบศีรษะ ข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ เพราะฉะนั้นซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ หมายจะพึ่งพระบารมีท่าน ขอได้โปรดกรุณาแก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดพระกวนอิมจึงพูดว่า เอาเถอะข้าก็จะช่วยเพราะเห็นแก่พระถังซัมจั่ง พูดดัง นั้นแล้วก็ออกจากที่อยู่ปาฏิหาริย์เหาะลอยขึ้นบนอากาศตั้งหน้าตรงไปยังเขาเฮ๊ก ฮองซัว เห้งเจียก็เหาะตามไปข้างหลัง ครั้นใกล้จะถึงพระกวนอิมเห้งเจียลอยลงเดิน ไปตามทาง ขณะนั้นมีเต้าหยินคนหนึ่งถือถาดเดินมาในถาดมียาวิเศษอายุวัฒนะ สองเม็ด เดินมาปะหน้าเห้งเจีย เห้งเจียยกไม้กระบองฟาดลงทีหนึ่ง เต้าหยินล้ม ดิ้นขาดใจตาย พระกวนอิมเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงพูดว่าอ้ายสัตว์วานรนี้ชั่วช้านักทำไม จึงได้ทำดังนี้เล่า เพราะว่าคนนี้เขามิได้ขโมยผ้ากาสาวพัสตร์ของตัวไป เหตุใดจึง ไปตีเขาให้ถึงแก่ความตาย• เห้งเจียพูดว่าท่านยังไม่ทราบ เต๊าหยินนี้คือพวกพ้องบริวารของอ้ายยักษ์หมีดำ ถ้าละไว้ไม่คิดตัดกำลังปล่อยให้มากขึ้น พรุ่งนี้อ้ายเหล่านี้ก็จะมาประชุมกัน อ้าย เต้าหยินคนนี้มันเที่ยวหาของมาช่วย พูดดังนั้นแล้วก็จับศพเต้าหยินยกขึ้นมาดูก็ เห็นเป็นชะมดตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแลไปที่ในถาดเห็นมียาวิเศษอยู่ สองก้อน ที่ก้นถาดมีอักษรจารึกอยู่สี่ตัวคือ ลินฮือจี๊อเจ่ เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็ พูดว่า บังเอิญสบเหมาะ จึงหันหน้ามาคำนับพระกวนอิมแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคิด อุบายได้อย่างหนึ่ง จะใช้ซ้อนกลแต่ไม่ทราบว่าท่านจะยอมหรือไม่พระกวนอิ่มจึงถามว่า อุบายของท่านประการใดจงชี้แจงให้เราฟัง เมื่อเห็น สมควรจะทำก็จะได้ทำเห้งเจียจึงว่า หนังสือในถาด ลินฮือจื๋อเจ่นั้น คือชื่อของเต้าหยินที่ตายนั้นเอง ขอให้ท่านแปลงกายให้เหมือนเต้าหยิน ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นยาหนึ่งเม็ดวางอยู่ใน ถาดท่านจงยกเข้าไปช่วยการแซยิดของปิศาจหมี ถ้าอ้ายยักษ์กินยานั้นเข้าไปในท้อง ข้าพเจ้าก็จะทำถนัด แม้มันไม่ยอมให้ผ้ากาสาวพัสตร์ ข้าพเจ้าจะรวบรัดเอาไส้มัน ออกมาให้หมดท่านจะเห็นชอบด้วยหรือไม่พระกวนอิมได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าได้การแล้ว พระ กวนอิ่มจึงสำรวมจิตนึกน้อมกระทำภาวนาแปลงกายเป็นเต้าหยินกระทำกิริยา อาการให้เหมือนดุจคนเดียวนั้นเห้งเจียเห็นพระกวนอิมแปลงรูปเป็นลีนฮือจื้อเจ่ จึงชมว่าช่างเหมือนจริงๆ แล้ว บอกว่าข้าพเจ้าจะแปลงบ้าง พูดแล้วก็สำรวมจิตร่ายพระคาถา ตัวเห้งเจียก็กลาย เป็นยาเม็ดกลมกลิ้งอยู่ในถาด พระกวนอิมก็ถือถาดเดินมายังถ้ำ ครั้นถึงก็พิจารณา ดูท่าทางที่ปากถ้ำและต้นผลไม้ร่มรื่นเป็นน่าอยู่ อาจให้เกิดความผาสุกสบายใจได้ ควรเป็นที่อาศัยปฏิบัติอาจให้เกิดมรรคผลได้อยู่ จำเราจะต้องแก้ไขช่วยชีวิตปิศาจ ไว้บ้างจะได้ไม่ถึงแก่ความตาย และไม่ขาดเมตตาจิตแห่งเราเมื่อพระกวนอิมคิดดังนั้นแล้ว ก็เดินเข้าไปยังประตูถ้ำ เห็นหมู่ปิศาจยักษ์ นอย ๆ พูดกันว่า ท่านฤๅษีลินฮือจือเจ่มาแล้ว บ้างก็รีบเข้าไปบอกเฮกหันไต้อ๋อ ว่า บัดนี้ท่านลีนฮือจือเจ่มาแล้เฮกหันได้ฟังดังนั้นก็เดินออกมารับ เชิญท่านลีนฮือจื้อเจ่เข้าไปนั่งที่อันสมควร แล้ว ยักษ์หมีจึงพูดว่าขอบใจท่านได้เอ็นดูแก่ข้าพเจ้าเอาของมาช่วย พระเดช พระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าเป็นอันมากพระกวนอิมจึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยาวิเศษหนึ่งเม็ดมาคำนับท่านพูดแล้วก็ยกถาด ยานั้นมาสงให้แก่เฮกหัน แล้วก็อวยพรว่าขออายุท่านจงเจริญยืนนานชั่วฟ้าและ ดินเถิดปิศาจยักษ์ได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นอันมาก มิได้มีความรังเกียจกิจแหนง เลย จึงหยิบยาใส่ปากกลืนลงไปในท้องในทันใดนั้นเห้งเจียเมื่อเข้าไปอยู่ในท้องเฮกหันได้แล้ว ก็กลับกลายจากเม็ดยาเป็นรูปเดิม เอามือจับไส้เฮกหันหมุนบิดไปมา จนเฮกหันได้ความทุกขเวทนาเจ็บปวดถึงสาหัส ร้องให้ลีนฮือจื้อเจ่ช่วยว่าข้าพเจ้าจะถึงแก่ชีวิตอันตรายแน่แล้ว ขอท่านได้กรุณา แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ร้องพลางดิ้นพลางอยู่กลางพื้นน้ำฝ่ายพระกวนอิมเห็นดังนั้น ก็คลายมนต์กลับเป็นรูปเดิมร้องตวาดว่า เจ้าจง รีบเอาผ้ากาสาวพัสตร์ออกมาให้เรา เราจึงจะยกโทษให้เฮกหันครั้นเห็นลีนฮือจี๊อเจ่ กลับเป็นพระกวนอิมไปดังนั้น ก็รู้ว่าตนต้องอุบาย ของห้งเจียแล้ว ทั้งเจ็บทั้งกลัวเหลือกำลังสิ้นทิฐิมานะลง จึงร้องสั่งบริวารให้ไปเอา ผ้ากาสาวพัสตร์มาโดยเร็วปิศาจน้อยได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็ไปเอาผ้ากาสาวพัสตร์ออกมาถวายพระกวนอิม พระกวนอิมก็รับผ้านั้นไว้แล้วก็บอกเห้งเจียออกมา เห้งเจียก็บันดาลเป็นลมอากาศ ออกมาจากท้องเฮกหัน เดินมาหยิบผ้ากาสาวพัสตร์ถือไว้ฝ่ายพระกวนอิ่มเห็นปิศาจยักษ์ ยังฟุบหน้าอยู่คิดวิตกไปว่า ถ้าปิศาจยักษ์ยัง จะมีโทสะอยู่ก็จะทำการจลาจลต่อไป อย่าเลยจะต้องเอามงคลครอบศีรีษะไว้เสีย เถิด คิดดังนันแล้ว ก็เอามงคลที่พระให้ไว้สวมศีรษะเฮกหันลงทันทีฝ่ายเฮกหันเมื่อมงคลต้องศีรษะก็ทะลึ่งลุกขึ้น ฉวยทวนจะแทงพระกวนอิม พระกวนอิมกับเห้งเจียกระทำปาฏิหาริย์ขึ้นลอยอยู่บนอากาศแล้วพระกวนอิมก็ร่าย พระมนต์ออกชื่อเฮกหันยักษ์หมีผู้เดียว เฮกหันก็ปวดเศียรเวียนเกล้าราวกับศีรษะ จะแตกลงกลิ้งอยู่กับพื้นดิน ทวนก็หลุดจากมือร้องขอโทษอ้อนวอนไปต่าง ๆพระกวนอิมจึงกล่าวว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานเจ้าจะยอมกลัวเราหรือไม่เฮกหันจึงว่าข้าพเจ้ายอมกลัวท่านแล้ว ขอรับประทานชีวิตไว้สักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อยากจะใคร่ตีด้วยกระบองสักทีหนึ่ง แต่พระกวนอิมว่าอย่าทำ ให้ถึงตายเลย อาตมาจะเอาไปไว้ใช้เห้งเจียถามว่า จะเอาไปไว้ใช้ที่ไหน พระกวนอิมบอกว่าที่หลังเขาน่ำไฮ้นั้น ยังไม่มีคนเฝ้า จะพาไปไว้ให้เฝ้าที่ตำบลนั้น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า นี่แหละ จริงแท้ว่ามีความกรุณาไม่บกพร่องฝ่ายปิศาจเฮกหันครั้นฟื้นขึ้นแล้ว ก็พนมมือร้องว่าข้าพเจ้าจะขอรักษาธรรม สัมมาปฏิบัติตลอดชีวิต พระกวนอิมได้ฟังดังนั้นจึงลอยลงมายังพื้นดิน แล้วจึงเดิน มาลูบศีรษะเฮกหันสอนให้ถือศีลแล้วบอกว่าท่านจงถือทวนตามเราไปฝ่ายปิศาจหมีตั้งแต่นั้นจิตใจก็ปราศจากความชั่วร้ายเป็นปรกติถือทวนคอยตาม พระกวนอิมไปเขาน่ำไฮ้ พระกวนอิมจึงสั่งเห้งเจียว่าท่านจงเอาผ้ากาสาวพัสตร์ไป ให้พระถังซัมจั้ง และตัวเจ้าจงอุตสาหะคุมรักษาเธอไปให้ดี ถ้าที่หลังอย่าเอาผ้า กาสาวพัสตร์นั้นออกอวดแก่ผู้ใดอีกต่อไปเห้งเจียได้ฟังพระกวนอิมสั่งดังนั้น ก็คำนับลาลอยลงยังพื้นดินเอาไฟเผาถ้ำนั้น เสียสิ้นแล้วก็เหาะกลับไปยังวัดกวนอิมเซียนยี่ พระกวนอิมก็พาเฮกหันไปยังเขาน่ำไฮ้ ที่อยู่ของพระกวนอิมฝ่ายเห้งเจียเมื่อเหาะกลับมาถึงวัดกวนอิมเซียนยี่ ก็ลอยลงยังพื้นดินเดินเข้ามา . คำนับพระอาจารย์ แล้วก็เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ตามที่พระกวนอิมได้มาช่วย ให้พระอาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียเล่าและได้ผ้ากาสาวพัสตร์ คืนมาดังนั้น ก็มีความยินดีจึงตั้งจิตน้อมนมัสการไปยังเขาน้ำไฮ้ พวกหลวงจีนทั้ง หลายก็พากันมีความยินดีทุกคน แล้วจัดแจงทำเครื่องแจที่โอชารสถวายพระถัง ซัมจั่งกับเห้งเจียให้ฉันเสร็จแล้ว เห้งเจียจึงผูกม้านิมนต์พระอาจารย์ขึ้นม้า เห้งเจียก็ ยกหาบขึ้นบ่า พร้อมกับออกเดินหลวงจีนทั้งหลายก็ตามมาส่งจนพ้นเขตวัด ต่าง คนคำนับซึ่งกันและกันแล้วก็กลับไปเห้งเจียเดินนำหน้าพระอาจารย์ไปในเวลานั้น เป็นเวลากำลังฤดูเดือนสี่ ต้นไม้ ออกผลอุดมตามแนวทางออกดารดาษ บ้างผลิดอกออกช่ออรชรระรื่นหอมไปทั้งป่า ครั้นเดินมาได้หกเจ็ดวันทางก็เปลียวเข้าทุกที่วันหนึ่งเดินมาก็จวนจะคำ มองหาที่พักนอน พระถังซัมจังแลไปแต่ไกลเห็นมี หมู่บ้าน จึงบอกแก่เห้งเจียว่า ที่ข้างหน้านั้นมีภูเขาและหมู่บ้านคนอยู่ จำเราจะ เข้าไปอาศัยพักสักคืนหนึ่ง เห้งเจียแลไปก็เห็นบ้านมีรั้งไม้ไผ่ล้อม บ้านเรือนสลับ สลอนเรียงรายกันอยู่เป็นอันมาก เมื่อเห็นนั้นเวลาก็โพล้เพล้จวนค่ำเห้งเจียว่าที่แห่งนี้มีหมู่บ้านคนควรจะต้องพักอาศัย พระถังซัมจั้งก็ชักม้ารีบ เดินบัดเดี้ยวก็มาถึงปากช่องทางแลไปเห็นเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่งถือร่มเดินออกมา สวมเสื้อกั๊กนุ่งกางเกงขาวเท้าสอดเกือกหญ้าท่วงที่เหมือนจะมีธุระไปข้างไหนเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงเดินไปสกัดหน้ายึดข้อมือไว้แล้วถามว่า พ่อหนุ่มน้อยจะ ไปข้างไหน ฉันจะขอถามสักหน่อยเถิดว่า ที่หมู่บ้านนี้เขาเรียกว่าบ้านอะไร อยู่ ในเขตแขวงเมืองใดหนุ่มน้อยนั้นมีสีหน้าเหมือนมีทุกข์ไม่ใคร่จะพูด แต่จำใจขัดไม่ได้จึงบอกว่า บ้าน นี้ไม่มีคนพูดเท่านั้นก็สะบัดมือจะไปเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พ่อหนุ่มน้อยอย่าวุ่นไปเลยเราเห็นเจ้ามีทุกข์อยู่เป็นแน่ เราจะช่วยแก้ทุกขร้อนให้เจ้าอย่าดิ้นรนไปเลยหนุ่มน้อยได้ฟังดังนั้นมีความโกรธแต่ไม่พูดว่าอะไร จะกระโดดหนีก็เห็นจะไม่ พ้น แล้วกลับคิดโกรธนายของตัวเป็นที่สุด เพราะใช้ให้มาจึงได้มาพบ อ้ายหัวขูด จับรั้งไว้ตามชอบใจเห้งเจียจึงอ้อนวอนถามว่า การขัดข้องในใจอย่างไรจงบอกเราให้ทราบแล้ว เราก็จะปล่อยท่านไปดอก หนุ่มน้อยก็ไม่พูดจาสิ่งใด เห็นว่าหนีไม่พ้นแน่แล้ว ก็ เกิดโทสะมากขึ้นจึงเอาร่มที่ถือตีเห้งเจีย เห้งเจียปัดร่มกระเด็นไปแล้วก็ยังไม่วาง ข้อมือฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า คอยคนอื่นมาจึงค่อยถาม ไม่ได้หรือ จำเพาะถามคนนี้ทำไมเล่า เห้งเจียจึงว่าจะถามคนอื่นนั้นไม่ได้ความ จะต้องถามคนนี้จึงจะได้ทราบเหตุผลหนุ่มน้อยเห็นเห้งเจียไม่ปล่อยข้อมือแน่แล้ว จึงบอกว่า ที่นี้คืออาณาเขตเมือง (โอซือจังก๊ก) ตำบลนี้เรียกว่าบ้าน (เกาเล้าจึง) ท่านจงปล่อยให้ข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียว่าเราดูกิริยาเจ้ามิใช่คนเดินทาง จงบอกแก่เราโดยตรงจะไปข้างไหน มีกิจธุระอะไรให้ทราบแล้วเราจะปล่อยให้ไปหนุ่มน้อยนั้นไม่รู้แห่งที่จะทำประการใดเป็นที่จนใจยิ่งนัก ก็บอกความตามจริงว่า เจ้าของบ้านข้าพเจ้า ชื่อเกาท้ายกง ข้าพเจ้าชื่อเก้าใช้ ท่านท้ายกงมีบุตรสาวคน หนึ่งอายุได้ยี่สิบปี ยังหามีผัวไม่ เมื่อแต่ก่อนสามปีมาแล้วมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่งมา ข่มขืนนางนั้นเอาเป็นภรรยา ท่านท้ายกงไม่ชอบใจด้วยได้บุตรเขยเป็นปิศาจยักษ์ จะเสาะหาหมอดีมาขับไล่ปิศาจยักษ์ให้ไปเสีย บัดนี้ปิศาจยักษ์จับเอานางไปขังไว้ ในห้องเรือนข้างหลังบ้าน ประมาณสักครึ่งปีผู้ใดมิได้เห็นหน้านางไม่รู้ว่าจะเป็น หรือตายประการใด ท่านท้ายกงมีความทุกข์ร้อนยิ่งนัก จึงเอาเงินให้ข้าพเจ้าสอง สามตำลึงให้ไปหาหมอมาขับไล่ปิศาจ ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้ามิได้หยุดเดินเลยเมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าได้ไปหาหมอทั้งหลวงจีนและคฤหัสถ์มาตั้งพิธีทำการขับไล่ ก็ไม่อาจจะปราบปรามปิศาจลงได้ ท้ายกงโกรธข้าพเจ้าว่าไม่เอาธุระช่วยแก้ทุกข์ร้อน จึงด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่าง ๆ บัดนี้ใช้ให้ข้าพเจ้าไปตามเชิญหาหมอที่ดี ๆ อันมีเวทมนตร์เชี่ยวชาญให้จงได้ บังเอิญมาพบท่านกั้นกางเราไว้อย่างนี้จะมิเสีย เวลาของข้าพเจ้าไปหรือ ข้าพเจ้าได้รับซึ่งความหยาบคายของท้ายกงเหลือที่จะ พรรณนา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจะได้รีบไปอย่างเดียว ขอท่านได้กรุณาโปรด ปล่อยข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียครั้นได้ฟังหนุ่มน้อยเล่าให้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าบังเอิญเป็นเคราะห์ ของเจ้าดีเอง แล้วจึงพูดแก่เกาใช้ว่าเจ้าอย่าไปหาหมอให้เสียเงินเลย เราจะช่วย เจ้าไม่เห็นแก่สินจ้างสินบนของเจ้าดอก อันความจริงเรามีฝีมือเข้าใจการที่จะปราบ ปรามยักษ์ผีปิศาจได้โดยแท้ เจ้าจงกลับไปบอกให้นายเจ้ารู้ว่าบัดนี้มีพระมาแต่เมือง - ไต้ถังกับสานุศิษย์คนหนึ่ง จะไปยังไซทีนมัสการพระยูไลแล้ว ขออาราธนาพระ คัมภีร์พระไตรปิฎกไปไว้สั่งสอนมหาชนในเมืองถัง และเข้าใจในการขับไล่ผีปิศาจ โดยเชี่ยวชาญ จะขอรับรักษาคนไข้ให้หายโรคที่ปิศาจสิง เจ้าจงเร่งไปบอกแก่นาย ของเจ้าดังคำข้าสั่งนี้เถิด เจ้าอย่าวิตกทุกข์ร้อนไปเลยเกาใช้พูดว่าท่านอย่าทำพูดเล่นคล่อง ๆ เพราะข้าพเจ้าก็ได้เคยรับความโกรธ ของท้ายกงมามากแล้ว ถ้าฝีมือท่านไม่พอที่จะปราบปิศาจนั้นได้แล้ว ก็จะทำให้ ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนอีกเห้งเจียจึงพูดว่าเจ้าอย่าวิตกเลยเรามิให้ผิดถึงตัวเจ้า จงพาเราไปที่บ้านเถิดจะได้ แก้ไขให้เห็นจริงในทันตาที่เดียวเกาใช้ได้ฟังดังนั้นไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด จำใจจำพาพระถังซัมจั้งกับเห้งเจีย เดินกลับมายังประตูบ้าน ครั้นถึงเกาใช้ก็ตรงขึ้นบนตึกพอพบกับเกาท้ายกง เกา ท้ายกงจึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานใช้ให้ไปหาหมอยังจะกลับมาทำไมเล่า เกาใช้ ทิ้งสองุค่านปนรู้ีารา นสะาร้าง ๆ ีรัาน้าวเมืองไห้ั งปดนี้จะไ เมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก เธอพูดว่าเข้าใจในการกำหราบปิศาจและยักษ์ร้าย ต่าง ๆ ได้ บัดนี้ข้าพเจ้าพามาคอยอยู่นอกประตูบ้านแล้วท้ายกงได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าพระเดินทางอวดว่ามีเวทมนตร์เชี่ยวชาญวิตกแต่ จะไม่ดีจริง ว่าดังนั้นแล้วพร้อมด้วยเกาใช้เดินออกมาหน้าประตู แล้วร้องว่าเชิญ ท่านทั้งสองเข้ามาข้างในเถิดพระถังซัมจังเห็นเจ้าของบ้านมาเชิญดังนั้น ก็ขึ้นไปบนตึกกับเห้งเจีย ครั้นถึง เกาท้ายกงเชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้ว ยกน้ำชามาถวายพระถังซัมจังฉันเห้งเจียก็ นั่งนิ่งอยู่ข้างริมนั้นท้ายกงแลไปเห็นรูปร่างเห้งเจียลักษณะดุร้ายน่ากลัวดังนั้นก็ตกใจ จึงเรียกเกาใช้มาถามว่าทำไมเจ้าจึงพาอ้ายยักษ์มาอีกเล่า อ้ายคนที่อยู่ในห้องของ เราก็น่ากลัวอยู่แล้วจะคิดแก้ไขก็ยังหาได้ไม่ ยังมิหนำซ้ำไปพาเอามาใหม่อีกเล่า เจ้าแกล้งจะให้มาฆ่าข้าหรือเห้งเจียเห็นเจ้าของบ้านพูดดังนั้น อดอยู่ไม่ได้จึงพูดว่า ท่านผู้เฒ่ามีอายุมาก เสียเปล่า ๆ ไม่รู้จักอะไรเลย ถ้าจะคิดเลือกเอารูปลักษณะดีทั้งนั้น ท่านจะเอารูป ไปต้มแกงกินหรือ เหมือนอย่างข้าพเจ้ามีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวก็จริง แต่จะช่วย ท่านเป็นธุระจับปิศาจเอาบุตรสาวกลับคืนให้ท่านได้ อย่างนี้จะดีหรือไม่ดี ทำไม ท่านจึงเอาแต่รูปร่างเป็นประมาณเล่าท้ายกงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนันก็เห็นจริง จึงเชิญเห้งเจียขึ้นมานังข้างบน แล้ว ท้ายกงจึงพูดว่า เกาใช้มาบอกแก่ข้าพเจ้าว่าท่านทั้งสองอยู่เมืองถัง เดินทางมา จะไปไซที่หรือพระถังซัมจั้งจึงตอบว่า จริงดังท่านถาม ด้วยอาตมภาพจะไปมัชเมิมประเทศ นมัสการพระยูไล แล้วจะเชิญพระไตรปิฎกไปยังเมืองไต้ถังบัดนี้อาตมภาพมาถึงตำบลนี้ จวนจะพลบค่ำอยู่แล้วขอพักอาศัยสำนักท่าน สักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไปเกาท้ายกงจึงพูดว่า ท่านจะมาพักอาศัยนอนเราก็ไม่ว่าแต่ทำไมท่านจึงอวด ว่ามีฝีมือ และเชี่ยวชาญอาจสามารถจะจับยักษ์และปิศาจได้ด้วยเล่าเห้งเจียจึงตอบว่า ซึ่งท่านให้พักอาศัยนอนนั้น ก็เป็นพระเดชพระคุณอยู่แล้ว แต่ข้อที่จะให้จับปิศาจนั้นต้องดูท่าทางปิศาจก่อน ควรจับก็ต้องจับควรฆ่าก็จะต้อง ฆ่า ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ในตำบลนี้มีปิศาจสักกี่คนท้ายกงตอบว่ามันไม่มีกี่ตัวดอก มีอยู่ตัวเดียวก็เป็นบุตรเขยเสียแล้ว ทำวุ่นวาย ให้ชาวบ้านได้ความเดือดร้อนรำคาญไปทั้งนั้นเห้งเจียจึงว่า ขอท่านจงเล่าให้ข้าพเจ้าทราบว่า ปิศาจมันทำอิทธิฤทธิ์นั้น คือ มันทำอย่างไรโปรดให้ข้าพเจ้าทราบตลอดเรื่องด้วยเถิดท้ายกงจึงเล่าว่า เดิมเราอยู่กินกับภรรยามาช้านานหามีบุตรชายไม่ แต่มีบุตร หญิงสามคน คนที่หนึ่งชื่อเฮียงลั้น คนที่สองชื่อเง็กลั้น คนที่สามชื่อจุ๊ยลั้น สอง คนได้สามีอยู่ในตำบลบ้านนี้เองแต่นางจุ๋ยลั้นคนเล็ก เราหมายว่าจะหาบุตรเขยที่ดี ให้มาอยู่กับบ้านของเราเราจะได้พึ่งเมื่อเวลาแก่เฒ่า ครั้นอยู่มาได้ประมาณสามปี มาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งมาหาข้าพเจ้า บอกว่าบ้านเรือนของเขาตั้งอยู่ที่เขาฮกลินชัว แช่ตือประสงค์นางจุ๋ยลั้นจะขอเลี้ยงเป็นภรรยา ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นคนดี จึงได้ยก บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยาคนแช่ตือ ข้าพเจ้าก็มีความรักใคร่อย่างธรรมดาบุตร เขย ครั้นอยู่มาไม่นานนัก เจ้าแช่ตือบุตรเขยของข้าพเจ้า ก็กลับกลายผิดคน ธรรมดาไป คือปากคางก็ยาวออกมาดูน่าสงสัยนักเห้งเจียถามว่าท่านดูลักษณะกิริยาจะเป็นอย่างไรบ้างท้ายกงจึงบอกว่า แต่แรกนั้นรูปร่างดำท้องโต ที่ท้องมีขนเหมือนแปลงหมู ปากคางยื่นออกมา ใบหูใหญ่ดุจหูสัตว์ บนท้ายทอยมีผมขนรุงรังคล้ายกับหมูป่า เมื่อแรกมาอยู่ก็กินแจมาภายหลังกลับกินเหล้า และกินเนื้อสัตว์ไม่ว่าเนื้ออะไรกิน ทั้งสิ้นกินก็จุเหลือประมาณ ตั้งแต่นั้นมาในบ้านข้าพเจ้าก็มีแต่ความขัดสนลงทุกทีพระถังซัมจั้งพูดว่าเพราะเขาได้ที่อยู่เป็นสุขจึงกินใหญ่ ท้ายกงพูดว่าการกินนั้น เป็นการเล็กน้อยไม่สู้กระไรนัก แต่บัดนี้มันแผลงฤทธิ์จะไปจะมาทำให้เป็นลมพายุ พัดเป็นหินกรวดทรายสาดหวาดไหวไปทั้งนั้น ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงพากันไม่เป็น สุข แล้วเอาบุตรสาวข้าพเจ้าขังอยู่ในห้องหลังบ้านมาครึ่งปีแล้ว ไม่เห็นหน้าเห็น ตาไม่ทราบว่าจะเป็นประการใด ข้าพเจ้าทราบว่ามันเป็นปิศาจยักษ์แท้แล้ว จึงได้ ใช้ให้เกาใช้ไปหาหมอที่มีเวทมนตร์คาถาอันเชี่ยวชาญจะได้ขับไล่ให้ไปเสียเห้งเจียจึงพูดว่าท่านตาอย่าวิตกวางใจข้าพเจ้าเถิดคืนวันนี้ข้าพเจ้าจะรับเป็น ธุระจับปิศาจ จะขับไล่ให้ไปเสียพ้นบ้านท่านจะเป็นอย่างไรเกาท้ายกงจึงพูดว่าท่านจะช่วยสงเคราะห์แล้ว ขอท่านจงกำจัดให้สิ้นรากเง่า จึงจะได้เห้งเจียพูดว่าการอย่างนั้นไม่เป็นไร คืนวันนี้คงจะได้เห็นกันดอก ท้ายกงได้ฟัง ดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งคนใช้ให้ยกเครื่องแจมาถวายพระถังซัมจังกับ เห้งเจียก็พอเวลาประมาณยามเศษ เห้งเจียจึงบอกแก่เกาท้ายกงว่าขอท่านไปเชิญ คนที่มีอายุมาสักสามสี่คน จะได้นั่งเป็นเพื่อนพระอาจารย์ตัวข้าพเจ้าจะไปจับปิศาจ มาให้คนเหล่านั้นดู จะได้สิ้นความร้อนใจของท่านท้ายกงได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ให้เกาใช้ไปเชิญผู้เฒ่ามาสี่คนครั้นผู้เฒ่าเหล่านั้น มาแล้ว เห้งเจียก็ถือไม้กระบองบอกท้ายกงให้นำทางไป ท้ายกงก็พาเห้งเจียเดิน ไปที่เรือนหลังบ้านครั้นถึงเห็นบานประตูปิดแน่นอยู่เห้งเจียจึงเดินมาคลำประตูผลักดูเห็นใส่กุญแจ แน่นเปิดไม่ได้ เห้งเจียจึงเอากระบองกระทุ้งกุญแจ ๆ ก็หักหลุดลงทันที เห้งเจีย ผลักประตูเปิดเข้าไปในห้องดูดุจในถ้ำ เห้งเจียจึงบอกแก่ท้ายกงว่า จงเรียกบุตร สาวดูทีหรือจะเป็นประการใด ท้ายกงจึงอุตสาห์แข็งใจร้องเรียกว่า จุ๋ยลั้นลูกของ พ่อเอ๋ยอยู่หรือเปล่านางจุ๋ยลั้นได้ยินเสียงบิดาก็ขานรับเสียงเบา ๆ ว่าฉันอยู่นี่ค้ะ เห้งเจียเขม้นมอง เข้าไปในห้องเห็นนางจุ๋ยลั้นผมหัวรุงรัง หน้านางออกโทรมซีดเหมือนคนไข้ ขณะ นางจุ๋ยลั้นเดินออกมาแลเห็นท้ายกงผู้บิดาก็เข้ายึดไว้แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอึ้นไป เป็นอันมาก เห้งเจียจึงห้ามว่าอย่าร้องไห้ไปเลยจะเสียเวลาไป แล้วจึงถามนางว่า เดี๋ยวนี้ปิศาจมันไปข้างไหน นางบอกว่ามันจะไปจะมาก็เป็นพายุไม่มีร่องรอยจะรู้ได้ เพราะมันรู้ว่าบิดาข้าพเจ้าเที่ยวหาหมอจะมาขับไล่มัน ๆ คอยระวังอยู่เสมอ ๆ เช้า ก็ไปค่ำก็มาดังนี้เห้งเจียจึงว่าถ้าดังนั้นท่านท้ายกงจงพาบุตรไปเสียหน้าบ้าน ตัวข้าพเจ้าจะรอ คอยอยู่ในห้องนี้ ท้ายกงมีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ ก็รีบพาบุตรออกจากห้อง มาที่เรือนใหญ่โดยเร็วฝ่ายเห้งเจียเห็นท้ายกงพาบุตรไปแล้ว ก็ร่ายมนต์แปลงกายให้เหมือนรูปนาง จุ๋ยลั้นไม่ผิดเพี้ยน แล้วก็นั่งคอยอยู่บนเตียงในห้องพอประมาณสักครู่หนึ่ง ก็บังเกิด ลมพายุพัดมืดมัวไปทั้งท้องฟ้า บัดเดี้ยวก็แลเห็นปิศาจยักษ์เหาะมาบนอากาศ รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวคางดำขนสั้นปากยางหูใหญ่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะอยู่ ในใจ จึงคิดว่าเราจะนอนอยู่บนเตียงนี้ จะได้ล่อลวงเอาความเท็จความจริงให้จงได้ ถ้ามันจะมานอนเราจะทำเป็นเจ็บครางไม่หยุดจะดูหรือว่ามันจะทำเป็นประการใด คิดดังนั้นแล้วก็เอนตัวลงนอนคอยดูอยู่ฝ่ายปิศาจเข้ามาในห้องหาได้พูดจาว่ากระไรไม่ ตรงเข้าคร่อมนางทำกิริยา เหมือนจะทำการสังวาสพอชะเง้อยื่นปากเข้ามาจะจูบ เห้งเจียก็เอากำหมัดตุ้ยถูก ปากก็ตกลงไปข้างเตียงดังโครมใหญ่ ปิศาจผุดลุกขึ้นจับข้างเตียงแล้วจึงถามว่า วันนี้ทำไมเจ้าขัดเคืองพี่ด้วยเหตุไรหรือ ๆ ว่าพี่มาช้าไปเป็นประการใดเห้งเจียบีบเสียงทำเหมือนเสียงนางตอบว่า ไม่ได้ขัดเคืองอะไรพี่ดอก วันนี้ตัว ข้าพเจ้าไม่สบายเธอจงถอดเสื้อมานอนด้วยกันเถิดปิศาจหมูได้ฟังนางปลอมพูดดังนั้นก็ดีใจ ลุกเดินไปถอดเสื้อแขวนไว้ เห้งเจีย ก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงฝ่ายปิศาจถอดเสื้อแล้วก็กลับมาขึ้นบนเตียง นางแปลงจึงคร่ำครวญร้องไห้ว่า เหลือกำลังแล้ว ปิศาจถามว่าเหลือกำลังอย่างไร ตั้งแต่เรามาอยู่ในบ้านนี้กินข้าว กินน้ำเท่านั้น และได้ช่วยทำการงานทำไร้ไถนาปลูกผักปลูกต้นไม้ต่างๆ จนบัดนี้ ผลไม้ก็มีบริบูรณ์อุดมทั้งสิ้นในสี่ฤดูอย่างนี้แล้วเจ้ายังไม่พอใจหรือ จึงได้คร่ำครวญ ร้องทุกข์ว่าเหลือกำลังอยู่ดังนี้นางแปลงว่ามิใช่การดังนั้น ด้วยบัดนี้บิดามารดาข้าพเจ้า จะกั้นปิดมิให้ไป มาหากัน ท่านพูดว่าข้าพเจ้ากับท่านเป็นภรรยาสามีกันดูไม่สมควรกันเลย แล้ว บ่นว่าได้ลูกเขยมาคนหนึ่งหน้าตาก็หน้าเกลียดทั้งไม่รู้จักขนบธรรมเนียมอะไรเลย บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่ไหนแซ่ชื่ออะไรก็ไม่รู้จะทำให้เชื้อวงศ์ตระกูลมีความอับอาย แก่ชาวบ้าน บิดามารดาจึงได้ตัดพ้อต่อว่าด่าตีข้าพเจ้า เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเศร้า หมองไม่มีความสบายยักษ์หมูได้ฟังนางปลอมพูดดังนั้น จึงพูดว่าอันตัวข้านี้รูปร่างไม่งามก็จริง แม้ จะใคร่ให้งามก็จะไม่สู้ยากอะไรนัก เมื่อแรกมาขอก็ได้พูดตกลงกันแล้ว บิดาเจ้า พอใจแล้ว จึงได้รับไว้เป็นบุตรเขย นี้ทำไมจึงจะมายกเอาเหตุนี้ขึ้นมาพูดอีกเล่า เราได้บอกแล้วว่าบ้านนั้นอยู่ที่ภูเขาฮกลินซัว ถ้ำหุ่นจันต้อง ข้าตั้งแช่ตามลักษณะ เรียกว่าแช่ตือ ตำแหน่งที่เป็นขุนนางนั้น เรียกว่าตือกังเจีย ถ้าบิดาจะถามจงเอา แซ่และชื่อนี้บอกให้ฟังเถิดนางแปลงบอกว่า ได้ยินบิดาว่าจะไปเชิญหมอมาจับตัวท่านปิศาจยักษ์หมูได้ฟังดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า การที่จะไปหาหมอนั้นเราหา วิตกไม่ ถึงบิดาจะเชิญเทพยดาเทพาอารักษ์และเจ้าอะไร ๆ ไหนที่ศักดิ์สิทธิ์มาเรา ก็ไม่กลัวเจ้าและเทวดาก็จะไม่อาจสามารถทำอะไรแก่เราได้เห้งเจียจึงตอบว่า บัดนี้บิดาได้เชิญหมอมาคนหนึ่งชื่อซีเทียนไต้เซีย เมื่อครั้ง ห้าร้อยปีมานั้นได้กระทำวุ่นวายจลาจลบนดาวดึงส์มีฝีมือยิ่งนัก บัดนี้เขาเชิญมา แล้วจะมาจับตัวท่านปิศาจยักษ์หมูได้ฟังดังนั้นสะดุ้งจิตดุจศีรษะจะแตกออกไป จึงพูดว่าถ้าดังนั้น เราจะต้องหนีไปเห็นจะอยู่มิได้แล้ว ข้ากับเจ้าจะต้องจากกันเป็นแท้แล้วนางแปลงจึงถามว่า ทำไมจึงจะต้องหนี้เจ้ากลัวเขานักที่เดียวหรือปิศาจยักษ์ตอบว่า ตัวเจ้าไม่รู้ที่เขาทำจลาจลบนดาวดึงส์นั้น คือตัวเป๊กเบ๊อุน มีฝีมือเข้มแข็งนัก เหลือกำลังข้าจะสู้ความรู้เขาไม่ได้ พูดดังนั้นแล้วก็ลุกมาหยิบ เสื้อสวมเปิดประตูจะออกไปนอกบ้านเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงกระโดดมาจับข้อมือปิศาจยักษ์หมูไว้แล้วก็กลับเป็นรูปเดิม แล้วร้องว่าอ้ายหมูหูยาวมึงจะหนีไปไหน จงหันหน้ามาดูว่านี่ใครปิศาจยักษ์หมูได้ยินเสียงดังนันก็ตกใจ จึงหันหน้ากลับมาดูเห็นรูปเห้งเจียดุจ รามสูรก็สิ้นสติ มือและเท้าอ่อนไปหมด ก็ร้องด้วยเสียงอันดัง แล้วกระชากเสื้อ สะบัดขาดหลุดจากมือเห้งเจียแล้วก็เผ่นหนีไป เห้งเจียก็วิ่งติดตามจะจับตัว ปิศาจ ยักษ์หมูก็บันดาลเป็นไฟมีแสงสว่างแล้วก็หนีไปยังเขาที่อยู่ เห้งเจียก็เหาะติดตาม ไปร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าเอ็งจะหนีไปข้างไหน บนฟ้าหรือใต้ดิน เราก็คงจะตาม ไปจับตัวเจ้ามาให้จงได้ แม้ที่สุดเจ้าจะไปในนรกเราก็คงจะตามไปจงได้ ร้องพลาง เหาะตามพลางมาจนใกล้เขาฮกลินซัวฝ่ายปิศาจยักษ์หมูรีบหนีมา ครั้นถึงเขาที่อยู่ก็เข้าในถ้ำ ฉวยได้คราดเหล็กเก้าซี่ กลับออกมาจะต่อสู้แก่เห้งเจีย เห้งเจียเห็นดังนัน ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้าย สัตว์ยัษ์หมู มึงรู้จักไหมว่าภูมีชื่อเสียงและฝีมือให้เร่งบอก จะไว้ชีวิตไม่ฆ่าฟันปิศาจยักษ์หมูจึงตอบว่า เดิมเราเกิดมามีจิตโฉดเขลาเกียจคร้านไม่รู้แล้ว ไม่ ได้ศึกษาเล่าเรียนที่สุดความบวชเรียนอย่างไรเราไม่รู้ จิตมืดมัวหมกมุ่นแต่ในกามคุณ ครั้นวันหนึ่งเราปะฤๅษีเอาคัมภีร์มาเทศน์ให้ฟังสอนให้กลับใจไปในทางที่ชอบซี้ สวรรค์นรกให้เราเข้าใจ บอกตามหัวใจแพทย์ให้รู้ เราฟังดูก็ชอบใจ จึงได้เรียน ต่อมาทั้งกลางวันและกลางคืนมิได้ขาด จนสำเร็จแก่กล้าเหาะได้ด้วยฌานจึงได้ขึ้น ไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้เสมอ ๆ มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันประชุมเทพบุตรเลี้ยง โต๊ะ ครั้นเทพยดาพร้อมกันแล้วเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงทรงตั้งให้เราเป็นเทียนพ่อง แม่ทัพใหญ่ มีหน้าที่ได้รักษาวิมานทั่วไป กับได้กำกับในลำแม่น้ำทีฮ้อ บังคับบัญชา ได้สิทธิ์ขาดเมื่อเหตุจะมี อ๋องโป้เนี่ยเนี้ยได้จัดการเลี้ยงโต๊ะชมพู่ เทพยดาทุกวิมานเป็น คราวใหญ่ เมื่อเวลาประชุมนั้นเราเมาสุราหลงเข้าไปในตำหนักเห็นนางฟ้ามีรูปโฉม อันงามยิ่งนัก ความกำหนัดได้เกิดขึ้นในใจเราจนดวงจิตเคลิ้มไปไม่รู้สึกผิดและชอบ จึงจับนางฟ้ากอดรัดจะใคร่ร่วมประเวณี ในทันใดนั้นมีเทพบุตรพวกสอดแนมเห็น เข้า จึงนำเหตุการณ์ทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธสั่งให้จับตัวเรา เง็กเชียงฮ่องเต้ ปรับโทษเราเป็นมหันตโทษ แต่ในขณะนั้นท่านไทเป๊กกิมแชช่วย ทูลเบี่ยงบ่ายขอโทษ เง็กเชียงฮ่องเต้ จึงได้โปรดยกโทษประหารชีวิต แต่ให้ลงโทษ เมี่ยนสองพันที จนเนื้อหนังเราแตกโลหิตไหลแล้วสาปไล่ไปให้พ้นวิมาน เราจึงได้ ลงมาจากสวรรค์อาศัยอยู่ที่เขาฮกลินชัว เพราะมีโทษดังนั้นจึงได้จุติไปเข้าในท้อง สุกร จึงได้มีนามว่าตือกังเจีย เรื่องราวของเราเป็นดังนี้เจ้าจงรู้เถิดเห้งเจียได้ฟังปิศาจหมูชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วเหตุเดิมนั้นเจ้าเป็น เทียนพ่องง่วนโซ่ยแม่ทัพผู้บัญชาการในลำแม่น้ำทีฮ้อบนสวรรค์ จุติลงมาเป็นปิศาจ ยักษ์หมูเที่ยวกวนชาวบ้านให้ได้ความเดือดร้อนอย่างนั้นซิเจ้าจึงได้รู้จักชื่อเราปิศาจสุกรมีความขัดใจจึงร้องตอบไปว่า เมื่อครั้งก่อนตัวเจ้าทำการรุ่นวายบน สวรรค์ชื่ออ้ายเป็กเบ้อุนคนนี้ ทำให้พวกเราที่อยู่บนฟ้าได้ความเดือดร้อน ทำไมเรา จะไม่รู้จักชื่อเสียงแห่งท่านเล่า บัดนี้จะมาทำการอวดอิทธิฤทธิ์ที่นี่อีก ไม่รู้จัก ฝีมือเราจงลองกินคราดเหล็กสักทีหนึ่งจะได้รู้ว่าดีหรือไม่ดีเห้งเจียได้ฟังดังนั้นเกิดโทสะพลุ่งขึ้นมา แกว่งกระบองโถมเข้าตีตือกังเจียเอา คราดรับรบกันไปมาต่างมีกำลังเข้มแข็งหาลดละแก่กันไม่ รบกันในคืนวันนั้นตั้งแต่ สองยามจนตะวันขึ้น ตือกังเจียทานกำลังเห้งเจียไม่ได้ จึงบันดาลเป็นลมหนีกลับ เข้าถ้ำปิดประตูไม่ออกมาต่อสู้อีกหายเงียบไปเห้งเจียเห็นที่ประตูถ้ำนั้นมีแผ่นศิลาตั้งวางบนป่ากถ้ำ มีอักษรสามตัว อ่านว่า หุ่นจันต้องแปลว่าถ้ำประชุมเมฆ เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงแลดูพระอาทิตย์เห็นขึ้นสูง แล้วก็วิตกถึงพระอาจารย์ว่าจะคอยท่า ก็รีบเหาะกลับมายังบ้านเกาท้ายกงครั้นถึงก็ลอยลงยังพื้นดินเดินเข้าไปในบ้าน นมัสการพระอาจารย์และคำนับ ท่านผู้เฒ่าทั้งหลายแล้ว จึงเล่าเรื่องที่จับยักษ์ปิศาจหมู และได้ต่อสู้กันให้ฟังทุก ประการแล้วจึงเรียกเกาท้ายกงมาพูดว่าปิศาจนั้นมิใช่คนในมนุษย์โลกนี้ และมิใช่ เป็นปิศาจยักษ์อะไร มูลเหตุเดิมนั้นเป็นขุนนางบนสวรรค์ เป็นที่เทียนพ่องง่วนโซ่ย ของเง็กเชียงฮ่องเต้ บัดนี้จุติลงมาเป็นสุกรป่า เพราะฉะนั้นปากคางจึงยาวดุจหมู อันความจริงจิตกายสิทธิ์บริบูรณ์อยู่ หากว่าเขากินข้าวกินน้ำเปลืองไปมาก เป็น แต่เลี้ยงชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำความอะไรให้เดือดร้อนแก่บุตรสาวของท่านตา ข้าพเจ้าเห็นว่าบุตรเขยคนนี้ก็ไม่ต้องอับอายอะไรแก่ใคร ควรท่านจะเลี้ยงไว้จะขับ ไล่เสียทำไมฝ่ายเกาท้ายกงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงตอบว่า เขามิได้ทำร้ายแก่บุตรสาว ข้าพเจ้าก็จริงอยู่ แต่ชื่อเสียงนั้นไม่งามเพราะชาวบ้านที่ใกล้ไกลเหล่านั้นเขาพูดกันว่า บ้านข้าพเจ้าได้บุตรเขยเป็นปิศาจยักษ์ไว้ในบ้าน เขาพูดกันอย่างนี้ใจข้าพเจ้าไม่ สบายเลยพระถังซัมจั่งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า เจ้าช่วยเขาก็จงช่วยให้ตลอด ให้เขาเห็นเท็จ และจริงทำไมจึงจะมาทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนั้นเล่าเห้งเจียพูดว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าไปคราวนี้จะจับตัวมาให้ท่านทั้งหลายดู พูด ดังนั้นแล้วก็บอกว่าข้าพเจ้าจะไปละ คนทั้งหลายแลไปก็มิได้เห็นร่างกายเห้งเจีย พากันแลดูตากันตกตะลึงอยู่ทั้งนั้น ฝ่ายเห้งเจียรีบมาถึงเขาฮกลินซัวก็ลอยลงยัง เนินเขาเดินเข้ามายังประตูถ้ำ เห็นถ้ำยังปิดอยู่ เห้งเจียจึงเอากระบองเหล็กกระทุ้ง ประตูถ้ำทลายลงไปหมด แล้วเดินเข้าไปร้องท้าทายอีกทึกฝ่ายตือกังเจียกำลังนอนหลับกรนเสียงครืดคราดอยู่ในถ้ำ พอได้ยินเสียงอึกทึก ที่ปากถ้ำและด่าว่าท้าทาย อดโทโสอยู่มิได้ก็ลุกขึ้นจับคราดสำรวมบริกรรมภาวนา ให้ร่างกายเกิดกำลังแล้วก็กระโดดออกมาร้องว่า เฮ้ยเป๊กเบ็อนเราทำอะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงได้มารื้อประตูถ้ำของเราเสียดังนี้ ท่านไม่ได้เรียนกฎหมายโลกหรือ ท่านว่า ผู้ใดพังประตูบ้านเขาโทษถึงตายเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลูกสัตว์สี่เท้าไม่รู้จักอะไร กูตีประตูพังไปโทษ ถึงตาย ใครจะมาชำระกูให้แก่มึงเล่า ส่วนที่มึงไปชิงลูกสาวเขามาเป็นเมียไม่มี เถ้าแก่และขันหมากอย่างนี้แลโทษมึงจะถึงตายตือกังเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องว่า อย่าพูดมากไปเลยเอ็งจงดูคราดของเรานี้ก่อน เถิดว่าคมหรือไม่ ถ้าเห็นว่าคมก็อย่าทำฮึกหาญไปเลย จะมาถึงที่ตายเสียเปล่า ๆ ดอกเห้งเจียพูดว่าคราดของเอ็งนั้นวิเศษอะไรนักหนา เราเห็นดีอย่างเดียว แต่จะ คราดกุมฝอยในสวนเกาท้ายกงพ่อตาเอ็งเท่านั้นตือกังเจียจึงบอกว่าเจ้าจำไม่ได้หรือคราดอันนี้มิใช่ของมนุษยโลกนี้เราจะแสดง เหตุเดิมให้ท่านเข้าใจ คือประกอบไล่ด้วยอากาศน้ำกายสิทธิ์ทำเป็นเหล็กอันวิเศษ ท้ายเสียงเล่ากุนเอาเหล็กนั้นทำเป็นลูกสะดึงและระฆัง ยังเหลืออยู่อีกจึงได้ทำเป็น คราดอันหนึ่งเก้าซี่ประกอบด้วยฟ้าดินและฤดูทั้งสาม ทั้งอายพระอาทิตย์พระจันทร์ เพราะฉะนั้นนามคราดนี้จึงได้เรียกว่าเชียงโป๊ซึมกีมป่า คือ คราดวิเศษอย่างดีที่หนึ่ง ได้นำไปถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ไว้สำหรับคุมทหารเหลงเชียวเต้ย เมื่อเรารับเป็นที่พ่อง ง่วนโซ่ย พระองค์ประธานให้เราไว้สำหรับตัว จะเปลี่ยนแปลงกายก็ได้โดยใจ ประสงค์จะเหาะเหินไปมามีคาบเรียกเป็นไปได้ทุกสิ่งทุกประการ เมื่อเวลาคราว ประชุมบนสวรรค์เราเอาติดตัวไปด้วย เพราะมีความห้าวหาญจึงได้เสียการตกลง มาในที่ดังนี้ จิตเราเป็นมิจฉาทิฐิกินมนุษย์เสียเป็นอันมากลงทะเลมังกรก็เกรงกลัว ขึ้นบกเขาหมู่เสือก็ขยาดอำนาจฤทธิ์แห่งเรา เราคิดเวทนาว่าหัวของเจ้าเป็นเหล็ก หรือทองแดง เราบอกให้รู้สึกก่อนโดยความเอ็นดู เจ้ารู้ดังนี้แล้วขวัญจะไม่อยู่กับ ตัว เจ้าจงรีบกลับไปเสียเถิดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อ้ายสัตว์สี่เท้าเอ็งอย่าออกฝีปากไปเลย เราจะยื่น ศีรษะให้เจ้าลองสับดูสักทีก็จะได้รู้ว่า ขวัญเราจะหายหรือไม่ พูดแล้วเห้งเจียก็ก้ม ศีรษะร้องบอกให้ตือกังเจียฟัน ตือกังเจียเห็นดังนั้นก็ยกคราดสับลงไปด้วยเต็ม กำลังถูกศีรษะเห้งเจียเป็นประกายออกมาดุจไฟพะเนียงเมื่อเวลาคนจุด แต่เห้งเจีย ก็ยืนเฉยอยู่ ไม่แสดงความหวั่นไหวหวาดเสียวเจ็บป่วยอะไร ตือกังเจียเห็นดังนั้น มือและเท้าก็อ่อนไป ให้คิดครั่นคร้ามอยู่ในใจจึงแกล้งทำเป็นพูดว่า หัวเจ้าแข็งจริง เจ้านีเรารู้จักจำได้แล้ว เมื่อก่อนขึ้นไปทำอิทธิฤทธิ์วุ่นวายบนสวรรค์บ้านเดิมเจ้าอยู่ ที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องได้สูญหายไปนานแล้ว บัดนี้ทำไมจึงได้มาถึงที่นีอีกเล่า ซะรอย พ่อตาเราจะไปจ้างมาดอกกระมังจึงได้วุ่นวายเช่นนี้อีกเห้งเจียจึงพูดว่าพ่อตาของเจ้าก็มิได้ไปหา เรามาเพราะเรากลับใจรักษาศีล และภาวนาตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิมรรคตามรักษาพระอาจารย์ถังซัมจั้งเพื่อจะไป ประเทศไซที นมัสการพระยูไล ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกไปประดิษฐานใน ประเทศทิศตะวันออกเราเดินทางมาพอค่ำลงจึงได้ขอพักอาศัยนอนที่บ้านเกา ท้ายกง เกาท้ายกงเล่าความให้เราฟังและเชิญเราให้ช่วยจับตัวอ้ายกินรำตือกังเจีย ได้ฟังเห้งเจียเล่าถึงพระที่จะไปไซทีให้ฟังทุกประการก็ดีใจ จึงโยน คราดเหล็กที่ถืออยู่นั้นเสียแล้วำนับเห้งเจียพูดว่า ขอท่านได้กรุณาข้าพเจ้าด้วยเถิด พระที่จะไปไซทีนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน ขอท่านได้นำข้าพเจ้าไปให้พบปะสักหน่อยเถิดเห้งเจียจึงถามตือกังเจียว่า เจ้าอยากจะใคร่พบปะกับพระนั้นด้วยเหตุประการใดตือกังเจียจึงตอบว่า เดิมพระกวนอิมมาสั่งสอนให้ข้าพเจ้ารักษาศีล ข้าพเจ้า ก็ได้รับโอวาทคำสั่งสอนของท่านแล้วท่านซ้ำสั่งว่า ให้คอยอยู่ที่เขานี้ เมื่อมีพระ เมืองไต้ถังจะมาอาราธนาพระไตรปิฎกเดินมาทางนี้ ก็ให้ข้าพเจ้าตามไปเป็นสานุ ศิษย์ ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอยอยู่สองสามปีมานี่แล้ว ก็มิได้ข่าวคราวอะไร ที่ไหนเลย ท่านเป็นศิษย์ของพระแล้วทำไมจึงไม่บอกบ้างเล่า ถือว่ามีฤทธิ์มากก็ มาทำข่มเหงเราดังนี้ ข้าพเจ้ามิได้รู้สึกว่าท่านเป็นประการใด ก็จำเป็นต้องสู้รบกัน แม้ถึงท่านทำแก่ข้าพเจ้าดังนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความตลอดดังนี้แล้ว ก็มิได้มี ใจถือโกรธแห่งท่าน ขอท่านกรุณาได้ อนุกลช่วยพาไปให้ได้พบแก่พระด้วยเถิดเห้งเจียพูดว่า เจ้าอย่าใช้อุบายล่อลวงเรายังไม่วางใจเจ้า ถ้าเจ้ามีน้ำใจจะติด ตาม ไปเมืองไซทีด้วยกันจริงแล้ว จงให้สัตย์ปฏิญาณตนเสียก่อน เราจึงจะพาไป ให้พบแก่พระอาจารย์ของเราตือกังเจียได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นดินแล้วเงยหน้าขึ้นบนอากาศ กล่าวคำปฏิญาณว่า นโมพุทธถ้าข้าพเจ้าไม่มีใจจริงดังปากว่า ขอให้ต้องโทษฟ้า จงทำลายตัวข้าพเจ้าให้ป่นเป็นร้อยท่อนเถิดเห้งเจียเห็นตือกังเจียให้สัตย์ปฏิญาณดังนั้น ก็มีคามยินดีจึงเรียกให้ตือกังเจีย ลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า เราเห็นจริงและเชื่อในความสัตย์ของเจ้าแล้ว จึงช่วยกันเก็บกิ่ง ไม้ใบหญ้าแห้งมาใส่ถ้ำแล้วเอาไฟจุดเผาถ้ำเสีย ครั้นเสร็จแล้วตือกังเจียจึงพูดแก่ เห้งเจียว่า วันนี้ในใจคอของข้าพเจ้าปลอดโปร่งไม่มีความขัดข้องอะไรแล้ว ขอท่าน จงช่วยพาข้าพเจ้าไปเถิดเห้งเจียได้ฟังตือกังเจียพูดดังนัน จึงจับคราดเหล็กของตือกังเจียมาถือไว้แล้ว มือหนึ่งก็จับหูตือกังเจียโดดขึ้นบนอากาศเหาะกลับมายังบ้านเกาท้ายกง ครันถึง ก็พาตือกังเจียเดินเข้าไปในบ้านเวลานั้นพระถังซัมจั่งกำลังนั่งอยู่กับผู้เฒ่าเกาท้ายกง เกาท้ายกงแลไปเห็น เห้งเจียจับหมูปิศาจมาได้ ต่างคนต่างก็มีความยินดีเป็นที่สุดจึงพากันเดินออกมา รับ ตือกังเจียเห็นพ่อตากับพระเดินออกมารับจึงตรงเข้ามาคุกเข่าลงคำนับกราบ พระถังซัมจั้งแล้วพูดว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดถ้าเมื่อแรกทราบว่าพระอาจารย์ มาอยู่ ในบ้านพ่อตาดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมีความยินดีมิได้รบพุ่งกันเลย ข้าพเจ้าตั้ง ใจมานมัสการขอท่านจงได้กรุณาข้าด้วยเถิดพระถังซัมจังจึงถามว่าทำกันอย่างไรจึงพากันมาได้ เห้งเจียจึงว่าแก่ตือกังเจีย ว่า เจ้าจงเล่าให้พระอาจารย์ฟังเถิดตือกังเจียได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงแจ้งความตามเหตุผลตั้งแต่ต้นได้พบพระ กวนอิมจนตลอดมาถึงบัดนี้ทุกประการ พระถังซัมจั้งได้ฟังก็ทราบความตามเรื่อง ที่เป็นมา มีความยินดียิ่งนักจึงพูดแก่เกาท้ายกงว่า ให้ตั้งโต๊ะเครื่องบูชาขึ้นแล้ว พระถังซัมจังกับเกาท้ายกงก็คุกเข่าลคำนับระลึกคุณของพระกวนอิม ครั้นเสร็จ แล้วต่างคนนั่งสนทนากันฝ่ายตือกังเจียนมัสการพระถังซัมจั้ง ขอยอมตัวเป็นศิษย์จะได้ปฏิบัติรักษา พระอาจารย์ไปในทางกันดาร และคำนับเห้งเจียขอเป็นน้องพระถังซัมจั่งจึงพูดว่าเวลานี้ ตือกังเจียปฏิญาณตนเป็นผู้ั้งอยู่ในทางส้มมา ปฏิปทาแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมภาพจะตั้งฉายาให้ใหม่ จะเห็นดีด้วยหรือไม่ตือกังเจียจึงตอบว่า ขอพระอาจารย์ได้ทราบ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้พบพระกวนอิม พระกวนอิมตั้งฉายาให้เรียกข้าพเจ้าว่า (ตือหงอเหนง) แล้วพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าดีแล้วเป็นสาวกเดียวกันกับเห้งเจียตือกังเจียจึงพูดว่าข้าพเจ้าได้รับปฏิบัติ ถือศีลแปดรับประทานแจมานานแล้ว บัดนี้มาปะพระอาจารย์ข้าพเจ้าจะขอลาออกจากกินแจ พระอาจารย์จะเห็นชอบ ด้วยหรือไม่พระถังซัมจั้งจึงห้ามว่า เดิมได้กินแจแล้วจะมากลับใจอย่างนั้นหาควรไม่ ไว้ อาตมาจะให้ชื่อตามกิริยาที่ถือนั้นจะได้เรียกตามเวลาการ คือให้ชื่อว่าตือโป๊ยก่าย แปลว่าถือศีลแปดตือกังเจียได้ฟังพระอาจารย์ตั้งนามให้ดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่งจึงคำนับ รับชื่อนั้นโดยความเคารพฝ่ายเกาท้ายกุงเห็นยักษ์หมูผู้นุตรเขย เข้าปฏิบัติในทางสัมมาปฏิปทาดังนันก็ มีความยินดี1จึงสังให้คนใช้จัดโต๊ะเครื่องแจมาเลียงพระถังซัมจังกับสานุศิษย์และ ผู้เฒ่าที่มาอยู่ในเวลานั้นตือโป๊ยก่ายจึงบอกแก่เกาท้ายกงว่า บิดาจงให้ภรรยาข้าพเจ้าออกมาคำนับ พระอาจารย์กับท่านผู้เฒ่าเหล่านี้ จะได้รู้เห็นว่าเป็นภรรยาข้าพเจ้าเห้งเจียได้ยินดังนันจึงตวาดว่า ตัวได้สละใจปฏิบติทางธรรมแล้วไม่ควรจะยก เอาเรื่องภรรยามากล่าวต่อไปอีกตั้งแต่นี้อย่าพูดเรื่องภรรยาต่อไป เราพากันรับ ประทานแจแล้วจะลาท่านทั้งหลายออกเดินไปกับด้วยพระอาจารย์เกาท้ายกงจึงนิมนต์พระถังซัมจังขึ้นนั่งฉันองค์เดียว เห้งเจียกับโป๊ยก่ายเข้าโต๊ะ เดียวกัน ส่วนผู้เฒ่าทั้งหลายรวมกันโต๊ะหนึ่งครั้นจัดเสร็จแล้วก็ลงมือรับประทาน เกาท้ายกงจึงเข้าไปเอาเงินและทองมาใส่เต็มถาดหนึ่ง แล้วยกออกมาถวายฉลอง คุณพระถังซัมจัง พระถังซัมจังจึงพูดว่าอาตมาเดินทางไปก็บิณฑบาตของฉันเลียงซีข ไปคราวหนึ่ง ๆ ซิงเงินทองอย่างนิหาควรแก่อาตมภาพไม่เห้งเจียจึงลุกมาหยิบเงินทองในถาดมากำมือหนึ่งแล้วเรียกเกาใช้มาบอกว่านี่ รางวัลให้เจ้า เพราะเจ้าได้ซักนำมาจึงได้ตือโป๊ยก่ายมาเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง เรา ขอบใจเจ้ามาก ๆ จงรับเงินทองนี้ไปไว้ใช้สอยตามปรารถนาเถิด เกาใช้ก็คำนับรับ เอาเงินนั้นไว้ฝ่ายเกาท้ายกงเอากาสาผืนหนึ่ง ถวายพระถังซัมจั้งกับรองเท้าสองคู่ให้เห้งเจีย หนึ่งคู่ ตือโป๊ยก่ายหนึ่งคู่สำหรับเดินป่าโป๊ยก่ายจึงพูดว่าข้าพเจ้าขอฝากคำลาแก่วงศ์ญาติทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าจะ ตามพระอาจารย์ไป แล้วบอกแก่เกาท้ายกงว่าภรรยาข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอฝาก บิดาไว้ด้วย จงระวังรักษาให้แก่ข้าพเจ้าด้วยบางที่ถ้าข้าพเจ้าไปอาราธนาพระไตร ปิฎกไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจะกลับมาเป็นบุตรเขยท่านอีกต่อไปเห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงตวาดว่าอ้ายคนพูดอะไรเลอะเทอะดังนั้นตือโป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังไม่ทราบ บางทีข้าพเจ้าไปข้างโน้นนานวัน อยู่ข้างนี้ แม่ยายก็จะยกภรรยาข้าพเจ้าให้เป็นภรรยาผู้อื่นเสียพระถังซัมจั้งได้ยินพูดกันดังนั้นจึงพูดว่า อย่าเอาความอันมิใชกิจของเราผู้ถือ บวชมาพูดให้เสียเวลาเลย จงจัดแจงเก็บของใส่หาบจะได้ไป โป๊ยก่ายก็จัดแจง เตรียมตัวเสร็จ พระถังซัมจังจึงลาเกาท้ายกงและคนทั้งหลายแล้วออกมาขึ้นม้า เห้งเจียก็คำนับลาเกาท้ายกงถือกระบองเหล็กเดินข้างหน้าพระอาจารย์ โป๊ยก่าย ก็ยกหาบใส่บ่าแล้วก็ออกเดินตามไปเกาท้ายกงกับคนทั้งหลายก็เดินตามออกมาส่ง ครั้นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ ทั้งสองพ้นไปแล้ว ก็ต่างคนต่างคำนับลากันไปที่อยู่ของตนฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์เดินตามกันมาตามระยะทางแนวป่าชมพลางเดินพลาง หมายทิศปราจีน เดินมาได้ประมาณสักเดือนหนึ่งก็มีความสบายดีอยู่มิได้มีเหตุ การณ์สิ่งใดข้ามพ้นเขต โอซือจั้งก๊ก) ครั้นเดินมาก็แลเห็นภูเขาหนึ่งสูงยอดเทียมเมฆ พระถังซัมจั้งจึงบอกว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงจงระวังระไวโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนันจึงตอบว่า ขอท่านอย่าวิตกซึ่งเหตุการณ์ อันใดเลย ภูเขานีมีนามเรียกว่า (ภู่โท่ซัว) ในเขานี้มีพระสำเร็จฌานองค์หนึ่งนาม เรียกว่า (โอเซ้าเสี้ยนซือ) รักษาปฏิบัติอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าเคยมาหาท่าน พระถังซัมจั่ง ได้ฟังโป๊ยก่ายบอกดังนั้นก็นิ่งอยู่ ครั้นขึ้นมาบนเนินเขาพระถังซัมจั้งลไปข้างหน้า เห็นบนต้นไม้หอม มีรังใหญ่รังหนึ่งทำด้วยหญ้าและกิ่งไม้ บนยอดไม้นั้นมีนก ต่างๆ จับอยู่ ร้องส่งเสียงคูขันเป็นที่น่าฟังยิ่งนัก โป๊ยก่ายจึงชี้บอกว่า ที่ต้นไม้นั้น แลเป็นที่อยู่ของพระโอเซ้า พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นเร่งขับม้าตรงเข้าไปที่ต้นไม้นั้นฝ่ายพระอาจารย์โอเข้าแลเห็นคนทั้งสามเข้ามาดังนั้นพิเคราะห์ดูก็รู้ว่าพวก เมืองถังมา จึงโดดลงจากต้นไม้เข้ามายืนตรงหน้าม้าพระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขออภัยท่านเถิดที่ข้าพเจ้าได้มารับท่านช้าไปพระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้น ก็ลงจากม้าคุกเข่าคำนับพระอาจารย์โอเซ้าจึงจับมือ พระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า ขอท่านจงลุกขึ้นเถิดฝ่ายโป๊ยก่ายเดินเข้ามาคำนับพระอาจารย์โอเซ้า พระอาจารย์โอเซ้า เห็นตือ กังเจียจึงถามว่า ตัวอยู่เขาฮกลินซัวมีนิสัยด้วยหรือ จึงได้เข้าร่วมทางไปด้วยท่าน ผู้สำเร็จอย่างนี้โป๊ยก่ายจึงตอบว่าข้าพเจ้าได้พึ่งพระกวนอิมชี้แจงซักชวนแนะนำในทางมรรคผล เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานจะตามพระอาจารย์ไปพระอาจารย์โอเซ้าพูดว่าดีแล้ว ๆ จึงชี้มือมาตรงเห้งเจียถามว่าผู้นี้คือใครเห้งเจียได้ยินพระอาจารย์โอเข้าถามดังนั้น ก็หัวเราะแล้วตอบว่าทำไมท่านจำ ข้าพเจ้าไม่ได้ จำได้แต่โป๊ยก่ายเท่านั้นหรือพระอาจารย์โอเซ้าพูดว่า อาตมานี้ยังไม่เคยรู้จักท่าน พระถังซัมจั้งบอกว่า คนนั้นคือสานุศิษย์ใหญ่ของข้าพเจ้าเอง นามเดินเรียกว่าหงอคงพระอาจารย์โอเซ้าได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า อาตมาไม่ทันปราศรัย ขออภัยเสียเถิดพระถังซัมจั้งจึงถามว่าไซทีนั้นยังใกล้หรือไกล ขอพระอาจารย์ได้โปรดชี้แจง ให้ทราบด้วย พระอาจารย์โอเช้าตอบว่าไกลนัก ๆ แต่จงอุตสาห์ไปเถิดจะมีเวลาถึง ดอกแต่หนทางนั้นที่จะไปนั้นกันดาร มีสัตว์ร้ายเป็นต้นว่าเสือและสิงโตชุกชุม ยักษ์มารและปิศาจมีมาก อาตมาจะถวายพระคาถาเครื่องคุ้มตัว ถ้าพบยักษ์มาร อันร้ายกาจจงบริกรรมภาวนาแล้วก็จะคุ้มตัวได้สารพัด ให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ พระคาถานี้มีห้าสิบสี่วรรคคิดเป็นอักษรสามร้อยเจ็ดสิบตัวอักษรพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอพระอาจารย์ได้โปรดสอน ให้ข้าพเจ้าเถิดท่านอาจารย์โอเซ้าได้ฟังพระถังซัมจั้งว่าดังนั้น จึงสาธยายพระคาถานั้นให้ พระถังซัมจั้งฟัง มีอรรถดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ มาฮาปัญญะปาลามิโต ซิมเกงกวนจู่จ้ายโพซาด เห่งซิมปัญญะปาลามิ โต สี้เจี๊ยวกีเง้าอุ้นกายกงโต้อิ๊ด เชียดเค้าเว็ดเซี้ยลี่เจจื๊อ เซกปุ๊อี่คง คงปุ๊ดอี่เซก เซกเจกซีคง คงเจกซี่เซกซีวเสี่ยง เห่งเซก เอียดหกยู่สี เชียลี่จื๊อ สีจูฮวดคงเสียง ปุ๊ดเซง บุ๊ดเบี้ยด ปุ๊ดเก้า ปุ๊ดเจ๋ง ปุ๊ดก๊าม สีโก่คงตัง ไม่เซก เทียเฮียวมี่ชอกฮวด โบ่งั้นก่าย หนายจี โบ่อีเซกก่าย โบ่โบ่เม้งเอียด โบ่โบ่เม้งจิ้น หนายจีโบ่ เล้าซี้ เอียดเล้าซีจิ้น โบ่เก้าเจกเบี้ยด เต๊าโบ่ตี้เอียดโบ่หงาย โบ่ซ้อเตกโก โพธิสัตว์ท้าอี ปัญญะปาลามิโต โก่ซิมโม่ กว้ายหงายโบ่ กว๊ายหวายโก่ โบ่อิ้ว ตังโผ่ อ้วนลี เตียน เต๊ามั่ง เสียงกู้เก้งเนียดพื้น ซัมซิจฮุด อีปัญญะ ปาลามิโต โก่เต็กออ เหมาโตลาซัมเมียว ซัมโพนิโก่ตี ปัญญะปาลามิโต สีต้ายสินจู่ สีต้ายเม้งจู่ โบ่เสียงจู่ โบ่เต็งเต๊งจู่ เน่งตื้ออิ๊ด เชียดเก้า จินชิดปุ๊ดฮือโก่ส้อยปัญญะปาลามิโต จู่เจ่ก ส้วยจู๊เอี้ยเอี๊ยดที้ปาลาที้ปาลา เอี๊ยดที้ซอปาฮอ (จบคาถา)ฝ่ายพระถังซัมจั้ง เมื่อได้ฟังพระอรรถคาถาดังนั้นก็จำทรงไว้ได้ โดยเหตุบุญญา ภิสังขการสร้างสมอบรมพระโพธิสมภารมามากแล้ว ย่อมมีพระปัญญาอันสุขุม สามารถจะจำทรง ขณะเมื่อประภิกษุโอเซ้าว่าคาถาให้ฟังเที่ยวเดียวก็จำได้ จน ตลอดจบพระคาถานั้นทุกวันนี้ ได้รู้ออกแพร่หลายตามชาวชนทั้งหลายได้ สั่งสอน กันต่อ ๆ มาเป็นคำข้อปฏิบัติในทางสัมมาทิฐิอย่างประเสริฐฝ่ายพระโอเซ้าครั้นสอนให้พระถังซัมจั๋งจำพระคาถาได้แล้ว ก็หันหน้าจะกลับ ขึ้นบนรังที่อยู่ของตนตามเดิม พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็เดินเข้ามายึดพระโอเช้าไว้ จะใคร่ถามหนทางอันจะไปไซทีพระอาจารย์โอเซ้าเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าซึ่งหนทางจะเดินไปนั้นไม่สู้จะ ยากอะไรนัก ในระยะทางนั้นห้วยเขาก็มากไม่คณนานับได้ มีสิงสัตว์ที่ดุร้ายยักษ์ ผีปิศาจชุกชุม ถึงกระนั้นจงวางใจเถิดอย่ามีความหวาดเสียวสะดุ้งกลัวอะไรเลย ถ้าไปถึงเขาม่อยี้งัมข้างริมนั้นจงระวังระไว เพราะมีป่ามืดมีปิศาจเสือปลามักสกัด ทางทำร้าย และในเขตนั้นมียักษ์มารออกดารดาษมีสัตว์สิงโตและเสือเหล่านี้อาจ เปลี่ยนแปลงกายาได้ต่าง ๆ เมื่อพระโอเซ้าบอกหนทางให้เสร็จแล้วจึงกล่าวคำเป็น ปริศนาว่า หมู่ป่าหาบคอนคงจะพบน้ำร้ายเมื่อครั้งแรกมาพบลิงหินนานปีจงถาม ดูซึ่งหนทางจะไปไซทีนั้น เขารู้จักทางเป็นแน่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า พวกเราไปเถิดไม่ต้องถามแล้ว จง ถามข้าพเจ้าดีกว่าพระถังซัมจั้งได้ฟังพระโอเช้าพูดดังนั้น ก็คิดไม่ออกว่าอะไรยีนนิ่งอยู่ฝ่ายพระอาจารย์โอเซ้าพูดเป็นปริศนาแล้ว ก็บันดาลเป็นแสงสว่างเหมือนสีทอง ลอยขึ้นไปนั่งบนรังตามเดิม พระถังซัมจั้งก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณโดยเคารพเห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความโกรธพระโอเซ้าเป็นอันมากจึงเอากระบองขว้างขึ้นไป แลเห็นเป็นรัศมีและดอกบัวมีสีต่าง ๆ และเมฆหมอกออกกลุ้มไปล้อมรังพระโอเซ้า อยู่กระบองของเห้งเจียก็ไม่ทำอันตรายพระโอเซ้าได้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามเห้งเจียว่า ทำไมจึงคิดทำลายรังผู้สำเร็จ ดังนี้เล่าเห้งเจียจึงพูดว่าเมื่อตะกี้นี้พระโอเช้าพูดหยาบช้าเปรียบข้าพเจ้าทั้งสอง พระ อาจารย์ไม่ได้ยินหรือพระถังซัมจังพูดว่าเธอพูดชี้แจงหนทางให้ต่างหาก มิได้พูดหยาบช้าอะไรเลยเห้งเจียตอบว่า พระอาจารย์หาเข้าใจไม่ เธอพูดว่าหมู่ป่าหาบคอนนั้นคือพูด ถึงโป๊ยก่าย ลิงหินนานปีนั้นคือพูดถึงตัวข้าพเจ้า พระอาจารย์หาคิดเห็นได้ไม่ โป๊ย ก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงห้ามว่าพี่เห้งเจียอย่าโกรธขึ้งเลย พระองค์นี้ท่านรู้ได้ ทั้งอดีตอนาคต ซึ่งท่านพูดว่าแรกจะพบน้ำร้ายนั้นคือได้แก่อะไรยังคิดหาออกไม่ จงคอยดูไปก่อนก็จะเห็นเท็จและจริงเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายห้ามดังนั้น ก็ร่ายมนต์เรียกกระบองกลับลงมาถือไว้ แล้วก็นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นม้าพากันลงมาจากเขาหมายทิศปราจีนเดินไป ครั้น เดินมาถึงตำบลหนึ่งเวลาจวนค่ำ พระถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าริมตีนเขาเห็นมีหมู่บ้าน จึงบอกแก่ศิษย์ทั้งสองว่าเวลาก็โพล้เพล้จวนจะค่ำแล้ว เราควรจะหาที่อาศัยพักที่ ตำบลบ้านนี้สักคืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งแล้วจึงค่อยเดินต่อไปฝ่ายโป๊ยก่ายได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงพูดว่าพวกเรารีบไปให้ถึงบ้านจะ ได้พักเหนื่อยสักคราวหนึ่ง และจะได้ขออาหารตามชาวบ้านกินให้อิ่มสักมื้อหนึ่งด้วย วันนี้หิวมากนัก ถ้าอยู่บ้านเหมือนอย่างแต่ก่อนเราก็จะให้แม่หน้านวลจัดแต่งโต๊ะ มากิน กูจะจ้ำเสียให้ท้องแทบครากจึงจะสมแก่ที่หิวเห้งเจียเดินอยู่ข้างหน้าได้ยินโป๊ยก่ายพูดบ่นดังนั้น จึงร้องว่าอ้ายผีเรือนคนนี้ เดินมาจากบ้านไม่กี่วันก็คิดถึงบ้าน อดอยากสักนิดหน่อยก็ไม่ได้เดินบ่นออดแอด ถึงแต่แม่ทูลหัวไปทีเดียว มึงหิวเต็มทีหรือจงเดินมาให้ใกล้ๆ กูจะได้ชัดให้สักตูมหนึ่งพระถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดแก่โป๊ยก่ายดังนั้น จึงเรียกโป๊ยก่ายเข้ามาใกล้ แล้วจึงพูดว่า เจ้ามีจิตกังวลหน่วงหนักอยู่กับบ้าน มากไปด้วยความห่วงและอาลัย อย่างนี้ จะปฏิบัติทางสัมมาสมาธิเห็นจะไม่ได้ เจ้าจงกลับไปบ้านของเจ้าตาม เดิมเถิด จะอยู่บ่นว่าไปทำไมโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็ตกใจวางหาบลงจากบ่าแล้ว ก็คุกเข่า ลงต่อหน้าพระอาจารย์คำนับแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้าหาได้บ่นว่าอะไรไม่ เมื่อตะกี้นี้ ข้าพเจ้าได้พูดว่า ถ้าไปถึงบ้านคนอยู่จะได้หาอาหารกินแก้หิว ที่เห้งเจียได้ยินข้าพเจ้า พูดดังนั้น จึงว่าข้าพเจ้าเป็นอ้ายผีเรือน ข้าพเจ้าก็หาได้บ่นว่ากระไรไม่ ข้าพเจ้าได้ สมาทานรักษาศีลปฏิบัติตามคำสอนของท่านแล้ว ข้าพเจ้าก็จะตั้งหน้าปฏิบัติไป ไม่ท้อถอย ขอพระอาจารย์ได้มีความกรุณาแก่ข้าพเจ้า ๆ จะติดตามท่านไปกว่าจะ สำเร็จการของพระอาจารย์ แม้จะถึงอันตรายชีวิตจะขาดดับลงก็จะมิได้กลับใจและ คืนคลายความสัตย์ปฏิญาณ ถ้าที่หลังข้าพเจ้าบ่นว่าด้วยการอย่างนี้อีก พระ อาจารย์จงลงโทษข้าพเจ้าให้จงหนักเถิดพระถังชัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายให้ทัณฑ์บนดังนั้นจึงพูดว่าถ้าเจ้ามีความจริงใจดังนั้น เจ้าจงลุกขึ้นเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงลุกขึ้นคำนับแล้วเอาหาบใส่บ่าเดิน ตามไป พระถังซัมจั่งจึงขับม้ารีบเดินเข้าไปยังหมู่บ้านถึงประตูรั้ว แลเข้าไปในบ้าน เห็นมีผู้เตม่าคนหนึ่งนั่งภาาวนาอยู่ พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า ท่าน ตาขออนุญาตเถิด อาตมาจะขอถามความสักหน่อยฝ่ายตาเฒ่ากำลังนั่งภาวนาอยู่ได้ยินเสียงคนเรียกจึงลืมตาลุกจากเก้าอี้เดินออก มายังประตูบ้าน แลไปเห็นพระถังซัมจั้ง ตาเฒ่าจึงยกมือขึ้นนมัสการแล้วพูดว่าขอ อภัยท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ทันออกมารับท่านก่อน นี่ท่านอยู่ประเทศไหนจึงได้มา ถึงตำบลบ้านนี้พระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฒ่าถาม จึงตอบว่าอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทรงพระนามว่า (หลีซิบิ้น) ให้อาตมาไปยังเมืองไซทีอาราธนา พระคัมภีร์ไตรปิฎกมาไว้ จะได้ทำการมหากุศล บัดนี้อาตมภาพเดินทางมาถึงตำบล นี้ก็จวนค่ำ ขอท่านตาได้เมตตาจิตให้อาตมภาพอาศัยพักสักคืนหนึ่ง พอเวลารุ่ง เช้าอาตมาก็จะลาท่านตาไปตาเฒ่าเมื่อได้ฟังพระถังชัมจั่งบอกเล่าดังนั้น ก็สั่นศีรษะแล้วพูดว่า ทิศไซทีนั้น กันดารนักยากที่จะไปได้ยากที่สุด ถ้าท่านมีจิตเลื่อมใสจะไปอาราธนาคัมภีร์พระ ไตรปิฎกแล้ว ก็จงกลับไปยังทิศบูรพาเถิด เสาะหาพระคัมภีร์ก็คงจะมี อันจะไป ประเทศไซทีนั้นไปไม่ได้เป็นแน่พระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฒ่าพูดดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่แล้วจึงถามผู้เม่าว่า ทิศ ปราจีนประเทศไซทีนั้นเป็นอย่างไรหรือท่านจึงว่าไปไม่ได้ ตาเฒ่าก็ตอบยืนคำอยู่ว่า กลับไปทิศบูรพาเถิดคงจะมีพระคัมภีร์พระไตรปิฎกฝ่ายเห้งจียยืนอยู่ข้างริมนั้น ได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็อดพูดไม่ได้ จึงเดินเข้า ไปใกล้ตาเฒ่าแล้วถามว่า ท่านตา ๆอายุก็มากอยู่แล้ว ทำไมไม่แจ้งเหตุดีและร้าย ให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง พวกข้าพเจ้าเพราะมาทางไกลเวลาก็จวนค่ำ จะขออาศัยสัก คืนหนึ่งท่านตาเอาเหตุการณ์อะไรมาพูดกลบเกลื่อนอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่งอนง้อ อาศัยที่บ้านท่าน พวกเราพากันไปอาศัยนอนตามใต้ต้นไม้ก็ได้ ทนนั่งเอาสักคืน หนึ่งก็ได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันหันหน้าจะกลับออกจากบ้านฝ่ายตาเฒ่าเมื่อได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินออกมายึดพระถังซัมจั้ง ไว้แล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ทำไมไม่เห็นพูดว่ากระไร แต่อ้ายหน้าผีสานุศิษย์ของท่าน พูดไม่เพาะหูเลยเห้งเจียได้ฟังผู้เม่าพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านตาอย่าดูถูกข้าพเจ้าถึงตัวข้าพเจ้า ไม่งามไม่สวยรูปร่างต่ำเล็กก็จริง แต่ฤทธาอานุภาพเข้มแข็งมากตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าอ้อดังนั้นหรือ ถ้าท่านมีวิชาเชี่ยวชาญ เข้มแข็งดังนั้น ก็เห็นพอจะรอดตัวเห้งเจียจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่านตา ขอท่านตาพิจารณาดู เอาเถิดฝ่ายตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดอวดอ้างดังนั้น จึงพิจารณาดูเห้งเจียแล้วถามว่า ตำแหน่งบ้านท่านอยู่ที่ไหน ก็เหตุใดท่านจึงเข้ามารับรักษาศีลอย่างนี้ ท่านจงเล่า มูลเหตุให้ข้าพเจ้าทราบบ้างเห้งเจียจึงตอบตาเฒ่าว่า เดิมข้าพเจ้าเกิดข้างทิศบูรพา เมืองเง่าล่ายก๊กเขา ฮวยก๊วยซัว ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องแต่เดิมได้ไปเรียนวิชาความรู้และได้รับที่ตั้งเป็นซีเทียนได้เซียอยู่ในดาวดึงส์ สวรรค์ ต่อมาภายหลังไม่มีความพอใจ ข้าพเจ้าจึงได้ทำการวุ่นวายบนวิมานครั้ง หนึ่ง ต่อมาก็ได้สติคิดได้จึงกลับใจเข้ารักษาศีลเป็นสานุศิษย์ตามปฏิบัติรักษาพระ อาจารย์จะไปประเทศไซทีเพื่อจะได้นมัสการพระยูไล ถึงมาตรว่าตามทางที่จะไป นั้นจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ประการใด ๆ ก็ดี ข้าพเจ้าก็คงกำจัดให้จงได้ทั้ง สิ้น ท่านอย่าวิตกเลยฝ่ายตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ถ้าท่านมีวิชา ความรู้ดังนั้นก็คงจะไปไซทีได้โดยแท้ แล้วตาเฒ่าถามว่าท่านมาด้วยกันกี่คน ขอ เชิญเข้าไปพักในบ้านข้าพเจ้าเถิด จะได้พักให้มีกำลังรุ่งเช้าจะได้ไปพระถังซัมจั้งได้ฟังผู้เฆ่าเห็นมีจิตเลื่อมใสศรัทธาอนุญาตดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าขอบใจท่านผู้เฆ่าเป็นที่ยิ่ง แต่พวกข้าพเจ้ามาด้วยกันสามคนตาเฒ่าถามว่าท่านมาด้วยกันสามคน อีกคนหนึ่งอยู่ที่ไหนเล่า เห้งเจียได้ยิน ผู้เตม่าถามดังนั้นจึงเอามือชี้ไปว่าที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้นอีกคนหนึ่งตาเฒ่าหันหน้าไปมองดูเห็นโป๊ยก่ายรูปร่างดุร้ายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคอ เหนียงดุจปิศาจยักษ์ก็ตกใจกลัวขนหัวพองตั้งกายตั้งสติไม่อยู่มือและเท้าอ่อนเพลีย ล้มลงทั้งยืนแล้วลุกขึ้นด้วยความกลัวจะกลับเข้าประตูบ้านปากก็เรียกคนในบ้าน ให้มาช่วยปิดประตูบ้านโดยเร็วว่าผีปิศาจยักษ์มาแล้ว ร้องพลางตะเกียกตะกาย ลุกคลานจะหนีไปเห้งเจียเห็นตาเฒ่ามีความกลัวดังนั้น ก็เดินเข้าไปใกล้ประคองตาเฒ่าไว้แล้ว บอกว่าท่านอย่ากลัวเลย มิใช่ผีปิศาจอะไรคนนั้นคือสานุศิษย์ของพระอาจารย์ แห่งข้าพเจ้าเองฝ่ายตาเฒ่าตกใจกำลังสั่นระรัวพูดกับเห้งเจียว่า พ่อเจ้าเอ๋ยข้าไม่เคยพบเห็น คนอะไรรูปร่างอย่างนี้เมื่อกำลังผู้เฒ่าพูดกับเห้งเจียอยู่นั้น โป๊ยก่ายก็เดินเข้ามาใกล้จึงพูดแก่ผู้เตม่า ว่า ท่านตามาเกลียดชังและกลัวรูปร่างข้าพเจ้านั้นหามีประโยชน์ไม่ ตัวข้าพเจ้า รูปร่างไม่ดีก็จริง แต่ใช้ได้ทำให้ประโยชน์สำเร็จได้มากเมื่อผู้เม่าได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนันตรีกตรองดูก็ค่อยมีสติบรรเทาความกลัวลงมาก จึงหันหน้ามาถามพระถังซัมจังว่า คนนี้ศิษย์ของท่านและหรือ พระถังซัมจังหัวเราะ แล้วตอบว่าเป็นศิษย์ของอาตมาจริงท่านอย่าได้กลัวเลยขณะเมื่อพระถังซัมจังกับตาเม่าพูดกันอยู่นั้น มีหนุ่มน้อยสองคนพยุงยายเฒ่า เดินมากับเด็กน้อยทั้งหญิงและชายสามสี่คน เดินตามหลังยายเฒ่ามายังประตูบ้าน ครั้นมาถึงยายเฒ่าชราผู้นั้นจึงถามว่าท่านตาทำอะไรกันหรือจึงได้มายืนอยู่ที่นี่โป๊ยก่ายเมื่อเห็นยายเฒ่าพาเด็กมาและถามดังนั้นโป๊ยก่ายก็เดินเข้ามาใกล้ เอาใบหูยื่นออกกวัดไปกวัดมาแล้วอ้าปากยื่นออกมาแกว่งไปแกว่งมาให้ยายเฒ่า กับเด็กเห็น เมื่อยายเฒ่ากับเด็กเหล่านั้นแลเห็นโป๊ยก่ายทำกิริยาอย่างนั้น ทั้งแล เห็นรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวต่างก็ตกใจสิ้นสติขวัญไม่อยู่กับตัวก็วิ่งหกล้มก้มคลานไป พระถังขัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องบอกว่าท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลยมิใช่ผีปิศาจอะไรดอก คือศิษย์ของอาตมาเองไม่ทำร้ายแก่ผู้ใดเลยฝ่ายยายผู้เฒ่ากับคนทั้งหลายเมื่อได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้นจึงค่อยได้สติ หายกลัว ต่างคนต่างนิมนต์พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสองเข้ามาในบ้านจัดที่ให้พัก ตามสมควรพระถังซัมจั้งเมื่อเข้าพักแล้ว มารำพึงถึงสานุศิษย์ทั้งสองคนขึ้นมาแล้วก็ถอน ใจใหญ่ ให้อัดอั้นตันใจด้วยศิษย์ทั้งสองรูปร่างพิรุธหยาบคาย เพราะฉะนั้นไปถึง ไหนจึงได้เกิดความวุ่นวายตื่นแตกที่นั้นกระทำให้ชาวบ้านได้ความเดือดร้อนทุกครั้ง ทุกคราว ครั้นจะไล่เสียก็ไม่มีใครจะไปเป็นเพื่อนในทางกันดาร เป็นที่จนใจไม่รู้ที่ จะทำประการใดฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อได้เห็นพระอาจารย์หน้าตาเศร้าหมองไม่สบายดังนั้นก็รู้ในทีว่า พระอาจารย์คิดวิตกด้วยเราเป็นแน่ จึงเข้ามาใกล้แล้วคำนับพูดกับพระอาจารย์ว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าตามพระอาจารย์มาข้าพเจ้ามีความสำรวมระวังกิริยาหยาบคายเสีย มาก ๆ แล้ว เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ที่บ้านพ่อตานั้น ข้าพเจ้าเอาปากยื่นออกมาทีหนึ่ง เอาใบหูกวักหนหนึ่ง คนทั้งหลายเห็นก็ตกใจกลัววิ่งโดนกันบ้างล้มลงเหยียบกัน ตายบ้าง ขวัญหนีดีฝ่อเลยเจ็บไข้ตายบ้าง ประมาณสักสามสิบสี่สิบคนก็ไม่เห็น พ่อตาของข้าพเจ้าว่ากระไร มาครั้งนี้พระอาจารย์วิตกด้วยข้าพเจ้าทั้งสองหรือ จึง ได้นั่งถอนใจใหญ่อยู่ดังนี้เห้งเจียเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดแก่พระอาจารย์ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้าย กินรำเจ้าจงเอาหูกับคางของเจ้าเก็บซ่อนเสียให้เรียบร้อยช่างไม่รู้จักอายบ้างเลย ยังแค่นจะเอาใบหูปากคางมาพูดอวดเอาอะไรอีกเล่าพระถังชัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าลักษณะบังเกิดมาดังนั้นจะเอา ไปเก็บไว้ที่ไหนเห็นจะไม่ได้เห้งเจียตอบว่าไม่เห็นยากอะไรนักหนา ถ้าเอาปากก้มลงกับอกเอาใบหูมัดแอบ ไขวัติดกับท้ายทอยอย่าให้กระดุกกระดิกได้ ถ้าทำดังนี้ให้เรียบร้อยก็จะพอดูได้ คนทั้งหลายเห็นจะไม่น่ากลัวโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดแนะนำดังนั้นก็กระทำตามเห้งเจีย จึงจับเอาใบหู ของตัวผูกเหน็บไขว้แอบที่ท้ายทอยเอาปากเหน็บลงกับอกดูเรียบร้อยแล้วจึงถาม เห้งเจียว่า อย่างนี้ดีหรือยัง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงบอกแก่โป๊ยก่าย ว่าพอดูได้แล้ว แล้วโป๊ยก่ายก็เดินมายืนอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์ เห้งเจียจึงออก ไปยกหาบเข้ามาเก็บแล้วออกไปจูงม้าเข้ามาผูกข้างในรั้วบ้านแล้ว ก็กลับเข้ามาที่ พระอาจารย์ฝ่ายตาเฒ่าจึงยกน้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั้งและเลี้ยงเห้งเจียกับโป๊ยก่าย กินเสร็จแล้วก็มานั่งอยู่ที่พระถังซัมจั้งต่างสนทนากันพระถังซัมจั้งจึงถามผู้เฆ่าว่าข้าพเจ้าขออภัยท่านเถิดท่านตานั้นแซ่ไร ตาเฒ่า บอกว่าข้าพเจ้าแช่อ้วง พระถังซัมจั้งถามอีกว่าท่านผู้เฒ่ามีบุตรนัดดาหรือเปล่า ตาเฒ่าบอกว่ามีบุตรชายสองคนหลานมีสามคน พระถังซัมจังจึงถามว่าท่านตา มีอายุสักเท่าใดแล้วตาเฒ่าบอกว่าปีนี้อายุของข้าพเจ้าได้หกสิบแปดปีแล้ว พระถัง ซัมจังจึงถามว่า ท่านตาพูดว่าทิศปราจีนประเทศนั้นแสนยากที่จะไปเชิญพระไตร ปิฎกมาได้มีการกันดารอย่างไรหรือ จงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังนึกว่าเอ็นดูแก่ข้าพเจ้าเถิดตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้นจึงบอกว่า พระไตรปิฎกธรรมนั้นไม่ยากดอก ที่ยาก ลำบากนั้นก็เพราะด้วยหนทางที่จะไปนั้นก็แสนกันดารเป็นที่สุด ตามระยะทางมี สัตว์อันร้ายกาจซุกชุม ตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าตรงไปข้ามทิศปราจีนนั้นประมาณทาง สามสิบโยชน์ มีภูเขาอันใหญ่สูงขวางทางอยู่เรียกว่าโป๊ยแปะลี้อึ้งฮองเนี้ยที่ในเขา นั้น ล้วนแต่ปิศาจยักษ์ร้ายซุกชุม เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงว่ายากอยู่ที่จะไปได้เมื่อ ตะกี้นี้สานุศิษย์ของท่านอาจารย์ พูดว่ามีฝีมือและรู้วิชาเชี่ยวชาญเข้มแข็งห้าวหาญ อาจสามารถจะปราบปรามปิศาจยักษ์ร้ายนั้นได้ถ้าสมดังสานุศิษย์ท่านพูดจริง อย่างนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นว่าคงจะไปถึงได้ดังประสงค์ ขอท่านอาจารย์จงทราบเถิดขณะนั้นเด็กคนใช้ยกเครื่องกระยาหาร มาจัดแจงตั้งบนโต๊ะเสร็จแล้ว ตาเฒ่า ก็เชิญเห้งเจียกับโป๊ยก่ายให้กินอาหารฝ่ายโป๊ยก่ายได้ฟังตาเฒ่าเชิญดังนั้นก็ดีใจ กำลังหิวไม่รอรั้งตรงเข้านั่งโต๊ะ ก่อนเห้งเจีย ฉวยชามข้าวพุ้ยกินสิ้นไปชามหนึ่ง เห้งเจียเดินมายังไม่ทันจะถึงโต๊ะ โป๊ยก่ายกินข้าวสิ้นไปสามสี่ชามแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงด่าว่าอ้ายเปรตอสุรกาย ช่างตะกละตะกลามนี่กระไรยังไม่ทันอะไรแดกสิ้นไปเป็นหลายชามแล้วฝ่ายตาเฆ่าเห็นกิริยาโป๊ยก่ายหิวโหยกินได้มากดังนั้น จึงร้องเรียกคนใช้ให้เอา ข้าวมาเติมอีก คนใช้ได้ฟังดังนั้นก็เอาของมาเติมอีกฝ่ายโป๊ยก่ายก้มหน้ากิน มิได้เหลียวแลดูใครพุ้ยข้าวตะพัดเข้าไปสิ้นข้าวกว่า สิบชาม ตาเฒ่าเห็นโป๊ยก่ายกินจุดังนั้น จึงเรียกคนใช้ให้หุงข้าวมาเติมอีกเห้งเจียได้ยินผู้เฒ่าร้องสั่งคนใช้ดังนั้น จึงบอกแก่ผู้เฆ่าว่าไม่ต้องเติมดอกของ นั้นบริบูรณ์อยู่แล้ว โป๊ยก่ายจึงพูดว่าพอไม่พอพี่พูดทำไม เขาเอามาเติมอีกเราก็ กินอีกร่ำไปมิดีหรือ โป๊ยก่ายพูดพลางพุ้ยพลางหาหยุดมือไม่ หมดทั้งสิ้นไม่ว่าสิ่ง ใดเกลี้ยง ๆทุก ๆ ชาม ลูกเด็กเล็กน้อยทั้งบ้านพากันอดไม่ได้กินทั้งบ้าน แต่โป๊ยก่าย กินได้ครึ่งท้องเท่านั้น ครั้นของหมดแล้วจึงออกจากที่กินโต๊ะ เดินมากินน้ำเช็ดปาก เช็ดมือเสร็จแล้วต่างก็พากันไปพักนอนครั้นเวลารุ่งเช้าสว่างแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เก็บข้าวของลงใส่หาบเตรียมเสร็จ แล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาู้เฒ่าจะออกเดิน เห้งเจียโป๊ยก่ายก็มาคำนับลาผู้เฒ่าพร้อม กันออกจากบ้านผู้เฒ่าพระถังซัมจั้งก็ขึ้นม้าออกเดินหมายทิศปราจีนตรงไป ครั้นเดินมาพ้นบ้านผู้เฒ่า ประมาณสักครึ่งวันเห็นภูเขาหนึ่งสูงยอดเทียมเมฆ ตั้งขวางหน้าพิจารณาดูเป็นคูโขด ล้วนเพิงผาแสนลำบากยากที่จะเดินข้ามไปได้ อาจารย์กับศิษย์ทั้งสามคนก็อุตสาหะ ขึ้นเขาเดินเลาะเลียบลัดแล้วไปตามซอกศิลาจนถึงชายเขา จึงแลดูไปข้างหน้า ขณะนั้นได้ยินเสียงลมพัดมาดุจพายุใหญ่พัดปะทะหน้าม้าหนหนึ่ง พระถังซัมจั่ง เห็นการประหลาดดังนั้น ก็ตกใจสะดุ้งหวาดจึงบอกแก่เห้งเจียว่า ลมพัดมาวิปริต ผิดสังเกตอย่างนี้เจ้าจงระวังให้ดี จะมีเหตุแก่พวกเราเป็นแน่. เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้นจึงตอบว่า ขอพระอาจารย์อย่าได้วิตกจง วางใจเถิด ลมมันไม่ทำไมเราดอก ข้าพเจ้าจะจับลมมาถามดูก็คงจะรู้ร้ายดีโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงหัวเราะแล้วถามเห้งเจียว่า พี่จะจับลมมา ถามได้หรือเห้งเจียจึงตอบว่าน้องยังไม่รู้ความ พี่ได้เรียนวิชาจับตัวลมได้พูดดังนั้นแล้ว เห้งเจียก็เอามือคว้าจับลมมากำมือหนึ่ง แล้วเอากำมือมาอุดที่รูหูของตัวไว้ครู่หนึ่ง แล้วร่ายคาถาสองอึดใจก็รู้ได้ว่าลมอันนี้เป็นลมร้าย ชะรอยจะมีปิศาจเสือร้ายเป็น แน่ เห้งเจียพูดยังไม่ทันจะขาดคำพอแลขึ้นไปบนเนินเขา เห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง สะบัดหางเผ่นกระโดดกระโจนเข้ามาหน้าคนทั้งสาม พระถังซัมจั้งเห็นเสือทำ กิริยาดุร้ายดังนั้นก็ตกใจ พลัดตกจากหลังม้าลุกขึ้นยืนอยู่ริมทางโป๊ยก่ายเห็นเสือทำสิงหนาทอย่างนั้น ฉวยได้คราดเหล็กกระโดดมาสกัดหน้า เสือไว้แล้ว ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงจะไปข้างไหน แล้วยก คราดขึ้นสับลงตรงศีรษะเสือ เสือก็ยกมือขึ้นจับคราดเหล็กไว้ได้ แต่เสือทานกำลัง โป๊ยก่ายไม่ได้เซขวางตัวไปโป๊ยก่ายเอาคราดเหล็กสับลงทีหนึ่งถูกเสือขนกระจุย เสือ เห็นเสียท่าก็กระโดดหลบเข้าข้างทาง แล้วคลายมนต์รูปกลับเป็นคนแต่ศีรษะเป็น เสือ แล้วร้องว่าดีแล้วคงจะได้เห็นฝีมือกันตัวเราไม่ใช่พวกอื่นดอก เราเป็นพวกของ อึ้งฮองไต้อ๋องตัวเราเป็นที่เซียนฮองทหารเอกไต้อ๋องมีคำสั่งให้เราเที่ยวตรวจหาจับ มนุษย์ทำการเลี้ยงโต๊ะ พวกเจ้าอยู่ที่ไหนจึงอาจสามารถเดินมาทางนี้ ชีวิตพวกเจ้า จะถึงแก่ความตายแน่แล้วโป๊ยก่ายได้ฟังเสือพูดดังนั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงร้องด่าว่าอ้ายเสือสางแม่นาง โกงมึงไม่รู้จักคน ชาติเดียรัจฉานแท้ไม่มีแก้วตากูจะบอกให้ว่า พวกเรานี้หาใช่คน จรเหมือนคนทั้งหลายไม่ คือมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ซึ่งครองเมืองอยู่ ทิศบูรพา ให้พระอาจารย์ของเราไปประเทศไซทีนมัสการพระยูไลย ขออาราธนา คัมภีร์พระไตรปิฎกธรรมไปประดิษฐานไว้ทิศบูรพา ชนทั้งปวงจะได้ปฏิบัติทางศีล สมาธิปัญญาเป็นประโยชน์ต่อไปภายหน้า เราทั้งสามจึงได้มาตามรับสั่ง เจ้ารู้แล้ว จงหลีกไปเสียให้พ้น อย่ามาทำให้พระอาจารย์ของเราตกใจเจ้าจะมีโทษมาก ครั้งนี้เราจะยกชีวิตไว้ให้สักครั้งหนึ่ง ถ้ายังจะขืนดื้อดึงอวดดีกีดขวางอยู่ เราก็จะ ฆ่าเสียให้ตายฝ่ายปิศาจเสือเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็มีความโกรธจึงขึ้นบนชะโงกผา มองดูโป๋ยก่าย เห็นโป๊ยก่ายมัวแต่ดูอยู่ข้างล่าง เห็นได้ที่ก็กระโจนตีลงมา โป๊ยก่าย เหลือบเห็นก็ยกคราดเหล็กขึ้นรับไว้ได้ ปิศาจเสือเห็นเสียท่าก็กระโดดหนีเข้าซอก ผาหายไปโป๊ยก่ายมีความโกรธเป็นอันมากก็ไล่รุกติดตามมา ปิศาจเสือก็วิ่งหนีหน้าไป ครั้นถึงพุ่มไม้รกชัฏแห่งหนึ่งก็วิ่งเข้าไปซุ่มอยู่จับมีดสั้นสองเล่มซึ่งซ่อนไว้นั้น หันกลับ ออกมาสู้รบกับโป๊ยก่ายโดยสามารถ ต่างมีกำลังว่องไวด้วยกันทั้งสองข้าง ยังหา แพ้ชนะกันไม่ฝ่ายเห้งเจียซึ่งอยู่รักษาพระอาจารย์ เห็นโป๊ยก่ายหายไปช้านานนัก จึงพูดแก่ พระอาจารย์ว่า ขอท่านจงคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่สักประเดี้ยวข้าพเจ้าจะตามไปช่วยโป๊ย ก่ายจับปีศาจเสือให้จงได้พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นจึงตอบว่า เจ้าจงไปตามโป๊ยก่ายให้รีบ กลับมา เราจะได้พากันไปเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์อนุญาตดังนั้นแล้ว ก็ซักกระบองเหล็กออกจากหู รีบติดตามโป๊ยก่ายไปโดยเร็วฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อนั่งอยู่แต่ผู้เดียว อกใจให้หวาดเสียวสะดุ้งไปทั้งกาย หาสงบระงับใจอยู่ได้ไม่ นั่งเป็นทุกข์คอยท่าเห้งเจียโป๊ยก่ายอยู่ริมทางเห้งเจียวิ่งมาถึงเห็นโป๊ยก่ายกำลังรบกับคนศีรษะเสืออยู่ดังนั้นเห้งเจียจึงร้อง ตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วโดดเข้าช่วยรบหายั้งมือไม่โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียมาช่วย รบดังนั้น ก็ตีรุกขนาบเอาโดยแรง ปิศาจเสือทานกำลังเห้งเจียโป๊ยก่ายมิได้ ก็ล่า ถอยวิ่งหนีลงจากเขา เห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็ช่วยกันระดมรุกรบติดตามมาฝ่ายปิศาจเสือเมื่อถูกรบรุมถึงสองแรงดังนั้น ก็สิ้นกำลังอ่อนลงทุกทีi เห็นว่า จะเอาชัยชนะไม่ได้เป็นแน่ จึงสำรวมจิตร่ายพระเวทคาถาแปลงกายเป็นเสือโคร่ง อย่างเดิมแล้วกระโดดหลบเข้าแอบก้อนศิลา ถอดรูปเสือออกคลุมก้อนศิลาไว้แล้ว ก็บันดาลตัวเป็นขี้เมฆแทรกหนีลอยตามลมไปยังปากช่อง ต้นทางที่พระถังซัมจั้ง นั่งพักอยู่นั้น ขณะเมื่อปิศาจเสือมาถึงพระถังซัมจังก็ยังนั่งหลับตาภาวนาอยู่ ก็ตรง เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั่งเหาะกลับรีบลัดหนีมา ครั้นถึงถ้ำที่อยู่ก็จูงพระถังซัมจั้งมา ให้ใต้อ่องแล้วบอกว่าข้าพเจ้าเที่ยวตรวจตามภูเขา พบหลวงจีนรูปนี้อยู่ ณ เมือง ไต้ถังจะไปประเทศไซทีนมัสการพระยูไลเดินข้ามเขามาทางนี้ข้าพเจ้าจับมาได้จึง พามาให้ไต้อ๋องเพื่อเป็นภักษาหารฝ่ายปิศาจหนูซึ่งตั้งตัวเป็นอึ้งฮองไต้อ้อง เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงถามเซียน ฮองว่าได้ยินข่าวเล่าลือกันว่าหลวงจีนถังซัมจั่งมีสานุศิษย์นามเรียกว่าเห้งเจีย มี ฤทธาศักดานุภาพมากเหาะเหินเดินอากาศ และเปลี่ยนแปลงกายได้ทุกสิ่งทุก ประการ ทำไมเจ้าจึงจับตัวอาจารย์เขามาได้ปิศาจเสือเซียนฮองจึงบอกว่า หลวงจีนถังซัมจังเธอมีสานุศิษย์สองคน ๆ หนึ่ง ถือคราดเหล็กเป็นอาวุธคนหนึ่งถือกระบองเหล็กเป็นอาวุธได้ต่อสู้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทานกำลังเขาทั้งสองไม่ได้ จึงคิดอุบายแปลงรูปถอดครอบก้อนศิลาทิ้งไว้ แล้วข้าพเจ้าจึงได้บันดาลเป็นลมกลับย้อนไปจับตัวหลวงจีนถังซัมจั้งได้พามาให้ ท่านเดี้ยวนี้อึ้งฮองไต้อ่องได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นอย่าเพ่อกินก่อนเราวิตกด้วยอ้าย ศิษย์ทั้งสองคนคงจะมาตามพระอาจารย์ของมัน ก็จะเกิดวุ่นวายรบพุ่งกันขึ้น อย่า กระนั้นเลย เจ้าทั้งหลายจงเอาหลวงจีนนี้ไปผูกไว้หลังถ้ำก่อน ถ้าอ้ายศิษย์ทั้ง หลายมันไม่มาจริงแล้ว เราจึงค่อยเลี้ยงโต๊ะกันให้สนุกสักเวลาหนึ่ง อึ้งฮองไต้ อ้องพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกปิศาจทหารให้เอาตัวหลวงจีนไปมัดไว้ที่เสาศิลาหลังถ้ำฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อต้องมัดอยู่หลังถ้ำนั้น ได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส มือทั้งสองก็เป็นเหน็บชา กายก็กระดิกไม่ได้ ให้ทุรนทุรายหาความสุขมิได้ ตังต ดอย ศิษย์ทังสองก็ไม่เห็นมา จึงคิดว่าตัวเราเห็นจะสินชีวิตเสียครังนีเป็นแน่แล้ ตาก็แลดูต้นทางใจก็คิดถึงเห้งเจียกับโป๊ยก่ายฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายเห็นปิศาจเสือโดดหนีก็ไล่ติดตามต่อมา พอเลี้ยวข้างเขา เห็นเสือหมอบอยู่ เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตีลงไปเต็มกำลัง โป๊ยก่ายสับด้วยคราด ลงทีหนึ่งเต็มแรง แล้วยกคราดขึ้นดูแลเห็นเป็นคราบหนังเสือคลุมอยู่บนก้อนศิลา หาใช่ตัวเสือไม่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเราถูกอุบายของมันแล้ว โป๊ยก่าย ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงถามว่าอุบายอะไรที่ไหน เห้งเจียจึงบอกว่าถูกกลมัน มัน ถอดรูปหลอกไว้ตัวมันหนีไปแล้ว เราต้องกลับไปดูพระอาจารย์ของเรา เห้งเจีย โป๊ยก่ายปรึกษากันแล้วก็รีบกลับมายังที่พระอาจารย์พักอยู่นั้น ครั้นถึงก็หาเห็นพระ อาจารย์ไม่ตกใจร้องบอกโป๊ยก่ายเสียงดุจฟ้าลั่นว่าปิศาจจับเอาพระอาจารย์ของ เราไปแน่แล้ว อ้ายพวกผีปิศาจเหล่านี้ชะรอยจะอยู่ภูเขาเหล่านี้เป็นแน่ พวกเรา ต้องรีบไปเที่ยวค้นหาโดยเร็ว ว่าแล้วเห้งเจียโป๊ยก่ายก็รีบเที่ยวซอกซอนค้นหาตาม ดูไปทุก ๆ แห่งก็หาพบพระอาจารย์ไม่ เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายว่า น้องจงอยู่เฝ้าสิ่ง ของกับม้าอยู่ที่นี่เถิด พี่จะไปตามหาพระอาจารย์แต่ผู้เดียวก่อน ครั้นว่าจะไปเสีย ทั้งสองคนก็เป็นห่วงด้วยข้าวของและม้าลา แต่ต้องระวังตัวให้ดีเจ้าอย่ามีความ ประมาท ว่าดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เดินต่อไป เห็นมีชะโงกเขายื่นออกมาเป็นชะวาก กว้างมีปากถ้ำใหญ่ เห้งเจียหยุดยืนพิจารณาดู เห็นประตูถ้ำข้างบนมีอักษรตัวใหญ่ หกตัวจารึกไว้ว่า (อึงฮองเนี้ยอึ้งฮองต้อง) แปลว่าภูเขาลมเหลือง ถ้ำลมเหลือง เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงคิดว่าอ้ายพวกปิศาจคงพาเอาพระอาจารย์มาไว้ที่นี่เป็นแน่ คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงร้องท้าด้วยเสียงเป็นอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมึงจงเร่งเอา พระอาจารย์ของกูส่งมาให้กูโดยเร็ว ถ้าไม่ส่งออกมากูจะรื้อที่อยู่ของมึงเสียทั้งสิ้นฝ่ายพวกบริวารยักษผีที่เฝ้าประตู เมื่อได้ยินเสียงเห้งเจียร้องท้าทายดังนั้น ก็ รีบเข้าไปบอกแก่ได้อ๋องว่าบัดนี้ที่นอกประตูมีอ้ายรามสูรหน้าขนมือถือกระบองเหล็ก มาร้องทวงพระอาจารย์ของมัน มันว่าถ้าไม่ส่งอาจารย์ของมันให้แก่มันโดยเร็ว มันจะทำลายถ้ำเสียอึ้งฮองไต้อ๋องเมื่อได้ฟังบริวารบอกดังนั้นก็ตกใจ จึงเรียกเสือยักษ์เซียนฮอง มาพูดว่าตัวเราสังให้เจ้าไปค้นหาเนือถึก ทำไมเจ้าจึงไปจับเอาหลวงจีนถังซัมจังม' บัดน์เกิดเหตุขินแล้วคือสานศิษย์มันมาตามทวงเอาพระอาจารย์ของมัน ถ้าไม่ส่ พระอาจารย์ของมันให้แก่มัน มันจะทำลายถ้ำที่อยู่ของเราให้ย่อยยับเสียทั้งสิ้น เจ้าจะคิดประการใดปิศาจเซียนฮองได้ฟังอึ้งฮองไต้อ๋องว่าดังนั้นจึงพูดว่า ไต้อ๋องจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะออกไปจับตัวอ้ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายมาให้จงได้ พูดดังนั้นแล้วก็จัดแจง แต่งตัวมือถือมีดทั้งสองมือเรียกพวกบริวารออกจากถ้ำร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายหน้าลิงมึงอยู่ที่ไหน จึงอาจสามารถมาร้องท้าทายถึงที่นี่ มึงไม่กลัวความ ตายหรือประการใดเห้งเจียครั้นเห็นปิศาจเสือออกมาพูดถ้อยคำโอหังดังนั้นจึงตอบไปว่าอ้ายสัตว์ เดียรัจฉานมึงทำอุบายลอกหนังทิ้งไว้ หนีกลับมาลักเอาพระอาจารย์ของกูมาซ่อน ไว้ ถ้ามึงยังรักชีวิตอยู่จงรีบส่งพระอาจารย์มาให้กูเสียเร็ว ๆ ถ้าช้าไปมึงจะต้อง เป็นอันตรายด้วยกระบองของกูว่าแล้วเห้งเจียก็ทะลวงโดดเข้าไปใกล้ตีด้วย กระบองเหล็กใหญ่ ปิศาจเสือก็ยกมีดขึ้นรับไว้ได้ ต่างมีกำลังด้วยกันทั้งสองฝ่าย รับกันอยู่ยังหาแพ้ชนะกันไม่ฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจเสืออ่อนกำลังลงบ้างแล้ว ก็แข็งข้อเข้ารบบุกบั่นกระชั้น ชิด มิให้ปิศาจรอรั้งตั้งตัวได้ปิศาจก็อ่อนกำลังจะต้านทานฝีมือเห้งเจียอยู่มิได้ จึง กระโดดถอยหนีไปทางอื่นหาได้กลับเข้าถ้ำของตัวไม่เพราะเมื่อจะออกมารบ ได้อวด ฝีมือของตัวต่อไต้อ๋องไว้ ครั้นแพ้ก็ไม่กล้ากลับเข้าถ้ำหนีเตลิดเลยไป เห้งเจียไล่ ประชิดติดพันมา ขณะนั้นบังเอิญโป๊ยก่ายนั่งเฝ้าม้าอยู่ใต้พุ่มไม้ได้ยินเสียงไล่กัน มาก็ออกมาดู เห็นเห้งเจียกำลังไล่ปิศาจเสือมาโป๊ยก่ายก็ออกสกัดหน้ายกคราด สับศีรษะปิศาจลงไปโดยเต็มกำลังปิศาจเสือก็ล้มลงขาดใจตายอยู่กับที่ โลหิตไหล นองไปทั้งกาย พอเห้งเจียไล่ติดมาเห็นโป๊ยก่ายตีปิศาจตายก็ดีใจยิ่งนัก โป๊ยก่าย เห็นเห้งเจียมาจึงถามว่า พระอาจารย์อยู่ที่ไหนพี่พบแล้วหรือยัง เห้งเจียบอกว่า อ้ายปิศาจมันจับเอาพระอาจารย์ของเราไปไว้ที่สวนหลังถ้ำ มันจะเลี้ยงโต๊ะกัน แต่ ยังหาทันจะเลี้ยงกันไม่อ้ายเสือเซียนฮองตัวนี้กำลังสู้อยู่กับพี่มันทานกำลังพี่ไม่ได้ มันจึงหนีมาทางนี้เจ้าจึงได้ตีมันตาย เจ้าจงดูเฝ้าข้าวของและม้าไว้ก่อน เราจะกลับ ไปที่ถ้ำรบกับอ้ายตัวไต้อ๋อง ถ้าจับตัวอ้ายไต้อ๋องใหญ่ได้สมคะเนแล้ว นั่นแหละ เรา จึงจะแก้พระอาจารย์ของเราออกมาได้โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงสั่งว่าถ้าพี่รบกับมันอีกจงทำแพ้หนีมาทางนี้ ให้จงได้ ถ้ามันแพ้ก็ให้ต้อนมาทางนี้ ข้าจะได้สกัดจับมันสับกระบาลเสียให้จบ ทุก ๆ คนเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็หัวเราะ แล้วจึงสั่งโป๊ยก่ายว่าเจ้าจงรักษา สิ่งของและม้าไว้ให้ดีเถิด เห้งเจียสั่งโป๊ยก่ายแล้วมือหนึ่งจับกระบองมือหนึ่งฉุดลาก ซากศพปิศาจเสือ ตรงมาถึงปากถ้ำจึงจับเอาซากศพปิศาจเสือนั้นโยนเข้าไปที่ประตู ถ้ำ แล้วร้องด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกปิศาจเร่งเข้าไปบอกนายมึงว่า อ้าย เซียนฮองนั้นกูตีตายเสียแล้ว ให้นายมึงออกมาคำนับกูโดยดี หาไม่จะทำลายถ้ำ เสียให้ราบเป็นหน้ากลองฝ่ายบริวารปิศาจยักษ์ทั้งหลายได้ยินเห้งเจียร้องบอกดังนั้น ทั้งได้เห็นศพปิศาจ เสือเซียนฮองด้วยก็ยิ่งตกใจเป็นอันมาก ต่างก็วิ่งแข่งกันจะเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋อง โดยเร็วฝ่ายปิศาจในถ้ำอึ้งฮองต้อง ในเมื่อเวลาเซียนฮองออกไปต่อสู้กับเห้งเจียอยู่นั้น ก็ยังหาได้รู้ว่าแพ้ชนะเป็นอย่างไรไม่ กำลังนั่งนิ่งไตร่ตรองอยู่แต่ในใจ บัดเดี้ยวใจ พวกเฝ้าประตูวิ่งเข้ามาบอกว่าบัดนี้เซียนฮองถูกอ้ายหน้าขนมันตีตายกำลังลากเอา ศพมาทิ้งที่หน้าประตูถ้าขอไต้อ๋องได้ทราบ อึ้งฮองไต้อ๋องได้ยินบริวารมาบอกดังนั้น ก็ยิ่งมีความแค้นขึ้นมาจึงพูดว่า มันทำไมจึงไม่รู้การอย่างนี้เรายังหาได้กินเนื้อ อาจารย์ของมันไม่ มันกลับมาตีเซียนฮองของเราตายอย่างนี้ จะไม่มีความโกรธ อย่างไรได้ จำเราจะต้องออกไปดูอ้ายคนอะไรลือชื่อว่าเห้งเจีย จะจับตัวมาแก้แค้น ให้เซียนฮองของเราให้จงได้ พูดแล้วก็รีบแต่งตัวใส่เกราะแล้วมือถืออาวุธสามง่าม พาพวกบริวารน้อยตามหลังออกมายังหน้าประตูถ้ำฝ่ายเห้งเจียยืนรออยู่หน้าประตูถ้ำ ครั้นแลเห็นอึ้งฮองไต้อ้องออกมาดูกิริยา เข้มแข็งอึ้งฮองไต้อ๋อง ครั้นออกมาเห็นเห้งเจียยืนอยู่ จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายคนไหนที่ชื่อซึงเห้งเจีย ซึงเห้งเจียได้ยินดังนั้นมือหนึ่งถือหนังปิศาจมือหนึ่ง คุมกระบองเหล็กจึงตอบว่า แช่ซึ่งตาของเจ้ายืนอยู่นี่ เจ้าจงรีบส่งพระอาจารย์ออก มาโดยเร็วจะได้รอดพ้นจากความตายอึ้งฮองไต้อ๋องพิจารณาดูเห้งเจียโดยละเอียดเห็นรูปลักษณะเห้งเจียไม่น่าดูต่ำ เตียหยาบคายสูงประมาณสามศอกเศษ อึ้งฮองหัวเราะแล้วพูดว่า น่าเวทนารูป ร่างอะไรอย่างนี้จะเป็นคนเก่งกาจอะไรพิเคราะห์ดูดุจหัวกระโหลกผีจะสู้รบอะไร กับใครได้เห้งเจียได้ฟังอึ้งฮองพูดดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายทารกเอ็งไม่มีนัยน์ตาทำไมเจ้าจึง ไม่รู้จักตาหรือ ตานี้แม้ว่าตัวต่ำเตี้ยก็จริงแต่มีความประหลาดมาก แม้ตีหัวทีหนึ่ง ตัวข้าก็จะยืดสูงขึ้นไปอีกก็ได้ จึงยื่นศีรษะให้ อึ้งฮองไต้อ่องเอาด้ามสามง่ามตีลง ที่ศีรษะเห้งเจียทีหนึ่ง เห้งเจียไหวตัวทะลึ่งสูงขึ้นอีกหกศอก อึ้งฮองไต้อ๋องเห็นดัง นั้นก็ตกใจแล้วยกสามง่ามขึ้นแข็งใจร้องตวาดว่าอ้ายซึงเห้งเจียเอาวิชากลอะไรมา หลอกเราเล่นดังนี้ เจ้าจงมาลองฝีมือกันดูให้รู้ว่าใครจะแพ้ชนะ ว่าแล้วอึ้งฮองเอา สามง่ามแทงเห้งเจีย เห้งเจียเอากระบองรับรบกันไปมา ต่างมีกำลังเข้มแข็งด้วย กัน รบกันประมาณสามสิบเพลงยังหาแพ้ชนะกันไม่ แต่เห้งเจียคิดจะรีบเอาชัยชนะ จึงถอนขนในตัวออกกำมือหนึ่งใส่ในปากเคี้ยว แล้วร่ายเวทคาถาพ่นออกไป ร้อง เรียกให้แปลงขนเหล่านั้นแปลงกายดุจรูปเดียวกับเห้งเจียทุก ๆ รูปทุก ๆ ขน ก็กรู กันเข้าล้อมอึ้งฮองไต้อ๋องอยู่ท่ามกลางอึ้งฮองไต้อ๋องเห็นดังนั้น อกใจให้หวั่นหวาดไปทั้งกายก็สั่นระรัวจึงคิดว่าตัว เราวันนี้จะถึงที่ตาย แล้วหวนคิดขึ้นได้จึงเอาปากก้มลงกับพื้นธรณีแล้วร่ายคาถา ม้วนลม บัดเดี๋ยวใจก็บันดาลเกิดเป็นลมพายุพัดหอบเอาขนเห้งเจียที่เป็นรูปนั้นก็ ปลิวไปตามลมทั้งสิ้นเห้งเจียแลไปเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงร่ายคาถาเรียกขนคืนยังเดิมแล้ว ยังแต่เห้ง เจียผู้เดียวมือถือกระบองเหล็กตรงมาจะทำร้ายอึ้งฮอง อึ้งฮองเห็นดังนั้น ก็เป๋า ด้วยลมทิพย์ถูกสองแก้วตาเห้งเจีย เห้งเจียเหลือที่จะทนความเจ็บแสบนั้นได้ก็ กระโดดกลับถอยหนี กลับออกมากลับไปหาโป๊ยก่าย อึ้งฮองเห็นดังนั้นก็เรียกลม กลับคืนมาแล้วพาพวกบริวารกลับเข้าถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายแอบอยู่ในซอกเขาเฝ้าม้าและสิ่งของอยู่แลเห็นเห้งเจียถูกลมพายุ อันใหญ่มืดฟ้ามัวฝนก็รู้ได้แน่ว่าอึ้งฮองไต้อ๋องทำลมพายุพัดต่อสู้กับเห้งเจีย นั่งคอย เงี่ยหูฟัง บัดเดี้ยวใจลมพายุก็หยุดได้ยินเสียงกระหืดกระหอบมา โป๊ยก่ายแลเห็น เห้งเจียจึงถามว่าพี่เมื่อกี้อึ้งฮองมันทำลมพายุใหญ่พี่ไปอยู่ในที่ไหนจึงมานี่เห้งเจียบอกว่าเหลือกำลัง ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวข้าพเจ้ายังไม่เคยพบเห็นลมอะไร อย่างนี้ อ้ายปิศาจคนนี้มันถือสามง่ามมาต่อสู้กับพี่ ๆ ร่ายมนต์เป็นรูปวานรเข้าล้อม มันๆ เรียกลมพายุพัดวานรนั้นปลิวไปตามลมหมด ลมนั้นพัดแรงเหลือที่จะตั้งมั่น อยู่ได้ เพราะฉะนั้นพี่จึงได้หนีออกนอกสายลมนั้นกลับมา พี่ก็เคยเรียกลมเรียกฝน แต่ไม่เหมือนลมของอ้ายปิศาจอึ้งฮองนี้ ดูมันเรี่ยวแรงเหลือเกินโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดประการใดต่อไป จึงจะช่วย พระอาจารย์ของเราออกมาได้เห้งเจียบอกว่าซึ่งการจะแก้พระอาจารย์ออกมานั้นจำจะต้องคิดหาอุบายใหม่ ไม่ทราบว่าตำบลนี้จะมีหมอยารักษาตาหรือไม่ จะได้ให้หมอรักษาตา เพราะใน แก้วตาเจ็บปวดเหลือเกินโป๊ยก่ายถามว่านัยน์ตานั้นเจ็บเป็นอย่างไร จึงต้องหาหมอรักษาเห้งเจียโกรธ ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน อึ้งฮองมันพ่นด้วยลมทิพย์หลบไม่ทันจึงถูกลมทิพย์ ในแก้ว ตาจึงได้ปวดเหลือที่จะทนโป๊ยก่ายว่าอยู่ในกลางป่าและเขาเช่นนี้ เวลาก็จวนจะค่ำอยู่แล้วจะไปอาศัย อยู่ที่ไหนจะได้หาหมอยาตาได้เห้งเจียพูดว่าซึ่งจะหาที่อาศัยนั้นไม่สู้ยากนัก พี่คิดดูว่าอ้ายปิศาจมันยังหา อาจกินเนื้ออาจารย์เราได้ไม่ จำเราจะพากันออกแนวทางหาบ้านคนจะได้อาศัยสัก คืนหนึ่ง พรุ่งนี้จึงค่อยคิดหาอุบายต่อไปพูดดังนั้นแล้วคนทั้งสองก็พากันเดินตัดทาง ออกจากเขา บัดเดี้ยวก็ออกพ้นซอกเขาลงเดินตามแนวทาง ประเดี้ยวใจก็ได้ยิน เสียงสุนัขเห่าคนทั้งสองก็ยืนพิจารณาดูก็แลเห็นที่ริมชายเขามีเรือนหลังหนึ่งตาม ไฟอยู่วับแวมเห้งเจียโป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ก็ดีใจจึงบุกหญ้าพงตัดตรงเข้าไปจนถึงประตูบ้าน เห้งเจียจึงเข้าไปเคาะประตูร้องเรียกว่า เปิดประตูรับด้วย เรียกอยู่สองสามคำบัด เดี๋ยวก็มีตาเฒ่าเดินออกมาถามว่าคนที่ไหนมาร้องเรียกมีกิจธุระอะไรหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าทั้งสองนี้อยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาจารย์ข้าพเจ้าไป เมืองไซทีประเทศ นมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกธรรม เพื่อจะได้ทำมหากุศลอันใหญ่ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งสองตามพระอาจารย์เดินข้ามเขา ฮึ้งฮองมา ฮึ้งฮองไต้อ๋องออกสกัดทางจับเอาพระอาจารย์ของข้าพเจ้าหนีเข้าถ้ำแล้ว บัดนี้เวลาจวนค่ำแล้ว ขออาศัยนอนพักสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าข้าพเจ้าจะลาไปขอ ท่านได้กรุณาเถิดตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงบอกว่าขอเชิญท่านทั้งสองคนเข้ามาเถิด เห้งเจียโป๊ยก่ายก็จูงม้ายกหาบเข้ามาข้างในแล้ว ต่างมาเคารพตาเฒ่า ตาเฒ่าก็ เชิญให้นั่งที่อันสมควร แล้วยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงพูดจาสนทนากัน บัดเดี้ยว คนใช้ก็ยกอาหารเครื่องแจออกมาตั้งบนโต๊ะ แล้วตาเฒ่าก็เชิญเห้งเจียโป๊ยก่าย กินข้าว ครั้นคนทั้งสองเสพอาหารเสร็จแล้ว ตาเฒ่าก็จัดที่ให้นอนพักเห้งเจียจึงถามตาเฒ่าว่า ขอท่านได้โปรดในที่ตำบลนี้มีหมอรักษาตาอยู่บ้าง หรือไม่ตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้น จึงถามว่าผู้ใดเจ็บตาหรือท่านจึงถามหาหมอยาตาเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่านตา ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาไม่เคย เจ็บตาเลย แต่วันนี้สู้รบกับอึ้งฮองไต้อ่องอยู่ที่หน้าถ้ำมันพ่นด้วยลมพิษถูกตา ข้าพเจ้าเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงพูดว่าท่านผู้นี้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังดังนี้ ข้าพเจ้า มีความวิตกมาก เพราะอึ้งฮองไต้อ๋องพ่นพิษเป็นลมมีฤทธิ์อันแรงร้ายมากนัก อัน ลมนี้มิใช่ลมสี่ฤดูในสี่ทิศโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าเป็นลมในขมับหรือลมในแก้วหูหรือลมในหัว สมองดอกกระมังจึงได้ร้ายแรงดังนี้ตาเฒ่าตอบว่าไม่ใช่ มิใช่นามลมอย่างนี้เกิดแก่เวทมนตร์คาถาเห้งเจียถามว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ชัดซึ่งลมอันนี้ได้ ตาเฒ่าบอกว่า ลมอันนี้บังเกิด ขึ้นแล้วมืดฟ้ามัวฝน แม้เทวดาเทพารักษ์กระทบถูกเข้าก็ให้เศร้าหมอง ถูกหินศิลา ก็แตกหักไปสิ้น แม้ถูกมนุษย์และสัตว์ใด ๆ ก็จะต้องถึงความตายมิได้รอดพ้นไปเลย เว้นแต่เซียนทั้งหลายจึงจะไม่ตายเห้งเจียว่าพวกข้าพเจ้ามิใช่เทพยดาก็จริง แต่เป็นเชื้อภูมิของเทพยดาเซียน อันชีวิตนั้นยากที่จะทำลายได้แต่ถูกในแก้วตาปวดแสบเหลือทนูตาเฒ่าจึงพูดว่าถ้ากระนั้นก็ยังแก้ไขได้ แต่ในตำบลบ้านนี้ไม่มีผู้ใดจะขายยา ข้าพเจ้ามียาวิเศษอยู่ขนานหนึ่งเป็นยาของท่านผู้วิเศษบอกให้ สามารถจะแก้รักษา ลมทั้งหลายนั้นได้เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็มีความดีใจเป็นที่สุด จึงพูดแก่ตาเฒ่าว่า ถ้า กระนั้นขอท่านได้สงเคราะห์ให้ยาข้าพเจ้าลองดูบางที่จะหายได้บ้างกระมัง ตาเฒ่า จึงหยิบยามาส่งให้เห้งเจียแต้มดู แล้วสั่งว่าแม้แต้มยาเข้านัยน์ตาแล้ว จงระงับ จิตนอนให้สบายพอรุ่งแจ้งนัยน์ตาก็จะหายปวดเห้งเจียทำตามคำสั่งแล้วก็เอายาใส่ตาแล้วก็หลับตาไม่ลืมดูอะไรดุจคนตาบอดโป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียใส่ยาตาดังนั้นแล้ว จึงจัดแจงปูลาดที่นอนร้องเรียกพี่ เห้งเจียจงมานอนเถิด เห้งเจียค่อย ๆ คลำเก้กังมา โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าท่านตาให้ยาใส่แล้วทำไมท่านตาไม่ให้ไม้เท้าด้วยเล่าเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์กินรำมึงดูถูกกูเช่นคนตาบอด ขอทานหรือ โป๊ยก่ายก็หัวเราะก๊ากใหญ่แล้วก็ขึ้นเตียงนอนฝ่ายเห้งเจียในคืนวันนั้น ก็นั่งสำรวมจิตให้ระงับอยู่ในที่สุขถึงสามยามจึงปล่อย ใจนอน ครั้นจวนรุ่งเห้งเจียผุดลุกขึ้นเกาคางเกาหูลืมตาสว่างแจ่มใสยิ่งกว่าเดิมได้ ร้อยเท่าพันเท่า จึงพูดว่ายาของท่านตานั้นดีจริงหาที่เปรียบมิได้ พูดฉะนั้นแล้วก็ เหลียวซ้ายแลขวามิได้เห็นบ้านเรือน สูญหายไปหมดสิ้นเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เห้งเจีย กับโป๊ยก่ายนอนอยู่บนหญ้า โป๊ยก่ายเห็นประหลาดดังนั้นจึงพูดแก่เห้งเจียว่าพี่เห็น เป็นอย่างไร เห้งเจียก็มองไปมิได้เห็นบ้านเรือนอะไรเลย โป๊ยก่ายตรึกนึกขึ้นได้ก็ ตกใจว่าบ้านเรือนหายไปหมดดังนี้ ก็หาบของและม้านั้นอยู่ที่ไหน เห้งเจียชี้มือว่า ที่ต้นไม้นั้นม้ากับหาบของเราไม่ใช่หรือ โป๊ยก่ายพูดว่าบ้านนี้เรานอนอาศัยอยู่เหตุ ใดยกไปจึงไม่ให้เรารู้เล่า หรือเห็นว่าเราเป็นคนแปลกเดินมาอาศัย ผู้ใหญ่บ้านจะ จับผิด เพราะฉะนั้นจึงได้ยกไปไม่ทันสว่างพวกเรานอนหลับไม่รู้ตัวดุจคนตาย เหตุใด เมื่อเขารื้อบ้านจึงไม่ดังตึงตังบ้างเลยเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าเจ้าอย่าพูดเลอะเทอะไปเลย จงไปดูบนกิ่งไม้นั้น กระดาษหนังสืออะไรอยู่ที่นั่นโป๊ยก่ายเหลียวไปเห็น ก็วิ่งเข้าไปดูแล้วเอามือแกะลงมาพิจารณาดู เห็นมีอักษร สี่แถวเป็นคำอรรถว่า (จึงกือพีสี่จอกหยินก็อผู้สวดแกล้ำเตี๋ยมฮ่วยลู้ เบี้ยวยอกอิ้ว กุนอิ่งนี้เกี่ย จิ้นชิมหั้งกว่ายบอกเตาตู้ แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า ตำบลนี้ ไม่ใช่ถิ่นมนุษย์อยู่ เป็นของเทวดาเทพารักษ์บันดาลให้ ยาวิเศษให้ท่านแก้ตาเจ็บ จงตั้งใจกำจัดปิศาจให้ราบคาบอย่าหันเหเห้งเจียรู้ใจความแล้ว จึงพูดว่าพวกเจ้าและเทพยดาเทพารักษ์เหล่านี้ ตั้งแต่ คราวได้ม้ามังกรมาจนบัดนี้มิได้ใช้สอยอะไร บัดนี้มาทำหลอกเล่นดังนี้ โป๊ยก่าย ว่าทำไมเทวดาจะมายอมให้พี่ใช้สอยเล่าเห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้เรื่องพวกเทพารักษ์ เหล่านี้ คือได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์คอยคุ้มครองรักษาพวกเราและพระอาจารย์ ตั้งแต่ที่เขาปั้วจั๊วซัวได้บอกนามชื่อกับเรา ตั้งแต่ครั้งนั้นมาก็มิได้ใช้สอยอะไรโป๊ยก่ายจึงพูดว่า ท่านเหล่านี้คอยคุ้มครองรักษาพระอาจารย์เพราะฉะนั้นจึง มิให้เราเห็น มาบันดาลบ้านเรือนและให้ยาตาใส่หายได้พี่จะโกรธเคืองทำไม เรา รีบพากันไปช่วยพระอาจารย์ของเราเถิดเห้งเจียพูดว่า ตำบลนี้ระยะทางไปถ้ำอึ้งฮองต่องไม่สู้ไกลกี่มากน้อย เจ้าจง อยู่ที่นี่คอยระวังม้าและหาบสิ่งของแอบอาศัยอยู่พุ่มไม้นี้ พี่จะเข้าไปในถ้ำฟังข่าวดู พระอาจารย์จะมีข่าวประการใด แล้วจึงค่อยคิดสู้รบกันต่อไปโป๊ยก่ายพูดว่า พี่จงไปสืบข่าวฟังดูให้แน่ว่าจะเป็นตายประการใด ถ้าพระ อาจารย์ตายเสียแล้วเราจะได้ต่างคนต่างไปทำธุระการงานบ้าง ถ้าอาจารย์ยังไม่ ตายเราจะได้คุ้มครองรักษาพระอาจารย์ไปกว่าจะสำเร็จการกลับมาเห้งเจียจึงพูดว่าเจ้าอย่าพูดให้วุ่นไปข้าจะไปสืบดูก่อนว่าแล้วก็เหาะไปยังถ้ำ อึ้งฮองต้องครั้นถึงเห้งเจียก็หยุดยืนพิจารณาดู เห็นประตูถ้ำปิดแน่นเสียงก็เงียบอยู่ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่ายพระคาถาแปลงกายเป็นยุงขาลายบินลอดเข้าไปในถ้ำ ร่อนพิจารณาดูทั่วไปเห็นพวกปิศาจน้อยยังนอนหลับอยู่ทั้งนั้น แต่อึ้งฮองผู้เดียว ตื่นอยู่ร้องสั่งให้ปิศาจน้อยคอยระวังประตูถ้ำให้กวดขันวิตกว่า วานนี้เห้งเจียต้อง ลมจะไม่ตาย วันนี้คงจะมาแก้แค้นเราเป็นแน่ เห้งเจียหยุดฟังอึ้งฮองต้องสั่ง บริวารดังนั้นแล้วก็บินเลยเข้าไป เห็นประตูชั้นในปิดแน่นจึงบินลอดเข้าไป ข้าง หลังนั้นมีสวนมีเสาปักอยู่เห็นพระอาจารย์ต้องมัดอยู่กับเสา กำลังคร่ำครวญทุกข์ ร้อนบ่น ถึงเห้งเจียโป๊ยก่ายอยู่ เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงโผนจับที่ศีรษะพระอาจารย์ หลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเสียงเรียกก็จำได้ว่าเห้งเจีย จึงถามว่าอยู่ที่ไหนเราไม่เห็นตัว เห้งเจีย บอกว่าข้าพเจ้าจับอยู่บนศีรษะพระอาจารย์อย่าวิตกโทมนัสไปเลย วันนี้ ข้าพเจ้าจะคิดทำลายถ้ำกำจัดปิศาจอึ้งฮองเสียให้จงได้ พระอาจารย์จึงจะพ้นทุกข์ได้ วันนี้ พระอาจารย์จงตั้งสติอารมณ์ให้ดีเถิด ว่าเท่านั้นแล้วก็โผบินกลับออกมายังที่ อึ้งฮองต้องกำลังจัดสั่งให้พวกบริวารตระเตรียมการระวังรักษา บัดเดี้ยวเห็นปิศาจ วิ่งเข้ามาบอกว่า ข้าพเจ้าไปตรวจดูตามแนวป่า พบอ้ายปากยาวหูใหญ่นั่งแอบอยู่ ในพุ่มรกนี่หากว่าข้าพเจ้าหลบมาเสียเร็ว ถ้าหาไม่มันคงจะจับได้ แต่ไม่เห็นอ้าย หน้าขนเมื่อวานนี้ มันจะไปข้างไหนหาทราบไม่ ขอไต้อ๋องได้ทราบอึ้งฮองไต้อ๋องได้ฟังพลตระเวนมาบอกดังนั้นจึงพูดว่า อ้ายเห้งเจียชะรอยถูกลม ร้ายตายเสียแล้ว แม้ว่าไม่ตายก็คงจะไปหาผู้วิเศษมาช่วยเป็นแน่พวกบริวารจึงถามว่า ถ้าเห้งเจียยังไม่ตายจะไปหาผู้วิเศษมาช่วย ดังนั้นไต้อ๋อง จะคิดต่อสู้ด้วยประการใดเล่าอึ้งฮองไต้อ๋องจึงพูดว่า เราวิตกอยู่แต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์องค์เดียวนั่นแหละจึง กำจัดเราได้ นอกจากนั้นเราไม่วิตกเลยเวลาที่อึ้งฮองไต้อ๋องพูดดังนั้นเห้งเจียยุงจับอยู่บนขื่อได้ฟังอึ้งฮองพูดทุกประการ ก็มีความยินดีจึงรีบโผบินออกจากถ้ำแล้วแปลงกายกลับเป็นรูปเดิมตรงมายังที่ โป๊ยก่ายซ่อนอยู่นั้น เรียกโป๊ยก่ายว่ามาแล้ว โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียมาก็ดีใจ ถาม ว่าพี่ไปสืบข่าวพระอาจารย์นั้นได้ความอย่างใดบ้าง เมื่อตะกี้นี้อ้ายปิศาจพลตระเวน เดินตรวจมาทางนี้ ข้าพเจ้าไล่จับไม่ทันมันวิ่งหนีไปได้เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายเล่าความให้ฟังดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่าจริงของเจ้า แล้ว เห้งเจียก็เล่าความซึ่งลอบเข้าไปในถ้ำให้โป๊ยก่ายฟังทุกประการเห้งเจียพูดว่ามันวิตกกลัวแต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์เท่านั้น แต่เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จะ อยู่ที่ไหนเล่า เมื่อสองคนกำลังปรึกษากันอยู่นั้นแลไปเห็นตาแก่เดินมาข้างทางคน หนึ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ที่คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า อยาก จะใคร่รู้หนทางป่าเขาก็ให้ถามคนเดินทาง บัดนี้มีตาเฒ่าเดินมาควรจะถามดูหาก จะได้รู้ได้บ้างดอกกระมังเห้งเจียจึงเอาไม้กระบองซ่อนเสียแล้ว จึงมีคำถามท่านตาเฒ่าว่า ข้าพเจ้า เป็นศิษย์ของหลวงจีนถังซัมจั่ง จะไปอาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกธรรม บัดนี้มา ถึงที่นี่พระอาจารย์ของข้าพเจ้าหายไปข้าพเจ้าขอถามท่านตาว่าพระโพธิสัตว์เล่ง เกี๊ยดนั้นอยู่ที่ไหน ขอได้โปรดบอกให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดตาเฒ่าได้ฟังถามดังนั้นจึงชี้มือบอกว่า พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดนั้นอยู่ทิศอาคเนย์ ระยะทางใกล้ไกลประมาณสองพันโยชน์ ที่ตำบลนั้นมีภูเขาชื่อว่าสุเมรุน้อย ใน ภูเขานั้นมีพระอุโบสถใหญ่ พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดบัดนี้ท่านกำลังแสดงธรรมอยู่ แม้ว่า ท่านจะอาราธนาพระคัมภีร์ก็เชิญไปเถิดเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ของท่านดอกข้าพเจ้า มีธุระแต่ไม่รู้จักหนทางที่จะไปหาท่าน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ถามท่านเพื่อจะ ขอความกรุณาช่วยแนะนำ ตาเฒ่าจึงชี้มือตรงทิศนี้ตามทางนี้แหละจะพบโพธิสัตว์ เห้งเจียหันหน้ามาตาเฒ่าก็หายไปไม่เห็นรูปกาย แลไปเห็นแต่กระดาษตกอยู่ข้างทาง เห้งเจียเดินมาหยิบขึ้นดูเห็นมีอักษรสี่แถว มีคำอรรถภาษาจีนว่า (เสี้ยงฮกซีเทียน ได้เซี้ย เล่านั้งหนัยสีลี้ตึ้งแก ซูมีซัวอิ้วปวยเล่งกุน เล่งเกี๊ยดตวงนี้ชี่วฮุดเปีย) เห้งเจีย คลี่อ่านดูก็รู้ในใจความทั้งสิ้น โป๊ยก่ายถามว่าทำไมเราจึงปะแต่พวกผีปิศาจที่ บันดาลเป็นสายเป็นลมหายไปนั่นเป็นคนอะไร เห้งเจียบอกว่าไม่ใช่อื่นคือลี้ตึ้งแก เห้งเจียจึงส่งกระดาษหนังสือนันให้แก่โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายคลีออกอ่านจึงถามว่าลี ตึ้งแกนั้นคือผู้ใด เห้งเจียบอกว่าคือไทเป๊กกิมแชนั้นเอง โป๊ยก่ายได้ฟังว่าไทเป๊กกิมแช มีความยินดีพูดว่าผู้มีคุณเมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้ไม่ได้พึ่งท่านผู้นี้ทูลขอโทษเง็กเซียง ฮ่องเต้แล้ว ตัวข้าพเจ้าป่านนี้จะเป็นละอองธุลีผงคลีไปแล้วเห้งเจียจึงสั่งว่าน้องอย่าออกนอกทาง จงซ่อนตัวอยู่ในพุ่มรกนี้ก่อน และจง ระวังม้ากับหาบของเราไว้ให้ดี พี่จะไปนิมนต์เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์มาจึงค่อยแก้ไขเอา อาจารย์ออกโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นจึงบอกว่า พี่ตั้งใจไปหาพระโพธิสัตว์เถิด อย่า วิตกถึงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ามีวิชาซ่อนตัวได้ดุจเต่าหับ ไม่มีผู้ใดเห็นตัวเลยเห้งเจียครั้นสั่งโป๊ยก่ายเสร็จแล้ว ก็สำรวมจิตเหาะขึ้นกลางอากาศลอยไปยัง ทิศอาคเนย์ บัดเดี้ยวก็มาถึงเห็นภูเขาหนึ่งสูงเทียมเมฆมีรัศมีสีต่าง ๆ สองแสง ระยับตา ที่ท่ามกลางระหว่างเขามีพระวิหารใหญ่ได้ยินเสียงระฆังวังเวงและรูปเทียน หอมระรื่นไปทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงร่ายพระคาถาลอยลงยัง พื้นแล้วก็เดินตรงมายังหน้าประตูวิหาร ครั้นถึงแลไปบนลานพระวิหารเห็นซีผ้าขาว คนหนึ่งนั่งบริกรรมเจริญพระพุทธคุณอยู่ เห้งเจียค่อยๆ เดินใกล้เข้าไปแล้ว ยกมือ คำนับแล้วพูดว่าขอท่านได้โปรดว่าที่นี้ใช่ที่พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดหรือมิใช่ชีผ้าขาวตอบว่านี่แหละถูกแล้ว ท่านจะมีกิจธุระอย่างไรหรือเห้งเจียบอกว่าขอท่านได้โปรดกราบเรียนแก่พระโพธิสัตว์ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็น สานุศิษย์ของพระถังชัมจั่งอยู่ ณ เมืองได้ถังทิศบูรพา มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้หลวงจีนถังซัมจั่ง ไปนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาคัมภีร์พระไตรปิฎกยัง ประเทศไซที บัดนี้มีกิจธุระร้อนข้าพเจ้าอยากจะพบท่านชีผ้าขาวว่า ท่านสั่งข้าพเจ้ามากความนักข้าพเจ้าจำมิได้ เห้งเจียว่าถ้ากระนั้น ท่านจงกราบเรียนอย่างนี้ก็ได้ว่าบัดนี้ศิษย์หลวงจีนถังซัมจั้งชื่อซึงหงอคงจะมาเฝ้า ชีผ้าขาวรับคำแล้วเข้าไปกราบเรียนว่าขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทราบบัดนี้สานุศิษย์หลวง จีนถังซัมจั้งชื่อซึงหงอคง มีธุระจะเข้ามาเฝ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทราบฝ่ายพระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดทราบว่าหงอคงจะมาหาจึงออกไปยังประตูวิหารรับ เข้ามา เห้งเจียเห็นพระโพธิสัตว์ออกมา จึงคุกเขาลงคำนับแล้ว ก็เดินตามเข้าไป เห้งเจียเดินพลางพิจารณาดูพลาง เห็นตามฝาและห้องหอประดับประดาล้วนแต่ เพชรนิลจินดาแก้วระย้ามีสีต่าง ๆ ดุจวิมานสวรรค์ ครั้นถึงที่ข้างในพระโพธิสัตว์ เชิญให้นั่งแล้วให้เอาน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง เห้งเจียพูดว่า น้ำร้อนน้ำชานั้นขอท่าน อย่าได้วุ่นวายเลย บัดนี้พระอาจารย์ของข้าพเจ้าเดินทางมาถึงตำบลเขาอึ้งฮอง ซัวต้อง อึ้งฮองไต้อ๋องจับเอาพระอาจารย์ของข้าพเจ้าไปไว้ในถ้ำ อาจารย์ข้าพเจ้า ได้ความเดือดร้อนอยู่สองสามเวลาแล้ว ถ้าช้าไปก็คงจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเป็นแน่ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาเชิญพระโพธิสัตว์ไปให้ช่วยปราบปรามปิศาจร้ายจะได้แก้ พระอาจารย์ออกให้พ้นจากที่ยากด้วยพระเล่งเกี๊ยดได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อาตมาได้รับคำสั่งของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เขานี้ คอยกำจัดหมู่ปิศาจและสัตว์ร้ายในเขาอึ้งฮองซัวครั้งก่อนได้จับตัวมันมาสั่งสอนให้ "ตั้งอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติ บัดนี้มันมีจิตกำเริบประทุษร้ายอย่างนี้ ก็เป็นหน้าที่ของ อาตมาภาพจะต้องไปกำจัดเสียไว้นานไปจะเกิดจลาจลขึ้นมากมายไป พระพุทธ เจ้าได้ให้ของวิเศษไว้สองอย่าง คือยาบังลมเม็ดหนึ่ง ไม้กระบองมังกรทองคำอัน หนึ่ง สำหรับกำจัดปิศาจร้ายพวกนี้พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้ว จึงจับไม้กระบอง ถือเดินออกมาจากวิหารพร้อมด้วยเห้งเจีย เหาะตรงมายังเขาอึ้งฮองซัว ครั้นถึง พระโพธิสัตว์สั่งเห้งเจียว่า ท่านจงลงไปล่อมันให้ออกมานอกถ้ำ อาตมาจะคอยอยู่ บนกลีบเมฆ ถ้ามันออกมาแล้วอาตมาจะเอาของวิเศษจับตัวมันให้ได้เห้งเจียครั้นได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งดังนั้นแล้ว ก็ลงมายังประตูถ้ำ เอากระบอง เหล็กกระทุ้งประตูถ้ำหักพังทลายลงไปทั้งสิ้น มือก็ตีปากก็ด่าว่าด้วยคำหยาบช้า ต่าง ๆพวกปิศาจเฝ้าประตูถ้ำเมื่อได้เห็นเห้งเจียทำดังนั้นก็ตกใจ พากันวิ่งเข้าไปบอก อึ้งฮองไต้อ๋องว่า บัดนี้อ้ายหน้าขนมาพังประตูถ้ำเสียแล้ว ขอไต้อ๋องได้ทราบเถิดอึ้งฮองไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นมีความโกรธยิ่งนักจึงพูดว่า อ้ายนี่จองหองเหลือเกิน ไม่มีความยำเกรงเลย หมิ่นประมาทเรามากนักเราจะออกไปทำลมร้ายพัดให้ตาย เสียจะได้สิ้นชาติ ว่าดังนั้นแล้วก็จับสามง่ามเป็นอาวุธรีบออกมานอกประตูถ้ำ พอ แลเห็นเห้งเจีย อึ้งฮองก็เอาสามง่ามแทงเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับไว้ รบ กันไปมาประมาณสองเพลง อึ้งฮองจะใคร่ทำลมร้ายให้บังเกิดขึ้น พอจะร่ายมนต์ พระเล่งเกี๊ยดเห็นดังนั้น จึงร่ายพระคาถาขว้างไม้กระบองลงไป สั่งให้เป็นมังกร ทองแปดเล็บเข้าจับอึ้งฮอง อึ้งฮองหนีไม่พ้นมังกรก็รัดอึ้งฮองไว้ อึ้งฮองสิ้นกำลังก็ แปลงกายเป็นรูปเดิม คือเป็นหนูขนเหลือง เห้งเจียกระโจนมาจะตีให้ตาย พระ โพธิสัตว์ร้องขอไว้ว่าอย่าทำให้มันตายเลย ด้วยเดิมมันได้รักษาศีลภาวนามานาน แล้ว เพราะด้วยมันลักกินน้ำมันที่ตามไว้ในถ้วยแก้วที่หน้าพระพุทธรูปนั้นมืดไป มันกลัวเทพยดาเทพารักษ์ที่รักษาพระอารามจะจับตัวมัน ๆ จึงได้หนีมาอาศัยอยู่ที่ เขานี้ ไว้อาตมาจะเอาตัวไปหาพระพุทธเจ้าเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงนมัสการขอบพระคุณพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็กลับ ไปยังสำนักตามเดิมฝ่ายโป๊ยก่ายนั่งอยู่ในพุ่มไม้คอยท่าอยู่ บัดเดี้ยวก็แลเห็นเห้งเจียมา โป๊ยก่าย จึงถามว่า พี่ไปหาพระโพธิสัตว์ได้ความประการใดบ้างหรือเปล่าเห้งเจียเล่าเหตุการณ์ตามที่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาปราบปิศาจหนูให้โป๊ยก่าย ฟังทุกประการ บัดนี้เราควรจะรีบไปแก้พระอาจารย์ของเราออกมาเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ เห้งเจีย โป๊ยก่ายก็พากันมาที่ในถ้ำเดินเข้าข้างในโป๊ยก่ายเอาคราดเหล็กสับตะบมเข้าไปไม่ เลือกว่า ปิศาจเล็กใหญ่ตายวินาศไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็เอากระบองเหล็กตีขนาบไป ไม่ว่าห้องหอและประตูหน้าต่างล้มพังไปทั้งสิ้น แล้วก็พากันตรงเข้าไปหลังถ้ำแก้ พระอาจารย์ออกจากเสา เห้งเจียจึงเล่าความทั้งปวงให้พระอาจารย์ฟังตั้งแต่ต้นมาพระถังซัมจั่งเมื่อได้ฟังเห้งเจียเล่าดังนั้น จึงยกมือขึ้นนมัสการขอบคุณพระ โพธิสัตว์ ครั้นแล้วพระอาจารย์กับศิษย์ก็พากันมาในถ้ำนั่งพักกินน้ำร้อนน้ำชาสัก ประเดี้ยวพอหายเหนื่อย แล้วก็พากันออกจากถ้ำ ตั้งหน้าตรงไปยังมัชเมิมประเทศเมื่อหลวงจีนถังซัมจั้งออกพ้นภัยปิศาจอึ้งฮองไต้อ๋องแล้ว พร้อมด้วยเห้งเจีย โป๊ยก่ายออกเดินมาวันหนึ่ง ก็ข้ามพ้นอึ้งฮองเนี้ย ลงเดินกับพื้นดินตัดตรงหมาย ทิศปราจีน ในฤดูนั้นเป็นฤดูวสันต์จักจั่นเรไรร้องออกเพรียกไปทั้งป่า อาจารย์กับ ศิษย์เดินพลางชมพลางตามทางมาในเวลานั้นตะวันยอแสงจวนจะค่ำ ได้ยินเสียง คลื่นละลอกซัดดังสนั่น หลวงจีนถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าเห็นแม่น้ำขวางหน้ากว้าง ใหญ่แลไม่เห็นฝั่ง คลื่นชัดขึ้นสูงดุจภูเขาแลดูเวิ้งว้างน่ากลัว จึงร้องเรียกเห้งเจีย โป๊ยก่ายเข้ามาใกล้แล้ว ถามว่าข้างหน้านั้นมีแม่น้ำขวางหน้าแลไม่เห็นฝั่งทำไมไม่ แลเห็นเรือไปมาเลยเราจะข้ามไปทางใดได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้น จึงเหาะขึ้นไปบนอากาศเอามือบังตาดู แล้วก็ลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า อันแม่น้ำนี้กว้างขวางนักยากที่จะข้ามไปได้ หลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า กว้างประมาณสักเท่าใด เห้งเจียบอกว่ากว้างประมาณ แปดร้อยโยชน์เศษ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่ประมาณรู้ว่าแปดร้อยโยชน์เล่า ข้าพเจ้า มีความสงสัยอยู่เห้งเจียตอบว่าน้องยังไม่รู้ สองจักษุพี่นี้ดุจดวงพระอาทิตย์ที่ส่องโลกอยู่เวลา กลางวันพี่แลไปเห็นได้พันโยชน์ มีความดีร้ายพี่ย่อมรู้ได้ทั้งสิ้น แต่ลำแม่น้ำนี้ ด้านใต้ด้านเหนือไม่รู้ว่าใกล้ไกลสักเท่าใด แต่พอคะเนได้ว่าตรงที่จะข้ามไปนี้กว้าง ประมาณแปดร้อยโยชน์หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มีจิตหวาดเสียวเศร้าหมอง จึงชัก ม้าหันถอยหลังหันหน้าไปแลเห็นเสาศิลาปักอยู่มีอักษรจารึกไว้สามอักษร อาจารย์ กับศิษย์เดินเข้าไปใกล้ อ่านดูว่า (หลิวซัวหอ) คือกระแสชลทราย และข้างบน นั้นมีหนังสือตัวเล็กสี่แถวว่า โป๊ยแปะหลิวซัวก่าน แปลว่าแปดร้อยโยชน์กระแสชล แถวที่สองว่า (ซัมเชยเนกจุ๊ยซิม) แปลว่าลึกนั้นสามพันเส้น แถวที่สามว่า (หง่อ หม้อเพียวปุ๊ดกี้) แปลว่าขนห่านก็ไม่ลอยได้ แถวที่สี่ว่า (สูฮวยเตี้ยเต้ยตื้ม) แปลว่า ถึงใบไม้เล็กน้อยหรือขนแห่งจามจุรีถ้าตกลงแล้วก็ไม่อาจลอยอยู่หลังน้ำได้อาจารย์กับศิษย์กำลังดูหนังสือนั้นอยู่ พอได้ยินเสียงดังในลำแม่น้ำ คลื่นละลอก นนสูงขึ้นดุจภูเขา เสียงหวั่นไหวไปทั้งลำแม่น้ำบัดเดี๋ยวใจแลไปที่กลางน้ำ เห็น โผล่ขึ้นมารูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวบนศีรษะมีผมสีแดงรุงรัง จักษุทั้งสองข้างสว่าง โชติดุจดาวประจำเมือง เสียงดุจฟ้าลั่นตัวสวมเสื้อขนห่านลาย นุ่งผ้าถักด้วยหวาย ที่คอแขวนกะโหลกหัวผีเก้ากะโหลก มือถือไม้พลองวิเศษดูเข้มแข็ง ปิศาจนั้นแล เห็นหลวงจีนถังซัมจั้งก็เดินรี่ตรงเข้ามาที่ตลิ่ง คิดจะทำร้ายหลวงจีนถังซัมจั้งเห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้าอุ้มเอาพระอาจารย์ลงจากหลังม้วหลีกออกไปให้ห่าง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็วางหาบลงกับพื้น ฉวยคราดเหล็กตรงมาสกัดหน้าปิศาจไว้ แล้ว ยกคราดขึ้นสับลงที่ศีรษะปิศาจ ปิศาจเอาพลองขึ้นรับ ต่างคนต่างเข้มแข็งรบกัน ประมาณยี่สิบเพลงก็ยังหาแพ้และชนะกันไม่เห้งเจียกำลังเฝ้ารักษาพระอาจารย์อยู่ เห็นโป๊ยก่ายต่อสู้ปิศาจดังนั้น อดไม่ ได้จึงบอกพระอาจารย์ว่า พระอาจารย์จงอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าจะไปช่วยโป๊ยก่ายตีจับอ้าย ปิศาจนั้นให้จงได้ พูดแล้วก็จับกระบองเหล็กกระโดดวิ่งเข้าไปครั้นถึงก็ยกกระบอง ตีลงที่ศีรษะปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นจึงเอาไม้รับแล้วกระโดดถอยออกมาลงน้ำหนีไป มิได้ผุดขึ้นมาอีก โป๊ยก่ายโกรธเห้งเจียว่าพี่มาทำไมก็ไม่รู้ ปิศาจนั้นฝีมือมันอ่อน อีกสามสี่เพลงก็จะจับตัวได้ นี่มันเห็นพี่ดุร้ายนักมันกลัวมันจึงหนีลงไปเสียจะทำ อย่างไรจึงจะจับตัวได้เล่าเห้งเจียพูดว่า พี่เห็นน้องรบกับปิศาจพี่ก็คันมีออดอยู่ไม่ได้ลองฝีมือให้มันรู้มัน กลัวมันก็หนีลงน้ำไป พูดแล้วก็พากันไปหาพระอาจารย์หลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า จับตัวปิศาจได้หรือเปล่า เห้งเจียบอกว่ามันไม่ต่อสู้ หนีลงน้ำไปไม่ขึ้นมา หลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่าปิศาจนี้มันอยู่ในลำน้ำนี้ มันคง จะู้เหตุการณ์ได้ทุกประการเห้งเจียจึงพูดว่า เห็นจะจริงของพระอาจารย์แต่มันอยู่ในน้ำจะทำประการใด โป๊ยก่ายจึงพูดว่า เมื่อเดิมข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับการในแม่น้ำทีฮ้อบนสวรรค์ ข้าพเจ้า เข้าใจได้แต่วิตกว่าในน้ำมีบริวารมากข้าพเจ้าคนเดียวจะต่อสู้ไม่ไหว เห้งเจียจึงพูด ว่าถ้ากระนั้นน้องจงลงไปรบล่อให้มันขึ้นมาบนบกก่อน แล้วพี่จะคอยจับตัวมันให้ จงได้ โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนั้นเห็นจะได้การ โป๊ยก่ายพูดแล้วก็ผลัดผ้าผูกรัดให้แน่น มันคงดีแล้ว มือถือคราดเหล็กโดดลงไปในน้ำร่ายพระเวทคาถาเบิกน้ำให้เป็นช่อง แล้ว ก็ลงไปยังที่ปิศาจอาศัยอยู่ฝ่ายปิศาจรบแพ้ไปนั่งพักบัดเดี๋ยวใจ ก็แลเห็นคนแหวกน้ำลงมา จึงผุดลุกขึ้น เห็นอ้ายคนที่คู่รบกันลงมา จึงฉวยได้พลองร้องตวาดว่า อ้ายคนนี้มึงลงมาที่นี่ทำไม มึงจงดูให้ดีกูจะตีหัวมึงว่าแล้วก็ยกกระบองขึ้นตรงมาจะตีศีรษะโป๊ยก่าย โป๊ยก่าย เอาคราดรับปัดป้องกันไปมา แล้วโป๊ยก่ายจึงถามว่า นี่เอ็งเป็นปิศาจยักษ์อะไร ที่ไหนจึงสามารถมาอยู่กั้นกลางหนทางอย่างนี้ปีศาจยักษ์ตอบว่า เจ้าจำเราไม่ได้หรือ เรามิใช่ปิศาจราชทูตยักษ์มารอะไร ที่ไหน และมิใช่ไม่มีชื่อเสียงเมื่อไรมี เจ้าอยากจะรู้มูลเหตุเราจะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อ เริ่มเกิดนั้น มีภาคเชี่ยวชาญหาใช่น้อยไม่ ครั้นมาภายหลังได้เรียนวิชา สำเร็จทาง โลกิยฌานสำรวมจิต ต่อมาพระอาจารย์แนะนำทางมรรคผล นานวันฌานนั้นก็ แก่กล้าขึ้นทุกที จึงจุติไป่เกิดอยู่ในชั้นดาวดึงส์ พระผู้เป็นจอมโลกาคือเง็กเชียงฮ่องเต้ ทรงตรัสต่อพระโอษฐให้เป็นที่ราชองครักษ์ไต้เจียงกุน พระเป็นเจ้าจะเสด็จแห่งหน ตำบลใดเราต้องตามเสด็จทุกครั้ง สำหรับคอยแหวกวิสูตรราชรถมาวันหนึ่งแม่อ๋อง โป๊เลี้ยงโต๊ะชมพู่ พร้อมด้วยเทพบุตรเทพธิดา บังเอิญเคราะห์ร้าย ข้าพเจ้าทำ คนโทแก้วเจียระไนแตก เทวดาทั้งหลายพากันตกใจ เง็กเซียงฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเดชะบุญท่านชิดเคียดเซียนกราบทูล ขอโทษข้าพเจ้า ไว้จึงได้รอดชีวิตแต่ให้ลงอาญาเมี่ยนแปดสิบที สาปให้ลงมาใต้หล้าอาศัยแม่น้ำ หลิวซัวฮ้อ ทรมานอดอยากเหลือที่จะพรรณนา หิวก็เที่ยวหาเนื้อมนุษย์กิน อิ่ม แล้วก็จมอยู่ในน้ำ เที่ยวท่องไปมาอยู่อย่างนี้ กินมนุษย์ก็มากมายหลายคนอยู่แล้ว เก็บกระโหลกหัวผีไว้แขวนคอดูเล่น ทำไมเจ้าจึงอาจสามารถมาอวดดีในถิ่นที่แห่ง เรา วันนี้ท้องเรามันร้องคอยเจ้าอยู่แล้ว เจ้าอย่าพูดเลอะเทอะไปเลยโป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจเล่าให้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าเจ้าอย่าอวดดีไปเลย ถ้าเจ้าดีจริง แล้วเหตุใดเจ้าจึงหนีเราลงมาดำน้ำอยู่เล่าตัวเราก็กำเนิดมาจากน้ำเหมือนกัน เจ้าจงแลดูคราดของเรา โป๊ยก่ายว่าดังนั้นแล้ว ก็ยกคราดขึ้นสับลงไปตรงศีรษะ ปิศาจ ปิศาจก็ยกพลองขึ้นป้องกันรับรองไว้ต่างรบกันโดยความสามารถมิได้ย่อ หย่อน โป๊ยก่ายรบรอล่อขึ้นมาทางบก เห้งเจียยืนอยู่ริมฝังเห็นโป๊ยก่ายรบแก่ปิศาจ อยู่กลางน้ำ ล่อเข้ามาจนริมฝั่ง ปิศาจก็ไล่แต่ไม่อาจเข้าริมฝั่งรั้งรออยู่ เห้งเจียเห็น ดังนั้นก็อดไม่ได้ จับกระบองเหล็กจะใคร่ตีปิศาจสักทีหนึ่ง ปิศาจเห็นดังนั้นก็ไม่ต่อสู้ กลับดำน้ำหนีไปเสียมิได้ผุดขึ้นมาอีก โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงบ่นว่าพี่เห้งเจียทำใจ ดุจลิงไม่คอยรอรั้ง ให้ข้าพเจ้าล่อมันขึ้นมาถึงบนบกก่อนแล้วจึงค่อยล้อมจับมัน พี่มาทำใจร้อนมันกลัวมันก็หนีลงน้ำไปเสียแล้วไม่ขึ้นมา ทีนี้จะทำอย่างไรต่อไปเล่า จึงจะจับมันได้เห้งเจียจึงว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงอย่าบ่นไปเลย พากันไปหาอาจารย์ก่อน แล้วจึงค่อยคิดอ่านกันใหม่ ครั้นมาถึงจึงเล่าเหตุการณ์ที่รบกันกับปิศาจให้พระ อาจารย์ฟังทุกประการหลวงจีนถังซัมจั้ง จึงพูดว่าถ้าดังนั้นเราจะทำประการใดดี โป๊ยก่ายว่าถ้าได้ ตัวปิศาจนี้มาแล้ว สารพัดการก็คงจะสำเร็จได้ทุกประการเห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่ามีความวิตกเลย เวลาจวนค่ำอยู่แล้ว ไว้รอ พรุ่งนี้ฉันเช้าแล้วจึงค่อยคิดอ่านกันใหม่ ในคืนนั้นศิษย์กับอาจารย์นอนพักอยู่ใต้ ต้นไม้ใหญ่ รุ่งเช้าเห้งเจียจึงเอาบาตรเหาะไปทางทิศอุดร บิณฑบาตบัดเดี้ยวใจก็ ได้กระยาหารเหาะกลับมาเอาอาหารถวายพระอาจารย์ พระอาจารย์จึงถามว่า เห้งเจียไปบิณฑบาตทำไมจึงไม่ถามเหตุการณ์ในลำแม่น้ำนี้เล่า บางทีเขาจะรู้ได้ บ้างกระมังเห้งเจียบอกว่า ข้าพเจ้าเหาะไปไกลทางถึงเจ็ดพันโยชน์ บ้านเหล่านั้นอยู่ไกล นักที่ไหนจะรู้เหตุการณ์ในลำแม่น้ำนี้ได้เล่าโป๊ยก่ายฟังเห้งเจียพูดแปลกหูดังนั้น จึงถามว่าพี่ไปมาก็บัดเดี๋ยวใจ ทำไมว่า ไกลถึงเจ็ดพันโยชน์ พี่พูดดังนี้ใครเขาจะเชื่อได้เห้งเจียพูดว่า อันความข้อนี้น้องยังหาเข้าใจไม่เพราะวิชาของพี่หกเหาะไปที หนึ่งเป็นระยะทางได้ถึงหมื่นแปดพันโยชน์ ทำไมกับทางเจ็ดพันโยชน์เล่า ขยับตัว หน่อยเดียวก็จะไปมาถึงได้โดยเร็วโป๊ยก่ายพูดว่า พี่มีฤุทธาศักดานุภาพเหาะเหินเดินอากาศได้โดยสะดวก จะ ให้พระอาจารย์ขึ้นบ่าแบกเหาะข้ามไปไม่ต้องรบพุ่งจะมิดีหรือเห้งเจียจึงพูดว่า น้องก็มีฤทธาอานุภาพเหมือนกันทำไมจึงไม่อุ้มพระอาจารย์ ข้ามฟากไปเล่า น้องอย่าเข้าใจว่าเป็นการง่าย ด้วยพระอาจารย์ร่างกายจิตใจเป็น ปุถุชนมีความหนักยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ ส่วนพี่ร่างกายเป็นกายสิทธิ์มีฤทธิ์เปลี่ยน แปลงได้ทุกอย่างทุกประการ แต่ที่พระอาจารย์นั้นแสนยาก ดังคำโบราณท่านว่า ภูเขาใหญ่จะใคร่ให้ย้ายไปพ้นที่ ก็เบาดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด อันจะยกปุถุชนให้ ข้ามพ้นขันธมานั้น ยากที่จะให้พ้นได้ มาตรว่าเราทั้งสองมีฤทธาอานุภาพอัน เชี่ยวชาญก็คุ้มได้แต่ชีวิตของเรา อันจะคุ้มชีวิตร่างกายของพระอาจารย์ด้วยนั้น ยากที่จะคุ้มให้พ้นสมุทรทุกข์ได้ และหากว่าโดยง่าย เราทั้งสองเหาะไปอาราธนา พระไตรปิฎกธรรมมาก่อนจะไม่ได้หรือก็ขัดอยู่อีกเล่า ด้วยไปถึงโน่นพระพุทธเจ้า จะไม่ให้ก็จะเป็นการยากที่สุด เราจะว่าง่ายอย่างไรได้เล่า พูดดังนั้นแล้วเห้งเจีย ก็จัดเครื่องแจถวายพระอาจารย์เหลือจากนั้นเห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็รับประทานครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั้งจึงถามเห้งเจียว่า เห้งเจียจะคิดประการใดต่อไป เห้งเจียว่าไม่ต้องอย่างไร จะต้องให้โป๊ยก่ายลงไปล่ออีกสักครั้งหนึ่ง จึงสั่งโป๊ยก่าย ว่าวันนี้น้องต้องลงไปรบล่ออีกสักครั้งหนึ่ง ทีนี้ี่ไม่ทำใจเร็วจะคอยให้มันขึ้นมาบน บกให้ถนัดแล้ว จึงจะล้อมจับมันโป๊ยก่ายขัดไม่ได้ เกาหัวเกาหูแล้วก็ผลัดผ้าจับ คราดสำหรับมือแล้ว ก็ร่ายพระเวทแหวกน้ำลงไปยังที่ปิศาจอยู่ ปิศาจแลเห็นโป๊ะ ก่ายก็กระโดดออกมาสกัดหน้า พูดว่าเฮ้ยอ้ายนี้อย่าเพ่อเข้ามา แล้วตวาดด้วยเสียง อันดังว่ามึงจงดูพลองของกูก่อนโป๊ยก่ายว่าพลองของเอ็งดุจไม้เท้าที่ถือไว้ทุกข์ให้แก่คนตาย ยังมีหน้าเอาออก มาให้ปู่ตาดูจะวิเศษอย่างไรปิศาจว่าเจ้ายังไม่รู้เรื่องพงศาวดารของพลองนี้ ไม้พลองวิเศษอันนี้มิใช่ของใน มนุษยโลกนี้เมื่อไร ไม้นี้เป็นของผู้สำเร็จกระทำประกอบด้วยของวิเศษและประดับ ล้วนแต่เพชรนิลจินดามีราคามาก เป็นของไว้สำหรับปราบปิศาจและยักษ์ร้าย และโดยเราเป็นองครักษ์สำหรับพระองค์ ไว้สำหรับคุ้มกันบนปราสาทเล่งเซียวโป๊เต้ เรียกว่าไต้เจียงกุนเง็กเชียงอ่องเต้ประทานให้เราสำหรับตัว อยากให้ยาวก็ได้ให้สั้น ก็ได้ จะให้เล็กให้ใหญ่ก็ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่าพลองวิเศษ มิใช่ของ ในมนุษยโลกนี้ ตั้งแต่เราถูกถอดก็ถือติดมือมาจนทุกวันนี้ ไม่เหมือนอาวุธของเจ้า เป็นคราดที่สำหรับเขาคราดหญ้าคราดฟางอย่างนั้น ก็เอามาถืออวดกับเขาช่างไม่มี อายเลยจริง ๆโบ๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่า เจ้าอย่าประมาทว่าคราดหญ้าคราด ฟาง ถ้าเอ็งถูกสักทีหนึ่งแล้วเลือดก็จะไหลออกมาสด ๆ ทั้งเก้าแผล พูดเถียงกัน ไปมา ปิศาจยักษ์ยกพลองขึ้นตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นรับรบกันเป็นสามารถ โป๊ยก่ายสู้พลางถอยพลางทำอุบายรบล่อทอดคราดลากหนี ปิศาจก็ไล่กระชันชิด ติดพัน โป๊ยก่ายร้องว่าเฮ้ยอ้ายปิศาจมึงดีแล้วจงขึ้นมารบกันบนบกให้ถึงแพ้และ ชนะจึงจะเห็นจริงว่าเจ้ามีฝิมือปิศาจยักษ์ว่าเจ้าหลอกเราจะให้ขึ้นบนบก เจ้าจะได้ช่วยกันกับอ้ายหน้าขนรุม กันรบเรากระนั้นหรือ ถ้าเจ้าถือว่ามีฤทธิ์ก็จงลงมารบกันในน้ำเถิดเมื่อปิศาจหันๆ รี ๆ พูดโต้ตอบแก่โป๊ยก่ายอยู่ริมฝั่งน้ำ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ บังเกิดใจร้อน จึงคิดในใจว่าจำเราจะแปลงเป็นนกตะกรุมหาปลา คิดดังนั้นแล้ว ก็ร่ายพระเวทแปลงกายเป็นนกตะกรุมบินขึ้นบนอากาศ แล้วโผลงที่ปิศาจจะเข้า โฉบเอาปิศาจ ฝ่ายปิศาจกำลังโต้ตอบอยู่แก่โป๊ยก่าย ได้ยินเสียงลมหวิวมาแลขึ้นก็คิดว่าเห็นจะเป็นอ้ายหน้าขนแปลงกายมาจึงโดดลงน้ำ ไปเห็นนกตะกรุมลงมา ดำหนีไปมิได้ขึ้นมาสู้รบฝ่ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายต่างพูดกันว่า อ้ายปิศาจร้ายนี้มันก็มีกำลังและฝีมือจะ รบเอาชัยชนะมันก็ไม่ได้จะล่อให้ขึ้นบกมันก็ไม่ขึ้นดูเป็นการยากที่สุดเสียแล้ว เห้งเจียกับโป๊ยก่ายก็พากันกลับมาหาพระอาจารย์เล่าความที่ได้สู้รบกับปิศาจ ให้ พระอาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งเมื่อได้ฟังเห้งเจียกับโป๊ยก่ายเล่าให้ฟังดังนั้น ก็ไม่มีความสบายจึง พูดว่าการที่มาติดขัดเสียเช่นนี้แล้ว ฉันใดเราจะได้ข้ามแม่น้ำนี้ไปได้เล่าเห้งเจียจึงพูดว่าอย่าเลยข้าพเจ้าจะไปน้ำไฮ้หาพระโพธิสัตว์กวนอิมนิมนต์ท่าน มาช่วยแก้ไขจึงจะได้ โป๊ยก่ายจงอยู่ระวังรักษาพระอาจารย์อย่าให้มีเหตุอันตรายได้โป๊ยก่ายจึงพูดว่าพี่จงไปเถิดดีแล้ว แต่ถ้าไปถึงแล้วพี่ช่วยกราบเรียนขอบพระ คุณของท่านด้วย โดยท่านได้อนุเคราะห์แนะนำสั่งสอนข้าพเจ้าหลวงจีนถังซัมจั้งจึงสั่งว่า เห้งเจียจงไปเร็วมาเร็วเป็นการรีบร้อนอย่าได้นอน ใจเลยเห้งเจียคำนับพระอาจารย์แล้ว แล้วก็สำรวมจิตเหาะขึ้นเวหาหมายตรงไปยัง ทิศอาคเนย์เข้าน่ำไฮ้ มาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงน่ำไฮ้ ลงยังพื้นพสุธาเดินเข้าไป ยังสำนักครั้นถึงประตูนอกเห้งเจียบอกแก่เด็กที่เฝ้าประตู ให้กราบเรียนพระโพธิสัตว์เวลานั้นพระโพธิสัตว์อยู่ที่ริมสระบัวกับด้วยพวกศิษย์ทั้งหลาย ครั้นทราบว่า เห้งเจียมาพระโพธิสัตว์ก็กลับเข้ามายังสำนัก ให้เปิดประตูรับเห้งเจียเข้าไป เห้งเจีย นมัสการแล้วก็ยืนคอยฟังพระโพธิสัตว์อยู่ ส่วนพระโพธิสัตว์จึงถามว่าท่านมีกิจ ธุระอย่างใดหรือ เห้งเจียกราบเรียนว่า วันก่อนนั้นมาถึงตำบลเกาเล้า จึงได้สานุ ศิษย์คนหนึ่งชื่อหงอเหนง แล้วเดินมาพึ่งข้ามพ้นอึ้งฮองเนี้ย บัดนี้มาถึงลำแม่น้ำ หลิวซัวฮ้อ แม่น้ำนั้นกว้างใหญ่น้ำก็ลึกเรือแพจะใช้พาหนะข้ามก็ไม่มี และในแม่น้ำ นั้นมีปิศาจยักษ์ร้ายจะคอยทำร้ายพระอาจารย์ หงอเหนงได้ต่อสู้ถึงสามครั้งแล้ว ก็เอาชัยชนะมิได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอพึ่งพระบารมีท่านได้โปรดสงเคราะห์ ด้วย โดยข้าพเจ้าสิ้นความคิดแล้วพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันสัญชาติวานรแล้วย่อมอวดเก่งว่าตนมี ฝีมือ พอใจแต่จะรบสู้เหตุใดท่านไม่บอกเล่าว่าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎก ธรรมเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าหมายจะจับตัวปิศาจให้ได้ จะได้บังคับให้พาพระ อาจารย์ข้ามน้ำส่ง ก็หาทันจะบอกออกชื่อว่าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ไตรปิฎกไม่พระโพธิสัตว์พูดว่ามันมิใช่ยักษ์มารอะไรที่ไหน มันคีอองครักษ์ไต้เจียงกุษ ขุนนางข้างที่ของเง็กเซียงฮ่องเต้ต้องโทษบนสวรรค์จึงสาปให้ลงมาอยู่ในลำแม่น้ำ หลิวซัวฮ้อนี้ เมื่อครั้งก่อนอาตมาได้ชักนำสั่งสอนให้อยู่ปฏิบัติรักษาธรรม และได้ สั่งว่าแม้มีผู้มาทางนี้ก็ให้ติดตามสามิภักดิ์เป็นศิษย์ไป กว่าจะสำเร็จการธุระภาย หลังจึงจะเอาคุณลบล้างโทษ แม้เมื่อแรกมาบอกว่าจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกแล้ว เธอก็คงจะเข้าสามิภักดิ์ ไม่ให้ต้องลำบากอย่างนี้ พระโพธิสัตว์พูดดังนั้นแล้ว จึง เรียกฮุยไง้สานุศิษย์ใหญ่มาแล้ว จึงหยิบลูกน้ำเต้าในมือเสื้อออกมาส่งให้ฮุยไง้ แล้วสั่งว่า จงไปด้วยเห้งเจยยังแม่น้ำหลิวซัวฮ้อ ยืนบนหลังน้ำร้องเรียกว่าหงอเจ๋ง บัดนี้มีผู้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกมาแล้ว ให้รีบขึ้นมาสามิภักดิ์ติดตามไปด้วยเถิด แล้วส่งน้ำเต้าให้หงอเจ้งร้อยหัวกะโหลกผีเป็นวงรอบแล้วเอาน้ำเต้าไว้ตรงกลางวง ทำเป็นกิริยาเรือจะได้ส่งพระถังซัมจังข้ามฟากฮุยไง้ได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งทุกประการแล้วคำนับลาพระโพธิสัตว์พาเห้งเจียออก จากสำนัก เหาะกลับมายังแม่น้ำหลิวซัวฮ้อ ครั้นถึงฮุยไง้หยุดกลางแม่น้ำ แล้ว ร้องเรียกว่าหงอเจ็ง หงอเจ๋งบัดนี้ผู้อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมาคอยท่าอยู่นี่แล้ว ทำไมจึงไมรีบขึ้นมาสามิภักดิ์เป็นศิษย์ไปเล่า ฮุยไง้เรียกดังนั้นแล้ว ก็เลยมาหา พระถังซัมจั้งต่างคำนับกัน โป๊ยก่ายแลเห็นฮุยไง้มาก็ดีใจ จึงมาคำนับ โป๊ยก่าย คำนับแล้วคำนับอีก เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงพูดว่าน้องอย่ากระทำให้ชักช้าไป ให้ ท่านเรียกปิศาจขึ้นมาเสียก่อนเถิดจึงค่อยขอบพระคุณท่านหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ใครจะเรียกปิศาจเล่าเห้งเจียบอกว่าพระโพธิสัตว์ สั่งฮุยไง้มาให้เป็นผู้เรียกหลวงจีนถังซัมจั่ง ได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์มีความกรุณาเมตตาจิตอย่างนั้น ก็มีความยินดีจึงยกมือขึ้นนมัสการไปยังทิศที่พระโพธิสัตว์อยู่แล้วคำนับขอบใจ ฮุยไง้ซึ่งได้มีใจมาช่วยฝ่ายปิศาจอยู่ใต้น้ำ เมื่อได้ยินเสียงมาเรียกชื่อของตัว และพูดว่ามีผู้มาอาราธนา พระไตรปิฎกธรรม มาคอยอยู่ข้างฝั่งดังนั้น ก็นึกขึ้นได้คือพระโพธิสัตว์สั่งไว้ คิด ดังนั้นก็แทรกน้ำโผล่ขึ้นมาเหลียวซ้ายแลขวา พอแลมาปะฮุยไง้เข้าก็จำได้ คำนับ แล้วก็ถามว่าพระโพธิสัตว์อยู่ที่ไหน ฮุยไง้บอกว่า พระโพธิสัตว์มิได้มา สั่งให้ข้าพเจ้า มาสั่งท่านว่า จงรีบติดตามสามิภักดิ์หลวงจีนถังซัมจั้งไปประเทศไซที และเอา กะโหลกหัวผีเก้าหัวที่ห้อยคอนั้นร้อยรอบเป็นวงแล้ว เอาน้ำเต้าวางกลางวง แล้ว ยกวางลงบนหลังน้ำเป็นต่างเรือ จะได้ส่งพระอาจารย์ข้ามฟากไปหงอเจ๋งจึงถามว่าบัดนี้ผู้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกนั้นอยู่ที่ไหนฮุยไง้จึงชี้มือ ว่าที่ยืนอยู่บนฝั่งน้ำนั้นมิใช่หรือหงอเจ้งแลไปเห็นพระถังซัมจังยืนอยู่ จึงวางไม้พลองเสียวิ่งมากราบนมัสการ แล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามีตาเนื้อแต่ไม่มีแก้วตาปัญญาจำอาจารย์ไม่ได้ ขอพระอาจารย์ อย่าได้ถือโทษาข้าพเจ้าเลยหลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ตัวมีจิตศรัทธาจริงใจจะยอมอยู่ในคำสั่งสอนของ อาตมาได้หรือหงอเจ๋งพูดว่าข้าพเจ้าได้พึ่งพระโพธิสัตว์สั่งสอนและได้รับคำสั่งสอนของท่าน และท่านได้ตั้งฉายาให้นามเรียกว่า (ซัวหงอเจ็ง) เมื่อได้รับอย่างนี้แล้ว ทำไมจะ ไม่อยู่ในคำสั่งสอนของท่านเล่าหลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็ดีแล้ว จึงเรียกเห้งเจียให้เอามีดโกนมา โกนผมให้หงอเจ๋ง แล้วหงอเจ๋งจึงนมัสการหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นอาจารย์ คำนับ เห้งเจียโป๊ยก่ายเป็นพี่ พระถังซัมจั้งเห็นกิริยาหงอเจ้งมัธยัสถ์ จึงให้เรียกนามว่า (ซัวฮั่นเสียงแลซัวเจ๋งก็เรียก)ฝ่ายฮุยไง้เห็นซัวเจ๋งมีความเคารพเรียบร้อยแล้ว จึงพูดว่า หงอเจ๋งได้สมาทาน องค์ศีลแล้ว จงอย่ามีความเกียจคร้าน รีบทำเรือจะได้ส่งท่านถังซัมจั้งข้ามฟากหงอเจ้งได้ฟังฮุยไง้บอกดังนั้น ก็ถอดหัวกระโหลกผีทั้งเก้าออกจากคอแล้ว เอา เชือกหวายร้อยวงกระโหลกทั้งเก้านั้นวางลงที่หลังน้ำแล้วเอาน้ำเต้าวางอยู่ท่ามกลาง แล้วจึงนิมนต์พระอาจารย์ถังซัมจั้งลงเหยียบน้ำเต้าตัวลอยดุจอยู่บนเรือไม่พลิก แพลงดุจยืนอยู่บนแผ่นดิน ข้างซ้ายมีโป๊ยก่ายข้างขวามีซัวเจ็งประคับประคอง ข้างหลังมีเห้งเจียจูงม้าข้างบนมีฮุยไง้คุมรักษา วันเมื่อหลวงจีนถังซัมจั้งเหยียบน้ำ เต้าข้ามฟากไปนั้น ก็โดยอานุภาพอภินิหารของพระกวนอิมน้ำเต้าก็ลอยละลิ่วไป คลื่นละลอกก็มิได้ชัดสงัดสงบเงียบถึงฟากฝั่งได้โดยสะดวกดังประสงค์ อาจารย์กับ ศิษย์ก็พากันขึ้นบก ฮุยไง้ก็ลงเก็บเอาน้ำเต้าขึ้นมา หัวกะโหลกผีเหล่านั้นก็อันตรธาน สูยหายไป ฮุยไง้ก็ลากลับไปยังน่ำไฮ้ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ยกมือนมัสการ อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้าตรงไปยังทิศปราจีนตรงไปตามแนวป่าต้นผลไม้มีดอกออก ช่อดกอุดม เดินพลางชมพลางเวลานั้นก็จวนจะเย็น หลวงจีนถังซัมจั๋งจึงถาม เห้งเจียว่าเวลานี้ก็จวนจะค่ำแล้ว เราจะหาที่พักอาศัยแห่งใดดีเล่า เห้งเจียว่าพระ อาจารย์จะถามทำไมแก่ที่อาศัย เราเป็นสมณเพศแล้ว ตามแต่จะเป็นไปจะกำหนด ว่ากินนอนแห่งนั้นแห่งนี้หามิได้ โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เดินตัวเปล่าจะรู้ว่าหนักเบาอย่างไร บางวันความทุกข์ความหนักก็อยู่แก่โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายต้องหาบทุกวันไป ใครเหมือน พี่เดินตามเป็นสานุศิษย์จัดให้ข้าพเจ้าเป็นหัวแรง ข้าพเจ้าทราบว่าพี่เห้งเจียมีจิต โอ่โถงไม่ชอบหาบหาม แต่ม้านั้นรูปร่างก็ใหญ่โตมีกำลังรับรองให้พระอาจารย์ี่ แต่องค์เดียวก็ไม่สู้หนักสักเท่าใด ถ้าเอาสิ่งของในหาบนี้แบ่งให้บรรทุกสักสองสาม สิ่งเห็นจะดีเห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายบ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่า นี่เจ้าเห็นว่าม้ามันเป็นม้าจริง ๆ หรือ เธอเป็นบุตรที่สามของพระยาเล่งอ้อง เพราะทำผิดมีโทษบนสวรรค์เง็กเชียงฮ่องเต้ สั่งให้ประหารชีวิต พระโพธิสัตว์กวนอิมขอไว้จึงได้รอดชีวิต จึงให้แปลงเป็นม้าไว้ สำหรับขี่ไปประเทศไซทีเอาคุณลบล้างโทษ โป๊ยก่ายอย่าไปเกี่ยวข้องถึงเธอเลยซัวเ๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงถามว่านี่มังกรแปลงเป็นม้าจริงหรือ เห้งเจีย ตอบว่าจริงดังนั้นโป๊ยก่ายถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดกันว่ามังกรนั้นมีฤทธาอานุภาพทำเมฆฝน และทำอำนาจแผลงฤทธิ์ให้น้ำในท้องมหาสมุทรหวั่นไหวไปทุกประการก็มี นี่ทำไม จึงเดินหงอย ๆ ไม่แข็งแรงเห้งเจียพูดว่า พี่จะบอกให้มังกรออกฤทธิ์ให้ดู ว่าแล้วเห้งเจียก็จับไม้กระบอง ขึ้นแกว่งกวัดมีรัศมีออกต่าง ๆ ม้ามังกรก็ตกใจคิดว่าเห้งเจียจะตีเอาก็ออกแรงเผ่น ห้อไปเร็วดุจสายฟ้าแลบ พระอาจารย์นั่งอยู่บนหลังจับบังเหียนรั้งยอก็ไม่หยุด วิ่ง ไปชั่วแล่นข้ามพ้นพื้นเขาตลอดไปทางใหญ่จึงหยุด หลวงจีนถังซัมจั่นั่งอยู่บนหลัง ออกหอบแลไปข้างหลังเห็นศิษย์ทั้งสามวิ่งตามมาทัน หลวงจีนถังซัมจั่ง เงยหน้า แลไปข้างหน้า เห็นมีหมู่ไม้สนร่มรื่นสง่างามมีบ้านเรือนอยู่หลายหลังจึงบอกแก่ ศิษย์ว่า ข้างหน้านั้นมีหมู่บ้านจำเราจะไปขออาศัยพักสักคืนหนึ่งเห้งเจียแลไปก็เห็นเป็นเมฆต่าง ๆ สีปกคลุมก็รู้ได้ว่าเป็นสำนักของผู้สำเร็จ บันดาลขึ้น เห้งเจียก็นิ่งอยู่แต่ในใจจึงพูดแก่พระอาจารย์ว่าที่ตรงนี้ดีควรจะพักได้ หลวงจีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้าพากันเดินเข้าไปยังประตูนอก พิจารณาดูบนห้องหอ ล้วนสลักเสลาศิลาเป็นรูปต่าง ๆ และปิดทองประดับซับซ้อนเป็นลวดลายระบายสี ต่าง ๆโป๊ยก่ายพูดว่า ชะรอยว่าจะเป็นบ้านของคนที่มั่งมีใหญ่โตจึงได้ทำอย่างนี้ เห้งเจียจะใคร่เข้าไปหลวงจีนถังซัมจังห้ามว่าอย่าเข้าไปเลย พวกเราเป็นคนถือศีล กินเพลต้องมีความเกรงใจเจ้าของบ้านจะติฉินได้ คอยให้มีคนเดินออกมา เราจึง ค่อยพูดขออาศัยสักคืนหนึ่ง พูดกันดังนั้นแล้วก็นั่งคอยอยู่ที่ข้างแท่นริมประตูสักครู่ หนึ่ง เห้งเจียใจร้อนเห็นไม่มีคนเดินออกมาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปข้างในประตูเหลียว ซ้ายแลขวาก็เห็นหอตึกหลังหนึ่งสามห้อง จึงเดินเข้าไปใกล้ก้าวขึ้นบนตึกพิจารณา ดูเห็นห้องหอกลางมีฉากหนังสือจีนสี่ตัวแต่มีเครื่องโต๊ะตั้งเป็นลำดับ และที่บนเสา มีเหรียญสลักเป็นตัวหนังสือทองแขวนสองข้างฝ่าผนัง มีฉากเขียนสี่ฤดูแขวนทั้ง สองข้าง ยิ่งพิจารณาดูก็ยิ่งงดงามนัยน์ตาบัดเดี้ยวได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินข้างใน ออกมา เป็นผู้หญิงอายุกลางคนถามว่า ผู้ใดเข้ามาในบ้านข้าพเจ้าหญิงหม้าย ทำไมเล่าเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงตอบว่าข้าพเจ้าคือคนอยู่ ณ ประเทศตะวันออก คือเมืองจีนพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่ง ให้หลวงจีนถังซัมจังไปยังประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้ข้าพเจ้าศิษย์กับอาจารย์สี่คนมาถึงที่นี่ ก็จวน เวลาค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง ขอท่านได้กรุณา พรุ่งนี้เช้าก็จะลาท่านไปหญิงหม้ายได้ยินเห้งเจียเล่าบอกชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีความศรัทธาจึงถามว่า บัดนี้ท่านทั้งสามนั้นอยู่ที่ไหนเล่าขอเชิญท่านเข้ามาข้างในนี้เถิด เห้งเจียจึงได้ร้อง นิมนต์ด้วยเสียงอันดังว่า เชิญพระอาจารย์เข้ามาในนี้เถิดหลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียร้องนิมนต์ดังนั้น ก็พร้อมด้วยโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ยกหาบจูงม้าเข้าไปข้างใน ครั้นถึงหลวงจีนถังซัมจั่งจึงเดินขึ้นไปบนหอนั่ง หญิง หม้ายก็ออกมาเชิญเข้าไปข้างใน •โป๊ยก่ายตามหลังอาจารย์เข้าไป ตาเขม้นดูหญิงหม้ายคนนั้นเห็นสวยงามดุจ หญิงพึ่งแรกรุ่น หลวงจีนถังซัมจั้งครั้นขึ้นมาบนหอนั่งหญิงหม้ายก็เชิญให้นั่งที่อัน สมควร สักประเดี้ยวมีเด็กสาวน้อยยกถาดน้ำชาออกมาวางบนโต๊ะ หญิงเจ้าของ บ้านจึงนิมนต์ให้หลวงจีนถังซัมจั้งฉันน้ำชาและสานุศิษย์ทั้งสามก็นั่งเก้าอี้รับ ประทานน้ำชาหลวงจีนถังซัมจั่งถามว่า ท่านสีกาโยมนั้นแซ่อะไร ชื่อในตำบลนี้มีนามอย่างไรหญิงเจ้าของบ้านบอกว่าตำบลนี้คือทิศปราจีน ประเทศนี้เป็นประเทศทิศตะวัน ออกนามเรียกว่าตั้งอิ้น ข้าพเจ้าแซ่โก๊สามีข้าพเจ้าแซ่ป๊อดบิดามารดาล่วงไปแล้ว ข้าพเจ้าสามีภริยาปกครองรักษาทรัพย์สมบัติไร่นาก็มีมาก ข้าพเจ้าไม่มีบุตรผู้ชาย มีแต่บุตรผู้หญิงสามคนสามีข้าพเจ้าถึงแก่กรรมตัวข้าพเจ้าเป็นหม้าย เลี้ยงบุตร อยู่จนทุกวันนี้ ทรัพย์สินก็บริบูรณ์มั่งคั่ง วงศาคณาญาติหามีไม่ ข้าพเจ้าต้องเป็น ธุระรักษาไป บุตรสาวทั้งสามคนคิดจะใคร่ให้ออกเรือนไปมีสามีดูก็ยากนัก บัดนี้ ท่านมาถึงนี่ก็ดีแล้วรวมทั้งลูกศิษย์อาจารย์ก็เป็นสี่คน ข้าพเจ้าแม่ลูกรวมสี่คน ใจ ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ขอให้ท่านเป็นสามีเห็นจะดีหรือไม่ ใจท่านจะเห็นเป็นประการใด ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบในใจท่านหลวงจีนถังซัมจั้ง ได้ฟังนางพูดดังนั้นก็มิได้พูดโต้ตอบว่ากระไรดุจคนใบ้หู หนวกหลับตาระงับจิตนั่งนิ่งอยู่หญิงนั้นเห็นหลวงจีนทำกิริยาอย่างนั้น จึงพูดต่อไปอีกว่าอันมรดกที่มีนั้น คือ นาฟางกว่าสามร้อยไร่ นาป่าก็กว่าสามร้อยไร่เรือกสวนก็กว่าสามร้อยขนัด ผลไม้ มีสารพัดโคกระบือตั้งฝูงใหญ่หมูแพะแกะเป็ดไก่นับไม่ถ้วน เครื่องภาชนะใช้สอย แพรผ้าสีต่าง ๆ ข้าวปลาตั้งยุ้งฉาง เครื่องเพชรนิลนิจดาแก้วแหวนเงินทองมีมาก หลายหากว่าจะใช้สอยกินอยู่นุ่งห่มสักสามชั่วคนก็ไม่หมด ส่วนท่านอาจารย์กับ ศิษย์สามคน แม้ว่าจะเห็นแก่ข้าพเจ้าแม่ลูกปลงใจอยู่ด้วยข้าพเจ้าก็จะมีความเจริญ สุขสถาวร หากจะดีกว่าที่จะไปไซทีให้ลำบากเปล่า ๆหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งนิ่งไม่โต้ตอบว่ากระไร หญิงนั้นก็พูดต่อไปว่า ข้าพเจ้าปีกุน ปีนี้ได้สี่สิบห้าแล้ว บุตรสาวคนใหญ่อายุได้ยี่สิบ ชื่อว่านางจินจิน บุตรคนที่สอง อายุได้สิบเก้าปีชื่ออ่ายอ่าย บุตรคนสุดท้องนั้นอายุได้สิบหกปีแล้วชื่อนางหลินหลิน บุตรทั้งสามนี้ก็ยัไม่มีสามีตัวข้าพเจ้านี้หากว่าไม่สวยไม่งาม ก็แต่บุตรทั้งสามนั้น รูปร่างสวยงามผิวพรรณผุดผ่อง การเย็บทอปักชำนาญทำได้ทุกอย่างเพราะไม่มี บุตรชายตั้งแต่ยังเยาว์สามีข้าพเจ้าให้เรียนหนังสือจะแต่งเป็นกลอนเป็นโคลงเป็น ฉันท์ก็ทำได้ ถึงอยู่ประเทศบ้านนอกอย่างนี้ก็จริง แต่ความรู้วิชาและการก็ริยา มารยาทก็พอคล้ายคลึงแก่ชาวพระนคร ท่านทั้งสี่แม้ว่าสมัครรักใคร่กับด้วยข้าพเจ้า แม่ลูกแล้ว ก็จะมีความสุขกายสุขใจอยากนุ่งก็มีนุ่งอยากกินก็มีกินเป็นที่ถาวรวัฒนา การที่สุด จะมาคิดเห็นดีอะไรแก่หม้อบาตรเหล็กนุ่งห่มผ้าย้อมกรักอย่างนั้นจะวิเศษ ด้วยข้ออะไรมีหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังหญิงหม้ายพูดพรรณนาดังนั้น สีหน้าสลดให้ตกใจ หวาดเสียวสะดุ้ง ดุจทารกได้ยินเสียงฟ้าร้องไห้งม ๆ เซอะ ๆ หวั่นไหวกายสั่น ระรัวนั่งนิ่งสะกดใจสำรวมอยู่มิได้พูดจาว่ากระไรโป๊ยก่ายนั่งอยู่บนเก้าอี้ ได้ฟังหญิงหม้ายพูดอวดความมั่งมี รูปศรีสวยงาม ๆ ดังนั้น จิตใจให้คันเหลือจะทนได้ นั่งไม่เป็นสุขเหลียวซ้ายแลขวามือเท้าให้ไหวติง ไปทั้งกายอดอยู่ไม่ได้ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาสะกิดพระอาจารย์ว่า นางหญิง หม้ายทำซึ่งความดีมาผูกสมัครจะใคร่ทำไมตรี ทำไมอาจารย์จึงนิ่งทำเฉยไม่พอใจ อย่างนั้นเล่าหลวงจีนถังซัมจั้ง ได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงหันหน้ามาตวาดด้วยเสียงอันดัง ว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำสูรู้ไม่รู้จักอะไร อาตมาเป็นสมณะรักษาเพศบรรพชิต ประพฤติพรตพรหมจรรย์ จะเอาความมังมีมาทำให้จิตเศร้าหมองควรอยู่หรือ จะ เอารูปรสกลิ่นเสียงมามัดผูกเราได้หรือเขาพูดว่ากระไรก็ช่างเขาเป็นไรไยเรามิพูดไป ช่างเขาเถิดฝ่ายนางหญิงหม้ายได้ยินพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่าคิดดูก็ น่าสงสารคนที่บวชนั้นจะมีความดีอะไรที่ไหนหลวงจีนถังซัมจังจึงถามว่า ก็ท่านสีกาโยมอยู่กับบ้านนั้นจะมีความดีอะไรเล่า หญิงหม้ายตอบว่าขอนิมนต์ท่านนั่งฟังไว้ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟังก็ทำไมจึงจะ ทราบได้จำจะต้องทำคำโคลงเป็นคำหนึ่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า (ซุนจ๊ายฮองเสงเตี๊ยดซิม ล้อ) แปลว่าฤดูเดือนสามเดือนสี่เดือนห้าสวมแพรโล่ คำที่สองว่า (ที้อ้วนกิมแซเสียง เล็กฮ้อ) แปลว่าฤดูเดือนหกเดือนเจ็ดเดือนแปดใส่แพรบางกินน้ำแช่ใบยาเย็น คำที่ สามว่า (ซิวอิ๊วชินโซเฮียงจุดจิ๋ว) แปลว่าฤดูเดือนเก้าเดือนสิบเดือนสิบเอ็ด ใส่เสื้อ แพรจินเจาดอกกินเหล้าข้าวเหนียวหอมโอชารส คำที่สี่ว่า (ตังไล้น่วนก๊อกจุ๊ยงั่นท้อ) แปลว่าฤดูเดือนสิบสองเดือนอ้ายเดือนยี่เข้านอนในหออุ่นเมาเพลิน คำที่ห้าว่า (สีซี้ ซิวเอ่งปัน ๆ อิ๊ว! แปลว่าสี่ฤดูประสงค์ของมีพร้อม คำที่หกว่า โป๊ยเจี๊ยดเตียนซู เกี๊ยเกี๊ยโต) แปลว่าแปดหน้าของบริโภคมีรสมีทุกสิ่ง คำที่เจ็ดว่า (ชิมกิ้มโพหลิน ฮวยเจ็กแม้ แปลว่าเครื่องใส่แพรสีมีต่าง ๆ กลางคืนมีไฟตามตั้งสีสว่างไสว คำที่ แปดว่า (เขี่ยงยู่เห้งเกียดเหลยมิท้อ) แปลว่าดียิ่งกว่าที่คนไปไหว้พระพุทธมิท้อ นางหญิงหม้ายอ่านคำโคลงชี้แจงให้หลวงจีนถังซัมจั่งฟังดังนั้นแล้ว หลวงจีนถัง ซัมจังจึงพูดว่าท่านสีกาโยมพูดดังนั้นก็ดีแต่อยู่กับบ้าน เป็นฆราวาสรับซึ่งความ สวยงามบริโภคกามคุณสุขกายสุขตา จะนุ่งห่มก็บริบูรณ์จะกินก็เครื่องคาวหวาน โอชารสอิ่มเอิบ บุตรสาวก็พรักพร้อมบริบูรณ์ดังนั้นเอาเป็นจริง แต่ท่านหาได้ทราบ ในความดีของสมณกิจผู้ระงับบาปไม่ แม้ว่าพูดกันทำไมจะรู้ได้ ต้องเอาโคลงเป็น พยานจึงจะรู้กันได้ ดังเราจะนำมากล่าวให้ท่านฟังบ้าง คำที่หนึ่งว่า (ชุดเกียหลิบจี่ ปุ่นเพียเชี้ยง) แปลว่าเข้าอุปสมบทบวชนั้นตั้งความเพียรไม่เหมือนอย่างโลก คำ ที่สองว่า (ซีเก่าช่งเจ๊ยอินอัยต๋อง) แปลว่าสละความรักใคร่และเหย้าเรือนเคหา คำที่สามว่า (วั่วม้วยปุ๊ดแซเอ่ยเก้าจี่) แปลว่าของนอกไม่เอาเป็นอารมณ์ตามปาก ลิ้น คำที่สี่ว่า (ซิมตังจู้อิ๋วเอี๊ยง) แปลว่ากายตัวก็มีความสุขด้วยอากาศ คำที่ห้า (กังฮวนเห้งมั้วเชียวกิมก่วย) แปลว่าสำเร็จความเพียรเข้าที่ระงับ คำที่หกว่า (เม่งซิม กี้แสพั่งกู้เฮียว) แปลว่าจิตสว่างเห็นสันดานเข้าบ้านเดิม คำที่เจ็ดว่า (เส่งเจ้อต้อ แกทัมฮวยชิด) แปลว่าดีกว่าอยู่กับบ้านกินเลือดเนื้อ คำที่แปดว่า (เหลาล้าย จุ๊ยโล๊ะเฉ่าภ่วยลัน แปลว่าความชราก็ตกลงในถุงเน่า หลวงจีนถังซัมจังพรรณนา ความตามในโคลงนัน ให้นางหญิงหม้ายฟังดังนัน หญิงนันมีความโกรธยิงนักจึง พูดว่า สงฆ์ที่เขาทิ้งพูดจาไม่มีสัมมาคารวะข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านมาจากเมืองไต้ถัง จะไล่ออกไปให้พ้นจากที่นี่ ข้าพเจ้ามีจิตจริงใจเอาเหย้าเรือนทรัพย์สมบัติเงินทอง มาผูกพันสมัครจะใคร่เป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน นี่ท่านเอาคำหยาบคายพูดให้ ข้าพเจ้าเจ็บใจ แม้ว่าท่านเป็นผู้รักษาศีลอุปสมบทตั้งมั่นอยู่ในทางสมณกิจสึกไม่ได้ ก็ศิษย์มีเป็นสามคน จะอนุญาตให้อยู่สักคนหนึ่งก็เป็นไร นี่ท่านมาตั้งมั่นทำเอา แต่ใจของท่านผู้เดียวไม่ผ่อนผัน เอาแต่ธรรมเนียมของท่านฝ่ายเดียวหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นนางโกรธดังนั้นก็ทำเป็นเกรง ๆ กลัว ๆ จึงร้องเรียกว่า เห้งเจียจะให้อยู่ที่นี่จะรับหรือไม่ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคย ธุระการบ้านเรือน ขอพระอาจารย์ให้โป๊ยก่ายอยู่เถิด โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงพูด ว่าพี่เห้งเจียไม่ควรจะปลูกคนอย่างนั้น สารพัดการต้องผู้ใหญ่ก่อนจึงถูกต้องตาม ธรรมเนียม หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ถ้าเห้งเจียโป๊ยก่ายไม่ยอมก็ให้ชัวเจ้งอยู่เถิด ชัวเจ็งพูดว่าขอพระอาจารย์ได้ทราบ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์กวนอิม ซักนำสั่งสอน และข้าพเจ้าได้รับสมาทานศีลแล้ว และสั่งให้ข้าพเจ้าติดตามพระ อาจารย์ไป ที่ไหนจะมาหลงรักความมั่งมีนั้นได้ ถ้าโดยที่สุดตายเสียก็จะดีกว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอตั้งจิตตรงไปให้ถึงประเทศไซที อันการมีจิตประมาทอย่าง นี้ข้าพเจ้ารับอยู่ไม่ได้เป็นอันขาด หญิงหม้ายเห็นอาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนนั้นไม่มี เครยอมอยูเปนเขยทุกคน นางมีความโกรธผุดลุกจากเก้าอีเดินเข้าในชันในแล้วปิเ ประตู ทิงศิษย์กับอาจารย์ไว้ให้อยู่ข้างนอก นำร้อนนำชาไม่หาให้กินทั้งสินเงียง สงัดไม่มีผู้คนออกมาโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจิตใจให้เศร้าหมอง คิดแค้นพระอาจารย์ พูดว่าพระอาจารย์ ไม่เข้าการเลย เอาการอะไรมากล่าวให้ล้างความดีของเราเสีย แม้เขาจะพูดจาว่า กระไรก็ตามแต่ใจเขา เราคอยพูดยกยอผ่อนผันพอได้อิ่มสักมื้อหนึ่ง พอรุ่งเช้าเรา ก็จะลาไป อันการนั้นมันก็สุดแต่เราพูดให้เสียการอย่างนี้พากันอดอยากเปล่า ๆซัวเจ๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพี่โป๊ยก่ายอยู่รับเป็นลูกเขย ก่อนก็จะสำเร็จการทั้งสิ้นโป๊ยก่ายว่าน้องอย่าพูดปลูกคนอย่างนั้นไม่ดีเลย ซึ่งการทั้งปวงต้องให้ผู้ใหญ่ คิดผู้ใหญ่พูดจึงจะดี เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า จะต้องคิดอะไรกับ ใครเมื่อกี้นี้เจ้าบอกแก่พระอาจารย์ให้รับเป็นสามีเขา ตัวก็ต้องรับเป็นลูกเขย จะต้องคิดอะไรอีกเล่า และบ้านนี้ก็มีทรัพย์สินเงินทองมั่งคั่งบริบูรณ์ ทั้งเครื่อง ภาชนะใช้สอย แม้จะแต่งงานทำขันหมากก็พอใช้ จะเลี้ยงดูข้าวของก็บริบูรณ์ตาม แต่พวกเราจะรับซึ่งความสุขแล้ว ตัวสึกออกไปเป็นฆราวาสอยู่นั้น ก็เป็นสุขอย่าง นี้จะมิดีกว่าพวกเราทั้งสองหรือโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงตอบว่า อันความที่พี่พูดก็จริงดังนั้น แต่ ข้าพเจ้าสละแล้วจะกลับเป็นฆราวาสอีกดูกระไรอยู่ สละลูกเมียแล้วและจะกลับ ไปหาเมี่ยอีกเล่าซัวเจ็งถามว่าพี่เคยมีภรรยาแล้วหรือ เห้งเจียพูดว่าซัวเจ๋งยังไม่รู้ โป๊ยก่ายนี้เดิม อยู่ที่เมืองโอซือก๊ก ดูเป็นลูกเขยของเกาท้ายกง เพราะพี่ปราบปรามจับตัวได้เธอ รับศีล เพราะฉะนั้นจึงได้สละภรรยาตามพระอาจารย์มาจะไปไซที เพื่อนมัสการ พระพุทธเจ้า เธอจากเมียมานานแล้ว บัดนี้มาพบปะอาหารเช่นที่เคยอย่างนี้ จึง คิดถึงความหลัง จิตใจก็ประหวัดหวั่นไหว เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วจึงเรียกโป๊ยก่าย มาบอกว่า เจ้าจงเป็นลูกเขยเขาเถิด และเจ้าจงรู้จักคุณของเห้งเจียให้มาก ๆ เถิด จงมาคำนับข้าเสียข้าจึงจะไม่ขัดคอเจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดังนั้นจึงพูดว่า เอาความอะไรมากล่าวเลอะเทอะ อย่างนี้ แม้ถึงตัวพี่ใจอย่างนั้นก็พอใจเหมือนกัน จะเอาความชั่วมาใส่ให้แต่ข้าพเจ้า คนเดียวอย่างไร คำโบราณท่านเปรียบว่าสมณะนั้นรูปศรีดุจปิศาจ แต่ผู้ใดเล่าจะ ไม่มีความปรารถนา เหตุฉะนี้ผู้ใดใคร ๆ ก็พูดเอาแต่ที่ดีเอาตัวรอด อ้างความสำเร็จ จนไม่มีน้ำร้อนน้ำชาจะกิน ทั้งข้าวปลาอาหารก็ไม่มีจะกินไต้ไฟก็ไม่มีจะจุด จนถึง ความอดอยากก็ไม่สู้กระไรนักมาวิตกด้วยม้าไม่มีหญ้าจะกิน พรุ่งนี้จะต้องรับให้ พระอาจารย์ขี่เดินทาง จะเอากำลังที่ไหนมาเดินทางได้ จะมิต้องถึงลอกหนังม้า ดอกกระมัง พูดดังนั้นแล้วจึงพูดว่าพี่น้องจงอยู่ที่นี่ไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปปล่อยม้าให้ ไปเที่ยวกินหญ้า โป๊ยก่ายก็ลงจากหอไปแก้ม้าจูงเดินไป เห้งเจียจึงบอกแก่ซัวเจ๋ง ว้า น้องจงอยู่ที่นี่ เป็นเพื่อนพระอาจารย์พี่จะไปดูโป๊ยก่ายจะไปข้างไหน เห้งเจีย ก็ออกจากหอแปลงเป็นแมลงวันบินแอบตัวโป๊ยก่ายไปมิได้รู้สึกฝ่ายโป๊ยก่ายจูงม้ามาถึงที่มีหญ้า ก็ไม่ปล่อยม้าให้กินหญ้า จูงม้าเลยไปทาง ประตูหลังบ้านของหญิงนั้น โดยความตั้งใจจะใคร่พบแก่แม่หญิงหม้ายฝ่ายแม่หญิงหม้ายเวลานั้น กำลังพาบุตรสาวทั้งสามคนไปชมดอกไม้อยู่หลัง บ้าน พอแลเห็นโป๊ยก่ายมา บุตรสาวทั้งสามคนก็เดินหลบเข้าไปในประตู แม่หญิง ยืนอยู่ที่ประตูจึงถามว่าท่านจะไปไหน โป๊ยก่ายตะลีตะลานปล่อยม้าเดินมาพนมมือ. แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าพาม้ามาจะให้กินหญ้าขอท่านแม่ได้ทราบแม่หญิงหม้ายพูดแก่โป๊ยก่ายว่า ท่านหลวงจีนถังซัมจั้งมัธยัสถ์ละเอียดนัก อยู่ที่นี่เป็นบุตรเขยของข้าพเจ้าจะไม่ดีกว่าที่ไปประเทศไซทีหรือ ไม่ต้องหอบหิ้วให้ ลำบากกายลำบากใจโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อันที่พระอาจารย์นั้นเพราะรับ ๆ สั่งของพระเจ้า ถังไทจงอ่องเต้ เธอหาอาจอยู่ได้ไม่ เมื่อกี้นี้ก็จะให้ข้าพเจ้าอยู่ด้วยท่านแม่คิดกัน แล้วแต่ข้าพเจ้ายังเกรงอยู่กลัวท่านแม่จะติดว่าข้าพเจ้าปากยาวหูยาวเพราะฉะนั้น จึงยังเห็นว่าขัดข้องอยู่แม่หญิงหม้ายได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ติเตียนอะไรดอก เพราะจะใคร่ได้บุตรเขยไว้ในบ้านสักคนหนึ่ง แต่วิตกว่าบุตรสาวจะมีความเลือก อย่างไรก็ยังทราบไม่ได้ ข้าพเจ้าจะไปลองบอกดูก่อนโป๊ยก่ายพูดว่า ขอท่านแม่โปรดบอกแก่แม่น้องด้วยเถิดว่า อย่าเลือกรูปร่าง เลย แม้ว่าตัวข้าพเจ้าหยาบคายก็จริงอยู่ แต่มีวิชาหลายประการนัก จะจัดการ บ้านเรือนนั้นได้หลายอย่างแม่หญิงหม้ายจึงถามโป๊ยก่ายว่า เจ้ามีวิชาการอย่างไรบอกให้ข้าพเจ้ารู้บ้าง โป๊ยก่ายพูดว่า ถึงตัวข้าพเจ้ารูปร่างหยาบคายก็จริง แต่ธุระกิจการในบ้านนั้นหมั่น อุตสาหะ แม้ไร่นาก็ไม่ต้องใช้วัวควายไถคราด คราดเหล็กของข้าพเจ้ามีอันเดียว ก็กระทำให้สำเร็จได้ทั้งสิ้น คราวไม่มีฝนจะทำให้ฝนตกก็ได้ หากไม่มีลมจะทำให้ ลมพัดก็ได้ ถ้าตึกบ้านห้องหอต่ำแคบจะทำให้ใหญ่โตสูงกว้างก็ได้ สารพัดการก็ สำเร็จได้ทุกสิ่งทุกอย่างแม่หญิงจึงพูดว่า ถ้ามีความเพียรและมีวิชาความรู้อย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่ต้อง กลับไปตรึกตรองปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์เสียก่อน ถ้าตกลงเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจะรับท่านเป็นบุตรเขยโป๊ยก่ายจึงพูดว่า ไม่ต้องตรึกตรองอะไร แม้พระอาจารย์เล่าก็มิใช่บิดามารดา บังเกิดเกล้า ซึ่งธุระนั้นสุดแต่ใจข้าพเจ้าทั้งสิ้นไม่ต้องไปปรึกษาหารือแก่ผู้ใดอีกต่อ ไปแล้วสุดแล้วแต่ใจข้าพเจ้าผู้เดียวแม่หญิงได้ฟังโป๊ยก่ายดังนั้น จึงพูดว่าถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว ข้าพเจ้าจะบอกให้ บุตรเขารู้ตัวเสียก่อน แล้วจึงจะค่อยจัดแจงแต่งงาน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไป ข้างในงับประตูหลังบ้าน โป๊ยก่ายก็ไม่พาม้าไปให้กินหญ้ากลับจูงม้ามาข้างหน้าหอ โป๊ยก่ายหาได้รู้สึกว่าเห้งเจียตามไปฟังความรู้หมดสิ้นทุกประการแล้วไม่เห้งเจียเมื่อตามไปฟังทราบความตลอดแล้ว ก็กลับมาแจ้งความแก่หลวงจีน ถังซัมจังว่า โป๊ยก่ายจูงม้ากลับมาแล้ว หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามโป๊ยก่ายว่า เอา ม้าไปปล่อยให้กินหญ้าแล้วหรือโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดกระทบดังนั้นก็คิดว่าการลับของเราคงมีผู้รู้แล้ว ให้คิด ละอายแก่ใจยิ่งนักนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ สักครู่หนึ่งก็ได้ยินประตูข้างเปิด แลไปก็เห็น นางหญิงหม้ายพาบุตรสาวเดินออกมามีคนถือโคมนำหน้าออกมา หอมกลิ่นระรื่น ครั้นเดินมาถึงที่หน้าหอนั่งแม่หญิงหม้ายจึงบอกบุตรสาวทั้งสามว่า ให้ไหว้คำนับ หลวงจีนถังซัมจั้งและเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง บุตรสาวทั้งสามคนได้ยินมารดาบอก ดังนั้นก็ยืนรายกันทั้งสามคนคำนับไหว้ พิจารณาลักษณะรูปร่างนางทั้งสามคนนั้น ดุจดังว่านางฟ้าลงมาดิน ยากที่จะหานางใดในมนุษยโลกนี้มาเปรียบเทียบได้ฝ่ายอาจารย์สานุศิษย์ทั้งสามสี่คนนั้น ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเมินหน้าไปเสียทาง อื่น มิได้รับรอง โต้ตอบประการใด แต่โป๊ยก่ายเมื่อแลเห็นนางทั้งสามคน มีศิริรูป โสภาผ่องใสงดงามดังนั้น ในดวงจิตก็ประหวัด มีความกำหนัดในรูปเกิดขึ้น จิตใจ ก็ให้งวยงง ร่างกายก็กำเริบหวั่นไหว จึงเอื้อนโอษฐ์ออกสุนทรวาจาเสียงเบา ๆ ว่า ลำบากแก่ท่านมารดาต้องพนางฟ้าลงมาดิน เชิญขอให้แม่น้องผู้รูปงามทั้งสาม กลับเข้าไปเถิดนางทั้งสามเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นแล้ว ก็คำนับกลับเข้าไปข้างใน เอา โคมเต็งลั้งไว้คู่หนึ่งฝ่ายแม่หญิงหม้ายจึงถามว่า ท่านผู้ใดจะพอใจเป็นบุตรเขยข้าพเจ้าก็ขอเชิญ เถิดซัวเจ๋งได้ยินนางถามดังนั้นจึงตอบว่า ได้จัดเรียบร้อยแล้วคือแช่ตือชื่อโป๊ยก่าย นั้นแหละจะให้เป็นบุตรเขยโป๊ยก่ายได้ยินชัวเจ๋งพูดดังนั้นจึงพูดว่า พี่น้องอย่าเหมาให้เราดังนั้นจะต้องคิด ไตร่ตรองกันก่อนจึงจะชอบเห้งเจียพูดว่ายังจะไตร่ตรองอะไรต่อไปอีกเล่า ข้างหลังบ้านได้นัดแนะพูดจา กันไว้แล้วก็เป็นที่ตกลงกันแน่นอนแล้วน่ะซี อาจารย์เป็นเจ้าสาวข้าพเจ้าเป็นเจ้าบ่าว ให้ชัวเจ๋งเป็นเถ้าแก่ ไม่ต้องหาฤกษ์วันคืนอะไรแล้ว วันนี้ก็เป็นวันธงชัยได้ฤกษ์ดีแล้ว ควรจะแต่งงานวิวาห์มงคลอยู่กินด้วยแล้ว โป๊ยก่ายไปไหว้อาจารย์แล้วจะได้ส่งตัว เข้าไป โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อย่าทำเล่น ๆ ดังนั้นไม่สำเร็จเอาที่ไหนมา ยังไม่ทันไรก็จะเอาลงเป็นที่แน่นอนอย่างนี้ไม่ได้เห้งเจียจึงพูดว่าทำไมจะไม่สำเร็จเล่า เจ้ากับแม่หญิงได้ยินยอมตกลงกันแล้ว ทำไมจึงว่าไม่สำเร็จ เจ้าจงรีบเร็ว ๆ ไปด้วยนาง เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว ก็เข้ามา จับมือโป๊ยก่ายจูงมาให้นางแม่หญิงหม้ายแล้วพูดว่า คนนี้คือบุตรเขยท่าน ท่านจง พาไปจัดแจงแต่งเถิดฝ่ายนางแม่หญิงหม้าย เห็นเห้งเจียมอบตัวโป๊ยก่ายมาให้แล้ว นางก็รับพา โป๊ยก่ายไปฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อเห้งเจียมอบตัวให้ตามนางแม่หญิงหม้ายไปเวลานั้น ร่างกาย ให้ไหวติงไปทั้งตัวมีความยินดียิ่งนัก ก็เดินตามนางเข้าไปข้างใน นางหญิงหม้าย จึงเรียกเด็กคนใช้ให้เอาเครื่องแจน้ำร้อนน้ำชาไปเลี้ยงเห้งเจียกับซัวเจ๋งข้างนอก แล้วเรียกพวกทำเครื่องโต๊ะให้ตระเตรียมจัดแจงทำเครื่องโต๊ะในการวิวาห์มงคลใน เวลาพรุ่งนี้ ครั้นนางสั่งการเสร็จแล้วก็พาโป๊ยก่ายเดินไปฝ่ายพระอาจารย์กับศิษย์ทั้งสามนั่งอยู่ข้างนอก ครั้นเสร็จธุระแล้วก็พากัน หลับนอนตามสบายเมื่อโป๊ยก่ายเดินตามแม่หญิงเข้าไปนั้น เห็นหอห้องเป็นชั้นเรียบร้อยเรียงราย มากมาย จึงถามว่าท่านมารดาในชั้นี้เห็นเป็นห้องหอและมีประตูเป็นชั้นๆ นั้น จะเป็นห้องสำหรับใส่อะไรไว้หรือนางบอกว่านี่ไว้สำหรับใส่ของกินและเครื่องใช้ต่าง ๆ โป๊ยก่ายจึงชมว่า บ้าน ผู้ดีแท้ ๆ เดินไปอีกก็เลี้ยวมุมตึกข้างนั้นมีทางเดินไป จึงมาถึงตึกใหญ่ แม่หญิง หม้ายพาโป๊ยก่ายเดินตรงขึ้นบนเต้งสูง ครั้นถึงนางจึงบอกโป๊ยก่ายว่า เมื่อกี้นี้เห้ง เจียพี่ของเจ้าบอกว่าวันนี้เป็นวันธงชัย ก็เป็นการด่วนจัดแจงไม่ทัน เจ้าจงไหว้พอ เป็นกิริยาแล้วจึงได้เข้าร่วมห้องโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นนึกดีใจก็ทำตาม จึงจุดธูปเทียนมาปักโต๊ะเทวดาและปู่ย่า ตาตาย แล้วคำนับไหว้ตามธรรมเนียม ครั้นเสร็จแล้วจึงมาไหว้แม่ยาย แล้วโป๊ย ก่ายจึงถามว่า ท่านมารดาจะให้บุตรคนไหนเป็นภรรยาข้าพเจ้าเล่านางจึงตอบว่า แม่นี้ยังมีความสงสัยอยู่ ด้วยคนทั้งสามนี้จะมีความเสียใจ บ้างดอกกระมัง จะยกคนใหญ่ให้คนกลางคนเล็กจะเสียใจ จะยกคนกลางให้คน ใหญ่คนเล็กจะเสียใจ จะยกคนเล็กให้คนใหญ่คนกลางจะเสียใจ เพราะฉะนั้นจึง เป็นความลำบากอยู่ยังไม่แน่ลงไปได้โป๊ยก่ายว่า ถ้ากระนั้นท่านมารดาโปรดยกให้เสียทั้งสามคนก็แล้วกัน ไม่ต้อง วุ่นวายอะไรเลย นางจึงพูดว่าทำอย่างนั้นจะมิเสียธรรมเนียมไปหรือ บุตรเขยคน หนึ่งจะเอาบุตรสาวสามคนนั้นไม่ได้ โป๊ยก่ายว่าท่านพูดดังนั้นก็ทีท่านเป็นขุนนาง หรือผู้มีทรัพย์ บ้านเรือนใหญ่โต เขามีเมียมาก ๆ ก็มีอยู่ถมไปจะผิดชอบอะไรไป ตัวข้าพเจ้าตั้งแต่ยังเล็กเคยไปเรียนวิชาแปลงกายได้ ถึงจะมีภรรยาหลายคนก็จะ ผ่อนผันให้พอใจได้ทุก ๆ คน นางจึงพูดว่าทำอย่างนั้นก็ไม่ดี แม่มีผ้าแพรขาวผืน หนึ่ง เจ้าเอาปิดตาปิดหูเสีย แล้วเสี่ยงทายให้หญิงทั้งสามนั้นมายืนตรงหน้าเจ้า ถ้าเจ้าจับถูกคนใดแม่จะยกคนนั้นให้เป็นภรรยาโป๊ยก่ายได้ฟังแม่ยายพูดดังนั้นก็นึกดีใจ จึงรับเอาผ้าแพรขาวมา แล้วก็คลุม หัวปิดตาปิดหูเสร็จแล้วก็ร้องบอกว่า ขอท่านมารดาได้บอกแม่น้องให้มายืนอยู่ ตรงหน้าข้าพเจ้าเถิด นางจึงร้องบอกบุตรสาวทั้งสามว่าเจ้าจงออกมาให้เขาเสี่ยง ทายเถิด เมื่อเป็นบุญของใครแม่จะได้ยกให้มีผัว นางทั้งสามได้ฟังมารดาสั่งดังนั้น ต่างก็พร้อมกันออกมายืนอยู่ โป๊ยก่ายได้กลิ่นหอมมาเข้านาสิกก็รู้ว่านางทั้งสาม ออกมายืนอยู่แล้ว จึงเดินตรงเข้าไปใกล้คว้าซ้ายคว้าขวาไล่จับก็มิได้ถูกต้องนาง คนใด จนหน้าตาโดนประตูและหน้าต่างฝาผนัง ตาหูปากคางฟกบวม จับใครก็ ไม่ได้แต่สักคนเดียว จนไปโดนบานประตูหกล้มลงนั่งอยู่กับพื้น แล้วร้องบอกว่า บุตรสาวของท่านมารดาวิ่งเร็วนักจับไม่ได้จะทำอย่างไรดีนางแม่ยายเห็นดังนั้น จึงมาแก้ผ้าที่ผูกตาออกเสียแล้วพูดว่าไม่ใช่นางน้องทั้ง สามนั้นวิ่งเร็ว เพราะเขาเป็นผู้ดีจึงหลบหลีกไม่กล้าให้เจ้าจับตัวได้ เขาจะไม่ยอม เป็นภรรยาเจ้า โป๊ยก่ายจึงว่า ถ้านางทั้งสามเขาไม่ยอมเป็นภรรยาข้าพเจ้าแล้ว ท่านแม่ยอมก็ใช้ได้เหมือนกัน ท่านแม่ยายจึงพูดว่า ลูกเขยอะไรอย่างนี้จึงจะคิด เล่นแม่ยายเล่า เห็นไม่สมควรจะคิดเลย นางจึงพูดว่าบุตรสาวทั้งสามคนนี้มีฝีมือ ได้ปักเสื้อประดับด้วยพลอยต่าง ๆ สี งามที่สุดมีอยู่คนละตัว แม้ว่าเจ้าใส่ได้สม ตัวเสื้อตัวใดแล้ว จะยกคนนั้นให้แก่เจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า ถ้ากระนั้นขอท่านแม่เอาเสื้อออกมาข้าพเจ้า จะลองใส่ดู แม่ยายจึงเดินเข้าไปข้างในหยิบเสื้อออกมาตัวหนึ่ง ส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็รับเอาเสื้อมาแล้วก็เปลื้องเสื้อเดิมออกเสีย เอาเสื้อใหม่สวมตัวเข้าลองใส่ดู พอยกเสื้อสอดมือทั้งสองเข้าไปในแขนเสื้อ เสื้อกลายเป็นเชือกมัดผูกไว้ทั้งมือและ เท้า โป๊ยก่ายก็ล้มกลิ้งลงกับพื้น มีความเจ็บปวดเป็นอันมาก หญิงก็อันตรธาน สูญหายไปฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งกับเห้งเจีย ซัวเจ๋งนอนอยู่ที่หน้าหอนั่ง พอรุ่งสว่างตื่นขึ้น เหลียวซ้ายแลขวา ก็มิได้เห็นบ้านเรือนและห้องหอ นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลวง จีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเรียกเห้งเจียกับซัวเจ็งให้ตื่นขึ้น ชัวเจ๋งจึงถาม เห้งเจียว่า พวกเราเห็นจะถูกปิศาจอสุรกายหลอกลวงดอกกระมัง จึงได้เป็นประ หลาดอัศจรรย์ดังนี้เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เข้าใจแน่ จึงหัวเราะแล้วพูดว่า ซึ่งบังเกิด มีป่าไม้อยู่อย่างนี้ ไม่รู้ว่าอ้ายสัตว์กินรำมันจะไปต้องโทษอยู่ที่ไหนหลวงจีนถังซัมจั้งถามว่า โป๊ยก่ายจะต้องโทษด้วยเหตุอะไร เห้งเจียจึงพูดว่า เมื่อวานนี้มีห้องหอตึกบ้านและมีหญิงหม้ายหญิงสาวนั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นพระ โพธิสัตว์พระองค์ใดมาบันดาลแปลงกายพอครึ่งคืนก็อันตรธานไปเสีย ถ้ากระนั้น ก็เห็นว่าโป๊ยก่ายคงจะต้องทรมานอยู่เป็นแน่แล้วหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ยกมือนมัสการเนืองไป บัดเดี้ยวแล ไปข้างริมต้นไม้สน เห็นกระดาษตกลงมายังพื้นดิน ซัวเจ๋งก็วิ่งไปเก็บมาอ่านดู ในกระดาษนั้นมีคำโคลงเขียนด้วยอักษรจีนอยู่แปดบท เป็นคำอรรถว่า (ลี่ซัวเล่า โป๊ปุ้ดซื้อฮ้อม) แปลว่าเจ้าแม่เล่าโป๊ไม่ใช่รักทางโลก คำที่สองว่า น้ำไฮ้กวนอิมลง มาจากเขาแปลว่าพระโพธิสัตว์เสด็จมาจากเขาน่ำไฮ้ คำที่สามว่าบุญชู้เท้าเฮี้ยน กายสี้แปะ แปลว่าพระโพธิสัตว์ทั้งสองแปลงกายมา คำที่สี่ว่า ห่วยเซ้งมุ้ยนิ้งต้อ ลีมตัง แปลว่าพระโพธิสัตว์ทั้งสามแปลงเป็นนางรูปสวย คำที่ห้าว่าเซ้งเจงพ้ามเป๊าะ เสียนกีเตีย แปลว่าจะมาลองใจหลวงจีนถังซัมจั่งว่าจะมั่นคงเพียงไร คำที่หกว่า โป๊ยก่ายทามเอิ้มเหลียกแสง้วน แปลว่า โป๊ยก่ายนั้นจิตมากด้วยความกำหนัด คำ ที่เจ็ดว่า ส่งี้เช้ยซิมซูเก๊ยก่วย แปลว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปภายหลังให้ขมาโทษอย่าได้ คิดต่อไป คำที่แปดว่า หยอดแซต๊ายมั่นโล่โต้ลั้น แปลว่า แม้มีความเกียจคร้านไป ข้างหน้าจะมีความลำบากมากเมื่อเวลาลูกศิษย์กับอาจารย์กำลังดูคำโคลงอยู่นั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่า พระ อาจารย์ช่วยข้าพเจ้าด้วยสักครั้งหนึ่งเถิด ต่อไปข้าพเจ้าไม่กล้ากระทำอีกแล้วพระอาจารย์ถังซัมจั้งจึงถามว่า เสียงที่ร้องเรียกนั้นเสียงโป๊ยก่ายมิใช่หรือ ซัว เจ๋งบอกว่าใช่ เห้งเจียบอกแก่ซัวเจ๋งว่า ช่างเขาอย่าเป็นธุระถึงเขาเลยพวกเรา จัดแจงไปเถิด หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า แม้โป๊ยก่ายมีความโฉดเขลาดังนั้นก็จริงอยู่ แต่ต้องเห็นแก่พระโพธิสัตว์ ต้องช่วยแก้สักครั้งหนึ่งก่อนซัวเจ็งยกหาบใส่บ่า เห้งเจียจูงม้านำหน้าพระอาจารย์เดินเข้าไปยังพุ่มไม้ใน ป่ารกค้นหาโป๊ยก่าย แหวกหญ้าบุกรกเข้าไปบัดเดี้ยวก็แลเห็นโป๊ยก่ายถูกมัดอยู่ บนต้นไม้ เสียงร้องครางไม่หยุด เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ทำแกล้งพูดเยาะว่า โป๊ย ก่ายลูกเขยป่านนี้ยังไม่มาเคารพนบนอบวงศ์เพื่อนฝูงทั้งหลาย และทำไมจึงไม่มา บอกให้พระอาจารย์ยินดีบ้างเล่า ขึ้นไปนอนอยู่บนที่ตึกสูงตามสบายใจ ได้ดีแล้ว ก็ไม่ทักไม่ทายกันบ้างเลย จะลืมกันเสียที่เดียวหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูด เยาะเย้ยดังนั้น ให้มีความละอายเป็นที่สุดสู้อุตสาห์กัดฟันไม่ร้องครางฝ่ายซัวเจ็งยืนอยู่ข้างนั้น เห็นโป๊ยก่ายถูกมัดมีความเจ็บปวดครางอยู่ดังนั้น ก็นึกสงสารจึงขึ้นไปแก้มัดให้โป๊ยก่ายแล้วก็พากันลงมา จึงมีคำกลางว่ารูปศรีอัน งามดุจอาวุธอันบุคคลไว้สำหรับฆ่าตัวเอง ความกำหนัดโลภหลง จะต้องด้วยภัย อันใหญ่หญิงแรกรุ่นกำดัด ดุจยักษ์และปิศาจรากษสอันร้ายแรงฉะนั้นโป๊ยก่ายครั้นชัวเจ๋งแก้มัดให้ลงมาถึงแผ่นดินได้แล้วก็จุดธูปนมัสการขมาโทษ เห้งเจียถามว่ารู้ว่าโพธิสัตว์องค์ใดแกล้งแปลงมาหรือไม่โป๊ยก่ายบอกว่า ข้าพเจ้า ต้องมัดเจ็บปวดมืดมัวหารู้ว่าองค์ใดไม่ เห้งเจียจึงหยิบกระดาษที่เก็บได้นั้นมาส่งให้ โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายรับกระดาษมาดูก็รู้ชัดว่าพระโพธิสัตว์แปลงกายมา ยิ่งมีความ อดสูแก่ใจหาที่เปรียบมิได้ ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วพูดว่านี่โป๊ยก่ายมีนิสัยอันใหญ่ได้ ร่วมญาติกันกับพระโพธิสัตว์ทั้งสี่องค์โป๊ยก่ายจึงพูดว่า ตั้งแต่นี้ไปน้องอย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปต้องตั้งจิตหาบ หามตามพระอาจารย์ไปกว่าจะสำเร็จการเถิด หลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูด ดังนั้นจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็สมควรแล้วเห้งเจียเห็นการเรียบร้อยแล้วจึงเดินนำหน้าพากันออกเดินมายังทางใหญ่ หมายระยะทางตรงไปยังทิศปราจีน ครั้นเดินตามระยะทางตามแนวป่าเช้าค่ำก็ พักนอน วันหนึ่งเดินมาตามทางแลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่มีต้นไม้ขึ้นเป็นช่อชั้น งาม บนยอดเขามีเมฆห้อมล้อมมีรัศมีต่าง ๆ อาจารย์กับศิษย์เดินพลางชมพลาง หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นก็มีความรื่นเริง จึงพูดว่าเราข้ามเขาข้าม น้ำมาก็มากแล้ว ยังไม่เห็นเหมือนภูเขานี้ พิเคราะห์ดูชัยภูมิงดงามยิ่งกว่าทุกเขา เห็นจะใกล้เขตวัดลุ่ยอิมยี่ดอกกระมัง เราทั้งหลายจงตั้งจิตสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า จะเร็วดังนั้นทีเดียวหรือ ซัวเจ๋งจึงถามเห้งเจียว่าวัดลุ่ยอิมยี่นั้นหากพวกเราจะไปนั้น หนทางจะไกลใกล้ ประมาณสักเท่าใด เห้งเจียตอบว่าหนทางนั้นหมื่นแปดพันโยชน์สิบส่วนเรามายัง ไม่ได้หนึ่งส่วนโป๊ยก่ายถามว่าหากจะไปนั้นสักกี่ปีจึงจะถึง เห้งเจียตอบว่าถ้าน้องทั้งสองไป สิบวันจึงจะถึง ถ้าพี่จะไปวันหนึ่งไปมาห้าสิบรอบก็ยังเห็นแสงตะวันไม่ค่ำ ถ้าเปรียบ พระอาจารย์ไปเมื่อไรจะถึงอย่าเพ่อคิดเลยหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ถ้าเห้งเจียพูดดังนั้นก็เมื่อไรจึงจะถึงเล่า เห้งเจีย ตอบว่าเปรียบพระอาจารย์ไปนั้นตั้งแต่เล็กจนแก่อย่างนี้พันหนก็ยังไม่ถึง หากพระ อาจารย์มีมูลสันดานผ่องใสบริสุทธิ์ ชั่วระลึกหยุดก็ถึงที่เขาเล่งซัวนั้นเองซัวเจ๋งจึงถามว่าแม้ตำบลนี้มิใช่วัดลุ่ยอิมยี่พิจารณาดูในแห่งนี้ก็จะเป็นสถานที่ ของผู้วิเศษจะอาศัยอยู่ดอกกระมัง เห้งเจียว่าน้องเห็นความดังนั้นก็จะเป็นได้บ้าง เห็นเกือบจะถูกต้อง สมควรจะเป็นสำนักของผู้วิเศษจริงไม่กระนั้นก็จะเป็นสำนัก เซียน และอิสีดาบสอยู่เป็นแน่ พวกเราค่อย ๆ เดินพิศดูเล่นจะกล่าวมูลเหตุของภูเขานี้ มีนามเรียกว่าเขาบ้วนซิ่วซัวบนเขานั้นมีสำนักเรียก ว่า เหงาจึงกวนสำนัก สำนักนีมีเซียนฤๅษีองค์หนึ่งนามเรียกว่า ตินหงวนจื้อใน ภูมิทีนัน เกิดของวิเศษอยู่สิงหนึ่งของสิงนีคือตังแต่เริมตังโลกยังไม่ปันฟ้าปันดิน ก็ บังเกิดมีของกายสิทธิ์อย่างนี้ คือในใต้หล้านี้ทั้งสี่ทวีปปมีแต่อุดรทวีปนั้นแรกมีต่อ มามีชมพูทวีปต่อที่หลัง นามของวิเศษนั้นเรียกว่า เช้าฮ่วนตันคือยาวิเศษและเรียก ยิ่นเซียมก๊วย คือมีต้นเกิดผลเป็นรูปคล้ายคน จะเรียกมรรคลีผลก็ได้ สามพันปีจึง จะออกดอกอีกสามพันปีจึงจะตั้งผล อีกสามพันปีจึงจะสุก รวมหมื่นปีจึงบริบูรณ์ กำหนดมีเฉพาะสามสิบผล ผลนั้นคล้ายแก่ทารกพึ่งจะออกจากครรภ์มารดา สาม วันผลนั้นเป็นเบญจสาขาบริบูรณ์ แม้ผู้ใดมีนิสัยได้ดมกลิ่นทีหนึ่งอายุยืนสามร้อย หกสิบปี แม้ได้กินผลหนึ่งอายุยืนสี่หมื่นเจ็ดพันปี แต่เมื่อเวลาวันนั้นติ๋นหงวนได้ เซียนฤๅษีอาจารย์ใหญ่มีกิจธุระด้วยหงวนซุ้ยเทียนจุนพรหมใหญ่ เชิญไปฟังธรรม บนวิมานหมี่หลอสวรรค์ ติ๋นหงวนไต้เซียนนั้นสั่งสอนสานุศิษย์แพร่หลายเหลือที่ จะคะเนนับ ในเวลานั้นยังมีอยู่สี่สิบแปดคน ๆ นี้ได้สำเร็จมรรคของเซียนโดย เชี่ยวชาญ ในเวลานั้นติ้นหงวนอาจารย์ใหญ่พาสานุศิษย์สี่สิบแปดคนนั้นไปยังสวรรค์ เมื่อจะไปนั้นให้ศิษย์สองคนอยู่เฝ้าสำนัก ชื่อเชงฮองคนหนึ่ง ชื่อเม้งง้วยคนหนึ่ง เชงฮอง อายุได้พันสามร้อยยี่สิบปี เม้งง้วยอายุได้พันสองร้อยปี ไต้เซียนติ๋นหงวน ใกล้จะไปได้สังสอนสานุศิษย์เชงฮองเม่งง้วยไว้ว่า วันมะรืนนี้คนชอบแก่ข้าพเจ้า จะมาทางนี้คือเป็นสมณะสงฆ์อยู่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง นามเรียกว่าถังซัมจัง เธอ รับ คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปมัชเิมประเทศ เพื่ออาราธนา พระไตรปิฎกธรรม เมื่อเธอมาถึงนี่ตัวทั้งสองอย่าได้เกียจคร้าน จงเชื้อเชิญให้ หยุดพักแล้วไปเก็บผลยิ่นเซียมบนต้นลงมาถวายให้เธอฉันสองผลเชงฮองเม่งง้วยทั้งสองจึงพูดว่าคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่าความปฏิบัติไม่เหมือน กันอย่าได้ร่วมคิด ก็นี่เป็นสมณะจะมาเป็นสมัครพรรคพวกได้หรือติ้นหงวนผู้อาจารย์ได้ฟังเชงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้นจึงพูดว่าท่านทั้งสองไม่รู้เหตุ ผลด้วยเดิมพระถังซัมจังนั้นเมื่อครั้งพระพุทธองค์ประชุมเลี้ยงมหาสังฆทานนั้น ตั้งแต่นันมาจนบัดนี่นับได้ห้าร้อยปีแล้ว๖ เมื่อครังเธอเป็นโพธิสัตว์บัดนีเธอกลับ ชาติมาเป็นสมณะสงฆ์ แม้เธอมาถึงเอาผลยิ่นเซียมถวายให้เธอ จงระวังระไวอย่า ให้สานุศิษย์ของเธอรู้เหตุการณ์เชงฮองเม่งง้วยได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้นก็เคารพรับคำสั่ง แล้วไต้เซียนติ๋นหงวน ก็พาสานุศิษย์สี่สิบแปดคนเหาะขึ้นบนสวรรค์ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจังเดินมากับด้วยสานุศิษย์ทั้งสามคน พิจารณาดูเพิงผาโขด เขาคีรีบัดเดี้ยวก็เห็นมีต้นไม้สนที่พื้นลานดูร่มรื่นเป็นที่ชัยภูมิสงัดเงียบสำหรับระงับ ใจให้มีความสุขเย็นใจดุจผู้ปฏิบัติ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงลงจากม้า แลไป เห็นมีแผ่นศิลาจารึกอักษรใหญ่สิบตัว คือ (บ่วนซิ่วซ้วฮกตี้เหงาจึงกวนต้องเทียน) แปลว่าเขาบ่วนซิ่วที่ชัยภูมิสำนักเหงาจึงกวนถ้ำฟ้าหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงบอกแก่ศิษย์ว่า ที่นี้เป็นที่สำนักงดงามพวกเรา เดินเข้าไปดูเล่น เห้งเจียพูดว่าเห็นจะดีแล้วศิษย์กับอาจารย์ก็พากันเดินเข้าไปยัง ประตูมองขึ้นไปดูที่สองข้างประตูมีหนังสือเหลียนเขียนไว้ข้างละเจ็ดตัว คำหนึ่งว่า เชียงแซปุ๊ดเหลาสินเซียนรู้ แปลว่า อายุยืนไม่แก่ที่เทวดา คำสองว่าอื่อเทียนตั้ง ซิวเต๋งยิ้นแกยืนนานเสมอฟ้าหรือสี่มรรคเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงพูดว่า พวกฤๅษีเหล่านี้พูดอวดตัวมากนัก ข้าพเจ้าเบื่อหูเมื่อข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์ที่มหาพรหมท้ายเสียงเล่ากุนก็ยังไม่เคยฟัง พูดอวดใหญ่โตอย่างนี้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินเข้าไปข้างในประตูมองเข้าไป เห็นมีหนุ่มน้อยสองคนเดินออกมา พิเคราะห์ดูรูปร่างงามแปลกประหลาดกว่าคน ธรรมดาทั้งหลาย หนุ่มน้อยนั้นคือเชงฮองเม่งง้วย เธอทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ยกมือ ขึ้นคำนับพูดว่า ขอนิมนต์ท่านอาจารย์เข้ามาพักข้างในหลวงจีนถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีพากันเดินตามหนุ่มน้อยทั้งสอง เข้าไปยังสำนัก ครั้นถึงเชงฮองเม่งง้วยจึงเชิญหลวงจีนถังซัมจังให้นั่งที่อันสมควร แล้วยกน้ำร้อนน้ำชามาถวายหลวงจีนถังซัมจั้งแลขึ้นไปบนที่บูชา เห็นมีอักษรใหญ่สองตัวคือ (เทียนตี้) แปลว่า ฟ้าดิน และมีเครื่องตั้งประดับประดาเป็นชั้น ๆ หลวงจีนถังซัมจังจึงลุกเดินเข้ามา จุดรูปบูชา แล้วกลับมานั่งจึงถามเชงฮองเม่งง้วยว่าที่สำนักนี้เป็นสุขุมระงับเย็น ดุจที่เมืองพระพุทธเจ้าอยู่ ทำไมไม่เห็นบูชาพรหมซัมเชงและเทพยดาดาวทั้งหลาย บูชาแต่อักษรสองตัว ฟ้ากับดินเท่านั้นเองเชงฮองเม่งง้วยได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั่งถามดังนั้นหัวเราะแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ปิดบังท่านอาจารย์ อาจารย์ของข้าพเจ้าท่านบูชาอักขระฟ้าดินสองตัวนี้ เป็น ที่สุดยอดแล้ว พรหมและเทพยดาเทพารักษ์หรือดาวทั้งหลายไม่อาจรับการบูชา ของอาจารย์ข้าพเจ้าได้เพราะอาจารย์ของข้าพเจ้าออกจากที่อันฉลาดเฉลียวแล้ว หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า อันฉลาดเฉลียวนั้นเป็นใจความอย่างไรเชงฮองเม่งง้วยตอบว่า พรหมซัมเชงเป็นเพื่อนของพระอาจารย์ข้าพเจ้า เทวดา เทพารักษ์เจ้าและดาวทั้งหลายเป็นที่ชอบกับอาจารย์ของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึง ไม่อาจรับเครื่องสักการบูชาของอาจารย์ข้าพเจ้าเห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้น ได้ยินเซงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้นก็หัวเราะออกงอ ๆ แล้ว จึงพูดว่า ข้าพเจ้าเข้าใจกำจัดซึ่งภูตผีปิศาจทั้งหลาย ฟังดูหนุ่มน้อยเด็กทั้งสองคนนี้ เข้าใจพูดอ้อมค้อม หลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า บัดนี้อาจารย์ของท่านทั้งสองไป ข้างไหนเชงฮองเม่งง้วยตอบว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้านั้นท่านพรหมง่วนซุ้ยเทียนอุน เชิญขึ้นไปบนสวรรค์ ยังวิมานหมี่หลอฟังวิสัชนาธรรม เห้งเจียได้ฟังเชงฮองเม่งง้วย บอกดังนั้นก็หัวเราะใหญ่ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้น จึงบอกสานุศิษย์ให้ออกไป หาเตาจะได้หุงต้ม เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น ก็พากันออกมาที่หอ กลางไปข้างห้องหออาศัย ที่โรงครัวจัดแจงหุงต้มฝ่ายเชงฮองเม่งง้วย จึงถามว่าท่านอาจารย์คือเป็นพระที่อยู่เมืองจีน ชื่อถัง ซัมจังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกใช่หรือไม่ หลวงจีนถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพ นี้แล คือพระถังซัมจั่ง เหตุใดท่านทั้งสองจึงรู้จักชื่ออาตมภาพเล่า เชงฮองเม่งง้วย จึงบอกว่า อาจารย์ของข้าพเจ้า เมื่อท่านจะไปได้สั่งไว้ว่า ท่านอาจารย์จะมาถึงที่นี่ สั่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองนิมนต์ท่านพักก่อน ขอท่านอาจารย์ได้นั่งคอยข้าพเจ้าจะไป เก็บผลไม้เล็กน้อยมาถวาย เซงฮองเม่งง้วยก็คำนับลาเข้าไปในห้อง หยิบไม้ขอทอง เอาแพรปูรองถาดครั้นแล้วคนทั้งสองก็พากันออกจากห้อง เดินตรงไปยังสวนดอกไม้ ข้ามพ้นสวนดอกไม้ไปบัดเดี้ยวก็มาถึงที่ต้น เยิ่นเซียมก๊วย) เชงฮองก็ปืนขึ้นไปบน ต้น เอาไม้ตะกร้อทองเกี่ยวผลยิ่นเซียมสองผลขยับสั่น ผล (ยิ่นเซียมก๊วย) ก็หล่น ลงมาในตะกร้อ เม่งง้วยเอาถาดรองรับไว้ในถาดแล้วคนทั้งสองก็พากันเดินกลับมา ยังสำนัก จึงนำถวายหลวงจีนถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าที่สำนักนี้ไม่มีสิ่งใดจะถวายมีแต่ ผลไม้เล็กน้อยอย่างนี้ นิมนต์ท่านฉันพอเป็นยาวชีวิตหลวงจีนถังซัมจั้งแลไปในถาด จิตใจให้ไหวสั่นถอยหลังออกมาสามก้าวแล้ว พูดว่า ปีนี้ไร่นาข้าวปลาก็บริบูรณ์ ทำไมตำบลนี้แห้งแล้งหรือ จึงเอาเด็กพึ่งคลอด ได้สามวันมาให้อาตมาฉัน จะควรหรือ เชงฮองได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั้งพูดดังนั้น และทั้งมีก็ริยาสะดุ้งหวาดไม่รู้จักของวิเศษ เม่งง้วยเห็นดังนั้น จึงเดินเข้ามาใกล้ บอกว่าท่านอาจารย์ยังไม่ทราบ ผลไม้นี้นามเรียกว่า ยิ่นเซียมก๊วยผลนั้นเกิดอยู่ บนต้นหลวงจีนถังซัมจั่งจึงพูดว่า ท่านทั้งสองทำไมจึงพูดไพล่เผลอดังนั้นเล่า ต้นไม้ จะมาเกิดเป็นคนมีหรือ จงเอาไปเสียเถิดอาตมาฉันไม่ได้ เชงฮองเม่งง้วย ฟังหลวง จีนพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงยกถาดผลไม้กลับเข้าไปในห้อง เชงฮอง เม่งง้วยจึงพูดว่า ผลไม้นี้จะไว้ช้าไม่ได้จะเสียกินไม่ได้ เราทั้งสองแบ่งกันคนละผล พูดแล้วก็ต่างคนกินคนละผล เชงฮองเม่งง้วยนั่งกินผลไม้อยู่ในห้อง ฝาห้องติดกับ โรงครัว โป๊ยก่ายกำลังหุงต้มอยู่ในครัวได้ยินเชงฮองเม่งง้วย กระซิบพูดกันเมื่อตะกี้ เอาไม้ขอและถาดไปใส่อะไรที่ไหน และได้ยินว่าพระถังซัมจั้งไม่กล้ากินผลยิ่นเซียม ก๊วย คนทั้งสองเอากลับไปในห้องแบ่งกันกินเสีย โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นน้ำลายไหล โดยความที่อยากกิน ทำไมเราจะได้สักผลหนึ่งมากินแก้อยาก ตัวเองก็ยังกังวล หุงต้มอยู่ไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใด จึงนั่งคอยเห้งเจียมาจะได้ปรึกษากัน บัดเดี๋ยว เห้งเจียก็จูงม้ามาผูกที่โคนต้นไม้ แล้วก็เดินเลยไปข้างหลังสำนัก โป๊ยก่ายแลเห็น เห้งเจียเดินไปจึงกวักมือร้องเรียกว่า พี่เห้งเจียกลับมานี่ก่อน ๆ เห้งเจียหันหน้า กลับมายังโรงครัว จึงถามว่าอ้ายกินรำมึงเรียกทำไม โป๊ยก่ายว่าที่สำนักนี้มีของ วิเศษแกจะรู้อะไรเห้งเจียถามว่าของวิเศษอะไรที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าคือผลยิ่นเซียมก๊วยแก เคยเห็นบ้างหรือ เห้งเจียได้ยินก็ตกใจแต่ที่จริงไม่เคยได้เห็น เป็นแต่เคยได้ฟังเขา เล่าให้ฟังว่าผลยิ่นเซียมก๊วยนี้เขาเรียกว่า (เช้าฮ่วนตัน) คือยาวิเศษถ้าได้กินแล้ว อายุยืนนานเดี๋ยวนี้ที่ไหนจะมี เป็นของหายากนักโป๊ยก่ายบอกว่าในที่สำนักนี้มี หนุ่มน้อยทั้งสองนั้นเอามาสองผลถวายพระ อาจารย์ ๆ พูดว่า เด็กทารกพึ่งออกได้สามวันพระอาจารย์ไม่กล้ากิน เขาทั้งสอง พูดอ้อนวอนให้กินพระอาจารย์ก็ไม่รับประทานแล้วท่านก็ไม่บอกให้เรารู้ด้วย หนุ่ม น้อยสองคนเอาไปซ่อนกินไม่ให้พวกเรารู้ เราทำอย่างไรจะได้กินบ้างสักผลหนึ่ง ข้าคิดว่าเราไปเที่ยวค้นดู1 ถ้าพบแล้วเก็บเอามากินสักสองสามผลจะเป็นอย่างไร บ้างก็จะได้รู้กันเห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นก็ไม่สู้ยากอะไรนัก เป็นธุระพี่จะไปเที่ยวค้นดู ถ้าพบแล้ว พี่เอามากินเล่น พูดแล้วก็เดินออกไป โป๊ยก่ายยึดไว้ว่าอย่าเพ่อก่อนข้าพเจ้า ได้ยินมันพูดกันว่า เอาอะไรเป็นไม้ตะกร้อในห้องไปสอย เห็นจะต้องเอาสิ่งนั้นไป เก็บ จึงจะได้ดอกกระมัง พี่จงแอบเข้าไปดูก่อนเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงพูดว่าพี่เข้าใจได้เห้งเจียจึงร่ายมนต์บังตามิ ให้เห็นตัว แล้วก็เดินเข้าไปในห้อง เวลานั้นเชงฮองเม่งง้วยมิได้อยู่ในห้อง เห้งเจีย สอดตามองรอบห้องแลเห็นไม้ขอทองที่บนประตูห้องแขวนอยู่ ยาวประมาณสองแขน เศษข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็ก ผ้าแพรสีต่าง ๆ พันคันขอเห้งเจียแล้วก็คิดว่าเห็นจะ เป็นไม้อันนี้เอง จึงเดินเข้าไปหยิบเอามาเดินดูไปในสวนจนข้ามสวนดอกไม้ไปถึง สวนต้นไม้ใหญ่ ดูกิ่งก้านออกเขียวรื่นไปทั้งหมู่ ผลและดอกออกช่อดูงดงามยิ่งนัก เห้งเจียก็เดินมาใกล้ต้นยิ่นเซียมก๊วยยืนอยู่ที่โคนต้น แลขึ้นไปดูบนต้นเห็นข้างทิศ อาคเนย์นั้นมีกิ่งมีผลห้อยอยู่พิจารณาดูดังทารกแดง ๆ ผลนั้นติดอยู่ปลายกิ่งห้อย แกว่งกวัดตามลม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ ก็ปืนขึ้นบนต้นไม้ นั้นจนถึงยอดเอาไม้ตะกร้าสอยลูกหนึ่งพอบิดผลยิ่นเซียมก๊วยก็หล่นตกลงมายัง พื้นดิน เห้งเจียก็กระโดดตามลงมาค้นหาดูรอบในที่นั้นก็ไม่เห็น แหวกหญ้าดูก็ไม่มี ร่องรอยอะไรเลย เห้งเจียนึกว่าผลไม้นี้มีตีนเห็นจะเดินหนีได้โดยจะหนีไปก็ไม่พ้น ประหลาดจริง ๆ ทำไมจึงหาไม่เห็น จึงคิดว่าชะรอยพวกพระภูมิเจ้าที่ ๆ รักษาใน สวนนี้ จะไม่ยอมให้เราลักผลยิ่นเซียมก๊วยจึงเก็บเอาไปซ่อนเสีย พูดแล้วก็อ่าน คาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่ในเขตนั้น บัดเดี้ยวพระภูมิก็มาพร้อมกันคำนับแล้วถามว่า ท่านไต้เซียเรียกพวกข้าพเจ้ามานี้มีกิจธุระจะสั่งเสียอะไรหรือเห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายไม่รู้ ข้าพเจ้าหรือรอบจักรวาลคือเป็นหัวขโมยใหญ่ บนสวรรค์นั้นลักชมพู่ลักสุราของเง็กเชียงฮ่องเต้และลักยาวิเศษของท้ายเสียงเล่ากุน ผู้ใดก็ไม่กล้าจะขัดขวางอะไร บัดนี้ข้าพเจ้าขโมยเก็บผลไม้ผลหนึ่ง ทำไมพวกท่าน เอาของเราไปซ่อนเสียที่ไหน ผลไม้ก็เป็นของอยู่กลางอากาศเกิดขึ้น ควรจะแบ่ง ให้เรากินสักผลหนึ่ง จะเสียหายสักเท่าใด เราพึ่งสอยลงมาผลหนึ่งเท่านั้นทำไม จึงเก็บเอาไปซ่อนเสียที่ไหนพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงบอกว่า ท่านไต้เซียเห็นผิดเสีย แล้ว พวกข้าพเจ้าเป็นแต่เจ้าผีซึ่งสิ่งผลไม้วิเศษอย่างนี้พวกเทวดาเซียนเขาอาจทำ ได้ พวกข้าพเจ้าจะเอาไปที่ไหนได้แต่จะดมกลิ่นก็ไม่ได้ดมเห้งเจียถามว่าถ้าพวกท่านไม่ได้เอา เราสอยตกลงมาแล้วจะหายไปข้างไหนเล่า พระภูมิเจ้าที่บอกว่าได้เซียทราบแต่ของวิเศษไม่ทราบที่พื้นนี้ขัดแก่เบญจธาตุเหลา เฮ้งอยู่เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงมีขัดข้อง พระภูมิเจ้าที่จึงตอบว่าผลไม้นี้ถูกธาตุทองก็ หล่นถูกธาตุไม้ก็เหี่ยวถูกน้ำก็แปรสูญ ถูกธาตุไฟก็เผาละเอียดถูกธาตุดินก็มุดสูญ ไปเวลาจะเก็บก็ต้องเอาทองทำไม้สอยหล่นแล้ว ก็ต้องเอาถาดและเอาแพรและ สำลีรองรับผลไม้ไว้ ผลไม้จึงจะมิได้แปรปรวน ถ้าผลไม้นี้เหี่ยวแห้งกินอายุก็ไม่ ยืนนาน ท่านไต้เซียไม่ทราบเพราะฉะนั้นสอยตกถูกดินจึงได้อันตรธานหายไปเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงเอากระบองเหล็กกระทุ้งดินงัดขึ้นดูก็ไม่เห็นจึงพูดว่า เห็นจะเป็นจริงดังท่านพูดข้าพเจ้าผิดเอง ท่านทั้งหลายจงกลับไปเถิดพวกพระภูมิ เจ้าที่ก็พากันกลับไป เห้งเจียจึงปืนขึ้นบนต้นไม้มือหนึ่งจับขอสอยมือหนึ่งเอาผ้า ผูกคอทำเป็นถุงรับ สอยลงมาได้สามผลแล้วก็กระโดดกลับลงมา ไปยังที่ห้องครัว แก้ห่อออกมาให้โป๊ยก่ายดู แล้วพูดว่าผลไม้นี้จะต้องแบ่งให้เท่ากัน โป๊ยก่ายจง เรียกกันมาให้พร้อมกันดูเล่นเป็นขวัญตา โป๊ยก่ายจึงออกไปจากห้องเรียกซัวเจ้งมา ครั้นพร้อมเห้งเจียจึงขยายห่อออกถามว่า ผลไม้อย่างนี้น้องเคยเห็นที่ไหนมีบ้างหรือซัวเจ๋งบอกว่าข้าพเจ้าเคยเห็นแต่ไม่เคยได้กิน ครั้งก่อนเมื่อข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์ เคยเห็นเทพยดาตามป่าหิมพานต์นำมาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เมื่อเวลาแซยิดนั้นก็ ได้เคยเห็นทุกครั้ง ซัวเจ๋งจึงพูดว่าถ้ากระนั้นพี่ให้ฉันสักผลหนึ่ง เห้งเจียว่าน้องไม่ ต้องขอจะต้องแบ่งกันคนละผล เห้งเจียหยิบผลยิ่นเซียมก๊วยให้โป๊ยก่ายและซัว เจ๋งคนละผลต่างคนต่างกิน โป๊ยก่ายปากกว้างเอาผลไม้ใส่ปากแล้วกลื่นเข้าไปใน ท้องแล้วถามคนทั้งสองว่า กลิ่นรสชาติเป็นประการใดบ้างเห้งเจียว่าตัวกินเข้าไปแล้วจะมาถามใครอีกเล่า ลิ้นตัวไม่มีดอกหรือจึงไม่รู้สึก ว่ารสชาติเป็นประการใด โป๊ยก่ายบอกว่ากลื่นเข้าไปเร็วนักไม่ทันจะรู้ว่ามีเมล็ด หรือไม่มีก็ไม่ทราบ อยากจะให้พี่ไปเอามาอีกสักผลหนึ่งค่อย ๆ กินจึงจะได้รู้รสว่า เป็นประการใด เห้งเจียพูดว่าน้องทำไมจึงไม่รู้จักพอ ที่พี่น้องเราได้กินคนละผลก็ พอเป็นนิสัยปัจจัยอันใหญ่ยิ่งมิใช่การเล็กน้อย เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็มิได้ไปเก็บ ผลไม้อีกฝ่ายโป๊ยก่ายยังบ่นไม่หยุดปาก พูดแต่เรื่องกินผลยิ่นเซียมก๊วยบังเอิญเชงฮอง เม่งง้วยกลับมาในห้องนั่งอยู่ได้ยินเสียงโป๊ยก่ายบ่นว่า ทำไมหนอจะได้กินผลยิ่น เซียมก๊วยอีกสักผลหนึ่งให้อร่อยลิ้นจึงจะดีเชงฮองได้ยินดังนั้น ก็มีความสงสัยจึง พูดแก่เม่งง้วยว่า อ้ายปากหมูมันพูดอะไรว่า อยากจะกินยิ่นเซียมก๊วยอีกสักผลหนึ่งเมื่อท่านอาจารย์จะไปนั้นก็ได้สั่งไว้ว่า ให้ระวังสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่งมัน มักซุกซน นี่เห็นมันจะขโมยเก็บผลยิ่นเซียมก๊วยมากินเข้าไปแล้วดอกกระมัง เม่งง้วย จึงหันหน้าไปดูไม้ขอทองเห็นตกอยู่กับพื้นจึงร้องบอกแก่เชงฮองว่าเห็นจะไม่เป็น การแล้ว ไม้ตะกร้อทำไมจึงพลัดตกลงมาอยู่กับพื้น เราพากันไปดูที่สวน จะมีเหตุ การณ์อะไรบ้าง พูดกันแล้วเชงฮองกับเม่งง้วยก็พากันออกจากห้องไปยังสวน ครั้น ถึงจึงแลขึ้นไปดูบนต้นไม้ตลอดมาเห็นยังเหลืออยู่ยี่สิบสองผล เม่งง้วยพูดว่า ผล ไม้มีอยู่สามสิบผล ท่านอาจารย์เก็บกินสองผล เราเก็บถวายพระถังซัมจั้งสองผล ก็ยังเหลืออยู่ยี่สิบหกผลจึงจะถูก นี่ทำไมจึงยังเหลืออยู่แต่ยี่สิบสองผลเล่า จะมิ ขาดหายไปเสียสี่ผลหรือ ไม่ต้องสงสัยเลยอ้ายพวกศิษย์พระนั้นเองคงจะขโมยกิน เป็นแน่ จำเราจะไปต่อว่าแก่หลวงจีนผู้อาจารย์จึงจะชอบ ว่าแล้วก็พากันเดินกลับ มายังสำนักหอหน้า ครั้นถึงก็เดินขึ้นบนหอแล้วชี้หน้าหลวงจีนถังซัมจั้งว่า พวก อ้ายโล้นหน้าโล้นหลังสกปรกไม่มีดี เชงฮองเม่งง้วยทั้งด่าทั้งว่าด้วยถ้อยคำอัน หยาบซ้าหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นคนทั้งสอง มาชี้หน้าว่ากล่าวหยาบหยามอย่างนั้น ก็มิ ได้รู้ว่าเหตุผลต้นปลายเป็นประการใด จึงถามเชงฮองเม่งง้วยว่าท่านทั้งสองมีความ ร้อนใจอะไรหรือ เชงฮองพูดว่ายังจะทำหูหนวกไปอีกหรือ ขโมยผลไม้ยิ่นเซียมก๊วย ไปกินเสียสี่ผลแล้วจะไม่ให้เราพูดจะได้หรือหลวงจีนถังซัมจั๋งจึงถามว่า ผลยิ่นเซียมก๊วยนั้นรูปร่างเป็นอย่างไรเรายังหา รู้จักและเข้าใจไม่ เม่งง้วยบอกว่าเมื่อตะกี้นี้เอามาให้ท่านกินท่านว่าเด็กทารกพึ่ง เกิดนั้นมิใช่หรือ หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า อนิจจังอนิจจาเมื่อตะกี้ข้าพเจ้ากลัวมิ อาจเข้าใกล้ เหตุใดจึงจะไปลักกินเข้าไปได้เล่า ท่านพูดดังนี้จะมิผิดไปหรือเชงฮองจึงพูดว่า ท่านไม่กินก็พวกสานุศิษย์ของท่านขโมยเอาไปกิน หลวง จีนถังซัมจั้งจึงว่า ถ้ากระนั้นเห็นจะจริงท่านจงคอย อาตมภาพจะเรียกมาถามดู ถ้า. ได้ขโมยจริงดังท่านว่าก็มีความผิดว่าแล้วหลวงจีนถังซัมจั้งก็เรียกศิษย์ทั้งสาม ซัวเจ๋งได้ยินพระอาจารย์เรียกก็ตกใจ จึงพูดว่าเห็นจะไม่ชอบกลเสียแล้วคงจะเกิด ความด้วยเรื่องผลไม้นี้เองเห้งเจียพูดว่า โทษขโมยของกินมีความผิดมากกว่าฆ่าคนตาย เขาจะลือว่า พวกเราขโมยกิน ถึงหนักหนาอย่างไรพวกเราอย่ารับ โป๊ยก่ายว่าถ้าอย่างนั้น เราพร้อมใจกันอย่ารับก็แล้วกัน พูดปรึกษากันตกลงแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายกับซัวเจ้ง ก็พร้อมกันขึ้นไปบนหอนั่งหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นศิษย์มาพร้อมกันแล้วจึงถามว่าใครไปลักผลไม้ยิ่นเซียม ก๊วยของเขากินจงบอกมาตามจริง โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์ถามดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้าคนชื่อไมรู้ไม่เห็นเชงฮองแลเห็นเห้งเจียยืนหัวเราะอยู่ จึงชี้ว่าคนที่ยืนหัวเราะนั้นแหละตัวการ เห้งเจียตวาดว่า ข้าพเจ้าเกิดมาเป็นคนขี้หัวเราะ ทำไมเจ้าต้องห้ามข้าด้วยหรือ หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า เราทั้งหลายเป็นคนถือศีลอย่าพูดคำกลับกลอก อย่า กินของที่มืดมัว แม้ว่าได้กินของเขาแล้ว จงรับเขาโดยดีขอขมาโทษเสียจึงจะพ้น ความผิด จะไปพูดทำยอกย้อนกันทำไม เห้งเจียเห็นพระอาจารย์พูดถูกต้องตาม ธรรมเนียม จึงรับตามจริงว่า ขอพระอาจารย์ได้ทราบข้าพเจ้ามิได้เกี่ยวข้องเลย เพราะโป๊ยก่ายบอกให้ข้าพเจ้าเก็บมาแบ่งกันคนละผลเม่งง้วยว่า ขโมยมาสี่ผลบอกว่าขโมยมาแต่สามผลคนถือศีลพูดเท็จอย่างนี้หรือ พิเคราะห์ดูก็เหมือนอ้ายโจรนั้นแล โป๊ยก่ายพูดว่าสี่ผลได้มาแต่สามผลยังอีกผล หนึ่งอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายพูดบ่นไม่หยุดเซงฮองเม่งง้วยถามได้ความจริงก็ยิ่งโกรธ ด่าว่าด้วยถ้อยคำอันหยาบช้าต่างๆ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธดังไฟกัลป์ ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันนัยน์ตาพอง คิด ในใจว่าจำกูจะทำลายเสียอย่าให้มันกินอีกต่อไป คิดดังนั้นแล้วก็ถอนขนเพชรออก เส้นหนึ่ง เสกเป็นรูปเห้งเจียปลอมให้ยืนอยู่กับโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง บังตัวเหลือมออกไปยัง หลังสวน ถึงต้นยิ่นเซียมก๊วยปืนขึ้นบนต้นแล้ว ซักกระบองออกฟาดซ้ายฟาดขวา กิ่งก้านหักไปทั้งสิ้น แล้วแผลงฤทธิ์โค่นต้นล้มลงกับพื้นพสุธา เห้งเจียเที่ยวค้นหา ผลยิ่นเซียมก๊วยแต่สักผลเดียวก็มิได้เห็นมีเลย ด้วยของสิ่งนี้แม่ถูกธาตุทองคำก็ ย่อมฉิบหายไปสิ้นและกระบองเหล็กของเห้งเจียสองข้างก็หุ้มทองคำ เพราะฉะนั้น ของกายสิทธิ์นี้จึงฉิบหายละลายไปโดยธรรมดาธาตุที่แพ้กัน เมื่อเห้งเจียค้นหาผล ไม้มิได้แล้วก็ร้องว่าดีแล้ว ๆ แล้วกลับมายังหน้าหอเรียกขนเพชรเข้าตัวไปตามเดิม เข้าไปยืนอยู่มิได้มีผู้ใดรู้เชงฮองเม่งง้วยทั้งสองด่าว่าอยู่นานแล้ว เชงฮองพูดว่า คนเหล่านี้มีความโกรธด้วยเราด่าว่า แต่เขาก็รับแล้วว่าได้ลักมากินจริง หรือใบ ก้านกิ่งจะปิดบังอยู่เราจะดูไม่เห็น จึงพากันไปที่สวน แลไปเห็นต้นยิ่นเซียมก๊วย โค่นล้มลงอยู่กับพื้น รากเง่าหลุดถอนไปหมดคนทั้งสองเห็นดังนั้นก็สิ้นสติล้มลง กับพื้นพูดจาพล่ำเผลอดุจคนเป็นใบ้บ้าจึงร้องบอกกันว่าจะทำอย่างไรดี มันทำลาย ยาวิเศษของพวกเราเสียหมดแล้ว ท่านอาจารย์เรากลับมาเราจะพูดแก่ท่านว่า อย่างไรเล่าเม่งง้วยว่าอย่าบ่นว่าอะไรเลย ซึ่งการนี้อ้ายหน้าขนนี่เองไม่ต้องสงสัยถ้าจะโต้ ตอบก็จะเกิดตีด่ากันขึ้น เราสองคนเขาถึงสี่คนจะสู้เขาไม่ได้ เราทำเป็นหลอกว่า พวกเรานับผลไม้ผิดไป เราทำใจดีเอาเครื่องแจเล็กน้อยให้กิน เวลาเธอเข้าไปนั่ง กินเราปิดประตูชั้นนอกชั้นในใส่กุญแจเสียทุกประตูชังไว้ถ้าท่านอาจารย์เรามา ตาม แต่ท่านจะว่ากระไรเชงฮองได้ฟังเม่งง้วยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ท่านคิดอย่างนี้ดีแล้วจึงพากันกลับมา ยังสำนักขึ้นบนหอนั่ง เข้ามาเคารพหลวงจีนถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าข้าพเจ้าทั้งสอง ขอขมาโทษท่านอย่าได้ถือโกรธข้าพเจ้าเลยหลวงจีนถังซัมจั่งเห็นคนทั้งสองเข้ามาพูดดังนั้น จึงถามว่าท่านทั้งสองว่า กระไรหรือ เชงฮองเม่งง้วยพูดว่าผลยิ่นเซียมก๊วยนั้นมิได้หายดอกข้าพเจ้ากลับไป ดูก็อยู่ครบบริบูรณ์ดี เพราะใบก้านปิดบังไว้ข้าพเจ้าไม่ทันเห็นเห้งเจียยืนอยู่ที่นั่นได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจว่า ต้นยิ่นเซียมก๊วยเราโค่นลงอยู่ กับดินด้วยมือเรา ทำไมอ้ายสองคนนี้จึงมาพูดอย่างนี้หรือต้นไม้นั้นจะฟื้นขึ้นดอก กระมัง หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังเม้งง้วยเซงฮองทั้งสองพูดดังนั้นก็ยุติ จึงเรียกสานุ ศิษย์ให้ยกข้าวมากินแล้วจะได้ออกเดินต่อไปโป๊ยก่ายจึงยกข้าวมาประเคนให้พระอาจารย์แล้วเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พร้อม กันนั่งกินแห่งเดียวกัน เชงฮองเม่งง้วยเห็นศิษย์อาจารย์กำลังกินก็รีบไปยกน้ำชา และเครื่องแจมาถวาย แล้วก็ยืนเฝ้าปฏิบัติอยู่สองข้าง เชงฮองเม่งง้วยเห็นอาจารย์ กับศิษย์ นั่งกินเพลินก็ว่งไปปิดประตูทุก ๆ ประตูแล้วเอากุญแจลั่นเสียทุกประตูโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า ผิดธรรมเนียมกินข้าวทำไมต้องปิดประตู เม่งง้วยพูดว่ากินแล้วจึงค่อยเปิด เชงฮองจึงพูดว่า อ้ายพวกโจรหัวโล้นยังไม่รู้สึก ตัวลักขโมยผลไม้กินแล้วมิหนำซ้ำทำลายขุดทั้งรากเง่า ยังจะมีหน้าอ้าปากพูด อะไรอีกเล่า หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเชงฮองเม่งง้วยพูดดังนั้น ก็ทิ้งชามข้าวจับเอา ก้อนหินตีเข้าที่หน้าอกไชอิ๋ว ๒๘๓ฝ่ายเชงฮองเม่งง้วย ครั้นลั่นกุญแจทุกประตูแล้วก็ยืนอยู่นอกประตู ด่าว่า หยาบช้าจนเวลาบ่าย หลวงจีนถังซัมจั้งคิดแค้นใจเห้งเจียจึงพูดว่า มึงไปถึงไหน มึงก็ทำแต่ความชั่วทุกหนทุกแห่งไปอย่างนี้ อยากลักผลไม้ของเขากินก็ให้เขาด่า ว่าก็แล้วกัน เหตุไรจึงไปโค่นต้นของเขาลงอย่างนี้ หากว่าถึงฟ้องถึงร้องยังโรง ศาลจะเอาอะไรมาแก้ตัวโต้ตอบกะเขาเล่าเห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อย่าร้อนใจ ให้มันไปนอนแล้วเราจึงค่อยลอบหนีไป ในเวลากลางคืนก็ได้ ซัวเจ๋งจึงถามว่ามันลั่นกุญแจไว้ทุกประตูแล้ว ทำอย่างไรจึง จะออกไปได้เล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ต้องเป็นธุระพี่จะทำโดยวิชาก็คงจะ ไปได้ดังประสงค์ โป๊ยก่ายถามว่าพี่เห้งเจียมีวิชาจะทำแต่ลำพังด้วยตนเอง เปลี่ยน แปลงเป็นสัตว์ยุงริ้นบินลอดไปตามช่องน้อยก็ไปได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายบินไม่ได้จะมิ ต้องทนทุกข์อยู่ในนี้หรือหลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ถ้าทำมิให้ออกพร้อมกันได้ อาตมาจะภาวนาให้ มงคลรัดศีรษะ จะทนเจ็บปวดได้ก็ทนไป โป๊ยก่ายถามพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้า ยังไม่ทราบว่า คาถาอะไรที่ภาวนาแล้วจะให้พี่เห้งเจียปวดศีรษะจนทนไม่ได้เห้งเจียบอกว่าน้องยังไม่รู้เรื่องตลอด อันมงคลที่ใส่อยู่บนหัวพี่นั้น คือเป็นของ ที่พระโพธิสัตว์กวนอิม ให้พระอาจารย์ใส่ศีรษะเรา ถ้าเราดื้อดึงดุร้ายว่าไม่ฟังแล้ว ให้ภาวนาเราก็ปวดศีรษะจนทนไม่ได้ มงคลนี้เรียกว่า เกิ้มซือยี้จูา สำหรับบังคับเรา ว่าแล้วเห้งเจียก็พิจารณาดูตามช่องฝา เห็นแสงเดือนขึ้นแล้ว ก็ชักกระบองออกจาก หูร่ายพระเวทคาถาสะเดาะกุญแจออกทุกกุญแจเปิดประตูได้แล้ว ก็เข้าไปนิมนต์ พระอาจารย์ เรียกโป๊ยก่ายชัวเจ้งยกหาบจูงม้าออกเดินมาทางใหญ่หมายใจตรง ไปยังปราจีนทิศ เห้งเจียจึงบอกแก่โป๊ยก่ายและซัวเจ้งว่า เราจะกลับไปสะกดให้ หนุ่มน้อยสองคนนั้นหลับอยู่ตั้งเดือน เจ้าจงนำพระอาจารย์เดินไปพลาง พูดดัง นั้นแล้ว เห้งเจียก็กลับไปยังสำนักนั้น เวลานั้นหนุ่มน้อยทั้งสองยังกำลังหลับอยู่ เห้งเจียก็เอายาโรยที่หน้าให้ยาเข้าจมูกคนทั้งสอง ๆ ก็หลับมิได้รู้สึกสมประดีฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายซัวเจ็งตั้งหน้าเดินไปยังรุ่ง มิได้หยุดพักจน ท้องฟ้าขาวใกล้สว่าง หลวงจีนถังซัมจังจึงพูดว่า ชาติลิงแล้วคงหาสาเหตุให้เกิด ขึ้นจนเราได้ความยากลำบากอย่างนี้ ส่วนมันกินสบายอร่อยคอมัน ส่วนเราได้ ความเดือดร้อนสาหัส เห้งเจียจึงพูดว่าขอพระอาจารย์อย่าได้มีความโทมนัสบ่น ว่าไปเลย รอพอให้สว่างแล้วจึงค่อยหยุดพักเอากำลังเถิด ครั้นสว่างขึ้นแล้วหลวง จีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้าแวะเข้าข้างทางใต้ร่มต้นไม้สน โป๊ยก่ายวางหาบลงแล้วก็ ปัดกวาดจัดแจงปูลาดให้พระอาจารย์นอนพัก โป๊ยก่ายก็นอนอยู่ข้าง ๆ พระอาจารย์ ซัวเจ้งพาม้าไปผูกไว้กับต้นไม้แล้วก็พักนอนฝ่ายเห้งเจียเป็นนิสัยวานรค่อนอยู่ข้างจะซุกซน ก็ปืนขึ้นไปนอนอยู่บนกิ่งไม้ อาจารย์และศิษย์ก็นอนหลับมิได้รู้สึกสมประดีฝ่ายฤๅษีติ๋นหงวนไต้เซียน ครั้นเลิกประชุมแล้วก็พาสานุศิษย์กลับลงมายังสำนัก ครันถึงเห็นประตูหอใหญ่ก็เปิดบนทีบูชาธูปเทียนก็ไม่มีทังคนก็เงียบสงัด ตินหงวน ได้เซียนเห็นดังนั้น ก็เดินเลยไปที่ห้องเชงฮองเม่งง้วยเห็นเปิดประตูนอนกรนอยู่ เรียกเท่าใดก็ไม่ฟื้น บรรดาสานุศิษย์ก็เข้าช่วยกันคัดบานประตูออก จึงแลเห็น สองคนนอนหลับไม่รู้ตัว พากันเข้าผลักปลุกก็ไม่ตื่น ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น ก็หัวเราะ แล้วจึงว่าความปฏิบัติในทางฤๅษีสำเร็จมูลภาควิญญาณจิตมิได้เคลิบ เคลิ้ม ในการง่วงเหงาหาวนอน แต่คนทั้งสองนี้เหตุใดจึงอ่อนเปลี่ยไปไม่รู้สึกตัว อย่างนี้เล่า ซะรอยจะมีผู้ใดทำให้หลับไหลไปดอกกระมัง พูดดังนั้นแล้วจึงเรียก สานุศิษย์ให้ตักน้ำเย็นมาคนโทหนึ่งตินหงวนไต้เซียนจึงยกคนโทน้ำขึ้นเสกด้วย พระคาถา แล้วเอาน้ำมนต์พ่นหน้าเซงฮองเม่งง้วยก็หายหาวนอน ในเวลานั้นก็ รู้สึกผวาตื่นลืมตา เห็นอาจารย์ใหญ่กับเซียนที่ทั้งหลาย เชงฮองเม่งง้วนเห็นดังนั้น ก็ลุกลงจากเตียงนอนมาคำนับอาจารย์ และเซียนทั้งหลายแล้วจึงพูดว่า ท่าน อาจารย์สั่งว่า คนรู้จักอะไรที่ไหนที่ประเทศตะวันออกมา ดูพวกสงฆ์เหล่านี้ล้วน แต่หัวขโมยสิ้นทั้งนั้นทั้งดุร้ายเหลือเกินด้วยติ้นหงวนไต้เซียนถามว่าเป็นอย่างไรหรือ เซงฮองเม่งง้วยก็เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ปลาย ให้อาจารย์ฟังทุกประการแล้วก็ร้องไห้ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังศิษย์เล่าให้ฟังแล้ว จึงบอกว่าเจ้าทั้งสองอย่าร้องไห้ไปเลย เจ้าไม่รู้เหตุของเห้งเจีย เห้งเจียคนนี้คือดาวท้ายเป็กแบ่งภาคจุติลงมามีฤทธิ์อานุภาพ มาก เคยทำสงครามบนสวรรค์เมื่อครั้งก่อน บัดนี้มาทำลายโค่นล้มต้นไม้วิเศษ ของเราเสียสิ้น เจ้าจำตัวได้หรือไม่ เชงฮองเม่งง้วยบอกว่าจำได้ ติ๋นหงวนไต้เซียน จึงบอกว่าถ้ากระนั้นเจ้าทั้งสองจงตามเข้าไป แล้วสั่งพวกสานุศิษย์ทั้งหลายให้ จัดแจงเตรียมเชือกไว้ คอยเมื่อข้าจับตัวมาได้จะได้ลงโทษฝ่ายพวกสานุศิษย์ทั้งหลายรับคำสั่งของอาจารย์แล้วก็พร้อมกันเหาะขึ้นบน อากาศหมายทิศปราจีน จะไปตามจับหลวงจีนถังซัมจั้งเหาะมาบัดเดี้ยวใจประมาณ ทางได้พันโยชน์ ติ๋นหงวนไต้เซียนแลไปข้างหน้าฝ่ายทิศตะวันตกก็ไม่เห็นหลวงจีน ถังซัมจั่ง กลับหันหน้ามาดูข้างทิศตะวันออก เชงฮองชี้บอกว่าหลวงจีนถังซัมจั่ง อยู่ใต้ต้นไม้โน่นแน่ ไต้เซียนแลเห็นแล้วก็สำรวมกิริยาแปลงกายเป็นคนถือศีลเดิน ทางแล้วก็ลดลงยังพื้นดินเข้ามาใกล้พระถังซัมจั่งที่นั่งพักอยู่นั้น จึงยกมือคำนับ หลวงจีนถังซัมจั้งก็คำนับตอบ ติ๋นหงวนได้เซียนจึงถามว่าท่านอาจารย์มาจากไหนหลวงจีนถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพมาจากประเทศจีนข้างทิศตะวันออก ได้ รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปมัชฌิมประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ติ้นหงวนไต้เซียนทำเป็นถามว่าท่านเดินมาได้แวะพักที่ภูเขาสำนักข้าพเจ้าหรือเปล่าหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่าสำนักของท่านอยู่ท่ไหนข้าพเจ้ายังไม่ทราบเรื่อง. ติ้นหงวนไต้เซียนบอกว่าที่เขาบ้วนซีวซัวเหงาจึงกวนสำนักนั้นแหละ เป็นที่อยู่แห่ง ข้าพเจ้าเห้งเจียนังอยู่ข้างนันได้ฟังดังนั้นก็ชิงบอกว่า ข้าพเจ้าเดินมาตามทางใหญ่ มิได้แวะที่ตำบลนั้น ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียบอกว่ามิได้แวะดังนั้น จึงชี้ หน้าเห้งเจียว่าอ้ายสัตว์วานร พวกมึงไม่แวะก็คือใครเล่าแวะเข้าไปอาศัยแล้วมิหนำ ขโมยกินแล้วก็ทำลายหักโค่นต้นเสียด้วย แล้วแอบหนีมาในเวลากลางคืน ยังจะมี สำนวนเถียงเลี่ยงหลีกไปข้างไหนอีกเล่า เจ้าอย่าหนีไปจงทำให้ต้นยิ่นเซียมก๊วย ของเราคืนเป็นขึ้นจึงจะไปได้เห้งเจียได้ฟังคำติ่นหงวนไต้เซียนพูดดังนั้น ก็โกรธดุจไฟกัลป์ซักกระบองดีติ้น หงวนไต้เซียน ติ้นหงวนไต้เซียน หลบทัน ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศกลับเป็นรูปเดิมฝ่ายเห้งเจียไล่ตามมาไม่รู้ผดถูก ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นได้ทีจึงเอาถุงวิเศษร่าย มนต์ขว้างไป ถุงก็ขยายออกกว้างแล้วรวบรัดเอาหลวงจีนถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งเข้าไว้ในถุงได้ทั้งสี่คน ทั้งม้าและข้าวของก็เข้าอยู่ในถุงด้วยทั้งสิ้น ติ้นหงวน ไต้เซียนก็เรียกถุงกลับมายังสำนัก ครั้นถึงก็ขึ้นบนหน้าหอเรียกศิษย์ทั้งหลายมา พร้อมกันสั่งให้เอาถุงไปเทให้คอยระวังจับตัวทั้งสี่คน มัดผูกไว้ที่โคนต้นไม้ต้นละคน จูงม้าเข้าไปผูกข้างในข้าวของหาบก็ยกมาเก็บข้างใน ติ๋นหงวนได้เซียนบอกให้เอา เชือกหนังมาเฆี่ยนทั้งสี่คนแก้แค้นต้นไม้ยิ่นเซียมก๊วย พวกศิษย์จึงเอาเชือกมาจะ เมี่ยน แล้วถามอาจารย์ว่าจะให้เมี่ยนคนไหนก่อนติ๋นหงวนไต้เซียนจึงสั่งให้เฆี่ยนหลวงจีนถังซัมจั้งก่อน เพราะเป็นอาจารย์ไม่สั่ง สอนศิษย์ให้เรียบร้อย เห้งเจียได้ฟังว่าจะเมี่ยนอาจารย์จึงร้องบอกว่า ท่านไต้เซียน เมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้าก่อนนั่นผิดไป ขโมยผลไม้กินและหักโค่นต้นไม้ลงมานั้น ข้าพเจ้าทำทั้งสิ้น จะต้องเมี่ยนข้าพเจ้าก่อนจึงจะถูกเพราะข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า อ้ายลิงนี้มันมีคำพลิก แพลง ถ้ากระนั้นจงเฆี่ยนมันเสียก่อน พวกศิษย์ถามว่าจะเฆี่ยนมันสักเท่าใด ไต้ เซียนว่าให้เฆี่ยนตามกำหนดผลไม้สามสิบที เซียนน้อยจึงยกไม้เรียวหนังจะหวดลง เห้งเจียแขม่วท้องร่ายคาถาแปลงขนแปลงเป็นเหล็กสองแท่งรับที่ขา แล้วนิ่งให้ เซียนน้อยเมี่ยนกว่าจะครบสามสิบทีเวลานั้นก็จวนเย็น ได้เซียนจึงสั่งให้เฆี่ยน หลวงจีนถังซัมจัง ข้อที่ไม่สั่งสอนสานุศิษย์ให้อยู่ในยุติธรรมจึงได้เกิดวุ่นวายเซียนน้อยก็ถือไม้เรียวหนังจะมาเมี่ยนหลวงจีนถังซัมจั้ง เห้งเจียจึงร้องบอกว่า ท่านไต้เซียนจะเมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้านั้นไม่ถูก ผลไม้นั้นข้าพเจ้ากินเอง อาจารย์ ข้าพเจ้าไม่รู้เห็นด้วยท่านจะให้เมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้านั้นหาเป็นยุติธรรมถูกต้องไม่ เหตุการณ์เหล่านี้พวกข้าพเจ้าพี่น้องทำเอง แม้จะเมี่ยนอาจารย์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็น สานุศิษย์จะต้องขอรับโทษแทนอาจารย์ ขอท่านจงเมี่ยนข้าพเจ้าแทนอาจารย์เถิดติ๋นหงวนไต้เซียนจึงพูดว่าอ้ายลิงตัวนี้มันซุกซนก็จริง แต่มันมีความกตัญญต่อ ครูบาอาจารย์ของมัน ถ้ากระนั้นก็ให้เฆี่ยนมันอีกสามสิบที เซียนน้อยก็มาเมี่ยนเห้ง เจียอีกสามสิบที เห้งเจียก็ยืนนิ่งให้เมี่ยน ๆ สักเท่าใดก็ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดอะไรติ๋นหงวนไต้เซียนจึงสั่งให้เอาเชือกหนังแช่น้ำไว้พรุ่งนี้จึงจะเมี่ยนใหม่ พวกศิษย์ ทั้งหลายก็กลับไปยังห้องหลับนอนฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั่งมีความเสียใจโทมนัสคิดแค้นสานุศิษย์ทั้งสามไปก่อเหตุ พาให้ต้องโทษทรมานอยู่อย่างนี้จะคิดทำประการใดเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์บ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่าขอพระอาจารย์อย่าได้ทุกข์โทมนัส เสียใจไปเลย เราคิดตรึกตรองหนีคงจะได้ พูดแล้วเห้งเจียก็ร่ายมนต์ให้ตัวเล็กลอด ออกมาจากเชือกได้ แล้วเดินมาที่พระอาจารย์บอกว่าไปเถิด จึงแก้มัดที่อาจารย์ และโป๊ยก่ายซัวเจ๋งช่วยกันเก็บสิ่งของและม้าพากันออกจากสำนักแล้ว เห้งเจียบอก โป๊ยก่ายให้เอาไม้สนถากสี่ท่อน โป๊ยก่ายทำแล้วเห้งเจียจึงเอาไม้สนสี่ท่อนนั้นไปไว้ ที่มัดวางแห่งละท่อน ๆ แล้วเสกคาถาให้เห็นเป็นรูปอาจารย์และเห้งเจียโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบออกเดินมิได้พักจนสว่าง หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่ บนหลังม้าง่วงนอนสัปปะหงก เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่าพระอาจารย์เหนื่อยอ่อน ไม่เป็นปรกติ จงหยุดพักสักประเดี้ยวก่อนจึงค่อยไป พูดดังนั้นแล้วอาจารย์กับ สานุศิษย์ก็พากันเข้านั่งพักอาศัยอยู่ข้างทางฝ่ายติ๋นหงวนไต้เซียนครั้นรุ่งแจ้งแล้วก็ออกมาหน้าหออ เรียกศิษย์สั่งว่าวันนี้เอา ไม้เรียวเมี่ยนหลวงจีนกับศิษย์ พวกศิษย์ได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงเอาไม้เรียวมา แล้วบอกพระถังซัมจังว่าเราจะเมี่ยน ไม้รูปพระถังซัมจั้งก็พูดว่าจะเฆี่ยนหรือ เซียน น้อยก็หวดพักหนึ่งสามสิบทีแล้วตรงมาที่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งบอกว่าจะเฆี่ยน ไม้รูป แปลงว่าจะเฆี่ยนหรือเซียนน้อยก็เอาไม้เรียวหวดสามสิบที แล้วตรงมาที่เห้งเจีย จะเมี่ยนเห้งเจียว่าวานนี้ก็เมี่ยนเราแล้วทำไมวันนี้จะเมี่ยนเราอีกเล่า รูปคนที่ท่าน เฆี่ยน เป็นรูปไม้เราทำปลอมไว้ทั้งนั้น ว่าแล้วเห้งเจียก็คลายมนต์หนีไป รูปคน เหล่านั้นก็กลายเป็นไม้ไปหมดทั้งสี่ท่อนเซียนน้อยเห็นดังนั้นก็โยนไม้เรียวเสีย วิ่งไปบอกแก่อาจาย์ว่าเมื่อตะกี้นี้ท่านให้ เฆี่ยนนั้นเป็นไม้สนทั้งสี่ท่อนมิใช่คนดอก ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังศิษย์พูดดังนั้นก็ หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดีจริงทำกลรูปไม้ไว้แทนแล้วตัวมันก็หนีไป เรา จะไปตามจับมาให้จงได้ พูดแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศตามไปข้างทิศตะวันตกเขม้น มองไปข้างหน้าก็พอแลเห็นหลวงจีนถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามคนกำลังเดินไป ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น ก็รีบเหาะเข้ามาใกล้แล้วก็ลงยังพื้นพสุธาร้องเรียกว่า เห้งเจียเจ้าจะหนีไปข้างไหนเจ้าจงใช้ยิ่นเซียมก๊วยให้เราเสียก่อนโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่ามาพบกันเข้าอีกแล้ว เห้งเจียจึงพูดแก่พระ อาจารย์ว่า ท่านจงประพฤติทางอันชอบธรรม ข้าพเจ้าจะต่อสู้แก่เขาเองเพื่อจะได้ พ้นความอันตรายหลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นก็ให้กลัวจนตัวสั่นพูดไม่ออก เห้งเจียโป๊ยก่าย ซัว เจ๋งทั้งสามคน ออกช่วยกันระดมตีติ้นหงวนไต้เซียน ติ๋นหงวนไต้เซียนถือไม้แซ่ ยุงปัดปัดป้องไปมาประมาณครึ่งชั่วโมง ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงร่ายมนต์ปล่อยถุงให้ กว้างออกล้อมจับอาจารย์กับศิษย์ทั้งสามคนรวบเข้าอยู่ในถุงทั้งม้าและข้าวของ ติ๋นหงวนไต้เซียนเรียกถุงมาแล้วก็รีบเหาะกลับมายังสำนัก ขึ้นบนหอหน้าร่ายมนต์ แก้ปากถุงเอาหลวงจีนถังซัมจังออกผูกมัดไว้ที่โคนต้นไม้ข้างริมหอหน้า โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งผูกไว้คนละข้าง เอาเห้งเจียมัดมือมัดเท้าทิ้งไว้ริมบันได ติ๋นหงวนไต้เซียน สั่งศิษษ์ให้เอาผ้าขาวมาสิบพับ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดแก่โป๊ยก่ายว่าตาติ้นหงวน ไต้เซียนนี้เห็นจะคิดเอาผ้าขาวมาห่อเราเป็นแน่ พวกศิษย์ของติ้นหงวนไต้เซียนก็ ขนเอาผ้าขาวมากองไว้ตามสั่งไต้เซียนจึงบอกให้เอาผ้าขาวพันหลวงจีนถังซัมจั้งและ โป๊ยก่าย ซัวเจ้งให้รอบตัวเหลือไว้แต่ศีรษะ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ติ๋นหงวน ไต้เซียนวันนี้ทำตราสังใหญ่แล้วครั้นพวกศิษย์เอาผ้าขาวพันเสร็จแล้ว ติ๋นหงวนไต้ เซียนบอกให้เอาน้ำรักมาทาให้ตลอดตัวไว้แต่ศีรษะไต้เซียนสั่งให้เอากระทะใหญ่มา ตั้งเตาขึ้นแล้วเอาน้ำมันมาใส่ลงในกระทะ ก่อไฟให้ติดต้มน้ำมันให้ร้อนเดือด ครั้น น้ำมันเดือดแล้วเซียนน้อยจึงบอกแก่อาจารย์ว่า น้ำมันเดือดแล้ว ติ้นหงวนไต้เซียน สั่งให้เอาเห้งเจียใส่กระทะเห้งเจียได้ยินดังนั้นก็ยินดีอยู่ในใจว่าตัวเราตั้งแต่มาก็ยังมิได้อาบน้ำเลย เนื้อตัวมีแต่เหงื่อไคลมาก วันนี้ติ๋นหงวนไต้เซียนมีแก่ใจจะเอาเราอาบน้ำ เรามีความ ขอบใจมาก ๆ เห้งเจียยังวิตกอยู่ว่า ติ๋นหงวนไต้เซียนจะทำวิชาใช้น้ำมันเสกด้วย เวทมนตร์คาถา คิดแล้วก็ขยับตัวใกล้บันไดเหลือบไปเห็นสิงโตหินตั้งอยู่บนแท่น ตัวหนึ่งเห้งเจียก็ร่ายคาถากัดปลายลิ้น เสกพ่นโลหิตเข้าไปที่ตัวสิงโตหินร้องเรียก ให้สิงโตหินแปลงเป็นรูปเห้งเจียแทนตัวเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปอยู่บนอากาศ พวกศิษย์ ของไต้เซียนก็พากันมาสี่คนยกเห้งเจียปลอมก็ไม่ขึ้น เติมเข้าช่วยกันอีกสี่คนยกก็ ไม่ขึ้น รวมสิบสองคนแล้วก็ยกไม่ขึ้น พวกเซียนพูดว่า อ้ายลิงนี้มันกบดานแล้ว จึงยกไม่ขึ้น ติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้นจึงสั่งให้เข้าช่วยกันอีกยี่สิบคน ยกหามขึ้น ทุ่มลงไปในกระทะน้ำมันดังเสียงตูม น้ำมันกำลังเดือดก็กระเด็นขึ้นกระจายถูกหน้า พวกเซียนทังหลายเหล่านัน แสบร้อนทุก ๆ คนไป แล้วแลเข้าไปเห็นที่ก้นเตาไฟ ก็ยิงลุกขึ้นออกฮือโหมกระทะก็ทะลุก้นน้ำมันก็ไหลแห้งไปหมด เซียนทั้งหลายเดิม ไม่รู้ว่าเป็นสิงโตหินหมายว่าเห้งเจีย ครั้นโยนลงไปในกระทะก็กลายเป็นสิงโตศิลา ไปแล้วทะลุก้นกระทะลงไปอยู่ในเตาไฟติ๋นหงวนไต้เซียนเห็นดังนั้น ก็ยิ่งมีความโกรธจึงพูดว่า อ้ายลิงนี้ไม่มีดีหนีได้ ก็ให้หนีไปยังมิหนำทำลายเตาไฟเสียด้วย ฤทธิ์เดชของมันมากราวกับจับลม จะ ต้องตั้งเตาใหม่ จับหลวงจีนถังซัมจั้งใส่ต้มแก้แค้นแทนต้นยิ่นเซียมก๊วยที่ตายนั้นเห้งเจียอยู่บนเมฆได้ยินติ้นหงวนไต้เซียนพูดดังนั้นก็ลงมายังพื้นดินขึ้นไปยัง หอหน้าพนมมือคำนับติ้นหงวนไต้เซียนแล้วพูดว่า ขอท่านติ้นหงวนไต้เซียนอย่าจับ อาจารย์ข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าลงกระทะเถิด ติ้นหงวน ไต้เซียนเห็นเห้งเจียมาพูดดังนั้นก็ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำไมมึงจึงได้แผลงฤทธิ์ ทำลายเตาของกูให้เสียไปอย่างนี้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านถามแล้วก็ต้องบอกด้วยเวลานั้นข้าพเจ้าจวนจะ ผายลม ครั้นว่าจะผายลมในน้ำนั้นวิตกเกรงจะโสโครกแก่น้ำมันของท่านไป เพราะ ว่าบางทีจะได้เอาไว้ผัดผักฝักถั่วกินบ้างก็จะไม่บริสุทธิ์ บัดนี้ข้าพเจ้าไปอุจจาระเครื่อง ปฏิกูลออกแล้วจึงกลับมาจะขอลงกระทะ ขอท่านอย่าได้จับอาจารย์ข้าพเจ้าใส่ลง กระทะเลย ติ่นหงวนไต้เซียนครั้นได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็หัวเราะ ผุดลุกจาก เก้าอี้มาจับยึดเห้งเจียไว้ติ้นหงวนไต้เซียนจับเห้งเจียยึดไว้กับมือแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้ารู้มูลเหตุเดิมของ เจ้าทั้งสิ้นว่า จะหนีไปข้างไหนก็ไม่รอดพ้นมือเราเจ้าจงไปกับข้ายังทิศไซทีเฝ้าพระ พุทธเจ้าของเจ้าพระองค์ใดทำปาฏิหาริย์อย่างใดให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยของเราฟื้นขึ้น เป็นตามเดิมแม้ไม่ดังน้นเจ้าอย่าพึงไปนึกว่ามีฤทธิ์อานุภาพประการใดจะหนีไปนั้น ยากนัก เห้งเจียได้ยินไต้เซียนพูดดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า เดิมท่านไต้เซียนทำไม จึงไม่พูดอย่างนั้น ถ้าพูดเช่นนี้แล้วจะต้องวุ่นวายอะไรมีติ๋นหงวนไต้เซียนว่าข้าพเจ้าไม่ต้องวุ่นวายจะยอมอนุญาตให้ เห้งเจียว่าขอท่าน ได้แก้มัดปล่อยอาจารย์ข้าพเจ้าออกข้าพเจ้าจะทำให้ต้นยินเซียมก๊วยของท่านเป็น อยู่ตามเดิม ไต้เซียนพูดว่า แม้เจ้ากระทำให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยของข้าฟื้นขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าจะไหว้แปดทิศผูกมิตรเป็นสหายแก่ตัวเจ้าจนวันตาย เห้งเจียว่าท่านอย่าเร่ง รัดจงปล่อยพวกข้าพเจ้าออกแล้วต้นยิ่นเซียมก๊วยของท่านนั้น ข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง ติ๋นหงวนไต้เซียนได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า คนเหล่านี้ก็จะไม่หนีไปข้างไหนพ้น จึงสั่งให้ แก้มัดปล่อยคนทั้งสามออกเสียทันทีหลวงจีนถังซัมจั้งจึงถามว่า เห้งเจียจะไปหายาที่ไหนมาแก้ให้ต้นยิ่นเซียมก๊วย กลับคืนเป็นมาดังเก่าได้ เห้งเจียตอบพระอาจารย์ว่าจะไปเที่ยวหาตามเกาะในทะเล ใหญ่ตามละเมาะเกาะแก่งทั้งหลายบางทีจะปะพบผู้สำเร็จภาคและว่านยาวิเศษบ้าง ได้มาแล้วจะได้รักษาต้นไม้ให้เป็นขึ้น ใช้ให้แก่ท่านติ๋นหงวนไต้เซียนเธอ บัดนี้ ข้าพเจ้าจะข้ามทะเลไปทางทิศตะวันออก พระถังซัมจั้งถามว่าจะไปสักกี่เวลาจึง จะได้กลับมา เห้งเจียว่าข้าพเจ้าไปสามวันจะกลับมา เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็คำนับ ลาอาจารย์ออกจากสำนัก เหาะขึ้นกลางอากาศหมายทิศบูรพา เหาะไปบัดเดี้ยว นี้ก็ถึงละเมาะเกาะหนึ่ง นามเรียกว่า (แป๊ะอู้น) หน้าถ้ำมีต้นสนออกสาขาร่มรื่น แลเห็นที่ใต้ต้นพฤกษามีผู้เฒ่านั่งเล่นหมากรุกกันอยู่สามค่น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ ลดลงเดินเข้าไป ก็แลเห็นซัมแชคือดาวทั้งสาม ดาวซิวแชนั้นั่งดูดาวฮกแชและ ดาวลกแชนันนังเดินหมากรุกกันอยู่ เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ร้องเรียกว่าท่านน้องทั้ง สามข้าพเจ้าคำนับ ซัมแชทังสามแลเห็นเห้งเจียกิดีใจปล่อยหมากรุกทำคำนับ ตอบ แล้วถามว่าท่านไปข้างไหนมาเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าจะมาหาพวกท่านด้วยมีกิจธุระ ซิวแชถามว่าท่านเห้งเจีย ได้ยินว่าท่านติดตามรักษาพระถังซัมจั้ง จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก เหตุใดจึง วางธุระมาเสียได้ เห้งเจียบอกว่าความจริงข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรท่าน ข้าพเจ้าได้ ติดตามพระถังซัมจั้งไปประเทศไซทีจริง บัดนี้มามีเหตุขัดข้องขึ้นกลางทาง เพราะ ฉะนั้นข้าพเจ้ามาทั้งนี้เพื่อจะขอพึ่งท่านทั้งหลายให้ช่วยสงเคราะห์ด้วยแต่ยังไม่ ทราบว่าจะได้หรือไม่ฮกแชจึงถามว่ามีความขัดข้องที่แห่งใด จงบอกให้ข้าพเจ้าทราบถ้าช่วยได้จะ ช่วย เห้งเจียจึงบอกว่าที่เขาบ้วนซิ่วชัวสำนักเหงาจึงกวนซัมแชเซียนจึงพูดว่าสำนัก เหงาจึงกวนนั้นเป็นที่ของติ่นหงวนไต้เซียนอยู่ นี่เห็นเห้งเจียจะเอาผลยิ่นเซียมก๊วย กินดอกกระมังเห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่า ได้ลักกินผลหนึ่งจะดีร้ายอย่างไรหรือ ซัมแซเซียน บอกว่า ตัวเป็นลิงไม่รู้จักของวิเศษ ผลไม้นี้เขาเรียกว่า (บ้วนซีวเช้าฮ่วนตัน) คือ ยาอายุยีน พวกข้าพเจ้าไม่เท่าเซียนจำพวกนี้ทางปฏิบัติของเธอง่ายกว่าพวกข้าพเจ้า อายุเธอเสมอฟ้า พวกข้าพเจ้าปฏิบัติรักษาไม่รู้ว่ามากน้อยเท่าใด ความเพียรเท่าใด เห้งเจียทำไมจะถามร้ายดีอย่างไรใต้หล้านี้พันธุ์เผือกไม้กายสิทธิเป็นสุดวิเศษเห้งเจียพูดว่าต้นไม้นี้วิเศษจริง ๆ ข้าพเจ้าทำลายโค่นล้มลงมาทั้งรากเง่าเสีย หมดแล้วซัมแชเซียนทั้งสามได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามว่าทำไมจึงได้ทำให้ล้มลง ดังนั้นเล่าเห้งเจียจึงเล่าตามเหตุที่ได้ลักผลไม้ยิ่นเซียมก๊วยกินให้ฟังทุกประการ แล้วว่า บัดนี้ติ๋นหงวนไต้เซียนกักขังไว้มิให้ไป เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าเที่ยวหายาเพื่อจะรักษา ต้นยิ่นเซียมก๊วยให้คืนเป็นอย่างเดิม ท่านทั้งสามมียาอะไรที่จะแก้ได้บ้าง ขอให้ ข้าพเจ้าไปรักษาต้นไม้นั้นให้คืนเป็นดังเก่า จะได้ให้พระอาจารย์ออกพ้นจากที่ยากได้ซัมแซทั้งสามได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นั่งนึกอยู่ในใจแล้วพูดว่า แม้ว่าท่าน เห้งเจียตีสัตว์ทั้งหลายตาย จะต้องการประสงค์ยาของข้าพเจ้าไปแก้ก็คงจะคืน เป็นได้ อันต้นยิ่นเซียมก๊วยของเทวดาจะแก้ไม่ได้ เห็นสิ้นปัญญา ข้าพเจ้าไม่มียา จะแก้ เห้งเจียเห็นว่าไม่มียาจะแก้ ในใจก็ไม่สบายไม่มีความรื่นเริงหน้านิ่วคิ้วย่น ฮกแชพูดว่าที่นี่ไม่มีที่อื่นจะมีบ้างดอกกระมังท่านจะด่วนเสียใจทำไมเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะไปหาที่อื่นเห็นจะดี แต่ขัดด้วยท่านอาจารย์ถังซัมจั้ง ยังตกอยู่ในบังคับแน่นหนานัก ไม่สิ้นห่วงที่จะให้มีโอกาสไปเที่ยวหามาให้ทันใน กำหนดสามวัน แม้สามวันไม่กลับไปท่านก็จะภาวนาพระคาถาให้มงคลรัดศีรษะ เจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ซิวแชได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านเห้งเจียอย่าวิตกเลย ติ๋น หงวนไต้เซียนเป็นใหญ่ก็จริงแต่คุ้นเคยชอบพอแก่ข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้ ข้าพเจ้าทั้ง สามจะไปพูดจา ขอร้องให้ผ่อนผันทั้งจะให้ท่านอาจารย์รู้ข่าวอย่าให้ท่านภาวนา ข้าพเจ้าไปถึงแล้วอย่าว่าแต่สามวันเลยห้าหกวันก็ได้ แต่จะต้องคอยท่าเห้งเจียอยู่ ก่อนกว่าจะกลับข้าพเจ้าทั้งสามจึงจะกลับมาที่อยู่เห้งเจียได้ฟังซัมแชพูดดังนั้นจึงพูดว่า ขอบใจท่านน้องทั้งสามมาก ๆ ขอเชิญ ท่านไปให้ข่าวด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวค้นหายามาให้จงได้ พูดดังนั้นแล้ว เห้งเจียก็คำนับซัมแซออกจากตำบลถ้ำแป๊ะอู้นเหาะไปฝ่ายซัมแชเห็นเห้งเจียเหาะไปแล้ว ซัมแชก็พากันเหาะไปยังสำนักเหงาจึงกวน ที่สำนักเหงาจึงกวนในเวลานั้นกำลังพร้อมกันอยู่ ได้ยินเสียงบนอากาศเหมือนนก การเวกอยู่บนเวหา สานุศิษย์ในสำนักแลขึ้นไปเห็นก็รีบเข้าไป่บอกแก่ติ๋นหงวนไต้ เซียนว่า บัดนี้ท่านซัมแชทั้งสามลงมาจากเวหา เวลานั้นติ้นหงวนไต้เซียนกำลัง นั่งอยู่กับหลวงจีนถังซัมจั้งได้ยินเซียนน้อยมาบอกดังนั้นก็ลุกจากเก้าอี้เดินออกมา ยังหน้าหอร้องเชิญซัมแชโป๊ยก่ายเห็นซิวแชก็ตรงเข้ามาจับข้อมือหัวเราะแล้วพูดว่า อีตาหัวเนื้อนาน แล้วมิได้พบปะกันเลย ทำไมจึงไม่สวมหมวก ดูคล้าย ๆ คนที่เป็นขี้ข้าเขาอย่างนี้ซิวแชได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็โกรธจึงพูดว่า อ้ายคนนี้พูดหยาบช้าอะไรอย่างนี้ มิได้มีอัชฌาสัยรู้จักต่ำสูงอะไรเลย พูดหมิ่นประมาทเช่นนี้เขาเป็นขี้ข้าของเจ้าหรือ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า พวกท่านไม่ใช่ขี้ข้าก็เป็นคนดีคนอายุยืนคนมีบุญมีวาสนา เป็นคนมีทรัพย์มีสินมากหลวงจีนถังซัมจังเห็นโป๊ยก่ายพูดเลอะเทอะดังนั้นก็ตวาดให้ถอยไป โป๊ยก่าย ก็จัดเสื้อใส่คำนับซัมแช ซัมแซก็คำนับติ้นหงวนไต้เซียนตามธรรมเนียมที่คุ้นเคยกันติ๋นหงวนไต้เซียนจึงเชิญให้นั่งที่ตามสมควร แล้วลกแซพูดว่าตั้งแต่จากท่าน ไต้เซียนไปครั้งนั้นนานแล้วมิได้มาคำนับท่านเลย บัดนี้เพราะเห้งเจียไต้เซียไปหา ข้าพเจ้า พูดบอกว่า ได้ทำลายต้นผลไม้ยิ่นเซียมก๊วยของท่านล้มลงเสียแล้ว จะไป ขอยาที่ข้าพเจ้ามารักษาต้นยิ่นเซียมก๊วยให้เป็นขึ้นมาดังเก่า ข้าพเจ้าทั้งสามไม่มี ยาจะให้บัดนี้เห้งเจียจะไปเที่ยวค้นหายาที่อื่น แต่เห้งเจียวิตกว่าจะกลับมาในกำหนด สามวันกลัวจะไม่ทัน เกรงพระอาจารย์จะภาวนาคาถาจะเจ็บปวด เพราะฉะนั้น จึงให้ข้าพเจ้าทั้งสามมาขอพระอาจารย์ผ่อนผันให้เธอด้วยหลวงจีนถังซัมจังได้ฟังซัมแชมาขอร้องดังนั้นจึงพูดว่า อาตมภาพไม่ภาวนา ท่านซัมแชอย่าได้วิตกเลย โป๊ยก่ายนั่งอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้ามาใกล้ท่านฮกแซจะ ใคร่ขอผลไม้กิน สองมือก็คลำตามเสื้อค้นหารอบตัว หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นโป๊ย ก่ายทำดังนั้น จึงถามว่าท่านทำดังนั้นด้วยมีธุระอย่างไรหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าไม่มี ธุระอะไรดอก ซึ่งทำอย่างนี้เรียกว่าเป็นบุญ หลวงจีนถังซัมจังจึงขับโป๊ยก่ายให้ ถอยไปเสียฝ่ายเห้งเจียเมื่อออกจากซัมแชก็เหาะเที่ยวไป มาถึงชายเกาะละเมาะหนึ่ง เห้งเจียก็ลงยังพื้นในดวงจิตมิได้มีความสบายที่จะได้พิจารณาชมเชยสิ่งใดเลย ก็ เดินตรงเข้าไปในสำนัก หอมกลิ่นมาตามลมพัดถูกจมูกเห้งเจีย และได้ยินเสียงนก การเวกร้องแลไปเห็น (ตังอวยตี๋กุน) เสด็จมา เห้งเจียก็เดินเข้ามาสกัดหน้าร้องเรียก ว่า (ตี้กุน) ข้าพเจ้าคำนับท่าน (ตี้กุน) เห็นเห้งเจียจึงคำนับตอบแล้วพูดว่าข้าพเจ้า ไม่ทันเห็น เชิญท่านเข้าไปในตำหนักรับประทานน้ำให้สบายก่อนเห้งเจียกับตี้กุนจับมือพากันเดินเข้าไปในตำหนักเชิญเห้งเจียให้นั่งที่อันสมควร แล้วเห้งเจียแลเข้าไปในตำหนัก เห็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินออกมา รูปร่างลักษณะ งดงามแต่งตัวเป็นเพศเซียนฤๅษีถือบวชเรียกนามว่า (ตังฮองเซาะ) เทวดา เห้งเจีย เห็นก็จำได้จึงถามว่า อ้ายหัวขโมยน้อยมาอยู่กับตี้กุนที่นี่หรือ ไม่มีชมพู่จะกินอีก แล้ว (ตังฮองเซาะ) คำนับแล้วพูดว่า อ้ายหัวขโมยใหญ่ทำไมจึงมาถึงนี่เล่า อาจารย์ ข้าพเจ้าไม่มียาวิเศษจะให้ขโมยกินอีกแล้วตี้กุนจึงเรียกตังฮองเซาะ และห้ามว่าอย่าพูดวุ่นวายไป จงไปจัดแจงยกน้ำชา มาเถิด เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ามาครั้งนี้ มีกิจธุระอย่างหนึ่ง ยังไม่ทราบว่าตี้กุนจะ สงเคราะห์ข้าพเจ้าได้หรือไม่ ว่าแล้วเห้งเจียก็เล่าความตามที่ได้ทำต้นยิ่นเซียมก๊วย ล้มนั้น ให้ตี้กุนฟังทุกประการโดยละเอียดตี๋กุนครั้นได้ฟังเห้งเจียเล่าบอกดังนั้น จึงพูดว่าข้าพเจ้ามียาวิเศษอยู่เม็ดหนึ่ง ครั้นถึงเห้งเจียคำนับแล้วก็ยืนอยู่ข้างนั้น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า เห้งเจียท่านมา ด้วยเหตุธุระทุกข์ร้อนประการใดหรือเห้งเจียพนมมือแล้วจึงเล่าเรื่องที่ตนทำ ต้นยิ่นเซียมก๊วยล้มโค่นตั้งแต่ต้นจน ปลาย บัดนี้จะมาขอยารักษาให้ต้นยิ่นเซียมก๊วยฟื้นขึ้นพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ทำไมเห้งเจียจึงไม่มาหาอาตมภาพก่อน เที่ยว ค้นหาที่ไหนให้ช้าการเปล่า ๆ เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์พูดดังนั้นก็นึกดีใจ จึงคลาน เข้าไปใกล้อ้อนวอน พระโพธิสัตว์พูดว่าขวดน้ำมนต์ของอาตมภาพนี้ อาจรักษา ต้นไม้ของพวกเทวดาเซียนนั้นได้ เห้งเจียพนมมือแล้วถามว่า ได้เคยรักษามาแล้ว หรือประการใด พระโพธิสัตว์บอกว่าพรหมท้ายเสียงเล่ากุนได้เคยลองอาตมภาพ ให้ท้ายเสียงเล่ากุนถอนเอาต้นสนไปใส่ในเบ้าหุงยานั้นจนเกรียมแห้งแล้ว เอามาสง ให้อาตมภาพ อาตมภาพเอาน้ำมนต์ในขวดนี้ พรมลงไว้คืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ต้นสน นั้นก็กลับเป็นขึ้นอย่างเดิมใบก้านออกงดงามยิ่งกว่าเก่าเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ต้นสนแห้งเกรียมแล้วยังกลับเป็นได้ อันต้นยิ่นเซียมก๊วยนี้เป็นแต่เพียงล้มลงเท่านั้น ยังไม่สู้กระไรนักคงจะกลับคืนได้พระโพธิสัตว์จึงสั่งหมู่บริวารทั้งหลายให้ดูเฝ้าสำนัก อาตมภาพจะไปธุระ เสร็จ แล้วจึงจะกลับมาพระโพธิสัตว์สั่งแล้วมือหนึ่งถือขวดน้ำมนต์ นกแก้วขาวบินนำหน้า เห้งเจียเดินตามหลังออกจากดงไผ่ปาฏิหาริย์ตรงไปยังภูเขาบ้วนซิ่วซัวฝ่ายตินหงวนไต้เซียนกับซัมเล่าเซียน กำลังสนทนากันอยู่แลไปเห็นเห้งเจียลง มาจากเมฆเดินเข้ามาบอกว่าพระโพธิสัตว์มาแล้วพวกเซียนทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ต่างก็รีบออกมารับยังหน้าหอพระโพธิสัตว์เดินเข้ามาบนหอ ทักถามติ้นหงวนไต้เซียน ติ่นหงวนไต้เซียน คำนับเชิญเข้าไปนั่งที่อันสมควรแล้วพวกเซียนทั้งหลายเหล่านั้น ก็มาคำนับพระ โพธิสัตว์ทุก ๆ คน เห้งเจียจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งให้มาพบกับพระโพธิสัตว์เห้งเจีย เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาคำนับพระโพธิสัตว์แล้วเห้งเจียจึงบอกแก่ติ๋นหงวนไต้เซียนว่า ท่านใต้เซียนอย่าช้าจงรีบจัดแจง พระโพธิสัตว์จะรักษาต้นยิ่นเซียมก๊วยให้เป็นขึ้น อย่างเดิม ติ้นหงวนไต้เซียนได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงสั่งสานุศิษย์ทั้งหลายให้ ออกไปที่สวน จัดแจงปัดกวาดและตั้งโต๊ะบูชา พวกศิษย์ทั้งหลายก็ออกไปจัดแจง กระทำตามสั่งทุกประการ แล้วก็กลับเข้ามาบอกแก่ติ้นหงวนไต้เซียน ติ๋นหงวน ไต้เซียนจึงลุกมานิมนต์พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงได้ดำเนินไปยังสวนหมู่เซียน ทั้งหลายก็เดินตามพระโพธิสัตว์ไปยังสวนด้วยกันทั้งสิ้น ครั้นพระโพธิสัตว์มาถึง สวนแล้ว จึงพิจารณาดูต้นยิ่นเซียมก๊วยเห็นล้มนอนราบอยู่กับพื้นใบก้านก็ร่วงโรย แห้งเหี่ยวไปทั้งสิ้น พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียเข้าไปใกล้แล้วบอกเห้งเจียว่า ให้ ยื่นมือซ้ายแล้วแบฝ่ามือออกให้พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงจับยอดกิ่งสนจุ้ม น้ำมนต์ในขวด แล้วเขียนยันต์บนฝ่ามือเห้งเจีย เป็นยันต์รักษาต้นยิ่นเซียมก๊วย ให้เป็นขึ้นแล้วเอาน้ำมนต์พรมลงไปในฝ่ามือเห้งเจีย แล้วสั่งเห้งเจียให้เอาฝ่ามือ ตบพรมที่รากต้นยิ่นเซียมก๊วย และกำหนดน้ำที่รากนั้นมิให้ไหลออกมากจึงค่อย ตักพรมทั้งต้นต่อไป และเมมื่อมีขึ้นห้ามมิให้เอาของทั้งห้าตัด คือธาตุห้าอย่างได้แก่ ทองหนึ่ง ไม้หนึ่ง น้ำหนึ่ง ไฟหนึ่ง ดินหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงประคองมือ ซ้ายที่เขียนยันต์เดินมาที่รากต้นยิ่นเซียมก๊วยนั้น บัดเดี้ยวใจที่รากมีน้ำเกิดขึ้นไหล ออกโดยมาก ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงให้เอาถ้วยหยกสามสิบสี่ถ้วย มาตักน้ำนั้นรด บนต้นยิ่นเซียมก๊วยจนตลอดทั้งต้นพระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็ง ทั้งสามให้ช่วยกันพยุงยกต้นยิ่น เซียมก๊วยขึ้นตั้งตรงอย่างเดิมแล้วพระโพธิสัตว์เดินเข้าไปใกล้ต้นยิ่นเซียมก๊วยเอา ขวดน้ำมนต์รดบนต้นยิ่นเซียมก๊วย ภาวนาด้วยคาถา บัดเดี้ยวต้นยิ่นเซียมก๊วยก็ ฟื้นสดขึ้นอย่างเดิม ต้นใบก้านผลก็ออกบริบูรณ์อย่างเดิม ผลยิ่นเซียมก๊วยมียี่สิบ สามผล เซงฮองเม่งง้วยจึงพูดว่าประหลาดจริง ๆ ผลนั้นยังเหลือยี่สิบสองผล ทำไม จึงมีขึ้นอีกหนึ่งผล เห้งเจียว่านานวันจึงจะเห็นความจริงของข้าพเจ้า เดิมข้าพเจ้า เก็บมาสามผล อีกผลหนึ่งหล่นถึงแผ่นดินแล้วมุดหายไปใต้ดินโป๊ยก่ายยังมีความ สงสัยว่าข้าพเจ้าซ่อนไว้หนึ่งผล_ฝ่ายติ๋นหงวนไต้เซียน เมื่อได้เห็นต้นยิ่นเซียมก๊วยกลับคืนเป็นมาได้ดังนั้น ก็มี ความยินดีรี่นเริงเป็นอันมาก จึงบอกให้สานุศิษย์เอาไม้ขอทองคำขึ้นสอยลงมาสิบ ผลแล้ว นิมนต์พระโพธิสัตว์กลับมายังสำนัก และซัมแชเล่าเซียนกับด้วยบริวาร ทั้งหลายก็ตามพระโพธิสัตว์กลับมายังสำนักครั้นถึงติ้นหงวนไต้เซียน จึงนิมนต์พระ โพธิสัตว์ขึ้นนั่งที่อันสมควรแล้ว และซัมแซก็เข้านั่งยังที่ประชุมพร้อมกันแล้ว พระ โพธิสัตว์นั่งอยู่กลาง สองข้างซัมแซเล่าเซียนนั่ง ติ๋นหงวนไต้เซียนจึงให้ศิษย์ยกผล ยิ่นเซียมก๊วยมาถวายพระโพธิสัตว์หนึ่งผล หลวงจีนถังซัมจั้งหนึ่งผล ซัมเล่าแช คนละหนึ่งผล เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งคนละหนึ่งผล ติ๋นหงวนไต้เซียนหนึ่งผล สานุ ศิษย์หนึ่งผล เมื่อติ้นหงวนไต้เซียนเลี้ยงผลยิ่นเซียมก๊วยเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์จึง ลาติ๋นหงวนได้เซียนกลับไปยังน้ำไฮ้ ซัมแชก็ลากลับไปยังสำนักเดิมฝ่ายติ้นหงวนไต้เซียนส่งพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็จัดเครื่องแจเลี้ยงเห้งเจียผูกไมตรี เป็นมิตรสหายกัน ตั้งแต่นั้นหลวงจีนถังซัมจั่งกับตินหงวนไต้เซียน กับสานุศิษย์ทั้ง สองฝ่าย ก็ผูกรักเป็นสามัคคีกันทุก ๆ คน เวลานั้นก็จวนจะค่ำ ต่างคนไปหยุดพัก หลับนอนครั้นเวลารุ่งแจ้งหลวงจีนถังซัมจั้งจะออกเดิน ติ๋นหงวนไต้เซียนมีใจจงรักภักดี ยังหน่วงขอให้พักอยู่ห้าหกเวลา พระถังซัมจังก็พักอยู่ห้าหกเวลา จึงได้ลาติ้น หงวนไต้เซียนออกเดินต่อไปฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้ง ตั้งแต่ได้กินผลยิ่นเซียมก๊วยแล้ว ร่างกายดุจเปลี่ยน แปลงใหม่ มีกำลังพลังยิ่งขึ้นกว่าเก่า เวลาที่กำลังเดินมานั้น และไปข้างหน้าเห็น ภูเขาใหญ่ยอดสูงเทียมเมฆ หลวงจีนถังซัมจังจึงเรียกศิษย์ทั้งสามแล้วกำซับว่าจง ระวังระไวให้ดี บางทีที่เขานี้จะมีสัตว์ร้ายของร้าย เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์อย่า มีความวิตกข้าพเจ้าเคยเป็นพระยาวานร แม้จะมีสัตว์ร้ายเช่นแก่เสือก็ไม่ต้องวิตก กลัว ขอพระอาจารย์จงวางอารมณ์เถิด เห้งเจียพูดดังนั้นแล้ว มือถือกระบองเหล็ก ออกเดินนำหน้าตัดทางขึ้นบนเขาหลวงจีนถังซัมจั้งจึงบอกเห้งเจียว่า อาตมภาพเดินมาก็ออกหิวแล้ว เห้งเจีย จงไปเที่ยวบิณฑบาตอาหารมาให้อาตมภาพฉันเถิด เห้งเจียจึงว่าท่านอาจารย์ไม่ ทราบหรือในป่าในดงไม่มีบ้านเรือนผู้คนอย่างนี้จะไปบิณฑบาตอาหารแก่ผู้ใดเล่า หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจิตใจก็เศร้าหมองไม่สบาย จึงพูดแก่เห้งเจีย ว่าเดิมเจ้าติดอยู่ในเขาพูดได้แต่ปาก มือและเท้าก็กระดิกไม่ไหว เราได้ช่วย สงเคราะห์ให้เจ้าหลุดพ้นจากความทรมาน เจ้าติดตามเรามาเป็นสานุศิษย์ไม่มีความ เพียรมีแต่ความเกียจคร้านอย่างนี้เห้งเจียจึงตอบว่าข้าพเจ้าก็มีความจงรักภักดีต่อท่านหาได้มีความเกียจคร้านไม่ หลวงจีนถังซัมจั้งจึงว่า ถ้าเจ้าไม่เกียจคร้านแล้ว เหตุใดเราให้ไปบิณฑบาตท่านจึง มิไปเล่า ท้องเราหิวอย่างนี้จะเดินไปที่ไหนได้เล่า เห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่า โกรธขึ้งเลย ข้าพเจ้าทราบได้ว่าท่านถือว่ามีคาถา แม้ข้าพเจ้าขัดขืนท่านก็จะภาวนา ให้ข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อน แม้ท่านมีความหิวโหยแล้ว ขอให้ลงจากม้าพัก ก่อนข้าพเจ้าจะไปเที่ยวหาบ้านคน บิณฑบาตจังหันมาถวายเห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ แลไปดูทั้งสี่ทิศก็มิได้เห็นมีบ้านเรือน ผู้คน มีแต่ป่าดงพงไพร เห้งเจียแลไปข้างทิศอาคเนย์เห็นมีภูเขาหนึ่ง มีผลไม้ชมพู่ สุกแดงไปทั้งเขา เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็ลดลงยังพื้นพสุธา มาบอกแก่พระอาจารย์ ว่า ข้าพเจ้าเหาะขึ้นไปดูรอบทุกทิศ ไม่เห็นมีบ้านเรือนผู้คน เห็นข้างทิศอาคเนย์มี ภูเขาหนึ่งมีผลชมพู่สุก ข้าพเจ้าจะไปเก็บมาถวายให้ท่านฉันแก้หิวก่อน หลวงจีน ถังขัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มีความยินดีจึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราถือเพศเป็น สมณะถ้าได้ฉันผลชมพู่ก็ดีกว่าของอื่น เห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็ฉวย บาตรเหาะขึ้นบนเวลาตรงไปยังทิศอาคเนย์ ครั้นถึงก็ลงยังพื้นภูเขาตรงมาที่ต้นชมพู่ ก็เลือกเก็บตามชอบใจฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งคอยเห้งเจียอยู่ที่ภูเขานั้น (มีคำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า แม้มีภูเขาสูงใหญ่ก็จะมีสัตว์ที่ดุร้าย หรือปิศาจอันสำคัญ) ก็จริงเหมือนดังคำ โบราณที่ท่านกล่าวไว้ คือในภูเขานั้นมีปิศาจยักษ์ตนหนึ่ง ในเวลานั้นมันเหาะขึ้น กลางอากาศแอบเมฆมองดูทั้งสี่ทิศ บังเอิญแลลงมาเห็นหลวงจีนถังซัมจั่งนั่งอยู่ ใต้ต้นไม้ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงออกปากบังเอิญเราได้ยินชาวชนเล่าลือกันว่า มี พระสงฆ์อยู่ข้างทิศตะวันออก จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เธอองค์นั้นคือ กิมเสียนโพธิสัตว์กลับชาติบวชเรียนมาได้สิบชาติแล้ว มีความบริสุทธิ์ถ้าผู้ใดกินเนื้อ เธอก้อนหนึ่งจะมีอายุยืนยาวนาน บัดนี้มาถึงเขตเขาแดนของเรา เราจะเข้าไปจับ ตัวก็เกรงสานุศิษย์ทั้งสามนั่งเ้าอยู่ เมื่อปิศาจเห็นดังนั้นแล้ว จึงตรึกตรองคิดกล อุบายว่า จำเราจะแปลงกายล่อลวงดูก่อนว่าจะเป็นประการใดคิดดังนั้นแล้วก็ลง ยังซอกเขา แปลงกายเป็นรูปหญิงสาว มือหนึ่งถือชามข้าวมือหนึ่งถือจานของหวาน เดินตรงมายังทิศตะวันออกฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งนั่งคอยเห้งเจียที่นั่น แลไปเห็นหญิงคนหนึ่งเดินมา หลวงจีนถังซัมจังจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งถามว่า เห้งเจียพูดว่าตำบลนี้เป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือนผู้คน ทำไมจึงมีผู้หญิงเดินมาแต่ข้างไหนเล่า โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้า จะถามดูก่อน พูดดังนั้นแล้วจึงทำกิริยาเรียบร้อยเดินมาข้างหน้าหญิงนั้น พิเคราะห์ ดูรูปร่างงดงามโป๊ยก่ายมีความกำหนัดในรูปหญิงนั้น จึงมีสุนทรวาจาถามว่า แม่ น้องหญิงท่านจะไปข้างไหน ที่มือนั้นท่านถือสิ่งของอะไรปิศาจแปลงได้ฟังถามดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเอาข้าวหอมกับของหวานจะ มาแก้บนถวายพระสงฆ์ ไม่ได้ไปไหนจะมาที่นี่เอง โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็กลับ มาบอกอาจารย์ว่า เกิดเป็นคนมีบุญแล้วก็มีมาเอง ท่านอาจารย์ใช้ให้พี่เห้งเจีย ไปเที่ยวบิณฑบาต เธอว่าจะไปเก็บชมพู่ก็เธอเป็นชาติลิง บางที่ไปปะชมพู่จะเก็บ กินให้อิ่มเสียก่อนแล้วจึงจะกลับมา อาจารย์ดูหญิงนั้นจะมาถวายสังฆทานหลวง จีนถังซัมจั้งจึงพูดว่า พวกเรามานี่ก็ยังหาพบผู้คนที่มีศรัทธาถวายข้าวสงฆ์ไม่ โป๊ย ก่ายบอกว่าโน่นแล้วมิใช่หรือหลวงจีนถังซัมจั่งแลไปเห็นหญิงนั้นมานั่งอยู่ จึงมีสุนทรวาจาถามว่า สีกาโยม บ้านช่องอยู่ที่ไหน จะแก้บนด้วยเหตุอย่างไร จึงได้มีจิตเอาข้าวมาถวายสังฆทาน ถึงที่นี่ ปิศาจปลอมบอกว่า ขอท่านอาจารย์ได้ทราบว่าตำบลภูเขานี้ (จั่วฮ่วยทู้เปด) บนยอดเขานั้นเรียกว่า (แปะเฮ้าเนี้ย) ข้างทิศตะวันตกนั้นคือบ้านข้าพเจ้าตั้งอยู่ที่นั่น บิดามารดาข้าพเจ้าอยู่ในศีลในธรรมไม่ทำบาปหยาบช้า สามี ข้าพเจ้าเป็นคนใจบุญ คิดทำแต่ที่เป็นการกุศลวันนี้ข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่จึงได้มาพบท่านอาจารย์ ข้าพเจ้า ขอนำเครื่องกระยาหารถวายต่อท่านหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังหญิงแปลงพูดดังนั้น ก็ไตร่ตรองในใจยังไม่ทราบว่าจะไชอิ๋ว ๒๙๗ ทำอย่างไรควรแก่การนั้น โป๊ยก่ายออกอยากเต็มกลั้น จึงเดินมาฉวยชามข้าวกับ ขนมยกมา แล้วก็ลงมือกินบังเอิญแลไปก็เห็นเห้งเจียกลับมา เห้งเจียเหลือบไป เห็นรูปร่างแปลงก็อาจสามารถรู้ได้ว่าปิศาจ จึงวางบาตรลงทันทีชักกระบองตรงเข้า ตีที่ศีรษะปิศาจ หลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ ร้องห้ามว่าอย่าเพ่อก่อน นี่เหตุใดจึงมาตีเขาทำไม เห้งเจียว่าหญิงคนนี้มันเป็นปิศาจพระอาจารย์ยังไม่ทราบ มันมิใช่คนดีมันจะมาล่อลวงให้หลงกลแล้วก็จะกินเนื้อพระอาจารย์เสียพระถังซัมจั้ง ว่าอ้ายลิงเขามีศรัทธาจะเอาข้าวมาถวายทำไมเจ้าหาเหตุไปตีเขาอย่างนี้ควรแล้วหรือเห้งเจียได้ฟังพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์ที่ไหนจะรู้ ได้ซึ่งเล่ห์กลของปิศาจนั้น ข้าพเจ้าอยู่ที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องแม้ว่าจะคิดกินเนื้อคนแล้ว ก็ได้ โดยแท้มันจะเปลี่ยนแปลงประการใดข้าพเจ้าก็รู้ได้ทังสิน ถ้าข้าพเจ้ามาช้า สักหน่อยท่านอาจารย์ก็จะต้องเดือดร้อนด้วยปิศาจร้าย แม้มาตรว่าเห้งเจียพูดดัง นั้นแล้ว หลวงจีนถังซัมจั้งก็มิได้เห็นจริงด้วย เห้งเจียจึงได้พูดต่อไปว่า ข้าพเจ้า ทราบเหตุแล้วว่าท่านอาจารย์เห็นรูปหญิงนั้นงามจึงมีความรักใคร่ถ้าท่านมีจิตกระสัน อย่างนั้นแล้ว ก็จงปลูกบ้านเรือนอยู่ในที่ตำบลนี้จะได้ทำการวิวาหมงคลด้วยกัน กับหญิงนี้ พวกข้าพเจ้าจะได้กลับไปยังถิ่นฐานตามเดิมจะไม่ดีหรือ จะต้องไป อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมให้ลำบากป่วยการทำไมเล่าหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นผู้มัธยัสถ์มักน้อย เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดแดกดันประชด ดังนั้น ก็ให้มีใจโกรธเห้งเจียและมีความอายเป็นอันมากจนหน้าแดง เห้งเจียยก กระบองตีปิศาจล้มกลิ้งลงกับพื้น แต่ปิศาจนั้นมีอิทธิฤทธิ์ ก็ถอดรูปทิ้งซากศพไว้ บันดาลเป็นลมหนีไปในอากาศฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นดังนั้น อกใจก็ซ่านเสียวระรัวสั่นไปทั้งกาย จึงร้อง ด่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติวานรทำไมมึงจึงมิได้มีเมตตาจิตเลย เขาไม่มีโทษผิดอะไร เหตุใดจึงตีเขาให้ถึงแก่ความตายอย่างนี้ เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์จงดู ในชาม จานเหล่านั้นเป็นของอะไรหลวงจีนถังซัมจังจึงลุกเดินเข้าไปใกล้ พิจารณาดูในชาม นั้นก็ล้วนแต่หนอน ในจานก็ล้วนแต่กบและเขียดอึ่งกิ้งกือทั้งสิ้น เมื่อเห็นดังนั้นจึง ค่อยมีความเชื่อเห้งเจีย แต่กระนั้นก็ไม่ห้ามโกรธของโป๊ยก่ายได้ โป๊ยก่ายบอกแก่ อาจารย์ว่า หญิงคนนั้นเขาเป็นชาวนา ทำไมว่าเขาเป็นปิศาจ แท้ที่จริงพี่เห้งเจียตี เขาตายแล้ว กลัวพระอาจารย์จะภาวนา จึงแกล้งทำกบบังตาแปลงเป็นรูปต่าง ๆ อย่างนี้ หลวงจีนถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายพูดชี้แจงดังนั้น ก็พาชื่อกลับเห็นจริงด้วย โป๊ยก่าย จึงภาวนาคาถาเห้งเจียก็หมุนลงกับพื้น ร้องว่าอาจารย์อย่าภาวนาเลย ข้าพเจ้าจะขอพูดให้อาจารย์ฟัง หลวงจีนถังซัมจั้งว่าจะพูดอะไร เป็นผู้ถือศีลแล้ว ทุกเวลาจะต้องตั้งอยู่ในธรรมอันชอบนี่เจ้าตีเขาจนตายอย่างนี้ควรหรือแม้จะตาม ไปอาราธนาพระธรรมมาจะต้องการอะไร เจ้าจงเร่งกลับไปเสียเถิดจะไปต่อไป ด้วยกันมิได้แล้วเห้งเจียเห็นพระอาจารย์มีความโกรธเคืองดังนั้นจึงถามว่า อาจารย์จะให้ ข้าพเจ้ากลับไป่ข้างไหน หลวงจีนถังซัมจั่งพูดว่า ข้าไม่เอาเจ้าไปเป็นศิษย์อีกแล้ว เห้งเจียว่าแม้ท่านไม่ให้ข้าพเจ้าไปด้วยข้าพเจ้าวิตกกลัวว่าท่านจะไปไม่ตลอดถึงไซที หลวงจีนถังซัมจังว่าชีวิตเราอยู่กับดินฟ้า มิใช่เจ้าจะช่วยให้พ้นจากความตายนั้น ได้เมื่อไรเจ้าจงรีบกลับไปเถิด เห้งเจียว่าข้าพเจ้ากลับไปก็ได้ แต่ทว่าข้าพเจ้ายัง หาได้สนองพระคุณท่านไม่ หลวงจีนถังซัมจังว่าข้ากับเจ้ามีคุณอะไรต่อกัน เห้งเจีย ได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งแต่ทำวุ่นวายบน สวรรค์ จนพระเจ้าลงโทษเอาภูเขาครอบตัวต้องทรมานอยู่ในนั้น พระโพธิสัตว์ กวนอิมสั่งสอนให้รับศีลแล้ว พระอาจารย์จึงได้มาช่วยให้พ้นทุกข์ แม้ข้าพเจ้ามิไป ไซทีด้วยท่าน คนทั้งหลายเขารู้เหตุว่าข้าพเจ้ามิได้รู้จักคุณของท่านเขาทั้งหลาย จะแซ่งด่าว่ากล่าวความชั่วของข้าพเจ้า จะติดอยู่ชั่วฟ้าและดิน ขอพระอาจารย์ได้ เมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิดหลวงจีนถังซัมจั้งเป็นผู้มีเมตตาจิต ครั้ได้ฟังเห้งเจียพูดอ้อนวอนดังนั้น ก็มี ความสงสารจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง ถ้าภายหน้าหลังทำ เชนนี้อีก จะภาวนาให้ถึงความเจ็บปวดสาหัส เห้งเจียคำนับแล้วลุกขึ้นไปเอา ชมพู่ที่เก็บมานั้น ถวายพระอาจารย์ให้ฉันพอแก้หิวแล้ว ก็ออกเดินข้ามเขามาฝ่ายปิศาจนั้นหนีรอดชีวิตมาได้แล้ว แอบอยู่บนอากาศมีความโกรธเห้งเจียนัก กัดฟันคันเขี้ยวบ่นว่าเราได้ยินมาหลายปีแล้ว เขาเล่าลือกันว่า หลวงจีนถังซัมจั้ง มีสานุศิษย์มีฤทธาอานุภาพมาก มาวันนี้เราเห็นจริงเหมือนคำคนที่เล่าลือกัน หลวงจีนถังซัมจังเธอดูไม่ออกจวนจะกินของที่เราถวายอยู่แล้ว บัดเดี้ยวเราก็จะ จับตัวได้ บังเอิญเห้งเจียมาทันเข้า ทำให้เราเสียความคิดแล้วกลับมาตีเราด้วย กระบองเหล็ก ที่ไหนเราจะยอมให้มันข้ามเขาไปได้ เราจำคิดหลอกมันดูอีกสัก ครั้งหนึ่ง คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นพสุธาแปลงกายเป็นยายเฒ่าคนหนึ่ง อายุ ประมาณแปดสิบเศษ ถือไม้เท้าเดินสกัดหน้ามา ร้องไห้พลางเดินพลางโป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้น จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่าไม่เป็นการแล้วพี่เห้งเจียตี หญิงคนนั้นตาย ที่ยายเฒ่าเดินมานั้น เห็นจะเป็นแม่มาตามลูกสาวแกดอกกระมัง เห้งเจียว่าเจ้าโป๊ยก่ายเจ้าอย่าพูดมากไป หญิงแก่นี้อายุถึงแปดสิบเก้าสิบแล้ว หญิง ที่ตายอายุสิบแปดสิบเก้า ยายคนนี้จะมีบุตรเมื่ออายุหกสิบแล้วยังไรได้ ซะรอย ปิศาจมันแกล้งแปลงมาจะล่อลวงเราให้หลงกล จำข้าจะไปดูมันให้แน่นอนก่อน ว่า แล้วเห้งเจียก็เดินสกัดหน้ายายเฒ่านั้น แล้วพิจารณาดูแก่หง่อมหน้านิ่วคิ้วย่นเดิน เซซังมา เห้งเจียก็รู้ได้ว่าปิศาจแปลง ก็มิได้รั้งรอยกกระบองขึ้นตีศีรษะปิศาจ ๆ เห็นยกไม้กระบองตีก็ถอดรูปทิ้งซากศพไว้ บันดาลเป็นลมหายไปหลวงจีนถังซัมจั้งเห็นก็ตกใจ ลงมาจากม้ามาดูซากศพเห็นนอนตายกลิ้งอยู่ กับพื้นก็สิ้นสติไม่รู้ที่ว่าจะพูดประการใด จึงภาวนาคาถายี่สิบจบ มงคลก็รัดศีรษะ เห้งเจียล้มกลิ้งลงกับพื้น เจ็บปวดสาหัสแทบจะขาดใจ จึงร้องว่าพระอาจารย์อย่า ภาวนาเลย จะว่ากระไรก็ให้ว่าเถิด หลวงจีนถังซัมจั้งว่าจะพูดอะไรอีกต่อไปเล่า สั่งสอนอย่างไรก็ไม่เชื่อฟังแล้ว ขึนทำแต่ดุร้ายฆ่าตีเขาให้ถึงแก่ความตาย นี่เหตุ อะไรจึงได้เป็นเช่นนี้เห้งเจียว่ามันเป็นปิศาจจะไว้มันได้หรือ จำเป็นจะต้องตัดรอนมันเสีย หาไม่ มันก็จะทำร้ายเรา หลวงจีนถังซัมจังพูดว่าอ้ายลิงมึงอย่ามาพูดให้เลอะเทอะไปเลย อะไรจะมีปิศาจมากมายอย่างนั้นที่เดียวนำใจมึงดุร้ายอย่างนีแล้วจะอยู่ต่อไปไม่ได้ จงรีบกลับไปเสียโดยเร็วเถิด เราไม่ให้เจ้าตามเราต่อไปแล้ว เห้งเจียพูดว่าพระ อาจารย์จะให้ข้าพเจ้ากลับไปก็ไม่ยากอะไรดอก แต่ยังมีข้อขัดข้องอยู่ประการหนึ่งหลวงจีนถังซัมจั่งจึงถามว่า ขัดข้องด้วยเหตุประการใดจงชี้แจงให้เราฟัง เห้ง เจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังพระอาจารย์ ตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อนนั้น เคยตั้งตัวเป็นใหญ่ อยู่ในเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง ตั้งแต่ตามพระอาจารย์มาเป็นสานุศิษย์ ต้อง มงคลบังคับรัดอยู่บนศีรษะ จะให้กลับไปหาเพื่อนฝูงอย่างไรได้ แม้ว่าพระอาจารย์ ไม่ต้องประสงค์ข้าพเจ้าแท้แล้ว ขอท่านได้ภาวนาคาถา ถอดมงคลนั้นออกเสียก่อน ข้าพเจ้าจะได้ลาท่านไปไม่ขัดขวางดื้อดึงซึ่งข้าพเจ้าอุตสาห์พยายามตามท่านมาก็ไม่ สำเร็จประโยชน์แล้ว ก็จะกลับลาท่านไปยังที่เดิม หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย พูดดังนั้นก็ตกใจ ด้วยเวลานั้นพระโพธิสัตว์สอนแต่พระคาถารัด พระคาถาถอน ท่านยังหาได้สอนไม่ จึงพูดว่าเราจะเอาอะไรที่ไหนไปถอนให้ได้เล่า เห้งเจียจึงพูด ว่าแม้ไม่มีคาถาถอนท่านต้องเอาข้าพเจ้าไปด้วย จะขับไล่ข้าพเจ้าเสียนั้นหาควรไม่หลวงจีนถังซัมจังไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะยกโทษให้ อีกสักครั้งหนึ่ง เจ้าจงลุกขึ้นเถิดตั้งแต่นี้ไปอย่าได้ทำดุร้ายเช่นนี้อีกต่อไป เห้งเจีย คำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอีกต่อไป พูดแล้วก็ไปจับม้ามาให้พระอาจารย์ขี่ เห้งเจียก็ออกเดินนำหน้าตัดทางไปฝ่ายปิศาจถูกเห้งเจียตีสองครั้ง ก็หาเป็นอันตรายไม่นึกสรรเสริญเห้งเจียว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดีแท้ มันรู้จักดูเรา ๆ ทำล่อลวงมันสองครั้งแล้วมันก็สามารถรู้ได้ พวกเหล่านี้มันเดินเร็ว ถ้าลงพ้นจากเขานี้ไปสี่สิบโยชน์ ก็จะพ้นอาณาเขตของเรา คิดดังนั้นแล้วก็แปลงกายเป็นรูปตาเฒ่าชรามือถือลูกประคำ ปากภาวนาบริกรรม พระพุทธคุณ หลวงจีนถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้า แลเห็นคนแก่เดินมาจึงพูดสรรเสริญว่า ทิศปราจีนประเทศนี้มีคนใจบุญมาก มีการธุระเดินทางยังอุตสาห์ภาวนาเจริญ พระพุทธคุณโป๊ยก่ายจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าเพ่อสรรเสริญ ภัยจะมีมาถึงตัว หลวงจีน ถังซัมจั้งถามว่า ภัยจะมีมาแต่ข้างไหนอีกเล่า โป๊ยก่ายบอกว่าตีลูกสาวเขาตาย แล้วมิหนำยังตีเมียเขาตายอีกเล่า อีตาเฒ่าคนนี้น่ากลัวจะเป็นผัวและเป็นพ่อของ หญิงสองคนที่เห้งเจียตีตาย ชะรอยจะมาตามลูกเมียของเขาเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายชาติหมูมึงอย่าพูดให้เลอะเทอะไป ข้าจะไปดูให้รู้แน่ก่อนว่าจะเป็นประการใด เห้งเจียเอาไม้กระบองซ่อนเสียแล้ว ก็ เดินตัดหน้าตาเฒ่ามาร้องถามว่าท่านตาจะไปข้างไหน ทำไมจึงต้องเดินภาวนาไป ด้วยเล่า ตัวเราเป็นชาติเสือสมิง เจ้าทำอุบายล่อลวงต่าง ๆ จะมาล่อลวงเราด้วย หรือจะล่อลวงได้ก็แต่ผู้อื่น จะมาหลอกลวงเราด้วยนั้นไม่ได้ กูรู้จักมึงคืออ้าย ปิศาจผีร้ายฝ่ายปิศาจแปลงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น อ้าปากไม่ออกเห้งเจียก็ชักกระบอง แล้วคิดว่า เราตีมันสองครั้งแล้วมีแต่โทษไม่มีคุณในครั้งนี้จำเราจะตีมันให้สิ้นชีวิต อย่าให้เป็นได้อีกต่อไปแม้พระอาจารย์จะโกรธเคืองเราก็จะมีที่อ้าง เราก็จะพูดได้ เต็มปาก คิดดังนั้นก็ร่ายพระคาถาเรียกเจ้าเขาและเทวดาและพระภูมิเจ้าที่ในตำบล นั้น บัดเดี้ยวก็มาพร้อมกัน เห้งเจียจึงร้องสั่งว่าท่านทั้งหลายจงเป็นธุระแก่ข้าพเจ้า ด้วยปิศาจตนนี้มันสิงสู่อยู่ที่นี่ มันมาทำการล่อลวงพระอาจารย์สองครั้งแล้ว ครั้ง นี้ข้าพเจ้าจะตีมันให้สิ้นชาติเสียขอท่านทั้งหลายคอยระวังสกัดไว้อย่าให้มันหนีไปได้เจ้าเขาและเทววดาและพระภูมิเจ้าที่ได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็พากันคอยระวังอยู่ เห้งเจียเมื่อสั่งเสร็จแล้วก็ถือกระบองเหล็กเดินตรงเข้าไปตีถูกตาเฒ่าแปลง ปีศาจ นั้นล้มลงกับพื้นก็สิ้นชีวิต หลวงจีนถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้น ก็ตกประหม่า ร่างกายสั่นระรัวไปทั้งกาย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่าเดินหนทางได้ ครึ่งวันเท่านั้นตีคนตายเสียถึงสามคนพี่เห้งเจียนี้ฝมือแกดีมาก ๆหลวงจีนถังซัมจั้งจะภาวนาพระคาถา เห้งเจียวิ่งมาร้องว่าพระอาจารย์อย่า เพ่อภาวนาก่อน ท่านจงมาดูรูปร่างปิศาจว่ามันเป็นประการใดมีแต่กระดูกกองอยู่ เท่านั้น หลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินเข้าไปใกล้พิจารณาดู ก็เห็น แต่กระดูกเป็นกองอยู่ จึงถามเห้งเจียว่า คนพึ่งตายใหม่ๆ ทำไมจึงมีแต่กระดูกอยู่ อย่างนี้เล่าเห้งเจียบอกว่าปิศาจนั้น มันบังเกิดกายสิทธิ์มันมีฤทธิ์แปลงกายได้อาศัยอยู่ ในตำบลนี้ คอยเที่ยวหลอกลวงชนทั้งหลายให้หลงเชื่อ มันต้องกระบองกายสิทธิ์ จึงตาย ร่างกายจึงได้แปรกลับเป็นรูปเดิม มันเป็นไม้อกไก่นามเรียกภาษาจีนว่า (แป๊ะกุ๊ดฮูหยิน) เพราะฉะนั้นมันบังเกิดเป็นปิศาจฉะนี้หลวงจีนถังชัมจั้งได้ฟังและเห็นศพดังนั้นก็เชื่อ โป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้นสอพลอ พูด พระอาจารย์อย่าเพ่อเชื่อก่อนที่คนตายก็แลเห็นแจ้งอยู่กับตาอย่างนี้ พี่เห้งเจีย แกกลัวท่านภาวนา แกจึงเล่นกลทำให้ตาคนเห็นเป็นรูปกระดูกเช่นนี้หลวงจีนถังซัมจั้งเป็นคนหูเบา และทั้งไม่ชอบเห้งเจียว่าเป็นคนดุร้ายอยู่แล้ว ก็พาซื่อเห็นจริงด้วยโป๊ยก่าย มีความโกรธเห้งเจียจึงภาวนาพระคาถา เห้งเจียร้อง ว่าขอพระอาจารย์ได้หยุดก่อน ข้าพเจ้าจะพูดให้ท่านฟังหลวงจีนถังซัมจังว่าอ้ายหัวลิงยังจะมาพูดว่ากระไรต่อไปอีกเล่า วิสัยคนทำ ความดีดุจหญ้าเมื่อฤดูเดือนสามถึงไม่เห็นสูงแต่มากวันเข้าก็ย่อมสูงยาวขึ้นคน ทำการชั่วร้ายเปรียบเหมือนเอามีดลับกับหิน ถึงไม่เห็นคอดนานไปก็เห็นเป็นรอย นี่เจ้าตีคนตายในวันเดียวถึงสามคนฉะนี้ เห็นว่าสันดานเจ้าดุร้ายเหลือเกินมิได้ คิดจะทิ้งพยศอันชั่วเลย เราจะผ่อนผันอย่างไรได้ เจ้าจงไปเสียให้พ้นเราโดยเร็ว ข้าไม่เลี้ยงเจ้าอีกแล้วเห้งเจียพูดว่าอาจารย์โกรธเคืองข้าพเจ้าจะมิผิดไปหรือ ก็เมื่อเห็นแก่ตาว่ามัน เป็นปิศาจร้าย คิดล่อลวงจะฆ่าพระอาจารย์ข้าพเจ้าป้องกันท่านไว้กำจัดปิศาจ เสียได้ฉะนี้ ท่านมาหลงเชื่อฟังอ้ายหัวหมูมันสอพลอพูดยุยง กลับมาให้โทษโกรธ ข้าพเจ้าอย่างนี้จะควรหรือ และท่านกลับมาขับไล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปก็เป็นคน ไม่มีความอายครั้นข้าพเจ้าจะไปก็วิตกถึงพระอาจารย์ที่จะไม่มีคนใช้ไปข้างหน้าอีกหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็โกรธจึงพูดว่า อ้ายชาติลิงไม่มีอามา อวดว่าตัวเป็นคนดีไม่มีผิด โป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นไม่ใช่คนหรือ เห้งเจียพูดอ้อนวอน ชี้แจงอย่างไรพระถังซัมจั้งก็ไม่เชื่อฟังก็มีความโทมนัสเสียใจเป็นอันมาก จึงถอน ใจใหญ่พูดว่าแสนเข็ญ ๆ เมื่อพระอาจารย์ออกจากเมืองหลวง มาถึงเล่าเป๊กกิม เล่าเป๊กกิมก็ส่งมาถึงเหลียงก่ายซัว ท่านช่วยข้าพเจ้าออกจากเขาข้าพเจ้าก็คำนับ ท่านว่าเป็นอาจารย์ ข้าพเจ้าตามมาข้ามเขาเข้าถ้ำปราบปิศาจจับผีร้าย จับโป๊ยก่าย ได้ชัวเจ๋งอย่างนี้มีความทุกข์ยากลำบากมากับท่านสุดที่จะพรรณนา มาวันนี้พระ อาจารย์จะมาหลงเชื่ออ้ายคนสอพลอยุยงโกรธข้าพเจ้าไล่ข้าพเจ้าเสียมิให้ไปตาม ตั้งแต่นี้ก็จะขาดกัน แต่ยังขัดข้องด้วยพระคาถานั้นอยู่หลวงจีนถังซัมจั้งได้พังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่าเจ้าจงกลับไปเถิดคาถานั้นข้า ไม่ภาวนาต่อไปแล้ว เห้งเจียจึงตอบว่าอย่างนี้ก็ยากอยู่ที่จะเชื่อได้ ไปข้างหน้า บางที่ไปปะปิศาจหรือยักษ์ร้ายโป๊ยก่ายสู้ไม่ได้ก็จะคิดถึงข้าพเจ้า ท่านก็จะภาวนา พระคาถาขึ้น ข้าพเจ้าก็จะมีความเจ็บปวดจะทนที่ไหนได้เล่าหลวงจีนถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความแค้น จึงลงจากหลังม้า เรียกซัวเจ๋งให้เอาถุงมาจึงเอากระดาษภู่กันออกเขียนหนังสือสัญญาแล้วสงให้ เห้งเจียพูดว่าถือหนังสือนี้ไว้เป็นพยาน ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องการใช้เจ้าต่อไป หรือ เจ้าไม่เชื่อเราจะปฏิญาณตัวให้ เห้งเจียรับหนังสือแล้วพูดว่าท่านไม่ต้องปฏิญาณ ดอกข้าพเจ้าจะลาพระอาจารย์ไปแล้ว ข้าพเจ้าสามิภักดิ์ตามท่านมาก็ไม่สำเร็จมรรค ผลอันใด มาได้ครึ่งทางก็จากกันไป ขอพระอาจารย์นั่งลงข้าพเจ้าจะกราบลาหลวงจีนถังซัมจั้งหันหน้าไปเสียไม่รับลา แล้วพูดว่าข้าเป็นสมณะตั้งอยู่ในกิจ แห่งธรรม ไม่เหมือนเจ้าเป็นชาติคนพาลเราไม่รับไหว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่าย พระคาถาแล้วถอนขนเพชรออกสามเส้นเสกขึ้นเป็นรูปเห้งเจียอีกสามรูป เข้าล้อม หน้าล้อมหลังไหว้อาจารย์ หลวงจีนถังซัมจั้งหลบไม่พ้นจึงรับไหว้เห้งเจีย ครั้น เห้งเจียไหว้แล้วก็ลุกขึ้นเรียกขนเพชรกลับเข้าตัวตามเดิม แล้วจึงมาสั่งซัวเจ๋งว่า น้องเป็นคนดีแม้ไปข้างหน้า จงระวังอย่าไว้ใจอ้ายโป๊ยก่ายชาติชั่วมักจะพูดสอพลอ ส่อเสียด เมื่อเดินตามทางไปนั้นจงระวังระไว บางทีจะปะปิศาจและยักษ์ร้าย ถ้า ดังนั้นเจ้าจงออกชื่อพี่ว่าเป็นสานุศิษย์ใหญ่ พวกปิศาจเหล่านั้นรู้สึกเคยเข็ดหลาบ ฤทธาอานุภาพของพี่จะครั่นคร้ามไม่อาจจะทำร้ายพระอาจารย์หลวงจีนถังซัมจั่งพูดว่า ข้าเป็นสมณะสุจริตไม่เหมือนเจ้าคนชั่วร้ายอย่างนั้น เจ้าอย่าวุ่นวายว่ากล่าวสังสอนเลย จงรีบไปให้พ้นโดยเร็วเถิด เห้งเจียเห็นว่า อาจารย์สิ้นความอาลัยแท้แล้วมิรู้ที่จะทำประการใด ก็จำจะต้องกลับไป เห้งเจียก็ เหาะขึ้นกลางอากาศหกคะเมนทีหนึ่งเหาะตรงมายังเขาฮวยก๊วยซัว เมื่อเวลา เหาะมานั้น เอกาแต่ผู้เดียว ในดวงจิตให้มีความอาลัยสะท้อนถอนใจใหญ่ บัดเดี้ยว ใจก็มาถึงฝั่งทะเลมหาสมุทรทิศตะวันออก เห้งเจียก็ลอยอยู่บนอากาศ คิดถึงพระ อาจารย์มีความโทมนัสยิ่งนักก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญไปต่าง ๆ หยุดสักประ เดี๋ยวแล้วก็เหาะเลยไป จึงคิดอยู่แต่ในใจว่าหนทางนี้ ห้าร้อยกว่าปีแล้วเรามิได้ มาทางนี้คิดดังนั้นแล้ว ก็เหาะลงมาถึงเขาฮวยก๊วยซัว เห้งเจียก็ลดลงยังเนินเขา เหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นเงียบสงัดอยู่ ต้นไม้ดอกไม้แห้งเหี่ยวร่วงโรยราไปหมดสิ้น และที่ตั้งแต่งด้วยศิลาเคยนั่งเล่นเย็นเช้าก็หักพังเสียหายไปทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดัง นั้นก็ยิ่งมีความโทมนัสมากขึ้น ในเมื่อเห้งเจียคร่ำครวญอยู่นั้น ได้ยินเสียงในซอก เขาพุ่มรก เห็นลิงน้อย ๆ วิ่งออกมาเจ็ดแปดตัว พากันเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง คำนับแล้วพูดว่า วันนี้ท่านไต้เซียกลับมาแล้วเห้งเจียถามว่าพวกเจ้าไปข้างไหนหมดจึงได้เงียบสงัดอย่างนี้ ข้ามาถึงนานแล้ว ก็มิได้เห็นพวกเจ้านี่เป็นด้วยเหตุอย่างไร พวกวานรน้อย ๆ ได้ฟังเห้งเจียต่างคน ต่างเล่าบอกว่า ตั้งแต่ไต้เซียไปแล้ว อยู่ภายหลังมีพวกพรานมาทำแก่ข้าพเจ้าให้ ได้รับความทุกข์สุดที่จะรำพัน มันเอาอาวุธศรและหน้าไม้มายิ่ง และเอาสุนัขมา ล้อมไล่ตีจับเป็นเอาบ้างจับตายเอาบ้าง เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงหนีซ่อนเร้นอยู่ ตามซอกห้วยชานเขาและพุ่มรกและในถ้ำจึงได้รอดพ้น นี่ข้าพเจ้าได้ยินเสียงไต้เซีย กลับมาพวกข้าพเจ้าจึงออกมาหา เห้งเจียได้ทราบดังนั้น ก็ยิ่งมีความโทมนัสเสียใจ ยิ่งนัก จึงถามว่าพวกพรานเหล่านั้น มันจับพวกเจ้าไปทำประการใดวานรน้อย ๆ เหล่านั้นจึงบอกว่า มันจับตายได้ก็เอาไปต้มแกงกิน มันจับเป็น ได้ก็เอาไปหัดเล่นงิ้วเล่นละครแล้วเอาไปกลางตลาดทำเล่นเต้นรำต่าง ๆ มันพากัน ตีกลองและม้าล่อเฮฮาหัวเราะกันเป็นการสนุกสนานของมันอย่างนี้เห้งเจียได้ฟังพวกวานรเล่าให้ฟังดังนั้น มีความแค้นดุจไฟลุกอยู่ในทรวงอก จึงถามว่าเดี๋ยวนี้ในถ้ำใครเป็นหัวหน้า ลิงน้อยจึงตอบว่ามีนายเบ็ลิ้วเจียงกุน แม่ทัพที่สามเป็นหัวหน้า เห้งเจียว่าพวกเรารีบไปบอกให้ออกมาหาเราโดยเร็วลิงน้อย ก็พากันวิ่งเข้าไปบอกเบ็ลิ้วแม่ทัพที่สามได้ฟังลิงน้อยมาบอกดังนั้น ก็มีความยินดี จึงพาพวกวานร ออกมาคำนับรับไต้เซียเข้าไปในถ้ำ เห้งเจียขึ้นนั่งอยู่บนที่ท่ามกลางบริวารวานร ใหญ่น้อยแล้ว พวกวานรทั้งหลายก็พากันคำนับแล้วจึงถามว่า พวกข้าพเจ้าได้ยินว่า ท่านรอดชีวิตออกแล้วตามพระถังซัมจั้งไปประเทศไซทีเพื่ออาราธนาพระธรรม ทำไม ไต้เซียจึงกลับมาได้เล่าเห้งเจียได้ฟังพวกวานรถามดังนั้นจึงตอบว่า พวกเจ้าทั้งหลายยังหารู้เหตุผล ต้นปลายไม่ ถังซัมจังนั้ไม่รู้จักคนดีและคนชั่ว เราเห็นแก่เธอตามไปช่วยรักษา ด้วยตามระยะทางที่ไปนั้นมีแต่ภูตผีปิศาจยักษ์มารร้ายกาจมาก เราได้ปราบปราม ภูตผีปิศาจร้ายให้ราบคาบไปได้ทั้งสิ้น เพราะความจงรักภักดีได้ความลำบากทรมาน กาย ได้ตีปิศาจตายเธอกลับพูดว่าเป็นคนดุร้ายเหี้ยมโหด ทำหนังสือสัญญาว่า ไม่ใช้เราอีกต่อไปขับไล่ให้เรากลับเสีย เราจึงได้กลับมาดังนี้พวกวานรทั้งหลายได้ฟังไต้เชียเล่า ก็พากันตบมือหัวร่อว่าดีแล้วไต้เซียกลับ มาอยู่ จะได้ปกครองรักษาพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าจะได้มีความสุข ท่านจะตาม ไปทำไมให้ป่วยการไม่เป็นผลประโยชน์อะไร พวกวานรพูดแล้วจึงบอกกันให้เอา น้ำเหล้ามะพร้าวมาให้ไต้เซียกินแก้ทุกข์ เห้งเจียห้ามว่าอย่าเพ่อกินก่อน ข้าจะ ถามพวกเจ้าว่า พวกพรานนั้นกี่วันมันจึงจะมาหนหนึ่ง เบ๊ลิ้วบอกว่ามันมาทุกวัน เป็นนิตย์ วันนี้ท่านคอยดูก็จะได้เห็นเห้งเจียได้ฟังพวกวานรบอกดังนั้น จึงสั่งลิงน้อยให้ช่วยกันเก็บหินและกรวด ไปกองไว้บนเนินเขาให้มาก แล้วพวกเจ้าจงแอบหนีอยู่ในถ้ำ ไว้ธุระข้าจะทำวิชา แก้มือฝ่ายลิงน้อยทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็ไปเที่ยวเก็บหินและกรวดมากองไว้ตาม คำสั่ง แล้วก็พากันหลบหนีเข้าซ่อนอยู่เสียในถ้ำ เห้งเจียจึงขึ้นบนยอดเขาคอยดู บัดเดี้ยวก็แลเห็นข้างทิศอาคเนย์ทั้งคนทั้งม้าประมาณสักพันเศษ ถืออาวุธหน้าไม้ ธนูและแหลนหลาวหอกดาบต่าง ๆ และสุนัขสำหรับไล่ก็มีมาหลายสุนัข พวกคน ก็ตีกลองและม้าล่อโหร้องกันขึ้นมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเป็นอันมาก จึงร่ายพระคาถาคาบม้วนลมบังเกิดเป็นลมพายุใหญ่ พัดหอบเอาหินกรวดเหล่า นั้นสาดลงไปยังพวกพรานเหล่านั้นเจ็บป่วยล้มตายไปทั้งสิ้น ซาก ศพล้มกลิ้งอยู่ กับที่โลหิตไหลนองไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตบมือหัวเราะพักใหญ่ แล้วพูดว่าเราตามพระอาจารย์ไป ท่านก็สั่งสอนทุกวัน ๆ ว่าพันวันทำความดี ความดีไม่ใคร่จะพอ วันเดียวทำความ ชั่วร้าย ความชั่วร้ายมากเหลือนั้น อันคำนี้ก็เป็นความจริงได้ ฆ่าปิศาจสองสาม หนท่านว่าดุร้าย เรากลับมาบ้านวันนี้ เราทำเวรฆ่าชีวิตเขาโดยมาก พูดเช่นนี้แล้ว จึงสั่งพวกวานรให้ถอดเสื้อกางเกงของคนตายนั้นมาใส่ ถลกหนังม้ามาทำลายธนู หน้าไม้ เก็บเอาเครื่องศาสตราอาวุธนั้นมาฝึกหัดซ้อมฝีมือกัน เก็บเอาธงสีต่าง ๆ นั้นมาประจบเย็บติดกันเข้าเป็นธงห้าสี แล้วเขียนอักษรลงสิบสี่ตัวว่า (ตังซิวฮวย ก้วยซัวหกจึ้นจุ๊ยเลียมต๋องซีเทียนไต้เชีย) แปลว่าซ่อมแปลงเขาฮวยก๊วยซัวปฏิสัง บรณ์ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องขึ้นเห้งเจียเป็นซีเทียนไต้เซียมายังเดิม แล้วเห้งเจียสั่งให้ชัก ธงขึ้นตั้งมั่วสุมสะสมเสบียงอาหารและเกลี้ยกล่อมพวกยักษ์มารปิศาจที่มีฝีมือ เห้งเจียย่อมเป็นผู้มีสันดานพอใจเป็นคนโต ทั้งฤทธาอานุภาพเวทมนต์ก็ประสิทธิ์ ขลังแข็งแรง เห้งเจียไปขอน้ำทิพย์ของพระยานาคมาทั้งสิ่มหาสมุทร มาล้างบนเขา ให้สะอาดแล้ว ก็ปลูกต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ ให้เป็นที่ร่มรื่นสำราญฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั้งเชื่อฟังโป๊ยก่ายสอเสียดขับไล่เห้งเจียกลับไปแล้วก็ขึ้นม้า ออกเดิน ซัวเจ๋งยกหาบใส่บ่าเดินตามกันไปเดินข้ามเขาแป๊ะเฮ้าซัว แลไปข้างหน้า เห็นมีดงไม้ใหญ่; ร้องสังโป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่าหนทางดงป่ารกเปลียวจงระวังระไวให้ มาก ๆ โป๊ยก่ายถือคราดเหล็กออกเดินนำหน้าตัดทางเข้าดง ในเวลากำลังเดิน นั้นหลวงจีนถังซัมจั่งยอหยุดม้าบอกแก่โป๊ยก่ายว่าอาตมภาพมีความหิวอ่อนนัก ท่านจงไปหาข้าวมาให้กินแก้หิวเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนั้นอาจารย์ ลงหยุดพักที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตหลวงจีนถังซัมจั้งก็ลงจากม้า ซัวเจ็ง วางหาบลงหยิบบาตรส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายรับบาตรเดินลัดออกจากดงตรงไปข้าง ทิศตะวันตก ประมาณร้อยเส้นเที่ยวค้นหาบ้านคนก็ไม่เห็นมี พบแต่สัตว์เสือร้าย โป๊ยก่ายเดินลำบากเข้าก็คิดถึงเห้งเจียถ้าอยู่เป็นผู้บิณฑบาต มาวันนี้เขาไม่อยู่ตก เป็นหน้าที่ของตัวเราก็ตรึกนึกถึงเห้งเจีย นี่ก็จริงเหมือนคำที่เขาพูดกันว่า (มีบ้าน จึงจะรู้ราคาข้าวและฟืน เลี้ยงลูกจึงจะรู้คุณของบิดามารดา) นี่เราจะไปหาที่ไหนได้ โป๊ยก่ายคร่ำครวญดังนั้น ก็บังเกิดง่วงเหงาหาวนอนโป๊ยก่ายทนหาวนอนไม่ไหว ก็เดินแวะเข้าไปที่พุ่มรกก็มุดเข้าไปนอนหลับเสียพักใหญ่จนไม่รู้สึกตัวฝ่ายหลวงจีนถังซัมจังนั่งคอยโป๊ยก่ายอยู่ในกลางดงจิตใจให้หวาดเสียวไม่มี ความผาสุกสบายเลย นัยน์ตาก็ให้เขม่นไม่หยุด จึงเรียกซัวเจ๋ง มาพูดว่า โป๊ยก่าย ไปบิณฑบาตตะวันก็พ้นเพลแล้วยังไม่เห็นกลับมาที่เนินดงนี้ไม่ควรจะพักเราจงไป หาที่พักจึงจะดี ซัวเจ๋งพูดว่าอย่าเพ่อไปก่อนรอข้าพเจ้าไปตามโป๊ยก่ายก่อน จึง ค่อยพร้อมกันไป หลวงจีนถังซัมจั้งก็เห็นชอบด้วย ซัวเจ๋งก็ถือกระบองเดินออกมา จากดงเที่ยวตามโป๊ยก่ายตามเนินป่า ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจั่งนั่งอยู่ในดงแต่ผู้เดียว ในจิตใจให้ง่วงเหงา จึงขึนอุตสาหะสะกดใจไว้แล้วก็ผุดลุกขึ้นค่อย ๆ เดินชมพิศดู ตามต้นผลไม้พอให้แก้รำคาญ อันที่ในดงนั้นมีทางมากแยกไปหลายทาง หลวงจีน ถังซัมจั้งเวลานั้นจิตใจไม่ปรกติเดินหลงทางไปไม่รู้ที่ว่าจะกลับก็เดินหลงออกดงไป ทางทิศอาคเนย์ แลไปข้างหน้าเห็นมีรัศมีทองฟุ้งขึ้นมา เวลานั้นแสงตะวันสอง มากกระทบยอดพระเจดีย์จึงได้มีรัศมีผุดผ่องขึ้นพระถังซัมจั้งและไปก็เห็นองค์พระ เจดีย์ จึงคิดว่าเมื่อเราจะออกจากเมืองหลวงก็ได้อธิษฐานว่าแม้ปะพระพุทธรูปจะ นมัสการ พบพระสถูปเจดีย์ก็จะกราบไหว้ทำไมเมื่อเดินมาจึงไม่เห็น ที่ข้างพระ เจดีย์นั้นคงจะมีวัดวาอารามพระเจ้าพระสงฆ์อยู่ จำเราจะแวะเข้าไปดู แต่ที่ของและ ม้าอยู่กลางดงนั้นเห็นจะไม่เป็นอันตราย เพราะในดงนั้นน้อยนักที่คนจะไปมา แม้ คอยโป๊ยก่ายซัวเจ้งมาพร้อมกันก็ดีแต่ยังช้าจำเราจะเข้าไปในวัดก่อน คิดดังนั้น แล้วก็เดินตัดตรงเข้าไปที่องค์พระเจดีย์ ครั้นถึงประตูใหญ่พระถังชัมจั้งแลเข้าไป ในพระเจดีย์ก็เห็นมู่ลี่แขวนห้อยอยู่ จึงเดินเข้าไปข้างในเปิดมู่ลี่เข้าไปชั้นในเห็นมี แท่นศิลา ข้างบนแท่นนั้นมีคนนอนแต่หน้าเขียวแยกเขี้ยวออกจากปาก กำลังนอน หลับอยู่บนแท่นพระถังซัมจั้งเห็นก็รู้ว่ายักษ์ปิศาจ ในอกใจก็รัวสั่นไปทั้งกายหัน หน้าวิ่งกลับออกมาข้างนอกทันทีฝ่ายปิศาจยักษ์ตกใจตื่นขึ้น ร้องถามพวกปิศาจน้อย ๆ ว่าข้างนอกนั้นคนอะไร ที่ไหนมา ปิศาจน้อยมองตามไปก็เห็นพระสงฆ์ จึงบอกว่าพระสงฆ์ที่ไหนมาก็ไม่ ทราบ ปิศาจยักษ์ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า นี่เหมือนแมลงวันมาจับบน หัวงู มันเอาภักษาหารมาให้เรา พวกเรารีบตามจับตัวมาให้ได้ พวกปิศาจน้อยๆ วิ่งตามไปจับตัวหลวงจีนมาได้แล้ว ก็พากันฉุดคร่าเอาตัวมาหลวงจีนถังซัมจั้งยกมือคำนับ ปิศาจยักษ์จึงถามว่านี่ตัวเป็นสงฆ์อยู่ประเทศ ไหนจะไปข้างไหนจึงมาทางนี้ จงบอกมาให้แจ้งโดยเร็ว พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง รับรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก ธรรมประเทศไซที บัดนี้อาตมภาพมาถึงนี่จะใคร่นมัสการพระเจดีย์ บังเอิญทำให้ ท่านตกใจขอท่านได้ยกโทษให้แก่อาตมภาพที่ได้ผิดนี้ ถ้าอาตมภาพไปธุระสำเร็จแล้ว กลับไปถึงเมืองอาตมภาพจะจดชื่อท่านไว้เป็นที่ระลึกปิศาจยักษ์ได้ฟังหลวงจีนถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ตัวอยู่เมืองบน เป็นมนุษย์โดยความจริงเราอยากกินเนื้อ บัดนี้เนื้อนั้นจะต้องอยู่ในปากเราจะปล่อย ไปไม่ได้ จะหนีไปไหนก็คงหนีไปไม่พ้นพูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งบริวารให้เอาตัวพระ ถังซัมจั้งไปมัดไว้กับเสาที่ในถ้ำอย่าให้หนีไปได้ปิศาจยักษ์ก็ถือมีดเดินมาใกล้ ถามพระถังซัมจั้งว่าตัวมากี่คนจึงมาถึงนี่ เพราะว่าคนเดียวคงจะมาไม่ได้เป็นแน่พระถังซัมจั้งก็บอกตามจริงว่า อาตมภาพมามีสานุศิษย์สองคนนามเรียกว่า โป๊ยก่ายซัวเจ็งคนทั้งสองพากันไปเที่ยวบิณฑบาตและหาบกับม้ายังทิ้งอยู่กลางดง ปิศาจว่าถ้ากระนั้นยิ่งดีมากอาจารย์สานุศิษย์กับม้ารวมเป็นสี่ด้วยกันก็พอกินได้ สักเวลาหนึ่งพูดดังนั้นแล้วจึงสั่งบริวารว่า พวกเจ้าจงปิดประตูคอยท่า เราจะไป จับตัวพวกศิษย์มาพร้อมกับอาจารย์จึงค่อยต้มเลี้ยงกันสักเวลาหนึ่งฝ่ายซัวเจ๋งออกจากดงเที่ยวตามหาโป๊ยก่าย เดินมาประมาณทางไกลร้อย เส้นเศษ เที่ยวค้นหาก็ไม่เห็นโป๊ยก่าย ทั้งบ้านช่องผู้คนก็ไม่มี จึงขึ้นยืนบนเนิน สูงแลไปดู ก็ได้ยินเสียงในพุ่มไม้รกมีเสียงคนพูด ซัวเจ๋งจึงรีบเดินเข้ามาใกล้ เอา ไม้กระบองแหวกหญ้ารกดู ก็เห็นโป๊ยก่ายนอนหลับสนิทไม่รู้สึกตัว ปากก็ละเมอ พูดเลอะเทอะไม่ได้ศัพท์ ซัวเจ๋งเข้าไปจับใบหูดึงขึ้น เรียกว่าอ้ายหมูป่าอาจารย์ใช้ ให้ไปบิณฑบาต ทำไมจึงมานอนซุกซ่อนหลับอยู่อย่างนี้โป๊ยก่ายตกใจตาลีตาลานลุกขึ้นถามว่าเวลานี้กี่โมงแล้ว ซัวเจ๋งบอกว่าท่านให้ ไปบิณฑบาตข้าว ๆ ก็ไม่ได้แล้วจะไปหาที่ไหน จงกลับไปหาท่านก่อน โป๊ยก่ายก็ กระหืดกระหอบมากับซัวเจ็ง ตัดทางเดินตรงมาในดงที่หยุดนั้น ครั้นถึงที่พักแล ไปก็ไม่เห็นพระอาจารย์ ซัวเจ๋งไม่เห็นอาจารย์ก็โกรธโป๊ยก่าย จึงพูดว่าเพราะ อ้ายชาติหมูนี่และไปชุ่มหลับเสียจึงกระทำให้ช้าการ ปิศาจและยักษ์ร้ายมันคงจะ จับเอาอาจารย์ไปเสียแล้วโป๊ยก่ายหัวเราะว่าในดงนี้เป็นที่ชัยภูมิดี ปิศาจผียักษ์ที่ไหนจะมี นี่เห็นพระ อาจารย์จะเที่ยวเดินชมป่าเล่นเพื่อแก้รำคาญดอกกระมัง เราทั้งสองเดินตามไปดู ก่อนเถิดพูดกันแล้วโป๊ยก่ายจูงม้าซัวเจ็งเอาหาบใส่บ่าก็พากันเดินออกจากดง ตรง มายังทิศอาคเนย์เดินไปมองหาไปก็ไม่เห็น บัดเดี้ยวแลไปก็เห็นมีรัศมีออกสว่างไสว โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ที่ตรงนั้นมีพระเจดีย์คงจะมีวัดวาอารามเป็นแน่ 'พระอาจารย์เห็นจะไปฉันข้าวในวัดนั้นตอกกระมัง เราพากันเข้าไปดูเพื่อจะพบท่าน ชัวเจ้งว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะร้ายหรือดี เราจงดูข้างนอกก่อน คนทั้งสองก็พากัน เดินเข้ามายังประตูใหญ่ ครั้นถึงเห็นบนประตูใหญ่มีอักษรจารึกไว้หกตัวว่า ถ้ำ (อั๋วจื้อปองง้วยต้อง) ซัวเจ๋งจึงพูดว่า ที่นี่ไม่ใช่วัดวาอารามเป็นที่ปิศาจ ยักษ์ร้าย อยู่ อาจารย์ของเราเห็นจะอยู่ในที่นี้เป็นแน่ โป๊ยก่ายว่าพี่จะไปถามดู มือถือคราด เหล็กเดินมายังประตูแล้วตะโกนเรียกว่าใครอยู่ในนั้นช่วยเปิดประตูรับด้วยพวกปิศาจน้อยได้ยินเสียงคนเรียก จึงวิ่งมาเปิดประตู แลไปก็เห็นสองคนรูป ร่างประหลาดก็รีบกลับเข้าไปบอกไต้อ๋องว่า อ้ายสองคนมาแล้ว ปิศาจยักษ์ถาม ว่าสองคนไหน ปิศาจน้อยบอกว่าอยู่ข้างนอก คนหนึ่งปากยาวหูใหญ่คนหนึ่ง หน้าสีหมอกหัวผมรุงรัง มันร้องเรียกให้เปิดประตูรับ ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็มี ความยินดีพูดว่า อ้ายสองคนนี้คือโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งมันมาตามอาจารย์ของมัน หน้าตามันดุร้ายอยู่ เราจะทำหละหลวมแก่มันนั้นเห็นจะไม่ได้ คิดเห็นดังนั้นแล้ว จึงเรียกเอาเครื่องแต่งตัวมาแต่ง มือถืออาวุธมีดง้าวเดินออกมายังประตูโป๊ยก่ายซัวเจ็งเห็นปิศาจหน้าตาดุร้าย และท่าทางเหี้ยมห้าวหาญแข็งแรง สีหน้าเขียวมีเขี้ยวหนวดสีชมพูผมแดงดังชาด สวมเกราะทองแดงมือถือมีดดาบ ชื่อนั้นเรียกว่า ออึ่งเพ้าไต้อ๋อง) เมื่ออึ่งเพ้าไต้อ๋องออกมาถึงประตูแล้วจึงมีคำถาม ว่า พวกเจ้ามาแต่ไหนจึงบังอาจมาทำฮึกฮักดังนี้ จงเร่งบอกมาโดยเร็วโป๊ยก่ายได้ยินถามดังนั้น จึงตอบว่าอ้ายทารกมึงจำไม่ได้หรือ คือพระเจ้าถัง ไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้พระอาจารย์เราไปอาราธนาพระธรรมยังมัชฌิมประเทศ อาจารย์เราเป็นน้องพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ถ้าอยู่ในถ้ำนี้ขอให้ส่งมาโดยเร็ว มิ ฉะนั้นเราจะเอาคราดเหล็กตีกระหนาบเข้าไป อึ่งเพ้าไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าจริงมีสงฆ์รูปหนึ่งอยู่ในถ้ำเรา เราไม่มีความรังเกียจทุกเวลาก็จงรักภักดี เราทำโต๊ะเนื้อคนเลี้ยงทุกเช้าเย็น พวกเจ้าอยากกินก็เข้ามาจะให้กินสักก้อนหนึ่ง จะได้รู้รสชาติว่ามันอร่อยอย่างไรโป๊ยก่ายคิดว่าจริงจะใคร่เข้าไป ซัวเจ๋งวิ่งมายึดไว้ถามว่าพี่กินเนื้อคนเมื่อไร โป๊ย ก่ายจึงนึกขึ้นได้มีความโกรธยิ่งนัก จับคราดตรงเข้าสับลงที่ศีรษะปิศาจอึ่งเพ้า ปิศาจ อึ่งเพ้าหลบทันก็เข้าต่อสู้กันเป็นสามารถ คนทั้งสองต่างแผลงอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นรบ กันบนอากาศ ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็วางหาบปล่อยม้า ชักไม้พลองเหล็กเหาะขึ้นไป ตามช่วยโป๊ยก่ายรบระดม ต่อสู้กันเป็นสามารถยังหาแพ้ชนะกันไม่ โป๊ยก่าย ซัว เจ็งต่อสู้แก่ปิศาจอึ่งเพ้า ได้สามสิบเพลง โดยเหตุบุญบารมีของพระถังซัมจั้ง ที่จะ ยังไม่ถึงแก่ชีวิตอันตราย จึงบันดาลมิให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งแพ้แก่อึ่งเพ้าปิศาจ เทพยดา คอยรักษาโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่ ฝ่ายหลวงจีนถังซัมจัง ต้องมัดอยู่ในถ้ำนั้นกำลังร้อง ไห้โศกเศร้าอยู่ แลไปเห็นหญิงคนหนึ่งเดินออกมายืนอยู่ข้างพระถังซัมจั้งถามว่า เธอนี้อยู่ที่ไหน เหตุใดจึงได้มาต้องมัดอยู่อย่างนี้พระถังซัมจั้งได้ยินถามดังนั้น จึงพิเคราะห์ดูหญิงนั้นอายุประมาณสามสิบปีเศษ จึงตอบว่าอาตมภาพก็ถึงที่ตายแล้ว มาถึงที่ของสีกาแล้วจะกินเนื้อก็กินเสียเถิด จะถามอะไรไปทำไมให้เนิ่นช้าไปเล่า หญิงนั้นจึงบอกแก่พระถังซัมจังว่า ข้าพเจ้า มิใช่ผีปิศาจดอกบ้านข้าพเจ้าจากที่นี่ไปสามร้อยโยซน์ที่ตำบลนั้นมีเมืองหนึ่งเรียกว่า (โป๊เชียงก๊ก) ข้าพเจ้านี้คือพระราชบุตรีที่สามชื่อข้าพเจ้าเรียกว่า (แป๊ะฮ่องเชียว) เหตุเมื่อหน้าก่อนสิบสามปี เดือนสิบขึ้นสิบห้าค่ำออกมายังสวนดอกไม้ชมเดือน และดอกไม้ อ้ายปิศาจตนนี้มันทำลมพายุมืดฟ้ามัวฝน แล้วพัดหอบเอาข้าพเจ้า มาเป็นผัวเมียแก่มันสิบสามปีแล้ว มีบุตรชายบุตรหญิงสองคนก็ไม่มีข่าวคราวไป ถึงเมืองได้ พระราชบิดามารดาก็มิได้เห็นหน้าสิบสามปีแล้ว ก็ตัวของท่านเหตุใด มันจึงจับมาได้หลวงจีนถังซัมจั่งตอบว่า อาตมภาพนี้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะไปประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บังเอิญหลงเข้ามาในที่นี่ปิศาจจึง ได้จับอาตมภาพได้ ยังจะคอยจับสานุศิษย์ทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว จิงจะได้ต้มกิน เสียด้วยกันทั้งสามคน ฝ่ายกังจ้ได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น หัวเราะแล้วพูดว่า แม้ ว่าท่านจริงใจจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะช่วยท่านได้ ที่เมือง โป๊เชียงก๊กนั้น ตรงหนทางที่ท่านจะไปท่านสงเคราะห์ข้าพเจ้านำหนังสือข่าวนี้ไป ให้พระราชบิดาข้าพเจ้าทราบได้ ข้าพเจ้าจะขอปิศาจให้ปล่อยท่านไปพระถังซัมจั้งได้ฟังก๋งจ๊พูดดังนั้นจึงพูดว่า แม้ก๋งจู๊ช่วยอาตมภาพได้ อาตมภาพ จะรับนำหนังสือนั้นไปให้ก๋งจู้ได้ฟังพระถังซัมจั้งรับอาสาดังนั้น จึงกลับเข้าไปหยิบ กระดาษมาเขียนหนังสือเสร็จแล้วก็เข้าผนึกเดินออกมาแก้มัดพระถังซัมจั่ง ส่ง หนังสือฉบับนั้นให้พระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งรับหนังสือนั้นมาแล้วพูดว่า อาตมภาพ ขอบคุณกังจู๊ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตาย เมื่ออาตมภาพไปถึงเมืองจะนำเข้า ไปถวาย แต่อาตมภาพยังวิตกว่า ก๋งจู๊พลัดพรากมาหลายปีแล้วบางทีพระราชบิดา จะจำไม่ได้ ก๋งจู๊อย่าสงสัยว่าอาตมภาพจะพูดกลับกลอกกังจู้ว่าข้อนั้นอย่าวิตกเลย เพราะพระราชบิดานั้นมีบุตรีสามคน ข้าพเจ้าเป็น คนสุดท้อง แม้หนังสือไปถึงแล้วพระราชบิดาก็จำได้ พระถังซัมจั่งรับหนังสือใสมือ เสื้อแล้วก็ลานางกังจู๊เดินออกไปหน้าถ้ำ กังจู้จึงห้ามว่าท่านอย่าออกไปทาง หน้าถ้ำ ที่หน้าถ้ำปิศาจกับศิษย์ของท่านกำลังรบต่อสู้กันอยู่ ท่านจงออกไปทางหลังถ้ำไป แอบซุ่มตัวอยู่ตามพุ่มรกก่อน ไว้ให้ข้าพเจ้าเกลี้ยกล่อมขอร้องเขาก่อนแล้ว จึงให้ สานุศิษย์ไปตามจะได้ไปพร้อมกัน พระถังซัมจั้งได้ฟังก๋งจี๊พูดแนะนำดังนั้นก็เห็น ชอบด้วยจึงลานางออกไปทางหลังถ้ำ ก๋งจู้เห็นพระถังซัมจั่งพ้นไปแล้วจึงกลับ เดินออกไปยังหน้าถ้ำคิดอุบายได้ประการหนึ่ง ในเวลานั้นก๋งจี้ออกมายืนยังหน้าถ้ำ ได้ยินเสียงอีกทึกอยู่กลางอากาศ แลเห็นโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งกำลังรบกับอึ่งเพ้า ก๋ง จู้เรียกว่าอึ่งเพ้าไต้อ๋องลงมาก่อนอึ่งเพ้าไต้อ๋องได้ยินเสียงเรียกดังนั้นก็ผละโป๊ยก่ายซัวเจ็งลดลงยังปากถ้ำเดิน มาถามกังจู๊ว่ามีธุระอะไรหรือ กุงจู๊จึงบอกว่าข้าพเจ้ากำลังหลับอยู่ในห้องฝันไป ว่าเจ้ากิมกะมา อึ่งเพ้าว่าเจ้ากิมกะพูดว่ากระไรหรือ ก๋งจู๊บอกว่าเมื่อข้าพเจ้ายังเยาว์ อยู่ปักเสาไว้อธิษฐานว่า แม้ข้าพเจ้าเติบใหญ่ไปข้างหน้า มีสามีชื่อเสียงปรากฏ ฤทธาอานุภาพยิ่งกว่าคน ข้าพเจ้าจะทำสังฆทานและกุศลต่าง ๆ บัดนี้มาร่วมรัก กับไต้อ๋องเป็นสามีภริยากัน ข้าพเจ้าก็หานึกได้ไม่เจ้ากิมกะมาทวงตาม ซึ่งข้าพเจ้า ได้อธิษฐานไว้นั้นแล้ว ตวาดข้าพเจ้าก็ตกใจตื่นจะมาบอกแก่ไต้อ๋อง เดินออกมา จากห้องก็มาพบพระสงฆ์ต้องผูกมัดอยู่กับเสา ขอไต้อ๋องได้กรุณาแก้พระสงฆ์ปล่อย ไปเถิด เปรียบเหมือนไต้อ๋องช่วยแก้ความอธิษฐานของข้าพเจ้านั้น แต่ยังไม่ทราบ ว่าไต้อ๋องจะเห็นควรหรือไม่อึ่งเพ้าได้อ๋องได้ฟังนางก๋งจู๊พูดดังนั้น จึงพูดว่าก๋งจู๊ทำไมจะต้องสงสัยให้มาก ความไปเล่า ข้าพเจ้าจะใคร่กินเนื้อแม้ว่ากังจู้ได้อธิษฐานไว้ พระสงฆ์ที่จับได้นั้น ตามแต่จะปล่อยไปเถิด แต่ให้ไปทางหลังถ้าก็แล้วกัน ก๋งจู้เห็นอึ่งเพ้ายกให้ดังนั้น ก็มีความดีใจจึงเดินเข้าไปในถ้ำ อึ่งเพ้าก็เดินออกมาทางหน้าถ้ำตะโกนร้องเรียก โป๊ยก่ายซัวเจ๋งบอกว่า เจ้าทั้งสองจงลงมานี่ก่อน แต่มิใช่ข้าจะยอมแพ้ฝีมือเจ้าดอก เพราะข้าเห็นแก่ภรรยาของข้า บัดนี้อาจารย์ของเจ้าข้าพเจ้าปล่อยออกไปข้างหลัง ถ้ำแล้ว จงรีบไปหาจะได้พากันไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังอึ่งเพ้าร้องดังนั้นก็ตกใจ ลดลงยังพื้นรีบไปยกหาบจูงม้าตัดข้ามไปทางหลังถ้าร้องเรียกว่าพระอาจารย์อยู่ที่ไหน ฝ่ายพระถังซัมจั้งซ่อนอยู่ในรก ครั้นได้ยินเสียงร้องเรียกก็จำได้ จึงขานว่าอาตมา อยู่นี่ซัวเจ็งก็แหวกหญ้าเข้าไปรับอาจารย์ออกมาให้ขึ้นม้าแล้วรีบเดินไป โป๊ยก่าย นำทางซัวเจ๋งหาบตามมาข้างหลังตัดเนินออกจากดงเข้าทางใหญ่รีบไป โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งทั้งเดินทั้งทะเลาะกันไปตามทางไม่หยุด พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ห้ามคนทั้ง สองมิให้ทะเลาะกันเมื่อออกจากอึ่งเพ้าแล้ว เช้าก็ออกเดินค่ำก็หยุดพักเดินมาได้ประมาณสามร้อย โยชน์ แลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงเมือง คือเมืองเชียงโป้ก๊ก พิศดูชัยภูมิงดงาม เดิน ไปดูไม่รู้สิ้นซึ่งสิ่งอันประหลาดต่างๆ ครั้นเดินเข้าไปในเมืองแล้วถึงศาลาพักแห่งหนึ่ง อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเข้าพักอาศัยอยู่ในศาลา หลวงจีนก็หยิบเอาหนังสือที่ก๋งจี๊ ฝากมานั้น เดินเข้าไปถึงประตูเมืองชั้นในบอกแก่ผู้เฝ้าประตูว่าบัดนี้มีพระสงฆ์อยู่ เมืองไต้ถังจะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ขอท่านได้ช่วยนำความกราบทูลให้ทรง ทราบฝ่ายขุนนางกรมวังผู้เฝ้าประตูได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้น ก็รีบนำความเข้า ไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า บัดนี้มีพระสงฆ์มาจากเมืองไต้ถังจะขอเข้ามาเฝ้าฝ่ายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กได้ฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงรีบสั่งให้นิมนต์พระถัง ซัมจั้งเข้าไปเฝ้า ขุนนางก็ออกไปนิมนต์พระถังซัมจั่งเข้าไปเฝ้า พระถังซัมจังทำ กิริยาคำนับแล้วก็นั่งที่อันสมควร ในเวลานั้นขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมกัน พากันสรรเสริญ พระถังซัมจั้งว่าพระสงฆ์มาจากเมืองบนมีกิริยาเรียบร้อยงามดีเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กจึงตรัสถามพระถังซัมจั่งว่า ท่านมีธุระอย่างไรหรือจึงได้มาถึง เมืองข้าพเจ้า พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพเป็นสมณะอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสังพระ เจ้าแผ่นดินให้อาตมภาพไปเมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมีหนังสือเดินทาง ตามธรรมเนียม จะต้องเอามาเปลี่ยน เพราะฉะนั้นอาตมภาพจึงต้องเข้ามาเฝ้าพระ องค์ขอความกรุณาได้โปรดจึงเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กตรัสว่า แม้มีหนังสือเดินทางของพระเจ้าแผ่นดินถังมา ท่านจงเอาให้ดูก่อน พระถังซัมจั้งก็ถวายหนังสือเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กรับแล้วคลี่ออก อ่านดูใจความมีว่า ในมหาชมพูทวีปนี้เมืองไต้ถังเมืองใหญ่มีหนังสือเดินทางฉบับ หนึ่ง ด้วยพระองค์ได้เสวยราชสมบติปกครองอาณาประชาชนโดยยุติธรรม ไพร่บ้าน พลเมืองมีความสุขความเจริญ เพราะผิดด้วยไฮ้เล่งอ๋องครั้นเมื่อพระองค์สวรรคต แล้ววิญญาณจิตของพระองค์ลงไปยังเมืองนรก ได้เที่ยวทอดพระเนตรตามขุมนรก ได้เห็นซึ่งสัตว์นรกที่มีกรรมเวรทรมานอยู่ทุกข์ต่างๆ พระยามัจจุราชได้สั่งให้ยมบาล พาพระองค์กลับมาส่งยังเมืองมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงมีพระราชศรัทธาเลื่อม ใสในพระพุทธศาสนา ตั้งพิธีทำมหากุศลเหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จปาฏิหาริย์ มาชี้นำว่า พระไตรปิฎกธรรมในประเทศไซที ถ้าได้มาแล้วตั้งพิธีจึงจะช่วยบรรเทา กองกรรมของสัตว์นรกให้ปลดเปลื้องเบาบางออกไปได้ เพราะฉะนั้นจึงให้พระสงฆ์ เหี้ยนจึงตั้งความเพียรอุตสาหะมากว่าจะถึงแม้ว่าพระถังซัมจังไปถึงเมืองใดในประ เทศตะวันตกแม้ว่าท่านเจ้าเมืองใดตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมแล้ว ได้ทราบหนังสือ ฉบับนี้ขอให้ท่านประทับตราส่งต่อ ๆไปในฉบับนั้นมีลายพระราชหัตถ์เซ็นว่า พระเจ้า เจงกวนเสวยราชได้สิบสามปีและประทับตราเก้าดวงเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กทอดพระเนตรจบแล้วจึงประทับตราของพระองค์ ลงในหนังสือฉบับนั้นเป็นสำคัญ แล้วจึงส่งให้พระถังซัมจั้งไป พระถังซัมจั้งรับ หนังสือแล้วจึงถวายพระพรว่า ข้อหนึ่งอาตมภาพขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ข้อสอง อาตมภาพนำข่าวพระราชบุตรีของพระองค์มาถวายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กตรัสถามว่าข่าวอะไร พระถังซัมจั้งตอบว่าพระราชบุตรีที่ สามของพระองค์ บัดนี้ต้องทนทุกข์อยู่ที่ปิศาจอึ่งเพ้าจับไว้ที่เขาอั๊วจื๊อชัวถ้ำปอง้วย ต๋อง อาตมภาพเดินทางมาทางนั้นจึงได้พบก๋งจู๊ได้ฝากหนังสือมาให้พระองค์ เจ้าเมืองได้ฟังดังนั้น ก็ทรงพระกันแสงตรัสว่า สิบสามปีแล้วมิได้เห็นหน้าและข่าว คราวกังจู๊เลย ทำไมท่านจึงรู้ว่าปิศาจยักษ์จับไป พระถังซัมจังจึงหยิบเอาหนังสือ ออกจากมือเสื้อถวายให้ทรงทอดพระเนตร เห็นที่สลักหลังซองข้างนอกว่าเจริญสุข ก็จำได้ว่าเป็นลายมือของลูก พระหัตถ์ให้อ่อนเปลี้ยไปจนไม่สามารถจะเปิดผนึก หนังสือออกอ่านได้ จึงรับสั่งให้ขุนนางมาเปิดออกอ่านดูมีใจความว่า ข้าพเจ้าหญิง กตัญญ คือแป๊ฮวยเชี้ยวถวายบังคมมายังพระราชบิดาทราบ และฝ่ายในใหญ่น้อย ทั้งหลายและฝ่ายหน้าขุนนางทั้งหลายได้ทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงเกิดมา พระคุณ ของบิดามารดาดุจดังว่าฟ้าและดิน ข้าพเจ้าก็ยังหาได้ตอบแทนไม่ บังเอิญเมื่อก่อน สิบสามปี เดือนสิบขึ้นสิบห้าค่ำ พระราชบิดามีรับสั่งทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้าเลี้ยงโต๊ะ ด้วยความรื่นเริง และชมพระจันทร์ในวันเพ็ญ ในขณะนั้นก็บังเกิดมืดมนอนธกาล พายุใหญ่ มีปิศาจร้ายลงมาอุ้มหอบข้าพเจ้าเหาะขึ้นบนอากาศพาไปยังถ้ำ ได้ความ คับแค้นแสนสาหัสสุดที่จะแก้ไข ปิศาจจึงได้ข่มขื่นร่วมประเวณีมาได้สิบสามปีมีบุตร ด้วยปิศาจสองคนหญิงหนึ่งชายหนึ่ง เหตุนี้จำใจต้องจำเป็นให้เสียชาติมนุษย์ ซึ่ง เป็นการอัปยศอย่างนี้ไม่ควรจะกล่าวให้พระองค์ทรงฟังแต่มีความวิตกว่าลูกตายไป เมื่อภายหลังพระบิดาจะมิได้ทราบเรื่องว่าเป็นประการใด ข้าพเจ้าคิดถึงพระบิดา มารดาและวงศาคณาญาติก็ไม่รู้ที่จะทำประการใด บังเอิญพบพระถังซัมจั้ง ณ เมืองไต้ถังเดินมาทางนี้ปิศาจจับมัดไว้ ข้าพเจ้าคิดอุบายแก้ไขปล่อยได้ จึงได้ฝาก หนังสือบอกข่าวมา เมื่อพระบิดามารดาจะได้ทรงทราบแล้ว คือหาทหารที่มีฤทธิ์ มาปราบปรามปิศาจที่เขา (อั๊วจื๊อชัวถ้ำปอง้วยต๋อง) จับตัวอึ่งเพ้าให้ได้ช่วยข้าพเจ้า ให้ได้กลับบ้านคืนเมือง ได้เห็นหน้าพระบิดาและมารดาเพื่อได้ฉลองพระเดช พระคุณต่อไปครั้นอาลักษณ์อ่านจบสิ้นข้อความแล้ว พระราชบิดาก็ทรงพระกันแสง บรรดา ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ก็พากันโศกเศร้าถึงเจ้านายที่ต้องตกยากไปอยู่กับปิศาจ ต่างคนมีความสงสารทุก ๆ คน ทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้า จึงมีรับสั่งถามขุนนางใหญ่ น้อยทั้งปวงว่า ผู้ใดยังสามารถอาจอาสายกพลโยธาไปต่อสู้จับตัวปิศาจนั้นมาได้ บ้างให้ข้าพเจ้าแก้แค้นก๋งจู้ผู้บุตรกลับมาได้ แต่พระองค์ตรัสถามดังนี้ถึงสามครั้งก็ หามีผู้ใดจะออกปากรับอาสาไม่ พระองค์ก็ทรงพระโทมนัสทรงพระกันแสงมากขึ้นฝ่ายขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงพระกันแสงทุกข์ โทมนัสถึงพระราชธิดาดังนั้นจึงพร้อมกันกราบทูลว่าธรรมดามนุษย์เช่นพวกข้าพเจ้า ทั้งหลาย ได้ฝึกหัดเพลงศาสตราอาวุธและตำรับพิชัยสงครามก็สำหรับจะได้ต่อสู้ เอาชัยชนะแก่มนุษย์ด้วยกัน อันปิศาจยักษ์เช่นอึ่งเพ้านี้ มีฤทธาอานุภาพเหาะเหิน เดินอากาศได้และทั้งนิมิตบิดเบือนกายเป็นลมและเป็นไฟได้ จำเป็นจะต้องคิดหา ผู้วิเศษเช่นพระถังซัมจัง โดยเหตุว่าหนทางที่จะมาจากทิศตะวันออกจากเมืองไต้ถัง ถ้ามิใช่ผู้มีอภินิหารบุญญาบารมีมากแล้ว ก็จะไม่สามารถจะมาได้ถึงเพียงนี้ เพราะ ฉะนั้นพระถังซัมจั้งคงจะมีศิษย์หาที่ดีมีฤทธิ์ปราบปิศาจได้บ้าง มีคำสุภาษิตพูดไว้ ว่า มาทางใดต้องเอาทางนั้นแก้ ขอพระองค์ได้นิมนต์พระถังซัมจั้งให้ช่วยปราบ ปิศาจให้ ก็คงจะช่วยนางก๋งจู๊ให้คืนมาได้ ขอพระองค์จงได้ทรงพระดำริเถิด หาก จะสำเร็จได้เป็นแน่พระเจ้าแผ่นดินเซียงโป๊ก๊ก ได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงเบือนพระพักตร์ มาตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์ท่านช่วยโยมกำจัดปิศาจยักษ์ แก้ก๋งจี๊ บุตรโยมให้กลับมาเมืองแล้ว ท่านไม่ต้องไปไซทีให้ลำบากเรากับท่านผูกสมัครรัก กันเหมือนญาติ อยู่รับความสุขสำราญมิดีหรือ พระถังซัมจั้งได้ฟังเจ้าแผ่นดินตรัส ดังนั้นจึงพูดว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ อาตมภาพเป็นสมณะประกอบกิจวัตรสวด มนต์ไหว้พระเท่านั้น การที่จะปราบปิศาจยักษ์ร้ายหารู้ไม่เจ้าเมืองจึงถามว่า ท่านไม่มีฤทธิ์อานุภาพทำไมท่านจึงอาจสามารถมาประเทศ ไซทีได้ พระถังซัมจั้งตอบโดยความจริงว่า อาตมภาพมีศิษย์สองคน คอยรักษา อาตมภาพจึงได้มาถึงนี่ พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊ก จึงรับสั่งให้หาโป๊ยก่ายกับซัว เจ้งเข้ามาในที่เฝ้าพระถังซัมจั่งจึงถวายพระพรว่า สานุศิษย์สองคนนั้น รูปร่างหยาบ ช้ารุงรัง อาตมภาพวิตกว่าให้เข้ามาในพระราชวังแล้ว คนทั้งหลายจะพากันหวาด เสียว ทั้งพระองค์ก็จะตกพระทัยพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อได้บอกให้ทราบแล้วดังนี้ก็ไม่ต้องวิตกอะไรดอก จึงโปรดรับสั่งให้ขุนนางถือป้ายทองคำออกไปรับโป๊ยก่ายซัวเจ้งยังศาลา โป๊ยก่าย ซัวเจ้งได้ทราบดังนั้น ก็เก็บข้าวของและม้าฝากมอบไว้แก่คนที่รักษาศาลาแล้ว โป๊ยก่ายซัวเจ้งก็ต่างถืออาวุธสำหรับมือตามขุนนางเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึงหน้า พระที่นั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็คำนับแล้วก็ยืนสองข้างฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน ทอดพระเนตรเห็นคนทั้งสองมีลักษณะน่ากลัวดังนั้น ใน พระทัยก็ให้หวาดเสียวทรงนิ่งไปเป็นครู่ จึงตรัสถามว่าท่านทั้งสองท่านผู้ใดเข้าใจใน การปราบปิศาจยักษ์มารได้ โป๊ยก่ายได้ยินถามดังนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าเข้าใจเคย ปราบได้ พระเจ้าแผ่นดินถามว่าท่านทำประการใดในวิธีปราบปิศาจจึงปราบได้ โป๊ย ก่ายตอบว่าข้าพเจ้าอยู่บนสวรรค์ เป็นที่ขุนนางที่พ่องง้วนเส้ย เพราะมีโทษทำผิด "จึงต้องลงมาตามโทษอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติ ตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ข้าพเจ้านี่แหละ ปราบปิศาจที่หนึ่งเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นทหารบนฟ้าลงมาดินคงจะ เปลี่ยนแปลงกายได้ โป๊ยก่ายทูลว่าการเปลี่ยนแปลงก็ทำได้แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กว่าขอเชิญท่านแปลงให้ดูสักหน่อยเถิด โป๊ยก่ายว่าจะโปรดให้ แปลงเป็นอะไรขอให้ทราบก่อน จะได้ทำตามต้องการ เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กว่าขอ ให้แปลงตัวให้สูงอันที่จริงโป๊ยก่ายแปลงตัวได้ถึงสามสิบหกอย่าง เมื่อได้ฟังเจ้าแผ่นดินบอกดัง นั้น โป๊ยก่ายร่ายพระคาถาร้องเสียงดังว่าสูงตัวนั้นก็สูงแปดเก้าวา รูปร่างดุจปิศาจ ขุนนางทั้งหลายเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็พากันตกใจตัวสั่นไปทุกคนมีขุนนางฝ่ายทหารผู้หนึ่ง ถามว่าท่านแปลงได้เท่านี้และหรือ หรือจะสูงเพียง ใดได้อีก โป๊ยก่ายว่าดูตามสายลม ถ้าลมตะวันออกยังปรกติไม่เป็นไร ถ้าลมตะวัน ตกก็ยังไม่เป็นไร แม้ว่าลมทิศอาคเนย์มาก็หอบทั้งท้องฟ้าได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ยิน โป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ร้องห้ามว่าท่านอย่าแปลงเลย โป๊ยก่ายจึงร่ายพระคาถาลดตัว ให้เล็กลงตามเดิมพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเห็นดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด จึงเรียกขันทีให้เอา สุรามารินรางวัลให้โป๊ยก่ายถ้วยหนึ่ง โป๊ยก่ายรับแล้วก็ดื่มหมดถ้วย เจ้าแผ่นดิน เชียงโป๊ก๊กพูดว่านี่ข้าพเจ้ารางวัล ต่อเมื่อช่วยก๋งจู้มาได้แล้วจะรางวัลเงินทองให้ยิ่ง กว่านี้โป๊ยก่ายพอดื่มสุราแล้วก็เหาะลอยไปในอากาศ เจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็สรร เสริญว่าท่านเหาะเหินได้ โป๊ยก่ายเหาะไปแล้วซัวเจ๋งดื่มสุราแล้วก็เหาะลอยขึ้นกลาง อากาศตามไป พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกใจร้องห้ามว่าท่านถังซัมจั้งอย่าเพิ่ง เหาะไปก่อนนิมนต์นั่งสนทนากับข้าพเจ้าก่อน พระถังซัมจั้งว่าอาตมภาพนี้เหาะได้แค่ ยอดหญ้า จะย่างก้าวก็ไม่ได้จะเหาะไปข้างไหนได้ ในเวลานั้นพระถังซัมจังกับ พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กนั่งสนทนากันอยู่ในพระราชวังฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๊งเหาะไปบัดเดี๋ยวก็ถึงปากถ้ำจึงลดลงยังพื้นแล้วก็เดินเข้าไป ยังประตูถ้ำเอาคราดเหล็กสับขุดประตูถ้ำล้มลงทั้งสิ้น พวกปิศาจที่เฝ้าประตูเห็นดัง นั้นก็พากันวิ่งเข้าไปในถ้ำ บอกว่าไต้อ๋องได้ทราบเถิด บัดนี้อ้ายปากยาวหูใหญ่กับ อ้ายสีหมอกมันมาขุดรื้อประตูทลายลงหมดแล้วอึ่งเพ้าได้ฟังดังนั้นก็ตกใจเอาเกราะสวมตัวเสร็จแล้วมือถือมีดดาบรีบเดินออก มายังปากถ้ำ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าข้าปล่อยอาจารย์เจ้าไปแล้ว เหตุใดจึง กลับมาทำสามารถดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่าอ้ายปิศาจเอ็งไม่มีความดีทำอิทธิฤทธิ์อานุ ภาพลอบลักบุตรหญิงที่สามของเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กมาข่มขืนเป็นเมียมาถึงสิบสาม ปีแล้ว บัดนี้กูรับอาสามาจะจับตัวมึง มึงรักตัวกลัวตายจงเร่งส่งนางโดยเร็วเถิด กูจะไว้ชีวิตอึ่งเพ้าได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธเป็นกำลัง ยกมีดขึ้นฟันโป๊ยก่าย ไซอิ๊ว ๓๑๔ หลบทันทีก็ยกคราดเหล็กขึ้นรับรองต่อสู้กัน ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็จับไม้พลองเหล็กวิ่ง ตามมาระดมตีอึ่งเพ้า รบกันครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน อึ่งเพ้าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งตลบ ตะแลงต่อสู้กันที่บนเนินเขา โดยสามารถได้สิบแปดเพลงโป๊ยก่ายกำลังล้าลงท่า จะเอาชัยชนะไม่ได้ รบคราวนี้ส้อึ่งเพ้าไม่ได้ เพราะคราวก่อนมีเทวดาช่วยเป็นกำลัง คราวี้เทพยดาติดตามรักษาพระถังขัมจั้งอยู่เมืองเชียงโป๊ก๊ก เพราะฉะนั้นโป๊ย ก่ายซัวเจ๋งจึงสู้อึ่งเพ้าไม่ได้ โป๊ยก่ายเห็นกำลังตัวอ่อนลงจึงร้องให้ชัวเจ้งสู้ไปก่อน ไว้พี่พักประเดี๋ยวพูดดังนั้นแล้วก็ผละทิ้งให้ชัวเจ๋งรบวิ่งมุดแอบเข้ารกนอนเสียไม่ออก มารบฝ่ายอึ่งเพ้าปิศาจ เห็นโป๊ยก่ายหนีแล้ว ก็ออกกำลังรบซัวเจ้ง ซัวเจ๋งกำลังน้อย อ่อนพลาดท่าอึ่งเพ้ากระโจนเข้าจับตัวได้เอาเข้ามาในถ้ำ แล้วเอาเชือกมาขึงพืดถ่าง ไว้ทั้งเท้าและมือ อึ่งเพ้าปิศาจยักษ์เมื่อจับชัวเจ้งมามัดขึงไว้แล้ว จิตใจก็ยังไม่หมาย จะทำอันตรายแก่ซัวเจ๋ง จึงนั่งตรึกตรองนึกในใจว่า อันพระถังซัมจั้งเป็นสมณะประ พฤติชอบย่อมรู้ผิดถูกดีชั่วบุญบาป เราปล่อยให้เธอรอดชีวิตไป และจะกลับให้โป๊ย ก่ายซัวเจ็งกลับมาทำร้ายเราดังนี้ก็ผิดไป หากจะไม่เป็นไปได้ ซึ่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งมา รบครั้งนี้ ชะรอยเมียของเราเองจะเขียนหนังสือลับฝากพระถังซัมจั้งไปถวายพระราช บิดา พระราชบิดาเธอทราบความจึงใช้ให้โป๊ยก่ายซัวเจ้งกลับมาทำร้ายเรา อึ่งเพ้า คิดดังนั้นแล้ว ก็ให้แค้นก๋งจู๊จะใคร่ฆ่านางเสียฝ่ายนางกังจู๊ก็หารู้ตัวไม่ ครั้นหวีผมแต่งตัวแล้วก็เดินออกมาจากห้อง อึ่งเพ้า เห็นจึงชี้หน้าว่าอีชาติหญิงร้ายจิตคล้ายสุนัขไม่มีความดี ตั้งแต่ได้เจ้ามาเราก็มิได้ กล่าวคำหยาบช้าให้เคืองหู ถนอมน้ำใจเจ้าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ที่สุดจะตกแต่งร่างกาย ก็ได้อุตสาห์หาให้ได้ดังความปรารถนาจะกินจะนอนก็มิได้ร้อนรน แต่เจ้ามิได้มีความ กตัญญรู้คุณแห่งเราเจ้าคิดถึงบิดามารดาก็ตามใจเจ้า แต่มิได้คิดถึงที่ได้เป็นผัวเมีย ที่ได้ร่วมรักกันมากังจู๊ครั้นได้ฟังอึ่งเพ้าพูดดังนั้น มีความตกใจสะดุ้งทั้งตัว จึงคุกเข่าลงต่อหน้า อึ่งเพ้าแล้วพูดว่าไต้อ๋องทำไมวันนี้มากล่าวความอันไม่มียางรักและอาลัยเช่นนี้เล่า อึ่งเพ้าว่าไม่รู้ว่าเราแตกร้าวหรือเจ้าคิดให้แตกร้าว เราจับได้ถังซัมจั้งจะใคร่กินเนื้อ ทำไมเจ้าแก้มัดปล่อยไป และแอบฝากหนังสือลับไปด้วยให้บิดาเจ้ารู้เรื่อง ถ้ามิ ดังนั้นทำไมอ้ายสองคนจะได้กลับมาทำร้ายแก่เราอย่างนี้เล่า และทั้งมันได้ทวงให้ ส่งเจ้ากลับเมืองก๋งจู้ได้ฟังอึ่งเพ้าพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านไต้อ๋องเห็นจะโกรธข้าพเจ้าผิดดอก กระมัง ข้าพเจ้าก็หาได้ฝากอะไรไปไม่ อึ่งเพ้าว่ายังจะทำปากกล้าไปอีกเดี้ยวนี้เรา จับได้คนหนึ่งเป็นพยาน ก๋งจู้ถามว่าใครที่ไหน อึ่งเพ้าว่าอ้ายซัวเจ็งสานุศิษย์ของ พระถังซัมจั้งเป็นพยานนะสิ แรกมันมาถึงแล้วมันหนีรอดไปได้ใครเลยจะใคร่มาหา ที่ตายอีก นี่คงจะมีคนใช้ให้มาจึงได้มาอีกฉะนี้ ก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าได้ อ๋องมีความสงสัย ขอไต้อ๋องจงยับยั้งซึ่งความโกรธก่อน ไต้อ๋องกับข้าพเจ้าไปต่อ. หน้าซัวเจ๋งถามดู แม้ว่าข้าพเจ้ามีหนังสือฝากไปจริงตามแต่ท่านจะฆ่าฟันเถิด แม้ว่า ไม่จริงไต้อ๋องก็อย่าเพิ่งทำอันตรายแก่ข้าพเจ้าก่อนเลยอึ่งเพ้าได้ฟังดังนั้นก็ไม่ว่ากระไร ตรงมาจับมวยผมลากไป ครั้นมาถึงที่ที่ซัวเจ๋ง ต้องมัดอยู่นั้น อึ่งเพ้าจึงผลักนางคว่ำลงกับพื้น มือถือมีดดาบร้องถามโดยความ โกรธว่า อ้ายซัวเจ๋งมึงจงบอกโดยความจริง ซึ่งเจ้าสองคนบังอาจสามารถมาพัง ประตูถ้ำของเราให้เสียไปทั้งนี้ เพราะอีหญิงคนนี้ฝากหนังสือไปให้พระราชบิดามัน รู้ข่าว จึงให้มึงทั้งสองมาทำร้ายภูมิใช่หรือซัวเจ้งเวลานั้นต้องมัดอยู่ เห็นอึ่งเพ้ามีกิริยาดุร้ายจะใคร่ฆ่านางก๋งจู๊ และถาม ถึงหนังสือดังนั้น ซัวเจ็งแสร้งทำหน้าชื่นแล้วตอบว่า อ้ายมารร้ายมึงอย่าทำให้ผิด ธรรมเนียมไป ใครมีหนังสือลับอะไรที่ไหน เหตุนี้เพราะด้วยมึงจับอาจารย์กูขังไว้ ในถ้ำ ท่านเลยเห็นรูปร่างนาง ครั้นท่านเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เจ้าเมือง เชียงโป้ก๊กได้เอารูปวาดของนางออกมาให้ดู เพื่อจะสืบหาข่าวคราวว่าได้พบปะบ้าง หรือ อาจารย์ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงบอกว่าได้พบเห็นอยู่ในถ้ำนี้ เพราะฉะนั้น เจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กจึงให้เรามาทวงนางกังจู๊ เป็นความจริงอย่างนี้ จะมีหนังสือ ใครฝากไปที่ไหนเจ้าจะฆ่าก็จงเร่งฆ่าเราเสียดีกว่า จะฆ่าทำไมแก่ผู้หญิงคนชื่อตรงอึ่งเพ้าได้ฟังซัวเจ๋งพูดจาองอาจกล่าวกล้าดังนั้น ก็ทิ้งมีดเข้าประคองนางให้ ลุกขึ้น ปัดเป่าผงดินแล้วพูดว่า ขอเจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธเราเลย เพราะเป็นเวลา โกรธปราศจากสติหาทันจะได้ตรึกตรองไม่ ว่าดังนั้นแล้ว ก็พยุงกงจู้ขึ้นนั่งบนที่สูง คำนับขอขมาโทษที่ได้กระทำผิดล่วงเกินหยาบช้านั้น นางก็อนุญาตให้ แล้วจึงบอก แก่สามีว่าไต้อ๋องจงแก้มัดซัวเจ้งออก เอากุญแจใส่ดีกว่า อึ่งเพ้าก็ทำตาม ซัวเจ๋ง ก็มีความดีใจ เราทำความดีแก่ท่าน ท่านก็ทำความดีตอบแทนแก่เรา อึ่งเพ้าจึงให้ จัดโต๊ะและสุราเสร็จแล้ว อึ่งเพ้ากับก๋งจู๊ก็นั่งโต๊ะเสพสุราเป็นที่สบายใจ แล้วอึ่งเพ้า คิดขึ้นมาได้จึงให้ปิศาจคนใช้นำเอาเสื้อกางเกงเครื่องนุ่งห่มสำรับใหม่มานุ่งห่ม ครั้น แต่งตัวเสร็จแล้วเอามีดดาบซ่อนไว้ในเสื้อ จึงเอามือลูบหลังนางก๋งจู้แล้วสังว่า เจ้า จงคอยระวังบุตรทั้งสองและระวังอย่าให้อ้ายซัวเจ็งหนีไปได้ บัดนี้ถังซัมจั่งคงจะยัง อยู่ในพระราชวัง และเราจะไปเยี่ยมญาติด้วยนางก๋งจี๊ถามว่าไต้อ๋องจะไปเยี่ยมญาติที่ไหน ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ยินไต้อ้องพูด ถึงญาติเลย อึ่งเพ้าจึงบอกว่าบิดาของเจ้าก็เป็นพ่อตาของเรา เราเป็นบุตรเขยของ ท่านทำไมไม่ไปเยื่อนเล่า ก๋งจุ๊ห้ามว่าไต้อ๋องอย่าไปเลย เพราะเดิมพระราชบิดาก็ มิได้รู้จักรูปร่างว่าเป็นประการใด ไต้อ้องมีรูบ่และลักษณะอย่างนี้ จะเข้าไปในพระ ราชวัง ถ้าพระราชบิดาทอดพระเนตรเห็นก็จะมีจิตหวาดเสียวสะดุ้งกลัวยิ่งนักหรือ จะพาให้เกิดการไม่ดีขึ้นดอกกระมัง ถ้าจะไม่ไปเสียเลยจะดีกว่าดอกกระมัง ขอไต้ อ่องจงดำริดูให้จงดีก่อน อึ่งเพ้าพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะจำแลงตัวให้สะสวยคนทั้ง ทั้งหลายได้เห็นก็จะชมว่างาม ว่าแล้วอึ่งเพ้าก็ร่ายพระเวทบิดเบือนกายกลายเป็น มานพหนุ่มน้อยนักเรียนรูปร่างสะสวยกงจู๊เห็นปิศาจแปลงกายสะสวยแล้วอย่างนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก แล้วจึงพูด ว่า แม้ถึงแปลงกายสะสวยแล้วอย่างนี้ ไต้อ๋องจะเข้าเฝ้าพระราชบิดาก็คงจะไม่เสีย เกียรติยศ พระราชบิดาก็คงจะทรงกรุณาบรรดาขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายก็คงจะมี ความรักใคร่นับถือเป็นแน่ พระราชบิดากับขุนนางทั้งหลายก็คงจะรับรองเลี้ยงดูเป็น อันดี แต่เมื่อเวลาจะนั่งโต๊ะรับประทานอาหาร บางทีจะเมาสุรามากเข้าก็เผลอตัว รูปและกิริยาดุร้ายจะแปรออกให้เขาเห็นก็จะพาให้เสียการอึ่งเพ้าจึงตอบว่า เราคิดรอบคอบไปอย่างนั้นก็ชอบแล้ว แต่เป็นธุระส่วนตัว ของพี่คงจะระวังรักษากิริยาไว้ให้ดีมิให้เสียการไปได้ พูดดังนั้นแล้ว ก็เหาะขึ้นบน อากาศตรงไปยังเมืองเชียงโป๊ก๊กประเดี้ยวก็มาถึงเมือง อึ่งเพ้าก็ลงยังพื้นเดินเข้าไป ในประตูวัง ครั้นถึงจึงบอกแก่ขุนนางว่า บัดนี้พระราชบุตรเขยที่สามจะขอเข้าไป เฝ้าพระราชบิดา ขอท่านได้เข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบ ฝ่ายขุนนางพนักงานเฝ้า ทวารครั้นได้ฟังดังนั้น จึงนำความเข้าไปกราบทูลว่าบัดนี้มีพระราชบุตรเขยที่สาม จะเข้ามาเฝ้าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กได้ทรงฟังขุนนาง กราบทูลดังนั้น ก็นึกสงสัยจึงตรัสถามขุนนางทั้งหลายว่าบุตรเขยของเรามีแต่สอง คนเท่านั้น จะมีบูตรเขยที่สามมาแต่ไหนเล่าพวกขุนนางทั้งหลายจึงกราบทูลว่า บุตรเขยที่สามนั้น เห็นจะเป็นปิศาจยักษ์ ดอกกระมัง ครั้นพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าถ้ากระ นั้นก็ให้พาตัวเข้ามาเถิด พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่าอันกายสิทธิ์ถึงจะเป็นปิศาจ มันย่อมเหาะเหินเดินอากาศได้ แม้จะเรียกมันก็มาได้ จะไม่เรียกมันก็มาได้บัดนี้ มาถึงแล้ว ขอพระองค์จงเรียกตัวให้เข้ามาเถิด จะได้เห็นรูปร่างเนื้อตัวว่าเป็น ประการใด เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก เมื่อได้ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงรับสั่งแก่ขุนนาง ให้ออกไปพาตัวอึ่งเพ้าเข้ามา อึ่งเพ้าครั้นเข้ามาถึงหน้าที่นั่งแล้วก็ทำกิริยาคำนับ แล้วก็ยืนอยู่ส่วนหนึ่งฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางทั้งหลาย เห็นอึ่งเพ้ารูปร่างสะสวยดังนั้น ก็หา รู้ว่าปิศาจแปลงกายไม่ พากันเห็นเป็นคนดีไปทั้งนั้น ส่วนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ จึงตรัสถามว่า ถิ่นฐานบ้านเรือนของเจ้าอยู่แห่งหนตำบลใด และเมื่อเวลาไรได้กับ บุตรเรา มาวันนี้จึงได้มาเยี่ยมญาติปิศาจแปลงถวายคำนับแล้วทูลว่าข้าพเจ้าอยู่ทางทิศตะวันออกตรงไปจาก เมืองนี้ ตำบลนั้นเขาเรียกว่า (เขาอั๋วจื๊อซัวปอง้วยต๋อง) จากนี้ไปสามร้อยโยชน์ พระเจ้าแผ่นดินทรงซักต่อไปว่า ทางไกลถึงสามร้อยโยชน์ เหตุใดก๋งจู้จึงได้ไปถึง พบปะเป็นผัวเมียแก่เจ้าอึ่งเพ้าแก้ไขโดยความเท็จว่า เดิมข้าพเจ้าฝึกหัดยิงธนูหน้าไม้ เที่ยวยิงโคถึก มฤดีเลี้ยงชีพ เมื่อก่อนสิบสามปีเดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ ข้าพเจ้าขึ้นไปบนเนินเขา จะ ใคร่ไปยิงเนื้อบังเอิญพบเสือเฒ่าตัวหนึ่งแบกหญิงสาวคนหนึ่งข้ามเนินลงมา ข้าพเจ้า โก่งหน้าไม้ยิงไปถูกเสือเฒ่านั้นล้มลงยังพื้น พวกข้าพเจ้าก็ตรูกันเข้าจับเสือมัดแล้ว พาไปบ้าน และหญิงนั้นก็อุ้มเอาไปบ้านด้วย ค่อยพิทักษ์รักษาเอายาชะโลมและ ให้กินข้าวน้ำจนหายเป็นปรกติดีแล้ว นางก็มิได้บอกว่าเป็นพระราชบุตรี แม้ว่าบอก แก่ข้าพเจ้าแต่แรกว่าเป็นก๋งจู๊ที่สามแล้ว ที่ไหนจะอาจสามารถร่วมรักกันได้ ข้าพเจ้า ก็คงจะนำนางมาถวาย เอาความชอบเป็นขุนนางมีเกียรติยศ เพราะก๋งจั๊บอกว่า ตนเป็นพลเรือนข้าพเจ้าจึงได้ยึดไว้เป็นภรรยามาก็หลายปีแล้ว และเมื่อเวลาวันที่ ข้าพเจ้าแต่งงานจะเอาเสือเฒ่าตัวนั้นออกต้มแกง เพื่อจะเชิญวงศ์ญาติมากินเลี้ยง เป็นที่รื่นเริงกัน นางก๋งจู๊เห็นดังนั้นจึงพูดอ้อนวอนข้าพเจ้า ขอให้ปล่อยเสือเฒ่านั้น ไปมิให้ฆ่า ข้าพเจ้าก็ปล่อยไปมิได้ทำอันตรายแก่เสือ เสือเฒ่าเห็นแก้มัดแล้วก็ไป จำศีลอยู่ในถ้ำหลายปี สำเร็จในทางฌานเปลี่ยนแปลงกายได้ต่างๆ เที่ยวทำให้ชาว ชนหลงเชื่อ และทำอันตรายแก่มนุษย์ทั้งหลายอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมื่อปี ก่อนมีพระสงฆ์ชื่อถังซัมจังมาจากเมืองไต้ถัง เพราะมีรับสั่งให้ไปมัชเิมประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ข้าพเจ้าได้พบปะและได้ยินอย่างนี้มาหลายครั้ง จึง คิดว่าอ้ายเสือเฒ่าแปลงกายได้ มันได้ม่าพระถังซัมจังเสียแล้วได้หนังสือเดินทาง เพราะฉะนั้นมันจึงเที่ยวหลอกเขาตลอดมา แปลงเป็นรูปพระถังซัมจั้งอย่างนี้ บัดนี้ มาหลอกพระองค์ในพระราชวังใน ทำไมพระองค์จึงเชื่อถือยกย่องให้นั่งอยู่บนนั้น เล่า นี่แหละคือเสือเฒ่าที่แบกก๋งจู้ไปเมื่อสิบสามปีก่อนนั้นมิใช่พระถังซัมจั้งที่จะไป อาราธนาพระธรรมดอกเจ้าเมืองเชียงโป้ก๊กได้ฟังฮูเบ๊บุตรเขยพูดดังนั้น ก็ตกพระทัยตะลึงไปเป็นครู่ จึงได้พระสติถามว่าทำไมฮูเบ้จึงจำได้ว่าเสือเฒ่าตัวนีพาก๋งจี๊ไป ปีศาจแปลงได้ฟัง ถามดังนันจึงทูลว่าข้าพเจ้าอยู่ยังป่าเขากิริยาของเสือเฒ่านี้จะผันแปรประการใด ข้าพเจ้าทราบได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำได้พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ฮูเบ๊จำได้ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นรูปร่างเป็นอย่างไร ฮูเบ็ ปิศาจจึงทูลว่าถ้าพระองค์จะใคร่เห็นรูปเดิมของเสือนั้นขอน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งข้าพเจ้า ไชอิ๋ว ๓๑๘ จะทำให้พระองค์เห็น จะได้ทรงทราบว่าจะจริงหรือไม่จริงพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขันทีเอาน้ำมาถ้วยหนึ่งให้แก่ฮูเบ็ฮูเบ๊ก็เสกด้วยคาถา แล้วอมน้ำพ่นไปยังหน้าพระถังซัมจั่ง สั่งให้แปรร่างกายเป็นเสือเฒ่า รูปร่างพระ ถังซัมจั้งก็กลายเป็นเสือเฒ่านั่งขยับเขี้ยวคำรามร้องโฮกฮากอยู่ เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก กับขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายเห็นจริงดังนั้นก็พากันตกใจ หลบหนีซุกซ่อนกลัวเสือ ไปทุกคน ยังแต่ขุนนางฝ่ายทหารที่ใจกล้าก็พากันถืออาวุธเข้าล้อมตีเอาเสือแฒ่าในครั้งนี้หากชีวิตของพระถังซัมจังยังไม่ถึงที่อันตราย แม้พวกทหารตีแทงฟัน สักร้อยครั้ง ก็มิได้กระทบถูกต้องถึงเนื้อหนังและู้สึกเจ็บถึงพระถังซัมจั๋ง โดย เทพยดาป้องกันรักษาอยู่ หากเป็นผลกรรมก่อนซึ่งได้กระทำไว้ก็ให้เป็นไปตามยถา กรรมฉะนัน ถ้าไม่มีบุญญาบารมีเทพยดามิได้พิทักษ์รักษาแล้ว เนื้อหนังพระถัง ซัมจั่งก็จะแหลกละเอียดไปเช่นแก่เต้าฮูยี พวกขุนนางนายทหารทั้งหลายคอยระวัง ล้อมเสือจนเวลาบ่าย จึงจับเสือใส่กรงเหล็กได้แล้วจึงรับสั่งแก่ขุนนางให้จัดโต๊ะ เลี้ยงตอบคุณฮูเบ้ที่ได้มาช่วย เวลานั้นก็จวนเย็นบรรดาขุนนางก็ออกจากเฝ้าเจ้า พนักงานจัดเครื่องโต๊ะพร้อมแล้ว ก็เชิญฏูเบ๊ไปนั่งโต๊ะ อึ่งเพ้าก็เข้านั่งกินตามสบาย ทั้งสองข้างซ้ายขวามีนางบำเรอรุ่นสาวรูปร่างสะอาดสวยทุก ๆ คน มายืนคอยเฝ้า ฮูเบ็ปิศาจสิบแปดคน บ้างก็รินสุราและขับร้องดีดสีตีเป่าบำเรอต่าง ๆ อึ่งเพ้านั่งกิน คนเดียวจนเวลาครึ่งคืน เสพสุรามากจนมืนเมาก็สะกดใจไว้มิอยู่ ผุดลุกขึ้นหัวเราะ เสียงดังสนั่นก้อง รูปเดิมก็ปรากฏออกมาใหญ่โตสูงกว่าแปดศอกเอื้อมมือไปจับหญิง ที่ดีดพิณลากมาอ้าปากออกกัดเอาศีรษะเคี้ยวกินต่างแกล้มสุราฝ่ายพวกหญิงบำเรออีกสิบเจ็ดคนเห็นดังนั้น ต่างตกใจตัวสั่นสิ้นสติทุก ๆ คน ต่างพากันลุกวิ่งหนีเที่ยวซุกซ่อน และมิได้อาจร้องไห้อื้ออึงไปได้ ด้วยเป็นเวลามืด ค่ำ พระเจ้าแผ่นดินเข้าสู่ที่พระบรรทมแล้วฝ่ายปิศาจอึ่งเพ้านั่งอยู่ที่โต๊ะแต่ผู้เดียวก็รินสุราออกดื่มลากเอาศพคนตายมากัด กินแกล้มเหล้า โลหิตไหลออกเปื้อนสองข้างริมฝีปากเลอะเทอะ ฝ่ายม้ามังกรของ พระถังซัมจั้ง ซึ่งผูกอยู่ที่ศาลาโรงพักนั้น ได้ยินคนพูดเล่าลือกันว่าพระถังซัมจั่งเป็น เสือเฒ่า ให้แค้นใจดังใครเอามีดมาแทงเข้าที่ยอดอก นึกในใจว่าอาจารย์ของเรา คนดี ๆ ทำไมมันจึงพูดว่าเป็นเสือเฒ่า ถ้าจริงดังนั้นเป็นปิศาจมันจะทำเอาจึงได้ แปรเป็นเช่นนั้นไป ซึ่งมันทำดังนี้ คือมันจะคิดฆ่าพระอาจารย์ของเรา ทำอย่างไร "หนอจึงจะแก้ไขได้ พี่เห้งเจียหรือก็กลับไปเสียนานแล้ว โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็ไม่ได้ ข่าวคราว ถ้าวันนี้เรามิได้ช่วยพระอาจารย์ การที่เราอุตสาห์กระทำมาเป็นพาหนะ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรล้มละลายไปหมดสิ้น เวลานี้ก็สองยามแล้ว ม้ามังกรไม่ สามารถจะอดใจอยู่ได้ก็สลัดกระชากเชือกบังเหียนขาดเผ่นขึ้นกลางอากาศแปรรูป เป็นมังกรลอยอยู่บนเมฆ พิจารณาดูก็เห็นในพระราชวังใน ที่ตำหนัก งื้นอานเต้ย) เห็นจุดประทีปสว่างอึ่งเพ้าปิศาจนั่งอยู่ท่ามกลางเสพสุรากินเนื้อคนตายสบายใจ มังกรพิศดูโดยละเอียดแล้วจึงหัวเราะพูดว่า จำเราจะแปลงตัวเข้าไปล่อลวงบางที่. จะสมคิดจับตัวปิศาจไว้ จะได้แก้พระอาจารย์ออกได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็แปลงกาย เป็นหญิงคนหนึ่งรูปร่างสะอาดงามดุจผู้หญิงชาววังใน ค่อยย่องก้าวเดินขึ้นบน ตำหนักเข้าไปข้างในแล้ว จึงมีวาจาโอนอ่อนพูดว่า ท่านฮูเบ็ท่านอย่าทำร้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรินสุราให้ท่านกิน ฮูเบ้ปิศาจพูดว่าเจ้าจงรินเถิด นางมังกรแปลงก็หยิบ เอาป้านสุรามารินใส่ถ้วย สุราก็พูนสูงพ้นปากถ้วยขึ้นมาสององคุลีโดยเหตุมังกร เสกพระเวทไว้มิให้น้ำสุราล้นไหลออกไปได้ แล้วยกไปส่งให้อึ่งเพ้าปิศาจ ปิศาจ ชมว่าเจ้ารินสุราดี เจ้ายังจะรินให้สูงกว่านี้ได้หรือไม่ นางแปลงบอกว่าได้ จึงหยิบ ถ้วยมาวาง ยกป่านขึ้นรินน้ำสุราลงในถ้วย น้ำสุราพูนสูงมียอดดุจเจดีย์ ปีศาจ อึ่งเพ้ารับถ้วยสุรามาดื่มหมดถ้วยแล้ว ก็คว้าเอาศพคนตายมากัดกินอีก จึงถาม หญิงแปลงว่าเจ้าร้องเพลงได้หรือไม่ นางแปลงบอกว่าร้องได้บ้างเล็กน้อยแล้วก็ ร้องให้ปีศาจฟัง ปิศาจถามว่าเจ้ารำเป็นหรือไม่ นางแปลงบอกว่ารำได้บ้าง แต่รำ มือเปล่าไม่งาม สู้มีสิ่งใดถือแล้วรำจึงจะงาม ปิศาจก็ชักเกี่ยมที่เหน็บซ่อนไว้ใน ตัวออกส่งให้ นางแปลงรับเอาเกี่ยมมาแล้ว ยกเกี่ยมขึ้นคำนับสามหน ก็ย่างเท้า ออกท่ารำฟันซ้ายฟันขวาท่าทางคล่องแคล่ว อึ่งเพ้าแลดูไม่กะพริบตา นางเห็น ได้ทีก็รำแอบเจ้าไปใกล้ ยกเกี่ยมขึ้นฟันลงไปที่ศีรษะปิศาจ อึ่งเพ้าหลบทันกระโดด ถอยหลัง ฉวยเหล็กค้ำกันสาด หนักประมาณแปดสิบชั่งมารับรอต่อสู้แก่นางแปลง หลบไล่กันออกมาในท้องฟ้ามืดต่อสู้กันไปมาประมาณแปดเก้าเพลงกำลังมังกรก็ อ่อนลง จึงขยับท่าห่างออกไปขว้างด้วยอาวุธเกี่ยม อึ่งเพ้าจึงเอามือรับจับเกี่ยมไว้ได้ มือหนึ่งเอาเหล็กค้ำกันสาดขว้างไป ถูกสะโพกมังกรเจ็บปวดสาหัส มังกรก็โดด ลงน้ำไป ปิศาจไล่ตามมาก็มิได้เห็นจึงกลับมายังตำหนัก งึ้นอานเต้ย) ตามเดิมกิน สุราเมาแล้วก็นอนหลับไป่ฝ่ายมังกรหนีหลบอยู่ในน้ำ ประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นเงียบเสียงจึงได้โผลขึ้นมา เหาะขึ้นบนอากาศกลับไปยังที่พักศาลาเดิม กลายเป็นม้าไปยังเก่าเข้านอนอยู่ในโรง แต่ที่สะโพกรอยถูกเหล็กกันสาดนั้นฟกบวมมีความเจ็บปวดมากฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อปล่อยให้ซัวเจ๋งรบแก่อึ่งเพ้าอยู่นั้น ตัวก็เข้าซุกรกมุดหัวนอน เสียตื่นหนึ่ง ครั้นถึงครึ่งคืนก็ตกใจตื่นขึ้นแหงนดูบนท้องฟ้าเห็นดาวขึ้นเต็มท้องฟ้า จึงคิดแต่ในใจว่าซัวเจ๋งเห็นปิศาจจะจับไปแล้ว เราจะต้องกลับไปยังเมืองก่อน คิด ดังนั้นแล้วเหาะกลับมาบัดเดี๋ยวก็ถึงศาลาโรงพัก ลงยังพื้นเดินเข้าไปมองดูไม่เห็น อาจารย์ ในเวลานั้นเงียบสงัดไม่มีคน มองไปก็เห็นม้านอนอยู่ในโรงก็ตกใจจึงถาม ไซอิว ๓๒๐ ว่าทำไมจึงนอนหายใจมีอาการดุจคนเกือบจะสิ้นชีวิต เหตุอะไรที่สะโพกจึงได้บวม เล่า เห็นจะมีคนมาทำร้ายอาจารย์จับม้าทุบตีจึงได้เป็นอย่างนี้ม้ามังกรได้ยินเสียงโป๊ยก่ายบ่นดังนี้ก็จำได้ จึงร้องด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายหมูป่า ไปไหน โป๊ยก่ายได้ยินเสียงคนก็ปลาดใจแทบจะล้มลงยั้งตัวได้จะใคร่ออกวิ่ง ม้า ก็หันปากกัดชายเสื้อไว้แล้วพูดว่าอย่ากลัว โป๊ยก่ายตัวสั่นถามว่าทำไมวันนี้น้อง จึงพูดภาษาคนได้ จะมีเหตุร้ายอย่างไรดอกกระมังม้าจึงพูดว่า พี่ไม่รู้หรืออาจารย์นั้นมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นแล้ว โป๊ยก่ายบอกว่า ไม่รู้เลย ม้าพูดว่าไม่รู้จริงฉันจะเล่าให้พี่ฟัง ม้าจึงเล่าตั้งแต่ต้นจนปลายให้โป๊ย ก่ายฟังทุกประการ โป๊ยก่ายมีเหตุขึ้นอย่างนี้เราจะคิดแก้ไขอย่างไรดี ม้ากลับถาม โป๊ยก่ายว่าพี่จะคิดอย่างไรเล่าโป๊ยก่ายว่าเราขยับขยายกลับไปยังทะเลเถิด ข้าวของเหล่านี้พี่จะหาบไปยัง บ้านพ่อตา กลับไปเป็นลูกเขยเขาเสียดีกว่า ม้ามังกรได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็กัด เอากางเกงดึงไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วก็ร้องไห้อ้อนวอนว่าขอพี่อย่าได้คิดเช่นนั้นเลย โป๊ยก่ายถามว่าไม่ให้คิดอย่างนั้นจะให้คิดอย่างไรเล่า ซัวเจ๋งปิศาจก็จับขังไว้เสียแล้ว ข้ารบสู้มันไม่ได้จะไม่ไปจะให้ทำอย่างไรอีกม้ามังกรก็ร้องไห้อ้อนวอนว่า พี่อย่าคิดอย่างนั้นเลย แม้ว่าพี่คิดจะช่วยพระ อาจารย์แล้ว พี่จงรีบไปหาคนหนึ่งก็คงจะช่วยได้เป็นแน่ โป๊ยก่ายว่าเจ้าจะให้ไป หาใครที่ไหน ม้าจึงพูดว่าพี่จงรีบเหาะไปยังเขาฮวยก๊วยซัวเชิญพี่เห้งเจียมา เธอมี ฤทธิ์อานุภาพมากคงจะปราบปิศาจได้ ก็จะช่วยพระอาจารย์ให้พ้นภัยได้ ทั้งจะ ได้แก้แค้นที่เราแพ้มันด้วยโป๊ยก่ายจึงพูดว่าหมายว่าจะให้ไปเชิญใครที่ไหนเล่า มิรู้ก็จะให้ไปเชิญพี่เห้งเจีย เห็นแกจะไม่มาเป็นแน่เพราะแกสิไม่ชอบแก่เราอยู่แล้ว เมื่อก่อนอยู่ที่ภูเขาแปะเฮ้าชัว เธอตีปิศาจแปะกุดฮุหยินตาย ท่านอาจารย์โกรธเคืองจึงไล่แกกลับไป เธอมาโกรธเรา เราก็ไม่รู้ว่าโดยเหตุอะไรที่ไหน เธอคงจะไม่มาเห็นจะป่วยการเปล่า บางที่เราพูด ไม่ถูกใจก็จะจับตัวเราไว้ทรมาน เราจะทำอย่างไรเล่าจึงจะรอดชีวิตได้ ม้ามังกร พูดว่าพี่เห้งเจียนั้นคงจะไม่ทุบตีท่านเป็นแน่ เธอเป็นพระยาลิงมีความกตัญญมาก พี่ไปถึงแล้วก็อย่าได้บอกว่าอาจารย์ต้องทุกข์ภัย ให้พูดว่าพระอาจารย์คิดถึงให้มา หาต้องหลอกเธออย่างนั้น ครั้นเมื่อเธอมาถึงแล้วเราจึงให้รู้เรื่องเมื่อเธอมาถึงได้ เห็นแก่ตาแล้ว ก็คงจะต้องคิดปราบปรามปิศาจ คงจะช่วยอาจารย์ออกได้โป๊ยก่ายครันได้ฟังม้าพูดดังนัน จึงพูดว่าดีแล้ว เจ้ามีกะใจดังนี้ เราก็คงจะไป ตามเจ้าว่า แม้เราไม่ไปคนทังหลายจะติฉันนินทาว่าเราไม่มีความกตัญญูต่ออาจารย์ โป๊ยก่ายพูดดังนั้นแล้ว ก็เหาะไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ในคราวนี้พระถังซัมจั้งยังไม่ถึง ที่ตาย โป๊ยก่ายจึงกางใบหูทั้งสองข้างดุจกางใบ ก็แล่นฉิวตามลมไป บัดเดี้ยวก็ มาถึงตังเกียทะเลใหญ่ เหาะข้ามพ้นทะเลแล้วก็ลดลงยังพื้นเดินไป ตัดตรงเข้า ป่าหาทางจะเดินไปยังเขาฮวยก๊วยซัวมาประเดี้ยวก็ได้ยินเสียงพูด โป๊ยก่ายเงี่ยหู ฟังแน่แล้วแลไปก็เห็นเห้งเจียในเวลานั้นแห้งเจียออกมานั่งที่เนินเขาอยู่บนแท่นหิน พวกลิงบริวารแวดล้อม ยืนคำนับเป็นลำดับกัน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเห้งเจียมีเกียรติยศมาก เวลานี้ เราอย่าเพิ่งให้เห็นก่อน จำจะแอบอยู่ตามพุ่มไม้ที่รกก่อน ดูได้ช่องแล้วจึงเข้าไปหาฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นหิน แลไปก็เห็นโป๊ยก่ายเข้าแอบรกซ่อนตัวอยู่ เห้งเจีย จึงบอกแก่บริวารว่า พวกเจ้าจงรีบไปจับตัวอ้ายคนป่าที่แอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มรก นั้นมา พวกวานรทั้งหลายก็ตรูกันวิ่งไปจับตัวโป๊ยก่ายมาแล้วผลักให้นั่งลงกับพื้น เห้งเจียถามว่าอ้ายคนป่ามึงอยู่ที่ไหนไปไหนมา จึงมาซุ่มอยู่ที่นี่ โป๊ยก่ายก้มหน้า พูดว่า ไม่อาจรับคำถามและมิใช่คนป่า เป็นคนรู้จักชอบกัน เห้งเจียพูดว่าที่ตำบล ของเรานี้ ที่ไหนคนจะไปมาถึงได้ โป๊ยก่ายก้มหัวซุกปากไม่ให้เห็น แล้วพูดว่าท่าน กับเราเป็นพี่น้องกันมาหลายปีแล้ว มาวันนี้ทำไมจำไม่ได้แล้วหรือ กลับพูดว่าคน ป่าอะไรที่ไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ไหนเจ้าจงเงยหน้าขึ้นดูที่หรือ โป๊ยก่าย แหงนหน้ายื่นปากพูดว่าดูก็ดูซี จำเราได้หรือไม่ ถ้าจำไม่ได้ก็จำเอาแต่ที่ปากเถิดเห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ จึงเรียกว่าตือโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้ยิน ร้องเรียกคำหนึ่ง ก็กระโดดยืนขึ้นบอกว่านี่แหละนี่ นี่แหละคือตือโป๊ยก่ายแน่แล้ว เห้งเจียถามว่าทำไมไม่ตามพระอาจารย์ไปกลับมานี้มีธุระอะไรหรือหรือเจ้าทำให้ พระอาจารย์ขัดเคืองอย่างไร พระอาจารย์ขับไล่เจ้าเสียดอกกระมัง โป๊ยก่ายบอก ว่าไม่ได้ทำให้อาจารย์ขัดเคืองอะไรดอก เห้งเจียว่าไม่ได้ทำให้ขัดเคืองทำไมจึงมา ที่นี่ข้าสงสัยอยู่ โป๊ยก่ายว่าเพราะด้วยพระอาจารย์คิดถึงจึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญ พี่ไป เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์นั้นได้ทำหนังสือสัญญาให้ไว้แก่เราแล้ว บัดนี้จะ มาคิดถึงเราทำไมไม่น่าเชื่อเลยโป๋ยก่ายว่า พระอาจารย์ท่านคิดถึงจริง ๆ เพราะว่าเมื่อวันก่อนพระอาจารย์ อยู่บนหลังม้ากำลังเดินไป อาจารย์ก็เรียกสานุศิษย์ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ยิน ซัวเจ้งก็ ไม่ได้ยินทำหูหนวกเสีย เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จึงได้คิดถึงพี่ ว่าพวกข้าพเจ้าทั้ง สองไม่เป็นการโง่เขลามึนตึงนัก พูดว่าพี่เป็นผู้ว่องไวฉลาดเฉลียว เวลาใดเรียก ก็ได้ยินทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจึงได้รีบเร่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญพี่ไป ขอพี่จงได้ไปเถิด เห้งเจียครั้นได้ฟังดังนั้น จึงลงมาจากแท่นหิน เดินมาจับมือโป๊ยก่ายพูดว่า น้อง มาลำบากโดยทางไกล จงอยู่เล่นก่อนแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าหนทางนั้นเหลือ ไกล วิตกแต่อาจารย์จะคอยท่า เราสองคนขอให้รีบไปเถิด 第004回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๔ เห้งเจียพูดว่าน้องมาถึงวันนี้ จงไปชมชัยภูมิเขานี้เล่นก่อนเถิด โป๊ยก่ายก็ไม่ อาจขัด แต่ใจนั้นร้อนเหมือนไฟ โดยวิตกถึงพระอาจารย์ แต่จนใจจำใจเดินตาม เห้งเจียไปเหมือนคนไม่มีวิญญาณ ฉะนั้นเห้งเจียจับมือโป๊ยก่ายจูงขึ้นบนบอดเขา ภูเขานี้ตั้งแต่เห้งเจียกลับมาก็จัดแจงซ่อมแซมดูงดงามขึ้นมาก เป็นที่หนึ่งแห่งภูเขา ในใต้หล้านี้ เห้งเจียพาโป๊ยก่ายเที่ยวดูแล้วก็พากลับเดินลงจากยอดเขา เห็นพวก บริวารวานรพากันเอาผลไม้ต่าง ๆ มาให้เห้งเจียเป็นข้าวเช้าเวลาเช้า เห้งเจียพูด ว่าน้องของเราท้องใหญ่ ผลไม้เล็กน้อยที่ไหนจะพอ เห้งเจียจึงว่า เชิญน้องกินแก้ หิวเถิด เวลานั้นตะวันก็ขึ้นสูง โป๊ยก่ายจึงเร่งห้งเจียว่า พระอาจารย์จะคอยท่า พี่จงรีบไปเถิด เห้งเจียว่าน้องจะเข้าไปชมในถ้ำก่อนเถิด โป๊ยก่ายไม่ยอมไป เห้ง เจียพูดว่าถ้ากระนั้นข้าไม่กล้าจะหน่วงเจ้าไว้ แม้เจ้าจะไปก็เชิญเถิดโป๊ยก่ายถามว่าพี่ไม่ไปกับข้าดอกหรือ เห้งเจียถามว่าเจ้าจะให้ข้าไปไหน เรา อยู่ที่นี่ไม่มีผู้ใดมาบังคับเราได้กินนอนก็เป็นสุขแล้ว จะวิ่งไปหาความทุกข์ยาก อะไรที่ไหนอีกเล่า พระอาจารย์ถังซัมจั้งก็ไล่เราแล้ว จะคิดถึงเราทำไมมีเราไม่ เห็นด้วยเลย โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เสียใจเป็นที่สุด ไม่อาจที่จะพูด อะไรอีกต่อไป จึงคำนับลาออกเดินไป เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายเดินลงไปจากเขาแล้ว จึงเรียกวานรบริวารมาสั่งว่า เจ้าจงตามโป๊ยก่ายไปแอบฟังดูว่า โป๊ยก่ายจะพูดจา ว่าบ่นประการใด พวกวานรได้ฟังคำสั่งดังนั้น ก็พากันตามไปฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อเดินลงมาจากเขาหันหน้ากลับชี้มือพูดว่า อ้ายเห้งเจียอ้าย ชาติลิงไพร มึงไม่ตามพระอาจารย์ผู้มีคุณไป มึงจะอยู่เป็นปิศาจยักษ์หาความสุข กูมีกะใจมาเชิญมึง มึงไม่ไปก็ช่างเถิด เดินพลางด่าพลางไม่หยุดปาก พวกวานร ที่เดินตามไปฟังได้ยินดังนั้นก็กลับมาบอกเห้งเจียตามที่โป๊ยก่ายบนด่าว่าทุก ประการ เห้งเจียได้ฟังดังนัน ก็บันดาลโทโสร้องสังว่าพวกเจ้าจงตามไปจับตัวมา ให้ได้ พวกลิงทังหลายก็กรูกันไปล้อมจับเอาตัวโป๊ยก่ายมัดมือไพล่หลังพามายังถ้ำฝ่ายเห้งเจียอยู่ในถ้ำ เห็นพวกวานรจับตัวโป๊ยก่ายมาได้ จึงด่าว่าอ้ายชาติ หมูกินรำมึงจะไปก็ไยมิไป ทำไมมึงจึงต้องด่าว่ากูด้วยเล่า โป๊ยก่ายคุกเข่าลงกับ พื้น พูดว่าข้าพเจ้าอาจด่าพี่ได้ที่ไหน แม้ด่าพี่จริงดังนั้นก็ให้พี่ตัดคอข้าพเจ้าเสียเถิด เห้งเจียว่าเจ้าจะหลอกข้าได้อยู่หรือ หูข้างซ้ายของข้าได้ยินตลอดชั้นฟ้า เทวดาจะ พูดร้ายดีอย่างไรข้าก็ได้ยิน หูข้างขวาของข้าได้ยินตลอดยังพระยาเงียมพ้ออ้อง (ยมราช) เจ้าด่าข้า ข้าจะไม่รู้ที่เดียวหรือ เห้งเจียจึงเรียกวานรให้เลือกไม่พลอง อันใหญ่ ๆ มาจับอ้ายโป๊ยก่ายให้นอนหงายขึ้น ตีด้วยพลองที่ท้องยี่สิบทีแล้ว คว่ำ ลงจะเมี่ยนหลังอีกยี่สิบทีแล้วข้าจะเอากระบองเหล็กตีส่งไปอีก โป๊ยก่ายได้ยิน เห้งเจียสั่งดังนั้น จึงคำนับพูดว่าขอพี่ได้เห็นแก่พระอาจารย์เถิด ขอให้ยกโทษข้าพเจ้า ไว้ก่อนเถิดด้วยข้าพเจ้าได้ผิดแล้ว เห้งเจียจึงว่าเราจะเห็นอะไรแก่พระอาจารย์ พระอาจารย์ก็ได้ขับไล่เราเสียแล้ว โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่เห็นแก่พระอาจารย์ก็จงเห็นแก่ พระโพธิสัตว์เถิด เห้งเจียได้ยินออกชื่อพระโพธิสัตว์ใจก็อ่อนลงทันที จึงพูดว่าถ้า กระนั้นเราไม่เมี่ยนเจ้า เจ้าจงบอกไปตามจริง พระอาจารย์ต้องภัยได้ทุกข์อย่างไร หรือ เจ้าจึงมาล่อหลอกเราอย่างนี้ โป๊ยก่ายยังยืนคำอยู่ว่าพระอาจารย์มิได้ต้อง ภัยได้ทุกข์ที่ไหนดอก เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ไม่เชื่อ จึงพูดว่าเจ้ามาหลอก เราได้ เมี่ยนเสียจึงจะดีตั้งแต่เรากลับมา พระอาจารย์เดินไปก็ได้มีภัยทุก ๆ ตำบล เกิดเหตุร้ายแรงทุกย่างก้าว เจ้าจงรีบบอกมาโดยเร็วเราจึงจะยกโทษให้หาไม่จะต้อง ตีเสียให้แทบตาย โป๊ยก่ายจึงพูดว่า ข้าพเจ้าปดพี่จริง ๆ ไม่ทราบว่าพี่จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้เลย ขอพี่จงยกโทษอย่าเมี่ยนตีข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจะ บอกตามจริงทุกประการแล้วเห้งเจียจึงบอกว่าลุกขึ้นเถิด พวกวานรทั้งหลายก็พากันถอยห่างออกไป โป๊ย ก่ายผุดลุกขึ้นก้าซ้ายก้าวขวาทำท่าจะหนี เห้งเจียว่าเองจะก้าวไปข้างไหน โป๊ยก่าย ว่าไม่ไปไหน เดินผิดทางไปเห็นทางว่างก็เดินไปกระนั้น เห้งเจียว่าต่อให้เจ้าไป ก่อนสามวัน เราจะตามไปจับตัวมาให้ทันมิให้หนีไปพ้นได้ เจ้าจงเข้ามาบอกความ จริงโดยเร็วเถิด โป๊ยก่ายก็เข้าไปยืนใกล้แล้ว ก็เล่าบอกตั้งแต่ต้นจนปลายตามที่ เป็นมาทุกประการ เห้งเจียครั้นได้ฟังโป๊ยก่ายพูดเล่าบอกดังนั้นมีความโกรธจึงพูด ว่า เมื่อเราจะกลับมาเราก็ได้สังไว้ทุกประการว่าแม้ไปพบปะปิศาจภูตผิและยักษ์มาร ในที่ใด ๆ จงบอกชื่อเราว่าเป็นสานุศิษย์ของพระอาจารย์ปิศาจทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะไม่กล้าทำร้ายแก่พระอาจารย์ นี่เป็นเพราะพวกเจ้าอวดดีจึงได้เกิดเหตุร้ายแรง ขึ้นอย่างนี้โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียว่ากล่าวก็เป็นการจริงใจทุกอย่าง จึงคิดว่าอย่าเลยจะพูด ให้เสียดแทงหัวใจเห้งเจียจึงจะได้ คิดแล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าก็ได้ออกชื่อพี่ แต่ปิศาจ มันกลับหมิ่นประมาทดูถูกไม่มีความยำเกรง เห้งเจียถามว่ามันไม่เกรงกลัวนั้นมัน พูดหยาบช้าหมิ่นประมาทอย่างไรโป๊ยก่ายเห็นได้ที่จึงปดทับถมว่า ข้าพเจ้าได้พูดว่าปิศาจมึงอย่าจองหอง อย่า มาคิดร้ายแก่พระอาจารย์ ยังมีพี่กูเป็นสานุศิษย์ใหญ่ชื่อว่า หงอคง เธอมีฤทธา อานุภาพมากเหาะเหินเดินอากาศได้เคยปราบปรามภูตผีปิศาจยักษ์มารมามากแล้ว ถ้าเธอมาเวลาใดมึงก็จะถึงความพินาศจนไม่มีที่จะฝังศพ เมื่อข้าพเจ้าออกชื่อพี่ ดังนี้ปิศาจมันกลับบังอาจพูดว่า ไหนอ้ายคนไหนที่ชื่อว่าอ้าย ซึงหงอคง ขอให้มัน มาเอาโลหิตเส้นคมอาวุธดูสักหน่อยเถิด ต้องการอยากพบแก่มันรัก ถ้ามันมา แล้วเราจะจับมันลอกหนังเสีย และชักเอาเส้นเอ็นออกกัดกระดูกให้แหลกเหลวลาก หัวใจออกมากินเสีย เราจะปล่อยให้มันมาต่อสู้แก่เรา ทำไมหรือบางทีก็จะต้มน้ำ มันเสียเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายบอกดังนั้นเหมือนใครเอาไฟมาจุดเข้าที่หัวใจลุกขึ้นโลดเต้น เกาหูเกาคางออกวุ่นวายตามกิริยาของลิง แล้วจึงถามว่าอ้ายปิศาจอะไรจึงสามารถ มาด่าว่าท้าทายเราได้ถึงเพียงนี้ โป๊ยก่ายจึงว่าพีจงหยุดยังอย่าเพิงโกรธวุ่นวายก่อน ที่มันพูดมันดูถูกพี่นั้นคืออ้ายปิศาจอึ่งเพ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำมาเล่าให้พี่ฟังเห้งเจียจึงพูดว่าเราจะไปปราบปิศาจแม้เรามิไป มันจะหมิ่นประมาทเราได้ว่า ไม่สู้มัน โป๊ยก่ายว่าขอพี่ได้ไปแก้แค้นหรือพี่จะไม่ไปก็ตามแต่ใจของพี่เถิด เห้งเจีย กระโดดลงจากแท่นเข้าห้องผลัดเครื่องนุ่งห่มออกแล้ว เอาเครื่องผ้าผูกคอและผ้านุ่ง ด้วยหนังเสือ ครั้นแต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินออกมามือถือกระบองเหล็ก พวกบริวาร วานรก็กรูกันมาถามว่าไต้เซียจะไปไหนเห้งเจียพูดว่าเดิมเราตามพระอาจารย์ไปทั่วจักรวาลก็รู้ว่าเราเป็นสานุศิษย์ของ พระถังซัมจั่ง เวลานั้นเธอว่าเราเป็นคนผิดไล่เราให้เรากลับมา เรากลับมายังที่เดิม ของเรา ๆ ก็มีความสุขสำราญแล้วบัดนี้เราจะไปตามรักษาพระอาจารย์ไปอาราธนา พระธรรม กว่าจะสำเร็จแล้วเราจึงจะกลับมาหาพวกเจ้า จะได้ความบรมสุขด้วย กันไปภายหน้า พวกบริวารได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นต่างก็คำนับทุก ๆ ลิงเห้งเจียจับมือโป๊ยก่ายไว้แล้วก็เหาะขึ้นบนเวหา ลอยละลิ่วปลิวมาเร็วยิ่งกว่า ลมพัด บัดเดี๋ยวก็ถึงตังเกียงทะเลใหญ่เหาะข้ามฟากมาครั้นถึงฝั่งตะวันตกเห้งเจีย บอกแก่โป๊ยก่ายว่า น้องจงค่อยๆ ไปพี่จะลงอาบน้ำสักประเดี้ยวจะตามไป ตั้งแต่ พี่กลับมามันติดกลิ่นอายปิศาจจะเหม็นสาบพระอาจารย์ไม่ชอบ ท่านชอบแต่คน สะอาดโป๊ยก่ายเวลานั้นก็รู้สึกได้ว่า เห้งเจียเป็นผู้ใจกตัญญจริงมิได้คิดนอกใจแก่ พระอาจารย์ โป๊ยก่ายรอคอยอยู่บนอากาศ เห้งเจียลงไปอาบน้ำประเดี้ยวก็เหาะ กลับขึ้นพร้อมกันเหาะตรงมายังปราจีนทิศ แลไปข้างหน้าก็เห็นพระเจดีย์มีรัศมี ออกโชติช่วง โป๊ยก่ายชี้มือบอกว่านั่นแหละที่อยู่ของปิศาจอึ่งเพ้าแล้วชัวเจ้งยังอยู่ ในนั้น เห้งเจียว่าไว้ธุระพี่จะลงไปดูก่อน จะได้คิดต่อสู้แก่ปิศาจต่อไป โป๊ยก่ายว่า เวลานี้ปิศาจมิได้อยู่ในถ้ำ เห้งเจียว่าพี่เข้าใจได้แล้ว พูดกันดังนั้นแล้วก็ลอยลงไป ยังประตูถ้ำ เห้งเจียก็เดินเข้าไปในประตูถ้ำเที่ยวมองดูก็เห็นปิศาจเด็กสองคนกำลัง วิ่งเล่นกันอยู่ เห้งเจียก็วิ่งเข้าจับเอาจุกผมลากมาทั้งสองคน เด็กก็ร้องอึกทึกขึ้น พวกปิศาจบริวารเหล่านั้นก็เข้าไปบอกแก่นางก๋งจู๊ว่า บัดนี้ลูกของก๋งจู๊ทั้งสองคน นั้นมีคนมาจับไปข้างนอกแล้วนางก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้น ก็รีบออกมาข้างนอก แลเห็นเห้งเจียจับเอาบุตรไป จึง ร้องไปว่า ท่านทำไมมาจับบุตรของเราไปข้างไหน พ่อของมันดุร้ายนัก ท่านอย่า ทำดังนั้นจะวุ่นวายขึ้นเห้งเจียพูดว่า กกงจู๊จำเราไม่ได้หรือ เราคือสานุศิษย์ใหญ่ของ พระถังซัมจั้ง คือ ซึงหงอคง บัดนี้น้องของเรา คือ ซัวเจ้ง ยังอยู่ในถ้ำนี้ นางกังจู้ ไปปล่อยออกมาแล้ว เด็กทั้งสองนี้เราจึงจะคืนให้ นางก๋งจู๊ได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งกลับ เข้าไปในถ้ำ ตวาดพวกปิศาจที่คุมซัวเจ็งให้ถอยออกไป แล้วนางเข้าแก้มัดซัวเจ็ง ออกซัวเจ๋งว่าอย่าปล่อยข้าพเจ้า ปิศาจมันจะทำอันตรายแก่ท่าน นางก๋งจู๊พูดว่า ท่านมีคุณได้ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแก้ให้ท่านไปพ้นจากอันตรายบังเอิญบัดนี้ที่ หน้าถ้ำ มีพี่ของท่านชื่อเห้งเจียมาบอกให้เราปล่อยท่านออกไป ซัวเจ๋งครั้นได้ทราบ ดังนั้น และได้ยินอักษรสองคำว่าเห้งเจียดุจดังว่าน้ำทิพย์มายาใจ มีความรื่นเริง หาที่เปรียบมิได้ก็รีบออกมายังประตูถ้ำ แลเห็นเห้งเจียคำนับแล้วพูดว่า วันนี้พี่อยู่ บนฟ้ามาหรือ ขอให้ช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิดเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อก่อนนั้นหากว่าอาจารย์ภาวนาคาถา ช่วยกัน แก้ไขบ้างก็จะดี กลับทำพูดส่อเสียดจะรับรักษาพระอาจารย์ไปทางไซทีให้ตลอด ทำไมไม่ไปกลับมาคุดคู้อยู่ที่นี้เล่า ซัวเจ๋งจึงพูดว่า พี่เป็นคนกุนจื๊อ การที่แล้วไป ไม่ควรกลับเอามากล่าว ซัวเจ้งก็พบแก่โป๊ยก่าย จึงเล่าถึงการเมื่อวานนี้ให้ฟัง เห้งเจียว่าอย่าพูดให้ช้าการ เจ้าสองคนจงรีบเอาเด็กนี้ไปยังเมืองเชียงโป๊ก๊กก่อน ล่อปิศาจอึ่งเพ้า ที่นี่ไว้ธุระพี่จะคอยมันมา ซัวเจ๋งว่าจะล่อมันอย่างไร เห้งเจียว่า น้องทั้งสองจงเอาเด็กไปยังปราสาทในพระราชวัง เอาเด็กนี้ฟาดลงกับพื้น ถ้าใคร ถามก็จงบอกว่าเด็กนี้เป็นลูกของปิศาจอึ่งเพ้าจับมาได้ ถ้าปิศาจเห็นและรู้ดังนั้นก็ คงกลับมายังถ้ำ พี่ไม่ต่อสู้แก่มันในเมือง โดยเห็นว่าราษฎรจะตกใจแตกตื่นวุ่น วายกัน โป๊ยก่ายซัวเจ้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้นก็คำนับลาอุ้มเด็กเหาะกลับตรง เข้าไปในเมืองเชียงโป๊ก๊กเห้งเจียเห็นคนทั้งสองไปแล้ว ก็เดินเข้าไปยังประตูใน ก๋งจู๊จึงเดินมาถามว่า ท่านเป็นคนอยู่ในศีลในธรรม ทำไมไม่ถือธรรมเนียมท่านว่าให้ปล่อยน้องท่าน น้องท่านจะปล่อยลูกเรากลับ นี่น้องท่านเราก็ปล่อยไปแล้ว ทำไมท่านจึงไม่คืนลูก ของเรามาให้เราเล่า เหงเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ก๋งจี้อย่าเพ่อโกรธก่อน บุตรท่านข้าพเจ้าให้เป๋ยก่ายซัวเจ้งพาไปเฝ้าพระเจ้าตาแล้ว กุงจู้ว่าท่านทำอย่าง นันมิผิดหรือ คืออึงเ้านันไม่เหมือนคนทังหลาย อึงเท้าที่ไหนจะยอมให้ท่านทำ อย่างนั้น เห้งเจียหัวเราะแล้วถามว่า ก๋งจู๊มีจิตห่วงผัวหรือ ทำไมจึงไม่คิดถึงบิดา มารดาเล่า ถ้าเช่นนั้นจะมิเป็นคนอกตัญญุตาไปหรือ กังรู๊ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นึกขึ้นมาได้มีความละอายแก่เห้งเจีย มีสีหน้าอันแดงจึงบอกแก่เห้งเจียว่า ท่านทราบมิใช่จะไม่คิดถึงบิดามารดาเมื่อไรมี เพราะปิศาจมันพามาขังไว้ที่นี่จะ ไปไหนก็ไม่ได้ เป็นที่ยากสุดที่จะรำพัน ไม่มีใครจะนำข่าวคราวไปได้ จะใคร่ตาย เสียแต่หากคิดถึงบิดามารดาจะไม่ทราบเหตุการณ์ ก็จะเข้าใจว่าข้าพเจ้าหนีตาม ผู้ชายไป จึงได้รักษาชีวิตไว้คอยหาช่องอยู่ฉะนี้ พูดดังนั้นแล้วร้องไห้เห้งเจียพูดว่า ก๋งจี๊อย่าโทมนัสเลย ข้าพเจ้าทราบว่าก็งจั๊มีหนังสือไปฉบับหนึ่ง และได้ช่วยพระอาจารย์ของข้าพเจ้าให้รอดชีวิตในหนังสือนั้นมีใจความว่า คิดถึง บิดามารดา ไว้ธุระข้าจะจับปีศาจได้แล้วจะได้พาก๋งจู๊กลับเมือง ก๋งจู้ว่าท่านอย่า มาหาที่ตายเลย เมื่อวานนี้น้องของท่านทั้งสองรูปร่างดูแข็งแรงยังสู้มันไม่ได้ ตัว ของท่านผอมดุจคนรื้อไข้จะมีฝีมืออย่างไรจึงจะจับมันได้ เห้งเจียพูดว่าอันฝีมือนั้น กังจู๊ยังไม่เคยเห็น ข้าพเจ้ากำจัดปิศาจดอก ก๋งจู๊ถามว่าท่านทำอย่างไร จึงจะปราบ มันได้ เห้งเจียว่าจงหาที่ซ่อนตัวไว้ข้าพเจ้าคอยมันกลับมา จะได้ตีมันให้ล้มลงแล้ว ข้าพเจ้าจะพาก๋งจ๊กลับไปเมือง กังจู้ได้ฟังเห้งเจียแนะนำดังนั้นก็กลับเข้าไปในถ้ำ ที่แอบซ่อนตัวอยู่ เห้งเจียก็แปลงกายเป็นเหมือนก๋งจู้นั่งคอยท่าอึ่งเพ้าอยู่ในถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง อุ้มลูกปิศาจสองคนเหาะมายังพระราชวังใน ครั้นถึงหน้า พระที่นั้ง โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็เอาเด็กนั้นฟาดลงกับพื้น ร่างกายเด็กทั้งสองก็อ่อนน่วม ไปทั้งตัว เวลานั้นกำลังขุนนางข้าราชการอยู่พร้อมกัน เมื่อได้เห็นดังนั้นก็พากัน ตกใจว่าไม่ดีแล้ว บนฟ้าฟาดคนลงมาสองคน โป๊ยก่ายร้องประกาศด้วยเสียงอัน ดังว่า อ้ายเด็กสองคนนั้นคือลูกของปิศาจอึ่งเพ้า ข้าพเจ้าโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งไป จับมันมาได้เองฝ่ายปิศาจกำลังเมานอนอยู่ในตำหนักงึ้นอันเต้ย เวลานั้นกำลังนอนฝัน ได้ ยินเสียงคนออกชื่ออึ่งเพ้า ก็ตกใจพลิกตัวตื่นเงยหน้ามองดู เห็นโป๊ยก่ายกับซัวเจ็ง ยืนอยู่บนเมฆสองคน ทำอึกทึกแช่เสียง อึ่งเพ้าจึงดำริแต่ในใจว่าเมื่อวานนี้โป๊ยก่าย ก็หนีแล้ว ซัวเจ็งก็จับได้ขังไว้ในถ้ำ ทำไมมันจึงมาได้ และลูกของเราก็อยู่ในถ้ำ ทำไมจึงมาตกอยู่ในมือมันได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะกลับไปดูที่ถ้ำก่อนจะมีเหตุ ร้ายดีประการใด แล้วเราจึงค่อยกลับมาโต้ตอบแก่มันก็ไม่ช้าอะไร คิดดังนั้นแล้ว ก็มิได้เข้าไปลาเจ้าเมืองรีบเหาะตรงไปยังถ้ำ ในเวลานั้นก็รู้ทั่วกันว่าฮูเบ้นั้นคือ ปิศาจยักษ์ เจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กจึงรับสั่งให้คอยระวังเสือเฒ่านั้นฝ่ายอึ่งเพ้ามาถึงถ้จึงเดินเข้าไปในประตู เห้งเจียแปลงนั่งคอยท่าปิศาจ พอ แลเห็นเดินเข้ามาเห้งเจียเอานิ้วหยิกนัยน์ตาแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาก็ไหลลง อาบกาย แล้วเอามือทุบอกและทอดกายลงดินร้องไห้เสียงโฮ ๆ เมื่อปิศาจยึ่งเพ้า เห็นดังนั้น ก็อดกลั้นอยู่มิได้วิ่งมาใกล้ลูบไล้ไต่ถามว่าเป็นอย่างไรที่ไหนหรือ จึง ได้เศร้าโศกเดือดร้อนรำคาญอย่างนี้เห้งเจียจึงมารยาบอกว่าไต้อ๋องมีคำเขาพูดว่า ชายไม่มีเมียทรัพย์ไม่มีเจ้าของ หญิงไม่มีผัวตัวก็ลอยเปล่าเหมือนเมื่อวานนี้ท่านไปเยือนญาติทำไมไม่กลับมา เมื่อ เ้าวันนี้โป๊ยก่ายมันมาแย่งเอาซัวเจ๋งไปแล้วมิหนำซ้ำจับเอาลูกทั้งสองไปด้วย ข้าพ เจ้าขอร้องเท่าไรมันก็ไม่ฟัง มันว่าจะพาไปในพระราชวังเยี่ยมพระเจ้าตา ครึ่งวัน. แล้วก็มิได้เห็นลูก ไม่รู้ว่าจะตายเป็นประการใดก็ไม่เห็นไต้อ๋อง กลับมาข้าพเจ้า จะทำอย่างไรได้ เพราะฉะนั้นให้มีความเจ็บแค้นในใจ จะกลั้นน้ำตาไว้มิได้อึ่งเพ้าได้ฟังก๋งจู๊เล่าให้ฟังดังนั้น ก็โกรธพูดว่าลูกของเราจริงแล้ว เห้งเจียแปลง พูดว่าโป๊ยก่ายมันแย่งเอาไปเสียแล้ว ปิศาจก็โกรธดุจไฟกัลป์ กระโดดโลดเต้น ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า มันเอาลูกกูไปฆ่าเสียแล้ว เราจะต้องไปจับอ้ายสองคนนี้ มาฆ่าเสียบ้างจะได้แก้แค้นให้แก่ลูกเรา อึ่งเพ้าพูดแก่ก๋งจู้แปลงว่าเจ้าอย่าโทมนัส ร้องไห้ไปเลยในจิตใจของเจ้านั้น เป็นอย่างไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียแปลงบอกว่า ไม่เป็นอะไรดอก เพราะข้าพเจ้าคิดถึงลูกร้องไห้หนักเข้า ในท้องก็ให้จุกขึ้นมา ปิศาจ ปิศาจพูดว่าเจ้าไม่ต้องรีบรัดใจ อันการจุกเสียดนั้นมีของวิเศษเอาคลึงเข้าที่เสียด นั้นก็จะหาย เอานิ้วดีดทีหนึ่งก็ถอนหัวใจของเราออกมาเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ปิศาจก็พาเห้งเจียไปในที่ลับ แล้วสำรอกของวิเศษ สิ่งหนึ่งออกมาประมาณเท่าฟองไก่ เห้งเจียเห็นก็ดีใจ พูดว่าของนี้ประกอบมากี่บี จึงสำเร็จเป็นของวิเศษ ข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่จึงได้มาเห็นซึ่งของนี้ เห้งเจียจึง หยิบเอามาลองคลึงดูที่หน้าอกแล้วก็ลองเอานิ้วดีดดู ปิศาจก็ปัดมือจะเอาคืน เห้ง เจียก็เอาใส่เข้าในปากกลื่นลงไปในท้องปิศาจกำหมัดจะทุบ เห้งเจียก็เอามือหนึ่ง ยกขึ้นรับไว้ เกาคางทีหนึ่ง ก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมแล้วจึงพูดว่า อ้ายปิศาจ ยักษ์มึงอย่าทำให้ล่วงเกิน เอ็งจงดูว่ากูนี้คือใครจำได้หรือไม่ปิศาจอึ่งเพ้าเห็นดังนั้นก็ตกใจ พูดว่ากังจู้ทำไมเจ้าจึงได้แปรรูปร่างเป็นเช่นนี้ ไปเล่า เห้งเจียว่าเรารู้ว่าเจ้าเป็นปิศาจ มึงว่าใครเป็นเมียของมึง ปู่ย่าตายายมึง จำไม่ได้หรือ ปิศาจก็ตรึกนึกขึ้นมาว่า ข้าจำได้แต่ว่าจำชื่อไม่ได้ เจ้าคือใครที่ไหน และอยู่ที่ไหนมีธุระอะไรมาถึงบ้านเรา ล่อลวงเอาของวิเศษของเราไป อันความจริง คือเป็นคนร้าย เห้งเจียว่าทำไมเจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เราคือเป็นสานุศิษย์ใหญ่ของ พระถังซัมจั่ง นามเรียกว่า ซึ่งหงอคงเห้งเจีย เมื่อห้าร้อยปีก่อนนันเราเป็นปู่ย่า ตาชวดของเอ็ง ปิศาจพูดว่าอย่าพูดปดเราเลย เราจับถังซัมจั้ได้มีสานุศิษย์สอง คนเท่านั้น นามเรียกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ไม่เคยได้ยินแช่ซึง ไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน เป็นอ้ายปิศาจผีมาล่อลวงเอาของวิเศษของเราอย่างนี้เห้งเจียพูดว่าเรามิได้มาพร้อมกับคนทั้งสองนั้น เพราะเราตีปิศาจตาย อาจารย์ โกรธว่าเราดุร้ายไล่เราให้กลับไปเสีย จึงมิได้ร่วมทางมาด้วยกัน ทำไมเจ้าจึงไม่รู้ จักปู่ย่าตาชวดของเอ็งเล่า อึ่งเพ้าตอบว่าเจ้ามิใช่คนดี อาจารย์เจ้าไล่กลับแล้วยัง จะแบกหน้ามาดูคนทั้งหลาย เจ้าไม่มีความอายแก่เขาทั้งหลายเลย เห้งเจียด่าว่า อ้ายชาติข้ามึงไม่รู้หรือว่าวันหนึ่งก็เป็นครู สิ้นชีวิตนบน้อมนั้นเป็นพ่อ มึงคิดร้าย ทำแก่พระอาจารย์กู ทำไมเราจะไม่มาช่วยเล่า จึงจะได้ทำตามสบายใจของมึง และมึงด่าลับหลังกูทำไม ปิศาจตอบว่าข้าได้ด่าเจ้าที่ไหนเห้งเจียว่าโป๊ยก่ายบอกแก่เราว่าเจ้าด่าเรา ปิศาจว่าอ้ายตือโป๊ยก่าย อ้ายปาก แหลมมันหัดฝีปากแม่สื่อ ทำไมจึงพอใจเชื่อมัน เห้งเจียว่าเจ้าอย่าพูดให้มากไปเลย โหยกเหยกเสียเวลา เจ้ามีความเกียจคร้าน แขกมาทางไกลไม่มีอะไรจะเลี้ยงแขก เจ้าจงยื่นหัวออกมาให้เราตีสักทีหนึ่งเป็นชาแก้อยากน้ำร้อน อึ่งเพ้าหัวเราะแล้วพูด ว่าเห้งเจียเจ้าเข้าใจผิดไป แม้ว่าเจ้าอยากจะตี ไม่ต้องถึงตัวเรา พวกบริวารของเรา อเนกอนันตัง ตามใจเจ้าจะเลือกตีเอาเราวิตกกลัวว่าเจ้าจะออกประตูไม่ได้ ว่าแล้ว อึ่งเพ้าก็เรียกปิศาจน้อยทั้งหลายให้ล้อมกันประตูไว้ทุกประตูโดยความแน่นหนาเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง มือก็ถือกระบองเหล็กร้องแปลงก็ แปลงสามหัวหกมือจับกระบองสามอันก็ตรงเข้ามายังพวกปิศาจตีขนาบตาย ราบไปทั้งสิ้น เหลือแต่อ้ายปิศาจอึ่งเพ้าหนีลอดออกมานอกประตูถ้ำได้แล้วร้อง ด่าว่าอ้ายชาติลิงไพร มึงอวดดีมาบุกรูกยังที่เขาว่าแล้วก็กระโจนฟันเห้งเจียด้วยดาบ เห้งเจียเอากระบองเหล็กรับ ต่างต่อสู้กันไปมาประมาณหกสิบเพลง เห้งเจียคิดแต่ ในใจว่าปิศาจนี้มันมีมีดดาบ รบแข็งแรงอาจรับกระบองได้ ฝีมือมันก็เข้มแข็ง จำ เราจะล่อให้มันไล่ตามแล้วจึงหวนกลับมา มันเสียท่ามีดนั้นก็จะเอาได้ คิดดังนั้น แล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขยับล่อทำท่าหนีออกห่าง ปิศาจมือถือมีดดาบไล่รุกตาม มา เห้งเจียเห็นได้ที่ก็หวนกลับสวนมา ปิศาจรับไม่ทัน เห้งเจียเอากระบองตีปัด มีดดาบกระเด็นไป แล้วตีถูกปิศาจทีหนึ่ง ปิศาจก็สูญหายไปในทันทีนั้น เห้งเจีย ก็ยืนคิดอยู่ว่า ปิศาจเห็นจะหนีไปแล้ว เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศแลหาจนรอบ ทั้งแปดทิศก็มิได้เห็น จึงคิดขึ้นได้ว่า ปิศาจมันได้พูดว่าจำเราได้ ชะรอยจะเป็น ดาวลงมาจากสวรรค์จำเราจะขึ้นไปค้นดูจะเป็นปิศาจเจ้าอะไร คิดดังนั้นแล้วก็ เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง เดินเข้าไปในปราสาทธงเม่งเต้ยพบซีไต้เทียน ชือทักว่าเห้งเจียท่านไปข้างไหนมา เห้งเจียคำนับบอกว่าข้าพเจ้าตามถังซัมจั้งไปไซที บัดนี้มาถึงเมืองเชียงโป๊ก๊ก มีปิศาจยักษ์ลักเอาลูกสาวเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊กไปและ ทำร้ายแก่พระถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าได้ต่อสู้มันได้หนีสูญหายไป ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า มันจะเป็นดาวบนสวรรค์ลงไป จึงได้ตามมาตรวจว่าจะเป็นเจ้าภูมิอารักษ์ตนใด ซีไต้เซียนชื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็นำความเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็ก เชียงฮ่องเต้ตรัสสั่งให้ตรวจดูซีไต้เซียนชือก็ไปเที่ยวตรวจทุกๆ ภูมิห้องชั้นฟ้าดาวดึงส์ ก็ไม่มีเทพยดาองค์ใดหายไป อยู่พร้อมกันทุกภูมิที่ แล้วก็ตรวจรอบนอกตามภูมิดาว ทั้งหลายตรวจไปก็เห็นในภูมิยี่สิบแปดดาวนั้นยังเหลือแต่ยี่สิบเจ็ดดวงหายไปแต่ดาว กุยแช ซีใต้เซียนซื้อก็นำความมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้จึงตรัส ถามว่าหายไปสักกี่วันแล้ว ซีไต้เซียนซื่อทูลว่าหายไปได้สิบสามวันแล้วเง็กเชียงอ่องเต้ตรัสว่า อันสิบสามวันในดาวดึงส์นี้เป็นสิบสามปีในมนุษยโลก จึรับสั่งให้หมู่ดาวลงไปตามกุยแช หมู่ดาวทั้งหลาย ก็ถวายบังคมลาออกจาก ปราสาทวิมานเล่งเชียวเต้ย ไปยังประตูน่ำทีหมึงก็พากันเหาะลงยังเขาอั้วจื้อชัว ครั้นถึงหมู่ดาวก็พักอยู่กลางอากาศ เดิมเมื่อปิศาจหนีเห้งเจียนั้น หมู่ดาวบนสวรรค์ ก็เกรงฤทธิ์เห้งเจีย จึงพากันมาหลบอยู่ที่ริมเขานั้นจึงไม่เห็น ครั้นปิศาจกุยแชได้ยิน หมู่ดาวภาวนาเรียกจึงได้ออกมาให้เห็น หมู่ดาวก็พาตัวปิศาจไปยังสวรรค์เห้งเจียเมื่อเห็นปิศาจมา ก็เข้ามาสกัดหน้าจะใคร่ตี หมู่ดาวทั้งหลายจึงห้าม ว่าอย่าให้ทำเลย จงขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้เถิดเห้งเจียก็พร้อมกับหมู่ดาวตาม ขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ ครั้นถึงหมู่ดาวก็นำเข้าถวาย กุยแชก็เอาป้ายทองคำถวาย แล้วก็ถวายบังคมรับผิดสารภาพตามโทษที่กระทำเง็กเชียงฮ่องเต้ จึงตรัสถามกุยแชว่า บนสวรรค์นี้เป็นบรมสุขสำราญ เหตุใด ท่านจึงได้หนีลงไปอยู่ในมนุษย์โลกทำไม กุยแชจึงกราบทูลว่า ซึ่งโทษของข้าพเจ้า กระทำผิดก็ถึงประหารชีวิตแล้วแต่ขอพระองค์ได้โปรด เหตุทั้งนี้เป็นด้วยนาง กงจินุตรีเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก คือ นางฟ้า (เง็กนึ้ง) อยู่ในตำแหน่งพีเฮียง มีจิต ปฏิพัทธ์ผูกรักแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิตกว่าจะเป็นความมัวหมองในวิมานสถานทิพย์ จึงให้จุติลงไป เอากำเนิดเป็นนางก็งจู๊ที่สาม ของพระเจ้าแผ่นดินเมืองเชียงโป๊ก๊ก ข้าพเจ้ามีความผูกพันจึงได้แปลงกายเป็นปิศาจลงไปยังมนุษย์โลกจองเอาภูเขาอัว จือชัว เป็นสถานที่อาศัย จึงได้พานางมาอยู่ด้วยกันที่ในถ้ำนั้นประมาณสิบสามชี บัดนี้เห้งเจียมาถึงก็เป็นความสำเร็จตามประสงค์แล้ว ข้าพเจ้าก็ยอมรับโทษซึ่งได้ กระทำผิดล่วงละเมิดโดยพลการ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเง็กเชียงฮ่องเต้ครั้นได้ทรงฟังกุยแชกราบทูลดังนั้น พระองค์จึงเก็บป้ายทองคำ นั้นไว้ ถอดกุยแชออกจากหมู่ดาวส่งไปให้อยู่กับท้ายเสียงเล่ากุนในชั้นดุสิต ช่วย ในการสุมไฟเอาคุณถ่ายซึ่งโทษ เห้งเจียเห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ปรับโทษกุยแชแล้วก็มี ความยินดี ถวายบังคมลาและคำนับลาหมู่เทพบุตรแล้วก็ออกมายังประตูน้ำทีหมึง เหาะมายังเขาอั๊วจื้อซัวถ้ำปอง้วยต้อง ครั้นถึงก็เข้าในถ้ำค้นหานางก๋งจู๊ แล้วก็เล่า ความตามที่เป็นมาให้นางก๋งจู๊ฟังทุกประการ ในทันใดนั้นโป๊ยก่ายชัวเจ็งก็มาถึง เห้งเจียจึงพานางก๋งจู้ออกจากถ้ำกลับมาเมืองเชียงโป๊ก๊ก บัดเดี้ยวก็ถึงพระราชวัง โดยอำนาจอิทธิฤทธิ์ของเห้งเจีย นางกังจู๊ก็เดินตรงเข้าปราสาทกิมหลวนเต้ยคำนับ พระราชบิดา บรรดาพวกข้าราชการฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ก็พากันแวดล้อมเยี่ยม เยื่อนกังจี๊ ก๋งจู๊จึงกราบทูลพระราชบิดาว่า เห้งเจียได้ปราบปรามปิศาจด้วยกำลัง อิทธิฤทธิ์อันเข้มแข็ง จึงได้รอดชีวิตมาเห็นพระพักตร์พระราชบิดาและหมู่พระญาติเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเมื่อได้เห็นพระราชธิดากลับมาได้แล้ว ก็มีพระทัยยินดี เบิกบานยิ่งนัก จึงตรัสถามว่าอันปิศาจคือดาวกุยแชแปลงกายมา นางก๋งจู๊คือนางฟ้า เง็กนึ้งนั้น อยู่ในตำหนักพีเฮียงบนสวรรค์จุติลงมาโดยมีนิสัยต่อกัน จึงได้เป็น ภรรยาสามีกันฉะนั้นหรือ เห้งเจียก็ทูลว่าเป็นดังนั้น และบัดนี้เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ ปรับโทษกุยแชถอดเสียจากหมู่ดาวให้ไปอยู่กับท้ายเสียงเล่ากุนเป็นพนักงานสุมไฟ พระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊กเมื่อได้ทรงฟังเห้งเจียดังนั้น ก็มีความขอบคุณเห้งเจียยิ่งนัก จึงรับสั่งให้เห้งเจียไปดูพระอาจารย์ ขุนนางทั้งหลายก็ช่วยกันหามกรงเหล็กที่ใส่เสือ เฒ่านั้นออกมาแล้วให้ถอดซีกรงนั้นออก คนอื่นๆ เห็นพระถังซัมจั้งเป็นเสือเฒ่า แต่ เห้งเจียผู้เดียวเห็นพระอาจารย์ว่าถูกเวทมนตร์ของปีศาจ แต่ปากแข้งขาไหวติงไม่ ได้ เห้งเจียเห็นดังนั้นหัวเราะแล้วจึงพูดว่า พระอาจารย์ทำไมไม่แก้ไขเล่า ท่านเห็น ว่าเราเป็นคนดุร้ายไล่ให้เรากลับไปเสีย เหตุใดท่านจึงเป็นรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ดังนี้เล่าโป๊ยก่ายจึงพูดแก่เห้งเจียว่าพี่จะช่วยก็จงช่วยท่านเถิด จะทำพูดล้อเล่นเช่นนี้ หาควรไม่ เห้งเจียว่าสารพัดที่เจ้าจะพูดสอเสียดยุยงเธอจึงได้เข้าใจว่าเจ้าเป็นคนดี ข้าเป็นคนไม่ดีเจ้าคนดีทำไมจึงไม่ช่วยเธอเล่า ยังมีหน้ามาว่าเราอีกเล่า เดิมมาเรา ได้บอกว่าจะไปแก้แค้นปิศาจที่ด่าเรา เราก็ได้แก้แค้นสมประสงค์แล้ว เราจะกลับ ไปยังถ้ำของเราตามเดิมซัวเจ๋งได้ยินเห้งเจียพูดว่าจะกลับไป จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า พี่ไม่เห็น แก่หน้าพระอาจารย์ก็จงเห็นแก่พระพุทธเจ้าเถิด แม้ว่าพวกข้าพเจ้าช่วยได้แล้ว ก็ จะไม่ต้องไปหาพี่ทางไกลเลย เห้งเจียได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพยุงชัว เจ้งให้ลุกขึ้นพูดว่า เหตุใดพีจึงจะไม่ช่วยเล่าเจ้าจงเอานำมาโดยเร็วเถิด ซัวเจ๋งจึง ไปตักน้ำมาให้เห้งเจีย เห้งเจียรับน้ำมาวางบนมือแล้วร่ายพระเวทคาถา เสกน้ำพ่น พระอาจารย์ก็คลายซึ่งเวทมนตร์นั้น พระถังซัมจังก็แปรกลับตามรูปเดิม พระถัง ซัมจั้งก็มาจับมือเห้งเจียถามว่า เห้งเจียมาจากไหน ซัวเจ๋งจึงเล่าความตามซึ่งโป๊ย ก่ายได้ไปเชิญเห้งเจียมา และทั้งได้ช่วยกุงจู้ให้กลับเมืองได้แล้ว และได้คลายเวท มนตร์ของปิศาจที่ทำแก่พระอาจารย์ให้แก้พระอาจารย์ด้วยพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็มีความยินดีและขอบคุณเห้งเจียเป็นอันมาก จึงพูดว่าสานุศิษย์ได้พึ่งเจ้าผู้เดียว ถ้าไปถึงไซทีสำเร็จแล้วได้กลับไปยังเมืองได้ถัง แล้วจะนำความชอบของเห้งเจียขึ้นถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ทรงทราบว่า เป็นที่หนึ่งในความชอบ เห้งเจียว่าการอันนี้พระอาจารย์ไม่ต้องพูด ข้าพเจ้าก็คงรู้ พระคุณของพระอาจารย์อยู่เองฝ่ายเจ้าเมืองเชียงโป๊ก๊ก จึงสั่งให้จัดโต๊ะเครื่องแจเลี้ยงทั้งอาจารย์และศิษย์ และนำเงินทองสิ่งของดีต่าง ๆ มาถวายพระถังซัมจังเป็นรางวัล พระถังซัมจั้งกับ ศิษย์ก็มิได้รับ กลับถวายคืนไว้เป็นพระราชทรัพย์ไปตามเดิม ครั้นเสร็จธุระแล้ว พระถังซัมจั้งกับศิษย์สามคนก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดินเชียงโป๊ก๊ก พระเจ้าแผ่น ดินเชียงโป๊ก๊กกับขุนนางก็พากันตามส่งจนกระทั่งประตูเมืองฝ่ายพระถังซัมจั้งได้เห้งเจียกลับมาแล้ว ศิษย์กับอาจารย์ก็ตั้งใจตรงไปยัง ประเทศไซที ออกจากเมืองเชียงโป๊ก๊ก เวลากลางวันก็ออกเดินเวลากลางคืนก็หยุด พักนอน เวลานั้นเป็นฤดูเดือนสามต้นไม้กำลังผลัดเปลี่ยนใบจะอกช่อดอกดูสง่างาม พากันเดินพลางชมพลางแลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่ขวางอยู่พระถังซัมจั้งเตือนศิษย์ ให้ระวัง เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ทำไมจึงพูดเหมือนชาวบ้านอย่างนั้น พระอาจารย์ ได้พระคาถาชิมเกงของพระโอเข้าให้คุ้มตัวในคาถาว่า (ชิมโป๊ก้วยหงายฮองโป๊ขงโพ้) แปลว่า จิตไม่มีความสงสัย ความสะดุ้งหวาดเสียวก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจะต้องกวาด สิ่งโสโครกในจิตนั้นให้สิ้น และล้างซึ่งผลละอองเปื้อนในหูนั้นให้หมด ท่านอย่ามี ความเศร้าหมอง อันการร้ายดีทั้งหลายอยู่แก่ตัวข้าพเจ้าเองพระถังซัมจั้งยอม้าแล้วจึงพูดว่า อาตมาภาพตั้งแต่รับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้ออกจากเมืองหลวงแล้ว ก็ตั้งใจจะไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าอุตสาห์ข้าม เขา และห้วยธารมา ไม่รู้ว่าเวลาใดจึงจะได้สุขกายสุขใจบ้าง เห้งเจียได้ฟังพระถัง ซัมจั้งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์จะใคร่ได้สุขกายสุขใจนั้นก็ไม่สู้ ยากอะไรนัก แม้ว่าสำเร็จการตามความประสงค์แล้ว สารพัดจะมีความสุขย่อมมี ความบริบูรณ์พร้อมอยู่เอง วันทั้งหลายก็ว่างเปล่าในเวลานั้นก็มีสุขโดยลำพัง ถ้า ดังนั้นแล้วจะไม่เรียกว่าความสุขหรือพระถังซัมจั่งครั้นได้ฟังเห้งเจียอธิบายให้ฟังดังนั้นในดวงจิตก็ปล่อยอุปาทาน ความยึดถือเสียได้ขณะหนึ่ง สิ้นความเศร้าหมองในใจทั้งหลายแล้ว ก็ซักม้าให้เดิน ขึ้นเขาอันหนทางนั้นแสนที่จะลำบากในเวลากำลังเดินอยู่นั้น แลเห็นคนตัดฟืนยืน อยู่บนเนินสูง ร้องเรียกว่าท่านผู้นั้นจงหยุดก่อน ข้าพเจ้าจะบอกข่าวให้ ในเขานี้ มีปิศาจยักษ์ร้ายมันคอยจับมนุษย์กินเป็นอาหาร ใครเดินไปมาทางนี้ ย่อมไม่พ้น ฝีมือมันไปได้พระถังซัมจั้งได้ฟังคนตัดฟืนบอกดังนั้น มีความตกใจสะดุ้งกลัวจึงถามสานุศิษย์ ว่า ใครได้ยินหรือเปล่าว่าคนตัดฟืนร้องบอกว่ากระไร เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะถามดู ว่าแล้วก็เดินไปที่คนตัดฟืน คำนับแล้วถามว่า เมื่อกี้นี้ท่านบอกว่ากระไรฟังไม่ถนัด คนตัดฟื้นคำนับตอบแล้ว ก็ถามว่าพวกท่านมีธุระอย่างไรหรือ จึงได้มาถึงตำบลนี้ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอะไรแก่ท่าน พวกข้าพเจ้านี้ คือ มาจากเมืองได้ ถัง จะไปเมืองไซที่ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรมบังเอิญมาถึงนี่ ได้ยินท่านร้องบอกว่า มีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรอยู่ที่ไหนข้าพเจ้าฟังไม่ถนัด จึงมาขอถามท่านให้แน่นอนแก่ ใจว่า ปิศาจนั้นมีมากี่ปีแล้ว และมารนั้นมันเกิดเมื่อไร ขอท่านได้โปรดบอกแก่ ข้าพเจ้าโดยความจริงเถิด ข้าพเจ้าจะได้ให้พระภูมิเจ้าที่ และเจ้าป่าเจ้าเขาขับไล่ มันไปเสียให้พ้นคนตัดฟืนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านพวกเดินทางแม้จะเรียนรู้เวท มนตร์ที่ขับไล่ซึ่งผีปิศาจก็ยังไม่เคยพบเห็น ซึ่งมารยักษ์ร้ายอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะ บอกให้ท่านทราบ ทางจะข้ามเขานี้มีระยะหกร้อยโยชน์ เขานี้เรียกว่าเขา (ซือเพ่ง เต๊งชัว) มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเรียกว่า (เน่ยฮวยต้อง) ในถ้ำนั้นมีปิศาจยักษ์สองตนมัน วาดรูปถังซัมจั่งไว้ มันจะใคร่กินเนื้อพระถังซัมจั้ง แม้ท่านเป็นพวกอื่นมาก็ไม่เป็นไร ถ้าพวกของพระถังซัมจั้งแล้ว อย่าพึงนึกว่าจะรอดไปเลยเห้งเจียว่าข้าพเจ้านี้แหละเป็นผู้มาด้วยพระถังซัมจั่ง คนตัดฟืนพูดว่า ปิศาจ นั้นมันจะคอยกินเนื้อถังซัมจั้ง และมันมีของวิเศษห้าอย่าง มีฤทธาอานุภาพมาก แม้ท่านรักษาถังซัมจั้งไป จงระวังระไวให้มากอย่าได้มีความประมาทเลย เห้งเจีย พูดว่า แม้ท่านบอกดังนี้แล้วข้าพเจ้าจะคอยระวัง พูดแล้วเห้งเจียก็ลาคนตัดฟืน นันกลับมา ครันถึงจึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ไม่มีการร้ายแรงอะไรดอกแต่คนตัด ฟืนนั้นเป็นคนขลาด แม้จะมีเหตุการณ์สิ่งใด ขอท่านอาจารย์จงวางใจแก่ข้าพเจ้าเถิด พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ค่อยวางใจไม่สู้เป็นทุกข์ เวลาออกเดินนั้นแลไปก็ไม่เห็น คนตัดฟื้น เห้งเจียก็แลดูด้วยตาสว่างของเห้งเจียเหลือบไปดู เห็นเป็นเจ้าเชากง เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปไล่ตามตวาดด่าสองสามคำว่า ทำไมมาบอกแล้วจึงไม่บอกให้ จะแจ้งว่า ปิศาจนั้นมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเซากงได้ยินดังนั้นก็ตกใจยกมือขึ้นคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขออนุญาตเถิด อันความจริงนั้น ปิศาจสองตนนี้มีฤทธาอานุภาพมาก เพราะข้าพเจ้าเห็นท่านมี ความรู้ฉลาดก็จริง แต่ไม่มีความเฉลียว พอจะรักษาพระถังซัมจั้งไปได้ แม้ว่า ท่านข้ามไปจงระวังให้มาก ถ้าพลั้งพลาดก็จะมีความลำบากมากเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็ตวาดไล่เจ้าเชากงไป แล้วก็ตรึงตรองแต่ในใจว่า แม้ เราจะนำเนื้อความอันนี้เล่าบอกให้พระอาจารย์ฟังตามจริง เธอก็จะตกใจกลัว เราจะต้องไม่บอกจึงจะดี ถ้าปิศาจมันจับพระอาจารย์ไป เราก็จะมีความลำบาก มาก จำเราจะให้โป๊ยก่ายเป็นธุระออกหน้าก่อน รบแก่ปิศาจสักพักหนึ่งบางทีจะ ชนะปิศาจอันความชอบนั้นจะได้เป็นของโป๊ยก่าย ถ้าจะสู้ปิศาจไม่ได้ ปิศาจมัน จับไปได้เราจึงไปแก้ออกมา ก็จะรู้สึกในความชอบของเรา แต่วิตกด้วยโป๊ยก่าย จะรังเกียจไม่ยอมไป และทั้งพระอาจารย์ก็จงรักภักดีแก่โป๊ยก่ายด้วย จำเราจะ พูดให้เข้าที่บังคับจึงจะได้ เห้งเจียคิดดังนั้นแล้ว ก็เอามือขยี้นัยน์ตาให้น้ำตาออก แล้วจึงกลับมาหาพระอาจารย์โป๊ยก่ายเห็นกิริยาเห้งเจียเศร้าโศกดังนั้น จึงเรียกซัวเจ็งให้วางหาบลงพูดว่า เราสองคนจงหาทางไปเถิด พระถังซัมจั่งได้ยินดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายชาติหมูป่า กำลังเดินทำไมจึงได้พูดเลอะเทอะดังนี้ โป๊ยก่ายว่าพระอาจารย์ท่านไม่ดูพี่เห้งเจีย บ้างเล่า เธอร้องไห้กลับมานั้นไม่เห็นหรือ เธอมีฤทธาอานุภาพมาก เหาะเห็น เดินอากาศได้เธอยังมีความหวาดสะดุ้งเสียวร้องไห้กลับมา คงจะไปพบปะหรือรู้ เรื่องปิศาจร้ายมาแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนอ่อนแอจะต่อสู้แก่บี๊ศาจอย่างไรได้ พระถังซัมจั้งว่าเจ้าอย่าพูดวุ่นวายไป ไว้ข้ากับเห้งเจียดูเหตุผลนั้นจะเป็นประการใดกระทำให้ จึงถามเห้งเจียว่าเหตุผลนั้นเป็นอย่างไรหรือจึงได้มีกิริยาเศร้าโศก อาตมภาพพลอยมีความหวาดหวันไปด้วย เห้งเจียบอกว่าเมื่อตะกี้นี้ เธอบอกว่า ปิศาจดุร้ายนัก ทั้งทางที่จะไปก็ลำบาก จะข้ามไปนั้นไม่ได้ขอพระอาจารย์กลับเถิดหลวงจีนถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ตกใจแล้วพูดว่าเห้งเจียนี่เรามาได้ ส่วนครึ่งแล้วยังอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น ทำไมจึงพูดถอยหลังอย่างนี้เล่า เห้งเจียว่า มิใช่ข้าพเจ้าจะไม่มีแก่ใจเมื่อไรเล่า เพราะเหตุว่าปิศาจยักษ์มีกำลังมาก ถ้าคนเดียว จะสู้ไม่ได้จึงได้มีคความวิตก หลวงจีนถังซัมจังว่าคนเดียวนั้นก็ลำบากจริง แต่พวก เรายังมีโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตามแต่จะจัดแจงที่จะต้องการใช้อย่างไร จะได้พร้อมใจ ช่วยกันป้องกันรักษาเราให้พ้นเขาไป อย่างนี้จะไม่สำเร็จมรรคผลหรือ เห้งเจียได้ ฟังพระถังซัมจั่งพูดดังนั้น จึงเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า แม้พระอาจารย์จะใคร่ข้ามเขา นี้ให้ได้ จะต้องให้โป๊ยก่ายทำสองประการ จึงจะข้ามเขานี้ไปได้ ถ้าไม่ทำตาม สองประการนี้ แต่องคุลีเดียวก็ข้ามไม่พ้นไปได้เลยโป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียไปไม่ได้ก็กลับเถิด อย่าเกี่ยวข้าพเจ้าเข้าไปเลย ข้าพเจ้า ขอถามว่าจะให้ข้าพเจ้าทำอะไร เห้งเจียว่าข้อหนึ่งจะให้คอยรักษาอาจารย์ ข้อสอง จะให้ไปตรวจตามบนเขาโป๊ยก่ายถามว่ารักษาอาจารย์นั้นจะให้ทำอย่างไรและไปตรวจบนเขานั้นจะให้ทำ อย่างไร จงแสดงชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าจะได้ทำตามให้ถูกต้องแก่การนั้นๆ เห้งเจียบอกว่า อันรักษาอาจารย์นั้นคือ พระอาจารย์จะไปไหน จะต้องติดตาม ไปป้องกันรักษาอย่าให้อาจารย์อาทรร้อนใจได้ ถ้าอาจารย์จะใคร่ฉันจังหันก็ให้ไป บิณฑบาตมาให้ ถ้าทิ้งให้อาจารย์โหยหิวจะต้องปรับคว่ำลงเมี่ยน โป๊ยก่ายว่า ที่ ข้อนี้ก็แสนยาก เห้งเจียพูดว่า ข้อสองไปตรวจดูบนภูเขานั้น โป๊ยก่ายว่าทำอย่างไร เห้งเจียบอกว่าจะต้องขึ้นบนเขาเที่ยวตรวจดู ที่ไหนมีผีปิศาจยักษ์ร้ายมากน้อยเท่าใด ชื่อเขาอะไรถ้ำอะไร พวกเราจะควรไปได้หรือไม่ โป๊ยก่ายพูดว่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้า จะขอขึ้นไปตรวจบนเขา พูดดังนั้นแล้วก็แต่งตัวเอาผ้าคาดพุงแน่นหนาแล้ว มือ จับคราดเหล็กดูท่าแข็งแรง ก็ออกเดินขึ้นบนเขา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้จึง หัวเราะขึ้นพระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียหัวเราะดังนั้น จึงว่าอ้ายชาติลิงไม่มีดีตั้งใจแต่จะ อิจฉากันไม่มีเมตตาต่อกัน เจ้าออกความคิดอย่างสัตว์ดังนี้จะให้โป๊ยก่ายไปตรวจ อะไรที่ไหน เจ้าอยู่ที่นี่คอยหัวเราะเยาะเล่นอย่างนั้นหรือ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้หัวเราะเยาะเธอ ท่านจงคอยดูโป๊ยก่าย ไปตรวจบนเขานั้นคงจะไม่ไปเป็นแน่ จะไปแอบหลับเสียที่ไหนสักครู่หนึ่งแล้ว ก็จะกลับมาปดเราเป็นแน่ ถังซัมจั้งถาม ว่า ทำไมจึงจะรู้ว่าจะเป็นเช่นนันได้เล่า เห้งเจียว่าซึ่งข้าพเจ้าให้เธอไปก็เพราะทราบ นิสัยได้แท้ พระอาจารย์ไม่เชื่อข้าพเจ้าจะตามไปดูจึงจะเห็นจริง เห้งเจียก็แปลง เป็นแมลงหวี่ บินตามโป๊ยก่ายไปจับที่ใบหู ฝ่ายโป๊ยก่ายเดินไปก็ไม่รู้สึกว่าเห้งเจีย แปลงเป็นแมลงหวี่มาจับอยู่ที่หู เดินไปได้เจ็ดแปดโยชน์ก็ยืนหยุดเอาคราดเหล็กทิ้ง ลงกับพื้น จึงหันหน้ากลับเอามือชี้ตรงที่พระถังซัมจั้งแล้วออกอุทานว่า อีตาเฒ่า อ่อนถังซัมจั้ง อ้ายคนโลดโผนเป็กเบ๊อุ่น อ้ายคนหน้าหมอกซัวเจ็ง มันทั้งสามคน อยู่เล่นสบาย บังคับให้กูมาได้ความลำบากตรวจทางเขา เพราะอยากได้มรรคผล เราก็รู้แล้วว่าคงจะมีปิศาจยักษ์ร้าย มันจึงให้เรามาหาที่เดือดร้อน เราก็ไม่ต้องไป ให้ป่วยการ ว่าดังนั้นแล้วใจก็ถอยไม่กล้าจะไป จำเราจะไปหาที่แอบนอนเสียสัก ตื่นหนึ่ง แล้วจึงกลับไปพูดโต้ตอบก็ได้ว่าได้ไปตรวจแล้ว จะรู้ที่ไหนว่าเราไปหรือ ไม่ไปจริง คิดดังนั้นแล้วก็เที่ยวหาที่นอน เห็นซอกเขามีเถาวัลย์ขึ้นซุ้มเชิง มีที่ร่ม พอจะอาศัยได้ โป๊ยก่ายก็มุดเข้าไปเอาคราดวางลงแล้วก็เอนหลังนอนลง บิดตัว พลิกไปพลิกมา พูดว่าอ้ายเป๊กเบ็อุนสู้เราไม่ได้ฝ่ายเห้งเจียแปลงเป็นแมลงหวี่จับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังโป๊ยก่ายพูดร้ายดี ทุกประการ อดใจไม่ได้โผผินออกจากโป๊ยก่ายแปลงเป็นตัวต่อ แล้วก็บินกลับมา ต่อยเอาปากโป๊ยก่ายทีหนึ่ง แล้วก็บินขึ้นร่อนอยู่ โป๊ยก่ายถูกเจ็บก็ตกใจผุดลุกขึ้น บ่นด่าออกวุ่นวายพูดว่าอ้ายผีเปรตที่ไหนเอาอะไรมาแทงปากเราอย่างนี้ จะไม่ เจ็บปวดหรือโป๊ยก่ายจึงเอามือคลำที่ปากมีโลหิตซึมไหลออกมา พูดว่าเราก็ไม่ ได้ไปทำอะไรที่ไหน ทำไมปากจึงมีโลหิตแดงดังนี้ พูดดังนั้นแล้วก็เหลียวซ้ายแล ขวาเห็นเงียบอยู่ จึงแหงนหน้าขึ้นไปดูเห็นตัวต่อกำลังบินร่อน จึงด่าว่าอ้ายเป็ก เบ็อนแล้ว มึงไม่เห็นกูเป็นคนเลย มึงต่อยเอาปากกูให้ได้ความเจ็บปวด ทำไมไม่ ไปหาโพรงไม้จะได้ไปหาหนอนกิน มาต่อยเอาปากกูทำไม กูจะเอาปากซ่อนเสีย แล้วก็จะนอนให้สบาย พูดดังนั้นแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกเห้งเจียก็บินมาโผลงต่อยเอาใบหูอีกทีหนึ่ง โป๊ยก่ายก็ุดลุกขึ้นร้องด่าว่าอ้าย ตายโหง แล้วคิดว่าที่นี่เห็นจะเป็นรังของต่อมัน มันจะคิดว่าเราจะแย่งรังของมัน มันจึงได้ต่อยเอาเรา เรามานอนอยู่ที่นี่จะกีดขวางมัน พูดเช่นนั้นแล้วก็ฉวยคราด ออกจากพุ่มไม้เดินไปประมาณสักพักหนึ่ง เห้งเจียก็หัวเราะงอแปลงเป็นแมลงหวี บินตามไปจับใบหูโป๊ยก่ายไปด้วยฝ่ายโป๊ยก่ายก็เดินขึ้นบนเนินเขา มาปะก้อนศิลาใหญ่สี่เหลี่ยมเข้าก้อนหนึ่ง โป๊ยก่ายก็วางคราดตรงเข้าใกล้ก้อนศิลาร้องว่าขอรับ เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็หัวเราะ อยู่ในใจคอยดูโป๊ยก่ายจะทำประการใดโป๊ยก่ายนึกเอาก้อนศิลาเป็นพระถังซัมจั้งและเห้งเจียซัวเจ้ง เพื่อจะหัดพูด โต้ตอบ คิดว่าแม้เราจะกลับไปหาพระอาจารย์ พระอาจารย์จะถามว่าไปพบปิศาจ หรือเปล่า เราจะตอบว่าพบ ถ้าจะถามต่อไปว่าปิศาจนั้นชื่อไร เราจะตอบว่าที่โน่น เธอทั้งสามจะด่าเราว่าอ้ายชาติหมูเราจะตอบว่า นามชื่อเขานั้นเรียกว่าเขาเจี้ยเท้าซัว ถ้าจะถามว่าถ้ำอะไร เราจะตอบว่าถ้ำเจี้ยเท้าต้อง ถ้าจะถามว่าประตูอะไร เราจะ ตอบเชี้ยเทียหมึง ถ้าจะถามว่าในถ้ำนั้นเข้าไปไกลสักเท่าใด เราจะตอบว่าเข้าไป สามชั้นประตู ถ้าถามว่าตะปูตอกสักกี่อัน เราจะตอบว่ามิได้จำเห็นสร้างทำพร้อม แล้ว เราจะหลอกให้เห้งเจียไป โป๊ยก่ายคิดจะพูดโต้ตอบดังนั้นเห็นว่าดีแล้ว ก็ฉวย คราดแบกเดินกลับมาฝ่ายเห้งเจียฟังก็รู้ได้ทุกประการแล้ว จึงผละออกจากใบหูโป๊ยก่าย ชิงบินมา ก่อนโป๊ยก่าย ครั้งถึงก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมเข้ามาคำนับพระอาจารย์แล้ว จึงเล่า เรื่องโป๊ยก่ายคิดการจะมาโกหกทุกประการให้พระอาจารย์ทราบก่อนแล้ว บัด เดี๋ยวใจโป๊ยก่ายก็เดินกลับมาถึงยืนชะงักกลัวว่าที่คิดจะปดพูดโต้ตอบนั้นจะลืมเสีย ก็ยืนก้มหน้ายืนบ่นท่องพึมพำอยู่เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายชาติหมูมึงยืนบนภาวนา อะไรอยู่ โป๊ยก่ายตกใจหูชันขึ้นพูดว่าข้าพเจ้าไปดูสุดทางแล้ว พระถังซัมจังถาม ว่าไปพบปิศาจหรือเปล่า โป๊ยก่ายตอบว่ามีปิศาจ พระถังซัมจั้งถามว่าปิศาจนั้น ทำประการใดบ้าง จึงได้กลับมา โป๊ยก่ายตอบว่าปิศาจมันเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นตา เป็นปู่ของมัน มันจัดแจงเครื่องโอซารสมาเลี้ยงข้าพเจ้าแล้ว ก็จัดแจงมีธงมีกลอง ม้าล่อมาส่งข้าพเจ้ากลับมา เห้งเจียพูดว่าข้านึกดูเห็นจะนอนในพุ่มเถาวัลย์นั้นฝัน เห็นดอกกระมังโป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าท่านอาจารย์ข้าพเจ้านอนทำไม ท่านจะรู้ได้เล่า เห้งเจียกระโดดมาจับมือโป๊ยก่าย ถามว่าเขาอะไรถ้ำอะไรประตู อะไร โป๊ยก่ายตอบว่าเขาเจี้ยเท้าซัว ถ้ำเจี้ยเท้าต้อง ประตูเซียเที้ยหมึง เห้งเจีย ว่าเจ้าพูดยังไม่หมดความเราจะพูดแทนให้เจ้า โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่ได้ไปทำไมจะพูด แทนข้าพเจ้าได้เล่าเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เธอถามว่าในถ้ำนั้นไกลสักใดในนั้นมีประตูสามชั้น บนประตูนั้นมีตะปูมากน้อยเท่าใด ตอบว่าข้าพเจ้ามิได้จำ เจ้าพูดดังนี้มิใช่หรือ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจคุกเข่าลงกับพื้นเห้งเจียว่ามึงเอาก้อนศิลาใหญ่ ทำต่างเราและพระอาจารย์และซัวเจ๋งมิใช่หรือ แล้วเจ้าพูดว่าจะหลอกเราว่าที่ถ้ำ นั้นสร้างทำพรักพร้อมแล้วจะให้เราไปมิใช่หรือโป๊ยก่ายตาลีตาลานคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไปตรวจพี่ตามไปแอบฟังหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าเข้าใจได้ว่าสันดานของ เจ้าอ้ายชาติหมูกินรำ ให้ไปตรวจทางบนเขาเพื่อจะได้รู้ร้ายดี เข้าแอบนอนเสียข้า จึงแปลงเป็นต่อต่อยจึงมิได้นอนหลับได้ หาไม่เจ้าก็จะนอนหลับเสียตื่นหนึ่งแล้ว ก็จะกลับมาพูดโกหกอย่างนี้ จะไม่เสียการใหญ่ไปดอกหรือ เจ้าจงนอนลงข้าจะ ตีด้วยกระบองสั่งสอนให้จำไว้มิให้ปดดังนี้ต่อไป โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียว่าจะตี ก็ ร้องไห้ดุจว่าศพจะลงจากเรือนเสียงโฮ ๆ แล้วพูดว่ากระบองนั้นหนักนัก แม้จะตี เสียสักห้าที่เห็นข้าพเจ้าจะตายเสียเป็นแน่ เห้งเจียว่าเจ้ากลัวตายแล้ว เหตุใดจึง ได้เรียนโกหกดังนี้ทำไม โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าพึ่งจะโกหกครั้งหนึ่ง ถ้าภายหลัง ข้าพเจ้าทำอีกจึงค่อยตี เห้งเจียว่าถ้าหนเดียวก็ตีสามที พอให้เข็ดหลาบจึงจะได้ โป๊ยก่ายตอบว่าท่านพี่อย่าว่าแต่สามทีเลย แม้แต่ครึ่งทีก็ทนไม่ได้ โป๊ยก่ายไม่รู้ที่ จะทำประการใด จึงเข้ายึดพระอาจารย์ขอให้ช่วยขอโทษให้พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงพูดว่า หงอคงเขาบอกแก่เราว่าเจ้าพูดพลิกแพลง โกหกเราก็ยังหาเชื่อไม่ มาบัดนี้ก็สมดังคำเขาพูดล่วงหน้าโทษของเจ้าควรจะตีได้ อยู่แล้ว แต่จะข้ามเขาไปยังขาดคนที่ใช้สอยอยู่ เพราะฉะนั้นขอให้เห้งเจียยกโทษ ให้โป๊ยก่ายสักครั้งหนึ่งก่อนรอข้ามเขาแล้วจึงค่อยตีเถิดเห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง แต่เจ้าจงรีบไปตรวจ บนเขาโดยเร็ว แม้ครั้งนี้มาพูดปดอีกเราจะไม่ยกโทษให้เป็นอันขาด โป๊ยก่าย ได้ยินดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นคำนับแล้ว ฉวยคราดได้ก็ออกเดินขึ้นทางไป โป๊ยก่ายเมื่อ เดินไปในใจคิดสงสัย ทุกย่างก้าวคือให้คิดว่าเห้งเจียจะแปลงตัวตามมาอีก นึกพลาง เดินพลางมาบัดเดี๋ยวและเห็นเสือมาข้างหน้าแผ่นวิ่งข้ามเนินเขาไป โป๊ยก่าย สำคัญว่าเห้งเจียแปลงกายตามมา มิได้มีความกลัวถือคราดยืนดูแล้วพูดว่าพี่เห้ง เจียจะแอบมาฟังหรือ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดโกหกเลยพูดแล้วก็เดินมาอีกพักหนึ่ง มี ลมพัดโยกเอาต้นไม้ตายแห้งนั้นโค่นล้มลงที่ตรงหน้าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตกใจ กระทีบดินทุบอกพูดว่า ข้าพเจ้ามาครั้งนี้ไม่กล้าจะโกหก ทำไมพี่จึงต้องแปลงเป็น ต้นไม้มาตีคนอย่างนี้เล่า พูดดังนั้นแล้วก็เดินไปอีกพักหนึ่ง แลเห็นนกเขาตัวหนึ่ง จับกิ่งไม้มองหน้าร้องขันว่าตรวจตรา ๆ สองสามคำแล้วก็บินไป โป๊ยก่ายพูดว่า ข้าพเจ้าได้บอกแล้วไม่เชื่อว่าไม่โกหกอีกแล้ว จะแปลงมาตามฟังอะไรที่ไหน แต่ ที่จริงเห้งเจียหาไปแปลงตามมาไม่ เป็นแต่โป๊ยก่ายหวาดหวั่นไปเองจะกล่าวถึงภูเขาเพ่งเต็งซัวถ้ำเน่ยฮวยต้อง ในถ้ำนั้นมีปิศาจยักษ์สองตน ตน หนึ่งนามชื่อว่า (กิมกั๊กไต้อ้อง) ตนหนึ่งนามชื่อว่า งื้นกั๊กไต้อ้อง) ในเวลานั้นกิมกั๊ก ถามมงึ้นกั๊กว่า พวกเรานี้ไม่ได้ไปเที่ยวตรวจบนเขานั้นมาได้สักกี่วันแล้ว งึ้นกั๊กตอบว่า ได้สิบวันแล้ว กิมกั๊กจึงพูดว่าวันนี้น้องจงคุมพวกไปตรวจดู คือเราได้ยินข่าวเล่า ลื่อกันว่าถังซัมจั้งน้องชายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก ธรรม มีศิษย์มาด้วยสามคนรวมสี่คนด้วยกัน และมีม้าด้วยหนึ่งม้า บางที่เราไป ตรวจพบพวกนี้ คือถังซัมจั้ง เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง น้องจงจับเอามาให้พี่ งึ้น กั๊กไต้อ้องได้ฟังพี่สั่งดังนั้น จึงพูดว่าเราก็จะต้องประสงค์กินเนื้อพวกนี้ ปะแล้วจะ ปล่อยไปอย่างไรได้กิมกั๊กพูดว่า น้องยังไม่รู้เหตุในปีี้เราออกจากสวรรค์ ก็ได้ยินเล่าลือกันว่า ๆ มีพระโพธิสัตว์กิมเสี้ยนสิบชาติแล้ว ความปฏิบัติไม่เกี่ยวข้องในกามคุณประพฤติ พรหมจรรย์มาสิบชาติแล้ว บัดนี้ก็กลับชาติมาเป็นถังซัมจั่ง แม้ว่าผู้ใดกินเนื้อเธอ ก้อนหนึ่ง อายุยืนยาววัฒนะ งึ้นกักพูดว่า อายุได้ยืนยาวดังนั้นสารพัด การเรา จะไม่ต้องฝึกฝนให้ป่วยการ คอยแต่กินเนื้อเธอก็แล้วกัน เป็นธุระของข้าพเจ้าจะ ไปคอยตรวจดู ถ้าพบจะจับตัวมาให้จงได้ กิมกักไต้อ้องพูดว่าน้องอย่าทำใจเร็ว บางทีพี่จะต้องดูให้แน่ก่อน เพราะว่าบางทีจะไม่ใช่ถังซัมจั่ง จะเสียเวลาจับ ข้าพเจ้า ได้รูปวาดถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสามไว้ น้องจงเอาไปดูสอบให้ถูกต้อง งึ้นกั๊กไต้ อ๋องจึงรับเอารูปวาดในฉากนั้นมา และถามชื่อและแช่ได้ความชัดเจนแล้ว จึง เกณฑ์พวกปิศาจสามสิบชื่อพร้อมกันแล้ว งึ้นกั๊กก็พาพวกบริวารออกจากถ้ำ ตรง ไปบนภูเขาแล้ว งึ้นกั๊กก็พาพวกบริวารออกจากถ้ำ ตรงไปบนภูเขาแล้ว ให้พวก บริวารเที่ยวแยกย้ายรายกันตรวจตราดูทุกช่องทาง ฝ่ายโป๊ยก่ายกำลังเดินมา บังเอิญปะทะหน้าแก่พวกปิศาจ ปิศาจเห็นโป๊ยก่ายก็กรูกันเข้าสกัดหน้าหลังล้อม ไว้แล้วถามว่านี่คือใครที่ไหนมา โป๊ยก่ายแลไปเห็นพวกปิศาจก็ตกใจคิดว่า แม้ เราบอกไปตามจริงว่าพวกสงฆ์จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมันก็จะจับเรา ไปเป็นแน่ โป๊ยก่ายจึงบอกว่าข้าพเจ้าคนเดินทาง พวกปิศาจจึงวิ่งมาบอกว่าไต้ อ๋องคนนั้นเป็นคนเดินทาง ในเวลานั้นมีปิศาจน้อยตนหนึ่งพูดว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ ดูคนนั้นก็ริยาจะเป็นเพศพระสงฆ์และคล้าย ๆ แก่ที่รูปวาดในฉากงึ้นกั๊กไต้อ้องได้ฟังดังนั้น จึงเรียกเอาฉากมาดู โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ คิดในใจว่านี่มันไปเอารูปวาดมาตั้งแต่ครั้งใด จึงวาดรูปเราไว้ได้ ปิศาจจึงเอาฉาก ผูกปลายหอกคลี่ออกงึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงเอามือชี้ว่า ที่ขี่ม้าขาวนี้คือถังซัมจั้ง หน้าตา อย่างนี้คือเห้งเจีย โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นตกใจให้หวั่นหวาด ปากก็บ่นว่า ขอพระ ภูมิเจ้าที่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ขออย่าให้มันจับไปได้ให้สูญหายไปข้าพเจ้า จะถวายหัวหมูยี่สิบหัว ปิศาจจึงชี้ต่อไปว่าหน้าหมอกดำนี้คือซัวเจ็ง อ้ายปากยาว หูใหญ่นี้คือโป๊ยก่ายโป๊ยก่ายได้ยินออกชื่อถึงตัว จึงอ้าปากก้มหัวซุกอยู่กับหน้าอก งึ้นกั๊กจึงว่า เจ้าจงยื่นปากออกมาดูทีหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าที่ท้องเป็นโรคยื่นไม่ออก งึ้นกักตวาด ด้วยเสียงอันดัง บอกพวกบริวารให้เอาไม้ขอเหล็กเบ็ดเกี่ยวออกมา โป๊ยก่าย ตกใจก็ยื่นปากออกมางื้นกั๊กก็จำได้ ฉวยอาวุธเตรียมกระโดดเข้ามาฟันโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็เอาคราดรับต่อสู้กันไปมาประมาณยี่สิบเพลงไม่แพ้ไม่ชนะกัน งื้นกั๊กจึง ร้องเรียกพวกบริวารให้พร้อมกันระดมเข้าล้อมไว้ พวกปิศาจก็ระดมกันเข้าต่อตี โป๊ยก่ายเห็นปิศาจตรูกันเข้ามาวุ่นวายรอรับไม่อยู่ก็ออกวิ่งหนี พวกปิศาจก็ไล่กระ ชั้นเข้ามาใกล้ ทางบนเขาก็ไม่เรียบร้อย โบ๊ยก่ายวิ่งไปเตะเถาวัลย์เข้าก็หกล้ม พวกปิศาจก็ตรูกันเข้าจับโป๊ยก่ายได้ บ้างก็จับหูจับผมช่วยกันลากเอามาถ้ำงึ้นกั๊กบอกแก่กิมก็๊กว่า ข้าพเจ้าจับได้อ้ายคนหนึ่งแล้ว กิมกั๊กไต้อ้องจึงพิจารณา ดู จึงพูดว่าน้องจับผิดตัวเสียแล้ว อ้ายคนนี้ไม่ต้องการอะไร โป๊ยก่ายชิงพูดว่า จะต้องการอะไรก็ไม่ได้ไม่สมประสงค์จงปล่อยไปเถิด งึ้นกั๊กว่าไม่ควรจะปล่อย แม้ไม่ต้องประสงค์ก็จริงอยู่ แต่โป๊ยก่ายเป็นพวกเดียวแก่ถังซัมจั้ง ขอเอาไปแช่น้ำ สองคืนให้อิ่มก่อน โป๊ยก่ายได้ยินปิศาจพูดดังนั้น ร้องว่าตายจริง ๆ มาโดนอ้าย พวกปิศาจขี้เมาเข้าแล้ว ฝ่ายพวกปิศาจบริวารก็พากันเข้าลากเอาโป๊ยก่ายไปโยน ในบ่อแล้วก็คอยระวังอยู่มิให้หนี้ได้ฝ่ายพระถังซัมจั่งคอยท่าโป๊ยก่ายอยู่ที่เนินเขา ก็บังเอิญบันดาลให้สะดุ้งหวาด เสียวนัยน์ตาให้เขม่นไม่หยุด ตัวก็ให้เสียวซ่านไม่สบาย จึงเรียกเห้งเจียบอกว่า ตัวเราไม่สบาย และโป๊ยก่ายก็หายไปไม่เห็นมา เห้งเจียว่านิมนต์อาจารย์ขึ้นม้า ออกเดินเถิด ตามดูพักหนึ่งจะเป็นประการใด พระถังซัมจั่งจึงขึ้นม้าก็ขับเดินขึ้น บนเนินเขาตรวจดูไปตามทางเดินฝ่ายกิมกั๊กปิศาจ จึงเรียกงึ้นก๊กปิศาจว่า น้องจับโป๊ยก่ายได้คงจะมีถังซัมจั้ง เป็นแน่จงรีบไปตรวจดูอีกเถิด อย่าให้ข้ามเขาไปพ้นได้ งึ้นกักปิศาจจึงเรียก • บริวารห้าสิบคนเตรียมเครื่องศาตราอาวุธพร้อมแล้ว งึ้นกั๊กก็พาบริวารออกจากถ้ำ ขึ้นเขาเที่ยวรายกันตรวจดูฝ่ายพวกปิศาจเมื่อเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นเป็นเมฆฟุ้งขึ้นมีสีต่าง ๆ ห้อม ล้อมอยู่ข้างบน งึ้นกักเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ถังซัมจังมาโน่นแล้ว พวกปิศาจบริวาร ถามว่าถังซัมจังมาอยู่ที่ไหน งึ่นกักพูดว่าคนมีบุญจึงมีเมฆห้อมล้อมอยู่บนศีรษะ อย่างนั้น ถังซัมจังนั้นเธอเป็นกิมเสี้ยนโพธิสัตว์กลับชาติมาบวชสิบชาติบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจึงมีเมฆห้อมล้อม พวกปิศาจบริวารไม่เห็นที่ไหน งึ้นกั๊กจึงเอามือชี้ว่า โน้นมิใช่หรือฝ่ายพระถังซัมจั้งกำลังเดินก็ให้สะท้านหนาวใจ ปิศาจชี้ไปอีก ถังซัมจังก็ สะท้านหนาวดังนี้สามหน ในใจก็ให้ครั่นคร้ามไม่ปรกติ จึงถามเห้งเจียว่า เป็น อย่างไรจิตใจเราจึงให้หนาวและครั่นคร้ามไปดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์ ขี่ม้าขึ้นเขาสูง จึงให้ครั่นคร้ามจิต พระอาจารย์อย่าได้วิตกกลัวไปเลย ไว้ธุระ ข้าพเจ้าจะอวดฝีมือรำให้ท่านดูแก้หวั่นหวาดใจ เห้งเจียจับกระบองออกท่าตีซ้าย ป่ายขวาถอยหน้าถอยหลัง รำออกกลมเกลียวแคล่วคล่องว่องไวท่าทางแข็งแรง ออกหน้าม้านำทางไปฝ่ายปิศาจงึ้นกักได้เห็นเห้งเจียทำสง่าท่าทางดังนั้น จิตก็นึกออกขยาดฝีมือเห้ง เจียอยู่ ให้ตกตะลึงนิ่งไปเป็นครู่จึงได้สติ สรรเสริญเห้งเจียว่า เราได้ยินชื่อเห้งเจีย มาสองสามปีแล้ว วันนี้ได้เห็นแก่ตาเราเอง ที่คำพูดเล่าลือนั้นไม่ผิด พวกปิศาจ บริวารจึงถามว่าไต้อ้องสรรเสริญใครที่ไหน งึ้นกั๊กจึงชี้มือว่านั่นไม่ใช่หรือ ที่นั่งอยู่ บนหลังม้าขาวนั้นแหละถังซัมจั่ง เห้งเจียนั้นมีฤทธานุภาพกว้างใหญ่เห็นจะกินถัง ซัมจั้งไม่ได้ พวกปิศาจบริวารถามว่า ถ้ากินถังซัมจั้งไม่ได้โป๊ยก่ายจะมิต้องปล่อย หรืองึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงพูดว่าที่จับมานั้นก็ไม่ผิดอะไร จะส่งคืนไปทำหมิ่นก็ไม่ควร ถังซัมจังนั้นก็จะต้องกิน แต่จะต้องทำอุบายจึงจะได้ จะจับโดยร้ายนั้นไม่ได้ เรามี ฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ จึงจะจับเธอได้พูดดังนั้นแล้ว จึงไล่พวกปิศาจบริวารให้แยก ย้ายกันไป งิ้นกั๊กก็เดินลงมาจากยอดเขาแต่ผู้เดียว เข้าแอบข้างหนทางเดินแล้ว แปลงตนเป็นผู้เฒ่าถือพรตทำเป็นขาหักพิการ กำลังโลหิตไหลออกซึมอาบไปทั้งขา นอนแอบอยู่ในพุ่มรกปากก็ร้องว่าจงช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิดพระถังซัมจั้งกำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยชีวิต จึงพูดว่าในห้วยเขา ป่ารกเปลี่ยวอย่างนี้ มีคนที่ไหนมาร้องให้ช่วยอย่างนี้ จึงคิดว่าหรือจะถูกสัตว์ ดุร้ายกัดเอาดอกกระมัง พระถังซัมจั้งก็ยอม้าหยุดอยู่แล้วร้องถามว่าท่านผู้ใดต้อง ภัยร้ายอะไรจงออกมานี่เถิดปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากรก มายังหน้าม้าพระถัง ซัมจั่งกระทำคำนับ พระถังซัมจั้งแลไปเห็นรูปเป็นคนมีอายุ และมีก็ริยาถือบวช พระถังซัมจั่งก็ลงจากหลังม้า เข้าพยุงปิศาจ ปิศาจก็ทำเป็นร้องว่าโอยเจ็บนัก พระถังซัมจั้งก็วางมือและไปดูที่ขานั้น เห็นโลหิตไหลออกเลอะเทอะ พระถังซัม จั่งถามว่านี่ท่านจีนแสอยู่ไหนมาขาจึงได้เจ็บอย่างนี้ ปิศาจตอบว่าข้าพเจ้าอยู่ข้าง เงื้อมเขาทิศตะวันตกนั้นมีที่เงียบสงัดเป็นสำนัก ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักนั้นถือบวช เหตุเมื่อวานนี้ไปที่บ้านทายกทำการไหว้ดาวสะเดาะเคราะห์ ครั้นกลับมาปะเสือโคร่ง ตัวหนึ่งมาคาบสานุศิษย์ของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงหลีกหนีมาก็สะดุดโขดหินล้มลง ขานั้นกระทบกับหินก็เคล็ด ข้าพเจ้าได้ความเจ็บปวดสาหัสจึงเดินกลับบ้านไม่ได้ วันนี้เป็นบุญจึงได้มาพบท่านอาจาย์ขอท่านได้กรุณาโปรดส่งข้าพเจ้าไปถึงสำนักแล้ว ข้าพเจ้าจะขอบพระเดชพระคุณท่านเป็นที่ยิ่งพระถังซัมจั่งได้ฟังปีศาจพูดอ่อนหวานดังนั้น ก็สำคัญคิดว่าเป็นความจริง จึง พูดว่า ท่านจีนแสก็เป็นผู้ถือบวช อาตมาที่ไหนจะไม่ช่วยเล่า แต่ท่านเดินไม่ได้ จะให้ทำอย่างไร ปีศาจแปลงมารยาพูดว่า แต่ยืนยังไม่ได้ทำไมจึงจะเดินได้เล่า พระถังขัมจั่งพูดว่า ถ้ากระนั้นอาตมาจะเดินไป ม้านั้นจะให้ท่านขี่ไป ปิศาจพูดว่า ขอท่านอาจารย์ได้เมตตาเถิด ขาข้าพเจ้านั้นก็หักเสียแล้วจะขี่ม้ามิได้ พระถังซัม จั่งพูดว่า ถ้ากระนั้นก็ให้ชัวเจ๋งรองให้ขี่ไป จึงบอกซัวเจ็งให้วางหาบของลงบน หลังม้าก่อน ช่วยพาจีนแสไปสักพักหนึ่ง ปิศาจหันหน้ามาทำเช็ดน้ำตาแล้วบอก ว่าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าพึ่งถูกเสือทำให้หวาดหวิวใจ ซัวเจ็งหน้าสีหมอกดำ เข้า ใกล้ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีใจสะดุ้งเสียวไม่กล้าขี่พระถังซัมจั้ง หันหน้ามาเรียกเห้งเจียให้ขี่ไป เห้งเจียเข้ารับว่า ไว้ธุระข้าจะเอา ไปเอง ปิศาจก็ยอมขี่เห้งเจีย เห้งเจียก็ตามใจเอาหลังมารอให้ปิศาจขี่แล้วหัวเราะ ว่าอ้ายมารสัตว์เดียรัจฉาน ทำไมมันอาจสามารถมาหลอกเรา เราจำได้ว่ามึงเป็น ปิศาจในเขานี้ มึงจะใคร่กินเนื้ออาจารย์กูหรือ อาจารย์ของเราเอ็งกินไม่ได้ง่าย ๆ ไม่เหมือนคนทั้งหลาย มึงอยากกินเนื้อเธอก็จงแบ่งให้เรากินครึ่งหนึ่ง ปิศาจได้ยิน เห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกแก่พระถังซัมจังว่า ข้าพเจ้าคนสุจริตและถือบวชวันนี้ ต้องภัยเสือร้าย ข้าพเจ้ามิใช้ปิศาจยักษ์มารดอก เห้งเจียว่ากลัวสัตว์ร้ายทำไมไม่ สวดคัมภีร์ปั๊กเต้าเกงเล่า พระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายชาติ ลิงไม่รู้จักอะไร ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งได้บุญมากยิ่งกว่าสร้างกุศลเจ็ดวัน เจ้าให้เธอ ขี่ก็ให้ขี่ไปถามปั๊กเต๋าเกงทำอะไร เห้งเจียจึงเข้าพยุงปิศาจขึ้นเกาะหลังแล้วก็เดิน ไปพักหนึ่ง พระถังซัมจั้งก็ข้ามเขาลงไป เห้งเจียเดินข้างหลัง แลไปไม่เห็นพระ อาจารย์กับซัวเจ๋ง เห้งเจียจะใคร่คิดฆ่าปิศาจฝ่ายปิศาจก์รู้ได้ว่าเห้งเจียจะคิดร้าย ก็ร่ายเวทเรียกเขาสุเมรุให้เลื่อนลอยมา ทับศีรษะเห้งเจีย เห้งเจียตกใจหลบเขานั้นก็ทับเห้งเจียอยู่ขาซ้าย เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่า ท่านบันดาลอ่านเวทอันใด เรียกเขาหนักมาทับเราอย่างนี้ เราก็มิได้ วิตกหวาดเสียวสะดุ้งกลัวเลย พูดดังนั้นแล้วก็วิ่งตามอาจารย์ปีศาจเห็นภูเขาทับเห้งเจียไม่อยู่ ก็ร่ายเวทเรียกภูเขา (ง่อมีซัว) ลอยมาตกลง ทับเห้งเจีย เห้งเจียหลบทัน เขานั้นตกลงติดอยู่ขาขวา เห้งเจียก็รีบตามอาจารย์ ดุจตัวเปล่า ปิศาจเมื่อได้เห็นดังนั้นจิตใจให้ระย่อท้อถอย สะดุ้งกลัวประหม่าจน- เหงื่อเปียกทั้งตัว คิดว่าเห้งเจียมีวิชาแบกเขาได้ ปิศาจจึงสำรวมจิตร่ายพระเวทเรียก ภูเขาท้ายซัวลอยลงมาบนอากาศทับอีก เห้งเจียถูกเขาท้ายซัวทับลงบนหัวและ เอาอำนาจฤทธิ์กายสิทธิ์ทับซ้อนลงเห้งเจียก็ติดอยู่กับที่นั้น จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่ ไหวแล้ว ปิศาจก็ผละออกรีบตามถังซัมจั้งเหาะขึ้นแทรกเมฆเอามือยื่นลงมาจับถัง ซัมจั้งบนหลังม้า ชัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจชักไม้พลองเข้าตีสกัด ปิศาจงึ้นกักถือ เกี่ยมตรงเข้ามาประจันหน้ารบกับซัวเจ้งเข้ารบรุกบุกบั้นโดยความสามารถ ซัวเจ้ง ทานกำลังปิศาจมิได้ก็ล่าถอยจะหนี ปิศาจก็บันดาลให้มือใหญ่รวบจับซัวเจ๋งไว้ได้ ลากมาหนีบไว้ใต้รักแร้ข้างซ้าย เอามือขวารวบจับถังซัมจั่งไว้ได้แล้ว ก็บันดาล เป็นลมใหญ่เหาะกลับมายังถ้ำ ครั้นถึงจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าพี่ไต้อ๋อง ข้าพเจ้าจับถังซัมจั้งมาได้แล้ว กิมกั๊กปิศาจแลไปเห็นแล้วจึงพูดว่าน้องจับผิดตัว เสียแล้ว งึ้นกั๊กว่าพี่ให้จับถังซัมจังข้าพเจ้าก็จับมา กิมก๊กว่าเห้งเจียซึ่งมีฤทธิ์นั้น จับมาได้ จึงจะกินเนื้อถังซัมจังได้งึ้นกักหัวเราะแล้วพูดว่าซึ่งตัวเห้งเจียนั้น ข้าพเจ้าเรียกภูเขาใหญ่สามเขามา ทับไว้แล้ว สักองคุลีก็ไม่เคลื่อนไปได้บัดนี้เราไม่ต้องลงมือใช้ให้ปิศาจบริวารของ ตนเอาของวิเศษสองสิ่ง ไปเรียกมันใส่น้ำเต้าเอาตัวมาไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลยกิมกั๊กถามว่า ของวิเศษสองสิ่งคืออะไร งึ้นกั๊กบอกว่าของที่เรียก (เอี๊ยกจีเง็ก) คือ ขวดน้ำมนต์หยกกับลูกน้ำเต้าทอง กิมกั๊กจึงหยิบขวดวิเศษส่งให้แล้วเรียก ปิศาจทั้งสองคือ เจงเส่ยผีตนหนึ่ง เล่งหลีตนหนึ่ง สั่งว่าเจ้าทั้งสองจงเอาของวิเศษ นี้ไปบนยอดเขาคว่ำปากน้ำเต้าลงแล้วร้องเรียกชื่อเห้งเจียคำหนึ่ง ถ้ามันขานรับ มันก็เข้าอยู่ในน้ำเต้านั้นแล้ว เจ้าจงเอาแผ่นยันต์ปิดปากน้ำเต้าแล้วเอามาให้ข้า มันอยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมง กายมันก็จะแปรเป็นน้ำหนองไป ปิศาจทั้งสองรับเอาของ วิเศษสองสิ่งมาแล้วคำนับลาออกจากถ้ำตรงไป กิมกั๊กงึ้นกั๊กสั่งให้ปิศาจมัดถังซัม จั่งซัวเจ๋งแขวนไว้ที่ริมประตูระเบียงเสร็จแล้วทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียถูกปิศาจเรียกเขามาทับไว้ ทุกข์ร้อนคิดถึงอาจารย์ร้องคร่ำครวญ ด้วยเสียงอันดังบ่นว่า เมื่ออาจารย์มาถึงแดนต่อแดนเขาเหลียงกัยซัว ได้ช่วย ข้าพเจ้าออกพ้นซึ่งความทุกข์ แนะนำให้ข้าพเจ้าบวชเรียน ข้าพเจ้าก็ปลงใจด้วย ท่าน ไม่รู้เลยว่ามาถึงแห่งนี้จะถูกปิศาจมารร้ายมาสกัดกั้นกางอย่างนี้ และมิหนำ ถูกมันเอาเขามาทับไว้ท่านตายก็ควรแล้วสงสารแต่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งกับมังกรที่ แปลงเป็นม้านั้นจะพากันบรรลัยไปทั้งสิ้น ดุจไม้ใหญ่ต้องพายุพัดล้มพลอยทับเอา เล็ก ๆ ล้มไปด้วย คนอยากได้ชื่อเสียงล้างเอาคนอื่นละลายไปด้วย เห้งเจียคร่ำ ครวญโศกศัลย์น้ำตาไหลอาบไปทั้งกาย เวลาเมื่อเห้งเจียร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น ก็ร้อนถึงเทพยดาเขาเอี้ยดที้จึงมีคำถามพระภูมิเจ้าที่และเจ้าเขาว่า ภูเขานี้ของผู้ใด พระภูมิเจ้าที่บอกว่าของพวกข้าพเจ้ารักษาเอง เทพยดาถามว่า ที่ถูกเขาทับอยู่ นั้นคือใคร พระภูมิเจ้าที่ตอบว่าไม่ทราบว่าผู้ใด เจ้าเอียดที่พูดว่า ท่านทั้งหลาย ยังไม่รู้ว่าใคร นันแหละคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนทำให้ชันวิมานครันคร้ามวุ่นวาย คือ ชื่อซีเทียนไต้เซียซึงหงอคง บัดนี้เข้าทางชอบแล้วมาตามพระถังซัมจังเป็นสานุศิษย์เธอ ทำไมท่านทั้งหลายมาช่วยปิศาจเอาเขาทับเธอเล่า หากเธอหลุดออกมาได้ จะยอมท่านทั้งหลายหรือ พระภูมิเจ้าที่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจกลัวจึงคิดกับเจ้าเอี๊ยดที้ว่า ข้าพเจ้าจะถอนเขาออก พูดฉะนั้นแล้วก็อ่านคาถาถอนเอาเขานั้นออกไปเสีย เห้งเจียก็กระโดดขึ้นมาชักกระบองออกจากหูเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขาว่าให้นอนลง เราจะตีคนละสองทีให้เราแก้รำคาญ เจ้าเขาเจ้าที่ก็ตกใจกลัวคำนับแล้วขอโทษตัว เห้งเจียจึงพูดว่าพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขากลัวแต่ปิศาจไม่มีความกลัวแล้วเรา ดีแล้วจะ ได้เห็นกันเป็นไรมี พระภูมิเจ้าที่จึงพูดว่าปิศาจทั้งสองนั้นฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ มันร่ายเวทเรียกพวกข้าพเจ้าวันละคนมารักษาการณ์ทุกวันไป เห้งเจียได้ฟังว่า รักษาการณ์ จิตใจให้หวั่นหวาดแหงนขึ้นบนฟ้าร้องว่าฟ้า ๆ เขียวให้เกิดจึงให้มี พวกนี้มาด้วยเล่า พูดดังนั้นแล้วแลไปบนเขาเห็นมีรัศมีระยับย้อยลงมา เห้งเจีย จึงถามเจ้าเขาและเจ้าที่ว่าพวกท่านอยู่ในถ้ำนั้นเคยเห็นหรือว่าในถ้ำนั้นมีรัศมีดังนี้เจ้าที่ตอบว่าที่มีรัศมีนั้น คือขวดหยกวิเศษของปิศาจ ข้าพเจ้าคิดดูเห็นจะ เป็นปิศาจเอาของวิเศษมาสำแดงดอกกระมัง เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นเป็นอันดี เราจะ ขอถามท่านว่าปิศาจทั้งสองนั้นมีที่ชอบที่รักแก่ใครบ้างหรือเปล่าพระภูมิเจ้าที่บอกว่า ที่ชอบที่รักก็คือพวกฤๅษีถือพรตฝึกฝนในทางประกอบยาสำเร็จ นามพระดาบส นั้นชื่อว่าช่วนจินเต้าหยินเห้งเจียครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงบอกแก่เจ้าเขาและเจ้าที่ให้กลับไปยังสถาน แห่งตนเถิด ข้าพเจ้าจะคิดจับมันให้จงได้ แล้วเห้งเจียก็แปลงกายเป็นตาเฒ่า เต้าหยินคนหนึ่งยืนคอยอยู่บัดเดียวปิศาจทั้งสองก็เดินมาถึง เห้งเจียก็จับกระบอง เงื้อ ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ หกล้มลงแล้วคลานลุกขึ้นมองเห็นเห้งเจีย จึงพูดว่าทำไมจึงเงื้อไม้จะตีเราดังนี้ เห้งเจียตอบว่า เรามาการธุระ ปิศาจถามว่า ท่านอยู่ที่ไหนมา เห้งเจียตอบว่าข้ามาจาก (เขาพ่วงล่ายซัว) ปิศาจถามว่าที่เขา พ่วงล่ายซัวเป็นที่เทวดาอยู่มิใช่หรือ เห้งเจียว่านี่มิใช่เทวดาหรือ ปิศาจทั้งสองได้ ฟังดังนั้นก็หายโกรธพูดว่า ขอโทษข้าพเจ้าทั้งสองนี้เถิด บางทีจะพูดผิดพลั้งไป บ้างท่านอย่าถือข้าพเจ้าเลย เพราะพวกข้าพเจ้ามีแต่ตาเนื้อไม่มีตาทิพย์จึงไม่รู้ดู คนดีและคนชั่ว เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าไม่ถือท่านดอก เวลานี้ข้าพเจ้ามาถึงเขานี้ ด้วยความตั้งใจจะโปรดคนผู้หนึ่ง ให้สำเร็จมรรคผลจะมีคนใดติดตามเราไปบ้าง เห้งเจียถามว่าท่านทั้งสองอยู่ที่ไหนไปไหนมา ปิศาจตอบว่า นายข้าพเจ้าใช้ให้ มาจับซึงเห้งเจีย ซึงเห้งเจียถามว่าที่ตามพระถังซัมจั้งมานั้นหรือ ปิศาจตอบว่า นันแหละ ๆ ท่านจำได้หรือ เห้งเจียตอบว่าเรารู้จักแล้วคือลูกลิงมันไม่รู้จักธรรมเนียมปิศาจว่าท่านไม่ เรามีความเคืองใจมันอยู่ เราจะช่วยท่านทั้งสองไปจับมันให้ได้ ต้องช่วยดอกนายข้าพเจ้าเรียกภูเขาทั้งสามมาทับไว้ แล้วให้ข้าพเจ้าเอาของวิเศษ มาใส่มัน เห้งเจียถามว่าของวิเศษนั้นรูปร่างอย่างไร ขอดูสักหน่อยจะได้หรือไม่ได้ปิศาจเจงเสยพูดว่า คือขวดหยกและน้ำเต้าทองสองสิ่งนี้ ถ้าเอาปากลงเอา ก้นขึ้นเรียกชื่อคำหนึ่งแม้ว่าขานรับตัวของผู้ขานนั้นก็เข้าไปอยู่น้ำเต้านั้น แล้วเอา ยันต์ของท้ายเสียงเล่ากุนปิดปากสักครึ่งชั่วโมง กายของผู้ที่เข้าไปอยู่น้ำเต้านั้นก็ ละลายเป็นน้ำหนองไปหมด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แล้วแกล้งทำเป็นหัวเราะ พูดว่าไหนขอดูสักหน่อยหรือของวิเศษจะเป็นประการใด ปีศาจไม่รู้สึกว่าเห้งเจียก็ ส่งของสองสิ่งให้เห้งเจียดู เห้งเจียก็รับมาพิจารณาดู มีความยินดีพูดว่าเป็นดีแน่ แล้วคิดว่า ถ้าเราจะชิงเอาเสียเดี้ยวนี้ก็จะได้ แต่จะเสียชื่อ เขาจะเหมาว่าเราวิ่ง ราวกลางวันดูแล้วก็ส่งคืนให้ แล้วพูดว่าท่านทั้งสองยังไม่เคยเห็นของวิเศษของเรา ปิศาจถามว่าท่านอาจารย์มีของวิเศษอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าดูสักหน่อยเถิด เห้ง เจียเอามือล้วงไปข้างหลัง ถอนเอาขนหางมาเส้นหนึ่ง ร้องเรียกให้แปลงก็แปลง เป็นลูกน้ำเต้าทองคำโตประมาณสองกำมา เอาออกมาจากเอวส่งให้ปิศาจ ปิศาจ ดูแล้วพูดว่า ของท่านอาจารย์มีรูปลักษณะใหญ่ดังนี้พิศดูงดงามยิ่งนัก แต่ต้องการ ใช้ไม่ได้ เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงใช้ไม่ได้ ปิศาจว่าของนี้เรียกคนไปประจุได้พัน คนทั้งสองสิ่ง เห้งเจียว่าของที่ใส่คนนั้นไม่ประหลาดอะไร น้ำเต้าของเรานี้ ใส่ได้ ทั้งท้องฟ้าเรียกให้เข้าในนี้ได้หมด ปิศาจถามว่าจริงดังนั้นหรือ เห้งเจียว่าดังนั้นซี ปิศาจว่าแม้จริงดังนั้น ขอท่านอาจารย์ลองทำให้ข้าพเจ้าดูสักที่เถิดเห้งเจียว่า แม้ว่า ฟ้าทำให้เราขัดใจ เดือนหนึ่งเราเรียกเข้าเจ็ดแปดหนถ้าไม่ทำให้ขัดใจครึ่งปีก็ไม่เรียก ใสครั้งหนึ่งปิศาจเล่งหลีพูดแก่เจงเสยว่า เอาของเราแลกแก่ท่านเถิด เจงเสยพูดว่า ของ เธอใส่ได้ทั้งฟ้าจะยอมแลกแก่เราที่ไหน เล่งหลีพูดว่า เราเอาขวดนั้นเติมให้เห็น เธอจะให้ดอกกระมัง เห้งเจียมีความยินดีอยู่ในใจแล้วจึงพูดว่า ของเราใส่ได้ทั้งฟ้า ท่านจะเอาของท่านเปลี่ยนจะควรหรือ ปิศาจพูดว่า แม้ใส่ทั้งฟ้าได้ก็จะเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนให้ข้าพเจ้าท่านจะได้เด็กทารก เห้งเจียพูดว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะเรียก ใส่ให้ดูพูดแล้วก็ก้มหน้าลงร่ายพระคาถา เรียกเทวดาเจ้าที่เที่ยวตระเวนตามท้อง ฟ้าและเจ้าเอี๊ยดที้มาพร้อมกันในทันใดนั้นเห้งเจียสั่งว่าให้ขึ้นไปทูลเง็กเชียงฮ่องแต้ว่า บัดนี้เราตามรักษาพระถังซัมจังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังมัชเฌิมประเทศ เราอยากจะได้ของวิเศษของปิศาจ ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้ายืมท้องห้าสัก ครึ่งชั่วโมงเรียกใส่ในน้ำเต้านี้ แม้ว่าขัดขึนไม่ยอมให้ เราจะขึ้นไปเล่งเซียวเต้ยฝ่ายเจ้าทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดั้งนั้น ก็พากันเหาะขึ้นไปยังสวรรค์ เข้าไป กราบทูลเง็กเชียงอ่องแต้ให้ทรงทราบทุกประการ เง็กเชียงฮ่องเต้จึงตรัสว่าอ้ายลิง มันพูดจาไม่มีความยำเกรง น้ำใจโตอาจสามารถมายืมท้องฟ้าไปเรียกใส่น้ำเต้า มันจะเรียกใส่อย่างไรได้ เวลาที่เง็กเชียงฮ่องเต้ตรัสดังนั้น มีน่อจาท้ายจี้ออกมา กราบทูลว่าว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ท้องฟ้าเรียกใส่ได้ เง็กเชียงฮ่องเต้ตรัส ถามว่าทำอย่างไรจึงใส่ได้ น่อจาทูลว่า ขอพระองค์มีรับสั่งออกไปทางประตูสวรรค์ ทิศอุดรขอยืมธงดำวิเศษของท่านพรหมจินบู๊นั้น เอามายังประตูน่ำทีหมึง ถือออก โบกหอบเดือนตะวันและและดาวทั้งหลายให้มืดท้องฟ้าและไม่เห็นหน้ากัน สัก ประเดี๋ยวพอหลอกปิศาจอย่างนี้ก็ครอบเอาท้องฟ้าได้ ก็จะช่วยเห้งเจียให้สำเร็จได้ เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังน่อจากราบทูลดังนั้น พระองค์ทรงพระสรวลเห็นชอบด้วย จึงตรัสสั่งให้ทำตามน่อจากราบทูลนั้นฝ่ายเจ้าทั้งหลาย เมื่อได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นแล้วก็ถวายบังคม ลากลับลงมายังมนุษยโลก เข้าใกล้เห้งเจียกระซิบบอกให้รู้ทุกประการ เห้งเจียจึง บอกแก่ปิศาจทั้งสองว่า เจ้าจงคอยดูเถิดข้าพเจ้าจะทำให้เห็นแก่ตา ปิศาจทั้ง สองพูดว่าท่านจะเรียกก็จงเรียกเถิด เห้งเจียจึงเอาน้ำเต้าขว้างขึ้นไปกลางอากาศฝ่ายน่อจายืนอยู่บนประตูนำที่หมึงเห็นดังนั้น ก็เอาธงคลี่ออกกวัดแกว่งไปมา ท้องฟ้าก็มีดคลุ้มไปทังหมด และไม่เห็นดวงดาวและพระอาทิตย์พระจันทร์ มอง ดูหน้ากันก็ไม่เห็นหน้า ปิศาจทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่า เมื่อพูดกันนั้นดู เหมือนตะวันกำลังเที่ยงทำไมดูมืดค่ำไปดังนี้ เห้งเจียว่าเราเรียกท้องฟ้ามาใส่ใน น้ำเต้าแล้วทำไมจะไม่มืดเล่า ปิศาจถามว่าท่านอาจารย์นั่งพูดอยู่ที่ไหน เห้งเจีย พูดหลอกว่าอย่าก้าวไป ที่นี่ฟากฝั่งทะเลใหญ่ แม้พลัดตกลงไปเจ็ดแปดวันก็ยัง ไม่ถึงพื้นล่าง ปิศาจทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เชื่อตกใจกลัวบอกว่าท่านอาจารย์จง ปล่อยฟ้าไปเถิดข้าพเจ้าเข้าใจในวิชาของท่านแล้ว อย่าให้ข้าพเจ้าตกทะเลไปเลย เห้งเจียเห็นปิศาจทั้งสองมีใจเชื่อถือแน่แล้ว จึงร่ายพระคาถาส่งจิตไปถึงน่อจาให้รู้ น่อจาจึงเอาธงม้วนเสีย ท้องฟ้าก็สว่างมาอย่างเดิม ปิศาจทั้งสองจึงสรรเสริญว่า ดีแท้ ๆ ของวิเศษอย่างนี้เราจะไม่ขอแลกอย่างไรได้ จึงหยิบน้ำเต้าและขวดหยก ส่งให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียเอาน้ำเต้าเก๊ปลอมส่งให้แก่ปิศาจ แลกกันแล้วก็เหาะไป ยังประตูน้ำที่หมึงขอบคุณน่อจาแล้วเห้งเจียก็กลับลงมาหยุดอยู่กลางอากาศและดู ปิศาจทั้งสองฝ่ายปิศาจทั้งสองครั้งเปลี่ยนน้ำเต้านั้นมาแล้ว ต่างก็แย่งกันดูกลับหน้ามาก็ มิได้เห็นเห้งเจีย เล่งหลีปิศาจพูดว่าเทวดาองค์นี้เห็นจะพูดหลอกลวงเราดอกกระมัง ว่าจะโปรดพวกเราให้สำเร็จมรรคผลเป็นเทวดา ทำไมไปจึงไม่ลาเราเล่า เจงเส่ย ปีศาจพูดว่าแม้เธอไปแล้วเราเอานำเต้านั้นมาลองดู จึงหยิบน้ำเต้านั้นโยนขึ้นไป นำเต้านั้นก็กลับตกลงมา เล่งหลีถามว่าทำไมจึงไม่ใส่ฟ้าเล่า ถ้าใสไม่ได้เห็นจะ เป็นเห้งเจียเอาของปลอมมาเปลี่ยนของจริงไปดอกกระมังเจงเสยปิศาจพูดว่าน้องอย่าพูดเลอะเทอะไป เห้งเจียนั้นภูเขาใหญ่สามเขาทับ ไว้แล้ว ทำไมจึงจะออกมาเอาของเราไปได้ พี่จะภาวนาลองดูอีกที่จะเป็นประการ ใดว่าแล้วก็เอาน้ำเต้านั้นขว้างขึ้นบนอากาศแล้วภาวนาว่า ถ้าไม่สงเคราะห์เรา ๆ จะขึ้นไปทำจลาจลยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ภาวนายังไม่ทันจะแล้วน้ำเต้าก็ตกลงมา ดิน ปิศาจทั้งสองพูดว่าเห็นจะใส่ไม่ได้แล้วเป็นของปลอมแท้ทีเดียว เมื่อปิศาจทั้ง สองกำลังบ่นอยู่นั้น เห้งเจียอยู่บนอากาศฟังดูก็รู้แจ้งทุกประการจึงเรียกขนนั้นคืน เข้าที่ตามเดิม น้ำเต้าก็สูญหายไปปิศาจทั้งสองต่างถามกันว่าน้ำเต้าไปข้างไหน เล่งหลีว่าพี่เอาไปโยนลองมิใช่หรือทำไมจึงหายไปได้ จึงพากันลงที่ดินเที่ยวค้นหา ตามหญ้าที่รกก็มิได้เห็น ปิศาจทั้งสองยิ่งตกใจกลัวพูดปรึกษากันว่าเราจะทำอย่างไร ดีของวิเศษของเราก็ไม่เห็นทำอย่างไรจึงจะกลับไปได้เราจะต้องถูกไต้อ๋องตีตาย เป็นแน่ เล่งหลีพูดว่าถ้ากระนั้นเราพากันหนีไปเสียเห็นจะดีกว่าเจงเสยพูดว่าเราอย่าหนีเลยกลับไปดีกว่า เราเห็นว่าอยู่ทุกวันนี้ งึ้นก็๊กไต้อ๋อง เห็นแก่หน้าน้องอันความผิดนั้นให้น้องรับคนเดียวบางที่ไต้อ๋องจะยกชีวิตให้แม้ ไม่ฟังก็ตามแต่จะทำเถิดอย่างนั้นจะดีกว่าเราอย่าทำสองใจเลย ปิศาจทั้งสองปรึกษา กันตกลงแล้วก็เดินกลับมายังถ้ำ เห้งเจียอยู่บนอากาศเห็นปิศาจเดินกลับไป ก็แปลง เป็นแมลงวันบินตามปิศาจมาฝ่ายปิศาจทั้งสองเดินมาครั้นถึงประตูถ้ำก็เดินเข้าไปข้างใน เวลานั้นไต้อ้อง ทั้งสองกำลังนั่งเสพย์สุราอยู่ ปิศาจน้อยเข้ามาถึงคำนับแล้วก็คุกเข่าลงกับพื้นก้ม หน้าอยู่มิได้พูดว่ากระไรไต้อ๋องทั้งสองเห็นดังนั้นจึงถามว่าเจ้าทั้งสองไปจับเห้งเจียได้มาแล้วหรือ ปิศาจน้อยคำนับแล้วก็ก้มหน้านิ่งอยู่มิได้อาจบอกว่ากระไร ถามดังนั้นถึงสามครั้ง ปิศาจน้อยจึงพนมมือพูดว่าอันโทษข้าพเจ้าทั้งสองนี้ถึงร้อยพันหมื่นตาย ขอไต้อ๋อง ได้กรุณาข้าพเจ้ารับของวิเศษนั้นเดินไปได้ครึ่งเขา พบเทวดามาจากเขา (พ่วงล่ายซัว) เธอมีน้ำเต้าทองวิเศษ เรียกใส่ทั้งท้องฟ้าได้ข้าพเจ้าเห็นเป็นของวิเศษมีใจโลภเจตนา จะใคร่ได้ เห็นว่าของเธอใส่ได้ ทั้งท้องฟ้าของเราใส่ได้แต่คนจึงได้ขอเปลี่ยนแก่เธอ ทั้งเล่งหลีก็เอาขวดของวิเศษให้ไปด้วย ครั้นข้าพเจ้าเอาออกลองดูก็สูญหายไปทั้ง น้ำเต้าเทวดาก็เห็น ขอไต้อ๋องได้ทราบโทษข้าพเจ้าทั้งสองถึงแก่ชีวิตขอได้กรุณากิมกักไต้อ้องได้ฟังดังนั้น ดุจใครเอาไฟมาแยงเข้าที่ทรวงอกร้องเสียงดังดุจ ฟ้าผ่าว่า กูรู้แล้ว ๆ คืออ้ายซึ่งหงอคงเห้งเจียมันเอาของเก็มาเปลี่ยนเอาของกูไป อ้ายลิงนี้มันมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก มันรู้จักกันทุกแห่งทุกหน เข้าไหนก็ ปล่อยมันออกนั่นจึงได้หลอกเอาของวิเศษของเราได้ งึ้นกั๊กไต้อ๋องพูดว่า อันเหตุ ที่อ้ายลิงนั้นจงสงบไว้ก่อน มันหนีไปได้ก็ชั่งมัน ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาจับมันได้แล้ว ก็ไม่อยู่เป็นปิศาจในถ้ำนี้ต่อไป กิมกั๊กไต้อ่องถามว่าจะทำอุบายอย่างใดจึงจะจับ มันได้ งึ้นกั๊กไต้อ๋องจึงพูดว่า เรามีของวิเศษห้าอย่าง สองอย่างมันเอาไปแล้ว ยังมีอยู่แต่สามอย่างคือ อาวุธเกี่ยว พัดไฟอยู่ที่นี่ เชือกวิเศษอยู่ที่เขาเอี่ยมเล่งซัว ถ้ำเอี้ยมเล่งต๋องมารดาเก็บไว้ เราใช้ให้คนไปเชิญมารดามากินเนื้อถังซัมจั้ง และ สั่งให้มารดาเอาเชือกนั้นมาด้วย จะได้คิดจับเห้งเจียให้จงได้ กิมกั๊กถามว่าจะให้ ผู้ใดไปดี งึ้นกั๊กไต้อ๋องตอบว่าไม่ต้องใช้อ้ายระยำำสองคนนี้อีก จึงตวาดไล่ให้เล่ง หลีกับเจงเสยออกไปเสียให้พ้น แล้วจึงเรียกปิศาจน้อยปาซัวเฮ้าคนหนึ่ง กี้ฮั้ยเล้ง คนหนึ่งเข้ามาจึงสั่งว่าให้ไปเชิญมารดามากินเนื้อถังซัมจั้ง และบอกให้มารดาเอา เชือกวิเศษมาด้วย จะได้จับตัวเห้งเจียสองปิศาจรับคำสั่งแล้วก็คำนับลาออกจากถำรีบตรงไป ก็หารู้ว่าเห้งเจียอยู่ใน ที่นั้นไม่ เห้งเจียได้ฟังรู้ความทุกประการแล้ว จึงบินโผออกจากถ้ำตามปิศาจทัง สองนั้นไปจับอยู่บนศีรษะปิศาจนั้น มาได้ประมาณสักสามสี่โยชน์ เห้งเจียจะใคร่ ตีปิศาจทั้งสองให้ตาย จึงมาตรึกตรองว่าจะฆ่าใยก็ไม่ยากอะไร แต่ยังวิตกว่าบ้าน มารดาของปิศาจอยู่ที่ไหน จำจะถามมันสักคำหนึ่งเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็โผออก จากตัวปิศาจ แปลงเป็นปิศาจน้อยตนหนึ่งวิ่งตามร้องเรียกว่า ที่เดินข้างหน้านั้น หยุดคอยก่อน กี้ฮัยเล้งหันหน้ามาถามว่าตัวอยู่ที่ไหนวิ่งมาตามเราทำไมมีธุระ อะไรหรือเห้งเจียตอบว่านายเดียวกัน ยังไม่รู้จักกันหรือ กี้ฮัยเล้งบอกว่าเราไม่เคยเห็น เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าอยู่ข้างนอกมิได้เข้ามาจึงไม่รู้จักกัน ปิศาจถามว่าบัดนี้จะ ไปข้างไหน เห้งเจียบอกว่า ไต้อ๋องพูดว่าใช้พี่มาสองคนให้ไปเชิญมารดามากิน เนื้อถังซัมจั้ง และให้มารดาเอาเชือกวิเศษไปจับเห้งเจียด้วย วิตกว่าพี่จะเดินช้าไป จะเสียการ จึงให้ข้าพเจ้าตามมาเตือนพี่ทั้งสองให้รีบไปโดยเร็ว ปิศาจทั้งสองเมื่อ ได้ฟังดังนั้น ก็สำคัญว่าจริงไม่มีความสงสัย จึงพร้อมกันรีบเดินไป เห้งเจียจึงถามว่า ยังไกลอยู่หรือ ก็้ฮั้ยเล้งจึงเอามือชี้บอกว่า ที่ดงไม้ใหญ่นั้นแหละ เห้งเจียเงยหน้า ขึ้นมองดูก็เห็นมีดงไม้ใหญ่ข้างหน้านั้น เห็นไม่สู้ไกลแล้ว จึงชักกระบองออก จากหูตีปิศาจทั้งสองนั้นล้มลงกับพื้น ตัวน่วมดุจแป้งขนม เห้งเจียก็ลากเอาศพ ทิ้งแอบไว้ข้างทางแล้ว ก็ถอนเอาขนหางออกขนหนึ่ง เป่าแปลงเป็นปาซัวเฮ้า ตัว เห้งเจียก็แปลงเป็นก็๊ฮั้ยเล้ง รีบเดินมาครั้นถึงปากช่องดงไม้ใหญ่ ก็เดินตรงเข้าไป เห็นมีประตูบานหนึ่งเปิดบานหนึ่งปิด มีหญิงปิศาจเฝ้าประตูอยู่คนหนึ่งเห็นเห้งเจีย เดินเข้ามาจึงถามว่านี่ท่านจะไปข้างไหนเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่เขาเพ่งเต็งซัวถ้ำเน่ยฮวยต๋อง บัดนี้ได้อ๋องให้ ข้าพเจ้ามาเชิญท่านแม่ไป หญิงปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่าเชิญเข้าไปข้างในเถิด เห้งเจียก็เดินเข้าไปถึงประตูชั้นสามแลไปก็เห็นนางปิศาจเฒ่านั่งอยู่บนที่สูง เห้ง เจียหวนคิดขึ้นมาก็โทมนัสใจร้องไห้มีคำถามว่า (เหตุใดเห้งเจียจึงร้องไห้) ตอบว่าเธอคิดขึ้นมาว่าเราเกิดมามีฤทธา อานุภาพไม่เคยเคารพใครนอกจากพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์กวนอิมและพระ อาจารย์ วันนี้จะต้องมาเคารพต่อปิศาจหญิง ครั้นจะไม่คำนับการที่คิดไว้ก็จะเสีย ไป คิดไปก็เป็นความยากแก่ใจ เพราะเห็นแก่อาจารย์ที่ต้องภัยจึงจะต้องทนความ อดสูห้งเจียคิดแล้วก็เข้าไปยังหน้าปิศาจหญิงเฒ่า เคารพแล้วคุกเข่าลงกับพื้น ปิศาจ หญิงเฒ่าพยักหน้าแล้วบอกว่าให้ลุกขึ้นเถิด แล้วถามว่าลูกอยู่ที่ไหนไปไหนมาเห้งเจียตอบว่ามาจากถ้ำเน่ยฮวยต้อง ไต้อ๋องทั้งสองใช้ให้มาเชิญท่านแม่ไป กินเนื้อถังซัมจั้ง และสั่งให้ท่านแม่เอาเชือกวิเศษนั้นไปด้วย จะได้คิดจับเห้งเจีย หญิงเฒ่าปิศาจจึงพูดว่า ลูกของเรามีกตัญญ มีของกินก็อุตสาห์มาเชิญแม่ พูด ดังนั้นแล้ว ก็สั่งปิศาจคนใช้ให้เอาเกี้ยวหามออกมาจัดแจง พวกปิศาจคนใช้ก็ จัดแจงหามเกี้ยวออกไปตามสั่งเสร็จสรรพแล้วก็ลับมาบอกว่าเสร็จแล้วฝ่ายปิศาจหญิงเฒ่าจัดแจงแต่งกายเสร็จแล้ว ก็ออกมาจากถ้ำเข้านั่งในเกี้ยว ปิศาจหญิงสองคนก็เข้าหามเดินมา เมื่อเดินมาได้ประมาณสามสี่โยชน์ คนหาม ก็ลงพักหยุดหายเหนื่อยนั่งอยู่ เห้งเจียจึงชักกระบองออกมาฟาดคนหามตายทั้ง สองคน ปิศาจหญิงเฒ่าอยู่ในเกี๊ยว ชะเง้อหัวออกมามองดู เห้งเจียเอากระบอง กระทุ้งถูกศีรษะแตกตายอยู่ับที่ เห้งเจียก็จับออกมาดู ที่สุดเป็นตัวเสือปลาเก้า หาง เห้งเจียจึงเอาเชือกวิเศษพันกับพุงมีความดีใจที่สุด ออกปากว่า แม้อ้ายไต้ อ๋องจะมีฝีมือเข้มแข็งอย่างไร ของวิเศษเราก็เอามาได้สามสิ่งแล้ว พูดดัง นั้นแล้วก็ถอนขนหางออกสี่เส้น แปลงเป็นปิศาจกี้ฮั้ยเล้งปาซัวเฮ้า อีกสองขนก็ แปลงเป็นหญิงหามเกี้ยว ตัวเห้งเจียเองแปลงเป็นปิศาจหญิงเฒ่า ขึ้นนั่งบนเกี้ยว ให้ขนแปลงนั้นหามมา บัดเดี้ยวก็ถึงหน้าถ้ำเน่ยฮวยต่อง ขนแปลงเป็นปาซัวเฮ้า กี้ฮั้ยเล้งทั้งสอง ก็เดินนำหน้ามาถึงก็ร้องเรียกให้เปิดประตูรับ พวกปิศาจเฝ้า ประตูก็เปิดประตู แล้วถามว่าท่านไต้อ๋องใช้ไปเชิญท่านแม่มาแล้วหรือ ปิศาจ แปลงว่าท่านที่นั่งอยู่ในเกี้ยวนั้นไม่ใช่หรือ พวกเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกแก่ไต้อ๋อง ทั้งสองว่า ท่านแม่มาแล้วอยู่ข้างนอกปิศาจไต้อ๋องทั้งสองได้ฟังดังนั้น ก็สั่งให้พวกปิศาจทั้งหลายจัดแจงออกไปรับ ออกมาพร้อมกันที่นอกประตู เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจลงจากเกี้ยวเดินเข้าไปข้างใน ขึ้นนั่งบนที่สูงอยู่แต่ผู้เดียว ปิศาจใหญ่น้อยทั้งหลายก็พร้อมกันมาคำนับ ได้อ๋อง ทั้งสองก็เข้ามาคำนับ ก็คุกเข่าลงกับพื้นบอกว่าข้าพเจ้าทั้งสองเคารพ เห้งเจีย แปลงบอกว่าลูกของแม่จงลุกขึ้นเถิดฝ่ายโป๊ยก่ายที่ต้องแขวนอยู่บนขื่อนั้น แลไปเห็นเข้าก็หัวเราะขึ้น ซัวเจ้งถามโป๊ยก่ายบอกว่า ว่าถูกมัดแขวนอยู่อย่างนี้ยังจะมีแก่ใจสนุกหัวเราะได้อีกหรืออ น้องเอ๋ยพี่หัวเราะนั้น คือพี่ได้เห็นแล้วรู้แล้วว่า มันไปเชิญมารดามันมาจะใคร่กิน เนื้อเรา แต่มิใช่มารดาของมันดอก เป็นแต่คนพูดแทน ซัวเจ้งถามว่าใครพูด แทนที่ไหน โป๊ยก่ายตอบว่า เป๊กเบ๊อุน ซัวเจ๋งว่าทำไมพี่จึงรู้ได้ โป๊ยก่ายว่าน้อง ไม่ดูหางพันอยู่ที่บั้นเองนั้น หางตุงอยู่ข้างหลังพี่กับน้องแขวนอยู่สูงจึงได้เห็นถนัด ซัวเจ้งห้ามว่าพี่อย่าพูดไปไว้ดูเขาจะทำประการใดกันเห้งเจียนังอยู่บนท่ามกลาง ถามว่าลูกทั้งสองให้คนไปเชิญแม่มามีกิจธุระ อะไรหรือ ปิศาจทั้งสองตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองนานแล้วมิได้ไปเยือนมารดา บัดนี้ ข้าพเจ้าจับได้ถังซัมจั้งก็ไม่อาจกินก่อนมารดา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงให้ไปเชิญ มารดามาจะได้ทำเนื้อถังซัมจังต้มแกงให้มารดากินสักเวลาหนึ่ง อายุของมารดา จะได้ยืนยาว เห้งเจียพูดว่าอันเนื้อถังซัมจั่งกินยาก ได้ยินว่าได้โป๊ยก่ายมาด้วย มารดาอยากกินแต่ใบหูโป๊ยก่าย ลูกจงตัดใบหูโป๊ยก่ายทำกับกินกับเหล้าเถิด โป๊ย ก่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าปะอ้ายห่านี้เข้าแล้ว มันคิดจะตัดใบหูเรากินแกล้ม เหล้าเสียแล้ว ประเดี้ยวกูจะร้องขึ้นให้ปิศาจมันรู้ ในเวลาที่โป๊ยก่ายบ่นวุ่นวายอยู่ นั้น แลไปเห็นปิศาจพลตระเวนวิ่งเข้ามาบอกว่าขอไต้อ๋องได้ทราบเห้งเจียตีท่าน แม่ตายแล้ว บัดนี้แปลงกายเข้ามาที่นี่ ปิศาจทั้งสองได้แจ้งดังนั้นก็ซักเกี่ยมวิเศษ กระโดดขึ้นฟันเห้งเจีย เห้งเจียไหวกายเป็นแสงสว่างแดงไปทั้งถ้ำแล้วก็รีบหนีออก จากถ้ำกิมกั๊กไต้อ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ บอกว่าน้องจงแก้มัดถังชัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง คืนให้มันเสียเถิดจะได้สิ้นความจลาจล งึ้นก๊กไต้อ๋องพูดว่าพี่พูดอะไรอย่างนั้น เราได้รับความลำบากมาไม่รู้ว่าเท่าไรแล้วจึงจับมาได้ จะปล่อยเสียโดยง่ายนั้น อย่างไรได้ พี่จงนั่งให้สบายอย่าวิตก ข้าพเจ้าได้ยินว่าเห้งเจียมีฤทธาอานุภาพ เข้มแข็ง เราพึ่งได้มาพบก็ยังหาได้ดูฝีมือกันไม่ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะลองฝีมือดูก่อน แม้ว่าเธอไม่ชนะเรา เราก็จะกินถังซัมจั้ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งโดยง่าย แม้ว่าเราสู้ไม่ได้ เราจึงค่อยปล่อยไปไม่ช้าอะไร งึ้นกักไต้อ้องพูดดังนั้นแล้ว ก็แต่งตัวถืออาวุธเกี่ยว เดินออกมาที่หน้าถ้ำ ร้องเรียกว่าอ้ายซึงเห้งเจีย มึงจงใช้ของวิเศษและมารดาเรา ให้เรา เราจะปล่อยอาจารย์มึงไปไซที เห้งเจียอยู่บนเมฆได้ยินดังนั้น ร้องด่าลง" มาว่าอ้ายมารร้ายมึงจงรีบส่งอาจารย์และน้องของกูออกมาอย่าให้ทันปู่ลงมือได้ปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังดังนั้น ถือเกี่ยมเหาะขึ้นไปบนอากาศ เห้งเจียถือกระบอง ตรงเข้าสู้กันกลางเวหาประมาณสักสามสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน เห้งเจียนึกใน ใจว่าอ้ายนี่มีอาวุธเกี่ยมเข้มแข็งอาจทานรบกระบองเราอยู่ได้ โดยจะคิดต่อสู้ทาง อาวุธก็เสียกำลังจำจะเอาน้ำเต้าและขวดหยกวิเศษนี้เรียกจับมันเห็นจะดีกว่า คิดดังนั้นแล้วหากเรียกมันไม่ขานเรามิเสียทีหรือสู้เอาเชือกวิเศษไม่ได้ เห้งเจียเอา เชือกวิเศษขว้างไปมัดปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นก็อ่านคาถาเชือกที่เห้งเจียขว้างไป นั้นกลับมามัดเอาเห้งเจียเข้าไว้ซึ่งเป็นทั้งนี้เพราะปิศาจได้คาถาไว้สองบท ๆ หนึ่งสำหรับมัดข้าศึก บทหนึ่ง กลับมามัดผู้ที่ขว้างเชือกนั้นเอง เพราะฉะนั้นเห้งเจียจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่ได้ ปิศาจก็เข้าจับเชือกลากลงมายังพื้นเอาเกี่ยมฟันศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที ศีรษะ เห้งเจียก็มิได้เป็นอันตรายปิศาจก็จูงเห้งเจียเข้าไปในถ้ำ ร้องบอกกิมก็๊กว่าข้าพเจ้า จับมาได้แล้ว กิมกักแลไปเห็นก็มีความยินดีเป็นที่สุด พูดว่านี่แหละอ้ายเห้งเจีย จึงให้เอามัดใส่คาไว้ที่โคนเสาใหญ่ แล้วแก้เอาน้ำเต้ากับขวดหยกวิเศษออกมาจาก ตัว ปิศาจทั้งสองก็พากันไปนั่งข้างในเสพสุราเป็นที่สบายใจทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียต้องมัดอยู่กับโคนเสานั้นก็ดิ้นรนกลิ้งเกลือกไป โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ก็หัวเราะก๊าก ๆ ถามว่าเห็นจะกินใบหูเราไม่ได้แล้วหรือเห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ หมูมึงอย่าทำพูดมากไปประเดี๋ยวเราจะออกได้ แก้ไขเอาพวกเราออกให้จงได้ พูด ดังนั้นแล้วเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร ก็ชักกระบองเหล็กออกจากหูงัดคาออก จากคอได้แล้ว ถอนเอาขนหางแปลงเป็นรูปปลอมเข้าติดคาอยู่กับที่นั้น ตัวเห้ง เจียก็แปลงเป็นปิศาจน้อยเข้าไปยืนเฝ้าปิศาจอยู่ที่ริมตัว เห้งเจียจะใคร่ลักเอาของ วิเศษนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้ปิศาจ บอกว่าไต้อ๋อง ข้าพเจ้าเห็นเห้งเจียกลิ้งเกลือก ดิ้นรนดังนั้น เชือกนั้นจะขาดไป แม้ได้เชือกใหญ่ ๆ มาเปลี่ยนเอาเชือกนั้นออก เห็นจะดี กิมกั๊กไต้อ๋องพูดว่าจริงอยู่ว่าแล้วก็แก้เชือกที่คาดพุงออกจากเอวส่งให้ เห้งเจีย เห้งเจียรับเอามาก็แก้เอาเชือกวิเศษออกเอาเชือกใหญ่มัด เห้งเจียแปลง ไว้ตามเดิมแล้วเอาเชือกวิเศษซ่อนไว้ในตัว ถอนขนหางออกเส้นหนึ่ง แปลงเป็น เชือกวิเศษอีกเส้นหนึ่งมาส่งให้แก่ปิศาจไต้อ๋องทั้งสอง ปิศาจก็มิได้พิจารณาเชือก ว่าปลอมหรือจริงไม่ เห้งเจียครั้นได้เชือกวิเศษมาแล้ว ก็รีบออกไปนอกถ้ำกลาย เป็นรูปเดิมแล้วก็ร้องเรียกพวกปิศาจด้วยเสียงอันดังว่า พวกปิศาจน้อยจึงถามว่า ตัวอยู่ที่ไหนมาจึงมาเรียกอึกทึกอย่างนี้ เห้งเจียบอกว่า พวกเจ้าจงเร่งไปบอกให้ อ้ายพวกมารใหญ่มันรู้ว่าคือเจียเห้งซึงมาแล้ว ปิศาจน้อยได้ฟังดังนั้น ก็นำความ เข้าไปแจ้งแก่ปิศาจไต้อ๋อง กิมกั๊กไต้อ้องได้ฟังปิศาจน้อยบอกดังนั้นก็ตกใจ พูด ว่าเราจับซึ่งเห้งเจียมัดไว้ได้แล้ว นี่เหตุใดจึงมีเห้งเจียซึงมาอีกเล่า งึ้นกั๊กไต้อ๋อง พูดว่าวิตกกลัวมันทำไมน้ำเต้าวิเศษของเรายังมี ข้าพเจ้าจะออกไปเรียกมันให้เข้า อยู่ในน้ำเต้าก็ได้ พูดดังนั้นแล้ว ก็หยิบเอาน้ำเต้าออกไปยังประตูถ้ำ ร้องถามว่า เจ้าคือใครที่ไหนมาเห้งเจียตอบว่าเรานี้แหละคือน้องของเห้งเจีย ข้ารู้ว่าเจ้าจับเอาเห้งเจียพี่ของข้า มาไว้ บัดนี้ข้าจะมาเป็นธุระด้วยพี่ข้า งึ้นกักพูดว่าเจ้ามารบแก่เราหรือ เราจะไม่ รบแก่เจ้า จะเรียกเจ้าสักคำหนึ่งเจ้าอาจขานได้หรือ เห้งเจียตอบว่าเราจะกลัว อะไรแก่เจ้านักหนาจนถึงแก่จะไม่กล้าขานรับ ต่อให้เรียกสิบคำข้าจะขานสักหมื่น คำก็ได้ปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เหาะขึ้นบนเวหา เอาน้ำเต้าคว่ำลงแล้วก็ เรียกว่าเจียเห้งซึงก็ไม่กล้าขานรับ ปิศาจก็เรียกอีกคำหนึ่งว่าเจียเห้งซึง เห้งเจีย มาคิดว่าเราชื่อเห้งเจีย มันมาเรียกเจียเห้งซึงผิดความจริงคงจะจับเราไม่ได้ คิด ดังนั้นแล้วขานรับออกมาคำหนึ่ง เห้งเจียก็เข้าไปอยู่ในน้ำเต้าวิเศษของปิศาจ ปิศาจก็เอายันต์ปิดปากน้ำเต้าไว้ อันความจริงนั้นถ้าใครขานแล้วก็เข้าไปอยู่ในน้ำ เต้าจะเป็นเก๊หรือไม่เก็นั้นไม่เป็นข้อสำคัญฝ่ายเห้งเจียเข้าไปติดอยู่ในน้ำเต้าแล้ว ดูมืดดำไปหมดมิได้เห็นแสงสว่างเลย เป็นที่คับแค้นแสนลำบากสุดที่จะทนได้ เมื่อเราพบปิศาจทั้งสองบอกว่าน้ำเต้ากับ ขวดหยกนั้นเรียกเข้าอยู่ข้างในแล้วบัดเดี๋ยวใจก็แปรเป็นน้ำหนอง สวนตัวเราไม่ อาจให้เป็นเช่นนั้นได้ จึงคิดขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนห้าร้อยปี พรหมท้ายเสียงเล่ากุนจับ เราใส่ในเบ้า (โป๊ยก่าย) หลอมเรา แต่หัวใจเราเป็นทองแดงกายสิทธิ์ตัวเป็น เหล็กตาไฟแก้วตาเป็นทองกายสิทธิ์ ของวิเศษเหล่านี้ก็ไม่ทำอันตรายเราได้ปิศาจงึ้นกั๊กเมื่อเรียกเห้งเจียซึงเข้าในน้ำเต้าแล้ว ก็พาไปยังถ้ำร้องบอกกิมกั๊ก ว่า ข้าพเจ้าจับเห้งเจียซึงได้แล้ว ขังอยู่ในน้ำเต้านี้ กิมกั๊กไต้อองได้ฟังดังนั้นก็มี ความยินดี จึงพูดแก่งื้นกักว่าเอาไว้สันดูถ้ามันไม่มีเสียงแล้วจึงค่อยเปิดยันต์ออกดุเห้งเจียอยู่ในน้ำเต้าได้ยินปิศาจมันพูดกันดังนั้นจึงคิดว่า อันตัวของเรานี้ ทำไมจึงจะสั่นไม่มีเสียงได้ ถ้ากายนั้นไม่แปรก็มีเสียงอย่าเลยเราจะหลอกมัน ถ้า มันสั่นไม่ได้ยินเสียงมันก็จะเปิดยันต์ออกเราจะได้คิดหนีไป คิดแล้วก็นึกว่าทำ อย่างนั้นเห็นจะไม่เป็นคนเก่งได้ไว้คอยมันสั่นเรา จึงทำกระแอมไอจามหลอกมัน ให้เปิดเราออกก็จะไปได้ เห้งเจียคิดดังนั้นแล้วก็เตรียมตัวคอยอยู่ มิได้รู้ว่าปิศาจ ทั้งสองมันมัวกินสุราเสียมิได้มาสั่นน้ำเต้า เห้งเจียจะใคร่หลอกปิศาจให้มาสั่นน้ำ เต้าจึงร้องว่าฟ้าเอ้ยรูปนั้นแปรแล้ว ปิศาจก็มิได้มาสั่นเห้งเจียก็ร้องอีกว่าแม่เอ๋ย แปรเข้าไปถึงบั้นเอวแล้วปิศาจกิมกั๊กได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแปรเข้าไปถึงบั้นเอวก็คงจะแปรเข้าไปขาด ครึ่งตัวจงเปิดดูที่เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงจึงถอนขนหางแปลงเป็นรูปครึ่งตัวอยู่ในนั้น ตัวเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่คอยจะบินออกเมื่อเปิด ปิศาจกิมกักจึงยกเอาน้ำ เต้ามาเปิดยันต์ออกดู เห้งเจียก็บินออกไปแปลงเป็นปิศาจกี้ฮัยเล้งยืนอยู่ข้างนั้น กิมกักไต้อ๋องก็ยกน้ำเต้าขึ้นมองดูแลเข้าไปก็เห็นมีรูปครึ่งตัวอยู่ในนั้น มิได้รู้สึกว่า รูปแปลงหรือจริง ก็ร้องบอกว่าเร็ว ๆ ปิดเสียมันแปลงยังไม่หมดตัว งึ้นกั๊กไต้อ้อง ก็เอายันต์ปิดเข้าตามเดิม กิมกั๊กไต้อ้องจึงหยิบเอาป้านสุรามารินกินอีกสองสามถ้วย แล้วส่งให้งิ้นกั๊กพูดว่าเจ้ามีความลำบากมากควรที่จะรินสุราให้เจ้ากิน งึ้นกั๊กเห็น พี่มีกะใจดังนั้นก็รับมากินอีกสองสามถ้วย หยิบน้ำเต้าสงให้กี้ฮั้ยเล้งโดยไม่รู้สึกว่า เห้งเจียแปลงเป็นปิศาจทั้งสองก็ส่งสุราไปมากินกันอยู่จนเมาเห้งเจียเห็นปิศาจมิได้สงสัยจึงเอาน้ำเต้านั้นซ่อนไว้ในเสื้อ ถอนขนหางแปลง เป็นน้ำเต้ายืนถืออยู่ ปิศาจเสพย์สุรามึนเมาแล้วก็กลับรับเอาน้ำเต้าคืนมา ก็กลับ เข้านั่งท่กินสุราไปอีกพักหนึ่ง เห้งเจียได้ของวิเศษแล้วก็ถอยออกมามีความดีใจฝ่ายเห้งเจียได้ของวิเศษมาแล้วก็หนีออกมานอกถ้ำกลายเป็นรูปเดิมร้องด่า ท้าทายอยู่หน้าถ้ำด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกปิศาจมึงจงรีบไปบอกนายมึงว่า กูมาแล้ว ปิศาจน้อยถามว่าท่านอยู่ที่ไหนมาเห้งเจียว่ากูคือเห้งเจียซึง พวกปิศาจ น้อยได้ฟังดังนั้นก็รีบนำความเข้าไปแจ้งแก่ไต้อ๋องทั้งสอง กิมกั๊กไต้อ๋องได้ฟังดัง นั้นจิตใจให้สะดุ้งหวาดจึงพูดแกงึ้นก็๊กผู้น้องว่า เห็นจะไม่เป็นการเราไปโดนรังมัน แล้วหมายว่าสองคน มันมีพี่น้องมากมันค่อยทยอยกันมาอย่างนี้ เห็นจะไม่ สำเร็จการงึ้นกั๊กไต้อ้องพูดว่าพี่จงวางใจเถิด น้ำเต้าวิเศษของเราใส่ได้ถึงพันคน นี่เราพึ่ง จับเห้งเจียซึงคนเดียว พี่จะวิตกอะไรแก่เห้งเจียซึง ข้าพเจ้าจะออกไปจับมันอีก คนหนึ่งให้ดู งึ้นกั๊กจึงหยิบเอาน้ำเต้าปลอมออกไปยังหน้าถ้ำ โดยยังเข้าใจอยู่ว่า น้ำเต้านั้นเป็นของจริง ครั้นออกมาร้องถามว่าอ้ายคนไหน สามารถมาท้าทายอึกทึก อยู่ที่นี่หวามึงจงมานี่กูไม่ต่อสู้แก่มึง จะเรียกมึงคำหนึ่งมึงยังอาจจะขานรับหรือ เห้งเจียพูดว่าเจ้าเรียกข้า ข้าก็อาจขานรับ ข้าจะเรียกเจ้าบ้างเจ้าอาจขานรับหรือ งึ้นกั๊กไต้อ้องพูดว่าข้าเรียกเจ้า เจ้าเข้าอยู่ในน้ำเต้าเจ้าจะได้อะไรที่ไหนมาใส่ข้า เห้ง เจียตอบว่าข้าก็มีน้ำเต้าเหมือนกัน เจ้าอย่าสำคัญว่ามีแต่ของเจ้าผู้เดียวเลย งึ้นกั๊ก ว่าถ้ามีจริงจงเอาออกมาให้ดูสักที่จะได้หรือไม่ หรือเจ้าพูดอวดเล่นดอกกระมังเห้ง เจียได้ฟังปิศาจพูดท้าทายดังนั้น ก็หยิบเอาน้ำเต้าวิเศษออกจากมือเสื้อ ยกขึ้นซู แล้วว่าอ้ายมารร้ายเอ็งจงดูน้ำเต้าเถิด งึ้นกั๊กแลไปเห็นน้ำเต้าก็สะดุ้งหวาดตำใจ พูดว่าทำไมจึงเหมือนของเราราวกับอันเดียวกัน จึงร้องถามว่าน้ำเต้าลูกนี้เจ้าได้ที่ ไหนมา เห้งเจียไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรด้วยไม่ทราบว่ากำเนิดเดิมมาอย่างไร จึง กลับย้อนถามว่าก็น้ำเต้าของเอ็งได้มาจากไหนเล่าฝ่ายปิศาจพาซื่อหารู้ว่าเห้งเจียจะเอาคำของตัวไม่ ก็ตอบตามความจริงว่าอัน น้ำเต้าของเรานี้ เมื่อเริ่มฟ้าเริ่มดิน มีท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุนแปลงเป็นนาง หนึงฮวย ประกอบทำหินปะฟ้าครั้นปะมาถึงทิศตะวันออกที่เขากุลหลุนชัวข้างริม เขานั้นมีของวิเศษของเทวดาท้ายเสียงเล่ากุนเอาของนั้นมาประกอบทำเป็นน้ำเต้า ทอง เพราะฉะนั้นจึงมีมาจนทุกวันนี้ เห้งเจียได้ฟังปิศาจบอกดังนั้นจึงตอบว่าของ เราก็มีกำเนิดเหมือนของเจ้านั่นแหละ แต่ของเราเป็นตัวผู้ของเจ้าเป็นตัวเมียฤทธิ์ น้อยกว่ากันปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ไม่ต้องการด้วยตัวผู้และตัวเมียใช้ได้แล้วก็เป็นดี เหมือนกัน เห้งเจียพูดว่า เจ้าพูดดังนั้นก็จริงของเจ้าแล้ว เรายอมให้เจ้าเรียกก่อน เราจะเรียกต่อภายหลังปิศาจงึ้นกั๊กได้ฟังเห้งเจียยอมดังนั้นก็ดีใจ โดยเหตุที่ไม่รู้ สึกว่าของตนเป็นของปลอม จึงถือน้ำเต้าเหาะขึ้นไปบนอากาศ เอาน้ำเต้าคว่ำลง แล้วก็เรียกว่าเห้งเจียซึ่งโวย เห้งเจียได้ยินเรียกก็รับขานว่าโวย ๆ เจ็ดแปดครั้ง ก็ มิได้เห็นว่าเป็นประการใด งึ้นกั๊กปิศาจเห็นดังนั้น ก็ลดลงยังพื้นกระทีบเท้าทุบอก ร้องว่า เทวดาเอ๋ยเทวดาใครจะู้เลยว่ามันจะแปรปรวนไปอย่างนี้- น้ำเต้าของเรา เป็นตัวเมียไปเห็นตัวผู้เข้าก็ใช้ไม่ได้เสียแล้วเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ของเจ้าจงเก็บไปเถิดคราวนี้ถึงที่ข้าจะเรียกบ้าง เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศ เอาปากน้ำเต้าคว่ำลงตรงปิศาจแล้วก็ร้องเรียกว่า อ้ายงึ้นกักปิศาจโวย งึ้นกั๊กก็รับขานว่าโวย ในทันใดนั้น งึ้นกั๊กก็เข้าไปอยู่ในน้ำ เต้าเห้งเจียก็ลดลงยังพื้น เดินตรงเข้าไปที่ปากถ้ำ ทางเดินไม่ค่อยจะเรียบร้อย เห้งเจียหิ้วน้ำเต้ามาได้ยินเสียงในน้ำเต้าร้องไม่หยุดเดินมาประเดี้ยวก็มาถึงประตู ถ้ำยกน้ำเต้าขึ้นสั่นพักหนึ่ง จึงภาวนาว่า (จิวเหยียดบุนอ๋อง ขงจื๊อ เชี้ยหยิน ถัว ฮวยหนึง เซียนแซก้ก๊ก จื๊อเซียนแซ) พวกปิศาจเห็นดังนั้น กวิ่งเจ้าไปบอกกิมกั๊ก ว่าไต้อ๋องบัดนี้เกิดเหตุแล้ว เห้งเจียซึงจับงื้นั๊กไต้อ๋องใส่ในน้ำเต้ามายืนภาวนา ' อยู่หน้าถ้ำนั้นกิมกั๊กไต้อ๋องได้ฟังพวกปิศาจบอกดังนั้น ก็ตกตะลึงล้มลงกับพื้น ร้องไห้ด้วย เสียงอันดังพูดว่า น้องเอ๋ยพี่กับเจ้าลงมาจากสวรรค์ จุติยังมนุษยโลกเป็นเจ้าเขาคิดว่าจะได้รับความสุขด้วยกัน ไม่รู้ว่าอ้ายพวกถือบวชเหล่านี้ มันจะมาฆ่าเจ้าให้ ถึงแก่ความตาย พวกปิศาจเห็นนายเศร้าโศกโทมนัสร้องไห้ก็พากันร้องไห้ทั้งถ้ำ โป๊ยก่ายต้องมัดโยงแขวนอยู่บนขื่อ เห็นดังนั้นอดอยู่มิได้ ก็ร้องพูดออกมาว่า เฮ้ยอ้ายปิศาจน้องของเอ็งบัดนี้ก็ตายแล้ว เอ็งจะร้องไห้ไปทำไมให้ป่วยการ เจ้า• จงรีบจัดแจงทำเครื่องแจให้สะอาด เชิญพวกข้าจะสวดพระธรรมให้น้องเจ้าไปสวรรค์กิมกั๊กได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งแสนแค้นจะใคร่เอาโป๊ยก่ายมาฆ่ากินเสียก่อน แลไป เห็นพวกปิศาจวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้เห้งเจียซึงมาร้องด่าท้าทายอยู่ที่หน้าถ้ำอีกแล้ว กิมกักก็ตกใจจึงให้พวกปิศาจตรวจของวิเศษดูว่ายังอยู่กี่สิ่ง ปิศาจน้อยบอกว่ายัง อยู่สามสิ่ง คือเกี่ยม พัดไฟ ขวดน้ำมนต์ กิมกักพูดว่ามันกลับเอาคนของเราใส่ เข้าไปในน้ำเต้าจงเอาพัดไฟและเกี่ยมนั้นมา พวกบริวารจึงหยิบของสองสิ่งนั้นมา ใส่ให้ไต้อ่อง กิมกั๊กจึงเอาพัดเหน็บไว้กับคอเสื้อมือก็ถือเกี่ยมเดินออกมายังหน้าถ้ำ ร้องด่าว่าอ้ายชาติลิงมึงฆ่ามารดากับน้องกู ภูมีความแค้นมึงยิ่งนักเห้งเจียจึงด่าว่า อ้ายชาติปิศาจมึงยังจะมาหาที่ตายอีกหรือมึงจงรีบเร็ว ๆ ส่ง อาจารย์กูออกมา กูจะยกชีวิตมึงไว้ กิมกักมิได้พูดโต้ตอบว่ากระไร ถือเกี่ยมตรง เข้ามาฟันเอาเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับ ต่างออกกำลังรบกันได้ประมาณ ยี่สิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะแก่กัน ปิศาจเอาเกี่ยมชี้ให้พวกบริวารเข้าช่วยระดมตี พวกปีศาจก็กรูเข้าล้อมจับเห้งเจีย เห้งเจียอยู่ท่ามกลาง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถอน ขนออกกำมือหนึ่ง ร้องให้ขนแปลงเป็นเห้งเจียมากดังเม็ดฝนตรงเข้าตีแยกปิศาจ นั้นออกกระจายไป พวกปิศาจก็พากันวิ่งหลบหนีและร้องว่าสู้เขาไม่ได้แล้ว เห้งเจีย เต็มไปทั้งนั้นอย่างนี้ กิมกักก็ถือเกี่ยมตรงเข้ามา มือหนึ่งฉวยพัดออกหันหน้าไป ทิศอาคเนย์ร้องขึ้นคำหนึ่ง เอาพัดไฟโบกไปที่หนึ่ง พื้นดินก็ลุกเป็นไฟขึ้นโดยแรง เป็นเปลวปลิวขึ้นบนอากาศเห้งเจียเห็นไฟลุกขึ้นดังนั้น ก็ถอนขนในตัวอกขนหนึ่งร่ายคาถาเป่าไปเป็นรูป เห้งเจียยืนอยู่ ตัวเห้งเจียก็เหาะหนีไฟไป ครั้นออกจากที่ลับไฟนั้นแล้ว ก็เหาะไป ยังหน้าถ้ำเน่ยฮวยต้อง คิดจะเข้าไปแก้อาจารย์ออก ก็ตรงเข้าไปในถ้ำเอากระบอง ตีปีศาจตายไปทั้งสิ้นและเข้าไปในถ้ำนั้นมีแสงแดงสว่างไปทั้งถ้ำ เดิมคิดว่าไฟดู ไปก็มีใช่ไฟเป็นแสงรัศมี เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้มองดูเห็นขวดน้ำมนต์มีแสงสว่าง เห้งเจียก็ลักเอาขวดนั้นมาหาทันจะช่วยอาจารย์ไม่ ก็รีบหนีออกมาจากถ้ำ บังเอิญ มาพบกิมกักเข้ามากิมกักเห็นเห้งเจียก็ตรงเข้าเอาเกี่ยมฟันเห้งเจีย เห้งเจียก็เหาะ หนีหายไปในอากาศ กิมกั๊กเห็นเห้งเจียหนีหายไปแล้วก็เดินเข้าไปในถ้ำ และไป เห็นพวกปิศาจบริวารล้มตายไปทั้งสิ้น เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียง กิมกักเห็นดังนั้นก็ ยิ่งแสนโสมนัสเสียใจ คิดขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ นั่งพักที่โต๊ะเลยหลับไปฝ่ายเห้งเจียลักได้ขวดน้ำมนต์วิเศษมาแล้ว ก็รัดผูกเข้ากับบันเอวเหาะย้อน กลับมายังถ้ำเน่ยฮวยต้อง ครั้นถึงเห้งเจียก็แอบย่องดูในถ้ำเห็นเงียบสงัดอยู่ เห้งเจีย ก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป แลเห็นปิศาจนั่งหลับอยู่กับโต๊ะ พัดไฟกับเกี่ยมวางอยู่บนโต๊ะ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเบา ๆ เข้าไปข้างโต๊ะ เอื้อมหยิบเอาพัดนั้นมาก็วิ่งหนีออก ไป กิมกั๊กตกใจลืมตาเห็นเห้งเจีย จึงฉวยเอาเกี่ยมกระโดดไล่เห้งเจียออกมายัง หน้าถ้ำ เห้งเจียวิ่งออกมาจากถ้ำแล้ว เอาพัดไฟเหน็บไว้กับบั้นเองแล้ว สองมือ ถือกระบองตรงเข้ามาประจันหน้ารบกับปิศาจกิมกักออกกำลังรับเห้งเจียได้สี่สิบเพลง ทานกำลังเห้งเจียไม่ไหวก็ล่าถอยเหาะหนีไปทิศตะวันตกตรงไปยังถ้ำเอี้ยมเล่งต้อง เห้งเจียเห็นปิศาจหนีไปแล้ว ลงเดินเข้าไปในถ้ำ แก้มัดอาจารย์โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง อาจารย์กับสานุศิษย์ก็มีความดีใจ จัดหาอาหารกินในถ้ำนั้น แล้วก็พักนอนในถ้ำ คืนหนึ่งฝ่ายปิศาจกิมกั๊กหนีไปหาน้าชายรวบรวมปิศาจทั้งชายและหญิงเข้าสมทบกัน พร้อมกัน อาชิดไต่อ๋องยกมาเห้งเจียกำลังนั่งอยู่ได้ยินเสียงลมพัดฉิวมาก็วิ่งออก มานอกประตูแลไป เห็นกิมกักพาพรรคพวกมา เห้งเจียก็กลับเข้าไปบอกว่าบัดนี้ ปิศาจไปพาพวกมาเป็นอันมาก จึงสั่งให้ซัวเจ๋งคอยระวังพระอาจารย์เรียกโป๊ยก่าย ให้คอยช่วยรบ เห้งเจียเก็บเอาของวิเศษเหล่านั้นซ่อนเข้าไปแล้ว มือจับกระบอง พร้อมด้วยโป๊ยก่ายเดินออกมา แลไปเห็นอาชิดนายใหญ่ยืนอยู่ข้างหน้าดูรูปร่าง ลักษณะหน้าขาวดุจเพชร หนวดยาวคิ้วตั้งแข็ง ใบหูดุจมีดมือถืออาวุธทวนร้องด่า ด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายชาติลิงไม่มีดี มึงอาจสามารถประมาทคน มึงจงยื่น คอออกมายอมตายเสียโดยดีจะได้แก้แค้นแทนวงศ์ญาติของเรา เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็เกิดโทโสจึงร้องด่าว่าเอ็งจะต้องตายไม่ดีทั้งโคตรมึงยังไม่รู้จักฝีมือกูซึ่งเป็นปู่ของเอ็ง มึงอย่าวิ่งหนีจงมารับกระบองดูสักทีหนึ่ง ปิศาจอาชิดเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจีย ยกกระบองขึ้นรับปัดไว้ ต่างออกกำลังเข้มแข็งรบกันโดยสามารถได้สามสิบเพลง ปิศาจกำลังน้อยทานกำลังเห้งเจียไม่ได้ก็ถอยหนีเห้งเจียไล่กระชั้นมา กิมกั๊กยก เกี่ยมเข้าสกัดหน้ารบกันอีกสามสิบเพลง อาชิดไต้อ๋องก็หวนมาช่วยรบ โป๊ยก่าย แลเห็นจึงจับคราดเหล็กกระโดดเข้าสกัดรบแก่อาชิดไต้อ๋อง รบกันได้พักใหญ่ยังหา แพ้ชนะกันไม่ อาชิดไต้อ๋องจึงร้องให้ปิศาจบริวารเข้าระดมช่วย พวกปิศาจก็พา กันเข้าช่วยรบ ชัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็จับพลองเหล็กตรงเข้ามาสกัดหน้า ตีพวกพล ปิศาจกระจายไปทั้งสิ้น อาชิดไต้อ๋องเห็นเสียทีก็หันโดดหนีไป โป๊ยก่ายไล่กระชั้น ตามมาเอาคราดสับลงทีหนึ่งตายคาที่ เอาคราดคราดมาดูศพ เป็นเสือปลาตัวหนึ่ง กิมกั๊กเห็นฆ่าน้าชายตายแล้ว ผละออกจากเห้งเจีย ถือเกี่ยมมารบกับโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับกิมกัก ซัวเจ็งเห็นดังนั้นก็จับพลองเข้าช่วยโป๊ยก่าย ปิศาจ ทานกำลังสองนายไม่ไหว ก็ผละออกเหาะหนีไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ไล่ตามไป เห้งเจีย เห็นดังนั้นก็ชิงเหาะสกัดหน้า เอาขวดวิเศษออกหันปากขวดไปตรงปิศาจกิมกั๊ก ร้องเรียกคำหนึ่งว่า กิมกักไต้อ๋อง กิมกักไต่อ๋องหมายว่าพวกบริวารตามมาเรียก จึงขานรับ กิมกั๊กไต้อ้องก็แล่นเข้าไปอยู่ในขวดวิเศษ เห้งเจียก็เอายันต์ปิดปากขวดไว้ แลไปเห็นเกี่ยมวิเศษของปิศาจตกอยู่กับพื้น เห้งเจียก็เก็บเอามา เห้งเจียกำจัด ปิศาจร้ายตายแล้วก็พากันกลับมายังถ้ำเข้าไปคำนับพระอาจารย์แล้วเห้งเจียจึง พูดแก่พระถังซัมจังว่า บัดนี้ก็ราบคาบแล้ว ขอนิมนต์พระอาจารย์ขึ้นม้าออกเดิน เถิดถังซัมจั้งมีความยินดี พร้อมอาจารย์กับศิษย์ก็ออกเดินหมายตรงไปยัง ปราจีนทิศ ในเมื่อกำลังเดินไปนั้น แลไปเห็นตาเฒ่าผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างทาง เดิน ออกมายึดเอาพระถังซัมจั้งแล้วถามว่า พระสงฆ์จะไปข้างไหน จงคืนของวิเศษ นั้นมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียพิศดูไปมาก็รู้ว่า ท่านพรหมท้ายเสียงเล่ากุน จึงคำนับ แล้วถามว่า นี่ท่านจะไปข้างไหนท้ายเสียงเล่ากุนได้ยินเห้งเจียถามดังนั้น ก็เหาะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แก้วลอย อยู่กลางอากาศร้องเรียกว่าซึ่งเห้งเจีย จงคืนของวิเศษมาให้ข้าพเจ้า เห้งเจียก็ เหาะตามขึ้นไปถามว่าของวิเศษนั้นคืออะไรที่ไหน ท้ายเสียงเล่ากุนบอกว่าน้ำเต้า นั้นของเราใส่ยา ขวดนั้นของเราใส่น้ำ เกี่ยมนั้นของเราปราบมารร้าย พัดนั้นของ เราใช้พัดไฟ เชือกนั้นของเราไว้คาดเอว สองปิศาจนั้นคนหนึ่งสำหรับรักษาเบ้าทอง ชื่อ (กิมท่งจื้อ) คนหนึ่งรักษาเบ้าเงิน ชื่อ (งื้นท่งจื๊อ) เธอทั้งสองลักเอาของวิเศษหนี ลงมาเกิดในมนุษยโลกนี้ เที่ยวค้นหาก็ไม่พบ บัดนี้เห้งเจียจับได้มีซึ่งความชอบ เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่านี่คือท่านปล่อยสานุศิษย์ลงมาให้ทำร้ายโทษษนี้อยู่แก่ ท่าน เพราะสั่งสอนไม่เรียบร้อย ท้ายเสียงเล่ากุนตอบว่าข้อนั้นเราไม่เกี่ยวข้องด้วย เหตุด้วยอาจารย์สานุศิษย์พวกถังซัมจัง มิใช่พวกมารปิศาจทำให้ลำบาก ถ้ามิ ฉะนั้นก็จะไม่สำเร็จมรรคผล เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีใจผ่องใส่โสมนัส จึงพูดว่าแม้ ของวิเศษแห่งท่านก็จงมาเอาไปเถิด เห้งเจียก็นำของมาส่งให้ท้ายเสียงเล่ากุน ท้าย เสียงเล่ากุนรับเอามาแล้วจึงเปิดยันต์ที่ปากขวดน้ำเต้า คว่ำเทออกมาสองสายน้อย เล่ากุนเอามือชี้เข้าทีหนึ่ง ก็กลายกลับคืนอย่างเดิมเป็นกิมท่งจื้อ งึ้นท่งจื้อ ยืนเฝ้า ซ้ายขวา ท้ายเสียงเล่ากุนบันดาลเป็นแสงสว่างเหาะกลับไปยังทิพยสถานวิมานฟ้าฝ่ายเห้งเจียเอาของวิเศษคืนให้ท่ายเสียงเล่ากุนไปแล้วก็เหาะกลับลงมายังพื้นดิน เล่าความให้ถังซัมจั่งฟังทุกประการ ถังซัมจั้งได้ทราบดังนั้นก็มีความยินดี ตั้งหน้า หมายมุ่งไปยังทิศปราจีน ครั้นเดินไปได้หลายเวลาถังซัมจั้งแลไปข้างหน้าเห็นมี ภูเขาใหญ่ขวางอยู่ พระถังซัมจั้งจึงเรียกสานุศิษย์มาถามว่า นั้นภูเขาอะไรขวางหน้า อยู่ จะมีอะไรบ้างดอกกระมัง พวกเราจงระวังระไวเกลือกว่าจะมีผีปิศาจยักษ์อยู่ บ้างเห้งเจียพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกคิดวุ่นวายไป จงตั้งใจให้แน่วแน่ลงเป็น หนึ่ง สารพัดเหตุการณ์ก็จะไม่มีอยู่เอง พระถังซัมจั้งถามว่า หนทางที่จะไปไซที ทำไมจึงมีความลำบากอย่างนี้ อาตมาจำได้ตั้งแต่ออกจากเมืองมาคิดได้สี่ห้าปี แล้วก็ยังไม่ถึง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ช้าไม่เร็ว ยังมิได้จาก ประตูเลย ท่านอาจารย์อย่าได้เอามารำพึงเป็นอารมณ์เลย จงวางอารมณ์ตั้งหน้า ไปเถิด แม้มีความเพียรแล้ว ความประสงค์อย่างใดก็คงสำเร็จดังความปรารถนา ทั้งสิ้น พูดกันพลางศิษย์กับอาจารย์ก็พากันเดินมา เวลาก็จวนจะใกล้ค่ำ แลไป เห็นที่ริมปากช่องเขามีตึกห้องหอเรียงระดับกันเป็นแถว ๆ พิศดูเห็นเป็นอารามวัด ใหญ่ พระถังซัมจั่งก็ลงจากม้าพากันเดินเข้าไป ครั้นมาถึงประตูใหญ่ แลขึ้นไป เห็นมีอักษรใหญ่ห้าตัวบอกนามวัดว่า (กือเซ็กซูโบ้ลิ้มยี่) คือวัดหลวงสร้างเห้งเจียถามว่าใครจะเข้าไปขออาศัยนอน ถังซัมจั้งว่า อาตมาจะเข้าไปเอง ว่าแล้วก็จัดครองจีวรนุ่งห่มเรียบร้อยเป็นปริมณฑลแล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูชั้นที่ หนึ่ง มองเข้าไปก็เห็นมีรูปเจ้ากิมกังบูชาอยู่ เดินเข้าไปในประตูชั้นที่สอง เห็นมี รูปเจ้าท้าวจัตตุโลก หลังรูปเข้าไปในประตูชั้นที่สาม แลไปเห็นมีไม้สนต้นใหญ่สี่ ต้นมีต้นหนึ่งมีพุ่มออกสาขาปกคลุมร่มรื่น แลไปข้างนั้นมีพระอุโบสถใหญ่ พระ ถังซัมจั้งสำรวมกิริยาแล้ว ก็เดินเข้าไปนมัสการพระพุทธรูป แล้วก็เดินไปทางข้าง หลังพระอุโบสถ และไปเห็นอุบาสกคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจังจึงพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังจะไปไซที บัดนี้มาถึงตำบลนี้ก็จวนค่ำแล้ว จะขอพัก อาศัยสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไปอุบาสกผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ามิใช่เจ้าของวัด เป็นแต่คนกวาดล้าง เจ้าวัด ท่านยังมีอยู่ข้างใน ข้าพเจ้าจะเรียนถามท่านก่อนถ้าท่านยอมให้อาศัย ข้าพเจ้า จะมานิมนต์เข้าไป อุบาสกนั้นรีบกลับเข้าไปบอกว่า ขอท่านได้ทราบข้างนอกมี แขกมาหา ท่านเจ้าอาวาสก็เดินออกมา แลไปเห็นพระถังซัมจั่ง ก็เกิดโทโสพูดดุ อุบาสกว่า คนเช่นนี้เมี่ยนเสียจึงจะดี ตัวไม่รู้หรือเราเป็นพระสงฆ์ราชาคณะมี เกียรติยศ ถ้ามีขุนนางมีวาสนายศศักดิ์ควรเราจะออกมารับ นี่เป็นแต่พระสงฆ์ อาคันตุกะจรมา ทำไมจึงต้องให้เราออกมาเชื้อเชิญเล่า ทั้งพิเคราะห์ดูกิริยาก็ เป็นพระสงฆ์เดินหน เวลานี้ก็จวนจะค่ำเธอจะใคร่มาขออาศัยพัก ในกุฎีนี้จะให้ เธอเข้าอาศัยได้หรือบอกเธอให้ออกไปตามแต่จะโลดเต้นที่ข้างนอกระเบียงนั้นเถิดตัวมาบอกทำไม พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินกลับเข้าไปข้างในเมื่อพระถังซัมจั้งได้ฟังพระสมภารพูดดูถูกอย่างนั้นก็ให้เกิดความโทมนัสจนน้ำตาไหลอาบหน้า จึงบ่นว่าอนิจจังอนิจจา เหมือนคำบุราณว่า ออกจากบ้านแล้วก็มีแต่ความต่ำช้า อาตมานี้อุปสมบทมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ก็ยังหาได้ประพฤติ ผิดธรรมวินัยไม่ และมิได้รู้ว่าชาติปางก่อนทำผิดแก่ฟ้าและดินไว้อย่างไรหรือ จึง บันดาลให้เรามาปะพบซึ่งผู้ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ สมภารมิให้เราพักก็ตามทีเถิด เหตุไร จะถือตัว และบอกให้เราไปโลดเต้นข้างระเบียงนั้นเล่าอันตามธรรมเนียมจะต้องมี ความเคารพเป็นต้น จำเราจะต้องตามเข้าไปถามดูสักคำหนึ่ง พระถังซัมจั้งคิด แล้วก็เดินเข้าไปหน้ากุฎี แลไปเห็นสมภารกำลังนั่งสีหน้ากำลังโกรธอยู่ พระถัง ซัมจั่งยืนอยู่กลางประตูกฎีใหญ่ ยกมือขึ้นเคารพพูดด้วยคำสุภาพว่า ข้าพเจ้าขอ เคารพท่านอาจารย์สมภารแลไปไม่อยากจะโต้ตอบ เห็นเคารพก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรต้องเคารพ ตอบและถามว่า นี่ท่านมาแต่ข้างไหนจะไปข้างไหนหรือ พระถังซัมจั้งจึงบอกว่า อาตมานี้พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้ข้ามมาถึงตำบลเวลาก็จวนจะพลบค่ำ อาตมภาพจะขออาศัยพักในอาราม ของท่านสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็จะลาไป ขอท่านอาจารย์ได้กรุณาด้วย ท่านสมภาร ได้ฟังดังนั้น พูดว่าท่านจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ทำไมจึงไม่ไปตรงทางทิศ ตะวันตก มีแห่งหนึ่งประมาณห้าสิบเส้น ที่นั้นมีห้องเตี๋ยมค้าขายข้าวแกงบริบูรณ์ ทั้งที่ห้องพักก็ดี อาตมาให้พักไม่ได้ เพราะเป็นพวกสงฆ์เดินทาง คำโบราณท่าน ย่อมว่าเสือร้ายเข้ามาถึงต้องปิดประตูบ้าน แม้ว่ามิได้กัดคน แต่เมื่อก่อนได้ทำให้ เสียชื่อพระถังซัมจั่งได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงย้อนถามว่าท่านอาจารย์ว่าครั้งก่อน ได้เสียชื่อนั้น คือเหตุผลเป็นประการใดพระสมภารตอบว่า เมื่อคราวก่อนมีพวกพระสงฆ์เดินทางมานั่งพักที่หน้า ประตูใหญ่ อาตมาเห็นเธอขัดสนเสื้อฟ้าขาดพะรุงพะรัง จึงนิมนต์เข้ามาพักข้างใน ยกข้าวแจมาเลี้ยงและเอาจีวรมาถวายให้องค์ละผืน ให้พักอยู่สองสามวัน ก็มิได้ ทราบว่าจิตเธอโลภด้วยความกินนอน เธอก็มิได้คิดที่จะไปก็พักอยู่ได้เจ็ดแปดปี ครั้นเห็นอยู่สบายแล้ว ก็กระทำทุราจารไม่ชอบธรรมต่าง ๆพระถังซัมจั่งถามว่า เธอประพฤติไม่ชอบธรรมนั้น เธอทำประการใด สมภาร บอกว่าท่านจงคอยฟังเวลาสนุก ก็เอาอิฐและกระเบื้องมาขว้างปาเล่น เวลาไม่ สนุกก็เที่ยวเจาะไชตามฝาพนังและกำแพง เวลาหนาวก็หักไม้ประตูมาติดไฟผิง เวลาร้อนก็เปิดประตูทิ้งไว้เกะกะ ผ้าธงท่งฮอนก็เอาฉีดมัดทำเกือก และลักธูปลัก เทียนลักหม้อลักไหสารพัดไม่อาจกำหนดได้ พระถังซัมจั่งได้ฟังสมภารเล่าให้ฟัง ดังนั้น จึงมาคิดแต่ในใจว่า คิดสงสารแต่ตัวเรามิใช่จะเป็นเช่นเขาอย่างนั้นเมื่อไร คิดดังนั้นแล้วก็เดินกลับออกมามีหน้าอันเต็มไปด้วยน้ำตา เห้งเจียเห็นพระอาจารย์ เดินกลับออกมามีสีหน้าเศร้าโศกดังนั้น จึงถามว่าพระสงฆ์ในวัดตีด่าว่ากระไร พระอาจารย์หรือ จึงมีความเศร้าโศกดังนี้พระถังซัมจั้งบอกเห้งเจียว่าเขาไม่พอใจ เห้งเจียว่าท่านไปไม่สำเร็จ ข้าพเจ้า จะไปเอาจึงจะสำเร็จ ว่าแล้วเห้งเจียก็ถือไม้กระบองเหล็กเดินตรงเข้าไปยังโบสถ์ใหญ่ แลไปเห็นอุบาสกนั้นกำลังจุดธูปบูชาพระอยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง อุบาสกคนนั้นตกใจก็ล้มลงแล้วลุกขึ้นแลไบ่ดู เห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นก็ให้หวาด หวั่น กระโดดวิ่งหนีออกไปทางหลังพระอุโบสถเข้าไปในกุฎีใหญ่บอกว่า ข้างนอก นั้นมีพวกพระสงฆ์มาอีกแล้ว สมภารได้ฟังอุบาสกพูด จึงว่าเมี่ยนเสียเห็นจะดี บอกว่าให้เขาไปข้างนอกระเบียงนั้น ยังจะเข้ามาบอกทำไมอีกเล่า ถ้าขืนมาบอก อีกจะเฆี่ยนยี่สิบที อุบาสกบอกว่าคนนี้ไม่เหมือนพระสงฆ์คนก่อน หน้าตาล้วน แต่ขนทั้งสิ้น ดูดุจรามสูร มือถือกระบองดูสีหน้าทีความโกรธจะใคร่หาคนดี สมภารได้ฟังอุบาสกพูดชี้แจงดังนั้น จึงเปิดประตูออกมาดู ก็พอเห้งเจียเข้ามาถึง สมภารเห็นรูปร่างดุร้ายดังนั้นตกใจกลัวก็เปิดประตูเสียทันที เห้งเจียเดินตรง เข้าไปเอากระบองกระทุ้งประตูบานหักไปบานหนึ่ง แล้วบอกว่าให้รีบจัดแจงห้อง ให้สะอาดพันห้อง เราจะได้พักนอน สมภารแอบอยู่ในห้องพูดแก่อุบาสกว่า ดูรูป ร่างดุร้ายแรกมาก็พูดหักโค่นเอาอย่างนี้ ในวัดของเรานี้มีห้องแค่สามร้อยห้อง มันจะเอาพันห้องเราจะเอาที่ไหนมาให้มันพออุบาสกพูดว่า ข้าพเจ้ากลัวแทบจะขาดใจ ท่านอาจารย์จงช่วยพูดแก้ไขเถิด สมภารก็รัวสั่นไปทั้งตัว อุตสาห์ขึนใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า ท่านที่มาขออาศัยพัก นั้น วัดข้าพเจ้าอยู่ในป่าดอนขอเชิญท่านไปหาที่พักที่อื่นเถิดเห้งเจียได้ฟังพระสมภารพูดดังนั้น ก็เอากระบองแปลงเท่าอ่างใหญ่ ยืนอยู่ หน้ากุฎีพูดว่า สมภารไม่พอใจก็ขนของออกไปให้หมด สมภารพูดว่าในวัดนี้สี่ ห้าร้อยชื่อจะให้ข้าพเจ้าขนไปไว้ทีไหน เห้งเจียว่าถ้าไม่มีจะขนไปให้ ออกมานี่สัก คนหนึ่ง จะตีด้วยกระบองเป็นตัวอย่าง สมภารบอกให้อุบาสกออกไปให้เธอตี เป็นตัวอย่างสักทีหนึ่งก่อน อุบาสกพูดว่า กระบองใหญ่เท่าอ่าง จะให้ออกไปรับ ตีจะทนได้หรือ เห้งเจียพูดว่า แม้ทนไม่ได้ข้าจะหาของอื่นตีให้ดูเป็นตัวอย่างจะได้รู้สึก เห้งเจียแลไปเห็นสิงโตศิลาตัวหนึ่งตั้งอยู่ จึงเอากระบองตีลงทีหนึ่ง สิงโตก็แตก ละเอียดไปทั้งสิ้น สมภารอยู่ในห้องแอบมองตามช่องฝาเห็นดังนั้น ก็ตกตะลึงมือ และเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว จึงร้องออกมาว่ากระบองนั้นหนักนัก อาตมภาพจะ ยอมพอใจแล้ว เห้งเจียพูดว่าเราจะไม่ตีแต่เราจะถามว่า พระสงฆ์ในวัดนี้มีสักเท่าใด ส่มภารบอกว่ารวมทั้งสิ้นที่ได้รับฉายาแล้วห้าร้อยรูป เห้งเจียว่าสมภารจงรีบไป บอกห้าร้อยสงฆ์นั้น ให้ครองผ้าให้เรียบร้อยพร้อมกัน ออกไปรับพระถังซัมจั้งเข้า มา สมภารว่าแม้ท่านไม่ตีแน่แล้ว ข้าพเจ้าจะออกไปรับเข้ามา เห้งเจียว่าจงรีบ ไปจัดแจงเถิด สมภารจึงสั่งอุบาสกให้ตีระฆังและกลองสัญญา อุบาสกก็ไม้กล้า ออกไปทางประตูจึงมุดลงช่องใต้ถุนออกไป เดินมาที่โบสถ์ขึ้นตีกลองและระฆัง สัญญาประชุมสงฆ์สามแม่สามลูกฝ่ายพระสงฆ์ในอาราม ได้ยินระฆังและกลองสัญญาก็พร้อมกันไปที่โบสถ์ อุบาสกจึงบอกว่า ท่านเจ้าคณะสั่งให้ครองผ้าพร้อมกันออกไปหน้าวัดรับพระถัง ซัมจั้งมาจากเมืองไต้ถัง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงครองผ้าเรียบร้อยพร้อมกันแล้ว ออกมายืนคอยอยู่หน้ากุฎีใหม่ สมภารก็นำหน้าออกมายังประตูใหญ่ ครั้นถึง พระถังซัมจั้งก็พร้อมกันคุกเข่าลงคำนับแล้ว พูดว่าขอเชิญท่านอาจารย์เข้าไปพัก ในกุฎีใหญ่เถิดพระถังซัมจั้งเห็นพระสงฆ์ มาคำนับพร้อมกันดังนั้นก็ไม่อาจนิ่งได้จึงพูดว่า นิมนต์ท่านทั้งหลายลุกขึ้นมาเถิด พระสงฆ์ทั้งหลายต่างลุกขึ้น ต่างก็ช่วยกันจูง ม้ายกหาบเข้าไปข้างใน พระถังซัมจังโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บเข้าไปข้างในมายังกุฎีใหญ่ พระถังซัมจั้งเข้านั่งกลาง พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาถวายเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งมีความขอบใจสมภารและลูกวัดทั้งหลาย พระถังซัมจังจึงบอกแก่ พระสมภารว่า ขอท่านจงไปพักผ่อนระงับกายเถิด สมภารบอกว่าไม่เป็นไรดอก พระถังซัมจั่งถามว่าจะให้อาตมภาพนอนที่ไหน สมภารพูดว่าท่านอาจารย์อย่า วิตกเลย ข้าพเจ้าจะจัดแจงให้เรียบร้อย ว่าแล้วก็สั่งอุบาสกหาหญ้าให้ม้ากินและ ให้ออกไปจัดแจงให้เรียบร้อย อุบาสกได้ฟังแล้วก็ออกไปจัดแจงทุกประการ เสร็จ แล้วจึงกลับเข้ามานิมนต์พระถังซัมจั้งออกไปพักพระถังซัมจังกับเห้งเจียโป๊ย ก่ายซัวเจ๋งเดินออกไปยังหอธรรม ครั้นถึงพระถังซัมจั่งพิเคราะห์ดูเห็นในนั้นมีตาม ตะเกียงไฟสว่างไสว มีเตียงอยู่สี่เตียง พระถังซัมจั่งให้อุบาสกจูงม้ามาผูกที่ริมนั้น และให้เอาหญ้าม้ามาไว้พร้อมแล้ว จึงอนุญาตให้อุบาสกไปพักหลับนอน อุบาสก ก็คำนับลาไปฝ่ายพระถังซัมจั้งก็เข้านั่งอยู่กลางหอ พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาเฝ้าอยู่ พระถัง ซัมจั่งจึงย่อตัวบอกว่า ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายกลับไปพักเถิด พระสงฆ์เหล่านั้นก็ คำนับลากลับไป พระถังซัมจั่งเห็นพระสงฆ์ไปหมดแล้ว ก็เดินไปข้างนอกจึง แหงนหน้าขึ้นดูบนฟ้าเห็นดาวเดือนสว่างไปทั้งฟ้า จึงเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็ง ออกมาดูในเวลานั้นท้องฟ้าก็ใสสะอาดไม่มีเมฆหมอกแลดูรอบฟ้าก็โชติช่วง พระถังซัมจั้งจึงบอกแก่สานุศิษย์ทั้งสามว่า เดินมาเมื่อยขบก็จงไปหลับนอนก่อนเถิด อาตมภาพจะสวดมนต์สักพักหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าอาจารย์บวซตั้งแต่ เล็กมาจนบัดนี้จำไม่ได้หรือจึงต้องสวดอีกและรับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะ ไปอาราธนาพระธรรม พระพุทธเจ้าก็ยังมิได้เห็น พระธรรมก็ยังไม่ได้เห็น พระ อาจารย์จะสวดพระคัมภีร์อะไร พระถังซัมจั้งว่าอาตมภาพตั้งแต่ออกจากเมืองมา ทางเดินลำบากกันดารไม่มีความสุข อันพระธรรมนั้นเรียนมาตั้งแต่เล็ก วิตกกลัว จะลืมเสีย เวลานี้พอมีความสุขได้บ้าง อาตมภาพจึงจะหัดสวดซ้อมไว้ให้ชัดเจน เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นพวกข้าพเจ้าจะพากันไปนอนก่อน ทั้งสามคนก็พากันเข้าไป นอนคนละเตียง ๆ พระถังซัมจังก็เข้ามาปิดประตูแล้วจึงมาที่โต๊ะกลาง จุดรูบ เทียนบูชาแล้วก็นั่งสวดบริกรรมไปพระถังซัมจังนังบริกรรมอยู่ในหอพระธรรมนัน ดึกประมาณสามยามเศษ ได้ยินเสียงลมพัดอู้ดุจพายุใหญ่ พัดกรอกเข้ามาใน ประตูกระทบแสงไฟวับแวม ๆ บางที่ทำให้มืดไปบ้างสว่างบ้าง ในเวลานั้นพระถัง ซัมจั้งให้เคลิ้ม ๆ คล้าย ๆ กับจะหลับต่อตื่น ก็ฟุบลงกับโต๊ะ นัยน์ตาให้มัวหมอง แต่จิตใจยังแจ่มใสมีราคีอยู่มาก ได้ยินเสียงข้างนอกร้องเรียกเบา ๆ ว่าท่านอาจารย์ คำหนึ่ง พระถังซัมจังก็เงยหน้าขึ้นแลดู เห็นมีชายผู้หนึ่งมายืนทีนอกประตูเปียก นำทัวทังกาย เสียงร้องเรียกไม่หยุดว่าท่านอาจารย์นำตาก็ไหลออกซึมซาบทังหน้า พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ย่อกายถามว่า ตัวเป็นปิศาจผีก็จงรีบหนีไปอย่าขืนมาที่หอ พระธรรมนี้ ผู้นั้นพูดว่าท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจอสุรกายอะไรดอก ขอท่าน อาจารย์ดูด้วยปัญญาจักษุโดยละเอียดเถิด พระถังซัมจังพิจารณาดูโดยละเอียด ก็เห็นบนศีรษะสวมหมวกอย่างมหากษัตริย์ ตัวสวมเสื้อมังกรแดงรัดสายเข็มขัดหยก สดรองเท้าปักไหมทอง มือถือก้อนหยกสีขาว หน้าดุจเจ้าตังงักตี้ รูปลักษณะดุจ หนุ่นเชียงกุน พระถังซัมจั่ง พิจารณาโดยละเอียดเห็นดังนั้นแล้วก็ตกใจย่อกาย ถามว่าท่านคือกษัตริย์ที่ไหนมา จะมีกิจธุระอะไรหรือ จึงได้มาในเวลากลางคืนดังนี้ ผู้นั้นจึงร้องไห้แล้วพูดว่าพระอาจารย์ที่ข้าพเจ้าอยู่นั้น อยู่พ้นที่นี้ไปประมาณสี่สิบ โยชน์ ที่นั้นมีกำแพงเมืองใหญ่ คือสมบัติของข้าพเจ้าปลูกสร้างขึ้นเอง นามเมือง นั้นเรียกว่า (โอเกยก๊ก) เพราะเหตุเมื่อห้าปีก่อน เกิดมีความแห้งแล้งฝนฟ้าไม่มี หญ้า ฟางก็ไม่มีแห้งเกรียมไปทั้งสิ้น ราษฎรได้ความลำบากอดอาหารการกินล้มตายไป หาประมาณมิได้ ข้าพเจ้ามีความสงสาร ในเมืองหลวงยุ่งฉางก็ไม่มีข้าวที่จะจับ จ่ายให้ขุนนางและราษฎรทังหลายกิน แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่มีจะกินให้อิ่มพอได้ ข้าพเจ้าจึงตั้งพิธีทั้งวันทั้งคืนก็ตั้งจิตจะให้ฝนตก จุดธูปเทียนสักการะบูชาบวง สรวงขอฝนสามปีฝนก็ไม่ตก แห้งแล้งจนบ่อและสระเป็นระแหงไปทั้งสิ้น เวลานั้น ในบ้านเมืองก็กำลังเข้าคับแค้น บังเอิญมีอาจารย์ (ช่วนจิน) ถือเพศฤๅษีอยู่ที่เขา แจงน้ำซัวเหาะลงมา เธอมีเวทมนต์เชี่ยวชาญประสิทธิพลังอาจเรียกลมและฝนได้ และทำศิลาให้เป็นทองคำก็ได้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อถือเชิญเธอให้ตั้งพิธีขอฝนข้าเห็น คุณประสิทธิ์ ในทันใดนั้น ป้ายที่ตั้งอยู่บนที่บูชานั้นก็สั่นไหวบัดเดี๋ยวใจก็มีฝน ตกลงเป็นอันมาก ข้าพเจ้าขอเพียงน้ำท่วมเพียงสามศอก ช่วนจินว่าแห้งแล้งมา นานแล้วจะไม่ทันชุ่มชื่นจึงตกลงมาอีกเป็นอันมาก ไร่นาเรือกสวนน้ำก็มีบริบูรณ์ ข้าพเจ้าเห็นช่วนจินจิตเมตตาอย่างนั้น จึงผูกพันสมัครปฏิญาณตัวเป็นมิตรสหาย แก่เธอร่วมกินร่วมนอนมิได้มีความรังเกียจกินแหนง ได้ประมาณสักสองปี เวลา ฤดูเดือนสี่เดือนห้ากำลังต้นผลไม้ทั้งหลายชิงดอกออกช่อใบอ่อนพร้อมด้วยขุน นางข้าราชการซ้ายขวา ฝ่ายหน้าฝ่ายในพระญาติวงศ์น้อยใหญ่พากันตามเสด็จ ไปเที่ยวชมเล่นเป็นที่รื่นเริงสำราญ ครั้นสิ้นเวลาแล้วก็พากันกลับ ยังแต่ข้าพเจ้า ฤๅษีช่วนจิน จับมือกันค่อย ๆ เดินเข้าไปยงสวนหลวงชั้นใน ครั้นเดินชมมาใกล้ บ่อแปดเหลี่ยม นามเรียกว่าบ่อ (ลิวลี่จี) ไม่ทราบว่าเธอขว้างอะไรลงไปในบ่อ ในบ่อ นั้นมีรัศมีแสงทองฟุ่งมาหลอกข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปใกล้บ่อพิศดูว่าจะเป็นของวิเศษ สิ่งใด ไม่รู้เลยว่าเธอใจร้ายผลักข้าพเจ้าตกลงไปในบ่อ แล้วเอาหินทุ่มลงไปปิด ปากบ่อ แล้วเอาดินทรายกลบเต็มปากบ่อเอาหน่อกล้วยมาปลูกไว้ข้างบน ข้าพเจ้า ตายมาได้สามปีแล้ว มิได้ไปเกิดเลยต้องเป็นผีอยู่อย่างนั้น ขอท่านได้ทราบเถิดพระถังซัมจั้งได้ฟังเรื่องดังนั้นก็ให้หวาดเสียวสะดุ้งขนลุกทั้งตัว จึงถามว่า ท่านพูดดังนั้น จะไม่มีมูลหลักฐานเค้าเงื่อนดอกกระมัง เพราะท่านตายมาสามปี แล้ว เหตุใดขุนนางทั้งหลายและฮองเฮาฝ่ายในจะไม่ค้นหาท่านหรือ ผู้นั้นตอบว่า ถ้าพูดตามมนุษยโลกแล้วก็ไม่มีใครเห็น ตั้งแต่เธอฆ่าข้าพเจ้าแล้วยังอยู่ในสวนนั้น เธอก็แปลงตัวเป็นรูปร่างให้เหมือนข้าพเจ้าจึงไม่มีผู้ใดรู้ บัดนี้ขึ้นเสวยราชสมบัติ อยู่เหมือนข้าพเจ้า พระถังซัมจั่งถามว่าซึ่งการเป็นจริงดังนั้นทำไมจึงไม่ไปฟ้อง พระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องเล่า ผู้นั้นจึงพูดว่าเธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่ พระภูมิเจ้าที่ก็นับถือเกรงกลัวเธอเคยเสพย์สุรายาเมาเป็นเพื่อนเกลอแก่เธอ พระยามัจจุราชก็เป็นเพื่อนฝู่งแก่เธอ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีที่จะฟ้องร้องได้ พระถังซัมจั่งพูดว่าพระยามัจจุราชฟ้องร้องไม่ได้จะกลับมาให้มนุษย์ทำประการใดเล่า ผู้นันตอบว่าท่านอาจารย์อันวิญญาณที่เป็นไปตามวิบากของผลกรรมนั้นก็ยังไม่ สินสูญ แม้เทพยดาเจ้าที่ทำลมหอบข้าพเจ้าส่งมา เจ้านั้นก็ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า อันภัยเวรจมน้ำสามปีนั้นสิ้นแล้ว ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านอาจารย์บอกว่าสานุศิษย์ ของท่านชื่อซีเทียนไต้เซีย สามารถจะกำจัดปิศาจผียักษ์ร้ายได้ บัดนี้ข้าพเจ้ามา ขอเคารพเชิญท่านไปยังเมืองของข้าพเจ้าช่วยกำจัดปิศาจร้ายนั้นด้วยเพื่อให้เห็น เท็จและจริงแล้วข้าพเจ้าจะสนองพระเดชพระคุณท่านให้ถึงขนาด พระถังซัมจั้ง ถามว่านี่ท่านจะมาหาอาตมาภาพกับสานุศิษย์ให้กำจัดจัดปิศาจนั้นหรือผู้นั้น ตอบว่าก็อย่างนั้นแหละ พระถังซัมจังพูดว่าสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้นจะให้จับผี ปิศาจยักษ์ร้ายก็สามารถจะทำได้จริงแต่เป็นความยากอยู่ผู้นั้นถามว่าเหตุใดจึงเป็นความยาก พระถังซัมจั้งบอกว่าอันปิศาจนั้นมันแปลง รูปร่างก็เหมือนพระองค์ขุนนางนอกในทั้งเมืองก็พร้อมกันเห็นว่าเป็นพระองค์ ท่านไปเสียหมดแล้ว หากสานุศิษย์ของอาตมภาพจะมีฝีมือก็ไม่อาจจะทำสงครามได้ บางที่เธอจับได้จะไม่ปรับโทษเอาว่าพวกอาตมภาพเป็นขบถหรือ จะเป็นเหมือน เข้าไปหาเสือดอกกระมัง ผู้นั้นตอบว่า ข้าพเจ้ายังมีคนที่เชื่อได้อยู่ในเมืองเป็นอัน มาก พระถังซัมจั้งถามว่า คนที่เชื่อได้นั้นคือใคร ในพระราชวังยังมีพระราชโอรส คือบุตรของข้าพเจ้าเอง จะแทนที่ครองราชสมบัติได้ พระถังซัมจั้งว่า พระราช โอรสนั้นปิศาจจะไม่กำจัดเสียแล้วหรือ ผู้นั้นตอบว่ายังมิได้กำจัดดอก เธอยังอยู่ ในปราสาทกิมหลวนเต้ย ในตำหนักหอเง้าฮ่องเล้า แต่ปิศาจนั้นห้ามสามปีแล้ว แม่ลูกมิได้พบกัน พระถังซัมจังถามว่า เป็นด้วยเหตุอย่างไรจึงได้ห้ามมิให้แม่ลูก พบปะกันดังนี้ ผู้นั้นบอกว่าคือปิศาจคิดอุบายกลัวแม่ลูกจะพบกัน จะคิดปรึกษา พูดจาถึงการผิดชอบก็จะเกิดเหตุขึ้น เพราะฉะนั้นแม่ลูกจึงมิได้เห็นหน้ากัน พระ ถังซัมจั่งพูดว่า แม้ว่าลูกนั้นอยู่ในพระราชวังทำไมจะได้พบแก่อาตมภาพเล่า ผู้ นันพูดว่ารุ่งพรุ่งนี เธอพาผู้คนมาประพาสป่าดงคนจะได้พบแก่ท่าน ท่านจงน้ำ คำของข้าพเจ้าที่กล่าวมานี้เล่าให้ฟังก็คงจะเชือได้พระถังซัมจั้งถามว่าพระ ราชโอรสนั้น เธออยู่ในวังอย่างนั้น เธอจะไม่เรียกปิศาจว่าบิดาวันหนึ่งสองสาม คำหรือ ผู้นั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะให้ของสำคัญไว้แก่ท่านสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องหมายพูด แล้วก็หยิบเอาเพชรหยกขาวก้อนหนึ่งส่งให้พระถังซัมจั่งแล้วพูดว่า ของสิ่งนี้ไว้ เป็นที่หมาย พระถังซัมจั่งถามว่าของสิ่งนี้เป็นสำคัญอย่างไร ผู้นั้นพูดว่าตั้งแต่ ปิศาจช่วนจินแปลงเป็นข้าพเจ้า ก็มิได้ถือหยกก้อนนี้ เธออุบายบอกว่าตั้งแต่ช่วน จินขอผ่นแล้ว ก็ขอเอาหยกก้อนนี้ไป เพราะฉะนั้นสามปีมานี้แล้ว ช่วนจินจึง มิได้ถือหยกก้อนนี้ แม้ว่าบุตรของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ก็จะรู้สึกคิดถึงข้าพเจ้า คงจะคิดแก้แค้นได้พระถังซัมจั้งรับว่าเอาเถิด จะรับของสิ่งนี้ไว้ปรึกษาหารือแก่สานุศิษย์ก่อน แล้ว ถามผู้นั้นว่าจะคอยอยู่ที่ไหน ผู้นั้นตอบว่าจะอยู่ช้าไม่ได้ จะขี่เจ้าเทพารักษ์ส่ง เข้าไปพระราชวังเข้าฝันฮองเฮาบอกให้คิดอ่านพร้อมใจแก่บุตร และให้ท่านกับ สานุศิษย์ให้พร้อมกัน พระถังซัมจั้งครั้นได้ฟังดังนั้นก็รับเป็นธุระวิญญาณของ ผู้นั้นเคารพแล้วก็ลาไป พระถังซัมจังเดินออกไปส่งแล้วก็เดินกลับเข้ามาสะดุดธรณี เข้าก็ตกใจตื่นก็รู้สึกว่านอนฝัน แต่ตะเกียงมืดมัว ก็ร้องเรียกสานุศิษย์คำหนึ่งโป๊ยก่ายตกใจตื่น ถามว่าป่านนี้ยังไม่นอนจะทำอะไรหรือ พระถังซัมจึงบอก "ว่าอาตมาพึ่งนอน ฝันไปเห็นเป็นการประหลาดที่สุด เห้งเจียผุดลุกขึ้นพูดว่า อาจารย์ จิตประหวัดผูกพันก็ฝันไป ยังไม่ทันจะขึ้นเขาก็มีจิตกลัวเสียแล้ว เห็นหนทางมี หมอกมัวก็คิดถึงบ้านเมืองมากความตรึกตรองก็ฝันไป เหมือนข้าพเจ้าตั้งใจจะไป ไซทีอยากจะพบพระพุทธเจ้า ก็ไม่ฝันพระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมาฝันนี้ มิใช่คิดถึงบ้านเมืองอะไรที่ไหนในเวลาหลับ ตาก็ได้ยินเสียงดุจพายุพัดโกรกเข้ามาในนี้ ได้ยินที่ประตูข้างนอกมีเสียงคน เธอ บอกว่าเธอเป็นเจ้าเมืองโอเกยก๊ก จึงเล่าความตามที่ฝันให้เห้งเจียฟังทุกประการ เห้งเจียได้ฟังแล้วก็หัวเราะพูดว่าเธอให้ฝันพระอาจารย์เหตุนั้น คงจะมีปิศาจ เป็น ธุระของข้าพเจ้าจะช่วยจับปิศาจเองให้เห็นเท็จและจริง พระถังซัมจั้งบอกว่าเธอ ได้ให้ของสำคัญไว้สิ่งหนึ่งเป็นพยานในความจริง จงออกไปดูที่จะเป็นของอะไรแน่เห้งเจียไปเปิดประตูเดินออกไป ในเวลานั้นแสงเดือนสว่าง แลไปที่พื้นบันได เห็นก้อนหยกขาววางอยู่กับพื้น เห้งเจียจึงเก็บเอามาบอกว่าท่านอาจารย์ของนั้น มีจริง พรุ่งนี้เช้าการจับปิศาจนั้นข้าพเจ้าจะเป็นธุระเอง จะต้องทำตามข้าพเจ้าจึง จะได้ พระถังซัมจั่งถามว่าท่านจะให้ทำตามท่านอย่างไรเห้งเจียบอกว่าไม่ควรแสดง ไว้ข้าพเจ้ากับอาจารย์ของอะไรสองสิ่ง พูดแล้ว เห้งเจียก็ถอนขนเส้นหนึ่งแปลงเป็นแอบเล็ก ๆ ลงรักปิดทอง จึงหยิบเอาก้อนหยก นั้นใส่เข้าในแอบปิดฝาดีแล้ว ส่งให้พระถังซัมจั้งแล้วสั่งว่า วันพรุ่งนี้เวลาเช้าท่าน อาจารย์ครองจีวรที่ประทานนั้น มือถือแอบนี้นั่งอยู่กลางโบสถ์ภาวนาบริกรรมไว้ ข้าพเจ้าจะไปดู วิธีจะเป็นประการใด แม้ว่าพระโอรสของเธอออกมาจริง ดังนั้น ข้าพเจ้าจะล่อให้มาหาพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งถามว่า บางทีเธอมาถึงนี่จะ รับรองอย่างไร เห้งเจียว่าแม้ว่าเธอตรงมา ข้าพเจ้าจะมาบอกก่อนอาจารย์เปิดแอบ ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นพระสงฆ์น้อย ๆ เข้าอยู่ในแอบท่านถือแอบอยู่กับมือ ไท้จือ มาถึงนี่คงจะเข้ามานมัสการ เธอจะไหว้ก็ชั่งอย่าหลีกหลบหวาดหวั่น เธอคง จับผิดท่านว่าดูถูก บางทีจะจับจะเฆี่ยนตีอย่างไรก็ตามแต่จะทำไม่ต้องกลัวพระถังซัมจั้งถามว่าเธอไทจื้อมีอำนาจบางที่จะให้ฆ่าเราเสียจะแก้ไขอย่างไรได้ เห้งเจียว่าไม่ธุระอะไรมีข้าพเจ้าอยู่แล้วกลัวอะไร ถ้าเธอจะถามท่านจงบอกว่า มี รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ไปไซทีอาราธนาพระธรรมจะนำของวิเศษไปถวาย ถ้า เธอจะถามว่าของวิเศษอะไร ท่านเอาเหตุกาสาวิเศษเล่าให้ฟังว่าของวิเศษที่สาม ยังมีอีกที่หนึ่งที่สองเป็นของวิเศษอย่างยิ่ง ถ้าเธอจะถามต่อไปให้บอกว่าแอบนี้มี ของวิเศษยยู่ข้างใน ใคร่รู้การณ์ข้างหน้าได้ห้าร้อยปีการข้างหลังห้าร้อยปี แล้ว ท่านเปิดให้ข้าพเจ้าออกข้าพเจ้าจะได้เล่าตามความฝันให้เธอฟัง แม้ว่าเธอเชื่อแล้วก็ดี บางที่จะไม่เชื่อ จึงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นให้เธอดู เธอคงจะจำได้ว่าเป็นของพระ ราชบิดาเธอพระถังซัมจั้งพูดว่าความคิดอุบายนี้ดีแล้วแต่ของวิเศษนั้น สิ่งหนึ่งเรียกว่ากาสา สิ่งหนึ่งเรียกว่าหยกขาว ที่แปลงนั้นจะเรียกว่าอะไร เห้งเจียบอกว่าให้เรียกว่า (ลิบเต๊ห่วย) คือตั้งอาญาสิทธิ์เจ้า พระถังซัมจั้งก็จำไว้ในใจ พระถังซัมจั้งเห้งเจีย นั่งคิดอ่านกันอยู่ก็หาได้นอนไม่จนรุ่งสว่างขึ้น เห้งเจียจัดแจงแล้วมาสั่งโป๊ยก่าย ซัวเจ้งให้อยู่รักษาอาจารย์ แล้วก็ออกมาเหาะไปทางตะวันตก แลเห็นมีกำแพง เมืองใหญ่ ก็เหาะใกล้เข้าไปดูโดยละเอียด ก็เห็นมีหมอกเมฆคลุ้มปกอยู่ข้างบน เห้งเจียก็รู้ได้ว่าคืออ้ายปิศาจ บัดเดี้ยวก็ได้ยินเสียงปืนยิง แลไปทางประตูทิศ ตะวันออก เห็นหมู่คนขี่ม้าถืออาวุธต่าง ๆ เดินออกมาจากประตูเมือง พิเคราะห์ ดูก็เห็นเป็นพวกเที่ยวป่า และไปเห็นคนหนึ่งหนุ่มขีม้าสีเหลืองมือถืออาวุธเกี่ยม ทีเอวแขวนธนูศร ดูรูปลักษณะก็สมเป็นเจ้ากิริยาควรจะเป็นฮ่องเต้ มิใช่คนเลวทราม เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็มีความยินดีว่าไม่ต้องสงสัยเลย คนนี้เองคือไท้จื้อเราจะ หลอกเธอเล่นสักทีหนึ่ง คิดดังนั้นแล้วก็ลงยังพื้นแปลงเป็นกระต่ายขาวตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้าไท้จื้อมา ไท้จื๊อเห็นกระต่ายวิ่งผ่านไปดังนั้นก็ขับมาไล่ตามเอาศรโก่ง ขึ้นยิงไปทางกระต่าย เห้งเจียเห็นศรยิงมาก็หลบจับลูกศรได้แล้วกวิ่งหนีมา ไท้ จื้อเห็นกระต่ายถูกศรก็ชิงขับม้าขึ้นหน้าไล่ตามกระต่ายไป เห้งเจียเห็นไท้จื๊อไล่มา เร็วก็วิ่งเร็วไล่มาช้าก็วิ่งช้า ไล่ตามมากระต่ายก็ไม่วิ่งไปไกล วิ่งมาพักหนึ่งก็ถึงวัด (โป๊ลีมยี่) เห้งเจียวิ่งมาถึงประตูวัด ก็แปลงเป็นรูปเดิม เอาลูกศรนั้นเหน็บไว้บน ประตูแล้ว เลยรีบเข้าไปในโบสถ์บอกแก่พระถังซัมจังว่าไท้จื้อมาแล้ว เห้งเจียจึง แปลงเป็นพระสงฆ์เล็กเท่าสององคุลีเข้าอยู่ในแอบนั้นฝ่ายไทจื๊อครั้นไล่มาถึงประตูวัดแลไปก็ไม่เห็นกระต่าย เห็นแต่ลูกศรติดอยู่บน ประตูก็นึกประหลาดใจมากที่สุด เหตุไฉนหนอเรายิงไปถูกกระต่ายวิ่งมาทางนี้ ทำไมกระต่ายจึงหายไปลูกศรมาติดอยู่ที่ประตูฉะนี้ จึงนึกว่าศรนี้นานวันเข้าจะ เกิดปีศาจเข้าสิงอยู่ จึงเข้าไปซักลูกศรออก แลดูบนประตูก็เห็นมีตัวอักษรจารึกว่า วัด (โป๊ลีมยี่) ไท้จื้อเห็นดังนั้น จึงคิดว่าเราจะเข้าไปดูในวัด จึงลงจากม้าจะเดิน เข้าไป มองไปข้างหลังเห็นพวกพลทหารวิ่งตามมาก็พากันเดินเข้าไปในประตูฝ่ายพระสงฆ์ในวัดก็รีบพากันออกมารับเข้าไปในโบสถ์ใหญ่ไท้จื้อจะใคร่นมัสการ พระพุทธรูป แลไปเห็นมีพระสงฆ์นั่งอยู่กลาง ไท้จื้อโกรธว่าพระสงฆ์องค์นี้เป็นไฉน เราพาพวกพลทหารเข้ามาในวัดทำไมไม่มีความยำเกรงยังนั่งอยู่ได้ จึงร้องบอกให้ ทหารรักษาองค์จับตัวลงมาพวกรักษาองค์ก็กรูกันเข้าจับพระถังซัมจังลงมา ไท้จื๋อจึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เป็นพระสงฆ์ป่าดงที่ไหนมาจึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียม พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตม- ภาพนี้คือพระสงฆ์อยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซที อาราธนา พระไตรปิฎกธรรม จะเอาของวิเศษมาถวาย ไท้จือถามว่าอันเมืองไต้ถังนั้นจะมี ของวิเศษอะไร จงแสดงให้เราฟังดูทีหรือ พระถังซัมจังพูดว่ากาสาวพัสตร์ที่อาตมา ครองอยู่นี้ของวิเศษที่สามยังมีที่หนึ่งที่สองอีก ไท้จื้อถามว่า อันกาสานั้นครองได้ ครึ่งหนึ่ง บนบ่าครึ่งหนึ่งแหวกข้างล่าง จะมีราคาสักไรจึงได้อวดว่าเป็นของวิเศษ พระถังซัมจั้งตอบว่า กาสาวพัสตร์นี้ครึ่งหนึ่งก็จริง แต่มีคำว่า กาสาของพระพุทธ เจ้าไม่ต้องครอง ข้างในมรรคผลข้างนอกปราศจากกิเลสร้อยเข็มพันไหมทำสำเร็จ สัมมาปฏิบัติและประกอบด้วยเพชรนิลจินดา เทพยดานางฟ้าประกอบเย็บประ ทานให้อาตมภาพครองกันสิ่งโสโครก อาตมภาพเห็นไท้จื้อไม่รับก็ควรแล้ว ท่าน ไม่แก้แค้นแทนบิดาเกิดมาก็เสียทีเกิดเป็นมนุษย์ ไท้จื้อได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดัง นั้นก็ยิ่งโกรธเป็นอันมาก พูดว่าผืนผ้ากาสานั้น ตามแต่ปากพูดอวดดีวิเศษ อย่างไรก็ตาม อันความแค้นบิดาของข้าพเจ้าที่ไหนเอามาพูดเลอะเทอะอย่างนี้จง แสดงความมาให้เราฟัง พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปใกล้ไท้จี๊อย่อตัวพูดว่า ไท้จื๊อ อันความจริงอาตมภาพก็หาได้รู้เรื่องไม่แต่ในแอบวิเศษนี้นามเรียกว่า (ลิบเต้ห่วย) แอบนี้รู้ได้ข้างหน้าห้าร้อยปีข้างหลังห้าร้อยปี และปัจจุบันนี้ห้าร้อยปี รวมกันเป็น พ้นห้าร้อยปี ถ้าพระองค์อยากจะรู้ถามดูก็อาจรู้ซึ่งความเท็จและความจริง ไท้จื๊อ ได้ฟังดังนั้นจึงบบอกว่าเอามาใหข้วพเจ้าพิจารณาดูจะเป็นประการใด พระถังซัมจั้ง เปิดแอบออก เห้งเจียกระโดดออกมาเหลียวซ้ายแลขวาออกวุ่น ไท้จื้อแลเห็นจึงพูด ว่าคนเล็ก ๆ อย่างนี้จะรู้อะไรได้ซึ่งการนานปี เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงเอามือเท้า บั้นเอวแอ่นหน้าทีหนึ่งตัวก็สูงขึ้นสามศอกเลย พวกทหารทั้งหลายเห็นดังนั้นก็พา กันตกใจพากันพูดว่าถ้าสูงเร็วดังนี้ไม่กี่วันจะสูงค้ำฟ้า ไไ้จี๊อเห็นดังนั้นจึงถามว่า ซึ่งพระสงฆ์นั้นพูดว่ารู้การล่วงหน้าและล่วงไปแล้วและปัจจุบันได้หรือตัวทำเต้าดู หรือว่าจับยามจึงรู้ได้ เห้งเจียตอบว่าไม่ต้องอาศัยอะไรทั้งสิ้น พึ่งลิ้นข้าพเจ้าเท่านั้น สารพัดการก็อาจรู้ได้ทั้งสิ้น ไท้จื้อว่ากระนั้นท่านจงแสดงเหตุผลในบ้านเองของ ข้าพเจ้าว่าเป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่า อันเหตุการณ์ที่ในเมืองของท่านข้าพเจ้ารู้ ทั้งสิ้นข้าพเจ้าสามารถจะแสดงให้ท่านรู้ได้ทุกประการ ตัวท่านคือเป็นพระราช โอรสของพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เมื่อห้าปีก่อนฝนไม่ตกแห้งแล้ง ราษฎรได้ ความเดือดร้อนอดอยาก บิดาของท่านได้ตั้งพิธีบวงสรวงขอฝนก็ไม่สมความ ปรารถนาในเวลานั้น บังเอิญมีฤๅษีตนหนึ่งนามเรียกอาจารย์ (ช่วนจิน) อาศัยอยู่ บนเขา (เจงน้ำซัว) ลงมา เธอมีวิชาแต้มศิลาเป็นทองคำได้ และเรียกลมเรียก ฝนได้ฝนก็ตกตามความประสงค์ บิดาของท่านจึงได้ปฏิญาณผูกรักเป็นมิตรสหาย แก่ช่วนจินร่วมกินร่วมนอนด้วยกัน อย่างนี้มีจริงเป็นจริงหรือไม่ ไท้จือพูดว่ามีจริง เป็นจริงดังท่านว่า ขอท่านจงแสดงต่อไปอีก เห้งเจียจึงพูดต่อไปว่าแล้วต่อมา ภายหลังอีกสามปี ช่วนจินก็หายไป บัดนี้ที่ตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่นั้น คือผู้ใดท่านรู้หรือไม่ ไท้จื้อว่าช่วนจินเป็นสหายของพระราชบิดาเรานั้นจริง แต่เมื่อเวลาฤดูชมดอกไม้ พระราชบิดาพากันสองต่อสองเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ช่วนจินบันดาลเป็นลม พายุเอาก้อนเพชรจากพระหัตถ์พระราชบิดาไป บัดนี้ไปอยู่ที่เขาเจงน่ำซัวนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นพระราชบิดาเราก็คิดถึงเธออยู่จึงได้ไปปิดสวนดอกไม้มิให้ใครเข้าออก สามปีมาแล้ว ที่นั่งเมืองอยู่บัดนี้มิใช่พระราชบิดาของเราแล้วก็คือใครเล่าเห้งเจียได้ฟังไท้จื้อตรัสดังนั้น ก็ทำเป็นหัวเราะแล้วนิ่งเสียไม่ตอบว่ากระไร ไท้จื๊อก็โกรธตวาดว่า ควรพูดสิไม่พูดเหตุใดจึงหัวเราะดังนี้ควรหรือ เห้งเจียบอก ว่าจะพูดออกไปนั้นยังไม่ควรด้วยเนื้อความยังมากมายนัก ด้วยผู้คนซ้ายขวามีอยู่ มาก ไม่ควรจะให้คนเหล่านี้รู้ความลับที่ควรปิด ไท้จื้อเห็นเธอพูดมีเค้าเงื่อนหลัก ฐานอยู่ จึงรับสั่งให้พวกข้าราชการที่ตามมานั้นออกไปเสียแล้วไท้จื้อนั่งอยู่กลาง ถังซัมจั้งนั่งอยู่ข้างหนึ่ง เห้งเจียจึงเดินเข้ามาใกล้ไทจื๊อพูดว่าที่สูญหายไปนั้นคือ พระราชบิดาของท่าน ที่นั่งเมืองอยู่เดี๋ยวนี้คือตัวช่วนจินปลอมไท้จื้อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านเอาอะไรมาพูดเลอะเทอะอย่างนี้เล่า ด้วยตั้งแต่ช่วนจินไปแล้วฝนลมก็ตกต้องตามฤดู ราษฎรก็ได้ความสุขสำราญ แม้ พระบิดาได้ทราบว่าท่านพูดอย่างนี้ จะจับตัวท่านไปตัดหมื่นท่อน แล้วไท้จื๊อขับ เห้งเจียให้ถอยไป เห้งเจียจึงหันหน้ามาพูดแก่ถังซัมจั้งว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าเธอจะ ไม่เชื่อก็จริงดังนั้น จงเอาก้อนหยกวิเศษนั้นเปลี่ยนเอาหนังสือไปไซทีเถิด พระถัง ซัมจั้งก็เอาแออบส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับมาแล้วก็เอามือทุบลงทีหนึ่ง แอบนั้นก็ อันตรธานไป จึงหยิบเอาก้อนหยกขาวนั้นมาถวายไท้จื้อ ไท้จื้อรับมาดูแล้วพูดว่า พวกสงฆ์นี้ดีแล้ว เมื่อสามปีก่อนช่วนจินลักเอาไป บัดนี้แปลงเป็นสมณะเอามา ถวายจึงเรียกให้คนจับตัวถังซัมจั้ง ถังซัมจั้งก็ตกใจ แต่เห้งเจียร้องห้ามว่าพระองค์ อย่าเพิ่งวุ่นวายไป การใหญ่ของพระองค์จะเสียไป ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำ (ลิบเต้ห่วย) ก็ชื่อคงมีจริง ไท้จื๊อโกรธพูดว่า จงมานี่ข้าจะถามอันชื่อจริงนั้นจะส่งไปศาลชำระหรือเห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าคือสานุศิษย์ของท่านพระถังซัมจั่ง ข้าพเจ้าชื่อซึงหงอ คง จะไปกับพระอาจารย์ ณ ประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เมื่อคืนนี้ อาจารย์ของข้าพเจ้านอนหลับฝันเห็นไปว่า พระราชบิดาของพระองค์มาบอกว่า ถูกช่วนจินทำอุบายฆ่าอยู่ในสวนดอกไม้ที่ในบ่อแปดเหลี่ยม (ลิวลี่) นั้น ช่วนจิน แปลงรูปร่างให้เหมือนแก่พระองค์บัดนี้ตั้งตัวปลอมเป็นพระองค์อยู่ในพระราชวัง ขุนนางทั้งหลายก็หามีผู้ใดจะรู้สึกได้ไม่ ตัวท่านก็ยังทรงพระเยาว์อยู่ หารู้ความ อะไรไม่ ได้ห้ามท่านมิให้เข้าข้างในเกรงจะรู้ระแคะระคายและได้ปิดประตูสวน สามปีมาแล้ว เมื่อคืนนี้พระราชบิดาท่านมาชี้แจงและขอให้ช่วยกำจัดปิศาจช่วนจิน และได้บอกว่าท่านวันนี้จะมาประพาสป่า เพราะฉะนั้นจึงแปลงตัวเป็นกระต่าย ล่อให้ท่านไล่มา เพื่อพบแก่พระอาจารย์ของข้าพเจ้า ท่านจำก้อนหยกวิเศษได้ แล้วทำไมจึงไม่คิดถึงพระราชบิดาที่ได้บังเกิดท่านมาเล่าไท้จื้อได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลายดังนั้น ก็สลดจิตลงทันทีคิดอยู่ในใจว่า จะไม่ เชื่อหรือความที่พูดก็ล้วนแต่เป็นความจริงทุกประการ ถ้าเชื่อทำไมจะได้เห็นพระ ราชบิดาเล่า คิดไปก็แสนยากเห้งเจียเห็นกิริยาไท้จื๋อยังไม่เชื่อสนิทลงได้ จึงพูดว่า ไท้จื๋อไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าจะให้ได้ความจริงแล้ว จงรีบไปถามพระราชมารดาดู ก่อนนั้นและจะได้เห็นจริง คือพระราชมารดาได้ทรงสังเกตหรือไม่ว่าพระราชสามี ก่อนกับบัดนี้ มีความแปลกประหลาดผิดสังเกตอย่างไรบ้าง ก็จะรู้ได้แน่นอน ไท้ จ้อว่าดังนั้นเห็นจะรู้ความได้จริง จะเข้าไปถามมารดาดูก่อนแล้วจึงจะกลับมา พูด ดังนั้นแล้วก็ผุดลุกจะไป มือกำก้อนหยกไว้ด้วย เห้งเจียจึงห้ามไท้จื้อว่าจะไปมา อย่าให้รู้ความพระองค์จงไปแต่ใครผู้เดียว จงกลับแต่ผู้เดียว อย่าเข้าทางข้างหน้า จงเข้าทางประตูหลังพระราชวัง แม้ว่าปะพระราชมารดาแล้วอย่าพูดเสียงดัง จง พูดแต่เบา ๆ ด้วยปิศาจช่วนจินนั้น มีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่ แม้ว่ารู้ถึงมันแล้ว แม่ลูกจะไม่ดำรงอยู่ใต้ ไท้จื้อได้ฟังเห้งเจียแนะนำก็ทรงจำไว้ในใจ จึงออกมาข้าง นอกบอกพวกทหารให้คอยอยู่ที่นี่ อย่าไปข้างไหนข้ามีกิจอันหนึ่ง จะกลับมา พร้อมกันก่อนจึงค่อยไป สั่งแล้วก็ขึ้นทรงม้ารีบขับเข้าไปหาพระราชมารดายังวังในบัดเดี่ยวก็ถึงพระนคร เข้าประตูเมืองเลยไปยังประตูหลังวังในเข้าไปในวัง เวลานั้น นางฮองเฮาออกมานั่งอยู่ที่หอเย็น มีนางสาวใช้เฝ้าอยู่ด้วยสองสามคน นางกำลังคร่ำครวญโศกศัลย์อยู่ โดยเหตุที่ทรงพระสุบินฝันไปถึงเรื่องพระราชสามี พอไท้จื้อเข้าไปถึงคุกเข่าลงคำนับร้องเรียกว่าพระมารดา ฮองเฮาเงยพระพักตร์แล ไปเห็นไท้จื๊อ ออกพระโอษฐ์ว่าลูกแม่ดีแล้วดีแล้ว สองสามปีแล้วไม่ได้พบเห็น แม่คิดถึงเป็นที่สุด วันนี้ทำไมจึงมาหาแม่ได้เล่าเขาไม่ เขาไม่ห้ามปรามดอกหรือ ไทจื้อเคารพแล้วพูดว่า ลูกมีธุระจะพูดด้วยพระมารดา ขอจงบอกคนเหล่านี้ให้ ออกไปเสียก่อน ฮองเฮาจึงบอกให้สาวใช้เหล่านั้นออกไปเสียแล้ว ไท้จื๊อพูดว่าขอ พระมารดาได้โปรดยกโทษให้ลูกเถิด ลูกจึงจะพูดได้ ฮองเฮาตรัสว่าแม่ลูกกัน ทำไมไม่กล้าพูดเล่าเจ้าจงพูดไปเถิด ไท้จื้อถามว่าพระมารดาอยู่กันอบรมกับพระ ราชบิดาเมื่อสามปีก่อนกับสามปีหลังนั้นมีความผิดแปลกพระทัยอย่างไรบ้างฮองเฮาได้ฟังไทจื้อทูลถามดังนั้น ให้หวาดหวิวในพระทับตกตะลึกไปเป็นครู่ จึงลุกมากอดไท้จื้อไว้กับอกน้ำพระเนตรตกลงพราก ๆ จึงค่อยกระซิบแต่เบา ๆ ถามว่านี่ลูกไปเอาเหตุการณ์ที่ไหนมาถามแม่ แม้ว่าเจ้าไม่ถามแม่ ถึงแม่ตายไป เมืองนรกแล้ว ความเรื่องนี้ก็ไม่แจ่มแจ้งว่ากระเลย แม่จะเล่าให้พ่อฟัง เมื่อสามปี ก่อนจะอยู่กันด้วยกันอบอุ่นสุขุมดี เมื่อสามปีหลังมาจนบัดนี้ ความสัมผัสถูกต้อง รู้สึกว่าเย็นดุจน้ำแข็งและกระด้างขัดแข็ง ถามเธอ เธอก็บอกว่าอายุมากกำลังก็ ถอยไป ไท้จื้อเมื่อได้ฟังพระราชมารดาเล่าให้ฟังดังนั้นก็เคารพจะลาไป ฮองเฮา จึงยึดไว้ถามว่ามีกิจธุระจะทำไมหรือ เหตุใดไม่พูดให้หมดความจะด่วนไปข้างไหน ไท้จื๊อทูลว่าลูกไม่อาจอยู่ช้า ด้วยเมื่อเช้านี้มีรับสั่งให้ออกไปป่าไล่เนื้อ บังเอิญไป พบพระถังซัมจั่ง และสานุศิษษ์ชื่อเห้งเจียจะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เห้งเจียมีฤุทธาอานุภาพอาจปราบภูตผีปิศาจได้ เหตุด้วยพระราชบิดาตายอยู่ที่ ในสวน ที่บ่อโป๊ยก๊กลิวลี่แจ๊ช่วนจินแปลงเป็นพระราชบิดาชิงราชสมบัติตั้งตัวอยู่ บัดนี้ เมื่อคืนนี้ในเวลาสามยามพระราชบิดาไปเข้าฝันเชิญเธอทั้งสองมายังเมือง จับปิศาจ พระราชบิดาให้หยกขาวแก่พระถังซัมจั้งไว้เป็นสำคัญลูกก็ไม่สามารถ จะเชื่อได้จึงได้เข้ามาถามพระมารดาก็ได้ทราบเหตุการณ์ดังนี้ จึงแน่ใจว่าปิศาจ จริงไม่สงสัย จึงส่งหยกขาวให้พระราชมารดาทอดพรเนตร ฮองเฮารับหยกมาดูก็ รู้แน่ว่า เป็นของพระราชสามีก็ทรงพระกันแสง บอกไท้จื้อว่า เมื่อคืนนี้เวลายำรุ่ง พระบิดาของเจ้ามายืนอยู่ต่อหน้าแม่นี้ เปียกน้ำทั้งพระองค์ บอกว่าเธอสิ้นพระชนม์ แล้ว วิญญาณจิตของเธอไปนิมนต์พระถังซัมจั่งให้ช่วยมาปราบปรามปิศาจ เธอ เล่าบอกให้ฟังทุกประการ จำได้บ้างลืมไปเสียบ้าง เวลานี้กำลังตรึกตรองอยู่ บังเอิญ เจ้าเข้ามาพูดดังนี้ และทั้งได้เพชรนั้นมาด้วย แม่จะขอเอาเพชรนั้นไว้ก่อน ลูกจง ไปเชิญพระถังซัมจั้งเข้ามา จะได้คิดอ่านกำจัดปิศาจนั้นเสีย เพื่อได้รู้ความเท็จจริง และจะได้แก้แค้นแทนบิดาด้วยไท้จือได้ฟังพระราชมารดาสังสอนดังนั้น ก็รีบทูลลากลับออกมาขึ้นม้า ตรง ไปยังวัด (โป๊ลีมยี) ลงจากม้าเข้าไปหาพระถังซัมจั่งแต่พระองค์เดียว ครั้นถึงจึง คำนับเห้งเจีย เห้งเจียจับมือไท้จื๊อถามว่า พระองค์ไปพบพระราชมารดาได้ความ ประการใด ไท้จื้อแจ้งความว่า ข้าพเจ้าได้ถามพระราชมารดาแล้ว พระองค์ทรง เล่าความฝันให้ฟังไม่ผิดเพี้ยนตรงกันทุกประการตามที่ท่านเล่าบอก เห้งเจีย หัวเราะแล้วพูดว่า การก็นานมาถึงสามปีแล้วก็เงียบสงบอยู่ไม่มีผู้รู้เหตุ ขอไท้จื้อ อย่ารีบร้อนจะเสียการ ไว้ธุระข้าพเจ้าจะคิดกำจัดปิศาจนั้นให้จงได้ เวลานี้ก็จวน ค่ำแล้ว พระองค์จงรีบกลับไปเมืองก่อน คอยรอเวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปไท้จื้อพูดว่า มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าออกมาไล่เนื้อ ในวันนี้ก็ไม่ได้สัตว์สักตัวเดียว จะกลับเข้าไปก็ยากอยู่ เห้งเจียพูดว่าทำไมจึงไว้ให้จวนเวลาอย่างนี้ พูดแล้วเห้งเจีย ก็เหาะขึ้นบนอากาศ ร่ายพระคาถาเรียกเจ้าที่เจ้าเขาเจ้าป่ามาพร้อมกันในทันใดนั้น เห้งเจียพูดว่า ขอแรงเจ้าเขาเจ้าป่าทั้งหลาย ให้ช่วยไล่สัตว์ป่ามาให้ไท้จื๊อเธอจะ ได้กลับเมือง เจ้าทั้งหลายได้ฟังคำสั่งเห้งเจียดังนั้น ต่างก็พากันไปให้พวกผีไล่ ประเดี๋ยวใจ สัตว์ป่าต่าง ๆ ก็วิ่งมาเป็นอันมาก เจ้าทั้งหลายก็มาคำนับบอกเห้งเจีย เห้งเจียก็ร่ายพระคาถาให้สัตว์เหล่านั้นอยู่ที่ข้างทาง เห้งเจียก็กลับลงมาบอกแก่ ไท้จื๊อให้ไปจับสัตว์ป่าที่ข้างหน้านั้นไท้จื๋อจึงคำนับพระถังซัมจั้งและเห้งเจียแล้ว สั่งให้พวกทหารยกกลับเข้าเมือง ไท้จื๊อขี่ม้าขับพลเดินมาประเดี้ยวหนึ่ง แลไปข้างหน้าก็เห็นสัตว์ป่ายืนอยู่มากมาย หลายตัว พวกพลก็ดีใจพากันเข้าจับได้ต่างคนต่างร้องสรรเสริญว่า ไท้จื้อมีบุญ มากเทพยดาจึงไล่สัตว์มาให้ดังนี้ พวกเหล่านั้นก็หาได้รู้ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเห้ง เจียไม่ พวกพลทหารพากันร้องเพลงรื่นเริงมาตามทางฝ่ายเห้งเจียพระถังซัมจั้งครั้นไท้จื๊อกลับไปแล้ว ก็พากันกลับเข้าไปพักยังหอ พระธรรม ประมาณยามเศษเห้งเจียมีธุระในจิตก็หลับไม่ลง จึงผุดลุกขึ้นมาเดิน มาข้างเตียงพระถังซัมจั้ง เรียกว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้ามีธุระอย่างหนึ่ง พระถังซัม จั่งถามว่ามีธุระอะไรหรือเห้งเจียว่าเมื่อกลางวันนี้ พูดอวดแก่ไท้จื๊อว่าอันจะจับ ปิศาจนั้นดุจล้วงของในถุง ข้าพเจ้ามานึกขึ้นได้ว่า เห็นจะเป็นการยากมากที่สุด เสียแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่ายากด้วยเหตุอย่างไร เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ก็รู้ แต่สวดมนต์ไหว้พระเท่านั้น หาได้รู้การผันแปรอะไรไม่ คำโบราณท่านว่าแม้จับ โจรก็ต้องรู้ท่วงที ปิศาจนี้มันแปลงทำเป็นพระเจ้าแผ่นดินสามปีแล้ว ได้ร่วม สัมผัสสนมนางใน ขุนนางซ้ายขวาก็เป็นที่รื่นเริงด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าจับ ได้ปิศาจนั้นก็จะไม่มีข้ออันใดคาดโทษลงได้ พระถังซัมจั้งถามว่าทำไมจึงจะไม่ คาดโทษลงได้ เห้งเจียพูดว่าปิศาจจะพูดว่าข้าพเจ้าไม่มีผิดอะไร มาจับเขาเอาโทษ อะไรมาชีแจงให้เห็นเท็จและจริง หากเขาจะพูดอย่างนีเราจะเอาอะไรมาสำแดง เล่าดูไม่ชอบกล พระถังซัมจังจึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็สุดแต่เห้งเจียจะคิดอ่านให้การ สำเร็จได้ก็แล้วกัน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าได้คิดอุบายไว้อย่างหนึ่ง เสร็จแล้ว แต่ยังวิตกด้วยพระอาจารย์มีความป้องกัน พระถังซัมจั้งถามว่าป้องกัน ด้วยเหตุอะไร เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายมีความถือตัวว่า อาจารย์มีความลำเอียงเข้าแก่ เธอมาก พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมาไม่ลำเอียง เห้งเจียจะต้องประสงค์อย่างไรหรือ เห้งเจียจึงพูดว่าจะต้องทำการให้ทันในเวลานี้ คือข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายจะต้อง เข้าไปในเมืองโอเกยก๊ก และเข้าไปในสวนดอกไม้ที่บ่อ (โป๊ก็กลิวลี่แจ๊ว ค้นหา ซากศพเอามา พรุ่งนี้เราพากันเข้าไปในเมืองทำเป็นจะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง แม้เห็นปิศาจได้เข้าไปใกล้ถึงแล้ว ข้าพเจ้าจะตีด้วยกระบอง แม้ว่าปิศาจจะมี ความโต้ตอบว่ากระไร เราเอาศพนั้นให้เธอดู และพูดว่า มึงฆ่าพระเจ้าแผ่นดิน แล้วแปลงตัวปลอมเข้านั่งเมือง แล้วให้ไท้จื๊อออกมาร้องไห้ดูศพพระราชบิดา และให้ฮองเฮาออกมาพิจารณาดูพระศพพระราชสามี และให้ข้าราชการดูพระศพ เจ้านายของตัว ต้องกระทำอย่างนี้ข้าพเจ้าจึงจะลงมือกระทำได้ถนัด เพราะเรามี สิ่งสำคัญเป็นพยานปรากฏมั่นคงแล้วพระถังชัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นึกยินดีอยู่ในใจจึงพูดว่าซึ่งเห้งเจียคิด อ่านดงนี้ก็ดีแล้ว วิตกแต่โป๊ยก่ายจะไม่ยอมไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า พูดว่าอาจารย์คอยป้องกัน ทำไมพระอาจารย์จึงรู้ว่าโป๊ยก่ายจะไม่ยอมไปเล่า แม้ว่าพระอาจารย์ไม่ลำเอียงแล้วอย่าว่าแต่โป๊ยก่ายคนเดียวเลย ให้อีกเก้าโป๊ยก่าย ข้าพเจ้าก็มีปัญญาคิดให้ตามหลังข้าพเจ้าไปได้พระถังซัมจั้งพูดว่าตามใจเห้ง เจียเห็นชอบเห็นควรอย่างใดก็จงทำเถิด เห้งเจียจึงเดินไปริมเตียงโป๊ยก่ายร้อง เรียกว่าโป๊ยก่ายจงลุกขึ้นเถิด โป๊ยก่ายขี้เซาไม่ลุก เห้งเจียเปิดมุ้งดึงใบหูให้ลุกขึ้น โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ป่านนี้แล้วก็ยังไม่นอน จะมาหยอกอะไรกันอยู่อีก นอนเอา กำลังไว้พรุ่งนี้จะได้เดิน เห้งเจียพูดว่าไม่ใช่หยอกเล่น มีธุระสำคัญจะใคร่ให้โป๊ย ก่ายไปด้วยกัน โป๊ยก่ายถามว่า มีธุระอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่า น้องไม่ได้ยิน หรือเมื่อกลางวันนี้ไท้จือเธอมาพูดแก่พระอาจารย์ว่า ปิศาจนันมีของวิเศษวันพรุ่ง นี้พวกเราจะเข้าไปในเมืองก็คงจะไม่ทันต่อสู้กับปิศาจ แต่วิตกว่าปีศาจมีของวิเศษ ก็จะกลับให้ร้ายแก่พวกเรา จำเป็นพวกเราจะต้องลงมือเสียก่อน ลักเอาของ วิเศษนั้นมาเสียจะมิดีหรือโป๊ยก่ายว่า นี่พี่จะหลอกให้ข้าไปเป็นโจรขโมยด้วยหรือ ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าไป ด้วยไม่ได้ หากว่าไปกับพี่แม้ได้ของวิเศษมาข้าพเจ้าจะเอาเป็นของข้าพเจ้า พี่จะ ยอมให้ข้าพเจ้าหรือ เห้งเจียบอกว่าพี่จะยอมให้ของวิเศษแก่น้อง ตัวพี่จะขอแต่ ชื่อเสียงเท่านั้น โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจผุดลุกขึ้นหยิบเอาเสื้อใส่เสร็จแล้ว ก็ พร้อมกันค่อย ๆ เปิดประตูออก เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เหาะไปยังเมืองโอเกยก๊กเวลา นั้นตีกลองยามได้สองยาม โป๊ยก่ายเห้งเจียก็ลงเดินเข้าไปยังกำแพงชั้นในแผ่นขึ้น ไปบนกำแพงแล้วโดดลงไปยังพื้น ก็พากันเดินเที่ยวค้นหาสวนดอกไม้ เห้งเจีย เดินมาก่อนเห็นประตูลั่นกุญแจไว้แน่นหนาเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายให้ลงมือ โป๊ยก่าย เอาคราดสับกระชากประตูก็หักพังล้มลงไปสิ้น เห้งเจียกระโดดเข้าไปก่อน โป๊ยก่าย ตกใจยึดเห้งเจียไว้ พูดว่าเราเป็นขโมยทำอึกทึกอย่างนี้ เรารู้เขามิจับตัวเราไป ชำระหรือจะไม่ถึงความตายดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าน้องยังไม่รู้ น้องจงพิเคราะห์ ดูในสวนนี้ มีต้นผลไม้ดอกไม้ประหลาดต่างๆ ดูงดงามหาที่เปรียบมิได้ โป๊ยก่าย ว่าไปสนุกทำไมกับของเหล่านั้น รีบไปธุระของเราให้เสร็จจะได้กลับ เห้งเจียจึง คิดขึ้นได้ว่า พระอาจารย์ได้ฝันเห็นว่า ที่ใต้ต้นกล้วยนั้นมีบ่อ แลไปก็เห็นต้น กล้วยมีอยู่ต้นหนึ่งเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า ของวิเศษนั้นอยู่ใต้ต้นกล้วยนี้ จงรีบ ลงมือขุดเถิด โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับลงกระชากต้นกล้วยล้มลงแล้วค่อย ๆ เอา ปากคุ้ยดินขึ้นประมาณลึกสักสามสี่ศอก ก็แลเห็นมีแผ่นศิลาใหญ่ปิดขวางอยู่ โป๊ย ก่ายดีใจพูดว่า พี่เห้งเจียเห็นจะมีของวิเศษจริง จึงมีแผ่นศิลาปิดอยู่อย่างนี้ เห้ง เจียบอกว่าจงงัดเอาแผ่นศิลานั้นขึ้น โป๊ยก่ายก็เอาปากคุ้ยงัดแผ่นศิลานั้นขึ้นแล้ว เห็นมีแสงสว่างฟุ้งขึ้นมาเป็นวาววับ โป๊ยก่ายดีใจว่าเป็นของวิเศษ ครั้นพิจารณา ดูก็เป็นบ่อ ด้วยแสงพระจันทร์ส่องลงไปจึงได้มีแสงระยับขึ้นดังนั้น โป๊ยก่ายว่าถ้า รู้ว่าเป็นดังนี้ เราได้ติดเอาเชือกมาด้วยก็จะดีได้ลงไป เห้งเจียถามว่าจะลงไปหรือ โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะลงไป เห้งเจียว่าถ้าจะลงไปก็ผลัดเสื้อกางเกงเสีย พี่จะทำ ให้ลงไปได้โป๊ยก่ายก็ผลัดเสื้อกางเกง เห้งเจียก็เอากระบองวิเศษร้องให้ยาว กระ บองก็ยาวออกแปดเก้าศอกบอกโป๊ยก่ายให้กอดหัวกระบอง แล้วเห้งเจียก็ค่อย ๆ หย่อนลงไปในบ่อ ครั้นถึงหลังน้ำเห้งเจียร้องถามว่า เห็นของวิเศษหรือยัง โป๊ยก่าย ว่าของวิเศษไม่เห็น ๆ แต่น้ำเท่านั้น เห้งเจียว่าของวิเศษนันจมอยู่กันบ่อ จงดำ ลงไปเอาขึ้นมา โป๊ยก่ายถนัดในการนำ เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนันก็ปล่อยจาก กระบองดำมุดลงไป่ บ่อนั้นลึกลงไปยังบาดาล โป๊ยก่ายดำลงไปทีหนึ่งก็ลืมตาแล ดูเห็นมีติกสูง มีหนังสือจดไว้ที่หน้าประตูว่าตำหนัก (จุ๊ยเจียเกง) โป๊ยก่ายเห็นดัง นันก็ตกใจ สำคัญว่านีเราออกท้องทะเลใหญ่ ด้วยเดิมโป๊ยก่ายก็มิได้รู้ว่าบ่อนัน ทะลุไปถึงบาดาล บังเอิญบริวารพวกพระยานาคเที่ยวตระเวนตามชายทะเล มา พบโป๊ยก่ายเข้าก็รีบไปบอกแก่ฮั้ยเล่งอ๋องว่า ข้าพเจ้าไปพบคนผู้หนึ่งปากยาวหู ใหญ่แหวกน้ำเดินมาขอไต้อ๋องได้ทราบเล่งอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เห็นทีจะเป็นพ่องง่วนโซ่ยเมื่อวานนี้ เทพารักษ์ ได้มานำเอาวิญญาณจิตของเจ้าเมืองโอเกยก๊กไปหาถังซัมจั้ง บัดนี้จะมาถึงดอก กระมัง จึงเดินออกมาหน้าตำหนักและเห็นโป๊ยก่าย จึงเรียกว่าพี่พ่องง่วนโซ่ยเข้า มาพักข้างในก่อน โป๊ยก่ายแลไปเห็นเล่งอ้องก็ค่อยดีใจด้วยคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนจึงคำนับแล้วเข้านัง เล่งอ๋องถามว่า โป๊ยก่ายเข้าไปข้างในตัวยังเปียกน้ำอยู่ ข้าพเจ้าได้ยินว่า ท่านรักษาพระถังซัมจั่งไปประเทศไซทีอาราธนาพระธรรม ทำไม ท่านจึงลงมาถึงที่นี่ได้ โป๊ยก่ายตอบว่า อันความจริงก็จริงดังท่านถาม แต่พี่ซึง หงอคงให้ข้าพเจ้าลงมาเอาของวิเศษอะไรที่ท่านก็ไม่รู้ เล่งอ๋องพูดว่า ข้าพเจ้าจะ เอาของวิเศษอะไรที่ไหนมาให้ ไม่เหมือนท่านเล่งอ๋องตามมหาสมุทรใหญ่เธอ เหาะหินเปลี่ยนแปลงรูปกายได้ จึงจะมีของวิเศษ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แต่ตะวันก็มิได้ เห็นจะเอาของวิเศษที่ไหนมาโป๊ยก่ายพูดว่าท่านเล่งอ่อง อย่าหลีกเลี่ยงไปเลยแม้มีแล้วจงเอาออกมาเถิด เล่งอ้องพูดว่ามีก็มีอยู่สิ่งหนึ่ง แต่เอาออกไม่ได้ท่านง่วนโซ่ยไปดูเอาเองเถิด โป๊ย ท่ายว่าดีแล้ว ๆ โป๊ยก่ายเดินตามเล่งอ๋องไปดู ครั้นถึงที่ห้องหอระเบียง เล่งอ๋อง ยกมือชี้ว่านี่แหละของวิเศษแล้ว โป๊ยก่ายแลไปก็เห็นคนนอนอยู่บนเตียง ตัวยาว หกศอก เล่งอ๋องพูดว่านี่แหละคือของวิเศษ โป๊ยก่ายเดินเข้าไปใกล้พิจารณาดูก็ เห็นเป็นซากศพคนตาย บนศีรษะสวมหมวกอย่างกษัตริย์ พร้อมเครื่องแต่งตัว ล้วนแต่เครื่องกษัตริย์ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดวา ของวิเศษอย่างนี้ เมื่อข้าพเจ้าอยู่เป็นปิศาจ เอามากินเสียกระดูกกองเท่าภูเขา อย่างนี้จะว่าของ วิเศษอะไรได้ เล่งอ๋องพูดว่า ท่านง่วนโซ่ยยังไม่ทราบ นี่แหละคือพระเจ้าแผ่นดิน (โอเกยก๊ก) ตกลงมาในบ่อนี้ถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าเอาแก้ววิเศษใส่ปากไว้ รูป กายจึงยังไม่เน่าเปื่อยพองอยู่มาได้จนทุกวันนี้ แม้ว่าท่านเอาขึ้นไปให้หงอคงบางที จะหายาวิเศษแก้ฟื้นเป็นขึ้นได้แล้ว สารพัดของวิเศษท่านจะปรารถนาอย่างไรก็คง ได้ทั้งสิ้นโป๊ยก่ายพูดว่าถ้ากระนั้นท่านเล่งอ๋องกับข้าพเจ้าช่วยกันหามออกไปท่านจะให้ เงินข้าพเจ้าหรือ เล่งอ๋องพูดว่าความจริงนั้นเงินของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้าจะเอา ที่ไหนมาให้ท่านเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าท่านใช้คนทำไมไม่มีเงินเล่า ถ้าไม่มีเงินข้าพเจ้า ก็ไม่หามละเล่งอ๋องพูดว่าท่านไม่หามก็เชิญออกไปเถิด โป๊ยก่ายก็เดินกลับออกไป เล่งอ๋อง จึงเรียกบริวารสองคนให้หามศพนั้นออกนอกประตูแล้ว เอาแก้ววิเศษบังน้ำ โป๊ย ก่ายหันหน้ามาดูก็ไม่เห็นห้องหอเอามือไปคลำดูก็ถูกซากศพก็ตกใจรีบโผล่ขึ้นบน หลังน้ำ เกาะอยู่ข้างริมบ่อร้องเรียกว่าพี่เห้งเจีย ส่งไม้กระบองลงมารับข้าพเจ้าด้วย เห้งเจียร้องถามลงไปว่า มีของวิเศษหรือเปล่า โป๊ยก่ายบอกว่าข้างก้นนั้นมี พระยานาคบอกให้ข้าพเจ้าหามศพคนตายขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่ยอมหาม เห้งเจียบอก ว่านั่นแหละของวิเศษแล้ว ทำไมจึงไม่หามขึ้นมาเล่า โป๊ยก่ายบอกว่าเป็นซากศพ เปรอะเปื้อนข้าพเจ้าจะหามอย่างไร เห้งเจียว่าถ้าเจ้าไม่หามศพขึ้นมาข้าจะกลับไป วัดนอนให้สบายใจดีกว่าโป๊ยก่ายตกใจพูดว่า พี่อย่าเพิ่งไปคอยข้าพเจ้าก่อนจะกลับไปหามขึ้นมา โป๊ย ก่ายดำลงไปคลำค้นหาพบแล้วก็พยุงยกขึ้นวางบนหลังแบกกลับขึ้นมา โผล่พ้นน้ำ แล้วจึงร้องเรียกว่าพี่เห้งเจียส่งกระบองลงมารับทีเถิด เห้งเจียก็หย่อนกระบองลงไป โป๊ยก่ายก็อ้าปากกัดกระบอง เห้งเจียก็ค่อย ๆ ลากขึ้นมา โป๊ยก่ายก็วางซากศพ นั้นลง เอาเสื้อผ้าผลัดเห้งเจียก็มาพิจารณาดู เห็นรูปกายก็ยังสดใสดุจคนเป็น จึงหันหน้ามาพูดแก่โป๊ยก่ายว่า คนนี้ตายได้สามปีแล้วทำไมจึงไม่ทรุดโทรมเน่าเปื่อย โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังไม่รู้ที่ใต้บ่อนี้มีเล่งอ้อง บอกแก่ข้าพเจ้าว่า เธอได้เอาแก้วมณี วิเศษใส่ไว้ในปากศพ รูปกายจึงมิได้ทรุดโทรม เห้งเจียว่าเหมาะแล้ว ๆ ข้อหนึ่ง เธอยังมิได้แก้แค้น ข้อสองจะให้พวกเราสำเร็จคิด โป๊ยก่ายจงรีบแบกไปเถิดโป๊ยก่ายถามว่าจะให้แบกไปที่ไหน เห้งเจียว่าแบกกลับไปหาอาจารย์ โป๊ยก่าย บ่นว่าเรากำลังนอนดี ๆ ถูกอ้ายหัวลิงมันหลอกว่ามีของวิเศษ แล้วมิหนำซ้ำใช้ให้ เราแบกคนตายไปอีก เราไม่แบกไปแล้ว เห้งเจียว่าถ้าเจ้าไม่แบกไป ก็จงนอนลง ให้เราตีเสียยี่สิบที่โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ไม้กระบองใหญ่แม้จะตียี่สิบที ก็จะเหมือน พระเจ้าแผ่นดินนี้เป็นแน่ เห้งเจียพูดว่าแม้เจ้ากลัวตาย ก็จงรีบแบกศพนี้ไปโดย เร็วเถิดข้าจะได้ไม่ตี โป๊ยก่ายก็เข้าพยุงศพขึ้นบนหลังแบกออกจากสวนดอกไม้ เห้งเจียก็ร่ายพระคาถา บันดาลเป็นม้วนลมเป่าหอบเอาโป๊ยก่ายข้ามพ้นกำแพง เมืองออกมา เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ลงยังพื้นค่อย ๆ เดินไป โป๊ยก่ายเดินพลางนึก แค้นใจว่าอ้ายลิงนี้มันทรกรรมกู กูกลับไปถึงต่อหน้าพระอาจารย์จะแก้แค้นมันบ้าง เดินมาประเดี๋ยวก็ถึงวัด เดินเข้ามาที่หอ เอาศพวางลงที่หน้าประตู แล้วร้องเรียก ว่าอาจารย์ลงมาดูเถิด พระถังซัมจั่งถามว่าดูอะไร โป๊ยก่ายพูดว่าไม่ทราบว่าปู่ย่า ตายายหรือชวดอะไรของพี่เห้งเจีย ใช้ให้ข้าพเจ้าแบกมานี่แล้วพระถังซัมจั้งก็รีบเปิดประตูออกมาดู เห็นรูปพระมหากษัตริย์ยังสดใสอยู่มิได้ แปรปรวน ดูดุจยังมีชีวิตอยู่ พระถังซัมจังเห็นดังนี้ก็เกิดความสังเวชพูดว่า ไม่รู้ พระองค์ทำกรรมเวรไว้อย่างไรจึงให้เขาคิดฆ่าได้อย่างนี้ และทั้งบุตรภรรยาและ ขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไม่มีใครรู้เหตุผลคิดดูก็น่าสงสาร พูดดังนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลตกลงพรั่งพราย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เธอก็มิใช่วงศาคณาญาติของอาจารย์ ทำไมจึงได้ร้องไห้ร้องห่มเอาจริงเอาจัง อย่างนั้นพระถังซัมจั่งพูดว่าเราบวชเป็นสมณะต้องมีจิตกรุณาปรานีจึงจะควรโป๊ยก่าย ทำไมจึงมีจิตคัดง้างอย่างนั้นเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าไม่ใช่คัดง้าง คือเหตุที่พี่เห้งเจีย ได้พูดแก่ข้าพเจ้าว่า เธอจะแก้ให้ฟื้นขึ้นอย่างเดิม พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึง เรียกเห้งเจียมาพูดว่าแม้ฝีมือประสิทธิ์แก้ให้พระมหากษัตริย์กลับเป็นมาได้ สร้างกุศลสักเจ็ดวันก็สู้ไม่ได้ เห้งเจียพูดว่า ทำไมพระอาจารย์จึงไปเชื่ออ้ายชาติ หมูกินรำอย่างนั้นเล่า อันธรรมดาคนตายแล้วได้เจ็ดวันก็ดี หรือเดือนหนึ่งก็ดี ใน มนุษยโลกก็สิ้นกรรมเวรแล้ว ย่อมเคลื่อนไปปฏิสนธิต่อเข้าแห่งภพหน้าถือเอา กำเนิดมีวิญญาณอีก ในภพใดภพหนึ่ง ก็นี่ตายมาได้ถึงสามปีแล้ว ทำอย่างไร จึงจะแก้ให้คืนกลับเป็นมาได้เล่าพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าถ้าดังนั้นก็เห็นจะแก้ไม่ได้ โป๊ยก่ายยังไม่หายโกรธ พูดว่าอาจารย์ถูกเธอหลอกแล้ว ท่านลองภาวนาคาถาดู ที่เธอจะแก้ได้หรือไม่ พระถังซัมจั้งก็เชื่อจึงภาวนา เห้งเจียก็ปวดศีรษะนัยน์ตา ทะเล้นออกมาเหลือจะทนได้จึงร้องขอพระอาจารย์ว่า ท่านจงหยุดก่อน ข้าพเจ้า จะคิดอ่านแก้ไขให้จงได้ พระถังซัมจั้งว่าจะแก้อย่างไร จงบอกให้เรารู้ เห้งเจียตอบว่า จะต้องไปหาพระยามัจจุราชเงียมกุน รับวิญญาณมาจึงจะแก้ได้ โป๊ยก่ายว่าพระ อาจารย์อย่าเชื่อ เธอพูดว่าไม่ต้องไปหาเงียมกุนในมนุษยโลกแก้จึงจะเห็นคุณ พระถังซัมจั้งเชื่อฟังโป๊ยก่ายก็ยิ่งภาวนา เห้งเจียก็รับว่าจะรักษาในมนุษยโลกนี้แหละ โป๊ยก่ายว่าพระอาจารย์อย่าหยุดภาวนาไปเถิด เห้งเจียด่าว่าอ้ายโป๊ยก่าย อ้าย สัตว์เดียรัจฉาน มึงยุให้อาจารย์ภาวนาให้กูได้ความเจ็บโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า พี่เห้งเจียแกซิรู้จักแกล้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่รู้จักแกล้งแกบ้างหรือ เห้งเจียจึง พูดว่าอาจารย์จงหยุดเถิดรอให้ข้าพเจ้าไปหายามาแก้เถิด พระถังซัมจั้งว่าจะไป หายาทีไหน เห้งเจียบอกว่าจะไปหายาบนสวรรค์ คือจะไปหาท้ายเสียงเล่ากุน ขอยาวิเศษสักเม็ดหนึ่งเรียกวิญญาณเข้ารูปได้ ก็จะฟื้นขึ้นยังเดิม พระถังซัมจัง จึงบอกว่า เห้งเจียจงรีบไปหายาเถิดอย่าได้ช้าเลยเห้งเจียว่าเวลานี้ก็ได้สามยามมาแล้ว จะไปมาก็พอสว่างพอดี คนก็กำลังนอน เงียบสงัด จะได้ใครร้องไห้ศพสักคนหนึ่งจึงจะดี โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียไม่ต้องพูด การร้องไห้เป็นธุระของข้าพเจ้าจะร้องเอง เชิญพี่ไปหายาเถิดอย่าเป็นห่วงเลย เห้งเจียพูดว่าไหนเจ้าลองร้องไห้ข้าฟังเป็นตัวอย่างดูที่หรือจะได้หรือไม่ โป๊ยก่ายก็ อ้าปากร้องไห้ไม่หยุดสะอึกสะอื้นคร่ำครวญดุจคนร้องไห้หน้าศพจริง ๆ โปยก่าย ร้องจนผู้ฟังเกิดความสมเพชน้ำตาออก พระถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายคร่ำครวญก็ เกิดสังเวชสลดจิตจนน้ำตาไหล เห้งเจียก็อดหัวเราะไม่ได้แล้วพูดว่า ร้องไห้อย่าง นี้ดีแล้ว จงร้องไปอย่าหยุด แม้ว่าไม่ร้องจะเฆี่ยนยี่สิบทีโป๊ยก่ายพูดว่าพี่จงไปเถิด พนักงานร้องไห้อยู่กับข้าพเจ้าเองเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึงชั้นดุสิตเข้าไปยังวิมานท้ายเสียง เล่ากุน เดินเข้าไปในประตู เวลานั้นท้ายเสียงเล่ากุน กำลังปรุงยาอยู่ในห้องยา เห็นเห้งเจียเข้ามา ร้องสั่งสานุศิษย์ทั้งหลายว่าจงระวังยา อ้ายหัวขโมยยามาแล้ว เห้งเจียคำนับแล้วก็พูดว่าข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุน ถามว่า อ้ายลูกลิงทำไมไม่ไปตามพระถังซัมจั่ง มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ เห้งเจียจึง เล่าเหตุ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก็กให้เล่ากุนฟังทุกประการ บัดนี้ข้าพเจ้ามาขอ ความกรุณา ขอยาวิเศษที่เรียกวิญญาณให้คืนได้สักพันเม็ด จะได้เอาไปแก้พระ เจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้กลับเป็นมาตามเดิมเล่ากุนพูดว่ายาวิเศษจะขอไปพันเม็ดนั้นจะเอาไปกินเล่นต่างข้าวหรือ ยานั้น ไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า โปรดให้ทานสักร้อยเม็ดก็เอาเถิด ท้าย เสียงเล่ากุนพูดว่าไม่มีจงไปเถิด เห้งเจียก็ลุกขึ้นเดินออกไป ท้ายเสียงเล่ากุนหวน คิดขึ้นมาว่าเห็นจะไม่ได้การ ด้วยอ้ายลิงตัวนี้ฝีมือดีตัวสำคัญบอกให้ไปก็ไปเอาง่ายๆ ดังนี้ มันคงจะหวนกลับมาลักเอายาเป็นแน่ คิดเห็นดังนั้นแล้วก็เดินตามออกมา เรียกว่าเห้งเจียจงกลับมาก่อนเราจะให้ยาไปแต่สักหนึ่งเม็ดเห้งเจียพูดว่าท่าน ท้ายเสียงเล่ากุน แม้ว่ารู้ฝีมือ ข้าพเจ้าก็จงเอายามาให้เสียดี ๆ ท้ายเสียงเล่ากุน ก็เอาน้ำเต้ามาเทยาออก หยิบยาหนึ่งเม็ดส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับยานั้นมาแล้วก็ คำนับลาท้ายเสียงเล่ากุนออกจากประตูน้ำทีหมึงเหาะมายังวัดโป๊ลีมยี่ ก็ยังได้ยิน เสียงโป๊ยก่ายร้องไห้อยู่ไม่หยุด เห้งเจียก็เข้ามายังหอธรรมร้องเรียกอาจารย์ พระ ถังซัมจั่งถามว่าเห้งเจียมาแล้วหรือได้ยามาหรือไม่เห้งเจียบอกว่าได้มาแล้ว จึงร้องบอกโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องร้องไห้แล้ว จงหลีก ไปร้องที่อื่นเถิด แล้วเรียกซัวเจ๋งให้ไปตักน้ำมาซัวเจ้งก็เอาถ้วยแก้วไปตักน้ำที่บ่อ มาส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็คายยาออกจากปากวางลงในปากศพพระเจ้าแผ่นดิน แล้ว เอาน้ำกรอกลงไป ยาก็ลงไปในท้องบัดเดี้ยวก็ได้ยินท้องร้อง แต่ร่างกายยังไหวติง ไม่ได้ พระถังซัมจังว่าตายมานานแล้วลมกำลังก็สิ้นเสียแล้ว อย่างนี้ถ้าได้ใครต่อ ลมจึงจะฟื้นได้ โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะต่อให้ พระถังซัมจั้งว่า ตัวกิน สัตว์เมือกคาวยังอยู่ลมปากไม่สะอาด ให้เห้งเจียเขาต่อเถิด เพราะเขาบวชเรียน ตั้งแต่เล็กมา กินแต่ผลไม้ลมก็สะอาดดี เห้งเจียนั่งก้มลงเอาปากจรดกับปากศพ พระเจ้าแผ่นดินแล้ว เปิดปากออกเป๋าลมเข้าไปในคอหอยลมก็แล่นลงไปกระทั่ง ท้องน้อย สักประเดี้ยวมือและเท้าก็กระดิกได้ และร้องเรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง มีผุดลุกขึ้นคุกเข่าอยู่กับพื้นพูดว่าเมื่อคืนวานนี้ ยังจำได้ว่าจิตยังเป็นผีมานมัสการ ท่าน วันนี้กลับคืนเป็นอย่างมนุษยโลกแล้ว พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็เข้าพยุง ประคองให้ลุกขึ้น เชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้วฝ่ายพระสงฆ์ในวัดจัดของแจมาถวายพระถังซัมจั้งเวลาเช้า และไปเห็นพระ เจ้าแผ่นดินก็พากันตกใจมีความสงสัย เห้งเจียจึงเดินออกไปบอกว่าท่านทั้งหลาย อย่ามีความสงสัยเลย นี่คือพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เป็นเจ้านายของท่านทั้งหลาย เมื่อสามปีก่อนปิศาจมันฆ่าตาย เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าช่วยชีวิตกลับคืนมาได้วันนี้จะ เข้าไปในเมืองชำระให้รู้เท็จและจริง แม้มีเครื่องแจขอให้พวกข้าพเจ้ากินสักมื้อหนึ่ง จะได้เข้าไปในเมือง พวกพระสงฆ์เมื่อได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็จัดเครื่องแจมา เลี้ยง เห้งเจียจึงบอกให้เจ้าเมืองถอดเครื่องสำหรับกษัตริย์นั้นออกเสีย ขอผ้าขาว สมภารมาสองผืนผลัดนุ่งห่มเป็นตาปะขาวดาบส เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้ว พูดว่าท่านแต่งตัวดังนี้ตามพวกข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองพระเจ้าแผ่นดินคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านเปรียบประดุจบิดามารดา บังเกิดข้าพเจ้ามาใหม่ ท่านไปไหนข้าพเจ้าจะขอติดตามท่านไปกว่าจะหาชีวิตไม่ เห้งเจียว่าท่านไม่ต้องไป เมื่อไปในเมืองกำจัดปิศาจแล้ว ท่านจะได้อยู่รักษาบ้าน เมืองและราษฎรต่อไป พวกข้าพเจ้าก็จะขอลาไปไซที พูดดังนั้นแล้วก็พร้อมกัน ออกจากวัด ตรงมายังเมืองโอเกยก๊กฝ่ายพระสงฆ์ในวัดห้าร้อยรูป ก็เดินตามออกมาส่งจนสิ้นเขตอาวาส เห้งเจีย จึงพูดแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่าขอท่านทั้งหลายจงกลับยังกุฎีวิหารเถิด อย่าติดตาม มาให้อื้อฉาวเลยจะทำให้เสียการไป จงรักษาแต่เครื่องของพระมหากษัตริย์ไว้ให้จงดี เมื่อข้าพเจ้ากำจัดปิศาจแล้ว ท่านทั้งหลายจึงค่อยนำมาถวายเถิด ข้าพเจ้าจะได้ เสนอความชอบให้แก่ท่านทั้งหลาย พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พา กันกลับวัดทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์เดินมาได้ครึ่งวัก็ถึงเมืองโอเกยก๊ก ครั้นเดินเข้า ไปใกล้กำแพงเมือง เห้งเจียจึงเชิญให้อาจารย์ลงจากม้าแล้ว ห้าคนก็พากันเดินเข้า ไปในเมือง ครั้นถึงประตูพระราชวังเห้งเจียบอกแก่ขุนนางกรมวังว่า พวกข้าพเจ้า อยู่เมืองไต้ถัง พระเจ้าถึงไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ไปประเทศไซที อาราธนาพระไตร ปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอประทานเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ขอท่านเจ้าพนักงาน ได้นำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบ อันกุศลก็จะมีแก่ท่านด้วย พวกขันทีก็นำ ความขึ้นกราบทูลทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้นำเข้าไป่เฝ้า พวกขันทีจึงออกมาพา พระถังซัมจั้งกับศิษย์เข้าไปเฝ้าครั้นถึงหน้าพระที่นั่ง เห็นขุนนางข้าราชการซ้ายขวายืนเฝ้าอยู่ตามหน้าที่เป็น ลำดับ เห้งเจียจึงนำพระถังซัมจั่งมายืนอยู่ข้างหน้าไม่สะดุ้งหวาดหวั่น พวกขุนนาง แลเห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจทุก ๆ คนแล้วพูดว่า พระสงฆ์ป่าดงอะไรที่ไหนมาก็ไม่รู้ เข้าเฝ้าเจ้านายก็ไม่มีความเคารพคารวะอย่างนี้ ขุนนางเหล่านั้นพูดยังไม่ทันขาดคำ พระยามารก็ถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้อยู่ที่ไหน เห้งเจียทำหน้าชื่นพูดว่าพวกข้าพเจ้า อยู่เมืองไต้ถังอันเป็นพระมหานครใหญ่ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับสั่งให้ไปเมือง ไซทีอาราธนาพระธรรมบัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางตามตาม ธรรมเนียม พระยามารว่าหนังสืออยู่ที่ไหนจงเอามาดู เห้งเจียจึงเอาหนังสือส่งขึ้น ไปถวาย พระยามารรับแล้วคลี่ออกอ่าน ถามว่าเดินออกจากเมืองแต่คนเดียวมา ตามทางได้ศิษย์อีกสามคน รวมเป็นสี่คนด้วยกัน ก็อีกคนหนึ่งนั้นทำไมไม่มีใน หนังสือดูน่าสงสัย คนนั้นคือชื่อแซ่อะไรและอยู่ที่ไหนจับมาดูทีหรือเจ้าเมืองไอเกยก๊กได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จนตัวสั่นสิ้นสติถามเห้งเจียว่าจะทำ อย่างไรดี เห้งเจียจึงมาจับมือพูดว่าท่านอย่ากลัวข้าพเจ้าจะรับแทนท่านเอง เห้ง เจียจึงเดินขึ้นมาข้างหน้า บอกว่าคนนั้นเป็นใบ้พูดไม่ออก หูก็หนวกไม่ได้ยินเสียง พูด อันการร้ายดีมูลเหตุของคนนั้น ข้าพเจ้าทราบได้ทั้งสิ้น สามารถจะชี้แจงแทน ได้ทุกประการ พระยามารพูดว่า ถ้ากระนั้นจงชี้แจงตามความจริงจะได้ไม่ต้อง ถือโทษโกรธขึ้ง เห้งเจียจึงพูดว่า คนนั้นตั้งแต่เล็กมาจนแก่ หูหนวกเป็นใบ้ จิตใจ ซึมเซอะบ้านเรือนเคหาก็ป่นปี้บ้านเกิดเมืองเดิมอยู่ตำบลนี้เมื่อห้าปีก่อนก็ทรุดโทรม แห้งแล้งไม่มีฝน ชาวชนทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนอดอยาก ครั้งนั้นมีอาจารย์ (ช่วนจิน) มาจากเขาเจงน่ำซัว มีวิชาเรียกลมเรียกฝนได้ ต่อมาช่วนจินเอาคนนั้น ผลักลงบ่อแล้ว ชิงเอาราชสมบัติมาจนเท่าบัดนี้ได้สามปีแล้ว ข้าพเจ้าได้ช่วยเป็น กำลังแก้ไขตายแล้วให้กลับเป็นขึ้น จะมาที่ประสาทกิมหลวนเต้ยนี้ เพื่อจะใคร่รู้ เท็จจริงจับปิศาจมารร้ายฆ่าเสียแล้ว จะได้ยกขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิมเมื่อปิศาจมารร้ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น มีความสะดุ้งตกใจกลัวสีหน้าเผือด สลดลงทันที ลุกจากที่เดินมาซักเอาเกี่ยมที่ขุนนางนายทหารออกอันหนึ่งได้แล้ว ก็เหาะหนีขึ้นไปยังอากาศ ซัวเจ๊งโกรธร้องดุจเสียงฟ้าลั่น โป๊ยก่ายก็เคืองเห้งเจีย ว่า เพราะพูดเอาเรื่องเหล่านั้นมาให้มันรู้ มันจึงร้อนนใจอยู่มิได้ จึงดั้นเมฆหนี้ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พี่น้องทั้งหลายอย่าพูดวุ่นวายไป จงให้เชิญไท้จื้อมา คำนับพระราชบิดาก่อน แล้วให้เชิญฮองเฮาสนมนางในออกมารับพระราชสามี และให้ขุนนางทั้งหลายมาคำนับเจ้าเดิมของตนแล้วจึงค่อยคิดจับปิศาจ ซัวเจ๋งก็ จัดการตามสั่งทุกประการฝ่ายเห้งเจียก็รีบเหาะขึ้นกลางอากาศ แลไปทั่วทั้งแปดทิศ ก็เห็นปิศาจหนีไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะตามหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะตามไปครั้งใกล้ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายมารร้ายมึงจะหนี ไปข้างไหนซึ่งเห้งเจียมาแล้วฝ่ายช่วนจินมือถือเกี่ยมหันหน้ากลับมาพูดด้วยเสียงอันดังว่า แม้เราชิงราช สมบัติก็เป็นของผู้อื่นมิใช่ของเจ้า เรียกว่ามิใช่การของตัวเลย เหตุไฉนเจ้าจึงจะ มากั้นกางกีดขวางเราเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายมึงช่างตับใหญ่ ทำไมไม่นั่งเมืองอยู่เล่า จะหนีกูไปข้างไหนมึงจงมาลองกินกระบองดูสักทีเถิด จะ ได้รู้รสชาติไว้ว่าจะหวานมันประการใด ช่วนจินได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็โกรธถือเกี่ยม ตรงเข้ามาฟังเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับต่อสู้กันได้สองสามเพลงปิศาจทาน กำลังเห้งเจียไม่ได้ ก็ล่าถอยหนีกลับเข้าในเมืองไปยังหน้าพระที่นั่ง แล้วแปลง กายเป็นพระถังซัมจังยืนอยู่หน้าบัลลังก์แก้ว เห้งเจียก็ไล่ติดตามมาจะตีด้วยกระบอง อ้ายปิศาจแปลงร้องว่าอย่าตี เห้งเจียชักกระบองจะตีพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังก็ ร้องว่าเห้งเจียอย่าตีอาตมาเองดอก มีถังซัมจั้งปลอมและถังซัมจั้งจริงสองคนดังนี้ ก็ย่อมเป็นที่ฉงน เห้งเจียไม่รู้ที่จะทำประการใดจึงร้องเรียกโป๊ยก่ายชัวเจ้งมาถามว่า คนไหนเป็นปิศาจแน่ คนไหนอาจารย์ของเราเจ้ารู้จักหรือไม่โป๊ยก่ายพูดว่าก็พี่ไล่ติดตามมาข้าพเจ้าเหมือนคนตามืดเห็นมีสองคนอย่างนี้ก็ ไม่รู้ว่าคนไหนปิศาจ คนไหนอาจารย์ของเรา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร่ายพระคาถา เรียกเทพารักษ์ก็มาในทันใดนั้น เห้งเจียจึงถามว่าข้าพเจ้าจับปิศาจ ปิศาจมันกลับ แปลงเหมือนพระอาจารย์ยากที่จะรู้ได้ แม้ว่าท่านทั้งหลายรู้เห็นจงเชิญอาจารย์ ขึ้นบนแท่นข้าพเจ้าจะได้จับปิศาจฝ่ายปิศาจช่วนจินครั้นได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ก็รีบขึ้นแท่นก่อนเห้งเจียยก กระบองจะตีพระถังซัมจั้ง พวกเทพารักษ์ก็เข้ากั้นไว้บอกว่าไต้เซีย ปิศาจมันขึ้น แท่นก่อนแล้ว เห้งเจียไล่ขึ้นไปปิศาจก็กระโดดลงจากแท่น มาจับพระถังชัมจั่ง ชุลมุนอยู่ในหมู่คน เห้งเจียในใจให้ร้อนรน โป๊ยก่ายยืนหัวเราะอยู่แล้วพูดว่า พี่ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าเป็นหมู พี่ก็เหมือนข้าพเจ้าเหมือนกันอันอาจารย์นั้นยากที่ จะรู้ได้ ทำไมพี่ไม่จำที่ปวดหัวนั้นเล่า พี่จงเรียกอาจารย์ให้ภาวนาถ้าปิศาจไม่รู้ก็ จะภาวนาบ้างอย่างนี้ก็จะไม่ยากอะไรเลยเห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดแก่พระอาจารย์ว่าขอพระ อาจารย์จงภาวนาคาถาให้ข้าพเจ้าดูที พระถังซัมจั้งก็ภาวนาเห้งเจียก็ปวดศีรษะ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ภาวนาบ้างปากบ่นพืมพำเห้งเจียก็ไม่เป็นไร โป๊ยก่ายจึงร้องว่า อ้ายบ่นพึมพำนั้นแหละปีศาจแล้ว โป๊ยก่ายก็ซักคราดมาสับลงที่ปิศาจ ปิศาจก็ เหาะขึ้นบนเวหาหนีไป โป๊ยก่ายร้องตวาดด้วยเสียงอันดังแล้ว ก็ขึ้นตามไปบนเวหา ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็จับพลองไล่ตามขึ้นไปซ้ายขวาช่วยกันระดมตี เห้งเจียหัวเราะว่า เราจะเข้าประจันหน้ามันก็จะหนีไป จำเราจะขึ้นบนสูงก่อนแล้วกระแทกลงมาจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปบนสูงกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ็งจะใคร่เอากระบองกระแทกลง ที่ศีรษะปิศาจ แลไปข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือเห็นคนอยู่ในกลีบเมฆ ร้องเรียก ด้วยเสียงอันดังว่าเห้งเจียอย่าเพิงลงมือเห้งเจียแลเห็นพระโพธิสัตว์บุญช้ เห้งเจียก็เก็บกระบองเสียพนมมือคำนับ ถามว่าพระโพธิสัตว์จะไปข้างไหนมา พระบุญชู้ตอบว่าอาตมาจะมาช่วยจับปิศาจ จึงเอากระจกออกจากมือเสื้อ ส่องตรงปิศาจ ปิศาจก็หนีไปไม่ได้ เห้งเจียแลดูใน กระจกเห็นรูปร่างดุร้ายจึงถามพระโพธิสัตว์ว่าสิงโตตัวนี้ของท่านสำหรับขี่หรือ ทำไมจึงหนีมาได้พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ใช่เธอจะหนีเอง พระเป็นเจ้าใช้มาเพื่อลงโทษเจ้าแผ่น ดินโอเกยก๊ก ด้วยเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก มีจิตศรัทธารักษาศีลกินแจ พระเจ้าให้ อาตมาแนะนำเพื่อให้เธอสำเร็จซึ่งมรรคผล อาตมาแปลงเป็นพระสงฆ์ปุถุชนมา บิณฑบาตข้าวแจ ถามเธอสองสามคำที่เธอไม่พอใจ เธอโกรธก็จับเอาอาตมภาพ มัดแช่น้ำไว้ที่หน้าตำหนักแพสามวันสามคืน เพราะฉะนั้นพระเป็นเจ้าจึงได้ใช้ให้ สิงโตตัวนี้มา มาลงโทษเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กให้สิ้นเวรสิ้นกรรม บัดนี้ท่านทั้ง หลายมาถึงที่นี้ได้สำเร็จความคิดแล้วเห้งเจียถามว่า อันทรมานเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊กนั้นก็เป็นอันสมควรว่าสิ้นเวร กรรมแล้ว แต่ข้อที่ผิดประเวณีแก่ฮองเฮาและสาวสนมนั้นจะไม่มีโทษส่วนหนึ่งหรือ พระโพธิสัตว์ว่า ส่วนนั้นไม่เป็นไร เพราะเธอเป็นสิงโตมา เห้งเจียว่าถ้าดังนั้น ขอพระโพธิสัตว์ได้เรียกกลับคืนไปเถิด พระโพธิสัตว์บุญชู้จึงร้องเรียกว่าอ้ายสัตว์ ยังไม่กลับไปหรือ ปิศาจก็แปลงเป็นรูปเดิม พระโพธิสัตว์เอาดอกบัววางสะกดไว้ แล้ว ขึ้นบนหลังแล้วก็บันดาลเป็นแสงสว่างเหาะไปยังเขาเง่าท้ายซัว ฝ่ายเห้งเจีย โป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสาม เห็นพระโพธิสัตว์กลับไปแล้ว ก็พากันเหาะกลับลงมาเข้า ในพระราชวังในฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายก็พากันออกมารับ เห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่ พระโพธิสัตว์มาจับปิศาจให้พระมหากษัตริย์และขุนนางฟังทุกประการแล้ว ต่างก็ ยกมือขึ้นคำนับเนื่องไป มีความรื่นเริงทั่วกันทุก ๆ คนในเวลาเมื่อกำลังสรรเสริญเห้งเจียอยู่นั้น เห็นขุนนางขันทีเข้ามาทูลว่าบัดนี้ ข้างนอกประตูมีพระสงฆ์สีรูปจะเข้ามาเฝ้า จึงทรงพระอนุญาตให้รับเข้ามา ครั้น พระสงฆ์สี่รูปเข้ามาถึงแล้ว คือเป็นพระสงฆ์ที่วัดโป๊ลีมยี่ นำเครื่องทรงของฮ่องเต้ มาถวาย เห้งเจียแลเห็นก็มีความยินดีพูดว่าดีแล้วดีแล้ว บอกให้พวกขุนนางเอา เครื่องแต่งให้พระเจ้าแผ่นดิน แล้วเห้งเจียเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติไปตามเดิม และให้ไท้จื้อเอาก้อนหยกขาวนั้นมาถวายฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ไม่อาจขึ้นนั่งบนพระที่นั่ง คุกเข่าลงกลางพื้น ท้องพระโรงแล้วก็ทรงพระกันแสง ตรัสว่าข้าพเจ้าตายไปสามปีแล้ว บัดนี้ได้คืน เป็นมา โดยอำนาจสติปัญญาของท่านช่วยข้าพเจ้าไม่อาจขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อไปได้ ขอเชิญท่านอาจารย์ถังซัมจั้งขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์เถิด ข้าพเจ้าจะพา บุตรภรรยาไปอยู่นอกพระนครขอเป็นไพร่ พระถังซัมจั้งได้ฟังเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ตรัสดังนั้น จึงพูดแก่เห้งเจียว่า ท่านจงรับครองราชสมบัติเถิด เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้าจะอยากเป็นฮ่องเต้แล้ว ในใต้หล้าทุก ๆ เมืองก็จะเป็นได้ตลอดไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้ากำเนิดอยู่ในทางสมณะ กิจประพฤติพรตพรหมจรรย์ อันการครอบครองเคหะสถานบ้านเรือนย่อมเป็นที่ รังเกียจไม่พอใจ แม้ว่าเป็นฮ่องเต้กลางคืนก็ไม่ได้นอน ยิงปืนก็ต้องตื่นได้ยินแต่ ข่าวบ้านเมืองก็ไม่สบาย ราษฎรมีความเดือดร้อนก็ไม่เป็นสุข พวกข้าพเจ้าจะรับ อย่างไรได้ สมบัติของท่านท่านก็คงจงรับเป็นฮ่องเต้ต่อไปเถิด ข้าพเจ้าเป็นสมณะ ปฏิบัติพรตพรหมจรรย์ไปกว่าจะสำเร็จซึ่งมรรคและผลเชิญท่านขึ้นรักษาบ้านเมือง เถิดพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก เห็นพระถังซัมจั้งและศิษย์ไม่รับครองราชสมบัติแล้ว ก็ขึ้นครองราชสมบัติรับเป็นกษัตริย์ไปตามเดิมจึงพระราชทานรางวัลแก่พระสงฆ์ วัดโป๊ลีมยี่และรับสั่งให้ปล่อยนักโทษและเปิดพระคลังจ่ายเงินออกให้เป็นทาน และจัดตำหนักกังกั๊กจัดเครื่องแจโต๊ะเลี้ยงพระถังซัมจั่งและพวกสานุศิษย์ทั้งสาม และประชุมขุนนางเป็นที่ร่นเริง แล้วสั่งให้เปิดพระคลังในนำของวิเศษประจำเมือง มาถวายพระถังซัมจั้งและศิษย์ทั้งสาม แต่พระถังซัมจังและสานุศิษย์ก็มิได้รับคืน กลับให้ไว้สำหรับบ้านเมือง ขอแต่เปลี่ยนหนังสือเดินทางเท่านั้นแล้วก็เร่งเห้งเจีย ให้รีบจัดแจงจะลาไปฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินโอเกยก๊ก ก็ไม่พอใจจะให้ไปแต่จนใจขัดมิได้ จึงรับสั่งให้ จัดราชรถนิมนต์พระถังซัมจังขึ้นนั่งบนรถแล้วรับสั่งให้ขุนนางทั้งหลายตามไปส่ง และรับสั่งให้พระญาติพระวงศ์ทั้งหลายออกมาเข็นรถส่งพระถังซัมจั่ง ส่วนพระ องค์ก็ตามส่งจนนอกประตูเมือง พระถังซัมจั้งลงจากรถแล้ว ต่างก็คำนับลากันไป เจ้าเมืองโอเกยก๊ก น้ำพระเนตรก็ไหลลงโหมพระพักตร์ พระถังซัมจั้งไปลับแล้ว พระองค์ก็กลับเข้าพระราชวัง ปกครองบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขต่อไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินตามทางใหญ่ไป เวลานั้นกำลังเป็น เดือนเก้าเดือนสิบพากันเดินมาได้ครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาใหญ่สูงยอด เทียมเมฆบังตะวันร่วม พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้าเห็นดังนั้นตกใจให้หวั่นหวาด จึงเรียกเห้งเจียร้องสั่งว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงขวางอยู่ จงระวังระไวให้ดีเห้งเจียพูดว่าตั้งใจเดินไปเถิด อย่าคิดให้มากไปเลย ข้าพเจ้าก็ต้องระวังอยู่เอง พระถังซัมจั้งก็ขับม้ารีบเดิน บัดเดี้ยวก็มาถึงเนินเขาดูน่ากลัวยิ่งนักเมื่อเวลา อาจารย์กับศิษย์เดินขึ้นเขาอยู่นั้น ในใจก็หวั่นหวาดอยู่ด้วยกันทุกคน เห้งเจียแล ไปที่ซอกเขาเห็นมีสายเมฆแดงฟุ้งขึ้นไปข้างบนอากาศแล้วม้วนกลมเป็นก้อนไฟ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงวิ่งมาอุ้มพระถังซัมจั้งลงจากหลังม้า แล้วเรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งว่าอย่าเพิ่งไปปิศาจร้ายมันจะมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจ ต่างก็ผูกรัดผ้าผ่อน ถืออาวุธคอยระวังทีอยู่ อันที่ในแสงแดงนั้นคือปิศาจ สองสามปีมาแล้วได้ยินว่า เมืองไต้ถังมีพระถังซัมจั่งจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม ถ้าใครได้กินเนื้อพระถังซัม จังแล้วจะมีอายุยืน เพราะฉะนั้นปิศาจจึงได้ตั้งใจคอยดูอยู่ทุกวัน บังเอิญวันนั้น ปีศาจอยู่บนอากาศ แลลงมาเห็นพระถังซัมจังนังมาบนหลังม้าหน้าขาว ที่สานุศิษย์ ทังสามนันดูหน้าตาหยาบคายถืออาวุธคุมเชิงอยู่ดังจะคอยรบสู้แก่ศัตรู หากจะมิ คนหนึ่งในสามคนนั้น ที่มีแก้วตารู้เห็นเหตุการณ์ได้ จึงได้คอยระวังอยู่อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นที่ไหนเราจะกินได้ง่าย ๆ เล่า เช่นนี้เราจะควรทำประการใดดี อย่าเลย จะต้องคิดอุบายเอาน้ำเย็นเข้าชะโลมจะดีกว่า ถ้าหลงกลเราแล้วก็จะจับตัวได้โดย ง่าย จะต้องลงไปลองดูก่อน คิดแล้วก็ลดลงยังซอกเขา แปลงกายเป็นเด็กน้อย อายุเจ็ดขวบ เปลือยกายมิได้นุ่งห่ม เอาเถาวัลย์ผูกมือและเท้าแขวนอยู่บนยอด ไม้สูงปากก็ร้องเรียกให้ช่วยชีวิตด้วยฝ่ายเห้งเจียแหงนดูบนอากาศ เห็นแสงแดงสูญหายไปจึงบอกพระถังซัมจั้งให้ ขึ้นม้าไปเถิด พระถังซัมจั่งถามว่า เมื่อตะกี้ตัวพูดว่าปิศาจร้ายทำไมจึงจะไปเล่า เห้งเจียตอบว่า เมื่อตะกี้ข้าพเจ้าเห็นเมฆแดงฟุ้งขึ้นบนอากาศรวมเป็นควันไฟแดง จึงรู้แน่ว่าเป็นปิศาจร้าย บัดนี้ก็หายแสงแดงเห็นจะเป็นปิศาจเดินทาง โป๊ยก่าย ว่าปิศาจเดินทางมีหรือ เห้งเจียว่าเจ้าที่ไหนจะล่วงรู้ได้ บางทีมีภูเขามีถ้ำมีพระยา ไต้อ๋อง พวกปิศาจจะเลี้ยงกันก็เที่ยวเชิญบรรดามิตรสหายปิศาจด้วยกันไปประชุม เลี้ยงโต๊ะ เพราะตั้งใจจะไปประชุมจึงมิได้กระทำอันตรายแก่เรา ถังซัมจังได้ฟัง เห้งเจียชี้แจงดังนั้น เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างลังเลอยู่ไม่แน่แก่ใจนัก ก็ขับม้าเดินไป ขณะนั้นได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยชีวิต พระถังซัมจั้งตกใจถามว่าในกลางป่าเขา อย่างนี้ มีคนอะไรมาร้องเรียกอึกทึกเล่า เห้งเจียพูดว่าท่านอย่างเป็นธุระจงตั้งใจ เดินไปเถิดครั้นเดินมาบัดเดี๋ยว ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกให้ช่วยชีวิตอีก พระถังซัมจั้งว่านี่เห็น จะมีคนต้องภัยได้ทุกข์ดอกกระมัง จึงได้ร้องเรียกดังนี้ พวกเราไปช่วยดูเป็นไร เห้งเจียพูดว่าวันนี้พระอาจารย์จงเก็บเมตตาจิตเสียบ้างเถิด ด้วยความดีน้อยความ ร้ายมากนัก พระถังซัมจังขับม้ารีบเดินไป เห้งเจียคิดอยู่แต่ในใจว่า ไม่รู้ว่าปิศาจ ระยำนี้มันเรียกอยู่ที่ไหน จำเราจะร่ายพระคาถาแยกทางอย่าให้พบกัน คิดแล้ว เห้งเจียปล่อยให้ไปก่อนสักสิบเก้า จึงร่ายคาถาย่นทางเอากระบองชี้ตามหลังส่ง พระถังซัมจั้งข้ามเขาไปแล้ว จึงร่ายคาถาทิ้งปิศาจให้อยู่บ้างหลัง แล้วเห้งเจียก็ วิ่งตามพระถังซัมจั้งไปฝ่ายปีศาจอยู่บนยอดเขาร้องเรียกสามสี่คำ ก็ไม่มีใครเข้าไป ปิศาจนึกว่าเมื่อ กี้นี้เราเห็นถังซัมจังมาไม่สู้ไกล ทำไมเป็นนานก็ไม่เห็นมาถึง เห็นจะแยกทางไป ดอกกระมัง คิดดังนั้นแล้วก็สลัดเชือกขาดเหาะขึ้นไปสูงพิจารณาดู เห้งเจียแหงน หน้าขึ้นดูก็เห็นมีแสงแดงขึ้นอีก เห้งเจียก็วิ่งมาอุ้มถังซัมจังลงจากม้า และกำซับ ว่าพี่น้องระวังให้ดีปิศาจมันมาอีกแล้ว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจต่างก็ถืออาวุธล้อม พระถังซัมจั้งอยู่มิได้มีความประมาทฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแลลงมาเห็นดังนั้น ก็สรรเสริญว่า พวกเหล่านี้มันดี จริง มันมีคนตาสว่างรู้เห็นได้ทันท่วงที จำเราจะต้องจับอ้ายคนนี้ก่อน จึงจะจับ ถังซัมจังได้ มิดังนั้นก็จะเสียการ คิดแล้วก็ลดลงยังพื้นแปลงกายเป็นเด็กยังเยาว์ เอาเถาวัลย์มัดมือแล้วก็เหาะขึ้นแขวนอยู่กับยอดไม้ ประมาณที่พระถังซัมจังเดิน ไกลสักเส้นหนึ่งฝ่ายเห้งเจียแหงนหน้าดู เห็นแสงแดงนั้นหายไป จึงนิมนต์พระถังซัมจังขึ้น ม้าเดินต่อไป พระถังซัมจั้งถามว่า เมื่อตะกี้บอกว่าปิศาจมาเดี๋ยวนี้จะให้ขึ้นม้าไป ไชอิ้ว ๓๘๖ อย่างไรอยู่ เห้งเจียว่านี่ก็เป็นปิศาจเดินทางเหมือนกัน มันจึงไม่กล้าทำร้ายเรา พระถังซัมจั้งโกรธด่าว่าอ้ายสัตว์ลิงมึงหลอกเล่นตามสบายที่ไม่มีหลอกว่ามี ทำให้ เราหวั่นหวาดบ่อย ๆ อย่างนี้หรือ ประเดี้ยวจับขึ้นประเดี๋ยวจับลง จนจะล้มลงถ้า แข้งขาหักจะได้ไม่ต้องไปอย่างนั้นหรือ เห้งเจียพูดว่า อันขาแข้งหักยังแก้ได้ ปิศาจมันจับไปได้จะไปค้นหาที่ไหนพระถังซัมจั้งก็ยิ่งโกรธใหญ่ จะใครภาวนาคาถา ซัวเจ็งอ้อนวอนขอมิให้ภาวนา พระถังซัมจั้งจึงขึ้นม้าเดินไป ออกเดินไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเรียก หลวงพ่อช่วย ชีวิตข้าพเจ้าด้วย พระถังซัมจั้งแลไปเห็นเด็กน้อยแขวนอยู่บนยอดไม้ผ้านุ่งห่มก็ไม่มี พระถังซัมจั้งก็หยุดม้าด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิง ข้าว่าเสียงคนเรียกมันว่าปิศาจ ยักษ์ร้าย จงดูที่แขวนอยู่บนยอดไม้นั้นคนหรือปิศาจ เห้งเจียเห็นอาจารย์ขัดเคือง ก็มิได้โต้ตอบประการใด พระถังซัมจั้งก็เดินเข้าไหใกล้เอาแส้ชี้ถามว่า เจ้านี่เป็น ลูกเต้าใครที่ไหน จึงได้มาแขวนอยู่อย่างนี้ จงบอกแก่เรา เราจะช่วยแก้ให้ปิศาจเห็นพระถังซัมจั้งเข้ามาถามดังนั้น ก็ทำร้องไห้ว่าท่านอาจารย์ที่เขานี้ไป ข้างทิศตะวันตกมีหมู่ต้นสนแห้งและห้วยน้ำเขาที่นั้น มีหมู่บ้านคือบ้านข้าพเจ้าอยู่ ปู่ข้าพเจ้าแซ่อั้งนามเรียกแป๊ะบ้วนอายุชราก็ล่วงไปแล้ว สมบัตินั้นก็ยกให้แก่บิดา ข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าทรุดโทรม บ้านเรือนก็ทิ้งไม่ดูแล เที่ยวคบหาแต่คนที่มี ฝีมือเก่งกาจจำหน่ายเงินทองให้กู้ให้ยืมจะใคร่ได้ผลประโยชน์ ก็บังเอิญถูกคนไม่ ดีหลอกหลอนเอาไป ต้นทุนและกำไรก็ไม่ได้คืน บิดาข้าพเจ้าก็มีความแค้น จึง สาบานตัวว่าไม่ให้ใครกู้ยืมต่อไปอีก พวกคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรก็ไม่ได้ จึงคุม สมัครพรรคพวกล้วนแต่คนดุร้าย พากันมาปล้นบ้านบิดาข้าพเจ้าในเวลากลางวัน เก็บขนเอาทรัพย์สิ่งของไปหมดสิ้นแล้วฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียด้วย จับมารดาข้าพเจ้าไป มารดาอุ้มข้าพเจ้ามาด้วย โจรจะฆ่าข้าพเจ้า มารดาข้าพเจ้าอ้อนวอนขออย่าให้ ฆ่าข้าพเจ้าด้วยมีดฟันเลย โจรจึงจับข้าพเจ้ามัดแขวนไว้บนต้นไม้ให้อดตายเอง แล้วโจรพามารดาข้าพเจ้าไปข้างไหนก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าต้องแขวนอยู่อย่างนี้สาม วันมาแล้ว ไม่มีผู้ใดเดินมาทางนี้แต่สักคน แม้ว่าท่านมีเมตตาจิต ช่วยชีวิตให้ ข้าพเจ้ารอดไปแล้ว ข้าพเจ้าไปถึงบ้านจะขายตัวแทนคุณท่านไม่ลืมพระคุณท่าน จนวันตายพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ให้สงสารบอกโป๊ยก่ายให้ขึ้นไปแก้ลงมา โป๊ยก่าย จะปืนขึ้นไป เห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ร้องตวาดว่าอ้ายสัตว์เขาทึ้ง กูจำได้ มึงอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ บ้านมึงถูกโจรปล้นหมดแล้ว พ่อมึงโจรฆ่าตายแล้ว แม่มึง โจรจับไปแล้ว จะช่วยมึงลงมาแล้วจะเอามึงไปส่งให้ใคร มึงจะเอาอะไรมาตอบแทน คุณกู ปิศาจได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจกลัว และเข้าใจแน่ว่าเห้งเจียรู้เท่า จึง ทำมารยาร้องไห้แล้วพูดว่า หลวงพ่อแม้ว่าบิดามารดาข้าพเจ้าตายก็จริงสมบัติ หมดก็จริง แต่ที่ทางเรือกสวนยังอยู่ทั้งวงศ์ญาติฝ่ายมารดาก็ยังบริบูรณ์พร้อมเพรียง หลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าให้รอดตายแล้ว ท่านไปบ้านข้าพเจ้าจะประชุมญาติทั้งหลาย' ขายไร่นาเรือกสวนสนองพระเดชพระคุณท่านหาน้อยไม่โป๊ยก่ายพูดแก่เห้งเจียว่า อ้ายเด็กทารกนิดเดียวพี่จะถามไปทำไมให้มากความ ช่วยให้ลงมาก็แล้วกัน โป๊ยก่ายก็ปืนขึ้นไปเอามีดโกนตัดเชือกที่มือที่เท้าปิศาจ แล้วปิศาจก็ก้มหน้าอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจังร้องไห้ไม่หยุด พระถังซัมจั่งก็มีความ เมตตา เรียกเจ้าหนูจงมาขึ้นม้าเราจะพาไปปิศาจว่าข้าพเจ้าถูกมัดมือและเท้าเจ็บไปหมดทั้งตัว และในแถบนี้ชาวบ้านไม่ เคยขี่ม้า พระถังซัมจั้งว่าถ้าอย่างนั้นโป๊ยก่ายให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลวงพ่อ ท่าน ผู้นี้ข้าพเจ้าไม่กล้าขี่ ขนคอแหลมดุจเข็มข้าพเจ้ากลัวนัก พระถังซัมจังว่าดังนั้น ซัวเจ๋งให้เขาขี่ไป ปิศาจร้องว่าหลวงพ่อเมื่อวานนี้ปล้นบ้านข้าพเจ้าหน้าตาคล้าย ๆ ท่านผู้นี้ ข้าพเจ้ากลัวไม่กล้าขี่ พระถังซัมจั้งจึงว่าถ้าดังนั้นเห้งเจียจงให้เขาขี่ไปเถิด เห้งเจียหัวเราะก๊ากใหญ่ ไว้ข้าพเจ้าจะให้ขี่ไปเองปิศาจก็ดีใจ เห้งเจียลองจับขยับ ยกดูมีน้ำหนักสามชั่งสิบตำลึง หัวเราะแล้วพูดว่าอ้ายปิศาจนี้มึงจะถึงที่ตายแล้ว มึงอาจสามารถทำผีหลอกอย่างนี้จะได้อยู่หรือ ปิศาจเรียกหลวงพ่อว่าข้าพเจ้าเป็น ลูกคนแท้ มีทุกข์ร้อนเคราะห์ร้ายอย่างนี้เห้งเจียถามว่ามึงเป็นลูกคนทำไมกระดูกจึงเบาเล่า ปิศาจว่าข้าพเจ้ายังเป็น ทารกกระดูกเล็กยังเด็กอยู่ เห้งเจียพูดว่าเอาเถอะก็จะให้ขี่ไปแม้จะขี้เยี่ยวจงบอก ให้กูู้้ก่อน เห้งเจียก็เดินตรงไปทางทิศตะวันตก เห้งเจียให้ปิศาจขี่อยู่บนหลัง ก็ นึกแค้นอยู่ในใจจะใคร่หาอุบายฆ่ามันเสีย ปิศาจก็รู้ซึ่งความคิดของเห้งเจีย จึง ร่ายพระเวทอ้าปากคาบอากาศทั้งสี่ทิศ เป้ามนต์บนหลังให้หนักประมาณพันช่างเห้งเจียรู้สึกตัวก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลูกของกูมึงทำมนต์อะไรบนหลังกูให้ หนักอย่างนั้นเล่า ปิศาจกลัวเห้งเจียจะทำร้ายก็ถอดรูปออกจากหลังเห้งเจีย เหาะ ขึ้นยืนอยู่บนเวหา ทิ้งรูปแปลงอยู่ที่หลังเห้งเจีย เห้งเจียก็ยิ่งหนักจึงคิดโทโสคว้า ลากลงจากหลังเอาฟาดลงกับศิลา ตัวก็น่วมดุจแห้งขนม แล้วฉีกมือเท้าละเอียด ไปทั้งสิ้น ทิ้งศพไว้ข้างทางฝ่ายปิศาจอยู่บนอากาศแลลงมาเห็นดังนั้น อดโทโสไม่ได้จึงพูดว่า อ้ายสัตว์ ลิงนี้มันถือดีนัก เวลานี้ถ้าเราไม่ตามจับถังซัมจั้งไว้ช้ามันจะมีปัญญาขึ้นมากจะ ลำบาก ปิศาจจึงร่ายเวททำเป็นลมพายุใหญ่ หอบพัดดินทรายหินกรวดชัดสาด มาโดยแรง พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าก็เหลือจะทนได้ โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็ก้มหัวปิด ตาเห้งเจียก็รู้ได้ว่าปิศาจมันทำลมพายุ จึงรีบวิ่งตามพระถังซัมจั่ง เวลานั้นปิศาจ ก็จับเอาพระถังซัมจังไปแล้ว บัดเดี้ยวลมพายุก็หายแสงตะวันก็ออกสว่างท้องฟ้า เห้งเจียเดินมาเรียกโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ผุดลุกขึ้นพูดว่ามีพายุใหญ่เหลือเกิน เห้งเจีย ถามว่าพระอาจารย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายว่าเมื่อเกิดลมพายุนั้นข้าพเจ้าทั้งสองหาที่ หลีกหลบมิได้ พระอาจารย์ก็ฟุบอยู่บนหลังม้า ประเดี้ยวนี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลย ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือจะไปข้างไหน เห็นลมพายุจะหอบเอาไปเสียแล้วดอกกระมังเห้งเจียเมื่อได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น จึงพูดว่าตั้งแต่นี้ไปก็ตามแต่ใครจะไป ข้างไหนเถิด โป๊ยก่ายว่าถ้ากระนี้แล้วก็รีบหาทางไปดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็มี ความเสียใจเป็นอันมาก จนตกตะลึงไปแล้วพูดว่า พี่เอาถ้อยคำอะไรมาพูดดังนี้ เล่า พี่ไม่รู้สึกหรือว่าพวกเรามีโทษ ได้พึ่งพระกวนอิมท่านสั่งสอนชักนำให้เข้าอยู่ ในทางชอบธรรม เปลี่ยนชื่อแปลงนามเคารพต่อพระพุทธศาสนา ก็ได้อธิฐานตั้ง จิตรักษาพระอาจารย์ถังซัมจั้งไปไซที เพื่อแสวงหาความดีลบล้างโทษที่ได้ล่วงไป แล้ว มาวันนี้พี่เอาคำอันไม่สมควรมากล่าวดังนี้ จะมิเอาโทษมาทำลายล้างคุณ ความดีที่ได้ทำมาแล้วนั้นเสียหรือ และความดีที่พวกเราได้อุตสาห์พยายามมาจะ มิสูญเสียไปเปล่าหรือ เห้งเจียว่าที่น้องพูดดังนี้ก็ถูกต้องจริงหมด แต่เหตุผล ขัดข้องย่อมมาจากพระอาจารย์ทั้งสิ้น โดยท่านมิได้เชื่อความดีและมิได้รู้จักดีและ ชั่วผิดและชอบเมื่อตะกี้เกิดลมพายุใหญ่นั้น คืออ้ายปิศาจเด็กที่อยู่บนต้นไม้นั้นเอง พี่รู้ว่า มันคือปิศาจยักษ์ร้าย น้องทั้งสองก็ไม่รู้ได้ว่ามันเป็นปิศาจ พระอาจารย์ก็มิได้รู้ เท่าทันมัน เข้าใจเสียว่ามันเป็นมนุษย์ พี่จับมันฟาดลงกับศิลามันจึงถอดรูปหนี ไปแล้ว จึงได้บันดาลให้เป็นลมพายุใหญ่มาหอบเอาพระอาจารย์ไป เราแค้น เหลือที่จะแค้นในข้อที่เธอมิได้เชื่อฟังเราเลย ทุก ๆ ครั้งชอบช่วยแต่ปิศาจร้าย เรา จึงได้มีจิตเบื่อหน่ายคิดเห็นไปว่าจะหาทางกลับจะดีกว่า แม้ว่าซัวเจ๋งน้องมีจิตคิด ดังนั้น พวกเราควรจะรีบจัดแจงไปค้นหาปิศาจ เมื่อพบแล้วจะได้ช่วยกันแก้พระ อาจารย์ โป๊ยก่ายว่าถูกจริง ๆ ต่างคนก็พร้อมกันรวบรวมข้าวของแล้วก็จูงม้าเดิน ตัดเข้าดงไป คนทั้งสามเดินมาประมาณร้อยเส้นเศษก็ไม่ได้ข่าวคราว เห้งเจียยิ่ง เดือดดาลในใจก็ไหวตัวเผ่นขึ้นบนเพิงผาสูงกระทำสิงหนาท ตวาดคำหนึ่งร้องว่า แปลง ร่างกายก็แปลงเป็นสามเศียรหกกรซักกระบองออกแหว่งกวัดแปลงเป็น สามอัน ยกขึ้นตีไปข้างตะวันออกแล้วก็กลับมาตีข้างตะวันตก หวดซ้ายป่ายขวา แผลงฤทธิ์ศักดานุภาพ หวั่นไหวไปทั้งเขาดุจทรุดจะทำลายไหวสะเทื้อนไปทั้งเขา บัดเดี๋ยวใจเจ้าที่และเจ้าเขาเจ้าป่าเจ้าดงก็พากันวิ่งมาคุกเข่าลงคำนับอยู่ต่อหน้าเห้ง เจีย ร้องบอกว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมาแล้วเห้งเจียมาแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าทำไมเจ้า จึงมากหลายดังนี้เจ้าทั้งหลายจึงคำนับแล้วตอบว่า ที่เขานี้เรียกว่า (ลักแป๊ะลี้จับเท้าพ้อซัว) รวมหกร้อยโยชน์สิบโยชน์มีเจ้ารักษา รวมสามสิบเจ้าเขา เมื่อวานนี้ได้ยินว่าไต้เซีย มาแต่รวมกันยังไม่พร้อมจึงได้ช้าไป ขอไต้เซียได้ยกโทษพวกข้าพเจ้าด้วย เห้งเจีย' จึงถามว่าบนเขานี้มีปิศาจผีร้ายสักเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่ เจ้าทั้งหลายตอบว่ามีตนเดียว แต่มันได้ทำพวกข้าพเจ้าเหลือที่จะทนได้ มันทำจนไม่มีธูปเทียนและผู้เช่นไหว้ ไม่ พอกินไม่พอนุ่งห่ม อ้ายปิศาจตัวเดียวเท่านั้น มันทำให้ได้ความเดือดร้อนอย่างนี้ เห้งเจียถามว่าที่อยู่ของปิศาจมันอยู่ที่ไหน เจ้าเขาเหล่านั้นจึงบอกว่า ที่ดงไม้สน แห้งมีห้วยน้ำไหล ข้างตำบลนั้นมีที่หนึ่งเรียกว่าถ้ำ (ฮ้วยหุ่นต้อง) ปิศาจนั้นอยู่ใน ถ้าอันนี้ แต่มันมีฤทธาอานุภาพมาก มันจับพวกข้าพเจ้าใช้การอยู่เนืองนิตย์ และเก็บเงินค่าส่วยอะไรไม่รู้ เห้งเจียพูดว่า พวกท่านเป็นเทพาอารักษ์จะมีเงินทอง อะไรที่ไหน หมู่เจ้าพูดว่าจริงของท่านเงินทองไม่มีจริง ก็ต้องจับละมั่งกวางทราย เอาไปให้มันแทนเงิน มิดังนั้นมันก็แกล้งรื้อศาลลอกเสื้อและกางเกงเสียสิ้น มัน ทำแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมิให้มีความสุข ขอได้เซียได้กำจัดปิศาจนี้เสียให้จงได้ ช่วยชีวิตสัตว์ทั้งหลายในตำบลนี้ไว้ ให้พ้นภัยแห่งปิศาจถึงซึ่งความสุขเห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ใด มันชื่อใดจงบอกให้รู้ด้วย พวกเจ้าทั้งหลาย จึงบอกว่า ปิศาจนั้นมันเป็นลูกงู้หม้ออ้องแม่มันคือล่อซัว มันบวชเรียนรู้วิชาที่เขา ฮ้วยเอี๊ยมชัว ได้สามร้อยปีแล้ว มันเรียนอัคคีมานสำเร็จ รู้หม้ออ่องให้มันตั้งอยู่ ที่ตำบลเขานี้ ชื่อเดิมมันเรียกว่า (อั้งฮั้ยยี้) ยี่ห้อเรียกว่า (เซี้ยเองไต้อ๋อง) เห้ง เจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจบอกให้เจ้าทั้งหลายกลับไปยังถิ่นฐานตามเดิม เห้งเจียก็แปลง กายกลับเป็นรูปเดิมเผ่นลงมาจากยอดเขาพูดว่าพี่น้องเราอย่าวิตกเลย อาจารย์เรา คงจะไม่ถึงที่ตาย อ้ายปิศาจนี้เกี่ยวเป็นญาติของพี่ มันเป็นบุตรของงู้หม้ออ๋อง แม่มันชื่อนางล่อชัว ชื่อมันเรียกว่า อั้งฮั้ยี้คิดมาห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ผูกเป็น มิตรสหายกันกับบิดาของมัน คืองู้หม้ออ๋อง ปิศาจนั้นถ้าคิดมามันต้องเรียกเราว่า เป็นอา มันที่ไหนจะอาจฆ่าอาจารย์ เรามาพากันรีบไปตาม ซัวเจ๋งหัวเราะแล้ว พูดว่า สามปีไม่ได้ไปมาญาตินั้นก็จะขาดญาติ นี่พี่กับเขาก็จากกันมาห้าร้อยปี กว่าแล้ว มิได้ไปมาหากัน และทั้งมิได้พบปะกันเขาจะจำพี่ได้หรือ เห้งเจียพูดว่า แม้ว่าเขาจำเรามิได้ ที่จะฆ่าอาจารย์นั้นก็คงยังฆ่าไม่ได้พี่น้องทั้งสามพูดกันดังนั้น แล้ว ก็พากันเดินตัดทางไป เดินมาได้ประมาณสองร้อยเส้น แลไปเห็นดงไม้สนที่ กลางนั้นมีลำห้วยน้ำในห้วยมีน้ำใสไหลเชี่ยวแรง ที่ปลายลำห้วยนั้นมีสะพานศิลา ข้ามตลอดไปกระทั่งถ้ำ พี่น้องทั้งสามยืนพิจารณาดูก็รู้ว่าปิศาจนั้นคงจะอยู่ในถ้ำนี้เห้งเจียจึงเรียกซัวเจ๋ง ให้จูงม้ากับหาบไปแอบอยู่ในชายป่าแล้ว กำชับว่าจง ระวังระไว้ให้ดี เห้งเจีย โป๊ยก่ายต่างก็ถืออาวุธเดินไปเที่ยวค้นหาเดินเลียบตาม ลำห้วยขึ้นไป ครั้นมาถึงสะพานศิลาก็พากันเดินข้ามไป ตรงเข้าในถ้ำก็รู้ชัดว่า ปิศาจอยู่ แลไปเห็นแผ่นศิลาตั้งอยู่จารึกอักษรแบ่ดตัว คือเขาพ้อชัวห้วยโกช่งกั้น ถ้ำฮ้วยหุ่นต้อง ข้างหน้าประตูถ้ำนั้นมีบริวารปิศาจอยู่ กำลังโลดโผนถืออาวุธ ลองฝีมือกัน เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยเจ้าพวกนั้น มึงจงรีบไปบอกนายมึงว่า จงรีบส่งพระอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวกเจ้าจะ ได้รอดชีวิตทั้งถ้ำ พวกปิศาจน้อยได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็วิ่งเข้าไปในถ้ำบอกนายฝ่ายปิศาจตั้งแต่จับถังซัมจั้งเข้าไปไว้ในถ้ำแล้ว ก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกหมด ใช้ให้ปิศาจน้อยตักน้ำมารดขัดล้างให้สะอาด โดยที่คิดจะต้มกิน บังเอิญพอปิศาจ บริวารมาบอกว่าข้างหน้าถ้ำ มีอ้ายหน้าขนรามสูรพาอ้ายหูใหญ่ปากยาวมาด้วย อีกคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าถ้ำ ไม่รู้ว่ามาทวงอาจารย์อะไรของมัน ปิศาจไต้อ๋องได้ฟัง บริวารบอกดังนั้นก็หัวเราะพูดว่าสองคนนี้ คือเห้งเจียโป๊ยก่ายจะตามมาค้นหา ถังซัมจั้งพูดดังนั้นแล้ว จึงเรียกบริวารที่แข็งแรงให้จัดเตรียมเข็นเกวียนเล็กห้าเล่ม ออกไปตังที่ประตูถ้ำ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงเข็นเกวียนออกไปรายตั้งเป็นเหงา เฮ้ง คือตั้งเป็นธาตุน้ำไฟลมไม้ดินฝ่ายปิศาจไต้อ๋อง ถือทวนเป็นอาวุธยาวไม่แต่งตัวใส่อะไรสักสิงหนึ่ง นุ่งผ้า ผืนเดียวเดินตรงออกมาหน้าถ้ำร้องตวาดว่าใครที่ไหนสามารถมาอึกทึกอยู่หน้าถำเรา เห้งเจียโป๋ยก่ายยืนพิเคราะห์ดูปิศาจหน้าขาวนวลดุจผัดแป้ง คิ้วดุจวงเดือน ริม ฝีปากแดงดุจชาด ผมเขียวเกล้าจุก เห้งเจียจึงมีวาจาตอบว่า พ่อหลานรักของอา เจ้าจับอาจารย์ของอาไปพ่อจงรีบส่งออกมาอย่างช้า อย่าให้ถึงความผิดใจกัน บิดาของเจ้าจะติอาว่าไม่คิดถึงน้ำสาบานที่พูดกันไว้ ปิศาจอังฮั้ยี้ได้ฟังเห้งเจีย พูดเช่นนั้น ยิ่งบันดาลโทสะดุจไฟ เข้าจุดในทรวงอก ร้องตวาดว่าอ้ายชาติลิง เรากับเจ้าเป็นวงศ์ญาติอะไรกัน ใครเป็นหลานของเจ้าที่ไหน เห้งเจียพูดว่านี่แน่ หนุ่มน้อยเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ข้ากำลังรบกับเทพยดา ข้าผูกสมัครกับบิดาของเจ้า รวมสาบานกันเจ็ดคน บิดาเจ้าคืองู้หม้ออ๋อง ข้าคือ ซีเทียนไต้เซีย ซึงหงอคง คือเรานี่แหละ ในเวลานั้นเจ้าก็ยังไม่เกิด ปิศาจอังฮัยยี้ ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบังเกิดโทสะถือทวนตรงเข้ามาแทงเห้งเจีย เห้งเจียแกว่งกระบอง เข้าประจันหน้ารบกันทั้งสองก็เหาะขึ้นกลางเวหา เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานได้ประมาณ มึงไม่รู้สูงต่ำ ต่างรบกันโดยกำลังความสามารถอิทธิฤทธิ์แหงตน ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน โป๊ยก่ายยืนอยู่ที่นั่นดูเห็นชัดว่าปิศาจอ่อนกำลังลงแล้ว ไม่มีใจจะรบอยู่แล้ว โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น มือถือคราดเหล็กกระโจนเข้าสับปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจล่าถอยหนีกลับลงมายังประตูถ้ำ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ติด ลงมา ปิศาจมือหนึ่งถือทวนขึ้นยืนบนเกวียน มือหนึ่งกำมือทุบเข้าที่สันจมูกของ ตัวเองสองที โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า อ้ายนี้ไม่มีความอายมันจะทุบ จมูกมันให้เลือดออกแล้วมันจะเอาทาหน้าให้แดง มันจะไปฟ้องที่ไหนดอกกระมัง มิได้รู้ว่ามันจะแผลฤทธิ์ ปิศาจทุบจมูกสองทีแล้วก็ร่ายพระเวทในทันใดในปากลุก เป็นไฟออกมาในรูจมูกควันก็ฟุ้งออกมามืดมัวไปทังอากาศ เกวียนเล็กนั้นไฟก็ลุก ขึ้นพร้อมกันแดงไปทั้งท้องฟ้ารอบที่เขตถำนัน ล้วนแต่ไฟและควันทั้งสิ้นมืดมัวแล ไม่เห็นอะไรโป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็ตกใจ บอกแก่เห้งเจียว่าเห็นจะไม่เป็นการเสียแล้ว เราเข้ามาอยู่ในถ้ำดังนี้ อย่าได้คิดว่าจะรอดไปได้เลย ข้าพเจ้าจะต้องถูกไฟเผา เป็นแน่ และยิ่งมีรสหอมให้มันอร่อยทีเดียว จงรีบหนีโดยเร็วเถิด พูดแล้วก็ออก วิ่งมิได้เหลียวหลังดูเห้งเจียโโ๊ยก่ายวิ่งข้ามสะพานมา เห้งเจียก็แทรกเข้าไปในไฟ ค้นหาปิศาจ ไฟก็ยิ่งลุกขึ้นแรงกว่าเก่า (ถามว่าไฟนี้คือไฟอะไร) ตอบว่าไฟนี้ไม่ใช่ ไฟฟ้า ไม่ใช่ไฟป๋า คือไฟปิศาจมันฝึกประกอบจิตสำเร็จในทางฌานเรียกว่าไฟ ภาคจิต และเรียกว่าไฟซิมม้วยฮวย คือไฟที่จิตเที่ยงเป็นดวงเดียว เห้งเจียถูก ควันไฟฟุ้งมืดมัวไม่เห็นปิศาจแลไม่เห็นประตูถ้ำ ก็รีบหลีกออกมาพ้นไฟฝ่ายปิศาจเห็นเห้งเจียหนีออกไปแล้ว เรียกไฟคืนแล้วก็เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิด ประตูถ้ำ นึกว่าเอาชัยชนะได้กรื่นเริงฝ่ายเห้งเจียหนีข้ามห้วยมาแล้ว ก็ลดลงยังพื้นดินเดินมา ก็ได้ยินโป๊ยก่ายนั่ง คุยอยู่กับซัวเจ้ง เห้งเจียตวาดว่า อ้ายโป๊ยก่ายมึงชาติหมูเห็นไฟก็หนีเอาตัวรอด มาแต่ผู้เดียว ทิ้งกู้ไว้อย่างนี้มึงจะเป็นคนได้หรือ โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ก็หัวเราะว่า พี่เห้งเจียอันคำโบราณท่านย่อมว่าให้รู้เวลาจึงจะเป็นคนเชี่ยวชาญได้ อ้ายปิศาจมิใช่ญาติของพี่ พี่ก็ขีนพูดว่ามันเป็นญาติ มันต่อสู้กับพี่และมันปล่อย ไฟไม่มีจิตเกรงดังนี้ยังไม่หนีจะคิดสู้รบอะไรได้ เห้งเจียถามว่าเพลงทวนปิศาจรบ กับพีเจ้าเห็นเป็นอย่างไรบ้าง โป๊ยก่ายพูดว่ามันสู้ไม่ได้จึงช่วยระดมตี เอาคราด สับที่หนึ่งก็บังเอิญมันล่าหนีลงมาเสีย ครั้นมันปล่อยไฟออกมาเผา ข้าพเจ้าก็ต้อง เลี่ยง เห้งเจียโป๊ยก่ายนั่งสนทนากันอยู่ ซัวเจ๋งนั่งพิงอยู่ข้างต้นสนกลั้นหัวเราะไม่ ได้ เห้งเจียถึงถามว่าน้องหัวเราะอะไร ซัวเจ๋งว่าที่พี่พูดว่าปิศาจสู้ฝีมือไม่ได้นั้น เมื่อข้าพเจ้าตรองไปแล้วก็เห็นว่าเป็นความหนุนและยอกันจัดนักแม้จะเอาชัย ชนะก็จะไม่สู้ยากอะไรนักเห้งเจียได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วจึงว่าพี่น้องพูดดังนั้นก็ถูกต้องแล้ว ถ้าจะเอาความหนุนและความขัดกันนั้น ก็จะต้องเอาน้ำขัดไฟ ถ้ากระนั้นน้องทั้ง สองพักคอยอยู่ที่นี่ก่อน พี่จะไปหาพระยาเล่งอ๋อง ขอแรงให้เอาน้ำมาช่วยดับไฟ สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะไปยังทะเลทิศตะวันออก บัดเดี้ยวก็มาถึง จึงร่ายพระคาถา แทรกน้ำลงไปยังบาดาล เดินเข้าไปยังปราสาทจุ้ยเจียทำคำนับกันแก่พระยาเล่ง อ๋องแล้ว เห้งเจียจึงพูดแก่เง่ากวั้งเล่งอ้องว่า ข้าพเจ้าจะมาขอให้ท่านช่วยธุระสัก ครั้งหนึ่ง ด้วยบัดนี้ท่านพระถังซัมจั้งเดินทางมาถึงตำบลเขาพ้อซัว ตำบล (ห้วยโคกั้น) ถ้ำฮ้วยหุ่นต้อง มีปิศาจอั้งยี้จับเอาตัวพระถังซัมจั้งไป ข้าพเจ้าได้เข้าซิงชัยแก่ปิศาจ ปิศาจพ่นไฟออกมาพวกข้าพเจ้าจะเอาชัยชนะมิได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอ ให้ท่านช่วยทำฝนเพื่อดับไฟสักครั้งหนึ่ง จะได้ช่วยพระถังซัมจั่งพ้นจากภัยแห่ง ปิศาจได้ เล่งอ๋องพูดว่า แม้ว่าท่านได้ขอฝนข้าพเจ้าไปอาจทำเองได้ ถ้าได้ท้อง ตรารับสั่งของเง็กเซียงฮ่องแต้ พร้อมด้วยเมฆขลารามสูรแล้วจึงจะทำได้เห้งเจียพูดว่า ไม่ต้องมีเมฆขลารามสูรและเมฆลมทำไม ขอท่านทำนำดับไฟ ให้เท่านั้น พระยาเล่งอ๋องพูดว่าถ้ากระนั้น ท่านคอยสักประเดี้ยว ข้าพเจ้าจะ บอกน้องทั้งสามมาช่วยท่านเป็นกำลัง เง้ากวั้งเล่งอ้องก็ส่งจิตไปถึงทะเลทิศปราจีน ทิศอุดร ทิศอาคเนย์ เล่งอ๋องทั้งสามรู้แล้ว ก็พร้อมกันมากับเง่ากวั้งเล่งอ๋องและ บริวารนาค บัดเดี้ยวก็ถึงเขาพ้อซัว เห้งเจียจึงสั่งว่าท่านทั้งหลายจงหยุดพักอยู่ บนอากาศนี้ก่อน ข้าพเจ้าจะต่อสู้กับปิศาจ แม้ได้ทีท่านทั้งหลายไม่ต้องจับแม้ว่า มันปล่อยไฟออก ข้าพเจ้าจะเรียกท่านทั้งหลายจงพ่นน้ำลงไปดับไฟ เล่งอ๋องทั้งสี่ ก็รับคำเห้งเจียคอยจะทำการตามคำสั่ง เห้งเจียก็ลดลงเดินเข้าไปหาโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง บอกให้คนทั้งสองรู้แล้ว ก็เดินเข้าไปในประตูถ้ำยืนเรียกปิศาจพวกเฝ้าประตูบอกว่า ให้พวกเจ้าเข้าไปบอกนายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกว่าเห้งเจียมาอีกแล้ว อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจับทวนให้ปิศาจบริวารเข็นเกวียนไฟออกไปอั้งฮั้ยยี้ออกมาถึงประตูถ้ำแล้ว จึงร้องถามเห้งเจียว่าเจ้าจะมาทำไมอีก เห้งเจีย พูดว่ามึงรีบส่งอาจารย์กูออกมาโดยเร็ว อั้งฮั้ยยี้พูดว่า อ้ายหัวลิงมึงชั่งไม่รู้ผันแปร ถังซัมจั้งเป็นอาจารย์ของเจ้าก็จริง แต่เป็นเครื่องแกล้มเหล้าของเรา เจ้าจะคอย มุ่งหมายจะใคร่ได้คืนนั้น เห็นจะป่วยการเสียแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธดุจ ไฟเข้าจ่อจุดในอก ซักกระบองออกจากหูตรงเข้าตีปิศาจ อั้งฮั้ยยี้ยกทวนขึ้นรับรบ กันได้ประมาณยี่สิบเพลง ปิศาจเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ก็เอาทวนแทงไปทีหนึ่งก็ ชักทวนถอยหนีกำหมัดทุบที่สันจมูกสองทีก็พ่นไฟออกเกวียนเหล่านั้นก็เป็นไฟลุก ขึ้นบิน ที่ตาที่ปากปิศาจล้วนแต่ไฟลุกบินขึ้นเป็นเปลวแดงทั้งอากาศ เห้งเจียหัน หน้ามาร้องว่าเล่งอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ๋องพี่น้องพร้อมกับบริวารก็พ่นน้ำเข้าไปที่ ปิศาจจะให้ดับไฟก็มิได้ เพราะน้ำที่พระยานาคพ่นออกนั้น จะดับได้แต่ไฟธรรมดา อันจะดับไฟฤทธิ์ของปิศาจด้วยนั้นมิได้ แม้เอาน้ำรดเข้าไปก็ดุจดังเอาน้ำมันเข้า ใส่ไฟให้ลุกมากขึ้น เห้งเจียมุดเข้าไปในไฟจะค้นหาปิศาจ ปีศาจเห็นเห้งเจียเข้า มาก็พ่นไฟออกที่หน้าเห้งเจีย เห้งเจียถูกควันไฟเข้าตาก็ทนไม่ได้ หันหน้ากลับมา ลืมตาไม่ขึ้น น้ำตาไหลพราก ๆ เห้งเจียนั้นมิได้กลัวไฟ กลัวแต่ควันที่เข้าตาและ จมูกปาก หายใจไม่ออก เพราะฉะนั้นเห้งเจียจึงต้องถอยหนีกลับออกมา เมื่อ ปิศาจเห็นเห้งเจียไปแล้ว ก็สั่งให้เก็บเครื่องไฟเข้าถ้ำปิดประตูฝ่ายเห้งเจียหนีออกมาจากไฟ ไฟก็ติดไหม้ทั้งตัว ก็โจนลงในห้วยหาน้ำดับไฟ หมายว่าจะให้เย็น มิได้รู้ว่าถูกน้ำเย็นไฟยิ่งจะลุกขึ้นร้อนแรง ไฟร้อนเข้าในหัวใจ วิญญาณก็ถอดออกจากกาย ธาตุลมก็สูญสิ้นดับไปหมด ร่ายกายก็เย็นไปทั้งตัว เล่งอ๋องทั้งสี่เห็นดังนั้นก็พากันตกใจรีบมาบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ได้ทราบดังนั้น ก็รีบแก้ม้ายกหาบใส่บ่าออกจากดงไม้สนเดินมา โคลนเลนอะไรก็ มิได้กลัวเปื้อนเปรอะ และหาตามห้วยเห็นน้ำกระเพื่อมอยู่ ซัวเจ็งก็กระโจนลงไป อุ้มเห้งเจียขึ้นมาบนบก เห้งเจียดิ้นรนมืองอไปหมดทั่วสารพางค์กายเย็นไปหมด ซัวเจ๋งก็ร้องไห้พูดว่า น่าเสียดายพี่ร้อยหมื่นปีไม่แก่ไม่ตาย มาวันนี้เหตุใดจึงได้ แปรเป็นอายุสั้นไปอย่างนี้เล่าโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อย่าร้องไห้ไปเลยอ้ายลูกลิงมันแกล้งทำตายหลอก ให้พวกเรากลัว เธอเปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่างก็มีเจ็ดสิบสองชีวิต โป๊ย ก่ายบอกให้ซัวเจ๋งยึดเท้าเธอออก ซัวเจ๋งจับเท้าเห้งเจียยืดออก โป๊ยก่ายเข้าประ คองศีรษะแล้ว ยกตั้งให้นั่งขัดสมาธิ โป๊ยก่ายก็ขยี้สองฝ่ามือให้ร้อนแล้ว ลูบตาม ทวารช่องหูช่องตาและลูบที่ท้องน้อย เห้งเจียถูกน้ำเย็นลมหยุดทุกทวารกระแส เสียงไม่มี ครั้นโป๊ยก่ายทำวิธีนวดเฟ้นดังนั้น บัดเดี้ยวลมก็เดินตลอดเป็นปรกติ จึงออกปากร้องเรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง ซัวเจ๋งพูดว่าพี่เป็นห่วงอาจารย์จนตัว ตายแล้วก็ยังอยู่ในปาก จงฟื้นขึ้นเถิดพวกข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว เห้งเจียลืมตาพูดว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งพี่น้องทั้งหลาย พูดแล้วก็ผุดลุกขึ้นแหงนหน้าถามว่า พี่น้องเง่ากวั้ง เล่าอ๋องอยู่ที่ไหน เล่งอ้องตอบว่าพี่น้องข้าพเจ้าคอยอยู่นี่ เห้งเจียพูดว่าขอบใจพี่ น้องทั้งหลายมาช่วยโดยความลำบาก ก็ไม่สำเร็จการ ขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่น ข้าพเจ้าจะไปขอบคุณ เล่งอ๋องก็คำนับลาเห้งเจียแล้วก็พาพวกบริวารกลับไปสถาน ที่แห่งตนซัวเจ๋งเข้าพยุงเห้งเจียเดินเข้าพักในดงไม้สน เห้งเจียนั่งพักประเดี้ยว ก็ได้สติ มีกำลังขึ้น คิดขึ้นมาน้ำตาก็ไหลนองอาบหน้าออกปากว่าพระอาจารย์ลำบากเหลือ ที่จะทนได้ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่จะร้องไห้ไปทำไม พวกเราจงคิดอุบายไปเชิญพลที่ไหน มาช่วยแก้อาจารย์ออก เห้งเจียว่าจะไปหาใครที่ไหนมาช่วย ตั้งแต่ทำสงครามมา เทพยดามนุษย์ที่ไหนก็ไม่อาจต่อสู้พี่ได้ ก็อันปิศาจนี้มันมีฤทธิ์เข้มแข็ง ต่อผู้ใดมี ฤทธาอานุภาพมากกว่าพีจึงจะต่อสู้มันได้ ถ้าไม่เชิญพระโพธิสัตว์กวนอิมมา ก็จะ แก้ปิศาจนี้ไม่ได้ แต่ขัดด้วยตัวพี่ยังเจ็บทั่วสารพางค์กาย จะเหาะไปยังมิได้ ทำ อย่างไรจึงจะเหาะไปได้โป๊ยก่ายพูดว่า พี่จะสั่งเสียว่ากระไร ข้าพเจ้าจะไปเชิญเอง เห้งเจียว่าดีแล้ว แม้ว่าน้องไปถึงท่านแล้วจงทำกิริยาคำนับแล้วคุกเข่าก้มหน้า คอยท่านถามจงนำ ความตำบลนี้เล่าบอกชื่อปิศาจและเหตุการณ์ให้ท่านทราบ และนิมนต์ท่านให้มา ช่วยแก้อาจารย์ออกด้วย โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาน่ำไฮ้ฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยี้ เวลานั้นอยู่ในถ้ำ ดีใจก็ดีใจกลัวก็กลัวพูดแก่บริวารว่า เห้งเจีย ถูกไฟหนีวันนี้แม้ไม่ตายก็มืดมัว เราวิตกว่าหากจะไปหาใครมาช่วยอีก เราจะ ต้องออกไปดู มันจะไปหาผู้ใดมา อังฮั้ยยี้ว่าแล้วก็เดินออกไปนอกถ้ำ เหาะขึ้น บนอากาศพิจารณาดู บังเอิญโป๊ยก่ายเหาะไปทางทิศน้ำไฮ้ ปิศาจเห็นแล้วจึงคิด ว่าเห็นจะไปหาพระกวนอิม ปิศาจก็ลดลงมายังถ้ำ เรียกปิศาจน้อยให้เอาถุงหนัง ออกมา จัดแจงเปลี่ยนเชือกหููดเสียใหม่ไม่ได้ใช้นานแล้ว กลัวเชือกจะไม่แน่นหนา พวกเจ้าจงจัดเกวียนไว้ คอยข้าจะไปจับโป๊ยก่ายมาใส่ถุงนี้ต้มให้สุก อันที่จริง ปิศาจอั้งฮัยยี้ีถุงวิเศษ พวกปิศาจบริวารจึงเอาถุงออกมาตระเตรียมไว้สำรอง ปิศาจ อังฮัยยี้เดินออกไปนอกถ้ำแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหาชิงออกหน้าโป๊ยก่ายแล้วลงหยุด นั่งบนยอดเขา แปลงกายให้เหมือนพระกวนอิม นั่งคอยท่าโป๊ยก่ายโป๊ยก่ายเหาะมาแลไปเห็นพระกวนอิมนั่งอยู่ โป๊ยก่ายมิได้รู้ว่าปิศาจแปลง พอ แลเห็นก็นึกว่าพระกวนอิม โป๊ยก่ายก็ลดลงนมัสการว่าพระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าคือ หงอเหนงคำนับ ปิศาจว่าทำไมไม่ไปตามถังซัมจังมาหาเราจะมีกิจธุระอะไรหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตามอาจารย์ไปข้ามมาถึงเขาพ้อซัว ตำบลห้วยโคกั้นถ้ำ ฮ้วยหุ่นต้อง ปิศาจอั้งฮั้ยี่จับเอาพระอาจารย์ไปซ่อนไว้ในถ้ำ พี่น้องข้าพเจ้าได้ ตามมาสู้รบกับมัน ๆ พ่นไฟออกเผาจึงมิได้เอาชัยชนะแก่มันได้ ครั้งที่สองพี่เห้งเจีย เชิญพระยาเล่งอ๋องเอาน้ำมาดับไฟ ก็ไม่เอาชัยชนะมันได้จึงให้ข้าพเจ้ามานิมนต์ ท่านไปช่วยแก้อาจารย์ให้พ้นภัยปิศาจพูดว่าที่ถ้ำฮ้วยหุ่นต้องปิศาจก็หาได้ทำร้ายแก่ผู้ใดไม่ เห็นพวกเจ้าจะไป ทำถูกต้องอย่างไรดอกกระมัง โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทำอะไรแก่เธอ พี่เห้ง เจียจะไปทำอย่างไรบ้างข้าพเจ้ารู้ไม่ได้ แต่ปิศาจนั้นแปลงเป็นเด็กเจ็ดขวบ ขึ้นไป แขวนอยู่บนยอดไม้สูงอาจารย์บอกให้ข้าพเจ้ารับไปข้าพเจ้าว่าให้ขี่พี่เห้งเจียไป พี่ เห้งเจียเอาเธอฟาดลงกับพื้นเธอก็ทำให้เป็นพายุมืดมัวแล้วก็จับอาจารย์ไป • ปิศาจพูดว่าเจ้าจงลุกขึ้นตามเราไปที่ถ้านั้นเมื่อเข้าไปถึงจงไหว้เขาเสียทีหนึ่ง จะได้ขออาจารย์ออก โป๊ยก่ายมิได้รู้สึกว่าปิศาจก็ตามหลังปิศาจกลับไปยังถ้ำ มาบัดเดี๋ยวก็ถึงประตูถ้า ปิศาจพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเขาจะมีความสงสัยเพราะเธอ กับเราชอบกันเจ้าจงตามเราเข้าไปข้างใน โป๊ยก่ายก็เดินตามเข้าไปในประตู พวก ปิศาจบริวารก็ให่ขึ้นพร้อมกันจับโป๊ยก่ายใส่เข้าในถุงหนัง แล้วรวบมัดปากถุงลาก มาแขวนไว้บนอกไก่ปิศาจอั้งฮั้ยยี้ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม แล้วถามว่าโป๊ยก่ายมึงมีฝีมืออย่างไร จึงได้รักษาถังซัมจั้งไปไซทีและอาจไปนิมนต์พระกวนอิมให้มากำจัดกู สองตามึง ไม่รู้จักกูหรือเราคือเซี้ยเองไต้อ๊อง วันนี้จะต้มมึงให้สุกจะเอาเนื้อเจ้ารางวัลให้บริวาร ของเรากินแกล้มเหล้าเล่น โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึง ทำไมล่อหลอกกูมาจะกินเนื้อกูตามแต่มึงจะกิน กูจะทำให้มึงหัวบวมใหญ่ขึ้นให้ เป็นโรคทุก ๆ คนฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่กับซัวเจ๋งมีสายลมพัดมาเหม็นคาว เห้งเจียก็จามขึ้นทีหนึ่ง แล้วพูดว่าไม่ดีแล้ว สายลมนี้ร้ายมากกว่าดีเห็นโป๊ยก่ายจะเดินทางผิดไปพบ ปิศาจเข้าเสียแล้วดอกกระมัง เห้งเจียจึงพูดแก่ชัวเจ็งว่า น้องจงอยู่ดูแลข้าวของ ไว้พี่จะไปฟังดูว่าจะมีเหตุร้ายดีประการใด ซัวเจ๋งว่าพี่ยังเจ็บอยู่ให้ข้าพเจ้าไปฟัง เองเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องไปไม่ได้ไม่เป็นการให้พี่ไปเอง เห้งเจียก็ทนเจ็บอุตสาห์ เดินไปตรงมายังหน้าถ้ำ ครั้นถึงจึงเรียกอ้ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็วิ่งเข้าไปบอก ว่าเห้งเจียมาอีกแล้วปิศาจอั้งฮั้ยยี้จึงร้องให้จับตัวมันไว้ ปิศาจเหล่านั้นก็พากันถืออาวุธวิ่งตรูออกมา เปิดประตูร้องว่าจับตัวให้ได้ เห้งเจียเวลานั้นกำลังยังอ่อนก็ไม่อาจสู้รบ จึงหลบอยู่ ข้างทางร่ายคาถาแปลงเป็นเป๋าเล็กเป๋าหนึ่ง พวกปิศาจวิ่งออกมาก็เห็นเป๋าตกอยู่ จึงเก็บเอากลับเข้าไปในถ้ำบอกแก่ปิศาจไต้อ๋องว่า เห้งเจียกลัวพวกข้าพเจ้าจะจับ ก็วิ่งหนีทิ้งเป๋าไว้ข้างทางข้าพเจ้าเก็บมาได้ อั้งฮั้ยยี้พูดว่าเป้านิดหนึ่งเท่านี้ราคาไม่ เท่าไรก็ไม่เอาเป็นธุระทิ้งไว้ข้างในประตูเห้งเจียแปลงจึงถอนขนออกมาขนหนึ่ง แปลงเป็นเป้าหนังอย่างเดียว ตัวของ เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงวันตัวหนึ่ง บินขึ้นจับบนธรณีประตูได้ยินเสียงโป๊ยก่าย บ่นอยู่ในถุงที่แขวนนั้น และได้ยินโป๊ยก่ายด่าว่าปิศาจด้วยถ้อยคำหยาบช้าว่า มึงทำแปลงเป็นพระกวนอิมหลอกให้กูมาในถ้ำ จับกูแขวนจะกินเนื้อกู แม้พี่กูมา แผ่อำนาจทั่วทั้งเขา กำจัดพวกเองเปิดถุงปล่อยกูออกมา ก็จะสับพวกมึงด้วย คราดนี้จึงจะสาแก่ใจกูเห้งเจียแอบได้ยินก็กลั้นหัวเราะมีได้ จึงคิดว่าโป๊ยก่ายอยู่ในถุงนี้ ได้ความทุกข์ ทรมานถึงเพียงนี้ยังไม่คิดลดทิ้งอาวุธ คิดจะอุบายแก้โป๊ยก่ายออกในขณะนั้น ก็ พอได้ยินเสียงปิศาจไต้อ้องเรียกว่าทหารทั้งหกอยู่ที่ไหนปิศาจทั้งหกนั้นคือผู้ที่แข็งแรง ปิศาจไต้อ้องตั้งนามให้เรียกหุ้นลี้บู้ผู้หนึ่ง บู้ลี้หุ้นผู้หนึ่ง กิมยู่ฮ้วยผู้หนึ่ง ข่วยยู่ฮอง ผู้หนึ่ง เฮ้งอั่งเฮงผู้หนึ่ง เฮงอั่งเฮ้งผู้หนึ่ง ทหารทั้งหกได้ยินไต้อ๋องเรียกก็เข้ามาคุก เข่าลง อั้งฮั้ยยี้ถามว่าพวกเจ้าทั้งหกจำไต้อ๋องบิดาข้าได้หรือไม่ทหารทั้งหกบอกว่า จำได้ อังฮั้ยยี้บอกว่าพวกเจ้าจงไปเชิญเธอมาบอกว่าบัดนี้ข้าจับถังซัมจังได้แล้ว จะต้มให้เธอกิน จะได้อายุยืนยาวอยู่ชั่วฟ้าและดิน ทหารทั้งหกก็คำนับลาไปเห้งเจีย ได้ยินดังนั้นก็ โผบินตามทหารทั้งหกไปฝ่ายทหารปิศาจทั้งหกออกจากถ้ำก็หมายตรงไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ เห้ง เจียก็คิดในใจว่า ปิศาจอั้งฮั้ยี้จะให้พวกเหล่านี้ไปเชิญบิดามันมากินเนื้ออาจารย์ เรา บิดามันคืองู้หม้ออ๋อง งู้หม้ออ๋องเดิมก็ผูกสมัครเป็นมิตรสหายกับเรา มา บัดนี้เราเข้าหาที่ชอบแล้ว ผู้หม้ออ่องยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ถึงจากกันไปนานก็จริงแต่ ยังจำก็ริยาอาการกันได้อยู่อย่าเลยเราจะแปลงเป็นงู้หม้ออ๋อง หลอกมันดูสักคราว หนึ่ง ดูจะเป็นประการใดเห้งเจียบินขึ้นหน้าปิศาจทั้งหกประมาณสักห้าสิบเส้น แล้วก็ไหวกายแปลงเป็นรูปู้หม้ออ้อง แล้วถอนขนออกสี่ห้าเส้นแปลงเป็นคนใช้ ห้าคนอยู่ในเนินเขาทำเป็นกิริยาไล่เนื้อป่า คอยปิศาจทั้งหกอยู่ในป่านั้นฝ่ายพวกปิศาจทั้งหกตนกำลังเดินมาแลไปเห็นงู้หม้ออ๋องนั่งอยู่ท่ามกลางเฮง อั้งเฮ้ง เฮ้งอั้งเฮง ทั้งสองก็คำนับแล้วคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่าท่านเล่าไต้อ๋องอยู่ในที่นี้ ปิศาจหุ้นลีบู๊ บู้ลีหุ้น กิมยู่อ้วยข่วยยู่ฮองทั้งหกตนก็มาคำนับคุกเข่าลงพร้อมกัน พูดว่าพวกข้าพเจ้านี้เซียเองไต้อ๋องบุตรของท่านให้มาเชิญเล่าไต้อ๋องไปกินเนื้อถัง ซัมจังให้อายุยืนยาว เห้งเจียจึงบอกว่าพวกเจ้าจงลุกขึ้นเถิด จะกลับไปแต่งตัว แล้วจึงค่อยไปปิศาจทั้งหลายคำนับแล้วพูดว่า ขอไต้อ๋องดูพอสมควรไม่ต้องกลับไปก็ได้ ขอเชิญท่านไปเดี๋ยวนี้เถิด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าถ้ากระนั้นก็ไปเถิดพวกเจ้าจงออก นำทางก่อนเราจะตามไปปิศาจทั้งหกก็เตรียมตัวแข็งแรง ออกร้องตวาดนำทางไป เดินมาสักครู่ใหญ่ก็ ถึง ปิศาจกิมยู่ฮ้วย ช่วยยู่ฮองทั้งสองนี้ ก็เดินเข้าไปในถ้ำก่อน บอกว่าไต้อ๋องได้ ทราบบัดนี้เล่าไต้อ๋องมาแล้ว อั้งฮั้ยี้ไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าพวกเจ้าเอาใจ ใส่ดี ไปมาโดยเร็ว ในทันใดนั้นก็สั่งพวกพนักงาน จัดกันให้เป็นหมู่เป็นหมวดไป รับได้อ๋อง ครั้นจัดเสร็จแล้ว ยั้งฮั้ยี้ก็ออกมายังประตู เห้งเจียครั้นมาถึงก็ทำ หน้าชื่นบาน เดินเข้าไปในถ้ำขึ้นนั่งอยู่ท่ามกลางอังฮั้ยยี้ก็มาคุกเข่าพูดว่าบิดา ข้าพเจ้าขอทำเคารพ เห้งเจียพูดว่าลูกไม่ต้องไหว้ อังฮั้ยยี้ทำเคารพสี่ทีแล้วก็ลุก ขึ้นยืนอยู่ เห้งเจียถามว่าลูกของพ่อเจ้าให้คนไปเชิญบิดามาจะมีกิจธุระอย่างไรหรือ อั้งฮั้ยยี้ก็ย่อกายพูดว่า ลูกไม่มีฝีมืออะไรเมื่อวันวานนี้จับได้ถังชัมจั้ง ที่มาจากเมือง ไต้ถัง คือเธอบวชปฏิบัติมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอสักก้อนหนึ่ง อายุ จะยืนยาวลูกไม่อาจกินเอง จึงเชิญบิดามาเพื่อจะได้กินกับลูกเห้งเจียได้ฟังก็ทำตกใจ ถามว่าไหนถังซัมจั่งอยู่ที่ไหน อั้งฮั้ยยี้ตอบว่า ถังซัม จั้งที่จะไปไซทีนั้น เห้งเจียถามว่าถังซัมจั้งที่เป็นอาจารย์ของเห้งเจียนั้นหรือ อั้งฮั้ยยี้ ตอบว่านั่นแหละ เห้งเจียทำเป็นโบกมือสั่นศีรษะแล้วพูดว่าอย่าไปทำวุ่นวายแก เขา ๆ ซึ่งเห้งเจียนั้นคือน้องเป็นมิตรสหายของบิดาได้สาบานผูกรักกันไว้ ลูกยัง ไม่รู้จักเธอ เธอมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่นัก เปลี่ยนแปลงกายได้หลายประการ นัก เธอเคยได้ขึ้นไปประจญบนสวรรค์ เง็กเชียงฮ่องเต้ให้พลทหารเทพบุตรสิบ หมื่นไปต่อสู้แก่เธอยังจับเธอหาได้ไม่ ลูกทำไมจึงอาจกินเนื้ออาจารย์ของเธอเล่า จงรีบปล่อยคืนไปเสียเถิดอย่าได้เกี่ยวข้องแก่ลูกลิงนี้เลย จะเกิดวุ่นวายขึ้น แม้ว่า เธอสืบรู้ว่ากินเนื้ออาจารย์เธอแล้ว เธอก็ไม่ต้องรบพุ่งด้วยเจ้า เธอเอากระบอง วิเศษมางัดเอาภูเขานี้ก็จะพินาศไปทั้งสิ้น ลูกจะไม่มีที่อาศัยบิดาจะได้อาศัยใคร เมื่อแก่เล่าอั้งฮั้ยี้ว่าทำไมบิดาจึงพูดดังนั้น ให้เสียอำนาจของเราไปกระทำให้เขามีความ กำเริบได้ซึ่งเห้งเจียเคยต่อสู้แก่ลูกสองครั้งแล้วก็ไม่เห็นมีความประหลาดอะไร ครั้งที่หนึ่งลูกได้ปล่อยไฟเผาก็ล่าหนีไปครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองไปหาพระยาเล่งอ้อง เอาน้ำมาช่วยก็ดับไฟไม่ลง ถูกลูกเอาไฟเผาจนมืดมัวสิ้นสติก็หนีไป แล้วให้โป๊ย ก่ายไปเชิญพระกวนอิมมาช่วย ลูกก็แปลงเป็นพระกวนอิม จับโป๊ยก่ายใส่ถุงวิเศษ แขวนอยู่นั้น เมื่อเช้านี้ก็ทำอึกทึกลูกให้บริวารน้อยออกไปจับตัว เห้งเจียก็วิ่งหนี ทิ้งเป๋าไว้เป้าหนึ่ง จึงได้ไปเชิญบิดามาพิเคราะห์ดูถังซัมจั่งนั้นควรจะต้มกินเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า ลูกรู้แต่ไฟภาคเผาเท่านั้น หา รู้ว่าเธอมีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง อั้งฮั้ยยี้พูดว่า ต่อให้เธอเปลี่ยน แปลงได้อย่างไร ลูกก็คงจะรู้ได้ลูกคิดดูเธอไม่อาจจะมาเป็นแน่ เห้งเจียว่าแม้ว่า ลูกรู้ได้ เธอก็หาแปลงเป็นเสือช้างอย่างนั้นไม่ เธอจะแปลงเป็นแมลงวันแมลงหวี่ ตัวเล็กน้อยต่าง ๆ อย่างนี้ และแปลงเหมือนแก่รูปบิดาอย่างนี้ลูกจะรู้อย่างไรได้ อั้งฮั้ยี้พูดว่าอย่างนั้นไม่ต้องเป็นทุกข์ ถึงจะใจเหล็กใจทองแดงเป็นอันขาดไม่กล้ามา เห้งเจียว่าอย่างนั้น ลูกก็มีฝีมือฤทธาอานุภาพกินเนื้อถังซัมจั้งได้แล้ว แต่ขัดด้วย บิดากินไม่ได้เป็นแน่ อั้งฮั้ยี้จึงถามว่า เหตุใดจึงจะกินไม่ได้เล่า เห้งเจียพูดว่า ด้วยบัดนี้บิดาอายุก็มากแล้ว มารดาเจ้าอ้อนวอนให้บิดาทำการกุศลบ้างบิดาคิดดู ไม่รู้ว่าจะทำประการใด จึงกินแจเป็นทางกุศลอังฮั้ยยี้ ถามว่าไม่ทราบว่าบิดาจะกินแจจนชีวิตหาไม่หรือ หรือว่ากินมีกำหนด ปีเดือน เห้งเจียตอบว่าแจนั้นไม่มีกำหนดปีเดือนเรียกว่าแจรามสูรทุกเดือนมีสี่วัน อั้งฮั้ยยี้ถามว่าสี่วันอะไร เห้งเจียตอบว่า คือวันซามซินวันนี้ถูกวันซินอิ้วก็ถึงวันที่ ถือแจ และไม่รับแขก ไว้วันพรุ่งนี้เช้าบิดาจะไปดูขัดล้างต้มขึ้นกินกันจึงจะดี อั้งยั้ยยี้ ปีศาจได้ฟังดังนั้น ก็ตริกตรองอยู่ในใจ พูดว่าบิดาทุกวัน ๆ เอาเนือเป็นภักษาหา มาจนบัดนี่อายได้พันปีกว่าแล้ว ทำไมจึงกลับกินแจอย่างนี ก็สามสีวันเท่านีจะแก่ โทษที่ทำบาปกรรมได้หรือ คำนี้พูดออกมาก็น่าสงสัย จึงผุดลุกออกไปข้างนอก เรียกปิศาจทั้งหกมาถามว่าพวกเจ้าไปเชิญบิดาที่ไหนมา ปิศาจเหล่านั้นบอกว่าพวก ข้าพเจ้าไปพบที่กลางทาง อังฮั้ยยี้พูดว่า ข้าถามว่าพวกเจ้าทำไมมาเร็วนัก จะมิได้ ไปถึงที่ถ้ำหรือ พวกปิศาจเหล่านั้นบอกว่า มิได้ไปถึงพบเข้าที่กลางทางก็พามา อั้งฮั้ยี้ได้ฟังดังนั้น พูดว่าเห็นจะผิดเสียแล้ว จะมิใช่บิดาแล้วปิศาจน้อยจึงพูดว่า บิดาของไต้อ๋องจะจำไม่ได้หรือจึงมาสงสัยดังนี้ อั้งฮั้ยยี้ พูดว่าพิจารณาดูลักษณะกิริยาก็ไม่ผิด แต่คำพูดแผลงไปไม่ตรงกัน เราวิตกว่าจะ มิใช่ กระนั้นพวกเจ้าไปเตรียมศาตราอาวุธให้พรักพร้อม เราจะกลับเข้าไปถามใหม่ ถ้าโต้ตอบไม่ตลอดพวกเจ้าพร้อมกันลงมือ พวกปิศาจบริวารก็จัดแจงตระเตรียม ตามคำสั่งของไต้อ้องไว้พร้อมทุกประการ อั้งฮัยยี้เดินกลับเข้าไปข้างใน จึงเคารพ เห้งเจียแล้ว เห้งเจียบอกว่าอยู่บ้านลูกไม่ต้องเคารพ ทำไมบ่อย ๆ จะมีธุระอะไร ลูกจงบอกไป อังฮัยยี้คุกเข่าพนมมือพูดว่า ขอบิดาได้ทราบ ข้อหนึ่งเชิญบิดามา กินเนื้อถังซัมจั้ง ข้อสองลูกจะขอถามบิดา เพราะเมื่อวันก่อนลูกไปพบซินแสเตียว เต้าเหลง เธอเห็นลักษณะลูกได้ส่วนตามตำรา เธอจึงถามลูกซึ่งปีเดือนวันเวลา เพราะลูกอายุยังเยาว์จำจะไม่แน่นอนซินแสนั้นจะใคร่ดูให้ลูก เพราะลูกจะถาม บิดาถึงความข้อนี้ เพื่อจะได้จดจำจารึกไว้ ที่หลังปะซินแสจะได้ให้เธอดูให้ลูกเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็นึกหัวเราะในใจ นึกในใจว่าอ้ายปิศาจมันซอกแซกหา ความถาม ซึ่งการบ้านเรือนสั้นยาวดังนี้ เราก็จะตอบได้ อันถามวันเดือนปีอย่าง นี้ที่ไหนจะตอบได้ เห้งเจียก็ไม่หวั่นหวาดอะไร นั่งเฉยอยู่ท่ามกลางหัวเราะดีใจ จึงบอกว่าลูกจงลุกขึ้นเถิด พูดว่าอันบิดานีอายุก็มากชราอยู่แล้ว มีธุระการมากก็ หาได้จำไว้ไม่ ไว้พรุ่งนี้กลับไปบ้านถามมารดาเจ้าดูก็รู้ได้ อังฮัยยีว่าบิดาทุก ๆ วัน เอาโป๊ยยีของข้าพเจ้าพูดว่าอายุยืนเท่าฟ้าทำไมมาวันนี้จึงได้ลืมไป จะมีอย่างนี้หรือ ถ้าดังนั้นก็เก๊แน่แล้วอั้งฮั้ยยี้ก็ร้องว่า (เอา) คำเดียวเท่านั้น พวกปิศาจน้อยก็พากัน ตรูขึ้นล้อมเห้งเจีย ระดมตีฟันแทง เห้งเจียก็ชักกระบองกายสิทธิ์ออกรบรับ แล้ว แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม พูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่า มึงทำไมไม่มีธรรมเนียม อ้ายลูก มาตีพ่ออย่างนี้มีที่ไหน อั้งฮั้ยี้ได้ฟังดังนั้น ก็มีความอายไม่รู้ว่าจะพูดโต้ตอบ ประการใดได้ เห้งเจียก็บันดาลเป็นแสงสว่างหนีออกจากถ้ำมือถือกระบองหัวเราะ ก๊ากใหญ่ ข้ามห้วยเดินมาซัวเจ๋งเห็นก็เดินออกมารับ ถามว่าพี่ไปช้าครึ่งวันแล้วมี ความยินดีหัวเราะ เห็นจะแก้อาจารย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียว่าถึงจะแก้อาจารย์ ออกยังไม่ได้ก็จริง แต่พี่ได้อยู่เหนือลมพักหนึ่งซัวเจ๋งถามว่าอะไรเหนือลม เห้งเจียจึงเล่าความที่ได้เป็นมาให้ซัวเจ้งฟัง ซัว เจ๊งว่าพี่ได้เหนือลม น้องเกรงว่าชีวิตอาจารย์จะไม่คงอยู่ได้ เห้งเจียว่าอันข้อนั้น ไม่ควรจะต้องทุกข์ พี่จะไปนิมนต์พระโพธิสัตว์มาช่วย ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ยังเจ็บอยู่ มิใช่หรือ เห้งเจียบอกว่าหายแล้ว พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาไปยังน่ำไฮ้ ตรงมายังที่เขาโละแก่ซัวเข้าไปหาพระกวนอิม ครั้นถึงก็คุกเข่าลงนมัสการ พระ โพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียมาทำไม มีกิจธุระสิงใดหรือ เห้งเจียยกเอาความที่เป็นมา เล่าให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ว่า ปิศาจมีไฟภาคอย่างนั้นทำไม จึงไม่รีบมาบอกก่อน เห้งเจียว่าข้าพเจ้าก็อยากจะมาบอก แต่ไปถูกฤทธิ์ไฟของ ปิศาจเผาป่นปี้ ได้ความเจ็บป่วยจึงมามิได้ แต่ได้ใช้ให้โป๊ยก่ายมา พระโพธิสัตว์ พูดว่า ไม่เห็นโป๊ยก่ายมา เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายยังมิได้มาจริงเพราะอ้ายปิศาจมัน แปลงเป็นพระโพธิสัตว์ หลอกจับจับโป๊ยก่ายใส่ถุงไว้ บัดนี้ยังแขวนอยู่ในถ้ำ จะ ใคร่ต้มกินพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ก็โกรธพูดว่าอ้ายปิศาจเขาทิ้ง มันอาจสามารถ แปลงเป็นรูปอาตมาได้ พูดดังนั้นแล้วจึงเอาขวดมณีข้างไปในทะเล เห้งเจียเห็น ดังนั้นก็ตกใจ พูดว่าพระโพธิสัตว์ใจร้อนยังไม่หมด เราเล่าเรื่องปิศาจให้ฟังซึ่งร้าย และดี เธอเอาขวดมณีขว้างไปดังนี้ น่าเสียดายจริง ๆ ถ้ารู้ดังนี้เรารับเอาก่อนจะ มิดีหรือ พูดยังไม่ขาดคำก็เห็นในทะเลเป็นคลื่นละลอกขึ้นมา มีเต่าตัวหนึ่งที่หลัง ถูกขวดมณีวิเศษ คลานขึ้นมาที่ตรงหน้าพระโพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึก หัวเราะแต่ในใจพูดว่า หมายว่าจะมิได้เห็นขวดมณีแล้ว จะใคร่ตามเอาขวด พระโพธิสัตว์ถามว่าเห้งเจียพูดว่ากระไร เห้งเจียตอบว่ามิได้พูดว่ากระไร จึงพระ โพธิสัตว์บอกให้เห้งเจียหยิบขวดมณีขึ้นมานี่ เห้งเจียจึงเข้าไปยกขวดก็มิได้ขึ้นเลย และทั้งมิได้เขยื้อนเท่าเส้นผม เห้งเจียวางขวดเดินมาคำนับพระโพธิสัตว์ บอกว่า ขวดนั้นข้าพเจ้ายกไม่ไหว พระโพธิสัตว์ถามว่าขวดเล็กนิดเดียวทำไมจึงยกไม่ขึ้น เห้งเจียไม่รู้หรือ ทุกวันมีแต่ขวดเปล่า วันนี้ขว้างลงไปในทะเล ตัวจะมีกำลังสัก เท่าใดจึงจะยกทะเลไหว เพราะฉะนั้นจะเอากำลังมายกจึงมิได้เขยื้อนได้ เห้งเจีย ยกมือขึ้นนมัสการ แล้วพูดว่าข้าพเจ้ามิได้ทราบเลยพระโพธิสัตว์เดินลงไปเอามือขวายกขึ้นเบา ๆ แล้วก็วางลงไว้ในฝ่ามือข้างซ้าย เต่าตัวนั้นก็ยกศีรษะคำนับแล้วก็คลานลงน้ำไป พระโพธิสัตว์จึงนั่งลงบนแท่น เรียกเห้งเจียมาพูดว่าขวดน้ำนี้ กับน้ำพระยานาคเล่งอ๋องไม่เหมือนกัน น้ำขวดนี้ กับไฟภาคของปิศาจนั้นดับกันได้ดังประสงค์ จะให้เห้งเจียเอาไปก็จะยกไม่ไหว จะให้นางเล่งนึ้งเอาไปกับเห้งเจีย เห้งเจียมักจะหลอกหลอนคน หรือบางทีจะเห็น ว่านางเล่งนึ้งของอาตมาสวยงาม และขวดวิเศษนี้ถ้าเห้งเจียเอาไปแล้วจะไปตาม ที่ไหน เห้งเจียจงให้สิ่งของอันใดไว้เป็นสำคัญจึงจะได้เห้งเจียจึงพูดว่าน่าสงสารตัวข้าพเจ้า พระโพธิสัตว์ทำไมจึงคิดสงสัยไปดังนี้ ในตัวของข้าพเจ้านี้มีหรือสักสิ่งหนึ่ง มีผ้าแพรผืนนี้ก็เป็นของพระอาจารย์ใหญ่ กระบองนี้จะไปไหนก็สำหรับตัวที่จะได้ต่อสู้แก่ศัตรู บนศีรษะหรือก็มีแต่มงคลทอง ข้าพเจ้าจะขอเอาสิ่งนี้เป็นมัดจำ ขอท่านได้ภาวนาคาถาถอดออกเถิด พระโพธิ สัตว์พูดว่าเห้งเจียใจเจ้าจะใคร่ได้แต่ความสบาย อาตมาจะขอเอาขนรักษาชีวิตที่ ท้ายทอยนั้นหนึ่งเส้นเท่านั้นจะเอาไว้เป็นมัดจำ ห้งเจียพูดว่าอันขนเส้นนี้ก็ของท่าน ให้ จะถอนเส้นหนึ่งก็วิตกว่าจะพังตามกันลงมาหมด จะเอาอะไรมารักษาชีวิตต่อไปพระโพธิสัตว์จึงด่าว่าอ้ายลูกลิงแต่ขนเส้นหนึ่งยังถอนไม่ได้ นางเล่งนึ้งก็ยาก ที่จะปล่อยให้ไปได้ เห้งเจียพูดว่าท่านมีความสงสัยมากไปแม้ไม่เห็นแก่สงฆ์ก็จง เห็นแก่พระพุทธศาสนาเถิด ขอท่านได้ไปช่วยแก้ให้อาจารย์ข้าพเจ้าออกพ้นจาก ปิศาจด้วยเถิด พระโพธิสัตว์มีความยินดีจึงเดินออกมาจากสำนัก บอกแก่เห้งเจีย ให้ข้ามทะเลไปก่อน เห้งเจียคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทำต่อหน้าท่านจะเป็น การอวดดีไป เพราะหกคะแมนนั้นดูกิริยาไม่น่าดู วิตกเกรงจะเป็นความผิด พระ โพธิสัตว์จึงให้เสียนไช้เล่งนึ้งไปเก็บใบบัวมาใบหนึ่ง ทิ้งลงในน้ำแล้วบอกให้เห้งเจีย ขึ้นยืนบนใบบัวจะทนได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าใบบัวเท่านั้นท่านจะให้ข้าพเจ้าขึ้นยืน เหยียบ ใบบัวจะทานได้หรือ พระโพธิสัตว์จึงพูดว่าเห้งเจียจงขึ้นลองดูที เห้งเจีย ก็ขึ้นเหยียบใบบัวก็ลอยอยู่ดุจเรือสำเภาอย่างใหญ่ เห้งเจียดีใจพูดว่า ใบบัวนี้ทาน ตัวข้าพเจ้าไหวพระโพธิสัตว์พูดว่าถ้าใบบัวทานตัวท่านได้แล้ว ให้เห้งเจียข้ามไปเถิด เห้งเจีย พูดว่าไม่มีถ่อแจวและใบจะข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์บอกว่าไม่ต้องพาย แจวและถ่อค้ำลมพัดดอก ท่านจงบันดาลให้เป็นลมพัดไปที่หนึ่ง ก็จะข้ามพ้น มหาสมุทรใหญ่ เห้งเจียกระโดดขึ้นบนบกแล้วหัวเราะพูดว่า พระโพธิสัตว์ทำ อภินิหารจับเราให้ไปมาก็ได้ไม่ต้องป่วยการแรงสักนิดเดียวฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ปาฏิหาริย์ออกจากเขาเพ้าท่อซัวสั่งให้ฮุยไง้ไปดาวดึงส์ ขอยืมอาวุธวิเศษบิดาเจ้าที่กังสามสิบหกอันจะต้องการใช้ ฮุยไง้คำนับแล้วก็เหาะไป บัดเดี้ยวก็เอามีดวิเศษกลับมาถึง ส่งมีดทีกังให้แก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จับ ดูแล้วก็โยนขึ้น ร่ายพระคาถาเป่าไปมีดนั้นก็กลายเป็นกลีบบัวรวมกันประดับเป็น แท่น พระโพธิสัตว์ก็ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วจึงบันดาลให้ไปยังเขา (พ้อซัว) พระโพธิ สัตว์ก็หยุดลอยอยู่บนอากาศ จึงร่ายพระคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขาว่าท่านทั้ง หลายอย่ามีความสะดุ้งตกใจกลัว วันนี้อาตมาจะมาจับปิศาจร้าย จงมาห้อมล้อม ช่วยกันกวาดล้างให้พวกผีปิศาจเหล่านี้ราบคาบสิ้นเชิง จงขับไล่พวกสัตว์ต่างๆออก ไปให้พ้นในสามโยชน์ เจ้าทั้งหลายรับคำสั่งพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ไปจัดการเตรียม ไว้เสร็จบัดเดี้ยวก็กลับมาส่วนพระโพธิสัตว์จึงเอาขวดมณีวิเศษ เทออกเสียงดังดุจฟ้าร้องเห้งเจียเห็น ดังนั้นก็นึกสรรเสริญในใจว่า อย่างนี้แหละจริงแท้ว่ามีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา จริง พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ยื่นมือออกมา เห้งเจียก็ยื่นมือซ้ายออกมา พระโพธิสัตว์ก็หยิบกิ่งสนจุ้มน้ำมนต์แล้วเขียนอักขระลงกลางใจมือเห้งเจีย คือตัว (บี้) แปลว่าเคลิบเคลิ้มพระโพธิสัตว์บอกเห้งเจียให้กำมือไว้ ไปชวนปิศาจอังฮัยยี้ ให้ออกรบทำแพ้อย่าเอาชนะล่อให้ออกมาถึงที่อาตมาอยู่ อาตมภาพจะจับมันเอง เห้งเจียรับคำสั่งแล้วก็เดินมายังประตูถ้ำร้องเรียกอั้งฮั้ยยี้ ปิศาจพวกเฝ้าประตูก็วิ่ง เข้าไปบอกอั้งฮั้ยี้ว่าเห้งเจียมาอีกแล้ว อั้งฮั้ยยี้บอกให้ปิดประตูแล้วพูดว่าอย่าไป ธุระแก่มันเห้งเจียร้องเรียกอีกแล้วพูดว่า อ้ายลูกน้อยมึงไล่พ่อออกมาแล้ว ทำไมไม่เบิด ประตูออกมาสู้กันเล่า ปิศาจน้อยวิ่งเข้าไปบอกอีกว่า เห้งเจียมาร้องด่าท้ายทาย อยู่ที่นอกประตู ปิศาจอังฮั้ยยี้ว่าช่างมัน เห้งเจียเห็นช้าก็โกรธชักไม้กระบองออก จากหูกระทุ้งประตูพังทลายลงไปทั้งสิ้น ปิศาจเห็นประตูพังลงไปดังนั้นก็บันดาล โทสะมือถือทวนเดินออกมา พอแลเห็นเห้งเจียก็ด่าว่าอ้ายลิงอายุมากแล้วไม่รู้จัก อะไร มาตีประตูของเราให้ล้มไปดังนี้ จะจับโทษอะไรหรือ เห้งเจียว่าอ้ายลูกของ พ่อก็มึงไล่ออกมานอกประตู มึงจะคาดโทษอะไรแก่กูเล่า อั้งฮั้ยี้โกรธเอาทวน แทงหมายตรงท้องเห้งเจีย เห้งเจียเอากระบองปัดแล้วทำล่าถอยหนีออกมา ปิศาจยืนหยุดพูดว่า เราจัดล้างถังซัมจั้งไว้แล้ว เพื่อจะได้ต้มแกล้มเหล้า ทำไม เอ็งวิ่งหนีไปเล่า เห้งเจียพูดว่าอ้ายลูกของพ่อบนฟ้ามองดูเอ็งอยู่แล้ว เอ็งจงไล่ ออกมาเถิด ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธดุจไฟกัลป์ ตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วก็รุก ไล่ออกมาทันที เห้งเจียต่อสู้ได้สองสามเพลงก็ทำถอยหนีฝ่ายอั้งฮั้ยยี้ก็หารู้ว่าเป็นกลอุบายไม่ ถือทวนไล่ตามออกมาอีก เห้งเจียก็ ทอดกระบอกล่าหนีมา จึงเอามือที่พระโพธิสัตว์เขียนอักขระสยายปลายออก ปิศาจ อั้งฮั้ยยี้ก็ให้เคลิบเคลิ้ม ตั้งใจไล่เห้งเจียออกมา บัดเดี้ยวก็แลเห็นพระโพธิสัตว์ เห้งเจีย จึงหันหน้าพูดแก่อั้งฮั้ยยี้ว่าข้ากลัวเจ้าแล้ว เจ้าไล่มาถึงน่ำไฮ้กวนอิมแล้ว เจ้ายังไม่ กลับไปอีกหรือ ปิศาจไม่เชื่อก็ขยิกไล่ต่อมาอีกเห้งเจียเห็นจวนก็ตลบเข้าซ่อนตัว อยู่ข้างตัวพระโพธิสัตว์ ปีศาจเข้ามาใกล้เหลือบแลไปเห็นพระโพธิสัตว์จึงพูดว่า นี่เห็นจะเป็นเห้งเจียนิมนต์มาช่วยดอกกระมัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้พูดจาว่ากระไร ปิศาจยกทวนแล้วตวาดด้วยเสียงอันดัง พระโพธิสัตว์ก็มิได้โต้ตอบว่ากระไรปิศาจ ยกทวนแทงพระโพธิสัตว์ที่หนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็บันดาลเป็นแสงทองเหาะหนีขึ้นอยู่ บนเวหา เห้งเจียฮุยไง้ก็เหาะตามขึ้นไปอยู่กลางเวหา ปิศาจหัวเราะว่าอ้ายลิงมัน คิดผิดมันไม่รู้จักเรา มันต่อสู้แก่เราหลายครั้งก็เอาชัยชนะเราไม่ได้ มันยังไปหา พระโพธิสัตว์เป๋าน่องที่ไหนมาถูกทวนเราทีหนึ่งก็สูญหายไปไม่เห็นเงา ทิ้งแท่นกลีบ บัวอยู่นี่ ไว้เราขึ้นนั่งจึงจะดี ปิศาจก็ขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางแท่นพระโพธิสัตว์เห็น ดังนั้น ก็เอายอดสนชี้ลงร้องว่าถอยคำหนึ่ง ดอกบัวนั้นก็หายไป ปิศาจก็นั่งอยู่กับมีด พระโพธิสัตว์ก็ให้ฮุยไง้เอาไม้ท้าวปราบปิศาจลงไปเคาะไปเคาะมาที่มีดนั้น ประมาณ สักร้อยที่มีดก็แทงตามแข้งขาปิศาจโลหิตไหลออกนองไปฝ่ายปีศาจติดอยู่จะไปทางใดก็มิได้ ต้องทนความเจ็บปวดสุดที่จะพรรณนา ก็ เอาทวนโยนทิ้งสองมือจับมีดถอน พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เอากิ่งสนชี้ลงไปร่าย พระคาถามีดนั้นก็ยิ่งมัดแน่นเข้าจะดิ้นรนไปอย่างไรก็ไม่ไหว ปิศาจรู้สึกตัวกลัว ตายร้องไห้พูดว่าขอพระเมตตาปรานีแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มี แก้วตาไม่รู้จักท่านผู้มีอภินิหารบารมี แม้ท่านได้โปรดปล่อยข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้า ไม่อาจทำร้ายต่อไป จะขอปฏิบัติตามทางชอบธรรม พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังปิศาจ ร้องขอโทษดังนั้น ก็พาเห้งเจียลดลงมายังที่ปิศาจ พระโพธิสัตว์ถามว่าเจ้าจะยอม ถือศีลตามอาตมาไปหรือ ปิศาจว่าแม้ท่านยกชีวิตไว้ ข้าพเจ้าจะขอถือทางชอบ ธรรมตามท่านไปพระโพธิสัตว์ว่าถ้ากระนั้นอาตมาจะโกนผมให้และรับศีล พระ โพธิสัตว์จึงเอามีดโกนออกจากมือเสื้อเดินเข้ามาใกล้ จับผมทำเป็นสามแหยมนอก นั้นก็โกนเสีย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะ พูดว่าอ้ายปิศาจดูแปลกประหลาด พิเคราะห์ดูมิใช่ชายมิใช่หญิงไม่รู้ว่าจะเหมือนรูปอะไรที่ไหน พระโพธิสัตว์ชำระเสร็จ แล้วจึงพูดว่าบัดนี้เจ้าได้รับศีลแล้วอาตมาก็ไม่กล้าจะพูดดูถูกได้อาตมาจะให้ชื่อ คือให้เรียกว่า (เสียนใช้ท่งจื้อ) จะดีหรือไม่ ปิศาจผงกศีรษะยอมแต่จิตก็คิดจะให้ พระโพธิสัตว์ปล่อยเท่านั้น พระโพธิสัตว์เอามือชี้ไปที่แท่นร้องว่าถอนคำหนึ่ง มี สามสิบหกอันก็ตกลงไปทั้งสิ้น ปิศาจก็หลุดออกได้พระโพธิสัตว์สั่งให้ฮุยไง้เก็บเอา มีดไปส่งเสียยังที่เดิม บัดเดี้ยวก็กลับมาฝ่ายปิศาจอั้งฮั้ยยี้จิตใจบาปยังไม่หมด และเห็นที่แข้งขามีบาดแผลยับเยิน และบนศีรษะก็มีผมอยู่สามหย่อม จึงคิดว่าเธอนี้มีฤทธิ์อานุภาพสักเท่าใด อันที่ จริงก็ทำแต่บังคับเราเท่านั้น คิดดังนั้นแล้วจึงวิ่งไป เก็บเอาทวนตรงมาแทงพระ โพธิสัตว์ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ชักกระบองออกจะตี พระโพธิสัตว์ร้องห้ามว่าอย่า ทำอาตมาจะบังคับเอง พระโพธิสัตว์จึงล้วงมงคลออกจากมือเสื้อวงหนึ่งบอกแก่ เห้งเจียว่า อันมงคลนี้เดิมพระพุทธเจ้าให้มาสามวง วงหนึ่งเรียกว่ารัตนมงคล ก็ ใส่ให้เห้งเจียแล้ว อีกวงหนึ่งเรียกว่าคุ้มห้ามมงคลใส่ให้เจ้าเฝ้าเขานั้นแล้ว วงนี้ เรียกสุวรรณมงคลจะต้องใส่ให้คนนี้โดยเหตุมันเชี่ยวชาญมาก พระโพธิสัตว์พูดดัง นั้นแล้ว ก็เอามงคลโยนขึ้นไป ร้องว่าแปลงเป็นห้าวง แล้วจับมาหมายตรงอั้งฮั้ยี้ ขว้างไปร้องว่าใส่ มงคลห้าวงนั้นก็สวมใส่หัวหนึ่งวงใส่มือสองวงใส่เท้าสองวง แล้ว พระโพธิสัตว์ก็ร่ายพระคาถา มงคลทั้งห้านั้นก็รัดเอาปิศาจเจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ ก็หมุนล้มลงกับพื้นฝ่ายพระโพธิสัตว์ร่ายพระคาถาสองรอบสามรอบ ก็หยุดปิศาจก็หายเจ็บปวด จึงลุกขึ้นและดูในตัวที่คอและมือและเท้าทั้งสองข้างใส่ห่วงทองคำรึงรัดเจ็บปวด เหลือที่จะทน จะถอดออกก็อย่าพึงนึกเลยว่าจะถอดได้ คือห่วงนั้นกระทบเนื้อก็มี รากขึ้น ยิ่งถอดดึงก็ยิ่งเจ็บเห้งเจียเห็นแล้วก็หัวเราะพูดว่า พระโพธิสัตว์วิตกว่าจะเลี้ยงเจ้าไม่ใหญ่ จึง ให้เจ้าใส่วงแหวน อั้งฮั้ยยี้ได้ฟังดังนั้นก็ร้อนใจวุ่นวาย ฉวยทวนไล่แทงเห้งเจีย เห้งเจียก็หลบอยู่ที่ข้างพระโพธิสัตว์ ร้องเรียกพระโพธิสัตว์ให้ร่ายพระคาถา พระ โพธิสัตว์จึงเอายอดสนจุ้มน้ำมนต์พรมไปทีหนึ่ง ร้องไห้ประนมมือทวนนั้นก็หล่นไป สองมือก็ประนมเข้าหว่างอก ก็เลยเปิดไม่ออกฝ่ายท่งจื้อเปิดมือไม่ออกจะจับทวนก็ไม่ได้ จึงรู้สึกว่าอำนาจพระบารมีของ พระโพธิสัตว์นั้นเชี่ยวชาญใหญ่กล้าไม่รู้แห่งที่จะแก้ได้ด้วยประการใด จึงได้ก้ม ศีรษะลงเคารพต่อพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงร่ายพระคาถาเอาขวดมณีน้ำมนต์ เทกลับคืนไปยังทะเลใหญ่ ไม่เหลือสักหยดหนึ่ง แล้วพระโพธิสัตว์จึงบอกแก่ เห้งเจียว่า ปิศาจนี้มันก็ยอมแล้ว แต่จิตของมันยังไม่เรียบได้ อาตมภาพจะต้อง ทรมานมันให้เดินก้าวหนึ่งไหว้ทีหนึ่ง กว่าจะถึงเขาพ่อซัวจึงจะถอนอาคมให้มัน แต่เห้งเจียจงรีบไปแก้อาจารย์ออกเถิด เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ตรัสดังนั้น ก็มี ความยินดี ฝ่ายปิศาจก็กระทำความเคารพต่อพระโพธิสัตว์สามสิบห้าที่ฝ่ายซัวเจ๋งนั่งอยู่ในดงไม้สน คอยท่าเห้งเจียหายไปอย่างไรจึงไม่เห็นกลับมา ก็ยกหาบวางลงบนหลังม้าแล้วเดินออกจากดงตั้งตาแลไปทางทิศอาคเนย์สัก ประเดี๋ยวก็แลเห็นเห้งเจียเดินมาดูกิริยารื่นเริง ซังเจ้งออกต้อนรับถามว่า พี่ไปเชิญ พระโพธิสัตว์ป่านนี้จึงมาถึง เห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่พระโพธิสัตว์ปราบปิศาจให้ซัว เจ้งฟังทุกประการ ชัวเจ้งก็ดีใจ ทั้งสองคนเก็บหาบจูงม้าเข้าไปยังประตูถ้ำเข้าไป ในถ้ำ ตีขนาบเข้าไป จนพวกปิศาจบริวารล้มตายหมดสิ้น ก็เข้าไปแก้โป๊ยก่ายออก จากถุงแล้ว เลยเข้าไปแก้พระอาจารย์ออก แล้วเห้งเจียจึงเล่าเรื่องที่พระโพธิสัตว์ มาช่วยจับปิศาจให้พระถังซัมจั้งฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งก็คุกเข่าลงนมัสการเนื่อง ไปยังนำไฮ แล้วจึงสังซัวเจ๋งให้หาข้าวแจ อาจารย์กับสานุศิษย์กินอาหารเสร็จ แล้วก็ออกจากถำ หมายปราจีนทิศออกเดินไปตามลำดับ ครันมาได้ประมาณสัก เดือนเศษ ในเวลากำลังเดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงน้ำดังกระทบหูพระถังซัมจั้งเรียก สานุศิษย์ถามว่า นั่นเสียงน้ำอะไรดังอยู่ที่ไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์ นี้สงสัยมากเรื่องเดินมาด้วยกันสี่คนไม่มีใครได้ยิน ท่านได้ยินแต่ผู้เดียว พระอาจารย์ เอาคัมภีร์ชิมเกงไปทิ้งลืมเสียวรรคหนึ่งแล้วพระถังซัมจั้งพูดว่า ชิมเกงคัมภีร์นี้ ของท่านอาจารย์โอเซ้าสอนให้เราต่อปาก ทุกวันนี้เราภาวนาอยู่เสมอเป็นนิตย์ เห้งเจียรู้ว่าเราลีมวรรคไหน เห้งเจียตอบว่า ลืมวรรคที่ว่าโบ้งั้นฮี้พี้อีซินอี่ คือตาหูจมูกลินกายใจ อันวิสัยคนบวชเรียนในทาง สมณกิจ ตาอย่าไปดูรูปสวยงาม หูอย่าไปฟังเสียงที่เพราะหวาน จมูกอย่าไปสูด ดมกลินที่หอมหวน ลินอย่าไปเลียลิมรส กายอย่าไปสัมผัสถูกต้องรูป จิตอย่าไป น้อมนึกอารมณ์ที่ฟุ้งซ้านอย่างนี้จึงเรียกว่าเปลื้องโจรทั้งหกได้ ท่านอาจารย์ทุกวัน นี้ ตั้งใจจะไปอาราธนาพระธรรม กลัวปิศาจมารร้ายไม่ยอมสละกาย มีความ อยากในรสกังวลแก่ลิ้นพอใจแก่กลิ่นอันหอม ไปฟังเสียงสะดุ้งหวาดไปเห็นซึ่งรูปสี จิตก็ให้ฟั่นเฟือนไปต่าง ๆ โจรทั้งหกก็เข้ากลุ้มรุมในดวงจิตทำไมจึงจะไปถึงไซที เห็นพระพุทธิเจ้าได้เล่า พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจสัก ครู่หนึ่ง จึงพูดว่าตั้งแต่อออกจากพระเจ้าแผ่นดินมา ใจก็รีบร้อนระมัดระวัง ไม่รู้ ว่าเวลาใดจึงจะเต็มบริบูรณ์ทั้งสามได้ไปรับธรรมของพระพุทธเจ้ามาได้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันที่จริงพระอาจารย์มีความคิดถึงบ้านเมือง ยากที่จะหยุดได้ แม้ว่าจะใคร่ให้บริบูรณ์จะยากอะไรยังมีคำกล่าวว่า แม้ทำให้ถึง ก็สำเร็จอยู่เอง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่แม้จะคิดตามซึ่งมีมารร้ายนั้นจะไปพันปีก็ไม่สำเร็จจ การ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองคิดเห็นเหมือนข้าพเจ้าคิด ตามประสาคนโง่ ๆ เอาแต่ บ่าลับฝนไปไม่หยุด ไปภายหน้าก็สำเร็จได้อยู่เอง อาจารย์กับศิษย์เดินพูดกัน แล ไปข้างหน้าเห็นมีกระแสน้ำดำขึ้นโอบฟ้า ม้าเดินไม่ได้พระถังซัมจังก็ลงจากม้า ถาม ศิษย์ว่าน้ำนี้ทำไมจึงดำดังนี้ เห้งเจียพูดว่าเห็นใครจะทิ้งอะไรดอกกระมัง จะมิใช่ ดำเองโดยธรรมดาน้ำ ซัวเจ๋งพูดว่า หรือใครเอาหมึกลงไปล้างดอกกระมังจึงได้ดำ อย่างนี้เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จะคิดทำอย่างไรให้พระอาจารย์ข้ามไปได้พระถังซัมจั้งถามว่าลำแม่น้ำนี้ จะกว้างสักเท่าใดจะรู้ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายพูด ว่าประมาณกว้างสักห้าสิบเส้น พระถังซัมจังถามว่าให้คิดดูทั้งสามคนนี้ คนใด จะให้อาตมาขี่ข้ามไปได้บ้าง เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายให้อาจารย์ขี่ข้ามไปได้ โป๊ยก่าย ว่าไม่ได้ แม้จะให้ขี่เหาะเหินก็ไม่พ้นดินสามศอกโบราณท่านย่อมว่า แบกมนุษย์ คนหนึ่ง ดุจภูเขาพระสุเมรุ แม้ว่าจะขี่ข้าพเจ้าข้ามน้ำไป จะพาข้าพเจ้าจมน้ำไป ด้วย อาจารย์กับศิษย์กำลังหารือกันอยู่ และไปก็เห็นคนค้ำเรือล่องลงมา พระ ถังซัมจั้งเห็นก็ดีใจ เอามือชี้บอกพวกศิษย์ว่ามีเรือจ้างลงมาแล้ว ซัวเจ๋งจึงตะโกน เรียกว่า ที่ค้ำเรือมานั้นโปรดช่วยข้ามส่งพวกข้าพเจ้าด้วย แม้มิใช่เรือจ้างก็จะให้ ค่าจ้างรางวัลแก่ท่าน คนค้ำเรือเมื่อได้ยินซัวเจ๋งเรียกก็ค้ำเรือเข้ามาใกล้ตลิ่ง บอก ว่าเรือข้าพเจ้าเล็ก ทำไมจะบรรทุกหมดเล่า พระถังซัมจั้งก็เดินมาใกล้เรือ แต่ เรือนั้นคือท่อนไม้เขาเอามาเฉพาะนั่งได้แต่สองคนเท่านั้น พระถังซัมจั้งพูดว่าทำ อย่างไรจึงจะดีชัวเจ๋งจึงพูดว่าจะต้องเป็นสองเที่ยว ข้ามไปเที่ยวละสองคนโป๊ยก่ายจะใคร่ข้าม ไปกับพระอาจารย์ก่อน จึงเข้าพยุงอาจารย์ลงเรือ เจ้าของเรือก็ค้ำเรือออกจากตลิ่งไป พอถึงกลางน้ำก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาทีหนึ่ง ดุจฟ้าลั่นก็เกิดละลอกขึ้น แลไปไม่ เห็นอะไรมืดมัวหมด มีลมพายุใหญ่พัดกล้าน่ากลัว แลไปเป็นพระถังซัมจั้งกับโป๊ย ก่ายจมลงไปในน้ำกับทั้งเรือ ซัวเจ้งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ตกใจ ซัวเจ็งว่าเห็นเรือจะ คว่ำไปแล้วดอกกระมัง เห้งเจียว่ามิใช่เรือคว่ำแม้เรือคว่ำโป๊ยก่ายถนัดในทางน้ำ คงพาอาจารย์ขึ้นมาได้เมื่อกี้นี้พิเคราะห์ดูเจ้าของเรือจะไม่สุจริต ชะรอยจะทำลม พายุเอาอาจารย์ทิ้งลงไปในน้ำ ซัวเจ๋งว่าทำไมพี่ไม่พูดไม่บอกเสียแต่แรกกระนั้นพี่ จงดูม้าไว้ ข้าพเจ้าจะลงไปค้นดู พูดแล้วก็ผลัดผ้าเสือกางเกง มือก็จับพลองวิเศษ ยกขึ้นตีบนหลังนำที่หนึ่ง ร่ายพระคาถาแล้วก็เดินไป เวลากำลังลมคลื่นเดินมา นั้นก็ได้ยินเสียงคนพูด ซัวเจ๋งจึงแอบฟังและไปในที่นั้น มีศาลเจ้ามีหนังสือแปดอักษร คือ ตำบล (ชวนเฮียกก๊อก) ลำแม่น้ำ (เฮ๊กจุ๊ยฮ้อ) ศาล (สินฮู) ได้ยินเสียงปีศาจ นั่งอยู่กลางพูดว่า มีความลำบากคราวหนึ่ง บัดนี้จึงได้มาถึงมือ อันพระสงฆ์นี้ สิบชาติมาแล้วบวชเรียนก็บริสุทธ์ดี แม้ได้กินเนื้อก้อนหนึ่งอายุก็ยืนยาวไม่แก่ เรา ก็อดมานานวันแล้ว ให้ปิศาจบริวารเปิดเอาออกจากกรงเหล็กใส่กระทะต้มให้สุก แล้วไปเชิญ (อะยี่กู่) น้ามากินอายุจะยืนยาว ซัวเจ๋งแอบได้ยินดังนั้นดุจเอาไฟเข้า จุดหัวใจ จงยกพลองขึ้นตีซ้ายป่ายขวารุกไล่เข้าไปในประตูมิได้รั้งรอร้องด่าว่าอ้าย พวกปิศาจ มึงจงรีบส่งอาจารย์กูออกมาโดยเร็วพวกปิศาจที่เฝ้าประตูได้ฟังดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอก ปิศาจไต้อ้องได้ฟังดัง นั้นก็แต่งตัวใส่เกราะมือถือพลองทองแดงรีบเดินออกมายังประตูร้องถามว่า อ้ายคนไหนอาจสามารถมาตีประตูของกูเองไม่กลัวความตายหรือ ซัวเจ้งพูดว่า อ้ายปิศาจมึงทำไมจึงอาจสามารถทำอุบายเป็นลมพายุใหญ่ลักเอาอาจาย์ของกู ลงมาไว้ เอ็งจงรีบส่งมาเสียโดยเร็วจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง ปิศาจได้ฟังก็หัวเราะ แล้วพูดว่าอ้ายคนนี้มาพูดจาจองหองหารู้จักความตายไม่ อันอาจารย์ของเจ้าเรา จับมาได้จะใคร่ต้มให้สุก จะได้เชิญพวกพ้องมากินให้อร่อยสักมื้อหนึ่ง เจ้ามาอีก คนหนึ่งก็ดีแล้ว จงมาเถิดเราจะจับไว้อีกคนหนึ่งจะได้ต้มเสียทั้งสองคนทีเดียว กินเสียให้หมดอย่าได้นึกว่าจะได้ไปไซที่เลยซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบันดาลโทษะ แกว่งกระบองโจมตีปิศาจ ปิศาจก็ยกพลอง ขึ้นรับต่อสู้รบกันอยู่ใต้น้ำ ได้สามสิบเพลงกำลังก็เสมอกัน ซัวเจ๋งคิดอยู่ในใจว่า อ้ายปิศาจนี้มันมีฝีมือเสมอเท่าแก่เราจะเอาชัยชนะมันมีได้ ก็จะป่วยการรบแก่มัน อย่าเลยเรารบล่อขึ้นบนน้ำให้พี่เห้งเจียแกตีมันจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วทำทีตีไปแล้ว ก็ลากพลองหนี ปีศาจกิมได้ไล่ตามพูดว่าเจ้าไปเถิดข้าไม่รบกับเจ้า เราจะจัดแจง เขียนหนังสือไปเชิญพวกพ้องมากินเนื้อถังซัมจั่งดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็รีบกลับ ขึ้นพ้นน้ำ มาบอกแก่เห้งเจียตามเรื่องที่ได้พบรบแก่ปิศาจให้เห้งเจียฟังทุกประการเห้งเจียถามว่ารู้ว่ามันเป็นปิศาจอะไร ซัวเจ๋งว่าคล้ายกับตะพาบน้ำ เห้งเจีย ว่าไม่รู้ว่าน้าชายของมันคือใครที่ไหน พูดกระนั้นยังหาทันสิ้นความไม่ ในคุ้งน้ำ นั้นผุดขึ้นมาแต่ไกลคุกเข่าพูดว่าไต้เซียข้าพเจ้าอยู่ในแม่น้ำนี้ ขอทำความเคารพ ท่านเห้งเจียถามว่านี่คือปิศาจที่ค้ำเรือจะมาล่อลวงอีกหรือคนผู้เฒ่านั้นคำนับแล้วน้ำตาก็ไหลพร่างพรายลงพูดว่า ข้าพเจ้าหาใช่ปิศาจผี ร้ายไม่ ข้าพเจ้าคือเจ้าซึ่งสถิตอยู่ในลำแม่น้ำนี้ เหตุว่าเมื่อปีกลายนี้เดือนเจ็ดที่ทะเล ทิศตะวันตกทำน้ำท่วมมาที่นี้ ปิศาจได้ต่อสู้แก่ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าอายูมากกำลัง น้อยสู้ปิศาจมิได้ มันจึงแย่งศาลเจ้าของข้าพเจ้าเข้าอาศัยอยู่จนทุกวันนี้ ข้าพเจ้า ไม่รู้แห่งที่จะทำอย่างไรจึงได้ฟ้องแก่เล่งอ้องทะเลทิศตะวันตก เล่งอ๋องนั้นคือน้า ชายของมันก็ไม่ชำระให้แก่ข้าพเจ้ามันจึงอยู่ที่ศาลเจ้านั้น ข้าพเจ้าจะใคร่ฟ้องแก่ เง๊กเชียงอ่องเต้ก็เกรงด้วยข้าพเจ้ามีตำแหน่งเล็กน้อย วันนี้ข้าพเจ้าได้ทราบว่าไต้ เซียมาถึงนี้จึงมาบอกให้ท่านทราบ ขอไต้เซียได้เป็นธุระแก้แค้นให้ข้าพเจ้าด้วยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เล่งอ้องทะเลทิศตะวันตกนี้ต้องโทษ เห้งเจียจึง บอกแก่เจ้าว่า ขอท่านจงอยู่เป็นเพื่อนซัวเจ๋ง ข้าพเจ้าจะไปจับตัวไซฮั้ยเล่งอ๋องมา ให้เธอจับปิศาจร้ายตนนี้ เจ้าคงคาว่าขอบพระคุณท่านแล้ว เห้งเจียก็เหาะไปยัง ทิศตะวันตกมหาสมุทรใหญ่ ครั้นถึงกลางทะเลก็ร่ายพระคาถาแทรกน้ำเดินลงไป ยังบาดาล ครั้นถึงกลางทะเลเดินลงไปยังบาดาล ครั้นถึงแลไปเห็นปิศาจปลากา ถือหีบเล็กใส่หนังสือถือเดินมาจากท้ายน้ำรีบเดินโดยเร็ว เห้งเจียเดินมาสกัดหน้า ตบเอาทีหนึ่งปิศาจก็ล้มลงเห้งเจียเอากระบองกระทุ้งหัวทีหนึ่งมันในสมองก็ ทะเล้นออกมา เห้งเจียก็ทะลึ่งขึ้นพ้นน้ำ จึงเปิดหีบดูเห็นในนั้นมีหนังสือฉบับหนึ่ง มีจ่าหน้าว่าหลานคือกูเคียดคำนับถึงน้าทั้งสอง เง่าเล้าได้ยิ้นเมื่อก่อนได้พึ่งท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าจับได้สองสัตว์ คืออยู่ทิศตะวันออกเป็นพระสงฆ์สองรูป คือในใต้หล้า นี้หายากหลานไม่อาจกินเองแต่ลำพัง เพราะคิดถึงท่านน้า ขอเชิญมาเป็นกิริยา พระอายุจะได้ยืนยาวเป็นที่ื่นเริงขอจงรีบมาให้ทันเวลาด้วยเทอญเห้งเจียครั้นดูรู้เหตุดังนั้นแล้ว จึงหัวเราะว่าหนังสือนี้มันเชิญกันมากินเนื้อ พระอาจารย์ คิดดังนั้นแล้วก็พับใส่ในมือเสื้อ เดินไปเดินมาประเดี๋ยว มีพวกพล ตระเวนในน้ำมาพบเห้งเจียก็รีบกลับเข้าไปบอกพระยาเล่งอ่องเง่าสูนก็เดินออกมา รับเห้งเจียเชิญเข้าไปนั่งในที่สมควรแล้วกัยกน้ำชามาเลี้ยง เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า ยังไม่กินน้ำชาของท่าน ท่านไปกินน้ำเหล้าของข้าพเจ้าก่อน เง่าสูนเล่งอ๋องหัวเราะ แล้วพูดว่าท่านไปถือศีลแล้วน้ำเหล้าและสดคาวก็ไม่ต้องพูดถึง และท่านจะเชิญ ข้าพเจ้าไปกินเวลาใด เห้งเจียว่าท่านไม่ได้กินแต่ต้องมีโทษผิดด้วยบริวาร พูด แล้วเห้งเจียก็นำหนังสือออกมาจากมือเสื้อส่งให้เง่าสูนเล่งอ๋อง เง่าสูนเล่งอ๋องรับ มาดูก็ตกใจสิ้นสติตะลึงไป แล้วคุกเข่าลงคำนับพูดว่าไต้เซียจงยกโทษข้าพเจ้าด้วย มันคือบุตรที่เก้าของน้องสาวข้าพเจ้าเพราะสามีของน้องนั้นทำผิดด้วยแปรเวลาลด น้ำฝนให้น้อยลง ไม่ตรงแก่คำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ เพชฌฆาต งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่เอาไปประหารชีวิตเสีย ทิ้งอ้ายหลานคนนี้ไว้ ข้าพเจ้าจึงให้ไปปฏิบัติรักษากายอยู่ในลำน้ำเฮกฮ้อนั้น ไม่ทราบเลยว่ามันคิดทำ การชั่วร้ายอย่างนี้ไว้ ข้าพเจ้าจะให้คนไปจับตัวมาพูดแล้วจึงเรียกบุตรชายไท้จื้อ (มอหงัง) สั่งว่าให้เลือกคัดทหารที่แข็งแรงห้าสิบคนรีบไปจับตัวอ้ายกูเคียดมาชำระ เห้งเจียก็ลาเล่งอ๋องไปพร้อมด้วยมอหงังไท้จื้อยกพลออกจากไซไฮ้ทะเลแล้ว มายังแม่น้ำเฮ๊กฮ้อ ครั้นถึงมอหงังจึงให้คนเข้าไปบอกปิศาจให้รู้ก่อนว่า ไขไฮ้เล่ง อ๋อง ไท้จื๊อ มอหงังมาแล้วปิศาจได้ฟังในใจก็นึกสงสัย ด้วยเราใช้ให้ปลากาเอาหนังสือไปเชิญเล่าเล่งอ๋อง ก็ยังไม่เห็นกลับมาบอก ทำไมท่านน้าเล่งอ๋องไม่มาใช้ให้ท่านไท้จื้อมา ปิศาจกำลัง คิดอยู่ในใจก็พอแลเห็นทหารมาบอกว่า ไต้อ๋องในลำแม่น้ำนั้นมีพลทหารมาด้วยปิศาจพูดว่าพี่ไท้จื้อมากินเลี้ยงทำไมเอาทหารมาด้วยเล่า เห็นจะมีเหตุเป็นแน่ จึงให้ปิศาจบริวารเข้าไปเอาเกราะและพลองทองแดงออกมาคอยสำรอง แล้วก็เดิน ออกไปยังนอกประตู แลไปเห็นมีทหารนั่งกองอยู่ ปิศาจก็เดินเข้าไปใกล้ ร้องเรียก ด้วยเสียงอันดังว่า พี่ไท้จื้อน้องมานี่แล้ว ไท้จื้อมือถือเหล็กสามเหลี่ยมเดินออกไป ถามว่าจะเชิญท่านน้ำมาทำไมหรือ ปิศาจพูดว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งคุณของท่านน้า จึงได้อยู่ในที่ตำบลนี้เป็นสุข ยังไม่มีอะไรที่จะตอบแทนพระคุณท่าน เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าจับพระสงฆ์ได้รูปหนึ่ง มาจากเมืองไต้ถัง ข้าพเจ้าได้ยินว่าสิบชาติมาแล้ว เธอได้บวชมาโดยความสุจริต แม้ผู้ใดได้กินเนื้อเธออายุยืนยาว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า จึงให้ไปเชิญให้ท่านน้ามาไท้จ้อได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า เจ้าช่างมีจิตแน่นหนาจริง ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระ สงฆ์นั้นคือใคร ปิศาจพูดว่าเธอคือพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนา พระธรรม ไท้จื้อพูดว่าเจ้ารู้จักแต่พระถังซัมจั้ง เจ้าไม่รู้จักสานุศิษย์ของเธอ ปิศาจ พูดว่ามีคนหนึ่งข้าพเจ้าจับได้แล้วจะใคร่ต้มพร้อมแก่พระถังซัมจั้ง เมื่อวานนี้มาทวง อาจารย์อีกคนหนึ่ง ถูกข้าพเจ้าตีก็หนีไป ไม่ทราบว่าใครจะมีฝมออีก ไท้จือฟูด ว่าเจ้าไม่รู้อะไร ถังซัมจังยังมีทิษย์อีกคนหนึ่ง เมื่อห้าร้อยปีก่อนทำจลาจลบนสวรรค์ คือชื่อซีเทียนไต้เซีย บัดนี้นามเรียกว่า (ซึงเห้งเจีย) เจ้าทำไมจึงหาภัยใส่ตัวดังนี้ เธอเดินไปกลางทะเล เจ้าให้คนไปเชิญบิดาไปพบเธอเข้าเอาหนังสือไปต่อว่าแก่ บิดาเราดังนี้ เจ้าจงรีบแก้ถังซัมจั่งกับโป๊ยก่ายส่งออกมาจะได้ขอโทษให้เจ้า ชีวิต จะได้รอดพ้นจากความตาย แม้ว่าเจ้าขัดขืนก็อย่าพึงนึกว่าจะรอดพ้นจากความตายปิศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่า ตัวเป็นวงศญาติแก่เรากลับไปเข้าแก่คนอื่น ที่จะให้ส่งถังซัมจั้งและโป๊ยก่ายนั้น ไม่มีตำราแล้ว ไท้จื้อกลัวเขาแล้ว จะมาให้ เราพลอยกลัวเขาด้วยหรือ แม้ว่าเขามีฤทธาอานุภาพอย่างไร ก็เชิญมาลองฝีมือ กันดูสักสองสามเพลง ถ้าชนะเรา เราจึงจะส่งอาจารย์ให้มันไป แม้ไม่ชนะเรา เราจะรวมทั้งสามคนมาต้มกินให้อร่อยแก่โคนลิ้น สิ้นวงศ์ญาติเราไม่ต้องไปเชิญผู้ ใดมา จะปิดประตูกินคนเดียวให้สบายใจเรา ไท้จื้อร้องด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน มึง ช่างไม่มีความยำเกรง ไม่ต้องเห้งเจียสู้รบ มึงลองฝีมือดูกับกูก็แล้วกัน ปิศาจพูด ว่าถ้าจะเป็นคนเก่งก็ไม่ต้องเว้นว่าใครหมดจะต้องกลัวกันทำไม จึงเรียกบริวารให้ เอาเกราะและอาวุธมาแต่งถืออยู่ ต่างตีกลองสัญญาณม้าล่อเข้าประจัญบานกัน ไท้จื้อถือเหล็กสามเหลี่ยมตีลงทีหนึ่ง ปิศาจหลบไม่ทันถูกบ่าซ้ายก็ล้มคว่ำลงกับพื้น พวกทหารตรูกันเข้าจับมัดมือไพล่หลัง เอาเชือกเหล็กสอดร้อยกระดูกสันหลังลาก ขึ้นมาบนบกต่อหน้าเห้งเจีย ไท้จื้อจึงให้เห้งเจียพิพากษาโทษ เห้งเจียพูดว่ามึง ทำไมไม่ฟังคำสั่งน้าของเจ้า เธอให้เจ้าอยู่ที่นี่รักษาตัวโดยชอบธรรม เจ้าทำไมจึง แย่งชิงศาลของเจ้าคงคา อวดดีทำดุร้าย หลอกเอาอาจารย์และน้องเราไป ควร จะตีด้วยกระบองสักทีหนึ่งปิศาจว่าไต้เซีย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเกียรติยศอานุภาพแข็งแรง เช่นนั้นเลย ข้าพเจ้าทำผิดพี่ข้าพเจ้าจึงตีจับมา ขอไต้เซียได้โปรดยกโทษให้ ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง จะมีความขอบคุณท่านหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้ามัดอาจารย์ท่าน อยู่ในศาล ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปแก้อาจารย์มาส่งให้แก่ท่าน ไท้ จ้อพูดว่าไต้เซียปล่อยไม่ได้ เพราะจิตมันกลับกลอก แม้ปล่อยมันมันจะคิดร้ายทันที ชัวเจ๋งพูดว่าข้าพเจ้าจำได้ ข้าพเจ้าจะไปพาอาจารย์ขึ้นมาเอง จึงพร้อมด้วยเจ้า คงคาแทรกน้ำลงไปยังศาล เห็นบานประตูเปิดไม่เห็นมีปิศาจเล็กน้อยอะไร ก็เข้า ไปข้างต้น แลไปก็เห็นอาจารย์กับโป๊ยก่ายต้องมัดอยู่ ซัวเจ๋งกับเจ้าคงก็แก้มัด พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายออกแล้วก็อุ้มเดินขึ้นมาบนบกทั้งสองคน โป๊ยก่ายแลเห็นปิศาจ ก็โกรธ ซักคราดมาจะสับปิศาจ ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉาน มึงกินกูไม่ได้แล้ว เห้ง เจียห้ามโป๊ยก่ายว่า พี่ได้ยกโทษตายให้มันแล้ว เห็นแก่เล่งอ๋องไท้จื้อพ่อลูกทั้งสอง ไท้จื้อมอหงังจึงมาคำนับเห้งเจียว่าข้าพเจ้าอยู่ช้าไม่ได้ จะขอเอาปิศาจนี้ไปหาบิดา แม้ท่านยกโทษตายให้มัน บิดาคงจะไม่ยกโทษเป็นให้มัน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระ นั้นไท้จื้อจงพาไปหาบิดาเถิด จงบอกด้วยว่าข้าพเจ้าขอบคุณเป็นอันมาก ไท้จื้อก็ • คำนับลาและพาปิศาจไปยังทะเลไซยฮั้ย เจ้าคงคาก็คำนับขอบคุณเห้งเจีย ทีได้ ช่วยเอาศาลคืนให้ พระถังซัมจังถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะข้ามไปได้ เจ้าคงคาบอก ว่าท่านอย่าวิตกขอนิมนต์ขึ้นมาข้าพเจ้าจะเปิดทางน้ำให้ท่านข้ามไป พระถังซัมจั้ง ขึ้นมา เจ้าคงคาจึงทำวิธีกั้นน้ำหยุดข้างบน บัดเดี๋ยวนี้ก็แห้งบันดาลเป็นหนทางใหญ่ อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินข้ามฟากไป่ถึงฝั่งแล้ว จึงขอบคุณเจ้าคงคาแล้วก็พา กันออกเดินต่อไปฝ่ายพระถังชัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามหมายตัดตรงทิศตะวันตกผ่าแดดฝ่า ฝนเดินไป ครั้นเดินมาได้หลายเวลากำลังฤดูเดือนสามเดือนสี่ ต้นไม้กำลังจะ ออกดอกออกช่อ หอมระรืนไปตามแนวทาง ก็พากันเดินชมเล่น ได้ยินเสียงโห่ ร้องดังสนั่นคะเนสักพันคนพระถังซัมจั่งสะดุ้งตกใจประหม่าหันหน้ามาถาม เห้งเจียว่าเสียงอะไรที่ไหนดังสะท้านหวั่นไหวไปดังนั้น โป๊ยก่ายพูดว่า เสียงดุจ ภูเขาพังหรือแผ่นดินทรุด ซัวเจ๋งพูดว่า ฟังดูดุจเสียงฟ้าฟาด พระถังซัมจั้งว่าฟังดู คล้ายเสียงคนโห่ร้อง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายมีความสงสัยก็ยังไม่ถูก ข้าพเจ้าจะไปดูจึงจะรู้แน่ เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แลไปทั่วทิศเห็นมีกำแพง เมืองตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เห็นมีสีสว่างวับ ๆ แวม ๆ ขึ้น แต่ไม่เห็นมี อากาศร้ายอะไร เห้งเจียก็นิงตรึกตรองแต่ในใจ พูดว่าที่นั่นก็ปรกติดีอยู่ ไม่เห็นมี เหตุร้ายอะไร ทำไมจึงมีเสียงสนั่นหวั่นไหวไปดังนั้น เมื่อกำลังพิจารณาดูนั้น ทิ นอกประตูเมือง มีกองดินและกองทรายอยู่กองหนึ่ง ที่พื้นว่างเปล่านั้น เห็นพวก พระสงฆ์มากหลายรูป พากันลากเกวียน คือพระสงฆ์เหล่านั้น ออกแรงร้องเป็น สัญญาว่า มหากำลังโพธิสัตว์เพราะฉะนั้นเสียงหวาดหวิว จึงไปถึงพระถังชัมจั้ง เห้งเจียก็ลดลงเข้าไปใกล้ พิจารณาดูในเล่มเกวียนบรรทุกล้วนแต่กระเบื้องอิฐไม้ ที่ต้นเนินนั้นสูงตั้งขึ้น และมีทางเล็กแยกตรงทางหนึ่ง มีประตูใหญ่ทางที่ประตู นั้นมีกำแพงสูง อันเกวียนนั้นจะเข็นขึ้นอย่างไรได้ดูท้องฟ้าสุขุมดี แต่พิเคราะห์ดู พระสงฆ์เหล่านั้นค่อนอยู่ข้างจะคับแค้น เห้งเจียมีความสงสัย พิเคราะห์ดูเห็นจะ สร้างวัด ชะรอยตำบลนี้ข้าวปลาจะไม่บริบูรณ์ จะหาจ้างคนกุลีไม่ได้ พระสงฆ์ จึงต้องทำเองดังนี้แต่ยังสงสัยไม่แน่แก่ใจ แลไปก็เห็นในประตูเมืองเดินออกมา เป็น เต้าหยินหนุ่มน้อยสองคน ฝ่ายพระสงฆ์เหล่านั้น เมื่อเห็นเต้าหยินเดินมาทุก ๆ คนมีสีหน้าสะดุ้งหวาดออกแรงทนทุกขเวทนาเข็นเกวียนไปเห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึกดูได้ว่าพระสงฆ์เหล่านั้นมีความกลัวเต้าหยิน เราเคย ได้ยินชาวชนพูดกันว่า บางทีจะไปไซทีนั้นมีที่นับถือฤๅษีไม่นับถือพระสงฆ์แน่ แล้วเห็นจะเป็นที่นี่เอง จำเราจะลงไปถามดูให้รู้ประจักษ์จริงแก่ใจ คิดแล้วก็ไหว กายแปลงเป็นเต้าหยินปากก็ภาวนาคัมภีร์ฤๅษี เดินมาใกล้ประตูเมือง ยืนคอย รับเต้าหยินทั้งสองนั้นฝ่ายเต้าหยินทั้งสองเดินออกมา เห้งเจียก็ย่อตัวพูดว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสอง ข้าพเจ้าเคารพ เต้าหยินทั้งสองก็เคารพตอบแล้วถามเห้งเจียว่า ท่านซินแสจะไป ข้างไหน เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเที่ยวมาทุกทิศไม่เว้นว่าทางน้ำทางบก วันนี้มา ถึงนี่จะหาบ้านที่มีศรัทธาจิต ขอถามท่านทั้งสองว่า ในกำแพงเมืองนี้ ทางไหน จะดี ข้าพเจ้าจะได้บิณฑบาตกิน เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านซินแสทำไมจึงพูดคำทดถอย คิดดูว่าท่านมาจากไกลจะไม่เข้าใจการเมืองนี้ ในเมืองนี้อย่าว่าแต่ขุนนางจตุสดมภ์มนตรีใหญ่น้อย และเศรษฐีมหาเศรษฐี ทั้ง ผู้ดีเข็ญใจไพร่บ้านพลเมืองทั้งสิ้น ก็ย่อมนับถือในเพศฤๅษีทั้งสิ้น จนที่สุดพระเจ้า แผ่นดินก็ยังนับถือ เต้าหยินทั้งสองได้ชี้แจงว่า ในเมืองนี้นามเรียกว่า (เซียตี้ก๊ก) พระเจ้าแผ่นดินกับข้าพเจ้าเป็นญาติกันสนิท เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าถ้า กระนั้นพระเจ้าแผ่นดินมิเป็นเต้าหยินหรือ เต้าหยินทั้งสองตอบว่าไม่ใช่ เหตุว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน ราษฎรมิความเดือดร้อนโดยแห้งแล้งฟ้าฝนไม่บริบูรณ์ ไม่ว่า ขูนนางและราษฎร ต่างก็ทำตัวสะอาด ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบวงสรวงขอฝน เวลา นั้นราษฎรเข้าที่คับแค้น บนฟ้าให้เทวดาใหญ่ลงมาสามองค์ ช่วยสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากความเดือดร้อนคับแค้นเห้งเจียถามว่านั้นคือฤๅษีอะไร เต้าหยินอธิบายว่า คืออาจารย์ข้าพเจ้าทั้งสาม นามเรียกว่า (เฮ้าลัดไต้เซียน) ที่สองนามว่า (ลกลัดไต้เซียน) ที่สามนามว่า (เอี๊ยว ลัดไต้เซียน) เห้งเจียถามว่า ท่านอาจารย์ทั้งสามนั้นมีฤทธาอานุภาพสักเพียงใด เต้าหยินบอกว่า เธอเรียกลมเรียกฝนได้ แต้มศิลาให้เป็นทองดุจพลิกมือคว่ำหงาย เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางจึงได้นับถือ และเขาทั้งหลายนับถือพวก ข้าพเจ้าดุจญาติอันสนิท เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นฮ่องเต้นี่มีความดีสิบส่วน อัน ท่านอาจารย์มีฝีมืออย่างนั้น ถึงจะผูกเป็นญาติก็ไม่ต้องพึ่งผู้ใด ข้าพเจ้าไม่ทราบ ว่าจะมีนิสัยจะไปเคารพท่านได้หรือไม่ เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า การดังนั้นจะ ยากอะไร ข้าพเจ้าทั้งสองนี้เป็นสานุศิษย์ดุจหัวใจของเธอถ้าจะพาท่านไปดุจแรง เป่าเถ้า เห้งเจียก็ยิ่งทำนบ ๆ นอบ ๆ พูดว่าขอพึ่งท่านได้ยกย่องมาก ๆเต้าหยินบอกเห้งเจียว่าคอยสักประเดี้ยว ข้าพเจ้าจะไปตรวจราชการเสียก่อน แล้วจึงค่อยไป เห้งเจียถามว่าเราบวชเป็นเพศฤาษีแล้วจะมีราชการอะไรที่ไหน เต้าหยินเอามือชี้ที่กองดินและทรายที่สงฆ์ทั้งหลายนั้น คือตายเป็นอยู่ในมือข้าพเจ้า วิตกด้วยสงฆ์ทั้งหลายจะเกียจคร้าน ข้าพเจ้าจึงต้องไปตรวจดูสักครั้งหนึ่งแล้วจึง จะมา เห้งเจียพูดว่าอันหมู่สงฆ์นั้น คือคนบวชเรียนทำไมจึงใช้ให้เธอทำการงาน ให้เราด้วยเล่า และต้องอยู่ในบังคับเราดังนั้นจะสมควรหรือ เต้าหยินจึงพูดว่า ท่านยังไม่ทราบเหตุ คือเมื่อปีนี้ในเวลาตั้งพิธีฝน พวกพระสงฆ์อยู่ข้างหนึ่ง ฝ่าย ฤๅษีอยู่ข้างหนึ่ง ข้างพระสงฆ์สวดมนต์ไหว้พระขอฝน ข้างฤๅษีไหว้ดาวเดือน เชิญดาวขอฝน เวลานั้นก็ประชุมพร้อมราษฎรและขุนนางทั้งหลายฝ่ายพระสงฆ์สวดมนต์ก็ไม่เป็นการ คือฝนไม่ตกไม่มีมา ฝ่ายฤๅษีอาจารย์ ข้าพเจ้าก็เรียกลมขอฝ่นได้ดังประสงค์ไพร่บ้านพลเมืองก็ได้ความสุขในราชการ ตัดสินว่า พระสงฆ์ไม่ต้องการต่อไป ก็กำจัดเสียซึ่งหมู่สงฆ์ และเรียกหนังสือคุ้ม ตัวคืนให้อยู่ในบังคับข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึงเข้ารวมกันให้ข้าพเจ้าใช้การต่าง ๆ เพราะห้องหอยังไม่แล้ว จึงบังคับให้พระสงฆ์ไปลากเกวียนกระเบื้องอิฐไปทำ ข้าพเจ้ากลัวว่าพระสงฆ์จะเกียจคร้าน จึงต้องไปทั้งสองคนคอยตรวจตามดู เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้น ก็มายึดเต้าหยินทั้งสองน้ำตาไหลลงพร่างพรายแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า ไม่มีนิสัยก็ไม่มีนิสัยจริง จะมิได้เห็นหน้าท่านอาจารย์แล้วเต้าหยินถามว่าอย่างไร จึงจะมิได้เห็นหน้าเล่า เห้งเจียว่าข้าพเจ้าอยู่เมืองบนมาเที่ยว ข้อหนึ่งเห็นแก่ชีวิต ข้อสองเห็นแก่ญาติจะใคร่มาเยี่ยมเยียนให้รู้ทุกข์สุข เต้าหยินถามว่าญาติที่ไหน เห้งเจียว่าข้าพเจ้ามีอาคนหนึ่งไปอุปสมบทเป็นพระสงฆ์หลายปีมาแล้วมิได้เห็น กลับบ้าน ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นญาติจึงได้เที่ยวมาค้นหา นึกว่าต้องคับแค้นอยู่ที่นี่ก็ จะไม่ได้พ้นแล้วก็จะยังไม่รู้แน่ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จึงจะได้ไป่ค้นหาได้ ให้พบ ปะสักครั้งหนึ่งแล้ว จึงจะพร้อมกับท่านเข้าไปในเมืองเต้าหยินว่าถ้ากระนั้นเป็นการง่าย ข้าพเจ้าทั้งสองจะนั่งคอยอยู่ที่นี่ ท่าานซินแส ช่วยแทนไปตรวจดู มีบัญชีคือคนนั้นห้าร้อยด้วยกันแม้ว่าไปตรวจนั้นมีอาญาติ ของท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะปล่อยไป แล้วจึงพร้อมกันกับซินแสเข้าไปในเมืองจะมิดี หรือ เห้งเจียคำนับขอบคุณหาที่เปรียบมิได้ จึงออกจากเต้าหยินมายังที่กองดินนั้น เดินออกจากสองประตูมาที่ทางแยกนั้น พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นแล้วต่างก็คุกเข่าลง คำนับพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่มีเกียจคร้าน อยู่พร้อมกันทั้งห้าร้อยคนคอยเข็นเกวียน เห้งเจียโบกมือว่าอย่าคุกเข่าเลยอย่ากลัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตรวจ ข้าพเจ้า จะมาหาญาติ หมู่สงฆ์ได้ยินว่าจะเยี่ยมญาติก็พากันล้อมรอบเห้งเจียสงฆ์เหล่า นั้นก็ออกหน้ามาทุก ๆ คน บ้างก็ทำกระแอมไอ ที่คนไหนไม่อยากให้เขาจำหน้าก็ ถอยออกไป พูดว่าไม่รู้ว่าใครเป็นญาติของเธอ เห้งเจียตรวจจำไปพักหนึ่งแล้ว ก็ หัวเราะก๊าก ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายจึงถามว่า ท่านหัวเราะอะไรที่ไหนเห้งเจียบอก ท่านทั้งหลายไม่ทราบว่าข้าพเจ้าหัวเราะอะไรหรือ ข้าพเจ้าหัวเราะ ว่าท่านทั้งหลายไม่มีความเจริญ ด้วยบิดามารดาของท่านเกิดท่านมา เพราะเหตุ ด้วยต้องเคราะห์ร้าย เว้นพ่อละแม่ทิ้งลูกทิ้งเมียละสมบัติมาบวชเป็นสงฆ์ ทำไม จึงไม่อยู่ในไตรสรณคมน์ไม่สวดมนต์ไหว้พระ เหตุไรจึงไปรับจ้างแก่พวกเต้าหยิน ดังนี้เล่า จะไม่เสียก็ริยาสมณะไปหรือ หมู่สงฆ์พูดว่าท่านเล่าเอี้ยมาพูดความอัปยศ พวกข้าพเจ้านึกว่าท่านประเทศไกลมาไม่ทราบความคับแค้นของข้าพเจ้าทั้งหลาย พูดแล้วก็ร้องไห้แล้วพูดว่าที่ในเมืองข้าพเจ้านี้ เจ้าแผ่นดินกลับใจเข้าหาทางเต้าหยิน มีความยินดีไปด้วยพวกเล่าเอี้ย ทำความคับแค้นแก่หมู่พระสงฆ์ เห้งเจียถามว่า คือเหตุอย่างไร พระสงฆ์ตอบว่าเพราะด้วยขอลมขอฝนมีพวกเต้าหยินอาจารย์ทั้ง สามมานี้ กำจัดพวกข้าพเจ้าทำหลอกหลอนด้วยอุบายต่าง ๆ เจ้าแผ่นดินก็หลงเชื่อ หักล้มทำลายวัดวาอารามขับไล่ไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้สอยให้กระทำการ หยาบช้าต่าง ๆ มีความลำบากเหลือที่จะพรรณนา แม้ว่าท่านเป็นเต้าหยินเดินหน จงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินรับรางวัลเถิด แม้ว่าสงฆ์มาทางไกลก็มิได้เลือกว่า ใกล้ไกล คงจับส่งไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้การงานทั้งสิ้นเห้งเจียจึงถามว่า อันอาจารย์เต้าหยินนั้นจะมีวิชาคุณวุฒิอย่างไร จึงชักนำ ให้เจ้าแผ่นดินหลงเชื่อได้ แม้ว่าเธอมีความรู้เรียกลมเรียกฝนได้ คือคัมภีร์ไสยศาสตร์ ที่ไหนจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหลงได้ หมู่พระสงฆ์พูดว่า เธอแต้มศิลาให้เป็นทองคำ ก็ได้และประกอบยาวิเศษก็ได้ และบัดนี้จะสร้างทำเป็นตำหนักหอสูงบูชาซัมเซง ขอฟ้าดินสวดมนต์ตามไสยเวท ขอให้เจ้าแผ่นดินอายุยืนยาวอาศัยเหตุนี้จึง กระทำให้พระเจ้าแผ่นดิน ทรงเห็นเป็นชอบธรรมไปตามเหตุเดิมที่มีดังนี้ เห้งเจีย ว่าถ้าดังนั้นท่านทั้งหลายจะพากันหลบหนีไปเสียจะไม่ดีหรือ หมู่พระสงฆ์ทั้ง หลายตอบว่า หนี้ไม่รอดเพราะอาจารย์เต้าหยิน ทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินให้วาดรูป พวกข้าพเจ้าไว้ทั้งสิ้น แล้วให้เที่ยวแขวนไว้ทุกๆ ประตูเมืองในอาณาเขต เซียตี้กัก) มีรูปแขวนไว้ทั้งสิ้น ที่ตำบลใดแห่งใดก็มีรูปแขวนทุกตำบล และมีลายพระ ราชหัตถ์เซ็นว่า ถ้าผู้มียศจับพระสงฆ์ที่หลบหนีได้องค์หนึ่ง ก็จะมีรางวัลเลื่อนยศ ให้ถ้าเป็นพลเรือนมิใช่ขุนนาง ก็จะรางวัลให้เงินห้าสิบตำลึงเพราะเหตุนี้จึงหนีไป ไม่พ้น จึงไม่รู้จะทำประการใดได้ จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ เห้งเจีย จึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านทั้งหลายตายเสียดีกว่าที่จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ หมู่พระสงฆ์ พูดว่า ตายเสียก็มากแล้วพวกข้าพเจ้า และสงฆ์ที่จับมาจากอื่นรวมกันถึงพันเศษ มาถูกความลำบากคับแค้น ตายไปหกร้อยกว่าแล้ว ยังเหลือพวกข้าพเจ้าห้าร้อย เศษไม่ตายเห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงไม่ตาย หมู่พระสงฆ์พูดว่าไปผูกคอเชือกก็ขาดเอามีด เชือดเชือดก็ไม่เข้า กระโดดลงนำก็ลอยขึ้นมาไม่จม กินยาพิษยาก็ไม่มีพิษ เห้งเจีย พูดว่าถ้ากระนั้นก็เป็นบุญของท่านทั้งหลายเทวดาจะให้อายุยืนยาวอยู่ต่อไป หมู่ พระสงฆ์พูดว่า ยังขาดอีกอักษรหนึ่งคือให้ยืนยาวความทุกข์เท่านั้น พวกข้าพเจ้า กินข้าววันละสามเวลา ก็ล้วนแต่ข้าวแดงและปลายข้าว เวลาคำก็อาศัยนอนที่ กองศิลากองดินทรายนั้น จวนจะหลับก็มีเทวดาคอยรักษา เห้งเจียว่ามีความลำบาก ก็เคลิบเคลิ้มเห็นปิศาจผีว่าเป็นเทพยดาอารักษ์ไปดอกกระมัง หมู่พระสงฆ์พูดว่า มิใช่ผีปิศาจ คือลักเตงลักกะเจ้าและท้าวมหาชมพูและเทพาอารักษ์เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลากลางคืนก็มารักษา เธอเข้าฝันพวกข้าพเจ้าทุกคน และได้ชักนำสั่งสอน ให้พวกข้าพเจ้าว่า อย่าให้คิดฆ่าตัวตายเสียก่อนเลย จงอุตสาห์ทนทุกข์คอยพระ ถังซัมจังก่อน ด้วยพระถังซัมจังจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เธอคือจะเป็นพระ อรหันต์ มีสานุศิษย์ที่มีฤทธาอานุภาพเข้มแข็ง นามชื่อว่า (ซีเทียนไต้เซีย) น้ำจิต เธอซื่อตรงมักจะแก้แค้นให้แก่คนที่มีทุกข์ร้อน คอยเมื่อเธอมาถึงแล้วจะได้แผ่ อำนาจฤทธิ์เดช ล้างผลาญอ้ายพวกเต้าหยินเสียให้สิ้นได้ ก็จะกลับนับถือทาง ชอบธรรมตามพระพุทธศาสนา พวกท่านก็จะได้ความสุข เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์ พูดดังนัน ก็นึกหัวเราะอยู่ในใจว่าพวกเรามีฝีมือ พวกเทพารักษ์และเจ้า แอบเอา ชื่อเรามาบอกก่อนแล้ว เห้งเจียก็ออกจากหมู่สงฆ์นั้นไป กลับมายังประตูเมือง เข้าหาเต้าหยินทั้งสองนั้น เต้าหยินทั้งสองถามว่า พบญาติของท่านหรือไม่เห้งเจียบอกแก่เต้าหยินว่าพระสงฆ์ทั้งห้าร้อยรูปนั้นล้วนแต่ญาติของข้าพเจ้า ทั้งนั้น เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมวงศ์ญาติของท่านจึง ได้มากดังนั้น เห้งเจียตอบว่า ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างขวา ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างซ้าย ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างบิดา ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างมารดา ร้อยหนึ่งมิตรสหายของข้าพเจ้า แม้ว่าท่านทั้งสองเอาพระห้าร้อยนี้ปล่อยออก ข้าพเจ้าจะเข้าไปกับท่าน แม้ไม่ปล่อย ข้าพเจ้าก็ไม่ไปเต้าหยินพูดว่าท่านเห็นจะเป็นโรคลมดอกกระมัง ประเดี้ยวเดียวก็พูดเลอะ เทอะไปเช่นนี้ อันพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทรงประทานให้เอง แม้ว่าจะปล่อยองค์หนึ่งหรือสององค์ก็ต้องให้พระอาจารย์ลงเนื้อเห็นด้วยว่าควรปล่อย และต้องทำรายงานกราบทูลก่อนจึงจะได้ท่านจะมาบอกให้ปล่อยไปทั้งหมด อย่างนั้น จะเป็นไปที่ไหนได้ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ตลอดได้เป็นแน่เห้งเจียถามว่าไม่ได้แน่ละหรือ เต้าหยินตอบว่าปล่อยอย่างใดทั้งหมด เห้งเจีย ถามดังนั้นสามครั้ง เต้าหยินก็ตอบยืนคำอยู่ว่าปล่อยอย่างไรได้ เห้งเจียชักกระบอง ออกจากหูยกขึ้นแกว่งไปทีหนึ่งหมายตรงศีรษะเต้าหยิน ตีซ้ายตีขวาก็ล้มลงตาย ทั้งสองคน หมู่สงฆ์อยู่ที่กองดินทรายวิ่งมาร้องว่าไม่ดีแล้ว ๆ ตีฆ่าญาติของพระ เจ้าแผ่นดินตายแล้ว เห้งเจียถามว่าใครเป็นญาติของพระเจ้าแผ่นดิน หมู่พระสงฆ์ เหล่านั้นบอกว่าที่ตายนั่นซิ บอกแล้วก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกคลุมศพไว้ แล้วพูด ว่าท่านอาจารย์ของเธอที่ตายนั้นเป็นใหญ่ ไม่ไหว้เจ้าและขุนนาง เจ้าและขุนนาง เรียกเธอว่า (ก๊กซือ) นี่ซินแสมาตีศิษย์ของท่านตายดังนี้, อาจารย์ของเธอก็จะคาด โทษว่าพวกข้าพเจ้าฆ่าศิษย์ของท่านตายจะทำอย่างไร คงจะต้องเข้าไปในเมือง กับท่านให้รู้เหตุดีร้ายนี้แล้วจึงกลับออกมาเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวิตก ข้าพเจ้าจะช่วยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิใช่พวกเต้าหยินดอกคือเป็นสานุศิษย์ใหญ่ของพระถังซัมจั่งจะมาช่วย ท่านทั้งหลายให้พ้นซึ่งความคับแค้นทุกข์ยากพระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าไม่ใช่ ๆ ข้าพเจ้ารู้จักจำได้ ศิษย์พระถังซัมจั้งไม่ใช่รูป อย่างนี้ เห้งเจียว่าท่านทั้งหลายยังไม่เคยพบปะทำไมจึงว่าจำได้ สงฆ์ทั้งหลาย บอกว่าข้าพเจ้าเคยฝันเห็นเนือง ๆ และทังมีผู้เฒ่าคนหนึ่งเธอชื่อ (ท้ายเป๊กกิมแช) บอกแก่พวกข้าพเจ้าว่าซึ่งเห้งเจียนันรูปร่างไม่เหมือนใครเห้งเจียถามว่าเฒ่านั้นบอกแก่ท่านว่ากระไร สงฆ์ทั้งหลายพูดว่าผู้เฒ่านั้นบอกว่า เห้งเจียนั้นในแก้วตาเป็นสีทองคำ ศีรษะกลมหน้ามีขนแก้มตอบฟันแหลมจิตใจ ห้าวหาญ คล้าย ๆ รามสูรมือถืออาวุธกระบองวิเศษ มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ ไม่ยำเกรงผู้ใด น้ำใจซื่อตรงพอใจจะช่วยผู้ที่ได้ความคับแค้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็พูดเสียงดังว่า ท่านทั้งหลายจริงใจว่ามิใช่เห้งเจีย ข้าพเจ้าเป็นบริวารของเห้งเจีย จะมาหาเหตุเล่น แล้วเห้งเจียเอามือชี้ไปว่าโน่นไม่ใช่เห้งเจียหรือพระสงฆ์ทั้งหลาย ก็พากันหันหน้าแลไปดูตามมือเห้งเจียที่ชี้ให้ดู เห้งเจียก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับ พูดว่าท่านไต้เอี้ย พวก ข้าพเจ้านัยน์ตาต่ำมิได้ทราบว่าท่านมีฤุทธาอานุภาพเปลี่ยนแปลงกว้างอย่างนี้ไม่ ขอท่านได้ช่วยแก้แค้นให้พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด และขอท่านเข้าไปในเมืองกำจัด พวกมิจฉาทิฐิให้ราบคาบเห้งเจียว่าท่านทั้งหลายจงตามข้าพเจ้าไป สงฆ์เหล่านั้น ก็เดินตามเห้งเจียมายังกองดินทรายนั้น จับเกวียนลากออกประตู แล้วฟาดลง กับพื้นแตกหักไปสิ้น ทั้งอิฐปูนทรายไม้กระเบื้อง สิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น ก็ เก็บโยนลงจากที่เนินสูงนั้นทั้งสิ้น แล้วก็บอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้นให้แยกย้ายกัน ไปเถิดพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาพระเจ้าแผ่นดิน จะกำจัดพวกเต้าหยินนี้ให้ราบคาบ พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่กล้าจะไปไกลกลัวขุนนางจะจับได้ ก็จะส่งคืนเข้ามาอีก ก็จะเกิดภัยมากขึ้นกว่าเก่าเห้งเจียพูดว่าถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะให้ของคุ้มตัวทุก ๆ คน เห้งเจียจึงถอนขน ในตัวออกกำมือหนึ่ง แล้วส่งให้พระสงฆ์ทั้งหลายคนละขนเหน็บไว้ในเล็บนิ้วนาง ข้างขวาและให้กำมือไว้ แม้ไปปะเขาจะมาจับตัว ก็ปล่อยมือออกร้องเรียกว่า ซีเทียน ไต้เซียคำหนึ่งข้าพเจ้าจะไปช่วยท่านทั้งหลาย แม้ว่าทางจะไกลสักกี่ร้อยโยชน์ก็คุ้ม ได้ทั้งสิ้น ในหมู่พระสงฆ์นั้น ยังมีพระสงฆ์องค์หนึ่งใจกล้ากำมือแล้วร้องเรียกซีเทียน ไต้เซีย ในทันทีนั้นมีรามสูรมาต่อหน้า รูปร่างดุร้ายมือถือกระบองเหล็กกระทำ สิงหนาทน่ากลัว ถึงจะมีทหารสักหมื่นก็ไม่อาจสามารถจะทำอันตรายได้พระ สงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็พากันทดลองร้องเรียกทุก ๆ คน ก็ให้เห็นและได้เป็น จริงปรากฏทุกคนจึงพากันคำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านมีอภินิหาร เดชาอานุภาพ ใหญ่หลวงเห็นปรากฏจริง ๆ ประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้าทั้งหลาย เห้งเจียบอกว่าแม้ เรียกดังนั้นแล้ว ต้องภาวนาเรียกกลับคืน แล้วก็บอกคาถาว่า (ติ) ตัวเดียว ก็ เรียกเป็นขนคืนกลับมาเข้าเล็บไปตามเดิม1 พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ต่างก็จำทรงไว้ทุก ๆ องค์ เห้งเจียสั่งพระสงฆ์ทั้งหลายว่า แม้ท่านจะไปก็อย่าไป ให้ไกลนัก จงคอยฟังข่าวในเมือง เพื่อจะมีประกาศให้หาพระสงฆ์ ถ้าดังนั้นท่าน ทั้งหลายจงเอาขนมาคืนให้ข้าพเจ้า หมู่พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็ พากันแยกย้ายไปในที่ต่าง ๆฝ่ายพระถังซัมจั้งรอคอยเห้งเจียไม่เห็นมา จึงเรียกโป๊ยก่ายให้จูงม้าเดินไป ทางทิศตะวันตก จวนจะถึงกำแพงเมืองก็พบหมู่พระสงฆ์เดินสวนทางมาสิบรูปกว่า แลไปเห็นเห้งเจียอยู้ริมกำแพงเมือง พระถังซัมจั้งก็ขับม้าเดินเข้าไปใกล้ เห้งเจีย เห็นก็รีบมาคำนับอาจารย์ พระถังซัมจั่งถามว่าทำอะไรอยู่จึงไม่เห็นกลับไป เห้งเจียจึงเล่าเรื่องของพระสงฆ์เหล่านั้นให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งได้ ฟังดังนั้นก็ตกใจแล้วจึงถามว่า อันการเกิดขึ้นดังนี้จะทำประการใดดีพระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกมีท่านไต้เอี้ย รักษาแล้วสารพัดการก็ไม่เป็นอะไรหมด ที่ในกำแพงเมืองมีวัดใหญ่ของพระเจ้า แผ่นดินก่อนมีศรัทธาได้สร้างไว้ เพราะในวัดนั้นมีพระพุทธรูปอยู่จึงมิได้ทำลาย นามวัดนั้นเรียกว่า (ตี้เอียนยี่) ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้บวชอยู่ในวัดนั้น ขอเชิญท่าน อาจารย์ไปพักที่ในวัดนั้นก่อนรอพอรุ่งพรุ่งนี้ท่านเห้งเจียเข้าไปในเมืองจัดแจงก็จะ สำเร็จทุกประการได้เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นเห็นจะดี พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงลง จากหลังม้าพากันเข้าไปในเมืองมายังวัดตี้เอียนยี่ พระถังซัมจังมาถึงวัดแล้ว แล ขึ้นไปบนประตูใหญ่มีกระดานป้ายใหญ่ จารึกอักษรว่าวัดตี้เอียนยี่ พวกพระสงฆ์ เหล่านั้นก็ผลักประตูเข้าไป พระถังซัมจั่งเดินเข้าไปยังโบสถ์ครองผ้าแล้วก็เดินเข้า ไปนมัสการพระพุทธรูป แล้วก็เดินเข้าไปยังกฎีใหญ่ ในกุฎีนั้นมีพระสงฆ์ผู้เม่า อยู่องค์หนึ่งเดินออกมารับแลเห็นเห้งเจียก็คำนับพูดว่าท่านเล่าเอี้ยมาแล้ว เห้งเจีย ถามว่าท่านรู้จักข้าพเจ้าว่าเป็นผู้ใดพระสงฆ์เฒ่าผู้นั้นตอบว่าข้าพเจ้าจำได้ท่านคือซีเทียนใต้เซีย ซึงเห้งเจียพวก ข้าพเจ้าฝันเห็นรูปท่านอยู่เนือง ๆ และท่านทั้งหลายท้ายเป๊กกิมแชเคยมาให้ฝันอยู่ เสมอ ๆ ว่า ถ้าท่านมาถึงแล้วก็จะได้รอดชีวิตวันนี้จึงได้เห็นท่านมา เห้งเจียพูดว่า ท่านรอพรุ่งนี้จึงจะได้รู้การตลอด พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง แล้วก็จัดที่ให้พระถังซัมจั้งพักต่างก็พากันไปหลับนอน ในเวลานั้นสองยามเศษฝ่ายเห้งเจียมีธุระในใจนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ จึงผุดลุกขึ้นเดินออก มาจากห้อง เหาะขึ้นบนอากาศพิเคราะห์ดู เห็นข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ไฟ ตะเกียงออกสว่างไสว เห้งเจียก็ลงไปใกล้ ๆ พิเคราะห์ดูโดยละเอียดเห็นมีที่บูชา พรหมซัมเซง และเต้าหยินอาจารย์ทั้งสามกำลังทำพิธีเชิญดาว ข้างหน้าประตูมี หนังสือเหรียญคำพรแขวนไว้สองข้างประตูคู่หนึ่ง คำพรนั้นว่าขอลมฝนให้ตกต้อง ตามฤดูขอฟ้าอภินิหารธรรมได้ประเสริฐมหาสมุทรให้ระงับสุกใส เจ้าแผ่นดินอายุ เจริญนาน ฝ่ายพระอาจารย์เต้าหยินทั้งสาม แต่งตัวยืนอยู่ท่ามกลางพวกสานุศิษย์ เต้าหยินล้อมรอบทั้งเล็กใหญ่ ประมาณสักเจ็ดแปดร้อยคน บางคนตีกลองบาง คนตีระฆัง ต่างมีธุระในการพิธีนั้นทุกคน ๆ เห้งเจียจึงคิดว่า เราจะลงไปทำให้ป่น เกรงว่าเรามาคนเดียวจะลำบาก จำจะกลับไปชวนโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งมาเป็นเพื่อน ด้วยจึงจะทำการได้ถนัดดีคิดเห็นดังนั้นแล้วก็เหาะกลับมายังที่อาศัยเดินเข้าไปในกุฎี เรียกซัวเจ๋ง ซัวเจ๋งตกใจผุดลุกขึ้นถามว่าพี่ป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือเห้งเจียบอกว่าเจ้าจงลุกขึ้นไปกับพี่ไปหาของที่ต้องการ ซัวเจ็งถามว่าครึ่ง ค่อนคืนป่านนี้แล้ว จะไปหาของต้องการอะไรที่ไหนเห้งเจียพูดว่าในกำแพงเมืองมี หอใหญ่ตั้งที่บูชาพรหมซัมเซง เวลานี้พวกอาจารย์เต้าหยินกำลังตั้งพิธีเชิญดาว มีเครื่องสารพัดขนมนมเนยโอชารสต่าง ๆ ทั้งผลไม้ก็มีเป็นอันมาก น้องไปกับพี่ กินให้อิ่มแล้วจึงกลับมา โป๊ยก่ายกำลังนอนได้ยินพูดถึงเรื่องกินอะไรที่ไหนอดไม่ ได้ก็ผุดลุกขึ้นถามว่า พี่ไม่เอาข้าพเจ้าไปด้วยดอกหรือ เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูด อึกทึกไปอาจารย์จะู้เรื่องเข้าเจ้าจงมาตามเราไปเถิดโป๊ยก่ายซัวเจ๋งสวมเสื้อแต่ง ตัวเสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ออกจากประตูเหาะตามเห้งเจียไปฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะมาใกล้ เห็นแสงไฟสว่างไสวจะใคร่ลงมือเห้งเจียยึดไว้ห้าม ว่าอย่าเพิ่งก่อน รอพวกเต้าหยินไปแล้วเราจึงลงไปในทันใดนั้น เห้งเจียร่ายพระ คาถาเอาธาตุลมเป๋าไปบันดาลเป็นลมพายุใหญ่พัดโกรกเข้าไปในที่บูชานั้นสารพัด • เครื่องบูชาทั้งหลายก็หักล้มลงทั้งสิ้น ประทีปโคมไฟก็ดับมือไปทั้งหมด พวกเต้า หยินพากันตกใจไป่ทุกคน เฮ้าลัดไต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า สานุศิษย์ทั้งหลาย จงไปก่อนเถิด อันม้วนลมพายุดังนี้พัดมาดับตะเกียงไฟไปดังนั้น ควรจะกลับไป หลับนอน พรุ่งนี้จึงค่อยมาพร้อมกัน สวดมนต์สองสามจบเพิ่มเติม พวกสานุศิษย์ เต้าหยินเหล่านั้นก็พากันกลับไปทั้งสิ้นเห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินกลับไปแล้ว ก็พาโป๊ยก่ายซัวเจ็งลงไปยังโรงพิธีนั้น โป๊ยก่ายพอมาถึงเห็นขนมลูกไม้ตั้งอยู่บนโต๊ะไม่เลือกว่าสุกหรือดิบคว้าได้ก็อ้าปาก รีบกิน เห้งเจียจึงว่าเจ้าทำกิริยาอาการอย่างนี้เหมือนแก่ทารก จะนั่งลงให้เรียบ ร้อยจึงค่อยกินจะไม่ได้หรือโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องอายใคร ขโมยกินให้หมดแล้วจึงค่อยนั่ง ซัวเจ๊งว่าบางทีเขาเชิญมาจะทำอย่างไร เห้งเจียถามว่าฉากที่แขวนอยู่นั้นคือรูปโพธิ สัตว์อะไร โป๊ยก่ายบอกว่ารูปซัมเซงจะไม่รู้ที่เดียวหรือเห้งเจียถามว่าซัมเซงอะไร โป๊ยก่ายบอกว่าที่รูปอยู่กลางนันคือพรหมง่วนซุ้ยที่กุน ข้างซ้ายนันคือเล่งโป้เต้ากุน ข้างขวานันคือท้ายเสียงเล่ากุน เห้งเจียว่าเราทั้งสามจงแปลงเป็นซัมเซงทั้งสามนั่ง กินให้สบายใจ โป๊ยก่ายได้กลิ่นหอมโดนจมูกก็นึกอยากกิน จึงกระโดดขึ้นไปบน โต๊ะสองมือกระชากฉากซัมเซงลงมา แล้วพูดว่าท่านทั้งสามนั่งนานแล้วขอให้ข้าพเจ้า นั่งบ้าง โป๊ยก่ายก็แปลงกายเป็นท้ายเสียงเล่ากุน เห้งเจียก็แปลงเป็นง่วนซุ้ยที่กุน ซัวเจ็งก็แปลงเป็นเล่งโป๊เต้ากุนเห้งเจียว่าโป๊ยก่ายเอารูปฉากทิ้งเกะกะดังนี้ บางทีพวกเต้าหยินมาเห็นเข้า ความจะไม่แตกออกหรือ จงเอาไปซ่อนเสียให้พ้นโป๊ยก่ายว่าในที่นี้ก็ไม่มีที่จะซ่อน ที่ไหน เห้งเจียว่าที่ข้างนี้เห็นจะมีสระอยู่เอาไปทิ้งเสียก็แล้วกัน โป๊ยก่ายจึงกระโดด ลงฉวยเอารูปฉากนั้นไปทิ้งเสียในสระน้ำแล้วก็กลับมา ทั้งสามคนก็ขึ้นนั่งกินตาม สบายใจ เห้งเจียกินผลไม้ได้สามสี่ผล โป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสองกินดุจลมหอบเมฆ พักเดียวก็หมดเกลี้ยงฝ่ายพวกเต้าหยินน้อย ๆ พึงจะล้มตัวลงนอนก็ตรึกตรองคิดขึ้นได้ว่า ลืมทิ้ง ระฆังไว้ในที่นัน จึงผุดลุกขึ้นเดินไปในที่พิธีจะใคร่ไปหาระฆัง ก็เที่ยวคลำหา ครั้นได้ระฆังแล้วเดินจะกลับมาได้ยินเสียงหายใจ เต้าหยินตกใจรีบก้าวเดินออกมา ไปเหยียบถูกเมล็ดเงาะเข้าก็พลาดล้มลงระฆังก็แตกออกไป โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้จึงหัวเราะด้วยเสียงอันดัง เต้าหยินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมีความตกใน ตาลีตาลานรีบลงมาจากหอใหญ่ ตบประตูร้องเรียกว่าท่านตาท่านตาไม่เป็นการแล้วฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทั้งสามยังไม่หลับ จึงเปิดประตูออกมาถามว่ามีเหตุ การณ์อย่างไรหรือเต้าหยินน้อยตัวสั้นอุทธัจพูดไม่ใคร่จะออกจึงบอกว่าข้าพเจ้า ขึ้นไปหาระฆังที่ในโรงพิธี ได้ยินเสียงคนหัวเราะจนข้าพเจ้าตกใจกลัวโดยไม่รู้ว่า ใครมาอยู่มืด ๆ อย่างนั้น อาจารย์เต้าหยินทั้งสามได้ฟังดังนั้น จึงให้เอาตะเกียง ไฟมา จะออกไปดูว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายดีประการใด จึงเรียกสานุศิษย์ให้ตื่นขึ้นพร้อม กันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จุดไฟขึ้นพร้อมกันเดินขึ้นไปยังที่พิธี เพื่อจะดูให้รู้แน่แก่ใจฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่ท่ามกลาง มือขวาจับซัวเจ๋งมือซ้ายจับโป๊ยก่ายกระตุ้นให้รู้สึก ว่าคนมา โป๊ยก่ายซัวเจงก็รู้สึกจึงนั่งนิ่งไม่พูดจาว่ากระไร คอยแลดูพวกเต้าหยิน ว่าจะทำประการใด พวกเต้าหยินเอาไฟเที่ยวสองดูข้างหน้าข้างหลัง เห้งเจียโป๊ยก่าย ซัวเจ้งนั่งนิ่งดุจรูปอิฐรูปปูน เฮาลัดอาจารย์พูดว่า ไม่มีคนพาลที่ไหนมาทำไมผล ไม้และเครื่องบูชาจึงหมดสิ้นไปดังนี้ ลกลัดอาจารย์พูดว่าดูดุจคนกิน แม้ว่าคนกิน ก็คงทิ้งเมล็ดทิ้งเปลือก นี่ทำไมจึงหมดไปดังนี้ แล้วก็ไม่เห็นมีคน เอี้ยวลัดอาจารย์ พูดว่า ท่านพี่ทั้งสองอย่าสงสัยคิดดูว่าพวกเราตั้งจิตสวดมนต์ จึงร้อนขึ้นไปถึง พรหมทั้งหลายนี่คือท่านซัมเซงลงมารับของบูชาเป็นแน่ เวลานี้ท่านกำลังอยู่เรา ขอน้ำมนต์ต้มยากิน และจะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดินจะไม่ดีหรือพวกเราจะได้มี ความชอบในพระเจ้าแผ่นดินเฮาลัดไต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า คิดดังนั้นเห็นจะถูกต้องจึงเรียกศิษย์ให้ตี เครื่องสัญญาประโคม และให้ไปเอาเสื้อผ้าเครื่องจะเข้าพิธีและคอยรอเราทำ การบวงสรวงเชิญแล้ว จึงค่อยพร้อมกันสวดมนต์ เต้าหยินทั้งหลายรับคำสั่งแล้ว ก็พากันจัดแจงรอคอยอยู่พร้อมกัน สวดคัมภีร์เซียนไสยศาสตร์ได้จบหนึ่ง เฮาลัด ไต้เซียนแต่งตัวแล้วก็ยืนอยู่ท่ามกลาง ทำการบวงสรวงเคารพเชิญ แล้วก็คุกเข่า ลงคำนับขอน้ำทิพย์จะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดิน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นในใจให้กระสับ กระสายกระซิบบอกแก่เห้งเจียว่า นี่พวกเรากินแล้วยังไม่ไป ถ้าเขาบวงสรวงแล้ว จะขออะไรเราจะทำอย่างไร เห้งเจียสะกิดมิให้โป๊ยก่ายพูด แล้วจึงออกปากพูดว่า พวกท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งขออะไรเลย เรามาจากที่ประชุมเลี้ยงชมพู่แล้วก็เลยมา มิได้ติดนำมนต์ทิพย์และยาก็มิได้เอามา วันอื่นจึงจะเอามาให้ พวกเต้าหยินได้ยิน เสียงพูดดังนั้น ต่างตกประหม่าตัวสั่นไปทุกคน พูดว่าท่านเอี้ยท่านเอี้ยลงมาจาก สวรรค์แล้ว ขอท่านอย่าทิ้งซึ่งธรรมพิเศษที่ให้อายุยืนนานเลย ลกลัดเต้าหยินเดิน เข้ามาอ้อนวอนว่า ขอท่านจงไว้น้ำมนต์ทิพย์ให้พวกข้าพเจ้าอายุยืนนานด้วย ซัว เจ้งเห็นดังนั้นจึงสะกิดเห้งเจียกระซิบว่าพวกเต้าหยินจะรีบรัดขอเอาอย่างนี้ เห้งเจีย ว่าจะต้องให้เขาฝ่ายพวกเต้าหยินทำการบวงสรวงแล้ว เห้งเจียจึงออกปากพูดว่าไม่ต้องกราบ ไหว้วุ่นวาย เราไม่อยากได้ไหว้แต่วิตกว่าจะเสียการพิธี ครั้นจะให้ก็เป็นที่ง่ายนัก พวกเต้าหยินได้ฟังดังนั้น จึงพร้อมกันกราบลงกับพื้น อ้อนวอนว่าขอท่านได้เห็น แก่พวกข้าพเจ้าซึ่งได้มีใจเคารพดังนี้ ขอได้โปรดให้พวกข้าพเจ้าได้ตามความ • ประสงค์แล้ว พวกข้าพเจ้าจะกราบทูลเจ้าแผ่นดินให้เคารพนับถือในคัมภีร์ไสย- ศาสตร์ทัวไป เห้งเจียพูดว่า ถ้ากระนั้นจงเอาของมาใส่เถิดพวกเต้าหยินได้ฟังดัง นั้น ต่างก็เคารพกราบลงพร้อมกัน ไต้เซียนทั้งสามให้เอาอ่างใหญ่มาตั้งไว้ บ้าง ก็เอากระถางใหญ่และขวดดอกไม้มาตั้งไว้เสร็จแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่า พวกเจ้าจง ออกไปคอยนอกหับบานประตูเสีย พวกเต้าหยินได้ฟังสั่งต่างก็พากันถอยออกไป ข้างนอกคุกเข่าคอยท่าอยู่ข้างหน้าลาน เห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินออกไปข้างนอก หมดแล้ว จึงลุกยืนขึ้นถกผ้าหนังเสือขึ้นแล้ว ก็เยี่ยวใส่ในขวดดอกไม้เต็มทั้งสอง ขวด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าวันนี้เราจะต้องให้เขาบ้าง จึงยืนขึ้นถก กางเกงเยี่ยวออกซ่า ๆ ดุจเทน้ำลงกระดาน เยี่ยวใส่กระถางใหญ่เต็มกระถาง ซัว เจ็งก็เยี่ยวใส่อ่างไว้เต็มอ่าง ครั้นเสร็จแล้วก็ลงนั่งเรียบร้อยอย่างเดิม พูดว่าพวก เจ้าจงเข้ามาเอาน้ำมนต์ทิพย์ไปเถิดฝ่ายพวกเต้าหยินเปิดประตูเข้าไป ต่างก็พากันเคารพขอบคุณช่วยกันยกน้ำ รวมไว้ที่เดียวกัน จึงบอกพวกสานุศิษย์ทั้งหลายให้เอาถ้วยเล็กมาตักกิน เฮาลัด ได้เซียนได้ถ้วยมาตักกินพอดื่มเข้าไปอุตสาห์จีบปากจีบคอกลึนลกลัดไต้เขียนถาม ว่าพี่กินดีหรือ เฮาลัดว่าว่ารสฝาด ๆ ขื่น ๆ เอี้ยวลัดไต้เซียนดื่มเข้าไปครึ่งถ้วยว่า คาว ๆ ดุจเยี่ยวหมู เห้งเจียนั่งอยู่ข้างบนได้ยินดังนั้น ก็นึกรู้ว่าจะเกิดความแล้ว เราลองฝีมือให้มันรู้และไว้ชื่อให้ปรากฏด้วย คิดดังนั้นแล้วก็ออกปากเรียกว่า เฮ้ย อ้ายพวกเต้าหยิน มึงทำการทุจริตมากมายเหลือเกินไม่มีความยุติธรรมเลย มึง คิดว่าท่านพรหมซัมเซงจะลงมาง่าย ๆ ดังนั้นหรือ เราจะบอกพวกเจ้าให้รู้สึกตาม ความจริง นี่คือพระถังซัมจั้งรับรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ วันนี้วันดีจึงลงมากิน เครื่องบวงสรวงขนมนมเนย จะเป็นที่สำราญแก่พวกเจ้าที่เคารพนบนอบ ไม่มี อะไรจะตอบแทนให้สมความดีของพวกเจ้า จึงถ่ายปัสสาวะลงไว้ในขวดในหม้อ ต่างน้ำมนต์ ให้พวกเจ้ากินเพื่อสิริมงคลอายุยืนนาน ฝ่ายพวกเต้าหยินเมื่อได้ฟัง ดังนั้น ก็พากันกั้นประตู พร้อมกันถือเครื่องศาสตราอาวุธอิฐและไม้ต่าง ๆ ปาส่ง เข้าไปแล้วก็ตรูกันถือไม้บุกรุกเข้าไปจะตี ฝ่ายเห้งเจียคอยต่อสู้รับรองมือหนึ่งหนีบ โป๊ยก่าย มือหนึ่งหนีบซัวเจ๋ง ปิดป้องลอดหนีออกมาพ้นประตู ก็เหาะหนีกลับ มายังวัดตี้เอียนยี่ ครั้นถึงก็ลงเดินเข้าในกุฎีพากันเข้าที่นอน สักประเดี้ยวก็สว่าง ในพระราชวังก็ตีกลองสัญญาพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนาง ขุนนางเข้าเฝ้า ประชุมพร้อมกันทั้งช้ายขวา เวลานั้นพระถังซัมจั้งก็ตื่นนอนลุกจากที่เรียกสานุศิษย์ ทั้งสาม จะเข้าไปในวังเปลี่ยนหนังสือเดินทางเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ก็ตื่นขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วก็จัดแจงตามอาจารย์ไป อาจารย์กับศิษย์พากันเดินมาครั้นถึงหอเหงาฮ่องเล้าพระถังซัมจังจึงพูดแก่ ขุนนางที่เฝ้าประตูว่า อาตมภาพพระสงฆ์อยู่เมืองไต้ถังถือรับสั่งจะไปเมืองไซที อาราธนาพระธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอเปลี่ยนหนังสือ ขอท่านได้เข้าไปกราบทูล ให้ทรงทราบด้วยพวกขุนนาง ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบแล้ว จึงมีรับสั่งว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้ไม่มีที่ตายจะมาหาที่ตาย พวกขุนนางที่คอยจับ ทำไมอยู่จึงไม่จับมาส่งเล่า ขณะนันมีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งกราบทูลขึ้นว่า เมือง ไต้ถังในชมพูทวีปนี้เป็นเมืองใหญ่ มาถึงนี้ทางไกลตั้งหมื่นโยชน์ อันพระสงฆ์ที่มา นี้คงจะมีอภินิหารฤทธาอานุภาพ จึงสามารถมาประเทศไซทีได้ ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาเอาแต่หนังสือดู ถ้าถูกต้องแล้วก็ควรจะปล่อยไป จึงจะชอบด้วย ทางทศพิธราชธรรมพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเห็นชอบด้วยตามถ้อยคำที่ขุนนางกราบ ทูลนั้น จึงรับสั่งให้นำพระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าพระถังซัมจั้งกับพวกศิษย์ทั้งสามก็พร้อมกันเข้ามาในท้องพระโรง ครั้นถึง หน้าพระที่นั่งก็ยืนเรียงกันเป็นแถวอยู่ จึงนำหนังสือสำหรับตัวออกถวาย พระเจ้า แผ่นดินทรงรับมาทอดพระเนตรพิจารณาดู ในขณะนั้นพวกขันทีเข้ามากราบทูล ว่าบัดนี้ท่านอาจารย์เต้าหยินจะขอเข้ามาเฝ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนาง กราบทูลดังนั้นก็ลงจากพระที่นั่งเสด็จออกมาคอยรับ ฝ่ายเต้าหยินทั้งสามก็เดิน เข้ามาถึงพระที่นั่ง ก็ขึ้นนั่ง ส่วนพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อพระองค์รับเชิญ พระถังซัม จังหันหน้าไปดู เห็นเต้าหยินเดินตรงเข้ามาขึ้นที่นั่งมิได้เคารพต่อผู้ใด พวกขุนนาง ซ้ายขวาก็ก้มหน้าไม่กล้าแลดู เต้าหยินขึ้นนั่งเสมอพระเจ้าแผ่นดินก็มิได้ทำความ เคารพ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ให้หา เหตุใดท่านไต้เซียนจึงเข้ามา ท่านจะมีกิจธุระประการใดหรือ เต้าหยินกราบทูลว่า ข้าพเจ้ามีกิจอันหนึ่งจึงได้มา เฝ้าคือพวกพระสงฆ์ทั้งสี่นี้จะมาแต่เมืองใดข้าพเจ้าไม่ทราบ พระเจ้าแผ่นดินตรัส บอกว่าเธออยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เต้าหยินได้ฟังดัง นั้นก็ตบมือหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าหมายว่ามันหนีพ้นไปแล้ว มิรู้ก็กลับมาอยู่ที่นี่เองพระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้ได้ทำให้ท่านอาจารย์เดือด ร้อนอย่างไรหรือ เธอมาบอกชื่อแช่แก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็อยากจะใคร่ส่งไปให้ท่านใช้ แต่ท่านขุนนางผู้ใหญ่ท้ายซื่อได้ทูลทัดทานเราเห็นว่าถูกต้องและทั้งเห็นว่าเธอมา จากเมืองไต้ถัง จึงเรียกเข้ามาพิจารณาดูหนังสือนั้น หากว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้ มีโทษก็แล้วแต่ท่านเถิด เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์ยังไม่ทรงทราบคือ เธอมาเมื่อวันวานนี้ ยังที่ประตูเมืองทิศตะวันออก ฆ่าสานุศิษย์ของข้าพเจ้าตาย เสียสองคนแล้ว และยังซ้ำปล่อยพระสงฆ์ห้าร้อยรูปเสียด้วยอีก และทำลายเกวียน กระเบื้องอิฐปูนไม้เสียไปทั้งสิ้น ครั้นเมื่อคืนนี้มาทำลายที่บูชาซัมเซงไปหมดสิ้นอีก และลักกินผลไม้ขนมนมเนยที่พระราชทานสิ้น พวกข้าพเจ้าสำคัญว่าซัมเซงเสด็จ ลงมาจึงพากันขอน้ำมนต์น้ำยาทิพย์ เพื่อจะนำมาถวายพระองค์ มิได้รู้ว่าสงฆ์พวกนี้ ถ่ายปัสสาวะไว้ในที่หลอกลวงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจับตัวก็พากันหนีไปบัดนี้กลับมา อยู่ที่นี่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จะใคร่ลงโทษ พระสงฆ์ทั้งสี่นั้น ในทันใดนั้นเห้งเจียจึงพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ขอพระองค์จง ยับยั้งพระทัยก่อน ข้าพเจ้าจะทูลให้ทรงทราบบ้าง ซึ่งอาจารย์เต้าหยินมาทูลกล่าว โทษว่าข้าพเจ้าฆ่าศิษย์เสียสองคนนั้นผู้ใดเป็นพยานได้รู้เห็น แม้ว่าจริงดังนั้นพวก ข้าพเจ้าจะยอมถ่ายใช้ชีวิตให้เธอทั้งสอง ข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายเกวียนและ สิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น และปล่อยพระสงฆ์ที่มีโทษการที่กล่าวนี้ไม่มีพยานยืนยัน และกล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายรูปซัมเซงและสิ่งของเครื่องบูชาเสียนั้น ทั้งลักกินผล ไม้และขนมนมเนย ก็พวกข้าพเจ้าจรมาแต่เมืองไต้ถังหนทางไกลไม่รู้เบาะแส เหตุใด จะรู้ว่าโรงพิธีอยู่ที่แห่งใดและข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าถ่ายปัสสาวะไว้ ก็ควรจะจับคุม เอาตัวไว้จึงจะชอบ ซึ่งเอาความเท็จไม่จริงมากล่าวโทษข้าพเจ้าว่ากลางวันฆ่าผู้ ฟันคนตายดังนี่และมนุษย์ทั้งหลายที่ปลอมชื่อปลอมแช่กันก็มีอยู่เป็นเช่นอย่าง ถมไปจะนับจะประมาณมิได้ ด้วยเหตุอย่างไรจึงพูดว่าข้าพเจ้ากระทำการชั่วร้ายดังนี้ เป็นข้อความเลื่อนลอยหามีหลักฐานอันใดไม่ขอพระองค์ได้ทรงพระราชดำริก่อน โดยทางยุติธรรมฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงฟังเห้งเจียชี้แจงก็ลังเลพระทัยอยู่ แต่หากมีความเชื่อ และความนับถือเต้าหยินก็ยังทรงตรึกตรองอยู่ พอเห็นขุนนางเข้ามากราบทูลว่า พวกกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายมาคอยรับรับสั่งอยู่นอกประตู พระองค์ทรงทราบ แล้วจึงโปรดให้นำเข้าไปเฝ้าพวกขุนนางก็ออกไปนำกำนันผู้ใหญ่บ้านสี่สิบกว่าเข้า ไปเฝ้า ถวายบังคมแล้วก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ในปีนี้ตั้งแต่เดือน ห้าเดือนหกเดือนเจ็ดมาแล้วนี้ไม่มีฝน วิตกว่าเดือนแปดเดือนเก้าฝนจะแล้ง เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้ามากราบทูลขอเชิญท่านอาจารย์เต้าหยินตั้งพิธีขอฝน ขอพระบารมีเป็นที่พึ่งได้โปรดเกล้าทรงพระอนุกูลแก่อาณาประชาชนทั้งหลาย ให้ ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสว่าการที่ท่านทั้งหลายมากราบ ทูลนี้ก็ทรงทราบอยู่แล้ว พระองค์จึงตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ข้าพเจ้านับถือศาสนา เต้าหยิน มิได้นับถือพระสงฆ์เพราะเหตุใด เพราะเหตุที่พระสงฆ์ตั้งพิธีขอฝน ๆ ก็ ไม่ตก ส่วนท่านไต้เซียนลงมาจากฟ้าทำพิธีขอฝน ๆ ก็ตกลงมาชุ่มชื่น ราษฎรทั้ง หลายมีความอิ่มเอิบบริบูรณ์ทั่วทุกตำบล ก็ท่านมาแต่ทางไกลได้ผิดพลั้งต่อท่าน ได้เซียน ก็ย่อมมีโทษมาก แต่ข้าพเจ้าจะยกให้ท่านยังสามารถจะตั้งพิธีขอฝนให้ ฝนตกได้หรือไม่ แม้ว่าท่านขอฝนได้ข้าพเจ้าจะยกโทษนั้นให้มิให้มีโทษ และ เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้แม้ว่าฝนไม่ตกก็จะต้องโทษตามกฎหมาย ประจานให้ชาว เมืองรู้ทั่วกัน เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้า สามารถจะขอฝนให้ตกได้ตามต้องการ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียรับดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่องพิธี และสั่งให้จัดราชรถ พระองค์จะเสด็จไป ทอดพระเนตรยังหอเหงาฮ่องเล้าฝ่ายขุนนางพนักงานก็จัดการตามรับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จพร้อมด้วยขุนนาง ข้าราชการ มาประทับยังหอเหงาฮ่องเล้าแล้ว พระถังซัมจั่งกับพวกศิษย์ก็พากัน ตามเสด็จมาอยู่ข้างล่าง ฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทังสามขึ้นนั่งอยู่บนหอกับด้วยพระเจ้า แผ่นดิน บัดเดียวมีขุนนางขีม้าวิงมาบอกว่า การพิธีสารพัดจัดเสร็จแล้ว ขอเชิญ ท่านไต้เซียนไปบวงสรวงเฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ย่อตัวคำนับแก่พระเจ้าแผ่นดิน แล้ว เดินลงมาจากหอ เห้งเจียวิ่งมากั้นหน้าไว้ ถามว่าจีนแสจะไปข้างไหน เต้า หยินตอบว่าจะขึ้นทำพิธีขอฝน เห้งเจียว่าเห็นจะผิดที่ท่านยกย่องกันเอง ทำไมไม่ ให้ข้าพเจ้าผู้มาทางไกลขอก่อนเล่า นี่คือดุจกำลังมังกรจะเบียนที่ของงูหรือแม้ว่า ท่านจะขึ้นไปก่อน จะต้องต่อหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินแสดงความทรงพระ อนุญาตจึงขึ้น เต้าหยินถามว่าแสดงความอะไร เห้งเจียว่าท่านกันข้าพเจ้าพร้อม กันขึ้นทำพิธีขอฝน จะรู้ได้หรือว่าฝนของท่านหรือฝนของข้าพเจ้า ก็จะไม่รู้ว่าความ ชอบของผู้ใด เต้าหยินพูดว่า จงดูป้ายจะร้องเรียกเป็นลำดับ คือที่หนึ่งร้องให้มีลม ที่สองร้องให้มีเมฆ ที่สามร้องให้มีฟ้าร้อง ที่สี่ให้มีฝนตก ที่ห้าให้ฝนหยุด เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ แล้วพูดว่าข้าพเจ้าพวกสงฆ์ยังไม่เคยเห็น เชิญท่าน เถิด ๆเต้าหยินไต้เซียนจึงเดินไปก่อน พระถังซัมจั้งกับศิษย์เดินตามหลังไป ครั้นมา ถึงหน้าประตูพิธี แลเข้าไปเห็นมีแท่นสูงสักสามวาในรอบนั้นปักธงยี่สิบแปดคัน เป็น อย่างดาวยี่สิบแปดดวง บนแท่นนั้นมีโต๊ะตั้งไว้โต๊ะหนึ่งมีเครื่องบูชากระถางปักรูป เชิงเทียนหม้อไฟ กลางโต๊ะมีป้ายทองจารึกชื่อเจ้ารามสูร ข้างนั้นมีกระถางตั้งห้า กระถาง ใส่น้ำใสเต็มทุกกระถาง บนน้ำนั้นทิ้งยอดใบสนลอยอยู่ทุก ๆ กระถาง มี ป้ายเหล็กวางซ้อนบนกระถางแผ่นหนึ่ง เขียนยันต์ชื่อรามสูร ข้างนั้นมีไม้หลักห้า อันเขียนชื่อพระพายทุก ๆ หลัก หลักหนึ่งมีเต้าหยินยืนอยู่สองคน มือถือลูกตุ้ม เหล็กคอยเคาะหลักนั้นข้างหลังแท่นมีพวกเต้าหยินหลายคนคอยเขียนหนังสือยันต์ ที่หว่างปักกระดาษราวไฟไว้ราวหนึ่งและมีรูปหุ่นคนสองสามรูปเป็นก็ริยาราชทูตของ พระภูมิเจ้าที่ใช้สอยฝ่ายเต้าหยินมาถึงก็ตรงขึ้นไปบนแท่นยืนอยู่ข้างหนึ่ง ข้างนั้นมีเต้าหยินน้อย มือถือกระดาษยันต์เหลืองและเกี่ยมอันหนึ่ง เอามาส่งให้อาจารย์เต้าหยิน ๆ รับเอา เกี่ยมและยันต์มาถือมือก็จับเกี่ยมยกขึ้นเสกร่ายเวท เอายันต์แผ่นหนึ่งวางเผาบน หม้อไฟแล้ว ข้างล่างนั้นพวกเต้าหยินน้อยสองสามคนก็เอายันต์เผา และกระดาษ ยันต์ ที่ราวนั้นก็จุดไฟเผา ข้างบนแท่นนั้นเสียงอู้ทีหนึ่งและป้ายพระพายก็มีเสียง ลั่นดังบนเวหามีลมพัดฉิว ๆ มาโป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ปากก็บ่นว่าเห็นจะไม่เป็นการเต้าหยินนี้เธอมีความรู้วิเศษ จริง อาจทำป้ายให้มีเสียงขึ้นได้ ก็มีลมพัดมาดังนี้ เห้งเจียว่าพวกเราจงเงียบ ๆ อย่าพูดจาแก่เรา ๆ จะมีธุระการไป พูดดังนั้นแล้วก็ถอนขนเพชรออกหนึ่งขน ร่ายพระคาถาเป่าแปลงเป็นเห้งเจียปลอมยืนอยู่ที่นั่น ตัวเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหา ถามว่าผู้ใดเป็นพนักงานลม ฝ่ายพระพายตกใจก็รีบรัดปากถุงลมให้หยุดแล้ว ลงคำนับเห้งเจีย เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ารักษาพระถังซัมจั้งไปไซทีอาราธนาพระธรรม จะทดลองขอฝนแก่เต้าหยินทำไมพระพายจึงไม่ช่วยเรา กลับไปช่วยเต้าหยินเล่า เรา จะยกโทษให้ จงเก็บลมเสียให้สิ้น แม้ว่ามีสักนิดหน่อย พัดให้สิ่งของ ๆ เต้าหยิน ไหวเราจะตีด้วยกระบองเหล็กกายสิทธิ์ี้ยี่สิบที พระพายตอบว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าแล้ว ในทันใดนั้นลมก็สงัดเงียบหยุดไปสิ้นฝ่ายเต้าหยินก็เอายันต์ออกเผาอีกแผ่นหนึ่งก็ตบกับโต๊ะทีหนึ่ง ก็เห็นบนอากาศ มีสายเมฆออกมัวท้องฟ้า เห้งเจียร้องถามว่าที่ทำเมฆนั้นผู้ใด เทพบุตรทำเมฆก็ ตกใจมาคำนับบอกว่า ข้าพเจ้าคือหนึ่งกุน เห้งเจียจึงเอาความนั้นมาเล่าให้ฟัง ทุกประการแล้ว หนึงกุนก็เก็บเมฆเสียหมดสิ้น ท้องฟ้าทั่วโลกไม่มีเมฆฝนเลยฝ่ายเต้าหยินจิตใจให้ร้อนรน ก็คลายมวยผมปล่อยลงร่ายเวทเสกเผายันต์อีก แผ่นหนึ่ง เอาป้ายตบลงกับโต๊ะก็แลเห็นข้างทิศอาคเนย์ เทพยดาเตงที่กุน ขับ พวกรามสูรมายังอากาศ พบเห้งเจียก็คำนับ เห้งเจียก็ชี้แจงเล่าเหตุผลให้ทราบ ทุกประการ แล้วต่อว่า ๆ ทำไมพวกท่านมาโดยใจดังนี้มีรับสั่งอย่างไรหรือที่กุนบอกว่า เต้าหยินเผายันต์รามสูรและหนังสือขอร้องขึ้นไปร้อนถึงเง็กเชียง ฮ่องเต้ มีรับสั่งให้พวกข้าพเจ้ามาพวกข้าพเจ้าจึงได้มาทำการตามรับสั่ง เห้งเจีย ว่า ถ้ากระนั้นจงหยุดก่อน ไว้รอข้าพเจ้ากระทำการ จึงลงมือช่วยกันเถิด ฝ่าย เต้าหยินไม่มีเสียงรามสูรจิตใจให้หวาดหวั่น ก็รีบจุดธูปจุดเทียนเพิ่มเติมเอายันต์ เผาอีกแผ่นหนึ่งเอาป้ายตบลงกับโต๊ะ ทันใดนั้นเห็นเล่งอ๋องพระยานาคทั้งสี่สมุทร ขับบริวารรีบมา เห้งเจียมาสกัดร้องตวาดถามว่า เง่ากวังเล่งอ๋องจะไปข้างไหน เง่ากวั้งเล่งอ๋องเห็นเห้งเจียก็เข้ามาคำนับ เห้งเจียจึงเล่าเหตุการณ์นั้น ๆ ให้ฟังทุก ประการ แล้วพูดว่าเมื่อวันก่อน มีความลำบากแก่ท่านไม่สำเร็จ คราวนี้ขอช่วย เป็นกำลังเล่งอ๋องพูดว่าท่านอย่ามีความวิตก ข้าพเจ้าจะทำตามท่านสั่งทุกประการ เห้งเจียว่าขอบใจท่าน เมื่อวันก่อนบุตรของท่านได้มาช่วยจับปิศาจ ช่วยอาจารย์ ของข้าพเจ้าให้ข้ามฟากมาได้ เล่งอ้องบอกว่า ปิศาจนั้นบัดนี้ยังมัดอยู่ในทะเลยัง ไม่กล้าชะรำเองจะใคร่เชิญไต้เซียไปตัดสินเห้งเจียพูดว่า โทษานุโทษนั้นแล้วแต่ ท่านจะเห็นสมควรเถิด เวลานี้ขอท่านได้ช่วยเป็นกำลังแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยเต้าหยิน ร้องเรียกสี่หนแล้ว ก็ถึงเวรข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่เข้าในยันต์เขียนและตบตีซึ่ง ป้ายนั้น เตงทีกุนพูดว่า ท่านสั่งแล้วก็ต้องทำตามท่านสั่ง แต่วิตกว่าไม่มีสัญญา จะไม่เข้าใจกันได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะเอากระบองนี้เป็นสัญญา แม้ว่า ข้าพเจ้าชี้ขึ้นจงให้มีลม พระพายก็รับสัญญาว่าจะให้เกิดลม ถ้าชี้ที่สองจงให้เกิด เมฆขึ้น หนึงกุนก็รับสัญญาว่า จะทำให้เกิดเมฆขึ้น ถ้าชี้ที่สามจงให้ฟ้าร้อง รามสูรก็รับสัญญาจะทำให้ฟ้าร้อง ถ้าชี้ที่สี่จงให้ฝนตก เล่งอ๋องทั้งสี่ก็รับสัญญา จะทำให้ฝนตก ถ้าชี้ที่ห้าให้ฟ้าสว่างปรกติ แล้วกำชับว่า ตามสัญญานี้ขออย่า ให้เคลื่อนคลาด กำชับแล้วเห้งเจียก็ลงมายังที่เดิม เรียกขนกลับเข้าตัวแล้วก็ยืน แอบพระถังซัมจั้งอยู่ แล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านจินแสเชิญสี่หนแล้ว ก็ไม่มีลมและเมฆและฟ้าร้องและฝนเล่า จะต้องให้ข้าพเจ้าทำบ้างจึงจะควรฝ่ายเต้าหยินจนใจไม่รู้ที่จะทำประการใด ก็เดินกลับลงมาไปขึ้นหอ 'เหงา ฮ่องเล้า) เข้าเฝ้าทูลพระเจ้าแผ่นดิน เห้งเจียก็เดินตามไป พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัส ถามว่า ข้าพเจ้าคอยฟังคอยดูท่านอาจารย์ทำการพิธีบวงสรวงสี่หนแล้ว ก็ไม่เห็น มีลมและฝนการจะเป็นอย่างไรหรือ เต้าหยินทูลว่า วันนี้เทพยดาพนักงานที่ทำ ลมและฝนไม่อยู่ เห้งเจียพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า วันนี้เทพยดาอยู่พร้อมกัน ที่ ฝนไม่ตกนั้นเพราะวิทยาของจินแสไม่ศักดิ์สิทธิ์ เชิญเธอจึงไม่มา เมื่อพระเจ้า แผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงทรงอนุญาตว่า ถ้ากระนั้นเห้งเจียจงกระทำให้ เกิดลมและฝนเถิดเราจะคอยดู เห้งเจียได้อนุญาตแล้ว ก็คำนับเดินกลับมายังพิธี บอกพระถังซัมจั่งให้ขึ้นบนโรงพิธี พระถังซัมจั่งว่า อาตมภาพไม่เคยขอฝน เห้งเจีย พูดว่าท่านไม่ต้องบวงสรวงจงทำเป็นนั่งสวดมนต์เท่านั้น ข้าพเจ้าจะทำเองท่านอย่า ได้วิตกเลย พระถังซัมจั่งขึ้นบนแล้วนั่งสำรวมจิตสวดพระคัมภีร์ (ซิมเกง) เวลานั้น มีขุนนางขี่ม้าวิ่งมาถามว่า ท่านสงฆ์หมู่นี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงป้ายสัญญาเล่า และ ทำไมไม่เผากระดาษยันต์เล่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้า ไม่ต้องการ พวกข้าพเจ้าไม่ต้องบวงสรวงขอเอาโดยทางความระงับ ขุนนางผู้นั้น ก็กลับไปกราบทูล เห้งเจียได้ฟังพระถังซัมจั้งสวดมนต์จบแล้ว จึงชักกระบองออก จากหูแกว่งกวัดไปมาทีหนึ่งแล้ว เอากระบองชี้ขึ้นบนเวหา ในทันใดนั้นก็บังเกิด ลมพัดเป็นพายุใหญ่ พัดจนกระเบื้องและดินทรายปลิวว่อนมืดมนไปทั้งอากาศ แล้ว เห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นบนอากาศอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นเมฆฝนก็ตั้งขึ้นเต็มไปทุก ทิศเขียวชอุ่ม เห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นไปบนเวหาอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นฟ้าก็ร้อง ครื้นครั่นลั่นสะท้านไปทั่วโลก เห้งเจียก็ชี้กระบองขึ้นไปบนเวลาอีกทีหนึ่ง ฝนก็ตกลง มาทันทีตั้งแต่สามโมงเช้าจนเวลาเที่ยง ในกำแพงเมืองน้ำท่วมถนนหนทางไปทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าน้ำก็มากแล้ว ข้าวปลาจะเสียไปหมด จะกลับเป็นไม่ดีเห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเอากระบองชี้ขึ้นบนเวหาทีหนึ่งฝนก็หยุดลมก็หายรามสูร ก็ไม่มีเสียงเมฆก็ม้วนหอบหายไปหมด ท้องฟ้าก็ขาวสว่างไสวผ่องใสเหมือนปรกติ แต่เดิมพระเจ้าแผ่นดินมีพระทัยโสมนัสยินดียิ่งนัก พวกขุนนางทั้งหลายก็พร้อม กันสรรเสริญทุก ๆ คน ว่าพระสงฆ์องค์นี้ดีจริง พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จกลับเข้า พระราชวัง ทรงเปลี่ยนหนังสือสัญญาประทับตราแผ่นดินให้เต้าหยินทั้งสามกราบทูลขัดขวางว่า ขอพระองค์ได้ทราบฝนตกในครั้งนี้ ไม่ใช่ พาหนะของพระสงฆ์พวกนี้ คือพาหนะอำนาจของข้าพเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้าแผ่นดิน รับสั่งว่าท่านอาจารย์พูดว่าเล่งอ้องไม่อยู่ขอฝนไม่ได้ ครั้นเธอขึ้นไปขอก็ตกลงมา ห่าใหญ่ฉะนี้ ทำไมจึงมาพูดลบล้างความชอบของเธอเสียเล่า เฮ้าลัดทูลว่าข้าพเจ้า ขึ้นทำพิธีบวงสรวงและเผาซึ่งยันต์และหนังสือกราบทูลไปยังสวรรค์และเคาะไม้ สัญญา เล่งอ๋องจะไม่มานั้นได้อยู่หรือ ครั้นข้าพเจ้าลงจากพิธีฝ่ายพระสงฆ์ขึ้นพอ มาประจวบเข้าจึงได้บังเกิดฝน เมื่อจะพิเคราะห์ให้ดีแล้วก็เป็นด้วยข้าพเจ้าบวงสรวง ทั้งสิ้น ทำไมจึงกลับเป็นความชอบของพระสงฆ์ไปฝ่ายเดียวเล่าพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเต้าหยินก็เกิดความสงสัย ไม่แน่นอนในใจลงไปได้ว่า อย่างไร เห้งเจียจึงกราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ คือเธอทำด้วยเวทมนตร์กล เล่ห์ทางไสยศาสตร์ไม่เป็นความจริงได้ แม้จะเห็นว่าไม่แน่ว่าเป็นความจริงฝนตกด้วย อำนาจของผู้ใด บัดนี้เล่งอ๋องนาคทั้งสี่อยู่บนเวหา ข้าพเจ้ายังไม่บอกให้ไป ถ้า เต้าหยินเป็นผู้วิเศษจริงจงเรียกเล่งอ๋องออกมาให้เห็นตัวได้ จึงจะเห็นจริงว่าซึ่งลม และฝนตกนั้นเป็นเพราะฤทธิ์เดชและความสำเร็จมาจากเธอจริงพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าได้ราชสมบัติยี่สิบสามปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นรูปพระยาเล่งอ๋องว่าจะเป็น ประการใด ขอท่านทั้งสองจงสำแดงวิทยาความรู้อันประเสริฐให้ข้าพเจ้าเห็นเป็น ขวัญตาสักครั้งหนึ่งเถิด ความชอบจะอยู่แก่ท่านผู้เดียว ถ้าหากว่าเรียกมาไม่ได้ จะเอาโทษให้สาหัสเต้าหยินทูลว่าพวกข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ขอให้พวกสงฆ์เรียกมาเถิด เห้งเจียแหงน หน้าขึ้นบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านเง่ากวังอยู่ที่ไหนจงพาพวกพี่น้อง บริวารออกทั้งรูป ให้เห็นปรากฏแก่ตามมนุษยโลก เล่งอ้องได้ยินดังนั้นก็ออกจาก กลีบเมฆลอยอยู่บนเวหาทั้งสี่พี่น้อง พลิกแพลงเลี้ยวลดเร่ร่อนไปมาตรงปราสาท กิมหลวนเต้ยพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็จุดธูปเทียนบูชาขุนนางทั้งหลายก็ คุกเข่าลงคำนับทุกคน แล้วพระองค์จึงตรัสว่ามีความลำบากแก่ท่านเล่งอ๋องได้ อุตสาห์ลงมาขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่นข้าพเจ้าจึงจะตอบแทนพระคุณ เห้งเจีย พูดว่าท่านเล่งอ้องและเทพบุตรทั้งหลายจงกลับไปยังที่เถิด วันอื่นข้าพเจ้าจะขอบ พระคุณท่าน ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องและเทพยดาทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ก็อันตรธาน สูญหายกลับไปยังสำนักแห่งตนฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นเห้งเจียมีอำนาจฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ อาจสามารถเรียก เชิญเล่งอ๋องและเทวดาได้ จึงหยิบเอาตราจะประทับส่งให้พระถังซัมจั้งไป ฝ่าย เต้าหยินทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็เสด็จลงจาก บัลลังก์ เข้าประคองอาจารย์เต้าหยินไว้แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์ทำไมวันนี้จึงมา ทำกิริยาอย่างนี้จะว่ากระไรหรือ เต้าหยินทูลว่า พระองค์ได้ทราบคือพวกข้าพเจ้า มาถึงเมืองนี้ก็ปรารถนาจะรักษาบ้านเมืองของพระองค์ให้ราษฎรมีความสุข มา วันนี้พวกสงฆ์เอาวิชาความรู้ออกเล่น แม้พระองค์ปล่อยเธอไปก็จะเสียเกียรติยศ ของพวกข้าพเจ้า พระองค์เห็นแก่ฝนเวลาเดียวก็มายกโทษฆ่าคนตายเสียนั้น จะ ไม่มีความประมาทพวกข้าพเจ้ามากหรือขอพระองค์อย่าเพิ่งให้หนังสือไปก่อน ให้ พวกพี่น้องข้าพเจ้าทดลองดูก่อน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเต้าหยินกราบทูล ดังนั้น ก็ให้วุ่นวายในพระทัยไป จึงยังมิได้พระราชทานหนังสือให้ จึงตรัสถาม เต้าหยินว่าท่านจะใคร่ทดลองด้วยประการใดหรือเฮ้าลัดอาจารย์ทูลว่า ข้าพเจ้าจะลองด้วยนั่งสมาธิพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ฝ่ายพระสงฆ์นั้นเธออยู่ในทางสมาธิเป็นอารมณ์ ทำไมจึงจะเอาสมาธิมาทดลองแก่ เธอเล่า เต้าหยินทูลว่า อันสมาธินี้ไม่เหมือนแก่สมาธิตามเคยนั้น เรียกว่าอริยเมฆ เป็นบันไดสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า อย่างไรเรียกว่าอริยสมาธิขอให้ท่าน ชี้แจงข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ เต้าหยินทูลว่า คือเอาไม้ร้อยท่อน เอาห้าสิบท่อนซ้อน ขึ้นให้สูงประมาณสิบวา ข้างบนนั้นมีที่นั่งได้จะขึ้นไปไม่ให้เอามือจับและไม่ให้ใช้ บันได จะขึ้นก็เหยียบเมฆขึ้นไปนั่ง กำหนดสองสามชั่วโมงกายไม่ไหวสั่นพระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นการยาก จึงมีรับสั่งแก่พระสงฆ์ว่ามีผู้ใดเข้าใจจะทำ ได้บ้างหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังนิ่งอยู่ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงไม่พูดว่า กระไรเห้งเจียพูดว่าน้องพี่ไม่ปิดบังอำพรางอะไรแก่น้อง แม้ว่าจะขึ้นฟ้าดำดินและ วิดน้ำในทะเลหรือเลื่อนแม่น้ำทุก ๆ อย่าง ซึ่งความประหหลาดเหล่านั้นพี่ทำได้ทั้งสิ้น แต่ที่ว่านั่งสมาธินั้นพี่ต้องยอมด้วยสันดานยังมิได้เคย ที่ไหนจะนั่งได้เล่าพระถังซัมจั้ง ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าอาตมนั่งสมาธิได้ เห้งเจียดีใจ พูดว่าดีแล้ว ๆ ถามว่าอาจารย์จะนั่งได้สักเท่าใด พระถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพ ได้พบท่านผู้วิเศษสำเร็จทางสมาธิ อธิบายซึ่งรากเหง้าประเภทของสมาธิให้ฟัง คือ สมาธิอย่างสูงสำรวมจิตวางที่ช่องทวารเกิดดับ นั่งได้ทนสามปีสี่ปีแต่วิตกจะขึ้นไป ไม่ได้ เห้งเจียว่าอาจารย์อย่าวิตกจงไปรับเถิด ข้าพเจ้าจะส่งอาจารย์ขึ้นไปเอง พระถังซัมจั่งจึงเดินมายังหน้าที่นั่งพนมมือพูดว่า อันสมาธินั้นอาตมภาพนั่งได้จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นโดยเร็ว ประมาณชั่วโมงหนึ่ง ก็แล้วสำเร็จตามรับสั่งสองแท่น ยังที่ปราสาทกิมหลวนเต้ยซ้ายขวา ฝ่ายเฮ้าลัด อาจารย์ใหญ่ก็ลุกจากที่เดินลงมายังพื้นล่าง ก็สำแดงขึ้นเหยียบเมฆตรงขึ้นไปนั่ง ปรกติอยู่บนแท่นข้างทิศตะวันตก เห้งเจียก็ถอนขนออกหนึ่งขน แปลงเป็นเห้งเจีย ยืนอยู่กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตัวเห้งเจียก็บันดาลเป็นเมฆห้าสีเข้าโอบยกเอาพระถัง ซัมจังขึ้นนั่งบนแท่นข้างทิศตะวันออก เห้งเจียก็รวมเมฆ แปลงเป็นแมลงหวี่บินกลม ลงมาจับข้างใบหูโป๊ยก่ายบอกว่า น้องทั้งสองอย่าพูดจาแก่รูปแปลงนั้นโป๊ยก่าย บอกว่ารู้แล้วฝ่ายลกลัดอาจารย์ที่สอง นั่งอยู่ข้างล่างเห็นเธอทั้งสอง ขันนั่งสมาธิก็หลาย ชั่วโมงยังไม่แพ้ชนะกัน จึงนึกว่าเราจะช่วยไต้เซียนสักแรงหนึ่ง จึงถอนเอาผม ท้ายทอยออกเส้นหนึ่ง เสกเป็นก้อนกลมแล้วดีดขึ้นไปติดบนศีรษะพระถังซัมจั้งแปลง เป็นตัวหนอนเกาะอยู่ ก็กัดไชศีรษะพระถังซัมจั้งฝ่ายพระถังซัมจั่ง ทีแรกก็รู้สึกค้น ทีหลังก็รู้สึกเจ็บอันตามสัญญานั่งสมาธิ กายมิให้ไหวถ้าไหวก็เรียกว่าแพ้ เมื่อหนอนกัดศีรษะพระถังซัมจั้งหนักเข้าก็ทนไม่ไหว จึงคุดงอศีรษะลงโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นพูดว่าเห็นจะไม่เป็นการท่านอาจารย์จะบังเกิด ลมอะไรขึ้นแล้วเห้งเจียพูดว่า อาจารย์เราพูดคำเดียวไม่เป็นคำสองแม้รับได้ก็ได้น้องทั้งสอง อย่าวุ่นวาย พี่จะขึ้นไปดูจะเป็นอย่างไรดอกกระมัง เห้งเจียก็บินโผขึ้นไป ถึงศีรษะ พระถังซัมจั่งจึงพิจารณาดู เห็นมีเท่าเมล็ดถั่วเขียวใหญ่ เกาะไชอยู่บนศีรษะพระ ถังซัมจั้ง เห้งเจียก็เอื้อมมือไปแกะออกแล้วเอามือเกาถูให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งก็ ไม่เจ็บไม่คันนั่งปรกติไปตามเดิม เห้งเจียจึงนึกว่าศีรษะพระสงฆ์ก็โล้นไม่มีเหาเล็น อะไรจะอยู่ได้ นี่ทำไมหนอจึงมีหนอนมาเกาะอยู่อย่างนี้เห็นจะเป็นพวกเต้าหยิน คนใดคนหนึ่งคิดทำลายอาจารย์เราเป็นแน่ จำเราจะต้องแกล้งมันบ้าง เห้งเจีย จึงโผบินข้ามไปยังที่อาจารย์เต้าหยินนั่งอยู่ตรงนั้น แปลงเป็นตะขาบตัวหนึ่งยาว เจ็ดองคุลีตรงเข้าเกาะที่รูจมูกเต้าหยิน เต้าหยินก็นั่งไม่เป็นสุข ขยับตัวทีหนึ่งก็หก คะเมนลงมาจากแท่นจะถึงแก่ความตายบังเอิญมีคนช่วยก็รอดตายไปได้ พระเจ้า แผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวอาจารย์ไปอาบน้ำยังตำหนัก บุ้นฮวยเห้งเจียจึงบันดาลเป็นเมฆรับพระถังซัมจั้งลงมานับว่าเป็นการชนะพวกเต้าหยิน พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้หนังสือเดินทางแก่พระถังซัมจั้ง ลกลัดอาจารย์ที่สองก็ คุกเข่าลงคำนับทูลขัดว่าขอพระองค์ได้ทราบพี่ข้าพเจ้าเคยเป็นโรคลม ครั้นขึ้นสูง ถูกลมอากาศจึงได้เป็นเช่นนั้นพวกพระสงฆ์จึงได้ชนะดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรดให้ ข้าพเจ้าขันพนันทายบังตาลองดูก่อน พระเจ้าแผ่นดินถามว่า การทายบังตานั้น อย่างไร เต้าหยินทูลว่า ข้าพเจ้าทายรู้ได้ซึ่งสิ่งของในที่ลับ รู้ได้ว่าเป็นของสิ่งใด แม้ว่าพวกพระสงฆ์ทายรู้ได้ก็ควรยอมให้เธอไปแม้เธอทายไม่ได้ขอพระองค์ปรับ โทษที่ฆ่าคนนั้นเถิดพระเจ้าแผ่นดินก็ลงเนื้อเห็นเชื่อตามเต้าหยิน จึงรับสั่งให้ขันทียกตู้ล่องชาติ แดงนั้นออกมายังตำหนักใน เอาของวิเศษใส่เข้าไว้แล้วปิดประตูตู้เสียหามออก มาตั้งไว้ข้างนอกหน้าพระที่นั่ง แล้วพระองค์จึงรับสั่งว่า พวกท่านทั้งสองฝ่าย จงทาย ว่าในตู้นั้นมีของสิ่งใด ในทันใดนั้นเห้งเจียแปลงเป็นแมลงหวี่ เข้าเกาะตู้พิจารณา ดูเห็นมีช่องเล็กก็ลอดเข้าไปข้างใน จึงได้เห็นเสื้อวิเศษตัวหนึ่งกางเกงวิเศษตัวหนึ่ง จึงจับยกขึ้นฉีกป่นไปหมด จึงกัดปลายลิ้นเอาโลหิตพ่นเข้าไปร้องแปลง เสื้อ กางเกงก็กลายเป็นระฆังแตกระฆังหนึ่ง แล้วก็ถ่ายปัสสาวะไว้ด้วย แล้วก็ลอด ออกมาจับที่ใบหูพระถังซัมจั้งบอกให้ทายของวิเศษว่าระฆังแตกจะเป็นของวิเศษอะไร จงทายอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย พระถังซัมจั้งจึงเดินเข้าไปจะทาย เต้าหยิน ก็ชิงทายว่าในตู้นั้นมีเสื้อหนึ่งตัวกางเกงหนึ่งตัวเป็นของวิเศษสองสิ่ง พระถังซัมจั้ง พูดว่าไม่ใช่ ในตู้นั้นมีระฆังแตกระฆังหนึ่งเท่านั้นพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าพระสงฆ์นี้ดูถูกเราว่าไม่มีสิ่งของวิเศษจึงได้ทายว่า ระฆังแตกฉะนี้ รับสั่งให้จับตัวไว้ พระถังซัมจั้งจึงทูลว่าขอพระองค์ได้เปิดตู้ดูเสีย ก่อน แม้ว่ามีของวิเศษจริงขอรับพระราชอาญาตามโทษ ถ้ามิใช่ของวิเศษก็เพียง อย่าลงโทษอาตมภาพเลยจึงพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้เปิดตู้ดู ก็แลเห็นมีแต่ระฆัง แตกอยู่ระฆังหนึ่งเท่านั้น ก็ยิ่งทรงพระพิโรธว่าใครเอาระฆังแตกใส่เข้าไว้พระ มเหสีทูลว่า ข้าพเจ้าใส่แก่มือข้าพเจ้าเอง คือเสื้อกางเกงของวิเศษสองสิ่ง เหตุใด จึงกลายเป็นของอย่างนี้ไปเล่าพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเรารู้เหตุแล้ว ให้พระมเหสีเสด็จเข้าจึงรับสั่งให้ยกตู้ เข้าไปข้างใน แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปเอาผลชมพู่เซียนผลหนึ่งใส่ไว้ในตู้นั้นปิด ประตูเสียแล้ว สั่งให้หามออกไปข้างนอก จึงรับสั่งให้ทาย เห้งเจียก็เข้าไปในตู้อีก เช่นครั้งก่อน พอแลเห็นผลชมพู่ ก็กลายเป็นรูปเดิมกินผลชมพู่จนหมดลูกยังเหลือ แต่เมล็ดในก็วางไว้ แล้วแปลงเป็นแมลงหวี่กลับออกมากระซิบบอกพระถังซัมจังว่า พระอาจารย์จงทายว่าเมล็ดในชมพู่เซียน พระถังซัมจั่งจะออกปากทาย เต้าหยิน ก็ชิงทายว่า ชมพู่ผลหนึ่ง พระถังซัมจั้งว่าชมพู่ก็จริงแต่ไม่มีเนื้อมีแต่เมล็ดในเท่านั้น 第005回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินตวาดว่า คราวนี้ข้าพเจ้าใส่เองกับมือข้าพเจ้าคือชมพู่เซียน ผลหนึ่ง ทำไมจึงทายว่ามีแต่เมล็ดในเล่า พระถังซัมจั้งทูลว่า ถ้าไม่เชื่อขอให้เปิด ต้ออกดูก็จะเห็นจริงว่าเป็นประการใดจึงรับสังให้ขุนนางเปิดประตูตู้ออกดูก็เหน เมล็ดในชมพ่จริงเหมอนคาของพระถังซึมจัง พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนันก็ตกพระทั จึงตรัสแก่เต้าหยินอาจารย์ว่า อย่าขันสู้แก่เธอเลยจงปล่อยให้ไปเถิด ข้าพเจ้าได้ เอาผลชมพู่ เซียนใส่แก่มือของข้าพเจ้าเองทั้งผล เหตุใดจึงเหลือแต่เมล็ดในดังนี้เล่า ซะรอยจะมีเทพยดารักษาเธออยู่เป็นแน่ขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสอยู่ดังนั้น เฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่เมื่อตกลงมาจาก แท่นก็ออกไปอาบน้ำชำระกายแล้ว กลับเข้ามายังหน้าที่นั่ง กราบทูลว่าขอพระองค์ ได้ทราบ พระสงฆ์เหล่านี้เข้าใจกลอาจเรียกสิ่งของที่ไม่มีวิญญาณ และให้เปลี่ยน แปลงได้ จงยกตู้ขึ้นมาข้าพเจ้าจะทำลายตู้นั้นเสียให้เธอทายใหม่ พระเจ้าแผ่นดิน ถามว่าพระอาจารย์จะทายอะไรอีกหรือ เต้าหยินทูลว่า กลนั้นเคลื่อนได้แต่สิ่งของ เท่านั้น สิ่งที่มีวิญญาณจิตเคลื่อนไม่ได้ เอาเด็กน้อยซ่อนเข้าไว้ในตู้แล้ว ปิดประตูเสีย ยกตู้ลงไปให้เห้งเจียมาทายเห้งเจียเห็นยกตู้ลงมาตั้งไว้อีก ก็บินไปจับที่ตู้ลอดเข้า ไปในตู้ เห็นมีเด็กน้อยนั่งอยู่ก็รู้สึกจึงแปลงเป็นอาจารย์เต้าหยิน เรียกว่าสานุศิษย์ คำหนึ่งเด็กก็ถามว่าอาจารย์มาทางไหน เราเห้งเจียบอกว่าแทรกเข้ามาเด็กถามว่า อาจารย์เข้ามาจะสั่งว่ากระไรหรือ เห้งเจียว่าเจ้าเข้าอยู่ในตู้น้ พวกสงฆ์นั้นแลเห็น เสียแล้ว หากว่าเขาทายว่ามีเด็กน้อยจะมิเสียที่เขาหรือ คิดโกนผมเสียพวกเราจะ ทายว่าสามเณรน้อย เด็กนั้นพูดว่าตามใจอาจารย์เถิด เห้งเจียก็เรียกกระบองให้ แปลงเป็นมีดโกนจึงโกนผมเด็กนั้นเสียให้หมดทั้งศีรษะแล้วแปลงเสื้อกางเกงของ เด็กนั้นเป็นผ้าเหลืองนุ่งห่มให้เด็ก ๆ ก็เหมือนแก่รูปพระสงฆ์ แล้วเห้งเจียถอนขน ออกเส้นหนึ่ง แปลงเป็นระฆังเล็กระฆังหนึ่งสงให้เด็กนั้นถือแล้วกำซับสั่งว่า เจ้าจง คอยฟังถ้าเรียกว่าเด็กน้อยแล้วจงอย่าได้ออกมาเลย ถ้าเรียกว่าเณรน้อยแล้วจง เปิดประตูตู้มือถือระฆังเคาะเดินออกมา ปากก็สวดว่า (อะมิโธพุทธะ) จงจำไว้ข้า จะไปก่อนแล้วเห้งเจียก็กลับเป็นแมลงหวี่บินลอดออกมาพูดกระซิบที่หูพระถังซัม จังว่าจงทายว่าเณรน้อยเฮ้าลัดไต้เซียนจึงเรียกว่า เด็กน้อยในตู้นั้นจงออกมา เรียกเท่าใด ๆ เด็กนั้นก็ หาออกมาไม่ พระถังซัมจังพนมมือพูดว่า ในตู้นั้นคือสามเณรน้อย โป๊ยก่ายจึง ออกแรงเรียกว่า ในตู้นั้นสามเณรน้อยจงออกมา เด็กน้อยได้ยินเรียกว่าสามเณร น้อย ก็เปิดประตูตู้ออกมา มือถือระฆังปากก็สวดอะมิโธพุทธะ พวกขุนนางทั้งหลาย เห็นดังนั้น ต่างก็พร้อมกันสรรเสริญ เต้าหยินทั้งสามก็ตกตะลึงปากพูดไม่ออกพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์นี้มีฤทธาอนุภาพมาก และมีเทพยดาคอย ประคับประคองอยู่เสมอ เหตุใดเด็กอยู่ในตู้จึงได้กลายเป็นสามเณรน้อยไปได้ท่าน อาจารย์จงปล่อยให้เธอไปเถิด เฮ้าลัดไต้เซียนทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ไหนๆ ก็ได้มาพบผู้มีฝี่มือด้วยกันแล้ว แต่เล็กมาข้าพเจ้าก็เคยเล่าเรียนฝึกหัด จะขอลอง ฝีมือแก่พวกพระสงฆ์อีกสักครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถามว่า ท่านอาจารย์จะใคร่ลองฝีมืออย่างไร เต้าหยิน ทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้จะขันตัดศีรษะผ่าท้องเอาไส้ออก และกลับทำให้ ดีอย่างเดิมได้ น้ำมันต้มให้เดือดก็ลงไปอาบเล่นได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น ก็ตกพระทัยจึงตรัสว่าการทั้งสามอย่างนั้นถึงชีวิตทั้งนั้น ท่านจะทำไปจะกระไรอยู่ ข้าพเจ้ายังหนักใจมาก เกลือกจะเป็นอันตรายดอกกระมังเฮ้าลัดไต้เซียนทูลว่า พวกข้าพเจ้ามีความรู้วิชาสามารถจะกระทำได้ จึงได้กล้า กราบทูลพระองค์ดังนี้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัส แก่พระถังซัมจั้งว่าอาจารย์ของข้าพเจ้ายังไม่ยอมให้ท่านไปจะขอลองขันตัดศีรษะ ผ่าท้องอาบน้ำมันที่เดือดกำลังร้อนอยู่เห้งเจียได้ฟังก็กลับยังรูปเดิมหัวเราะแล้ว ก็ทูลว่าดีแล้ว ๆ ค้าขายมาถึงประตู บ้านแล้ว โป๊ยก่ายถามว่าทั้งสามอย่างนั้นถึงแก่ชีวิตทั้งนั้นมิใช่หรือ พี่พูดอะไรมา ถึงประตูบ้านข้าพเจ้าคนโง่ยังไม่เข้าใจ เห้งเจียพูดว่า น้องยังไม่รู้ความดีของพี่หรือ คือตัดศีรษะขาดแล้วก็ยังพูดได้ผ่าท้องแบะออกไม่มีรอย น้ำมันต้มกำลังเดือดร้อนๆ อาบได้ไม่ร้อน ของง่าย ๆ ไม่ยากอะไรเลย จะได้ชะล้างเหงื่อไคลด้วย พูดดังนั้น แล้วจึงเดินเข้าไปทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้ตัดศีรษะได้ไม่ทราบ ว่าจะดีหรือไม่ดี บัดนี้จะขันพนันลองดู พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า พระสงฆ์พวกนี้ยังไม่เคย เหตุไฉนจึงอาจลองได้ เฮ้าลัดเต้าหยินจึงทูลว่า เธออยาก อย่างนั้นจึงจะได้สมแก่ความแค้นของข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้จัดสนาม ให้พระสงฆ์ไปตัดศีรษะก่อนเห้งเจียมีความยินดี พนมมือพูดเสียงดังว่า ขอขมาท่านอาจารย์เต้าหยิน อย่าถือว่าข้าพเจ้าใจกล้าชิงทำก่อน พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินออกไปที่สนามฆ่า พวกเพชฌฆาตก็จับมัดลงแล้วก็ร้องว่าลงดาบ ก็ตัดศีรษะหล่นลงทันที แล้วผลัก ล้มลงกับพื้นดุจตัดแตงโมฉะนั้น ศีรษะกระเด็นไปห่างกาย แต่ที่คอเห้งเจียโลหิต มิได้ไหลออกได้ยินในท้องร้องเรียกว่าศีรษะจงกลับมา ลกลัดเต้าหยินก็รีบร่ายเวท บอกพระภูมิเจ้าที่ให้ยึดศีรษะเห้งเจียไว้ฝ่ายพวกเจ้าพระภูมิเหล่านั้น เพราะพวกเต้าหยินได้เวทเหงาลุ้ยไว้จึงต้องช่วย เต้าหยิน ก็แอบบังตัวเข้าไปจับศีรษะเห้งเจียไว้มิให้ไปติดกับตัว เห้งเจียเรียกอีก คำหนึ่งว่า หัวจงกลับมาหัวนั้นก็ดุจมีรากไม่เขยื้อนไปได้ เห้งเจียก็กำหมัดออก แรงสลัดทีหนึ่งเชือกที่มัดก็ขาดหลุดไปสิ้นร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าให้สูงขึ้น ก็ เห็นที่คอมีศีรษะโผล่ขึ้นมาเหมือนอย่างเดิมพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นก็พากันตกตะลึงตัวแข็งไปทุกคน ทั้งพวกทหารรักษา องค์ก็พากันตกใจตัวสั่น มีความอุทธัจหน้าซีดสลดไปทุกคน แล้วพวกขุนนาง ข้าราชการและเพชฌฆาต ก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เป็นการ ประหลาดอัศจรรย์ที่สุด ตัดศีรษะขาดแล้วกลับมีศีรษะเกิดขึ้นอีกอย่างเดิมได้ กำลังที่พวกขุนนางกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั้นก็เห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ร้องเรียก อาจารย์พระถังซัมจังดีใจถามว่า มีความลำบากนักหรือเปล่า เห้งเจียว่าไม่มีความ ลำบากอะไรหามิได้จะลองเล่นดูเท่านั้น พวกพี่น้องต่างก็มีความรื่นเริง พระเจ้า แผ่นดินตรัสว่าพวกพระสงฆ์จงมารับหนังสือ ข้าพเจ้ายกโทษให้จงไปเถิด เห้งเจีย ทูลว่า หนังสือก็ต้องรับแต่จะต้องให้อาจารย์เต้าหยิน ออกไปตัดศีรษะลองดูก่อนเฮ้าลัดได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เดินออกไปยังสนามให้พวกเพชฌฆาตจับมัด แล้วฟันคอศีรษะขาดกระเด็นลงกับแผ่นดินที่คอก็ไม่มีโลหิตออกได้ยินเสียงร้อง เรียกว่าศีรษะจงกลับมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็รีบถอนขนออกเส้นหนึ่งร่ายคาถาเป๋า ไปก็กลายเป็นสุนัขตัวหนึ่ง วิ่งเข้าไปในสนามคาบเอาศีรษะเต้าหยินนั้นหนีไป วิ่ง ไปทิ้งที่แม่น้ำหน้าตำหนักแพ เต้าหยินเรียกว่าติด ๆ อีกสามคำศีรษะนั้นก็ไม่คืน กลับมาเข้าที่ ที่คอนั้นก็มีแสงแดงผุดขึ้นบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายล้มลงกับพื้น พวก คนเข้าไปดูก็เห็นเป็นเสือสีเหลืองหัวขาดตัวหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดัง นั้นก็ตกประหม่าสิ้นสติลกลัดอาจารย์ที่สองทูลว่าพี่ข้าพเจ้าก็สิ้นชีวิตแล้ว เหตุใดจึงกลายเป็นเสือ เหตุทั้งนี้คือพวกพระสงฆ์ทำกลวิชาให้เห็นเป็นเสือข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้จะขอขัน ทดลอง ผ่าอกควักหัวใจออกให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังลกลัดเต้าหยินทูลดัง นั้นก็ได้สติ จึงเรียกพระสงฆ์มาบอกว่าอาจารย์ที่สองจะรับผ่าอกแก่พวกท่าน ๆ จะรับขันสู้หรือไม่ เห้งเจียทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า นานแล้วไม่ได้กินของสุกด้วยไฟ เมื่อวันก่อนเดินมาตามทางพบผู้มีศรัทธาอ้อนวอนให้กินข้าวแจ ก็ได้รับมาหลายครั้ง ทำให้เจ็บท้องมาหลายเวลาแล้ว จะใคร่ยืมมีดของพระองค์มาผ่าท้องเอาไส้ออก ล้างให้สะอาด จะได้ไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงรับสั่งให้จับเห้งเจียไปยังสนาม เห้งเจีย พูดว่าไม่ต้องจับข้าพเจ้าจะไปเอง แล้วเห้งเจียพูดว่าไม่ต้องมัดผูกทังสินข้าพเจ้า จะล้างไส้พุงเอง พูดแล้วก็เข้าพิงกับเสาถอดเสื้อผ้าออก แล้วปลิ้นท้องออกพวก เพชฌฆาตก็เอาเชือกผูกรัดตัวเข้ากับเสาแล้วเอามีดสั้นแทงพุงเข้ากรีดแหวะออก เห้งเจียก็เอาสองมือควักไส้พุงตับปอดออกทั้งสิ้น ลำดับเป็นสิ่ง ๆ ไว้สักครู่หนึ่ง แล้วก็เอากลับคืนเข้าที่ไว้ตามเดิมพระเจ้าแผ่นดินได้เห็นดังนั้นก็ตกพระทัยหยิบ หนังสือถืออยู่กับพระหัตถ์ตรัสว่า พระสงฆ์ผู้วิเศษจงมารับหนังสือไปเถิดช้าไปจะ เสียการเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าหนังสือเป็นการเล็กน้อยขอให้อาจารย์ที่สองออกไป ทดลองตามสัญญาก่อนบ้างให้เห็นจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสแก่ลกลัดอาจารย์ที่ สองว่าเหตุการณ์อันนี้มิใช่การของข้าพเจ้าเป็นเพราะอาจารย์ขันทดลองแก่เธอเอง จงเชิญออกไปทดลองให้ปรากฏเถิด ลกลัดเต้าหยินทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัย เถิด ข้าพเจ้าไม่ยอมให้แพ้เธอเป็นอันขาด ทูลแล้วเต้าหยินก็เดินไปยังสนาม พวก เพชฌฆาตจับตัวมัดเอามีดมาแหวะผ่าท้องออก เต้าหยินสองมือควักล้วงไส้พุง ออกแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ถอนขนเส้นหนึ่งไปเป็นนกแร้งตัวหนึ่ง บินโผลงมา โฉบเอาไส้พุงได้แล้วก็บินหนีไป ไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหน ในท้องเต้าหยินก็ไม่มีไส้พุง ตับไตบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายพวกเพชรฌฆาตเข้าแก้มัดออกดู เห็นร่างกายกลายเป็น กวางขาวไป พวกเพชฌฆาตและขุนนางเห็นประหลาดดังนั้นก็ตกใจจึงนำความขึ้น กราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ทรงทราบดังนั้นก็ยิ่งทรงพระวิตกมากขึ้น ตรัสถาม ว่าทำไมจึงกลายเป็นกวางไปได้เอี้ยวลัดอาจารย์ที่สามทูลว่า พี่ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นกวางนั้นซะรอย พระสงฆ์พวกนี้ทำเล่ห์กลฆ่าพวกข้าพเจ้าต้องขอแก้แค้นแทนพี่ทั้งสองให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะมีวิชาอะไรจึงจะไปขันทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยิน ทูลว่าข้าพเจ้าขอขันสู้ด้วยอาบน้ำมันเดือดร้อน ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้า พนักงานทำเตาตั้งกระทะใหญ่เอาน้ำมันใส่ติดไฟให้เดือดร้อน แล้วอนุญาตให้ทั้ง สองฝ่ายไปทดลองกันเห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้านี้นานแล้วไม่ได้อาบน้ำล้างตัวเลย มาสองสามวันนี้เนื้อ หนังให้แสบคัน มีน้ำมันร้อนดังนี้ชอบใจนัก ครั้นน้ำมันเดือดพล่านแล้วจึงบอกให้ เห้งเจียลงไปอาบ เห้งเจียพนมมือถามว่าจะให้อาบซ้ายหรืออาบขวา พระเจ้า แผ่นดินถามว่าอาบซ้ายอย่างไรอาบขวาอย่างไร เห้งเจียทูลว่าอาบซ้ายไม่ถอดเสื้อ ผ้าลงไปทั้งตัวกลับขึ้นมาเสื้อผ้าก็มิให้เปียกเปื้อน แม้ว่าเปียกเปื้อนสักหยดหนึ่งก็ เอาเป็นแพ้ อาบขวานั้นต้องถอดเสื้อผ้าแต่ตัวเปล่าลงไปอาบแล้วกลับขึ้น พระ เจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามเอี๊ยวลัดเต้าหยินว่าท่านอาจารย์จะพอใจให้อาบอย่างไหน เต้าหยินทูลว่าแม้ให้อาบทั้งเสื้อผ้าเกรงจะมียาแก้ร้อนจงให้เธออาบขวาเถิดเห้งเจียก็ยืนขึ้นพนมมือ พูดว่าขออนุญาตให้ข้าพเจ้าเพราะทุกครั้งข้าพเจ้าชิง ขึ้นก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าที่ข้างกระทะถอดเสื้อผ้าออกแล้ว ก็กระโดดลงไป ในกระทะดำผุดมุดว่ายกลิ้งเกลือกไปมาดุจอาบน้ำเย็น โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็กระดิก ลิ้นพูดแก่ซัวเจ๊งว่าพวกอ้ายหลงผิดไม่รู้ว่าอ้ายลิงนี้ มันมีอิทธิฤทธิ์เดชามหานุภาพ อย่างนี้เลย พูดสรรเสริญแก่ซัวเจ๋งอยู่ดังนั้นเห้งเจียเหลือบไปเห็นคนยืนบ่นอยู่ จึงถามว่านั่นพูดนินทาอะไรข้า โป๊ยก่าย หัวเราะแล้วบอกว่าไม่ได้พูดอะไรดอก เห้งเจียพูดว่ามีวิชาก็ต้องลำบาก ที่ไม่ดีไม่รู้ อะไรมันก็ได้สบาย แล้วนึกว่าจะทำเล่นดูให้พากันตกใจไม่สบายจึงจะได้ คิดดังนั้น แล้วแล้วก็ดำมุดหายอยู่ใต้ก้นกระทะพวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอ พระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้พวกสงฆ์ลงอาบน้ำมันนั้นถูกน้ำมันเดือดร้อนลวกตาย เสียแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้เก็บกระดูกขึ้น พวกพนักงานก็เอาสวิงเหล็กลงช้อนมา สวิงนั้นห่างเห้งเจียแปลงเล็กเท่าเมล็ดพุดซา ลอดออกนอกสวิง พวกขุนนางจึงมากราบทูลว่าพวกพระสงฆ์นั้นกระดูกน้ำมันกิน ละเอียดไปหมดแล้ว จะเอากระดูกก็มิได้ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ยังอีกสามองค์ ให้จับใสลงต้มเสีย พวกทหารรักษาองค์เห็นโป๊ยก่ายหน้าตาดุร้ายก็ตรงเข้าจับก่อนพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์จงผ่อน ให้อาตมภาพสักชั่วโมงหนึ่ง ด้วยสานุศิษย์คนนี้ ตั้งแต่สามิภักดิ์มา ก็มีความชอบ มาก บัดนี้มาทำการข้ามเกินท่านอาจารย์เต้าหยินตายอยู่ในกระทะนั้น อาตมภาพ ก็ไม่คิดอยากจะเป็นอยู่แต่ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าวถ้วยเกลือเม็ดหนึ่ง พอได้ในการเช่นไหว้ที่กระทะนั้นแล้ว อาตมภาพกับศิษย์ก็จะยอมตายตามโทษา นุโทษพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมืองไต้ถังมีคนดีที่มีความกตัญญมากจึงรับสั่งให้จัด ข้าวเกลือมาให้ตามที่เธอขอร้อง พระถังซัมจั้งบอกให้ชัวเจ็งยกไปตั้งที่ข้างกระทะแล้ว ก็จุดธูปเทียนรินสุรารินน้ำแล้ว พระถังซัมจั่งยืนอยู่ข้างกระทะพรรณนาร้องเรียกว่า เห้งเจียตั้งแต่เข้ามาสามิภักดิ์สมาทานถือฝ่ายพระพุทธศาสนารักษาอาตมภาพจะ ไปยังไซที มีบุญคุณนั้นลึกล้ำเหลือที่จะคณนา ก็ปรารถนาจะให้สำเร็จแก่มรรคผล ไม่รู้เลยว่า จะมาสิ้นชีวิตเสียในเวลานี้ เมื่อเป็นผู้ตั้งจิตอันชอบแล้วแม้ตายไปก็จง ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า อันวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แม้อยู่ใกล้ไกลจงมารับเถิดโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอาจารย์พรรณนาอย่างนั้นไม่ถูกไว้ข้าพเจ้าจะ อ้อนวอนเช่นเอง โป๊ยก่ายก็คุกเข่ากับพื้นบอกให้ชัวเจ๋งรินเหล้าแทน โป๊ยก่ายพูด ด้วยโทโสว่า อ้ายหาเหตุอ้ายลิงระยำ อ้ายไม่รู้จักตาย อ้ายเป๊กเบ๊อน สิ้นชาติ ลิงเท่านี้ หมดรากเง่าเป๊กเบ้อุนแล้วอ้ายฉิบหายตายโหงจงมารับเครื่องเซ่นเถิดฝ่ายเห้งเจียกบดานอยู่ก้นกระทะ ได้ยินโป๊ยก่ายด่าแช่งดังนั้นก็อดไม่ได้ ก็ แปลงกลับรูปเดิมผุดขึ้นมายืนกลางกระทะ ถามว่าอ้ายชาติหมู อ้ายกินรำมึงด่า ว่าใคร พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียก็ดีใจ จึงพูดว่าเห้งเจียอย่าทำให้อาตมภาพตกใจเลย ขุนนางใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็นำความมากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้ ทรงทราบพวกพระสงฆ์นั้นไม่ตายอยู่ก้นกระทะผุดขึ้นมาแล้ว ครั้นทูลดังนั้นแล้วก็ เกรงจะผิดจึงทูลต่อไปว่า เห็นจะตายแล้วแต่หากจะเป็นปิศาจกลับผุดขึ้นมาเป็นแน่เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระโดดออกจากกระทะซักกระบองออกจากหูตรง มาตีขุนนางพนักงานทีหนึ่งก็น่วมอยู่กับพื้น แล้วพูดว่าเราเป็นลิงเป็นปิศาจที่ไหน ขุนนางเหล่านั้นก็ตกใจรีบแก้มัดโป๊ยก่ายออกต่างพากันคุกเข่าลงคำนับขอโทษ เจ้าแผ่นดินลงจากพระแท่นจะหนีเห้งเจียเข้ายึดไว้ พูดว่าพระองค์ไม่ต้องหนีจง รับสั่งให้เต้าหยินอาจารย์ที่สามลงกระทะไปอาบน้ำมัน พระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นสม ประดี พระกายสั่นระริกระรัวไป แข็งพระทัยเรียกว่าพระอาจารย์ช่วยข้าพเจ้าด้วย จงรีบลงกระทะน้ำมันโดยเร็วอย่าให้พระสงฆ์ติข้าพเจ้าเลยเอี๊ยวลัดอาจารย์ที่สาม ก็เดินไปยังที่กระทะทำตามอย่างเห้งเจียถอดเสื้อผ้า ออกแล้วก็กระโดดลงไปในกระทะ เห้งเจียก็เดินแอบมาที่ข้างกระทะ เอามือจุ่มใน น้ำมันดูก็ไม่ร้อนดุจน้ำเย็น ฉะนั้น เห้งเจียคิดขึ้นได้ว่าเห็นจะมีเล่งอ๋องที่ไหนมา ช่วยเป็นแน่ น้ำนี้จึงได้เย็นไปคิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปบนอากาศร่ายคาถาเรียกเล่ง อ๋องสมุทรทิศอุดรมาทันใด ถามว่าทำไมจึงช่วยทำน้ำมันในกระทะให้เย็นอาจารย์ เต้าหยินจะเอาชนะเราได้ฉะนี้เล่งอ๋องตกใจคำนับแล้วพูดว่า ท่านจงทราบเถิด ข้าพเจ้ามาช่วยเองไม่ได้ ท่าน ยังไม่ทราบมันคือสัตว์แพะตั้งความเพียรปฏิบัติได้เปลี่ยนแปลงถอดรูปได้แต่เธอ ได้ยินเหงาลุ้ยนั้นจริง นอกนั้นเป็นส่วนไสยศาสตร์ไม่จริงที่สองคนก่อนไต้เซียได้ ทำลายเสียแล้ว ยังอีกคนหนึ่งนี้มันฝึกเล่งอ๋องทำให้น้ำมันเย็นนั้น มันล่อลวงชาว ชนทั้งหลายให้หลงเชื่อมันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าเก็บมังกรเย็นเสียแล้ว เนื้อหนัง มันก็จะละเอียดไปหมด จะอวดเก่งแก่ใครได้ต่อไปอีกเล่า เห้งเจียจึงสั่งพระยาเล่ง อ๋องว่า จงรีบไปเก็บมังกรเย็นเสียโดยเร็ว พระยาเล่งอ๋องก็บันดาลลมพายุลงมา จับมังกรเย็นนั้นกลับไปยังทะเล เห้งเจียก็ลงมายืนอยู่ริมกระทะน้ำมันคอยพิจารณาดูฝ่ายเต้าหยินอยู่ในกระทะกลิ้งเกลือกโลดเต้นไปมา ประเดี๋ยวก็ล้มลงหนังเนื้อ ก็ลอกออกทั้งสิ้น พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลว่า บัดนี้ อาจารย์ที่สามนั้นตายในกระทะน้ำมันแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น ก็ ตบโต๊ะเสียพระทัยทรงพระกันแสงยิ่งนัก เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้ามาใกล้ร้องขึ้น ไปด้วยเสียงอันดังว่าพระองค์ทำไมจึงได้เศร้าโศกเสียพระทัยอย่างนี้เล่า อันอาจารย์ ทั้งสามนั้นมันเป็นสัตว์อยู่ป่าเขา เพราะได้สำเร็จในการเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ พระองค์ก็ได้เห็นชัดด้วยพระเนตรของพระองค์แล้ว จะมาเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ ไปทำไม อ้ายพวกปิศาจร้ายเหล่านี้มันคิดจะมาฆ่าท่าน ๆ ยังมิได้รู้สึกเลย หาก ข้าพเจ้ากำจัดมันเสียก่อน มิฉะนั้นราชสมบัติของพระองค์ ก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือ พวกปิศาจร้ายทั้งสิ้น พระองค์อย่าทรงพระกันแสงไปเลย จงรีบขอหนังสือเดินทาง ให้ข้าพเจ้าไปโดยเร็วเถิดพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น และขุนนางซ้ายขวาก็กราบทูลพร้อม กันว่า ซึ่งท่านเห้งเจียกราบทูลดังนี้ย่อมเป็นความจริงทุกประการ ขอพระองค์ จงเชื่อฟังถ้อยคำเห้งเจียเถิด จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ถ้ากระนั้น เวลานี้ก็จวน จะคำอยู่แล้ว ขอจงรอพักอยู่พอให้ข้าพเจ้าตอบแทนพระคุณท่านบ้าง จึงรับสังให้ ขุนนางพาพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ไปพักอยู่ที่วัดตี้เอียมยี่ พรุ่งนี้จึงค่อยจัดแจง เลี้ยงสนองพระเดชพระคุณท่านทั้งสี่สักครั้งหนึ่งครั้นวันที่สองพอได้เวลาพร้อมขุนนางน้อยใหญ่เข้าเฝ้า จึงรับสั่งให้ร่างหนังสือ ประกาศนิมนต์พระสงฆ์ที่หลบหนีไปนั้น ให้กลับมาอยู่ตามวัดวาอารามของตน ตามเดิม และให้จัดเครื่องโต๊ะถวายพระถังซัมจังกับศิษย์ทั้งสาม ยังวัดตี้เอียมยี่ ครั้นเจ้าพนักงานจัดการตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางข้าราชการก็พร็อม กันไปยังวัดตีเอี่ยมยีถวายเครื่องแจแก่พระถังซัมจัง นอกนั้นก็เลียงตามธรรมดาฝ่ายพระสงฆ์ที่เห้งเจียปล่อยให้หนีไปนั้น เมื่อได้ทราบประกาศก็มีความยินดี พากันกลับมายังวัดวาอารามตามเดิม และไปหาเห้งเจียเพื่อจะคืนขนเพชรที่เห้งเจีย ให้ไปคุ้มตัวนั้น ทั้งจะได้ขอบคุณเห้งเจียด้วย เวลาเมื่อพระถังซัมจังฉันแล้ว เจ้า เมืองเซียตี้ก๊ก จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางมอบให้พระถังซัมจั้งไป พระถังซัมจั้งรับ หนังสือแล้วก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยขุนนางก็ตามส่ง พระถังซัมจั้งจนออกนอกประตูเมือง เมื่อขณะเดินมานั้น ตามหนทางมีหลวงจีน คุกเข่าเคารพอยู่เต็มไปทั้งสองข้างทาง ปากก็ร้องว่าพระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว พวก ข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ คือที่ท่านปล่อยให้หนีไปนั้นได้ทราบว่าท่านกำจัดปิศาจที่ ดุร้ายราบคาบแล้ว พวกข้าพเจ้ามีความยินดีรีบนำขนเพชรมาคืนให้แก่ท่านและ ขอเคารพขอบพระเดชพระคุณของท่านด้วยเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่าพวกท่านมาพร้อมกันแล้วหรือ หลวงจีน เหล่านั้นตอบว่า มาพร้อมกันทั้งห้าร้อยไม่ขาดเห้งเจียก็เรียกขนเพชรกลับคืนเข้า กายแล้วทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กว่า หมู่หลวงจีนทั้งหลายเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ ปล่อยให้หนีไปและสิ่งของทั้งหลายที่อาจารย์ทั้งสามทำไว้ ข้าพเจ้าก็พังทำลายเสีย ทั้งสิ้นและพวกศิษย์ทั้งหลายของอาจารย์เต้าซือที่ให้ออกมาดูการนั้นข้าพเจ้าก็ตีตาย เสียทั้งสองคน บัดนี้พวกเหล่าร้ายก็สงบแล้ว เห็นจริงในส่วนธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นทางอันชอบแท้ ต่อไปนี้ท่านจงตั้งอยู่ในพระไตรสรณคม อย่ามีความเคลือบ แคลงสงสัยต่อไปและให้มีเมตตาปรานีแก่สมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ ของพระองคให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข อย่ามิความฟุ้งซ่านกลับเป็นมิจฉาทิธิ เห็นผิดเป็นชอบ บ้านเมืองของพระองค์จะได้รุ่งเรืองวัฒนาการ เจ้าแผ่นดินเซียติ ก๊กได้ฟังเห้งเจียให้โอวาทตักเตือนดังนั้น ก็มีความขอบคุณยิ่งนัก ครั้นเสร็จการ สนทนากันแล้ว พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามก็ลาไป เจ้าเมืองเซียตี้ก๊กก็ยืนรออยู่ จนพระถังซัมจั้งไปลับตาแล้วจึงพาขุนนางกลับเข้าเมืองฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม ออกจากเมืองเซียตี้ก๊กแล้วก็หมายทิศปราจีน ตรงไป กลางวันก็ออกเดินกลางคืนก็หาที่พักอาศัยหลับนอนพักผ่อนมาตามระยะ ทางมาวันหนึ่งเดินไปในสมัยนั้นเป็นฤดูร้อน ท้องฟ้าก็แจ่มแจ้งครั้นเวลาจวนค่ำ พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่า คืนวันนี้เราจะอาศัยพักนอนที่ไหน เห้งเจียตอบว่ามี แสงเดือนสว่างเดินไปอีกสักพักหนึ่ง จึงค่อยหาที่พักนอนเถิด พูดดังนั้นแล้วก็เดิน ไปอีกสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคลื่นซัดน้ำดังออกฉาดฉาน โป๊ยก่ายได้ยินเข้าแล้ว จึงฟู้ดีว่าสินหนทางแล้ว ซั่วเจ๋งพูดว่ามีลำแม่นำขวางหน้า พระถังซัมจังว่าไม่รู้ว่า แม่น้าจะกว้างสักเท่าไดเห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นไปดูก็จะรู้ได้ว่าเป็นประการใด ว่าแล้วเห้งเจีย ก็เหาะขึ้นไปบนกลางอากาศเอามือป้องเพ่งดูก็เห็นสายน้ำขาวไกลลิบ ๆ ดุจทะเล หลวงไม่รู้ว่ากว้างสักเท่าใด เห้งเจี๊ยกลับลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า กว้างแท้ ๆ ข้าพเจ้าเพ่งดูด้วยตาก็ยังแลไม่เห็นฝั่ง ตาข้าพเจ้าเห็นได้ไกลถึงพันโยชน์ ข้าพเจ้า แลสุดตาก็ยังไม่เห็นฝั่งจึงไม่ทราบว่าจะกว้างสักเท่าใด พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นมี ความวิตกเป็นที่สุดจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดอ่านประการใดจึงจะข้ามได้ซัวเจ๋งชี้มือไปข้างริมฝั่งบอกว่าพระอาจารย์จงดู ที่ริมฝั่งตั้งอยู่ดูเหมือนรูปคน ยืนไม่ใช่หรือ เห้งเจียเดินไปดูก็หาใช่คนไม่ เป็นเสาศิลาเขาปักไว้ ที่เสาศิลามี อักษรตัวใหญ่จารึกไว้สามตัว คือลำแม่น้ำ (ทงทีฮ้อ) ต่อลงมาข้างล่างมีอักษรตัว เล็กสองแถวสิบตัวคือ (เกียก่วยโป๊ยเซยลี้โก๋ป้นั้งเกี๊ย) แปลภาษาไทยว่าข้ามไป แปดพันโยชน์เดิมมาไม่มีคนเดิน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนิมนต์อาจารย์มาดู พระถัง ซัมจั้งเห็นดังนั้นแล้วในใจก็เร่าร้อนเต็มไปด้วยความวิตกไม่มีความสบายโป๊ยก่ายบอกว่าพระอาจารย์จงฟังดู นั่นจะเป็นเสียงกลองและม้าฟ้อตีที่ไหน เห็นจะเป็นบ้านแถวเหล่านี้มีกระมัง ชะรอยเขาจะทำกงเต๊กพวกเราพากันไปที่นั่น หาเครื่องแจกินเห็นจะดีแล้วจะได้ถามดูลาดเลาเหตุผลในลำแม่น้ำนี้ดูว่าจะเป็นประ การใด ถ้ารู้เรื่องแล้วจะได้คิดอ่านข้ามไปพระถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้าก็ได้ยินเสียงกลองและม้าพ้อเหมือนกันจึงชักม้าหัน หน้าไปตรงนั้น แต่หามีทางเดินไม่ต้องพากันบุกรกลุยโคลนไป เดินมาประเดี้ยวก็ แลเห็นหมู่บ้านคนอยู่ ประมาณสี่ห้าร้อยหลังเรือน มีบ้านหนึ่งอยู่ต้นทางตั้งเสา ธงสองเสาในบ้านนั้นตามโคมไฟสว่าง มีกลิ่นธูปเทียนดอกไม้หอมพุ้งมานอกบ้าน ครั้นถึงบ้านพระถังซัมจั้งก็ลงจากม้า สำรวมกิริยาแล้วมือถือไม้เท้าเดินเข้าไปที่ ประตูบ้าน แลเห็นประตูเปิดแง้มอยู่บานหนึ่งไม่อาจเข้าไป จึงยืนรออยู่ที่หน้าประตู ประเดี๋ยวเห็นผู้เฒ่าเดินมาที่นั่นคนหนึ่ง ที่คอสวมประคำปากภาวนาว่า พุทโธ ๆ เดินออกมาเปิดประตูบ้าน พระถังซัมจั้งเห็นแล้วก็ย่อตัวร้องเรียกว่า ท่านตา อาตมภาพปรารถนาจะใคร่ถามสักหน่อยฝ่ายผู้เฆ่าครั้นแลเห็นพระสงฆ์กียกมือขึ้นนมัสการแล้วถามว่าท่านทำไมมาล้า หลังจนป่านนี้เล่า พระถังซัมจั้งไม่เข้าใจจึงถามว่าท่านตาว่ากระไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ผู้เฒ่าจึงพูดว่า วันนี้บ้านข้าพเจ้าเมื่อเวลาเพลถวายข้าวสงฆ์และถวายสบงจีวร กับข้าวสารและเงิน ท่านมาถึงเวลานี้สิ่งของก็หมดเสียแล้ว พระถังซัมจั่งจึงพูดว่า ท่านตา ข้าพเจ้ามาบัดนี้มิได้ต้องการสิ่งใด อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังมีรับสั่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปประเทศไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก ครั้น มาถึงตำบลนี้เวลาก็พอค่ำได้ยินเสียงกลองและม้าฟ้อจึงได้ตรงมาหวังใจจะขอ อาศัยพักนอนสักคืนหนึ่ง พรรุ่งเช้าก็จะลาไป ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยกมือสั่นว่า ท่าน เป็นสมณะอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย อันเมืองไต้ถังมาถึงที่นี่ระยะทางห้าหมื่นสี่พันโยชน์ รูปร่างท่านเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมจึงจะมาได้ ข้าพเจ้าสงสัยนัก พระถังซัมจั้งพูดว่า คำของท่านตาที่ว่าไม่เชื่อก็สมควรอยู่แล้ว แต่อาตมภาพมีศิษย์สามคนตามรักษา จึงมาได้จนถึงที่นี่ ตาเฒ่าถามว่าท่านมีศิษย์ทำไมจึงไม่เห็นมากับท่านเล่าพระถังซัมจั่งจึงหันหน้าไปเรียก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง คนทั้งสามได้ยินอาจารย์ เรียกก็พากันยกหาบจูงม้าเดินมา ตาเม่าเห็นหน้าตาดุร้ายน่ากลัวทั้งสามคน ก็ ตกใจสิ้นสติล้มลงปากก็ร้องว่าผียักษ์ร้ายมาแล้ว พระถังซัมจั้งก็เข้าพยุงตาเฒ่าให้ ลุกขึ้นแล้ว บอกว่าท่านตาอย่ากลัวเลยทั้งสามคนนี้เป็นสานุศิษย์ของอาตมภาพ เองไม่ใช่ผีใช่ยักษ์อะไรที่ไหนดอก ตาเฒ่าจึงค่อยได้สติพูดว่า อาจารย์รูปร่างงดงาม ดีสานุศิษย์ทำไมรูปร่างจึงได้เป็นอย่างนี้ พระถังซัมจั้งพูดว่า รูปร่างไม่น่าดูก็จริง แต่มีฤทธาอานุภาพอาจจับเสือและมังกรได้ และจับผีปิศาจยักษ์ร้ายก็ได้ ตาเม่า ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ใคร่จะเชื่อ จึงนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นบนเรือน ในบ้านมีหลวงจีน สองสามรูป กำลังสวดมนต์อยู่ที่หน้าโต๊ะหันหน้าไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสาม คนเดินขึ้นมา ต่างก็ตกใจไม่เป็นสมประดีล้มลุกคลุกคลานลุกขึ้นวิ่งหนีซุกซ่อนตัว ในบ้านโคมไฟก็ดับหมดเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ จึงร้องไปว่า พวกเจ้าทำไมไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเลย ไม่รู้จักต่ำสูงทำให้เขาตกใจทั้งบ้านทิ้ง สวดมนต์สวดพรเสียวิ่งหนีไปอย่างนั้น คนในบ้านก็พากันวุ่นวายไปทุก ๆ คน พวก เจ้าทำอย่างนี้ก็เหมือนหาความผิดให้แก่เราตาเฒ่าได้ฟังศิษย์พระถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็เชื่อใจว่าเป็นสานุศิษย์แน่ จึงเคารพ พระถังชัมจั้งแล้วพูดว่าท่านอย่ามีความวิตกเลย ซึ่งการทำบูญนั้นก็จวนจะเลิกอยู่ แล้ว พูดแล้วก็เรียกคนในบ้านให้จุดตามโคมไฟคนใช้ได้ยินดังนั้นก็จุดโคมไฟยกมาตั้ง เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ตกใจถอยกลับไป และร้องว่าผีปิศาจมาแล้ว เห้งเจียจึงจุดไฟขึ้นนิมนต์พระอาจารย์ขึ้นนั่งข้างบน โป๊ยก่ายซัวเจ็งเห้งเจียก็นั่ง เฝ้าอยู่สองข้าง ตาเฒ่าก็มานั่งอยู่ข้างนั้นด้วย คนในบ้านตาเฒ่าอีกคนหนึ่งเดิน ออกมาถามว่าเวลาค่ำมืดดังนี้ มีผีปิศาจอะไรที่ไหนมา ตาเฒ่าคนนั้นลุกขึ้นบอก ว่าพี่เอง มิใช่ผีปิศาจที่ไหนมา ท่านอาจารย์ที่มานี้ เป็นพระสงฆ์มาแต่เมืองไต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาพระธรรมสานุศิษย์ของท่านรูปร่างดุร้ายก็จริง แต่ใจดีมีฤทธิ์ มากตาเฒ่าผู้พี่ได้ฟังน้องชายบอกดังนั้น ก็ค่อยวางใจไม่กลัวจึงเข้ามานั่งใกล้สนทนา กับพระถังซัมจั่ง พวกในบ้านแอบมองดู เห็นเจ้าของบ้านทั้งสองคนนั่งสนทนาโต้ ตอบกันอยู่ดังนั้น ก็ค่อยหายความกลัว จึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย พระ ถังซัมจั้งรับประเคนแล้ว ก็ย่อกายขอบใจท่านทั้งหลายทุก ๆ คน แล้วพระถังซัมจั้ง จึงปราศรัยถามว่าท่านตาทั้งสองแซ่อะไรตาเฒ่าทั้งสองบอกว่า ข้าพเจ้าพี่น้องแซ่ตั้นพระถังซัมจังพูดว่าท่านทั้งสองร่วม แซ่แก่ข้าพเจ้า ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านอาจารย์ก็แซ่ตั้นมาหรือ พระถังซัมจั้ง ก็ตอบว่าอาตมภาพก็แซ่ตั้นเหมือนกัน พระถังซัมจั่งถามต่อไปว่า ท่านตาทำบุญ ด้วยเหตุอะไร ผู้เฒ่าทั้งสองตอบว่าข้าพเจ้าทำบุญดังนี้เรียกว่าทำเพื่อตาย โป๊ยก่าย ได้ยินก็หัวเราะแล้วพูดว่า ได้ยินแต่เขาทำบุญฝากไป ที่ทำกุศลเพื่อตายดังนี้ไม่เคย ได้ยิน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะไปไซทีทำไมไม่ไปตามทางใหญ่ลัดมาทางนี้ด้วยเหตุ อะไรเห้งเจียตอบว่าอันที่จริงก็เดินตามทางใหญ่ แต่มาป่ะแม่น้ำขวางหน้า จะข้าม ไปไม่ได้เพราะได้ยินเสียงกลองและม้าฟ้อจึงได้แวะมาหาที่อาศัยพักสักคืนหนึ่ง ตาเฆ่าถามว่าพวกท่านมาถึงริมฝั่งน้ำเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่เสาศิลาปักอยู่ นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ตาเฒ่าบอกว่าไปเหนือ หลังเสาศิลาสักสองสามเส้นมีศาลเจ้าเรียกว่า (เล่งก็ำไต้อ๋องเบี้ยว) คือศาลเจ้า ศักดิ์สิทธิ์ท่านไม่เห็นหรือ เห้งเจียตอบว่ายังไม่ได้เคยเห็น แล้วเห้งเจียพูดว่าท่าน ตาโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเหตุใดจึงเรียกว่าศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ตาเฒ่าทั้งสองได้ฟัง ถามดังนั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกว่า ท่านยังไม่ทราบเจ้าไต้อ๋องนี้ว่าเป็นอย่างไร คือความศักดิ์สิทธิ์ได้ปกป้องรักษาชาวบ้าน ตำบลนี้ให้มีความสุขฟ้าฝนก็ได้ตก ต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาธัญญาหารก็อิ่มเอิบทั่วถึงกันทุกบ้านเห้งเจียจึงว่าศักดิ์สิทธิ์ให้ความสุขอย่างนั้นก็เป็นความดีความเจริญอย่างยิ่งแล้ว ทำไมท่านตาทั้งสองจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยเหตุอย่างไร ตาเฒ่าทั้งสองยกมือ ขึ้นทุบอกพูดว่า ท่านยังไม่ทราบอันมีคุณนั้นก็จริง แต่มีความคับแค้นเพราะฆ่าคน คือเจ้านั้นชอบกินเด็กทั้งเป็นมิใช่เจ้ายุติธรรม เห้งเจียถามว่าเจ้านั้นชอบกินเนื้อเด็กๆ หรือ ตาเฒ่าทั้งสองตอบว่าเจ้าชอบกินเนื้อเด็ก ๆ จริง เห้งเจียถามว่าเห็นจะมา ถึงเวรบ้านท่านดอกกระมังตาเฒ่าตอบว่าปีนี้ถึงกำหนดข้าพเจ้าจะต้องเช่นไหว้ที่ตำบลนี้ยังเกี่ยวขึ้นอยู่ใน เมืองเชี้ยตี้ก๊ก บ้านนี้เรียกว่าบ้านตั้นแกจึงเจ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ปีหนึ่งต้องเซ่นหนหนึ่ง ต้องเอาเด็กชายหนึ่งหญิงหนึ่งและสุกรเป็ดไก่ของต่าง ๆ แม้ว่ารับเครื่องเช่นนี้แล้ว ก็รักษาปกป้องคุ้มครองในตำบลนี้ได้ มีความสุขทั่วกันทุก ๆ บ้าน ถ้าไม่เช่นไหว้ ตามเคยอย่างทุกปี ก็จะลงโทษกระทำร้ายต่าง ๆ ไม่มีความสุขทั่วกันทั้งตำบล เห้ง เจียถามว่าในบ้านท่านตามีบุตรสักกี่คนตาเฒ่าจึงเอามือทูบอกแล้วพูดว่าท่านอย่าถามเรื่องลูกเลยคนนี้น้องชายข้าพเจ้า ชื่อตั้นเชงข้าพเจ้าชื่อตั้นเท่ง ปีนี้อายุข้าพเจ้าได้หกสิบสามปีแล้ว น้องชายอายุได้ ห้าสิบแปด ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งอายุพึ่งได้แปดขวบนามเรียกว่าเจ๊กชิ้นกิม น้องชายมีบุตรชายคนหนึ่งอายุได้เจ็ดขวบนามเรียกว่าตั้นกวนโป๊ ข้าพเจ้าพี่น้อง สองคนรวมกันอายุกว่าร้อยแล้ว จึงได้บุตรไว้ทำพันธุ์สองคนเท่านี้ ก็บังเอิญเวร เวียนมาถึงข้าพเจ้าเช่นไหว้ก็มิอาจขัดได้จำจะต้องทำตามเคย เพราะฉะนั้นยากที่ จะหักความอาลัยในบุตรได้ จึงได้ทำการกุศลเพื่อไปให้เหตุนี้จึงเรียกว่าทำเพื่อกุศล พระถังซัมจังได้ฟังตาเฆ่าพูดดังนั้นอดไม่ได้เกิดความโทมนัสน้ำตาไหลลงพร่างพราย แล้วพูดว่าดังนี้ก็เหมือนคำโบราณท่านย่อมว่า ลูกสุกยังไม่หล่นลูกอ่อนชิงหล่นก่อนเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะถามท่านตาว่าบ้านท่านตาข้าวของเงินทอง ไร่นาจะมีสักเท่าไร สองเฒ่าตอบว่า ของข้าพเจ้าที่มีนั้นคือนาลุ่มนาดอนสาม ร้อยไร่เศษนาป่าก็มีหลายสิบแห่ง ในบ้านข้าพเจ้านี้กินสิบปีก็ไม่หมด และเครื่อง นุ่งห่มมีนับไม่ถ้วน และเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ไม่คณานับได้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านตา ทั้งสองมีสมบัติอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะเตือนสติให้ท่าน ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่าน จะเตือนอย่างไร เห้งเจียตอบว่า ท่านมั่งมีออกเหลือล้น ทำไมจึงยอมสละบุตร ชายหญิงของตัวเล่า ทิ้งเสียสักห้าสิบตำลึงเงินไปซื้อเด็กชายคนหนึ่ง ทิ้งเสียร้อย ตำลึงเงินไปซื้อเด็กหญิงคนหนึ่ง รวมเงินร้อยห้าสิบตำลึงเอาไปแทนตัวบุตรของ เราจะมิดีหรือ สองเฒ่าได้ฟังดังนั้น น้ำตาไหลตกลงพราก ๆ พูดว่าท่านยังไม่ทราบ เหตุ คือเจ้าไต้อ้องเคยไปมาอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ ๆเห้งเจียถามว่า เจ้านั้นเคยไปมามีกิริยาอย่างไรบ้างหรือ สองแฒ่าตอบว่า ไม่เห็นตัวแต่ได้ยินเป็นลมพายุใหญ่ก็กำหนดรู้เอาว่ามาก็พากันจุดธูปเทียนบูชา คนใหญ่น้อยใกล้ไกลก็ย่อมรู้กันทั้งสิ้น และปีเดือนวันเวลาทุกคนก็ย่อมรู้ได้ตลอด จำเพาะเอาบุตรนัดดาของเราเองท่านจึงจะพอใจท่านอย่าพูดว่าสองสามร้อยตำลึง เลย สักพันตำลึงหมื่นตำลึงก็จะทูนหัวให้ รูปร่างอย่างนี้ปีเดือนเหมือนกันจะไป หาที่ไหนได้ เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตามทีเถิด แต่ท่านตาให้เด็กทั้งสองนั้น ออกมาให้ ข้าพเจ้าดูรูปร่างก่อนว่าจะเป็นอย่างไร จึงตาเฒ่าน้องชายเข้าไปข้างใน พาบุตรชาย นั้นออกมาให้นั่งลงตรงหน้าเห้งเจีย เด็กนั้นก็หารู้ว่าตัวจะตายไม่ มือก็ถือผลไม้ รื่นเริงกัดกินไปตามประสาทารกเห้งเจียพิศดูเด็กแล้วก็นิ่งไม่พูดว่ากระไร ในทันใดนั้นห้งเจียก็แปลงกายเหมือน เด็กนั้น ตรงมาจับมือเด็กสัพยอกเล่นกัน เฒ่าทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าท่าน พึ่งพูดจากันประเดี๋ยวนี้ ทำไมจึงแปลงเหมือนกับบุตรข้าพเจ้าได้เล่า เชิญท่านแปลง กลับอย่างเดิม เห้งเจียเกาคางทีหนึ่งก็กลายเป็นรูปเดิม ตาเฒ่าคุกเข่าลงคำนับ แล้วพูดว่า ไม่ทราบว่าท่านมีฤทธาอานุภาพอย่างนี้เลยเห้งเจียถามว่าอย่างนี้จะ เหมือนบุตรท่านหรือไม่ เฒ่าทั้งสองพูดว่าเหมือนแท้ ๆ เห้งเจียว่าแม้ว่าร่างกาย เหมือนอย่างนี้ จะให้แทนบุตรท่านไปเช่นไหว้ได้หรือไม่ สองเฒ่าพูดว่า ถ้าอย่างนี้ ก็ดีแล้วควรจะเอาไปเช่นแทนได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยชีวิตเด็กนั้นไว้ ให้ พ้นจากความตายจะได้อยู่สืบสายต่อวงศ์ตระกูลของท่านต่อไปภายหน้า จะเห็น ควรหรือไม่ ตาเฒ่าตั้นเชงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่าแม้ ท่านมีความกรุณาอย่างนั้นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะเคารพคุณท่านเป็นเงินพันตำลึง ให้พระอาจารย์เป็นเสบียงเดินทาง เห้งเจียพูดว่า ท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะไปให้ที่ไหนตาเฒ่าพูดว่า แม้ว่าเอาท่านไปเซ่นชีวิตท่านที่ไหนจะรอดกลับมาได้ เห้งเจีย ถามว่าทำไมจึงจะไม่รอดกลับมาได้ ตาเฒ่าตอบว่า แม้เอาท่านไปเช่นเจ้าไต้อ๋อง ก็จะกินท่านเสีย ที่ไหนท่านจะได้รอดไปได้ เห้งเจียพูดว่าเจ้านั้นจะกล้ากินเราที่ เดียวหรือ ตาเฒ่าตอบว่าไม่กินก็ดีนะสิ เห้งเจียพูดว่าจะกินหรือไม่กินก็ช่าง ข้าพเจ้าเถิด แม้ว่าเจ้ากินเราเราก็เป็นคนอายุสัน แม้ว่าไม่กินเราก็เป็นบุญของเราเอง ท่านจงเอาข้าพเจ้าไปส่งเถิด ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ตาเ่าตันเชงเห็นเห้ง เจียรับรองแน่นอนดังนั้น ก็กราบลงกับพื้นพูดว่า เงินนั้นข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านเองฝ่ายตาเฒ่าตั้นเท่งไม่เคารพไม่กราบไหว้ เข้านั่งแอบบานประตูร้องไห้สะอึก สะอื้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเข้าจับข้อมือตาเฒ่าตั้นเท่งแล้วถามว่า ตามีความ เสียดายบุตรสาวดอกกระมัง ตั้นเท่งเห็นเห้งเจียมาถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกราบแล้ว พูดว่าข้าพเจ้ามีความอาลัยถึงบุตรหญิงของท่านได้กรุณาด้วย ท่านช่วยหลานชาย ให้รอดแล้ว ขอท่านได้กรุณาช่วยบุตรหญิงของข้าพเจ้าไว้ด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่มี บุตรชายมีแต่บุตรหญิงคนเดียวเท่านั้น ความอาลัยในบุตรเพียงจะสิ้นใจแล้ว ขอ ท่านได้เมตตาให้บุตรข้าพเจ้ารอดด้วยเถิดเห้งเจียว่าท่านตาจงลุกขึ้นเถิดรีบไปหุงข้าวต้มแจให้พร้อม ให้อ้ายปากยาว มันกินอิ่มเอิบแล้ว ให้มันแปลงเป็นบุตรหญิงของท่านตาเอาไปเช่นแทนตัว ข้าพเจ้า ทั้งสองจะไปแทนให้เด็กทั้งสองรอดจากความตาย ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร โป๊ยก่าย ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นจึงร้องว่าพี่เห้งเจียพี่จะอวดฤทธิ์อวดเดชอย่างไรก็ตามเถิด อย่ามาเกี่ยวข้องถึงข้าพเจ้าด้วยทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าพูดอย่างนั้นจะเสียความ กตัญญ คำโบราณย่อมว่าท่านมีคุณต้องแทนคุณท่าน พวกเรามาถึงบ้านท่านได้ พึ่งคุณของท่าน ก็จะต้องแทนคุณท่านจึงจะถูกและนับว่าเป็นลูกผู้ชายโป๊ยก่ายว่าก็พี่แปลงได้ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เข้าใจแปลงจะให้ทำอย่างไร เห้งเจีย ว่าเจ้าแปลงได้ถึงสามสิบหกอย่างทำไมว่าไม่เข้าใจแปลงเล่า พระถังซัมจั้งจึงเรียก โป๊ยก่ายมาบอกว่า ซึ่งเห้งเจียพูดดังนั้นควรแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าช่วยชีวิต มนุษย์คนหนึ่ง ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดองค์ ข้อสองได้แทนคุณผู้มีคุณเป็น กุศลอย่างยิ่งพี่น้องจงพากันไปเถิด โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าแปลงได้แต่เขาไม้ห้วย ธารและสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะแปลงเป็นเด็กหญิงนั้นแสนยาก ยังไม่เคยแปลง เลย เห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าเชื่อมัน ท่านจงไปพาเด็กหญิงนั้นออกมาดูก่อน ตาเฒ่าต้นเท่งก็รีบไปพาบุตรหญิงออกมาผู้คนชายหญิงในบ้านก็พากันตามออกมาดู แล้วกราบไหว้อ้อนวอนว่าขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิตเด็กไว้ด้วยเถิด เด็กนั้นก็ยืน อยู่ต่อหน้าคนทั้งหลาย มือก็ถือผลไม้กินอยู่ตามภาษาเด็กเห้งเจียร้องบอกโป๊ยก่ายว่า จงรีบแปลงให้เหมือนเด็กดุจเดียวกัน จะได้เอา ไปให้เจ้าไต้อ๋อง โป๊ยก่ายว่าเด็กนั้นรูปร่างงดงาม ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้เล่า เห้งเจียว่าจงรีบแปลงโดยเร็วอย่าให้ต้องลงมือ โป๊ยก่ายตกใจก็ร่ายพระคาถาสั่น ศีรษะสองสามทีร้องว่าแปลงร่างกายก็กลายเป็นเด็กหญิงเหมือนเด็กหญิงนั้นดุจ เดียวกัน พร้อมทังรูปร่างเหมือนทั้งสิ้น เว้นแต่ท้องโตไปหาเหมือนไม่เห้งเจียเห็นดังนัน ก็หัวเราะบอกให้โป๊ยก่ายแปลงใหม่โป๊ยก่ายว่าแปลงไม่ได้ ขอพี่ได้ช่วยแปลงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียร่ายคาถาเป๋าไปในตัวโป๊ยก่ายก็เหมือน เด็กดุจเดียวกัน เห้งเจียจึงเรียกสองเ่าบอกว่า จงรีบจัดแจงเอาไปเซ่น และพา เด็กทังสองแอบซ่อนเสียในห้องเอาขนมนมเนยป้อนเลียงให้ดี อย่าให้ร้องอื้ออึงขึ้น ได้ เจ้าไต้อ๋องมันรู้เหตุจะเสียการ เห้งเจียถามว่า การที่จะเอาไปเช่นนั้นจะมัดผูก ไปหรือจะต้มแก้งให้สุกก่อนจึงจะเอาไปเช่น โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เห้งเจียแก่จะทำพูด เล่นไป ซึ่งจะทำไปอย่างนั้นข้าพเจ้าเป็นไม่ยอมไปเป็นแน่ตาเฒ่าทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอย่างนั้นดอก จะต้องเอาถาดล่อง ชาติสองถาดให้ท่านนั่งกลางถาดแล้วให้ห้ามไป เห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นเป็นความ ดีจริง กระนั้นเอาถาดมาจะขอดูให้เห็นว่าเป็นอย่างไร เฒ่าทั้งสองก็เข้าไปยกถาด ออกมาวางไว้ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ขึ้นนั่งบนถาดคนละถาด เรียกคนมาสี่คนให้ลอง ยกดู สีคนก็ยกเดินไปมาสองสามเที่ยวแล้วยกกลับมาวางไว้อย่างเดิมเห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า เราไม่ต้องเดินไปนั่งให้ยกอย่างนี้ดูมีเกียรติยศขึ้นมาก โป๊ยก่ายว่ายกไปยกมาจนสว่างข้าพเจ้าก็ไม่ต้องวิตก เขาจะเอาไปเช่นที่ศาลให้ มันกินจะร้ายมาก เห้งเจียว่าแม้มากินเราก่อน น้องจงรีบหนีให้พ้น โป๊ยก่ายว่า ถ้ากินชายก่อนก็ดีนะซิ หากว่ามันจะกินหญิงก่อนจะทำอย่างไรเล่า สองเฒ่าพูด ว่า ตามเคยทุก ๆ ปีมาก็กินชายก่อน มีคนเขาได้แอบดูก็เห็นอย่างนั้น โป๊ยก่าย ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ แล้วพูดว่าถ้าเป็นดังนั้นก็เหมือนเราได้เกิดใหม่ กำลังสนทนากันอยู่ ก็ได้ยินเสียงกลองและม้าล่อตีออกสนั่น พวกชาวบ้านหลายสิบคน เข้ามาเปิด ประตูบ้านแล้วร้องให้เอาเด็กชายหญิงออกไป เฒ่าทั้งสองก็งก ๆ งัน ๆ รีบเอาเด็ก แปลงทั้งสองคนใส่ถาดให้คนหามออกไปส่งฝ่ายพวกชาวบ้านแกจึง ครั้นตั้นเท่ง ตั้นเชง พี่น้องทั้งสองเอาเด็กชายหญิง ออกมาส่งพวกเหล่านั้นก็รับเอาเด็กนั้นออกไป และต่างคนต่างถือเครื่องเซ่นสุรา และหมูเป็ดไก่กับสิ่งของต่าง ๆ ครั้นพร้อมกันก็โห่สามลาพากันเดินไปยังศาลเจ้า ครั้นถึงก็พากันเข้าไปในศาล เอาเด็กชายหญิงทั้งสองขึ้นวางข้างบน ของนอกนั้น ก็วางเรียงกันเป็นลำดับลงมาที่กลางศาลข้างบน มีเป็นป้ายอุ้ยเขียนหนังสือตัวทอง คือศาลเจ้าเล่งก๋ำอ๋องฝ่ายพวกบ้านแกจึง ครั้นตั้งเครื่องเสร็จแล้ว ก็พากันจุดธูปเทียนขึ้น จึงมีคำ บวงสรวงว่า ข้าพเจ้าหมู่บ้านแกจึง ได้พร้อมใจกันทำเครื่องเช่นมาเช่น แต่เจ้าของ ผู้เช่นนัน คือตั้นเท่งตันเชงพี่น้องทั้งสอง ได้เอาเด็กชายหญิงเป็นของเช่นเอก นอก นันพวกข้าพเจ้าตามเคย ในปีนี้เดือนนี้เวลานี้ ขอเชิญท่านไต้อ๋องได้มารับเครื่อง เช่นของพวกข้าพเจ้าเหล่านี้เถิด และขอไต้อ๋องได้ปกครองพวกข้าพเจ้าให้ได้มีความ สุขทุก ๆ คน และขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูทั้งพืชผลต้นข้าวให้งอกงามบริบูรณ์ ให้อิ่มเอิบทุก ๆ คนเถิดครั้นเช่นแล้วต่างคนก็พากันกลับไปบ้าน ฝ่ายโป๊ยก่ายเห็นคนกลับกันไปหมด แล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราพากันกลับบ้านเถิด เห้งเจียถามว่าบ้านตัวอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายตอบว่าไปที่บ้านเราพักนั้นอย่างไรละ เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์หมูพูดจาออก เลอะเทอะ ได้ตั้งใจยอมรับเป็นธุระเขาแล้วก็ต้องทำไปให้ตลอดจึงจะถูกต้อง โป๊ย ก่ายพูดว่าพี่เป็นสัตว์กลับมาว่าข้าเป็นสัตว์ ทำหลอก ๆ เขาเล่นเท่านั้นนี่จะทำเอา จริงจังด้วยเล่าเห้งเจียว่าเป็นคนจะต้องให้มีจริง รับปากเขาแล้วจะต้องคอยให้จนปิศาจมัน มากินจึงจะชอบ มิฉะนั้นปิศาจมันก็จะไปลงโทษเอาเขาก็จะเกิดไม่มีความสุข ใน ขณะที่เห้งเจียโป๊ยก่ายโต้ตอบกันอยู่ก็ได้ยินลมพายุใหญ่พัดมา ก็นึกรู้สึกว่าเห็น ปิศาจมันจะมาแล้ว โป๊ยก่ายไม่สบายใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การ อ้ายตัวเปรตเห็น จะมาแล้ว เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดเสียงดัง ไว้รอพี่โต้ตอบเอง บัดเดี้ยวใจปิศาจก็ มาถึงรูปร่างดุจยักษ์ร้ายแยกเขี้ยวเข้ามายืนขวางประตูศาล ร้องถามว่าปีนี้ใครเป็น เจ้าของเซ่นเห้งเจียตอบว่า ตั้นเท่งตั้นเชงเป็นเจ้าของ ปิศาจได้ฟังดังนั้นมีความสงสัย นึก แต่ในใจว่าทุกปีไม่มีอย่างนี้อ้ายเด็กทารกนี้ทำไมจึงมีความกล้าหาญ ก่อน ๆ มา นั้นถามคำหนึ่งก็พูดไม่ได้ ถามอีกคำหนึ่งก็สิ้นสติ เอามือจับดูก็ดุจคนตายแล้ว วันนี้ทำไมเด็กพูดโต้ตอบไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ปิศาจเห็นดังนั้นก็ไม่อาจเข้าจับจึงถาม ว่าเด็กชายหญิงชื่อเรียงเสียงไร เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่าชายชื่อตันกวนโป๊ หญิง ชื่อเจ็กชิ้นกิมปิศาจว่าวันนี้ก็ตามเคยมาทุกปีเราจะต้องกินเนื้อเจ้าทั้งสอง เห้งเจีย ว่าตามแต่ท่านจะประสงค์เถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าขัดขวาง ปิศาจได้ยินดังนั้นก็ขยับ เข้ามาร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง พูดว่ามึงอย่าทำปากกล้า ทุก ๆ ปีเราเคยกินเด็ก ชายก่อน ปีนี้เราจะกินเด็กหญิงก่อน พูดแล้วก็เข้าจับโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายเห็นดัง นั้นกระโดดถอยหนีแปลงกลับเป็นรูปเดิม ยกคราดเหล็กสับปิศาจ ปิศาจก็ซักมือ กลับกระโดดถอยออกนอกศาล โป๊ยก่ายก็ไล่ตามไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับเป็น รูปเดิม ไล่ติดตามไปช่วยรบปิศาจก็เหาะหนีขึ้นบนอากาศ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ ตามไป ปิศาจหามีอาวุธไม่อยู่ในกลีบเมฆร้องถามว่าเฮ้ยอ้ายสองคนนี้อยู่แห่งหน ตำบลใด ซื่อเรียงเสียงใด เหตุใดมึงจึงสามารถมาดูถูกกูถึงเพียงนี้เห้งเจียตอบว่าอ้ายปิศาจร้าย ทำไมมึงจึงไม่รู้จักกู เราคือสานุศิษย์พระถังซัมจัง มีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะมาอาศัย พักที่บ้านตั้นเท่งตั้นเชงจึงได้รู้ว่าเอ็งเป็นปิศาจยักษ์ร้าย ปลอมตั้งชื่อว่าเป็นเจ้าก๊ำ อึงไต้อ่องทุก ๆ ปีมาทวงเครื่องเช่นกินเด็กทั้งชายและหญิงเป็น ๆ ไม่มีจิตเมตตา เราทราบความมีความกรุณาจึงมาช่วยทุกข์ของทารกพวกชาวบ้าน จึงได้มาหวัง จะจับตัวอ้ายปิศาจร้าย เอ็งจงเร่งสารภาพรับผิดโดยดี มึงอยู่ที่นี่ตั้งตัวมาหลายปี แล้ว กินเด็กชายหญิงมากน้อยเท่าใด เจ้าจงเร่งคิดคืนมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตไว้ ให้เจ้าปิศาจได้ฟังดังนั้นก็กระโดดหนี โป๊ยก่ายยกคราดสับก็ไม่ถูก ปิศาจก์รีบหนี ดำลงในแม่น้ำทงทีฮ้อ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าไล่มันไปเลย เห็นมันจะอยู่ในแม่น้ำ นี้เป็นแน่ไว้คิดอุบายจับมันจะดีกว่า โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังศาล เก็บเครื่อง เช่นเหล่านั้นกลับมายังบ้านตั้นเท่งตั้นเซง ในเวลานั้นพระถังซัมจั้งกับซัวเจ็งกำลัง สนทนากันอยู่กับตั้นเท่งตั้นเชงพี่น้องทั้งสอง แลไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายยกของ เครื่องเช่นนั้นกลับมา พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงถามว่า การเช่นนั้นเป็นประการใด เห้งเจียก็ชี้แจงเหตุการณ์ที่ได้เป็นนั้นให้ฟังทุกประการฝ่ายตั้นเท่งตั้นเซงพี่น้องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงยกที่นอนหมอน เสื่อออกมาจัดแจงให้อาจารย์กับศิษย์อาศัยนอนฝ่ายปิศาจครั้นหนีรอดชีวิตไปได้แล้ว ลงในน้ำไปยังที่สำนักนั่งนิ่งไม่พูดจาว่า กระไร พวกบริวารน้ำเห็นดังนั้น ก็พากันมาถามว่า ไต้อ๋องเคยทุกปีไปรับเครื่อง เช่นแล้ว ถ้ากลับมาก็ย่อมรื่นเริงปีนี้เป็นประการใดกลับมาแล้วไต้อ๋องจึงมีความ เศร้าหมองดังนี้เล่า ปิศาจไต้อ๋องตอบว่า ทุก ๆ ปีได้เคยรับเครื่องเช่นและยังได้นำ มาฝากพวกเจ้ากินเป็นที่รื่นเริงสนุกสนาน ปีนี้เราก็มิได้เครื่องเช่น และสิ่งของต่างๆ กิมได้เอามา เพราะบังเอ็ญไปพบอ้ายคนร้ายต่อสู้แก่เราเดชบุญรอดชีวิตมาได้พวกบริวารได้ฟังดังนันจึงถามว่า อ้ายคนร้ายนันคือใครที่ไหนปิศาจบอกว่า อ้าย คนร้ายนั้นคือเป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้ง อยู่ ณ เมืองไต้ถังจะไปยังมัซฌิม ประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม อ้ายคนทั้งสองนั้นมันแปลงเป็นเด็กทั้งชาย หญิงเข้านั่งอยู่ในศาล มันเห็นเราไปถึงมันกลับเป็นรูปเดิมชักอาวุธออกจะเข้า ทำร้ายเรา บังเอิญเราหนีรอดมาได้ เราเคยได้ยินเขาเล่าลือกันว่า พระถังซัมจั้ง เธอเป็นผู้บริสุทธิ์บวชมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่ง อายุของผู้ นั้นจะยืนนานไม่นับได้ บังเอิญสานุศิษย์ของเธอมาทำลายชื่อเสียงเราเสียได้ เรา มีความอัปยศอดสูยิ่งนัก เราคิดจะใคร่จับตัวถังซัมจั้งให้จงได้ แต่กีดด้วยศิษย์ ของเธอมีฤทธิ์เข้มแข็งนักจะจับมิได้โดยง่าย ในเวลาที่ปีศาจพูดอยู่นั้น ในหมู่บริวาร ปลาตัวหนึ่งผุดลุกออกมา คือแม่ปลากระบอกตัวหนึ่งหัวเราะพูดว่าไต้อ๋องจะใคร่ จับพระถังซัมจั้งนั้นจะยากอะไร แต่ไม่ทราบว่าถ้าจับตัวเธอได้แล้วจะมีบำเหน็จ รางวัลประการใดปิศาจได้ฟังบริวารพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแม้นจับตัวถังซัมจั้งได้แน่ดังนั้น ข้าพเจ้า กับนางจะปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน รับซึ่งความสุขสำราญด้วยกันทุกวันไป แม่ปลา กระบอกได้ฟังดังนั้นก็กระทำความขอบคุณแล้วถามว่าข้าพเจ้าได้ทราบว่าไต้อ่องมี ฤทธาอานุภาพอาจสามารถจะเรียกลมเรียกฝน และทำคลื่นละลอกให้ไหวไปทั้ง มหาสมุทรได้ ไม่ทราบว่าไต้อ๋องจะทำให้เป็นหมอกและน้ำค้างได้หรือไม่ ปิศาจ ไต้อ๋องตอบว่า หมอกและน้ำค้างนั้นข้าพเจ้าสามารถทำได้ดังประสงค์ แม่ปลา กระบอกได้ฟังนั้นนั้นก็ตบมือหัวเราะว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นการง่ายที่สุดปิศาจจึงให้ นางปลากระบอกชี้แจงความคิดให้ฟัง คือว่าอุบายของนางปลากระบอกนั้นจะทำ ประการใดนางปลากระบอกชี้แจงว่า คือวันนี้เข้ายามสามไต้อ๋องจงบันดาลให้มีลมพัด หนาวจัด และทำให้หมอกลงคลุ้มมืดในลำแม่น้ำทงทีฮ้อน้ำแข็งตลอดทั้งลำแม่น้ำ ข้าพเจ้าจะแปลงไปให้หลายคนเดินไปบนหลังน้ำ หาบบ้างคอนบ้างทำเดินไปมา ว่าเป็นทีธุระ ฝ่ายพระถังซัมจั้งเมื่อได้เห็นดังนั้น โดยที่ตั้งใจคิดจะไปไซทีก็จะลง เดินมา เราคอยรอให้พอถึงกลางแม่น้ำ ไต้อ๋องจงทำน้ำนั้นให้คืนเหลวไปอย่าง เดิมถังซัมจั่งกับศิษย์ก็จะจมน้ำ เวลานั้นก็จะจับเอาตามสบาย ปิศาจครั้นได้ฟังนาง ปลาชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นว่าคงจะสมคิด จึงพูดว่าคิดอุบายอย่างนี้ดี ที่สุดหาที่เปรียบมิได้ ปิศาจพูดสรรเสริญนางปลาฉะนั้นแล้ว เวลาก็จวนสามยาม จึงออกจากที่สำนักแหวกน้ำขึ้นมาหลังน้ำบันดาลให้เป็นลมหมอกหนาวกล้ามืดไป ทั้งลำแม่น้ำฝ่ายพระถังชัมจังกับพวกศิษย์ทั้งสาม พักอาศัยนอนอยู่ที่บ้านตั้นเท่งตั้นเชง ในคืนวันนั้นจวนจะแจ้งก็เกิดความหนาวสั่นทุกคนโป๊ยก่ายถามว่าพี่หนาวหรือเปล่า เห้งเจียตวาดว่าเป็นคนอยู่ในทางศีลทานหนาวหน่อยร้อนหน่อยก็วุ่นวายทำไม กลัวอะไรกับหนาวอย่างนี้เล่า พระถังซัมจั้งพูดว่าดูคืนวันนี้หนาวมากสักหน่อย อาจารย์กับศิษย์ก็พากันนอนไม่หลับ ต่างผุดลุกขึ้นหาผ้าห่ม เปิดประตูมองไป ข้างนอก แลเห็นท้องฟ้ามีหมอกลงออกคลุ้มมืดมัวแลไม่เห็นอะไรเห้งเจียว่าเห็น จะเป็นปิศาจร้ายสำแดงฤทธิ์คิดจะทำเราดอกกระมัง ดูน้ำค้างตกลงมาขาวราว กับเพชร อาจารย์สานุศิษย์นั่งพิศดูประมาณครู่ใหญ่ ในบ้านตั้นเท่งเปิดประตูเอา น้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั่งให้ล้างหน้าและสานุศิษย์ก็พากันล้างหน้า พวก คนใช้ก็ยกน้ำชาออกมาถวายพระถังซัมจั้งและยกอั้งโล่ถ่านไฟมาให้ผิง อาจารย์ กับศิษย์ก็นั่งล้อมผิงไฟแก้หนาว พระถังซัมจั่งถามตาเฒ่าตั้นเท่งว่าที่ตำบลนี้มี เป็นฤดูหรือเปล่า ตั้นเท่งตอบว่าอันการอื่นก็ผิดบ้างแต่ฤดูส่นั้นก็ไม่ผิดแก่เมืองบนพระถังซัมจั้งพูดว่าถ้าฤดูเหมือนกัน ทำไมฤดูนี้ก็มิใช่ฤดูหนาวทำไมจึงมีน้ำค้าง และหมอกลงออกขาวมืดมัวไปฉะนี้ และเกิดความหนาวจัดดุจฤดูหนาวจะมิผิด ฤดูหรือ ตั้นเท่งพูดว่าอันที่จริงฤดูหนาวเดือนสิบสองจึงจะมี แต่ที่ตำบลนี้เดือน สิบก็มีหนาวราย ๆ หมอกน้ำค้างก็มีบ้างแล้ว พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ผิดกับเมืองอาตมภาพเมืองบนนั้นต่อเดือนสิบสองจึงจะมีหมอกและน้ำค้าง พระ ถังซัมจั้งพูดอยู่กับตั้นเท่ง คนใช้ในบ้านออกมานิมนต์ฉันข้าวต้ม พระถังชัมจั้งก็ มานั่งรับประเคน ครั้นฉันแล้วศิษย์ทั้งสามก็ฉันก็พอเวลาสว่างดี หมอกน้ำค้างก็ตั้นเท่งตั้นเชงตามมาส่งถึงฝั่งน้ำ ได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็เรียกคนใช้ให้รีบ ไปแบกหญ้าฟางมาในทันใด โป๊ยก่ายก็เอาหญ้าฟางผูกห่อขาม้าแล้วนิมนต์อาจารย์ ให้ขึ้นขี่ก็ลาออกจากฝั่งข้ามไป ตั้งแต่นั้นก็เดินเป็นปรกติ อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้า มุ่งจะข้ามไปยังปราจีนทิศ ไม่มีความวิตกหวาดหวั่นระวังอะไรเลย และไม่ได้หยุด พักเลยรีบเดินไปโดยด่วน จนตะวันจวนจะค่ำก็อาศัยแสงพระจันทร์และดาวเดินไป เห็นผิวน้ำแข็งวับแวมเป็นเงาทั่วตลอดไป รีบเดินไปคืนหนึ่งจนสว่าง หิวก็เอาข้าวตู มากินแล้ว ก็ตั้งหน้ารีบตรงไปเมื่อกำลังเดินไปนั้น ได้ยินเสียงลั่นอยู่ใต้น้ำ อาจารย์กับศิษย์พากันตกใจ เหตุ ด้วยปิศาจคอยอยู่หลายเวลาแล้ว พอได้ยินเสียงเท้าม้าเดินข้ามมา ปิศาจก็สำแดง ฤทธิ์บันดาลให้น้ำเหลวกลับไปอย่างเดิม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะขึ้นบนอากาศ พระถังซัมจั่งกับม้าและโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันจมน้ำ ปิศาจร้ายก็มาจับพระถังซัม จังเอาลงไปยังสำนัก ครั้นถึงก็เข้านั่งเก้าอี้เรียกว่านางน้องอยู่ที่ไหนนางปลากระบอก ก็ออกมาคำนับ ปิศาจจึงพูดสรรเสริญว่า น้องพูดคำหนึ่ง แม้ว่าม้าฝีเท้าดีก็ู้ไม่ได้ เดิมเราได้สัญญาว่าถ้าจับถังชัมจั่งได้ก็จะปฏิญาณเป็นพี่น้อง เวลานี้ก็จับได้แล้ว พูดดังนั้นแล้วก็เรียกบริวารให้ยกโต๊ะออกมาตั้ง และเอามีดที่คมดีมาจะผ่าอกเอา หัวใจพระสงฆ์ออกมาเรากับนางน้องจะได้กินเล่น เป็นที่สำราญรื่นเริงนางปลากระบอกได้ฟังดังนั้นจึงห้ามว่า ไต้อ๋องอย่าเพิ่งกินก่อนยังวิตกด้วย พวกสานุศิษย์ของเธอมาตามก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น ขอให้รอสักสองเวลา แม้ว่า ศิษย์ของเธอไม่มาตามก็แล้วแต่ไต้อ๋องจะกินหรือจะทำประการใดปิศาจเมื่อได้ ฟังนางปลากระบอกทัดทานก็เชื่อฟัง จึงขังพระถังซัมจั้งไว้ในที่ลับ แล้วเอาแผ่น ศิลาใหญ่ทับปิดประตูไว้แน่นหนาฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ็ง ว่ายน้ำเก็บสิ่งของวางบนหลังม้าแล้วก็พากันว่ายน้ำกลับ มาเข้าฝั่งข้างทิศตะวันออก แลไปก็เห็นเห้งเจียอยู่บนอากาศ เห้งเจียถามว่าพระ อาจารย์อยู่ที่ไหนจึงไม่เห็น โป๊ยก่ายตอบว่าพระอาจารย์เปลี่ยนชื่อแล้วเรียกว่าแซ่ ตั้นชื่อก้นเบ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะไปค้นหาที่ไหนได้แล้ว ต้องกลับเข้าฝั่งจึงค่อย คิดต่อไปบัดนี้ก็เข้ามาถึงฝั่งแล้วกลับไปยังบ้านแกจึง คนในบ้านแกจึงเดินไปพบเข้า ก็วิ่งกลับมาบอกแก่ตั้นเท่งตั้นเชงทั้งสอง สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็รีบออกมารับและ เห็นเสื้อผ้าข้าวของเปียกน้ำหมดทั้งสิ้น สองเฒ่าถามว่าทำไมไม่เห็นท่านอาจารย์ กลับมาเล่า ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟัง จึงได้มีเหตุเกิดขึ้นดังนี้ โป๊ย ก่ายพูดว่าต่อนี้ไปอย่าเรียกถังซัมจั้งเลยเปลี่ยนชื่อให้เรียกว่า ตั้นก้นเบ้าเถิด สอง เฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าสงสารแก่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอ้อนวอนจะ ให้เอาเรือส่งก็ไม่ยอม ขึนจะรีบไปให้ได้จนมาถึงแก่ชีวิตอันตรายอย่างนี้ เห้งเจีย พูดว่าท่านตาทั้งสองอย่ามีความโทมนัสเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่าประกันได้ อาจารย์คง จะไม่ถึงแก่ความตาย ที่อ้ายปิศาจก้ำอึงคงทำกลอุบายจับอาจารย์ไปเป็นแน่ ท่านตา อย่าวิตก ท่านตาจงโปรดเอาจีวรผ้าผ่อนกับหนังสือไปตากเสียให้แห้งและหาหญ้า เลี้ยงม้าไว้ด้วย ไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องคิดอุบายแก้พระอาจารย์กลับคืนให้จงได้ ธรรมเนียมถางหญ้าต้องถอนรากจึงจะสิ้นความร้อนใจเพื่อภายหลังและจะช่วย กำจัดอ้ายปิศาจนี้ด้วย ถ้ามิดังนั้นพวกชาวบ้านแกจึงก็จะไม่เป็นสุขตั้นเท่งตั้นเซงได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีที่สุด จึงให้คนยกเข้ามาเลี้ยงเห้งเจีย โป๊ยก่ายชัวเจ็งก็พร้อมกันกินข้าว ครั้นกินเสร็จแล้ว ต่างก็เตียมอาวุธออกจากบ้าน ไปยังกลางน้ำค้นหาอาจารย์เห้งเจียถามว่าน้องทั้งสองใครจะเป็นคนเข้าใจ ก็ลงน้ำ ไปเที่ยวสืบดูสักคนหนึ่งก่อน แม้ว่าทราบเหตุการณ์แล้วจึงค่อยคิดแก้ไขต่อที่หลัง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่มีฝีมือยิ่งกว่าข้าพเจ้าทั้งสอง พี่จงลงน้ำไปก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูด ว่าพี่ไม่ปิดบังอะไรแก่น้องทั้งสอง แม้ว่าอยู่บนบกและในเขาในป่า มีปิศาจยักษ์ร้าย สักเท่าใด ๆ พี่ก็มิต้องให้น้องออกแรง แต่ในน้ำนี้พี่หาสู้จะถนัดไม่ พี่ทราบว่าน้อง ทั้งสองถนัดทางน้ำมาก เพราะฉะนั้นขอให้น้องลงไปก่อนซัวเจ็งพูดว่า พวกข้าพเจ้าถนัดทางน้ำก็จริง แต่ไม่ทราบว่าใต้น้ำจะร้ายดีประ การใด สู้เราพร้อมกันลงไปไม่ได้ พี่จงแปลงเป็นก็ริยาต่าง ๆ ขี่หลังข้าพเจ้าลงไป เที่ยวค้นหาที่สำนักปิศาจว่ามันจะอยู่ที่ใด พี่จะได้สืบอาจารย์ แม้ได้ทราบแล้วเรา จะได้คิดอ่านแก้ไขไปตามการ ข้าพเจ้าคิดเห็นดังนี้จะดีหรือไม่ดีเห้งเจียว่าน้องคิดดังนี้ชอบแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าใครจะให้ใครขี่ไป โป๊ยก่าย ได้ยินดังนั้นก็นึกยินดีแต่ในใจว่าอ้ายลูกลิงมันแกล้งเราหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เราจะ เล่นแกล้งมันบ้าง คิดดังนั้นแล้วก็หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าจะยอมให้พี่ขี่ไปเอง เห้งเจีย ก็นึกรู้ในวิธีของโป๊ยก่าย จำเราจะช้อนกลให้มันเข็ดมือ คิดดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นหลัง โป๊ยก่ายขี่ไป ชัวเจ๋งเดินก่อนค่อยแหวกน้ำนำหน้า พร้อมกันทั้งสามแทรกน้ำลง เดินไป ครั้นไปประมาณสักพันโยชน์ โป๊ยก่ายคิดแกล้งเห้งเจีย เห้งเจียก็นึกรู้จึง ถอนขนออกเส้นหนึ่งเป๋าแปลงรูปปลอมเกาะหลังโป๊ยก่าย ตัวเห้งเจียนั้นแปลง เป็นหมัด เกาะแน่นอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็หารู้สึกไม่ ครั้นกำลังเดินโป๊ย ก่ายเห็นได้ที่ก็ทำท่าเซซังจะล้ม จะใคร่ฟาดเห้งเจียลงกับโคลน ครั้นโป๊ยก่ายล้ม ฟาดลงรูปนั้นก็สูญหายไป ซัวเจ็งเห็นดังนั้นจึงถามโป๊ยก่ายว่า ทำไมพี่ทำดังนั้นเล่า กำลังเดินทางมาดี ๆ พี่เอาพี่เห้งเจียหกล้มฟาดหายไปไหนไม่เห็น โป๊ยก่ายพูดว่า อ้ายชาติลิงมันยึดไม่แน่นพลาดลงมันแปรไปข้างไหนไม่รู้มันเราไปค้นหาอาจารย์เถิด จะไปเป็นธุระถึงมันทำไม ซัวเจ๋งว่าจะไม่ชอบกลดอกกระมัง ต้องให้กลับมาก่อน จึงจะได้ แม้เธอไม่ชำนาญในทางน้ำก็จริง แต่ความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าเรา แม้มิได้ เธอกลับมาข้าก็ไม่ไปด้วยเห้งเจียจับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังดังนันก็อดอยู่ไม่ได้ จึงร้องบอกว่าซัวเจ็ง พี่อยู่นี่ ซัวเจ๋งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าตายละวะ ทำไมจึงเล่นแกล้งกันอย่างนี้ ก็เมื่อจะทำเธอ ๆ รู้เท่าแล้วเธอจะแกล้งต่อไปอย่างไรก็ไม่รู้ โป๊ยก่ายตกใจคุกเข่า ลงกับโคลนเอาศีรษะโขกลงกับโคลนแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอโทษพีสักครังหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าเล่นแกล้งอีกต่อไปแล้ว ขอพี่จงกลับมาแปลงอย่างเดิมเถิดข้าพเจ้า จะให้ขี่ต่อไปไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ไว้ไปหาอาจารย์พบแล้วขึ้นบกข้าพเจ้าจะขอ ขมาพี่เห้งเจียพูดว่าเจ้าเดินไปเถิด ข้าจะไม่แกล้งเจ้าดอกอย่าวิตกเลยจงรีบเดินไป โดยเร็ว โป๊ยก่ายก็ตั้งใจเดิน ครั้นมาประมาณอีกสักพันโยชน์ แลไปข้างในเห็นมี ห้องหอใหญ่กว้าง ที่หน้าประตูมีหนังสือยี่ห้อสีตัวคือ (จุ๊ยง้วนจือเต๋ย) ซัวเจ็งพูด ว่าที่นี่เห็นจะเป็นที่ปิศาจอยู่เราทั้งสองเข้าไปยังประตูท้าให้มันออกรบกับเราเห็นจะดี เห้งเจียถามว่าข้างประตูนั้นมีน้ำหรือเปล่า ซัวเจ๋งบอกว่าไม่มี เห้งเจียว่าถ้าไม่มี น้ำเจ้าทั้งสองจงแอบอยู่ซ้ายขวาข้างประตู ตัวพี่จะเข้าไปค้นหาอาจารย์ พูดดัง นั้นแล้วเห้งเจียก็ผละออกจากหูโป๊ยก่าย แปลงเป็นนางกุ้งตัวหนึ่งค่อยคลานเข้าไป ในประตูพิจารณาดู แลไปข้างบนก็เห็นปิศาจนั่งอยู่ท่ามกลางสองข้างพวกบริวารน้ำ ยืนเฝ้าเรียงกันเป็นลำดับลงมา ได้ยินปิศาจกับนางปลากระบอกกำลังพูดกันเรื่อง จะกินเนื้อถังซัมจั้ง เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอาจารย์ แลไปข้างทิศปราจีน ก็เห็นยายเฒ่ากุ้งก้ามกรามเดินออกมา เห้งเจียก็คลานแอบข้างยายเฒ่ากุ้งถามว่า แม่ ๆ ได้ยินไต้อ๊องจะกินเนื้อถังซัมจั่งอยู่ที่ไหนจึงไม่เห็นเล่ายายเฒ่ากุ้งบอกว่า ไต้อ๋องทำน้ำค้างหมอกให้น้ำแข็งถังซัมจั้งเดินมาไต้อ๋อง บันดาลให้น้ำเหลว ถังซัมจังจมน้ำจึงจับได้ บัดนี้ขังอยู่หลังหอมีศิลาแผ่นใหญ่ปิด ไว้แน่นหนา เห้งเจียเมื่อได้ทราบความชัดเจนแล้ว ก็หลีกแอบไปข้างหลังหอ เหลียว ซ้ายแลขวาหาอาจารย์ แลไปก็เห็นมีห้องหนึ่งทำแน่นหนาคล้าย ๆ โลงใส่ผี1 ข้าง บนมีแผ่นศิลาทับซ้อน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็คิดว่า เห็นจะอยู่ในที่นี้เป็นแน่ จึงคลาน แอบเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเห้งเจียแอบเเี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียง คร่ำครวญว่า เมื่อแรกเกิดจากท้องมารดาก็ลอยน้ำก็ได้รอดชีวิตมาได้ บัดนี้จะไป นมัสการพระพุทธเจ้า ก็บังเอิญจมลงในน้ำ ที่ตายอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเกิดมาจะผิดวัน เวลาอย่างไร จึงได้ต้องในที่ทุกข์ภัยอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์จะมาตามหรือเปล่า และจะได้พระคัมภีร์กลับบ้านหรือ หรือจะมาสิ้นชีวิตแต่เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้พูดรำพัน ไปแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปไม่หยุดเห้งเจียครั้นได้ฟังเสียงจำได้แน่ว่าพระอาจารย์ ก็อดไม่ได้จึงร้องเรียกว่าพระ อาจารย์อย่าแค้นเคืองถึงภัยแห่งน้ำไปทำไม ในคัมภีร์ย่อมว่าดินคือแม่ธาตุทั้งหลาย น้ำคือรากเหง้าของทั้งห้า ไม่มีดินก็เกิดไม่ได้ ไม่มีน้ำก็เติบโตไม่ได้ ข้าพเจ้า เห้งเจียมาแล้วพระถังซัมจั้งได้ยินก็ร้องบอกว่า ท่านจงช่วยเราด้วย เห้งเจียว่า ท่านอาจารย์จงวางใจเถิดไว้ข้าพเจ้าจะกำจัดปิศาจร้ายเสียได้แล้วจึงจะกลับมาแก้ อาจารย์ออกให้พ้นภัย พระถังซัมจั่งร้องบอกว่าเห้งเจียรีบลงมือเถิดเห้งเจียก็หันกลับออกจากสำนักปิศาจแล้ว จึงแปลงกายกลับเป็นรูปเดิม ร้อง เรียกซัวเจ๋งโป๊ยก่าย บอกว่าเหมือนอย่างที่พูด ปิศาจทำอุบายจับอาจารย์ขังไว้ใน ที่ลับ เราเข้าไปหาได้พบแล้ว เจ้าทั้งสองจงรบล่อมันให้ขึ้นพ้นน้ำ พี่จะคอยที่ริมฝั่ง แม่น้ำ แม้นมันขึ้นมาพี่จะคอยตีจับมันให้จงได้ จะได้แก้เอาอาจารย์ออกจึงจะได้ หรือเจ้าทั้งสองพอจะจับได้ก็ให้จับถ้าจับไม่ได้ก็ให้ล่อขึ้นมา เห้งเจียพูดดังนั้น แล้ว ก็ร่ายคาถาแทรกน้ำขึ้นมาคอยอยู่ยังริมฝั่งแม่น้ำฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง ก็มายังประตูสำนักปิศาจ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปิศาจโว้ยมึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ฝ่ายพวกบริวารของปิศาจ เมื่อได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปบอกนายว่าไต้อ๋องมีคนมาร้องท้าทางทวงอาจารย์ของเขา อยู่นอกประตู ปีศาจได้ฟังบริวารบอก ก็รู้ว่าพวกศิษย์ของถังซัมจั้ง จึงเรียกเอา เกราะมาสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือลูกตุ้มทองแดง เดินออกมาร้องถามว่าอ้ายสองคน นี้มึงอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาร้องท้าทายยังหน้าประตูกูฉะนี้เอ็งไม่กลัวความตาย ดอกหรือ โป๊ยก่ายตวาดว่าอ้ายปิศาจที่กูตีผิดไป หนีมาได้รอดตายแล้ว ยังกลับ มาทำร้ายอีก เมื่อคืนก่อนมึงไปตีฝีปากกับกูที่ศาลมึงจำไม่ได้หรือตัวกูคือสานุศิษย์ ของพระถังซัมจั้ง จะไปอาราธนาพระธรรม ณ ประเทศไซที มึงหลอกลวงชาวบ้าน ตั้งตัวเป็นเจ้าก้ำอึงอะไรที่ไหน ตั้งคอยกินเด็กชายหญิง กูแปลงเป็นเด็กแทนให้ ลูกหญิงของตั้นเชง มึงตรงมาจะกินกูก่อน แล้วมึงถูกคราดเหล็กเข้าวิ่งหนีหายไป มึงยังจะทำเป็นจำไม่ได้หรือปิศาจได้ฟังแล้วพูดว่า มึงอ้ายลูกศิษย์วัดมาปลอมเป็นเด็กหญิงโทษของมึง ยังไม่รู้สิ้น กูยังไม่ทันจะกินมึง ๆ เอาคราดสับกูถูกมือ มือกูยังไม่หายเจ็บ มึงยัง บังอาจมาจนถึงที่อยู่แห่งกูอีกมึงจะว่ากระไรหรือโป๊ยก่ายว่ามึงกลัวกูแล้วเหตุใดมึง ทำน้ำหมอกให้มืดมัวและให้น้ำแข็งทั้งแม่น้ำจึงจะคิดฆ่าอาจารย์ของกูเสีย มึงจง รีบส่งอาจารย์ออกมาเสียโดยเร็ว สารพัดโทษจะยกให้ไม่ฆ่าฟัน แม้ขัดขึ้นต่อสู้ก็ จะประหารชีวิตเสียเดี่ยวนี้ ปิศาจพูดว่าเราจับอาจารย์ของเจ้ามาไว้ก็จริงอยู่แล้ว แต่เจ้าทั้งสองจงมาลองฝีมือดูสักสองสามเพลงก่อน แม้ว่าเจ้าชนะเรา เราจึงจะคืน อาจารย์ให้ถ้าเจ้าแพ้เรา เราจะจับมาทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ จะผ่าอกกินเล่นเป็น ภักษาหาร โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายลูกกลับกลายมึงพูดดังนี้แล้วมึงจงระวัง กูจะฟันมึง ด้วยคราด ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นฟันลงเต็มกำลัง ปิศาจยกลูกตุ้มขึ้นรับ ป้องปัดต่อสู้กันไปมา ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงเข้าระดมช่วยโป๊ยก่าย คนทั้งสาม รบกันโดยความสามารถต่างคิดจะเอาชัยชนะต่างมีกำลังเข้มแข็ง รบกันไปได้ ประมาณสักสามชั่วโมงยังไม่แพ้ไม่ชนะกัน โป๊ยก่ายเห็นจะเอาชัยชนะปิศาจไม่ได้ แล้วก็ให้หน้าซัวเจ๋งให้ล่าถอย โป๊ยก่ายซัวเจ๋งรบพลางหนีพลางล่อปิศาจให้ไล่ ปิศาจก็รุกไล่ขึ้นมาบนหลังน้ำฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ริมฝั่งคอยเขม้นแลดู เห็นคลื่นละลอกเลื่อนลั่นหวั่นไหวมา ริมฝั่งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งถึงฝั่งก็ขึ้นฝั่ง ปิศาจก็ไล่ติดตามมา เห้งเจียเห็นได้ทียกกระ บองตรงมาร้องตวาดว่า อ้ายปิศาจมึงจงดูกระบองกายสิทธิ์ปิศาจหันหน้ารับไม่อยู่ ก็โจนลงน้ำดำหนีไป เห้งเจียก็ไม่ไล่ตามจึงกลับขึ้นบนบกพูดแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า อ้ายปิศาจนี้มันรู้ว่าขึ้นบกสู้ไม่ได้ แต่น้องทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาก ซัวเจ๋งพูดว่า อ้ายปิศาจนี้ขึ้นบกรู้ว่าสู้ไม่ได้ อยู่ใต้น้ำร้ายแรงมาก ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายคนละ ข้างระดมตีก็ยังเอาชัยชนะไม่ได้ จะทำอย่างจึงจะได้อาจารย์ เห้งเจียพูดว่าอย่า สงสัยจะช้าการไป วิตกอยู่เกรงมันจะคิดทำร้ายอาจารย์ น้องทั้งสองจงรีบลงไป ชวนมันรบ พี่จะคอยสกัดมันเอง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันรีบแทรกน้ำลงไปอีกตาม คำเห้งเจียสั่งฝ่ายปีศาจถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองรับไม่อยู่ ก็หนีกลับลงไปยังสำนัก พวก บริวารก็มาถามว่า ไต้อ๋องไล่อ้ายลูกศิษย์วัดไปถึงไหน ปิศาจบอกว่าอ้ายสองคน นั้นไม่สู้กระไรนัก ยังมีอีกคนหนึ่งฝีมือเหลือเกิน เราไล่อ้ายสองคนนี้ขึ้นบก อ้าย คนนั้นซักกระบองเหล็กมาสกัดตีด้วยกระบอง เรารับไม่อยู่ไม่รู้ว่ากระบองของมัน หนักสักเท่าใด ลูกตุ้มทองแดงของเราก็รับไม่อยู่ ต่อสู้ยังไม่ได้สามเพลงเราต้อง ล่าหนีกลับมานางปลากระบอกถามว่า ไต้อ๋องจำคนนั้นได้หรือไม่รูปร่างอย่างไรปิศาจตอบว่า จำได้หน้ามันล้วนแต่ขนดูดุจหน้ารามสูร ในตาแดงเหมือนไฟมีแววตาเหลืองเหมือน สีทอง นางปลากระบอกได้ยินดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดตัวสั่น จึงพูดแก่ไต้อ๋องว่า ข้าพเจ้าจะบอกให้ใต้อ้องรู้สึก นี่หากไต้อ๋องหนีมาก่อน ถ้าช้าอีกสักสามเพลงชีวิต ก็จะไม่รอดกลับมา เมื่อคราวก่อนข้าพเจ้าอยู่ยังทะเลทิศบูรพาได้ฟังเล่งอ๋องสรร เสริญว่า เธอมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงเมื่อห้าร้อยปีก่อน ขึ้นไปทำสงครามบน ชั้นฟ้าเง็กเชียงฮ่องเต้กับเทพบุตรทั้งหลายขยาดคร้ามฝีมือเธอทั้งสิ้น นามเรียกว่า ซีเทียนไต้เซีย มาบัดนี้เธอละพยศร้ายเข้าบวชตามทางพระแล้ว ได้ตามพระถัง ซัมจั้งไปไซทีอาราธนาพระธรรมเปลี่ยนชื่อเรียกว่าซึงหงอคงและซึงเห้งเจียก็เรียก เธอมีเดชาอานุภาพมากนักเปลี่ยนกายได้หลายประการ ไต้อ๋องทำไมไปเกี่ยวข้อง แก่เธอเล่า ต่อไปนี้อย่าได้สู้รบเธอเป็นอันขาด พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียง บริวารวิ่งเข้ามาบอกว่า อ้ายสองคนมาอีกแล้วร้องท้าชวนรบอยู่ข้างนอกประตู ปิศาจ จึงพูดว่านางน้องพูดเห็นจริง จึงสั่งพวกบริวารให้ปิดประตูให้แน่น เอาศิลาและ ดินทับไว้อย่าให้ทลายได้ อ้ายสองคนมันเรียกร้องก็ช่างมันฝ่ายพวกบริวารก็ทำตามนายสั่ง เอาดินและศิลามาถมปากประตูขึ้นจนสูง แล้วต่างก็พากันไปที่อยู่ ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ร้องเรียกท้าทายด่าว่าอย่างไรก็ เห็นเงียบอยู่ โป๊ยก่ายขัดใจเอาคราดสับกระชากประตู ก็เห็นแต่ดินและหินศิลา ทับแน่นอยู่ ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปิศาจเห็นจะมีความกลัวเกรงพวกเรา จึงได้เอาดิน และศิลาถมประตูเสียดังนี้ เราพากันกลับไปหาพี่เห้งเจียจะได้คิดอ่านกันใหม่ โป๊ย ก่ายซัวเจ๋งก็พากันกลับไปหาเห้งเจีย ครันถึงจึงเล่าให้เห้งเจียฟังตามที่มันไม่ออก สู้รบปิดประตูนิ่งอยู่ เห้งเจียได้ฟังแล้วพูดว่าถ้ากระนั้นก็สุดปัญญาที่จะคิดต่อไป เจ้าทั้งสองจงคออยลาดตระเวนอยู่อย่าให้ปิศาจหนีไปได้ ตัวพี่จะไปน่ำไฮ้ถามพระโพธิ สัตว์จึงจะรู้ความได้ สั่งแล้วเห้งเจียก็กระทำปาฏิหาริย์ไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มา ถึงเขาเท้าถ้อซัว เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินตรงเข้าไปยังสำนักใหญ่ เห็นหมู่เทพบุตร และเทพารักษ์เดินมาออกมาเชิญเข้าไปนั่งยังหน้าหอ จึงบอกแก่เห้งเจียว่า เมื่อเวลา เช้าพระโพธิสัตว์สั่งพวกข้าพเจ้าไว้ว่า วันนี้ท่านไต้เซียจะมา ให้พวกข้าพเจ้าคอย รับ พระโพธิสัตว์ท่านเข้าไปในป่าไผ่แต่ผู้เดียวมิให้ใครตามส่งให้ได้เซียคอยอยู่ที่นี่ เมื่อพระโพธิสัตว์กลับมาจึงให้สนทนาเห้งเจียได้ฟังเทพบุตรบอกดังนั้นก็นั่งคอยอยู่ที่หน้าหอ แลไปเห็นเสี้ยนจ๊าย ทงจื้อเดินขึ้นมาคำนับ พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งท่านไต้เซียนมีจิตโอบอ้อมอารี พึ่งพระ โพธิสัตว์มีความกรุณา เช้าค่ำเฝ้าอยู่ซ้ายขวากระทำให้จิตร้ายหายไปสิ้น เห้งเจีย ก็นึกว่า (อั้งฮั้ยยี้) จึงหัวเราะพูดว่า เมื่อเวลาก่อนจิตเป็นมารยังพาลหลง บัดนี้เข้า ในทางตรงสัมมาทิฐิ จึงรู้ว่าเห้งเจียเป็นคนดี เห้งเจียนั่งคอยพระโพธิสัตว์อยู่นาน แล้วไม่เห็นมา จิตใจก็ให้ทุรนทุรายจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายช่วยไปกราบเรียนให้ท่าน ทราบที่เถิด แม้ช้าเวลาวิตกพระอาจารย์จะไม่รอดชีวิตหมู่เทพยดาพูดว่าพวกข้าพเจ้าไปไม่ได้ เพราะพระโพธิสัตว์สั่งมิให้ตามไป ท่าน จะกลับมาเอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นใจร้อนที่ไหนจะนั่งคอยอยู่ได้ จึงผุดลุกเดินเข้าไป ตามหมู่เทวดาไม่กล้าห้าม เห้งเจียเข้าไปยังป่าไผ่ แลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่งที่พื้น ดินใต้ร่มไผ่แต่ผู้เดียวนั่งวัดไม้ไผ่พระองค์ก็ไม่เห็นแต่งตัว เห้งเจียเห็นแล้วก็อดไม่ได้ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า พระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าซึ่งหงอคงมานมัสการด้วยอาจารย์ ข้าพเจ้ามีภัย จะใคร่กราบเรียนถามเหตุการณ์แห่งปิศาจที่ลำแม่น้ำทงทีฮ้อนั้น พระ โพธิสัตว์จึงบอกว่าพักคอยอยู่ข้างนอนก่อนสักประเดี้ยวอาตมาจะออกไป เห้งเจีย จึงกลับออกมาจากป่าไผ่พูดแก่หมู่เทวดาว่า วันนี้ทำไมพระโพธิสัตว์จึงมีธุระการ อะไรนัก ทำไมจึงไม่ขึ้นนั่งบนดอกบัวและไม่แต่งตัว นั่งในป่าไผ่จักไม้ไผ่ทำไมที่ไหนเทพยดาทั้งหลายพูดว่าการอย่างนี้พวกข้าพเจ้าไม่ทราบเลย เห็นเมื่อเช้าออก จากสำนักก็ไม่เห็นแต่งตัว สั่งพวกข้าพเจ้าให้คอยรับไต้เซีย เห็นคงจะมีธุระที่ไต้เซีย ดอกกระมัง เห้งเจียสนทนากับเทวดาอยู่ประเดี้ยวแลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์มือถือ ตะกร้าเดินออกมาจากป่าไผ่ ร้องเรียกเห้งเจียมาพูดว่า จงรีบไปกับอาตมภาพจะ ได้ช่วยพระถังซัมจั้งให้ออกพ้นภัย เห้งเจียคุกเข่าลงพูดว่าข้าพเจ้าไม่กล้าเร่งรัด ขอ ท่านได้ครองผ้าแล้วจึงค่อยไปก็ได้ พระโพธิสัตว์พูดว่าไม่ต้อง ต้องไปให้ทันเวลานี้ ว่าแล้วก็กระทำปาฏิหาริย์เหาะไป เห้งเจียก็เหาะติดตามมา บัดเดี้ยวก็มาถึงแม่น้ำ ทงที่ฮ้อฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ริมฝั่งก็พูดบ่นกันว่า พี่เห้งเจียใจก็ร้อนทำไม จึงซ้าไม่เห็นมา พูดบ่นกันดังนี้สักชั่วหวีผมก็แลเห็นพระโพธิสัตว์เหยียบเมฆข้าม แม่น้ำมาถึง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นดิน พระโพธิสัตว์ขยายสายแพร รัดเอาออกผูกปากตะกร้า แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศร่ายคาถาเจ็ดรอบแล้วก็ขว้าง ตะกร้าขึ้นบนเหนือน้ำ บัดเดี๋ยวก็ลากขึ้นมามีปลาทองกิมลียื้อนอนดิ้นอยู่ในตะกร้า พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ลงไปรับอาจารย์ขึ้นมา เห้งเจียจึงถามพระโพธิสัตว์ ว่า ปิศาจยังจับไม่ได้ทำไมจึงจะไปช่วยอาจารย์ขึ้นมาได้เล่า พระโพธิสัตว์ว่าใน ตะกร้านี้มิใช่ตัวปิศาจหรือ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งคำนับแล้วถามว่า ปลาตัวนี้ทำไมจึงมี ฤทธิ์เดชมากนัก พระโพธิสัตว์ตอบว่า ปลาทองตัวนี้เดิมอยู่ในสระบัวของอาตมภาพ เลี้ยงไว้จนโต ได้ลอยขึ้นฟังธรรมทุกวัน ๆ ปฏิบัติบวชจนสำเร็จจึงแปลงกายได้ ลูกตุ้มทองแดงที่ถือเป็นอาวุธนั้นคือดอกหญ้าหอมมันประกอบปลุกเสกจึงได้กลาย เป็นอาวุธ มาวันหนึ่งนำทะเลท่วมมากมันจึงกระโดดออกจากสระหนี่มาอยู่ที่นี่ เมื่อ เช้านีอาตมภาพออกไปจะชมสระดูดอกบัว จึงได้รู้ว่ามันหนีไปมีได้เห็นมันขึ่นมาไหว้ จึงตรวจดูก็รู้ว่ามันมาเป็นปิศาจอยู่ที่ลำแม่น้ำนี้ เพราะฉะนั้นอาตมภาพตั้งพิธีสาน ตะกร้ามาจับมันเห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์เล่าให้ฟังดังนั้นจึงขอนิมนต์ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าพัก สักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะบอกพวกชาวบ้านแกจึงให้มานมัสการพระโพธิสัตว์ ด้วย เหตุว่าข้อหนึ่งจะไว้เป็นคุณ ข้อสองจะให้รู้ว่าพระโพธิสัตว์มาจับปิศาจ ข้อสามจะ ให้หมู่บ้านแกจึงเลื่อมใสศรัทธาในทางธรรม เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงให้เห้งเจีย ไปเที่ยวป่าวร้องชาวบ้านให้บอกกันมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบไปในบ้าน แกจึงร้อง เรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านทั้งหลายจงรีบมาดูพระโพธิสัตว์กวนอิม พวกหมู่บ้าน แกจึงได้ทราบดังนั้น ไม่ว่าชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันวิ่งมาดูเห็นพระโพธิสัตว์ กวนอิ่มแล้ว ก็ต่างคนต่างคุกเข่าลงไม่ว่าดินทรายโคลนเลน ที่เป็นช่างเขียนก็วาด รูปพระโพธิสัตว์ไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมถือตะกร้ามาจนเท่าทุก วันนี้ ครั้นพวกชาวบ้านแกจึงมานมัสการแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จกลับคืนยังสถาน ที่น่ำไฮ้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็แทรกน้ำลงไปยังสำนักที่ปิศาจอาศัยค้นหาอาจารย์ตรงไปยัง หลังหอ แลไปก็เห็นมีแผ่นศิลาทับอยู่ จึงงัดเปิดแผ่นศิลาออก โป๊ยก่ายก็ย่อตัว ลงไปให้อาจารย์ขึ้นนั่งบนหลังแล้วก็รีบออกจากสำนักปิศาจแทรกน้ำขึ้นมายังบ้าน แกจึง ตั้นเท่งตั้นเชงพี่น้องทั้งสองคนเห็นพระถังซัมจั้งขึ้นมาได้ ต่างคนก็ดีใจคำนับ แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ห้ามท่านแล้วท่านก็ไม่เชื่อ จึงได้เกิดความทุกข์ยาก อย่างนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าพูดเลยการที่ล่วงไปแล้ว ป่วยการเสีย เปล่า ข้าพเจ้าจะขอพึ่งท่านชาวบ้านนี้ให้ช่วยหาเรือสักลำหนึ่ง เพื่อจะได้ส่งพวก ข้าพเจ้าข้ามฟาก ต่อนี้ไปทุก ๆ ปีก็ไม่ต้องเช่นไหว้ด้วยได้กำจัดอ้ายปิศาจเสียแล้ว ไม่มีความร้ายอะไรอีกต่อไปตั้นเท่งตั้นเซงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าอันเรือแพนาวานั้นท่านอย่าวิตกเลย พวกข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง ตันเท่งตันเซงจึงป่าวร้องขอแรงพวกชาวบ้านมาช่วยทำ พวกชาวบ้านก็มีศรัทธาทุก ๆ คน บ้างออกกระดาน บ้างออกถ่อแจวและสิ่งของที่ จะต้องใช้ในเรือนั้น จัดทำกันที่ริมฝั่งออกซุลมุน ในขณะนั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่า ท่านเห้งเจียไต้เซีย ไม่ต้องเสียเปลืองของชาวบ้าน ไว้ธุระข้าพเจ้าจะส่งพระอาจารย์ กับสานุศิษย์ให้ข้ามฟากไปเอง หมู่คนกำลังทำได้ฟังดังนันต่างก็ตกใจกันทุก ๆ คน บัดเดี่ยวแลไปก็เห็นผุดขึ้นมาจากน้ำเป็นเต่าใหญ่ตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้น จับกระ บองแกว่งกระโดดเข้าไปใกล้พูดว่า ข้าดูเจ้าก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ถ้ามึงทำเหมือน อย่างปิศาจอย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตายเดี้ยวนี้เต่าจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคิดถึงคุณท่านจะมาส่งพวกท่านให้ข้ามฟากทำไมท่านจะ มาตีข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า เรามีบุญคุณอะไรแก่เจ้า เต่าตอบว่าท่านไต้เซียยัง ไม่ทราบเรื่องในใต้น้ำนั้นว่าเป็นอย่างไร อันที่สำนักจุ๊ยง้วนจือเต๋ยนั้น เป็นที่อยู่ของ ข้าพเจ้ามาแต่เดิม แรกเริ่มก็ต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาชวด จนมาถึงข้าพเจ้า ได้รักษาดูแล ต่อมาเพราะข้าพเจ้ามีสติปัญญา ก็รักษาถือบวชอยู่ในที่นั้น จึงเปลี่ยน สร้างสำนักนั้นขึ้นใหม่ ตั้งยี่ห้อว่าจุ๊ยง้วนจือเต๋ยอักษรสี่ตัว อ้ายปิศาจนั้น เมื่อก่อน เก้าปีทำคลื่นละลอกใหญ่ชัดเข้ามาจากทะเลมาถึงที่นี้ก็ทำอำนาจดุร้ายรบข้าพเจ้า มันฆ่าพวกบริวารของข้าพเจ้าตายเสียหมดสิ้น ข้าพเจ้าจึงต้องหนีมันไปเที่ยวซุก ซ่อนอยู่ จนเท่าทุกวันนี้ มาบัดนี้ท่านได้เซียมาถึงนี่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาจับ ปิศาจนั้นไป ที่สำนักนั้นก็คืนกลับมาเป็นของข้าพเจ้าอยู่รักษาไปตามเดิมบริวารของข้าพเจ้าก็ได้มีความสุข ข้าพเจ้าคิดถึงพระคุณของท่านดุจภูเขาใหญ่ ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านจะไม่มีบุญคุณแก่ข้าพเจ้าหรือประการใด และทั้งชาวบ้านแกจึงก็ไม่ต้องเซ่นไหว้อีก ได้รอดชีวิตเด็กชายหญิงก็เพราะเหตุแห่งท่านแปลว่าเป็นคุณทั้งสองฝ่าย ถ้าดังนี้แล้วจะไม่คิดคุณท่านหรือเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นึกมีความยินดี จึงเก็บกระบองเสียแล้วถามว่า เจ้ามีน้ำใจจริงดังนั้นหรือ เต่านั้นตอบว่าพระเดชพระคุณของไต้เซียดุจฟ้าและดิน ข้าพเจ้าจะพูดเท็จได้หรือ เห้งเจียว่า แม้เจ้ามีน้ำใจสุจริตกตัญญอย่างนั้นจริง จงสาบานให้แก่เราว่า แม้ว่าเจ้าไม่ส่งพระถังซัมจั้งข้ามฟากไป ขอให้ตัวเจ้าละลายเป็นน้ำเลือด ไปั้งสิ้น เต่านั้นก็รับคำประหงกศีรษะหงายหน้ายกศีรษะขึ้นแลดูฟ้ากล่าวคำสาบาน เห้งเจียได้ฟังแล้วหัวเราะเรียกว่าเจ้าจงเข้ามานี่ เต่าก็แอบเข้าใกล้ฝั่งแล้วเกยขึ้นบน บก คนทั้งหลายก็พากันมาดูเต่าใหญ่ ประมาณกว้างสี่วาเศษแต่หลังขาว เห้งเจีย นิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นบนหลังเต่าจะได้ข้ามไปพระถังซัมจั่งพูดว่า แต่น้ำแข็งยังพลาดพลั้งจมไป นี่หลังเต่านี้เกรงจะไม่เป็น ปรกติได้ เต่าจึงพูดว่า พระอาจารย์อย่ามีความวิตกเลยจงวางใจเถิด อันน้ำแข็ง นั้นสู้ความมั่นคงแข็งแรงของข้าพเจ้าไม่ได้ เห้งเจียจึงบอกอาจารย์ว่า แม้ว่าสัตว์ รู้จักพูดภาษาคนคงจะไม่กลับกลอกจึงให้ชัวเจ๋งจูงม้ามาเห้งเจียจูงม้าลงที่หลังเต่า ยืนอยู่กลางพวกชาวบ้านแกจึงไม่ว่าชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่ มาพร้อมกันนมัสการส่ง พระถังซัมจั้งฝ่ายเห้งเจียครั้นให้มาลงยืนดีเป็นปรกติแล้ว จึงนิมนต์พระอาจารย์ลงยืนที่ถัด ต่อม้ามา ให้ซัวเจ้งยืนข้างขวา โป๊ยก่ายยืนซ้าย เห้งเจียยืนข้างหน้า เห้งเจียกลัว ว่าเต่าจะทำร้าย จึงแก้สายรัดเอวหนังเสือออกร้อยรูจมูกเต่าทำสายบังเหียน เท้า หนึ่งก็เหยียบบ่าบนหลังเต่า เท้าหนึ่งก็เหยียบบนศีรษะเต่า มือหนึ่งจับสายสะพาย มือหนึ่งจับกระบอง เห้งเจียจึงบอกให้เต่าค่อย ๆ เดินไป แม้ว่าทำเอียงทีหนึ่งจะตี ศีรษะทีหนึ่ง เต่าบอกว่าข้าพเจ้าไม่กล้าทำเอียง ว่าแล้วเต่าก็กางสี่เท้าพายลิ่วไป บนหลังน้ำ ชาวบ้านแกจึงอยู้ริมฝั่ง ก็พากันจุดธูปเทียนบนบ่นให้ไปเป็นสุข ต่างก็ นั่งแลดูกว่าจะไม่เห็นตัวจึงได้พากันกลับบ้านพระถังซัมจั้งขี่เต่าข้ามไปวันหนึ่งก็ถึงฝั่งฟากข้างตะวันตก ตัวก็ไม่เปียกน้ำดุจ เดินบนที่แห้ง ครั้นเต่าถึงริมตลิ่งอาจารย์กับศิษย์ก็พากันขึ้นบก พระถังซัมจั้งจึง ขอบคุณเต่าว่า ได้พึ่งท่าน ท่านได้อุตสาห์ข้ามส่งมาถึงฝั่งอาตมภาพก็ไม่มีสิ่งใด จะรางวัลให้ จงรออาตมภาพไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมกลับมาแล้ว จะตอบ แทนสนองพระคุณของท่าน เต่าพูดว่าไม่ต้องลำบากแก่ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้า ได้ยินว่าเมืองไซทีมีพระพุทธเจ้า เป็นพระไม่เกิดไม่ตายต่อไปล่วงรู้กาลทั้งอดีตอนาคต ปัจจุบันสามกาล แต่ข้าพเจ้ารักษาศีลถือบวชมาได้พันสามร้อยปีแล้ว อายุยืนตัว เบาและพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ถอดรูปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอท่านอาจารย์ได้โปรด แม้ไปถึงพระแล้ว ช่วยถามแทนข้าพเจ้าว่า อีกสักเมื่อไร จะถอดจากรูปเต่าเป็นรูป มนุษย์ได้ พระถังซัมจั้งก็รับปากว่าเอาเถอะเราจะช่วยทูลถามให้ เต่ายกศีรษะคำ นับแล้วก็ดำน้ำกลับไป เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นแล้วศิษย์กับอาจารย์ก็พากันออกเดินในฤดูนั้นเป็นฤดูหนาวจัดลมพัดกล้า น้ำค้างหมอกลงกลุ้มทั้งป่า อาจารย์กับ ศิษย์กำลังเดินมา แลไปข้างหน้าก็เห็นภูเขาใหญ่ขวางอยู่ หนทางก็แคบเดินลำบาก ไม่เรียบราบ พระถังซัมจั่งชักบังเหียนม้าหยุด เรียกเห้งเจียมาถามว่า ดูข้างหน้า นั้นมีภูเขาสูงอาตมาวิตกว่าจะมีสิงสาราสัตว์ร้ายดอกกระมัง จงเอาใจใส่ช่วยกัน ระวังให้จงดี เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด พวกพี่น้องข้าพเจ้าพร้อมใจ กันจะตั้งจิตตามทางอันชอบธรรม จะกลัวเกรงอะไรแก่สิงสาราสัตว์ที่ดุร้ายพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ค่อยคลายความวิตกตั้งหน้าอุตส่าห์บุก น้ำค้างทนหนาวมิได้คิดที่จะท้อถอย ครั้นข้ามยอดเขาลงมาถึงเชิงเขา พระถังซัม จั่งแลไปในซอกเขา เห็นมีตึกสามห้องหอสูงตระหง่านดูงดงามสะอาดตา พระถัง ซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงเรียกเห้งเจียมาพูดว่า อาตมภาพเดินมาวันนี้ทั้งหนาว ทั้งหิวอกใจให้ระอาอ่อนไม่มีกำลัง ในซอกเขานั้นเห็นมีตึกบ้านห้องหอเป็นลำดับคง จะเป็นบ้านคนอยู่ หรือวัดวาอารามเป็นแน่ เห้งเจียลองไปบิณฑบาตบางที่จะได้ บ้างดอกกระมัง จะได้มาฉันพอแก้หิวแล้วจะได้เดินต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็แล ไปดูในที่แห่งนั้น ก็เห็นมีขี้เมฆสีร้ายคลุ้มปกอยู่ข้างบน สลับซับซ้อนกันเป็นกลุ่มๆ ดังนั้น จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่า ที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ดี หากจะมีสิ่งร้ายสำคัญ พระถังซัมจั่งว่าเห็นมีเป็นตึกรามห้องหอดูงดงาม เหตุใดเห้งเจียจึงว่าที่ไม่ดีเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์ที่ไหนจะรู้ได้ หนทางไซทีนั้น ปิศาจยักษ์ ร้ายมักจะบันดาลให้เห็นเป็นตึกรามห้องหอ ที่ตรงนั้นดูงดงามแต่อากาศร้ายปกคลุม อยู่ ไม่ควรเราจะเข้าไปเลยพระถังซัมจั้งว่าจะเข้าไปได้ก็ชอบแล้ว แต่อาตมภาพหิว นักจะทำอย่างไรดี เห้งเจียว่าแม้อาจารย์หิวโหย จงนิมนต์ลงจากหลังม้านั่งพักก่อน ข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาตที่อื่นมา ฉันแล้วจึงค่อยไปพระถังซัมจั้งก็เชื่อเห้งเจียลงมา จากหลังม้าอาศัยนั่งยังพื้นราบ ซัวเจ๋งจึงแก้เอาบาตรส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับบาตร มาแล้วสั่งซัวเจ็งว่า น้องอย่าไปข้างไหน จงระวังระไวพระอาจารย์ให้มาก ๆ ให้ อาจารย์นังอยู่ตรงนี คอยกว่าเราจะกลับจึงค่อยไป ซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็ คอยระวังรักษาอาจารย์ฝ่ายเห้งเจียสั่งแล้วก็ยังไม่วางใจดี จึงหันหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่า ที่ตรงนี้ ร้ายมากดีน้อย พระอาจารย์อย่าได้ออกจากที่นี้ไปเลย ข้าพเจ้าวิตกกลัวแต่พระ อาจารย์จะไม่ยุติอยู่ได้ ข้าพเจ้าจะช่วยทำยันต์คุ้มไว้ให้ เห้งเจียพูดดังนั้น ก็จับ กระบองเขียนลงที่แผ่นดินเป็นยันต์วงรอบวงหนึ่ง เขียนแล้วจึงนิมนต์อาจารย์เข้า นั่งในกลางวงยันต์ แล้วสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งให้นั่งเฝ้าอยู่ซ้ายขวา แล้วเห้งเจียจึงบอก แก่อาจารย์ว่า อันวงล้อมนี้มั่นคงยิ่งกว่ากำแพงเหล็กหากว่าจะมีผีปิศาจยักษ์ร้าย และสิงสาราสัตว์ที่ดุร้ายก็ไม่อาจสามารถจะเข้ามาใกล้ แต่อาจารย์อย่าได้ออกจาก วงนี้เป็นอันขาด จงนั่งอยู่แต่ในวงนี้ให้สบายพระถังซัมจั้งฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ก็นั่งอยู่ในวงยันต์มิได้ไปข้างไหน เห้งเจียเห็น เรียบร้อยดีแล้วก็ปาฏิหาริย์ไปบิณฑบาตเหาะตรงไปยังทิศอาคเนย์ แลไปก็เห็นมี ต้นพฤกษาสูงใหญ่ตระหง่านที่ข้างนั้นมีหมู่บ้าน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเดินไป พิจารณาดูภูมิบ้านได้ยินเสียงคนเปิดประตูเดินออกมา เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งมือถือไม้ เท้าเลยหน้าขึ้นบนฟ้าพูดว่า วันนี้ลมหนาวพัดกล้าพรุ่งนี้ก็จะหยุด พูดยังไม่ทันจะ สิ้นคำ เห็นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งออกมาเห่าเห้งเจีย ตาเฒ่าเห็นสุนัขเห่าจึงหันไปดู เห็น เห้งเจียยืนถือบาตรอยู่ เห้งเจียจึงร้องบอกตาเฒ่านั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของ พระถังซัมจั้งมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม บัดนี้มา ถึงตำบลนี้ท่านอาจารย์หิวโหยขอท่านได้ทำบุญมากน้อยตามจะศรัทธาฝ่ายตาเฒ่าเมื่อได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงบอกว่าอย่าบิณฑบาตเลยตัวเดินทาง ผิดเสียแล้ว ทางไปไซทีกับจะมาถึงที่นี่ไกลหลายร้อยโยชน์ทำไมจึงไม่ไปทางใหญ่ เห้งเจียพูดว่าก็จริงเหมือนท่านตาพูด แต่อาจารย์ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่ที่ทางใหญ่ ตาเฒ่าพูดว่าเป็นซีบานาสงฆ์ถือทางพระ ทำไมจึงพูดจาเลอะเทอะอย่างนี้ ที่ว่า อาจารย์ตัวนั่งอยู่ที่ทางใหญ่ ตัวมาบิณฑบาตหนทางเดินไกลถึงหกเจ็ดวันจึงจะถึง ถ้ากระนั้นอาจารย์จะมิอดตายหรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านตาข้าพเจ้าจาก อาจารย์มา น้ำร้อนที่รินใส่ถ้วยยังไม่ทันเย็นก็มาถึงนี่ บัดนี้บิณฑบาตได้แล้วกลับ ไปก็ทันเวลาเพลตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าคนนี้เห็นจะเป็นผีปิศาจยักษ์ พูดดังนั้นแล้วก็หัน หน้าจะวิ่งกลับเข้าบ้าน เห้งเจียก็วิ่งมายึดไว้ถามว่าจะไปไหน มีอาหารก็จงรีบเอา มาทำบุญเถิด ตาเฒ่าบอกว่าข้าไม่ปลงใจศรัทธา ในบ้านข้าหกเจ็ดปากกินอยู่ด้วย กันพึ่งเอาข้าวสารใส่หม้อตั้งยังไม่ทันสุกตัวไปที่อื่นก่อนแล้วจึงค่อยมา เห้งเจียพูด ว่าโบราณท่านย่อมว่าไปสามบ้านสู้บ้านเดียวไม่ได้ ข้าพเจ้าจะอยู่ที่นี่กว้าข้าวจะสุก ก็ได้ ตาเฒ่าเห็นเห้งเจียพูดรีบรัดข้างจะเอาดังนั้นจึงยกไม้เท้าขึ้นจะตี เห้งเจียก็ไม่ สะดุ้งหวาดอะไรยืนนิ่งอยู่ ตาเฒ่าก็ตีศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที เห้งเจียหัวเราะแล้ว พูดว่าตามแต่ท่านตาจะตีอย่างไรก็ตีเถิด แม้ตีข้าพเจ้าที่หนึ่งจะคิดเอาข้าวทะนาน หนึ่งท่านตาจะต้องคิดตวงมาให้ข้าพเจ้า ตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ทิ้งไม้เท้าวิ่งหนีเข้า ไปในบ้านปิดประตูร้องว่ามีผีมาผีมา คนทั้งบ้านก็พากันตกใจไปทุกคน ก็พากันปิด ประตูทุก ๆ ประตูเห้งเจียเห็นปิดประตูก็นึกแต่ในใจว่า ตาเฒ่าคนนี้พูดว่าพึงชาวข้าวใส่หม้อจะ จริงเท็จก็ไม่รู้ เพราะฉะนันเราจะต้องเข้าไปดูให้รู้แน่ คิดดังนันแล้วก็ร่ายพระคาถา บังตัวแอบเข้าไปในครัวไฟเห็นในกระทะควันขึ้นร้อน ๆ ข้าวก็สุกครึ่งกระทะเห้งเจีย เอาบาตรลงตักทีหนึ่งเต็มแล้วก็ปาฏิหาริย์กลับไปฝ่ายพระถังซัมจังนั่งอยู่ในวงยันต์ คอยเห้งเจียอยู่เป็นนานก็ยังไม่เห็นมา จึง ขยับตัวบ่นว่าอ้ายลูกลิงมันไปบิณฑบาตที่ไหนก็ไม่รู้ป่านนี้ยังไม่มา โป๊ยก่ายว่าจะ รู้ว่าเธอไปข้างไหน เที่ยวเล่นตามสบายใจทิ้งให้เราตากน้ำค้างอยู่ดังนี้ พระถังซัม จังถามว่าทำไมโป๊ยก่ายจึงถูกจำ โป๊ยก่ายว่าอาจารย์ยังไม่รู้คนโทษถ้ามีโทษเขาเขียน วงจำไว้ ไม่ให้ไปข้างไหน เธอว่าวงนี้มั่นคงนั่งลอย ๆ อยู่ดังนี้ หากมีสิงสาราสัตว์ มาจะเอาอะไรคุ้มได้ ถ้าดังนี้ก็ส่งเนื้อให้มันกินเสียง่ายๆ ก็แล้วกัน พระถังซัมจั้ง ได้ฟังดังนั้นจึงพูดหารือแก่โป๊ยก่ายว่า ตัวเห็นอย่างไรก็จงคิดดู โป๊ยก่ายพูดว่าความ เห็นของข้าพเจ้าเห็นว่านั่งอยู่ที่นี้จะหาที่บังลมกันหนาวก็ไม่ได้ สู้เดินไปข้างหน้าไม่ ได้บางทีพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาทางนั้นจะปะกัน นั่งคอยอยู่ที่นี่ก็จะเกิดหนาว มากขึ้นพระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็คิดเห็นชอบไปด้วย จึงพากันออกจากวง นั้นแล้วก็ไปทางทิศตะวันตกเดินไปเดินมา ประเดี้ยวก็มาถึงที่ห้องหอนั้น มีประตู ใหญ่อยู่ข้างหน้าก่อทำประดับมีสีต่าง ๆ ที่ประตูเปิดบานหนึ่งปิดบานหนึ่ง โป๊ยก่าย ก็จูงม้าเข้ามายังประตู ซัวเจ๋งก็เอาหาบวางลง พระถังซัมจั้งก็นั่งพักอยู่ที่ประตู โป๊ยก่ายพูดกับอาจารย์ว่า ที่บ้านนี้เห็นจะเป็นบ้านขุนนางผู้ใหญ่ดูไม่เห็นมีคน เห็น คนจะอยู่ข้างในผิงไฟดอกกระมัง พระอาจารย์นั่งอยู่นี่กับซัวเจ็งก่อนข้าพเจ้าจะเข้า ไปดูข้างใน พระถังซัมจังว่าจะเข้าไปก็ดูให้เรียบร้อย อย่าไปทำให้เสียธรรมเนียม โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าในทางพระทำนุกธรรมเนียมก็รู้มาก ไม่เหมือนอย่างพวกฆราวาส พูดดังนั้นแล้วก็เอาคราดเหล็กเหน็บหลัง จัดแจงแต่ง ตัวแล้วก็เดินเข้าไปในประตูพิจารณาดูไปข้างหน้านั้น เห็นมีตึกหลังหนึ่งสามห้องมี มู่ลี่แขวนบังห้อยอยู่ดูเงียบสงัดไม่เห็นมีคน โป๊ยก่ายก็เดินต่อเข้าไปข้างใน ก็เห็น มีหอสูงประตูหน้าต่างแง้มเปิดครึ่งหนึ่ง มองขึ้นไปชั้นบนก็เห็นมีม่านแพรสีต่าง ๆ กั้นอยู่ ประดับประดางามตาแต่เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงผู้คน โป๊ยก่ายนึกแต่ในใจ ว่าเห็นจะเป็นคนกลัวหนาวนอนยังไม่ตื่นคิดดังนั้นแล้วก็ตรงขึ้นไปบนหอ เอามือ ผลักประตูออกดู โป๊ยก่ายแลเห็นกระดูกคนกองอยู่เป็นกองใหญ่ก็ตกตะลึงล้มลง น้ำตาก็ร่วงเผาะผ็อย แลเข้าไปในม่านเห็นแสงไฟอันแจ่ม โป๊ยก่ายนึกว่าเห็นจะมี คนเฝ้าจุดธูปเทียน โป๊ยก่ายเดินเข้าไปในม่านก็เห็นมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะ นั้นมีเสื้อแพรปักไหมทอง โป๊ยก่ายหยิบขึ้นดูเห็นงามดี ก็เอาเสื้อตัวนั้นเดินออกมา จากหอ ออกมายังประตูชั้นนอกพูดแก่อาจารย์ว่า ในนั้นไม่มีคน เป็นที่เขาบูชาคน ตาย ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปบนหอพิจารณาดู ก็เห็นมีแต่กระดูกคนเป็นกองใหญ่ บน โต๊ะมีเสื้อปักไหมทองอยู่ตัวหนึ่ง ข้าพเจ้าเอามา พวกเราเดินทางหนาวมากอาจารย์ จงเปลื้องจีวรออกเอาเสื้อตัวนี้ใส่ชั้นในอุ่นดีกันหนาวได้พระถังซัมจั้งว่า ไม่ควรไม่ควร ในสิกขาห้ามปรามสิ่งของอย่างนี้เราจะถือเอา ไม่ได้จะเป็นโทษ โป๊ยก่ายจงรีบเอาไปวางไว้เสียตามเดิม พวกเรานั่งคอยเห้งเจีย มาแล้วจะได้พากันไป โป๊ยก่ายว่าไม่มีคนเห็นจะกลัวอะไร ใครจะมาโจทก์ว่าเรา เป็นขโมยได้ พระถังซัมจั้งพูดว่าตัวไม่เคยฟังหรือทำการอยู่ในห้องลับก็จริง แต่ยัง มีเจ้ารู้แจ้ง อย่ามักได้สิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์ โป๊ยก่ายถึงได้ฟังพระอาจารย์ห้ามปราม ดังนั้นก็อย่าพึงนึกว่าจะเชื่อฟัง จึงตอบอาจารย์ว่าแม้ท่านไม่ประสงค์ ข้าพเจ้าจะ เอาไว้ใส่กันหนาว รอพี่เห้งเจียบิณฑบาตกลับมาแล้วจึงค่อยคืนก็ได้ ซัวเจ๋งพูดว่า ถ้าดังนั้นก็ให้ข้าพเจ้าใส่กันหนาวตัวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันถอดเครื่องของตัว ออกแล้ว จึงเอาเสื้อปักนั้นแบ่งกันใส่คนละตัว ครั้นใส่เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร กำลังยืนอยู่ดีดีก็หกล้มลง โป๊ยก่ายซัวเจ็งครั้นใส่แล้ว ก็ตรึงมัดมือและเท้าออกแน่น จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุดไม่ออก พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบมาถอดเสื้อให้ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ถอดไม่ออกบัดเดี๋ยวก็จับมืองอติดกับอก พระถังซัมจั้งจึงบ่นว่าคน ทั้งสองไม่เชื่อฟัง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ร้องอึกทึกเสียงดังปิศาจครั้นได้ยินเสียงร้อง ก็วิ่งออกมามองดูเห็นทั้งสองต้องมัดอยู่แล้ว จึงเรียก ปิศาจน้อยให้ออกไปเก็บตึกรามห้องหอเหล่านั้น และจับถังซัมจั้งกับม้าและโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งเอาเข้ามาในถ้ำ ครั้นแล้วปิศาจใหญ่ก็ขึ้นนั่งบนแท่นเห็นปิศาจน้อยจับถังซัม จั่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ปิศาจจึงถามว่าตัวเป็นสงฆ์อยู่ที่ไหนมา ทำไมจึงสามารถ เวลากลางวันแสก ๆ ลักขโมยเสื้อของเราดังนี้พระถังซัมจังร้องไห้แล้วตอบว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาตมภาพ ไปอาราธนาพระธรรมยังเมืองไซที เพราะอาตมภาพมีความหิวโหย จึงให้สานุศิษย์ ใหญ่ไปบิณฑบาตก็ยังหากลับมาไม่ อาตมภาพก็ไม่เชื่อฟังเธอสั่ง จึงเดินมาถึงที่นี่ แอบลมหนาว ก็บังเอิญเจ้าทั้งสองคนนั้นมีความมักได้ เอาเสื้อออกมาใส่กันหนาว จึงต้องถึงให้ไต้อ๋องจับมา ขอไต้อ๋องได้กรุณาปล่อยอาตมภาพไปอาราธนาพระธรรม พระเดชพระคุณของไต้อ๋องจะอยู่แก่ข้าพเจ้าชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีเวลาลืมปิศาจได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราอยู่ตำบลนี้ได้ยินข่าว เล่าลือกันเนือง ๆ ว่า ถ้าผู้ใดได้กินเนื้อถังซัมจั่งก้อนหนึ่ง ผมขาวกลับดำ ฟันหัก กลับงอก วันนี้ไม่เชิญก็มาเอง ยังจะหมายให้เราปล่อยอีกหรือ ที่ว่าสานุศิษย์ใหญ่ นั้นชื่อเรียงเสียงไรไปบิณฑบาตตำบลไหน โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจถามดังนั้น ก็พูดอวด แก่ปิศาจว่า พี่ข้าพเจ้าคือเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ทำสงครามแก่ เทพบุตรนามเรียกว่าซีเทียนไต้เซีย หรือซึ่งหงอคงก็เรียก ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ครั่น คร้าม จึงคิดในใจว่า เราเคยได้ยินเลื่องลือชื่อเสียงว่าเธอมีฤทธากล้าหาญมาก บัดนี้ ไม่ได้นัดบังเอิญมาปะกันเข้า คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งพวกปิศาจให้มัดถังซัมจั้งไปขังไว้ ก่อน และจับอ้ายทั้งสองนั้นถอดเสื้อออกเสียก่อน แล้วมัดเอาไปขังไว้แห่งเดียวกัน คอยจับอ้ายคนใหญ่มาแล้วจึงค่อยชะล้างกินทีเดียวพวกปิศาจได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็พากันไปทำตามสั่งทุกประการฝ่ายเห้งเจียครั้นได้ข้าวเต็มบาตรแล้ว ก็เหาะกลับมายังที่อาจารย์นั่งแล้วก็ลด ลงยังพื้นราบ แลไปก็มิเห็นพระอาจารย์กับโป๊ยก่ายและซัวเจ็งทั้งม้าก็หายไปด้วย เห็นแต่วงที่เขียนไว้นั้นยังอยู่ จึงหันมองไปทางที่มีตึกห้องหอก็สูญหายไปหมดสิ้น เห็นแต่โขดเขาหินผาทั้งนั้น เห้งเจียพูดว่าเห็นจะพากันไปโดนที่ร้ายเข้าแล้ว คิดเห็น ดังนั้นแล้วก็รีบเดินตามทางรอยเท้าม้านั้นไป เดินไปพักหนึ่งโดยกำลังระเหระหน ก็ได้ยินเสียงคนพูดกันที่ในโขดเขา เห้งเจียแลไปเห็นตาเฆ่าคนหนึ่งมือถือกระบอง ศีรษะมังกรมีเด็กเดินตามหลังตาเฆ่ามาคนหนึ่ง ทั้งเดินทั้งร้องเพลงข้ามโขดเขามา เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็วางบาตรลงแล้ววิ่งไปสกัดหน้าปราศรัยถาม ตาเฒ่าแลเห็นก็ คำนับตอบแล้วถามว่าท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียตอบว่า พวกข้าพเจ้าทั้งอาจารย์ และศิษย์มาจากเมืองไต้ถัง มาด้วยกันสี่คนส่วนตัวข้าพเจ้ามีกิจไปบิณฑบาต ข้าพ เจ้าสั่งให้คอยอยู่ที่พื้นราบริมโขดเขาทั้งสามคน ครั้นข้าพเจ้ากลับมาก็ไม่เห็นทั้งสาม คนและม้า ไม่ทราบว่าจะพากันไปทางใด ขอถามท่านตาเดินมาได้ปะบ้างหรือไม่ ตาเฒ่าได้ยินถามดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าพึ่งเดินมาเห็นคนทั้งสามเดิน เข้าไปในปากปิศาจยักษ์เสียแล้วเห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ขอท่านตาได้กรุณาโปรดชี้ที่ทางให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด คือปิศาจยักษ์ร้ายนั้นอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าจะได้ไปทวงถาม ตาเฒ่าตอบว่า อันนาม ภูเขานี้เรียกว่า (กิมเต้าซัว) ข้างหน้าเขามีสำนักถ้ำหนึ่ง ถ้ำนั้นเรียกว่าถ้ำกิมเต้าต้อง มีปิศาจตนหนึ่งนามว่าต๊อกกักจูไต้อ๋องมีอำนาจฤทธิ์เดชกล้าหาญคนทั้งสามเข้าไป ก็จะสูญชีวิตเสียแล้ว ท่านจะไปตามเห็นจะกินท่านเสียอีกคนกระมัง เห้งเจียพูด ว่าขอท่านได้ช่วยชี้ให้เถิด อันจะเป็นตายประการใดจงยกไว้ ข้าพเจ้าจะนิ่งอยู่ที่ไหน ได้ เห้งเจียจะใคร่เอาข้าวในบาตรให้ตาเฒ่า จะได้ถือแต่บาตรเปล่าไป ตาเฒ่าเห็น ดังนั้นก็วางไม้เท้าลง แปลงรูปกลับเป็นรูปเดิมคือพระภูมิก็คุกเข่าลงกับพื้นคำนับ แล้วพูดว่าไต้เซียข้าพเจ้าไม่อาจจะปิดบังท่าน ข้าพเจ้าคือภูมิเจ้าเขานี้ ข้าพเจ้าคอย ท่ารับไต้เซียอยู่ที่นี่ บาตรข้าวนั้นข้าพเจ้าจะรับไว้ ไต้เซียจะได้เบาตัวไปแก้อาจารย์ ออกแล้ว จึงค่อยเอาข้าวในบาตรนี้ไปถวายให้พระอาจารย์ฉันเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตวาดว่า อีตาคนนี้จะหาเหตุให้เมี่ยนหรืออย่างไร ก็เมื่อ รู้ว่าเรามาแล้ว ทำไมจึงไม่มาคอยรับก่อนทำซ่อนหัวซ่อนหางดังนี้ ภูมิเจ้าที่พูดว่า ไต้เซียใจร้อนข้าพเจ้ามีความเกรงกลัว เพราะฉะนั้นจึงแปลงรูปเสีย มาบอกให้ไต้ เียรู้ก่อน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นจงรักษาบาตรไว้ คอยเราจะไปปราบปิศาจแล้ว จึงจะกลับมา ภูมิเจ้าที่ก็รับบาตรไว้ เห้งเจียจึงผูกรัดแต่งตัวแล้วมือถือกระบองเหล็ก เดินลัดไปทางหน้าเขา เดินไปเห็นแต่หินโขดเกะกะ เห้งเจียไปยังประตู แลไปก็ เห็นมีประตูหิน นอกประตูมีพวกปิศาจบริวาร เต้นรำฝึกหัดซักซ้อมเพลงอาวุธหอก ดาบแหลมหลาวกำลังชุลมุนกันอยู่ เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอัน ดังว่า เฮ้ยอ้ายพวกเหล่านี้จงรีบไปบอกแก่นายมึงว่า กูเป็นสานุศิษย์ของพระถัง ซัมจั้ง คือซีเทียนไต้เซียหงอคง ให้รีบเอาอาจารย์เรามาส่งเสียโดยเร็ว พวกเจ้าจะ ได้รอดชีวิต พวกปิศาจบริวารได้ยินดังนั้น ก็รีบวิ่งเข้าไปบอกแก่นายโดยเร็วฝ่ายปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้น ก็มีความยินดีแล้วพูดว่าเราเองก็อยากให้เธอมา ตัวเราตั้งแต่จากวิมานก็ยังไม่เคยได้ลองฝีมือแก่ใครเลย วันนี้เธอมาก็ดีแล้ว จึงเรียก ให้เอาทวนทองแดงมา พวกบริวารก็ไปแบกเอาทวนมาวางไว้ให้แล้วสั่งพวกบริวาร ให้ยกออกนอกประตูปิศาจเดินนำหน้าถือทวนออกไป พวกบริวารก็พร้อมกันตาม หลังออกมา ปิศาจครั้นเห็นเห้งเจียแล้ว จึงร้องถามว่าอ้ายคนไหนชื่อหงอคงเห้งเจียเดินขยับเข้ามาแล้วตอบว่า อ้ายหลานน้อยตาอยู่นี่ เจ้าจงรีบส่งท่าน อาจารย์มาโดยเร็ว ทั้งสองฝ่ายจะได้ไม่เจ็บช้ำ แม้ผิดครึ่งคำไม่ถูกธรรมเนียม จะ ให้ตายไม่มีที่ฝังศพ ปิศาจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงช่างตับใหญ่อ้ายลิงจะมี ฝีมือสักเพียงใดมึงจึงสามารถมาพูดจาอวดอ้างอย่างนี้ อาจารย์ของเจ้าขโมยเสื้อ ของเราไปใส่ บัดนี้เราจับได้จะใคร่เอาต้มกิน แม้ว่าเจ้ามีฝีมือจงมาลองดูแก่เรา แม้ ว่าเราแพ้เราจะปล่อยอาจารย์ของเจ้าไป หากไม่ชนะ พวกของเจ้าก็ต้องสิ้นชีวิต เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ชะชะอ้ายปิศาจเขาทิ้ง เอ็งไม่ต้อง พูดจงมาลองกินกระบองดูสักทีหนึ่งหรือ จะได้รู้รสชาติว่าเป็นประการใด เห้งเจีย ยกกระบองตีลงไป ปิศาจยกทวนขึ้นรับ ต่างมีกำลังเข้มแข็งทั้งสองฝ่าย พลิกแพลง รบกันไปมาได้สามสิบเพลง ยังไม่แพ้ชนะกัน ปิศาจเห็นเห้งเจียชำนาญในการกระ บองคล่องแคล่วรวดเร็วว่องไว จะคิดหักไม่ลง จึงทำเป็นหัวเราะแล้วพูดสรรเสริญ ว่า อ้ายลิงนี้ดีจริงอาจทำสงครามบนสวรรค์ได้ ปิศาจจึงเอาด้ามทวนลงบนพื้น แล้ว ร้องให้บริวารเข้าระดมตี พวกปิศาจทั้งหลายก็พากันกุมอาวุธเข้าล้อมเห้งเจีย เห้ง เจียก็มีได้หวาดหวั่น เห้งเจียเอากระบองขว้างขึ้นไปบนอากาศร้องให้แปลงกระบอง ก็บังเกิดขึ้นเต็มอากาศตกลงมาดังห่าฝน ปิศาจน้อยเห็นดังนั้นต่างก็ตกใจขวัญหาย พากันวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ ปิศาจใหญ่เห็นดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิง อย่ากำเริบให้เกินไป เอ็งจงคอยดูของเราบ้างว่าจะเป็นประการใดจึงล้วงในมือเสื้อ เอาของวิเศษสิ่งหนึ่งออกมา มีสัณฐานเป็นรูปวงกลมขว้างขึ้นไปบนอากาศ ร้อง ให้คล้องก็คล้องเอากระบองของเห้งเจียไปเสียได้ เห้งเจียไม่มีอาวุธก็รีบหนีไป ฝ่าย ปิศาจมีชัยชนะดังนั้นก็ยกกลับเข้าถ้ำมีความรื่นเริงโดยเหตุที่ได้ชัยชนะนั้นฝ่ายเห้งเจียเวลานั้น รบกับต๊อกกั๊กปิศาจทานฤทธิ์ต๊อกกักไม่ไหว ทั้งเสีย กระบองเหล็กไปด้วย เห้งเจียสิ้นอาวุธก็ล่าหนีแอบข้างหลังเขากิมเง่ชัวนั่งร้องไห้ ครำครวญถึงอาจารย์ว่าเพราะเหตุร้อนใจกับท่านปรารถนาจะให้สำเร็จมรรคผล จึง ได้อุตสาหะมิได้คิดแก่ชีวิตมาบัดนี้ก็สิ้นอาวุธเสียแล้ว จะทำประการใดจึงจะแก้ อาจารย์ออกมาได้เล่า เห้งเจียนั่งคร่ำครวญอยู่แต่ผู้เดียวแล้วนึกขึ้นมาได้ว่า อ้าย ปิศาจร้ายนี้ มันพูดว่าจำเราได้เมื่ออยู่บนสวรรค์ ชะรอยจะเป็นดาวร้ายบนสวรรค์ จุติลงมาเป็นแน่ จำเราจะขึ้นไปตรวจดูจึงจะดีคิดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นไปยังชั้น ดาวดึงส์เข้าไปข้างในปราสาทเล่งเซียวเต้ยแลเห็นเทพยดาองค์ใหญ่คือหลินก๊าต เซียนกงหนึ่ง เค้าเชียงเอี้ยงหนึ่ง กูวั่งเจ่หนึ่งและซีไต้เซียนก็อยู่พร้อมกันยังหน้า ปราสาทแลเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็พร้อมกันมาคำนับรับกัน เห้งเจียยกมือขึ้น คำนับตอบแล้วหมู่เทพยดาผู้ใหญ่จึงถามเห้งเจียว่า ท่านไต้เซียมามีกิจธุระสิ่งใดหรือเห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้ามีธุระสำคัญจึงต้องขึ้นมาขอท่านไต้เซียนโปรดนำความ กราบทูลด้วย ซีโต้เซียนซื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงนำเห้งเจียเข้าเฝ้า เห้งเจียตาม ไต้เซียนเข้าไปแลเห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์แก้ว ก็ย่อตัวลงทำความ เคารพแล้ว จึงทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ ซึ่งข้าพเจ้าป้องกันรักษาพระถังซัมจั้ง ไปไซทีหนทางก็กันดารไกลมาก ความร้ายก็มากกว่าความดี แต่กระนั้นก็ไม่ต้อง พรรณนามา บัดนี้พวกข้าพเจ้าเดินทางมาพบปิศาจร้ายออกสกัด จับเอาพระถัง ซัมจั้งไปซ่อนไว้ในถ้ำ ข้าพเจ้าเที่ยวค้นหามาถึงยังประตูถ้ำ ปิศาจร้ายออกต่อสู้รบ กัน มันมีฤทธานุภาพมาก เรียกเอากระบองเหล็กของข้าพเจ้าไปได้และปิศาจนั้น พูดว่าจำข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้ามีความสงสัยว่าจะเป็นหมู่ดาวบนสวรรค์จุติลงไป เพราะ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบขอพระองค์ให้ผู้รักษาการณ์ ตรวจดู จะเป็นดาวร้ายดวงใดลงไปแน่ ขอให้ยกพลเทพยดาลงไปกำจัดเสียให้สิ้น สัตว์บาป ข้าพเจ้าจะมีความขอบพระคุณหาที่เปรียบมิได้ขณะที่เห้งเจียกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้อยู่นั้น มีเทพยดาก๊าตเซียนกงอยู่ที่นั่น จึงถามเห้งเจียว่า แต่ก่อน ๆ นั้นดูแข็งแรงทำไมบัดนี้จึงทำอ่อนน้อมเล่า เห้งเจีย ตอบว่าบัดนี้สิ้นอาวุธแล้วจะแข็งแรงไปอย่างไรได้เล่า เง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเห้ง เจียกราบทูลร้องทุกข์ดังนั้น จึงรับสั่งให้เทพบุตรทั้งสองคือกัวหั้นซีหนึ่งตีเต๋าหนึ่งให้ ออกไปตรวจดูให้รอบในชั้นดาวดึงส์ว่าจะมีดาวดวงใดจุติลงไปบ้าง เทพบุตรทั้งสอง ได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ถวายบังคมลารีบออกไปตรวจรอบทั้งนอกในชั้นดาวดึงส์ก็ไม่มี ขาด ดาวประจำก็อยู่คงที่ทุกๆ ดวง เทพบุตรทั้งสองก็กลับมาเฝ้ากราบทูลว่า ข้าพเจ้า ทั้งสองได้ไปตรวจตามรับสั่งโดยละเอียด ก็ไม่มีดาวดวงใดขาดคงพร้อมอยู่ตาม หน้าที่ทุก ๆ ดาว ขอพระองค์ได้ทรงทราบ เง็กเชียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังกัวหั้นซีตีเต๋า เทพบุตรกราบทูลดังนั้น จึงตรัสแก่เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นก็ให้เห้งเจียเลือกดูทหารเอก ที่มีฝีมือเข้มแข็งคุมพลเทพบุตรลงไป กำจัดจับปิศาจร้ายเสียให้ได้ฝ่ายซีไต้เซียนซื่อเทพบุตร เมื่อได้ฟังเง็กเซียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงออกมาจาก ปราสาทเล่งเซียวเต้ยบอกแก่เห้งเจียให้ทราบตามรับสั่ง เห้งเจียจึงพูดขึ้นว่า อันทหาร เทพบุตรนั้นเดิมข้าพเจ้าขึ้นมารบ ก็ไม่เห็นเทวดาองค์ใดจะดีกว่าข้าพเจ้า ส่วนปิศาจ มีฝีมือเข้มแข็งทั้งฤทธิ์เดชก็มากที่ไหนจะเอาชัยชนะได้ เทพบุตรเค้าเซียงเอี้ยงพูด แก่เห้งเจียว่าอันเวลากาลนั้นผิดกัน มีรับสั่งมาดังนี้แล้วไม่ควรขัดขื่นตามแต่พอใจ ของท่านจะเลือกเอา ควรท่านผู้ใดจะต่อสู้ได้จะได้ยกลงไปช่วยปราบปรามเห้งเจียพูดว่า ถ้าดังนั้นท่านช่วยโปรดกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบว่า ข้าพเจ้าจะขอท่านถักทะลีทีอ๋องและโลเฉียท้ายจื้อเพราะเธอมีอาวุธหกอย่างอาจ ปราบปิศาจยักษ์มารได้ ท่านทั้งสองนี้ยกพลลงไปบางทีจะจับปิศาจได้เทียนซื่อ เทพบุตรได้ฟังดังนั้น ก็นำความเข้าไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ถักทะลีทีอ๊องกับโลเฉียท้ายจื้อคุมพลเทพบุตรลงไปช่วย เห้งเจีย ถักทะลีทีอ๋องครั้นได้ฟังรับสั่งดังนั้น ก็คำนับลาออกมาจัดแจงเกณฑ์พล พร้อมกับเห้งเจีย เห้งเจียจึงบอกแก่เทียนซื่อว่า ข้าพเจ้ายังมีธุระอีกอย่างหนึ่ง อยาก จะได้พวกรามสูรไปช่วย ถ้าเวลารบกันจะให้รามสูรคอยอยู่บนอากาศผ่าลงศีรษะ ปิศาจให้ตายอย่างนี้จึงดี เทียนชือได้ฟังดังนั้นก็กลับเข้าไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้บอกรามสูรยกมาสมทบ ครั้นพร้อมเสร็จแล้วก็พากัน ยกออกจากประตูน้ำทีหมึง ถักทะลีทีอ๋องก็ขับพลมายังเขากิมเง่ชัวรอทัพอยู่บน อากาศเห้งเจียพูดว่า ท่านทั้งหลายคิดดูว่าท่านผู้ใดจะเข้าไปต่อสู้ก่อน ถักทะลีที่อ๋อง พูดว่า จะต้องให้โลเฉียบุตรข้าพเจ้าเข้าไปรบก่อน เพราะเธอมีอาวุธวิเศษสำหรับ ปราบปิศาจ จะต้องให้เธอออกก่อน เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะนำท้ายจื้อไป ร้องท้าทายให้มันออกรบ โลเฉียก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้วพร้อมกับเห้งเจียเดินมาหน้า ถ้ำ แลไปก็เห็นปิดประตูไว้แน่นหนา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง ว่า อ้ายปิศาจร้ายมึงจงรีบเปิดประตูส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูได้เห็นดังนั้น จึงรีบเข้าไปบอกนายว่า บัดนี้เห้งเจีย พาเด็กหนุ่มที่ไหนมาท้าชวนรบอยู่หน้าประตูถ้ำขอไต้อ๋องได้ทราบ ปิศาจต๊อกกั๊กได้ ทราบดังนั้น ก็จับทวนรีบเดินออกมาดู แลไปเห็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ รูปร่าง สง่างามปิศาจก็หัวเราะแล้วพูดว่า นี่เจ้าเป็นบุตรของถักทะลีทีอ๋องคือโลเฉียหรือ เหตุใดจึงมายังหน้าประตูถ้ำของเราแล้วยังทำฮึกฮักดังนี้ โลเฉียพูดว่าเพราะมึงอ้าย มารร้ายคิดทำลายพระถังซัมจั่ง มีรับสั่งเง็กเซียงฮ่องเต้ให้เรามาจับตัวเจ้า เจ้ายังไม่ รู้สึกหรือ ต๊อกกั๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธพูดว่า นี่เจ้าเห็นจะเป็นเห้งเจียไปเชิญมาหรือ เราคือเป็นตัวมารของพระถังซัมจั้งเจ้าจงเร่งรู้เถิด จงคิดดูให้ดีเจ้าเป็นทารกเด็กเล็ก น้อยจะมีฝีมือสักเพียงไร ต๊อกก็๊กพูดดังนั้นแล้วก็ยกทวนแทงโลเฉีย โลเฉียก็เอา เกี่ยมวิเศษขึ้นรับไว้ ต่างต่อสู้กันไปมาโดยสามารถเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงเรียกพวก รามสูร รามสูรก็ขึ้นบนอากาศคอยได้ท่าก็จะผ่าปิศาจ เห็นโลเฉียกำลังแผลงฤทธิ์ แปลงเป็นสามเศียรหกกรมือถืออาวุธหกอย่าง เข้าโจมตีปิศาจอยู่ฝ่ายปิศาจเห็นดังนั้น ก็แปลงเป็นสามเสียรหกกรมือถือทวนหกเล่มยกขึ้นรับ โลเฉียก็สำแดงวิธีอาวุธหกอย่าง คือเกี่ยมหนึ่ง ดาบหนึ่ง เชือกวิเศษหนึ่ง กระบอง วิเศษหนึ่ง จักรไฟหนึ่ง ตะกร้อวิเศษหนึ่ง ของหกอย่างนี้อาจปราบปิศาจยักษ์ร้าย ได้ โลเฉียร้องด้วยเสียงอันดังว่าให้แปลง ของวิเศษหกอย่างก็แปลงออกตั้งหมื่น แสนดุจเม็ดฝนตกลงมาจากอากาศฟาดฟันปิศาจยักษ์ ปิศาจต๊อกกั๊กแลเห็นดังนั้น ก็มิได้มีความสะดุ้งหวาดหวัน จึงชักห่วงวิเศษออกขว้างไปบนอากาศร้องว่าเก็บ ของ วิเศษห่วงนั้นก็เก็บของวิเศษเหล่านั้นเข้ามาได้ทั้งสิ้น ต๊อกกั๊กก็เรียกห่วงกลับคืน โลเฉียเห็นดังนั้นก็ตกใจล่าหนีกลับมายังที่ ฝ่ายปิศาจได้ชัยชนะก็กลับไปยังถ้ำฝ่ายเทพบุตรรามสูรทั้งสอง เห็นโลเฉียล่าหนีกลับมาก็มาบอกว่า เห็นท่านแผลง ฤทธิ์แผ่อำนาจอยู่ ข้าพเจ้าทั้งสองไม่อาจขว้างขวานลงไป บัดนี้ปิศาจมันเอาของ วิเศษไปหมดแล้ว ท่านจะคิดประการใดต่อไป เห็นจะต้องกลับไปหาท่านแม่ทัพก่อน พูดกันดังนั้นแล้วก็พร้อมกันทั้งโลเฉียมาหาถักทะลีทีอ่อง บอกว่าปิศาจนั้นมันมี อิทธิฤทธิ์มากจะเอาชัยชนะมันมิได้เห้งเจียว่า มันมีอานุภาพร้ายแรงที่ห่วงไม่รู้ว่าห่วงนั้นเป็นของวิเศษอย่างไร มัน โยนขึ้นก็รวบเอาของของเราไว้ได้ทั้งสิ้น ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าถ้า กระนั้นจะทำอย่างไรจึงจะปราบได้เห้งเจียว่าตามแต่ท่านทั้งหลายจะคิดอ่านเหตุ สำคัญ ที่ห่วง แม้ว่าสิ่งใดมันเรียกเอาไปไม่ได้แล้ว ก็คงจะจับตัวมันได้ ถักทะลีที อ๋องพูดว่า สิ่งที่มันจะเรียกไปไม่ได้ก็มีอยู่แต่ไฟกับน้ำ ด้วยคำโบราณท่านย่อมว่า ไฟกับน้ำ ไม่มีวิญญาณเห้งเจียพูดว่า ท่านคิดดังนั้นเห็นจะถูกต้องท่านคอยอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าจะรีบไปบน สวรรค์ ไปเชิญพระเพลิงมาช่วยปล่อยไฟให้เผาปิศาจยักษ์ บางทีจะพลอยเผาถุง นันได้ด้วย ลองดูอีกสักครั้งหนึ่ง บางทีจะเอาของวิเศษของเรากลับคืนได้ ท่านทั้ง หลายก็จะได้พากันกลับไปสวรรค์ และจะได้แก้พระอาจารย์ให้พ้นภัยได้ โลเฉียได้ ฟังดังนั้นก็มีความยินดีแล้วพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านไต้เซียจงรีบไปรีบมาเห้งเจียก็เหาะ ขึ้นมาบนอากาศไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็เดินตัดไปยังตำหนักแพฮวย เกง ครั้นถึงหน้าตำหนักพระเพลิง (ฮ้วยเต๊กแชกุน) แลเห็นเห้งเจียมาก็จัดแจง แต่งตัวออกมารับคำนับ พระเพลิงจึงพูดว่าเมื่อวานนี้ท่านกัวหั้นซีมาตรวจถึง ตำหนักนี้ก็ไม่มีผู้ใดจุติลงไปเห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าทราบแล้ว บัดนี้ท่านถักทะลีทีอ้อง กับบุตรชายโลเฉีย ยกพลเทพยดาลงไปก็ปราชัยพ่ายแพ้ เสียของวิเศษปิศาจเก็บเอาไปหมดสิ้น เพราะ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่านให้ลงไปช่วย เพราะปิศาจมันมีห่วงวิเศษอาจเรียก ของอื่น ๆ ไปได้ทั้งสิ้น ก็หารู้ว่าจะเป็นของวิเศษอะไรไม่ ท่านถักทะลีทีอ๋องเห็นว่า ไฟเป็นของเผาสิ่งอื่น ๆ ได้ แต่ที่เรียกไปนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงให้ข้าพเจ้ามาเชิญ ท่านแชกุนลงไปปล่อยไฟเผาปิศาจยักษ์เสียให้สิ้น จะได้ช่วยพระอาจารย์ข้าพเจ้า ออกให้พ้นภัยพระเพลิง ครั้นได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็รีบจัดพวกบริวารไฟพร้อมด้วยเห้งเจีย ออกจากประตูน้ำทีหมึง เหาะลงมายังเขากิมเง่ซัวครั้นถึงก็มาพบแก่ท่านแม่ทัพถัก ทะลีที่อ๋อง และโลเฉียรามสูรต่างก็คำนับกันแล้ว ถักทะลีทีอ๋องบอกแก่เห้งเจียว่า ให้ไปท้าชวนรบล่อปิศาจออกมา ข้าพเจ้าจะเข้ารบดูก่อน แม้ได้ทีก็ให้ฮ้วยเต๊กแซกุน ปล่อยไฟออกเผามัน เห้งเจียก็ไปยังประตูถำร้องท้าด้วยเสียงอันดัง ปิศาจต๊อกกัก ได้ยินก็พาพวกบริวารถืออาวุธออกมา เห็นเห้งเจียก็ด่าว่าอ้ายชาติลิง มึงไปหา กองทัพที่ไหนมาอีกหรือถักทะลีที่อ้อง ร้องตวาดว่าอ้ายพวกมารร้าย มึงจำกูไม่ได้หรือต๊อกกั๊กปิศาจ ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าท่านถักทะลีทีอ๋องจะแก้แค้นให้บุตรชายหรือ และ จะใคร่ได้เอาอาวุธวิเศษคืนดอกกระมัง ถักทะลีทีอ๋องตอบว่า ข้อหนึ่งเราจะแก้ แค้นเอาของวิเศษคืน ข้อสองเราจะจับตัวเจ้าแก้พระถังซัมจั้งออก ว่าแล้วก็ยก ง้าวขึ้นฟัน ปิศาจต๊อกกั๊กก็ยกทวนขึ้นรับ รบกันด้วยกำลังอันเข้มแข็ง ต่อสู้กันอยู่ ที่หน้าถ้ำ เห้งเจียจึงร้องให้ฮ้วยเต๊กแชกุนปล่อยไฟพวกพระเพลิงก็จัดไฟพร้อมกันฝ่ายถักทะลีที่อ๋องกำลังรบเห็นปิศาจชักถุงออกถักทะลีที่อ้องถอยกระโดดหนี พวกอัคคีอยู่บนยอดภูเขาสูงก็ปล่อยไฟลงมาเผาปิศาจ ต๊อกกักปิศาจแลเห็นไฟลุก โหมมาก็มิได้มีความหวั่นหวาดมือก็หยิบเอาถุงขว้างไปบนอากาศเสียงเปรี้ยง ไฟ ต่าง ๆ เหล่านั้นถุงก็หอบเอาไปทั้งสิ้น ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็กลับเข้าไปยังถ้ำฝ่ายอ้วยเต๊กแซกุนเมื่อปล่อยไฟไปก็หาทำอะไรแก่ปิศาจได้ไม่ จึงพาพวกพ้อง บริวารกลับมาพร้อมกันอยู่ที่ยอดเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ็องจึงพูดแก่เห้งเจียว่า บัดนี้ เราก็เสียทีมันรวบเอาไฟไปได้แล้วเราจะทำประการใดดี เห้งเจียพูดว่าจะมาคร่ำ ครวญวิตกทำไม เสียไฟไปแล้วก็จะต้องเอาน้ำมาทำลายให้จงได้ ท่านทั้งหลายจง พักคอยข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปเชิญจุ๊ยเต๊กแชกุนมาทำน้ำท่วม มันจึง จะเอาชัยชนะได้ สิ่งของที่เราเสียคงจะได้คืน ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาตรง ไปยังประตูสวรรค์ปักทีหมึงทิศอุดร เข้าไปในตำหนักเจี้ยวห้าวเกงฝ่ายจุ๊ยเต๊กแชกุนเห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ก็ออกเชิญเข้ามาข้างในนั่งที่อันสมควร แล้ว จุ๊ยเต๊กแซกุนพูดว่าวันก่อนท่านกัวหั้นซีมาตรวจวิตกในพวกข้าพเจ้านี้ว่าจะจุติ ลงไปบ้าง ท่านมิได้ไปตรวจในท้องพระมหาสมุทร จะเป็นปิศาจยักษ์ร้ายอะไรที่ไหน เห้งเจียพูดว่าอันปิศาจนั้นก็หาใช่อยู่ในท้องพระมหาสมุทรไม่ ข้าพเจ้าได้ไปเชิญฮ้วย เต๊กแชกุนลงไปช่วยปล่อยไฟเผามัน มันก็เอาถุงขว้างขึ้นเรียกไฟเข้าถุงไปสิ้น ข้าพ เจ้าคิดว่าของสิ่งที่ไม่กลัวไฟคงจะแพ้น้ำ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามาเชิญท่านลงไปปล่อย น้ำท่วมปิศาจให้ตาย ช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าออกให้พ้นภัยจุ๊ยเต๊กแซกุน ได้ฟังดังนั้นก็รีบรวมบริวารน้ำพร้อมเสร็จแล้ว ก็ออกจากตำหนัก พร้อมด้วยเห้งเจียเหาะไปยังเขากิมเง่ซัว เห้งเจียถามจุ๊ยเต๊กแชกุนว่าท่านจะเอาอะไร ใส่น้ำ จุ๊ยเต๊กแชกุนจึงล้วงเอาขวดเล็กออกจากมือเสื้อขวดหนึ่ง แล้วบอกว่านี่แหละ ข้าพเจ้าใส่น้ำ เห้งเจียถามว่าขวดเล็ก ๆ เท่านี้จะใส่นำได้สักเท่าใด จุ้ยเต็กแชกุๆ ตอบว่านำในลำแม่นำอึงฮ้อนันจะใส่ครึงลำแม่นำ ถ้าเต็มขวดก็หมดทังแม่นำเห้ง เจียได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าครึ่งขวดก็ดีแล้วฝ่ายจุ๊ยเต๊กแชกุนออกจากสวรรค์ ก็เอาขวดวิเศษตักน้ำในลำแม่น้ำอึงฮ้อครึ่ง ขวดแล้วก็ตามเห้งเจียมา ครั้นถึงเขากิมเง่ซัวก็เข้าคำนับถักทะลีทีอ๋องหมู่เทพยดา ก็เล่าการที่รบสู้ให้จุ๊ยเต๊กแชกุนฟังทุกประการ เห้งเจียพูดว่าอย่าพูดให้ข้าไปขอท่าน ได้ตามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะเรียกพวกปิศาจให้เปิดประตูท่านไม่ต้องรอให้มันออก แม้เห็นมันเปิดประตูจงเทน้ำกรอกเข้าไปในถ้ำให้ท่วมทั้งถ้ำ มันตายหมดแล้วข้าพเจ้า จะได้รับอาจารย์ออกต่อภายหลัง จุ๊ยเต๊กแชกุนกับเห้งเจียก็พร้อมกันไปที่หน้าถ้ำ เห้งเจียเรียกว่า อ้ายพวกมารร้ายมึงเร่งเปิดประตูออกมาต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็หยิบถุงวิเศษกระโดดออกมาเปิดประตู จุ๊ยเต๊กแชกุนก็เอา ขวดน้ำวิเศษเทกรอกเข้าไปในถ้ำ น้ำก็ไหลอู้เข้าไปต๊อกกั๊กเห็นดังนั้น ก็เอาถุงสอง ตรงสายน้ำ ๆ ก็ไหลย้อนกลับออกไปปากถ้ำ เห้งเจียจุ๊ยเต๊กแซกุนเห็นดังนั้นก็ตกใจ กระโดดถอยหนีขึ้นยอดเขา ฝ่ายถักทะลีทีอ๋องกับหมู่เทวดาก็เหาะขึ้นกลางอากาศ คอยดูเห็นน้ำไหลเป็นคลื่นละลอกชัดออกฉาดฉาน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องว่าไม่ เป็นการ น้ำท่วมไร่นาชาวบ้านเสียไปหมด ปิศาจก็สบายอยู่ไม่ร้อนใจไม่รู้ที่ว่าจะทำ ประการใดได้ จึงบอกจุ๊ยเต๊กแชกุนให้เรียกน้ำกลับคืน จุ๊ยเต๊กแชกุนว่าข้าพเจ้าทำ ได้แต่ปล่อยจะเรียกคืนกลับทำไม่ได้ (คำบุราณ ว่านำเทแล้วกลับคืนเข้าไม่ได้) อัน เขานันแม้จะสูงถ้าน้ำท่วมเขาขึ้นเขานันก็ดำลง สักประเดียวน้ำก็ไหลลงคลองหมด แลเห็นที่หน้าถ้ำมีปิศาจกระโดดโลดเต้นตบมือเยาะเย้ย ถักทะลีที่อ๋องพูดว่านำก็ ไม่ เข้าไปในถ้ำได้เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เป็นผล เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ละอายแก่ใจ กำ หมัดวิ่งมาร้องว่าอ้ายมารร้ายมึงอย่าหนีกูกูจะตีมึงให้ตายปิศาจบริวารเหล่านั้นก็พากันวิ่งหนีเข้าถ้ำ ไปบอกแก่ต๊อกก็๊กว่าอ้ายลิงมันไล่ตี มาอีกแล้ว ต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็ฉวยทวนวิ่งออกมาตวาดเสียงอันดังว่า อ้ายนี่มึง แพ้หลายครั้งแล้วยังจะเอาชีวิตมาทำลายเสียอีกหรือ เห้งเจียว่าอ้ายลูกน้อยมึงอย่า พูดโอหังมึงจงมากินหมัดตาสักทีหนึ่งเถิด ต๊อกกั๊กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายลิงมันอุตสาห์มาต่อสู้มันมือเปล่ากำหมัดมวยใหญ่เสมอเมล็ดชมพู่ทำไมมันจึง มาอวดเก่ง พูดดังนั้นแล้วก็ร้องว่าเราจะวางทวนเสียเอามือเปล่า ลองเล่นมวยกับ เจ้าสักพักหนึ่งให้เห็นฝีมือว่าแล้วก็วางทวนมือก็ถกกางเกงขึ้นผูกเชือกเอวแน่นดีแล้ว ก็ออกท่าตรงเข้ามายกกำหมัดขึ้นดุจลูกตุ้มเหล็ก เห้งเจียก็ขยับท่าคอยระวังพอได้ ทีก็เข้าประจัญบานต่างออกกำลังโดยเข้มแข็งด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายถักทะลีทีอ๋อง โลเฉียหมู่เทพยดาอยู่บนยอดเขา แลเห็นก็ลงมาจะเข้าช่วยเห้งเจียฝ่ายพวกปิศาจต่างก็ถือทวนหอกดาบอาวุธต่าง ๆ เต้นรำโห่ร้องตีกลองม้าล่อ กึกก้องสนั่นหวั่นไหว พากันเข้าล้อมเห้งเจีย เห้งเจียเห็นไม่ได้ท่าก็ถอนขนออกกำ มือหนึ่ง ขว้างไปบนอากาศร้องว่าแปลงก็แปลงเป็นลิงน้อยห้าหกสิบตัว ตรูกันเข้า ล้อมจับต๊อกกั๊กบ้างเข้าจับแข้งจับขากอดบั้นเอวบ้างก็ควักลูกตา ปิศาจตกใจจึงควัก ถุงวิเศษออก เห้งเจียถักทะลีทีอ๋องกับเทวดาทั้งหลายเห็นปิศาจชักเอาถุงวิเศษออก ก็พากันล่าถอยหนีออกขึ้นภูเขา ปิศาจขว้างถุงวิเศษไปเสียงเปลี้ยงก็รวบเก็บลิง แปลงนั้นเข้าถุงทั้งสิ้น ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็พาบริวารเข้าถ้ำปิดประตูฝ่ายเห้งเจียถักทะลีอ่องกับเทวดาทั้งหลายนั่งปรึกษากันว่า อ้ายปิศาจมารร้าย มันมีฤทธิ์ที่ถุงนั้นยากที่จะกำจัดได้ ฮ้วยเต๊กกับจุ๊ยเต็กพูดว่า ถ้าได้ถุงวิเศษมาแล้ว จึงจะปราบลงไปได้ เห้งเจียพูดว่า ทำอย่างไรจึงได้ถุงวิเศษของมันเล่า นอกจาก จะขโมยเป็นไม่ได้ เทพบุตรทั้งหลายพูดว่า นอกจากท่านเห้งเจียก็ไม่เห็นใครผู้ใด จะเอาได้ เมื่อครั้งก่อนลักชมพู่ลักยาไม่มีผู้ใดเสมอ มาวันนี้จะต้องลักถุงวิเศษ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าท่านทั้งหลายช่างพูด ถ้ากระนั้นรอให้ข้าพเจ้าไปแอบดู ลาดเลาก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูดแล้วก็กระโดดลงจากเขาเดินมาถึงหน้าถ้ำ ก็แปลง เป็นแมลงวันหัวเขียวตัวน้อยบินเบา ๆ เข้าไปในถ้ำ แลไปก็เห็นหมู่ปิศาจนั่งอยู่ทั้ง สองข้าง ปิศาจต๊อกกั๊กไต้อ๋องนั่งอยู่หัวโต๊ะ บนโต๊ะก็ตั้งเรี่ยรายล้วนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เนื้งง เนื้อสัตว์ เนื้อกวาง ปิศาจนั่งกินตามสบาย เห้งเจียลงยังพื้นแปลงเป็นตัว เหาน้อย ค่อยคลานเลียบเคียงเข้าข้างโต๊ะสอดนัยน์ตาด้อมมองหา ก็มิได้เห็นถุง วิเศษ ค่อย ๆ คลานเลยไปข้างหลังโต๊ะแลขึ้นไป่บนราวก็เห็นแขวนอยู่ มังกรไฟ ม้าไฟและกระบองเหล็กเห้งเจียแลเห็นแล้วก็อดใจไม่ได้ก็ลืมนึกแปลงรูปเดิมกระโดด ขึ้นกระชากกระบองลงมาได้ก็แกว่งกวัดตีขนาบออกมาฝ่ายปิศาจตกใจด้วยไม่ทันรู้ตัว รอรับไม่อยู่เห้งเจียก็ออกมาจากถ้ำได้ ก็เดิน ขึ้นบนยอดเขา บอกแก่ถักทะลีทีอ๋องและเทวดาทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าเอากระบอง มาได้แล้ว ถักทะลีทีอ๋องถามว่าเข้าไปในถ้ำเห็นเป็นอย่างไรบ้างเห้งเจียก็เล่าให้ถัก ทะลีทีอ๋องฟังทุกประการ ในทันใดนั้นได้ยินเสียงกลองและม้าล่อหวั่นไหว แลไป เห็นพวกปิศาจต๊อกกักคุมพวกบริวารไล่ตามเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็นก็แกว่งกระบอง ตรงมาสกัดหน้าร้องถามว่าอ้ายมารร้าย มึงจะไปข้างไหน ปิศาจตอบว่าอ้ายขโมย มึงซั่งไม่มีความอาย กลางวันแสก ๆ ก็มาปล้นเอาของกูมา เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ ปิศาจมารร้าย มึงทำเล่ห์กลเอาของกูไป ของสิ่งใดว่าเป็นของมึงที่กูได้เอามา ว่า แล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตี ปิศาจยกทวนขึ้นรับปัดป้อง ต่อสู้กันประมาณสาม ชั่วโมงไม่แพ้ไม่ชนะกัน ตะวันก็จวนจะค่ำปิศาจล่าถอยเข้าถ้ำปิดประตู เห้งเจียก็ แบกเอากระบองกลับมาบอกแก่ถักทะลีทีอ๋องและเทพยดาว่า ปิศาจถูกฝีมือข้าพเจ้า รบวันนี้มันระอาอ่อนลงมาก ท่านทั้งหลายอย่าเป็นทุกข์ รอข้าพเจ้าจะเข้าไปดูใน ถ้ำมัน จะค้นหาถุงนั้น แม้ว่าได้ท่วงทีก็จะลักมาการที่จะจับตัวก็คงจะสำเร็จ สิ่ง ของวิเศษที่มันเอาไปไว้ ก็จะได้กลับคืนมาให้แก่ท่านทั้งหลายกลับไปสวรรค์โลเฉียจึงห้ามว่าเวลานี้ก็จวนค่ำแล้วพรุ่งนี้จึงค่อยไปเถิด เหงเจียพูดว่าท้ายจื้อ ยังไม่เข้าใจ อันธรรมดาขโมยนั้นกลางวันหาสู้จะถนัดไม่ กลางคืนจึงจะทำได้ตาม สบาย พูดดังนั้นแล้วก็หัวเราะเอากระบองเหน็บซ่อนแล้วก็ลงจากยอดเขาตรงมายัง ประตูถ้ำ แปลงเป็นตัวเล็นน้อยกระโดดมุดเข้าไปในประตูถ้ำ ไปเกาะจับอยู่ที่ฝา ผนังคอยดูลาดเลา แลเห็นตามไฟสว่างไสว เห้งเจียค่อยพิศดูโดยละเอียด เห็น พวกปิศาจน้อยกำลังเลี้ยงกันอยู่วุ่นวาย ทั้งเหล้าทั้งเนื้อสัตว์กินเล่นตามสบายใจ ประมาณครู่ใหญ่ก็เก็บเลิก ต่างก็จัดหาที่นอน เวลานั้นได้สองยามเศษ เห้งเจียก็ ออกจากที่คลานไปข้างชั้นใน ได้ยินเสียงปิศาจต๊อกกักสั่งพวกบริวารให้ผลัดกัน คอยระวังระไว จะนอนก็ให้อุตสาห์ตื่นลุกขึ้นบ้าง บางทีเห้งเจียจะแปลงตัวแอบ เข้ามาขโมยของ พวกเจ้าจงเอาระฆังมาสันนั่งยามเห้งเจียเห็นแล้วก็เลยกระโดด คลานเข้าห้องใน เห็นมีเตียงหินโต๊ะหินมีเครื่องตั้งแต่งเรียงรายและนางไม้ปิศาจ เข้าคอยปฏิบัติรักษาต๊อกกักอยู่ เห้งเจียแลไปเห็นต๊อกกักถอดเสื้อถอดเครื่องแต่ง ตัวออกแล้ว ขึ้นนอนบนเตียงศิลา ที่แขนสวมห่วงเหล็กดูคล้ายพวงร้อยลูกประคา ปีศาจก็ไม่ถอดออกจากแขน กลับรูดขึ้นแน่นแล้วก็หลับ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลง เป็นตัวไรน้อย กระโดดขึ้นบนเตียงศิลา มุดแอบอยู่ในผ้าห่มนอน คลานมาใกล้ที่ ห่วงวิเศษนั้น ขยิกกัดทีหนึ่งฝ่ายปิศาจพลิกตัวด่าว่าอ้ายพวกเล็ก ๆ มันไม่ปัดกวาดที่นอนทิ้งไว้ให้ตัวอะไร มันติดอยู่กัดกูดังนี้ พูดดังนั้นแล้วก็เอามือรูดห่วงนั้นขึ้นแล้วก็นอนลงอย่างเดิม เห้ง เจียก็กลับคลานเข้าที่ห่วงกัดอีกที่หนึ่ง ปิศาจก็นอนนิงเฉยไม่ธุระ เห้งเจียเห็นท่า จะขโมยไม่ได้ก็กลับกระโดดลงจากเตียงแปลงกลับเป็นตัวเล็นไปอย่างเดิมคลาน ออกจากห้องเข้าไปข้างหลัง ก็ได้ยินเสียงมังกรร้องม้าร้องออกอีกทึก ประตูชั้นใน ใส่กุญแจไว้แน่นหนามังกรไฟม้าไฟขังอยู่ในนั้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็แปลงกลับเป็น รูปเดิม เดินเข้ามายังหน้าประตู ร่ายคาถาสะเดาะกุญแจหลุดถอนเปิดออกแล้ว เห้งเจียก็เข้าไปในห้องที่ไว้สิ่งของวิเศษไฟส่องแสงสว่างดุจกลางวัน แลเห็นทั่วไปที่ แขวนที่พิงอยู่ตามฝาเป็นเครื่องอาวุธต่าง ๆ คือเป็นของโลเฉียและศรไฟธนูไฟเป็น ของของจุ๊ยเต็กแชกุนและฮ้วยเต๊กแชกุน เห้งเจียเห็นแล้วแลไปเห็นมีแท่นศิลาบนนั้น มีถาดตั้งอยู่ถาดหนึ่ง ในนั้นมีขนสักกกำมือหนึ่งเห้งเจียเห็นดังนั้นก็ดีใจ หยิบขึ้นเป่า ทีหนึ่งร้องให้แปลงก็แปลงเป็นวานรน้อยสี่ห้าสิบ เห้งเจียก็สั่งให้เก็บเอาอาวุธเหล่า นั้นไป วานรน้อยก็พากันเก็บเอาไปหมดสิ้น เห้งเจียกระโดดขึ้นหลังมังกรไฟแล้ว ก็ปล่อยไฟตั้งแต่ในถ้ำตลอดออกมาจนปากถ้ำ ก็ได้ยินไฟลุกในถ้ำดุจพายุใหญ่ลุก ไหม้โพลงแดงไปทั้งถ้ำ พวกปิศาจต่างตกใจลุกขึ้นร้องไห้เสียงอีกทึก ต่างเอาตัวรอด วิ่งหนีไฟ ไม่มีทางออกถูกไฟเผาล้มตายไปประมาณครึ่งหนึ่ง เห้งเจียก็กลับมาหา ถักทะลีทีอ๋องเวลานั้นสามยามเศษฝ่ายถักทะลีทีอ๋องกับเทวดาทั้งหลายอยู่บนยอดเขาแลลงไปที่หน้าถ้ำปิศาจ เห็น ไฟลุกออกสว่างฟ้าก็พากันจะลงไป ก็พอแลเห็นเห้งเจียขี่มังกรไฟขับพวกลิงน้อย กลับมา ครั้นถึงก็ร้องเรียกเสียงดังว่าท่านทั้งหลายจงมารับเครื่องอาวุธเถิด แล้ว เห้งเจียก็เรียกขนแปลงเหล่านั้นกลับคืนเข้าตัว โลเฉียท้ายจื๊อก็เก็บเอาเครื่องมือของ ตัว ฮ้วยเต๊กแชกุนก็เก็บเอาเครื่องไฟและมังกรไฟแล้ว ต่างก็ได้เครื่องมือกลับคืนทุก คนมีความรื่นเริง สรรเสริญเห้งเจียว่าท่านมีฝีมือดีมาก ข้าพเจ้าทั้งหลายสู้ไม่ได้ฝ่ายต๊อกกั๊กอยู่ในถ้ำกำลังหลับได้ยินเสียงไฟลุกก็ตกใจ รีบเปิดประตูห้องสอง มือจับห่วงวิเศษขึ้นบังซ้ายบังขวาที่ไหนมีไฟลามลุกก็เอาห่วงวิเศษส่งไปไฟก็ดับสงบ ลงทันทีทั้งสิ้น ต๊อกกั๊กก็รีบไปช่วยพวกบริวาร ตรวจดูที่ถูกไฟตายเสียครึ่งหนึ่งและ ค้นดูเครื่องอาวุธวิเศษที่ได้มาก็หายไปทั้งสิ้น แล้วเดินเลยไปข้างในดูโป๊ยก่ายซัวเจ้ง ถังซัมจั้งก็ยังอยู่พร้อม ม้าและเข้าของก็อยู่พร้อมต๊อกกั๊กคิดขึ้นมาก็แค้นใจพูดว่า อันไฟนี้ไม่ใช่ผู้ใดเลยอ้ายเห้งเจียเป็นแน่ เมื่อเวลาข้าลงนอนไม่มีความสุข ชะรอย อ้ายลิงมันแปลงมาจะขโมยของวิเศษของเรา มันจะเห็นท่าว่าจะเอาไม่ได้แล้ว มัน จึงได้ลักเอาของเหล่านั้นไปจึงได้ปล่อยมังกรไฟให้เผาอย่างนี้ มันคิดจะใคร่เผาเรา ให้ตาย แม้อ้ายชาติลิงจะคิดกลอุบายประการใดก็คงป่วยการเปล่า มันมิได้รู้ว่า ของวิเศษของเรานั้น ลงน้ำก็ไม่จมเผาไฟก็ไม่ไหม้ แม้ว่ากูจับอ้ายลิงนี้ได้ก็จะสับ ฟันให้สาแก่ใจกู พูดคร่ำครวญสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงไก่ขันจวนจะแจ้งฝ่ายพวกเทพบุตรบนยอดเขา โลเฉียครั้นได้อาวุธกลับคืนแล้วจึงพูดแก่เห้งเจีย ว่า สว่างแล้วพวกเราพากันลงไปกำจัดปีศาจโดยเร็วในเวลากำลังตกใจอยู่ฉะนี้ และ ให้ฮ้วยเต๊กแชกุนเอาไฟปล่อยเผาช่วยเป็นกำลังท่านเห้งเจียจงไปรบกับปิศาจบางที่ ครั้งนี้จะจับตัวได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าเห็นการจะสำเร็จได้ พูดดังนั้นแล้ว ต่างก็จัดแจงแต่งตัวพร้อม เห้งเจียออกหน้าโลเฉียกับเทพบุตรและถักทะลีที่อ๋องก็ ยกพลหนุนตามไป ครั้นถึงหน้าถ้ำแลไปเห็นบานประตูถ้ำทั้งสองบานถูกไฟไหม้เป็น เถ้าไปทั้งสิ้น ในประตูนั้นเห็นพวกปิศาจบริวารสองสามปิศาจกำลังเก็บกวาดขี้เถ้า อยู่ เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้ายปิศาจมึงจงออกมารบกับกูให้เห็นฝีมือ กันว่าผู้ใดจะดีกว่ากัน จนถึงแพ้ชนะในครั้งนี้ปิศาจบริวารได้ยินเสียงตวาดดังนั้นแลไปเห็นเห้งเจียก็ทิ้งไม้กวาดวิ่งเข้าไปบอก ต๊อกกักว่าไต้อ๋องอ้ายลิงมาอีกแล้ว ต๊อกกักได้ยินดังนั้นก็ตกใจ มือจับทวนกระโดด ลงจากแท่นเดินออกมายังประตูถ้ำแลเห็นเห้งเจียยืนอยู่ จึงร้องด่าว่าอ้ายผู้ร้ายปล้น เผาเรือนเก็บทรัพย์มึงจะมีฝีมือสักเท่าใดก็จงมารบสู้กันจนถึงแพ้ชนะอย่าหนี ว่าแล้ว ก็ยกทวนแทงไปหวังให้ถูกเห้งเจีย เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นรับปัดป้องไว้รบกันอยู่ ช้านานหลายเพลงฝ่ายโลเฉียถักทะลีทีอ้องและเทพบุตรทั้งหลาย ก็ช่วยกันเข้าระดมรบฮ้วยเต๊ก แซกุนก็ปล่อยไฟ พวกรามสูรก็ขว้างขวานฟ้าผ่าลงมา ถักทะลี่ที่อ๋องถือง้าวเข้าช่วย เห้งเจียรบ โลเฉียเอาอาวุธวิเศษหกอย่างเข้าระดมรบ หมู่เทพยดาต่างแผลงฤทธิ์ เข้าระดมพร้อมกันทุก ๆ คน แต่ปิศาจก็มิได้สะดุ้งหวาดหวั่น หัวเราะแล้วมือก็ล้วง เอาห่วงวิเศษออกจากมือเสื้อขว้างไปร้องว่าให้เก็บ ห่วงวิเศษก็เอาอาวุธเหล่านั้น และกระบองเหล็กของเห้งเจียไปได้ทั้งสิ้นฝ่ายปิศาจต๊อกกั๊กเมื่อมีชัยชนะแล้วก็พาบริวารปิศาจกลับเข้าถ้ำสั่งบริวารให้เอา ศิลาก้อนซ้อนทำปิดแทนประตูถ้ำขึ้นใหม่ และจัดทำห้องหับให้เรียบร้อยดีแล้ว จะให้ เอาพระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาฆ่าบวงสรวงที่ทางแล้วจึงเอาเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริง ในพวกเรา ปิศาจทั้งหลายได้ฟังนายสั่งดังนั้นก็ไปจัดการตามนายสั่งฝ่ายหมู่เทพยดา ครั้นแพ้ฝีมือปิศาจแล้วก็พากันกลับไปยังยอดเขากิมเง่ซัว ถัก ทะลีที่อ้องโลเฉียฮ้วยเต๊กแชกุนกับเห้งเจีย ต่างก็มีความโกรธแค้นเว้นแต่จุ๊ยเต๊ก แซกุนนั่งนิ่งอยู่ เห้งเจียอุตสาห์สะกดใจแสร้งทำหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลาย อย่ามีความวิตกเลย ไว้ธุระข้าพเจ้าจะไปสืบสาวราวเรื่องของอ้ายปิศาจนี้ ให้ทราบ เหตุผลได้ความจริงก่อน โลเฉียพูดว่าท่านไต้เซีย เมื่อครั้งก่อนได้ขึ้นไปทูลเง็กเชียง ฮ่องเต้ ก็ได้สืบตรวจดูจนชั้นฟ้าแล้วก็ไม่ได้ความ ก็บัดนี้จะไปสืบที่ไหนอีกเล่า เห้ง เจียตอบว่าข้าพเจ้าคิดว่าพระพุทธเจ้ามีอภนิหารเป็นสัพพัญญรู้ทั่วโลกหาผู้ใดเปรียบ เสมอมิได้ ข้าพเจ้าจะทูลถามก็จะได้รู้ว่าปิศาจตนนี้จะเป็นสิ่งอะไร และจะใคร่จับ ปิศาจนั้นแก้แค้นให้ท่านทั้งหลายสิ้นธุระได้กลับไปยังเมืองสวรรค์ ถักทะลีทีอ่อง โลเฉียกับหมู่เทพยดาทั้งหลายพูดว่าท่านไต้เซีย พูดอย่างนี้ชอบแล้วถูกแล้ว ขอเชิญ ท่านรีบไปเถิด เห้งเจียก็รับว่าข้าพเจ้าจะไป่เดี้ยวนี้ ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศตรง มาบัดเดี๋ยวก็ถึง เห้งเจียลงยังพื้นเดินพิจารณาดูรอบทั้งซ้ายขวา ได้ยินเสียงคน เรียกว่าซึงหงอคงไปอยู่ที่ไหนจะไปข้างไหน เห้งเจียหันหน้ามาดู เห็นนางภิกขุนี เห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับแล้วจึงพูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจมาเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้านางภิกขุนีพูดว่า ท่านจะหาพระยูไลทำไมไม่ขึ้นไปบนสำนักแก้วเล่า เห้งเจีย พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งมายังไม่เคยไม่เข้าใจว่าควรจะเฝ้าได้ในที่ใด นางภิกขุนีบอกว่า ท่านจงเดินตามข้าพเจ้าไปเถิดจะพาท่านไป ห้งเจียก็เดินตามนางภิกขุนีมาประเดี้ยว ก็ถึงประตูวัดลุ่ยกิมยี่ แลไปข้างในก็เห็นหมู่พวกพรหมอินทร์และเทพบุตรสาวกนั่ง เฝ้าอยู่ เห้งเจียก็พักคอยอยู่ข้างนอก นางภิกขุนีก็เข้าไปกราบทูล พระองค์ทรงทราบ แล้วก็รับสั่งว่าให้เห้งเจียเข้าไปเฝ้า เห้งเจียเข้าไปถึงก็ถวายอภิวาทกราบไหว้โดย เคารพ แล้วนั่งคุกเข่าพนมมือท่าพรหม สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธฎีกา ตรัสถามเห้งเจียว่า หงอคงตถาคตได้ยินว่ากวนอิมโพธิสัตว์โปรดให้ออกจากทรมาน ทุกข์แล้ว และให้สมาทานถือศีลปฏิบัติธรรม และให้รักษาพระถังซัมจั้งให้มาถึงนี่ เพื่อจะได้อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ทำไมมาแต่ผู้เดียวเล่า มีกิจธุระสิ่งใดหรือเห้งเจียยกมือขึ้นเคารพแล้วทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด ข้าพระองค์ตั้งแต่สมา ทานศีลแล้ว ก็ติดตามรักษาพระถังซัมจั้งมา บัดนี้เดินทางมาถึงภูเขากิมเง่ซัว พบ ปีศาจมารร้ายเรียกนามว่าจู๊ต้ายอ้องมีฤทธิ์อานุภาพเชี่ยวชาญทำกลอุบายจับเอา พระถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายซัวเจ้งไว้ในถ้ำ ข้าพเจ้าได้รบพุ่งต่อสู้แก่ปิศาจหลายครั้ง และได้พึ่งเง็กเซียงฮ่องเต้ให้หมู่เทพยดาเทพารักษ์ลงมาช่วยก็พ่ายแพ้แก่ปิศาจไป ทั้งสิ้น ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดช่วยปราบปิศาจร้าย เพื่อให้พระถังชัมจั้ง รอดพ้นจากมือมารจะได้ตั้งความเพียรให้ถึงแก่มรรคผลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูล ก็ทรงทราบโดย พระญาณวิถีจึงมีพระพุทธฎีกาบรรหารตรัสแก่เห้งเจียว่าอันปิศาจนั้นแม้ว่า พระ ตถาคตรู้เหตุการณ์ตลอดแล้ว ก็ไม่ควรจะแพร่งพรายให้เห้งเจียรู้แจ้งได้ ตถาคต จะให้แต่สิงอันประกอบธรรมไปช่วยจับปิศาจได้อยู่ เห้งเจียทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้ประเสริฐ พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ข้าพเจ้าให้ไปปราบจับปิศาจร้าย ขอให้ ข้าพระพุทธเจ้าทราบสมเด็จพระผู้มีพระภาค จึงสั่งสิบแปดพระอรหันต์เปิดห้องแก้วหยิบยากิมตัน สิบแปดเม็ด เอาไปถือต่างพระองค์ องค์ละเม็ดไปช่วยเห้งเจีย เห้งเจียทูลถามว่า ยากิมตันนั้นจะเป็นประการใด พระองค์ตรัสว่า ครั้นเวลาถึงถ้ำปิศาจแล้ว เห้งเจีย จงไปท้าล่อให้ปิศาจออกมานอกถ้ำแล้วให้พระอรหันต์ เอายากิมตันขว้างล้อมปิศาจ มิให้ออกมาได้ เมื่อเวลานั้นเห้งเจียจะทำอย่างไรก็แล้วแต่เห้งเจียเห้งเจียได้ฟังพระองค์ตรัสชี้แจงสั่งดังนั้นก็มีความยินดีพูดว่ายาวิเศษ ๆ ขอได้ โปรดรีบไปโปรดเถิด สิบแปดพระอรหันต์ก็เข้าไปหยิบยากิมตันองค์ละเม็ดออกมา จากห้องแล้ว นมัสการพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เสด็จปาฏิหาริย์เหาะไปยังเขากิมเง่ซัว พร้อมกับด้วยเห้งเจีย เห้งเจียเหาะตามมาข้างหลังคอยตรวจดู เห็นพระอรหันต์หาย ไปสององค์ เห้งเจียจึงพูดว่านี่ท่านไปข้างไหนเสียสององค์ พระอรหันต์จึงถามว่า ท่านบ่นอะไร เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าได้เห็นพระอรหันต์สิบแปดองค์มาด้วยกัน บัดนี้ทำไมจึงเห็นแต่สิบหกองค์เล่า พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นพระอรหันต์มาอีกสอง องค์ พูดว่าเห้งเจียทำไมทิ้งเราเสียสององค์เล่า ด้วยอาตมภาพทั้งสองล้าหลังคอย ฟังคำสังพระพุทธเจ้าอยู่ เห้งเจียพร้อมกับพระอรหันต์สิบแปดพระองค์เหาะมา บัด เดี๋ยวก็ถึงเขากิมเง่ซัว ถักทะลีทีอ๋องแลเห็นก็รีบพาหมู่เทพบุตรออกมาคำนับรับเข้า นังทีแล้ว ถักทะลีที่อ้องจึงเล่าความให้พระอรหันต์ฟังทุกประการ พระอรหันต์ตรัส ว่าไม่ต้องเล่าจะช้าไปเปล่า ๆ จงรีบไปล่อให้ปิศาจออกมาเถิด เห้งเจียให้ฟังพระ อรหันต์ดังนั้นก็แผลฤทธิ์กำหมัดกัดฟันกระโดดลงไปยังหน้าถ้ำร้องด่าว่าท้าทายด้วย ถ้อยคำอันหยาบช้าต่าง ๆ เพื่อให้ปิศาจมีใจโกรธจะได้ออกมาโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตูถ้ำ เมื่อได้เห็นเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น ก็รีบ นำความเข้าไปแจ้งแก่ต๊อกกั๊กไต้อ้อง ต๊อกกั๊กไต้อ่องได้ฟังบริวารบอกดังนั้นก็บันดาล โทสะเป็นกำลัง ก็จับทวนเป็นอาวุธสำหรับมือถือเดินออกมา เห็นเห้งเจียยืนอยู่ก็ ร้องด่าว่าอ้ายชาติไพรไม่มีความอาย มึงแพ้กูหลายครั้งแล้วยังหารู้สึกคิดหนีเอาตัว รอดไม่ ยังจะกลับมาหาที่ตายหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าอ้ายมารร้าย มึง ไม่รู้จักดี ถ้ามึงจะใคร่ให้ตาของมึงไม่มา มึงจงยอมสามิภักดิ์ส่งอาจารย์ของเราและ น้องเราทั้งสองออกมาแล้ว เราจึงจะละเจ้าไม่มารบกวนต่อไปปิศาจตอบว่า คนทั้งสามนั้นเราชำระขัดล้างไว้ดีแล้ว ไม่ช้าจะทำกับกินเป็น แกล้มสุรากินเล่นให้อร่อย เจ้าเห็นจะยังไม่รู้ดอกกระมัง จึงยังมาร้องทวงดังนี้ เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็สะกดใจไม่อยู่ กำหมัดตรงเข้าไปจะชกปิศาจ ปิศาจก็เอาทวนรับปัด ป้องแล้วเอาทวนแทงเห้งเจีย เห้งเจียก็ตลบซ้ายตลบขวาล่อให้ปิศาจไล่ตามมา ปิศาจมิได้ทราบในกลอุบาย ก็ขยิกไล่เห้งเจียออกมาพ้นหน้าถ้ำข้างทิศอาคเนย์ เห้ง เจียเห็นได้ที่ก็ร้องให้พระอรหันต์สิบแปดองค์เอายากิมตันขว้างลงมา ยาก็บันดาล เป็นเม็ดทรายตกลงมาดุจห่าฝน บัดเดี้ยวทรายท่วมขึ้นสามศอกเศษ ปิศาจยืนงงงวย มองดูที่เท้าก็เห็นทรายยิ่งมูลมากขึ้นทุกที ปิศาจก็กระโดดขึ้นยืนบนหน้าทรายยั้ง ตัวไม่ใคร่อยู่ มองดูบัดเดี้ยวเห็นทรายท่วมขึ้นมาอีกสองสามศอก ปิศาจตกใจกัรีบ ซักห่วงออกขว้างขึ้นไปร้องให้เก็บคำหนึ่ง ห่วงก็รวบยากิมตันสิบแปดเม็ดมาได้หมด ปิศาจเก็บยากิมตันมาได้แล้วก็กลับไปยังถ้ำฝ่ายพระอรหันต์ก็เหลือแต่มือเปล่ายืนอยู่บนเมฆ เห้งเจียเข้ามาใกล้ถามว่า ทำไมท่านไม่ปล่อยยาลงมาเล่า พระอรหันต์บอกว่าขว้างลงไปแล้ว ได้ยินเสียงอะไร ดังเปรี้ยงทีหนึ่ง ยานั้นก็หายไปข้างไหนหมด เห้งเจียหัวเราะพูดว่าอ้ายปิศาจมัน เอาไปเสียแล้ว ถักทะลีทีอ้องว่ากำจัดมันยากที่สุด คราทีนี้จะทำประการใดดีเล่าพระอรหันต์หั้งเล้งหกเฮ้าทั้งสองพระองค์พูดแก่เห้งเจียว่า ท่านเข้าใจหรือเปล่า เมื่อออกจากอารามอาตมภาพล้าหลังอยู่นั้นว่าเป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า ไม่เข้าใจเลย พระอรหันต์บอกว่าพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งว่าปิศาจต๊อกกั๊กมีฤทธิ์เชี่ยวชาญ แม้ว่ามันเรียกเอากิมตันนั้นไปได้ ก็ให้เห้งเจียขึ้นไปชั้นดุสิตวิมานลีหืนที่สำนักท่าน พรหมท้ายเสียงเล่ากุนอยู่นั้น สืบดูก็จะรู้เหตุผลแห่งปิศาจนั้น บางทีกะพริบตาเดียว ก็จะจับตัวได้ เห้งเจียว่าน่าแค้นแท้ ๆ เมื่อแรกจะโปรดบอกเสียก็จะแล้วกัน ไม่ต้อง ให้ท่านทั้งหลายมาให้ป่วยการ ถักทะลีทีอ่องพูดว่าพระพุทธเจ้าได้โปรดชี้แจงดังนั้น แล้ว ท่านเห้งเจียจงรีบไปสืบดูเถิด เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหาตรงไปยังชั้นดุสิตเข้า ไปในวิมานลีหืนเกง ครั้นถึงที่ท้ายเสียงเล่ากุนอยู่ เห้งเจียก็ค่อยเดินเข้าไปแลเห็น เทพบุตรน้อยสองคนยืนเฝ้าข้างหน้าสำนัก เห้งเจียก็ไม่บอกว่ากระไรเดินเลยเข้าไป ข้างใน กำลังเดินเข้าไปก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนเดินออกมา เห้งเจียก็ลดลงคำนับแล้ว พูดว่านานแล้วข้าพเจ้ามิได้มาเยื่อนท่าน ท้ายเสียงเล่ากุนหัวเราะแล้วพูดว่าอ้ายลิง ทำไมไม่ไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมเจ้ามาที่ข้าจะมีธุระอะไรหรือเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปอาราธนาพระธรรม ไม่มีเวลาหยุดหย่อนเพราะหนทาง ไกลและกันดาร ทั้งมียักษ์มารปิศาจร้ายและสัตว์ร้ายต่าง ๆ จึงต้องมาดังนี้ ท้าย 'เสียงเล่ากุนว่าหนทางไซทีขัดข้องก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เรา เห้งเจียว่าท่านอย่าเพิ่งพูดแม้ สืบเหตุผลได้แล้วก็จะมัวหมองถึงตัวท่านด้วยหลบไม่พ้น ท้ายเสียงเล่ากุนว่าเราอยู่ เบื้องบนมีเหตุผลอะไรจึงต้องมาสืบที่เรา เห้งเจียเดินเข้าไปสองตาเที่ยวสอดมอง ซ้ายมองขวา เดินเข้าไปอีกสองสามห้องมองไปที่ระเบียง เห็นข้างคอกโคมีเด็กนอน อยู่คนหนึ่งโคไม่มี เห้งเจียจึงหันมาบอกแก่ท้ายเสียงเล่ากุนว่าโคของท่านหนี้ไปแล้ว ท้ายเสียงเล่ากุนตกใจเดินมาดูก็ไม่เห็นโคจึงพูดว่า อ้ายสัตว์นี้มันหนีไปเมื่อไร ท้าย เสียงเล่ากุนกำลังบ่นว่าเด็กน้อย เด็กน้อยตกใจตื่นผุดลุกขึ้นคุกเข่าเคารพพูดว่า ข้าพเจ้ากำลังนอนไม่ทราบว่าโคมันหนีไปเมื่อไรท้ายเสียงเล่ากุนก็ด่าว่าเจ้าทำไมจึงนอนจนไม่รู้สึกตัวดังนี้ เด็กนั้นพูดว่าข้าพเจ้า อยู่ห้องยาเก็บได้ยากิมตันเมล็ดหนึ่ง กินเข้าไปแล้วก็นอนหลับไปไม่รู้สึกตัว ท้าย เสียงเล่ากุนจึงระลึกได้ว่าเมื่อวันก่อนนั้นได้ประกอบยาวิเศษไว้หายไปเสียเมล็ดหนึ่ง มันเก็บเอาไปกิน ยานั้นใครกินเมล็ดหนึ่งก็นอนหลับไปเจ็ดวัน โคนั้นไม่มีใครเลี้ยง ดูมันเพราะฉะนั้นมันจึงได้หนีลงไปเมืองใต้ วันนี้ก็ได้เจ็ดวันแล้วท้ายเสียงเล่ากุนก็ ตรวจของวิเศษว่าจะหายสิ่งใดบ้าง เห้งเจียว่าไม่เห็นมีสิ่งใด เห็นแต่ห่วงเหล็กอย่าง เดียวเป็นของมีฤทธิ์มาก ท้ายเสียงเล่ากุนจึงเดินเข้าไปดูข้างในจึงรู้ว่ากิมกางต๊อก หายไป จึงพูดว่ามันลักเอากิมกางต๊อกของวิเศษไป เห้งเจียพูดว่าของวิเศษสิ่งนี้ ครั้งก่อนได้ตีข้าพเจ้า บัดนี้อ้ายสัตว์เดียรัจฉานโคมันลักไปเมืองใต้แผลงอิทธิฤทธิ์ มันได้เรียกเอาของวิเศษไปมากแล้วท้ายเสียงเล่ากุนจึงถามว่าบัดนี้มันอยู่ตำบลไหน เห้งเจียบอกว่าบัดนี้มันตั้งตัว อยู่ที่ตำบลเขากิมซัวถ้ำกิมเง่ต้อง มันจับพระถังซัมจั้งไปไว้เอากระบองเหล็กของ ข้าพเจ้าไปทั้งเครื่องอาวุธของถักทะลีทีอ้อง โลเฉียเก็บเครื่องไฟของฮ้วยเต๊กแชกุน และเครื่องกั้นน้ำของจุ๊ยเต๊กแชกุน และเอายาวิเศษของพระอรหันต์สิบแปดเม็ด ที่ พระพุทธเจ้าให้มานั้นมันก็เรียกเอาไปเก็บทั้งสิ้น ท่านท้ายเสียงเล่ากุนปล่อยสัตว์ ร้ายลงไปแย่งชิงเข้าของและฆ่าคนดังนี้ โทษของท่านจะมีประการใดท้ายเสียงเล่ากุนพูดว่า กิมกางต๊อกของเรานั้น เป็นของประกอบขับมารร้าย เราฝึกทำมาตั้งแต่เด็กจนได้สำเร็จเป็นของวิเศษ เราต่อให้ของวิเศษอย่างไรไฟหรือ น้ำก็หาอาจทำลายได้ไม่ ถ้าหากมันลักเอาพัดไปได้ด้วย ก็ไม่สามารถจะคิดแก้ไข ได้ นี่มันลักเอาไปแต่สิ่งเดียวไม่เป็นไรเห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนพูดดังนั้น ก็มีความยินดีค่อยมีความเบาใจลงมาก ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับพัดขึ้นเหยียบเมฆเหาะลงไป เห้งเจียก็เหาะตามท้ายเสียงเล่า กุนมาออกจากประตูน้ำที่หมึงมายังเขากิมเง่ชัว บัดเดี้ยวก็ถึงพบกับสิบแปดพระ อรหันต์และหมู่เทพยดาทั้งหลาย เล่าความให้ท้ายเสียงเล่ากุนฟังทุกประการ ท้าย เสียงเล่ากุนจึงบอกให้เห้งเจียไปล่อให้ปิศาจมันออกมา เราจะได้จับตัวมันกลับคืน ไป เห้งเจียได้ฟังท้ายเสียงเล่ากุนสั่งดังนั้นก็กระโดดลงไปยังหน้าถ้ำร้องท้าด้วยเสียง อันดังว่า เฮ้ยอ้ายปิศาจมึงจงเร่งออกมารับความตาย ปิศาจต๊อกกักคิดในใจว่า อ้าย ลิงหัวขโมยมันจะไปพาใครมาอีกดอกกระมังจึงกลับมาร้องท้าทายอยู่ดังนี้ คิดแล้ว ก็จับทวนถือเดินออกมาจากถ้ำฝ่ายเห้งเจียครั้นเห็นต๊อกกั๊กเดินออกมา ก็แกล้งด่าว่าอ้ายสัตว์ร้ายมึงจะตายใน วันนี้แล้ว เห้งเจียก็กำหมัดกระโดดเข้าชกถูกที่หูปิศาจ แล้วก็หันกลับวิ่งหนีไปล่อ ให้ไล่ ฝ่ายปิศาจต๊อกกักก็ถือทวนไล่แทงเห้งเจียมา ได้ยินเสียงเรียกว่าอ้ายโคน้อย มึงยังไม่กลับที่หรือ ปิศาจเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นท้ายเสียงเล่ากุนตกใจสะดุ้งหวาด นึกว่าอ้ายลิงนี้มันดีจริงทำไมจึงรู้การดังนี้หนอ สามารถไปเชิญท่านเจ้าของของเรา มาได้ ท้ายเสียงเล่ากุนร่ายเวทคาถาเอาพัดโบกลงไปทีหนึ่ง ปิศาจก็เอาห่วงขว้าง ขึ้น ท้ายเสียงเล่ากุนก็จับเอาห่วงนั้นไว้ได้ ก็เอาพัดโบกลงไปปิศาจนั้นก็สลดลงทันที มีอาการให้มือและเท้าอ่อนเปลี้ยก็กลายกลับเป็นโคไปอย่างเดิมท้ายเสียงเล่ากุนก็เอากิมกางต๊อกเจาะจมูกแล้วเป่าทีหนึ่งก็ทะลุ แก้เชือกคาด พุงออกร้อยผูก มือหนึ่งก็จับสายตะพาย แล้วก็ลาเทพบุตรทั้งหลาย ขึ้นนั่งบนหลัง โคเหาะไปยังวิมานลี่หื่นเกงฝ่ายเห้งเจียกับเทพบุตรทั้งหลายก็พากันเข้าในถ้ำต่างก็เก็บเอาอาวุธเครื่องมือ ของตน ๆ เห้งเจียก็ตีพวกปิศาจบริวารตายหมดสิ้น เทพยดาทั้งหลายได้อาวุธและ เครื่องมือแล้ว ก็ลากลับไปยังวิมานแห่งตน ๆ เห้งเจียก็เข้าไปชั้นในแก้อาจารย์และ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เก็บเข้าของและม้าได้พร้อมแล้ว อาจารย์กับศิษย์ก็พากันออก จากถ้ำเดินไป กำลังเดินมานั้นได้ยินเสียงคนร้องเรียกอยู่ข้างทางว่า ท่านอาจารย์ ฉันจังหันเสียก่อนจึงค่อยไปฝ่ายพระถังซัมจังเดินมาได้ยินเสียงร้องเรียกก็ตกใจแลไปเห็นพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขา ยกบาตรเข้ามาพูดว่า บาตรข้าวนี้เป็นบาตรข้าวของท่านอาจารย์ คือท่านให้เห้งเจีย ไปบิณฑบาต เพราะท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟังคำเห้งเจียจึงได้รับความเดือดร้อนเพราะ ปิศาจร้าย กระทำให้เธอได้ทุกข์ยากเหลือเกินหาที่เปรียบมิได้ จนวันนี้จึงได้แก้เอา ออกมาได้ นิมนต์ท่านฉันเสียก่อนแล้วจึงค่อยไปเถิด อย่าให้เสียความกตัญญของ ท่านเห้งเจียเลย พระถังซัมจั้งพูดว่าซึ่งอาตมภาพทำให้เห้งเจียได้ความยากลำบาก นั้น แม้ว่ารู้เป็นการเช่นนี้จะออกจากวงไปทำไมให้ได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เห้ง เจียพูดว่าเป็นเหตุเพราะอาจารย์ไม่เชื่อวงนั้น จึงให้ข้าพเจ้าไปรับทุกข์ทรมานห่วง ของปิศาจ ทั้งน่าแค้นอ้ายกลับกลอกโป๊ยก่ายมึงแกล้งทำเล่นให้พระอาจารย์ไปต้อง ภัยใหญ่และให้เราต้องขึ้นฟ้าลงดินเชิญพลเทพบุตรทั้งไฟทั้งน้ำ แม้พระพุทธเจ้าให้ ยากิมตันมาก็ยังไม่สามารถจะปราบปิศาจได้ อาศัยพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงเหตุผล ให้ จึงไปเชิญท่านท้ายเสียงเล่ากุนลงมาจับจึงได้ อันปิศาจนั้นคือโคเขียวของท่าน ท้ายเสียงเล่ากุนหนีลงมาเป็นปิศาจร้ายพระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียเล่าความดังนั้น ก็มีความรู้สึกได้สติคิดถึงความดีของ เห้งเจีย จึงพูดแก่สานุศิษย์ว่าการที่เป็นแล้วก็พ้นมาได้แล้ว ต่อไปภายหน้าต้องเชื่อ คำแนะนำของเห้งเจีย พูดดังนั้นแล้วก็ฉันจังหัน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็แบ่งกัน รับประทาน เห้งเจียเห็นข้าวยังร้อนๆ จึงถามว่าข้าวนี้ก็หลายเวลาแล้วทำไมยังร้อน อยู่เล่า พระภูมิเจ้าที่คุกเข่าลงบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านไต้เซียจะสำเร็จการจึงได้ เอาข้าวร้อนมาให้กิน ครั้นกินข้าวอิ่มแล้วก็เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ลาพระภูมิเจ้าที่ พระถังซัมจั้งขึ้นม้าออกเดิน ตัดมรรคาข้ามเขาใหญ่หมายทิศปราจีน เดินมาหลาย เวลาในฤดูนั้นเป็นเดือนสามเดือนสี่ กำลังเดินมาก็พบลำคลองน้อยน้ำใสสีเขียว เยือกเย็น พระถังซัมจั่งยอม้าพิจารณาดูเห็นต้นไม้ผลิดอกออกช่ออรชรงดงามน่า พึงชม มีเรือนกระท่อมน้อยๆ อยู่ใต้ร่มไม้สองสามหลังเห้งเจียชี้ว่า ที่มีบ้านคนอยู่ เห็นจะเป็นคนรับจ้างส่งข้ามเป็นแน่ โป๊ยก่ายก็วางหาบร้องเรียกว่า เจ้าเรือโว้ยเอา เรือมารับข้ามฟากทีเถิด เรียกซ้ำสองสามคำก็เห็นคนคำเรือเกะกะออกมา บัดเดี้ยว ก็ค้ำข้ามมาถึงฝั่งตะวันออก ร้องถามว่า ผู้ที่จะข้ามฟากนั้นอยู่ที่ไหนมา พระถัง ซัมจั่งขยับม้ามาริมฝั่ง แลไปก็เห็นหญิงเฒ่าค้ำเรือมา เห้งเจียถามว่าแม่เฒ่าหรือ เป็นคนส่งเรือจ้าง หญิงนั้นรับว่าข้าพเจ้าเอง เห้งเจียถามว่า ก็ท่านตาไปไหนเล่า จึงไม่มา ใช้ให้ท่านยายส่งอย่างนี้ หญิงนั้นหัวเราะยิ้ม ๆ แล้วก็ไม่ตอบว่ากระไร พระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็จูงม้ายกหาบลงเรือ หญิงนั้นก็ค้ำเรือออกจากท่าข้ามถึงฝั่ง พระถังซัมจั้งก็ขึ้นบกสั่งให้โป๊ยก่ายแก้เอาเงินให้เจ้าของเรือจ้างแล้วเวลานั้นพระถังซัมจั้ง อยากน้ำเห็นน้ำใสเย็นก็นึกอยากกิน เรียกโป๊ยก่ายให้ เอาบาตรไปตักน้ำสักครึ่งบาตร โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าก็อยากกินเหมือนกัน โป๊ย ก่ายฉวยได้บาตรก็ลงไปตักน้ำขึ้นมาส่งให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งรับบาตรมาฉันเข้า ไปจนอิ่ม แล้วก็ส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็กินเข้าไปจนอิ่มอีกคนหนึ่ง แล้วก็พยุง พระถังซัมจั้งขึ้นม้าจึงพากันเดินไปเดินมายังไม่ทันครึ่งชั่วโมง พระถังซัมจั้งบ่นว่า ปวดท้อง โป๊ยก่ายเดินตามอยู่ข้างหลังก็บ่นว่าเจ็บในในท้อง ซัวเจ็งพูดว่าเห็นจะ ลูกนำดอกกระมงพูดยังไม่ทันขาดคำ พระอาจารย์ร้องว่าเจ็บกระซันยิงหนักขินทุกที โป๊ยก่ายก็ร้องกระชั้นเข้าอาจารย์กับศิษย์เจ็บเหลือที่จะทนได้ ท้องก็โตขึ้นทุกที เอา มือคลำดูจุดก้อนโลหิตเคลื่อนไปเคลื่อนมา ในกายตัวพระถังซัมจั้งไม่เป็นปรกติ แล ไปข้างริมทางก็เห็นมีหมู่บ้าน เห้งเจียพูดว่าดีแล้วอาจารย์ที่ข้างนั้นมีโรงงานขายสุรา เราพากันเข้าไปบิณฑบาตน้ำร้อนให้อาจารย์ฉัน แล้วถามดูบางที่จะมียาให้เจียดกิน แก้เจ็บท้อง พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงพากันเข้าไปครั้นถึงพระถังซัมจั้งก็ลง จากม้า แลไปเห็นที่นอกประตูบ้านมียายเฒ่านั่งอยู่ที่พื้นดินกำลังมัดปอ เห้งเจียก็ เดินเข้าไปใกล้ปราศรัยถามว่าท่านยายสบายอยู่หรือ พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศ ทิศบูรพา อาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ไต้ถัง เพราะเมื่อเวลาข้ามคลองมากินน้ำในคลองเข้าไปมีอาการให้เจ็บในท้องเป็น กำลังยายเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วถามว่า นี่ท่านไปกินน้ำในลำคลองนั้นมาหรือ เห้งเจียรับว่ากินมา ยายเฒ่าว่าเห็นจะเกิดสนุกขึ้นแล้ว พวกท่านจงเข้ามาข้าพเจ้า จะเล่าให้ท่านฟัง เห้งเจียก็ออกไปพยุงพระถังซัมจั่งเข้ามา ซัวเจ๋งก็พยุงโป๊ยก่าย เข้ามา พระถังซัมจั้งก็ร้องครางหน้านิ่วคิ้วย่นด้วยเจ็บท้องเหลือที่จะทนได้ เห้งเจีย ร้องขอน้ำร้อนยายเฒ่าจะให้อาจารย์กิน ยายเฒ่าก็ไม่ให้น้ำร้อนหัวเราะแล้วก็เดิน ไปหลังบ้านเรียกหญิงกลางคนออกมาสามสี่คนมองพระถังซัมจั้งแล้วก็พากันหัวเราะ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โกรธขยับเขี้ยวตวาดด้วยเสียงอันดัง พวกหญิงเหล่านั้นก็พากัน ตกใจ ต่างหกคว่ำคะมำหงายพากันวิ่งหนีเข้าไปหลังบ้าน เห้งเจียวิ่งมายึดไว้พูด ว่าจงไปต้มน้ำร้อนเราจะปล่อย ฝ่ายยายเฒ่าตัวสั่นงก ๆ งัน ๆ บอกว่านำร้อนนัน แก้ไม่ได้ ท่านจงปล่อยข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง เห้งเจียก็ปล่อยยายเฒ่า ยายเฒ่าบอก ว่าที่เมืองนี้มีนามเรียกว่าไซเหลียงก๊ก ล้วนแต่หญิงทั้งเมืองไม่มีผู้ชาย เพราะฉะนั้น เห็นพวกท่านมาก็มีความชื่นชม อาจารย์ของท่านกินน้ำผิดลำคลองนั้นเรียกว่า จือป๊อฮ้อ คือคลองนำแม่ลูกนอกจากกำแพงเมือง มีหอรับลมอากาศ ที่ประผู สระเรียกสองท้องสระชาวเมืองนี แม้อายุได้ยี่สิบปีกว่า จึงกล้ากินนำในคลองจื้อ ป๊อฮ้อ ครั้นกินแล้วท้องเจ็บไปได้สามวันก็ตั้งครรภ์ แล้วก็ไปที่หอกินลมอากาศ แล้ว ก็มายืนที่ปากสระสองดูเงาแม้ว่ามีเงาคู่ก็มีครรภ์ อาจารย์ท่านได้กินน้ำในคลองนั้น แล้ว ก็จะมีครรภ์กำหนดว่าจะมีบุตรอันน้ำร้อนที่ไหนจะแก้ได้พระถังซัมจั้งได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้นก็ตกใจถามเห้งเจียว่า ถ้าดังนั้นจะทำ ประการใด โป๊ยก่ายก็ค่อยประคองท้องเดินมาถามว่า หากจะมีลูกพวกเราไม่มี ทวารลูกจะออกทางไหน เห้งเจียหัวเราะว่า เขาย่อมว่าแตงสุกก็หล่นเอง อันท้อง นั้น ครั้นถึงเวลาก็แยกชายโครงมีทางลูกก็ออกมาเอง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูด ดังนั้นก็ยิ่งมีความเจ็บปวดมากขึ้น ซัวเจ๋งหัวเราะว่าพี่อ่าดื้นรนไปท้องลูกจะซ้ำซอก จะเกิดเจ็บปวดมากขึ้น โป๊ยก่ายเสียใจร้องไห้ จับเห้งเจียไว้แล้วพูดว่าพี่จำ พี่ช่วย ถามยายเฒ่านั้นดูว่าที่ไหนจะมีหมอตำแยรับมาสำรองสักสองสามคน ถึงเวลาจะ ได้ช่วยนวดเคล้น ซัวเจ๋งหัวเราะพูดว่าพี่อย่านวดเคล้นนักกระเพาะลูกจะแตกตาย พระถังซัมจั้งถามว่าท่านยาย ที่ตำบลนี้มียาแก้บ้างหรือไม่ จะได้ให้สานุศิษย์ไป เจียดมาจะได้กินแก้ให้ท้องลดเสียยายเฒ่าจึงบอกว่า ถึงจะกินยาก็ไม่ได้ ที่ตำบลนี้ไปทางทิศอาคเนย์มีภูเขาหนึ่ง นามเรียกว่าเขาเก๊ยเอียงซัว มีถ้ำเรียกว่ากัวยี้ต๋อง ในถ้ำนั้นมีสระน้ำเรียกว่าสระ โละทัยจั้ว ถ้าได้น้ำในสระนั้นมากินสักอึกหนึ่ง ท้องลูกนั้นก็ยุบหายไปเป็นปรกติ เหมือนอย่างเดิม แต่ในปัจจุบันนี้จะเอาน้ำนั้นไม่ได้เสียแล้วเมื่อปีก่อนมีเต้าหยิน คนหนึ่ง ตั้งนามว่ายู่อีจินเซียม มาจองเอาถ้ำนั้นเป็นของตน แปลงนามเรียกว่า สำนักจิ๋วเซียนอาน และปกครองรักษาสระนั้นไม่ให้ผู้ใดมาตักน้ำได้โดยง่าย หาก ผู้ใดจะต้องการก็ต้องมีของกำนัล เป็ดไก่เหล้าและของหวานต่าง ๆ และเงินถ้วยถ้า มีให้ดังนั้น จึงจะให้น้ำไปก็ท่านอาจารย์มาจากทางไกล จะเอาของกำนัลที่ไหนไป ให้เขาได้เล่า จะต้องคอยรอตามเวลาเมื่อคลอดเถิดเห้งเจียได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้นก็ดีใจ จึงถามว่าท่านยายระยะทางตั้งแต่นี้ไป ถึงเขาเก๊ยเอียงซัวนั้น หนทางประมาณสักเท่าใด ยายเฒ่าบอกว่าสามพันโยชน์เศษ เห้งเจียว่าดีแล้ว ๆ จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านอย่าวิตกเลยจงวางใจเถิด ไว้ธุระ ข้าพเจ้าจะไปเอาน้ำนั้นมาให้ท่านฉันเห้งเจียก็ยืมขวดยายเฒ่าใบหนึ่งถือออกจาก บ้านเหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาเก๊ยเอียงซัว ยายเฒ่าเห็นเห้งเจียเหาะเหินได้ดังนั้น ก็ยกมือขึ้นเคารพ พูดว่าท่านผู้นี้มีฤทธิ์อานุภาพมากเชี่ยวชาญแท้ จึงเรียกหญิงใน บ้านออกมาสองสามคน มาทำความเคารพพระถังซัมจั้งต่างสรรเสริญว่าเป็นพระ อัศจรรย์ ทุกคนก็พากันไปหาข้าวแจมาถวายฝ่ายเห้งเจียเหาะมาประเดี๋ยวก็ถึงเขาเก๊ยเอียงชัว จึงลงยังยอดเขาเที่ยวสอด สองแลไป ก็เห็นข้างหลังเขามีสำนัก เห้งเจียก็เดินเข้าไปยังประตู แลเข้าไปดูเห็น มีตาเฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าลาน เห้งเจียก็ลงกับพื้นแล้ว ก็เดินเข้าไปใกล้กระทำ ความคำนับปราศรัยฝ่ายตาเฒ่าก็ทำคำนับตอบแล้วถามว่า ท่านมาจากไหน มาถึงที่นี้มีธุระประสงค์ สิ่งใดหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาจากเมืองไต้ถังเพราะมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้ ให้ไปประเทศไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรม อาจารย์ข้าพเจ้ากินน้ำในลำ คลอง จื้อป๊อฮ้อเข้าไปก็ให้ปวดท้องเหลือที่จะทนได้ ถามชาวบ้านบอกว่ากินน้ำนั้น เข้าไปก็มีครรภ์เหลือที่จะแก้ได้ จึงสืบถามชาวบ้านนั้น เขาบอกว่าเขานี้มีสระน้ำ ทำลายครรภ์ ให้เอาน้ำสระนี้กินจึงจะแก้ได้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ามาหาท่านยูอี่ จินเซียม ขอน้ำนั้นไปแก้ไขอาจารย์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ช่วยนำไปชี้สระให้แก่ข้าพเจ้า ด้วยเถิดตาเฒ่าเต้าหยินได้ฟังเห้งเจียเล่าบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าที่ตำบลนี้เดิมเรียก ว่า ก๊วยี้ต้องบัดนี้เรียกว่า (จิ๋วเซียนอาน) ข้าพเจ้าเป็นสานุศิษย์ของยู่อี่จีนเซียนก็ ท่านมีนามกรชื่อใดเราจะได้บอกให้ท่านทราบ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์ ใหญ่ของพระถังซัมจั้งมีนามเรียกว่าซึงหงอคง ตาเฒ่าถามว่าก็ของกำนัลเป็ดหมู ไก่เหล้าและเครื่องตามเคยมีครบแล้วหรือเห้งเจียตอบว่าพวกข้าพเจ้าเดินทางไกลมีแต่ความกันดาร จะเอาหมูเป็ดไก่และ สุราของกำนัลมาแต่ไหน ตาเต่าได้ฟังดังนันจึงพูดว่าท่านอาจารย์ทำไมจึงโง่อย่าง นั้นเล่า ท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าปกครองรักษาสระนำนี ก็หาได้ให้ท่านผู้ใดไป เปล่า ๆ ไม่ ท่านจงกลับไปหาของมาก่อนเราจึงจะนำความเข้าไปบอกให้ ถ้ามิฉะ นั้นก็จงเชิญท่านกลับไปเสียเถิด อย่าพึงนึกว่าจะได้เลย เห้งเจียพูดว่ามนุษย์จิต กว้างใหญ่ดุจฟ้า ท่านโปรดนำชื่อข้าพเจ้าเข้าไปบอกท่านคงจะมีจิตเมตตาบางที จะให้บ้างดอกกระมัง เต้าหยินก็นำความเข้าไปบอกฝ่ายยู่อีจินเซียมยังไม่ทันฟังเหตุการณ์ตลอด ได้ยินออกชื่อซึงหงอคง ก็บันดาล โทสะมีจิตร้ายเกิดขึ้นก็ุดลุกขึ้นเรียกเอาเสื้อมาเปลี่ยน มือก็ถืออาวุธไม้ตะขอเหล็ก เดินออกมาข้างนอกประตูร้องถามว่าอ้ายซึงหงอคงอยู่ที่ไหน เห้งเจียแลเห็นก็ยกมือ ขึ้นคำนับพูดว่าข้าพเจ้าเองคือหงอคงยู่อี่จินเซียนพูดว่าตัวคือหงอคงจำเราได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าเข้ารับปฏิบัติตามทางพระพุทธศาสนาแล้วเพื่อนฝูงพี่น้องที่รู้ จักกันมาแต่เดิม ก็ห่างเหินมิได้ไปมาหาสู่กันนานแล้วบัดนี้มีธุระติดตามอาจารย์ ขึ้นเขาลงห้วยก็ไม่ว่าง ที่รู้จักกันก็ลืมไปบ้าง บัดนี้ข้ามลำคลอง จื้อป้อฮ้อ ถาม ชาวบ้านไซเหลียงบอกชื่อท่านจึงได้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้ ยู่อี่จินเซียมได้ฟังดังนั้นจึง พูดว่าตัวจงไปตามทางของตัว ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามทางของข้าอย่ามาเกี่ยวข้อง กันเลยเห้งเจียพูดว่าเพราะอาจารย์ของข้าพเจ้ากินน้ำในลำคลองจื้อป๊อฮ้อเข้าไปก็เจ็บ ท้องตั้งครรภ์ ข้าพเจ้าจึงได้มาถึงสำนักท่านจะใคร่ขอน้ำสักขวดหนึ่ง ช่วยอาจารย์ ข้าพเจ้าให้พ้นจากภัย ผู่อี่จินเซียมได้ฟังดังนั้นนัยน์ตาลุก ถามว่าอาจารย์ของตัว ชื่อถังซัมจั้งมิใช่หรือ เห้งเจียว่านั่นแหละจินเซียมกัดฟัน ว่าพวกเจ้าได้พบปะเซี้ย เอ็งไต้อ็องบ้างหรือเปล่า เห้งเจียพูดว่าเธออยู่ที่ถ้าฮ้วยหุ้นต๋องนามเรียกว่าอั้งฮั้ยยี้ ปิศาจนั่นหรือ ท่านกับเธอเป็นอะไรกันดอกกระมัง ยู่อี่จินเซียมพูดว่าอั้งฮั้ยยี้นั้น คือหลานของเรา งู้หม้ออ๋องนั้นคือพี่น้องของเรา ครั้งก่อนเธอได้ให้ข่าวมาให้เราว่า ถังซัมจังมีสานุศิษย์ใหญ่ชื่อซึงหงอคงถือตัวว่ามีฤทธิ์ฆ่าเธอเสียแล้ว เราจะใคร่แก้ แค้นบัดนี้เจ้าจะมาขอน้ำอะไรเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์เห็นจะผิดงู้หม้ออ๋องพี่ของท่านนั้น เดิม ได้คบเป็นมิตรสหายแก่ข้าพเจ้า แต่ตัวท่านข้าพเจ้าหาได้รู้จักไม่ บัดนี้หลานของ ท่านอั้งฮั้ยยี้ก็ได้ดีแล้วเป็นสานุศิษย์พระกวนอิม นามเรียกว่า (เสียนไช้ท่งจื๊อ) พวก ข้าพเจ้าก็ยังไม่เท่าเธอ ทำไมท่านอาจารย์จึงมีความเคืองแค้นข้าพเจ้าเล่า ยู่อี่จิน เซียมตวาดว่า อ้ายลิงยังมาพูดกลับกลอก หลานของเราอยู่แต่ลำพังตามสบาย ต้องไปตามหลังเป็นข้าเขาจะดีอะไร เจ้าอย่าทำล่วงเกินจงมาลองกินขอเหล็กสัก ทีหนึ่ง จะมีรสชาติอย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ยกตะขอเหล็กขึ้นจะตีเห้งเจีย เห้งเจียก็ ยกกระบองขึ้นรับหยุดพูดว่าอย่าพูดเรื่องรบพุ่งกันเลย ขอน้ำให้ข้าพเจ้าไปเถิดยู่อี่จินเซียมด่าว่าอ้ายลิงมึงไม่รู้จักตาย จงมาลองดูสักสามสี่เพลง ถ้าเจ้าชนะ เรา เราจะยอมให้น้ำไป ถ้าแพ้เรา เราจะฆ่าเจ้าเสียเพื่อแก้แค้นแทนหลานเรา เห้งเจีย ขัดใจจึงว่าอ้ายนี้ ไม่รู้จักพระกาฬมึงอยากจะแพ้ชนะก็จงมาลองดู ว่าแล้วก็แกว่ง กระบองตรงมาจะตี ยู่อี่จินเซียมยกขอเหล็กรับรบกันได้ยี่สิบเพลง เห้งเจียแกว่ง กระบองดุจกังหันตีบุกบั้นมิได้ยั้งมือ ย่่อี่จินเซียมอ่อนกำลังลงรับไม่อยู่ ก็ผละหนี ขึ้นบนเขา เห้งเจียไล่ตามไปไม่ทันแล้วก็กลับมาที่สำนัก เต้าหยินแลเห็นดังนั้นก็ ปิดประตู เห้งเจียฉวยขวดก็ลงมาถีบประตูหักลงไปที่บ่อน้ำ แลเห็นตาเฒ่าเต้าหยิน นอนซ่อนอยู่ข้างบ่อนำ เห็นเห้งเจียเข้ามาก็วิ่งหนีไป เห้งเจียก็เอาถังหย่อนลงจะ ไปตักนำ ยู่อีจินเซียมก็ย้อนแอบเข้ามาเอาตะขอเหล็กตีหลังเห้งเจียที่หนึ่งก็ล้มคว่ำ ลงกับพื้น เห้งเจียลุกขึ้นได้เอากระบองไล่ตียู่อี่จินเซียม ผู่อี่จินเซียมก็วิ่งตลบหนีอยู่ ข้างบ่อ แล้วพูดว่าเจ้าทำอย่างไรก็ตักน้ำไปไม่ได้ เห้งเจียพูดว่ามึงจะมาตีกู กูจับ ได้จะทำมึงให้สาหัส ยู่อีจินเซียมก็ไม่อาจจะเข้ามาใกล้ คอยระวังมิให้เห้งเจียตัก น้ำได้ มือขวาเห้งเจียถือกระบองมือซ้ายจับเชือก หย่อนถังลงไปลากน้ำขึ้นมา ยู่อี่ จินเซียมก็เอาไม้ขอเหล็กมาเกี่ยวเชือกมิให้ลากขึ้น ต่างดึงกันไปมา เชือกก็หลุดจาก มือเห้งเจียตกลงไปในบ่อน้ำ เห้งเจียขัดใจจับไม้กระบองไล่มาตีไม่เลือกว่าหัวหู ยู่ อี่จินเซียมก็วิ่งหนีไป เห้งเจียจะกลับมาเอาน้ำก็ไม่มีถังจะตัก และวิตกว่าอ้ายยู่อี่ จินเซียมจะเอาขอมาเกี่ยวอีกคิดขึ้นได้ว่า จำจะต้องไปเรียกซัวเจ๋งมาช่วยจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็เหาะกลับมายังบ้านที่พัก เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินเข้าไปเรียกซัวเจ๋ง ข้างในบ้านก็ได้ยินพระอาจารย์กับโป๊ยก่ายร้องครางไม่หยุด ซัวเจ๋งได้ยินเสียงเห้งเจีย เรียกก็ออกมารับ เห้งเจียเข้าไปหาพระอาจารย์แล้วเล่าให้ฟังทุกประการ พระถัง ซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็โทมนัสร้องไห้แล้วพูดว่า ถ้าดังนั้นจะทำอย่างไรดี เห้งเจียพูด ว่าข้าพเจ้ากลับมาเพื่อพาชัวเจ๋งไปช่วยกัน คือข้าพเจ้าจะคอยต้อนตีอ้ายยู่อ่จินเซียม ไว้ แม้ได้ช่องให้ซัวเจ็งเข้าตักน้ำพระถังซัมจั้งว่าไปทั้งสองคนแล้ว อาตมภาพกับ โป๊ยก่ายก็เจ็บจะได้ผู้ใดปฏิบัติรักษาเล่าฝ่ายยายเฒ่าเจ้าของบ้านจึงพูดว่า ท่านผู้เป็นเจ้าขอวางใจเถิดพวกข้าพเจ้าจะ ขอรับดูแลเอง พวกท่านก็จวนเวลาการที่จะคลอดข้าพเจ้ามีความสงสารแก่ท่าน จะมีความลำบากมาก พวกข้าพเจ้าเห็นฤทธาอานุภาพสานุศิษย์ของท่านเชี่ยวชาญ เหาะเห็นเดินอากาศได้พวกข้าพเจ้าก็ทราบว่าท่านเป็นผู้มีอภินิหารบารมีธรรมมาก แก่กล้าเป็นอันขาดพวกข้าพเจ้าไม่อาจทำร้ายท่าน เห้งเจียร้องเอ๊ะพวกท่านเป็น ผู้หญิงจะคิดฆ่าใครได้ยายเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่า นี่หากพวกท่านพากันมาที่บ้าน ข้าพเจ้าก่อน ถ้าหากว่าเลยไปหมู่บ้านที่สองก็จะรอดไปไม่พ้นโป๊ยก่ายกำลังครางอยู่ได้ยินดังนั้น ถามว่าจะรอดไม่พ้นจะเป็นอย่างไร ยาย เฒ่าบอกว่าในบ้านข้าพเจ้านี้มีห้าหกคนก็มีอายุมากด้วยกันทุกคน และความกำหนัด ในการประเวณีก็หมดสิ้นฤดูแล้วเพราะฉะนั้นจึงไม่คิดความที่จะทำลายท่านได้ หมู่ บ้านที่สองนั้นอายุก็กำลังรุ่นเร่ยวแรงด้วยความกำหนัดในการประเวณี ที่ไหนเลย จะยอมให้ท่านรอดพ้นไปได้ คงจะจับไว้ร่วมประเวณีแก่พวกเขาเป็นแน่ แม้พวก ท่านไม่ยอมก็จะช่วยกันจับฆ่าเสีย และตัดเพศในตัวท่านไปที่ไหนเลยชีวิตจะได้รอด1จะ ไปได้ โป๊ยก่ายพูดว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าคงไม่เป็นไรเพราะเนื้อข้าพเจ้าเป็นหมู ตัดเอาไปก็เหม็นคาว ถ้าเห็นดังนั้นจะตัดเอาของข้าพเจ้าไปทำไม เห้งเจียหัวเราะ ว่าอย่าพูดให้มากไปจงฝ่าฝืนกำลังไว้จะได้ออกลูก เห้งเจียก็ยืมถังเอาเชือกของยาย เฒ่าส่งให้ซัวเจ๋งพร้อมกันเหาะไปบัดเดี้ยวก็ถึงเขาเก๊ยเอี๊ยงซัวลงยังพื้น เห้งเจียจึง ส่งซัวเจ็งว่าน้องจงซ่อนแอบคอยดู แม้พี่ล่อมันออกนอกแล้วเวลารบกันซุลมุน ก็ รีบไปที่บ่อตักเอาน้ำไปก่อน เห้งเจียสั่งซัวเจ้งเสร็จแล้วก็ถือกระบองมายังประตูถ้ำ ร้องเรียกให้เปิดประตูตาเฒ่าเต้าหยินก็วิ่งเข้าไปบอกฝ่ายยู่อี่จินเซียมได้ฟังก็โกรธถือขอเหล็กออกมาที่ประตูถ้ำ ตวาดว่าอ้ายลิงมึง จะมาทำไมอีกเล่า เห้งเจียตอบว่าเราจะมาเอาน้ำยู่อี่จินเซียมพูดว่า อันบ่อนี้เป็น บ่อของเราได้ปกครองเป็นเจ้าของรักษามาช้านานแม้ว่าพระยามหากษัตริย์เจ้านาย ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยจะต้องการ ก็ต้องมีเครื่องของกำนัลหมูเป็ดไก่เหล้าคาวหวาน มาคำนับเราจึงจะได้ไปอันตัวเจ้ากับเราเป็นผู้ไม่ชอบกัน จะขื่นมามือเปล่าจะให้ เจ้าอย่างไรได้ เห้งเจียถามว่าเอ็งจะไม่ยอมให้เราแน่ละหรือ ยู่อี่จินเซียมว่า ข้าไม่ ยอมให้เจ้าเป็นแน่แล้ว เห้งเจียแกว่งกระบองกระโจนตีจินเซียมยกขอเหล็กขึ้นรับ รบกันไปมาที่หน้าประตูถ้า ล่อไล่กันไปข้างชายเขาซัวเจ็งเห็นได้ทีก็ตรงเข้าไปในถ้า เดินมาที่บ่อแลไปเห็นตาเฒ่าเต้าหยินออกมามากั้นถามว่าเจ้าคนนี้มาแต่ไหนเข้ามา ทำไมที่นี่ จะเข้ามาตักน้ำหรือซัวเจ้งก็วางถังลงชักพลองออกตีตาเฒ่าทีหนึ่งถูกที่แขนขวาหักล้มลงร้องดินร้อง ฟ้าอึกทึกแล้วก็คลานหนีไปข้างใน ซัวเจ็งก็เอาถังลงไปในบ่อตักได้น้ำแล้วก็หิ้วออก พ้นประตูสำนักแล้วก็เหาะไปร้องตะโกนเห้งเจียว่าพี่ปล่อยมันเสียเถิด ข้าพเจ้าตัก น้ำได้แล้ว เห้งเจียได้ยินซัวเจ็งร้องบอกดังนั้น ก็ยั้งมือพูดว่า จินเซียมจงฟังข้าพูด เราตั้งใจจะตีเจ้าให้สิ้นชีวิต เพราะเจ้าทำผิดแต่ยังไม่ถึงที่ตาย เพพราะข้ารู้อยู่ว่าเจ้า เป็นพี่น้องของงู้หม้ออ๋อง บัดนี้น้องเราก็เอาน้ำมาได้แล้วเรายกโทษให้เจ้า แม้ว่า ภายหลังมีผู้ใดมาจะเอาน้ำ เจ้าอย่าได้ขัดขืนอย่างนี้ต่อไป จินเซียนก็ไม่เชื่อฟังตรง เข้ามายกตะขอเหล็กจะตีเห้งเจีย เห้งเจียหลบทันกระโดดรุกเข้าใกล้กระชากแย่ง เอาตะขอเหล็กมาได้ก็หักเสียเป็นสองท่อนแล้ว รวมเข้าสองท่อนหักเสียอีกเป็นสี่ ท่อนโยนทิ้งลงกับพื้นแล้วพูดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมึงอาจสามารถถึงอย่างนี้หรือ จินเซียมเห็นดังนั้น มีความอดสูเป็นที่สุดร่างกายสั่นระเทิ้มไปทั้งกายเห้งเจียหัวเราะ แล้วก็เหาะตามซัวเจ๋งมา เห้งเจียซัวเจ้งพากันเหาะมาบัดเดี้ยวก็ถึงบ้านที่พักอาศัย เดินเข้าไปในบ้านแลเห็นโป๊ยก่ายนั่งพิงประตูกุมท้องร้องคราง เห้งเจียถามว่าเมื่อไร โป๊ยก่ายจะอยู่ไฟ โป๊ยก่ายว่าพี่อย่าหัวเราะเยาะเลยพี่ไปได้น้ำมาหรือเปล่า ชัวเจ๋ง เดินตามหลังมาบอกว่าได้น้ำมาแล้ว พระถังซัมจั้งพูดว่าทำให้ศิษย์ทั้งสองได้ความ ลำบากมากฝ่ายยายเฒ่าในบ้านก็พากันดีใจพูดสรรเสริญ เห้งเจียว่าศิษย์อย่างนี้หายากนัก ยายเฒ่าก็เอาถ้วยอย่างงามตักเอาน้ำที่เอามานั้นถวายพระถังซัมจั้งให้ฉันแล้วบอก ว่าท่านอาจารย์ค่อย ๆ ฉันเถิด สักถ้วยหนึ่งท้องนั้นก็จะยุบหายไปเองโป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าไม่ต้องเอาถ้วยชามใส่ดอก จะกินทั้งถังอย่างนั้นก็ได้ ยาย เฒ่าพูดว่าท่านกินอย่างนั้นจะมิฆ่าตัวเสียหรือ แม้ว่ากินหมดทั้งถังก็จะไหลออกมา ทั้งสิ้น โป๊ยก่ายตกใจพูดว่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ากินมาก ขอครึ่งถ้วยก็พอ โป๊ยก่ายก็กินเข้าไปครึ่งถ้วย สักประเดี้ยวพระถังซัมจั้งทั้งโป๊ยก่ายท้องก็ลั่นครืด คราดไปพักหนึ่ง โป๊ยก่ายอดทนไม่ได้ทั้งอุจจาระปัสสาวะก็ไหลออกมาพระถังซัมจั้ง คิดจะออกไปนอกบ้านหาที่ลับถ่ายอุจจาระ เห้งเจียห้ามว่าอย่าออกไปเลย วิตก จะไปต้องลมร้ายโรคจะกำเริบขึ้น จะทำให้เกิดความเดือดร้อนมากไปยายเฒ่าเจ้าของบ้านไปเอาถังมาสองถังตั้งไว้สำรองบัดเดี้ยวใจพระถังซัมจั้งกับ โป๊ยก่ายในท้องก็หายเจ็บ ที่ก่อเป็นก้อนโลหิตก็หายยุบท้องก็เล็กไปเหมือนอย่างเดิม ยายเฒ่าก็ไปต้มข้าวต้มน้ำแล้วก็ยกมาให้กินแก้ระโหย โป๊ยก่ายพูดว่าท่านยายขอ น้ำให้ชะล้างก่อน แล้วกินข้าวต้มจึงจะดี ยายเฒ่าก็ไปต้มน้ำร้อนยกมาตั้งไว้ พระ ถังซัมจั้งกับโป๊ยก่ายก็มาอาบน้ำชำระกายแล้วก็ฉันข้าวต้ม พระถังซัมจั้งฉันได้สอง ชาม โป๊ยก่ายกินได้ถึงสิบสี่สิบห้าชาม เห้งเจียหัวเราะพูดว่า อ้ายหมูอย่ากินมาก นักท้องจะครากตาย ยายเฒ่าเห็นโป๊ยก่ายกินได้มากจึงสั่งให้จัดแจงหุงข้าวมาเติมอีกยายเฒ่าบอกแก่พระถังซัมจั้งว่า น้ำที่เหลือนั้นขอไว้ให้ข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียจึง อนุญาตว่า ท่านยายจะเอาไว้ทำอะไรก็ตามแต่ใจท่านยายเถิด ยายเฒ่าก็เอาขวด ใส่แล้วนำไปฝังไว้ในบ้าน บอกว่าน้ำในขวดนี้ข้าพเจ้าจะเอาไว้ใส่โลง คนทั้งหลาย ต่างมีความยินดี ครั้นข้าวสุกแล้วก็จัดยกมาถวาย พระถังซัมจั้งกับศิษย์กินเสร็จ แล้วก็พักอยู่คืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งฉันแล้วอาจารย์กับศิษย์ต่างก็ลายายเฒ่าและคนใน บ้านใหญ่น้อยทุก ๆ คนแล้วก็ออกจากบ้านเดินไปประมาณได้สี่สิบโยชน์ แลไปข้าง หน้าเห็นกำแพงเมือง พระถังซัมจั้งชี้ว่า นี่ก็ใกล้กำแพงเมืองไซเหลียงก๊กมีแต่ผู้หญิง ทั้งเมือง พวกเราจงสำรวมอิริยาบถอย่าให้เพลิดเพลินไปด้วยรูปและสี ศิษย์ทั้งสาม ก็ฟังอาจารย์สั่ง เดินมาประเดี้ยวก็ถึงต้นถนนทางทิศตะวันออก เห็นผู้คนกำลัง แออัด บ้างสาวบ้างแก่บ้างขายบ้างซื้อ ล้วนแต่ผู้หญิงทั้งนั้น พอแลเห็นอาจารย์ กับศิษย์ทั้งสี่คนเดินมา คนเหล่านั้นก็พากันรื่นเริงดีใจพูดกันว่า พระมนุษย์มาแล้ว พระมนุษย์มาแล้ว บัดเดี้ยวก็พากันมาดูแน่นหลามไปทั้งถนน พูดหัวเราะกันออก แซ่หู พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าเดินไปไม่ได้ โป๊ยก่ายร้องว่าข้าเชื้อหมู ข้าเชื้อหมู เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จงออกกิริยาหยาบ ๆ จึงจะดี โป๊ยก่ายก็ ตั้งใบหูชันขึ้น ขนหัวพองยื่นปากออกร้องเสียงดังคำหนึ่ง พวกผู้หญิงเหล่านั้นก็พา กันหกล้มคว่ำหงายวิ่งหนีแหวกทางออกกว้าง แลเห็นสองข้างถนนมีตึกรามห้องหอ เป็นลำดับเรียงรายดูงดงาม บ้างขายสุราและยาของกินและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อาจารย์กับศิษย์พากันเดินไปพอถึงที่เลี้ยว แลไปเห็นขุนนางหญิงคนหนึ่ง ร้องเรียก ว่าท่านเป็นแขกเมืองมาจากทางไกล อย่าเพิ่งเข้าไปในเมือง เชิญไปพักที่หอรับแขก ที่ประตูเมืองนั้นก่อน เอาชื่อเสียงลงบัญชีแล้วข้าพเจ้ากราบทูลแล้วจึงจะเซ็นอนุญาต ให้ไปพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้า แลไปที่ประตูเห็นมีแผ่นป้ายหนังสือใหญ่ สามตัวว่า หอเงงเอี๊ยงเป็นที่สำหรับพักแขกเมือง พระถังซัมจั้งบอกแก่เห้งเจียว่า ยายเฒ่านั้นได้บอกว่าที่ประตูเมืองมีหอเงงเอี๊ยงที่รับแขกก็มีจริงดังที่ยายเฒ่าบอก ซัวเจ็งหัวเราะแล้วพูดว่าพี่โป๊ยก่ายไม่ไปส่องท้องดูจะมีสองรูปหรือเปล่า ยายเฒ่า บอกว่าที่นี่มีบ่อส่องท้อง โป๊ยก่ายว่าอย่าพูดเลอะไป เรากินน้ำทำลายเสียแล้วจะ ไปส่องดูอะไรอีกเล่า พระถังซัมจั้งบอกว่าจงระงับไว้บ้าง หญิงขุนนางก็มานิมนต์ ขึ้นบนหอนั่งที่สมควรแล้วจึงให้ยกน้ำชามาถวายอันคนใช้เหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้หญิง ทั้งสิ้น ทั้งมีแต่สาว ๆ ทั้งนั้น ทั้งรูปร่างก็สะอาดสำอางนุ่งห่มแต่งตัวก็ล้วนแต่แพร สีต่าง ๆ หญิงขุนนางจึงถามว่าท่านอาจารย์เป็นชาวเมืองไหน พากันมาจะไปข้าง ไหน เห้งเจียตอบว่าพวกข้าพเจ้าอยู่ทิศตะวันออกเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ ให้ไปเมืองไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ท่านอาจารย์นั้นคือพระเจ้า น้องยาเธอนามเรียกถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าทั้งสามนี้คือสานุศิษย์ของเธอรวมทั้งม้าข้าพเจ้า เป็นห้าด้วยกัน และมีหนังสือเดินทางสำหรับตัวมาด้วย ขอท่านได้พิจารณาเถิดขุนนางหญิงได้ฟังแล้วจึงจับปากกาเขียนลงสารบบลงจากที่คุกเข่าทำความ เคารพพระถังซัมจั้ง ข้าพเจ้าขออนุญาตข้าพเจ้าคือขุนนางพนักงานหน้าที่รับแขก เมือง ไม่ทราบว่าท่านผู้ใหญ่จะได้ออกไปรับแต่ไกล ทำความเคารพแล้วก็ลุกขึ้น เรียกคนพนักงานเลี้ยงมาสั่งให้จัดข้าวกับมาเลี้ยง พนักงานก็จัดมาพร้อมตามสั่ง เสร็จ หญิงขุนนางจึงพูดว่า นิมนต์ท่านอาจารย์ฉันจังหัน ข้าพเจ้าจะนำความเข้า ไปกราบทูลเปลี่ยนหนังสือให้ท่านไปไซที พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจึงนั่งลงฉันฝ่ายหญิงขุนนางนั้นครั้นถวายแล้วก็ไปแต่งตัวเข้าในพระราชวังในตำหนักเง้าห้อง เล้าบอกแก่พวกขันที่ว่า ข้าพเจ้าขุนนางรับแขกเมืองมีกิจธุระจะเข้าเฝ้าพระยงค์ ขันที่ ก็เข้าไปกราบทูลจึงมีรับสั่งให้เข้าไปชั้นใน ขันทีก็ออกมานำเข้าไป ครั้นถึงก็ถวาย คำนับตามธรรมเนียม เจ้าผู้หญิงจึงถามว่าเข้ามามีกิจธุระอะไรหรือ หญิงขุนนาง กราบทูลว่าข้าพเจ้ารับผู้อยู่เมืองไต้ถัง นามเรียกพระถังซัมจั้งเป็นน้องของพระเจ้า แผ่นดินไต้ถังมีสานุศิษย์มาสามคนกับม้าด้วยหนึ่งม้ารวมเป็นห้าจะขึ้นไปไซที อาราธนาพระไตรปิฎก จะมาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางเจ้าหญิงได้ฟังดังนั้นก็มีความเลื่อมใสโสมนัสยินดี จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เมื่อคืนนี้เราฝันเห็นไปว่าขวดทองมีลายสีระยับอย่างงดงามส่องแสงสว่างไสว พิเคราะห์ดูก็สมแก่เหตุอันนี้เป็นการดีหาที่เปรียบมิได้ ขุนนางช้วยขวากราบทูลถาม ว่า พระองค์ทรงเห็นว่าด้วยประการใด เจ้าหญิงจึงตรัสว่า เมืองไต้ถังคือเป็นผู้ชาย และพระถังซัมจังพระเจ้าน้องยาเธอ อันเมืองเรานี้ตั้งแต่มีฟ้ามีดินมีเมืองนี้มา ที่ เป็นเจ้าต่อ ๆ มาก็ไม่เคยเห็นผู้ชายมาถึงเมืองนี้ บัดนี้มีน้องชายพระเจ้าแผ่นดิน ไต้ถังมาคิดดูจะเป็นเทวดาดลใจให้มา เราจะยกราชสมบัติให้เธอเป็นเจ้าเมือง เราจะ ยอมเป็นอัครมเหสีร่วมรักแก่เธอให้เกิดบุตรเกิดนัดดาต่อเชื้อต่อวงศ์ต่อๆ กันไป เรา คิดอย่างนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นประการใด พวกขุนนางผู้หญิงได้ฟังดังนั้น ต่าง ก็สรรเสริญขึ้นพร้อมกันว่าควรแล้ว ขุนนางพนักงานรับแขกจึงทูลขึ้นว่า ซึ่งพระองค์ ทรงคิดการนั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่วิตกว่าพระถังซัมจังเธอมีสานุศิษย์สามคน มีลักษณะ ไม่สมเป็นรูปมนุษย์เจ้าหญิงถามว่า ก็รูปร่างน้องยาเธอนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ขุนนางรับแขกกราบ ทูลว่า น้องยาเธอนั้นรูปลักษณะสมควรเป็นเจ้าคนนายคนผิวพรรณผ่องใส คนทั้ง สามนั้นหน้าตาดุร้ายรูปร่างหยาบคายคล้ายปิศาจยักษ์มาร เจ้าหญิงว่าถ้ากระนั้น ก็ให้เธอทั้งสามรับหนังสือเดินทางไปไซที เอาไว้แต่พระถังซัมจั้งองค์เดียวอย่างนี้จะ ไม่ดีหรือ ขุนนางผู้หญิงทั้งหลายพร้อมกันทูลว่า พระองค์ทรงคิดอย่างนี้ดีแล้ว พวก ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยแล้ว แต่ยังขัดอยู่ที่จะจัดวิวาหการ จะต้องมีเฒ่าแก่จึงจะเป็น การถูกต้อง เจ้าหญิงตรัสว่าตามแต่ท่านจะเห็นควรอย่างไร ครั้นตรัสเสร็จแล้วจึง สั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่จัตุสดมภ็ไปกับขุนนางรับแขก แล้วจึงจะให้ราชรถไปรับ ขุนนาง ทั้งสองก็ออกมาจากพระราชวังไปยังหอรับแขกฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์พักอยู่ที่หอพอฉันข้าวแล้วแลเห็นคนมามาก จึงถาม สานุศิษย์ว่าเขาจะมาทำไมกัน โป๊ยก่ายว่าเห็นจะเป็นเจ้าหญิงใช้ให้มารับพวกเรา ดอกกระมัง เห้งเจียว่า เห็นจะไม่ใช่มาเชิญชะรอยจะเป็นเฒ่าแก่พระถังซัมจั่งถามว่า ถ้าหากว่าจะข่มขึนเราโดยเหตุนั้น เราจะขัดขวางโต้ตอบ อย่างไร เห้งเจียพูดว่าแม้เป็นดังนั้นจริง พระอาจารย์ต้องผ่อนผันตามการ ข้าพเจ้า จะคิดแก้ไขต่อภายหลัง พูดยังไม่ทันขาดคำขุนนางทั้งสองก็พอมาถึง เข้ามาแล้วก็ คุกเข่าลงเคารพ พระถังซัมจังย่อตัวลงปราศรัยพูดว่า อาตมภาพไม่มีบุญวาสนา อะไรท่านทั้งสองต้องลงคุกเข่าดังนี้ ขุนนางทั้งสองสอดตาดูพระถังซัมจังเห็นลักษณะ รูปร่างงดงามมีราศีเปล่งปลั่งสมควรจะเป็นสามีของเจ้าเรา เห็นดังนั้นแล้วก็มีความ พอใจพูดว่า ถ้าดังนี้ในเมืองของเราก็จะมีความเจริญขึ้น ขุนนางทั้งสองก็ลุกขึ้น พนมมือ ยืนอยู่สองข้างพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเห็นท่านน้องยาเธอก็มีความยินดีที่สุดพระถังซัมจังย่อตัวปราศรัยว่า อาตมภาพเป็นผู้ถือบวชจะมีอะไรที่ไหนยินดีเล่า ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองพูดว่าที่เมืองนี้ คือเมืองไซเหลียงก๊ก ล้วนแต่เป็นผู้หญิงทังเมื่อ ตังแต่เดิมมาก็หามีผู้ชายมาถึงนี่ไม่ มาบัดนีท่านมาถึงนีก็เป็นบุญ จึงได้พบปะแก ท่าน ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งของเจ้าแห่งข้าพเจ้า ให้มาขอท่านเป็นสามีของเจ้าข้าพเจ้าพระถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพมาถึงเมืองนี้ ก็มีสานุศิษย์มาด้วยสามคน ใจคอ หยาบช้าไม่ทราบว่าท่านจะประสงค์คนไหน ขุนนางรับแขกพูดว่า ข้าพเจ้าได้นำ ความเข้าไปกราบทูลแล้ว เจ้าของข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่สุด ตรัสว่าเมื่อคืนนี้พระ องค์ทรงพระสุบินไปว่า พระองค์เห็นขวดทรงมีรัศมีเป็นดอกดวงดูงดงาม และบาน กระจกทรงมีแสงสองฟุ้งออกสว่างไสว เพราะฉะนั้นพระองค์ทราบว่าท่านมาถึง เมืองนี้ ก็เป็นที่นิยมของพระองค์ จะใคร่ผูกสมัครร่วมรักแก่ท่านเป็นสามีภริยา และ จะยกราชสมบัติให้แก่ท่านครอบครองเป็นเจ้าเมือง ส่วนเจ้าหญิงจะยอมเป็นพระ มเหสี จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่มาพูดให้ข้าพเจ้าเป็นเฒ่าแก่ฝ่ายชาย เพื่อจะได้กระทำ การวิวาหมงคลพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก้มหน้านิ่งมิได้โต้ตอบประการใด ขุนนางผู้ใหญ่พูดว่า แม้ว่าเชื้อผู้ชายพบปะเวลาอย่างนี้แล้ว ไม่ควรจะให้คลาดเคลื่อน เพราะอย่างนี้ จะไปหาที่ไหน ธรรมดาเขาจะให้ครอบครองบ้านเมืองควรท่านจะต้องมีความยินดี ยอมรับไมตรีเถิดพวกข้าพเจ้าจะได้ไปกราบทูล พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งงงงวย ดุจคนบ้าหาสติมิได้ โป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้นอดไม่ได้ ก็ร้องว่าท่านจัตุสดมภ์จงกลับ ไปกราบทูลเถิด ว่าพระอาจารย์ของข้าพเจ้าปฏิบัติบวชมาก็สำเร็จแล้ว เป็นอันขาด ไม่รับซึ่งราชสมบัติบริโภคกามคุณท่านไม่มีความยินดีในการบ้านเรือนของฆราวาส แล้ว ขอให้รีบไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ไปไซที ข้าพเจ้าจะอยู่รับธุระนี้ท่านจะ เห็นเป็นประการใดขุนนางจัตุสดมภ์ครั้นได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น อกใจก็ซ่านเสียวรัวสั่นไปทั้งกาย มิได้อาจตอบโต้ประการใด จึงขุนนางรับแขกพูดแก่โป๊ยก่ายว่าตัวท่านเป็นผู้ชายก็ จริง แต่รูปร่างหยาบคายไม่เป็นที่พอพระทัยของเจ้านายเรา โป๊ยก่ายว่าท่านยังไม่ เข้าใจของหยาบก็ตามหยาบจะต้องใช้ได้ทั้งสิ้น เห้งเจียตวาดว่าอย่าพูดให้เลอะ เท อะไปตามแต่ความพอใจของพระอาจารย์ควรไปก็ไปควรอยู่ก็อยู่ พระถังซัมจั่งถาม เห้งเจียว่าพูดอย่างไรจึงจะดี เห้งเจียว่าถ้าอย่างใจข้าพเจ้าคิดก็ให้อาจารย์อยู่ที่นี่ดี พบเนื้อคู่ไกลร้อยโยชน์ดังนี้ก็นับว่าเป็นนิสัยอันใหญ่พระถังซัมจั้งพูดว่า ถ้าอยู่รับราช สมบัติที่นี่แล้ว ใครเล่าจะไปไซทีการของพระเจ้าแผ่นดินได้ถังจะมิล้มละลายหรือขุนนางจัตุสดมภ์พูดว่านางพระยาให้ข้าพเจ้ามาพูดแก่ท่านว่า ต่อตามความ ประสงค์ของพระองค์ แล้วจึงจะเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ท่านทั้งสามไปไซทีอย่าง นั้นจะไม่ดีหรือ เห้งเจียว่าท่านคิดดังนั้นเห็นจะสำเร็จได้ พวกข้าพเจ้าไม่ขัดข้องจะ ยอมให้อาจารย์อยู่เป็นสามีของเจ้าท่านขอท่านจงเปลี่ยนหนังสือให้ข้าพเจ้าพี่น้องไป ไซที อาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว จึงจะแวะขอเสบียงอาหารกลับไปเมืองไต้ถัง ขุนนางจัตุสดมภ์และขุนนางรับแขกก็คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า มีความขอบใจท่าน เป็นที่สุด โป๊ยก่ายว่าบัดนี้พวกข้าพเจ้าพี่น้องก็พร้อมใจยอมแล้ว ท่านจงไปกราบ ทูลแก่นางพระยาเจ้าของท่าน ให้จัดเครื่องโต๊ะมาให้พวกข้าพเจ้าพี่น้องรับประทาน สักเวลาหนึ่งจะได้ลาไปไซที ขุนนางจัตุสดมภ์พูดว่าข้าพเจ้าจะจัดมาให้ตามท่านต้อง การ ว่าแล้วก็สังเจ้าพนักงานให้จัดทำเครื่องโต๊ะมาให้ พวกเจ้าพนักงานก็ไปจัดมา ตั้งพร้อมตามสั่งของขุนนางผู้ใหญ่ ๆ มีความยินดีกลับไปกราบทูลฝ่ายพระถังซัมจั่งเห็นขุนนางทั้งสองกลับไปแล้วก็มาจับมือเห้งเจียพูดว่าเห้งเจีย ทำดังนี้จะมิคิดฆ่าเราเสียหรือ ทำไมจึงรับเขาว่าจะให้เราอยู่ทำการวิวาหะเป็นผัวเมีย แก่เจ้าหญิง พวกเจ้าจะไปไซทีถ้าดังนั้นอาตมภาพตายเสียดีกว่า เห้งเจียว่าท่าน อาจารย์จงวางใจเถิดข้าพเจ้ามิใช่จะไม่รู้กิริยาจิตของท่านเมื่อไรมี เพราะมาพบมนุษย์ อย่างนี้จำเป็นจะต้องเอากลซ้อนกลจึงจะได้ พระถังซัมจั้งถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่า เอากลซ้อนกล เห้งเจียพูดว่าถ้าหากถือมั่นไม่ยอมเธอก็จะไม่เปลี่ยนหนังสือให้ไป บางที่จะกลุ้มรุมมาจับอาจารย์จะเชือดเนื้อเถือหนัง พวกข้าพเจ้าที่ไหนจะยอมให้ทำ ก็คงจะต้องเกิดวิวาทรบพุ่งกันขึ้นพวกข้าพเจ้ามีอาวุธไม้มือหนัก ที่เมืองนี้ก็เพียง เป็น มนุษย์ มิใชปิศาจยักษ์ร้ายอะไร ส่วนพระอาจารย์ก็ตั้งแต่เมตตาจิตสัตว์เล็กใหญ่ ก็ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิต แม้ว่าเกิดตีรันรบพุ่งมนุษย์ก็คงจะตายนับไม่ถ้วน ที่ไหนอาจารย์ จะยอมให้ทำได้พระถังซัมจั่งพูดว่าที่เห้งเจียคิดได้ดังนี้ก็เป็นความดีที่สุด อยู่แล้ว แต่วิตกว่าถ้าแต่งการวิวาห์แล้วนางจะให้ร่วมประเวณีด้วยเธอดังนั้น อาตมา จะ ยอมให้เสียพรหมจรรย์ได้หรือ เมื่อไม่ยอมแล้วการก็จะไม่สำเร็จอยู่เองจะทำ ประการใดเห้งเจียพูดว่าวันนี้ทำยอมตามเร็ว ๆ คงจะแต่งตามธรรมเนียมของกษัตริย์มี ราชรถมารับท่าน ๆ อย่าขัดขึนจงขึ้นราชรถเข้าไปในวัง ขึ้นนั่งที่บัลลังก์แก้วแล้ว เรียกเอาตรามาประทับหนังสือมอบให้พวกข้าพเจ้าแล้ว ท่านรับสั่งให้จัดราชรถจะ ตามส่งพวกข้าพเจ้า และให้จัดโต๊ะเลี้ยงแล้วจึงขึ้นราชรถส่งไป ท่านจงบอกแก่นาง เจ้าว่าจะส่งสานุศิษย์ออกจากเมืองแล้ว จึงกลับมาทำการวิวาห์มงคลอยู่กับนาง พระยา กระทำให้ท:มเจ้าและขุนนางมีความยินดีไม่ขัดขวาง แต่พอส่งออกนอก เมืองแล้ว พระอาจารย์ลงจากราชรถให้ชัวเจ๋งพยุงขึ้นม้าออกเดิน ข้าพเจ้าจะร่าย คาถาทำให้คนทั้งหลายนั้นยืนอยู่ที่เดียว พวกเราเดินไปสักคืนหนึ่งวันหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าจะเรียกคาถาถอนปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับรู้สึกตัวคืนเข้าเมือง ซึ่งทำการ ตามที่ข้าพเจ้าคิดนี้เป็นประโยชน์สองประการ คือหนึ่งไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์ สองไม่เสียพรหมจรรย์ของพระอาจารย์ อย่างนี้เรียกกลสนิทคิดหนีออกจากอันตร ภัย ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เป็นอันตราย พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ดุจบุคคล อันเสพย์สุราเมาแล้วสร่าง หรือหนึ่งนอนหลับฝันแล้วตื่น สรรเสริญเห้งเจียว่า ขอบคุณสานุศิษย์ มีความลึกซึ้งอย่างนี้ดีที่สุดแล้วฝ่ายขุนนางทั้งสองกลับเข้าไปเฝ้า ครั้นถึงจึงถวายคำนับแล้วกราบทูลว่า ที่ พระองค์ทรงพระสุบินนั้นเป็นการตรงแก่เหตุการณ์เป็นมงคลหาที่เปรียบมิได้ นาง พระยาได้ฟังขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเข้ามากราบทูลดังนั้นมีพระทัยใสโสมนัสสาจึง ลงจากพระแท่นที่ประทับทรงพระสรวลยิ้มแย้ม ตรัสถามว่าท่านทั้งสองออกไปถาม พระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินถังพูดว่ากระไรบ้าง ขุนนางผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่าข้าพเจ้า ออกไปถึงที่รับแขก ก็กระทำคำนับพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง พระอนุชา พระ เจ้าแผ่นดินไต้ถัง ได้ปราศรัยรับรองตามกิริยาแขกเมืองแล้ว ข้าพเจ้าชักนำพูดถึง วิวาหการท่านก็ยังไม่ยอมตกลง สานุศิษย์ใหญ่เอออวยยอมให้อาจารย์เป็นสามีของ พระองค์ ขอให้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้เธอทั้งสามไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก เมื่อขากลับจะแวะขอเสบียงอาหารแล้วจะลากลับไปเมืองไต้ถังนางพระยาถามว่า พระเจ้าน้องยาเธอได้พูดจาว่ากระไรบ้างหรือเปล่า นาง ขุนนางจัตุสดมภ์ทูลว่า พระอนุชาเจ้าแผ่นดินไต้ถังหาได้พูดจาว่ากระไรไม่ยอม ตามความประสงค์ของพระองค์ แต่สานุศิษย์ทั้งสามของเธอจะขอให้เลี้ยงโต๊ะก่อน นางกษัตริย์ได้ฟังดังนั้นมีความปลาบปลื้มโสมนัสยินดี จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัด โต๊ะและจัดราชรถออกไปรับพระอนุชาพระเจ้าไต้ถังฝ่ายขุนนางทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทุกหน้าที่ก็จัดการตามสั่งและจัดรถ พระที่นั่งพร้อม ครั้นได้เวลานางพระยาก็ขึ้นทรงรถ ขุนนางผู้หญิงก็แห่ห้อมล้อม ตามเสด็จออกจากพระราชวัง มาถึงที่หอรับแขกขุนนางรับแขกเมืองก็บอกแก่พระ ถังซัมจังกับสานุศิษย์ให้ทราบว่าเสด็จมาแล้วพระถังซัมจั้งก็จัดแจงแต่งตัวคอยรับ พอราชรถถึงนางกษัตริย์ก็แหวกพระวิสูตรลงจากราชรถตรัสถามว่า ไหนพระอนุชา พระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง ขุนนางจัตุสดมภ์ทูลว่าที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะนั่นแหละนางกษัตริย์ ทอดพระเนตรพิเคราะห์ดูพระถังซัมจั้งโดยละเอียด เห็นว่าสมควรเป็นผู้มีวาสนาที่ จะครอบบ้านครองเมืองได้ และทั้งรูปโฉมก็เป็นที่น่าเสน่หา นางให้มีความปฏิพัทธ์ ลุ่มหลงจนลืมพระองค์ตรัสเชิญว่า ขอเชิญพระเจ้าน้องยาเธอขึ้นประทับบนราชรถ พระถังซัมจั้งให้มีความอดสูละอายใจ โดยเหตุที่มีได้คุ้นเคยในการประโลมโลก และ ปราศจากความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรส จึงไม่มีความกระสันพันผูกพิสมัยในนาง แต่ โป๊ยก่ายเป็นคนหนักอยู่ในกามเป็นนิสัยนอนจมอยู่ในสันดาน เมื่อได้เห็นรูปโฉม นางพระยาโสภาผ่องใสน่าพึงชมก็ให้เกิดความปฏิพัทธ์กำหนัดในการสังวาส ที่สุด ไม่ควรกล่าว จนน้ำลายโป๊ยก่ายไหลลืมสติตะลึงไป เวลานั้นมือและเท้าโป๊ยก่าย อ่อนเพลียลง ดุจพระยาสีหราชถูกน้ำค้างเข้าผิงไฟ บัดเดี๋ยวใจก็เหือดแห้งไปหมดฝ่ายนางพระยาไม่สามารถจะอดกลั้นความเสน่หาอยู่ได้ก็ตรงเข้าจับมือพระ ถังซัมจังพูดว่า ท่านจงขึ้นราชรถเสด็จเข้าไปในพระราชวังด้วยข้าพเจ้าเถิด พระ ถังซัมจั้งได้ทรงฟังนางพูดดังนั้น จิตใจให้หวั่นหวาดสะทกสะท้านพูดไม่ออกตัวสั่น เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า พระอาจารย์จะเกรงกลัวอะไรหนักหนา ขอท่านจงขึ้น รถเข้าไปในพระราชวังเถิด จะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้พวกข้าพเจ้า พระถังซัมจั้ง ได้ยินเห้งเจียพูดเตือนให้สติดังนั้น จึงขืนใจเดินออกมาเคียงกับนางขึ้นราชรถเดียวกัน เคลื่อนรถเข้าในพระราชวัง เห้งเจียให้ซัวเจ๋งยกหาบใส่บ่าจูงม้าตามรถไป โป๊ยก่าย ก็วิ่งไปก่อนเข้าไปที่ตำหนักเหงาฮ่องเล้าบ่นว่าถาวรสบายดีจริง แต่ไม่ได้การทำไม ไม่เห็นมีเหล้ายากับแกล้มเล่าขุนนางเจ้าพนักงานผู้หญิง เห็นโป๊ยก่ายมาร้องทวงกินดังนั้นก็ตกใจ ไม่กล้า จะเข้าไปจึงกลับมายังราชรถกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทราบ ที่เหงาฮ่องเล้ามีคน ปากยาวร้องทวงกินเหล้ากินแกล้มอยู่อึกทึก นางพระยาได้ทราบดังนั้น จึงทรงถาม พระถังซัมจั่งว่า คนปากยาวหูใหญ่นั้นเป็นศิษย์คนใหญ่มิใช่หรือ พระถังซัมจั้งตอบ ว่า เป็นศิษย์ที่สองของอาตมภาพ เธอท้องใหญ่กินจุ เป็นห่วงแต่การกินกลัวจะ ไม่พอเพียงเท่านั้น ขอนางเจ้าได้ให้เจ้าพนักงานจัดหาเลี้ยงเธอก่อน นางกษัตริย์ จึงตรัสถามเจ้าพนักงานว่า ได้จัดหาไว้พร้อมแล้วหรือ เจ้าพนักงานทูลว่าได้จัดหา ไว้บนตำหนักพร้อมแล้วทุกประการทั้งสองอย่าง นางจึงถามว่าจัดอะไรไว้ทั้งสอง อย่าง นางขุนนางจึงทูลว่า คืดจัดไว้ทั้งเครื่องแจและเครื่องโชนางกษัตริย์จึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านจะกินแจหรือจะกินโช พระถังซัมจั้ง ตอบว่าอาตมภาพก็กินแจสานุศิษย์ทั้งสามก็กินแจทั้งสามคน พูดยังไม่ทันขาดคำ ลงขุนนางจัตุสดมภ์ก็มาเชิญขึ้นตำหนักเลี้ยงโต๊ะ พูดว่าวันนี้วันดีเลี้ยงโต๊ะแล้วจะ ได้ทำการวิวาหมงคล พรุ่งนี้จะได้ยกพระถังซัมจั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติ เมื่อนางกษัตริย์ได้ฟังขุนนางกราบทูลดังนั้นมีพระทัยใสโสมนัสสาหาที่เปรียบมิได้ จึงจูงมือพระถังซัมจังลงมาจากราชรถขึ้นสู่พระที่นั่ง ตังก๊อกเดินเข้าไปเห็นที่ข้าง ตำหนักมีพวกมโหรีพิณพาทย์นั่งคอยท่าอยู่สองข้างโต๊ะมีหญิงรุ่นกำหนัดผัดหน้า ทาแป้งแต่งตัวนุ่งแพรห่มสียืนเรียงรายกันอยู่ดุจนางเทพธิดา ที่กลางตำหนักก็จัด ไว้สองที่ข้างขวาโต๊ะแจ ข้างซ้ายโต๊ะโช ลดลงชั้นล่างล้วนแต่เครื่องโชทั้งนั้น นาง กษัตริย์เห็นจัดเสร็จแล้ว จิงรินสุราใส่ถ้วยมาเชิญให้พระถังซัมจังกิน เห้งเจียพูดว่า อาจารย์และพวกข้าพเจ้ากินแจทังนัน จงเชิญอาจารย์นังโต๊ะแจนันเถิด พวกข้าพเจ้า นั่งชั้นล่างก็ได้นางขุนนางพูดชมว่าดีอย่างนี้และควรแล้ว อาจารย์กับศิษย์ก็เหมือนบิดากับ บุตรไม่ควรนั่งเสมอกัน ขุนนางพนักงานก็รีบจัดลดลงอีกสามที่เสร็จแล้ว นางพระยา ก็ยกถ้วยสุราเชิญพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียขยิบตาอาจารย์ให้ยกถ้วย ตอบคำนับ พระถังซัมจังลุกจากเก้าอี้ยกถ้วยมาเชิญนาง นางรับถ้วยสุรามานั่งโต๊ะ ที่หนึ่งแล้ว บรรดานางขุนนางใหญ่น้อยก็ทำคำนับแล้วพร้อมกันเข้านั่งตามลำดับยศ พวกมโหรีพิณพาทย์ก็กระทำเพลงบำเรอขับร้องฝ่ายโป๊ยก่ายเสพสุราและอาหารมากสิ้นสุราเจ็ดแปดถ้วย แล้วร้องว่าเอามา ขวดใหญ่ ๆ จะกินให้สบายใจ แล้วจะได้ต่างคนต่างไปตามมีธุระอย่ามาหลงกินให้ มากจะเสียการ เรารีบกินจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทาง นางกษัตริย์ได้ยินโป๊ยก่าย พูดดังนั้น จึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอาสุราขวดใหญ่มาให้โป๊ยก่ายกินตามสบาย เจ้า พนักงานก็เอาสุราปันใหญ่มารินให้โป๊ยก่ายกินอีกถ้วยหนึ่งพระถังซัมจั่งก็ย่อตัวลุกขึ้นเดินมาทีโต๊ะนางพูดว่า อาตมภาพมีความขอบใจ เป็นที่สุด ส่วนที่เลี้ยงก็พอแล้วขอเชิญขึ้นพระที่นั่งจะได้เปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ แก่สานุศิษย์ไป นางกษัตริย์ก็ลุกออกจากที่จับมือพระถังซัมจั้งพากันเดินขึ้นบนประ สาทใหญ่ นางอนุญาตให้พระถังซัมจั่งขึ้นบนพระที่นั่ง พพระถังซัมจั่งว่าไม่ควรตาม ท่านเสนาบดีจัตุสดมภ์ว่า วันพรุ่งนี้เป็นวันมหามงคลฤกษ์ อาตมภาพจึงจะขึ้นนั่ง ได้ แต่วันนี้ขอจงเปลี่ยนหนังสือประทับตราส่งให้เธอทั้งสามไปเสียก่อน นางพระยา ก็ประทับบนเก้าอี้แล้วเรียกเอาหนังสือเดินทาง เห้งเจียก็หยิบออกส่งให้ นางพระยา ทรงรับมาคลี่ดูโดยละเอียดก็เห็นมีดวงตราของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังประทับอยู่ข้าง บน รองลงมีตราเมืองโป๊เชียงก๊๊ก รองลงมาตราเมืองโอเกยก๊ก รองลงมาตราเมือง เซียตี้ก๊ก ทรงพิเคราะห์ดูตลอดแล้วก็ยิ้มสรวล แล้วตรัสว่าท่านนี้แช่ตั้นหรือพระถังซัมจั้งบอกว่าแช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง แต่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้โปรดให้เป็น พระอนุชา จึงพระราชทานให้แซ่ถัง นางกษัตริย์ทรงถามว่าในหนังสือนี้ทำไมไม่มี ชื่อสานุศิษย์ทั้งสามเล่า พระถังซัมจั้งตอบว่า ศิษย์ทั้งสามคนนี้มิใช่คนในเมืองได้ ถัง อาตมภาพได้เมื่อมาตามทาง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือ นางกษัตริย์ ตรัสว่าถ้ากระนั้นท่านกับข้าพเจ้าเติมชื่อเธอทั้งสามลงในหนังสือจะมิดีหรือ พระ ถังซัมจั้งว่าแล้วแต่จะทรงเห็นควร นางจึงเรียกให้พนักงานนำพู่กันกับน้ำหมึกมาแล้ว จึงถามชื่อและแซ่คนทั้งสามนั้นแล้วก็เขียนลงท้ายหนังสือชื่อซึงหงอคง และหงอเหนง ซัวหงอเจ็งเขียนชื่อคนทั้งสามเสร็จแล้ว ก็ประทับตราเข้าผนึกส่งให้เห้งเจีย เห้งเจีย ก็รับหนังสือพลันส่งให้ซัวเจ๋งเก็บสิ่งของเข้าห่อเสร็จแล้ว จึงรับสั่งให้ขันทีเอาทองคำ มาถาดหนึ่ง รางวัลให้แก่เห้งเจียแล้วตรัสว่า จงเอาไปเป็นเสบียงใช้สอยตามทาง เมื่อไปอาราธนาพระไตรปิฎกกลับมาแล้วจะขอบคุณท่านให้จงหนักเห้งเจียว่าพวกข้าพเจ้าเป็นผู้บวช อันเงินทองไม่เอาติดไป ไปตามทางถึงแห่ง หนตำบลใดก็บิณฑบาตเขากินต่อ ๆ ไป นางเห็นเห้งเจียไม่รับทอง จึงรับสั่งให้เอา แพรมาสิบม้วน แล้วรับสั่งว่าจะทำก็ไม่ทันเวลา จงเอาไปทำเสื้อผ้านุ่งห่มกันหนาว เถิด เห้งเจียว่าคนถือบวชจะนุ่งห่มแพรสีไม่ควร ผ้าผ่อนก็ยังมีอยู่ขอพระองค์อย่า มีความวิตกเลย นางกษัตริย์เห็นเห้งเจียไม่รับแล้ว จึงรับสั่งให้ขันทีนำข้าวสารมา สามถัง แล้วพูดแก่เห้งเจียว่า ของเหล่านั้นไม่รับไปก็ตามทีเถิด จงเอาข้าวสารไป จะได้หุงกินตามทาง โป๊ยก่ายก็รับข้าวสารใส่ย่ามเสร็จแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคน มาคำนับนางพระยาพระถังซัมจั่งจึงพูดแก่นางว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปกับอาตมภาพเพื่อสงคน ทั้งสามออกไปจากเมือง อาตมภาพสั่งเสียเธอเสร็จแล้วจะได้กลับมากับพระองค์ ครองราชสมบัติเป็นบรมสุขอยู่สิ้นกาลนาน ส่วนนางกษัตริย์พาชื่อมิได้รู้สึกในกล อุบาย จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดราชรถเสร็จแล้ว ก็ขึ้นทรงรถพร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง นางขุนนางใหญ่น้อยก็ตามเสด็จ บรรดาพวกชาวเมืองก็ตั้งโต๊ะบูชาตลอดสองข้าง ทาง ชาวเมืองตังใจจะคอยดูราชรถนางพระยาและพระถังซัมจั้ง ครั้นชาวเมืองได้ เห็นก็พากันสรรเสริญออกแช่เสียงทั้งสองข้างทาง ประเดี้ยวรถพระที่นั่งก็มาถึงประตู เมืองด้านข้างทิศปราจีน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งเตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็เดินมาใกล้ ราชรถร้องด้วยเสียงอันดังว่า พระองค์ไม่ต้องไปส่งไกลดอก พวกข้าพเจ้าจะขอทูล ลาที่นี้ นางจึงให้รถหยุด พระถังซัมจังก็ลงจากรถทำคำนับพูดว่า ขอพระองค์จง เสด็จกลับไปเถิด อาตมภาพจะขอถวายพระพรลาไปไซทีอาราธนาพระธรรมฝ่ายนางกษัตริย์ เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็ตกตะลึงจับพระถังซัม จั้งไว้แล้วก็ตรัสว่า พระเจ้าน้องยาเธอ ข้าพเจ้ายกราชสมบัติให้จะขอท่านไว้เป็น พระราชสามี พรุ่งนี้ฤกษ์ดีก็จะได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว เหตุใดจึงได้มาแปรปรวน ไปดังนี้เล่า โป๊ยก่ายได้ยินนางตรัสดังนั้น ก็เดินตรงเข้ามาที่ข้างรถยกหัวขึ้นทำ หูชันตวาดด้วยเสียงอันดังว่าพวกข้าพเจ้าถือบวช ใครจะมาร่วมรักกับกระดูกแห้ง อย่างนั้นได้หรือ จงปล่อยอาจารย์เราไปเถิดเมื่อนางได้เห็นรูปร่างโป๊ยก่ายน่าเกลียด น่ากลัวดังนั้น และทำเสียงดังออกท่าดุร้ายดังนั้นก็ตกพระทัยล้มเข้าไปในรถ ซัว เจ๋งก็เข้าอุ้มอาจารย์ออกจากหมู่คนแล้วพยุงให้ขึ้นม้า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งร้องตวาด ว่า พระเจ้าน้องยาเธอจะหนีไปข้างไหนเราจะมาร่วมรักแก่ท่านซัวเจ็งร้องด่าอีขโมยมึงไม่รู้จักหรือ จึงชักไม้กระบองออกตีลงไปที่ศรษะหญิงนั้น หญิงนั้นก็อันตรธานกลายเป็นลมใหญ่มืดมัว หอบเอาพระถังซัมจั้งไปทางไหนก็ไม่ ทันรู้ เวลานั้นเห้งเจียจะร่ายคาถาทำจังงังให้หมู่หญิงชาวเมืองไซเหลียงก๊ก ยืนอยู่ ที่เดียวก็ยังหาทันไม่ พอได้ยินเสียงซัวเจ๋งร้องโวยวายขึ้น เห้งเจียหันไปถามว่า อะไรกัน ซัวเจ๋งบอกว่ามีหญิงผู้หนึ่งทำเป็นม้วนลมพายุ หอบเอาพระอาจารย์ไป แล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็เหาะขึ้นกลางเวหาแลไปดูทั้งสิบทิศก็เห็นข้างทิศอุดรมี ม้วนลมกลุ้ม ๆ ลิ่ว ๆ ไป เห้งเจียเห็นแล้วก็กลับหน้ามาเรียกโป๊ยก่ายชัวเจ๊งว่า จง รีบตามเราไปตามอาจารย์โดยเร็ว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บของวางบนหลังม้าเสร็จแล้ว จึงพากันเหาะตามเห้งเจียมาฝ่ายพวกหญิงชาวเมืองไซเหลียงก๊กแลเห็นเหาะเหินเดินอากาศไปได้ดังนั้น ต่าง คนก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นทำเคารพทุก ๆ คน แล้วพูดว่ามีอภินิหารบารมีเหาะ เหินเดินอากาศได้ดังนี้ ซะรอยจะเป็นพระอรหันต์แน่ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านน้องพระ เจ้าแผ่นดินถังนั้นมีบารมีแก่กล้าพวกเรามีแต่นัยน์ตาไม่มีแก้วตาจึงได้คิดผิดไปดังนี้ หมายใจเสียว่าเหมือนมนุษย์ธรรมดา จึงได้เสียเวลาคิดป่วยการเปล่า ๆ ขอเชิญพระ แม่เจ้าขึ้นสู่ราชรถกลับเข้าพระนครเถิด พระราชเทวีเมื่อได้พระสติก็ให้นึกละอายแก่ พระทัยจึงพร้อมด้วยขุนนางใหญ่น้อยบ่ายหน้าราชรถคืนกลับเข้าสู่พระนครฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเหาะไล่ตามม้วนลมนั้นมาถึงภูเขาสูงอันหนึ่งก็เห็น ม้วนลมนั้นเงียบสงบลง ก็หาได้รู้ว่าปิศาจนั้นจะไปข้างไหนไม่ พี่น้องทั้งสามคนก็ พากันลดลงยังยอดเขา เที่ยวค้นหาแลไปข้างหน้าก็เห็นแห่งหนึ่งมีศิลาสีเขียวตั้งอยู่ มีแสงระยับสว่างไสวดุจแผ่นกระจกลับแล พ้นแผ่นศิลาเข้าไปข้างหลังนั้น มีบาน ประตูศิลาปิดงับอยู่บนขวางประตูมีอักษรใหญ่หกตัว คือเขาต๊อกติ้ซัวถ้ำปี้แป้ต๋องโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ตรงเข้ามาจะเอาคราดเหล็กสับ เห้งเจียห้ามว่าน้องอย่าเพิ่ง ทำก่อน เพราะเราตามม้วนลมมาก็หารู้แน่ไม่ น้องทั้งสองจงพักอยู่ที่นี่สักประเดี๋ยว พี่จะเข้าไปสืบความดู ให้ได้ความก่อนแม้ว่าได้ความแล้วประการใดเราจึงค่อยคิด อ่านต่อไป โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียก็รอคอยที่นั่น เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงผึ้ง ตัวน้อยบินลอดเข้าไปในประตูถึงชั้นที่สอง แลไปเห็นหญิงนั่งอยู่บนแท่นผู้หนึ่ง สอง ข้างมีหญิงรูปร่างสวยกำลังรุ่นสาว ยืนเรียงรายสองแถว พากันหัวเราะโดยไม่รู้เหตุ เห้งเจียค่อยๆ บินเข้าไปใกล้จับอยู่บนขื่อคอยแอบฟังเหตุการณ์ประเดี๋ยวก็เห็นหญิงไซอิ๊ว ๔๙๗ ผมยาวคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างในสองมือประคองถาดออกมา ในถาดนั้นมี ของกินสองอย่างกำลังร้อน ๆ เดินขึ้นมาที่นางนั่งพูดว่า ขอแม่นางได้ทราบของกิน สองสิ่งนี้ สิ่งหนึ่งแกงเนื้อคนสิ่งหนึ่งเป็นของเครื่องแจ นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม อยู่ในหน้า จึงสั่งว่าพวกเจ้าจงเข้าไปพยุง ท่านพระถังซัมจังออกมานี่ พวกหญิง บริวารเหล่านั้นก็พากันเข้าไปพยุงพระถังซัมจั้งออกมา เห้งเจียเห็นพระอาจารย์มี สีหน้าเหลืองสองตาแดงเหมือนร้องไห้ เห้งเจียนึกแต่ในใจว่า อาจารย์เราเห็นจะ ถูกยาแฝ่ดเสียแล้วฝ่ายนางปิศาจยักษ์เห็นคนพยุงพระถังซัมจั้งออกมาก็ลงจากแท่นจับมือพระ ถังซัมจังไว้แล้วจึงพูดว่า ท่านจงวางใจเถิดอย่าทุกข์โทมนัสเศร้าโศกไปให้ป่วยการ เลย อันความบริบูรณ์มั่งมีศรีสุขสู้เมืองไซเหลียงก๊กไม่ได้ก็จริงและความสำราญเงียบ สงัดที่นี่ดีกว่า จะภาวนาสวดมนต์ก็เป็นที่สะอาดใจ ท่านกับข้าพเจ้าจงเป็นเพื่อน ยากกันกว่าชีวิตจะหาไม่เถิด พระถังซัมจั้งได้ฟังนางปิศาจยักษ์พูดเกี้ยวพานดังนั้น ก็มิได้โต้ตอบประการใด นางปิศาจจึงพูดต่อไปว่าท่านอย่ามีความเศร้าหมองเลย เมื่อเลี้ยงโต๊ะที่เมืองไซเหลียงก๊กในเวลานั้นข้าพเจ้าก็อยู่แต่ไม่เห็นว่ายื่นให้ซึ่งของกิน มาบัดนี้ข้าพเจ้ามีของกินสองอย่างคือ แจและโช ตามแต่ท่านจะประสงค์เถิดพระถังซัมจังนึกในใจว่าแม้ว่าเราไม่พูดจาโต้ตอบอันหญิงปิศาจนี้หาเหมือนนาง กษัตริย์ไม่ นางยังมีธรรมเนียมมนุษย์ อันปิศาจนี้มันเป็นยักษ์มารร้ายกาจ และ อีกประการหนึ่งศิษย์ทั้งสามก็ยังไม่รู้เหตุการณ์ว่ามาตกทุกข์ได้ยากอยู่ที่นี่ไม่ บางทีปิศาจ มันจะคิดหักหาญทำร้ายเราก็จะเสียซึ่งชีวิต คิดดังนั้นแล้วก็อุตสาห์ ออกวาจาตอบว่าอันของสองอย่างนั้น เรียกว่าแจเป็นอย่างไรโชเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าอยากทราบ นางปิศาจบอกว่าของแจทำต้มแกงไม่มีเนื้อสัตว์ ของโซนั้น ต้มแกงด้วยเนื้อมนุษย์ พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมภาพเคยฉันแต่ของแจ นางปิศาจ ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วเรียกสาวใช้ให้ยกน้ำร้อนน้ำชามา พวกคนใช้ก็ยกน้ำร้อน มาตั้งไว้ตามสั่ง นางปิศาจก็หยิบของแจยื่นส่งให้พระถังซัมจั้งฉัน พระถังซัมจั้ง หยิบของโชส่งให้นางปิศาจ ต่างยื่นส่งกันไปมากินตามสบายฝ่ายเห้งเจียเป็นแมลงผึ้งจับอยู่บนขื่อ เห็นพระถังซัมจังกับนางปิศาจพูดจา ปราศรัยกันดังนั้น ก็วิตกกลัวว่าพระอาจารย์จะฟุ้งซ่านลุ่มหลงไป เห้งเจียอดไม่ได้ ก็กลายกลับเป็นรูปเดิม ซักกระบองโลดลงมาร้องว่าอีมารร้ายมึงอย่าทำเล่ห์กลหลอก อาจารย์กูเลย นางปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ พ่นสายไฟออกจากปากมืดไปหมดทั้ง ถ้ำเรียกสาวใช้ให้พาพระถังซัมจั้งไปเก็บไว้ยังเดิม แล้วนางปิศาจก็จับพลองเหล็ก กระโดดออกมายังหน้าประตูถ้า ด่าว่าอ้ายลิงมึงถืออย่างไรจึงอาจสามารถแอบเข้า มาในถ้ำของกู มึงมาต่อสู้แก่กูให้เห็นฝีมือกัน เห้งเจียเอากระบองเหล็กขึ้นรับค่อย รบรอถอยมาจากถ้ำ ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่หน้าถ้ำ แลไปเห็นคนทั้งสอง กำลังต่อสู้กันออกมา โป๊ยก่ายสองมือจับคราดกระโดดมาร้องว่าพี่ขยับถอยไปก่อน ข้าพเจ้าจะสับอีมารด้วยคราดสักทีหนึ่งนางปิศาจเห็นโป๊ยก่ายว่าจะเข้ามาทำร้าย จึงแผลงฤทธิ์ให้ไฟออกจากรูจมูกเป็น ควันกลุ้มไม่แลเห็นอะไร แล้วบันดาลให้พลองนั้นบินแกว่งมาบนอากาศตีกระหนาบ ไม่รอรั้ง จนไม่รู้ว่าปิศาจจะมีสักกี่มือ เห้งเจียโป๊ยก่ายรอรับอยู่คนละข้าง นางปิศาจ จึงพูดว่าหงอคงทำไมจึงไม่รู้เหตุการณ์ เราจำเจ้าได้เจ้าจำเราไม่ได้หรือที่วัดลุ่ยอิม ยี่พระยูไลยังกลัวเรา ทำไมกับเจ้าอ้ายชาติสัตว์เดียรัจฉานสองตนเท่านี้จะไปถึงไหน เห้งเจียโป๊ยก่ายรบแก่นางปิศาจหลายชั่วโมงก็ไม่แพ้ชนะกัน ฝ่ายนางปิศาจก็ร่าย เวทบันดาลเป็นสากตำข้าวบินมา เห้งเจียไม่ทันรู้ตัวสากตกถูกกลางกระหม่อมทีหนึ่ง เห้งเจียร้องโอยก็ถลาถอยหนี โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ลากคราดถอยหนีไปเหมือนกัน ฝ่ายนางปิศาจมีชัยชนะแล้วกลับเข้าถ้ำ ฝ่ายเห้งเจียถูกสากเจ็บปวดก็ประคองศีรษะ หน้านิ่วคิ้วย่นเหลือจะทนได้ ออกปากร้องว่าร้ายแรงโป๊ยก่ายถามว่า กำลังรบกันอยู่ทำไมทพี่จึงร้องขึ้นและกอดหัววิ่งหนีกลับมาดังนี้ เล่า เห้งเจียประคองศีรษะร้องว่าเจ็บเหลือทน แล้วพูดว่าเมื่อเวลากำลังรบแก่ปิศาจ มันเห็นเพลงอาวุธจวนจะแพ้เรา ไม่รู้ว่ามันแผลงฤทธิ์ด้วยประการใด บินมาถูกศีรษะ เราทีหนึ่งเจ็บปวดเหลือจะทนได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องล่าหนี โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจีย บอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อเวลามิได้รบพุ่งแก่ใคร พี่พูดอวดว่าศีรษะของ พี่ปลุกเสก ประกอบด้วยธรรมอันเชี่ยวชาญแก่กล้า ถ้าจริงดังนั้น ทำไมจึงไม่คุ้ม ไว้ได้ ให้ถูกเจ็บอย่างนี้ทำไมเล่าเห้งเจียว่า อันความที่เล่าเรียนวิชาการที่คุ้มภัยก็ได้จริงเหมือนกัน ซึ่งเป็น มีดพร้าหรือหอกดาบแหลนหลาวและไฟเผาสารพัดก็ไม่เป็นอันตรายจริงมาวันนี้นาง ปิศาจนี้ไม่รู้ว่ามันเอาสิ่งไร ทำให้เราได้ความเจ็บปวดเหลือทนดังนี้ โป๊ยก่ายว่าถ้า ดังนั้นเรากลับไปเมืองไซเหลียงก๊กหายาให้พี่ปิดแก้ปวดเห็นจะดี เห้งเจียพูดว่าไม่มี บาดแผลและไม่บวมช้ำจะปิดยาอย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่าเมื่อข้าพเจ้ามีท้องจนท้อง ยุบเจ็บปวดก็ยังไม่เจ็บถึงสมองชัวเจ็งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายอย่าพูดเล่นให้เสียเวลา ด้วยเวลาก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว พี่เห้งเจียได้ความเจ็บปวด ทั้งพระอาจารย์ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตายประการใด เราจะ คิดอย่างไรดี เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อยู่ในถ้ำคงไม่เป็นไรอย่าวิตก เราพักที่ชายเขา สักคืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งจึงค่อยคิดการต่อไป พูดดังนั้นแล้วทั้งสามคนก็พากันหาที่พัก เป็นปรกติแล้วก็นอนฝ้ายนางปิศาจ ครั้นได้ชัยชนะแล้ว กลับเข้าไปในถ้ำก็ทำดีใจรื่นเริงอ่อนน้อม ไม่ดุร้าย สั่งให้พวกคนใช้ปิดประตูชั้นนอนให้มั่นคง สั่งให้นั่งยามอยู่สองคอยระวัง ผลัดเปลี่ยนกัน และสั่งให้สาวใช้ปัดกวาดเตียงนอนจุดโคมไฟขึ้นให้สว่างไสว คืน วันนี้เรากับท่านพระอนุชาเมืองไต้ถังจะมีความรื่นเริงกัน พวกสาวใช้ก็จัดการตาม นางปิศาจสั่งทุกประการ ครั้นจัดเสร็จแล้ว ก็พากันเข้าไปข้างในพยุงพระถังซัมจั้ง มาที่นางฝ่ายนางปิศาจทำกิริยายียวนเล้าโลมจับมือพระถังซัมจั้ง แล้วพูดว่า ท่านกับ ข้าพเจ้าจงเป็นสามีภริยากันอย่างมีความรังเกียจแต่อย่างใดเลย พระถังซัมจังเมื่อ ได้เห็นปีศาจทำก็ริยาอาการและพูดจาดังนั้นตกประหม่าหน้าไม่มีสีโลหิตคิดแต่ใน ใจว่า แม้เราจะขัดขึ้นมิตามใจมัน มันก็จะฆ่าเราเสีย อย่าเลยจำจะต้องต้องผ่อน ผันไปตามการ คิดแล้วก็เดินตามนางเข้าไปในห้อง เวลานั้นพระถังซัมจั้งดุจบ้าใบ้ ไม่เป็นสติสมประดี มิได้เงยหน้าแลดูสิ่งใด ครั้นเข้าในห้องสองต่อสองแล้ว นาง ปิศาจก็ทำกิริยาลูบคลำจับต้องโดยจิตอันกำหนัดในกามราคะ แต่พระถังซัมจั้งมิได้ มีความยินดีนั่งนิ่งสำรวมจิตมิได้มีความปฏิพัทธ์เกี่ยวข้องในกามคุณ นางปิศาจก็ เล้าโลมกอดรัดหวังจะให้ความกำหนัดแห่งพระถังซัมจั้งกำเริบขึ้น แต่พระถังซัมจั้ง ก็นั่งนิ่งอยู่เหมือนบ้าใบ้ไม่แสดงความกำหนัดเสน่หา ในทางอสัตย์ธรรมสังวาสจน เวลาล่วงเข้ายามสาม นางปิศาจมีความกำหนัดเร่าร้อนไปด้วยเพลิงราคะ เข้ากอด ปล้ำทำประการใด ๆ พระถังซัมจังก็สภาวะนิ่งอยู่มิได้กำเริบ นางปิศาจสุดที่จะคิด เพราะเป็นสตรี เมื่อบุรุษไม่ยินดีแล้ว ก็ไม่สามารถจะให้สำเร็จความประสงค์ของ ตนได้ จึงเรียกสาวใช้ให้เอาเชือกมามัดผูกพระถังซัมจั้ง ดุจมัดคชสารและราชสีห์ แล้วก็สั่งให้ลากลงไปที่ระเบียง พวกคนใช้ก็กระทำตาม นางปิศาจจึงให้ดับโคม ไฟนอนฝ่ายเห้งเจียพักอยู่ที่ข้างเขา พอตื่นรู้สึกก็เรียกโป๊ยก่ายชัวเจ๋งแล้วพูดว่า เมื่อ เวลากลางคืนเจ็บปวดศีรษะ เวลานี้ความเจ็บปวดก็หายแล้ว โป๊ยก่ายหัวเราะแล้ว พูดว่า แม้ว่าหาดีแล้วก็ให้มันลองดูอีกสักที่หรือจะเป็นอย่างใดอีกบ้าง เห้งเจียว่า เลิกเสียเถิดอย่าเอามาพูดอีกเลย โป๊ยก่ายว่าทิ้งอาจารย์เสียคืนหนึ่งแล้วไม่ทราบว่า จะเป็นประการใด ซัวเจ๋งพูดว่าสว่างดีแล้วจะรีบไปกำจัดปีศาจเสียให้จงได้ จะได้ แก้เอาพระอาจารย์ออกมา เห้งเจียว่าน้องจงคอยพี่อยู่ที่นี่สักประเดี๋ยวพี่กับโป๊ย ก่ายจะไปดูลาดเลาก่อน พูดดังนั้นแล้วก็พร้อมด้วยโป๊ยก่ายรีบเดินขึ้นไปบนถ้ำ ครั้น เห้งเจียขึ้นไปถึงจึงสั่งโป๊ยก่ายให้รอคอยอยู่ที่หน้าถ้ำก่อน วิตกว่าเมื่อคืนนี้ปิศาจมัน จะทำแก่พระอาจารย์ประการใดก็ยังไม่รู้ได้ พี่จะเข้าไปฟังดูให้รู้แน่ใจก่อน พูดดัง นั้นแล้วก็แปลงกายเป็นแมลงผึ้งบินเข้าในถ้ำ ถึงประตูชั้นในแลเห็นคนนั่งยามอยู่ สองคน มือถือเกราะนอนหลับอยู่ข้างประตู เห้งเจียก็บินเข้าไปยังห้องนางปิศาจที่ นอนอยู่ฝ่ายนางปิศาจเวลากลางคืนอดนอนจึงได้หลับอยู่จนสายยังหาตื่นไม่เห้งเจียก็ ค่อย ๆ บินเข้าไปข้างในได้ยินเสียงพระอาจารย์ แลไปก็เห็นต้องมัดอยู่ดุจเขามัดสุกร นอนอยู่ข้างบันได เห้งเจียก็บินลงมาใกล้ร้องเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ยิน เสียงก็จำได้ว่าเห้งเจีย จึงเรียกว่าเห้งเจียจงรีบมาช่วยชีวิตเราด้วยเถิด เห้งเจียถาม ว่าเมื่อคืนนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง พระถังซัมจั้งตอบว่า การประเวณีแล้วก็สู้ตาย เสียดีกว่า เพราะไม่ยินดีด้วยกับมันมันจึงได้มัดไว้ทรมานทรกรรมอย่างนี้เวลานั้นอาจารย์กับศิษย์กำลังพูดกันอยู่นางปิศารรู้สึกได้ยินเสียงว่าจะไป อาราธนาพระธรรมก็ตกใจตื่นขึ้น แม้นางปิศาจทำทรมานพระถังซัมจั้งก็จริง แต่ ใจนั้นยังมีความเสน่หาอาลัยพระถังซัมจังอยู่มากนางปิศาจได้ยินว่าจะไปก็รีบลงมา จากเตียงเดินเข้ามาที่มัดพระถังซัมจั้งไว้ แล้วพูดด้วยเสียงอันดังว่า อยู่เป็นผัวเมีย กันไม่ดีหรือ จะไปอาราธนาพระธรรมทำไมให้ลำบาก เห้งเจียได้เห็นดังนั้นก็รีบ บินออกจากอาจารย์มาบอกแก่โป๊ยก่ายว่า อาจารย์ท่านไม่ยอมตามใจนางปิศาจ เพราะฉะนั้นมันจึงทรมานมัดท่านไว้ เมื่อกี้พี่กำลังพูดอยู่กับพระอาจารย์มันตกใจ ตื่นขึ้นพี่จึงต้องรีบหนีมา โป๊ยก่ายถามว่า อาจารย์ได้พูดอะไรบ้างหรือเห้งเจียบอกว่าพระอาจารย์ เธอพูดว่าตายเสียดีกว่าที่จะให้พรหมจรรย์เศร้า หมอง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็หัวเราะ ชมว่าดี ๆ พระอาจารย์เราเป็นพระ แท้ พี่น้องเราจงพร้อมใจกันช่วยเธอให้ออกพ้นทุกข์ โป๊ยก่ายสองมือจับคราดเต็ม กำลังสับกระชากประตูศิลาก็พังลงกระจายสามสีก้อนฝ่ายพวกเฝ้าประตูกำลังนอนหลับก็ตกใจตื่น เห็นดังนั้นกวิ่งเข้าไปบอกแก่นาง ปิศาจว่า อ้ายรูปชั่วร้ายทั้งสองคนมาอีกแล้ว นางปิศาจได้ฟังดังนั้น ก็จับอาวุธ พลองรีบเดินออกมายังประตูถ้ำ ร้องด่าว่าอ้ายสัตว์ลิงสัตว์หมูมึงอายุมากเสียเปล่าๆ ไม่รู้จักขนบธรรมเนียม ทำไมจึงบังอาจมาทำลายประตูถ้าของเราเสียดังนี้ควรหรือโป๊ยก่ายได้ฟังนางปิศาจพูดดังนั้นก็ด่าว่าอีมารร้ายมัวเมาละโมบเต็มไปด้วย กามราคท่วมกระบาลชาติ สามานย์ ไม่มีดีมึงจะขับเขี้ยวอาจารย์กูให้ร่วมรักแก่มึง ให้พรหมจรรย์เศร้าหมองครั้นไม่ตามใจมึง มึงก็ทำทรมานทรกรรมต่าง ๆ มึงจะตก นรกหมกไหม้ใต้เถรเทวทัติมิได้รู้กลับมาเกิดในที่ดีอีกต่อไปแล้ว มึงจงรีบส่งอาจารย์ ของกูออกมากูจะยกโทษให้มึงไว้ชีวิตไม่ฆ่าฟัน แม้ดื้อดึงขัดขวางอยู่ไม่กระทำตาม กูว่า กูจะพังรื้อทั้งภูเขาให้ทลายลงมิให้มึงตั้งรังอยู่ได้ต่อไป นางปิศาจได้ฟังโป๊ยก่าย พูดดังนั้น ก็เตรียมตัวร่ายเวทเหมือนครั้งก่อนไฟก็พลุ่งออกจากรูจมูก มือถืออาวุธ เข้าตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายจับคราดยกขึ้นสับปิศาจ เห้งเจียเอากระบองเหล็กเข้าระดม ตีปิศาจ นางปิศาจก็แผลงฤทธิ์ออกไม่รู้ว่ากี่มือ รับซ้ายรับขวาต่อสู้กันประมาณได้ ห้าสิบเพลง โป๊ยก่ายถูกอาวุธที่ปากได้ความเจ็บปวดก็ถอยหนี เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็หวาดวิตกกลัวปิศาจ จึงได้ถอยหนีตามโป๊ยก่ายไปฝ่ายนางปิศาจมีชัยแล้วก็กลับเข้าถ้ำ สั่งพวกบริวารให้เอาศิลาก้อนใหญ่ ๆ ซ้อน กันปิดปากถ้ำให้มั่นคง ฝ่ายซัวเจ๋งอยู่ที่ชายเขาปล่อยม้าให้กินหญ้า ได้ยินเสียงหมู ร้องอยู่ที่ไหนก็ยังไม่เห็นตัว ครั้นแลไปก็เห็นโป๊ยก่ายยกปากวิ่งหนีมา ซัวเจ้งถาม ว่านั่นเป็นอะไร โป๊ยก่ายบอกว่าไม่เป็นการเจ็บปวดเหลือทน เห้งเจียวิ่งถามตาม มาทันหัวเราะว่าเมื่อวานนี้แซ่งข้าหัวบวมวันนี้ปากเจ้าบวม โป๊ยก่ายครางร้องว่า เหลือทน พี่น้องทั้งสามกำลังคร่ำครวญแลไปเห็นยายเฆ่าผู้หนึ่งมือซ้ายถือตะกร้า ตะกร้าหนึ่งเก็บผักเดินมาทางทิศอาคเนย์ ซัวเจ็งชี้มือว่าพี่ยายเฒ่าที่ไหนเดินมาโน่น แน่ะ เห้งเจียหันไปดูก็เห็นบนศีรษะมีรัศมีปกคลุมอยู่ เห้งเจียจำได้ว่าพระโพธิสัตว์ จึงร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ้งมานมัสการว่าพระโพธิสัตว์มาแล้วฝ่ายพระโพธิสัตว์เหาะขึ้นบนอากาศ กลับเป็นรูปเดิมของพระโพธิสัตว์ เห้งเจีย เหาะตามขึ้นไปนมัสการบอกว่า พวกข้าพเจ้ามัวต่อสู้แก่ปิศาจไม่ทันจะมารับท่าน ขอได้โปรดอภัยแก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด บัดนี้พวกข้าพเจ้ามาถูกมารร้ายยากที่จะ ปราบลงได้ พระโพธิสัตว์บอกว่าสัตว์ตนนี้มันมีฤทธิ์ร้ายแรงนัก ที่มันต่อยคนให้เจ็บ ปวดนั้นคือปลายหางของมัน ตัวมันเป็นปิศาจแมลงป่องเพราะฉะนั้นมันจึงมีพิษที่ ปลายหาง เมื่อก่อนอยู่ที่วัดลุ่ยอิมยี่ฟังพระแสดงธรรม พระยูไลแลเห็นไม่ชอบก็ เอามือปัดมันไป มันหวนกลับต่อยนิ้วหัวแม่มือพระยูไลเจ็บปวดเหลือจะทน พระ ยูไลให้เทพบุตรกิมกังจับมัน มันหนีมาซ่อนอยู่แห่งนี้ ท่านอยากจะให้อาตมาช่วย อาตมาเข้าใกล้ไม่ได้ แม้ว่าจะช่วยได้ก็รีบไปหาดาวเทพบุตรเบ้ายิดแชกุน อยู่ข้าง ทิศบูรพาชั้นดาวดึงส์นั้นลงมา นั่นแหละจึงจะปราบได้โดยง่าย พระโพธิสัตว์บอก ให้เห้งเจียแล้วก็อันตรธานหายไปเห้งเจียครั้นพระโพธิสัตว์ไปแล้ว ก็กลับลงมาบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า พระ อาจารย์เรามีดาวช่วยไม่เป็นไร พระโพธิสัตว์ท่านชี้แจงให้พี่ไปบนสวรรค์เชิญดาว เบ้ายึดแชกุนให้ลงมาปราบปิศาจจึงจะได้ พี่จะรีบไปพูดแล้วก็เหาะไปยังดาวดึงส์ เห้งเจียตรงเข้าไปยังตำหนักก้วงเม้งเกง เวลานั้นท่านเบ้ายิดแชกุนไม่อยู่ เพราะให้ ไปตรวจชั้นฟ้าเห้งเจียเห็นไม่อยู่จะถอยกลับออกมา แลไปเห็นพลทหารยืนเป็นแถว ข้างหลังนั้น ท่านเบ้ายิดแซกุนกลับมา แล้วเห้งเจียก็กระทำคำนับเบ้ายิดแชกุน เห็นเห้งเจียก็คำนับตอบแล้ว ถามว่าท่านไต้เซียจะไปข้างไหน หรือ เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้ามาหาจินแสไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง เบ๊า ยิดแชกุนถามว่าจะให้ช่วยธุระอย่างไรหรือ บัดนี้อยู่ในที่ตำบลใดเห้งเจียบอกว่า อยู่ ที่เมืองไซเหลียงก๊กตำบลเขาต๊อกตี้ซัวถ้ำปี้แป้ต๋อง พระโพธิสัตว์กวนอิมท่านเสด็จ ไซอิ๊ว ๕๐๒ มาบอกให้ว่านางปิศาจนั้นมันเป็นแมลงป่อง ชี้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่านจึงจะปราบได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาขอเชิญท่านไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าเบ้ายึดแซกุนพูดว่า จะเข้าไปกราบทูลเงิกเชียงฮ่องเต้ก็จะช้าการไป ท่านไต้ เซียมาถึงนีแล้ว ทังพระโพธิสัตว์ก็ได้ชีมาแล้ว ก็ไม่อาจขัดได้ ถ้ากระนันข้าพเจ้า จะไปพร้อมกับท่านให้ทันเวลา เห้งเจียมีความดีใจพร้อมกันกับเบ้ายิดแชกุน ออก จากประตูสวรรค์ตังทีหมึงเหาะมายังเขาต๊อกติ๊กซัว ครั้นถึงก็พากันลงยังยอดเขาเดิน ตรงมาที่หน้าถ้ำ ซัวเจ้งแลไปเห็นก็ร้องเรียกโป๊ยก่ายว่า พี่เห้งเจียไปเชิญเบ๊ายิด แชกุนมาแล้ว ดป๊ยก่ายแหงนหน้าพูดว่า อย่าถือข้าพเจ้าเลยเป็นคนป่วยไข้ เบ้า ยิดแชกุนถามว่า ท่านมีความป่วยเจ็บประการใดหรือ โป๊ยก่ายบอกว่าเมื่อวานนี้ ไปรบกับนางปิศาจ ในเวลากำลังรบกันอยู่ ไม่รู้ว่ามันเอาอะไรต่อยเอาที่ปากทีหนึ่ง ได้ความเจ็บปวดยังไม่หายจนบัดนี้ เบ้ายิดแชกุนว่า ท่านขยับมาข้าพเจ้าจะรักษา ให้ โป๊ยก่ายก็ขยับมาใกล้ เบ้ายิดแชกุนก็เอามือลูบที่ปากโป๊ยก่ายทีหนึ่งแล้ว เป่า ทีหนึ่งความเจ็บปวดก็หายทันที โป๊ยก่ายดีใจที่สุดก็คำนับสรรเสริญว่าศักดิ์สิทธิ์แท้ๆเห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า ท่านจินแสช่วยลูบให้ข้าพเจ้าสักทีหนึ่งเถิด เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าก็ถูกทีหนึ่งค่อยเบาแต่ยังไม่หายขาด ยังแสบ ๆ ตึงๆ อยู่วิตกว่า จะแปรปรวนไปอีก ขอท่านจินแสได้ช่วยแก้ให้ข้าพเจ้าด้วย เบ้ายิดแชกุนก็เอามือ ลูบที่กลางกระหม่อมเห้งเจียทีหนึ่งเป่าทีหนึ่งด้วยลมปากก็หายไม่เจ็บแสบอีกต่อไป โป๊ยก่ายนึกโกรธขึ้นมาพูดว่า พี่ไปกำจัดอีปิศาจนั้นก็ไปเถิดเบ้ายิดแชกุนว่าท่านทั้งสองจงไปล่อพอให้มันออกมาพ้นจากปากถ้ำ ข้าพเจ้า จะปราบมันเอง เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็พร้อมกันลงมายังถ้ำ ถึงประตูโป๊ย ก่ายก็เอาคราดสับกระชากประตูหักพังทลายลงทั้งสิ้น แล้วเข้าไปในถ้ำถึงชั้นสองก็ เอาคราดสับกระชากพังลงทั้งสิ้น เวลานั้นนางปิศาจจะให้คนแก้มัดพระถังซัมจั้ง จะใคร่เชิญมาฉันน้ำร้อนน้ำชา พอได้ยินเสียงพังประตูชั้นสองอีกทึกนางก็ลุกขึ้นจับ อาวุธเดินออกมาจากที่ ตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายยกคราดขึ้นรับ เห้งเจียเอากระบองตี นางปิศาจ นางปิศาจรุกเข้ามาจะแผลงฤทธิ์ เห้งเจียโป๊ยก่ายรู้ทีก็ถอยหนีออกมา นอกถ้ำ เห้งเจียจึงร้องว่าท่านเบ๊ายิดแซกุนอยู่ที่ไหนแลไปเห็นเบ้ายิดแซกุนยืนอยู่ บนเนินเขา แปลงกายเป็นรูปเดิมคือไก่ใหญ่ตัวหนึ่ง ยื่นศีรษะยาวประมาณแปด ศอกหันตรงนางปิศาจร้องขึ้นคำหนึ่ง นางปิศาจก็กลายเป็นรูปเดิม คือแมลงป๋อง เบ้ายิดแชทุนร้องขันขึ้นอีกทีหนึ่งแมลงป่องนั้นก็ล้มตายอยู่กับเนินเขานั้นโป๊ยก่ายตรงเข้ามาเหยียบกลางหลังด่าว่าอีสัตวเดียรัจฉาน ทำไมมึงจึงไม่แผลง ฤทธิ์ไปอีกเล่า ปิศาจก็นอนนิ่งไม่ไหวกาย โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับฟันจนละเอียด ไปทั้งสิ้นฝ่ายเบ้ายิดแชกุนเห็นเสร็จธุระแล้วก็เหาะกลับไปยังวิมานสถาน เห้งเจียเห็น ดังนั้นก็คำนับขอบคุณไป พี่น้องทั้งสามก็พากันเข้าถ้ำพวกคนใช้ของปิศาจก็พากัน มาคุกเข่าคำนับพูดว่า ขอท่านได้โปรดพวกข้าพเจ้ามิใช่ปิศาจมารร้าย พวกข้าพเจ้า เป็นมนุษย์อยู่ในเมืองไซเหลียงก๊กนางปิศาจจับเอามาทั้งนั้น ท่านอาจารย์นั้นอยู่ ข้างในห้องเฮียวปั้งกำลังนั่งร้องไห้อยู่ เห้งเจียพิจารณาดูคนเหล่านั้นก็เห็นว่ามิใช่ ปิศาจจริง จึงเดินเลยเข้าไปข้างในค้นหาอาจารย์ฝ่ายพระถังซัมจั่ง เห็นศิษย์มาพร้อมกันทั้งสามคนก็มีความยินดีพูดว่าอาตมภาพ ผู้เดียวศิษย์ทั้งหลายจึงได้ซึ่งความทุกข์ แล้วถามต่อไปว่าบัดนี้นางปิศาจนั้นเป็นประ การใด โป๊ยก่ายบอกว่าอันหญิงนัน เดิมเป็นแมลงป๋องตัวเมีย หากพระโพธิสัตว์ กวนอิมมาบอกให้ไปหาเบ๊ายิดแซกุนลงมาปราบจึงได้ นางปิศาจนั้นข้าพเจ้าสับฟัน ละเอียดแล้ว พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น มีความขอบคุณพระกวนอิมยิ่งนัก พวก ศิษย์ทั้งสามก็หาอาหารให้พระอาจารย์ฉันเสร็จแล้วต่างก็พากันกินอิ่มแล้วก็พากัน ออกจากถ้ำ จึงเรียกพวกหญิงที่ปิศาจจับไว้นั้น ให้ออกมาแล้วก็ชี้ทางให้กลับไป ทุกคน แล้วเอาหญ้าฟางทำคบจุดไฟเผาถ้ำนั้นไหม้เป็นจุณไป ก็นิมนต์อาจารย์ขึ้น ม้าตัดออกทางใหญ่หมายทิศปราจีนเดินพลางชมพลางตามแนวป่า แลไปก็เห็นภูเขาสูงก็พากันเดินข้ามเข้าไปทาง ทิศตะวันตก เป็นเนินลาดเสมอโป๊ยก่ายจะแผลงฤทธิ์ก็ส่งหาบให้ชัวเจ๋งหาบ โป๊ย ก่ายก็เอาคราดไล่ม้าให้วิ่ง เห้งเจียถามว่านั่นจะทำอะไรกัน โป๊ยก่ายว่าเวลาก็จวน จะค่ำ ตั้งแต่ขึ้นเขาเดินมาก็เกือบวันหนึ่งแล้ว ในท้องก็หิวโหยวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะ ใคร่หาบ้านคนจะได้บิณฑบาตข้าวกินสักมื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ถ้า กระนั้นพี่จะไล่ม้านั้นให้ไปเร็วๆ ว่าแล้วเห้งเจียก็ชักกระบองออกเดินมาใกล้ม้าเอา กระบองแกว่งหมุนทีหนึ่ง ม้าก็วิ่งดุจลูกเกาทัณฑ์ ถามว่าม้าทำไมกลัวเห้งเจียไม่กลัว โป๊ยก่ายนั้นเป็นอย่างไร มีคำตอบว่าเห้งเจียแต่ก่อนเมื่ออยู่บนสวรรค์เคยเลี้ยงม้า ปราบเสียออกเข็ดฝีมือ อาศัยเหตุนี้มาจนทุกวันนี้ม้าก็ต้องยอมกลัววานรทุกตัวไปฝ่ายพระถังซัมจั่งอยู่บนหลังม้ายอไม่หยุดไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็จับบัง เหียนรั้งกดลงกับอานปล่อยวิ่งไปตามวิสัย ประมาณทางสักสองร้อยเส้นจึงค่อย ๆ เดินเมื่อกำลังเดินมาได้ยินเสียงม้าล่อเสียงคนร้องกู่ข้างทางคะเนเสียงสักสามสีสิบคน แลไปก็เห็นคนเดินออกมา มือถืออาวุธทุก ๆ คนออกสกัดหน้าพระถังซัมจั้งแล้วถาม ว่าพระสงฆ์นั้นจะไปข้างไหน พระถังซัมจั้งให้อกสั่นขวัญหายนั่งไม่อยู่พลัดตกจาก หลังม้าลงมา ลุกขึ้นยืนข้างทางร้องว่าท่านไต้อ๋องยกชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิดฝ่ายหัวหน้าโจรสองคนพูดว่า เราไม่ทุบไม่ดีมีสิ่งของอะไรก็เอามาให้เราเสีย โดยดีแล้วก็ไม่ต้องทุบตี พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็รู้แน่ว่าพวกโจร จึงเดินมาพนม มือพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังฝ่ายทิศบูรพา มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม จากบ้านเมืองมาหลายปีแล้วแม้มี โสหุ้ยเสบียงอาหารมาก็หมดสิ้นแล้ว อาตมภาพเป็นสงฆ์ไปถึงไหนก็บิณฑบาต เขาฉัน พอเลี้ยงชีวิตไปเท่านั้น ไม่มีเงินทองข้าวของสิ่งใดเลย ขอท่านได้กรุณาเถิดฝ่ายนายโจรทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งใจคอยดุจเสือมาสกัดทางอยู่ ปรารถนา จะประสงค์ทรัพย์สมบัติเงินทองจะให้เราผ่อนผันอย่างไรได้ หากว่าเงินทองข้าวของ ไม่มีจริงแล้ว เสื้อผ้าก็ควรถอดออกมาให้ และทิ้งม้าไว้ที่นี่แล้ว เราจึงจะปล่อยให้ ไปได้ หาไม่ก็ไม่ฟังกัน พระถังชัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันเสื้อผ้านั้นขาดๆ เสียๆ อาตมภาพบิณฑบาตเขามาพอพันกาย ท่านจะให้ถอดออกจากกายดังนี้ ก็เหมือน ฆ่าอาตมภาพเสียเหมือนกัน จะเป็นบาปกรรมแก่ท่านต่อไปหาควรไม่ นายโจรได้ ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้นก็โกรธฉวยไม้พลองตรงมาจะตีพระถังซัมจั่ง พระถังชัมจั้ง ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักการกลับกลอกเห็นการจวนตัวไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงพูด ว่าท่านอย่าเพิ่งลงมือ อาตมภาพมีศิษย์มาด้วยข้างหลังมีเงินติดตัวมาสองสามตำลึง รอมาถึงอาตมภาพจะเอาให้ท่านนายโจรพูดว่า สงฆ์ู้นีพูดกลับกลอกเอาเชือกมัดเสียจึงจะได้พวกบริวารก็เอา เชือกมัดพระถังซัมจังชักโยงขึ้นบนต้นไม้สูงฝ่ายศิษย์ทั้งสามวิ่งตามหลังมา โป๊ยก่ายหัวเราะไม่หยุด แล้วพูดว่าพระอาจารย์ ห้อใหญ่ไปตามสบายใจแล้วไม่รู้ว่าจะไปถึงไหนโป๊ยก่ายเหลือบไปเห็นอาจารย์แขวน ห้อยอยู่บนต้นไม้สูง จึงร้องบอกเห้งเจียซัวเจ๋ง ให้ดูว่าอาจารย์คอยอยู่โน่นแล้ว ใจ คออาจสามารถขึ้นอยู่บนต้นไม้สูงผูกชิงช้าไกวเล่นตามสบายใจ เห้งเจียแลไปเห็น แล้วว่าเจ้าอย่าพูดให้เลอะเทอะ อาจารย์เราถูกแขวนอยู่แล้วมิใช่หรือเจ้าสองคน ค่อยๆ เดิน พี่จะรีบไปก่อนหากจะมีเหตุอะไรดอกกระมังเห้งเจียก็รีบขึ้นเนินเขาสูง แลไปก็เห็นพวกโจรตังอยู่เป็นหมู่ เห้งเจียดีใจพูดว่าดีแล้วลาภจะมาถึงแล้ว พูดดังนั้น แล้วก็แปลงตัวเป็นสามแนรน้อยอายุประมาณสิบหกขวบ บนบ่าสะพายห่อผ้าใหญ่ เดินตรงมาที่อาจารย์ร้องเรียกว่าอาจารย์นั้นเป็นเหตุอะไร พระถังซัมจั่งได้ยินเสียง ก็จำได้รู้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าทำไมจึงไม่ช่วยแก้เราเล่าเห้งเจียถามว่านั่นเพราะเหตุอะไรจึงได้เป็นดังนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่าพวกเหล่า นั้นสกัดทางเราไว้มิให้เราไปจะทวงเอาค่าเดินทางสิ่งของไม่มีจะให้เขาๆจึงมัดแขวน ไว้อย่างนี้ คอยว่าเห้งเจียมาจะได้คิดดูมีอะไรจะได้ให้เขา เพราะเหตุดังนี้เราจะทำ ประการใดดีเห้งเจียถามว่าอาจารย์ได้พูดจารับรอง ผ่อนผันไว้แก่เขาอย่างไรบ้างเล่า พระถังซัมจั้งบอกว่าเขาเร่งรัดจะมาตีมาทุบ อาตมภาพก็ไม่รู้ที่จะแก้ตัวอย่างไร จึง ได้อ้างว่าข้าวของมีอยู่ที่เห้งเจีย อย่าเพิ่งทุบตีให้คอยสานุศิษย์ก่อนพวกเหล่านี้จึง หยุดให้เป็นเวลาที่เข้าคับแค้นจึงได้พูดดังนั้น เห้งเจียพูดว่าดีแล้วตามอาจารย์พูด อย่างนี้ก็สมควรถูกต้องแล้วฝ่ายนายโจรและบ่าวไพร่เห็นเห้งเจียพูดโต้ตอบกับอาจารย์ดังนั้นก็พากันตรูเข้า ล้อม นายโจรเข้ามาใกล้พูดว่าสามเณรอาจารย์นั้นบอกว่า ข้าวของเงินทองอยู่ที่ สามเณร สามเณรจงรีบเอามาให้เราโดยเร็วเราจะยกชีวิตให้ แม้พูดขัดขวางสักครึ่ง คำไม่พอใจเรา เราจะให้ชีวิตวินาศลงกับพื้นเดี๋ยวนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็วางถุงลง แล้วพูดว่า ท่านอยุติธรรมทั้งหลายไม่ต้องทวงถามไปทำไมกับข้าวของในห่อนี้ มี ทองคำไม่สู้มากหนักยี่สิบแท่ง เงินสักสามสี่สิบแท่งเงินที่ละเอียด ๆ ยังไม่ได้คิด จะ ต้องประสงค์แล้วจงเอาไปทั้งห่อเถิด ขอแต่อย่าตีอาจารย์ของอาตมภาพเลย คำ บุราณท่านย่อมว่าเงินทองเป็นของปลายเหตุ มีกุศลและบุญย่อมเป็นต้นเหตุ เงิน ทองเป็นของปลายพวกอาตมภาพก็เป็นพระเป็นสงฆ์ก็มีแต่เที่ยวบิณฑบาต ขอท่าน ได้แก้ปล่อยอาจารย์ออกมาก่อนแล้ว อาตมภาพจะนำของเหล่านี้มอบให้ท่านทั้งสิ้นฝ่ายโจรเหล่านั้นเมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าตาสงฆ์แกเหนียวแน่น สามเณรเล็กนี้ดีไม่ขี้เหนียว นายโจรทั้งสองจึงบอกให้พวกบริวารโจรเหล่านั้นแก้มัด พระถังซัมจั้งลงมา แล้วก็ขึ้นม้าหนีไป เห้งเจียเอาแซ่หวดม้าเข้าสองสามทีม้าก็วิ่ง ไปทางเก่า เห้งเจียร้องว่าไปผิดทางแล้ว เห้งเจียจะฉวยห่อวิ่งตามไป พวกโจรก็ เข้าล้อมสกัดไว้ถามว่าจะไปข้างไหนข้าวของเอาไว้ก่อนอย่าให้ถึงลงมือ เห้งเจียว่า ของนั้นจะต้องปันเป็นสามส่วน นายโจรพูดว่าเจ้าเณรน้อยนี้กลับกลอกทำกลอุบาย แต่พอให้อาจารย์หลุดเท่านั้นของในนั้นมีมากน้อยเท่าใด ถ้ามีมากก็จะแบ่งปันให้ ไปซื้อข้าวผลไม้กิน เห้งเจียว่าเอาข้าวของที่ไหนมามีเล่า พี่ทั้งสองหากเป็นนายโจร ไปปล้นที่ไหนได้ข้าวของขอให้มาแบ่งให้แก่ข้าพเจ้าบ้างซีจึงจะชอบ นายโจรได้ฟัง ดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่าเจ้าเณรนี้ไม่รู้จักความตายเลย ข้าวของก็ไม่ยอมให้กลับจะ มาขอแบ่งส่วนเอาที่ข้าจงดูไม้ตะพดลายนี้เถิด นายโจรก็ตีศีรษะเห้งเจียเจ็ดแปดที เห้งเจียก็มิได้แสดงความเจ็บป่วยหน้าตาปรกติอยู่กลับหัวเราะเสียงดังสนั่นพูดว่า พี่ถ้าตีดังนี้ตีอีกพันทีก็ไม่รู้สึกว่าเจ็บอย่างไร นายโจรเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเจ้าเณร น้อยคนนี้หัวมันช่างแข็งจริง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไม่แข็งถึงดังนั้นดอกพูดเล่น ตามการดังนั้นเอง พวกโจรก็ไม่ฟังถ้อยคำตรูเข้ามาสามสี่คนตีเห้งเจีย เห้งเจียร้อง ห้ามว่าท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งโกรธก่อน รอข้าพเจ้าจะเอาออกมาให้ พูดแล้วเห้งเจีย ก็ซักออกจากหูเป็นเข็มปักอันหนึ่งแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนบวชเรียนเงินทองไม่มี มีแต่เข็มเล่มหนึ่งนี้ให้แก่ท่านเท่านั้นนายโจรก็นึกเสียใจว่าปล่อยพระสงฆ์ที่มีข้าวของไปเสียแล้ว จับสามเณรคนจน ไว้เราไม่เข้าใจเย็บสอยจะเอาเข็มไปทำอะไรได้ เห้งเจียเห็นนายโจรพูดว่าไม่ต้องการ ก็จับแกว่งทีหนึ่ง ก็ใหญ่ขึ้นเท่ากระบองอันหนึ่งปักลงยังพื้นแล้ว ร้องบอกว่าท่าน ทั้งหลายมาถอนเอาไปได้แล้วข้าพเจ้าจะยกให้ นายโจรทั้งสองก็มาสั่นถอน คิดดู ก็น่าสงสัย เปรียบประดุจตักแตนจับเสาศิลา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กระโดดมาจับถอน เบา ๆ ก็ขึ้นแล้วเอากระบองชี้พวกโจรว่า พวกเจ้าไม่รู้จักมาโดนเข้าเสียแล้วนายโจรโกรธเอาพลองตีศีรษะเห้งเจียอีกห้าหกสิบที เห้งเจียก็หัวเราะพูดว่า พวกเจ้าตีข้าเมื่อยมือแล้ว ทีนี้จะต้องให้ข้าตีบ้าง ว่าแล้วเห้งเจียก็ออกท่ากระบอง หวดไปทีหนึ่ง ถูกนายโจรล้มลงกับพื้นสิ้นใจตาย นายโจรอีกคนหนึ่งเห็นดังนั้น ก็ ด่าว่าอ้ายโล้นนี้ไม่รู้จักธรรมเนียม ข้าวของก็ไม่ให้กลับมาฆ่าคนเสียดังนี้ เห้งเจีย ว่าจงเงียบยับยั้งก่อน คอยเราตีเสียให้ตายทุกคนให้สิ้นรากเหง้าจึงจะได้ ว่าแล้ว เห้งเจียก็ยกกระบองหวดไปที่หนึ่งถูกนายโจรล้มลงตายอีกคนหนึ่ง พวกบริวารเหล่า นั้นก็ตกใจพากันวิ่งหนีไปทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกำลังม้าวิ่งกลับไป ก็มาพบโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ร้องว่าอาจารย์ทำไมเดินมวทางนี้เล่าผิดทางเสียแล้ว พระถังซัมจังซักม้าหยุดแล้ว พูดว่า จงรีบไปบอกแก่เห้งเจียว่า อย่าให้ลงกระบองเลย จงเห็นแก่เพื่อนมนุษย์ เถิดอย่าทำให้ถึงแก่ความตายเลยโป๊ยก่ายว่าอาจารย์จงหยุดพักก่อน ข้าพเจ้าจะไป บอกเธอเอง พูดแล้วโป๊ยก่ายก็รีบวิ่งไปใกล้จะถึง ร้องตะโกนว่าพี่เห้งเจีย พระ อาจารย์สั่งว่าอย่าตีคนเลย เห้งเจียว่าใครได้ทันตีใครที่ไหนเล่า โป๊ยก่ายถามว่าพวก โจรไปข้างไหนหมดเล่าจึงไม่เห็นสักคนเดียว เห้งเจียบอกว่าพวกบริวารของมันหนี ไปหมดแล้ว เหลือแต่นายมันสองคนยังนอนหลับอยู่ โป๊ยก่ายเดินเข้ามาใกล้แลดู เห็นคนนอนอยู่ น้ำเมือกอะไรไหลออกมาเปรอะหัวดังนั้น เห้งเจียบอกว่าพี่เพิ่งตี ตายหัวสมองทะเล้นเยื่อออกมา โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็ตกใจวิ่งกลับไปบอกพระ ถังซัมจั้งว่า มันไปทางไหน โป๊ยก่ายบอกว่าพี่เห้งเจียตีนอนตายอยู่สองคน พวก นั้นมันหนีไปหมดแล้ว แต่จะไปทางไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ร้อนใจบ่นว่าน่าแค้นอ้ายลิงแท้ ๆ ใจคอช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ ตีเขาจนถึงแก่ความ ตาย พูดดังนั้นแล้วก็ซักม้ากลับมาพร้อมด้วยโป๊ยก่ายซัวเจ็งเดินมา ครั้นถึงที่ ที่ โจรตายนั้นแล้วและเห็นโลหิตออกเลอะพื้นดิน คนตายก็นอนอยู่กับพื้น พระถังซัมจั่ง ไม่พอใจจะแลดู จึงสั่งให้โป๊ยก่ายเอาไปฝังเสียอาตมภาพจะสวดมนต์สักจบหนึ่งโป๊ยก่ายว่าอาจารย์เห็นจะผิดดอกกระมัง ก็เห้งเจียตีคนตายจะให้ข้าพเจ้าเป็น สัปเหร่อจะได้อยู่หรือ เห้งเจียถูกอาจารย์ว่าใจคอไม่สู้จะสบาย ครั้นได้ยินโป๊ยก่าย พูดดังนั้น จึงตวาดโบ๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูยังไม่รีบเอาไปฝังหรือ ประเดี๋ยวจะล่อ ด้วยกระบองตายตามอ้ายโจรไปอีกศพเดี้ยวนี้ โป๊ยก่ายตกใจกลัวรีบไปข้างเนินเขา เอาคราดสับดินลงขุดหลุมแล้ว แบกเอาศพทั้งสองใส่ลงไปเอาดินกลบแน่นแล้วเอา ดินมูลขึ้นเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งจึงหยิบดินจุดธูปอธิษฐานว่า นายโจรจงฟังอาตม- ภาพจะขออธิษฐาน เหตุคิดถึงสานุศิษย์ของอาตมภาพเพราะพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม มาถึงที่นี่พบท่านหลายคน อาตมภาพ อ้อนวอนว่ากล่าวแต่ถ้อยคำที่ดี ท่านก็มิได้เชื่อฟัง จึงมาปะเห้งเจียมือร้ายใจกล้า ตีด้วยกระบองถึงแก่ความตาย อาตมภาพสงสารคิดถึงซากศพนอนอยู่กลางดิน จึง ให้โป๊ยก่ายเอาไปฝังแล้วแม้ว่าลงไปยังนรกฟ้องแก่พระยามัจจุราชต้องตามเหตุผล เห้งเจียแซ่ซึงอาตมภาพแช่ตั้นข้ามีตัวอยู่อย่าฟ้องอาตมภาพเลยโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์ต้องชี้แจงให้หมดจด คือเมื่อเวลาเธอตีนั้น ข้าพเจ้าและชัวเจ๋งไม่ได้อยู่ที่นั่น พระถังซัมจั้งก็กล่าวตามคำโป๊ยก่ายว่า แม้ว่าฟ้อง ก็จงฟ้องแต่เห้งเจียคนเดียว ที่โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั้นมิได้เกี่ยวข้อง เห้งเจียได้ฟัง ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ท่านเป็นผู้ใหญ่ช่างไม่มีจิตกตัญญเลย เพราะ ว่าเพื่อด้วยอาจารย์ไปอาราธนาพระธรรม ได้ความทุกข์ทรมานนั้นเท่าไรแล้ว มา วันนี้ข้าพเจ้าพลั้งผิดตีโจร้ายตายสองคน ท่านไปชี้สอนให้มันไปฟ้องข้าพเจ้ายังพระ ยามัจจุราช ข้าพเจ้าตีมันตายก็จริงแต่ท่านไปอาราธนาพระธรรม ถ้าข้าพเจ้าไม่เป็น สานุศิษย์ของท่านตามมาที่ไหนจะได้ตีคนตายเล่า ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะมีคำสั่งบ้าง ว่าแล้วก็ถือไม้กระบองมายืนข้างหลุมผี กระทุ้งสามที่แล้วพูดว่าอ้ายโจรตายโหง เอ็งจงฟังเราพูดเรายอมให้เอ็งตีเราก่อนเจ็ดที แล้วก็ตีอีกเจ็ดทีแปดทีเราก็ไม่เจ็บไม่ซ้ำ เจ้าทำให้เราได้ความเดือดร้อนเราจึงได้ตีเจ้าตาย ต่อให้เจ้าไปฟ้องที่ไหนเราก็ไม่กลัว เง็กเชียงฮ่องเต้ท่านรู้จักเรา เทพบุตรทั้งหลายก็เคยชอบกัน ดาวรอบท้องฟ้าก็เป็น เพื่อนแก่เรา เทพารักษ์และพระภูมิเจ้าที่ก็เกรงใจเรา เทพยดารักษาจักรวาลก็ชอบ กันสนิท ทุก ๆ เขตภูมิเจ้านายศักดิ์สิทธิ์ทั้งพระยามัจจุราชก็เกรงใจทั้งสิ้นตามแต่ เจ้าจะไปฟ้องเราเถิดเราไม่กลัวทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่าอาตมภาพกล่าวคำอธิษฐานดังนั้นก็ปรารถนาจะให้เป็นคนดี ตัวทำไมจึง ถือเอาเป็นจริงดังนั้นเล่า เห้งเจียพูดว่าอาจารย์ได้พูดไปแล้วก็ช่างเถิด เวลายังวัน อยู่รีบไปหาที่อาศัยเถิดพระถังซัมจั่งจิตก็ยังไม่หายโกรธจึงขึ้นหลังม้า เห้งเจียยังขุ่นในใจอยู่ อาจารย์ กับศิษย์ต่างดีแต่หน้าในใจก็ต่างติเตียนกัน เดินมาสักประเดี้ยวแลไปข้างหน้า เห็น ที่ข้างทางใหญ่เข้าไปในแนวป่านั้นมีหมู่บ้าน พระถังซัมจั้งเอาแส้ม้าชี้พูดว่าพวกเรา เข้าไปพักอยู่ที่หมู่บ้านนั้นเถิด แล้วก็พากันเดินเข้าไปถึงที่หน้าบ้าน พระถังซัมจั้งก็ ลงจากม้าเห็นตาเฒ่าคนหนึ่งเดินออกมา พระถังซัมจั่งจึงทักถามตาเฒ่าจึงถามว่า พระสงฆ์ท่านมาแต่เมืองไหนจะไปข้างไหน พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพนี้อยู่ เมืองไต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาธรรม มาถึงนี่ก็จวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจะลาไปตาเฒ่าพูดว่าหนทางตั้งแต่เมืองท่านมาถึงที่นี่มิใช่ใกล้ ทำไมท่านผู้เดียวจึงได้ มาถึงที่นี่ได้ พระถังซัมจั่งบอกว่าอาตมภาพมีศิษย์มาด้วยสามคนเป็นเพื่อน ตาเฒ่า ถามว่าก็สานุศิษย์อยู่ที่ไหนเล่า พระถังซัมจั้งเอามือชี้ว่าที่ยืนอยู่ข้างทางนั่นแหละ ตาเฒ่าก็แลไปเห็นทั้งสามคนหน้าตาหยาบคายไม่น่าดูทุก ๆ คน ตาเฒ่าหันกลับ จะเข้าบ้าน พระถังซัมจั่งยึดไว้แล้วพูดว่าท่านตาจงเมตตาขอให้อาศัยพักสักคืน หนึ่งเถิดตาเฒ่าสั่นศีรษะโบกมือพูดว่าไม่ใช่อย่างคน จะเป็นยักษ์มารอะไรก็ไม่รู้ หนึ่งคล้ายเงือก คนหนึ่งคล้ายม้าปากยาว คนหนึ่งหน้าคล้ายกับรามสูร เห้งเจีย ได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ที่คล้ายเงือกนั้นคือเหลนของข้าพเจ้า ที่หน้าเหมือนม้านั้นคือโหลนของข้าพเจ้าเอง ตาเฒ่าเห็นหน้าตาเห้งเจียดังนั้นใจคอ ไม่สบายจะถอยเข้าบ้าน พระถังซัมจั้งจึงตามเข้าไปในบ้าน ข้างในบ้านมียายเฒ่า คนหนึ่งจูงเด็กอายุประมาณสักหกขวบ เดินมาถามว่าอะไรกันที่ไหน พระถังซัมจั้ง จึงเล่าให้ยายเฒ่าฟังทุกประการว่า อันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น รูปร่างหยาบ คายก็จริง แต่สมาทานถือตามพระพุทธบัญญัติทั้งสามคน ไม่เหมือนคนโหดร้าย ทั้งหลายดอก จะกลัวเธอทำไมตายายเฒ่าทั้งสองได้ฟังชี้แจงดังนั้น จึงค่อยหาย ความกลัวจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งให้เชิญเข้ามา พระถังซัมจั้งจึงเดินออกไปสั่งศิษย์ ทั้งสามว่าจงระมัดระวังกิริยาให้เรียบร้อย ศิษย์ทั้งสามก็จูงม้าพาหาบเข้าไปยังเรือน ตาเฒ่า นั่งพักคอยฟังอาจารย์จะใช้สอยฝ่ายยายเฒ่ามีจิตศรัทธาจึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง เวลานั้นก็จวนจะ โพล้เพล้ คนในบ้านก็จัดแจงตามตะเกียงและโคมไฟสว่างไสว พระถังซัมจั้งถาม ตาเฒ่าว่าท่านแช่อะไร อายุได้เท่าใดแล้ว ตาเฒ่าตอบว่าข้าพเจ้าแช่เอี๊ยวอายุได้ เจ็ดสิบปีแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่ามีบุตรกี่คน ตาเฒ่าบอกว่ามีคนเดียวที่ยายแก่ จูงมานั้นแหละคือหลาน พระถังซัมจั้งขอพบบุตรชาย ตาเฒ่าพูดว่าข้าพเจ้าก็แก่ แล้วเลี้ยงลูกคนนี้แสนจะลำบากกับมันวันนี้พ่อมันไม่อยู่ พระถังซัมจั้งถามว่าไปค้า ขายที่ไหนหรือ ตาเฒ่าสั่นศีรษะพูดว่าคิดแล้วก็น่าสงสาร แม้ว่าชอบค้าขายก็เป็น บุญของข้าพเจ้า อันกิจการบ้านเรือนไม่เอาเป็นธุระทั้งสิ้น ตั้งใจทำแต่การอัปยศ ไม่มีความดี เที่ยวคบค้าคนพาลตีชิงวิ่งราวสกัดทางขวางหน้าฆ่าคนสารพัดจะเป็น แต่การอกุศลทั้งสิ้น เมื่อห้าวันหายไปไม่เห็นกลับมาจนวันนี้พระถังซัมจั้งไม่ซักถามต่อไปอีก นึกแต่ในใจว่าเห็นจะเป็นอ้ายโจรที่เห้งเจียตี ตายนั้นดอกกระมัง แล้วพระถังซัมจั้งพูดว่าพ่อแม่จิตใจเป็นกุศล เหตุไฉนบุตรจึง ได้เป็นไปเช่นนั้น เห้งเจียว่าลูกอย่างนี้ไม่ใช่คนดีเลี้ยงไว้ทำไม ข้าพเจ้าจะช่วยจับตี ธุระป้องกันปราบปรามเอง พระถังซัมจั๋งจึงว่าเห้งเจียทำแต่พอให้เข็ดหลาบเกรงกลัว แล้วถอยไปเท่านั้น อย่าทำให้ถึงแก่ล้มตายเลยครั้นพวกโจรไล่มาใกล้เข้าแล้ว เห้งเจียก็ชักกระบองหันหน้ามาสกัดถามว่า ท่านทั้งหลายจะพากันไปข้างไหน พวกโจรด่าว่าอ้ายพวกหัวโล้นมึงจงใช้ชีวิตของ นายกู ด่าแล้วต่างคนก็เข้าล้อมเห้งเจีย เห้งเจียก็เอากระบองฟาดซ้ายฟาดขวา พวก โจรก็ล้มราบลงไปทั้งสิ้น บ้างก็ตายบ้างก็เจ็บบ้างก็ลุกวิ่งหนีไป พระถังชัมจั้งอยู่ บนหลังม้า เห็นเห้งเจียตีคนตายหลายคน ไม่อยากจะเห็นก็รีบขับม้าเดินไป โป๊ย ก่ายซัวเจ๋งก็วิ่งติดตามไป เห้งเจียจึงถามพวกโจรที่ถูกเจ็บว่า คนไหนเป็นบุตรตา เฒ่า พวกโจรเจ็บครางร้องบอกว่าค่นที่สวมเสื้อสีเหลืองนั่นแหละบุตรตาเฒ่า เห้งเจีย ตรงมาฉวยมีดตัดเอาศีรษะหิ้วขึ้นเลือดกำลังสดไหลอยู่ เห้งเจียก็รีบเดินตามมา ทันพระถังซัมจั้ง ยกศีรษะขึ้นบอกพระอาจารย์ว่าศีรษะนี้คือศีรษะของบุตรตาเฒ่า อ้ายคนอกตัญญูข้าพเจ้าตัดเอาศีรษะมาพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจสิ้นสติพลัดตกจากหลังม้า ครั้นได้สติจึงด่าว่า อ้ายชาติลิงมึงเหมือนฆ่าเราจงรีบเอาไปให้พ้น โป๊ยก่ายก็เอาศีรษะนั้นไปกลบดินเสีย ซัวเจ๋งจึงเข้าประคองอาจารย์ขึ้นม้าพระถังซัมจั้งร่ายพระคาถายี่สิบจบก็จับรัด ศีรษะเห้งเจียเจ็บปวดหมุนคว่ำลงกับพื้น เห้งเจียร้องว่าพระอาจารย์ผิดพลั้งอย่างไร ก็จงพูดจากันเถิด อย่าทำแก่ข้าพเจ้าดังนี้ พระถังซัมจังจึงพูดว่า ไม่มีเรื่องอะไร ไม่ให้เจ้าตามเราไปอีกจงกลับเถิด เห้งเจียกำลังเจ็บอุตสาห์พูดว่าทำไมพระอาจารย์ จึงไล่ให้ข้าพเจ้ากลับเล่า พระถังซัมจั่งพูดว่าอ้ายคนร้ายไม่ใช่คนตั้งใจจะไปอาราธนา พระธรรม เมื่อวานนี้ฆ่านายโจรตายเสียสองคน เราก็ไม่พอใจว่าคนไม่มีเมตตาจิต จนถึงบ้านตาเฒ่าได้พึ่งเขาให้ข้าวให้น้ำและพักอาศัยนอน ทั้งเขายังได้เปิดประตู ให้หนีพ้นภัย แม้ว่าลูกจะชั่วร้ายอย่างไรก็ไม่ควรจะไปตัดเอาศีรษะเขามาทำไมหา ใช่เหตุไม่ เราได้สั่งสอนอยู่เสมอ ๆ จิตใจก็ไม่มีเมตตาสักเท่าเส้นผม เราจะเอาเจ้า ไว้ทำไม เจ้าจงรีบไปเสียโดยเร็วอย่าให้ถึงแก่ร่ายคาถาอีก เห้งเจียจึงว่าอาจารย์อย่า ร่ายคาถาเลยข้าพเจ้าจะไป ว่าแล้วก็เหาะขึ้นบนเวหาฝ่ายเห้งเจียลอยอยู่บนกลางอากาศ คิดจะกลับไปยังถ้ำเดิมของตัว ก็นึกอาย แก่พวกลิงบริวาร แต่ตรึกตรองอยู่นานจะไปจะอยู่ก็แสนยาก จึงคิดขึ้นมาได้ว่าอย่า กระนั้นเลย เรากลับไปหาอาจารย์ดูอีกสักครั้งหนึ่งเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลดลง มายังพื้นเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าพระถังซัมจั้งแล้วพูดว่า ขอพระอาจารย์ยกโทษ ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด สืบต่อไปภายหน้าข้าพเจ้าจะไม่ทำอีกต่อไปพระถังซัมจั้งไม่ได้ ตอบว่ากระไร ซักม้าหยุดร่ายคาถา เห้งเจียเจ็บปวดก็ล้มลงกับพื้น พระถังซัมจั้ง ถามว่าทำไมยังไม่ไปให้พ้น ยังจะกลับมาพันผูกอาตมาทำไม เห้งเจียร้องว่า อาจารย์ อย่าร่ายคาถาเลย ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟัง ข้าพเจ้าวิตกว่าไม่มีข้าพเจ้าจะไป ด้วย อาจารย์ไปจะไม่ถึงไซทีพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ด่าว่าอ้ายชาติลิงโหดร้ายฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตไม่มีดี แม้ว่าเราจะไปถึงหรือไม่ถึงก็ไม่เกี่ยวอะไรแก่เจ้าจงรีบไปให้พ้น ขึนอยู่ช้าเราจะร่ายคาถาไม่หยุดเห้งเจียเห็นอาจารย์ไม่มีความอาลัยแล้วก็สุดที่จะ คิดอ่านชี้แจงพูดจาต่อไป จึงเหาะขึ้นบนเวหาก็นึกขึ้นได้ว่าสงฆ์นี้ช่างไม่คิดถึงคุณ ของเราเลย จำเราจะไปหาพระกวนอิมเล่าให้ท่านฟัง คิดดังนั้นแล้วก็เหาะตรงไป ยังน้ำไฮ้ บัดเดี๋ยวใจก็ถึงน่ำไฮ้ เห้งเจียก็เข้าไปยังสำนัก ครั้นถึงประตูใหญ่มีบัดจา กับเสี้ยนใช้นำพาไปหาพระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็เดินตามเข้าไป เหลือบขึ้นไปเห็น พระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่น เห้งเจียก็ย่อตัวกราบนมัสการลงกับพื้นแล้ว ก็ร้องไห้ สะอึกสะอื้น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็ให้บัดจาพยุงขึ้น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า เห้งเจียมีความขัดข้องอย่างไรหรือจงบอกมาให้เราแจ้ง อาตมาภาพจะได้แก้ไขให้เห้งเจียร้องไห้พลางพูดพลางว่า ข้าพเจ้าตั้งใจได้รับแต่ความทุกข์ยาก พึ่ง พระบารมีท่านปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนให้ และให้ข้าพเจ้าตามรักษาพระถังซัม จังไปไซที เพื่ออาราธนาพระธรรม ข้าพเจ้าก็ตั้งใจหาได้คิดแก่ร่างกายและชีวิต ปลด เปลื้องมารร้ายให้แก่เธอก็เพราะความปรารถนาจะใคร่ได้มรรคผลในเบื้องหน้า ลบ ล้างความผิดที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อน พระถังซัมจั้งเป็นคนอกตัญญไม่รู้จักบุญ ของข้าพเจ้า มาหลงด้วยจิตอกุศลมิได้ตรึกตรองให้เห็นดำและขาวมาขับไล่ข้าพเจ้า มิให้ติดตามไปดังนี้ พระโพธิสัตว์ถามว่าการดำขาวนั้นเป็นอย่างไร จงแสดงซึ่ง เหตุผลให้เราฟังดูจะเป็นประการใด เห้งเจียจึงยกเหตุที่ฆ่าพวกโจรและบุตรตาเฒ่า นั้น ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการพระโพธิสัตว์จึงพูดว่า พระถังซัมจั่งถือมั่นในสันดานโดยความกุศลไม่มีความ ประมาท ไม่ทำสัตว์ที่มีชีวิตและวิญญาณให้ตกล่วงไปเห้งเจียถึงมีฤทธาอานุภาพ เหาะเหินเดินอากาศได้ก็จริง อันลูกตาเฒ่าผิดก็จริงแต่ยังเป็นส่วนมนุษย์ หากจะ ตัดสินโดยความตรง ข้อผิดนั้นจะตกอยู่แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็กราบลงร้องไห้ว่า แม้ข้าพเจ้ามีความผิดไม่ชอบธรรมก็จะต้องเอาคุณหักโทษ ไม่ถึงแก่เหตุที่จะไล ข้าพเจ้า ขอพระบารมีได้กรุณา ท่านร่ายพระคาถาถอนมงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออก คืนให้ท่าน ปล่อยข้าพเจ้ากลับไปยังถ้ำจุ๊ยเลียมต้องเถิด พระโพธิสัตว์หัวเราะ แล้วพูดว่า อันห่วงมงคลนั้นของพระยูไลให้มา อาตมาไม่มีคาถาอะไรจะถอนได้ เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอกราบลาไป พระโพธิสัตว์ถามว่าท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียว่าจะไปไซทีหาพระยูไลให้ถอนมงคลนี้ออก พระโพธิสัตว์พูดว่า เห้งเจีย จงรอก่อน อาตมภาพจะเล็งญาณดู สมาโทษให้อย่างไหนจะดีพระโพธิสัตว์จึงนั่งบัลลังก็บัว เข้าที่แผ่ข่ายญาณสำรวมสามคนเข้าแล้ว เอา ปัญญาจักษุเล็งดูรอบ บัดเดี้ยวก็ออกจากตนพูดว่าเห้งเจียบัดเดี้ยวพระถังซัมจั้ง จะได้รับความคับแค้นถึงตัว ไม่ช้าก็จะต้องตามมาหาตัวเห้งเจียที่นี่ จงคอยอยู่ที่ นี่ก่อนเถิด ไว้อาตมภาพจะบอกแก่พระถังซัมจั้ง ให้เห้งเจียไปไซทีด้วยจึงจะ สำเร็จมรรคผลเห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงยกมือขึ้นนมัสการยืนคอยอยู่ ข้างหลัง ฝ่ายพระถังซัมจั้งตั้งแต่ไล่เห้งเจียไปแล้ว ก็ให้โป๊ยก่ายจูงม้าซัวเจ๋งหาบ ของรีบเดินไป เดินทางมาได้ห้าสิบโยชน์ พระถังซัมจั่งยอม้าหยุดร้องบอกศิษย์ว่า ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ยามสามออกจากบ้านตาเฒ่า และทั้งถูกเห้งเจียทำการไม่พอใจให้ ลมเสีย เวลาก็จวนเพลท้องออกหิวและอยากน้ำ แหละใครจะไปบิณฑบาตมาให้ กินเล่าโป๊ยก่ายพูดว่า นิมนต์ท่านลงจากหลังม้าหยุดพักคอยข้าพเจ้าจะไปบิณฑบาต เองพระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็ลงจากม้านั่งพักคอยอยู่ โป๊ยก่ายก็ เหาะขึ้นกลางอากาศมองดูรอบทั้งแปดทิศแล้วก็ลงยังพื้นบอกแก่อาจารย์ว่า ไม่มี ที่จะบิณฑบาตเพราะบ้านเรือนไม่มีพระถังซัมจั้งพูดว่า แม้ไม่มีข้าวกินก็หาแต่น้ำ มากินแก้หายอยากก่อนเถิด โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ ว่าแล้วก็ฉวยบาตร เหาะไปฝ่ายพระถังซัมจั้งนั่งคอยอยู่ข้างทางหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นโป๊ยก่ายกลับมา พระถังซัมจังเวลานั้นอยากน้ำ น้ำลายแห้ง ทั้งหิวทั้งอยากน้ำทุรนทุรายไม่มีความสุข ซัวเจ็งคอยโป๊ยก่ายไม่เห็นมา ก็เอาหาบวางลงแล้วพูดว่า พระอาจารย์คอยอยู่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปหาน้ำ พระถังซัมจังนั่งร้องไห้พูดไม่ออก ซัวเจ็งก็เหาะไป ฝ่ายพระ ถังซัมจั่งนั่งแต่ผู้เดียวในทันใดนั้น ได้ยินเสียงตึงตึงพระถังซัมจังตกใจแลไปดูเห็น เห้งเจียคุกเข่าอยู่ข้างทางสองมือยกคนโทน้ำมาถวาย พูดว่าอาจารย์ไม่มีข้าพเจ้า จะได้น้ำมาจากไหน น้ำนี้เย็นใสดีนิมนต์อาจารย์ฉันแก้อยากก่อน แล้วข้าพเจ้า จะไปบิณฑบาตมาถวาย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นพูดว่าแม้ว่าเราจะตายโดยความ อยากน้ำก็ตามเถิด ซึ่งว่าน้ำของเจ้าเอามาเราไม่ต้องการ จงรีบไปเสียให้พ้น เห้งเจีย พูดว่าไม่มีข้าพเจ้าไปไซทีจะไปไม่ได้ พระถังซัมจังพูดว่าไปได้ไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวข้อง อะไรแก่เจ้า อ้ายชาติลิงยังไม่ไปให้พ้นมากวนเราทำไม ฝ่ายเห้งเจียก็มีความ โกรธชี้หน้าตวาดว่าตาขรัวแก่มีใจอาธรรม์ทำหยาบช้าแก่เรามากแล้ว ก็ยกไม้กระ บองเหล็กหวดถูกกระดูกสันหลังพระถังซัมจังทีหนึ่งก็ล้มคว่ำสลบอยู่กับที่ เห้งเจีย ก็เอาถุงย่ามที่ใส่ข้าวของไปหมดแล้ว ก็เหาะไปไม่รู้ว่าจะไปทางไหนฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะไปข้างซอกเขามีเรือนอยู่หลังหนึ่งเดิมเขาสูงบังอยู่แลไม่เห็น ครั้นเหาะมาข้างหน้าเขาก็แลเห็นบ้านโป๊ยก่ายคิดในใจว่าเรารูปร่างอย่างนี้จะเข้าไป บิณฑบาตเห็นจะไม่ได้ข้าว จำเราจะแปลงกายเสียเห็นจะดี คิดดังนั้นแล้วก็ลงยัง พื้นร่ายคาถาแปลงเป็นรูปพระสงฆ์นิโรธรูปหนึ่งเดินเข้าไปยังประตูบ้าน ร้องเรียก ว่าท่านเจ้าทานยังมีข้าวสุกเหลืออยู่บ้างหรือ คนเดินทางมามีความอดอยากอาตม- ภาพบิณฑบาตพอให้อาจารย์ฉันสักมื้อหนึ่ง ในบ้านนั้นผู้ชายออกไปนาเหลือแต่ ผู้หญิงสองคน เห็นพระสงฆ์มาบิณฑบาตมีก็ริยาป่วยไข้ดังนั้นก็เอาข้าวสุกออกมา ถวายให้เต็มบาตร โป๊ยก่ายก็กลับแล้วแปลงรูปตามเดิมเดินมาตามทางเก่าพบซัว เจ๋ง จึงให้ซัวเจ๋งเอาผ้าห่อข้าวเอาบาตรไปตักน้ำได้แล้วก็พากันกลับมาหาอาจารย์ ครั้นมาถึงเห็นพระอาจารย์นอนฟุบอยู่กับดิน ม้าก็ยืนกระทึบเท้าอยู่ข้างทาง ถุงย่าม ข้าวของก็สูญหายไปหมด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ทุบอกพูดว่าไม่ต้องตรึกตรอง นี่คือ อ้ายพวกโจรที่เห้งเจียตีมัน ๆ ยังเหลืออยู่จึงตามมาฆ่าอาจารย์เราดังนี้ มันเอา ข้าวของไปหมด ซัวเจ้งเอาม้ามาผูกแล้วก็เข้าประคองอาจารย์ร้องไห้ พระถังซัม จั้งได้สติพลิกตัวฟื้นขึ้นเห็นในปากไอออกร้อน ๆ และที่หน้าอกยังร้อน โป๊ยก่ายชัว เจ๋งก็ร้องเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งรู้สึกจึงบอกโป๊ยก่ายซัวเจ็งว่าอาตมภาพ ยังไม่ตายดอก โป๊ยก่ายก็เข้าประคองให้นั่ง พระถังซัมจั๋งจึงบ่นว่าอ้ายชาติลิงมัน มาทำเราดังนี้ ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายถามว่าอ้ายชาติลิงที่ไหนมาทำแก่พระอาจารย์ พระ ถังซัมจั้งกินน้ำแล้ว พูดว่าสานุศิษย์ทั้งสองไปแล้ว เห้งเจียก็มารบกวนจะใคร่ขอ ร่วมไปไซทีด้วย อาตมภาพไม่รับรองเป็นอันขาด มันโกรธจึงเอากระบองตีแล้ว เก็บเอาถุงย่ามข้าวของไปหมด โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธด่าว่า อ้ายลิง มันสามารถทำแก่อาจารย์ได้ถึงเพียงนี้พูดดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้ชัวเจ๋งอยู่เฝ้าอาจารย์ เราจะไปทวงตามเอาถุงย่ามและข้าวของ ซัวเจ้งว่าพี่อย่าเพิ่งวุ่นวายเราคิดให้อาจารย์ ไปพักที่บ้านนั้นก่อน จะได้หาน้ำร้อนน้ำชาให้เธอฉันแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายพยุง อาจารย์ขึ้นม้า แล้วก็พากันเดินมายังบ้านบิณฑบาตนั้น ครั้นถึงประตูบ้าน ใน บ้านนั้นยังเหลือแต่ยายเฒ่าคนเดียว แลเห็นอาจารย์กับศิษย์พากันมา ก็หลบเข้า ในบ้านบอกว่าไม่มีคนอยู่ เชิญไปที่อื่นเถิดพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็เกาะโป๊ยก่ายลงจากม้าแล้ว เดินมาข้างประตูปราศรัย พูดว่า ท่านยายได้กรุณาด้วยเถิด อาตมภาพมีศิษย์สามคนพร้อมใจกันจะไบไซที บัดนี้ศิษย์คนใหญ่มันคิดร้ายใจพาล อาตมภาพไล่มันให้กลับไปเสียก็ไม่รู้เลย ว่า เธอจะมาทำร้ายอาตมภาพ คือได้มาตีเอาทีหนึ่งแล้วก็ลักเอาถุงย่ามข้าวของไป อาตมภาพจะให้ไปตามเอาของจะพักอยู่กลางทางก็ไม่สมควร จึงได้มาจะขออาศัย ที่บ้านท่านยายพอให้ไปทวงของมาได้แล้ว อาตมภาพก็จะลาไปไม่อยู่ช้ายายเฒ่าพูดว่าเมื่อกี้ก็มีพระสงฆ์มาบิณฑบาตว่าอาจารย์อยู่เมืองไต้ถังจะไปไซที นี่ทำไมจึงมีมาอีกเล่า โป๊ยก่ายได้ฟังยายเฒ่าพูดดังนั้น อดไม่ได้ก็หัวเราะแล้วพูด ว่าที่พระสงฆ์มาบิณฑบาตนั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง เพราะรูปกายข้าพเจ้าหยาบคาย วิตกกลัวจะไม่ให้ข้าว จึงต้องแปลงตัวเป็นพระสงฆ์มาบิณฑบาต ท่านยายไม่เชื่อ จงดูที่ห่อผ้าน้องข้าพเจ้า ใช่ข้าวที่ท่านยายทำบุญไปหรือไม่ใช่ ยายเฒ่ามาพิเคราะห์ ดูข้าวก็จำได้ว่า ข้าวของตัวที่ทำบุญไป ยายเฒ่าจึงนิมนต์ให้เข้าพักในบ้านฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ก็พากันเข้าไปพักในบ้านยายเฒ่าก็ยกน้ำร้อนน้ำชา มาถวาย ซัวเจ๋งเอาน้ำร้อนปนกับข้าวสุกให้อาจารย์ฉันสองสามคำ พระถังซัมจั้ง ถามว่าใครจะไปตามเอาข้าวของโป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าจะไปเอง พระถังซัมจังว่าโป๊ย ก่ายไปไม่ได้ เพราะไม่ชอบกันทั้งจะพูดจาก็หยาบคาย เห้งเจียเป็นคนดุร้ายจะเสีย การ ให้ซัวเจ๋งไปจึงจะได้ ซัวเจ้งก็รับว่าจะไป พระถังซัมจั่งจึงสั่งว่าถ้าไปถึงแล้ว แม้ว่าเธอยอมคืนถุงย่ามให้มาจงทำเคารพนพนอบขอบคุณ หากเธอไม่ให้ก็อย่าสู้ รบโต้ตอบ จงรีบข้ามไปห่าพระโพธิสัตว์กวนอิม เล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ท่านฟัง นิมนต์ท่านไปถามเธอชำระให้ชัวเจ๋งรับคำสั่งแล้วก็ร่ายคาถารีบเหาะตรงไปยังทิศบูรพา หมายเขาฮวยก๊วยชัว ซัวเจ๋งเหาะมาได้สามวันสามคืนก็มาถึงเขาฮวยก๊วยซัวก็ลงยังยอดเขาเดินมายังถ้ำ จุ๊ยเลียมต้อง ซัวเจ็งแอบเข้าไปใกล้พิศดูก็เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นศิลา สองมือ กำลังคลี่แผ่นหนังสืออ่านว่าชมพูทวีปเมืองไต้ถัง ข้าพเจ้าครองราชสมบัติเป็นเจ้า ปกครองบ้านเมืองตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีเหตุด้วยวิญญาณจิตของข้าพเจ้าลง ไปยังเมืองนรก ขอบใจท่านพระยามัจจุราชได้ส่งวิญญาณกลับคืนมายังมนุษยโลก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงทำมหากุศลแผ่อุทิศไปให้แก่พวกที่ต้องทรมานทุกข์ในนรก นั้นให้พ้นจากโทษ เวลานั้นมีพระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จมาชี้แจงว่า ที่ประเทศไซที มีพระไตรปิฎกธรรม มีอภินิหารกุศลอาจโปรดพวกที่ตกอยู่ในอบายภูมิให้พ้นโทษได้ ข้าพเจ้าจึงให้พระสงฆ์แช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง เป็นพระถังซัมจั้งไปยังประเทศไซทีสืบหา พระไตรปิฎกธรรมอันวิเศษ จะได้อาราธนามายังเมืองไต้ถัง แม้ว่าข้ามไปไซทีทุกๆ เมือง ขอให้เห็นแก่การกุศลดูตามหนังสือเดินทางฉบับนี้ จงปล่อยให้ไปโดยสะดวก เถิด เมืองไต้ถังพระเจ้าเจงกวนเสวยราชสมบัติได้สิบสามปีประทับตราเก้าดวง ตั้งแต่ออกจากเมืองไป ข้ามทุก ๆ เมืองมาตามทางได้สานุศิษย์สามคน คนใหญ่ ชื่อซึงหงอคงเห้งเจีย คนที่สองชื่อหงอเหนงแซ่ตือโป๊ยก่าย คนที่สามแช่ซัวชื่อหงอ เจ็งซัวเจ็งอ่านดังนี้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ซัวเจ๋งแอบได้ยินก็รู้ว่าหนังสือเดินทางของ อาจารย์ จึงเดินเข้าไปใกล้ร้องเรียกพี่เห้งเจียหนังสือเดินทางของอาจารย์พี่อ่านทำไมเห้งเจียก็เงยหน้าแลไปจำซัวเจ๋งไม่ได้ จึงร้องให้จับตัวพวกบริวารวานรก็เข้าล้อม จับซัวเจ็งลากมาหาเห้งเจีย เห้งเจียตวาดว่าเจ้าอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาแอบดูในที่ ของเรา ซัวเจ็งเห็นว่าเห้งเจียแปรปรวนทำไม่รู้จักจึงเคารพพูดว่า อันส่วนพี่นั้น พระอาจารย์ท่านไม่พอใจมีความขุ่นเคืองไล่พี่เสียมิให้ติดตามไปด้วย เมื่อเวลา นั้นน้องก็ยังมิได้ขอร้องต่ออาจารย์ ครั้นข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายไปหาข้าวหาน้ำอยู่ข้างนี้ พี่มีกะใจมาหาอาจารย์อีก ท่านก็ถือมานะมั่นไม่ให้ไป พี่เอากระบองตีอาจารย์ ล้มคว่ำลงกับพื้นแล้ว ก็เอาถุงย่ามข้าวของมาเสีย บัดนี้ข้าพเจ้าช่วยอาจารย์ฟื้น แล้วจึงมาตามกราบเท้าพี่แม้ว่าพี่คิดถึงเมื่อครั้งได้ออกจากเขาได้พ้นทุกข์แล้วนั้น เอาถุงย่ามกลับไปหาอาจารย์แล้ว จะได้พร้อมกันไปไซที แม้ว่าพี่ไม่ไปก็ขอแต่ถุง ย่ามให้ข้าพเจ้าเอาไป พี่อยู่ที่นี่รับซึ่งความสุข อย่างนี้ก็จะดีทั้งสองฝ่ายเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าซัวเจ็งคิดดังนั้นไม่ถูกใจเรา เรา คิดว่าตีพระถังซัมจั้งและเอาถุงย่ามมา ไม่ใช่จะไม่คิดไปไซที เราก็มิใช่จะอยากอยู่ ที่นี่ เราอ่านหนังสือเดินทางให้คล่องแล้วเราก็จะไปไซทีเอง อาราธนาพระไตรปิฎก ธรรมส่งไปเมืองไต้ถังให้สำเร็จโดยลำพังของเราเอง ให้แพร่หลายในชมพูทวีปรู้ทั่ว กันจะได้ยกย่องเราเป็นพระมหาราชครู ชื่อเสียงเราจะได้ปรากฏต่อๆ ไปจะไม่ดีหรือ ซัวเจ้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า พี่เห็นความดังนั้นไม่พอการ เหตุเดิมมาก็หาได้กล่าว ว่าซึงเห้งเจียไปอาราธนาพระธรรมไม่ พระพุทธเจ้าได้ไว้พระไตรปิฎกแก่พระโพธิ สัตว์กวนอิม เสด็จมายังเมืองไต้ถังเที่ยวหาผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปิฎก และ พระโพธิสัตว์พูดว่าผู้ที่จะไปอาราธนาพระไตรปีฎกนั้น คือชื่อกิมเสี้ยนโพธิสัตว์เป็น สาวกของพระองค์ เพราะเธอขาดฟังธรรม พระยูไลปรับโทษให้ไปปฏิสนธิยัง เมืองไต้ถังประเทศจีน บวชในพระพุทธศาสนาโดยทางปฏิบัติบำเพ็ญบารมีให้ ใหญ่กว้างเอาคุณถ่ายโทษกว่าจะบริบูรณ์ซึ่งมรรคผล เพราะฉะั้นจึงมีมารยักษ์ร้าย พวกเราได้ปลดเปลื้องทรมานทั้งสามคนเป็นผู้รักษาธรรม แม้ว่าไม่มีพระถังซัมจั่ง ไปด้วยแล้ว พระยูไลองค์ไดจะยอมให้พระไตรปิฎกมาเล่า คิดดังนั้นจะมิเสียเวลา เปล่าหรือ เห้งเจียว่าน้องรู้หนึ่งไม่รู้สอง น้องพูดว่าน้องมีพระถังซัมจั่งคุ้มไป เรา ก็มีพระถังซัมจังจัดแจงไว้พร้อมแล้ว รอได้เวลาพรุ่งนี้เช้าเราก็จะไปไซที แม้ว่าไม่ เชื่อเรา เราจะนิมนต์ออกมาให้ดูพูดแล้วก็สั่งบริวารว่า จงไปนิมนต์พระถังซัมจั่งมา พวกวานรก็เข้าไปในประตูพยุงพระถังซัมจังเดินออกมา มีม้าขาวตัวหนึ่งกับโป๊ยก่าย หาบของ ซัวเจ๋งถือไม้เท้าเดินตามมาซัวเจ๋งแลไปเห็นดังนั้นก็โกรธพูดว่า เราไม่ได้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนนามอะไร ทำไม่ จึงมีซัวเจ๋งที่ไหนมาอีกคนหนึ่งดังนี้ ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงมาตีซัวเจ๋งแปลงล้มลง ตายทันที เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร้องให้พวกบริวารล้อมจับ ซัวเจ๋งก็ตีฝ่าออกจากที่ล้อม ได้แล้วก็รีบหนีออกจากทางเก่าเหาะขึ้นบนเวหาบ่นว่าอ้ายลิงมันถือดีดังนี้ เราจะ เลยไป่ฟ้องพระโพธิสัตว์ให้ท่านทราบเรื่อง เห้งเจียเห็นซัวเจ๋งไปแล้วก็กลับเข้าถ้ำ คัดเลือกลิงน้อยที่แปลงได้ ให้แปลงเป็นรูปซัวเจ๋งไว้อย่างเดิม แล้วก็สั่งให้ไปไซทีฝ่ายซัวเจ๋งออกจากเขาฮวยก๊วยซัวแล้ว ก็เหาะตัดตรงไปเขาโป๊ท่อซัว เหาะมา วันกับคืนหนึ่งก็ถึง ซัวเจ๋งก็ลงยังพื้นค่อยเดินมาใกล้สำนัก แลไปเห็นบัดจาเดิน ออกมาต้อนรับปราศรัยไต่ถามว่าท่านซัวเจ็งทำไมไม่ไปตามรักษาพระถังซัมจั้งไปไซที มาที่นี่มีธุระอะไรหรือ ซัวเจ็งคำนับแล้วพูดว่า เหตุมีกิจธุระจะใคร่มาหาพระโพธิ สัตว์ขอท่านจงได้อนุเคราะห์นำข้าพเจ้าไปเฝ้าด้วยเถิด บัดจาก็รู้ว่าจะมาตามเห้งเจีย จึงเข้าไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงให้บัดจาพาซัวเจ้งเข้ามา ฝ่ายเห้ง เจียยืนเฝ้าพระโพธิสัตว์อยู่ข้างแท่น แลไปเห็นซัวเจ้งเดินเข้ามาก็นึกเข้าใจแน่ว่า เห็นพระอาจารย์จะมีภัยร้ายแล้ว จึงให้ซัวเจ๋งมาตามพระโพธิสัตว์ดอกกระมัง ซัว เจ๋งครั้นเข้ามาถึง แลเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนแท่นก็ก้มหน้ากราบนมัสการ แล้ว เงยหน้าจะกราบเรียน แลไปเห็นเห้งเจียยืนอยู่ข้างนั้นก็ทันจะได้พูดจาอะไรไม่ ฉวย พลองกระโดดมาตีเอาเห้งเจีย เห้งเจียก็มิได้ต่อสู้ ซัวเจ๋งว่ามึงมีความผิดต้องโทษ อกุศลแล้ว มึงยังแอบมาจะหลอกพระโพธิสัตว์หรือ พระโพธิสัตว์จึงตวาดห้ามว่า ซัวเจ็งอย่าวุ่นวาย มีธุระอะไรจงบอกมาให้อาตมภาพทราบด้วย ซัวเจ็งกันมัสการ โดยกำลังโกรธ เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการแล้ว ว่าข้าพเจ้าจะมากราบเรียนให้ทราบไม่รู้เลยว่าเหาะมาอยู่นี่ก่อนและไม่ทราบว่าเอา อะไรมากราบเรียนแก้ตัวแล้วพระโพธิสัตว์ได้ฟังชัวเจ็งพูดดังนั้น จึงพูดว่าซัวเจ้งอย่าเอาโทษมาใส่เขา เห้งเจีย มานี่ได้สี่วันแล้ว อาตมภาพก็ยังหาได้ปล่อยให้ไปไหนไม่ เหตุนี้จะเกิดขึ้นจากไหน ชัวเจ็งพูดว่าที่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องก็มีเห้งเจียคนหนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้เอาเท็จมากล่าว พระโพธิสัตว์ว่าถ้าจริงดังนั้นซัวเจ๋งจงไปกับเห้งเจียดูให้รู้ก่อน เมื่อไปถึงแล้วก็จะรู้ได้ เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์ดังนั้น จึงชวนซัวเจ๋งคำนับลาพระโพธิสัตว์พากันออก จากสำนักก็รีบเหาะตรงไป เมื่อเหาะมาตามทางเห้งเจียคิดจะไปให้ถึงก่อน แต่ซัว เจ๋งห้ามไว้โดยซัวเจ๋งมีความสงสัยเห้งเจียว่าจะทำอุบายประการใดก็ไม่รู้ เห้งเจีย ซัวเจ็งพากันเหาะมาไม่ช้าก็ถึงเขาฮวยก๊วยชัว ลงยังพื้นเดินเข้าไปที่ประตูถ้ำแลไป เห็นเห้งเจียนั่งอยู่บนแท่นศิลาทำกิริยานั่งลุกนุ่งห่มไม่ผิดเห้งเจีย เห้งเจียเห็นดัง นั้นก็มีความโกรธยิ่งนัก ก็ผละจากซัวเจ๋งโดดเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายนี่มึงเป็นปิศาจร้ายที่ไหนจึงอาจสามารถแปลงเป็นรูปเราดังนี้ฝ่ายเห้งเจียนั้นก็มิได้โต้ตอบประการใด จับกระบองโดดลงมาจากแท่น ตรง เข้ารบกับเห้งเจียทั้งสองรบกันไม่รู้ว่าใครจริงใครปลอม แล้วก็เหาะขึ้นรบกันบน อากาศ ฝ่ายชัวเจ็งก็เหาะตามขึ้นไปแต่ไม่ร้ว่าจะช่วยข้างไหนได้ เพราะไม่ทราบว่า คนไหนปลอมคนไหนจริง จึงกลับลงมายังพื้นตีขนาบเข้าไปในถ้ำ พวกลิงเหล่า นั้นก็พากันตกใจกลัว จึงหนีกระจัดกระจายไปทั้งสิ้น ซัวเจ๋งเข้าไปค้นหาถุงย่ามก็ มิได้พบเห็น จึงเหาะกลับขึ้นไปคิดจะเข้าช่วยรบก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะจริงและปลอม เห้งเจียร้องส่งซัวเจ๋งว่า เจ้าช่วยไม่ได้ก็ให้รีบกลับไปบอกแก่พระอาจารย์ว่า ที่นี่มี เหตุขึ้นดังนี้ พี่จะรบล่อมันไปเขาน้ำไฮ้ ให้พระโพธิสัตว์ชำระให้เห็นเท็จและจริง เมื่อเห้งเจียร้องสั่งชัวเจ๋งดังนั้น เห้งเจียปลอมก็ร้องสั่งเหมือนดังนั้นสุ้มเสียงก็ไม่ผิด กัน ซัวเจ้งก็เหาะกลับไปหาพระอาจารย์ฝ่ายเห้งเจียทั้งสองรบกันพลางถอยพลางจนมาถึงเขาน่ำไฮ้ พวกเทวดาเทพา รักษ์ก็ตกใจตื่น จึงพากันเข้าไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์ว่ามีเห้งเจียทั้งสองรบกัน มาที่นี่แล้วฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ก็พร้อมด้วยฮุยไง้เสี้ยนใช้ท่งจื้อกับนางเล่งหนึง ลงจากบัลลังก์ เดินออกไปจากสำนักตวาดว่าอ้ายพวกสัตว์มึงจะไปข้างไหน เห้งเจีย ทั้งสองก็ยังมือพูดว่าขอพระโพธิสัตว์ได้ทราบ อ้ายนี่รูปร่างก็ริยาเหมือนตัวข้าพเจ้า รบกันตั้งแต่ถ้ำจุ๊ยเลียมต้องจนมาถึงที่นี่ยังไม่แพ้ชนะกัน ซัวเจ๋งเข้าช่วยไม่ได้ข้าพเจ้า ให้กลับไปหาอาจารย์ ข้าพเจ้าจึงรบล่อมาถึงนี่ขอพึ่งพระโพธิสัตว์โปรดเล็งญาณ จักษุพิจารณาดู ให้เห็นเหตุเท็จและจริงชั่วดีด้วยเถิดเห้งเจียปลอมมันก็พูดอย่าง เห้งเจียจริงเหมือนกันพระโพธิสัตว์กับเทพยดาทั้งหลาย พิจารณาดูเป็นนานก็มิได้รู้ว่าข้างไหนเท็จ จริงข้างไหนจริง พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าเจ้าทั้งสองจงละมืออยู่ก่อน เห้งเจียทั้งสอง ก็ต่างคนต่างถอยออกห่างกัน ทั้งสองข้างต่างพูดว่าข้าพเจ้าจริงข้างนั้นปลอม พระ โพธิสัตว์จึงเรียกบัดจากับเสี้ยนใช้ท่งจื้อมากระซิบสั่งว่า เจ้าทั้งสองจงไปคุมอยู่คน ละข้างอาตมาจะร่ายคาถาบีบขมับหัว แม้ว่าคนไหนจริงก็ปวดศีรษะคนไหนปลอม ก็ไม่ปวด บัดจากับเสี้ยนใช้ท่งจื้อได้ฟังพระโพธิสั่งดังนั้นต่างก็แยกกันไปคุมคนละ คน พระโพธิสัตว์ก็ร่ายคาถาเห้งเจียทั้งสองก็เจ็บปวดพร้อมกันหมุนคว่ำลงกับพื้น เอามือประคองศีรษะร้องว่าเจ็บปวดทนไม่ได้แล้วขอท่านได้งดเถิดอย่าภาวนาเลย พระโพธิสัตว์ก็หยุดภาวนาเห้งเจียทั้งสองหายปวดพร้อมกันก็เข้ารบกันอีกต่อไป พระโพธิสัตว์ก็สิ้นปัญญาไม่รู้ที่จะคิดประการใดจึงร้องเรียกหงอคงคำหนึ่ง เห้งเจีย ทั้งสองก็ขานรับ พระโทธิสัตว์บอกว่าเห้งเจียเคยขึ้นไปทำจลาจลบนดาวดึงส์ วิมานสวรรค์ เทวดาอินทร์พรหมก็รู้จักได้ทุกคนจงขึ้นไปไปให้เทวดาอินทร์พรหม พิจารณาเถิดจะได้ชำระตัดสินให้เห้งเจียทั้งสองได้ฟังดังนั้น ต่างคนก็คำนับลาไปออกจากน้ำไฮ้รบกันพลางถอย กันพลางต่อสู้กันไป จนขึ้นถึงประตูสวรรค์น่ำหมึง พวกเทวดาใหญ่น้อยทั้งหลาย ที่เฝ้าประตูสวรรค์แลเห็นดังนั้นก็พากันถืออาวุธออกสกัดกั้นมิให้เข้าไป แล้วร้อง ถามว่า จะมาทำอะไรกันที่บนนี้ มิใช่ที่สนามรบพุ่งกัน เห้งเจียจึงพูดว่าข้าพเจ้า รักษาพระถังซัมจั้งไปถึงกลางทาง ข้าพเจ้าตีโจรตายเธอเกลียดข้าพเจ้าไล่ข้าพเจ้า มีให้ตามเธอไปไซที ไม่รู้ว่าอ้ายปิศาจอะไรแปลงตัวเหมือนข้าพเจ้า ไปตีพระถังซัมจั่ง สลบแล้วก็ลักเอาถุงย่ามที่ใส่สิ่งของไปเสียและไปชิงเอาที่ถ้าอยู่ของข้าพเจ้าครอบ ครองตั้งตัวเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าต่อสู้รบกันตั้งแต่ถ้าจุ๊ยเลียมต้องไล่กันมาจนถึงน่ำไอ้ขัว พระโพธิสัตว์ก็พิจารณาไม่ออกไม่รู้ว่าข้างไหนเป็นเห้งเจียปลอม ข้าพเจ้าจึงได้ขึ้น มาขอให้หมู่เทพยดาใหญ่น้อยทั้งหลายช่วยกัน พิเคราะห์ดูว่าใครจะเท็จและจริง เห้งเจียปลอมก็พูดดังนั้นเหมือนกันฝ่ายหมู่เทพยดาใหญ่น้อยทั้งหลายก็พากันพิจารณาดูก็มิได้รู้ว่าใครเท็จใครจริง เห้งเจียทั้งสองร้องว่าท่านทั้งหลายไม่เข้าใจได้ก็หลีกทางให้ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าเง็ก เชียงฮ่องเต้ พวกเทวดาจะกั้นกางไว้ก็ไม่ฟัง จึงเปิดปล่อยให้เข้าประตู เห้งเจีย ทั้งสองรบกันพลางถอยพลางเลยเข้าประตูสวรรค์ รบกันมาจนถึงหน้าปราสาทเหลง เชียวเต้ย หมู่เทวดาผู้ใหญ่เห็นดังนั้น ก็เข้าไปกราบทูลว่าบัดนี้มีเห้งเจียทั้งสองรบ ต่อสู้กันมา เทวดาจะกั้นกางไว้ก็ไม่อยู่ ร้องว่าจะเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลยังไม่สิ้น ความก็ได้ยินเสียงอึกทึกเข้ามา เง็กเชียงฮ่องเต้แลไปเห็น พระองค์ก็เสด็จลงจาก บัลลังก์ตรัสถามว่า เจ้าทั้งสองมีเหตุอย่างไรจึงได้ล่วงขึ้นมาทำวุ่นวายดังนี้ เห้งเจีย ทูลว่าขอพระเป็นเจ้าได้โปรดข้าพเจ้าได้สมาทานถือตามพระพุทธบัญญัติแล้ว ก็ไม่ อาจล่วงเกินหมิ่นประมาท เหตุด้วยปิศาจนี้มันแปลงปลอมข้าพเจ้ากระทำการทุจริต เห้งเจียก็เล่าความจริงทุกประการให้เง็กเชียงฮ่องเต้ฟัง ขอพระองค์ได้โปรด เห้งเจีย ปลอมมันก็เล่าให้เงิกเซียงฮ่องเต้ฟังบ้างดุจเดียวกัน เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ฟังดังนัน จึง มีรับสั่งให้ถักทะลีทีอ้องเอากระจกวิเศษที่จับปิศาจออกมาสองดู แม้ว่าจริงอย่างไร ก็จะรู้ได้หากว่าเท็จก็สูญหายไปถักทะลีทีอ้องก็เอากระจกนั้นมาส่องดู เง็กเชียงฮ่องเต้ก็พร้อมกับเทพยดาทั้ง หลายพิเคราะห์ดูในบานกระจก ก็แลเห็นเห้งเจียทั้งสองยืนอยู่ในกระจก รูปร่าง กิริยานุ่งห่มไม่ผิดกัน เง็กเชียงฮ่องเต้ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าใครเท็จใครจริง จึงขับ ไล่ให้ออกจากสวรรค์ทั้งสองคน เห้งเจียทั้งสองต่างก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราพากัน ไปหาอาจารย์จึงจะรู้ได้แน่ พูดกันดังนั้นแล้วก็เข้ารบกันต่อไปอีก ซัวเจ๋งตั้งแต่ กลับมาหาอาจารย์ จึงเล่าให้อาจารย์ฟังทุกประการพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เมื่อแรกคิดว่าเห้งเจียตีอาตมภาพ ไม่รู้เลย ว่าปิศาจแปลงเป็นเห้งเจียมาทำร้ายดังนี้ ซัวเจ๋งพูดว่าปิศาจนั้นมันแปลงเป็นอาจารย์ และมากับโป๊ยก่ายคนหนึ่ง และแปลงเป็นข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าเอาพลองตีตาย กลายเป็นปิศาจลิง แต่ที่มันแปลงเป็นเห้งเจียนั้น ยากที่จะรู้ได้ พระถังซัมจังได้ ฟังดังนั้นก็ตกใจ พูดกันไปมาประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงบนอากาศอึกทึกก้องโกลาหล ลงมา จึงพากันออกมาดู ก็เห็นเห้งเจียสองคนรบกันมา โป๊ยก่ายแลเห็นก็อดไม่ได้ ตะโกนร้องว่าพี่เห้งเจียอย่าล่าถอยมันข้าพเจ้ามาแล้ว เห้งเจียทั้งสองก็ร้องเรียกว่า น้องจงมาช่วยพี่ด้วย ซัวเจ๋งบอกแก่อาจารย์ว่า ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายไปกันออก มาคนละคนแล้วอาจารย์ร่ายคาถาถ้าคนไหนปวดศีรษะคนนั้นเป็นจริงได้พระถังซัมจั้งพูดว่าคิดดังนี้ดี ซัวเจ็งก็มาจับเห้งเจียคนหนึ่งบอกโป๊ยก่ายให้จับ เห้งเจียคนหนึ่ง ต่างคนต่างจับกันคนละคน ลากมายังหน้าบ้านยายเฒ่า พระถัง ซัมจังก็ร่ายคาถา เห้งเจียทั้งสองก็พร้อมกัน ร้องปวดศีรษะพร้อมกันทั้งสองคนว่า ปวดเต็มที่แล้ว อย่าภาวนาเลยหยุดเถิดพระถังซัมจั้งก็หยุดไม่ภาวนา ก็มิได้รู้ว่า คนไหนจะจริงคนไหนจะเท็จ เห้งเจียทั้งสองก็เข้ารบกันอีกต่อไป เห้งเจียจึงร้อง เรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ้งสั่งว่าน้องทั้งสองจงรักษาอาจารย์ไว้พี่จะรบแก่มันไปหา พระยาเงียมพ้ออ่องมัจจุราช ให้พระยาเงียมฟ้ออ๋องมัจจุราชพิจารณาเพื่อเห็นจริง แล้วจะกลับเห้งเจียมันก็สั่งดังนั้นเหมือนกันแล้วก็เข้าซุลมุนฟัดเหวี่ยงกันไป มาบัดเดี๋ยวก็ไม่เห็นโป๊ยก่ายถามซัวเจ๋งว่า เมื่อน้องไปยังถ้ำจุ๊ยเลียมต้อง เห็นโป๊ยก่ายปลอมหาม ของอยู่ ทำไมจึงไม่ชิงเอามาเสียเล่า ซัวเจ๋งพูดว่าเมื่อเวลานั้นเห็นชัวเจ้งปลอม ข้าพเจ้าก็โจมตีซัวเจ้งปลอมนั้นตาย พวกมันเห็นดังนั้นก็เข้าล้อมจับข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ก็ตีซ้ายป่ายขวา หนีรอดชีวิตมาได้ แล้วภายหลังเห้งเจียทั้งสองกำลังรบกันอยู่กลาง อากาศ ข้าพเจ้าได้กลับเข้าไปในถ้ำ เห็นมีชะวากในถ้ำมีน้ำไหล ก็หารู้ว่าประตู นั้นเข้าทางใดไม่ จึงได้กลับออกมาโป๊ยก่ายพูดว่าไม่เข้าใจ เมื่อครั้งก่อนพี่ได้ไปเชิญเห้งเจีย พี่ได้เข้าไปในถ้ำนั้น เห็นพี่เห้งเจียเข้าไปผลัดเครื่องนุ่งห่ม เธอดำน้ำเข้าไปที่ซะวากน้ำไหลนั้น ซะรอย จะเป็นประตูในอยู่ตรงนั้นเองพระถังซัมจั้งว่าโป๊ยก่ายไปค้นดูในเวลาเมื่อมันไม่ อยู่ดังนี้ จะได้ถุงย่ามของเราดอกกระมัง ครั้นได้มาเราจะได้พากันไป แม้เห้งเจีย จะมาเราก็ไม่ต้องการ โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้น ก็พูดว่าข้าพเจ้าจะไปเอง สูดดังนันแล้วก็เหาะขึนบนอากาศ หมายตรงไปยังเขาฮวยก๊วยซัว ฝ่ายเห็งเจีย ทังสองรบล่อกันมาจนถึงประตูเมืองนรก พวกหมู่ผีทังหลายได้ยินเสียงกึกก้อง หวั่นไหวก็ตกใจ พากันหนีซุกซ่อนเอาตัวรอด ที่ใจกล้าก็วิ่งเข้าไปบอกพระยาเงียม ฟ้ออ๋องว่า ขอไต้อ๋องได้ทราบบัดนี้มีเห้งเจียรบกันกึกก้องโกลาหล ใกล้ประตูเข้า มาแล้วเวลานั้นพระยามัจจุราชกำลังประชุมพร้อมกันทั้งสิบองค์ยังตำหนักชุมลอเต้ย ได้ยินพวกผีมาบอกดังนั้นก็ตกใจ จึงให้เกณฑ์ทหารมาพร้อมกันยังตำหนักซุมลอ เต้ยคอยระวังอยู่และให้ไปกราบเรียนพระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง นิมนต์มาพร้อมกัน ยังตำหนักซุมลอเต้ย ประเดี๋ยวก็เห็นเห้งเจียทั้งสองรบกันซุลมุน เข้ามาถึงหน้า ตำหนักชุมลอเต้ย พวกทหารก็ออกมาสกัดกั้นไว้ ถามว่าท่านมีเหตุอย่างไรจึงได้ รบกันวุ่นวายเข้ามาถึงนี่เล่า เห้งเจียจึงเล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้ฟังแล้ว จึง พูดว่าบัดนี้ข้าพเจ้าจะมาขอให้ท่านเงียมพ้ออ้องเอาบัญชีสารบบออกมาตรวจดู เพื่อจะได้รู้ว่าอ้ายเห้งเจียปลอมคนนี้มันเกิดมาแต่ไหน จะได้จับเอาวิญญาณและ ขับไล่มันไปเสียให้พ้น อย่าให้มันมาทำวุ่นวายขึ้นอย่างนี้อีกต่อไป เห้งเจียปลอม มันก็พูดอย่างเดียว เงียมพ้ออ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้สมุห์บัญชีค้นสารบบตรวจดู จนตลอดก็ไม่เห็นมีเห้งเจียปลอม เอาสารบบพวกสัตว์มีขนมาตรวจดูก็ไม่เห็นมี เห้งเจียปลอม เอาสารบบพวกสัตว์มีขนมาตรวจดูร้อยสามสิบแห่ง ที่แห่งวานรนั้น เมื่อครั้งเห้งเจียได้สำเร็จภาคลงมาแผ่อำนาจ เอาสารบบมาลบชื่อวานรเสียหมดแล้ว ตั้งแต่นั้นมาชื่อลิงก็ไม่มีจนเท่าทุกวันนี้ ครั้นตรวจดูแล้วพระยาเงียมฟ้ออ้องทั้งสิบ องค์บอกแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ตรวจดูแล้วในสารบบทั้งหลายไม่มีชื่อ แม้ว่าจะให้เห็นจริงก็เชิญท่านกลับขึ้นไปยังมนุษยโลกนันเถิดเวลานั้นพระโพธิสัตว์เตจองอ๋องพูดว่าจงยังก่อน อาตมภาพจะให้ (ที่เทีย) ฟังดู ก็จะรู้ว่าใครจะเท็จและจริงอันทีเทียนนั้น คือสัตว์คล้ายสิงโต นอนอยู่ข้างหน้าโต๊ะ เตจองอ๋อง หากนอนกกอยู่กับดินแล้วก็ฟังรู้ได้ตลอดซึ่งการร้ายและดี เวลานั้น พระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง จึงมีคำสั่งให้สัตว์ทีเทียนั้นนอนฟัง สัตว์นั้นก็นอนราบลง กับพื้น บัดเดี้ยวก็เงยศีรษะขึ้นบอกแก่พระโพธิสัตว์เตจองอ๋องว่า อันปิศาจเห้งเจีย ปลอมนี้ก็จริง แต่ไม่ควรจะพูดออกในเวลานี้ และมีกำลังจะช่วยจับก็ไม่ได้ พระ โพธิสัตว์เตจองอ๋องถามว่าเหตุใดจึงจะช่วยไม่ได้และทำไมจึงไม่ควรจะพูดออก ที่เทีย พูดว่าแม้พูดออกในเวลานี้ก็จะเกิดจลาจลวุ่นวายที่ตำหนักชุมลอเต้ยนี้ก็มิได้เป็นสุข และกำลังฤทธิ์อานุภาพนั้นก็เสมอกับเห้งเจีย ในนรกนี้จะมีใครฝีมือสักเท่าใดจึง จะช่วยจับได้ พระโพธิสัตว์เตจองอ๋อง ถามว่าถ้าดังนั้นจะทำประการใดดี ทีเทีย บอกว่าอภินิหารแห่งพระพุทธพระธรรมไม่มีผู้ใดเสมอ เตจองอ๋องได้ฟังดังนั้นก็นึก ขึ้นได้จึงบอกแก่เห้งเจียว่าท่านทั้งสองรูปร่างเหมือนกัน ฤทธาอานุภาพเสมอกัน แม้จะให้เท็จและจริงแล้วจงรีบไปไซทีหาพระยูไลที่วัดลุ่ยอิมยี่เถิดจึงจะได้รู้แน่ เห้งเจียทั้งสองพร้อมกันพูดว่าเห็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาไป เห้งเจียทั้งสองก็ รบกันคับเคี่ยวไปมา แล้วพูดว่าเราทั้งสองจงไปไซทีหาพระยูไลชำระให้เห็นจริง พูดแล้วก็เข้าบุกบั่นรบกันต่อไปฝ่ายพระยาเงียมพ้ออ๋องก็ส่งพระโพธิสัตว์ไปยังที่เงียมฟ้ออ๋องทั้งหลายก็กลับ ไปยังที่ เห้งเจียทั้งสองรบกันพลางเหาะพลางมาจนถึงเขาเล่งจื้อซัว เสียงอึกทึก กึกก้องโกลาหลหวั่นไหวในพื้นพสุธาเวลานั้นหมู่เทพยดาอินทร์พรหมและหมู่สาวก ทั้งหลาย กำลังแวดล้อมเฝ้าพระยูไลเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ในพระอารามใหญ่ พระยูไลก็เคลื่อนลงจากบัลลังก์แก้ว ตรัสแก่อินทร์พรหมและเทพบุตรสาวกทั้ง หลายว่าบรรดาที่มาสดับธรรมเทศนาจงสำรวมจิตอันหนึ่งคอยดู สองจิตรบกันมา แล้ว ในหมู่ประชุมก็ตั้งตาคอยแลดู จึงเห็นเห้งเจียทั้งสองต่อสู้กันมา ร้องฟ้าร้อง ดินอึกทึกมาถึงหน้าอารามลุ่ยอิมยี่หมู่เทพบุตรกับเจ้ากิมกังทั้งหลายก็ออกสกัด กั้นไว้ แล้วถามว่านี่จะรบกันไปข้างไหน เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันแปลงทำเหมือนรูป ข้าพเจ้า ๆ จะมาหาพระยูไล ขอให้ท่านพีจารณาดูให้รู้แน่ว่าเท็จและจริงประการใด หมู่เทพยดาอินทร์พรหมทังหลายกันกางไว้ไม่อยู่ก็เลยล่วงเข้ามาถึงที่หน้าพระ ต่าง คุกเขาลงนมสการแลวจงเล่าแต่ต้นจนปลายให้พระยุไลฟ์ง พูดว่าข้าพเจ้าไปถึ ชันฟ้าและลงไปยังเมืองนรกก็ไม่มีใครสามารถจะพิจารณารู้ได้ จึงได้มาเฝ้าพระ องค์ว่า ขอพระบารมีได้โปรดทรงพิจารณาให้เห็นเท็จและจริง ข้าพเจ้าจะได้กลับ ไปรักษาพระถังซัมจั่งพามานมัสการพระพุทธองค์ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม กลับไปเมืองไต้ถัง กระทำให้แพร่หลายแก่มหาชนในประเทศทิศบูรพาพระยูไลเจ้าเมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ทรงทราบในพระญาณว่าเท็จจริง ประการใดแล้ว พระองค์จะทรงแสดงให้แจ้งในทันใดนั้น บังเอิญแลไปก็เห็นเมฆ สีเขียวลอยลิ่วมา ครั้นถึงแลเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมลงมาจากเมฆเข้ามาเคารพ พระยูไลเจ้าแล้ว พระยูไลเจ้าถามว่ากวนอิมรู้บ้างหรือว่าเห้งเจียทั้งสองนี้ใครจริง ใครเท็จ พระกวนอิมทูลว่าเดิมได้มาที่สำนักข้าพเจ้า ๆ พิจารณาไม่ออก เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมาขอให้พระองค์โปรดให้เห็นเท็จและจริงพระยูไลได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสว่ากวนอิม ถึงจะมีอภินิหารใหญ่กว้างก็จริง จะถึงรู้ได้แต่การโลก หารู้หมดซึ่งสัตว์เกิดนั้นไม่ และหารู้มูลราคของสัตว์ได้ไม่ พระกวนอิมจึงเคารพขอให้พระองค์โปรดทรงแสดง พระจึงตรัสว่า อันในโลกนี้มี ภูมิห้า คือ ฟ้าหนึ่ง ดินหนึ่ง เจ้าหนึ่ง มนุษย์หนึ่ง ผีเปรตหนึ่ง และมีปูมห้า เลี่ยนหนึ่ง เกล็ดหนึ่ง ขนหนึ่ง ปีหนึ่ง ปุ่มหนึ่ง ที่เห้งเจียทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวอยู่ ในภูมิห้านี้ มีนามเรียกว่ามูล วานร ลิงที่หนึ่งนั้นนามเรียกว่าเจี้ยเก๊า แปลงกาย ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และรู้ฟ้าดินและเหตุร้ายดี ลิงที่สองนั้นนามเรียกว่าเบ็เก๊า เข้า ในทางอากาศฟ้าดินรู้การของมนุษย์ได้หนีตายทำให้อายุยืนได้นานปี ลิงที่สาม นั้นนามเรียกว่าอวนเก้า จับพระอาทิตย์พระจันทร์รวบพันภูเขาเข้าได้เป็นหนึ่งเล่น ฟ้าเล่นดินทดเข้าออกทำได้ดังนึก ลิงที่สี่นั้นนามเรียกว่ามิเก๊าหูฟังได้ทุกอย่าง เข้าใจ ตรวจกิจพิจารณาการรู้ข้างหน้าข้างหลังรู้แจ้งซึ่งการทั้งปวง ลิงทั้งสี่นี้ไม่ร่วมอยู่ใน ภูมิห้าบู่มห้าไม่เข้าหมู่สองจำพวกนี้ตถาคตพิจารณาดู หงอคงปลอมนั้นคือลิงมิเก๊า ลิงมิเก้าแม้จะยืนอยู่ในที่เดียว การไกลพันโยชน์ก็อาจเข้าใจได้ มนุษย์พูดจาว่ากระไร ก็รู้ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นรูปร่างน้ำเสียงจึงอย่างเดียวกันแก่เห้งเจียมิเก้าได้ยินพระตรัสดังนั้น ถูกต้องมูลเหตุของตัวอกใจก็ให้ไหวหวาด จะรีบ เหาะหนีเอาตัวรอด พระยูไลตรัสสั่งให้หมู่เทพบุตรล้อมไว้ เห้งเจียจะตรงเข้าตี พระยูไลก็ทรงห้ามว่าเห้งเจียอย่าทำเขาเลย ตถาคตจะจับให้ลิงมิเก๊าจิตใจให้ สะดุ้งกลัวคิดว่าจะหนีไปไม่พ้น ก็ไหวกายแปลงเป็นแมลงผึ้งรีบบินหนีไป จึงพระ ยูไลเอาบาตรขว้างไปครอบไว้ แมลงผึ้งก็เข้าอยู่ในบาตร พระองค์ทรงเรียกบาตร นั้นกลับคืนมา ทรงตรัสแก่เทพบุตรทั้งหลายว่า ลิงมิเก้าอยู่ในบาตรตถาคตแล้ว จึง หมู่เทพยดาทั้งหลายได้พากันมาดู ก็ได้เห็นลิงมิเก๊านอนคุดอยู่ในบาตร เห้งเจีย อดไม่ได้เอากระบองกระทุ้งศีรษะทีหนึ่ง ลิงมิเก๊าก็ถึงแก่ความตาย เพราะฉะนั้น พืชพันธุ์ลิงมิเก๊าจึงได้สาปสูญตั้งแต่นั้นมา พระยูไลเห็นดังนั้น ก็ไม่เป็นที่พอ พระทัยทรงตรัสว่าทำไมเห้งเจียจึงทำดังนี้เล่า เห้งเจียกราบทูลว่า ขอพระองค์อย่า ได้ทรงพระกรุณาแก่สัตว์ชั่วร้ายอย่างนี้เลย มันตีอาจารย์ข้าพเจ้าแล้วและเอาข้าว ของมาเสียด้วย โทษมันก็ควรถึงแก่ความตายอยู่แล้ว พระยูไลจึงสั่งให้เห้งเจียรีบ ไปรักษาพระถังซัมจั้งเถิดเห้งเจียคุกเข่าเคารพทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพระอาจารย์ไม่ยอมให้ข้าพ เจ้าไปร่วม ข้าพเจ้ากลับไปจะเสียเวลาเปล่า ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเสกถอน มงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าจะได้ทูลลาพระองค์ไปอยู่ยังที่เดิม พระยูไล ได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสแก่เห้งเจียว่า เห้งเจียอย่าคิดวุ่นวายไป ตถาคตจะให้พระ กวนอิมไปส่งถังซัมจังเธอก็ต้องให้ไปอยู่เอง เห้งเจียจงอุตสาห์รักษาพระถังซัมจัง ให้ตลอดเมื่อเวลาสำเร็จแล้วจะได้ขึ้นนั่งบนแท่นบัว พระโพธิสัตว์นังอยู่ข้างนัน ได้ยินพระองค์ตรัสแก่เห้งเจียดังนั้น ก็กระทำเคารพลาพาเห้งเจียออกจากพระอาราม เหาะขึ้นกลางเวหาแล้วตรงไป ครั้นถึงบ้านยายเฒ่าที่พระถังซัมจั้งอาศัยอยู่ก็ลงยัง พื้น ฝ่ายคนในบ้านกับซัวเจ็งแลเห็นก็บอกแก่อาจารย์ออกมานิมนต์พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์พูดว่า เมื่อวันก่อนที่ตีถังซัมจั่งนั้น คือลิงมิเก้าต่อไปหาพระยูไล บอกให้จึงได้รู้แจ้ง บัดนี้เห้งเจียก็ตีตายแล้ว ส่วนเห้งเจียนั้นต้องให้ตามรักษาไป ตามเดิมเมื่อเวลาเดินทางไปพบผีปิศาจยักษ์ร้ายสัตว์ร้าย เธอจะได้ช่วยป้องกันไป กว่าจะถึงเขาเล่งจื้อซัว จะได้อาราธนาพระธรรมอย่าให้โกรธขึ้งเคืองแค้นเธอจะเสีย การอันใหญ่ในเบื้องหน้าพระถังซัมจั้งได้ฟังพระกวนอิมสั่งสอน ก็เคารพรับคำสั่ง เวลานั้นพระถังซัมจั้ง กำลังขอบคุณพระโพธิสัตว์ ก็ได้ยินเสียงลมกระพือมาคนทั้งหลายแลไปเห็นโป๊ยก่าย เหาะมาบนอากาศ หลังสะพายถุงย่ามมาถึงก็ลงยังพื้น โป๊ยก่ายแลไปเห็นพระ โพธิสัตว์ก็คุกเข่าลงเคารพนมัสการแล้ว จึงพูดว่าข้าพเจ้าไปถึงเขาฮวยก๊วยซัว ถ้ำ จุ๊ยเลียมต้องเห็นพระถังซัมจั่งปลอมโป๊ยก่ายปลอม ข้าพเจ้าตีตายทั้งสองคน แต่ อันที่จริงมันเป็นลิงปิศาจ ข้าพเจ้าเอาถุงย่ามมาตรวจก็ไม่หายอะไรสักสิ่งเดียว ได้ แล้วก็กลับมา แต่ยังไม่ทราบว่าเห้งเจียทั้งสองนั้นจะตกไปถึงไหน พระโพธิสัตว์ จึงเล่าความให้โป๊ยก่ายฟังทุกประการโป๊ยก่ายก็มีความยินดีหาที่สุดมิได้ อาจารย์ และศิษย์ก็พากันเคารพพระโพธิสัตว์ก็เหาะกลับไป อาจารย์กับศิษย์ก็ร่วมจิตกัน ตามเดิมจึงลายายเฒ่าเจ้าของบ้านจัดแจงพร้อมแล้วก็พากันออกเดินเข้าทาง ใหญ่หมายทิศปราจีน เมื่อกำลังเดินมาดูวันคืนก็เร่งรีบในฤดูเดือนเก้าเดือนสิบพา กันต้องแดดแผดร้อน พระถังซัมจังถามว่าฤดูนี้ ทำไมจึงร้อนมากขึ้นดังนี้ โป๊ยก่าย พูดว่าได้ยินเขาว่าหนทางทิศปราจีนนี้มีเมืองหนึ่งเรียกว่า ก๊ะรีก๊ก เป็นที่ตะวันตก และเรียกว่าสิ้นทางฟ้า แม้เวลาจวนเย็นเจ้าแผ่นดินให้คนขึ้นกำแพงเมืองตีกลอง เป๋าเขากระบือเพราะดวงตะวันเป็นธาตุไฟ ตกลงในทะเลเปรียบเหมือนไปจุ่มน้ำ เสียงเดือดดัง แม้ไม่ตีกลองเป่าเขากระบือกลบเสียงไว้เสียงดังสะท้านเด็กทารกก็ ตกใจตาย ที่ตำบลนี้มีไออบร้อนดังนี้ เห็นจะถึงเมืองตะวันตกนั้นดอกกระมังเห้งเจียฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นอดไม่ได้หัวเราะแล้วก็พูดว่าอ้ายหมูอย่าพูด เลอะเทอะไปไม่มีหลักฐาน อันจะคิดดูว่าเมืองก๊ะรีก๊กใกล้ดังนี้ทีเดียวหรือ หาก จะประมาณดูเสมออายุอาจารย์เท่านี้แก่แล้วหนุ่ม ๆ แล้วแก่อย่างนี้สักสามหนก็ เห็นจะยังไม่ถึง โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ว่าไม่ใช่เมืองตะวันตกก็เมืองอะไรเล่า ซัวเจ็งพูด ว่าคิดดูก็จะเป็นอากาศแปรปรวนวิปริตดอกกระมัง จึงได้กลายเป็นร้อนอย่างนี้ไป ได้ คนทั้งสามพูดโต้ตอบกันไปมาแลไปเห็นหมู่บ้านมีตึกมุงกระเบื้องแดงห้องหอก็ ก่ออิฐแดง ประตูหน้าต่างนอกในล้วนทาด้วยสีแดงทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งลงจากม้า เรียกเห้งเจียให้เข้าไปที่หมู่บ้านนั้น ถามข่าวชาวบ้านดูว่าอันไอร้อนนั้นด้วยเหตุ ประการใด เห้งเจียก็เอากระบองซ่อนในเสือ แล้วก็เดินเข้าไปยังประตูบ้าน เห็น ตาเฒ่าเดินออกมาคนหนึ่งเงยหน้าเห็นเห้งเจียก็ตกใจ เอาไม้สักเท้าชีว่านีเจ้าม' แต่ไหน เป็นคนอะไรมายืนอยู่หน้าประตูบ้านเราจะมีธุระอะไรหรือ เห้งเจียคำนับ แล้วพูดว่าท่านตาอย่าตกใจกลัวข้าพเจ้าเลย ไม่ใช่ยักษ์มารอะไรหรอก ข้าพเจ้า มาจากประเทศจีนเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปอาราธนาพระไตรปิฎก เมืองไซทีอาจารย์กับศิษย์สี่คนด้วยกันบัดนี้ข้ามมาถึงนี่ กระทบไออากาศร้อนผิด ปรกติไม่รู้ถึงเหตุผลอันนั้น อยากจะทราบว่าตำบลนี้เรียกว่าตำบลอะไร จึงได้มา เพื่อจะถามความให้สิ้นสงสัยและเพื่อให้เข้าใจชัดแน่ ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นค่อยวางใจ ออกหัวเราะได้ จึงพูดว่าท่านอย่าถือข้าพเจ้าเลยคนแก่หูตาไม่เห็นไม่รู้จักว่าต่ำสูง ที่ท่านว่ามาด้วยกันหลายคนนั้นอยู่ที่ไหน ขอเชิญมาพักที่ในบ้านข้าพเจ้าก่อนเถิดเห้งเจียจึงเอามือกวักร้องเรียกให้เข้ามา พระถังซัมจั้งแลเห็นก็พร้อมกันเข้า มากับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ครั้นถึงพระถังซัมจังก็ย่อตัวปราศรัยแก่ตาเฒ่า ตาเฒ่าแล เห็นพระถังซัมจังรูปร่างงดงาม แต่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นรูปร่างหน้าตาไม่น่าดู ตาเฒ่า ก็นิมนต์เข้านั่งพักข้างใน สั่งคนใช้ยกน้ำร้อนน้ำชาออกมาถวาย พระถังซัมจั่งจึง ถามตาเฒ่าว่าท่านตาตำบลนี้เหตุใดฤดูฝน ทำไมจึงแปรเป็นฤดูร้อนมากอย่างนี้เล่า ตาเฒ่าจึงบอกว่าตำบลนี้เรียกว่า เขาฮ้วยเอี้ยมซัวคือเขตเขาไฟ ร้อนตลอดอยู่ อย่างนี้เป็นนิจทั้งสิบสองเดือน พระถังซัมจั่งถามว่าเขาฮ้วยเอี้ยมชัวนี้อยู่ข้างไหน จะขวางทางที่จะไปไซทีนั้นหรือเปล่า ตาเฒ่าบอกว่าหนทางจะไปไซทีนั้นไปไม่ได้ ตั้งแต่นี้ไปไกลประมาณหกสิบโยชน์ ตรงทิศไซทีนี้ไปมีแปดร้อยโยชน์รอบภูเขานั้น ล้วนแต่ไฟลุกประจำอยู่อย่างนั้นเสมอ หญ้าสักเส้นหนึ่งก็ไม่ขึ้นมาได้หากว่าจะข้าม เขานี้ไป ตัวเป็นทองแดงหรือเหล็กก็จะต้องละลายไหม้เป็นจุณไปทั้งสิ้น พระถัง ซัมจั้งได้ฟังตาเฒ่าบอกดังนั้นตกใจไม่อาจถามต่อไป ได้ยินเสียงคนร้องขายขนม อยู่นอกรั้ว แต่ใส่เกวียนเหล็กเข็นมาเห้งเจียก็ถอนเอาขนหางออกเส้นหนึ่ง เสกเป็นเบี้ยทองแดงแล้วเดินออกไปซื้อ ขนม ชายหนุ่มนั้นหยิบขนมส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียเอาเบี้ยทองแดงส่งให้เจ้าขนม แล้วรับขนมใส่มือ ขนมนั้นกำลังมีไอร้อน เห้งเจียรู้สึกดุจถ่านไฟกำลังลุกร้องว่า ร้อนนัก ๆ และร้อนดังนี้เห็นจะกินไม่ได้ เจ้าของขนมยืนหัวเราะแล้วพูดว่า กลัว ความร้อนจะมาทำไมที่นี่ ที่นี่ร้อนทั่วไปทุกแห่ง เห้งเจียจึงพูดว่าตัวเป็นลูกผู้ชาย ไม่รู้จักเหตุ คำโบราณท่านย่อมว่าฤดูไม่หนาวไม่ร้อนข้าวกล้าก็ไม่เกิด ตัวพูดว่าร้อน ตลอดสิบสองเดือนดังนี้ แม้ว่าอยากได้ข้าวทำขนมจะได้ข้าวมาทำที่ไหนเล่า บุรุษ ผู้นั้นจึงพูดว่าตำบลนี้แม้ว่าอยากได้ข้าวก็ต้องเคารพขอพัดเทวดาเห้งเจียถามว่าพัดเทวดานั้นเป็นอย่างไร บุรุษผู้นั้นตอบว่า อันพัดนั้นเป็นเหล็ก รูปคล้ายแก่ใบกล้วย แม้ขอมาได้โบกทีหนึ่งไฟก็ดับ โบกสองทีก็เกิดลม โบกสาม ทีก็เกิดฝน พวกข้าพเจ้าก็ลงกล้าทันเวลาได้ผลก็เก็บไว้เพราะฉะนันจึงได้ผลเมล็ด ข้าวไว้เลี้ยงชีวิตทุกวันนี้ ถ้าไม่มีพัดนั้นหญ้าสักเส้นหนึ่งก็ไม่มี เห้งเจียได้พังดังนั้น ก็กลับเข้ามาในบ้าน เอาขนมถวายพระอาจารย์แล้วพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด ฉันขนมนี้แล้วข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟังพระถังซัมจั้งรับเอาขนมนั้นไว้แล้ว เห้งเจียจึงหันไปถามตาเฒ่าเจ้าของบ้านว่า ท่านตารู้ว่าเทวดาพัดเหล็กนั้นอยู่ที่ไหน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะถามทำไมหรือ ห้ง เจียพูดว่าข้าพเจ้าได้ยินคนขายขนมพูดว่า เทวดานั้นมีพัดอยากจะใคร่ขอมาพัด ให้เขาไฟนั้นดับ จะได้ข้ามไป และอยากจะให้ชนทั้งหลายทำไร่ไถนาได้ผลข้าวกล้า ไว้เลี้ยงชีวิตต่อไป ตาเฒ่าว่าอันความนั้นก็จริงดังท่านพูดวิตกแต่ท่านจะไม่มี ของกำนัลไปหาท่านเทวดาที่ไหนจะให้พัดมาเล่า พระถังซัมจั้งถามว่า เทวดานั้น จะต้องประสงค์สิ่งใดหรือ ตาเฒ่าบอกว่าพวกชาวบ้านตำบลนี้สิบปีไปขอครั้งหนึ่ง บัดนี้มีหงอคงอยู่ประเทศจีนจะขอยืมพัดดับไฟ จะได้ข้ามไปให้พ้นเขาฮ้วยเอี้ยม ซัวแล้วจะเอากลับคืนให้ฝ่ายนางล่อซั่วได้ยินขึ้นชื่อว่า หงอคงดุจไฟลุกเอาน้ำมันรดเติม ให้เกิดความ โกรธแค้นขึ้นมาทันที จึงด่าว่าอ้ายสัตว์ลิง วันนี้มึงมาถึงที่นี่นางจึงให้คนเอาเครื่อง แต่งตัวมา นางสวมเกราะแล้วมือก็ถืออาวุธเกี่ยมทั้งสองมือเดินออกมา ร้องเรียก ด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายหงอคงมึงอยู่ที่ไหน เห้งเจียแลเห็นก็ย่อตัวคำนับแล้ว พูดว่าพี่สะใภ้ข้าพเจ้ามาคอยนานแล้ว นางล่อซั่วได้ฟังดังนั้นก็ตวาดว่าใครเป็นพี่ สะใภ้มึงที่ไหน ใครให้มึงมาคอยทำไมเห้งเจียตอบว่า พีงู้ม่ออ๋องผูกไมตรีเป็นพี่ข้าพเจ้าก็พี่เป็นภรรยาเธอไม่ใช่พี่ สะใภ้จะให้เรียกอะไรเล่า นางล่อชั่วได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอ้ายลิง แม้ว่ามึงคิดเป็น ฉันท์ญาติ มึงก็ไม่คิดทำให้ลูกเราตกอยู่ในหลุมบ่อดังนั้น เห้งเจียทำเป็นไม่รู้ ถาม ว่าลูกของพีคือใครที่ไหน นางล่อซัวพูดว่าลูกเราอังฮัยยีถูกเจ้าคิดกลอุบายทำวงศ์ ญาติของเราย่อยยับ เราจะตามตัวแก้แค้นให้ลูกเราก็ยังไม่พบตัว วันนีเจ้าเอาชีวิต มาส่งถึงประตูบ้าน ใครจะละชีวิตเจ้าให้รอดไปได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ก๊าก ๆ พักหนึ่งแล้วพูดว่า พี่ทำไมจึงไม่ตรองดูเหตุการณ์เดิมนั้นมันเป็นประการใด มาหลงแค้นเคืองข้าพเจ้า คือบุตรของพี่จับเอาอาจารย์ของข้าพเจ้าไปจะต้มแกง พระโพธิสัตว์มาเอาตัวอั้งฮั้ยยี้ไป ช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าออกได้ บัดนี้อั้งฮั้ยยี้ไปอยู่ กับพระโพธิสัตว์เป็นเสี้ยนใช้ท่อจี้อรักษาตามทางชอบธรรม อายุยืนเสมอดินฟ้า เป็นประเสริฐยิ่ง ไม่ขอบคุณข้าพเจ้ายังกลับมาแค้นเคืองฉะนี้เห็นถูกต้องแล้วหรือนางล่อซั่วได้ฟังดังนั้น พูดว่ามึงอ้ายชาติลิงฝีปากดี ลูกของเราถึงไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ทำอย่างไรจึงจะได้มาหาเราได้เห็นหน้ากันแม่ลูก เห้งเจียหัวเราะพักใหญ่ แล้ว พูดว่าพี่อยากจะใคร่พบหรือ จะยากอะไรนักหนา พี่จงขอยืมพัดให้ข้าพเจ้าพัด ดับไฟที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัวส่งอาจารย์ข้าพเจ้าข้ามพ้นไปแล้ว ข้าพเจ้าจะข้ามไปน่ำไฮ้ ขอแก่พระโพธิสัตว์เชิญอั้งยั้ยยี้มาหาพี่อย่างนี้แม่ลูกจะได้ปะกัน แล้วพี่จึงดูอั้งฮั้ยยี้ จะซูบผอมบุบสลายอย่างไรบ้าง แม้ว่าอั้งฮัยยี้บุบสลายอย่างไรแล้ว เมื่อเวลานั้น พี่จึงค่อยแค้นเคืองข้าพเจ้าจึงจะถูก หากว่าบริบูรณ์ยิ่งกว่าเก่าพี่ก็ต้องคิดถึงคุณ ข้าพเจ้าให้จงมากเถิด นางล่อซั่วจึงพูดว่า อ้ายลิงสอพลอทำกระดิกลิ้น มึงจงยื่น หัวมาให้เราฟันด้วยเกี่ยมสักสองสามที แม้ว่าทนได้เราจึงจะให้ยืมพัด แม้ว่าทนไม่ได้ เจ้าก็ต้องไปหาพระยามัจจุราชเถิด เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็พนมมือ เดินมาใกล้นาง ล่อชัวหัวเราะพูดว่า พี่ไม่ต้องพูดมากข้าพเจ้าจะยื่นศีรษะให้ท่าน ตามแต่พี่จะฟัน มากน้อยสักเท่าใดก็ตามใจเถิด แล้วจะต้องให้ข้าพเจ้าขอยืมพัดไปทำธุระบ้างก็ แล้วกัน นางล่อซัวสองมือจับเกี่ยมตรงเข้ามาฟันเห้งเจียสักสิบทีเห้งเจียก็ยืนเฉย ทางที่จะกลับไป ตั้งแต่นี่ถึงเขาฮ้วยเอี้ยมซัวประมาณทางใกล้ไกลสักเท่าใดไม่ทราบ พระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยดได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า หญิงนั้นนามเรียกว่า ล่อชั่ว เรียกพัดเหล็กก๋งจู๊อันพัดนั้นเริ่มมีฟ้าดิน ประกอบอากาศธาตุบังเกิดมีพัดอันนี้ เพราะฉะนั้นจึงดับไฟได้ หากว่าโบกถูกคนทีหนึ่งก็ปลิวไปแปดหมื่นสี่พันโยชน์จึง จะหยุด ที่นี่จะไปตำบลเขาฮ้วยเอี้ยมซัวนั้นทางประมาณห้าหมื่นโยชน์ นี่หวก เห้งเจียมีฤทธาอานุภาพเรียกเมฆหยุดได้ หาไม่ก็ยังจะไปไกลกว่านี้อีก เห้งเจียบ่น ว่าร้ายแรงเหลือเกิน ไม่ทราบว่าอาจารย์ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรจึงจะข้ามเขาไปได้เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์พูดว่า เห้งเจียจงวางใจเถิด หากได้มาถึงนี่แล้ว ก็เป็นนิสัย ของพระถังซัมจั้งและจะให้เห้งเจียสำเร็จความคิดเมื่อครั้งก่อนพระยูไลเจ้าได้สั่ง ไว้และให้ของวิเศษไว้สองสิ่ง คือไม้เท้ามังกรและยาระงับลม ไม้เท้าก็เอาไป กำจัดปิศาจอึ้งฮองเสียแล้ว ยังแต่เม็ดยาวิเศษยังมิได้ใช้ วันนี้จะให้เห้งเจียเอาไป คุ้มห้ามซึ่งลมร้ายมิให้ทำอันตรายแก่เห้งเจียได้ เมื่อได้พัดนั้นมาแล้วเห้งเจียก็จะ สำเร็จซึ่งความคิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นมัสการขอบคุณเล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จึงล้วง เอาเม็ดยาออกมาจากมือเสื้อ ส่งให้เห้งเจียแขวนที่คอเสื้อแล้วเอาเข็มเย็บติดแน่น แล้วเล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์จึงนำเห้งเจียออกจากสำนักชี้มือสั่งว่าจงไปทางทิศตะวันตก เฉียงเหนือนี้ คือที่นางล่อซัวอยู่ เห้งเจียคำนับลาพระโพธิสัตว์แล้ว ก็เหาะมาทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บัดเดียวก็ถึงเขาจุ๊ยหุ้นซัว เห้งเจียก็ลงยังหน้าถำเข้าไป เอาไม้กระบองเคาะกระทุ้งบานประตูเรียกว่าเปิดประตู ๆ เห้งเจียจะมาเอาพัดไปใช้ หญิงเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปบอกนางล่อซั่วว่า เห้งเจียมาอีกแล้ว นางล่อซั่วได้ฟังดัง นั้นก็ให้นึกครั่นคร้ามพูดว่า อ้ายลิงตัวนี้มันจะมีความดีเป็นแน่ อันพัดวิเศษของ เราแม้ว่าโบกไปทีหนึ่งถูกคนก็ปลิวไปถึงแปดหมื่นสี่พันโยชน์ ทำไมจึงกลับมาได้ เร็วนักดังนี้ ครั้งนี้เราจะต้องโบกสักสองสามทีอย่าให้มันกลับมาได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็จัดแจงแต่งตัวผูกรัดแน่นหนามั่นคงแล้วสองมือก็ถือเกี่ยมเดินออกมา ร้องเรียก ว่าอ้ายเห้งเจียมึงไม่กลัวเราหรือจึงได้กล้ากลับมาอีกฉะนี้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พี่สะใภ้พี่อย่าเหนียวแน่นไปทำไมจงขอให้น้องยืม ไปส่งอาจารย์ข้ามพ้นไป แล้วก็จะกลับเอามาคืนให้ ข้าพเจ้ากับพี่ก็มีความสัตย์ต่อกัน ซึ่งเป็นสุจริตกุนจี้อแล้วหากยืมสิ่งของใดๆไป ก็จะต้องเอาคืนกลับสงให้แก่เจ้าของ นางล่อชั่วด่าว่าอ้ายลิง ซึ่งหงอคง มึงพูดผิดธรรมเนียม ความเจ็บอายยังไม่แก้ แค้นได้ จะมาเอาของให้ขอยืมมีอย่างที่ไหน มึงอย่าหนีมึงจงมากินเกี่ยมของแม่ สักทีก่อน เห้งเจียก็ยกกระบองเหล็กขึ้นรับรบกันไปประมาณหกเจ็ดเพลง นางล่อ ซั่วก็อ่อนกำลังลง จึงชักพัดวิเศษออกโบกไปสองที เห้งเจียก็ยืนเฉยอยู่เอากระบอง เก็บแล้วก็ยืนหัวเราะก๊าก ๆ พูดว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พัดอยู่กับมือตัว ตัว จะพัดอย่างไรก็พัดไป หากเราไหวติงสักนิดเดียวก็มิใช่คนเก่งนักเลงแท้ นางล่อซั่ว ก็เอาพัดโบกไปอีกสองที เห้งเจียก็ไม่ไหวติงนางล่อซั่วเห็นดังนั้นก็ตกใจถอยหนีเข้า ถ้ำใส่กลอนปิดประตูเงียบไม่ออกมาอีก เห้งเจียเห็นนางล่อชั่ว หายเงียบอยู่ในถ้ำ ไม่กล้าออกมาอีกก็แผลงฤทธิ์แกะเม็ดยาที่คอเสื้อมาใส่ปากอมแล้วก็แปลงกาย เป็นแมลงหวี่บินตามเข้าไปในถ้ำ เห็นนางล่อซั่วกำลังหอบร้องว่าอยากน้ำให้เอา น้ำชามา พวกหญิงคนใช้ก็ยกน้ำชามาปั้นหนึ่ง รินใส่ชามใหญ่เต็มชาม กากชา ละเอียดลอยเป็นชิ้นๆ อยู่ เห้งเจียแลเห็นดังนั้น ก็โผลงปนกับกากซาในน้ำชา หญิง คนใช้ส่งชามน้ำชาให้นางล่อซั่ว นางล่อชั่วไม่ทันจะพิจารณากำลังอยากก็ดื่มกลืน เข้าไปในท้องเห้งเจียตามน้ำชาเข้าไปในท้องได้แล้ว ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมร้องเรียกเสียง ดังว่าพี่สะใภ้ให้พัดแก่ข้าพเจ้าโดยง่ายเถิด จะได้ไม่เป็นอันตราย นางล่อซั่วตกใจ ถามคนใช้ว่า พวกเจ้าปิดประตูนอกหรือเปล่า พวกคนทั้งหลายบอกว่าปิดแล้ว นาง ล่อชั่วพูดว่าประตูก็ปิดแล้ว เหตุใดเห้งเจียมันจึงเรียกดังนี้ พวกคนใช้บอกว่าได้ยิน เสียงอยู่ในท้องแม่นางล่อซั่วเรียกว่าเห้งเจียเจ้าทำกลอุบายซ่อนอยู่ที่ไหน เห้งเจีย ว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักทำกลอะไร เราแผลงฤทธิ์เข้ามานั่งอยู่ในท้องพี่นี้เอง ข้าพเจ้า เห็นไส้พุงทั้งสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าเห็นพี่อยากน้ำก็เข้ามาแก้อยากให้พี่ เห้งเจียก็แกล้ง ทำหน่วงหนักลงไปทีหนึ่ง นางล่อซั่วก็เจ็บที่ท้องน้อยเหลือจะทนได้ ก็ทรุดนั่งลง กับพื้นร้องว่าเจ็บปวดเหลือที่จะทนแล้วเห้งเจียว่าพี่อย่าวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะแสบหัวใจให้เห้งเจียก็เอามือกระทุ้งขึ้นทีหนึ่ง นางล่อซั่วก็เจ็บในหัวใจและจะขาดใจ ล้มคว่ำลงกับพื้นร้องว่าตายแล้ว จึงพูดว่า อาเห้งเจียขอชีวิตให้พี่เถิด เห้งเจียก็ยั้งมือถามว่าจำข้าพเจ้าได้แล้วหรือ ข้าพเจ้า เห็นแก่หน้าพี่งู้ม่ออ๋อง จะยกชีวิตให้จงรีบเอาพัดมาให้เราขอยืม นางล่อชั่วบอก ว่าจงออกมาเอาไปเถิด เห้งเจียว่าจงเอาพัดมาให้เราเห็นก่อนเราจึงจะออกไป นางก็เรียกคนใช้ให้เอาพัดมาถือยืนอยู่ข้างหน้าเห้งเจียก็เลื่อนขึ้นที่คอหอย พูดว่า เรายกชีวิตให้จงอ้าปากให้กว้าง เราจะออกไป นางก็อ้าปากแล้ว เห้งเจียก็แปลง เป็นแมงหวี่บินลอดออกมาโผจับที่พัดนางก็ไม่รู้ อ้าปากสองสามที่แล้วร้องเรียกว่า ทำไม่ไม่ออกเล่าเห้งเจียก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม มือก็จับเอาพัดแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าอยู่นี่มิใช่หรือ แล้วเห้งเจียพูดว่าขอบใจให้เราขอยืมพัดก็ออกเดิน พวกเหล่านั้นก็เปิดประตูส่งให้ ไป เห้งเจียออกจากถ้ำแล้วก็เหาะกลับไปหาอาจารย์ บัดเดี้ยวก็กลับมาถึงตำบล บ้านอั้งเจียนจึง ลงยังพื้นเดินเข้าไปในบ้านเคารพอาจารย์แล้ว จึงเล่าความตั้งแต่ ต้นจนปลายให้อาจารย์ฟังทุกประการ แล้วก็หยิบพัดส่งให้ตาเฒ่าเจ้าของบ้านดู ถาม ตาเม่าว่าพัดเล่มนี้ไม่ใช่หรือ ตาเฒ่าบอกว่าใช่เล่มนี้แหละ พระถังซัมจั้งมีความ ยินดีอาจารย์กับศิษย์ก็พร้อมกันลาตาเฒ่าออกจากบ้าน พากันมาได้ประมาณ สี่สิบโยชน์ไอร้อนขึ้นผ่าว ๆ ซัวเจ็งร้องว่าฝ่าเท้าออกร้อนโป๊ยก่ายว่าม้าเดินเร็วกว่า ทุกวันเพราะด้วยแผ่นดินร้อนม้าจึงไม่ปรกติ เห้งเจียพูดว่าอาจารย์ลงจากม้าก่อน ข้าพเจ้าจะเอาพัดโบกไฟให้หยุดคอยมีลมฝนตกลงแล้ว และให้แผ่นดินเย็นจึง ค่อย ๆ ข้ามเขาไป เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไปเอาพัดโบกที่มีไฟไปทีหนึ่งที่บนเขาไฟก็ ลุกโชติขึ้น พัดอีกทีหนึ่งไฟก็ยิ่งลุกมากขึ้น พัดอีกทีหนึ่งไฟก็ลุกสูงขึ้นสักพันศอก ค่อยลุกค่อยแรงบินปลิวมาติดตัวเห้งเจีย เห้งเจียก็ถอยวิ่งหนีกลับ ไฟก็ติดไหม้ขน เห้งเจีย เห้งเจียก็รีบวิ่งร้องเรียกอาจารย์ให้ถอยหนีกลับไปก่อนพระถังซัมจั้ง โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็พากันวิ่งถอยกลับไปทางเก่าประมาณยี่สิบ โยชน์ก็พากันหยุดพัก พระถังซัมจั่งถามเห้งเจียว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เห้งเจียก็โยน พัดทิ้งลงกับพื้นพูดว่าไม่แน่นอน ถูกอีปิศาจมันหลอกให้แล้ว โป๊ยก่ายถามว่าเหตุ การณ์เป็นอย่างไร เห้งเจียพูดว่าเราเอาพัดโบกไปทีหนึ่งไฟก็ลุกแรงขึ้น สองทีก็ยิ่ง ลุกแรงขึ้น สามทีก็ลุกลามมีเปลวบินสูงขึ้นเป็นพันศอก นี่หากวิ่งหนีทันจึงไหม้บ้าง แต่เล็กน้อย ถ้าหนีไม่ทันก็ต้องตายเป็นแน่ ซัวเจ็งว่าไฟลุกรุนแรงไม่มีทางจะไปไซ ทีดังนี้จะคิดอย่างไรดี โป๊ยก่ายพูดว่าดูทางไหนไม่มีไฟก็ไปทางนั้นจะต้องเป็นทุกข์ อะไร พระถังซัมจั่งถามว่าทางไหนไม่มีไฟ โป๊ยก่ายบอกว่าทิศตะวันออกทิศอุดร ทิศอาคเนย์ไม่มีไฟ พระถังซัมจั่งถามว่าทิศไหนมีพระไตรปิฎกธรรม โป๊ยก่ายพูด ว่าทิศไซทีมีพระธรรม พระถังซัมจั้งพูดว่าเราจะต้องไปทิศตะวันตกที่มีพระธรรม จึงจะสำเร็จ ซัวเจ๋งพูดว่ามีธรรมมีไฟไม่มีธรรมไม่มีไฟอย่างนี้ก็ยากที่จะไปจะกลับ อาจารย์กับศิษย์กำลังตรึกตรองกันอยู่ ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียไม่ ต้องทุกข์ เชิญมารับประทานข้าวแจก่อนแล้วจึงค่อยคิดไป อาจารย์กับศิษย์ก็หัน ไปแลดูเห็นคนแก่คนหนึ่งแต่งตัวงดงามมือถือไม้ท้าวหัวมังกรเท้าสอดรองเท้าเหล็ก บนหลังสะพายปลาตัวหนึ่งมือถือถาดทองแดงหนึ่งถาด ในถาดใส่ข้าวแจและกับ เดินเข้ามาทางทิศตะวันตก มาถึงก็ย่อตัวคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคือเจ้าเขา ฮ้วยเอี้ยมซัวนี้ เห็นท่านรักษาพระถังซัมจั้งมาทางนี้ จึงได้เอาข้าวแจมาถวายสัก เวลาหนึ่งเห้งเจียพูดว่าอันการกินนั้นทีหลัง อันไฟลุกอย่างนี้สักเมื่อไรจะดับ จะได้พา อาจารย์เราพ้นไปได้ เจ้าเขาตอบว่าจะต้องขอยืมพัดนางล่อซั่วจึงจะดับได้ เห้งเจีย เดินไปหยิบพัดมาส่งให้เจ้าเขาดู บอกว่านี่มิใช่หรือที่ไฟลุกพัดเข้าก็ยิ่งลุกใหญ่ไป เจ้า เขาพิจารณาดูพัดแล้วก็หัวเราะพูดว่าท่านถูกหลอกเสียแล้ว เห้งเจียถามว่าทำอย่างไร ก็จะได้ของจริง เจ้าเขาสองมือกอดอกย่อตัวยิ้ม ๆ แล้วจึงพูดว่า แม้ว่าได้กำลัง ใหญ่ก็จะสำเร็จการกำลังใหญ่นั้นคืองู้ม่ออ๋อง เห้งเจียว่าที่นี่งู้ม่ออ๋องเห็นจะทิ้งไฟไว้ สมมุติว่าเขาฮ้วยเอี้ยมซัวดอกกระมัง เจ้าเขาพูดว่าไม่ใช่ ๆ ท่านไต้เซียหากยอมยก โทษให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะบอกตามตรง เห้งเจียว่าท่านมีโทษอะไรที่ไหนจงพูด เถิดอย่าวิตกเลย เจ้าเขาจึงพูดว่าอันไฟนี้เหตุเดิมนั้นท่านไต้เซียทิ้งเอง เห้งเจียได้ยิน ดังนั้นก็โกรธว่าทำไมจึงพูดเลอะเทอะดังนั้น เราหรือจะเป็นคนทิ้งไฟเจ้าเขาว่าท่านเห็นจะจำข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ที่ตำบลนี้เดิมไม่มีเขาเหตุเมื่อ ห้าร้อยปีก่อนนั้น ท่านทำจลาจลรบแก่เทพบุตรทั้งหลายบนสวรรค์ เวลานั้นท่าน พรหมท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวท่านไปใส่ในเบ้าโป๊ยก่วยหลอม เวลาเปิดฝ่าท่าน กระโดดขึ้นเหยียบปากเบ้า เตาล้มทลายอิฐเตาก็ตกลงสองสามก้อน ไฟติดลงมา จึงเกิดเป็นภูเขาไฟอยู่บัดนี้ ข้าพเจ้าอยู่บนชั้นดุสิตเป็นผู้รักษาเตา ท้ายเสียงเล่ากุน ปรับโทษว่าข้าพเจ้าไม่ดูแล จึงปรับโทษให้ข้าพเจ้าลงมาเป็นเจ้าเขาฮ้วยเอี้ยมซัว เห้งเจียว่าเดิมตัวก็เป็นพวกเต้าสือแล้วมาเปลี่ยนแปลงเป็นเจ้าเขา เห้งเจียเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้างจึงพูดว่า ตัวพูดว่าตัวจะไปหารู้ม่ออ่องทำไมหรือเจ้าเขาพูดว่า งู้ม่ออ้องนั้นคือสามีของนางล่อชั่ว งู้ม่ออ่องบัดนี้ก็ทิ้งนางไม่ได้ ไปมานานแล้ว บัดนี้ไปอยู่ที่เขาเจ๊กลุ่ยชัวถ้ำม่อหุ้นต๋อง เดิมมีบ้วนส่วยเห้าอ้อง ครั้นเห้าอ่องตายแล้ว ยังมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อเง็กมิ่นกุงจู้ยังไม่มีสามี ทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทองมั่งคั่งไม่มีผู้ชายดูแล นางได้ยินว่างู้ม่ออ๋องมีฤทธาอานุภาพก็ยอม ยกมรดกให้งูม่ออ้อง ตัวนางก็ยอมเป็นภรรยา งู้ม่ออ๋องก็ทิงนางล่อซัวเสียนาน แล้วมิได้ไปมาหาสู่กัน แม้ไต้เซียไปหางู้ม่ออ๋องเชิญเธอมาพูดขอยืมจึงได้พัดมา ดับไฟแล้วส่งอาจารย์ข้ามพ้นไป ทั้งได้ดับไฟร้ายสัตว์ทั้งหลายจะได้รอดชีวิต ทั้ง ตัวข้าพเจ้าก็จะได้พ้นโทษกลับไปสวรรค์ตามเดิมเห้งเจียจึงถามว่า เขาเจ๊กลุ่ยชัวนั้นอยู่ที่ไหนทางนั้นประมาณไกลสักเท่าใด เจ้าเขาตอบว่าไปตรงทิศอาคเนย์ทางไกลประมาณสามพันโยชน์ เห้งเจียได้ฟังดัง นั้นจึงสั่งให้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งอยู่รักษาอาจารย์และสั่งเจ้าเขาให้อยู่เป็นเพื่อนด้วย สั่ง แล้วเห้งเจียก็เหาะไปทางทิศอาคเนย์ เหาะไปประมาณครึ่งชั่วโมง แลไปข้างหน้า เห็นมีภูเขาสูง เห้งเจียก็เหาะลงที่ยอดภูเขาสูง พิจารณาดูเขาแล้วก็เดินลงไปหา ทางพิเคราะห์ดูเงียบสงัดไม่มีวี่แววอะไร แลไปที่ใต้ต้นสนเห็นมีหญิงสาวสวยมา ยืนอยู่ที่ใต้ต้นสน มือถือธูปหอมเดินตรงมา เห้งเจียก็เข้าแอบซ่อนในซอกศิลา คอยพิจารณาดู หญิงนั้นก็เดินใกล้เข้ามา เห้งเจียจึงย่อตัวปราศรัยถามว่าแม่นาง จะไปข้างไหน หญิงนั้นเหลียวไปเห็นเห้งเจียก็ตกใจ ด้วยหน้าเห้งเจียผิดมนุษย์ ร่างกายนางสั่นรัวไปทั้งตัว แล้วแข็งใจถามว่านี่แกอยู่ที่ไหน จึงสามารถมาอยู่ที่นี่ ประสงค์จะมาหาใคร 第006回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๖ ไต่ถามอะไรเราบ้างดอกกระมังเป็นแน่ พี่จะออกไปดู งู้ม่ออ๋องก็ออกจากห้อง หนังสือเอาเครื่องเกราะสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือพลองเหล็กเดินออกไปร้องเรียกด้วย เสียงอันดังว่า ใครที่ไหนจึงไม่มีความยำเกรงเราบ้างเลยเห้งเจียแลไปเห็นผิดรูปร่างแต่ก่อน ด้วยนานนักกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว เห้งเจีย ก็เข้ามาคำนับร้องขอรับด้วยเสียงอันดัง แล้วพูดว่าพี่เห็นจะจำน้องไม่ได้แล้ว งู้ม่อ อ๋องคำนับตอบแล้วถามว่า ซีเทียนไต้เซียมิใช่หรือ เห้งเจียรับว่าใช่นานแล้วมิได้มา คำนับ พึ่งมาถึงนี่นี่ ถามหญิงคนหนึ่งจึงได้พบพี่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าเก่า งู้ม่อ อ๋องตวาดว่าเจ้าอย่าพูดดีไป ข้าได้ยินว่าไปทำจราจลรบพุ่งชิงชัยอยู่บนสวรรค์ถูก พระยูไลจับเอาเขาเง้าเห้งซัวทับไว้ ก็ได้รอดพ้นภัยไปตามรักษาพระถังซัมจั้งไป ไซทีอาราธนาพระธรรม ไปถึงถ้ำย้วยหุ่นต้องจับเอาอั้งฮั้ยยี้บุตรเราไปฆ่าดังนั้น ความร้อนอันนี้ก็อยู่กับตัวเจ้าทำไมเจ้ากลับมาหาเราทำไม เห้งเจียเคารพแล้วพูดว่า พี่อย่าเพิ่งเคืองข้าพเจ้าก่อน เวลาบุตรของพี่จับเอาอาจารย์ข้าพเจ้าไว้จะใคร่กินเนื้อ ข้าพเจ้าใกล้เธอไม่ได้ จึงได้ไปพึ่งพระกวนอิมชักนำให้บุตรท่านกลับใจ ไปถือตาม สัมมาทิฐิได้เป็นเสี้ยนใช้ท่งจื้อ หากจะคิดดูความงามเจริญของพี่ยิ่งขึ้นทั้งความ สุขก็บริบูรณ์ อย่างนี้จะมาถือโทษโกรธขึ้งข้าพเจ้าด้วยเหตุไร ผู้ม่ออ๋องด่าว่าอ้าย ลิงปากดีทำแก่บุตรเราแล้วมึงจะพูดแก้ให้กลายกลับเป็นดีไปได้หรือ ยังมิหนำซ้ำ มาไล่ตีเมียกูจนกระทั่งประตูบ้านนี่เป็นอย่างไร เห้งเจียหัวเราะพูดว่า เพราะด้วย ข้าพเจ้าจะกราบเท้าหาพี่ จึงได้กราบเท้าหญิงนั้นถามข่าวคราว ข้าพเจ้าก็หาได้ ทราบว่าพี่สะใภ้ไม่ เพราะด้วยเธอด่าข้าพเจ้า จึงได้เกิดโทโสกระทำให้พี่สะใภ้ขัดใจ ข้อนั้นขอพี่ยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด งู้ม่ออ๋องพูดว่าถ้าดังนั้นเราเห็นแก่ที่ได้ผูก สมัครรักใคร่กันมาแต่เดิม เรายกโทษให้จงกลับไปเถิด เห้งเจียพูดว่าซึ่งพียกโทษ ให้ดังนี้ขอบพระคุณเป็นที่สุด แต่ยังมีธุระอีกอย่างหนึ่งขอพี่ได้กรุณาช่วยด้วยสัก ครั้งหนึ่ง งู้ม่ออ๋องว่าอ้ายลิงยกโทษให้แล้วยังไม่รู้สึกยังพัวพันแก่เราอีกจะให้ช่วย อะไรที่ไหนอีกเล่าเห้งเจียเคารพแล้วพูดว่า อันความจริงข้าพเจ้าไม่กล้าหลอนหลอกพี่ดอก เหตุ ข้าพเจ้ารักษาพระอาจารย์บัดนี้มาติดเขาฮ้วยเอี้ยมซัวไปไม่ได้ ได้ข่าวว่าพี่ล่อซั่ว มีพัดวิเศษเล่มหนึ่งอาจดับไฟนั้นได้อยากจะใคร่ขอยืมไปทำธุระเสร็จแล้วก็จะนำ มากราบเท้าคืนให้ ข้าพเจ้าได้ไปถึงแล้วเธอไม่ยอมให้มา เพราะเหตุนี้จึงต้องมา กราบเท้าพี่ขอพี่ได้โปรดช่วยไปขอยืมพัดนั้นดับไฟแล้วจะคืนให้ งู้ม่ออ๋องได้ฟังดัง นั้นในใจดุจไฟลุกขึ้นทันที จึงค่าว่าเจ้าพูดแก้ตัวว่าไม่ผิดก็เจ้าไปหาเมียเรา เมียเรา ไม่ยอมให้เจ้าจึงมาไล่เมียน้อยของเราดังนี้ คำโบราณท่านย่อมว่าพี่น้องของเพื่อน ไม่กล้าดูถูก เมียของเพื่อนจนเมียน้อยก็ไม่ควรกำจัด นี่เจ้ามาทำอย่างนี้ไม่เสีย ธรรมเนียมดอกหรือ งู้ม้ออ๋องว่าเจ้าจงมากินพลองเสียสักทีก่อน เห้งเจียว่าอัน ความรบพุ่งต่อตีนันข้าพเจ้าไม่ต้องกลัวอันความจริงของข้าพเจ้าอยากแต่จะได้พัด วิเศษเท่านันขอพี่ได้โปรดให้เถิดงู้ม่ออ้องพูดว่าเจ้าจงลองดูสักสามเพลงก่อน แม้ว่าชนะเรา เราจะไปขอยืม พัดนั้นมาให้ แม้ว่าสู้เราไม่ได้ เราตีตายก็เหมือนเราได้แก้แค้นที่เจ้าทำแก่ลูกเรา งู้ม้ออ๋องพูดดังนันแล้วก็จับพลองตีลงที่ศีรษะเห้งเจีย เห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นรับ ทั้งสองก็ออกกำลังต่อสู้กันไปมาได้ ประมาณร้อยเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน โดยเวลา นั้นยากที่จะถอยจะสู้'พอได้ยินเสียงร้องเรียกบนยอดเขาว่าท่านงู้ม่ออ๋อง นาย ข้าพเจ้าให้มาเชิญไปให้ทันเวลาเข้าโต๊ะ งู้ม่ออ๋องได้ยินดังนั้นก็ยกพลองรับกระ บองเห้งเจียไว้ แล้วพูดว่าอ้ายลิงมึงหยุดก่อนคอยเราจะไปกินเลี้ยงสักประเดี้ยว แล้วจะกลับมารบแก่เจ้าอีกใหม่ พูดดังนั้นแล้วก็ชักพลองกลับเข้าถ้ำพูดแก่เมียว่า อ้ายหน้าขนรามสูรนั้นคือผู้ชายชื่อหงอคงถูกเราเอาพลองตีหนีไปแล้ว มันไม่กล้า กลับมาอีกจงวางใจเถิดอย่ากลัวมันเลย เราจะไปบ้านเพื่อนกินโต๊ะแล้วจะกลับมา รู้ม่ออ้องก็เอาหมวกสวมใส่เสร็จแล้ว ก็ออกจากประตูขึ้นขี่หลังสัตว์กิมเจง แล้วก็ สังคนใช้ให้ระวังประตูงู้ม่ออ๋องก็เหาะไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียอยู่ บนยอดเขาก็นึกในใจว่า งู้ม่ออ๋องจะมีเพื่อนอยู่ที่ไหนจะไปทางใดเราจะต้องตามไปดู คิดแล้วเห้งเจียก็แปลงกายเป็นสายลมติดตามไปพร้อมกัน บัดเดี๋ยวก็ถึงภูเขาหนึ่ง รู้ม่ออ๋องก็หายไปไม่เห็น เห้งเจียก็กลายกลับเป็นรูปเดิมเข้าไปในเขาเที่ยวค้นหา อันภูเขานั้นหน้าหนึ่งมีบึงใหญ่น้ำลึก ข้างบึงมีเสาศิลาข้างบนมีอักขระใหญ่หกตัว คือเขาล่วนเจี๊ยซัวบึงเพ็งบ่อท้ำ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกในใจว่า งู้ม่ออ๋องเห็นจะลง น้ำไปเป็นแน่ ถ้าอยู่ในถ้ำคงจะเป็นนาคหรือเต่าตะพาบน้ำ จำเราจะลงไปดูให้รู้แน่ คิดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็นเปี้ยวตัวหนึ่งกระโจนลงในน้ำจมลงไปก้นบึง แลไปก็เห็นสำนักสูงตระหว่านมีหอเรียงราย เห้งเจียก็คลานเข้าไปใกล้ประตู พิจารณาดูเห็นมีพวกมโหรีพิณพาทย์ขับร้องที่บนหอนั้นงู้ม่ออ๋องนั่งอยู่กลาง สอง ข้างมีพวกนาคสามสี่นาค ข้างหน้ามีนาคใหญ่นั่งอยู่สองข้างนั่งเรียงรายกันเป็นลำดับ คือนาคลูกนาคหลานนาคยายนาคเมียนาค เห้งเจียก็คลานเข้าไปในประตู นาค ใหญ่เห็นก็ร้องให้จับตัวเปี้ยวนั้นมา เปี้ยวแปลงก็พูดเป็นภาษามนุษย์ร้องว่าขอ ชีวิตเถิด นาคใหญ่ถามว่าตัวอยู่ที่ไหนจึงสามารถมาถึงนี่ เจ้าจงรีบบอกมาโดยเร็ว จึงจะยกโทษให้หาไม่จะฆ่าเสียเห้งเจียจึงตอบว่าขอท่านจงได้กรุณาข้าพเจ้าเป็นสัตว์เล็กน้อย เดินขวางๆ ริๆ มาไม่รู้จักขนบธรรมเนียม จึงได้ล่วงเกินเข้ามาผิดพลังดังนีขอท่านได้โปรดเถิด ในหิ ประชุมได้ฟังเปี้ยวพูดดังนั้นก็มีความสงสารจึงพร้อมกันพูดว่า ขอท่านได้ยกโทษ ปล่อยเปี้ยวน้อยไปเถิดเพราะมันไม่รู้ผิดและชอบ นาคใหญ่ได้ฟังท่านทั้งหลายขอ ดังนั้น ก็สั่งให้ปล่อยเปี้ยวนั้นออกไปนอกประตู เห้งเจียเห็นเขาปล่อยแล้วก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากประตูแลไปเห็นสัตว์กิมเจงของงู้ม่ออ้องผูกไว้ข้างนั้น ก็คิดอุบาย ขึ้นได้ทันที จึงแปลงกายกลับมาอย่างเดิม เข้าแก้เอาสัตว์กิมเจงนั้นจูงออกมาแล้ว เห้งเจียก็กระโดดขึ้นหลังจับบังเหียนชักให้ขึ้นพ้นน้ำแล้ว เห้งเจียก็แปลงกายเป็น งู้ม่ออ้อง ขับกิมเจงเหาะขึ้นบนอากาศตรงมายังเขาจุ๊ยหุ้นซัวถ้ำปอเจียวต้อง เห้งเจีย ขี่กิมเจงเข้าใกล้ประตูถำร้องเรียกให้เปิดประตูรับ พวกนางสาวใช้ก็เปิดประตูรับ แล เห็นเห้งเจียแปลงคิดว่างู้ม่ออ๋องนายของตัว ก็วิ่งเข้าไปบอกนางว่า บัดนี้ไต้อ๋อง กลับมาแล้วนอกประตูนางล่อซั่วได้ฟังสาวใช้บอกดังนั้น ก็รีบใส่เสื้อแต่งตัวเดิน ออกมารับ เห้งเจียก็ลงจากกิมเจงให้คนดูเฝ้าไว้แล้ว ฝ่ายนางล่อซั่วก็หารู้ไม่ สำคัญว่างู้ม่ออ๋องสามีจึงจับมือพากันเดินเข้าถ้ำ ครั้นถึงข้างในก็นั่งบนเก้าอี้ให้สาว ใช้ยกน้ำร้อนน้ำชามารับประทาน ในถ้ำนั้นทุกคนเห็นนายของตัวมาก็พากันยินดี ครั้นกินน้ำร้อนน้ำชาสบายแล้ว ก็พูดจาปราศรัยว่านานแล้วมิได้มานางเป็นสุขสบาย อยู่ดอกหรือ นางล่อชั่วตอบว่าไต้อ้องมีบุญมากและมีใจเอื้อเฟื้อที่มีใหม่ ทิ้งขว้าง ข้าพเจ้าเสียไม่เหลียวแลแต่วันนี้เหตุไฉนจึงมาได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าที่ไหนจะอาจทิ้งขว้าง เพราะนางเง็กมิ่น กังจู๊ได้ฝากแก่ข้าพเจ้า และมีธุระกิจการมากเพื่อนฝูงไปมาเยี่ยมเยือนไม่มีเวลาว่าง เพราะฉะนั้นช้าวันจึงมิได้มา ครั้นบัดนี้จัดธุระเสร็จแล้วจึงมาได้ เห้งเจียถามว่า ได้ยินว่าหงอคงรักษาพระถังซัมจั้งจะไปไซที มาใกล้เขาฮ้วยเอี้ยมชัววิตกกลัวจะมา ขอยืมพัด ไปเราจึงรีบมาด้วยแค้นมันทำให้ลูกเราจากไป ถ้าหากมันมาที่นี่จงให้ คนไปบอกเรา ๆ จะจับตัวมันฟันเสียสักหมื่นท่อนแก้ความเจ็บใจของเราทั้งสอง นางล่อซั่วได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้บอกว่า คำโบราณท่านย่อมว่า ชายไม่มีเมียทรัพย์ ไม่มีเจ้าของ หญิงไม่มีผัวกายตัวไม่มีเจ้าของ ชีวิตข้าพเจ้าเกือบจะวอดวาย ถูก อ้ายเห้งเจียมันมาทำร้ายเอา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นโกรธด่าว่าอ้ายชาติลิง มันหนีไปเสียแล้วหรือ นางล่อชั่วบอกว่ามันยังไม่ทันจะข้ามไปวานนี้มาที่นี่เรียก ข้าพเจ้าว่าพี่สะใภ้มันพูดว่าไต้อ๋องกับมันเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นได้ผูกสมัครเป็น มิตรสหายแก่มันเห้งเจียพูดว่าจริง นางล่อซั่วว่าข้าพเจ้าจะด่าว่ามันก็ไม่โต้ตอบ ข้าพเจ้าเอา พัดโบกมันทีหนึ่งไม่รู้ว่ามันปลิวไปถึงไหน แล้วกลับมาไม่รู้ว่ามันไปได้ยาวิเศษ ที่ไหนมาคุ้มห้ามลม มาร้องท้าถึงหน้าประตูอีก ข้าพเจ้าก็เอาพัดโบกอีกมันก็ไม่ หวั่นไหว ข้าพเจ้าเอาเกี่ยมฟันมันจึงได้เกิดรบกัน ข้าพเจ้าทานกำลังมันมิได้หนี เข้าถ้าไม่รู้ว่ามันทำอย่างไรจึงเข้ามาอยู่ในท้องข้าพเจ้าได้ ทำให้ข้าพเจ้าได้ความเจ็บ ปวดสาหัส ข้าพเจ้าเรียกมันอา ๆ สองคำขอร้องเอาพัดส่งให้มันไปมันจึงได้ไปเห้งเจียได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ทำเป็นโกรธเอามือทุบอกร้องว่ากรรมๆ น่าเสียดายพัด ทำไมเจ้าจึงเอาของวิเศษให้มันไปเล่า จะทำร้อนใจให้เราแล้ว นางล่อซั่วหัวเราะ แล้วพูดว่าไต้อ้องอย่าเพิ่งโกรธก่อน พัดที่ข้าพเจ้าให้ไปนั้น คือพัดปลอมเอาให้มัน ไป เห้งเจียถามว่าก็พัดจริงนั้นอยู่ที่ไหนเล่า นางล่อซั่วพูดว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้ดีแล้ว นางจึงเรียกสาวใช้ให้ยกกับข้าวและสุรามาตั้งบนโต๊ะ แล้วนางรินสุรายกสองมือส่งให้เห้งเจียพูดว่าไต้อ๋อง ได้ขันหมากใหญ่เลี้ยงโต๊ะรื่นเริง ได้ที่ใหม่ขออย่าลืมซึ่งได้ผูกพันกันแต่เก่าก่อนขอได้ดื่มสุราของข้าพเจ้าสักอึกหนึ่งเถิดเห้งเจียไม่อาจรับก็หัวเราะ ถือถ้วยอยู่กับมือแล้วพูดว่านางกินก่อนเพราะเรา ไปจัดแจงนอกบ้านได้ทิ้งห่างมานานแล้ว ได้พึ่งเจ้าอยู่คุ้มครองบ้านเรือนเคหาจึง ได้ปรกติ ขออาศัยเวลานี้คำนับคุณของเจ้าจงดื่มก่อน นางรับแล้วกลับยื่นคืนไป ว่า คำโบราณย่อมว่า เมียนั้นคือความเสมอเรียบ ผัวนั้นเป็นบิดาเลี้ยงร่างกาย ได้อ๋องจะมาขอบคุณข้าพเจ้าทำไมต่างก็ส่งไปมาปราศรัยกัน แล้วก็พากันเข้านั่ง โต๊ะเห้งเจียไม่กล้ากินเนื้อสัตว์ กินแต่ผลไม้นั่งสนทนากันไปมา นางล่อซั่วรู้สึก เมาก็เกิดความกำหนัด เข้านั่งชิดเห้งเจียแอบอิงกระทำการยียวนยั่วหยอกจับมือ ลูบคลำพูดจาเล้าโลมเคล้าคลึง เห้งเจียก็ผ่อนตามใจต่างก็อิงแอบแนบกายกันเห้งเจียเห็นท่านางเมาสุรามากแล้ว จึงแคะได้ไต่ถามว่า เจ้าเอาพัดนั้นเก็บไว้ ที่ไหนจงเก็บไว้ให้ดี วิตกด้วยเห้งเจียมันแปลงเปลี่ยนได้หลายประการจะมาหลอก ลวงเอาไปได้ นางล่อซั่วหัวเราะแล้วสำรอกพัดออกมาจากปากดูสักเท่าใบมะม่วง อ่อน หยิบส่งให้เห้งเจียว่านี้มิใช่หรือพัดของวิเศษ เห้งเจียรับมากับมือแต่ไม่เชื่อ นึกในใจว่าของเท่านี้จะพัดอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะดับไฟได้กลัวจะเป็นของปลอม นางล่อชั่วเห็นเห้งเจียพิเคราะห์ดูของนั้นเป็นข้านานนางก็อดไม่ได้ เอาแก้มมาพิง ที่หน้าเห้งเจียเรียกว่า พี่ๆ เอาของนั้นเก็บเสียมากินสุราเถิด จะนั่งคิดตรึกตรอง ไปทำไมให้เสียเวลาเล่าเห้งเจียพูดว่าของเล็ก ๆ เท่านี้ทำไมจึงดับไฟได้เป็นแปดร้อยโยชน์นางล่อชั่ว เมาสุรามากสติก็ฟั่นเฟือนจึงไขวิชาออกให้เห้งเจียฟังว่า ไต้อ๋องข้าพเจ้าห่างท่าน ได้สองปีเศษ เห็นไต้อ๋องไปอยู่กับนางเงกมิ่นกุงจู๊ทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ห่างกัน จึงได้ฟั่นเฟือนของวิเศษอยู่กับบ้าน จึงได้ลืมไปหมดดังนี้ คือของวิเศษนั้น ต้อง เอานิ้วหัวแม่มือ ข้างซ้ายจับก้านแล้ว ก็ร่ายอาคมว่า ไช้ฮือคากิ้มยีเป่าไปก็ยาว ออกกว่าสองศอก พัดก็เปลี่ยนแปลงไปได้ต่าง ๆ จะกลัวทำไมกับไฟแปดร้อยโยชน์ โบกทีเดียวก็จะดับไปทั้งหมดเห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็จำอาคมนั้นไว้จึงเอาพัดนั้นอมไว้ในปากแล้ว เอามือเกา ที่คางร่างกายกลับเป็นรูปเดิม ร้องรียกอีนางล่อชั่วมึงจำกูได้หรือไม่ มึงทำกลมา ยียวนชวนสังวาสโดยความกำหนัดในการเสน่หาไม่มียางอายเท่าเส้นผม ใครจะ ชมเชยมึงได้เล่า นางล่อซั่วแลเห็นเห้งเจียก็เสียใจสิ้นสติล้มลงกับพื้นมีความอาย อย่างที่สุด ร้องว่าฆ่าเราแล้ว ๆ เห้งเจียก็เดินออกจากถ้ำเหาะขึ้นบนเวหา ในเมื่อ เหาะมานั้น ก็คายของออกจากปากทำวิธีเอาหัวแม่มือซ้ายจับที่ก้านพัดร่ายอาคม ว่าไข้ฮือคากิ้มฮี เป่าไปพัดก็ยาวออกหกศอก เห้งเจียพิจารณาดูโดยละเอียดเห็น ว่าพัดเล่มปลอมกับพัดเล่มนี้ผิดกันมาก เล่มนี้ดูมีรัศมีเปล่งออกมาต่าง ๆ เห้งเจีย ได้แต่ทำให้ยาวใหญ่ อันจะทำให้เล็กนั้นหาได้ถามไม่แล้วก็แบกพัดใส่บ่าลดลงยัง พื้นดินเดินกลับมาทางเก่าฝ่ายู้ม่ออ๋องครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้ว ก็ลากลับออกมานอกประตูไม่เห็นสัตว์กิมเจง นาคใหญ่จึงให้ตรวจค้นว่าใครลักเอากิมเจงของไต้อ๋องไปพวกคนใช้คุกเข่าลง คำนับแล้วพูดว่า เมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะพวกข้าพเจ้าคอยรับใช้อยู่พร้อมกันไม่มีผู้ใดจะ ได้ออกมาข้างนอก เห็นแต่เปี้ยวตัวหนึ่งคลานเข้ามา หรือเปี้ยวตัวนั้นจะเป็นคน แปลงมาลักสัตว์กิมเจงไปดอกกระมังงู้ม่ออ๋องได้ฟังดังนั้นก็นึกขึ้นได้จึงพูดว่า ท่านทั้งหลายไม่ต้องร้อนใจข้าพเจ้า เข้าใจแล้ว เมื่อกลางวันมีอ้ายลิงหงอคงมันรักษาพระถังซัมจั้งไปไซที บัดนี้มาติด อยู่ที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัว มันมาขอยืมพัดของเราจะเอาดับไฟ เราไม่ให้มันจึงได้เกิด รบพุ่งกันยังหาแพ้ชนะกันไม่ เพื่อนก็ให้คนไปเชิญเรา ๆ จึงได้พูดผัดแก่มันว่า มา กินโต๊ะแล้วจะกลับไปรบแก่มันใหม่ อ้ายลิงตัวนี้มันมีสติปัญญาสามารถนักแปลง กายได้หลายประการ มันจึงตามมาลักกิมเจงไปฉะนี้ คงจะย้อนไปหาภรรยาเรา เพื่อจะหลอกลวงเอาพัดเป็นแน่พวกนาคได้ฟังดังนั้นพากันหวาดเสียวสะดุ้งกลัวตัว สั่นสะท้านไปทุกคนแล้ว ถามงู้ม่ออ๋องว่าที่ทำวุ่นวายบนสวรรค์คนนั้นหรือมิใช่ รู้ม่อ อ๋องว่าคนนั้นแหละ จึงพูดแก่พวกนาคว่า ข้าพเจ้าจะขอลาไปก่อนว่าแล้วก็ออกจาก ประตูแทรกน้ำขึ้นมา แล้วเหาะขึ้นบนเวหาตรงไปเขาจุ๊ยหุ้นชัวถ้ำปอเจียวต่อง ครั้น ถึงก็เข้าไปในถ้ำ ได้ยินนางล่อซั่วกำลังร้องไห้ตีอกซกศีรษะคร่ำครวญอยู่ งู้ม่ออ๋อง จึงร้องไห้เปิดประตูแลไปเห็นสัตว์กิมเจงผูกอยู่ข้างประตูง้ม่ออ๋องร้องถามด้วยเสียง อันดังว่า อ้ายซึ่งหงอคงมันไปทางไหนพวกสาวใช้เห็นงู้ม่ออ๋อง ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับว่าท่านไต้อ๋องมาแล้ว นาง ล่อชั่วเห็นงู้ม่ออ้องมา กกวิ่งเข้ามาเอาศีรษะกระแทกกับอกงู้ม่ออ๋องร้องไห้ว่า อ้าย แก่ทำไมมาทำแก่เราดังนี้ ทำไมไม่ระไวระวังกิมเจงไว้ ให้อ้างลิงมันลักมาขี่แปลง ปลอมเป็นท่านมาหลอกลวงเราฉะนี้ ู้ม่ออ้องได้ฟังภรรยาบอกดังนั้ นมีความแค้ หาที่สุดมิได้จึงถามว่ามันไปข้างทิศไหน นางล่อชัวว่าอ้ายลิงมันหลอกข้าพเจ้าได้แล้ว มันจะไปข้างทิศไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ งู้ม่ออ้องปลอบภรรยาว่าเจ้าอย่าเสียใจ พี่ จะไปตามจับมันคืนเอาของวิเศษของเรามา แล้วจะถลกหนังสับฟันมันเสียสักหมื่น ท่อนลากเอาตับปอดออกมาแก้แค้นให้จงได้ แล้วสั่งให้เอาเครื่องแต่งตัวมาให้ คนใช้ ว่าเครื่องอาวุธของท่านมิได้อยู่ที่นี่ รู้ม่ออ๊องว่าให้เกี่ยมของนางมาให้ยืมก่อน สาวใช้ ก็เข้าไปเอาเกี่ยมสองอันออกมาส่งให้งู้ม่ออ้อง ู้ม่ออ๋องแต่งตัวแล้ วมือถือเกี่ยม ออกจากประตูเหาะหมายเขาฮ้วยเกี้ยมซัว ก็พอมาทันแห้งเจียเข้างู้ม่ออ้องมีความวิตกในใจว่า อ้ายลิงมันได้วิธีทำพัดให้ใหญ่ได้ แม้เราจะเข้า ไปทวงถามมัน มันคงไม่ให้เราเป็นแน่ บางที่มันจะเอาพัดโบกเราจะปลิวไปถึง แปดหมื่นสี่พันโยชน์ ก็จะไม่สมคิดเราได้ยินว่าสานุศิษย์ที่สองของพระถังชัมจั้งชื่อ โป๊ยก่าย เราก็ได้พบเห็นรู้จักแล้ว จำเราจะแปลงเป็นโป๊ยก่ายหลอกมันเอาพัดจึง จะได้คิดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแปลงกายเหมือนโป๊ยก่าย รีบเดินลัดตัดหน้า เห้งเจียมาก่อนย้อนกลับมารับเห้งเจีย ทำเป็นร้องเรียกพี่เห้งเจียข้าพเจ้ามาแล้ว อาจารย์เห็นพี่มาช้าจึงให้ข้าพเจ้ามาตามโดยเกรงว่างู้ม่ออ้องจะขัดขวางไม่ให้พัก จึง ให้ข้าพเจ้ารีบมาช่วยเห้งเจียหัวเราะว่าไม่ต้องเปลืองใจเป็นทุกข์พี่ได้มาแล้ว รู้ม่ออ๋องถามว่าทำ อย่างไรจึงได้มา เห้งเจียว่างู้ม่ออ๋องรบแก่เราร้อยกว่าเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน มีผู้มา เชิญไปกินโต๊ะเธอผละจากเราไปกินเลี้ยงที่เขาล้วนเจียซัวบึงเพ็กบ่อท้ำ พี่สะกด รอยตามไปลักเอากิมเจงขี่กลับมาที่ถ้าบ่อเจียวต้องหลอกนางล่อซั่วจึงได้พัดมา งู้ม่ออ้องว่าพี่ต้องแบกพัดลำบากทำไม ส่งมาข้าจะแบกไปเอง เห้งเจียมิได้รู้ในกล อุบาย จึงส่งพัดให้แก่งู้ม่ออ้องไป งู้ม่ออ๋องรู้วิธีทำให้พัดเล็กลงได้ ก็ร่ายอาคมให้ พัดเล็กลงเท่าใบมะม่วงอ่อน งู้ม่ออ๋องก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม แล้วชี้หน้าว่า อ้ายลิงมึงจำกูได้หรือไม่ เห้งเจียรู้ว่างู้ม่ออ้องก็มีความเสียใจ คิดว่าเราไม่ดีเอง คิด แค้นใจตัว แล้วร้องตวาดคำหนึ่งทะลึ่งโลดดุจฟ้าลั่น ถือกระบองเข้าตีงู้ม่ออ๋อง รู้ม่ออ๋องก็จับพัดเข้าโบกไปทีหนึ่ง เห้งเจียก็ไม่หวั่นไหวงู้ม่ออ๋องเห็นดังนั้นเอาพัด ใส่ปากสองมือถือเกี่ยมแกว่งกวัดเข้ารบกับเห้งเจียกลางอากาศต่างบุกบั่นคลุกคลี กันพักหนึ่ง มิได้ลดละแก่กันฝ่ายพระถังซัมจั่ง นั่งอยู่กลางทางคอยท่าเห้งเจีย ความร้อนก็มาขึ้นอกใจก็ แห้งเหี่ยวอยากน้ำเป็นกำลัง จึงถามเจ้าเขาว่าฝีมือกำลังงู้ม่ออ้องเป็นประการใด เจ้าเขาตอบว่า งู้ม่ออ๋องนั้นมีฤทธาอานุภาพมากนัก กับเห้งเจียก็พอสู้กันได้ พระถังซัมจั้งว่าหนทางนั้น เห้งเจียเคยไปมาในสองพันเส้นบัดเดี่ยวก็กลับมา นี่ เป็นอย่างไรไปวันหนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นกลับ เห็นจะไปต่อสู้อยู่แก่งู้ม่ออ่องเป็นแน่ จึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ็งมาถามว่า ใครจะไปรับพี่เจ้าสักคนหนึ่งถ้าไปพบกำลัง รบกันจะได้เข้าช่วยกัน ถ้าได้พัดแล้วก็ให้กลับจะได้รีบข้ามเขาไป โป๊ยก่ายว่า ข้าพเจ้าจะไปรับเอง แต่ทางจะไปเขาเจ๊กลุ่ยซัวไม่เคยไป เจ้าเขาบอกว่าข้าพเจ้า รู้จักทาง ให้ชัวเจ๋งอยู่เป็นเพื่อนพระอาจารย์ เรากับท่านไปด้วยกัน พระถังซัมจั้งมี ความยินดี โป๊ยก่ายก็จัดแจงแต่งกายแข็งแรงแล้ว เอาคราดขึ้นบ่าพร้อมด้วยเจ้า เขาเหาะหมายตรงไปยังทิศอาคเนย์เมื่อกำลังเหาะมานั้น ได้ยินเสียงกึกก้องโกลาหลสะท้านหวั่นไหวโป๊ยก่ายก็หยุด รอดู เจ้าเขาพูดว่าท่านโป๊ยก่ายยังรออะไรอยู่อีกเล่าจึงไม่รีบเข้าช่วยเห้งเจียรบกับ งู้ม่ออ๋อง โป๊ยก่ายได้ฟังเจ้าเขาเตือนดังนั้น ก็ซักคราดออกตรงเข้าไปร้องเรียกว่า พี่เห้งเจียข้าพเจ้ามาแล้ว เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายมาจึงด่าว่าอ้ายกินรำมึงทำให้เรา เสียการ โป๊ยก่ายถามว่าข้าพเจ้าทำอะไรให้ท่านเสียการ เห้งเจียบอกว่าอ้ายงู้ม่อ อ๋องมันทำอุบาย เราไปหานางล่อซั่วหลอกลวงเอาพัดมาได้แล้ว มันตามมาทันแปลง ตัวเหมือนเจ้าหลอกเอาพัดคืนไปได้ เราจึงได้รบกับมันอยู่ที่นี่ โป๊ยก่ายได้ฟังดัง นั้นก็โกรธ จับคราดเหล็กตรงเข้ามาด่าว่าอ้ายควายกูจะลอกหนังมึงออก มึงทำไม จึงบังอาจสามารถแปลงเหมือนกูหลอกพี่กูดังนี้ให้พี่น้องขัดใจกัน โป๊ยก่ายว่ากระนั้น แล้วก็ถือคราดตรงเข้าสับู้ม่ออ๋องฝ่ายงู้ม่ออ๋องรบแก่เห้งเจียมาวันหนึ่งแล้ว กำลังก็อ่อนลงมากเห็นโป๊ยก่ายเหวี่ยง คราดมาโดยแรง ก็ยกเกี่ยมขึ้นรับทานกำลังโป๊ยก่ายไม่อยู่ก็ถอยหนี เจ้าเขาก็เรียก พวกทหารมาล้อมหน้าหลังสกัดกั้นงู้ม่ออ้องไว้ ร้องว่างู้ม่ออ๋องจงหยุดก่อน ด้วย พระถังซัมจั้งจะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกเทพาอารักษ์เจ้านายที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง อินทร์พรหมทุกช่องชั้นฟ้าก็ช่วยพิทักษ์รักษา ท่านจงรีบเอาพัดบ่อเจียวนั้นดับไฟ ข้ามส่งเธอไปเถิด ถ้ามิฉะนันทราบถึงเง็กเซียงฮ่องเต้โทษท่านก็จะถึงทีตาย งู้ม่ออ๋อง ได้ฟังเทพารักษ์พูดดังนันจึงตอบว่า ท่านไม่รู้ว่าผิดชอบประการใด ข้อหนึ่งมันชิง ลูกเราไป ข้อสองมันประมาทเมียน้อยเรา ข้อสามมันหลอกลวงเมียหลวงเรา มี ความผิดดังนี้ เราจึงต้องติดตามมาเอาพัดคืน พูดยังไม่ทันขาดคำลงโป๊ยก่ายก็มา ร้องด่าว่า อ้ายควายมึงรีบส่งพัดนั้นมาโดยเร็วเราจะยกชีวิตไว้ให้ งู้ม่ออ๋องก็หันกลับ มารับสู้รบอีก โป๊ยก่ายเห้งเจียก็เข้ารุมรบระดมตี คนทั้งสามสู้รบกันเป็นตะลุมบอน ต่างฟาดฟันกันโดยกำลัง งู้ม่ออ๋องสู้พลางถอยพลางรบกันอยู่คืนหนึ่งจนรุ่งสว่าง แลไปข้างหน้านั้นคือ เจ้าเขาเจ๊กลุ่ยซัวถ้ำม่อหุ้นต๋องคนทั้งสามยิ้งออกกำลังเข้มแข็ง 'ฟัดเหวี่ยงกันไปมา เจ้าเขาก็ให้พวกผีเข้าระดมช่วยรบเสียงสะท้านหวั่นไหว นาง เง็กมิ่นก๋งจู๊ได้ยินดังนั้นก็ตกใจจึงร้องเรียกพวกบริวารใหญ่น้อยให้ถืออาวุธพร้อมกัน ออกไปช่วยงู้ม่ออ๋อง งู้ม่ออ๋องมีความยินดีด้วยเห็นพวกบริวารมาพร้อมกันช่วยรบ โป๊ยก่ายรับไม่หยุดก็ซักคราดถอยหนีเห้งเจียก็ล่าเหาะขึ้นบนเวหา พวกผีทหารเจ้าฝ่ายเห้งเจียก็ร่ายคาถาแปลงเป็นนกเหยี่ยวใหญ่ โผร่อนมาในอากาศโฉบตัว นกเป็ดน้ำจิกเอาลูกตา งู้ม่ออ้องก็ห่อปีกแปลงเป็นนกตะกรุมกลับมาจะจิกนกเหยี่ยว เห้งเจียก็แปลงเป็นนกหงส์ดำไล่จิกนกตะกรุม งู้ม่ออ๋องก็แปลงเป็นนกยางแล้วก็ บินไปทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียขยับปีกสลัดขนแปลงเป็นนกพระยาหงส์ งู้ม่ออ๋อง เห็นดังนั้นก็หลบลงข้างภูเขาแปลงเป็นสัตว์สี่เท้าคืออีเก้ง ทำกิริยาเดินกินหญ้าอยู่ ที่ชายเขา เห้งเจียเห็นก็โผตามลงมาแปลงเป็นเสือกระดิกหางจะใคร่กระโดดเข้าจับ อีเก้งกิน งู้ม่ออ๋องตกใจก็แปลงเป็นเสือโคร่งกระโดดมาจะกัดเสือผอม เห้งเจีย เห็นดังนั้นก็แปลงเป็นสางโถมมาตะครุบเสือโคร่ง งู้ม่ออ๋องก็กลายเป็นหมีคนแยก เขี้ยวจะเข้าทำร้ายสาง เห้งเจียก็กลายเป็นช้างจะเข้าจับหมีคน รู้ม่ออ๋องเห็นดังนี้ ก็หัวเราะแล้วก็แปลงกายไปตามเดิม เป็นกระบือใหญ่ศีรษะเท่าภูเขาตาดุจแสงฟ้า แลบสองเขาดุจพระเจดีย์ ฟันดุจคมมีดตัวยาวกว่าพันวา สูงได้แปดร้อยวา ร้อง บอกแก่เห้งเจียว่าอ้ายสัตว์ลิงมึงจะทำอะไรกู เห้งเจียก็กลับกลายเป็นรูปเดิมชัก กระบองออกกระทุ้งกับพื้นทีหนึ่ง ร้องว่าให้สูงตัวก็สูงขึ้นหมื่นวาศีรษะใหญ่เท่าภูเขา ท้ายซัว สองนัยน์ตาดุจดวงพระอาทิตย์ ปากดุจบ่อโลหิตฟันดุจบานประตู มือถือ กระบองเหล็กหมายตีตรงศีรษะู้ม่ออ๋อง งู้ม่ออ๋องก็เอาเขาขวิดรบกันสะท้านหวัน ไหวก้องโกลาหล ทั้งสองแผลงอิทธิฤทธิ์อานุภาพต่อสู้กันอยู่กลางภูเขาใหญ่ หมู่ เทวาอารักษ์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในอากาศ และเจ้ากิมเอียดที้หลักเตงหลักกะและหมู่ เจ้าที่รักษาธรรมทั้งหลายก็มาระดมช่วยล้อมรู้ม่ออ๋องไว้ งู้ม่ออ๋องก็ทำเฉยไม่ หวาดหวั่นครั่นคร้าม เห้งเจียมารับหน้ากับหมู่เจ้าทั้งหลายก็พร้อมกันระดมตีงู้ม่ออ้อง รู้ม่ออ๋องจวนตัวก็หมุนคว้างอยู่กับดิน แล้วกลับเป็นรูปเดิมหนีเข้าถ้ำปอเจียวต้อง เห้งเจียก็พาหมู่เจ้าเทพารักษ์ไล่ตามมา ฝ่ายงู้ม่ออ๋องหนีเข้าถ้ได้ก็ปิดประตูแน่น ไม่ออกมาสู้รบต่อไปฝ่ายหมู่เทพารักษ์ ก็พากันเข้าล้อมเข้าจุ๊ยหุ้นชัวไว้แน่นหนาไม่มีทางจะออกได้ ครั้นจะตีประตูเข้าไปก็พอได้ยินเสียงโป๊ยก่ายกับเจ้าเขากระหือกระหอบวิ่งตามกัน มาทั้งหมู่ทหารผีก็ตรูกันมาด้วย เห้งเจียถามว่าที่ถ้ำม่อหุ้นต๋องนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่า เมียของอ้ายงู้ม่ออ๋องข้าพเจ้าสับด้วยคราดตายแล้ว แก้ เสื้อออกดูก็เห็นเป็นปีศาจเสือปลา ปีศาจน้อยๆ เหล่านั้นข้าพเจ้าฆ่าตายหมดแล้ว ถ้ำนั้นข้าพเจ้าเอาไฟเผาไหม้หมดแล้ว เจ้าเขาว่ามันมีที่อาศัยอยู่อีกแห่งหนึ่ง ที่นี่ เขาใหญ่ชื่อถ้ำปอเจียวต้องมิใช่หรือเห้งเจียบอกว่าใช่ในนี้คือนางล่อซั่วอยู่ โป๊ย ก่ายได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าทำไมไม่เร่งตีเข้าไปตามเอาพัดเล่าไว้ช้าการจะมีปัญหาต่อไป โป๊ยก่ายออกท่าโดยเข้มแข็ง เอาคราดสับกระชากประตูหักพังลงทั้งสิ้น พวกผู้ หญิงก็เฝ้าประตูเห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันวิ่งเข้าไปบอกงู้ม่ออ๋องว่าบัดนี้ใครไม่รู้จัก มันมาพังประตูลงหมดแล้วงู้ม่ออ่องเวลานั้นกำลังเล่าความที่เอาพัดคืนมาได้ และได้รับรองต่อสู้กันให้ นางล่อซั่วฟัง ก็พอได้ยินคนเข้ามาบอกก็มีความโกรธเป็นอันมาก งู้ม่ออ๋องคาย พัดวิเศษออกจากปากส่งให้นางล่อซั่ว นางล่อซั่วรับเอาพัดมาแล้วก็ร้องไห้ จึงพูด ว่าจงเอาพัดนี้ให้ซึ่งเห้งเจียไปเถิดมันจะได้ยกทัพกลับไป งู้ม่ออ๋องพูดว่าเป็นของ เล็กน้อยก็จริง แต่ความแค้นเคืองนั้นลึกซึ้งนัก เจ้าจงนั่งก่อนพี่จะใคร่ออกต่อสู้แก่ มันอีกสักพักหนึ่ง พูดดังนั้นแล้วก็เอาเกราะสวมใส่ตัวแล้วก็ถืออาวุธเกี่ยมกระโดด ออกไปจากประตู ก็ปะโป๊ยก่ายกำลังสับพังประตู งู้ม่ออ้องเอาเกี่ยมแทงโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายเอาคราดรับขยับถอยออกมานอกประตู เห้งเจียก็มาทันเข้าเอากระบองตี รู้ม่ออ้องถูกเจ็บปวดก็บันดาลเป็นสายลมพายุ หนีออกจากถ้ำปอเจียวต้องขึ้นอยู่ บนยอดเขาจุ๊ยหุ้นซัว หมู่เจ้าและเทพารักษ์ก็เข้าช่วยกันล้อมู้ม่ออ๋องไว้ พวกผีก็ ระดมตีเข้าไบ่พร้อมกันทั้งซ้ายและขวา งู้ม่ออ๋องก็แข็งใจรบมิได้คิดแก่ชีวิต ต่อสู้ กันไปมาประมาณห้าสิบเพลง ทานไม่ไหวก็ล่าหนีไปข้างทิศอุดรก็มาปะท่านกิม กางหงส์ ท้ายซัวซึ่งมีฤทธาอานุภาพกว้างใหญ่มาสกัดหน้าร้องตวาดว่างู้ม่ออ๋อง จะหนีไปข้างไหนเรารับคำสั่งพระยูไลเจ้ามาล้อมจับตัวเจ้า กำลังพูดอยู่เห้งเจีย โป๊ยก่ายและหมู่เทพยดาก็ไล่ตามมา งู้ม่ออ๋องตกใจกลัวก็กลับหันหนีไปทางทิศ อาคเนย์ ก็มาประเจ้ากิมกังโบ้เหลียงเส้งจี่สะกัดหน้าไว้ ตวาดว่าเรารับคำสั่งพระ ยูไลมาคอยจับตัวเจ้า งู้ม่ออ๋องก็หันกลับหนีไปทางทิศตะวันออก ก็ป่ะเจ้ากิมกัง กุนโล้ชัวบุ้นตั๋วลัดสกัดหน้าคอยจับ รู้ม่ออ้องก็หวาดหวั่นกลับหนีไปทางทิศตะวันตก ก็ปะเจ้ากิมกังปุ๊ดไหวยังจู๊สกัดหน้าร้องตวาดว่างู้ม่ออ๋องจะหนีไปข้างไหน เรา รับคำสั่งพระยุไลมาคอยจับเจ้าอยู่ที่นี่งู้ม่ออ๋องเห็นทั้งสี่ทิศมีทหารพระยูไลมาคอยสกัดจับอยู่จะเข้าที่อับจนชีวิต จะไม่รอดแล้ว ก็พอเห็นเห้งเจียพาพวกไล่ติดตามมางู้ม่ออ๋องทำเมฆลอยขึ้นจะหนี ไปบนอากาศ บนอากาศมีถักทะลีทีอ้องโลเฉียกับทหารเทพบุตรทั้งหลายสกัดไว้ ร้องเรียกว่ามาเร็ว ๆ พวกเราได้รับคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้มากำจัดเจ้างู้ม่ออ่องเห็นดังนั้นก็สั่นหัวแปลงเป็นกระบือขาวใหญ่ตรงเข้าไปจะขวิดถักทะลิ ที่อ๋อง ถักทะลีที่อ๋องก็เอาดาบจะฟันข้างหลังเห้งเจียก็มาทันโลเฉียร้องเรียกด้วยเสียง อันดังว่า ท่านเห้งเจียเครื่องมือมีอยู่กับตัวทำไมจึงจับไม่ได้ เมื่อวานนี้พระยูไลมี ฎีกามาให้เง็กเซียงอ่องเต้ว่าพระถังซัมจังติดขัดที่เขาฮ้วยเอี้ยมซัว เห้งเจียคน เดียว กำจัดงู้ม่ออ๋องไม่ได้ จึงให้ข้าพเจ้าพ่อลูกมาช่วยเห้งเจีย เห้งเจียว่างู้ม่ออ๋องมันมี ฤทธิ์มากนักจะทำอย่างไรดีจึงจะปราบได้โลเฉียหัวเราะแล้วพูดว่าเห้งเจียอย่ามีความสงสัยเราจะจับปีศาจง้ม่ออ๋องให้ดู พูดดังนั้นแล้วโลเฉียก็แปลงกายเป็นสามเศียรหกกรกระโดดขึ้นบนหลังงู้ม่ออ๋อง เอา เกี่ยมวิเศษออกมาฟันคองู้ม่ออ๋องลงไปทีหนึ่งคอก็ขาดกระเด็นไป ศีรษะู้ม่ออ่อง ก็ออกมาอีกศีรษะหนึ่งปากก็พ่นควันดำออกมา นัยน์ตาก็แดงดุจแสงพระอาทิตย์ โลเฉียเห็นดังนั้นก็เอาเกี่ยมฟันลงไปอีกทีหนึ่ง คอก็ขาดศีรษะตกลง ศีรษะก็ออก มาทันทีอีกศีรษะหนึ่งอีก โลเฉียฟันซ้ำสิบทีศีรษะก็ออกมาทันทีทั้งสิบทีเหมือนกัน จึงเอาจักรไฟวิเศษแขวนที่เขางู้ม่ออ๋อง ไฟก็ลุกติดเขางู้ม่ออ๋องดิ้นรนกลิ้งเกลือกร้อง ด้วยเสียงอันดัง จะใคร่แปลงตัวหนี ถักทะลีที่อ๋องก็เอากระจกวิเศษสองจับไว้จะ แปลงก็มิได้ งู้ม่ออ้องก็สิ้นฤทธิ์จึงร้องขอว่าอย่าล้างชีวิตข้าพเจ้าเสียเลย ข้าพเจ้า ขอยอมตัวปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โลเฉียว่าแม้รักชีวิตก็รีบเอาพัดมา โดยเร็วงู้ม่ออ๋องว่าพัดนั้นอยู่ที่เขา ภรรยาข้าพเจ้ารักษาไว้ โลเฉียเห็นพูดดังนั้นก็เอา เชือกวิเศษออกร้อยจมูกแล้วก็จูงมา เห้งเจียเจ้ากิมกังทั้งสี่ และหมู่เทพยดาเทพา รักษ์ทั้งหลายเจ้าเขาและโป๊ยก่ายทหารผีก็พร้อมกันไปที่ถ้ำปอเจียวต๋อง ู้ม่ออ๋องร้อ บอกภรรยาให้เอาพัดมาถ่ายชีวิต นางล่อซั่วได้ยินสามีร้องเรียกดังนั้น ก็ถอดเครื่อง แต่งตัวทองแหวนทิ้งเสียทั้งสิ้น ผลัดเครื่องนุ่งห่มเป็นชี มือถือพัดออกมาจาก ประตูคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดว่า ขอท่านได้กรุณายกชีวิตผัวเมียไว้ด้วยเถิด ข้าพเจ้า เอาพัดมาถวายให้อาซึงเห้งเจีย ขอให้อาสำเร็จกิจนั้นเถิด เห้งเจียก็เข้าไปรับพัด วิเศษจากนางล่อซั่วมาแล้วก็พร้อมกันกับหมู่เทพยดาอารักษ์ เหาะกลับมายังสำนัก ที่พระถังซัมจั้งคอยอยู่ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับซัวเจ๋งนั่งชะแง้คอยดูอยู่ช้านานยังไม่เห็นกลับมา ก็มีความ ทุกข์ร้อนไม่สบายใจ แลไปก็เห็นเมฆเป็นรัศมีลอยมาเต็มทั้งฟ้าจวนจะถึง พระถัง ซัมจั่งว่าตาย ๆ อีก นั่นกองทัพที่ไหนยกมา ซัวเจ็งแลไปก็จำได้จึงพูดแก่พระอาจารย์ ว่า นั่นคือท้าวกิมกังทั้งสี่กับเจ้าเอี๊ยดที้หลักเตงหลักกะ เจ้ารักษาธรรมทั้งหลาย และเทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย กับที่จูงงู้ม่ออ๋องมานั้นคือโลเฉีย ท้ายจื้อที่ถือกระจกนั้น คือถักทะลีทีอ๋อง พี่เห้งเจียแบกพัดวิเศษมากับเจ้าเขานั่นโป๊ยก่าย พระถังซัมจั้ง ได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงครองจีวรออกมาคอยรับกับซัวเจ๋ง ครั้นท่านเหล่านั้นมาถึง พร้อมกัน พระถังซัมจั้งก็ย่อตัวลงขอบคุณพูดว่า อาตมภาพบุญน้อยไม่ควรให้ท่าน ทั้งหลายได้ความลำบากลงมาถึงนี่เจ้ากิมกังทั้งสี่บอกแก่พระถังซัมจั่งว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่าน ขอให้สำเร็จ ซึ่งมรรคและผลเถิด พระยูไลเจ้ามีรับสั่งให้พวกข้าพเจ้ามาช่วยท่าน ๆ จงอย่าได้ เกียจคร้าน พระถังซัมจั่งย่อตัวคำนับรับคำ เห้งเจียก็เอาพัดวิเศษเดินเข้าไปใกล้ เขายกพัดขึ้นโบกโดยเต็มกำลังทีหนึ่ง ไฟนั้นก็ค่อย ๆ ราบสงบลงไป เห้งเจียดีใจ ก็โบกซ้ำอีกสองที ก็ได้ยินเสียงลมพัดอู้ฝนก็ตกลงมาเต็มท้องฟ้า เวลานั้นพระถัง ซัมจังก็หาความเร่าร้อนจิตใจก็ผ่องใสสบายเป็นความสุขเย็น อาจารย์กับศิษย์ก็ พากันคำนับขอบคุณ เจ้ากิมกังกับเทพยดาทั้งหลายก็พากันกลับไปยังสถานทิพย์ พิมานแห่งตน ๆ หมู่ลักเตงลักกะก็คอยตามรักษาพยาบาลพระถังซัมจั้ง ถักทะลี ทีอ๋อง โลเฉียก็จูงงู้ม่ออ๋องไปกราบทูลเจ้าเขาก็นำนางล่อซั่วมาอยู่ข้างนั้นเห้งเจียพูดว่านางล่อชั่วทำไมยังไม่ไปจะมาอยู่ที่นี่ทำไม นางล่อซั่วคุกเข่าลง พูดว่า เดิมท่านได้พูดว่า ยืมพัดไปดับไฟแล้วก็จะคืนให้ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า ไม่ทันคิดไม่ให้พัดแก่ท่าน จึงได้เกิดจลาจลให้ท่านได้ความลำบาก ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ บวชมาก็พูดภาษามนุษย์ได้แล้ว แต่ยังมิได้สำเร็จมรรคผล ขอท่านไต้เซียได้คืนพัด ให้ข้าพเจ้าบวชเรียนต่อไปเจ้าเขาจึงพูดแก่เห้งเจียว่า อันหญิงนี้เข้าใจในการใช้พัดไฟ ขอท่านคืนพัดให้เสียเถิดจะได้เอาไว้ดับไฟช่วยสัตว์ทั้งหลายในตำบลนี้ เป็นสุขต่อ ไป เห้งเจียพูดว่าเราได้ถามชาวบ้านเหล่านี้บอกว่าโบกสามทีไฟก็ดับ ทำนาได้เข้า ปีหนึ่งก็ทำอย่างไรจึงดับไฟไม่สิ้นได้นางล่อซั่วพูดว่าแม้ว่าอยากดับให้สิ้นรากเง่า ไฟนั้นต้องพัดโบกซ้ำ ๆ สี่สิบเก้า ทีก็จะดับไฟได้ไม่มีไฟต่อไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เอาพัดโบกไปสี่สิบเก้าทีฝนก็ตกลง มาห่าใหญ่ อาจารย์กับศิษย์ก็หลบไปในที่ไม่มีฝน เหตุว่าที่ใดไม่มีไฟฝนก็ไม่ตก ไปที่นั้น อาจารย์กับศิษย์ก็พักอยู่คืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งเห้งเจียเอาพัดคืนให้นางล่อชั่ว นางล่อซั่วก็เสกให้พัดเล็กลงเอาใส่ปากอมแล้ว ก็คำนับลาไปหาที่สำนักบวชเรียน ตามเพศนักบวช ฝ่ายพระถังซัมจั้งก็ตั้งหน้าหมายตรงไปทิศปราจีนเดินข้ามเขา ฮ้วยเอี้ยมซัวมาได้แล้วก็เป็นที่เย็นใจ เดินมาได้วันหนึ่งประมาณทางได้แปดร้อยโยชน์ อาจารย์กับศิษย์ก็มีความผาสุกเวลาจวนจะสิ้นฤดูฝนเข้าฤดูหนาว ครั้นมาอีกหน่อย หนึ่งแลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงขวางอยู่ข้างหน้า พระถังซัมจั้งก็ซักม้าหยุดเรียก เห้งเจียถามว่าข้างหน้านั้นจะเป็นห้องหอตึกรามหรืออย่างไร ดูรายเรียงเป็นลำดับ กันอยู่ดังนั้น จะเป็นสถานที่อันใด เห้งเจียพิจารณาดูแล้วก็บอกแก่อาอาจารย์ว่า เป็นบ้านเมืองที่มีกษัตริย์ปกครองพระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็ให้ม้าเดินบัดเดี๋ยวก็มาถึงประตูเมือง แลไปดูเห็น ถนนหนทางเรียบร้อยมีผู้คนค้าขายเสื้อผ้าแพรพรรณต่าง ๆ เมื่อกำลังเดินมาก็เห็น พระสงฆ์สักยี่สิบรูป ที่ต้องจำขื่อคาโซ่ตรวนทุก ๆ องค์เที่ยวบิณฑบาตดูน่าอุจาด สักเวชแก่ตา พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ถอนใจใหญ่จึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า จงไป ถามดูว่ามีโทษอะไรจึงต้องพันธนาจำจองเช่นนั้น เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้ร้องถาม ว่าพระสงฆ์เหล่านี้มีทำอย่างไร จึงได้จำโซ่ตรวนขื่อคาดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่า ลงพูดว่าอาตมภาพทั้งหลายนี้ต้องโทษโดยไม่มีเหตุ อาตมภาพทั้งหลายอยู่วัดกิม กวางยี่ เลี้ยวมุมกำแพงนั้นก็ถึงเห้งเจียก็พาพระสงฆ์พวกนั้นมาหาพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งจึงถามว่า ท่านทั้งหลายทำไมจึงต้องจำดังนี้ ขอท่านได้เล่าให้อาตมา ฟังบ้าง พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมาแต่ไหนซึ่งข้าพเจ้า ต้องจำด้วยเหตุประการใด ข้าพเจ้าไม่อาจเล่าให้ท่านฟังได้ในเวลานี้ขอให้ท่านไป ที่วัดข้าพเจ้าเถิดจะได้เล่าให้ท่านทราบเรื่องความทรมานทุกข์ของพวกข้าพเจ้า พระถังซัมจั้งก็เดินตามพระสงฆ์เหล่านั้นไปถึงประตูวัด และขึ้นไปดูบนประตูเห็น มีหนังสือตัวทองเจ็ดตัวคือเซ็กเกี๊ยนฮู่ก๊กกิมกวางยี่ แปลว่าพระราชทานทรงสร้าง ชื่อวัดทองสว่าง อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเข้าไปพิจารณาดู เห็นต้นพฤกษาดอก ใบร่วงโรยไม่มีใครเก็บ กุฎี้วิหารก็ร่วงโรยรกเรี้ยวรุงรังไม่มีพระสงฆ์อยู่ พระถังซัม จั้งเห็นดังนั้นก็เสียใจ จนน้ำตาไหลโดยมีความสังเวชสลดใจ พวกพระสงฆ์ที่ต้อง จำเหล่านั้นก็มาเปิดประตูโบสถ์ เชิญพระถังซัมจั้งเข้าไป พระถังชัมจั้งเข้าไป นมัสการพระพุทธรูปแล้ว ก็ออกจากโบสถ์เดินเขาไปในกุฎี แลเห็นที่เสาใส่กุญแจ เณรอยู่หกเจ็ดรูป พระถังซัมจั้งไม่อยากจะเห็นเดินเลยเข้าไปในกุฎีใหญ่หมู่สงฆ์ ในวัดก็พากันออกมาเคารพ แล้วถามว่าท่านทั้งหลายรูปร่างต่าง ๆ กัน ท่านมา จากเมืองไต้ถังหรือมิใช่เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพวกสงฆ์นี้ยามดียังไม่เห็นก็รู้ก่อน ทำไมท่านจึงรู้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายตอบว่าข้าพเจ้าทั้งหลายไม่มีฤกษ์ยามอะไรดอก เพราะพวก ข้าพเจ้าต้องโทษเปล่า ๆ ดังนี้ ไม่ทราบว่าจะทำประการใดทุกวันก็พากันร้องฟ้า ร้องดินไปดังนั้น หรือจะร้อนถึงเทวดา จึงบันดาลให้พวกข้าพเจ้าฝันไปทุกคนว่า พระถังซัมจั้งอยู่เมืองไต้ถังมาถึงจึงจะช่วยชีวิตพวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้บังเอิญวันนี้ ท่านมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นึกเดาเอาว่าเห็นจะเป็นท่านนี่เอง พระถังซัมจั้ง ถามว่านี่เมืองอะไร ท่านทั้งหลายต้องรับโทษจองจำอย่างนี้ด้วยเหตุอะไรพระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าเมืองนี้นามเมืองเรียกว่าเจ่จ๊ายก๊กเป็นเมืองใหญ่ มี เมืองขึ้นทั้งสี่ทิศ ๆ อาคเนย์ชื่อเมืองง่วยท่อก๊ก ทิศอุดรชื่อเมืองโกเชียงก๊ก ทิศ บูรพาชื่อเมืองไซรเหลียงก๊ก ทิศปราจีนชื่อเมืองปุ๊นป๊วกก๊กเมืองทั้งสี่ทุก ๆ ปีเอา เครื่องบรรณาการเข้ามาถวายมิได้ขาด บ้านเมืองปราศจากการศึกสงครามย่อมอย เย็นเป็นสุข ไม่ต้องไปรบพุ่งชิงชัย เมืองเหล่านั้นก็มาอ่อนน้อมเอง ยกย่องให้เมืองนี้ เป็นเอกราช พระถังซัมจังถามว่าเป็นดังท่านเล่าดังนั้น เห็นขุนนางฝ่ายทหารและ พลเรือนจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในยุติธรรม เจ้าแผ่นดินก็จะถือศีลตั้งอยู่ในยุติธรรมหรือ บ้านเมืองจึงได้อยู่เย็นเป็นสุขพระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่า เจ้าแผ่นดินก็ไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม ขุนนางก็ไม่มี คนซื่อสัตย์สุจริตมีแต่ทุจริต อยุติธรรมทั้งนั้นที่วัดกิมกวางยี่นี้ตั้งแต่เดิมมาพระ เจดีย์วิเศษมีเมฆอยู่บนยอด ดุจดังว่ามงคลปกล้อมอยู่เสมอ เวลากลางคืนแสงพุ่ง ออกไปไกล เวลากลางวันมีรัศมีสีต่าง ๆ ประชาชนทุก ๆ คนก็มีความเลื่อมใสศรัทธา เพราะฉะนั้นจึงมีคำเรียกว่าเมืองสวรรค์ บังเอิญเมื่อสามปีก่อนเดือนเก้าขึ้นหนึ่ง ค่ำเวลาเที่ยงคืนก็มีฝนตกลงมาเป็นน้ำโลหิต พระเจดีย์นั้นก็เปื้อนเปรอะไปทั้งองค์ ตั้งแต่นั้นก็มืดมัวไม่มีรัศมีในสองปีก็ไม่มีหัวเมืองเอาบรรณาการมาถวายเจ้าเมือง คิดจะยกทัพไปตี ขุนนางทั้งหลายมีความสงสัยจึงทูลถามว่า พระเจดีย์วิเศษที่ใน วัดกิมกวางยี่นั้น พระสงฆ์ที่จะลักเอาของนั้นไป เพราะฉะนั้นบรรดาหัวเมืองที่เคย จึงมิได้นำเครื่องบรรณาการมาถวายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังข้าราชการกราบทูลดังนั้นมิได้ทรงตรึกตรอง จึงสั่ง ให้ขุนนางจับเอาพระสงฆ์ไปเมี่ยนตีทรมานทำโทษต่าง ๆ ที่จับพวกข้าพเจ้าไป ทำโทษนั้นมีสองสามจำพวก จำพวกที่จับไปก่อนนั้นก็คงจะไม่พ้นความตาย ยัง จับพวกข้าพเจ้าไปทำโทษให้จำโซ่ตรวนดังนี้อีก ขอท่านอาจารย์ได้ทราบ พวก ข้าพเจ้าที่ไหน จะสามารถลักเอาของวิเศษในพระเจดีย์ไปได้ ขอท่านอาจารย์ได้ แผ่เมตตาจิตช่วย ข้าพเจ้าให้รอดชีวิตด้วยเถิดพระถังซัมจังได้ฟังพูดดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วพูดว่าการนี้ก็ยากที่จะแจ่มแจ้งได้ จึงถามเห้งเจียว่าเวลานีเท่าไรกีโมงแล้ว เห้งเจียบอกว่าประมาณสักสีโมงแล้ว พระถังซัมจั้งว่าอยากจะเข้าไปเฝ้าและจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางด้วย แต่ขัด ที่ยังไม่รู้แน่ในเรื่องพระสงฆ์จะเท็จจริงประการใด เมื่อเวลาออกจากเมืองมาก็ได้ ตั้งใจว่าถ้าปะศาลเจ้าก็จะจุดธูปบูชา ถ้าพบวัดก็จะนมัสการพระ ถ้าพบพระเจดีย์ ก็จะกวาดลานพระเจดีย์ วันนี้มาถึงพบสงฆ์ต้องโทษนั้นก็เพราะเหตุเกิดที่พระเจดีย์ เห้งเจียจงไปจัดทำไม้กวาดให้สักอันหนึ่ง คอยอาตมาสรงน้ำแล้วจะขึ้นไปกวาด จะได้พิจารณาดูว่ามีเหตุประการใด แล้วจึงค่อยเข้าไปเฝ้าทูลขอโทษ พระสงฆ์ที่ ต้องโทษนั้น พระสงฆ์ที่ต้องทรมานทุกข์ได้ยินดังนั้นก็รีบไปในครัวเอามีดมาส่งให้ โป๊ยก่ายว่า ท่านช่วยงัดเอาตรวนที่เณรออก จะได้ใช้ไปทำครัวเครื่องแจมาถวายโป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่าเอามีดพร้ามาทำไม เรามีคนหนึ่งเข้าใจงัดตรวนที่หนึ่ง เห้งเจียเข้าไปใกล้เอามือลูบสองสามทีตรวนก็หลุดออกทังสิน สามเณรนั้นก็เข้าไป ในครัวต้มนำทำกับข้าวแจเสร็จแล้วก็ยกนำร้อนน้ำชามาถวาย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัว เจ๋งก็กิน ครั้นเสร็จแล้วเวลาก็พลบค่ำสงฆ์เหล่านั้นก็เอาไม้กวาดมาวางไว้ สามเณร องค์หนึ่งถือโคมไฟมารับพระถังซัมจั้งไปสรงน้ำ เวลานั้นดาวบนอากาศก็แจ่มแจ้ง ทั้งท้องฟ้า กลองระมังก็ตีย่ำค่ำ พระถังซัมจั้งสรงน้ำแล้วก็ผลัดผ้านุ่งห่มเอาจีวร อาศัยครองเข้าแล้ว มือก็ถือไม้กวาดพูดแก่สงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่านจงไป พักหลับนอนเถิด อาตมาจะไปกวาดพระเจดีย์ เห้งเจียพูดว่าพระเจดีย์ต้องฝนเลือด เปรอะเปื้อนมานาน แล้วเห้งเจียก็ถือไม้กวาดนำหน้าไป พากันไปที่โบสถ์ใหญ่จุด ธูปเทียนบูชาแล้ว ตั้งอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าแช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึงได้รับสั่งของพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปประเทศไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าของอาราธนาพระไตรปิฎก ธรรม บัดนี้มาถึงเจ่จ๊ายก๊กวัดกิมกวางยี่ เห็นพระเจดีย์เปรอะเปื้อนและพระสงฆ์ ในอารามก็ต้องโทษดังนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งศรัทธากวาดพระเจดีย์ ขอพระรัตนตรัย อันศักดิ์สิทธิ์จงบันดาลให้ข้าพเจ้าเข้าใจรู้แจ้ง ซึ่งพระสงฆ์ต้องโทษด้วยเหตุประการใด พระถังซัมจั้งตั้งสัตย์อธิษฐานแล้ว เห้งเจียก็ไปเปิดประตูพระเจดีย์เข้าไป พระถัง ซัมจังก็ถือไม้กวาดตั้งแต่ชั้นหนึ่ง แล้วขึ้นไปกวาดชั้นสองต่อ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่ง ชั้นที่เจ็ดเวลานั้นก็ได้ครึ่งคืน พระถังซัมจั้งก็เมื่อยอ่อนกำลัง เห้งเจียว่าอาจารย์เมื่อย ก็ให้ข้าพเจ้ากวาดแทนให้พระถังซัมจั่งถามว่านี่ประมาณสูงกี่ชั้น เห้งเจียตอบว่าสิบสามชั้น พระถังซัม จั่งว่าถ้าดังนั้นก็ต้องกวาดให้แล้วจึงจะสมความอธิฐานก็อุตสาห์กวาดขึ้นไปได้ถึง ชั้นสิบ ก็ให้เจ็บหลังกวาดต่อไปไม่ได้จึงเรียกเห้งเจียให้ช่วยกวาดต่อไป เห้งเจียก็ จับไม้กวาดกำลังกวาดต่อขึ้นไปชั้นสิบเอ็ด ชั้นสิบสอง ได้ยินเสียงชั้นสุดท้ายมีคน พูดกัน เห้งเจียเห็นชอบกลเวลานี้ก็ดึกกว่ายามแล้ว คนที่ไหนมาพูดกันอยู่บนนี้ ชะรอยจะเป็นปิศาจผีร้ายเป็นแน่ จำเราจะแอบขึ้นไปดูจึงจะรู้แน่ เอาไม้กวาดวาง แล้วถกกางเกงขึ้นก็ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนยอดพระเจดีย์ แลดูชั้นที่สิบสามแลเข้าไป กลางพระเจดีย์ ก็เห็นปิศาจสองคนนั่งอยู่ มีถาดถ้วยชามของกินและสุราตั้งอยู่ คนทั้งสองต่างรินสุราส่งให้กันกิน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เอาไม้กวาดทิ้งเสีย ซักกระบอง เหล็กออกจากหูกระโดดไปสกัดประตู ร้องตวาดว่าอ้ายพวกผียักษ์ร้ายมึงดีแล้ว มึง สามารถลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปคือเหตุนี้เพราะมึงเอง ปิศาจทั้งสองเห็นและ ได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจ จะเก็บของเหล่านั้นออกหนี เห้งเจียก็เข้ายืนสกัด กั้นไว้มิให้หนีไปได้ เห้งเจียว่าแม้เราจะตีให้ตายเดี๋ยวนี้ก็จะไม่มีใครเป็นพยานจึง ถือตะบองเดินรุกเข้าไปใกล้ ปิศาจก็แอบติดผนังจะหนีก็ไม่มีทางจะไปได้ จึงออก ปากร้องขอชีวิตว่า มิใช่เหตุของข้าพเจ้าทั้งสอง ของวิเศษหายไปนั้นมีคนเอาไปมีเห้งเจียก็รวบจับคนทั้งสองลงมาถึงชั้นที่สิบ บอกอาจารย์ว่าข้าพเจ้าจับขโมย ที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ได้ พระถังซัมจั้งเวลานั้นกำลังง่วงนอนก็ตกใจตื่นทั้งกลัว ทั้งดีใจ จึงถามว่าจับได้ที่ไหน เห้งเจียก็จูงปิศาจมาคุกเข่าลงตรงหน้าพระถังชัมจั้ง บอกว่ามันกำลังนั่งกินสุรากันอยู่บนชั้นยอดที่สิบสาม ข้าพเจ้าค่อยย่องเบา ๆ แอบ ขึ้นไปจับได้ พระอาจารย์จงถามปากคำมัน มันเป็นปิศาจที่ไหนลักของวิเศษนั้นไป บัดนี้ของนั้นอยู่ที่ไหนฝ่ายปิศาจกลัวตัวสั่นพูดว่า ขอท่านได้กรุณายกชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้า จะเอาความจริงแจ้งให้ท่านทราบ คือข้าพเจ้าทั้งสองนี้อยู่ที่เขาล้วนเจี้ยซัว ที่บึง เพ็กบ่อทำ พระยานาคบ้วนเซียเล่งอ๋องให้ข้าพเจ้าทั้งสองมาลาดตะเวนที่เจดีย์นี้ คนนั้นชื่อโบนปอ ข้าพเจ้าชื่อเชียวปอ โบนปอนั้นเป็นปลาขาว เชียวปอปลาดำ เหตุด้วยบ้วนเซี้ยนายข้าพเจ้ามีบุตรสาวคนหนึ่ง มีนามเรียกว่าบ้วนเซี้ยกงจู๊ นาง กงจั๊นั้นรูปร่างสะสวย เล่งอ๋องหาได้บุตรเขยคนหนึ่งนามว่า เก๊าเท้าฮู่เบ๊มีฤทธา อานุภาพ เมื่อปีก่อนมากับเล่งอ๋องที่พระเจดีย์นี้ ทำฝนโลหิตตกลงพรมพระเจดีย์ เปื้อนเปรอะไปทั้งสิ้นแล้วก็ลักเอาพระธาตุนั้นไป นางกงจู๊ไปบนสวรรค์ที่ตำหนัก เล่งฮือเต้ย ลักเอายาเล่งกีเช้าไปปลูกที่บาดาลบึงของเธอ ทุกคืนวันก็จะมีรัศมี ต่าง ๆ สว่างไสวออกมา เล่งอ๋องเธอได้ยินว่าคนชื่อเห้งเจียจะไปอาราธนาพระธรรม ยังประเทศไซที มีฤทธิ์เชี่ยวชาญเหาะเหินเดินอากาศได้เที่ยวหาแต่คนผิด เพราะ ฉะนั้นเล่งอ้องจึงให้พวกข้าพเจ้ามาลาดตระเวนที่ตำบลนี้ แม้ว่าปะเห้งเจียมาถึงนี่ จะได้ระวังเตรียมตัวไว้ก่อนเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉานมันคิดดังนี้ไม่มีธรรมเนียม ปิศาจทั้งสองพูดว่าเมื่อวานก่อนเล่งอ๋องเชิญู้ม่ออ้องมากินเลี้ยง คบคิดกับงู้ม้อ อ๋องกระทำการล้วนแต่ไม่ชอบธรรมอยู่เสมอ ๆ จะพรรณนาไม่หมดเรื่อง ในทันใด นั้น โป๊ยก่ายกับสามเณรสองสามองค์หิ้วโคมไฟเดินขึ้นมา โป๊ยก่ายเรียกว่า อาจารย์กวาดแล้วทำไมไม่ลงไปนอน ท่านพูดอะไรกัน เห้งเจียว่าน้องมาดีแล้ว ของวิเศษในพระเจดีย์หายไปนั้น คืออ้ายบ้วนเชี้ยเล่งอ้องเอาไป บัดนี้ให้ปิศาจทั้ง สองนี้มาเที่ยวลาดตระเวนคอยระวังพวกเรา พี่พึ่งจับมันได้เดี้ยวนี้เอง โป๊ยก่าย พูดว่าอ้ายปิศาจอย่างนี้ไว้มันทำไมอีกเล่า ว่าแล้วชักคราดออกจะตี เห้งเจียห้าม ว่าน้องยังไม่รู้เรื่องตลอด จับตัวมันไปกราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน และไว้ให้มัน นำไปค้นหาของวิเศษ โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็เอาคราดเข้าเก็บไว้เสีย แล้วจูงปิศาจนั้นลงมา สามเณรสองสามองค์ก็ดีใจ หิ้วโคมไฟนำหน้าพระถังซัม จังลงมา สามเณรองค์หนึ่งก็วิ่งเข้าไปบอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้นว่า ดีแล้วพวกเรา จะได้พ้นฟ้าเขียวแล้วคนที่ลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้นคือปิศาจ บัดนี้ท่าน เห้งเจียจับมาได้แล้วเห้งเจียก็ให้เอาเชือกเหล็กมาร้อยกระดูกสันหลัง ใส่กุญแจไว้กับเสา สั่งให้ พระนั่งยามคอยระวังไว้ข้าพเจ้าจะไปนอน พรุ่งนี้เช้าจะได้ชำระ พระสงฆ์ทั้งหลาย ก็เอาใจใสพากันระวังอยู่มิได้ไว้ใจ อาจารย์กับศิษย์ก็ไปนอน ครั้นรุ่งแสงพระอาทิตย์ อุทัยแล้ว พระถังซัมจั้งพูดว่าเห้งเจียไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินด้วยกัน จะได้ขอเปลี่ยน หนังสือเดินทาง พระถังซัมจั้งครองจีวรเสร็จแล้ว เห้งเจียก็ถือหนังสือเดินตามไป โป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงไม่เอาอ้ายสองคนนั้นไปด้วยเล่า เห้งเจียพูดว่าเราทูลให้ ทราบก่อนแล้วก็คงรับสั่งให้มาเอาตัวไปเองครั้นพระถังชัมจั้งเดินมาถึงประตูเมืองชั้นในก็ย่อตัวปราศรัยด้วยขุนนางขันทีว่า ขอท่านได้โปรดกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถัง มีรับสั่ง ให้ไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงเมืองนี้จะขอเข้าเฝ้า และจะขอ เปลี่ยนหนังสือเดินทาง พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้า แผ่นดินมีรับสั่งให้พาตัวเข้าไปเฝ้า พวกขุนนางเห็นรูปร่างเห้งเจียก็พากันครั่น คร้ามหวาดหวั่นแทบทุกคน พระถังซัมจั้งทำความเคารพแล้วก็ให้เห้งเจียยืนแอบ อยู่ข้างหนึ่ง มิได้แสดงความหวั่นหวาดพระถังซัมจั้งทูลแล้วจึงรับสั่งให้ขึ้นมาที่ ปราสาทกิมล่วนเต้ย พระถังซัมจั้งจึงเอาหนังสือประคองถวายขึ้นไป แล้วจึงถอย หลังมานั่งที่อันสมควร พระเจ้าแผ่นดินทรงคลี่หนังสือออกทอดพระเนตรตลอดแล้ว ก็ทรงมีความยินดี จึงตรัสว่าเจ้าเมืองไต้ถังช่างเลือกพระสงฆ์อันประเสริฐมิได้คิด ว่าทางใกล้ไกลและกันดารลำบากอุตสาหะมาดังนี้ พระสงฆ์ของข้าพเจ้ามีแต่ตั้งใจ คอยจะขโมยทรยศแก่ข้าพเจ้าพระถังซัมจั่งถวายพระพรถามว่าพระสงฆ์ของพระองค์ทำประการใดจึงตรัสว่า อกตัญญทรยศต่อเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าเป็นเมืองใหญ่กว่า เมือง ที่อยู่ใกล้ชิด ทุกปีทั้งสี่ทิศเคยเอาเครื่องบรรณาการมาถวายมิได้ขาด เพราะใน เมืองมีวัดกิมกวางยี่มีพระเจดีย์วิเศษมีรัศมีสองสว่างไสวทุกวันทุกคืน เป็นสง่า งามหาที่เปรียบมิได้ เหตุพระสงฆ์ในวัดลักเอาของวิเศษนั้นไปเสียทุก ๆ เมืองขึ้นก็ มิได้นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเหมือนเช่นเคย ข้าพเจ้ามีความแค้นพระสงฆ์ เหล่านี้เป็นที่สุดพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรว่า ที่พระองค์ทรงเข้าพระทัยดังนั้น เห็นจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ด้วยเวลาวานนี้อาตมภาพเดินเข้ามาในประตูเมือง ก็เห็นพระสงฆ์ต้องจำโซ่ตรวน ถามเธอบอกว่าอยู่วัดกิมกวางยี่ ต้องโทษโดยไม่มี ความผิด ครั้นอาตมภาพไปขออาศัยพักแล้วขึ้นไปกวาดพระเจดีย์ก็จับได้ปิศาจที่ ลักของวิเศษไปนั้นทั้งสองคน พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มิได้ทรงถามว่า ขโมยนั้นอยู่ที่ไหน พระถังชัมจั่งจึงหูลขึ้นว่า บัดนี้สานุศิษย์ของอาตมภาพ ยังใส่ นั้นและใ้ที่รัดถิมกวางนี่ จึงพระเจ้าแม่นดินมีรับสั่งให้หารไปคุมตัวปีตาจรั้งสองพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ ถึงมีทหารไปก็จริง แต่ขอให้ศิษย์ของอาตมภาพไปด้วยจึงจะดี จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า สานุศิษย์ นั้นอยู่ไหน พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่าอยู่ข้างนั้น พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร เห็นรูปเห้งเจียชอบกลก็ตกพระทัยตรัสว่า ท่านอาจารย์มีลักษณะงดงามสานุศิษย์ ทำไมรูปร่างจึงเป็นดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินดังนั้น จึงทูลขึ้นว่า แม้พระองค์จะประสงค์ แต่รูปร่างลักษณะอันงดงามดังนั้นหาชอบไม่ คำโบราณท่านย่อมว่า คนอย่าเลือก สวยงาม น้ำทะเลจะเอาอะไรตวงไม่ได้ แม้ว่ารักสวยงามทำไมจึงจะจับปิศาจร้าย ได้เล่าพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ได้พระสติหายความหวาดหวั่น สะดุ้งกลัว ทรงมีความยินดีแล้วตรัสว่าท่านพูดเห็นจริง ข้าพเจ้าจะเลือกเอาคนมี วิชาการ ถ้ากระนั้นก็ขอให้ได้ของวิเศษเถิด จึงรับสั่งให้ขุนนางกับทหารรักษาองค์ ไปกับเห้งเจียยังวัดกิมกวางยี่ เอาตัวปิศาจทังสองนันมา พวกขุนนางก็จัดการตาม รับสั่ง จึงให้คนหามเกี้ยวแปดคน เห้งเจียก็ขึ้นนั่งในเกี๊ยว คนทั้งแปดก็หามไป พวก ทหารก็ตามแห่ล้อมไป มีคนนำหน้าห้ามผู้คนและไล่มิให้กีดขวางสี่คน มาบัดเดี้ยว ใจก็ถึงวัดกิมกวางยี่ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินคิดว่าขุนนางเจ้านายมาวัดจะจัดแจงออก มารับ แลไปเห็นเห้งเจียนั่งอยู่ในเกี้ยว โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าพี่ได้สุขกายแล้ว เห้งเจีย ลงจากเกี้ยวถามว่าเราได้สุขกายอย่างไร โป๊ยก่ายว่าพี่ได้นั่งเกี๊ยวแปดคนหามและ มีสัปทนกั้นให้ด้วย และมีทหารแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง ก็เป็นที่ขุนนางใหญ่ เพราะ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูดว่าเป็นสุขกายเห้งเจียพูดว่าจงรีบช่วยกันแก้ปิศาจนั้นจงโดยเร็ว นำพาเข้าไปถวายพระเจ้า แผ่นดินท่านจะได้พิจารณา โป๊ยก่ายก็แก้คนหนึ่ง ซัวเจ็งก็แก้คนหนึ่ง เห้งเจียขึ้น เกี๊ยวพากลับเข้าพระราชวังใน โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็จูงปิศาจคนละคนตามเห้งเจียไป บัดเดี้ยวก็ถึงพระราชวังตรงเข้าไปที่หน้าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาพร้อม ด้วยพระถังซัมจั่งและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พิจารณาดูปิศาจทั้งสองคน คนหนึ่งแก้มขาวเกล็ดดำปากแหลมฟันคม คนหนึ่งหนังเลี่ยนท้องโตปากกว้าง หนวดยาว แม้มีเท้าก็จริงแต่หากอาศัยแปลงตัวได้ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร แล้วจึงตรัสถามว่า มึงเป็นผู้ร้ายอยู่ที่ไหน มาลักเอาของวิเศษไปเมื่อไร พวก เจ้ามีมากน้อยเท่าใด ชื่อเสียงอย่างไร จงให้การไปแต่ตามจริง ปิศาจทั้งสองได้ ฟังรับสังถาม ก็คุกเข่าลงคำนับทูลว่า เมื่อสามปีก่อน เดือนเก้าขึ้นค่ำหนึ่งบ้วน เชี้ยเล่งอ้องพระยานาค มีพวกพ้องบริวารมากอยู่ที่เขาล้วนเจี๊ยชัวในบึงเพ็กบ่อท้ำ ในเขตแขวงเมืองนี้ จากนี้ไปประมาณร้อยโยชน์ บ้วนเซี้ยเล่งอ้องมีบุตรสาวคนหนึ่ง รูปร่างงดงาม ยกให้เก้าเท้าเป็นภรรยา เก้าเท้าคนนี้มีฤทธิ์เดช รู้ว่าที่พระเจดีย์มี ของวิเศษ จึงพร้อมกันมาที่พระเจดีย์ ทำอำนาจแผลงฤทธิ์ให้ฝนตกเป็นน้ำโลหิต แล้วก็ลักเอาพระธาตุไปไว้ในบาดาล บัดนี้ยังอยู่มีรัศมีสว่างไสวหาที่เปรียบมิได้ อันนางบุตรีสาวของบ้วนเชี้ยเล่งอ้องนั้นขึ้นไปลักเอาหญ้าเล่งกี่วิเศษ ของแม่นาง - ไซอิ๋ว ๕๕๘ อ๋องโป๊เนี่ยเนี้ยบนสวรรค์ลงไปไว้ในบาดาล ข้าพเจ้าทั้งสองไม่ใช่ผู้ร้าย เมื่อคืนนี้ ข้าพเจ้าถูกจับก็ต้องบอกตามจริงดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรด พระเจ้าแผ่นดินทรง ถามว่า ทำไมชื่อของตัวไม่บอกมาเล่า ปิศาจจึงทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อโบนบ่อท้ำ คนโน้น ชื่อเชียวบ่อท้ำพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวปิศาจทั้งสองไปจำไว้แล้ว ก็โปรดปล่อยพระสงฆ์วัดกิมกวางยี่ให้พ้นโทษไปทุก ๆ องค์ และรับสั่งให้ขุนนาง จัดเครื่องโต๊ะมาถวายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ยังที่ตำหนักกีเลนเป็นที่ ขอบคุณที่จับผู้ร้ายได้ พวกขุนนางก็จัดเครื่องโต๊ะทั้งของคาวและแจ ตั้งเป็นลำดับตามรับสั่งแล้วครั้นเสร็จการเลี้ยง พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งกับศิษย์ ทั้งสามขึ้นยังตำหนักกีเลนประทับแล้ว จึงทรงถามพระถังซัมจั่งว่าชื่อไรแซ่ใด พระถังซัมจั้งทูลว่า อาตมภาพเมื่อยังเป็นฆราวาส แช่ตั้นชื่อเหี้ยนจึง พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเป็นแช่ถัง พระเจ้าแผ่นดินทรงถามสานุศิษย์ทั้งสาม พระถังซัมจั่งทูลนามและแช่ทุก ๆ คน ครั้งพระองค์ได้ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้มโหรีมารำร้อง เลี้ยงโต๊ะคราวนี้ตั้งแต่เวลาสามโมงเช้าจนเวลาห้าโมงจึงเลิก พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งเข้าไปในตำหนักเกี๊ยมเจียงข้างในฉันน้ำร้อนน้ำชา ครั้นอาจารย์กับศิษย์เข้าไปนั่งพร้อมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงยกถ้วยน้ำชามาถวายพระถังซัมจั้งแล้วตรัสว่า ข้าพเจ้าขอท่านผู้ใดได้ยกพลทหารไปปราบจับซึ่งปิศาจร้ายนั้น พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ต้องให้เห้งเจียไปจึงจะได้ เห้งเจียก็คำนับรับว่าจะไปพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่า ท่านจะเอาพลทหารไปมากน้อยสักเท่าใดโป๊ยก่ายได้ฟังอดไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า จะต้องเอาพลหารไปทำไม เวลากินก็อิ่มหนำแล้ว ข้าพเจ้าจะไปช่วยพี่เห้งเจียอีกคนหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านทั้งสองไม่เอาพลทหารไป เครื่องมือจะพอใจอย่างไร โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วทูลว่าข้าพเจ้าพี่น้องมีอาวุธติดตัวสำหรับมือทุกคน ไม่ต้องการอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานนำสุรามาสองแก้วใหญ่ จะได้ส่งท่านทั้งสองไปเห้งเจียจึงให้เอาปิศาจมาเพื่อให้มันนำทางไป แล้วเห้งเจียก็ร่ายคาถา พาปิศาจเหาะขึ้นบนอากาศพร้อมด้วยโป๊ยก่าย หมายทิศตะวันออกเฉียงใต้ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเห็นเดินอากาศได้ ก็ทราบว่าศิษย์และอาจารย์เป็นพระสงฆ์อันวิเศษจริง ต่างก็ยกมือเคารพทุก ๆ คนพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนมีแต่นัยน์ตาเนื้อไม่มีจักษุแก้วไม่รู้จักหมายว่าสานุศิษย์ใหญ่ของท่าน มีฝีมือเสมอจับปิศาจเท่านั้น หารู้ว่าท่านเป็นผู้วิเศษเหาะเหินเดินอากาศได้ไม่ จึงเคารพยกย่องว่าพระถังซัมจั่งเป็นพระสงฆ์อันประเสริฐ ขุนนางและราษฎรทั้งเมืองก็พากันรื่นเริงทุกทั่วหน้าฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายพาปิศาจนั้นเหาะมาถึงเขาล้วนเจี๊ยซัวบึงเพ็กบ่อท้ำก็หยุด เห้งเจียชักไม้ตะบองออกเสกเป่าก็กลายเป็นดาบเล่มหนึ่ง แล้วเอาปิศาจทั้งสอง เชือดปากจมูกผลักลงในบึง แล้วร้องสั่งว่า มึงทั้งสองจงรีบไปโดยเร็วบอกแก่นาย มึงอ้ายบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง ว่าเราคือซีเทียนไต้เซีย ซึงเห้งเจียมารอคอยอยู่ยังปากบึง ให้เล่งอ๋องเอาของวิเศษที่พระเจดีย์ วัดกิมกวางยี่มาส่งให้ทันเดี้ยวนี้ ก็จะยก โทษานุโทษให้แก่คณาญาติทั้งปวงปิศาจทั้งสองได้รอดชีวิตแล้ว แต่หลังยังติดเหล็ก ร้อยอยู่ก็พากันดำน้ำลงไป ครั้นถึงวังเล่งอ้องปิศาจทั้งสอง ก็ตรงเข้าไปบอกไต้อ๋อง ว่าเหตุภัยใหญ่มาถึงแล้วเวลานั้นเล่งอ๋องกำลังเสพสุราอยู่กับบูตรเก้าเท้าฮู่เบ๋ได้ฟังสองปีศาจมาบอก ดังนั้น จึงถามว่าเหตุภัยอะไรที่ไหนปิศาจทั้งสองบอกว่า เมื่อคืนวานนี้ข้าพเจ้าทั้ง สองไปลาดตระเวน พบพระถังซัมจั้งกับเห้งเจียขึ้นมากวาดพระเจดีย์จับข้าพเจ้าได้ แล้วเอาเหล็กร้อยผูกข้าพเจ้าไว้ทั้งสอง พรรุ่งเข้าก็นำเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แล้ว โป๊ยก่ายกับเห้งเจียพาข้าพเจ้ามาถึงปากบึง เอามีดดาบเชือดปากเชือดเหนียง แล้ว ผลักข้าพเจ้าลงน้ำสั่งให้มาบอกไต้อ๋องว่า เธอรอคอยอยู่ที่ปากบึง จะทวงเอาของ วิเศษที่ยอดพระเจดีย์ ให้ไต้อ๋องรีบนำไปให้โดยเร็ว จึงจะยกโทษให้เล่งอ๋องได้ยินออกชื่อซีเทียนไต้เซีย ก็ตกตะลึงใจหายกายสั่นระรัว จึงพูดแก่ บุตรเขยว่า ถ้าผู้อื่นมาทวงค่อยยังชั่ว นี่ตัวเห้งเจียมาเองเห็นจะลำบาก บุตรเขย หัวเราะแล้วพูดว่า บิดาจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กมาเคยฝึกหัดฝีมือมวยชำนิ ชำนาญ เคยประจญแก่คนเก่งชนะมาหลายคราวแล้ว จะกลัวมันทำไมให้มันดูถูกได้ รอข้าพเจ้าจะไปรบแก่มันดูสักพักหนึ่ง มันก็จะมุดหัวมาขึ้นแก่เรา เก๊าเท้าฮู่เบ๊พูด ดังนั้นแล้ว ก็เอาเกราะมาสวมใส่ แต่งตัวเสร็จแล้ว มือถืออาวุธเรียกว่า ง้วยโต รูปดังเดือนครึ่งซีกแต่มีคม ออกจากวังเล่งอ๋องแทรกน้ำขึ้นมาแล้ว ก็ร้องเรียกด้วย เสียงอันดังสองสามคำว่า อ้ายคนไหนชื่อซีเทียนไต้เซียอยู่ที่ไหน จงรีบเอาชีวิตมา มอบให้เราโดยเร็วเห้งเจียยกกระบองขยับแล้วพูดว่า ท่านซึงเห้งเจียอยู่นี่ เก๊าเท้าปิศาจพูดว่า เรา ได้ยินว่าตัวเจ้าไปเป็นธุระรักษาการไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ก็อันของวิเศษ นั้นเป็นของในเมืองเจ๊จ๊ายเราเอามาก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เจ้าจับเอาคนของเรา ไปเชือดปากตัดเหนียง ยังไม่หนำใจองอาจมาท้าทายทวงถามถึงของวิเศษอีกเล่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงด่าว่า อ้ายชาติเดียรัจฉานหัวขโมย มึงชางไม่รู้จักการอันที่จริง เจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กนั้นไม่มีบุญคุณอะไรแก่เราก็จริงอยู่ แต่มึงไปลักเอาของวิเศษบน ยอดพระเจดีย์ของเธอมา ทำให้ความร้ายนั้นตกอยู่กับพระสงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ ได้ ต้องโทษทรมานทุกข์ทุกรูป ดังนี้พระสงฆ์ทั้งหลายนั้นย่อมเกี่ยวข้องอยู่ในการ ศาสนาเกี่ยวกับเรา ทำไมเราจะไม่ต้องเป็นธุระเจ็บร้อนเล่า เพราะฉะนั้นจำเป็น ให้ต้องออกกำลังช่วยชำระให้ได้ความเท็จจริงเก๊าเท้าปิศาจพูดว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะต้องสู้กัน โบราณท่านย่อมว่า ฝีมือไม่ ชำนาญก็วิตกในเวลาเดียว จะทำเจ้าให้ถึงแก่ชีวิต กลัวจะผิดว่าเจ้าจะไปอาราธนา พระธรรม เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็โกรธด่าว่าอ้ายขโมยมึงจะมีฤทธิ์เดชสักเพียงใด จึงมาโอ้อวดอหังการอย่างนี้ พูดแล้วก็ยกอาวุธเข้าประหารฟาดเหวี่ยงกันไปมาที่ ข้างเขา ล้วนเจี้ยซัวเสียงอึกทึกหวั่นไหว รบอันได้ประมาณสักสามสิบเพลงยังไม่ แพ้ไม่ชนะกัน โป๊ยก่ายเห็นปิศาจกำลังรบชุลมุนอยู่กับเห้งเจีย ก็ย่องเข้าไปยก คราดเหล็กจะสับปิศาจ ๆ ก็เอาง้วยโตค้ำคราดของโป๊ยก่ายไว้ โดยเหตุที่ปิศาจมี ตารอบตัวอาจเห็นได้ เพราะมีศีรษะถึงเก้าศีรษะ ปิศาจเก้าเท้ามัวรับหน้ารับหลัง อยู่ดังนี้เจ็ดแปดครั้ง เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ระดมรุกรบเข้ามา ปิศาจต้านทานไม่ไหวก็ ขยับตัวเหาะหนีขึ้นบนอากาศ แปลงเป็นรูปเดิม คือหนอนเก้าศีรษะตัวหนึ่ง รูปร่างน่าเกลียด โป๊ยก่ายเห็นจึงพูดแก่เห้งเจียว่า สัตว์อะไรอย่างนี้เกิดมาไม่เคย เห็น หรือจะเป็นเลือดเนื้ออย่างไรมาแต่ต้นเดิมเห้งเจียพูดว่าสัตว์อย่างนี้ี่ก็ไม่เคยเห็น เราช่วยกันตีมันเสียให้ตายจึงจะได้ เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศเอาตะบองเข้าตีศีรษะสัตว์นั้น ๆ ก็ตลบปีกโผลงยอด เขาพันอยู่ โผล่ศีรษะออกมาอีกศีรษะหนึ่ง อ้าปากดุจบ่อโลหิตยื่นมาคาบเอาโป๊ย ก่ายแล้วลากลงไปในบึงดำลงไปในบาดาล แล้วกลับแปลงกายเป็นอย่างเดิม เอา โป๊ยก่ายโยนลงกับพื้น แล้วร้องว่าพวกเล็ก ๆ จงเอาอ้ายคนนี้ไปขังไว้แล้วจงคอย ระวังให้จงดี พวกเหล่านั้นก็มาจับฉุดลากโป๊ยก่ายไปขังข้างหลังระเบียง ฝ่ายบ้วน เชี้ยเล่งอ๋อง เห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าลูกมีความชอบมาก ทำอย่างไรจึงจับมาได้ เล่งอ้องจึงให้ยกสุราและของกินมาเลี้ยงเป็นที่รื่นเริงฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจจับเอาโป๊ยก่ายไปได้ ก็เป็นทุกข์พูดว่า ปิศาจมันมีฤทธิ์ ร้ายแรงมากดังนี้ เราจะกลับไปบอกให้อาจารย์ทราบก็เห็นว่าเจ้าแผ่นดินจะดูถูก เราได้ ครั้นจะท้าชวนรบก็วิตกว่า เราคนเดียวทั้งในน้ำก็ไม่สู้ถนัด จำเราจะแปลงกาย ลงไปดูก่อนคิดดังนั้นแล้ว ก็ร่ายคาถาแปลงกายเป็นรูปปูน้อยจมน้ำลงไป ลงไป ถึงหน้าหอที่เคยลงไปลักกิมเจงของรู้ม่ออ๋องนั้น เห้งเจียก็คลานตรงมาที่เล่งอ๋อง กำลังพร้อมวงศ์ญาตรื่นเรงเลี้ยงสุรากัน เห้งเจียเห็นแล้ว ไม่อาจคลานเข้าไป ก็ คลานเลยเข้าไปหลังระเบียงข้างทิศตะวันออก มีกุ้งปูสี่ห้าตัวกำลังสัพยอกกัน เห้งเจียจึงแอบฟังครู่หนึ่ง แล้วจึงถามพวกเหล่านั้นว่า ท่านสู่เบ๊จับอ้ายปากยาวมา ได้นั้น เห็นจะตายแล้วหรือ พวกนั้นบอกว่ายังไม่ตาย ยังผูกอยู่ที่ระเบียงข้างทิศ ตะวันตกนั้นมิใช่หรือเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ค่อย ๆ คลานข้ามไปยังระเบียงทิศตะวันตกแลไปก็เห็น โป๊ยก่ายต้องมัดอยู่กับเสาร้องไห้ครำครวญอยู่ เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็คลาน เข้าใกล้ร้องเรียกว่าโป๊ยก่าย แล้วเอาก้ามหนีบเชื่อกร้องว่าหนีเถิด โป๊ยก่ายมือ หลุดออกแล้วบอกว่าเครื่องมือของข้าพเจ้ายังไม่ได้ อ้ายปิศาจมันเอาไปเก็บไว้บน ตำหนักแล้ว เห้งเจียว่าเจ้าออกไปคอยอยู่ที่หน้าหอก่อน พี่จะไปค้นคราดได้แล้ว จึงจะกลับออกไป โป๊ยก่ายก็ค่อย ๆ ออกไป เห้งเจียก็ค่อย ๆ คลานขึ้นบนตำหนัก แลไปก็เห็นพิงอยู่ริมฝา เห้งเจียก็ร่ายคาถากำบังกายแอบเข้าไปฉวยคราดได้แล้ว ก็ออกมายังที่หน้าหอ เอาคราดส่งให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้คราดแล้วก็พูดว่าพี่ไป คอยข้าพเจ้าอยู่ที่ปากบึงก่อน ข้าพเจ้าจะตีขนาบเข้าไป ถ้ามีชัยชนะก็จะจับพวก บริวารมันทิ้งสิ้นแม้ว่าทานกำลังมันไม่ไหว ก็จะถอยกลับออกไปพี่คอยข้าพเจ้าอยู่ ที่ปากบึง เห้งเจียก็แทรกน้ำกลับขึ้นมาก่อนฝ่ายโป๊ยก่ายสองมือจับคราดหันกลับเข้าไป ปากก็ร้องด้วยเสียงอันดังเอาคราด ฟันซ้ายฟันขวาไล่บุกรุกเข้าไป พวกบริวารใหญ่น้อยเหล่านั้นเห็นดังนั้นก็ตกใจพา กันวิ่งหนีขึ้นบนตำหนัก ร้องว่าไม่ได้การแล้วอ้ายปากยาวมันดึงเชือกขาดเดี๋ยวนี้ กลับตีขนาบบุกเข้ามาในนี้แล้ว เวลานั้นเล่งอ้องกับบุตรเขยและพวกบริวารทั้งหลาย ไม่ทันรู้ตัว ก็วิ่งหนีซ่อนเร้นเอาตัวรอด โป๊ยก่ายก็ไล่รุกขึ้นมาบนตำหนัก เอา คราดไล่สับซ้ายสับขวา ไม่ว่าประตูหน้าต่างสิ่งของอะไรสับแตกกระจายหักพังไป ทั้งสิ้น ฝ่ายเก๊าเท้าปิศาจก็พาเมียไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังนั้นแล้วฉวยง้าวง้วยโตออก มาร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูป่ามึงทะลึ่งเข้ามาจะค้นหาอะไร ทำให้ในบ้านเราตก เนื้อตกใจดังนี้ โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายสัตว์ขโมยมึงทำไมจึงเอากูมามัดทำไม อันการ ธุระของกูมีเพราะมึงเชิญกูมาตีบ้านมึง มึงจงรีบเอาของวิเศษส่งมาให้เรา ๆ จะได้ นำไปถวายเจ้าแผ่นดินเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก มิฉะนั้นชีวิตพวกมึงก็จะไม่พ้นฝีมือกู เก้า เท้าปิศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กัดฟันตรงเข้ามาเอาง้าวฟันโป๊ยก่ายฝ่ายเล่งอ๋องกับพวกบริวารและวงศ์ญาติก็พากันถืออาวุธเข้าช่วยระดมตีโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายเห็นจะเสียการ ก็เอาคราดสับร่นไปที่หนึ่งแล้วก็ถอยหนี เล่งอ๋องพาพวก รุกไล่มาบัดเดี๋ยวก็ขึ้นหลังน้ำ โป๊ยก่ายวิ่งหนีขึ้นบกเล่งอ้องก็ไล่รุกมา ฝ่ายเห้งเจีย ยืนคอยอยู่ข้างตลิ่งแลไปในน้ำเห็นไล่โป๊ยก่ายมา เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศเอา กระบองเหล็กพุ่งลงไปถูกศีรษะเล่งอ๋องแตกกระจายโลหิตไหลแดงไปทั้งบึง เล่ง อ๋องก็ตายศพลอยอยู่ในน้ำ พวกลูกหลานเล่งอ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจ กลับหนีเอา ตัวรอด เก้าเท้าก็เก็บเอาศพเล่งอ๋องกลับลงไปในบาดาล เห้งเจียโป๊ยก่ายก็มิได้ ไล่ตามไป นั่งพักอยู่ปากบึงกำลังตรึกตรอง ได้ยินเสียงลมพัดหวิวๆ มาเมฆหมอก กลับมาข้างทิศตะวันออกข้ามมาข้างทิศอาคเนย์ เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียด ก็เห็นยี่หนึ่งจีนกุนพาพวกเทพารักษ์ทั้งหกอยู่ที่เขาป๊วยซัวไปเที่ยวเล่น ท่านทั้งหก นั้นขี่นกที่ตัวก็มีเครื่องอาวุธทุก ๆ คน ล้วนแต่ธนูหน้าไม้สินศรทุก ๆ คน เห้งเจีย พูดกับโป๊ยก่ายว่านั่นคือจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดมาถึงนี่ดีแล้ว จำเราจะเชิญเธอให้ช่วย เราจึงจะชอบ ด้วยครั้งนี้เป็นการลำบาก แต่พี่กระดากแก่จีนกุน เพราะเมื่อครั้ง ก่อนเธอเคยกำจัดเราครั้งหนึ่งแล้ว โป๊ยก่ายลงไปเชิญเธอให้หยุด แม้เธอหยุดแล้ว พี่จึงจะไปหาโป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นบนยอดเขาร้องเรียกว่า ท่านจีนกุนหยุดสักหน่อยเถิด ซีเทียนไต้เซียอยากจะพบท่าน จีนกุนได้ยินดังนั้นก็หยุดพร้อมกัน โป๊ยก่ายก็มาคำนับจีนกุนถามว่าซีเทียนไต้เซียอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอยู่ข้างชายเขา จีนกุน จึงเรียกน้องทั้งหกพากันเดินลงไปข้างชายเขา ก็มาพบกับเห้งเจีย จีนกุนจึงมาจับ มือเห้งเจียพูดว่า ท่านตั้งแต่พ้นจากภัยเข้ารักษาธรรมตามทางสัมมาปฏิบัติต่อ ไปจะได้ขึ้นนั่งแท่นบัวรับซึ่งพระบรมสุข ข้าพเจ้ามีความยินดีด้วยท่านเป็นอันมาก เห้งเจียย่อตัวพูดว่า ก็ยังไม่กำหนดได้ยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสำเร็จ บัดนี้ข้ามมาถึงเมือง เจ๊จ๊ายก๊ก ของวิเศษในพระเจดีย์หายไป ก็ได้ทราบว่าอ้ายปิศาจนี้ลักเอามา แต่ ความร้ายตกอยู่แก่สงฆ์ในวัดกิมกวางยี่ ต้องโทษทรมานทุกข์ ข้าพเจ้าจึงได้มา ทวงเอาของวิเศษก็พอมาพบท่านมาทางนี้ ข้าพเจ้าปรารถนามาให้ท่านหยุดช่วย ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะมีความกรุณาหรือไม่ จีนกุนหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเวลานี้ก็ว่างธุระพาพวกพี่น้องไปเที่ยวไล่โคถึกในป่าพงกลับมา ท่านไต้เซีย ปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าช่วย ข้าพเจ้าที่ไหนจะขัดท่านได้เล่า แต่ยังไม่ทราบว่า ปิศาจตำบลนี้มีปิศาจอะไร พี่น้องทั้งหกพูดว่าพี่เห็นจะลืมแล้วหรือ ที่นี่เขาล้วน เจี๊ยชัวบึงเพ็งปอท้ำใต้นั้นมีบ้านเซี้ยเล่งอ้องทำวังอยู่ จีนกุนพูดว่าบ้วนเซี้ยเล่งอ๋อง นั้นเห็นจะไม่กล้าทำร้าย ทำไมจึงไปลักเอาของวิเศษในพระเจดีย์มาได้เห้งเจียพูดว่า เธอคบหากับบุตรเขยเก้าเท้าฮู่เบ๊ไปทำแผลงฤทธิ์ให้ฝนโลหิตตก แล้วจึงลักเอาของวิเศษ เมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าตีเล่งอ้องตาย พวกนั้นเก็บเอาศพลง ไปบาดาล แล้วข้าพเจ้าทั้งสองกำลังคิดกัน ก็พอเห็นท่านเหาะมาทางนี้จึงได้หา ขอให้ท่านช่วยดังนี้ จีนกุนว่าท่านก็ทำร้ายเล่งอ๋องตายแล้ว ควรจะเร่งตีขนาบเข้า ไปอย่าให้ทันตั้งตัวได้ ก็จะกำจัดได้หมดทั้งวังจะได้เสร็จการโป๊ยก่ายพูดว่าดังนั้นก็จริง แต่ขัดเวลาก็จวนค่ำจะทำการไม่ถนัด จีนกุนพูดว่า ไม่เป็นไร ข้าพเจ้ามีสุราและของกินมาพร้อม ว่าแล้วก็นำมาเลี้ยงกันพลางสนทนา กันพลางรอเวลาสว่างแล้วจึงค่อยเข้าต่อสู้ จีนกุนก็ให้คนใช้จัดแจงสุราและแกล้ม เอามาตั้งแล้วจีนกุนก็เชิญเห้งเจียโป๊ยก่ายพร้อมด้วยพี่น้องรับประทาน เวลานั้น กำลังเดือนดาวสว่างไสวรินสุรากินเล่นตามสบาย สนทนากันอยู่จนสว่าง โป๊ยก่าย ในคืนวันนั้น เสพสุราหลายถ้วยออกมึนเมา เห็นแสงตะวันขึ้นแล้วจึงพูดว่า คอย ข้าพเจ้าจะลงน้ำไปท้าชวนรบแก่มัน พูดแล้วก็ถอดกางเกงขึ้นเอาผ้าผูกรัดแน่นดีแล้ว มือถือคราดกระโจนลงน้ำแทรกไป พอมาถึงหอหน้าโป๊ยก่ายก็ร้องอึกทึกขึ้น มือ ถือคราดตีขนาบซ้ายขวาเข้าไป เวลานั้นลูกชายเล่งอ๋องกำลังไว้ทุกข์หลานกับบุตร เขย เล่งอ๋องกำลังจัดตั้งแต่งศพเล่งอ๋องโป๊ยก่ายไล่ทะลึ่งขึ้นบนตำหนัก เอาคราด ตรงเข้าสับบุตรเล่งอ้องคว่ำล้มลงตายคาที่ โป๊ยก่ายแกว่งคราดไล่สับขนาบเข้าไป พวกใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งหนีไปข้างใน เมียเล่งอ้องวิ่งพลางร้องไห้พลาง พูดว่าอ้ายปากยาวมันมาฆ่าลูกข้าพเจ้าตายอีกแล้ว เก๊าเท้าปิศาจก็จับง้าวง้วยโต พาหลานเล่งอ้องไล่ตีขนาบออกมาโป๊ยก่ายค่อยถอยล่อพลางรบพลางจนขึ้นมา พ้นน้ำฝ่ายเห้งเจียกับจีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดคนนั่งคอยอยู่ที่ฝั่งเห็นปิศาจไล่โป๊ยก่ายมา ก็ตรูกันมาเอาอาวุธขว้างลงไปก็ฟาดฟันเอาหลานเล่งอ๋องตัวขาดออกไปเป็นท่อนๆ เก้าเท้าปิศาจเห็นท่าจะไม่เป็นการก็แปลงเป็นรูปเดิมตัวหนอนมีปีกโผบินขึ้นร่อนเร่ จีนกุนเห็นดังนั้นก็เอาศรยิ่งไปถูกปีก ปิศาจก็โผกลับลงมาคาบเอาจีนกุนที่บั้นเอว แล้วยื่นศีรษะออกมาอีกศีรษะหนึ่ง สุนัขของจีนกุนกระโดดเข้ากัดกระชากลงมา โลหิตปิศาจไหลออกโซม เก้าเท้าปิศาจถูกเจ็บก็สลัดหลุดแล้วโผหนีไปทางทิศอุดร โป๊ยก่ายจะไล่ตามไป เห้งเจียยึดห้ามไว้บอกว่ามันจนอยู่แล้วอย่าไล่มันไปเลย มันถูกสุนัขกัดศีรษะมันคงถึงแก่ความตาย ไว้พี่จะแปลงตัวเหมือนปิศาจเก๊าเท้า เจ้าแหวกน้ำตามลงไปบาดาลหาก๋งจู๊หลอกมันเอาของวิเศษมาให้ได้ก่อนจีนกุนว่าถ้าไม่กำจัดมันเสีย ให้มันมีพืชพันธุ์ต่อไปภายหลังจะทำร้ายแก่มนุษย์ ทั้งหลาย โป๊ยก่ายก็ทำตามเห้งเจียสั่งแหวกน้ำลงไป เห้งเจียก็แปลงกายเป็นปิศาจ เก้าเท้าเดินหน้าโป้ยก่าย เห้งเจียเดินมาใกล้วังบ้วนเซี้ยเล่งอ้องแลไปก็เห็นนางก๋งจู๊ นางก๋งจู๊ถามว่าทำไมจึงกระหืดหอบวิ่งมาดังนี้ เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายมันมี ชัยชนะเราไล่ตามมาแล้ว เจ้าจงหยิบเอาของวิเศษมาให้เราจะได้เก็บซ่อนไว้ฝ่ายนางก๋งจู๊ก็หารู้ว่าเห้งเจียไม่จึงเข้าไปในห้อง หยิบเอากลักของวิเศษมาส่ง ให้เห้งเจียแล้วบอกว่า นีคือของวิเศษของพระพุทธเจ้า แล้วนางส่งให้มาอีกกลัก หนึ่งแล้วบอกว่านี่คือของวิเศษเล่งกี่เช้าเห้งเจียรับของวิเศษนั้นแล้วก็เก็บซ่อนไว้ในตัว ให้โป๊ยก่ายแปลงกลับเป็นรูปเดิม นางก๋งจู๊ตกใจจะเข้าแย่งของวิเศษคืน โป๊ยก่าย กระโดดเข้ามาเอาคราดสับถูกที่บ่ากระชากล้มลงกับพื้น ยังแต่เมียเล่งอ๋องก็วิ่งหนี เอาตัวรอด โป๊ยก่ายไล่ตามจะเอาคราดสับเห้งเจียห้ามว่าอย่าเพิ่งตีให้ตายก่อน จับเอาไปทั้งเป็นให้เจ้าแผ่นดินดู จะได้เห็นความจริงของพวกเรา โป๊ยก่ายได้ฟัง เห้งเจียว่าดังนั้นก็จับตัวนางเล่งอ๋องพาขึ้นมาพ้นน้ำ เห้งเจียก็ตามหลังมามือถือ กลักของวิเศษทั้งสองกลักขึ้นบนบกมาคำนับยี่หนึงจีนกุนพูดว่า ข้าพเจ้าพี่น้องพึ่ง บุญท่านมาช่วยเป็นกำลังจึงได้ของวิเศษคืนมา และกำจัดพวกปิศาจได้ราบคาบแล้ว จีนกุนกับพี่น้องทั้งหกพูดว่าบัดนี้ก็สำเร็จการแล้ว พวกข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปก่อน แล้ว จีนกุนพี่น้องทั้งเจ็ดก็คำนับลาเห้งเจียพากันเหาะไปที่เดิมฝ่ายเห้งเจียก็นำของวิเศษสองสิ่งเหาะกลับไปโป๊ยก่ายก็พานางเล่งอ๋องเหาะ ตามไป บัดเดี้ยวก็ถึงเมืองเจ๊จ๊ายก๊ก ฝ่ายหมู่สงฆ์อยู่ที่วัดกิมกวางยี่ ก็พากันออก มานอกกำแพงเมืองคอยรับเห้งเจียโป๊ยก่าย พอแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายมาถึงก็พา กันคำนับรับเข้าเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๊จ๊ายก๊กได้ทรงทราบก็ลงจากปราสาท มาพร้อม กับพระถังซัมจั้งและซัวเจ๋งออกมารับอยู่หน้าพระลานมีพระทัยยินดียิ่งนัก เห้งเจีย โป๊ยก่ายเข้ามาคำนับแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้พวกเครื่องจัดแจงจะสนองคุณพระ ถังซัมจั้งกับสานุศิษยั้งสาม พระถังซัมจั่งพูดว่าให้เห้งเจียนำของวิเศษเข้าพระเจดีย์ แล้วจึงค่อยเลี้ยงดูกันจะเป็นการดี พระเจ้าแผ่นดินถามนางเล่งอ๋องว่าพูดภาษา มนุษย์ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายทูลว่านี่แหละภรรยาของเล่งอ๋องทำไมจะพูดไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าแม้พูดได้ ก็จงแสดงเหตุผลต้นปลายที่ลักของวิเศษใน พระเจดีย์ไปนั้นเป็นประการใด นางเล่งอ๋องทูลว่าซึ่งลักของวิเศษในพระเจดีย์ไปนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบเป็นความสัตย์จริง คืออ้ายคนสามีข้าพเจ้ามันคบคิดกันกับบุตรเขย มันพากันมาทำเป็นฝนโลหิตตกเห็นได้ช่องก็ลักเอาไปไว้ในบาดาล พระเจ้าแผ่นดิน ถามว่าก็ที่เรียกว่าหญ้าเล่งกี่เช้านั้นเป็นสิ่งอะไรนางเล่งอ๋องทูลว่าอันของวิเศษสิ่ง นั้นบุตรสาวของข้าพเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ห้องต้ายลาเทียน ลักเอาหญ้าวิเศษเก้า ยอดของนางท้าวเจ้าแม่อ้องโป้เนี่ยเนี้ย ได้พระธาตุที่พระเจดีย์กับของวิเศษสอง สิ่งอบรมกัน ร้อยพันหมื่นปีก็ไม่ทำลายได้รัศมีศรีแสงก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น หากจะ เอาหญ้านั้นกวาดลงกับพื้นที่หนึ่งรัศมีก็ฟุ้งขึ้นสายสว่างบัดนี้ของท่านก็คืนแล้ว สามี และบุตรสาวเขยก็ตายหมดแล้ว ขอท่านได้โปรดยกชีวิตข้าพเจ้าไว้เถิดเห้งเจียพูดว่า การทั้งนี้มิใช่จะผิดทุกคนเมื่อไร แต่โทษของเจ้านั้นเราจะยก ชีวิตไว้ให้ แต่จะให้เจ้ารักษาของวิเศษในพระเจดีย์ให้คงนานไปจะรับได้หรือไม่ นางเล่งอ๊องได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าแม้ท่านยกโทษให้ไว้ชีวิตแล้ว ก็ตาม แต่ท่านจะใช้ เห้งเจียจึงให้เอาลวดเหล็กมาร้อยกระดูกสันหลังนางเล่งอ๋องแล้วก็ บอกให้ซัวเจ๋งเชิญพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปยังวัด จะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเรา เอาของวิเศษกลับเข้าบรรจุในพระเจดีย์ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินก็รับสั่งให้เจ้า พนักงานจัดราชรถ ก็พร้อมด้วยพระถังซัมจั่งและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงพา กั่นไปยังวัดกิมกวางยี่ ฝ่ายเห้งเจียก็นำพระบรมสารีริกธาตุวิเศษขึ้นบรรจุ ในชั้นที่ สิบสามยอดพระเจดีย์เสร็จแล้ว เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกพระภูมิเจ้าที่และเทพา รักษ์ที่รักษาในวัดนั้นมาพร้อมกันแล้ว จึงสั่งว่าท่านจงผลัดกัน ส่งสิ่งของกินให้นาง เล่งอ้องสามวันครั้งหนึ่ง แม้ว่าผิดเวลาจะปรับโทษถึงชีวิต พระภูมิเจ้าที่กับเทพารักษ์ ทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็กลับไปยังสถานที่อยู่แห่งตนเห้งเจียจึงเอาเล่งกี่เช้าหญ้าวิเศษ กวาดพระเจดีย์ทุก ๆ ชั้นแล้วปักใส่คนโทวาง อยู่ริมข้างพระบรมสารีริกธาตุ เพื่ออาศัยความอบรมให้คงทนอยู่สิ้นกาลนาน รัศมี ศรีแสงก็สว่างช่วงโชติออกปรากฏแก่มหาชน ครั้นบรรจุแล้วเห้งเจียก็ลงจากพระ เจดีย์เจ้าแผ่นดินจึงมาทำเคารพขอบคุณว่าหากท่านโพธิสัตว์ทั้งหลายมิได้มาถึงนี่ ที่ไหนเลยจะรู้แจ้งเหตุผลได้ดังนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ซึ่งชื่อวัดกิมกวางยี่นั้นไม่ดี เพราะ เลื่อนลอยไม่คงทนยั่งยืน ข้าพเจ้าอุตสาหะจนสำเร็จ ขอให้เปลี่ยนนามวัดเรียก ว่าวัดฮกเล่งยี่ ของวิเศษนั้นจะได้มั่นคงอยู่นาน ส่วนพระองค์ก็จะได้ทรงพระเจริญ ยิ่งอยู่นาน พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงยินดี จึงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดเรียกว่า วัดฮกเล่งยี่ ต่อมา ครั้นเสร็จแล้วก็พร้อมกันกลับยังพระราชวัง เสวยโต๊ะเลี้ยงดูกันเป็นที่รื่นเริง แล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานอาลักษณ์แต่งหนังสือเดินทาง มอบให้พระถังซัมจั้งและ ให้นำเงินและของดีมาขอบคุณ ให้พระถังซัมจั่งกับพวกศิษย์เพื่อจะได้เป็นกำลัง เดินทาง พระถังซัมจังก็ไม่รับ มอบคืนกลับเข้าคลังไปตามเดิมฝ่ายพระถังซัมจั่ง จึงลาพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็จัดเสบียงข้าวตาก ข้าวตูให้เป็นเสบียงตามทางแล้วพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางและชาวเมืองกับพระสงฆ์ ในวัดนั้น ก็พร้อมกันตามส่งจนออกนอกพระนคร ส่วนพระสงฆ์ทั้งหลายนั้นตาม ส่ง จนกระทั่งในป่า บางองค์ก็อยากจะไปปฏิบัติ และตามไปเล่าเรียนไม่คิดจะกลับ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถอนขนใส่ปากเสกพ่นออกไปเป็นเสือโครงกว่าสามสิบตัว กระโจนมาสกัดหน้าพระสงฆ์เหล่านั้นไว้ ส่วนพระสงฆ์ทั้งหลายตกใจกลัว ก็พา กันวิ่งหนีมิได้อาจตามไป เห้งเจียก็รีบจูงม้าเดินเข้าทางป่าใหญ่มาบัดเดี๋ยวก็ห่างไกล พระสงฆ์เหล่านั้นก็พากันร้องไห้กลับวัด เห้งเจียเห็นพ้นมาแล้วก็เรียกขนกลับเข้าตัว อ้าจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินตัดทางไป เวลานั้นฤดูหนาวก็เปลี่ยนเป็นฤดูร้อน แล ไปข้างหน้าเห็นมีภูเขายาวยืด แต่บนนั้นมีหนทางเดิน พระถังซัมจั่งหยุดพิจารณา ดู บนเขานั้นล้วนแต่หนามไม้พุ่มรกปกคลุมเถาวัลย์พันรุงรัง แม้จะมีช่องทางเดิน ก็ล้วนแต่หนามทั้งสิ้น เห็นดังนั้นแล้วก็เรียกสานุศิษย์ถามว่า หนทางอย่างนี้เรา จะไปอย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่า อาจารย์ไม่ต้องเป็นทุกข์ รอข้าพเจ้าเอาคราดเหล็ก สับฟาดให้ราบลงแล้ว อย่าว่าแต่จะขี่ม้าจะหามเกี้ยวไปด้วยก็ได้ พระถังซัมจั้ง พูดว่าโป๊ยก่ายมีกำลังมากก็จริง แต่ไม่รู้ว่าจะไปทางนั้นใกล้ไกลสักเท่าใดเห้งเจียว่า ไว้ธุระข้าพเจ้าจะตรวจดูก่อนเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศพิจารณา ดู เห็นเป็นหนามรกปกคลุมยึดยาวแลสุดตาก็ไม่สิ้นระยะ เห้งเจียก็กลับลงมาบอก พระอาจารย์ว่า หนทางนี้ไกลเหลือคะเนสักพันโยชน์ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจ พูดว่าถ้าดังนั้นทำฉันใดเล่าจึงจะไปได้ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า แม้ อยากจะไปก็ต้องตามข้าพเจ้าไป โป๊ยก่ายแปลงกายสูงขึ้นยี่สิบวาแล้วจับคราดแกว่ง ทีหนึ่งร้องให้แปลงคราดก็ยาวออกอีกสามสิบวา โป๊ยก่ายก็เดินมาต้นทางสับซ้าย ฟาดขวาพักหนึ่งเถาวัลย์พุ่มหนามก็ราบเป็นจุลไปทั้งสิ้นหนทางเตียนโล่ง จึงนิมนต์ พระถังซัมจั้งให้เดินตามมา ซัวเจ๋งก็หาบเดินตามเห้งเจียก็เอากระบองคอยเขี่ย แหวกทางไป โป๊ยก่ายคอยฟาดคอยสับเดินมาวันหนึ่งมิได้หยุดมือ ประมาณทาง ได้ร้อยสิบโยชน์ เวลาจวนค่ำ แลไปข้างหน้าเห็นมีช่องเป็นลานเปล่า มีหลักศิลา ตั้งอยู่ เดินเข้าไปใกล้เห็นมีอักษรใหญ่สามตัวว่า เกินกี่เนี้ย) คือเข้าภูเขาหนามรก ข้างล่างมีอักษรเล็กสิบสี่ตัวคำต้นว่า กินกิพ่องพันโป๊ยแป๊ะลี้ แปลว่าหนามรกปก คลุมแปดร้อยโยชน์ คำสองว่าโกไล้อู๊โล่โบ๊หนั่งเกี้ยแปลว่าแต่เดิมมีหนทางไม่มีคนเดินโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะเติมต่ออีกสองคำว่า หมอก กินโป๊ยก่ายเน่งกายผั่ว เต๊กเถ่าไซฮึงโล่จิ้นเพ้งแปลว่าบัดนี้โป๊ยก่ายเปิดทางได้ทะลุ ถึงไซทีทางก็เรียบ พระถังซัมจั้งยินดีลงจากม้าพูดว่าสานุศิษย์เหน็ดเหนื่อยมาก จง หยุดพักที่แห่งนี้สักคืนหนึ่ง พรรุ่งแจ้งเราจึงค่อยออกเดินจะไม่ดีหรือ โป๊ยก่ายพูด ว่า อาจารย์อย่าหยุดเลย เวลานี้ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ควรจะไปได้ข้าพเจ้าจะเปิด ช่องให้เดินได้ตามสบาย พระถังซัมจั้งก็ตามใจ โป๊ยก่ายจับคราดขึ้นหน้าคอยฟาด ค่อยแหวกไปก็พากันเดินไปมิได้หยุด มาได้อีกวันกับคืนหนึ่ง เวลานั้นก็จวนค่ำ และไปข้างหน้าเถาวัลย์ก็รกเรียวหนามรุงรัง และได้ยินเสียงลมพัดไม้ไผ่สนถูเป็น เพลงฟังไพเราะดี แลเห็นที่ว่างตอนหนึ่ง ทีนันมีศาลเจ้าศาลหนึ่ง ที่หน้าศาลมี พฤกษาต่างๆ กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มรื่นเย็นดี พระถังซัมจั้งก็ลงจากม้านั่งพักสัก ประเดี๋ยว เห้งเจียจึงพูดว่าที่ตรงนี้นั่งนานนักไม่ได้ พิเคราะห์ดูวิธีร้ายมากกว่าดี พูด พอจะหยุดคำลง ก็ได้ยินสายลมในศาลนั้นพัดฉิวมา แลไปที่ศาลเห็นตาเฒ่าคนหนึ่ง มือถือไม้เท้าเดินออกมาจากศาล มีคนเดินตามหลังตาเฆ่ามาอีกคนหนึ่งหน้าเขียว มีเขี้ยวออกจากปาก ผมเผ้ารุงรังบนศีรษะทูนถาดขนมเดินตามตาเฒ่าออกมา ตาเฒ่านั้นเข้ามาใกล้ก็คุกเข้าลงคำนับพูดว่า ข้าพเจ้าคือภูมิเจ้าที่อยู่บนเขานี้ทราบ ว่าท่านไต้เซียมาถึงนี่ ไม่มีอะไรจะคำนับท่าน มีแต่ขนมถาดหนึ่งมาเคารพท่าน ให้ท่านอาจารย์กับท่านทั้งสามกินสักอิ่มหนึ่งพอแก้หิว หนทางนี้ไกลถึงแปดร้อยโยชน์ ไม่มีผู้คนเชิญท่านรับประทานเถิดแก้หิวโป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็มีความยินดีจะ เข้าไปหยิบกิน เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็รู้แน่ จึงร้องตวาดโป๊ยก่ายว่าให้ หยุดก่อน เห้งเจียยกกระบองขึ้นถามตาเฒ่าว่าเรามิใช่คนพาล ตัวเป็นพระภูมิ เจ้าที่ไฉนมาทำหลอกลวงเราดังนี้เห้งเจียเงื้อกระบองจะตี ตาเฒ่าเห็นดังนั้นก็ กลายเป็นสายลมพายุหอบเอาพระถังซัมจั่งไป สานุศิษย์ทั้งสามก็พากันตกใจไม่รู้ ว่าอาจารย์หายไปทางไหนก็พากันเที่ยวแยกค้นหาฝ่ายตาเฒ่ากับปิศาจนั้นก็ช่วยกันพยุงพระถังซัมจั้งเหาะไป ครั้นมาถึงกุฎิศิลา ก็ลอยลงยังพื้น ค่อย ๆ วางพระถังซัมจั้งลงแล้ว จับมือพระถังซัมจั้งพูดว่า ข้าพเจ้า มิใช่คนร้ายกาจอะไรดอกท่านอย่าวิตก ข้าพเจ้าคือจับโป๊ยกงอยู่บนเขานี้ เห็น เดือนสว่างลมพัดดี จึงเชิญท่านอาจารย์มาสวดสาธยาย พอแก้ความรำคาญเท่านั้น พระถังซัมจั้งและดูเดือนเห็นแจ่มแจ้งไสวสว่าง และได้ยินเสียงคนพูดว่าวันนี้ท่าน จับโป๊ยกงไปเชิญท่านอาจารย์มาหรือ พระถังซัมจั๋วแลไปก็เห็นตาเฒ่าสามคน รูปร่างนุ่งห่มแปลก ๆ กัน เฒ่าทั้งสามเดินมาคำนับพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็ ทำเคารพตอบแล้วพูดว่าอาตมาไม่มีบุญอภินิหารอะไรลำบากแก่ท่านทั้งหลาย ต้องมาคำนับ เฒ่าจับโป๊ยกงพูดว่าข้าพเจ้าทราบว่าท่านอาจารย์ ลุซึ่งมรรคผลเป็น ผู้วิเศษ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอยอยู่นานแล้ว วันนี้มาประสบพบกับท่านก็เป็นบุญอัน ใหญ่ หากท่านไม่ปิดบังธรรมอันวิเศษขอท่านได้สาธยายให้สำราญเถิด พระถัง ซัมจังย่อตัวลงปราศรัยถามว่านามของท่านที่หนึ่งนั้นซื่อใด จับโป๊ยกงตอบว่า ท่าน ที่หนึ่งชื่อว่าโกเต็กกง ที่สองลินกงจื๊อ ที่สามชื่อว่ายุดหุ้นโช้ ข้าพเจ้าชื่อกินเจี๊ยด พระถังซัมจั้ง ถามอีกว่าท่านทั้งสี่อายุสักเท่าใดแล้วโกเต็กกงตอบว่า ข้าพเจ้าอายุได้พันเศษแล้ว ตั้งแต่เล็กมาก็ชอบรักษาปฏิบัติ ตามทางบวชเรียนมิใช่คนธรรมดา ลินกงจื้อบอกข้าพเจ้าอายุก็ได้พันปีแล้ว ข้าพเจ้า ตั้งแต่เล็กมาก็ชอบทางบวชเรียน ทางระงับสุขตามฝ่ายเซียนไม่เหมือนธรรมดา ฮุดหุ้นใช้ก็บอกว่า ข้าพเจ้าอายุก็ถึงพันปีเศษแล้ว ก็ชอบแต่ทางความระงับปฏิบัติ ตามอย่างเขียนไม่ชอบอยู่ปนด้วยหมู่คณะที่วุ่นวาย กิ้นเจียดจับโป๊ยกงหัวเราะ แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าอายุก็พันเศษชอบรักษาตามฝ่ายเซียนระงับสุขเป็นที่อยู่แห่งใจ พระถังซัมจั่งได้ฟังเฆ่าทั้งสี่พูดดังนั้นก็สรรเสริญว่าท่านทั้งสี่อายุก็สูงและได้รักษา ความบริสุทธิ์ดังนี้ก็เป็นความดีอยู่แล้วเฒ่าเซียนทั้งสี่จึงถามพระถังซัมจั้งว่าท่านอาจารย์อายุได้เท่าใดแล้ว พระถัง ซัมจั้งบอกว่าอาตมาอายุพึ่งได้สี่สิบเท่านั้น ได้พึ่งท่านอาจารย์วัดกิมซัวยี่สั่งสอนตาม พระพุทธศาสนาได้อุตสาห์เล่าเรียน มาบัดนี้ได้รับ รับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปไซที จึงได้มาพบท่านทั้งสี่มีความเอ็นดูอาตมามาก ๆ เซียนเฒ่าทั้งสี่จึงมี ความสรรเสริญว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์แท้ ตั้งแต่เล็กบวชเรียนรู้ พระธรรมลึกซึ้ง ท่านเป็นพระสงฆ์วิเศษกว่าพระสงฆ์ทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าได้รับ ท่านมาถึงนี่ พอท่านได้แนะนำวิปัสสนาธรรมคำหนึ่งสองคำพวกข้าพเจ้าจะได้เข้าใจ บ้างจะได้ไม่เสียทีที่เกิดมา พระถังซัมจั้งได้ฟังเฒ่าทั้งสี่พูดดังนั้นก็มีความยินดี ตอบว่าอันวิปัสสนาธรรมนั้น คือความเห็นวิเศษเกิดขึ้นในดวงจิต คือปัญญาจักษุ เดิมก็เพ่งบริกรรมดูรูปนามว่าเป็นของไม่เที่ยงเป็นกองทุกข์มิใช่ตัวตนคนสัตว์ จน แจ่มใสจิตอันสัประยุทธ์ด้วยสังขารเบกขาญาณ ก็บังเกิดขึ้นกระทำให้กิเลสเครื่อง เศร้าหมองเสื่อมถอยออกไปจากจิต เป็นตะทังคะปะหานและวิกขัมภนะปะหาน ได้เพียงโหกิยะวิปัสนาปัญญา ต่อไปจิตที่สัประยุทธ์ด้วยสังขารเบกขาญาณนั้นลง สูภวังค์จึงมะโนทวาราวิถี ซึ่งเป็นกิริยาเกิดขึ้นแล่นไปอีกเจ็ดขณะ ๆ ที่ต้นเป็น อุปจารณ์ ขณะที่สองเป็นอนุโลม ขณะที่สามเป็นโคตระภูญาณ ขณะที่สี่ที่ห้า เป็นวาระแห่งมรรค ขณะที่หกที่เจ็ดเป็นวาระแห่งผล นี่แหละเรียกว่าหนทางวิสุทธิ มรรคตามในคำภีร์พระพุทธศาสนา ผู้ใดเจริญภาวนากระทำให้พระวิปัสสนาญาณ บังเกิดได้ ตั้งแต่เบื้องต้นคือสัมมะสะนะญาณ จนที่สุดมรรคจิตมรรคญาณ ก็ได้ บรรลุมรรคผลตามกุศลภาวนาแห่งตนอย่างสูงอย่างกลางอย่างต่ำ ความตรัสรู้ไม่ ขาดไม่เหลือรอบคอบก็ปลดเปลื้องเสียซึ่งกิเลสและธุลีลามก คงแต่ธรรมอันปราศ จากเครื่องปรุงเซียนเฒ่าทั้งสี่คอยเงี่ยหูตั้งใจสดับความยินดีเป็นที่ยิ่ง ทุกคนก็พา กันพนมมือเคารพสรรเสริญว่าท่านอาจารย์ มีความรู้สำเร็จได้ทางวิปัสสนาลุถึงราก เง่าแห่งธรรมหาที่เปรียบมิได้เซียนเฆ่ายุดหุ้นโซ้พูดว่าสมาธิที่ระงับธรรมที่อาศัยถึงที่ไม่เกิดไม่ดับเป็นมรรคผล แต่หนทางของพวกข้าพเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น พระถังซัมจั้งพูดว่า แม้ทางไม่อย่างเดียว กันก็จริง แต่รวมภาคนั้นลงอันหนึ่ง เป็นอย่างไรจึงไม่เหมือนกันเล่า เฒ่าเซียนฮุดหุ้น ใช้พูดว่า พวกข้าพเจ้าเกิดมารูปภาคมั่นคงความประสงค์นั้นกับท่านอาจารย์ไม่ เหมือนกันเรียกว่าคนละทาง เพราะต้องอากาศธาตุนิยมแห่งห้าดินเป็นกำลัง ร่าง กายอาศัยความอบรมด้วยน้ำฝนเจือจุนแอบอิงด้วยลมน้ำค้างใบหนึ่งก็ไม่ร่วง พัน กิ่งก็มั่นคง ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้เป็นความจริง อันท่านอาจารย์ถือมั่นในภาษามคธ เป็นที่แน่ใจ ยังกลับไปไซทีหาพระปริยัติธรรมเป็นพยานแน่อย่างนี้ ก็ป่วยการเสีย เวลา ไม่ทราบว่าจะค้นหาอะไร ที่ว่าผ่าควักเอาหัวใจราชสีห์ศิลา ลืมไม่รู้สึกว่า สมาธิหลงปรารถนามรรคผลซึ่งคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ในเขานี้ ความสนทนา ด้วยเถาวัลย์พุ่มรกอย่างนี้ เป็นที่คนกุนจี้ออยู่สำราญอย่างนี้ จะต้องหาใครมา แนะนำสั่งสอน ต้องพิจารณาดูโดยละเอียดก็จะได้เห็นความสุขในปัจจุบันนี้จะมิดี หรือ ต่อไปเมื่อหน้าก็จะได้พบพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาตรัสจะมิดีหรือพระถังซัมจั้ได้ฟังเฒ่าเซียนฮุดหุ้นโช้พูดดังนั้น ก็คุกเข่าเคารพขอบใจเซียนเฒ่า โป๊ยกงก็ลงจากที่พยุงพระถังซัมจังขึ้น เฒ่าเซียนลินฮือจื้อก็พูดว่า ท่านฮุดหุ้นโช้ อธิบายคำนั้นชัดเจนนัก ขอท่านอาจารย์อย่าถือผิด นิมนต์ลุกขึ้นเถิด เห็นเดือน สว่างจะทำคำศัพท์กลอนมิได้คิดว่าจะสาธยายซึ่งข้อปฏิบัติบวชเรียน เฒ่าเซียน ยุดหุ้นใช้ชี้มือไปข้างปรกศิลาแล้วพูดว่า หากจะเล่นคำต่อกลอนกัน ก็ต้องไปที่ ปรกศิลานั้น ฉันน้ำชาท่านเห็นควรหรือ พระถังซัมจั้งเฒ่าเซียนทั้งสี่ก็พากันไปที่ ปรกศิลา ต่างนั่งที่ตามสมควรแล้ว เห็นปิศาจหน้าเขียวนั้นยกน้ำชามาตั้งเรียง บนโต๊ะแล้ว เฒ่าเซียนทั้งส่ก็นิมนต์พระถังซัมจั้งฉันพระถังซัมจั้งสงสัยไม่อาจ ฉันเม่าเซียนก็ยกถ้วยขึ้นกินก่อน พระถังซัมจั้งจึงได้ฉัน ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัม จังพิเคราะห์ดูบนปรก ที่ประตูมีหนังสือสามตัวว่า (ปั๊กเซียนจัม) คือปรกฤๅษีไม้ แลไปข้างในมีที่บูชาสว่างไสวดุจพระจันทร์สองแสงมีกลิ่นหอมระรื่น รอบนอกใน มีชัยภูมิสำราญสะอาดบริสุทธิ์ พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็นึกยินดีอดไม่ได้ กล่าว เป็นกลอนขึ้นคำหนึ่งว่า (เสียนซิมจ่อง้วยดังฮ่วนลั้ง) แปลว่า จิตสมาธิดุจพระจันทร์ อยู่ที่ว่างกลับสว่าง เฒ่าเซียนจับโป๊ยกงตอบว่า (ซีเฮ้งยู่เทียนเชงกันซิน ) แปลว่า โคลงขึ้นดุจฟ้าใสกลับใหม่ โตเต็กกงต่อว่า (ฮ้อภู่มั่นไจ๊เทียมกิมซิ้ว) แปลว่า คำดี ดุจร้อยปักไหมตาด ลินกงจื้อต่อว่า (กายบุ๋นปุกเตี๋ยมสุยซี้เตียน) แปลว่า หนังสือ ทุกแต้มดังมณีรัตน์พระถังซัมจั่งฟังเฆ่าเซียนต่อกล่าวดังนั้นจึงพูดว่าอาตมาพลั้งปากพูดขึ้นคำหนึ่ง ทำให้ท่านทั้งหลายพลอยลำบากไปด้วย อาตมาได้ฟังคำกลอนของท่านทั้งหลาย ใสสะอาดเป็นครูได้ทุก ๆ คำ จับโป๊ยกงพูดว่า ท่านอาจารย์ออกคำเดียวไม่ต่อ พวกข้าพเจ้าต้องอุตสาห์กลอนให้ประกอบกัน พระถังซัมจั่งพูดว่า คำของท่านทั้ง หลายไม่ตกหล่นไพเราะเพาะดีทุก ๆ คำ ข้าพเจ้ามีความระลึกไว้เป็นอย่างยิ่ง แต่เวลานี้ดึกดื่นไม่ทราบว่าสานุศิษย์จะอยู่แห่งใด อาตมาขอลาไปตามสานุศิษย์ก่อน ขอท่านทั้งสี่โปรดชี้ทางให้อาตมาด้วยเถิด เฒ่าเซียนทั้งสี่หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน อาจารย์อย่าเป็นทุกข์ พวกข้าพเจ้าพันปีจึงได้พบ เวลานี้แสงเดือนก็สว่างดุจ กลางวัน นิมนต์ท่านอาจารย์นั่งพักสนทนาก่อน รอสว่างแล้วพวกข้าพเจ้าจะส่งไป ให้ถึงที่ได้พบกันกับศิษย์ทั้งสาม เวลาเมื่อพูดกันอยู่นั้น แลเห็นนางสาวสองคนถือ โคมไฟนำหน้า ข้างหลังมีนางเซียนสาวน้อยเดินตามมาตรงเข้ามาในปรก นาง เซียนน้อยเดินเข้ามาใกล้เฒ่าเซียนทั้งสี่ก็ปราศรัยถามว่า นางเซียนหนึงไปไหนมา หรือ นางเซียนน้อยตอบว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่ามีแขกดีมาถึงนี่ จะใคร่มาถามดู และอยากจะพบด้วย เฒ่าเซียนจับโป๊ยกง ชี้พระถังซัมจั้งแล้วพูดว่านี่แหละแขกดี จะต้องไปหาที่ไหน พระถังซัมจั้งสำรวมก็ริยาหาได้พูดจาว่ากล่าวประการใดไม่ นาง เซียนก็เรียกให้ยกน้ำชามา นางสาวใช้ก็เอาป้านรินน้ำชาใส่ถ้วย รสชาฟุ้งขึ้นกลิ่น หอมระรื่น นางเซียนหนึงก็ยกมาถวายพระถังซัมจั้งหนึ่งถ้วย ยังสี่ถ้วยก็ยกมาให้ เฒ่าเซียนคนละถ้วย นางเซียนก็นั่งสนทนาปราศรัยพูดว่า เวลานี้เดือนกำลังสว่าง ท้องฟ้ากำลังเย็นใสดี ขอท่านตาสั่งสอนข้าพเจ้าสักคำสองคำพอเป็นคติสุภาษิต แก้รำคาญเฒ่าเซียนฮุดหุ้นโช้พูดว่า พวกข้าพเจ้าถ้อยคำยังแพร่งพรายท่านอาจารย์นั้น เรียนรู้มากสมควรจะแสดงชี้แจงให้ได้ เฒ่าทั้งสี่จึงอธิบายคำกลอนและสาธยายใน ทางธรรมข้อวัตปฏิบัติของพระถังซัมจั้งให้นางเซียนหนึงฟังทุกประการ นางเซียน หนึงครั้นได้ฟังข้อความของพระถังซัมจังก็มีความเลื่อมใสศรัทธาชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงพูดแก่เฆ่าทั้งสี่ว่า ข้าพเจ้ามิได้มาต่อกลอนบ้าง แม้ถึงดังนั้นก็จะมิให้เสียคำ จะขอต่อสักกลอนหนึ่งว่าแล้ว นางจึงกล่าวเป็นกลอนว่าชื่องามนามเพาะเหมาะ ใจชน เอมโอชโอซาหลงลืมตน เฒ่าทั้งสี่สรรเสริญว่ากลอนนางเซียนหนึงพูดว่า ข้าพเจ้ายังเกรงอยู่ด้วยได้ยินท่านอาจารย์กลอนนั้นเพาะนัก อยากให้ท่านต่อสัก กลอนหนึ่งจะได้หรือไม่ พระถังซัมจั้งนั่งนิ่งมิได้โต้ตอบประการใดฝ่ายนางเซียนยิ่งพิศไปมาก็มีความยินดีรักใคร่ จึงขยับเข้านั่งใกล้พระถังซัมจั้ง แล้วพูดอ้อนวอนกระซิบกระซาบว่า เวลานี้เดือนกำลังสว่างต่อกลอนเล่นให้สนุก จะคอยเมื่อไรเล่า คนเราเกิดมาจะให้สดใสได้เท่าใด จับโป๊ยกงพูดว่า นางเซียน หนึ่งมีความอ่อนน้อมท่านอาจารย์ควรจะรับรองแล้ว หากจะไม่เอ็นดูคือไม่รู้จักท่วงที โกเต็กกงพูดว่าท่านอาจารย์ชื่อเสียงปรากฏ เห็นจะไม่เป็นไปได้เช่นนั้น หาก เป็นการจริงว่านางเซียนมีจิตรักใคร่เช่นนั้น ก็ให้ท่านฮุดหุ้นใช้กับจับโป๊ยกงเป็นเถ้าแก่ ข้าพเจ้ากลับลินกังจื้อเป็นฝ่ายหญิงจะได้แต่งการวิวาหะมิดีหรือ พระถังซัมจั่ง ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เผือดผุดลุกจากที่เดินมาร้องเสียงดังว่า พวกท่านนี้เป็นพวก เดียวกันแก่มารร้าย เอาเหตุอย่างนี้มาซักชวนเราเป็นการอันไม่สมควร เมื่อแรกแสดง การโต้ตอบทางมรรคทางผลก็ควรแก่การแล้ว บัดนี้เอาหญิงรูปงามมาล่อลวงเรา ดังนี้จะเห็นสมควรแล้วหรือเฒ่าเซียนทั้งสี่คนเห็นพระถังซัมจั้งไม่พอใจมีความ ขัดเคืองดังนั้นก็ไม่อาจพูดต่อไปฝ่ายอ้ายปิศาจหน้าเขียวได้ฟังดังนั้น ก็ขยับเขี้ยวเคี้ยวกรามทะลึ่งตึงตังพูดดุจ เสียงฟ้าสั่นว่า สงฆ์องค์นี้ทำไมไม่รู้ดีร้ายหนักเบา อันความดีของหญิงนี้ไม่ต้อง พูดก็รู้ได้ว่าคนดีละเอียดลออ แต่เพียงวิชาทำกลอนเท่านั้นก็รู้ได้ว่าเป็นคนฉลาดแล้ว เขาจะยอมตัวให้เหตุไรจึงไม่มีความปราศรัยเล่าอย่าทำให้ล่วงเกินการไป คำของ ท่านโกเต็กกงนั้นควรแล้ว หรือไม่พอใจข้าพเจ้าจะช่วยเป็นธุระแต่งให้ พระถังซัม จั่งได้ยินอ้ายหน้าเขียวพูดดังนั้น ตกใจหน้าซีดลงทันทีก็นั่งนิ่งอยู่ ปิศาจหน้าเขียว พูดว่าพวกข้าพเจ้าเอาตัวมาจะไม่ให้เป็นเพศสงฆ์ต่อไปอีก หากว่าไม่รับแต่งในการ นี้จะมิเสียชาติที่เกิดมาหรือ พระถังซัมจังนิ่งตรึกตรองอยู่ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์ทั้งสาม จะไปเที่ยวตามหาแห่งใด คิดขึ้นมาแล้วก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้ไหลออกมาโซมหน้า นางเซียนหนึงเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วแอบเข้านั่งใกล้เล้าโลมชักผ้าเช็ดหน้าส่งให้ พระถังซัมจั้ง แล้วพูดว่าท่านแห่งที่รักอย่าโทมนัสเสียใจเลยจงเอาผ้าเช็ดน้ำตาเสีย เถิด พระถังซัมจั่งตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วลุกจะหนีออกจากปรก พวกเหล่านั้น ก็ช่วยกันสกัดกั้นไว้จนเวลารุ่งแจ้ง ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกว่าพระอาจารย์สนทนา อยู่ในนั้นหรือ อันที่จริงเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งหาบคอนจูงม้าไปเที่ยวค้นหาทั้งคืน มีได้หยุดพักหลับนอนเลยเดินตลอดออกมาจากที่ทางพุ่มหนาปรก ประมาณได้แปด ร้อยโยชน์ เมื่อได้ยินเสียงอาจารย์ตวาดก็จำได้จึงพร้อมกันโห่ขึ้น พระถังซัมจั้ง ก็ออกประตูร้องเรียกว่าเห้งเจียอาตมาอยู่นี่ จงมาช่วยเราโดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจนางไม้หญิงชายเหล่านั้นก็ตกใจ ก็อันตรธานสูญหายไปทั้งสิ้น เห้งเจียมาถึงก่อนโป๊ยก่าย ซัวเจ้งก็ตามกันมาถึงถามว่าทำไมพระอาจารย์จึงมา ถึงที่ตรงนี้ได้ พระถังซัมจั้งก็เล่าความตามที่เป็นมาตั้งแต่ต้นจนปลายให้สานุศิษย์ ฟังทุกประการ เห้งเจียถามว่าพระอาจารย์สนทนาแก่พวกเหล่านั้น ได้ถามชื่อ เสียงเรียงนามมันหรือไม่ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมาได้ถามนามชื่อของตาเฒ่า นั้นบอกว่าชื่อจับโป๊ยกง คนที่สองชื่อว่าโกเต็กกง คนที่สามชื่อว่าลินกงจื้อ คนที่สี่ ชื่อฮุดหุ้นโซ้ นางผู้หญิงนั้นชื่อว่าเซียนหนึ่ง โป๊ยก่ายถามว่าพวกเหล่านี่มันอยู่ที่ไหน บัดนี้มันไปข้างไหน พระถังซัมจังบอกว่า มันจะไปข้างไหนก็หารู้มันได้ไม่ แต่ที นั่งพูดกันนั้นก็จะไม่ไกลนัก สานุศิษย์ทั้งสามก็เที่ยวเดินตรวจดูเห็นมีปรกศิลาอยู่ ข้าง บนจารึกอักษรใหญ่สามตัวว่า หมอกเซียนอัน พระถังซัมจั้งบอกว่าที่ปรกนั้นแหละ เห้งเจียจึงพิจารณาดูโดยละเอียด ก็เห็นมีต้นพฤกษาใหญ่ไม้ไผ่แก่ก่อหนึ่ง ข้าง หลังนั้นมีต้นเคี่ยมอยู่ต้นหนึ่ง และต้นตะเคียนสารภีสองต้นต้นอบเชยสองต้น เห้งเจียพิจารณาดูเห็นแน่ใจแล้วก็หัวเราะ ถามว่าพี่น้องเห็นพวกปิศาจหรือยัง โป๊ย ก่ายบอกว่ายังไม่เห็นที่ไหน เห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้ คือหมู่ไม้ใหญ่เหล่านี้เองเป็นปิศาจ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงรู้ได้ว่าต้นไม้ใหญ่นี้เองเป็นปิศาจเล่า เห้งเจียตอบว่าจับ โป๊ยกงนั้นคือไม้สน โกเต็กกงนั้นคือต้นเป็ก ลินกงจื้อนั้นคือต้นไทร ฮุดหุ้นโช้นั้น คือต้นไผ่ อ้ายปิศาจหน้าเขียวนั้นคือต้นไม้เคี่ยม นางเซียนหนึงนั้นคือต้นไม้ตะเคียน สาวใช้ทั้งสองนั้นต้นสารภีและอบเชยโป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็มิได้รอรั้งสองมือจับคราดตรงเข้าสับฟัน ต้นอบเชยต้นสารภี กระชากโค่นล้มลงแล้ว ก็เอาคราดสับฟันจนป่นละเอียดทั้งต้น ตะเคียนและต้นอื่น ๆ ก็กระชากล้มลงหมดทั้งนั้นทุก ๆ ต้น ที่รากไม้เหล่านั้นมี โลหิตไหลออกอาบไปทั้งนั้น พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามว่า โป๊ยก่ายอย่า ทำร้ายมันเลยแม้มันเป็นปิศาจก็จริง แต่มันมิได้ทำร้ายเราช่างมันเถิด เราพากัน รีบหาทางไปดีกว่า เห้งเจียว่าพระอาจารย์จะปรานีมันไม่ได้ไว้นานไปมันมีกำลัง กว้างใหญ่ขึ้น มันจะทำร้ายคนหาน้อยไม่ โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับฟันกระชากล้ม ลงทั้งสิ้น ขุดรากขุดเง่าเสียทุกๆ ต้น แล้วนิมนต์อาจารย์ขึ้นมาตั้งหน้าหมายทิศ ปราจีนแล้วก็ออกเดินไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เวลานั้นก็ออกจากหนามรกแล้ว ฤดูนั้น เป็นฤดูร้อนกำลังเดินและไปข้างหน้า เห็นภูเขาสูงยอดเทียมเมฆ จิตใจให้สะดุ้ง หวาดเสียว เห้งเจียแบกกระบองออกหน้านำทางขึ้นเขา พอข้ามเขาเดินลงได้ถึง เขามีที่ลาด ก็แลเห็นรัศมีสว่างมีเมฆหมอกปกคลุมเห็นมีห้องหอสูงลิ่ว และได้ยิน เสียงระฆังดังหง่าง ๆ พระถังซัมจั่งบอกให้พวกสานุศิษย์ดูว่าจะเป็นที่แห่งใดแน่ เห้งเจียชะเง้อไปดูโดยละเอียดแล้ว บอกแก่พระอาจารย์ว่าที่นั้นเป็นที่พระอารามใหญ่ และมีรัศมีงดงามยิ่งนัก แต่เหตุใดมีสีเมฆร้ายเข้าไปปกคลุมอยู่ แต่พิเคราะห์ ดูเหมือนจะเป็นวัดลุ่ยอิมยี่ แต่หนทางนั้นผิดไป หากพวกเราไปถึงอย่าทำมักง่าย เข้าไป วิตกจะถูกมือร้ายจะทำเอา พระถังซัมจังว่า ที่นี่เป็นวัดลุ่ยอิมยี่ ก็คือที่เขา เล่งซัว เห้งเจียจะจำผิดไปดอกกระมังเห้งเจียพูดว่ามิใช่เขาเล่งซัว เขาเล่งซัวข้าพเจ้าเคยไปสองหนแล้ว มิใช่ที่ตรงนี้ ซัวเจ๋งพูดว่าไม่ใช่เราก็ต้องไปทางนั้น เมื่อถึงเขาแล้วเราก็คงจะรู้ได้แน่ เห้งเจียว่า น้องพูดถูก พระถังซัมจั้งก็รีบขับม้ามาถึงหน้าวัดแลเข้ามาก็เห็นนามวัดว่าลุ่ยอิมยี่ สามตัวอักษร พระถังซัมจั้งก็ลงจากหลังม้าปากก็ด่าบ่นว่าเห้งเจียอ้ายชาติลิง ก็นี่ วัดลุ่ยอิมยี่แน่แล้วยังจะพูดโยนยาวหลอกเราต่อไปอีกเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์อย่าเพิ่งวุ่นวายท่านจงดูบนประตูมีหนังสือสี่ตัวท่านมาหลงว่าสามตัว กลับ มาโกรธข้าพเจ้า พระถังซัมจังเหลียวไปดูเห็นอักษรสี่ตัวว่าวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่พระ ถังซัมจังว่าหากเซี้ยวลุยอิมยี่ก็จริง แต่คงจะมีพระพุทธเจ้าเข้าอยู่ในนั้น ในคำภีร์ มีกล่าวว่ามีพระสามพันองค์คงจะอยู่ทิศหนึ่ง พระโพธิสัตว์กวนอิมน่ำไฮ้ พระโพ้ เฮี้ยนอยู่เขางอมี่ซั่ว พระบุญชั่วอยู่เขาท้ายเง้าซั่วนี่ไม่รู้ว่าพระองค์ใดอยู่ในวัดนี้ โบราณท่านย่อมว่ามีพระพุทธก็คงมีพระธรรมทิศไหนจะไม่มีของวิเศษบ้างเล่า จำ เราจะต้องเข้าไปดูเห้งเจียห้ามว่าไม่ควรจะเข้าไป พิเคราะห์อาการจะร้ายมากกว่า ดีหากเกิดเหตุขึ้นอย่าโทษข้าพเจ้า พระถังซัมจั่งพูดว่าอาตมาตั่งใจจะนมัสการ พระจะโกรธเห้งเจียทำไม จึงเรียกโป๊ยก่ายเอาผ้ากาสาวพัสตร์มาครองแล้ว สำรวม กิริยาเดินเข้าไปยังโบสถ์ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกว่าถังซัมจั้งอุตสาห์มาจาก เมืองไกล นมัสการพระพุทธเจ้าของเราทำไมยังมีจิตเกียจคร้านอยู่เล่าพระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็เข้าไปทำเคารพนมัสการ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่า หมอบอยู่กับพื้น เห้งเจียเก็บข้าวของและจูงม้าเข้าไปที่หลัง วางของกับม้าอยู่ข้าง นอก เห้งเจียก็เข้าไปในประตูและไปก็เห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ท่ามกลาง ข้างรอบ นั้นมีพระอรหันต์และเทพยดาเทพารักษ์ อุบาสกอุบาสิกากับทั้งท้าวจัตุโลกบาล แวดล้อมเรียงรายเป็นลำดับเครื่องบูชาธูปเทียบดอกไม้หอมระรื่น พระถังซัมจั้งโป๊ย ก่ายซัวเจ็งก็ทำเคารพนบนอบโดยความเรียบร้อย ยังแต่เห้งเจียยืนดูอยู่ยังไม่ลด ก็ได้ยินเสียงพูดว่าเห้งเจียเข้ามาเฝ้าพระองค์ทำไมจึงไม่ทำนมัสการ เห้งเจียพิจารณา ดูโดยละเอียดก็รู้ได้ว่าปิศาจแปลงปลอมบันดาลให้เหมือนพุทธเจ้า จึงชักกระบอง ออกชี้ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมารร้าย มึงช่างใจโตอาจสามารถสองมีอ แปลงปลอมเป็นพระพุทธเจ้า ให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศของพระองค์ ถือกระบองตรงเข้าไปจะตีปิศาจ ก็พอได้ยินเสียงบนอากาศดังฉิ่งฉ่างตกลงมาเป็น ฉาบคู่หนึ่ง ตรงเข้ารวบหัวรวบหางจับเห้งเจียติดอยู่ในฉาบนั้นออกมิได้ โป๊ยก่าย ซัวเจ็งเห็นดังนั้นต่างก็จับเครื่องมือ พวกอรหันต์เทวดาเหล่านั้นช่วยกันเข้าล้อมจับ โป๊ยก่ายซัวเจ้ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเสียท่าถูกพวกเหล่านั้นจับมัดได้ทั้งสองคนทั้งพระ ถังซัมจั้งมันก็ยึดไว้ เอาเชือกมัดสอดทั้งสามคนผูกติดไว้กับเสา อันความจริงที่แปลง เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็ปิศาจไต้อ๋อง พวกสาวกบริวารเหล่านั้นคือปิศาจบริวารทั้งสิ้น ครั้นแล้วปิศาจไต้อ๋องก็กลับเป็นรูปเดิม สำนักกลายเป็นที่อยู่ของปิศาจทั้งสิ้น เห้งเจียติดอยู่ในฉาบ ก็เอาขึ้นไว้บนหอสูง กำหนดสามวันสามคืนก็จะแปรเป็น น้ำหนอง ยังอีกสามคนนั้นเราจึงค่อยต้มกินเมื่อภายหลัง พวกปิศาจก็มาเปลื้อง เอาผ้ากาสาวพัสตร์ ของพระถังซัมจั่งออกเก็บยัดใส่หาบแล้วก็เอาไปเก็บซ่อนไว้ ในห้องลับฝ่ายเห้งเจียติดอยู่ในฉาบมืดมัวแลไม่เห็นฟ้าดิน อบร้อนเสโทไหลซาบ ไปทั้งตัว ดิ้นรนกระทุ้งซ้ายกระแทกขวาก็ไม่ออกได้ เอากระบองเหล็กตีก็ไม่ออก ได้ จึงคิดว่าจำเราจะยืนตัวให้หลุดออกจากฉาบ จึงร่ายคาถาตัวก็ยืนสูงขึ้นสักพันวา ฉาบก็ยืดตามตัวขึ้นไปเหมือนกัน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงเอากระบองเหล็กร่ายคาถา เป๋าให้เป็นสว่านแหลมไชลงสักพันหนก็ไม่ทะลุได้ เห้งเจียก็สิ้นความคิด จึงร่าย คาถาเรียกเทพยดาเจ้าเอี๊ยดที้ และหมู่เทพาอารักษ์ลักเต็งลักกะกับหมู่เจ้าที่รักษา ธรรมก็มาพร้อมกันที่ฉาบนั้น ถามว่าท่านไต้เซียเรียกพวกข้าพเจ้ามามีธุระอะไรหรือ พวกข้าพเจ้าคอยระวังรักษาอาจารย์อยู่แล้ว เห้งเจียบอกว่าอาจารย์ไม่เชื่อฟังเรา ห้ามถึงจะตายก็โทษใครไม่ได้ แต่พวกท่านต้องคิดอ่านเอาเราออกแล้วจึงค่อยหา อุบายแก้ไขอยู่ในฉาบนี้อบร้อนไม่เห็นแสงสว่างอย่างนี้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเป็นแน่หมู่เทพยดาอารักษ์ ลักเต็งลักกะช่วยกันง้างฉาบก็มิได้ไหวสะเทื้อน หมู่เทพา อารักษ์ทั้งหลายจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ฉาบนี้ไม่ทราบว่าจะเป็นของวิเศษอย่างไร พวกข้าพเจ้าช่วยกันคัดก็ไม่ออก สุดกำลังที่จะช่วยท่านได้ เจ้าเอี๊ยดที้จึงให้ลักเต็ง คอยรักษาพระถังซัมจั้ง ให้ลักกะคอยอยู่รักษาฉาบ หมู่เจ้าคอยล้อมลาดตระเวน ตัว เจ้าเอี๊ยดที้เหาะขึ้นไปยังประตูสวรรค์น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็ตรงเข้าไปยังปราสาท เหลงเชี่ยวเต้ย เห็นเง็กเชียงฮ่องเต้ประทับอยู่บนเทวบัลลังก์ทำคำนับแล้วก็กราบทูล ว่า ข้าพเจ้าเอี้ยดที้ขอกราบทูลพระองค์ได้ทรงทราบ ด้วยบัดนี้ซีเทียนไต้เซียรักษา พระถังซัมจั้งไปอาราธนาพระธรรมยังประเทศไซที ข้ามมาถึงตำบลเขาเซี้ยวลุ่ยอิมยี่ ถูกมารปิศาจร้ายจับทิ้งไว้ทั้งศิษย์และอาจารย์ ซีเทียนไต้เซียอยู่ในฉาบวิเศษออกมิได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบจะโปรดประการใดเงิกเชียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนัน จึงรับสังให้เทพยดาดาวยีสิบแปดดวงรีบยก ลงไปช่วยพระถังซัมจั่งโดยเร็ว หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็พร้อมกัน ถวายบังคมลา พร้อมกับเจ้าเอี๊ยดที้ออกจากเหลงเซียวเต้ย ตรงประตูน้ำที่หมึง เหาะลงมายังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่เมื่อเวลามาถึงวัดได้สองยามเศษ พวกปิศาจทั้ง หลายพากันนอนหลับไปทั้งสิ้น หมู่ดาวทั้งหลายก็มาพร้อมกันที่ฉาบนั้น บอกว่า ได้เซียบัดนี้เง็กเชียงฮ่องเต้ ให้พวกข้าพเจ้าดาวยี่สิบแปดดวงมาช่วยท่านเ้งเจียว่า พวกท่านจงรีบลงมือกระทำการทุบฉาบนี้ให้แตกละเอียดข้าพเจ้า จึงจะออกได้ หมู่ดาวบอกว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทุบเพราะฉาบนั้นเป็นสิ่งของประกอบ หากทุบมันก็จะดังขึ้น ถ้าดังขึ้นแล้วพวกปิศาจมันตกใจตื่นก็จะลำบาก ท่านจงคอย รอพวกข้าพเจ้าจะเจาะไชให้ทะลุ ถ้ามีรูลมเข้าได้ท่านจึงจะออกได้ เห้งเจียว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะคอย หมู่ดาวทั้งหลายก็ออกแรงช่วยกันเจาะและไชก็ไม่สามารถจะให้ ทะลุได้ เห้งเจียอยู่ในฉาบก็คอยหันซ้ายหันขวาดูแสงสว่างก็มิได้เข้าไปได้ จึงดาว กังกิมเล้งพูดว่า ไต้เซียข้าพเจ้าคิดดูว่าของสิ่งนี้ เป็นยู่อี่วิเศษอาจเปลี่ยนแปลงได้ ท่านอยู่ข้างในคอยคลำดูตามรอยปะกับ ข้าพเจ้าจะเอาเขาแยงเข้าไป ถ้าถึงข้าง ในท่านจึงแปลงตัวตามออกมา เห้งเจียว่าดีแล้ว ๆ ดาวกังกิมเล้งจึงแปลงตัวเป็น เขาแหลม แล้วก็ไชตามรอยปะกับเข้าไปทะลุตลอดในจึงร้องให้ใหญ่เท่าปากชาม ปากไปล่ รอยปะกับก็เคลื่อนตามเขาเห้งเจียอยู่ข้างในคลำไปคลำมาถูกปลายเขา ร้องว่าเห็นจะไม่เป็นการไม่มีอะไรอาศัยจะออกอย่างไรได้ เห้งเจียจึงเอากระบอง แปลงเป็นหมุดแหลมเจาะยอดเขาพอเป็นรูนิดหนึ่ง ตัวเห้งเจียก็แปลงเท่าเมล็ด พันธุ์ผักกาดก็เข้านั่งในรูนั้นแล้ว ก็ร้องให้ชักเขาออกเถิด กังกิมก็ชักเขาหลุดออก มา เห้งเจียก็กระโดดออกจากรูเขา กลายกลับเป็นรูปเดิมชักกระบอกตีฉาบทีหนึ่ง เสียงดังดุจเขาทองแดงทะลาย ฉาบก็ป่นละเอียดตั้งพันชิ้น เจ้าเอี๊ยดที้กับดาวทั้ง หลายก็สะดุ้งใจทุกคนพวกปิศาจกำลังนอนหลับก็พากันตกใจตื่นทุกตน ไต้อ๋องปิศาจผุดลุกขึ้นเอา เสื้อสวมตัวแล้ว วิ่งไปที่กองประชุมพลต่างก็ถือเครื่องศาสตราอาวุธเวลานั้นก็ พอสว่างแจ้งพากันตรูเข้าล้อมหอเห็นเห้งเจียกับหมู่เทพยดาเทพารักษ์กำลัง ห้อมล้อมอยู่ข้างฉาบนัน ปิศาจเห็นดังนั้น ก็ตกใจยิ่งนักจึงให้พวกปิศาจบริวาร ปิดประตูชั้นในแน่นมิให้เข้าออกได้ เห้งเจียก็พาพวกเทวดาเหาะขึ้นอยู่บนอากาศ พวกปิศาจเก็บรวบรวมฉาบแตกนั้นแล้ว ก็เรียงรายยังประตู ปิศาจไต้อ๋องแต่งตัว เสร็จแล้ว มือถือแผ่นเหล็กออกมาจากที่โกนร้องเรียกว่า เฮ้ยอ้ายเห้งเจีย ถ้ามึง เป็นลูกผู้ชายจริงจะหนีไปห่างไกลทำไม จงลงมาลองฝีมือกันสักพักหนึ่งจะได้เห็น ว่าใครดีและชั่วเห้งเจียก็พาหมู่เทพยดาลงมายังพื้น ถือกระบองตรงมาชี้หน้าว่ามึงเป็นชาติ ปิศาจมารร้ายอะไรที่ไหน อาจสามารถแปลงปลอมเป็นพระพุทธเจ้า และจัดทำ เป็นวัดวาอารามดังนี้ ด้วยมีประสงค์อย่างไรปิศาจไต้อ๋องตอบว่า อ้ายลูกลิงยัง ไม่รู้นามของเรา เพราะฉะนั้นจึงอาจสามารถมาทำโอหังดังนี้ ตำบลนี้เรียกเซียวไซที เรารักษาปฏิบัติจนสำเร็จ ฟ้าจึงบันดาลมีห้องหออันวิเศษให้เรานามของเราคืออึ้ง ไบ้เล่ายุด ชนทั้งหลายไม่รู้จึงเรียกว่าอึ้งไปไต้อ๋อง เราได้ทราบข่าวมานานแล้วว่า เจ้าจะมาทางนี้เพื่อจะไปไซที มีฝีมือปรากฏเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นจึงบันดาลให้ เป็นวัดวาอารามลวงให้อาจารย์เจ้าเข้ามา เพื่อจะใคร่ลองผีมือแก่เจ้าหากว่าเจ้า ชนะเรา เราจะป้องกันรักษาไปให้ตลอดสำเร็จซึ่งมรรคผล หากไม่ชนะเราจะจับ พวกเจ้าตีเสียให้ตาย เราจะไปหาพุทธเจ้า อาราธนาธรรมกลับไปเมืองไต้ถังเพื่อ สำเร็จมรรคผลเห้งเจียได้ฟังจึงหัวเราะ แล้วพูดว่าอ้ายปิศาจมึงอย่าพูดอวดตัวแม้มึงอยาก จะลองฝีมือก็จงมารบกันเถิด ว่าแล้วต่างคนก็เข้ารบกันได้ประมาณห้าสิบเพลงยัง ไม่แพ้ชนะกัน พวกปิศาจก็พากันโห่ร้องตีม้าล่อตีกลองออกอึ๊กทึกกึกก้องโกลาหล พวกเจ้าเอี๊ยดที้กับเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายก็ยกอาวุธขึ้นโห่ร้อง เข้าล้อมปิศาจ ใต้อ๋องตกอยู่ในท่ามกลาง แต่ปิศาจก็มิได้สะดุ้งหวาดหวั่น มือหนึ่งถือป้ายคอยรอรบ มือหนึ่งก็ล้วงเอาถุงผ้าขาวออกมาถุงหนึ่งขว้างขึ้นบนอากาศถุงนันก็ช้อนตักเอ พวกเทพดาและเห้งเจียเข้าอยู่ในถุงทังสิน ปิศาจก็เรียกถุงกลับคืนไปยังที ให้พวก ปิศาจเอาเชือกปอมาแล้ว จับลากออกมามัดคนละคน หิ้วเอาไปทิ้งไว้ที่ดินเสร็จ แล้วปิศาจไต้อ๋องก็จัดโต๊ะมาเลี้ยงกันเป็นที่สำราญรื่นเริงจนเวลาพลบค่ำก็พากัน ไปหลับนอนให้ฝ่ายเห้งเจียต้องมัดนอนกลิ้งอยู่กับดินพอเวลาดึกครึ่งคืนก็ใช้วิชาซ่อนตัว ตัวเล็กลงแล้วก็ลอดออกจากเชือกมัด เดินเข้าไปใกล้พระถังซัมจั้ง เรียกพระ อาจารย์คำหนึ่ง พระถังซัมจั้งจำเสียงได้ว่าเห้งเจีย จึงร้องเรียกสานุศิษย์ว่าให้ช่วย เราด้วย ต่อไปเราไม่กล้าขัดขวางแล้ว เห้งเจียจึงแก้พระอาจารย์ออกก่อนแล้วแก้ โป๊ยก่ายซัวเจ็งออก แล้วแก้หมู่เทพยดาและดาวเอี้ยดที้กับลักเตงลักกะออกทั้งสิ้น ก็จูงม้ามาให้พระอาจารย์ขี่ให้รีบไปโดยเร็ว พอออกจากประตูก็พอนึกขึ้นได้ว่า หาบใส่ข้าวของนั้นไม่รู้ว่ามันเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน ก็กลับเข้าไปค้นหา กังกิมเล้งพูดว่า ช่วยอาจารย์ออกได้แล้วก็ควรจะรีบไป จะห่วงข้าวของทำไม เห้งเจียบอกว่าของ สำคัญไม่เอาไปไม่ได้ คือบาตรและของวิเศษผ้ากาสาวพัสตร์และหนังสือเดินทาง อยู่ในห่อ เป็นของสำหรับตัวในทางพระสงฆ์จะทิ้งไปมิได้โป๊ยก่ายพูดว่าพี่กลับไป หาข้าพเจ้าจะออกไปคอยที่ต้นทางฝ่ายพวกเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายก็คอยป้องกันรักษาพระถังซัมจังบันดาล ฤทธานุภาพเป็นลมพายุหอบส่งข้ามพ้นที่นั้น เดินลงไปเนินชายเขา ก็พากันพัก หยุดรอคอยเห้งเจียอยู่ เวลานั้นก็เข้ายามสามเห้งเจียย่องกลับเข้าไปข้างใน เห็น ประตูปิดทุกประตู เห้งเจียก็แปลงเป็นค้างคาวลูกหนูบินลอดเข้าไปตามช่อง กระเบื้องและขึ้นไปก็เห็นที่ชันสูงมีแสงสว่าง เห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้พิจารณา ก็ เห็นห่อของมีแสงเป็นรัศมีออกเห้งเจียเห็นแล้วก็ดีใจแปลงกลับเป็นรูปเดิมเอา ของใส่บ่ารีบเดินออกมา บังเอิญหลุดตกลงข้างหนึ่งกระทบพื้นเสียงดังปิศาจไต้อ้อง นอนอยู่ชั้นสูง ก็ตกใจลุกขึ้นเรียกพวกบริวารให้จุดไฟมาส่องดูว่าจะเป็นเสียงอะไร ที่ไหน พวกปิศาจเหล่านั้นก็จุดไฟเที่ยวค้นหา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็วิตกจะเอาห่อ ของไปมีได้ จึงลอดออกทางหน้าต่างหนีไปฝ่ายปิศาจไต้อ๋องให้ค้นหาก็มิได้เห็นสิ่งใน จึงรู้ว่าพระถังซัมจั้งหนีไป เวลา นั้นก็จวนสว่างปิศาจเรียกบริวารให้รีบไปตามพระถังซัมจั้ง ครั้นมาทันเข้าก็เห็นหมู่ เทพยดาเทพารักษ์อยู่เป็นกลุ่มหยุดพักที่ชายเขา ปิศาจร้องตวาดว่าจะหนีไปข้างไหน ดาวกักบอกเการ้องสั่งว่าพวกเราจงเตรียมอาวุธให้พร้อมมือ โป๊ยก่ายซัวเจ้งก็จับ เครื่องมือคอยท่าอยู่ พร้อมกันตรงเข้าประจัญบานแก่ปิศาจ ฝ่ายปิศาจจึ้งไปไต้อ๋อง และเห็นดังนั้นก็ทำเป็นหัวเราะ เรียกพวกบริวารให้เข้ารบรุกบุกบั่น รบกันเป็น ตะลุมบอนยังหาแพ้ชนะกันไม่ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องว่าข้าพเจ้ามาแล้ว เวลานั้นหมู่ ดาวและเทพบุตรเจ้าเอี๊ยดที้ เจ้าแก่ล้มลักเตงลักกะชุลมุนอยู่ในที่รบ อึ้งไบ่ถือป้าย เหล็กตีเข้ามาฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามคน กระโจมเขาตีสกัดอึ้งไป้ อื้งไบ่เอาป้าย เข้ารับ ต่างมีฝีมือเข้มแข็งด้วยกันทั้งสองฝ่าย รบกันจนมืดฟ้ามัวฝนตั้งแต่เวลา เช้าจนค่ำ ปิศาจอึ้งไบ้เห็นเวลาค่ำแล้ว ก็ถอดถุงออกจากเอว เห้งเจียแลเห็นร้อง ว่าไม่ได้การ ก็กระทำปฏิหาริย์เหาะขึ้นแอบอยู่บนกลีบเมฆ แต่หมู่เทพบุตรทั้งหลาย เหล่านั้นก็มิได้รู้เหตุการณ์ ปิศาจก็เอาถุงขว้างขึ้นไป ก็รวบช้อนเอาพวกของ เห้งเจียเข้าไว้ทั้งสิ้น อึ้งไบได้ทีแล้วก็พาบริวารกลับวัด ครั้นถึงแล้วก็ให้เอาเชือกมา มัดไว้ตามเดิม เอาพระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งขึ้นแขวนไว้หมู่เทพยดาให้เอาเข้า ห้องมีดลั่นกุญแจขังไว้ ฝ่ายเห้งเจียเมื่อหนีพ้นไปแล้ว เห็นปิศาจยกกลับไปก็นึก รู้ว่าพวกเราเห็นจะต้องปิศาจจับไปแล้ว จึงลงมายังข้างเขาทิศตะวันออก นั่งคิด แค้นพวกปิศาจและร้องไห้ คิดถึงอาจารย์ว่าท่านสร้างกรรมเวรอย่างไร จึงได้เป็น เหตุการณ์ได้รับแต่ความยากมิได้หยุดเลย สุดที่จะพรรณนาเห้งเจียนั่งคร่ำครวญ อยู่แต่ผู้เดียวประมาณครู่หนึ่งจิตระงับนึกขึ้นได้เอาใจถามใจตัวเองว่า อ้ายปิศาจ นี้มันมีถุงน้ำ รู้ว่าเป็นของวิเศษอะไรจึงใส่ของได้มากดังนั้นครั้งเราจะไปขอพลบน สวรรค์ เง็กเซี่ยงฮ่องเต้ก็จะกริ้วเอา นึกขึ้นได้ว่าท่านจินบู๊ตึงซัว ตั้นมอเทียนจุน เราไปเชิญท่านมาช่วยอาจารย์สักครั้งหนึ่งเห็นจะดีเห้งเจียเมื่อสิ้นคิดดังนั้น จึงเหาะไปหาบู้ตึงชัวจะได้มาแก้พระถังซัมจั้ง เห้งเจีย ลอยมากลางอากาศได้วันหนึ่งแลก็เห็นภูเขาที่สำนัก อันท่านบู๊ตึงซัวนี้ เดิมเจ้า เมืองเจงลักก๊กกับนางเสียมเส่งฮองเฮา นิมิตฝันเห็นพระอาทิตย์สว่าง ตั้งแต่นั้นก็ มีครรภ์ได้สิบสี่เดือน ปีมะโรงเดือนห้าขึ้นหนึ่งค่ำ เวลาเที่ยงกลางวันก็คลอดใน พระราชวัง เมื่อยังเยาว์ก็ทรงกำลังพลังมากเข้มแข็ง ครั้นเติบใหญ่จิตภาคศักดิ์สิทธิ์ ไม่อยากเป็นเจ้า ชอบทางปฏิบัติบวชเรียนทางวิปัสสนาญาณชาญกล้าอยู่ที่เขานี้ ต่อ ภายหลังก็สำเร็จมรรคผล เง็กเชียงฮ่องเต้ประทานนามให้ชื่อว่าจินบู้ คอยกำจัด ปิศาจอสุรยักษ์มารร้ายอยู่ทุก ๆ กัปป์ไป เห้งเจียลอยพิศดูภูมิสำนักเซียน ก็มา ถึงประตูสวรรค์ที่สามตำหนักทั้ยฮัวเกงและไปก็เห็นมีรัศมีศรีแสงมีเทพยดาออกมา รับถามว่าที่มานี้คือใคร เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าคือซีเทียนไต้เซีย อยากจะมาหาท่าน พระผู้เป็นเจ้า โดยมีกิจธุระอันสำคัญ หมู่เทพยดาก็เข้าไปบอกแก่ท่านโจ๊ซือแล้ว ท่านก็ออกมาเชิญเข้าไปข้างใน เห้งเจียกระทำความเคารพแล้ว พูดว่าข้าพเจ้ามี กิจธุระร้อนจึงได้มาหาท่านโจ้ซื่อ ท่านนู้ตึงชัวถามว่ามีธุระร้อนอย่างไร เห้งเจียจึง ยกเรื่องอึ้งไบ้ปิศาจขึ้นเล่าให้ท่านฟังทุกประการ ทั้งบอกว่าข้าพเจ้าก็สิ้นปัญญา จึง ได้มากราบเท้าท่านโจ๊ซือได้โปรดช่วยสักครั้งหนึ่งเถิดจินบู้โจ๊ซื่อได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าได้รับอำนาจตำแหน่งจินนู ได้กำจัดพวกปิศาจยักษ์ร้ายทั้งหลาย เพราะมีรับสั่งของเง๊กเชียงฮ่องเต้ ต่อภาย หลังรับตำแหน่งเง้าลุ้ยสินเจี่ยงคอยกำจัดหมู่สัตว์ร้ายนาคร้ายทั้งหลาย ฝ่ายทิศ บูรพาและอุดร เพราะได้รับอำนาจของท่านง่วนโช้ยทีจุน บัดนี้รับที่บู๊ตึงซัวที่ชมพู ทวีปและอุดรทวีปทั้งสองนี้ ผีปิศาจมารยักษ์ร้ายก็สงบเงียบแล้วเวลานี้ท่านไต้เซีย มาเชิญข้าพเจ้า ขัดด้วยเง็กเชียงฮ่องเต้มิได้รับสั่ง ไม่อาจลุอำนาจได้ ข้าพเจ้าเห็น แก่ไต้เซียแต่จะไม่เป็นที่พอใจของท่านผู้อื่น ข้าพเจ้าตรองเห็นว่าทางไซที หากจะ มีมารร้ายก็ไม่สู้จะรุนแรงนักข้าพเจ้าจะให้นายทหารทั้งสอง คือกูเจียงกุน จั๋วเจียงกุน กับหมู่นาคทั้งห้าไปช่วยเป็นกำลังไต้เซีย กำจัดพวกปิศาจเหล่านั้นคงจะเสร็จธุระ ก็จะช่วยอาจารย์ของท่านให้พ้นภัยไปได้เห้งเจียได้ฟังโจ้ซือพูดดังนั้น กราบเคารพขอบคุณแล้วก็มาพร้อมด้วยกูเจียง จั่วเจียงกุนสองนายทหารกับหมู่นาคทั้งหลาย กับหมู่พลทหารที่แข็งแรงยกลงไป ยังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่ ครั้นถึงก็ตรงมายังประตูวัดร้องท้ารบ ปิศาจอึ้งไบ้ประชุมบ่ร พูดว่า เห้งเจียสองวันแล้วไม่เห็นมา ไม่รู้ว่าจะไปหาพลทหารที่ไหน พูดยังไม่ทัน จะขาดคำลงพวกปิศาจก็เข้ามาบอกว่า เห้งเจียไปพาพวกเต่างนาคที่ไหนมาท้ารบ อยู่ที่หน้าประตู อึ้งไปไต้อ้องได้ฟังดังนั้น ก็แต่งตัวสวมเกราะถือป้ายเหล็กพาพวก บริวารออกมาจากประตูร้องถามว่า เฮ้ยพวกเทพาอารักษ์รักษาถนนอาจสามารถมา ที่เราทำไม เง้าเล้งนาคทั้งห้ากับกูจั๋วสองทหารร้องตวาดว่าอ้ายมารร้าย มึงอย่า ดูถูกเราคือเป็นทหารอยู่ที่เขาบู้ตึงซัวตำหนักทั้ยฮั้วเกง ท่านอุ่นหงวนกำจู๊ตั้วหม้อ ที่จุนเพราะท่านไต้เซียไปหาท่านจึงใช้ให้พวกเรามาจับเจ้า มึงจงเร่งส่งพระถังซัม จังโดยเร็ว และหมู่ดาวเทพยดาทั้งหลายจะยกชีวิตให้เจ้า มิดังนั้นตัวของเจ้าก็จะ ต้องละเอียดเป็นละอองผง สำนักก็จะเป็นเถ้าไฟไปทั้งสิ้น อึ้งไบ่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ร้องด่าว่าอ้ายพวกสัตว์มึงจะมีฤทธานุภาพสักเพียงใดจึงได้มาพูดอ้างอวดดังนี้ ถ้า ดีจริงแล้วจงมาลองป้ายดูสักที พูดดังนั้นแล้วอึ้งไบ่ก็กระโจมตี เง้าเล้งนาคทั้งห้า ก็บันดาลทำให้มืดฟ้ามัวฝน กูเจียงกุน จั๋วเจียงกุนทหารทั้งสองก็บันดาลทำเป็น ดินทรายซัดสาด ต่างก็ถืออาวุธหอกดาบเข้าระดมรบ เห้งเจียก็ถือกระบองเข้า ตีขนาบหลังประมาณได้ครึ่งชั่วโมงฝ่ายปิศาจอึ้งไบ้ก็แก้ถุงออกจากเอวถืออยู่กับมือ เห้งเจียแลเห็นก็ร้องบอกว่า พวกเราคอยระวังให้ดี พวกนั้นก็มิได้รู้ว่าเหตุอะไรต่างก็ละมือรอรบอยู่ อึ้งไบ่ก็จับ ถุงขว้างไปเห้งเจียก็ปาฏิหาริย์ขึ้นไปอยู่บนเมฆเสียได้ ถุงนั้นก็รวบเอาเง้าเล้งและก เจียงกุนจัวเจียงกุนนายไพร่เข้าในถุงทั้งสิ้น อึ้งไป่ปิศาจมีชัยชนะแล้วก็พาบริวาร กลับเข้าวัด จึงเอาเชือกมามัดไว้ทุกคนแล้วให้เอาไปวางไว้ในหลุมดินฝ้ายเห้งเจียเมื่อเห็นปีศาจกลับไปแล้ว ก็ลงยังยอดเขานั่งพักสิ้นปัญญาสิ้นสติ เผลอตัวก็หลับตาดุจนอนหลับ ได้ยินเสียงแว่วที่หูมีคนมาร้องเรียกว่า ไต้เซียอย่า นอนหลับ จงรีบไปช่วยชีวิตอาจารย์สักประเดี้ยวก็จะได้รอด เห้งเจียลืมตาผุดลุก ขึ้นเห็นเจ้าประจำวันคือเช่ากง เห้งเจียตวาดว่าตัวเจ้าเมื่อแรกไปอยู่ที่ไหนจึงไม่มา ชี้แจง ไว้วันนี้จึงมากระทำให้เราตกใจ เจ้าเช่ากงตกใจก็คำนับพูดว่า ข้าพเจ้ารับ คำสั่งพระโพธิสัตว์คอยรักษาพระอยู่ข้างเคียงทุกเวลาไม่อาจห่างได้จึงมิได้มาหา ไต้เซีย ข้าพเจ้าเห็นได้เซียเงียบไปสองวันไม่ได้ข่าวคราว มาวันนี้พวกปิศาจจับพวก เง้าเล้งและกูเจียงกุน จั๋วเจียงกุนมาก็รู้ได้ว่าไต้เซียไปหามา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า มาเที่ยวค้นหาไต้เซีย ขอไต้เซียอย่าเห็นแก่ความยากลำบากเหน็ดเหนื่อยเลย จง รีบไปหามาช่วยอาจารย์เถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้พูดแก่เจ้าเช่ากงว่าข้าพเจ้า จะไปสวรรค์ก็มีความละอาย จะไปหาพระโพธิสัตว์ก็เป็นที่ยำเกรงจะไปหาพระ ยู้ไลก็เป็นที่รำคาญ ที่ปิศาจพึ่งจับไปนั้นคือคนของท่านจินบู้โจ๊ซือให้มาช่วย บัดนี้ เราก็สิ้นแห่งที่จะไป่หาใครได้อีกเจ้าเช่ากงพูดว่าท่านไต้เซียอย่าเป็นทุกข์ ข้าพเจ้านึกได้มีอยู่แห่งหนึ่งเข้มแข็ง หากไปเชิญมาคงจะกำจัดได้เป็นแน่ คือที่ตำบลเขาบู๊ตึงซัวชมพูทวีปมีพวกทหาร ที่เข้มแข็งนัน อยู่ในชมพูทวีปเหมือนกันแต่ที่ตำบลเขากันท่ายซัวเมืองปินเซีย มิ พระอาจารย์ก๊กซือโพธิสัตว์มีอภินิหารฤทธาอานุภาพมาก เธอมีสานุศิษย์คนหนึ่ง นามเรียกว่าเจียงไท้จื้อและมีเจ้าทั้งสี่เมื่อก่อนเคยกำจัดปราบนางจุ๊ยโบ้เนี่ยเนี้ย หาก ท่านไต้เซียไปเชิญแม้เธอยอมมาก็จะจับปิศาจได้อาจารย์ก็จะรอดพ้นจากที่ทุกข์ได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ดีจึงพูดว่าถ้าดังนั้นเจ้าเช่ากงจงกลับไปรักษาอาจารย์ไว้ ข้าพเจ้า จะไปเชิญว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะไปยังเขากันท่ายซัวเหาะข้ามแม่น้ำมาถึงเมือง ปินเซี้ยกักไปยังวัดต้ายเซี้ยเสียนยี่เดินเข้าในประตูชั้นนอก พิจารณาดูโบสถ์ อารามกุฎีวิหารงามสะอาดมีพระเจดีย์ระยับระย้า เห้งเจียเดินพลางแลดูพลางเข้า ประตูชั้นที่สองฝ่ายท่านก๊กซือโพธิสัตว์ล่วงรู้ก่อน จึงให้เจียงไท้จื๊อออกไปรับยังประตูต่างก็ คำนับกันแล้ว เห้งเจียก็เข้าไปกระทำความเคารพท่านก๊กซื่อโพธิสัตว์แล้วพูดว่า บัดนี้ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่งที่อาศัยแล้ว จึงได้มาเชิญพระโพธิสัตว์ไปแผ่อำนาจอภินิหาร ให้เจ้าเจียงกุนที่ปราบนางเนียเนี้ยนั้นไปช่วยอาจารย์ข้าพเจ้าให้พ้นภัยสักครั้งหนึ่ง พอได้ไปอาราธนาพระธรรม ณ ประเทศไซที ไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศทิศ ตะวันออกเพื่อสุขประโยชน์แก่ประชุมชนสิ้นกาลนานฝ่ายท่านก๊กซือโพธิสัตว์เมื่อได้ฟังเห้งเจียดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งธุระของเห้งเจียมา ในเวลาวันนี้ ก็นับว่าเป็นทางในการบำรุงพระพุทธศาสนาย่อมเป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่ง ควรอาตมภาพจะไปเองแต่ขัดด้วยฤดูนี้น้ำฝนจะท่วมใหญ่พึ่งจะเกิดน้ำใหม่ ๆ ท่านไต้เซียมาเชิญไปไกลมาก วิตกข้างหลังจะเกิดขึ้นก็จะเป็นภัยใหญ่จะมีผู้ใดคุ้มได้ อาตมาจะให้ศิษย์ไปช่วยปราบปิศาจให้สำเร็จการ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็กระทำเคารพ แล้ว พร้อมด้วยเจียงไท้จื๊อกับเจ้าเจียงกุนทั้งสี่ เหาะมายังวัดเซี้ยวลุ่ยอิมยี่ ครั้งถึง ไท้จื้อถือทวนเจียงกุนทั้งสี่ถือพลองเหล็กสมทบกันกับเห้งเจีย มายังประตูร้องท้า ปิศาจอึ้งไบ้ให้ออกรบ พวกปิศาจบริวารวิ่งเข้าไปบอกนาย ปิศาจอึ้งไบ่ก็พาพวก ออกมานอกประตูโห่ร้องกึกก้อง แล้วร้องด่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติลิงมึงไปพาใครมา อีกเล่าอึ้งไบ้พูดยังไม่ทันขาดคำ เจียงไท้จื้อก็ขยิบตาให้เจ้าเจียงกุนทั้งสี่ร้องด่าว่า อ้ายปีศาจมารร้ายมึงไม่รู้จักหรือ เราคือสานุศิษย์ของท่านก๊กซื่อโพธิสัตว์อยู่วัด เสียนเซ่งเซียนยี่ ให้พวกเรายกมาจับเจ้าไม่รู้ดอกหรืออึ้งไปได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เจ้าทารกเล็ก ๆ จะมาอวดฤทธิ์แก่ใคร อยู่รักษาน้ำร้ายที่ลำแม่น้ำฮ้วยฮ้อนั้นก็ดีแล้ว ทำไมจึงไปฟังอ้ายเห้งเจียข้ามน้ำ ข้ามทะเลเอาชีวิตมาทิ้งเสีย เจียงไท้จื้อได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธ ยกทวนไปแทง ต่อหน้าปิศาจ เจ้าเจียงกุนทั้งสี่ก็เข้าระดมฟันพ่าด เห้งเจียตรงเข้าไปเอากระบอง เหล็กตีอึ้งไบ่ก็มิได้หวั่นหวาด แกว่งป้ายเข้ารบรับสัประยุทธ์ชุลมุนเป็นตะลุมบอน ยังไม่แพ้ชนะกัน อิ้งไป้ก็ถอดถุงออกจากเอว เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องบอกว่า พวก เราระวังให้ดี ไท้จื้อกับเจียงกุนทั้งส่ก็ไม่รู้ว่าจะระวังอะไรฝ่ายปิศาจเอาถุงแกว่งแล้วก็ขว้างไป ถุงนั้นก็รวบเอาเจียงกุนทั้งสี่กับไท้จื๊อ เข้าอยู่ในนั้นทั้งสิ้น เห้งเจียคอยระวังอยู่เหาะหนีไปได้ ฝ่ายอึ้งไบ้มีชัยชนะแล้วก็ พาบริวารกลับเข้าวัด แล้วเอาเชือกมัดทุกคนไปใส่หลุมดินปิดไว้ ฝ่ายเห้งเจียก็ลดลง ยังชายเขายืนร้องไห้แต่ผู้เดียว โดยความโทมนัสน้อยใจ แลไปข้างตะวันออกเฉียงใต้ เห็นม้วนเมฆมีสีแดงตกที่ยอดเขา มีดอกไม้โปรยลงมาเป็นห่าฝน มีเสียงร้องเรียก ว่าซึ่งหงอคง รู้จักเราหรือไม่เห้งเจียแลไปก็เห็นคือพระศรีอาริยเมตตรัยโจ๊ซือ เห้งเจียเห็นแน่แล้วก็เข้ามา ทำความเคารพคุกเข่าลงกับพื้นถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจะไปแห่งใด ข้าพเจ้าไม่ทัน หลีกขอได้โปรดอนุญาตให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด พระศรีอาริยเมตตรัยจึงตรัสว่า อาตมาตั้งใจมาที่วัดเชี้ยวลุ่ยอิมยี่ ประสงค์ด้วยปิศาจร้าย เห้งเจียว่าขอพระเป็น เจ้าได้โปรดปีศาจร้ายนั้นอยู่ที่ไหน มันมีถุงนั้นคือของวิเศษอันใด ขอพระองค์ได้ โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วยพระศรีอริยเมตตรัยจึงตรัสว่า ปิศาจนั้นคือเป็นพนักงานตีระฆังของอาตมภาพ คืออึ้งไบ้ท่งจื๊อ เมื่อวันเดือนห้าขึ้นสามค่ำ อาตมภาพไปที่ประชุมหงวนสุยทีจุน ให้เฝ้าตำหนักมันลักถุงวิเศษนั้นหนีมาแปลงทำเป็นพระพุทธเจ้า อันถุงนั้นคือได้ ล้อมฟ้า อีกชื่อหนึ่งเรียกว่าพืชมนุษย์ไถ้ ที่ป้ายมันถือนั้นคือไม้เคาะระฆัง เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อ้อนี่คือสานุศิษย์ของท่านหนีมา ทำเป็นบ้าหลังว่าเป็นพระ พุทธเจ้า และทำร้ายข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อน โทษนี้ก็ไม่พ้นผู้เลี้ยงดู เพราะปล่อย ให้เที่ยวกระทำความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งทลายพระศรีอริย์ตรัสว่า คือไม่ดูแลจึงให้คนมีคำพูดได้อาจารย์กับศิษย์พวกท่าน ยังไม่สิ้นเคราะห์ร้าย เพราะฉะนั้นจึงบังเอิญให้ของร้ายลงมาเป็นพระเจ้า บัดนี้ อาตมภาพจะมาช่วยจับเอาไปเสียให้พ้น เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันมีฤทธาอานุภาพ กว้างใหญ่ พระผู้เป็นเจ้าไม่มีเครื่องมือสิ่งไรมาจะเอาอันใดต่อสู้แก่มันจึงจะจับมัน ได้พระครีอาริย์จึงตรัสว่า อาตมภาพจะอยู่ที่ชายเขานี้แปลงกายเป็นคนปลูก แตงให้เห้งเจียไปล่อชวนรบ ให้มันไล่ตามมา จงทำเป็นแพ้อย่าเอาชนะ แม้มัน ไล่มาจนถึงไร่แตงแล้วมันคงจะกินแตง อาตมภาพก็จะเอาแตงผลนั้นให้มัน ถ้า มันกินเข้าไปในท้องแล้ว เห้งเจียจะทำอย่างไรแก่มันก็ตามแต่ใจ เมื่ออาตมภาพ ได้ของวิเศษคืนแล้ว จึงค่อยผ่อนผันให้แก่มันเห้งเจียได้ฟังพระศรีอาริย์ตรัสดังนั้น จึงพูดว่าพระผู้เป็นเจ้าคิดอุบายอย่างนี้ดี ชอบแล้ว ถ้าหากมันไม่ตามมาจะทำประการใด พระศรีอาริยเมตตรัยหัวเราะแล้ว พูดว่าท่านจงส่งมือมานี้เห้งเจียก็ส่งมือซ้ายมาให้พระศรีอาริย์ พระศรีอารย์เอา นิ้วชีมือขวาอมเข้าไปในปาก เอาน้ำลายกายสิทธิ์ออกเขียนในฝ่ามือเห้งเจีย เป็น อักขระตัวหนึ่งคือตัว (คุ้ม) แล้วสั่งเห้งเจียว่าให้เอาตบบนศีรษะ เมื่อเข้ารบกับมัน ก็จะไล่ตามมาเองเห้งเจียครั้นได้ฟังพระศรีอารย์แนะนำสั่งสอนให้ดังนั้นแล้ว สองมือก็แกว่งกระบองวิ่งไปยังประตูวัด ร้องท้าให้ปิศาจออกมารบว่า ปิศาจอึ้งไป้ พ่อของเอ็งมาอีกแล้ว เอ็งจงเร่งออกมารบให้แพ้และชนะกันเถิดฝ่ายปิศาจอึ้งไบ่เมื่อได้ยินเห้งเจียมาร้องท้าทายดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวมือถือ ป้ายเดินมานอกประตูวัดร้องถามว่า ซึงหงอคงสิ้นความผ้าฝืนแล้วหรือ เห้งเจีย ด่าว่าอ้ายมารร้าย เหตุใดกูจะได้สิ้นความฝ่าฝืน ปิศาจจึ้งไบ้พูดว่า เราเห็นเจ้ามา แต่คนเดียว ซะรอยจะไม่มีใครมาด้วยได้แล้ว จึงได้อุตสาหะมาต่อสู้แต่ผู้เดียวดังนี้ หากเราจับได้เจ้าจะได้ใครมาแก้ไขให้เจ้าเล่า เห้งเจียด่าว่าอ้ายมารร้ายมึงอย่ากำเริบ มึงยังไม่รู้จักความตายว่าจะมาถึงตัวมึงเข้าเมื่อไร เอ็งอย่าพูดให้มากไป จงมาลอง ตีกระบองของเราดูสักทีหนึ่งว่าจะมีรสชาติเป็นประการใดว่าแล้วก็ต่างตนเข้าสู้ต่อกัน เห้งเจียก็เอามือที่เขียนอักขระตัว (คุ้ม) ตบบนศีรษะทีหนึ่งแล้วก็เข้ารบรุกบุกบัน อึ้ไบ่ถูกจังงังคุ้มกั้นก็มิได้คิดจะถอยหนี ถุงวิเศษก็มิได้นึกจะขว้าง มัวแต่ตั้งใจไล่ บุกรุกเห้งเจียมาจนถึงชายเขา เห้งเจียเห็นไร่แตงก็หายตัวมุดเข้าไปในไร่แตง แปลงกายเป็นผลแตงโมสุกผลหนึ่ง ปิศาจไล่มาก็ยั้งตัวค้นหามิได้เห็นเห้งเจีย จึง ไปค้นหาในกระท่อมน้อย ถามว่านี่แตงของใครปลูกพระศรีอาริย์อยู่ในกระท่อมแปลงเป็นตาแก่คนหนึ่งเดินออกมาบอกว่าแตงของ ข้าพเจ้าปลูกเอง อึ้งไบ่จึงพูดว่าขอให้สักผลหนึ่งกินแก้อยากน้ำจะได้หรือไม่ ตาแก่ แปลงก็ไปเก็บเอาผลแตงที่เห้งเจียแปลงนั้นมาส่งให้ ปิศาจก็รับผลแตงนั้นมาอ้า ปากกลืนลงไปในท้อง เห้งเจียเมื่อลงไปในท้องได้แล้ว ก็กระทำอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ คือ ถีบและบิดหยิกทึ้งกระทำให้สาหัสฝ่ายปิศาจอึ้งไป่ได้ความเจ็บปวดสาหัสสุดสิ้นสติกำลังที่จะทนทานก็ล้มกลิ้งอยู่ ที่ไร่แตง ดิ้นรนจนแผ่นดินราบไปราวกับหน้ากลอง ปากก็ร้องว่าท่านผู้ใดจงมาช่วย ข้าพเจ้าด้วยเถิด จึงพระศรีอาริยเมตตรัยก็กลายกลับเป็นรูปเดิม หัวเราะแล้วพูด ว่าอ้ายสัตว์ตะบาปมึงจำได้ว่าเราคือใครอึ้งไป็เงยหน้าขึ้นดูเห็นแล้วก็จำได้ จึงคุก เช่าลงกับพื้นแล้วพูดว่า พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดยกโทษไว้ชีวิตให้ข้าพเจ้าเถิดภาย หลังไม่อาจกระทำต่อไปอีกแล้ว พระศรีอาริย์จึงแก้เอาไถ้วิเศษกับป้ายนั้นออกแล้ว จึงเรียกเห้งเจียให้ออกมา แล้วว่าจงเห็นแก่อาตมภาพเถิดฝ่ายเห้งเจียมีความแค้นมากก็แกล้งกระทำอาละวาด กระทุ้งกระแทกปิศาจ เจ็บปวดเหลือที่จะทนได้ก็กลิ้งเกลือกไปมา พระศรีอาริย์มีความเมตตาจึงร้องขอ โทษเห้งเจียว่าอย่าทำให้มันได้ความลำบากเลยด้วยมันสารภาพรับผิดแล้ว เห้งเจียจึงว่าถ้าดังนั้นก็ให้มันอ้าปากออกเถิด ข้าพเจ้าจะได้ออกไป ปิศาจจึงอ้าปาก ออกเห้งเจียก็กระโดดออกมาจากปากกลายกลับเป็นรูปเดิมเงื้อกระบองจะตีปิศาจ พระศรีอาริย์ก็เรียกปิศาจเข้าถุงเสียก่อนแล้วเอามาผูกไว้กับบั้นเอว มือก็ถือป้าย ด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานยังฉาบนั้นเอาไปไว้ที่ไหนปิศาจอยู่ในถุงร้องบอกว่าฉาบ นั้นเห้งเจียทุบเสียแตกหมดแล้ว พระศรีอาริย์ว่าฉาบแตกแล้วก็เอาทองมาคืนให้ อาตมภาพ ปิศาจบอกว่าทองนั้นเก็บไว้บนหอสูงพระศรีอารย์จึงเรียกเห้งเจียว่าจง มาไปกับเรา เห้งเจียก็ตามพระศรีอาริย์ไปยังวัดเห็นประตูปิดแน่น พระผู้เป็นเจ้า ก็เอานิ้วมือชี้ทีหนึ่งประตูก็เปิดจึงเดินเข้าไป พวกปิศาจทั้งหลายก็รู้ว่านายของตัว ต้องถูกจับก็ขยับจะหนี เห้งเจียเอากระบองตีตายเสียทั้งสิ้นฝ่ายพระศรีอาริย์ครั้นเก็บได้ฉาบแตกแล้ว ก็เป่าทีหนึ่งฉาบแตกก็รวมเข้าติด กันเป็นฉาบดีไปตามเดิม แล้วเสด็จปาฏิหาริย์กลับไปยังสถานที่เดิม เห้งเจียก็เข้า ไปแก้พระอาจารย์และหมู่เทพบุตรลักเตงลักกะและหมู่ดาวทั้งหลายกับกูจั๋วเจียง กุนเง้าเล้งทั้งห้า กับเจียงไท้จื้อกับเจียงกุนทั้งสี่และโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแล้ว ก็พา กันออกมาข้างหอหน้า พระถังซังจั้งก็หันหน้านมัสการไปยังอากาศคำนับขอบคุณ ท่านที่ได้มาช่วย เห้งเจียก็คำนับส่งเทพบุตรและเทพารักษ์ และดาวทั้งหลายก็ คำนับลากลับไปยังสถานที่เดิมฝ่ายอาจารย์กับศิษย์พักอยู่ครึ่งวันแล้วก็พากันออกเดิน เห้งเจียก็เอาไฟเผาห้อง หอเหล่านั้นเสียทั้งสิ้น ตั้งหน้าหมายปราจีนทิศมาประมาณสักเดือนเศษ เวลา นั้นฤดูเดือนสามเดือนสี่ กำลังดอกไม้จะบาน พระถังซัมจังซักม้าหยุดแล้วถามศิษย์ ว่าเวลานี้ก็เป็นเวลาจวนจะค่ำอยู่แล้ว เราควรจะหาที่พำนักนอนสักคืนหนึ่ง เห้งเจีย พูดว่าเดินไปข้างหน้าอีกสักหน่อยก็คงจะมีที่พักบ้าง เดินพลางพูดกันพลางมา ตามทาง แลไปข้างทางเห็นมีหมู่บ้านไม่สู้ไกลนัก เห้งเจียพูดว่าดีแล้วที่นั้นมีบ้าน คนอยู่มิใช่หรือ เราแวะเข้าไปอาศัยที่นั้นเห็นจะดี พูดแล้วก็พากันเข้าไป ครั้นเข้า มาถึงพระถังซัมจังก็ลงจากม้า เดินเข้าไปยังประตูนอกรั้ว เห็นประตูปิดอยู่จึงเอา มือเคาะประตูร้องเรียกก็เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้าเดินออกมาเปิดประตู ถามว่า ใครมาแต่ไหนมีธุระอะไรหรือจึงมาเรียกพระถังซัมจั่งย่อตัวแล้วตอบว่า อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังถือรับสั่งพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้เพื่อจะไปเชิญพระไตรปิฎกยังมัชเมิมประเทศบัดนี้มาถึงตำบลนี้ ก็พอเป็นเวลาจะพลบค่ำ แวะเข้ามาเพื่อจะขออาศัยพักนอนค้างสักคืนหนึ่ง ขอ ได้มีความกรุณารุ่งเช้าก็จะลาท่านไป ตาเฒ่าตอบว่าท่านอาจารย์จะไปไซทีนั้น เห็น จะไปไม่ได้ ที่เขตนี้เรียกว่าเซี้ยวไซที ไซทีนั้นไปยากนักหนทางก็ไกลลำบากที่สุด ตาเฒ่าเอามือชี้บอกว่าตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าไปไซทีนั้นประมาณทางไกลสักสามสิบ โยชน์เศษ มีทางภูเขานี้เขาเรียกว่าเขาลูกพลับ นามเรียกว่าชิดเจี๊ยดซัวที่เขามีนี้มี ระยะทางแปดร้อยโยชน์จึงจะสุดทางได้ ทั่วทั้งเขามีแต่ลูกพลับทั้งนั้นแต่ผู้คนมีน้อย ที่ภูเขานี้ตั้งแต่เดิมมาไม่มีใครเดิน ถ้าถึงฤดูฝนลูกพลับสุกหล่นลงเต็มเขาปิด หนทางเดินเสีย ไม่มีใครจะเดินได้ครันผลพลับถูกนำค้างและฝนก็เน่าเหม็นเปือน เปรอะ คำชาวบ้านปากตลาดพูดกันว่าทางอุจจาระ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นจิตใจ ไม่สบาย เห้งเจียอดไม่ได้ก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ตาเฒ่าแกทำไมจึงไม่เข้าใจ การดังนั้น พวกข้าพเจ้าจะมาอาศัยพักนอน ทำไมจึงซักนิยายพูดหลอกให้คน กลัวดังนั้น เหมือนแกล้งพูดจะมิให้อาศัยแล้วถ้าเช่นนั้นพวกข้าพเจ้าจะอาศัยนอน อยู่ใต้ต้นไม้ก็ได้ ทำไมจึงกันห้ากันหกดังนี้เล่าตาเฒ่าได้ยินดังนั้น แลไปก็เห็นรูป ร่างเห้งเจียหยาบคายน่าเกลียดน่ากลัว จึงแข็งใจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังคำหนึ่ง ยกไม้เท้าชี้หน้าว่าเจ้าเป็นคนมีโรคฝีสิงไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูง ยื่นปากออกมาพูดเสียด สีเราคนแก่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านมีแต่ตาเนื้อไม่มีแก้วตาปัญญาจักษุ ไม่รู้จักพิจารณา แม้ว่ารูปร่างข้าพเจ้าหยาบคายก็จริง แต่มีฝีมือและความรู้ฤทธิ์ เดชปราบภูตผีปิศาจยักษ์มารได้ตาเฆ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ค่อยหายคความโกรธจึงเชิญให้เข้าไปข้างในบ้าน อาจารย์กับศิษย์ก็พากันตามตาเฒ่าเข้าไป ตาเฒ่าก็เชิญให้นั่งที่อันสมควรแล้ว จึง ให้ยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงตาเฒ่าเอาใจจงรักภักดี โป๊ยก่ายมีความสงสัยจึงถาม เห้งเจียว่าตาเฒ่าเมื่อแรกดูอัธยาศัยจะไม่พอใจให้เราอาศัย มาบัดนี้ดูเอาใจใส่มาก จะมีเหตุอย่างไรพี่ทราบหรือไม่ เห้งเจียตอบว่าคงจะมีเหตุสักอย่างหนึ่ง จะลองถาม ดูก็คงจะรู้ได้ สักประเดี้ยวก็พลบค่ำตาเฆ่าเรียกให้ตนใช้ตามไฟแล้ว เห้งเจียจึงถาม ตาเฒ่าว่าท่านตาแซ่อะไร ตาเฒ่าตอบว่าข้าพเจ้าแซ่ลี้ เห้งเจียถามว่าที่ตำบลนี้ ชาวบ้านนี้เห็นจะแ่ลิ้ทั้งนั้นหรือ และชื่อตำบลบ้านลี้จริงดอกกระมังตาเฒ่าตอบ ว่าไม่ใช่ ตำบลบ้านนี้เรียกว่าบ้านท่อล้อจึงรวมเรือนมีห้าร้อยหลังคามีอยู่มาก แช่ อื่นก็มีมากแช่ลี้นั้นมีแต่บ้านข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่าท่านตาเห็นเอาใจใส่พวกข้าพ- เจ้ามากนัก ไม่ทราบว่าในใจท่านจะมีความเห็นอย่างไรจึงได้จงรักภักดีอย่างนี้ตาเฒ่าย่อตัวแล้วพูดว่า เมื่อกี้ี้ข้าพเจ้าได้ยินท่านพูดว่า มีฝีมือปราบปิศาจ ยักษ์มารร้ายได้ด้วยในแถบตำบลบ้านนี้ มีปิศาจร้ายหากท่านช่วยกำจัดจับได้ พวก ข้าพเจ้าทั้งหลายจะมีรางวัลตอบแทนให้ถึงขนาด เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้น ก็ยกมือขึ้นขอรับคำกระทำให้แต่โป๊ยก่ายพูดว่าตาเฒ่าคนนี้มันจะให้ร้ายแก่เรา ให้ จับยักษ์มารอะไรที่ไหน แม้ว่าเป็นปู่ย่าตายายวงศ์ญาติของเราก็ควรอยู่ นี่เธอก็มิใช่ วงศาคณาญาติอะไรของเราเลย ทำไมพี่เห้งเจียจึงไปรับปากรับคำแก่เขาเล่า เห้งเจีย พูดว่าน้องยังไม่เข้าใจตลอด ที่พี่ขอรับอาสานั้นตกลงเอาเป็นแน่ได้ พูดแล้วเห้งเจีย จึงถามตาเฒ่าว่า ที่ตำบลแถบนี้พิเคราะห์ดูก็เป็นสุขดี ผู้คนก็ประชุมกันอยู่มาก ปิศาจร้ายที่ไหนจะอาจเข้ามาได้ ตาเฒ่าบอกแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอำพราง ท่าน ที่ตำบลนี้ก็เป็นสุขสำราญมานานแล้ว ต่อมาเมื่อสามปีก่อนนั้น เดือนแปด เกิดลมพายุใหญ่พวกชาวบ้านกำลังหว่านข้าวกล้า ต่างก็พากันตกใจว่าฟ้าแปรปรวน เสียแล้ว มิได้มีผู้ใดรู้สึกเหตุผล พอลมข้ามไปแล้วก็มีปิศาจร้ายลงจับวัวกระบือ แพะแกะเป็ดไก่ของชาวบ้านกินเสียหมดสิ้น และปะพบหญิงก็จับกินเสียทั้งสิ้น แต่ทำร้ายมาดังนี้สองปีแล้ว หากว่าท่านมีฝีมือและรู้วิชาอันเชี่ยวชาญ อาจปราบ ปิศาจนั้นให้สงบได้ ข้าพเจ้าจะรางวัลท่านให้ถึงขนาดเห้งเจียว่า อย่างนี้ยากที่จะปราบได้ โป๊ยก่ายก็พูดว่ายากจริงพวกข้าพเจ้า เป็นคนเดินทาง พักอยู่คืนหนึ่งพอรุ่งแจ้งก็จะไป จะไปคอยจับผีร้ายอะไรที่ไหนได้ ตาเฒ่าว่านี่ท่านเห็นจะเป็นพวกที่หาข้าวกินดอกกระมัง เมื่อแรกมาอวดว่ามีฝีมือ จับผีปิศาจยักษ์มารร้ายได้ ครั้นคาดคั้นจะเอาจริงเข้าก็พูดไถลกลบเกลื่อนว่าจับยาก เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าสามารถจะจับได้จริง แต่เกรงว่าพวกชาวบ้านนี้จะไม่พร้อม ใจกัน เพราะฉะนั้นจึงว่าจับยาก ตาเฒ่าพูดว่าทำไมจึงรู้ว่าใจคนชาวบ้านนี้จะไม่ พร้อมใจกัน เห้งเจียพูดว่าปิศาจนั้นมารบกวนไม่รู้ว่าฆ่าสัตว์สักเท่าใดแล้ว ข้าพเจ้า คิดดูคนเหล่านั้น ทุก ๆ บ้าน บ้านหนึ่งออกหนึ่งตำลึงรวมห้าร้อยตำลึงหากไม่ไป หาขุนนางมาเป็นพยาน ถ้าจับได้แล้วที่ไหนคนเหล่านั้นจะยอมออกเงิน จะหาได้ คิดถึงสามปีที่เป็นทุกข์เดือดร้อนนั้นไม่ตาเฒ่าได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าถ้าจะคิดเอาเงินนั้นอย่าว่าแต่ตำลึงหนึ่งเลย จะเอาบ้านละห้าตำลึงก็ได้เมื่อปีก่อนก็ได้นิมนต์พระสงฆ์ที่เขาน่ำซัวมาองค์หนึ่ง จับปิศาจก็ไม่สำเร็จ เห้งเจียถามว่าจับปิศาจนั้นวิธีทำประการใด ตาเฒ่าบอกว่า พระสงฆ์นั้นตั้งพิธีแล้วครอบจีวรเข้าจุดธูปเทียนสักการะบูชาสวดมนต์แล้วเอา ระฆังเล็กขึ้นสั่นในเวลากำลังสวดมนต์นั้น ก็ไหวหวั่นถึงปิศาจ เกิดลมพายุใหญ่ เมฆหมอกออกมืดท้องฟ้า มาถึงหมู่บ้านนี้ พระสงฆ์สู้รบกับปิศาจเมฆหมอกออก กลุ้ม ครั้นสงบเงียบแล้วพวกข้าพเจ้าออกมาดูก็เห็นพระสงฆ์นอนตายอยู่กับพื้น ตัวเนื้อน่วมดุจแตงโมสุกอย่างเดียวกัน เห้งเจียพูดว่าทำอย่างนีให้ป่วยการเปล่า ๆ ตาเฒ่าพูด ว่าเธอมาทิ้งชีวิตทำให้พวกข้าพเจ้าเสียการ ต้องช่วยซื้อโลงใส่ศพไปฝัง และเอาเงินให้แก่สานุศิษย์ พระสงฆ์นั้น ศิษย์พระสงฆ์ไม่ยอมรับเงินจะฟ้องร้อง พวกข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า ต่อมาภายหลังได้ไปหาผู้ใดมาทำอย่างไรบ้างอีก หรือเปล่า ตาเฒ่าตอบว่า เมื่อก่อนหน้ามานี้ได้ไปหาหมอฆราวาสคนหนึ่งมาจับไล่ เห้งเจียถามว่าหมอฆราวาสนั้น มาทำวิธีขับไล่ประการใดตาเฒ่าตอบว่า หมอเข้าพิธีร่ายเวทย์ใช้เจ้าใช้ผีถึงปีศาจก็บังเกิดลมพายุใหญ่ ปิศาจก็มา หมอกับปิศาจต่อสู้กันพอเวลาบ่ายก็เห็นท้องฟ้าแจ่มแจ้งสว่างดี พวก ข้าพเจ้าก็พากันเที่ยวค้นหาดูก็ได้เห็นหมอนั้นนอนตายอยู่ข้างร่องน้ำ จึงเก็บเอา ศพมา พิเคราะห์ดูเนื้อดุจไก่ตกในน้ำร้อน เห้งเจียได้ฟังตาเฒ่าเล่าแล้วก็หัวเราะ พูดว่าทำดังนั้นก็เสียเวลาทั้งสิ้น ตาเฒ่าพูดว่า หมอมาทำดังนี้และทั้งเสียชีวิตด้วย พาให้พวกข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนต้องเสียเงินโสหุ้ยไปทุกคนเปล่า ๆ เห้งเจียพูด ว่าท่านตาอย่าวิตก ข้าพเจ้าจะแทนคุณท่านจับปิศาจนั้นให้จงได้ ตาเฒ่าพูดว่า แม้ท่านจับปิศาจได้จริงแล้ว ข้าพเจ้าจะไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาทำหนังสือสัญญาให้ ไว้แก่ท่าน แม้ว่าท่านจับปิศาจได้แล้ว ก็ตามแต่ท่านจะเอาค่าบำเหน็จรางวัลสัก เท่าใด ข้าพเจ้าจะกราบเท้าท่านให้เต็มตามสัญญา สักหนึ่งหุนก็มิให้ขาดได้ หากว่าพลั้งพลาดเสียทีสู้ปีศาจมิได้ อย่าให้มีโทษเกี่ยวข้องมาถึงข้าพเจ้าด้วย ตามแต่บุญกรรมเป็นใหญ่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านเคยถูก เขาพาโลหรือจึงได้กลัวไปดังนั้น ท่านตารีบไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาเถิด ตาเฒ่าดีใจ ให้คนใช้ไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาแปดคน ครั้นผู้ใหญ่บ้านมาพร้อมกันแล้ว ตาเฒ่า แช่ลีจึงเล่าเรื่องให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง ก็พากันมีความยินดีทุก ๆ คน ผู้ใหญ่บ้านเหล่า นั้นถามว่า ท่านผู้ใดจะรับจับปิศาจ เห้งเจียว่าข้าพเจ้านี่แหละ ตาเฒ่าผู้ใหญ่ บ้านเหล่านั้นตกใจกลัว พูดว่าเห็นจะไม่พอการ ด้วยปิศาจมีฤทธาอานุภาพมาก นัก ทั้งรูปร่างใหญ่โตมีกำลังพลังมาก ด้วยท่านรูปร่างผอมเล็กนิดหนึ่งเท่านี้ แต่ มันจะเคี้ยวก็จะลอดฟันไป จะไปจับมันที่ไหนได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายดูข้าพเจ้าไม่ถูก แม้ว่าข้าพเจ้ามีรูป ร่างเล็กก็จริง แต่ข้าพเจ้ามีความรู้อาจจับปิศาจได้แล้วตาเฒ่าเหล่านั้นเห็นพูดดัง นั้นก็ตามใจ จึงถามว่าถ้าท่านจับปิศาจได้จะต้องการค่าแรงสักเท่าใด เห้งเจียตอบ ว่าข้าพเจ้าจะเอาอะไรมี ด้วยพวกข้าพเจ้ารักษาแต่กุศลเท่านั้น ไม่ต้องการเงิน ทองอะไรทั้งสิ้นตาเฒ่าผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายพูดว่า ถ้าท่านไม่เอาเงินแล้วจะมิป่วย การเปล่า ๆ หรือ อันพวกข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาเลี้ยงชีพทางไรน่า แม้ว่าท่านจับ ปิศาจได้จริงดังว่าแล้ว พวกข้าพเจ้าจะเรี่ยรายกันออกที่นาพันไร่ ยกให้ท่านอาจารย์ กับศิษย์ปลูกสร้างวัดอยู่สวดมนต์ไหว้พระนั่งกระทำกรรมฐานวิปัสสนาตามความ ประสงค์ จะดีกว่าไปเที่ยวเมืองบน เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า อย่างความคิด ของท่านก็ไม่เป็นประโยชน์จริง จะต้องเป็นกังวลลำบากเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย จะ หลับนอนและนั่งภาวนาก็จะไม่เป็นปรกติ ไม่เห็นว่าดีอย่างไรเลย ตาเ่าทั้งหลาย พูดว่า สิ่งใดก็ไม่ต้องการถ้าดังนั้นพวกข้าพเจ้าจะได้อันใดเป็นที่ขอบคุณเล่าเห้งเจียชี้แจงว่า พวกข้าพเจ้าเป็นคนถือศีลกินเพลถือเพศเป็นสมณะ ก็ประสงค์ ข้าวน้ำผ้านุ่งห่มที่พักอาศัยแลยาแก้โรคพอข้ามเวลาไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น ตามที่ ท่านผู้เฒ่าได้ต้อนรับเท่านี้ก็พอสมมควรอยู่แล้ว พวกผู้เฒ่าพูดว่าอย่างนั้นก็เป็นที่ง่าย แต่ยังไม่ทราบว่าท่านจะทำอย่างไรในการที่จะจับปิศาจนั้น จึงจะได้ตัวมันเล่า เห้ง เจียบอกว่า ถ้ามันมาข้าพเจ้าก็จะจับมันอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย ตาเฒ่าพูด ว่าปีศาจนั้นมันใหญ่โตเหลือเกิน มันไปมามีพายุใหญ่มืดฟ้ามัวฝน ท่านจะทำ อย่างไรจึงจะใกล้มันได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า หากมันทำเมฆหมอกมืดฟ้า มัวฝนอย่างนั้น เปรียบเหมือนลูกหลานการเล็กน้อย แม้ร่างกายมันจะโตใหญ่ อย่างไรก็ไม่ประหลาดอะไรดอก ในขณะที่พูดกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ เป็นลม พายุใหญ่พัดมา พวกตาเฒ่าแปดคนนั้น ก็พากันตกใจตัวสั่นไปทุก ๆ คน พูดว่า ปากท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์พูดถึงปิศาจ ๆ ก็มาทันทีตาเม่าแซลี้เปิดประตูชั้นใน พาพวกวงศาคณาญาติเรียกเข้าในห้อง พระถัง ซัมจั้งและเฒ่าที่มาแปดคนนั้น ให้เข้าแอบในห้องบอกว่าผีปิศาจมันมาแล้ว โป๊ยก่าย ซัวเจ็งก็พากันตกใจกลัวจะวิ่งเข้าไปในห้อง เห้งเจียจึงยึดไว้คนละมือ ถามว่าจะ พากันวิ่งไปข้างไหน จงออกไปดูปิศาจกับเราให้รู้ว่าจะเป็นปิศาจอะไร เห้งเจียก็พา กันออกไปยืนดูที่นอกชานบ้าน บัดเดี๋ยวก็เกิดลมพัดใหญ่โป๊ยก๋ายตกใจกลัว กระโดด ลงเอาปากซุกอยู่กับดินแน่นดุจตีตาปูซัวเจ๋งก็ยืนตัวสั่นไม่กล้าลืมตา เห้งเจียยืน คอยแลดูสายลมและปิศาจบัดเดี้ยวก็เห็นม้วนลมข้ามไปแล้ว ที่บนอากาศมีโคม ไฟสว่างสองโคมลอยลิ่ว ๆ มา เห้งเจียจึงร้องเรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ็งว่าลมเงียบ แล้วจงลุกขึ้นดูอะไรบนอากาศ โป๊ยก่ายกระชากปากขึ้นจากดิน แหงนขึ้นไปดูบน อากาศก็เห็นโคมไฟคู่หนึ่ง พลั้งปากพูดว่าดีจริง ซัวเจ็งว่าเวลานี้ก็เป็นกลางคืน ทำไมจึงรู้ได้ว่าดีและร้ายโป๊ยก่ายพูดว่า โบราณท่านกล่าวไว้ว่า เดินกลางคืนอย่างนี้ถ้ามีโคมก็ย่อม เป็นที่เชื่อได้ว่าคนดีซัวเจ็งพูดว่าพี่พูดผิดไปแล้วนั่นไม่ใช่โคมไฟ เป็นลูกตาของ ปิศาจมัน โป๊ยก่ายแลไปก็เห็นชัดว่านัยน์ตา ถึงพูดว่านัยน์ตามันเท่านี้ปากมันจะ เท่าไหน เห้งเจียพูดว่าน้องจงคอยรักษาอาจารย์ พี่จะขึ้นไปกำจัดมันเสียเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปสกัดกลางอากาศ ถือกระบองชี้ไปร้องตวาดด้วยเสียง อันดังว่า จงหยุดก่อนเราอยู่นี่ฝ่ายปิศาจเมื่อแลเห็นเห้งเจียก็ยั้งอยู่แกว่งทวนไปมา เห้งเจียถามว่าเจ้าเป็น ปิศาจชนิดใดอยู่ที่ไหน มีประสงค์จะมาทำร้ายเราหรือ ปิศาจก็มิได้โต้ตอบประการใด แกว่งแต่ทวนคว้างอยู่อย่างนั้น เห้งเจียถามอีกก็ไม่ตอบว่ากระไร เห้งเจียยก กระบองร้องตวาดว่ามึงอย่าหนี ฝ่ายปิศาจก็ไม่กลัวควงทวนรอรบอยู่กลางอากาศ ต่างต่อสู้กันไปมาจนเวลายามสาม โป๊ยก่ายซัวเจ๋งยืนดูอยู่หน้าบ้านเห็นแจ่มแจ้ง ปิศาจเอาทวนควงรบไม่เป็นท่า เห้งเจียก็จ้องแต่จะตีที่ศีรษะปิศาจ โป๊ยก่ายจึง พูดแก่ซัวเจ๋งว่า น้องจงคอยรักษาอาจารย์ไว้ พี่จะขึ้นไปช่วยรบขนาบชิงเอาความ ชอบอย่าให้เห้งเจียเอาได้ พูดแล้วโป๊ยก่ายก็เหาะขึ้นไปยกคราดกระโจมเข้าสับ ปิศาจก็เอาทวนแกว่งรับซ้ายรับขวาโดยแคล่วคล่องว่องไวดุจงูขว้างค้อน โป๊ยก่าย ชมว่าปีศาจชำนาญในเพลงทวนมาก มิใช่เพลงธรรมดา เรียกว่าดำอ่อนเพลง เห้งเจียว่าเพลงด้ำอ่อนที่ไหนมี โป๊ยก่ายว่าพี่ไม่ดูมันรำทวนรอรอบเราทำไมจึงไม่ เห็นด้ามทวน มันเอาซ่อนไว้ที่ไหน เห้งเจียพูดว่าปิศาจนี้มันไม่รู้จักภาษาคน ไอ กลิ่นโสโครกของมันเหม็นมากที่สุด มันกลัวเวลากลางวัน แม้ว่าแสงตะวันขึ้นก็จะหนี ถ้ามันหนีเราจึงไล่ตามอย่าได้ละปล่อยมัน โป๊ยก่ายพูดว่าเห็นจะดีจริง คิดเห็นดัง นั้นแล้วก็เข้ารบอีกพักหนึ่ง เวลาก็สว่างแจ้งปิศาจก็หันกลับจะหนีไปเห้งเจียโป๊ย ก่ายก็ไล่ติดกระชั้นมา มีความเหม็นเหลือกำลัง คือที่เขาชิดเจี๊ยดซัวดงมะพลับ โป๊ยก่ายว่ากลิ่นเหมือนกลิ่นคูต หรือจะมีบ้านช่องที่มีเว็จดอกกระมัง จึงได้เหม็น เหลือทนดังนี้ เห้งเจียร้องว่ารีบตามไปฝ่ายปีศาจข้ามเขามาแล้วก็กลายกลับเป็นรูปเดิม คือเป็นงูแสงอาทิตย์ โป๊ยก่าย พูดว่านี่มันเป็นงู หากว่ามันจะกินคนมันก็กลืนเข้าไปทั้งตัวทีเดียว แม้สักห้าสิบ คนก็ไม่พอจะเต็มท้องมันเห้งเจียว่าที่มันแกว่งทวนนั้น คือหัวและหางมันเราไล่ไป ให้มันจนมุมแล้วจึงค่อยตี โป๊ยก่ายก็รีบไล่กระชั้นมาเอาคราดสับ ปิศาจก็มุดเข้า ไปในรู ยังเหลือแต่หางอยู่ข้างนอกสักวาหนึ่ง โป๊ยก่ายก็ทิ้งคราดตรงเข้าไปสอง มือจับยึดหางลากไว้จนสิ้นแรรรั้งไว้ก็ไม่ไหว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะร้องว่า ปล่อยมันไปเสียเถิด แล้วจึงค่อยคิดอุบายจับมันจึงจะได้ โป๊ยก่ายรั้งไม่อยู่แล้วก็ ปล่อยมือ ปิศาจก็เลื้อยเข้าไปสุดตัว โป๊ยก่ายบ่นว่าถ้าไม่ปล่อยข้าพเจ้าก็จะจับ ลากออกมาได้เสียแล้ว ที่ไหนมันจะกล้ากลับออกมาอีกเล่าเห้งเจียพูดว่าเราคิดดูตัวมันโตใหญ่ แต่รูมันเล็กคงจะกลับตัวไม่ได้ เห็นจะ เลื้อยตรงไปหากจะมีทางออกข้างโน้น โป๊ยก่ายจงรีบไปสกัดไว้ พี่จะตามเข้าไป ในรูไล่ออกไป โป๊ยก่ายก็รีบข้ามโขดไปสกัดทางไว้ แลไปก็เห็นมีรูโป๊ยก่ายก็หยุด อยู่ เห้งเจียก็ไล่ติดตามเข้าไปในรู ปิศาจกลัวก็มุดเลื้อยออกทางปล่องข้างหลังเอา หางตวัดถูกโป๊ยก่ายหกล้มลง เพราะไม่ทันจะรู้ตัวลุกไม่ขึ้นเห้งเจียไล่ตามมาเห็น แล้วก็ไม่รอรั้งร้องว่าปิศาจออกมาแล้ว โป๊ยก่ายผุดลุกขึ้นมายกคราดสับซ้ายสับขวา เห้งเจียหัวเราะพูดว่ามันหนี้ไปเสียนานแล้วจะละเมอสับอะไรอยู่อีกเล่าโป๊ยก่ายแกล้งไถลพูดว่า ข้าพเจ้าสับหญ้าให้ปิศาจมันกลัว เห้งเจียว่าอ้าย หมูเอ็งปล่อยให้มันไปเสียแล้ว ยังจะมาทำพูดแก้ตัวเร็วเข้าเถิดรีบตามมา สอง คนก็รีบมาพร้อมกันตามไป ข้ามห้วงเขาแลไปข้างหน้าก็เห็นปีศาจขดอยู่เป็นกอง ใหญ่ อ้าปากยกศีรษะขึ้นซูร่อนจะคาบโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตกใจกลัวก็ถอยมาอยู่ ข้างหลังเห้งเจีย เห้งเจียก็ตรงเข้าไปใกล้ง งูก็ฉกคาบเห้งเจียกลืนเข้าไปในท้อง โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็ทุบศีรษะและทุบอกตัวเองร้องว่าพี่เห้งเจียตายแล้วเห้งเจียอยู่ในท้องปิศาจเอากระบองตั้งค้ำขึ้น ร้องเรียกโป๊ยก่ายพูดว่าน้อง อย่าโทมนัสเลยพี่จะให้มันทำสะพานให้ดู ปิศาจก็ร่นตัวโก่งหลังขึ้นงอวงดุจสายรุ้ง โป๊ยก่ายพูดว่าเหมือนสะพานก็จริงแต่คนไม่กล้าข้าม เห้งเจียว่าพี่จะให้มันทำเรือให้ดู เห้งเจียก็เอากระบองค้ำขวางท้อง ปิศาจก็แผ่ตัวแบนออกหัวหางงอโง้งขึ้นดุจเรือ กัลยา โป๊ยก่ายว่าเหมือนเรือก็จริง แต่ไม่มีประทุนและหางเสือจะแล่นไปไม่ได้ เห้งเจียว่าน้องจงหลีกไปให้พ้นพี่จะให้มันทำลมแล่นให้ดู เห้งเจียก็เอากระบอง แทงทะลุกลางสันหลังขึ้นเจ็ดแปดวาดุจเสากระโดง ปิศาจทนเจ็บไม่ได้ก็วิ่งเลื้อย ไปโดยเร็วยิ่งกว่าลม ไกลประมาณยี่สิบโยชน์แล้วก็กลับมาทางเก่า ล้มกลิ้งอยู่ กับพื้นจะพลิกแพลงก็ไม่ได้ก็สิ้นชีวิตในเวลานั้น โป๊ยก่ายวิ่งตามมาเอาคราดสับป่นปี้ เห้งเจียก็ออกจากท้องงูเรียกโป๊ยก่ายว่า อ้ายหมูปิศาจมันตายแล้วจะสับทำไม โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ยังหารู้จักใจข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาก็ชอบแต่ตีงตาย เห้งเจียโป๊ยก่ายต่างก็เก็บอาวุธเข้าที่แล้วก็ช่วยกันจับงูลากมายังบ้านท่อล้อจึงฝ่ายเฒ่าแช่ลี้กับผู้ใหญ่บ้านทั้งหลาย พูดกับพระถังซัมจังว่าศิษย์ของท่านสอง คนนั้นเห็นจะไม่กลับมาแล้ว พระถังซัมจั้งว่าไม่เป็นไรท่านอย่าวิตกเลย พวกเรา พากันออกไปคอยดูพูดแล้วก็พากันออกมา แลไปก็เห็นเห้งเจียกับโป๊ยก่ายเอะอะ ๆ ลากงูมา คนเหล่านันแลเห็นก็พากันดีใจ ในหมู่บ้านนันไม่ว่าชายและหญิงผู้ใหญ่ และเด็กต่างพากันมาเคารพและพูดว่า ปิศาจนี้มันอยู่ที่นี่มันได้ฆ่ามนุษย์และสัตว์ เดียรัจฉานเสียมากแล้ว บัดนี้ได้พึ่งท่านทั้งสองกำจัดเสียได้พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย จะค่อยมีความสุข พวกชาวบ้านคิดถึงคุณต่างก็นิมนต์ไว้เลี้ยงดูหกเจ็ดวันแล้ว พระถังซัมจั้งกับศิษย์จึงขอลา พวกชาวบ้านไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใดได้ก็ต้องยอม ให้ไป พวกชาวบ้านเห็นเธอไม่รับบำเหน็จรางวัลเงินทองอะไรสักอย่างหนึ่ง ต่างก็ จัดทำข้าวตูข้าวตากขนมแห้งและผลไม้มาถวาย ในหมู่บ้านท่อล้อจึงนี้มีห้าร้อย หลังต่างก็มาตามส่งทุก ๆ คน เดินมาประมาณชั่วโมงเศษก็มาถึงต้นทางเขาชิด เจียดซัว พระถังซัมจั้งก็ได้กลิ่นเหม็น และหนทางก็ปิดช่องเดินจึงเรียกเห้งเจียถามว่า หนทางเป็นเช่นนี้จะข้ามไปอย่างไรได้ เห้งเจียกลั้นใจพูดว่าเห็นจะยากแท้ พระ ถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียบอกว่ายากก็มีความวิตกมีสีหน้าอันเศร้าหมองฝ่ายพวกชาวบ้านที่ตามมาส่งเห็นดังนั้น ก็พากันพูดว่าท่านอาจารย์อย่างได้ วิตกเลย พวกข้าพเจ้ามาส่งท่านจนถึงที่นี่ก็ได้ตั้งใจไว้แล้วว่า สานุศิษย์ใหญ่ของ ท่านได้กำจัดปิศาจร้ายให้พวกข้าพเจ้ามีความสุข พวกข้าพเจ้าพร้อมใจกันจะตัด เลาะทางอื่นให้ท่านไปจนตลอดเห้งเจียได้ฟังดังนั้นแล้วจึงพูดว่าท่านตาคิดการยัง ไม่พอ เมื่อแรกท่านพูดว่าหนทางไกลถึงแปดร้อยโยชน์ พวกท่านก็มิใช่เจ้าหรือ เทพาอารักษ์อะไรกำลังอภินิหารฤทธิ์เดชก็ไม่มี ทำอย่างไรจึงจะสามารถเปิดทาง ไปได้เล่า แม้ว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้าจะข้ามไป ต้องพวกข้าพเจ้าออกกำลังตาม ทางเก่านี้ไปวิตกด้วยไม่มีผู้จะจัดหาข้าวเลี้ยง ตาเฒ่าว่าท่านพูดอะไรอย่างนั้นเล่า ตามแต่ใจท่านจะผันแปรอย่างไร มากน้อยสักกี่เวลาพวกข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงทั้งสิ้น ทำไมท่านต้องวิตกว่าไม่มีคนจะเลี้ยงเล่า เห้งเจียพูดว่าถ้าได้ดังนั้น ท่านจะพา กันไปจัดหาข้าวสุกมาสักสองถังและขนมของหวานมาด้วย ข้าพเจ้าจะได้เลี้ยง อ้ายปากยาวให้มันกินสักอิ่มหนึ่ง คือจะให้มันแปลงเป็นหมู่ใหญ่เปิดทาง ให้ อาจารย์ขึ้นขี่ม้าพวกข้าพเจ้าจะได้คอยรักษาข้ามไปโป๊ยก่ายได้ยินพูดว่าจะให้ทำดังนั้น จึงถามว่าพี่ทำไมจึงพากันเอาตัวรอดอยู่ เปล่าๆจะให้ข้าพเจ้าทนเหม็นแต่คนเดียวเล่า พระถังซัมจั่งว่าโป๊ยก่ายหากมีอภินิหาร เปิดทางได้จริงดังนั้นแล้ว อาตมาข้ามพ้นไปได้แล้วในครั้งนี้ ความชอบของโป๊ยก่าย เป็นที่หนึ่ง โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์อย่า ได้มีความวิตกเลย ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นสุกรใหญ่เมื่อตัวโตแล้วไส้พุงและกระ เพาะก็ใหญ่ตามตัว จะต้องกินให้อิ่มจึงจะออกแรงทำการได้ พวกชาวบ้านเหล่า นั้นพูดว่า เรื่องข้าวสุกและของหวานนั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าให้รีบกลับไป จัดเตรียมมาไว้พร้อมแล้ว สิ่งของที่พวกข้าพเจ้าจัดหามาส่งมีอยู่บ้าง เชิญท่าน รับประทานก่อนเมื่อขาดเหลือประการใด พวกข้าพเจ้าจะจัดหามาให้พอจงได้โป๊ยก่ายดีใจถอดเสื้อคาดบั้นเอวแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าหัวเราะจงดู ข้าพเจ้าจะเอาความชอบในทางที่เหม็นนี้ พูดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาเอามือเท้าเอว ไหวกายทีหนึ่ง ร่างกายก็กลายเป็นสุกรใหญ่ เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายแปลงเป็นสุกร ใหญ่แล้ว จึงให้พวกชาวบ้านเอาข้าวตูข้าวตากและขนมต่าง ๆ มากองวางไว้แห่ง หนึ่งแล้ว จึงเรียกโป๊ยก่ายมากินให้อิ่มแล้วจะได้ไปขุดเปิดทาง โป๊ยก่ายก็เข้ามากิน เห้งเจียบอกให้ซัวเจ็งถอดรองเท้าพยุงอาจารย์ขึ้นม้า เห้งเจียก็ถอดรองเท้า จึง บอกแก่พวกชาวบ้านให้กลับไปยังที่เถิด หากมีจิตศรัทธาก็ให้เอาข้าวมาตามส่ง พวกข้าพเจ้าจะได้อาศัยเป็นกำลัง พวกที่มาตามส่งนั้นที่มีม้าลาก็รีบกลับไปจัดหา ข้าวปลาอาหาร ได้แล้วก็รีบเอากลับมาส่งฝ่ายอาจารย์กับสานุศิษย์ก็ออกเดินไปไกลแล้ว พวกชาวบ้านที่มาตามไม่ทัน ก็รีบตามไปทั้งคืนยังรุ่งต่อเช้าจึงทันกัน จึงร้องเรียกว่าท่านอาจารย์จงหยุดก่อน พวกข้าพเจ้าเอาข้าวมาตามส่ง พระถังซัมจั้งมีความขอบคุณยิ่งนักจึงเรียกโป๊ยก่าย ให้กินอาหารเป็นกำลัง โป๊ยก่ายตั้งหน้าขุดสองวันแล้วโดยเวลาหิว ก็ดีใจมากิน จนสิ้นของก็พออิ่มก็รีบไปขุดอีก ฝ่ายเห้งเจียซัวเจ้งก็พากันมาขอบคุณชาวบ้าน แล้วก็ต่างคนลาจากกันไป พวกชาวบ้านท่อล้อจึงพากันกลับบ้านฝ้ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม เดินมาหลายเวลาก็หลุดออกจากดง ผลมะพลับเน่า ต่างก็มีความยินดีรื่นเริงในใจ ก็พากันล้างกลิ่นเน่าเหม็นให้สะอาด แล้ว ก็เดินตามทางใหญ่ไปเวลานั้นกำลังฤดูร้อนจัด ต้นสารภีพิกุลบ้างผลิดอก ออกช่อตูมบาน หอมกลิ่นระรื่นไปตามแนวทาง ครั้นเดินมาพ้นแล้วแลไปข้างหน้า เห็นมีกำแพงเมืองขวางหน้าอยู่ พระถังขัมจั่งถามว่าข้างหน้านั้นจะเป็นบ้านเมืองอะไร เห้งเจียว่าอาจารย์ไม่รู้หนังสือหรือ พระถังซัมจั้งว่าอาตมาเล่าเรียนมาตั้งแต่เล็กจน ใหญ่ สารพัดคำภีร์ธรรมก็ปรุโปร่งทั้งสิ้น ทำไมเราจะไม่รู้หนังสือเล่า เห้งเจียพูด ว่าพระอาจารย์ว่ารู้หนังสือ หนังสือบนเสาธงมีอักษรใหญ่สามตัว ทำไมไม่เห็นหรือ พระถังซัมจังว่า แต่ป้อมกำแพงยังไม่เห็นชัดเลย เหตุใดจะเห็นหนังสือซึ่งเป็นของ เล็กก่อนเล่า เห้งเจียบอกว่าคือ จูจี้ก๊ก อักขระสามตัวนั้นมิใช่หรือ พระถังซัมจั้งว่า ถ้าหากว่าเป็นเมืองจูจี้ก๊กก็คงเป็นเมืองที่มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง ควรเราจะเข้า ไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป พูดกันแล้วก็เดินมาประเดี๋ยวหนึ่ง ก็ถึงประตูเมือง พระถังชัมจั้งก็ลงจากหลังม้าพากันเดินข้ามสะพาน เข้าไปในประตู เมือง อาจารย์กับสานุศิษย์ก็พากันพิจารณาดูชัยภูมิเมือง เดินมาตามทางใหญ่ เห็นผู้คนเรียบร้อยพูดจาอ่อนหวานไม่หยาบคาย คล้าย ๆ แก่เมืองไต้ถัง สองข้าง ถนนตั้งร้ายค้าขายมีสิ่งของต่าง ๆ เห็นอาจารย์กับศิษย์เดินมาก็พากันมาดูพระถังซัมจั้งก็สั่งสานุศิษย์ ให้สำรวมกิริยาอย่าให้เกิดวุ่นวายได้ โป๊ยก่ายก็ ทำตามสั่งเอาปากงอลงแอบไว้กับอก ซัวเจ๋งก็ก้มหน้าเดินไม่แลเหลียว ยังแต่เห้งเจีย เดินดูอะไรเล่นตามสบาย พวกชาวเมืองแลเห็นดังนั้นก็พากันหัวเราะ อาจารย์กับ ศิษย์พากันเดินมาบัดเดี๋ยวก็เลี้ยวหัวป้อม แลเข้าไปข้างประตูเห็นมีหนังสือสามตัว คือ ฮ่วยตั้งก๊วนคือที่ประชุมนานาประเทศ พระถังซัมจังว่าเราเข้าไปในที่แห่งนี้ พักเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้วจึงค่อยไป โป๊ยก่ายได้ยินก็ชักปากออกมาทำให้พวก ชาวเมืองที่ตามดู ตกใจล้มคว่ำคะมำหงายไปเป็นสามสี่สิบคน อาจารย์กับศิษย์ก็ พากันเข้าไปในสำนักฮ่วยตั้งก๊วนนั้น มีขุนนางข้าราชการสองคนรักษาการอยู่ในที่ นั้น พระถังซัมจั่งเห็นขุนนางทั้งสองกำลังจัดคนใช้ไปทิศเหนือทิศใต้ แลเห็นพระ ถังซัมจั้งพากันเดินเข้ามาก็พากันตกใจ จึงถามว่านี่ท่านเป็นคนมาจากประเทศใด และจะไปข้างไหน พระถังซัมจั้งย่อตัวแล้วก็ปราศรัยว่า อาตมภาพเป็นชาวเมือง ไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพข้ามไปอาราธนาพระไตรปิฎก ธรรม ณ เมืองไซที บัดนี้มาถึงเมืองนี้ จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง อาตมภาพ กับศิษย์ขออาศัยพักในที่นี้สักวันหนึ่ง พอเปลี่ยนหนังสือได้แล้วก็จะลาไปฝ่ายขุนนางทั้งสอง เมื่อได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวลงมารับ และให้คนกวาด ล้างห้องให้อาศัย เจ้าพนักงานก็จัดแจงข้าวสุกและข้าวสาร และกับข้าวต่าง ๆ มา ส่งที่ห้องข้างทิศตะวนตก ครั้นจัดแล้วก็บอกแก่ศิษย์ทั้งสามคนให้จัดหาเอาตามชอบ ใจเถิด พระถังซัมจั้งถามขุนนางทั้งสองว่า เวลานี้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนาง หรือยัง ขุนนางทั้งสองตอบว่า เจ้าของข้าพเจ้าไม่เสด็จออกมานานแล้ว วันนี้เป็น วันดีออกที่ขุนนางประชุมเสนาบดี คิดจะออกหมายประกาศ แม้ว่าท่านจะเปลี่ยน หนังสือทันเวลานี้เห็นจะดี ถ้ารอจนพรุ่งนี้เห็นจะไม่เป็นการ เพราะไม่ทราบว่า เวลาใดจะเฝ้าได้ พระถังซัมจั้งเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า จงอยู่จัดแจงหุงต้มคอยถ้า อาตมภาพจะเข้าไปเปลี่ยนหนังสือแล้วกลับออกมากินข้าวแล้วจึงค่อยออกเดิน โป๊ยก่ายก็หยิบหนังสือมาส่งให้พระอาจาย์ พระอาจารย์รับหนังสือแล้วก็ลงจากห้อง เดินเข้าไปในพระราชวังมาบัดเดี้ยวใจก็ถึงพระตำหนัก (เง้าห้องเล้า) พิจารณาดู เห็นประดับประดาด้วยลวดลายวิจิตรต่าง ๆ งดงามเป็นสง่า เดินมาพ้น (เง้าห้อง เล้า) ก็ถึงทวารพระราชวังใน พระถังซัมจังจึงแจ้งความแก่ขุนนางพนักงานให้ทราบ เรื่องแล้ว ขอให้ช่วยนำความขึ้นกราบทูลเพื่อทรงทราบฝ่ายขุนนางได้ฟังดังนั้น เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบก็มีพระทัย ยินดี จึงตรัสว่าทรงพระประชวรมาก็นานมิได้เสด็จออกวันนี้คิดจะออกหมายประกาศ ก็บังเอิญมีพระสงฆ์วิเศษมาถึงเมือง จึงมีรับสั่งให้เชิญเข้ามาข้างใน พระถังซัมจั้ง ก็เดินสำรวมอินทรีย์ย่อตัวคำนับแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็นิมนต์ให้นั่งที่อันสมควร มีรับสั่งให้ขุนนางจัดเครื่องเลี้ยงเพล พระถังซัมจั้งจึงถวายหนังสือเดินทางขึ้นไป พระเจ้าแผ่นดินทรงรับมาทอดพระเนตรตลอดแล้วมีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงตรัส ถามว่าท่านอาจารย์เมืองไต้ถังนั้น ได้มีพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติมากี่พระองค์ แล้ว และมีขุนนางที่ชื่อตรงกตัญญสักกี่คน จึงได้มาถึงพระเจ้าถังทรงพระประชวร หนักและได้ฟื้นขึ้น จึงให้ท่านมาถึงเมืองอาราธนาพระธรรมดังนี้ พระถังซัมจั้งจึง ถวายพระพรว่า ที่เป็นเจ้ามานั้นตั้งแต่ซัมฮ่องเง้าตี่เป็นต้นต่อกันมาหลายพระองค์ แล้ว จนมาถึงเจ้าของอาตมภาพแซ่ลี้มีนามเมืองเรียกว่าไต้ถังเป็นเอก พระเจ้าถัง โคโจ้ฮ่องเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติก็ล่วงไป มาในปัจจุบันนี้ทรงพระนามว่า พระเจ้าหลี ซิบิ้น พระองค์ทรงครองราชสมบัติบ้านเมืองสมบูรณ์ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข เพราะ เหตุด้วยในเมืองเชียงอานมีลำแม่น้ำเกียฮ้อ มีพระยานาคกระทำผิดให้น้ำฝนเปลี่ยน แปลง เง็กเซียงฮ่องเต้ปรับโทษถึงประหารชีวิต เวลากลางคืนมาเข้าฝันขอให้พระ องค์ช่วย พระองค์ทรงรับคำพระยานาค จึงรับสั่งให้งุยเต็งเข้ามาเล่นหมากรุกอยู่ เสียในพระราชวัง หวังจะมิให้ไปกระทำการตามหน้าที่ได้ แต่พอเวลาเที่ยงงุยเต็ง เคลิ้มหลับไปตัดศีรษะพระยานาคตกลงมากลางพระนครพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามว่าอันขุนนางผู้ใหญ่นั้นมา แต่ข้างไหน พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า ขุนนางผู้นั้นคือเป็นมหาอุปราชของพระ ไต้ถังแซ่งุยชื่อเต็ง เธอรู้ฤกษ์บนและฤกษ์ล่างเวลากาลย่อมรู้ทั้งสิ้น เป็นผู้จัดราชการ ในบ้านเมืองโดยเรียบร้อยในเวลาหลับนั้น ก็ถอดดวงจิตออกไปตัดศีรษะพระยา เล่งอ้อง ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องลงไปฟ้องยังพระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋อง เวลานั้น พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ประชวรหนัก งุยเต็งจึงทำหนังสือฉบับหนึ่ง ฝากให้ไปถึง ทุยปังที่รักษาบัญชี ณ เมืองนรก ให้ช่วยแก้ไขพระเจ้าถังไทจงอ่องเต้สวรรคตไปได้ สามวันก็กลับฟื้นขึ้นมา เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงพระศรัทธาจะใคร่ทำมหา กุศลกงเต๊กให้เป็นการใหญ่ เพื่ออุทิศอานิสงส์ให้แก่สัตว์นรกทั้งหลาย จึงมีรับสั่ง ให้อาตมภาพมาอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังประเทศไซทีฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊ก เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งถวายพระพรดังนั้น ทรง ถอนพระราชหฤทัยใหญ่ทรงคร่ำครวญว่าเมืองไต้ถังเป็นเมืองสวรรค์ พระเจ้าแผ่น ดินก็ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ขุนนางข้าราชการก็มีกตัญญไม่เหมือนข้าพเจ้านี้ ประชวรมาก็นานแล้วไม่มีข้าราชการผู้ใดจะช่วยได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระเจ้าแผ่นดิน ตรัสดังนั้น ก็ชายตาซำเลืองดูพระเจ้าแผ่นดินเห็นสีพระพักตร์ ซูบซีดพระวรกายก็ ซุบผอม พระถังซัมจังจึงจะใคร่ทราบเหตุที่ทรงพระประชวร พอขุนนางมากราบทูลว่า เครื่องฉันจัดเสร็จแล้วนิมนต์พระถังซัมจั้งไปฉัน พระเจ้าแผ่นดินจึงนิมนต์พระถัง ซัมจั้งไปฉันยังตำหนัก (พีเฮียงเต้ย) พระองค์ก็เสด็จไปพร้อมกับพระถังซัมจั้ง ครั้น ถึงก็ทรงนิมนต์ให้พระถังซัมจั้งนั่งโต๊ะแจ พระองค์ประทับที่โต๊ะโช ฝ่ายเห้งเจียอยู่ คอยอาจารย์ที่สำนักฮ่วยตั้งก๊วน ให้ชัวเจ๋งจัดแจงหุงข้าวต้มแกง ซัวเจ๋งพูดว่าหุง ข้าวต้มน้ำชานั้นง่ายไม่เป็นไร จะแกงผักสักกระทะหนึ่งให้อาจารย์ฉัน ขัดด้วยเต้า เจี้ยวเต้าหู้ไม่มี เห้งเจียว่าพี่ยังมีอีแปะอยู่บ้าง ให้โป๊ยก่ายไปจ่ายที่ตลาด จะได้ เอามาต้มแกงอะไรก็ตามเถิดโป๊ยก่ายได้ยินก็พูดเบี่ยงบ่ายว่าข้าพเจ้าไม่กล้าไป เพราะปากคางหยาบคายรุงรัง วิตกจะไปเกิดความ เห้งเจียว่าเราซื้อหาโดยตรง เหตุใดจะเกิดความอย่าไปทำให้วุ่นวายก็แล้วกัน โป๊ยก่ายพูดว่าเมื่อมาถึงประตู นั้นพี่ไม่เห็นหรือยกปากขึ้นหน่อยหนึ่ง ก็พากันตกใจล้มสามสี่สิบคน ถ้าเข้าไปที่ ตลาดประชุมชนก็ยังไม่รู้ว่าจะตกใจพากันตื่นไปสักปานใด เห้งเจียถามว่าโป๊ยก่าย รู้หรือว่าที่ประชุมคนวุ่นวาย ได้เคยเห็นหรือว่าได้เคยไปที่ตลาดนั้น เขามีอะไรขาย บ้าง โป๊ยก่ายพูดว่าพระอาจารย์ห้ามมิให้แลเหลียว ให้เดินก้มหน้าจึงมิได้เห็นสิ่งใดเห้งเจียบอกว่ามีร้านขายสุราโรง และร้านขายแพรสีต่าง ๆ พรรณนาไม่สิ้น ยัง อีกร้านขายขนมและน้ำชากับขนมหวาน ๆ ต่าง ๆ และร้านขายขาวแกง และร้าน ขายน้ำตาลกรวดน้ำตาลทราย และร้านขายเตี้ยเลี่ยว และร้ายขายผักพืชผลไม้ ต่าง ๆ มีขายสารพัดของกินต่าง ๆ เราจะออกไปตลาดจัดซื้อมาแล้ว เชิญโป๊ยก่ายมา กินด้วยกันเห็นจะดีดอกกระมัง โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียจาระไนเรื่องกินต่าง ๆ น้ำลาย ไหลโดยความอยาก จึงผุดลุกขึ้นพูดว่า ข้าพเจ้าจะตามพี่ไปช่วยซื้อจะได้เอามาสู กันกิน เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็นึกยิ้มอยู่ในใจ จึงสั่งซัวเจ๋งให้อยู่ต้มหุงพี่ จะไปซื้อเครื่องแกงมาให้โป๊ยก่ายก็ถือถ้วยชามเดินตามเห้งเจียไป เห้งเจียเดินออก จากประตูแล้วก็ถามคนเหล่านั้นว่า ร้านเครื่องแกงเขาขายกันที่ไหน คนเหล่านั้น ชี้มือบอกว่าเดินตามทางนี้ไปข้างทิศตะวันตกริมหอกลอง ชื่อร้าน (แต้แก) มีขาย สารพัดเชิญท่านไปซื้อเถิดเห้งเจียได้ฟังคนเหล่านั้นบอกให้แล้ว ก็พากันเดินกับโป๊ยก่ายเห้งเจียเดินข้าม ร้านขายของที่ต้องการซื้อก็ไม่ซื้อ พากันเดินพลางพูดพลางพวกชาวตลาดก็พากัน วิ่งตามมาดู เดินมาประเดี๋ยวก็ถึงหอกลองแลไปข้างริมรอบเหล่านั้น ผู้คนไปมา แออัดเสียงพูดซื้อขายออกแซ่หูเหตุด้วยผู้คนมากมาย โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงพูดว่า พี่ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปเสียงคนออกแช่ไปดังนั้น บางทีเขาจะจับเอาตัวไป เห้งเจีย พูดว่าทำไมเจ้าจึงพูดเลอะเทอะไปดังนี้ เรามิได้ทำผิดกฎหมายอะไรเลย เขาจะจับ ไปทำไมเราเข้าไปซื้อเครื่องแกงแล้วก็กลับจะกลัวเขาทำไม โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าไม่ กล้าเข้าไปแล้ว กลัวจะเกิดวุ่นวายขึ้นพี่จะเดินเบียดเข้าไปดังนั้น ถ้าคนเหล่านั้น ตื่นแตกตกใจก็จะเกิดความ ข้าจะเอาชีวิตที่ไหนมาใช้ให้เขาเห้งเจียว่าถ้าดังนั้นโป๊ยก่ายจงยืนแอบอยู่ที่นี่ พี่เข้าไปซื้อแล้วจึงค่อยพากัน กลับพี่จะซื้อของหวานๆ ฝาก โป๊ยก่ายก็ยืนแอบอยู่ที่นั่นเอาถ้วยชามส่งให้เห้งเจียไป เห้งเจียก็เดินเข้าไปในหอกลองเบียดคนเข้าไป มีป้ายแขวนอยู่ที่หน้าหอกลองคน จึงได้เบียดกันเข้าไปดูเห้งเจียเบียดคน แทรกเข้าไปจนใกล้พิจารณาดูหมายประกาศ ความในหมายนั้นมีว่า เราพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองเมืองจูจี้ก๊ก ขอประกาศให้คนทั้ง หลายทราบว่า ด้วยพระองค์ได้ครองราชสมบัติมาช้านาน ในพระราชอาณาเขต ของพระองค์ก็เป็นสุขทั่วทุกมณฑล เวลานี้ชะตาเมืองไม่แจ่มแจ้ง จึงให้พระองค์ มีโรคเรื้อรังมาช้านานแล้ว หมอหลวงประกอบยาถวายก็หลายขนานแล้ว แต่พระ โรคนั้นก็มิได้ทุเลาเบาลงได้เป็นแต่ทรงอยู่กับทรุดไปทุกวันเพราะฉะนั้นจึงขอ ประกาศให้ทราบว่าถ้าผู้ใดมียาวิเศษประกอบแก้โรคให้ทุเลาบรรเทาหายได้ จะแบ่ง ราชสมบัติให้กึ่งหนึ่งมิได้เลือกเว้นว่าผู้ใดเห้งเจียอ่านทราบความแล้วก็มีความยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าคำโบราณท่านย่อม ว่าก็จะเห็นลาภเป็นผล อยู่ในฮ่วยตั้งก๊วนก็จะโง่เสียเปล่า เมื่อมีช่องดังนี้แล้วเราก็ จะไม่ต้องซื้อเครื่องแกงไปทำไม จำเราจะต้องช้าสักวันเป็นหมอรักษาโรคพระเจ้า แผ่นดิน คิดดังนั้นแล้วก็บิดตัว ปากก็เป๋าไปที่หนึ่งเรียกลม ในทันทีนั้นก็บังเกิด ลมพายุพัดมาเอาหมู่คนที่ดูอยู่นันกระจายไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็ใช้คาถาบังกายตรง เข้าไปแกะเอาหมายประกาศนันมาได้แล้วก็เดินมาหาโป๋ยก่าย แลเห็นโป๊ยก่าย เอาปากพิงกำแพงหลับอยู่เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ไม่ปลุก จึงเอาหมายประกาศเหน็บ ที่คอเสื้อโป๊ยก่ายแล้วก็เดินกลับมาที่ฮ่วยตั้งก๊วนฝ่ายหมู่คนเหล่านั้นถูกลมพายุลืมตาไม่ขึ้น ครั้นลมหายแล้วก็ไม่เห็นหมาย ประกาศพวกพนักงานที่รักษาก็พากันตกใจ ด้วยนำหมายประกาศมาปิดยังไม่ทัน ถึงสามชั่วโมง ก็ถูกลมพายุหายไปดังนี้พวกตำรวจและขันทีก็พากันตกใจเป็นอันมาก ก็รีบพากันแยกย้ายเที่ยวค้นหา บังเอิญมาเห็นเหน็บอยู่ที่คอเสื้อโป๊ยก่าย คนเหล่า นั้นจึงร้องว่านี่ทำไมแกแกะเอาหมายประกาศมาหรือ โป๊ยก่ายกำลังหลับตกใจยก ปากขึ้น คนเหล่านั้นก็ตกใจล้มทับกันเป็นระนาวไปโป๊ยก่ายก็ออกเดินไป คนที่ใจ กล้าก็เข้ามายึดไว้แล้วพูดว่า ท่านจะเอาหมายประกาศไปรับอาสาพระเจ้าแผ่นดิน ทำไมจึงไม่เข้าไปในพระราชวังประกอบยารักษาพระเจ้าแผ่นดินเล่าจะคิดไปข้างไหน โป๊ยก่ายตกใจพูดว่าใครเป็นหมอยาที่ไหน เราได้ไปแกะหมายประกาศมาเมื่อไรพวก ตำรวจชี้ว่าเหน็บอยู่ที่คอเสื้อนั่นเป็นไรมิใช่หมายประกาศหรือโป๊ยก่ายก้มศีรษะเหลือบดูเห็นม้วนกระดาษอยู่ที่คอเสื้อก็ชักออกมาคลี่ดู แล้วกัดฟันด่าว่าอ้ายหัวลิงมันทำแก่กูดังนี้ มีความแค้นจะใคร่ฉีกประกาศนั้นเสีย พวกตำรวจร้องห้ามว่านี่แกจะถึงที่แล้วหมายประกาศของพระเจ้าแผ่นดินเช่นนี้ใคร เล่าเขาจะกล้าฉีกเช่นนั้น แม้ว่าแกเอามาแล้วแกก็คงจะเป็นหมอวิเศษจงรีบไปกับ ข้าพเจ้า โป๊ยก่ายตวาดว่าหมายประกาศนี้ข้าพเจ้ามิได้ฉีกเอามา คือพี่เราชื่อเห้ง เจียไปลักฉีกเอามาเหน็บไว้ที่เราแล้วก็ไปเสีย แม้ว่าพวกท่านจะให้เห็นจริงจงไป กับเราถามดูจึงจะรู้เท็จจริงได้พวกตำรวจพูดว่า ท่านพูดอะไรอย่างนั้นฟังไม่ได้เลอะเทอะระฆังที่นี่ไม่ตีจะ ไปตีระฆังที่ไหน แกเป็นผู้ไปแกะหมายประกาศแล้วจะให้พวกข้าพเจ้าไปหาใครที่ไหน ข้าพเจ้าตามใจท่านไม่ได้ ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินก่อน พวกเหล่านั้นก็พา กันเข้าฉุดคร่าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยืนเฉยไม่ไหวหวาดดุจก้อนศิลาใหญ่ พวกนั้นก็ ไม่รู้ที่จะทำประการใด โป๊ยก่ายพูดว่าพวกเจ้าไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงจงมาลองดูอีก สักพักหนึ่ง จะเป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งทำเราก็ยิ่งแน่นเข้าทุกที ในทันใดนั้นพวกชาว ตลาดมาล้อมโป๊ยก่ายอยู่ออกแน่นไป ในหมู่นั้นมีขันทีสองคนจึงถามว่าตัวอยู่ ที่ไหนดูรูปร่างแปลกประหลาดมากดังนี้ ถ้อยคำน้ำเสียงก็ผิดกว่าคนทั้งหลาย ยัง อาจมาทำกล้าแข็งในที่ของเขาโป๊ยก่ายตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองไต้ถังข้างทิศบูรพา มีรับสั่งให้ไปไซที อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม พระอาจารย์ของข้าพเจ้าเป็นน้องยาเธอพึ่งเข้าไปเฝ้า พระเจ้าแผ่นดิน ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางข้าพเจ้ามาซื้อเครื่องแกงกับพี่ข้าพเจ้า เธอบอกให้ข้าพเจ้าคอยอยู่ที่ตรงนี้ ชะรอยเธอจะไปแกะเอาหมายประกาศมาแอบ เหน็บไว้ที่ข้าพเจ้าแล้วหนีไปขันทีผู้เฒ่าพูดว่า ข้าพเจ้าเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งรูป ร่างงดงามเข้าไป ในพระราชวังนึกดูเห็นจะเป็นพระอาจารย์ของท่านดอกกระมัง โป๊ยก่ายพูดว่านั่นแหละอาจารย์ของข้าพเจ้าละ ขันทีถามว่าก็พี่ของท่านไปข้าง ไหนเล่า โป๊ยก่ายบอกว่า พวกข้าพเจ้ารวมด้วยกันสี่คนพักอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วน พี่ ข้าพเจ้ามาทำแกล้งเล่นแล้วก็หนีไปฮ่วยตั้งก๊วนก่อน ขันทีผู้เฒ่าจึงบอกแก่พวก ตำรวจว่า พวกเราอย่าวุ่นวายจับกุมเธอไปเลยจงพากันไปฮ่วยตั้งก๊วนนั้น ก็คงจะ รู้เหตุผลได้ตลอดพูดแล้วก็พากันมาฝ่ายพวกชาวตลาดที่กลุ้มกันอยู่นั้นก็ตามมาด้วย โป๊ยก่ายจึงบอกแก่ตำรวจ และพวกชาวตลาดว่า พี่ข้าพเจ้าไม่เหมือนข้าพเจ้า ใครจะพูดเล่นเกินเลยไม่ได้ ใจซื่อตรงแต่ร้อนแรง แม้พวกท่านพบเธอจงนบนอบอ่อนน้อมเรียกเธอเป็นท่าน ผู้หญ่ ซึงเล่าเอี้ย เธอก็คงจะรับรองหากพูดจารุกรนเธอ ๆ ก็จะทะลึ่งตึงตังขึ้น การ ของท่านก็จะไม่สำเร็จ พวกขันที่กับตำรวจพูดว่า พี่ของท่านหากว่ามียาวิเศษ ประสิทธิแล้วแม้รักษาพระเจ้าแผ่นดินหายแล้ว ก็จะได้รางวัลแบ่งพระนครให้ครึ่งหนึ่ง พวกข้าพเจ้าก็จะลงเคารพทั้งสิ้น พวกที่ตามมามิใช้ธุระก็ยืนอยู่ข้างนอก โป๊ยก่าย ก็พาพวกขันที่กับตำรวจเดินเข้าไปข้างในก็ได้ยินเห้งเจียคุยอยู่กับซัวเจ๋ง หัวเราะ กันอยู่ในห้องกำลังพูดด้วยเรื่องหมายประกาศ โป๊ยก่ายก็เดินเข้าไปจับมือเห้งเจีย พูดว่าพี่หรือเป็นคนดังนี้ได้ ลวงว่าจะซื้อขนมให้ข้าพเจ้ากินก็ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่ง กลับไปแกะเอาหมายประกาศอะไรมายัดให้ข้าพเจ้า ทำให้เราได้ความผิดดังนี้ จะควรคบเป็นพี่น้องกันไปได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า มึงอ้ายชาติหมูไป หลงทางอยู่ที่ไหนมา ก็เราไปซื้อเครื่องแกงแล้วก็กลับมา ไม่เห็นเจ้าก็เลยกลับมา ที่พัก จะไปแกะเอาหมายประกาศมาทำไม โป๊ยก่ายว่ามีขุนนางเฝ้ารักษาหมายประ กาศบัดนี้ก็ตามมาด้วย พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นขันที่กับตำรวจเดินเข้ามาพร้อม กันเคารพพูดว่าท่านผู้ใหญ่ซึงเล่าเอี้ย เจ้าของข้าพเจ้ามีนิสัยอันใหญ่ เทพยดาเชิญ ให้ท่านลงมาเปิดความประสิทธิ์ประกอบโอสถรักษาพระโรคเจ้าของข้าพเจ้า เห้งเจียได้ฟังขันทีและตำรวจพูดดังนั้นจึงหยิบหมายประกาศมาจากโป๊ยก่าย แล้ว พูดแก่ขันทีและตำรวจว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้รักษาหมายประกาศหรือขันทีและ ตำรวจตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้เป็นผู้คอยรักษาหมายประกาศเห้งเจียพูดว่า หมายประกาศนี้ข้าพเจ้าเอามาเองแต่ให้น้องข้าพเจ้านำมาหา หากเจ้าของท่านประชวรพระโรคหนัก คำโบราณท่านว่า ยาไม่ตามซื้อโรคไม่หาย รักษา ท่านไปทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ ให้พระองค์มาเชิญข้าพเจ้า ข้าพเจ้า คงจะมีฝีมือที่จะแก้พระโรคนั้นได้ พวกขันทีได้ฟังดังนั้นต่างก็ตกตะลึง แต่ตำรวจ พูดว่าถ้าออกความรุนแรงอย่างนี้ ก็คงมีความรู้ใหญ่กว้าง พวกเราอยู่คอยรับ เชิญครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งเข้าไปกราบทูลพร้อมมกันเห็นชอบจึงแบ่งกันอยู่กันไป ขันที่ กับตำรวจสิบสองคนก็พากันเข้าไปในพระราชวังใน ไม่ทันคอยรับสังก็ตรงเข้าไปที่ ตำหนัก (พีเฮียงเต้ย) ครั้นถึงกระทำคำนับแล้วก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด มีพระทัยอันรื่นเริง เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินเสวยแล้ว กำลังตรัสสั่งสนทนาอยู่กับ พระถังซัมจั่ง ได้ทรงฟังขันทีและตำรวจเข้ามากราบทูลดังนั้น จึงตรัสถามว่ารื่นเริง อยู่ที่ไหนหรือ ขันทีทูลว่าเมื่อเวลาเช้ามีรับสั่งให้พวกข้าพระพุทธเจ้า นำหมาย ประกาศไปปิดเพื่อจะหาหมอรักษาพระโรค ข้าพระพุทธเจ้านำหมายประกาศไปปิด ยังตำบลหอกลองตลาดใหญ่มีสานุศิษย์ใหญ่ของพระถังซัมจั้ง เป็นคนชาวเมือง ไต้ถังนามเรียกว่าซึงเล่าเอี้ย บัดนี้พักอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วน เธอขอให้พระองค์เสด็จไป รับเธอ เธอจึงจะมีฝีมืออันปรากฏ รักษาพระโรคของพระองค์ให้พลันหาย เพราะ ฉะนั้นพวกข้าพระพุทธเจ้า จึงได้เข้ามากราบทูลเพื่อทรงทราบฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีรื่นเริงยิ่งนัก จึง ตรัสถามพระถังซัมจังว่าสานุศิษย์ของท่านมีกี่คน พระถังซัมจั้งทูลว่ามีสามคน พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่าคนไหนเป็นหมอ พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่าอาตม- ภาพไม่อาจปิดบัง สานุศิษย์ของอาตมภาพเป็นชาวป่าชาวดง เข้าใจแต่การเข้า ป่าขึ้นเขาลงห้วย ถ้าพบปิศาจยักษ์ร้าย ก็มีฝีมือปราบได้ ที่จะมีฝีมือเป็นหมอ ประกอบยารักษาโรคนั้น ก็ไม่เห็นคนไหนจะเป็นได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าพระ อาจารย์ทำไมถึงถ่อมตัวดังนั้นเล่า วันนี้ข้าพเจ้าพึ่งออกขุนนาง บังเอิญมีนิสัยอัน ใหญ่ แม้ว่าสานุศิษย์นั้นไม่เป็นหมอที่ไหน จะอาจมาแกะเอาหมายประกาศนั้นไปได้ และยังจะให้ข้าพเจ้าเสด็จไปรับเองเล่า ซึ่งการเป็นดังนี้ คงจะมียาประสิทธิ์ขลัง เป็นแน่ พระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปแทนว่า บัดนี้พระองค์ มีพระอาการให้อ่อนเปลี้ยจะเสด็จมิได้ โดยเหตุทรงพระประชวรมานานแล้ว ไม่ อาจทรงรถได้ เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านซึงเล่าเอี้ยเข้ามาดูพระโรคในพระราชวังเถิดฝ่ายขุนนางได้รับสั่งดังนั้น ก็ถวายบังคมลาออกไป ครั้นถึงฮ่วยตั้งก๊วนก็ เข้าไปหาเห้งเจียกระทำคำนับ ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ็งแอบอยู่ข้างใน ยังแต่เห้งเจีย นั่งอยู่ท่ามกลางจิตใจไม่หวั่นไหวกลัวเกรงผู้ใด ฝ่ายขุนนางเหล่านั้นครั้นคำนับแล้ว ก็ยืนอยู่สองข้างพูดว่า ขอท่านเล่าเอี้ยได้ทราบ พวกข้าพเจ้าคือเป็นขุนนางของ พระเจ้าจูจี้ก๊ก บัดนี้มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาเชิญเล่าเอี้ยเข้าไปในพระราชวังดูไข้ของ พระองค์ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นทันทีแล้วถามว่าเป็นเหตุอย่างไร พระองค์ จึงมิได้เสด็จมาเองเล่า พวกขุนนางพูดชี้แจงว่าพระองค์ทรงพระประชวรพระโรคมา นานแล้ว หมดพระกำลังไม่สามารถจะเสด็จมาได้ เพราะเหตุนี้จึงจำเป็นให้พวก ข้าพเจ้ามาเชิญท่านแทนพระองค์ขอเชิญท่านซึงเล่าเอี้ยเข้าไปในพระราชวังตาม รับสั่งเถิด เห้งเจียได้ฟังขุนนางชี้แจงดังนั้นจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเชิญท่านทั้งหลาย กลับไปก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะตามไปต่อภายหลังฝ่ายพวกขุนนางเหล่านั้น เมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็พากันกลับเข้าไปใน พระราชวัง เห้งเจียจัดแจงกายเรียบร้อยแล้วก็เดินตามไป บัดเดี้ยวก็มาถึงพระ ทวารวัง พวกขุนนางเห็นเห้งเจียมาถึงแล้วก็เข้าไปกราบทูล ครั้นทรงทราบก็เสด็จ ออกมาทอดพระเนตรตรัสถามว่าท่านผู้ใดคือซึงเล่าเอี๊ย เห้งเจียก็เข้าไปพูดเสียงดังว่า ข้าพเจ้านี้แหละซึงเล่าเอี้ย พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก๊ก ได้ยินเสียงดังและทั้งแลดูรูป ร่างก็น่ากลัวดังนั้น ก็ตกพระทัยพระองค์สั่นไม่เป็นสมประดี ก็ล้มลงทันทีรับสั่งให้ นางใน มาพยุงพระองค์เข้าพระตำหนัก ในขุนนางทั้งหลายก็พากันโกรธเห้งเจียว่า ไม่รู้จักอะไรมีกิริยาหยาบคายเซอะซะ ยังมีหน้าอวดดีมาแกะเอาหมายประกาศ ออกได้ เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่าท่านทั้งหลายนี้ด่วนดูถูกข้าพเจ้าดังนี้ โรคเจ้า ของท่านสักพันปีก็จะไม่หายเลยพวกขุนนางเหล่านั้นจึงถามว่า คนเราเกิดมาอายุสักเท่าใดท่านจึงว่าพันปีก็ ไม่หาย เห้งเจียตอบว่าปัจจุบันบัดนี้ โรคของเจ้าแห่งท่านเรียกตายแล้ว คือโรคผี กลับชาติมาต่อภายหลังเรียกว่า โรคคนดังนี้จะไม่เรียกว่าพันปีหรือ พวกขุนนาง ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียพูดประหลาดดังนั้น ก็พากันโกรธเคืองพูดว่าคนอะไรอย่าง นี้พูดจาบ้าหลังไปได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าเรามิใช่บ้าหลังจงฟังเราจะแสดงให้ ฟัง ยาประกอบประสิทธิคุณนั้นยิ่งล้ำ มีครูเทวดาท่านชักนำหากไม่ฟังคำเรา ชี้แจงทั้งชาติก็ไม่หายอย่างสงสัยเลย ในพวกขุนนางนั้นมีขุนนางฝ่ายแพทย์ผู้หนึ่ง เมื่อได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดกับขุนนางทั้งหลายว่า ท่านผู้นี้แสดงความชอบ กลควรจะฟังก่อน คือยาเทวดาจะคอยฟังซึ่งโรคนั้นก่อนจึงจะประกอบยาให้ พวก ขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบด้วยจึงให้เข้าไปกราบทูลว่า บัดนี้ท่านซึงเล่าเอี้ยจะขอ ฟังพระโรคก่อนจึงจะประกอบโอสถได้ พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กบรรทมประทับอยู่ บนแท่นได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขันทีออกไปบอกว่าซึ่งท่านซึงเล่าเอี้ยนั้นขอ ยกเลิกเถิด ด้วยพระองค์เห็นหน้าไม่ได้ขันทีก็กลับออกมาบอกตามรับสั่งทุกประการ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าถ้า เห็นหน้าไม่ได้ เราเข้าใจทางตรวจจับแต่สายด้ายก็ได้ให้เอาแต่ด้วยผูกข้อพระกร ไชอิ๋ว ๕๙๘ ฟังก็ได้ พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพูดว่าเคยได้ฟังอยู่ แต่ยังไม่เคยเห็นด้วยตา ควรจะกลับเข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบใหม่ ขุนนางจึงเข้าไปกราบทูลว่าขอพระองค์ ได้ทรงทราบ บัดนี้ท่านซึงเล่าเอี้ยพูดว่าไม่ต้องเห็นพระองค์ก็ได้ให้เอาด้วยผูกพระกร แล้ว จับแต่ด้ายก็อาจทราบได้ในพระอาการ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเราป่วยมาสามปี แล้วยังไม่เคยได้ยินการทดลองอย่างนี้ ถ้ากระนั้นก็เชิญตัวเข้ามาข้างใน ขุนนางก็ ออกมาเชิญเห้งเจียเข้าไปฝ่ายพระถังซัมจั้งก็เดินเข้ามาใกล้ด่าว่าเห้งเจียว่า อ้ายชาติลิงจะทำความเดือด ร้อนให้แก่อาตมา เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคิดจะให้อาจารย์มีความเจริญรุ่งเรือง กลับ จะว่าข้าพเจ้าจะคิดฆ่าอะไรที่ไหน พระถังซัมจั้งตวาดว่าตามอาตมามาหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นรักษาโรคภัยอะไรที่ไหน หายาธาตุก็ไม่รู้จักตำรับตำราอะไรก็ไม่รู้ ทำไม จึงอาจสามารถไปเกี่ยวเอาภัยใหญ่มาดังนี้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่าพระอาจารย์ยัง ไม่ทราบว่า ข้าพเจ้ามียาวิเศษขนานที่จะแก้โรคใหญ่ได้ไม่ ข้าพเจ้าจะแก้โรคนั้น ให้หายเท่านั้น หากว่ารักษาเขาไม่หายก็เพียงโทษบาปรักษาคนตายเท่านั้น ท่าน จะวิตกด้วยเหตุอะไรที่ไหน พระอาจารย์จงนั่งพักเสียให้สบายเถิด ไว้ข้าพเจ้าไป ตรวจลมดูก่อนว่าโรคนั้นจะมีมูลเดิมเกิดด้วยเหตุอย่างไร พระถังซัมจั้งพูดว่ายังไม่ เคยพบเห็นตำราตรวจลมที่ไหนมีเจ้าพูดบ้าหลังไปดังนี้ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ามี ไหมทองติดอยู่กับตัวท่านยังไม่เห็น พูดแล้วเห้งเจียก็ถอนเอาขนหางมาสามเส้น แปลงเป็นไหมยาวประมาณแปดศอก เอาวางกลางใจมือส่งให้อาจารย์ดูว่านี่มิใช่ หรือไหมสำหรับดูลม พูดดังนั้นแล้วก็ตามขันทีเข้าไปตำหนักในที่พระบรรทม ยืนยั้งอยู่นอกประตูเอาไหมสามเส้นส่งให้ขันทีสั่งว่า เอาไปผูกที่ข้อพระกรข้างซ้าย แล้วเอาหางไหมสอดออกมานี่ฝ่ายขันทีรับไหมสามเส้นเอาไปทำตามเห้งเจียสั่งแล้วเอาหางไหมสอดออกมา ทางหน้าต่าง เห้งเจียก็รับเอาไหมสามเส้นมาวางบนมือข้างซ้ายแล้ว เอามือขวา สามนิ้วกดไว้ เห้งเจียก็ระงับลมของตัวนิ่งคอยสังเกตฟังลมเดิน รู้สึกว่าลมเดินจมๆ ลอย ๆ ก็เข้าใจได้ชัด จึงบอกขันทีให้แก้ที่มือซ้ายเอาไปผูกที่มือขวา ขันทีก็ กระทำตามสั่ง เห้งเจียก็เอาหางไหมมาวางกดคอยฟังดูลมเดิน ก็รู้สึกได้ทุกประการ จึงเรียกไหมนั้นเข้าตัวตามเดิม แล้วจึงทูลว่าลมที่พระกรข้างซ้ายของพระองค์นั้น เดินรุกรน ประตูลมไสห่างเดินลอยแต่จมลึก ข้างขวาลมเดินลอยแต่ลื่นและช้าแต่ผูก และขยักแต่มัดข้างซ้ายแม้ลมเดินเช่นนั้น ใจให้ระโหยเจ็บและมีพระเสโทซึมผิว หนังชื้นและบังคนมีสีแดงดุจพระโลหิต พระกรข้างขวาแม้ลมเดินอย่างนั้นผูกและ ไปพระบังคนหนักไม่สะดวก เสวยไม่ได้และเศร้าหมองสะท้านร้อนสะท้านหนาว เป็นกำลัง จะรวมอธิบายพระโรคนั้นมีความหวั่นหวาดคิดถึง นามเรียกว่า (โรค ปักษาพลัดคู่)พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็มีพระทัยทุเลาฟื้นขึ้น จึงทรง ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า ท่านแสดงในโรคนั้นแจ่มแจ้งแล้วทุกประการ ขอท่าน ได้ประกอบยาเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็กลับเดินออกมายังตำหนักนอก ฝ่าย ขุนนางขันที่ออกมาก่อน เล่าให้ขุนนางทั้งหลายฟัง บัดเดี้ยวเห้งเจียก็ออกมา พระถัง ซัมจั้งถามว่า เห้งเจียเข้าไปตรวจลมรู้อาการว่าเป็นประการใดบ้าง เห้งเจียตอบว่า ตรวจดูถูกต้องยังแต่จะประกอบยาเท่านั้น ขุนนางทั้งหลายก็พากันมาสรรเสริญ แล้วถามว่า เมื่อก็นี้ท่านเล่าเอี้ยพูดว่าโรคปักษาพลัดคู่นั้นเป็นอย่างไร เห้งเจีย หัวเราะแล้วตอบว่า เดิมมีนกคู่หนึ่ง ตัวผู้หนึ่งตัวเมียหนึ่ง จับอยู่ด้วยกันครั้นมา ลมพายุพัดแรงและฝนตก นกตกใจก็พลัดจากกันไป ตัวผู้ไม่เห็นตัวเมีย ตัวเมีย ไม่เห็นตัวผู้ ตัวผู้คิดถึงตัวเมีย ตัวเมียคิดถึงตัวผู้ ดังนี้จะไม่เป็นปักษาพลัดคู่หรือ พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียชี้แจงอธิบายดังนั้นต่างก็พร้อมกัน ร้องขึ้นว่า ท่านเป็น เทพยดาแท้หาผู้เสมอท่านยากฝ่ายขุนนางหมอหลวงถามว่า โรคนั้นชี้แจงถูกแล้วยังไม่ทราบว่าท่านจะเอา ยาสิ่งใดประกอบแก้โรคได้ เห้งเจียพูดว่าไม่เอาตามตำรับ หมอหลวงพูดว่าตาม คำภีร์กล่าวไว้ยามีแปดร้อยแปดสิ่งคนมีโรคก็แปดร้อยแปดอย่าง โรคนั้นไม่อยู่ จำเพาะตัวคนเดียว ก็ยาที่ไหนจะต้องใช้ทุกสิ่ง ทำไมจึงเห็นยาจึงต้องประสงค์เล่า เห้งเจียว่าโบราณท่านย่อมกล่าวไว้ว่า ไม่ต้องถือตามตำรา ให้พิเคราะห์ดูโรคจึง ใช้ยาให้ควรแก่โรคเพราะฉะนั้นจึงมียาไว้สำหรับทุกสิ่งตามส่วนที่จะต้องลดต้องทวี และเติม ขุนนางหมอก็ไม่ถามต่อไป ให้คนนำเครื่องยาทุกสิ่งและเครื่องที่จะบด จะตำไปที่ฮ่วยตั้งก๊วนมอบให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็นิมนต์พระถังซัมจั่งกลับออกไป ยังฮ่วยตั้งก๊วนประกอบยา พระถังซัมจั้งก็จะลุกออกไปพอขันทีมาบอกว่า รับสั่งให้ท่านอาจารย์พักอยู่ในตำหนักปุนฮวยเต้ยในพระราชวัง รอพรุ่งนี้เสวยพระ โอสถพระโรคทุเลาแล้วจะได้สนองคุณและจะได้ส่งไปทั้งจะได้เปลี่ยนหนังสือ เดินทางให้ด้วยฝ่ายพระถังซัมจั่ง เมื่อได้ฟังขันทีบอกดังนั้นก็ตกใจพูดว่าเหตุนี้ที่จะยืดเราไว้ เป็นประธาน ถ้าหากรักษาหายก็จะพากันดีไป ถ้าหากรักษาไม่หายชีวิตอาตมาก็ จะไม่รอด เห้งเจียลงไปทำให้ดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์ไม่ต้อง เป็นทุกข์จงอยู่พักให้สบายเถิด ข้าพเจ้าคงมียาประสิทธิคุณรักษาได้ พูดดังนั้น แล้วก็ลาพระอาจารย์ออกไปยังฮ่วยตั้งก๊วน ครั้นถึงโป๊ยก่ายก็มารับหัวเราะแล้ว พูดว่าข้าพเจ้าทราบแล้วว่าพี่ไม่จริงใจจะไปอาราธนาพระธรรมจะคิดหาผลประโยชน์ ขัดด้วยยังไม่มีทุนเห็นว่าเมืองนี้มั่งมีจึงทำอุบายผันแปรจะได้ตั้งโรงขายยาหรือเห้งเจียพูดว่าพอรักษาโรคพระเจ้าแผ่นดินหายแล้วก็จะไป จะตั้งโรงยาทำอะไร โป๊ยก่ายว่ายามีถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ก็รักษาคน ๆ เดียวจะเอาสักเท่าไร เห้งเจียว่า จะต้องมากทำไม พวกหมอหลวงมันโงไม่รู้จักอะไร เอายามาให้มากสิ่งโดยไม่ เข้าใจตลอดว่าพี่จะต้องการสักกี่สิ่ง และไม่รู้ว่าคุณยาของเราจะประสิทธิ์ขลังอย่างไร กำลังพูดกันอยู่นั้นก็เห็นคนใช้สองคนมาเชิญไปกินข้าว เห้งเจียก็ดีใจจึงขึ้นไปชั้นบน พี่น้องทั้งสามก็พากันเข้านั่งกินครั้นเสร็จแล้ว ก็พอจวนเย็นเห้งเจียจึงสั่งเจ้าพนัก งานให้จัดหาน้ำมันขี้ผึ้งเอามาส่ง พนักงานก็นำมาส่งตามสั่งทุกประการ รอพอ เวลาดึกสงัดผู้คนหลับเงียบ โป๊ยก่ายพูดว่าพี่จัดแจงทำยาก็ทำเสียข้าพเจ้าจะได้นอน เห้งเจียจึงบอกโป๊ยก่ายให้จัดเครื่อง ต้ายอึ๋งสิ่งหนึ่ง หนักตำลึงหนึ่ง เอาบดให้เป็น ผงแล้วเอามาให้พี่ ซัวเจงว่าต้ายอิ้งสิ่งนี้รสขมแต่ไม่ร้าย ใช้หน่วงลงเดินไม่ปิด แก้ ผูกและระงับบังคับมิให้ระส่ำระสาย ยาสิ่งนี้วิตกอยู่ที่โรคนานวันคนไข้กำลังน้อย ไม่ควรรับประทานเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า น้องยังไม่เข้าใจตลอด ยาสิ่งนี้ประกอบมีเสมหะ และไอในตัวเดินสะดวกไม่ขัดบังคับที่สะท้านหนาวสะท้านร้อน น้องอย่ามาพูดให้ วุ่นวายไป ริบไปเอาป่าเต้าหนักตำลึงหนึ่งมาปอกเปลือกทิ้งเสีย และใส่ครกตำให้ นำออกแล้วเอาไปบดให้เป็นผงแล้วเอามาให้พี โป๊ยก่ายพูดว่า ปาเต้าสิงนีรสเผ็ด แต่ร้อนแก้คุมดีกับปวดที่หน่วงหนักปิด และมีกำลังเจริญอาหาร จะประกอบต้อง ระวังเห้งเจียว่าน้องยังไม่เข้าใจยาสิ่งนี้มิให้ผูกและเหนี่ยวลำไส้ให้ตรงตามเดิม และฝืนหัวใจมิให้เคลื่อนจงรีบจัดมาโดยเร็ว พี่ยังมีสิ่งที่จะประกอบเข้าอีก โป๊ยก่าย ชัวเจ็งก็เอาสิ่งนั้น ๆ ไปทำตามเห้งเจียสั่ง ครั้นบดทำเป็นผงเสร็จแล้ว ก็เอามาวาง ไว้ถามว่าพี่จะต้องการอีกสักกี่สิ่งเห้งเจียบอกว่าเท่านั้นพอแล้ว โป๊ยก่ายพูดว่านี้ถึงแปดร้อยแปดสิ่ง ทุกสิ่งจะ ต้องใช้น้ำหนักสิ่งละสองชั่ง นี่เอาหนักแต่หนึ่งตำลึงจะไม่ผิดมากกว่าเขาไปหรือ เห้งเจียจึงไปหยิบเอาถ้วยเล็กสองถ้วยส่งให้โป๊ยก่ายถ้วยหนึ่ง สั่งว่าน้องไปขูด เขม่าก้นหม้อสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายถามว่าพี่จะเอามาทำไม เห้งเจียว่าน้องยังไม่ เข้าใจเขม่าก้นหม้อนั้นเรียกว่า (แป๊ะเช้าเซียง) ประกอบยาแก้โรคได้ต่าง ๆ โป๊ยก่าย ก็ไปขูดมาครึ่งถ้วยบดละเอียดเป็นผง เห้งเจียก็หยิบถ้วยอีกถ้วยหนึ่ง ส่งให้ไปรอง มูตรม้าของเรานั้นมาสักครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายว่าจะไปเอาเยี่ยวม้าทำอะไร เห้งเจีย บอกว่าเอามาประสมทำลูกกลอน ชัวเจ๋งหัวเราะก๊าก ๆ แล้วพูดว่าพี่ฉันยังไม่เคย พบเห็นยาอะไรอย่างนี้ ด้วยเยี่ยวม้ามันเหม็นเหลือที่จะทนได้ หากคนเป็นโรค ธาตุน้ำเสียพิการได้กลิ่นเข้าก็อาเจียน จนรากเขียวรากเหลือง และปาเต้าต้ายอึ้ง สองสิ่งนี้ กินแล้วก็ทั้งลงทั้งรากดังนี้ จะเป็นการแกล้งเล่นดอกหรือเห้งเจียว่าน้องยังไม่รู้มูลโรค ซึ่งเป็นต้นเหตุม้าของเรานั้นมิใช่ม้าธรรมดา เธอ คือเป็นบุตรของพระยาเล่งอ๋องอยู่ฝ่ายทิศบูรพา หากได้เยี่ยวเธอมากินโรคนั้นจะ หายไปทันที โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็ถือถ้วยยาไปที่ม้านอนอยู่กับดิน โป๊ยก่ายก็ ยกขาม้าขึ้นเอาถ้วยรองที่องค์กำเนิด ม้าก็ไม่ถ่ายปัสสาวะ โป๊ยก่ายกลับมาบอก แก่เห้งเจียว่า พี่อย่าเพ่อไปรักษาพระเจ้าแผ่นดินเลย ไปรักษาม้าเสียก่อนเถิด ด้วยมันปิดเบาข้าเอาถ้วยรองเป็นนานมันก็ไม่ถ่ายปัสสาวะ เห้งเจียว่าถ้ากระนั้น ไปด้วยกัน ครั้นมาถึงเห้งเจียบอกให้เอาถ้วยรอง ม้าก็ถ่ายปัสสาวะออกมาครึ่งถ้วย โป๊ยก่ายพิเคราะห์ดูน้ำมูตรดุจน้ำทองคำ ได้แล้วก็นำมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอายา ที่ประกอบไว้แล้วนั้นเข้าประสมกันปั้นเป็นลูกกลอนสามก้อน เอาใส่กลักเล็กเก็บ ไว้แล้ว ต่างก็พากันไปหลับนอนครั้นรุ่งเช้าเจ้าแผ่นดิน. จูจี้ก๊ก รู้สึกพระองค์ออกขุนนาง ให้นิมนต์พระถังซัม จังมาแล้ว มีรับสั่งให้ขุนนางไปยัง ฮ่วยตั้งก๊วน หาตัวท่านซึ่งเล่าเอี้ยให้เอายามา ถวาย พวกขุนนางก็รีบออกไปยังฮ่วยตั้งก๊วนแจ้งความแก่เห้งเจียตามรับสั่ง เห้งเจีย เรียกโป๊ยก่ายให้เอากลักเล็กมา เห้งเจียจึงส่งกลักยาให้แก่ขุนนาง ขุนนางถามว่า ยานี้ซื่ออะไรรห้งเจียตอบว่าชื่อ (โอกิมตัน) ขุนนางถามว่าจะเอาน้ำอะไรเป็นกระสาย เห้งเจียตอบว่ากระสายมีสองอย่าง อย่างหนึ่งเอาหกสิ่งเป็นกระสาย ขุนนางถาม ว่าหกสิ่งนั้นคืออะไรบ้าง ๆ เห้งเจียว่าเอาขนนกการะเวกหนึ่ง น้ำเยี่ยวปลากิมหลี ฮื้อหนึ่ง แป้งผัดหน้าของเจ้าแม่เทวราชอ๊องโป๊หนึ่ง ขี้เถ้าเตาไฟของท่านพรหม ท้ายเสียงเล่ากุนหนึ่ง ชายผ้าโพกพระเศียรพระอิศวรหนึ่ง หนวดมังกรห้าเส้นหนึ่ง รวมหกสิ่งนี้ต้มทำน้ำกระสายกินยากิมโอตันนั้นแล้ว เจ้าของท่านก็จะทุเลาจากโรค นั้น ความเศร้าหมองในพระทัยก็จะหายเป็นแท้พวกขุนนางพูดว่า ของหกอย่างนั้นมิได้มีในมนุษย์โลกจะได้ที่ไหนมาเล่า อยาก ขอทราบอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำกระสายอะไรเห้งเจียบอกว่า น้ำไม่มีรากเป็นกระสาย ก็ได้พวกขุนนางว่าถ้ากระนั้นค่อยง่ายสักหน่อย เห้งเจียถามว่าท่านทั้งหลายจะเข้าใจ ว่าอะไร หรือน้ำไม่มีรากนั้น พวกขุนนางทั้งหลายตอบว่าตามชาวบ้านเรียกว่าน้ำ ไม่มีรากนั้น ไปตักตามบ่อหรือตามคลองตักมาแล้วเดินมาไม่หันหน้ากลับไป และ มิให้หยดลงแผ่นดิน ดังนี้เรียกว่าน้ำไม่มีรากเห้งเจียว่า น้ำตามบ่อหรือลำคลองหรือแม่น้ำก็ยังเรียกว่ามีรากน้ำของข้าพเจ้า ว่าไม่มีรากนั้น คือน้ำในอากาศที่ตกลงไม่ถึงดินนั้น แหละเรียกว่าน้ำไม่มีราก พวก ขุนนางทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าดังนั้นต้องคอยน้ำฝนจึงกินยา ขุนนางทั้งหลายก็พร้อมกันคำนับลาเห้งเจีย นำยากลับเข้าไปในพระราชวัง ครั้นถึง ก็ถวายพระเจ้าแผ่นดินฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กมีพระทัยยินดี จึงให้ขุนนางรับยามาแล้วตรัสถามว่า คือเป็นยาอะไร ขุนนางกราบทูลว่าท่านซึ่งเล่าเอี้ยบอกว่า ยาโอกิมตันให้ใช้น้ำไม่มี รากเป็นกระสาย จึงรับสั่งให้ขุนนางเอาคนโทไปตักน้ำไม่มีราก พวกขุนนางกราบ ทูลว่าท่านเล่าเอี้ยบอกว่าน้ำบ่อน้ำคลองนั้นมิใช่น้ำไม่มีราก ให้เอาน้ำกลางอากาศ ที่ตกยังไม่ทันถึงดินจึงจะได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสังให้พราหมณ์มาตังพิธีขอฝนฝ่ายเห้งเจียอยู่ที่ฮ่วยตั้งก๊วยจึงเรียกโป๊ยก่ายมาปรึกษาว่า พี่สั่งให้ขุนนางหา น้ำไม่มีรากทำกระสายยา เวลานี้ก็เป็นการรีบร้อนทำอย่างไรจึงจะได้น้ำฝนให้ทันการ พี่พิจารณาดูพระเจ้าแผ่นดินจิตศรัทธาทางกุศลมาก มีบุญญาธิการได้สร้างสมมา ควรเป็นเจ้า จำเราจะต้องช่วยให้ตลอดกาล จึงจะเห็นคุณยาของเรา โป๊ยก่ายถามว่า พี่จะคิดช่วยอย่างไร เห้งเจียจึงเรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ให้มายืนอยู่ซ้ายขวา เห้ง เจียทำกิริยาร่ายพระคาถาเรียกพระยานาค บัดเดี้ยวใจแลไปข้างทิศตะวันออก เห็นมีม้วนเมฆตั้งขึ้นออกดำในท้องฟ้า แล้วเมฆนั้นก็ลอยมาในอากาศตรงที่เห้งเจีย ยืนอยู่ ก็ร้องเรียกว่าท่านไต้เซียข้าพเจ้าพระยานาคเง่าก๊วง ทิศบูรพามาหาท่านมี ธุระประการใดหรือเห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่อาจกวน ซึ่งเชิญท่านมาครั้งนี้หวัง จะขอน้ำไม่มีราก ให้แก่เจ้าเมืองจูจี้ก๊กเพื่อจะทำน้ำกระสายยา พระยาเล่งอ๋อง พูดว่าท่านไต้เซียมิได้บอกว่าจะต้องการน้ำฝน ข้าพเจ้าก็หาได้เอาเครื่องสำหรับ ทำฝนนั้นมาไม่ ทำอย่างไรจึงจะทำฝนได้เล่า เห้งเจียพูดว่าไม่ต้องทำฝนมาก จะ ขอแต่สักหน่อยเดียวพอทำน้ำกระสายยาเท่านั้น พระยาเล่งอ๋องว่าถ้ากระนั้นข้าพเจ้า จะพ่นน้ำลายก็พอกินยา เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าดีแล้ว ๆ ขอ ท่านได้รีบทำเถิด พระยาเล่งอ๋องก็ค่อย ๆ เคลื่อนเมฆลงมาต่ำยังปราสาทแล้ว ก็ พ่นน้ำลายลงไปเป็นฝอยแปรเป็นฝนตกใสสะอาดฝ่ายพวกข้าราชการทั้งหลายพากันสรรเสริญว่า เจ้าของเรามีบุญญาธิการมาก เทพยดาจึงบันดาลให้ฝนตก ก็พากันเอาคนโทมารองน้ำฝนได้สองคนโท ครั้นฝน ตกแล้วพระยาเล่งอ๋องก็เลิกลาเห้งเจียกลับไปยังที่อยู่ตามเดิม พวกข้าราชการก็ นำน้ำฝนสองคนโทนั้นมาถวายพระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊ก พระเจ้าแผ่นดินจูจี๊ก็กรับให้ นำน้ำฝนนั้นไปในพระตำหนักในพระองค์ก็เสด็จกลับเข้าไปจะเสวยพระโอสถ แล้ว ขึ้นประทับบนที่พระบรรทมจึงเอายาสามเม็ดนั้นมาแบ่งเป็นสามครั้ง ๆ ละเม็ดเสวย เม็ดแรกลงไปสักประเดี้ยว พระอุทรก็มีเสียงดังลั่นท่าจะถ่ายพระบังค่นหนัก เจ้า พนักงานก็เอาหม้อมารองในทันใดก็ถ่ายพระบังคนหนักลงสี่ห้าครั้ง พระองค์ล้ม ลงกับพระแท่นที่บรรทม พวกพนักงานนางในที่เอาหม้อมาตรวจดูเห็นล้วนแต่ เมือกคาวเท่านั้นเหม็นและเสมหะสิ่งโสโครกทั้งสิ้น นางเหล่านั้นจึงมากราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่ถ่ายออกมานั้น ล้วนแต่สิ่งโสโครกอันเป็นเชื้อของโรค ออกมาหมดแล้วพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังนางพระสนมกราบทูลดังนั้นก็ดีพระทัยจึงเสวยพระ โอรสอีกเม็ดหนึ่ง สักประเดี๋ยวก็มีพระกำลังเกิดขึ้นทรงรู้สึกพระองค์โปร่งขึ้นยังเดิม จึงเสด็จลงจากแท่นแต่งพระองค์ออกขุนนาง เห็นพระถังซัมจั้งก็ลดพระองค์ลง นมัสการ พระถังซัมจั้งก็ลดลงคำนับ จึงเสด็จมาจับมือพระถังซัมจั้ง แล้วมีรับสั่ง ให้ขุนนางฝ่ายอาลักษณ์ร่างหนังสือ ไปเชิญท่านเล่าเอี้ยกับพี่น้องทั้งสามมาว่า บัดนี้ขอบคุณเป็นที่สุดแล้ว ขอเชิญเข้ามายังพระราชวังใน แล้วรับสังให้ขุนนาง พนักงานโต๊ะจัดเครื่องโต๊ะเตรียมไว้ยังปราสาทตังก๊อกจะตอบแทนคุณพวกขุนนาง พนักงานก็ไปจัดการเตรียมไว้ตามรับสั่งทุกประการแล้ว ก็ไปเชิญเห้งเจียกับพี่น้อง ทั้งสามคนเข้าไปในพระราชวังขึ้นไปยังปราสาทตังก๊อก แลเห็นพระเจ้าแผ่นดินกับ พระถังซัมจัง คนทั้งสามก็ลดลงคำนับแล้วก็เดินเข้านั่งโต๊ะ ขุนนางทั้งหลายก็นั่ง ตามลำดับ เห้งเจียพี่น้องแลไปดูก็เห็นเครื่องที่ตั้งบนโต๊ะล้วนแต่ของโอชารส ทั้ง แจทั้งโซมีพร้อมเรียบเรียงวางไว้เป็นลำดับฝ่ายเจ้าเมืองจูจี้ก๊กเห็นเรียบร้อยพร้อมเพรียงแล้ว ก็เสด็จมาทางรินสุราส่งให้ เห้งเจียถ้วยหนึ่ง เห้งเจียก็รับสองมือมาดื่มหมดทรงรินอีกถ้วยหนึ่งมาส่งให้ก็รับ ดื่มหมด พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสรวลตรัสว่า จะต้องให้ครบสามถ้วย ส่งอีก ถ้วยหนึ่งเห้งเจียก็รับมาดื่มหมด ทรงตรัสว่าจะต้องให้เป็นสี่ฤดู จึงรับสั่งให้ขุนนาง รินให้อีกถ้วยหนึ่ง เห้งเจียกับมาถือไว้แต่ยังหาทันจะดื่มไม่ โป๊ยก่ายเห็นสุราไม่ มาถึงก็พูดขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทราบการที่ประสมและบดยาข้าพเจ้าได้ช่วย และ ในยานันมีม้า เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น วิตกกลัวคนอื่นจะรู้ความ ก็ชิงส่ง ถ้วยสุราให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็รับมาดื่มแล้วก็ไม่พูดต่อไปส่วนพระเจ้าแผ่นดินได้ยินโป๊ยก่ายพูดแปลก จึงทรงถามว่าอะไรในยามีม้า เห้งเจียชิงทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าเมื่อประกอบยา ก็คิดเอาสิ่งที่ดีควรประกอบให้แก้ พระโรคของพระองค์ได้เป็นประมาณ เธออยากจะให้ทรงทราบว่าสิ่งที่ดีนั้น เรียก ว่า (ม้าเต้าเล้ง) มีประกอบในเม็ดยาของพระองค์นั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถาม ขุนนางฝ่ายแพทย์ว่าม้าเต้าเล้งเป็นสิ่งอะไร พวกขุนนางแพทย์กราบทูลว่าม้าเต้าเล้งนี้ รสขมแต่เย็นแก้กระหายอิดโรยและเสมหะให้สะดวก กำจัดน้ำเหลืองที่ให้เกิดพยาธิ และไม่ไอปรกติดี พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระสรวลตรัสว่าควรต้อง การก็ประกอบดีแล้ว พระองค์รินสุรามาส่งให้โป๊ยก่ายอีกสองถ้วย โป๊ยก่ายก็รับ มาดื่มแล้วพระองค์จึงทรงรินให้ซัวเจ็งอีกสามถ้วย ต่างก็เข้านั่งโต๊ะที่กินตามสบาย แล้วพระเจ้าแผ่นดินทรงรินสุราใส่ถ้วยแก้วใหญ่ส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็ยืนขึ้นรับ แล้วก็ทูลว่า ขอพระองค์ประทับให้สบายเถิด ข้าพเจ้าจะรับพระราชทานตามสบาย ใจ ไม่ละเป็นอันขาดพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าคุณของท่านมีน้ำหนักดุจภูเขาใหญ่ วิตกแต่จะตอบแทน ท่านไม่พอเพียง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงให้ท่านอีกแก้วใหญ่ และจะขออนุญาต ไต่ถามบ้างเล็กน้อย เห้งเจียว่าขอพระองค์ได้ทรงถามตามที่ต้องประสงค์ แล้ว ข้าพเจ้าจึงจะดื่มถวาย พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่าตัวข้าพเจ้าตรอมใจเจ็บมาสองปี แล้ว บัดนี้ได้กินยาประสิทธิคุณของท่านก็หายแล้ว เห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่าเมื่อ วานนี้ข้าพเจ้าได้แสดงว่า พระองค์ประชวรพระโรคตรอมพระทัย ไม่ทราบว่าพระ องค์ตรอมพระทัยด้วยเหตุอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียถามดังนั้นจึงตรัสว่า คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า (ความอายในบ้านไม่ควรให้คนนอกบ้านรู้) ขัดด้วยท่าน มีคุณข้าพเจ้าก็ต้องเล่าให้ท่านฟัง เห้งเจียว่าขอพระองค์จงแสดงเถิดหากเป็นประ โยชน์ของพระองค์จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านซึงเล่าเอี๊ยตั้งแต่ออกจากเมือง ไต้ถังข้ามมาได้ก็เมืองแล้วจึงได้มาถึงนี เห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้ามาได้หกหัวเมืองแล้ว พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าเมืองทังหลายเหล่านันที่เป็นเบืองของพระเจ้าแผ่นดิน ยศศักดิ์ตั้งแต่งกันอย่างไร เห้งเจียทูลว่าถ้าเมียหลวงเรียกว่าเจี๊ยเกง เมียรองเรียก ตังเกง เมียที่สามเรียกว่าโซเกง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเมืองข้าพเจ้าหาได้ตั้งอย่าง นั้นไม่ เมียที่หนึ่งเรียกกิมเชี้ยเกง เมียที่สองเรียกว่าเง็กเซี้ยเกง เมียตรีเรียกงึ้นเกง ทั้งสองนี้อยู่ในตำหนักเห้งเจียทูลถามว่าก็กิมเชี้ยเกงนั้นไปข้างไหนจึงไม่มีอยู่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง ฟังเห้งเจียถาม ก็บังเกิดความโทมนัส ทรงพระกันแสงตรัสว่ามิได้อยู่สามปีแล้ว เห้งเจียทูลถามว่าเหตุใดเล่าจึงมิได้อยู่ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วย พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าสามปีก่อนเวลาถดูเดือนเจ็ด ข้าพเจ้าพาพวกสนมนางใน และเมียทั้งสามไปยังสวนดอกไม้พักอยู่ที่หอ (หลิวไฮ้เต๊ง) เสวยสุราชมดอกไม้เล่น และดูการแข่งเรือบังเอิญเกิดลมพายุใหญ่ และเห็นบนอากาศมีปีศาจยักษ์ตนหนึ่ง หน้าตาดุร้ายบอกว่าชื่อไช้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขา (ขี้ลินซัว) ถ้ำเก๊ยเฉียต้องไม่มีภรรยา ได้ข่าวว่ากิมเชี้ยเกง รูปร่างลักษณะสวยสะอาดงาม จึงให้ข้าพเจ้าส่งตัวไปให้มัน แม้ไม่ส่งตัวกิมเซี้ยเกงให้มัน มันจะกินข้าพเจ้าเสียก่อน แล้วจะกินขุนนางและราษฎร ให้หมดทั้งเมือง ข้าพเจ้ามีความสงสารแก่อาณาประชาชนและบ้านเมือง แต่ไม่รู้ ที่จะแก้ไขอย่างไรได้ จึงต้องส่งกิมเซี้ยเกงให้แก่มันไป อาศัยเหตุนี้จึงมีความทุกข์ โศกโทมนัสตรอมใจ คิดถึงกิมเซี้ยเกง อยู่มิได้จะรู้วายเลยจึงได้บังเกิดโรคเจ็บป่วย ทรมานกายมาถึงสามปีแล้ว บัดนี้ได้กินยาของท่านก็ถ่ายซึ่งของโสโครกที่เกรอะ กรังขังอยู่มานานวันนั้นสิ้นแล้ว บัดนี้กายและใจก็เป็นปรกติมีกำลังยิ่งกว่าแต่ก่อนเห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความอิ่มใจรื่นเริงยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงยกถ้วยแก้วสุราขึ้น ดื่มสองทีก็หมดหัวเราะแล้วทูลถามว่าพระองค์คือเป็นพระโรคเศร้าหมองพระทัย มาพบข้าพเจ้าพระโรคจึงหาย แต่ยังไม่ทราบว่าพระองค์จะพอพระทัยให้กิมเซี้ยเกง นั้นกลับมาหรือไม่ พระเจ้าแผ่นดินจูจี้ก๊กตรัสว่าข้าพเจ้ามีความคิดถึงอยู่เสมอมิได้ ขาดแต่จนใจด้วยไม่มีผู้ใดจะช่วยได้ ก็ต้องจนใจอยู่จะทำประการใดได้ เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าจะอาสาพระองค์ไปปราบยักษ์กำจัดปิศาจร้าย ให้พระองค์แต่พระองค์จะ เห็นควรหรือไม่พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้น ก็ลดพระองค์ลงตรัสว่าหากท่านเล่า เอี๊ยช่วยให้กลับมาได้ ข้าพเจ้าจะพาบุตรภรรยาออกจากราชสมบัติลดตัวลงเป็นไพร่ จะยกราชสมบัติให้แก่ท่านเล่าเอี้ยเป็นเจ้า โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้น ได้ยินพูดว่าจะยก ราชสมบัติให้ดังนั้น ก็หัวเราะก๊ากใหญ่ พูดว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้จะเสีย ตระกูลเจ้าเสียแล้ว ทำไมจึงอยากได้แต่เมีย เอาสมบัติเจ้าไปยกให้แก่พวกเดิน หนดังนี้ เห้งเจียก็ลงพยุงพระองค์ขึ้นแล้ว จึงทูลถามว่าตั้งแต่ปิศาจยักษ์ลักนาง กิมเซี้ยเกงไปแล้ว ต่อภายหลังยังเคยมาบ้างหรือไม่พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อปีเอาไปเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำ ครั้นเดือนสิบสองมัน มาเอาสาวใช้ไปอีกสองคน ข้าพเจ้าก็ต้องให้ไป เมื่อปีแล้วมานี้เดือนห้ามาเอาไป อีกสองคน ยังไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมาเอาไปอีก เห้งเจียทูลถามว่าก็ปิศาจยักษ์มา เนืองๆ ดังนั้น ก็พระองค์ไม่กลัวหรือ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเห็นมันมา เนื่อง ๆ ดังนั้น มีความกลัวสะดุ้งหวาดวิตกว่ามันจะทำร้ายเอา เพราะฉะนั้นจึง ให้สร้างตำหนักสำหรับซ่อนปิศาจ ถ้าได้ยินเสียงลมมาก็พาสนมนางในเข้าไปแอบ อยู่ในตำหนักนั้นเห้งเจียทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดชี้ตำหนักสำหรับหนีปิศาจให้ข้าพเจ้าดูจะเป็น ประการใด พระเจ้าแผ่นดินจึงพาเห้งเจียออกจากที่กินโต๊ะ พวกขุนนางต่างก็ผุด ลุกออกจากที่โป๊ยก่ายพูดว่าพี่ทำไมจึงไม่รู้ธรรมเนียม กำลังกินโต๊ะโดยสำราญ ทำให้แตกไปหมดจะไปดูอะไรที่ไหน พระเจ้าแผ่นดินเห็นโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็ทรง ทราบว่า โป๊ยก่ายหนักในการกิน จึงสั่งพนักงานให้ยกโต๊ะไปที่ตำหนักหนีปิศาจตั้ง คอยท่า โป๊ยก่ายเห็นพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งดังนั้นก็นิ่งอยู่ มิได้พูดอะไรต่อไป ก็พร้อม กันทั้งพระถังซัมจั่งไปด้วย พวกขุนนางก็เดินตามกันมา เจ้าแผ่นดินกับเห้งเจียก็ จับมือกันเดินข้ามตำหนักเสด็จมายังสวนหลวง แลไปก็ไม่เห็นตำหนักอะไรที่ไหนเห้งเจียจึงทูลถามว่าตำหนักนั้นอยู่ที่ไหน พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นขันที สองคน ถือเหล็กซะแลงมางัดที่พื้นดินนั้นขึ้น ศิลาสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่งเป็นเครื่องปิดอยู่ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าตรงนั้นลงไปลึกสามวา ที่ใต้นั้นทำเป็นตำหนักเก้าห้อง ใน นั้นมีกระถางใหญ่สี่กระถาง สำหรับใส่น้ำมันไว้เต็มตามไฟไว้เสมอทั้งกลางคืนและ กลางวัน ถ้าได้ยินมีลมพายุมาข้าพเจ้าก็หนีลงซ่อนอยู่ใต้นั้น ให้คนเอาศิลามาปิด เสีย เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันยังไม่คิดร้ายถ้าหากมันคิดร้ายแล้ว ที่เช่นนี้ที่ไหนจะคุ้มได้ เมื่อเวลากำลังเห้งเจียพูดอยู่นั้นก็พอได้ยินเสียงลมพายุพัดมาอู้ ๆ ฝุ่นและผงคลี ฟุ้งมืดฟ้ามัวฝนไปทั้งอากาศ พวกขุนนางทั้งหลายพากันโกรธเห้งเจีย โดยความ ตกใจกลัว พากันพูดว่า ท่านเล่าเอี้ยนี้ปากกินเค็มพูดถึงปิศาจยักษ์ขึ้น ปิศาจก็ มาทันทีพระเจ้าแผ่นดินก็ตกใจกลัวผละจากเห้งเจียหนีลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้นั้น พระถังซัมจั้งก็วิ่งมาลงไปอยู่ด้วย ด้วยพวกขุนนางก็พาแอบหนีซ่อนเร้นไปหมดสิ้น โป๊ยก่ายซัวเจ้งจะพลอยวิ่งไปด้วย เห้งเจียยึดไว้คนละมือก็หนีไปมิได้ เห้งเจียพูด ว่าน้องอย่ากลัวจงช่วยกันจำให้แน่ว่ามันเป็นปีศาจอะไรโป๊ยก่ายซัวเจ้งหนีไปไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย ไม่ช้าอีกสักประเดี้ยวก็แลเห็น บนอากาศ เป็นปิศาจยักษ์ตนหนึ่งตรงเข้ามา เห้งเจียถามโป๊ยก่ายว่า จำได้หรือ ไม่ว่าเป็นปิศาจอะไร โป๊ยก่ายซัวเจ็งตอบว่าจำไม่ได้ เห้งเจียจึงพูดว่าปิศาจนี้ มัน เป็นคนของท่านตังงักเทียนฉีสำหรับเป็นผู้เฝ้าประตู โป๊ยก่ายพูดว่า ธรรมดาปิศาจ ผีมันย่อมออกกลางคืน เวลานี้พึ่งเที่ยงผีที่ไหนจะมา เห็นจะเป็น (ไซ้ทั้ยส่วย) ดอกกระมังเห้งเจียว่าถ้ากระนั้นน้องสองคนอยู่นี่ ไว้พี่จะขึ้นไปถามดูเพื่อจะได้รู้ว่าจะเป็น อะไรแน่ เห้งเจียเตรียมตัวมั่นคงเข็งแรงแล้วก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศขวางหน้า ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายมารร้ายเอ็งอยู่ที่ไหนเป็นยักษ์มารชนิดใดจะ ไปข้างไหน มีธุระอะไรมาถึงที่นี่ทำไมจะมาอวดดีที่นี่หรือ ยักษ์ได้ฟังเห้งเจียร้อง ถามด้วยกิริยาอันห้าวหาญดังนัน จึงตวาดด้วยเสียงอันดังแล้วตอบว่า เรามิใช่คนอื่น คือเซียนฮองของท่านไช้ทั้ยส่วยอยู่ตำบลเขาขี้ลินซัวถ้ำเก๊ยเฮียต๋อง เรารับคำสั่ง ของท่านมาเอานางสาวใช้อีกสองคนไปรับใช้กิมเชี้ยเกงเนี้ย เจ้าเป็นคนอะไรที่ไหน อาจสามารถมาถามเราทำไม เห้งเจียตอบว่าเราคือซีเทียนไต้เซียซึงหงอคง เพราะ เรารักษาพระถังซัมจั้งไปไซที เพื่อจะอาราธนาพระธรรม เพราะว่าข้ามมาทางนี้จึง รู้ข่าวว่าเจ้าเป็นยักษ์ร้าย ทำการหมิ่นประมาทเจ้าเมืองจะไปหาเจ้าก็ไม่รู้แห่งที่อยู่ บัดนี้เจ้าเอาชีวิตมาส่งถึงมือฉะนี้ดีแล้ว ปิศาจยักษ์ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็มิได้ รอรั้งยกทวนขึ้นแทงเห้งเจีย เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับรบกันโดยสามารถได้สองเพลง เห้งเจียตีปิศาจด้วยกระบอกถูกทวนหักเป็นสองท่อน ก็ตกใจหลบหนีตามลมไป ทางทิศตะวันตก เห้งเจียก็มิได้ไล่ตามลดลงมายังพื้น เดินมาที่ตำหนักซ่อนปิศาจ ร้องเรียกว่าพระอาจารย์จงเชิญพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาเถิด ปิศาจยักษ์นั้นข้าพเจ้า ขับหนีไปแล้วฝ่ายพระถังซัมจั่งเมื่อได้ยินเห้งเจียเรียก ก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาจากอุโมงค์ แลเห็นท้องฟ้าใสสว่างดี มิได้เห็นปิศาจพระองค์ก็เสด็จมาที่ตั้งโต๊ะนั้น ทรงหยิบ ป้านสุรามารินใส่ถ้วยทองคำแล้วก็มาส่งให้เห้งเจียตรัสว่า ขอท่านเล่าเอี้ยรับของ คำนับแห่งข้าพเจ้าเป็นกิริยาก่อน เห้งเจียก็รับถ้วยสุรามาถือไว้แล้ว ได้ยินขุนนาง มาทูลว่าประตูเมืองข้างทิศปราจีนเกิดไฟไหม้ เห้งเจียได้ยินขุนนางมาทูลดังนั้น ก็ขว้างถ้วยไปเสียงดังสนั่นถ้วยสุราก็ตกลงอยู่กับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ ตกพระทัยลดพระองค์คำนับเห้งเจียถามว่า ท่านเล่าเอี๊ยจะมีความผิดใจอะไรหรือ จงขออนุญาตโทษแห่งข้าพเจ้า ขอเชิญท่านขึ้นบนแท่น ข้าพเจ้าจะได้เคารพขอบ คุณท่านเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า หาใช่เช่นนั้นไม่บัดเดี๋ยวจะมีขุนนางมากราบทูลว่า มีฝนใหญ่ตกลงมาดับไฟเสียสิ้นแล้ว ทั่วทั้งถนนจะเหม็นกลิ่นสุราไปทั้งสิ้น แล้ว เห้งเจียพูดว่าปิศาจยักษ์แพ้หนีไปข้าพเจ้าไม่ตาม มันจึงทิ้งไฟให้ไหม้ประตูเมือง ทิศตะวันตก ข้าพเจ้าจึงเอาถ้วยสุราขว้างไปบันดาลเป็นฝนดับไฟนั้นหาใช่ผิดใจ อะไรต่อพระองค์ไม่ และชาวเมืองก็หาได้ทราบความตลอดไม่ ครั้นเห้งเจียชี้แจง ดังนั้น ก็ยิ่งมีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงเชิญพระถังซัมจั่งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งขึ้นไป ยังปราสาทใหญ่ ในพระทัยจะใคร่มอบราชสมบัติให้ เห้งเจียหัวเราะพูดว่า ขอ พระองค์ทรงทราบ อันปิศาจนั้นบอกนามว่าเป็นทหารของไซ้ทั้ยส่วยใช้ให้มาเอา นางสนมไปรับใช้สอย กิมเซี้ยเกงเนี้ย บัดนี้มันพ่ายแพ้ไปคงจะกลับไปบอกนายมัน เห็นคงจะกลับมาชิงซัยอีกเป็นแน่ ข้าพเจ้าเห็นว่า ครั้นจะรอให้มันมาก็จะเกิด เดือดร้อนแก่อาณาประชาชนจะพากันวิตกทุกข์ร้อน ทั้งพระองค์ก็จะตกพระทัยแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าหมายจะรีบไปรบสกัดไว้เสียก่อน จะได้รับกิมเซี้ยเกงมาเมือง แต่หารู้จักทางที่จะไปไม่ และไม่ทราบว่าทางจะไกลสักเท่าใดพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ข้าพเจ้าเคยให้คนไปสืบข่าวทั้งไปทั้งมาไม่หยุดห้าสิบ วัน ทางนั้นประมาณสามพันโยชน์อยู่ทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงเรียก โป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาสั่งว่า น้องทั้งสองจงอยู่คอยรักษาพระอาจารย์ พี่จะไปสืบข่าว ดูให้รู้เหตุแล้วจะกลับ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงมายึดเห้งเจียว่า ขอ ท่านเล่าเอี๊ยพักสักวันหนึ่งให้สบายก่อน รอให้คนจัดหาเสบียงไปกินตามทางด้วย และเลือกม้าที่มีฝีเท้าจะได้ขี่ไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอย่างที่ พระองค์ทรงคิดนั้น ข้ามห้วยข้ามเขาทางเดินลำบาก แต่ข้าพเจ้าไม่ปิดบังอันทาง ไกลสามพันโยชน์นั้น ถ้วยสุราที่รินไว้ก็ยังไม่ทันจะเย็น พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ท่านเล่าเอี้ยอย่าหลอกข้าพเจ้า รูปและลักษณะของท่านคล้ายกับวานร จะมี กันล้มตายไม่เหลือแต่สักคนเดียว เวลานั้นนายเราก็จะชิงเอาเมืองตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ พวกเราก็จะได้เป็นขุนนางกันทั้งสิ้นถึงดังนั้นก็จริงตามแต่การเล็กใหญ่ อันที่จริง สุดแท้แต่เบื้องบนจะกำหนดเอาเป็นแน่ก็ยากเห้งเจียได้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย จึงคิดว่าปิศาจนี้มันพูดฟังดูก็ยังมีความดี คือข้อที่มันว่าสุดแท้แต่เบื้องบนกำหนดยังมิได้ ข้อที่ว่าได้กิมเซี้ยเกงไปไว้ แต่ถูก ต้องไม่ได้นั้นยังหาเข้าใจว่าเป็นเหตุอย่างไรไม่ จำเราจะต้องถามมันดูให้รู้เรื่อง เห้งเจีย ก็ผละออกจากปิศาจโผบินไปข้างหน้าสักสองสามเส้น แปลงเป็นคนถือบวชหนุ่ม น้อยคนหนึ่งบนศีรษะไว้ผมสองแหยมตัวนุ่งห่มอย่างถือบวช มือถือลูกประคำชัก พลางภาวนาพลางเดินข้ามชายเขามาตรงปะทะหน้าปิศาจ ก็ลดตัวลงปราศรัย ถามว่า ท่านจะไปส่งหนังสือที่ไหนปิศาจก็ชะงักดูเหมือนคนเคยรู้จัก จึงยั้งไม้ไม่ตีม้าล่อหัวเราะแล้วคำนับตอบว่า ไต้อ๋องนายข้าพเจ้าใช้ให้เอาหนังสือนัดรบลงไปเมืองจูจี้ก๊ก เห้งเจียแกล้งถามว่า เจ้าเมืองจูจี๋ก๊กได้พูดกันว่า ได้ยกนางกิมเซี้ยเกงให้ไปมิใช่หรือ ปิศาจตอบว่าเมื่อ ปีก่อนได้รับนางไปแล้วเวลานั้นมีเทพารักษ์ให้เสื้อนางกิมเซี้ยเกงตัวหนึ่งนางก็ สวมเสื้อตัวนั้นเข้าแล้ว ทั่วสรรพางค์กายนางก็เกิดเป็นเข็มแหลมไต้อ๋องไม่อาจถูก ต้อง ครั้นว่าขืนจะเข้าถูกต้องก็เจ็บปวดดุจว่าถูกเข็มแทง จึงไม่รู้ที่ว่าจะทำประการ ใดได้ ตั้งแต่ได้นางมาจนบัดนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องสิ่งใดได้ เมื่อวันก่อนไต้อ๋องใช้ให้เซียน ฮองลงไปเมืองจูจี้ก๊ก จับนางสาวใช้มาให้รับใช้นางกิมเชี้ยเกง ถูกอ้ายซึงหงอคง อะไรไม่รู้มันตีเซียนฮองแพ้กลับมา บัดนี้ไต้อ๋องมีความโกรธจัดใช้ให้ข้าพเจ้าเอา หนังสือนัดรบลงไปให้เห้งเจียถามว่าทำไมไต้อ๋องจึงได้รีบร้อนดังนั้นเล่าปิศาจพูดว่าใจของไต้อ๋อง เธอรีบร้อนดังนั้นเอง เห้งเจียพูดว่าทำไมท่านไม่ซักนำในทางธรรมให้เธอแก้ความ เศร้าโศกใจบ้างเล่า พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็ลาปิศาจเดินไปฝ่ายปีศาจก็ตีม้าล่อเดินไปพอคล้อยหลังเห้งเจียก็เอากระบองตีถูกปีศาจล้มลง ถึงแก่ความตายอยู่กับที่ เห้งเจียนึกเสียใจว่ามิได้ถามมันว่าชื่อไร จึงเก็บเอาหนังสือ ที่ตัวปิศาจซ่อนไว้ในตัวแล้วก็เอาธงกับม้าล่อเก็บซ่อนไว้ในหญ้าที่รก แล้วจับขา ปิศาจลากทิ้งลงไปก็ได้ยินดังทีหนึ่ง เหลียวไปดูก็แลเห็นป้ายงาตั้งอยู่ข้างนั้น มี อักษรว่าปิศาจสนิทที่ใช้มานั้นชื่อ (มีมามีไป) เห้งเจียแลเห็นก็หัวเราะว่าอ้ายปิศาจ นี้มันชื่อ (มีมามีไป) มาถูกตะบองทีหนึ่งมีมาก็มีไม่ไป เห้งเจียจึงแกะเอาป้ายนั้นมา เก็บไว้กับเอวแล้ว ก็จะใคร่เอาซากศพนั้นทิ้งลงไปในห้วยก็นึกถึงไฟร้ายนั้นไม่อาจ ไปถึงถ้ำปิศาจ ก็เอากระบองกระทุ้งที่อกปิศาจทะลุแล้วจึงหิ้วเหาะขึ้นกลางอากาศ กลับไปยังเมืองบอกข่าวเล่าความชอบครั้งแรก เหาะกลับมาประเดี้ยวก็ถึงพระราชวัง เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นเอาซากศพทิ้งลงที่หน้าบันได จึงเรียกโป๊ยก่ายให้นิมนต์พระ อาจารย์ลงมา พระถังซัมจั้งได้ยินเสียงเห้งเจียก็ลงไป เห้งเจียก็เอาหนังสือฉบับ นั้นยัดใส่ในมือเสื้ออาจารย์แล้ว สั่งว่าพระอาจารย์ท่านจงเก็บไปอย่าให้เจ้าเมืองเห็น พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าแผ่นดินก็เสด็จมาตรัสถามว่า ท่านเล่าเอี้ยมาแล้วอันการที่ ไปจับปิศาจนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เห้งเจียเอามือชี้ที่บันไดและทูลว่านั้นมิใช่ปิศาจ หรือถูกมือข้าพเจ้าตีตายเสียแล้วพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้วจึงตรัสว่า ปิศาจก็จริงแต่มิใช่ปิศาจไช้ทั้ยส่วย ด้วยข้าพเจ้าเคยเห็นมันสองครั้งแล้ว ตัวมันสูงกว่าสี่ศอกหน้าอ้วนท้วนเป็นมันเงา เหลืองดุจสีทองเสียงดุจฟ้าลั่นอ้ายคนนี้รูปร่างหยาบคายดังนี้ไม่ใช่ เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่าจริงดังพระองค์ตรัสไม่ใช่ อ้ายนี้มันเป็นคนใช้ธุระการบอกเหตุ มันเดิน มาพบข้าพเจ้า ๆ จึงได้ตีตายนำมาบอกเอาความชอบครั้งแรก พระเจ้าแผ่นดินได้ ทรงฟังจึงตรัสว่าดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ให้คนไปสืบข่าวเสมอก็มิได้ข่าว ท่านเล่าเอี๊ย ออกไปครั้งเดียวก็จับได้ปิศาจมา จึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานยกสุรามาให้เล่าเอี้ยรื่นเริงเห้งเจียทูลว่าสุรานั้นเป็นการเล็กน้อย ข้าพเจ้าขอทูลถามพระองค์ว่า นาง กิมเซี้ยเกงเมื่อจากพระองค์ไปได้ ถวายสิ่งใดไว้แก่พระองค์เพื่อแสดงความอาลัย บ้างหรือเปล่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจูจี๋ ก๊กได้ฟังเห้งเจียถามดุจใครเอาปลายมีดมาแทงเข้าที่ทรวงอก นึกขึ้นได้ก็ทรงพระ กันแสงน้ำพระเนตรไหลตกลงอาบพระพักตร์ แล้วตรัสแก่เห้งเจียว่าเมื่อฤดูเดือน เจ็ดขึ้นห้าค่ำไช้ทั้ยส่วยยักษ์ร้ายทำเสียงดังฟ้าลั่นชิงนางไปโดยเป็นเวลารุกรานก็ หาได้สั่งเสียสิ่งใดไว้เป็นสำคัญไม่ เห้งเจียทูลถามว่าเมื่อนางจากไปไม่มีสิงสำคัญ สิ่งของที่รักนั้นจะไม่มีบ้างหรือ หากว่ามีสิ่งอันใดบ้างขอพระราชทานให้ข้าพเจ้าสักสิ่ง หนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะเอาไปทำอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าปิศาจ ยักษ์นั้น มีฤทธาอานุภาพโดยเชี่ยวชาญข้าพเจ้าเห็นมันปล่อยไฟปล่อยทรายออก มา พิเคราะห์ดูจะกำจัดก็แสนยากหากว่ากำจัดปิศาจได้ นางไม่เคยรู้จักแก่ข้าพเจ้า ก็จะไม่ตามมา ถ้ามีของสำคัญอะไรสักสิ่งหนึ่งที่นางเคยใช้อยู่ทุกวัน นำไปให้นาง เห็นเป็นพยาน นางคงจะเชื่อฉะนั้นจึงจะต้องนำของสำคัญไปสำหรับธุระในข้อนี้พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียทูลดังนั้นจึงตรัสว่าของที่รักนั้นประคำทองคู่หนึ่ง นางเคยสวมข้อมืออยู่ทุกวัน เมื่อวันขึ้นห้าค่ำเดือนเจ็ดนั้นเธอจะผูกไหมห้าสี จึง ถอดเก็บไว้ในตำหนัก ของสิ่งนี้แหละเป็นของนางเคยใส่ข้อมืออยู่เสมอทุกวัน บัดนี้ เก็บไว้ในตำหนักแต่งตัว ข้าพเจ้าไม่อยากเห็น เพราะว่าเห็นเข้าแล้วก็ให้คิดถึง โรคจะทวีกำเริบขึ้น เห้งเจียทูลว่าเหตุนั้นพระองค์ไม่ควรกล่าวให้ได้ความโทมนัส ไปทำไม จงพระราชทานของสิ่งนั้นมาให้ข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ เง็กเซี้ยเกง ไปนำประคำคู่หนึ่งนั้นมาพระราชทานให้แก่เห้งเจีย เห้งเจียก็รับมาใส่ ซ่อนไว้ในมือเสื้อ แล้วสุราก็มิได้รับประทานสำแดงเดชาเหาะขึ้นเวหาลอยละลิ่วไป บัดเดี๋ยวก็ถึงเขาขี้ลินซัว เที่ยวเดินค้นหาถ้ำ กำลังเดินมาก็ได้ยินเสียงคนพูดกันเอะอะ เห้งเจียยืนพิจารณาดูอยู่โดยละเอียด เห็นที่หน้าถ้ำเก๊ยเฉียต๋องมีคนประมาณสัก ห้าร้อย คอยรักษาอยู่ที่นั่น เห้งเจียเห็นแล้วก็หันกลับไปที่ตีปิศาจตายนั้น ค้นหา ธงกับม้าล่อได้แล้ว ก็แปลงเป็นปิศาจที่ถือหนังสือไปนั้นแล้วรีบเดินมาที่ประตูถ้ำ พวกปิศาจเหล่านั้นก็ถามว่า มีมามีไปแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาแล้ว พวกเฝ้าประตูบอกว่าจงรีบเข้าไปเถิด ท่านไต้อ้องคอยรออยู่ที่หอเล็กผ้วยเต๊ง เห้งเจีย ก็เดินเข้าไปตีม้าล่อเข้าในประตูชั้นที่สอง เงยหน้าขึ้นไปดู เห็นเป็นหอใหญ่ดูคึก ครื้นรโหฐานที่กลางหอมีเก้าอี้ทองตั้งอยู่บนเก้าอี้นั่งเอกเขนกท่วงทีดุร้าย เห้งเจียก็ มิได้ครันคร้ามทำท่าจองหอง ไม่ลดไม่ย่อไม่คำนับ หันหน้ากลับออกมาตีม้าล่อ เรื่อยไปไม่หยุดปิศาจไต้อ๋องถามว่า มีมามีไปมาแล้วหรือ เห้งเจียไม่ตอบถามอีกว่ามีมามีไป เจ้ามาแล้วหรือ เห้งเจียก็ไม่ตอบปิศาจไต้อ๋องลุกจากเก้าอี้มายืดมือไว้ถามว่า ทำไมมาถึงบ้านแล้ว ยังจะตีม้าล่ออยู่อีกเล่าถามก็ไม่พูดนิ่งเฉยดังนี้ เห้งเจียเอา ม้าล่อทิ้งลงกับพื้นพูดว่าทำอะไรที่ไหน ข้าพเจ้าบอกแล้วว่าไม่ไปยังขีนให้ข้าพเจ้าไป ครั้นไปถึงก็เห็นผู้คนพลทหารม้าไม่นับได้ตั้งเป็นกระบวนรบอยู่พอข้าพเจ้าไปถึงก็ ร้องว่าให้จับปิศาจ ก็พากันมาจับฉุดลากข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง ก็ได้ยินเจ้าเมือง สั่งให้เอาข้าพเจ้าไปฆ่าเสีย หากว่าขุนนางทูลทัดทานว่า ธรรมเนียมกระทำศึก สงคุรามกันไม่ควรฆ่าทูตผู้ถือสาร พระเจ้าแผ่นดินจึงได้ยกโทษปล่อยตัวข้าพเจ้า รับ หนังสือไปแล้วก็เอาตัวข้าพเจ้าออกมาข้างนอกเฆี่ยนข้าพเจ้าสามสิบทีแล้วไล่ให้ กลับมา ไม่ช้าก็คงจะยกมารบแก่ไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องว่าเจ้าได้เห็นดังนั้นจึงตกใจ กลับมาถึงพูดไม่ออก ถามอะไรจึงนิ่งเสียดังนี้ เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ดังนั้นก็จะ อะไรอีกเล่า ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเจ้าได้รู้ว่ามีพลทหารสักเท่าใด เห้งเจียตอบว่า มันทำข้าพเจ้าตั้งสติแทบไม่อยู่จะเอาใจที่ไหนมาตรวจได้ เห็นมันตั้งกระบวน อาวุธและพลหารดุจดงงาปิศาจไต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตก แม้ไฟเราออกทีหนึ่งก็จะเป็นจุณไปทั้งสิ้น เจ้าจง ไปบอกแก่นางกิมเชี้ยเกงให้เธอรู้ข่าว อย่าได้มีความโทมนัสไปเลย เมื่อเวลาเช้า เธอได้ยินว่าจะยกทัพไปเธอก็ร้องไห้ไม่หยุดเจ้าเข้าไปจงบอกว่าบัดนี้เจ้าเมืองจูจี้ ก๊กตระเตรียมพลทหารแข็งแรงคงจะมีชัยชนะเราเธอจะได้ทุเลาความโศกลงได้บ้าง เห้งเจียได้ฟังปิศาจไต้อ๋องสั่งดังนั้น ก็มีความยินดีนึกว่าสมคิดเราทั้งนั้น จึงลา ปิศาจเดินเข้าไปหลังหอนั้น พิเคราะห์ดูห้องหอและตำหนักเรียงรายเป็นลำดับกัน ก็เดินพ้นแถวมาและเห็นตำหนักหลังหนึ่งงดงามคือเป็นตำหนักที่นางกิมเซี้ยเกงอยู่ เห้งเจียก็เข้าไปมองดูเห็นนางปิศาจเสือปลาและนางปิศาจละมั่ง สองพวกแต่ง แปลงเป็นสาวน้อยรูปร่างงามนั่งคอยรับใช้สอยอยู่สองข้าง นางกิมเซี้ยเกงกำลัง นั่งเช็ดน้ำตา เห้งเจียพิศดูรูปร่างเห็นสมควรเป็นมเหสีเอกได้จริง โดยเหตุที่รูปร่าง ลักษณะงามพร้อม เห้งเจียก็ตรงเข้าไปใกล้ลดตัวลงปราศรัยตามกิริยานางกิมเซี้ยเกงแลเห็นก็หวีดร้องว่า นี่ปิศาจร้ายที่ไหนทำไมไม่มีธรรมเนียมดังนี้ เมื่อเราอยู่เมืองแม้ว่าเสนาบดีจัตุสดมภ์เข้ามาหาเรายังต้องก้มหน้าไม่อาจแลดูเรา นี่ปิศาจที่ไหนจึงอาจเข้ามาวุ่นวายที่นี่ทำไม พวกปิศาจสาวใช้เหล่านั้นพูดว่า ขอ เจ้าแม่จงระงับโทษก่อนคนนี้คือคนสนิทของไต้อ๋องชื่อมีมามีไป เมื่อวานนี้ไต้อ้อง ใช้ให้ถือหนังสือลงไปให้เจ้าเมืองจูจี๊ก๊กบัดนี้พึ่งกลับมา นางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้น ก็สะกดใจถามว่าเจ้าลงไปถึงในเมืองหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าถือหนังสือไปจึงพระราชวังใน เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน จูจี้ก๊กแล้วถึงได้ถ้อยคำกลับมา นางถามว่าเจ้าไปเฝ้าเจ้าเมืองได้รับสั่งว่ากระไรแก่ เจ้าบ้าง เห้งเจียตอบว่าเจ้าเมืองโต้ตอบด้วยการจะรบพุ่งชิงชัย ข้าพเจ้าได้บอกแก่ ไต้อ้องทราบแล้ว เจ้าเมืองคิดถึงเนี้ย ๆ ได้สั่งมา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเข้ามา บอกข่าวแต่ขัดด้วยคนซ้ายขวามากไม่ควรจะพูดความลับนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้น ก็บอกแก่นางสาวใช้เหล่านั้นให้ออกไปเสียข้างนอก นางเหล่านั้นก็พากันออกไปอยู่นอกประตูเห้งเจียก็มางับประตูเสียแล้วก็แปลง กลับเป็นรูปเดิม แล้วบอกแก่นางว่าอย่ากลัวข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าอยู่เมืองไต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ข้ามมาถึงเมืองจูจี้ก๊กอาจารย์ข้าพเจ้าจะ เข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เห็นเจ้าแผ่นดินประชวรข้าพเจ้ารักษาหายแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจัดโต๊ะเลี้ยงพวกข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินตรัสถึงเรื่องยักษ์ลักจับ นางไป ข้าพเจ้าขออาสากำจัดยักษ์ร้าย พระเจ้าแผ่นดินจะขอให้ข้าพเจ้าช่วยปราบ ยักษ์ร้ายจะช่วยนางกลับไปเมือง ที่เซียนฮองพ่ายแพ้มานั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าได้ตีปิศาจมีมามีไปนั้นตายเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะเข้ามาก็เห็นประตูมีทหาร เฝ้าอยู่แน่นหนา ข้าพเจ้าจึงแปลงเป็นปิศาจมีมามีไปเข้ามาบอกข่าวเห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังดังนั้นก็นั่งนิ่งมิได้พูดจาประการใด ถอดลูกประคำทองออกมาส่งให้นาง แล้วพูดว่าเนี้ย ๆ ไม่เชื่อก็จงดูของสำคัญนี้ เถิดว่าข้าพเจ้าจะได้ที่ไหนมา นางกิมเซี้ยเกงรับมาพิจารณาดูแล้วก็รู้ว่าของ ๆ ตัว ลุกลงจากที่คำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า หากท่านช่วยข้าพเจ้าให้ได้กลับบ้านเมืองได้จริง ชีวิตหาไม่ก็ไม่ลืมพระเดชพระคุณ ๆ ของท่านเป็นที่สุดแล้ว เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้า ขอถามเนีย ๆ ว่า ที่ปล่อยไฟและควันทรายออกมานั้น คือจะเป็นของวิเศษอะไรไชอิ๋ว ๖๑๓นางบอกว่าของวิเศษอะไรที่ไหนมันมีระฆังเล็กสามระฆัง ระฆังที่หนึ่งออก แกว่งสันทีหนึ่งมีไฟสว่างขึ้นได้สามร้อยวาเผาคน ระฆังที่สองแกว่งทีหนึ่งเกิดมี ควันออกสามร้อยวา ระฆังที่สามแกว่งที่หนึ่งก็เกิดมีทรายออกสามร้อยวาเหมือนกัน ที่เป็นไฟเป็นควันนั้นยังไม่สู้กระไรนัก ที่เป็นทรายนั้นแม้ซัดเข้าจมูกคนก็ถึงแก่ชีวิต เห้งเจียได้ฟังดังนั้นพูดว่าร้ายแรงจริง แต่ไม่ทราบว่าระฆังนั้นเอาไว้ที่ไหน นาง บอกว่ามันไม่กล้าทิ้งห่างกาย ผูกติดอยู่กับบั้นเอวเป็นนิจนั่งนอนยืนเดินก็ไม่ทิ้งเลยเห้งเจียว่าแม้เนี้ย ๆ อยากจะพบกับพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ต้องระงับซึ่งความ เศร้าหมองเสีย จะได้ทำอุบายเล้าโลมดุจสามีภริยาที่รักกันอย่างยิ่ง ให้มันตายใจ แล้วเอาระฆังนันให้เนีย ๆ เก็บรักษา ข้าพเจ้าจะได้ลักเอาไป เมื่อกำจัดมันลงได้ แล้วเวลานั้นข้าพเจ้าจะพาเนีย ๆ กลับไปเมืองให้พระองค์เป็นนางเจ้าต่อไปฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงได้ฟังเห้งเจียคิดดังนั้น ก็กระทำตามเห้งเจีย เห้งเจียก็ แปลงกายกลับเป็นปิศาจตามเดิม ออกไปเปิดประตูแล้วเรียกพวกสาวใช้เข้ามา เฝ้านางเนี้ย ๆ นางเนี้ย ๆ จึงกำซับสั่งปิศาจมีมามีไปว่าเจ้าจงรีบไปเชิญไต้อ๋องเข้า มานี่เราจะมีธุระพูดอะไรสักหน่อย เห้งเจียก็รับคำรีบเดินออกไปยังหอเล็กพ่วย เข้าไป บอกแก่ได้อ่องว่าขอใต้อ้องได้ทราบกิมเชียเกงเนียๆขอเชิญใต้อ๋องเข้าไปบัดนีได้อ๋องได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เมื่อก่อนนันพูดจาว่าเราโดยคำหยาบช้า วันนี้เป็นอย่างไรจึงให้มาเชิญ เห้งเจียพูดว่านางไต่ถามถึงเจ้าเมืองจูจีก๊กข้าพเจ้า บอกแก่นางว่า บัดนี้เจ้าเมืองยกคนอื่นขึ้นเป็นมเหสีแล้ว ที่ตรงนางมิได้ต้องการแล้ว นางได้ฟังก็เชื่อสิ้นความอาลัยในเจ้าเมืองจูจี้ก๊ก จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญไต้อ้องฝ่ายปิศาจไต้อ้องเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็ดีใจสรรเสริญว่าเจ้าเข้าใจพูด ดีแล้ว หากเราปราบเจ้าเมืองจูจี้ก๊กได้แล้วเราจะตั้งให้เจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จ ราชการแผ่นดิน เห้งเจียก็คำนับขอบคุณ ไต้อ๋องก็เดินเข้าไปยังตำหนักนาง เห้งเจียก็ตามหลังเข้าไป ครั้นถึงประตูนางก็ทำกิริยายิ้มแย้มชำเลืองเนตรออกมา เชิญถึงประตู ยื่นมือมาจับมือได้อ๋อง ไต้อ๋องก็ปราศรัยขยับถอยหลังพูดว่า ไม่ อาจกลัวเจ็บมือไม่กล้าจะเข้าใกล้ นางจึงเชิญให้นั่งแล้วก็พูดว่าข้าพเจ้าจะขอพูด แก่ไต้อ้องสักสองสามคำ ปิศาจว่าเจ้าพอใจจะพูดว่ากระไรก็จงพูดเถิดนางจึงพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งได้เห็นรักใคร่มาสามปีแล้ว แต่มิได้ร่วมที่นอนอัน เดียวกันเพราะนิสัยชาติป่างก่อน เคยเป็นผัวเมียกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าไต้ อ้องเอาใจออกนอก มิได้คิดว่าเป็นผัวเมียกันจริง ๆ และจะเป็นที่ฝากผีฝากไข้แก่ กัน ข้าพเจ้ายังคิดว่าอยู่ที่เมืองเป็นเอกอัครมเหสี ถ้ามีผู้ใดมาถวายเพชรนิลจินดา ของวิเศษต่าง ๆ ก็ดี พระองค์ทอดพระเนตรแล้วก็ส่งมาให้ข้าพเจ้าเก็บรักษา ส่วนท่านไต้อ๋องไม่มี ถ้าหากมีของวิเศษก็ไม่ให้ข้าพเจ้าเห็นและไม่ให้ข้าพเจ้าเก็บ ข้าพเจ้าได้ยินว่า ไต้อ๋องมีระฆังสามระฆัง ทำไมไปที่ไหนก็ติดตัวไป ขอไต้อ๋อง จงเอามาให้ข้าพเจ้าเก็บเถิด เมื่อไต้อ๋องมีธุระจะใช้มิใช่จะเอาไม่ได้หรือ ดังนี้จะ เห็นว่าผัวเมียมีแก่ใจรักใคร่ฝากฝังกัน จึงจะไม่เป็นการนอกใจข้าพเจ้าปิศาจไต้อ้องได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นางอย่าสงสัยระฆังนั้นอยู่นี่จะฝากไว้ให้ นางเก็บ ว่าแล้วก็ล้วงในเอวแก้เอาระฆังออกมาสามระฆัง เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลัง ไม่กะพริบตา ปิศาจไต้อ๋องจึงเอาสำลีอุดปากแล้วเอาหนังสือหุ้มห่อส่งให้นาง แล้ว สั่งว่าของสิ่งนี้ดูเล็กน้อยแต่ต้องเอาใจใส่เก็บซ่อนไว้ให้ดี และอย่าสั่นเล่นเป็นอันขาด นางรับมากับมือแล้วก็พูดว่า ข้าพเจ้าเข้าใจจะเก็บไว้ให้ดี ที่บนห้องแต่งตัวนั้น ไม่มีคนไปมาถูกต้องได้ นางกิมเซี้ยเกงเนี้ย ๆ ครั้นได้ระฆังมาก็ให้สาวใช้เอาขึ้นไป เก็บไว้ในห้อง สั่งนางสาวใช้ทั้งหลายให้จัดเครื่องโต๊ะและสุรามา จะได้กินเล่น เป็นที่รื่นเริงกับไต้อ๋องสักวันหนึ่ง นางสาวใช้เหล่านั้นก็รีบไปจัดตามสั่ง ครั้นเสร็จ แล้วก็ยกมาตั้งบนโต๊ะฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงจึงแกล้งทำเล่ห์กลมารยา แย้มสรวลแก่ปิศาจ เห้งเจีย แอบฟังอยู่ข้างนั้น พิเคราะห์ดูเห็นได้การแล้ว ก็แอบขึ้นไปบนห้องแต่งตัว ฉวย ได้ระฆังทั้งสามระฆังแล้ว ค่อยๆ เดินออกมาพร้อมตำหนักแล้ว มาถึงหอเล็กพ่อย เต้งเห็นไม่มีผู้คน ก็แก้หนังสือออกแล้วพิจารณาดู ระฆังกลางเท่าถ้วยชา สอง ระฆังใหญ่เท่ามือกำ ไม่รู้ว่าจะดีร้ายจึงเอาสำลีออก ก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ ดังเปรี้ยงที หนึ่งระฆังก็เกิดไฟควันทรายขึ้นออกแดงทั้งหอ เห้งเจียจะห้ามก็ไม่อยู่เกิดลุกแดงขึ้น พวกปิศาจที่อยู่ชั้นนอกก็พากันตกวิ่งหนีเข้าไปในห้องตำหนักใน ปิศาจไต้อ๋องก็ ตกใจร้องให้ช่วยกันดับไฟ ออกมามองดูเห็นอ้ายมีมามีไปลักเอาระฆังออกมา ไต้ อ๋องก็ร้องตวาดว่าอ้ายขี้ข้า ทำไมไปลักเอาระฆังของเรามาสั่นเล่นดังนี้ จึงร้องให้ จับเอาตัวมา พวกปิศาจเหล่านั้นก็ตรูกันเข้าจับ เห้งเจียตกใจโยนระฆังกลาย กลับเป็นรูปเดิม ถือกระบองตีแยกออกไปปิศาจไต้อ๋องเก็บระฆังไปแล้ว ก็สั่งให้ ปิดประตูนอกอย่าให้หนีไปได้เห้งเจียเห็นถ้าจะออกไม่ได้ ก็แปลงกายเป็นแมลงวันน้อยตัวหนึ่งโผไปจับที่ หินไม่มีไฟ พวกปิศาจพากันค้นหาก็ไม่เห็น จึงมาบอกว่าอ้ายตัวขโมยนั้นหนีไปแล้ว ไต้อ๋องถามว่าหนีไปทางประตูไหน พวกปิศาจบอกว่าประตูนอกปิดแน่นหนาหนี ออกไปไม่ได้ จึงเที่ยวค้นหาดูก็ไม่มีร่องรอยที่ไหน ปิศาจโกรธว่าอ้ายขโมยใจ สามารถใหญ่ แปลงเป็นอ้ายมีมามีไปแอบเข้ามาคอยเราเผลอลักเอาของวิเศษ ของเรา นี่มันยังไม่ทันจะเอาออกไป หากมันเอาออกไปที่ยอดเขาแล้ว ก็จะทำ อย่างไรได้จึงนึกขึ้นมาได้ว่า นี่เห็นจะไม่ใช่คนอื่น คืออ้ายคนที่มันตีเซียนฮองเรา แพ้นั้น คือชื่อซึงหงอคงนั้นเองเห็นมันจะพบกับมีมามีไปมันจะฆ่าเสียแล้ว ชิงเอา ธงม้าล่อแปลงรูปอย่างเดียวกันเข้ามาลวงหลอกเล่นดังนี้ จึงสั่งพวกปิศาจให้ ค้นหาให้ละเอียด อย่าให้หนีไปได้ฝ่ายไช้ทั้ยสวยไต้อ๋องค้นหาทุกแห่งไม่เห็นแล้ว จึงสั่งให้ปิศาจทั้งหลายนั่งยาม ไฟตีเกราะเคาะไม้ ผลัดเปลี่ยนกันนั่งยามคอยระวังโดยกวดขัน เห้งเจียแปลง เป็นแมลงวันจับอยู่ข้างประตูเห็นประตูข้างหน้า เฝ้าอยู่โดยกวดขันถ้าจะออกไปไม่ได้ ก็คลี่ปีกบินเลยกลับเข้าไปในตำหนักที่นางกิมเชี้ยเกงอยู่ แลไปเห็นนางกิมเชี้ยเกง เนี้ย ๆ นั่งคว่ำหน้าร้องไห้สะอื้นอยู่ เห้งเจียโผบินลงค่อย ๆ จบที่มวยผม นาง แอบฟังนางร้องไห้คร่ำครวญ ว่าตัวพระองค์กับข้าพเจ้าจะทำกรรมเวรไว้แต่ปางก่อน หรือแยกผัวแยกเมียเขาจึงได้มาพบเห็นเช่นนี้ เพราะระมังนี้จึงไม่รู้เหตุที่จะแก้ได้ คิดขึ้นมาก็ดุจคนบ้า เห้งเจียได้ฟังนางคร่ำครวญ จึงค่อย ๆ เลื่อนลงมาที่หูพูด กระซีบเบา ๆ ว่านางอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าคือเจ้าเมืองใช้มาชื่อซึงหงอคงข้าพเจ้า ยังไม่ตายเพราะเหตุข้าพเจ้ามีใจร้อน แอบลักเอาระฆังนั้นออกไปถึงที่หอ อดไม่ ได้ก็แก้ออกมาดูไฟจึงได้ลุกขึ้น ข้าพเจ้าตกใจก็ทิ้งระฆังนั้นเสีย ข้าพเจ้าจะออก ไปมิได้จึงต้องแปลงตัวเป็นแมลงวันจับอยู่ข้างประตู ถึงเวลานี้ปิศาจยังกำซับกวด ขันรักษาอยู่ยากที่จะออกได้ นางจงรีบทำกิริยาสามีล่อลวงปิศาจไต้อ๋อง เชิญมา เข้ามานอนข้าพเจ้าจะได้พ้นในระหว่างนี้ จะได้คิดอุบายอื่นช่วยนางได้ นางได้ฟัง ดังนั้นอกใจไม่สมประดี น้ำตาไหลลงอาบหน้า ถามว่าพี่เป็นคนหรือเป็นผีเห้งเจียตอบว่าไม่ใช่คนไม่ใช่ผีอะไรดอก ข้าพเจ้าแปลงกายเป็นแมลงวันจับอยู่นี่ นางจงรีบไปเชิญไต้อ๋องออกมาโดยเร็ว นางก็ไม่เชื่อพูดเบา ๆ ว่า อย่ามาหลอกเรา เราไม่เชื่อ เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่อาจหลอกอย่ากลัวเลย แม้ว่านางไม่เชื่อจงแบ ฝ่ามือมาข้าพเจ้าจะลงไปในฝ่ามือให้เห็น นางจึงแบฝ่ามือคอยรับ เห้งเจียก็โผลง ไปเบา ๆ จับอยู่กลางใจมือนาง นางพิจารณาแมลงวันโตสักเท่าเมล็ดถั่วเขียว นางก็ยกมือขึ้นเรียกว่าท่านผู้วิเศษ เห้งเจียก็ชานรับเบา ๆ ข้าพเจ้าคือซึ่งหงอคง แปลงตัว นางได้ยินจึงมีใจเชื่อแล้วกระซิบถามว่า ท่านจะให้ไปเชิญไต้อ๋องมา ท่านจะคิดอุบายอย่างไรเห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่า หากคิดทำลายกัน อะไรไม่ยิ่งกว่าสุราจะ ต้องสุราเป็นต้น และคนที่เคยใช้สอยสนิทขอเรียกมาให้ข้าพเจ้าดูสักคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจะแปลงให้เหมือนอย่างนั้นยืนเฝ้ารับใช้อยู่ข้าง ๆ ถ้าสมคะเนจะได้ลงมือ ทำการโดยสนิท นางจึงร้องเรียกว่านางชุนเกียวอยู่ไหน นางชุนเกียวอยู่หลัง ลับแลจึงวิ่งออกมาคำนับถามว่าเจ้าแม่จะใช้ข้าพเจ้าหรือ นางกิมเซี้ยเกงจึงบอก ว่าเจ้าจงไปเรียกพวกเจ้าให้ไปจัดทำโคมไฟ จะได้นำเราไปหาไต้อ้องเชิญมานอนที่นี่นางชุนเกี่ยวจึงไปบอกพวกสาวใช้มาเจ็ดคนจัดทำโคมไฟแล้วก็ถือยืนสองข้าง คอยนางกิมเชี้ยเกง จัดแจงแล้วก็ลุกออกมายังที่หอไต้อ๋องอยู่ สาวใช้ถือโคมนำ หน้าเดินไป เห้งเจียก็จับเอาตัวหนอนหาวนอนขว้างไปใส่ตักนางชุนเกี่ยว นางชุน เกียวตัวเนื้อก็อ่อนไป หาวนอนทนไม่ได้จึงวิ่งกลับไปที่นอนของตัวซุกหัวนอนหลับ จนไม่รู้สึก เห้งเจียก็แปลงเป็นนางชุนเกียววิ่งตามไปฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงเดินมาใกล้หอ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูกวิ่งไปบอกแก่ได้อ๋องว่า นางเจ้าแม่เดินมาหาไต้อ๋อง ไต้อ๋องไซ้ทั้ยส่วยก็ลงจากหอเดินมารับนอกประตู นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าเวลานี้ก็ดึกไฟก็ดับแล้วคนร้ายก็หนีไปแล้วเชิญไต้อ้องไปพักเถิด ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังนางพูดดังนั้นก็มีใจรื่นเริงยินดียิ่งนัก จึงพูดว่าขอบใจนางมาก ๆ ที่อุตสาห์มีแก่ใจจงรักภักดีข้าพเจ้า จึงเล่าให้นางฟังว่าที่ไฟเกิดเมื่อกี้นั้น คืออ้าย คนร้ายซึงหงอคงที่มันตีเซียนฮองของเราหนีมานั้น และฆ่าอ้ายมีมามีไปชิงเอาธง กับม้าล่อมันแปลงมาลวงเรา ให้พวกเด็กของเราค้นหาดูก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นยัง ไม่เป็นสุขสบายได้ยังวิตกอยู่นางกิมเซี้ยเกงพูดว่าคิดดูอ้ายคนร้ายมันก็หนีไปแล้ว ได้อ๋องไม่ต้องวิตกเชิญ ไปนอนหลับเสียให้สบายใจเถิด ปิศาจไต้อ๋องเห็นนางเฝ้าคอยเชิญก็ไม่อาจอยู่ช้า จึงสั่งคนใช้ให้คอยตรวจตราดูอย่ามีความประมาทให้มั่นคงแข็งแรง สั่งแล้วปิศาจ ก็พร้อมมากับนางเดินไปยังตำหนักฝ่ายเห้งเจียแปลงเป็นนางชุนเกียวเดินตามปนเข้าไปกับนางสาวใช้ ครั้นถึง นางเนี้ย ๆ ก็เข้าจัดเครื่องโต๊ะเอาสุรากับของกินมาจะได้แก้เหน็ดเหนื่อยให้ใต้อ่อง นางสาวใช้เหล่านั้นก็ไปจัดหามาพร้อมตามสั่งทุกประการ นางเนี้ยๆ ก็มาเชิญไต้ อ๋อง ไต้อ้องครั้นเห็นดังนั้นจึงพูดว่าควรแล้ว แล้วจงรินสุรามาจะได้รื่นเริงกันฝ่ายนางชุนเกียวก็ช่วยพวกพนักงานปิศาจสาวใช้เหล่านั้นรินเหล้ารินยา นาง เนี้ย ๆ ก็ยกถ้วยสุราส่งให้ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องก็ยกถ้วยสุราสงให้แก่นาง ต่างก็เปลี่ยนถ้วยกันกิน นางซุนเกียวปลอมถือป้านสุราคอยรินพูดว่า วันนี้ไต้อ้อง กับเนี้ย ๆ เปลี่ยนถ้วยกันกินเป็นที่รื่นเริงมากขอท่านทั้งสองรับประทานให้หมดใน ป้านนี้ ชุนเกียวก็รินอีกต่างก็กินจนหมดป้าน นางซุนเกียวพูดว่าไต้อ้องเจ้าแม่มี ความชอบสนุก ให้คนไหนเข้าใจร้องเข้าใจรำก็รำ พวกสาวใช้เหล่านั้นก็พากันรำ และร้องฝ่ายไต้อ๋องกับนางเนี้ย ๆ เสพสุรามากแล้ว เนี้ย ๆ จึงบอกให้หยุดรำร้อง นาง เหล่านั้นก็เลิกหลีกออกไปข้างนอกพักเหนื่อย ข้างในนั้นเหลือแต่นางซุนเกียวปลอม ผู้เดียวคอยเฝ้ารินสุรา นางเนี้ยๆ ก็พูดจาเล้าโลมยวนยีปิศาจไต้อ๋องด้วยกลมารยา ของสตรีต่าง ๆ ปิศาจก็มีความลุ่มหลงตัวเนื้ออ่อนล้มเอนลงกับเก้าอี้ นางเนี้ย ๆ ถามว่าระฆังของไต้อ๋องเอาไปไว้ที่ไหนไม่บุบสลายดอกหรือ ปิศาจไต้อ๋องบอกว่า ระฆังวิเศษนี้ประกอบทำตั้งแต่เริ่มมีฟ้าดิน ทำไมจะบุบสลายได้เสียไปแต่หนังห่อ นั้นถูกไฟไหม้ เพราะอ้ายคนร้ายมันชักเอาสำลีออกไฟจึงได้เกิดขึ้นนางถามว่า ก็หนังเสียแล้ว จะเก็บไว้นั้นจะทำประการใดเล่า ปิศาจว่าไม่ต้อง เก็บ ข้าพเจ้าผูกไว้กับเอวนี่แล้ว นางชุนเกียวปลอมได้ยินแล้วก็ถอนขนในตัวออก กำมือหนึ่ง ใส่ปากเคี้ยวแล้วพ่นไปเป็นสัตว์สามอย่าง คือ เล็นไรหมัดเข้าติดอยู่ใน เสื้อผ้าของปิศาจ เข้าไปถึงตัวกัดเอาปิศาจไต้อ๋องจนทนไม่ได้ ก็พลิกไปพลิกมา เละคลำจับได้สองสามตัวจึงเอาไปส่องดูที่ไฟ นางเนีย ๆ นิกรู้แต่ในใจจิงพูดว่ สือของใต้อ่องมีได้ตากซักหลายเวลา จึงมีสัตว์เล้นไรเกิดขินได้ ปีศาจนิกอายแ ใจจึงพูดว่าข้าพเจ้าตั้งแต่ไรมาก็ไม่เคยมีสัตว์เหล่านี้คืนวันนี้มาเกิดมีขึ้นประหลาดอยู่ นางเนีย ๆ พูดว่า ท่านได้อ๋องทำไมจึงพูดดังนั้นเล่า เขาย่อมว่าแม้ว่าในตัวของ ฮ่องเต้ก็มีสัตว์สามชนิด ไต้อ๋องจงถอดเสือออกให้ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ ปิศาจก็ ถอดเสื้อออกฝ่ายเห้งเจียแปลงยืนอยู่ข้างนั้น คอยพิเคราะห์ดูเห็นปิศาจถอดเสื้อออกเป็น ชั้น ๆ ทุก ๆ ตัวก็ล้วนมีแต่เล็นและไรหมัดทั้งสิ้น ครั้นแก้ถึงชั้นในเห็นเนื้อและที่ ระฆังนั้น ล้วนมีแต่เล็นและไรหมกอยู่ออกขยุก ๆ นางชุนเกี่ยวก็ร้องว่าไต้อ๋องแก้ ระฆังนั้นออกเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยจับให้ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้น อนึ่งก็ให้นึกอาย และทั้งไม่รู้ว่าเป็นกลอุบายของเห้งเจีย จึงแก้ระฆังทั้งสามระฆังส่งให้นางชุนเกียว นางชุนเกียวก็รับมาพิศดูสักครู่ใหญ่เห็นไต้อ๋องเมาสุรานอนซุกศีรษะอยู่กับเสื้อ จึง เอาระฆังซ่อนเสีย ถอนขนออกจากกายสามเส้นเสกด้วยคาถาเป่าทีหนึ่ง ขนก็กลาย เป็นระฆังสามระฆังมิได้ผิดแก่ระฆัง จึงหยิบมาสองที่ตะเกียงทำเป็นหาเล็นและไร พลิกไปพลิกมาสักประเดี้ยวก็เรียกขนกลับเข้าตัวเสียตามเดิม จึงเอาระฆังส่งให้ ได้อ๋อง ไต้อ๋องรับมาแล้วก็ส่งให้แก่นางเนี้ย ๆ เอาไปเก็บ กำซับสั่งว่าจงเก็บไว้ให้ ดี ๆ อย่าให้เหมือนครั้งก่อนนางเนี้ย ๆ รับมาแล้วก็เอาไปใส่หีบแล้วเอากุญแจทองใส่ดีแล้วก็กลับมากิน สุรากับไต้อ้องอีกสองสามถ้วย นางเนี้ย ๆ จึงสั่งพวกสาวใช้ให้จัดแจงปัดกวาด ที่นอนเอาผ้าลาดปูให้ดี คืนวันนี้เราจะร่วมที่นอนเรียงหมอนกับไต้อ๋อง ไต้อ้องได้ ฟังจึงพูดว่าข้าพเจ้าบุญน้อยไม่ควรจะเรียงหมอน ขอสาวใช้พาข้าพเจ้าไปนอนที่ ตำหนักไซเกงนั้นขอเชิญนางเนี้ย ๆ นอนให้สบายแต่ลำพังเถิด พูดดังนั้นแล้วต่าง คนก็ไปที่นอน เห้งเจียเห็นเงียบได้เวลา ก็เอาระฆังวิเศษผูกซ่อนไว้กับบั้นเอวแล้ว จึงกลายกลับเป็นรูปเดิม เรียกขนกลับเข้าตัวตามเดิม ก็เดินออกไปทางประตูหน้า ได้ยินเสียงตีเกราะเคาะไม้เวลาล่วงเข้ายามสาม เห็นประตูยังปิดลั่นกุญแจอยู่ เห้ง เจียจึงสะเดาะกุญแจออกประตูเปิดแล้ว เห้งเจียก็รีบเดินออกไปพ้นประตู นั่งพัก ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายไช้ทั้ยสวย มึงจงรีบพานางกิมเซี้ยเกงมาโดยเร็ว เรียกดังนั้นสองสามคำ พวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็ตกใจตื่นวิ่งออกมาดูก็เห็นประตูเปิด จึงรีบเอากุญแจลั่นไว้แล้ว ให้สองสามคนวิ่งเข้าไปบอกฝ่ายนางสาวใช้ที่คอยเฝ้าออกมาบอกว่าอย่าทำอึกทึกไปไต้อ๋องพึ่งจะนอน หลับเมื่อตะกี้ ปิศาจวิ่งมาบอกอีกสามสี่ครั้งไต้อ้องก็ยังไม่ตื่น เห้งเจียอยู่นอก ประตูก็ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่าง ๆ จนกระทั่งสว่างคาที่ อดใจไม่ได้ก็เอา กระบองกระทุ้งประตูพังทลายลง ปิศาจไต้อ๋องหลับไปพักหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ได้ยิน เสียงเอะอะก็ลุกขึ้นถามว่าใครทำอะไรกัน พวกนางสาวใช้จึงคุกเข่าลงคำนับบอกว่า ไม่ทราบว่าใครที่ไหนมาด่าอยู่ตั้งแต่ยามสามแล้ว บัดนี้พังประตูนอกหมดแล้ว ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้น ก็เดินออกมาจากตำหนัก พวกปิศาจที่เฝ้าประตูวิงกระ หิดกระหอบเข้ามาบอกว่า ข้างนอกประตูมีคนร้ายมาร้องด่าทวงจะเอานางกิมเซีย เกงเนี้ยๆ มันด่าว่าหยาบช้าเหลือเกินพวกข้าพเจ้าไม่พอใจจะฟังของมัน มันเห็น ฟ้าสว่างไม่เห็นไต้อ๋องออกไป มันจึงพังประตูล้มเสียทั้งสิ้น ปิศาจไต้อ้องได้ฟังดัง นั้นแล้ว จึงสั่งให้เปิดประตูแล้วเจ้าจงไปถามดูว่ามันคือใครที่ไหนมา มีชื่อแซ่อย่างไร จงรีบกลับมาบอกเราโดยเร็ว ปิศาจคนใช้ก็ออกไปยังประตูถามว่า มึงมาตีประตู นั้นมีประสงค์อย่างไร ชื่อแช่อย่างไรเห้งเจียตอบว่า เราคือเจ้าเมืองจูจี้ก๊กเชิญมาจะมารับนางกิมเชี้ยเกงกลับไปเมือง ปิศาจคนใช้ได้ฟังแล้วก็นำคำนั้นเข้าไปบอกแก่ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องได้ฟัง แล้วก็กลับเข้าไปยังตำหนัก จะถามต้นสายปลายเหตุ นางเนียๆ รี้ว่า ได้อ้องมา ก็ผุดขึ้นเอาเสื้อสวมใส่เดินออกมาจากห้องรับไต้อ๋องปิศาจเข้ามานั่งข้างใน ไต้อ๋อง นั่งลงยังไม่ทันถามก็เห็นปิศาจวิ่งเข้ามาบอกว่า บัดนี้มันตีประตูพังเสียแล้ว ปิศาจ ไต้อ๋องถามนางว่า เนี้ย ๆ อยู่ในพระราชวังทราบว่ามีทหารเอกโทมากน้อยสักเท่าใด นางเนี้ย ๆ บอกว่าทหารประจำรักษาพระองค์สี่สิบเศษ ทหารเอกนับพัน แต่ทหาร เลวนั้นนับไม่ถ้วน ปิศาจถามว่า ทหารที่มีแซ่งั่วบ้างหรือ นางบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่ แต่ข้างในจะรู้ได้แต่ที่พนักงาน อันข้างนอกนั้นไม่ทราบได้ ไต้อ๋องปิศาจว่า คนที่มา อยู่เดี๋ยวนี้ขานชื่อว่างั่วคง ข้าพเจ้าคิดดูว่าชาวชนทั้งหลายแช่งั่วไม่มี ส่วนตัวนาง เกิดในตระกูลอันดีมีบุญวาสนามากสูงสุดในพวกสตรี ทั้งได้เล่าเรียนรู้หนังสือลึก ซึ้งจะมีมนุษย์แซ่งั่วนี้หรือไม่นางเนี้ย ๆ พูดว่า ข้าพเจ้าทราบว่า ในเซยยี่บุ๊นมีคำว่ากู้งัวสิวท้วน เห็นจะ เป็นตัวงั่วนี้ดอกกระมัง ไต้อ๋องได้ฟังก็เห็นด้วย จึงว่าเห็นจะเป็นดังนั้นจริง จึงลา นางเดินออกมาที่หอเล็กผ้วยเต็ง แต่งตัวสวมเกราะแล้วก็เรียกพลทหารปิศาจให้ เปิดประตูออกไป ปิศาจไช้ทั้ยส่วยถือขวานด้ามยาวคุมพวกออกไปถึงนอกประตู จึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายคนไหนมาจากเมืองจูจี๊ก๊กออกชื่องั่วคงคือใคร เห้งเจียถือกระบองเดินเข้ามาบอกว่า อ้ายหลานชาย เอ็งมาเรียกว่าอะไรหรือ ปิศาจ เห็นก็มีความโกรธ จึงพูดว่ามึงเป็นอะไรจึงอาจยกตัวว่าเป็นตาเขาดังนี้ รูปร่าง ของเอ็งก็คล้ายแก่วานรหน้าตาก็ดุจเสือปลา มีเจ็ดส่วนที่เป็นลักษณะแห่งผีเปรต กระทำใจใหญ่มาโอหังอวดอ้างดูถูกเราเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายปิศาจเลวที่เขาทิ้งเสียแล้ว มึงช่างไม่มีตา หาก จะคิดตั้งแต่ห้าร้อยปีกว่ามาจนบัดนี้ เรารบตลอดขึ้นไปบนสวรรค์ไม่มีผู้ใดที่จะไม่ เรียกเราว่าตา เจ้าเรียกเราว่าตาคำหนึ่งจะเสียเกียรติยศอะไรไปเทียวหรือ ปิศาจ ไต้อ๋องพูดว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า มึงขึ้นไปทำวุ่นวายบนสวรรค์นามชื่อว่า เป็กเบ้อน คนเลี้ยงม้าเจ้าพ้นมหันตโทษตามพระถังซัมจั้งไปไซที เจ้าเดินไปตามทางไซทีก็ดีแล้ว เหตุใดจึงมาทำเเ็นขี้ข้าเจ้าเมืองจูจี๊ก๊ก จะมาหาที่ตายกระนั้นหรือ เห้งเจียด่าว่า อ้ายมารพูดจาไม่รู้จักการดีชั่ว เจ้าเมืองจุจี้ก๊กรับเชิญด้วยธรรมเนียมอันสมควร ใหญ่สูงมีความนับถือดุจบิดามารดา ทำไมเอ็งจึงพูดเป็นขี้ข้าเล่า มึงอย่าหนีจง ก้มศีรษะมารับกระบองดูสักทีหนึ่งว่า จะมีรสชาติประการใดบ้าง ว่าแล้วเห้งเจีย ก็ยกกระบองขึ้นเงื้อตีไป ปิศาจยกขวานขึ้นรับรบกันด้วยสามารถ ฟัดเหวี่ยงกันไป มาได้ห้าสิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกันฝ่ายปีศาจเห็นฝีมือเห้งเจียเข้มแข็ง จะคิดเอาชัยชนะมิได้ จึงเอาขวานทับ กระบองเห้งเจียไว้แล้วร้องว่า เห้งเจียจงหยุดก่อนเรายังมิได้กินข้าวเช้ารอให้เรา กินแล้ว จะออกมารบกับเจ้าให้ถึงแพ้ชนะ เห้งเจียก็รู้ในทันที อ้ายปิศาจคิดจะใช้ ระฆังจึงชักกระบองกลับพูดว่า เป็นคนเก่งแล้วไม่ให้ไล่ทำอะไรแก่กระต่ายอด มึง จงเร่งไปกินข้าวเสียให้อิ่มจะได้มารับความตาย ปิศาจก็กลับเข้าในถ้ำ ตรงมาบอก นางกิมเซี้ยเกงให้หยิบระฆังวิเศษนั้นมา นางถามว่าจะเอาระมังไปทำไมหรือ ปิศาจ บอกว่าเมื่อเช้าอ้ายเห้งเจียมาเรียกชวนรบมันแกล้งบอกว่างั่วคง ข้าพเจ้ารบกับ มันมาจนถึงเวลานี้ยังไม่แพ้ชนะกัน จะเอาระฆังออกไปปล่อยไฟออกเผามันให้สิ้น ชีวิตอ้ายวานรนางเนี้ย ๆ ได้ฟังดังนั้นก็เบี่ยงบ่ายมิใคร่จะให้ไปปิศาจก็รบเร้าให้เอามา ก็เป็น การจนใจที่นางจะขัดไว้มิได้ จึงเข้าไปหยิบระฆังมาส่งให้ทั้งสามระฆัง ปิศาจได้ ระฆังแล้วก็รีบเดินออกมาจากถ้ำ ฝ่ายนางกิมเซี้ยเกงนั่งอยู่ในตำหนัก มีความ วิตกทุกข์ร้อนถึงเห้งเจียกลัวว่าจะเป็นอันตรายจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ก็ไม่ทราบฝ่ายปิศาจออกมาพ้นประตูถ้ำแล้ว ก็ร้องเรียกเห้งเจียว่ามึงอย่าหนีจงคอยดู เราจะสั่นระฆัง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่ามีระฆังข้าก็มีระฆังสั่นเหมือนกัน ปีศาจ ว่าเจ้ามีระฆังอะไรจงเอาออกมาให้เราดูหรือ เห้งเจียก็ล้วงระฆังออกมาจากเอวสวม ระฆังชูออกให้ปิศาจดูว่านี่มิใช่ระฆังหรือปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ คิดว่าอัศจรรย์ ๆ ทำไมระฆังของมันสร้างเหมือนแก่ระฆังของเราดุจเดียวกัน จึงร้องถามว่าระฆัง ของเจ้าได้ที่ไหนมา เห้งเจียว่าของเจ้านั้นได้ที่ไหนมาเล่าเจ้าจงบอกแก่เราก่อนซี ปิศาจจึงบอกว่าระฆังของเรานี้ ทั้ยเชงเทพบุตรอันเชี่ยวชาญ ประกอบทำที่เบ้า โป๊ยก่วยจึงสำเร็จเป็นรูประมังนี้ เป็นของวิเศษไม่มีที่ไหน ท่านท้ายเสียงเล่ากุน ให้ไว้จนเท่าทุกวันนี้เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดว่าอันระฆังของข้านี้ก็มีมาเมื่อเวลานั้น เหมือนกันพร้อมกับระฆังของเจ้า ปิศาจถามว่าออกมาจากไหน เห้งเจียว่าระฆังนี้ ครูใหญ่อาจารย์ผู้วิเศษอยู่วิมานชั้นดุสิตประกอบหลอมในเบ้าโป๊ยก่วยนั้น หล่อ เป็นระฆังวิเศษนี้ ของเราตัวเมียของเจ้าตัวผู้ ปิศาจพูดว่าระฆังวิเศษประกอบด้วย ธาตุทองมิใช่สัตว์มีชีวิต จะได้เป็นตัวผู้ตัวเมีย ลองสั่นดูก็จะรู้ได้ว่าใครดีกว่าใคร เห้งเจียว่าเจ้าว่าของเจ้าดี ก็ให้เจ้าลองสั่นดูก่อนซีจะได้เห็นกันเดี้ยวนี้แลปิศาจจึงเอาระฆังที่หนึ่งสั่นสามทีก็มิได้เห็นมิไฟออก เอาระฆังที่สองสั่นสาม ทีก็ไม่เห็นมีควันออก เอาระฆังที่สามออกสั่นก็ไม่เห็นทรายออก ปิศาจก็ตกตะลึง ออกปากว่าผิดแล้ว ๆ ชะรอยระฆังของเราจะเป็นตัวผู้จริง จึงแพ้ระฆังตัวเมียสั่น ไม่ออก เห้งเจียร้องว่าเจ้าหลานชายจงยั้งมือเถิด คอยดูของตาจะสั่นให้เจ้าดู ว่า แล้วก็จับระฆังรวมสามระฆังสั่นขึ้นทีเดียวทั้งสามพร้อมกัน ไฟและควันทรายก็ดัง อู้ ๆ ออกมาเผาผลาญ เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกลมเกิดขึ้นพัดมาทันที ไฟถูกลม พัดก็ยิ่งลุกกระพือออกแดงไปทั่วฟ้า ควันก็กลุ้มไปทั้งอากาศ ทรายก็ชัดสาดมืดไป จนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ปิศาจไช้ทั้ยส่วยหาทางหนีไม่ทัน ก็หมุนอยู่กลางไฟควันจวน จะถึงอันตรายแก่ชีวิตก็พอได้ยินเสียงบนอากาศ ร้องเรียกว่าซึ่งเห้งเจียอาตมามาแล้วเห้งเจียแหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมยืนอยู่บนเมฆ มือซ้ายถือ ขวดน้ำมนต์ มือขวาถือยอดสนจุ้มน้ำมนต์พรมลงมาดับไฟ เห้งเจียจึงเอาระฆัง เหน็บซ่อนเสียในบั้นเอวแล้ว ก็พนมมือนมัสการพระโพธิสัตว์จึงเอากิ่งสนโบกไป สองสามที ไฟและทรายก็สูญหายไปทันที เห้งเจียก็ลดตัวลงคำนับพูดว่าไม่ทราบ ว่าพระโพธิสัตว์เสด็จมาข้าพเจ้าไม่ทันเห็นขอโอกาสโปรดให้อภัย ข้าพเจ้าขอถาม ว่าท่านจะไปข้างไหนหรือ พระกวนอิมบอกว่าอาตมภาพมาตามปิศาจนี้ เห้งเจีย ถามว่าอันปิศาจนี้เดิมมันอยู่ที่ไหน จึงต้องป่วยการมาตามมัน พระกวนอิมบอกว่า กิมม่อเฮ้าคือสิงห์เป็นพาหนะสำหรับอาตมภาพขี่ เพราะคนเฝ้านอนหลับ มันกัด เชือกที่ผูกขาดจึงได้หนีมา และจะมาแก้ให้เจ้าเมืองจูจี้ก๊กพ้นโทษที่กระทำผิดไว้เห้งเจียสงสัยจึงถามพระกวนอิมว่า สัตว์นี้มาแก้ให้พ้นภัยหรือ ๆ มาทำให้ เป็นภัยแก่เจ้าเมืองจูจี้ก๊ก คือมันลักเอามเหสีมาเป็นเมียมัน กระทำให้เมื่องมีความ ทุกข์โทมนัสเดือดร้อนไม่เห็นมันแก้ให้เขาเลย มีแต่มันทำให้หนักลง พระกวนอิม ว่าเห้งเจียไม่เข้าใจตลอดเรื่องคือเมื่อเวลาพระราชบิดาของเจ้าเมืองจุจี้ก๊กนี้ยัง ครองราชสมบัติอยู่ พอพระทัยเที่ยวประพาสป่ายิงเนื้อ พาพวกทหารและสุนัขไป ไล่เนื้อ เข้าไปที่ชายเขา (โละโห้งปอ) ในที่นั้นมีนกยูงทองของพระจุ้นที้เกิดลูกสอง ตัว ผู้หนึ่งเมียหนึ่งปีกขนยังอ่อนบินมาเกาะที่ชายเขา ถูกพระราชโอรสเอาธนูยิง ถูกลูกนกยุงตัวผู้ ตัวเมียก็ตามลูกศรบินกลับไปหาพระจุ๊นที้โพธิสัตว์ ผลกรรมอัน นั้นจึงบันดาลให้เจ้าเมืองจูจี้ก๊กเป็นโรคลำบากและพลัดคู่ไปสามปี เวลานั้นอาตม- ภาพขี่สัตว์สิงห์อยู่ที่นั้น ได้ทราบเหตุอันนี้ ก็มิได้รู้สึกว่าอ้ายสัตว์นี้มันจะจำใสใจ มันจึงมาชิงเอามเหสีไปสามปี ช่วยล้างเวรที่เป็นผลของบาปให้เจ้าเมืองจูจิ๊ก๊ก ปีนี้ ก็ครบสามปีแล้ว กรรมเวรก็หมดแล้ว จึงบังเอิญให้เห้งเจียมาช่วยรักษาเจ้าเมือง ให้หายโรคอาตมภาพจึงมาจับสัตว์นี้กลับไป เห้งเจียพูดว่า หากดังนั้นก็เป็นเหต เต่เดิมมา แต่มันทำให้กิมเซียเกงเสียความสุจริตดังนีจะต้องปรับโทษถึงตาย บัดนี้ พระโพธิสัตว์มาเองก็ยกแต่โทษตาย โทษเป็นนั้นจะยกเสียไม่ได้ขอให้ข้าพเจ้าตีด้วย กระบองยี่สิบทีแล้วท่านจึงเอาไปพระกวนอิมว่า เห้งเจียทราบว่าอาตมมาเองแล้วก็จงเห็นแก่อาตมภาพให้ตลอด จะยกแล้วก็จงยกให้ตลอดเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ไม่อาจขัดได้ พระกวนอิมจึง ตวาดว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานทำไมยังไม่กลับตามเดิม จะคอยเวลาไหนอีกเล่า ใน ทันใดนั้นปิศาจก็กลายกลับเป็นรูปเดิม พระกวนอิมก็ขึ้นนั่งบนหลังมองลงมาดูที่คอ ไม่เห็นระฆังทั้งสามระฆัง พระกวนอิมจึงเรียกเห้งเจียให้เอาระฆังมาคืน เห้งเจีย พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น พระกวนอิมว่าอ้ายหัวขโมยเจ้าจะให้ร่ายคาถารัดมงคลหรือ เห้งเจียตกใจก็เอาระฆังมาถวายให้แก่พระกวนอิมไป ระฆังสามระฆังนี้เป็นระฆัง สำหรับคล้องคอสัตว์สิงห์ พระกวนอิมรับมาแล้วก็เอาคล้องคอสิงห์ก็ตวาดที่หนึ่ง ร้องให้ไป สิงห์ก็เผ่นขึ้นที่เท้าทั้งสี่เท้าก็เกิดมีดอกบัวรับทั้งสี่เท้ามาบัดเดี๋ยวก็ถึงน่ำไฮ้ เห้งเจียก็แกว่งกระบองกลับเข้าไปในถ้ำตีขนาบเข้าไป พวกปีศาจเหล่านั้นก็ล้ม ตายวินาศไปทั้งสิ้นไม่เหลือหลอ ก็เข้าไปที่นางอยู่ เชิญนางกิมเซี้ยเกงกลับเมือง นางกราบไหว้ขอบคุณเห้งเจียไม่รู้แล้ว เห้งเจียจึงเอาหญ้ามัดเป็นเชือกเข้าเส้นหนึ่ง บอกให้นางกิมเซี้ยเกงขึ้นนั่งแล้วให้หลับตาเสีย เห้งเจียก็บันดาลเป็นสายลมพัดส่งไป มาประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงราชวังใน เห้งเจียก็ลดลงยังพื้น ร้องเรียกว่ากิมเซี้ย เกงฮ่องเฮ้าจงลืมตาเถิดมาถึงวังแล้ว นางกิมเซี้ยเกง ก็ลืมตาขึ้นเห็นรั้ววังจำได้มี ความยินดีเป็นที่ยิ่งพร้อมกับเห้งเจียเดินขึ้นบนปราสาทขณะนั้นพระเจ้าแผ่นดินกำลังประทับอยู่บนแท่นทอดพระเนตรเห็นก็เสด็จมา จับมือนางฮ่องเฮ้าโดยความดีพระทัยที่ได้กลับมา ก็เลยล้มสลบลงกับที่พื้น และ ร้องว่าเจ็บมือ ๆ โป๊ยก่ายอยู่ข้างนั้นหัวเราะก๊าก ๆ พูดว่าไม่มีบุญวาสนาจะรับรอง อบรมแล้ว พอเห็นหน้าก็จะตายเสียแล้ว เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมู เจ้ากล้าจับ หรือเข้าไปลองจับดูทีก็เป็นไร เพราะตัวนางเกิดมีเข็มขึ้นมา ตั้งแต่จากเมืองไปอยู่ ในถ้ำสามปีแล้ว ปีศาจไช้ทั้ยสวยก็มิได้ถูกต้องเนื้อตัวนาง เพราะว่าถูกตัวก็เจ็บ ตัวถูกมือก็เจ็บมือ พวกขุนนางทั้งหลายถามว่าถ้าดังนั้นแล้วจะทำอย่างไรจึงจะ แก้ได้เล่า เง็กเซี้ยเกง งึ้นเซียเกงทั้งสองนางก็เข้าพยุงพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น ก็พอได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่บนอากาศว่า ซึ่งไต้เซียข้าพเจ้ามาถึงแล้ว เห้งเจีย แหวนหน้าขึ้นไปดูบนอากาศก็เห็นอาจารย์จี้เอี๊ยงจินหยิน เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปรับ แล้วถามว่า ท่านอาจารย์จะไปข้างไหน จินหยินก็ลดลงยังปราสาทคำนับเห้งเจีย เห้งเจียคำนับตอบแล้วถามว่า ท่านจินหยินไปไหนมาหรือจินหยินตอบว่า ข้าพเจ้าจะไปประชุมที่พระพุทธเจ้า ข้ามมาทางนี้ก็เห็นเจ้า เมืองจูจี้ก๊กมีเวรพลัดคู่ได้ความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความวิตก กลัวว่าปิศาจจะพานาง ไปทำอุลามก วันหน้าจะมิได้กลับมาอยู่ด้วยเจ้าเมืองจูจี้ก๊ก ข้าพเจ้าจึงเอาต้นหนาม พุงดอมาทำให้เป็นเสื้อปักไหมทองตัวหนึ่งแล้วนำมาให้แก่ปิศาจไซ้ทั้ยส่วย สั่งให้ ใส่แต่งนางเป็นกิริยาเข้าหอใหม่ ครั้นนางใส่เสื้อเข้าแล้ว ตัวนางก็เกิดเป็นหนาม อันมีพิษขึ้นทั่วสรรพางค์กายบัดนี้ทราบว่าท่านไต้เซียปราบปิศาจสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้า จะมาเปลื้องให้นาง จึงได้ตรงมาที่นี่เอามือชี้ทีหนึ่งเสื้อก็เปลื้องออกจากตัวนาง หนาม ก็ออกมาทั้งสิ้นนางก็กลับเป็นปรกติไปตามเดิม จินหยินก็เอาเสื้อนั้นพาดบ่าคำนับ ลาเห้งเจียแล้วก็เหาะขึ้นเวหากลับไปยังที่อยู่ของตนฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนฝ่ายหน้าฝ่ายในพากัน เคารพนมัสการไปบนอากาศ แล้วจึงรับสั่งให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงขอบคุณอาจารย์ กับศิษย์ แล้วพระเจ้าแผ่นดินก็พาพระวงศาคณาญาติใหญ่น้อยมาคุกเข่าลงนมัสการ เวลากำลังเลี้ยงโต๊ะนั้นเห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ให้เอาหนังสือที่ปีศาจนัดรบนั้นให้ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร พระถังซัมจั้งก็ส่งหนังสือนั้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็คลี่ออกทอดพระเนตรแล้วเห้งเจียจึงเล่าความที่พระโพธิสัตว์กวน อิมจับปิศาจไปให้พระเจ้าแผ่นดินทราบทุกประการ พระเจ้าแผ่นดินและพระวงศา นุวงศ์ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็พากันสรรเสริญและเลื่อมใสนับถือพระอาจารย์กับ สานุศิษย์ พระถังซัมจั้งถึงถวายพระพรว่าข้อหนึ่งพระองค์ก็ทรงตั้งอยู่ในยุติธรรม ข้อสองได้กำลังของสานุศิษย์อาตมภาพ วันนี้ก็ได้รับพระราชทานอิ่มเอิบพอควรแล้ว อาตมภาพขอถวายพระพรลาไป อย่าให้อาตมภาพผิดความที่ตั้งใจจะไปไซที พระเจ้าแผ่นดินทรงอ้อนวอนถึงสามครั้งพระถังซัมจั้งก็ไม่ยอมอยู่ พระองค์จึงเปลี่ยน หนังสือเดินทางประทับตราเสร็จแล้วก็ถวายพระถังซัมจั้งไป แล้วรับสั่งขุนนางจัด ราชรถนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นนั่งบนรถแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระญาติวงศ์พงศา และข้าราชการก็ตามออกมาส่งจนนอกกำแพงเมืองจึงได้กลับฝ่ายพระถังซัมจั้งครั้นออกจากเมืองจูจี้ก๊กแล้วหมายปราจีนทิศตรงไป ข้าม ห้วยธารละหานเขาเดินมา เวลานั้นเป็นฤดูหนาวอาจารย์กับศิษย์พากันมา แลไป ข้างหน้ามีหมู่บ้านอยู่ข้างทาง พระถังซัมจั่งลงจากม้ายืนหยุดพูดว่าที่ตรงนั้นมี หมู่บ้านคนอยู่อาตมาจะใคร่เข้าไปบิณฑบาตข้าวมาฉันเห็นจะดี เห้งเจียหัวเราะพูด ว่า อาจารย์จะหาความยาก ข้าพเจ้าจะไปแทน จะให้ต้องลำบากถึงอาจารย์ทำไม พระถังซัมจั่งพูดว่าไม่ใช่อย่างนั้น เวลาที่ไม่เห็นบ้านช่องมีใกล้ไกลก็ไม่รู้ได้ควรจะ ให้เห้งเจียไปแทน วันนี้บ้านคนมีอยู่ใกล้ดังนี้และทั้งเวลานี้ก็แห้งแล้ง ควรอาตม- ภาพจะไปเองก็ได้ โป๊ยก่ายก็ตามใจหยิบเอาบาตรมาให้อาจารย์ พระถังซัมจั้งรับ บาตรมาแล้วก็สำรวมอิริยาบถ เดินเข้าไปในหมู่บ้านนั้น ครั้นถึงก็ยืนพิจารณาดู เห็นมีสะพานศิลาพิศดูงดงาม อันที่จริงในบ้านนั้นไม่มีผู้ชายมีแต่ผู้หญิงอยู่สี่คน กำลังนั่งปักทอลายสีต่าง ๆ พระถังซัมจั้งก็ไม่อาจเข้าไป จึงยืนแอบอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ เห็นพวกผู้หญิงนั้นรูปร่างงามทุก ๆ คนดูดุจนางฟ้าลงมาดิน พระถังซัมจั้ง ยืนรออยู่สักครึงชัวโมง ก็เห็นเงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงไก่และสุนัข พระถังซัมจั้งคิด ว่า แม้เราบิณฑบาตไม่ได้ข้าวกลับไป พวกสานุศิษย์ก็จะหัวเราะเยาะเราได้ ก็ จะไม่เป็นการจะพาให้เสียซึ่งความจริง คิดแล้วก็เดินข้ามสะพานมาสักสิบย่าง ก้าวก็แลเห็นมีบ้านหลังคาจากหลังหนึ่ง ในรั้วมีหอเล็กหอหนึ่ง ข้างหน้าหอนั้นมี หญิงสาวรูปงามสามคนนั่งพักเตะตะกร้อ พระถังซัมจั้งยืนรออยู่พักหนึ่ง จึงร้อง เรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านสีกาอาตมภาพมาบิณฑบาตข้าวสุก ตามแต่จะ ศรัทธาสักเวลา หนึ่งเถิดฝ่ายหญิงสาวเหล่านั้น เมื่อได้ยินเสียงก็ดีใจทุกคน ก็วางของเสียพากันหัวเราะ ออกแช่เสียง จึงพากันออกจากประตูแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ทันนิมนต์ วันนี้ท่าน มาถึงบ้านข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะศรัทธาถวายข้าวสงฆ์สักเวลาหนึ่ง นิมนต์ท่าน นั่งข้างทิศไซทีก่อน ข้าพเจ้าจะได้จัดแจงถวายพระถังซัมจั้งได้ยินพูดดังนั้น คิด แต่ในใจว่าชอบแล้ว ทิศไซทีเป็นทิศที่ชัยภูมิพระพุทธเจ้า ผู้หญิงยังตั้งใจถึงทิศไซ ทีถวายสงฆ์ เป็นผู้ชายจิตจะควรไม่เนื่องถึงองค์พระพุทโธหรือ พระถังซัมจังจึง ปราศรัย แล้วก็เดินตามหญิงนันเข้าไปที่เรือนมุงจากนั้น เดินข้ามหอนั้นมาและ ไปก็ไม่เห็นห้องหอ เห็นเป็นคูเป็นถ้ำและหินเขาไปทั้งนั้น หญิงคนหนึ่งตรงเขาไป ที่ประตูศิลาเปิดออก นิมนต์พระถังซัมจังเข้านั่งข้างใน พระถังซัมจั้งพิศดูแล้วเดิน ไปข้างใน เห็นโต๊ะล้วนแต่ศิลาเครื่องตั้งเหล่านั้นก็ล้วนแต่ศิลาทั้งสิ้น มีไอเยือก เย็นพระถังซัมจั่งนึกในใจว่าที่นี้ร้ายมากกว่าดีพวกผู้หญิงเหล่านั้นพากันหัวเราะยิ้ม แย้ม จึงนิมนต์พระถังซัมจั้งให้นั่ง พระถังซัมจังขัดไม่ได้ก็นั่งลงที่เตียงศิลา หญิง สาวเหล่านั้นจึงมาถามว่า ท่านอยู่วัดไหนมาเรี่ยไรทำการอะไร พระถังซัมจั้งบอก ว่า อาตมภาพมิใช่พระเรี่ยไร อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้ให้อาตมภาพไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก ข้ามมาถึงตำบลนี้ได้ความ หิวโหยจะมาขอบิณฑบาตข้าวฉันสักมื้อหนึ่ง แล้วก็จะลาไป หญิงเหล่านั้นได้ฟัง ดังนั้นจึงพูดว่าดีแล้วเขาย่อมว่า พระสงฆ์มาทางไกลเป็นสงฆ์เคร่งครัดดี พวกพี่ น้องเราอย่าเกียจคร้าน จงรีบไปจัดหาเครื่องแจมาถวายสักมื้อหนึ่ง เวลานั้นสาม คนนั่งสนทนาอยู่ในทางบาปบุญกับพระถังซัมจั้ง ยังสี่คนเข้าไปจัดหาของในครัว อันที่จริงมันเอาเนื้อคนรวนและปิ้งทำต่างเครื่องแจ และควักเอาสมองคนทำเต้าหู้ และของหวานอีกถาดหนึ่ง รวมจัดสองที่แล้วยกมาวางบนโต๊ะศิลาแล้ว จึงนิมนต์ พระถังซัมจั้งให้ฉัน พูดว่าเวลานี้รีบร้อนหาอะไรไม่ทัน ขอนิมนต์ท่านฉันตามมีพอ แก่หิวก่อนพระถังซัมจั้งได้กลิ่นเหม็นคาวจึงย่อกายพูดว่าสีกาอาตมภาพกินแจมาตั้งแต่ เล็กของเนื้อสดคาวอย่างนี้ไม่เคยฉัน พวกหญิงเหล่านั้นหัวเราะพูดว่าท่านอาจารย์ ของนี้ก็แจเหมือนกัน พระถังซัมจั้งพูดว่าถ้าของนี้เป็นแจอาตมาไม่กล้าฉัน แม้พระ สงฆ์ฉันเข้าไปแล้วก็จะมิได้เห็นพระพักตร์พระพุทธเจ้าอาตมาภาพก็จะไม่ได้พระ คัมภีร์กลับเมือง ขอสีกาได้ทราบเลี้ยงสัตว์ปล่อยสัตว์ดีกว่า จงปล่อยให้อาตมา ไปเถิด พระถังซัมจั้งลุกขึ้นจะเดินออกไป พวกหญิงเหล่านั้นก็พากันมากั้นประตู ไม่ยอมให้ออกไป แล้วพูดว่ามาถึงที่ซื้อขายแล้วจะปล่อยตัวไปได้หรือ พวกปิศาจ เหล่านั้นมีฝีมือทุกคน เข้าจับพระถังซัมจังทั้งเป็นลากไปดุจจูงแพะ เอาไปผลัก ล้มลงกับพื้นแล้วก็ช่วยกันกดไว้ แล้วเอาเชือกเกลียวมาผูกชักรอกแขวนไว้บนขื่อ เสร็จแล้ว ก็พากันมาช่วยถอดเสื้อจีวรออกหมด พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจที่ ลอกเสื้อผ้าออกดังนี้เป็นจะเฆี่ยนเราดอกกระมังหรือจะกินเราทั้งเป็นดังนี้ก็ไม่รู้ได้ อันที่จริงปิศาจถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็เหลือแต่กางเกง ปิศาจก็แผลงฤทธิ์ที่สะดือก็ ออกมาเป็นใยขาวทุก ๆ คนระยับดุจแสงเงินแสงเพชร ช่วยกันลากพันประเดี๋ยว ใยนั้นก็ปิดประตูไม่มีทางออกฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพักอยู่ริมทางใหญ่ โป๊ยก่ายก็ปล่อยม้าให้กินหญ้า และคอยระวังข้าวของ ยังแต่เห้งเจียเที่ยวชนปืนป่ายตามต้นไม้ เด็ดใบหักกิ่งหา ผลไม้กินตามสบาย หันไปมองที่หมู่บ้านนั้นมีสายสว่างก็รีบโดดลงมาจากต้นไม้ วิ่งมาร้องบอกว่าไม่ได้การแล้ว พระอาจารย์เห็นจะมีเหตุขึ้นเป็นแน่แล้ว เห้งเจีย เอามือชี้ไปให้โป๊ยก่ายซัวเจ็งดูที่ประตูบ้านนั้นเป็นอะไรดังนั้น โป๊ยก่ายแลไปเห็น ขาวดุจน้ำค้างจึงพูดว่าแน่แล้ว พระอาจารย์เห็นจะโดนปิศาจเข้าแล้วพวกเรารีบ ไปช่วยโดยเร็วเถิดเห้งเจียพูดว่าน้องทั้งสองอย่าเพ่อวุ่นวาย รอพี่ไปดูแล้วกลับมาเห้งเจียก็เดิน เข้าไปใกล้ยืนพิเคราะห์ดู เห็นเป็นใยไหมสอดพันไปมาออกยุ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งพัน ร้งมืงใด ้อาีระบอที่แล่วยั้งอีดีดวา ๆรสานเรงเร าเหมี าเ้อี่นีดิง แม้ว่าเราไปถูกต้องเข้าพันติดเราอยู่ก็จะทำให้ลำบากอีกชั้นหนึ่ง เราจะถามดูก่อน จึงค่อยตีก็ได้ ก็ร่ายถาคาเรียกพระภูมิเจ้าที่มาในเดี้ยวนั้นถามว่าตำบลนี้เรียกอะไร พระภูมิเจ้าที่บอกว่าข้างหน้านั้นเรียกว่าเขาปั๊วชือชัว ข้างล่างนั้นเรียกว่าถ้ำปั๊ว ชือต๋องในถ้ำนั้นมีปิศาจหญิงอยู่เจ็ดคนเห้งเจียถามว่าปิศาจนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไร พระภูมิเจ้าที่บอกว่าข้าพเจ้า ไม่ทราบว่าจะมีฝีมือและฤทธิ์เดชอย่างไร ข้าพเจ้าทราบแต่ว่าทางนี้ไปสักสามร้อย โยชน์ มีสระแห่งหนึ่งเรียกว่าสระต๊อกโก๊จั๊วเป็นของฟ้าเกิดขึ้นน้ำนั้นอุ่นดี เดิม นางฟ้าทั้งเจ็ดคนเคยลงมาอาบน้ำ ตั้งแต่ปิศาจหญิงนั้นมาอยู่ก็ชิงเอาสระนั้นเสีย นางฟ้าทั้งเจ็ดก็ไม่ต่อว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ปล่อยให้มันมาเล่นน้ำอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้า นึกว่านางฟ้าไม่แผ้วพานถึงปิศาจ ปิศาจนั้นคงจะมีฤทธิ์ เห้งเจียถามว่าปิศาจมัน ชิงเอาสระนั้นไปทำอะไรหรือพระภูมิเจ้าที่บอกว่า มันจองเอาสระนี้วันหนึ่งไปเล่นสามหนเวลานี้กำลังเที่ยง พอเวลาบ่ายมันก็จะพากันไปอาบน้ำ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ให้พระภูมิเจ้าที่กลับไป ยังที่ เห้งเจียก็แปลงตัวเป็นแมลงวันหนึ่งโผจับที่ยอดหญ้าริมทางคอยท่า สักประ เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงซ่า ๆ ดุจตัวไหมกินใบไม้ สักเคี้ยวหมากแหลกใยที่คลุมประตู นั้นก็หายสูญและเห็นห้องหออยู่อย่างเดิม ประเดี้ยวก็ได้ยินเสียงประตูแลไปเห็น หญิงสาวเจ็ดคนเดินเกี่ยวก้อยกันมาเดินพลางหัวเราะพลางออกมา เห้งเจียแอบ คอยพิเคราะห์ดูโดยละเอียด นางเหล่านั้นก็เดินพ้นสะพานศิลามา เห้งเจียเห็น ดังนันก็หัวเราะคิดว่าปิศาจหญิงเหล่านีเมันขังอาจารย์เราไว้แล้วเพราะอาจารย์ อยากมาบิณฑบาต นี่คงไม่ถึงสองวันมันก็จะกินเนื้ออาจารย์เราเป็นแน่ เราตาม ฟังดูว่ามันจะคิดกันอย่างไร เห้งเจียก็บินออกจากยอดหญ้ามาจับบนมวยผมคน เดินหน้านิ่งคอยฟัง เห็นคนเดินหลังวิ่งมาบอกแก่คนเดินหน้าว่า พี่ ๆ เราไปอาบ น้ำแล้วกลับไปจับเอาสงฆ์นั้นต้มกินเถิด พูดกันพลางประเดี้ยวก็มาถึงสระ แลไป ก็เห็นกำแพงศิลาล้อมรอบมีประตูดูสะอาดงดงามดี นางปิศาจสาวคนหนึ่งก็ตรง เข้าไปผลักเปิดประตูออกสองบาน เห้งเจียแลไปดูเห็นมีสระน้ำร้อน สมจริงดัง พระภูมิเจ้าที่เล่าให้ฟัง จะใคร่ทราบว่าสระน้ำนี้เหตุเดิมมาอย่างไรคือเดิมเมื่อพึ่งมีไคเภ็ก มีดาวเรียกว่าทั้ยเอี๊ยงแชสิบดวง มาภายหลังผู้วิเศษ เอาศรยิง กาเก้าตัวตกลงมาพื้นธรณีก็ยังเหลือตัวหนึ่งคือดาวทั้ยเอี๊ยงนั้นเอง ที่ ทุกวันนี้เรียกดาวอาทิตย์ เพราะฉะนั้นสระนั้นคือไอธาตุของพระอาทิตย์จึงได้มีน้ำ ร้อนอยู่เป็นนิตย์ ใต้หล้านี้มีสระน้ำร้อนอยู่เก้าแห่งคือกาเก้าตัวถูกศรตายนั้น บันดาลเป็นสระน้ำเก้าแห่งคือกาเก้าตัวที่ถูกศรตายนั้น บันดาลเป็นสระน้ำแห่งหนึ่ง สระจาเล้งจั๋วหนึ่ง สระป่างซัวจั้วหนึ่ง สระอุนจั้วหนึ่ง สระตังหะจั๊วหนึ่ง สระฮ่อง ชัวจัวหนึ่ง สระเฮ้าอานจัวหนึ่ง สระกวั่งฮุนจัวหนึ่ง สระเอี่ยงจัวหนึ่ง สระเหล่า นี้เรียกว่า ย๊อกโก้จัวเก้าสระ สระย๊อกโก๊จั้วนี้กว้างห้าวากว่ายาวสิบกว่าวา ลึกสี่ ศอก น้ำใสแลเห็นก้นสระมีแสงวาววับดุจสีเงินและเพชร พลุ่ง ๆ ขึ้นทั้งสี่ด้านสระ และมีทางน้ำไหลป่วนออกเจ็ดแปดแห่ง ไหลออกไปตามทางท้องนาน้ำก็อุ่นอยู่ เสมอเป็นนิตย์ ที่ข้างริมสระมีหอสามห้องหนึ่งหอ ข้างหลังหอนั้นมีเตียงตั้งอยู่หนึ่ง สองข้างมีไม้ราวผ้าสองราว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็โผบินไปจับที่ราวผ้าฝ่ายพวกปิศาจหญิงเหล่านั้นมาถึงสระน้ำ ต่างก็เปลื้องผ้าเสื้อพาดไว้บนราว เหลือแต่ตัวพากันลงเล่นน้ำตามสบาย บ้างดำบ้างว่ายตามประสาผู้หญิงที่เข้าใจ ว่าไม่มีใครรู้เห็นมิได้มีความอาย เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ให้นึกขวยเขินแก่ใจ จึงคิดว่า เราจะตีปิศาจพวกนี้ให้ตายก็ถือกระบองมาข้างสระเรียกว่าน้ำร้อนลวกหนูก็ตายทั้งรัง คิดดูก็น่าสังเวช หากว่าจะฆ่าเสียก็จะตายทั้งสิ้น แต่ชื่อเราจะเสียคำโบราณท่าน ย่อมว่า ผู้ชายไม่ตีกับผู้หญิง อีกประการหนึ่งเราก็มีฝีมือลือชาว่าเป็นคนเก่ง จะ มาตีพวกเหล่านีก็ไม่ชอบกล อย่ากระนั้นเลยเราจะคิดอุบายอย่างหนึ่งให้มันไปไม่ ได้ให้มันแช่น้ำอย่างนี้จึงจะดี คิดแล้วก็แปลงกายเป็นนกเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่ง บินมาเฉี่ยวเอาเสื้อผ้าของปิศาจที่พาดไว้นั้นหมด บินข้ามยอดเขามาหาโป๊ยกาย แล้วกลายเป็นรูปเดิม โป๊ยก่ายมาหัวเราะพูดว่าอาจารย์เห็นพวกร้านขายของมัน จะจับไว้ ซัวเจ็งพูดว่าทำไมจึงรู้ไปก่อนเล่าโป๊ยก่ายว่าไม่เห็นหรือ พี่เห้งเจียแกหอบ เอาเสื้อกางเกงมาเป็นกองเห้งเจียเอาเสื้อผ้านั้นทิ้งลงแล้วพูดว่า เสื้อผ้านี้ของปิศาจ มันนุ่งห่มโป๊ยก่ายถามว่าทำไมจึงมากดังนั้น เห้งเจียว่า รวมเจ็ดสำรับด้วยกัน โป๊ยก่าย ถามว่า ทำไมพีจึงแก้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นเล่า เห้งเจียบอกว่าจะต้องแก้ทำไมอันทีจริ ตำบลนิเขาเรียกว่าเขาบัวซีอเนียในหมู่บ้านนัน เรียกว่าบัวซือต้อง เป็นที่ถำปิศา อยู่ในถ้ำนั้น มีปิศาจหญิงเจ็ดคนบัดนี้มันจับอาจารย์เรามัดแขวนอยู่บนขื่อ ตัว มันพากันไปอาบน้ำร้อน มันคิดกันว่า ถ้ามันอาบน้ำแล้วจะกลับมากินเนื้ออาจารย์ พี่จึงตามไปดูมันจนถึงสระน้ำ พวกมันพากันแก้ผ้าเปลือยกายลงเล่นน้ำหมดทั้ง เจ็ดคน พี่คิดจะตีเสียให้ตายก็คิดขึ้นมาได้ว่า ฆ่าผู้หญิงจะมีชื่อเสียงเกียรติยศอย่างไร กลับจะพาให้ชื่อเสียงเสียไปด้วยเสียอีก คิดเห็นดังนี้แล้ว จึงแปลงเป็นนกเหยี่ยว โฉบเฉี่ยวเอาผ้าเสื้อมันมาหมด มันคงไม่กล้าขึ้นจากน้ำยังจะยืนแช่น้ำอยู่ เราพา กันรีบไปช่วยอาจารย์ออกจะได้พากันไปโป๊ยก่ายพูดว่า ที่การอย่างนี้ก็เหมือนไว้รากเง่าให้มันงอกอีกได้ไปพบแล้ว ทำไมไม่ฆ่าเสียให้สิ้นเล่าจะเอาไว้ทำอะไรอีก ใจข้าพเจ้าคิดว่ากลับไปฆ่ามันเสีย ก่อนแล้วจึงไปแก้อาจารย์จะดีกว่า เห้งเจียพูดว่า เจ้าอยากไปตีก็ไปเถิดแต่ข้าไม่ แล้ว โป๊ยก่ายมีความยินดียิ่งนักจึงตระเตรียมตัวให้มั่นคงแข็งแรงแบกคราดเหล็ก เดินไปที่สระน้ำครั้นถึงก็ยืนแอบแลดู เห็นนางทั้งเจ็ดคน แก้ผ้าเปลือยกายอาบ น้ำยังพากันยืนบ่นอยู่ในน้ำว่า อีนกเหยี่ยวตายโหงอีแมวจิกหัว มึงช่างแกล้งเฉี่ยว เอาเสื้อผ้าของกูไปหมด ทำให้กูขึ้นจากน้ำไม่ได้ โป๊ยก่ายยืนฟังอยู่นึกขยิ่มใจอด ไม่ได้ก็เดินมาริมสระ ร้องเรียกว่า แม่น้องขอให้พี่อาบน้ำด้วยสักคนหนึ่งได้ไหมฝ่ายนางปิศาจทั้งเจ็ดคน ได้ยินแลเห็นโป๊ยก่ายก็โกรธพูดว่าแกเป็นผู้ชาย อะไรหน้าด้านดังนี้ เขาเป็นผู้หญิงจะมาอาบน้ำร่วมกันได้หรือ คำโบราณท่านย่อม ว่าชายกับหญิงอายุเจ็ดขวบมิให้รวมที่กัน แกจะมาร่วมสระแกเห็นชอบอย่างไรหรือ โป๊ยก่ายหัวเราะตอบว่าเวลากำลังร้อนจะหาน้ำอาบพอชื้นใจเท่านั้น เจ้าจะง้างเอา ตำราที่ไหนมาขัดขวางเราไม่ฟังเสียงเจ้า โป๊ยก่ายวางคราดแล้วก็เปลื้องเสื้อผ้า โจนลงไป นางปิศาจเหล่านั้น เห็นโบ๊ยก่ายลงน้ำก็มีความโกรธแค้นจะใคร่ฆ่าตี โป๊ยก่าย มิได้รู้ว่าโป๊ยก่ายชำนาญในทางน้ำ โป๊ยก่ายแปลงเป็นปลาช่อนตัวดำ ว่ายน้ำอยู่ ด้วยน้ำนั้นใสนางทั้งเจ็ดก็แลเห็นตัวปลาถนัดจึงช่วยกันล้อมจับปลาก็ ลอดหนีไปมาจับหาได้ไม่จนมีความเหน็ดเหนื่อยทุกคน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็แปลง กลับเป็นรูปเดิมขึ้นจากน้ำเอาเสื้อผ้านุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็จับคราดเหล็กมายืนอยู่ข้าง สระร้องบอกว่า เฮ้ยพวกปิศาจที่พวกมึงไล่จับปลาช่อนนั้นคือตัวกูนี้เองนางเหล่านั้นแลเห็นโป๊ยก่ายก็พากันตกใจ ถามว่านี่แกเป็นคนมาจากไหน แกชื่อเรียงเสียงไรทำไมจึงทำวุ่นวายดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่า มึงอีพวกปิศาจไม่มี เงาหัวจึงไม่รู้จักเรา เราคืออยู่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ อาจารย์กูไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ยังประเทศไซทีนามกูชื่อว่าตือโป๊ยก่าย พวกมึงล่อลวงจับอาจารย์กูไปไว้ในถ้ำคิดจะกินเนื้อ เนื้ออาจารย์กูกินอร่อยนัก ไม่มีเนื้ออะไรจะสู้ได้พวกมึงจงยื่นศีรษะมากูจะสับด้วยคราดคนละทีให้มันสิ้น โคตรเง่าพวกปิศาจหญิงได้ฟังโป๊ยก่ายพูดกังนั้นต่างก็ตกตะลึงยกมือไหว้ขอโทษโป๊ย ก่ายว่า พวกข้าพเจ้ามีตาแต่ไม่รู้จักดูขอท่านได้กรุณาพวกข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด อันอาจารย์ของท่านนั้นข้าพเจ้าได้จับไว้จริง แต่หาได้ทำอันตรายไม่ ขอท่านได้ ให้ทานชีวิตแก่พวกข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะยอมออกเสบียงอาหารให้แก่ท่านเป็น ค่าเดินทางไปไซทีขอท่านได้กรุณา โป๊ยก่ายได้ฟังจึงยกมือขึ้นสั่นห้ามว่าอย่าพูด อย่าพูดคำนี้ออกมา ซึ่งมึงพูดอ่อนหวานน้ำตาลทาก็โดยปรารถนาจะลวงเรา เอ็ง อย่าพูดให้ป่วยการเสียเวลาเราไม่เชื่อเจ้าทั้งสิ้น โป๊ยก่ายก็เอาคราดสับคนละทีสองที พวกนางปิศาจเหล่านั้นก็วิ่งหลบหลีกสิ้นความอาย สองมือปิดที่ลับแล้วก็ขึ้นจาก สระหนีมายืนอยู่ที่หอเล็ก ต่างก็แผลงฤทธิ์อานุภาพเสียงซ่า ๆ ชักใยออกจาก สะดือพันสอดไปมาปิดมิดไม่แลเห็นพระอาทิตย์ บัดเดี่ยวก็เป็นประทุนครอบโป๊ยก่าย ไว้ โป๊ยก่ายแหงนหน้าขึ้นแลดูฟ้าก็มิได้เห็นแสงตะวัน ตกใจคิดจะวิ่งหนีออกนอก ประตูฝ่ายนางปิศาจเหล่านั้นชักใยปิดรีปิดขวางเต็มทั่วโป๊ยก่ายจะก้าวไปใยก็พันขา ยืนไม่ถนัดก็ล้มคว่ำลงกับพื้น ใยก็มัดกลมล้มลุกคลุกคลานยิ่งดิ้นรนสายใยก็ยิ่ง พันแน่นจนดิ้นไม่ไหว สิ้นกำลังก็หมอบฟุบหลับอยู่กับที่ พวกนางปิศาจทั้งเจ็ดคน ครั้นแผลงฤทธิ์มัดโป๊ยก่ายไว้แล้ว ก็มิได้ทำอะไรพากันวิ่งกลับไปยังสำนักเดิม ครั้นมาถึงสะพานก็ร่ายเวทเรียกใยที่มัดโป๊ยก่ายกลับคืน พากันวิ่งเข้าไปในถ้ำเห็น พระถังซัมจั่งยังอยู่ก็พากันหัวเราะ แล้วเดินเข้าไปข้างใน เอาเสื้อผ้าสวมใสนุ่งห่ม แล้วก็เดินไปที่หลังถ้ำร้องเรียกว่าอีเล็ก ๆ ลูกของแม่ไปข้างไหนหมด เหตุเดิมนาง ทั้งเจ็ดคนนี้ ซักใยขวางอากาศจะใคร่หาสัตว์กิน เผอิญมีแมลงผึ้งเจ็ดตัวบินมา ติดใยปิศาจทั้งเจ็ดจับมาจะกิน นางผึ้งจึงอ้อนวอนขอชีวิตจะยอมเป็นบุตร เพราะ ฉะนั้นนางปิศาจจึงมิได้กินเลี้ยงไว้นางละคนเพื่อเป็นบุตรเลี้ยง ในขณะเมื่อนางปิศาจ เรียกหา นางผึ้งน้อยทั้งเจ็ดก็วิ่งมาคุกเข่าลงกับพื้นถามว่า ท่านแม่จะมีธุระอะไร หรือจึงเรียกพวกข้าพเจ้า นางปิศาจจึงบอกว่าบัดนี้แม่ไปจับพระถังซัมจั้งเมืองไต้ ถังมาแขวนไว้ สานุศิษย์ของเธอติดตามมากระทำให้แม่มีความอาย ลูกจงช่วยแม่ พากันไปขับให้มันไป ถ้ามีชัยชนะแล้วพากันไปหาแม่ที่บ้านลุงเจ้า นางทั้งเจ็ดสั่ง นางผึ้งแล้ว ก็พากันออกจากถ้ำเดินลัดไปบ้านพี่ชายของตนฝ่ายนางผึ้งทั้งเจ็ดต่างก็เตรียมตัวโดยแข็งแรงออกไปคอยสกัดอยู่ที่สะพานศิลา โป๊ยก่ายถูกใยมัดก็หลับไปพักหนึ่ง ครันตืนแล้วก็ตกใจแหงนหน้าแลดูไม่เห็นใยที่พัน จึงผุดลุกขึ้นเดินกลับมาทางเก่าหาเห้งเจีย เห้งเจียถามว่าทำไมหัวและหน้าเจ้าจึง ได้ฟกบวม โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าไปถูกอีปิศาจมันชักใยครอบไว้ มันกั้นรีกั้น ขวางทั้งพื้นดินจนเดินไม่ได้ก็หกล้ม ครั้นใยนั้นสูญหายไปจึงมาได้ ซัวเจ๋งพูดว่า พี่จะไปหาภัยมาอีกแล้ว พวกปิศาจมันกลับไปมาคงจะทำร้ายอาจารย์เป็นแน่ พวก เราจงรีบไปช่วยพระอาจารย์ออกเถิด เห้งเจียก็ออกหน้าเดินมา โป๊ยก่ายก็จูงม้า ตามหลังมา พอถึงสะพานแลไปก็เห็นปิศาจดิ้งทั้งเจ็ดขึ้นยืนอยู่บนสะพานร้องห้าม ว่าช้าก่อนอย่าเพ่อเข้ามาเราอยู่นี่ 第007回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๗ เห้งเจียแลไปเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าอีเด็กเหล่านี้กายสูงไม่ถึงสามศอก น้ำ หนักก็ไม่เกินสิบชั่ง มึงเป็นทารกอะไรที่ไหน ปิศาจผึ้งบอกว่าเราคือลูกสาวของ นางทั้งเจ็ด เจ้าทำหมิ่นประมาทแม่ข้ายังไม่รู้ความผิดหรือ ยังจะกลับมาตีอีกหรือ เจ้าอย่าหนีไปจงระวังตัวให้ดีi พวกปิศาจผึ้งก็ตรงเข้ามาทำร้าย โป๊ยก่ายเห็นดัง นั้นก็เกิดโทโสจับคราดเหล็กฟันฟาดขนาบไป พวกปีศาจผึ้งเห็นโป๊ยก่ายมีกำลัง มากเห็นจะต่อสู้ไม่ได้ ก็แปลงกายเป็นผึ้งโผบินขึ้นบนอากาศแผลงฤทธิ์เกิดเป็น ผึ้งขึ้นนับแสนนับโกฏิ เต็มไปทั้งอากาศตรงเข้าต่อยตามหูตามตาตามตัวปัดไม่ทัน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นร้องว่าพี่ดูถูกตัวเล็ก ๆ เห็นหรือไม่ เห้งเจียว่าเราไม่ต้องวิตก เราสามารถจะแก้ได้ พูดแล้วก็ถอนขนในตัวออกเส้นหนึ่งใส่ปากเคี้ยว แล้วพ่น ออกไปแปลงเป็นนกยางขาว นกกานำนกกระทุงนกยางกรอกบินร่อนบนอากาศ แล้วโผเข้าไปในหมู่ผึ่งเก็บกิน บัดเดียวผึ่งเหล่านั้นก็สูญหายไปสิ้น สามพี่น้องก็ เดินข้ามสะพานมาเข้าในถ้ำ แลไปเห็นอาจารย์แขวนอยู่บนขื่อ โป๊ยก่ายว่าอาจารย์ อยากเข้ามาในถ้ำจึงถูกแขวนข้าพเจ้าก็ถูกล้มคว่ำปากคอหน้าตาบวมเห้งเจียถามว่าอีพวกปิศาจมันไปข้างไหนพระถังซัมจั่งบอกว่าเห็นมันวิ่งเปลือย กายมาในถ้ำเรียกลูกมันแล้วมันก็ออกไป พี่น้องทั้งสามก็ถือเครื่องมือเข้าไปค้นหา ก็ไม่เห็น จึงพากันกลับออกมานิมนต์อาจารย์ขึ้นม้าออกเดิน เห้งเจียจึงพูดว่าต่อ ไปภายหลังอาจารย์อย่าได้ขืนไปอีกเลย ต้องไว้ธุระพวกข้าพเจ้าไปทำธุระแทนให้ พระถังซัมจั้งว่าทีหลังให้หิวจนตายก็ไม่ไปอีกแล้ว โป๊ยก่ายก็เที่ยวเก็บฟืนแห้งมา กองสุมเผาห้องหอไหม้เป็นจุณไปทั้งสิ้น อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งใจหมายปราจีนทิศ ออกเดินไปครั้นออกจากถ้ำนั้นแล้วก็ขึ้นทางใหญ่เดินทางสักครู่หนึ่งแลไปก็เห็นข้างริม ทางมีห้องหอตึกรามเป็นลำดับเรียงรายเป็นทิวแถว พระถังซัมจั้งจึงยอม้าถามว่า ที่ตรงนั้นเป็นแห่งใดจงดูทีหรือ เห้งเจียหันหน้าไปดูเห็นรอยที่มีน้ำลำห้วยไหลน้ำใส มีแสงฟุ้งขึ้นดุจสีเพชรและเงิน ต้นไม้ดอกไม้หอมระรื่นดูสง่างาม และร่มรื่นน่าสำราญ ดูดังวิมานสวรรค์ เห้งเจียบอกแก่อาจารย์ว่าที่ตรงนั้นดูเหมือนกับมีพระอารามเดิน ไปถึงจึงจะรู้แน่ได้ อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินมายังหน้าประตูพิเคราะห์ดู ที่บน ประตูมีแผ่นศิลาจารึกอักษรไว้สามตัวว่า (อึ้งฮวยก๊วน) โบ๊ยก่ายพูดว่าอึ้งฮวยก็วนนี้ คือสำนักของอิสี เราเข้าไปหาสนทนาเล่น ฝ่ายอิสีนั้นนุ่งห่มผิดแก่ทางพระ แต่ ความปฏิบัติก็คล้าย ๆ กัน ซั่วเจ๋งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายคิดดังนั้นเห็นจะดี เราเข้าไปชมดู ถ้าสมคะเนเราจะได้หาข้าวให้อาจารย์ฉัน พระถังซัมจั่งก็เห็นชอบด้วย จึงพากัน เดินเข้าไปถึงประตูชั้นสอง เห้งเจียพูดว่าฤๅษีนี้คงประกอบยาและเล่นอัคคีเป็นทาง กสิณ อาจารย์กับศิษย์พากันเดินเรื่อยเข้าประตูชั้นสอง แลไปเห็นสำนักใหญ่ ยังไม่รู้ว่าตายเป็นประการใด ข้าพเจ้าหนีมาหาท่านพี่ทางนี้ก็ยังหาทราบไม่ ขอท่าน พี่ได้เห็นแก่พวกข้าพเจ้าที่ได้ร่วมอาจารย์กัน ขอให้ช่วยแก้แค้นให้ข้าพเจ้าด้วยเถิดเต้าสือได้ฟังนางทั้งเจ็ดเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความโกรธสีหน้าผิดปรกติ พูดว่า พวกพระสงฆ์เหล่านี้ มีความหมิ่นประมาทไม่มีธรรมเนียม น้องทั้งหลายอย่ามี ความวิตกจงวางใจเถิด ไว้ธุระพี่จะคิดอุบายแก้แค้นแทนให้ นางเหล่านั้นก็ทำความ เคารพขอบคุณพูดว่าหากพี่ลงมือแล้วพวกข้าพเจ้าจะระดมเข้าช่วย เต้าสือบอกว่า ไม่ต้องตี ๆ ก็สู้ไม่ได้ เจ้าทั้งหลายตามพี่ไปดู นางเหล่านั้นก็ลุกขึ้นเดินตามไป เต้า สือก็เข้าห้องในเอาบันไดพาดขื่อ แล้วปืนขึ้นไปหยิบเอาหีบยาเล็กลงมา ไขกุญแจ หีบเอาห่อยาออก ยานี้คือประกอบทำด้วยมูลนกต่าง ๆ กวาดเก็บเอารวมน้ำหนัก พันชั่ง ใส่หม้อทองแดงต้มเคี่ยวจนคงเหลือเท่าขันล้างหน้า แล้วประสมเคี่ยวไป อีกจนเหลือเท่าผลตะขบใหญ่ก็เป็นยาพิษอันวิเศษ หากเอาลิ้นลิ้มรสก็ทันถึงที่ตาย เต้าสือจึงหยิบมาให้นางทั้งเจ็ดดู พูดว่ายานี้ประสิทธิคุณนัก หากให้มนุษย์ธรรมดา กินสักหลีหนึ่งก็จะสิ้นชีวิตทันที หากพวกฤๅษีเซียนกินสองหลีก็สิ้นชีวิต หากพวก สงฆ์เหล่านี้เธอบวชเรียนสำเร็จภาคอันเชี่ยวชาญสักสามหลีก็ตาย จงไปหยิบตา เต็งมาทีนางคนหนึ่งจึงลุกไปหยิบตาเต็งมาให้เต้าสือ เต้าสือเอายาปันเป็นสี่ส่วน ส่วน ละสามหลีเอาถ้วยชาใส่สามถ้วย ถ้วยหนึ่งเอาพุทราดำใส่สองถ้วยไม่ใส่ยาใส่ถ้วย ไว้ถ้วยหนึ่ง ครั้นปันเสร็จแล้วก็เอาใส่ถาดไว้ห้าถ้วย จึงสั่งนางทั้งเจ็ดนั้นว่า หาก พี่ออกไปถามดูไม่ใช่พระถังซัมจั่งก็ชั่งเถิดหากแน่ว่าพระถังซัมจั่งมาจากเมืองไต้ถัง แล้ว พี่เรียกให้เอาน้ำชามาน้องจงให้เด็กยกออกไป ให้เธอกินแล้วก็ตายทุกคน นั้นแหละพี่จะแก้แค้นให้ นางทั้งเจ็ดได้ฟังเต้าสือชี้แจงดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุดเต้าสือครั้นสั่งเสร็จแล้ว ก็ผลัดเสื้อออกมายกมือทำคำนับพระถังซัมจั้งพูดว่า ข้าพเจ้าเข้าไปข้างในสั่งให้พวกเด็ก ๆ จัดหาเครื่องแจมาถวายสักเวลาหนึ่ง พระ ถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพมาหาโดยความนับถือ มิได้ตั้งใจจะมารบกวน ให้ท่าน ได้ความลำบากดังนี้ เต้าสือหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์กับข้าพเจ้าก็เป็นคน บวชเรียนเหมือนกัน เห็นสำนักกุฎีแล้วก็คงมีความอิ่มเอิบ จะเกรงใจถ่อมตัวทำไมมี ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์อยู่สำนักวัดไหนมาด้วยกิจธุระอันใด จึงได้มาจนถึงที่นี้พระถังซัมจั้งตอบว่า อาตมภาพนี้เป็นคนชาวเมืองไต้ถัง เพราะมีรับสั่งพระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปยังไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ถึงได้ข้ามมาถึง สำนักแห่งท่าน จะใคร่เข้ามานมัสการ เต้าสือได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็ชื่นบานพูดว่า ท่าน อาจารย์มีความซื่อตรงกตัญญูมีบุญอภินิหารอันใหญ่ ข้าพเจ้ามิได้รับรองให้เต็ม เคารพขอท่านได้อนุญาตให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าเถิด จึงร้องเรียกพวกเด็ก ๆ ให้ยก น้ำชามา และสั่งให้จัดเครื่องแจ เด็กเหล่านั้นก็วิ่งเข้าไปข้างใน พวกหญิงเหล่านั้น ก็ชี้ให้เด็กยกน้ำถ้วยที่ถาดนั้นออก เต้าสือสองมือยกถ้วยหนึ่ง ถวายพระถังซัมจั่ง ยังอีกสามถ้วย เธอเห็นโป๊ยก่ายรูปร่างใหญ่โต คิดว่าเป็นสานุศิษย์ที่ ๑ จึงยกถ้วย หนึ่ง ซัวเจ๋งว่าที่สองก็ยกให้ถ้วยหนึ่ง เห็นเห้งเจียรูปร่างเล็ก ๆ จึงให้ถ้วยที่สาม เห้ง เจียรับถ้วยมาตาชะแง้ดูในถาด เห็นมีอีกถ้วยหนึ่ง พุทราผลสีดำ จึงพูดว่าในถาดนั้น ขอให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนเอาเถิดเต้าสือหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่านดอกที่แถบนี้ผลไม้ไม่บริบูรณ์ ข้าพเจ้า พึ่งให้ค้นหาข้างหลังสำนักมาได้ผลพุทราสุกสิบสองผล ปั่นเป็นสี่ส่วนเอามาคำนับ ท่านพอเป็นที่ชื่นใจ ส่วนข้าพเจ้าไม่ควรจะตอบเป็นธรรมเนียม จึงเอาสองผลพุทรา อย่างต่ำพอนั่งกินเป็นเพื่อนท่านทั้งสี่พอเป็นกิริยาที่นับถือเท่านั้นเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมท่านจึงพูดดังนั้นเล่า โบราณท่านย่อมว่าอยู่ กับบ้านไม่ใช่ทางจน ๆ ก็ต้องฆ่าคน ท่านเต้าสืออยู่กับบ้านทำไมจึงถ่อมตัวว่าจน ขอให้ท่านเปลี่ยนแก่ข้าพเจ้าเถิด พระถังซัมจั้งจึงว่าท่านไต้เซียนมีจิตใจโอบอ้อม รักเราจงกินเถิด เห้งเจียจะเปลี่ยนอะไรที่ไหนเล่า เห้งเจียจึงรับถ้วยมาเอามือซ้าย ปิดปากถ้วยไว้แล้วคอยดู โป๊ยก่ายกำลังหิวอยากเห็นในถ้วยมีผลพุทราสามผล หยิบใส่ปากกลืนเข้าไปในท้อง พระถังซัมจั้งซัวเจ็งก็กินทั้งสามคน พอตกถึงท้อง ในทันใดนั้น โป๊ยก่ายสีหน้าก็ผิดปรกติซัวเจ็งน้ำตาก็ไหลออกมาพรั่งพราย พระ ถังซัมจั้งก็อาเจียน ต่างก็เมามึนล้มลงกับที่ เห้งเจียก็รู้สึกว่าถูกยาพิษทั้งสามคน ก็โกรธจึงเอาถ้วยที่ถืออยู่นั้นขว้างไปตรงหน้าเต้าสือ เต้าสือก็เอามือเสื้อรับ ถ้วยก็ ตกลงกับพื้นแตกกระจายไป เต้าสือก็โกรธพูดว่าอ้ายคนนั้นหยาบข้าทำไมทำถ้วย ของเราแตกไปดังนี้ เห้งเจียพูดว่ามึงดูสามคนนั้นว่ากระไร เรามิได้เกี่ยวข้องอะไร แก่เจ้าเลยเหตุใดเจ้าจึงเอายาพิษมาให้อาจารย์เรากินดังนี้ เต้าสือพูดว่าอ้ายสัตว์ เดียรัจฉานมึงทำร้ายมาแล้วมึงเข้าใจว่ากูไม่รู้หรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพึ่งมานี่ก็ยังมิได้ กล่าวคำหยาบช้าและทำอะไรแก่เจ้าเลย เต้าสือถามว่าเจ้าเคยแวะที่ถ้ำปั๊วชือต๋อง บิณฑบาตหรือเปล่า และได้ไปอาบน้ำที่สระต๊อกโก๊จั๊วหรือเปล่า เห้งเจียว่าที่สระ นั้นคือนางปิศาจทั้งเจ็ด เจ้าพูดคำนี้ออกมาเจ้าก็เป็นพวกปิศาจมึงก็เป็นปิศาจ เหมือนกัน มึงจงกินกระบองสักทีหนึ่งว่าแล้วเห้งเจ้งก็ซักกระบองกายสิทธิ์ออกจากหู แกว่งไปทีหนึ่งแล้วตีลงตรงหน้าเต้าสือ เต้าสือก็หลบหันกลับเข้าไปเอาเกี่ยมวิเศษ ออกมาต่อสู้กัน ฝ่ายพวกปิศาจหญิงทั้งเจ็ดคน ก็พากันออกมาร้องว่าไม่ต้องลำบาก ถึงท่านพี่ ไว้พวกข้าพเจ้าจะจับมันเองเห้งเจียแลเห็นนางเหล่านั้นก็บังเกิดโทสะขึ้น ยกกระบองขึ้นตีขนาบเข้าไปมิได้ รอรั้ง ปิศาจทั้งเจ็ดก็แก้เอี๊ยมออกจากอก แผลงฤทธิ์ออกมาเป็นใยร้อยสอดเป็น เพดานครอบเห้งเจียไว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หกคะเมนขึ้นทีหนึ่งทะลุใยนั้นออกไป ยืนอยู่บนอากาศ พิเคราะห์ดูเห็นพวกปิศาจช่วยกันร้อยสอดมุงไปมา บัดเดี้ยวใจ ก็ปิดสำนักห้องหอตึกรามแลไม่เห็นทั้งสิ้น เห้งเจียแลเห็นดังนั้นออกปากว่าร้าย แรงจริง เมื่อแรกเรามิได้โดนฝีมือกัน โป๊ยก่ายไปถูกเข้าจึงได้ล้มคว่ำล้มหงายอย่างนี้ เอง อาจารย์กับน้องก็ถูกยาพิษของมันแล้ว เราก็มิได้รู้เหตุเดิมมันว่าเป็นประการใด จำเราจะต้องถามภูมิเจ้าที่ดูหากจะรู้ได้ คิดแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระเวทวิทยาเรียกภูมิ เจ้าที่ภูมิเจ้าที่ก็มาในทันใด เห้งเจียจึงถามว่าท่านเข้าใจอย่างไรว่านางปิศาจทั้งเจ็ดนี้ มันชักใยออกมานั้นมันเป็นปิศาจชนิดใดมาจากไหนพระภูมิเจ้าที่จึงแจ้งความว่า มันมาอยู่ที่นี้ยังไม่ถึงสิบปี แต่เมื่อสามปีก่อน ข้าพเจ้าเห็นถอดรูปเดิมออก คือเป็นแมงมุมเจ็ดตัวที่คลายยออกนั้นคือใยแมงมุม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าท่านจงกลับไปยังที่เดิมของท่านเถิด ภูมิ เจ้าที่ก็คำนับลาเห้งเจียไป เห้งเจียก็มาที่สำนักปิศาจอึ้งฮวยก๊วนถอนขนหางออก เจ็ดสิบเส้น ก็เป่าให้แปลงเป็นรูปเห้งเจียน้อย ๆ เจ็ดสิบตน ทุก ๆ ตัวถือกระบอง เหล็กคนละอัน เห้งเจียเองก็ถือกระบองยืนอยู่ข้างหน้า จึงสังให้พร้อมกันเข้า ระดมเอากระบองตีกวาดม้วนเข้าประมาณหนักสักสิบซั่ง นางทั้งเจ็ดก็ติดอยู่ในใย นั้นเห็นเป็นตัวแมงมุมเจ็ดตัวโตเท่ากระถางปากแดง ร้องขอชีวิตแก่เห้งเจียน้อย เห้งเจียน้อยก็เอากระบองกดไว้ เห้งเจียว่าอย่าทำมันให้มันเอาอาจารย์กับน้องมา คืนให้จะยกชีวิตให้แก่มัน นางปิศาจเหล่านั้นก็ร้องบอกแก่เต้าสือว่าท่านจงปล่อย อาจารย์กับน้องของเธอมาให้เธอเสียเถิด ชีวิตข้าพเจ้าทั้งเจ็ดนี้จะได้รอดจากความ ตายเต้าสือกระโดดออกมาร้องว่า เราจะกินเนื้อถังซัมจั๋งช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่ามึงไม่เอาอาจารย์มาคืนให้กู มึงจง ดูน้องสาวของมึงให้เห็นแก่ตา เห้งเจียก็เอากระบองฟาดแมงมุมตายหมดทั้งเจ็ด ตัว ศพแมงมุมดุจถุงใส่แป้งโลหิตไหลนอง เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัวตามเดิม แล้วก็ตรงเข้าตีเต้าสือ เต้าสือก็เอาเกี่ยมรับไว้ รบสู้กันโดยกำลังความสามารถ บุกบั่นฟันฟาดกันไปมาได้ห้าหกสิบเพลง ฝ่ายปิศาจเต้าสือกำลังก็อ่อนลงจึงถอด เสื้อในตัวออกแล้วก็ยกมือขึ้น ด้วยใต้รักแร้มีตาตั้งพัน ทุก ๆ ตาฟุ้งออกมาเป็น แสงทองคลุมครอบเห้งเจียไว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับไปกลับมาออกไม่ได้ดุจอยู่ ในถังครอบ ทุรนทุรายจึงกระโดดขึ้นไปทีหนึ่งก็ตกลงมารู้สึกเจ็บศีรษะ จึงเอามือ ลูบดูก็เห็นบวมซ้ำคิดเสียใจว่า หัวของเราวันนี้ไม่ดีเสียแล้ว แต่ก่อนนั้นทั้งมีดทั้ง ขวานและอาวุธต่าง ๆ ก็ไม่ทำอะไรได้ วันนี้ไปโดนแสงปิศาจเข้าก็บวมไปและเจ็บ ดังนี้ จึงคิดว่าข้างไหนก็ไปไม่ได้ จำจะต้องหนีลงข้างดินจึงจะไปได้ คิดดังนั้น แล้ว ก็ร่ายพระเวทคาถาไหวกายาแทรกพระธรณีหนีลงไปใต้ดิน ก็ออกพ้นไปยี่สิบโยชน์ ที่แสงรอบนั้นประมาณสิบโยชน์ เห้งเจียออกมาพ้นแล้ว กำลังก็อ่อนเปลี้ยระบม ไปทั้งกายนึกถึงอาจารย์น้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า ในขณะเมื่อเห้งเจียนั่งร้องไห้อยู่นั้น ได้ยินเสียงเรียกอยู่ข้างหลังเขาจึงหันไปดูก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งนุ่งขาวหุ่มขาว มือขวาถือถาดข้าวมือซ้ายถือกระดาษเงินกระดาษทองเดินพลางร้องไห้พลาง เห้งเจีย สั่นศีรษะแล้วออกปากพูดว่า เราร้องไห้มาปะร้องไห้เข้าอีก โทมนัสก็มาปะโทมนัส เข้าอีกฉะนี้ หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าร้องไห้ด้วยเหตุอะไร จำเราจะต้องถามดูให้รู้เรื่อง พอ หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ เห้งเจียจึงย่อตัวถามว่าท่านแม่จะไปข้างไหน ร้องไห้ ถึงใครที่ไหนหรือ นางนั้นยิ่งสะอึกสะอื้น และพูดว่าสามีของข้าพเจ้าไปซื้อไม้ไผ่ที่ สำนักอึ้งฮวยก๊วน เจ้าของอึ๋งฮวยก๊วนโต้ตอบพูดจากัน มันเอายาพิษใส่ให้ผัว ข้าพเจ้ากินตาย ข้าพเจ้าจึงเอาข้าวน้ำกระดาษมาเซ่นไหว้เป็นผัวเมียรักกัน เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็คิดถึงอาจารย์ขึ้นมาหน้านิ่งคิ้วย่นก็ร้องให้ หญิงชราก็โกรธจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคิดถึงผัวจึงร้องไห้ ตัวเกี่ยวข้องอะไรด้วยจึงมาร้องไห้ล้อเราดังนี้ เห้งเจีย บอกว่าท่านแม่อย่าโกรธข้าพเจ้าเลยข้าพเจ้าคือคนชาวเมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้อาจารย์ ข้าพเจ้าไปไซที ข้าพเจ้านามเรียกว่าซึงหงอคง เหตุข้ามมาถึงที่หยุดพักที่ในสำนักนั้น ไม่รู้ว่าปิศาจอะไรเอายาพิษใส่ในผลพุทราให้อาจารย์และน้องกิน รวมทั้งม้าก็ติด อยู่ในสำนักนั้น รอดแต่ข้าพเจ้าเพราะไม่กินของมัน ได้สู้รบแก่มันครึ่งวันมาแล้ว มันแก้เสื้อออกที่ใต้รักแร้มันทั้งสองข้างมีตามากนับพัน ฟุ้งออกไปเป็นแสงทอง คลุมครอบข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าหนีมุดดินมาได้เดี๋ยวนี้กำลังคิดถึงอาจารย์ก็นั่งร้องไห้ท่านแม่มีข้าวน้ำมาเช่นตอบแทนสามี ครั้งเห็นท่านแม่มาจึงได้ถามถึงเหตุผล อาจารย์ข้าพเจ้าตายก็ไม่มีอะไรสักสิงหนึ่งซึ่งจะได้ตอบแทน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า จึงแค้นขึ้นมาก็ร้องไห้ ความจริงมิได้คิดที่จะล้อเลียนอะไรเลย หญิงชราผู้นั้น คำนับ ตอบแล้วพูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านถูกภัยร้ายอย่างนั้น ได้ทราบเพราะท่านพูด ออกมา ท่านไม่ทราบหรือเต้าสือนั้น นามเรียกว่าแปะงั้นหม้อกุน คือท้าวพันตา และเรียกโตมักกวัย คือปิศาจตามากหากท่านเปลี่ยนแปลงหนีรอดสายทองนั้นมา ได้ข้าพเจ้าจะบอกให้ไปเชิญท่านผู้วิเศษนั้นจึงจะปราบทำลายแสงทองนั้นได้ เห้งเจียได้ฟังก็ดีใจถามว่าท่านแม่ได้โปรดชี้แห่งให้ข้าพเจ้าด้วยท่านผู้วิเศษอยู่แห่งใด หญิงซราพูดว่าข้าพเจ้าจะชี้ให้ไปเชิญมาแก้แค้นให้ได้โดยแท้แต่ที่อาจารย์นั้นแก้ไม่ได้ เห้งเจียถามว่าทำไมจึงจะแก้ไม่ได้ ขอท่านแม่ได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย แม่หญิงพูดว่า ยาพิษนั้นร้ายนักแม้ว่ากินเข้าไปสามวันแล้ว กระดูกเล็กใหญ่ก็จะ ป่นละเอียดไปทั้งสิ้น หนทางที่จะไปกลัวจะข้ามาไม่ทันแก้ เห้งเจียพูดว่า บางที จะไปมาใกล้ไกลเท่าใดก็อยู่ในครึ่งวันเพราะข้าพเจ้าชำนาญเหาะได้ แม่หญิงบอก ว่าหากท่านเหาะได้แล้วเราจะบอกให้ คือทางนั้นประมาณพันโยชน์ ที่แห่งนั้นมี ภูเขาใหญ่นามเรียกว่า (จี้หุ้นซัว) ในเขานั้นมีถ้ำเรียกว่า (เชยฮวยต้อง) มีผู้วิเศษ นามเรียกว่า (ไผ้นาฝอ) เธอปราบกำจัดปิศาจนั้น เห้งเจียถามว่าภูเขานั้นอยู่ทาง ทิศไหน นางเอามือชี้บอกว่าตรงทิศอาคเนย์ไปนั้นแหละ เห้งเจียหันหน้าไปดูทิศ แล้วหันกลับมาก็ไม่เห็นแม่หญิงนั้น จึงแหงนหน้าขึ้นไปดูเห็นเป็นเจ้าแม่ (ลี่ซัวเล่า โป๊) เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปตามยกมือขอบคุณ แล้วถามว่าเจ้าแม่เล่าโป้ไปข้างไหน มาหรือ จึงได้มาชี้แจงให้ข้าพเจ้า เล่าโป๊บอกว่าข้าพเจ้าไปที่ประชุม (เล่งฮวยหวย) กลับมา เห็นอาจารย์ของไต้เซียถูกภัยร้ายจึงได้มาช่วย ท่านจงรีบไปเชิญผู้วิเศษ มาเถิด แต่อย่าบอกว่าข้าพเจ้าชี้ให้ ด้วยผู้วิเศษมักจะโกรธคนง่าย ๆ เห้งเจียก็คำนับ ลาเหาะละลิ่วมาบัดเดี้ยวก็ถึงเขาจี้หุ้นชัว จึงหยุดแลดูเห็นถ้ำเชยฮวยต้อง ก็ลด ลงยังพื้นเดินเข้าไปเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นคนดูเงียบสงัดไก่และสุนัขก็มิได้ยินเสียง นึกในใจว่าเห็นท่านผู้วิเศษจะไม่อยู่ดอกกระมัง ก็เดินเข้าไปอีกพักหนึ่ง แลไปก็ เห็นนางหญิงคนหนึ่งมีกิริยาเป็นผู้ถือบวชนั่งอยู่บนเตียง เห้งเจียก็เข้าไปยกมือพูด ว่าท่านแม่ไผ้นาฝอข้าพเจ้าคำนับ นางนั้นก็ลงจากเตียงคำนับตอบ พูดว่าข้าพเจ้า ไม่ทันออกไปรับท่านไต้เซีย ท่านไปข้างไหนมาหรือ เห้งเจียถามว่าท่านทำไมรู้จัก ข้าพเจ้า ไผ้นาฝอจึงพูดว่า เมื่อเวลาท่านทำวุ่นวายบนสวรรค์ในรอบท้องฟ้าใคร จะไม่รู้จักท่าน เห้งเจียบอกว่าบัดนี้ ข้าพเจ้าถือศีลเข้าเพศสัมมาทิฐิแล้วท่านไม่ ทราบหรือ ไผ้นาฝอว่าท่านกลับใจได้ดีแล้ว ข้าพเจ้าพลอยโมทนาด้วย เห้งเจีย บอกว่า บัดนี้ข้าพเจ้าตามพระถังซัมจั้งจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังประเทศ ไซทีข้ามมาถึงสำนักอึ๋งฮวยก๊วน ปิศาจเต้าสือเอายาพิษใส่ให้อาจารย์ข้าพเจ้ากิน ล้มลง ข้าพเจ้าจะต่อสู้แก่มัน มันแผลงฤทธิ์อานุภาพเป็นแสงทองมาคลุมครอบ ข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าแผลงฤทธิ์ดำดินหนีออกมาได้ ข้าพเจ้าทราบว่าท่านแม่มีฝีมือ อาจจับปิศาจนี้ได้ จึงมาเชิญให้ไปช่วยสักครั้งหนึ่ง ไผ้นาฝอถามว่านี่ใครบอกจึง ได้รู้ ข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งไปประชุมฮื้อนาหวยมาจนบัดนี้สามร้อยปีกว่าแล้ว ไม่เคย ออกจากที่ไปข้างไหนแอบหาที่สงัดรักษาอารมณ์อยู่ ก็ไม่มีใครรู้เหตุ ท่านไต้เซีย ทำไมจึงรู้จักทางเข้ามาถึงที่นี่ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้าคือผีแผ่นดินที่ไหน ๆ ก็เที่ยว ซอกซอนสืบถาม็รู้ได้ ไผ้นาฝอว่าดังนั้นก็ช่างเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ไปก็ขัดไต้เซียไม่ ได้ท่านได้มาถึงนี่แล้วไม่ควรจะตัดรอน ซึ่งการกุศลที่ไต้เซียจะไปอาราธนาพระธรรม จะต้องไปช่วยไต้เซียสักครั้งหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณและดีใจที่สุด แต่ ไม่ทราบว่าท่านจะเอาเครื่องมืออะไรไป ไผ้นาฝอบอกว่า ข้าพเจ้ามีเข็มปักอัน หนึ่งอาจทำลายของร้ายแห่งปิศาจได้ เห้งเจียถามว่าอันเข็มปักนั้นเดิมข้าพเจ้าก็มี เหมือนกัน ไผ้นาฝ่อว่าของไต้เซียนั้นเป็นของเหล็กและทองเหลืองทองคำใช้ไม่ได้ อันของวิเศษของข้าพเจ้านี้ไม่เหมือนของท่านเป็นของบุตรข้าพเจ้าประกอบแก้วตา ให้เป็นขึ้น เห้งเจียถามว่าบุตรของท่านคือใครที่ไหน ไผ้นาฝอตอบว่าคือดาวยิดเบ้า แชนั้นแหละ เห้งเจียได้ฟังก็ใจหาย ต่างก็พากันเหาะมา แลไปข้างหน้าเห็นแสง ระยับระย้า เห้งเจียเอามือชี้ว่าที่แสงนั้นและเป็นสำนักอึ้งฮวยก๊วน นางไผ้นาฝอจึง ซักเข็มวิเศษออกจากคอเสื้อสักเท่าขนคิ้ว ยาวสักองคุลีครึ่ง นางไผ้นาฝอหมายที่ แสงทองนั้นแล้วก็ขว้างไป สักประเดี้ยวเสียงดังเปรี้ยง แสงทองก็อันตรธานสูญหาย ไปทันที่ เห้งเจียว่าวิเศษแท้ ๆ นางไผ้นาฝอก็แบมือยื่นบอกว่านี่มิใช่เข็มหรือ เห้งเจีย ก็พร้อมกับนางไผ้นาฝอลงยังพื้น เดินเข้าไปยังสำนักที่รับแขกแลเห็นเต้าสือยืน หลับตาอยู่หน้าสำนัก เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์ร้ายมึงมีใจคิดฆ่าได้ ชักกระบอง ออกจะตี นางไผ้นาฝอร้องห้ามไว้ ให้เข้าไปดูอาจารย์ก่อน เห้งเจียก็เดินเข้าไปเห็น อาจารย์โป๊ยก่ายซัวเจ็งพุ่บอยู่กับพื้น รากเขียวรากเหลืองออกมาทุก ๆ คน เห้งเจีย1 ข้าพเจ้ามา เห็นดังนั้นก็ร้องไห้ นางไผ้นาฝอพูดว่าท่านไต้เชียอย่าโทมนัสไปเลย วันนี้ก็ปรารถนาจะทำการกุศลด้วย ข้าพเจ้าได้เอายาติดมาด้วยสามเม็ดอาจแก้ยา พิษนั้นได้ ว่าแล้วก็ล้วงเอายาออกจากมือเสื้อฉีกออกจากห่อกระดาษ เอายาสาม เม็ดนั้นส่งให้เห้งเจีย ให้เอาใส่ในปากประเดี้ยวก็จะฟื้น เห้งเจียรับยามาแล้ว ก็ งัดปากให้อ้าออกเอายาใส่ปากให้คนละเม็ด พอฤทธิ์ยาเข้าไปในท้องสักประเดี๋ยว ก็อาเจียนยาพิษร้ายออกมาหมดก็พากันฟื้น โป๊ยก่ายกระโดดขึ้นว่ายาพิษหายแล้ว พระถังซัมจั่งซัวเจ็งก็ผุดลุกขึ้นนั่งพูดว่ามืนเมาจริง ๆ เห้งเจียบอกว่าถูกยาพิษของ ปิศาจ หากได้พึ่งท่านไผ้นาฝอมาช่วยแก้จึงฟื้นได้ จงมาเคารพขอบคุณท่านเถิด พระถังซัมจั้งและสานุศิษย์ได้ยินดังนั้นต่างก็มาเคารพขอบคุณทุกคน โป๊ยก่าย ถาม ว่าอ้ายเต้าสือมันอยู่ที่ไหน จะใคร่ถามมันดูว่าเหตุใดมันจึงได้คิดฆ่าเราดังนี้ เห้งเจีย ก็เล่าเรื่องนางแมงมุมนั้นให้ฟังโป๊ยก่ายก็ยิ่งโกรธว่ามันกับอีแมงมุมนั้นเป็นพี่ น้องกันมันก็เป็นปิศาจเหมือนกัน เห้งเจียชี้มือว่ามันยืนหลับตาอยู่หน้าสำนักจง ไปล้างเสียโป๊ยก่ายก็จับคราดจะลงมาสับ นางไผ้นาฝอร้องห้ามว่าอย่าเพิ่งก่อนท่าน พ่องง่วนโซ่ยระงับโทสะก่อนข้าพเจ้าไม่มีคนเฝ้าประตู ขอให้ข้าพเจ้าไปไว้เฝ้าประตู เห้งเจียคำนับว่าขอเชิญท่านเถิด ท่านต้องการแล้วข้าพเจ้าไม่อาจขัดท่าน ขอให้ ท่านให้มันแปลงกลับรูปเดิม เพื่อพวกข้าพเจ้าจะได้ทราบว่าปิศาจอันใด นางไผ้นา ฝอพูดว่าจะยากอะไร จึงเอามือชี้เต้าสือทีหนึ่งก็ล้มตึงลงกับพื้นกลายเป็นตะขาบ ตัวหนึ่งยาวเจ็ดศอก นางไฟนาฝอก็เอานิ้วก้อยซ้อนขึ้นแล้วก็เหาะขึ้นกลางอากาศ กลับไปยังถ้ำเชยฮวยต่อง โป๊ยก่ายแหงนหน้าดูแล้วพูดว่า แม่คนนี้ช่างอาจหาญ แท้สามารถกำจัดจับปิศาจร้ายได้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ที่ถามเธอว่าเหตุเดิม ประการใด เธอบอกว่าดาวยิดเบาแชทุนนั้นเป็นบุตรของเธอ เราคิดดูยิดเบ้าแซกุน นั้นเป็นไก่ เธอว่าลูกของเธอ ถ้าดังนั้นก็เป็นแม่ไก่เป็นแน่ ความจริงตะขาบย่อม แพ้ไก่เพราะฉะนั้นเธอจึงกำจัดได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความขอบคุณไม่รู้สิ้น จึงให้จัดหาเครื่องแจกระยาหารอาจารย์กับศิษย์กินอิ่มแล้วจัดข้าวของออกเดิน เห้ง เจียเก็บฟืนยัดในโรงครัวแล้วเอาไฟเผาสำนักห้องหอเหล่านั้นไหม้ไฟเป็นขี้เถ้าไปสิ้นพระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็พากันออกเดิน เวลานั้นก็สุดฤดูร้อนแล้ว ย่างเข้าฤดูฝน อากาศย่อมมีเมฆเย็นระรื่น พระถังซัมจั้งกำลังขับม้าเดินมาแลไปก็เห็นภูเขายอด เยี่ยมเทียมเมฆก็รีบขับม้าเดินขึ้นบนภูเขา เดินมาประมาณครู่ใหญ่แลไปก็เห็น ตาเฒ่าหนวดขาวผมขาวมือถือไม้เท้ายืนข้างเนินเขาแต่ไกล ร้องเรียกด้วยเสียงอัน ดังว่า ท่านที่ข้ามเขาไปทิศปราจีนนั้นจงหยุดก่อน บนเขานั้นมีปีศาจยักษ์มันกิน คนเสียมากแล้ว อย่าเพ่อไปก่อน พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ตกใจ พลัดตกจาก หลังม้าล้มกลิ้งอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น เห้งเจียวิ่งเข้ามาพยุงให้ลุกขึ้น แล้วพูดว่าพระ อาจารย์อย่าวิตกข้าพเจ้าอยู่นี่ พระถังซัมจั้งลุกขึ้นบอกว่า ได้ยินตาเฆ่าร้องบอก ว่าที่บนเขานั้นมียักษ์ร้าย ให้ใครไปถามดูให้รู้แน่ว่าเป็นยักษ์อะไร เห้งเจียว่าพระ อาจารย์นั่งรออยู่ก่อน ไว้ข้าพเจ้าจะไปถามดูจึงจะรู้เรื่อง พระถังซัมจั้งว่าห้งเจีย รูปร่างดุร้าย ทั้งกิริยาวาจาก็หยาบคายเราวิตกเกรงเธอจะไม่บอกความจริง เห้งเจีย หัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าจะแปลงตัวให้สุภาพเรียบร้อยอย่าวิตกเลย ว่าแล้วก็แปลง กายเป็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งท่วงทีกิริยาเรียบร้อยหมดจดเดินไปหาตาเฒ่า ครั้งถึง ก็ย่อตัวปราศรัยว่าท่านตาอาตมภาพคำนับ ตาเฒ่าแลไปเห็นสามเณรน้อย ก็คำนับ ตอบเอามือลูบศีรษะแล้วหัวเราะถามว่าพ่อสามเณรอยู่ถึงไหนจึงได้มาจนถึงที่นี่ เห้ง เจียบอกว่าพวกอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซทีอาราธนา พระไตรปิญกธรรม เมื่อตะกี้ได้ยินท่านตาร้องบอกว่ามีปิศาจยักษ์ อาจารย์อาตม- ภาพตกใจกลัวจึงให้มาถามดูให้รู้แน่ว่าปิศาจยักษ์อะไรจึงอาจสามารถมากั้นสกัดทาง อยู่ดังนั้น ขอท่านตาได้โปรดกรุณาชี้แจงให้อาตมภาพทราบด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะ ได้คิดให้มันหลีกเลี่ยงไปให้พ้น ตาเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่ารูปร่างเล็ก ๆ ดังนี้ไม่รู้จัก ดีชั่ว ปิศาจยักษ์มันมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก ทำไมจึงพูดว่าจะคิดให้มันหลีก เลี่ยงไปอย่างไรได้ เห้งเจียถามว่า มันมีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญอย่างไรขอให้ทราบ ตาเฒ่าบอกว่าปิศาจนั้นมีหนังสือไปถึงเจาเล่งซัวห้าร้อยพระอรหันต์ก็ต้องมาหาเธอ และจดหมายลายมือขึ้นไปบนสวรรค์หมู่เทพยดาก็ต้องลงมาหาเธอ พระยานาค เล่งอ๋องทั้ง ๔ ทิศในทะเลก็เป็นมิตรสหายกัน ถ้ำเซียนฤๅษีทั้งหลายก็เคยมา ประชุมกับเธอ พระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องทั้งสิบก็เป็นพี่น้องอย่างสนิทที่รัก พระ ภูมิเจ้าที่ก็เป็นอย่างที่ชอบพอกันสนิท เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะก๊าก ๆ พูดแก่ตาเฒ่า ว่าอย่างนั้นท่านตาไม่ต้องพูด ปิศาจนั้นยังเกิดทีหลัง ข้าพเจ้าเรื่องว่าเพื่อนฝูงแล้ว ก็ไม่เห็นจะอัศจรรย์อะไรนักหนา หากว่าปิศาจยักษ์รู้ว่าสามเณรรูปนี้มาแล้วมันก็ จะต้องยกหนีไป จะไม่อาจอยู่ได้ ตาเฒ่าได้ฟังสามเณรน้อยพูดดังนั้นก็ร้องว่าอพิโธ พุทธ์ สามเณรองค์นี้พูดจาล้น วิตกว่ารูปกายนั้นจะไม่มีเวลาสูงได้อีกแล้ว เห้งเจีย ถามว่าท่านตาเห็นว่ารูปกายอาตมภาพได้เท่าใดหรือจึงได้ว่าดังนี้ ตาเฒ่าถามว่า ปีี้ อายุสามเณรได้เท่าใดแล้ว เห้งเจียว่าท่านตาประมาณดูว่าจะสักเท่าใด ลองคะเน ดูหรือจะสักกี่ขวบ ตาเฒ่าพูดว่าประมาณสักเจ็ดแปดขวดเท่านั้น เห้งเจียว่าเจ็ด แปดขวบสักพันหนก็ยังไม่เท่า เห้งเจียถามว่าปิศาจยักษ์นั้นมันมีพวกพร้องมากน้อย สักเท่าใด โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบแน่จะได้คิดกำจัดเสียก่อน ตาเฒ่าเห็นเธอ พูดโอ้อวดเกินตัวก็มิได้โต้ตอบประการใด เห้งเจียก็หันกลับมาหาพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งถามว่าไปถามได้ความมาประการใดหรือ เห้งเจียว่าการนั้นไม่รุกรนอะไร จะเอาความกลัวของชาวบ้านนี้มาใส่ใจทำไมไม่ต้องการ มีข้าพเจ้าอยู่แล้วไม่ต้อง กลัวอะไรเลยพระถังซัมจั้งถามว่า เห้งเจียได้ถามเธอหรือเปล่าว่าเขานี้ชื่ออะไร และปิศาจยักษ์มีสักเท่าใด หนทางใหญ่ที่จะถึงวัดลุ่ยอิมยี่ไปทางไหนโป๊ยก่ายว่า พี่เห้งเจียแกพูดดูไม่มีต้นไม่มีปลาย ไปถามสองคำก็วิ่งกลับมาดังนี้ ข้าพเจ้าจะ ไปถามดูให้รู้แน่ พระถังซัมจังว่าดีแล้วจงรับไปเถิดโป๊ยก่ายตระเตรียมตัวดีแล้ว ก็ เดินไปหาตาเฒ่าร้องเรียกว่า ท่านตาขอรับข้าพเจ้านมัสการ ตาเฒ่าถามว่าเจ้าอยู่ ที่ไหนมา โป๊ยก่ายบอกว่าเป็นสานุศิษย์คนที่สองของพระอาจารย์ถังซัมจั่ง ข้าพเจ้า ชื่อตือโป๊ยก่ายที่มาเมื่อกี้นี้พี่ของข้าพเจ้าเอง พระอาจารย์วิตกเกรงว่าเธอจะพูดจา มุทะลุทำให้เป็นที่ไม่พอใจท่านตา จะถามไม่ได้เค้าเงื่อน เพราะฉะนั้นจึงให้ข้าพเจ้า มากราบเท้าถามท่านตาว่า ที่ตำบลนี้เรียกชื่อว่าอย่างไร เขาอะไรถ้ำอะไร และปิศาจ ยักษ์มีนามอย่างไร มีพวกพ้องบริวารมากน้อยเท่าใด ทางไหนเป็นทางใหญ่ที่จะ ไปไซทีนั้น ขอท่านตาได้กรุณาโปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ตาเฒ่าถามว่า ตัวเป็นคนสุจริตจริงหรือมาแกล้งหลอกลวงดอกกระมัง โป๊ยก่ายว่าตั้งแต่เกิดมา ข้าพเจ้าไม่เคยหลอกลวงใครสักคำเดียวก็ไม่มี ตาเฒ่าจึงยั้งสักกะเท้าพูดว่า เขา นี้เรียกว่า (ไซท่อซัว) ที่กลางหว่างเขาเรียกว่าถ้ำ (ไซท่อต๋อง) ในถ้ำนั้นมีพญายักษ์ สามคน โป๊ยก่ายได้ฟังร้องว่า (อนิจจา) ยักษ์สามคนเท่านี้ท่านตาวุ่นวายใจไปได้ ข้าพเจ้าสามคนพี่น้องคนละคนก็พอฆ่ายักษ์ได้ อาจารย์ข้าพเจ้าก็จะข้ามพ้นไปได้ จะยากอะไรนักหนา ตาเฒ่าหัวเราะแล้วพูดว่า นี่ยังไม่รู้ว่าตื้นลึกหนาบางปิศาจ ยักษ์ทั้งสามนั้น มีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก มีบริวารข้างทิศเหนือข้างหน้า ข้างหลังคอยลาดตระเวนระวังระไวทำการต่าง ๆ ที่มีชื่สี่หมื่นแปดพันคน ยังที่ นอกนั้นไม่นับได้ มันคอยสกัดจับมนุษย์ในตำบลนี้กิน โป๊ยก่ายได้ฟังตาเฒ่าพูด ดังนั้น ตัวสั่นสะท้านวิ่งกลับมาบอกพระอาจารย์ไม่ต้องพูดแล้ว ใครก็จงรักษา ชีวิตของใครเถิด เห้งเจียด่าว่าอ้ายหมู เจ้าพูดอะไรอย่างนั้นฟังไม่ได้ โป๊ยก่าย บอกว่าตาเฒ่าแกบอกว่า เขานี้คือเขาไซท่อซัวถ้ำไซท่อต้อง ในถ้ำนั้นมียักษ์สาม คน บริวารปิศาจมีชื่อแปดหมื่นสี่พัน ไม่มีชื่อนับไม่ถ้วน มันคอยสกัดจับมนุษย์ อยู่ในตำบลนี้ พวกเราหากเดินปะพวกมัน ก็สำหรับเป็นเหยื่อมันทั้งสิ้น อย่านึก เลยว่าจะข้ามไปได้ พระถังซัมจังได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นขนหัวพอง เรียกเห้งเจีย มาถามว่าการเป็นดังนี้เราจะคิดอ่านประการใดดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระ อาจารย์จงวางใจเถิด นิมนต์ท่านตั้งใจไปเถิดข้าพเจ้าคงจะแก้ไขไปให้ได้ พระถัง ซัมจั้งไม่ร้แห่งที่จะทำประการใด ก็ขึ้นม้าพากันเดินไป ในเวลาที่เดินไปนั้นแลไม่ เห็นตาเฒ่า ซัวเจ้งว่าเห็นจะเป็นปิศาจมาทำเขียนเสือให้วัวกลัวดอกกระมัง เห้งเจีย ว่าเราต้องไปดูก่อน จึงขึ้นบนโขดเขาสูงแลไปรอบไม่เห็นอะไร แลไปกลางอากาศ เห็นเมฆมีสีวับแวม เห้งเจียก็เหาะตามไปดู เห็นท่านไทเป๊กกิมแช เห้งเจียก็ร้อง เรียกชื่อเดิมว่า ลี้ตึงแกมาบอกก็ดีแล้วทำไมไม่บอกโดยตรง แกล้งแปลงเป็นรูป ตาเฒ่ามาหลอกลวงกันเล่าไทเป๊กกิมแชก็ตกใจคำนับว่า ข้าพเจ้าบอกช้าไปอย่าถือ โทษเลย อันปิศาจยักษ์นั้นมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวงนัก ถ้าท่านไต้เซียคิดอ่าน ให้ดีก็พอจะข้ามไปได้ หากว่าใจเกียจคร้านละเลยจะไปก็ยากแท้ เห้งเจียได้ฟัง ดังนั้นก็หันกลับลดลงยังพื้นกลับมาหาพระอาจารย์ บอกว่าตาเฒ่าเมื่อตะกี้นี้ นั้น คือท่านไทเป๊กกิมแชมาบอกข่าวให้รู้เหตุ พระถังซัมจังพูดว่าเห้งเจียจงรีบตามไป ถามดูว่า มีทางอื่นที่จะลัดไปได้บ้างหรือไม่ พวกเราจะได้พากันหลีกไป เห้งเจีย พูดว่าจะไปทางอื่นนั้นไม่ได้ หนทางนี้ข้ามไปถึงแปดร้อยโยชน์รอบสี่ทิศหนทางอื่น ไม่รู้ว่ามากน้อยเท่าใดจะไปอย่างใดได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็โทมนัส ร้องไห้ว่าสานุศิษย์มีความลำบากขัดข้องดังนั้นจะทำอย่างไรจึงจะไปนมัสการ พระพุทธเจ้าได้เล่า เห้งเจียพูดว่าจะร้องไปป่วยการทำไม แม้เธอจะมาบอก ดังนั้น ก็ยังจะเอาเป็นแน่ไม่ได้ ขอแต่ให้พวกเราตั้งใจให้มั่นคงเถิด อาจารย์ลงพักก่อนให้ โป๊ยก่ายชัวเจ็งอยู่เฝ้าอาจารย์ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบนยอดเขาฟังดูเหตุการณ์ ร้ายดีเป็นประการใด ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศพิเคราะห์ดูเขานั้นก็ เห็นเงียบสงัดไม่มีคน เห้งเจียก็ค่อยสอดดูก็ได้ยินเสียงทางเขาเอะอะอีกทึก ตี เสียงสัญญาณ เห้งเจียหันไปแลดูก็เห็นปิศาจน้อยตนหนึ่งแบกธงคันหนึ่งมียี่ห้อ ตัวหนังสือ ที่เอวแขวนระฆัง ๆ หนึ่ง มือก็ตีไม้เกราะเดินมาแต่ข้างทิศอุดรข้ามมา ข้างทิศอาคเนย์ เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดเห็นปิศาจรูปร่างสูงกว่าหกศอก เห้งเจียหัวเราะนึกว่าอ้ายคนนี้เห็นจะเป็นคนเดินส่งหนังสือ เราไปฟังมันดูก็จะรู้ได้ คิดแล้วก็ร่ายคาถาแปลงเป็นแมลงวัน โผบินจับอยู่บนยอดหมวกปิศาจนั้น ปิศาจ ก็เดินขึ้นทางใหญ่มือเคาะเกราะสั่นระฆังเดินไป ปากบ่นร้องว่าข้าพเจ้าเป็นคนลาด ตระเวนตรวจตรา ท่านทั้งหลายจงระวังระไวให้ดี ด้วยเห้งเจียมันเข้าใจแปลงเป็น แมลงวัน เห้งเจียได้ยินก็ตกใจคิดว่าทำไมมันจึงรู้ว่าแปลงเป็นแมลงวันและทำไมจึงรู้ ว่าเราชื่อเห้งเจียด้วย แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบปะแก่มันหรือนายมันจะสั่งเสียกันไว้ อย่างไรดอกกระมัง มันจึงเที่ยวร้องประกาศดังนี้ เห้งเจียซักกระบองออกจะตีแล้ว ยั้งนึกได้ว่าโป๊ยก่ายได้ถามไทเป็กกิมแชว่าปิศาจนายมันสามคนบริวารมันมีถึงแปด หมื่นสี่พัน เราอย่าเพ่อทำมันก่อนเลย แต่ไม่รู้ว่านายมันสามคนนั้นจะมีฝีไม้ลาย มืออย่างไร อย่ากระนั้นเลยจำเราจะถามมันดูให้รู้เหตุแล้วจึงจะลงมือก็ได้ คิดแล้ว ก็โผบินออกจากหมวกปิศาจขึ้นจับบนต้นไม้ ให้ปิศาจเดินพ้นไปสักสิบก้าว เห้งเจีย ก็แปลงเป็นปิศาจน้อยให้เหมือนกัน มือก็ถือเกราะถือระฆังสั่นมา บ่าก็แบกธงยี่ห้อ เหมือนปิศาจอย่างเดียวกัน ปากก็ร้องประกาศเหมือนแก่ปิศาจ เดินตามปิศาจมา ร้องเรียกว่าพี่เดินมาข้างหน้านั้นหยุดก่อน ปิศาจน้อยหันหน้ากลับมาถามว่าแกมา จากไหน เห้งเจียพูดว่าอะไรคนพวกเดียวกันก็ไม่รู้จักกันด้วย ปิศาจว่าพวกข้าพเจ้า ไม่มีแก เห้งเจียถามว่าทำไมพวกแกจึงไม่มีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจียว่าดูให้ดีหรือจำ หน้าได้หรือไม่ได้ ปิศาจว่าเราจำหน้าไม่ได้ เห้งเจียบอกว่าเราคือพวกจุดไฟ ปิศาจ สันศีรษะบอกว่าพวกข้าพเจ้าก็พวกจุดไฟ แต่ไม่มีคนอย่างนี้และธรรมเนียมของ ไต้อ๋องนั้นเข้มข้น พวกจุดไฟก็ทำธุระแต่การจุดไฟ พวกลาดตระเวนก็รักษาตาม พวกลาดตระเวน ใช้ให้จุดไฟแล้วกลับใช้ให้ลาดตระเวนนั้นยังไม่เคยเห็นเห้งเจีย ว่าตัวไม่รู้เหตุ ข้าพเจ้าจุดไฟดีไต๋อ๋องจึงให้ข้าพเจ้ามาตรวจที่นี่ ปิศาจน้อยกลับ ถามว่าดังนั้นหรือ พวกข้าพเจ้าสิบชื่อเป็นกองลาดตระเวนสิบหมู่รวมสี่ร้อยคนมีชื่อ ทุก ๆ คน และไต้อ๋องให้ป้ายสัญญาพวกข้าพเจ้าทุก ๆ คน ก็ป้ายสัญญาของตัว อยู่ที่ไหนเล่า เห้งเจียนิ่งมิได้ตอบ ก็พูดเสียงดังขึ้นว่าทำไมเราจะไม่มีเพราะป้าย ของเราพึ่งรับใหม่ ก็ป้ายของตัวอยู่ที่ไหนเอาออกมาดูที่หรือปิศาจก็แหวกเสื้อขึ้นชักออกมาเป็นป้ายทองคำอันหนึ่ง ส่งให้เห้งเจียดู เห้งเจีย ดูเห็นข้างป้ายมีหนังสือสี่ตัวว่า (ฮุยตินจูมอ) แปลว่าอำนาจปกมารทั้งหลาย ข้าง หน้าป้ายมีสามตัวว่า (เซี้ยวจั้นฮอง) แปลว่ากองสอดแนม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มี ความยินดี แต่ในใจว่าไม่ต้องตรึกตรอง พวกนี้เป็นพวกลาดตระเวนแน่แล้ว จึงมี อักษรตัวฮองดังนี้ จึงส่งป้ายคืนให้แก่ปิศาจแล้วพูดว่า เราจะเอาป้ายของเราออก ให้ดู เห้งเจียเอามือล้วงถอนขนปลายหางเส้นหนึ่ง เสกให้เป็นป้ายทองคำอันหนึ่ง เหมือนของปิศาจ มีอักษรสามตัวว่า (จ๊งจั้นฮอง) แปลว่าบังคับพวกลาดตระเวน เอาป้ายส่งให้ปิศาจดู ปิศาจเห็นอักษรสามตัวว่า จังจั้นฮอง ก็ตกใจถามว่าของ เรามีอักษรสามตัวว่าเซี้ยวจั้นฮอง ของท่านทำไมมีจังจั้นฮอง เห้งเจียตอบว่าตัว ยังไม่เข้าใจ ไต้อ๋องเห็นว่าเรามีความชอบจุดไฟตามไฟดี จึงตั้งให้เป็นนายลาด ตระเวน จึงไล่อักษรจังจั้นฮองให้เราบังคับพวกลาดตระเวนสี่สิบคน ปิศาจได้ฟัง ดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ ว่าท่านผู้ใหญ่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านรับที่ตั้งมาใหม่ ที่ ข้าพเจ้าพูดผิดพลั้งไปบ้างนั้น ขออภัยเสียเถิด เห้งเจียรับคำนับแล้วหัวเราะพูดว่า ซึ่งท่านผิดพลั้งนั้นเราไม่ถือจะต้องประสงค์อย่างหนึ่ง แต่จะต้องประสงค์เก็บเงิน คนละห้าตำลึงเท่านั้น ปิศาจพูดว่า ท่านอย่ารีบร้อนเก็บนักขอทุเลาก่อน รอ ข้าพเจ้าข้ามไปข้างมุมเขาทิศอาคเนย์ประชุมพี่น้องพร้อมกันแล้ว จึงจะนำมา กราบเท้าท่าน เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นเราจะไปด้วย แล้วปิศาจก็ออกเดินหน้าเห้งเจีย ก็เดินตามหลัง เดินมาประเดี้ยวก็ถึง เห้งเจียก็ขึ้นนั่งที่บนโขดสูง ร้องเรียกว่าพวก ลาดตระเวนจงมาพร้อมกัน พวกเหล่านั้นก็พากันมา พร้อมยืนคำนับอยู่ข้างล่าง บอกว่าพวกข้าพเจ้ามาพร้อมแล้ว เห้งเจียถามว่า พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าไต้อ๋อง ตั้งเราให้ออกมาตรวจ พวกปิศาจบอกว่าพวกข้าพเจ้ายังไม่ทราบ เห้งเจียว่าไต๋อ้อง อยากกินเนื้อพระถังซัมจั้ง แต่วิตกด้วยเห้งเจียมีฤทธิ์เดชมาก บางที่จะแปลงกาย เป็นพวกลาดตระเวนมาที่นี่ สืบดูหนทางที่จะหนีไป จึงได้ตั้งให้เราเป็นที่จังจั้นฮอง บังคับตรวจตราดูแลในที่แห่งนี้ ในพวกเจ้าทั้งหลายมีใครได้เก้บ้าง พวกปิศาจพร้อม กันพูดว่าพวกข้าพเจ้าไม่มีใครเก๊จริงทั้งนั้น เห้งเจียว่าแม้ว่าไม่ปลอมแล้วทุกคนคง จะรู้ว่าไต้อ้องนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไร พวกปิศาจบอกว่าข้าพเจ้าเข้าใจ เห้งเจีย พูดว่าเจ้ารู้อย่างไร ให้ว่าไปข้าจะได้รู้ว่าเจ้าจริงหรือเก๊ ถ้าพูดถูกก็เป็นจริง ถ้าพูด ไม่ถูกก็เป็นเก็เราจะจับตัวไปให้ใต้อ๋องชำระ พวกปิศาจเห็นเห้งเจียพูดจาห้าวหาญ ก็คิดว่าจริงจึงได้บอกความตามจริงทุก ๆ คนว่า ข้าพเจ้าทราบว่า ไต้อ๋องมีฤทธิ์ เดชปากหนึ่งอ้าจะกินเทพบุตรได้สิบหมื่น เห้งเจียได้ฟังปิศาจว่าดังนั้น จึงตวาดว่า เจ้าเหล่านี้เห็นจะเก็ดอกกระมัง ปิศาจน้อยตกใจบอกว่า ข้าพเจ้าจริงมิใช่เก๊ เห้งเจีย พูดว่า เจ้าเป็นคนไม่เก๊ทำไมจึงพูดเลอะเทอะ ดังนั้นไต้อ๋องตัวใหญ่สักเท่าใดจึง จะอ้าปากกลืนคนได้ถึงสิบหมื่น ปิศาจพูดว่าท่านยังไม่ทราบเหตุเดิม ไต้อ้องนั้น เปลี่ยนแปลงกายได้ อยากให้เท่าฟ้าก็ได้อยากให้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ได้ เหตุ ด้วยครั้งก่อนนางท้าวเทวราชเจ้าแม่อ้องโโปิเนี่ยเนี้ย เลี้ยงโต๊ะชมพู่ทิพย์เป็นคราว ประชุมใหญ่เชิญเทพบุตรและเทพาอารักษ์ทั้งหลายมิได้มีหนังสือมาเชิญไต้อ๋อง ไต้อ๋องจึงได้ขึ้นไปชิงชัยบนสวรรค์ เง็กเซียงฮ่องเต้ให้พลทหารเทพบุตรคุมพลสิบ หมื่นลงมากำจัดไต้อ๋อง ไต้อ๋องก็แปลงตัวโตใหญ่ปากเท่าประตูเมืองจะกินพลเทพ บุตรทั้งสิบหมื่น เทพบุตรไม่อาจต่อสู้ปิดประตูน่ำทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นปากจึงอม และกลืนพลได้สิบหมื่นคน เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ คิดในใจว่าอย่างนี้เราก็ ทำได้ จึงถามอีกต่อไปว่าก็ยังไต้อ้องที่สองนั้นมีฤทธาอานุภาพอย่างไรเล่า ปิศาจ คนหนึ่งพูดว่าไต้อ๋องที่สองนั้น ตัวสูงสามวาคิ้วเรียวยาวตลอด ตานั้นดุจนกหงส์ รูปงามจมูกและฟันดุจมังกรและหงส์ไปสู้รบแก่ผู้ใดก็เอาจมูกยื่นออกไปม้วน ร่างกายจะเป็นเหล็กหรือทองแดงก็ต้องขวัญหาย เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะ แต่ไม่ วิตกอะไรจึงถามต่อไปว่า ก็ไต้อ๋องที่สามนั้นมีฝีมืออย่างไร ปิศาจจึงบอกว่า ไต้ อ๋องที่สามนั้นมิใช่มนุษย์นามเรียกว่า (หุ้นเที้ยบ้วนลี้พั้ง) แปลว่าพระยาครุฑหมื่น โยชน์ทางเมฆ แม้ว่าจะไปไหนกระพือปีกหวั่นไหวทั้งมหาสมุทร มีของวิเศษติดตัว สิ่งหนึ่งเรียกว่า (อิมเอี้ยงยี่ขี่เพ้ง) คือขวดประกอบฟ้าดินส่องไอถ้าจับคนใส่ในขวด สักชั่วโมงก็ละลายเป็นน้ำโลหิตไป เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ออกคร้ามใจอยู่คิดในใจว่า อันปิศาจนั้นไม่สู้กระไรจะต้องระวังแต่ขวด เห้งเจียจึงพูดว่าที่ตรงฤทธาอานุภาพ ของไต้อ้องนั้น พวกเจ้าพูดก็ถูกต้องกันแก่ที่เารู้มาแล้ว แต่ไต้อ๋องคนไหนเล่าจะ อยากกินเนื้อถังซัมจั่ง ปิศาจพูดว่าท่านยังไม่เข้าใจ เห้งเจียตวาดว่าเราจะไม่รู้ดัง เจ้าหรือ เรากลัวพวกเจ้าจะไม่รู้ละเอียดเช่นเรา จึงให้เรามาตรวจถามพวกเจ้าดูให้แน่ ปิศาจน้อยบอกว่าที่หนึ่งกับที่สองนั้นอยู่ที่เขาไซท่อชัว ถ้ำไซท่อต้องนั้นมานานแล้ว แต่ไต้อ๋องมิได้อยู่รวมกัน อยู่ห่างนี้ไปทางตะวันตกสี่ร้อยโยชน์ที่ตรงนั้นมีเมืองชื่อ ว่าเมือง (ไซท่อก๊ก) เมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น กินคนหมดทั้งเมืองไม่ว่าเจ้าและขุนนาง หรือราษฎรชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นบัดนี้จึงได้ชิงเอาบ้านเมืองเป็นที่อยู่ ของเธอมาจนทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าเธอสืบรู้มาจากไหนว่าเมืองไต้ถังมีรับสั่งให้พระ ถังซัมจังไปไซทีอาราธนาพระธรรม และว่าถังซัมจั่งนั้นได้บวชบริสุทธิ์มาสิบชาติแล้ว ถ้าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่งก็จะมีอายุยืนนาน แต่วิตกด้วยพระถังซัมจั่งนั้นมี สานุศิษย์อยู่คนหนึ่งชื่อซึงเห้งเจีย มีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญมาก ไต้อ๋องที่สามเกรงว่า เธอผู้เดียวจะทำการไม่สำเร็จจึงมาผูกสมัครกับไต้อ๋องคนที่หนึ่งที่สอง รวมกันจะ คอยสกัดจับพระถังซัมจั้ง เห้งเจียได้ฟังปิศาจเล่าให้ฟังทุกประการแล้ว จึงพูดว่า พวกเจ้าทั้งหลายที่พูดมานี้ก็ไม่ผิดรู้จริงอยู่แล้ว เราไม่ต้องถามต่อไปอีกแล้ว แต่จะ ต้องประสงค์เงินเท่านั้น ที่เจ้ามาแรกนั้นต้องตามเราไปหาไต้อ๋อง บอกให้เธอทราบ เรื่องที่เราได้มาตรวจแล้ว ปิศาจที่ลาดตระเวนมาก่อนนั้น ก็ตามหลังเห้งเจียไป ครั้นพากันเดินมาประมาณสักยี่สิบเส้น เห้งเจียก็ชักกระบองออกตีปิศาจนั้นล้มลง เนื้อน่วมดุจถุงใส่แป้ง เห้งเจียก็ชักเอาป้ายหนังสือเหน็บหลังไว้เอาธงแบกใส่บ่า มือก็จับระฆังเคาะเกราะ ร่ายคาถาแปลงกายเป็นรูปปิศาจน้อยลาดตระเวน เดิน กลับมาหาประตูถ้ำสืบดูร้ายดีของปิศาจไต้อ้องทั้งสามนั้นว่าจะเป็นประการใด กำลัง เดินมาก็ได้ยินเสียงคนโห่ม้าร้อง เห้งเจียแลไปดูที่หน้าถ้ำไซท่อต๋อง มีพวกบริวาร ประมาณหมื่นเศษต่างถืออาวุธหอกดาบแหลนหลาวทุก ๆ คน เห้งเจียยืนตรึก ตรองว่าเราจะเข้าไปอ้ายปีศาจใหญ่ใต้อ่องมันจะถามเหตุการณ์ลาดตระเวน เราก็ จะโต้ตอบตามการ บางทีจะพูดผิดไปรู้ถึงเราเราก็จะวิงหนีออกไป พวกที่เฝ้า ประตูนั้นถ้ามันจับตัวไว้ จะทำอย่างไรจึงจะหนีไปได้ ก็จะต้องถูกจับตัวไปให้ไต้อ๋อง จำเราจะต้องกำจัดพวกที่อยู่หน้าประตูเสียก่อน ทั้งปิศาจไต้อ้องมันก็ยังมิได้เคยรู้จัก รู้แต่ซื่อเท่านั้น เราลองพูดกระทบดูสักคำหนึ่งจะเป็นประการใด เห้งเจียคิดดังนั้น แล้ว มือสั่นระฆังเคาะเกราะเดินไปยังประตูน้ำ ครั้นถึงพวกปิศาจกองหน้าถาม ว่าท่านลาดตระเวนมาแล้วหรือเห้งเจียไม่พูดว่ากระไร เดินเลยเข้าไปถึงประตูชั้นที่ สอง พวกเฝ้าประตูก็ยึดไว้ถามว่าท่านลาดตระเวนมาแล้วหรือเห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้า มาแล้ว ถามว่าไปลาดตระเวนคราวนี้ พบปะตัวเห้งเจียบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า เราได้ไปพบเธอกำลังถูสีอยู่ พวกนั้นถามว่า รูปร่างเป็นอย่างไรถูสีอะไร เห้งเจีย ตอบว่า รูปร่างดุจพระยายมราชยืนขึ้นสูงประมาณยี่สิบวากว่า มือถือกระบอง เหล็กโตประมาณสี่กำลังยืนถูกระบองอยู่ที่ริมห้วยน้ำ ปากพูดว่าตั้งแต่เอามาก็ยัง มิได้เอาออกแผลงฤทธิ์ลองฝีมือเลย ในครั้งนี้ปิศาจสิบหมื่นมันจะต้องตายแทนเรา ก่อน ถ้าเราฆ่าอ้ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามแล้ว เราจึงจะเช่นให้แก่พวกปิศาจน้อย เหล่านั้น เธอจะฆ่าพวกตัวก่อนทั้งนั้น พวกปิศาจน้อยได้ฟังดังนั้นทุก ๆ คนจิตใจ ให้หวั่นหวาด เห้งเจียจึงพูดต่อไปว่า ท่านทั้งหลายจงเข้าใจเกิดว่า อันเนื้อหนัง ถังซัมจั้งนั้นไม่มีกี่ชิ้น หากจะแจกไม่ถึงเรา พวกเราหากจะพอใจไปตายแทนหรือ สู้เราพากันแยกย้ายซ่อนเร้นไปเสียดีกว่า พวกพลปิศาจเหล่านั้นพูดว่าพี่พูดดังนี้ ถูกต้อง เราทั้งหลายควรจะรักชีวิตของเรา โดยเหตุว่าพวกเราทั้งหลายรับคำสั่ง ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ในยุติธรรม ถึงจะตายก็ไม่อาจทิ้งไปได้ นี่มันเป็น พวกสัตว์เนื้อเสือร้าย เราไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า ๆ พูดแล้วก็ต่างคนแยก ย้ายกันไปหมดทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเดินเข้าไปในถ้ำถึง ประตูชั้นที่สาม แลขึ้นไปเห็นปิศาจทั้งสามมั่งอยู่ข้างบน พิเคราะห์ดูกิริยาหน้าตา ดุร้าย ที่เป็นนายหมวดนายกองยืนเรียงรายสองข้างเป็นลำดับ เห้งเจียก็มิได้ สะดุ้งหวาดหวั่นจึงเดินเข้าไปถึงเอาเกราะระฆังธงวางลงแล้วคำนับร้องเรียกว่าไต้อ๋องฝ่ายปิศาจทั้งสามถามว่าเจ้าจันฮอง ไปลาดตระเวนกลับมาแล้วหรือ เห้งเจีย ตอบว่าข้าพเจ้ากลับมาแล้ว ปีศาจถามว่า เจ้าไปลาดตระเวนฟังข่าวซึ่งเห้งเจีย นั้นได้ข่าวอยู่ที่ไหน มาหรือยังเป็นประการใดบ้าง เห้งเจียว่าได้อ๋องอยู่ข้างบน ข้าพเจ้าไม่กล้าบอก ปิศาจถามว่าเหตุใดไม่กล้าบอก เห้งเจียบอกว่าไต้อ๋องมีคำ สั่งให้ข้าพเจ้าไปลาดตระเวน ข้าพเจ้าไปเห็นคนหนึ่งยืนถูขัดกระบองอยู่ข้างห้วย รูปร่างดุจพระยายมราช ยืนสูงสักยี่สิบวากว่า นั่งบนก้อนศิลาใหญ่ขัดถูเครื่องมือ ปากก็พูดแก่เครื่องมือว่า ตั้งแต่มาก็ยังมิได้เอาออกแผลงฤทธิ์แสดงอานุภาพให้ ปรากฏเลย เธอจะมาตีไต้อ๋อง ข้าพเจ้ารู้แน่ว่าเห้งเจีย จึงรีบกลับมาบอกไต้อ๋อง ให้ทราบเสียก่อน เพื่อจะได้คิดอ่านต่อสู้ประการใดฝ่ายปิศาจได้อ้องเมื่อได้ฟังดังนั้น เหงื่อไหลโซมกาย แล้วพูดว่าเราพี่น้องอย่า ได้ไปถูกต้องพระถังซัมจั้งเลยจะเกิดเหตุใหญ่ ด้วยเธอมีสานุศิษย์ซึ่งมีฤทธาอานุภาพ ใหญ่หลวงมันคอยระวังเสียก่อนแล้วมันกลับเตรียมอาวุธจะมาทำร้ายเราก่อน พวกเราจะคิดอย่างไร ควรเราจะให้พวกปิศาจน้อยปิดประตูเสียทุก ๆ ประตู คอย ระวังและให้พวกปิศาจน้อยเข้าอยู่ในประตูให้หมด ปล่อยให้พระถังซัมจั้งเธอข้าม ไปเสียเถิด พวกนายหมวดนายกองที่รู้เหตุบอกแก่ปิศาจไต้อ้องว่า พวกปีศาจ น้อยเหล่านั้นพากันหลบหนีไปหมดแล้ว ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจึงพากันแตก ไปหมดเล่า หรือได้ฟังลมว่าไม่ดีดอกกระมัง จึงรีบปิดประตูเสียโดยเร็วเถิด พวก ปิศาจเหล่านั้นต่างก็วุ่นวายกันรีบปิดประตูในนอกทุก ๆ ประตู เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ตกใจว่า มันปิดประตูเสียทุก ๆ ประตูดังนี้ บางทีมันจะถามความลับเรา ถ้า เราพูดไม่ตลอดก็จะมิต้องหนีหรือ จำเราจะหลอกให้มันตกใจอีกสักทีให้มันเปิด ประตูไว้ คิดแล้วจึงพูดว่าไต้อ๋องเห้งเจียนั้นมันได้พูดว่าร้ายแรงนัก ไต้อ๋องถามว่า มันพูดว่ากระไร เห้งเจียบอกว่ามันพูดว่า มันจะจับไต้อ๋องลอกหนังเสีย และจับ ไต้อ๋องที่สองสับให้กระดูกละเอียด จับไต้อ๋องที่สามชักเอาเอ็นออกแม้ว่าเราปิด ประตูอยู่ในนี้ไม่ออกไป เห้งเจียมันเข้าใจเปลี่ยนแปลงกายได้ บางทีมันจะแปลง เป็นแมลงวันบินลอยเข้ามาในถ้ำนี้ จับพวกเราหมดเพราะปิดประตูขังไว้ให้มัน ไต้อ๋องจะควรคิดประการใดดีเล่า ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดว่าไม่เป็นไร แล้วสั่งว่าพวกเราจง ระวังให้กวดขัน ในถ้ำของเรานี้หลายปีมาแล้วมิได้มีแมลงวันหัวเขียว ถ้ามีแมลงวัน หัวเขียวเข้ามาแล้ว ก็คงจะเป็นเห้งเจียเป็นแน่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นึกหัวเราะอยู่ ในใจ จึงยืนแอบมาข้างหนึ่งถอนเอาขนหางออกเส้นหนึ่ง เป๋าแปลงเป็นแมลงวัน ทองตัวหนึ่ง บินมาจับที่หน้าปิศาจไต้อ๋อง ไต้อ๋องตกใจร้องว่า พวกพี่น้องเห็นจะ ไม่เป็นการพอพูดก็เข้ามาแล้ว พวกปิศาจใหญ่น้อยก็พากันตกใจวุ่นวาย ต่างเอา แส้และไม้กวาดตั้งใจคอยตี และปัดแมลงวัน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ ร่างกายก็กลายเป็นรูปเดิม ปิศาจไต้อ๋องที่สามเห็นดังนั้นก็มาจับตัวเห้งเจียไว้ พูด ว่าไต้อ๋องพวกเราถูกมันหลอกให้แล้วที่มาบอกข่าวนี้ไม่ใช่พวกจั้นฮองลาดตระเวน นี่คือซึงเห้งเจียมันไปพบพวกลาดตระเวนมันตีตายเสียแล้วแปลงกายมาหลอกลวง เราจึงเรียกพวกปิศาจให้เอาเชือกมามัด จึงจับเห้งเจียพลิกหงายขึงมือและเท้า ออกสี่แยกแล้ว จึงเปิดเสื้อขึ้นดูก็เป็นวานร ปิศาจที่หนึ่งจึงพิเคราะห์ดูก็พูดว่าจริง แล้วคือเห้งเจียเป็นแน่ จึงสั่งพวกพนักงานให้จัดโต๊ะสุรา มาให้ไต้อ๋องทั้งสามกิน เป็นที่สำราญรื่นเริง จับอ้ายเห้งเจียได้แล้วพระถังซัมจั้งก็เหมือนอยู่ในกำมือไม่ ต้องวิตกแต่อย่างใด ปิศาจไต้อ๋องที่สามพูดว่า อย่าเพิ่งกินสุราก่อน ด้วยอ้ายเห้งเจีย นี้มันเข้าใจบังตัวได้จะหนีไปเสีย จึงเรียกบิศาจน้อยสามสิบหกคนให้เข้าไปหาม เอาขวดวิเศษออกมา จะได้ใส่อ้ายเห้งเจีย (เหตุใดขวดเท่านั้น จึงต้องยกถึงสามสิบ หกคน เพราะขวดนั้นประกอบไปธาตุฟ้าดิน และในนั้น มีของวิเศษทั้งเจ็ดและ ธาตุโป๊ยก่วยทั้งแปดและประกอบยี่สิบสี่ไออากาศ จึงต้องสามสิบหกคนยก) พวก ปิศาจเข้าไปหามขวดออกมาวางไว้กับพื้น ไต้อ๋องที่สามเดินมาเปิดฝาขวดออก แล้วแก้มัดเห้งเจีย ถอดเสื้อกางเกงออกแล้วก็จับยัดใส่ในขวด ร่ายเวทเป๋าลงทีหนึ่ง เห้งเจียก็เข้าอยู่ในขวด จึงเอาฝาปิดดีแล้ว มานั่งเสพสุราพูดว่าอ้ายลิงมึงเข้าอยู่ ในขวดแล้วมึงอย่านึกเลยว่าจะไปไซทีนั้น พวกบริวารปิศาจใหญ่น้อยเหล่านั้นก็พา กันรื่นเริงหัวเราะพูดดสรรเสริญไต้อ๋องที่สาม ฝ่ายเห้งเจียเข้าอยู่ในขวด ถูกขวด วิเศษรัดตัวเล็กลง เห้งเจียก็แอบเข้าอยู่ข้างขวด ประเดี้ยวก็มีไอเย็นออกชื่นใจนึก ขึ้นได้ก็หัวเราะว่าอ้ายพวกปิศาจมันพากันลือเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่เห็นจริง คือว่า ขวดนี้ใส่คนเข้าไปสามชั่วโมงก็แปรเป็นน้ำโลหิต ก็นี่ออกไอเย็น ๆ ดังนี้จะอยู่ใน น้ำสักเจ็ดแปดปีก็ได้ไม่เห็นจะเป็นอะไร เมื่อเห้งเจียพูดขึ้นดังนั้นก็บังเกิดไฟขึ้นทันที แต่เห้งเจียมีธรรมอันวิเศษอยู่ในหัว จึงร่ายคาถาสะกดไฟใจก็ไม่หวั่นหวาด อยู่ได้ ครึ่งชั่วโมง รอบขวดมีงออกมาสี่สิบตัวไล่กัดเห้งเจีย เห้งเจียก็เอามือคว้าจับดึงขาด เป็นสองท่อนรวมเป็นแปดสิบท่อน ยังมีมังกรไฟสามตัวออกมาพันเห้งเจีย เห้งเจีย นึกเสียใจแล้วพูดว่าอย่างอื่นพอทนได้ มังกรไฟสามตัวนี้ยากที่จะแก้ได้ จึงกลับสู้ อีกพักหนึ่งไฟก็ร้อนจับใจ เห้งเจียนึกขึ้นได้ว่า เราทำตัวเราให้สูงขึ้นไปให้ฝาขวด เปิดออก คิดแล้วก็ร่ายคาถาทำตัวให้สูงขึ้นสักสองสามวา แต่ขวดนั้นก็ยืดตามขึ้นไป เห้งเจียกลับทำตัวให้เล็กลงขวดก็เล็กลงตาม เห้งเจียสิ้นปัญญาไม่รู้ที่จะแก้ไขอย่างไร ได้ ตัวก็เจ็บปวดไปทั้งตัวไฟก็เผาอ่อนลงทุกที ทุรนทุรายในใจอดอยู่ไม่ได้น้ำตาก็ ไหลร่วงคร่ำครวญถึงพระอาจารย์ และท่านพระโพธิสัตว์ได้ชักนำสั่งสอนให้รักษา ความชอบธรรมเพื่อให้พ้นโพยภัยอันตราย อาจารย์กับข้าพเจ้าได้ทนยากทรมาน เผ็ดร้อนตั้งพันตั้งหมื่นครั้งก็เพราะจะตั้งใจให้สำเร็จซึ่งมรรคผล ไม่รู้เลยมาวันนี้เข้า อยู่ในขวดนี้จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้วนึกดูว่าเดิมคงจะได้ทำไว้จึงมาวันนี้จะต้อง อันตรายอย่างนี้ เวลาที่เห้งเจียคร่ำครวญอยู่นั้น ก็พอนึกขึ้นได้ว่า เมื่อที่เขาจั่วบั๊ว ชัวนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิมได้ให้ขนช่วยชีวิตเราสามเส้นทำไมเราไม่เอาออกมาช่วย ชีวิตเล่า เห้งเจียจึงเอามือคลำที่ท้ายทอย ขนนั้นแข็งดุจเข็ม เห้งเจียก็ถอนออก มาสามเส้น ๆ หนึ่งแปลงเป็นหมุดแหลม เส้นหนึ่งแปลงเป็นด้ามไม้ไผ่ ทำเป็น สว่านเจาะขวดนั้นทะลุและเห็นแสงสว่างมีไออากาศเข้ามาในขวด เห้งเจียก็เรียก ขนกลับเข้าตัว จึงแปลงตัวเล็กเท่าแมลงหวี่ บินลอดออกมาตามรูที่เจาะนั้น ก็ ยังไม่หนีไปกลับบินขึ้นจับอยู่บนศีรษะปิศาจไต้อ๋อง เวลานั้นปิศาจกำลังเสพสุราอยู่ นึกขึ้นได้จึงถามน้องคนที่สามว่า ป่านนี้เห้งเจียจะไม่แปรเป็นน้ำเลือดไปแล้วหรือ ไต้อ๋องที่สามพูดว่ามันจะทนอยู่ได้จนป่านนี้ทีเดียวหรือได้อ๋องที่สามก็ให้หามขวดมา พวกปิศาจสามสิบหกคนก็พากันไปหามขวดนั้นมา ขวดนั้นก็เบาไปมาก จึงร้อง บอกปิศาจไต้อ้องว่าขวดทำไมจึงเบาไปดังนี้เล่า ไต้อ๋องจึงตวาดว่าพูดเลอะเทอะ มีปีศาจผู้หนึ่งยกขวดมาคนเดียว แล้วพูดว่าไต้อ๋องจงดูขวดทำไมจึงได้เบาไปอย่างนี้ ปิศาจไต้อ๋องเปิดฝาตรวจดูเห็นขวดทะลุเป็นรูที่ก้นขวด เห้งเจียอยู่บนศีรษะปิศาจ อดมิได้พูดออกมาว่า เราเจาะทะลุออกมาเอง พวกปิศาจพูดว่ามันหนีไปแล้ว ปิศาจ ไต้อ่องก็สั่งให้พวกปิศาจรีบปิดประตู เห้งเจียร่ายพระเวทเรียกเอาเสื้อกางเกงมาแล้ว ก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม หนีออกจากประตู เหาะกลับไปหาอาจารย์ครั้นถึงก็เดิน เข้ามานมัสการพูดว่าพระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งว่าเห้งเจียไปนาน นักอาตมาคอยเป็นทุกข์อยู่ ที่ในเขานั้นร้ายดีอย่างไรบ้าง เห้งเจียก็เล่าเรื่องที่เข้า ไปทนทุกข์อยู่ในขวดนั้นให้พระอาจารย์ฟัง จนกลับมาหาพระอาจารย์ได้ เปรียบ เหมือนได้เกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง พระถังซัมจั้งได้ฟังก็มีใจขอบคุณเห้งเจียเป็นอันมาก แล้วถามว่าเห้งเจียได้ต่อสู้แก่ปิศาจยักษ์หรือเปล่า พวกเราจะทำอย่างไรจึงจะ ข้ามเขาไปได้ เห้งเจียบอกว่าไต้อ๋องนั้น มันมีสามคนปิศาจบริวารมีกว่าแสน ข้าพเจ้าคนเดียวไม่กล้าจะต่อสู้แก่มัน คราวนี้ข้าพเจ้าจะให้โป๊ยก่ายไปด้วยอีกคน หนึ่งจะได้ช่วยกัน โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวให้มั่นคง เห้งเจียกับโป๊ยก่าย ก็พากันเหาะไป บัดเดี้ยวก็มาถึงประตูถ้า แลไปเห็นประตูถ้ำปิดแน่น หน้าประตู เงียบสงัดไม่เห็นมีคนรักษา เห้งเจียถือกระบองเดินเข้าไปใกล้ประตู ร้องด่าว่า อ้ายพวกมารร้ายไม่มีเงาหัวเอ็งจงเร่งเปิดประตูออกมาต่อสู้แก่เรา เมื่อปิศาจไต้อ๋อง ได้ฟังเห้งเจียมาร้องด่าท้าทายดังนั้น อกใจให้หวั่นหวาดครั่นคร้ามด้วยเหตุเขาเล่า ลือกันมาช้านานแล้วว่า อ้ายลิงตัวนี้มันดุร้ายห้าวหาญนัก ก็สมจริงดังคำเล่าลือ มันแปลงเป็นพวกลาดตระเวนเข้ามาเราก็มิรู้เท่า ครั้นไต้อ๋องที่สามรู้จับตัวใส่ขวดไว้ มันก็เจาะขวดทะลุหนีออกมาได้ และยังกลับมาท้าชวนรบ ผู้ใดจะสามารถออกไป สู้รบได้บ้าง เมื่อปิศาจไต้อ๋องก็มีความโกรธยิ่งนัก จึงพูดว่าเราอยู่ทางไซทีนี้ วันนี้ อ้ายเห้งเจียมันมายืนท้าทำหมิ่นประมาทดังนี้ ถ้าไม่ออกไปรบต่อสู้แก่มันเราก็จะ เสียชื่อเสียง จำจะต้องออกไปสู้รบแก่มัน ถ้าได้ชัยชนะเนื้อถังซัมจังก็จะเป็นเหยื่อ ของเรา ถ้าเราสู้มันมิได้ เราก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูนิ่งเสีย ปล่อยให้มันข้ามเขาไป คิดเห็นดังนั้นแล้วก็จัดแจงแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธเปิดประตูอ่อกมาร้องถามว่า อ้าย คนใดมาร้องท้าทายว่ากระไร เห้งเจียตอบว่าเราเอง ชื่อว่าซึงหงอคงซีเทียนไต้เซีย ปิศาจไต้อ๋องถามว่า อ้ายชาติลิงหัวใจใหญ่ เรามิได้ไปเกี่ยวข้องอะไรถึงเจ้า เหตุ ใดเจ้าจึงมาร้องเรียกร้องหาท้าทายดังนี้เล่า เห้งเจียตอบว่าเจ้าไม่เกี่ยวถึงข้าก็ดีแล้ว แต่เจ้าเป็นสมัครพรรคพวกสัตว์เนื้อเสือร้าย คิดจะกินเนื้ออาจารย์เราเพราะฉะนั้น เราจึงต้องมาทำอิทธิฤทธิ์ ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า แม้ว่าเจ้าเป็นคนเก่งเชี่ยวชาญจริง แล้ว จงมาต่อสู้กันตัวต่อตัวอย่าให้ต้องพวกพลทหารได้ความยากเลย ไว้ชื่อเสียง ให้ปรากฏไปภายหน้า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเรียกโป๊ยก่ายมาสั่งว่า ให้มาคอย ดูอยู่ที่นี้ว่าปิศาจมันจะทำประการใดแก่พี่ โป๊ยก่ายก็มายืนอยู่ใกล้เห้งเจีย ปิศาจ ไต้อ๋องจึงพูดว่าเจ้าก้มศีรษะมาให้เราฟันก่อนสักสามที่ ถ้าไม่เป็นอันตรายแล้ว เรา จะปล่อยให้เจ้าไป หากคุ้มศีรษะของเจ้ามิได้แล้วจงส่งถังซัมจั้งมาให้เรา พอเป็น กับข้าวสักมื้อหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน ในถ้ำของ เจ้ามีหมึกปากกากระดาษหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เอามาเขียนหนังสือสัญญาให้เป็นที่เชื่อ ฟังกันได้ว่าไม่พลิกแพลงกลับกลอก เราจะยอมให้เจ้าทำตามคำขอร้องและพูด สัญญาปิศาจได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรงแล้วสองมือก็จับง้าวหมาย ตรงกระหม่อมเห้งเจีย ฟันลงไปโดยเต็มกำลังก็ไม่เห็นเห้งเจียมีบาดแผลหรือหวาด หวั่นประการใดจิตใจให้ครั่นคร้าม เห้งเจียพูดว่าเจ้ามิได้รู้กำเนิดของข้าเป็นมา ประการใด คือเหล็กกับทองแดงนั้นเป็นสมองของข้า ข้าเคยอยู่เบ้าของท้ายเสียง เล่ากุน ซึ่งเทพยดาประกอบหล่อทำจนสำเร็จ ปิศาจว่าเอ็งอย่าเพ่อพูดตีฝีปากไป ก่อนมาให้เราฟันอีกสักทีหนึ่ง ศีรษะเจ้าก็จะแยกออกเป็นสองซีก เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่า อ้ายมารทำไมไม่มีตา มึงดูศีรษะกูเห็นเป็นประการใด เราจะให้เอง ลองฟันดูอีกสักทีหนึ่ง ศีรษะเราจะเป็นซีกออกไปหรือไม่ ว่าแล้วก็ยื่นศีรษะมาให้ ปิศาจฟันปิศาจก็เงื้อง้าวฟันลงไปเต็มแรง เสียงดังครืน ศีรษะเห้งเจียก็แยกออก ไปเป็นสองซีก เห้งเจียก็แปลงเป็นสองรูป ปีศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจ มือจับง้าว คอยระวังอยู่แล้วพูดว่าได้ยินว่าเจ้ามีวิชาแยกกายได้ ทำไมจึงเอามาทำต่อหน้าเรา ดังนี้ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายมารร้ายทำไมกับการแยกกาย ไม่ยากอะไรหาก จะฟันสักหมื่นทีก็จะออกสักหมื่นกาย ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า เจ้าเข้าใจได้แต่แยกกาย มาก ไม่เข้าใจรวมกายเป็นคนเดียว หากเจ้ารวมได้เราจะให้ตีเราด้วยกระบองสัก ที่หนึ่ง เห้งเจียพูดว่าเจ้าลั่นปากออกมาแล้ว เจ้าอย่าทิ้งถ้อยคำเสีย เห้งเจียก็สำรวม จิตภาวนาหมุนกาย กายก็รวมเข้าเป็นรูปเดียวอย่างเดิม ซักกระบองออกเดินตรง มาจะตีปิศาจ ปิศาจยกง้าวขึ้นรับรบกันโดยสามารถอยู่ที่หน้าถ้ำแล้วเหาะขึ้นรบ กันบนอากาศได้ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ไม่ชนะกันฝ่ายโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างล่าง เห็นคนทั้งสองสู้รบกันโดยความเข้มแข็ง อดไม่ได้ ก็ถือคราดเหล็กเหาะขึ้นไปเข้าช่วยเห้งเจียระดมรบปีศาจไต้อ๋องทานกำลังไม่ไหว ก็หนีทิ้งมีดหันกลับลงมายังพื้น เห้งเจียร้องตวาดว่าให้ไล่ตามไป โป๊ยก่ายเห็นได้ที ก็ไล่กระชั้นมาปิศาจเห็นโป๊ยก่ายไล่กระชั้นมาก็หลบเข้าข้างชายเขา แปลงรูปอ้า ปากดังประตูเมืองตรงเข้ามาจะอมโป๊ยก่ายกลืน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็หันกลับวิ่ง หนีเข้าไปซ่อนอยู่ในพุ่มรก ตัวสั่นนั่งคอยแอบฟังอยู่ฝ่ายเห้งเจียวิ่งตามหลังมาถึง ก็เอากระบองเข้าต่อสู้ ปิศาจก็อ้าปากอมกลืน เห้งเจียเข้าไปในท้อง โป๊ยก่ายซุ่มอยู่ในรกเห็นดังนั้นก็ตกใจ บ่นว่าอ้ายเป๊กเบ๊อน ไม่รู้จักหลบหลีก ทำไมจึงไม่หนีมันไป กลับไปสู้กับมันให้มันกลืนเข้าไปในท้องเสีย วันนี้ยังเป็นคนพรุ่งนี้จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ฝ่ายปิศาจมีชัยชนะแล้วก็กลับไป โป๊ยก่ายจึงมุดออกมาจากรก เดินกลับไป ทางเก่า พระถังซัมจั้งกับซัวเจ๋งนั่งอยู่ที่ชายเขาคอยแลดู ก็เห็นโป๊ยก่ายวิ่งกระหืด กระหอบมา พระถังซัมจั้งก็ตกใจจึงถามว่าโป๊ยก่ายเป็นอะไรดังนั้นทำไมไม่เห็น เห้งเจียกลับมา โป๊ยก่ายก็ร้องไห้เสียงโฮ ๆ บอกว่าพี่เห้งเจียนั้นปิศาจมันกลืน เข้าไปในท้องมันเสียแล้ว พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ล้มลงกับพื้นแน่นิ่งไป บัด เดี๋ยวก็กลับฟื้นขึ้นมาลุกขึ้นกระทีบเท้าทุบอกบ่นค่ำครวญว่าเราเห็นสานุศิษย์เชี่ยว ชาญปราบยักษ์มารที่ร้ายกาจตลอดมา เหตุใดวันนี้จึงมาถึงแก่ความตายเสียด้วย มือมารดังนี้เล่า ฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่ออาจารย์โศกาอาดูรดังนั้นก็มิได้ประคับประคอง ปลอบโยน จึงเรียกซัวเจ๋งมาบอกว่าให้เอาข้าวของมาแบ่งปันกันสองคน ซัวเจ้งถาม ว่าพี่จะแบ่งปันข้าวของทำไม โป๊ยก่ายว่าเราแบ่งปันกันแล้วก็จะได้ต่างคนต่างไปตาม อำเภอใจ เจ้ากลับไปลำแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อคอยจับคนไปอย่างเดิม เราจะกลับไปบ้าน เกาเล้าจึง เพื่อจะได้อยู่กับเมียเรา เอาม้าขายเสียแล้วเอาเงินไปซื้อเครื่องที่สงการ ตายให้อาจารย์ไป พระถังซัมจั้งได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ให้เจ็บช้ำในใจ จึงร้อง ว่าฟ้าดินขึ้นคำหนึ่งแล้วก็ร้องไห้ฝ่ายปีศาจยักษ์ครั้นกลืนเห้งเจียเข้าไปในห้อง แล้วก็คิดว่าได้การกลับมาถึงถ้ำ บอกกับพวกพ้องว่าเราจับมาได้คนหนึ่งแล้ว ไต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้ใครคนหนึ่ง ไต้อ๋องคนใหญ่จึงบอกว่า พี่จับได้อ้ายซึงเห้งเจีย ไต้อ๋องที่สองถามว่าพี่จับได้เอา ไว้ที่ไหน ไต้อ๋องใหญ่บอกว่าเรากลืนมันเข้าไว้ในท้องแล้ว ไต้อ๋องที่สามได้ฟังดัง นั้นก็ตกใจว่า ข้าพเจ้าหาทันจะบอกพี่ไม่ เห้งเจียนั้นกินไม่ได้ เห้งเจียอยู่ในท้อง ร้องบอกว่ากินได้แล้ว แก้หิวได้ไม่ต้องหิวอีก พวกปิศาจน้อยอยู่ข้างนั้น ได้ยิน เห้งเจียพูดอยู่ในท้องไต้อ๋องใหญ่ดังนั้น ก็พากันตกใจบอกว่าไต้อ๋องเห็นจะไม่ดีเสีย แล้ว เห้งเจียเข้าไปอยู่ในท้องยังพูดได้อยู่ฉะนี้ไต้อ๋องพูดว่าไม่ต้องกลัว เรากินเข้า ไปแล้วถึงมันจะวิเศษอย่างไรก็ไม่กลัว มันจะทำอะไรได้พวกเจ้ารีบไปต้มน้ำเกลือมา เราจะได้กินเข้าไปสำรอกมันออกมา แล้วจะได้เอาปิ้งแกล้มสุรากิน พวกปิศาจ น้อยก็ไปต้มน้ำเกลือมาวางไว้กระถางหนึ่ง ปิศาจไต้อ๋องก็ยกกระถางน้ำเกลือขึ้นดื่ม หมดกระถาง เห้งเจียก็เลื่อนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยปิศาจไต้อ๋องคลื่นไส้ก็อาเจียนออก มาจนหน้ามืดตามัว รากเขียวรากเหลืองเอาน้ำดีออกมาขมคอ เห้งเจียก็มิได้ออก ปิศาจอ่อนใจเหนื่อยหอบสิ้นกำลังจึงเรียกว่าซึงเห้งเจียทำไมจึงไม่ออกมาเล่า เห้งเจีย ร้องบอกออกมาว่าดีแล้ว ๆ เราไม่ออกไปละ ปิศาจถามว่าทำไมจึงไม่ออกมาเล่า เห้งเจียว่าอ้ายมารทำไมมึงจึงไม่รู้เวลากาลเราเป็นศิษย์พระ เป็นคนอนาถาเวลา ฤดูนี้เป็นฤดูฝนเราใส่เสื้อกั๊กตัวเดียวเครื่องนุ่งห่มไม่บริบูรณ์ เข้าอยู่ในท้องนี้อุ่นดี ลมก็พัดไม่ถูกตัว เราจะอยู่ให้พ้นฤดูหนาวแล้วจึงจะออกไป พวกปิศาจน้อยได้ยิน เห้งเจียพูดดังนั้น ก็พูดแก่ไต้อ๋องว่าเห้งเจียมันจะอยู่ในท้องจนสิ้นฤดูหนาวเห็นจะ ไม่ได้การเสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋องพูดว่ามันอยากอยู่ให้มันอยู่ไปเราจะเข้าฌานไม่ กินอาหารทั้งฤดูทำให้มันอดตายอยู่ในท้อง เห้งเจียจึงพูดว่าอ้ายลูกกูมึงไม่รู้เหตุ ตลอดตั้งแต่เราตามรักษาพระอาจารย์มา แม้จะข้ามห้วยชานเขายากแค้นแสน กันดารอย่างไร เราก็มีหม้อข้าวและเสบียงอาหารติดตัวอยู่ด้วยเสมอ ในท้องเอ็ง มีเครื่องในสารพัดตับไตไส้ปอดเราจะต้มกินให้สบาย แม้สักห้าเดือนก็ไม่หมด เสบียงในท้องเอ็ง ปิศาจไต้อ๋องที่สองได้ยินเห้งเจียบอกดังนันก็ตกใจพูดว่าพี เห้งเจีย มันจะไม่ออกแล้ว ปิศาจไต้อ๋องที่สามพูดว่าพี เห้งเจียมันจะกินเครื่องในมันจะตั้ง เตาไฟต้มที่ไหน เห้งเจียร้องบอกออกมาว่า เราจะตั้งเตาที่ตะโพกคือที่เชิงกรานก้นนั่ง ปิศาจที่สามได้ยินก็ตกใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การหากตั้งเตาที่ตรงนั้น ควันจะพลุ่ง ขึ้นมาทางจมูกและปากจะหายใจไม่ทันก็จะไอจามจะมิตายหรือ เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่าไม่เป็นไร เรามีกระบองเหล็กจะกระทุ้งกระหม่อมให้ทะลุขึ้นไปเป็น ปล่องเพื่อควันไฟจะได้ออกทางนั้น ปิศาจไต้อ๋องที่สามได้ฟังดังนั้น จิตใจก็ไม่ สบายแต่ปากพูดว่าไม่เป็นไร จึงร้องว่าพี่น้องเราอย่าวิตกจงเอาเหล้ายามาให้เรากิน ลงไปสักสองสามชาม ฆ่าอ้ายลูกลิงให้ตายอยู่ในนั้น เห้งเจียได้ยินก็นึกหัวเราะ อยู่แต่ในใจ จึงพูดว่าเหล้ายาอย่างใดที่จะมิได้กินก็เห็นจะไม่มี พวกปิศาจน้อยก็ ยกเหล้ายามาวางไว้สองขวดแล้วรินเต็มชามหนึ่งส่งให้ปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋อง ก็รับมา เห้งเจียอยู่ในคอได้กลิ่นสุราหอมฉุย จึงคิดว่าอย่าให้ได้อ้องมันกินเลย จึง เอาศีรษะแปลงเป็นหลอดรอที่คอหอย พอไต้อ๋องยกชามดื่มเข้าไป พอตกถึงคอ เห้งเจียก็รับเอาไปเสียสิ้น ปิศาจไต้อ๋องดื่มซ้ำเข้าไปถึงเจ็ดชามแปดชามเห้งเจียก็ รับกินเสียหมด ปิศาจไต้อ๋องประหลาดใจก็ทิ้งชามลงพูดว่าสุรานี้เราเคยกินไป สองชามท้องก็ร้อน นี่กินเป็นเจ็ดแปดชามแต่หน้าก็ไม่แดง เห้งเจียเมื่อกินสุรา เข้าไปมากก็มึนเมาฉุนเฉียวด้วยฤทธิ์สุรา เอากระบองขวางเข้าแล้วก็โดดจับหัวใจ ปิศาจทำชิงช้าโหนเล่น และเต้นรำตามสบายโลดโผนไปมา ปีศาจไต้อ๋องรู้สึกเจ็บ ปวดเหลือที่จะทนได้ก็ล้มคว่ำลงกับพื้นฝ่ายเห้งเจียอยู่ในท้องปิศาจทำรีๆ ขวาง ๆ พักหนึ่ง ปิศาจก็ล้มกลิ้งอยู่กับพื้น สลบไปมิได้พูดจา พากันนึกว่าตายแล้ว ภายหลังกลับฟื้นขึ้นมาได้ร้องด้วยเสียง อันดังว่า ขอความกรุณาเถิดพระโพธิสัตว์ซีเทียนไต้เซีย เห้งเจียว่าเจ้าจงจำไว้อย่าทิ้ง จงระลึกสองสามตัวอักขระ คือเรียกว่าตาซึงหงอคงเท่านั้น ปิศาจกลัวตายเสียดาย ชีวิตก็เรียกตามว่า ท่านตาหงอคง ข้าพเจ้าได้ผิดแล้ว เพราะกลืนท่านตาเข้าไป ไม่รู้เลยว่าจะกลับให้ร้ายอย่างนี้ ขอได้เมตตาอย่างสัตว์มดปลวกเถิด ขอยกชีวิต ให้หลานสักครั้งหนึ่งเถิด หลายจะส่งอาจารย์ของท่านให้ข้ามพ้นไป เห้งเจียเป็น คนเมตตา เมื่อได้ฟังปิศาจร้องขอโทษดังนั้นก็มีใจอันอ่อน จึงตอบว่าตาจะยก โทษให้แก่เจ้า ๆ จะทำประการใดแก่อาจารย์ปิศาจไต้อ๋องบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีแก้วแหวนเงินทองสิ่งใดที่จะส่งไปเป็น เสบียง มีพี่น้องสามคนจะเอาเกี้ยวมารับอาจารย์ของท่านขึ้นนั่งแล้วจะหามไปส่ง ให้ข้ามพ้นเขตเขานี้ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เอาเกี้ยวหามไปส่ง อย่างนั้นก็ ยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาเจ้าจงอ้าปากออกให้กว้างตาจะได้ออกไป ปิศาจไต้อ๋องที่สาม มากระซิบบอกว่า พี่อ้าปากคอยรอมันออกมาก็งับมันไว้เคี้ยวมันให้ละเอียดไป แล้วจึงกลืนส่งเข้าไปในท้องจะมิดีหรือ เห้งเจียอยู่ในท้องได้ยินแล้วจึงเอากระบอก เหล็กแหย่ออกไปก่อน ปิศาจไต้อ๋องก็งับปากลงเสียงดังฮวบที่หนึ่งหน้าฟันปิศาจก็ หักกระเด็นออกไป เห้งเจียก็ซักกระบองกลับเข้าไปพูดว่าดีแล้วอ้ายมารร้าย เรายก ชีวิตให้เจ้าเราจะออกไปเจ้ากลับคิดประทุษร้ายต่อเราดังนี้ กูไม่ออกไปแล้ว กูจะ ฆ่ามึงทั้งเป็นดังนี้จึงจะสมใจมึง ปิศาจใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็มีความโกรธปิศาจที่สาม ว่า นี่ก็เพราะเจ้าเราได้เชิญเธอให้ออกมาแล้ว เจ้ามากระซิบสอนให้งับเธอ เดี้ยว นี้เธอไม่ออกมาเจ้าจะคิดประการใดฝ่ายปิศาจที่สามเห็นปิศาจที่หนึ่งโกรธเคืองดังนั้น แกล้งพูดกระทบเสียงดังว่า เฮ้ยอ้ายเห้งเจียเราได้ยินชื่อเจ้าดุจเสียงฟ้าลั่น ว่าเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์น่ำทีหมึงแผ่ อำนาจและเข้าไปยังปราสาทเล่งเชียวเต้ยแผลงฤทธิ์เดช บัดนี้มาทางไชทีนี้กำจัด จับปิศาจมารร้าย เมื่อพิเคราะห์ดูเป็นการเล็กน้อยมิใช่เป็นคนเก่งกาจจริง เห้งเจีย ถามว่าทำไมเจ้าจึงเห็นว่าเราเป็นคนเล็กน้อย ปิศาจตอบว่า เพราะเจ้าไม่กล้าออก มา ถ้าเจ้าเป็นคนเก่งจริง ก็จงออกมาลองฝีมือกันเล่นให้เห็นจริงจึงจะควรเรียกว่า คนเก่งได้ ก็เมื่อเจ้าเข้าไปมุดซ่อนตัวอยู่ในท้องเขาดังนั้น จะไม่เรียกว่าเป็นคนเล็ก น้อยจะเรียกว่าอะไรอีกเล่า เห้งเจียได้ฟังก็นึกว่าจริง ๆ ของมัน เวลานี้เราจะดึง ไส้พุงตับปลอดมันให้ตายเสียก็ได้ แต่จะเสียชื่อเสียงของเราไป คิดดังนั้นแล้วจึง ร้องบอกแก่ปิศาจว่า ถ้ากระนั้นเจ้าอ้าปากออกให้กว้างเราจะได้ออกไปลองฝีมือ แก่พวกเจ้า ให้รู้สึกว่าใครจะเก่งสักปานใด แต่ว่าที่ในถ้ำนี้คับแคบนักไม่พอที่เรา จะออกฝีมือ จงออกนอกถ้ำไปหาที่กว้าง ๆ จึงจะดีฝ่ายปิศาจที่สามได้ฟังดังนั้น ก็เรียกพลบริวารให้จัดเตรียมตัวถืออาวุธทุกๆ คน ยกออกไปหน้าถ้ำตั้งเป็นกระบวนรบคอยเห้งเจียออกมาจะได้ต่อสู้ ปิศาจที่สองก็ เข้าพยุงปิศาจใหญ่ที่หนึ่งออกไปนอกถ้ำ พวกปิศาจครั้นตระเตรียมเสร็จแล้ว ปิศาจ ที่สามก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยเห้งเจียถ้าเก่งจริงแล้วจงรีบออกมาที่ตรงนี้ กว้างขวางดีควรเป็นที่รบได้ เห้งเจียอยู่ในท้องได้ยินเสียงไก่ขันการ้องรู้ได้ว่าที่นี่ เป็นที่กว้างขวางแน่ จึงคิดว่าถ้าเราจะไม่ออกไปก็จะเสียสัตย์ แม้เราออกไปถ้ามัน เป็นปิศาจรูปคนก็เป็นการจริงใจมันยังเป็นสัตว์เดียรัจฉานกลับกลายได้ยากที่ จะไว้ใจ อย่ากระนั้นเลยเราจะให้ได้ดีทั้งสองฝ่าย ออกก็ออกไปแต่เราจะทำเป็น ยึดไว้สักอย่างหนึ่งคิดแล้วก็ถอนขนในตัวออกขนหนึ่งแปลงเป็นเชือกเส้นยาวสี่สิบ วาเอาหัวเชือกผูกหัวใจปิศาจทำเป็นเงื่อนรัดไว้เงื่อนหนึ่ง เงื่อนนั้นไม่กระชากก็ไม่ รัดหากรัดก็รู้สึกเจ็บ เห้งเจียผูกเสร็จแล้วก็จับหัวเชือกไว้ข้างหนึ่ง หัวเราะว่าเรา จะออกไปให้มันส่งอาจารย์เราไปหากมันไม่ส่งก็จะคิดรบพุ่งชิงชัย เราจะกระตุกเชือก กระชากดุจจะอยู่ในท้องเหมือนกัน คิดแล้วก็ไหวกายแปลงเป็นรูปเล็กลงคลานขึ้น ไปอยู่ที่บนคอหอยและออกมาดูเห็นปิศาจอ้าปากกว้างฟัน มีคมดุจคมมืดก็ตรึก ตรองว่าเห็นจะไม่ได้การ แม้เราจะออกไปทางปากจะกระตุกเชือกถ้ามันเจ็บมันก็ จะหุบปากลงเชือกก็จะขาดไป จำเราจะหาช่องออกที่ไม่มีฟันจึงจะดี คิดแล้วก็คลาน เลื่อนขึ้นไปที่สันจมูก ปิศาจก็จามทีหนึ่งเห้งเจียก็กระเด็นออกมาจากจมูกปิศาจ เห้ง เจียถูกลมเข้าก็กลับเป็นรูปเดิม มือหนึ่งถือกระบองมือหนึ่งถือเชือก ปิศาจทั้งสาม เห็นเห้งเจียออกมาก็ไม่รอรั้งพากันตรงเข้าฟันแทงเห้งเจียไม่เลือกว่าที่ไหน เห้งเจีย ก็เหาะขึ้นกลางอากาศพ้นที่ล้อมแล้วก็ลดลงยังเขาที่ว่าง สองมือก็รั้งเชือกนั้น ปิศาจ ไต้อ่องก็เจ็บปวด เอามือเข้าดึงเชือก เห้งเจียก็กระชาก ปิศาจก็หมุนดุจไม้ปั่นฝ้าย หกล้มลงกับพื้นดิ้นรนจนดินที่นั่นเป็นหลุมเป็นบ่อฝ่ายปิศาจที่สองที่สามเห็นดังนั้น ก็ลงไปจับยึดเชือกไว้คุกเข่าลงอ้อนวอนขอว่า ท่านไต้เซียเขาพูดกันว่าท่านมีจิตกว้างขวางประกอบไปด้วยเมตตาไม่มีความอาฆาต แก่ผู้ผิด นับว่าท่านเป็นเซียนใหญ่ไม่รู้เลยว่าใจหนูจิตค้างคาวดังนี้ ท่านว่าออกมา จะสู้รบกันนี่ทำไมจึงมาหลอกลวงกันเอาเชือกผูกหัวใจไว้อีกเล่า เห้งเจียหัวเราะ แล้วพูดว่า มึงอ้ายพวกมารร้ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่แรกล่อลวงให้เราออก มาแล้วจะงับเราและกัดเราหากเรารู้เท่า ครั้งนี้หลอกให้เราออกมาจัดกระบวนตั้ง หมื่นจะรบเราคนเดียว เอ็งทำอย่างนี้ถูกต้องหรือเราจะลากไปหาอาจารย์เรา เอ็ง จะว่ากระไรต่อไป พวกปิศาจกราบไหว้ร้องขอชีวิต ขอให้กรุณาข้าพเจ้าจะส่งอาจารย์ ท่านให้ข้ามเขาไปเห้งเจียว่าถ้ากระนั้นเจ้าเอามีดมาตัดเชือกเอาเถิด ปิศาจว่าจะ ตัดข้างนอกข้างในยังติดอยู่กับหัวใจ ก็จะเจ็บปวดต่อไปอีก จะคิดอย่างไรดีเล่า เห้งเจียว่าดังนั้น ก็ให้อ้าปากออกเราจะเข้าไปแก้ให้ ปิศาจได้ยินดังนั้นก็ตกใจพูด ว่า ถ้าท่านเข้าไปแล้วและจะไม่ออกมาจะมิเป็นการลำบากแก่ข้าพเจ้าหรือ เห้งเจีย ว่าแก้เชือกนั้นง่ายๆ ไม่ยากอะไร แต่พวกเจ้าจะยอมส่งอาจารย์เราไปจริงแล้วหรือ ปิศาจไต้อ้องที่หนึ่งพูดว่า ถ้าท่านแก้ให้ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะขอส่งอาจารย์ท่าน ไป ไม่กล่าวคำเท็จ เห้งเจียเห็นว่าปิศาจมีใจอ่อนแล้วก็เชื่อ จึงร่ายคาถาเรียกขน นั้นกลับคืน หัวใจปิศาจก็หายเจ็บ ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามก็ลุกขึ้นคำนับ แล้วเชิญ เห้งเจียให้ไปบอกอาจารย์ ให้จัดแจงข้าวของพวกข้าพเจ้าจะหามเกี๊ยวไปรับแล้ว จะได้ส่งท่านไป พวกปิศาจเหล่านั้น พากันเก็บเครื่องสาตราอาวุธกลับไปยังถ้ำ ฝ่ายเห้งเจียก็เหาะกลับไปหาอาจารย์ที่เนินเขา แลไปแต่ไกลเห็นพระอาจารย์นอน กลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นดิน เห้งเจียคิดแต่ในใจว่าไม่ใช่อื่นไกล อ้ายโป๊ยก่ายเป็นแน่ คงไปบอกแก่อาจารย์ว่าปิศาจกินเราเสียแล้ว เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จึงได้มี ความทุกข์โทมนัสดังนี้ เห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเข้ามาใกล้เรียกพระอาจารย์คำหนึ่ง ชัวเจ๋งก็พูดบ่นโป๊ยก่ายว่า แกเป็นพวกต่อโลงขายแท้ ๆ คิดตั้งใจแต่จะให้คนตาย เท่านั้น พี่เห้งเจียยังไม่ตายก็ว่าตายนั่นใครเล่ามาเรียก โป๊ยก่ายเถียงว่าเราได้เห็น แก่ตาว่าปิศาจมันกลืนเข้าไปในท้องแล้วเราเห็นว่าหากจะเป็นปิศาจลิงที่ตายถูก วันคืนไม่ดี จึงได้สิงให้มาดังนี้อีก เห้งเจียได้ฟังก็เดินเข้ามาจับมือโป๊ยก่ายถามว่า อ้ายกินรำมึงว่าใครสิงใคร จะเปรียบเหมือนเจ้าอ้ายคนให้ไม่ได้ดังนั้นหรือ ปิศาจ มันกลื่นเราเข้าไปในท้อง เราก็จับไส้พุงมันกระชากเล่น และเอาเชือกผูกหัวใจ มัน เจ็บปวดเหลือทน ทุก ๆ คนก็คุกเข่าลงคำนับอ้อนวอนขอโทษตัวเราจึงยกโทษให้ แก่มัน มันยอมจะเอาเกี้ยวมาหามรับอาจารย์เราส่งไป พระถังซัมจั้งได้ยินเสียงเห้ง เจียพูดก็ผุดลุกขึ้นพูดแก่เห้งเจียว่า ขอบใจสานุศิษย์มาก ๆ ทำให้ลำบากจะถึงแก่ ความตายเสียแล้ว ถ้าเชื่อโป๊ยก่ายอาตมาก็จะทิ้งชีวิตเสียแล้ว เห้งเจียจึงด่าโป๊ยก่าย สองสามคำให้ไปจัดแจงรวบรวมข้าวของคอยท่าปิศาจจะมารับ โป๊ยก่ายก็ไปตระ เตรียมไว้เสร็จฝ่ายพวกปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม ครั้นกลับไปยังถ้ำแล้วไต้อ๋องที่สองพูดแก่ไต้อ้อง ใหญ่ว่า เราอวดว่าพวกเราเก้าหัวแปดหาง แต่เห้งเจียนั้นเป็นลูกลิงตัวนิดเดียวเท่านั้น ถ้าพี่ไม่กลืนมันเข้าไปรบกันด้วยฝีมือและกำลังที่ไหนมันจะสู้ได้ และทั้งพลปิศาจ ของเราก็มีกว่าสองหมื่น ขับเข้าไปช่วยกันระดมตีเอาชัยชนะก็จะได้ นี่พี่กลืนมัน เข้าไปในท้องมันทำเล่นตามสบายจะสู้มันที่ไหนได้ ซึ่งรับปากว่าจะส่งพระถังซัม จั่งนั้น ก็เพราะรักชีวิตโดยมันรวบรัดเข้าที่คับแค้นนัก บัดนี้ก็พ้นออกมาได้แล้ว ปิศาจ ไต้อ๋องที่หนึ่งจึงถามว่า ถ้ากระนั้นน้องจะคิดประการใดอีกเล่า ไต้อ้องที่สองพูดว่า ขอพลให้ข้าพเจ้าสามพัน ข้าพเจ้าจะจับอ้ายลิงนั้นให้ได้ ไต้อ๋องใหญ่ว่า ถ้าดังนั้น ก็แล้วแต่น้อง จะจัดแจงเถิด ปิศาจที่สองจึงเรียกพวกพลทหารมาสามพันนำออก ไปข้างทางใหญ่ตั้งเป็นกระบวนแล้ว ก็ให้คนถือธงไปบอกแก่เห้งเจียให้รีบมาต่อสู้กัน โป๊ยก่ายได้ยินก็หัวเราะ แล้วพูดว่าทำอะไรกลับกลายดังนี้ ไหนว่าปราบปิศาจได้ แล้วมันจะเอาเกี้ยวมารับอาจารย์ ทำไมมันจึงมาท้าชวนรบอีกเล่า เห้งเจียพูดว่า อ้ายไต้อ๋องใหญ่เราปราบปรามยอมแล้ว นี่เห็นจะเป็นอ้ายไต้อ้องที่สองจะไม่ยอมส่ง เพราะฉะนั้นจึงมาท้าชวนรบฉะนี้ อันพวกปิศาจนั้นมันมีพี่น้องสามคน เราก็มีพี่ น้องสามคน แต่อ้ายคนใหญ่ไม่กล้ามาต่อสู้แล้ว นี่เห็นจะเป็นอ้ายคนที่สองเรา เห็นควรที่โป๊ยก่ายจะออกไปรบแก่มันจึงจะดี โป๊ยก่ายพูดว่าจะกลัวมันทำไม ไว้ ข้าพเจ้าจะไปรบแก่มันเอง พูดแล้วโป๊ยก่ายก็ถือคราดเดินมาร้องเรียกว่าอ้ายปิศาจ มารร้าย มึงรีบออกมาลองฝีมือกับปู่ดูคือตือโป๊ยก่ายให้รู้รสฝีมือกันสักคราวหนึ่ง ปิศาจไต้อ๋องที่สองได้ยินเสียงท้าก็ออกมาเห็นโป๊ยก่ายก็มิได้รอรั้งพูดถือหอก หมายตรงหน้าโป๊ยก่ายก็แทงมา โป๊ยก่ายยกคราดขึ้นรับต่างองอาจออกแรงสู้รบกัน ไม่ทันถึงเจ็ดแปดเพลงโป๊ยก่ายทานกำลังปิศาจไม่ไหวก็ผละออกถอยหนี ปิศาจ ได้ทีก็ตามรุกเอางวงยื่นคว้ารวบจับโป๊ยก่ายไว้ได้ มีชัยชนะก็ยกกลับไปถ้ำพระถังซัมจั่งยืนแลดูอยู่เห็นปิศาจจับโป๊ยก่ายไปได้จึงถามเห้งเจียว่าจะทำ ประการใดเล่า เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์มีจิตลำเอียง เวลาปีศาจจับข้าพเจ้าไป พระอาจารย์ก็ไมรีบร้อน โป๊ยก่ายถูกจับไปพระอาจารย์มีความรีบร้อนไว้ให้มันทรมาน ยากแค้นจึงจะรู้สึกว่าไปอาราธนาพระธรรมมิใช่เป็นการง่าย ๆ พระถังซัมจังพูดว่า ถึงเมื่อเห้งเจียไปต้องภัยได้ทุกข์ใช่ว่าอาตมาจะไม่ทุกข์ร้อน แต่เห็นว่าเห้งเจีย เปลี่ยนแปลงได้จะไม่ลำบากยากแค้นนัก โป๊ยก่ายโง่เขลาแม้ถูกจับไป ดังนี้จะได้ ความเดือดร้อนมาก เห้งเจียจงไปช่วยสักครั้งเถิด เห้งเจียก็เหาะไล่ตามไปแต่คิด ในใจว่ามันแซ่งเราให้ตาย เราตามไปดูปิศาจมันจะทำประการใด คอยให้มันลงโทษ เสียก่อนแล้วเราจึงค่อยแก้ต่อภายหลัง คิดแล้วก็แปลงกายเป็นแมลงหวี่บินไปจับ ที่ใบหูโป๊ยก่าย เข้าไปในถ้ำพร้อมกับปิศาจ ครั้นถึงปิศาจไต้อ้องที่สองเอาโป๊ยก่าย ทิ้งลงกับพื้นบอกว่าพี่ ข้าพเจ้าจับได้มาคนหนึ่งแล้ว ไต้อ๋องที่หนึ่งแลเห็นโป๊ยก่าย จึงพูดว่าคนนี้ไม่ต้องการน้องไปจับมาทำไม โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นจึงพูดว่าจริงดัง นั้นไต้อ๋องพูดไม่ต้องการอะไรปล่อยเรากลับไป ไปค้นหาคนที่ต้องการก็จับเอามาเถิด ไต้อ๋องที่สามพูดว่า ถึงไม่ต้องการก็เป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งจะต้องมัดเอา ไปแช่น้ำไว้ก่อน พวกปิศาจก็เอาเชือกมัดหมูแล้วหามไปแช่ไว้ในบ่อหลังถ้ำ เห้งเจีย ก็บินขึ้นดูโป๊ยก่าย เห็นแช่น้ำอยู่เท้าชี้ฟ้าปากก็งอขึ้นหายใจประหงับ ๆ พิเคราะห์ ดูก็น่าหัวเราะจมน้ำอยู่ครึ่งตัว เห้งเจียเห็นโป๊ยก่ายดังนั้นให้นึกแค้นก็แค้นสงสารก็ สงสาร คิดว่าต่อไปภายหลังก็คงได้เข้าที่ประชุมเล่งฮวยหวย คือเมื่อพระศรีอาริย- เมตตรัยลงมาตรัส แต่คิดเคืองว่ายังไม่ทันไร ก็คิดแบ่งข้าวของจะทิ้งอาจารย์ไป เสียแล้วและได้ฟังชัวเจ็งบอกว่านินทากล่าวขวัญภายหลังหลายหน อย่าเลยจะ ทำให้กลัวสักทีหนึ่ง คิดแล้วเห้งเจียก็บินลงไปข้างริมหูร้องเรียกว่าหงอเหนง ตือ หงอเหนง โป๊ยก่ายตกใจนึกว่าฉายาตือหงอเหนงนี้ของพระโพธิสัตว์กวนอิมตั้งชื่อ ให้ไม่มีใครผู้ใดรู้ เมื่อตามอาจารย์มาก็ไม่มีใครเรียกชื่อนี้ เรียกแต่ชื่อโป๊ยก่ายเท่านั้น ก็ที่นี่ทำไมจึงมีคนรู้ฉายาของเรา อดไม่ได้จึงร้องถามไปว่า ใครมาเรียกข้าพเจ้าทำไม เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าเอง โป๊ยก่ายถามว่าเป็นคนหรือ เห้งเจียตอบว่าเราคือผู้คุม มาจากเมืองนรกเที่ยวจับคนถึงที่ตาย โป๊ยก่ายตกใจถามว่าท่านอยู่ที่ไหน เห้งเจีย บอกว่าคือพระยามัจจุราชเงียมฟ้ออ๋องให้มาจับตัวเจ้า โป๊ยก่ายพูดว่าขอท่านได้ กลับไปกราบเรียนแก่เงียมพ้ออ๋องก่อน ท่านก็เคยรู้จักรักใคร่แก่พี่ชายข้าพเจ้า คือ ซึงเห้งเจีย ขอทุเลางดผ่อนอีกสักวันหนึ่งเถิด พรุ่งนี้จึงค่อยมาจับไป เห้งเจียว่า อย่าพูดเลอะเทอะไปเลย พระยามัจจุราชได้จดลงแน่นอนแล้วว่ายามสามเป็นจะ ตายก็ใครเล่าจะกล้ารอไปถึงยามสี่ จงรีบมาไปกับเราโดยดีอย่าให้ถึงแก่ฉุดลากไป เลย โป๊ยก่ายพูดว่าทำไมท่านไม่ผ่อนผันบ้างเล่า จงพิเคราะห์ดูรูปร่างข้าพเจ้าดัง ยังอยากเป็นอยู่ไม่อยากตาย แต่ความตายนั้นก็ต้องตายเป็นแน่แต่จะขอทุเลาสัก วันหนึ่งจะไม่ได้ทีเดียวหรือ พอให้ปิศาจมันจับอาจารย์กับพี่น้องมาให้พบกันสัก ครั้งหนึ่งเท่านั้น แล้วก็ตามแต่จะเอาไปข้างไหนก็ตามเถิด เห้งเจียว่าเอาเถอะเรา จะผ่อนให้ แต่หนังสือเรียงชื่อมาสามสิบคนเราจะไปจับพวกนั้นก่อนแล้วจึงจะมา เอาตัวเจ้าต่อที่หลัง จะผ่อนให้สักวันหนึ่ง แต่เจ้ามีเงินค่าป่วยการก็ส่งมาให้ข้าจะ ได้ไปเที่ยวจับที่อื่นก่อน โป๊ยก่ายพูดว่าตัวข้าพเจ้าเป็นคนถือศีลติดตามอาจารย์ มาจะเอาเงินทองที่ไหนมาจะได้ให้ค่าป่วยการแก่ท่านเล่า เห้งเจียว่าถ้าไม่มีค่าป่วย การ จงรีบไปกับเราเดี้ยวนี้ช้าไม่ได้เราจะมัดเอาไป โป๊ยก่ายตกใจพูดว่าท่านอย่า มัดข้าพเจ้าเลย ด้วยข้าพเจ้าเข้าใจว่าเชือกของท่านนั้น คือเชือกเร่งชีวิตแม้ว่าลาก ไปก็สิ้นชีวิตอันค่าป่วยการนั้นก็มีบ้างแต่ไม่มากเห้งเจียว่ามากน้อยเท่าใดก็รีบ เอาออกมา โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าเก็บรวบรวมไว้สองปีเศษแล้วมีเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน รวมหนักได้ห้าสลึงเมื่อก่อนได้เอาไปให้ช่างหลอม รวมกันเป็น แผ่นเดียว ช่างเอาไปเสียสามหุนยังเหลือสี่สลึงกับเจ็ดหุน ข้าพเจ้าเก็บเหน็บไว้ใน หู ถูกมัดมือติดอยู่หยิบให้ไม่ได้ ท่านโปรดหยิบเอาเองเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงยื่นมือไปคลำที่หูล้วงออกมาแผ่นหนึ่ง เห้งเจียพิเคราะห์ดูแล้วก็เอาเก็บซ่อนเสีย แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ก็กลายกลับเป็นรูปเดิม โป๊ยก่ายแลเห็นเห้งเจีย ก็ด่าแข่งว่า อ้ายฟ้าผ่าอ้ายเป็กเบ็อน เรามาต้องทรมานดังนี้ยังมาทำแกล้งจะเอาเงินค่าป่วยการ อะไรอ้ายไม่มีเงาหัวอ้ายลูกลิง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เงินค่าป่วยการเป็นการ เล็กน้อยไว้ธุระเราจะช่วยแก้ให้ออกไป เห้งเจียจึงเอากระบองยื่นลงไปสอดใน เชือกแล้วก็ยกขึ้นมาแก้มัด โป๊ยก่ายก็ลุกขึ้นพูดว่าพี่เราเปิดประตูหลังถ้ำหนีไปเถิด เห้งเจียพูดว่าประตูหลังไปไกล เรากลับออกไปทางประตูข้างหน้าดีกว่า โป๊ยก่าย ก็ตามหลังเห้งเจียออกมาถึงประตูที่สองแลเห็นคราดเหล็กพิงอยู่ที่นั้น โป๊ยก่ายก็เข้า หยิบเอามาถือแล้วก็แผลงฤทธิ์สับฟันขนาบออกไป เห้งเจียก็แกว่งกระบองตีออก ไปจนถึงประตูชั้นสี่ ฆ่าพวกบริวารปิศาจตายเป็นอันมากฝ่ายไต้อ๋องที่หนึ่งตกใจลุกมาดูเห็นดังนั้น จึงร้องเรียกไต้อ้องที่สองให้เข้าจับ ตัวคนเก่ง ว่าเห้งเจียมันเข้ามาลักเอาโป๊ยก่ายไปแล้วยังมาเที่ยวฆ่าคนอีก ไต้อ๋อง ที่สองได้ฟังดังนั้น ก็จับหอกวิ่งไล่ตามออกมานอกประตูร้องค่าว่าอ้ายชาติลิง มึง สามารถมาทำดังนี้ได้หรือ ว่าแล้วก็เอาหอกแทง เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับปัด ป้องต่างรบราต่อสู้กันด้วยกำลังความเข้มแข็ง ฟัดเหวี่ยงกันไปมาที่หน้าประตูถ้ำ โป๊ยก่ายวิ่งขึ้นไปยืนดูอยู่บนโขดเขา มิได้ลงมาช่วยเห้งเจียรบ ทำกิริยางง ๆ งัน ๆฝ่ายปิศาจที่สองเห็นกระบองเหล็กของเห้งเจียหนักนักจึงเอาหอกรอรับไว้ ยื่น งวงออกจะใคร่จับฟัดเห้งเจีย เห้งเจียก็รู้ในท่วงทีของปิศาจจึงยกมือชูขึ้นเสีย ปิศาจ ก็เอางวงพันเห้งเจียเข้าที่บั้นเอวมิได้พันมือไว้ด้วย เห้งเจียก็แกว่งกระบองเล่นได้ ตามสบาย โป๊ยก่ายแลเห็นดังนั้นก็พูดว่าอ้ายปิศาจมันโง่เสียแล้ว เวลาที่มันจับ เราสิมันพันรัดมือไว้เสียด้วย มันจึงจับไว้ได้ เห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็เอา กระบองแกว่งทีหนึ่งเล็กลงเท่าฟองไก่ยาวสักวาเศษแทงเข้าไปในรูงวงของปิศาจที่ หนึ่ง ปิศาจถูกเจ็บแทบจะสิ้นใจก็คลายงวงออกปล่อยเห้งเจียทันที เห้งเจียคว้า จับงวงปิศาจไว้ เอามีดแทงเข้าไปปิศาจได้ความเจ็บสาหัสก็ตามมือเห้งเจียไป โป๊ย ก่ายแอบเข้ามาใกล้เอาคราดเหล็กสับฟันปิศาจถูกที่ขากรรไกรเห้งเจียร้องห้ามว่าอย่า ทำมันเลย พระอาจารย์จะว่าเราดุร้ายฆ่าสัตว์ไม่มีเมตตา เอาแต่ด้ามคราดตีมัน ก็ถมไป โป๊ยก่ายก็เอาด้ามคราดตีปิศาจ ก้าวหนึ่งตีทีหนึ่งทุกก้าว เห้งเจียก็จับ งวงปิศาจเดินจูงมาดูดุจช้างใหญ่สักสองช้าง เห้งเจียจูงเดินมาข้างเนินเขา ซัวเจ้ง แลเห็นแต่ไกลก็บอกแก่อาจารย์ว่าพี่เห้งเจียแกจับปิศาจจูงมาโน่นแล้วพระถังซัมจั้งแลไปเห็นจึงพูดว่า พ่อเจ้าประคุณปิศาจนี้มันช่างโตใหญ่จริง ๆ และทั้งมีงวงเหมือนช้าง แล้วสั่งให้ชัวเจ้งถามมันดูว่าพวกมันจะยอมส่งเราให้ข้าม เขาไปหรือยัง ถ้ามันยอมแล้วเราจะขอชีวิตไว้ให้ มิให้ถึงแก่ความตาย ปิศาจได้ ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงกราบกับพื้นพูดว่า ขอท่านอาจารย์ยกชีวิตปล่อยให้ข้าพเจ้า กลับไป ข้าพเจ้าจะเอาเกี้ยวมาหามส่งท่านไป เห้งเจียพูดว่าอาจารย์กับทั้งศิษย์สี่ คนนี้ มีจิตเป็นกุศลทั้งนั้น เจ้าพูดดังนั้นเรายอมยกโทษให้เจ้า เจ้าจงรีบไปเอาเกี้ยว มารับอาจารย์ไปส่ง แม้ว่าเจ้ากลับกลายอีกทีนี้ เราจับได้ก็จะฆ่าเสียมิได้ไว้ชีวิต อีกต่อไปแล้วเมื่อปิศาจได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็ลุกขึ้นคำนับลากลับไปถ้ำ เห้งเจียกับโป๊ยก่าย คำนับอาจารย์แล้ว จึงเล่าเหตุที่ปิศาจจับโป๊ยก่ายไปให้อาจารย์ฟังทุกประการ โป๊ย ก่ายมีความอดสูยิ่งนัก ก็เก็บเอาเสื้อกางเกงไปตากที่เนินเขาฝ่ายปิศาจที่สองมาถึงถ้ำแล้ว จึงเล่าความที่พระถังซัมจั่งมีจิตกรุณาปรานีให้ ปิศาจทั้งหลายฟังทุก ๆ คน ต่างนั่งและดูตากันไม่อาจพูดจาว่ากระไรได้ ปิศาจที่ สองจึงถามว่าเมื่อเป็นดังนี้ควรพวกเราจะไปส่งพระถังซัมจั้งหรือไม่ ปิศาจที่หนึ่ง จึงพูดขึ้นว่า น้องยังจะทำอะไรต่อไปอีกเล่า จงรีบจัดแจงส่งเธอไปเถิด ส่วนปิศาจ ที่สามพูดว่ารีบสงไป ๆ ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า พี่น้องพูดเป็นทีประชด ดังนี้ออกมา ดูเหมือนจะไม่พอใจส่งดอกกระมัง หากเจ้าจะไม่ยอมไปส่ง เราสอง คนจะไปส่งเอง ปิศาจที่สามหัวเราะแล้วพูดว่า พี่ทั้งสองได้ทราบว่าพระถังซัมจั้ง หากไม่อยากให้เราไปส่ง เธอกับสานุศิษย์จะแอบแฝงข้ามไปได้ ก็เป็นที่สะดวก ของพระถังซัมจั่ง หากว่าอยากให้พวกเราไปส่ง ไม่รู้เท่าก็จะถูกอุบายแยกเสือไป จากเขา ปิศาจที่หนึ่งถามว่าทำอย่างไรจึงเรียกว่าแยกเสือจากเขา ปิศาจที่สามพูด ว่าพวกปิศาจบริวารของเราในถ้ำนี้ คัดเลือกออกสิบหกคนและอีกสามสิบคน ปิศาจ ที่หนึ่งถามว่าจะต้องการอะไรจึงต้องทำดังนั้น ปิศาจที่สามพูดว่าสามสิบคนนั้นให้ เข้าใจต้มแกงต่าง ๆ เอาข้าวของผักปลาและเครื่องคาวหวานมอบให้เธอไปตาม ทางถึงที่ใดก็ดี ตั้งเตาต้มแกงข้าวน้ำประคับประคองให้พระถังซัมจังอิมเอิบบริบูรณ์ ปิศาจที่หนึ่งถามว่าก็ยังอีกสิบหกคนจะใช้อะไร ปิศาจที่สามพูดว่าสิบหกคนนันให้ หามเกี้ยวแปดคน อีกแปดคนให้คอยร้องนำหน้า พี่น้องเราคอยประคับประคอง สองข้างเดินตามส่ง ทางนี้ไปอีกสี่ร้อยโยชน์ก็ถึงกำแพงเมืองของข้า ที่นั้นมีคน คอยรับรอง ครั้นถึงริมกำแพงเมืองก็จงทำมิให้อาจารย์กับศิษย์รวมกันได้จะจับ พระถังซัมจั่งนั้นได้ก็เพราะสิบหกคน การก็จะสำเร็จทั้งสิ้น ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้น ดุจเวลาเมาฟื้นขึ้นก็สรรเสริญว่าความคิดอย่างนี้ดีจริง จึงรีบจัดสามสิบคนเอาสิ่ง ของเครื่องกินกระยาหารมอบให้ไปจัดทำตามสั่ง และคัดอีกสิบหกคนให้แปดคน ร้องตวาดนำทาง อีกแปดคนให้หามเกี้ยวออกไป ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว ปิศาจที่ หนึ่งก็ออกนำหน้า พาบริวารปิศาจเดินออกจากถ้ำมาในทางใหญ่ ร้องเรียกว่าท่าน อาจารย์วันนี้ไม่ต้องผงละอองติดเท้า นิมนต์ท่านขึ้นนั่งในเกี้ยว พวกข้าพเจ้าจะหาม ท่านส่งไปเห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ว่าพวกปิศาจที่ข้าพเจ้าปราบลงนั้น บัดนี้เอาเกี้ยว มารับหามอาจารย์จะส่งข้ามไป พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็ประนมมือว่าสาธุดีแล้ว หากไม่มีเห้งเจียอาตมภาพที่ไหนจะไปได้ จึงหันมาพูดแก่พวกปิศาจว่า อาตมภาพ ได้พึ่งพาหนะของท่าน ท่านทั้งหลายจงได้เอ็นดูให้มาก ๆ แม้ว่าอาตมภาพไป อาราธนาพระธรรมกลับไปถึงเมืองแล้ว อาตมภาพจะแผ่กุศลถึงท่านทั้งหลายให้ ทั่วกัน พวกปิศาจก็พร้อมกันคำนับของคุณ แล้วจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นเกี้ยว พระถังซัมจังยังเป็นปุถุชนก็หารู้ในกลอุบายของปิศาจไม่ และซึ่งเห้งเจียก็เป็น ภาคของทั้ยอิ๊ดแซเกิดในสันดานซื่อตรง ก็มุ่งหมายแต่จะกำจัดเป็นกำลังอานิสงส์ ครั้นปราบปิศาจได้แล้วก็หาได้ตรึกตรองสอดส่องให้ละเอียดไม่ จึงเรียกโป๊ยก่าย ให้เอาข้าวของวางบนหลังม้าซัวเจ็งเดินคุมไปฝ่ายเห้งเจียก็ถือกระบองออกเดินนำหน้าคอยระวังการร้าย ฝ่ายปิศาจทั้งแปด ก็หามเกี้ยวไป อีกแปดคนก็ร้องนำหน้าไป หามเกี้ยวตัดทางขึ้นเขาไป ปิศาจไต้ อ๋องก็เดินข้างเกี้ยวประคับประคองไปทั้งสามคน ฝ่ายพระถังซัมจั้งนั่งบนเกี้ยวก็มีจิต รื่นเริง พวกปิศาจใหญ่น้อยพร้อมใจกันจงรักภักดีเอาใจใส่โดยเรียบร้อย วันหนึ่ง ข้าวน้ำสามเวลาเลี้ยงดูบริบูรณ์ ค่ำลงก็หยุดพักนอนรุ่งเช้าก็ออกเดินไปเดินมาได้ สี่ร้อยโยชน์เศษ แลไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงเมือง เห้งเจียเดินห่างเกี้ยวประมาณ สักสี่สิบเส้น เห็นกำแพงเมืองก็สะดุ้งชะงักกระโดดขึ้นทีหนึ่ง โดยเหตุที่เห็นใน กำแพงเมืองมีอากาศร้ายพลุ่งขึ้นได้ยินเสียงลมข้างหลังพัดหวิวกระชั้นมาจึงหันหน้า ไปมองดู เห็นปิศาจที่สองถือทวนมาแทง เห้งเจียยกกระบองขึ้นรับ ก็รบกันด้วย กำลังโกรธแค้น ปิศาจที่หนึ่งก็ให้สัญญามือถือง้าวกระโดดมาฟันโป๊ยก่าย โป๊ยก่าย ตกใจทิ้งม้ามือถือคราดเข้ารบกับปิศาจ ปิศาจที่สามก็ถือหอกเข้ารบกับซัวเจ๋ง ซัว เจ๋งก็ยกพลองวิเศษขึ้นปัดป้องต่อสู้ ปิศาจทั้งสามรบกับสานุศิษย์ทั้งสามอยู่บนเนิน เขา พวกปิศาจบริวารสิบหกคนครั้นได้เห็นสัญญาณก็เข้าชิงเอาม้าและข้าวของ ทั้งนั้นไปสิ้น พวกหามเกี๊ยวก็วิ่งเข้าไปถึงประตูเมืองร้องเรียกว่าไต้อ้องมาแล้ว รีบ เปิดประตูเมืองโดยเร็วพวกปิศาจที่เฝ้าประตูก็พากันมาเปิดประตูเมืองให้เข้าแล้ว จึงสั่งกันให้เอาธงลงทุกคนและให้เงียบสงบเสียงมิให้ตีม้าล่อและกลอง เพราะไต้ อ๋องได้สั่งมาก่อนแล้วว่า อย่าทำให้พระถังซัมจั้งตกใจ ถ้าจิตใจเธอหวั่นหวาดเศร้า หมองเสียแล้ว เนื้อเธอก็จะมีรสเปรี้ยวเสียจะกินไม่อร่อย พวกหามเกี้ยวก็ตรงเข้า ไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย วางลงให้พระถังซัมจั่งนั่งอยู่กลาง ยกน้ำร้อนน้ำชา มาเลี้ยง พวกปิศาจพากันมาแวดล้อมประคับประคอง พระถังซัมจั้งให้มืดมัวและ ไม่รู้จักหน้าคนให้เคลิ้ม ๆ ไปฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม รบกับเห้งเจียพี่น้องทั้งสามอยู่ที่นอกกำแพงเมือง ข้างทิศตะวันออกที่กลางหว่างเขาอยู่หลายชั่วโมง จนเวลาจวนเย็นก็บังเกิดหมอก กลุ้มสักประเดี๋ยวก็มือค่ำ โป๊ยก่ายรอรบไม่อยู่ก็ถอนคราดออกหนี ปิศาจที่หนึ่งไล่ ตามอ้าปากคาบจับตัวได้พาเข้าไปในเมือง เรียกพวกบริวารเอาเชือกมามัดโป๊ยก่าย ไว้ที่ใต้ถุนปราสาทกิมล่วนเต้ย แล้วก็เหาะกลับออกมาช่วย ชัวเจ๋งเห็นท่าจะ เสียทีก็แกว่งกระบองถอยหลังหนี ปิศาจที่สองสยายงวงจับซัวเจ้งเข้าไปไว้ในเมือง มัดผูกไว้ที่เดียวกับโป๊ยก่าย ก็กลับออกมาอยู่บนอากาศ ร้องว่าจับตัวเห้งเจียให้ได้เห้งเจียเห็นปิศาจจับน้องไปทั้งสองคนแล้ว แต่ลำพังผู้เดียวเห็นว่าจะต่อสู้มิได้ ก็ตีลังกาหกคะแมนหนีไป ปิศาจที่สามเห็นเห้งเจียหนีไปแล้ว ปิศาจก็กลับเป็นรูป เดิม คลี่ปีกออกโผบิน ในข้อนี้เห้งเจียตีลังกาทีหนึ่งสิบหมื่นแปดพันโยชน์แต่ ปิศาจกระพือทีหนึ่งก็ไปไกลกว่าเห้งเจีย ครั้นปิศาจไล่มาทันก็เอาเท้าเฉี่ยวเห้งเจีย เข้าอยู่ในอุ้งเท้าจะดิ้นรนก็ไม่ไหว ปิศาจก็บินกลับมาเมือง ครั้นถึงก็ปล่อยลงกับพื้น ปิศาจเอาเชือกมามัดผูกไว้ที่เดียวกันกับโป๊ยก่ายชัวเจ๋ง ปิศาจก็ผลักพระถังซัมจั้ง ลงจากแท่นตัวก็ขึ้นนั่งบนแท่นแสงไฟสว่าง พระถังซัมจั้งแลเห็นสานุศิษย์ถูกมัด อยู่กับพื้น จึงหันหน้ามาหาเห้งเจียร้องไห้แล้วพูดว่าเมื่อเวลาพบปะภัยร้ายทุกครั้ง เห้งเจียอยู่ข้างนอกได้ช่วยแก้ไข วันี้เห้งเจียมาต้องผูกมัดเสียดังนี้ ทำอย่างไร อาตมาจะพ้นอันตรายเล่า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นอาจารย์ร้องไห้และเสียใจดังนั้น ก็ พากันร้องไห้เสียงโฮ ๆ ทั้งสองคนแต่เห้งเจียหาร้องไห้ไม่กลับหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์จงวางใจเถิด พี่น้องอย่าร้องไห้ไปทำไม ตามแต่มันจะทำอย่างไรก็ซั่งมัน เป็นอันขาดมิให้มันทำร้ายได้ อาจารย์กับศิษย์กำลังพูดกันอยู่ ก็ได้ยินปิศาจใหญ่ พูดสรรเสริญปิศาจที่สามว่า น้องเรามีสติปัญญาคิดอุบายสำเร็จได้ เป็นอย่างยิ่ง หาที่เปรียบมิได้ เวลานี้ก็จับพระถังซัมจั้งได้แล้ว จึงสั่งปิศาจบริวารให้ตั้งเตาต้ม น้ำร้อนขึ้นไว้แล้วเอาลังถึงเหล็กมาจะได้จับอาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนใส่เข้าไปใน ลังถึงแล้วเอาขึ้นตั้งบนกระทะนึ่งให้สุก พวกเราพี่น้องจะกินเล่นให้สบายใจ แล้ว แจกให้พวกเจ้ากินกันคนก้อนอายุจะได้ยืนยาว ปิศาจบริวารได้ฟังนายสั่งดังนั้น ก็วุ่นวายจัดแจงสักประเดี้ยวก็แล้วเสร็จไต้อ้องก็สั่งให้จับอาจารย์กับศิษย์ลำดับลงไป โป๊ยก่ายอยู่ชั้นล่าง ซังเจ้งอยู่ชั้นถัดขึ้นมา แล้วหามเห้งเจียใส่ลงชั้นที่สาม แต่ มิใช่เห้งเจียจริง เป็นรูปที่เห้งเจียปลอมถอนขนแปลงแทนไว้ ส่วนเห้งเจียจริงนั้น เหาะขึ้นคอยดูอยู่บนอากาศ แล้วพวกปิศาจหามพระถังซัมจั้งใส่ลงไว้ชั้นบนที่สุด แล้วพวกปิศาจก็เอาไฟใส่ติดฟืนขึ้นเห้งเจียอยู่บนอากาศคิดว่าโป๊ยก่ายซัวเจ้งทนได้สองเดือดอาจารย์ทนได้ เดือดเดียว ก็จะสุกไม่มีชิ้น แม้เราไม่เอาธรรมอันวิเศษล้อมเสีย ประเดี๋ยวก็จะสิ้นชีวิต คิดแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระคาถาเรียกพระยาเล่งอ๋องมาในทันใดนั้น พระยาเล่งอ่อง ถามว่าท่านไต้เซียมีกิจร้อนอะไรหรือ เห้งเจียตอบว่า ไม่มีกิจธุระร้อนรนจะกล้า กวนท่านหรือ ด้วยบัดนี้พวกปิศาจยักษ์มันจับอาจารย์ข้าพเจ้าไปใส่ลังถึงติดไฟนึ่ง ขอท่านช่วยอย่าให้มันนึ่งได้ พระยาเล่งอ๋องได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น ก็แปลงเป็น สายลมเป๋าลงไปที่กระทะ และเป่าล้อมรอบในกะทะไอร้อนก็ไม่มีถึงคนทั้งสาม จึงรอดชีวิตอยู่ได้ทั้งสามคน เวลานั้นก็เข้ายามสาม ปิศาจที่หนึ่งร้องบอกปิศาจ ทั้งหลายว่า วันนี้เราคิดอุบายก็เหน็ดเหนื่อย จับได้อาจารย์และศิษย์สามคนมามัดใส่ ใส่ลังถึงจะหลบหนีต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเจ้าสิบคนเอาใจใส่ระไวระวังช่วยกันดูแล ผลัดเปลี่ยนใส่ไฟ เราจะพากันไปพักหลับสักงีบหนึ่ง ถ้าถึงเวลาจวนแจ้งเนื้อนั้นสุก จึงให้เอาน้ำส้มน้ำมะนาวเกลือกระเทียมมาสำรองไว้ เราตื่นขึ้นท้องเปล่าจะได้กิน ให้ซูกำลัง พวกปิศาจบริวารก็กระทำตามนายสั่งทุกๆ คน ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามก็ พากันไปนอนฝ่ายเห้งเจียอยู่บนเมฆแลเห็นปิศาจเข้านอนแล้ว ก็ลดลงยังพื้นไม่ได้ยินเสียง ในลังถึงเห็นเงียบอยู่ เห้งเจียคิดว่าจะตายเสียแล้วดอกกระมังจึงแป่ลงกายเป็น แมลงวันบินมาจับที่ข้างลังถึงฟังดู ก็ได้ยินเสียงโป๊ยก่ายพูดว่า อึดอัดจริง ๆ ไม่รู้ ว่ามันจะนึ่งอบไอหรือนึ่งปิดไอก็ไม่รู้ ชัวเจ้งร้องถามว่า นึ่งอบไอเปิดไอนั้นอย่างไร ไม่เข้าใจ โป๊ยก่ายบอกว่านึ่งอบไอนั้นปิดฝาข้างบน เปิดไอนั้นนึ่งไม่ปิดฝา พระถัง ซัมจังอยู่ข้างบนร้องบอกว่าไม่ปิดฝาดอก โป๊ยก่ายว่าดีแล้วคืนวันนี้คงยังไม่ตาย เห้งเจียได้ยินคนสามคนพูดกันอยู่ในนั้นก็รู้แน่ว่ายังไม่ตาย จึงเอื้อมไปหยิบฝาลังถึง มาค่อย ๆ ปิดลง พระถังซัมจั้งตกใจร้องบอกว่าฝาปิดเสียแล้ว โป๊ยก่ายว่าเสร็จ มันจะต้องตายในคืนวันนี้เอง ซัวเจ้งกับพระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็พากันร้องไห้ สะอึกสะอื้น โป๊ยก่ายว่าอย่าร้องไปเลย ใส่ไฟคราวนี้ก็จะเปลี่ยนใหม่ ซังเจ๋งถาม ว่าทำไมพี่จึงรู้เล่า โป๊ยก่ายบอกว่า เมื่อแรกใส่เราเข้าในนี้เราก็นึกดีใจ ด้วยว่าเรา มีโรคเหน็บชา ไอนั้นก็ร้อนพลุ่งขึ้นเดี๋ยวนี้กลับมีไอเย็นพลุ่งขึ้น พวกปิศาจเติมฟืน ใส่ไฟเข้าก็กลับให้มีไอเย็นเกิดขึ้น อาจารย์กับซัวเจ้งไม่เป็นไร เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่าย พูดนึกหัวเราะในใจว่า อ้ายกินรำมันกลับเห็นไปอย่างนั้นได้ เย็นกลับว่าไม่ดี ร้อน จะล้างชีวิตกลับว่าดีทำไมมันจึงกลับเห็นไปอย่างนั้นเล่า ประเดี้ยวลมก็จะสิ้นต้อง รีบแก้ออกเสียจึงจะได้ถ้าเราจะเข้าแก้ก็จำจะกลับเป็นรูปเดิม และจะต้อง ทำลายพวกสิบคนนั้นเสีย ก็จะอึกทึกวุ่นวายขึ้นรู้ถึงปิศาจไต้อ้องก็จะมิเสียการไปหรือ อย่าเลยเราจำจะต้องทำให้อ้ายพวกสิบคนนี้มันนอนหลับเสียแล้วจึงจะดี คิดแล้ว ก็คลำจับเอาตัวหาวนอนออกมาสิบตัวขว้างไปเข้าหน้าพวกที่เฝ้าไฟทั้งสิบคนคนละตัว หนอนหาวนอนก็แทรกเข้าไปในรูจมูก พวกนั้นก็พากันนอนหลับไม่รู้สึก เห้งเจีย จึงกลับเป็นรูปเดิมเข้าแอบลังถึงเรียกพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ยินเห้งเจียเรียก จึงร้องว่าเห้งเจียช่วยอาตมาด้วย ซัวเจ๋งว่าพี่พูดอยู่ข้างนอกหรือ เห้งเจียว่าไม่ได้ อยู่ข้างนอก พี่ติดอยู่ด้วยกันในลังถึงนี้เอง โป๊ยก่ายว่าจะทำอย่างไรก็ทำไป ไว้พวก เราให้ทนทุกข์อึกอัดอย่างนี้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วบอกว่าอย่าอึงไปเราจะช่วย แก้ให้ออกได้ เห้งเจียก็เปิดลังถึงรับอาจารย์ออกแก้มัด แล้วเรียกรูปปลอมกลับ เป็นขนเข้าตัว แล้วชั้นสามชั้นสี่เอาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแก้มัด โป๊ยก่ายออกได้จะ วิ่งหนี เห้งเจียบอกว่าอย่าวุ่นไป เห้งเจียก็เรียกคาถาคืนปล่อยพระยาเล่งอ๋องกลับไป จึงค้นหาข้าวของได้มารวมไว้พร้อมแล้ว จึงให้พระอาจารย์ขึ้นม้า โป๊ยก่ายซัวเจ๋ง เดินตามหลังเห้งเจียออกหน้านำทางไป ลัดออกประตูข้างทิศตะวันออก ก็ได้ยิน เสียงพวกประตูนั่งยามตีเกราะมีคนเฝ้ากวดขันแข็งแรง ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ก็พากันหันกลับเดินออกมาทางประตูหลัง ก็มีพวกปิศาจนั่งยามตามไฟเฝ้าอยู่ โดยกวดขัน เห้งเจียเห็นดังนั้นพูดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่คิดถึงอาจารย์พวกเรา ทั้งสามก็จะไปได้ตามสบาย โป๊ยก่ายว่าเราไปหาที่เงียบไม่มีคน เราปืนกำแพงรับ เอาอาจารย์ออกไปมิดีหรือ เห้งเจียว่าเขาจะลือได้ว่าพวกเราปืนกำแพงหนี พระ อาจารย์เสียชื่อด้วย โป๊ยก่ายพูดว่าเข้าที่คับแค้น แล้วเราหนีเอาตัวรอดก็แล้วกัน จะมานั่งระวังอะไรแก่ชื่อเสียงเล่า เห้งเจียก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด จำจะต้องไปตาม ที่โป๊ยก่ายคิดนั้น เป็นเวลาที่พระถังซัมจั่งยังไม่หมดผลกรรมฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามตื่นขึ้น ต่างก็สวมเสื้อแต่งกายออกมายังตำหนักกิม หลวนเต้ย ขึ้นนั่งบนแท่นแล้วถามว่า ต้มพระถังซัมจั่งเดือดได้กี่ครั้งแล้ว ปิศาจ น้อยก็ยังไม่ตื่น แม้จะปลุกสั่นสักเท่าใดก็ไม่รู้สึก มีคนหนึ่งตกใจตื่นขึ้น ร้องเรียก กันอีกสองสามคนก็ตื่นขึ้นไม่มีใครดูฟืนไฟ ตะลีตะลานบอกว่าเดือดเจ็ดแปดหนแล้ว จึงมาดูข้างเตาก็เห็นเปิดลังถึงทิ้งอยู่เกะกะกับพื้น ก็พากันตกใจวิ่งมาบอกแก่ปิศาจ ไต้อ๋องว่า พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์หนีไปแล้ว ปิศาจไต้อ๋องทั้งสาม เดินเข้ามา ดูที่เตาเห็นพืนไฟดับหมด คนก็หลับกรนไม่รู้สึกตัว พวกปิศาจจึงร้องขึ้นว่าให้ไล่ จับตัวพระถังซัมจั่งให้จงได้ พวกปิศาจทุก ๆ กองต่างก็ตกใจถืออาวุธวิ่งเข้ามาพร้อม หน้ากัน เที่ยวดูทุก ๆ ประตูก็ไม่เห็นเปิด จึงพากันจุดไต้ตามไฟเที่ยวค้นหา ไฟ สว่างดุจกลางวันแลเห็นพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์กำลังจะปืนกำแพงออกไป ปิศาจไต้อ๋องร้องตวาดว่าจะปืนกำแพงไปข้างไหนพระถังซัมจั้งได้ยินเสียงปิศาจร้อง มือและเท้าก็อ่อนยึดไม่อยู่พลัดตกกำแพง ลงมา ปิศาจที่หนึ่งเข้ายึดพระถังซัมจั้งไว้ได้แล้ว ที่สองจับซัวเจ๋งที่สามจับโป๊ยก่าย ปิศาจน้อยเหล่านั้นก็พากันมาจับม้าและสิ่งของ หนีไปได้ก็แต่เห้งเจียผู้เดียว พวก ปิศาจก็พาพระถังซัมจั้ง กับศิษย์ทั้งสองมายังประสาทกิมหลวนเต้ย ปิศาจสั่งให้ เอาตัวโป๊ยก่ายผูกมัดไว้กับเสาหน้าปราสาทและซัวเจ็งมัดผูกไว้ที่หลังตำหนัก เหลือ แต่พระถังซัมจั้งปิศาจยึดตัวไว้ไม่ปล่อยไป ปิศาจทั้งสามพูดว่าพี่จะยึดไว้ทำไมกิน เสียทั้งเป็น ๆ อย่างนี้มิดีหรือ ปิศาจที่หนึ่งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า น้องคิดดัง นั้นก็ควรแล้ว แต่วิตกด้วยเห้งเจียยังจับตัวมันมิได้ จะกลับมาคิดอุบายทำแก่เรา เป็นแน่ ปิศาจที่สามพูดว่าข้างตำหนักในนั้นที่หอเล็ก อยู่ในตำหนักมีตู้เหล็กตู้หนึ่ง ตามข้าพเจ้าคิดเอาพระถังซัมจั้งเข้าไปซ่อนไว้ ในตู้ลั่นกุญแจประตูหอให้แน่น แล้ว ให้ปิศาจน้อยไปเที่ยวพูดเล่าลือว่าปิศาจกินเนื้อพระถังซัมจั้งเสียแล้วเห้งเจียคงจะ เที่ยวคอยฟังข่าว แม้ว่าได้ยินเล่าลือดังนี้มันก็คงจะต้องกลับไป เรารอไว้สักสี่ห้า เวลาเห็นมันไม่มารบกวนแล้วจึงเอามาค่อย ๆ กินตามสบายใจดังนี้จะมิดีหรือ ฝ่าย ปิศาจที่หนึ่งที่สองได้ฟังปิศาจที่สามว่าดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นชอบด้วย จึงพูด ว่าน้องคิดดังนั้นเห็นถูกต้องแล้ว จึงจับพระถังซัมจั่งเข้าไปใส่ตู้เอากุญแจลั่นประตู ตำหนักให้แน่นหนา จึงให้พวกบริวารเที่ยวพูดเล่าลือไปทุกแห่งว่า พระถังซัมจั้ง นั้นปิศาจกินเนื้อเสียแล้วฝ่ายเห้งเจียหนีไปในเวลากลางคืน ก็ตรงไปยังถ้ำไซท่อต้องเข้าไปเอากระบอง ตีขนาบเข้าไปฆ่าพวกปิศาจเสียสิ้น ไม่เหลือสักคนเดียว แล้วก็หันเหาะกลับไปพอ แสงตะวันขึ้นก็พอถึงกำแพงเมืองเห้งเจียคนเดียวก็ไม่อาจท้ารบ ลดลงยังพื้นไหวกาย แปลงเป็นปิศาจน้อยเดินเข้าไปในประตูเมือง เที่ยวสืบถามข่าวอาจารย์ทั่วทั้งเมือง พูดกันว่า พระถังซัมจั้งนั้นปิศาจไต้อ๋องกินเสียทั้งเป็นแล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้ ฟังดังนั้นก็ไม่มีความสบายใจ จึงเดินเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ย เห็นหมู่ปีศาจ หลายคนแต่งตัวสวมเสื้อคลุมหมวกนุ่งแพรสี มือถือไม้พลองที่เอาเหน็บป้ายงา เดินไปเดินมาไม่หยุด เห้งเจียแลเห็นนึกว่าปิศาจพวกนี้ที่จะเป็นขุนนางฝ่ายใน เห้งเจียก็แปลงเป็นขุนนางอย่างนั้นเดินเข้าไปสืบข่าว เวลากำลังเดินมาก็เห็นโป๊ยก่าย ถูกมัดผูกอยู่ที่เสาใต้ระเบียง เห้งเจียแอบเข้าไปร้องเรียกว่าหงอเหนง โป๊ยก่ายก็จำ เสียงได้ จึงพูดว่าพี่มาแล้วช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียว่าพี่จะช่วยน้องไม่เป็นไร แต่น้องได้รู้ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายบอกว่าอาจารย์ตายเสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋อง มันกินเสียแต่เมื่อคืนนี้ทั้งเป็นแล้ว เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็เสียใจน้ำตาตกลงพราก ๆ โป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อเชื่อก่อน การอันนี้เป็นแต่เพียงข้าพเจ้าได้ยินมันพูดกันจะเท็จจริง ก็ยังไม่แน่ได้ พี่จงไปเที่ยวสืบดูก่อนก็คงจะรู้แน่ เห้งเจียเช็ดน้ำตาแล้วเดินเข้าไป ข้างประตูสืบดู ก็เห็นซัวเจ๋งถูกมัดอยู่กับเสา เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้เอามือลูบหลัง ซัวเจ๋ง แล้วเรียกหงอเจ็งคำหนึ่งชัวเจ๋งก็รู้ได้ว่าเห้งเจีย จึงพูดว่าพี่เปลี่ยนแปลงมา แล้วจงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าวิตกพีจะช่วยเจ้าจงได้ แต่ น้องรู้ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน ซัวเจ๋งเช็ดนำตาพูดว่า ปิศาจมันกินเนื้ออาจารย์เสีย แล้วแต่เมื่อคืนนี้ เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายซัวเจ็งพูดอย่างเดียวกันก็ดุจดังว่าเอาคมมีด แทงเข้าที่หัวใจ น้ำตาก็ไหลลงอาบหน้า จึงรีบเหาะขึ้นบนอากาศยังหาช่วยโป๊ยก่าย และซัวเจ๋งไม่เหาะไปนอกกำแพงเมืองข้างทิศตะวันออก ก็ลงยังยอดเขาใหญ่ ร้องไห้โฮ ๆ คร่ำครวญถึงพระอาจารย์ พระอาจารย์ได้ช่วยข้าพเจ้ารอดจากทรมา ทุกข์ได้ร่วมจิตคิดร่วมใจกับอาจารย์จะไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้า ไม่รู้เลยว่ามา ถึงที่นี่อ้ายมารร้ายมันมาฆ่าเสียได้ มาตายเสียดังนี้ที่จะไปไซทีก็ไม่มีนิสัย ไม่รู้ว่า จะทำประการใดแล้ว เห้งเจียคร่ำครวญอยู่อย่างนั้น แล้วตรึกตรองโดยลำพังใน ใจตนว่า ซึ่งการทั้งนี้ความผิดก็เพราะพระยูไลเจ้า ท่านนั่งอยู่ที่เมืองประเทศไซที นั้นไม่มีการอะไรแล้ว หากจะให้พระไตรปิญกเป็นกุศลแพร่หลายทั่วไปนั้น ควรจะ ส่งมายังประเทศจีนเมืองไต้ถัง ทำไมกุศลจะไม่แพร่หลายไปหรือ แต่ยังให้มาไม่ได้ แกล้งให้พวกเราไปอาราธนาให้ได้ความลำบากต้องข้ามห้วยข้ามเขาดังนี้ บัดนี้มา ถึงนี้ก็มาทิ้งชีวิตเสียดังนี้ อย่ากระนั้นเลยเราจะต้องไปหาพระยูไลเจ้า กราบทูล ถามให้ท่านรู้ซึ่งเหตุการณ์นั้น หากยอมให้พระไตรปิฎกแก่เรานำไปเมืองไต้ถังปก แผ่บุญนั้นให้ทั่วไป เพื่อให้บุคคลมีศรัทธายิ่งขึ้นสวนพวกเราขอให้สำเร็จซึ่งความ ปรารถนา แม้พระองค์ไม่โปรดให้แก่เรา ก็จะทูลให้พระองค์ถอนมงคลบนศีรษะเรา ออกเสีย เราจะได้กลับไปยังถ้ำเดิมของเรา คิดแล้วก็เหาะไปเมืองไซที ชั่วโมงเดียว ก็แลเห็นเขาเล่งซัว บัดเดี้ยวก็มาถึงจึงลดลงยังพื้นเดินเข้าไปข้างชายเขา เงยหน้า ขึ้นก็ปะเจ้ากิมกังทั้งสี่ขวางหน้าไว้ ถามว่าจะไปข้างไหน เห้งเจียย่อตัวคำนับแล้ว พูดว่า ข้าพเจ้ามีกิจธุระจะขอเข้าไปเฝ้าพระยูไล เจ้ากิมกังตวาดว่าอ้ายลิงช่างหยาบ คาย เมื่อครั้งก่อนถูกงู้หม้ออ๋องเราพากันไปช่วย วันนี้มาพบหน้าก็ไม่เคารพนบนอบ มีธุระก็ต้องกราบทูลก่อนมีรับสั่งให้เข้าไปจึงเข้าไปเฝ้า ที่นี่ไม่เหมือนประตูน่ำทีหมึง บนสวรรค์ ให้ตัวเข้าออกเดินตามสบายได้ เห้งเจียเป็นเวลากำลังเศร้าหมองทุกข์ โทมนัส ก็มาปะซึ่งความขัดข้องเข้าดังนั้น มีความแค้นร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังดุจ ฟ้าผ่า ไม่หยุดเสียงจนได้ยินถึงพระพุทธเจ้า โปรดให้พระอรหันต์ออกมานำเห้งเจีย เข้าไปเฝ้าเห้งเจียเดินตามพระอรหันต์เข้าไป แลเห็นพระพุทธองค์ก็ลดลงถวาย นมัสการกราบลงยังพื้นแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นสมเด็จพระเซกเกียมองนิฮุดโจ๊ จึงตรัสถามว่าหงอคงมีกิจธุระอะไรหรือ เห้งเจีย จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าก็ได้อาศัยปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ตั้งแต่เข้าทาง สัมมาทิฐิมา รักษาอาจารย์ถังซัมจังมาตามทางได้รับความยากความลำบากทน ทุกข์เวทนา ไม่มีที่สุดอันจะพรรณนาได้ บัดนี้มาถึงเขาไซท่อซัวเมืองไซท่อก๊ก มี ปิศาจยักษ์ร้ายจับเอาพระอาจารย์ไปกินเสียทั้งเป็นแล้ว แต่กระดูกก็มิเห็น โป๊ยก่าย ชัวเจ็งยังต้องมัดทรมานอยู่ที่นั่น ไม่ช้านักก็จะสิ้นชีวิต เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ มากราบทูล เพื่อพระองค์ทรงทราบ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดถอนมงคลศีรษะ ข้าพเจ้าออกเสียเถิด ข้าพเจ้าขอถวายคืนและขอทูลลากลับไปอยู่ยังถ้ำเดิมของ ข้าพเจ้า เพราะไม่สำเร็จซึ่งความมุ่งหมายแล้ว เห้งเจียทูลพลางร้องไห้พลาง สมเด็จ พระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า เห้งเจียได้ความเศร้าโศกเพราะปิศาจ มันมีฤทธาอานุภาพมาก สู้มันไม่ได้หรือจึงมีความโทมนัสน้อยใจถึงเพียงนี้ เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็เอามือทุบศีรษะและอกของตน ร้องไห้แล้วทูลว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่ เคยจะยอมแพ้ผู้ใดวันนี้มาถูกมือปิศาจร้ายก็เป็นที่เสียใจมาก พระพุทธองค์ทรง ตรัสสอนว่า เห้งเจียจงระงับดับความโทมนัสเสียเถิด ปิศาจนั้นตถาคตรู้จักจำได้ เห้งเจียได้ฟังพระตรัสดังนั้นจึงทูลถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาเล่าลือกันว่า ปีศาจ นั้นเกี่ยวข้องเป็นพระญาติวงศ์ของพระองค์หรือ พระยูไลตรัสว่าเจ้าพูดเลอะเทอะ ปิศาจมารร้ายจะมาเป็นญาติวงศ์อะไรแก่ตถาคตเล่า เห้งเจียทูลถามว่ามิใช่ญาติวงศ์ ของพระองค์แล้ว เหตุใดพระองค์จึงตรัสว่าจำได้เล่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคต เล็งญาณด้วยทิพจักษุจึงเห็นได้ ปิศาจที่หนึ่งที่สองที่สามนั้นมีเจ้าของ ตรัสแล้วก็ ชี้พระหัตถ์ตรงพระกัสปกับพระอานนท์ให้ไปยังเขางอมี่ชัว กับที่เขาเง่าท้ายซัวเชิญ พระโพธิสัตว์บุนซู้พระเพ้าเยี้ยนทั้งสองนั้นให้มานี่ พระกัสปพระอานนท์รับสั่งแล้ว ก็ออกจากอารามใหญ่แยกกันไป พระพุทธองค์จึงตรัสว่าพระโพธิสัตว์บุนซู้พระ เพ้าเฮี้ยนนั้นเป็นเจ้าของ แต่ปิศาจที่สามมีความเกี่ยวข้องแก่ตถาคตอยู่บ้าง เห้งเจีย ทูลถามว่ามีความขัดข้องอย่างไรขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เมื่อครั้งคราวเดิมเมื่อจะมีฟ้าดิน และมีกำเนิด เกิดสัตว์ทั้งหลาย และมีพวกบินพวกเหาะสองสัตว์ สัตว์เหาะก็คือราชสีห์เป็นใหญ่ สัตว์บินก็คือหงส์เป็นพระยาสัตว์ในพวกมีปีกพระยาหงส์ร่วมรักกันจึงได้เกิดเป็น นกยูงและอินทรีสองอย่างร้ายกาจกินมนุษย์ ประมาณคนยืนเต็มในระยะที่สี่สิบ ห้าโยชน์ ฉกทีเดียวกลืนเข้าไปในท้องหมดไม่เหลือ เมื่อเวลาตถาคตได้สำเร็จแก่ พระโพธิญาณ นกอินทรีได้กลื่นตถาคตเข้าไปในท้อง แต่ตถาคตทะลุขึ้นทางหลัง จับขี่กลับไปยังเขาเล่งซัวจะใคร่ลงโทษ พระพุทธเจ้าทั้งหลายขอร้องว่าฆ่าพระยา นกยูงก็ดุจฆ่าพระพุทธมารดา เพราะฉะนั้นจึงให้อยู่ที่เขาเล่งซัวนี้ จึงให้นามว่า ยุดโบ๊จงเชี้ยไต้เม่งอ๋องโพ่ชัวอันพระยาอินทรีนั้น คือแม่เดียวกับพระยาหงส์ เพราะ ฉะนั้นตถาคตจึงมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างเห้งเจียหัวเราะแล้วทูลว่า พระองค์ตรัสดังนั้นหากคิดดูพระองค์ก็เป็นหลาน ของสัตว์ปิศาจที่สามนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปิศาจยักษ์นั้นต้องตถาคตไปเองจึง จะจับได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็กราบลงกับพื้นนิมนต์พระองค์เสด็จ พระพุทธเจ้าก็ เสด็จลงจากแท่น พร้อมด้วยพระอรหันต์ และสาวกทั้งหลายออกจากพระอาราม ก็แลเห็นพระอานนท์ กับพระกัสปพาพระโพธิสัตว์บุนชู้ พระเพ้าเฮี้ยนทั้งสองมา ถึงนมัสการพระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า สัตว์ของโพธิสัตว์นั้นหนีลงไปเมื่อเวลาใด พระบุนซู้กราบทูลว่าลงไปได้เจ็ดวันแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในเขาเจ็ดวันใน มนุษย์โลกก็หลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะฆ่ามนุษย์เสียสักเท่าใดแล้ว จงรีบตามตถาคต ไปรับมาเสียเถิด พระโพธิสัตว์ทั้งสองก็ตามพระองค์มาในทางอากาศ บัดเดี้ยวก็ ถึงกำแพงเมือง เห้งเจียเอามือชี้ว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบที่มีอากาศดำพุ่งขึ้นนั้น คือเมืองไซท่อก๊ก พระพุทธเจ้าจึงให้เห้งเจียไปก่อนท้าให้ปิศาจออกมารบ แต่อย่า เอาชนะให้ทำแพ้หนีมา ตถาคตจะจับเองเห้งเจียได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็รีบเหาะเข้าไปยังปราสาทกิมหลวนเต้ยร้อง ด่าว่าอ้ายเดียรัจฉานมึงจงรีบออกมารบกันกับกู พวกปิศาจเฝ้าประตูได้ยินก็เข้า ไป บอกปิศาจไต้อ๋อง ปิศาจทั้งสามก็จับอาวุธรีบออกมา แลเห็นเห้งเจียก็มิได้ถามว่า กระไร ตรงเข้าฟันแทงเห้งเจีย เห้งเจียก็แกว่งกระบองเข้าต่อสู้ได้เจ็ดแปดเพลง เห้งเจียก็แกล้งทำถอยหนีไปอยู่บนอากาศ เข้าไปแอบบังเงาพระพุทธเจ้า พระพุทธ เจ้าทั้งหลายกับพระอรหันต์โอบล้อม ปิศาจทั้งสามอยู่ท่ามกลาง ปิศาจที่หนึ่งแล เห็นก็ตกใจร้องบอกน้องทั้งสองว่าเห็นจะเสียทีแล้ว ปิศาจที่สามพูดว่าพี่อย่าวิตก เราพร้อมกันเข้าเอาอาวุธแทงพระยูไลเสียแล้วไปชิงเอาวัดลุ่ยอิมยี่ก็จะตกอยู่ในมือเรา ปิศาจที่หนึ่งมิได้ว่าดีชั่วประการใดพากันเอาอาวุธเข้าแทงถูกพระโพธิสัตว์บุนซู้ พระโพธิสัตว์บุนซู้ร่ายพระคาถาตวาดร้องเรียกว่าอ้ายเดียรัจฉานยังไม่กลับใจจะคอย เมื่อไรอีกเล่า ปิศาจที่หนึ่งที่สองก็ตกประหม่าครั่นคร้ามไม่อาจทำวุ่นวาย โยนทิ้ง เครื่องมือหมุนกลับทีหนึ่งก็กลายเป็นรูปเดิม คือเป็นราชชีห์เขียวตัวหนึ่ง ช้างเผือก ตัวหนึ่ง พระบุนซู้พระเพ้าเฮี้ยนก็เอาดอกบัวติดบนหลังปิศาจก็ขึ้นนั่งองค์ละตัว ปิศาจทั้งสองก็ระงับจิตสงบลงฝ่ายปิศาจที่สามยังไม่ยอมทิ้งอาวุธ ขยายปีกบินขึ้นสูงจะโฉบเฉี่ยวเห้งเจีย เห้งเจียแอบอยู่ในเงาของพระพุทธเจ้า ปิศาจไม่อาจเข้ามาใกล้พระพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้าสำรวมจิตบันดาลที่พระเมาลีเป็นก้อนเนื้อสดก้อนหนึ่งปิศาจเห็นทีก็โฉบ เฉี่ยวตะครุบก้อนเนื้อ พระพุทธเจ้าเอาพระหัตถ์จับเอ็นที่หัวปีกกระชากออกจนบิน มิได้ ก็ร่อนลอยอยู่กลางอากาศจะไปไกลก็มิได้ก็กลายกลับเป็นรูปเดิมคือนกอินทรี จึงอ้าปากพูดว่าพระยู่ไลทำไมจึงใช้อภินิหารมาคุมขังข้าพเจ้าไว้ดังนี้เล่า พระยูไล ตรัสว่าเจ้าอยู่ที่นี่จะกระทำกรรมเวรมากขึ้น จงรีบตามพระตถาคตไปจะได้ผลประ โยชน์ ปิศาจพูดว่าพระยูไลปฏิบัติรักษาศีลเป็นเครื่องกระยาบวช ข้าพเจ้าอยู่ในที่ ตำบลนี้กินเนื้อถึกไม่รู้ว่าเท่าใด พระยูไลจะพาไปให้ข้าพเจ้าอดตายจะมิเป็นเวร กรรมหรือ พระยูไลตรัสว่าทั้งสี่ทวีปย่อมนับถือตถาคตทั้งสิ้น แม้ว่าประพฤติความดี โดยชอบธรรมแล้ว ตถาคตจะให้คนทั้งหลายนั้นเอามากินก่อนให้พอปากฝ่ายปิศาจอินทรีจะใคร่ให้พ้นโทษไป ก็ไม่รู้แห่งที่จะทำประการใด ก็ต้องน้อม นมัสการตามพระยุไลย เห้งเจียออกมานมันการพูดว่าบัดนี้พระองค์ก็กำจัดปราบ ปิศาจร้ายได้สิ้นแล้ว ยังแต่อาจารย์นั้นหายไป . ฝ่ายปิศาจเมื่อได้เห็นเห้งเจียก็ กัดฟันพูดว่า อ้างลิงมึงไปเที่ยวหาคนร้ายมาข่มเหงเรานี้ เราได้กินอาจารย์ของเอ็ง 'เมื่อไรบัดนี้ยังอยู่ที่ตำหนักในหอเล็กลั่นกุญแจไว้ในตู้เหล็กไม่เชื่อเอ็งจงไปดู เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นก็รีบกราบลาพระยูไล พระยูไลก็กลับไปยังเดิมฝ่ายเห้งเจียลดลงยังฟื้นแล้วเดินเข้าไปในประตูเมือง เห็นพวกบริวารปิศาจดุจ งูที่ไม่มีศีรษะเดินไปไหนก็ไม่ได้ เพราะพระยูไลจับเอานายไปแล้วต่างก็หาที่หลบ หลีกเอาตัวรอด เห้งเจียก็เข้าไปแก้โป๊ยก่ายซัวเจ๋งออก เที่ยวรวบรวมเก็บของและ ม้ามาได้แล้ว เห้งเจียบอกว่าอาจารย์ยังไม่ตายปิศาจยังมิได้กิน เจ้าทั้งสองจง ตามพี่เข้าไปแก้อาจารย์ออก พูดแล้วก็พากันไปที่หอนั้น ตีกุญแจออกเห็นมีตู้เหล็ก ตั้งอยู่ได้ยินเสียงพระอาจารย์ร้องไห้อยู่ข้างใน ซัวเจ๋งเอากระบองกระทุ้งตู้เปิดออก ร้องเรียกว่าอาจารย์ พระถังซัมจั้งเห็นก็ร้องไห้โฮใหญ่เห้งเจียจึงเล่าให้อาจารย์ฟัง ทุกประการ พระถังซัมจั้งก็ขอบคุณไม่รูสิ้น อาจารย์กับศิษย์ก็พักหาอาหารกินอิ่ม แล้วก็พากันออกจากเมืองหมายปราจีนทิศเข้าทางใหญ่เดินไปตามระยะทางฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามคนออกจากเมืองแล้ว เดินไปได้สองเดือนกว่า เวลานั้นเข้าฤดูหนาวและไปข้างหน้าก็เห็นป้อมและกำแพงเมือง พระถังซัมจั้ง ถามว่าที่ตรงนั้นคือเมืองอะไร เห้งเจียว่าเดินไปให้ถึงจึงจะรู้แน่ ก็พากันเดินมา ประเดี๋ยวจึงถึงประตูเมือง พระถังซัมจั่งจึงลงจากม้าพากันเข้าไปในเมือง แลไปข้าง กำแพงเห็นนายทหารแก่คนหนึ่ง นอนหลับอยู่เห้งเจียเดินเข้าไปใกล้จับตัวสั่นร้อง เรียกว่าท่านทหาร นายทหารตกใจตื่นแลเห็นเห้งเจีย ก็ตาลีตาลานลุกขึ้นคุกเข่า เรียกว่าท่านผู้ใหญ่ เห้งเจียถามว่าทำไมจึงเรียกว่าท่านผู้ใหญ่เล่า ทหารแก่คนนั้น พูดว่าท่านเป็นรามสูรทำไมจะไม่เรียกท่านว่าเป็นผู้ใหญ่เล่าเห้งเจียว่าอย่าพูด เลอะเทอะไป เราคนอยู่เมืองไต้ถังจะไปไซทีอาราธนาธรรม ข้ามมาถึงที่นี่ไม่รู้จัก ชื่อเมืองจะใคร่ถามดูสักคำหนึ่งเท่านั้น นายทหารได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงยืน ขึ้นบอกว่า เมืองนี้นามเรียกว่า ปีเปียก๊ก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนนามเรียกว่า เซี้ยวจื้อก๊ก เห้งเจี้ยถามว่าในเมืองนี้มีเจ้าหรือเปล่าเล่านายทหารบอกว่ามี เห้งเจียก็หันหน้าไป บอกแก่พระอาจารย์ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความสงสัย จึงพูดว่าทำไมเรียก ว่าปี้เปียก๊กและเรียกว่า เซี้ยวจื้อก๊กดังนั้นเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าคิดดูเห็นเจ้าเมืองปี้๊ เปียก๊กจะสิ้นพระชนม์ ตั้งขึ้นใหม่จึงได้เปลี่ยนนามนามเรียกว่าเซี้ยวจื้อก๊กพระถัง ซัมจั๋งว่าเห็นจะไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราเข้าไปในเมืองคงจะได้รู้เหตุแน่ พูดแล้วก็พา กันเดินไปถึงถนนใหญ่ ประตูเมืองขั้นสามพิเคราะห์ดูสองข้างถนนมีตึกขายของ ล้วนแต่แพรสีต่างๆ และขายเครื่องนุ่งห่มของใช้ต่าง ๆ สารพัด จะมีผู้คนแต่งตัว สะอาดงามหมดจดเรียบร้อยมีตึกสูงสะอาดผู้คนไปมาซื้อขายแออัดฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ทั้งสาม เดินพลางดูพลางมาตามทางครู่หนึ่งก็มาถึงอีก ถนนหนึ่งแลเห็นทุก ๆ บ้าน ขนกรงห่านมาตั้งคาไว้หน้าบ้านแล้วเอาผ้าสีคลุมไว้ พระถังซัมจั้งถามว่า ที่ตำบลนี้เหตุใดจึงเอากรงห่านตั้งไว้หน้าบ้านทุก ๆ บ้าน ดังนี้โป๊ยก่ายได้ยินก็แลดูทั้งสองข้างทางก็เห็นมีจริง ดังนั้นโป๊ยก่ายก็หัวเราะแล้ว พูดว่า ชะรอยวันนี้เป็นวันดีจึงแต่งบ้านทำการวิวาหะดอกกระมัง เห้งเจียพูดว่า เลอะเทอะไปได้ ถ้าจะแต่งขันหมากจริงก็จะทำแต่บ้านเดียว เหตุใดจะทำตลอด ไปดังนี้เล่า ในนั้นคงจะมีเหตุเป็นแน่ เราควรจะไปดูให้รู้แน่สักหน่อย ว่าแล้วเห้งเจีย ก็ร่ายพระคาถาแปลงกายาเป็นแมลงผึ้งบินไปที่ตรงนั้น มุดเข้าไปพิเคราะห์ดูเห็นเด็ก นั่งอยู่ในกรงนั้น เลยดูไปอีกบ้านหนึ่งก็เห็นมีเด็กนั่งอยู่ในกรงเหมือนกัน เลยไปดู อีกแปดเก้าบ้านก็มีเหมือนกันทุก ๆ บ้านแต่เป็นผู้ชายทั้งนั้นเด็กบางคนอยู่ในกรง ร้องไห้ก็มี เห้งเจียเห็นแล้วก็กลับออกมากลายเป็นรูปเดิมบอกแก่พระอาจารย์ว่า ที่ในกรงนั้นมีเด็กผู้ชายนั่งอยู่ในกรงทุก ๆ กรงใหญ่เสมอเจ็ดขวบที่เล็กก็คะเนสัก ห้าขวบไม่ทราบว่าเหตุอะไรดังนั้น พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็ยิ่งมีความสงสัยเดิน เลยเลียวไปอีกถนนหนึ่ง ก็แลเห็นมีหอเป็นที่สำหรับรับแขกเมืองต่างประเทศ พระ ถังซัมจังพูดแก่ศิษย์ว่า เราพากันเข้าไปที่หอนั้นเถิดจะได้ไต่ถามให้รู้เรื่อง ทั้งเป็น เวลาคำเราจะได้อาศัยพักนอนสักคืนหนึ่ง จึงพร้อมกันเข้าไปฝ่ายคนเฝ้าประตูก็เข้าไปบอกแก่ขุนนางรับแขก ๆ ก็ออกมาเชิญให้เข้าไปนั่งที่ สมควร แล้วจึงถามว่าท่านทั้งสี่คนอยู่เมืองไหนจะไปข้างไหนจึงได้มาถึงที่นี่ พระ ถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพเป็นชาวเมืองไต้ถัง คือมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จะไปไซทีอาราธนาพระไตรปิฎก พึงมาถึงเมืองอันประเสริฐนี้จะขอเปลี่ยนหนังสือ เดินทาง และจะขอพักในที่นี่สักคืนหนึ่งด้วย ขุนนางพนักงานได้ฟังดังนั้นจึงให้ คนใช้จัดหาน้ำร้อนน้ำชามาถวาย และจัดห้องให้อาจารย์กับศิษย์พัก พระถังซัมจัง ถามว่าวันนี้จะควรเข้าไปเฝ้าได้หรือไม่ ขุนนางรับแขกเมืองบอกว่าเวลานี้เย็นแล้ว รอ เวลาเช้าจึงค่อยเข้าไปเฝ้าพักเสียให้สบายสักคืนหนึ่งก่อน พระถังซัมจั้งว่าขอบใจ เป็นที่สุดจึงถามต่อไปว่า อาตมภาพยังมีความสงสัยไม่แน่แก่ใจอยู่อย่างหนึ่งของ ท่านได้โปรดชี้แจงให้ทราบ คือที่เมืองนี้เหตุใดชาวบ้านเหล่านั้นเลี้ยงเด็กทารกให้อยู่ ในกรงนั้น จะต้องประสงค์อะไรกัน ขุนนางนั้นตอบว่าไม่มีตะวันสองดวงก็อย่าง เดียวกัน เลี้ยงเด็กทารกด้วยกำลังของบิดาโลหิตของมารดา มีครรภ์สิบเดือนถึง กำหนดก็คลอดออกมาแล้วให้นมกิน สามปีเป็นกำหนดรูปกายนั้นก็ค่อยเติบใหญ่ ขึ้นจะไม่รู้การทีเดียวหรือ พระถังซัมจั่งว่าท่านพูดนั้นกับเมืองข้าพเจ้าก็ไม่ผิดกัน เพราะอาตมภาพเดินมาตามถนนสองข้างทางชาวบ้านทุก ๆ บ้านเอากรงห่านไป ใส่เด็กไว้ที่บ้านทุก ๆ บ้านดังนี้เพราะฉะนั้นอาตมภาพมิได้แจ้งซึ่งเหตุผลจึงขอ ถามว่าความจริงนั้นเป็นประการใด ขุนนางนั้นก็กระซิบพูดเบา ๆ ว่า ท่านเป็น พระเป็นสงฆ์จะไปธุระถึงเขาทำไมชั่งเขาเถิด นิมนต์พักให้สบายพรุ่งนี้จะได้ไป พระ ถังซัมจังยึดขุนนางนั้นไว้จึงอ้อนวอนถามว่า เหตุการณ์เป็นประการใดได้โปรด บอกให้อาตมาภาพทราบสักหน่อยเถิด ขุนนางนั้นยกมือขึ้นห้ามแล้วสั่นหน้าพูด ว่าท่านจงระงับปากไว้อย่าพูดไป พระถังซัมจั้งก็ไม่ปล่อยขุนนางคนนั้นอ้อนวอน จะให้บอกความจริงให้จงได้ ขุนนางผู้นั้นก็ไม่รู้แห่งที่จะขัดได้จึงเดินเข้าไปข้างฝา กระซิบบอกว่า ที่ท่านถามว่าเด็กอยู่ในกรงห่านนั้น คือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ มิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม พระอาจารย์จะถามเอาไปทำไม พระถังซัมจั้งถาม ว่าทำไมมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบสักหน่อย อาตม- ภาพจึงจะได้วางใจได้ ขุนนางพวกนั้นจึงบอกว่า เมืองเดิมนามเรียกปี้เปียก๊ก มาบัดนี้มีเหตุขึ้นราษฎรจึงเรียกว่า เซี้ยวจื้อกัก คือเมื่อสามปีก่อนมีตาเฒ่าผู้หนึ่ง แต่งตัวเป็นเพศฤๅษี พาผู้หญิงสาวมาคนหนึ่งรูปร่างสะสวยดุจนางฟ้า หาผู้หญิง ใดในเมืองนี้เสมอมิได้อายุประมาณสิบหกปี พาเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดินมี พระทัยโปรดปรานจึงให้นามว่า มุ้ยเหาคือพระสนมเอก พระเจ้าแผ่นดินทรงรักใคร่ ลุ่มหลงในการสังวาส จึงบังเกิดโรคอ่อนเปลี้ยซูบผอมเสวยพระกระยาหารทดถอย น้อยลงไปทุกที่ จะไม่ทรงพระชนม์ชีพอยู่ได้พวกขุนนางฝ่ายแพทย์หลวงตรวจดู ก็เห็นว่าไม่มียาที่จะแก้พระโรคของพระเจ้าแผ่นดินได้ ส่วนตาเฒ่าที่นำนารีมา ถวายนั้น ได้รับที่ตั้งตำแหน่งพ่อตา เธอมียาวิเศษอยู่ตามเกาะกลางทะเล เที่ยว ไปเก็บเครื่องยามาพร้อมแล้ว ยังขาดแต่ตับทารก จะต้องเอาตับทารกพันร้อยสิบ เอ็ดตับ ต้มทำน้ำกระสายกินแล้วอายุจะยืนถึงพันปีไม่แก่ ที่ทารกเลี้ยงไว้ในกรง ห่านนั้น เพราะไปเลือกคัดเอามาขังเลี้ยงไว้ที่หน้าบ้านทุก ๆ บ้าน พ่อแม่ของเด็ก กลัวอำนาจพระเจ้าแผ่นดินจึงไม่อาจร้องไห้ ก็พากันเล่าลือว่าเมืองเซี้ยวจื้อก๊กดังนี้ จะไม่เรียกว่าไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมหรือ พรุ่งนี้เช้าท่านเข้าไปเปลี่ยนหนังสือ อย่าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นเป็นอันขาด พูดดังนั้นแล้วก็เดินหลีกไป พระถังซัมจั้งได้ฟัง ดังนั้นแล้วก็ให้เสียวในใจมือและเเท้าก็ให้อ่อนไปทั้งสิ้น คิดแล้วก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้ ไหลซึมซาบอาบหน้าร้องว่าเจ้ามืด ๆ ไม่มียุติธรรม เสพสังวาสจนโรคบังเกิดและ ให้ฆ่าทารกถึงแก่ชีวิตมากมายดังนี้เล่า โป๊ยก่ายเดินเข้ามาใกล้ถามว่า พระ อาจารย์มีเหตุอะไรไปเอาโลงใส่ผีของของผู้อื่นมาร้องไห้ร่ำไป ธุระอะไรของเรา บ้านเมืองของเขา ๆ จะทำกันประการใดมิใช่การของเราเลย จงถอดเสื้อนอนเสีย ให้สบาย อย่าไปเอาแบบคนโบราณเที่ยวทุกข์เที่ยวร้อนมิใช่เหตุผลของเรา พระ ถังซัมจังเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่าอาตมภาพอุปสมบทบวชเป็นภิกษุสงฆ์ ที่หนึ่งความ ผ่อนผันเป็นต้น ทำไมเจ้าแผ่นดินนี้ จึงได้มืดมัวดังนี้ยังไม่เคยได้ยินว่ากินตับคน อายุยืนนานเลย การอันนี้เป็นอยุติธรรมแท้ จะมิให้เราเจ็บร้อนอย่างไรได้ ซัวเจ้ง ว่าอาจารย์อย่างทุกข์ร้อนไปนักเลย พรุ่งนี้เข้าไปเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้ว ดู พระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเป็นประการใดและดูตาเฒ่านั้นจะมีก็ริยาอย่างไร บางที่จะ เป็นปิศาจยักษ์มันจะอยากกินตับมนุษย์ จึงได้คิดการดังนี้ก็ยังรู้ไม่ได้ เห้งเจียว่า ซัวเจ้งคิดดังนั้นถูกต้อง พรุ่งนี้พี่จะตามพระอาจารย์เข้าไปเฝ้าพิเคราะห์ดูพ่อตา พระเจ้าแผ่นดินจะมีกิริยาอย่างไร หากเป็นมนุษย์แล้วก็จะถือไสยศาสตร์ไม่รู้จัก สัมมาทิฐิเอายานั้นเป็นอารมณ์ ข้าพเจ้าจะชี้แจงซักนำให้เห็นทางชอบสัมมา ปฏิปทา แม้ว่าเป็นปิศาจยักษ์ร้ายข้าพเจ้าจะจับตัวไว้ให้ พระเจ้าแผ่นดินเห็น ประจักษ์แก่จักษุ จะได้ตัดเหตุที่จะฆ่าทารกนั้น พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดัง นั้นก็ย่อตัวหันหน้ามาหาเห้งเจียพูดว่า ชอบแล้ว แต่วิตกว่าพระเจ้าแผ่นดินยัง หลงใหลมืดมัวอยู่ จะถามเหตุนี้ไม่ได้ง่ายเธอจะไม่ไตร่ตรองให้เห็นจริงและเท็จ ก็ จะมาลงโทษเอาพวกเรา จะทำประการใดจึงจะแก้ได้เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามีธรรมวิเศษสามารถจะแก้ได้คือจะยักย้ายเด็กในกรุงนั้นออกไปเสียนอกเมือง พรุ่งนี้ก็จะไม่มีเด็กจะเอาตับเด็กมิได้ เวลานั้นเราทูลแก้ไขพระเจ้าแผ่นดินคงจะคิด แก่ตาเฒ่าหาการอื่นทดแทน เรามีโอกาสจะได้ทูลขึ้นไปก็จะไม่มีความผิดถึงเราได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก ถามว่าท่านจะทำอย่างไรจึงจะเอา เด็กนั้นไปได้ หากเด็กนั้นรอดได้เห้งเจียมีกุศลเป็นอันมากจงรีบคิดจัดแจงทำเถิด อย่ารอช้าไปจะเสียการ เห้งเจียสำรวมภาคย์แล้วก็สั่งโป๊ยก่ายชั่วเจ้งว่าจงอยู่นี่เฝ้า รักษาพระอาจารย์พี่จะออกฝีมือเจ้าจงคอยดู แม้ว่ามีลมเย็นไหวมา เด็กทารกใน กรงนั้นจะออกจากกำแพงเมือง พระถังซัมจั่งโป๊ยก่ายซัวเจ้งทั้งสามนั่งบริกรรม ภาวนาช่วยเป็นกำลัง พูดสั่งแล้วเห้งเจียก็ออกจากประตูเหาะขึ้นกลางอากาศ ร่าย พระคาถาอักขระโอมเรียกพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง เทพารักษ์ ทั้งหลาย เจ้าเหล่านั้นก็มาในทันทีเดี๋ยวนั้นคำนับเห้งเจียแล้ว ถามว่าท่านไต้เซีย มีกิจธุระร้อนอะไรหรือจึงได้เรียกพวกข้าพเจ้า เห้งเจียพูดว่าบัดนี้เดินมาถึงเมืองปี๊ เปียก็กรู้ว่าเจ้าแผ่นดินเมามืดหลงเป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อพังปิศาจยักษ์จะใคร่เอาตับเด็ก เป็นกระสายยาอายุวัฒนะปรารถนาจะให้อายุยืนนาน อาจารย์ข้าพเจ้ามีจิตเมตตา ไม่อยากจะให้ฆ่าเด็ก คิดจะช่วยให้รอดพ้นจากความตาย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า จึงเชิญท่านทั้งหลายมาแผลงฤทธิ์ฤทธิ์อานุภาพ ยกเอากรงห่านที่ใส่เด็กออกไปเสีย นอกเมือง เอาไปซ่อนไว้ตามป่าและเขาสักวันหนึ่งสองวัน เอาผลไม้เลี้ยงอย่าให้ อดอยากหิวโหยเป็นอันขาดและอย่าให้เด็กนั้นตกเนื้อตกใจได้ รอข้าพเจ้าทำการ กำจัดมิจฉาทิฐิได้เรียบร้อยแล้ว และซักนำเจ้าแผ่นดินให้มีสติปราศจากความหลง แล้วเวลาข้าพเจ้าจะไป จึงเอากลับมาคืนให้ข้าพเจ้าฝ่ายเจ้าทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้น ต่างก็สำแดงฤทธิ์เดชลดเมฆลงบันดาล ให้เกิดลมหมอกกลุ้มทั่วทั้งในกำแพงเมือง พอเวลาสามยามหมู่เจ้าทั้งหลายก็ยก กรงเด็กนั้นไปทั้งสิ้น แยกย้ายกันไปเก็บซ่อนไว้ แล้วเห้งเจียก็ลดลงยังพื้นดินเข้า ประตูยังได้ยินอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งภาวนาอยู่ เห้งเจียก็เดินเข้าไปเรียกว่า อาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว ๆ บอกว่าเมื่อลมพัดนั้นข้าพเจ้าเก็บเด็กไปหมดแล้ว เมื่อ เวลาเราจะไปจึงค่อยเอาเด็กคืนกลับมาส่งยังเดิม พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี ความยินดีจึงพากันไปพักนอน ครั้นรุ่งแจ้งพระถังซัมจั้งตื่นจัดแจงเสร็จแล้ว ก็เรียก เห้งเจียว่าเราพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแต่เช้าจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เห้งเจียก็พร้อมด้วยพระอาจารย์เขาไปในพระราชวัง แล้วเห้งเจียจึงพูดแก่พระ อาจารย์ว่าไว้ข้าพเจ้าเจ้าไปดูพ่อตาพระเจ้าแผ่นดินก่อนจะซื่อตรงหรือคดโกง ประการใด พระถังซัมจั้งพูดว่าวิตกกลัวเห้งเจียจะไม่อ่อนน้อมคำนับพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินจะจับผิดเอา เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าไม่ไปดังนั้นจะแปลงตัวตาม รักษาพระอาจารย์เข้าไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงเดินเข้าไปใน พระราชวัง เห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่บินไปตามพระอาจารย์ ขุนนางพนักงาน รับแขกเมือง ก็เดินมากระซิบสั่งว่าท่านอาจารย์เข้าไปเฝ้า แล้วอย่ายกเรื่องพวก นั้นพูดขึ้นเลยเป็นอันขาด พระถังซัมจั๋งพนักหน้ารับคำแล้วจึงเดินเข้าไป ครั้นถึง ประตูพระราชวัง ก็เดินมาหาขุนนางขันที่ปราศรัยว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมี รับสั่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกบัดนี้มาถึงเมืองจะขอ เข้าเฝ้าเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ขอท่านได้โปรดทูลให้ทรงทราบ ขุนนางขันที่ได้ฟัง ดังนั้น ก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็มี พระทัยใสโสมนัสยินดี ตรัสว่าพระสงฆ์มาจากเมืองไกล คงจะมีวิชาความรู้เชี่ยวชาญ จึงรับสั่งให้ขันทีนำเข้าไปเฝ้า พระถังซัมจั้งสำรวมก็ริยายืนอยู่ชั้นล่าง พระเจ้า แผ่นดินนิมนต์ให้ขึ้นข้างบน ทรงพระอนุญาตให้นั่งในที่อันสมควรแล้ว พระถังซัม จังพิจารณาดูพระเจ้าแผ่นดิน เห็นพระรูปและพระฉวีซีดเศร้าหมองโรยราซูบผอม กำลังอ่อนเปลี้ยไม่แข็งแรงพระสุรสำเนียงก็แผ่วเบาตรัสออกมาก็ไม่เป็นปกติ พระ ถังซัมจั้งพิจารณาทั่วแล้ว จึงถวายหนังสือขึ้นไป พระเจ้าแผ่นดินรับหนังสือมาคลี่ ออกทอดพระเนตร จึงหยิบตราประทับแล้วส่งคืนมาให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัม จั่งรับมาเก็บไว้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะใคร่ทรงทราบเหตุที่จะไปรับพระธรรมนั้นมี ขุนนางเข้ามาทูลว่า ท่านเชียงก๊กพ่อตาจะเข้ามาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงพระ อุตสาหะลงจากพระแท่น เกาะบ่าขันทีคอยรับท่านเชียงก๊กพ่อตา พระถังซัมจั่ง ประหม่ายืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง เห็นตาเฒ่าเดินฉุยฉายแต่งกายเป็นเพศฤๅษีไม่ คำนับพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินทรงย่อพระองค์แล้ว ตรัสถามว่าวันนี้ สบายอยู่หรือเชิญขึ้นนั่งข้างบน พระถังซัมจังเดินมาก้าวหนึ่งลดตัวปราศรัยคำนับ ถามทักตาเฆ่าเชียงก็กนั่งอยู่ข้างบนทำเมินหน้าเฉยไม่ตอบไม่ทักว่ากระไร หันหน้า ไปหาพระเจ้าแผ่นดินถามว่า พระสงฆ์นี้มาแต่ไหน พระเจ้าแผ่นดินตรัสบอกว่ามา แต่ประเทศจีนเมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เธอ มาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เชียงกักหัวเราะแล้วพูดว่า ไชทีนั้นหนทางมืดมัวจะ มีดีอะไร พระถังซัมจั้งพูดว่าแต่เดิมมาจนเท่าบัดนี้ไซทีนั้นเป็นที่ชัยภูมิสุขสำราญ หาที่เปรียบมิได้เหตุใดจะไม่ดีเล่าพระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าพระสงฆ์เป็นสานุศิษย์ของพระ พุทธเจ้า ไม่ทราบว่าพระสงฆ์นั่นจะมีที่ไม่ตายหรือเปล่า ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า นั้นอายุจะได้ยืนยาวหรือเปล่า พระถังซัมจังได้ฟังดังนั้น ก็พนมมือทูลตอบว่า แม้ว่า เป็นสมณะละธุระปัจจัยเสียให้สิ้นมูล สันดานผ่องใสไม่มีกิเลสตัณหามานะทิฐิแล้ว ก็ไม่เกิดไม่ตาย (อันที่จริงนั้นระงับสุขสำราญที่ไม่ระงับนั้น และแจ่มแจ้งรู้จักมูล จิตด้วยตนเอง จิตก็บริสุทธิ์แน่แน่น ความจริงนั้นก็มิได้ขาดและเหลือจะเห็นซึ่ง รูปนามที่เกิดมีมาแล้วนั้น ว่าไม่เที่ยงเป็นกองทุกข์ใช่ตัวตน ย่อมมีธรรมดาแตกดับ ไปทั้งสิ้น) การที่ไปอาศัยยาประกอบทำให้อายุยืนเป็นอารมณ์นั้นเป็นความเท็จไม่ จริง หากว่าสภาวะธรรมย่อมละทิ้งเสียสิ้นแล้ว ทุกๆ สิ่งรูปสีก็ว่างเปล่า สำรวม จิตกระทำให้น้อยซึ่งความกำหนัดในกามารมณ์ อายุก็อาจยืนยาวอยู่เองตาเฒ่าเชียงก๊กได้ฟังพระถังซัมจังพูดดังนั้นก็หัวเราะเอามือชี้พระถังซัมจั้งแล้ว พูดว่า พระสงฆ์ผู้นี้กล่าวคำสับปลับ พูดว่าในความระงับสุขนั้น ต้องอาศัย สันดานนั้นกับที่แห่งใด จะนั่งสมาธิให้แห้งเปล่า สรรพธรรมจะต้องประกอบเลี้ยง เขาย่อมกล่าวว่า นั่งนักไฟจะแตกเผาเอาก็จะกลับเป็นไฟร้าย ยังไม่รู้ความปฏิบัติ ของเรา ด้วยปฏิบัติฝ่ายเซียนนั้น กระดูกแข็งมั่นคง บรรลุมรรคนั้นจิตภาคก็ศักดิ์ สิทธิ์ ประกอบยาช่วยมนุษย์แผ่มรรคธรรม ยกความสั่งสอนของท้ายเสียงเล่ากุน น้ำมนต์และยันต์ไว้สำหรับกำจัดซึ่งปิศาจร้ายในมนุษย์ แปรฟ้าดินและอากาศ เก็บเอากำลังตะวันเดือนสำรวมธาตุละเอียดหยาบเป็นยาประสิทธิคุณได้สำเร็จแล้ว ขึ้นขี่นกการเวกแล้วให้บินร่อนเล่นสำราญใจเป็นสุขอันใหญ่ไม่เหมือนของท่าน พุทธศาสนา ให้ระงับดับอารมณ์ เข้านิพพานทิ้งร่างกายเน่านั้นก็ยังไม่ประหลาด สะอาดได้ ในไตรศาสนา คือไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์ อิสีศาสตร์ ตังแต่เริ่มมี ศาสนา 7 ฤาษีเป็นดีที่สุด สุงยิงกว่าศาสนาอีน ๆ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง เชียงก๊กชี้แจงแสดงให้ฟังดังนั้น ก็มีความเชื่อเลื่อมใสที่สุด บรรดาขุนนางใหญ่ น้อยก็พากันสรรเสริญพร้อมกันว่า ควรยกฤๅษีศาสตร์ว่าเป็นสูงสุดไม่มีศาสนาใด เสมอพระถังซัมจั้งเห็นขุนนางพากันสรรเสริญเชียงก๊กทุก ๆ คนดังนั้นก็มีความ อดสูที่สุด พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่องแจถวาย ด้วยพระ สงฆ์เธอมาแต่เมืองไกล พวกขุนนางจัดเครื่องแจมาถวายตามรับสั่ง พระถังซัมจั้ง ก็ขอบพระคุณลาออกไป พอลงจากบันไดปราสาทจะเดินออกไป เห้งเจียบินมา บินมาจับที่หูร้องเรียกว่าอาจารย์คำหนึ่ง แล้วบอกว่าอ้ายเฒ่าเชียงก๊กมันเป็นพวก ปิศาจจริงแล้ว พระอาจารย์ออกไปฉันจังหัน ข้าพเจ้าจะอยู่ในนี้เพื่อจะได้ฟัง ความร้ายดีประการใด พูดแล้วเห้งเจียก็บินกลับขึ้นไปยังปราสาทกิมล่วนเต้ย จับ อยู่ที่บานลับแลไปเห็นขุนนางนางทหารล้อมวัง เข้ามากราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ ทรงทราบ เมื่อคืนนี้เวลาสามยามเศษเกิดมีลมหนาวพัดมาโดยแรงหอบเอากรงที่ ขังเด็กนั้นไปทั้งหมดสิ้นสูญหายไป ไม่ได้เค้าเงื่อนว่าไปข้างไหน พระเจ้าแผ่นดิน ได้ฟังดังนั้นตกพระทัยมีพระอาการทุรนทุรายแล้วตรัสว่า หากเป็นเช่นนี้ฟ้ามิทับ ข้าพเจ้าแล้วหรือเชียงก๊กเห็นพระเจ้าแผ่นดินเสียพระทัยดังนั้นจึงทูลว่า ขอ พระองค์อย่าทรงพระวิตก พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า ข้าพเจ้าเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้ หมอหลวงก็สิ้นสติปัญญาความรู้แล้ว ท่านเชียงก๊กประกอบยาทิพโอสถเวลาพรุ่ง นี้เที่ยง จะลงมือฆ่าทารกเอาตับเป็นกระสายยา ก็มาเกิดเหตุขึ้นดังนี้ จะไม่ใช่ฟ้า ฆ่าเราก็จะเป็นอะไรอีกเล่า เชียงก๊กทูลว่าลมหอบเอาทารกไปนั้น จะกระทำให้ พระชนมายุของพระองค์ยืนยาวยิ่งกว่านั้นไปอีก พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ลม หอบเอาเด็กไปหมดสิ้นดังนี้ ทำไมท่านว่าจะกลับส่งให้อายุยืนต่อขึ้นไปได้อีกเล่า เฒ่าเชียงก๊กทูลว่า ข้าพเจ้าพึ่งเข้ามาเฝ้าแลเห็นกระสายยาอันพิเศษสิ่งหนึ่ง ที่ตับ เด็กเป็นกระสายยานั้น พระชนม์ของพระองค์จะยืนได้พันปี ถ้าเอาสิ่งนั้นมาทำ กระสายยาเสวยแล้ว พระชนม์มายุของพระองค์จะยืนอยู่ถึงหมื่นปี พระเจ้าแผ่น ดินได้ฟังเชียงก๊กทูลดังนั้นก็ยังไม่เข้าพระทัยแน่ว่าอะไร จึงตรัสถามเชียงก๊กว่าสิ่ง อะไรถึงจะอายุยืนหมื่นปี เชียงก๊กจึงทูลว่าที่เจ้าเมืองไต้ถังมีรับสั่งให้พระถังซัมจั้ง ไปไซทีนั้น พระสงฆ์องค์นั้นรักษาพรหมจรรย์มาสิบชาติแล้ว และทั้งบวชเรียนมา แต่เล็ก มิได้เสพย์อสัตย์ธรรมร่างกายบริสุทธิ์ประเสริฐยิ่ง ถ้าได้หัวใจเธอมาประสม ยาของข้าพเจ้าแล้ว อายุของพระองค์จะยืนตั้งหมื่นปี พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง เชียงก๊กกราบทูลดังนั้น มีพระทัยเชื่อลุ่มหลง จึงตรัสถามว่าเหตุใดท่านจึงไม่บอก แต่แรกก่อนเล่า แม้ว่าจริงดังนั้นเราจะได้ยึดไว้ไม่ปล่อยให้ไป เฒ่าเชียงก๊กทูลว่า แม้ถึงดังนั้นก็ไม่ยาก เมื่อพระองค์รับสั่งให้หาข้าวแจเลี้ยงกินแล้วจึงจะไปได้ เวลานี้ มีรับสั่งให้ปิดประตูเมืองทุก ๆ ประตูจัดทหารออกไปล้อมรอบที่หอรับแขกนั้น จับ เอาตัวพระสงฆ์นั้นเข้ามา จึงขอร้องโดยความเย็นก่อนแม้ว่ายอมโดยดีแล้ว ก็ผ่า ท้องควักเอาหัวใจออกมา เอาซากเอาศพนั้นไปฝังเสียให้ดี แล้วปลูกศาลไว้เซ่นไหว้ เธอหากว่าเธอไม่ยอมให้โดยดีก็จับมัดแล้วเอามีดแหวะควักหัวใจก็ไม่ยากอะไร พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้น ก็เชื่อถือกระทำตามจึงรับสั่งให้ปิดประตูเมืองทุก ๆประตู แล้วสั่งให้พวกตำรวจไปล้อมหอกิมเต๊งฝ้ายเห้งเจียคอยแอบฟัง ครั้นได้ยินดังนั้นก็โผบินออกมายังที่กิมเต้ง ครั้นถึง ก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมเข้าไปหาพระอาจารย์บอกว่าภัยจะมีมาถึงแล้ว เวลา นั้นพระถังซัมจั้งกำลังนั่งฉันข้าวอยู่ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น ทั้งโป๊ยก่ายชัวเจ็งก็พา กันตกใจเหงื่อโซมไปทั้งกาย โป๊ยก่ายถามว่าภัยอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่า เมื่อ อาจารย์กลับออกมาจากเฝ้าแล้ว มีขุนนางนายทหารล้อมวังเข้าไปกราบทูลว่าเกิด เหตุลมพัดหอบเอาเด็กที่ในกรงไปหมด เจ้าแผ่นดินมีความเดือดร้อนเสียพระทัย เฒ่า เชียงก๊กกราบทูลว่า ฟ้าส่งให้อายุพระเจ้าแผ่นดินยืนนาน จะเอาหัวใจของอาจารย์ เป็นกระสายยาว่าดีกว่าตับเด็กนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเชื่อจึงให้ทหารมาล้อมที่หอนี้ จะเอาตัวเข้าไปขอเอาหัวใจโป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า สมคิดจริงดีแล้วสม แก่ที่อาจารย์มีใจเมตตาแก่เด็ก ให้คิดอ่านช่วยเด็กทารกนั้นให้รอด บัดนี้เหตุนั้น เป็นมูลให้ภัยร้ายนี้ถึงตัว พระถังซัมจั่งได้ฟังดังนั้นมีกายอันสั่นดุจลูกนก แล้วจับ มือเห้งเจียถามว่าการเป็นเช่นี้แล้วจะคิดอย่างไรดี เห้งเจียพูดว่าแม้อยากจะให้ดีแล้ว ใหญ่ต้องเป็นเล็กซัวเจ๋งได้ฟังดั่งนั้นจึงถามเห้งเจียว่า ใหญ่เป็นเล็กนั้นอย่างไร ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ เห้งเจียบอกว่าแม้จะให้รอดชีวิตแล้วอาจารย์ต้องเป็นศิษย์ ศิษย์ ต้องเป็นอาจารย์ จึงปราศจากภัยร้ายนั้นได้ พระถังซัมจั้งพูดว่าแม้ช่วยชีวิตได้ อาตมภาพก็ยอม เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นอย่างได้ช้าโป๊ยก่ายรีบไปเอาดินเหนียวมา สักก้อนหนึ่ง โป๊ยก่ายก็เอาคราดไปขุดดินมาก้อนหนึ่ง จึงเอาน้ำปัสสาวะขยำปน มาส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียรับมามีกลิ่นปัสสาวะก็ไม่รู้ที่จะว่าประการใด จึงอุตสาห์ ปั้นเป็นแผ่นแบนแล้วเอาเข้ากดกับหน้าของตัวเองแล้ว เอามาใส่ที่หน้าพระถังซัมจั้ง สั่งว่าอย่าไหวอย่าพูดจาจงนิ่งอยู่ดังนั้น สั่งแล้วเห้งเจียก็ร่ายคาถามหาประสิทธิ์ เป๋าไปทีหนึ่ง พระถังซัมจั่งก็แปลงเป็นเห้งเจีย แล้วถอดเสื้อหมวกผ้าให้เห้งจียนุ่ง ห่ม เอาเสื้อผ้าของเห้งเจียมานุ่งห่ม เห้งเจียครั้นเอาเสื้อผ้าของอาจารย์มานุ่งห่มแล้ว ก็ร่ายคาถาแปลงเหมือนอาจารย์เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงกลองและม้าล่อออกสนั่นพวก ทหารและตำรวจต่างถืออาวุธทุก ๆ คน พากันเข้ามาล้อมหอกิมเต็งประมาณสาม พันคน ขุนนางมหาดเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาในหอ ถามว่าคนไหนพระถังซัมจั่งซึ่ง มาแต่เมืองไต้ถัง ขุนนางเจ้าพนักงานรับแขก คุกเข่าลงชี้ว่าที่นั่งอยู่ข้างในนั้น ขุนนาง มหาดเล็กก็เดินเข้าไปพูดว่า บัดนี้มีรับสั่งให้มานิมนต์เข้าไปเฝ้าพระถังซัมจังแปลง ก็เดินออกมาจากประตูห้องปราศรัยถามว่าพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งประการใด ขุนนาง มหาดเล็กก็ตรงมาจับมือเห้งเจียที่แปลงเป็นพระถังซัมจั๋งเอาไป แล้วพูดว่าท่านจง ไปกับข้าพเจ้าเข้าเฝ้า จะโปรดปรานมีธุระประสงค์อะไรดอกกระมังฝ่ายพวกขุนนางมหาดเล็กและขันที ครั้นได้ตัวพระถังซัมจั้งแล้วก็ห้อมล้อม พาตัวมายังพระราชวังใน ครั้นถึงหน้าพระที่นั่งขุนนางทั้งหลายก็พากันคำนับ แต่ พระถังซัมจั้งแปลงยืนนิ่งอยู่ไม่คำนับ ร้องถามไปว่าเจ้าแผ่นดินปี้เปียก๊กจะหาตัว อาตมภาพมาว่าอะไร หรือพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระสรวลแล้ว ตรัสว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมาช้านานแล้วไม่หาย บัดนี้ท่านเชียงก๊กประกอบยา วิเศษให้ เครื่องยาทั้งหลายก็พร้อมแล้ว ยังขาดแต่สิ่งเดียว เพราะฉะนั้นจึงนิมนต์ ท่านเข้ามา จะใคร่ขอกระสายยาแก่ท่านสักสิ่งหนึ่ง แม้โรคหายปรกติแล้ว ข้าพเจ้า จะปลูกศาลบูชาท่านทุกๆ ปี ไว้เป็นที่นับถือหลักฐานของบ้านเมืองต่อไป เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อาตมภาพก็เป็นสมณะตัวเปล่ามาถึงนี่ไม่มีอะไร มหาบพิตร โปรดถามเชียงก๊กดูว่าจะต้องประสงค์สิ่งใด พระเจ้าแผ่นดินตอบว่าจะต้องประสงค์ หัวใจท่านเท่านั้น สิ่งอื่นก็มีพร้อมแล้ว พระถังซัมจั้งปลอมถวายพระพรว่า อาตมภาพก็ไม่ปิดบัง ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์หัวใจนั้นจะเอารูปสีอย่างไหน เชียงก๊กนั่งอยู่ที่นั้นจึงบอกแก่พระถังซัมจั้งปลอมว่า จะต้องการหัวใจดำของท่าน ประสมยาเป็นกระสาย เห้งเจียจึงตอบว่า ถ้ากระนั้นก็ให้เอามีดมาแหวะเอาเดี้ยวอาตมภาพจะแหวะให้ ถ้ามีหัวใจดำก็จะถวายตามพระราชประสงค์ ส่วนพระ เจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงรับสั่งให้ขันทีเอามีดมาให้พระถังซัม จังปลอม เห้งเจียรับมีดมาแล้ว ก็แหวกเสื้อออกจนแลเห็นท้อง มือขวาก็เอามีด แทงเข้าที่ท้องดังเสียงผลัวกระชากแหวะออก แลเห็นในท้องมีหัวใจไหลออกมา เป็นดวงใหญ่อยู่กับพื้น พวกขุนนางทั้งหลายแลเห็นดังนั้นต่างคนมีความหวาด เสียวสะดุ้งจิตไปทุกคน เชียงก๊กแลเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง พูดว่าพระสงฆ์รูปนี้ ทำไมจึงมีหัวใจมากอย่างนี้ พระถังซัมจั้งปลอมทำเป็นเอามือค้นหา กำลังโลหิต แดง ๆ ดังนั้น เห็นมีแต่หัวใจแดงหัวใจขาวหัวใจเหลือง หัวใจตระหนี่เหนียวแน่น หัวใจลาภยศหัวใจอิจฉา หัวใจเล่ห์กลหัวใจอยากชนะ หัวใจอยากให้สูงหัวใจ หมิ่นประมาทหัวใจเหี้ยมโหด หัวใจดุร้ายหัวใจกลัวเกรง หัวใจมักน้อยหัวใจมิจฉาทิฐิ หัวใจซ่อนเร้นมืดมัวหัวใจไม่ยุติธรรม เว้นแต่หัวใจดำนั้นไม่มี ส่วนประเจ้าแผ่น ดินเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ตกประหม่าพระองค์สั่นสะทกสะท้านตรัส ด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าเก็บเอาไปเถิด ๆ เห้งเจียก็เรียกหัวใจกลับเข้าในกายตาม ปรกติเดิม แล้วก็แปลงกลับเป็นรูปเดิม ร้องบอกแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์ ช่างไม่มีพระเนตรเลยพวกข้าพเจ้าอยู่ในทางสัมมาปฏิบัติล้วนแต่กุศลจึงไม่มี หัวใจดำ อันหัวใจดำนั้นมีแต่เชียงก๊ก จงเอาออกมาทำกระสายยาเถิดจึงจะดี แม้ท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าจะช่วยควักออกให้ประเดี้ยวนี้ฝ่ายเชียงก๊กพิเคราะห์ดูเห็นรูปเห้งเจียแปลง มิใช่รูปเดิมก็จำได้ว่าซึ่งหงอคง มีความกลัวก็เหาะหนีขึ้นแทรกอยู่ในกลับเมฆ เห้งเจียก็เหาะขึ้นตามไปร้องตวาด ว่ามึงจะหนีไปไหน กลับมากินกระบองสักทีก่อน ฝ่ายปิศาจเชียงก๊กเห็นจะหนีไม่ พ้น จึงหันหน้ากลับมาต่อสู้เอาไม้เท้าตีและป้องกัน รบกันด้วยกำลังแข็งแรงได้ ยี่สิบเพลง ทานกำลังเห้งเจียไม่อยู่ก็บันดาลเป็นสายรุ้ง พุ่งเข้าไปยังตำหนักนาง มุ้ยเฮ้าในพระราชวัง ก็หอบนางออกจากตำหนักหนีไป เห้งเจียก็ลดลงยังปราสาท กิมล่วนเต้ยถามขุนนางทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายเห็นความดีของเชียงก๊กหรือไม่ ขุนนางทั้งหลายก็พากันเคารพเห้งเจียทั้งสิ้น เห้งเจียถามว่า พระเจ้าแผ่นดิน เสด็จไปข้างไหน พวกขุนนางบอกว่าพระองค์เห็นกำลังรบกัน ตกพระทัยกลัวไม่ ทราบว่าจะไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าพวกท่านจงรีบไปเที่ยวค้นหา จะ ไปอยู่ที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้าดอกกระมัง พวกขุนนางทั้งหลายก็พาพันไปเที่ยวค้นหา แรกก็ไปหาที่ตำหนักนางมุ้ยเฮ้า ก็ไม่เห็นทั้งพระเจ้าแผ่นดินและนางมุ้ยเฮ้า พวก นางสนมกำนันในก็พากันกราบไหว้เห้งเจียทุก ๆ คน เห้งเจียก็เชิญให้ลุกขึ้น แล้ว บอกว่าอย่าช้าให้ช่วยกันรีบเที่ยวค้นหาพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น ก็เห็นพวก ขันทีสามสี่คนพยุงพระเจ้าแผ่นดินออกมาจากห้องพระตำหนักใน พวกขุนนางทั้ง หลายแลเห็นก็พากันคุกเข่าลงคำนับกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบการทั้งนี้ หากได้พึ่งพระสงฆ์ผู้วิเศษจึงได้แจ้งว่าเชียงก๊กนั้นคือปิศาจยักษ์ร้าย และทั้งนาง มุ้ยเฮ้าก็มิได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพังขุนนางกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงเชิญให้ เห้งเจียออกไปข้างหน้ายังบัลลังก์แก้ว ทรงคำนับขอบคุณเห้งเจียแล้วถามว่าเมื่อ แรกเข้ามาเห็นรูปร่างงดงาม บัดนี้ทำไมจึงเป็นรูปดังนี้เล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึง ทูลว่า เมื่อแรกเข้ามาเปลี่ยนหนังสือนั้นแหละ คืออาจารย์ข้าพเจ้าซึ่งเป็นพระ อนุชาของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง คือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ตัวข้าพเจ้าคือซึงหงอคง สานุศิษย์ใหญ่ ยังอีกสองคนคือตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง บัดนี้ยังพักอยู่หอกิมเต้ง เพราะ ทราบว่าพระองค์หลงเชื่อฟังคำปิศาจมารร้าย จะใคร่เอาหัวใจของอาจารย์ข้าพเจ้า ทำน้ำกระสายยา ข้าพเจ้าจึงต้องแปลงเป็นรูปอาจารย์เข้ามากำจัดปิศาจ พระเจ้า แผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนิมนต์พระอาจารย์กับสานุศิษย์ เข้ามายังพระราชวังฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ที่หอกิมเต๊ง ได้ยินเห้งเจียรบกับปิศาจอยู่ในอากาศ จิตใจ หวั่นหวาดไม่อยู่กับตัว พอเห็นขุนนางมานิมนต์ก็ยิ่งไม่มีความสบาย โป๊ยก่าย หัวเราะพูดว่าครั้งนี้นิมนต์เข้าไปไม่ใช่จะเอาหัวใจดอก พระอาจารย์อย่าตกใจเลย เห็นพี่เห้งเจียจะมีชัยชนะปิศาจแล้ว จะนิมนต์เข้าไปขอบคุณเป็นแน่ พระถังซัม จั่งว่าหากมีชัยชนะจะนิมนต์เข้าไปขอบคุณก็เอาเถอะ แต่หน้ากากยังใส่อยู่อย่างนี้ จะไปเฝ้าได้อย่างไรได้ โป๊ยก่ายพูดว่าข้อนั้นไม่เป็นไร เข้าไปถึงแล้วพี่เห้งเจียอยู่ที่ นั่นมีวิธีแก้ไขได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร ก็ต้องจำใจจำไปเดินเกาะบ่าโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกจากห้อง พวกขุนนางแลเห็นก็ ตกใจถามว่าอาจารย์ทำไมรูปร่างจึงแปรเป็นดังนี้ไปเล่า ท่านทั้งสองรูปร่างก็น่ากลัว ซัวเจ็งพูดว่า ท่านอย่าวิตกรูปร่างไม่สวยไม่งามก็ตามกุศลตกแต่งกำเนิดมาอย่างนั้น พวกขุนนางก็พาศิษย์กับอาจารย์เดินมา ครั้นถึงหน้าพระลานในพระราชวัง เห้งเจีย แลเห็นก็ลงมารับพระอาจารย์ เอามือถอดหน้ากากออกแล้ว ร่ายคาถาเป๋าไปทีหนึ่ง รูปพระถังซัมจังก็กลายกลับเป็นรูปเดิมพระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงจากพระแท่น มานิมนต์ขึ้นนั่งที่อันสมควรแล้ว เห้งเจีย จึงทูลถามพระเจ้าแผ่นดินว่าพระองค์ได้ทรงทราบหรือไม่ว่าปิศาจนั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้าทราบแล้วข้าพเจ้าจะได้ไปจำกัดเสียจะได้สิ้นภัยร้ายต่อภายหลัง พระเจ้าแผ่น ดินได้ทรงฟังเห้งเจียถาม ก็ให้คิดอดสูในพระทัย ตอบว่าเมื่อสามปีก่อนข้าพเจ้า ได้ถามเธอบอกว่า จากเมืองไปไม่ไกลอยู่ข้างทิศอาคเนย์ ไปประมาณเจ็ดสิบโยชน์ ก็ถึง ที่นั้นมีเนินหนึ่งเรียกว่าเนิน ลิ้วกีพา ตำบลเชงฮวยจึง เฒ่าเชียงก๊กไม่มีบุตรชาย จึงพาบุตรเมียน้อยรุ่นสาวคนหนึ่งอายุสิบหกปีมายกให้เป็นสนม ข้าพเจ้ารับไว้ใน ตำหนัก จึงได้เกิดโรคมากขึ้น พวกหมอหลวงก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เชียง ก๊กเธอบอกว่ามียาวิเศษของเทวดา จะต้องเอาตับเด็กเป็นน้ำกระสายยา ข้าพเจ้า ก็ไม่ดีไปหลงเชื่อฟัง จึงได้สั่งให้เลือกเอาเด็กบุตรของราษฎร กำหนดวันนี้จะลงมือ ผ่าเอาตับ ก็บังเอิญพระสงม์ผู้วิเศษมาถึงนี่ บรรดาทารกที่อยู่ในกรงนั้นก็หายไป ทั้งสิ้น เธอจึงบอกว่าพระสงฆ์นั้นบวชมาสิบชาติแล้ว แม้ได้หัวใจมาทำกระสายยา ดีกว่าตับเด็กเหล่านั้นหมื่นเท่า ข้าพเจ้าก็หลงเชื่อเอาเป็นจริง ก็บังเอิญได้พึ่งท่าน ผู้วิเศษรู้แจ้งได้ว่าเป็นปิศาจมารร้าย ขอท่านได้โปรดกำจัดเสียให้สิ้นเชิง อย่าให้ มีความร้ายต่อไปข้าพเจ้าจะแบ่งบ้านเมืองสนองคุณท่าน เห้งเจียได้ฟังจึงทูลว่า อันเด็กในกรงนั้นพระอาจารย์ของข้าพเจ้ามีจิตเมตตา จึงให้ข้าพเจ้าเอาไปซ่อนเสีย ก่อน พระองค์อย่าวุ่นวายอะไรเลยไว้ธุระข้าพเจ้าจะกำจัดปีศาจเอง ไม่ต้องตอบ แทนอะไร แล้วเห้งเจียพูดแก่โป๊ยก่ายว่าเจ้าต้องไปด้วยกัน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าก็ จะไปแต่ขัดด้วยท้องเปล่าไม่มีกำลัง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงรับสั่งแก่ เจ้าพนักงานให้จัดข้าวปลาอาหารมาให้โป๊ยก่ายรับประทาน โป๊ยก่ายกินอาหาร เสร็จแล้ว ก็จัดแจงแต่งกายมั่นคงแข็งแรง เสร็จแล้วก็เหาะตามเห้งเจียไปในอากาศฝ่ายพวกสนมนางในและขุนนางทั้งหลาย เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายเหาะเหินเดิน อากาศมีฤทธิ์เดชดังนัน ก็พากันสรรเสริญยกมือขึ้นคำนับทุกคนแล้วพูดว่า นี่คือ เทพยดาลงมาโปรดพวกเราฝ่ายเห้งเจียกับโป๊ยก่ายพากันเหาะตรงมายังทิศอาคเนย์ มาได้ประมาณเจ็ดสิบ โยชน์ ก็ลดลงยังพื้นดินเที่ยวค้นหาที่อยู่แห่งปิศาจ เดินมาก็เห็นลำห้วยน้ำใสสะอาด ทั้งสองฟากห้วยมีต้นสนเป็นทิวแถว แต่ไม่เห็นที่เชงฮวยจึง เห้งเจียก็เที่ยวค้นหา มิได้พบ จึงร่ายพระเวทเรียกพระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่ก็มาคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้า เห้งเจียถามว่าที่เนินลิ้วกีปอนี้ที่เชงฮวยจึงนั้นอยู่ที่ไหน พระภูมิบอกว่ามีแต่ถ้ำ เชงฮวยต๋องบ้านเชงฮวยจึงนั้นไม่มี ท่านไต้เซียข้ามฟากห้วยไปข้างโน้น ที่ต้นสน เก้ากิ่งนั้นที่โคนต้นมีศิลาอยู่ก้อนหนึ่ง จับศิลานั้นกลับไปมาสามทีแล้ว เอาสองมือ จับที่ต้นสนแล้วเรียกให้เปิดประตูสามคำก็จะเห็นถ้ำเชงฮวยต๋อง เห้งเจียได้ฟัง ดังนั้นแล้ว ก็ให้พระภูมิกลับไปยังที่เดิม จึงพาโป๊ยก่ายข้ามห้วยไปเที่ยวค้นหาต้นสน ก็เห็นมีจริงเหมือนคำพระภูมิบอก เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่ายยืนอยู่แต่ห่าง ๆ พี่ จะเข้าไปเรียกปิศาจให้เปิดประตู ได้เข้าไปไล่ปิศาจออกมาน้องจงคอยสะกัดไว้ โป๊ย ก่ายก็ออกมายืนห่าง ๆ เห้งเจียก็ทำตามพระภูมิบอก เดินรอบต้นไม้สนสามรอบแล้ว ก็หันก้อนศิลาสามรอบ เอาสองมือตบเข้าที่โคนต้นสนร้องเรียกให้เปิดประตูสามคำ บัดเดี้ยวก็ได้ยินเสียงลั่น บานประตูก็เปิดต้นสนก็หายไปทันที แลเข้าไปในประตูมี แสงสว่างแต่ไม่เห็นคน เห้งเจียเดินเข้าไปเห็นมีแผ่นศิลาจารึกอักษรสี่ตัว คือ (เชงฮวย เซียนรู้) แปลว่าสำนักเทพยดา เห้งเจียก็เดินหลีกเข้าไปข้างใน แลเห็นตาเฒ่านั่ง กอดหญิงสาวอยู่กับอก กำลังพูดกระหืดกระหอบถึงเรื่องเจ้าเมืองปี้เปียก๊กว่าสาม ปีมาแล้ว วันนี้จะสำเร็จความคิด บังเอิญอ้ายหัวลิงมันมาทำให้ความแตก เห้งเจีย ตรงเข้าไปยกกระบองเงื้อแล้วร้องตวาดว่า กูดูมึงดุจสัตว์หน้าขน มึงมานั่งบ่นนินทา ว่าอะไรกู ตาเฒ่าก็ปล่อยนางสาวมือจับไม้เท้าขึ้นต่อสู้กับเห้งเจีย รบกันอยู่ที่หน้า ถ้ำโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนอกให้คันมือ อดไม่ได้ก็ลากคราดเข้าไปสับกระชากเอาต้นสน ใหญ่นั้นสามสี่ที มีโลหิตไหลออกมาจากต้นสนสด ๆ โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ต้นไม้มีนานปีเข้าก็กลายเป็นปิศาจไป ควรเราจะทำลายมันเสียจึงจะดี แลเห็น เห้งเจียกำลังล่อปิศาจออกมา โป๊ยก่ายก็ไม่รู้จะพูดจาว่ากระไร จับคราดเข้าสับเอา ปิศาจ ปิศาจแลเห็นโป๊ยก่ายก็ตกใจถอยหนี บันดาลเป็นแสงรุ้งหนีไปข้างทิศตะวัน ออก เห้งเจียโป๊ยก่ายก็รีบเหาะตามไป จวนจะฆ่าปิศาจได้ก็ได้ยินนกการเวกขันมี รัศมีเฟื่องฟุ้งสว่าง เงยหน้าแลไปดูก็เห็นท่านน้ำก๊กดาวสิ้วแชสกัดกั้นสายรุ้งนั้นไว้ ร้องว่าท่านไต้เซียช้าก่อน ท่านพี่พ่องง่วนโซ่ยยั้งก่อนข้าพเจ้าขอคำนับ เห้งเจีย คำนับตอบแล้วถามว่าน้องจะไปข้างไหนโป๊ยก่ายหัวเราะว่า ตาเฒ่าหัวเนื้อสกัด กั้นสายรุ้งไว้คงจะจับปิศาจนั้นได้เป็นแน่ สิ้วแซจึงพูดว่าข้าพเจ้าอยู่นี่คอยขอชีวิต ให้มันสักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียพูดว่าเฒ่าปิศาจนั้นก็มิได้เกี่ยวข้องแก่น้อง ทำไม จึงต้องมาอ้อนวอนขอโทษมันด้วยเล่า สิ้วแซหัวเราะแล้วพูดว่า ปิศาจนั้นคือของ ข้าพเจ้าไว้สำหรับขี่ ข้าพเจ้าเผลอไปมันจึงได้หนีมาเป็นปิศาจดังนี้ เห้งเจียพูดว่า ถ้ามันเป็นปิศาจของน้องก็ให้มันแป่ลงกลับเป็นรูปเดิมให้ข้าพเจ้าดูสักที่หนึ่ง ลิวแช ได้ฟังดังนั้นจึงปล่อยสายรุ้งนั้นออกแล้วร้องตวาดว่า อ้ายสัตว์เดียรัจฉานจงรีบ กลับกลายเป็นรูปเดิมจะได้รอดชีวิต ปิศาจก็พลิกตัวทีหนึ่งกลับเป็นรูปกวางไป สิ้วแซด่าว่าสัตว์เดียรัจฉานลักไม้เท้ามาด้วย ฝ่ายกวางนั้นหมอบอยู่กับพื้นปากพูด ไม่ได้ เอาศีรษะคำนับร้องไห้อยู่อย่างนั้น สิ้วแชก็ขึ้นขี่ ลาเห้งเจียกลับไป เห้งเจีย รีบมาจับสิ้วแชไว้แล้วพูดว่า ท่านน้องอย่าเพ่อไปก่อนมีกิจธุระอยู่สองอย่างยังไม่เสร็จ สิ้วแซถามว่ายังจะมีธุระอะไรอีกเล่า เห้งเจียพูดว่ายังนางปิศาจสาวนั้นไม่ได้ตัว ไม่ทราบว่ามันเป็นปิศาจอะไร และขอเชิญท่านน้องเข้าไปในเมืองปี้เปียก๊ก สำแดง กายชักนำประชาชนทั้งหลาย สิ้วแชว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะหยุดรอก่อน ท่านจงรีบ พากันไปจับปิศาจสาวได้แล้ว จะได้พร้อมกันเข้าไปในเมือง เห้งเจียจึงพาโป๊ยก่าย กลับมายังถ้ำเชงฮวยต๋อง พากันเข้าไปในถ้ำโห่ร้องอึกทึกฝ่ายนางปิศาจเมื่อได้ยินดังนั้นมีความกลัวจนตัวสั่นจึงเข้าแอบอยู่ในประตู ไม่มีทางจะหนีได้ โป๊ยก่ายไล่รุกร้องตวาดว่ามึงจะหนีไปไหน นางปิศาจเห็น จวนตัวก็บันดาลเป็นสายรุ้งหนีออกไปเห้งเจียเห็นก็มาสกัดสายรุ้งไว้ ตีด้วยกระบอง ทีหนึ่งถูกปิศาจเจ็บปวดยังตัวไม่อยู่ก็ล้มลงกับพื้น กลับมาเป็นเสือปลาขาวไปตาม เดิม โป๊ยก่ายอดไม่ได้ก็ยกคราดสับลงอีกทีหนึ่ง เห้งเจียร้องทักว่าเท่านั้นเถิดอย่า สับให้ละเอียดเลย เอาไว้นำไปให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรให้ทราบเหตุ โป๊ย ก่ายก็สับติดกับคราดยกใส่บ่าเดินตามเห้งเจียออกมา ก็แลเห็นสิ้วแชกับกวางยืน คอยอยู่หน้าถ้ำ โป๊ยก่ายเอาเสือปลาวางที่หน้ากวาง ถามว่านี่ลูกสาวของเองใช่ หรือไม่ กวางนั้นก็ทำศีรษะปะหงก ๆ รับเหมือนบอกว่าใช่ ยื่นปากร้องเสียงดังว่า เป็ก ๆ ดูดุจแสดงว่ามีใจรักใคร่และห่วงอาลัยต่อกันสิ้วแซเอามือตบศีรษะทีหนึ่งแล้วด่าว่า อ้ายเดียรัจฉานตัวของเองรอดชีวิตแล้ว ก็แล้วกันจะมาห่วงใยอะไรด้วยอีกเล่า สิ้วแชจึงแก้ผ้าคาดพุงออกผูกคอกวางนั้นแล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่ารีบพากันไปหาพระเจ้าแผ่นดินเถิด เห้งเจียว่าจะต้องจัดแจงถ้ำ เสียให้เรียบร้อยก่อนหาไม่วันหลังก็จะเกิดปิศาจขึ้นอีก เห้งเจียจึงเรียกร้องพระภูมิ เจ้าที่มาสั่งให้หาฟืนแห้ง ๆ มาเผาถ้ำเสียให้หมด ครั้นเผาถ้ำแล้วก็พร้อมกันเหาะ กลับมาเมือง โป๊ยก่ายก็หิ้วเสือปลานั้นติดคราดเหาะตามมาครั้นถึงก็ลงยังพระ ราชวังข้างหน้ากำลังพวกขุนนางอยู่พร้อมกันฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางทั้งหลายและพวกสนมใน และเห็นต่างก็ตกใจ คุกเข่าลงกับพื้นกราบไหว้ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็พยุงพระเจ้าแผ่นดินให้ลุกขึ้น แล้ว หัวเราะพูดว่าท่านอย่าเพ่อคำนับข้าพเจ้าก่อน กวางตัวนี้เฒ่าเชียงก๊กพ่อตา ท่าน จงคำนับเสียก่อนจึงควร พระเจ้าแผ่นดินมีความอดสูพระทัยเป็นที่สุดจึงตรัสว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งบารมีของท่านได้โปรดช่วยทารกทั้งเมืองให้รอดชีวิต พระเดชพระคุณ หาที่เปรียบมิได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงรีบสั่งให้ขุนนางจัดโต๊ะเลี้ยงท่านสิ้วแซกุน พระถังซัมจั่งและศิษย์ทั้งสาม ขุนนางพนักงานก็ไปจัดการตามรับสั่งทุกประการฝ่ายพระถังซัมจั้งก็มาคำนับท่านสิ้วแซ ซัวเจ็งก็มาคำนับถามว่ากวางนี้ของท่าน หรือ เหตุใดจึงมาถึงที่นี้ทำร้ายแก่ชาวเมืองดังนั้น สิ้วแซหัวเราะแล้วตอบว่า ท่าน ตังฮวยตี้กุนข้ามมาที่เขาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชิญท่านหยุดพักเล่นหมากรุกยังหาทันแล้ว กระดานไม่ กว่างนี้ก็หนีมา พอสิ้นเวลาแขกไปแล้วหาก็ไม่เห็น ข้าพเจ้าจับยามดู กรู้ได้ว่ามันหนีมาอยู่ตำบลนี้ จึงได้ตามมาค้นหา บังเอิญมาปะไต้เซียกำลังแผลง ฤทธ์อยู่ หากข้าพเจ้ามาช้าไปอีกสักหน่อย สัตว์นี้ก็สิ้นชีวิตเสียแล้ว พูดยังไม่ทัน แล้วก็พอเจ้าพนักงานมาเชิญเข้านั่งโต๊ะ ครั้นนั่งตามลำดับพร้อมกันแล้ว พระเจ้า แผ่นดินก็มารินสุราอย่างดีสงให้สิ้วแชหนึ่งถ้วย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งคนละถ้วย พวกดนตรีก็ขับขานบรรเลงขึ้นพร้อมกัน ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วสิ้วแชก็ขอลา พระเจ้า แผ่นดินเดินมาใกล้คุกเข่าลงคำนับแล้ว ก็ขอยาแก้โรคอายุวัฒนะ สิ้วแชพูดว่า ข้าพเจ้ามาตามกวาง หาได้เอายาติดมาด้วยไม่ ข้าพเจ้าก็อยากจะบอกตำราแพทย์ อันพิเศษ แต่ขัดด้วยตัวของท่านมีโรคมากจะไม่พอรู้ บัดนี้ข้าพเจ้ามีแต่พุทรามา สามผลเป็นของท่านตั้งฮวยตี้กุนให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่ได้รับประทาน ขอให้พระ องค์เอาไว้เสวยเถิดพระโรคก็ค่อยทุเลาลง ภายหลังอายุก็จะได้ยืนนานเพราะพุทรา สามผลนี้ ครั้นถวายผลพุทราแก่พระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ลาขึ้นนั่งบนหลังกวางตวาด ทีหนึ่งกวางก็เหาะขึ้นแทรกเมฆไป พวกชาวเมืองปี้เปียก๊กไม่ว่าชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ และเห็นดังนั้นต่างก็จุดธูปเทียนบูชาทุก ๆ บ้านฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ ก็จัดเก็บข้าวของจะได้ลาไป พระเจ้าแผ่นดิน อ้อนวอนว่าให้อยู่ช่วยสั่งสอนก่อนก็ไม่ยอมอยู่ เห้งเจียจึงพูดเตือนสติพระเจ้าแผ่นดิน ว่า ขอพระองค์จงบรรเทาความกำหนัดและความโลภให้เบาบางลง จงตั้งพระทัย ในกุศลธรรมปลงพระกรรมฐานภาวนาทรงผ่อนผันดูการที่ควรหนักและเบา พระ โรคก็จะบรรเทาพระชนมายุก็จะยืนยาว ขอพระองค์จำไว้อย่าลืม พระเจ้าแผ่นดินมี ความขอบพระทัยเป็นอันมาก จึงรับสั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานนำทองคำมาสองถาด ถวายเป็นเสบียงเดินทาง พระถังซัมจั้งก็มิได้รับ คืนให้เอาไว้สำหรับบ้านเมือง พระเจ้าแผ่นดินก็เป็นอันจนพระทัยไม่รู้ที่ว่าจะทำประการใด จึงรับสั่งให้เจ้าพนัก งานจัดพระราชรถเข้ามา แล้วก็นิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นราชรถ พระเจ้าแผ่นดินกับ พระญาติพระวงศ์ และพระสนมนางในก็พากันตามส่งพระถังซัมจั้งจนนอกเมืองฝ่ายชาวเมืองปี้เปียก๊ก ต่างก็ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาส่งพระถังซัมจั้งทุกๆ บ้าน ในเวลาที่เจ้าเมืองกับขุนนางใหญ่น้อยและชาวเมืองแออัดอยู่นั้น ได้ยินเสียงลม บนอากาศพัดมา เห็นกรงห่านที่ใส่เด็กอยู่กลางถนน เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะร่าเริง อยู่ทุก ๆ คน และได้ยินเสียงบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่าท่านไต้เซีย ได้ สั่งให้ข้าพเจ้าเอาเด็กไปซ่อนนั้นบัดนี้ท่านจัดการเสร็จแล้ว ข้าพเจ้านำเด็กมาส่งตาม เดิมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน และราษฎรชาว เมืองพากันกราบไหว้นับถือสรรเสริญ เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นบนอากาศขอบคุณแล้ว จึงร้องบอกแก่พวกชาวเมืองว่าบุตรของใครก็ให้มารับเอาบุตรของตัวไปฝ่ายราษฎรทั้งหลาย เมื่อได้บุตรของตนแล้วก็มีความยินดีและขอบใจยิ่งนัก จึงพากันร้องนิมนต์ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่าเพ่อไปก่อน จงอยู่ให้พวกข้าพเจ้า ฉลองพระเดชพระคุณตอบแทนบ้าง พากราษฎรบางคนก็เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั้ง บางคนก็เขามาหาเห้งเจียและโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ไปยังบ้านเรือนจัดของแจและเย็บ ตัดจีวรและเสื้อกางเกงถวาย บางคนก็เอาม้าไปเลี้ยง แต่ทำการซักช้าอยู่ดังนั้น ประมาณสักเดือนหนึ่ง จึงได้ส่งพระถังซัมจั้งออกจากเมือง พระถังซัมจั่งกับสานุ ศิษย์สามคน ออกจากเมืองปี้เปียก๊กไปประมาณห้าสิบเส้น จึงได้ขอบคุณลาจาก ไป ฝ่ายเจ้าเมืองกับขุนนางและราษฎรก็พากันกลับเมือง พระถังซัมจั่งกับศิษย์ เดินไปหลายเวลา ในฤดูนั้นเป็นเดือนหกเดือนเจ็ดพิเคราะห์ดูตามแนวป่าชัฏ เห็นต้นไม้ออกดอกออกช่อหอมระรื่นตลอดทาง แลไปข้างหน้าเห็นภูเขาสูง ถังซัมจังรั้งม้าให้ค่อย ๆ เดินได้ยินเสียงนกร้องอยู่บนเขา พระถังซัมจั้งมีจิตหวน ระลึกถึงบ้านเมืองเดิม เห้งเจียพูดว่าอาจารย์อย่าวิตก จงอุตสาหะตั้งใจตรงไป กว่าจะถึง คำโบราณท่านย่อมว่า จะใคร่ให้มั่งมีก็ต้องอุตสาหะลงพื้นเพาะ พระ ถังชัมจั่งจึงพูดว่าดังนั้นก็จริง แต่ไม่รู้ว่าไซทีนั้นยังไกลอีกสักเท่าใด โป๊ยก่ายพูด ว่าพระยูไลไม่บลงใจให้พระไตรปิฎก รู้ว่าพวกเราจะมาอาราธนา ข้าพเจ้าคิดดูเห็น จะเลิกเสียแล้ว ทำไมจึงเดินไม่ถึงดังนี้ ซัวเจ๋งว่าพี่ทำไมจึงพูดเลอะเทอะดังนีเล่า จงอุตสาหะตั้งใจตามพี่เห้งเจียไปก็คงมีวันถึงอยู่เอง อาจารย์กับศิษย์เดินพลาง พูดกันพลาง แลไปก็เห็นดงไม้สนเป็นป่าใหญ่ขวางหน้า เห้งเจียก็ถือกระบองเดิน นำหน้าเข้าป่าไม้สน เดินมาได้ครึ่งวันก็ไม่ออกจากดงต้นสน พระถังซัมจังจึงเรียก เห้งเจียมาถามว่า เราเดินมาก็ข้ามพ้นห้วยเขากันดารมาหมดแล้ว ทำไมจึงมีป่า ใหญ่ขวางหน้าอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่มาข้ามห้วยธารภูเขาก็ยังไม่พบที่ร่มรื่นเย็นอย่างนี้ เลยทั้งต้นไม้และดอกไม้ก็ประหลาด อาตมภาพจะลงหยุดพักสักครู่หนึ่งให้ม้า หายเหนื่อยด้วย เห้งเจียจงไปบิณฑบาตข้าวมาฉันแล้วจึงค่อยไป เห้งเจียก็มาอุ้ม อาจารย์ลงจากม้าลงนั่งพักใต้ต้นสนแล้ว เห้งเจียก็ถือบาตรเหาะขึ้นกลางอากาศ แลไปดูรอบทั้งแปดทิศแล้ว และกลับลงมาที่ดงต้นไม้สน เห็นมีรัศมีออกฟุ้งเื่อง เห้งเจียเห็นดังนั้นแล้วก็ร้องขึ้นว่าดีจริง ๆ ในขณะนั้นเห้งเจียแลไปเห็นไอดำฟุ้งฟู ขึ้นในดงไม้สน เห้งเจียตกใจคิดเห็นว่าไอดำนี้เป็นของร้าย แต่โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็ ไม่เคยเห็นปล่อยไอดำออกดังนี้ เห้งเจียพิเคราะห์ดูก็ไม่รู้แน่ได้ฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ใต้ร่มสน ภาวนาคาถาซิมเกงจิตก็ระงับเป็นปรกติ ได้ยิน เสียงแว่ว ๆ ว่าคนร้องเรียกให้ช่วย คิดว่าเห็นจะเป็นสัตว์ร้ายไล่กัดดอกระมัง จำ เราจะไปดูจะเป็นอะไรแน่ จึงลุกขึ้นจากที่เดินเข้าไปใกล้ แลเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแขวน อยู่บนต้นไม้ พระถังซัมจั่งถามว่า ท่านสีกามีเหตุอย่างไรจึงมาต้องมัดแขวนอยู่ อย่างนี้ฝ่ายปิศาจเห็นพระถังซัมจังมาถาม ก็แกล้งทำคร่ำครวญร้องไห้ด้วยมารยาแล้ว พูดว่าท่านอาจารย์ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองตุ้มปอก๊ก จากนี้ไปประมาณสองโยชน์บิดา มารดาข้าพเจ้าใจบูญ เวลาวันเซ็งเหมงพาพวกพ้องวงศ์ญาติไปเช่นไหว้ที่ฮวงซุ้ย ฝังศพปู่ย่าตายายนั้น ครั้นพากันมาถึงที่ป่าช้าฝังศพแล้ว ก็ได้ยินเสียงกลองและ ม้าล่อและคนโห่ร้องกึกก้องโกลาหล แลไปก็เห็นพวกหนึ่งหลายคน ต่างคนมีมือ ถืออาวุธทุก ๆ คนเดินเข้ามา พวกญาติของข้าพเจ้าแลเห็นก็กลัวพากันวิ่งหนีไป หมดสิ้น ข้าพเจ้าตกใจกลัวล้มกลิ้งอยู่กับดิน พวกโจรถึงจับเอาไปในป่าเขาที่พัก ของมัน อ้ายนายโจรที่หนึ่งที่สองที่สามเห็นรูปร่างข้าพเจ้าสะสวย ต่างก็ชิงกันอยาก ได้ไว้เป็นภรรยาไม่ตกลงกัน มันจึงได้เอาตัวข้าพเจ้าผูกไว้ที่นี่ พวกโจรก็พากันไป หมดแต่ข้าพเจ้าถูกมัดแขวนมาอย่างนี้ได้ห้าวันแล้ว เห็นชีวิตข้าพเจ้าจะไม่รอดเป็น แน่แล้ว ชะรอยชาติปางก่อนข้าพเจ้าจะได้ทำกุศลสิ่งใดไว้จึงได้มาปะท่านอาจารย์ ในวันนี้ ขอท่านได้เมตตาช่วยชีวิติข้าพเจ้าไว้สักครั้งหนึ่งเถิด แม้ข้าพเจ้าได้รอดแล้ว พระเดชพระคุณของท่านข้าพเจ้าจักมิได้ลืมเลย พูดแล้วก็ทำมารยาน้ำตาไหลลงอาบ หน้าสะอีกสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด พระถังซัมจั้งเป็นผู้มีเมตตาจิต เห็นดังนั้นก็อดไม่ ได้พลอยร้องไห้ไปด้วย จึงร้องเรียกซัวเจ๋งกับโป๊ยก่ายฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ๋งเวลานั้นไปเที่ยวเก็บผลไม้ดอกไม้ ครั้นได้ยินเสียงอาจารย์ ร้องไห้และเรียกตกใจก็พากันวิ่งมาหาอาจารย์ ถามว่าพระอาจารย์มีธุระสิงใดหรือ พระถังซัมจั้งเอามือชี้บนต้นไม้บอกให้โป๊ยก่ายขึ้นไปแก้ลงมาฝ่ายเห้งเจีย อยู่บนกลางอากาศพิเคราะห์ดูก็เห็นไอดำนั้น ยิ่งฟุ้งมากขึ้นกลบ บังรัศมีนั้นมืดไปจึงคิดว่าเห็นจะไม่ดีแล้ว ที่ไอดำเป็นกลุ่มดังนี้ จะเป็นปิศาจร้าย เข้าทำร้ายแก่อาจารย์เป็นแน่อันจะไปบิณฑบาตเป็นการเล็กน้อย จำจะต้องลงไปดู อาจารย์เสียก่อนเห็นจะดีกว่า คิดดังนั้นแล้วก็หวนกลับลงมายังพื้น แลเห็นโป๊ยก่าย กำลังแก้มัดให้นางหญิงสาวนั้นอยู่ เห้งเจียจึงเข้าไปยึดใบหูโป๊ยก่ายกระชากลง มายังพื้น โป๊ยก่ายกระโดดลุกขึ้นพูดว่าอาจารย์บอกให้เราช่วยชีวิตคน ทำไมจึง มากระชากเราให้ล้มดังนี้ เห้งเจียว่าน้องอย่าแก้มัน นั่นคือปิศาจมันแกล้งมาหลอก ลวงพวกเรา พระถังซัมจั้งตวาดว่าอ้ายลิงพูดอะไรอย่างนั้น เขาเป็นผู้หญิงกลับ เห็นว่าเป็นปิศาจมารร้ายอะไรที่ไหน เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ไม่ใช่เหตุการทั้งนี้ เกี่ยวอยู่ในตัวข้าพเจ้า มันประสงค์จะกินอาจารย์ที่ไหนจะรู้ได้เล่าโป๊ยก่ายก็เคือง บอกแก่อาจารย์ว่า ท่านอย่าเชื่ออ้ายเป็กเบ๊อน พระถังซัมจั้งจึงพูดแก่โป๊ยก่ายว่า หน้าที่ของเห้งเจีย เห้งเจียเคยดูถูกทุก ๆ หนไม่ผิดถ้าเห็นเป็นปิศาจแน่แล้วเราอย่า ไปเกี่ยวข้องแก่มัน จงรีบพากันไปเกิดอย่าไปเป็นธุระแก่มันเลย เห้งเจียก็ดีใจพูด ว่าดีแล้วพระอาจารย์ได้รอดชีวิตไม่เป็นไร นิมนต์ขึ้นหลังม้ารีบไปจะได้ออกให้พ้น ดงต้นสน ดูที่แห่งใดมีบ้านเรือนผู้คนจึงเข้าไปบิณฑบาตมาให้อาจารย์ฉัน อาจารย์ กับศิษย์ก็พากันเดินออกไปฝ่ายหญิงสาวที่แขวนอยู่กับกิ่งไม้นั้น ขยับเขี้ยวเคี้ยวฟันมีความโกรธเป็นอันมาก จึงคิดว่าเราได้ยินมาหลายปีแล้วว่าซึงหงอคงคนนี้มีฤุทธาอานุภาพมากนัก ก็สม จริงเขาชมและลือจริง เราอยากได้มาประสมภาคให้สำเร็จเป็นเซียน ไม่รู้เลยว่า เห้งเจียจะรู้เท่ากระทำให้ความคิดของเราไปไม่ตลอด พระถังซัมจั้งหนีพ้นไปได้ เรา จะมิต้องลำบากหรืออย่าเลยเราจะลองเรียกดู คิดแล้วปิศาจก็เอาเสียงเป็นสายลม พัดมาเข้าหูพระถังซัมจั้งว่าท่านอาจารย์ท่านมาทิ้งคนเป็นให้ถึงแก่ชีวิตดังนี้ จะไม่ เสียเวลาป่วยการที่จะไปนมัสการพระพุทธเจ้าหรือ และจะอาราธนาพระไตรปิฎก ไปทำไม พระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้าได้ยินดังนั้น ก็เรียกเห้งเจียให้กลับไปแก้มัด หญิงนั้น เห้งเจียถามว่าทำไมจึงมีจิตคิดถึงผู้หญิงดังนี้เล่า พระถังซัมจั้งบอกว่า หญิงนั้นร้องให้ช่วย และเธอพูดถูกต้องว่าทิ้งคนเป็นให้ตายไม่ช่วย จะไปไหว้พระ อาราธนาธรรมมาทำไม ช่วยชีวิตมนุษย์ได้รอดตายคนหนึ่ง ก็กุศลยิ่งกว่าเอาแก้ว มณีสร้างพระเจดีย์เจ็ดชั้น เห้งเจียจงไปช่วยแก้มัดเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์คิดถึงเมตตาจิตขึ้นมา เราก็ไม่มีอะไรจะแก้ท่าน ท่านอยากจะไปแก้ มันก็ตามใจเถิด ข้าพเจ้าไม่อาจห้าม ได้ห้ามท่านครั้งหนึ่งแล้วท่านก็ดุเอาข้าพเจ้า ท่านจะไปแก้ก็นิมนต์ไปเองเถิด พระถังซัมจั้งโกรธด่าว่าอ้ายลิงพูดมากนักเจ้าไม่ ไปก็จงนั่งคอยอยู่ที่นี่ เรากับโป๊ยก่ายไปแก้ลงแล้วจึงค่อยไป พระถังซัมจั้งกับโป๊ย ก่ายก็กลับเข้าดงไปแก้นางปิศาจลงมาแล้ว นางก็มีความดีใจผุดลุกขึ้นทำกิริยา กระชดกระช้อยเดินตาม พระถังซัมจั้งออกมาพ้นดงพบกับเห้งเจีย เห้งเจียแลเห็น ดังนั้นก็หัวเราะ พระถังซัมจั้งขัดใจจึงด่าว่าอ้ายลิงเอ็งหัวเราะเยาะเราทำไม เห้งเจีย พูดว่าข้าพเจ้ามิได้หัวเราะเยาะพระอาจารย์หัวเราะว่าพระอาจารย์สิ้นเคราะห์มาพบ เนื้อคู่ที่รูปงามดังนั้นดอก พระถังซัมจั่งตวาดว่าอ้ายลิงพูดเลอะเทอะ อาตมภาพเห้งเจียว่าพระอาจารย์ มิได้หลงไหลเห็นแก่รูปเสียงกลิ่นรสความสัมผัสถูกต้อง ยังไม่เข้าใจท่านเคยบวชมาแต่เล็ก เคยดูแต่พระคัมภีร์พุทธศาสนา มิได้เข้าใจใน กฎหมายของบ้านเมืองไม่เหมือนคนนี้มีลักษณ์งามดังนี้ ส่วนท่านเป็นซีบาณาสงฆ์ มาเดินร่วมทางแก่สตรีในป่าดังนี้ ถ้าพบปะคนที่เป็นพาลมันจะจับไปยังโรงศาลเขา ไม่เกรงว่าเป็นคนไปอาราธนาพระธรรม หรือไปไหว้พระอะไรเขาจะลงโทษว่าเป็นชู้กัน ก็จะเฆี่ยนตีเอา แม้ว่าเราไม่ได้มีจิตคิดกระทำเช่นนั้นก็จริง แต่จะได้ใครมาเป็น พยานในข้อความที่บริสุทธิ์ของเรา จะไม่พลอยพาพวกพ้องบ่นปี้ไปด้วยหรือ พระ ถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราช่วยเขาให้พ้นทุกข์ ได้รอดชีวิต และกลับมามีโทษแก่เรานั้นจะไม่เป็นได้ จงพาเธอไปเถิดธุระการอยู่ แก่เราเอง เห้งเจียพูดว่าอาจารย์เป็นธุระช่วยเธอก็จริง แต่กลับไปให้ร้ายเธอเสีย อีกพระอาจารย์ก็ยังหารู้สึกไม่ พระถังซัมจั้งถามว่า ทำไมจึงว่ากลับให้ร้ายเธออย่างไร อาตมายังไม่เข้าใจ เห้งเจียว่านางถูกมัดแขวนอยู่นั้น บางทีห้าวันเจ็ดวันก็จะตาย บัดนี้ท่านอาจารย์พานางมาดังนี้ อาจารย์ก็ขี่ม้าเดินเร็วพวกข้าพเจ้าตามหลังไป ก็ หญิงคนนี้มีเท้าอันเล็กเดินตามคงไม่ทัน ทิ้งให้เธอล้าหลังอยู่ บางทีจะไปพบสัตว์ ร้าย ก็จะขบกัดกินเป็นอาหาร ดังนี้จะไม่เรียกว่าให้ร้ายแก่เธอหรือ พระถังซัมจั่ง ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นจึงพูดว่า ท่านพูดดังนั้นก็จริงอยู่ ถ้ากระนั้นขอให้เห้งเจีย ช่วยคิดอย่างไรจะดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อุ้มเอานางขึ้นม้าไปด้วยก็แล้วกัน พระอาจารย์จะต้องวุ่นอะไรไปอีกเล่า พระถังซัมจั่งพูดว่าเห้งเจียเอาอะไรมาพูดดังนี้ ผู้หญิงจะขี่ม้าได้หรือ อย่ากระนั้นเลยอาตมาจะลงเดินไปก็ได้ ให้โป๊ยก่ายค่อย ๆ จูง ม้าเดินไป เห้งเจียยิ่งหัวเราะใหญ่แล้วพูดว่า เจ้าหมูได้สบายแล้วอาจารย์ให้ เจ้าจูงม้าไป พระถังซัมจั้งพูดว่า อย่าพูดให้เลอะเทอะไป คำโบราณท่านย่อมว่า ม้าวิ่งไปพันโยชน์คนที่ไหนจะตามทัน ให้โป๊ยก่ายค่อย ๆ จูงม้าไปพวกเราจะได้ เดินข้ามเขาลงไปที่ลาด บางทีจะมีบ้านหรือวัดที่มีคนอยู่ พวกเราได้ชื่อว่าช่วย ชีวิตคนไว้ เห้งเจียพูดว่าอาจารย์คิดดังนั้นก็ถูกต้องนิมนต์อาจารย์รีบไปเถิด พระ ถังซัมจั้งกับศิษย์ก็ออกเดินซัวเจ็งก็หาบของ โป๊ยก่ายก็จูงม้าเห้งเจียถือกระบอง ออกนำหน้าหญิงเดินไป เดินมาได้ประมาณสักห้าสิบเส้น ตะวันรอนลงแลไปข้าง ทางก็เห็นตึกกว้านบ้านเรือนห้องหออยู่เรียงราย พระถังซัมจังจึงพูดว่า ที่ตำบลนี้ คงจะเป็นที่วัดวาอาราม เราพากันเข้าไปอาศัยพักนอนสักคืนหนึ่งรุ่งเช้าจึงค่อยไป เดินมาประเดี้ยวหนึ่งก็ถึงหน้าวัดพระถังซัมจั๋งจึงสั่งสานุศิษย์ให้หยุดคอยข้าง นอกก่อน อาตมาจะเข้าไปขออาศัยได้แล้วจึงค่อยพากันเข้าไป สานุศิษย์ทั้งสาม ได้ฟังอาจารย์ สั่งดังนั้นก็หยุดคอยอยู่ใต้ร่มไม้ พระถังซัมจั่งเดินเข้าไปในประตูชั้น นอกแลเข้าไปดูเห็นประตูชำรุดหักพังล้มลงอยู่ทังนันแลเข้าไปในนัน เห็นกุฎีแถว รกร้างเงียบสงัด ไม่มีคนอยู่ มีพระอุโบสถก็พังลงเสียหมดเถาวัลย์หญ้าบอนขึนรก รุงรัง พระถังซัมจังเห็นดังนั้นให้เกิดความสังเวชสลดใจทันที แข็งใจยืนเดินเข้าไบ ดูที่ชั้นสองแลเห็นหอกลองหอระฆังหักพังเซซวนทรุดโทรมไปทั้งสิ้น มีระฆัง ระฆัง หนึ่งตกกลิ้งอยู่ที่พื้นดิน ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างบนดูขาวดุจน้ำมวกครึ่งหนึ่งจมอยู่ใต้ดินมี สีเขียวดุจคราน เพราะจมดินอยู่สนิมจับจึงได้เป็นดังนี้ พระถังซัมจั้งก็เอามือ ดังหง่างขึ้นทีหนึ่ง พระถังซัมจังตกใจเซล้มลงกับพื้น แต่ที่จริงในวัดนั้นมีเต้าหยิน อยู่คนหนึ่ง เมื่อเห็นคนเข้ามาในวัด จึงเอาอิฐก้อนหนึ่งปาไปถูกระฆังจึงได้ดัง พระ ถังซัมจังจึงร้องเรียกว่าระฆังเอ๋ย ทางไซทีนีนานวันไม่มีผู้ใดมาถิงจึงได้เกิดปิศาจ ขึ้นดังนี้หรือ เต้าหยินคนนั้นเดินมาพยุงพระถังซัมจั้ให้ลุกขึ้นแล้วพูดว่า มิใช่เหตุ ระฆังนั้นเป็นปิศาจดอก ข้าพเจ้าปาอิฐมาถูกระฆังจึงได้ดังขึ้น พระถังซัมจั่งเงย หน้าขึ้นดู เห็นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว จึงถามว่านี่เป็นปิศาจหรือ อาตมาไม่ใช่ คนธรรมดาเหมือนคนทั้งหลาย อาตมภาพมาจากเมืองไต้ถัง สานุศิษย์ที่มาด้วยล้วน แต่มีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญปราบมารร้ายได้ ถ้าไปเกี่ยวข้องถึงเธอเข้าแล้วเห็นชีวิตจะ ไม่รอด เต้าหยินผู้นั้นคุกเข่าลงกราบไหว้แล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่ผีปีศาจร้ายอะไร ดอก ข้าพเจ้าเป็นคนสำหรับจุดธูปเทียนบูชาอยู่ในนี้ ได้ยินเสียงท่านอาจารย์จะใคร่ ออกมาเชิญก็กลัวผีหลอกจึงเก็บเอาอิฐปาระฆังให้ดังมีเสียงขึ้น พอเอาเสียงเป็น เพื่อนจึงได้กล้ามา นิมนต์ท่านเข้าไปข้างในเถิดฝ่ายพระถังซัมจังได้ฟังเต้าหยินพูดดังนั้น ก็ค่อยวางใจหายหวาดหวั่น เต้าหยิน ก็พาพระถังซัมจั้งเดินเข้าไปยังประตูชั้นสามพระถังซัมจั่งจึงพิเคราะห์ดูเห็นไม่ เหมือนชั้นนอก มีประดับด้วยแก้วมณีและโมราและลายทองสลับเขียนมีรูปต่าง ๆ ตามฝ่าตามห้องดูสว่างไสว เครื่องโต๊ะล้วนแต่แก้ววิเศษ พระถังซัมจั้งดูแล้วก็ถาม เต้าหยินว่าข้างนอกนั้นดูรกเรี้ยวรุงรังน่ากลัว ทำไมในนี้จึงประดับประดางดงาม อย่างนี้ด้วยเหตุอะไร เต้าหยินหัวเราะแล้วบอกว่า ที่ตำบลเขานี้มีปิศาจผีร้ายซุกชุม และทั้งโจรผู้ร้ายก็มาก ถ้าท้องฟ้าสว่างก็ออกตีชิงวิ่งราว เดือนมืดก็เข้าหาที่อาศัย หน้าวัด พระประธานก็ยกทิ้งไว้ข้างหนึ่ง เอาไม้มาใส่ไฟหุงต้มอะไรกิน พระสงฆ์ ในวัดก็ไม่มีผู้ใดออกต้านทานได้ ก็ทิ้งโบสถ์นั้นให้โจรอาศัยอยู่ตามสบาย พระถัง ซัมจังว่าถ้ากระนั้นที่ตรงนี้ก็เป็นที่สำนักกลาง และขึ้นไปดูที่บนประตูก็เห็นมี หนังสือใหญ่อยู่ห้าตัว คือวัด (ตินไฮ้เสียนลิมยี) พระถังซัมจังก็เดินเข้าไปข้างใน และเห็นพระสงฆ์เดินออกมาองค์หนึ่ง คือไปทางไซทีนี้ มีนามเรียกว่าพระสงฆ์ พิเบ๊เจง เธอเดินออกมาเห็นพระถังซัมจั้งคิ้วดำตาก็สวย หน้าผากกว้างรูปพรรณ ลักษณะได้ตำราทุกอย่าง ดูดุจพระอรหันต์ จึงจับมือพามาที่กุฎีใหญ่กระทำ คำนับแล้วถามว่า ท่านอาจารย์จะไปข้างไหนหรือจึงได้มาถึงนี่ พระถังซัมจั่งตอบ ว่า อาตมาอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปไซทีอาราธนาพระไตร ปิฎกธรรมยังวัดลุ่ยอิมยี่ มาถึงที่นี่เป็นเวลาจวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่งรุ่งเช้า จะลาไปขอท่านได้กรุณาด้วยฝ่ายพระสงฆ์นั้น ครั้นได้ฟังพระถังซัมจั้งบอกดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ ควรพูดดังนี้ให้เสียวาจาเราเป็นสาวกพระพุทธเจ้า อย่ากล่าวซึ่งคำสัพลาวาจา พระ ถังซัมจั้งพูดว่า อาตมภาพพูดโดยความสัจจริงหาได้กล่าวเท็จไม่ พระสงฆ์นั้นพูด ว่า ตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ก็ไม่รู้ว่าทางไกลสักเท่าใด ทุก ๆ เขาก็มีแต่ปิศาจร้าย ทุก ๆ ถ้ำก็มีแต่ยักษ์มาร อันรูปร่างของท่านก็งดงามบริสุทธิ์ดังนี้ คนเดียวจะไป อาราธนาพระธรรมได้หรือ พระถังซัมจั้งตอบว่า ท่านอาวุโสเห็นอาตมภาพผู้เดียว ที่ไหนจะมาได้ อาตมภาพมีศิษย์ถึงสามคน ถ้าพบเขาขวางก็ตัดทางไป หากพบ แม่นำกว้างก็ทำสะพานข้ามไป สานุศิษย์คอยป้องกันรักษาอาตมภาพมาจึงมาได้ พระสงฆ์องค์นั้นถามว่า ก็สานุศิษย์ทั้งสามนั้น บัดนี้อยู่ที่ไหนเล่า พระถังซัมจังว่า ยืนคอยอยู่ข้างนอกประตู พระสงฆ์นั้นตกใจจึงพูดว่าท่านอาจารย์ยังไม่ทราบที่ตำบล นี้ มีสัตว์เนื้อเสือร้ายชุกชุมนัก ทั้งปิศาจผีร้ายก็มากมักจะคอยทำร้ายคน แต่เวลา กลางวันยังไม่กล้าออกไปเที่ยวไกล ตะวันชายบ่ายก็ปิดประตูหน้าต่าง แล้วเวลาก็ จวนค่ำคนอยู่ข้างนอกไม่ได้ จึงเรียกสานุศิษย์ให้รีบออกไปเชิญเข้ามาเดี๋ยวนี้เด็กสองคนได้ยินอาจารย์สั่งก็รีบออกไป แลเห็นเห้งเจียก็ตกใจล้มคว่ำล้มหงาย เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมดเด็กทั้งสองอุตสาห์ แข็งใจวิ่งกลับเข้ามาข้างในบอกแก่พระถังซัมจั้ง อาจารย์ว่าเห็นจะไม่เห็นการ ศิษย์ ของท่านไม่เห็น เห็นแต่ปิศาจสามสี่คนยืนอยู่ที่ประตู พระถังซัมจั้งถามว่ารูปร่าง เป็นอย่างไร เด็กบอกว่าคนหนึ่งรามสูร คนหนึ่งปากยาว คนหนึ่งปากเขียว และ มีหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างสะสวย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่าหนูยัง ไม่รู้จักสามคนที่หน้าตาดุร้ายนั้น คือศิษย์ของอาตมภาพเอง ยังหญิงคนนั้น อาตมภาพช่วยชีวิตเธอที่ในป่าสนนั้น เด็กทั้งสองถามว่า ท่านอาจารย์รูปร่างงาม ดังนี้ทำไมจึงพาศิษย์รูปร่างดุร้ายอย่างนั้นมาด้วยเล่า พระถังซัมจั่งบอกว่ารูปร่าง ไม่สวยไม่งามก็จริงแต่ต้องธุระอาศัยเธอกระทำให้สำเร็จได้ จงรีบไปเชิญเธอเข้า มาในนี้เถิด ถ้ารอช้าไปหน้ารามสูรนั้นจะมุทะลุวุ่นวายขึ้นมาจะเกิดเหตุ เด็กทั้งสอง ได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งออกไปร้องเรียกว่า ท่านทั้งสามที่คอยอยู่นั้น ท่านอาจารย์ถังซัมจั่ง ให้เชิญเข้าไปข้างใน โป๊ยก่ายก็จูงม้า ซัวเจ๋งก็ยกหาบเห้งเจียก็ถือกระบองคุมนาง หญิงนั้นพร้อมกันเดินเข้าไป ครั้นถึงประตูทั้งสามก็วางหาบผูกม้าแล้ว ก็พากันขึ้น บนกุฎีใหม่ มาทำคำนับพระสงฆ์เจ้าอารามแล้ว ต่างก็นั่งที่ตามสมควร พระสงฆ์ เจ้าอารามก็เข้าไปพาพระสงฆ์เจ็ดแปดสิบรูปมาคำนับกันแล้ว จึงให้ศิษย์วัดยก น้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยงกัน และจุดโคมไฟสว่าง พระสงฆ์ทั้งหลายก็มาไต่ถามซึ่งเหตุ ไปอาราธนาธรรม บางพวกก็อยากมาดูหญิงสาวนั้น พากันมานั่งแออัดในกุฎีใหญ่ พระถังซัมจั้งถึงถามพระสมภารว่า พรุ่งนี้อาตมาภาพจะลาไปจากที่นี่ หนทางที่ จะไปต่อไปนั้นจะเป็นประการใดบ้างสมภารได้ยินถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกับพื้น พระถังซัมจังเห็นดังนั้นก็ตกใจลุก มาพยุงให้ลุกขึ้นแล้วถามว่าอาตมาถามถึงหนทางที่จะไปไซที ทำไมจึงได้คุกเข่ากราบ ไหว้ดังนี้ทำไม สมภารจึงบอกว่าหนทางที่จะไปนั้นเรียบร้อยไม่เป็นที่ทุกข์ใจมิได้ แต่ยังมีธุระอย่างหนึ่งจะไม่เป็นปรกติ ด้วยท่านอาจารย์นอนอยู่ในกุฎีใหม่ สานุศิษย์ ทั้งสามนอนในห้องก็ควรแล้ว ยังไม่ทราบว่านางสาวน้อยจะไปนอนที่ไหนจึงจะดี พระถังซัมจั้งพูดว่า ท่านอาจารย์อย่ามีความวิตกจิตคิดสงสัยพวกอาตมาเลย ที่ จะคิดผิดกิจไปนั้นหาเป็นไปได้ไม่ เมื่อเวลาเช้าเดินตัดดงไม้สนมาก็มาพบหญิงคน นี้ ยูกมัดอยู่บนต้นไม้ร้องเรียกให้ช่วยอาตมามีจิตกรุณา จึงให้สานุศิษย์แก้ลงมา นางจึงได้ตามมาจนถึงนี่ก็สุดแต่ท่านจะให้ไปนอนที่ไหนก็ตามเถิด พระสมภารได้ ฟังดังนั้นจึงพูดว่าถ้าอาจารย์มีอุเบกขาเพิกถอนเฉยดังนั้น อาตมาจะขอจัดที่ ๆ นอก ประตูให้นางไปพักข้างนอกเห็นจะดีดอกกระมัง พระถังซัมจั่งว่าควรแล้วดีแล้ว สมภารจึงเรียกสานุศิษย์ให้พานางไปพักข้างนอก ฝ่ายพระถังซัมจั้งพักอยู่ที่กุฎีใหญ่ ได้เวลาแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายก็ลากลับไปที่อยู่แห่งตน พระถังซัมจั่งจึงสั่งสานุศิษย์ ทั้งสามให้ไปนอนจะได้ตื่นแต่เช้า ๆ เวลานั้นก็นอนเงียบทุก ๆ คน พอรุ่งแจ้งเห้งเจีย ก็ลุกขึ้นก่อน เรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งรวบรวมเข้าของใส่หาบแล้วจึงมาปลุกอาจารย์ จะได้ออกเดินแต่เช้า เวลานั้นพระถังซัมจั่งนอนหลับ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องปลุก ด้วยเสียงอันดัง พระถังซัมจั้งยกศีรษะขึ้นแล้วหลับไปอีก เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร้อง ถามว่า อาจารย์เป็นอะไรไปหรือ พระถังซัมจั่งบอกว่า ศีรษะให้หมุนเวียนตาก็ให้ มืดมัวไปให้เจ็บปวดไปทั้งตัวไม่รู้ว่าเป็นอะไร โป๊ยก่ายเอามือจับตัวอาจารย์ดูทั่วกาย มีไอออกร้อน โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว เมื่อวานนี้เห็นพระอาจารย์เดินมากมาย และถูกแดดลมจึงได้มีโรคไม่สบายดังนี้ พระถังซัมจั้งว่าไม่ใช่ดังนั้น คือเมื่อคืนนี้ ลุกขึ้นไปเบามิได้ใส่เสื้อ นึกดูเห็นจะถูกลมเข้าจึงได้เป็นดังนี้ เห้งเจียถามว่า ถ้า ดังนี้จะเดินไปได้หรือ พระถังซัมจั้งว่า แต่จะลุกขึ้นยังไม่ได้ จะเดินไปยังไรได้เล่า เห้งเจียว่าพระอาจารย์ตัวยังไม่ปรกติ จงหยุดพักอยู่สักสองสามวันให้สบายก็จะได้ เป็นอะไรไปเล่า พวกข้าพเจ้าคอยระวังรักษาอาจารย์อยู่จะเป็นทุกข์อะไรที่ไหน พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงว่าสานุศิษย์พูดดังนั้นก็ถูกแล้ว เราหยุด พักที่วัดนี้ก่อนพอให้หายดีแล้วจึงค่อยไป ก็ชวนกันหยุดพักอยู่ในวัดนั้นได้สามวัน แล้วพระถังซัมจั่งเรียกเห้งเจียมาพูดว่า ไม่สบายไปสองวันมิได้ถามถึงนางนั้น มี ผู้ใดให้ข้าวปลาอาหารกินหรือเปล่าเห้งเจียจึงพูดว่าพระอาจารย์อย่าเป็นทุกข์ถึงผู้อื่น เลยจงระวังรักษาแต่ตัวเราเถิด พระถังซัมจั่งเรียกให้เห้งเจียมาพยุงลุกขึ้น แล้วก็ ให้เอากระดาษและพู่กันมา และขอยืมที่ฝนหมึกในวัดมาด้วย เห้งเจียถามว่าจะ เอากระดาษและพู่กันมาทำไม พระถังซัมจั้งว่า อาตมาจะทำหนังสือฉบับหนึ่งใส ซองเดียวกับหนังสือเดินทางเห้งเจียช่วยเอาไปถวายพระถังไทจงฮ่องเต้ ยังเมือง ไต้ถังให้พระองค์ทรงทราบเหตุ เห้งเจียว่าการทั้งนี้ไม่ยากอะไร การอื่นข้าพเจ้าไม่ ถนัด ถ้าการจะไปส่งหนังสือดังนี้ข้าพเจ้าถนัดเป็นที่หนึ่ง ด้วยข้าพเจ้าหกคะเมน ตีลังกาไปทีหนึ่งก็ถึงเมืองไต้ถัง นำหนังสือเข้าไปถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้ว ก็หกคะเมนกลับมาหาอาจารย์ น้ำหมึกไม่ทันจะแห้ง แต่ยังไม่ทราบว่าอาจารย์ จะฝากหนังสือไปทำไม ในใจความนั้นว่ากระไรขอให้อาจารย์อ่านให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าจะได้รู้เรื่องด้วยบ้าง พระถังซัมจังนั่งน้ำตาไหลลงพรั่งพรายแล้วพูดว่าในใจ ความว่าคืออาตมาสงฆ์เหี้ยนจึง ขอถวายพระพรมายังมหาบพิตรพระราชสมภาร สมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงทราบ ด้วยอาตมภาพได้รับ ๆ สั่งออกจากเมือง ไต้ถังแล้วก็ตั้งหน้าตั้งใจตรงไปยังประเทศไซทีเขาเล่งซัว อันความคับแค้นทุกข์ยาก ในระยะทางกันดารนัน สุดที่จะรำพรรณให้สินสุดได้ บัดนี้มาถึงครึ่งทางก็บังเอิญ มาป่วยลง การที่จะไปต่อนั้นก็เป็นการยากที่สุดทีจะไปได้เพราะทางนั้นยัง ลึกลับไกลนัก เห็นชีวิตอาตมภาพจะไม่พอไปได้ ขอพระองค์ได้ทรงทราบ เห้งเจีย ครั้นได้ฟังสำเนาความในหนังสือดังนั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้จึงพูดว่าพระ อาจารย์ไม่เป็นการเสียแล้ว เจ็บป่วยนิดหน่อยเท่านั้นยังหาควรจะคิดดังนี้ไม่ แม้ว่า เจ็บป่วยมากมายประการใดก็ควรจะบอกกล่าวให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้ายังสามารถ จะแก้ไขได้อยู่บ้าง และจะถามว่าพระยามัจจุราชพระอ่งค์ไหนอาจมามีจิตคิดดังนี้ และสมุหบัญชีเมืองผีคนใดอาจมีหมายมาจับและยมบาลคนใดอาจจะนำหมาย มาจับ แม้ว่ามีจิตหมิ่นประมาทกระทำให้ร้อนถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกสันฐาน ร้ายขึ้นดังเมื่อครั้งที่จลาจลบนสวรรค์ ถือกระบองตีขนาบลงไปยังพระยามัจจุราช เงียมพ้ออ๊อง จับเอาตัวมาชักเอาเอ็นออกลอกหนังทำให้สาหัส พระถังซัมจังพูดว่า อาตมาก็ป่วยมีอาการมากหนักใจอยู่ อย่าพูดอวดโตไปนักเลย โป๊ยก่ายพูดว่า พระอาจารย์มีอาการป่วยมาก เราจัดแจงเตรียมโลงไว้สำหรับใส่ศพพระอาจารย์เถิด เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็ด่าว่าอ้ายชาติหมูพูดอะไรอย่างนั้น เจ้ายังไม่รู้เหตุ พระอาจารย์ของเรานั้น ท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเดิมเรียกว่ากิมเสี้ยนโพธิสัตว์ เพราะเธอมีความประมาทในพระธรรมจึงได้มารับผลความผิดทรมานทุกข์ใน มนุษย์โลกดังนี้ โป๊ยก่ายถามว่าพี่เห้งเจียพระอาจารย์เธอมีความหมิ่นประมาท พระธรรม จึงได้ไปเกิดที่เมืองไต้ถังให้ตั้งอธิษฐานไปไซทีอาราธนาพระธรรม ได้ ทรมานพบปะซึ่งยักษ์ผีปิศาจร้ายได้ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ควรแล้วนี่เหตุใดจึงให้ได้ ความพยาธิทุกข์ภัยดังนี้เล่า เห้งเจียพูดว่าน้องหาเข้าใจไม่ พระอาจารย์นั้นั่งฟัง พระยูไลแสดงธรรม เวลานั้นเธอง่วงสัปหงกพลั้งเท้าซ้ายพลัดลงเหยียบถูกเมล็ด ข้าวไดึ่งังัน็กงจงูดวา สำดังนั้นร้าพเจ้ากับร้าวท่ำตุารสนรียราดมาก จะรู้ว่าปรับโทษเจ็บนั้นสักเท่าไรชาติจึงจะสิ้นโทษได้ เห้งเจียพูดว่าพระพุทธเจ้า ท่านหาได้ปรับโทษแก่สัตว์ทั้งหลายไม่ กรรมของสัตว์ทำก็ให้โทษแก่สัตว์เองพระ อาจารย์ยังป่วยอีกวันหนึ่งก็จะหายไม่เนิ่นช้าดอก พระถังซัมจั่งพูดว่าวันนี้เหมือน เมื่อวานนี้ในคอให้ชักแห้งอยากน้ำ เห้งเจียจงไปหาน้ำเย็น ๆ ให้อาตมาสักหน่อย เถิด เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์อยากน้ำจงคอยข้าพเจ้าจะไปหาน้ำเย็น ๆ มาถวาย พูดแล้วก็หยิบเอาบาตรออกไปข้างนอกที่หลังวัดไปที่โรงครัวเที่ยวหาน้ำเย็น แลเห็น พระสงฆ์องค์หนึ่งนั่งอยู่ สองตาแดง ๆ ดุจร้องไห้ เห้งเจียจึงถามว่าทำไมพวกท่าน จึงมีใจอันน้อยอย่างนี้เล่า พวกข้าพเจ้ามาอาศัยสองสามเวลาป่วยการทำไมจึงทำ กิริยาอย่างนี้เล่า หรือวิตกว่าอ้ายปากยาวมันกินมากทำให้เปลืองพวกท่านจึงเสียใจ ดังนี้หรือฝ่ายพระสงฆ์องค์นั้น เมื่อได้ฟังเห้งเจียถามจึงตอบว่า อันความจริงที่วัดนี้ก็มี พระสงฆ์หลายร้อยรูป จะเลี้ยงท่านองค์ละวันก็จะเปลี่ยนกันได้หลายร้อยวัน จะ อาจคิดป่วยการอะไรที่ไหน เห้งเจียถามว่า ก็ไม่ใช่เช่นนั้นแล้วทำไมจึงมีกิริยา โทมนัสดังนั้นเล่า พระสงฆ์เหล่านั้นพูดว่าไม่ทราบว่าปิศาจยักษ์ที่ไหนมาอาศัยอยู่ ในวัดนี้ เมื่อคืนนี้สามเณรน้อยสองคนออกไปตีกลองตีระฆัง ก็ได้ยินเสียงตีกลอง ตีระฆังแล้ว แต่ไม่เห็นกลับเข้ามาจนสว่างพากันเที่ยวค้นหาก็พบแต่จีวรกับรองเท้า ทิ้งอยู่ แล้วไปค้นที่หลังสวนก็เห็นแต่กระดูกกองอยู่ ถ้าหากว่าพวกท่านอยู่ไปอีก สามวัน พวกข้าพเจ้าก็คงจะหมดไปอีกหกคน เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงมีทุกข์ ร้อนดังนี้ และเห็นอาจารย์ของท่านไม่สบายอยู่ จึงไม่กล้าจะบอกเหตุการณ์อันนี้ จึงได้คร่ำครวญอยู่ดังนี้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงพูดว่าเราเข้าใจอยู่แล้วท่าน ไม่ต้องพูด ไว้ข้าพเจ้าจะช่วยกำจัดมันให้ พระสงฆ์พูดว่ามันเป็นปิศาจร้ายคงจะ เป็นกายสิทธิ์ล่องหนกำลังเปลี่ยนแปลงเหาะเหินได้ขอท่านอย่างถือโทษว่า ข้าพเจ้าดูถูกท่าน ถ้าท่านกำจัดปราบปรามมารร้ายนี้ได้ พวกข้าพเจ้าก็คงพากัน มีความสุขทัวกัน ถ้าหากท่านปราบไม่ลงเห็นจะไม่ได้การ พวกข้าพเจ้าคงจะได้มี ความเดือดร้อนมาก เห้งเจียถามว่าทำไมจึงว่าจะไม่เป็นการต่อภายหลังด้วยเหตุ อย่างไร พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าพวกข้าพเจ้าไม่ปิดบังท่าน พวกข้าพเจ้าหลาย ร้อยก็จริงแต่บวซตั้งแต่เล็กมา ถือตามข้อห้ามตามวินัย หาได้เรียนวิชาปราบผี ปิศาจมารร้ายไม่ หากท่านจับมันไม่ได้ ก็จะพาให้พวกข้าพเจ้าเป็นเหยื่อมันไป ด้วยกันทั้งสิ้น อีกประการหนึ่งพวกข้าพเจ้าก็จะต้องเวียนเกิดเวียนตายในสำนักนี้ ก็จะดับสูญสิ้นวิปัสสนาไป เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจะไม่เป็นการต่อ ภายหลังดังนี้ เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์พูดดังนั้นก็โกรธ จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า สงฆ์เหล่านี้โง่เขลาไม่รู้จักอะไร พวกท่านรู้เข้าใจได้แต่ว่าพวกปิศาจมันเชี่ยวชาญ ยังหารู้ว่าฤทธิ์เดชอานุภาพของเราเป็นประการใดไม่ พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าจริง ของท่าน พวกข้าพเจ้ายังหาทราบไม่ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านเข้าใจสัก หน่อยหนึ่ง ตัวข้าพเจ้าเดิมอยู่เขาฮวยก๊วยซัวเคยตั้งตัวเป็นใหญ่ และเคยไปทำ สงครามบนสวรรค์ที่ประสาทเล่งเชียวเต้ย เวลาหิวก็เอายาวิเศษของท้ายเสียงเล่า กุนกินเล่น เวลาอยากน้ำก็เอาสุราของเง็กเซียงฮ่องเต้กินเล่นเจ็ดแปดถ้วย สอง ตาเหลือบไปทีหนึ่งบังแสงฟ้าให้มืดมัว ถือกระบองเหล็กอันหนึ่งจะไปมาไม่เห็น ร่องรอยจะพูดไปทำไมถึงสัตว์เนื้อเสือร้ายและยักษ์ผีปิศาจทั้งหลายไม่ต้องวิตกทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจะจับปิศาจร้ายให้ท่านดูท่านจึงจะเห็นจริง พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจีย พูดอวดอ้างใหญ่โตดังนั้นก็พากันเชื่อว่าเห็นจะมีฤทธิ์เดชจริง ต่างก็พากันมาคำนับ ทุก ๆ องค์ ยังแต่ท่านสมภารองค์เดียวพูดว่าช้าก่อน อาจารย์ของท่านยังไม่สบายอยู่ เรื่องจับปิศาจนันขอให้รอก่อน แม้สองข้างสู้รบกันจะพาให้อาจารย์ท่านไม่สบาย เห้งเจียได้ฟังสมภารพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านพูดดังนั้นก็ถูกต้อง ถ้ากระนั้นข้าพเจ้า จะเอาน้ำไปให้อาจารย์ฉันแล้วจึงจะกลับมา เห้งเจียก็ยกบาตรน้ำเย็นออกมายังหน้า กุฎีใหม่ เอาน้ำประเคนให้อาจารย์ เวลานั้นพระถังซัมจั้งกำลังอยากน้ำ จึงรับน้ำ มาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง ดุจน้ำมนต์อันวิเศษพิษไข้ก็สงบค่อยทุเลาลงไปทันที เห้งเจีย พิเคราะห์ดูสีหน้าพระอาจารย์เห็นผ่องใสสบายเป็นปกติ จึงถามว่าพระอาจารย์ จะใคร่ฉันข้าวร้อนหรือ พระถังซัมจั้งบอกว่าฉันน้ำเย็นเข้าไป ดุจกินยาทิพย์อัน วิเศษพิษไข้ทุเลาเบาลงกว่าครึ่ง หากมีน้ำร้อนก็ยิ่งดี เห้งเจียจึงเรียกพระสงฆ์บอก ว่าอาจารย์ข้าพเจ้าหายแล้ว ขอท่านได้จัดข้าวร้อน ๆ มาให้อาจารย์ข้าพเจ้าฉันเถิด พระสงฆ์เหล่านั้นก็ช่วยกันจัดหาอาหารมาสองสำรับมาตั้งบนโต๊ะ พระถังซัมจั้งก็ มาฉันได้ครึ่งชาม เห้งเจียซัวเจ็งกินอยู่บนโต๊ะหนึ่ง นอกจากนั้นก็ให้โป๊ยก่ายรับ ประทาน ครั้นกินเสร็จแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่าเรามาอาศัยอยู่ได้กี่วันแล้ว เห้งเจีย บอกว่าเรามาอยู่ได้สามวันแล้ว อาจารย์หายแล้วเวลาพรุ่งนี้ค่อยออกเดิน ขอทุเลา คืนวันนี้ข้าพเจ้าจะจับปิศาจ พระถังซัมจั้งถามว่าเห้งเจียจะไปจับปิศาจที่ไหน อาตม ภาพก็ยังไม่หายดีถ้าจับไม่ได้เกิดวุ่นวายขึ้นจะไม่เดือดร้อนถึงอาตมภาพด้วยหรือ เหตุไฉนเห้งเจียจึงมาคิดการเช่นนี้ขึ้น เห้งเจียว่าพระอาจารย์ทำไมจึงพูดล้าง อำนาจข้าพเจ้าดังนั้นเล่า อาจารย์เคยเห็นหรือว่าข้าพเจ้าพ่ายแพ้แก่ปิศาจพวกใด มาถึงไหนก็กระทำให้ปิศาจอ่อนน้อมได้ทุกครั้งมิใช่หรือ เว้นไว้แต่จะไม่ทำเท่านั้น พระถังซัมจั้งยึดเห้งเจียไว้แล้วพูดว่าจะให้ดีแล้ว แม้ถึงแห่งใดก็ผ่อนผันไปตามการ ควรลดหย่อนให้ก็จะลดหย่อนจะเป็นการดีกว่ารุกราน คิดเอาชัยชนะสู้อดใจไม่ได้ เห้งเจียเห็นว่าอาจารย์ทัดทานดังนั้น จึงพูดว่าข้าพเจ้าไม่ปิดบังอาจารย์ ปีศาจ นั้นมันอาศัยอยู่ที่นี่มันได้กินคนแล้ว พระถังซัมจั่งตกใจถามว่า เห้งเจียบอกว่ามัน กินคนที่ไหนพวกเราอาศัยที่นี่ได้สามวันแล้ว เห้งเจียบอกว่ามันกินสามเณรเสียหก คนแล้ว พระถังซัมจั้งร้องว่าอนิจจา หากมันทำร้ายพระสงฆ์ในวัดเราก็เป็นสงฆ์ เหมือนกัน อาตมาจะปล่อยให้เห้งเจียไป แต่จงระวังระไวให้ดี เห้งเจียพูดว่า อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง เห้งเจียดีใจก็กระโดดออกจากกุฎีใหญ่ ตรงมาที่โบสถ์ใหญ่ พิจารณาดู เวลานั้นดาวเดือนยังไม่ขึ้นมืด ๆ มัว ๆ แลมิใคร่จะเห็นถนัด เห้งเจียก็ ร่ายคาถาเป่าไปไฟก็ติดโคมสว่างขึ้น แล้วตีกลองระฆังดังสนั่นก้องขึ้นแล้ว เห้งเจีย ก็แปลงเป็นสามเณรน้อยมือถือประคำซักสวดมนต์คอยจนแสงเดือนขึ้น เวลานั้น เป็นเวลาสองยามก็ได้ยินเสียงอู้ ๆ มีสายลมพัดมา ได้กลิ่นหอมน้ำอบฉิวฉุน กระทบจมูกซื่นใจ เห้งเจียย่อตัวและดูก็เห็นนางสาวรูปสวยคนหนึ่ง เดินขึ้นมาบน ลานโบสถ์ เห้งเจียปากก็ไม่หยุดแกล้งทำเป็นสวดมนต์เรื่อยไป นางสาวน้อยเข้า มายึดเห้งเจียแล้วถามว่า ท่านสามเณรสวดมนต์อะไร เห้งเจียตอบว่าสวดมนต์ ขับปิศาจ นางสาวน้อยพูดว่าคนทั้งหลายเขาหลับหมดแล้ว ยังมาหลงสวดมนต์ อยู่ทำไม เห้งเจียตอบว่าสวดเอาบุญทำไมจะไม่สวดเล่า นางปิศาจก็ยื่นแก้มมา เคียงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านกับเราจะพากันไปเล่นข้างหลังสวนจะไม่ดีหรือ เห้งเจียแกล้งพูดว่านางยังไม่เข้าใจการ นางปิศาจถามว่าทำไมเราจะไม่เข้าใจการ เล่าทางไกลร้อยโยชน์ ได้มาประสบพบกันก็เป็นนิสัย กุศลส่งมาคืนวันนี้เดือนก็ แจ่มแจ้ง สามเณรกับข้าพเจ้าพากันไปหลังสวนภิรมย์รื่นเริงจะดีกว่าสวดมนต์ เห้งเจียคิดอยู่ในใจว่าสามเณรทั้งหลายที่ให้มันกินเสียนั้น ก็เพราะหลงด้วยการ ประเวณีโลกลืมศีลและวัดแห่งตนเสีย มิได้คิดถึงสิกขาบทที่ตนสมาทานถืออยู่ เพราะมันเอารูปเสียงกลิ่นรสมาล่อดังนี้เอง คิดแล้วเห้งเจียจึงพูดว่าสีกานาง ข้าพเจ้า เข้าบวชอายุยังน้อยไม่ทราบในการภิรมย์ร่วมรักนั้นว่าเป็นประการใด นางปิศาจพูด ว่า สามเณรจงตามข้าพเจ้าไปเถิดจะแนะนำสั่งสอนให้ เห้งเจียนึกอดหัวเราะไม่ได้ จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเราจะตามไป จึงเอามือเกาะบ่านางเดินไปข้างหลังสวน ครั้น ถึงนางปิศาจก็เอาขาสอดเกี่ยวขาเห้งเจีย งัดเห้งเจียก็ล้มลงกับพื้น ปากก็ร้องว่า หัวใจ ๆ มือปิศาจก็คว้าจะจับองค์กำเนิดเห้งเจีย เห้งเจียก็นึกรู้ว่าถ้ามันจะกินเป็น แน่ จึงทำวิธีวิชาหกล้ม นางปิศาจก็หกล้มลงคว่ำกับพื้น หากยังร้องว่าหัวใจพี่ ทำไมทำให้ข้าพเจ้าหกล้มเล่า เห้งเจียคิดในใจว่าจำเราจะต้องลงมือในเวลานี้จะ รอไปเมื่อไรอีกเล่าคิดแล้วก็เผ่นขึ้นแปรกลับเป็นรูปเดิม แกว่งกระบองฟาดลงไปตรง ศีรษะปิศาจฝ่ายนางปิศาจก็ตกใจว่าสามเณรองค์นี้ทำไมจึงเชี่ยวชาญดังนี้ นางพิเคราะห์ ดูโดยละเอียดจึงได้รู้ว่าเห้งเจีย นางก็มิได้นึกครั่นคร้ามชักเกี่ยมออกถือ สองมือ เข้ารอรับรบแก่เห้งเจียโดยกำลังความสามารถเข้มแข็ง เวลานั้นลมหนาวพัดมา แสงเดือนลับแล้ว เห้งเจียกับนางปิศาจต่างแผลงฤทธิ์รบสู้กัน นางปิศาจเห็น กำลังเห้งเจียมากมายจะเอาชัยชนะมิได้ก็หลบหลีกหนีเห้งเจียร้องตวาดด้วย เสียงอันดังว่า อีมารร้ายมึงจะหนีไปข้างไหน จงเร่งมาสารภาพรับผิดอ่อนน้อมเสีย โดยดี กูจะไว้ชีวิตให้สักครั้งหนึ่งฝ่ายปิศาจก็มิได้รอรั้งรีบหนี เห้งเจียไล่กระชั้นตามมาจวนจะทัน นางปิศาจ เหลียวมาเห็นจวนตัว ก็ถอดเอารองเท้าปักดอกไม้ข้างซ้ายออกร่ายเวทย์ร้องให้แปลง เป็นรูปนางดุจเดียวกัน สองมือถือเกี่ยมตรงเข้ามารบแก่เห้งเจีย ส่วนตัวนาง ปิศาจก็บันดาลเป็นลมหวนกลับมากุฎีใหญ่ เข้าไปในกุฎีหอบเอาพระถังซัมจั้งออก มาได้ก็รีบหนีไป พริบตาเดียวก็มาถึงเขาฮั้มกังซัว ตรงเข้าถ้ำโป๊เต๊ยต้อง เรียกบริวาร ปิศาจน้อยทั้งหลาย สั่งให้จัดแจงทำเครื่องโต๊ะจะเลี้ยงกระทำการวิวาหมงคลฝ่ายเห้งเจียมัวรบกับรูปแปลงจนอ่อนใจ จึงเอากระบองตีลงไปโดยแรงเต็มกำลัง ถูกรูปแปลงตกลงไปยังพื้นดินกลายเป็นรองเท้าปักอันหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึก รู้ได้ว่าถูกกลปิศาจ รีบหันกลับมาดูอาจารย์ก็มิได้เห็น โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งกำลัง นอนกรนอยู่ครอก ๆ และละเมอเพ้อพูดอะไรอยู่ เห้งเจียโกรธตันใจอยู่ไม่รู้ว่าดีร้าย อย่างไร แกว่งกระบองตีขนาบเสียงออกตึงตัง ร้องเรียกว่าจะตีให้ตายอย่าไว้มัน โป๊ยก่ายตกใจผลุดลุกขึ้นหนีไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ชัวเจ๋งเป็นคนอ่อนน้อมเห็นการ รุกรานดังนันก็คุกเข่าลงพูดว่า พี่เห้งเจียข้าพเจ้าทราบแล้ว พี่อยากจะฆ่าข้าพเจ้า ทั้งสอง พีจึงไม่ไปตามอาจารย์ เห้งเจียพูดว่าเราจะฆ่าเจ้าทั้งสองเสียก่อนแล้ว เรา จึงจะไปตามอาจารย์ ซัวเจ้งได้ฟังเห้งเจียพูดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พี่เห้งเจีย พูดอะไรอย่างนั้นเล่า หากไม่มีข้าพเจ้าทั้งสองไหมเส้นเดียวจะปักเป็นลายไม่ได้ ม้าและข้าวของหาบคอนใครจะดูแลให้ คำโบราณท่านย่อมว่า ฆ่าเสียจะต้องมีเพื่อน พี่น้องออกสงครามจะต้องช่วยกันระวังระไว พี่จงงดไว้ก่อนซึ่งความโกรธครึ่งนั้น รอสว่างแล้วเราพร้อมกันไปตามอาจารย์จะมิดีหรือ เห้งเจียมีสันดานดุร้ายโทโสมาก ก็จริงแต่มีสติปัญญารู้จักการผิดและชอบครั้นได้ฟังซัวเจ๋งพูดชี้แจงดังนั้นก็กลับ ใจสงบทันที บอกว่าน้องทั้งสองจงลุกขึ้นรอรุ่งแจ้งแล้วจะได้ช่วยกันไปติดตามอาจารย์ โป๊ยก่ายเห็นเห้งเจียหายโกรธแล้วก็แอบมาข้างเห้งเจียพูดว่า ซึ่งการทั้งนั้นอยู่แก่ ตัวข้าพเจ้าพี่อย่าวิตกพูดดังนั้นแล้วพี่น้องก็นั่งคอยอยู่จนสว่างมิได้หลับนอน ครั้น สว่างแล้วก็จัดแจงข้าวของใส่หาบจะออกเดินฝ่ายพระสงฆ์ในวัดถามว่า พวกท่านจะไปข้างไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อย่าพูดไม่ดี เมื่อวันวานนี้พูดคุยอวดแก่ท่านทั้งหลายว่า จะช่วยจับปิศาจร้ายให้ ยังหาทันจะจับไม่ มันกลับมาจับเอาอาจารย์ไปเสียแล้ว พวกข้าพเจ้าจะพากันไป เที่ยวค้นหาอาจารย์ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ตกตะลึงพูดว่าการก็นิดเดียว ทำไมจึงให้ร้ายถึงอาจารย์ดังนี้เล่า แล้วถามว่าท่านจะไปตามหาที่ไหน เห้งเจีย บอกว่ามีที่จะไปตามหาได้ พระสงฆ์ทั้งหลายก็พากันจัดแจงยกข้าวมาสองสาม กระถางทั้งกับข้าวด้วย เห้งเจียซัวเจ๋งกินอิ่มแล้ว โป๊ยก่ายกินทีหลังก็เก็บกวาดกิน จนหมดสิ้น ครั้นเสร็จแล้วโป๊ยก่ายพูดว่าขอบใจท่านทั้งหลายมาก ๆ ข้าพเจ้าไป ตามอาจารย์มาได้แล้ว จะกลับมาหาท่านเล่นให้สนุก เห้งเจียถามว่าอ้ายหมูจะ กลับมาเล่นข้าวสุกเขาอีกหรือ พูดแล้วเห้งเจียให้โป๊ยก่ายไปดูที่นอกประตู ว่านาง ปิศาจนั้นอยู่หรือเปล่า พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่าท่านมาที่นี่คืนที่สองก็ไม่เห็นแล้ว เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์บอกดังนั้นก็เข้าใจแน่ จึงลาพระสงฆ์ทั้งหลายแล้วก็ให้โป๊ย ก่ายซัวเจ็งจูงม้ายกหาบออกจากวัดเดินกลับไปทางทิศตะวันออก โป๊ยก่ายถามว่า ทำไมจึงกลับทางทิศตะวันออกเล่า จะไม่ผิดทางไปดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าเจ้า ที่ไหนจะรู้เหตุ คือเมื่อวันก่อนเดินมาในดงไม้สน พบหญิงสาวที่ผูกแขวนอยู่กับต้นไม้ เราว่าปิศาจยักษ์พากันขืนว่าเป็นคนดี บัดนี้กินสามเณรในวัดเสียนั้นคือมัน ลักพา เอาอาจารย์ไปก็คือมันมิใช่คนอื่นเลย บัดนี้จะต้องกลับไปตามทางเก่า โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นจริง จึงรีบพากันเดินตรงมายังดงต้นสนค้นหา อาจารย์ ครั้นมาถึงดงต้นสนแล้วก็พากันเที่ยวค้นหาอาจารย์ก็มิได้เห็น เห้งเจีย ซักระบองออกแกว่งแปลงเป็นสามเศียรหกกร มือทั้งหกถือกระบองมือละอัน ฟาด ซ้ายตีขวาเสียงดังสนั่นลั่นก้องโกลาหล โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็บอกแก่ซัวเจ็งว่า พี่ เห้งเจียแกหาพระอาจารย์ไม่เห็นก็คลังตีวุ่นวายไปดังนั้น เมื่อเห้งเจียตีซ้ายป่าย ขวาอยู่ดังนั้นมีตาเฒ่าสองคนผลุดโผล่ออกมา คือเจ้าเขาคนหนึ่งพระภูมิคนหนึ่ง มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเห้งเจียแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเจ้าเขาเจ้าที่มาหา ถ้าตีอีกพักหนึ่ง ดูเหมือนเจ้าอะไรก็ต้องมาหา เห้งเจียจึงถามเจ้าเขาเจ้าที่ว่า ตัวอยู่ที่นี่เป็นนิตย์ คุมสมัครพรรคพวกกับอ้ายพวกคนร้าย แม้ว่าได้สิ่งของเงินทองมา ก็ซื้อเหล้าข้าว หมูเป็ดไก่ไหว้เช่น คบคิดกันแก่พวกปิศาจร้าย ลอบลักเอาอาจารย์ของเรามา ซ่อนไว้แห่งใด จงรีบบอกมาโดยจริงเราจะยกโทษให้ ถ้าหาไม่ก็จะตีเสียให้ตาย เจ้า เขาและพระภูมิเจ้าที่ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็มีความสะดุ้งตกใจกลัว พูดว่าท่าน ไต้เซียเห็นจะผิดมิใช่พวกข้าพเจ้า อันปิศาจนั้นมิได้อยู่ในตำบลเขานี้ แต่เมื่อคืนนี้ มีสายลมพัดกล้ามาทางนี้ ข้าพเจ้าทราบเหตุบ้างเล็กน้อย จากทางนี้ไปตรงทิศ อาคเนย์ทางประมาณพันโยชน์ ที่ตำบลนั้นมีเขาเรียกว่า (ฮัมกังซัว) มีถ้ำหนึ่งเรียก ว่าถ้ำ (โป๊เต้ยต๋อง) ปิศาจมันอยู่ที่ถ้ำนั้น มันมาแผลงฤทธิ์ที่ป่านี้จึงได้ลักจับเอา ไป เห้งเจียได้ฟังเจ้าเขาเจ้าที่บอกดังนั้น จึงอนุญาตให้กลับไปที่เดิม เห้งเจียก็ แปลงกลับเป็นรูปเดิม เรียกโป๊ยก่ายซัวเจ็งมาบอกว่า ปิศาจมันลักพาอาจารย์ไป ไกลแล้ว โป๊ยก่ายว่าแม้ว่าไปไกลสักเท่าใดก็ต้องตามไป พูดแล้วโป๊ยก่ายก็เหาะ ขึ้นเหยียบเมฆลอยไป ซังเจ๋งเห็นดังนั้นก็เหาะตามโป๊ยก่ายไป ม้ามังกรที่มีของ อยู่บนหลังเหาะได้ก็เหาะตามกันไปเห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะตามกันไปทั้งสาม คนและม้ามังกร บัดเดี๋ยวก็เห็นภูเขาลูกหนึ่งขวางหน้า จึงพากันหยุดพิเคราะห์ดุ เห็นแน่แล้วก็พากันลดลงยังพื้นที่เขานั้น เห้งเจียจึงพูดแก่ซัวเจ๋งว่า เราหยุดอยู่ที่ นี่ก่อน ให้โป๊ยก่ายไปฟังระหัดระเหียรดูก่อน หากรู้ได้ความแน่แล้วเราจึงพร้อม กันไปหาอาจารย์ โป๊ยก่ายแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินไปมือเปล่าลงไปข้างเขา ค้นหาทาง พบทางเล็กทางหนึ่งก็เดินตามทางนั้น เที่ยวค้นหามาประมาณห้าหกลี้ แลไปข้างหน้าก็เห็นปิศาจหญิงสาวสองคนกำลังตักน้ำอยู่ข้างสระ โป๊ยก่ายเดิน เข้าไปใกล้ร้องเรียกว่าปิศาจ หญิงปิศาจทั้งสองได้ยินก็โกรธ จึงพูดกันว่าอ้ายคน นี้อยู่ที่ไหนมาพูดจองหอง' มันไม่เคยรู้จักแก่เราเลย และไม่เคยพูดจาปราศรัยกัน ทำไมจึงมาเรียกพวกเราว่าเป็นปิศาจดังนี้ พูดแล้วก็เอาไม้คานมาตีศีรษะโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายมือเปล่าถูกตีสี่ห้าทีก็วิ่งหนีกลับไปบนยอดเขา กระหืดกระหอบกลับมาบอก เห้งเจียว่ารีบกลับไปเถิดปิศาจมันดุร้ายนัก เห้งเจียถามว่ามันดุร้ายอย่างไร โป๊ยก่าย บอกว่าที่ช่องเขานั้น มีปิศาจหญิงสาวสองคน มันอยู่ริมบ่อจะตักน้ำข้าพเจ้าเรียก มัน มันกลับเอาไม้คานมาตีข้าพเจ้า เห้งเจียว่าน้องไปเรียกมันอย่างไรหรือ โป๊ย ก่ายว่าข้าพเจ้าเรียกมันว่าอีปิศาจ เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะว่ามันตียังน้อยนัก โป๊ยก่าย ว่ามันตีจนหัวบวมเป็นลูกมะกรูดดังนี้แล้วยังจะว่าน้อยอยู่อีกหรือ เห้งเจียพูดว่า กิริยาอ่อนโยนก็ไปได้ตลอดพิภพถ้าห้าวหาญแต่แค่คืบก็สบายไปไม่ได้พวก ปิศาจนั้นในที่ตำบลนี้เป็นของมัน พวกเรามาจากไกลและถือเพศเป็นสงฆ์ น้องไป คนเดียวจะต้องปราศรัยด้วยกิริยาอ่อนน้อม นี่ไปถึงก็เรียกเขาว่าเป็นปิศาจดังนี้ เขา ไม่ตีจะคอยตีใครที่ไหน ไม่ได้ยินหรือเขาย่อมว่าให้ถือธรรมเนียมเป็นต้น โป๊ยก่าย พูดว่าการขนบธรรมเนียมข้าพเจ้าไม่สู้จะเข้าใจตลอดว่าควรจะทำประการใด เห้งเจียพูดว่าน้องเมื่อยังอยู่ป่าก็กินคน รู้จักไม้ในป่ามีสองอย่างหรือเปล่า โป๊ยก่าย บอกว่าข้าพเจ้าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสองอย่างนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เห้งเจียพูดว่าไม้อย่าง หนึ่งเรียกว่า เอี้ยงปัก คือไม้สนจีน เนื้อไม้อ่อนละมุนดี พวกช่างไม้เอามาแกะเป็น รูปพระพุทธเจ้าและรูปเจ้า ประดับด้วยเพชรนิลจินดาและปิดทอง ตั้งประดิษฐาน ไว้บนที่สูงสำหรับประชาชนทั้งหลายจุดธูปเทียนบูชากราบไหว้อีกไม้ชนิดหนึ่ง เรียกว่าทันปั๊กคือ ไม้จันเนื้อแข็งแต่น้ำมันมีอยากจะเอาน้ำมันก็เอาปลอกเหล็กใส่ แล้วเอาค้อนเหล็กตีเร่งให้น้ำมันออกดังนี้ ก็เพราะเนื้อแข็ง โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่า พี่ก็ดีแต่พูดเท่านั้น หากเมื่อแรกพูดให้ข้าพเจ้ารู้ดังนี้ ที่ไหนข้าจะถูกตี ทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องจงกลับลงไปถามดูให้แน่ใจ โป๊ยก่ายว่ามันจำข้าพเจ้าได้ แล้วจะลงไปอย่างไรได้ เห้งเจียว่าน้องจงแปลงตัวไปเถิด โป๊ยก่ายว่าถ้าแปลง แล้วจะไปถามว่ากระไร เห้งเจียบอกว่าเดินไปเหมือนครั้งก่อน เมื่อถึงก็จงกระทำ ความเคารพคำนับแล้วพิเคราะห์ดูหญิงนั้นอายุคราวกับเราหรือแก่อ่อนประการใด แม้ว่าแก่กว่าเรานิดหน่อยจงเรียกเขาว่าพี่แม้แก่มากจงเรียกเขาว่าน้าหากว่าใหญ่กว่า เราก็เรียกเขาว่าแม่ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ และพูดว่าเขาก็มิได้อยู่ใกล้ เคียงแก่เราทำไมจะไปเรียกเขาเป็นฉันญาติเล่า เห้งเจียพูดว่ามีใช่จะนับว่าเป็นญาติ เพราะเราต้องการธุระจะเอาความจริงเท่านั้น บางทีพวกมันจับเอาอาจารย์เราไปไว้ เราลงมือจะไม่ผิด หากว่าพวกมันมิได้เอาไปไว้เราจะได้คิดไปทางอื่น โป๊ยก่ายว่า พี่พูดถูกต้อง ถ้ากระนั้นข้าพเจ้าจะลงไปถามดูให้รู้แน่นอน โป๊ยก่ายเอาคราดเหน็บ หลังไว้แล้ว ก็แปลงกายเป็นคนถือบวชเดินลงไปตามทางเก่า ครั้นมาถึงที่หญิง ทั้งสองก็ร้องว่า ขอรับประทานโทษแม่ทั้งสองข้าพเจ้าคำนับฝ่ายนางปิศาจทั้งสองได้ยินก็มีจิตยินดี จึงปราศรัยถามว่าอยู่ที่ไหนและไป ข้างไหนมา โป๊ยก่ายก็ตอบว่าอยู่ที่ไหนและไปไหนมา นางทั้งสองถามอีกว่าท่าน ชื่อเรียงเสียงไร โป๊ยก่ายก็ตอบว่าข้าพเจ้าชื่อเรียงเสียงไร นางทั้งสองพูดกันว่าคน ผูนิก็ดี แต่ไม่รู้จักพูด ๆ ตามปากเราดังนีเอง โป๊ยก่ายจึงถามว่าแม่ทั้งสองจะหาบ น้ำไปไหนหรือ นางทั้งสองตอบว่าท่านยังไม่เข้าใจ นายผู้หญิงของข้าพเจ้าเมื่อคืนนี้ อุ้มพระถังซัมจั้งมาได้บัดนี้เอาไว้ในถ้ำ นางจะใคร่เลี้ยงเธอน้ำในถ้ำก็เหลือใช้ แต่เอา ให้ข้าพเจ้ามาเอาน้ำที่บ่อ นี้คือน้ำประอากาศบริสุทธิ์เป็นน้ำเชื้อร่วมสามัคคี ไปจะได้จัดต้มหุงเครื่องกระยาหารให้พระถังซัมจั่งกินแล้ว เวลาค่ำจะได้เข้าร่วมห้อง กับนายข้าพเจ้าโป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็รีบกลับมาหาเห้งเจีย ครั้นมาถึงก็ร้องเรียกซัวเจ้งว่า จง เอาข้าวของมาแบ่งปันกันเถิด ซัวเจ๋งถามว่าพี่จะแบ่งข้าวของทำไม โป๊ยก่ายพูด ว่าพระอาจารย์อยู่ในถ้ำมีเมียปิศาจเสียแล้ว พวกเราเอาข้าวของแบ่งกันจะได้ไป ตั้งการทำมาหากินมิดีหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงร้องตวาดว่า อ้ายหมูพูดจา เลอะเทอะ หากปิศาจมันจับอาจารย์ไปได้คุมขังไว้ในถ้ำ พระอาจารย์ตั้งตาคอย พวกเราอยู่จะให้พวกเราไปช่วย เจ้าไปได้ข่าวมาแล้วทำไมจึงมาคิดดังนี้จะมิผิดไป หรือ โป๊ยก่ายถามว่าจะคิดอุบายอย่างไรจึงจะช่วยอาจารย์ออกมาได้เล่า เห้งเจีย พูดว่าจงตามหลังนางปิศาจทั้งสองนั้นไป ถ้าถึงประตูถ้ำแล้ว พวกเราพร้อม กันลงมือก็จะสำเร็จการ โป๊ยก่ายก็เชื่อคำเห้งเจียพากันเดินตามนางปิศาจนั้นไป ครั้นเดินมาได้ประมาณสามสิบเส้น นางทั้งสองก็เดินเข้าไปในเขาลับแลไม่เห็นฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเดินตามมาแลไม่เห็นนางทั้งสอง โป๊ยก่ายก็ตกใจ พูดว่า อาจารย์เราเห็นปิศาจยักษ์มันจะจับไปแล้วดอกกระมัง เห้งเจียถามว่า ทำไมเจ้าจึงจะรู้ได้ โป๊ยก่ายพูดว่าก็เดินตามนางทั้งสองมา นางหาบน้ำเดินไปข้าง หน้า บัดเดี้ยวก็ไม่เห็นดังนี้ จะไม่เป็นอียักษ์มันจับไปดอกหรือ เห้งเจียพูดว่าเรา คิดดูเห็นว่านางทั้งสองนั้นจะเข้าถำไปแล้ว พูดแล้วเห้งเจียก็เขม่นมองดูรอบภูเขา ก็ไม่เห็นไหวติง มองไปอีกก็เห็นในชวากเขามีเพิงศิลาปรกเงื่อมลงมา ข้างนั้นมี หลังคากระท่อมมีไม้ขวาง และมีป้ายศิลาตั้งมีตัวอักษรหกตัวว่า (ฮั้มดังชัว) ถ้ำ โป๊เต๊ยต๋อง เห้งเจียจึงบอกแก่โป๊ยก่ายซัวเจ๋งว่า ปิศาจมันทำกระท่อมบนปากถ้ำ มันคงอาศัยอยู่ใต้นั้น แต่ไม่รู้ว่าประตูจะเข้าทางใด เห้งเจียจึงเดินเข้าไปทางหลัง ป้าย พิเคราะห์ดูก็แลเห็นมีก้อนศิลาใหญ่ประมาณกว้างยาวสักห้าเส้น ที่กลาง ก้อนศิลามีรูใหญ่หนึ่งรู ที่ใต้นั้นมีแสงสว่างขึ้นวับ ๆ แวม ๆ โป๊ยก่ายพูดว่าชะรอย ปิศาจมันจะเข้าออกทางรูนี้ เห้งเจียว่าประหลาดแท้ ๆ ตั้งแต่รักษาอาจารย์มา ได้ กำจัดปิศาจทุกถ้ำไม่เคยเห็นถ้ำอย่างนี้ เห้งเจียจึงบอกโป๊ยก่ายว่าน้องจงลงไปดู จะตื้นลึกสักเพียงไหน ให้แน่แล้วพี่จะได้ไปแก้อาจารย์ออกมา โป๊ยก่ายสั่นศีรษะ ว่ายากนัก ๆ ตัวข้าพเจ้าเกะกะรุงรังดังนี้ ไม่ทราบว่าสองสามปีจะถึงกันหรือ อย่างไรก็ไม่รู้ เห้งเจียพูดว่าจะลึกถึงดังนั้นทีเดียวหรือโป๊ยก่ายว่าพี่จงมามองดู เห้ง เจียก็ไปมองดูเห็นลึกประมาณสักสามร้อยลี้ เห้งเจียจึงหันหน้ามาบอกโป๊ยก่าย ซัวเจ็งว่าลึกเหลือเกิน โป๊ยก่ายพูดว่าพวกเราพากันกลับเถิดช่วยอาจารย์ไม่ได้แล้ว เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าได้มีความเกียจคร้านท้อถอยเลย จงวางหาบข้าวของลงพัก ก่อน น้องทั้งสองคอยรอสกัดอยู่ที่นี่ พี่จะเข้าไปพังข่าวดูให้แน่นอน แม้อาจารย์ อยู่ในนี้จริงแล้วพี่จะตีขนาบข้างในออกมา น้องทั้งสองคอยสกัดกั้นไว้สมทบช่วยกัน เมื่อตีปิศาจตายแล้วก็จะช่วยอาจารย์ออกมาได้ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟังเห้งเจียพูด ดังนั้นจึงพูดว่าแล้วแต่พี่จะเห็นชอบ ข้าพเจ้าทั้งสองจะคอยอยู่ที่นี่ เห้งเจียก็บันดาล ให้เกิดเป็นเมฆ แล้วขึ้นเหยียบค่อย ๆ ผ่อนลงไปบัดเดี้ยวก็ถึงบาดาล พิเคราะห์ดู รอบเห็นเป็นเวิงวุ้งมีแสงสว่างดุจแสงพระอาทิตย์ส่อง แต่ต้นผลไมม้ก็มีเป็นหลายอย่าง เห้งเจียสรรเสริญว่าที่ถ้ำนี้ราวกับเทพยดามาเสกสรรนฤมิต แลไปก็เห็นมีรูปน้ำ ย้อยมีช่องประตู ในนั้นมีต้นไม้ต่าง ๆ และมีห้องหอเคหาอยู่เรียงราย เห้งเจียเห็น ดังนั้นก็นึกแต่ในใจว่า ที่ในประตูนี้จะเป็นที่ปิศาจมันอยู่เป็นแน่ จำเราจะต้องแปลง กายเข้าไปดูให้รู้ว่าจะเป็นประการใด คิดแล้วเห้งเจียแปลงเป็นแมลงวันหัวเขียว ค่อย ๆ บินเข้าไปในประตู แลเห็นปิศาจนั่งอยู่ที่กลางหอ พิเคราะห์ดูลักษณะรูป ร่างแต่งตัวแปลกประหลาด ไม่เหมือนที่ถูกแขวนอยู่ที่ป่าสนและที่พาไปอาศัยอยู่ ที่วัดไม่งามเหมือนวันนี้ เห้งเจียก็บินรอคอยฟังก็ริยาปิศาจอยู่ เห็นนางปิศาจมี สีหน้ารื่นเริงยิ้มแย้ม กำซับสั่งนางสาวใช้ให้รับจัดเครื่องโต๊ะมา เรากับพี่ถังซัมจั่ง กินโต๊ะแล้วจะได้ร่วมห้องเห้งเจียได้ยินก็นึกอดหัวเราะไม่ได้ คิดอยู่ในใจว่าอีนางปิศาจมันพูดเอาจริงจัง ดังนั้น เรายังไม่รู้จิตใจอาจารย์ท่านจะคิดเห็นไปอย่างไร เห้งเจียคิดแล้วก็บินเข้า ไปชันในพีเคราะหดู เห็นทีระเบียงข้างตะวันออกมิห้องลันกุญแจ ข้างในห้องม พระถังซัมจังอยู่ในนัน เห้งเจียเห็นแน่แล้วก็บินลอดเข้าไปจับที่ใบหูพระถังซัมจัง เรียกว่าพระอาจารย์คำหนึ่ง พระถังซัมจังได้ยินเสียงก็จำได้ จึงร้องเรียกว่าสานุศิษย์ ช่วยชีวิตเราด้วยเถิด เห้งเจียพูดว่าปิศาจมันจัดแจงวิวาหะการจะร่วมห้องกับอาจารย์ บางที่จะเกิดบุตรชายหญิงสักสองคนจะได้เชื้อพระสงฆ์ต่อไป อาจารย์ควรจะมี ความรื่นเริงจะมาเศร้าหมองไปทำไม พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น กัดฟัน พูดว่าตั้งแต่มามีวันใดอาตมานอกใจบ้าง หรือวันนี้มาต้องปิศาจร้ายมันพามาเข้า ที่บังคับ จะให้อาตมาสูสมร่วมสมัครสังวาสเป็นสามีภรรยาแก่มัน แม้อาตมาจะ ทิ้งธรรมอันประเสริฐยินดีในอสัตย์ธรรมตัวอาตมาจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน สังสารวัฏทุกข์อเนกชาติสักเมื่อไรจะได้พ้นทุกข์แจ้งซึ่งมรรคผลและพระนฤพาน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์จะต้องปฏิญาณทำไมถ้าจริงใจ ดังนั้นแล้วข้าพเจ้า จะช่วยให้พ้นจากมือมาร พระถังซัมจั้งพูดว่าหนทางที่เดินเข้ามานี้อาตมาก็จำไม่ได้ ไม่รู้ว่ามาอย่างไรทางไหน เห้งเจียว่าอาจารย์อย่าพูดเรื่องลืมทางเลย อันถ้ำนี้แปลก ประหลาดกว่าถ้ำอื่น ๆ ทุก ๆ ถ้ำที่เราเคยเห็นมาก่อน ๆ นั้น และทางที่จะเข้าออก มิใช่ง่าย เมื่อจะเข้าต้องมุดข้างบนลงมา หากจะช่วยออกไปต้องมุดข้างล่างขึ้นไป ถ้าสมคิดก็จะออกไปได้ ถ้าไม่สมคิดก็จะนั่งคอยตายอยู่ในนี้ ไม่รู้ว่าจะแก้ไป อย่างไรจึงจะออกไปได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ พูดว่ามีความลำบาก ยากแค้นดังนี้จะทำประการใดดี เห้งเจียพูดว่าไม่เป็นไรแม้ว่าเมื่อเวลานางปิศาจ เข้านั่งโต๊ะ มันก็จะให้อาจารย์เสพสุราด้วยกับมัน อาจารย์ก็จะขัดไม่ได้จำเป็นจะ ต้องผ่อนผันตามอัธยาศัยมัน อาจารย์ก็จะต้องดื่มสักถ้วยหนึ่งแล้ว จงเอาป้านสุรา รินส่งให้มันกินซ้อนสักสองสามถ้วย แล้วอาจารย์รินอีกสักถ้วยหนึ่งให้มีฟอง ข้าพเจ้า จะแปลงเป็นแมลงหวี่ตัวหนึ่งมุดลงแอบในฟ่องสุรา ถ้าปิศาจมันยกถ้วยขึ้นดื่มสุรา เข้าไป ข้าพเจ้าจะตามน้ำสุราเข้าไปในท้องมันจะทิ้งไส้พุงตับปอดและหัวใจมันให้ เจ็บจวนตาย ก็จะช่วยอาจารย์ออกพ้นจากทุกข์ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูด ดังนัน จุงพูดว่าถ้าคิดดังนีเห้งเจียจงตามอาตมาไป คอยท่าทีจะกระทำการตามคิด พระถังซัมจั้งกับเห้งเจียคิดกันพอเสร็จ ก็พอนางปิศาจจัดเครื่องโต๊ะพร้อมเพรียง เรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินมาที่ห้องพระถังซัมจั้งร้องเรียกว่าท่านถังซัมจั้ง พระถัง ซัมจังก็นิ่งไม่อาจรับ นางจึงเรียกอีกคำหนึ่ง พระถังซัมจั้งอดไม่ได้จึงขานรับว่า อาตมภาพอยู่นี่ นางปิศาจก็ตรงเข้าไปจับมือพระถังซัมจั้ง พาเดินเรียงออกมา นางปิศาจทำกิริยาเล้าโลมเคล้าคลึงด้วยความกำหนัดเสน่หา มิได้รู้ว่าพระถังซัม จั่งมีแต่ความรำคาญด้วยจำเป็น นางปิศาจประคองพระถังซัมจั้งมาให้นั่งแล้วบอก ว่าข้าพเจ้าจัดเครื่องกระยาหารไว้เสร็จแล้ว ขอเชิญหลวงพี่กับข้าพเจ้ากินเล่นให้ สำราญในวันนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพตั้งแต่เยาว์มาก็มิได้เคยรับประทาน ของสดคาว นางปิศาจจึงพูดว่าตัวข้าพเจ้าก็เหมือนกันไม่เคยกินเครื่องสดคาว สิ่งของที่จัดมาวันนี้ก็ล้วนเป็นเครื่องกระยาบวชทั้งนั้น ในถ้ำนี้น้ำก็ถมไปไม่ขาด แต่ข้าพเจ้าใช้คนขึ้นไปเอาน้ำสะอาดบนยอดเขามาทำเครื่องกระยาบวช น้ำนั้น เรียกว่าน้ำบริสุทธิ์สมาคม ท่านกับข้าพเจ้ากินเล่นให้เป็นสุขในเวลาวันนี้ พระถัง ซัมจั้งก็เข้านั่งโต๊ะนาง นางปิศาจสองมือประคองยกป้านสุรารินใส่ถ้วยแก้ว ประคอง วยลุกยืนขึนส่งให้พระถังซัมจัง ปากก็พูดว่าเชิญหลวงพีรับประทานสุราอย่าง ชึ่งข้าพเจ้าได้ตังใจจะร่วมรักกับท่านในวันนี พระถังซัมจังมีความอดสแต่ในใจ จีง รับถ้วยสุรามาจิตไตร่ตรองไม่แน่ลงไปได้ เห้งเจียแปลงกายจับอยู่ที่ใบหูบอกว่า เครื่องโต๊ะนั้นเครื่องกระยาบวชทั้งสิ้น อาจารย์จงกินเถิดไม่เป็นไรอย่าวิตกเลย พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้น ก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มแล้วจึงเอาป้านสุรามารินใส่ถ้วยยก ส่งให้นางปิศาจ นางปิศาจรับแล้วดื่ม ก็รินซ้ำส่งให้อีกหนึ่งถ้วย พระถังซัมจั้งจึง รินอีกหนึ่งถ้วยให้เป็นฟองมูลสูงขึ้นเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงหวี่บินมุดเข้าอยู่ในฟอง สุรา พระถังซัมจั้งก็ยกส่งให้นางปิศาจอีกถ้วยหนึ่ง นางปิศาจรับมาแล้ววางลงที่ โต๊ะคำนับพระถังซัมจั้งว่า ขอหลวงพี่สั่งสอนสนทนาก่อนแล้วจึงค่อยรับประทาน นางปิศาจวางถ้วยลง มัวพูดกับอาจารย์ถังซัมจั้งฟองสุราก็ยุบหายหมด นางปิศาจ แลเห็นแมลงหวี่ลอยอยู่ในสุรา จึงเอาเล็บนิ้วก้อยซ้อนดีดลงกับพื้น เห้งเจียเห็น ดังนั้นก็นึกว่ายาก เห็นการจะไม่สำเร็จเสียแล้ว ความคิดที่จะเข้าท้องปิศาจก็ไม่ได้ จึงแปลงกายเป็นนกอินทรีใหญ่บินขึ้นบนโต๊ะเอาเท้ากวาดเครื่องโต๊ะ ถ้วยชามก็ตกลง จากโต๊ะหมดสิ้น โฉบเอาพระถังซัมจังไปฝ่ายนางปิศาจตกใจระรัวสั่น วิ่งมายึดพระถังซัมจั้งไว้ เห้งเจียจะพาไปก็มิได้ นางปิศาจถามว่าอ้ายสัตว์นี้อยู่ที่ไหน เราจัดแจงสิ่งของไว้ไม่รู้เท่าไร ปรารถนาจะ ทำวิวาหะมงคลและกินให้สนุกสบาย ไม่รู้ว่าสัตว์นี้มาจากที่ไหนจึงได้มาทำลาย ของเราเสียดังนี้ พวกปิศาจคนใช้ว่ากระยาหารหกกับพื้นเปื้อนเปรอะไปทั้งสิ้น ดังนี้ จะใช้อย่างไรได้ นางปิศาจพูดว่าเรารู้แล้ว คือฟ้าดินเทพยดาเห็นเราขังพระถัง ซัมจั๋งไว้ไม่พอใจ จึงให้สัตว์นี้ลงมาทำลายข้าวของ ของเราเหล่านี้ พวกเจ้ารีบเก็บ ถ้วยชามของแตกนั้นเสีย เอาออกไปเสียโดยเร็วรีบจัดเครื่องใหม่ไม่ว่าแจและโช เอา มาตั้งให้เรียบร้อยพร้อมเพรียง เราจะอธิษฐานกับฟ้าดินเป็นเฒ่าแก่ให้เรา เรากับ พระถังซัมจั้งได้ร่วมห้องกันในวันนี้ นางปิศาจสั่งเสร็จแล้วก็ส่งพระถังซัมจั้งไปอยู่ ที่ห้องยังเดิมฝ่ายเห้งเจียก็บินออกจากปากถ้ำ กลายกลับเป็นรูปเดิมเดินมาหาโป๊ยก่ายชัว เจ็ง ร้องให้เปิดประตูโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เปิดประตูออกมาแลเห็นเห้งเจีย โป๊ยก่ายจึง ถามถึงเหตุการณ์ที่พระอาจารย์นั้นว่าเป็นประการใด เห้งเจียก็เล่าตั้งแต่ต้นจน ปลายให้ฟังทุกประการ แล้วจึงสั่งว่าน้องทั้งสองจงระวังอยู่ที่นี่ให้มั่นคง พี่จะกลับ ลงไปคิดแก้ไขอาจารย์ออกให้จงได้ พูดแล้วเห้งเจียก็แปลงเป็นแมลงวันหัวเขียว บินกลับลงไปจับที่ขื่อหน้าหอคอยฟังเหตุ ก็ได้ยินเสียงปิศาจบ่นด่านกเหยี่ยว และ สั่งพวกคนใช้ว่าคราวนี้จัดเครื่องกระยาหารไม่ว่าแจและโช จะขอให้ฟ้าและดินเป็น เฒ่าแก่ เห้งเจียจับอยู่บนขื่อได้ยินปิศาจพูดดังนั้นก็นึกหัวเราะแต่ในใจ คิดว่าอีปิศาจ นี้มันช่างไม่มีความอายเลย เวลากลางวันแสก ๆ มันจับพระถังซัมจังไว้ จะคิด ข่มขึ้นเอาเป็นผัว เราจะไปหาอาจารย์ดูก่อนจะเป็นประการใด คิดแล้วก็บินไปที่ ห้องงอาจารย์อยู่ ครั้นถึงก็บินลอดเข้าไปในประตูจับที่ใบหูร้องเรียกอาจารย์ พระ ถังซัมจั้งกำลังเช็ดน้ำตา ได้ยินเสียงเรียกก็จำได้ว่าเห้งเจีย มีใจแค้นเห้งเจีย พูด ว่าทำลายของมันเสียหมด แล้วได้ยินมันสั่งว่าให้จัดทำเครื่องใหม่ไม่ว่าสดคาวใช้ได้ ทั้งสิ้น มันจะทำวิวาหะแก่อาตมาในวันนี้ การเป็นอย่างนี้เห้งเจียจะคิดประการใด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์อย่าวิตก ข้าพเจ้าคงจะมีความคิดช่วยอาจารย์ ออกให้จงได้ พระถังซัมจั้งว่าจะคิดอย่างไร เห้งเจียบอกว่าเมื่อข้าพเจ้าบินมาเห็น ที่หลังสวนดอกไม้ อาจารย์จงชวนมันให้ออกไปที่สวนเมื่อเวลาไปถึงต้นชมพู่จง หยุดรอ ข้าพเจ้าจะแปลงเป็นผลชมพู่สุกอาจารย์จงเก็บเอาผลชมพู่สงให้ปิศาจ ถ้า มันกินอาจารย์ก็จะได้รอดพ้นมือมารไปได้ ข้าพเจ้าเข้าอยู่ในท้องแล้วก็จะกระทำ มันให้เจ็บปวดสาหัส อาจารย์ก็จะได้ออกจากถ้ำ พระถังซัมจั้งว่าเห้งเจียมีฤทธา อานุภาพจะต่อสู้แก่มันตรง ๆ มิดีหรือ ทำไมจึงต้องคิดเข้าอยู่ในท้องมันดังนี้ร่ำไป เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ไม่เข้าใจหากถ้ำนี้เข้าออกโดยง่ายก็จะต่อสู้รบแก่มันได้ เพราะเหตุเข้าออกแสนยากจะลงมือต่อสู้แก่มันมิใช่ง่าย เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ อุบายอย่างนี้ พระถังซัมจั้งก็พยักหน้าเชื่อเห้งเจีย อาจารย์กับศิษย์คิดกันเสร็จ แล้วพระถังซัมจั้งก็เดินมาที่ประตู ร้องเรียกนางปิศาจว่าแม่น้องสองคำนางปีศาจ ได้ยินก็หัวเราะ ถามว่าท่านพี่มีกิจธุระอะไรหรือ พระถังซัมจั้งบอกว่า อาตมภาพ ตั้งแต่มาจากเมืองเดินมาตามทางถูกแดดถูกฝนต้องความลำบาก เมื่อวันอาศัยที่ วัดติ้นไฮ้ยี่ก็ให้เจ็บไข้ไม่สบายตัว มาวันนี้ในตัวพึ่งค่อยทุเลา แม้น้องพามาอยู่ใน ถ้ำนี้ นั่งอยู่ที่เดียวจิตใจไม่สบายให้ชักง่วงเหงาไป แม่น้องช่วยพาไปเที่ยวเล่นให้ โปร่งใจแก้รำคาญสักหน่อยเถิด นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าท่าน พี่จะใคร่ไปเที่ยวเล่นแก้รำคาญข้าพเจ้าจะพาไปเที่ยวเล่นในสวนให้สบาย นางพูด ดังนั้นแล้ว จึงเรียกพวกคนใช้ให้ไปเปิดประตูสวน จัดกวาดให้สะอาด นางปิศาจ จึงมาเปิดประตูห้องพยุงพระถังซัมจั่งออกจากห้องแล้ว พวกปิศาจสาวใช้ต่างก็ แต่งตัวผัดหน้าทาแป้งดูสะสวยสำอางทุก ๆ คน พากันตามนางปีศาจไปห้อมล้อม พระถังซัมจังพาไปยังสวน ครั้นพากันเข้าในสวนแล้ว นางปิศาจค่อยอ้อนวอน พระถังซัมจั้งว่า ท่านพี่ในสวนนี้ตามแต่จะชมเล่นให้สบายหายความรำราญ และ เป็นที่ร่นเริงเราทั้งสอง นางปิศาจก็จูงมือพระถังซัมจั้งเดินชมต้นผลไม้ ด้วยต้น ผลไม้มีดอกดวงพวงผลต่าง ๆ ประหลาดงามไม่รู้สิ้น ข้ามมาหลายแห่งแลไปเห็น ต้นชมพู่สล้างเป็นดงฝ่ายเห้งเจียจับอยู่บนใบหูอาจารย์ ครั้นอาจารย์เดินมาใกล้ต้นชมพู่ เห้งเจีย ก็ผละบินออกจากอาจารย์ไปจับที่กิ่งชมพู่ จึงแปลงกายกลายกลับเป็นผลชมพู่มี สีแดงน่าชม พระถังซัมจั้งแกล้งถามนางปิศาจว่า ในสวนนี้ต้นผลไม้อื่นก็สุกพร้อมกัน ยังผลชมพู่บ้างก็เขียวครึ่งแดงครึ่งเหตุใดจึงสุกไม่ทั่วผลดังนี้ นางปิศาจจึงตอบว่า ฟ้าไม่มีตะวันเดือนก็ไม่สว่าง ดินไม่มีธาตุอิมเอี๊ยงต้นผลไม้ก็ไม่ขึ้นได้ คนไม่มีธาตุ อิมเอี้ยงประกอบก็ไม่มีชายหญิงเหมือนผลชมพู่ ข้างไหนรับแสงแดดข้างนั้นก็สุกแดง ข้างไหนไม่ได้รับแสงตะวันข้างนั้นก็มีสีเขียว เพราะสารพัดการต้องอาศัยธาตุเป็น ใหญ่พระถังซัมจั้งได้ฟังนางปิศาจชี้แจงแสดงความให้ฟังดังนั้น จึงสรรเสริญว่า ขอบใจซึ่งชี้แจงให้อาตมาเข้าใจในเหตุนี้ พระถังซัมจั้งเดินมาเหนี่ยวกิ่งเก็บเอาผล ชมพู่แดงผลหนึ่ง นางปิศาจก็มาเก็บเอาผลชมพูสีเขียวผลหนึ่ง พระถังซัมจั้งเอา ผลชมพู่สีแดงส่งให้นางปิศาจแล้วพูดว่านางน้องชอบกินผลชมพู่สีแดง เปลี่ยนเอา ผลชมพู่สีเขียวให้อาตมาจะกินเล่น นางปิศาจคิดว่าจริง จึงเอาชมพู่สีเขียวส่งให้ พระถังซัมจั้ง รับเอาผลชมพู่สีแดงมาแล้วนึกยิ้มอยู่ในใจว่าสงฆ์นี้มีกะใจ ยังไม่ ทันร่วมรักเป็นผัวเมียยังมีจิตรักใคร่ดังนี้ฝ่ายพระถังซัมจั้งรับชมพู่มาจากมือนางปิศาจแล้ว ก็กินในเวลานั้น นางปิศาจ เห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเอาชมพู่ใส่ปากกินกลื่นลงไปในท้องฝ่ายเห้งเจียใจร้อนเห็นได้ทีก็รีบคลานเข้าไปในท้องปิศาจ นางปิศาจตกใจพูด แก่พระถังซัมจั๋งว่า ผลไม้นี้ยังไม่ทันเคี้ยวก็ลงไปเสียในท้องก่อนดังนี้ พระถังซัม จั่งพูดว่าเพราะแม่น้องอยากกินยังไม่ทันเคี้ยวก็ลงไปเองฝ่ายเห้งเจียเข้าไปในท้องปิศาจได้แล้ว จึงร้องเรียกพระถังซัมจั้งว่าพระอาจารย์ อย่าตอบปากมันเลยข้าพเจ้าได้ทีแล้ว พระถังซัมจังได้ยินเห้งเจียพูด จึงพูดว่าเห้ง เจียจงผ่อนผันตามการ นางปิศาจได้ยินดังนั้น จึงถามว่าพี่พูดแก่ใครที่ไหน พระ ถังซัมจั่งตอบว่าชมพู่สุกที่กินเข้าไปนั้นมิใช่หรือ นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพูด ว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตาย นางปิศาจจึงร้องว่าอ้ายหงอคงมึงร้อยพัน หมื่นแสนกล เข้าไปอยู่ในท้องเราทำไม เห้งเจียบอกว่าเขาไม่ทำอะไรดอก เขา จะกินหัวใจตับไตไส้พุงให้หมดเท่านั้น นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึงขวัญหาย เห้งเจียกำหมัดออกท่ามวยกระโดดชกเอากระเพาะข้าวนางปิศาจ นางปิศาจทนเจ็บ ไม่ได้ก็ล้มกลิ้งกับพื้นสลบไปไม่พูดจา เห้งเจียเห็นปิศาจนิ่งแน่ไม่พูดจาก็นึกว่ามัน ตายแล้ว จึงค่อยเอามือขยำไส้แต่เบา ๆ ปิศาจรู้สึกหายใจออกได้จึงร้องเรียกว่า พวกเล็ก ๆ ไปอยู่ไหนฝ่ายพวกนางสาวใช้ เมื่อได้ยินเสียงนางปิศาจเรียกก็พากันวิ่งมา แลเห็นนาง ล้มกลิ้งอยู่กับพื้นสีหน้าผิดปรกติร้องครางมิได้หยุด นางเหล่านั้นพากันเข้าช่วย พยุงให้นั่งขึ้น ถามว่าแม่เป็นอะไรไปหรือ นางบอกว่าในท้องเรานี้มีคนเข้าไปอยู่ในนั้น พวกเจ้าจงพาพระถังซัมจั๋งออกไปส่งเสียโดยเร็ว พวกเหล่านั้นก็พากันมาจะหาม พระถังซัมจั้งออกไปส่ง เห้งเจียอยู่ในท้องร้องว่าใครจะกล้าหามไปส่ง ตัวเจ้าจง รีบพาอาจารย์เราออกไปส่ง เราจึงจะยกชีวิตให้เจ้า นางปิศาจได้ฟังดังนั้นก็คิด เสียดายชีวิต ผุดลุกขึ้นเอาพระถังซัมจั้งวางบนหลังแล้วก็วิ่งไป พวกนางสาวใช้วิ่ง ตามว่าแม่จะวิงข้างไหน นางปิศาจบอกว่าเอาเธอไว้ไม่ได้ รอเราส่งเธอออกไปแล้ว จึงค่อยหาเอาใหม่เถิด ว่าแล้วนางจึงแผลงฤทธิ์บันดาลเป็นแสงสว่าง เหาะขึ้นมา ถึงปากถ้ำก็ได้ยินเสียงเอะอะและเสียงสาตราอาวุธอยู่เกรียวกราว พระถังซัมจัง จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เสียงพลทหารอาวุธอะไรเกรียวกราวอยู่ข้างนอก เห้งเจียบอก ว่าโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งคอยระวังอยู่ข้างนอกประตู พระอาจารย์จงเรียกเธอสักคำ หนึ่งเถิด พระถังซัมจังจึงเรียกโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายได้ยินบอกแก่ซัวเจ๋งว่าอาจารย์ ออกมาแล้ว สองคนต่างก็ถืออาวุธคอยระวังอยู่ ฝ่ายปิศาจแบกพระถังซัมจั้งออก มานอกถ้ำแล้ว ซัวเจ๋งเห็นก็ดีใจ จึงถามว่าพระอาจารย์ออกมาแต่ผู้เดียว ทำไม ไม่เห็นพี่เห้งเจียออกมาเล่า พระถังซัมจั้งบอกว่า เห้งเจียนั้นอยู่ในท้องนางปิศาจ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อนิจจังทำไมจึงจะฆ่าคนดังนั้นเล่า จะ เข้าไปอยู่ในท้องเขาจะเอามรรคผลอะไรก็ไม่รู้เชิญพี่ออกมาเถิด เห้งเจียอยู่ในท้อง ปิศาจจึงร้องบอกให้นางปิศาจอ้าปากขึ้นให้กว้างเราจะออกไป ปิศาจก็อ้าปากออก คอยท่า เห้งเจียเห็นปิศาจอ้าปากแล้วก็ยังไม่วางใจ วิตกเกรงว่าปิศาจจะกระทำ ร้ายจึงเอากระบองเสกให้กลายเป็นผลพุทราใหญ่ เอาเข้าขัดที่โคนขากรรไกรแล้ว เห้งเจียก็ขยับตัวผลุดลุกออกไปนอกปาก ครั้นออกมานอกปากปิศาจแล้วก็กลาย กลับเป็นรูปเดิม มือถือกระบองเหล็กตรงเข้ามาจะตีปิศาจ ปิศาจเห็นดังนั้นก็ซัก เกี่ยมออกมาถือสองมือคอยรอรับเข้ารบแก่เห้งเจียอีกฝ่ายโป๊ยก่ายยืนอยู่ข้างนั้น แลเห็นปากก็บ่นพึมพัมว่าพี่เห้งเจียไม่ควรเลย เมื่อ อยู่ในท้องควรจะเอากำหมัดกระทุ้งมันให้ทะลุแล้วก็ฉีกออกมาดุจแหวกม่านจะมิดี หรือ พี่กลับปล่อยให้มันทำอิทธิฤทธิ์อีกดังนี้ ซัวเจ๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็พูด ขึ้นว่าพี่พูดดังนี้ถูกแล้ว พี่เห้งเจียติดเปล่าเสียแล้ว เราทั้งสองต้องช่วยกันรบปิศาจ ให้แพ้แล้วจึงค่อยกลับ โป๊ยก่ายยกมือสั่นว่าไม่ได้ๆ อย่าทำเล่น ซัวเจ๋งว่าพี่พูด อะไรอย่างนั้นเล่า จำพวกเราจะต้องช่วยกันรบให้ชนะโดยเร็วจึงพร้อมกันเข้าไล่ติด ตามไป ทิ้งพระถังซัมจั่งให้นั่งอยู่แต่ผู้เดียวที่ปากถ้ำ ฝ่ายนางปิศาจรบแก่เห้งเจีย สองต่อสองก็ยังสู้ไม่ได้ ซ้ำโป๊ยก่ายซัวเจ็งเข้าช่วย อีกสองคนก็เหลือกำลังจะรับรอง จึงผละออกหนีไป ฝ่ายเห้งเจียเห็นปิศาจถอยหนี ก็ร้องเสียงดังขึ้นว่า น้องทั้งสอง จงไล่ตีปิศาจให้จงได้ ฝ่ายนางปิศาจล่าหนีมาเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไล่กระชั้นจวนตัว ก็ถอดรองเท้าปักข้างขวาร่ายคาถาขว้างไปกลายเป็นรูปปิศาจเข้าสู้รบ ตัวนางปีศาจ ก็แปลงเป็นสายลมหนีกลับมาที่ปากถ้ำ แลเห็นพระถังซัมจั้งอยู่แต่ผู้เดียว นางปิศาจ ก็เข้าอุ้มเอาพระถังซัมจั้งกับถุงย่ามข้าวของและม้าพาเหาะกลับเข้าไปในถ้ำฝ่ายโป๊ยก่ายชัวเจ็งไล่มาทันปิศาจแปลงเข้า ก็ยกคราดขึ้นสับลงไปทีหนึ่ง ถูก ปิศาจกลายเป็นรองเท้าตกอยู่กับพื้นข้างหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร้องขึ้นว่า เจ้า ทั้งสองชาติชั่วทำไมจึงไม่อยู่เฝ้ารักษาพระอาจารย์ โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น จึงหันหน้ามาพูดกับซัวเจ้งว่า เราได้พูดแล้วเห็นหรือไม่ พี่เห้งเจียแกเป็นคน กระเบียดกระเสียรอยากจะใคร่ได้ดีกว่าเรา เราพากันมาช่วยรบปิศาจแพ้แล้วเธอ กลับใส่ความให้ร้ายดังนี้ควรหรือ เห้งเจียได้ยินโป๊ยก่ายพูดจึงถามว่าเจ้ารบใคร ชนะที่ไหน เมื่อวานนี้ปิศาจมันรบแก่เรามันก็แปลงเป็นรูปเก็คือรองเท้าของมัน ความ จริงตัวมันหนีไปแล้วปล่อยให้รูปเก๊อยู่สู้รบแก่เราดังนี้ บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าพระอาจารย์ จะเป็นประการใด จงรีบกลับไปโดยเร็วเถิด ถ้าช้าอยู่จะเสียการเป็นแน่ เห้งเจีย พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับมาหาอาจารย์ที่ปากถ้ำ แลไปก็มิได้เห็นอาจารย์และถุง ย่ามและม้าหายไปทั้งสิ้น โป๊ยก่ายซัวเจ้งตกใจเที่ยวค้นหาจนรอบในที่นั้น ก็มิได้ เห็นร่องรอย เห้งเจียจิตใจให้เร่าร้อน กำลังเที่ยวค้นหาก็มาพบสายบังเหียนม้าขาด หลืออยู่ท่อนหนึง จึงหยิบดูจำได้ก็นึกโทมน์สร้องให้คิดถึงอาจารย์ โป๊ยก่ายเห็น ดังนั้นอดไม่ได้แหงนหน้าขึนแลดฟ้าแล้วก็หัวเราะก๊ากใหญเห้งเจียตวาดว่านี่ เจ้าพอใจจะให้แตกร้าวกันหรือ จึงได้หัวเราะเยาะเราดังนี้ โป๊ยก่ายตอบว่าพี่หาใช่ เช่นนั้นไม่ อันธรรมดาโบราณท่านย่อมว่าสารพัดการต้องสามหนจึงจะสำเร็จได้ อาจารย์นั้นปิศาจคงจับไปเป็นแน่ไม่ต้องสงสัย ก็นับว่าเป็นสองครั้งแล้ว พี่อุตสาห์ เข้าไปช่วยอีกสักครั้งหนึ่ง พระอาจารย์จึงจะพ้นภัยได้ เห้งเจียได้ฟังโป๊ยก่ายเตือน สติดังนั้นก็คิดขึ้นมาได้จึงพูดว่ากระนั้นน้องทั้งสองจงรอคอยอยู่ที่ปากถ้ำพี่จะเข้าไปดู เห้งเจียสั่งแล้วก็กลับเข้าไปในถ้ำ เข้าไปถึงชั้นในแลไปก็เห็นประตูหน้าต่างปิดแน่น ทุก ๆ แห่ง เห้งเจียแกว่งกระบองตีหักพังเข้าไปทั้งสิ้น เดินตรงเข้าไปเหลียวซ้ายแล ขวาดูทุก ๆ ห้อง ก็เห็นเงียบสงัดทุกห้องไม่ได้ยินเสียง เห้งเจียเดินค้นดูรอบก็มิได้ เห็นคน และเครื่องตั้งแต่งโต๊ะและเก้าอี้ และเครื่องใช้สอยก็หายไปทั้งสิ้นไม่เห็นมี สักสิ่งหนึ่ง เห้งเจียอกใจไม่สบายเร่าร้อนก็กำมือทุบอกมีความโทมนัสร่ำร้องเสียง อึกทึกในเวลานั้น บังเอิญมีสายลมพัดฉิวมากระทบเข้าจมูกหอม เห้งเจียนึกขึ้นได้ ว่ากลิ่นที่หอมนี้ออกมาจากข้างหลังนี้เห็นจะอยู่ข้างในนั้นเป็นแน่ เห้งเจียคิดเห็น ดังนั้นแล้ว จึงเดินเข้าไปข้างหลังนั้น และไปก็เห็นมีปรกหนึ่งสามห้อง ๆ กลางมี ตั้งโต๊ะบูชา บนโต๊ะมีเครื่องตั้งหม้อไฟทองเหลืองเผาเครื่องไม้หอมต่าง ๆ มีกลิ่น หอมฟุ้งตลบ ที่กลางโต๊ะตั้งป้ายทองบูชามีอักษร ข้างบนเขียนชื่อว่าท่านบิดาลี้ที อ๋องรองลงมาเขียนชื่อโลเฉียไทจื๊อ เห้งเจียยืนพิเคราะห์ดูเห็นดังนั้นแล้ว ก็มีความ ดีใจเป็นที่สุด ตรงเข้าหยิบเอาหม้อไฟกับป้ายทองที่บูชาอยู่นั้นแล้วก็หวนกลับ ออกมายังปากถ้ำ มีความรื่นเริงหัวเราะไม่หยุดโป๊ยก่ายซัวเจ้งแลเห็นเห้งเจียออกมาก็พากันมาต้อนรับถามว่าพี่มีความ รื่นเริงด้วยอะไร หรือพบปะอาจารย์แล้วรับมาได้กระมัง เห้งเจียหัวเราะตอบว่า ไม่ต้องถึงเราไปเที่ยวค้นหาอาจารย์ให้ป่วยการทำไม จะทวงเอาที่ป้ายนี้ก็จะได้ อาจารย์ของเราคืน เห้งเจียจึงวางป้ายกับหม้อไฟลงกับพื้น เรียกโป๊ยก่ายกับซัวเจ้ง ว่าน้องจงมาดู ซัวเจ๋งจึงพิเคราะห์ดูแล้วถามว่า คือมีเหตุการณ์ประการใดหรือ เห้ง เจียบอกว่านี่แหละปิศาจมันตั้งบูชาในที่อยู่ของมัน เราเห็นก็นึกขึ้นได้ว่า ปิศาจนี้ ชะรอยจะเป็นบุตรสาวของถักทะลีทีอ๋อง และเป็นน้องสาวของโลเฉียไทจื๊อ จุติลง มาแอบแฝงแปลงเป็นปิศาจอยู่ดังนี้ ลักพาเอาอาจารย์ของเราไปซ่อนไว้ดังนี้ เรา จะได้ค้นหาทวงถามมันทำไม เพราะเราได้ของกลางไว้ดังนี้แล้ว น้องทั้งสองจงคอย ระวังอยู่ที่ปากถ้ำรอคอย พี่จะเอาหม้อไฟกับป้ายนี้ขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ ถักทะลีที่อ้องเอาอาจารย์มาส่งแล้วเราจึงค่อยไป โป๊ยก่ายว่าพี่จะขึ้นไปเฝ้าเง็กเชียง ฮ่องเต้นั้นมิใช่การเล่น เห้งเจียบอกแก่โป๊ยก่ายว่า พี่มีความพอใจไม่มีความวิตก พี่จะเอาป้ายทองกับหม้อไฟเป็นพยาน และจะแต่งเรื่องราวให้คล้องจอง โป๊ยก่าย ว่าพี่จะแต่งเรื่องราวมีใจความว่ากระไรขอให้ข้าพเจ้ารู้บ้างอยากจะทราบเห้งเจียจึงแต่งเรื่องราวใจความว่า ข้าพเจ้าซึงเห้งเจียมีชื่ออยู่ในหนังสือเดินทาง เป็นผู้รักษาพระถังซัมจั้งไปไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ขอทำคำฟ้องต่อ พระสยมภูวญาณซึ่งเป็นประธานในเทวโลกแห่งพิภพดาวดึงษาสวรรค์ทรงทราบ ด้วยบัดนี้ถักทะลีทีอ๋องกับบุตรชายโลเฉียไทจื้อ ไม่ระวังปล่อยให้บุตรสาวจุติลงไป แอบแฝ่งแปลงรูปเป็นปิศาจยักษ์ร้าย ฆ่าสัตว์เป็นให้จำตายมากไม่คณนานับได้ บัดนี้จับเอาอาจารย์ของข้าพเจ้าข่มขึนซ่อนเร้นไว้แห่งใดก็หาทราบไม่ ข้าพเจ้า เห็นว่าบิดากับบุตรมีความผิดโดยเหตุที่ปล่อยให้บุตรสาวไปเป็นปิศาจเที่ยวกระทำ การชั่วร้ายดังนี้ ขอพระองค์โปรดชำระให้ได้ความจริง แล้วพิพากษาตัดสินบังคับ ให้ถักทะลีทีอ๋องโลเฉียไทจื้อส่งตัวพระอาจารย์ให้แก่ข้าพเจ้า โป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ฟัง ตั้งแต่ต้นจนปลายดังนั้นทุกประการแล้ว จึงพูดว่าดีแล้วขอพี่จงรีบไปเถิด เห้งเจีย ก็เอาป้ายทองและหม้อไฟสองอย่างนั้นถือไว้กับมือแล้ว ก็เหาะขึ้นไปยังประตู น่ำทีหมึง ครั้นถึงก็เข้ไปยังตำหนักทงเม่งเต้ย พบกับเตียวเทียนซื่อ เตียวเทียนซื่อ ออกมาต้อนรับถามว่าไต้เซียมีธุระประการใดหรือจึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้านำเรื่องราวมาฟ้องคนทั้งสอง เตียวเทียนซือตกใจวิตกคิดว่าสัตว์ลิงนี้จะ มาฟ้องใครที่ไหน คิดแล้วก็นำเห้งเจียเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ ครั้นถึงเห้งเจียก็วาง ป้ายทองกับหม้อไฟลงแล้วก็ถวายบังคม ถวายเรื่องราวต่อพระหัตถ์เง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้ทรงรับมาทอดพระเนตรตลอดจนสิ้นข้อความแล้ว จึงเซ็นลาย พระหัตถ์ลงข้างต้นเรื่องราวแล้ว มีรับสั่งให้ไท้เป๊กกิมแช นำตัวเห้งเจียกับเรื่อง ราวไปหาถักทะลีทีอ๋องให้เข้ามาเฝ้าในเวลานี้ไท้เป๊กกิมแชได้ฟังรับสั่งดังนั้นพร้อมด้วยเห้งเจียถวายบังคมลาแล้วไปยัง ตำหนักหุ้นเล้าเกง ครั้นถึงก็ให้ผู้เฝ้าประตูเข้าไปบอกถักทะลีที่อ๋อง ถักทะลีที่อ๋อง ก็ออกมาต้อนรับเข้าไปข้างใน แลเห็นไท้เป๊กกิมแซถือเรื่องราวมาด้วย ถักทะลีทีอ๋อง ก็ตั้งที่บูชารับ และไปข้างหลังเห็นเห้งเจียตามมาด้วย ถักทะลีทีอ๋องจึงถามว่าท่าน กิมแชถือเรื่องราวอะไรมามีเหตุการณ์ประการใดหรือ ไท้เป๊กกิมแชบอกว่าเรื่อง ราวของเห้งเจียกล่าวโทษท่าน ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังว่ามีเรื่องราวฟ้องก็มีความโกรธ จึงถามว่าเธอมาฟ้องข้าพเจ้าด้วยเหตุประการใด ไท้เป๊กกิมแซก็ส่งเรื่องราวให้ถัก ทะลีที่อ้องแล้วพูดว่า ท่านจงดูเอาเองเถิดจะทราบได้ตลอด ถักทะลีทีอ๋องมีความ ขุ่นหมองในใจ จึงจุดธูปเทียนกระทำความเคารพแล้วก็เปิดหนังสือออกอ่านทราบ ความทุกประการแล้ว บันดาลโทสะเอามือทุบลงกับโต๊ะว่าอ้ายลิงนี้มันมาฟ้องเรา หาถูกไม่ ไทเป๊กกิมแชเห็นถักทะลีอ๋องโกรธดังนั้นจึงห้ามว่า ขอท่านจงระงับใจก่อน ที่เห้งเจียมาฟ้องหาท่านดังนี้ มีหลักฐานพยานของกลางยังอยู่ที่เงกเชียงฮ่องเต้เป็น สำคัญว่าบุตรหญิงของท่านเป็นผู้ร้าย ถักทะลีที่อ้องว่าข้าพาเจ้ามีบุตรชายสาม คนหญิงหนึ่งคน บุตรชายคนโตชื่อกิมเฉียไปตามพระพุทธเจ้าเป็นผู้รักษาธรรม คน ที่สองชื่อบั๊กเฉียตามพระโพธิสัตว์กวนอิมไปเป็นสานุศิษย์ คนที่สามชื่อโลเฉียไทจื้อ ก็อยู่นี่เป็นเนืองนิตย์ทุกเวลา บุตรหญิงที่สี่อายุได้เจ็ดขวบชื่อนางเจงเองยังหารู้ เดียงสาไม่ ทำไมจึงจะเข้าใจว่าเป็นยักษ์มารอะไรที่ไหน หากท่านไม่เชื่อข้าพเจ้า จะอุ้มออกมาให้ท่านเห็น อ้ายลิงตัวนี้มันหยาบช้าไม่มีความยำเกรง โดยจะกล่าว อย่างต่ำที่สุดในมนุษย์โลกเมืองใต้ ยังมีกฎหมายสำหรับบ้านเมืองว่า ถ้าผู้ใด ฟ้องหาโทษท่านด้วยความเท็จพิจารณาไม่ได้ โทษนั้นย่อมตกอยู่แก่ที่หาเขาไม่จริง แล้วถักทะลีทีอ้องก็ร้องสั่งบริวารให้จับตัวเห้งเจียมัดกับเสาตำหนัก พวกบริวารก็ กรูกันเข้ามาจะจับเห้งจีย ไท้เป๊กกิมแชเห็นถักทะลีอ๋องทำวุ่นวายผิดธรรมเนียมดัง นั้น จึงร้องห้ามว่าท่านอย่าทำวุ่นวายหาเหตุเกินไปดังนั้น ข้าพเจ้ารับ ๆ สั่งเชิญ ลายพระหัตถ์เง็กเชียงฮ่องเต้ และพาตัวเห้งเจียมาหาท่าน ทำไมท่านจะมาทำดัง นั้นสมควรแหละหรือ ถักทะลีทีอ๋องว่ามันเอาความเท็จมากล่าวโทษข้าพเจ้าดังนี้ ยังจะรอไว้ทำไมแก่มันจะให้มันมีใจกำเริบขึ้นอีกหรือเชิญท่านนั่งพักให้สบาย ก่อนข้าพเจ้าจะเอาดาบตัดคออ้ายลิงร้ายเสียก่อน แล้วจึงจะไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ พร้อมแก่ท่าน กราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ ไท้เป๊กกิมแชเห็นถักทะลีที่อ๋อง เอาดาบออกมาก็ตกใจกลัวเห้งเจียจะตาย แต่เห้งเจียนิ่งเฉยเป็นปรกติไม่เห็นวิตก ทุกข์ร้อนหวาดหวั่นอะไร นั่งหัวเราะอยู่ปากก็พูดว่า ท่านรู้ใจมาทำใจหมายมั่นดังนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่ร้อนใจอะไร ภายหลังรู้สึกความผิดก็จะต้องอ่อนน้อม พูดยังไม่ทัน ขาดคำลง ถักทะลีอ่องก็แกว่งดาบตรงเข้ามาจะฟันเห้งเจีย โลเฉียไทจื้อยืนอยู่ข้างนั้น เห็นบิดาทำกิริยาดังนั้นก็ซักเกี่ยมวิเศษออกรับดาบไว้ ร้องห้ามว่าบิดาจงระงับก่อน ถักทะลีทีอ๋องเห็นบุตรเอาเกี่ยมรับดาบไว้ดังนั้นก็ตกใจ ร้องตวาดให้บุตรถอยไปตามในหนังสือจีนมีความอธิบายถึงเรื่องโลเฉียผู้นี้ว่า เมื่อเดิมเกิดโลเฉียไทจื๊อ คลอดเวลาเที่ยงคืน ข้างมือขวามีอักษรว่า (โล) ข้อมือซ้ายมีอักษรว่า (เฉีย) เพราะ ฉะนั้นจึงเรียกชื่อว่า (โลเฉีย) โลเฉียออกมาได้สามวัน ก็ลงไปอาบน้ำที่ชายทะเล ว่ายเล่นในมหาสมุทร เหยียบปราสาทพระยาเล่งอ๋องพัง จับบุตรพระยานาคชัก เอาเอ็นออกจะใคร่ทำสายรัดเอว ถักทะลีทีอ็องรู้เหตุเรื่องนี้วิตกเกรงจะเกิดภัยร้าย ต่อภายหลัง จะเอาตัวโลเฉียมาฆ่าเสียโลเฉียมีความแค้นจึงเอามีดเถือเนื้อของตัว ใช้ให้แก่มารดา ตัดเอากระดูกคืนให้แก่บิดา ครั้นใช้เลือดเนื้อให้แก่บิดามารดาแล้ว ยังแต่ดวงวิญญาณลอยไปหาพระพุทธเจ้ายังประเทศไซที เวลานั้นพระพุทธเจ้า กำลังตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดสัตว์อยู่ด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ได้ยินที่ชาย ธงท่งฮวนที่แขวนไว้ในวิหารนั้น มีเสียงคนร้องเรียกให้ช่วยชีวิตพระองค์จึงเล็งทิพ จักษุญาณก็ทรงทราบได้ว่าโลเฉีย พระองค์จึงเอาโกษบัวเป็นกระดูกใบละหุ่งเป็น หนังเนื้อ วิญญาณโลเฉียจึงเข้าอาศัยรูปนั้นเป็นตัว เมื่อพระองค์ประชุมรูปกาย บริบูรณ์แล้ว จึงร่ายพระคาถารวมรูปกายชีวิตจิตใจขึ้นอย่างเดิม โลเฉียเมื่อได้ ชีวิตจิตใจกลับคืนเป็นมาแล้ว ก็แผลงฤทธิ์กำจัดเก้าสิบหกถ้ำยักษ์ให้อยู่ในอำนาจ ทั้งสิ้น คิดจะใคร่กลับมาแก้แค้นถักทะลีที่อ้องผู้บิดา ถักทะลีที่อ้องจึงไปเฝ้า นมัสการพระยูไลขอให้ช่วย พระยูไลเจ้าจึงประทานพระเจดีย์วิเศษองค์หนึ่ง เจดีย์ ทุก ๆ ชั้นมีพระสุรเสียงพระพุทธเจ้าเรียกชื่อโลเฉียทุกชั้น ตั้งแต่ได้พระเจดีย์วิเศษ ของพระยูไลประทานมาแล้ว ความอาฆาตจองเวรกับโลเฉียก็เสื่อมคลายจากกัน เพราะฉะนั้นจึงมีนามว่า ถังทะลีทีอ๋องจนเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อถักทะลีที อ๋องเห็นโลเฉียเอาเกี่ยมออกขวางประทะหน้าก็สะดุ้งกลัว จึงได้เชิญพระเจดีย์มา วางบนฝ่ามือแล้ว จึงร้องถามโลเฉียว่าลูกรักของบิดาลูกจะว่ากระไรหรือ จึงได้ เอาเกี่ยมเข้ามาทัดทานดังนี้ โลเฉียทำคำนับแล้วตอบว่า บุตรหญิงของบิดามีอยู่ จริง บัดนี้อยู่เมืองใต้ ถักทะลีทีอ๋องพูดว่ามีที่ไหน ลูกของบิดารวมทั้งน้องสาว เจ้าสี่คนเท่านั้นจะมีที่ไหนอีกเล่า โลเฉียบอกว่าบิดาลืมเสียแล้วหรือ คือบุตรหญิง คนนั้นเป็นปิศาจ เมืองสามร้อยปีก่อนอยู่ที่เขาเล่งซัว ลักกัดกินดอกไม้ธูปเทียน น้ำมันของพระยูไล พระยูไลจึงจับขังไว้โทษของมันควรตีเสียให้ตาย พระยูไล เจ้า จึงทรงเทศนาชี้แจงว่าหากขังน้ำไว้เลี้ยงปลาอยู่ เบ็ดตกเข้าในป่าเลี้ยงกวางอยาก ให้อายุมันยืน พระยูไลแสดงคำอย่างนั้นแล้ว จึงยกชีวิตให้สัตว์ปิศาจนั้น สัตว์ ปิศาจนั้นจึงได้รู้ซึงคุณของพระยูไลที่ได้รอดชีวิต จึงไหว้บิดาว่าเป็นบีดาของมัน ไหว้ข้าพเจ้าว่าเป็นพี่ของมัน มันจึงทำป้ายจารึกชื่อบิดากับข้าพเจ้าบูชาอยู่เนือง ๆ แต่หาได้รู้ว่ามันเป็นปิศาจยักษ์ร้ายฆ่าคนดังนี้ไม่ ท่านเห้งเจียเที่ยวค้นหาถึงที่อยู่ แห่งมันจึงได้ป้ายและหม้อไฟนั้นมาเป็นของกลางดังนี้ แต่ปิศาจนั้นมันเป็นบุตรเลี้ยง หาได้ร่วมครรภ์แก่ข้าพเจ้าไม่ ถักทะลีที่อ้องได้ฟังโลเฉียเล่าเหตุผลต้นปลายดังนั้น จิตใจให้สะดุ้งหวาดเสียวจึงพูดว่า ความจริงบิดาลืมนึกไม่ได้ว่ามันชื่อใด โลเฉีย บอกว่ามันมีสามชื่อ ชื่อเดิมนั้นเรียกว่ากิมที้แป๊ะมัวเล่าชิ้วเจีย อีกชื่อหนึ่งเพราะ ลักกินธูปเทียนดอกไม้เปลี่ยนชื่อเรียกว่าปั๊วเจี๊ยกวนอิม บัดนี้อยู่เบื้องใต้เปลี่ยนชื่อ ว่าตี้ยังฮูหยิน ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังโลเฉียชี้แจงก็นึกขึ้นได้ จึงวางพระเจดีย์ลงแล้ว ก็เดินมาแก้มัดให้เห้งเจีย เห้งเจียร้องว่าใครจะอาจมาแก้มัดเราได้ เราจะไปเฝ้าเง๊ก เซียงฮ่องเต้ทั้งมัดอย่างนี้ ให้พระองค์ทรงทราบเพื่อได้ชำระให้เราจงได้ ถักทะลี ทีอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ มือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยลงทันที โลเฉียก็ยืนนิ่งไม่รู้ที่ว่า จะพูดประการใดได้ เห้งเจียเห็นได้ที่ก็รุกร้นให้ถักทะลีที่อ้องเข้าไปเฝ้า ถักทะลี ทีอ๋องสิ้นปัญญาไม่รู้ที่ว่าจะแก้ตัวประการใด จึงอ้อนวอนไท้เป๊กกิมแชให้ช่วย แก้ไขอ้อนวอนเห้งเจีย ไห้เป๊กกิมแชได้ฟังถักทะลีที่อ้องพูดอ้อนวอนจึงพูดว่า สารพัด การค่อย ๆ อย่ารุกร้นรีบร้อนจะเสียการ ก็นี่ท่านให้จับมัดและเอาดาบมาจะฆ่าเธอ ข้าพเจ้าจะช่วยท่านอย่างไรได้ ถ้าจะคิดไปดูยังบุตรท่านเซ่นโลเฉีย ที่พูดว่าบุตร เลี้ยงไม่ใช่บุตรเกิดในอุทรหากนับบุตรเลี้ยงก็ต้องเกี่ยวข้องในวงค์ญาติ จะปฏิเสธ ว่ามิใช่ญาติอย่างไรได้ ไท้เป๊กกิมแชพูดพลางก็เดินมาเอามือลูบเห้งเจียพูดว่า ไต้ เซียจงเห็นแก่หน้าข้าพเจ้าเถิด แก้มัดเสียก่อนจึงเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จึงจะดี เห้งเจียพูดว่าท่านไม่ต้องแก้ ข้าพเจ้าเข้าไปทั้งมัดอย่างนี้ก็ได้ ไท้เป็กกิมแซพูดว่า ทำไมเห้งเจียจึงทำใจจืดดังนี้เล่า เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าก็ได้ทำคุณแก่ท่าน ทีธุระ ของข้าพเจ้าท่านก็มิได้คิด ถึงข้าพเจ้าบ้างเลยจะขอร้องบ้างท่านก็ไม่เชื่อฟังดังนี้ เห้งเจียว่าท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าอะไรที่ไหน ไท้เป็กกิมแชพูดว่า เมื่อครั้งก่อน ข้าพเจ้ากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ ให้ท่านได้ยศถึงซีเทียนไต้เซียมิใช่หรือ ท่าน ไม่รักษาตัวจึงได้มีความผิด ข้าพเจ้าจะไม่มีความดีต่อท่านบ้างหรือ เห้งเจียว่าแม้ ข้าพเจ้าจะไม่ทำการวุ่นวายดังนั้น ก็จะมิเสียการใหญ่หรือ เอาเถอะข้าพเจ้าเห็น แก่หน้าท่าน จงบอกถักทะลีทีอ๋องให้แก้มัดเอง ถักทะลีทีอ้องจึงเดินมาแก้มัดให้ เห้งเจีย แล้วก็เชิญให้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้กระทำคำนับขอโทษ เห้งเจ็งจึงพูดแก่ไท้เป็ก กิมแชว่าเหมือนดังข้าพเจ้าพูดหรือไม่ เมื่อแรกก็ทำแข็งแรง ครั้นแล้วก็ต้องอ่อน น้อมไท้เป๊กกิมแชขอให้ถักทะลีที่อ๋องไปเฝ้าเง๊กเชียงฮ่องเต้โดยเร็ว แม้ช้าไปก็จะเสีย การของอาจารย์ข้าพเจ้า ไท้เป๊กกิมแซจึงบอกแก่ถักทะลีที่อ้องให้รีบไปเฝ้า ถักทะ ลีที่อ้องวิตกเกรงว่าเห้งเจียจะกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ขึ้นก็ไม่มีทางแก้ตัวให้พ้นผิดได้ จนใจไม่รู้ที่จะคิดประการใด จึงอ้อนวอนให้ไท้เป๊กกิมแชช่วยแก้ไขไท้เป๊กกิมแชจึง พูดแก่เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าจะขอพูดสักคำหนึ่ง ท่านต้องเชื่อฟังข้าพเจ้า เห้งเจีย พูดว่าเชือกก็มัดดาบก็จะลงคอก็ได้เห็นแล้ว เอาเถอะข้าพเจ้าเป็นแก่หน้าท่าน ท่าน จะทูลว่ากระไรขอให้ท่านชี้แจงให้ข้าพเจ้าฟังจะว่าประการใด ไท้เป๊กกิมแชพูดว่า ซึ่งการฟ้องร้องวันหนึ่งกว่าจะแล้วก็ถึงสิบวัน ข้อที่ท่านกล่าวโทษว่าปิศาจเป็นบุตร ถักทะลีทีอ้อง ถักทะลีทีอ้องก็มีทางแก้ตัวว่ามิใช่บุตรตัวของถักทะลีที่อ็องคงจะไม่ เสร็จได้ในวันหนึ่ง บนสวรรค์วันหนึ่งในมนุษย์โลกก็เป็นหนึ่งปีแล้ว แม้ว่าปีหนึ่ง ปิศาจจับถังซัมจังข่มขื่นอยู่ในถำ อย่าว่าเป็นผัวเมียกันเลยบางทีจะเกิดบุตรเสียอีก เมื่อเป็นดังนี้จะไม่เสียการใหญ่ไปหรือ เห้งเจียได้ฟังไท้เป๊กกิมแซพูดดังนันก็นิงนึก อยู่เป็นนาน แล้วจึงพูดว่าท่านไห้เป๊กกิมแชข้าพเจ้าขอฟังคำท่านว่า จะเข้าเฝ้า เง็กเชียงฮ่องเต้ขอถอนฟ้องดีหรือ หรือจะทำประการใดจึงจะดีขอท่านได้โปรด ชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบไท้เป๊กกิมแชพูดว่าให้ถักทะลีที่อ๋องเตรียมพลทหารพร้อม ด้วยเห้งเจียลงไปปราบจับปิศาจ ข้าพเจ้าจะนำลายพระหัตถ์กลับไปกราบทูลเง็ก เซียงฮ่องเต้ให้ทรงทราบ เห้งเจียถามว่าท่านจะกลับไปกราบทูลว่ากระไร ไท้เป๊ก กิมแชว่า ข้าพเจ้าจะกราบทูลว่าโจทก็หนีไปแล้ว ไม่ต้องชำระจำเลย เห้งเจียว่า ท่านคิดดีแท้ ๆ กลับจะทูลว่าข้าพเจ้าหนี ถ้าท่านกับข้าพเจ้าจะกลับไปเฝ้าพร้อม กัน ให้ถักทะลีทีอ้องยกทัพไปคอยอยูที่ประตูน้ำที่หมึงจะมิดีหรือ ถักทะลีที่อ้อง ได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น มีความสะดุ้งจิตหวาดเสียว จึงพูดแก่ไท้เป็กกิมแซว่า หาก เธอเข้าไปเฝ้ากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ด้วย ข้อละเมิดจะมิเป็นการลุอำนาจมีความ ผิดหรือ เห้งเจียพูดว่าท่านถักทะลีที่อ้องเห็นว่าเราเป็นอย่างไรหรือ ข้าพเจ้าเป็น ผู้ใหญ่เมื่อได้ลันวาจาออกไปแล้ว จะมากลับกลายคืนคำเสียนั้นจะหาเป็นไปได้ไม่ ถักทะลีที่อ๋องได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็มีความยินดีขอบใจเห้งเจีย จึงจัดเตรียมพล ทหารพรักพร้อมแล้ว ก็ยกออกไปคอยอยู่นอกประตูน้ำที่หมึง ไท้เป๊กกิมแชกับ เห้งเจียก็กลับไปเฝ้ากราบทูลว่าปิศาจที่จับพระถังซัมจังไปนั้นคือปิศาจเกิมพี้แป๊ะม้อ เล่าซื้อ) แปลว่าหนูเผือกแอบเอาชื่อถักทะลีทีอ้องกับโลเฉียไปทำการบูซา ถักทะลี ทีอ๋องทราบเรื่องมีความโกรธบัดนี้ยกทัพไปปราบแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษ นั้นเถิด เง็กเชียงฮ่องเต้ก็ทรงพระอนุญาตให้ เห็งเจียถวายบังคมลาออกจากเล้ง เชียวเต้ย ไปยังน่ำทีหมึงเข้าสมทบกับถักทะลีทีอ๋องและโลเฉีย ก็ยกพลโยธาลง มายังเขาฮั้มคังซัวฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ปากถ้ำ แลไปเห็นเห้งเจียกับถักทะลีทีอ๋อง และโลเฉียพลทหารเทพบุตรก็ดีใจเดินมาต้อนรับเชิญมายังปากถ้ำ ถักทะลีทีอ๋อง พูดว่าไม่เข้าให้ถึงเสือที่ไหนจะจับลูกเสือได้ ผู้ใดจะเข้าไปก่อน เห้งเจียว่าข้าพเจ้า จะเข้าไปก่อน โลเฉียไทจื้อว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับอาญาสิทธิ์ปราบปิศาจ ควรจะ ต้องให้ข้าพเจ้าเข้าไปก่อน โป๊ยก่ายร้องขึ้นว่าการหัวหน้านั้นข้าพเจ้าจะรับธุระเอง ถักทะลีทีอ๋องจึงพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวุ่นวายกัน ข้าพเจ้าจะจัดให้ คือให้เห้ง เจียกับโลเฉียยกพลลงไป ข้าพเจ้ากับโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่คอยระวังที่ปากถ้ำ คอย ระวังทั้งสองทางอย่าให้มันหนีได้ เห้งเจียและคนทั้งหลายได้ฟังถักทะลีทีอ๋องชี้แจง ดังนี้ ก็พร้อมกันตามคำบัญชาของแม่ทัพ เห้งเจียกับโลเฉียก็ยกพลลงไปในถ้ำ เดิน เข้าไปยังที่อยู่ของปิศาจ และแยกย้ายกันเที่ยวค้นหาในถ้ำทุก ๆ แห่งก็มิได้เห็น ปิศาจยักษ์มารอยู่ที่ไหน เห้งเจียออกปากด่าว่าอีมารร้ายเห็นจะหนีออกไปแล้วดอก กระมัง อันถ้ำนี้กว้างขวางนักจะรู้ว่ามันจะไปแอบแฝ่งซ่อนเร้นอยู่ที่ไหน ก็พากัน เที่ยวค้นหาไปจนทั่ว แลไปที่มุมศิลาเห็นมีเป็นชะวากเข้าไป แลไปดูในนั้นมืดอยู่ ข้างทิศอาคเนย์ เข้าไปใกล้เห็นมีประตูน้อยเรือนกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ในบริเวณ นั้นก็ปลูกแต่ต้นไม้ที่มีดอกหอม ข้างนั้นมีราวไม้ทอดขวางสองสามอันมีควันขึ้น ฉิว ๆ ออกกลิ่นหอม คือนางปิศาจพาพระถังซัมจั่งเข้ามาแอบอยู่จะใคร่ข่มขืนให้ร่วม ประเวณี นางปิศาจจึงพูดถึงเห้งเจียว่าถึงจะลงมาตามก็จะไม่พบ ถ้าลงมาแล้วก็ นึกว่าเอาชีวิตมาทิ้งเสียเถิด ข้างฝ่ายพวกบริวารของนางปิศาจ ก็ต่างคนระริกระรี้ รื่นเริง ขณะนั้นปิศาจน้อยตนหนึ่งออกมามองที่ประตูถ้ำ ก็บังเอิญพบพวกพลทหาร พวกพลทหารจึงร้องบอกกันว่า พวกปิศาจมันซ่อนอยู่ในนี้เห้งเจียได้ยินก็ถือ กระบองเหล็กตรงเข้าไปในนั้นอันเป็นที่ช่องแคบ พวกปิศาจอยู่ในนั้นทั้งสิ้น พวก ทหารก็กรูกันเข้าไปกันไว้ เห้งเจียก็เข้ารับพระอาจารย์และถุงย่ามกับม้าออกไปฝ่ายนางปิศาจเห็นดังนั้น คิดจะหนีก็ไม่มีทางที่จะไปได้ แลเห็นโลเฉียไทจื๊อก็ คุกเข่าลงคำนับอ้อนวอนร้องขอชีวิต โลเฉียจึงพูดว่าเราถืออาญาสิทธิ์มาจับเจ้า มิใช่การเล็กน้อย เพราะเราพ่อลูกได้รับสักการบูชาของเจ้า จึงได้เกิดเหตุใหญ่ พูด แล้วโลเฉียจึงสั่งให้พลทหารเข้าจับนางปิศาจมัด พาตัวขึ้นมายังปากถ้ำ เห้งเจียก็ ข้างหน้านั้นมีเมืองทำลายธรรมและฆ่าพระสงฆ์ด้วย เราจะคิดอย่างไรดี เห้งเจีย พูดว่าอาจารย์อย่ามีความวิตก เราก็เคยพบปะภูตผีปิศาจยักษ์มารที่ร้ายแรงมา มากแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำร้ายเราได้ นี่เป็นมนุษย์เหมือนกัน จะไปวิตกเกรง กลัวไปทำไมไม่เข้าการ แต่ขัดด้วยที่เหล่านี้ ไม่เป็นที่พักอาศัยได้ และทั้งเวลาก็ จวนค่ำ วิตกว่าชาวป่าเข้าไปในเมือง เวลากลับออกมาจะมาพบปะเราเข้า จะพูด อื้ออึงมี่ฉาวขึ้นเราจะซ่อนเร้นลำบาก เราพากันลงจากทางใหญ่หาที่ลับอาศัยก่อน แล้วจึงค่อยคิดอ่านต่อไป ปรึกษากันตกลงแล้ว ก็พร้อมกันเดินหลีกออกจากทาง ใหญ่ มาถึงที่ราบคาบก็พากันหยุดพัก เห้งเจียสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ้งว่า น้องทั้งสองจง เอาใจใส่ระวังอาจารย์ให้จงดีพี่จะลอดแปลงกายเข้าไปสอดแนมตรวจตราดู บางที จะมีทางพอที่จะเล็ดลอดหลีกไปได้ เราจะได้รีบพากันข้ามให้พ้นไปเสียแต่ในคืน วันนี้สั่งแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ยืนหยุดอยู่บนเมฆพิจารณาดูเห็นกำแพง เมืองมีรัศมีฟุ้งขึ้นเป็นสาย ๆ เห้งเจียมีความพิศวงอัศจรรย์ใจ ทำไมจึงมีรัศมี ผุดผ่องเป็นมงคลฉะนี้ เหตุใดจึงเป็นเมืองทำลายธรรมไปได้น่าประหลาดจริง ๆ พิเคราะห์อยู่สักครู่หนึ่งก็พอพลบค่ำจึงคิดว่าอย่าเลยเราจะลองไปเที่ยวดูที่พื้นตาม ทาง ก็กลัวคนจะเห็นเข้าจำจะต้องแปลงไป คิดแล้วก็ร่ายพระเวทแปลงกายเป็น แมลงเม่าตัวหนึ่งบินไปตามชายคาบ้านเรือนเร่ร่อนไปตามถนนตลาดในเมือง พอ บินมาถึงหัวเลี้ยวถนน มีแถวบ้านคนอยู่ในวงเวียน มีโคมตามไฟทุกๆ บ้าน เห้งเจีย ก็บินแอบใกล้เข้าไปพิจารณาดูโดยละเอียด เห็นบ้านหนึ่งอยู่กลางมีโคมไฟสี่เหลี่ยม แขวนอยู่หน้าบ้าน ๆ เขียนหนังสือตัวใหญ่ว่าที่พักรับแขก ข้างล่างเขียนว่าโรงเตี๋ยม นี้ของอ่องเชี้ยยี่เป็นเจ้าของ เห้งเจียก็รู้ได้ว่าเป็นโรงขายข้าวแกง แลเข้าไปข้างใน เห็นมีคนมาพักนอนแปดเก้าคน ถอดหมวกเสื้อผ้าโพกศีรษะนอนอยู่บนเตียง เห้งเจีย เห็นดังนั้นจึงนึกดีใจว่าอาจารย์เราคงจะข้ามไปพ้นได้ คือเห้งเจียคิดจะลักเอาเสื้อ ผ้าไปเปลี่ยนแปลงเป็นฆราวาสจะได้ข้ามหนีไป สักประเดี้ยวเห็นอ่องเชี้ยยี่เจ้าของ เตี๋ยมเดินออกมาพูดว่าท่านทั้งหลายที่มานอนพักในเตี๋ยมคนดีคนร้ายปนกัน เสื้อผ้า ข้าวของจงอุตสาห์ระวังระไวไว้ให้ดี ถ้าหายหกตกหล่นจะเอาผิดแก่เจ้าของเตี๊ยมไม่ได้ คนเหล่านั้นครั้นได้ยินเจ้าของเตี้ยมสั่งก็พากันเก็บผ้าและหมวกเสื้อสิ่งของไว้กับตัว ทั้งหลายปนู้เด็นทางทักอาัมต้องลำบาก เร่นดเพี่อมานอนาหสันใหล้อง ้ ถ้าของหายจะทำอย่างไร จึงพูดแก่เจ้าของเตี๋ยมว่าอย่ากระนั้นเลย ข้าวของเสื้อผ้า เหล่านี้ขอฝากไว้แก่ท่านผู้เจ้าของเตี๊ยม เวลาเช้าข้าพเจ้าทั้งหลายจึงจะคืนเอา อ่องเซี้ยยี่เจ้าของเตี๋ยมจึงเก็บผ้าข้าวของเหล่านั้นเข้าไปไว้ในบ้านทั้งสิ้น เห้งเจีย เห็นดังนั้นก็โผบินตามเข้าไปบ้างในลงจับอยู่ที่ชายผ้าโพกศีรษะฝ่ายอ่องเซี้ยยี่เห็นสิ้นเวลาก็ออกไปเก็บโคมไฟ ปิดประตูหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าห้องแก้เสื้อพาดบนราวขึ้นนอนบนเตียงก็เลยหลับไป ที่ในเรือนของอ่องเชี้ยยี่ นั้น หญิงผู้หนึ่งลูกอ่อนสองคนบุตรร้องไห้รบกวนนอนไม่หลับก็ลุกขึ้นให้บุตรกิน นมตามไฟไว้ แล้วจึงเอาเสื้อขาดออกปะเย็บอยู่มิได้นอน เห้งเจียคิดว่า ถ้าจะคอย ให้หญิงนอนก่อนจึงจะลงมือ ประตูเมืองก็จะปิดเสียจะไปมิได้คิดไปคิดมาก็ลง เนื้อเห็นว่าจะข้าการไปอดทนอยู่ไม่ได้ก็โผบินลงทำให้ไฟดับ แล้วแปลงตัวเป็นแม่ หนูตัวหนึ่งร้องจี๊ดๆ กัดฝากระโดดลงคาบเอาเสื้อผ้าโพกศีรษะดึงลากออกไปข้างนอกฝ่ายผู้หญิงแม่ลูกอ่อนก็ตกใจจึงร้องเรียกอ่องเซี้ยยี่ว่าไม่ได้การแล้วเวลาก็ดึก แล้วทำไมจึงเกิดมีปิศาจขึ้นดังนี้เล่า เห้งเจียได้ยินเสียงร้องเข้าแอบประตูห้องร้อง บอกอ่องเชี้ยยี่ว่า อย่าเชื่อหญิงนั้นพูดไม่จริงข้าพเจ้ามิใช้ปิศาจดอก ข้าพเจ้าเป็น คนแจ่มแจ้งไม่ทำซึ่งการมืดมัวดังนั้น เราคือซีเทียนไต้เซียลงมาใต้หล้าเวลานี้โดย เหตุรักษาพระถังซัมจั้ง จะไปไซทีอาราธนาพระธรรมบัดนี้จะขอยืมเสื้อผ้าโพก ศีรษะข้ามเมืองไปแล้ว จะนำกลับมาคืนให้ฝ่ายอ่องเชี้ยยี่กำลังนอนตกใจตื่น ได้ยินเสียงคนพูดดังนั้นก็ตกใจ มือแลก็ไม่ เห็นอะไรคว้าเอาเสื้อผ้ามาใส่สวมผิดสวมถูกไม่เข้าได้ เห้งเจียก็รีบออกจากบ้าน เหาะไปเดี๋ยวก็มาถึงที่อาจารย์พักอยู่ฝ่ายพระถังซัมจั้ง เห็นเดือนสว่างก็นั่งคอยชะแง้ดูเห้งเจีย แลไปก็เห็นเห้งเจีย กลับมา ถึงถามว่าเห้งเจียไปดูท่าทางได้เห็นทางใดที่จะข้ามลัดพ้นเมืองไปได้บ้าง มีหรือเปล่า เห้งเจียก็วางเสื้อผ้านั้นลงแล้วคำนับพูดว่า ที่จะข้ามผ่านเมืองไปรูป เป็นพระสงฆ์นั้นไม่ได้โป๊ยก่ายพูดว่าถ้าหากจะไม่ให้เป็นสงฆ์จะยากอะไรรอสักหกเดือนให้ผมยาว แล้วก็แปรได้ เห้งเจียว่าจะรออยู่ถึงหกเดือนจะทันที่ไหน จะแปลงเป็นฆราวาสเดี้ยวนี้ พระถังซัมจั่งถามว่าเห้งเจียจะพูดอะไร เห้งเจียตอบว่าพระอาจารย์ ที่เมืองนี้ข้าพเจ้า ได้ไปพิเคราะห์ดู เจ้าเมืองนั้นจิตเป็นอกุศล ฆ่าพระสงฆ์ก็จริง แต่ที่บนกำแพงเมือง นันมีรัศมีโชติช่วงรุ่งเรื่องประหลาด เมื่อกี้นี้ข้าพเจ้าไปยืมเสื้อผ้าที่เตียมมา พวก เราแปลงเป็นคฤหัสถ์แล้วเข้าไปในเมืองพักที่โรงเตี๊ยมข้าวแกง รอให้เจ้าของโรงเตี้ยม จัดหาข้าวแจฉันแล้วพอจวนแจ้งประตูเมืองเปิด เราพากันรีบออกจากเมืองอย่าให้ ทันชาวเมืองรู้เหตุหากปะคนกั้นกลางเราบอกว่ามีรับสั่ง คนเหล่านั้นก็จะไม่อาจห้าม ไว้ได้คงจะต้องปล่อยไปโดยสะดวก ซัวเจ๋งพูดว่าพี่คิดดังนี้ดีแล้วจะต้องกระทำตามฝ่ายพระถังซัมจั้ง ไม่รู้ว่าจะทำประการใดก็ต้องจำใจแปลงจึงถอดเครื่องพระ สงฆ์ออกแล้ว เสื้อผ้าสวมใส่เข้าเหมือนคฤหัสถ์ซัวเจ็งก็แปลง โป๊ยก่ายศีรษะใหญ่ ผ้าโพกไม่ได้ เห้งเจียถอนเอาขนออกแปลงเป็นด้ายและเข็ม เอาผ้าโป๊ยก่ายคลี่ ออกแล้วสองชายเย็บติดกันใส่ให้โป๊ยก่ายเสร็จแล้ว เห้งเจียจึงสั่งว่าชื่อเดิมของ อาจารย์จงอย่าได้เรียก เรียกกันเป็นฉันพี่น้อง ให้เรียกชื่ออาจารย์ว่า ถังอิดกัว ถ้าถึงเตี๊ยมอาจารย์กับน้องพูดโต้ตอบแก่เจ้าของเตี๋ยม ให้ข้าพเจ้าพูดคนเดียว บางที เขาถามถึงสินค้าจะบอกว่าเอามาขาย เอาม้าของเราให้ดูเป็นตัวอย่าง และยังมี พี่น้องเฝ้าม้าอยู่ข้างนอก เราสี่คนมาหาที่ห้องพักและที่พักม้าก่อน แล้วจึงจะเข้า มาพร้อมกันดังนี้ เจ้าของเตี้ยมก็จะต้องเกรงใจเรา และจะต้องเลี้ยงดูพวกเรา เวลา เราจะไปไว้ข้าพเจ้ามีคำขอบคุณเขา แล้วจึงออกเดินพระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย จำ ใจจำต้องยอมให้เห้งเจียจัดแจงตามชอบใจ เห้งเจียครั้นจัดแจงสั่งเสียเสร็จแล้วก็ พากันยกของจูงม้ารีบเดินเข้าเมือง เวลานั้นประมาณยามเศษโคมไฟยังไม่ดับ เพราะ เป็นบ้านเมืองอันเจริญสุข ประตูบ้านของชาวเมืองก็ยังไม่เปิด อาจารย์กับศิษย์ก็ พากันรีบเดินตรงมายังเตี๋ยมอ่องเชี้ยยี่ ครั้นมาถึงประตูเตี๋ยมก็ได้ยินคนในนั้นบ่นว่า คนนั้นเสื้อหายคนนี้ผ้าโพกหาย เห้งเจียได้ยินแล้วก็ทำเป็นไขหูไม่รู้ไม่เห็นเสีย เข้าไป ที่หน้าประตูร้องเรียกเจ้าของเตี๋ยมว่าห้องยังว่างเปล่าอยู่บ้างหรือไม่ พวกข้าพเจ้า จะอาศัยพัก ในนั้นมีผู้หญิงร้องตอบออกมาว่า มีคะเชิญท่านขึ้นพักบนเล่าเต๊งชั้น บน พูดยังไม่ทันขาดคำแลเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมารับม้า เห้งเจียจึงจูงม้ามา มอบให้แก่คนนั้นเอาไปเลี้ยง เห้งเจียนำหน้าพากันขึ้นไปบนเล่าเต๊งชั้นบน ข้าง บนเล่าเต้งมีเก้าอี้โต๊ะตั้งสำรองพรักพร้อม เห้งเจียก็เปิดหน้าต่างมีแสงเดือนส่อง สว่างต่างก็พากันนั่งพักบนเก้าอี้ แลเห็นข้างล่างจุดโคมไฟขึ้นมา เห้งเจียออก ยืนขวางประตูดับไฟเสีย บอกว่าแสงเดือนสว่างไม่ต้องตามไฟ คนนั้นก็ถือโคม กลับลงบันไดไป ประเดี้ยวอีกคนหนึ่งเอาถาดน้ำชาขึ้นมาสี่ถ้วย เห้งเจียก็เดินออก มารับยังมีหญิงสองคนอายุประมาณสิบเจ็ดปีเดินขึ้นมายืนแอบอยู่ข้างหนึ่ง ถาม ว่าทั้งสี่คนอยู่ที่ไหนมานี่มีสินค้าอะไรมาบ้างหรือ เห้งเจียตอบว่าข้าพเจ้ามาจากทิศ เหนือเอาม้ามาขาย หญิงนั้นจึงถามแช่และชื่อ เห้งเจียตอบว่าท่านที่หนึ่งชื่อถังไต้ กัว ที่สามนั้นชื่อจูซัมกัว ที่สี่นั้นชื่อซังชี้กัว ข้าพเจ้าชื่อยี่กัว หญิงทั้งสองได้ฟังก็ หัวเราะว่าชื่อแช่แปลก ๆ กัน เห้งเจียว่าจริงดังนั้นชื่อแช่แปลกกันแต่ว่าอยู่รวมกัน พวกข้ารวมกันสิบคนพี่น้อง แต่ข้าพเจ้าเข้ามาสี่คนก่อน จะได้หาห้องเช่าและเช่า พักม้า ยังอยู่นอกเมืองอีกหกคน หยุดคอยเฝ้าม้าเพราะเวลาค่ำมืดยังไม่ควรจะเอา เข้ามา รอข้าพเจ้าเช่าที่พักได้แล้วรุ่งเช้าก็จะเอาเข้ามาขาย ขายได้แล้วก็จะพากัน กลับ หญิงนั้นถามว่าม้าฝูงนั้นจะมีสักกี่ม้า เห้งเจียตอบว่ามีสักร้อยเศษ รูปร่างก็ คล้ายคลึงแก่ตัวที่ข้าพเจ้าเอามานี้ แต่สีขนแปลก ๆ กัน หญิงนั้นจึงพูดว่า ท่าน ยี่กัวถ้าขายมีหลักฐานจริง ๆ ท่านมาถึงเตี๋ยมข้าพเจ้าเป็นเตี๋ยมที่สอง ที่จะไว้ม้าก็ มีพรักพร้อม จะไว้สักเท่าใดก็ได้ถมไป อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าตั้งเตี๋ยมที่นี่ก็นาน แล้ว เดิมสามีข้าพเจ้าแซ่เตียวก็บังเอิญถึงแก่กรรมเสียแล้ว นามข้าพเจ้าเรียกว่า เตี๋ยวกัวหู ในเตี๋ยมของข้าพเจ้ามีการเลี้ยงแขกสามอย่าง ห้องพักค่าเช่าก็มีกำหนด แสดงให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง นางเตี๋ยวกัวหูตอบว่ามีสามอย่างดังนี้ คือที่หนึ่งนั้น เลี้ยงมีขนมและผลไม้ต่าง ๆ และของกินโต๊ะหนึ่งเฉพาะสองคน มีหญิงสาวขับร้อง คนหนึ่งคิดเอาค่าป่วยการห้าสลึงทั้งค่าห้องรวมอยู่ด้วยกัน เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะ ว่าสมควรแล้ว ข้าพเจ้ายอมออกเงินห้าสลึงแต่ไม่ต้องมีหญิงสาวขับร้อง จึงถาม อีกว่าที่สองนั้นเป็นอย่างไร นางเตี้ยวกัวหูตอบว่าที่สองนั้นมีสุราอุ่นร้อน และ เครื่องกินต่าง ๆ ตั้งบนโต๊ะตามแต่ท่านผู้บริโภคจะพอใจ แต่ไม่มีหญิงสาวขับร้อง คิดคนละสองสลึง เห้งเจียว่าสองสลึงก็สมควรแล้วยังอีกอย่างที่สามนั้นอย่างไร นางเตี๋ยวกัวหูพูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจพูดต่อหน้าท่านไม่ควรแสดง เห้งเจ็งว่าจงแสดง เถิดอย่าเกรงใจข้าพเจ้าอนุญาต บางทีพวกข้าพเจ้าเรียกเอาตามพอใจแล้วแต่ อย่างใดจะดี นางเตี๋ยวกัวหูพูดว่าอย่างที่สาม ไม่มีคนเฝ้าประคับประคอง มีข้าว มีกับตามประสงค์อิ่มแล้วนอนอาศัยตามชายคาจนสว่างคิดเอาเฟื้องสองไพตาม ที่สาม จะกินให้อิ่มแล้วออกไปนอนหน้าบ้านดีกว่า เห้งเจียพูดว่าน้องพูดอะไร อย่างนั้น เราเป็นคนเที่ยวทุก ๆ หัวเมืองจะมาเสียดายเงินสองสามตำลึงทำไม เห้ง เจียจึงบอกเจ้าของเตี๋ยมให้จัดแจงโต๊ะที่หนึ่งมาเถิด นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังดังนั้นก็มี ความดีใจ จึงเรียกคนใช้ให้ยกน้ำชาดีขึ้นมา แล้วให้คนทำโต๊ะรีบจัดหา นางก็ลง จากเต็งเรียกคนให้ทำเป็ดไก่หมูและแพะแกะ แล้วจัดสุราออกสำรอง และให้คน ช่างขนมจัดทำขนมโอชารสต่าง ๆ พระถังซัมจั้งได้ยินจึงพูดแก่ซึงยี่กัวว่าเขาไปฆ่า สัตว์ดังนี้จะไม่ดี เห้งเจียก็นึกได้จึงไปเรียกว่า แม่เจ้าของเตี๋ยมเชิญขึ้นมานี่ก่อน นางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะประสงค์สิ่งใดหรือ เห้งเจียบอกว่าอย่าให้เขาฆ่า สัตว์เลย วันนี้ข้าพเจ้าถือศีลกินแจ นางได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ ถามว่าท่านกินแจตลอด อายุหรือมีกำหนดเดือน เห้งเจียตอบว่าไม่ใช่ทั้งนั้น พวกข้าพเจ้ากินแจเป็นวัน ๆ หากวันแกซินจึงกินแจ วันนีเป็นวันแกซินพรุ่งนี้ก็เลิก วันนี้ขอให้จัดเครื่องแจมา เถิดข้าพเจ้าจะคิดให้ตามราคาที่หนึ่ง นางเตี๋ยวกัวหูไต้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงลงไป ร้องสั่งพวกทำเครื่องของ ว่ามีเนื้อถึกเลิกไม่ต้องทำ จัดทำแต่เครื่องแจเท่านั้น พวก ทำครัวได้ฟังคำสั่งดังนั้นก็รีบทำเครื่องแจบัดเดี๋ยวก็แล้ว ยกขึ้นตั้งบนโต๊ะพร้อมแล้ว ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นเครื่องโต๊ะจัดเสร็จแล้ว พากันนั่งรับประทานตาม สบายใจ เวลานั่งกำลังกินได้ยินเสียงครืน ๆ ตึงตังอยู่ข้างหน้าบ้าน เห้งเจียจึงถาม นางเจ้าของบ้านว่าที่ข้างล่างทำอะไรกัน นางเจ้าของเตี๋ยมบอกว่า คนที่มาเช่าเขา เรียกคนที่หามเกี้ยวให้มารับเขาจะไป คนหามเกี้ยวมาโดนกระดานเสียงก็ดังตึงตัง ไม่ใช่ทำอะไรดอก เห้งเจียจึงพูดว่า เมื่อแรกท่านก็ไม่บอกจะได้เชิญแขกนั้นไว้ยัง มิให้ไป เพราะวันนี้เป็นวันศีลกินแจ และทั้งพี่น้องก็ยังมาไม่พร้อมกัน พรุ่งนี้ถ้า มาพร้อมกันจะกินเล่นในเตี๋ยมนี้ นางเตี้ยวกัวหูได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็พูดว่าท่าน พูดดีแล้วขอบใจท่านมาก ๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายและซัวเจ้งครั้นกินอิ่มแล้วคนเตี้ยมก็ เก็บถ้วยชาม พระถังซัมจังจึงเดินมาถามเห้งเจียว่า เราจะพักนอนที่ไหน เห้งเจีย บอกว่าเราจะต้องนอนบนนี้ พระถังซัมจั้งเห็นว่าจะไม่ชอบกล เพราะพวกเราเป็น คนเดินทางทรมานมาลำบาก บางที่จะนอนหลับไหลไม่รู้สึกตัวผ้าโพกศีรษะจะ หลุดออก บางทีคนขึ้นลงจะเห็นเข้าเขาจะรู้ว่าเป็นพระสงฆ์ จะเล่าลือต่อ ๆ ไปจะ ทำอย่างไร เห้งเจียพูดว่าอาจารย์พูดดังนั้นก็ชอบอยู่ เห้งเจียจึงเรียกเจ้าของเตี๋ยม นางก็ขึ้นมาถามว่าท่านยี่กัวจะสั่งว่ากระไรหรือ เห้งเจียถามว่าจะให้พวกข้าพเจ้า นอนที่ไหน นางบอกว่าต้องนอนบนเล่าเต้งนี้จึงจะดี ยุงริ้นไม่มีและฤดูนี้ลมว่าว พัดกล้า เปิดหน้าต่างนอนเล่นเย็นสบาย เห้งเจียพูดว่าเห็นจะนอนไม่หลับ เพราะ ท่านจูซัมกัวเป็นโรคเหน็บชา ซชี้กัวเป็นโรคกระษัย ท่านถังไต้กัวชอบนอนที่มืด เพราะกระดากไฟนอนไม่หลับ ที่บนนี้ไม่เป็นที่ผาสุกได้ นางเตี๋ยวกัวหูได้ฟังก็ลง จากบันไดมายืนพิงข้างประตูครัวถอนหายใจบ่นว่าลำบากใจจริง ๆ ขณะนั้นบุตร นางเตี้ยวกัวหูอุ้มบุตรเดินมาได้ยินมารดาบ่นดังนั้นจึงพูดว่า มารดาจะบ่นไปทำไม ฤดูนี้ขายไม่ดีฤดูหน้าก็จะขายดีแม่จะบ่นไปทำไม นางแม่พูดว่าหาเป็นเช่นนันไม่ แม่ไม่ได้ร้อนด้วยเรื่องจะขายได้ไม่ได้ วันนี้เมื่อจวนจะพลบคำเก็บร้าน มีสี่คนพ่อ ค้าม้ามาร้องเรียกเช่าห้องนอน เธอเข้ามาจะกินโต๊ะอย่างที่หนึ่ง แม่ปรารถนาอยาก ได้เงินเขา เธอไม่กินโซจะกินแจ ก็ตามใจจัดหาให้เธออิ่มแล้ว จะคิดราคาก็ยังไม่ ได้เงินเขา นางลูกสาวพูดว่าเราได้ให้กินที่นี่แล้วต้องไม่ยอมให้ไปนอนที่อื่น พอรุ่ง เช้าเราจัดเครื่องโต๊ะ เหล้ายาให้พร้อมให้เขากิน แล้วจะวิตกอะไรว่าจะไม่ได้เงินเล่า นางแม่พูดว่าเธอสองสามคนมีโรคกระษัยบ้างเหน็บชาบ้างและกระดากแสงไฟบ้าง จะอยากนอนที่มืด ๆ เจ้าคิดดูหรือ ที่บ้านกว้างขวางดังนี้จะหาที่มืด ๆ บังลมได้ที่ ไหนมีบ้างเล่า สู้เรายกค่าเช่าให้เธอไปหาที่อื่นดีกว่า นางลูกสาวได้ฟังแม่พูดดังนั้น จึงพูดแก่มารดาว่า จะหาที่มืดที่บังนั้นดีแล้ว แม่ถามว่าอยู่ที่ไหน ลูกสาวบอกว่า เมื่อบิดายังอยู่ ได้ต่อทำตู้ใหญ่ไว้ตู้หนึ่ง กว้างสี่ศอกยาวเจ็ดศอกสูงสามศอก ใน ตู้นั้นจุนอนได้หกเจ็ดคนให้เธอพากันไปนอนในตู้นันก็ได้ นางแม่ได้ฟังลูกสาวก็นึก ขึ้นมาได้จึงพูดว่าจะลองถามเธอดก่อน นางจึงขึ้นไปบนเล่าเต็งถามว่า ท่านยี่กัว ข้าพเจ้าหาทั้งบ้านก็ไม่มีที่ มีแต่ตู้ใหญ่อยู่ตู้หนึ่งบังลมได้ดีและมืดด้วยท่านจะเห็น ควรหรือไม่ เห้งเจียบอกว่าดีแล้ว นางเตี้ยวกัวหูลงมาเรียกคนหามตู้ออกมาวาง ไว้แล้วก็เปิดบานออกเชิญคนทั้งสี่ไปนอน เห้งเจียนำหน้าพระถังซัมจั้งลงมาจาก เล่าเต็ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ยกถุงย่ามข้าวของตามลงมา ครั้นเดินมาถึงตู้โป๊ยก่ายก็ ไม่ว่าดีชั่วมุดเข้าไปก่อน ซัวเจ็งเอาข้าวของส่งไปแล้วก็พยุงอาจารย์เข้าไป ซัวเจ๋ง ก็เข้าไป เห้งเจียจึงเรียกให้เอาม้ามาผูกดีแล้ว จึงบอกให้นางเตี๋ยวกัวหูปิดประตูตู้ เอากุญแจมาลั่นพอรุ่งเช้าค่อยมาเปิด นางก็ทำตามเห้งเจียสั่ง เวลานั้นเป็นฤดูร้อน เข้าอยู่ในตู้ทั้งสี่คนลมก็เข้าไม่ได้ พากันได้ความร้อนทุรนทุรายปราศจากความสุข พากันถอดผ้าโพกศีรษะและเสื้อออก ในนั้นก็ไม่มีพัดพากันเอาเสื้อปัดไปปัดมา นอนก็ไม่หลับจนเข้ายามสองจึงได้หลับ แต่เห้งเจียนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จึงยื่นมือไป หยิกขาโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายตาก็หลับปากก็บ่นพืมพำว่านอนก็นอนไปเดินมา ลำบากทุกข์ยากจะเอาใจที่ไหนมาหยอกกันเล่นอีกเล่า เห้งเจียจึงแกล้งพูดว่าพวก เรา ต้นทุนเดิมห้าพันตำลึงที่ซื้อม้าไปแล้ว ยังคงอยู่สี่พันตำลึงยังฝูงม้านี้อีกสาม พันตำลึง หากขายลงแล้วจะได้กำไรเท่าทุน พูดไปพูดมาโป๊ยก่ายเป็นคนนิสัย ขี้เซาก็มิได้โต้ตอบหารู้ว่าคนใช้ในเตี๋ยมลุกขึ้นหาบน้ำหุงข้าวไม่ด้วยมันเป็นพวก เดียวกันกับขโมย เมื่อเวลามันตื่นนั้นมันแอบเข้าไปฟัง ได้ยินเห้งเจียพูดเรื่องเงิน ว่ามีมาก ดังนั้นมันจึงใช้ให้พวกของมันออกไปบอกพวกขโมยเข้ามาอีกสิบคน จุด คบไฟจะเข้ามาปล้นเอาผู้พ่อค้าม้า ในบ้านนางเตี้ยวกัวหู พวกผู้หญิงก็ตกใจกลัว ตัวสั่นไปทุกคน ก็ช่วยกันปิดประตูเสีย ตามแต่มันจะทำกันข้างนอกฝ่ายพวกขโมยก็หาได้คิดจะปล้นเตี๋ยมนั้นไม่จะใคร่ปล้นแต่พ่อค้าม้า ก็พากัน กรูขึ้นบนเล่าเต้งค้นหาก็ไม่พบ จึงจุดไฟสว่างขึ้นเที่ยวค้นหารอบเตี๋ยมก็ไม่เห็น แล ไปกลางบ้านเห็นมีตู้ใหญ่ตั้งอยู่จึงพากันเข้ามาจับม้าออกมาแล้ว เห็นตู้ลั่นกุญแจ แน่นหนาจะคัดง้างออกยากจึงปรึกษากันว่าพวกพ่อค้านี้มันมีปัญญา ชะรอยเงิน ทองข้าวของจะอยู่ในตู้นี้เอง อย่าเลยพวกเราช่วยกันหามเอาตู้นี้ไปนอกเมืองผ่า ออกแบ่งกันจะมิดีหรือ คิดเห็นตกลงกันดังนั้นแล้ว ก็เอาเชือกมาคล้องตู้ช่วยกัน หามออกมานอกเมือง เวลาที่พวกโจรหามตู้ไปนั้น โป๊ยก่ายกำลังนอนผุดลุกขึ้น ถามว่าพี่เห้งเจียทำไมยังไม่นอนนั่งโคลงตู้เล่นทำไม เห้งเจียกระซิบบอกว่าอย่าเอ็ดไป ไม่มีใครโคลงเล่นดอกฝ่ายพระถังซัมจังกับซัวเจ็งก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่า ใครมา หามพวกเราไปข้างไหน เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดรอให้มันหามไปทางทิศไซทีและไ ข้างตะวันตกเราไม่ต้องเดิน ฝ่ายพวกขโมยครันหามออกไปแล้ว ก็หาหามไปข้าง ทิศไซทีไม่ กลับหามย้อนไปบ้างทิศตะวันออก ถึงประตูเมืองก็ช่วยกันตีพวกเฝ้า ประตูแตกหนี้ไปหมด แล้วจึงเปิดประตูเมืองหามตู้ออกไป เวลานั้นอีกทึกโกลาหล รู้ถึงนายทหารจึงเรียกพลทหารมา พร้อมถือเครื่องอาวุธครบมือกันแล้วก็ไล่จับ พวกโจร พวกโจรเห็นทหารมามากก็ทิ้งตู้ไว้รีบหนีเอาตัวรอดไปทั้งสิ้น พวกทหาร จึงจับม้าหามตู้พากันกลับ นายทหารเห็นม้าตัวนั้นดีก็ไม่ขี่ม้าของตัว จับม้าที่ได้ มานั้นขี่เข้าเมือง ครั้นถึงที่พักแล้วจึงให้พลทหารยกตู้นั้นเข้ามาตั้งในตึก จึงทำ รายงานฉบับหนึ่งใส่ซองผนึกมอบให้ขุนนางกองตระเวนนำขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ตามแต่จะโบ่รดฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในตู้บ่นด่าเห้งเจียว่า มึงอ้ายชาติลิงมาแกล้งฆ่าเราเสีย ดังนี้ได้ หากอยู่นอกเขาจับได้ไปส่งให้เจ้าเมืองก็ยังจะมีคำโต้ตอบได้บ้าง นี่มาอยู่ ในตู้ลั่นกุญแจดังนี้ อ้ายพวกขโมยลักหามมา พวกทหารแย่งเอามาดังนี้ พรุ่งนี้ เช้าเห็นเจ้าจะสำเร็จแล้ว เขาคงลงดาบฆ่าเสียดังนี้จะไม่เสียการใหญ่ไปหรือ เห้งเจีย ได้ฟังอาจารย์บ่นว่าดังนั้นจึงพูดว่า นิมนต์อาจารย์นอนให้สบายเถิด พรุ่งนี้ถ้า เห็นเจ้าเมืองมิจฉาทิฐิแล้ว ข้าพเจ้าจะมีคำโต้ตอบเอง และจะรับประกันมิให้พระ อาจารย์เปลืองสักเท่าเส้นขนหนึ่ง รอเข้ายามสี่เห้งเจียก็แผลงฤทธิ์เอากระบอง เหล็กออกจากหูเสกด้วยพระคาถาเป้าไป กระบองก็กลายเป็นสว่านอันหนึ่ง เห้งเจีย จึงเอาเจาะใต้พื้นตู้ทะลุออกรูหนึ่งแล้ว เห้งเจียก็แปลงกายเป็นมดตะนอยตัวหนึ่ง ลอดออกมาจากตู้แล้วก็แปลงเป็นรูปเดิม เหาะขึ้นบนกลีบเมฆไปยังประตูพระราชวัง เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินยังกำลังบรรทมหลับสนิท เห้งเจียก็แปลงฤทธิ์แบ่งภาค ถอนขนเสกเป๋า ให้แปลงเป็นหนอนหาวนอนหลายร้อยหลายพันตัว แล้วอ่านคาถา เรียกพระภูมิเจ้าที่ซึ่งรักษาเมืองนั้น สั่งให้เอาหนอนหาวนอนไปใส่ให้พระเจ้าแผ่น ดินและขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายในฝ่ายหน้าหลับให้หมดอย่าให้รู้สึกได้ ครั้นให้หนอนไปแก่พระภูมิเจ้าที่แล้ว เห้งเจียก็ถอนขนที่บ่าขวาออกเสกให้เห็น เห้งเจียน้อยตั้งร้อยตั้งพัน ทุก ๆ รูปให้ถือกระบองแกว่งกวัดแปลงเป็นมืดโกน คนละเล่มทุกคน ตัวเห้งเจียเองก็ถือมีดโกนเล่มหนึ่งแล้วก็สั่งทุกรูปที่แปลงนั้น ให้ ถือมีดโกนเข้าไปในพระราชวัง จับขุนนางใหญ่น้อยทั้งพระมเหสีนักสนมโกนผม ให้โล้นเสียทุกคน บัดเดี๋ยวก็สำเร็จตามสั่งทุกประการ จึงไล่พระภูมิเจ้าที่ให้กลับ ไปยังที่อยู่ของตนแล้ว เห้งเจียก็เรียกขนกลับเข้าตัวเหาะกลับมาแปลงเป็นมด ตะนอยมุดเข้าตู้ แล้วก็แปลงกลับเป็นรูปเดิมคอยรักษาอาจารย์ฝ่ายนางในใหญ่น้อยครั้นจวนจะแจ้งยังไม่ทันสว่างก็พากันลุกขึ้นสะสางล้างหน้า แต่งตัวทุก ๆ คน ไม่มีผมพากันหัวโล้นทั้งสิ้นจึงพากันไปที่ตำหนักต่างคนก็ทำดนตรี ตามเคย ทุกคนต่างมีความโศกเศร้าโทมนัสไม่กล้าจะออกเสียงขับขาน สักประเดี้ยว พระมเหสีก็ตกพระทัยตื่นนางรู้สึกว่าผมไม่มี จึงลุกเดินมายังข้างที่บรรทมแห่งพระ เจ้าแผ่นดิน เห็นพระเจ้าแผ่นดินคลุมบรรทมหลับอยู่จึงแกล้งให้เสียงขึ้น พระเจ้า แผ่นดินตกพระทัยตื่นและเห็นพระมเหสีไม่มีผม จึงลุกขึ้นตรัสถามว่าเหตุไฉนผม จึงไม่มีดังนี้เล่า พระมเหสีกราบทูลว่าใช่จะเป็นแต่ข้าพเจ้า แม้พระองค์ก็เป็นดัง ข้าพเจ้าเหมือนกัน จึงพระแผ่นดินยกพระหัตถ์ขึ้นลูบบนพระเศียรก็มิได้พบพระเกศา ตกพระทัยไม่เป็นสมประดี จึงตรัสว่าเหตุไฉนจึงมาเป็นเช่นนี้ได้ในขณะนั้นทอด พระเนตรไป เห็นสาวสนมกรมในศีรษะโล้นไม่มีผมเลยแต่สักคนเดียว พระเจ้า แผ่นดินทรงพระกันแสงเสียพระทัยตรัสว่า ซะรอยจะเป็นด้วยเวรกรรมที่เราฆ่า พระสงฆ์มากมายนัก บาปนั้นมาตามทัน จึงบันดาลให้เป็นไปดังนี้ จึงมีรับสั่ง กำซับห้ามปรามว่าอย่าให้ฝ่ายในพูดจาถึงเรื่องโกนผมให้ขุนนางฝ่ายหน้ารู้เหตุ ข้าราชการใหญ่น้อยจะพากันกำเริบร้าวราน และหาเหตุว่าเพราะเรามิได้ตั้งอยู่ใน ยุติธรรม จึงบันดาลอุบัติเหตุให้เป็นปรากฏดังนี้ แล้ววพระองค์ก็เสด็จออกยังที่ว่า ราชการฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยฝ่ายหน้าตามเคย ถึงเวลาเข้าเฝ้าพากัน ไม่มีผมศีรษะโล้นไปทุกคน ต่างคนก็ทำหนังสือขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดินตามมูล เหตุที่เป็นการประหลาดนั้นฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้เห็นขุนนางทั้งหลายไม่มีผมก็ทรงนิ่งอยู่ พวก ขุนนางจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบเป็นที่อัศจรรย์ใจที่สุดอยู่ดี ๆ เมื่อคืนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายผมหายไปหมดสิ้นด้วยกันดังนี้ ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุใดพระเจ้าแผ่นดินทรงรับหนังสือที่ขุนนางถวายแล้วลงจากพระที่นั่งเสด็จมาทอด พระเนตรดูพวกขุนนาง เห็นแล้วจึงตรัสว่าเราและพระมเหสีนางในทุกคนก็เป็น ดังนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่จะเป็นด้วยเหตุผลประการใดก็รู้ไม่ได้ ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรง พระกันแสง พวกขุนนางข้าราชการใหญ่น้อยทั้งปวงก็พากันร้องไห้ทุกคน พระ เจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเบื้องหน้าเป็นอันขาด อย่าได้ฆ่าพระสงฆ์อีกเลย ตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่ง พวกข้าราชการใหญ่น้อยซ้ายขวาก็ เฝ้าอยู่ตามตำแหน่งฝ้ายขุนนางองครักษ์พนักงาน จึงประกาศว่าท่านผู้ใดมีธุระด้วยกิจราชการ อันใดจงกราบทูลเถิด ถ้าไม่มีราชการแล้วจะได้เสด็จกลับฝ่ายใน จึงขุนนางฝ่าย ทหารกรมม้ากราบทูลขึ้นว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พวกข้าพระพุทธเจ้าได้เที่ยว ลาดตระเวนรอบกำแพงพระนคร เมื่อคืนนี้มีผู้ร้ายลักสิ่งของของราษฎรหามตู้มา ทิ้งไว้พวกผู้ร้ายหลบหนีจับหาได้ไม่ ได้แต่ม้าขาวกับตู้ ๆ หนึ่งที่พวกอ้ายผู้ร้ายทิ้งไว้ จึงพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ยกตู้เข้ามาถวายเพื่อจะทอดพระเนตร พวกขุนนาง นายทหารก็ให้ทหารไปยกตู้เข้ามาในพระราชวังฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในตู้จิตใจไม่เป็นสมประดีตัวสั่นขวัญหนีดีฝ่อ พูดว่าเรา ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินจะพูดว่ากระไร เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจารย์อย่าบ่น ไปเลย ข้าพเจ้าจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว หากเปิดตู้ออกเห็นพวกเราจะต้องคำนับ ยกพวกเราว่าเป็นครู ครั้นแล้วพวกขุนนางนายทหารจึงกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ว่าตู้นั้นยกเข้ามาแล้ว จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสังให้เปิดตู้ พวกขุนนางก็ช่วยกันงัด กุญแจเปิดออกโป๊ยก่ายทะลึ่งออกมาก่อน พวกขุนนางทั้งหลายเห็นโป๊ยก่ายก็พา กันตกตะลึงพูดไม่ออก แลเห็นเห้งเจียพยุงพระถังซัมจั้งออกจากตู้ ซัวเจ๋งก็เก็บถุง ย่ามและข้าวของตามกันออกมา โป๊ยก่ายแลเห็นขุนนางนายทหารถือม้าขาวอยู่ ก็ตรงเข้ามาร้องตวาดว่าม้าของเราเอ็งจงเอามาให้เราโดยเร็ว พวกขุนนางตกใจล้ม คว่ำลงกับพื้น อาจารย์กับศิษย์ทั้งสี่คนก็ยืนอยู่ตรงหน้าพระที่นั่ง ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน เห็นคนทั้งสี่เป็นพระสงฆ์ก็ลงจากพระที่นั่ง พร้อมด้วยพระมเหสีและนางกำนัลฝ่ายใน ทั้งพวกขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้า ก็คุกเข่าลงนมัสการกราบไว้ทุก ๆ คน จึง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งถามว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งสี่มาจากประเทศใดเมืองใด จึงได้มาถึงนี่ ฝ่ายพระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังทิศ ตะวันออก สมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตมภาพไปไซทีนมัสการ พระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งถามว่าท่าน มาแต่เมืองไกลเหตุใดจึงได้เข้าไปอยู่ในตู้ดังนี้เล่า พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า อาตมภาพได้ทราบว่ามหาบพิตรอธิษฐานว่าถ้าพบปะพระสงฆ์ก็จะให้ฆ่าเสีย เพราะ ฉะนั้นอาตมภาพไม่อาจจะเข้ามาในเมืองเวลากลางวัน ครั้นมาถึงในเมืองเข้า อาศัยร้านเตี๋ยมก็ยังวิตกว่าผู้คนพลุกพล่านจะรู้เห็นว่าพวกอาตมภาพเป็นพระสงฆ์ จึงอุบายเข้าอาศัยซ่อนตัวอยู่เสียในตู้ดังนี้ ก็บังเอิญมีพวกโจรกรรมลักหามเอาตู้ไป พวกขุนนางจึงได้จับเอาตัวมาดังนี้ บัดนี้ได้เข้าเฝ้าพระราชสมภารแล้ว ก็เปรียบ ประดุจว่าแหวกเมฆออก เห็นดวงพระจันทร์อันแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้พระองค์ได้ ทราบพระกรุณาแก่อาตมภาพปล่อยไปโดยสวัสดิ์เถิด เพื่อเป็นพระราชกุศลอันยิ่ง ใหญ่ของมหาบพิตรพระราชสมภารสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ท่านเป็นพระสงฆ์อันบริสุทธิ์มาจากเมืองบน มาได้ถึงเมืองนี้ ก็ย่อมมีอภินิหารบารมีแก่กล้าเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้า ไม่รู้สึกมิได้รับรองให้สมควรนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าได้อนุญาตเถิด เมื่อปีที่ล่วงไป แล้วนั้น เป็นเหตุด้วยพระสงฆ์มีความหมิ่นประมาทติเตียนข้าพเจ้าเป็นข้อหยาบช้า ข้าพเจ้าจึงได้ตั้งสัจจาอธิษฐานขอฆ่าพระสงฆ์หมื่นรูป ในเวลาคืนนี้บันดาลให้ ข้าพเจ้ากับขุนนางข้าราชการใหญ่น้อย และพระมเหสีนางกำนัลพระสนมใน มี ผมอันหายไปทุก ๆ คนดังนี้ ขอท่านได้กรุณาโปรดให้โอวาทสั่งสอนแก่ข้าพเจ้าทั้ง หลายชายหญิงจะยอมเป็นสานุศิษย์กระทำตามถ้อยคำแห่งท่าน โป๊ยก่ายได้ฟัง พระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงพูดว่าแม้พระองค์จะยอมเห็นสานุศิษย์นั้น จะมีสิ่ง ของอันใดมาคำนับบูชาหรือ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า แม้ว่าท่านได้กรุณา อนุเคราะห์สั่งสอนแล้ว ข้าพเจ้าจะนำสิ่งของแก้วแหวนเงินทองมากระทำสักการ บูชาโดยความเคารพอย่างยิ่ง เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น จึงทูลว่า พระองค์จะตรัสไปทำไมถึงแก้วแหวนเงินทอง พวกข้าพเจ้าเป็นสมณะไม่ยินดีใน ทรัพย์สมบัติเงินทอง มีความต้องการอยู่ก็แต่ที่จะขอให้พระองค์โปรดเปลี่ยน หนังสือเดินทางพระราชทานอนุญาตให้ไปประเทศไซที่ได้แล้ว ก็เป็นพอใจสม แก่ความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้งหลาย อานิสงส์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชสงเคราะห์ หากจะบันดาลให้บ้านเมืองของพระองค์มีความเจริญยิ่งยืนอยู่สิ้นกาลนานใน ภายหน้า สมเด็จพระเจ้าพระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องโต๊ะแจ ถวาย ครั้นเสร็จแล้วก็ทรงเคารพพร้อมกันทั้งขุนนางข้าราชการฝ่ายใน และฝ่าย หน้าทรงนับถือว่าเป็นผู้วิเศษบริสุทธิ์ประเสริฐ์ ครั้นแล้วก็ทรงประทับตราเปลี่ยน หนังสือเดินทาง ถวายให้พระถังซัมจั้งไป พระเจ้าแผ่นดินจึงขอให้พระถังซัมจั้ง เปลี่ยนนามแผ่นดินให้เสียใหม่ เห้งเจียจึงทูลว่านามเมืองของพระองค์ก็ดีอยู่แล้ว ขัดแต่อักษรที่ว่าทำลายนั้นไม่ดี ควรจะแปลงเปลี่ยนให้เรียกว่าเมืองรักษาธรรม หากจะเป็นสริมงคลแก่พระองค์และพระวงคานวงศ์ข้าราชการและราษฎรทังหลาย จะมีแต่ความสุขความเจริญอันยิง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนันมีพระทัย โสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงกระทำความเคารพขอบคุณเป็นอันมาก แล้วจึงรับสั่ง ให้เจ้าพนักงานรถจัดรถเพื่อจะได้ส่งพระถังซัมจั้ง ครั้นเจ้าพนักงานจัดรถเสร็จแล้ว ก็เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามขึ้นนั่งรถ พระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการ ฝ่ายในตามส่งไปจนนอกพระนคร แล้วก็พากันกลับเข้าเมืองฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ ครั้นออกจากเมืองรักษาธรรมแล้ว พระถังซัมจั้งอยู่บน หลังม้ามีความโสมมัสยินดียิ่งนัก จึงสรรเสริญเห้งเจียว่าคิดการครั้งนี้กระทำให้ สำเร็จประโยชน์ได้สองฝ่าย ซัวเจ็งถามว่าพี่ไปหาช่างโกนผมที่ไหนมา กระทำ การให้ทันแก่ความต้องการได้รวดเร็วดังนี้ เห้งเจียจึงเล่าให้ฟังตามที่ได้กระทำมา ทุกประการ อาจารย์กับศิษย์ได้ฟังเห้งเจียเล่า ก็พากันหัวเราะทุกคน เวลากำลัง เดินอยู่นั้น และไปข้างหน้าเห็นภูเขาสูงเทียมเมฆขวางหน้าอยู่ พระถังซัมจังยอ ม้าให้หยุด ชี้บอกว่าสานุศิษย์ลงดูข้างหน้านั้น มีภูเขาสูงงพวกเราจงระวังให้ดี เห้งเจีย ได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงพูดว่าพระอาจารย์จงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะป้องกัน รักษามิให้เป็นอันตราย พระถังซัมจั้งพูดว่าท่านอย่าว่าไม่เป็นไร อาตมาคิดดูที่ยอด เขาสูงนั้นมีหมอกฟุ้งขึ้นสำแดงอาการว่าเป็นไอร้าย ใจคออาตมภาพไม่สบายให้ หวาดหวั่น เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระอาจารย์เห็นจะลืมพระคาถาของพระโอเช้า เสียแล้วหรือ พระถังซัมจังว่ายังจำไว้ไม่ลืม เห้งเจียว่าถึงจำได้ก็จริงแต่คำอรรถ คาถาสี่บทนั้นเห็นจะจำไม่ได้ พระถังซัมจั้งถามว่าคาถาสี่บทนั้นอย่างไร เห้งเจีย จึงอ่านคำอรรถขึ้นว่า ฮุดตัวเล่งซัวบ๊อกอ้วนคิ้ว เล่งซัวจี้ตัวนี้ซิบเท้า นั้ง ๆ อู๋ไก้ เล่งซัวถะเอ้ชีวบทที่หนึ่งแปลว่าพุทธอยู่ยังเขาเล่งซัวอย่าหาไกล บทสองว่าเขา เล่งซัวอยู่ที่หัวใจท่าน บทที่สามว่าทุก ๆ คนก็มีเจดีย์เล่งซัว บทที่สี่ว่าหากได้ดีก็ บวชให้เจดีย์เล่งซัว พระถังซัมจังจึงพูดว่ามิใช่จะไม่รู้เมื่อไร แม้ว่าเราทั้งหลาย อาศัยคาถาสี่บทนี้ รักษาธรรมร้อยหมื่นคำภีร์ก็จะต้องรักษาจิตเป็นต้น เห้งเจีย พูดว่าการทั้งนั้นไม่ต้องแสดงจิตบริสุทธิ์สว่างใส จิตสำรวมลงเป็นหนึ่ง สารพัดจะ ใสสะอาดทั้งสิ้น ถ้าปล่อยให้เคลื่อนคลาดเพราะความเกียจคร้าน ร้อยพันหมื่นปี ก็จะไม่สำเร็จได้ จะต้องอาศัยความตั้งจิตตรงอย่างเดียว วัดลุ่ยอิมยี่ก็อยู่ต่อจักษุ นั้นเองทำจิตครั่นคร้ามหวั่นหวาดสะทกทะท้านอยู่เหมือนอาจารย์ดังนั้น มรรคผล ก็ไกลวัดลุ่มอิมยี่ก็ไกล อาจารย์อย่ามีความสงสัยเคลือบแคลงจจตั้งจิตตามข้าพเจ้า ไปเถิด พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงให้ฟังดังนั้น จิตใจก็ค่อยสว่างหายความ วิตกวิจารณ์ทุกข์ร้อน อาจารย์กับศิษย์สี่คนก็ตั้งหน้าพากันเดินไป มาประเดี้ยวก็ ขึ้นเขา เวลากำลังเดินอยู่ก็ได้ยินเสียงลมพัดมาดังอู้ ๆ พระถังซัมจั้งตกใจร้องว่า ลมเกิดแล้ว เห้งเจียพูดว่าลมก็มีต่าง ๆ กันทั้งสี่ฤดูจะวิตกหวั่นหวาดกลัวอะไรแก่ ลมเล่า พูดยังไม่ทันจะขาดคำลง แลไปก็เห็นหมอกที่ยอดเขาฟุ้งขึ้นออกกลุ้ม เห้งเจีย ร้องว่าอย่าวุ่นวายนิมนต์อาจารย์ลงจากม้าก่อน น้องทั้งสองคอยรักษาอาจารย์ไว้ ให้ดีพี่จะไปดูก่อนจะมีเหตุร้ายดีประการใด เห้งเจียเหาะขึ้นไปกลางอากาศเอามือ ป้องหน้าเหนือคิ้ว สอดตาพิเคราะห์ดูลงไปที่เนินเขา ก็เห็นที่ข้างเพิงเขาที่ลาดมี ปิศาจยักษ์ใหญ่นั่งอยู่ท่ามกลาง ปิศาจน้อย ๆ ห้าหกสิบตน ปิศาจยักษ์กำลังเป๋า มนต์แผลงฤทธิ์พ่นเป็นหมอก เห้งเจียคิดว่าถ้าเราจะเอากระบองกระทุ้งถูกมัน ตายก็จะได้ แต่หากจะเป็นที่ครหาติเตียนได้ว่าเราลอบทำร้ายเขา ไม่กล้าสู้ตรง หน้าอย่าเลยเราจะกลับไปให้โป๊ยก่ายมาต่อสู้แก่มันดูก่อน แม้ว่าโป๊ยก่ายจะไม่พอ ใจมารบสู้แก่ ปิศาจ เราก็จะหาอุบายให้มาจงได้ คิดดังนั้นแล้ว ก็ลดลงยังพื้นเดิน มาหาอาจารย์ พระถังซัมจั้งเห็นเห้งเจียกลับมา จึงถามว่าท่านไปดูทีเกิดหมอกนั้น ได้เห็นว่ามีเหตุดีหรือร้ายประการใด เห้งเจียบอกว่าข้าพเจ้าไปดูโดยละเอียดแล้ว ไม่มีเหตุร้ายอะไรที่ไหน พระถังซัมจั้งพูดว่าเห็นจะเป็นดังนั้นจริง ดูความหวาดหวั่น ได้ค่อยคลายลงแล้ว เห้งเจียหัวเราะพูดว่าข้าพเจ้าเคยพิจารณาเหตุการณ์เนื่อง ๆ ก็ไม่ใคร่จะผิด มาครั้งนี้ดูก็ผิดไปมาก ที่หมอกลมเกิดนั้น หากจะมีปิศาจร้ายอะไร สักอย่างหนึ่ง อันที่จริงก็หาใช่ไม่ พระถังซัมจั้งถามว่าไม่ใช่ยักษ์ร้ายก็จะเป็นอะไร เล่า เห้งเจียตอบว่าที่ข้างหน้านั้นไม่สูู้ไกลมีหมู่บ้านคนใจบุญให้ทาน ที่หมอกขึ้น ขาวนั้นคือเขาหุงข้าวนึ่งขนมต้มแกงถวายพระสงฆ์ จึงมีไอควันฟุ้งขึ้นดังนั้นโป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้น จึงมาจับมือเห้งเจียกระซิบถามว่า พี่ไปกิน มาอิ่มแล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าได้กินบ้างแต่ยังไม่อิ่มเพราะกับข้าวเขาทำมันเค็มมาก ไปจึงกินไม่ได้มาก โป๊ยก่ายพูดว่าตามที่เถิดถึงจะเค็มก็ไม่ว่า ขอให้ข้าพเจ้ากินให้ อิ่มท้องก็แล้วกัน เห้งเจียถามว่าเจ้าอยากจะกินหรือ โป๊ยก่ายตอบว่าอย่างนั้นซี ท้องข้าพเจ้าออกจะหิวอยากจะไปกินได้หรือไม่ เห้งเจียพูดว่าโบราณท่านย่อมว่า บิดายังอยู่ไม่ควรจะทำล่วงเกิน อธิบายพระอาจารย์ยังอยู่นีเราจะล่วงไปก่อนได้หรือ โป๊ยก่ายหัวเราะว่าหากพี่ไม่พูดขึ้นข้าพเจ้าก็จะไปได้ เห้งเจียว่าเอาเถอะพี่จะไม่ พูดเจ้าจะทำอย่างไรไปให้ได้ โป๊ยก่ายเข้าใจมีอุบายมาก จึงเดินมาที่ตรงหน้า อาจารย์แล้วพูดว่า พระอาจารย์พี่เห้งเจียแกบอกว่าที่ข้างหน้านั้น มีบ้านคนใจบุญ สุนทานเลี้ยงพระ พระอาจารย์จงดูม้าไว้ข้าพเจ้าจะไปดูบางทีจะมีหญ้า ถ้ามีข้าพเจ้า ก็จะเกี่ยวมาให้ม้ากินจะไม่เสียเวลา ๆ นี้หมอกนั้นก็สงบแล้ว อาจารย์รอนั่งสัก ประเดี๋ยว ข้าพเจ้ากลับมาแล้วพระอาจารย์จึงเข้าไปบิณฑบาตฉันต่อทีหลัง พระ ถังซัมจั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นก็มีความยินดี จึงพูดว่าไปมาเร็ว ๆ จงระไวระวัง ให้มาก ๆ อย่างประมาท โป๊ยก่ายดีใจหัวเราะแล้วก็ออกเดิน เห้งเจียเดินตามไป สั่งว่า ที่บ้านเลี้ยงพระสงฆ์นั้น ล้วนแต่รูปร่างงาม ๆ รูปร่างไม่หยาบช้าเช่นรูปเจ้า น้องจงแปลงกายให้สวยงามไปจึงจะดี โป๊ยก่ายก็เชื่อเห้งเจียจึงเดินเข้าแอบที่ ซะวากเขา ร่ายพระเวทย์คาถาแปลงกายเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ยท้องโต มือถือประคำเดินมาปากก็ภาวนาพลาง แต่หาใช่พระธรรมไม่ บ่นว่าบ้านคนใจบุญ เลี้ยงพระสงฆ์เท่านั้นฝ่ายปิศาจ เรียกลมเรียกหมอกกลับแล้วก็สั่งบริวารให้ไปตั้งกองสกัดปากทาง คอยคนเดินทางมาถึงที่นั้นจะได้จับเอาตัวไว้ฝ่ายโป๊ยก่ายรื่นเริงในใจเดินมาประเดี้ยวหนึ่งก็ถึงที่พวกปิศาจตั้งกองสกัดอยู่ พวกปิศาจแลเห็นก็กรูกันเข้าล้อมจับโป๊ยก่าย โบ๊ยก่ายร้องว่าไว้ให้เรากินเลี้ยง พระสงฆ์ก่อน พวกปิศาจถามว่าจะไปกินเลี้ยงที่ไหน โป๊ยก่ายพูดว่าพวกชาวบ้าน แกเลี้ยงพระสงฆ์มิใช่หรือ พวกปิศาจว่าเจ้ายังไม่รู้สึกพวกเราจะมาคอยกินเนื้อ พระสงฆ์ ใครจะเลี้ยงพระสงฆ์ที่ไหน พวกปิศาจสำแดงเหตุต่อไปว่า พวกเราสำเร็จ ภาคเป็นเซียนอยู่ในที่นี้ ตั้งใจคอยจับพระสงฆ์เอาไปถึงที่อยู่แล้วล้างใส่กระทะต้ม ให้สุกจะได้สู่กันกิน เจ้ากลับจะมากินเครื่องเลียงอีกหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจพูด ดังนันก็ให้คิดแค้นเห้งเจียว่า อ้ายเป๊กเบ๊อนคนนี้ไม่มีดีจริง ๆ มันหลอกเราว่าที่ตรงนี้ เขาเลี้ยงพระสงฆ์ อันความจริงก็คือที่รังปิศาจนั่นเองพวกปิศาจก็รีบจับดึงไป โป๊ยก่ายทนไม่ได้ก็กลับเป็นรูปเดิม ซักคราดเหล็กออกสับฟาดถูกพวกปีศาจแตก กระจายไปทั้งสิ้น พวกปิศาจบริวารก็วิ่งไปบอกแก่นายของตนว่า บัดนี้มีพวกพระ สงฆ์องค์หนึ่งเดินมา พวกข้าพเจ้าเข้าจับไว้แล้วจะเอามาต้มแกงกินเนื้อมัน ไม่รู้เลย ว่ามันแปลงกายได้ มันมีอาวุธไล่สับฟันพวกข้าพเจ้าต้านทานไม่ไหวต้องหลบหนีฝ่ายปิศาจใหญ่ได้ฟังบ่าวบอกดังนั้นจึงถามว่า มันเปลี่ยนแปลงกายได้อย่างไร พวกบริวารบอกว่าแปลงเป็นรูปคนมีปากยาวใบหูใหญ่มีขนที่ท้ายทอยรุงรังสอง มือถือคราดเหล็ก พวกข้าพเจ้าเห็นมีกำลังวังชาเชี่ยวชาญมาก ก็พากันวิ่งหนี กลับมาบอกไต้อ๋องให้ทราบ ปิศาจใหญ่ได้ฟังก็จับเครื่องมือถือสากเหล็กอันหนึ่ง เดินออกไป เห็นโป๊ยก่ายรูปร่างหยาบคายน่าเกลียด จึงร้องตวาดถามว่าเจ้ามา จากไหนชื่อเรียงเสียงไรบ้านช่องอยู่ที่ไหนจงรีบบอกมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตให้เจ้า โป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วตอบว่า อ้ายลูกแก้วเองจำปู่ตาไม่ได้แล้วหรือ เราคือ เป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจัง พระอนุชาของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ นามเราชื่อ ว่าตือโป๊ยก่ายเจ้าไม่รู้หรือ ปิศาจว่าอ่อเจ้าเข้าเป็นสานุศิษย์ถังซัมจั้งหรือข้าเข้าใจ แล้ว เราได้ยินว่าเนื้อถังซัมจั่งกินอร่อยนัก เจ้าอย่าหนีไปจงดูสากเหล็กนี้ก่อน โป๊ย ก่ายได้ยินดังนั้นก็เตรียมตัวเข้มแข็งแล้ว ก็เข้ารบกับปิศาจ ปิศาจก็ร้องให้บริวาร ล้อมจับโป๊ยก่าย พวกบริวารปิศาจได้ยินนายสั่งดังนั้น ก็เข้ากลุ่มรุมกันอยู่ฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังพระอาจารย์นึกถึงโป๊ยก่ายเผลอไปก็หัวเราะขึ้น ซัว เจ๋งถามว่าพี่หัวเราะอะไรที่ไหน เห้งเจียบอกว่าอ้ายโป๊ยก่ายอ้ายชาติตะกละ ได้ยิน พูดถึงของกินมันก็อยาก พี่จึงหลอกให้มันไป ๆ ก็นานแล้วยังไม่เห็นกลับมา หากว่า มันรบกับปิศาจได้ชัยชำนะก็คงกลับมาก็จะมีความชอบว่ารบชนะปิศาจ ถ้าหาก มันแพ้แก่ปิศาจ ปิศาจจับไปได้ไม่รู้ว่ามันจะบ่นด่าพี่สักกี่กระบุง เห้งเจียพูดดังนั้น แล้วจึงกำซับซัวเจ๋งว่าน้องอย่าพูดให้อาจารย์รู้เหตุ พี่จะไปตามดูโป๊ยก่ายจะเป็น ประการใด เห้งเจียสั่งซัวเจ็งแล้ว ก็ถอนขนที่ท้ายทอยออกหนึ่งเส้น เสกให้เป็น รูปเห้งเจียปลอมนั่งอยู่ข้างหลังอาจารย์ แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศแลไปดูเห็นพวก ปิศาจกำลังล้อมโป๊ยก่ายอยู่ท่ามกลาง เพลงอาวุธดูถ้าจะเกะกะไม่ได้การ เห้งเจีย เห็นดังนั้นก็ลดลงกับพื้นร้องบอกโป๊ยก่ายว่าพี่มาแล้วอย่าวิตก โป๊ยก่ายได้ยินเสียง ก็จำได้ว่าเห้งเจีย ก็เกิดกำลังขึ้นทันที ตรงเข้าฟาดฟันโดยความกล้าหาญ ฝ่าย ปิศาจไต้อ๋องเห็นโป๊ยก่ายรบรุกกระชั้นเข้ามารอรับไม่อยู่ก็พาพวกบริวารถอนหนีไป ยังสำนัก เห้งเจียเห็นปิศาจพ่ายแพ้ไปแล้วก็มิให้โป๊ยก่ายเห็นตัวเลยเหาะกลับมายังที่ โป๊ยก่ายมีชัยชนะปิศาจแล้วก็กลับมาหาอาจารย์ ปากจมูกน้ำมูกน้ำลายไหล ยืดยาดเป็นฟอง เหงื่อก็ไหลออกโทรมตัวหายใจกระหืดกระหอบวิ่งกลับมาถึร้อง เรียกอาจารย์พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่า โป๊ยก่ายไปเกี่ยวหญ้าม้า ทำไมจึงมีกิริยาวุ่นวายกลับมาดังนี้ โป๊ยก่ายทิ้งคราดลงกับพื้นแล้วทุบอกกระทีบ เท้าพูดว่า พระอาจารย์จะพูดออกมาก็อายตาย พี่เห้งเจียแกทำหลอกข้าพเจ้าว่า ข้างหน้านั้นมีบ้านคนใจบุญ ที่มีหมอกขึ้นขาวนั้นคือเขาต้มหุงนึ่งขนมถวายพระสงฆ์ ในท้องข้าพเจ้ามีความหิวโหยคิดจะได้กินก่อน จึงได้เอาเหตุหญ้านั้นเป็นประธาน ไม่รู้เลยว่าเป็นที่ปีศาจมันพากันล้อมข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าบุกบั่นสู้รบกับปิศาจพักหนึ่ง หากไม่มีพี่เห้งเจียตามไปร้องเรียกให้เกิดกำลัง ที่ไหนเลยข้าพเจ้าจะลอดพ้นแห อวนมาได้ เห้งเจียยืนอยู่ข้างหลังหัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายชาติหมูพูดเลอะเทอะ หากเจ้าไปเที่ยวทำหัวขโมยเอาความร้ายมาใส่ให้ผู้อื่นดังนั้นหรือ ข้านั่งเฝ้ารักษา พระอาจารย์อยู่ยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปข้างไหนพระถังซัมจั่งจึงพูดว่าเห้งเจียนั่งอยู่ กับอาตมาที่นี่ ทำไมจึงว่าเขาไปข้างไหน โป๊ยก่ายกระโดดมาพูดว่าพระอาจารย์ ไม่เขาใจ พี่เห้งเจียแกมีตัวแทนได้ พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่ามีตัวแทนได้จริง ดังนั้นหรือ เห้งเจียไม่กล้าจะปดจึงว่าจริง ข้าพเจ้าเห็นว่าปิศาจไม่สู้รุนแรงมันไม่ สามารถจะทำร้ายพวกเราได้ จึงหลอกให้โป๊ยก่ายไปก่อน เห้งเจียพูดว่าจึงเรียก โป๊ยก่ายมาสั่งว่า จะมอบให้น้องเป็นคนตรวจดูพวกเราจะรักษาป้องกันอาจารย์ ข้ามที่ดุร้ายฉุกเฉินดังคุมพลทหารฉะนั้น โป๊ยก่ายถามว่าคุมพลทหารอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่สู้เข้าใจแน่ขอพี่ชี้แจงให้เข้าใจก่อน เห้งเจียพูดว่าน้องต้องออกหน้า เช่นทหารทัพหน้านำทางและนำพล บางทีจะมีผีและยักษ์ร้ายมากั้นกางน้องเข้า รบปะทะหน้าชนะปิศาจได้จะคิดความชอบให้น้องเป็นที่หนึ่ง โป๊ยก่ายได้ฟังเห้งเจีย พูดดังนั้น ก็ตรึกตรองอยู่ในใจว่า ปิศาจนั้นฝีมือก็ไม่เกินเราไปได้ จึงรับแก่เห้งเจีย ว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะขอรับนำทางเองเห้งเจียจึงนิมนต์อาจารย์ขึ้นม้า ซัวเจ๋ง หาบของตามหลังโป๊ยก่ายออกนำหน้าเดินขึ้นเขาฝ่ายปิศาจรบแพ้โป๊ยก่ายแล้วก็หนีกลับไปยังที่ ขึ้นนั่งบนแท่นหินไม่พูดจาว่า กระไร พวกบริวารจึงเข้ามาถามว่า ทุก ๆ ครั้งออกไปกลับเข้ามาย่อมมีความรื่นเริง วันนี้กลับเข้ามาทำไมจึงมีแต่ความโศกเศร้าดังนี้ ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดแก่บริวารว่า เราเคยทุก ๆ ครั้งออกไปเที่ยวตามภูมิเขาไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ คงได้กินเนื้อเล่น ตามสบายใจ วันนี้เราออกไปบังเอิญไปพบคนซึ่งคู่ต่อสู้กันพวกบริวารถามว่า คู่ ต่อสู้แก่ไต้อ้องนั้นคือใครที่ไหน ปิศาจไต้อ๋องบอกว่าคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่ง อยู่เมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ณ ประเทศไซที คนนั้นชื่อว่าตือ โป๊ยก่าย ถือคราดเหล็กเป็นอาวุธ เราต่อสู้ไม่ไหวจึงได้หนีมา เรายังมีความร้อน ใจด้วยได้ยินว่าพระถังซัมจังบวชเรียนบริสุทธิ์มาสิบชาติแล้ว หากผู้ใดได้กินเนื้อ เธอก้อนหนึ่ง อายุจะยืนยาวไปได้ช้านาน เข้าใจว่าถ้าเธอมาถึงเขานี้ก็จะได้จับต้มกิน ไม่รู้ว่าเธอมีสานุศิษย์มีฝีมือเชี่ยวชาญดังนี้ พูดยังไม่ทันจะขาดคำลง ในหมู่บริวาร นั้นมีปิศาจตนหนึ่งพูดขึ้นว่า ไต้อ้องพูดว่าจะใคร่กินเนื้อถังซัมจั้งนั้นเห็นจะไม่สำเร็จ ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจะไม่สำเร็จ ปิศาจน้อยตอบว่าหากสำเร็จได้พระถังซัม จังก็จะมิได้มาถึงนี่ พวกปิศาจยักษ์ร้ายทั้งหลายในที่อื่น ๆ ก็คงจะกินเสียแล้ว พระถังซัมจั่งเธอมีศิษย์สามคน คนที่หนึ่งชื่อซึงหงอคง คนที่สามชื่อซัวเจ๋ง คนที่ สองซึ่งมารบแก่ไต้อ๋องนั้นชื่อตือโป๊ยก่าย ไต้อ๋องถามว่าฝีมือซัวเจ๋งกับตือโป๊ยก่าย ใครจะดีกว่ากัน พวกปิศาจบริวารบอกว่า แพ้กันไม่ไกล ไต้อ๋องถามว่าสองคนนี้ กับเห้งเจียใครจะดีกว่ากัน ปิศาจบอกว่าข้าพเจ้าไม่อาจจะบอกได้ ซึ่งเห้งเจียนั้น มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยขึ้นไป บนสวรรค์ทำสงครามแก่เทพบุตรทั้งหลาย หมู่เทพยดาไม่มีผู้ใดจะต่อต้าน ทำไม ไต้อ๋องจะอาจกินเนื้อถังซัมจั้งได้ ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเหตุใดเจ้าจึงรู้ได้โดยละเอียด ดังนี้เล่า ปิศาจน้อยตอบว่า เดิมข้าพเจ้าเคยอยู่ที่เขาชื่อท่อซัวถ้ำชือท่อต้อง ไต้อ้อง ซือท่อคือพระยาสิงโตเธอไม่รู้ร้ายดีอยากจะกินเนื้อถังซัมจัง ถูกมือเห้งเจียเอา กระบองเหล็กตีรุกเข้ามาในถ้ำประตูและหลังหอหน้าต่างหักพังทลายละเอียดไป ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงได้หนีออกทางประตูข้างหลัง จึงได้รอดชีวิตมาอาศัยอยู่กับไต้ อ้องจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้ทราบเรื่องโดยละเอียดดังนี้ ปีศาจไต้อ๋อง ได้ฟังบริวารชี้แจงให้ฟังดังนั้น ก็มีจิตหวั่นครั่นคร้าม ในขณะนั้นมีปิศาจน้อยตน หนึ่งพูดขึ้นว่าไต้อ๋องอย่ามีความวิตกเลย แม้ว่าได้อ๋องอยากกินเนื้อถังซัมจั่งแล้ว ข้าพเจ้าจะคิดจับตัวให้จงได้ ไต้อ๋องถามว่าเจ้ามีสติปัญญาความคิดอย่างไรจึงจะ สามารถจับพวกถังซัมจั้งได้ ปิศาจน้อยตนนั้นจึงชี้แจงว่า ข้าพเจ้ามีกลอุบายอยู่ ประการหนึ่งเรียกว่า ปุนเปียนบ้วนฮวยเก๋ย ปิศาจไต้อ๋องถามว่าแปลว่ากระไรจึง เรียก ปุ่นเปียนบ้วยฮวยเก้ย ปิศาจน้อยตอบว่า ในหมู่บริวารของเรานี้ เรียกมา ให้พร้อมกันแล้วเลือกคัดเอาสักสามคน ให้เข้าใจในการแปลงกายได้แปลงปลอม ให้เหมือนรูปไต้อ๋องทั้งสามคนแล้ว ถือสากเหล็กทั้งสามคน ไปซุ่มคอยดักอยู่ตาม ทางให้คอยเข้ารบกับเห้งเจียคนหนึ่ง รบกับโป๊ยก่ายคนหนึ่ง รบกับซัวเจ็งคนหนึ่ง สามคนแยกกันรบกับพี่น้องให้ออกคนละต่างหากกันแล้ว ฝ่ายไต้อ๋องอยู่กลาง อากาศเอื้อมมือลงมาจับเอาถังซัมจั๋งไปจะยากอะไร เปรียบเหมือนล้วงของในถุง ฉะนั้น ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี พูดว่าความคิดอันนี้ดีจริง ถ้าจับ ถังขัมจั้งได้เราจะตั้งให้เป็นเซียนฮองแม่ทัพหน้า จึงสั่งให้ประชุมบริวารในถ้ำมา พร้อมกัน คัดเลือกได้สามคนในการที่เปลี่ยนแปลงกายได้ จึงให้แปลงเป็นไต้อ๋อง ถือสากเหล็กทั้งสามคน ให้ไปคอยดักซุ่มอยู่ตามทางเสร็จแล้วฝ่ายพระถังซัมจั้งจิตใจก็ใสบริสุทธิ์เดินตามหลังโป๊ยก่ายขึ้นเขามา เดินมาได้ สักครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้ามาจะจับตัวพระถังซัมจั่ง เห้งเจียแลไปที่ข้างทางเขาแลเห็นจึงร้องว่า ปิศาจยักษ์มาแล้วเหตุใดไมรีบลงมือ เล่า โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ชักคราดออกฟาดฟันปิศาจ ปิศาจก็ถือสากเหล็กเข้า ต่อสู้แก่โป๊ยก่าย ต่างรบกันชุลมุนอยู่ที่ข้างเนินเขา แลเห็นปิศาจอีกตนหนึ่งอยู่ใน พุ่มไม้ กระโดดออกมาร้องตวาดด้วยเสียงอันดังตรงเข้าไล่จับพระถังซัมจั๋ง เห้งเจีย แลเห็นจึงร้องว่าโป๊ยก่ายทำไมจึงปล่อยให้ปิศาจมาจับอาจารย์ดังนี้เล่า เห้งเจียจึง ซักกระบองออกจากหูสกัดตีปิศาจ ปิศาจก็ไม่พูดจาว่ากระไร ถือสากเหล็กเข้ารบ กับเห้งเจียอยู่ที่ข้างทาง เห้งเจียกำลังรบอยู่ข้างนี้ก็ได้ยินเสียงข้างหลังเขามีปิศาจ ออกมาสกัดจับพระถังซัมจังอีกตนหนึ่งซัวเจ๋งเห็นดังนันก็ตกใจจับพลองเหล็ก ออกไปสกัดไว้ ปิศาจปลอมก็เข้ารบกับซัวเจ๋งตามอุบายที่คิดกันไว้ รบกันชุลมุน วุ่นวายทั้งสามคน ปิศาจรบพลางล่อพลาง ซัวเจ๋งไล่ออกห่างพระถังซัมจั้งฝ่ายปิศาจไต้อ้องอยู่บนอากาศ เห็นพระถังซัมจังนั่งอยู่บนหลังม้าแต่ผู้เดียว จึงยื่นมือลงมาจับรวบเอาพระถังซัมจั้งไปได้ แล้วก็รีบเหาะกลับไปยังถ้ำ แล้วก็ เรียกปิศาจน้อยที่คิดอุบายให้นั้น ให้เป็นเซียนฮองในทันใดนั้นฝ่ายปีศาจน้อยพูดถ่อมตัวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเป็นเซียนฮองได้ ปิศาจ ไต้อ๋องจึงพูดว่า เราได้ลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะตั้งให้เป็นเซียนฮอง ดุจดังผ้าขาว ย้อมสีดำจะกลับได้ที่ไหน พวกเจ้าจงไปจัดแจงล้างหม้อและกระทะให้สะอาด แล้ว จงต้มถังซัมจั้งให้สุกเราจะได้สู่กันกินคนละก้อน อายุพวกเราจะได้ยืนอยู่ตั้งหมื่น ปีมิได้รู้จักแก่เฒ่า ปิศาจเซียนฮองจึงห้ามว่า อันพระถังซัมจั้งนั้นไต้อ๋องไม่ควรกิน ปิศาจไต้อ๋องพูดว่า ก็จับมาได้แล้วเหตุไฉนจะไม่ควรกินอีกเล่า ปิศาจเซียนฮองพูดว่า ถ้าไต้อ๋องจะกินเนื้อถังซัมจั้งแล้วต้องระวัง คือโป๊ยก่ายซัวเจ้งไม่สู้กระไรนัก สำคัญ ที่สุดเพียงเห้งเจียนั้นร้ายแรงเหลือเกิน เธอรู้เข้าแล้วก็จะมารบแก่พวกเรา จะเอา ตะบองเหล็กกระทุ้งยอดเขาให้ทะเล ภูเขาก็จะแยกทลายออกไป พวกเราก็จะไม่มี ที่อยู่อาศัย ปิศาจไต้อ๋องจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะทำประการใดดี เซียนฮองจึง พูดว่าถ้าหากตามความคิดของข้าพเจ้านั้น ต้องเอาถังซัมจั้งไปมัดไว้กับต้นไม้ที่ลับ หลังสวน รอสักสามวันถ้าสานุศิษย์เธอไม่มาตามแล้ว เวลานั้นเราจึงค่อยเอา ถังซัมจั้งมาต้มแกงกินให้สบายใจ ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังเซียนฮองแนะนำดังนั้นก็พลอย เห็นชอบไปด้วย จึงสั่งให้พวกบริวารเอาตัวถังซัมจั้งไปไว้ที่หลังสวนตามความคิด ของเซียนฮองฝ่ายพระถังซัมจั้งต้องมัดทรมานอยู่กับต้นไม่ คิดขึ้นมาถึงตนก็ร้องไห้คร่ำ ครวญว่า สานุศิษย์เอ๋ยเจ้าทั้งสามมัวรบอยู่กับปิศาจข้างโน้น เรามาต้องรับทุกข เวทนาอยู่ข้างนี้ วันใดจะได้พบกันอีก คิดไปดูเห็นเราจะสิ้นชีวิตเสียในครั้งนี้เป็น แน่ กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ดังนั้น ได้ยินเสียงคนร้องเรียกถามอยู่บนต้นไม้ว่า ท่านพระสงฆ์ท่านมาแล้วหรือ พระถังซัมจั้งร้องถามไปว่า ท่านที่มาเรียกถามนั้น อยู่ที่ไหนคือใคร คนนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าคนตัดฟืนขาย ปิศาจมันจับมามัดไว้ได้ สามวันแล้ว มันจะต้มกินเนื้อข้าพเจ้าวันใดก็ยังไม่รู้ พระถังซัมจังพูดว่า ถึงท่าน ไซอิ๊ว ๗๒๘ จะตายในวันนี้ก็ไม่มีห่วง เพราะจะตายไปแต่ผู้เดียวไม่เป็นห่วงอะไร แต่อาตมาจะ ตายไม่สะดวก คนตัดฟืนถามว่าท่านเป็นคนบวชเรียน และเป็นสงฆ์ทำไมจะตาย ไม่สะดวกเล่า พวกถังซัมจั้งว่า อาตมาจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะได้ รับคำสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปนมัสการพระพุทธเจ้ารับพระไตรปิฎกไป ทำพิธีสวดกุศล ช่วยโปรดสัตว์ในเมืองนรกที่ไม่มีญาติให้พ้นทุกข์ อาตมภาพจะ เอาชีวิตมาทิ้งเสียดังนี้ จะมิได้สำเร็จประโยชน์อันใหญ่หรือ พวกผีที่ตายในการ ข้าศึกยังมิได้ผุดเกิดนั้น จะไม่ตั้งใจคอยหรือ จะเสียการไปทั้งสิ้นจะตายสะดวก ที่ไหนได้เล่า คนตัดฟืนจึงพูดว่า ท่านเป็นสงฆ์ก็ห่วงถึงการดังนั้นก็จริงแล้ว แต่ ข้าพเจ้าก็แสนจะซ้ำใจ ด้วยตั้งแต่เล็กมาบิดาก็ตาย อยู่กับมารดาก็ขัดสนจนยาก ต้องตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิตตัวกับมารดาเท่านั้น ปีนี้มารดาอายุก็แปดสิบสามแล้ว มีแต่ ข้าพเจ้าผู้เดียวหาเลี้ยงมารดาอยู่ แม้ข้าพเจ้าตายเสียแล้วใครจะหาเลี้ยงต่อไปเล่า พระถังซัมจั้งได้ฟังคนตัดฟืนก็ยิ่งมีความเศร้าโศกทวีมากขึ้นอีก จึงพูดแก่คนตัดฟืนว่า เมื่อคิดไปแล้วก็ยิ่งแสนเวทนา ท่านห่วงถึงมารดา ข้าพเจ้าห่วงถึงเจ้านายที่มี พระคุณอันยิ่ง พูดดังนั้นแล้วก็พากันร้องไห้ไม่หยุดกันทั้งสองคนฝ่ายเห้งเจียรบกับปิศาจที่เนินเขา ปิศาจแพ้แล้วก็หลบหนีไป เห้งเจียหันกลับ มาหาพระอาจารย์ก็ไม่เห็นอาจารย์ ยังเหลือแต่ม้ากับถุงย่าม เห้งเจียตกใจก็ยก หาบจูงม้าไปเที่ยวหาอาจารย์ออกรอบเขาก็มิได้พบปะอาจารย์ แลไปเห็นโป๊ยก่าย วิ่งกระหืดกระหอบมาถามว่า พี่ร้องเรียกข้าพเจ้าหรือ เห้งเจียบอกว่าอาจารย์ หายไปข้างไหนก็ไม่รู้น้องได้พบปะบ้างหรือไม่ โป๊ยก่ายบอกว่าข้าพเจ้าตั้งใจเป็น สานุศิษย์ตามพระถังซัมจั้งมา พี่หลอกตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นนายทหารหน้า ไต้เจียง กุนอะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจออกกำลังไม่คิดแก่ชีวิตรบแก่ปิศาจจนมันพ่ายแพ้ไป แล้วจึงได้กลับมานี่ พระอาจารย์นั้นพี่กับซัวเจ็งเฝ้ารักษาอยู่ บัดนี้หายไปจะกลับ มาถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรู้ว่ากระไร พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นซัวเจ๋งกลับมา เห้งเจียจึงถามซัวเจ้งว่าพระอาจารย์ไปข้างไหน ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองเซ่อปล่อยให้ ปิศาจมาจับอาจารย์ ข้าพเจ้าออกต้านทานรบแก่ปิศาจ พระอาจารย์ก็นั่งอยู่บน หลังม้า เห้งเจียได้ฟังกระทึบเท้าแล้วพูดว่า พวกเราถูกอุบายของปิศาจเสียแล้ว ซัวเจ็งถามว่ากลอุบายอะไร เห้งเจียพูดว่ากลอย่างนี้เรียกว่าแบ่งแยกดอกสารภี มันทำอุบายล่อเราน้องให้รบแยกกันออกพ้นไปแล้ว มันจึงเข้าจับพระอาจารย์เราไป แต่คงจะอยู่ในภูเขานี้เองเราพากันไปเที่ยวค้นหาอย่าให้ช้า พูดดังนั้นแล้วทั้งสาม คนก็พากันเที่ยวค้นหา เดินมาก็เห็นที่ตีนเขามีประตูน้ำ บนประตูมีศิลาจารึก อักษรใหญ่แปดอักษรคือเขาอิ้มบู้ซัว ถ้ำจี้ขี้เลียนฮ่วนต้อง เห้งเจียจึงบอกให้โป๊ยก่าย ลงมือ ที่ในถ้ำนี้เป็นที่ปิศาจอาศัยอยู่เป็นแน่แล้วอาจารย์ก็คงจะถูกมันขังอยู่ในนี้ด้วย โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น ก็เอาคราดเหล็กสับเข้าที่ประตูถ้ำกระชากทลายออกเป็นรู ใหญ่แล้ว จึงตะโกนเรียกว่าอ้ายพวกมารร้าย มึงจงรีบเอาอาจารย์กูออกมาส่งโดย เร็ว หาไม่ชีวิตมึงจะเป็นอันตรายฝ่ายพวกปิศาจที่เฝ้าประตู ก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอกปิศาจไต้อ้อง ปิศาจไต้อ๋องตกใจ พูดว่าไม่ร้ว่าคนไหนมาพังประตูถ้ำ ปิศาจเซียนฮองพูดว่าไว้ข้าพเจ้าจะออกไปดู จะเป็นประการใดแน่ ปิศาจเซียนฮองก็วิ่งออกมาถึงประตู และไปดูก็เห็นโป๊ยก่าย กำลังแปลงอิทธิฤทธิ์อยู่ จึงร้องบอกแก่ปิศาจไต้อ๋องว่าไม่ต้องวิตกคืออ้ายตือโป๊ยก่าย ไม่สู้กระไรนักวิตกกลัวอยู่แต่ซึงเห้งเจียเท่านั้น โป๊ยก่ายยืนอยูริมนั้นได้ยินปิศาจ พูดจึงบอกแก่เห้งเจียว่า พี่มันไม่กลัวข้าพเจ้ามันกลัวแต่พี่เท่านั้น พี่จงมาแผลง ฤทธิ์ให้มันเห็นเถิด อาจารย์เราคงจะอยู่ในนี้เป็นแน่แล้ว เห้งเจียเข้ามาใกล้ร้องด่า ว่าอ้ายพวกสัตว์เดียรัจฉานมารร้าย ปู่มึงคือซึงเห้งเจียอยู่ที่นี่มึงจงรีบส่งอาจารย์ของ กูออกมาโดยเร็วเถิด จะได้ยกโทษที่มึงทำผิดให้แก่พวกมึงฝ่ายปิศาจเซียนฮอง เมื่อได้ยินและได้เห็นเห้งเจีย ดังนั้นก็ตกใจบอกว่าไต้อ๋อง เห็นจะไม่เป็นการแล้ว เห้งเจียนั้นมาถึงอีกคนหนึ่งแล้ว ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังปิศาจ เซียนฮองบอกดังนั้น จึงพูดแก่ปิศาจเซียนฮองว่า เหตุนี้ก็เพราะเจ้าคิดกลอุบาย จึงได้เกิดภัยร้ายเกี่ยวมาถึงบ้านเรือนดังนี้ ปิศาจเซียนฮองพูดว่าไต้อ๋องอย่าเพ่อร้อน ใจข้าพเจ้าได้ทราบว่าซึงหงอคงนั้นเป็นคนใจโอบอ้อมอารีกว้างขวางมีอัธยาศัยอารี มีฤทธิ์อานุภาพกว้างขวางก็จริง แต่เป็นคนเสียยอไม่ได้คงจะผ่อนผันได้ เราทำเอา ศีรษะปลอมเอาออกไปหลอกว่า อาจารย์นั้นเรากินเสียแล้ว ขอความกรุณาพูด ยกยอให้อ่อนหวานก็คงจะเชื่อถ้าเธอกลับไปแล้วพวกเราจึงค่อยกินเล่นให้สบาย ถ้าหากหลอกไม่ได้เราจึงค่อยคิดต่อไป ปิศาจไต้อ๋องถามว่าเราจะได้ศีรษะคนเก็ที่ ไหนมาหลอกเขาเล่า เซียนฮองตอบว่าข้าพเจ้าจะทำเอาเอง พูดแล้วจึงไปเอาโคน ไม้สนมาถากทำเป็นศีรษะคน แล้วเอาโลหิตสด ๆ มาใส่ไว้ในถาดแล้วให้ปิศาจ บริวารยกออกไปที่ประตูถ้ำ ร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียไต้เซียขอท่านจงได้ระงับโทสะ ก่อน ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบ เห้งเจียได้ยินพวกปีศาจเรียกยกยอว่าเป็นไต้ เซียดังนั้นก็มีความยินดี จึงร้องห้ามโป๊ยก่ายว่าอย่าเพ่อวุ่นวายก่อน คอยฟังมัน จะพูดจาว่ากระไร ปิศาจจึงบอกว่าขอท่านไต้เซียได้ทราบ อาจารย์ของท่านนั้น ไต้อ๋องนายข้าพเจ้าจับมาไว้ในถ้ำ พวกบริวารมิได้รู้ว่าดีชั่วประการใด พากันมา กัดกินเนื้อเสียแล้วยังเหลือแต่ศีรษะเท่านั้น เห้งเจียพูดว่าหากกินเสียแล้วก็ช่างมัน เถิด จงรีบเอาศีรษะนั้นมาให้เราพิจารณาดูจึงจะเชื่อได้ ปิศาจบริวารก็นำศีรษะเก็ นั้นขว้างออกมาตามรูทะลุนั้น โป๊ยก่ายแลเห็นก็ร้องไห้โฮ เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมู ไม่ดูแลให้แน่นอนก่อน ยังไม่ทันไรก็ร้องไห้ไปก่อน นี่คือศีรษะปลอมมิใช่ศีรษะ พระอาจารย์ มั้นปาออกมาดังเหมือนไม้ ถ้าศีรษะคนจริง ๆ จะดังเสียงอย่างนี้หรือ ถ้าน้องไม่เชื่อพี่จะทำให้ดู จึงยกขึ้นขว้างลงกับศิลาเสียงดังเหมือนเสียงไม้ เห้งเจีย ยกตะบองกระทุ้งลงไปที่หนึ่ง หัวนั้นก็แตกแยกออกเป็นไม้สน โป๊ยก่ายเห็นแก่ตา ดังนั้น ก็ร้องด่าว่าเฮ้ยอ้ายหมู่มารร้ายเดียรัจฉาน มึงเอาอาจารย์กูซ่อนไว้ในถ้ำ เอาไม้สนมาหลอก ตือโป๊ยก่ายปู่ของเอ็งอย่างนี้ได้หรือศีรษะอาจารย์กูทำไมจึง กลายเป็นท่อนไม้ดังนี้เล่า ปิศาจบริวารได้ยินดังนั้นก็ตัวสั้นขนลุกขนพองวิ่งกลับ เข้าไปบอกไต้อ๋องว่ายาก ๆ เสียแล้ว ปิศาจไต้อ๋องถามว่าทำไมจึงยากนักดังนั้นเล่า ปิศาจน้อยบอกว่าตือโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั้นพอจะหลอกได้ แต่เห้งเจียนั้นเป็นคน ฉลาดเฉลียวมากนักเห็นจะหลอกไม่ได้เธอทุบออกดูจึงรู้ว่าศีรษะปลอมนั้นเป็นไม้ ถ้าได้ศีรษะคนจริง ๆ ออกไปให้ดูหากจะเชื่อบ้างเพื่อจะถอยไปเป็นแน่ ปิศาจไต้ อ๋องได้ฟังดังนั้น จึงให้เลือกตัดเอาศีรษะคนสด ๆ ส่งออกไป พวกบริวารได้ศีรษะ แล้วก็เอาใส่ถาดออกไปจึงร้องว่าท่านไต้เซียที่เอามาก่อนนั้นมิใช่หัวจริง ศีรษะนี้ และเป็นศีรษะพระถังซัมจั๋งจริงแล้ว ไต้อ๋องหมายว่าเอาไว้ดูเพื่อกระทำสักการบูชา บัดนี้ขัดไม่ได้ต้องเอาออกมาให้ท่าน ปิศาจน้อยจึงเอาศีรษะคนที่เปื้อนเลือดขว้าง ออกมา เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องไห้โฮ โป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันร้องได้สะอึกสะอื้น โป๊ย ก่ายพูดว่าเรากลั้นน้ำตาไว้ก่อน รอข้าพเจ้าเอาศีรษะไปฝังแล้วจึงค่อยร้องไห้อีกเถิด เห้งเจียพูดว่าน้องว่าดังนั้นถูกต้องแล้ว โป๊ยก่ายก็เข้าอุ้มศีรษะนั้นไว้กับอก แล้ว เดินไปที่เนินเขาวางศีรษะลงแล้ว เอาคราดขุดลงรูหนึ่งเอาศีรษะนั้นวางลงในรูแล้ว เอาดินกลบ ครั้นฝังเสร็จแล้วก็เดินลงที่ริมห้วยหักกิ่งไม้สนสองสามกิ่ง และเก็บ เลือกเอากรวดขาวห้าหกเม็ดเดินกลับมาที่ฝังศพ เอากิ่งสนหักลงข้างริมที่ฝั่งนั้น แล้วเอาเม็ดกรวดขาววางที่หน้าหลุมฝังศพนั้น เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงถามว่ากิ่งสน กับกรวดขาวนั้นจะแปลว่าอะไร โป๊ยก่ายบอกว่ากิ่งสนนั้น สมมุติว่เป็นไม้ช่งปั๊ก เพื่อบังร่มฮวงซุ้ยที่ฝัง กรวดขาวนั้นสมมุติว่าเป็นเครื่องเช่น เพื่อว่าพี่น้องเรามีความ กตัญญู เห้งเจียว่าอย่าทำเล่นให้ช้าการ เห้งเจียสั่งซัวเจ๋งว่าน้องจงเฝ้าม้าและข้าว ของอยู่ที่นี่ พี่จะไปกับโป๊ยก่ายไล่จับอ้ายพวกปิศาจไม่ว่าเล็กใหญ่ฆ่าเสียให้หมด แก้ แค้นให้พระอาจารย์เรา เห้งเจียพูดแล้วก็จับกระบองออกหน้า โป๊ยก่ายถือคราด ตามหลังมา ครั้นเดินมาถึงประตูถ้ำก็มิได้พูดจาว่ากระไร ตรงเข้าตีขนาบเข้าไป พร้อมกัน โป๊ยก่ายช่วยกันสับฟันประตูถ้ำก็พังทลายลงหมดสิ้น แล้วร้องประกาศ ว่าให้เอาชีวิตอาจารย์กูกลับคืนมาให้โดยเร็วฝ่ายพวกปิศาจที่อยู่ในถ้ำก็พากันบ่นด่าเซียนฮองว่าเพราะมันหาเหตุมาจึงได้ เกิดความเร่าร้อนมาถึงพวกเราทั้งสิ้นดังนี้ ปิศาจไต้อ้องถามเซียนฮองว่า บัดนี้จะ คิดอ่านแก้ไขประการใด เซียนฮองตอบว่าคำโบราณท่านย่อมว่าอยากจับปลาใน ตะกร้าจะหนีคาวที่ไหนได้ ซึ่งการล่วงเกินมาถึงเพียงนี้แล้ว อย่างหนึ่งไม่สู้ อย่าง หนึ่งต้องสู้ ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่ง ปิศาจไต้อ้องได้ฟังเซียนฮองว่าดังนั้นก็ยังไม่ ตกลงในใจ จึงพาพวกบริวารน้อยใหญ่ออกไปดูท่าทางแข็งแรง เห้งเจียโป๊ยก่าย เห็นดังนั้น ก็ถอยออกมาหาที่กว้างยืนคอยท่ารับปิศาจอยู่ ครั้นเห็นปิศาจมาใกล้ เห้งเจียจึงร้องตวาดถามว่า อ้ายคนไหนจับอาจารย์กูไป ปิศาจไต้อ๋องมือถือสาก เหล็กร้องตอบว่า เฮ้ยอ้ายพวกสานุศิษย์สงฆ์ เอ็งอย่ามาวุ่นวายแก่เรา เราคือน่ำ ชัวไต้อ๋อง เราอยู่ผาสุกมาในที่ตำบลนี้ช้านานหลายร้อยปีแล้ว อาจารย์ของเจ้าเรา จับมากินเนื้อเสียแล้วเจ้ายังจะว่ากระไรต่อไปหรือ เห้งเจียได้ฟังปิศาจพูดดังนั้น ก็บันดาลโทสะด่าว่าอ้ายมารร้ายจะมีบุญฤทธิ์อย่างไรจึงได้มาพูดอวดอ้างวางโตดังนี พระยูไลท่านท้ายเสียงท่านขงจู้เซี้ยหยิน ท่านเหล่านี้เป็นที่สุดแห่งโลกควรนิยม นับถือบุญฤทธิ์ของท่าน ท่านยังไม่อวดอ้างถึงอย่างนี้ ทำไมกับมึงอ้ายเดียรัจฉาน มาอวดอ้างว่านำซัวไต้อ๋อง ถ้ามึงเก่งจริงมึงอย่าวิ่งหนี จงมาลองกินกระบองของ กูดูสักทีหนึ่งจะได้รู้สึกว่ารสชาติจะเป็นการใด พูดแล้วเห้งเจียก็ยกกระบองขึ้นตี ปิศาจยกสากเหล็กขึ้นรับรบกัน โป๊ยก่ายก็จับคราดตรงเข้าฟาดฟันโดยสามารถเต็ม กำลัง ปิศาจเซียนฮองก็ขับพลปิศาจบริวารเข้าล้อมรบ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงร่าย พระคาถาถอนขนที่บ่าซ้ายมากำมือหนึ่งเป่าไป แปลงเป็นรูปเห้งเจียหลายร้อยหลาย พันตน มือถือกระบองเหล็กทุกรูปตรงเข้าทุบตีพวกปิศาจตายลงนับไม่ถ้วน เห้งเจีย โป๊ยก่ายก็ไล่รุกปิศาจเข้าไปในถ้ำ พวกปิศาจทั้งหลายถูกกระบองเห้งเจีย ถูก คราดโป๊ยก่ายบ้างล้มตายเป็นจุณไปทั้งสิ้น ปิศาจใหญ่ได้อ่องเห็นดังนั้น ก็ตกใจ ไม่คิดที่จะสู้รบ จึงบันดาลเป็นหมอกมืดแล้วก็หนีเข้าถ้ำปิดประตูเสียมิได้ออกมาสู้ รบ ปิศาจเซียนฮองเปลี่ยนแปลงกายไม่ได้ ถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองก็ตายอยู่กับที่ ร่างกายกลายเป็นพังพอนไป เห้งเจียเห็นได้ชัยชนะแล้ว ก็เรียกขนกลับเข้าตัว บอกแก่โป๊ยก่ายว่าอย่าช้ารีบไล่เข้าไปในถ้ำทวงเอาอาจารย์ของเราให้จงได้ เห้งเจียโป๊ย ก่ายพร้อมกันบุกรุกเข้าไปในถ้ำฝ่ายปิศาจครั้นหนีเข้าถ้ำแล้วสั่งพวกบริวารที่ยังเหลือตายให้เอาศิลาถมอุดปาก ถ้ำให้แน่นหนา แล้วก็ไม่โผล่หัวออกมาสู้รบ โป๊ยก่ายเข้ามาถึงประตูร้องตวาด เสียงอึกทึกก็ไม่มีผู้ใดโต้ตอบโป๊ยก่ายก็เอาคราดฟันเข้าที่ประตูทีหนึ่งก็ไม่หวันไหว เห้งเจียจึงร้องห้ามว่าช่างมันเถิด มันไม่ออกมาแล้วเรากลับไปที่ฮวงซุ้ยก่อนแล้ว จึงค่อยคิดอ่านไป พูดดังนั้นแล้วก็พากันกลับไปที่ฝังศีรษะอาจารย์แลเห็นซัวเจ็ง ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ โป๊ยก่ายคิดขึ้นมาก็ร้องไห้นอนลงกับที่ฝังศีรษะเอามือตบดิน แล้วร้องไห้โฮ ๆ เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงห้ามว่าน้องอย่าร้องไห้ไปเลย พวกปิศาจมัน ปิดประตูแน่นดังนี้ คงจะมีทางเข้าออกข้างหลังถ้ำได้เป็นแน่ น้องทั้งสองจงรอ ไซอิ่ว ๗๓๒ คอยพี่อยู่ที่นี่พี่จะไปเที่ยวค้นดู โป๊ยก่ายเช็ดน้ำตาแล้วจึงกำซับเห้งเจียว่าพี่ไปจง ระวังให้ดี อย่าให้มันจับเอาพี่ไปได้อีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งสองจะไม่มีน้ำตาร้องไห้ เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป พูดแล้วก็เดินข้ามเนินเขาไป กำลังเดินมาก็ได้ยิน เสียงน้ำไหลซู่ ๆ เห้งเจียหันหน้าไปดู เห็นน้ำในชะวากหินไหลพุ่งลงในลำห้วย แลไปข้างริมลำห้วยมีช่องน้ำไหลออกมามีสีแดง เห้งเจียเห็นดังนั้นก็นึกแน่ใจว่า ที่ ตรงนี้เองเป็นทางเข้าออกหลังถ้ำ เห้งเจียจึงแปลงกายเป็นหนูน้ำดำตามช่องน้ำเข้าไป ครั้นดำเข้าไปถึงชั้นในได้แล้วก็โผล่ขึ้นดูแลเห็นปิศาจน้อยเอาเนื้อแห้งออกผึ่ง เห้งเจีย คิดในใจว่าอ้ายพวกนี้เห็นจะกินเนื้ออาจารย์เรายังไม่หมด จึงได้เอามาตากดังนี้จำ เราจะแปลงกายเข้าไปดูอ้ายปิศาจไต้อ๋องมันจะทำประการใดคิดแล้วก็ขึ้นจากน้ำ แปลงกาย เป็นแมลงหวี่บินเข้าไปในที่ปิศาจอยู่เห็นปิศาจได้อ้องนั่งอยู่ท่ามกลาง กำลังกระสับกระสายไม่สบาย มีปิศาจน้อยตนหนึ่งเดินเข้าไปบอกปิศาจไต้อ๋องว่า เราได้ร้อยพันหมื่นในความรื่นเริง ไต้อ้องถามว่าความรื่นเริงอยู่ที่ไหน ปีศาจน้อย บอกว่าเมื่อตะกี้นี้ข้าพเจ้าออกไปที่หลังถ้ำเที่ยวเดินตรวจดู ได้ยินเสียงคนร้องไห้ ข้าพเจ้าจึงปืนต้นไม้ขึ้นไปดู เห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งร้องไห้โฮๆ อยู่ที่ฝังศีรษะคน ท่วงที่เธอจะเข้าใจว่าเป็นศีรษะของอาจารย์เธอจริง ๆ จึงได้เอาไปฝังที่ฮวงซุ้ยนั่ง ร้องไห้กันอยู่ดังนั้น เห้งเจียฟังได้ความชัดเจนดังนั้นแล้ว ก็คิดดีใจว่าอาจารย์ของ เราคงจะยังไม่ตาย มันจับซ่อนขังไว้ในนี้เป็นแน่ จำเราจะเที่ยวค้นหาดูจึงจะได้รู้แน่ คิดแล้วก็บินไปข้างทิศตะวนออก แลเห็นที่ตรงนั้นมีประตูเล็กลั่นกุญแจ เห้งเจีย จึงบินลอดเข้าไปที่ในสวนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้แล้วเลยบินเข้าไปที่กลางสวนเห็น ที่โคนไม้ใหญ่ผูกมัดคนไว้สองคน จึงบินเข้าไปใกล้ก็จำได้ว่าพระอาจารย์ เห้งเจีย เห็นดังนั้นก็ดีใจ แปลงกายกลับเป็นรูปเดิมเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นคำนับเรียก ว่าพระอาจารย์ พระถังซัมจั่งเห็นเห้งเจียมา จึงพูดว่าเห้งเจียมาแล้วจงช่วยอาตมา ด้วยเถิด เห้งเจียห้ามว่าพระอาจารย์อย่าพูดเสียงดังคนมีอยู่ข้างนั้นมันได้ยินเข้า ความจะแตกฉาว พระอาจารย์ยังไม่สิ้นชีวิตข้าพเจ้าคงจะช่วยอย่าได้มีความวิตกเลย พูดแล้วเห้งเจียก็บินกลับไปที่หอใหญ่จับอยู่ที่ขื่อเห็นพวกปิศาจกำลังซุลมุนวุ่น วาย มีปิศาจผู้หนึ่งพูดขึ้นว่าวันนี้เราถมประตูถ้ำให้แน่นพวกนั้นทำลายไม่ไหว เอา หัวคนกลับไปฝังไว้และทำเป็นฮวงซุ้ยแล้วก็ร้องไห้กัน เราคอยระวังอยู่คืนวันนี้พรุ่ง นี้มะรืนนี้ ครบสามวันแล้วเราจึงออกตรวจดู หากพวกมันไปแล้วเราจับพระถังซัม จั่งออกมาสับให้ละเอียดใส่เครื่องแกงให้อร่อย แจกกันกินคนละคำให้สนุกจะได้ มีอายุยืนยาว ปิศาจอีกคนหนึ่งพูดว่า ถ้าฉู่ฉี่กินเห็นจะมีรส อีกคนหนึ่งพูดว่าเธอ เป็นคนแปลกประหลาด ดองไว้กินนาน ๆ เห็นจะดีกว่านั้น เห้งเจียจับอยู่บนขื่อได้ ยินดังนั้น ก็โกรธด่าว่าอ้ายพวกเดียรัจฉานอาจารย์กูทำอะไรแก่พวกมึง จึงจะได้ กินเลือดเนื้อและทำต่าง ๆ ดังนี้ เห้งเจียถอนขนที่บ่าซ้ายเสกเป่าไปให้เป็นหนอน หาวนอน จับคนละตัวเข้าในรูจมูกปิศาจไต้อ๋องจามที่หนึ่งแล้ว ก็ล้มลงหลับกรน ครอก ๆ ทั้งนายและบ่าวก็หลับไปหมดทั้งสิ้น เห้งเจียเห็นปิศาจหลับสนิทแล้วก็ลง มายังพื้นกลายกลับเป็นรูปเดิมซักกระบองออกจากหูแล้วก็ตีประตูสวนหักพัง ทลายลง วิ่งเข้าไปเรียกอาจารย์และเข้าแก้มัดให้แล้วก็พยุงให้เดินหนี ได้ยินคนที่ ต้องมัดนั้นร้องเรียกว่า ท่านอาจารย์ช่วยบอกให้สานุศิษย์ของท่านช่วยข้าพเจ้าด้วย พระถังซัมจั่งจึงบอกแก่เห้งเจียว่าจงช่วยแก้ให้แก่คนนั้นด้วยเถิดเห้งเจียถามว่า เขาเป็นอะไร พระถังซัมจั้งบอกว่าเธอเป็นคนตัดฟืนขาย เธอมีความกตัญญมาก มีแม่ลูกสองคนเท่านั้น จงช่วยด้วยอีกสักคนหนึ่งเถิด เห้งเจียจึงเข้าไปแก่มัดให้ พามาพร้อมกันออกทางประตูหลังข้ามพ้นห้วยมาแล้ว พระถังซัมจั้งถามว่าโป๊ยก่าย ซัวเจ็งอยู่ที่ไหน เห้งเจียบอกว่าเธอนั่งร้องไห้ถึงอาจารย์อยู่ข้างนั้น อาจารย์เรียก เธอสักคำหนึ่งก็จะขานรับ พระถังซัมจั่งจึงร้องเรียกว่าโป๊ยก่ายซัวเจ็งอยู่ที่ไหน โป๊ย ก่ายมัวร้องไห้ถึงอาจารย์จิตใจให้มัวหมองพลั้งเผลอ ได้ยินเสียงเรียกออกชื่อจึง เช็ดน้ำตาบอกแก่ซัวเจ๋งว่า พระอาจารย์สิ้นชีวิตแล้ว กลับมาเรียกเราอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เห้งเจียรีบเดินมาถึงก่อนร้องตวาดว่า อ้ายชาติหมูเอ็งว่าวิญญาณสิงอยู่ที่ไหน นี่ ไม่ใช่อาจารย์กลับมาหรือ ซัวเจ๋งแลเห็นก็วิ่งมาคุกเข่าคำนับนมัสการถามว่า พระ อาจารย์ไปทนทุกข์ทรมานอยู่ที่ไหน พี่เห้งเจียแกจึงไปช่วยมาได้ เห้งเจียจึงเล่าต้น สายปลายเหตุให้ฟังทุกประการ โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็ผุดลุกขึ้นเอาคราดฟันขุดเอา หัวนั้นขึ้นสับฟันเสียจนป่น แล้วพูดแก่พระอาจารย์ว่าข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า มันเอา ศีรษะคนตายที่ไหนมาหลอกให้เราร้องไห้จนเสียงแห้งเสียงเหี่ยวดังนี้ พระถังซัม จั่งพูดว่าได้พึ่งเธอแทนชีวิตให้อาตมา เพราะฉะนั้นให้โป๊ยก่ายเอาศีรษะนั้นฝังลง เสียอย่างเดิม เพื่อให้เห็นว่าพวกเรามีเมตตาจิต โป๊ยก่ายได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้น ก็เอาศีรษะฝังลงไว้อย่างเดิม เห้งเจียว่าขออาจารย์นั่งพักรอข้าพเจ้าสักประเดี๋ยว จะไปกำจัดเสียให้สิ้นมารร้ายแล้วจึงค่อยไป พูดแล้วก็ถือกระบองรีบเดินข้ามห้วย ตรงเข้าไปในถ้ำ ไปเก็บเอาเชือกที่มัดพระอาจารย์กับคนตัดฟืนนั้นมา แล้วเข้าไป ที่หน้าหอปิศาจไต้อ๋องกำลังนอนหลับอยู่ไม่รู้สึกตัว เห้งเจียก็เข้ารวบมือและเท้า มัดหมูไว้ เอากระบองค่อย ๆ สอดยกขึ้นใส่บ่าหามออกมานอกถ้ำ ไปวางลงตรง หน้าพระอาจารย์ โป๊ยก่ายเห็นยกคราดขึ้นสับ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่า ๆ เพ่อก่อน ปิศาจน้อยบริวารในถ้ำยังมีอยู่มากมายนัก จะตีมันให้ตายเสียก็เสียดายมือ สู้หา ไม้ฟืนแห้งเผามันเสียให้สิ้นจึงจะดี คนตัดฟืนได้ยินเห้งเจียว่าดังนั้น จึงนำโป๊ย ก่ายไปขนเอาฟืนแห้ง ๆ มาใส่ในประตูหลังถ้ำเต็มแล้ว เห้งเจียจึงเอาไฟจุดโป๊ยก่าย ก็เอาใบหูพัดลมให้ไฟลุก เห้งเจียก็ร่ายคาถาเรียกหนอนหาวนอนกลับคืนเข้าตัวไป ตามเดิม พวกปิศาจตกใจตื่นเห็นไฟกำลังลุกแรงอย่านึกเลยว่าจะรอดสักคนหนึ่ง ไฟไหม้เป็นจุณไปหมดแล้วจึงพากันมาหาอาจารย์ฝ่ายปิศาจไต้อ๋องใหญ่พึ่งรู้สึก โป๊ยก่ายกระโดดมายกคราดขึ้นสับถูกปิศาจก็ ตายอยู่กับที่ ร่างกายกลายเป็นเสือลายตลับไปพระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ขอบใจ โป๊ยก่ายเห้งเจียเป็นอันมาก จึงจับบังเหียนขึ้นบนหลังม้าฝ่ายคนตัดฟืนพูดแก่พระถังซัมจังว่า ขอนิมนต์ท่านไปที่บ้านข้าพเจ้าอยู่ตรง ทิศทักษิณไปนั้น ให้มารดาข้าพเจ้าพบกับท่านและขอบพระคุณท่าน ที่ได้ช่วย ข้าพเจ้าให้รอดชีวิตแล้วจะส่งท่านขึ้นทางใหญ่ไป พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มี ความยินดีจึงลงจากม้าพร้อมด้วยคนตัดฟื้นกับเห้งเจียและโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพากัน เดินไป ลัดเลี้ยวมาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง แลไปในบ้านเห็นยายเฒ่าคนหนึ่ง นั่งอยู่บนร้านมีน้ำตาไหลอยู่อาบหน้า นั่งคอยมองดูตามทางมา ร้องไห้สะอึก สะอื้นเรียกฟ้าเรียกดินฝ่ายคนตัดฟืนเห็นมารดา ก็รีบวิ่งมาที่ร้านคุกเข่าลงกับพื้นบอกว่าแม่จำลูก กลับมาแล้ว ยายเฒ่าเห็นลูกมาก็เข้าจับยึดลูกพูดว่าแม่คอยอยู่สองวันไม่เห็นมา คิดว่าเจ้าของภูเขาจับลูกไปฆ่าเสียแล้วทำไมแม่อกใจเร่าร้อนทุกข์โทมนัสร้องไห้ ก็ลูกไม่ถูกจับทำไมสองวันจึงไม่กลับมาเล่า คนตัดฟื้นจึงบอกแก่มารดาว่า ลูกถูก ปิศาจไต้อ๋องมันจับไปมัดไว้กับต้นไม้ ลูกก็นึกว่าคงไม่รอดชีวิต ภายหลังได้พึ่ง สานุศิษย์ของพระอาจารย์ มีฤทธาอานุภาพเธอจับปิศาจไต้อ๋องมาฆ่าเสีย จึงได้ ช่วยลูกกับท่านอาจารย์รอดมาได้ อันพระคุณของท่านเท่าฟ้าเท่าดิน ตั้งแต่นี้ต่อ ไปบนเขานั้นแม้กลางคืนลูกจะเดินเที่ยวเล่นก็ได้ไม่มีอันตรายฝ่ายยายเฒ่าได้พังบุตรเล่าดังนั้นก็เดินออกมานมัสการนิมนต์พระอาจารย์กับ ศิษย์ทั้งสามเข้าไปนั่งพักกลางบ้าน แม่ลูกสองคนกราบไหว้แล้ว ก็รีบเข้าไปข้าง ในจัดแจงตามมีตามเกิด ยกกับข้าวเครื่องแจออกมาถวายฝ่ายอาจารย์กับศิษย์ก็ฉัน ครั้นอิ่มแล้วก็จัดแจงข้าวของจะลาไป คนตัดฟืนก็ออกเดินนำหน้าส่งขึ้นทางใหญ่ แล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ตั้งแต่นี้ตรงไปทิศไซทีไม่ต้องเป็นทุกข์แล้วไม่ถึงพันโยชน์ก็ เข้าเขตเมืองไซที พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ลงจากม้าคำนับขอบคุณคนตัดฟืนแล้ว ต่างคนต่างก็ลากันไปอาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้าหมายปราจีนทิศ แลไปข้างหน้าก็เห็นมีป้อมและ กำแพงขวางหน้าอยู่ พระถังซัมจังจึงถามเห็งเจียว่า ข้างหน้านั้นมีป้อมกำแพงเมือง เห็นจะถึงเมืองโซจ๊อกวัดลุ่ยอิมยี่ดอกกระมัง เห้งเจียโบกมือว่าไม่ใช่ ๆ ตรงที่พระ ยูไลอยู่นั้นไม่มีป้อมและกำแพงเมืองมีภูเขาใหญ่ที่เขานั้นมีห้องปราสาทราช มณเฑียรงดงามยิ่งนัก เขานั้นนามเรียกว่า เขาเล่งซัว วัดนั้นนามเรียกว่า วัดต้าย ลุ่ยอิมยี่ เป็นพระอารามใหญ่ หากถึงเมืองโซจ๊อกแล้วก็ยังไกลวัดลุ่ยอิมยี่ เขาเล่งซัว ไม่ทราบว่าเป็นทางเท่าใดที่มีป้อมกำแพงเมืองข้างหน้านั้นเห็นจะเข้าเขตเมืองโซจ๊อก เมื่อถึงแล้วจึงจะรู้แน่ได้ ครั้นเดินมาประมาณสักโมงเศษก็ถึงประตูเมือง พระถัง ซัมจังก็ลงจากหลังม้าเดินด้วยเท้าเข้าไปในประตูเมืองชั้นสาม พิเคราะห์ดูผู้คนก็ไม่ ใคร่จะเห็นเดินไปมา แลเห็นที่ยืนอยู่ข้างทางแต่งกายนุ่งห่มผ้าเสื้อสีเขียว และมี คนใส่หมวกขุนนางยืนอยู่ข้างหน้าศาลา อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินไปตามทาง พบปะผู้คนก็มิใคร่จะหลีก โป๊ยก่ายร้องว่าหลีก ๆ บางคนที่เห็นรูปร่างโป๊ยก่าย วิปริตพิกลดังนั้น ใจคอไม่เป็นปรกติมือและเท้าก็อ่อนไป พากันล้มลุกคลุกคลาน และร้องว่าผีปิศาจมาแล้ว พวกขุนนางที่ยืนอยู่หน้าศาลาแลเห็น อกใจก็ให้หวั่น หวาดยืนพนมมือร้องถามว่าท่านมาจากไหน พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพเป็น คนไกลมาแต่เมืองใต้ถังอยู่ข้างทิศบูรพา ถือรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จะไปเมือง ไซทีนมัสการพระพุทธเจ้า เพื่อจะขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรรม มาถึงเมืองนี้ ยังมิได้ทราบว่าเมืองนี้มีนามกรประการใดฝ่ายพวกขุนนางครั้นได้ฟังพระถังซัมจั่งบอกดังนั้นจึงยกมือขึ้นคำนับแล้วพูดว่า ที่เมืองนี้คือเป็นต้นเขตของเมืองโซจ๊อก นามเรียกว่าเมืองฮ่องเซียนกุ้น ฝนฟ้า แห้งแล้งเนื่องมาหลายปีแล้วราษฎรชาวเมืองได้ความอดอยากข้าวปลาแพง เจ้าเมือง ให้พวกข้าพเจ้าเอาหมายประกาศมาแขวน ขอเชิญครูอาจารย์ที่ท่านเวทมนตร์คาถา อันศักดิ์สิทธิตั้งพิธีขอฝน เพื่อจะระงับความทุกข์ยากกันดารของราษฎร เห้งเจีย ได้ฟังขุนนางพูดดังนั้น จึงถามว่าเดี่ยวนี้หมายประกาศอยู่ที่ไหน พวกขุนนางเหล่า นั้นจึงบอกว่าอยู่นี่ พึ่งจะมาจัดแจงหาที่แขวน แต่ยังหาทันจะได้แขวนไม่ พูด แล้วก็เอาหมายประกาศคลี่ออกแขวนที่ศาลาฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์ ก็พร้อมกันมาดูหมายประกาศที่ศาลาใจความใน หมายประกาศมีว่า ตำบลเขตเมืองโซจ๊อก เมืองนี้มีนามเรียกว่าฮ่องเซียนกุ้น ข้าพเจ้าผู้รักษาตำแหน่งยศกุ้นเฮา ทำหมายประกาศจะขอเชิญท่านผู้มีฤทธา อานุภาพเวทมนตร์ประสิทธิ์เชี่ยวชาญตั้งพิธีกระทำให้ฝนตก ด้วยเหตุว่าเมืองนี้ได้ แห้งแล้งมาถึงสองปีแล้ว ราษฎรทำไร่นาไม่ได้ คนมีและคนจนก็พากันอดอยาก ข้าวถังหนึ่งราคาร้อยตำลึงทอง ฟืนมัดหนึ่งราคาห้าตำลึงทอง เด็กหญิงอายุสิบ ขวบแลกข้าวสามทะนาน ชายห้าขวบตามแต่จะได้ ในเมืองพวกข้าราชการพอ เลี้ยงชีวิต ขุนนางนอกเมืองเที่ยวปล้นชิงเลี้ยงชีวิต เพราะเหตุนี้จึงได้ออกหมาย ประกาศ ขอเชิญครูอาจารย์ที่ศักดิ์สิทธิ์รู้เวทมนตร์คาถาให้ช่วยขอฝน ถ้าท่านผู้ใด ทำให้ฝนตกได้แล้ว ข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านให้ทองคำพันตำลึงตอบแทน ขอท่าน ผู้วิเศษทั้งหลายจงได้ทราบตามหมายประกาศนี้เทอญ เห้งเจียดูแล้วถามว่าขุนนาง กุ้นเฮานั้นคือผู้ใด ขุนนางเหล่านั้นจึงตอบว่าคือผู้รักษาเมืองนี้เป็นนายของพวก ข้าพเจ้า พระถังซัมจั้งพูดแก่เห้งเจียว่าตัวเข้าใจขอฝนก็จงช่วยขอผ่นให้ตกสักครั้งหนึ่ง จะได้ช่วยราษฎรให้มีความสุข ย่อมจะเป็นกุศลมีผลอันยิ่ง ถ้าจะช่วยก็จงรีบไป ช่วยอย่าให้เสียเวลา เห้งเจียพูดว่าการขอฝนมิใช่ง่าย ข้าพเจ้าทดน้ำลำคลองและ มหาสมุทรใหญ่และเรียกลมฝน มิใช่อย่างเด็กทารกทำเล่นดังนั้น ทำไมจึงเห็น เป็นการเล็กน้อยไปเล่า พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงให้สองคนเข้าไป เรียนต่อกุ้นเฮาให้ทราบ ขุนนางทั้งสองก็รีบเดินเข้าไปที่หอกราบเรียนว่า ขอไต้เอี้ย ได้ทราบบัดนี้มีความประหลาดอาจเป็นที่ยินดีรื่นเริงมาแล้ว เวลานั้นกุ้นเฮาเจ้าเมือง กำลังจุดธูปเทียนบวงสรวงอยู่ ได้ฟังขุนนางมาพูดดังนั้นจึงถามว่ารื่นเริงอะไร ขุนนาง ทั้งสองตอบว่าวันนี้มีบัญชาให้ข้าพเจ้าทั้งสี่นำหมายประกาศออกไปแขวน ก็มี พระสงฆ์กับศิษย์ทั้งสามเธอบอกว่าเป็นชาวเมืองไต้ถังจะไปไซทีอาราธนาพระไตร ปิฎก เธอเข้ามาขอดูหมายประกาศแล้วบอกว่า เป็นผู้สามารถจะทำพิธีขอฝนได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมากราบเรียนท่านให้ทราบ กุ้นเฮาได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่ง กายรีบเดินไปที่ศาลาแขวนหมายประกาศ ครั้นถึงแลเห็นพระถังซัมจั่ง จิตใจให้หวาด หวั่นกลัวสานุศิษย์ที่หน้าตาดุร้าย กุ้นเฮาก็คุกเข่าลงกับพื้น ยกมือขึ้นนมัสการแล้ว พูดว่า ข้าพเจ้าคือกุ้นเฮาเป็นขุนนางใหญ่ สำเร็จราชการและรักษาเมืองนี้ ข้าพเจ้า ขอนิมนต์พระอาจารย์ ข้าพเจ้าขอความกรุณาขอท่านได้ช่วยอนุกูลให้ราษฎรทั้ง หลายพ้นทุกข์ด้วย ขอท่านได้ตั้งพิธีให้ฝนตกลงมาเพื่อได้โปรดสัตว์ทั้งหลายด้วยเถิด พระถังซัมจั๋งจึงบอกแก่เจ้าเมืองว่า ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่อันสมควร รอพอให้อาตมภาพ หาวัดเป็นที่พักก่อนจึงค่อยคิดอ่านกัน กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นขอ นิมนต์พระอาจารย์ไปที่หอข้าพเจ้าเถิด ด้วยที่นั่นเป็นที่สะอาดบริสุทธิ์ควรตั้งพิธีได้ พระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ทั้งสามก็ตามกุ้นเฮาเข้าไปยังที่หน้าหอ กุ้นเฮาก็นิมนต์ ให้นั่งที่อันสมควรแล้ว ให้คนยกน้ำร้อนนำชามาถวายฝ่ายพระถังซัมจั้งฉันน้ำชาแล้วีขอบคุณกุ้นเฮายิ่งนักจึงพูดว่าที่ตำบลของท่าน กุ้นเฮานี้ เกิดฝนแล้งมาสักเท่าไรแล้ว กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองบอกว่าเมืองฮ่องเซียนนี ขึ้นอยู่ในเมืองโซจ๊อกซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาเมืองนี้เนื่องมาสามปีแล้ว ฝนมิได้ตก แต่ชั้นหญ้าก็มิได้งอกขึ้นได้ ไร่นาก็ทำไม่ได้ผลเมล็ดข้าว กระทำให้ ราษฎรได้ความอดอยาก พากันล้มตายสาบสูญไปเสียเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ออกหมายประกาศป่าวร้องทั่วไป เพื่อจะได้ท่านผู้วิเศษมาตั้งพิธีขอฝน บัดนี้ท่านมาถึงเมืองข้าพเจ้าแล้วขอท่านได้โปรดสำแดงซึ่งอิทธิฤทธิ์เดชานุภาพความ ประสิทธิ์แห่งท่าน ให้มีฝนตกลงมาระงับความเดือดร้อนของราษฎรและชีพราหมณ์ ทั่วไปให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ข้าพเจ้าจะสมนาคุณตอบแทนพระคุณของ ท่านสักพันตำลึงทอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะใหญ่แล้วพูดว่า หากว่าจะยก รางวัลเป็นเงินเป็นทองแล้ว ฝนแต่สักหยดหนึ่งก็จะไม่มี แม้ว่าจะทำบุญกุศลแล้ว ก็จะให้มีฝนสักห่าใหญ่ฝ่ายกุ้นเฮาผู้รักษาเมืองเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ย่อมมีจิตใจโอบอ้อมอารีรัก ใคร่ราษฎร ครั้นได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงเชิญเห้งเจียขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงแล้ว ก็คุก เข่าลงกับพื้นกราบไหว้เห้งเจียพูดว่า ขอท่านได้แผ่เมตตาจิตข้าพเจ้ามิได้มีใจทรยศ ต่อท่าน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงพูดว่า กุ้นเฮาจงลุกขึ้นเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยให้สมเจตนา ของท่าน ซัวเจ็งถามว่าพี่จะให้ข้าพเจ้าทำประการใดบ้างหรือไม่ เห้งเจียว่าน้องทั้ง สองจงมาช่วยกัน ไปยืนอยู่ข้างหน้าข้างละคน พี่จะอ่านพระเวทย์เรียกพระยา เล่งอ๋องมาให้ฝน น้องทั้งสองคอยระวังพี่จะใช้สอย ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายก็ทำตามเห้งเจีย สั่งพระถังซัมจั้งก็สวดพระพุทธมนต์อยู่บนหอ ฝ่ายกุ้นเฮาผู้รักษาเมืองก็จุดรูปเทียน บวงสรวง เห้งเจียยืนอยู่กลางแจ้งหน้าหอ ก็ร่ายพระเวทย์คาถาเรียกพระยาเล่งอ๋อง ในทันใดนั้นแลเห็นข้างทิศตะวันออกมีม้วนเมฆดำขึ้นตีนท้องฟ้าค่อยลอยเลื่อนลด ลงตรงหน้าหอ คือพระยาเล่งอ๋องชื่อเง่าก๊วง ตรงมาคำนับเห้งเจียถามว่า ท่านไต้ เซียเรียกข้าพเจ้าจะประสงค์สิ่งใดหรือ เห้งเจียย่อตัวคำนับตอบแล้วพูดว่า ข้าพเจ้า เชิญท่านมาไม่มีธุระอื่น เพราะเหตุในเมืองฮ่องเซียนนี้แห้งแล้งไม่มีฝนมาสองสาม ปีแล้ว ราษฎรได้ความเดือดร้อนล้มตายอดอยากเป็นอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเชิญท่าน มาก็ปรารถนาจะขอฝน เพื่อจะได้ช่วยระงับทุกข์ร้อนของราษฎรเท่านั้น พระยา เล่งอ๋องตอบว่า ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเรียกก็ต้องมาไม่อาจขัดท่านได้ แต่ข้าพเจ้า ยังหาได้รับเทวบัญชาของเง๊กเชียงฮ่องเต้ไม่ และทั้งไม่มีพระพิรุณและพระพาย และรามสูรจะทำฝนอย่างไรได้ อย่ากระนั้นเลยแม้ท่านไต้เซียปรารถนาจะช่วย ทุกข์ของราษฎรแล้วท่านจงขึ้นไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้กราบทุลขออนุญาตลงมา ข้าพเจ้าจะได้กลับไปตระเตรียมพลบริวารให้พร้อมเพรียงกัน กระทำให้ฝนตกสัก สองวันก็พอจะระงับความเดือดร้อนของราษฎรได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงคลาย พระเวทย์ปล่อยพระยาเล่งอ๋องให้กลับไป แล้วจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งมาสั่งว่า น้อง ทั้งสองจงอยู่คอยระวังรักษาพระอาจารย์ พี่จะไปบนสวรรค์เฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ เห้งเจียสั่งเสร็จแล้วก็ร้องว่าไปวับเดียวก็หายสูญไปไม่เห็นตัว ผู้รักษาเมืองเห็นดัง นั้นก็มีความกลัวเกรงและหวาดเสียวสะดุ้ง ถามว่าครูไปข้างไหน โป๊ยก่ายหัวเราะ แล้วจึงบอกว่า เธอเหาะไปบนสวรรค์ กุ้นเฮาได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความนับถือมากขึ้น จึงมีหนังสือบอกประกาศให้ราษฎรรู้ทั่วเมือง และให้ตั้งที่บูชาเห้งเจียกับพระยา เล่งอ๋อง 第008回 ไซอิ๋ว เล่มที่ ๘ ฝ่ายเห้งเจียเหาะขึ้นไปถึงบนสวรรค์ ประตูไซทีหมึงพบท้าวจัตุราชธู่กักทีอ้อง ท้าวจัตุราชยู่ก๊กที่อ้องออกมารับคำนับ ถามว่าท่านไต้เซียไปอาราธนาพระไตรปิฎก ธรรมสำเร็จมาแล้วหรือเห้งเจียตอบว่ายังไม่สำเร็จแต่ก็จวนอยู่แล้ว บัดนี้เดินมาถึง เขตแดนเมืองโซจ็อก ตำบลเมืองฮ่องเซียนกุ้น ฝนฟ้าไม่ตกแห้งแล้งมาสามปีแล้ว ราษฎรได้ความเดือดร้อนอดอยากล้มตายเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะใคร่เรียกฝนให้ ตกเพื่อช่วยให้ราษฎรพันทุกข์ บัดนีจะมาเฝ้าเง็กเชียงฮ่องเต้ เพื่อขอพระอนุญาต ยู่กักทีอ้องได้ฟังดังนันจึงพูดว่า ข้าพเจ้าทราบว่าที่ตำบลนี้ห้ามมิให้มีฝนและทราบ ว่าเจ้าเมืองฮ่องเซียนมีความผิดต่อเง็กเซียงฮ่องแต้ พระองค์คาดโทษไว้สามประการ ที่ ๑ เขาข้าวสาร ที่ ๒ เขาแป้ง ที่ ๓ โซ่เหล็ก แม้ว่าของสามอย่างนี้สูญเสีย ทำลายแล้วเมื่อใด จึงจะให้มีฝนตกในเมืองนั้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังหารู้เรื่อง ว่าเป็นประการใดไม่ จึงคำนับลาฮู่ก๊กที่อ็อง , ตรงเข้าไปยังตำหนักทงเม่งเต้ยพบ ท่านเทพบุตรเทียนซื่อขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสี่ เห้งเจียจึงแจ้งความตามจริงซึ่งจะมาเฝ้า เง็กเชียงฮ่องเต้นั้นทุกประการ ซีไต้เซียนจึงนำเห้งเจียเข้าไปเฝ้า เห้งเจียถวาย บังคมแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าซึงหงอคง บัดนี้มาถึงเมืองโซจ๊อกตำบลฮ่องเซียน ข้าพเจ้า อยากจะขอฝนเพื่อช่วยทุกข์แห่งราษฎร เพราะฉะนั้นจึงได้ขึ้นมาเฝ้าเพื่อขอพระ อนุญาติเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น จึงรับสั่งว่าที่ตำบลเมืองฮ่องเซียนนั้น เมื่อสามปีก่อนเดือนยี่แรมสิบค้ำ เราไปเที่ยวตรวจทอดพระเนตรดูมนุษย์ในโลก มา ถึงตำบลเมืองฮ่องเซียนกุ้นเจ้าเมืองกุ้นเฮาเป็นผู้อกตัญญ นำสิ่งของเครื่องสักการะ เทพยดาไปให้สุนัขกินกล่าวด้วยคำอันไม่สมควร หมิ่นประมาทถึงเรา เพราะฉะนั้น เราจึงปรับโทษสามประการมีปรากฏอยู่ในตำหนักพีเฮียงเต้ย ท่านทั้งหลายจงพา เห้งเจียไปดูให้เห็น หากของสามประการนั้นทำลายแล้วจึงจะให้มีฝน ซีไต้เซียนซือ ได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้น จึงพาเห้งเจียไปยังตำหนักพีเอียงเต้ย ครั้นถึง เห้งเจียจึงเข้าไปพิจารณาดูก็เห็นข้าวสารสูงประมาณสิบวา และเขาแป้งสูงประ มาณยี่สิบวาเขาข้าวสารนั้นมีไก่ตะเภาใหญ่ตัวหนึ่ง เอื้อมปากจิกข้าวสารค่อย ๆ กินทีละเมล็ด ที่เขาแป้งนั้นมีสุนัขใหญ่ตัวหนึ่ง แลบลิ้นค่อย ๆ เลียเขาแป้งข้าง ซ้ายนั้นมีโซ่เหล็กแขวนไว้ ข้างล่างตามตะเกียงไว้ดวงหนึ่ง โซ่ยาวประมาณสาม ศอกเศษ ห่วงโซ่เหล็กเท่านิ้วมือไฟนั้นลนตรงโซ่ เห้งเจียพิจารณาดูโดยละเอียด แล้วก็มิได้รู้ซึ่งเหตุนั้นได้จึงหันมาถามท่านเซียนซือ เซียนซือตอบเห้งเจียว่า อันนี้ คือเง็กเซียงฮ่องเต้ปรับโทษเจ้าเมืองกุ้นเฮา แม้ว่าเขาทั้งสองนั้นหมดเมื่อใด และ โซ่นั้นตะเกียงเผาละลายไปเมื่อใดแล้ว ในเมืองนั้นจึงจะได้มีฝนตก เห้งเจียได้ฟัง ดังนั้น มีสีหน้าอันสลดไม่กล้าจะไปกราบทูล มีความอดสูเดินออกมาจากตำหนัก ซีใต้เซียนซื่อจึงพูดแก่เห้งเจียว่าท่านไต้เซียอย่าเสียใจ การทั้งนี้หากตั้งใจในการ กุศลแล้วของสามสิ่งนั้นคงจะทำลายหายสูญไปเอง ท่านจงกลับไปชักชวนให้ชาว เมืองทุก ๆ คนทำการกุศลบูชา และภาวนาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเถิด เห้งเจีย ได้ฟังดังนั้น ก็คำนับลาชีไต้เซียนซือออกจากประตูสวรรค์ เหาะกลับมายังเมือง ฮ่องเซียน ครั้นเห้งเจียลงมาถึง ผู้ว่าราชการเมืองและราษฎรทั้งหลายก็พากันมา คำนับถาม เห้งเจียก็ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าเพราะเหตุตัวทำไม่สมควร คือเมื่อ สามปีก่อนเดือนยี่แรมสิบค่าท่านทำการหมิ่นประมาทเง็กเชียงฮ่องเต้ ราษฎรพลเมือง จึงได้ความเดือดร้อนจนทุกวันนี้ จึงมิได้มีฝนตกเกิดแห้งแล้งกันดารถึงเพียงนี้เจ้าเมืองกุ้นเฮาได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจ คุกเข่าลงคำนับกับพื้นถามว่าท่าน ครูทำไมจึงรู้ได้ดังนี้ เห้งเจียพูดว่าทำไมท่านจึงได้เอาเครื่องสักการะบูชาเทพยดา ขว้างทิ้งให้สุนัขกินจงบอกมาตามจริง เจ้าเมืองกุ้นเฮาจึงเล่าความว่า เมื่อสามปี ก่อนข้าพเจ้าจัดเครื่องบูชาเทพยดาที่หน้าหอเพราะภรรยาน้อยของข้าพเจ้าพูดจา หยาบช้ากวนใจ กระทำให้ข้าพเจ้าเกิดโทโสจนไม่ทันคิด จึงได้เอาสิ่งของเครื่อง สักการะบูชาผลักทิ้งให้สุนัขกินในสองปีมาแล้ว ในใจข้าพเจ้าก็ให้หวั่นหวาดไม่ปรกติ ระแวงใจว่าจะมีความผิด แต่มิได้รู้ว่าจะแก้ไขประการใด และมิได้รู้ว่าเง็กเชียง ฮ่องเต้จะทรงพระพิโรธจับผิดดังนี้ จนราษฎรได้อดอยากเดือดร้อนถึงเพียงนี้ บัดนี้ ก็เป็นบุญจึงได้มาพบอาจารย์ ขอท่านจงได้โปรดชี้แจงว่าเง็กเชียงฮ่องเต้ลงโทษ ข้าพเจ้าสถานใด ขอให้ข้าพเจ้าทราบบ้างเห้งเจียจึงบอกว่า เมื่อเวลาที่ท่านเอาเครื่อง บูชาให้สุนัขกินนั้น บังเอิญเง็กเชียงฮ่องเต้เสด็จมาตรวจโลก ทอดพระเนตรเห็น เข้าเองจึงทรงเห็นว่าท่านหมิ่นประมาทฟ้าและดิน จึงได้ทรงปรับโทษประกาศิต สาปสรรไว้ว่า เขาข้าวเขาแป้งโซ่เหล็กหมดไปเมื่อใดจึงให้ฝนตกในเมืองนี้ พระถัง ซัมจั้งจึงถามเห้งเจียว่า ซึ่งการเป็นดังนี้แล้วควรจะทำประการใดดี เห้งเจียตอบว่า ซึ่งการเป็นดังนี้ก็ไม่สู้จะยากนัก เมื่อเวลาข้าพเจ้าจะกลับลงมาจากสวรรค์ ท่าน เทพบุตรซีไต้เซียนชือได้พูดว่าแม้ว่าตั้งจิตกระทำการกุศลให้แข็งแรงก็อาจแก้ได้ กุ้นเฮาผู้รักษาเมืองได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นแล้ว พูดอ้อน วอนว่าขอท่านอาจารย์ได้โปรดกรุณา ช่วยสั่งสอนชี้แจงให้จะควรทำประการใด ข้าพเจ้าจะอุสาหะกระทำทุกประการไม่ขัดขึน เห้งเจียพูดว่าถ้าท่านกลับใจได้อุตสาห์ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตั้งเครื่องสักการะบูชา ข้าพเจ้าจะช่วยท่านให้ได้รับความสุข หากท่านกระทำใจเหมือนแต่เดิมแล้ว ไม่ช้าฟ้าก็จะทำลายท่านให้ถึงแก่ชีวิตอันตราย กุ้นเฮาได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เอาศีรษะโขกลงกับพื้นกระทำคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตัวจะสมาทานตั้งจิตกระทำกิจภาวนาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ในทันใดนั้นกุ้นเฮาก็ให้คนใช้ไปนิมนต์พระสงฆ์สิ้นทั้งเมืองมา และให้ปลูกโรงพิธี ครั้นพร้อมเสร็จแล้ว เจ้าเมืองก็พาราษฎรทุก ๆ คนเข้าไปจุดธูปเทียนดอกไม้บูชา นมัสการ และเขียนหนังสือบอกการกุศลขินบนสวรรค์ชันอินทรัพรหม ส่วนพระ ถังซัมจั้งก็สวดมนต์ช่วยในการพิธีทั้งวันทั้งคืนมิได้หยุดและมีหนังสือประกาศ ป่าวร้องออกไปทุก ๆ ตำบล ไม่ว่าชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ให้ตั้งจิตภาวนาเจริญพระพุทธ คุณทุก ๆ คนเห้งเจียมีความยินดีจึงสั่งโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งว่า น้องทั้งสองจงอยู่ระวังรักษา พระอาจารย์ให้จงดี พี่จะนำเหตุการณ์ทั้งนี้ขึ้นไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ขอฝนให้ แก่ราษฎร ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็เหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เข้าไปหาท้าวจัตุราช สู่ก๊กที่อ้องบอกว่าบรรดาราษฎรทุกคน ได้ตั้งจิตในการกุศลสวดมนต์ภาวนาระลึก ถึงคุณพระรัตนตรัย เจ้าเมืองกุ้นเฮาก็ตั้งพิธีนิมนต์พระสงฆ์ตั้งสวดพระพุทธมนต์ ทั้งกลางวันและกลางคืนฮู่กักทีอ๋องได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็มีความยินดีด้วยกำลังสนทนากันอยู่นั้น เห็นพวกเทวทูตนำหนังสือบอกของเจ้าเมืองกุ้นเฮาขึ้นมาถวาย เทวทูตเห็นเห้งเจีย ก็กระทำคำนับเล่าซึ่งรายการความชอบของเห้งเจียก็ได้ซักนำให้ราษฎรกระทำการ กุศล เห้งเจียถามว่าท่านจะนำหนังสือนั้นไปข้างไหน เทวทูตบอกว่าข้าพเจ้าจะ นำสงไปยังสำนักทีเม่งเต้ย ให้ท่านซีไต้เทียนซือนำขึ้นถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ เห้งเจีย จึงพูดว่าดีแล้ว ถ้ากระนั้นท่านกับข้าพเจ้ามาไปพร้อมกัน เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ ลาฮู่ก๊กที่อ้อง พร้อมด้วยเทวทูตพากันไปยังตำหนักที่เม่งเต้ย ครั้นถึงเห้งเจีย กระทำคำนับซีไต้เทียนชื่อ ซีไต้เซียนซื่อก็คำนับตอบแล้วรับหนังสือบอกจากเทวทูต นำเห้งเจียเข้าไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ถวายหนังสือเง็กเซียงฮ่องเต้ทรงทราบความ ในหนังสือนั้นทุกประการแล้วจึงมีเทวบัญชาว่า ถ้าเจ้าเมืองกุ้นเฮาได้กระทำการกุศล ดังนั้นแล้ว จงไปดูสถานที่คาดโทษสามประการนั้นจะเป็นประการใด เวลานั้น เทวบุตรที่รักษาการเฝ้าตำหนักทีเม่งเต้ยเข้ามากราบทูลว่า บัดนี้ในตำหนักทีเฮียนเต้ ที่พระองค์ทรงคาดโทษเจ้าเมืองกุ้นเฮานั้น เขาข้าวสารเขาแป้งกับทั้งโซ่เหล็กก็ สูญหายไปสิ้น ทูลยังไม่ทันจะขาดคำก็แลเห็นเทพบุตรองครักษ์ นำพระภูมิเจ้าที่ กับเทพารักษ์ที่รักษาเมืองฮองเซียนนั้นเข้ามาเฝ้ากราบทูลว่า ในเมืองฮ่องเซียน เจ้าเมืองกับพวกราษฎรทุกคน พากันสมาทานรักษาศีลสวดมนต์ภาวนาอยู่ด้วย กันทั้งสิ้น และตั้งพิธีกระทำการสักการะบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัย กับทั้งเทพบุตร มิได้ขาดทุกเวลา บัดนี้ข้วพเจ้าขอพรพระผู้เป็นเจ้าจงโปรดมีเทวบัญชาประกาศิต สั่งให้เล่งอ้องบันดาลฝนให้ตก เพื่อระงับความเดือดร้อนชนทั้งหลายในเมืองฮ่องเซียนเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยใสโสมนัสสาจึงมีเทวบัญชาแก่ พระพิรุณ และพระพายรามสูรทั้งบริวารให้ลงไปยังเมืองฮ่องเซียนให้ทันในวันนี้ ทำฝนให้ตกลงท่วมแผ่นดินประมาณสักศอกหนึ่ง ซีไต้เซียนซื่อได้ฟังเทวบัญชาดัง นั้นแล้ว จึงบอกให้เทพบุตรทั้งหลายที่เป็นพนักงานให้ฝ่นให้ทราบทั่วกัน หมู่เทพ บุตรทั้งหลายจัดกันพร้อมแล้ว ก็ควบคุมบริวารของตนไปพร้อมกันกับเห้งเจียยัง เมืองฮ่องเซียน ลอยอยู่ในอากาศกระทำให้เมฆหมอกตั้งขึ้นมืดฟ้ามัวฝนและ ฟ้าแลบฟ้าร้องคะนองลั่นเกิดลมพายุพัดใหญ่ บัดเดี้ยวใจก็มีฝนตกลงมาห่าใหญ่ พวกราษฎรในเมืองฮ่องเซียนเห็นฝนตกก็มีความยินดีพากันรื่นเริงสรรเสริญว่านี่ เปรียบดุจดังว่าไม้แห้งผลิตดอกออกช่อ และดุจดังว่ากระดูกแห้งแล้วกลับเกิดใหม่ ฝนตกประมาณสักชั่วโมงได้น้ำประมาณสักศอกเศษ หมู่เทพบุตรก็คอยรวบรวม พากันจะกลับยังทิพย์สถาน เห้งเจียจึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าเทพยเจ้าทั้งหลาย จงรอก่อน ข้าพเจ้าจะไปเรียกราษฎรทั้งหลายมาคำนับขอบคุณ ขอท่านทั้งหลาย ได้สำแดงรูปกายออกให้ปรากฏ เพื่อราษฎรทั้งหลายจะได้เห็น จะได้มีความ เลื่อมใสศรัทธาต่อไป หมู่เทพยดาได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็สำแดงรูปกายออกให้ ปรากฏอยู่ในกลางอากาศ เห้งเจียก็ลงมายังพื้นคนทั้งหลายก็พากันมากราบไหว้ เห้งเจีย จึงร้องห้ามว่าส่วนเราอย่าเพ่อก่อน จงพากันคำนับขอบคุณเทพยดาทั้ง หลายเถิด ภายหลังเธอทั้งหลายจะได้มาทำฝนให้ตกเนื่อง ๆ เจ้าเมืองกุ้นเฮาได้ ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น ก็ร้องประกาศให้ชนทั้งหลายจุดรูปเทียนขึ้นให้พร้อมกันทุกๆ คน แล้วก็ไหว้กราบนมัสการขึ้นไปบนอากาศ ก็แลเห็นหมู่เทพยดาทั้งหลายที่มา กระทำฝนให้ตก ต่างไหว้กราบบูชาอยู่ประมาณครึงชัวโมง เห้งเจียก็เหาะขึ้นไป บนอากาศกระทำคำนับเทพบุตรทั้งหลายแล้ว จึงพูดว่าขอบพระคุณของท่านทัง หลายที่ได้ลำบากมาช่วยในการนี้ ขอเชิญท่านกลับไปยังเทวสำนักเถิด ข้าพเจ้า จะบอกแก่ราษฎรทั้งหลายให้ตั้งเครื่องสักการบูชาบวงสรวงเนืองๆ มิให้ขาด ตั้งแต่นี้ ไปขอให้มีฝนอย่าให้ขาดได้ตามฤดู หมู่เทพยดาทั้งหลายก็คำนับลาเห้งเจีย พากัน กลับยังทิพย์สถานแห่งตนฝ่ายเห้งเจียเห็นหมู่เทพยดาพากันกลับไปแล้ว ก็ลงยังพื้นเดินมาหาพระอาจารย์ แล้วพูดว่า บัดนี้ธุระการก็เสร็จแล้ว ควรเราจะต้องพากันไปเถิด เจ้าเมืองกุ้นเฮา ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็รีบเดินมาคำนับพูดว่า พระอาจารย์ทำไมจะรีบไปดังนั้นเล่า ในครั้งนี้พระเดชพระคุณของท่านอยู่แก่ข้าพเจ้าและราษฎรทั้งหลายหาที่เปรียบมิได้ ข้าพเจ้าจะขอจัดโต๊ะเลี้ยงสนองพระเดชพระคุณ และจะสร้างวัดให้ท่านทั้งสี่อยู่ และปลูกเป็นที่บูชาไว้นมัสการ และจารึกชื่อท่านทั้งส่ไว้เป็นที่ระลึกบูชา ยังไม่ทัน ไรท่านว่าจะไปเสียแล้ว พระถังซัมจั้งว่าขอบใจท่านกุ้นเฮามาก ๆ แต่ขัดด้วยพวก อาตมภาพเป็นคนเดินหน มีกิจเกี่ยวข้องอยู่ในใจจำจะต้องลาไป เจ้าเมืองกับ พวกขุนนางได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่ยอมให้ไป จึงให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะหาเครื่องแจมา เลี้ยงพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ และเกณฑ์พวกช่างไม้ช่างปู่นให้รีบทำวัดและที่บูชา เร่งกันทั้งกลางวันและกลางคืนฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษษ์เห็นเจ้าเมืองแลละราษฎรหน่วงเหนี่ยวอยู่ดังนั้นก็จำ ต้องรอช้าอยู่ประมาณสักสิบห้าวัน ก็พอการก่อสร้างวัดแล้วลงเจ้าเมืองจึงนิมนต์ พระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามไปดูวัดที่สร้างใหม่ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม เมื่อ ได้เห็นก็มีความพิศวงมาก และพูดว่าการก่อสร้างวัดนี้รวดเร็วนักเป็นการประหลาด มากที่สุด เจ้าเมืองกุ้นเฮาว่าข้าพเจ้าเร่งรัดให้รีบทำทั้งกลางวันและกลางคืนจึงแล้วได้ เห้งเจียได้ฟังเจ้าเมืองพูดก็หัวเราะโดยมีความยินดี พูดสรรเสริญว่าท่านกุ้นเฮามี ศรัทธาชอบธรรมมาก พูดแล้วก็พากันเดินเข้าไปดูวัดพิศดูรอบคอบทั้งซ้ายขวาล้วน สลักลวดลายภาพต่าง ๆ งดงามหาที่ติมิได้อาจารย์กับศิษย์ก็พูดชมและสรรเสริญ เห้งเจียจึงบอกแก่อาจารย์ว่าขอท่านได้ตั้งนามวัดนี้ พระถังซัมจั้งจึงให้นามว่า วัด กามลิมโพ้เจี้ยเจ้าเมืองกุ้นเฮาเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความยินดีก็เกิดศรัทราเลื่อมใสมากขึ้น จึงให้จารึกเป็นอักษรตัวทอง และให้สงฆ์ทั้งหลายจัดที่บูชาท่วนทังสีไว้เนืองนิตย์ ทุกเวลา และจัดที่สักการบูชาเทพยดาพระพิรุณรามสูรทังหลาย มีการเช่นไหว้ ทุก ๆ ปีต่อไปภายหน้าฝ่ายพระถังซัมจั้งเห็นการเสร็จแล้วก็ให้ศิษย์จัดแจงจะลาไป ฝ่ายเจ้าเมืองกุ้น เฮากับขุนนางและราษฎรชาวเมืองเห็นว่าท่านทั้งสี่จะไม่อยู่ได้ จึงจัดเงินและทอง ข้าวของจะส่งไป ฝ่ายพระถังซัมจังกับศิษย์ก็ไม่ยอมรับสิ่งใดแต่สักอย่างหนึ่ง เจ้า เมืองกับราษฎรเห็นดังนั้นก็พากันเอาเครื่องดนตรีมาขับประโคมดีดสีตีเป่าส่ง อาจารย์กับศิษย์ออกจากเมืองไปฝ่ายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ลาเจ้าเมืองและราษฎรแล้วก็พากันออกจากเมือง เดินตามแนวทางหมายทิศไซที เวลานั้นพระถังซัมจั้งอยู่บนหลังม้ามีความยินดี ปราโมทยรื่นเริงในใจ จึงเรียกเห้งเจียพูดว่าทำการครั้งนี้มีความดีมาก อันกุศลผล บุญหาที่เปรียบมิได้ เห้งเจียพูดถ่อมตัวว่า ซึ่งการเป็นทั้งนี้ก็เพราะชนทั้งหลายเขา หาซึ่งความชอบธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงได้รับผลอันดี จะได้เป็นเพราะความดีของ ข้าพเจ้าแต่ส่วนเดียวก็หามิได้ อาจารย์กับศิษย์สนทนากันพลางเดินพลางก็รีบเดินมา ในเวลานั้นเป็นฤดูเดือนเก้าเดือนสิบพากันเดินชมต้นผลไม้ตามระยะทางทั้งสองข้าง ครั้นเดินทะลุออกจากป่าดงแลไปข้างหน้า เห็นมีป้อมกำแพงเมืองแต่ไกล พระถัง ซัมจังจึงเอาแส้ม้าชี้บอกแก่เห้งเจียว่า จงดูข้างหน้านั้นมีป้อมและกำแพงจะเป็น แห่งตำบลใด พูดยังไม่ทันขาดคำก็แลเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งอยู่ในรกกระโดดออกมา พระถังซัมจั่งตกใจพลัดตกจากหลังม้าแล้วบุกขึ้นเดินมาปราศรัยแก่ตาเฒ่า ตาเฒ่า ก็ยกมือขึ้นคำนับตอบ แล้วถามว่าท่านอาจารย์อยู่เมืองไหนไปไหนมาพระถังซัมจังย่อตัวแล้วพูดว่า อาตมภาพอยู่เมืองไต้ถัง มีรับสั่งพระเจ้าถังไท จงฮ่องเต้ให้ไปยังประเทศไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมยังวัดลุ่ยอิมยี่ บัดนี้ มาถึงตำบลนี้ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นเมืองอะไร ถ้าท่านตาทราบเรื่องขอได้กรุณาบอก ให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด ตาเฆ่าได้ฟังพระถังซัมจั่งถามดังนั้น จึงพูดว่าพระอาจารย์ นี้มีอภินิหารเชี่ยวชาญมากนัก จึงได้มาถึงตำบลนี้ อันตำบลนี้เป็นเขตแดนเมือง โซจ๊อกนามเมืองเรียกเง็กฮัวจิ้ว เจ้าเมืองเง็กฮัวจิ้วนั้นคือพระญาติพระวงศ์ของเจ้า เมืองโซจ๊อก เจ้าเมืองเง็กฮัวจิ้วนี้เป็นคนดีตั้งอยู่ในทางยุติธรรรมมีใจโอบอ้อมอารี รักใคร่ราษฎร หากท่านอาจารย์เข้าไปหาเธอคงเลื่อมใสศรัทธา พระถังซัมจั้งได้ ฟังดังนันก็กระทำคำนับขอบคุณ ตาเฒ่าก็หันกลับลัดเข้าดงไป พระถังซัมจังก็หัน หน้ากลับมาบอกแก่สานุศิษย์ทั้งสามคนทุกประการ แล้วก็พากันเดินตัดตรงเข้าเมือง ครันเดินเข้าถนนใหญ่แล้วจึงพิเคราะห์ดูทั้งสองข้างทาง ตั้งร้านค้าขายผู้คนแออัด โรงร้านตึกเรือนเรียบร้อยเป็นสง่างาม ลักษณะชนชาวเมืองมีอาการกิริยาคล้าย แก่คนชาวเมืองไต้ถัง พระถังซัมจังจึงสั่งสานุศิษย์ทั้งสาม ให้สำรวมจิตระวังสังวร อย่าให้พลั้งเผลอ โป๊ยก่ายก็เดินก้มหน้าซ้อนปากไว้กับอกซัวเจ๋งเอาผ้าคลุมหน้า เห้งเจียเดินประคับประคองข้างพระอาจารย์ พวกชาวเมืองก็ชิงกันดูแล้วพูดว่า ที่ เมืองเรามีผู้วิเศษปราบได้แต่เสือกับมังกร ยังไม่เคยเห็นพระสงฆ์ปราบหมูปราบ ลิงดังนี้ โบ๊ยก่ายได้ฟังชาวเมืองพูดก็อดไม่ได้ จึงยื่นปากออกพูดว่าพวกเจ้าไม่เคย เห็นพระสงฆ์ปราบพระยาสุกรหรือ ฝูงชนเหล่านั้นก็พากันตกใจล้มคว่ำล้มหงาย เป็นระนาวไป ลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีซุกซ่อนตัวไปทั้งสิ้น โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ เดินก้มหน้าตามอาจารย์ไป ครั้นเดินมาถึงประตูเมืองก็ตรงเข้าไปในเมือง เห็น ผู้คนมากมายดุจเมืองหลวง พระถังซัมจั้งมีความยินดีจึงพูดว่า ได้ฟังเขาเล่ากัน ว่าชาวเมืองโซจ๊อกแต่ยังไม่เคยมาถึง เมื่อพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็ไม่ผิดชาว เมืองไต้ถัง และได้ยินเขาพูดกันว่าข้าวสารถังละหนึ่งเฟื้องน้ำมันงาถังละสองไพข้าว ปลาบริบูรณ์ ชัยภูมิเมืองก็สนุกสนานปราศจากโจรผู้ร้าย ครั้นเดินมาประมาณ สักสองชัวโมงก็มาถึงที่ประตูพระทวารวัง ข้างหน้านั้นมีหอสำหรับที่รับแขก และ ที่เลี้ยงแขกและมีขุนนางคอยรักษาทั้งซ้ายขวา พระถังซัมจั่งจึงบอกแก่สานุศิษย์ ทั้งสามว่าที่นี้เป็นที่รับแขกเมืองเราพากันเข้าไปพักก่อน เพื่ออาตมภาพจะได้เข้า เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางแล้วจึงค่อยไป บางทีเจ้าเมืองจะมี ศรัทธาเลี้ยงเครื่องแจจะให้คนมาตามเข้าไป ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงหาบของเข้าไป พักที่หอรับแขกฝ่ายพวกขุนนางรับแขก และเห็นรูปร่างเธอทั้งสามคนดุร้ายน่าเกลียดน่าซัง ไม่น่าจะทักถามดังนั้น ปล่อยให้นั่งลุกตามสบายมิได้ว่ากล่าวประการใด ฝ่าย พระถังซัมจั้งจัดแจงแต่งกายครองจีวรสำรวมกิริยาเรียบร้อยแล้วถือหนังสือเดิน ทางเข้าในประตูพระราชวัง ครั้นเข้ามาถึงชั้นในขุนนางก็มาคำนับรับรอง ถามว่า ท่านอาจารย์มาจากเมืองไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพอยู่เมืองไต้ถังมีรับสั่ง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ไปไซที วัดลุ่ยอิมยี่เพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้มาถึงนี่ จะขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เพราะฉะนั้นอาตมภาพปรารถนาจะ เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ขอท่านได้อนุกูลกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ ขุนนางผู้นั้นครั้นได้ทราบความดังนั้นแล้ว จึงนำความเสนอท่านผู้ใหญ่ให้ทราบก็ นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ขุนนางออกมานิมนต์ พระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจังเดินตามขุนนางมา ครั้นถึงที่เฝ้าก็นำหนังสือออกถวายพระ เจ้าแผ่นดิน ก็สำรวมกิริยานำหนังสือขึ้นถวายต่อพระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดิน พระ เจ้าแผ่นดินรับมาคลี่ออกดูเห็นมีตราประทับทุก ๆ เมืองก็มีความยินดี จึงเซ็น ลายพระหัตถ์ลงแล้วก็ประทับตราแผ่นดินลงแล้วก็คืนให้พระถังซัมจั้ง แล้วรับสั่ง ถามว่าท่านก๊กซืออาจารย์เมื่อออกจากเมืองไต้ถัง ข้ามทุกเมืองมาถึงนี่ ประมาณ ระยะทางจะไกลสักเท่าใดท่านอาจทราบหรือไม่ พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า อาตมภาพเดินมาก็มิได้จำว่าใกล้ไกลเท่าใด แต่เมื่อปีก่อนนี้มีพระโพธิสัตว์กวนอิม แบ่งภาคลงมาชี้แจงต่อหน้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ บอกว่าหนทางจะไปไซทีนั้น ไกลสิบหมื่นแปดพันโยชน์ อาตมภาพเดินมาได้สิบสี่รอบฤดูร้อนหนาวแล้ว พระ เจ้าแผ่นดินได้ฟังทรงพระสรวลว่าสิบสี่รอบฤดูร้อนหนาวมิได้สิบสี่ปีมาแล้วหรือ ตามระยะทางเห็นจะมีความลำบากมากดอกกระมัง พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า อันความลำบากยากแค้นพบปะปิศาจอสุรกายยักษ์มารนั้น ไม่สามารถจะพรรณนา ได้ รับความเดือดร้อนไม่รู้ว่าเท่าไรแล้วจึงได้มาถึงนี่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟัง ดังนั้น ก็ให้เกิดศรัทธาปราโมทยรื่นเริงบันเทิงพระทัย รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดเครื่อง โต๊ะแจมาถวายพระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า อาตมภาพมีสานุศิษย์ยังคอยอยู่ข้าง นอก ไม่อาจนำเข้ามาเฝ้าวิตกเกรงจะมีความผิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนิมนต์เข้ามาจะได้ฉันเครื่องแจด้วยกัน พวกขุนนางก็ ออกไปที่ประตูมิได้เห็นมีผู้ใด พวกเฝ้าประตูบอกว่าเห็นอยู่สามคนรูปร่างหยาบช้า พักอยู่ที่หอรับแขกเมือง เห็นจะเป็นคนทั้งสามนั้นดอกกระมัง พวกขุนนางได้ฟัง ดังนั้นก็เดินไปที่หอพัก ถามขุนนางที่เฝ้าหอว่า คนไหนเป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้ง บัดนี้มีรับสั่งให้นำเข้าไปฉันแจ โป๊ยก่ายนั่งอยู่ที่นั่นได้ยินว่าจะให้เข้าไปกินเลี้ยง ก็ทะลึ่งออกมาพูดเสียงดังว่าข้าพเจ้าเอง พวกขุนนางแลเห็นรูปร่างก็ตกใจ แข็งใจ พูดว่าขอเชิญท่านทั้งหลายเข้าไปประเดี๋ยวนี้เถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็พากันตาม ขูนนางเข้าไปในพระราชวัง พวกขุนนางครั้นพาคนทั้งสามเข้ามาแล้วก็นำความ ขึ้นกราบทูล พระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็น เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งมีรูปร่างดุร้ายดังนั้นก็ตกพระทัย พระถังซัมจั้งจึงถวายพระ พรว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเกรงกลัวเลยจงวางพระทัยเถิด คนทั้งสามนี้ รูปร่างดุร้ายก็จริงแต่ใจดี โป๊ยก่ายทะลึ่งพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าข้าพเจ้าขอคำนับ พระเจ้าแผ่นดินก็ตกพระทัยยิ่งนัก พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า สานุศิษย์ทั้ง สามนี้อาตมภาพได้มาแต่ในป่า มิได้รู้จักขนบธรรมเนียมบ้านเมือง ขอพระองค์ ได้โปรดพระราชทานอภัย พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่อง โต๊ะพาไปยังตำหนักม่อซอเต๊ง จะได้รับประทานอาหารแจ พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ ทั้งสามก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน ออกเดินตามขุนนางพนักงานเครื่องไปยังตำหนัก ม่อซอเต๊ง ขุนนางก็จัดโต๊ะเชิญพระถังซัมจั้งเข้านั่งโต๊ะหนึ่ง สานุศิษย์ทั้งสามเข้า นั่งรวมกันโต๊ะหนึ่งตามสบายฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จเข้าข้างใน ให้มีพระพักตร์ผิดปรกติไป พระราชบุตร ทั้งสามพระองค์คอยเฝ้าอยู่ในพระตำหนักนั้น ก็แลเห็นพระราชบิดาเสด็จเข้ามามี สีพระพักตร์ผิดเผือดไปดังนัน จึงพากันทูลถามว่า พระองค์มีเหตุการณ์ไฉนจึงมิส พระพักตร์ผิดปรกติดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระราชบุตรทั้งสามว่า เมื่อกี้ นี้มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาจากเมืองไต้ถังเข้ามาขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เธอมี ลักษณะรูปร่างงามมิใช่คนเมืองใต้ เรามีศรัทธาจะเลี้ยงแจเธอสักเวลาหนึ่ง เธอ บอกว่ายังมีสานุศิษย์อีกสามคนคอยอยู่ที่หอรับแขกเมือง เราจึงสั่งให้เข้ามาทั้ง สามคน บัดนี้ก็เข้ามาแล้ว แต่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมข้าราชการที่จะเคารพต่อเจ้า นาย เราพิเคราะห์ดูคนทั้งสามนั้น มีลักษณะรูปร่างน่าเกลียดน่าชังดุจดังว่าผีและ ยักษ์ร้าย ในใจให้สะดุ้งหวาดไม่เป็นปรกติ เพราะฉะนั้นจึงมีสีหน้าผิดปรกติไป เมื่อพระราชโอรสทั้งสามได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น ก็กราบทูลว่าชะรอยจะเป็น ผีปิศาจแปลงกายมาดอกกระมัง พวกข้าพเจ้าจะขอออกไปดูให้เห็นแน่แก่ตาว่า จะเป็นประการใด เมื่อทูลพระราชบิดาดังนั้นแล้ว พระองค์ที่หนึ่งก็ทรงถือกระบอง ใหญ่ พระองค์ที่สองก็ทรงถือคราดเก้าซี่ พระองค์ที่สามก็ทรงถือแผ่นป้ายดำอันหนึ่ง สามองค์พี่น้องถืออาวุธครบมือกันแล้วก็พากันออกจากพระราชวังถึงประตูที่ร้อง ตวาดว่า พวกไหนที่จะอาราธนาพระไตรปิฎกอยู่ที่ไหน ในขณะนั้นมีขุนนางพนัก งานพนักงานเครื่องผู้หนึ่งอยู่ที่นั่น ได้ยินพระราชโอรสถามดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ ทูลว่าพวกพระสงฆ์ที่พึ่งเข้ามาฉันโต๊ะเครื่องแจอยู่ที่ตำหนักม่อซอเต็ง พระราช โอรสทั้งสามได้ทรงฟังดังนั้นมิได้รอรั้งรีบเดินเข้าไปในตำหนักม่อซอเต๊ง ร้องถาม ด้วยเสียงอันดังว่าพวกเหล่านี้เป็นมนุษย์หรือปิศาจหรือยักษ์ร้าย จงรีบบอกออก มาโดยเร็วอย่าให้ถึงลงมือ พระถังซัมจั้งกำลังฉันจังหันอยู่ เห็นดังนั้นก็ตกใจวาง ชามข้าวเสียทันที ขอตัวว่าอาตมภาพเป็นชาวเมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระธรรม มิใช่ผีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรดอก พระราชโอรสทั้งสามพูดว่า ตัวท่านก็เป็นมนุษย์ อย่างเดียวกับเรา แต่คนทั้งสามนั้นรูปร่างดุร้ายชะรอยจะเป็นปิศาจอสุรยักษ์เป็นแน่ โป๊ยก่ายกำลังกินไม่ธุระที่จะฟังเสียงร้ายดี ซัวเจ็งกับเห้งเจียเห็นดังนั้น จึงถ่อมตัว พูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่สวยงามก็จริง แต่ใจเป็นพระร่างกายหยาบคายแต่สันดาน ดี ท่านทั้งสามคือผู้ใดออกท่าทางฮึกหาญกล่าวความหมิ่นประมาทดังนี้ ขุนนาง พนักงานเครื่องที่อยู่ในที่นั้น จึงบอกว่าท่านทั้งสามนี้คือพระราชโอรสของพระเจ้า แผ่นดินปัจจุบันนี้ โป๊ยก่ายวางชามข้าวลุกขึ้นถามว่า ท่านราชบุตรทั้งสามจะถือ อาวุธมาทำไมหรือจะใคร่ลองฝีมือกับพวกข้าพเจ้าดอกกระมังพระราชบุตรองค์ที่สองได้ฟังโป๊ยก่ายถามดังนั้น สองมือจับคราดเหล็กแกว่งกวัด โป๊ยก่ายแลเห็นก็หัวเราะแล้วพูดว่าคราดของเธอนั้นเป็นลูกหลานคราดของข้าพเจ้า ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็แหวกเสื้อชักเอาคราดเหล็กออกมาจากเอว แกว่งรัศมีศรีทองพุ่ง พร่ายออกมานั้นได้พันและหมื่นสาย พระราชบุตรที่สองเห็นดังนั้นก็ตกใจมือและ เท่าก็อ่อนเปลี้ยไปทั้งกาย เห้งเจียเห็นพระราชบุตรที่หนึ่งถือกระบองโลดเต้นกวัด แกว่ง ก็ซักกระบองออกจากหูแกว่งไปมากระบององค์ใหญ่กว่าสามกำ ยาวสี่ศอก เศษปักลงกับพื้นลึกสามศอกเศษ แล้วก็หัวเราะพูดว่าข้าพเจ้าให้กระบองนี้แก่ท่าน พระราชบุตรที่หนึ่งก็ทิ้งกระบองของตนเสีย วิ่งเข้าไปจับกระบองของเห้งเจียโยก ถอนโดยกำลังแรง ถอนเท่าใดก็ไม่ขึ้น พระราชบุตรองค์ที่สามเห็นดังนั้นก็จับป้าย เหล็กออกท่า ซัวเจ้งยกกระบองวิเศษออกสกัด แล้วแกว่งไปมามีรัศมีแสงพุ่งออก มาระยับระย้า พวกขุนนางพนักงานในห้องเครื่องเห็นดังนั้น พากันตกใจครั่นคร้าม ไม่เป็นสมประดี พระราชโอรสทั้งสามคุกเข่าลงเคารพพูดว่าท่านครูข้าพเจ้าไม่ทราบ เลย ขอท่านได้สำแดงความประสิทธิ์ของท่านให้ข้าพเจ้าเห็นอีกสักครั้งหนึ่ง จะได้ เป็นที่นับถือของพวกข้าพเจ้า เห้งเจียกระโดดมาจับกระบองที่ปักอยู่นั้น ยกขึ้นเบาๆ ก็หลุดถอนขึ้นมาโดยง่ายไม่เป็นความยาก แล้วพูดว่าในสถานที่นี้คับแคบ ไม่สมควร ที่จะแผลงอิทธิฤทธิ์ได้ ข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นบนเวหาแผลงฤทธิ์ให้ท่านทั้งหลายดู พูดแล้วก็ทำสิ่งหนาทร้องตวาดด้วยเสียงอันดังคำหนึงแล้ว ก็ขึนเหยียบเมฆลอย ขนไปบนอากาศ จับกระบองออกท่าเรียกว่าเพลงโปรยดอกไม้ และเรียกว่ามังก พลิกตัว เห้งเจียจับกระบองแกว่งหมุนคว้าง ๆ โป๊ยก่ายอยู่ข้างล่างอดไม่ได้ร้องขึ้น ไปว่า ข้าพเจ้าจะแผลงฤทธิ์ให้ดูบ้าง ว่าแล้วถือคราดเผ่นขึ้นเหยียบสายลมเหาะ ลอยขึ้นบนอากาศ มือจับคราดตีข้างบนสามทีล่างสี่ที ซ้ายห้าที่ขวาหกทีหน้าเจ็ดที หลังเก้าที หมุนหันรอบตัวโดยความแคล่วคล่องว่องไว ได้ยินเสียงดุจลมพัดดังอู้ ๆ ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็มาคำนับอาจารย์พูดว่าขอพระอาจารย์จงคอยข้าพเจ้าจะไปซ้อม ฝีมือให้พระอาจารย์ดูบ้าง พูดดังนั้นแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ จับกระบองควงหมุน ดังจังหัน มีรัศมีสีแดงสว่างพรายเป็นประกายดูงดงามยิ่งนัก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัว เจ๋งต่างแผลงฤทธิ์อยู่บนอากาศโดยเชี่ยวชาญ พระราชโอรสทั้งสามและเห็นดัง นั้นก็ให้สยดสยองหวาดหวั่นครั่นคร้ามยิ่งนัก พากันคุกเข่าลงกับพื้นในตำหนักม่อ ซอเต็ง พวกขุนนางพากันกราบไหว้ทุก ๆ คนทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน และชาวเมือง พลไพร่ใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็มีความเลื่อมใสศรัทธาจุดธูปเทียนบูชาเห้งเจียโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งแผลงฤทธิ์แล้ว ก็หยุดพักพากันลงมายังพื้นไปหาพระอาจารย์ฝ่ายพระราชโอรสทั้งสามก็รีบพากันเข้าไปยังพระราชวังใน กราบทูลพระราช บิดาว่า มีความปราโมทย์ชื่นชมโสมนัสหาที่เปรียบมิได้ พระบิดาได้เห็นหรือไม่ เมื่อตะกี้นี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระราชโอรสทั้งสามว่า บิดาพึ่งเห็นบนอากาศ เมื่อกี้มีรัศมีสีรุ้งพรายสว่างไสว ก็ได้พากันจุดธูปเทียนสักการบูชา ไม่รู้ว่าเทพยดา พระองค์ใดมาแผลงศักดานุภาพดังนี้ พระราชโอรสทั้งสามจึงกราบทูลว่าที่แผลง ฤทธานุภาพนั้นมิใช่ใครผู้ใดเลย คือสานุศิษย์ทั้งสามของพระสงฆ์ที่จะไปอาราธนา พระไตรปิฎกธรรมนั้นเอง คนหนึ่งถือกระบองเหล็ก คนหนึ่งถือคราดเหล็ก คนหนึ่ง ถือพลองเหล็ก ล้วนแต่อาวุธวิเศษทั้งสามคน อาวุธของข้าพเจ้าทั้งสามนั้นไม่ สามารถจะเปรียบได้ พวกข้าพเจ้าขอให้เธอแผลงอิทธิฤทธิ์ให้ดู เธอว่าคับแคบ นักไม่พอที่จะแผลงฤทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเชิญให้เธอเหาะขึ้นบนอากาศ ที่บังเกิดแสงสว่างรุ่งเรืองนั้น คือรัศมีของอาวุธต่าง ๆ บัดนี้เธอยังอยู่ที่ตำหนักม่อ ซอเต็ง ลูกมีความยินดีที่สุด อยากจะใคร่เป็นสานุศิษย์แห่งเธอเรียนวิชาไว้สำหรับ รักษาบ้านเมือง แต่ไม่ทราบว่าพระบิดาจะเห็นประการใดฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังพระราชโอรสทั้งสาม ทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงพาพระราชโอรสทั้งสามเสด็จไปยังตำหนักม่อซอเต็ง ฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุ ศิษย์ทั้งสามกำลังจัดแจงจะเข้าไปลาพระเจ้าแผ่นดิน ก็พอเห็นพระเจ้าแผ่นดิน เง็กฮัวจิวเสด็จมากับพระราชบุตร พระราชโอรสทั้งสามพระองค์ พร้อมกันกราบ ลงกับพื้น พระถังซัมจั่งเห็นดังนันก็ตกใจก็ลงคุกเข่าคำนับตอบ เห้งเจียโป๋ยก่าย ซัวเจ๋งเห็นดังนันก็ลุกจากที่เดินแอบไปข้างหนึ่งยิม ๆ อยู่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสนมัสการแล้วก็นิมนต์พระถังซัมจั้งกับ สานุศิษษ์ขึ้นนั่งยังเดิมแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามีกิจธุระจะขอยอม เคารพต่อท่าน ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามจะปลงใจด้วยหรือไม่ พระถังซัมจังถวาย พระพรถามว่า พระองค์มีความเห็นอย่างไรก็ตามแต่พระทัยเถิดถ้าควรแล้วอาตม ภาพไม่ขัดศรัทธาจึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมื่อแรกข้าพเจ้ายังมิได้พบแก่ท่านทั้งสาม ก็นึกแต่ว่าพระสงฆ์มาแต่เมืองไต้ถังจะไปอาราธนาพระธรรมเท่านั้น ครั้นได้เห็น ท่านสำแดงฤทธาอานุภาพในกลางอากาศจึงทราบได้ว่าท่านผู้สำเร็จลงมา บุตร ข้าพเจ้าทั้งสามนี้พอใจแต่ในการฝึกหัดเพลงอาวุธ เพราะฉะนั้นขอท่านได้กรุณา แนะนำสั่งสอนวิทยาให้แก่บุตรของข้าพเจ้าทั้งสาม ข้าพเจ้าจะขอบใจท่านแบ่ง สมบัติให้แก่ท่านครึ่งหนึ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่าท่านยังไม่ ทราบหรือว่าพวกข้าพเจ้าอยู่ในทางธรรมรักษาศีลภาวนาไม่พอใจในลาภยศ หาก พระราชบุตรของพระองค์ปรารถนาจะเรียนรู้วิชา อย่ายกสิงของขึ้นเป็นกำนัล เอา แต่นำใจเท่านันก็พออยู่แล้ว พระราชบุตรทังสามได้ฟังเห้งเจียว่าดังนัน ก็มีความ ยินดีเป็นที่สุด จึงสั่งพนักงานเครื่องแจให้จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงยังพระราชวังในและ สั่งพนักงานพิณพาทย์ขับร้อง ครั้นจัดเสร็จแล้ว ศิษย์กับอาจารย์ก็พร้อมกันเข้า นั่งฉันเครื่องแจในเวลานั้น ครั้นเสร็จแล้วก็พากันพักนอนยังตำหนักม่อซอเต็งคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าแผ่นดินเง๊กฮัวจิวกับพระราชโอรสทั้งสามเสด็จมานมัสการพระ ถังซัมจั้งแล้ว พระราชบุตรทั้งสามก็มาคำนับเห้งเจียโป๊ยก่ายชัวเจ้งแล้วพูดว่า ขอ ท่านครูอย่าได้มีความเสียดายเลย ขอให้ข้าพเจ้าดูเครื่องมือของท่านทั้งสามอีก ครั้งหนึ่งเถิด โป๊ยก่ายซัวเจ๋งมีความยินดีหัวเราะแล้ว จึงชักอาวุธออกวางไว้กับพื้น พระราชบุตรที่สองที่สามเข้ามาลองยกดูก็ไม่หวาดไหว เปรียบดุจตั๊กแตนเข้าโยก เสาตะลุงช้างฉะนั้น พระราชบุตรทั้งสองออกกำลังจนสีพระพักตร์แดงก็ไม่ไหวไม่ เขยือน พระราชบุตรที่หนึงตรัสว่าพระน้องทั้งสองอย่าออกกำลังให้เสียแรงเปล่าเลย ด้วยเครื่องอาวุธทั้งสองอย่างนั้นมิใช่ของธรรมดา เป็นของกายสิทธิ์ไม่ทราบว่าจะ หนักสักเท่าใด โป๊ยก่ายบอกว่าคราดนั้นไม่หนักสักเท่าใดดอก ทั้งตัวทั้งด้ามหนัก ประมาณห้าพันสี่สิบแปดชั่งนั้น พระราชบุตรที่สามถามซัวเจ็งว่าพลองของท่าน อาจารย์หนักประมาณสักเท่าใด ซัวเจ๋งหัวเราะแล้วตอบว่าพลองนั้นหนักห้าพันสี่ สิบแปดชั่งเหมือนกัน พระราชบุตรที่หนึ่งขอดูกระบองของเห้งเจีย เห้งเจียเอียงหู ลงควักออกมาเป็นเข็มเล่มหนึ่ง แกว่งกระทบสายลมกระบองก็โตขึ้นประมาณสี่กำ แล้วหักตั้งอยู่ตรงหน้า พวกขุนนางแลเห็นดังนั้นก็พากันครั่นคร้ามเกรงกลัว พระ ราชบุตรทั้งสามจึงถามว่า อาวุธของอาจารย์ทั้งสองซ่อนไว้ที่บั้นเอว แต่อาวุธของ ท่านอาจารย์เห้งเจียซ่อนไว้ในหูเล็กเท่าเข็ม ครั้นถูกลมแล้วจึงโตขึ้นนั้นด้วยเหตุ ผลประการใดเป็นน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงพูดว่ากระบองเหล็ก นี้ท่านยังไม่ทราบ มิใช่ของธรรมดา เป็นกายสิทธิ์ ตั้งแต่ท่านเจ้าต้ายผู้วิเศษ สะกดไว้กลางทะเล หากข้าพเจ้ามีนิสัยจึงไปเอามาได้ จะเปลี่ยนแปลงใดก็ได้ทุก ประการ น้ำหนักหมื่นสี่พันห้าร้อยชั่ง และไม่เหมือนเหล็กธรรมดา พระราชบุตร ได้ฟังดังนั้น ก็มีความเลื่อมใสศรัทธา ตั้งใจจะให้เห้งเจียสั่งสอนฝึกหัด เห้งเจีย จึงถามว่า ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามจะเรียนอาวุธอันใด พระราชบุตรทั้งสามจึงบอกว่า อยากจะเรียกอาวุธของอาจารย์ทั้งสามนั้นเห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ถ้าดังนั้นก็ ง่ายไม่ยาก แต่วิตกเห็นว่ากำลังของท่านทั้งสามจะไม่พอแก่อาวุธของข้าพเจ้า เมื่อ ยกไม่ไหวแล้วจะฝึกหัดอย่างไรได้ ดุจจะเขียนไม่เป็นจะกลายเป็นเขียนสุนัขไป หาก ท่านทั้งสามตั้งใจอยากจะได้จริง ก็จงตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาให้เทพยดาฟ้าและ ดินแล้ว ข้าพเจ้าจะสอนกำลังภาคใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว จึงค่อยเรียนฝึกหัดเพลง อาวุธพระราชบุตรทั้งสามได้ฟังดังนั้น ต่างก็ดีใจยกโต๊ะมาตั้งเอง แล้วจุดรูปเทียน สักการะบูชาไหว้เทพยดาฟ้าและดิน แล้วจึงมาขอให้อาจารย์สอนทางวิเศษให้ เห้งเจียหันหน้ามาหาพระถังซัมจั้งแล้ว ทำความเคารพว่าท่านอาจารย์ ผู้มีคุณ อันประเสริฐของข้าพเจ้าขออนุญาตโปรดให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย บัดนี้พระราชบุตร ทั้งสามนี้มาขอเคารพเป็นสานุศิษย์ จะขอเรียนศิลปศาสตร์วุฒิทางอาวุธ เธอยอม เป็นสานุศิษย์ของข้าพเจ้า ก็นับว่าเป็นนัดดาของพระอาจารย์ ขอพระอาจารย์ได้ ทราบ ข้าพเจ้าจะให้ความรู้แก่เธอทั้งสาม โป๊ยก่ายซัวเจ้งเห็นเห้งเจียกระทำ เคารพแก่พระอาจารย์ดังนั้น ก็กระทำความเคารพแก่พระอาจารย์บ้าง แล้วจึงพูดว่า ขอพระอาจารย์นั่งให้สบาย ผ่อนให้ข้าพเจ้าทั้งสองหาสานุศิษย์คนละคน ไว้เป็น ที่ระลึกซึ่งทางไขทีนี้ พระถังซัมจั้งได้ฟังสานุศิษย์ทั้งสามมาขออนุญาต ดังนั้นก็มี ความยินดีที่สุดจึงให้อนุญาต เห้งเจียจึงสอนพระราชบุตรทั้งสามที่ในห้องตำหนัก ม่อซอเต็งในที่สงัด เห้งเจียเขียนยันต์แล้ว ให้พระราชบุตรทั้งสามคุกเข่าสำรวม จิตหลับพระเนตรนิ่งแน่ทั้งสามองค์ เห้งเจียจึงร่ายพระคาถาเป่าลงที่ท้องพระราช บุตรทั้งสามพระองค์ ถอดกำลังของตัวให้แก่พระราชบุตรทั้งสามพระองค์ ดุจดัง ว่าเปลี่ยนแปลงกายขึ้นใหม่ พระราชบุตรทั้งสามก็รู้สึกพระองค์ว่ามีกำลังเกิดขึ้น ผุดลุกขึ้นลูบเนื้อลูบตัวดูแข็งแรงมีกำลังขึ้นมา ยิ่งกว่าแต่ก่อนร้อยเท่าพันทวี พระ ราชบุตรองค์ใหญ่ก็มาลองจับกระบองของเห้งเจีย พระราชบุตรองค์ที่สองก็มาจับ คราดของโป๊ยก่าย พระราชบุตรองค์ที่สามก็มาจับพลองของซัวเจ๋ง ต่างก็มีกำลัง ยกขึ้นกวัดแกว่งได้ทั้งสามองค์ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นพระราชโอรสทั้งสามมี กำลังขึ้นดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง สั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะมาเลี้ยงขอบคุณ ในเวลาเลี้ยงนั้นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ต่างให้วิชาความรู้แก่สานุศิษย์ของตน แต่ กำลังนั้นทนไม่นานก็หอบเหนื่อยเพราะเครื่องอาวุธของอาจารย์เป็นของกายสิทธิ์ ครั้นเลิกแล้วก็ลาไปพักยังที่ รุ่งขึ้นพระราชบุตรทั้งสามก็มาเคารพขอบคุณอาจารย์ แล้วจึงพูดว่าเครื่องอาวุธของอาจารย์ยกได้ก็จริงแต่ยังลำบาก ข้าพเจ้าทั้งสามอยาก จะให้ช่างทำตามอย่างนี้ แต่ผ่อนลดน้ำหนักให้เบาลง ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะ เห็นเป็นประการใด โป๊ยก่ายว่าถ้าคิดดังนั้นเห็นจะถูกต้อง เพราะเหตุว่าอาวุธ ของข้าพเจ้าหนักมากเกินกว่ากำลังของท่าน อีกประการหนึ่งก็เป็นของคู่มือข้าพเจ้า สำหรับที่จะได้ปราบภูตผีปิศาจและยักษ์ร้าย ดีแล้วควรจะให้ช่างทำขึ้นไว้สำหรับ ตัวท่าน พระราชบุตรทั้งสามได้ฟังดังนั้น ก็เรียกช่างเหล็กมาให้เลือกเหล็กอย่างดี ตั้งเตาสูบหล่อเสียวันหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงมาขอยืมอาวุธไปทำตัวอย่าง พิงไว้ในโรงช่าง เหล็กทั้งวันทั้งคืน อันเครื่องอาวุธทั้งสามนี้เป็นของกายสิทธิ์ติดอยู่กับตัวเห้งเจีย โป๊ยก่ายซัวเจ็งมิได้ห่างจากกาย ครั้นว่านำไปพิงไว้ในโรงช่างเหล็ก ก็บังเกิดรัศมี สีแสงรุ่งโรจน์โชตินาฟุ้งสว่างขึ้นบนอากาศ เวลานั้นมีปิศาจตนหนึ่งอยู่ห่างเมือง ประมาณเจ็ดสิบโยชน์ เขานั้นเรียกว่าเป๋าเถ้าซัว ถ้ำนั้นเรียกถ้ำเฮ้าเถ้าต้อง เวลา คืนวันนั้นปิศาจนั่งอยู่ที่หน้าถ้ำ แลขึ้นไปบนอากาศก็เห็นมีแสงสว่างพุ้งขึ้นบน อากาศจึงเหาะตรงมาที่แสงสว่างนั้น ครั้นถึงก็เห็นแสงสว่างนั้นฟุ้งขึ้นมาจาก พระราชวังใน ปิศาจก็ลงยังพื้นพิจารณาดูเห็นเครื่องอาวุธทั้งสามอย่าง ปิศาจก็มี ความยินดีมีความพิศวงคิดว่าอาวุธนี้จะเป็นของผู้ใดหนอเอามาพิงไว้ที่นี้ เป็น นิสัยของเราควรจะเอาไปไว้สำหรับตัวคิดดังนั้นแล้วก็ลักเอาอาวุธทั้งสามอย่างนั้น กลับไปยังถ้ำฝ่ายพวกช่างเหล็กในโรงหล่อ มีความเหน็ดเหนื่อยก็พากันหลับนอนไม่รู้สึก สมประดี ครั้นเวลารุ่งแจ้งก็มาพร้อมกันที่โรงสูบ ไม่เห็นอาวุธทั้งสามนั้น ทุกคน ตกใจพากันเที่ยวค้นหาก็ไม่พบไม่เห็น พระราชบุตรทั้งสามก็เสด็จมาดู พวก ช่างเหล็กก็กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบอาวุธทั้งสามอย่างนั้นหายไปเสียแล้ว พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเที่ยวค้นหาก็มิได้พบเห็น พระราชบุตรทั้งสามองค์ได้ทรง ทราบดังนั้นก็ตกพระทัย จึงพูดว่าเห็นอาจารย์จะมาเก็บเอาไปเสียดอกกระมัง จึง พากันรีบไปที่ตำหนักม่อซอเต็ง เวลานั้นอาจารย์นอนหลับอยู่ยังไม่ตื่น ซัวเจ๋ง ได้ยินเสียงเรียกก็ผุดลุกขึ้นเปิดประตู พระราชบุตรทั้งสามก็เข้าไปค้นดูมิได้เห็น อาวุธก็ตกใจ จึงถามอาจารย์ว่า อาวุธนั้นท่านเก็บมาแล้วหรือ เห้งเจียได้ฟังดัง นั้นก็ผุดลุกขึ้นบอกว่ามิได้เอามา พระราชบุตรทั้งสามบอกว่า เมื่อคืนนี้หายไป หาไม่พบ โป๊ยก่ายกำลังนอนได้ยินดังนันก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่าคราดของข้าพเจ้า อยู่หรือไม่ พระราชบุตรทั้งสามบอกว่าไม่เห็น ข้าพเจ้าคิดว่าท่านอาจารย์ไปเก็บ เอามาจึงได้มาถาม เพราะเห็นว่าอาวุธวิเศษของอาจารย์เปลี่ยนแปลงได้อาจารย์ จะเอามาเก็บซ่อนไว้ในตัวดอกกระมัง เห้งเจียบอกว่าไม่ได้เอามา พูดแล้วก็พา กันมาที่โรงสูบค้นหาอีกครั้งหนึ่งก็มิได้เห็นโป๊ยก่ายว่าเห็นพวกช่างเหล็กจะลักเอาไป จงรีบเอามาคืนโดยเร็วหาไม่จะตีให้ตายทุกคน พวกช่างเหล็กได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดัง นั้นก็ตกใจคุกเข่าลงร้องไห้พูดว่าขอท่านได้โปรด พวกข้าพเจ้ามากระทำการเหน็ด เหนื่อยก็หลับไหลไม่ได้สติ ครั้นตื่นมาดูก็ไม่เห็นพวกข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ปุถุชน ที่ไหนจะมีแรงยกของกายสิทธิ์อย่างนี้ได้ ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าพเจ้านี้เถิด เห้งเจียนึกอยู่แต่ในใจว่า การทั้งนี้พวกเราไม่ดีเอง หากให้เขาเอาไปดูตัวอย่างแล้ว ก็เอากลับมาเก็บไว้กับตัวก็จะไม่หาย นี่ทิ้งไว้ทั้งคืนดังนั้นจึงได้มีเหตุขึ้นดังนี้ อัน ของวิเศษี้ทิ้งไว้หลายเวลานักก็มีรัศมีฟุ้งขึ้น ชะรอยอ้ายคนพาลมาลักเอาไปใน เวลากลางคืนเป็นแน่ โป๊ยก่ายไม่เชื่อพูดว่าในอาณาเขตบ้านเมืองกำลังรุ่งเรือง บริบูรณ์ และอีกประการหนึ่งไม่ใช่กลางป่ากลางดงอะไรจึงจะได้มีคนพาลมาลัก เอาไป คงจะเป็นพวกช่างเหล็กเป็นแน่เห็นอาวุธมีรัศมึงดงามออกไปนอกกำแพงเมือง ให้สมัครพรรคพวกเข้ามาลักเอาไป เอามาตีเสียให้ตายจึงจะสมควร พวกช่าง เหล็กก็คุกเข่าลงปฏิญาณสาบานตัวว่ามิได้เอาไปทุก ๆ คน ในขณะเมื่อพูดกันอยู่ ก็พอพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทรงถามซึ่งเหตุการณ์นั้น ทรงทราบทุกประการแล้ว ก็ทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในพระทัยจึงตรัสแก่อาจารย์ทั้งสามว่า ซึ่งอาวุธวิเศษ ของท่านทั้งสามนั้นมิใซ่ของธรรมดา สักพันคนก็จะไม่มีสักคนหนึ่งเอาไปได้ อีก ประการหนึ่งข้าพเจ้ารักษาครอบครองเมืองนี้ ได้ตั้งบทกฎหมายปรับโทษห้าประการ และตัวข้าพเจ้าก็ตั้งอยู่ในยุติธรรม ลือชาปรากฏแพร่หลาย พวกเหล่านี้คงไม่กล้า ลักของอันนี้ไป ขอท่านอาจารย์ได้ดำริการให้รอบคอบ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ไม่ต้องตรึกตรองไม่ต้องกล่าวถึงพวกช่างอีกต่อไปทำไมข้าพเจ้าจะขอถาม พระองค์ว่าในอาณาเขตเมืองนี้มีสี่ทิศจะมีป่าดงที่ไหนบ้าง ซึ่งมีผีปิศาจยักษ์ร้าย สำนักอยู่ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียถามดังนั้น จึงทรงตอบว่าท่านอาจารย์ ถามข้อนี้เห็นควรแก่การ ด้วยอาณาเขตเมืองของข้าพเจ้านี้ ทางทิศอุดรมีเขาหนึ่ง เรียกว่าเป้าเถ้าซัว ในเขานั้นมีถ้ำหนึ่ง เรียกว่าถ้ำเฮ้าเถ้าต้อง ชาวชนไปมาเล่าลือ กันว่าในถ้ำนั้นมีฤๅษีเซียนผู้วิเศษอยู่คนหนึ่ง และพูดกันว่ามีสัตว์เนื้อเสือร้ายปิศาจ ผีมีชุกชุม ข้าพเจ้าก็ยังสืบถามอยู่ว่าจะเป็นสัตว์อันใดแน่ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่าไม่ต้องพูดให้มากความ แน่แล้วพวกคนร้ายในที่นั้นมาลักเอาไปไม่ผิดเลย เห้งเจียจึงเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ้งมาสั่งว่าจงอยู่รักษาปฏิบัติพระอาจารย์ พี่จะไปสืบ ถามให้ได้ความแล้วจะกลับมา พอสั่งเสร็จแล้วได้ยินเสียงว่าไปคำหนึ่งเท่านั้นก็ แลไม่เห็นรูปกาย บัดเดี๋ยวก็เหาะมาถึงเขาเปาเถ้าซัวก็ลดลงยังยอดเขา พิเคราะห์ ดูรอบเขาก็เห็นมีไอปิศาจฟุ้งขึ้นจริงดังนั้น เวลาที่เห้งเจียกำลังพิจารณาดูอยู่นั้น เห็นปีศาจน้อยสองคนเดินพูดกันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เห้งเจียนึกว่า ซะรอยอ้ายสองคนนี้จะเป็นปิศาจลาดตระเวนเป็นแน่ อย่าเลยเราจะตามไปดูมัน จะพูดอะไรกัน คิดดังนั้นแล้วก็ไหวกายแปลงเป็นผีเสื้อน้อยตัวหนึ่ง บินตามไป บนศีรษะทั้งสอง ก็ได้ยินคนหนึ่งพูดว่า ไต้อ๋องนายเราสองเดือนติด ๆ กันมีลาภ สองอย่างเมื่อเดือนก่อนได้นางรูปงามมาไว้สุขสำราญในถ้ำ มาเดือนนี้ได้อาวุธ วิเศษสามอย่างหาค่ามิได้ พรุ่งนี้จะเปิดการทำขวัญคราดวิเศษ พวกเราก็จะพลอย อิ่มหนำสำราญด้วย คนหนึ่งพูดว่า พวกเราก็มีอันพอใจเราเอาเงินยี่สิบตำลึงนี้ไป ซื้อเนื้อหมูเนื้อแกะ ถ้าไปถึงที่พักเรากินสุราสักห้าแก้ว และยกเงินสักสองสาม ตำลึงไว้ซื้อเสื้อกันหนาวจะมิดีหรือ ปิศาจทั้งสองเดินพลาง พูดกันพลางหัวเราะกัน แล้วก็รีบเดินเข้าทางใหญ่ไป เห้งเจียได้ยินว่าจะทำขวัญคราดเหล็ก ก็มีความดีใจ จะใคร่ตีปิศาจให้ตายแต่เครื่องมือไม่มี จึงชิงบินไปขึ้นหน้าแล้วแปลงกายกลับเป็น รูปเดิมยืนคอยอยู่ข้างหน้า ครั้นปิศาจทั้งสองเดินมาถึง เห้งเจียก็เป่าพระคาถา เป็นมหาจังงัง ปิศาจทั้งสองก็ยืนอยู่กับที่ไม่อาจเดินไปได้ เห็งเจียก็เข้าแหวกเอา เสื้อปิศาจค้นดู ก็มีจริงเงินยี่สิบตำลึงอยู่ในสายรัดพุง และมีป้ายแขวนที่บั้นเอว คนละแผ่น มีอักษรเขียนในป้ายว่าโตจั้นโก๊กวั่ย คนหนึ่งว่า โก๊กวั่ยโตจั้น เห้งเจีย แก้เอาป้ายทั้งสองกับเงินยี่สิบตำลึงแล้ว ก็เหาะกลับไปยังเมืองจิวก๊ก ครั้นถึงก็ลด ลงยังพื้นเข้าหาพระอาจารย์และเจ้าเมือง เล่าความตามเหตุผลให้ฟังทุกประการแล้ว โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า เห็นจะคราดวิเศษของข้าพเจ้ามีรัศมีสี แสงสว่าง มันจึงได้ดีใจซื้อหมูจะทำขวัญดังนั้นเอง ถ้าดังนั้นจะทำประการใด จึง จะได้คราดของข้าพเจ้ากลับคืนเล่า เห้งเจียว่าพี่น้องเราจะต้องไปให้พร้อมกันทั้ง สามคน เงินที่เราได้มาทั้งยี่สิบตำลึงนี้ เอาไปซื้อหมูและแพะบำเหน็จรางวัลพวก ช่างเหล็ก ให้ราชบุตรทั้งสามจัดซื้อสุกรและแพะสักสองสามตัว สวนโป๊ยก่าย แปลงเป็นโตจั้นโก๊กวัย พี่จะแปลงเป็นโก๊กวัยโตจั้น ซัวเจ็งแต่งเป็นคนขายสุกร และแพะ พากันไปที่ถ้ำได้โดยง่าย เมื่อเข้าใกล้ได้แล้ว เราจึงช่วยกันชิงเอาอาวุธ คนละอันช่วยกันกำจัดมันเสียให้ราบคาบแล้ว จึงค่อยพากันกลับไป ซัวเจ๋งได้ฟัง ดังนั้นก็หัวเราะชมว่าคิดดังนี้ดีจริงเรารีบไปเถิด พระเจ้าแผ่นดินจึงให้จัดสุกรและ แพะมาพร้อม พี่น้องก็ลาพระถังซัมจั้งออกจากเมือง โป๊ยก่ายถามว่ารูปร่างโต จันโก๊กวั่ยเป็นอย่างไรข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็น ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้ เห้งเจีย ว่าพีจะแปลงให้ดูก่อน ว่าแล้วก็แปลงให้โป๊ยก่ายดู โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็แปลงให หมอนบศาจโตจันโก้กวัย เห็งเจียก็แปลงเป็นปศาจโก๋กวัยโตจัน แล้วเอาป๊าย แขวนบั้นเอวคนละอัน ซัวเจ๋งก็แต่งตัวเป็นคนขายแพะและสุกร ครั้นเปลี่ยนแปลง เสร็จแล้ว ก็รีบพากันเหาะตรงไปยังเขาเปาเถ้าซัว ครั้นถึงก็ลดลงยังยอดเขาพา กันตัดทางไปยังถ้ำ บังเอิญมาพบปิศาจน้อยหน้าเขียวคนหนึ่ง ขนและผมแดงก็ รักแร้หนีบหีบหนังสือเดินมาปะทะหน้าเห้งเจีย ก็ร้องเรียกว่าโก๊กวัยโตจันมาแล้วหรือ ซื้อหมูแพะมาแล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าเอามานี่แล้ว เห้งเจียจึงย้อนถามว่า ก็ตัว จะไปข้างไหนเล่า ปิศาจนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าจะเอาหนังสือไปเชิญเล่าต้ายอ๋องผู้ใหญ่ มากินโต๊ะพรุ่งนี้เข้าที่ประชุม เห้งเจียถามว่าจะเชิญผู้ใดบ้าง ๆ ปิศาจตอบว่ารวม ทั้งเล็กใหญ่อยู่ในยี่สิบคนกว่า เห้งเจียจึงขอดูหนังสือเชิญ มีใจความว่าพรุ่งนี้ ทำการทำขวัญคราดวิเศษ และจัดเครื่องโอชารสเป็นที่ประชุมรื่นเริง ขอคำนับ มายังท่านผู้ใหญ่ที่นับถือยิ่ง เชิญมาตามเวลาอย่าให้คลาดเคลื่อน ขอคุณปู่เจ้า เก๊าเล่งง่วนเซี้ยผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าซึงอึ้งไซคำนับเชิญ เห้งเจียดูรู้ความแล้วก็ส่งคืนให้ แก่ปิศาจไป ปิศาจเดินทางไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซัวเจ๋งเห็นปิศาจไปแล้ว จึง ถามเห้งเจียว่า ในหนังสือนั้นมันพูดว่าอะไรกัน เห้งเจียบอกว่าหนังสือเชิญมา ทำขวัญคราดเท่านั้น ผู้เชิญลงชื่อซึงอึ้งไซ ถึงปู่เจ้าเก้าเล่งง่วนเซี้ยผู้ใหญ่ ซัวเจ๋ง ได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงหัวเราะว่าเห็นซึงอึ้งไซจะเป็นราชสีห์ขนสีทองมาเป็นปิศาจ แต่ชื่อเก๊าเล่งง่วนเซี้ยนั้นจะเป็นสัตว์อะไร โป๊ยก่ายจึงพูดว่า คือสินค้าของข้าพเจ้าเอง เห้งเจียถามว่า ทำไมรู้เล่าว่าเป็นสินค้าของตัว โป๊ยก่ายพูดว่า คำโบราณท่าน ย่อมกล่าวว่า แม่สุกรมักจะเลียบเคียงแก่ราชสีห์ เพราะฉะนั้นจึงรู้ได้ว่าเป็นสินค้า ของข้าพเจ้า สามคนพูดโต้ตอบหัวเราะกันไปมาแล้วก็พากันรีบเอาหมูแพะเดิน มายังประตูถ้ำเอ้าเก้าต้อง ครั้นถึงก็แลเห็นปิศาจใหญ่น้อยนั่งอยู่เป็นหมู่ใหญ่ ก็ พากันมาจับหมูจับแพะพูดกันเสียงอึกทึกได้ยินถึงในถ้ำปิศาจไต้อ๋อง จึงออกมา ถามว่าเจ้าทั้งสองมาแล้วได้ซื้อหมูแพะเท่าใด เห้งเจียบอกว่า ซื้อสุกรได้เก้าสุกร ซื้อแพะได้เจ็ดแพะ รวมสิบหกด้วยกัน หมูสิบหกตำลึงแพะเก้าตำลึง เอาเงินไป ยี่สิบตำลึงยังขาดอยู่ห้าตำลึง เจ้าของตามมาเอาเงินที่ยังค้างอยู่นั้น ปิศาจไต้อ๋อง ได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็เรียกคนใช้ให้เอาเงินห้าตำลึงมาให้แก่เจ้าของสุกรไป เห้งเจีย บอกว่าคนผู้นี้ตามมาโดยความประสงค์สองประการ จะขอเงินค่าแพะและสุกร ประการหนึ่ง จะใคร่ดูเครื่องอาวุธที่จะทำขวัญคราวนี้ประการหนึ่ง ปิศาจไต้อ๋อง ได้ฟังดังนั้นจึงด่าว่าเจ้าโตจั้นนี้เป็นคนหยาบแท้ๆ ไปซื้อก็ตามเรื่องซื้อๆ แล้วก็กลับมา ทำไมจึงต้องไปประกาศบอกประชาชนให้รู้ด้วยทำไมโป๊ยก่ายจึงพูดว่าขอไต้อ๋องได้ ทราบ ด้วยของวิเศษอย่างนี้ ในใต้หล้านี้จะไปหาที่ไหน ควรจะให้ประชาชนเขา ชมดู จะไปกลัวอะไรที่ไหน ปิศาจไต้อ๋องก็ตวาดว่าเจ้าโก๊กวัยเจ้าชาติชัวไม่รู้จัก อะไร อันของวิเศษอย่างนี้ได้มาจากเมืองเง๊กฮัวจิว หากคนนีดูแล้วจะกลับไปเที่ยว บอก เล่าต่อ ๆ ไป บางที่จะรู้ถึงเจ้าเมือง ก็จะมาทวงถามขอร้อง ถ้าดังนั้นจะทำอย่างไร เห้งเจียพูดว่าขอไต้อ๋องได้ทราบ แขกคนนี้อยู่ทิศตะวันออกห่างเมืองออกไกล ไหน จะไปเล่าถึงเมืองได้และเธอมานี้ก็ยังมิได้กินข้าวข้าพเจ้าทั้งสองท้องก็หิวข้าวยัง ไม่ได้กินด้วยกัน จะมีข้าวเหล้าก็ขอให้เธอกินสักอิ่มหนึ่งแล้วจะได้กลับไป พูดยัง ไม่ทันเสร็จปิศาจน้อยก็เอาเงินมาให้ห้าตำลึง ส่งให้เห้งเจีย เห้งเจียก็ส่งให้ซัวเจ๋ง แล้วพูดว่าเงินที่ค้างห้าตำลึงเป็นครบบี่สิบห้าตำลึงค่าแพะและสุกรของท่าน ท่าน ไปกินข้าวกับข้าพเจ้า กินแล้วจะได้กลับไปพูดแล้วทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปใน เข้าไปในถ้ำ ถึงประตูที่สองแลเห็น คราดวิเศษอยู่บนหน้าหออันหนึ่ง ข้างตะวัน ตกพลองพิงอยู่อันหนึ่ง ข้างตะวันออกกระบองพิงอยู่อันหนึ่ง ปิศาจไต้อ้องเดิน ตามหลังเข้ามาสั่งว่าจะดูก็ดูกลางนั้นคราดวิเศษหากกลับไปอย่าได้พูดให้คน อื่นรู้เป็นอันขาด ซัวเจ้งก็รับคำว่าข้าพเจ้าไม่อาจพูด โป๊ยก่ายนั้นมีสันดานลุกลน พอแลเห็นตราดของตัวก็มิได้คิดเกรงใจอะไรใคร ตรงเข้าฉวยออกมาแล้วก็แปลง กลับเป็นรูปเดิม ยกคราดขึ้นสับลงไปหมายศีรษะปิศาจ เห้งเจียซัวเจ็งต่างก็วิ่งเข้าไป จับอาวุธของตัวได้แล้ว ก็กลายกลับเป็นรูปเดิมเข้าช่วยกันระดมตีปิศาจมิได้รอรั้ง ปิศาจเห็นดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปฉวยเอาจอบเหล็ก ปิศาจร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า มึงเป็นคนอะไรที่ไหนจึงสามารถมาทำล่อลวงเอาของวิเศษของเราดังนี้ เห้งเจียพูดว่า เราดูู้ว่าเจ้าเป็นอ้ายสัตว์หน้าขนเจ้าจำเราไม่ได้หรือเราคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั่ง เพราะข้ามมาถึงเมืองเงิกฮัวจิว พระราชบุตรทั้งสามเคารพนับถือเราเป็นครู เธอ อยากฝึกหัดเพลงอาวุธ จึงเอาอาวุธของเราทังสามคนมาทำตัวอย่างวางไว้ในโรงหล่อ พระราชวังใน มึงเป็นขโมยลักเอามาไว้ในถ้ำนี้ เราจึงตามมาเพื่อจะให้รางวัลแก่ เจ้าคนละทีสองทีแล้วก็จะกลับไป ว่าแล้วก็รบกับปิศาจโดยสามารถทั้งสามคน ปิศาจต้านทานกำลังไม่ไหวก็บันดาลเป็นลมหายตัวไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โป๊ยก่ายก็ไล่ไป เห้งเจียร้องห้ามไว้ว่าปล่อยให้มันไปเถิด โบราณท่านย่อมว่าสุนัข จนตรอกอย่ารุกไล่ โป๊ยก่ายก็หันกลับ เห้งเจียพูดว่าเราพากันเข้าไปในถ้ำทำลาย ถ้ำเสียก่อนอย่าให้มันอาศัยอยู่ได้ต่อไป โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังถ้ำ จับ ปิศาจเล็กใหญ่ฆ่าเสียทั้งสิ้น เห้งเจียก็กวาดสิ่งของเล็กน้อยกับทั้งสัตว์ปิศาจที่ตีตาย และทั้งหมูแพะที่เอามานั้นเอาออกมาหมดแล้ว ซังเจ้งก็เก็บเอาไม้ฟืนแห้งมากอง ไว้แล้วเอาไฟจุดเผาในถ้ำนั้นไหม้เป็นจุณไปแล้วพากันเก็บเอาสิ่งของเหล่านั้น เหาะกลับไปยังเมืองเง๊กฮัวจิว เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสทั้งสาม และพระถังซัมจั่งนั่งชะแง้คอยท่าอยู่ที่ตำหนักม่อซอเต็ง แลไปก็เห็นพี่น้องสาม เก้กังหอบหิ้วสิ่งของมาทิ้งที่กลางชลาหน้าตำหนัก สิ่งของต่าง ๆ กับแพะแลสุกร และสัตว์ต่าง ๆ วางไว้ แล้วไปหาพระอาจารย์พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้น ก็กระทำความเคารพอย่างยิ่ง และมีใจจงรักภักดี พระราชโอรสทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับอย่างนับถือหาที่เปรียบมิได้ จึงถามว่า สิ่งของเหล่านี้ท่านเอามาจากที่ไหนเห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า ที่ตำบลเขานี้มีปิศาจสัตว์ยักษ์ต่าง ๆ อ้ายนาม ปิศาจมันเป็นราชสีห์ พวกข้าพเจ้าพร้อมกันเข้าไปเอาอาวุธคืนมาได้แล้ว ก็ช่วย กันระดมรบไล่มันออกจากถ้ำหนีไป ข้าพเจ้าก็มีได้ไล่ตาม จึงกลับเข้าไปในถ้ำ กำจัดพวกมันเสียสิ้นแล้ว เก็บรวบรวมสิ่งของเล็กน้อยมาเสียสิ้น พระเจ้าแผ่น ดินได้ทรงฟังก็ดีพระทัย หวาดหวั่นก็หวาดหวั่น ด้วยเกรงมันจะกลับมาทำอันตราย เมื่อภายหลัง เห้งเจียจึงทูลว่าพระราชโอรสของพระองค์ทั้งสามก็มีฤทธาอานุภาพ ทั้งพวกข้าพเจ้าจะคอยช่วยกำจัดมิให้มาทำอันตรายได้ เพราะข้าพเจ้าได้ทราบอยู่ แล้วว่ามันคงจะไปพบปู่เจ้าอะไรของมันมาแก้มือเป็นแน่ ด้วยเมื่อเวลารบกันมันสู้ ไม่ได้ก็หนีไปทางทิศใต้ คงจะไปหาเก๊าเล่งง่วนเซี้ย ข้าพเจ้าจะคอยกำจัดมันเสีย ให้จงได้ พระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดัง นั้นก็มีความยินดีสิ้นความวิตก จึงสั่งพนักงานให้จัดโต๊ะเครื่องแจ ถวายพระถัง ซัมจั้งและศิษย์ทั้งสามแล้วพากันไปพักหลับนอนฝ่ายปิศาจอึงม้อกิมไซสู้เห้งเจียมิได้ ก็หนีไปตรงทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครั้น ถึงเขาเต็กเจี๊ยดซัว ในเขานั้นมีถ้ำเรียกว่า เก๊าเด็กปั้วฮ่วนต๋อง ในถ้ำนั้นมีปู่เจ้า นามเรียกว่า เก้าเล่งง่วนเซี้ยคือเป็นเจ้าปู่ของอึ้งม้อกิมไซ เมื่อมันหนีมาตามลม มิได้หยุดถึงครึ่งคืนก็มาถึงประตูถ้ำเข้าไปเคาะประตูร้องเรียกให้เปิดประตู แล้วก็ เข้าไปแลเห็นปู่เจ้านั่งอยู่ก็คุกเข่าลงกับพื้นคำนับแล้วอึ้งม้อกิมไซก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นปู่เจ้าแลเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่า เมื่อวานนี้หลานให้คนถือหนังสือ มาเชิญก็จัดแจงจะไป ก็เหตุใดจึงได้มาเองและมีความโทมนัสเศร้าหมองดังนี้เล่า อึ้งม้อกิมไซจึงเล่าซึ่งเหตุผลต้นปลายให้ปู่เจ้าฟังทุกระการ และไม่ทราบว่าคนทั้ง สามนั้นชื่ออะไรมีฝีมือเข้มแข็งทุกคน หลานต่อสู้ไม่ได้จึงได้หนีมา ขอพึ่งปู่เจ้า ช่วยจับคนทั้งสามแก้แค้นให้ด้วย จึงจะเห็นว่ามีความเมตตาแก่หลาน ปู่เจ้าได้ฟัง ไม่รู้จักไปโดนเข้าแล้วจึงให้เก็ดความตั้งมือกิมใชงามว่านรจำนื้อว่าคนหั้งสามนั้น เป็นผู้ใด ปีศาจเฒ่าจึงบอกว่า ปากยาวหูใหญ่นั้นชื่อโป๊ยก่าย หน้าสีหมอกดำ นั้นชื่อซัวเจ๋งสองคนนี้ยังไม่สู้กระไรนัก ยังอีกคนหนึ่งที่หน้ามีขนเหมือนรามสูรนั้น เรียกว่าซึงเห้งเจียลิงนี้มีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวง เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยทำจลาจล บนสวรรค์ พลเทพบุตรสิบหมื่นก็ไม่อาจจะจับเธอได้ เธอเป็นต้นสารบาญหาเหตุ ไม่มีผู้ใดเสมอ เจ้าทำไมจึงไปโดนเข้าดังนี้เล่า เอาเถอะปู่จะไปกับเจ้า จับเจ้าทั้ง สามคนกับเจ้าเมืองเง็กฮัวจิวพ่อลูกมาแก้แค้นให้เจ้า อึ้งม้อกิมไซได้ฟังดังนั้นก็กราบ คำนับขอบคุณปู่เจ้า ฝ่ายปิศาจเฒ่าจึงเตรียมพลทหารเอกทหารเลว คือราชสีห์เขียว ราชสีห์ขาว สุนัขเผือกและช้างดำอีเก้ง ต่างก็ถืออาวุธทุก ๆ ตน ปีศาจอึ่งม้อกิมไซ ก็คุมพลเหล่านั้นเหาะขึ้นบนอากาศไปยังเขาเป๋าเถ้าซัว ครั้นถึงก็ได้กลิ่นไฟกระทบ จมูก และได้ยินเสียงคนร้องไห้โฮ ๆ แลไปดูก็เห็น โตจั้นโก๊กวัยสองคนกำลัง ร้องไห้พรรณนาถึงนายของตัว ปิศาจอึ้งม้อกิมไซตรงเขาไปใกล้ร้องตวาดถามว่า เจ้าเป็นโตจั้นโก๊กวั่ยจริงหรือปลอม ปิศาจทั้งสองกลั้นน้ำตาคุกเข่าลงคำนับแล้วพูด ว่า พวกข้าพเจ้าจะมีปลอมที่ไหนเล่า เมื่อวันวานนี้รับเงินไปซื้อแพะและสุกร ข้ามเขาเดินไปตามทางทิศตะวันตก กำลังเดินมาก็แลเห็นคนหน้าตาคล้ายแก่รามสูร ยืนอยู่ข้างทางคนหนึ่ง มันเอาปากเป่าข้าพเจ้าทั้งสองคนมือและเท้าก็แข็งปากก็ พูดไม่ออก มันเข้ามาเลิกเสื้อผ้าค้นเอาเงินไปเสียสิ้น ข้าพเจ้าทั้งสองมืดมัวอยู่จน เวลาเย็นจึงได้รู้สึกตัว กลับมาถึงที่ก็เห็นไฟไหม้ยังไม่หยุดบ้านเรือนเคหาไฟก็ ไหม้เสียทั้งสิ้นแล้ว และยังไม่รู้ว่าไต้อ้องจะเป็นประการใด ทั้งเพื่อนฝู่งบริวารใหญ่ น้อยก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงได้มีความเศร้าโศกโทมนัสเสียใจร้องไห้ และไม่ทราบ ว่ามีเหตุอย่างไรไฟจึงได้ไหม้ดังนี้ อึ้งม้อกิมไซได้ฟังดังนั้น ก็กลั้นน้ำตามิได้กระทีบ เท้าร้องไห้คร่ำครวญพรรณนาว่า อ้ายพวกนี้ใจอาธรรมเหลือเกิน เหตุใดมันจึงได้ คิดร้ายดังนี้ เอาไฟเผาถ้ำของเราเสียทั้งลูกเมียบริวารใหญ่น้อยต้องอัคคีภัยไม่เหลือ มันทำแก่เราถึงสาหัสคิดจะใคร่เอาศีรษะกระแทกเข้ากับศิลาเสียให้แตกตาย ปิศาจ ปู่เจ้าเห็นดังนั้นจึงให้ปิศาจราชสีห์เขียวยึดไว้ ค่อยปลอบโยนว่าการเป็นไปเช่นนั้น แล้ว จะทำลายตัวเสียดังนี้ จะมีผลอะไรจงอุตสาห์รักษากำลังไว้ให้ดีก่อน จะได้ เข้าไปยังเมืองเง็กฮัวจิวจับพวกพระสงฆ์ และเจ้าเมืองฮัวจิวพ่อลูกมาแก้แค้นจะ มิดีหรือ พูดดังนั้นแล้วก็ประกาศพร้อมกันต่างแผ่อำนาจออกจากเขาเป๋าเถ้าซัว เหาะตรงมายังเมืองเง๊กฮัวจิว เวลานั้นก็เกิดลมพายุเมฆใหญ่หมอกออกมืดฟ้ามัวฝน ลมก็พัดส่งมาใกล้เมืองฝ่ายชาวเมืองฮัวจิวไม่ว่าหญิงและชายแลเห็นดังนั้นก็พากันตื่นแตกโกลาหล ไปทั้งเมือง ฝ่ายคนเฝ้าประตูเมืองก็รีบปิดประตูแล้วก็รีบเข้าไปกราบทูล เวลานั้น พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสและพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์กำลังรับประทาน อาหารเช้าอยู่ี่ตำหนักม่อซอเต๊งได้ยินคนมาบอกก็ออกมาถามเหตุการณ์ พวก ขุนนางทูลว่ามีหมู่ปิศาจทำให้เกิดลมและฝนพายุใหญ่หอบทรายหอบอิฐพัด โกรกเข้ามาใกล้กำแพงเมืองแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัยถาม ว่าจะทำอย่างไรดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกจงวาง พระทัยเถิด การที่เป็นดังนี้นั้น คืออ้ายอึ้งม้อกิมไซปิศาจที่ถ้ำเป้าเถ้าต้องเมื่อวาน นี้รบแพ้หนีไปทิศตะวันอกเฉียงใต้ ไปชวนปู่ของมันชื่อเก้าเล่งง่วนเซี้ย มาแก้แค้น พวกข้าพเจ้าไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องจะออกไปรบแก่มันข้างนอก พระองค์จงจัดเตรียม ปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังดังนั้นก็เกณฑ์พลทหารขึ้นประจำที่ ทุก ๆ แห่ง แล้วพระถังซัมจั้งและพระราชโอรสทั้งสาม ขึ้นอยู่บนหอสูงคอยโบก ธงอาญาสิทธิ์ ให้พลทหารยิงปืนโห่ร้องเอาชัย เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งจึงสั่งอาจารย์ กับเจ้าเมืองเสร็จแล้ว ก็พากันเหาะลอยขึ้นกลางอากาศออกไปนอกเมือง แล้วก็ ลงมาประจัญหน้าแก่พวกปิศาจ แลเห็นปิศาจล้วนแต่เป็นสัตว์มีขนสีต่าง ๆ อ้าย อึ้งม้อกิมไซนำหน้าราชสีห์เขียวราชสีห์ดำอยู่ข้างซ้าย ราชสีห์ขาวราชสีห์หมอกอยู่ ข้างขวาอยู่กลางราชสีห์เก้าเคียร คือเล่งง่วนเชี้ยเป็นแม่ทัพ อ้ายปิศาจหน้าเขียว มือถือสัปทนคอยกั้นให้เก๊าเล่งง่วนเซี้ย โตจั้นโก๊กวั่ยโก๊กวั่ยโตจั้นก็ถือธงแดงยืนอยู่ สองข้างตั้งเป็นกระบวนเรียบร้อย โป๊ยก่ายเข้าไปใกล้ร้องด่าว่าอ้ายขโมยคนร้าย มึงหนีไปหาอ้ายพรรคพวกสัตว์หน้าขนเหล่านี้มาทำไม ปิศาจอึ้งม้อกิมไซได้ฟังก็ด่า ตอบว่าอ้ายสัตว์ร้าย เมื่อวานนี้มึงสามคนรบกูคนเดียวสู้ไม่ได้ต้องยอมแพ้ให้พวก มึงเป็นคนเก่ง มึงพวกอ้ายใจโหดร้ายทำไมมึงเผาถ้ำและญาติพี่น้องพวกบริวาร ของกูตายทั้งสิ้นดังนี้ มึงมาลองดูรสจอบสักทีจะเป็นประการใต มึงกับกูจะผูกเวร กันลึกดังมหาสมุทรใหญ่ โป๊ยก่ายได้ฟังปิศาจด่าว่า ก็ตรงเข้ารบยกคราดเหล็กขิ่นสับ ต่างต่อสู้กันยังหาทันแพ้ชนะกันไม่ ปิศาจยู่ไซราชสีห์แกว่งเคียวตรงเข้ามาปิศาจ เจียดไซราชสีห์ถือเหล็กสามเหลี่ยมตรงเข้าช่วย ซัวเจ่งเห็นดังนั้นก็แกว่งพลอง เหล็กเข้าช่วยโป๊ยก่าย พวกปิศาจจุนเงราชสีห์แปะเจ๊กราชสีห์ ท่วนเฉียราชสีห์ เก้าลีราชสีห์ทั้งสี่ก็พากันระดมรบ เห้งเจียซักกระบองออกจากหูตรงเข้าสกัดต้านไว้ จุนเงถือพลองเหล็กแปะเจ๊กถือลูกตุ้มทองแดง ท่วนเฉียถือทวนทองแดงเก๊าลีถือขวาน ราชสีห์ทั้งเจ็ดเข้ามาระดมรบกับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งสามคน รบกันประมาณสัก ครึ่งวันเวลาก็จวนค่ำ โป๊ยก่ายอ่อนกำลังลง จึงขยับคราดหลอกสับไปทีหนึ่งแล้ว ก็ชักคราดวิ่งหนี เจียดไซราชสีห์ยู่ไซราชสีห์ทั้งสองไล่ตามมา ตีถูกโป๊ยก่ายที่หลัง ก็ล้มคว่ำลงกับพื้น ปิศาจทั้งสองก็เข้าจับขนท้ายทอยโป๊ยก่ายจูงกลับไปหาปู่เจ้า เก้าเล่งง่วนเซี้ย บอกว่าข้าพเจ้าทั้งสองจับได้คนหนึ่งเอามานี่แล้ว พูดยังไม่ทันขาด คำเห้งเจียชัวเจ็งก็ถอยหนี พวกปิศาจก็ตรูกันไล่ตามมากระชั้นชิด เห้งเจียเห็น จวนตัวก็เอามือถอนขนออกกำมือหนึ่งใสปากเคี้ยวพ่นไปก็กลายเป็นรูปเห้งเจียตั้ง พันตั้งหมื่นตรูเข้าล้อมพวกปิศาจไว้ เห้งเจียซัวเจ๋งก็หันกลับมาตีขนาบจนเวลาค่ำ ก็จับได้ปิศาจจุนเงไซกับแปะเจ๊กทั้งสอง ที่หนีไปได้นั้นคือเก้าลีไซท่วนเฉียไซกิมม้อ ไซทั้งสาม พวกปิศาจน้อยวิ่งกลับมาบอกข่าวให้ปู่เจ้ารู้แล้วว่าถูกจับไปสองราชสีห์ จึงสั่งให้เอาโป๊ยก่ายมัดไว้ก่อนอย่าเพ่อฆ่า รอให้มันเอาหลานเราทั้งสองมาเปลี่ยน กันแล้วเราจึงปล่อยให้มันกลับไป ถ้าพวกมันไม่รู้เอาหลานเราทั้งสองไปฆ่าเราจึง ค่อยฆ่ามันเสียบ้าง เวลานั้นพวกปีศาจใหญ่น้อยก็พากันไปพักหลับนอนฝ่ายเห้งเจียจับได้ปิศาจทั้งสองก็ลากกลับมายังประตูเมือง พระเจ้าแผ่นดิน เห็นก็สั่งให้เปิดประตูรับ พวกทหารสามสิบคนเอาเชือกออกไปมัดปิศาจทั้งสอง หามเข้าไปในเมือง เห้งเจียเรียกขนเข้ากายแล้วก็พากันขึ้นบนหอคำนับอาจารย์ พระถังซัมจั้งถามว่ารบพุ่งกันครั้งนี้ดูรุนแรงมาก ไม่ทราบว่าโป๊ยก่ายจะเป็นประ การใด เห้งเจียว่าไม่ต้องวิตกข้าพเจ้าจับพวกมันมาได้สองคนเป็นอันขาด พวก มันไม่กล้าฆ่าโป๊ยก่าย จงเอาปิศาจทั้งสองนั้นขังไว้ให้แน่นหนา พรรุ่งขึ้นเอาออก ไปแลกโป๊ยก่ายกลับมา พระราชบุตรทั้งสามมาเคารพเห้งเจียแล้ว จึงถามว่า ท่านอาจารย์ เมื่อเวลากำลังรบกันเห็นแต่ท่านผู้เดียว ครั้นเวลาแกล้งทำแพ้หนี มานั้นทำไมจึงเห็นรูปอาจารย์มากมายหลายร้อยหลายพันเล่า กับเมื่อเวลาจับ ปิศาจได้แล้วก็เห็นแต่อาจารย์คนเดียว อย่างนี้จะเป็นวิชามนต์เวทย์ประการใดหรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า ในกายตัวข้าพเจ้านีมีขนแปดหมื่นสีพันเส้น 7 หนึ่ง แปลงได้สิบได้ร้อยจนพ้นหมื่นแสนดังนี คือรูปกายภายนอกพระราชโอรสทั้งสาม ได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ สั่งให้เข้าพนักงานจัดเครื่องแจมาเลี้ยงเสร็จแล้ว จึง สั่งผู้รักษาการทุกๆหน้าที่ให้จุดไต้ตามไฟตีเกราะเคาะไม้นั่งยามระวังรักษาเสร็จแล้ว ต่างก็พากันไปหลับนอนตามที่ ครั้นรุ่งแจ้งฝ่ายปิศาจใหญ่เก๊าเล่งง่วนเซี้ย จึง เรียกปิศาจอึ้งม้อกิมไซมาคิดอุบายว่าวันนี้พวกเจ้าทั้งหลายจงอุตสาห์ตั้งใจรบจับ ตัวเห้งเจียชัวเจ๋งให้จงได้ เราจะแผลงฤทธิ์บินขึ้นไปบนหอจับเอาตัวพพระถังซัมจั่ง กับทั้งเจ้าเมืองพ่อลูกเอาไปยังถ้ำเก๊าเต๊กปั้วฮ่วมต๋อง พวกเจ้ารบชนะแล้วจึงค่อย กลับไปต่อภายหลัง อึ้งม้อกิมไซรับคำสั่งแล้ว ก็นำยู่ไซเจียดไซท่วนเฉียไซเก๊าลีไซ ปิศาจทั้งสี่ไป ต่างถืออาวุธสำหรับมือทุก ๆ คน ตรงมายังหน้ากำแพงเมืองแล้ว ก็แผลงฤทธิ์เป็นลมหมอกร้องท้าชวนรบ เห้งเจียซัวเจ็งก็เหาะออกจากกำแพง เมืองร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายสัตว์มารร้ายชาติชั่วมึงรีบส่งโป๊ยก่ายน้องกู มาโดยเร็ว จึงจะยกชีวิตให้ ถ้ามิฉะนั้นพวกเจ้ากระดูกจะแหลกป่นไปเป็นแห้ง พวกปิศาจก็มิได้ยำเกรงพากันตรูเข้ารบกับเห้งเจียซัวเจ๋งทั้งสอง ต่างก็ออกกำลัง เข้มแข็งเข้าประจัญบานรบกันเป็นอลหม่าน ในเวลากำลังรบกันชุลมุนอยู่นั้น ปิศาจเก๊าเล่งง่วนเซี้ยก็บันดาลเป็นเมฆดำมืด โผตรงขึ้นไปบนหอสั่นศีรษะทีหนึ่ง พวกรักษาองค์ใหญ่น้อยก็พากันตกใจหล่นร่วงลงจากหอทั้งสิ้น ปิศาจเก๊าเล่งง่วน เซี้ยก็เข้าในหอ อ้าปากคาบเจ้าเมืองและราชบุตรทั้งสามกับพระถังซัมจังได้แล้ว ก็เหาะกลับมาคาบเอาโป๊ยก่ายไปด้วยอีกคนหนึ่ง แล้วร้องประกาศสั่งพวกปิศาจ ทั้งห้าว่าบู่เจ้ามีชัยชนะแล้วจะกลับไปก่อนพวกปิศาจทั้งห้ากำลังรบได้ยินดังนั้น ก็ รู้ว่าปู่เจ้ามีชัยชนะแล้วต่างก็ออกกำลังต่อสู้โดยสามารถ เห้งเจียได้ยินเสียงคนโห่ ร้องที่กำแพงเมืองก็นึกรู้ว่าเสียกลปิศาจแล้ว จึงร้องสั่งซัวเจ็งว่าน้องจงคอยระวังให้ดี สั่งแล้วเห้งเจียก็ถอนขนที่บ่าซ้ายลงกำมือหนึ่งใส่ปากเคี้ยวพ่นไป ก็กลายเป็นรูป เห้งเจียตั้งหมื่นตั้งแสนตรูกันเข้าล้อมจับปิศาจทั้งห้ายังอึ้งม้อกิมไซเห้งเจียจับทุบตาย บ้างก็ลากก็จูงกึกก้องโกลาหล พาปิศาจทั้งสี่มายังกำแพงเมือง ที่หนีไปได้สามคนนั้น คือปิศาจหน้าเขียวกับโตจั้นโก๊กวัย โก๊กวัยโตจัน พวกขุนนางเฝ้าประตูเมืองแล เห็นเห้งเจียกลับมาก็เปิดประตูเมืองให้คนเอาเชือกออกไปมัดราชสีห์ทั้งสี่หามเข้า มาในเมือง ยังหาทนจะทำประการใดไม่ ก็เห็นพระมเหสีและนางในร้องไห้มา คุกเข่าคำนับเห้งเจียบอกว่า พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสและพระอาจารย์ของ ท่านไม่มีชีวิตแล้ว ทิ้งให้บ้านเมืองร้างเปล่าอยู่ดังนี้ท่านจะว่าประการใด เห้งเจีย จึงพูดว่าขอท่านอย่ามีความเศร้าโศกเลย เพราะข้าพเจ้าจับปิศาจมาได้เจ็ดคนแล้ว เก้าเล่งเซี้ยทำอุบายจับพระเจ้าแผ่นดินกับราชโอรสและพระถังซัมจั้งได้คงจะไม่ อาจทำร้ายเป็นแน่ รอพอเวลารุ่งแจ้งข้าพเจ้ากับซัวเจ๋งจะพากันไปที่เขานั้นคิดจับ ปิศาจให้ได้ พระมเหสีกับนางพระสนมได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็คำนับลาพา กันกลับเข้าพระราชวัง เห้งเจียจึงสั่งขุนนางให้เอาศพปิศาจยึ้งม้อกิมไซที่ตีตายนั้น ลอกหนังตากไว้ให้แห้งยังปิศาจราชสีห์ที่เป็นอยู่นั้นให้ใส่กรงเหล็กขังไว้ และให้ เจ้าพนักงานจัดข้าวแจกมากิน 'ครั้นกินอิ่มแล้วก็พากันไปหลับนอนตามที่ พอรุ่ง แจ้งเห้งเจียก็เรียกซัวเจ๋งพากันเหาะไป บัดเดี่ยวก็ถึงเขาเต๊กเจียดซัวจึงลงยังยอด เขาพิจารณาดูรอบเขา แลเห็นปิศาจหน้าเขียวถือกระบองสั้นเดินข้ามเนินเขามา เห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เอ็งจะหนีไปข้างไหนเรามาแล้ว ปิศาจได้ยิน เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตกใจหันกลับคิดจะวิ่งหนี เห้งเจียซัวเจ็งก็พากันไล่ติดตามมาแล เห็นประตูถ้ำปิดอยู่แน่นหนา ข้างบนประตูมีแผ่นศิลาจารึกอักษรใหญ่สี่ตัว คือ เขาบ้วนเล้งเต๊กเจี๊ยดซัว ถ้ำเก้าเต๊กปั้วย่วมต้องปิศาจหน้าเขียวหนีเข้าไปในถ้ำได้ แล้วก็ปิดประตูถ้ำเสีย เข้าไปบอกแก่เก๊าเล่งเชี้ยว่า บัดนี้ข้างนอกถ้ำมีสานุศิษย์ พระถังซัมจั่งสองคนมาอยู่ข้างนอก ปิศาจเก๊าเล่งง่วนเชี้ยถามว่าปิศาจไต้อ๋องนาย ของเจ้ากับยู่ไซเจี๊ยดไซท่วนเฉียเก๊าลีทั้งสี่นั้นมาหรือเปล่า ปิศาจหน้าเขียวบอกว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นใครมาสักคนหนึ่ง เก๊าเล่งง่วนเซี้ยได้ฟังก็นิ่งนึกตรึกตรองอยู่สักประ เดี๋ยวมีความเศร้าโศกเสียใจน้ำตาไหลลงเผาะผอย รู้ว่าอึ้งม้อกิมไซหลานของตัว ตายเสียแล้ว แต่หลานอีกหกคนนั้นถูกจับไปกักขังไว้แล้วทำอย่างไรจะแก้แค้นได้ จึงสังพวกบริวารว่าเจ้าทั้งหลายจงระวังอยู่ในนี้ให้ดี เราจะออกไปรบจับอ้ายสอง คนได้แล้วจึงค่อยชำระต่อภายหลัง เมื่อปิศาจเก๊าเล่งเซียออกมาก็มิได้แต่งตัวหรือ สวมเกราะอะไรครั้นถึงเห้งเจียร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง เก้าเล่งเซี้ยก็อ้าปาก ตรงเข้าจะคาบเห้งเจียกับซัวเจ๋ง เห้งเจียยกกระบองเข้าสกัดซัวเจ๋งกระโจนตีด้วย พลอง เก๊าเล่งเซี้ยสั่นศีรษะก็ออกมาอีกทั้งซ้ายขวาแปดศีรษะไล่รวบงับเห้งเจียกับ ซัวเจ้งเข้าอยู่ในปาก แล้วก็กลับเข้าในถ้ำ ร้องเรียกบริวารให้เอาเชือกมามัด ปิศาจ โก๊กวัยโต้กับปิศาจโต๊จั่นโก๊กวัยและปิศาจหน้าเขียว ก็เอาเชือกมาสองเส้นมัด เห้งเจียซัวเจ้งไว้ ปิศาจเก๊าเล่งเชี้ยร้องด่าว่า อ้ายชาติลิงไม่มีดีเจ้าจับลูกหลานของ เราไปเจ็ดคน บัดนี้เราจับพวกเจ้ามาได้เจ็ดคนพอจะทดแทนชีวิตลูกหลานเราแล้ว เจ้าปิศาจน้อย ๆ จงไปหากิ่งสนมาเมี่ยนอ้ายลิงสักพักหนึ่ง จะได้แก้แค้นอึ้งม้อกิมไซ หลานของเรา ปิศาจทั้งสามต่างถือกิ่งสนมาคนละกำ เข้ามาระดมเฆี่ยนเห้งเจีย เห้งเจียเดิมได้ประกอบธาตุตัวแข็งยิ่งกว่าเหล็ก ไม่มีผู้ใดที่จะทำลายได้ จะเมี่ยน ตีสักเท่าใดก็ไม่เจ็บปวดพวกปิศาจเมี่ยนพักใหญ่จนไม้ละเอียดไปหมด เวลานั้นก็ จวนจะพลบค่ำปิศาจเก๊าเล่งเซี้ยร้องห้ามว่าให้หยุดไว้ก่อน สูเจ้าจงไปเอาตะเกียง ไฟมาตาม กินข้าวแล้วรอให้เราไปนอนยังห้องกิ้มหุ้น แล้วเจ้าทั้งสามจงอยู่เฝ้า คอยระวังให้ดี รุ่งเช้าจึงค่อยเมี่ยนมันอีกต่อไป ปิศาจทั้งสามได้ฟังเก๊าเล่งเซี้ยสั่ง ดังนั้นก็จัดแจงจุดไต้ตามไฟ แล้วก็พากันเอากิ่งสนมาตีหัวเห้งเจียเสียงโกก ๆ ดุจ ดังว่าเคาะเกราะ ครั้นเวลาดึกแล้วก็พากันไปหลับนอนทั้งสามปีศาจฝ่ายเห้งเจียเห็นเงียบสงัด ก็ร่ายพระคาถากระทำให้ตัวเล็กลงหลุดจากเชือกได้ แล้ว ก็ซักกระบองออกจากหูแกว่งตรงมาที่ปิศาจทั้งสามนอนอยู่นั้น จึงออกปาก ว่ามึงอ้ายเดียรัจฉานพวกพาลเหล่าร้าย กูปล่อยให้พวกมึงทำแก่กูมากแล้ว บัดนี้ พ่อจะลองตีดูบ้างเอ็งจะว่ากระไร ว่าแล้วก็ยกกระบองขึ้นตีลงไปทีหนึ่ง ปิศาจทั้ง สามแหลกละเอียดกองอยู่กับพื้น เห้งเจียเห็นไฟกำลังสว่างก็ลงมาแก้ซัวเจ๋งออก จากมัด โป๊ยก่ายอดไม่ได้ก็ร้องเรียกเสียงดังว่า พี่เห้งเจียน้องต้องมัดอยู่ที่นี่จน เท้าบวมหนักเหลือทนแล้ว ทำไมพี่ไม่มาแก้ข้าพเจ้าก่อนเล่าฝ่ายปิศาจเก๊าเล่งเชี้ยกำลังนอนหลับ ได้ยินเสียงก็ตกใจตื่นผุดลุกขึ้นตะลีตะลาน ถามว่านี่ใครแก้มัดปล่อยอ้ายพวกนี้ เห้งเจียได้ยินเสียงปิศาจ ก็ดับไฟให้ซัวเจ๋ง เอาพลองตีรื้อประตูหักพังไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็หนีออกไปก่อน ฝ่ายปิศาจเก๊าเล่งเซี้ย เดินออกมาเห็นมืดไม่มีไฟ จึงร้องเรียกพวกปิศาจให้จุดไฟก็ไม่ได้ยินผู้ใดขาน จึง เที่ยวคลำหาเอาไฟมาจุดเที่ยวส่องดู ก็เห็นที่พื้นมีโลหิตไหลออกนองไป และปิศาจ ทั้งสามนอนตายอยู่เนื้อหนังป่นละเอียดไปทั้งสิ้นจึงสองดูคนที่จับมาได้นั้นก็อยู่ พร้อมหน้ากัน ไม่เห็นแต่เห้งเจียกับซัวเจ๋ง จึงเอาไฟเที่ยวสองค้นดู เห็นชัวเจ๋งยืน แอบอยู่ข้างริมระเบียง ปิศาจก็เข้าจับตัวมัดไว้อย่างเดิม แล้วส่องดูประตูเห็นหัก พังไปทั้งสิ้น ก็เข้าใจว่าเห้งเจียหักพังประตูหนีไปแล้ว ก็มิได้คิดจะตามไป จึงเอา ไม้และศิลาขึ้นซ้อนกันให้ดีแล้วก็กลับเข้าไปข้างในคอยระวังฝ่ายเห้งเจียหนีออกจากถ้ำได้แล้วก็เหาะกลับไปยังเมืองเง็กฮัวจิว ครั้นถึงหน้า เมืองและเห็นบนกำแพงเมืองมีพระภูมิเจ้าที่พระเสื้อเมืองทรงเมืองยืนรายเรียง คำนับรับเห้งเจียถามว่าท่านทั้งหลายทำไมจึงมาเวลานี้เล่า พระเสื้อเมืองตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นพระเจ้าแผ่นดินมีความเคารพรับนับถือท่านโดยยุติธรรมแล้วก็ไม่กล้ามา บัดนี้ทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องภัยร้าย ไต้เซียกำจัดปิศาจข้าพเจ้าจึงได้มาคอย เวลานั้นเห้งเจียกำลังหุนหัน แลไปเห็นเทพยาดาเทพารักษ์ลักเตงลักกะนำตัวพระ ภูมิเจ้าที่มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า แล้วพูดว่าข้าพเจ้าจับพระภูมิเจ้าที่เขาเก๊กเจี๊ยดซัว มานี้ เพื่อจะให้ไต้เซียใต่ถามดู คงจะรู้มูลเหตุของปิศาจนั้น ถ้ารู้เหตุผลแล้วไต้เซีย ก็อาจช่วยพระเจ้าแผ่นดินกับอาจารย์ออกได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้นจึงถามถึงเหตุ การณ์พระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่คำนับบอกว่าปิศาจนั้นลงมาเมื่อปีก่อนที่ตำบล เขาเต๊กเจี๊ยดซัวถ้ำปั๊วฮ่วมต้องนี้เดิมเป็นรังของราชสีห์ทั้งหก เมื่อเก๊าเล่งง่วนเซี้ย มาอยู่ราชสีห์ทั้งหกก็ยกเธอเป็นปู่เจ้า เก๊าเล่งง่วนเชี้ยนี้คือราชสีห์เก้าเศียรหากว่า จะกำจัดเธอต้องขึ้นไปบนสวรรค์เชิญเจ้าของเธอมา เจ้านั่นอยู่ที่ตำหนักตังเก๊กเงียม เกง แม้เจ้าของเธ่อมาจึงจะกำจัดได้ นอกนั้นแล้วอย่าพึงคิดเลยว่าจะรอดพ้นไป ได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็นิ่งนึกอยู่สึกอึดใจหนึ่งจึงพูดว่า ที่ตำหนักตังเก๊กเงียมเกง คือท่านพรหมท้ายอิ๊กกิ้วเค้าทีจุนเธอเคยขี่ราชสีห์เก้าเศียร ถ้ากระนั้นเราต้องไป เชิญมา เห้งเจียจึงให้พระภูมิเจ้าที่กับเทพารักษ์กลับไปยังที่ ห้งเจียก็เหาะขึ้นไป ยังประตูสวรรค์ข้างทิศบูรพาในเวลาจวนแจ้งก็มาพบท่านท้ายกวังบกจัตุราช ท้าว กวั้งบกจัตุราชแลเห็น เห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับถามว่า ท่านไต้เซียจะไปข้างไหน หรือ เห้งเจียคำนับตอบว่าข้าพเจ้าจะที่ตำหนักตังเก็กเงียมกง ท้าวจัตุราชพูดว่า ทางไซทีไม่ไปจะกลับมาทิศนี้ทำไม เห้งเจียบอกว่าเพราะเดินไปถึงเมืองเง็กฮัวจิว เจ้าเมืองมีน้ำใจจงรักภักดีขอให้พระราชบุตรทั้งสามเรียนศิลปศาสตร์ ไม่รู้เลยว่า จะมาปะราชสีห์ปิศาจร้าย บัดนี้สืบรู้ได้แน่ว่า ท่านพรหมท้ายอิ๊กกิ๊วเค้าทีจุนเป็น เจ้าของ ข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่านให้ช่วยปราบราชสีห์ เพื่อจะได้ช่วยให้อาจารย์ ข้าพเจ้าให้พ้นแห่งภัย ท้ายจัตุราชพูดว่าเพราะไต้เซียเป็นอาจารย์เขา จึงได้มีราชสีห์ ออกมาจากกลางฝ่ามือ เห้งเจียหัวเราะพูดว่าจริงดังนั้นแล้ว ก็ลาท้าวจัตุราชไป ยังประตูสวรรค์ข้างทิศบูรพา เดินมาบัดเดี้ยวก็ถึงตำหนักเงียมเกง และเข้าไปใน ประตูเห็นเทพบุตรน้อยองค์หนึ่งยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก เห้งเจียก็เดินตรงเข้าไป ยืนอยู่หน้าประตู เทพบุตรน้อยแลเห็นเห้งเจียมาก็เข้าไปบอกว่า ขอพระผู้เป็นเจ้า ทราบข้างหน้าประตูมีคนที่ทำจลาจลบนสวรรค์ชื่อซีเทียนไต้เซียมาแล้ว ท่านทีจุน ได้ทราบดังนันก็ให้หมู่เทพบุตรออกไปรับเข้ามา เห้งเจียเห็นเทพบุตรออกมารับก็ เดินตามเทพบุตรเข้าไป ครันถึงแลขึ้นไปเห็นที่จุนนังอยู่บนแท่นแก้ว มีรัศมีสีแดง สว่างพรรณรายระยับ เห้งเจียก็ย่อตัวลงคำนับ ที่จุนก็ลงจากแท่นคำนับตอบถาม ว่า ไต้เซี้ยหลายปีแล้วมิได้พบกัน เราได้ยินว่าท่านถือเพศตามพระพุทธศาสนา แล้วหรือ เห้งเจียตอบว่าอันธุระนั้นยังไม่ถึงแต่ก็ควรจะถึงอยู่แล้ว บัดนี้มาถึง ตำบลเขาเต๊กเจี๊ยดซัวถ้ำเก้าเก๊กปั้วฮ่วมต๋อง ต้องด้วยราชสีห์ตนหนึ่งเก้าเศียร ทำร้ายพวกข้าพเจ้า ๆ จึงถามพระภูมิเจ้าที่เจ้าเขา ๆ จึงบอกว่าท่านทีจุนเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องมาเชิญท่าน เพื่อได้ไปปราบปิศาจร้ายเหล่านั้นฝ่ายท่านพรหมทีจุนได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้น จึงให้เทพบุตรไปที่ห้องคนเลี้ยง ราชสีห์เรียกมาถามดู เทพบุตรไปที่ห้องคนเลี้ยงราชสีห์ เห็นนอนหลับกรนอยู่ไม่ รู้สึก เทพบุตรเข้าผลักปลุกจึงได้รู้สึกลุกขึ้นก็พาตัวมาหาทีจุน ครั้นมาถึงคนเฝ้า ราชสีห์ก็คุกเข่าลงร้องไห้ ที่จุนถามว่าราชสีห์อยู่หรือไม่ คนเฝ้าราชสีห์พูดว่าขอ ผู้เป็นเจ้าได้โปรดยกโทษข้าพเจ้าด้วย ทีจุนพูดว่ามีท่านเห้งเจียไต้เซียอยู่นี่จักไม่ ทำโทษเจ้า ๆ จงบอกความไปตามจริง เหตุไรจึงไม่ดูแลปล่อยให้ราชสีห์เก้าเศียร หนีไป คนเฝ้าราชสีห์บอกว่าขอผู้เป็นเจ้าได้ทราบ เมื่อวันก่อนนั้นข้าพเจ้าลักกิน สุราในคณโท ที่ตำหนักกันโลเต้ย กินแล้วก็เมาหลับไปไม่รู้สึกสมประดีราชสีห์จึง หนีไปได้ ที่จุนพูดว่าสุราของท่านท้ายเสียงเล่ากุนให้มาคือสุราทิพย์ เจ้ากินเข้าไป เมาถึงสามวันจึงส่าง ราชสีห์หนีไปได้กี่วันแล้ว เห้งเจียบอกว่าตามคำพระภูมิเจ้า ที่บอกนั้นได้สามปีแล้วทีจุนพูดว่าจริงแล้วบนสวรรค์วันหนึ่งในมนุษยโลกก็เป็นหนึ่งปี ทีจุนจึงเรียกคนเฝ้าราชสีห์ให้ลุกขึ้นพูดว่าเรายกโทษให้เจ้า ๆ จงตามเรากับเห้งเจีย ลงไปเมืองใต้ จับเอาราชสีห์มาเสียยังเดิม ที่จุนกับเห้งเจียและคนเฝ้าราชสีห์พร้อม กัน เคลื่อนจากวิมานสวรรค์ลงมายังเขา เต๊กเจี๊ยดซัว แลไปก็เห็นเจ้าเอี๊ยดที้กับ หมู่เจ้าลักเตงลักกะและพระภูมิเจ้าที่มาคำนับต้อนรับ เห้งเจียถามว่าพวกท่านทั้ง หลายอยู่รักษาป้องกันอาจารย์ข้าพเจ้าเป็นอันตรายหรือเปล่า หมู่เจ้าบอกว่าปิศาจ มีความเร่าร้อนนอนเสียแล้ว อาจารย์ของท่านอยู่ดีมิได้เป็นอันตรายอะไร ที่จุน พูดว่าเก๊าเล่งง่วนเซี้ยถือศีลปฏิบัติมานานแล้ว เธอแผดคำหนึ่งเสียงดังตลอดสาม ภพมิใช่เล่น แต่ไม่ฆ่าสัตว์ เห้งเจียจงไปที่หน้าประตูท้ารบล่อให้ออกมาจากถ้ำ เราจะได้จับจึงจะดี เห้งเจียมือถือกระบองตรงไปยังหน้าประตูถ้ำ จึงร้องด่าท้า ทายว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานมารร้าย มึงจงรีบเอาคนออกมาใช้ให้เราโดยเร็ว เห้งเจีย ร้องท้าด่าว่าเป็นหลายคำก็ไม่เห็นใครโต้ตอบ เห้งเจียก็เกิดโทโสมือแกว่งกระบอง ตีขนาบเข้าไปปากก็ด่าไม่หยุด เวลานั้นปิศาจกำลังหลับอยู่ ตกใจตื่นมีความโกรธ เป็นอันมาก ผุดลุกขึ้นตวาดด้วยเสียงอันดัง สั่นศีรษะทั้งเก้าเศียรอ้าปากออกมา จะคาบเห้งเจีย เห้งเจียกระโดดหนีออกมานอกถ้ำ ปิศาจก็ไล่ตามมาด่าว่าอ้ายลิง มึงจะหนีไปไหน เห้งเจียยืนบนโขดสูงหัวเราะว่าอ้ายมารร้ายมึงยังอาจสามารถอย่าง นั้นทีเดียวหรือ ความตายจะมาถึงตัว นี่มิใช่เจ้าของมึงอยู่นี่หรือ ปิศาจก็ไล่รุกมา จะทำร้ายเห้งเจีย ที่จุนจึงร้องตวาดว่าง่วนเซียเรามาแล้ว ฝ่ายปิศาจเงยหน้าขึ้น แลเห็นที่จุน ก็ไม่อาจสยายเท้าหมอบฟุบอยู่กับดิน คนเฝ้าก็มาจับขนที่ศีรษะกำ หมัดทุบแล้วด่าว่าอ้ายเดียรัจฉาน เพราะมึงหนี่มาทำให้เรามีความผิด ปิศาจก็ ขบศีรษะฟุบนิ่งอยู่กับพื้นไม่อ้าปาก คนเฝ้าทุบจนเจ็บมือแล้วก็เอาแพรปักผืนหนึ่ง ปูลงบนหลังแล้ว ก็ขึ้นนั่งร้องตวาดว่าไปคำหนึ่งราชสีห์ก็เผ่นขึ้นแทรกเมฆเหาะไป ยังตำหนักเงียมเกง เห้งเจียก็คำนับขอบคุณไปยังอากาศแล้วก็เข้าไปในถ้ำ แก้ มัดอาจารย์และพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรสทั้งสาม และโป๊ยก่ายซัวเจ้งทุก ๆ คนแล้วช่วยกันค้นเก็บเอาสิ่งของได้แล้วก็พากันกลับออกนอกถ้ำ โป๊ยก่ายเที่ยว หาฟืนแห้งยัดเข้าไปในถ้ำแล้วเอาไฟจุดเผาถ้ำเสีย ไฟก็ไหม้จนถ้ำเก้าเก๊กปั้วฮ่วมต้อง ป่นละเอียดเป็นเถ้าไปทั้งสิ้น เห้งเจียก็ให้เจ้าทั้งหลายกลับไปยังที่ของตน และให้ พระภูมิเจ้าที่อยู่รักษาตำบลเขานี้ต่อไป ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายแผลงฤทธิ์อุ้มเจ้าแผ่นดิน กับพระราชบุตรเหาะกลับเมือง เห้งเจียอุ้มพระอาจารย์เหาะตามกันไป มาบัดเดี้ยว ก็ถึงเมืองเป็นเวลาจวนค่ำ มเหสีและนางในข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็มาคอยรับ พร้อมกัน คำนับแล้วก็สั่งพนักงานให้จัดเครื่องเลี้ยงต่างก็ไปพักหลับนอนตามที่ พอรุ่งแจ้งเจ้าเมืองเง็กฮัวจิวสั่งเจ้าพนักงานให้จัดโต๊ะเครื่องแจมาเลี้ยงฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ ก็พากันมาคำนับขอบคุณทุก ๆ คน เห้งเจีย สั่งพระราชบุตรให้เอาราชสีห์มาชำแหละเสียทั้งหกตัว แล่เนื้อแจกให้ชาวบ้านกิน คนละก้อนชาวบ้านชาวเมืองมีความยินดีเป็นที่ยิ่ง เวลานั้นพวกช่างเหล็กก็มาบอกว่า เครื่องอาวุธที่ทำก็เสร็จแล้ว เห้งเจียถามช่างว่าจะมีน้ำหนักสักเท่าใด นายช่าง บอกว่ากระบองวิเศษนั้นหนักพันชั่ง คราดกับพลองนั้นหนักอันละแปดร้อยชั่ง เห้งเจียว่าพอสมควรแล้ว เชิญพระราชโอรสทั้งสามมารับเครื่องมือสำหรับพระองค์ พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เพราะอาวุธนี้ข้าพเจ้ากับบุตรจวนจะสิ้นชีวิตเสียแล้ว พระ ราชโอรสทั้งสามตรัสว่า ได้พึ่งท่านเห้งเจียช่วยชีวิตก็ได้รอดแล้ว และทั้งได้ปราบ มารร้ายได้ด้วย บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขไปสิ้นกาลนาน จึงพระราชทานรางวัล แก่ช่างหล่อเสร็จแล้ว ก็มาคำนับขอบคุณอาจารย์ พระถังซัมจังจึงให้เห้งเจียประ สิทธิวิทยาให้แก่พระราชโอรสทั้งสาม เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งต่างคนก็บอกเพลงอาวุธ และประสิทธิ์เวทย์แก่ศิษย์ของตน สองสามวันก็แคล่วคล่องว่องไวและเปลี่ยนแปลง กายได้เจ็ดสิบสองอย่าง พระราชบุตรทั้งสามก็มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญ เพราะ เห้งเจียทำให้เกิดกำลังขึ้นได้จึงได้ถืออาวุธที่หนักถึงพันชั่งและแปดร้อยชั่งได้ ครั้น มอบประสิทธิ์วิทยากันแล้ว ก็สั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะเลี้ยง และเอาทองคำมา ถาดใหญ่เป็นเครื่องบูชาคำนับครู พวกข้าพเจ้าถือบวชเงินทองไม่ต้องประสงค์ โป๊ยก่ายว่าเงินทองไม่ต้องการ ต้องการแต่เสื้อผ้าเพราะสู้รบแก่ราชสีห์มันฉีกขาด ไปหมดแล้ว ถ้าเอ็นดูก็ขอทานเปลี่ยนให้เท่านั้นก็ดีถมไปแล้ว พระราชโอรสก็รีบ ให้ช่างเย็บตัดเสร็จแล้ว ก็นำมาให้เปลี่ยนผลัดทั้งสามคน จึงจัดแจงข้าวของใส่หาบ จะลาไป อาจารย์กับศิษย์ทั้งสาม พระเจ้าแผ่นดินแล้วก็ออกเดิน พวกชาวเมือง พากันชื่นชมยินดี และมีความเสียดาย ร้องสรรเสริญว่าพระอรหันต์มาโปรดแท้ ๆ พระเจ้าแผ่นดินและพระราชโอรส กับขุนนางข้าราชการต่างประโคมเครื่องดนตรี และแห่แหนห้อมล้อมไปส่งจนสิ้นระยะทางห้าสิบเส้น จึงได้กลับเข้าเมือง ฝ่ายไซอิ้ว ซ๖๙ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามลาพระเจ้าแผ่นดินกับคนทั้งหลายแล้ว ก็ตั้งหน้า หมายมุ่งไปยังประเทศทิศตะวันตก พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ เมื่อออกจากเมือง เง็กฮัวจิวแล้วหนทางก็ราบคาบมีความผาสุกปราศจากภัยร้าย เดินมาประมาณได้ สักห้าหกโยชน์ ก็แลเห็นมีป้อมและกำแพง แลดูผู้คนออกแออัดตั้งร้านขายของดู ครึกครื้นน่าสนุกสนาน เมื่อคนทั้งหลายแลเห็นรูปโป๊ยก่ายหูใหญ่ปากยาวซัวเจ๋ง หน้าสีหมอก เห้งเจียหน้าตาแดงคนเหล่านั้นก็พากันมายืนดูแต่ห่าง ๆ มิได้อาจ จะเข้าใกล้หรือทักถามว่ากระไร พระถังซัมจั้งเห็นผู้คนแออัดมากมายดังนั้น ก็มี ความหน่วงหนักเป็นทุกข์วิตกอยู่ในใจ เกรงว่าสานุศิษย์จะก่อเหตุให้เกิดขึ้น ครั้น เดินมาสี่ห้าตรอกทางก็ยังไม่ถึงกำแพงเมือง แลไปเห็นพระอารามใหญ่มีประตู หน้าวัดจารึกอักษรสามอักษรว่า วัดชื่อหุ้นยี่พระถังซัมจังจึงพูดว่า เราพากันเข้า พักก่อนจะได้หาจังหันแจฉันแล้วจึงค่อยไปเห็นจะดี เห้งเจียว่าพระอาจารย์คิด อย่างนั้นชอบแล้ว จึงพร้อมกันเดินเข้าไปในวัด และเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ข้าง ระเบียงเดินออกมาทำเคารพยกมือคำนับถามว่า ท่านมาจากไหนพระถังซัมจัง บอกว่าอาตมามาจากเมืองไต้ถัง พระสงฆ์นั้นลดตัวลงนมัสการ พระถังซัมจั้ง ตกใจเดินเข้ามาพยุงไว้แล้วพูดว่า ทำไมท่านจึงกระทำการเคารพใหญ่โตดังนี้เล่า พระสงฆ์นั้นพูดว่าข้าพเจ้าเข้าอุปสมบททั้งนี้ ตั้งจิตจะปฏิบัติสวดมนต์ภาวนา ปรารถนากุศลอันยิ่ง แต่ท่านเกิดในเมืองไต้ถังข้าพเจ้าพึ่งได้เห็น พิเคราะห์ดูก็ เป็นที่น่าอัศจรรย์ด้วยความจริงแต่ชาติปางก่อนท่านจะได้ปฏิบัติบวชเรียนถึงที่แล้ว จึงได้มีความพอใจรับรองดังนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้พอใจนมัสการท่าน พระ ถังซัมจังได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า น่ากลัวที่ท่านสรรเสริญดังนั้นอาตมภาพ เป็นแต่พระสงฆ์เดินหนจะมีอันใดรับรองที่ไหนหากว่าท่านผู้อยู่ในอารามดังนี้ รักษาธรรมโดยสุจริตสุขสำราญรับซึ่งบุกุศลเป็นอย่างยิ่ง พูดโต้ตอบกันไปมา พระสงฆ์องค์นั้นก็พาพระถังซัมจั่งไปนมัสการพระพุทธรูปในพระอุโบสถแล้ว พระ ถังซัมจั่งจึงร้องเรียกสานุศิษย์ทั้งสามตามเข้ามาพระสงฆ์องค์นั้นแลเห็นคนทั้ง สามเข้ามา จึงถามว่าท่านอาจารย์สานุศิษย์ของท่านทำไมรูปร่างหยาบคายเช่น นั้นเล่า พระถังซัมจังตอบว่ารูปร่างหยาบคายก็จริงอยู่แต่เธอมีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญ อาตมภาพก็ได้อาศัยเธอคุ้มครองตลอดมาจึงได้มาถึงนี่ กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็น ข้างในมีพระสงฆ์สามสี่รูปเดินออกมา กระทำความเคารพพระถังซัมจั้งแล้วถามว่า ท่านอาจารย์อยู่ถึงเมืองไต้ถังจะมาถึงที่นี่ทำไมหรือ พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตม ภาพรับ รับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปยังเขาเล่งซัวนมัสการพระพุทธเจ้า ขออารธนาพระไตรปิฎกธรรม เดินทางถึงตำบลนี้เห็นมีพระอาราม ก็แวะเข้ามา จะใคร่ขอถามซึ่งมรรคาข้างหน้านั้น และเพื่อจะหาจังหันแจฉันแล้วก็จะลาไป พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็พากันชื่นชมยินดี ต่างคุกเข่าลงคำนับทุก ๆ รูป จึง นิมนต์พระถังซัมจังไปยังกุฎีใหญ่ ข้างในนั่นมีพระสงฆ์กับฆราวาสนังทำแจอยู่ หลายคน พระสงฆ์เหล่านั้นก็เดินเข้าไปก่อนร้องเรียกว่า ท่านทังหลายจงออกมาดู ชนชาวเมืองไต้ถัง ที่งามก็มีที่ไม่งามก็มี ที่สวยนั้นยากที่จะวาดจะเขียน ที่ไม่งาม นั้นดูวิปลาศมาก พระสงฆ์กับฆราวาสเหล่านั้น ได้ฟังก็พากันออกมาดู มาดูแล้ว ก็เชิญให้นั่งเก้าอี้ แล้วก็ยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง พระถังซัมจั่งฉันน้ำชาแล้วจึงถาม ว่าที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นบอกว่า ตำบลนี้เรียกว่า เมืองกิมเพ่งรู้ เป็นหัวเมืองขึ้นของเมืองโซจ็อก พระถังซัมจั้งถามว่าตั้งแต่ตำบลนี้ ไปถึงเขาเล่งซัวจะเป็นระยะทางไกลสักเท่าใด พระสงฆ์ทั้งหลายจึงบอกว่า ตั้งแต่ นี้ไปข้างทิศตะวันตกสักประมาณสักสองพันโยชน์ พวกข้าพเจ้าเคยเดินไปถึงเพียง นั้น ที่ต่อไปถึงเขาเล่งซัวจะใกล้ไกลสักเท่าใดยังไม่เคยไป ไม่สามารถจะบอกได้ พูดแล้วก็ยกข้าวแจมาเลี้ยง ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั้งจะลาไป พระสงฆ์ทั้งหลาย ก็อ้อนวอนจะให้อยู่ พูดว่าขอท่านอาจารย์รอพักอยู่สักสองสามวัน พอเสร็จการ เสี้ยงง่วนเชียวแล้วจึงค่อยไปเถิด (เสี้ยงง่วนเซียวนั้นคือเพ็ญเดือนสาม) พระถังซัม จั่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพูดว่า อาตมภาพเดินทางมาทั้งวันคืนเคลื่อนคลาดจนจำไม่ ได้ ไม่ทราบว่าวันไหนเป็นวันเสี้ยงง่วนเชียว พระสงฆ์ทั้งหลายพากันหัวเราะว่า ท่านอาจารย์เพราะมีความมุ่งหมายเพ่งแต่จะไปนมัสการพระพุทธเจ้า จึงมิได้จำ วันคืนวันนี้คือวันขึ้นสิบสามค่ำ เดือนสามนี้เป็นวันต้นคนทั้งหลายทุกแห่งจุดโคม ไฟบูชาประกวดประชันกัน จนวันขึ้นสิบห้าค่ำถึงแรมสามค่ำจึงเลิกทุก ๆ ปี ที่เมือง นี้ทุก ๆ ปีเกณฑ์กันดังนี้ และเจ้าเมืองก็มีความโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรมาก ทุก ตำบลทุกแห่งก็ต้องจุดโคมไฟทั้งสิ้น เวลากลางคืนมีกระจับปี่สีซอฆ้องกลองแตร สังขร้องรำเป็นที่ร่นเริงต่าง ๆ และตั้งแต่โบราณมามีสะพานเรียกว่า กิมเตงเกี้ยว คือสะพานโคมทอง ตั้งแต่มีมาตลอดจนเท่าทุกวันนี้มีความสุขในบ้านเมือง ขอ ท่านอาจารย์จงหยุดพักสักสองสามวัน ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรับรองปฏิบัติท่านมิให้ อนาทรร้อนใจ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระสงฆ์ทั้งหลายพูดจาชี้แจงดังนั้น ขัดไม่ได้ก็ ยอมหยุดพักอยู่ ครั้นเวลาจวนเย็นได้ยินเสียงกลองและระฆังตีกึกก้องอยู่หน้าโบสถ์ เป็นเวลาที่ชาวบ้านเอาโคมไฟมาจุดบูชาที่หน้าโบสถ์พระถังซัมจั้งจึงเดินออกมา ชมเล่น แล้วต่างคนก็กลับเข้าไปนอนพัก ครั้นรุ่งขึ้นฉันแล้วพระสงฆ์ในวัดก็มา นิมนต์พระถังซัมจั้งไปเที่ยวชมต้นผลไม้ข้างหลังสวน ครั้นเวลาบ่ายก็กลับมากุฎี พอค่ำก็ออกมาดูโคมไฟข้างหน้าวัด และเลยพากันไปดูตามถนนใหญ่จนเวลาสอง ยามจึงได้พากันกลับมาพักนอน ครั้นเวลารุ่งแจ้งฉันแล้ว พระถังซัมจั้งบอกแก่ พระสงฆ์เจ้าอาวาสว่า อาตมภาพได้อธิษฐานตั้งใจจะกวาดพระเจดีย์ ขอท่านได้ โปรดเปิดประตูเจดีย์ด้วยเถิด พระสงฆ์เจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้นจึงให้คนไปเปิดประตู พระเจดีย์ พระถังซัมจั้งก็เข้าไปในโบสถ์ นมัสการพระพุทธรูปแล้ว จึงออกมาถือ ไม้กวาดเข้าไปในพระเจดีย์ กวาดชั้นล่างแล้วก็ขึ้นไปทุก ๆ ชั้นจนตลอดแล้วก็ลงมา เวลานั้นก็จวนค่ำทุกแห่งก็จุดไฟ ในคืนวันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ พระสงฆ์ทั้งหลาย พูดแก่พระถังซัมจั้งว่า เราพากันไปดูตามที่ใกล้ ๆ นี้สองคืนแล้ว คืนวันนี้เป็นวัน เพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำกำลังดี พากันเข้าไปดูในกำแพงเมือง จะได้ดูโคมไฟทองที่สะพาน ท่านจะเห็นเป็นประการใด พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพร้อมกับ พระสงฆ์ทั้งหลาย และสานุศิษย์ทั้งสามพากันค่อยเดินค่อยดูไปตามถนนสองข้าง จุดโคมไฟประกวดกันต่าง ๆ สี ดูสลับซับซ้อน รุ่งเรืองสว่างไสวไปทั้งสองข้างถนน เป็นเวลาชะตาเมืองเจริญผู้คนเดินเที่ยวดูทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หญิงและชายเบียด เสียดเยียดยัดอัดแอกัน และมีการเล่นเต้นรำต่าง ๆ พิเคราะห์ดูสนุกสนานมาก เดินต่อมาจนถึงสะพานกิมเตงเกี้ยว พระถังซัมจั้งกับพระสงฆ์ทั้งหลายเดินเข้าไป ใกล้สะพานพิเคราะห์ดู เห็นตะเกียงไฟครอบตั้งเป็นชั้น ๆ ข้างในจุดไฟสว่างมีสี สอดแซงสีไฟนำมัน ก็หอมฟุ้งตลบกระทบจมูก พระถังซัมจังถามพระสงฆ์ที่มา ด้วยกันนั้นว่า น้ำมันนั้นคือน้ำมันอะไรจึงมีกลิ่นหอมดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นบอก ว่า อาจารย์ยังไม่ทราบคือที่หลังเมืองนี้ไปตำบลบ้านหนึ่งเรียกว่าบ้านห้านเทียนกุ้ย ระยะสองร้อยสี่สิบโยชน์ มีบ้านสองร้อยสี่สิบหลังเรือน ต้องรับเสียค่าน้ำมันทุก ๆ บ้าน แต่เสียผิดกันถ้าบ้านไหนมีเงินมากก็ต้องเสียเงินปีละสองร้อยตำลึงรวมกัน จะได้ซื้อน้ำมันทุก ๆ ปี น้ำมันนั้นมิใช่น้ำมันธรรมดา คือน้ำมันจันทน์ของมีราคา หนักหนึ่งตำลึงเป็นเงินสองตำลึง หนักชั่งหนึ่งเป็นเงินสามสิบตำลึง ตะเกียงไฟ สามดวงใหญ่ สามกระถางใหญ่ กระถางหนึ่งต้องใช้น้ำมันห้าร้อยชั่ง รวมสาม กระถางเป็นพันห้าร้อยชั่ง คิดเป็นเงินสี่หมื่นแปดพันตำลึง ยังอีกตะเกียงไฟที่ จุดแวดล้อมมีต่าง ๆ อย่างนั้นรวมทั้งสิ้น เป็นเงินห้าหมื่นตำลึงจึงจะพอจุดสาม คืน เห้งเจียถามว่าน้ำมันมากดังนั้น จะจุดสามคืนหมดที่เดียวหรือพระสงฆ์ เหล่านั้นบอกว่า สามกระถางนั้นทุกกระถางมีไส้ตะเกียงวางลงไว้จุดไฟ ไส้ตะเกี่ยง มาให้เพ็นพระง์ แง้วน้ำมืมนั้นก็นข้งหมดไป ไห้กดับมืดไป่แจ้า ำเือก่ายใออน มาให้เห็นพระองค์ ดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์จะเอาน้ำมันไปเสียดอกกระมัง พระถังซัมจั่ง พลอยพูดด้วยว่าเห็นจะจริง คนชาวเมืองนี้ตังแต่โบราณมาก็ทำตามเคยมาดังนั้น แม้ว่าน้ำมันแห้งหมดก็ว่าพระพุทธเจ้าเอาไปก็มีความสุขเจริญในปีนันข้าวกล้า บริบูรณ์ แม้น้ำมันไม่แห้งก็พูดว่าไม่เป็นสุข ข้าวกล้าแห้งแล้งฝนฟ้าไม่เป็นปรกติ ตามฤดู เพราะเหตุนี้คนชาวเมืองจึงได้ตั้งสัตย์อธิษฐานกระทำการบูชา เป็นสัญญา ตามกำหนดทุก ๆ ปีดังนี้ เมื่อกำลังพูดกันอยู่ก็ได้ยินเสียงในอากาศดังอู้ ๆ พวก ชาวเมืองที่เที่ยวดูไฟก็พากันตกใจแตกกระจายหลบหลีกไปสิ้น พระสงฆ์เหล่านั้น ก็ตั้งตัวไม่ใคร่อยู่ จึงบอกแก่พระถังซัมจั่งว่านิมนต์ท่านกลับไปเถิด หากว่าลมมา พระองค์ก็เสด็จมา คือจะโปรดให้เป็นมงคลและจะมาทอดพระเนตรไฟด้วย พระ ถังซัมจั้งว่าทำไมจึงรู้แน่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าทุกๆ ปี มีมาตามเคยดังนั้น ประมาณสองยามเศษก็มีลมพัดมาจึงกำหนดรู้ว่าพระพุทธ เจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคล เพราะฉะนั้น ผู้คนทั้งหลายจึงต้องหลีกหลบ ไปหมดทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมภาพก็ตั้งใจคิดถึงคุณพระพุทธเจ้า เวลา นี้ก็เป็นเวลาอันประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาถึง จะคอยนมัสการจะมิดีหรือ พระสงฆ์ทั้งหลายนิมนต์ให้กลับก็ไม่กลับ บัดเดี๋ยวก็เห็นจริงในม้วนลมแปรออกมี พระสามองค์เลื่อนลอยมาใกล้ตะเกียงไฟ พระถังซัมจั้งแลเห็นชัดก็รีบเดินเข้าไปใกล้ ลดตัวลงนมัสการ เห้งเจียแลเห็นก็นึกรู้จึงเข้าพยุงอาจารย์ให้ลุกขึ้น พูดว่าผิดเสีย แล้วพระอาจารย์เป็นปิศาจมารร้าย ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พูดยังไม่ทันจะขาดคำแล ไปตะเกียงไฟก็มืดมัวได้ยินเสียงลมพัดอู้ ก็หอบเอาพระถังซัมจั้งขึ้นแทรกเมฆเหาะไป ก็มิได้รู้ว่าปิศาจนั้นอยู่แห่งหนตำบลใดแปลงเป็นพระพุทธเจ้าลงมาดูไฟ โป๊ยก่าย ซัวเจ็งตกใจเที่ยวเหลียวซ้ายแลขวา หาอาจารย์ก็มิได้พบเห็น เห้งเจียว่าน้องทั้ง สองไม่ต้องเรียกหาที่นี่ให้ป่วยการ เพราะอาจารย์เห็นแก่การสนุกจึงได้เดือดร้อน ดังนี้ให้ปิศาจยักษ์มันจับไปแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายพากันตกตะลึง จึงถามเห้งเจีย ว่าทำไมท่านจึงรู้แน่ว่าปิศาจจับเอาพระอาจารย์ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอันที่ จริงพวกชาวเมืองนี้เป็นคนโง่หลงมาหลายปีแล้วก็หารู้เท่าไม่ เพราะฉะนั้นจึงให้ ปิศาจมันหลอกเล่นได้ และกลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคล และมารับซึ่งสักการะบูชา เมื่อกี้นี้ในม้วนลมสำแดงออกเป็นองค์พระพุทธเจ้าสาม พระองค์ มิใช่อื่นเลยคือปิศาจยักษ์ทั้งสามมันแปลงมา อาจารย์ข้าพเจ้าไม่รู้จึง เข้าไปนมัสการปิศาจ จึงได้ทำไฟให้ดับมืด เอาของใส่น้ำมันจับอุ้มอาจารย์เราไป ด้วย ข้าพเจ้ามาไม่ทันปิศาจมันหนีไปเสียแล้ว ซัวเจ๋งถามว่าเมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว พี่จะคิดอ่านประการใดเล่า เห้งเจียพูดว่าอย่าช้าน้องทั้งสองจงรีบกลับไปกับพระ สงฆ์ทั้งหลาย ไปดูเก็บข้าวของกับม้าดูรักษาไว้ให้ดี พี่จะเหาะไปตามม้วนลมนี้ เห้งเจียสั่งแล้วก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ได้กลิ่นคาวลมพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียง เหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะไปตามสายลมไปจนสว่างลมนั้นก็สงบหยุด เห้งเจียแล เห็นภูเขาใหญ่สูงตระหง่านเทียมเมฆ ก็ลดลงยังยอดเขาจะเที่ยวค้นหาถ้ำปิศาจ แลไปข้างเนินเขาเห็นคนสี่คนกับไก่และแพะสามตัวข้างทิศตะวันตกข้ามเนินเขามา เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็จำได้ คือเจ้าปีเจ้าเดือนเจ้าวันเจ้าเวลาทั้งสี่เจ้าแปลง กายมา จึงซักกระบองออกมากระโดดลงจากยอดเขามาสกัดที่ข้างเนินเขา ร้อง ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าเจ้าพวกนี้ซ่อนหัวออกหางจะไปข้างไหนกัน เจ้าทั้งสี่ได้ยิน ก็ตกใจกลับแปลงเป็นรูปเดิม มาคุกเข่าคำนับเห้งเจียแล้วพูดว่าท่านได้เซียโทษ ข้าพเจ้าก่อน เห้งเจียพูดว่าไม่ได้อาศัยใช้ท่านมานานแล้ว ทำไมจึงเกียจคร้านทั้ง เดือนก็ไม่เห็นมา ข้าพเจ้าพึ่งเห็นหน้าท่านวันนี้ ทำไมจึงไม่คุ้มครองรักษาอาจารย์เรา มานี้จะไปข้างไหนกัน เจ้าทั้งสี่บอกว่าอาจารย์ของไต้เซียเพราะปราศจากสมาธิ จิตมาหยุดพักที่เมืองกิมเพ่งงู้ในวัดชื่อหุ้นยี่ หลงเพลินความสนุกจึงได้เกิดมีความ ทุกข์ดังนี้ บัดนี้ปิศาจยักษ์มันจับพระอาจารย์ท่านไปที่ท้าวมหาชมพู หากเจ้า เทพาอารักษ์รักษาอาจารย์ท่านอยู่จึงไม่เป็นอันตรายที่ข้าพเจ้าพากันไล่แพะ สามตัวกระหืดกระหอบมาทั้งนี้ ก็เพราะว่าแพะนั้นคือชัมเอี้ยงคัยไก่แปลว่าจะเปิด ช่องอากาศ ทำลายความคับแค้นของอาจารย์ท่านเท่านั้น เห้งเจียถามว่าที่ภูมิ เขานี้เป็นที่ปิศาจอยู่หรือประการใด เจ้าทั้งสี่บอกว่าถูกแล้วคือเขานี้เรียกว่าเขาแช เล่งซัว ในนี้มีถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำเหี้ยนเองต้อง ในถ้ำนี้มีปิศาจยักษ์สามตนที่หนึ่ง เรียกว่า ซิฮั้นได้อ้อง ที่สองเรียกว่าซิชู้ได้อ๋อง ที่สามเรียกว่าซิติ้นได้อ้อง ปิศาจ ทั้งสามอาศัยอยู่ในถ้ำนี้มากกว่าพันปีแล้ว พวกมันตั้งแต่เล็กมามันชอบกินน้ำมัน จันทน์ เมื่อมันสำเร็จภาคเปลี่ยนแปลงได้แล้วจนทุกวันนี้ มันกระทำมารยาแปลง กายให้เหมือนพระพุทธเจ้าลวงหลอกชาวเมืองกิมเพ่งรู้ เจ้าเมืองและขุนนางใหญ่ น้อยให้ตั้งสักการะบูชาตามตะเกียงไฟด้วยน้ำมันจันทน์ ปีนี้มาพบอาจารย์ของ ท่านมันรู้ว่าเป็นผู้สำเร็จ จึงได้อุ้มพาเอาไปไว้ในถ้ำ ไม่ข้ามวันก็จะแล่เนื้ออาจารย์ ท่านสับละเอียด แล้วจะเอาพระอาจารย์ท่านประสมทอดน้ำมันกินเล่นเป็นภักษา หาร ไต้เซียจงเอาใจใส่รีบไปช่วยท่านออกโดยเร็ว เห้งเจียได้ฟังก็ร้องตวาดให้เจ้า ทั้งสี่นั้นถอยไปแล้วก็รีบเดินข้ามเขาเที่ยวค้นหาประตูถ้ำ เดินมาประมาณสักสอง เส้นก็แลเห็นที่ข้างริมลำธารมีปรกศิลามีบานประตูสองบาน บานหนึ่งเปิดข้างบน มีอักษรจารึกว่าเขาแชเล่งซัว ถ้ำเหี้ยนเองต๋อง เห้งเจียไม่อาจเข้าไปยืนหยุดอยู่นอก ประตู ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายพวกปิศาจมารร้าย มึงเร่งส่งอาจารย์ของ กูมาโดยเร็ว ได้ยินเสียงข้างในตึงตังเปิดประตูออกมาคนหนึ่ง ตัวเป็นคนศีรษะ เป็นกระบือร้องถามว่าเจ้าคือใครมาร้องเรียกอีกทึกจะว่าประการใดก็ว่ามา เห้งเจีย ตอบว่าเราคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งอยู่เมืองไต้ถัง อาจารย์เรามาเที่ยวดู ตะเกียงที่สะพานกิมเตงเกี้ยว พวกเจ้าไปฉกเอามาจงรีบส่งออกมาโดยเร็ว เราจะ ยกโทษพวกเจ้าไว้สักครั้งหนึ่ง ปิศาจศีรษะกระบือเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็ กลับเข้าไปในถ้ำ บอกว่าไต้อ๋องภัยมาถึงแล้ว ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามกำลังให้บริวาร จับพระถังซัมจั่งถอดเสื้อผ้าออก ชำระล้างให้สะอาดคิดจะแล่เนื้อทอดน้ำมันกิน ครั้นได้ยินปิศาจควายมาบอกว่าภัยจะมา ไต้อ่องที่หนึ่งจึงถามว่าเป็นอย่างไร ปิศาจ ศีรษะควายบอกว่าที่ข้างนอกมีคนหนึ่งหน้าดุจรามสูรมาร้องทวงอาจารย์ของเธอ ให้รีบส่งออกไปโดยเร็ว ได้อ๋องใหญ่ได้ฟังก็หวั่นหวาดในใจ จึงพูดว่าเราพึ่งจับมา ได้ก็หาได้ถามเค้าเงื่อนชื่อแช่ว่าเป็นอย่างไรไม่ เจ้าปิศาจน้อย ๆ จงเอาเสื้อผ้ามา ให้เธอใส่แล้วพาตัวมานี่ ให้เราถามซักดูให้สิ้นสงสัย พวกปิศาจน้อยจึงเอาเสื้อผ้า มาให้พระถังซัมจั้งใส่แล้ว ก็พาตัวมาคุกเข่าลงต่อหน้าไต้อ๋องใหญ่ พระถังซัมจั้ง ร้องขอชีวิต ปิศาจทั้งสามจึงถามว่าตัวคือพระสงฆ์มาจากเมืองไหน ทำไมเห็นรูป พระพุทธเจ้าจึงไม่หลีกหนี มากีดขวางเราอยู่ทำไม พระถังซัมจั้งคำนับแล้วพูดว่า อาตมภาพเป็นพระสงฆ์อยู่ในบังคับของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตม ภาพข้ามไปไซทีวัดลุ่ยอิมยี่ขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมมาถึงเมืองกิมเพ่งรู้ เข้าในวัดชื่อหุ้นยี่เพื่อจะหาข้าวแจฉันพระสงฆ์ในอารามนั้นมีน้ำใจชักชวนให้อยู่ เพื่อให้ดูตะเกียงไฟเพราะเป็นฤดูทำการมงคลเสี้ยงง่วนเชียว อาตมภาพจึงได้มาดู ไฟที่สะพานกิมเตงเกี้ยว อาตมภาพเห็นไต้อ้องแปลงเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ทราบ ได้เมื่อเห็นแล้วก็พอใจจะใคร่นมัสการ เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นการกีดขวางไต้อ๋อง ปิศาจไต้อ๋องถามว่าตั้งแต่เมืองไต้ถังมาถึงนี่ระยะทางก็ไกลมาด้วยกันกี่คนชื่อเรียง เสียงใด พระถังซัมจั้งจึงบอกว่า เมื่อยังเป็นฆราวาสแซ่ตั้น เมื่อบวชชื่อเหี้ยนจึง นามที่พระเจ้าแผ่นดินไต้ถังตั้งเรียกว่าถังซัมจั้ง อาตมภาพมีศิษย์สามคน คนที่ หนึ่งชื่อหงอคงเห้งเจียก็เรียกเกาซีเทียนไต้เซียก็เรียก เมื่อปิศาจได้ยินชื่อนี้ก็นึก ครั่นคร้ามสยดสยองอยู่ในใจจึงถามว่าซีเทียนไต้เซียคนนี้หรือมิใช่ เมื่อห้าร้อยปี ก่อนขึ้นไปทำสงครามบนสวรรค์นั้นหรือ พระถังซัมจั้งตอบว่าคนนั้นแหละ ยังคนที่ สองชื่อตือหงอเหนงโป๊ยก่ายก็เรียกคือแม่ทัพของเง็กเชียงฮ่องเต้ ตำแหน่งที่พ่อง ง่วนโซ่ยจุติลงมา ยังคนที่สามชื่อชัวหงอเจ๋งซัวเจ็งก็เรียก คือขุนนางรักษาพระองค์ ของเง็กเชียงฮ่องเต้ จุติลงมาเกิดในโลก ปิศาจไต้อ๋องได้ฟังดังนั้นต่างก็มีใจครั่น คร้ามจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นอย่าเพ่อกินก่อนเจ้าน้อย ๆ จงเอาโซ่ร้อยไว้ก่อน รอจับ สานุศิษย์ทั้งสามมาได้แล้วจึงค่อยฆ่า ว่าแล้วจึงจัดเตรียมพลทหารหมู่กระบือปิศาจ ต่างคนถืออาวุธทุก ๆ คนแล้วก็ยกออกจากถ้ำมีคนถือธงนำหน้ายกเป็นกระบวน ออกไป ตีกลองและม้าล่อเสียงโกลาหลปิศาจไต้อ๋องทั้งสามต่างแต่งตัวถืออาวุธ สำหรับมือ ดูท่วงที่แข็งแรงคุมพลยกออกไปหน้าประตู ร้องถามด้วยเสียงอันดัง ว่าใครที่ไหนจึงสามารถมาร้องท้าทายดังนี้ ไม่เกรงกลัวความตายดอกหรือเห้งเจียแลดูเห็นปิศาจทั้งสาม คนหนึ่งถือขวานด้ามยาว คนหนึ่งถือง้าว หนึ่งบ่าแบกตะพดหวาย และพวกบริวารใหญ่น้อยนั้นล้วนแต่ปิศาจศีรษะกระบือ ทั้งสิ้น มือถืออาวุธต่าง ๆ กัน และมีธงใหญ่สามคันเขียนอักษร คือ ซิฮั่นไต้อ้อง ซิซู้ไต้อ้อง ซิติ้นไต้อ๋อง เห้งเจียพิเคราะห์ดูท่วงทีแล้วก็ขยับเข้าใกล้ ร้องถามว่า เฮ้ยอ้ายโจรมึงจำเราไม่ได้หรือ ปิศาจตอบว่าเจ้าคืออ้ายคนทำร้ายบนสวรรค์ ชื่อ ซึงหงอคงได้ยินแต่ชื่อยังไม่เคยเห็นหน้ามาเห็นหน้าเอ็งแล้วนึกอดสู อันที่จริงก็คือ อ้ายลิงนั่นเอง เห้งเจียได้ฟังปีศาจว่าดังนั้นก็มีความโกรธร้องด่าว่าอ้ายพวกมาร ร้ายขโมยน้ำมัน มึงอย่าพูดมากให้ช้าการ จงรีบคืนอาจารย์มาให้เรา ว่าแล้วมือ ก็แกว่งกระบองรุกไล่เข้าตีปิศาจ ปิศาจทั้งสามก็ยกอาวุธขึ้นรับออกกำลังต่อสู้กัน โดยสามารถได้ประมาณร้อยห้าสิบเพลง เวลาก็จวนคำยังมิได้แพ้ชนะกัน ปิศาจ ไต้อ๋องที่สามเอาตะพดแกว่งเดินขึ้นหน้าจับธงโบกเป็นสัญญา ฝูงปิศาจกระบือก็ตรู กันเข้ามาล้อมจับเห้งเจีย ต่างตนถืออาวุธเข้าระดมกันทั้งตีทั้งแทงเป็นตะลุมบอน เห้งเจียอยู่ท่ามกลางเห็นจะเอาชนะมิได้ ก็เหาะขึ้นบนอากาศแทรกเมฆหนีไป พวกปิศาจก็มิได้ไล่ติดตามคุมพลกลับเข้าถ้ำเห้งเจียเหาะกลับมายังวัด ชื่อหุ้นยี่ ครั้นถึงก็ลงยังพื้นเข้าหาโป๊ยก่ายชัวเจ้ง เล่าความตามเหตุให้โป๊ยก่ายชัวเจ็งฟังทุกประการ โป๊ยก่ายถามว่า เห็นจะเป็น เมืองพระยามัจจุราชกระทำหลอกดอกกระมัง ซัวเจ๋งถามว่าทำไมจึงจะรู้ได้ว่า พระยามัจจุราชเล่า โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียมาบอกว่าเห็นพวกปิศาจมีศีรษะเป็นกระบือ จึงรู้ได้ว่าเป็นเมืองพระยามัจจุราช เห้งเจียว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ พวกเราพิจารณาดู ปิศาจทั้งสามนี้คือควายไม่ต้องสงสัย โป๊ยก่ายว่าถ้าเป็นควายจริงแล้ว เราช่วย กันจับเอามาเลื่อยเขาไปขายก็คงจะได้ราคา กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็นพระสงฆ์ให้ คนยกเครื่องแจมาเลี้ยง ครั้นกินอิ่มแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่าเราจัดแจงไปพักนอนเสีย ก่อน พรุ่งนี้เช้าเราพร้อมกันไปจับปิศาจทั้งสามนี้ได้แล้ว จึงจะแก้อาจารย์ของเรา ออกได้ซัวเจ๋งพูดว่าโบราณท่านย่อมว่าทิ้งทอดการไว้เนิ่นช้า หากจะแปรปรวน เราจะลำบากเมื่อภายหน้า ปิศาจนั้นบางทีในคืนนี้จะไม่นอน จะทำอันตรายแก่ อาจารย์เรา เราจะแก้ไขด้วยประการใด ถ้าเวลานี้เราไปมันไม่ทันรู้ตัว บางทีจะมี ชัยชนะโดยง่าย เพราะว่ามันไม่ทันจะรู้จัก ถ้าช้าไปเกลือกจะเสียที โป๊ยก่ายว่า ซัวเจ๋งคิดนี้ถูกต้องแล้วจึงจัดแจงเตรียมตัวให้มั่นคงเห้งเจียจึงพูดแก่พระสงฆ์ในวัดว่า เราจะไปปราบพวกปิศาจศีรษะกระบือ ขอฝากม้ากับสิ่งของทั้งนี้ไว้กับท่าน ถ้า เราปราบปิศาจได้แล้ว ราษฎรจะได้ไม่ต้องเสียส่วยน้ำมันจะได้พากันเป็นสุขทั่วไป พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจี้ยว่าดังนั้น พากันสรรเสริญขอบใจ เห้งเจียครั้นฝาก ฝังสั่งเสียเสร็จแล้ว สามคนก็พากันเหาะไป มาบัดเดี๋ยวถึงเขาหุ้นซัวถ้ำเหี้ยนเอง ต้องก็ลดลงยังพื้นแผ่นดิน โป๊ยก่ายคิดจะใคร่ฟันทลายประตูถ้ำเข้าไป เห้งเจียห้าม อย่าเพิ่งวุ่นวายไปก่อน รอให้พี่เข้าไปดูอาจารย์ว่าจะเป็นตายประการใดแล้วจึงค่อย สู้รบกันต่อภายหลังว่าแล้วเห้งเจียก็ร่ายพระคาถาขยับตัวแปลงเป็นแมลงเม่า น้อยตัวหนึ่ง บินเข้าไปในถ้ำแลเข้าไปก็เห็นปิศาจกระบือนอนหลับกรนออกเกลื่อน กลาดเกะกะกันมิได้รู้สึกสมประดีเห้งเจียก็บินเลยเข้าไปในชั้นในเงียบสงัดไม่ กระโตกกระตาก มิได้รู้ว่าปิศาจทั้งสามจะอยู่แห่งใด เห้งเจียก็บินเลยเข้าไป่หลัง ห้องได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ เห้งเจียเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงอาจารย์จำได้ เห้งเจียจึงบินเข้าไปใกล้อาจารย์ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญว่า ตำบลไซทีไม่เหมือน เมืองไต้ถัง ฤดูเดือนสามกำลังร้อนทำไมจึงมีแมลงเม่าบินมาดังนี้ เห้งเจียได้ยินก็ อดไว้ไม่ได้ จงร้องขึ้นคำหนึ่งว่า พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งถามว่า แมลงเม่านั้นเป็นเห้งเจียหรือ ในทันใดนั้นเห้งเจียกลายกลับเป็นรูปเดิมคำนับแล้ว จึงพูดว่า พระอาจารย์ไม่รู้เหตุผลจึงได้พากันชักช้าไปดังนี้ เมื่อกลางวันข้าพเจ้า ได้ต่อสู้แก่มันทั้งสามจนเวลาค่ำจึงได้กลับ บัดนี้ข้าพเจ้าผู้คิษย์พากันมาทั้งสามคน ข้าพเจ้าเห็นเวลาดึกดื่นจะรบพุ่งกันลำบาก และทั้งยังไม่ทราบว่าอาจารย์จะดีร้าย ประการใด จึงได้แปลงตัวเข้ามาดูเสียให้รู้แน่แก่ใจก่อน ข้าพเจ้าเห็นปิศาจกำลัง นอนหลับสนิท อาจารย์จงขึ้นหลังข้าพเจ้ารีบหนีไปเถิด เห้งเจียอ่านคาถามหา สะเดาะเอามือลูบที่กุญแจเป่าลงไปทีหนึ่ง กุญแจก็หลุดจากมือพระถังซัมจั้งทันที เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นได้แล้ว ก็รีบหนีออกทางประตูถ้ำ เวลาที่เดินออกมานั้น ได้ยินเสียงปิศาจใต้อ๋องร้องถามว่า ทำไมไม่ได้ยินพวกเจ้าน้อย ๆ ตีเกราะเคาะไม้ นั่งยาม พากันนอนหลับเสียดังนี้ฝ่ายพวกปิศาจได้ยินเสียงไต้อ้องเรียกถามดังนั้น ก็พากันตกใจตื่นลุกขึ้นตี เกราะเคาะไม้ และลุกขึ้นเที่ยวเดินตรวจดู บังเอิญมาโดนพระถังซัมจั้งกับเห้งเจีย กำลังจะหนีออกไป พวกปิศาจก็พากันร้องขึ้นว่าจะหนีไปข้างไหน เห้งเจียไม่ได้ตอบ ว่ากระไรชักกระบองออกหวดซ้ายหวดขวาล้มตายลงสองสามคน นอกกว่านั้นก็ วิ่งหนีกลับเข้าไปในประตูถ้ำร้องเรียกว่าไต้อ๋องรีบลุกขึ้นเถิด อ้ายหน้าขนมันเข้ามา ในนี้ตีคนตายเสียหลายคนแล้วฝ่ายปิศาจไต้อ๋องทั้งสามได้ยินบริวารร้องเรียกก็ตกใจลุกขึ้นร้องว่า จับไว้อย่า ให้มันหนีไปได้ พระถังซัมจั้งได้ยินดังนั้นก็ตกใจมือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมด เห้งเจียไล่ดีพวกปีศาจแตกกระจายเป็นช่องออกไปได้ถึงประตูถ้าจึงร้องเรียกโป๊ย ก่ายซั่วเจ้งให้ช่วย เห้งเจียออกนอกประตูได้แล้วจึงเล่าเหตุในถำให้โป๊ยก่ายซัวเจ้ง ฟังทุกประการฝ่ายปิศาจไต้อ๋องไล่มาทันก็เข้าแย่งเอาพระถังซัมจั้งไปได้ลากตัวไปล่ามโซ่ไว้ อย่างเดิมแล้ว จึงจุดไฟมาส่องถือดาบมายืนถามพระถังซัมจั่งว่า ทำไมจึงถอดกุญแจ มือได้ และอ้ายลิงนั้นทำไมจึงเข้ามาได้ จงบอกไปตามจริง ถ้าปิดบังอำพรางไว้ จะฟันด้วยดาบให้ขาดสองท่อนเดี้ยวนี้ พระถังซัมจั้งตกใจกลัวตัวสั่นบอกว่า ไต้อ๋อง ไม่ทราบอันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น มีวิทยาเชี่ยวชาญแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบ สองประการ เมื่อกี้นี้แปลงเป็นแมลงเม่าเข้ามาช่วยบังเอิญไต้อ๋องรู้สึก คนทั้ง หลายจึงได้เห็น พากันร้องอึกทึกขึ้น เธอจึงทิ้งอาตมภาพเสียหนีเอาตัวรอดไปแล้ว ปิศาจไต้อ่องทั้งสามได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นี่หากเราตื่นขึ้นจึงหนีไปมิได้ พูดแล้วก็ สั่งปิศาจทั้งหลายให้ปิดประตูนอกในให้มั่นคง และให้เงียบระงับอย่าให้ทำเสียง ดังอื้ออึงเซ็งแซ่ไปซัวเจ็งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ปิศาจมันจับเอาอาจารย์กลับเข้าไปและปิดประตูหน้า ต่างแน่นหนาฉะนี้ มันจะทำร้ายแก่อาจารย์เราเป็นแน่แล้ว พวกเรารีบพังประตู เข้าไปแก้อาจารย์จึงจะพ้นอันตราย โป๊ยก่ายว่าจริงแล้ว จึงยกคราดขึ้นสับฟันโดย เต็มกำลังประตูศิลาก็พังทลายลงละเอียดไปทันที ปากโป๊ยก่ายก็ร้องว่าอ้ายขโมย น้ำมันมึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ส่วนปิศาจทั้งสามเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงแต่งตัวสวมเกราะมือถืออาวุธสำหรับตัวทั้งสามคน คุมพลองออกมายังประตูถ้ำ ต่อสู้กับโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งเห้งเจีย เวลานั้นประมาณสักสามยามท้องฟ้าสว่าง ด้วยแสงจันทร์ดุจกลางวัน ปิศาจก็ขับพลเข้าไล่ตะลุมบอน เห้งเจียก็เข้าสู้กับปิศาจ ที่ถือขวาน โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่ถือง้าวใหญ่ ซัวเจ๋งก็เข้าต่อสู้กับปิศาจที่ ถือไม้ตะพดหวายใหญ่ รบรอต่อสู้กันโดยสามารถยังไม่แพ้และชนะกันได้ ปิศาจ ไต้อ๋องร้องให้พลทหารระดมรุกรบเข้ามาล้อมจับโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายต่อสู้สับฟันสัก เท่าใดพวกปิศาจก็มิได้ถอยหนี ตรงเข้ารวบรัดโป๊ยก่ายลากเอาตัวเข้าไปในถำมัดไว้ ฝ่ายซัวเจ็งกำลังรบและไม่เห็นโป๊ยก่าย ก็แกว่งพลองตีปิศาจซิติ๋นไต้อ๋อง หวดไป ที่หนึ่งแล้วจะถอยหนี พวกพลปิศาจตรูเข้าล้อมจับซัวเจ่งได้ลากเอาไปมัดไว้ในถ้ำ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็พลันเหาะขึ้นบนอากาศหวนกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ พระสงฆ์ใน วัดเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันมาต้อนรับ ถามว่าช่วยท่านอาจารย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าแสนยากช่วยไม่ได้ด้วยปิศาจเหล่านั้นมีฤทธาเชี่ยวชาญนัก บัดนี้ จับเอาน้องข้าพเจ้าไปอีกแล้ว ขอท่านช่วยดูม้าและข้าวของไว้ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบน สวรรค์ ขอพลทหารเทพบุตรลงมาช่วยจับปิศาจนั้นให้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายถาม ว่าท่านไปบนสวรรค์ได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า สวรรค์นั้นดุจบ้านเดิม ของข้าพเจ้าเคยไปมาเที่ยวเล่นอยู่เสมอ ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ยิ่งมีความเกรง และเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าก่อน เห้งเจียสั่งแล้วก็ผละออกจากพระสงฆ์เหาะตรงขึ้นไป บัดเดี๋ยวก็ถึงประตูสวรรค์ ข้างทิศปราจีนก็พบกับท่านทั้ยเป็กกิมแช ท้าวจัตุโลก บาลเจงเฉียงที่อ้อง และเทพบุตรอึนจูท้อโด้ขุนนางทั้งสี่กำลังนั่งสนทนากัน แลเห็น เห้งเจียขึ้นมาต่างก็ลุกเดินมาต้อน์รับถามว่า ท่านไต้เชียจะไปข้างไหนหรือ วันนี้ จึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียจึงเล่ามูลเหตุที่ถ้าเหี้ยนเจงต้องให้ฟังทุกประการ แล้วว่า ข้าพเจ้าปราบปรามไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงต้องขึ้นมาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เพื่อให้ ตรวจดูว่ากำเนิดเดิมของปิศาจจะเป็นประการใด และจะได้ขอพลเทพบุตรยกไป ช่วยกำจัดปิศาจนั้นเสียให้สิ้น ทั้ยเป๊กกิมแชได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าท่านไต้เชียรบกับ ปิศาจ ทำไมดูไม่ออกหรือว่ามันมาจากไหน เห้งเจียบอกว่ารู้ก็รู้ได้ว่ามันเป็นปิศาจ กระบือ แต่มันมีอิทธิฤทธิ์มากจะเอาชัยชนะมันก็มิได้จึงต้องขึ้นมาฉะนี้ ทั้ยเป๊ก กิมแชพูดว่าปิศาจทั้งสามนั้นคือกระบือ รูปกายประกอบต้องตำราอากาศธาตุ และ มันรักษาศีลปฏิบัติมาซ้านาน จึงได้สำเร็จภาคเชี่ยวชาญจะเหาะเหินตามลมและเมฆ หรือแทรกน้ำในมหาสมุทรก็ได้ทุกประการ แม้จะจับมันให้ได้แล้วก็ต้องเชิญซีบั๊ก กิมแชทั้งสี่มา มันเห็นหน้าแล้วมันก็จะยอมแพ้เองไม่สู้รบเห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับ ถามว่า ทีซีบั๊กกิมแชคือใครที่ไหน ขอท่านทั้ยเป๊กกิมแชได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้า ด้วยเถิด ทั้ยเป๊กกิมแชหัวเราะแล้วพูดว่า ดาวทั้งสี่นั้นคือที่ตำหนักวิมานเต้างู่เกง แวดล้อมอยู่ท้องฟ้ารอบนอก ท่านไต้เซียจงรีบไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จะรู้ได้ตลอด เห้งเจียได้ฟังก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณ แล้วก็ลาทั้ยเป็กกิมแชไปเข้าประตูสวรรค์ เดินมายังตำหนักทงเม่งเต้ยเข้าหาท่านซีไต้เทียนซือ ซีไต้เทียนซือเห็นก็รีบนำ เห้งเจียเข้าไปยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ครั้นเข้ามาถึงหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับแล้ว ก็กราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ตามซึ่งมีเหตุการณ์ให้ทรงทราบทุกประการเง็กเซียง ฮ่องเต้ได้ทรงฟังจึงรับสั่งให้จัดพลเทพบุตรยกลงไปเป็นพาหนะช่วยจับ เห้งเจียจึง ทูลว่าข้าพเจ้าได้พบกับทั้ยเป๊กกิมแช เมื่อตะกั้ท่านบอกว่าปิศาจนั้นคือกำเนิดกระบือ หากได้ดาวทั้งสี่คือซีบั๊กกิมแชไปกำจัดแล้วเป็นการง่ายเง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้นจึงรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปที่ ตำหนักเต้างู่เกงวิมานชั้นนอกให้ซีบั๊กกิมแชทั้งสี่ลงไปเมืองใต้ช่วยเห้งเจียกำจัดปิศาจ ดาวทั้งสี่ดวงคือ กั๊กบั๊กเกาหนึ่ง เต้าบั๊กเล่ยหนึ่ง โดยบั๊กลั้งหนึ่ง แจบั๊กกันหนึ่ง ถามออกมาว่า ท่านไต้เซียจะให้ข้าพเจ้าไปกำจัดปิศาจที่ไหน เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า อันที่จริงก็พวกของท่านนี่เอง หากทีแรกท่านทั้ยเป๊กกิมแช บอกความจริงว่า หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมาเชิญท่านทั้งสี่ จัก ไม่ต้องไปขอคำสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ ดาวทั้งสี่พูดว่าแม้ไม่มีรับสั่งพวกข้าพเจ้าก็ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้วขอท่านจงรีบลงไปเถิด เห้งเจีย กับดาวทั้งสี่ก็พากันออกจากประตูสวรรค์เหาะลงไปยังเขาแซเล่งชัว ครั้นถึงหน้า ถ้ำเหี้ยนเองต้องก็หยุดอยู่บนเมฆดาวทั้งสี่จึงบอกแก่เห้งเจียให้ลงไปท้ารบล่อ ออกมานอกถ้ำ พวกข้าพเจ้าจะได้ลงมือ เห้งเจียก็เข้าไปเอาพลองกระทุ้งประตูถ้ำ ร้องด่าท้าทายว่าอ้ายพวกขโมยน้ำมันจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว พวก ปิศาจมิได้รู้สึกว่าจะตายเป็นประการใด เมื่อได้ยินเสียงด่าท้าทายดังนั้นก็มีความ โกรธ ต่างถืออาวุธพร้อมกันรีบออกมายังประตูถ้ำ เห้งเจียแลเห็นก็บันดาลโทสะ แกว่งกระบองเข้าตีปิศาจ ปิศาจทั้งสามก็ทำสัญญาณให้พวกบริวารตีวงเข้าล้อม เห้งเจียไว้ท่ามกลาง ดาวบักกิมแชทั้งสี่ยืนอยู่บนเมฆแลเห็นดังนั้น ต่างก็ชักอาวุธ ออกแกว่งร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายเดียรัจฉานมึงอย่าหมายทำร้าย เห้งเจีย ปิศาจทั้งสามได้ยินเสียงก็เงยหน้าแลไปเห็นบักกิมแซทั้งสี่ ต่างก็ครั่น คร้ามตกตะลึงอยู่แล้วออกปากว่าไม่ดีเสียแล้ว มันไปเอาคู่ปรับเรามาแล้ว จึงร้อง บอกพวกบริวารว่า จงรีบพากันหนีเอาตัวรอดไปเถิด ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงเกรียว กราวเอิกเกริกกึกก้อง พวกปิศาจบริวารพากันกลับแปลงกายตามรูปเดิม คือกระบือ เผือกและดำต่าง ๆ วิ่งแตกตื่นกันอลหม่านฝ่ายปิศาจทั้งสามวางอาวุธแล้วก็แปลงกายกลับเป็นรูปกระบือไปตามเดิม เผ่น ขึ้นหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียกับดาวแจบั๊กกัน และกั๊กบั๊กเกา ทั้งสองก็รีบไล่กระชั้นตามปิศาจทั้งสามนั้นไป ยังดาวเต้าบั๊กเก่ยและโดยบั๊กลั้งทั้ง สองนั้นเที่ยวไล่จับปิศาจ กระบือตามห้วยธารเขาไม่ว่าเล็กและใหญ่จับฆ่าเสียทั้งสิ้น แล้วเข้าไปในถ้ำเหี้ยนเองต๋อง แก้มัดพระถังซัมจั้งและโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ฝ่ายซัวเจ็ง แลเห็นก็จำได้ว่าดาวทั้งสอง จึงถามว่าทำไมท่านจึงรู้ได้มาช่วยพวกข้าพเจ้าเล่า ดาว ทั้งสองบอกว่าพวกข้าพเจ้ามาเพราะท่านไต้เซียขึ้นไปกราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็ก เชียงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งโปรดให้พวกข้าพเจ้าลงมาช่วย พระถังซัมจั้งถามว่า เห้งเจีย บัดนี้ไปอยู่ที่ไหนจึงมิได้เห็นมาเล่า ดาวทั้งสองจึงบอกว่า ปิศาจไต้อ๋องทั้งสามนั้น คือกระบือสามตัว แลเห็นพวกข้าพเจ้ามา มันก็รีบแปลงตัวหนีไปข้างทิศตะวันออก เฉียงเหนือดาวทั้งสองกับเห้งเจียรีบติดตามไปจับตัวปิศาจ ข้าพเจ้าทั้งสองเที่ยว กำจัดปิศาจบริวารราบคาบแล้ว จึงเข้ามาช่วยท่านอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง พระ ถังซัมจั่งได้ฟังดาวทั้งสองพูดดังนั้นจึงว่าขอบใจท่านมากที่สุดแล้ว ดาวโดยบั๊กลั้ง จึงสั่งว่า ท่านพี่น้องง่วนโซ่ยกับท่านกวนเลียมเจียงกุน จงรักษาอาจารย์ของท่าน กลับไปวัดชื่อหุ้นยี่ก่อนพวกข้าพเจ้าจะตามไปช่วยกันจับปิศาจ โป๊ยก่ายว่าดีแล้ว เชิญท่านทั้งสองรีบไปเถิด ดาวทั้งสองก็รีบเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาสิ่งของในถ้ำ คือเพชรนิลจินดาและเงินทอง เอาออกกองไว้นอกถ้ำแล้ว นิมนต์พระอาจารย์ให้ออกไปนั่งพักอยู่นอกถ้ำ โป๊ย ก่ายกับซัวเจ็งก็ช่วยกันเอาไฟเผาถ้ำเสียสิ้นแล้ว จึงออกมาเก็บของเหล่านั้นใส่บ่า มากับอาจารย์เดินตัดตรงไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ฝ่ายดาวทั้งสองเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และค้นหาก็ไม่เห็น จึงเหาะเลยมายังทิศตะวันตก และลงไปในมหาสมุทรทะเลใหญ่ก็แลเห็นเห้งเจีย อยู่บนหลังน้ำเสียงร้องตวาดอึกทึก ดาวทั้งสองก็ลดลงมาหาเห้งเจีย แล้วถามว่า ปิศาจนั้นมันหนีไปทางไหน เห้งเจียและเห็นดาวทั้งสองมาก็มีความโกรธ ถามว่า ทำไมท่านไม่ตามมาช่วยกันเล่า ดาวเต้าบั๊กเก่ยบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นไต้เซียกับแจ๊กั๊ก สองดาวไล่ตามปิศาจมาก็นึกว่าคงจะจับได้ ข้าพเจ้าทั้งสองช่วยกันกำจัดกวาด ล้างพวกปิศาจในถ้ำนั้นราบคาบแล้ว จึงเข้าไปช่วยแก้มัดอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัว เจ๋งออกแล้ว บัดนี้พากันกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยีนานแล้ว ข้าพเจ้าคอยไต้เซียไม่เห็น กลับจึงได้พากันมาตาม เห้งเจียได้ฟังดังนันก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอบคุณท่าน ทั้งสองที่มีความลำบากมาก อันปิศาจทั้งสามนั้นข้าพเจ้าไล่กระชั้นมาจวนจะทัน มันก็ดำลงทะเลไป ท่านดาวแจกักทั้งสองรีบไล่ตามไป สั่งให้ข้าพเจ้าคอยดักสกัด อยู่ที่นี่ท่านทั้งสองมาแล้วก็ดีละ ท่านจงคอยสกัดแทนข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะ ลงไปช่วยท่านทั้งสอง ว่าแล้วเห้งเจียก็แกว่งกระบองร่ายคาถาแหวกน้ำลงไป แล ไปเห็นปิศาจกำลังต่อสู้กับดาวทั้งสองโดยสามารถ เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องด้วย เสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว ปิศาจทั้งสามกำลังชุลมุนต่อสู้ได้ยินเสียง เห้งเจียร้องลงมา ก็ผละหนีกลับไปกลางใจทะเลลึก ด้วยปิศาจทั้งสองมีวิชาสามารถ เปิดน้ำได้ มันจึงได้หนีเปิดน้ำไปดังเสียงอู้ ๆ น้ำแตกกระจายเป็นช่องทางเห้งเจีย กับดาวทั้งสองก็ไล่กระชั้นติดมา อันเกาะและทิศตะวันตกนี้เป็นเขตของพระยา เล่งอ๋องเง่าสุนดูแล เวลานั้นพวกลาดตระเวนเที่ยวตรวจตามชายทะเลฝั่งตะวันตก แลเห็นปิศาจกระบือวิ่งแหวกน้ำเป็นช่องมา และผู้ที่ไล่มานั้นก็จำได้ว่าเห้งเจีย คือ ซีเทียนไต้เซียกับดาวทั้งสอง ก็รีบกลับไปบาดาลบอกพระยาเล่งอ๋อง พระยาเล่งอ๋อง ได้ฟังดังนั้น ก็ให้หม้องั้งบุตรเตรียมพลสัตว์น้ำแล้วพูดว่าเราคิดดูปิศาจกระบือทั้ง สามนี้คงจะไปทำร้ายเห้งเจียเข้าเป็นแน่ จึงได้หนีมาถึงเขตทะเลของเรา จำจะต้อง ออกไปช่วยเป็นกำลัง หม้องั้งบุตรเล่งอ้องได้ฟังบิดาสั่งแล้วก็รีบคุมพลทหารสัตว์ น้ำออกไปจากบาดาล พากันโห่ร้องเสียงเอิกเกริกเข้าขว้างสกัดหน้าปิศาจกระบือไว้ ปิศาจก็กลับหวนมา เห้งเจียกับดาวทั้งสองก็สกัดไว้ ปิศาจตกใจแตกกันไปคนละ ตัว ส่วนปิศาจซิติ้นไต้อ๋องตกอยู่ในที่ล้อม เห้งเจียร้องสั่งว่าอย่าทำมันตายจงจับ ไว้ทั้งเป็น หม้องั้งได้ฟังสั่งก็ตรงเข้าผลักซิติ้นปิศาจ ล้มลงเอาเชือกร้อยจมูกและ มัดสี่ขาเอาไปบาดาล พระยาเล่งอ๋องจึงประกาศสั่งให้แยกพลทหารไล่ล้อมสกัด จับให้ได้ หม้องั้งก็พาพวกพลทหารรีบไล่ตามไป ก็แลเห็นแจบักกันแปลงรูปอ้า ปากจะกัดกินซิฮั้นไต้อ๋อง หม้องั้งก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ท่านแจบั๊กกันอย่า ทำให้ตาย ท่านไต้เซียสั่งให้จับเป็น หม้องั้งร้องหลายคำมาไม่ทันแจบั๊กกันก็กัด เอาศีรษะปิศาจขาดออกไป หม้องั้งมาถึงก็ให้ทหารหามเอาปิศาจกลับไปบาดาล แล้วก็พากันไล่ตามปิศาจซิรู้ไต้อ๋อง ก็แลเห็นท่านกั๊กบั๊กเกาไล่ปิศาจกลับมา ก็มา พบหม้องั้งกับท่านแจบั๊กกันสกัดไว้ ร้องสั่งให้พลทหารจับ ปิศาจจวนตัวจึงร้องฝ่ายชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งนอกเมืองและในเมือง ต่างก็ตกใจทุกบ้านทุกเรือนพา กันมาจุดรูปเทียนสักการะบูชานมัสการทุก ๆ คน บัดเดี้ยวก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัด ชื่อหุ้นยี่ เอาเกี๊ยวหามพระถังซัมจั้งมายังหอหน้าเมือง พบกับเห้งเจีย เห้งเจียก็ เล่าเหตุผลนั้น ๆ ให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั้งได้ฟังก็มีความยินดีสรร เสริญขอบคุณยิ่งนัก และพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกับจุดธูปเทียนและเผา ไม้หอมบูชาพากันตั้งนมัสการโดยความเลื่อมใส นั่งอยู่สักประเดี้ยวโป๊ยก่ายนึก ขึ้นมาได้ฉวยมีดโกนตรงเข้าจับกระบือทั้งสองเชือดคอขาดตกลงแล้วเอาเลื่อยมา เลื่อยเขาออกทั้งสี่เขา เห้งเจียก็จัดแจงให้ดาวแชกุนทั้งสี่นำเขากระบือนั้นขึ้นไป ถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ กราบทูลเหตุให้ทรงทราบทุกประการ ยังอีกสองเขานั้นแบ่ง ไว้ที่ศาลาประจำเมืองเขาหนึ่ง ยังอีกเขาหนึ่งจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าที่เขาเล่งซัวฝ่ายพวกขุนนางจึงนิมนต์พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ไว้ จัดเครื่องโต๊ะแจมาถวาย และป่าวร้องให้สภาตุลาการมาพร้อมกันคอยผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติ และออก ประกาศให้รู้ทั่วกันว่าปีหน้าต่อไปไม่ให้ทำการจุดโคมไฟและยกเลิกการเก็บส่วย น้ำมันและให้ถลกหนังกระบือไว้ทำเกราะ ส่วนเนื้อก็ให้แจกแก่ขุนนางและราษฎร และเบิกเงินกลางออกสร้างศาลาบูชาดาวแชกุนทั้งสี่ และปลูกที่บูชาจารึกนาม พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกต่อไปภายหน้าฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์มีน้ำใจกว้างขวาง รับนิมนต์ชาวบ้าน พวกที่เสีย สวยน้ำมันสองร้อยสี่สิบหลังเรือนทุก ๆ เรือนผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงสมนาคุณไม่ขาด เวลา โป๊ยก่ายได้กินอิ่มหนำพอใจ จึงเอาเพชรนิลจินดาพลอยสีต่าง ๆ ที่เก็บมา จากถ้ำ ออกแจกจ่ายให้ปันแก่ชาวบ้านไว้ชมเล่น แต่หน่วงเหนี่ยวเลี้ยงดูกันอยู่ ประมาณสักเดือนเศษ พระถังซัมจั๋งจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า ของที่เก็บมาจากถ้ำพอจวนแจ้งพวกเราออกเดิน ยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เอาถวายไว้ในวัดหุ้นยี่ อย่าให้ชาวบ้านเห็นจะชักช้าเวลาไป เห้งเจียได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงเอาแก้ว แหวนเพชรนิลเหล่านั้นถวายไว้ในวัด พอเวลาค่ำเข้านอน ครั้นเวลาเข้าสามยาม พระถังซัมจั้งลุกขึ้นเรียกโป๊ยก่ายให้ลุกขึ้นผูกม้าฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อถึงเวลากลางวันกินอิ่มมาก ก็นอนหลับไหลไม่รู้สึก พูดเพ้อ ว่าจะผูกม้าทำไมหนอ เห้งเจียตวาดว่าอาจารย์จะไป โป๊ยก่ายก็บิดหูเกาคางพูด ว่า จะมาละทิ้งสองร้อยสี่สิบบ้านไป พึ่งไปกินได้สามสิบบ้านเท่านั้น จะทำเล่น ให้ข้าพเจ้าหิวและอดอยากอีกหรือ พระถังซัมจั๋งบ่นว่าอ้ายพุงกระสอบอย่าพูด เลอะเทอะไปเลย รีบลุกขึ้นเถิดอย่าทำปากกล้าจะให้เห้งเจียเอากระบองมาตีเสีย เดี่ยวนี้ และโป๊ยก่ายได้ยินว่าจะตีก็ตกใจลุกขึ้น พูดว่าครังนี้ทำไมแปรปรวนดังนี ตั้งแต่มาป้องกันรักษาข้าพเจ้า ทำไมวันนี้จะใช้ให้เห้งเจียตีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจีย บอกว่าอาจารย์เกลียดเจ้าเพราะฝีปากกระทำให้เสียเวลา ยังไม่รีบเก็บข้าวของเล่า จะให้ลงมือจริง ๆ ที่เดียวหรือ โป๊ยก่ายก็รีบลุกขึ้น ซัวเจ๋งก็ลุกขึ้นพระถังซัมจัง โบกมือห้ามว่าให้เบา ๆ อย่าอึกทึกไป พระสงฆ์ในวัดจะตกใจตื่น พูดแล้วพระถัง ซัมจังก็ขึ้นม้าเห้งเจียโป๊ยก่ายก็เปิดประตูวัด อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินแอบหนี ออกไปฝ่ายพระสงฆ์ในวัดชื่อหุ้นยี่ ครั้นรุ่งแจ้งออกมาที่หน้ากุฎีใหญ่ไม่เห็นพระถัง ซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม จึงพูดว่าไม่เห็นพูดว่ากระไร ทำไมจึงพากันหายเงียบ ๆ ดังนี้ เราพากันปล่อยพระโพธิสัตว์ไปเสียแล้ว เมื่อเวลากำลังพูดกันอยู่นั้น แลเห็น พวกชาวบ้านเสียส่วยน้ำมัน มาสองสามคนจะนิมนต์พระถังซัมจั้งไปฉัน พระสงฆ์ ในวัดพูดว่าท่านเหาะไปเสียแต่เมื่อคืนนี้มิได้บอกเล่าให้รู้เลย คนทั้งหลายต่างก็ตั้ง นมัสการไปบนอากาศ พูดกันต่อ ๆ ไปรู้แช่ไปทั้งเมือง พวกขุนนางจึงให้ชาวบ้าน ที่เสียส่วนน้ำมันทุก ๆ หลังคาเรือน จัดหาดอกไม้และผลไม้ต่าง ๆ ไปตั้งสักการะ บูชาที่ศาลปลูกใหม่นั้น เป็นที่เคารพตอบแทนคุณท่านทั้งสี่ต่อฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามคน ฝ่าแดดแผดลมเดินมาได้ประมาณ สักครึ่งเดือน ตามระยะทางก็มีความสุขไม่มีปีศาจยักษ์ร้ายรบกวน วันหนึ่งเดินไป แลเห็นภูเขาสูงขวางหน้า พระถังซัมจังมีความครันคร้ามในจิต จึงเรียกสานุศิษย์ สั่งว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงคลุ้มมืดมัว จงระวังระไวให้ดีเกรงจะมีเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เดินเข้าในเขตนี้ก็ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วเป็นอัน ขาดทีจะมีปิศาจร้ายนั้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้ พระอาจารย์จงวางใจอย่าวิตกเลย พระถังซัมจั้งพูดว่าหากจะใกล้เมืองพระพุทธเจ้าก็จริงอยู่ แต่เมื่อวันก่อนพระสงฆ์ ในวัดบอกว่า ตั้งแต่วัดนั้นไปประมาณสองพันโยชน์ จึงถึงเมืองโซจ็อกไม่รู้ว่าใกล้ ไกลสักเท่าใดจึงจะถึงเขาเล่งซัว เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์สารพัดการทุกอย่างก็ อยากได้ความปรกติ แต่มาละเว้นพระคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าที่ให้ไว้นั้นแล้ว หรือ พระถังซัมจังตอบว่าอันพระคาถาปัญญะซิมเกงนั้นอาตมก็ภาวนาอยู่เนืองนิตย์ ทำไมจึงถามว่าลืมเสียแล้วหรือ เห้งเจียว่าพระอาจารย์ภาวนาอยู่เสมอก็จริง แต่ หาได้เข้าใจความอธิบายในธรรมนั้นไม่ พระถังซัมจั้งว่าเจ้าลิงเจ้าดูถูกว่าอาตมา ไม่รู้อธิบายหรือ เจ้าอธิบายได้หรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าอธิบายได้ พูดแล้วเห้งเจีย ก็ไม่ออกเสียงพูดอีก หัวเราะงอไปพักใหญ่ โป๊ยก่ายแลเห็นเห้งเจียมีกิริยาอย่าง นั้นก็พูดว่า ดูหน้าตาพิลึกทำหน้าย่นเหมือนยังข้าพเจ้าอย่างเดียวกันกับปิศาจ ยักษ์แท้ ๆ ไม่ใช่พวกสัมมาทิฐิเลย ไม่ได้ยินว่าอธิบายธรรมที่ไหนทำกิริยาเล่น สนุกดังนั้นจะมิผิดไปหรือ ทำไมจึงว่าเข้าใจอธิบายธรรมไม่ได้ยินเสียงแสดงเล่า ซัวเจ่งพูดว่าพี่เห้งเจียแก่หลอกพระอาจารย์ที่เดินทางเท้านั้น และเธอเข้าใจแต่ เล่นเพลงตะบองเท่านั้น ที่ไหนจะเข้าใจอธิบายธรรมเล่า พระถังซัมจั้งพูดว่าหงอ เหนงหงอเจ็งอย่าพูดเลอะเทอะไป หงอคงเธอเข้าใจแสดงพระคาถาปัญญะชิมเกง จริงของเธอ ที่ไม่โต้ตอบแสดงวาจานั้นและคือแสดงธรรมแท้ อาจารย์กับศิษย์มัว โต้ตอบกันอยู่ เดินพลางพูดพลางก็มาถึงหน้าเขาโขดเข้าสองสามเนิน แลไปที่ ข้างทางเดินก็เห็นมีพระอารามใหญ่ ที่ประตูวัดมีอักษรใหญ่สีอักษรเรียกว่า วัด เป๋ากิมเสียนยี แปลว่าวัดปูทองสมาธิ พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้าและเห็นชื่อวัด ดังนันก็นิงนึกอยู่ในใจแล้วพูดว่าวัดเป๋ากิมเสียนยีอารามนี้ คงจะอยู่ในเขตเมืองโซ จือกราชคฤห์เป็นแน่ โป๊ยก่ายได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าวัน นี้อัศจรรย์จริงๆ ตั้งแต่มาหลายปียังไม่เคยว่ารู้จักแห่งใด มาวันนี้ทำไมพระอาจารย์ จึงรู้ว่าพระอารามนี้อยู่ในเขตเมืองราชคฤห์เล่า พพระถังซัมจั่งพูดว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ เพราะอาตมภาพเคยดูในต้นพระคัมภีร์ ธรรมใด ๆ ก็เห็นมีว่าพระพุทธเจ้าเสด็จ ประทับอยู่ในเมืองราชคฤห์ พระอารามของเศรษฐีกิ้มโกเชียงสร้างถวาย คำกล่าว ว่ากิ้มโกเชียงเศรษฐีคนนี้ไปขอซื้อที่สวนของดิโทไท้จื้อราชโอรส สร้างพระอาราม ถวายพระพุทธเจ้าเป็นที่แสดงพระธรรม ดิโทไท้จื้อราชโอรสตรัสว่าที่ของข้าพเจ้า ไม่ขายให้แก่ผู้ใด หากจะขายต้องมีทองคำมาลาดปูเต็มเขตสวนของเรานี้เราจึง จะขายได้ เศรษฐีกิ้มโกได้ฟังดิโทไท้จี้อตรัสดังนั้นจึงกลับไปบ้านเอาช้างบรรทุกอิฐ ทองคำมาปูเต็มสวน ก็ซื้อได้ที่สวนของดิโทไท้จื้อ จึงได้สร้างพระอารามใหญ่ ถวายสมเด็จพระผู้มีพระภาคสำหรับเป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงนึกว่าพระอารามนี้ เห็นจะเป็นวัดของกิ้มโกเศรษฐีสร้างอยู่ในเขต เมืองอ๋องเซียเซี้ยคือเมืองราชคฤห์มหานคร เป็นคำโบราณท่านกล่าวมาอย่างนี้ กิ๊มโกเศรษฐีนั้นคือพระอนาถบัณฑิต โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า หากว่า จริงดังคำโบราณกล่าวมาดังนั้น ข้าพเจ้าจะลงมือขุดเอาอิฐทองคำนั้นมาใช้พูด แล้วก็หัวเราะ พระถังซัมจั้งลงจากม้าเดินเข้าไปถึงประตูชั้นสาม แลไปเห็นผู้คน ชุลมุนมากมาย บ้างนั่งบ้างยืนบางนอนบ้างมีหาบและย่ามห่อบ้างมีเกวียนและ บ้างกำลังสนทนากันอยู่ก็มีดุจที่ท้องตลาด คนเหล่านั้นและเห็นอาจารย์กับศิษย์ ทั้งสามเดินเข้ามา มีรูปร่างหน้าตากิริยาแปลกกัน คนเหล่านั้นตกใจหวาดหวั่น พากันหลบเลี่ยงแอบตัวเปิดทางให้เธอเดินเข้าไป พระถังซัมจั้งเห็นคนทั้งหลายทำ อาการกิริยาอย่างนั้นมีความวิตกเกรงจะเกิดความ จึงคอยร้องเตือนสติว่าระวัง ระงับไว้ให้ดี สานุศิษย์ทั้งสามก็สังวรระวังกายใจค่อย ๆ เดินเข้าในประตูอีกชั้นหนึ่ง แลเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง เดินออกมามีกิริยาเรียบร้อย พระถังซัมจั้งก็ย่อตัว เคารพปราศรัยทักถาม พระสงฆ์องค์นั้นก็เคารพตอบแล้วถามว่าท่านอาจารย์มา จากไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าอาตมภาพมาจากเมืองไต้ถังถือรับสั่งของพระเจ้าถัง ไทจงฮ่องแต้ ให้ข้ามไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เดินมาถึงตำบลนี้เป็นเวลาจวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง พรรุ่งแจ้งก็จะกราบ ลาไป พระสงฆ์องค์นั้นพูดว่าดีแล้วท่านมาจากเมืองไต้ถังย่อมเป็นพระสงฆ์อัน เชี่ยวชาญจึงได้มาได้จนถึงสถานที่นี้ ขอนิมนต์ท่านอาจารย์เข้ามาเถิด อาตมา จะรับรองเองและจะหาสิ่งของถวายให้ขบฉันบ้างตามมีพระถังซัมจังจึงเรียก สานุศิษย์ทั้งสามให้ตามเข้าไปยังกฎีใหญ่ ครั้นถึงต่างกระทำกราบเคารพกันแล้ว ก็นั่งลงที่เก้าอี้ พระสงฆ์ในอารามนั้นไม่ว่าเล็กและใหญ่ ได้ยินว่าพระถังซัมจั้งอยู่ ประเทศทิศบูรพาต่างก็พากันมาดูและกระทำเคารพยกน้ำร้อนน้ำเย็นมาถวาย พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็ขอบคุณพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น พระสงฆ์ทั้งหลายจึง ไต่ถามถึงเหตุการณ์ที่มาจากเมืองไต้ถัง พระถังซัมจั้งพูดว่าอาตมาขอถามซึ่งเหตุวัด เป๋ากิมเสียนยี่เดิมมาเป็นประการใด พระสงฆ์ในวัดนั้นจึงบอกว่าเดิมวัดนี้ของกิ้ม โกเชียงเศรษฐีสร้างถวายเป็นที่อยู่ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคองค์อรหันต์สัมมา สัมพุทธเจ้า เป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรมเพราะเอาทองคำลาดปูเต็มสวน จึงได้ ตั้งนามวัดว่า เป๋ากิมเสียนยี่ ตรงนี้ไปคือเมืองอ๋องเฉียเซี้ย กิ้มโกเศรษฐีตั้งบ้าน อยู่ในเมืองนั้น ที่ในวัดนี้ซึ่งพวกอาตมภาพอยู่นี้เดิมเป็นที่สวนของกิ๊มโกเศรษฐีซื้อ ถวาย ข้างหลังวัดเขตที่ทำเลสวนยังมีปรากฏอยู่ หากว่าฝนตกห่าใหญ่ เพชรนิล จินดาและทองคำก็ยังมีอยู่บ้าง เป็นของประหลาดเคยเก็บได้เนื่อง ๆ พระถังซัม จั่งได้ฟังแล้วพูดว่า คำที่กล่าวมาแต่เดิมเป็นความจริงทั้งนั้น แล้วถามว่าอาตม ภาพพึ่งเข้ามา เห็นที่หน้าวัดนันทำไม่ผู้คนมาจากไหน จึงได้มาประชุมกันทำอะไร มากมายนัก พระสงฆ์บอกว่าที่ตำบลนี้มีภูเขานามเรียกว่าแป๊ะคาซัว ตั้งแต่เดิม มาก็อยู่เป็นสุขโดยความปรกติไม่มีภัยร้ายสิ่งใด ครั้นมาเมื่อปีก่อนเกิดมีตะขาบ ปิศาจหลายตัว มักกัดทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตอันตรายเจ็บป่วย เหลือที่จะพรรณนา ได้ที่ชายเขานั้น มีประตูช่องเรียกว่าประตูเกยเม่งกวน ครั้นเวลาไก่ที่นั้นขันขึ้น แล้วคนจึงจะเดินข้ามได้ เพราะฉะนั้นคนเดินทางเข้าไปเมืองค้าขายต้องมาอาศัย พักที่วัดนี้ รอเวลาจวนแจ้งให้ไก่ขันขึ้นก่อนจึงพากันไปได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังแล้ว จึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพวกอาตมาคอยเวลาไก่ขันแล้วก็จะลาไป เวลาเมื่อกำลังพูด กันอยู่นั้น ก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัดยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย อาจารย์กับศิษย์ก็พา กันฉัน เวลานั้นเป็นข้างขึ้นเดือนสว่างดุจกลางวัน พระถังซัมจังกับเห้งเจียก็พา กันเดินออกมาชมเดือนเล่นเย็น ๆ แลเห็นคนใช้ในวัดเดินมาบอกว่า ท่านเจ้า คณะใหญ่ออกมาแล้วจะใคร่มาพบกับท่านอาจารย์ พระถังซัมจั้งก็หันหน้าแลไป เห็นพระสงฆ์ผู้เฒ่าองค์หนึ่งถือไม้เท้าเดินตรงมาแล้ว ลดกายลงทำเคารพตรงเข้า มาถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านหรือที่ว่ามาจากเมืองไต้ถัง พระถังซัมจั้งก็ลดกายลง เคารพตอบปราศรัยว่า อาตมภาพนี้แหละเป็นผู้ที่มาจากเมืองไต้ถัง ก็ท่านอาจารย์ เล่ามีความสุขสบายอยู่หรือ และมีพรรษาอายุได้เท่าใดแล้ว พระสงฆ์เจ้าคณะ บอกว่าอาตมภาพอายุมากกว่าท่านคะเนราวรอบหนึ่ง เห้งเจียหัวเราะว่าถ้ากระนั้น ก็เป็นร้อยหนึ่งกับห้าปี แล้วเห้งเจียถามว่าเจ้าคุณดูข้าพเจ้าคะเนว่าอายุสักเท่าใด เจ้าคณะตอบว่ารูปกายของท่านเป็นกายสิทธิ์สดใส จักษุสองข้างมีแสงสว่างใน อาตมภาพไม่สามารถจะคาดถูกว่าอายุได้สักเท่าใดพูดโต้ตอบกันไปมาพักหนึ่ง พระถังซัมจั่งถามว่าที่ว่าทำเลเขตสวนของท่านกิ้มโกเศรษฐีนั้นอยู่ที่ไหน เจ้าคณะ บอกว่าอยู่ข้างหลังนี้ไปจึงสั่งให้พระลูกวัดเปิดประตูหลังวัดแล้ว ก็พากันเดินออก ไปเที่ยวดูเห็นมีลานดินว่างเปล่าอยู่แห่งหนึ่ง และมีหินอิฐแตก ๆ ยังกองเป็นตีน กำแพงอยู่ พระถังซัมจังแลเห็นดังนัน ก็ประณมมือครำครวญว่า คิดถึงท่านมรรค นายกสุทัดโตใจบุญเอาเงินทองสิ่งของออกบริจาคให้ทานแก่ผู้กระยาจก ชื่อเสียง ปรากฏตั้งหมืนปีก็ยังอยู่ ไม่ทราบว่าท่านเศรษฐีจะไปเสวยสุขอยู่แห่งใด พูดแล้ว ก็พากันค่อย ๆ เดินเทียวชมเล่น และได้เห็นที่แห่งหนึ่งมีแท่น ก็พากันขึ้นนั่งพัก ได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ พระถังซัมจังนั่งนึกตรึกตรองว่าจะเป็นเป็นเสียงอะไร ก็ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดามารดา พระถังซัมจั้งหันไปถาม พระสงฆ์ทั้งหลายว่า คือใครที่ไหนเสียงร้องไห้เป็นที่โทมนัสอยู่ฉะนั้น เจ้าคณะผู้ เฒ่าได้ฟังพระถังซัมจั้งถามดังนั้นก็อุบายให้พระสงฆ์ทั้งหลายไปต้มน้ำร้อนเสีย ประเดี๋ยวเราจะกลับไปฉัน ครั้นพระสงฆ์เหล่านั้นกลับไปหมดแล้ว จึงย่อตัวลง คำนับพระถังซัมจั่งกับเห้งเจีย พระถังซัมจั้งก็ลุกมาประคองท่านผู้เฆ่าให้ลุกขึ้น ถาม ว่าท่านผู้เฒ่าทำไมจึงกระทำความเคารพดังนี้เล่า เจ้าคณะผู้เฒ่าพูดว่ากระผม อายุก็กว่าร้อยแล้ว ก็เข้าใจในการโลกบ้างเล็กน้อย ทุกเวลาเข้าทีก็คงรู้แจ้งบ้าง เล็กน้อย ถึงท่านอาจารย์กับสานุศิษย์ทังสาม เมื่อพิเคราะห์ดูสักสองสามครังก็ทราบ ได้ว่าผิดแก่ชนทั้งปวง ที่กระผมกล่าวมานี้คือความโทมนัสร้องไห้นั้น นอกจาก ท่านทั้งสี่ก็จะพิจารณาไม่ออก เห้งเจียว่าท่านผู้เฒ่าโปรดแสดงให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วย คือการนั้นเป็นประการใด เจ้าคณะผู้เฒ่าบอกว่าเมื่อปีที่แล้วมาตรงกับวันนี้ เวลา นั้นอาตมภาพกำลังเข้าที่ระงับอยู่ ได้ยินเสียงม้วนลมพัดมาอู้ใหญ่แล้วก็หยุด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ อาตมภาพก็ลงจากเตียงเดินมาที่ตรงนี้ แลไปก็เห็น หญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างงดงาม นั่งร้องไห้อยู่บนแท่นนี้ อาตมภาพจึงถามว่าเธอ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เหตุใดจึงมานั่งที่นี่ทำไม หญิงนั้นบอกว่าเธอเป็นพระราชบุตรี ของพระเจ้าแผ่นดินโซจ๊อก ออกมาชมสวนดอกไม้เวลาเดือนหงายแจ่ม ก็บังเกิด ลมพัดใหญ่พัดหอบเอามาตกลงตรงนี้ อาตมภาพจึงเอาตัวไปใส่ห้องขังไว้ ปิด ประตูแน่นมิให้ใครรู้เห็น เจาะช่องเฉพาะส่งข้าวน้ำพอประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น อาตมภาพแกล้งบอกเล่าแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่า อาตมภาพจับปิศาจขังไว้ในนั้น ต้องให้ข้าวน้ำกินวันละสองเวลาพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น แต่หญิงฉลาดเฉลียว รู้อัธยาศัยอาตมภาพวิตกเกรงจะมีพระสงฆ์ในวัดทราบเหตุ จะเกิดความกำหนัด หักโหมเอาโดยกำลัง นางจึงแกล้งทำรุงรังหมักหมมมัวหมอง กลางวันก็แกล้งพูด เพ้อเจ้อคร่ำครวญคลั่งไคล้ไม่เป็นปกติ เวลากลางคืนก็ร้องไห้คิดถึงพระราชบิดา และพระชนนีมาได้หนึ่งปีแล้ว อาตมภาพเข้าไปในเมืองสืบถามหลายครั้งแล้ว พระราชบุตรีก็ยังมีปรกติอยู่ไม่ได้สูญหายไปข้างไหนเป็นการประหลาดอยู่ อาตม ภาพจึงขังนางคนนี้ไว้มิให้ออก ก็บัดนี้ท่านจะเข้าไปในเมืองก็ดีแล้วโปรดได้เอา เป็นธุระให้รู้แน่จะเป็นประการใด เพื่อให้ได้ความจริงด้วยเถิด จะได้ช่วยคนชอบ ธรรมออกให้พ้นทุกข์ ทั้งประชาชนคนทั้งหลายจะได้ทราบในเดชานุภาพฤทธิ์เดชแห่ง ท่านด้วย พระถังซัมจังกับเห้งเจียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ดำริรำพึงอยู่ในใจ เมื่อกำลัง พูดกันอยู่นั้นก็พอพระสงฆ์นำเอาน้ำชามาให้ฉัน เจ้าคณะก็ลากลับไปยังที่ พระ ถังซัมจั้งเห้งเจียก็ต่างคนเข้าพักนอน ในคืนนั้นนอนก็ไม่สู้นานนักได้ยินเสียงไก่ขัน พวกพ่อค้าที่พักอยู่หน้าวัดก็พากันตื่นบ้างหุงข้าวต้มแกงเสียงอึกทึก พระถังซัมจั้ง ตกใจตื่นร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งลุกขึ้นจัดข้าวของและผูกม้าไว้คอยท่าพระสงฆ์ใน วัดก็จัดต้มน้ำร้อนน้ำชามานิมนต์ไปฉัน พระถังซัมจั้งฉันแล้วก็จะลาออกเดินฝ่ายพระสงฆ์ผู้เฒ่าเจ้าคณะก็กำชับสั่งเห้งเจีย เรื่องนั้นขอท่านได้ใส่ใจไว้ด้วย เถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าจะรับธุระเองพูดจาสังเสียกันเสร็จแล้ว ก็ได้ ยินเสียงพวกพ่อค้าเกรียวกราวเอะอะพากันออกเดิน พระถังซัมจังกับสานุศิษย์ก็ พร้อมด้วยด้วยพวกพ่อค้าออกดิน เวลานั้นจวนจะรุ่งแจ้งก็เข้าทางใหญ่เดินไป พอ เวลาใกล้เพลก็เข้าถึงเมือง พิเคราะห์ดูป้อมกำแพงถนนหนทางเรียบร้อยดุจดัง เทพยดามานฤมิต จึงเดินเข้าไปในประตูเมืองทางทิศตะวันออก พ่อค้าทั้งหลาย ต่างก็แยกกันไปหาที่ค้าขายตามเคยฝ่ายพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์พากันเดินตรงเข้าเมืองเดินมาก็เห็นที่หอรับแขก เมือง จึงพากันเข้าไปที่หอรับแขกเมือง พนักงานที่หอเห็นพระถังซัมจั้งเดินเข้ามา ก็เข้าไปบอกแก่ขุนนางเจ้าพนักงานผู้รับแขกเมืองว่า บัดนี้มีแขกเมืองมาสี่คนรูป ร่างแปลกประหลาดมีม้ามาด้วยม้าหนึ่ง ขุนนางเจ้าพนักงานได้ฟังก็นึกว่ามีม้ามา คงจะเป็นการรับสั่ง ก็รีบออกมารับเชิญเข้าไปข้างใน พระถังซัมจั้งย่อตัวปราศรัย ว่าอาตมภาพเป็นคนชาวเมืองไต้ถัง มีรับสั่งให้ไปเมืองไซที ยังพระอารามใหญ่ วัดลุ่ยอิมยี่ เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้อาตมภาพมาถึงเมืองนี้ มี หนังสือเดินทางติดมาด้วย อยากจะใคร่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขอเปลี่ยนหนังสือ เดินทางต่อไป และขออาศัยพักสักคืนหนึ่งเมื่อเสร็จธุระแล้วจะขอลาไป ขุนนาง เจ้าพนักงานรับแขกเมืองได้ฟังดังนั้นก็คำนับตอบว่านิมนต์ผู้เป็นเจ้าอาศัยพักเถิด พระถังซัมจั้งมีความยินดีจึงให้สานุศิษย์พากันเข้ามาคำนับ พวกขุนนางเห็นคน ทั้งสามรูปร่างน่าเกลียดก็ให้นึกครั่นคร้ามในใจ ไม่รู้ว่าคนหรือปิศาจยักษ์พระถัง ซัมจังเข้านั่งบนเก้าอี้แล้ว ขุนนางก็ให้คนนำน้ำชามาถวาย พระถังซัมจังรับประเคน แล้ว จึงพูดแก่ขุนนางรับแขกว่า ท่านอย่าได้มีความครั่นคร้ามเลย คนทั้งสามนั้น รูปร่างไม่ดีก็จริง แต่จิตใจนั้นบริสุทธิ์ใสสะอาดดี คำโบราณย่อมว่ารูปชั่วใจดีท่าน อย่ามีความวิตก พวกขุนนางได้ฟังพระถังซัมจั้งชี้แจงดังนั้นก็ค่อยคลายวิตก จึง ถามว่าพระเจ้าแผ่นดินไต้ถังนั้นอยู่ที่ไหน พระถังซัมจั้งตอบว่าเมืองนั้นอยู่ไกลชมพู ทวีปข้างทิศตะวันออก ถามว่าท่านอาจารย์มาจากเมืองเมื่อเวลาใด พระถังซัมจั่ง ตอบว่าอาตมภาพเมื่อออกจากเมืองพระเจ้าเจงกวนไทจงฮ่องเต้เสวยราชได้สิบสามบี คิดดูตั้งแต่มาจากเมืองจนบัดนี้ได้สิบสี่ปีแล้ว ทางที่เดินมานั้นข้ามเขาข้ามห้วย ทรมาณทรกำลำบากไม่คณนานับได้จึงได้มาถึงนี่ พวกขุนนางได้ฟังก็นึกครั่นคร้าม ยกมือขึ้นเคารพสรรเสริญว่าท่านอาจารย์เป็นสงฆ์อย่างวิเศษประเสริฐแท้ พระถัง ซัมจั่งถามว่า เมืองนี้ตั้งขึ้นแต่เมื่อครั้งใด พวกขุนนางตอบว่าเมืองนี้คือโซจ็อก เป็นเมืองใหญ่ ตั้งแต่แผ่นดินต้นวงศ์มาต่อ ๆ กันลงมาถึงบัดนี้ได้ห้าร้อยกว่าปีแล้ว พระองค์ในปัจจุบัน บัดนี้โปรดเล่นต้นผลไม้หญ้าบอนต่าง ๆ ขนานนามเรียกว่าจี้ จงฮ่องเต้เสวยราชสมบัติมาได้ยี่สิบแปดปีแล้ว พระถังซัมจั่งถามว่า วันนี้อาตมภาพ อยากจะเข้าไปเฝ้า ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ไม่ทราบว่าจะได้เฝ้าหรือไม่พวก ขุนนางรับแขกพูดว่าดีแล้ว เจ้าของข้าพเจ้ามีพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งมีพระชนม์ มายุได้ยี่สิบปีกำลังรุ่น วันนี้ออกมาที่ต้นถนนใหญ่อยู่บนหอสูงจะเสี่ยงทายขว้าง ลูกตะกร้อแพรหาคู่ เวลานี้กำลังเอิกเกริกวุ่นวาย ข้าพเจ้าคะเนดูเห็นจะยังไม่เสด็จ เข้าข้างใน แม้ท่านอาจารย์จะใคร่เปลี่ยนหนังสือเดินทางถ้าเข้าไปเฝ้าเวลานี้เห็นจะดี พระถังซัมจั้งก็คิดจะใคร่เข้าไปเฝ้าในเวลานั้น ก็พอเห็นเจ้าพนักงานยกข้าวมาเลี้ยง พระถังซัมจั้งก็เข้าฉันแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็กินอิ่มหนำสำเร็จแล้วก็พอเวลา เที่ยงเห้งเจียจึงพูดว่า ข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปกับพระอาจารย์พระถังซัมจั้งจัดแจง จีวรแล้ว เห้งเจียก็สะพายถุงย่ามพร้อมกับอาจารย์เดินออกจากหอรับแขกเมืองไป ยังต้นถนนใหญ่ แลเห็นผู้คนเดินออกแออัดเบียดกันมากมาย เศรษฐีพ่อค้าพลเรือน ไพร่บ้านพลเมืองหนุ่มแก่เดินพูดกันว่าจะดูเสี่ยงทายทิ้งตะกร้อหาคู่ พระถังซัมจั่ง อยู่ข้างทางพูดกับเห้งเจียว่าคนชาวเมืองนี้แต่งตัวนุ่งห่มเสื้อผ้าทั้งเจรจาและของ ใช้ก็ไม่แปลกแก่เมืองไต้ถัง อาตมาคิดถึงเมื่อโยมผู้หญิงของอาตมภาพก็ขว้าง ตะกร้อเสี่ยงทายอย่างนี้เหมือนกัน เมืองนี้ก็ทำเหมือนกันกับเมืองไต้ถัง เห้งเจีย พูดว่าเราพากันไปดูเขาจะทำกันอย่างไร พระถังซัมจังว่าเราเป็นผู้แปลกเพศมาเข้า ไปดูคนทั้งหลายจะติเตียนได้ เห้งเจียว่าอาจารย์ลืมเสียแล้วหรือ ท่านเจ้าคณะ วัดโป้กิมยี่สั่งไว้นั้น ข้อหนึ่งเราจะไปดูเครื่องประดับที่ตัวนั้น ข้อสองเราจะพิเคราะห์ ดูพระราชบุตรีกงจู้นั้นว่าจะเท็จหรือจริง พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงก็ยอมไปจะกล่าวเหตุถึงพระเจ้าแผ่นดินโซจ็อก เพราะพระทัยบันเทิงปราโมทย์ไปด้วย ความเล่นดอกไม้ต่าง ๆ ครั้นเมื่อก่อนพาพระราชบุตรีกับสนมนางในไปชมดอกไม้ ที่สวนเป็นเวลาเดือนหงายสว่าง จึงได้ถูกปิศาจร้ายลักเอาพระราชบุตรีไปทิ้งเสียแล้ว มันกลับมาแปลงตัวเป็นพระราชบุตรีเข้ามาอยู่ในพระราชวัง ปิศาจมันสามารถ ล่วงรู้ได้ว่าปีนี้เดือนนี้วันนี้พระถังซัมจั้งจะมาถึงเมืองนี้ จึงได้เสแส้งแกล้งเอาการ เสี่ยงทายตะกร้อจะหาคู่ เพราะมันจะคิดจับเอาตัวพระถังชัมจั้ง เพื่อประสงค์ ส่วนสัมภะวะของพระถังซัมจั่งทำยากำลังให้สำเร็จภาค จึงบังเอิญเวลานั้นบ่ายหนึ่ง โมง พระถังซัมจั้งเห้งเจียพากันแทรกปนผู้คนเข้าไปใกล้หอพิจารณาดูฝ่ายนางปิศาจที่แปลงเป็นพระราชธิดาอยู่บนกำแพงสูง กำลังตั้งพิธีจุดธูปเทียน บวงสรวงเทพยดา สนมนางสาวใช้แวดล้อมเฝ้ารักษาอยู่สองข้างหกเจ็ดสิบคน มี นางสาวใช้ที่สนิทก็ถือตะกร้ออยู่ใกล้ ๆ ประตูหน้าต่างล้วนบังด้วยกระจก นาง ปิศาจครั้นบวงสรวงแล้ว ก็เหลือบแลดูทั้งสี่ด้านประตูหอ ก็พอแลเห็นพระถังซัม จังมาถึงเข้า นางปิศาจก็หยิบลูกตะกร้อมาจากนางสาวใช้ หมายตรงพระถังซัม จังแล้วก็ขว้างไป บังเอิญถูกศีรษะพระถังซัมจัง พระถังซัมจังก็สะดุ้งตกใจเอามือ ขึ้นรับลูกตะกร้อ ลูกตะกร้าก็ไถลกลิงเข้าในมือเสื้อของพระถังซัมจัง ฝ่ายพวก ขันที่กับสาวใช้อยู่บนหอสูงแลเห็นดังนั้น ก็พากันร้องขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงอันดังว่า ถูกพระสงฆ์เข้าแล้ว ๆ ร้องดังนั้นแล้วก็พากันเดินมาหาพระถังซัมจั่งคุกเข่าลง พร้อมกันคำนับแล้วจึงพูดว่า ขอเชิญท่านเขยเข้าไปในพระราชวังหลวงจะได้ทำ การอภิเษกชื่นชมยินดี ฝ่ายพระถังซัมจั้งเมื่อได้เห็นสาวใช้มาทำคำนับและเชิญดัง นั้น ก็ย่อตัวลงคำนับตอบแล้วก็พยุงขันทีเหล่านั้นให้ลุกขึ้น ให้คิดแค้นเห้งเจียเป็น ที่สุด จึงหันหน้ามาด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิงเจ้าหลอกให้เรามาทำเล่นดังนี้ดอกหรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ทำไมจึงมาปรับโทษข้าพเจ้าเล่า ตะกร้อก็ ถูกศีรษะของอาจารย์และเข้าในมือเสื้อของท่านจะเอาผิดชอบแก่ข้าพเจ้าอย่างไร พระถังซัมจั่งจึงว่าก็เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้ แล้วเจ้าจะคิดอ่านประการใด เห้งเจีย จึงตอบว่า ขอท่านอาจารย์จงวางใจเสียเถิดอย่าได้มีความวิตกเลย พระอาจารย์ จงตามพวกขันที่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกข่าวแก่โป๊ยก่าย ซัวเจ็งให้ทราบความก่อน ถ้าหากอาจารย์เข้าไปเฝ้านางกงจู๊ไม่เอาอาจารย์เป็นสามี ก็ดีแล้ว เราจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางไป แม้ว่านางกงจู๊จะใคร่ได้อาจารย์ เป็นสามี อาจารย์ก็จงทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าได้โปรดให้สานุศิษย์เข้ามาหาจะได้ สั่งเสียสักสองสามคำก่อน เมื่อข้าพเจ้าพี่น้องเข้าไปถึงแล้วจะได้พิเคราห์ดูเท็จและ จริงสถานใดแล้วจะได้คิดอุบายอาศัยเหตุการณ์วิวาห์ล่อลวงให้ตายใจจึงจะแยบคาย พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เห้งเจียจึงคำนับลาพระอาจารย์ กลับไปยังที่หอรับแขกฝ่ายพระถังซัมจั้งกับพวกขันที ก็พากันห้อมล้อมพาเอาตัวไปยังหน้าหอ นาง กงจู๊ก็ลงมาจากหอตรงเข้ายึดมือพระถังซัมจังพาขึ้นนั่งบนรถพวกขันทีและสาวใช้ก็ เรียงรายเป็นกระบ่วนแห่กลับเข้าพระราชวังในฝ่ายขุนนางกรมวังก็เข้าไปทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่าบัตนีนางกงจู้พระราชบุตร ออกไปทำการเสี่ยงทายหาคู่ครอง เฉพาะถูกพระสงฆ์องค์หนึ่ง บัดนี้ยังคอยรับสั่ง อยู่ที่พระทวารฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินครั้นได้ทรงทราบดังนั้นพระทัยให้ขุ่นหมอง แต่ยังไม่ทรง ทราบว่าพระราชบุตรีจะคิดประการใด จึงรับสั่งให้นำเข้ามาเฝ้าฝ่ายนางกงจู้กับพระถังซัมจัง ก็พากันเข้ามายังหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับ พระ เจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขึ้นมาข้างบนให้ใกล้พระองค์พระองค์จึงมีรับสั่งถามว่า ท่านพระสงฆ์องค์นี้ท่านมาจากประเทศใด จึงได้ประสบพบกับนางกงจู๊ดังนี้ พระ ถังซัมจั้งได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามดังนั้นจึงย่อตัวถวายพระพรว่า อาตมภาพ อยู่ประเทศทิศบูรพา ณ เมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินไต้ถังรับสั่งให้อาตมภาพไปยัง ไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เพราะทางผ่านมายังเมืองของมหาบพิตร อาตมภาพจะขอเข้ามาเปลี่ยนหนังสือเดินทาง บังเอิญนางกงจู๊เสี่ยงทายขว้าง ตะกร้อมาถูกอาตมภาพ อาตมภาพก็เป็นผู้ต่างประเทศรักษาพรตพรหมจรร์เป็น พระสงฆ์หาควรคู่เคียงแก่พระราชบุตรีของพระองค์ไม่ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดซึ่ง โทษผิดของอาตมภาพ ขอเปลี่ยนหนังสือทรงพระอนุญาตปล่อยให้อาตมภาพไป ยังไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมกลับไปยังบ้านเมืองของอาตมภาพ อาตม- ภาพจะทำการเคารพคุณของมหาบพิตรหาที่เปรียบมิได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านเป็นพระสงฆ์มาจากประเทศไกลตั้งพันโยชน์ได้มาถึงนี่ก็ เป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่ง บุตรีของข้าพเจ้าอายุได้ยี่สิบปียังหามีสามีไม่ เพราะฉะนั้น จึงได้หาฤกษ์งามยามดีออกไปยังหอ กระทำการบวงสรวงเทพยดาฟ้าและดินเสี่ยง ทายหาคู่ครองขว้างตะกร้อไปถูกตัวท่าน แต่ยังไม่ทราบว่านางจะคิดประการใดแน่ฝ่ายนางกงจู๊ยืนอยู่ในที่นั้น ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้นจึงกราบทูลว่า พระองค์ได้โปรด แรกลูกก็ได้เสี่ยงทายตะกร้อแพรเป็นสัญญา บัดนี้มาถูกพระ สงฆ์ก็ต้องเป็นไปตามการตามสัญญาที่เสี่ยงทาย ตามดีและชั่วลูกไม่อาจเปลี่ยน แปลงไปได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดีโสมนัสสา จึงรับสั่งให้ ขุนนางฝ่ายโหรหาวันดีเพื่อจะได้กระทำการอภิเษก และรับสั่งฝ่ายในให้จัดเครื่อง ขันหมากและออกหมายประกาศให้ทราบทั่วกัน พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มิได้ คำนับขอบคุณ ทูลขอแต่ให้ปล่อยไปเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าพระสงฆ์ ผู้นี้ช่างไม่รู้จักอะไรเลย เราจะให้ราชสมบัติแก่ท่านและให้ท่านเป็นลูกเขย เหตุใด จึงได้ขัดขืนดังนี้ แม้ขัดขึนต่อไปจะให้พวกเพชฌฆาตเอาตัวไปประหารชีวิตเสีย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ตกประหม่ามีใจสะดุ้งหวาดหวั่นครั่นคร้ามจึงทูลว่า แล้ว แต่พระองค์จะเห็นควรเถิดอาตมภาพไม่อาจขัดขึนแล้ว แต่ขอพระองค์ได้โปรดให้ สานุศิษย์ทั้งสามเข้ามานี่อาตมภาพจะได้สั่งเสียสักสองสามคำ แล้วขอเปลี่ยน หนังสือให้เธอทั้งสามรีบไปเสียจะได้ไม่เป็นกังวลและกระทำให้เสียเวลาได้ พระ เจ้าแผ่นดินจึงถามว่าสานุศิษย์ของท่านทั้งสามคนนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน พระถังซัมจั่ง ทูลว่าอยู่ที่หอรับแขกเมือง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนำเข้ามารับ หนังสือเดินทางไปก่อน ให้ท่านเขยอยู่นี่จะได้จัดการอภิเษก พระถังซัมจั้งต้องยืน เฝ้าอยู่ที่นั่นฝ่ายเห้งเจียเมื่อมาจากพระอาจารย์ เดินพลางหัวเราะพลางมีกิริยาชื่นบาน เข้ามายังหอรับแขก ฝ่ายโป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันออกมาต้อนรับ จึงถามว่าพี่เห้งเจียกลับมาทำไมไม่เห็นอาจารย์มาด้วยเล่า พี่ชอบใจอะไรหรือจึง ได้หัวเราะร่าเริงมาดังนี้ เห้งเจียตอบว่าอาจารย์ท่านมีความสำราญของท่านแล้ว โป๊ยก่ายถามว่าท่านสำราญอย่างไร เห้งเจียว่าพี่กับอาจารย์เดินเข้าไปในพระราชวัง พอถึงที่หอสูงบังเอิญนางกงจี้ออกมาอยู่บนหอนั้น ทิ้งตะกร้อแพรเสี่ยงทายหาคู่ บังเอ็ญถูกอาจารย์เข้า พระอาจารย์ก็ถูกพวกขันที่กับสาวใช้แห่เอาไปไว้ในพระราชวัง จะอภิเษกให้เป็นราชบุตรเขย อย่างนั้นจะไม่สำราญอย่างไรเล่า โป๊ยก่ายได้ฟัง ดังนั้นก็กระทีบเท้าทุบอกพูดว่า น่าเสียดายจริง ๆ หากว่าเราไปด้วย นางกงจั๊ขว้าง ตะกร้อมาทางนั้นถูกเรา นางก็จะเอาเราไว้เป็นสามีจะมิงามหน้าหรือ และจะมี ความสุขสำราญไม่น้อยอย่างนี้จะหาที่ไหนได้ ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็ตรงเข้าหยิกเอา แก้มโป๊ยก่ายแล้วพูดว่า ช่างไม่อายแก่ใจเลยพูดออกมาได้ฉะนี้ มีหน้าอวดอ้าง พูดจาว่าอยากจะได้ผู้หญิงที่รูปงาม หาความพูดโยกโย้ใหเนิ่นช้าไม่เข้าการ โป๊ยก่าย จึงด่าซัวเจ๋งว่าอ้ายหน้าสีหมอกไม่รู้จักของดี เห้งเจียจึงด่าโป๊ยก่ายว่าอ้ายหมูมึง อย่าพูดมาก จงรีบเก็บข้าวของรวบรวมไว้ถ้าอาจารย์จะเรียกให้เข้าไปในวัง จะได้ ป้องกันรักษาอาจารย์ โป๊ยก่ายว่าพี่พูดดังนั้นจะมิผิดไปหรือ พระอาจารย์นั้นเธอ ได้เป็นพระราชบุตรเขยของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เป็นที่สุขสำราญมิใช่หรือ มิใช่ ทางป่าทางเขามีภูตผีปิศาจยักษ์ร้ายอะไรที่หน จึงจะต้องพิทักษ์รักษาเธอทำไม กำลังโป๊ยก่ายพูดอยู่นั้น ขุนนางรับแขกหน้าหอเข้ามาบอกว่า มีรับสั่งให้ขุนนางมา เชิญท่านทั้งสามเข้าไปในพระราชวัง โป๊ยก่ายจึงถามว่าท่านทราบหรือไม่ว่ามี รับสั่งให้พวกข้าพเจ้าเข้าไปทำไม ขุนนางรับแขกแจ้งความว่า บัดนี้นางกงจู๊ออก ไปเสี่ยงทายหาคู่ บังเอิญทิ้งตะกร้อไปถูกท่านอาจารย์ เพราะนางจะใคร่ได้พระ อาจารย์เป็นสามี เพราะฉะนั้นเจ้าแผ่นดินจึงมีรับสั่งให้หาตัวท่านทั้งสามเข้าไปเฝ้า เห้งเจียบอกว่าให้เธอเข้ามาเถิด ขุนนางผู้ถือรับสั่งจึงเข้ามาข้างใน แลเห็นเห้งเจีย ก็ลดตัวลงคำนับไม่กล้าแลดูหน้าเห้งเจีย ก้มหน้าบ่นพึมพำว่านี่ผีปิศาจยักษ์มาร อะไรก็ไม่รู้ เห้งเจียร้องถามว่าท่านผู้นั้นมีกิจธุระประการใดทำไมจึงไม่พูดเล่า มา นั่งบ่นพึมพำว่ากระไร ขุนนางผู้นั้นตกใจให้ตึกตักเต้นระรัว สองมือถือลายพระหัตถ์ ปากพูดวุ่นวายเลอะเทอะว่า นางกงจู๊ขอเชิญท่านไปประชุม โป๊ยก่ายว่าข้าพเจ้า ไม่มีหลักคา และไม่มีอำนาจอาญาจะเมี่ยนตีท่าน ๆ ไม่ต้องกลัวจงค่อย ๆ พูดเถิด เห้งเจียพูดว่าเขาจะกลัวเมี่ยนตีอะไร เขากลัวหน้าตาเจ้าดุร้ายต่างหาก เจ้าอย่า ซักช้าจงรีบรวบรวมข้าวของจูงม้าเข้าไปหาอาจารย์ จะได้คิดอ่านกันต่อไป เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ็งทั้งสามคนพร้อมกัน มากับขุนนางที่มาตามเข้าไปยังพระราชวังใน ครั้นถึงพระทวารเจ้าพนักงานก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินก็ โปรดให้พาคนทั้งสามเข้าไปเฝ้า เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามเข้าไปยืนเรียงกัน อยู่ทั้งสามหาได้คำนับไม่ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า สานุศิษย์ของท่านเขย ทั้งสามนี้ ชื่อเรียงเสียงใดอยู่แห่งหนตำบลไหน เหตุใดจึงได้เข้ามาถือบวชจะไป ข้างไหน เห้งเจียได้ฟังถามดังนั้น จะใคร่ขึ้นไปให้ใกล้ แต่ขุนนางรักษาองค์ทั้ง นั้นร้องห้ามว่าไม่ควรจะขึ้นไป จะเพ็ดทูลประการใดก็จงอยู่แต่ข้างล่างเถิด เห้งเจีย หัวเราะจึงพูดว่าถือบวชควรได้ก้าวหนึ่งก็ไปก้าวหนึ่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันเดิน ตามเห้งเจียเข้าไปยืนเรียงกันอยู่ พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นวิตกเกรงจะวุ่นวายกันขึ้น จึงเดินมาร้องห้ามสานุศิษย์ทั้งสามว่า จะพูดจาประการใดก็จงอยู่ข้างล่างเถิด เห้งเจียเห็นอาจารย์ยืนเฝ้าอยู่ดังนั้นมีอาการอันลำบาก อดไม่ได้ก็พูดขึ้นด้วยเสียง อันดังว่า พระเจ้าแผ่นดินมีความหมิ่นประมาทคน เมื่อหวังใจอยากจะได้อาจารย์ ของข้าพเจ้าไว้เป็นเขยแล้ว ทำไมจึงให้เธอยืนเฝ้าอยู่อย่างนี้ ธรรมดาโลกถ้าจะ เป็นบุตรเขยจะนั่งเฝ้าไม่ได้หรือ พระเจ้าแผ่นดินได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นตกประหม่า ให้มีพระทัยครั่นคร้าม จะใคร่เสด็จกลับเข้าข้างใน แต่วิตกเกรงจะเสียทางราชการ จึงอุตสาห์แข็งพระทัยประทับอยู่ แล้วมีรับสั่งให้ขันทียกเก้าอี้มาตั้งนิมนต์ให้พระ ถังซัมจั้งนั่ง เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเดิมอยู่ทิศบูรพาเมืองเง่าล่ายก๊ก ตำบลเขาฮวยก๊วยซัว บิดาคือฟ้า มารดาคือดิน ศิลาแยกออกเกิดตัวข้าพเจ้า ครั้น เติบใหญ่ได้ไปหาผู้วิเศษเรียนคุณวิทยาการได้สำเร็จแล้วกลับมาอยู่ที่ถ้าจุ๊ยเลียมต้อง ในทะเลใหญ่ปราบพระยานาค ขึ้นบนเขากำจัดสัตว์ร้ายและปิศาจ รับตำแหน่ง เป็นขุนนางที่ตั้งซีเทียนไต้เซีย ทุก ๆ วันประชุมเล่นแก่เทพบุตร อยู่สำราญสนุก ทุกทิวาราตรีกาล กระทำการผิดเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะชมพู่ทิพย์พระพุทธเจ้าจับขังไว้ที่ ใต้เขาเง่าเห้งชัว ทรมานอดอยากอยู่ห้าร้อยปี ท่านอาจารย์จะไปไซทีอาราธนา พระธรรม พระโพธิสัตว์กวนอิมสั่งให้ถอดข้าพเจ้าออกพ้นภัย จึงได้เข้าบวชถือ เพศทางสมณะเป็นสัมมาทิฐิฉายาเดิมข้าพเจ้าชื่อ หงอคง และเห้งเจียดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียกล่าวประวัติปรากฏดังนั้น ก็เสด็จลงจากบัลลังก์ มาลูบไล้พระถังซัมจังแล้วตรัสว่า เป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาพบท่านเขยมี ศิษย์สาวกเทวดาอย่างนี้หาที่ไหน พระถังซัมจั่งก็ขอบคุณแล้วเชิญให้เสด็จขึ้นมา ประทับบนพระที่นั่งยังเดิม พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามต่อไปว่า ท่านผู้ไหนเป็น สานุศิษย์ที่สอง โป๊ยก่ายยื่นหน้าร่าเริงพูดว่า ข้าพเจ้าชาติปางก่อนเป็นมนุษย์ มี จิตแก่กล้าไปด้วยราคจริตมิได้รู้สึกโทษ เวลานั้นบังเอิญพบผู้วิเศษอายุได้ห้าสิบปีเศษ ได้ชี้แจงแสดงธรรมให้ฟังจึงได้เปลื้องปลดซึ่งความหลง ก็ตามอาจารย์ไปปฏิบัติ ได้สิบหกปี สำเร็จภาคตามประสงค์เหาะเหินเดินอากาศได้ พึ่งพระเดช พระคุณ พระสยมภูวญาณเง็กเชียงฮ่องเต้ ทรงตั้งให้เป็นที่แม่ทัพเรือที่พ่องง่วนโซ่ย เป็น ผู้บังคับการในลำแม่น้ำทีฮ้อก็เป็นความสุข เหตุมีความผิดด้วยเมื่อเวลาเลี้ยงโต๊ะ ชมพู่ทิพย์ เสพย์สุราทิพย์ให้มืนเมาจนลืมสติไป่หยอกนางเทพธิดา จึงต้องปรับ โทษถอดจากที่ขุนนางแม่ทัพให้จุติลงมาในมนุษยโลก บังเอิญเข้าปฏิสนธิในท้อง แม่สุกร อาศัยอยู่ที่เขายกกิมซัว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ เวลา หนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์กวนอิม โปรดเทศนาชี้แจงจึงได้กลับใจถือเพศบวชปฏิบัติ ทางสมณธรรม พบพระอาจารย์จะไปไซทีอาราธนาธรรมที่ประเทศไซที จึงได้ตาม มาเป็นสานุศิษย์ฉายาเดิม ตือหงอเหนงและโป๊ยก่ายดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรง ฟังมีพระทัยหวั่นหวาดไม่อาจจะแลดูหน้าโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายก็ยกศีรษะร่างเริงขึ้น แหว่งกวัดหูก็ซันขึ้นพัดโบกไปมา และหัวเราะก๊ากใหญ่พระถังซัมจังวิตกเกรงว่า พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัย จึงตวาดห้ามโป๊ยก่ายว่า จงสำรวมอิริยาบถอย่า กระทำให้วุ่นวายไปหาสมควรไม่ โป๊ยก่ายก็พนมมือสำรวมจิตยืนเฝ้าอยู่เป็นปรกติ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า สานุศิษย์ที่สามนั้นเป็นอย่างไรจึงได้เข้าถือเพศบวช ซัวเจ้งพนมมือทูลว่าข้าพเจ้าเป็นปุถุชน กลัวความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร จึงได้เที่ยวสืบเสาะตามละเมาะเกาะและเขาหาอาจารย์ เพื่อเรียนธรรมอันระงับ ดับความฟุ้งซ่าน ตั้งจิตรักษาอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งพบอาจารย์ผู้วิเศษ สอนวิชาญาณอันแกล้วกล้า ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัตินานวัน ก็ได้สำเร็จภาคเหาะ เหินเดินอากาศได้ จึงขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กระทำความเคารพเง็กเชียงฮ่องเต้ พระองค์ได้ทรงโปรดชุบเลี้ยงตั้งให้เป็นขุนนางราชองครักษ์ เหตุเมื่อวันหนึ่งเทพยดา กำลังประชุม ข้าพเจ้ายกคนโทแก้ววิเศษถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ บังเอิญพลาดมือ ตกแตก พระองค์จึงปรับโทษถอดจากที่ขุนนางสาปให้ลงมาในมนุษยโลกทรมาน ทุกข์อยู่ในลำแม่น้ำ (ลิ้วซัวฮ้อ) กระทำกรรมสร้างเวรอยู่เนืองนิตย์มาวันหนึ่งพบ พระโพธิสัตว์กวนอิมชี้แจงชักนำจึงได้รับศีลปฏิบัติ ภายหลังมาพบพระอาจารย์มา จากเมืองไต้ถัง จึงได้ตามมาเป็นสานุศิษย์ฉายาเดิม (หงอเจ๋ง) ชื่อซัวเจ๋งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น มีพระทัยครั่นคร้ามและทั้งโสมนัสยินดีที่บุตร ได้สามีเป็นผู้มีอภินิหาร เวลานั้นพอพนักงานเข้ามาทูลว่าวันขึ้นสิบสองค่ำเป็นวัน มหามงคลควรจะทำการได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามว่า วันนี้เป็นวันอะไร ขุนนาง โหรจึงทูลว่า วันนี้เป็นวันขึ้นแปดค่ำ เป็นวันดีควรประชุมซึ่งนักปราชญ์ พระเจ้า แผ่นดินมีความยินดี จึงรับสั่งให้ขุนนางกรมวังชำระปัดกวาดให้พระราชอุทยาน และห้องพอไว้สำหรับจะได้จัดการวิวาหมงคล และรับสั่งให้เชิญอาจารย์กับสานุศิษย์ เข้าไปพักพระราชอุทยานก่อน เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้จัดการอภิเษกสยุมพร ขุนนาง ก็ไปจัดสวนดอกไม้ตามรับสั่งทุกประการ ส่วนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อรับสั่งเสร็จแล้ว ก็เสด็จเข้าข้างในฝ่ายข้าราชการก็พากันไปจัดการต่าง ๆ ตามรับสั่งเสร็จแล้ว จึงนิมนต์พระถัง ซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้าไปพักในพระราชอุทยาน เวลาจวนคำเจ้าพนักงานก็ จัดน้ำร้อนน้ำชามาถวายพระถังซัมจั่งและจัดเครื่องโต๊ะมาเลี้ยงศิษย์ทั้งสาม โป๊ย ก่ายเห็นดังนั้นก็มีความยินดี แล้วพูดว่าวันนี้จะต้องกินให้อิ่มเต็มที่เครื่องโอชารส ทั้งคาวและหวานที่จัดมาเลี้ยงนั้น โป๊ยก่ายก็กินจนท้องกาง ครั้นกินเสร็จแล้วเจ้า พนักงานก็ปูลาดอาสนะที่นอนหมอนมุ้งและจุดโคมตะเกียงฝ่ายพระถังซัมจังเวลากลางคืนผู้คนสงบแล้ว จึงบ่นว่าเห้งเจียอ้ายชาติลิงไม่มีดี ทุก ๆ ที่ทำให้เราได้ความยากลำบากดังนี้ จะตรงเข้าไปขอเปลี่ยนหนังสือก็แล้วกัน จะมิได้มีเหตุยากลำบากอย่างนี้เลยเจ้าทำไมจึงมุ่งหมายให้เราไปที่หอนั้น บัดนี้ เกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้แล้วเจ้าจะคิดต่อไปอย่างไรเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงพูดว่า ท่านอาจารย์เคยพูดว่ามารดาของท่าน เดิมมาก็ได้ทำอย่างนี้เหมือนกัน เป็น แบบแผนมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าคิดถึงคำของท่านเจ้าวัดเป๋ากิมเสียนยี่ เพราะ ฉะนั้นจึงเข้าไปให้ใกล้หอ เพื่อจะได้พิจารณาดูให้รู้ว่าจะเท็จหรือจริงข้าพเจ้าได้ พิเคราะห์ดูเจ้าเมืองเห็นสีพระพักตร์มัวหมอง แต่ยังมิได้เห็นนางกงจู๊นั้นว่าจะเป็น ประการใด พระถังซัมจั้งถามว่าเห้งเจียจะใคร่เห็นนางกงจู๊นั้นด้วยจะมีกิจธุระ ประการใดหรือ เห้งเจียตอบว่าแม้ว่าข้าพเจ้าได้เห็นนางกงจู๊แล้ว จะพิเคราะห์ดู ด้วยทีพยจักษุอันพิเศษก็อาจรู้ได้ว่าร้ายหรือดีเราจึงจะได้คิดกลอุบายต่อไปได้ พระถังซัมจังถามว่า ก็เวลานี้เขาจะใคร่เอาอาตมภาพไว้เป็นเขย จะคิดอย่างไร เล่าจึงจะพ้นไปได้ เห้งเจียตอบว่าคอยรอให้ถึงวันขึ้นสิบสองค่ำ เข้าประชุมการ เอ็กเกริกวิวาหการ นางกงจู๊ก็คงออกมาไหว้บิดามารดาเป็นแน่ ข้าพเจ้าจะแอบดู อยู่ข้างอาจารย์ หากว่านางกงจู้เป็นหญิงแท้ อาจารย์ก็รับเป็นสามีนางและอยู่ เป็นเจ้านายเขาเถิด พระถังซัมจั่งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนัน ก็มีความโกรธจิงด่าว่า อ้ายชาติลิง เจ้าช่างหาความชั่วร้ายมาให้เราดังนี้ เหมือนคำโป๊ยก่ายพูดว่าสิบชั้น ฟ้าเราขึ้นมาได้เก้าชั้นแล้ว เจ้าเอาความสามหาวมาพูดแชเชือนดังนี้ควรแหละหรือ หากว่าพูดอย่างนี้ต่อไป เราจะภาวนาให้ถึงใจของเจ้า เห้งเจียได้ฟังนั้นก็ตกใจคุก เข่าลงต่อหน้าพระถังซัมจั้ง พูดว่าพระอาจารย์อย่าได้ภาวนาเลยไว้รอคอยเวลา แต่งงานข้าพเจ้าจะสำแดงเดชาอานุภาพพาพระอาจารย์ออกให้พ้นภัยจงได้อาจารย์ กับศิษย์สนทนากันอยู่จนเวลาสามยาม โป๊ยก่ายว่าเราพักนอนเสียก่อน เวลารุ่ง เช้าจึงค่อยคิดอ่านต่อไป พูดดังนั้นแล้วก็ต่างคนก็ต่างไปหลับนอน ครั้นเวลารุ่ง สว่างพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกที่ขุนนาง แลเห็นประตูพระราชวังเปิดทุกประตู พวกขุนนางก็พากันเข้าเฝ้า พระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทังสามก็มาเฝ้า พระเจ้า แผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะตระเตรียมให้พรักพร้อม คอยเวลาวันขึ้น สิบสองค่ำจะได้ทำการวิวาหมงคล วันนี้เป็นแต่ได้จัดเครื่องโต๊ะที่จะเลี้ยงฮูเบ๊เป็น การรื่นเริง และให้เจ้าพนักงานรับแขกเชิญศิษย์ทั้งสามไปพักที่หอรับแขกนอก ให้ จัดเครื่องโต๊ะเลี้ยงเธอทั้งสามและให้มีมโหรีขับกล่อมทั้งสองแห่ง โป๊ยก่ายได้ฟัง พระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้นจึงยืนขึ้นพูดว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพวกข้าพเจ้าตั้ง แต่มาเป็นศิษย์ แต่เวลาหนึ่งก็มิได้ห่างไกลกัน วันนี้จะรับพระราชทานเครื่องเลี้ยง ในสวน ต้องให้พวกข้าพเจ้าไปด้วย อีกสองวันท่านอาจารย์ก็จะเป็นพระราชบุตร เขยของพระองค์ ถ้าไม่โปรดดังนั้นธุรการของพระองค์ก็จะไม่สำเร็จเป็นแน่ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังโป๊ยก่ายทูลดังนั้นทรงพรระราชดำริในพระทัยว่า โป๊ยก่ายรูปร่างดุร้ายหากไม่ผ่อนผันตามใจบ้างก็จะก่อการรุ่นวายขึ้นอาจกระทำ ให้เสียการไปได้ ทรงดำริดังนั้นแล้ว จึงผ่อนตามรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะที่ใน สวนเป็นสองโต๊ะ ๆ หนึ่ง เป็นที่พระองค์กับพระถังซัมจั้ง โต๊ะที่สองให้สานุศิษย์ ทั้งสาม โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีคำนับขอบคุณพระเจ้าแผ่นดิน อาจารย์ กับศิษย์ก็พากันกลับไปยังที่พัก พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขันทีฝ่ายในตระเตรียม เครื่องโต๊ะและห้องหอ กับสาวใช้นางในให้แต่งตัวรอวันสิบสองค่ำ จะได้แต่งการ อภิเษก ครั้นรับสั่งเสร็จแล้วจึงแต่งพระองค์พร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง กับขุนนาง ตามเสร็จไปยังพระราชอุทยานก่อน ครั้นถึงจึงชวนพระถังซัมจั้งเที่ยวชมดอกไม้ใน สวนหลวงเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย ครั้นขุนนางเจ้าพนักงานจัดเครื่องโต๊ะเสร็จ แล้ว ก็มาเชิญพระองค์เข้าประทับโต๊ะ พระเจ้าแผ่นดินจึงจับมือพระถังซัมจั้งพา ขึ้นบนหอเย็นประทับโต๊ะ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งก็พากันขึ้นหอที่สอง พร้อมกัน เข้า นั่งโต๊ะต่างก็รับประทานตามสบายฝ่ายพนักงานดนตรีก็บรรเลงเพลงพิณพาทย์ขับร้องประสานเสียงไพเราะยิ่งนัก เวลานั้นพระถังซัมจั้งเห็นพระเจ้าแผ่นดิน มีความจงรักภักดีดังนั้น ก็ไม่รู้ที่ว่าจะ แก้ไขประการใด ต้องจำใจทำหน้าชื่นอกตรมไปตามการ เวลานั่งอยู่นั้นพระถัง ซัมจังเหลือบไปเห็นฉากอันหนึ่งแขวนอยู่ริมฝาผนังมีโคลงสี่ฤดู ก็คิดแต่ในใจว่าคำ โคลงนี้ ชะรอยจะเป็นฝีปากขุนนางฝ่ายอาลักษณ์แต่ง พระเจ้าแผ่นดินเห็นพระ ถังซัมจังเพ่งพินิจดูโคลง จึงตรัสถามว่าท่านเห็นจะเป็นจินตกวีพอใจแต่งกาพย์ กลอนโคลงพากย์ฉันท์อยู่บ้างหรือ หากว่าไม่ซ่อนความรู้ ขอเชิญแต่งโคลงหรือ กลอนให้ชมสักบทหนึ่ง ฝีปากจะเป็นประการใดบ้าง อันที่จริงพระถังซัมจั่งพิศดู โคลงก็เพลินไป ครั้นเห็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระทัยจงรักและรับสั่งให้แต่งโคลง ก็ เผลอตัว จึงอ่านโคลงแก้กลอนเก่า บทที่หนึ่งว่า (ยิดฟ้วนจุ๊ยเชียวต๋ายตี้กุน) แปลว่า อากาศน้ำแห้งธรณีเรียบ ว่าเป็นกิริยาอากาศเดือนสามเดือนสี่ พระเจ้าแผ่นดินได้ ฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก ตรัสสรรเสริญว่านักปราชญ์แท้สมควรเป็นพระ ราชบุตรเขย จึงรับสั่งให้พวกดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้ง กินเลี้ยงอยู่ที่หอที่สอง เห็นพระถังซัมจั้งกับพระ เจ้าแผ่นดินอยู่ที่หนึ่ง โป๊ยก่ายเป็นคนสันดานหยาบคาย ครั้นอิ่มเอิบแล้วก็ร้องขึ้น ด้วยเสียงอันดังว่า แสนสนุกแสนสบายจริง ๆ วันนี้เรากินอิ่มหนำสำราญแล้ว พา กันไปนอนเถิดพี่น้องเอ้ย ชัวเจ๋งพูดว่าพี่โป๊ยก่ายพูดดังนั้นเห็นจะผิดความปฏิบัติ กิน อิ่มแล้วทำไมจึงจะพากันไปนอนเล่า โป๊ยก่ายว่าน้องที่ไหนจะรู้เหตุการณ์ คำโบราณ ท่านย่อมว่า กินแล้วไม่ยึดตัวในท้องจะอีดลม หายใจไม่สะดวกมักจะเกิดโรคฝ่ายพระถังซัมจั้งครั้นสิ้นเวลาประชุม ก็ลาพระเจ้าแผ่นดินมาจากหอเย็น เดิน มาหอที่สองด่าโป๊ยก่ายว่าอ้ายชาติหมูกินรำทำอะไรอย่างนี้ ดุจว่าชาวป่าชาวดง ทำไมจึงต้องร้องอึกทึกไปด้วย ถ้าพระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยแล้วจะไม่ลงโทษเอาเรา ด้วยหรือ โป๊ยก่ายว่าท่านอาจารย์ไม่ต้องวิตกไม่มีความผิด เพราะพวกเราเกี่ยว เป็นญาติแก่พระเจ้าแผ่นดิน ที่ไหนจะอาจทำโทษเราได้ คำโบราณเขาย่อมว่าตีไม่ได้ เพราะติดญาติ ด่าไม่ได้เพราะบ้านใกล้เรือนเคียง ข้าพเจ้าทำเล่นนิดหน่อยจะ กลัวทำไม พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้นก็เกิดโทสะร้องตวาดไป แล้วบอก เห้งเจียให้ลากอ้ายหัวหมูมานี่คว่ำลงเฆี่ยนเสียสิบที เห้งเจียตรงเข้าจับโป๊ยก่ายคว่ำ ลง พระถังซัมจั้งยกไม้เท้าเมี่ยนโป๊ยก่าย โป๊ยก่ายร้องอึกทึกแล้วร้องว่าท่านฮูเบ๊ ขอโทษเถิด ทีหลังข้าพเจ้าไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว พวกพนักงานจัดเครื่องอยู่ที่นั่น ได้ยินเสียงร้อง ก็มาขอโทษแก่พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งก็ยกโทษให้โป๊ยก่าย โป๊ยก่ายผุดลุกขึ้นบ่นว่าพุทโธ่เอ๋ยท่านยูเบ็ดีแท้ ๆ ยังไม่ทันจะแต่งงานก็มาทำ อำนาจลงอาญาเมี่ยนตีเสียแล้ว เห้งเจียมาจับปากโป๊ยก่ายบีบแล้วห้ามว่าเจ้า อย่าพูดให้มันเลอะเทอะไปจะนอนก็ไปนอนเถิด อาจารย์กับศิษย์ก็พักอยู่ในหอนั้น เช้าก็รับประทานโต๊ะค่ำก็นอน ได้สามสี่วันครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำเป็นวันฤกษ์ดี พวกขุนนางก็เข้ามากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดตำหนักที ฮเบ็เสร็จแล้ว และทั้งเครื่องโต๊ะก็จัดเสร็จแล้วทุกประการถึงห้าร้อยโต๊ะ พระเจ้า แผ่นดินได้ทรงฟังพวกขุนนางทูลดังนั้นก็ดีพระทัยคิดจะใคร่เชิญพระถังซัมจังเข้า นั่งโต๊ะ บังเอิญมีขันทีมมาทูลว่าพระมเหสีมีกิจธุระ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปข้างใน พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จเข้าไป แลเห็นสนมนางกำนัลเดินนำพระราชธิดาออกมา พิศดูดังนางเทพอัปสรกัญญาลงมาดินมีพระทัยใสโสมนัสสา พระองค์จึงทรงประทับ ยังพระที่นั่งตำหนักเจียวเอี้ยวเก๋งฝ่ายพระมเหสีสนมนางใน ก็มาเฝ้าถวายบังคมแล้วก็นั่งตามลำดับ พระเจ้า แผ่นดินจึงตรัสถามนางกงจู๊ว่าลูกรักของบิดา เมื่อวันขึ้นแปดค่ำลูกออกไปเสี่ยง ทายทิ้งตะกร้อหาคู่ ก็ถูกท่านถังซัมจั้งบิดาเห็นว่าสมความปรารถนาของลูกแล้ว การ ทั้งปวงบิดาก็ได้จัดพร้อมเสร็จแล้ว วันนี้ก็ถึงกำหนดจะทำการอภิเษก ลูกควรจะ เข้าที่ประชุมเลี้ยงโต๊ะตามกำหนดฤกษ์ นางกงจู้ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น จึง ทูลว่าขอพระราชบิดาได้โปรดยกโทษของลูกนี้ ด้วยลูกจะขอกราบทูลถามสักคำหนึ่ง เพราะลูกได้ฟังขุนนางขันทีพูดกันว่า สานุศิษย์ของพระถังซัมจั้งมีพระทัยดุร้ายลูก ไม่อยากพบปะเธอทั้งสามคน ขอพระบิดาได้โปรดมอบหนังสือเดินทางให้เธอไป เสียให้พ้นเถิด พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าอันความข้อนี้ ถ้าลูกไม่กล่าวขึ้นบิดาก็จะ ลืมเธอทั้งสามนั้นดุร้ายจริงของลูก ทุก ๆ วันก็ให้คนเลี้ยงดูประคับประคองอยู่ใน สวนดอกไม้ วันนี้ควรจะออกที่ขุนนางประทับตราให้หนังสือเดินทาง ให้เธอออก ไปเสียให้พ้นเมือง จึงค่อยประชุมเลี้ยงโต๊ะต่อภายหลังจึงจะดี นางก็งจู๊ได้ฟังพระ ราชบิดาว่าดังนั้น ก็มีความยินดีจึงคำนับขอบพระคุณพระราชบิดา พระเจ้าแผ่นดิน ก็เสด็จออก ขุนนางมีรับสั่งให้เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามเข้ามาเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจั้งอยู่ในสวนก็นั่งนับวันนับเวลาอยู่ ครั้นถึงวันขึ้นสิบสองค่ำยัง ไม่ทันจะสว่าง จึงนั่งปรึกษากันแก่ศิษย์ทั้งสามว่า พรุ่งนี้ถึงกำหนดวันขึ้นสิบสองค่ำ แล้วเราจะคิดอ่านประการใดดี เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าคะเนว่า เจ้าแผ่นดินนั้นมัว หมองก็จริง แต่ยังไม่ซึมทราบยังพอจะแก้ไขได้ แต่ยังหาได้เห็นหน้านางก๋งจู๊ไม่ ถ้าได้เห็นแล้วข้าพเจ้าคิดดูก็คงจะรู้ได้ว่าเท็จหรือจริง แล้วจึงจะได้ลงมือขอพระ อาจารย์จงวางใจเสียเถิด อย่าได้มีความวิตกเลย เธอคงจะให้หาตัวพวกข้าพเจ้า เพื่อจะได้ให้หนังสือเดินทางให้ออกไปเสียให้พ้น พระอาจารย์อย่าได้ขัดขึ่นจงผ่อน ผันไปตามการ ข้าพเจ้าจะแปลงกายคอยกระซิบบอกเหตุการณ์ และคอยระวัง รักษาพระอาจารย์อยู่มิให้เป็นอันตรายได้ กำลังสนทนากันอยู่ดังนั้น ก็พอขุนนาง ที่ถือรับสั่งมาเชิญ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าไปเถิด ๆ จึงรวบรวมเก็บข้าวของหาบ คอนตามขุนนางทั้งสองนั้นเข้าไปเฝ้ายังหน้าพระลาน พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร เห็นจึงตรัสเรียกเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งทั้งสามคนเข้ามาใกล้แล้ว จึงเรียกหนังสือ มาจะประทับตราให้ ทั้งเสบียงอาหารที่จะเดินทางก็จัดให้ไปพร้อม จึงตรัสว่าถ้า ไปถึงเขาเล่งซัวอาราธนาพระคัมภีร์กลับมาได้แล้ว จะพระราชทานบำเหน็จรางวัล ให้จงหนัก อย่าได้มีความห่วงใยเลย เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็ กระทำคำนับขอบคุณ จึงให้ชัวเจ๋งส่งหนังสือมาแล้วก็นำขึ้นถวายต่อพระหัตถ์ พระเจ้าแผ่นดินรับหนังสือมาแล้ว คลี่ออกทอดพระเนตรแล้ว ก็ประทับตราลงใน ฉบับนั้นแล้ว จึงเอาทองคำสิบแท่งเงินยี่สิบแท่งประทานให้เป็นกิริยาว่าพอพระทัย โบ๊ยก่ายเข้าไปรับเงินกับทองแล้ว ก็พร้อมกันทั้งสามคำนับขอบคุณแล้วถอยกลับ ออกไป พระถังซัมจั่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเดินเข้ามายึดมือเห้งเจียไว้ แล้วถาม ว่าจะไปจริงหรือ เห้งเจียเอานิ้วสะกิดมือพระอาจารย์สามทีแล้วขยิบตาให้ไป แล้ว จึงพูดว่าอาจารย์จงอยู่ให้สบายเถิด พวกข้าพเจ้าจะไปอาราธนาพระคัมภีร์ได้แล้ว จะกลับมาเยือน พระถังซัมจั้งจึงปล่อยมือเห้งเจีย พี่น้องทั้งสามก็พากันออกจาก พระราชวัง เห้งเจียก็เดินไปยังที่หอรับแขกเมือง พวกขุนนางรับแขกก็พากันออก มาต้อนรับเข้าไปเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา เห้งเจียจึงสั่งโป๊ยก่ายซัวเจ็งว่า น้องทั้งสองจง อยู่ในห้องอย่าออกไปให้ผู้ใดเห็น ถ้าจะมีผู้ไต่ถามก็จงผันแปรพูดว่า กลบเกลื่อน ไป อย่าให้รู้เท่าความจริงของเราได้ แต่เราจะไปคอยช่วยอาจารย์ เห้งเจียว่าดังนั้น แล้วจึงถอนขนเพชรออกหนึ่งเส้น เป่าคาถาแปลงเป็นรูปเห้งเจียนั่งยู่กับโป๊ยก่าย ซัวเจ็งที่ในหอรับแขก รูปจริงเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แปลงเป็นแมลงผึ้งตัวหนึ่ง แล้วก็บินเข้าไปในพระราชวัง แลไปก็เห็นพระอาจารย์นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยพระเจ้า แผ่นดิน หน้าตาไม่มีความสบาย เห้งเจียก็โผลจับที่ริมหูพระถังซัมจังกระซิบพูด เบา ๆ ว่า พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้วอย่าวิตกไปเลย พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็ ค่อยมีความสว่างใจออกไป สักประเดี้ยวพวกขันทีก็มาทูลว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จ เข้าที่เถิด การทั้งปวงก็พร้อมเพรียงแล้ว พระมเหสีกับพระราชบุตรีก็คอยอยู่พร้อม แล้ว ขอพระองค์จงเชิญสูเบ็เข้าในพิธีการเถิด พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนาง กราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดี| จึงเสด็จจากพระที่นั่งนำพระถังซัมจั้งเข้าไปใน พระราชมนเทียรในฝ่ายพระถังซัมจั้งเดินตามเสด็จเข้าไปยังพระตำหนักใน ได้ยินเสียงพิณพาทย์ มโหรีขับขานประสานเสียงออกแช่ไป และมีกลิ่นสุคันธรสหอมระรื่นฟุ้งตลบไปทั้ง ตำหนัก พระถังซัมจั้งก้มหน้าสำรวมเดินมิได้อาจแลเหลียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ คลายบันเทิงใจ เกาะไหล่อาจารย์อยู่ และพิจารณาดูโดยกำลังทิพยจักษุญาณ ทุก ๆ แห่ง เห้งเจียเห็นอาจารย์จิตใจไม่หวั่นหวาด ก็นึกสรรเสริญว่าเป็นสมณะจริง จิตตั้งอยู่ในความสงบระงับไม่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณ บัดเดี้ยวแลไปก็ เห็นพระมเหสี และสนมเอกโทกับสาวใช้นางในพากันแหห้อมนางกงจู๊ออกมารับ เสด็จ นางทั้งหลายถวายบังคมพร้อมกันว่าพระเจ้าหมื่นปี ๆ พระถังซัมจังจิตใจ ให้ รัวสั่นสะทกสะท้าน พะว้าพะวังหาที่ตั้งมิได้ เห้งเจียเหลือบไปเห็นนางกงจู๊ บน ศีรษะมีไอปิศาจยักษ์พลุ่งขึ้นแต่หาสู้ร้ายแรงนักไม่ จึงกระชิบบอกพระอาจารย์ว่า นางกงจู๊นั้นปลอมมิใช่จริง พระถังซัมจั้งว่าถ้าจริงดังว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เห็นจริง เล่า เห้งเจียว่าถ้าอยากจะให้รู้ชัดต้องกลับเป็นรูปเดิมจึงจะจับมันได้ พระถังซัมจั่ง ห้ามว่าไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัยวุ่นวายกันไปทั้งวัง รอให้เสด็จกลับไป ยังที่แล้ว จึงค่อยแผลงฤทธิ์เดชอานุภาพต่อภายหลังฝ่ายเห้งเจียเป็นคนใจร้อนรออยู่ไม่ได้ ก็ไหวกายกลายกลับเป็นรูปเดิม ร้อง ตวาดด้วยเสียงอันดัง กระโดดมาจับยึดเสื้อนางกงจู๊ ด่าว่าอีกรากษสยักษ์ร้าย มึงทำเล่ห์กลแอบแผ่งสำราญอยู่ในนี้ยังไม่พอ ทำกลอุบายหลอกลวงอาจารย์เรา คิดทำลายพรหมจรรย์ สันดานมึงช่างเต็มไปแต่ด้วยกามราคะไม่รู้สึกโทษที่จะต้อง ไปทนทุกข์ในนรกเลยฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้เห็น และได้ยินดังนั้นก็ตกพระทัย นางฮองเฮาและ นางสนมกำนัล ก็พากันตกใจล้มคว่ำล้มหงายไม่เป็นสมประดี บางก็วิ่งหนีซ่อน เร้นเอาตัวรอด พระถังซัมจั้งก็ระรัวสั่นไปทั้งกาย เข้าประคองพระเจ้าแผ่นดินทูล ว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย นี่คือศิษย์ของอาตมภาพแผลงฤทธิ์เพื่อจะใคร่รู้ เท็จจริงฝ่ายนางกงจั๊ปิศาจปลอม เห็นไม่สมคิดแน่แล้วก็ถอดเครื่องแต่งตัวทั้งเสื้อผ้า ฉีกทิ้งเสีย สลัดหลุดจากมือเห้งเจีย วิ่งหนีไปในสวนดอกไม้ เข้าศาลพระภูมิ ได้ กระบองสั้นอันหนึ่งหวนกลับมาเข้ารบกับเห้งเจีย เห้งเจียก็ชักกระบองเหล็กออก รบกับปิศาจ ต่างออกกำลังรบกันกึกก้องโกลาหลที่ในสวนดอกไม้ แล้วแผลงฤทธิ์ เหาะขึ้นบนอากาศรบกันสนั่นหวั่นไหว พวกชาวเมืองต่างก็ตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม พระถังซัมจั้งร้องว่าขอพระองค์อย่าได้ตกพระทัยไปเลย แล้วบอกพวกสาวสวรรค์ กำนัลในว่าอย่ากลัวนางกงจู้ของท่านนั้นเป็นปิศาจปลอมเข้ามาอยู่ ส่วนบุตรของ ท่านนั้นคอยให้ศิษย์ของอาตมภาพจับปิศาจได้แล้วจึงไปรับกงจู้ที่แท้จริงนั้นมาให้ จึงจะรู้เหตุผลเอาเป็นจริงแน่ได้ฝ่ายนางในได้ฟังพระถังซัมจั้งพูดบอกดังนั้น ก็ค่อยได้สติคลายจากความหวาด แก่เห้งเจียโดยสามารถ รบต่อสู้กันอยู่ที่หน้าประตูสวรรค์น่ำทีหมึงประมาณยี่สิบเพลง นางปิศาจเห็นว่าจะเอาชัยชนะเห้งเจียมิได้ ก็ยกหินบดฟาดไปทีหนึ่งบันดาลเป็น แสงสว่างร้อยพันหมื่นสายแล้วก็รีบหนีไปทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียก็ไล่ติดตามมา บัดเดี้ยวมาถึงภูเขาหนึ่ง ปิศาจก็บันดาลแสงสว่างสูญหายลงไปในยอดภูเขานั้น เห้งเจียเที่ยวค้นหาก็ไม่พบเห็น มีความสงสัยและวิตกเกรงว่าปิศาจจะหวนกลับ แอบไปในเมือง จะทำร้ายแก่พระอาจารย์ เห้งเจียดำริดังนั้นแล้ว ก็พิจารณาดูจำ ภูเขานั้นได้แน่แล้ว ก็รีบเหาะกลับไปยังเมือง เวลานั้นประมาณเวลาบ่ายสี่โมงเศษฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีและแลพระสนมนางกำนัลใน กำลังสะดุ้ง ตกใจครั่นคร้วมกลัวอยู่ด้วยกันทุกคน แลเห็นเห้งเจียยืนอยู่บนเมฆลอยลงมาเรียก พระอาจารย์ว่าข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั้งจึงพูดว่าเห้งเจียจงหยุดก่อนอย่าเพ่อ เข้ามาทำให้วุ่นวาย พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัย แล้วพระถังซัมจั้งถามเห้งเจีย ต่อไปว่า ท่านไปตามกงจู๊ปลอมนั้นได้ความประการใดเห้งเจียยืนพนมมืออยู่ข้างนอกตำหนักตอบว่า อีนางกงจั๊ปลอมนั้น คือปิศาจ แปลงตัวข้าพเจ้ารบแก่มันๆ สู้ไม่ได้พ่ายแพ้หนีไปข้าพเจ้าได้ตามไปถึงภูเขาแห่งหนึ่ง ปิศาจนั้นก็สูญหายไป ข้าพเจ้าได้เที่ยวค้นหาก็มิได้พบเห็น ข้าพเจ้าวิตกเกรงว่า มันจะกลับวกมาทำร้ายแก่อาจารย์จึงได้รีบเหาะกลับมา พระเจ้าแผ่นดินเมื่อพระ องค์ได้ทรงฟังเห้งเจียพูดแก่พระถังซัมจั้งดังนั้น พระองค์จึงยึดพระถังซัมจั้งไว้แล้ว ถามว่า ก็นางนั้นเป็นปิศาจแล้ว ส่วนบุตรีแห่งข้าพเจ้าไปอยู่แห่งใดเล่า เห้งเจีย จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า รอให้ข้าพเจ้าจับปิศาจได้ก่อนแล้ว กงจู๊ของพระองค์ก็คง จะได้กลับคืนมา ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลยฝ่ายพระมเหสีกับสนมนารีทั้งปวง เมื่อได้ฟังเห้งเจียทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินดังนั้น ก็ค่อยคลายความหวาดเสียว ทุก ๆ คนพากันมาคำนับเห้งเจียแล้วจึงพูดว่า ขอ ท่านผู้วิเศษให้นางกงจู๊กลับมาได้ดังว่าแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอบพระเดชพระคุณ ท่านเป็นที่ยิ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ที่ในราชวังในนี้ ข้าพเจ้าไม่ควรจะคิด การขอพระองค์ได้โปรดพาพระอาจารย์ออกไปข้างนอกที่ข้าราชการเฝ้าให้นางใน กลับเข้าไปเสียข้างใน และเรียกน้องของข้าพเจ้าทั้งสองคนมารักษาอาจารย์ ข้าพเจ้า จะได้กลับไปจับนางปิศาจนั้นมาให้จงได้ ทั้งจะได้ปรากฏในความชอบของข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็มีความยินดีพร้อมด้วยพระถังซัมจั้ง เสด็จออกมายังท้องพระโรงที่ออกขุนนาง ฝ่ายพระมเหสีและนางสนมก็กลับเข้า พระราชวังใน พระองค์จึงรับสั่งแก่เจ้าพนักงานจัดเครื่องมาเลี้ยงเห้งเจีย และ รับสั่งให้หาตัวโป๊ยก่ายชัวเจ็งเข้ามาเฝ้า เห้งเจียสั่งเสียน้องทั้งสองคนให้ดูแลเอาใจ ใส่รักษาพระอาจารย์ทุกประการแล้ว เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศหมายทิศอาคเนย์ บัดเดี้ยวก็มาถึงยอดเขา เที่ยวสอดสองค้นหาปิศาจฝ่ายนางปิศาจเมื่อหนีเห้งเจียมาลงที่เขาแล้ว ก็มุดเข้าไปในถ้ำเอาศิลามาปิด ปากถ้ำซ่อนตัวอยู่ในนั้นมิได้ออกมา เห้งเจียเที่ยวค้นหาพักหนึ่ง ไม่เห็นปิศาจก็มี ความร้อนใจ จึงร่ายมนต์เรียกเจ้าเขาเจ้าที่มาในทันใดนั้นเห้งเจียจึงถามว่าภูเขานี้ เรียกว่าภูเขาอะไร ในตำบลนี้มีปิศาจมากน้อยเท่าใด จงบอกมาโดยเร็วแต่ตามจริง เจ้าทั้งสองคุกเข่าลงคำนับแล้วบอกว่า ขอท่านได้ทราบอันภูเขานี้มีนามเรียกว่า (ม้อเถ้าซัว) ที่เขานี้มีรังกระต่ายอยู่สามแห่ง ดั้งเดิมมาก็ไม่มีปิศาจยักษ์มาร เป็น ที่ชัยภูมิงามดีไม่มีปิศาจยักษ์ร้ายหามิได้ แม้ท่านจะไปหาปิศาจยักษ์ร้ายก็จงไป หาทางทิศไซทีเถิดจึงจะมี เห้งเจียพูดว่าเราพึ่งขับไล่ปิศาจมาเดี้ยวนี้ ทำไมจึงว่า ไม่เห็นปิศาจเล่า เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นำเห้งเจียไปที่รัง กระต่ายสามแห่ง ค้นหาปิศาจที่เชิงเขาก่อน เห็นมีกระต่ายสองสามตัวเที่ยวกิน หญ้าอยู่ เห็นคนมากระต่ายก็ตกใจวิ่งหนีไป แล้วพาไปหาที่บนยอดเขา แลไปก็ เห็นปากถ้ำ มีศิลาใหญ่ปกปิดอยู่แน่นหนา เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองจึงชี้ว่า เห็นปิศาจ จะอยู่ในถ้ำนี้เป็นแน่แล้ว จงงัดเอาก้อนศิลานั้นออกเข้าไปค้นดูเถิด เห้งเจียจึงเอา กระบองงัดก้อนศิลาที่ปิดปากถ้ำอยู่นั้น ออกแล้วก็จะเข้าไปค้นดูฝ่ายนางปิศาจซึ่งเข้าไปซ่อนอยู่ในถ้ำ ครั้นได้ยินเสียงประตูทลายลงดังนั้น ก็ ร้องตวาดออกมาด้วยเสียงอันดัง มือก็ถือลูกหินบดกระโดดออกมาตีเอาเห้งเจีย เห้งเจียก็แกว่งกระบองรับรบกัน เจ้าเขาเจ้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันหนีไปเที่ยว ซุกซ่อนตัว นางปิศาจก็ด่าว่าเจ้าเขาเจ้าที่ว่า นำเห้งเจียมาค้นหาจึงได้มาพบปะฉะนี้ ปากก็บ่นว่า มือก็รบแก่เห้งเจีย แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ เวลานั้นก็จวนจะพลบค่ำ ได้ยินเสียงบนอากาศร้องลงมาว่า ท่านไต้เซียอย่าเพิ่งลงมือก่อน เห้งเจียหันไปดู ก็เห็นท้ายอิมแชคือพระจันทร์ มีนางฟ้าแห่ห้อมล้อมเป็นบริวาร เห้งเจียเห็นดัง นั้นก็ย่อตัวคำนับ ถามว่าท่านท้ายอิมจะไปข้างไหนด้วยหรือ ท้ายอิมแชตอบว่า ปิศาจที่สู้รบอยู่แก่ท่านนั้น คือนางกระต่ายที่อยู่ในตำหนักพระจันทร์ ในห้องยา ทิพย์มันลักหินบดหนีมา ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะถึงที่ตายเสียวันนี้แล้ว จึงได้ตาม มาเพื่อจะช่วยชีวิตมันให้รอดอยู่ก่อน ขอท่านไต้เซียได้อนุญาตยกโทษมันให้แก่ ข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าท่านท้ายอิมได้ออกปากขอแล้ว ข้าพเจ้า ก็ไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ แต่มันทำผิดได้ลักนางกงจู๊พระราชบุตรีของพระ เจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊กไปซ่อนไว้ แล้วแปลงรูปปลอมเป็นนางกงจู้คิดจะทำลาย พรหมจรรย์พระอาจารย์ของข้าพเจ้า อันโทษนั้นก็ยากที่จะผ่อนผันให้มันได้ ท้าย อิมแซได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าท่านไต้เซียยังไม่ทราบถึงเหตุเดิม อันกงจั้ นั้นมิใช่คนในมนุษยโลก เดิมที่เป็นนางฟ้าอยู่ในองค์พระจันทร์ จุติลงมาเกิดเป็น พร้อมกัน พระสงฆ์ทั้งหลายก็หาทราบเหตุการณ์ไม่ จึงเข้าไปนิมนต์เจ้าวัดออกมา เจ้าอธิการเห็นเห้งเจียก็ย่อตัวปราศรัยถามว่า เรื่องนางกงจู๊นั้นเป็นประการใดหรือ เห้งเจียก็เล่าให้เจ้าอธิการฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ เจ้าวัดยกมือขึ้นขอบใจ เห้งเจีย เห้งเจียบอกว่าท่านอย่าช้า ท่านรับตั้งเครื่องบูชารับพระเจ้าแผ่นดินเถิด พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังจึงเข้าใจว่า ที่ลั่นกุญแจไว้ในห้องนั้น คือกงจัพระสงฆ์ ทุก ๆ รูป ก็พากันตกใจ ต่างก็พากันไปวัดจัดแจงตั้งเครื่องสักการบูชา และครอง จีวรทุก ๆ องค์ มาคอยรับพระเจ้าแผ่นดิน ในทันใดนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็พอเสด็จ มาถึงยังประตูวัด ทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์มาคอยรับอยู่พรักพร้อมและเห็น เห้งเจียยืนอยู่ท่ามกลาง พระเจ้าแผ่นดินจึงถามเห้งเจียว่า ทำไมท่านจึงมาถึง ก่อนเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าไหวกายทีหนึ่งก็ไปได้ตั้งพันโยชน์ ครั้นพวกขุนนางและพระถังซัมจั่งมาถึงพร้อมกัน จึงนำพระเจ้าแผ่นดินเข้าไปที่ หลังวัด ที่ห้องขังนางกงจู้อยู่นั้น ฝ่ายนางกงจู๊อยู่ในห้องมืด ก็ยังทำเป็นคลั่งเคลิ้ม พูดจาไม่เป็นปรกติ เจ้าอธิการจึงชี้ให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรว่า ที่ห้องนี้ เป็นห้องที่นางกงจู๊อยู่ในนั้น พระถังซัมจังสั่งให้ถอดกุญแจเปิดประตูออกแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีแลเข้าไปก็เห็นนางกงจีผู้บุตรก็จำได้แน่ใจตรงเข้า สวมกอดเอาพระราชบิดาแล้วก็ทรงพระกันแสงแล้วจึงตรัสว่า บิดามารดามีความ ทุกข์ร้อน โอ้ลูกเอ๋ยกรรมเวรของเจ้าทำไว้แต่ปางใด จึงได้มาทรมานทุกข์อยู่ดังนี้เล่า ต่างคร่ำครวญโศกาอาดูรรำพันไปต่าง ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้พนักงานเอา น้ำมาชำระขัดสีล้างพระราชบุตรีแล้ว ให้ผลัดเสื้อผ้านุ่งห่มเสียใหม่เสร็จแล้ว ก็ เสด็จขึ้นประทับบนราชรถจะกลับยังพระราชวัง เห้งเจียพนมมือกราบทูลว่า ข้าพเจ้า ยังมีกิจธุระอยู่ข้อหนึ่งขอพระองค์ได้ทราบ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านมี ธุระจะสั่งเสียอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าตำบลนี้ีภูเขาหนึ่งนามว่าแป๊ะเคียดชัว ได้ ทราบว่าในเขานี้มีตะขาบปิศาจตนหนึ่ง ถ้าเวลาพลบค่ำแล้วมักกระทำร้ายแก่พวก พ่อคำไปมาค้าขายอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าตะขาบนันแพ้ไก่ จงให้หาไก่ สักพันตัวมาปล่อยในที่นี้ เพื่อจะได้แก้ซึงสัตว์ร้าย และเปลี่ยนนามเขาเสียใหม่ พระราชทานอักษรป้ายจารึก และพระราชทานตั้งเจ้าคณะให้มีเกียรติยศตอบแทน ด้วยพระสงฆ์ได้รักษาเลี้ยงดูนางกงจู๊นั้น พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงโมทนาและอำนวย ตามที่เห้งเจียทูลชี้แจงนั้นทุกประการ และให้เปลี่ยนนามเขานั้นเรียกว่า (โป๊อาซัว) ให้เปลี่ยนนามวัดกิ้มโกว่ากิมยี่ และพระราชทานนามเจ้าวัดว่า (เป๋าก๊กเจง) พระ ราชทานนิตยภัตทุก ๆ เดือน และถวายเครื่องสมณะบริขารต่าง ๆ ทั้งพระสงฆ์ ลูกวัดก็พระราชทานนิตยภัตทุก ๆ องค์ ทุก ๆ เดือนเจ้าคณะและลูกวัดทั้งหลายก็ ถวายพระพรขอบคุณพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกันส่งเสด็จกลับเข้าพระนคร ครั้นถึง พระราชวังก็พานางกงจู๊เข้าพระราชวังใน ส่วนสนมนางในก็มาเยี่ยมเยือนกงจู๊ และจัดโต๊ะมาเลี้ยงเป็นการสมโภชหรือทำขวัญ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราช การใหญ่น้อยฝ่ายหน้าฝ่ายใน ต่างเข้านั่งโต๊ะประชุมกันเป็นการรื่นเริง ครั้นสิ้น เวลาเลี้ยงแล้ว จึงสั่งให้ช่างเขียนวาดรูปพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสามไว้ สำหรับ สักการะบูชาอยู่บนหอ ติ้นฮวยก๊กและให้นางก็งจูแต่งตัวออกมากราบคำนับขอบคุณ ท่านอาจารย์ถังซัมจังกับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ที่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตายฝ่ายพระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรลาจะใคร่รีบไป พระเจ้าแผ่นดินทรงอาราธนา ไว้เลี้ยงโต๊ะอีกห้าหกวัน แล้วจัดทองคำถวายสองร้อยแท่งและแก้วแหวนอัญมณี ต่าง ๆ ถวายตอบแทนแก่ศิษย์ทั้งสาม อาจารย์กับศิษย์ก็มิได้รับกลับถวายคืนเข้า ท้องพระคลังหลวง พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้ขุนนางจัดราชรถส่งพระอาจารย์กับ ศิษย์ทั้งสาม เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางและราษฎรก็ตามออกมาส่งจน นอกเมือง และข้างหน้านั้นพระสงฆ์ทั้งหลายก็คอยคำนับส่ง และไม่คิดจะกลับ แต่สักองค์เดียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร่ายพระคาถาบันดาลเป็นลมพัดมืดมัวเป็น หมอกควัน บังตาคนทั้งหลายเหล่านั้นจนแลไม่เห็นอาจารย์กับศิษย์จึงได้หนีพ้นไปได้ อาจารย์กับศิษย์ทั้งสามมาในเวลานั้นเป็นเดือนหกเข้าฤดูคิมหันต์ กลางวันก็เดิน กลางคืนก็หาที่พัก เดินมาประมาณครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าก็เห็นป้อมกำแพงเมือง พระถังซัมจั้งถามเห้งเจียว่ากำแพงเมืองข้างหน้านั้นจะเป็นเมืองใดตำบลใด เห้งเจีย ตอบว่าไม่ทราบ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า หนทางนี้พี่ก็เคยมาถึงแล้ว ทำไมจึง พูดว่าไม่รู้เล่า เห็นจะพูดหลอกพวกข้าพเจ้าเล่นดอกกระมัง เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติ หมูพูดไม่ตรึกตรองได้ข้ามมาถึงก็จริง แต่มาทางอากาศมิได้ลงแผ่นดิน เมื่อไม่มี ธุระอะไรก็มิได้ไต่ถามถึงมิได้รู้เรื่องจะมาหลอกลวงเอาประโยชน์ผลอะไร พูดกัน พลางเดินมาตามถนนใหญ่แลไปที่กำแพงเห็นตาเฆ่าสองคนนั่งพูดกันอยู่ พระ ถังซัมจั่งสั่งให้ศิษย์ทั้งสามคนยืนรออยู่ สวนตัวพระถังชัมจั่งเดินเข้าไปใกล้ปราศรัย ถามว่า ท่านผู้เฒ่าทั้งสองข้าพเจ้าอยากจะใคร่ทราบว่า ที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร และในที่นี่จะมีคนใจบุญกุศลศรัทธาบ้างหรือไม่ รูปปรารถนาจะใคร่บิณฑบาต อาหารกินสักมื้อหนึ่งด้วย เฒ่าทั้งสองตอบว่า ตำบลนี้เรียกว่าเมืองตั้งท่ายฮู้ หลัง เมืองนี้มีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ตี้เล่งกุ้ย) แม้ว่าท่านอยากจะบิณฑบาตจังหันฉันก็นิมนต์ ไปเถิดตรงไปทางนี้มีป้ายข้างทิศตะวันตก หันหน้าไปข้างทิศตะวันอก มีประตูบ้าน เจ้าของบ้านชื่อญ่วนหลายเศรษฐี เธอมีศรัทธากล้าหาญถวายทานแก่สงฆ์วันละ หมื่นรูป เหมือนเช่นท่านมาแต่ทางไกลเป็นอาคันตุกะอย่างนี้ ก็ตามแต่จะต้อง การเถิด นิมนต์ไปเถิดข้าพเจ้าจะเสียเวลาพูดกัน พระถังซัมจั้งก็ลาสองเฒ่ากลับ ไปบอกแก่สานุศิษย์แล้วก็พากันตรงไป เวลาที่เดินมาตามทางใหญ่ พวกชาว เมืองก็พากันมาล้อมดู ที่บางคนก็กลัวจนตัวสั่นและคิดสงสัยไปต่าง ๆ พระถังซัม จั้งเห็นผู้คนกลุ้มกันมากมายดังนั้น จึงร้องสั่งสานุศิษย์ว่าจงสำรวมระวังก็ริยาอย่า ให้ฟุ้งซ่าน เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งได้ยินอาจารย์สั่งดังนั้นต่างคนก็เดินก้มหน้า สำรวมอินทรีย์มิได้เหลียวซ้ายแลขวา ครั้นอาจารย์กับศิษย์พากันเดินมาพอสุด ทางถนนใหญ่ แลไปที่ประตูเห็นมีอักษรใหญ่สี่ตัวว่าไม่ขัดขึนสงฆ์ พระถังซัมจั้ง เห็นแล้วก็พยักหน้าพูดว่าประเทศไซทีเป็นพุทธภูมิคำพูดไว้ไม่ผิด โป๊ยก่ายเห็น แล้วก็จะตรงเข้าไป เห้งเจียร้องห้ามว่าอ้ายกินรำหยุดก่อน รอให้มีคนออกมาไต่ ถามให้ได้ความแล้วจึงค่อยเข้าไป อาจารย์กับศิษย์พากันนั่งพักอยู่ บัดเดี๋ยวมีบุรุษ หนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินออกมา มือหนึ่งถือตะกร้ามือหนึ่งถือคันชั่งแลเห็นคนทั้งสี่ก็ตกใจ ทิ้งสิ่งของที่ถือวิ่งหนีหกล้มลุกคลุกคลานกลับเข้าไปในบ้าน ร้องบอกนายว่าข้างนอก มีพระสงฆ์สีรูปหน้าตาแปลกประหลาดจริง ๆฝ่ายเข่าญ่วนหลายเศรษฐเวลานั้นกำลังถือไม้เท้าเดินบริกรรมภาวนาเจริญ พระพุทธคุณอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินบ่าวมาบอกดังนั้นก็รีบไปรับ เห็นอาจารย์ กับศิษย์สามคนก็มิได้เกรงกลัวครั่นคร้ามร้องว่าเชิญท่านเข้ามาเถิด พระถังซัมจั้ง ก็เดินเข้าไป เศรษฐีเดินนำหน้าเข้ามาในตรอกเล็ก เศรษฐีจึงชี้ว่าหอนี้เป็นที่บูชา พระพุทธเจ้า ที่สองบูชาพระธรรม ที่สามสำหรับพักพระสงฆ์ ที่ต่อไปนั้นเป็นที่ ข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาและญาติพี่น้องอยู่พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความสรรเสริญ จึงครองผ้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธ พระธรรม เศรษฐีจึงนิมนต์ให้ เปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็นั่งสนทนากัน ศิษย์ทั้งสามก็เข้ามาพร้อมกัน เศรษฐี จึงให้คนใช้จูงม้าไปผูกไว้ที่เฉลียงและเก็บหาบข้าวของไปไว้เรียบร้อยแล้ว เศรษฐี จึงถามถึงเหตุการณ์ที่จะมาธุระนั้น พระถังซัมจังจึงพูดว่าอาตมภาพมาจากเมือง ไต้ถังข้างทิศตะวันออก โดยมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้อาตมภาพมายัง เขาเล่งซัวนมัสการพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพระไตรปิฎก วันนี้มาถึงตำบลนี้ทราบ ว่าท่านเศรษฐมีจิตศรัทธา อาตมภาพจึงเข้ามาโดยประสงค์ จะบิณฑบาตจังหัน สักมื้อหนึ่งแล้วก็จะลาไปฝ่ายเศรษฐีได้ทราบความดังนั้น ก็มีใจโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่งแล้วหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าแซ่เข่าชื่อต้ายดวนอายุได้หกสิบปี ได้ตั้งใจอธิษฐานเลี้ยงพระสงฆ์หมื่นองค์ มาถึงวันนี้ได้ยี่สิบสี่ปีพึ่งได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกรูปยังขาดอยู่สี่รูปจะได้หมื่นหนึ่ง มาวันนี้ท่านทั้งสี่ลงมาจากฟ้าสี่รูป ก็พอครบจำนวนของข้าพเจ้าอธิษฐานไว้ ขอ ท่านผ่อนพักสักเดือนหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจะทำการครบกำหนดหมื่นองค์เมื่อเสร็จ ธุระการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะให้คนใช้ของข้าพเจ้าเอาเกี๊ยวหามไปส่งท่าน ตั้งแต่ นีไประยะทางแปดร้อยเส้นเศษไม่สู้ไกลนัก พระถังซัมจังได้ฟังเศรษฐีว่าดังนั้นมี ความยินดีก็ยอมพักอยู่ฝ่ายเศรษฐีจึงให้คนใช้ผ่าฟืนหาบน้ำ และจัดแจงหุงต้มเครื่องคาวหวานที่จะ ถวายพระสงฆ์ ผู้คนทำงานการอีกทึกก็ตกใจถึงท่านยายเศรษฐีจึงถามว่าพระ สงฆ์มาแต่ข้างไหนหรือ คนใช้บอกว่ามีพระสงฆ์สี่รูปดูประหลาดท่านตาถามเธอ เธอบอกว่าอยู่เมืองไต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินให้ไปเขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม มาถึงบ้านเรานี้ไม่รู้ว่าทางมาจะไกลสักเท่าใด เพราะฉะนั้นท่านตาจึงสั่งพวกข้าพเจ้า ให้จัดแจงทำเครื่องแจคาวหวานถวายพระสงฆ์ ยายเศรษฐีได้ฟังก็มีความรื่นเริงดีใจ จึงเรียกบ่าวให้เอาเสื้อผ้ามาผลัด ครั้นจัดแจงแต่งตัวนุ่งห่มแล้วก็ออกมาดูพวก คนใช้บอกว่าท่านแม่ดูได้แต่องค์เดียวยังอีกสามรูปนั้นดูไม่ได้รูปดุร้ายนัก ทั้งน่า เกลียดน่ากลัวดูประหลาดดุจลงมาจากฟ้า ท่านยายจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นจงรีบไป บอกแก่ท่านตาให้ทราบก่อน คนใช้ก็รีบไปบอกแก่เศรษฐีว่าท่านยายจะออกมา พระถังซัมจั้งได้ฟังก็ลงจากอาสน์ ท่านยายเศรษฐีก็พอมาถึงหน้าแลไปเห็นพระถัง ซัมจั้งมีลักษณะอันงาม หันไปแลเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งรูปร่างมีใช่คนธรรมดา แม้ว่าจะเป็นคนอยู่เบื้องบนลงมาก็จริง แต่ดูรูปก็ให้ครั่นคร้ามในใจ ยายเฒ่า พิจารณาดูแล้วก็ลดกายลงกระทำคำนับ พระถังซัมจั้งก็ย่อตัวปราศรัยถามทักว่า ลำบากแก่ท่านยายมาก ๆ ยายเฒ่าจึงถามสามีว่า ท่านทั้งสามนั้นทำไมจึงไม่นั่ง เสมอกัน โป๊ยก่ายชิงตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสามนี้เป็นสานุศิษย์ เสียงโป๊ยก่ายพูด ขึ้นคำหนึ่งดุจภูเขาจะพัง ทำให้ยายเฒ่าตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม กำลังพูดกันอยู่ นั้น แลเห็นหนุ่มน้อยนักเรียนสองคนเดินขึ้นมาลดกายลงทำเคารพต่อพระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังแลเห็นก็ตกใจ ย่อตัวลงปราศรัยถามทักเศรษฐีลุกเดินมาจับบุตรทั้ง สองแล้วบอกว่า สองคนนี้บุตรของข้าพเจ้าเอง คนใหญ่นามเรียกว่าเข่าเหลียง คนเล็กเรียกว่าเข่าตัง อยู่ที่โรงเรียนพึ่งกลับมากินข้าวกลางวัน ทราบว่าใต้เท้ามา นี่จึงได้มานมัสการ พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีสรรเสริญว่าชอบแล้ว อยากให้มีความเจริญต้องทำการกุศลและเล่าเรียนให้รอบรู้ขนบธรรมเนียม นักเรียน ทั้งสองจึงถามบิดาว่า ท่านอาจารย์นี้อยู่ถึงไหนมาท่านเศรษฐีหัวเราะแล้วพูดว่า มาจากทางไกลอยู่ ณ เมืองไต้ถังข้างทิศตะวันออก พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปที่ เขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมนักเรียนทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าได้ดูในหนังสือลิ้มก้วงกิว่า ในใต้หล้านี้มีสี่ ทวีปสี่ทิศ ทิศที่เราอยู่นี้เรียกว่าปราจีนทิศท่านมาจากทิศบูรพากว่าจะมาถึงนี่ไม่ ทราบว่าสักกี่ปีแล้ว พระถังซัมจั้งหัวเราะแล้วตอบว่า อาตมภาพเดินมาทรมานความ ทุกข์มากวันมากคืน และต้องถูกปิศาจร้ายราวีที่กันดารต่าง ๆ เหลือที่จะพรรณนา ให้สิ้นสุดได้แต่รวมจำที่เดินนั้นได้สิบสี่ปีจึงได้มาถึงตำบลนี้ นักเรียนทั้งสองได้ฟัง พระถังซัมจั้งว่าดังนั้นจึงสรรเสริญว่า ท่านอาจารย์เป็นผู้วิเศษสำเร็จภาคจึงได้มา ได้ดังนี้ กำลังสนทนากันอยู่พวกคนใช้ก็ยกเครื่องจังหันแจมาถวาย ท่านเศรษฐี จึงให้ท่านยายกับบุตรทั้งสองกลับบ้าน เศรษฐีจึงนิมนต์พระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ ฉันอาหารเครื่องแจทั้งคาวหวานจัดหาล้วนแต่สิ่งที่โอซารสมีเครื่องเทียบและเพิ่ม เติมทุก ๆ สิ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจกินดุจลมพัดหอบเมฆ อาจารย์กับศิษย์ กระทำภัตตากิจเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลุกออกมาจากที่มีความสรรเสริญขอบคุณ เศรษฐีที่สุดและจะใคร่ขอลาไป เศรษฐีพูดว่า ท่านอาจารย์จงยั้งหยุดพักก่อนคำ โบราณท่านย่อมว่า ต้นยากปลายง่าย คอยรอข้าพเจ้าทำการฉลองแล้วข้าพเจ้า จะจัดการส่งท่านโดยความปรกติพระถังซัมจั่งได้ฟังเศรษฐีอ้อนวอนดังนั้น โดย ความเลื่อมใสศรัทธาก็ไม่รู้จะขัดอย่างไรได้ จึงได้ยอมพักอยู่ห้าหกวัน เศรษฐีจึง ตั้งพิธีและนิมนต์พระสงฆ์ยี่สิบสี่รูปสวดมนต์ฉลองฝ่ายพระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงทำตามกิริยาพิธีธรรมสามวันสามคืนเสร็จแล้วฝ่ายพระถังซัมจั่งเห็นการเสร็จแล้ว จิตเป็นห่วงที่จะไปยังเขาเล่งซัว จึงปราศรัย แก่เศรษฐี ท่านเศรษฐีคำนับแล้วพูดว่าอาจารย์ทำไมรีบร้อนจะไปนักหรือ ทำการ หลายวันจะไม่สบายใจดอกกระมัง พระถังซัมจั่งตอบว่า อาตมภาพได้รับความ ปฏิบัติของท่านเศรษฐีโดยความเอื้อเฟื้อ ไม่รู้ว่าจะได้สิ่งใดตอบแทนสนองพระเดช พระคุณไม่มีความรำคาญขัดข้องแต่อย่างใดเลย แต่เมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสด็จมาส่งอาตมภาพได้ตรัสถามว่า เวลาใดจึงจะได้กลับเมือง อาตมภาพได้ทูล ผิดไปว่าสามปีโดยเหตุที่ไม่ทราบว่าหนทางจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้มาถึงวันนี้ ก็ได้สิบสี่ปีแล้ว จะอาราธนาพระธรรมได้หรือมิได้ก็ไม่รู้ ทั้งเวลากลับก็จะถึงสิบ สองสิบสามปีอีกดังนี้ จะไม่มีความผิดคาดหมายไปหรือ ขอท่านได้อนุกูลให้ ข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าได้พระธรรมแล้ว จะกลับมาอยู่สักกี่เวลาก็ได้ โป๊ยก่ายได้ฟัง อดพูดไม่ได้ จึงพูดออกด้วยเสียงอันดังว่า อาจารย์คิดผิดไปเสียแล้วไม่ผ่อนตามใจ คนท่านก็เป็นผู้มั่งมีใหญ่โต ทั้งตั้งใจอธิษฐานถวายสังฆทานแก่สงฆ์ถึงหมื่นรูปก็ ครบแล้ว และจะมีจิตศรัทธานิมนต์ไว้ควรจะอยู่สักปีหนึ่งก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์อะไร จะรีบเร่งไปทำไมไม่อยู่กินให้พอ จะเที่ยวไปขอเขากินนั้นจะดีอย่างไร พระถังซัม จั่งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดนั้นจึงตวาดว่าหาความคิดมิได้ เห็นแต่จะกินมิได้คิดที่จะได้ มรรคผล เพราะฉะนั้นเป็นมนุษย์แล้วและจะต้องกลับเป็นเดียรัจฉานเพราะความ อยากความปรารถนาในสันดานแห่งตน เจ้าจะใคร่อยู่กินให้สบายก็จงอยู่เถิดพรุ่งนี้ ข้าจะไป เห้งเจียเห็นอาจารย์มีสีหน้ามัวหมองดังนั้น ตรงมาเอากำหมัดทุบศีรษะ โป๊ยก่ายทีหนึ่งแล้วด่าว่าอ้ายชาติหมูไม่รู้ดีและชั่ว ทำให้อาจารย์โกรธแค้นเคืองใจ โป๊ยก่ายไม่อาจพูดอะไรต่อไปฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับศิษย์วุ่นวายกันดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่าน อาจารย์อย่าร้อนใจวันนี้จงพักก่อนพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจัดแจงขอแรงชาวบ้านมาพร้อม กันจะได้แห่ส่งท่านไป เวลาเมื่อเศรษฐีกำลังพูดอยู่นั้น ท่านยายเฒ่าก็มาถามว่า ท่านอาจารย์มาพักอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พระถังซัมจังตอบว่าอาตมภาพมาพักอยู่ได้สิบ ห้าวันแล้ว ยายเฒ่าพูดว่าครึ่งเดือนนี้เป็นส่วนกุศลของท่านตา ข้าพเจ้ามีทรัพย์ สินเล็กน้อยจะขออธิษฐานทำแจถวายสักครึ่งเดือน ยายเฒ่าพูดยังไม่ทันจะ ขาดคำลง บุตรชายชื่อเข่าเหลียงเข่าเต็งทั้งสองคนเข้ามาพูดว่าท่านอาจารย์ บิดาข้าพเจ้าทำแจถวายสงฆ์ยี่สิบปีก็ยังไม่เคยพบท่านผู้วิเศษ วันนี้มาพบท่านผู้ วิเศษทั้งสี่มาถึงบ้านข้าพเจ้า ก็เปรียบดุจเรือนแฝกมีแสงสว่าง ข้าพเจ้ายังเด็กเล่า เรียนน้อยก็เคยฟังในคัมภีร์มรรคผลว่า ตาทำ ตาก็ได้ของตา ยายทำ ยายก็ได้ ของยายใครไม่ทำผู้นั้นก็ไม่ได้ บิดามารดาข้าพเจ้าอยากได้กุศล พี่น้องข้าพเจ้าก็ อยากได้กุศลบ้าง มีทรัพย์บ้างเล็กน้อยจะขอทำถวายท่านอาจารย์สักครึ่งเดือน การทำบุญเสร็จแล้วข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันไปส่งท่านอาจารย์ไป พระถังซัม จั้งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ท่านตาท่านยายนิมนต์ยังรับไม่ได้เป็นอันขาดจะรับนิมนต์ ท่านทั้งสองไม่ได้ วันนี้กำหนดแน่จะลาไปอย่าถือผิดข้าพเจ้าเลย หากมิฉะนั้นก็มี โทษที่ผิดรับสั่งก็ถึงที่ตายเหมือนกันฝ่ายท่านยายกับบุตรเห็นเธอไม่รับนิมนต์เป็นแน่แล้วก็มีความโกรธว่าเราตั้งใจ นิมนต์เธอไว้ เธอก็ไม่ยอมอยู่จะใคร่ไปก็ไปเถิดจะอ้อนวอนทำไมให้ป่วยการปาก ลำบากใจพูดดังนั้นแล้วแม่ลูกก็พากันกลับไป ฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับสานุศิษย์ มีความเศร้าหมองก็ไม่อาจอ้อนวอนให้อยู่ จึงออกไปที่ห้องเสมียนสั่งให้เขียน จดหมายเชิญพวกเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันในวงศ์ญาติว่า เวลาพรุ่งนี้จะส่งท่าน อาจารย์ถังซัมจั้งไป สั่งให้พวกโรงครัวจัดเครื่องโต๊ะให้พรักพร้อมและให้จัดหาม้าล่อ กับธงเทียว และเครื่องพิณพาทย์มโหรีสีซอฆ้องกลองและขับร้อง และให้นิมนต์ พระสงฆ์พวกหนึ่งมาในกำหนดวันพรุ่งนี้ ถวายข้าวสงฆ์เสร็จจะได้ส่งท่านอาจารย์ ถังซัมจั้ง เสมียนทนายรับคำสั่งแล้วก็ไปจัดการตามสั่ง ครั้นเวลาพลบค่ำก็พากัน ไปพักหลับนอน พวกพนักงานของเศรษฐีก็จัดการจนรุ่งสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ พร้อมเสร็จทั้งสิ้นฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามคน ลุกขึ้นเก็บรวบรวมข้าวของใส่หาบสำรอง จะออกเดิน เศรษฐีก็มานิมนต์ไปที่โรงใหญ่ข้างบ้าน ในนั้นจัดเครื่องโต๊ะแจไว้ พร้อมทั้งคาวหวาน จัดที่สูงต่ำตามลำดับ เศรษฐีนิมนต์อาจารย์กับศิษย์เข้านั่งที่ แล้ว พวกวงศ์ญาติใหญ่น้อยกับแขกบ้านใกล้ไกลที่เศรษฐีเชิญมานั้นพร้อมกันแล้ว ก็ต่างคนนมัสการพระถังซัมจั้งทุก ๆ คน แล้วมโหรีพิณพาทย์ก็ดีดสีตีเป๋าขึ้นพร้อมกัน ครั้นเลี้ยงเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งก็ลาเศรษฐี ฝ่ายคนทั้งหลายที่มานั้นก็พากัน ตามหลังพระถังซัมจั่งมายังที่ประตูนอก แลไปตามทางจัดแจงถือธงทิวและม้าล่อ ฆ้องกลองรออยู่พร้อมกันคอยรอท่า พอพระถังซัมจั่งออกมาก็โห่ร้องตีม้าล่อฆ้อง กลองขึ้นอึกทึกโกลาหล พวกผู้คนหญิงชายใหญ่น้อยตามหลังแห่ห้อมล้อมมา ยังพวกหญิงชายชาวเมืองผู้ใหญ่เด็กพากันมาดูตามสองข้างทางนั่งยืนยัดเยียดเบียด กันตลอดมา เวลานั้นเศรษฐีคุกเข่ายอมถวายไทยทานส่งพระถังซัมจั้งสิ้นทรัพย์ เป็นอันมาก หาผู้ใดจะทำเสมอมิได้ มีทั้งพวกขับร้องสรรเสริญเป็นเพลงกลอน ต่าง ๆ และทั้งมีพระสงฆ์ตามส่งสวดมนต์และคาถาต่าง ๆ ตามไปส่งด้วย เป็นระยะ ทางประมาณสองร้อยเศษ เศรษฐีจัดคนล่วงหน้าไปตั้งเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา ครั้นถึง เศรษฐีก็นิมนต์พระถังซัมจั้งเข้าหยุดพัก เศรษฐียกถ้วยน้ำชามาประเคนให้พระถัง ซัมจั้ง น้ำตาคลอตาแล้วพูดว่า แม้ท่านไปอาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว นิมนต์ ท่านแวะบ้านข้าพเจ้าให้จงได้จะเป็นที่พอใจข้าพเจ้าสมแก่ที่มีศรัทธาเลื่อมใส พระถังซัมจั้งปราศรัยขอบคุณเศรษฐีเป็นที่ยิ่งพูดว่าอาตมภาพไปถึงเขาเล่งซัว อาราธนาพระธรรมได้แล้วก็คงจะยกกุศลผลทานของท่านใหญ่ยิ่ง หากเวลากลับ อาตมภาพจะแวะขอบคุณท่าน ครั้นสั่งเสียกันเสร็จธุระแล้ว พระถังซัมจั่งก็ลาเศรษฐี ออกเดินไป ประมาณทางไกลได้สี่ร้อยเส้นเศษเวลานั้นก็จวนค่ำ พระถังซัมจั่งพูด ว่าเวลาก็จวนค่ำจะหาที่พักแห่งใดดี โป๊ยก่ายพูดเสียงดังขึ้นว่าเครื่องขบฉันก็มีพร้อม ตึกรามห้องหอก็มีสำรองไว้ ให้อยู่ไม่อยู่ไม่กินอยากแต่จะไปให้ได้เดี๋ยวนี้จะไปหา ที่ไหนอีกเล่า พระถังซัมจั้งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดียรัจฉานยัง จะมาขัดเคืองเสียดายอะไรอยู่อีก คำโบราณท่านย่อมว่าแม้เป็นสุขสำราญก็จริง แต่มิใช่บ้านเรือนของเราจะอยู่นานก็ไม่ควร รอเราพากันไปเขาเล่งชัวพบพระพุทธ เจ้าขออาราธนาพระธรรมได้แล้วกลับไปเมืองไต้ถังจะทูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน ขอ เอาเครื่องเสวยจะกินสักกี่ปี หรือจะกินให้จนท้องแตกก็ตามแต่ใจ เจ้าหัวใจสัตว์ จะให้เจ้าเป็นปิศาจผีตายอยาก โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์ด่าดังนั้นก็หัวเราะแต่ ในใจไม่อาจโต้ตอบออกไปอีกเห้งเจียแลเห็นที่ข้างทางมีห้องเล็ก ๆ สองสามห้อง จึงพูดแก่อาจารย์ว่าที่ตรงนั้นเห็นจะพักได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินไปดู แลเห็น เป็นประตูเก่า ข้างบนมีป้ายเก่ามีอักษรสี่ตัว คือ (ฮัวกองเห้งอี) พระถังซัมจั้งก็ลง จากม้าพูดว่า ฮัวกองนามนี้ คือพระปฏิมากรที่บูชาในนี้คงจะมีศาลาจึงพากัน ตรงเข้าไปข้างใน เห็นห้องหอเซทรุดหักพังไปทั้งสิ้น ไม่เห็นมีผู้คนเงียบสงัดหญ้า และเถาวัลย์ขึ้นพันลดเลี้ยว เห็นดังนั้นแล้วก็คิดจะถอยออกมาไปหาที่อื่น ก็ บังเอิญมืดฟ้ามัวฝน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่จนไม่รู้ที่ว่าจะหลบหนีไปทางไหน มีห้อง พังอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้าไปหนีฝน พากันระงับเงียบไม่อาจพูดเสียงดังกลัวว่าจะมี สำคัญมั่นใจเสียว่าเป็นความจริงมิได้มีความสงสัย จึงพูดแก่มารดาว่า อันความ จริงก็คงจะเป็นดังนั้นแน่ไม่ควรจะสงสัยเลย เพราะเธอทั้งสี่มานอนค้างอ้างแรม อยู่หลายเวลา ทั้งนอกในก็ทราบสิ้น เห็นข้าวของเงินทองก็เกิดโลภเจตนาขึ้น เพราะ ฉะนั้นเห็นฝนตกหนักจึงได้แอบเข้ามา ปล้นบ้านเราค้นเอาข้าวของเงินทอง ไปแล้ว มิหนำซ้ำฆ่าบิดาตายเสียด้วยดังนี้ ใครที่ไหนจะร้ายกาจเหมือนพวกก็ไม่มีแล้ว รอพอให้สว่างจะทำเรื่องราวไปร้องแก่ผู้รักษาเมือง ให้ชำระเอาตัวผู้ร้ายให้จงได้ เข่าตังน้องชายถามว่า ในเรื่องราวที่จะแต่งว่าอย่างไร เข่าเหลียงพี่ชายตอบว่า ต้องแต่งตามที่มารดาบอกเล่าว่า พระถังซัมจั้งถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องให้ฆ่าคน ชัวเจ๊งเข้าค้นทรัพย์เก็บเอาสิ่งของเงินทอง เห้งเจียเป็นผู้ม่าบิดาเราดังนี้ และจึง จะเอาตัวผู้ร้ายได้ เวลานั้นผู้คนในบ้านก็วุ่นวายทุก ๆ คนจนเวลาสว่าง ฝ่ายหนึ่ง จัดแจงเอาศพใส่โลง ฝ่ายหนึ่งนำเรื่องราวไปร้องต่อผู้รักษาเมือง ผู้รักษาเมืองท่ง ท่ายอู้ผู้นี่เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมชื่อเสียงปรากฏเวลานั้นออกศาลาว่าการบ้านเมือง คอยที่จะรับคดีทุกข์ร้อนของราษฎร ฝ่ายเข่าเหลียงเข่าตังบุตรเศรษฐทั้งสองคนนำ เรื่องราวยื่นต่อผู้รักษาเมือง แล้วเรียนว่าขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบ ด้วยเมื่อเวลาคืนนี้ มีอ้ายผู้ร้ายเข้าปล้นบ้านเรือนฆ่าบิดาข้าพเจ้าตาย ขอท่านได้โปรดฝ่ายผู้รักษาเมืองรับเรื่องราวมาดูแล้วก็ถามปากคำจึงสั่งให้พนักงานกอง ตระเวนจัดสรรเลือกคนที่ล่ำสันแข็งแรงร้อยห้าสิบคน ถืออาวุธครบมือกันทุกคน รีบ ออกทางประตูข้างทิศตะวันตก จับเอาตัวพระถังซัมจังกับศิษย์มาให้จงได้ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ในคืนวันนั้น อาศัยอยู่ในศาลเจ้าจนสว่าง ครั้น สว่างแล้วก็ออกเดินไปตามทางทิศตะวันตกฝ่ายพวกโจรรีบหนีออกจากเมืองแล้ว เดินเลยศาลเจ้าฮ้อกวาง ไปประมาณ สักสองร้อยเส้น ก็พากันเข้าแอบซ่อนในชะวากเขา เพื่อจะได้แบ่งปันข้าวของเงิน ทองแก่กัน บังเอิญแลไปเห็นพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์เดินตามกันมา พวกโจรมี ความโลภเจตนา จึงชี้มือว่าพระสงฆ์เหล่านี้อยู่ในบ้านเข่าญ่วนเศรษฐีหลายเวลา คงจะมีข้าวของสิ่งใดติดมาบ้าง พวกเราช่วยกันออกสกัดทางไว้ ตีชิงเอาสิ่งของ และม้าไว้แบ่งปันกันจะมิดีหรือ ว่าดังนั้นแล้วพวกโจรก็พร้อมกันถือเครื่องอาวุธต่างๆ โหร้องออกสกัดทาง แล้วร้องห้ามว่าพระสงฆ์อย่าเพ่อไป จงเอาค่าเดินทางมาให้ ก่อนจะยกชีวิตให้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพวกโจรว่าดังนั้น ตกใจตัวสั่นไม่เป็นสมประดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะถามดูก่อน ว่า แล้วเห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้ พนมมือร้องถามว่า ท่านทั้งหลายร้องว่ากระไรหรือ พวกโจรร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เจ้าคนนี้ยังไม่รู้จักความตายกล้ามาถามเรา นัยน์ตาเจ้าเห็นจะไม่มีแก้วตาดอกกระมัง เจ้าจำเราไม่ได้หรือคือเราเป็นไต้อ๋อง ทองติดมามากเป็นแน่ จึงมีความโลกออกสกัดทางโดยความอยากได้ ไม่ทราบ ว่าท่านมือภินิหารเดชานุภาพ จึงจับพวกข้าพเจ้ามัดไว้ดังนี้ขอท่านได้มีความ กรุณาเอาข้าวของเงินทองที่ข้าพเจ้าปล้นมาได้นั้นถ่ายโทษตัว ขอท่านได้โปรดให้ ข้าพเจ้ารอดชีวิตไปสักครั้งหนึ่งพระถังซัมจั้งได้ยินออกชื่อปล้นบ้านเศรษฐีก็ตกใจ ผุดลุกขึ้นถามเห้งเจียว่า เศรษฐีคนนี้เป็นบุญกุศล เหตุไฉนจึงต้องภัยร้ายถูกปล้น สะดมเช่นนี้ เห้งเจียพูดว่าเพราะเหตุแกส่งพวกเรา แห่แหนประคับประคองดีมาก เพราะฉะนั้นพวกโจรเหล่านี้จึงได้ปล้นบ้านแก พระถังซัมจั้งพูดว่าพวกเราติดบุญ คุณแกอยู่มากู เราไม่มีอะไรจะแทนคุณถ้ากระนั้นพวกเรารวบรวมรวมเอาข้าวของ เงินทองเหล่านี้คืนไปให้แก จะมิเป็นการดีหรือ เห้งเจียได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้นก็ เห็นชอบด้วย จึงให้ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายเข้าไปในชะวากเขา เก็บเอาข้าวของเงินทองที่ พวกโจรขนมานั้น บรรทุกบนหลังม้าและให้โป๊ยก่ายหาบคอนข้าวของเงินทอง เหล่านั้นแล้ว เห้งเจียจะใคร่ตีพวกโจรให้ตายเสียทั้งสิ้น แต่กลัวอาจารย์จะว่าฆ่า สัตว์จึงได้เรียกขนกลับคืนเข้าตัว พวกโจรหลุดจากมัดแล้วก็พากันวิ่งหนีเอาตัว รอดไปหมดฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ก็พากันตรงไปยังบ้านเศรษฐี ราวกับแมลงเม่า เข้าไฟฉะนั้น อาจารย์กับศิษย์กำลังพากันเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นผู้คนมากมาย ถือเครื่องศัสตราอาวุธทุก ๆ คนเดินตรงมา พระถังชัมจังมีความหวาดเสียวสะดุ้ง จึงบอกแก่พวกศิษย์ว่าข้างหน้าจะเป็นพวกดีหรือร้ายเสียอย่างไร โป๊ยก่ายว่าภัย จะมาถึงแล้ว พวกนี้คือพวกโจรที่ปล่อยไปมันพากันกลับมาจะทำร้ายเราอีกแล้ว ซัวเจ๋งว่าดูท่าไม่ใช่พวกโจร พี่เห้งเจียจงพิเคราะห์ดูให้แน่ว่าจะเป็นพวกอะไร เห้งเจียหันมาพูดบ่นแก่ซัวเจ้งว่า ภัยร้ายของอาจารย์มาอีกแล้ว พวกนี้คือพวก พลทหารมาจับพวกโจรผู้ร้าย พูดยังไม่ทันขาดคำพวกทหารก็มาถึงตั้งกระบวน ล้อมเข้ามาร้องว่า พวกพระสงฆ์ที่ปล้นเอาข้าวของเขามาอยู่นี่สนุกหรือก็พร้อมมือ กันเข้าจับเอาพระถังซัมจั้งลากลงมาจากม้ามัดไว้ แล้วก็เข้าจับเห้งเจียโป๊ยก่ายซัว เจ๋งมัดทั้งสามคน แล้วเอาไม้คานสอดหามสองคนต่อคนเหมือนหามสุกร ข้าว ของห่อย่ามและเงินทองกับม้าก็รวบรวมเอาไปทั้งสิ้น พากันรีบกลับเข้าเมือง ฝ่ายพระถังซัมจั้งรัวๆ สั่น ๆ ร้องไห้ โป๊ยก่ายปากบ่นพึมพำในใจคิดแค้น ซัวเจ้ง ใจกระสับกระสายไม่ปรกติ เห้งเจียหัวเราะกึ๊กๆ จะใคร่ออกฝีมือฝ่ายพวกขุนนางที่คุมทหารมาจับนั้น ก็พากันหาบหามมาบัดเดี้ยวก็ถึงประตู เมือง ตรงเข้าไปยังศาลบอกแก่ขุนนางผู้ชำระโจรผู้ร้ายว่าขอท่านได้ทราบ พวก ข้าพเจ้าไปตามจับผู้ร้ายมาได้แล้ว ตามแต่ท่านจะโปรดประการใดฝ้ายผู้รักษาเมืองแลเห็นของดังนั้น จึงให้บุตรเข่าญ่วนหลายเศรษฐีมารับของ คืนไปแล้ว จึงเรียกตัวพระถังซัมจั้งมาถามว่า ตัวเป็นสงฆ์พูดว่าจะไปไซทีนมัสการ พระอันที่จริงหาใช่ไม่ คือเป็นโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสะดมฆ่าคนดังนี้ดอกหรือ พระ ถังซัมจั้งว่าขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบอาตมภาพนี้ไม่ใช่ผู้ร้าย มีหนังสือสำหรับตัวเดิน ทางมาขอท่านได้พิจารณาดูเถิด เพราะเหตุท่านเศรษฐีมีความเลื่อมใสได้นิมนต์ อาตมภาพมาถวายข้าวสงฆ์ถึงครึ่งเดือน อันบุญคุณของท่านเศรษฐีหาที่เปรียบมิได้ เมื่ออาตมภาพเดินไปตามทางบังเอิญไปพบพวกโจรที่ปล้นบ้านเศรษฐีเอาข้าวของ เงินทองไปแบ่งปันกัน สานุศิษย์ของอาตมภาพทราบเหตุจึงชิงเอาสิ่งของที่โจรมาได้ ก็หวังใจจะเอาคืนมาให้เศรษฐีตอบแทนคุณ กำลังเดินกลับมาก็บังเอิญมาพบ พวกทหารจับเอาตัวมาว่าเป็นผู้ร้าย อันความสัตย์จริงอาตมภาพหาใช่พวกผู้ร้ายไม่ ขอท่านได้พิจารณาจงดีเถิด ผู้ชำระจึงพูดว่า ตัวเห็นพวกพลทหารจึงพลิกแพลง ว่าจะเอาของมาแทนคุณ ถ้าหากว่าพบปะพวกผู้ร้ายจริง ทำไมจึงไม่จับกุมผู้ร้าย ไว้เล่า จะได้ให้ผู้รักษาเมืองเห็นด้วยพวกเจ้าทั้งสี่คนจงมาดูเรื่องราวของบุตรเศรษฐี เขามาฟ้องหามีชื่อดังนี้จะยังพูดแก้ตัวไปทางใดเล่าพระถังซัมจั่งเข้ามาหยิบดู เรื่องราวเห็นดังนั้นก็ให้ขวัญหนีดีฝ่อ จึงร้องเรียกเห้งเจียว่าทำไมเจ้าไม่มาดูเล่า เห้งเจียพูดว่าเอาของกลางเป็นจริงแล้วจะต้องไปดูทำไมเล่าผู้พิพากษาว่าจริงดังนั้นสิ มีของกลางเป็นพยานอยู่จะมาพูดแก้ไปอย่างไรได้อีกเล่า จึงเรียกคนใช้ให้เอาไม้ บบขมับมาติดขมับอ้ายสงฆีคนนิดที่หรือมันจะกล้าปากไปถึงไหน ติดไม้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเมี่ยนด้วยหวาย เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็คิดในใจว่า อาจารย์ของเราท่านมี เคราะห์ร้ายก็จริง แต่ไม่ควรปล่อยให้ได้ความทุกข์ทรมานเห็นนักการเอาไม้สำหรับ บีบขมับมาเตียมจะบีบพระถังซัมจั่ง จึงอ้าปากบอกว่าช้าก่อน อย่าเพ่อบีบขมับ ท่านสงฆ์องค์นั้นก่อน ข้าพเจ้าเองเป็นคนที่เข้าปล้นบ้านฆ่าคนตายเก็บเอาข้าวของ เงินทองไป มิใข่ผู้อื่นเลย จะทำประการใดจงมาทำแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยข้าพเจ้า เป็นนายโจรแท้ ๆ ท่านทั้งสามคนนั้นไม่เกี่ยวข้องเลย จงทำโทษแต่ข้าพเจ้าผู้เดียว เถิด ผู้ชำระได้ฟังเห้งเจียรับดังนั้น จึงให้นักการเอาไม้บีบขมับมาติดเห้งเจียเข้า พวกนักการก็เอาไม้ติดเห้งเจียบีบจนไม้หักกระเด็นไปเป็นดังนั้นถึงสามสี่ครั้ง หน้า ก็ไม่นิ่วหนังก็ไม่ย่น พวกเหล่านั้นเปลี่ยนไม้จะบีบอีก ก็พอได้ยินคนใช้มาบอกว่า ท่านขุนนางผู้ใหญ่ให้มาเชิญผู้ชำระออกไปหา ผู้พิพากษาจึงเรียกผู้คุมมาให้เอา ตัวผู้ร้ายทั้งสี่คน ไปจำรักษาไว้ในห้องมืดก่อนเราจะออกไปรับท่านผู้ใหญ่ แล้วจะ เอามาชำระชักฟอกอีกสักครั้งหนึ่ง ผู้คุมก็นำเอาตัวพระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่าย ชัวเจ็งทั้งสี่คนไปขังในห้องมืดแล้ว เวลานั้นโป๊ยก่ายชัวเจ๋งก็เก็บข้าวของ ๆ ตัวไป ในห้องด้วยทั้งสิ้น พระถังซัมจังจึงร้องถามเห้งเจียว่า การเป็นเช่นนี้แล้วเราจะคิด อ่านประการใดจึงจะหลุดพ้นไปได้เล่าเห้งเจียแกล้งพูดว่าอาจารย์เข้าอยู่ในนี้ก็ดีแล้ว เพราะว่าเงียบสงัดดีเราจะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ฝ่ายพวกเฝ้าประตูก็ถือไม้เรียวมาหวดซ้ายหวดขวาเมี่ยนพระถังซัมจั้งไม่ เลือกว่าเนื้อตัวหัวหู พระถังซัมจั่งจึงร้องเรียกเห้งเจียว่าจะแก้ไขอย่างไรดี เห้งเจีย ร้องบอกว่า เขาจะเร่งเอาเงินเท่านั้นเอง พระถังซัมจั่งว่าเราจะไปเอาที่ไหนมาให้ เขาเล่า เห้งเจียบอกว่า ไม่มีเงินก็เอาจีวรให้เขาก็ใช้ได้ พระถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจีย พูดดังนั้น เปรียบดุจเอามีดมากรีดหัวใจ พวกผู้คุมมันก็เมี่ยนมิได้หยุด เหลือที่ จะอดทนความเจ็บปวดได้ จึงร้องบอกเห้งเจียว่า ตามแต่เห้งเจียจะเห็นควรเถิด ด้วยอาตมภาพเหลือที่จะทนแล้ว เห้งเจียจึงร้องบอกว่าท่านทั้งหลาย จงหยุด ก่อนอย่าเพ่อเมี่ยนตี พวกข้าพเจ้าจีวรเป็นผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ในห่อราคาพันตำลึง ทองขอพวกท่านจงแก้เอาไปเถิดแทนค่าทุเลา พวกผู้คุมได้ฟังดังนั้น ก็เอาห่อผ้า มาแก้ออกดูเห็นจีวรสองตัวเก่า ๆ ไม่มีราคา แต่จีวรอีกตัวหนึ่งมีผ้าน้ำมันห่ออยู่ สองสามชั้น มีรัศมีสว่างออกมาแวววาบ ก็รู้ว่าเป็นของดีจึงแก้ห่อออกดู ก็เห็น ดอกและลายที่ห่อปักเป็นรูปหงษ์ร่อนมังกรรำ และประดับซับซ้อนงดงามจะหาที่ เปรียบมิได้ พวกผู้คุมก็แย่งชิงกันดูเสียงอีกทึก จนรู้ถึงหูผ้คุมใหญ่ ก็วิ่งมาถาม ว่าพวกเหล่านี้ทำอะไรกัน พวกผู้คุมเหล่านั้นคุกเข่าล่งบอกว่า ท่านผู้พิพากษาพึ่ง ส่งพระสงฆ์กับศิษย์มาสามคน สังให้พวกข้าพเจ้าคุมรักษาไว้ในนี้เพราะเป็นพวก โจรผู้ร้าย เธอเห็นพวกข้าพเจ้าเฆี่ยนสองสามที ก็เอาของสิ่งนี้ให้แก่พวกข้าพเจ้า หากพวกข้าพเจ้าจะฉีกแบ่งกันก็เสียดายท่านมาก็ดีแล้ว โปรดช่วยแบ่งให้แก่พวก ข้าพเจ้าพอสมควรเถิด นายผู้คุมใหญ่จึงพิจารณาดูเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ผืนหนึ่ง จึงเปิดห่อออกดูก็เห็นมีหนังสือเดินทาง และมีตราทุก ๆ เมืองประทับไว้เป็นสำคัญ จึงพูดว่า นี่หากเรามาดูก่อนมิฉะนั้นก็จะเกิดเหตุ ด้วยพระสงฆ์พวกนี้มิใช่โจรผู้ร้าย อย่าได้ไปทำวุ่นวายแก่ข้าวของของท่าน จงเก็บห่อไว้เสียอย่างเดิมพรุ่งนี้ท่านผู้ชำระๆ อีกจึงจะได้ความแจ่มแจ้ง พวกคนเหล่านั้น ได้ฟังผู้คุมใหญ่ว่าดังนั้น ก็เชื่อฟังจึง เก็บผ้ากาสาวพัสตร์และสิ่งของเหล่านั้นไว้เสียอย่างเดิม เวลาพลบค่ำพวกกอง ตระเวนก็เที่ยวตรวจตราจนสามยาม เห้งเจียเห็นคนเหล่านั้นหลับนอนหมดแล้วก็ตรึก ตรองว่า อาจารย์ของเราวันนี้เคราะห์ร้ายต้องจองจำทรมานทุกข์คืนหนึ่ง เพราะ ฉะนั้นตัวเราจึงไม่พูดออกมาได้ เวลานี้ก็เข้ายามสามเป็นเวลาที่อาจารย์จะสิ้น เคราะห์แล้ว เราจำจะต้องไปตรวจดูให้รู้เหตุ เวลาเช้าจะได้แก้ไขให้อาจารย์เรา ออกได้ คิดดังนั้นแล้วก็แปลงตัวเป็นแมลงหวี่บินลอดมาตามรูกระเบื้อง แลไปก็ เห็นแสงดาวเดือนสว่างไปทั้งท้องฟ้า จำทางได้บินตรงไปยังบ้านเศรษฐีเข่าญวน หลาย มาถึงบ้านหนึ่งอยู่ใกล้แก่บ้านเศรษฐี บินลงจับที่ประตูบ้านเห็นแสงไฟสว่าง อันที่จริงเป็นบ้านที่เขาทำเต้าหู้ แลเห็นตาเฒ่ากำลังใส่ไฟ ยายเฒ่ากำลังคลุกถั่ว จะทำเต้าหู้ ตาเฒ่าจึงร้องเรียกยายเฒ่าพูดว่าท่านเศรษฐีเข่าญวนหลายมีบุตรมี ทรัพย์แต่อายุน้อย เรากับเศรษฐีเวลายังเยาว์อยู่ด้วยกันเคยไปเรียนหนังสือด้วย กันเราแก่กว่าเขาห้าปี บิดาเราเรียกเข่าเม้งมีนาสิบเก้าไร่ให้เขาเช่าเก็บเงินก็ไม่ค่อย จะได้ เข่าญ่วนหลายอายุได้ยี่สิบปีบิดาเธอก็ถึงแก่กรรม เธอรักษาความสุจริตก็ เป็นกุศลชะตาขึ้นไปขอเมียซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านเตียวอ้อง เรียกนามว่าชวนจำ เข่าญ่วนหลายตั้งแต่ไปอยู่บ้านภรรยา ไร่นาก็ทำได้ผลให้เขาเช่าก็เก็บได้ ตั้งแต่ นั้นมาก็มั่งมีเงินทองมาก หลายสิบหมื่นตำลึง อายุเธอได้สี่สิบเศษก็กลับใจเข้า ในทางกุศล ตั้งอธิษฐานถวายข้าวแจสงฆ์หมื่นรูป เวลากลางคืนบังเอิญมีโจรเข้า ปล้น พวกโจรเตะตาย คิดดูก็น่าสงสาร ปีนี้อายุเธอพึ่งได้หกสิบสองปี ควรจะ ได้รับซึ่งความสุขก็หารู้ไม่ว่าการกุศลกลับให้โทษร้ายดังนี้น่าสังเวชนัก เห้งเจียเงี่ย หูฟังได้ยินทุกประการแล้ว เวลานันก็จวนจะรุ่ง เห้งเจียก็บินเข้าไปในบ้านเข่าญ่วน หลาย แลไปก็เห็นห้องกลางตั้งศพเข่าญ่วนหลายมีเครื่องประดับและดอกไม้สีต่างๆ ตั้งธูปเทียนบูชา ยายเฒ่าภรรยาก็ร้องไห้อยู่ข้างโลง บุตรชายทั้งสองก็มานั่งร้องไห้ คร่ำครวญ ลูกสะใภ้ก็ยกข้าวมาเช่น เห้งเจียจับอยู่หัวโลง ก็ทำกระแอมไอขึ้นที หนึ่งลูกสะใภ้ทั้งสองคนก็ตกใจ วิ่งล้มไม่เป็นสมประดี บุตรชายทั้งสองก็ตกใจกลัว ก้มหน้าฟุ่บลงกับพื้นไม่กล้ากระดุกกระดิก ร้องว่าบิดาทำไมหลอกข้าพเจ้าเล่าแต่ ยายเฒ่าใจกล้าเอามือตบเข้าที่หัวโลงทีหนึ่ง ร้องถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายจะ กลับเป็นมาแล้วหรือ เห้งเจียทำเป็นพูดแทนว่าเรายังไม่เป็นดอก บุตรชายก็ตัว สั่นไม่เป็นสมประดี ยายเฒ่าสะกดใจถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายไม่กลับเป็นทำไม จึงพูดได้เล่า เห้งเจียพูดว่าพระยามัจจุราชให้ยมบาลพาตัวเรามาบ้านจะบอกให้รู้ เหตุการณ์ว่า นางชวนจำปากเราะร้ายทำฆ่าคนไม่มีโทษ ยายเฒ่าได้ฟังเรียกชื่อ เดิมก็ตกใจกลัวคุกเข่าลงกับพื้นทำเคารพถามว่าท่านตาอายุข้าพเจ้าก็มากแล้ว ทำไม จึงมาเรียกชื่อเดิมเราเล่าและว่าอะไรที่ไหนทำฆ่าคนไม่มีโทษ เห้งเจียพูดว่าทำไม จึงว่าพระถังซัมจังถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องฆ่าคนซัวเจ๋งปล้นเอาข้าวของเงินทองไป เห้งเจียเตะเศรษฐีตายเจ้าเอาที่ไหนมากล่าวดังนี้ เหตุที่กล่าวเท็จทำให้คนดีต้อง รับโทษทรมานทุกข์ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามเดินไปตามทาง พบโจรผู้ร้าย เอาข้าวของเงินทองของเราไป ศิษย์ของพระถังซัมจั้งจึงแย่งเอาทรัพย์ของเราคืนมาได้ ปรารถนาจะเอากลับมาคืนให้แก่เรา เพื่อจะตอบแทนคุณเรา ทำไมพวกเจ้าจึงคิด ใส่ความทำเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษเธอยังโรงศาล ผู้ชำระก็หาได้ไตร่ตรองให้ ถี่ถ้วนไม่จับเธอไปคุมขังกระทำเธอให้ได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงได้ร้อน ถึงเจ้าเจตคุกและพระภูมิเจ้าที่พากันนั่งไม่เป็นสุขจึงร้อนถึงพระยามัจจุราช พระยามัจจุราชจึงให้ยมบาลคุมเรามาบอกพวกเจ้าให้รู้สึก รุ่งพรุ่งนี้จงไปปล่อยเธอ ทั้งสี่คนออกถ้าไม่ทำดังนั้นเราจะอยู่รบกวนเจ้า เอาทั้งบ้านไม่ว่าผู้ใหญ่เด็กหมูหมา เป็ดไก่ให้วินาศทั้งสิ้น มิให้เหลือหลอเข่าเหลียงเข่าตั้งทั้งสองได้ฟังดังนั้น ก็เอาศีรษะโขกลงกับพื้น ร้องไห้อ้อนวอนว่า ขอบิดาได้กลับไปเถิดอย่าทำอันตรายแก่พวกข้าพเจ้าเลย รุ่งพรุ่งนี้ลูกจะไปยัง ศาลขอถอนฟ้อง และท่านทั้งสี่นั้นจะทำความเคารพมิให้ได้ความเดือดร้อนต่อไป เห้งเจียจึงว่าถ้ากระนั้นจงเผากระดาษเงินกระดาษทองเราจะกลับไป พวกในบ้าน ไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่พากันออกมาเผากระดาษ เห้งเจียก็บินกลับไปยังบ้านตุลาการ เห็นผู้พิพากษาตื่นแล้วเดินออกมาล้างหน้า เห้งเจียบินเข้าไปจับห้องในเห็นมีโคม ไฟตามอยู่ แลไปที่ฝาเห็นมีฉากแขวนอยู่ เขียนเป็นรูปขุนนางขี่ม้ามีคนตามหลัง สองคน คนหนึ่งถือร่มกาง คนหนึ่งแบกเก้าอี้ ข้างหน้าฉากตั้งที่บูชา เห้งเจียพิศ ดูก็หารู้ว่าเป็นรูปผู้ใดไม่ บังเอิญผู้พิพากษาเดินกลับเข้ามาเช็ดหน้า เห้งเจีย กระแอมขึ้นคำหนึ่ง ผู้พิพากษาก็ตกใจหวั่นหวาด รีบเดินเข้าในห้องสวมเสื้อยาว แล้วก็เดินออกมาที่หน้าโต๊ะบูชาจุดรูปเทียนบ่นว่าท่านลุงเกี่ยงกงเจียน ข้าพเจ้าผู้ หลานเกียงคุมซัมเหตุกุศลเข้าสอบไล่ได้ที่กุยกะนักเรียนที่สาม บัดนี้ได้เป็นขุนนาง ตำแหน่งผู้พิพากษา ข้าพเจ้าก็กระทำความเคารพจุดธูปเทียนบูชาอยู่ทุกเวลา วันนี้ทำไมจึงมีเสียงดังขึ้น ขอท่านลุงอย่าได้เป็นผีปิศาจเลยคนทั้งหลายจะตกใจกลัว เห้งเจียนึกหัวเราะอยู่ในใจก็รู้ว่ารูปในฉากนั้นเป็นรูปลุงของผู้พิพากษา จึงร้อง เรียกว่าเกียงคุนซัม ตัวได้เป็นขุนนางตำแหน่งผู้พิพากษาก็โดยได้พึ่งกุศลของปู่ย่า ตายาย เป็นขุนนางที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ทำไมวันวานนี้จึงไม่รู้ จับเอาท่านทั้งสี่นั้น ลงโทษว่าเป็นโจร ทำไมจึงมิได้ไตร่ตรองเค้ามูลเหตุเดิมมาอย่างไรเพราะเหตุเอา เธอไปขังไว้จึงร้อนถึงเจ้าเจตคุกและพระภูมิเจ้าที่อยู่ไม่สุข ร้อนถึงพระยามัจจุราช พระยามัจจุราชให้ยมบาลคุมตัวเรามาบอกแก่หลานให้ทราบจงไตร่ตรองข้อความ ให้ละเอียดจงรีบปล่อยเธอทั้งสีนันออก ถ้ามิฉะนั้นจะเอาตัวหลานไปยังนรกชำระ ผู้พิพากษาได้ฟังก็สะดุ้งจึงยกมือขึ้นเคารพพูดว่า ขอท่านลุงจงกลับไปเถิด หลาน จะออกที่ชำระปล่อยท่านทั้งสี่นั้นให้ออกพ้นจากขัง เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นจงเผา กระดาษเราจะบอกแก่พระยามัจจุราชให้รู้เหตุ ผู้พีพากษาก็เผากระดาษส่งไป เห้งเจียจึงบินออกจากบ้านผู้พิพากษา เวลานันแสงอาทิตย์สองสว่างก็บินเลยไป บ้านตี้เลงกุ้ย แลเห็นพวกกรรมการทั้งหลายกำลังประชุมกัน ณ ศาลากลาง เห้งเจีย คิดว่าถ้าจะพูดขึ้นด้วยแปลงอย่างนี้จะเป็นการไม่ดี คิดแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ แปลงเป็นรูปใหญ่ เอาเท้าห้อยลงมากลางศาลา ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า พวกกรมการทั้งหลายจงคอยฟังเราคือพระอินทร์ให้เราลงมา ตัวเราคือเทพารักษ์ ลาดตระเวนว่าในเมืองนี้จำขังคนไม่มีโทษผิดกับลูกพระตถาคตเมี่ยนตีกระทำให้ หวาดไหวไปทั้งสามภพ เทพบุตรทั้งหลายพลอยร้อนไม่เป็นสุขสั่งให้เรามาบอกแก่ พวกท่านว่า รุ่งเช้าจงรีบปล่อยท่านทั้งสี่นั้นออกแม้ว่าชักช้าไปสั่งให้เราเอาเท้า กระทีบศาลให้แหลกทลายไปทั้งสิ้น และให้เหยียบกรมการเสียให้ตายทั้งเมืองไม่ เลือกว่าใหญ่น้อย ทั้งไพร่บ้านพลเมืองไม่ให้เอาไว้ ทั้งป้อมและกำแพงก็ให้เหยียบ ทำลายเสียให้สิ้นฝ่ายพวกกรมการทั้งหลาย เมื่อได้ฟังและได้เห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจกลัวทุก ๆ คนก็พร้อมกันลงคุกเข่าพนมมือคำนับแล้วพูดว่า ขอเชิญท่านกลับไปเถิด จงงดโทษ ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย พวกข้าพเจ้าจะได้พร้อมกันไปหาผู้รักษาเมือง และผู้พิพากษา ให้รีบปล่อยมิให้ช้าได้ เห้งเจียเห็นพวกกรมการอ่อนน้อมดังนั้นแล้ว ก็แปลงกลับ เป็นแมลงหวี่ตามเดิม บินกลับเข้าไปในห้องขังคอยฟังว่าพวกเจ้าเมืองกรมการจะ ทำประการใดฝ่ายผู้พิพากษาเวลารุ่งเช้าออกนั่งศาลจะใคร่ ให้ป้ายสัญญาเปิดพระถังซัมจั่ง กับศิษย์ทั้งสามออกจะได้พิจารณาให้ได้ความเท็จและจริง ก็พอบุตรชายเศรษฐี ทั้งสองเข้ามาร้องถอนฟ้อง ผู้พิพากษาได้ฟังก็โกรธพูดว่า เมื่อวานนี้เจ้าเอาเรื่อง ราวมาฟ้องร้อง เราก็ให้คนตามจับพวกผู้ร้ายมาให้แล้ว และทรัพย์ของกลางก็ได้ แล้ว เหตุใดจึงจะมาถอนฟ้องดังนี้เล่า เข่าเหลียงเข่าตังบุตรเศรษฐีทั้งสองคน ร้องไห้แล้วเล่าเนื้อความที่บิดาเป็นปิศาจมาเล่าบอกให้ฟังทุกประการแล้วจึงร้องขอ ว่าท่านได้โปรดด้วยเถิด ผู้พิพากษาได้ฟังดังนันจึงคิดว่าบิดาของเขาพึงตายใหม่ จะเบนบศาจมาบอกเล่าก็ควรอยู่ ลุงของเราตายไปหกเจ็ดปีแล้ว ทำไมเมื่อคืนบี จึงมาบอกให้เราพิจารณาให้ละเอียดดูก็เป็นน่าพิศวงมากอยู่ หากจะพิเคราะห์ดู พวกสงฆ์เหล่านี้ถ้าเป็นโจรผู้ร้ายก็คงจะหลบหนีไป เหตุใดจะกลับมาดังนี้หากจะ จับผิดตัวไปเป็นแน่ กำลังตรึกตรองอยู่ดังนั้นก็พอเห็นพวกกรรมการและขุนนาง ใหญ่น้อยทั้งหลายเดินตรงเข้ามาคำนับแล้วพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้พิพากษาที่จับพวก พระสงฆ์ทั้งสี่ไว้นั้นเห็นจะไม่ดีเสียแล้ว เมื่อเวลาเช้านี้เง็กเชียงฮ่องเต้ใช้ให้เทพารักษ์ ลงมาสั่งว่าให้ปล่อยพระสงฆ์ที่จำขังไว้นั้นโดยเร็ว พระสงฆ์เหล่านั้นมิใช่โจรผู้ร้าย คือเป็นพระสุจริตไปอาราธนาพระธรรม หากว่าทิงไว้ให้เนินช้าจะทลายบ้านเมือง และเหยียบยำผู้คนซายหญิงให้ตายเสียทั้งเมือง ผู้พิพากษาได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึง ไปเป็นนาน ครั้นได้สติจึงสั่งผู้คุมให้รีบไปถอดพระถังซัมจั้งกับศิษย์มาโดยเร็ว พวก ผู้คุมก็ไปถอดตามสั่ง โป๊ยก่ายเป็นทุกข์บ่นว่าวันนี้จะชำระประการใดก็ยังไม่รู้ จะ เฆียนหรืออย่างไรอีกเป็นแน่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เราจะรับประกันให้ว่าแต่ สักที่เดียวก็จะไม่ต้องถูกตี เราได้จัดแจงไว้เรียบร้อยดีแล้ว หากว่าขึ้นไปบนศาล อย่าทำคำนับ พวกเหล่านั้นคงต้องลงมาเชิญเราขึ้นไปนั่งที่อันสมควร เราจะแผลง ฤทธิ์ให้พวกเหล่านั้นกลัวเราไปทั้งสิ้น พูดยังไม่ทันจะขาดคำ พวกขุนนางกรมการ ก็ลงมาคำนับเชิญทุก ๆ คน พูดว่าเมื่อเวลาวานนี้ท่านพระอริยสงฆ์มามีของกลาง มาด้วย ก็ยังหาได้พิจารณาไม่ พระถังซัมจังพนมมือเล่าความตามที่ได้มาพบ พวกโจรให้กรมการฟังทุกประการ ขุนนางทั้งหลายพร้อมกันพนมมือพูดว่า พวก ข้าพเจ้าทั้งหลายผิดแล้วย่อมมีโทษทุกคน เห้งเจียเดินเข้ามาใกล้พูดตวาดด้วย เสียงอันดังว่า ม้ากับข้าวของ ๆ เราจงรีบส่งมาโดยเร็ววันนี้เราจะชำระพวกเจ้าที่ เอาโทษร้ายมาใส่เราคนดีๆ ว่าเป็นโจรผู้ร้ายพวกเจ้าจะมีโทษประการใด พวกขุนนาง กรมการทั้งหลายเห็นเห้งเจียทำกิริยาดุร้ายดังนั้นก็พากันตกใจกลัวทุก ๆ คน จึง รีบเอาข้าวของและม้ามาคืนให้ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามต่างคนก็กระทำ กิริยาดุร้ายพวกขุนนางกรมการแก้ตัวว่าพวกเศรษฐีมายื่นฟ้องกล่าวโทษจึงได้ทำ พระถังซัมจั้งพูดห้ามสานุศิษย์ว่าถ้าดังนี้จะไม่แจ่มแจ้ง พวกเราพากันไปที่บ้าน เศรษฐีซักไช้ไล่เลียงดูว่า ผู้ใดเห็นว่าพวกเราเป็นโจรผู้ร้าย เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ ว่าดังนั้นถูกแล้ว ข้าพเจ้าจะทำให้เศรษฐีฟื้นขึ้นแล้วจะได้ถามเธอดูว่าผู้ใดตีเธอตาย ซัวเจงก็อุ้มพระอาจารย์ขึ้นบ่าพากันไปบ้านเศรษฐี ฝ่ายขุนนางกรมการก็พร้อมกัน ตามพระถังซัมจั้งมายังบ้านเศรษฐีฝ่ายลูกเศรษฐีทั้งสองคนแลเห็นก็ลนลานพากันออกมารับยังประตูบ้านคนใน บ้านเศรษฐีไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไว้ทุกข์ทุก ๆ คน เห้งเจียตรงเข้าไปถามว่า ผู้ใด เป็นต้นคิดเอาความร้ายใส่ให้พวกเราทั้งนี้ เห้งเจียห้ามคนในบ้านเศรษฐีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ว่าเจ้าอย่าร้องไห้ จงคอยเราจะเข้าไปพาตัวท่านเศรษฐีมาถามดูว่าผู้ใด ฆ่าเธอให้ถึงแก่ความตายจะได้ทำให้มันอายเล่น พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียพูดดัง นั้นก็เข้าใจว่าพูดเล่น เห้งเจียจึงพูดว่าเชิญท่านทั้งหลายนั่งพูดเล่นเป็นเพื่อนอาจารย์ สักประเดี๋ยว โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจงอยู่รักษอาจารย์ให้จงดี เราจะไปสักประเดี๋ยวจะ กลับมา เห้งเจียสั่งเสร็จแล้วก็เดินออกนอกประตูบ้านเหาะขึ้นบนอากาศ คนทั้ง หลายเห็นดังนั้นก็พากันจุดธูปเทียนนมัสการบูชา พากันเข้าใจว่าท่านพวกนี้เป็นผู้ วิเศษฝ่ายเห้งเจียเหาะตรงลงไปยังเมืองนรก ครั้นถึงประตูเมืองก็ตรงเข้าไปยังตำ หนักเซียมหลอเต้ยที่อยู่แห่งพระยาเงียมฟ้ออ๋อง พระยาเงียมพ้ออ๋องแลเห็นตกใจ ลุกลงจากที่นั่งมาต้อนรับ ถามว่าท่านไต้เซียลงมาถึงนี่มีธุระอันใดหรือ เห้งเจีย ตอบว่าท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายที่อยู่เมืองทงท่ายสู้ตำบลบ้านตี้เลงกุ้ยนั้นตายลง มาเดี๋ยวนี้วิญญาณไปอยู่ที่ไหนขอให้พามาหาข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด พระยาเงียม พ้ออ๋องตอบว่า ท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายนันเป็นคนใจบุญไม่มีผู้ไดจับเธอมา เธอ มาโดยลำพังถึงนี่พบกับกิมอีท่งจื๊อนำไปหาพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋องแล้ว เห้งเจียได้ ฟังดังนั้นก็ลาเงียมพ้ออ๋องตรงไปยังตำหนักจุ๊ยหุนเกง ครั้นถึงตรงเข้าไปกระทำ นมัสการพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋อง แล้วจึงเล่าเรื่องเศรษฐีเข่าญ่วนหลายให้พระโพธิ สัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เศรษฐเข่าญ่วนหลาย นี้อายุในมนุษยโลกก็ถึงเวลาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาจะถึงแก่มรณกรรมก็มิได้ เจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่ออาตมะเห็นเธอเป็นคนใจบุญใจกุศลจึงให้เธอเป็น พนักงานบัญชีกุศล หากท่านไต้เซียจะมาเอาเธอกลับไปยังมนุษยโลกอาตมาจะ เพิ่มอายุให้อีกรอบหนึ่ง ให้เธอตามไต้เซียกลับไป พระโพธิสัตว์จึงให้กิมอี้ท่งจื้อนำ เศรษฐีเข่าญ่วนหลายออกมาพบแก่เห้งเจีย เศรษฐีเห็นเห้งเจียก็ร้องว่าท่านอาจารย์ ช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด เห้งเจียว่าท่านถูกโจรเตะตายลงมาที่แห่งนี้คือเมืองนรก บัดนี้พระโพธิสัตว์ปล่อยให้ท่านไปยังมนุษยโลกเพิ่มอายุให้ท่านอีกรอบหนึ่งถึง ๑๒ ปีแล้วจึงกลับลงมา ฝ่ายเศรษฐีเข่าญ่วนหลายได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณนมัสการลา พระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็ลาพระโพธิสัตว์ นำเอาวิญญาณจิตเศรษฐี ร่ายคาถาวิเศษ เป๋าแปรลมยัดใส่ในมือเสื้อแล้ว ก็เหาะกลับยังมนุษยโลกครั้นถึงก็ลดลงยังพื้นเดิน เข้าบ้านเศรษฐเรียกโป๊ยก่ายให้แก้ปลอกมัดโลงแล้วเห้งเจียจึงเอาวิญญาณปล่อยเข้า ในรูปกายของเศรษฐี บัดเดี้ยวลมและโลหิตก็เดินทั่วกาย รู้สึกผุดลุกขึ้นออกมา จากโลง เดินมาทำคำนับพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม แล้วพูดว่าท่านอาจารย์ ตัวข้าพเจ้าตายลงไปยังเมืองนรก ได้พึ่งสานุศิษย์ใหญ่ของท่านช่วยให้กลับเป็นขึ้น ดุจดังว่าเกิดใหม่พระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ และหันไปเห็นขุนนางเจ้าเมือง กรมการทั้งหลายนั่งอยู่พร้อมหน้า เศรษฐีเข่าญ่วนหลายจึงกระทำคำนับทุก ๆ คนแล้ว จึงถามว่าท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายทำไมจึงมาพร้อมกันอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าเล่า พวกเจ้าเมืองกรมการ จึงเล่าความให้เศรษฐีฟังตั้งแต้ต้นจนปลายทุกประการ เศรษฐี ได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่า ท่านเล่าเอี้ยได้ทราบที่ใสโทษเอาท่านทั้งสี่นั้นผิดไป เมื่อ คืนวันที่พวกโจรมาปล้นบ้านข้าพเจ้านั้น ประมาณสามสิบคนจุดคบไฟถืออาวุธโห่ ร้องอีกทึกเข้ามาปล้นเอาข้าวของ ๆ ข้าพเจ้า ๆ จึงออกมาดูและพูดจาตามธรรม เนียมก็หาทันจะู้สึกไม่ว่าพวกโจรเตะข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ไม่เกี่ยวข้องอะไร แก่ท่านทั้งสี่นี้เลย พูดแล้วเศรษฐีก็เรียกบุตรภรรยาออกมาพร้อมกัน แล้วบอกแก่ ผู้พิพกษาว่า ขอท่านได้โปรดปรับโทษตามการเถิด เวลานั้นคนในบ้านเศรษฐี ทุกคนออกมาทำความเคารพขอลุแก่โทษตัวทุก ๆ คนฝ่ายผู้พิพากษาเห็นดังนั้น ก็ยกโทษให้ทุก ๆ คนเศรษฐีจึงให้จัดเครื่องโต๊ะสาม โต๊ะเลี้ยงเป็นการขอบคุณ ต่างรับประทานอาหารแล้วก็พากันกลับไปบ้าน รุ่งขึ้น วันที่สองเศรษฐีจัดให้จัดหาเครื่องแจถวายพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสาม แล้วนิมนต์ ให้หยุดพักอยู่ก่อน พระถังซัมจั่งไม่ยอมอยู่ เศรษฐีจึงให้เป่าร้องวงศ์ญาติและ ชาวบ้านให้จัดแจงธงเทียวแห่ส่งอีกเหมือนเช่นครั้งก่อนฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ออกจากบ้านเข่าญ่วนหลายเศรษฐี ก็ ตั้งหน้าหมายตรงไปยังทิศปราจีนเดินพลางพิศดูว่าเมืองพระพุทธเจ้ามีต้นไม้ดอก ดวงพวงผลระดาดาษหอมระรื่นร่มไปตามแถวถนนทุกแห่งทุกตำบลบ้านล้วนถือ ศีลกินแจ ตั้งหน้าทำบุญกุศลทุก ๆ คนอาจารย์กับศิษย์กลางวันก็เดินกลางคืนก็ เข้าหยุดพักอาศัย เดินมาได้สักเจ็ดวัน แลไปข้างหน้าก็เห็นมีปราสาทราชมณเทียร สลับซับซ้อนเป็นระดับดูสง่างาม พระถังซัมจังอยู่บนหลังม้า เอาแส้ชี้ถามเห้งเจีย ว่าข้างหน้านั้นเป็นสถานที่อันใด เห้งเจียตอบว่าที่สมมติรูปพระพุทธเจ้า พระอาจารย์ ลงนมัสการวันนี้มาถึงเขตพระพุทธเจ้าจริงแล้ว ทำไมจึงไม่ลงนมัสการเล่า พระ ถังซัมจั้งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ลงจากหลังม้าเดินมาถึงประตูนอกที่มีประสาท ราชมณเฑียรนั้น แลไปที่ประตูเห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ร้องถามไปว่าท่านเป็น ผู้ที่มาจากเมืองต้ถังเพื่อจะอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมหรือมิใช่ พระถังซัมจังแล ไปเห็นผู้นั้นรูปร่างคมสันนุ่งห่มเป็นเพศผู้ประพฤติพรต ฝ่ายเห้งเจียแลเห็นก็จำได้ จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านผู้นี้คือเป็นเทพบุตรกิมเต้งไต้เซียนรักษาเชิงเขาเล่งซั่ว ท่านมาคอยเพื่อจะรับพวกเรา พระถังซัมจั้งได้ฟังดังนั้นก็รีบเดินเข้ามาใกล้กระทำ คำนับทักถามท่านกิมเต็งไต้เซียนหัวเราะแล้วคำนับตอบพูดว่าท่านอาจารย์เพิ่งมาถึง ปีนี้เอง พระโพธิสัตว์บอกให้มาคอยเป็นหลายปี เมื่อสิบปีก่อนพระโพธิสัตว์รับคำ สั่งของพระพุทธเจ้าไปยังประเทศจีน เพื่อจะหาคนมาอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ท่านบอกว่ากำหนดสองสามปีท่านจะมาถึงแห่งสำนักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ตั้งใจคอย ทุกๆ ปีก็ไม่ได้ข่าวคราว มาจนบัดนี้จึงได้พบแก่ท่าน พระถังซัมจั้งปราศรัยว่าขอบใจ ท่านไต้เซียนต้องมาคอยมีความลำบากมากพระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ ครั้น พูดจาทักถามกันแล้วก็พากันเข้าในสำนัก ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันยก หาบจูงม้าเข้ามาข้างในสำนักแล้ว จึงพากันมาปราศรัยคำนับทักถามไต้เซียนแล้ว นั่งที่ตามสมควรฝ่ายกิมเต๊งไต้เซียน ให้ศิษย์ยกน้ำร้อนน้ำชาและเครื่องแจมาเลี้ยง สั่งให้ต้ม น้ำหอมให้พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์อาบล้างชำระผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มแล้วจึง จะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธเจ้าฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม ครั้นฉันแล้วก็พากันเข้าที่สรงน้ำชำระล้าง เสร็จแล้วก็ผลัดเปลี่ยนนุ่งห่มเครื่องใหม่ เวลาจวนค่ำก็พากันพักหลับนอนคืนหนึ่ง พอเวลารุ่งแจ้งพระถังซัมจังตื่นนอนแล้วล้างหน้าครองจีวรเรียบร้อยแล้ว จึงพาสานุ ศิษย์ทั้งสามออกมาสำนักนอกลากิมเต๊งไต้เซียนจะไป กิมเต็งไต้เซียนพูดสรรเสริญ พระถังซัมจั่งว่า เวลาวานนี้ดูโสมมเปื้อนเปรอะ วันนี้ดูสะอาดสำอางเรียบร้อยดี ภาคภูมิจึงควรเป็นบุตรพระตถาคต พระถังซัมจั้งคำนับลาจะออกเดิน กิมเต๊งไต้ เซียนว่าช้าก่อนข้าพเจ้าจะนำทางพาท่านไปส่ง เห้งเจียว่าไม่ต้องท่านไต้เซียนไปส่ง หนทางนี้ข้าพเจ้าเข้าใจจำได้ ไต้เซียนพูดว่าเห้งเจียเข้าใจแต่เหาะเหินไปท่านอาจารย์ เหาะไม่ได้จะต้องเดินตามพื้นไป เห้งเจียพูดว่าท่านไต้เซียนพูดเห็นจะจริงด้วย ข้าพเจ้าไปมาหลายครั้งก็จริง แต่เหาะเหินไปมามิได้เดินตามพื้นดิน หากมีทางเดิน ก็ดีแล้ว ขอเชิญท่านไต้เซียนได้อนุเคราะห์โปรดช่วยนำทางด้วย อาจารย์ข้าพเจ้า มีจิตศรัทธาจะใคร่รีบไปนมัสการพระพุทธเจ้า กิมเต็งไต้เซียนหัวเราะแล้วก็มาจับมือ พระถังซัมจั่งนำเดินขึ้นช่องประตูธรรมา (อันที่จริงทางมิได้ออกจากสำนัก คือออก ประตูหลังสำนักนั่นเอง เพื่อท่านกิมเต็งได้เซียนจะชี้ให้รู้ซึ่งเขาเล่งซัวเท่านั้น) ไต้เซียน บอกว่าพระอาจารย์จงพิเคราะห์ดูที่สูงถึงฟ้ามีรัศมีสว่างไสวเป็นชั้น ๆ ซับซ้อนเป็น ระดับถึงพันชั้นนั้น คือยอดเขาเล่งซัว เป็นที่สำนักของพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ และเป็นที่ประชุมแห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลาย พระถังซัมจั้งได้เห็นดังนั้นจิตคิดจะใคร่ ลงนมัสการ เห้งเจียบอกว่ายังไม่ถึงที่ไหว้แม้แลเห็นแล้วก็จริงแต่ยังไกลนัก แม้ไปถึง ยอดเขาแล้วจะทำนมัสการสักเท่าใดก็ตามเถิด กิมเต๊งไต้เซียนพูดแก่พระถังซัมจัง ว่าท่านท่านกับสานุศิษย์มาถึงที่ชัยภูมิอันนี้แลเห็นเขาเล่งซัวแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลา กลับ พระถังซัมจั้งคำนับแล้วก็ตั้งหน้าพากันเดินขึ้นเขาไป เห้งเจียนำหน้าค่อย ๆ เดินมาได้ประมาณสักร้อยเส้นเศษ ก็แลเห็นลำกระแสน้ำไหลเชี่ยวดุจน้ำที่เทออกจาก กระบอก ลำน้ำกว้างประมาณร้อยเส้น เงียบสงัดไม่มีวี่แววผู้คน พระถังซัมจั้งเห็น ดังนั้นก็ตกใจจึงถามเห้งเจียว่า ทางนี้ท่านไต้เซียนกิมเต็งชี้ผิดทางดอกกระมัง เห้ง เจียว่าไม่ผิด อาจารย์ไม่เห็นหรือข้างหน้ามีสะพานข้ามฟากไป พระถังซัมจั้งพูดว่า น้ำเชี่ยวกรากดังนี้สะพานอันเดียวจะข้ามอย่างไรได้เห้งเจียว่าจะต้องข้ามไปทาง สะพานนี้จึงจะได้ ถ้าจะไปทางอื่นก็จะไม่สำเร็จทางมรรคผล พระถังซัมจังพาสานุ ศิษย์เดินเข้าไปใกล้สะพานที่ข้างสะพานมีป้ายศิลาจารึกอักษรสามตัวว่า ลิ้งหุ้นโต้ แปลภาษาไทยว่าแซกเมฆข้าม พิจารณาดูสะพานแต่ไกลดุจสายรุ้ง เข้าใกล้ดูดังไม้ อันเดียวทั้งลื่นยากที่จะเดิน หากมิใช่ผู้ที่มีอภินิหารบารมีสร้างมามากแล้วก็อย่าพึง นึกเลย พระถังซัมจั้งพิเคราะห์ดูแล้ว ให้มีใจหวาดหวั่นจึงพูดว่าสะพานนี้มิใช่ทาง ของมนุษย์เดิน จำเราจะต้องพากันไปหาทางอื่นเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าทาง นี้จริงแท้ ๆ โป๊ยก่ายพูดว่าทางนี้จริงแล้วใครจะอาจข้ามไปได้ แม่น้ำก็กว้างน้ำก็ เชี่ยวละลอกก็ซัดนูนซับซ้อน สะพานอันเดียวและทั้งเล็กและลื่นด้วยทำอย่างไรจะ สยายเท้าได้เล่า เห้งเจียว่าน้องจงหยุดอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะข้ามไปก่อนแต่ผู้เดียว จะได้เห็นเป็นตัวอย่าง เห้งเจียออกท่าเผ่นขึ้นบนสะพานลอยหน้าลอยตาเดินข้าม ไป บัดเดี้ยวก็ถึงหัวสะพานฟากข้างโน้นแล้วร้องตะโกนเรียกว่าข้ามมาเถิด พระ ถังซัมจังสั่นศีรษะ โป๊ยก่ายว่ายากนักที่จะข้ามไปได้ เห้งเจียก็เดินข้ามกลับมา จับ มือโป๊ยก่ายดึงมาว่า น้องตามพี่ข้ามไปเถิด โป๊ยก่ายงอมือนอนกลิ้งลงกับพื้นร้อง ว่าสะพานลื่นนักข้ามไปไม่ได้ พี่จงผ่อนผันให้ข้าพเจ้าเหาะไปเถิด เห้งเจียจับมือ โป๊ยก่ายพูดว่า ทางสะพานนี้ไปแห่งใดเจ้าจึงจะเหาะข้ามไป เพราะจำเป็นจะต้อง ข้ามไปทางสะพานนี้จึงจะสำเร็จซึ่งมรรคผล โป๊ยก่ายพูดว่า มรรคผลจะไม่สำเร็จ ได้แล้วเพราะข้าพเจ้าข้ามไม่ได้จริง ๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายกำลังฉุดลากกันอยู่ที่ข้าง สะพาน เหลือบแลไปในกระแสน้ำก็เห็นมีชายผู้หนึ่งมือถือถ่อค้ำเรือเข้ามาร้องว่า ลงเรือจ้าง พระถังซัมจังดีใจพูดว่าสานุศิษย์อย่าวุ่นวายมีเรือจ้างมารับแล้ว คนทั้ง สามแลไปก็เห็นเรือเข้ามาใกล้ฝั่ง เห้งเจียเหลือบแลเล็งด้วยทิพยจักษุก็เห็นได้ว่า ผู้เจ้าของเรือนั้นคือท่านเตี๊ยบจึ้นโจ๊ซือเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ เห้งเจียรู้แน่ดังนั้นแล้ว ก็กวักมือร้องเรียกว่าค้ำเรือเข้ามาเถิด เรือก็เข้ามาถึงฝั่ง พระถังซัมจั้งแลลงไปใน เรือก็ตกใจ จึงพูดว่าเรือของท่านทำไมจึงไม่มีท้องเรือ เรืออย่างนี้จะบรรทุกคนโดย สารข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์เจ้าของเรือตอบว่า เรือของข้าพเจ้ามีชื่อตั้ง แต่เริ่มมีฟ้ามีดินจนบัดนี้อาศัยข้ามส่งมาดังนี้ถึงมีคลื่นมีลมเรือก็ไม่โคลง ไม่มีก่อน มีหลังสม่ำเสมอไม่เสพย้อมด้วยอายตนภายนอก อาจรวมหมื่นกัลป์แสนกัลป์โดย สะดวกสุขสำราญ เรือไม่มีท้องอาจข้ามมหาสมุทรส่งคนข้ามน้ำมาแต่โบราณจน ปัจจุบันบัดนี้เห้งเจียได้ฟังก็นมัสการพูดว่า ขอบพระบารมีคุณท่านหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งได้มารับส่งอาจารย์ข้าพเจ้า แล้วผินหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่านิมนต์เถิดเรือไม่มี ท้องก็จริงแต่ไม่เป็นไร หากจะมีคลื่นลมสักเท่าใด ๆ ก็ไม่ล่มจมลงไปได้ดอก พระ ถังซัมจั้งยังสงสัยไม่ใคร่จะวางใจ เห้งเจียเข้ามาใกล้แล้วผลักอาจารย์ลงไป พระ ถังซัมจั้งยั้งตัวไม่ได้ก็พลัดตกลงไปในน้ำ ท่านเจ้าของเรือจับฉุดขึ้นไว้ไม่ทันจะเปียก น้ำพระถังซัมจั้งนึกเคืองเห้งเจีย เห้งเจียพาโป๊ยก่ายซัวเจ็งยกหาบจูบม้าลงในเรือ ยืนบนกระทง ท่านโพธิสัตว์เจ้าของเรือก็ค่อยคำเรือออกจากฝั่ง ถึงกลางกระแสน้ำ ก็แลเห็นซากอาสภลอยตามกระแสน้ำลงมา พระถังซัมจั้งแลเห็นดังนั้นก็ตกใจครั่น คร้ามเห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็หัวเราะร้องบอกว่าอาจารย์อย่ากลัวอันซากอาสภนั้นเดิม คือท่านเองไม่ใช่หรือ โป๊ยก่ายร้องว่าคือท่าน ๆ ชัวเจ๋งตบมือร้องว่าคือท่านๆ ท่าน เจ้าของเรือพูดขึ้นว่านั่นแหละคือท่านสมควรจะรื่นเริงยินดีแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่าย ซัวเจ้งก็พร้อมกันโห้ร้องสรรเสริญขึ้น เรือก็ค่อยแล่นมาถึงตลิ่ง พระถังซัมจั้งขึ้น บนฝั่งแล้วตั้งแต่นี้ก็ปราศจากรูปขันธ์และตัณหาทั้งสิ้น ลุถึงมรรคผลจิตใจใสสะอาด เรียกว่ามหาปัญญา ได้ข้ามฝังสมุทรทุกข์เป็นที่สุดธรรม อาจารย์กับศิษย์ก็พากัน ขึ้นบก แลดูนาวาลำนั้นก็ไม่เห็นมิได้รู้ว่าไปทางไหน เห้งเจียจึงไขความจริงว่า ท่าน เจ้าของเรือนั้นคือพระโพธิสัตว์เจ้าท่านมารับพวกเรา พระถังซัมจั้งจึงได้สติมีความ ขอบคุณสานุศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียคำนับอาจารย์แล้วพูดว่า ต่างก็ไม่ต้องยกบุญ ยอคุณอะไรกัน เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งสามพึ่งพระบารมีได้ชักนำกันเข้ามาในทาง สัมมาทิฐิ รักษาศีลภาวนาเจริญกรรมฐานวิปัสสนาถึงแก่มรรคผล อาจารย์พึ่ง ข้าพเจ้าปกครองรักษาป้องกันอันตรายต่าง ๆ จึงได้สำเร็จประโยชน์ละกิเลสถึงความ บริสุทธิ์ได้ นิมนต์พระอาจารย์พิจารณา ๆ ดูข้างหน้านั้น มีต้นผลไม้ชูดอกออกช่อ หอมงามต่าง ๆ ทั้งฝู่งนกวิหคหงส์ชาติต่าง ๆ เป็นที่ชัยภูมิอันงาม จะเปรียบกับที่ภูตผี ปิศาจ มันเปลี่ยนแปลงทุกๆ แห่งมาจะเป็นอย่างไรกัน พระถังซัมจังพิศดูแล้วก็ออก ปากสรรเสริญว่าไม่รู้สิ้น ในกายตัวก็เบาจึงรีบก้าวเดินขึ้นเขาเล่งชัว แลขึ้นไปก็เห็น พระอารามลุ่ยอิมยี่สูงตระหง่านละลิ่ว ประดับประดาล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันวิเศษ สีต่าง ๆ ฉายรัศมีออกโชติช่วงชัชวาลดูดุจวิมานเมืองสวรรค์ เป็นที่สะอาดไม่มีธุลี ละอองมาปะปนให้เปื้อนหมอง อาจารย์กับศิษย์เวลานั้นต่างมีความสำราญรื่นเริง ปีติโสมนัส เดินพลางพิจารณาพลางก็ขึ้นถึงยอดเขาเล่งซัว แลไปที่ต้นไม้ใหญ่ ๆ ทุกแห่งมีอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาศีลกินแจนั่งกระทำความเพียรบำเพ็ญภาวนาทุกๆ คนไม่เกียจคร้าน พระถังซัมจังก็ลดกายลงกระทำคำนับทุก ๆ คน หมู่พระสงฆ์กับ พระภิกขุนีสามเณรอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพากันพนมมือพูดว่า ท่านอาจารย์อย่า เพ่อทำคำนับข้าพเจ้าก่อน นิมนต์ไปหาพระมุนีเจ้ากระทำเคารพแล้วจึงค่อยมา วิสาสะสนทนากับด้วยพวกข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า รีบเดิน ๆ เข้าไป เคารพพระผู้เป็นเจ้าเถิด พระถังซัมจั้งดีใจรีบเดินตามเห้งเจีย เห้งเจียตรงมาถึง ประตูวัดชั้นที่หนึ่ง ที่ประตูนี้มีท้าวกิมกังมหาราชเฝ้าประตูสององค์ออกมาต้อนรับ ถามว่า ท่านอาจารย์มาถึงแล้วหรือ พระถังซัมจั่งตอบว่าอาตมภาพตั้นเหี้ยนจึงมา ถึงแล้ว ตอบแล้วจะใคร่เลยเข้าไปในประตู ท้าวกิมกังมหาราชทั้งสององค์พูดว่า ท่านรอพักสักประเดี้ยวก่อน จะกราบทูลพระเป็นเจ้าให้ทรงทราบก่อนแล้วจึงเข้า ไปเฝ้า ท้าวกิมกังจึงเข้าไปบอกประตูชั้นที่สองทราบแล้วประตูชั้นที่สองมีกิมกังเฝ้า สี่องค์ จึงให้สององค์เข้าไปบอกชั้นสามทราบก่อนแล้ว ประตูชั้นที่สามมีมหาเถร องค์หนึ่งทราบเหตุแล้ว ก็รีบเข้าไปยังหอใหญ่ลดกายลงทำเคารพแล้วก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทราบ บัดนี้พระสงฆ์เมืองไต้ถังซึ่งจะมาอาราธนาพระธรรม นั้นมาถึงแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงตรัสสัง สาวกทั้งหลายให้ประชุมพร้อมกันฝ่ายหมู่สาวกทั้งหลายครั้นได้ทราบว่า พระองค์ตรัสสั่งดังนั้นแล้วทุก ๆ หมู่ก็ มาแวดล้อมพระพุทธองค์อยู่ทุกท่าน คือห้าร้อยพระอรหันต์ สามพันเจ้าเอี้ยดที้ เทพยดาดาวสิบแปดองค์ เจ้าแคว้นรักษาธรรมสิบแปดองค์ เรียงสองข้างเป็นลำดับ พร้อมแล้ว พระพุทธองค์จึงโปรดให้พระถังซัมจั้งเข้าไปเฝ้าฝ่ายพระถังซัมจั้ง ก็สำรวมกิริยาค่อยย่างก้าวโดยเรียบร้อยเดินเข้าไป เห้งเจีย โป๊ยก่ายซัวเจ๋งจูงม้าหาบของตามหลังพระถังซัมจั้งเข้าไปยังที่หอใหญ่ ครั้นถึงพระ ถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ก็ลดกายลงกระทำนมัสการประทักษิณสามรอบมาตรงพระ พักตร์ พระถังซัมจังก็คุกเข่าลงนำหนังสือเดินทางทูนศีรษะถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับมาทอดพระเนตรแล้ว ก็ส่งคืนให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจั้งรับแล้ว ก็กระทำเคารพกราบลงกับพื้นแล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทราบข้าพเจ้า คือตั้นเหี้ยนจึงรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เมืองไต้ถัง มาโดยทางไกล ถึงพระอารามอันวิเศษ ณ กาลบัดนี้ เพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมคัมภีร์อัน พิเศษ เพราะพระองค์มีพระทัยศรัทธาเพื่อจะทรงกระทำมหากุศล แผ่กุศลให้แก่ สัตว์ทั้งหลายเป็นการใหญ่ขอพระมหากรุณาธิคุณเจ้าโปรดเปิดเผยพระคุณธรรม อันยิ่งประทานพระคัมภีร์ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้ากลับไปเมือง เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระ ถังซัมจั้งว่า ดูกรท่านพระถังซัมจั้งประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่สัตว์มนุษย์ก็ มากหลาย แต่มากไปด้วยปาปะบุคคลที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและบริโภคกามคุณกลับ กลอกพลิกแพลงไม่เที่ยงตรง เต็มไปด้วยความประมาทไม่เชื่อฟังคำสอนในพระ พุทธศาสนาไม่เอื้อเฟื้อต่อกุศลผลทาน ปราศจากความเคารพนับถือผู้มีคุณเกรงกลัว อาชญาข้อบังคับ ปราศจากความกตัญญต่อญาติมิตรบิดามารดา มากไปด้วยความ ประมาททำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว เอาผิดเป็นชอบกอปรไปด้วยอกุศลโทษเหลือ ที่จะพรรณนาได้ เพราะฉะนั้นจะมีแต่ทางที่จะไปสู่อบายภูมิเสียโดยมาก ทนทุกข เวทนาแสนสาหัส แม้ว่าจะพ้นนรกมาได้ ก็จะมาปฏิสนธิในหมู่สัตว์เดียรัจฉาน และ เปรตวิสัยอสุรภายใช้เวรเกณฑ์กรรม เวียนว่ายตายเกิดอยู่อบายภูมิหามีที่สุดไม่ซึ่ง เป็นอยู่ดังนั้นก็เพราะอกุศลกรรมให้โทษ แม้ว่าในประเทศจีนมีศาสนาขังจื้อ ซักนำ สั่งสอนและมีกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดตามอาชญาของพระมหากษัตริย์ก็จริงอยู่ แต่ยังหาแจ่มแจ้งไม่ ยังเป็นที่มืดมัวอยู่ เหตุใดเล่าพระตถาคตมีพระคัมภีร์ธรรมอาจ นำความเศร้าหมองและปลดเปลื้องซึ่งทุกข์ภัยทั้งหลายได้ ด้วยพระไตรปิฎกทั้งสาม คือพระสูตรและพระปรมัตถ์พระวินัย พระไตรปิฎกธรรมสามสิบห้าผูก คิดออกเป็น เล่มห้าพันร้อยสี่สิบสี่เล่มแสดงข้อปฏิบัติทางสัมมาปฏิบัติทั้งสิ้น ในมนุษยโลกนี้มี พร้อมบริบูรณ์สรรพการ แต่ไม่ออกจากพระไตรปิฎกธรรมของพระตถาคต บัดนี้ พระถังซัมจั้งมาจากเมืองไกลจะให้ไปพร้อมทั้งสามคัมภีร์ แต่ประเทศจีนนั้นมนุษย์ ทั้งหลายมากไปด้วยโมหะความโง่เขลาดื้อดึง ก็จะทำลายคำสอนอันเป็นทางสัมมา ทิฐิ ไม่สามารถจะรู้ธรรมอันพิเศษได้ ธรรมของพระตถาคตก็จะเสื่อมสูญไป ตรัส ดังนั้นแล้วจึงทรงเรียกพระมหากัสสปกับพระอานนท์ทั้งสอง สั่งให้นำพระถังซัมจั้ง กับสานุศิษย์ทั้งสามไปเลี้ยงดูด้วยเครื่องแจทิพย์ แล้วก็พาไปยังหอไตรเปิดประตูตู้ คุ้นเอาพระไตรปิฎกออกมาตรวจดูให้แก่พระถังซัมจั้ง ไปยังประเทศจีนสั่งสอนคน ทั้งหลายให้แพร่หลายเป็นคุณประโยชน์อันใหญ่ยิ่งฝ่ายพระเถระเจ้าทั้งสอง ได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดังนั้นก็นำพระถัง ซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งไปยังหอมณีรัตน์ พระถังซัมจั้งกับศิษย์ก็พากันชมห้อง หออันประดับประดาไปด้วยแก้วเก้าเนาวรัตน์อันมีรัศมีสีสรรต่าง ๆ อันจะหาใน มนุษยโลกมิได้ฝ่ายหมู่เทพยดาเทพารักษ์พนักงาน ก็จัดแจงเครื่องแจพร้อมทั้งคาวหวานล้วน แล้วไปด้วยทิพยโอชาทั้งสิ้นอันจะหาเปรียบในมนุษย์โลกนี้มิได้ ครั้นจัดเสร็จแล้วจึง เชิญพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์เข้านั่งพร้อมกันตามลำดับฝ่ายอาจารย์กับศิษย์เข้าที่พร้อมกันแล้ว ก็นมัสการพระบารมีคุณของสมเด็จ พระพุทธองค์แล้ว ก็กระทำภัตตากิจกินอาหารตามสบายมีความเบิกบานกมลจิต ทั้งศิษย์และอาจารย์ ฉันเครื่องทิพยาหารอิ่มหนำสำเร็จสิ้นเวลาแล้ว พระมหากัสสป เถระเจ้ากับพระอานนท์จึงนำพาเข้าไปยังหอพระไตรปิฎกธรรม เห็นเป็นรัศมีสีแสง โชติช่วงสว่างตาหาที่เปรียบมิได้พิจารณาดูตู้ที่ใส่พระไตรปิฎกธรรมก็ประดับประดา ไปด้วยเพชรนิลจินดาต่าง ๆ สีตามตู้มีมาตราจารึกชื่อพระคัมภีร์เรียงรายเป็นระเบียบ เรียบร้อย คือคัมภีร์เนียดพินเกงหนึ่งตู้เจ็ดร้อยสี่สิบแปดเล่ม คัมภีร์โต๊สัตเกงหนึ่งตู้ พันยี่สิบเอ็ดเล่ม คัมภีร์ชื่อคงจั้นเกงหนึ่งตู้สี่ร้อยเล่ม คัมภีร์ซิวเล่งเงี้ยมเกงหนึ่งตู้ ร้อยสิบเล่ม คัมภีร์อิมอิเกงหนึ่งตู้ห้าสิบเล่ม คัมภีร์ค้วยเตี๋ยเกงหนึ่งตู้ร้อยสี่สิบเล่ม คัมภีร์โป๊จั้นเกงหนึ่งตู้สี่สิบห้าเล่ม คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงหนึ่งตู้ห้าร้อยเล่ม คัมภีร์เล่ย จีนผู้เกงหนึ่งตู้เก้าสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายปัญญะเกงหนึ่งตู้เก้าพันหนึ่งร้อยหกสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายก้วงเม่งเกงหนึ่งตู้สามร้อยเล่ม คัมภีร์บ้วยเจงอิ้วเกงหนึ่งตู้หนึ่งพันหนึ่ง ร้อยสิบเล่ม คัมภีร์ณุยมอเกงหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์ซำหลุนเปี๊ยดเกงหนึ่งตู้ สองร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์กิมกังเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีร์เจี๊ยฮวยหลุนเกงหนึ่งตู้ ร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮุดปุ้นเห้งเกงหนึ่งตู้แปดร้อยเล่ม คัมภีร์เง้าเล้งเกงหนึ่งตู้สามสิบ สองเล่ม คัมภีร์โผ้ชาดก๊ายเกงหนึ่งตู้ร้อยสิบหกเล่ม คัมภีร์ต้ายจิบเกงหนึ่งตู้ร้อยสาม สิบเล่ม คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงหนึ่งตู้สามร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์ฮวบฮัวเกงหนึ่งตู้ร้อย เล่ม คัมภีร์ผู้แก่เกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีรโป้เสี้ยงเกงหนึ่งตู้ร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์ไซ เทียนหลุนหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์เจงกี้เกงหนึ่งตู้ร้อยห้าสิบหกเล่ม คัมภีร์ฮุด ก๊กจั๊บเกงหนึ่งตู้พันเก้าร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์คี้สินหลุนเกงหนึ่งตู้พันเล่ม คัมภีร์ใต้ ตี้โต๊วเกงหนึ่งตู้พันแปดสิบเล่ม คัมภีร์ฮุยเกงหนึ่งตู้พันสองร้อยแปดสิบเล่ม คัมภีร์ ปุ่นก๊อกเกงหนึ่งตู้แปดร้อยห้าสิบเล่ม คัมภีร์เจี้ยลุดปุ้นเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่ม คัมภีร์ ต้ายจงเซียเกงหนึ่งตู้สองร้อยยี่สิบเล่ม คัมภีร์อุยเซ็กหลุนเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม คัมภีร์ กูเฉียหลุนเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่มฝ่ายพระมหาเถรกับพระอานนท์นำพระถังซัมจั่งตรวจดูยอดคัมภีร์ทุกคัมภีร์แล้ว จึงถามพระถังซัมจั้งว่า ท่านสามารถจะนำพระคัมภีร์ไปได้หรือ พระถังซัมจั้งกับ ศิษย์ก็รับว่าจะนำไปได้ พระอานนท์จึงมอบคัมภีร์พระธรรมให้แก่พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังก็ให้เห้งเจียมารับพระคัมภีร์ผูกห่อมัดดีแล้วก็บรรทุกบนหลังม้า ที่ยัง เหลือมัดเข้าเป็นสองหาบให้ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายหาบไป แล้วก็พร้อมกันมาที่พระพุทธเจ้า นมัสการลาพระอริยสาวกทั้งหลาย กับหมู่เทพบุตรและเทพารักษ์ทั้งปวงแล้วก็ออก จากประตูพระอารามลงจากเขาลุ่ยอิมยี่ ตั้งหน้าหมายทิศบูรพาเดินออกไป ในที่ พระอารามใหญ่นั้น ยังมีพระพุทธเจ้าเยียนเตงพระองค์หนึ่ง ได้ทราบว่าให้พระไตร ปิฎกไปก็มีความยินดี แต่อันที่จริงพระกัสสปกับพระอานนท์ ให้คัมภีร์กระดาษเปล่า ไม่มีตัวอักษรไป พระเยียนเตงจึงตรัสว่า ประเทศจีนนั้นพระภิกษุสงฆ์ยังมืดมัวนัก จะไม่เข้าใจคัมภีร์ที่ไม่มีอักษรดังนี้ จะมิเสียทีที่พระถังซัมจั้งตั้งใจมาอาราธนาพระ ธรรมไปหรือ พระเยียนเตงตรัสดังนั้นแล้ว จึงสั่งแก่พระมหาเถระแปะฮุงซึงเจียว่า ท่านจงรีบตามพระถังซัมจั้งไปแผลงอิทธิฤทธิ์รวบเอาคัมภีร์ไม่มีอักษรคืนกลับมา เธอจะได้กลับมาอาราธนาพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้นไป พระมหาเถรแปะฮุยซึงเจียออก จากพระอารามแล้ว ก็กระทำปาฏิหาริย์บันดาลเป็นลมพายุพัดตามไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามกำลังเดินไป ได้ยินสายลมพัดดังอู้ ๆ มาข้าง หลัง ก็นึกเสียว่าเป็นด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าจึงมิได้คิดที่จะระวังอันใด พอได้ยิน เสียงอู้ใหญ่แลไปที่กลางอากาศเห็นยื่นมือลงมารวบเอาพระคัมภีร์บนหลังม้าไปทั้งสิ้น พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็ทุบอกตกใจร้องเรียกเห้งเจียให้ไล่ตามไป ฝ่ายแปะฮุงซึ่งเจีย แลเห็นเห้งเจียเหาะไล่ตามมาจวนจะถึง ก็มีความวิตกเกรงว่าเห้งเจียมีตะบองเหล็ก ด้วยเธอไม่ทันจะรู้ความตามเหตุผลไล่มาทันเข้าก็จะตีเอา คิดดังนั้นแล้วจึงฉีกห่อ คัมภีร์ทิ้งสาดโปรยลงมายังพื้นดิน เห้งเจียเห็นห่อคัมภีร์แตกขาดกระจุยกระจายไป ทั้งสิ้นก็ลดลงไปยังพื้นเก็บคัมภีร์อยู่มิได้แลตามไป ฝ่ายพระแปะฮุงซึ่งเจียก็กลับมา ทูลพระเยียนเตงตามที่ไปกระทำมาแล้วทุกประการฝ่ายโป๊ยก่ายตามมาแลเห็นพระคัมภีร์เรี่ยราดตกลงมาก็เข้าช่วยเห้งเจียเก็บรวบ รวมใส่บ่าแบกกลับไปหาพระถังซัมจั่ง พระถังซัมจั้งเห็นดังนั้นก็มีความโทมนัสถอน ใจใหญ่ว่า ในประเทศที่พระพุทธเจ้าแล้วยังมีมารยักษ์มาประจญผลาญดังนี้อีกเล่า ชัวเจ๋งเอาห่อมาแก้ดูเล่มหนึ่งไม่เห็นมีตัวอักษรก็คิดประหลาดใจ จึงเอาไปยื่นให้ อาจารย์ดู แล้วพูดว่าอาจารย์จงดูหรือ นี่ทำไมจึงไม่มีตัวอักษรดังนี้เล่า เห้งเจีย เปิดขึ้นดูอีกเล่มหนึ่งก็ไม่มีตัวอักษรเหมือนกัน โป๊ยก่ายก็หยิบมาเปิดดูอีกหนึ่งเล่ม ก็ไม่มีตัวอักษรอีกเหมือนกันพระถังซัมจั้งให้เปิดดูทุก ๆ เล่มก็ไม่มีอักษรเหมือนกัน ทุก ๆ เล่ม พระถังซัมจั้งถอนใจใหญ่แล้วพูดว่าเมืองไต้ถังบุญวาสนาไม่มีเสียแล้ว ไม่มีตัวอักษรดังนี้จะเอาไปทำอะไรได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะกลับไปหาพระเจ้าแผ่นดิน อย่างไรได้ เห้งเจียนึกขึ้นมาได้ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วคือพระอานนท์กับพระกัสสป ถามถึงของกำนัล เพราะเราว่าไม่มีอะไรจึงให้คัมภีร์ที่ไม่มีอักษรมาดังนี้ จำเราจะ ต้องพากันกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเธอทั้งสองทวงของกำนัล ไม่มีจะให้จึงได้ แกล้งให้คัมภีร์ที่ไม่มีอักษรให้เสียการดังนี้ โป๊ยก่ายว่าพี่คิดดังนั้นดีแล้ว อาจารย์ กับศิษย์เห็นพร้อมกันแล้ว ก็พากันรีบกลับมาครั้นถึงก็เข้าในประตูแลเห็นหมู่สาวก และเทพยดาทั้งปวง ก็กระทำความเคารพแล้วหัวเราะถามว่าท่านอาจารย์กลับมา เปลี่ยนพระคัมภีร์หรือ พระถังซัมจั้งว่าจะกลับมาขอเปลี่ยนพระคัมภีร์ หมู่ท้าวเจ้า กิมกังก็มิได้ห้ามปรามปล่อยให้เธอเดินเข้าประตูไป ตรงเข้าไปถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ถวายนมัสการกราบไหว้ ทูลว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าทนความยากแสนสาหัสมาจาก เมืองไกล พบปะแต่มารร้ายราวีทุกแห่งหนตำบลมากกว่าจะถึงพระพุทธองค์ พระ กัสสปกับพระอานนท์แกล้งให้เสียการทั้งนี้ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเธือ ให้คัมภีร์ข้าพระพุทธเจ้าไปไม่มีตัวอักษรเช่นนี้ จะเอาไปทำอะไรได้ ขอพระองค์ได้ โปรดเถิดสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั้งกราบทูลดังนั้นทรง แย้มพระโอษฐตรัสว่า ถังซัมจั่งอย่ามีความโทมนัสเสียใจเลยท่านทั้งสองทวงของ กำนัลตถาคตก็ได้ทราบตลอดแล้ว อันที่จริงพระคัมภีร์ธรรมไม่ให้ใครง่าย ๆ และจะ ให้กันเปล่านั้นก็ไม่ได้ ดังสมัยหนึ่งพระภิกษุสงฆ์เอาคัมภีร์ลงไปจากเขา ไปยังที่ บ้านเศรษฐีเตี๋ยแกในเมืองราชคฤห์ สวดพระพุทธมนต์จบหนึ่งก็ได้คุ้มรักษาในบ้าน เศรษฐีตายไปก็ได้ไปสวรรค์สุคติ พระภิกษุสงฆ์ก็ได้รับบิณฑบาตเจ้าภาพให้ข้าวสาร สามถังกับเงินทองบ้างเล็กน้อย ตถาคตยังเห็นว่าเป็นการดูถูกพระธรรมผิดไปจะ พาให้บุตรนัดดาทดถอยน้อยทรัพย์ถังซัมจั่งมามือเปล่าแต่จะใครได้พระคัมภีร์เพราะ ฉะนั้นจึงได้พระคัมภีร์เปล่าไม่มีอักษรดังนั้น อันคัมภีร์ไม่มีอักษรนั้นเป็นคัมภีร์อัน วิเศษแท้เพราะเมืองไต้ถังผู้ปฏิบัติยังหาลุถึงมรรคและผลไม่ จึงได้เอาคัมภีร์เปล่า นั้นให้ไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสดังนั้นแล้ว จึงตรัสแก่พระมหากัสสปและพระ อานนท์ว่า ท่านทั้งสองจงรีบไปตรวจดูพระคัมภีร์ที่มีอักษรทุก ๆเล่มว่าจะมีสักเท่าใด จงบอกให้ถังซัมจังรู้แล้วก็จงมอบให้ไปส่วนพระมหาเถระเจ้าทั้งสอง เมื่อได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็ถวายนมัสการ คลานถอยออกมาแล้ว ก็พาพระถังชัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามไปยังหอพระไตรปิฎก ครั้น ถึงพระเถระเจ้าทั้งสององค์ก็ถามว่า มีของอะไรมาบ้างหรือเปล่า พระถังซัมจั้งก็ไม่มี อะไรจึงเรียกซัวเจ้งให้เอาบาตรนั้นมา ประคองสองมือถวายพูดว่า อาตมภาพมา ทางไกลหาได้มีสิ่งใดติดมาไม่ มีมาแต่บาตรนี้ซึ่งเป็นของพระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน ไว้สำหรับขาดเหลือกลางทางจะได้บิณฑบาตฉัน ข้าพเจ้าขอเอาบาตรนี้ถวายเป็น ทางน้ำจิตที่นับถือ ขอพระเถระเจ้าทั้งสองได้โปรดประทานพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้น จึงจะไม่ผิดแก่รับสั่งของพระเจ้าแผ่นดินไต้ถัง และทั้งไม่เสียทั้งเวลาที่อาตมภาพ มาโดยแสนทุเรศกันดาร ฝ่ายพระกัสสปกับพระอานนท์เมื่อได้รับบาตรมาแล้ว ก็ พาพระถังซัมจั่งกับศิษย์ทั้งสามเข้าไปในหอไตรตรวจพระคัมภีร์ทุก ๆ ผูกแล้วก็ซี้ ให้พระถังซัมจัง พระถังซัมจังจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามให้มารับทุกๆ เล่ม และตรวจ ดูอย่าให้เหมือนครั้งก่อนได้ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งก็เข้าตรวจดูทุก ๆ เล่ม รวมห้า พันสี่สิบแปดเล่มครั้นรวบรวมมัดห่อแล้วก็บรรทุกขึ้นหลังม้า อีกห่อหนึ่งโป๊ยก่าย แบกซัวเจ้งหาบเข้าของเห้งเจียจูงม้า พระถังซัมจั่งจัดเรียบร้อยสำรวมกิริยาแล้วก็ พากัน ออกมายังที่พระพุทธเจ้า เวลานั้นพระถังซัมจั่งมีความยินดีปรีดาปราโมทย์ เป็นที่สุด สมเด็จพระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระมหาเถระ เห่งเล้งฮอกโฮ้ทั้งสองไปตี ระฆังสัญญาขึ้นสามลาเป็นการประชุมใหญ่ หมู่พระอรหันตาขีณาสพห้าพันแปด ร้อยพระภิกษุ ทั้งพระโพธิสัตว์และอุบาสกอุบาสิกา และหมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้ง หลายมาประชุม แวดล้อมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันแล้ว เทพยเจ้าก็ ประโคมดุริยางค์ดนตรี ขึ้นถวายนมัสการพร้อมกัน กระแสเสียงนฤนาทสนั่นก้อง ในท้องนภากาศประเทศ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่เหนือรัตนบัลลังก์ ทรงเผยพระพุทธฎิกาตรัส ถามพระกัสสปกับพระอานนท์เถระเจ้าว่า ให้พระคัมภีร์ ธรรมไปนั้นมากน้อยเท่าใด จงแสดงให้ตถาคตทราบ พระเถระเจ้าทั้งสององค์เมื่อ ได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสถาม จึงกราบทูลว่าพระคัมภีร์ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดประทานให้พระถังซัมจั้งไปนั้น คือ พระคัมภีร์พิดพินร้อยเล่ม คัมภีร์โผ้สัตว์ เกงสามร้อยหกสิบเล่ม คัมภีร์เล่งฮือจั่งเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์สิ่วเล่งเงี้ยมเกงสามสิบ เล่ม คัมภีร์จินอี่เกงสี่สิบเล่ม คัมภีร์ค้วยเตี๋ยวเกงสี่สิบเล่ม คัมภีร์โป๊จั้งเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงแปดสิบเล่ม คัมภีร์เล้ยจินปู้เกงสามสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายปัญญะ เกงหกสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายก้วงห้าสิบเล่ม คัมภีร์ย้วยเจงอิ้วเกงห้าร้อยสามสิบ คัมภีร์ อุยมอเกงสามสิบเล่ม คัมภีร์ซัมหลุนเปี้ยดเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮุดปุ๊นเห่งเกงร้อย หกสิบเล่ม คัมภีร์เง้าเล่งเกงยี่สิบเล่ม คัมภีร์โผ้สัตว์ก๊ายเกงหกสิบเล่ม คัมภีร์ต้าย ก๊วยสามสิบเล่ม คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงร้อยสี่สิบเล่ม คัมภีร์ฮวบวาเกงสิบเล่ม คัมภีร์ ผู้แก่เกงสามสิบเล่ม คัมภีร์โป๊เสี้ยงเกงร้อยเจ็ดสิบเล่ม คัมภีร์ไซยทีหลุนเกง สามสิบเล่ม คัมภีร์เจงกี่เกงร้อยสิบเล่ม คัมภีร์ฮุดก๊กจั๊บเกงหกสิบสามเล่ม คัมภีร์ กี้สินหลุยเกงห้าสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายตี้โต้เกงเก้าสิบเล่ม คัมภีร์โป๊ฮุยเกงร้อยสี่สิบเล่ม คัมภีร์เล่งก๊กเกงห้าสิบหกเล่ม คัมภีร์เจี้ยลุกบุ้นเกงสิบเล่ม คัมภีร์ต้ายขงเฉียเกง สิบส่เล่ม คัมภีร์อุยเซ็กหลุนเกงสิบเล่ม คัมภีร์เกี๊ยนเสี่ยหลุนเกงสิบเล่ม รวมทั้ง สิ้นสามสิบห้าผูกเป็นเล่มห้าแสนสี่สิบแปดเล่ม ประทานแก่พระถังชัมจั้งไปยังประ เทศจีน รวบรวมใส่บนหลังม้าบ้างหาบบ้างพร้อมแล้ว จะเข้ามาถวายนมัสการลาฝ่ายพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสาม วางหาบลงแล้วก็กราบกรานนมัสการลา จึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า อันคัมภีร์ธรรมของพระตถาคตนี้ เป็นมหากุศลอันใหญ่หาที่เปรียบมิได้เป็นธรรมในฝ่ายพระพุทธศาสนา หากถึง ประเทศจีนแล้ว ให้ปกแผ่แก่มหาชนทั่วไปในนานาประเทศ อย่าได้มีความหมิ่น ประมาท ถ้าไม่กินแจรับศีลให้บริสุทธิ์ก่อนอย่าได้เปิดพระคัมภีร์ของพระตถาคต ในพระคัมภีร์นั้นเป็นอันประเสริฐจะทำให้ถึงซึ่งมรรคและผลและสว่างแจ่มแจ้ง เป็นหนทางวิสุทธิมรรคแท้ พระถังซัมจั้งได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสดังนั้นก็กราบลง รับพระพุทธพจน์แล้วก็คลานถอยหลังออกจากที่ มาถึงประตูที่สามต่างนมัสการ ลาหมู่ พระอริยบุคคลทั้งหลาย กับพระภิกษุสงฆ์และเทพยดาเทพารักษ์ แล้วก็ เดินออกจากพระอารามไป ส่วนสมเด็จพระพุทธองค์โปรดประทานธรรมเทศนา แล้วก็เลิกประชุมฝ่ายพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ที่นั่นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่ง พระองค์มีรับสังให้ข้าพระพุทธเจ้าไปประเทศจีนหาคนที่จะมาอาราธนาพระธรรม มาบัดนี้ก็สำเร็จแล้วคิดรวมกันได้สิบสี่ปี รวมวันห้าพันสี่ร้อยวันยังขาดอยู่แปดวัน จึงจะครบตามกำหนด ข้าพเจ้าขอถวายคืนรับสั่ง สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงฟัง พระโพธิสัตว์กวนอิมกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าชอบแล้ว ๆ ในทันใดนั้นจึงตรัสแก่ ท้าวกิมกังทั้งแปด จงรีบจัดแจงแผลงฤทธาอานุภาพส่งถังซัมจังกลับไปยังเมืองไต้ถัง เมื่อถึงแล้วนำพระธรรมออกปกแผ่ให้แพร่หลายทั่วแล้วจงรับพระถังซัมจั้งกลับมา ยังไซที กำหนดในแปดวันจึงครบกำหนดห้าพันสี่สิบแปดวัน อย่าได้เสียเวลากาล ท้าว กิมกังทั้งแปดได้รับสั่งดังนั้นแล้ว ก็กระทำความเคารพถอยออกมาจากพระอาราม รีบตามพระถังซัมจั้งร้องเรียกว่า ท่านอาจารย์จงตามพวกข้าพเจ้าทั้งแปดนี้ไปฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ เวลานั้นก็เหาะขึ้นกลางอากาศตามหลังท้าว กิมกังทั้งแปดนั้นลอยละลิ่วไปตามลมฝ่ายท่านท้าวกิมกังตามพระถังซัมจั้งไปยังเมือง ส่วนที่ประตูพระอารามลุ่ยอิมยี่ นั้นเจ้าเอี๊ยดที้และเทพารักษ์กับเจ้าลักเตงลักกะ และพระโพธิสัตว์ที่สั่งให้ตามรักษา พระถังซัมจั้งไปไซทีนั้น จึงพร้อมกันมากราบเรียนพระโพธิสัตว์กวนอิมว่า ข้าพเจ้า ทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระโพธิสัตว์ให้ตามรักษาพระถังซัมจั้งมาอาราธนาพระไตร ปิฎกธรรม มาถึงวันนี้ก็สำเร็จความปรารถนาของพระถังซัมจั้งแล้ว พระโพธิสัตว์ ก็ได้ถวายรับสั่งของพระพุทธองค์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายคืนคำสั่งของพระ โพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็มีความยินดีสรรเสริญว่าดีแล้ว พระโพธิสัตว์จึงถามหมู่เจ้า ทั้งหลายว่า อันพระถังซัมจั้งมาตามทางนั้น จิตเป็นอย่างไรบ้าง หมู่เจ้าทั้งหลาย ตอบว่า พระถังซัมจังนั้นจิตตั้งมั่นอุตสาหะไม่คืนคลาย อันที่จริงนึกว่าพระถังซัม จั่งจะไม่สำเร็จได้ขอพระโพธิสัตว์ได้พิจารณาโดยละเอียด อันความทุกข์ทรมาไม่ คณนานับได้ ที่มาตามระยะทางอันประกอบไปด้วยอันตรายต่าง ๆ นั้นข้าพเจ้าทั้ง หลายได้จดจำไว้ทั้งสิ้นแล้ว เป็นบัญชีทุกข์ภัยร้ายของพระถังซัมจั่งทั้งสิ้น หมู่เจ้า ทั้งหลายจึงนำบัญชีที่จดหมายไว้นั้นถวายพระโพธิสัตว์ให้พิจารณาดูโดยละเอียด ตั้งแต่ต้นจนปลายรวมได้แปดสิบครั้ง พระโพธิสัตว์จึงพูดแก่เจ้าทั้งหลายว่า ในทาง พุทธศาสนานั้น ต้องถึงเก้า ๆ จึงจะได้สำเร็จมรรคผล พระถังซัมจั่งนั้นทรมาทุกข์ ได้แปดสิบครั้ง ยังอีกครั้งหนึ่งจึงจะครบกำหนดแปดสิบเอ็ดครั้งพระโพธิสัตว์จึงสั่ง เจ้าเอี๊ยดที้ว่า ท่านจงรีบตามท้าวกิมกังทั้งแปดไปบอกว่า ต้องให้มีภัยอีกครั้งหนึ่ง จึงจะครบแปดสิบเอ็ดภัยเจ้าเอี๊ยดที้ได้ฟังพระโพธิสัตว์สั่งดังนั้น ก็คำนับลาออกจากที่ เหาะตามท้าวกิมกังมาได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่งก็ทันพบท้าวกิมกัง เจ้าเอี๊ยดที้ก็กระซิบ สั่งท้าวกิมกังว่าจงกระทำดังนั้น ๆ ตามคำสั่งของพระโพธิสัตว์อย่าให้ผิดได้ ท้าว กิมกังได้ฟังแล้วก็จำใสใจ จึงสำรวมลมทำให้พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสาม กับ พระคัมภีร์ให้หลุดตกลงยังพื้นพระถังซัมจั้งเหยียบลงกับพื้นก็ตกใจ โป๊ยก่าย หัวเราะก๊าก ๆ ว่าดีจริง ๆ เราอยากให้เร็วกลับให้ช้าได้ดังนี้ ซัวเจ๋งพูดว่าคิดดูเรา มาเร็วนัก จะให้เราหยุดพักดอกกระมัง เห้งเจียพูดว่า คำโบราณท่านย่อมว่าทาง สิบวันใครจะไปก็ถึงไม่ไปก็ถึง พระถังซัมจั้งพูดว่า พูดมากก็ป่วยการ จึงพิจารณา ดูที่ตรงนี้เป็นตำบลใดแน่ เห้งเจียแลดูรอบแปดทิศแล้วพูดว่า ที่ตรงนี้เองจึงบอกแก่ อาจารย์ว่า อาจารย์จงฟังกระแสน้ำ โป๊ยก่ายบอกแก่ชัวเจ๋งว่า มีเสียงน้ำดังนั้น เห็นจะเป็นที่อาศัยอยู่ของน้องแต่เดิมดอกกระมัง เห้งเจียว่า ที่อาศัยเดิมของชัว เจ๋งนั้นคือแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อ ที่นี้คือแม่น้ำทางทีฮ้อ พระถังซัมจั้งบอกเห้งเจียว่า จง พิเคราะห์ดูให้ดีจะเป็นฟากข้างไหนแน่เห้งเจียเหาะขึ้นกลางอากาศ พิเคราะห์ดูรู้ แน่แล้วก็กลับลงมายังพื้น บอกแก่อาจารย์ว่า คือฟากข้างตะวันตก พระถังซัม จังพูดว่า อาตมาจำได้แล้ว ฟากตะวันออกนั้นมีหมู่บ้านตั้นแกจึงเมื่อปีนั้นมาถึงนี่ ได้พึ่ง เห้งเจียช่วยชีวิตเด็กให้รอดจากความตาย พวกเหล่านั้นจะเอาเรือส่งแต่ บังเอิญพวกเราได้พึ่งเต่าใหญ่ส่งข้ามฟากไป อาตมาจำได้ฟากตะวันตกไม่มีบ้านช่อง ผู้คนอาศัย เวลานี้เราจะคิดอย่างไรดี โป๊ยก่ายพูดว่าคนมนุษย์แกล้งกัน นี่ท้าว กิมกังทั้งแปดนี้ก็รู้จัก แกล้งกันด้วยหรือ เธอรับสั่งของพระพุทธองค์ให้ส่งเราไปถึง เมืองไต้ถัง ทำไมจึงเอามาทิ้งเสียกลางทางดังนี้ จะไปก็ยากจะกลับก็ยากจะทำ อย่างไรดี ซัวเจ้งบอกแก่โป๊ยก่ายว่า พระอาจารย์เราเวลานี้มัวเปลี่ยนรูปขันธ์แล้ว รูปกายก็เบาลงจะไม่จมน้ำเป็นอันขาด เราสามคนแผลงอิทธิฤทธิ์ ทำเป็นที่นั่งให้ พระอาจารย์ขึ้นนั่งแล้ว เราหอบส่งข้ามฟากไปจะไม่ได้หรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ หัวเราะแล้วพูดว่ายกไม่ได้ข้ามไม่ได้ คือจะแผลงฤทธิ์ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์นั้น สัก พันแม่น้ำใหญ่อย่างนี้ก็คงจะข้ามไปได้ตลอด ที่อันความรู้แจ่มแจ้งของเหตุแห่ง พระถังซัมจังนั้น เก้า ๆ ยังไม่ครบตามกำหนด ยังขาดอยู่อีกภัยหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงมาตกลงที่ตรงนี้อาจารย์ กับศิษย์เดินพลางพูดพลางมาถึงฝั่งแลรอบเงียบสงัด ไม่เห็นมีผู้คนทั้งเรือแพนาวาก็ไม่มี กำลังเป็นทุกข์อยู่พอได้ยินเสียงคนเรียกว่า ท่านอาจารย์กลับมาแล้วหรือ อาจารย์กับศิษย์พากันตกใจเหลียวซ้ายแลขวา แลเห็นเต่าใหญ่ที่ได้ส่งข้ามครั้งก่อนนั้นอยู่ริมฝั่ง ยกหัวขึ้นพูดว่า ข้าพเจ้าตั้งใจ คอยท่านอยู่นี่ ท่านไปหลายปีจึงได้กลับมาบัดนี้ เห้งเจียพูดว่าเมื่อปีก่อนนั้นได้ พึ่งท่าน มาปีนี้ก็ได้มาพบท่านอีก พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ๋งพากันดีใจ เห้งเจีย ว่าแม้ตัวมีจิตคิดคอยจะรับส่งก็จงคลานขึ้นมาเถิด เต่าได้ฟังก็ขยับตัวเข้าชิดฝั่ง เห้งเจียจึงให้จูงม้าลงบนหลังเต่า โป๊ยก่ายยืนข้างม้าพระถังซัมจั้งยืนข้างหน้าม้า ชัวเจ้งยืนอยู่ข้างซ้าย เห้งเจียยืนอยู่ข้างขวา เท้าหนึ่งเหยียบคอเต่า พูดว่าเต่า เจ้าว่ายไปจงดีอย่าให้เอียงได้ เต่าก็ขยายเท้าออกว่ายไปดุจอยู่บนพื้นดินไม่เอียง ไม่สะเทือนเต่าว่ายมาได้วันกับคืนก็เข้าใกล้ฝั่งข้างทิศตะวันออก จึงถามขึ้นว่าข้าพเจ้า ได้สั่งท่านอาจาย์ว่าให้ช่วยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า อันตัวของข้าพเจ้านี้สักเมื่อไร จะได้กลับเป็นมนุษย์ ท่านได้ทูลถามหรือเปล่า ความข้อนี้อันที่จริงพระถังซัมจั้ง มัวแต่จะคิดเอาพระไตรปิฎกเท่านั้น จึงได้ลืมคำสั่งของเต่าเสีย มิได้ทูลถามพระพุทธ เจ้าเวลาที่เต่าถามขึ้นก็นิ่งอยู่ ครั้นจะพูดเท็จก็ไม่ควร นิ่งอยู่ครู่หนึ่งมิได้ตอบเต่าก็ รู้ว่าคงจะมิได้ถามให้ ก็สลัดทีหนึ่งแล้วดำมุดน้ำไป อาจารย์กับศิษย์และม้าคัมภีร์ พลัดตกน้ำไปทั้งหมด แต่ยังมีความมั่นใจว่า พระถังซัมจังนั้นเปลี่ยนแปลงรูป ขันธ์ตัวเบาไม่จมนำตายเหมือนครั้งก่อน ม้าคือมังกร โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ถนัดทางน้ำ เห้งเจียหัวเราะแล้วก็แผลงฤทธิ์ รวบหอบเอาพระอาจารย์ขึ้นพ้นน้ำแล้ววางที่ริมฝั่ง ตะวันออกอาจารย์กับศิษย์ก็พา กันขึ้นบกห่อคัมภีร์ข้าวของอานม้าเปียกน้ำไปทั้ง สิ้นขึ้นพึงพักบก ก็บังเอิญเกิดลม พายุใหญ่มืดฟ้ามัวฝน ฟ้าก็แลบสันเสียงคริน ลมก็ยิงพัดกล้าขึ้นทุกที และพัดดินทรายสาดซัดถูกเนื้อตัวเจ็บแสบ พระถังซัมจั้ง หายใจหอบกอดจับพระคัมภีร์ไว้ แน่นชั่วเจ็งจับกุมห่อหาบคัมภีร์โป๊ยก่ายจับยึดม้า ไว้ เห้งเจียจับกระบองแกว่งกวัดคอยระวังรอบข้างอันที่จริงลมพายุนั้นคือลมมาร จะใคร่ชิงเอาความชอบที่ไปอาราธนา พระคัมภีร์ธรรมนั้น จึงได้แผลงฤทธิ์เดชสำแดง อานุภาพเป็นลมพายุอยู่คืนหนึ่ง จนรุ่งแจ้งจึงได้สงบ พระถังซัมจั้งเปียกน้ำทั้ง ตัวหนาวสั่นสะท้านอยู่งกงันจึงถามเห้งเจียว่าทำไมจึงเกิดมีลมใหญ่อย่างนี้เล่า เห้งเจียโกรธฮึดฮัดแล้วพูดว่าพระอาจารย์หาทราบเหตุไม่ ข้าพเจ้าปกครองป้องกัน พระอาจารย์จนได้พระคัมภีร์มา คือชิงสมบัติของมารทั้งหลายและชิงพาหนะของ เทพยดาเทพารักษ์ทั้งฟ้าและดินคือเราจะได้ยืนนานเท่าฟ้าและดินเสมอด้วย พระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่รู้จักสิ้นสุดด้วยได้ธรรมกายไม่รู้แก่รู้ตายไม่แตกทำลาย ได้ เพราะฉะนั้นหมู่มารและเทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลาย จะใคร่เคลือบแฝงชิงเอา ความงามความดีของพวกเรานี้ จึงกระทำให้พระคัมภีร์เปียกน้ำ และพระอาจารย์ ก็ได้สำเร็จธรรมกายคุ้มอยู่ทั้งข้าพเจ้าประกอบด้วยธาตุมีอำนาจเชี่ยวชาญรักษา ป้องกันจนสว่าง พวกมารจึงมิได้ชิงเอาของเราไปได้ พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ็ง ได้ฟังเห้งเจียชี้แจงแสดงเหตุผลดังนั้นก็พากันได้สติ สักประเดี๋ยวพระอาทิตย์ก็ขึ้นสูง จึงพากันเก็บขนพระคัมภีรขึ้นตากบนที่สูง ในที่ตำบลนั้นจนทุกวันนี้ก็ยังมีรอย ปรากฏอยู่ในที่ตากพระคัมภีร์นั้น ตากพระคัมภีร์และเสื้อ ผ้าสิ่งของก็นำเอาตาก ทุก ๆ สิ่งแล้ว ต่างคนก็นั่งพักคอยรอพระคัมภีร์จะแห้ง แลไปข้างริมฝั่งก็เห็นคน สองสามคนเที่ยวตกเบ็ดเดินมาแลเห็นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามก็จำได้ ก็พูด ว่านี่ท่านอาจารย์ที่ปีก่อนข้ามฟากไปทิศตะวันตก เพื่ออาราธนาพระธรรมแน่แล้ว โป๊ยก่ายบอกว่านี่แหละทำไมท่านจึงจำเราได้เล่า คนตกเบ็ดบอกว่าพวกข้าพเจ้า คือคนอยู่บ้านตั้นแกจึง จากนี้ไปทางไกลประมาณสักห้าสิบเส้นก็ถึง โป๊ยก่ายพูด ว่า พระอาจารย์พวกเราช่วยกันขนคัมภีร์กับสิ่งของไปที่บ้านตั้นแกจึง หาที่ตากจะ มิดีหรือ ทั้งจะมีที่พักอาศัยและให้พวกนั้นช่วยซักผ้าเสื้อจะไม่ดีหรือ พระถังซัมจั้ง พูดว่าอย่าไปเลยอยู่ที่นี่ตากแห้งดีแล้วจะได้ตั้งหน้าหาทางกลับเมืองดีกว่า จะไปให้ ช้าการทำไมเล่า พวกคนตกเบ็ดเหล่านั้นก็พากันรีบเดินกลับไป ครั้นถึงก็แวะ บ้านตั้นเชงบอกว่าท่านทั้งสองจงรีบไปนิมนต์ท่านอาจารย์ที่ได้ช่วยชีวิตบุตรของ ท่านทั้งสองนั้นกลับมาแล้วยังพักตากคัมภีร์อยู่ข้างเหนือบ้านเราที่เนินหินนั้น ตั้นเท่งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจพาบ่าวไพร่สองสามคนรีบลงจากบ้าน เดินตรงไปข้างเหนือ บ้าน ครั้นถึงก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับกระทำนมัสการถามว่า ท่านอาจารย์ไปอาราธ นาพระคัมภีร์ธรรมก็ได้สำเร็จแล้ว ทำไมไม่แวะบ้านข้าพเจ้าเล่า มานั่งตากลมตาก แดดอยู่ดังนี้ ขอนิมนต์พระอาจารย์ไปพักที่บ้านข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียพูดว่ารอให้ คัมภีร์แห้งแล้วจึงจะไปบ้านท่านตั้นเท่งถามว่าพระคัมภีร์กับข้าวของทำไมจึงเปียก ไปทั้งสิ้นดังนี้ พระถังซัมจั้งบอกว่าเหตุเมื่อไปได้พึ่งเต่าส่งข้ามไปเมื่อมาก็ได้พึ่งเต่า ส่งข้ามมาจวนใกล้จะถึงฝั่งอยู่แล้ว เต่าถามว่าเธอได้ฝากคำไปถามพระพุทธเจ้าใน ธุรการของเธอ อาตมภาพลืมไปเสีย หาได้ถามให้เธอไม่ เธอโกรธจึงดำน้ำลงไป เสียเพราะฉะนั้นจึงพากันเปียกน้ำไปทั้งสิ้นดังนี้ ตั้นเท่งก็อ้อนวอนนิมนต์โดย ศรัทธาจิต พระถังซัมจั้งก็รับนิมนต์ จึงจัดแจงเก็บพระคัมภีร์กับข้าวของ ยังพระ คัมภีร์ปุ้นห้งเกงสองสามเล่มติดอยู่กับศิลาขาดปลายเล่ม เพราะฉะนั้นคัมภีร์ปุ้นเห้ง เกงจึงขาดไม่ครบบริบูรณ์ที่ตรงนันมาจนทุกวันนียังมีรอยอักษรติดปรากฏอยู่กับศิลา พระถังซัมจังเห็นดังนัน จึงพูดว่าเพราะเกียจคร้านไม่ดูแลจึงได้เป็นเช่นนี เห้งเจีย หันมาพูดว่า เหตุการณ์ทั้งนี้ก็เพราะฟ้าดินจะไม่ให้ครบ อันแต่เดิมพระคัมภีร์ครบ ถ้วน บัดนี้มาติดขาดเสียก็ควรจะไม่ครบ อันพระธรรมที่ลึกล้ำพิเศษดังนั้น อำนาจ และกำลังของปุถุชนจะป้องกันได้หรือ เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ช่วยกันเก็บรวบรวม พร้อมกันไปยังบ้านตั้นเท่งตำบลบ้านตั้นเกจึงฝ่ายพวกชาวบ้านตันเกจึง รู้ความแล้วก็ป่าวร้องกันทังชายและหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันมาแห่ห้อมล้อมจุดธูปเทียนบูชา รับทั้งม้าล่อและกลองตีรับออกสนันหวันไหว ทั้งกระจับปี่สีซอออกแช่เสียงมาตามรายทาง บัดเดี้ยวก็ถึงบ้านตันเท่ง ตันเท่งก็ นิมนต์เข้าไป ตั้นเซงก็พาวงศาคณาญาติทั้งชายและหญิงมาเคารพนมัสการ นิมนต์ ขึ้นบ้านนั่งที่สมควรแล้ว ทั้งชายและหญิงก็พากันนมัสการทุกๆ คนแล้วก็ยกน้ำร้อน น้ำชามาถวาย ฉันเสร็จแล้วก็ยกเครื่องกระยาหารแจมาถวายฝ่ายพระถังซัมจั้ง ตั้งแต่ฉันเครื่องทิพย์มาแล้ว ปราศจากซึ่งรูปขันธ์ อันของ เครื่องกระยาหารของปุถุชนนั้นก็ใหเบื่อหน่าย เห็นต้นเ่งตันเชงทั้งสองมีจิตศรัทธา ขัดไม่ได้ก็ต้องรับประเคนตามกิริยาเห้งเจียซัวเจ็งก็ไม่กิน โป๊ยก่ายยกชามขึ้นวางลง เห้งเจียจึงถามว่าพ่อสุกรทำไมจึงไม่กินให้หมดเล่า โป๊ยก่ายพูดว่าไม่รู้ว่าอย่างไรไส้ พุงกระเพาะให้อ่อนเปลียไม่มีกำลังที่จะอยากกิน ตันเท่งจึงให้คนยกเก็บแล้ว ถาม ซึงเหตุการณ์ที่ไปอาราธนาพระธรรม พระถังซัมจังจึงเล่าความให้ตันเท่งตั้นเซงฟัง โดยละเอียดทุกประการ พระถังซัมจั้งจะใคร่ลาไป เฒ่าทั้งสองจึงพูดว่า พี่น้อง ข้าพเจ้าก็ได้พึ่งพระอาจารย์ช่วยชีวิตบุตรข้าเจ้าให้รอดพ้นจากความตาย ข้าพเจ้า ทั้งสองยังหาได้ฉลองพระเดชพระคุณไม่ ข้าพเจ้าได้สร้างวัดไว้วัดหนึ่งให้นามว่า วัด กิ๊วเซงยี่ แปลว่าช่วยชีวิต ตั้งจิตจงรักภักดีธูปเทียนบูชาเสมอทุกวันมิได้ขาดเฒ่า ทั้งสองจึงเรียกบุตรทั้งสอง ตั้นกวนโป๊กับตั้นเจ๊กชินกิมออกมากราบไหว้นมัสการ ขอบคุณแล้วนิมนต์ไปยังวัด พระถังซัมจั้งจึงเปิดคัมภีร์โป๊เสียงเกงออกสวดเล่มหนึ่ง แล้วก็พากันไปยังวัด ครั้นถึงแล้วก็เดินตรงเข้าไปข้างใน แลไปก็เห็นเครื่องกระยาหาร แจตั้งถวายอยู่เรียงรายที่นั้นพระถังซัมจั่งก็มิได้นั่ง เลยเข้าไปข้างในก็เห็นแต่เครื่อง แจตั้งเรียงรายต่อเนื่องกันมิได้ขาด พระถังซัมจั้งก็รับประทานแต่พอเป็นกิริยา แล้ว พิเคราะห์ดูอารามที่เขาสร้างนั้นหมดจดเรียบร้อยงดงามเที่ยวดูรอบแล้วก็ขึ้นไปบน กุฎีที่ห้องกลาง เห็นรูปที่เขาหล่อไว้สี่รูปคือ รูปพระถังซัมจั่ง รูปเห้งเจีย รูปโป๊ย ก่าย รูปซัวเจ็ง พระถังซัมจั้งโมทนาว่าดีแล้วชอบแล้ว จึงลงจากหอแลไปข้างระเบียง พระอุโบสถตั้งเรียงรายล้วนแต่เครื่องแจคอยท่าจะนิมนต์ฉัน เห้งเจียจึงถามตั้นเท่ง ตั้นเชงว่า ตั้งแต่เมื่อปราบปิศาจแล้วมา ปิศาจนั้นเป็นอย่างไรบ้างหรือ สองเฒ่า ตอบว่าตั้งแต่ปีนั้นมาศาลก็พังทลายไป ข้าพเจ้าสร้างวัดขึ้นแล้วต่อมาทุก ๆ ปีก็อยู่ เย็นเป็นสุขทุกบ้านเรือนทั้งข้าวน้ำชำปลาก็บริบูรณ์ ซึ่งเป็นดังนี้ก็เพราะบารมีของ ท่านปกป้องมา พวกข้าพเจ้าจึงได้มีความสุข เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ซึ่ง การเป็นดังนั้นก็อาศัยเหตุฟ้าให้แก่ท่านทั้งหลาย มิได้เกี่ยวแก่พวกเราตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราจะปกป้องรักษาตำบลบ้านเกจึงนี้ให้ได้ความสุขสวัสดีมีชัยทุก ๆ บ้าน จน ชั่วบุตรหลานต่อ ๆ ไป ทั้งลมฝนข้าวกล้าก็จะบริบูรณ์ตามฤดูกาลทุก ๆ ปี หมู่ชน ทั้งหลายที่ได้รับคำอวยพรดังนั้นแล้ว ต่างก็กระทำนมัสการขอบคุณพร้อมกันทุก ๆ คน แลไปเห็นคนทั้งหลายนำผลไม้มาถวายออกแน่นไป โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็หัวเราะ พูดว่า เมื่อเวลาจะอยากกินหาไม่ได้ เวลากินไม่ได้ช่างมีมากเหลือเกิน บ้านนี้ยัง ไม่ทันแล้ว ซ้ำมาอีกบ้านหนึ่ง ครั้นสิ้นเวลาการจุดตะเกียงตามไฟ พระถังซัมจั้ง ก็เข้าที่ระงับไม่อาจแพร่งพรายจิตเข้ากุฎีกลางนั่งสมาธิสำรวมจิต เวลานั้นก็ถึง สามยามเศษ พระถังซัมจั้งก็เคลื่อนจากที่ กระซิบเรียกเห้งเจียเบา ๆ พูดว่า ที่ตำบล นี้คนทั้งหลายรู้แน่ว่าพวกเราสำเร็จมรรคผลแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าแม้ผู้วิเศษ อย่าออกก็ริยาให้เขารู้ รู้แล้วไม่ใชู่้วิเศษ วิตกว่าพวกนี้จะหน่วงเหนี่ยวชักช้าจะเสีย เวลาการ เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์เห็นดังนั้นชอบแล้ว เวลานี้คนทั้งหลายกำลัง หลับสนิทควรเราจะพากันไปเถิดพูดกันตกลงแล้ว จึงปลุกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสองให้ ตื่นขึ้นแล้วก็ช่วยกันรวบรวมเก็บหาบพระคัมภีร์และสิ่งของแล้ว ก็ค่อย ๆ พากันเดิน จะออกจากประตูวัด แต่ประตูนั้นมีกุญแจลั่นไว้แน่นหนา เห้งเจียจึงร่ายคาถา สะเดาะกุญแจออกแล้ว ก็เปิดประตูพากันออกจากวัดได้แล้ว ก็หมายทางตรงมายัง เมือง ได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่กลางอากาศว่าข้าพเจ้าท้าวกิมกังทั้งแปด คอยส่งท่าน ทั้งสี่จงรีบตามข้าพเจ้ามาเถิด พระถังซัมจั้งได้กลิ่นหอมลมพัดฉิว ๆ มาหอบอาจารย์ กับศิษย์ลอยละลิ่วขึ้นไปตามลมกลางอากาศฝ่ายพวกบ้านตั้นเกจึง ยังค้างอยู่ในวัดหลายคนด้วยกัน พอรุ่งแจ้งก็พากันตื่น จัดแจงต้มหุงเครื่องแจเสร็จแล้วก็ยกมายังหอกลางหวังใจจะถวาย เหลียวซ้ายแลขวา ก็ไม่เห็นพระถังซัมจั่งพากันตกใจร้องโวยวายข้นไม่รู้ว่าจะไปตามที่ไหน พากันพูดว่า พุทโธเอ้ยพากันปล่อยพระพุทธเสียทั้งเป็น หายไปเสียดังนี้จะรู้ที่ไปตามทางใดเล่า พูดกันแล้วก็พากันขนเครื่องแจขึ้นไปถวายบูชาไว้บนหอนั้นต่อไปนั้นกระทำการ สักการบูชาใหญ่อีกสี่คราว ครั้งเล็กยี่สิบสี่ครั้งทุก ๆ ปีไปมิได้ขาด มีคนไปมา นมัสการมิใคร่ขาดฝ่ายท้าวกิมกังทั้งแปด แผลงอำนาจฤทธาเป็นลมส่งพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์ มากว่าครึ่งวันก็เข้าเขตเมืองเชียงอาน เดิมเมื่อพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสวยราช สมบัติได้สิบสามปี ในปีนั้นพระองค์ได้เสด็จตามส่งพระถังซัมจั้งยังประตูเมืองข้าง ทิศตะวันตก มาถึงปีที่สิบหกพระองค์รับสั่งให้สร้างหอคอยท่ารับพระไตรปิฎก ยัง ประตู เมืองทิศตะวันตก พระเจ้าถังไทจงทุก ๆ ปีเสด็จออกที่หอนั้น มีพระทัยใส โสมนัสสา ตั้งพระพักตร์คอยรับพระธรรม มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปประทับอยู่ ณ หอนั้นบนชั้นสูง ทอดพระเนตรไปข้างทิศตะวันตก เห็นมีม้วนเมฆแผ่รัศมีเต็ม ท้องฟ้า และมีลมพัดกลิ่นหอมมาตามลมต้องพระนาสาฝ่ายท้าวกิมกัง เหาะมาใกล้หอแล้วก็หยุดพักอยู่กลางอากาศเรียกพระถังซัมจั้ง ว่า ท่านอาจารย์ที่ตรงนี้คือประตูเมืองเชียงอานพวกข้าพเจ้าไม่อาจลงไป เกรงคน จะเห็นรูปกายข้าพเจ้า เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ็งไม่ควรลงไปควรแต่ท่านอาจารย์จะ ลงไปแตู่่้เดียวนำพระคัมภีร์ไปส่งให้ท่านเจ้าของแล้วจงรีบกลับมา ข้าพเจ้าจะคอย อยู่บนเมฆนี้ จะได้พร้อมกันรีบกลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ เห้งเจีย พูดว่าท่านพูดดังนั้นก็ควรแล้ว แต่ยังขัดอยู่ด้วยพระอาจารย์ผู้เดียว ที่ไหนจะหาบ พระคัมภีร์และจูงม้าไปอย่างไรได้ ขอให้พวกข้าพเจ้าไปส่งพระอาจารย์ ท่านจง คอยอยู่บนนี้ก่อน พวกข้าพเจ้าจะมิให้ผิดเวลาได้ ท้าวกิมกังพูดว่า พระโพธิสัตว์ กวนอิมได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ทั้งไปทั้งมากำหนดในแปดวัน วันนี้ได้ห้าวันกว่า แล้ว วิตกด้วยโป๊ยก่ายลงไปแล้ว จะไปมัวหลงลาภและยศเสีย เกรงจะผิดกำหนด จะเสียการไป โป๊ยก่ายได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่าอาจารย์ข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้า ก็สำเร็จบ้าง ที่ไหนจะมาเห็นแก่ลาภยศฉะนั้นเล่า ขอท่านได้สงเคราะห์พักคอย ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะลงไปส่งพระคัมภีร์ธรรมแล้วจะกลับขึ้นมาพร้อมแก่ท่านได้กลับ ไป โป๊ยก่ายหาบของซัวเจ๋งจูงม้าเห้งเจียประคองอาจารย์ก็ลงยังพื้นข้างหอคอยฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ กับพวกขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพระ ถังซัมจั่ง ก็เสด็จลงจากหอคอยมารับตรัสถามว่า พระเจ้าน้องเรากลับมาแล้วหรือ พระถังซัมจั้งจะใคร่ยอบกายลงคำนับพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เสด็จมาประคองไว้มิ ให้ถวายคำนับ แล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งสามมั้นคือผู้ใด พระถังซัมจั้งถวายพระพร ว่าได้มาตามทาง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงมีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้จัดราชรถ นิมนต์พระถังซัมจั้งขึ้นม้า ส่วนพระองค์ก็ทรงรถพระที่นั่ง รับสั่งให้พระถังซัมจั้ง เข้าพระราชวัง เวลานั้นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จกลับเข้าพระราชวัง ขุนนาง ข้าราชการใหญ่น้อยก็พากันตามเสด็จกลับ พระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม โป๊ย ก่ายหาบพระคัมภีร์ซัวเจ๋งจูงม้าเห้งเจียถือกระบองประคองข้างม้าเดินตามพระถัง ซัมจั้งตามเสด็จพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เข้าสู่พระราชวังหลวง ชาวประชาราษฎร พลเมืองเชียงอานไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ชายและหญิง พากันลือตลอดทั่วเมือง เดิมพระถัง ซัมจั้งอยู่ ณ วัดอั้งฮกยี่ในเวลานั้นพระสงฆ์ทั้งหลายซึ่งอยู่ในวัดได้แลเห็นต้นไม้ ทุกถึง ๆ หันโอนกลับไปข้างทิศตะวันออกก็พากันตกใจว่าไม่มีลมพายุเหตุใดกิงสน จึงหันกลับไปดังนั้น ในหมู่พระสงฆ์นัน ยังมีสานุศิษย์เก่าของพระถังซัมจังรูปหนึ่ง เห็นดังนั้น จึงเรียกกันให้เอาจีวรมาเร็ว ๆ ท่านอาจารย์เรากลับมาแล้วเราจะรีบออก ไปรับพระสงฆ์ทั้งหลายจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงรู้แน่ว่าพระอาจารย์กลับมาถึงเล่า จึงพระสงฆ์รูปนั้นบอกว่า เมื่ออาจาย์จะไปอาราธนาพระคัมภีร์ธรรมนั้น ท่านได้ สั่งไว้ว่าในสองสามปีก็ดี หรือสี่ห้าปีก็ดี จงดูที่กิ่งสนแม้ว่ากิ่งสนหันกลับไปข้างทิศ ตะวันออก เราก็จะกลับมาถึงเมือง อาจารย์ของเราศักดิ์สิทธิ์ออกวาจาดังนั้นหาก จะเป็นจริงดังวาจา เพราะฉะนั้นจึงควรเชื่อเอาเป็นแน่ได้จึงพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พากันครองจีวรรีบออกจากประตูวัด เดินมาตามถนนข้างทิศตะวันตก สักประ เดี๋ยว็ได้ยินคนพูดโจษกันว่า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับพระสงฆ์ที่ไปอาราธนา พระคัมภีร์ธรรมกำลังเสด็จกลับเข้าพระนคร พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ทราบ แล้วก็พากันเดินมาบัดเดี้ยวก็แลเห็นพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้เสด็จมา จึงพากันแอบ ข้างถนน พอเสด็จคล้อยไปแล้วก็พากันตามเข้าไปในประตูพระราชวัง ครั้นถึง พระราชวังแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสด็จขึ้นหน้าขุนนาง พระถังชัมจั้งก็ลง จากม้าพากันตามเสด็จเข้าในพระราชวังหลวง พระถังซัมจั้งกับศิษย์ทั้งสามก็หยุด ยืนอยู่หน้าพระลาน พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งให้พระถังซัมจั้งขึ้นมาข้างบนนั่ง ที่อันสมควร แล้วพระถังซัมจังจึงให้ยกพระคัมภีร์ขึ้นมา เห้งเจียซัวเจ๋งโป๊ยก่าย ช่วยกันยกหาบคัมภีร์ แก้มัดออกจากห่อแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะฝ่ายขุนนางขันที่ก็รับนำมาถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ทอดพระเนตรแล้วจึงรับสั่งถามพระถังซัมจั้งว่า พระคัมภีร์มีกำหนดมากน้อยเท่าใด ทำอย่างไรจึงอาราธนามาได้ พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่าอาตมภาพไปถึงเขา เล่งซัว เข้าหาพระพุทธองค์กระทำนมัสการแล้ว พระพุทธองค์จึงให้พระพุทธ กัสสปกับพระอานนท์ พาไปยังหอมณีรัตน์เลี้ยงเครื่องแจทิพย์แล้ว จึงพาเข้าไป ยังหอพระไตรปิฎกให้พระคัมภีร์ พระกัสสปพระอานนท์ได้ทวงถามถึงของกำนัล อาตมภาพไม่มีสิงใดจะถวาย เธอจึงให้พระคัมภีร์แก่อาตมภาพ อาตมภาพก็ นมัสการลาพระพุทธเจ้าแล้วตั้งใจจะกลับมาเมือง เดินมาได้หน่อยหนึ่งก็มีลมพายุ พัดมาหอบเอาพระคัมภีร์ไปเสียทั้งสิ้น สานุศิษย์ไล่ตามไปจะเอากลับคืน ก็ปล่อย โปรยคัมภีร์กระจัดกระจายจึงช่วยกันเก็บรวบรวมแล้วก็เปิดขึ้นดูไม่เห็นมีตัว อักษรเป็นแต่กระดาษเปล่า ก็พากันตกใจจึงได้พากันกลับไปทูลถามพระพุทธองค์ ว่า พระมหาเถรทั้งสองไม่ยอมให้พระคัมภีร์ อาตมภาพได้นำบาตรของมหาบพิธ พระราชทานให้อาตมภาพไปนั้น ถวายพระมหาเถระทั้งสองพอเป็นกิริยาจิตเคารพ พระคัมภีร์ธรรม พระคัมภีร์นี้รวมผูกได้สามสิบห้าผูกคิดเป็นเล่มได้ห้าพันสี่สิบ แปดเล่ม พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงตรัสสั่งให้ขุนนางพนักงานเครื่อง จัดเครื่องแจถวายพระถังซัมจั้งสนองคุณพระ องค์ทอดพระเนตรดูสานุศิษย์ทังสามเห็นรูปกายประหลาด จึงตรัสถามพระถังซัม จังว่าสานุศิษย์ทั้งสามนั้นเป็นคนชาวประเทศใด พระถังซัมจังถวายพระพรว่า สานุศิษย์คนใหญ่นั้น นามเดิมเรียกว่าซึงหงอคง อาตมภาพเรียกว่าซึงเห้งเจีย เป็นคนชาวประเทศตังเสงสิ้นจิวเมืองเง่าล่ายก๊กตำบลเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลี่ยมต้อง เมื่อห้าร้อยปีเธอแผลงฤทธานุภาพขึ้นไปทำจลาจลรบบนสวรรค์ หมู่เทพยดาทั้ง หลายเกรงกลัวอำนาจ จึงพระพุทธเจ้าลงโทษให้เขาเง้าซัวครอบไว้ พระโพธิสัตว์ กวนอิมมาสั่งสอนชักนำให้กลับใจละเว้นซึ่งความชั่ว เวลาเมื่อข้ามไปทางนั้น อาตม ภาพได้ช่วยเธอออกมาพ้นที่ลำบาก จึงได้ติดตามไปเป็นสานุศิษย์ ได้พึ่งเธอช่วย ป้องกันรักษาและปราบภูตผีปิศาจมารร้ายต่าง ๆ ในทางที่จะไปไซที อันสานุศิษย์ ทั้งสองนั้น มีนามเดิมเรียกว่าหงอเหนง อาตมภาพเรียกว่าตือโป๊ยก่าย สำนัก เดิมเกิดที่ตำบลเขายกลินชัว ถ้ำหุ้นจั้นต้องมาเป็นปิศาจร้ายที่เขตเมืองโอซือจั้งก๊ก ตำบลบ้านเกาเล้าจึง พระโพธิสัตว์สั่งสอนซักชวนให้เข้าทางสัมมาทิฐิ เวลาที่ อาตมภาพไปถึงตำบลนั้น เห้งเจียไปปราบจับตัวได้ก็เข้ายอมสามิภักดิ์เป็นสานุศิษย์ ได้เป็นกำลังหาบคอนก็ได้ถึงโดยเร็ว สานุศิษย์ที่สามนามเดิมชื่อชัวหงอเจ๋งเดิมอยู่ ในลำแม่น้ำ พระโพธิสัตว์โปรดชักนำได้กลับใจเข้าหาทางชอบธรรม เวลาที่อาตม ภาพไปถึงตำบลนั้นเธอเข้ายอมสามิภักดิ์ เป็นสานุศิษย์ตามไปไซที ม้านั้นคือ อาตมภาพไปถึงบึงใหญ่ มีนาคราชแผลงฤทธิ์ จับเอาม้าที่พระองค์ประทานไปทั้ง เป็นพระโพธิสัตว์ปรับโทษให้นาคแปลงเป็นม้าสำหรับอาตมภาพขี่ไปไซที พระเจ้า ถังไทจงฮ่องเต้ได้ฟังแล้วก็ตรัสสรรเสริญ แล้วตรัสถามต่อไปว่า ไซทีนั้นหนทางจะ ไกลสักเท่าใด พระถังซัมจั้งว่าจำคำของพระโพธิสัตว์ได้ว่า ระยะทางนั้นหนึ่งแสน แปดพันโยชน์คิดเป็นเวลาได้สิบสี่พรรษาขึ้นเขาลงห้วยพบปะศัตรูหมู่มารปิศาจ ร้ายมากแห่งหลายตำบลจะนับมิถ้วนแต่มีตราทุก ๆ เมือง ได้ประทับให้ในหนังสือ เดินทาง จึงเรียกให้เห้งเจียนำหนังสือเดินทางมาถวายคืน เห้งเจียแก้ห่อนำ หนังสือมาถวายพระอาจารย์ พระถังซัมจั้งรับมาถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ รับมาทอดพระเนตรหนังสือเดินทาง คือปีพระเจ้าเจงกวน เสวยราชได้สิบสามปี เป็นเดือนสิบสองขึ้นสิบเอ็ดค่ำออกจากเมือง พระองค์ทอด พระเนตรแล้วทรงพระสรวลตรัสว่า มีความทุกข์ยากแค้นมาจนบัดนี้ พระเจ้าเจง กวนเสวยราชได้ยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ในหนังสือทุก ๆ เมืองมีตราประทับมาให้ คือตรา เมืองโป๊เชียงก๊กหนึ่งตราเมืองโอเคยก๊กหนึ่ง ตราเมืองเชียตี้ก๊กหนึ่ง ตราเมืองไซ เหลียงก๊กหนึ่ง ตราเมืองเจไซก๊กหนึ่ง ตราเมืองจูจี้ก๊กหนึ่ง ตราเมืองปี้คิวกักหนึ่ง ตราเมืองแบ๊กฮวดก๊กหนึ่ง รวมแปดเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ ยังเมืองน้อยอีกสาม เมืองคือตราเมืองโหงเซียนกุ้นหนึ่ง ตราเมืองเง๊กฮั้วจิวหนึ่ง ตราเมืองกิมเพ่งฮู้หนึ่ง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรตราทุก ๆ เมือง แล้วก็เก็บไว้ข้างพระที่ฝ่ายเจ้าพนักงานเครื่อง ครั้นได้จัดเครื่องเสร็จแล้วก็มากราบทูลพระองค์ทรง ทราบแล้ว จึงเสด็จลงจากพระที่นั่งมาจับมือพระถังซัมจั้งตรัสถามว่า สานุศิษย์ ทั้งสามนั้นรู้จักขนบธรรมเนียมหรือไม่พระถังซัมจั้งถวายพระพรว่า สานุศิษย์เป็น ชาวป่าดงมีความหยาบคายขอพระองค์ได้โปรดพระราชทานโทษให้ด้วยเถิด พระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ไม่ถือโทษตามกิริยาอัชฌาสัยของเธอ ก็พร้อมกันไปยังตำหนักตังก๊อกพระถังซัมจั่งจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามไปด้วย อาจารย์กับศิษย์และขุนนางซ้ายขวายืนเรียงตามลำดับสองข้าง พระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้เสด็จประทับโต๊ะกลางแล้ว ขุนนางซ้ายขวากับพระถังซัมจั้งและสานุศิษย์ ทั้งสามพร้อมกันคำนับแล้ว ก็ต่างเข้านั่งตามเกียรติยศ เรียงกันเป็นลำดับต่อ ๆ กันลงไปแล้ว พวกดนตรีก็บรรเลงขับขานประสานเสียงตามเคย เวลาที่เสวยโต๊ะ นั้นเป็นที่รื่นเริงโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง เพราะอาราธนาพระไตรปิฎกมาได้ดังประสงค์ ด้วยพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรื่องแพร่หลายไปได้สิ้นกาลนาน และให้คำสอน สว่างไสวทัวไปทังอาณาจักร เวลานันครันเสร็จการเสวยแล้วพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ก็เสด็จเข้าพระตำหนักใน พวกขุนนางใหญ่น้อยต่างคนก็ออกจากพระราชวังกลับ ไปยังบ้านเรือนของตนฝ่ายพระถังชัมจังกับศิษย์ ก็พากันกลับไปยังวัดอั้งฮกยี่ ครั้นถึงประตูวัดพระ สงฆ์ทั้งหลายก็มาคอยรับอยู่ทั้งสองข้างทาง เห็นพระถังชัมจั้งมาถึงต่างคนก็ลด กายลงคุกเข่ากระทำนมัสการทุก ๆ รูป พระถังซัมจั้งก็ลดกายปราศรัยคำนับตอบ และทักถามทุก ๆ องค์ แล้วก็พากันเดินตรงเข้าไปยังกุฎีใหญ่ยกน้ำร้อนน้ำชามา ถวายแล้วพระสงฆ์ทั้งหลายจึงพูดว่า วันนี้เมื่อเวลาเช้าต้นไม้สนทุก ๆ กิ่งหัน กลับไปรวมข้างทิศตะวันออก พวกข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านอาจารย์คงจะกลับมาจึง ได้พากันออกไปรับท่านอาจารย์ก็จริงเหมือนดังที่นึกหมาย พระถังซัมจั้งได้ฟังพระ สงฆ์เล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง เวลานั้นโป๊ยก่ายกายใจก็ระงับจะกิน อยู่ไม่วุ่นวายเหมือนแต่ก่อน เห้งเจียพระถังซัมจั้งก็ระงับสุขเพราะได้ลุล่วงซึ่ง มรรคผลแล้ว จึงมีกิริยาระงับเงียบไม่ฟุ้งซ่านในความสุขฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้1 พอเวลาได้อรุณก็เสด็จออกขุนนางพวกขุนนาง ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าพร้อมกันทุกตำแหน่ง พระองค์จึงมีรับสั่งแก่ขุนนาง ข้าราชการทั้งหลายว่าฟ้ารับพระคุณของพระถังซัมจั้งน้องเราอันล้ำเลิศหาที่ เปรียบมิได้ เราไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาตอบแทนคุณนั้นได้ เมื่อคืนนี้มิได้บรรทม หลับได้แต่งเป็นคำกลอนตอบสนองคุณพอเป็นก็ริยาให้ทราบซึ่งจิตนั้น แต่ยังหา ได้เขียนลงกระดาษไม่ จึงเรียกขุนนางอาลักษณ์มาเขียนเราจะบอกให้เขียนฝ่ายขุนนางอาลักษณ์ เมื่อได้ฟังพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นก็เขียนตาม รับสั่งมีความว่า ฟ้าดินใหญ่กว้างประกอบด้วยเหตุไม่มีรูปกายก็จริง แต่ยังรู้ได้ เพราะภาคอันอบรมตามฤดู พึงกำหนดได้ตามภูมิของสิ่งที่อาศัยธาตุอบรม ย่อม เป็นไปด้วยก็ริยาใหญ่น้อยอันสิ่งในโลกนี้ว่ายากหรือก็ยังกำหนดรู้ได้ ในพระธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นธรรมอันสุขุมลึกลับละเอียดยิ่งที่จะกำหนด ได้ เป็นธรรมอันพิเศษอาจนำสัตว์ออกจากสังสารวัฏทุกข์ ให้ลุถึงพระโลกุตรธรรม จนไม่มีสัตว์มีบุคคลและปราศจากตัณหามานะทิฐิและกิเลสทั้งสิ้นได้ เป็นธรรม ที่สุดยิ่งในมนุษย์โลกจะหาที่เปรียบได้ ทั้งกว้างใหญ่อย่างไม่ถึง เป็นยอดแห่ง กุศลธรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมสำราญนิราศภัยอันตรายของ สัตว์ทั้งหลายผู้แจ้งแล้วซึ่งธรรมนั้น ซึ่งพระถังซัมจั้งได้ปฏิบัติโดยความบริสุทธิ์ ตั้งมั่นมิได้หวั่นไหวแพร่งพราย อุตสาหะตั้งใจรับคำสั่งของเราไปยังไซที ทนทุกข์ ทรมานมิได้คิดถึงความตายไปจนถึงพระพุทธเจ้า นมัสการขออาราธนาพระไตร ปิฎกธรรม ได้กลับมาให้เราสมความที่ตั้งใจศรัทธาในครั้งนี้ คุณของพระถังซัมจั้ง หาที่เปรียบมิได้ อันฟ้าและดินที่ใหญ่กว้างก็ยังพอจะประมาณได้ อันคุณของ พระถังซัมจั่งน้องเราในครั้งนี้ เป็นที่สุดหาสิ่งใดเปรียบมิได้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ เมือดรัสสินค้านันแล้ว ขุนนางอาลักษณ์เขียนแล้วก็นำถวายต่อพระหัตถ์ จึงมี รับสังให้นิมนต์พระถังซัมจังเข้ามาเฝ้าในพระราชวัง เวลานั้นพระถังซัมจั่งมาคอย จะเฝ้าอยู่แล้วพอมีรับสั่งให้หาก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นิมนต์ให้นั่งที่อัน สมควรแล้ว จึงหยิบหนังสือนั้นส่งให้พระถังซัมจั้ง พระถังซัมจังรับมาอ่านดูตั้งแต่ ต้นจนปลายแล้วถวายพระพรว่า ขอพระองค์ได้ทราบ อันถ้อยคำบทกลอนลึกลับ นี้ไม่ทราบว่าพรระองค์จะให้ชื่อว่าหนังสืออะไร พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสว่า อัน ถ้อยคำทั้งหลายเหล่านั้น เรากล่าวโดยใจนึกจะให้เป็นก็ริยาตอบสนองคุณให้ท่าน น้องเท่านั้น แม้จะตั้งชื่อคำนั้นก็ให้เรียกว่า เซี้ยก่าจื่อไม่ทราบว่าจะดีหรือไม่ พระ ถังซัมจังถวายพระพรว่าดีแล้ว งามแล้วหาที่เปรียบมิได้ฝ่ายขุนนางข้าราชการที่เฝ้าอยู่ในที่นั้น ต่างพร้อมกันสรรเสริญว่า เป็นที่สุดแล้ว หาที่เปรียบมิได้ จึงเอาพระราชนิพนธ์ที่ทรงแต่งนั้นคัดลอกจำลองออกประกาศให้ แพร่หลายทั่วไปทุกตำบล พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงรับสั่งให้พระถังซัมจั้งเปิดพระ คัมภีร์ออกแสดง พระถังซัมจั้งจึงถวายพระพรว่า แม้พระองค์จะให้อาตมภาพ แสดงพระธรรม ต้องจัดที่ให้สมควร ในพระราชวังนี้ไม่ควรจะแสดงธรรมจะเป็นที่ หมิ่นประมาทธรรมไป ขอพระองค์ได้ทรงทราบ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้ทรงฟัง พระถังขัมจั่งทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีใสโสมนัสสาจึงตรัสกับขุนนางองครักษ์ว่า ในกำแพงเมืองเชียงอานนี้จะมีพระอารามใดบริสุทธิ์ควรตั้งพิธีแสดงธรรมได้บ้าง ในหมู่พวกขุนนางนั้นมีขุนนางต้ายฮักสือชื่อเชียวอู้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ได้ฟังพระ เจ้าถังไทจงฮ่องเต้ตรัสถามดังนั้น จึงกราบทูลขึ้นว่าในกำแพงเมืองนี้มีวัดเจงทะยี่ เป็นที่บริสุทธิ์ควรจะตั้งพิธีธรรมได้ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้ขุนนาง พนักงานไปจัดแจงพระอาราม แล้วอาราธนาพระคัมภีร์ไปยังวัดเจงทะยี่และจัดที่ ให้พรักพร้อมฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลาย ก็ไปจัดการตามรับสั่งทุกประการ ครั้น เสร็จแล้ว พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็เสร็จโดยราชรถไปยังวัดเจงทะยี่ฝ่ายพระถังซัมจั้งกับสานุศิษย์ทั้งสาม และขุนนางข้าราชการทั้งปวง ก็พากัน ตามเสด็จไปยังวัดเจงทะยี่ ครั้นถึงวัดพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ก็ประทับบนพิธีชั้นสูง พวกขุนนางน้อยก็ยื่นเฝ้าตามลำดับตำแหน่งยศ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ จึงทรง จุดธูปเทียนกระทำสักการบูชาแล้ว จึงนิมนต์ให้พระถังซัมจั่งเปิดพระคัมภีร์เจริญ พระพุทธมนต์ฝ่ายพระถังซัมจั้งครองจีวรสำรวมกิริยาโดยเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าที่โต๊ะบูชาแล้ว สั่งให้โป๊ยก่ายซัวเจ้งรักษาข้าวของกับม้า ฝ่ายเห้งเจียยืนเฝ้ารักษาพระอาจารย์อยู่ ข้าง ๆ พระถังซัมจังจึงถวายพระพรแก่พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์ได้ ทรงทราบ แม้พระองค์จะให้พระธรรมแพร่หลายทั่วพระราชอาณาเขตของพระ องค์แล้ว ขอให้จำลองออกจากพระคัมภีร์เดิมไป ที่ของเดิมเก็บรักษาไว้ยังหอ พระไตรดังนี้ จึงจะมั่นคงถาวรต่อไปเมื่อหน้า พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ได้ทรงฟัง พระถังซัมจั้งทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีจึงรับสั่งให้พวกอาลักษณ์จำลองคัดออก จากคัมภีร์เดิมทุก ๆ ผูก และรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายโยธาก่อสร้างพระอารามใหญ่ขึ้น อีกวัดหนึ่งข้างทิศตะวันออกให้เรียกว่า วัดแป๊ะเท่งอิ้งยี่ครั้นพระองค์ตรัสเสร็จแล้ว พระถังซัมจั้งยกพระคัมภีร์วางบนโต๊ะจะเปิดพระคัมภีร์ออกเจริญพระพุทธมนต์ ได้ยินเสียงลมพัดฉิว ๆ มีกลิ่นหอมเข้ามากระทบนาสิก ที่กลางอากาศท่านท้าว กิมกังทั้งแปดก็สำแดงกายปรากฏออกมา มีเสียงร้องเรียกว่าท่านที่เจริญพระพุทธ มนต์นั้น จงวางพระคัมภีร์ลงเสียเถิด จงรีบตามข้าพเจ้าไปไซทีเถิด เห้งเจียโป๊ย ก่ายซัวเจ๋งกับม้าก็ลอยขึ้นกลางอากาศ พระถังซัมจั้งวางคัมภีร์ลงแล้วก็ถวาย พระพรลาพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์อยู่ครองราชสมบัติให้ยิ่งยืนสุข สวัสดิ์พิพัฒนมงคลเกิด อาตมาภาพจะขอถวายพระพรลาไปหาพระพุทธเจ้าแล้ว ว่าขาดคำลงแล้วก็ลอยขึ้นกลางอากาศ พระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซั่วเจ็งกับม้า พร้อมด้วยท้าวกิมกังทั้งแปดก็พากันลอยตามลมกลับไปไซที พระเจ้าถังไทจง ฮ่องเต้กับพวกขุนนางข้าราชการกำลังประชุมอยู่พร้อมกัน แลเห็นดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนคุกเข่าลงคำนับกระทำนมัสการทุก ๆ คน ฝ่ายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กับ ขุนนางกระทำนมัสการแล้ว จึงมีรับสั่งให้จัดพระสงฆ์ราชาคณะที่เชี่ยวชาญเป็น นักปราชญ์ มาประชุมตั้งพิธียังวัดเจงทะยี่ ทรงกระทำมหากุศลทั้งบกทั้งน้ำสวด พระคัมภีร์อภิธรรม โปรดช่วยสัตว์ที่ต้องเวรกรรมในนรกและเปรตอสุรกายเดียรัจ ฉานให้ปราศจากซึ่งทุกข์ภัยอบายภูมิทั้งหลาย และจำลองพระคัมภีร์ออกแจกจ่าย ไปทั่วทุกตำบลฝ่ายท้าวกิมกังทั้งแปด แผลงฤทธิ์หอบพาพระถังซัมจั่งกับสานุศิษย์กับม้ารวม ห้าด้วยกัน ทั้งไปทั้งมารวมแปดวันก็พอถึงเขาเล่งซัว เวลานั้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย กับหมู่พระอรหันต์ทั้งอุบาสกอุบาสิกา กำลังเฝ้าฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ท้าวกิมกังก็พาพระถังซัมจั้งเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ้งกับม้าตรงเข้าไปเฝ้ากระทำนมัส การแล้วทูลว่า ข้าแต่พระพุทธองค์เจ้า ขอได้ทรงทราบด้วยพระผู้เป็นเจ้าให้ข้า พระพุทธเจ้าไปส่งพระถังซัมจั้งไปยังเมืองไต้ถังนั้น พระถังซัมจังได้นำพระคัมภีร์ ธรรมถวายพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แล้ว บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้กลับมาพร้อมทั้ง ศิษย์และอาจารย์แล้ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่พระถังซัมจั้งว่า ท่าน ชาติก่อนเป็นสาวกของตถาคต เหตุที่มีจิตเกียจคร้านหมิ่นประมาทมิได้สดับฟัง พระปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นจึงปรับให้ไปเกิดในประเทศจีนได้อุปสมบทบวชเป็น ภิกขุสงฆ์ปฏิบัติอันบริสุทธิ์และได้อุตสาหะมาอาราธนาพระไตรปิฎก เพราะมีความ ชอบเอาคุณไถ่โทษแล้ว บัดนี้มีความบริสุทธิ์ตถาคตจะให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นามเรียกว่า เจียนทันกงเต๊กพุทธเจ้า พระถังซัมจั้งได้รับคำพระพุทธเจ้าตั้งให้ก็มี ความยินดีจึงกระทำนมัสการสามครั้งแล้วก็นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง พระองค์ทรงเรียกเห้งเจีย เข้ามาใกล้แล้วตรัสว่า เหตุครั้งก่อนตัวทำการจลาจลวุ่นวายแก่เทพยดาเทพารักษ์ เพราะฉะนั้นตถาคตจึงได้ปรับโทษบันดาลเป็นเขาห้ายอดทับไว้ อันภัยร้ายหมด สิ้นแล้วจึงได้พ้นจากโทษและได้รักษาปฏิบัติตามหนทางชอบธรรมอุตสาหะปราบ ยักษ์มาร มีความชอบตถาคตจะพยากรณ์ให้ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า มีนามว่าเต๊าเจี้ยนเส้งพุทธเจ้า เห้งเจียได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงตรัสพยากรณ์ดังนั้น ก็มีความยินดีกระทำนมัสการแล้วก็นั่งอยู่สวนหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเรียกโป๊ย ก่ายเข้ามาใกล้แล้ว จึงตรัสว่าโป๊ยก่ายเดิมเป็นขุนนางบังคับการพลทหารเรือบน สวรรค์ เหตุเมื่อมหาประชุมเลี้ยงโต๊ะหมู่เทพยดา ตัวทำผิดด้วยเสพสุราเมากำเริบ สัพยอกนางฟ้าของเง็กเชียงฮ่องเต้ เง็กเชียงฮ่องเต้จึงปรับโทษให้จุลิลงไปเกิดใน มนุษยโลก ร่างกายดังเดียรัจฉานอยู่ที่เขาฮกลินชัวถ้ำอุ้นจั้นต้องตั้งสร้างบาปกรรม ได้กลับใจรักษาตามสัมมาทิฐิและได้ตามรักษาปฏิบัติพระถังซัมจั้งจนสำเร็จธุรกิจ แต่ยังมีความกำหนัดในรูปเสียงกลิ่นรสยังไม่ระงับ แต่ได้เป็นพาหนะหาบคอนก็มี ความชอบมาก จะให้โป๊ยก่ายเป็นที่ตำแหน่งพุทธพิธีทูต โป๊ยก่ายทูลว่าท่านทั้ง สองได้เป็นพระพุทธเจ้า ทำไมให้ข้าพเจ้าเป็นพุทธพิธีทูตเล่า พระพุทธองค์ตรัส ว่าเพราะด้วยโป๊ยก่ายปากกว้างพุงใหญ่ กระเพาะใหญ่ อันฟ้าดินทัง ๔ ทวีปก็ นับศรัทธาเชื่อต่อพระตถาคตทั้งสิ้น แม้จะตั้งพิธีใด ๆ ก็ดี จะต้องเชิญโป๊ยก่ายทั้ง นั้นเพราะฉะนั้นจึงตั้งให้โป้ยก่ายเป็นตำแหน่งพุทธพิธีทูตจะได้อิ่มเอิบจะไม่พอใจหรือ โป๊ยก่ายได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงดังนั้น ก็มีความยินดีกระทำความเคารพแล้ว ก็นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง พระองค์จึงตรัสแก่ซัวเจ๋งว่าเมื่อเวลามหาประชุมเดิมตัวเป็นราช องครักษ์ของเง็กเชียงฮ่องเต้บนสวรรค์เลี้ยงโต๊ะชมพู่เซียนตัวกระทำคนโทแก้วพลัด ตกแตก เง็กเชียงฮ่องเต้ปรับโทษให้จุติลงไปทนทุกขเวทนาอยู่ในลำแม่น้ำลิ่วซัวฮ้อ กระทำการหยาบช้าสร้างอกุศลกรรมไม่คณนานับได้ ภายหลังกลับใจได้ปฏิบัติ รักษาศีลและได้ตามปฏิบัติรักษาพระถังซัมจั้งขึ้นเขาลงห้วยมีความชอบเอาคุณไถ่ โทษ เพราะฉะนั้นจะตั้งให้ซัวเจ๋งเป็นตำแหน่งจะได้สำเร็จเป็นมหาเถรอรหันต์ ซัว เจ้งคำนับแล้วก็นั่งอยู่ในที่ควรส่วนหนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่ม้ามังกรว่า เมื่อเดิม ตัวเจ้าเป็นบุตรพระยาเล่งอ๋อง เพราะประพฤติซึ่งความชั่วร้ายโทษถึงประหารชีวิต ได้รอดเพราะกลับใจสมาทานตามพระพุทธศาสนา และรับเป็นพาหนะกำลังให้ พระถังซัมจังขี้ไปไซที เวลากลับก็ได้บรรทุกพระคัมภีร์มีความชอบจะตั้งให้เป็นหมู่ นาคมหาเศรษฐีคอยรักษาพระรัตนตรัยเมื่อพระองค์ทรงตั้งตามมรรคผลกุศลธรรม ของคนเหล่านั้นแล้ว พระถังซัมจั้งโป๊ยก่ายซัวเจ้งพร้อมกันนมัสการม้าก็นมัสการ ขอบคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสั่งแก่เจ้าเจี๊ยดที้ให้นำม้าไป ยังเขาเล่งซัว ผลักลงไปในสระนาคให้แปรร่างกายกลับเป็นนาค เจ้าเจี๊ยดที้ก็นำม้าไปยังสระ ครั้นถึงก็ผลักม้าลงไปในสระบัดเดี๋ยวก็แปรกายกลับเป็นพระยานาคราช แล้วกลับ เหาะมานอนเฝ้าอยู่ยังประตูใหญ่พระอารามพระโพธิสัตว์ก็พร้อมกันสรรเสริญ บารมีอภินิหารธรรมของพระองค์ที่กว้างขวางใหญ่หาที่เปรียบมิได้ เวลานั้นเห้งเจีย บอกแก่พระถังซัมจั้งว่า เวลานี้อาจารย์กับข้าพเจ้าก็รับคำพระพุทธเจ้าตรัสให้เป็น พระพุทธเจ้าแล้ว ขอให้ภาวนาถอนมงคลบนศีรษะข้าพเจ้าออกเถิด หรือยังจะ เอาไว้ทำอะไรอีกก็ให้รู้ พระถังซัมจั้งพูดว่าเดิมเพราะบังคับเห้งเจียไม่ได้จึงต้องมี มงคล บัดนี้ได้สำเร็จแล้วมงคลก็สูญหายไปเองที่ไหนจะติดอยู่ได้ เห้งเจียจงเอา มือลองคลำดูหรือจะมีอยู่หรือเปล่า เห้งเจียจึงยกมือขึ้นคลำบนศีรษะมงคลก็หาย ไปจริงดังนั้นเวลานั้นพระถังซัมจังกับสานุศิษย์ทั้งสามกับม้าก็ได้สำเร็จมรรคผล ตามกำลังของกุศลธรรมที่ตนได้กระทำไว้ฝ่ายหมู่พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ สาวกอินทร์พรหมเทพยดาเทพารักษ์กับ หมู่อุบาสกอุบาสิกา ที่ได้มาประชุมฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมนั้น ต่างนมัสการ ลาแล้วก็กลับไปยังที่ของตน ทุกคนแล้วขอแต่งกลอนตอนท้ายอธิบายขานโดยตั้งใจไว้วันหน้าอยู่ช้านาน ตามเหตุการณ์ และกระทู้ของครูบา ทั้งข้อความตามที่มีผู้กล่าว เป็นเรื่องราวเท็จจริงสิ่งที่ว่า แห่ง ท่านครูผู้ประสิทธิ์ลิขิตตรา ได้กล่าวหาแต่งไว้ในนิทานความจริงนั้นท่านซัมจั้งเธอขลังแน่ ได้ไปแท้ถึงฮีนดูเป็นผู้หาญ ได้ลอกจัด คัมภีร์มีพยาน แต่ตามกาลตามวิสัยของใจจีน เป็นไชนาท่าจะเปลี่ยนเขียนกระดาษ นามก็คลาดไปตามชื่อผู้ถือศีล ระยะทางห่างใจหายต้องป่ายปืน เดินด้วยตีนขา ไปเพราะไกลครัน แต่แผนที่มีชัดในบัตรนี้ สิบสี่ปีอยู่ข้างเกินทางเดินสั้น น่าจะเป็น สี่ปีพอดีกัน โดยเหตุฉันเอาใจใส่ในมรรคาผู้ที่ทำจำต้องกล่าวให้ยาวยืด หวังเป็นพืชหญิงชายไปภายหน้า ซึ่งให้พบรบคนแต่ก่อนค่อนข้างคิดพิศวง ยักษ์มีศักดา เรื่องปัญญาหรืออุบายไม่หมายนัก จะกล่าวตรงใจไม่ชอบเหมือนหอบผัก ที่เนื้อหนังมังสาไม่กล้านัก ดวงจิตรักฤทธิ์ เดชวิเศษไป จึงเติมความตามทางหว่างวิถี ให้เกิดมียักษ์มารพาลวิสัย เพื่อแสดง บาปกรรมที่ทำไว้ บันดาลให้เห็นจริงทุกสิ่งอันสำนวนจีนกับฮืนดูอยู่ข้างคล้าย มักปืนป่ายป่าฏิหาริย์การขันขัน จึงยึดยาว กล่าวไว้ในอนันต์ เรานายวรรณได้พิเคราะห์จำเพาะญาณ โดยเหตุว่าศาสนาของ พระพุทธ มีที่สุดสี่สิบห้าว่าวิตถาร ทรงพระชนม์แปดสิบงุบงิบกาล แต่เรื่องนี้ที ข้างนานหลายร้อยปี คือหงอคงไปติดอยู่ที่ภูเขา นานไม่เบาห้าร้อยเศษในเขตที่ พระเสด็จเข้านิพพานนานเต็มที่ แปดสิบปีสิ้นพระชนม์นี่กลใดเมื่อซัมจั้งกลับมาเวลาน้อย แล้วกลับถอยไปไซทีนี่ไฉน ใครเป็นผู้เล่าบอก ออกแก่ใคร ฟัง ๆ ไปขัดหูดูรำคาญแต่พระธรรมคัมภีร์เป็นมีแน่ นักปราชญ์แปลฉันได้ฟังหวังวิตถาร แต่ลู่ทาง ห่างไกลไปลำบาก ฟังก็ยากเอาเป็นจริงทุกสิ่งสรรพ์ แปลกแต่นามตามระยะที่ปะ นั้น ไฉนหันไปเป็นจีนดูปีนความ ทั้งรูปร่างทางท่าสารพัด ดูมันพลัดไปเป็นเจ๊ก เด็กมันถาม ว่าฮืนดูผู้เป็นแขกย่อมแปลกนาม ไฉนความชื่อเสียงจึงเลี่ยงไปชั้นรูปพระพุทธองค์สงฆ์ทั้งหลาย ก็กลับกลายเสื้อกางเกงนี่เพลงไหน ชั้นเทวดา ท่าทางก็ขวางไป จึงเข้าใจคงจะเรียงตามเสียงคน ถ้านิทานบ้านแขกคงแปลกรูป ชั้นสถูปเจดี์ที่กุคล โบสถ์วิหารการเปรียญก็เวียนวน แล้วแต่คนประเทศไหนก็ ไปตามจึงจับได้ในปัญญาอัชฌาสัย เรื่องของใครๆ ผู้ทำไม่จำถาม ตามวิสัยใจรัก ประจักษ์ความ พอจะตามอนุมานในการไกลอักษรจีนเขียนด้วยหมึกจารึกรส ก็จำจดด้วยพู่กันขันที่ไหน เขมรมอญหรือ พม่าลังกาไทย ก็เขียนไว้ด้วยใบลานนมนานมา ฝั่งเขาเจ้าความคิดมีฤทธิ์เดช ก็ตาม เหตุพิมพ์ผนึกเรื่องศึกษา ตัวอักษรกลอนความตามสารา เมืองของใคร ๆ ก็ว่า ภาษาตัว แต่ประเทศฮีนดูอยู่ข้างนาน มีหลักฐานควรคิดทุกทิศทั่ว กับเมืองโรม ก็บุราณนานเต็มตัว ฉันทราบทั่วธานีที่เป็นเดิมตะวันออกนอกว่าจีนยังปีนป่าย พึ่งตั้งกายทีหลังเขาอย่าเมาเหิม ตะวันตกก็ ฮีนดูเป็นหมู่เดิม ไม่ส่งเสริมแสร้งกล่าวยืดยาวมา ถ้าเฉียงใต้ฝ่ายยุโรปครบทุกชาติ เก่าทายาทอีตาเลียนเฮี้ยนนักหนา สามประเทศนี้แลใหญ่แต่ไรมา ทั้งสารารูป เรื่องเมืองใด ๆ ในท่วงทีมีละม้ายคล้ายกันสิ้น อาการกินนุ่งห่มสมวิสัย มายอด แหลมอยู่แต่เราเฒ่าข้างไทย นอกนั้นไซร้ทรวดทรงเขาลงกัน ฝรั่งแขกแปลกกันไม่ มากนัก ทำเยื้องยักผิดเพี้ยนที่เหียนหัน แต่ท่วงทีมีเสื้อหมวกตามพวกพันธุ์ มา ทุกชั้นจึงได้แปลกแยกกันไปฉันเชื่อแน่แต่ว่าธรรมพระซัมจั้ง โดยกำลังไปฮืนดูรู้นิสัย เป็นผู้นำคำพระ ระยะไกล มาสู่ในตะวันออกไม่นอกทาง แต่ไปมาท่าไหนฉันไม่รู้ เพราะฮืนดูมีแต่ แขกที่แปลกอย่าง เขาผู้จดปดริงสิ่งที่วาง ฉันขออ้างพงศาวดารในการไกล ได้ ทราบแน่แต่อาจารย์ท่านขงจี๊ แกเป็นผู้เกิดพร้อมพระใจสะใส เกิดเมืองล่อพ่อแก ดีศิวิไลซ์ ระยะไกลแก่สุยถังได้ฟังมา เพราะเลียดก๊กกับสุยถังตั้งพันปี พระจะมี อยู่ที่ไหนมิใช่บ้า พระดับขันธ์นิพพานนมนานมา เกือบพันกว่าสุยถังจึงตั้งตนซึ่งว่าไปพบพระองค์คงจะปด เรารู้หมดไม่มีแคลงทุกแห่งหน ว่าพระอยู่บน ภูเขามันเข้ากล ยังเป็นคนเป็นสัตว์เห็นขัดครัน คนบุราณพาลจะปดสดสดร้อนร้อน พอใจสอนแอบเอาคำธรรมขันธ์ เห็นว่าทางห่างไกลรู้ไม่ทัน พูดสั้นสั้นคิดว่าใคร จะไม่รู้ครั้นว่ากาลนานมาเวลาล่วง คนทั้งปวงมีนิสัยเข้าใจอยู่ ก็เสาะสางถางถาม เนื้อความครู ที่ท่านรู้เหตุการณ์สถานไกล เที่ยวสอดถามความจริงทุกสิ่งสรรพ์ จนรู้ทันรู้เท่าเข้าจงได้ ทำแผนที่ชี้ทิศทั่วกิจไป ก็รู้ได้จริงจังสิ้นทั้งนั้นซึ่งตัวฉันพรรณนามาทั้งนี้ เพราะเหตุที่เป็นผู้เรียงเขาเถียงฉัน จำต้องกล่าว ยาวความไปตามกัน ผู้นิพันธ์ไซอิ๋วหวาดหวิวใจ เกรงท่านที่มีปัญญาจะว่าหลง ฉันไม่ปลงไปทั้งนั้นคิดหวั่นไหว เชื่ออยู่เพียงพระชัมจั้งเธอตั้งใจ เป็นผู้ไปเชิญพระ ธรรมแลคัมภีร์ แต่พบปะพระที่ไหนฉันไม่เชื่อ ยอมเพียงเมื่อมัชฌิมประเทศถึงเขตที่ ในแผ่นดินสุยถังฟังเพียงนี้ เป็นเรื่องดีควรดูทุกผู้คนโดยสีคนชนที่ไปใจต่าง ๆ ใครหนักทางใดอยู่ในกุศล พระซัมจังมีศรัทธายิง กว่าคน ทังอดทนแลเมตตาแกหนาพอ ส่วนเห้งเจียเงียข้างร้ายฝ่ายโทโส แต่ไม่